ชาวไร่สุโขทัยโวย นายกฯ สั่งชะลอเงินชดเชยชาวไร่ยาสูบ วอนรัฐฯ ดูแลเกษตรทุกกลุ่มเท่าเทียมกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ชาวไร่สุโขทัยโวย นายกฯ สั่งชะลอเงินชดเชยชาวไร่ยาสูบ วอนรัฐฯ ดูแลเกษตรทุกกลุ่มเท่าเทียมกัน (komchadluek.net)

ชาวไร่สุโขทัยโวย นายกฯ สั่งชะลอเงินชดเชยชาวไร่ยาสูบ วอนรัฐฯ ดูแลเกษตรทุกกลุ่มเท่าเทียมกัน

ชาวไร่สุโขทัยโวย นายกฯ สั่งชะลอเงินชดเชยชาวไร่ยาสูบ วอนรัฐฯ ดูแลเกษตรทุกกลุ่มเท่าเทียมกัน25 พฤศจิกายน 2563 – 14:03 น.

ชาวไร่สุโขทัยโวย นายกฯ สั่งชะลอเงินชดเชยชาวไร่ยาสูบ วอนรัฐฯ ดูแลเกษตรทุกกลุ่มเท่าเทียมกัน

ชาวไร่ยาสูบสุโขทัยและทั่วประเทศกว่า 15,000 ครอบครัวผิดหวังนายกรัฐมนตรีสั่งชะลอการจ่ายเงินชดเชยโควตายาสูบ 160 ล้านบาท หลังคณะกรรมาธิการการเงิน-การคลัง สถาบันการเงินและตลาด สภาผู้แทนราษฎรส่งหนังสือแจ้งความคืบหน้าการจ่ายเงินชดเชยโควตาลดการรับซื้อใบยาฤดูกาลปลูก 2562/2563 โดยระบุว่านายกรัฐมนตรีให้ชะลอการจ่ายเงินดังกล่าวไว้ก่อน เนื่องจากภาครัฐได้มีโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 รายละ 15,000 บาทแล้ว

ชาวไร่สุโขทัยโวย นายกฯ สั่งชะลอเงินชดเชยชาวไร่ยาสูบ วอนรัฐฯ ดูแลเกษตรทุกกลุ่มเท่าเทียมกัน

นายประเสริฐ สงวนทรัพย์ อุปนายก และรักษาการนายกสมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เล่ย์จังหวัดสุโขทัย เปิดเผยว่า เมื่อเดือนสิงหาคม สมาคมชาวไร่ยาสูบฯ ได้ส่งหนังหนังสือถึงรัฐบาลผ่าน กมธ. การเงิน-การคลัง ฯ ให้ช่วยติดตามทวงถามเรื่องเงินชดเชยและการชะลอการขึ้นภาษีบุหรี่ ล่าสุด กมธ. การเงิน-การคลัง ฯ ได้มีหนังสือตอบกลับข้อร้องเรียนโดยระบุว่ากรมสรรพสามิตชี้แจงว่ากระทรวงการคลังโดยกรมสรรพสามิตกำลังอยู่ระหว่างพิจารณาอัตราภาษีที่เหมาะสมและเป็นธรรม ส่วนการจ่ายเงินชดเชยรายได้จากการที่เกษตรกรถูกลดโควตาฤดูกาลผลิตปี 2562/2563 นั้น กรมสรรพสามิตได้ของบประมาณกลาง 159.59 ล้านบาท แต่นายกรัฐมนตรีให้ชะลอการจ่ายเงินดังกล่าวไว้ก่อน เนื่องจากภาครัฐได้มีโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 รายละ 15,000 บาทแล้ว และชาวไร่ยาสูบก็อยู่ในกลุ่มที่ได้รับความช่วยเหลือไปแล้ว หากมีความจำเป็นต้องได้รับการเยียวยาเพิ่ม ยสท. ต้องทำเรื่องเสนออีกครั้ง

“พวกเรารู้สึกผิดหวังที่นายกรัฐมนตรีไม่ให้ความดูแลเกษตรกรอย่างเท่าเทียมกัน ก่อนหน้านี้ รัฐบาลอนุมัติโครงการช่วยเหลือชาวสวนลำไย 3,400 ล้านบาท ช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อย 10,000 ล้านบาท หรือประกันรายได้ชาวไร่มันสำปะหลัง 9.5 พันล้านบาท ซึ่งเกษตรกรกลุ่มนี้ก็ได้รับเงินช่วยเหลือโควิด-19 รายละ 15,000 บาทเหมือนกัน เงินชดเชยโควตาของชาวไร่ยาสูบ ใช้งบประมาณเพียง 160 ล้านบาทเท่านั้น และก็เป็นคนละส่วนกับเงินโควิด พวกเราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงจ่ายชาวไร่ยาสูบไม่ได้ แต่จ่ายชาวไร่พืชอื่น ๆ ได้ พวกเรารู้สึกถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง การที่ชาวไร่ยาสูบต้องขาดรายได้ไปกว่าครึ่งหนึ่งมาสามปีติดต่อกันแล้ว ก็เป็นผลพวงมาจากความผิดพลาดของนโยบายรัฐบาลที่ขึ้นภาษีบุหรี่มากจนเกินไป และในเรื่องพืชทดแทนที่ท่านนายกฯ สั่งการให้เร่งหาให้พวกเราก็ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ เลย มีแต่ทำหนังสือโยนกันไปโยนกันมาระหว่างกรมสรรพสามิตกับการยาสูบแห่งประเทศไทย”

ชาวไร่สุโขทัยโวย นายกฯ สั่งชะลอเงินชดเชยชาวไร่ยาสูบ วอนรัฐฯ ดูแลเกษตรทุกกลุ่มเท่าเทียมกัน

ขณะเดียวกันจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการปรับอัตราภาษีบุหรี่ให้มีความเหมาะสม หลังจากรัฐบาลประกาศเลื่อนการขึ้นภาษีสรรพสามิตบุหรี่ออกไปแบบปีต่อมาซึ่งทำให้เกษตรกรชาวไร่ไม่สามารถวางแผนอนาคตได้ การเลื่อนภาษีแบบปีต่อปีเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแต่ไม่ได้ช่วยเหลือชาวไร่ยาสูบในระยะยาว ในช่วงภาวะเศรษฐกิจติดลบแบบนี้ควรประกาศให้ชัดเจนว่าจะชะลอการขึ้นภาษีออกไปอีก 2-3 ปีก่อน แล้วค่อยมาพิจารณาทบทวนกันใหม่เพราะชาวไร่ยาสูบยังคงต้องอาศัยรายได้จากการปลูกยาสูบซึ่งดีกว่าการทำนาที่ราคาข้าวตกต่ำ ขณะที่ยังไม่มีพืชทดแทนที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ปลูกยาสูบ เช่น จังหวัดสุโขทัยซึ่งเป็นพื้นที่น้ำท่วมขัง ไม่เหมาะสำหรับการปลูกกัญชงที่ต้องปลูกในพื้นที่ลาดเชิงเขา มีการระบายน้ำดี

“พวกเราชาวไร่ยาสูบสุโขทัยอยากเห็นความจริงใจของรัฐบาลในการช่วยเหลือเกษตรกรทุกกลุ่มให้เสมอภาคไม่เหลื่อมล้ำกัน โดยเร่งจ่ายเงินชดเชยที่ชาวไร่ยาสูบถูกลดโควตา และชะลอการขึ้นภาษียาสูบอออกไป 2-3 ปีจนกว่าจะหาพืชทดแทนที่เหมาะสมได้ หากในอนาคตรัฐบาลจำเป็นต้องขึ้นภาษีบุหรี่อีก ก็อยากให้ขึ้นทีละนิดและประกาศออกมาล่วงหน้า พวกเราจะได้ไม่ต้องเสียเวลาทวงถาม หรือร้องเรียนปัญหาเดิมๆ ที่เคยเรียกร้องไว้แล้วแต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข”

“ธรรมนัส” Kick off เกี่ยวข้าวหอมมะลิปี 2563 จ.พะเยา พร้อมรับปัญหาของเกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ธรรมนัส” Kick off เกี่ยวข้าวหอมมะลิปี 2563 จ.พะเยา พร้อมรับปัญหาของเกษตรกร (komchadluek.net)

“ธรรมนัส” Kick off เกี่ยวข้าวหอมมะลิปี 2563 จ.พะเยา พร้อมรับปัญหาของเกษตรกร

 "ธรรมนัส"   Kick off เกี่ยวข้าวหอมมะลิปี 2563 จ.พะเยา พร้อมรับปัญหาของเกษตรกร20 พฤศจิกายน 2563 – 17:36 น.

“ร.อ.ธรรมนัส” ลงพื้นที่จ.พะเยา รับฟังปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่ ปัญหาแหล่งน้้ำ พร้อม Kick Off เก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิ ปี 2563

20 พ.ย.63 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เดินทางไปเป็นประธาน Kick Off วันเริ่มต้นเก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิปี 2563 ในพื้นที่อำเภอเมืองพะเยา ณ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านตุ่น อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา ซึ่งมีสมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่ จำนวน 299 ราย เนื้อที่ 3,200 ไร่ พร้อมพบปะเกษตรกรเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ 

 "ธรรมนัส"   Kick off เกี่ยวข้าวหอมมะลิปี 2563 จ.พะเยา พร้อมรับปัญหาของเกษตรกร
 "ธรรมนัส"   Kick off เกี่ยวข้าวหอมมะลิปี 2563 จ.พะเยา พร้อมรับปัญหาของเกษตรกร
 "ธรรมนัส"   Kick off เกี่ยวข้าวหอมมะลิปี 2563 จ.พะเยา พร้อมรับปัญหาของเกษตรกร

จากนั้นได้เดินทางไปยังโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยจ้ำหม้อ อ.ภูกามยาว จ.พะเยา เพื่อตรวจดูความคืบหน้า และรับฟังปัญหาของพี่น้องเกษตรกร ก่อนที่จะได้เดินทางไปยังจุดก่อสร้างฝายน้ำลาวบ้านสบบง อ.ภูซาง จ.พะเยา เพื่อรับฟังปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่ ประกอบด้วย ปัญหาการขาดแคลนแหล่งน้ำ ปัญหาที่มีเกษตรกรยังไม่ได้รับเอกสารสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร เป็นต้น และลงดูพื้นที่ที่ประชาชนเสนอเรื่องขอก่อสร้างแหล่งน้ำ ที่ ม.3 บ้านสบบง งบประมาณก่อสร้างประมาณ 85 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ 

 "ธรรมนัส"   Kick off เกี่ยวข้าวหอมมะลิปี 2563 จ.พะเยา พร้อมรับปัญหาของเกษตรกร
 "ธรรมนัส"   Kick off เกี่ยวข้าวหอมมะลิปี 2563 จ.พะเยา พร้อมรับปัญหาของเกษตรกร
 "ธรรมนัส"   Kick off เกี่ยวข้าวหอมมะลิปี 2563 จ.พะเยา พร้อมรับปัญหาของเกษตรกร
 "ธรรมนัส"   Kick off เกี่ยวข้าวหอมมะลิปี 2563 จ.พะเยา พร้อมรับปัญหาของเกษตรกร
 "ธรรมนัส"   Kick off เกี่ยวข้าวหอมมะลิปี 2563 จ.พะเยา พร้อมรับปัญหาของเกษตรกร
 "ธรรมนัส"   Kick off เกี่ยวข้าวหอมมะลิปี 2563 จ.พะเยา พร้อมรับปัญหาของเกษตรกร
 "ธรรมนัส"   Kick off เกี่ยวข้าวหอมมะลิปี 2563 จ.พะเยา พร้อมรับปัญหาของเกษตรกร

เจ๋งกว่าเดิม รถเกี่ยวหญ้าวัวไฮดรอลิค สตาร์ทมือ ภูมิปัญญาประดิษฐ์หนุ่มชาวนาสุโขทัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/449341

เจ๋งกว่าเดิม รถเกี่ยวหญ้าวัวไฮดรอลิค สตาร์ทมือ ภูมิปัญญาประดิษฐ์หนุ่มชาวนาสุโขทัย

เจ๋งกว่าเดิม รถเกี่ยวหญ้าวัวไฮดรอลิค สตาร์ทมือ ภูมิปัญญาประดิษฐ์หนุ่มชาวนาสุโขทัย17 พฤศจิกายน 2563 – 20:43 น.

เจ๋งกว่าเดิม รถเกี่ยวหญ้าวัวไฮดรอลิค สตาร์ทมือ ภูมิปัญญาประดิษฐ์หนุ่มชาวนาสุโขทัย มีการจองคิวสั่งทำแล้วทั้งหมด 5 คัน โดยทำเสร็จส่งลูกค้าไปแล้ว 2 คัน

หลังได้นำเสนอข่าวความน่าทึ่งของ นายศรัทธา ปานดำ หรือช่างอ๊อฟ อายุ 35 ปี หนุ่มชาวนา หมู่ 9 ต.ไกรใน อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย ที่สามารถประดิษฐ์รถเกี่ยวหญ้าวัว สำเร็จเป็นคันแรกของ จ.สุโขทัย โดยใช้เวลาทำแค่ 15 วัน ทั้งที่มีความรู้เพียง ม.6 กศน. ไม่ได้เรียนจบช่างใดๆ แค่อาศัยดูภาพตัวอย่างจากยูทูบ แต่กลับทำจนสำเร็จได้นั้น

ล่าสุด (17 พ.ย.) นายศรัทธา หรือช่างอ๊อฟ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า หลังผลงานประดิษฐ์รถเกี่ยวหญ้าวัวของตนเองเป็นข่าวดังออกไป ก็ทำให้มีคนสนใจโทรมาสอบถามจำนวนมาก และมีการจองคิวสั่งทำแล้วทั้งหมด 5 คัน โดยทำเสร็จส่งลูกค้าไปแล้ว 2 คัน เหลืออีก 3 คัน กำลังเร่งทำให้ นอกจากนี้ยังมีคนโทรมาสั่งทำเพิ่มอีก แต่ตนของดจองคิวไว้ชั่วคราวก่อน เพราะกลัวทำส่งให้ไม่ทัน เนื่องจากรถ 1 คัน ต้องใช้เวลาผลิตนาน 1 เดือนครึ่ง ถึง 2 เดือน

ช่างอ๊อฟ บอกอีกว่า รถเกี่ยวหญ้าวัวที่ทำเสร็จคันแรกนั้น เป็นรถต้นแบบใช้ระบบเก่า มีแค่ 3 ล้อ แต่รถคันที่สร้างใหม่ทั้งหมด ได้มีการอัพเกรดเพิ่มเป็นระบบไฮดรอลิค สำหรับยกฟันรถเกี่ยวขึ้นลง (เดิมเป็นระบบชักรอกดึงขึ้นลง) พร้อมติดตั้งระบบสตาร์ทมือ (เดิมใช้มือหมุนสตาร์ทเครื่องยนต์) และเพิ่มเป็น 4 ล้อ มีโครงกว้างใหญ่กว่าเดิม สะดวกสบายมากขึ้นด้วย

นายแหวน เกษตรกรเลี้ยงวัว บอกว่า ที่บ้านมีวัวเลี้ยงทั้งหมด 21 ตัว แต่ก่อนใช้รถไถเล็กเกี่ยวหญ้า ต้องคอยเดินตามและคอยขนหญ้าขึ้นกระบะเอามาให้วัว ตอนนี้ร่างกายเริ่มเหนื่อยแย่ไม่ไหว จึงตัดสินใจซื้อรถเกี่ยวหญ้าของช่างอ๊อฟ ซึ่งได้ใช้งานแล้วก็สะดวกสบายมาก นั่งขับอย่างเดียว แถมประหยัดเวลาอีกเท่าตัว และญาติข้างบ้านมาเห็นก็สนใจ สั่งซื้อเพิ่มอีก 2 คัน

สำหรับนายศรัทธา ปานดำ หรือช่างอ๊อฟ มีอาชีพหลักทำนาข้าว อาชีพเสริมคือรับซ่อมรถไถ ต่อรถอีแต๋น ทำเครื่องปั่นไฟ เคยทำงานเป็นลูกจ้างในอู่ซ่อมรถไถมาก่อน เลยอาศัยครูพักลักจำ รวมทั้งดูยูทูบ พัฒนาความรู้เรื่อยมา จึงสามารถประดิษฐ์รถเกี่ยวหญ้าได้สำเร็จ

ภูเบศวร์  ฝ้ายเทศ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.สุโขทัย

“ธรรมนัส” รมช.เกษตรฯลุยแก้ปัญหา ที่ดินและ แหล่งน้ำ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดพะเยา เข้ารับฟังปัญหาของเกษตรกรที่อาศัย หรือทำกิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/448965

“ธรรมนัส” รมช.เกษตรฯลุยแก้ปัญหา ที่ดินและ แหล่งน้ำ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดพะเยา เข้ารับฟังปัญหาของเกษตรกรที่อาศัย หรือทำกิน

"ธรรมนัส" รมช.เกษตรฯลุยแก้ปัญหา ที่ดินและ แหล่งน้ำ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดพะเยา เข้ารับฟังปัญหาของเกษตรกรที่อาศัย หรือทำกิน13 พฤศจิกายน 2563 – 20:56 น.

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลุยแก้ปัญหา ที่ดินและ แหล่งน้ำ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดพะเยา ณ เทศบาลตำบลหงษ์หิน อ.จุน จ.พะเยา เพื่อเข้ารับฟังปัญหาของพี่น้องเกษตรกรที่อาศัย หรือทำกิน

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลุยแก้ปัญหา ที่ดินและ แหล่งน้ำ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดพะเยา ณ เทศบาลตำบลหงษ์หิน อ.จุน จ.พะเยา เพื่อเข้ารับฟังปัญหาของพี่น้องเกษตรกรที่อาศัย หรือทำกินซึ่งเป็นที่เป็นพื้นที่ทับซ้อน ทั้งพื้นที่ส.ป.ก. กรมป่าไม้ และนสล. ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 4,000 ไร่

"ธรรมนัส" รมช.เกษตรฯลุยแก้ปัญหา ที่ดินและ แหล่งน้ำ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดพะเยา เข้ารับฟังปัญหาของเกษตรกรที่อาศัย หรือทำกิน

ในส่วนของเกษตรกรที่อยู่ในแนวเขต ส.ป.ก.นั้น ได้รับเอกสารสิทธิ์ในการเข้าทำประโยชน์เรียบร้อยแล้ว แต่หากยังมีพี่น้องเกษตรกรที่อาศัย และทำกินในพื้นที่ทับซ้อน ที่อยู่ข้างเคียงกัน ต้องการได้รับเอกสารสิทธิ์ในการถือครองเช่นเดียวกัน วันนี้ทางรมช.ธรรมนัส และคณะทำงานจาก ส.ป.ก. พร้อมด้วยกรมป่าไม้ได้เข้ารับฟัง พร้อมเร่งให้ความช่วยเหลือหาทางออกและการดำเนินการแก้ไขต่อไปและได้เดินทางต่อไปยังตำบลห้วยไคร้ เพื่อผลักดันการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางแก่พี่น้องเกษตรกร 

"ธรรมนัส" รมช.เกษตรฯลุยแก้ปัญหา ที่ดินและ แหล่งน้ำ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดพะเยา เข้ารับฟังปัญหาของเกษตรกรที่อาศัย หรือทำกิน

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปั้นต้นแบบเกษตรอุตสาหกรรมรุ่นแรก ” จีเนียส เดอะ ครีเอชั่น” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/448962

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปั้นต้นแบบเกษตรอุตสาหกรรมรุ่นแรก ” จีเนียส เดอะ ครีเอชั่น”

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปั้นต้นแบบเกษตรอุตสาหกรรมรุ่นแรก " จีเนียส เดอะ ครีเอชั่น"13 พฤศจิกายน 2563 – 19:49 น.

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปั้นต้นแบบเกษตรอุตสาหกรรมรุ่นแรก ” จีเนียส เดอะ ครีเอชั่น”

กองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ประกาศผลการมอบรางวัลและวุฒิบัตรให้กับนักธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมต้นแบบรุ่นแรกของประเทศไทย ในพิธีปิดโครงการพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมต้นแบบอัจฉริยะ หรือ “จีเนียส เดอะ ครีเอชั่น” ที่เริ่มดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา โดยเปิดรับสมัครและคัดเลือกเกษตรกรแนวคิดใหม่ รวมทั้งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เกี่ยวข้องกับเกษตรอุตสาหกรรมจากทั่วประเทศ โดยมีผู้สมัครกว่า 200 กิจการ คัดเลือกมาบ่มเพาะในรอบแรก 120 กิจการ ต่อมาคัดเหลือ 42 กิจการ เพื่อวินิจฉัยและให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึกในรอบที่สอง และรอบสุดท้ายคัดเหลือ 10 กิจการ พร้อมรับการออกแบบบรรจุภัณฑ์และจัดทำสื่อสำหรับเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ในโซเชียลมีเดีย โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปั้นต้นแบบเกษตรอุตสาหกรรมรุ่นแรก " จีเนียส เดอะ ครีเอชั่น"

นายณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) มีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับศักยภาพเกษตรกรและผู้ประกอบการเกษตรอุตสาหกรรมไทยให้มีรายได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยเปลี่ยนวิถีการเกษตรดั้งเดิม ผ่านกระบวนการส่งเสริมองค์ความรู้ เทคโนโลยีเครื่องจักรกลที่ทันสมัย เพื่อพัฒนาให้เป็นเกษตรอุตสาหกรรมที่ดีพร้อม จึงได้จัดกิจกรรม “พัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมต้นแบบอัจฉริยะ” หรือ “จีเนียส เดอะ ครีเอชั่น” จัดโดย กองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหลักสูตรแรกของธุรกิจการเกษตรไทยที่นำพลังของความคิดสร้างสรรค์ผสมผสานเข้ากับวิสัยทัศน์ด้านการออกแบบ มาเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจเกษตรกรรมแบบครบวงจร เพื่อติวเข้มองค์ความรู้ผู้ประกอบการเกษตรให้พร้อมก้าวสู่เกษตรอุตสาหกรรมที่ดีพร้อมใน 3 ทักษะสำคัญ          

ประกอบด้วย ทักษะการเป็นสมาร์ทฟาร์มมิ่ง พัฒนาองค์ความรู้ในการบริหารจัดการ พร้อมทั้งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรกล ตลอดจนเสริมทักษะการเป็นผู้ประกอบการ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้รับความร่วมมือจาก นายโชค บูลกุล กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทฟาร์มโชคชัย ให้คำแนะนำตลอดการจัดกิจกรรม รวมทั้งเปิดโอกาสให้คณะผู้ประกอบการที่ผ่านเข้ารอบ 42 รายในโครงการนี้ รวมทั้งโค้ช ที่ปรึกษา และคณะผู้บริหาร กสอ. ได้เข้าเยี่ยมชม การบริหารจัดการด้านฟาร์มเกษตรท่องเที่ยวและการต่อยอดทางธุรกิจ ณ ฟาร์มโชคชัยอีกด้วย     

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปั้นต้นแบบเกษตรอุตสาหกรรมรุ่นแรก " จีเนียส เดอะ ครีเอชั่น"

ส่วนทางด้านทักษะการออกแบบบรรจุภัณฑ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความน่าสนใจ อีกทั้งการคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอย และการออกแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ถือเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคในปัจจุบันให้ความสนใจ ซึ่งได้รับความร่วมมือจาก นายสมชนะ กังวารจิตต์ ผู้ก่อตั้ง บริษัท พร้อมท์ ดีไซน์ จำกัด ให้ความรู้และคำแนะนำอย่างเข้มข้นตลอดกิจกรรม ควบคู่ไปกับ ทักษะการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ เพื่อเป็นต้นแบบ หรือ แรงสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเกษตรใช้ความคิดสร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณภาพ และเกิดการพัฒนาอยู่เสมอ โดยได้รับความร่วมมือจาก นายฉัตรชัย ระเบียบธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยอด คอร์ปอเรชั่น จำกัด ให้ความรู้พร้อม สร้างวิสัยทัศน์และพลังแห่งการสร้างสรรค์ด้านเกษตรกรรม ตลอดทั้งโครงการ   

“กิจกรรม จีเนียส เดอะ ครีเอชั่น ได้เริ่มเปิดโครงการมาตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา โดยมีผู้ประกอบการเกษตรจากทั่วประเทศสมัครเข้าร่วมในโครงการแบบไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งครอบคลุมทั้งกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรรมและเกษตรกรที่มีแนวคิดใหม่ เช่น เกษตรกรที่มีแปลงปลูกหรือแปรรูป เกษตรกรภาคบริการ (ฟาร์มสเตย์ คาเฟ่ ท่องเที่ยว) เกษตรอุตสาหกรรม (สินค้าแปรรูปจากวัตถุดิบทางการเกษตร) และห่วงโซ่อุปทานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในรูปแบบ บริษัท วิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจเพื่อสังคม ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือ OTOP จากนั้นจึงทำการแบ่งรอบแข่งขันใน 3 รอบ ดังนี้ 1.คัดกรองนักธุรกิจเกษตร 120 กิจการ จากยอดผู้สมัครทั้งหมด 2.คัดเลือกนักธุรกิจเกษตรเหลือเพียง 42 กิจการ และ 3. คัดเหลือเพียง 10 กิจการ สุดยอดไอดอลนักธุรกิจเกษตรจากทั่วประเทศ เพื่อวางวิสัยทัศน์ในการออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีความพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่การแข่งขันด้านต่างๆ ของอุตสาหกรรมเกษตรวิถีใหม่ และสร้างโอกาสในการเติบโตสู่ตลาดการแข่งขันระดับโลกได้ในอนาคต” นายณัฐพล กล่าวสรุป        

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปั้นต้นแบบเกษตรอุตสาหกรรมรุ่นแรก " จีเนียส เดอะ ครีเอชั่น"

สำหรับในพิธีปิดโครงการ จีเนียส เดอะ ครีเอชั่น มีการมอบวุฒิบัตร และรางวัลสำคัญต่างๆ ดังนี้ 
1 .มอบวุฒิบัตรให้กับ นักธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม ที่ผ่านการอบรม 42 ราย
2. มอบบรรจุภัณฑ์ ที่ผ่านการวางวิสัยทัศน์ในการออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ให้กับ 10 สุดยอดไอดอลนักธุรกิจเกษตรไทยจากทั่วประเทศ ได้แก่ น.ส.กุสุมา  ธรรมภัทรกุล จากบริษัท ทรัพย์ส่งเสริม จำกัด, นายชัยมินพงศ์  พงศ์สุรนาถ จากบริษัท บริบูรณ์ฟาร์ม จำกัด, น.ส.ธฤตา ไกรกิจพาณิชย์ จากบริษัท ไกรกิจรุ่งเรือง จำกัด, นายบวร พฤกษาวัฒนชัย  จากบริษัท ช็อกโกเลเซีย จำกัด, น.ส.ปวีณา ศัลยกำธร จากบริษัท มาบเอื้อง วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด, นายวสันต์ กอบุตร จากบริษัท แคร์ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด, น.ส.สรินทิพย์ วิไลลักษณ์ จากบริษัท เบนดิโต้ ฟาร์ม จำกัด, น.ส.สิริญา ไตรโชค จากบริษัท นาวิต้าฟาร์ม จำกัด, น.ส.อารีย์ อยู่คง จากบริษัท เพื่อนสวน จำกัด และอาวาติ๊ฟ ไชยลาภ จากบริษัท ซัน โฟรเซ่น ฟรุ้ต จำกัด  

3. รางวัลพิเศษ การรับคำปรึกษาแนะนำเพื่อวางแผนความสำเร็จในธุรกิจ โดย คุณโชค บูลกุล 2 รางวัล ได้แก่ น.ส.กนิษฐา ตรีรัตนาภรณ์ กับ นายพีรวัส ทองสุข  

4. รางวัลพิเศษ การรับคำปรึกษาแนะนำเพื่อวางแผนธุรกิจสู่ความสำเร็จ โดยคุณฉัตรชัย ระเบียบธรรม 2 รางวัล ได้แก่ น.ส.ทิพรัตน์ เลิศสุรวัฒน์ กับ น.ส.ภาคินี จิวัฒนไพบูลย์  

5. รางวัลพิเศษ สิทธิ์ในการร่วมทีมเพื่อร่วมกันออกแบบบรรจุภัณฑ์กับนักออกแบบระดับโลกเพื่อสู่เวที
ระดับสากล โดยคุณสมชนะ กังวารจิตต์ จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ นายศุภเศรษฐ์ กิตติพล กับ นายวิวัฒน์ พริ้งจำรัส  

6. รางวัลพิเศษ Best Of The Best นักธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมของโครงการ 3 รางวัล ได้แก่ นายชัยมินพงศ์  พงศ์สุรนาถ จากบริษัท บริบูรณ์ฟาร์ม จำกัด, น.ส.สรินทิพย์ วิไลลักษณ์ จากบริษัท เบนดิโต้ ฟาร์ม จำกัด, น.ส.อารีย์ อยู่คง จากบริษัท เพื่อนสวน จำกัด       

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามความเคลื่อนไหวกิจกรรมได้ที่ เฟซบุ๊กแฟนเพจ ga.thecreation หรือ ที่ กองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม โทรศัพท์ 02 202 4534 หรือ สำนักงานเลขานุการกรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โทรศัพท์ 0 2202 4502 หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ http://www.facebook.com/dipindustry และ http://www.dip.go.th

รองปลัดเกษตรฯ เรียกประชุม พิกบอร์ด เพื่อรักษาสมดุลและเสถียรภาพราคาและปริมาณสุกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/448952

รองปลัดเกษตรฯ เรียกประชุม พิกบอร์ด เพื่อรักษาสมดุลและเสถียรภาพราคาและปริมาณสุกร

รองปลัดเกษตรฯ เรียกประชุม พิกบอร์ด เพื่อรักษาสมดุลและเสถียรภาพราคาและปริมาณสุกร13 พฤศจิกายน 2563 – 18:19 น.

รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ (Pig Board) เพื่อรักษาสมดุลและเสถียรภาพราคาและปริมาณสุกรในประเทศไทย

   วันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 เวลา 13.30 น.ณ ห้องประชุม 134-135 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ ครั้งที่ 2/2563 พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ และนายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย มกอช. สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานตลาดกรุงเทพมหานคร กรมการค้าภายใน สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สมาคมผู้ผลิตและผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมสุกร เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาสุกรและผลิตภัณฑ์ให้มีความสมดุล สร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนต่างๆ สาระสำคัญ ดังนี้
 

รองปลัดเกษตรฯ เรียกประชุม พิกบอร์ด เพื่อรักษาสมดุลและเสถียรภาพราคาและปริมาณสุกร

                              นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ

1. แนวทางการบริหารจัดการอุปทานสุกรในประเทศ มีการตั้งคณะทำงานเพื่อติดตาม ควบคุมสถานการณ์ผลิต รักษาปริมาณสุกรในประเทศให้เกิดความสมดุล ลดผลกระทบด้านราคาสุกรต่อผู้เลี้ยงและผู้บริโภคให้น้อยที่สุด โดยรายงานผลต่อ รมว.กษ. และรมว.พาณิชย์ ทุก 2 สัปดาห์ มีมติให้ราคาจำหน่ายเป็นตามกลไกตลาดร่วมกับมาตรการบริหารของกระทรวงพาณิชย์ ให้สมาคมพัฒนาธุรกิจสุกรไทยทำแผนการส่งออกล่วงหน้า 2 สัปดาห์ และให้ควบคุมการเคลื่อนย้ายอย่างเข้มงวด
 2. สถานการณ์การผลิตการตลาดสุกรของโลกและประเทศไทย ภาพรวมทั่วโลก 97.88 ล้านตัน ไทยผลิตได้ 22.41 ล้านตัว
 3. สถานการณ์การส่งออกของไทยในปี 2563 มูลค่าการส่งออกกว่า 20,000 ล้านบาท สุกรมีชีวิต 2.19 ล้านตัว 14,900 ล้านบาท ซากสุกร 42,342 ตัน 4,251 ล้านบาท และสุกรแปรรูป 5,199 ตัน มูลค่า 1,182 ล้านบาท

รองปลัดเกษตรฯ เรียกประชุม พิกบอร์ด เพื่อรักษาสมดุลและเสถียรภาพราคาและปริมาณสุกร

                                   นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์
4. โครงการขอใช้เงินกองทุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อปรับยกระบบความปลอดภัยทางชีวภาพของฟาร์มสุกรรายย่อย เพื่อพัฒนาการผลิต เพิ่มคุณภาพเนื้อ ลดความเสี่ยงในการระบาดโรค ASF สร้างความยั่งยืนด้านอาชีพของเกษตรกรและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอาหารของประเทศไทย มีมติเห็นชอบในหลักการให้ปรับรายละเอียดในการกู้ยืมปลอดอกเบี้ย หรือให้เกษตรกรมีส่วนร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงฟาร์ม
5. การประกันภัยสุกร เกษตรกรรวมตัวกันเป็นวิสาหกิจชุมชนจำนวนสุกรตั้งแต่ 20 ตัวขึ้นไป ดอกเบี้ย 275 บาท/ตัว ทุนประกัน 6,700 บาท/ตัว สุกรอายุตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป คุ้มครองนาน 4 เดือน ต้องเป็นฟาร์ม GFM, GAP คุ้มครอง 3 ประเภท คือ การตายจากอุบัติเหตุ ตายจากภัยธรรมชาติ และตายจากการเจ็บป่วย ยกเว้นบางโรค เช่น ASF, PRRS, Mycoplasma
 6. ที่ประชุมเห็นชอบการตั้งคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาการส่งออกสุกรไปกัมพูชา ประกอบด้วย กรมปศุสัตว์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ และกรมปศุสัตว์ได้มีหนังสือแจ้งไปยังกัมพูชาเพื่อขอให้ทุกบริษัทส่งออกไปได้จนถึงสิ้นปี 2563 ระหว่างการเจรจาตกลง ซึ่งจะเร่งดำเนินการเพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหาต่อไปโดยเร็ว

รองปลัดเกษตรฯ เรียกประชุม พิกบอร์ด เพื่อรักษาสมดุลและเสถียรภาพราคาและปริมาณสุกร
    7. มีมติตั้งกองทุนพัฒนาธุรกิจสุกรไทย เป้าหมาย 50-100 ล้านบาท/ปี เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาสุกรมีชีวิตในประเทศ ร่วมมือการสนับสนุนการดำเนินงานภาครัฐในการป้องกันและควบคุมโรคระบาดที่สำคัญหรืออุบัติใหม่ และสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกร โดยเห็นชอบหลักการแหล่งที่มาของกองทุนจากค่าธรรมเนียมตรวจโรค ค่าธรรมเนียมใบขนย้าย ค่าธรรมเนียมจองวัคซีน FMD ของกรมปศุสัตว์ ค่าธรรมเนียมการเลี้ยงสุกรแม่พันธุ์และสุกรขุนจากผู้เลี้ยง เงินบริจาค ค่าธรรมเนียมการชำแหละสุกร เงินสนับสนุนจากภาครัฐ และจากแหล่งสนับสนุนอื่นๆ โดยให้ทำรายละเอียดเพื่อเสนอคณะกรรมการฯ ในครั้งต่อไป

รองปลัดเกษตรฯ เรียกประชุม พิกบอร์ด เพื่อรักษาสมดุลและเสถียรภาพราคาและปริมาณสุกร
    ทั้งนี้เพื่อรักษาสมดุลและเสถียรภาพราคาและปริมาณสุกรในประเทศไทย ร่วมมือกับทุกภาคส่วนให้ราคาสุกรหน้าฟาร์ม ราคาตลาด และราคาการส่งออกยังอยู่ในเกณฑ์ เป็นตามกลไกตลาด ลดผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยง ผู้ประกอบการและผู้บริโภคให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด

พาณิชย์จังหวัดลำพูน เปิดตลาดนัดข้าวเปลือก 5-7 พ.ย.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/448360

พาณิชย์จังหวัดลำพูน” เปิดตลาดนัดข้าวเปลือก 5-7 พ.ย.นี้

พาณิชย์จังหวัดลำพูน" เปิดตลาดนัดข้าวเปลือก 5-7 พ.ย.นี้7 พฤศจิกายน 2563 – 13:53 น.

พาณิชย์จังหวัดลำพูน” เปิดตลาดนัดข้าวเปลือก 5-7 พ.ย.นี้ ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในจังหวัด มีช่องทางในการจำหน่ายข้าวเปลือกเพิ่มขึ้น และได้รับราคาที่สูงกว่าตลาดปกติตันละ 100 บาท  

นางนิยดา หมื่นอนันต์ พาณิชย์จังหวัดลำพูน เปิดเผยว่า ได้ประชุมคณะทำงานเพื่อการดำเนินการจัดตลาดนัดข้าวเปลือก (นาปี) ปีการผลิต 2563/64 จังหวัดลำพูน โดยได้พิจารณารายละเอียดสถานการณ์ราคาและการตลาดข้าวเปลือกในพื้นที่จังหวัดลำพูน ขั้นตอนวิธีการซื้อขายภายในงานตลาดนัดข้าวเปลือก ปีการผลิต 2563/64 จังหวัดลำพูน และพิจารณากำหนดราคาที่จะใช้ในการรับซื้อข้าวเปลือก โดยผลการหารือได้กำหนดราคากลางรับซื้อข้าวเปลือก พันธุ์สันป่าตอง 1 ราคา 8,000 บาท/ตัน ณ ความชื้น 25-30% ราคารับซื้อในการจัดกิจกรรมจะได้เพิ่มขึ้นจากราคาจำหน่ายปกติ 100 บาท/ตัน

พาณิชย์จังหวัดลำพูน" เปิดตลาดนัดข้าวเปลือก 5-7 พ.ย.นี้


นางนิยดา กล่าวว่า  ทั้งนี้ทางสำนักงานจังหวัดร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดลำพูน ดำเนินการจัดตลาดนัดข้าวเปลือก ปีการผลิต 2563/64 จังหวัดลำพูน ระหว่างวันที่ 5–7 พ.ย.2563 ณ ท่าข้าวสิริวัฒนาการเกษตร (เจ๊แดง) ที่อยู่ 290 หมู่ 1 ตำบลม่วงน้อย อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน โดยตลาดนัดข้าวเปลือกเปิดดำเนินการ ระหว่างเวลา 10.00–18.00 น. ของทุกวัน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวของจังหวัดลำพูน ให้มีช่องทางการจำหน่ายเพิ่มขึ้น และได้รับความเป็นธรรมในการจำหน่ายผลผลิต ทั้งในด้านราคาที่จะได้รับตามคุณภาพ และการชั่งน้ำหนักที่ถูกต้องเที่ยงตรง 
“การจัดตลาดนัดข้าวเปลือกในครั้งนี้ เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในจังหวัดลำพูน มีช่องทางการจำหน่ายข้าวเปลือกได้เพิ่มขึ้น จึงขอเชิญชวนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ผลผลิตมาจำหน่ายภายในงาน ตามวัน เวลาและสถานที่ดังกล่าว และหากมีข้อสงสัยประการใด สามารถแจ้งสอบถามข้อมูลได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดลำพูน”นางนิยดากล่าว

พาณิชย์จังหวัดลำพูน" เปิดตลาดนัดข้าวเปลือก 5-7 พ.ย.นี้

รมช.เกษตรฯ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกร ที่กระบี่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/447843

รมช.เกษตรฯ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกร ที่กระบี่

 รมช.เกษตรฯ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกร ที่กระบี่

2 พฤศจิกายน 2563 – 19:17 น.

รมช.เกษตรฯ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกร เป็นจำนวน 262 ราย 285 แปลง เนื้อที่ประมาณ 3,074 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน 6 อำเภอในจังหวัดกระบี่

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการเพื่อยึดคืนพื้นที่ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 36/2559 แปลงหมายเลข 603 และมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกร เป็นจำนวน 262 ราย 285 แปลง เนื้อที่ประมาณ 3,074 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน 6 อำเภอในจังหวัดกระบี่ อันได้แก่ อ.เมืองกระบี่ อ.เขาพนม อ.เหนือคลอง อ.คลองท่อม อ.เกาะลันตา และอ.ลำทับณ พื้นที่เป้าหมายแปลงหมาย 603 ในท้องที่ตำบลกระบี่น้อย อ.เมืองกระบี่

 รมช.เกษตรฯ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกร ที่กระบี่

ต่อมาได้เดินทางไปเยี่ยมชมโครงการการปรับเปลี่ยนพื้นที่เกษตรเชิงเดี่ยว (ปลูกปาล์มน้ำมัน) เป็นเกษตรผสมผสาน พร้อมพบปะเกษตรกร ณ ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินประจำตำบลปกาสัย อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ และได้เดินทางไปเป็นประธานโครงการขับเคลื่อนงานแก้ไขปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดภูเก็ต ณ โรงเรียนเทศบาลเมืองป่าตอง (บ้านไสน้ำเย็น) ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต เพื่อแก้ไขและปรับปรุง เพื่อเป็นประโยชน์สูงสุดแก่พี่น้องเกษตรกร

 รมช.เกษตรฯ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกร ที่กระบี่
 รมช.เกษตรฯ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกร ที่กระบี่

เกษตรยิ้มออกยางราคาขึ้นต่อเนื่อง หลัง “เฉลิมชัย” โชว์ฝีมือทำราคาดีสูงสุดในรอบหลายปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/447480

เกษตรยิ้มออกยางราคาขึ้นต่อเนื่อง หลัง “เฉลิมชัย” โชว์ฝีมือทำราคาดีสูงสุดในรอบหลายปี

เกษตรยิ้มออกยางราคาขึ้นต่อเนื่อง หลัง "เฉลิมชัย" โชว์ฝีมือทำราคาดีสูงสุดในรอบหลายปี29 ตุลาคม 2563 – 14:20 น.

เกษตรยิ้มออกยางราคาขึ้นต่อเนื่อง หลัง “เฉลิมชัย” โชว์ฝีมือทำราคาดีสูงสุดในรอบหลายปี

แรงไม่หยุดจริง ๆ สำหรับราคายางพาราที่วันนี้พุ่งกระฉูดใกล้แตะ 100 บาทกิโลกรัมเข้าไปแล้ว จากตัวเลขหลังปิดตลาดล่าสุด( ณ 28 ต.ค.63) ราคายางแผ่นรมควันพุ่งแตะสูงสุด 82.80 บาท/กก. ที่ตลาดกลางยางพารา จ.นครศรีธรรมราช และ จ.สงขลา 
 ส่วนตลาดกลางฯ จ.สุราษฎร์ธานี ราคาอยู่ที่ 82.69 บาท/กก. โดยหลังจากเปิดตลาดสัปดาห์นี้เพียง 3 วัน ราคาเพิ่มขึ้นกว่า 16 บาท คาดการณ์ว่าราคาสามารถพุ่งสูงต่อเนื่องอาจแตะ 100 บาท/กก.ได้ในไม่ช้า ทั้งนี้ ราคายางจะยังคงอยู่ในแนวบวกอย่างต่อเนื่อง และทะลุแนวต้านสูงสุดในรอบ 3 ปี 5 เดือน
 ปฎิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่ง เป็นผลมาจากปัจจัยกลไกตลาดและมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาล โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโมเดล “เกษตรฯ-พาณิชย์ทันสมัย”และนโยบาย”เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ซึ่งเป็นความร่วมมือการทำงานระหว่าง

เกษตรยิ้มออกยางราคาขึ้นต่อเนื่อง หลัง "เฉลิมชัย" โชว์ฝีมือทำราคาดีสูงสุดในรอบหลายปี

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่ได้ดำเนินงานร่วมกันตั้งแต่ปีที่แล้วทั้งโครงการประกันรายได้ชาวสวนยางเฟส1และ2 โดยเฟส2 เริ่มเมื่อวันที่1ตุลาคม ผ่านมา โดยกำหนดราคายางแผ่น 60 บาท/กก. น้ำยางสด 57 บาท/กก. ยางก้อนถ้วย 46 บาท/กก. แม้ขณะนี้ราคายางแผ่นรมควัน จะทะลุเกิน 60 บาท กก.ไปแล้ว แต่โครงการก็ยังคงต้องดำเนินการต่อไป    
“ขณะนี้เกษตรกรผู้ปลูกยางพารามีความสุข ยิ้มได้ กระทรวงเกษตรฯจึงเตรียมปรับเป้าหมายราคายางพาราสูงขึ้นมากกว่า 65 บาท/กิโลกรัม (กก.) หลังผ่านเป้าหมายแรก 60 บาท/กก. แต่โครงการประกันรายได้ชาวสวนยางพารา ระยะที่ 2 (เฟส 2)ก็ยังคงต้องดำเนินการต่อไป” บางช่วงบางตอนที่ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวระหว่างนำคณะลงพื้นที่พบปะพี่น้องชาวสวนยางใน จ.นครศรีธรรมราชวันก่อน 

                                   เกษตรยิ้มออกยางราคาขึ้นต่อเนื่อง หลัง "เฉลิมชัย" โชว์ฝีมือทำราคาดีสูงสุดในรอบหลายปี
และการเดินทางไปเปิดตลาดสินค้าเกษตรที่ประเทศจีนของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และคณะเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562 พร้อมลงนามความร่วมมือ(MOU)ซื้อขายสินค้าเกษตรกันในหลายฉบับทั้งยางพาราและข้าว รวมไปถึงการศึกษาดูงานเทคโนโลยีการเกษตรต่าง ๆ เพื่อนำมาปรับใช้ในประเทศไทย ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่เริ่มส่งผลให้เห็นเป็นรูปธรรมในวันนี้  
 ซึ่งในส่วนของยางพารานั้นได้มีการหารือร่วมกับผู้บริหาร บ.ชิโนเคม กรุ๊ป ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกับฝ่ายจีนว่า รัฐบาลไทยมีนโยบายในการพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรทุกชนิด โดยเฉพาะยางพารา ซึ่งประเทศไทยพร้อมที่จะให้การสนับสนุนและมีมาตรการต่างๆ ที่จะอำนวยความสะดวกให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะการลงทุนเรื่องยางพารา ซึ่งล่าสุด บ. Sino – Chem International มีแผนเข้ามาลงทุนธุรกิจยางพาราในจ.ระยองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 
นอกจากนี้ยังได้จับมือ 3 บริษัทน้ำยางข้นยักษ์ใหญ่จีน โดยลงนามความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางด้านธุรกิจระหว่างการยางแห่งประเทศไทย กับ 3 บริษัทน้ำยางข้นจีน ได้แก่ 1. บ. GOAMI ZHENGFENG TRADING (บ.นำเข้าน้ำยางข้น อันดับ 1 ของจีน) 2. บ. NINGBO CHANGHKEN (บ.นำเข้าน้ำยางข้นจากไทยเป็นอันดับ 1) 3. บ. SANGDONG XINGYU (บ. ใช้น้ำยางข้นผลิตถึงมือยางอันดับ 1 ของจีน) ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชาจีนอีกด้วย 
ขณะเดียวกันความต้องการยางในตลาดโลกและประเทศจีนมีแนวโน้มจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้นอ้างอิงได้จากปริมาณผลผลิตยางธรรมชาติเดือนตุลาคม 2563 อยู่ที่ 4.4 แสนตัน น้อยกว่าตัวเลขที่คาดการณ์ไว้ ร้อยละ 10 ขณะเดียวกันความต้องการยางในตลาดเพิ่มสูงขึ้น ได้แก่ สินค้าประเภทยุทธภัณฑ์ ถุงมือยาง ยางยืด 
ล่าสุดยอดการใช้ยางพาราในจีนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า  โดยจีนซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้ายางที่มากที่สุด มีการเติบโตของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ร้อยละ 4.9 ดัชนี PMI ของจีนยังอยู่ที่ 51.50 ซึ่งอยู่เหนือระดับ 50 สะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจยังคงมีการขยายตัว คำสั่งซื้อยางของจีนจากต่างประเทศกลับมาฟื้นตัว การจำหน่ายรถยนต์ของจีนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรถบรรทุกขนาดใหญ่ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 63 กำลังการผลิตของโรงงานผลิตยางรถยนต์เพิ่มขึ้น จึงมีแนวโน้มใช้ยางมากขึ้น เชื่อว่าราคายางยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อไป  
ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการระบาดของ”โควิด-19” เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคายางพุ่ง เหตุความต้องการใช้ยางธรรมชาติ เพื่อนำใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตถุงมือยางและอุปกรณ์เกี่ยวเนื่องเพิ่มขึ้น
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่าการส่งออกถุงมือยางเดือนกันยายน 2563 ที่ผ่านมา ได้ขยายตัวสูงถึง 154.9% ขณะที่การส่งออก 9 เดือนปี 2563 (ม.ค.-ก.ย.) ขยายตัว 61.4% ซึ่งเป็นผลจากการระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่ดีขี้น ทำให้ไทยคงมีคำสั่งซื้อต่อเนื่องถึงปี 2564 
ขณะที่ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทยระบุจากการที่โควิด-19 ระบาดไปทั่วโลก ณ ปัจจุบัน( ณ 29 ต.ค.63 มีผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 42 ล้านคนและเสียชีวิต 1.1 ล้านคน มีความต้องการใช้ถุงมือยาง ไม่น้อยกว่า 400 ล้านชิ้นต่อวัน  ขณะยางสังเคราะห์(ไนไตร)ที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตขาดตลาดและราคาเพิ่มสูงขึ้นมาก  จึงนักลงทุนหันมาสั่งซื้อยางธรรมชาติ(ลาเทค)แทน ซึ่งราคาถูกลงกว่าครึ่ง
โดยปัจจุบันราคายางสังเคราะห์(ไนไตร)อยู่ที่ 3,000 เหรียญสหรัฐต่อตัน ขณะที่ยางธรรมชาติ(ลาเทค)ราคาอยู่ที่ 1,600 เหรียญสหรัฐต่อตัน       
“เฉพาะแพทย์ พยาบาลใช้ถุงมือยางเฉลี่ย 10 ชิ้น(5คู่)ต่อผู้ป่วยต่อคนต่อวัน เมื่อผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่มขึ้น 42 ล้านคนทั่วโลก ปริมาณการใช้ถุงมือยางก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ยังไม่นับรวมคนทั่วไปที่ต้องการใช้ถุงมือยาง  จึงเป็นโอกาสที่ดีของประเทศไทยที่ต่างชาติหอบเงินเข้ามาลงทุน เพราะความต้องการถุงมือยางจากทั่วโลกขณะนี้ยังมีอีกมาก” อุทัย สอนหลักทรัพย์ ที่ปรึกษาสภาการยางแห่งประเทศไทย (สภยท.)ให้ความเห็น 
 ขณะ ผศ.ดร.มนต์ชัย พินิจจิตรสมุทร อาจารย์ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขนและผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมยางพารา มองว่าโควิด-19 เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความต้องการยางธรรมชาติ(ลาเทค)มาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตถุงมือยางที่มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่เฉพาะในวงการแพทย์และสาธารณสุขเท่านั้นยังกระจายไปสู่โฮมยูส และคนทั่วไปอีกด้วย
“ตราบใดที่โควิด-19 ยังระบาดการใช้ถุงมือยางก็จะยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  แม้หลังโควิดเชื่อว่าการใช้ถุงมือยางก็จะยังไม่ลด เพราะคนหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น ฉะนั้นรัฐจะต้องเร่งดำเนินมาตรการต่าง ๆ ที่เอื้อต่อนักลงทุนผลิตถุงมือยางตั้งแต่วันนี้ทันทีถ้าจะรอไปอีก 3-5 ปีก็คงจะไม่ทันการ”ผศ.ดร.มนต์ชัยกล่าวย้ำ   

จับตาพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ “โกโก้ไทย”ไปต่อไม่รอแล้วนะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/447032

จับตาพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ “โกโก้ไทย”ไปต่อไม่รอแล้วนะ

จับตาพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ "โกโก้ไทย"ไปต่อไม่รอแล้วนะ

24 ตุลาคม 2563 – 19:47 น.

จับตาพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ “โกโก้ไทย”ไปต่อไม่รอแล้วนะ

การเปิดตัวโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์โกโก้ของบริษัท โกโก้ไทย โปรดักส์ จำกัด ม.2 ต.กุดนกเปล้า อ.เมือง จ.สระบุรี โดยมีนายอลงกรณ์พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานในพิธี เป็นสิ่งยืนยันและสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรที่ปลูกพืชโกโก้ในระดับหนึ่งว่าจากนี้ไปผลผลิตโกโก้จะไม่มีปัญหาในเรื่องตลาดรองรับอย่างแน่นอน
 โกโก้ เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ อีกชนิดที่รัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก เพราะมองว่าเป็นพืชแห่งอนาคตที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยได้นำเข้าผลิตภัณฑ์จากโกโก้และช็อคโกแลตหลายหมื่นตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ขณะที่ประเทศไทยมีสภาพพื้นที่และภูมิอากาศเหมาะสมสำหรับการปลูกโกโก้ไม่แพ้ที่ใดโลก

จับตาพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ "โกโก้ไทย"ไปต่อไม่รอแล้วนะ

                              อลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว.เกษตรฯ

“เบลเยี่ยมเป็นประเทศชั้นนำของโลกที่ผลิตช็อคโกแลตคุณภาพดีเยี่ยมที่ใช้วัตถุดิบในการผลิตจากโกโก้ แต่เราไม่ได้ถือเป็นคู่แข่ง เราถือเป็นคู่ค้าคู่ขาย รัฐบาลได้ประกาศนโยบายฟิวเจอครอปหรือพืชแห่งอนาคต ซึ่งก็มีหลายตัว หนึ่งในนั้นก็คือโกโก้” บางช่วงบางตอนที่นายอลงกรณ์ พลบุตรกล่าวในระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์โกโก้ของบริษัท โกโก้ไทย 2017 จำกัด พร้อมยืนยันว่า
 รัฐบาลต้องการให้ประเทศไทยเป็นฮับของอาเซียนในการปลูกรูปโกโก้ เป็นเป้าหมายที่หนึ่ง หลังจากทุกวันนี้ไทยอยู่อันดับ2 รองจากอินโดนีเซียในการผลิตพืชเศรษฐกิจอย่างโกโก้
  จากข้อมูลศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยระบุว่า ปี 2560 ผลผลิตโกโก้โลกอยู่ที่ 4.6 ล้านตัน   ผลผลิตจากทวีปแอฟริกามีมากที่สุด 72% ของผลผลิตโลก ตามด้วยลาตินอเมริกา 18% และเอเชีย 10%   ขณะที่ความต้องการของโลกอยู่ที่ 3.5 ล้านตัน โดย ยุโรปเป็นตลาดใหญ่ที่สุดที่มีความต้องการคิดเป็นสัดส่วน 40%  
 ขณะที่ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อินโดนีเซียได้ลดการผลิตลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากหันไปปลูกปาล์มแทน โดยในปี 2560 ผลิตได้ 2.9 แสนตัน กว่า 70% ของผลผลิตปลูกอยู่ที่เกาะสุลาเวสี ทางตอนใต้ของประเทศ   จึงเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะเป็นผู้นำในการปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดนี้แทน
  “บีที โกโก้ ที่อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นบริษัทผลิตและแปรรูปโกโก้ใหญ่ที่สุดในเอเชีย เขาบอกว่าถ้าประเทศไทยมีผลผลิตมมากพอ เขาก็พร้อมย้ายโรงงานผลิตมาที่ประเทศไทย”ที่ปรึกษารมว.เกษตรฯกล่าวย้ำ 

จับตาพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ "โกโก้ไทย"ไปต่อไม่รอแล้วนะ

                                ดร.อานนท์ สุทนต์  นักวิจัยผู้คิดค้นสายพันธุ์โกโก้ไทย1
  ขณะที่   ดร.อานนท์ สุทนต์  ผู้อำนวยการศูนย์สาธิตเกษตรศิลป์แม่โจ้ จ.เชียงใหม่ ในฐานะผู้วิจัยคิดค้นสายพันธุ์โกโก้ไทย1 เผยว่า ปกติโกโก้เป็นพืชประจำถิ่นของใต้ โดยมีสายพันธุ์ที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ชุมพร ซึ่งเป็นพื้นเมืองมีปัญหาผลผลิตน้อย ไม่ทนต่อโรคและแมลง ที่สำคัญมีการแยกเพศตัวผู้ตัวเมีย ซึ่งจะเป็นปัญหาหากเกษตรกรนำไปปลูก
 แต่หลังจากบริษัท โกโก้ 2017 จำกัดได้ให้งบมาเพื่อปรับรุงพันธุ์ จนในที่สุดได้พันธุ์ที่เหมาะในทุกสภาพอากาศในประเทศไทย ได้แก่โกโก้ไทย1 ซึ่งใช้เวลาในการทดลองวิจัยมาก 10 ปีกว่าสายพันธุ์จะนิ่ง   เป็นสายพันธุ์ที่ทนแล้งได้ดี   สามารถปลูกได้ในทุกภูมิภาคของประเทศ  โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสาน
 “หลายพื้นที่ปลูกในอีสานให้ผลผลิตดีมาก ปลูกได้ทั้งเชิงเดี่ยวและเป็นพืชอาศัยไม่ว่าจะปลูกในสวนปาล์ม ยางพาราหรือสวนไม้ผลอื่น ๆ ก็ให้ผลผลิตดี ตอนนี้เราพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ากว่า 20 จังหวัดสามารถปลูกโกโก้ได้”
  นักวิจัยเจ้าของสายพันธุ์โกโก้ไทย1 กล่าวถึงข้อดีของโกโก้สายพันธุ์นี้ 1.ทนแล้งสามารถปลูกได้ทุกจังหวัดในประเทศไทย 2.ต้นเตี้ยเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ง่าย 3.แตกกอขยายกิ่งรวดเร็ว ซึ่งไม่มีไม้ผลไหนจะแตกกอได้รวดเร็วเหมือนโกโก้ไทย1 เนื่องจากยิ่งแตกกอขยายกิ่งเพิ่มก็จะทำให้ผลผลิตมากขึ้นตามไปด้วย
  “โกโก้จะออกลูกตามกิ่ง ตามต้น ถ้ากิ่งยิ่งเยอะ ผลผลิตจะเยอะตาม จะเห็นว่าโกโก้ไทย1ให้ผลผลิตมากกว่าพันธุ์อื่นถึง 3-5 เท่า ซึ่งมีทั้งผลงานวิจัยและแปลงปลูกของเกษตรยืนยันได้อย่างชัดเจน”
  ดร.อานนท์ ย้ำด้วยว่าสำหรับข้อดีอีกอย่างของโกโก้ไทย1 ที่แตกต่างจากสายพันธุ์อื่นก็คือจะไม่มีการแยกเพศ โกโก้สายพันธุ์นี้จะไม่มีต้นตัวผู้ตัวเมีย  จึงทำให้มั่นใจได้ว่าให้ผลผลิตทุกต้นที่ปลูกลงดิน ทำให้เกษตรกรไม่ต้องกังวลในเรื่องผลผลิตแต่อย่างใด และที่สำคัญสายพันธุ์โกโก้ไทย1นั้นได้รับการรับรองพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

จับตาพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ "โกโก้ไทย"ไปต่อไม่รอแล้วนะ
  ด้าน ดร.รุ่งโรจน์ วรามิตร ประธานบริษัท โกโก้ไทย 2017 จำกัดกล่าวว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทางบริษัท โกโก้ไทย 2017 จำกัดได้ส่งเสริมการปลูกโกโก้กับเกษตรกรหลายจังหวัดทั่วประเทศ โดยใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่9มาปรับใช้เพื่อให้เกษตรกรมีอาชีพที่มั่นคงอยู่แบบพอเพียง อีกทั้งยังสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในระยะยาว
 “สาเหตุที่เกษตรกรตัดสินใจร่วมปลูกโกโก้กับเรา เพราะมองว่าโกโก้เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่ตลาดโลกต้องการสูงและยังได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลอีกด้ว0ย ที่สำคัญเรายังการันตีราคารับซื้อขั้นต่ำตามเกษตรพันธสัญญาหรือคอนแทกฟาร์มมิ่งในการรับซื้อจากเกษตรกรเพื่อให้เกษตรกรเกิดความมั่นใจแล้วยังมีทีมงานเข้าไปส่งเสริมดูแลการบริหารจัดการแปลงของสมาชิกในเครือข่ายตัง้แต่เริ่มต้นปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิตอีกด้วย”
  ประธานบริษัท โกโก้ไทย 2017 จำกัดยอมรับว่าประเทศไทยมีพืชเศรษฐกิจหลายตัวที่ปลูกก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่จะมีปัญหาด้านการตลาด เมื่อผลผลิตออกมาเป็นจำนวนมากส่งผลให้ราคาจะไม่ดี  จึงเป็นประเด็นที่ตนเองผลักดันเรื่องโกโก้  เนื่องจากเมืองไทยเป็นพื้นที่ปลูกโกโก้ที่มีคุณภาพอันดับต้น ๆ ของโลก  แต่ที่ผ่านมากลับไม่ได้รับการส่งเสริมปลูกอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันจุดอ่อนของโกโก้ไทยคือเรื่องการตลาด เพราะยังไม่มีการตลาดมากพอ ทำให้เกษตรกรไม่มีความมั่นใจในการปลูก ทั้ง ๆ ที่เป็นพืชที่มีความต้องการของตลาดโลกสูงมาก
 “นโยบายตลาดนำการผลิตของรัฐบาลเป็นการตอบโจทย์โกโก้ไทย ตอนนี้มีเกษตรกรร่วมกับเราประมาณ 1.3 หมื่นไร่ ถือว่าพร้อมแล้วสำหรับการเปิดโรงงานนำร่อง เป็นโมเดลเพื่อให้เกษตรกรเห็นว่าเรารับซื้อจริง  ขณะนี้ได้ขยายพื้นที่ปลูกไปตามภูมิภาคต่าง ๆ มากกว่า 20 จังหวัด หากจังหวัดใดหรือมีพื้นที่ใดปลูกโกโก้เกิน 3 หมื่นไร่เราก็จะมีการตั้งโรงงานที่นั่นทันทีเพื่อรองรับผลผลิต”
 ดร.รุ่งโรจน์ระบุอีกว่า ขณะที่ทางภาคใต้เรามองพื้นที่ตั้งโรงงานไว้ที่จ.สงขาและพัทลุง  เพราอยู่กึ่งกลางของภูมิภาคและเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกโกโก้มากที่สุดในภาคใต้ขณะนี้   โดยจะมีการทำสัญญารับซื้อผลผลิตตามเกษตรพันธสัญญาหรือคอนแทคฟาร์มมิ่ง คือรับซื้อในราคาประกันถึงสวนเกษตรกร  
 “เราประกันราคาขั้นต่ำอยู่ที่ตันละ 5 พันบาท หรือกิโลละ 5 บาท โดยราคาจะอิงตลาดโลก ณ ปัจจุบันตลาดโลกอยุ่ที่ 7.8 บาทต่อกิโล  แต่เราบวกเพิ่มให้อีก 2 บาท เป็น 9.8 บาทต่อกิโล เนื่องจากเราไม่มีการนำเข้า ไม่ต้องจ่ายภาษี จึงนำเงินส่วนนี้มาเพิ่มให้กับเกษตรกร เพราะจากการคำนวณต้นทุนแล้วพบว่าอย่าให้ต่ำกว่า 5 บาทเกษตรกรสามารถอยู่ได้”ดร.รุ่งโรจน์กล่าวในที่สุด