ค้านกฎหมายคุมสื่อ รัฐบาลซุ่มดันเข้าสภาฯ 7ก.พ. จ่อดัน3วาระรวด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542279

03 ก.พ. 2566

ค้านกฎหมายคุมสื่อ รัฐบาลซุ่มดันเข้าสภาฯ 7ก.พ. จ่อดัน3วาระรวด

จับตา 7 ก.พ.นี้ รัฐบาล ดัน “กฎหมายคุมสื่อ” ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน เข้าที่ประชุมร่วม 2 สภา จ่อดัน3วาระรวด

จับตา “กฎหมายคุมสื่อ” หรือ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. …. ซึ่งคณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ ถูกบรรจุอยู่ในวาระการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 8 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ ซึ่งจะประชุมกันในวันวันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 เวลา 09.00 น.


นายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานคณะอนุกรรมการฝ่ายกฎหมายและสิทธิ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เปิดเผยว่าในที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 จะมีการประชุมร่วมของรัฐสภา คือสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพื่อพิจารณาเรื่องด่วนคือ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. … ซึ่งเป็นร่างที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายตามยุทธศาสตร์ของรัฐบาล

ดังนั้นหากผ่านการพิจารณาร่วมของทั้ง 2 สภา ก็สามารถประกาศใช้เป็นกฎหมายได้เลย ร่างพระราชบัญญัตินี้อ้างที่มาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 35 ที่รับรองเสรีภาพในการเสนอข่าวสารและการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพไว้ จึงมีกฎหมายลูกเป็นพระราชบัญญัติเข้ามารองรับ

นายสุรพงษ์ ซึ่งเป็นอดีตกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยหรือไทยพีบีเอส กล่าวว่า มีความกังวลต่อกฎหมายฉบับนี้ที่ไม่ครอบคลุมการส่งเสริมและคุ้มครองเสรีภาพของสื่อมวลชน รัฐบาลควรดึงกลับ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของสื่อมวลชนอย่างรอบด้านก่อนเสนอเข้ามาใหม่

นายสุรพงษ์กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้ควรมีทั้งการคุ้มครองและส่งเสริมเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งการคุ้มครองและส่งเสริมต้องเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนในสังคม แต่พระราชบัญญัติฉบับนี้กลับให้เป็นเพียงหน้าที่ของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนเพียงองค์กรเดียวเท่านั้น การคุ้มครองและส่งเสริมเสรีภาพสื่อมวลชน มีเพียงมาตรา 5 ซึ่งเป็นมาตราเดียวอยู่ในหมวด 1 ที่ไม่ครอบคลุม

จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการคุ้มครองและส่งเสริมเสรีภาพสื่อมวลชนมากขึ้น และจะต้องมีรายละเอียดอีกหลายมาตราเพื่อคุ้มครองและส่งเสริมเสรีภาพของสื่อมวลชน มาตราที่เหลือเป็นเรื่องของสภาวิชาชีพสื่อมวลชน ดังนั้นจะเห็นชัดเจนว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่ใช่พระราชบัญญัติในการส่งเสริมและคุ้มครองเสรีภาพของสื่อมวลชน

นายสุรพงษ์กล่าวว่า การคุ้มครองเสรีภาพสื่อมวลชนที่ปฏิบัติตามจริยธรรมที่ต้องมี แต่ไม่มีในกฎหมายฉบับนี้คือ กรณีสื่อมวลชนถูกรังแกจะช่วยเหลืออย่างไร หรือสื่อมวลชนถูกฟ้องเพื่อปิดปาก กฎหมายจะเข้าไปคุ้มครองอย่างไร ถ้าสื่อมวลชนเสนอข่าวสารและความคิดเห็นตามจริยธรรมสื่อมวลชน ต้องไม่ถูกรังแกและไม่ถูกฟ้อง และต้องกำหนดหน้าที่ของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนที่จะต้องทำการคุ้มครองสื่อมวลชนด้วย การคุ้มครองและส่งเสริมสื่อมวลชนอย่างเสมอภาค ไม่มีการเลือกปฏิบัติ

“สื่อมวลชนที่จดแจ้งและไม่จดแจ้ง สื่อมวลชนทั้ง 2 ประเภทต้องได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้อย่างเท่าเทียมกัน เนื่องจากพระราชบัญญัติฉบับนี้เน้นให้ประโยชน์กับสื่อมวลชนที่จดแจ้งเป็นสำคัญ นอกจากนี้ในบทเฉพาะกาล ต้องกำหนดให้กรมประชาสัมพันธ์ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานธุรการของคณะกรรมการสรรหากรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนเท่านั้น โดยไม่ต้องทำหน้าที่หน่วยงานธุรการให้กับสภาวิชาชีพสื่อมวลชน เพราะโดยหลักการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนต้องเป็นอิสระจากอำนาจรัฐและการจัดการโดยรัฐ ดังนั้นจึงใคร่เรียกร้องให้รัฐบาลถอนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ออกจากการพิจารณา เพื่อไปปรับปรุงและรับฟังความคิดเห็นของสื่อมวลชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้รอบด้านครบถ้วน”นายสุรพงษ์ กล่าว

คลิกอ่าน>> ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. ….

นายกรัฐมนตรี ไม่ตอบคำถามเรื่อง ‘ยุบสภา’ โบ้ยต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542280

03 ก.พ. 2566

นายกรัฐมนตรี ไม่ตอบคำถามเรื่อง 'ยุบสภา'  โบ้ยต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่

สวนข้อเรียกร้องให้ ‘ยุบสภา’ นายกรัฐมนตรี ลั่นไม่เคยก้าวก่ายฝ่ายนิติบัญญัติ ยังไม่รู้ลงสมัครสส.ปาร์ตี้ลิสต์หรือไม่

พลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ สื่อมวลชน ระหว่างลงพื้นที่ตรวจราชการสมุทรสงคราม กรณีนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่2 เรียกร้องให้ยุบสภาเพราะไม่มีสส.มาประชุมและรัฐมนตรีไม่มาตอบกระทู้ในสภาว่า เป็นเรื่องของสภา ที่ผ่านมาได้ขอร้อง พรรคการเมือง พรรคร่วมรัฐบาล ให้ไปดูว่าปัญหาว่าอยู่ตรงไหน  เพราะส่วนใหญ่เป็นเรื่องของกฎหมายแต่ละฉบับว่าเป็นของใคร  ส่วนเราก็ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในฐานะฝ่ายบริหาร ไม่เคยไปก้าวก่ายอำนาจนิติบัญญัติ

นายกรัฐมนตรีไม่ตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่พยายามสอบถามความชัดเจนเรื่องการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.ปาร์ตี้ลิสว่าเป็นความจริงหรือไม่  โดยระบุสั้นๆว่ายังไม่ถึงเวลา จะขอตัดสินใจอีกที เพราะเรื่องบางเรื่องยังไม่จำเป็นต้องตอบในขณะนี้  และบอกว่าที่ผ่านมาได้ฝากให้บรรดา สส. ช่วยดูในเรื่องกฎหมาย  เพราะบางเรื่องที่พยายามเสนอเข้าไปแต่ออกไม่ได้ เนื่องจากไม่เข้าใจกัน  ส่วนตัวไม่อยากให้ประเด็นของกฎหมาย หรือ พ.ร.บ ที่เสนอเข้าไปกลายเป็นเรื่องของการเมืองทั้งหมด เพราะเป็นเรื่องของประชาชน  ทั้งกฎหมายการศึกษา กฎหมายการประมง ไม่ใช่เรื่องของพรรคใดพรรคหนึ่ง 

ความวุ่นวายในการประชุมสภา จนเกิดปัญหาสภาล่มติดต่อกันนับครั้งไม่ถ้วนทำให้ กรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล ต้องเรียกประชุมกันในวันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์นี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล

กทม.เปิดรับฟังความเห็น ‘แบ่งเขตเลือกตั้ง’ 4-13 กุมภาพันธ์ นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542272

03 ก.พ. 2566

กทม.เปิดรับฟังความเห็น 'แบ่งเขตเลือกตั้ง' 4-13 กุมภาพันธ์ นี้

5รูปแบบ ‘แบ่งเขตเลือกตั้ง’ กรุงเทพมหานคร เปิดให้แสดงความเห็นผ่านคิวอาร์โค๊ด 4-13 กุมภาพันธ์นี้ ตามประกาศ กกต.

กกต.กทม.วอนพรรคการเมือง-ประชาชนช่วยกันแสดงความเห็นประกาศ 5 รูปแบบการแบ่งเขตเลือกตั้ง กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 4 – 13 กุมภาพันธ์นี้    ก่อนสรุปความเห็นให้ กกต.กลาง 16 กุมภาพันธุ์  

สำนักงาน กกต.กทม. ได้ประกาศรูปแบบการแบ่งเขตเลือกตั้ง ส.ส. เพื่อรับฟังความคิดเห็นของพรรคการเมืองและประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร  เป็นเวลา 10 วัน   โดยจะเริ่มแสดงความคิดเห็นได้ในวันพรุ่งนี้  ซึ่งสำนักงาน กกต.กทม.ได้จัดทำประกาศ แผนที่รูปแบบการแบ่งเขต บรรจุไว้ใน  QR CODE   โดย กทม. จัดทำรูปแบบการแบ่งเขตเลือกตั้งไว้  5 รูปแบบ

นายสำราญ  ตันพานิช ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร บอกว่าการแบ่งเขตเลือกตั้งเป็นเพียงขั้นตอนการเริ่มต้น    โดยให้ ผอ.กกต.จังหวัดและกรุงเทพมหานคร  เป็นผู้ดำเนินการจัดการแบ่งเขตเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 3 รูปแบบ ต่อ 1 จังหวัด   เพื่อประกาศ รับฟังความคิดเห็น พรรคการเมือง ประชาชน ในเขตนั้นๆ  ยังไม่ได้เคาะกว่ารูปแบบไหนดีกว่าแบบไหน    ซึ่ง กทม.แบ่งเขตเลือกตั้งไว้ 5 รูปแบบ ทุกรูปแบบเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ทุกประการ   โดยจะรับฟังความเห็นพรรคการเมือง คนกรุงเทพว่ารูปไหนที่เห็นว่ามีความเหมาะสมที่สุดกับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น   

คิวอาร์โค๊ด สแดงความเห็นแบ่งเขตเลือกตั้ง กทม. คิวอาร์โค๊ด สแดงความเห็นแบ่งเขตเลือกตั้ง กทม.

คิวอาร์โค๊ดแสดงความเห็นแบ่งเขตเลือกตั้งกทม.คิวอาร์โค๊ดแสดงความเห็นแบ่งเขตเลือกตั้งกทม.

หลังจาก 10 วันแล้ว ก็จะรวบรวมความคิดเห็นทั้งหมดในแต่ละรูปแบบเสนอต่อ กกต.กลางให้วินิจฉัยรูปแบบเขตเลือกตั้งที่เห็นว่าเหมาะสมที่สุด   ซึ่งวิธีการขั้นต้นในการแบ่งเขตแต่ละจังหวัดไปดำเนินการ    โดยจะออกประกาศรูปแบบการแบ่งเขตวันนี้    มีผลวันพรุ่งนี้   และเริ่มแสดงความคิดเห็นได้ไปจนถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์รวมระยะเวลา 10 วัน ตามที่กำหนด  และภายในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ทุกจังหวัดก็จะพิจารณารูปแบบที่เห็นว่ามีความเหมาะสมเรียงตามลำดับ

ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร ยอมรับว่าการแบ่งเขตเลือกตั้งในครั้งนี้    ในส่วนของ กทม.มีการเปลี่ยนแปลงจากการเลือกตั้งปี  2562    ซึ่งเดิมมี 30 เขต  ส.ส. 30 คน   ปัจจุปันเพิ่มมาเป็น 33 เขต ส.ส. 33 คน    ซึ่งในการแบ่งเขตได้นำรูปแบบการแบ่งเดิมมาปรับปรุงแก้ไขให้เป็นไปตามเงื่อนไขในมาตรา 27 กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.   ก่อนเปิดรับฟังความคิดเห็น ขณะเดียวกันก็ย้อนไปดูการเลือกตั้งเมื่อปี 2554 และ 2557 ที่มี 33 เขตเลือกตั้งเท่ากันด้วย

คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ออกประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง การแบ่งเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 และประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและเขตเลือกตั้งของแต่ละจังหวัดสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปครั้งแรก ภายหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2564 พร้อมให้ความเห็นชอบกรอบระยะเวลาการแบ่งเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ดำเนินการดังนี้

1.จังหวัดที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมากกว่า 1 คน ให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดจัดทำรูปแบบการแบ่งเขตเลือกตั้งภายใน 3 วัน โดยต้องแบ่งพื้นที่ของเขตเลือกตั้งแต่ละเขต ให้ติดต่อกันและต้องจัดให้มีจำนวนราษฎรในแต่ละเขตเลือกตั้งใกล้เคียงกัน แล้วประกาศรูปแบบการแบ่งเขตเลือกตั้งอย่างน้อย 3 รูปแบบ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของพรรคการเมืองและประชาชนในจังหวัดเป็นเวลา 10 วัน ซึ่งแต่ละรูปแบบต้องประกอบด้วย

  • รายละเอียดเกี่ยวกับอำเภอหรือตำบล หรือเขตพื้นที่ที่อยู่ในเขตเลือกตั้งแต่ละเขต
  • จำนวนราษฎรของแต่ละเขตเลือกตั้ง และผลต่างของของจำนวนราษฎรในแต่ละเขตเลือกตั้งจากจำนวนเฉลี่ยราษฎรต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 1 คนในจังหวัดนั้น ทั้งนี้ ผลต่างของจำนวนราษฎรในแต่ละเขตเลือกตั้งไม่ควรเกินร้อยละ 10 ของจำนวนเฉลี่ยต่อสมาชิกสภาผุ้แทนราษฎร 1 คนในจังหวัดนั้น เว้นแต่ เป็นกรณีมีความจำเป็นเพื่อให้ราษฎรในชุมชนเดียวกันหรือใกล้เคียงกันสามารถเดินทางได้โดยสะดวก
  • เหตุผลประกอบการเสนอแนะการแบ่งเขตเลือกตั้ง
  •  แผนที่แสดงรายละเอียดของพื้นที่ที่ประกอบเป็นเขตเลือกตั้งแต่ละเขตเลือกตั้ง

ในกรณีที่จังหวัดใดมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเท่ากับจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2562 และมีผลต่างของจำนวนราษฎรในแต่ละเขตเลือกตั้งจากจำนวนเฉลี่ยราษฎรต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหนึ่งคนในจังหวัดนั้นไม่เกินจำนวนผลต่างที่กำหนดไว้ใน (2) ให้จัดทำรูปแบบการแบ่งเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ใช้ในการเลือกตั้งเป็นการทั่วไปเมื่อปี 2562 และประกาศรับฟังความคิดเห็นในการแบ่งเขตเลือกตั้งในครั้งนี้ด้วย

 2. ให้ดำเนินการปิดประกาศรูปแบบการแบ่งเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไว้ ณ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ สำนักงานเทศบาล ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล ทั้งนี้ ให้รวมถึงศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร สำนักงานเขต และศาลาว่าการเมืองพัทยาด้วย และให้เผยแพร่ในเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด รวมทั้งประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆด้วย เพื่อเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองและประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น

  3. จังหวัดที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 คน ให้ดำเนินการปิดประกาศเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไว้ ณ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ สำนักงานเทศบาล ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล และให้เผยแพร่ในเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด รวมทั้งประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ

‘กกต.’ เปิดรับการสรรหา เป็นผอ.และกรรมการประจำเขตเลือกตั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542267

03 ก.พ. 2566

'กกต.' เปิดรับการสรรหา เป็นผอ.และกรรมการประจำเขตเลือกตั้ง

6-10 กุมภาพันธุ์นี้ ‘กกต.’ เปิดรับการสรรหา ผอ.และกรรมการประจำเขตเลือกตั้ง คุณสมบัติใกล้เคียงกับผู้สมัครส.ส.

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เปิดรับสมัครบุคคลเข้ารับการสรรหา เป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งและคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง เพื่อรองรับการเลือกตั้ง ส.ส.ที่จะมีขึ้น  ที่ กกต. จะแต่งตั้งบุคคลเป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง  เขตเลือกตั้งละ  1 คน  และคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง  เขตเลือกตั้งละ 3 คน   

โดย กกต.กำหนดการสรรหา ด้วยการรับสมัครบุคคลเข้ารับการสรรหาเป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งและคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง ระหว่างวันที่ 6-10 กุมภาพันธ์นี้   

ผู้ประสงค์จะเข้ารับการสรรหาต้องยื่นใบสมัครต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด  ตามแบบใบสมัครด้วยตนเองต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด 

ผู้สมัครจะต้องมีคุณสมบัติ สัญชาติไทยโดยการเกิด   มีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปีบริบูรณ์ในวันสมัครหรือวันที่ได้รับการทาบทาม  มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดนั้น  มีความเป็นกลางทางการเมืองและมีความซื่อสัตย์สุจริต และห้ามมีลักษณะต้องห้าม คือ  ติดยาเสพติดให้โทษ  เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต  เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช   อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่   วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ  อยู่ระหว่างถูกระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการชั่วคราวหรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง  ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล  เคยได้รับโทษจำคุกโดยได้พ้นโทษมาแล้วไม่ถึง 10 ปี นับถึงวันสมัครหรือวันที่ได้รับการทาบทาม เว้นแต่ ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ   

เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริต หรือประพฤติมิชอบในวงราชการ   เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกเพราะกระทำความผิด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต   เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง

เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น   เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ  อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  เป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมือง

เมื่อเสร็จสิ้นการรับสมัครแล้ว หากมีผู้สมัครผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งน้อยกว่า 2 คน หรือคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง น้อยกว่า 6 คน  ให้ ผอ.ประจำจังหวัด   ดำเนินการทาบทามบุคคลจากผู้มีคุณสมบัติตามข้อ 8 และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามข้อ 9 เพื่อสมัครเข้ารับการสรรหาให้ครบตามจำนวน   โดยยื่นใบสมัคร แล้วแต่กรณีภายใน 3 วันนับแต่วันสิ้นสุดการรับสมัคร และตรวจสอบคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม ประวัติ และพฤติการณ์ของผู้เข้ารับการสรรหาและผู้ที่ได้รับการทาบทามให้แล้วเสร็จภายใน 10 วัน  นับแต่วันปิดรับสมัคร

บ้านใหญ่ เลือดใหม่ แข่งเดือดเลือกตั้งเมือง ‘แปดริ้ว’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542244

03 ก.พ. 2566

บ้านใหญ่ เลือดใหม่ แข่งเดือดเลือกตั้งเมือง 'แปดริ้ว'

ลุ้นเลือกตั้ง ‘แปดริ้ว’ ระอุ บ้านใหญ่ เลือดใหม่ ร่วมชิงชัยทุกพื้นที่ ซุ้มมังกรน้ำเค็มมีลุ้น ในเขตเลือกตั้งที่ 4

การเลือกตั้งครั้งหน้า แม้ฉะเชิงเทรายังมี 4 เขต เหมือนรอบที่ผ่านมา แต่บอกเลยว่าครั้งนี้ แปดริ้วแข่งเดือดทั้ง 4 พื้นที่ เนื่องด้วยมีทั้ง คนรุ่นใหม่-รุ่นเก่า-รุ่นเก๋า เตรียมพร้อมลงสนามเข้าแข่งขัน เพื่อเป็นตัวเลือกให้กับชาวบ้าน  เป็นการห้ำหั่นของบรรดาบ้านใหญ่ เพื่ออนาคตที่สดใสในทางการเมือง

เขตเลือกตั้งที่ 1  สายแข็ง ตัวเต็ง แห่ลงสมัครมากที่สุด โดยมี ส.ส.แบงค์ กิตติชัย เรืองสวัสดิ์ โดยครั้งที่แล้วสอบผ่านในนามอนาคตใหม่ ก่อนหันมาซบภูมิใจไทยเพราะพรรคถูกยุบ เป็นเจ้าของเก้าอี้
 

ครั้งนี้ พลังประชารัฐ เตรียมส่ง รัฐสภา นพเกตุ รองนายก อบจ. ฉะเชิงเทรา ลูกชาย   สมบัติ นพเกตุ อดีตกำนันตำบลหัวสำโรง ซึ่งมีโปรไฟล์เป็นเขยตระกูลจารุสมบัติพ่วงท้าย   จึงได้รับแรงหนุนจาก พินิจ จารุสมบัติ ผู้มากประสบการณ์การเมือง


โดยมี นายกไก่ กิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์ นายก อบจ. ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบ้านใหญ่เมืองแปดริ้ว ส่งเด็กในคาถา คือ เสี่ยอาร์ม มติชน ชูทับทิม ลูกชายเจ้าของฟาร์มไก่ไข่รายใหญ่ของฉะเชิงเทรา สู้นนามพรรครวมไทยสร้างชาติ

นอกจากนี้ยังมี เปิ้ล ฐิติมา ฉายแสง อดีต ส.ส.  น้องสาว “เสี่ยอ๋อย” จาตุรนต์ ฉายแสง ลงแก้มือ หลังชวดเลือกตั้งปี 62 เพราะพรรค ไทยรักษาชาติ ต้องสูญสลายก่อนลงสนาม จากผลพวงการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ งานนี้จึงขอรีเซ็ตใหม่

ตามด้วยชาติไทยพัฒนา ที่ส่ง เฉลิง จูจำรัส ประธานบริษัท เป็ดสยามฟู้ด จำกัด ที่ปรึกษา ประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เคยเปิดตัวเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขตนี้ ในนามเพื่อไทย ต้องเบนเข็มทิศใหม่ เมื่อไทยเคาะชื่อน้องสาวจาตุรนต์ลงแทน

โดยมี ประโยชน์ โสรัจจกิจ อดีตประธานหอการค้าเมืองแปดริ้ว เจ้าของฟาร์มปลากระพงยักษ์ ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย ลงชิงชัยนามประชาธิปัตย์



เขต 2 ที่มี ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ ส.ส.พลังประชารัฐ เป็นเจ้าของเก้าอี้คนปัจจุบัน แต่มีข่าวเตรียมย้ายไปร่วมงานกับ รทสช. ตามคำทาบทาม  สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีแรงงาน รอบนี้อาจขยับตัวเองไปลงบัญชีรายชื่อไม่เกินอันดับ 10 ส่งผลให้  อรรถกร ศิริลัทยากร ลูกชาย อิทธิ ที่ปัจจุบันเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พลังประชารัฐ ขยับมาลงเขตแทน



พรรคเพื่อไทย เตรียมส่ง พงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ หรือ “จั๋ง” ที่ปัจจุบันดํารงตําแหน่งผู้ช่วยผู้อํานวยการ ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาคธนาคารแห่งประเทศไทย มาทวงเก้าอี้คืน และยังมี อมรชัย ปิ่นเจริญ คณะทำงานรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ที่จะลงสมัครในนามพรรคประชาธิปัตย์

เขต 3 เจ้าของเก้าอี้คนปัจจุบัน เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่ 1 เลือกตั้งครั้งนี้คาดกันว่าจะถือธงพรรคเพื่อไทย และส่ง มดเล็ก ศักดิ์ชาย ตันเจริญ สจ. 3 สมัย ลงรักษาพื้นที่ แล้วขยับตัวเองนั่งปาร์ตี้ลิสต์ โดยมีนักการเมืองหนุ่มรุ่นใหม่ ธรรมชาติ พรมพิทักษ์ อดีตประธานสภา อบจ. ฉะเชิงเทรา เด็กปั้น นายกไก่ท้าชน โดยจะลงชิงเก้าอี้ ในสังกัดรวมไทยสร้างชาติ  ส่วนอีกคน คือ ฉัตรชัย เข็มทอง อดีตผู้สมัครที่เคยลงเลือกตั้งเมื่อปี 62 ก็เร่งฝีเท้าเดินหาสียงในนามพรรคประชาธิปัตย์ 


ปิดท้ายเขต 4 เจ้าของเก้าอี้ปัจจุบัน คือ จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ พรรคก้าวไกล มี พล.ต.ท.พิทักษ์ จารุสมบัติ อดีต ส.ส. ประธานที่ปรึกษา รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม (สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) ที่รอเวลาขอทวงเก้าอี้คืนในนามพรรคพลังประชารัฐ แต่ถูกตามประกบ จาก “จ่าสิงห์” จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ อดีตผู้สมัครนายก อบจ. ฉะเชิงเทรา ที่ปัจจุบันเป็นข้าราชการการเมือง ประจำสำนักงานเลขาธิการนายกฯ ปฎิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงแรงงาน คนสนิท  ปักธงลงชิงเก้าอี้ในนามรวมไทยสร้างชาติ

ขณะที่ เพื่อไทย ส่ง  วุฒิพงศ์ ฉายแสงอดีต รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช และอดีต ส.ส.เจ้าของพื้นที่ น้องชาย จาตุรนต์  ลงสมัคร และยังมีนักการเมืองสาวหน้าใหม่อย่าง สาริศา แสงจันทร์ อดีตปลัดอำเภอบางปะกง ที่กำลังเดินหน้าทำแต้มในนามภูมิใจไทย  ปิดท้ายด้วย“ชำนาญ เกิดโสภา ลูกหม้อประชาธิปัตย์ ซึ่งการเลือกตั้งปี 62 ก็ลงสนามชิมลางมาแล้ว โดยได้คะแนนมาเป็นอันดับ 3  



สนามเลือกตั้งแปดริ้ว จึงเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่คอการเมือง ต้องตามติดกันแบบตาห้ามกระพริบ ใครจะอยู่ ใครจะไป มักมีเซอร์ไพรส์ชนิดที่ว่า หักปากกาเซียนกันมาแล้วนักต่อนัก

หาทางออก แบม – ตะวัน อดอาหารประท้วง ไม่ควรมีใครใช้เป็นเครื่องมือการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542236

02 ก.พ. 2566

หาทางออก แบม - ตะวัน อดอาหารประท้วง ไม่ควรมีใครใช้เป็นเครื่องมือการเมือง

ประเด็นร้อน แบม – ตะวัน อดอาหารประท้วง แก้ ม.112 – ม.116 องอาจ ระบุ ไม่ควรมีใครใช้ประโยชน์ทางการเมือง ด้าน อังคณาา ชี้ควรได้สิทธิประกันตัว

เป็นอีกประเด็นร้อนทางการเมือง ที่หลายฝ่ายต่างจับตา ถึงขั้น ฝ่ายค้าน เสนอเป็นญัตติพูดคุยในรัฐสภา ในเรื่องของ น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ (ตะวัน) กลุ่มทะลุวัง และน.ส.อรวรรณ ภู่พงษ์ (แบม) ถอนประกันตนเองกับศาลอาญา ในคดีอาญา มาตรา 112 เมื่อ 16 มกราคมที่ผ่านมา และได้ประกาศอดอาหารและน้ำจนกว่าข้อเรียกร้องจะบรรลุ 

หาทางออก แบม - ตะวัน อดอาหารประท้วง ไม่ควรมีใครใช้เป็นเครื่องมือการเมือง
รายการ คมชัลึก เนชั่นทีวี ได้เชิญ องอาจ คล้ามไพบูลย์  รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ อังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พูดคุยในประเด็น อดอาหาร = ทางออก? สิทธิประกันตัว-แก้ 112

องอาจ คล้ามไพบูลย์  มองปัญหาเรื่องนี้ ส่วนตัวเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่มีการหยิบยกมาพูดในสภา สำหรับข้อเรียกร้อง เป็นข้อเรียกร้องที่มาโดยตลอด สังคมให้ความสนใจ ด้วยมีการอดอาหารเกิดขึ้น ส่วนตัว อภิปรายชัดเจนในสภาว่า แม้พรรคประชาธิปัตย์ ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกมาตรา 112 แต่ชีวิตคนเป็นสิ่งสำคัญ เราต้องเคารพในการตัดสินใจ จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้อง

หาทางออก แบม - ตะวัน อดอาหารประท้วง ไม่ควรมีใครใช้เป็นเครื่องมือการเมือง

รวมทั้งวิธีการ  การพูดคุยในสภานั้น ก็มีความเห็นหลากหลายต่อกรณีนี้ การย้ายทั้ง 2 คนไปยังโรงพยาบาล ก็เป็นทิศทางที่ดี การพูดคุยในสภา และเป็นดุลยพินิจของแต่ละพรรคการเมืองในการแก้ไขยกเลิก ม.112 ส่วนประชาธิปัตย์ ไม่เห็นด้วย แต่เห็นด้วยกับการที่นำญัตติเรื่องทั้ง 2 คนมาพูดในสภา แต่สังคมปัจจุบัน ใครเห็นต่าง ก็จะมาสู้กันในโซเชี่ยล แม้แต่ตนยังถูกโจมตีว่า ไปสนับสนุนยกเลิก ม.112 แต่สิ่งที่พูดคือพยายามหาทางออกในเรื่องนี้ และย้ำชัดเจนว่า ไม่ควรมีใครก็ตามไปหาประโยชน์จากนี้ เพื่อประโยชน์ทางการเมืองจากการอดอาหารครั้งนี้ 
 

อังคณา นีละไพจิตร มองว่า ข้อเรียกร้องของ แบม กับ ตะวัน ไม่สามารถแก้ไขได้ในทันที เพราะเป็นข้อเรียกร้องที่ใหญ่มาก  การแก้ไขไม่ได้ทำได้ง่าย ที่ผ่านมาการแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ ไม่ได้ตอบโจทย์หรือมีความมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม หลายเรื่องหลายข้อเสนอมันจะต้องไปถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อังคณา มองว่า ในขณะนี้จะต้องมีคนที่สื่อสารทำความเข้าใจกับทั้ง 2 คน

หาทางออก แบม - ตะวัน อดอาหารประท้วง ไม่ควรมีใครใช้เป็นเครื่องมือการเมือง

และต้องอย่าลืมว่าคนรุ่นนี้ยังเรียนหนังสืออยู่ การที่ไม่ให้ประกันตัว หลักการการถูกคดีอาญาจะต้องให้วิทธิในการประกันตัว การไม่ให้ประกันตัวนั้น จะเป็นในเรื่องการข้อยกเว้น ในการคุกคาม ข่มขู่พยาน หรือมีความสุ่มเสี่ยงที่จะหนึ แต่หลักใหญ่ใจความคือ ต้องได้รับการประกันตัว แล้วการทำแบบนี้คือการลงโทษไปแล้วล่วงหน้า ทั้งที่ศาลยังไม่ได้ตัดสิน แล้วในเรื่อง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ข้อหาหมิ่นประมาท ไม่ควรที่จะเป็นคดีอาญา แต่ควรเป็นคดีฟ้องแพ่ง สหประชาชาติ รวมทั้งนักสิทธิมนุษยชน ก็แย้งกับรัฐบาลไทยมาตลอดว่า ไม่ควรเป็นคดีอาญา และมาตรา 116 เป็นกฎหมายโบราณ 


ถ้ามองจากฝ่ายบริหาร นายกรัฐมนตรีควรสั่งการตำรวจ ไม่ให้ค้านการขอประกัน ด้วยเป็นคดีที่มันไม่ได้ไปก่ออาชญากรรม หรือทำให้เสียประโยชน์ต่อสาธารณะ ควรให้เป็นดุลพินิจของศาลในการจะกำหนดเงื่อนไขในการประกันตัว และคิดว่า ประธานศาลฏีกา ควรที่จะออกมามีบทบาทในการออกแนวการปฏิบัติ ในเรื่องของการให้การประกันตัว ผู้ต้องหาคดี ม.112 คดี ม.116 
 

หาทางออก แบม - ตะวัน อดอาหารประท้วง ไม่ควรมีใครใช้เป็นเครื่องมือการเมือง

รศ.ดร.พฤหัส ต่ออุดม ผอ.รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กล่าวถึงอาการของ ตะวัน และแบม ว่า  ได้มีการออกแถลงการณ์อาการล่าสุด มีอาการอ่อนเพลียลง มีเลือดออกตามไรฟัน ยังไม่รับประทานอาหาร จิบน้ำเป็นระยะ สัญญาณชีพอยู่ในเกณฑ์ปกติ   ภาพรวมมีความผิดปกติ และปฏิเสธการรักษา ในภาวะวิกฤตฉุกเฉิน ก็ต้องรักษา  การเยี่ยมต้องขออนุญาตกับทางกรมราชทัณฑ์

ผนึกกำลังบ้านใหญ่ ‘เลือกตั้ง’ ครั้งหน้า เพื่อไทยจอง4เก้าอี้ส.ส.ลำปาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542216

02 ก.พ. 2566

ผนึกกำลังบ้านใหญ่ 'เลือกตั้ง' ครั้งหน้า เพื่อไทยจอง4เก้าอี้ส.ส.ลำปาง

พรรคเพื่อไทยจองสี่เก้าส.ส. ลำปาง ในการ ‘เลือกตั้ง’ ครั้งหน้า ผนึกกำลังบ้านใหญ่เมืองรถม้า ไม่เหลือพื้นที่ให้พรรคอื่น

การลงพื้นที่ลำปางเมื่อวันที่ 16 มกราคม ของ ลุงป้อม แม้มองผิวเผิน จะเป็นเรื่องธรรมดาในฐานะคนกำกับดูแลหน่วยงานรัฐ เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำ ที่ดินทำกิน รวมถึงปัญหาหมอกควัน PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ หลังเผชิญเรื่องเหล่านี้มาอย่างต่อเนื่องประเด็นเซอร์ไพรส์อยู่ที่การปรากฏตัวของ ผู้กองธรรมนัส ซึ่งได้ควงภรรยา  มารอต้อนรับพี่ใหญ่ 3 ป. ถึงสนามบิน พร้อมเปิดตัว 4 ว่าที่ผู้สมัครส.ส. พลังประชารัฐ ของ จังหวัดลำปาง จนกลายเป็นประเด็นถูกตั้งคำถามไปยังตัวผู้กองคนดัง เนื่องด้วย ยังมีสถานะเป็นสมาชิกพรรคเศรษฐกิจไทย

ย้อนกลับไปช่วงเลือกตั้งปี 62 ลำปางมีพื้นที่ 4 เขต เพื่อไทยกวาดเรียบ ก่อนพลังประชารัฐมาเจาะได้ 1 เก้าอี้ ในเขต 4 คือ วัฒนา สิทธิวัง ในการเลือกตั้งซ่อมปี 63 ทดแทน อิทธิรัตน์ จันทรสุรินทร์ ส.ส.ลำปาง พรรคเพื่อไทย ซึ่งเสียชีวิต แต่ชัยชนะในครั้งนั้น ไม่ได้การันตีอนาคต วัฒนา เพราะชนะมาได้ด้วยเงื่อนไขพิเศษ  แลกกับเงื่อนไขการเลือกตั้งท้องถิ่น ตระกูล จันทรสุรินทร์ บ้านใหญ่ลำปาง ไม่ส่งผู้สมัครลงแข่ง หลังวัฒนา โดนใบเหลือง เก้าอี้ส.ส.เขตนี้ ตกไปเป็นของ เดชทวี ศรีวิชัย จากพรรคเสรีรวมไทย

การเลือกตั้งปี 66 ลำปางยังคงมี 4 เขตเลือกตั้งเท่าเดิม แม้ภาพรวมการเลือกตั้งซ่อม 2 ครั้งที่ผ่านมา เพื่อไทยจะเสียพื้นที่ให้พลังประชารัฐและเสรีรวมไทย แต่นั่นเป็นเพราะ บ้านใหญ่พักเบรก ส่วนการเลือกตั้งใหญ่รอบหน้า เพื่อไทยเดินเครื่องแลนด์สไลด์
ดยส่งครบทุกพื้นที่ เขต 1 กิตติกร โล่ห์สุนทร เขต 2 ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร สองพ่อลูกแห่ง บ้านสวน บ้านใหญ่ของเมืองลำปาง เขต 3 จรัสฤทธิ์ จันทรสุรินทร์ และเขต 4 พินิจ จันทรสุรินทร์ สองพ่อลูกจากบ้านดอยเงินบ้านใหญ่อีกบ้านของเมืองรถม้า

เขต 1 ลำปาง พื้นที่ไข่แดงชั้นใน ฐานเสียงเดิมยังเป็นของฝ่ายบ้านสวน กิตติกร โล่ห์สุนทร จากเพื่อไทย ทายาท ส.ส. 8 สมัย ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร ขณะที่พลังประชารัฐส่ง ระพีพรรณ โพธิ์ทอง ประธานคณะที่ปรึกษานายกเทศมนตรีเมืองเขลางค์นคร เข้ากรำศึก ขณะที่พรรคก้าวไกล ส่ง ทิพา ปวีณาเสถียร นักธุรกิจโรงน้ำแข็งลงสนามเขต 1 อีกครั้ง หลังเคยพ่ายในการเลือกตั้งปี 62 ส่วนประชาธิปัตย์ยังเป็น ขนิษฐา นิภาเกษม ซึ่งทำงานด้านสตรีและการศึกษาในพื้นที่ลำปางเข้าชิงชัย นับว่าพื้นที่นี้น่าจับตาไม่น้อย โดยต้องรอวัดผลหลังปิดหีบ ใครอยู่ ใครรอด เพราะก้าวไกลขอแก้มือในพื้นที่เขตเมือง    

ถัดมา เขต 2 ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร ของเพื่อไทย เป็นแชมป์มาแล้ว 8 สมัย ส่วนพลังประชารัฐดัน จินดา วงศ์สวัสดิ์ อดีต ส.ส.ลำปาง ยุคไทยรักไทย เข้าห่ำหัน เพราะรู้ทางกันดี เนื่องจากเคยอยู่ใต้ชายคา คนแดนไกล ด้วยกันมาก่อน ส่วนพรรคก้าวไกลส่ง กฤตภพ สติดีนิติวงศ์ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรง โดยเปิดตัวหาเสียงผ่านโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่ชัดเจนว่าเลือกใครลง ดังนั้นพื้นที่นี้ก็ห้ามประมาท โดยเฉพาะเพื่อไทย

เขต 3 ผูกขาด ทายาทบ้านดอยเงิน จรัสฤทธิ์ จันทรสุรินทร์ จากพรรคเพื่อไทย เป็นแชมป์เก่า ส่วนก้าวไกล น่าจะส่ง ชลธานี เชื้อน้อย ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ อาจวางตัว อดีต ส.ว.นิคม เชาว์กิตติโสภณ ลงชิงเขตนี้ สำหรับพรรคพลังประชารัฐ น่าจับตา เพราะส่ง ดาชัย เอกปฐพี หัวหน้ากลุ่มพลังลำปาง ซึ่งเคยประกาศตัวก่อนหน้านี้ว่าจะลงสมัครในพรรคเศรษฐกิจไทย กระทั่งล่าสุด 16 มกราคม กลับมาเปิดตัวในนามว่าที่ผู้สมัครพลังประชารัฐ เพราะตามผู้กองธรรมนัสกลับบ้านเดิม

ดาชัย เป็นขุนพลคนสำคัญของผู้กอง ขับเคี่ยวกับ บ้านใหญ่ มาหลายสนาม งานนี้จึงประมาทไม่ได้เหมือนกัน  

สุดท้าย เขต 4 ซึ่ง ส.ส.ปัจจุบันคือ เดชทวี จากเสรีรวมไทย ซึ่งล่าสุดได้ลาออกจากพรรคไปสังกัดภูมิใจไทย เนื่องด้วยต้นสังกัดเก่าจะไม่ส่งลงเลือกตั้งครั้งหน้า ทำให้ต้องหาบ้านหลังใหม่อยู่ แต่แม้จะย้ายพรรค ก็ใช่ว่าจะง่าย เพราะรอบนี้เพื่อไทยส่ง พินิจ จันทรสุรินทร์ กลับมาทวงบัลลังก์ ขณะที่พลังประชารัฐส่ง สมเกียรติ ตันตระกูล อดีตรองผู้ว่าฯลำปาง เข้าชิงชัย ขณะที่ก้าวไกลส่ง รภัสสรณ์ นิยะโมสถ หน้าใหม่เข้าต่อกร 

ศึกเลือกตั้งปี 66 เมืองรถม้า ภายใต้กติกาใหม่ บัตร 2 ใบ ต้องมาลุ้นกันว่าจะเกิดปรากฏการณ์ล้มยักษ์ขึ้นหรือไม่

เพื่อไทยคึกคัก พุ่งเป้า ‘แลนด์สไลด์’ ผนึกบ้านใหญ่นครราชสีมา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542194

02 ก.พ. 2566

เพื่อไทยคึกคัก พุ่งเป้า 'แลนด์สไลด์'  ผนึกบ้านใหญ่นครราชสีมา

เปิดตัวผู้สมัครส.ส.พรรคเพื่อไทย นครราชสีมามีหวัง ‘แลนด์สไลด์’ ได้บ้านใหญ่หวังศุภกิจโกศล ส่งลูกหลานนับสิบคนร่วมทีม

พรรคเพื่อไทย เชื่อว่าการปราศรัยใหญ่ที่จังหวัดนครราชสีมาของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ถือเป็นการหาเสียงให้พรรคเพื่อไทยได้เป็นอย่าง เพราะได้วางโปรแกรมการจัดเวทีปราศรัยไว้ในช่วงต้นเดือนมีนาคม หลัง กกต. แบ่งเขตเลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว

การเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครส.ส.พรรคเพื่อไทย อีก61 คนในวันนี้ ไฮไลท์อยู่ที่ จังหวัดนครราชสีมา ที่มีการเปิดตัวทายาททางการเมืองของนายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ทั้งนายอาทิตย์ หวังศุภกิจโกศล บุตรชาย รวมถึงหลาน และคนใกล้ชิดนายวีรศักดิ์ ร่วม 10 คน มาร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย รวมถึงนายพชร จันทรรวงทอง บุตรชายเลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ซึ่งถือเป็นการลงสนามการเมืองครั้งแรก ถือเป็นการผนึกกำลังบ้านใหญ่ ที่เชื่อว่าจะสามารถทำให้พรรคได้ที่นั่งส.ส.จังหวัดนครราชสีมาแบบแลนด์สไลด์

นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ย้ำว่า การเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครส.ส. ถือเป็นหนึ่งกลยุทธ์หลักของพรรค ที่จะมุ่งไปสู่เป้าหมายแลนด์สไลด์ และเพื่อยืนยันว่า ทุกคนที่มีความพร้อม มีความรู้ ความสามารถ เข้าถึงพื้นที่ เข้าถึงประชาชน และจะเป็นตัวแทนประชาชนในการขับเคลื่อนนโยบาย และหากชนะการเลือกตั้ง จะเป็นคนที่นำผลประโยชน์กลับสู่ประชาชนอีกครั้ง

ขณะที่นายประเสริฐ กล่าวว่า ขณะนี้เหลืออีกไม่กี่วันจะสิ้นสุดวาระของรัฐบาล เพื่อเดินหน้าเข้าสผู้การเลือกตั้ง โดยว่าที่ผู้สมัครของพรรค มีทั้ง อดีต ส.ส. จากพรรคการเมืองอื่นที่ย้ายเข้ามา บุคคลที่ทำงานระดับท้องถิ่นและทำพื้นที่มาอย่างยาวนาน อาทิ นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช บุตรสาวนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีต ส.ส. พรรคเพื่อชาติ  นายภูดิท อินสุวรรณ์อดีต ส.ส. พิจิตร พรรคพลังประชารัฐ

สัปดาห์หน้าพรรคเพื่อไทย เตรียมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. อย่างต่อเนื่อง ต้องจับตาดูว่าบ้านใหญ่ชลบุรี อย่างนายสนธิยา คุณปลื้ม ที่ประกาศตัวเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย รวมถึงนางสาวสกาวใจ พูลสวัสดิ์ หรือ อ๋อม จะมาร่วมเปิดตัวเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. กทม. เขต สะพานสูง หรือไม่

บุคคลากรโรงพยาบาลจะนะ หนุน ‘หมอสุภัทร’ สู้การเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542187

02 ก.พ. 2566

บุคคลากรโรงพยาบาลจะนะ หนุน 'หมอสุภัทร' สู้การเมือง

‘หมอสุภัทร’ ร้องกมธ.ปปช.สอบโยกย้ายไม่เป็นธรรม การเมืองแทรกแซงข้าราชการประจำแล้ว เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจะนะ หนุนเต็มที่

เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลา  266 คน ได้ร่วมลงชื่อยื่นหนังสือต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสงขลา เรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุข ได้มีการทบทวนคำสั่งย้ายหมอสุภัทร   แม้ว่าเจ้าหน้าที่ทั้งโรงพยาบาล ยังไม่มีใครเห็นคำสั่งดังกล่าว



ปรากฎการณ์แบบนี้มีให้เห็นไม่บ่อยนัก ทั้งในกระทรวงสาธารณสุขและระบบราชการ     สะท้อนให้เห็นความสามัคคีกลมเกลียว ในโรงพยาบาล จากภาวะผู้นำของหมอสุภัทร ในห้วงเวลากว่า 27 ปี ที่ รพ.จะนะ ที่สามารถนำพาองค์กร บริหารจัดการ บริการประชาชน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  สร้างความเชื่อมั่น ศรัทธาต่อประชาชน เป็นสิ่งที่กระทรวงสาธารณสุข พึงตระหนัก

การรวมตัวของบุคคลากรโรงพยาบาลจะนะถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ แสดงออกให้เห็นว่า คนที่มีอำนาจต้องไม่ใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม ต่อผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่สนใจต่อข้อเรียกร้องของประชาชน ปล่อยให้มีการเมืองแทรกแซงอย่างเห็นได้ชัด

นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ยื่นหนังสือ ประธานกมธ.ปปช.ฯ ตรวจสอบคำสั่งย้าย ไม่เป็นธรรมนพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ยื่นหนังสือ ประธานกมธ.ปปช.ฯ ตรวจสอบคำสั่งย้าย ไม่เป็นธรรม

นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ประธานชมรมแพทย์ชนบท และคณะกรรมการชมรมแพทย์ชนบท ได้เข้าพบ พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวช ประธานกรรมาธิการ ปปช. สภาผู้แทนราษฏร เพื่อร้องเรียน 2 กรณี คือ

  • การโยกย้ายนายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ จาก ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย โดยมิชอบ มีหลักฐานที่เชื่อได้ว่า มีการแทรกแซงจากอำนาจทางการเมืองผ่านปลัดกระทรวงฯ ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ วางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
  • การให้หลักฐานถึงข้าราชการระดับสูงในกระทรวงสาธารณสุข อย่างน้อย จำนวน 3 ราย ที่วางตัวไม่เป็นกลางทางการเมือง ใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อสนับสนุนการหาเสียงของนักการเมืองขัดกับแนวปฏิบัติของ กกต. ในช่วง 180 วันก่อนสภาผู้แทนราษฎรครบอายุ

พล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ เตมียเวศ ประธานคณะกรรมการ ปปช.ฯ เชื่อว่า คนที่กระทำความผิดมักจะทิ้งร่องรอยไว้เสมอ

ย้าย ‘หมอสุภัทร’ บานปลาย การเมืองฟ้องกันนัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542184

02 ก.พ. 2566

ย้าย 'หมอสุภัทร' บานปลาย การเมืองฟ้องกันนัว

พรรคประชาชาติเตรียมเอาผิดจริยธรรมนายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย ใช้ข้อมูลเท็จกล่าวหาแทรกแซงการโยกย้าย ‘หมอสุภัทร’

การยื่นถอดถอน พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ กล่าวหาว่าใช้สถานะหรือตำแหน่ง ส.ส. กระทำการก้าวก่าย แทรกแซงเพื่อประโยชน์ตนเอง ผู้อื่น และพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม ในเรื่องการบรรจุแต่งตั้ง โยกย้าย โอน เลื่อนตำแหน่ง เลื่อนเงินเดือน หรือการให้พ้นจากตำแหน่งของข้าราชการฯ ตามรัฐธรรมนูญ 185(3)

กรณี สาธารณสุขมีคำสั่งย้าย นพ. สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผอ.โรงพยาบาลจะนะ

เลขาธิการพรรคประชาชาติระบุว่าการแถลงข่าวของพรรคภูมิใจไทย  เป็นกล่าวอ้างข้อมูลที่เป็นเท็จ ไม่มีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน เป็นการกล่าวหาปรักปรำใส่ร้ายให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย  เพราะเมื่อตรวจดูแถลงการณ์คัดค้านการย้ายหมอสุภัทรแล้ว เป็นการแสดงจุดยืนทางสังคมของพรรคที่ชอบด้วยกฏหมาย หน้าที่และอำนาจ ในแถลงการณ์ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขชี้แจงเหตุผลต่อสาธารณะชนถึงเหตุผลของการโยกย้ายหมอสุภัทรเท่านั้น เพราะรัฐมนตรีมีอำนาจบริหารกำกับดูแล ในกระทรวงสาธารณสุข 

รัฐธรรมนูญบัญญัติให้รัฐมนตรีต้อง …ยึดถือและปฏิบัติตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี…รัฐมนตรีต้องรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฏรในเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของตน…  แถลงการณ์ของพรรคประชาชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะมิใช่เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือของพรรคการเมืองใด หรือต่อบุคคลใดๆ ไม่ได้มีการกระทำใดอันเป็นการก้าวก่ายแทรกแซงในการโยกย้ายข้าราชการทั้งสิ้น

คำสั่งโยกย้าย ได้กระทำสำเร็จไปแล้ว จึงไม่มีการกระทำใดอันเป็นการแทรกแซงก้าวก่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อประโยชน์ของตนเอง หรือผู้อื่น หรือพรรคการเมือง  นอกจากนี้นายแพทย์สุภัทร มิได้เป็นสมาชิกพรรคประชาชาติหรือมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงใดๆกับพรรค อันจะนำมาเพื่อประโยชน์ทางการเมืองทั้งสิ้น

เลขาธิการพรรคประชาชาติได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว และจะดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องตามที่มีการเสนอข่าว ย้ายหมอสุภัทร ตามประมวลกฎหมายทั้งทางแพ่งอาญา และจริยธรรมนักการเมืองต่อไป