ชาวสวน “เมืองคอน” วอนรัฐเร่งแก้ปัญหาราคา “มังคุด” ตกต่ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/476934

ชาวสวน”เมืองคอน”วอนรัฐเร่งแก้ปัญหาราคา”มังคุด”ตกต่ำ

2 สิงหาคม 2564 – 11:15 น.

ชาวสวน”เมืองคอน”วอนรัฐเร่งแก้ปัญหาราคา”มังคุด”ตกต่ำ แนะรวมกลุ่มแปรรูปตัดปัญหาล้งกดราคา ซัดไปรษณีย์ไทยหยุดให้บริการทำผู้ค้าออนไลน์ไร้ทางออก ขณะ”ชสท.”ผนึก”สหกรณ์แท็กซี่”ช่วยระบายผลผลิตสู่ผู้บริโภคในเขตกรุเทพและปริมณฑล

นายพรชัย โชติวรรณ เจ้าของสวนมังคุดไข่นุ้ย อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราชกล่าวในรายการ”เกษตรวาไรตี้”ทางสถานีวิทยุม.ก.กรณีปัญหาราคามังคุดตกต่ำในพื้นที่จ.นครศรีฯขณะนี้ว่า นครศรีฯ มี 23 อำเภอเราผลิตมังคุดได้ 20 อำเภอ มีอยู่ 3 อำเภอเท่านั้นที่ไม่มีต้นมังคุด จากการประมูลราคามังคุดแปลงใหญ่ในอ.ลานสกา เมื่อวันที่ 30 ก.ค.64 ที่ผ่านมา

มังคุดไซส์ใหญ่สุดเกรดเอ ราคาอยู่ที่ 20.88 บาทต่อกิโลกรัม ลดลงจาก 32 บาทเมื่อ 3 วันก่อน  ล่าสุดเมื่อวานนี้(1 ส.ค.)ลงมาอยู่ที่ 20 บาทสรุปว่าราคาก็ยังไม่ดีขึ้น 

“มังคุดไซส์ใหญ่ที่คัดได้ราคาอย่างนี้มีไม่เกิน 20% ที่เหลือเป็นไซส์กลางเล็กลงไปราคาอยู่ที่ 5-10 บาทต่อกิโลเท่านั้น เป็นมังคุดคละตกไซส์ ซึ่งราคาถูกมากแล้วยังมีปัญหากับล้ง พ่อค้าคนกลางกดราคาอีก ทำให้ขายไม่ได้ราคาตามที่ควรจะเป็น” 

นายพรชัย กล่าวต่อว่าขณะมังคุดไซส์ใหญ่เกรดเอขายทางออนไลน์จะได้ราคาเฉลี่ยสูงถึง 80-100 บาทต่อกิโลกรัม รวมค่าขนส่งเบ็ดเสร็จถึงปลายทางแต่เกษตรกรที่มีความสามารถขายผ่านช่องทางนี้ก็มีเพียง 5% เท่านั้น เพราะส่วนใหญ่ก็ต้องพึ่งล้มและพ่อค้าคนกลาง ขณะที่ค่าแรงเก็บผลผลิตมังคุดขณะนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 10 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนใหญ่ก็เป็นแรงงานในพื้นที่

ชาวสวน"เมืองคอน"วอนรัฐเร่งแก้ปัญหาราคา"มังคุด"ตกต่ำ

“ราคาที่ชาวสวนอยู่ได้ต้องไม่ต่ำกว่า 20 บาท ไม่รวมค่าแรงนะครับ แต่วันนี้ราคามังคุดคละ อยู่ที่ 4-5 บาท ขณะที่ค่าแรง 10 บาท รวมค่าขนส่ง 18-20 บาทต่อกิโล ถ้าเป็นแบบนี้ชาวสวนไม่ได้อะไรเลย ยอมให้ร่วงปล่อยทิ้งดีกว่าขายไปก็ไม่คุ้ม”เจ้าของสวนมังคุดไข่นุ้ยยอมรับในชะตากรรม

ชาวสวน"เมืองคอน"วอนรัฐเร่งแก้ปัญหาราคา"มังคุด"ตกต่ำ

เขาระบุอีกว่า แม้การค้าขายทางออนไลน์กำลังไปได้ดี แต่ขณะนี้กลับมีปัญหาระบบการขนส่ง ไปรษณีย์ไม่รับอ้างเหตุว่าปลายทางมีปัญหาโควิด-19 และส่วนหนึ่งเป็นเพราะมังคุดมักได้รับความเสียหายเมื่อส่งถึงปลายทาง จึงขอยุติการขนส่งชั่วคราว ทำให้เกิดปัญหาต้องพึ่งพาใช้บริการของบริษัทเอกชน นอกจากค่าขนส่งที่แพงกว่าปกติแล้วยังมีการต่อคิวแบ่งโควต้ากันอีกด้วย

ชาวสวน"เมืองคอน"วอนรัฐเร่งแก้ปัญหาราคา"มังคุด"ตกต่ำ

“ค้าทางออนไลน์ตอนนี้ก็ต้องไปรอคิวแต่ละรายส่งได้แค่ 30-50 กล่องแทบจะแบ่งโควต้ากัน เพราะว่าคิวยาวเหลือเกิน นี่คือปัญหาการขนส่งทางไลน์ เขารังเกียจชาวสวนอย่างพวกเรา”เกษตรกรรายเดิมกล่าวและย้ำว่า

ทางออกของปัญหาชาวสวนต้องหันมาช่วยตัวเองที่ดีที่สุดโดยการรวมกลุ่มแปรรูปมังคุดกวนจากวัตถุดิบมังคุดตกเกรดหรือมังคุดคละเพื่อเพิ่มมูลค่าและสามารถขายได้ตลอดทั้งปี 

“ถ้าไปขายล้งตอนนี้อยู่ที่ 5 บาท แต่ทางกลุ่มเรารับซื้อกิโล 20 บาททำมังคุดกวน ตอนนี้ราคามังคุดกวนอยู่ที่กิโลละ 550 บาท และยังสามารถเก็บไว้ขายได้ทั้งปี  อีกช่องทางหนึ่งอยากให้สถานบันศึกษาเข้ามาช่วยชาวสวนในเรื่องตลาดออนไลน์ด้วย”

ชาวสวน"เมืองคอน"วอนรัฐเร่งแก้ปัญหาราคา"มังคุด"ตกต่ำ

บรรดาแท็กซี่มารอรับสินค้าบริเวณหน้าสนง.ชสท.เพื่อส่งให้ผู้บริโภค

 เจ้าของสวนมังคุดไข่นุ้ย ยังเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามาดูแลในเรื่องบรรจุภัณฑ์ให้เป็นลักษณะเฉพาะของผลไม้ชนิดนั้น ไม่ใช่ใช้กล่องเดียวใส่ผลไม่ได้ทุกชนิด  โดยเฉพาะมังคุด

”กล่องที่ใส่มังคุดต้องเป็นกล่องเฉพาะ อย่างตอนนี้ใช้รวมกันใช้กล่องใส่ส้มโอ ซึ่งมีเปลือกหนาไม่มีปัญหาในการขนส่งแต่มังคุดใส่แล้วจะมีปัญหาปลายทางทันที ฉะนั้นต้องสร้างอัตลักษณ์เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคมากกว่านี้  มังคุดต้นทางมีสภาพนางฟ้า พอไปถึงปลายทาง 4-5 วันเละเลยเกิดความเสียหายต้องเคลมกันใหม่ ถ้าพัฒนากล่องใส่เฉพาะมังคุดได้ก็จะดีมาก”นายพรชัยกล่าวย้ำ

อย่างไรก็ตามล่าสุดนายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อติดตามและตรวจเยี่ยมการแก้ไขปัญหาราคามังคุดตกต่ำ โดยสนับสนุนค่าบริหารจัดการแก่ศูนย์กระจายในจังหวัดแหล่งผลิตกิโลกรัมละ 3 บาท 

โดยกรมการค้าภายในได้โอนเงินให้แต่ละจังหวัดในวงเงิน 50,850,000 บาท เพื่อกระจายมังคุด จำนวน 16,950 ตัน รวมทั้งมีการสนับสนุนค่าขนส่งและร่วมกับบริษัทไปรษณีย์ไทย สนับสนุนกล่องไปรษณีย์และสติ๊กเกอร์ส่งฟรีผลไม้ทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมการขายผ่านระบบออนไลน์แก่เกษตรกรรายย่อย จำนวน 200,000 กล่องเพื่อช่วยเร่งระบายมังคุดเกรดรองหรือมังคุดตกเกรด ออกจากแหล่งผลิตโดยเร่งด่วน  

ชาวสวน"เมืองคอน"วอนรัฐเร่งแก้ปัญหาราคา"มังคุด"ตกต่ำ

นายศิริชัย ออสุวรรณ ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแหล่งประเทศไทยหรือชสท.

ด้านนายศิริชัย ออสุวรรณ ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแหล่งประเทศไทยหรือชสท.กล่าวผ่านรายการถึงการกระจายผลไม้จากแหล่งผลิตสู่ผู้บริโภคว่า ในขณะนี้ทางชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย(ชสท.)ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์และกลุ่มสหกรณ์รถแท็กซี่ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯได้ดำเนินการจัดส่งผลผลิตผลไม้

โดยเฉพาะมังคุดและเงาะจากแหล่งผลิตในพื้นที่จ.สุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมส่งตรงมายังสำนักงานชุมนุมสหกรณ์ฯ ถ.งามวงศ์วาน ลาดยาว จตุจักร กรุงเทพฯเกือบทุกวันก่อนกระจายไปยังผู้บริโภคในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล  

“ขณะนี้เราพยามยามที่จะเชื่อมโยงจากสหกรณ์ผู้ผลิตผลไม้ไปยังผู้บริโภคโดยตรง ปกติของดี ๆ คนไทยไม่มีโอกาสทานเลยส่งออกต่างประเทศหมด สัปดาห์หน้ามังคุดจากนครศรีฯพังงา จะทยอยเข้ามา สนใจสั่งจองมาได้เลยเราจะส่งตรงให้ถึงหน้าบ้านท่านในทันที”

ประธานกรรมการชสท.กล่าวถึงการจัดส่งผลไม้สู่ผู้บริโภคขณะนี้ว่ามีอยู่ 3 วิธี โดยวิธีแรก ชสท.ร่วมกับกลุ่มสหกรณ์รถแท็กซี่ในการกระจายสินค้าสู่ผู้บริโภค เนื่องจากช่วงนี้กลุ่มผู้ขับแท็กซี่เดือดร้อนไม่มีผู้โดยสารจากสถานการณ์โควิด-19 จึงมาช่วยในการกระจายสินค้าผลไม้ไปยังผู้บริโภคและจะขยายกิจกรรมนี้ต่อไป เพราะราคาจัดส่งถูกกว่าภาคเอกชนและช่วยเพิ่มรายได้ให้ผู้ขับรถแท็กซี่ด้วย

ส่วนวิธีที่สอง ชสท.ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์จัดส่งผลไม้ให้กับหน่วยงานภาครัฐหรือบริษัทเอกชนหรือผู้สนใจในจำนวนปริมาณที่มากพอ ขนส่งโดยรถของชุมนุมสหกรณ์ฯและกรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ สั่งตั้งแต่ 20 ตะกร้าขึ้นไปส่งฟรี

และวิธีที่สามผู้บริโภคเดินเข้ามารับสินค้าเอง ณ สำนักงานชุมนุมสหกรณ์ฯ ถ.วงศ์วงวาน(ตรงข้ามม.เกษตรฯ)ได้ทุกวันทำการ

โดยทุกระบบจะต้องสั่งจองล่วงหน้าผ่านทางไลน์ Application Line , เฟสบุ๊ค ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัดและผ่านเพจ co-opclick หรือโทรศัพท์ 08-823-3639 ได้ทุกวันทำการ

“ขอเชิญชวนทุกคนมาร่วมบริโภคผลไม้ไทยกัน  นอกจากอิ่มอร่อยด้วยคุณค่าทางโภชนาการสูงแล้วยังช่วยเกษตรกรชาวสวนผลไม้ด้วยครับ”ประธานกรรมการ ชสท.กล่าวเชิญชวนทิ้งท้าย

“สสก.3” จ.ระยอง คัดเลือกศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนสู่ธุรกิจดินและปุ๋ย ดีเด่นระดับเขต ปี 64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/476603

“สสก.3 ” จ.ระยอง คัดเลือกศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนสู่ธุรกิจดินและปุ๋ย ดีเด่นระดับเขต ปี 64

30 กรกฎาคม 2564 – 15:36 น.

“สสก.3” จ.ระยอง คัดเลือกศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนดีเด่นศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนดีเด่น  ผ่านระบบทางไกลออนไลน์  zoom Meeting มี 9 ศูนย์ฯ อยู่ในข่ายได้รับการพิจารณาและจะประกาศอย่างเป็นทางการเร็ว ๆ นี้

นายปิยะ สมัครพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ( สสก. 3 จ.ระยอง ) เปิดเผยว่า ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตร ได้สนับสนุนให้มีการดำเนินกิจกรรมคัดเลือกศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนดีเด่น ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนดีเด่นเป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นการยกย่องและเชิดชูศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนที่มีการบริหารจัดการ และดำเนินกิจกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างประโยชน์ต่อชุมชน

"สสก.3 " จ.ระยอง คัดเลือกศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนสู่ธุรกิจดินและปุ๋ย ดีเด่นระดับเขต ปี 64
"สสก.3 " จ.ระยอง คัดเลือกศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนสู่ธุรกิจดินและปุ๋ย ดีเด่นระดับเขต ปี 64

เป็นศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ สามารถเผยแพร่ผลงาน และแนวทางการปฏิบัติสู่ชุมชน กระตุ้นให้เกิดการพัฒนา และส่งเสริมความเป็นเลิศของศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนต่อไป 

การนี้ สสก. 3 จ.ระยอง ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อการพิจารณาคัดเลือก ฯ และคณะกรรมการฯ ได้ดำเนินการติดตามข้อมูล การดำเนินงานของศูนย์ฯ ต่าง ๆ ผ่านระบบทางไกลออนไลน์  zoom Meeting ตามมาตรการในการป้องกันการระบาด”โควิด-19″ ของรัฐบาล  

"สสก.3 " จ.ระยอง คัดเลือกศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนสู่ธุรกิจดินและปุ๋ย ดีเด่นระดับเขต ปี 64

ซี่งจากการติดตามเพื่อพิจารณาผลงานระดับพื้นที่ของคณะกรรมการในครั้งนี้ทางศูนย์ ฯ ได้นำเสนอผลงานและตอบข้อซักถามเพื่อให้ข้อมูลแก่คณะกรรมการอย่างครบถ้วนโดยการพิจารณานั้นมีศูนย์ฯ ที่อยู่ในเกณฑ์การพิจารณาจำนวน 9 ศูนย์ด้วยกัน ประกอบด้วย

1.ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนตำบลสนามไชย  2.ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนตำบลตรอกนอง จังหวัดจันทบุรี 3.ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนตาขัน 4. ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนตำบลแม่น้ำคู้  จังหวัดระยอง  5.ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนนาเริก จังหวัดชลบุรี

"สสก.3 " จ.ระยอง คัดเลือกศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนสู่ธุรกิจดินและปุ๋ย ดีเด่นระดับเขต ปี 64

6.ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนตำบลท่ากุ่ม 7.ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนตำบลบางปิด จังหวัดตราด 8.ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนตำบลบางแตน  จังหวัดปราจีนบุรี และ 9. ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนบ้านหนองตะลุมพุก จังหวัดนครนายก ทั้ง 9 ศูนย์เป็นโครงการ 1 จังหวัด 1 โมเดลธุรกิจ

ทั้งนี้คณะกรรมการได้พิจารณาถึงภาพรวมในการดำเนินงานของศูนย์ฯ จุดเด่นในการบริหารจัดการโดยกลุ่ม มีการร่วมกันคิดร่วมกันแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมอย่างไรบ้าง มีการวางแนวทางในการพัฒนาด้านการผลิตที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และความต้องการใช้ของชุมชนมากน้อยแค่ไหน มีการนำผลจากการปฏิบัติภายในศูนย์ขยายสู่ชุมชนอย่างไร

ตลอดถึงการประยุกต์ใช้ผลิตภัณฑ์อย่างเหมาะสมกับพื้นที่และถูกกับสินค้าเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค  มีการขยายผลให้เกษตรกรนำไปใช้ในการทำการเกษตรอย่างต่อเนื่องที่เอื้อต่อการเกิดธุรกิจที่สร้างรายได้ ลดรายจ่าย ลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร

และสามารถใช้เป็นศูนย์ต้นแบบที่เป็นแหล่งเผยแพร่ผลงาน ให้ผู้ที่สนใจนำไปปฏิบัติต่อไปได้อย่างไรบ้าง เพื่อพิจารณาตัดสินให้เป็นศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ดีเด่น ระดับเขต ปี 2564 ต่อไป โดยผลการพิจารณาตัดสินของคณะกรรมการ สสก. 3 จ.ระยอง จะประกาศให้ทราบอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้

สำหรับศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนนั้นจะเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านดินและปุ๋ย มีเกษตรกรดูแลด้วยกันเอง โดยมีเจ้าหน้าที่คอยเป็นพี่เลี้ยง เพื่อต้องการให้เกิดการยอมรับการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วย ส่งเสริมให้พืชแข็งแรงพอที่จะต้านทานโรคและศัตรูพืชซึ่งจะช่วยลดปริมาณการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช รวมถึงเกษตรกรจะได้ใช้ปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม

สำหรับคณะกรรมการที่ร่วมพิจารณาในครั้งนี้ ประกอบด้วย นายปิยะ สมัครพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง นางสาววรนุช สีแดง ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต นายชนินทร์ สุขสำราญ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาบุคลากร นายกฤษฎา ฉิมอินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดชลบุรี  นางนลทวรรณ  มากหลาย ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ นายสรรพสิทธิ์ สิงห์ปี นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ และนางสาวผกาพันธุ์  ละมัย นักวิชาการเกษตรชำนาญการ

“กยท.” ดีเดย์นำ “Single Form” ใช้ส่งออก “ยาง” ลดความซ้ำซ้อนเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/476555

“กยท.”ดีเดย์นำ “Single Form “ใช้ส่งออก”ยาง” ลดความซ้ำซ้อนเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน

30 กรกฎาคม 2564 – 09:24 น.

 “กยท.” เดินหน้าสู่ยุคดิจิทัลดีเดย์นำระบบรับชำระค่าธรรมเนียมส่งยางออกไปนอกราชอาณาจักรทางอิเล็กทรอนิกส์แบบ “Single Form” และระบบรับคำขอใบรับรองคุณภาพยางทางอิเล็กทรอนิกส์  ผ่านระบบ NSW มาใช้อย่างเป็นทางการวันที่ 1 สิงหาคม 2564 นี้

“กยท.” เดินหน้าสู่ยุคดิจิทัลดีเดย์นำระบบรับชำระค่าธรรมเนียมส่ง”ยาง”ออกไปนอกราชอาณาจักรทางอิเล็กทรอนิกส์  แบบ Single Form และระบบรับคำขอใบรับรองคุณภาพยางทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ NSW มาใช้อย่างเป็นทางการวันที่ 1 สิงหาคม 2564 นี้ หวังลดขั้นตอน  ลดความผิดพลาด ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มสะดวกรวดเร็วและ เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน

นายณกรณ์  ตรรกวิรพัท  ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท.เตรียมนำระบบรับชำระค่าธรรมเนียมส่งยางออกฯ ทางอิเล็กทรอนิกส์แบบ Single Form (e-SFR) และระบบรับคำขอใบรับรองคุณภาพยาง (e-QC)ทางอิเล็กทรอนิกส์  ผ่านระบบ National Single Window (NSW) ซึ่งเป็นระบบการบริการเชื่อมโยงข้อมูลหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจ สำหรับการนำเข้า ส่งออก และโลจิสติกส์ ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

และยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการสร้างความสามารถในการแข่งขัน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่งและเครือข่ายโลจิสติกส์ ตามเส้นทางยุทธศาสตร์และยังสอดคล้องกับนโยบาย THAILAND 4.0 ในด้านการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริการภาครัฐ (Service Reform)  

ทั้งนี้คณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ (กบส.) ซึ่งมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้มีมติให้ปรับลดขั้นตอนกระบวนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวกับการนำเข้า-ส่งออก สินค้ายุทธศาสตร์

"กยท."ดีเดย์นำ "Single Form "ใช้ส่งออก"ยาง" ลดความซ้ำซ้อนเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน

ได้แก่ น้ำตาล ข้าว ยางพารา สินค้า แช่แข็ง และวัตถุอันตราย ผ่านระบบ NSW เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการในการส่งยางออกฯ ลดปริมาณเอกสาร ขั้นตอนและระยะเวลา ในการยื่นขอใบรับรองคุณภาพยาง และใบรับค่าธรรมเนียมส่งยางออกฯ ให้รองรับการเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกับระบบรับคำขอใบอนุญาตผ่านด่านศุลกากร ในอนาคต

"กยท."ดีเดย์นำ "Single Form "ใช้ส่งออก"ยาง" ลดความซ้ำซ้อนเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน

โดยการบันทึกรายการครั้งเดียว ลดความผิดพลาด และความซ้ำซ้อนของข้อมูล รวมทั้งเพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการส่งยางออกนอกราชอาณาจักรที่ต้องใช้ข้อมูลร่วมกันได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจากการบันทึกรายการครั้งเดียว

 “เพื่อให้เป็นไปตามมติ กบส. ดังกล่าว กยท. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกสินค้ายางพาราโดยมีหน้าที่จัดเก็บค่าธรรมเนียมการส่งยางออกฯ และให้บริการวิเคราะห์คุณภาพยางแก่ภาครัฐและเอกชน  จึงได้บูรณาการกับกรมวิชาการเกษตร และกรมศุลกากร ร่วมกันดำเนินการศึกษา วิเคราะห์ และออกแบบระบบรับชำระค่าธรรมเนียมส่งยางออกฯ ให้รองรับการเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกับระบบรับคำขอใบอนุญาตผ่านด่านศุลกากร แบบ Single Form และ ระบบรับคำขอใบรับรองคุณภาพยาง ผ่านระบบ NSW” ผู้ว่าการ กยท. กล่าว

สำหรับระบบรับชำระค่าธรรมเนียมส่งยางออก ฯ ทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-SFR) กยท.จะเริ่มนำมาใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไปยกเว้นผู้ประกอบการที่ชำระค่าธรรมเนียมผ่านธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ และผู้ประกอบการที่ชำระค่าธรรมเนียมประเภทยางผสมสารเคมี ให้ชำระผ่านทางระบบ e-CESS ตามเดิม

ส่วนระบบรับคำขอใบรับรองคุณภาพยางทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-QC) กยท.จะนำเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในปี 2565 

หากมีข้อสงสัยติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายการคลัง กองจัดเก็บค่าธรรมเนียมและรายได้ เบอร์โทร 02-433-2222 ต่อ 313,319  e-mail: ecess@raot.mail.go.th ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ

โทรศัพท์ : 0-2433-2222 ต่อ 151 อีเมล์ : saowanee.p@raot.mail.go.th  (คุณเสาวณีย์ พันธ์คูณ) และ sanyaluk.p@raot.mail.go.th (คุณสัญญลักษณ์ ผูกมี)

“หมอดินอาสา” ประจำอำเภอเชียงแสน ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้งาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/476419

“หมอดินอาสา”ประจำอำเภอเชียงแสน ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้งาม

29 กรกฎาคม 2564 – 09:54 น.

“หมอดินอาสา”ประจำอำเภอเชียงแสน ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้งาม

นายคมบาง สนิทรัมย์ หมอดินอาสา อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ได้รับการสนับสนุนจากสถานีพัฒนาที่ดินเชียงราย ได้เข้ามาส่งเสริม”หมอดิน”ในเรื่องขององค์ความรู้ในการปรับปรุงบำรุงดินต่าง ๆ ให้”ดิน”มีสภาพดีขึ้นสามารถเพิ่มผลผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการตลาดและสร้างรายได้แก่เกษตรกร

นายรณรงค์ สิทธิกอง เจ้าพนักงานการเกษตรปฏิบัติงาน กล่าวว่า สถานีพัฒนาที่ดินเชียงราย มีนโยบายเกี่ยวกับจะพัฒนาให้หมอดินอาสาเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ จึงได้มีการจัดอบรมหมอดินเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับ”หมอดิน”นำไปใช้แก้ปัญหาดินในพื้นที่ และก็เป็นตัวแทนของเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดินเพื่อจะรับฟังปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่เพื่อลงไปแก้ไข

"หมอดินอาสา"ประจำอำเภอเชียงแสน ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้งาม
"หมอดินอาสา"ประจำอำเภอเชียงแสน ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้งาม

“ดิน”ในพื้นที่ของ”หมอดินคมบาง”ส่วนใหญ่ตรงนี้จะเป็นดินเหนียวลึกที่เกิดจากตะกอนมันจะขาดความอุดมสมบูรณ์จะต่ำปานกลาง เราก็จะได้เข้ามาช่วยส่งเสริมในเรื่องการทำปุ๋ยหมักน้ำหมักชีวภาพให้เกษตรกรได้ใช้ในพื้นที่และก็ลดในเรื่องของการใช้สารเคมีเพราะแปลงนี้”หมอดิน”จะไม่ใช้สารเคมีเลยเกษตรกรก็จะได้นำไปใช้ให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน เป็นการลดต้นทุน

เพราะว่าการใช้ปุ๋ยหมักกับน้ำหมักเนี่ยเราสามารถทำได้จากวัตถุในพื้นที่ได้เลย วัสดุในพื้นที่ใช้เป็นปุ๋ย เป็นธาตุอาหาร ให้กับพืชโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย มูลสัตว์เราก็หาได้ในพื้นที่เศษหญ้าที่มาทำเป็นปุ๋ยหมักหรือว่าฟางข้าวเกิดจากการทำการเกษตรเราก็นำมาหมักเอง ไม่เสียค่าใช้จ่ายเป็นการลดต้นทุน

"หมอดินอาสา"ประจำอำเภอเชียงแสน ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้งาม

องค์ความรู้เรามาถ่ายทอดในเรื่องของการเก็บตัวอย่างดินไปวิเคราะห์และก็ส่งเสริมให้ใช้เทคโนโลยีชีวภาพของพัฒนาที่ดิน เช่นปุ๋ยหมัก น้ำหมัก ปูนโดโลไมท์ หรือว่าปอเทือง เพื่อมาปรับปรุงโครงสร้างของดินให้เหมาะสมของการปลูกพืชและให้หมอดินสามารถถ่ายทอดให้กับเกษตรกรได้

สำหรับหมอดินเองเนี่ยก็ได้ทำเกษตรเป็นผสมผสาน มีรายได้ทั้งรายวัน รายเดือน รายปี รายสัปดาห์ รายวันก็จะเป็นปลูกพืชผัก เหลือกินก็นำไปขายสร้างรายได้ให้หมอดิน

"หมอดินอาสา"ประจำอำเภอเชียงแสน ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้งาม

นายคมบาง สนิทรัมย์ หมอดินอาสา กล่าวว่า ทำเกษตรพืชเชิงเดี่ยวมาตลอดและใช้เคมี ผลผลิตได้น้อยก็ขาดทุนทุกปี และปีพศ.2536 ก็มีโอกาสได้เป็นหมอดินอาสา ของกรมพัฒนาที่ดิน ก็ได้รับองค์ความรู้ การทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ และก็ได้ปรับเปลี่ยนมาปลูกพืชผสมผสานอย่างที่เห็น ๆ ผลปรากฏว่าเราพออยู่พอกิน พอใช้ อีกอย่างเราไม่ต้องใช้ทุนสักบาทเลย ทางสถานีพัฒนาที่ดินเชียงราย ก็มาส่งเสริมพวกวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ 

"หมอดินอาสา"ประจำอำเภอเชียงแสน ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้งาม

พื้นที่ของผมมีอยู่ 7 ไร่ ที่แรก ๆ ก็ปลูกส้มโอ ประมาณร้อยต้น เราเอาลองกองมา 100 ต้น แล้วก็เอาเงาะ พวกมังคุด หลาย ๆ อย่างไม้พืชป่า มาปลูกผสมผสานกันไว้  ในฐานะที่ผมเป็น”หมอดินอาสา”เนี่ยไปเจอใครที่ไหนผมก็แนะนำให้เขาเลิกใช้เคมีมาทำเกษตรอินทรีย์กัน ผมก็จะแนะนำเขาว่าเศษวัสดุที่เหลืออย่างฟางข้าวในนา เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วเราก็เผา สถานีพัฒนาที่ดินก็สนับสนุนการไถกลบตอซังอยู่แล้ว แล้วก็มาทำปุ๋ยหมักน้ำหมัก ไว้รดราดใส่พื้นนา ไร่สวน และสวนผลไม้ต่าง ๆ พืชผัก

"หมอดินอาสา"ประจำอำเภอเชียงแสน ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้งาม

“หมอดินคมบาง” สามารถสร้างรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้จากอาชีพทำการเกษตร และการลดต้นทุนโดยการใช้ปุ๋ยหมักน้ำหมัก จากทางสถานีพัฒนาที่ดินเชียงรายที่เข้ามาสนับสนุนและยังให้องค์ความรู้แก่”หมอดินอาสา”ให้สามารถนำความรู้ด้านการเกษตรต่าง ๆ นั้นไปบอกต่อกับเกษตรกรรายอื่น ๆ อีกด้วย

"หมอดินอาสา"ประจำอำเภอเชียงแสน ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้งาม

“ส.ป.ก.” สืบสานพระราชปณิธาน “การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/476340

“ส.ป.ก.” สืบสานพระราชปณิธาน “การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม”

28 กรกฎาคม 2564 – 16:58 น.

ส.ป.ก. สืบสานพระราชปณิธาน “การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม” ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2564

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) สืบสานพระราชปณิธาณ “การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม” เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2564 

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า ส.ป.ก. จัดทำ โครงการจัดทำป้ายแนวเขตที่ดินพระราชทาน มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำป้ายแนวเขตที่ดินพระราชทาน สร้างการ
มีส่วนร่วมของประชาชนในการปกป้องคุ้มครองที่ดิน

โดย ส.ป.ก. เริ่มนำร่องในพื้นที่ตำบลมหาสวัสดิ์ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ 1,000 – 2 – 53 ไร่ และ ส.ป.ก. มีแผนดำเนินการให้ครอบคลุมทั้ง 5 จังหวัดที่ได้รับพระราชทานที่ดินต่อไป”  

สำหรับที่ดินพระราชทานนั้นในปี พ.ศ. 2518 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทาน ที่ดินทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ 51,967 ไร่เศษ โดย ส.ป.ก. นำมาปฏิรูปที่ดินเป็นครั้งแรกของประเทศไทย

และในปี พ.ศ. 2520 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเอกสารสิทธิการเช่าที่ดินให้แก่เกษตรกรด้วยพระองค์เอง

"ส.ป.ก." สืบสานพระราชปณิธาน "การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม"

เลขาธิการ ส.ป.ก. ยังกล่าวอีกว่า ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายและแนวทางการปฏิรูปที่ดินบนที่ดินพระราชทาน เนื่องจากเป็น “ผืนดินที่มีความสำคัญ” ที่ต้องรักษาและสร้างประโยชน์สุขให้แก่เกษตรกร

“โครงการที่สองเป็นโครงการปลูกต้นไม้เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จ
พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยโครงการนี้ ส.ป.ก. ร่วมกับชุมชน เกษตรกร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมใจปลูกต้นไม้ประเภทพันธุ์ไม้ท้องถิ่น พันธุ์ไม้หายาก/ใกล้สูญพันธุ์ และไม้เศรษฐกิจ

อาทิ ต้นรวงผึ้ง ต้นตะเคียนทอง สัก พะยุง ยางนา ประดู่ป่า ไม้แดง มะขามป้อม มะม่วงน้ำตาลเตา ฯลฯ ในพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 11 โครงการ 15 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา นครนายก นครปฐม ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา น่าน สระแก้ว ปราจีนบุรี เชียงใหม่ พะเยา ลำพูน สกลนคร อุบลราชธานี และนครศรีธรรมราช เพื่อสืบสานแนวพระราชดำริด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และเป็นการรณรงค์เพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตปฏิรูปที่ดิน และพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าว

นายวิณะโรจน์ กล่าวต่อว่า “โครงการต่อมาคือ โครงการสารจาก ส.ป.ก. ถึง เกษตรกรในผืนดินพระราชทาน เป็นการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ถึงเกษตรกรในที่ดินพระราชทาน 3,423 ครอบครัว ในจังหวัดฉะเชิงเทรา นครนายก นครปฐม ปทุมธานี และพระนครศรีอยุธยา เพื่อสร้างการรับรู้ ถึงพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ด้านการปฏิรูปที่ดิน และสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการคุ้มครองที่ดิน ส.ป.ก. โดยน้อมนำพระบรมราโชบายการปฏิรูปที่ดิน 9 ข้อ ที่จะพัฒนาพื้นที่ พัฒนาอาชีพ ความรู้ ให้แก่เกษตรกรให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ อยู่ดี และมีความสุขในที่ดิน ส.ป.ก. ไว้สืบต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน” 

นอกจากนั้น ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid – 19) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ส.ป.ก. ได้ตอบรับนโยบายโดยจัดทำ โครงการปลูกผักสวนครัวระยะสั้นสู้วิกฤติโควิด – 19 งบประมาณทั้งสิ้น 1,702,910 บาท 

เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรในพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 29 จังหวัด 1,507 ราย เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์โควิด – 19 โดยน้อมนำแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้วยการปลูกผักสวนครัว ให้เกษตรกรมีอาหารบริโภคเพียงพอ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน มีเหลือแบ่งปันภายในชุมชน และจำหน่ายสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว

โดยสนับสนุนปัจจัยการผลิต เมล็ดพันธุ์พืชผักสวนครัวพันธุ์ดี ที่มีอายุสั้น สามารถเก็บเกี่ยวให้ผลผลิตได้ภายในระยะสั้น ได้แก่ ผักบุ้ง ผักกาด คะน้า กวางตุ้ง ถั่วฝักยาว แตงกวา พริกขี้หนู เป็นต้น 

“ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19 ) ที่แพร่ระบาดกระจายหลายพื้นที่ แต่เรายังคงแสดงออกถึงความจงรัก ภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ตลอดเวลาครับ” เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวทิ้งท้าย

6 ฐานเรียนรู้ ที่ธนาคารอาหารชุมชน “เกษตรวิชญา” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/476264

6 ฐานเรียนรู้ ที่ธนาคารอาหารชุมชน”เกษตรวิชญา”

28 กรกฎาคม 2564 – 08:57 น.

6 ฐานเรียนรู้ ที่ธนาคารอาหารชุมชน “เกษตรวิชญา” สืบสานพัฒนาตามพระราชดำริ “ในหลวงรัชกาลที่ 10” เพื่อสุขแห่งพสกนิกร

ภายในพื้นที่ 123 ไร่ ของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ“เกษตรวิชญา” บ้านกองแหะ หมู่ที่ 4 ต.โป่งแยง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ คือ พื้นที่ดำเนินการภายใต้โครงการ ธนาคารอาหารชุมชน ที่มีสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือ ส.ป.ก. เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการ มาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2546

ถือเป็นอีกหนึ่งการทำงานเพื่อสนองพระราชดำริแห่งการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่วันนี้ได้ประสบความสำเร็จ สามารถสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนได้ตามวัตถุประสงค์

6 ฐานเรียนรู้ ที่ธนาคารอาหารชุมชน"เกษตรวิชญา"

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก.

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวว่า ด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงรักและห่วงใยในความเป็นอยู่ของพสกนิกร รวมทั้งสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนี้

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว  จึงทรงพระราชทานที่ดินส่วนพระองค์บริเวณบ้านกองแหะจำนวน 1,350 ไร่ให้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อจัดทำเป็นศูนย์ฝึกอบรม และวิจัยพัฒนาการเกษตรให้เหมาะสมกับพื้นที่

6 ฐานเรียนรู้ ที่ธนาคารอาหารชุมชน"เกษตรวิชญา"

มัคคุเทศน์น้อยจากโรงเรียนบ้านกองแหะ พร้อมนำเยี่ยมฐานเรียนรู้

รวมทั้งการฟื้นฟูและอนุรักษ์สภาพแวดล้อมให้เกิดระบบนิเวศที่สมบูรณ์เป็นแหล่งผลิตอาหารธรรมชาติและมีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

6 ฐานเรียนรู้ ที่ธนาคารอาหารชุมชน"เกษตรวิชญา"

เรียนรู้ท่ามกลางธรรมชาติของธนาคารอาหารชุมชนกับฐานการเรียนรู้ของ ส.ป.ก.

อีกทั้งยังทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ฯ พระราชทานชื่อศูนย์แห่งนี้ว่า”เกษตรวิชญา”ที่แปลว่า ปราชญ์แห่งการเกษตร

“จากที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีประราชปณิธานที่มุ่งมั่นในการสืบสาน รักษาและต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

6 ฐานเรียนรู้ ที่ธนาคารอาหารชุมชน"เกษตรวิชญา"

ส.ป.ก.จึงได้น้อมนำแนวพระราชดำริต่าง ๆ มาใช้เป็นหลักในการดำเนินงานและถ่ายทอดเป็นองค์ความรู้ไปสู่ผู้สนใจทั้งเกษตรกรในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินและประชาชนจากจังหวัดต่าง ๆ  ด้วยการพัฒนาพื้นที่ของธนาคารอาหารชุมชนให้เป็นฐานการเรียนรู้ทั้งเพื่อการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและการสร้างแหล่งอาหาร จำนวน 6 ฐานเรียนรู้” ดร.วิณะโรจน์ กล่าว

6 ฐานเรียนรู้ ที่ธนาคารอาหารชุมชน"เกษตรวิชญา"

  พืชหัวในฐานการเรียนรู้“ธนาคารพืชหัว คู่ครัววิถีไทย”

สำหรับฐานเรียนรู้ทั้ง 6 ฐานภายในธนาคารอาหารชุมชนที่มีระยะทางกว่า 1.5 กิโลเมตรนั้น ประกอบด้วย

6 ฐานเรียนรู้ ที่ธนาคารอาหารชุมชน"เกษตรวิชญา"

ฐานการเรียนรู้ที่ 1 “รักษ์ไม้พื้นบ้าน สืบสานพระราชปณิธาน” โดย ดร.วิณะโรจน์ กล่าวว่า ด้วยมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนตระหนักรู้คุณค่าจากการได้ใช้ประโยชน์จากป่าที่ปลูกอย่างยั่งยืน ฐานการเรียนรู้นี้ เป็นฐานที่รวบรวมพันธุ์ไม้ 3 อย่างในพื้นที่เพื่ออนุรักษ์และสืบสานพันธุ์ไม้พื้นถิ่นโดยการรวบรวมชื่อพันธุ์ไม้ในพื้นที่ลักษณะไม้ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง

“ทั้งนี้ด้วยพระปรีชาญาณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงแนะนำการปลูกป่าเชิงผสมผสานด้านเกษตรวนศาสตร์และเศรษฐกิจสังคม ซึ่งเป็นวิธีปลูกป่าแบบเบ็ดเสร็จ การปลูกไม้ 3 อย่าง ได้แก่ 1) ไม้ใช้สอยและไม้เศรษฐกิจ 2) ไม้อาหารหรือไม้กินได้ 3) ไม้ฟืนเชื้อเพลิง

ประโยชน์ 4 อย่าง ได้แก่ 1) ไม้เศรษฐกิจปลูกไว้สร้างที่อยู่อาศัย ใช้สอยโดยตรงและจำหน่าย 2) ปลูกพืชเกษตรเพื่อการกินและสมุนไพร 3) ปลูกไม้เป็นพลังงาน เช่น ไม้ฟืน และไม้ไผ่ เป็นต้น  และ 4) ประโยชน์ต่อระบบนิเวศน์ช่วยอนุรักษ์ดินและต้นน้ำลำธาร สร้างความสมบูรณ์และก่อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่า

เลขาธิการ ส.ป.ก. ยังได้ให้ข้อแนะนำเพิ่มเติมอีกว่า สำหรับชนิดพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมแก่การใช้ปลูกนั้น ขอให้เน้นพันธุ์ไม้พื้นถิ่นเพราะเจริญติบโตได้ดีเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และเป็นที่รู้จักของประชาชนในท้องถิ่นเป็นอย่างดี  

ขณะที่วิธีการปลูกให้ปลูกเสริมในลักษณะธรรมชาติ ไม่จับต้นไม้เข้าแถวเพราะเมื่อต้นไม้โตขึ้นจะมีสภาพเป็นป่าตามธรรมชาติ

ฐานการเรียนรู้ที่ 2 “บริหารจัดการน้ำ ตามศาสตร์พระราชา” เลขาธิการ ส.ป.ก. ชี้แจงว่า ฐานการเรียนรู้นี้ ได้นำเสนอเกี่ยวกับระบบ “ประปาภูเขา” เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่โครงการเกษตรวิชญา ซึ่งสามารถกักเก็บและนำน้ำไปใช้ประโยชน์ผ่านระบบท่อส่งน้ำ กระจายครอบคลุมพื้นที่โครงการ

อีกทั้งการสร้างความตระหนักถึงการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าแก่เกษตรกรและชุมชน ส่งผลให้พื้นที่ป่าได้รับการอนุรักษ์ ฟื้นฟูระบบนิเวศและชุมชนมีน้ำใช้อย่างเพียงพอตลอดทั้งปี มีแหล่งอาหารธรรมชาติสร้างสมดุล ให้คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน

ฐานการเรียนรู้ที่ 3 “ต่อยอดพฤกษ์พนา คุณค่าพันธุ์ไผ่” โดยมีการให้ความรู้เกี่ยวกับ ไผ่ พืชเมืองร้อน แต่ก็สามารถเจริญเติบโตได้ในทุกทวีป ซึ่งดร.วิณะโรจน์ กล่าวว่า ประเทศไทยสำรวจพบไผ่มากกว่า 72 ชนิด กระจายตามภูมิภาคต่าง ๆ

และในพื้นที่ธนาคารอาหารชุมชน“เกษตรวิชญา” พบไผ่ถึง 8 ชนิด คือ ไผ่หวาน ไผ่หก ไผ่ขาง ไผ่ไร่ ไผ่รวก ไผ่เลี้ยง ไผ่บง ไผ่ข้าวหลาม วันนี้ชาวบ้านกองแหะ สามารถใช้ประโยชน์จากไผ่ โดยนำมาใช้เป็นอาหาร สร้างที่อยู่อาศัย เครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ เป็นแหล่งเรียนรู้ รวมถึงการสร้างรายได้ 

ฐานการเรียนรู้ที่ 4 “สมุนไพรถิ่นไทย ประโยชน์มากหลากหลาย” ที่เน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับพืชสมุนไพรพื้นบ้านซึ่งในพื้นที่ธนาคารอาหารชุมชน “เกษตรวิชญา” มีสมุนไพรพื้นบ้านอยู่มากทั้งสมุนไพรประเภทต้น เช่น กระท้อน ขนุน ขี้เหล็ก ขลู่ แคป่า สมุนไพรประเภทเถา-เครือ เช่น มะระขี้นก พริกไทย

สมุนไพรประเภทผัก เช่น กะเพรา ผักแพว พริกขี้หนู ชะอม ผักกูด สมุนไพรหญ้า เช่น ขลู่ หญ้าแฝก และสมุนไพรประเภทหัว-เหง้า เช่น กระเทียม กระชาย กลอย ขมิ้นชัน ขิง ข่า ไพล

ฐานการเรียนรู้ที่ 5 “ชะลอน้ำด้วยฝาย สราญใจถ้วนทั่ว” โดยในพื้นที่ธนาคารอาหารชุมชน ส.ป.ก.ได้มีการจัดสร้างฝายขึ้นเพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากของจริง โดยการสร้างฝายกั้นน้ำนั้น ส่วนใหญ่จะถูกสร้างบริเวณลำห้วย ลำธารขนาดเล็กในช่วงต้นน้ำช่วยคงความชุ่มชื้นได้เป็นเวลานาน สามารถเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งได้เป็นอย่างดี

แถมยังช่วยเก็บกักตะกอนได้อีกด้วย สร้างประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตในพื้นที่มากมาย เช่น แมลง สัตว์ป่า พืชพันธุ์นานาชนิด ทำให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ

ฐานการเรียนรู้ที่ 6 “ธนาคารพืชหัว คู่ครัววิถีไทย” เป็นการนำเสนอความรู้ที่เกี่ยวกับพืชหัว เพื่อให้ทราบถึงชนิดของพืชหัว เช่น ชนิดของพืชหัว แบ่งออกเป็น พืชหัวที่เกิดจากกาบใบ  เช่นหอมหัวแดง หอมหัวใหญ่ กระเทียม ใช้รับประทานเป็นผักและเป็นพืชสมุนไพร หัวที่เกิดจากเหง้า เช่น แห้ว และหัวที่เกิดจากราก  เช่น มันสำปะหลัง มันแกว เป็นต้น

ในวันนี้ ธนาคารอาหารชุมชน “เกษตรวิชญา” จึงเป็นทั้งแหล่งอาหารของคนในพื้นที่ และแหล่งความรู้ที่เปิดกว้างให้ทุกคนได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ผ่านฐานเรียนรู้ที่ ส.ป.ก.ได้ดำเนินการจัดทำขึ้น เพื่อนำไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้นตามพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 10 ที่ทรงมุ่งเน้นการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้แก่พสกนิกรของพระองค์ และพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า มั่นคง ตลอดไป

“น้ำผึ้งเดือนห้า” จากป่าชายเลน สุดยอดผลิตภัณฑ์แปลงใหญ่ “ผึ้งบ้านไหนหนัง” กระบี่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/476162

“น้ำผึ้งเดือนห้า”จากป่าชายเลน สุดยอดผลิตภัณฑ์แปลงใหญ่”ผึ้งบ้านไหนหนัง” กระบี่  

27 กรกฎาคม 2564 – 14:12 น.

“น้ำผึ้งเดือนห้า”จากป่าชายเลน สุดยอดผลิตภัณฑ์แปลงใหญ่”ผึ้งบ้านไหนหนัง” จังหวัดกระบี่  


“ผึ้ง”เป็นแมลงมหัศจรรย์ทั้งในเรื่องการช่วยผสมเกสรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของพืชและคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์จากผึ้งที่เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ

ช่วงเวลาที่ผ่านมา”ผึ้ง”จำนวนมากตายเพราะสารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืช ผนวกกับจำนวนพื้นที่ป่าลดลง กรมส่งเสริมการเกษตรได้ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มเลี้ยงผึ้งในรูปแบบแปลงใหญ่ ร่วมกันปกป้องผึ้ง

"น้ำผึ้งเดือนห้า"จากป่าชายเลน สุดยอดผลิตภัณฑ์แปลงใหญ่"ผึ้งบ้านไหนหนัง" กระบี่  
"น้ำผึ้งเดือนห้า"จากป่าชายเลน สุดยอดผลิตภัณฑ์แปลงใหญ่"ผึ้งบ้านไหนหนัง" กระบี่  

นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่าปัจจุบันทั่วประเทศมีแปลงใหญ่ผึ้งจำนวน 76 แปลง แยกเป็นผึ้งพันธุ์ 9 แปลง และผึ้งโพรง 67 แปลง ในภาคใต้เองมีแปลงใหญ่ผึ้งมากถึง 62 แปลง เป็นแปลงใหญ่ผึ้งโพรงทั้งหมด กระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆ รวม 10 จังหวัด

"น้ำผึ้งเดือนห้า"จากป่าชายเลน สุดยอดผลิตภัณฑ์แปลงใหญ่"ผึ้งบ้านไหนหนัง" กระบี่  

ตัวอย่างแปลงใหญ่ผึ้งบ้านไหนหนัง ตำบลเขาคราม อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ เป็นกลุ่มที่เข้มแข็ง และกิจกรรมสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชน แต่เดิมนั้นเกิดจากการรวมกลุ่มของเกษตรกรที่ต้องการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง โดยมีป่าชายเลนที่ต้องดูแลประมาณ 3,500 ไร่

และเห็นว่าการเลี้ยงผึ้งโพรงก็ต้องอาศัยความอุดมสมบูรณ์ของป่าเป็นแหล่งอาหาร จึงได้ทำกิจกรรมเลี้ยงผึ้งโพรงขึ้น โดยได้รับความร่วมมือจาก MAP ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนระหว่างประเทศที่ดูแลสนับสนุนกลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลน และยังให้การสนับสนุนกิจกรรมอื่น ๆ ของกลุ่มด้วย

"น้ำผึ้งเดือนห้า"จากป่าชายเลน สุดยอดผลิตภัณฑ์แปลงใหญ่"ผึ้งบ้านไหนหนัง" กระบี่  

ต่อมาในปี 2557 กลุ่มมีความเข้มแข็งมากขึ้น จึงได้จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนในชื่อ “วิสาหกิจชุมชนเลี้ยงผึ้งบ้านไหนหนัง” สร้างรายได้จากการจำหน่ายน้ำผึ้งได้พอสมควร ในปี 2562 สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองกระบี่ได้ส่งเสริมให้ตั้งเป็นแปลงใหญ่ 

"น้ำผึ้งเดือนห้า"จากป่าชายเลน สุดยอดผลิตภัณฑ์แปลงใหญ่"ผึ้งบ้านไหนหนัง" กระบี่  

มีสมาชิก 31 ราย ผึ้งจำนวน 800 ลัง ปีนี้เป็นปีที่ 3 มีการพัฒนาทั้ง 5 ด้านของแปลงใหญ่ โดยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้ 25% พัฒนาคุณภาพเข้าสู่การรับรองมาตรฐาน อย. มีเครือข่ายตลาดรองรับแน่นอน บริหารจัดการกลุ่มโดยเกื้อกูลธรรมชาติและวิถีชุมชน และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรเป็นการต่อยอดความยั่งยืนของกลุ่ม 

นายสุธีร์ ปานขวัญ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงผึ้งโพรงบ้านไหนหนัง กล่าวว่า การเลี้ยงผึ้งโพรงของกลุ่มแปลกแหวกแนวไม่เหมือนใคร ใช้วิธีการล่อผึ้งโพรงป่าตามธรรมชาติให้เข้ามาอยู่ในรังที่เตรียมไว้ แล้วปล่อยให้ผึ้งหากินเองแบบธรรมชาติ เหมือนกับอยู่ในป่า ทำให้ได้น้ำผึ้งคุณภาพดี มีสรรพคุณทางยาเหมือนเก็บจากในป่า

และที่สำคัญเป็นการอนุรักษ์พันธุ์ผึ้งโพรงไปในตัวด้วย การเลี้ยงผึ้ง 1 รัง สามารถเก็บน้ำผึ้งได้กว่า 10 ขวด ขายขวดละ 400-500 บาท ได้เงินราว 4,000-5,000 บาท/ปี ครั้งแรกที่ลงทุนทำรังผึ้งใช้งบประมาณเพียง 400-500 บาทเท่านั้น

หลังจากนั้น ปีถัดไปก็ไม่มีต้นทุนเลยได้กำไรล้วน ๆ เพราะไม่ต้องไปให้อาหาร ไม่ต้องดูแล แค่ป้องกันมด และตัวต่อไม่ให้รบกวน ผลผลิตจะจำหน่ายเป็นน้ำผึ้งสด 75% โดย 40% จำหน่ายให้กับโรงแรม มาริออสและโรงแรมในเครืออนันตรา (เกาะสมุย) โดยทำ MOU ร่วมกัน และอีก 60% จำหน่ายผ่านตลาดออนไลน์ ตลาดทั่วไปในประเทศและงานแสดงสินค้าผลผลิต 25% นำมาแปรรูปเป็น สบู่น้ำผึ้ง ยาสระผม ครีมนวด จำหน่ายขวดละ 50 บาท และขนมต่างๆ อมยิ้ม เป็นต้น

ด้านการพัฒนาคุณภาพ มีการผลิตน้ำผึ้งคุณภาพและปลอดภัยตามมาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) น้ำผึ้งที่นี่มีคุณภาพสูงโดยเฉพาะน้ำผึ้งเดือนห้าจากป่าชายเลน ซึ่งเป็นแหล่งอาหารเฉพาะ มีการเพิ่มพื้นที่ปลูกป่าชายเลนและไม้ดอก เพื่อเป็นแหล่งอาหารให้ผึ้ง และส่งเสริมการเลี้ยงชันโรง ทั้งนี้กลุ่มมีแผนสร้างโรงเรือนในการบรรจุน้ำผึ้ง โดยใช้งบประมาณ 300,000 บาท 

แต่ไม่ต้องการกู้เงินจากแหล่งทุนต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องใช้เวลาในการระดมทุนในกลุ่มสมาชิกมีมติให้เก็บเงิน 20% ของรายได้จากการจำหน่ายผลผลิต เข้าสมทบให้กับกลุ่มโดยจัดสรรเป็น 2 ส่วน คือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของกลุ่ม 10% และใช้ในกิจกรรมอนุรักษ์ป่าชายเลน 10% และแปลงใหญ่ผึ้งโพรงบ้านไหนหนังยังเป็นเครือข่ายศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอเมืองกระบี่ โดยเป็น“ศูนย์เรียนรู้ด้านแมลงเศรษฐกิจ” มีเกษตรกรและบุคคลทั่วไปทั้งในและนอกจังหวัดกระบี่เข้ามาศึกษาเรียนรู้เป็นจำนวนมาก 

“กรมการข้าว” เร่งเพิ่มศักยภาพการผลิต “เมล็ดพันธุ์ข้าว” ให้เพียงพอ ตั้งเป้าผลิตให้ได้ 152,000 ตัน/ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/476151

“กรมการข้าว”เร่งเพิ่มศักยภาพการผลิต”เมล็ดพันธุ์ข้าว”ให้เพียงพอ ตั้งเป้าผลิตให้ได้ 152,000 ตัน/ปี 

27 กรกฎาคม 2564 – 12:45 น.

“กรมการข้าว”เร่งเพิ่มศักยภาพการผลิต”เมล็ดพันธุ์ข้าว”ให้เพียงพอ ตั้งเป้าผลิตให้ได้ 152,000 ตัน/ปี 

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ยังคงระบาดต่อเนื่องและรุนแรงเป็นปีที่ 2 และยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะคลี่คลายลงเมื่อใด ได้ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างหนักหน่วงและกว้างขวาง ซึ่งพี่น้องชาวนาไทยก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

กรมการข้าวจึงตระหนักต่อปัญหาที่พี่น้องชาวนากำลังเผชิญโดยฉพาะเรื่องของความต้องการเมล็ดพันธุ์ดีที่ยังไม่เพียงพอ

"กรมการข้าว"เร่งเพิ่มศักยภาพการผลิต"เมล็ดพันธุ์ข้าว"ให้เพียงพอ ตั้งเป้าผลิตให้ได้ 152,000 ตัน/ปี 

 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ รองอธิบดีกรมการข้าว

โดยในปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 70 ล้านไร่ มีความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีเพาะปลูกปีละประมาณ 1,364,800 ตัน

"กรมการข้าว"เร่งเพิ่มศักยภาพการผลิต"เมล็ดพันธุ์ข้าว"ให้เพียงพอ ตั้งเป้าผลิตให้ได้ 152,000 ตัน/ปี 

แต่ในขณะเดียวกันกรมการข้าว รวมไปถึงสหกรณ์การเกษตร ศูนย์ข้าวชุมชนและภาคเอกชนร่วมกันจะสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ดีได้ประมาณ 537,000 ตัน จำแนกเป็น กรมการข้าว 95,000 ตัน สหกรณ์การเกษตร 30,000 ตัน ศูนย์ข้าวชุมชน 112,000 ตัน และภาคเอกชน 300,000 ตันหรือประมาณ 40% ของปริมาณเมล็ดพันธุ์ดีต้องการใช้ในการยกระดับคุณภาพและปริมาณการผลิตข้าวของประเทศไทย

ถึงแม้ต่อมา”กรมการข้าว”จะได้รับงบประมาณเงินกู้เพื่อใช้ดำเนินการเพิ่มศักยภาพการผลิตและปรับปรุงเครื่องจักรอุปกรณ์ปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวไป จนสามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ได้ส่วนหนึ่งจากเดิมที่เคยมีกำลังการผลิต 85,000–95,000 ตัน/ปี เป็น 120,000 ตัน/ปี

"กรมการข้าว"เร่งเพิ่มศักยภาพการผลิต"เมล็ดพันธุ์ข้าว"ให้เพียงพอ ตั้งเป้าผลิตให้ได้ 152,000 ตัน/ปี 

รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ดีให้ให้กับพี่น้องชาวนา กรมการข้าวจึงเสนอของบประมาณเพื่อดำเนินงานโครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตและประสิทธิภาพการบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าวขึ้นเพื่อรองรับเป้าหมายการผลิตเมื่อดำเนินการโครงการเดิมเสร็จสิ้น 120,000 ตัน/ปี และเพิ่มกำลังการผลิตอีก 32,000 ตัน/ปี รวมเป็น 152,000 ตัน/ปี

"กรมการข้าว"เร่งเพิ่มศักยภาพการผลิต"เมล็ดพันธุ์ข้าว"ให้เพียงพอ ตั้งเป้าผลิตให้ได้ 152,000 ตัน/ปี 

ซึ่งจะก่อให้เกิดอาชีพผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้กรมการข้าว จำนวน 4,400 ราย กระตุ้นการจ้างแรงงานภาคการเกษตรในชุมชน สนับสนุนและส่งเสริมการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีเข้าไปในระบบการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ ยกระดับ ปริมาณและคุณภาพผลผลิตข้าวของประเทศ

"กรมการข้าว"เร่งเพิ่มศักยภาพการผลิต"เมล็ดพันธุ์ข้าว"ให้เพียงพอ ตั้งเป้าผลิตให้ได้ 152,000 ตัน/ปี 

โดยมีเป้าหมายที่จะดำเนินการคือการเพิ่มศักยภาพโรงงานปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์โดยการจัดซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ ปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อทดแทนของเดิมที่มีอายุการใช้งานมานานและประสิทธิภาพการทำงานต่ำ ไม่สอดคล้องกับความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ปัจจุบันจำนวน 9 ชุด

และจะเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยการก่อสร้างอาคารโรงเก็บเมล็ดพันธุ์ ปรับอากาศพร้อมครุภัณฑ์ประกอบ จำนวน 15 แห่ง สำหรับใช้เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ข้าวระยะยาวเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น การเกิดโรคและศัตรูข้าวระบาด ภัยพิบัติทางธรรมชาติ การผันผวนของความต้องการ พันธุ์ข้าว ราคาข้าวเปลือก เศรษฐกิจครัวเรือนและสำรองไว้เพื่อความมั่นคงทางด้านอาหารของประเทศ

สำหรับแผนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ร่วมมือกันจากทุกภาคส่วน มีกระบวนการเริ่มจากกรมการข้าว โดยกองวิจัยและพัฒนาข้าวเป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์คัดและเมล็ดพันธุ์หลัก กองเมล็ดพันธุ์ข้าวรับข้าวพันธุ์หลักจากกองวิจัยและพัฒนาข้าวมาผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ขยาย

และหลังจากนั้นสมาคมผู้รวบรวม ศูนย์ข้าวชุมชน สหกรณ์ เป็นผู้รับเมล็ดพันธุ์ขยายต่อไป ซึ่งหากพบความเสียหายของเมล็ดพันธุ์ข้าวผู้แทนจำหน่ายให้ชาวนา จะต้องแสดงหลักฐานบาร์โค้ดที่มาของเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ชัดเจน เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าว

ธนาคารอาหารชุมชน “เกษตรวิชญา” แหล่งอาหารและเครื่องใช้ ที่เบิกถอนได้ตลอดปี การพัฒนาตามพระราชดำริ เพื่อสุขแห่งพสกนิกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/476134

ธนาคารอาหารชุมชน “เกษตรวิชญา”  แหล่งอาหารและเครื่องใช้ ที่เบิกถอนได้ตลอดปี  การพัฒนาตามพระราชดำริ เพื่อสุขแห่งพสกนิกร

27 กรกฎาคม 2564 – 11:09 น.

ธนาคารอาหารชุมชน “เกษตรวิชญา”  แหล่งอาหารและเครื่องใช้ ที่เบิกถอนได้ตลอดปี  การพัฒนาตามพระราชดำริ เพื่อสุขแห่งพสกนิกร

“เกษตรวิชญา”ที่หมายถึงปราชญ์แห่งการเกษตรคือชื่อของศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตร ตั้งอยู่ที่บ้านกองแหะ ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหนึ่งในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

ที่วันนี้ได้ก่อเกิดประโยชน์อย่างมหาศาลแก่ประชาชนในพื้นที่ในการยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเมื่อครั้งในอดีต 

ธนาคารอาหารชุมชน "เกษตรวิชญา"  แหล่งอาหารและเครื่องใช้ ที่เบิกถอนได้ตลอดปี  การพัฒนาตามพระราชดำริ เพื่อสุขแห่งพสกนิกร

ปฐมบทแห่งการพัฒนาตามพระราชดำริเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2544 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวในขณะนั้นทรงดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์มายังพื้นที่บ้านกองแหะ

และทรงมีพระราชดำริให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจและวางแผนการใช้ที่ดิน รวมทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อให้ได้แนวทางหรือวิธีการที่เหมาะสมต่อการเกษตรเลือกพืชปลูกให้เหมาะสม กำหนดแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อการอนุรักษ์และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

ธนาคารอาหารชุมชน "เกษตรวิชญา"  แหล่งอาหารและเครื่องใช้ ที่เบิกถอนได้ตลอดปี  การพัฒนาตามพระราชดำริ เพื่อสุขแห่งพสกนิกร

จากความร่วมมือในการพัฒนาเพื่อสนองพระราชดำริโดยมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหนึ่งในหน่วยงานหลัก ได้ดำเนินการพัฒนาพื้นที่ในลักษณะของคลินิกเกษตรเพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและเทคโนโลยีการเกษตรจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในรูปแบบศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีชุมชน เป็นศูนย์ฝึกอบรม และวิจัยพัฒนาการเกษตรให้เหมาะสมกับพื้นที่

รวมทั้งการฟื้นฟูและอนุรักษ์สภาพแวดล้อมให้เกิดระบบนิเวศที่สมบูรณ์ เป็นแหล่งผลิตอาหารธรรมชาติ และมีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนโดยในการนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.)พัฒนาพื้นที่จำนวน 123 ไร่ ในปี พ.ศ. 2546  ภายใต้โครงการธนาคารอาหารชุมชน ตามวัตถุประสงค์ของโครงการเกษตรวิชญา 

ธนาคารอาหารชุมชน "เกษตรวิชญา"  แหล่งอาหารและเครื่องใช้ ที่เบิกถอนได้ตลอดปี  การพัฒนาตามพระราชดำริ เพื่อสุขแห่งพสกนิกร

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวว่า นับมาถึงวันนี้เป็นเวลารวม 18 ปี ที่ ส.ป.ก. ได้ดำเนินการพัฒนาโดยเน้นหลักของการมีส่วนร่วม

และในปี พ.ศ. 2561 ส.ป.ก. ได้ขับเคลื่อนงานในรูปแบบ4 ประสาน คือ ส.ป.ก. โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ โรงเรียนบ้านกองแหะและชุมชนบ้านกองแหะ ดำเนินงานสนองพระราชดำริด้วยความมุ่งมั่นและทุ่มเทในการดำเนินโครงการธนาคารอาหารชุมชน โดยน้อมนำแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นหลักคิด

ธนาคารอาหารชุมชน "เกษตรวิชญา"  แหล่งอาหารและเครื่องใช้ ที่เบิกถอนได้ตลอดปี  การพัฒนาตามพระราชดำริ เพื่อสุขแห่งพสกนิกร

และแนวทางในการดำเนินการ เช่น การปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง คือ ไม้ใช้สอย ไม้กินได้ ไม้ผล พืชอาหาร และพืชสมุนไพร จนประสบความสำเร็จ สามารถสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนในพื้นที่ได้ตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการเกษตรวิชญา

“นอกจากฟื้นฟูพืชพันธุ์ที่มีอยู่เดิม ส.ป.ก.ยังสนับสนุนองค์ความรู้และปัจจัยการผลิตต่าง ๆ เพื่อให้ราษฎรบ้านกองแหะได้มีการเพาะพันธุ์ไม้เศรษฐกิจต่าง ๆ เช่น ไผ่ สตรอเบอรี่ และอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อเป็นการสร้างความหลากหลายในการผลิตทั้งเพื่อการบริโภคในครัวเรือนและการสร้างรายได้ ที่เน้นตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในเรื่องของตลาดนำการผลิต” เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าว

จากความทุ่มเทดำเนินการวันนี้ ธนาคารอาหารชุมชน ได้ช่วยให้ราษฎรของบ้านกองแหะ มีแหล่งอาหารจากป่า มีวัตถุดิบจากธรรมชาติเพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือใช้สอยประเภทต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพตลอดปี ทั้ง 12 เดือน 

“จากการดำเนินงานของ ส.ป.ก. ภายใต้โครงการธนาคารอาหารชุมชน ได้ช่วยให้เกษตรกรมีแหล่งอาหารทางธรรมชาติของชุมชน (Food Bank) และเกษตรกรได้เรียนรู้วิธีการใช้ประโยชน์จากพืชสมุนไพรในการรักษาโรคและบำรุงร่างกาย อีกทั้งเกษตรกรได้นำพันธุ์ไม้ พันธุ์พืชสมุนไพรในธนาคารอาหารชุมชน ไปขยายพันธุ์เพาะปลูกใช้ในครัวเรือนของตนเอง” ดร.วิณะโรจน์ กล่าว

ธนาคารอาหารชุมชน "เกษตรวิชญา"  แหล่งอาหารและเครื่องใช้ ที่เบิกถอนได้ตลอดปี  การพัฒนาตามพระราชดำริ เพื่อสุขแห่งพสกนิกร

สำหรับประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากธนาคารอาหารชุมชนนั้น ดร.วิณะโรจน์ กล่าวโดยสรุปว่า ราษฎรบ้านกองแหะ สามารถใช้ประโยชน์จากพืชพันธุ์ไม้ที่เติบโตในพื้นที่โครงการ ประกอบด้วยไม้ไผ่ชนิดต่าง ๆ โดยในช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ จะสามารถตัดไผ่ข้าวหลามมาใช้ประโยชน์เพื่อทำข้าวหลามไว้เพื่อการบริโภค

ขณะที่เดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ จะมีไผ่บงให้เก็บมาใช้ประโยชน์ในการจักตอกเพื่อการเกษตร ขณะที่ไผ่หวาน ไผ่ไร่ ไผ่ซาง และไผ่หก จะมีให้ใช้ประโยชน์กับภาคการเกษตรของราษฎรแต่ละคนได้ตลอดทั้งปี  

นอกจากนี้ยังมีแหล่งพลังงานเพื่อใช้ในครัวเรือนอันประกอบด้วยฟืนและกิ่งไม้แห้ง จะมีให้สามารถรวบรวมได้มากในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมของทุกปี ราษฎรบ้านกองแหะจะนำมาใช้ประโยชน์เพื่อการหุงต้มในครัวเรือน

ด้านอาหารจากธนาคารอาหารชุมชน จะประกอบด้วยพืชพันธุ์ธรรมชาติที่หลากหลาย และที่สำคัญปลอดภัยจากสารเคมี ด้วยเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติตลอดทั้งปีทั้งพืชผัก และพืชสมุนไพรท้องถิ่น อาทิ ชะอม มะเขือพวง ผักเผ็ด ผักกูด หัวปลี รวมถึงสาหร่ายน้ำจืด หรือที่ภาษาถิ่นเรียกว่า เทาน้ำ เป็นต้น
แต่ที่เป็นของขึ้นชื่อ คือ หน่อไม้และเห็ดป่าชนิดต่าง ๆ ที่เป็นทั้งอาหารและรายได้ จะมีให้ราษฎรบ้านกองแหะได้เก็บมากในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายนของทุกปี และที่ขาดไม่ได้ถือเป็นอาหารยอดนิยม ปีหนึ่งมีช่วงเดียว คือ ช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน นั่นคือ หนอนไม้ไผ่หรือรถด่วน อาหารสุดอร่อยของหลาย ๆคน

นอกจากพืชผัก สมุนไพรแล้ว ผลไม้จากป่า นับเป็นอีกประโยชน์ที่เกิดขึ้น เพราะในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม จะสามารถเก็บผลไม้แสนอร่อยอย่าง มะเม่า มะไฟ มะแฟน คอแลน บริโภคได้ตามต้องการ ขณะที่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม จะมีผลมะขามป้อมให้เก็บทานได้อีกชนิด

ความอุดมสมบูรณ์แห่งป่า ได้นำมาซึ่งความสมบูรณ์แห่งอาหาร คือความสำเร็จจากการพัฒนาตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดย ส.ป.ก. ภายใต้ ธนาคารอาหารชุมชน“เกษตรวิชญา” ที่นำมาซึ่งความสุขให้กับพสกนิกรในพื้นที่อย่างยั่งยืน

“กรมทรัพยากรน้ำบาดาล” เปิดบันได 3 ขั้นสู่ “แปลงใหญ่” ใช้น้ำเพื่อการเกษตรยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/476009

“กรมทรัพยากรน้ำบาดาล”เปิดบันได3ขั้น สู่”แปลงใหญ่”ใช้น้ำเพื่อการเกษตรยั่งยืน

26 กรกฎาคม 2564 – 11:16 น.

“ที่ปรึกษาอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล” เผยเตรียมเดินหน้าต่อยอด”แปลงใหญ่น้ำบาดาล” เพื่อการเกษตรปีที่2 อีก 17 แห่งทั่วประเทศ หลังนำร่องโครงการต้นแบบ 6 แห่งในปีแรกพร้อมไต่บันได 3 ขั้นเพื่อก้าวสู่การใช้น้ำบาดาลเพื่อการเกษตรอย่างยั่งยืน

รศ.ดร.วิโรจ อิ่มพิทักษ์ ที่ปรึกษาอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกล่าวในรายการ”เกษตรวาไรตี้” ในหัวข้อ”เจาะลึกน้ำบาดาลกับโมเดลสู่ความยั่งยืน” ออกอากาศทางสถานีวิทยุ ม.ก.

โดยระบุว่าผลกระทบจากภาวะโลกร้อนในปัจจุบันทำให้สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไปเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดวิกฤติภัยแล้ง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ส่งผลทำให้ผลผลิตภาคการเกษตรเสียหายหรือไม่ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย 

"กรมทรัพยากรน้ำบาดาล"เปิดบันได3ขั้น สู่"แปลงใหญ่"ใช้น้ำเพื่อการเกษตรยั่งยืน

รศ.ดร.วิโรจ อิ่มพิทักษ์ ที่ปรึกษาอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล

"กรมทรัพยากรน้ำบาดาล"เปิดบันได3ขั้น สู่"แปลงใหญ่"ใช้น้ำเพื่อการเกษตรยั่งยืน

“น้ำบาดาล”จึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่มนุษย์โลกควรจะนำขึ้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สุงสุด

จากข้อมูลกรมทรัพยากรน้ำบาดาลระบุปริมาณน้ำบนผิวโลก ปรากฎว่าในน้ำ 100% นั้นเป็นน้ำเค็มในมหาสมุทรถึง 97% มีน้ำจืดเพียง 3% เท่านั้น ซึ่งประกอบด้วย น้ำผิวดินและน้ำใต้ดินหรือที่เรียกว่าน้ำบาดาล   

รศ.ดร.วิโรจแจงรายละเอียดต่อว่า ในขณะนี้ประเทศไทยมีน้ำบาดาลสำรองอยู่ประมาณ 1,137,713 ล้านลูกบาศก์เมตรและสามารถนำชึ้นมาใช้ได้เพียง 45,386 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ขณะที่ปริมาณที่นำขึ้นมาใช้จริงนั้นในปัจจุบันมีแค่ 14,741 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น เพราะฉะนั้นปริมาณน้ำบาดาลยังมีอีกเหลือเฟือที่พร้อมนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะในภาคการเกษตร 

"กรมทรัพยากรน้ำบาดาล"เปิดบันได3ขั้น สู่"แปลงใหญ่"ใช้น้ำเพื่อการเกษตรยั่งยืน

 “เพราะนั้นมีความชัดเจนว่าน้ำบาดาลนับวันมีความสำคัญต่อคนไทยมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ แน่นอนว่าน้ำที่เอาขึ้นมาย่อมใช้ต้นทุนสูงกว่าน้ำผิวดิน ฉะนั้นเราจะทำอย่างไรให้การบริหารจัดการน้ำเกิดประโยชน์คุ้มค่าสูงสุดและมั่นคงยั่งยืน” 

ที่ปรึกษาอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ยอมรับว่า ที่ผ่านมาภารกิจกรมทรัพยากรน้ำบาดาลเพียงแค่นำน้ำขึ้นมาจากใต้ดินก็จบ แต่ความจริงไม่ใช่เพราะจะต้องมีการเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายต่อยอดการใช้น้ำ โดยการบูรณาการจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้น้ำทุกหยดที่นำขึ้นมาใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด ซึ่งที่ผ่านมากรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้ดำเนินการเพียงแค่บันไดขั้นแรกเท่านั้นคือการสูบน้ำขึ้นมาจากใต้ดิน  

"กรมทรัพยากรน้ำบาดาล"เปิดบันได3ขั้น สู่"แปลงใหญ่"ใช้น้ำเพื่อการเกษตรยั่งยืน

“ที่ผ่านมากรมทรัพยากรน้ำบาดาลนำน้ำขึ้นมาถือว่าภารกิจจบ แต่ความจริงมันยังไม่จบ มันต้องบริหารจัดการกระจายน้ำต่อไปโดยร่วมกับภาคีเครือข่ายแล้วก็ต้องขึ้นอยู่กับภูมิสังคมบริเวณนั้นด้วยว่าปลูกพืชอะไร พืชชนิดใด ทำการเกษตรแบบไหน มีระบบกระจายน้ำเป็นอย่างไรให้เป็นไปตามต้องการของเกษตรกร” 

 รศ.ดร.วิโรจ ยังกล่าวต่อไปว่า หลังจากที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มีโครงการแปลงใหญ่น้ำบาดาลเพื่อการเกษตร โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาลเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่ายทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษาและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.เข้ามาร่วมกันจัดทำโครงการนำร่องต้นแบบ )

"กรมทรัพยากรน้ำบาดาล"เปิดบันได3ขั้น สู่"แปลงใหญ่"ใช้น้ำเพื่อการเกษตรยั่งยืน

ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการไปแล้ว 6 แห่ง ได้แก่ กาญจนบุรี ลำพูน เพชรบูรณ์ ยโสธร เลยและสระแก้ว ปรากฎว่ามีเกษตรกรได้รับประโยชน์มากกว่า 300 รายมีพื้นที่ได้รับประโยชน์มากกว่า 3,000 ไร่ และมีปริมาณการใช้น้ำรวม 657,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มเพื่อการทำเกษตรแปลงใหญ่และขณะนี้กำลังดำเนินการต่อยอดโครงการปีที่สองอีก 17 แห่งเพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่การเกษตรของประเทศมากขึ้น

ที่ปรึกษาอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ยังกล่าวถึงบันได 3 ขั้นโครงการแปลงใหญ่น้ำบาดาลเพื่อการเกษตร โดยขั้นแรกเป็นภารกิจของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลที่ต้องนำน้ำขึ้นมาจากใต้ดิน จากนั้นไปสู่ขั้นที่สองมีการกระจายน้ำไปสู่แปลงปลูก

แต่เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและยั่งยืนโดยมีการตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำพร้อมปรับเปลี่ยนผู้ใช้น้ำเป็นผู้ผลิตร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบต.เทศบาล ตลอดจนสถาบันการศึกษาที่จะเข้ามาร่วมบริหารจัดการน้ำและดูแลพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพ เพื่อก้าวไปสู่บันไดขั้นที่สาม คือ การหาตลาดรองรับ 

“หลังจากที่ได้เข้ามาเป็นที่ปรึกษาโครงการเกษตรกรแปลงใหญ่น้ำเพื่อการเกษตรของกระทรวงทรัพย์ฯในปีแรกก็ได้ทำโครงการนำร่องต้นแบบขึ้น 6 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประเมินผลโครงการและกำลังต่อยอดปีที่สองอีก 17แห่งตามภูมิสังคมที่ไม่เหมือนกันทั้งชนิดพืชที่ปลูกและสภาพน้ำจะต้องไปด้วยกัน อันนี้ก็เป็นหน้าที่ของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลร่วมกับพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่และภาคีเครือข่ายที่มาร่วมกันขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการใช้น้ำอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน”รศ.ดร.วิโรจ ย้ำทิ้งท้าย