ครบรอบ 105 ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมน้อมรำลึก “พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย” พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/459322

ครบรอบ 105  ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมน้อมรำลึก”พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย”พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์

ครบรอบ 105  ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์  ร่วมน้อมรำลึก"พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย"พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์

24 กุมภาพันธ์ 2564 – 13:58 น.

ครบรอบ 105  ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมน้อมรำลึก”พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย”พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์

สหกรณ์เป็นวิธีการจัดการรูปหนึ่ง ซึ่งบุคคลหลายคนรวมกันโดยความสมัครใจของตนเองในฐานะที่เป็นมนุษย์  โดยมีสิทธิ์เสมอหน้ากันหมด เพื่อบำรุงตัวเองให้เกิดความจำเริญในทางทรัพย์”พระดำรัสความตอนหนึ่งที่พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัส หรือนามปากกาว่า น.ม.ส.”พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย” ตรัสถึงสหกรณ์ไทยในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์พระองค์แรก เมื่อ 105 ปีแล้วและนับเป็นการเริ่มต้นการสหกรณ์ในประเทศไทยอย่างสมบูรณ์

ครบรอบ 105  ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์  ร่วมน้อมรำลึก"พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย"พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์
ครบรอบ 105  ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์  ร่วมน้อมรำลึก"พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย"พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์

จุดเริ่มต้นของสหกรณ์ไทยเกิดจากสภาพปัญหาความยากจนของชาวนาช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 5 หลังจากประเทศไทยเริ่มมีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศมากขึ้น ทำให้ระบบเศรษฐกิจชนบทค่อยๆ เปลี่ยนจากเลี้ยงตัวเองมาเป็นระบบเพื่อการค้า ชาวนาที่ไม่มีทุนของตนเองต้องหันไปพึ่งพากู้ยืมเงินจากบุคคลอื่นทำให้ต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงและยังถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าและนายทุน จึงตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบตลอดเวลา หนำซ้ำยังมีหนี้สินเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อย ๆ จากสภาพปัญหาดังกล่าวทำให้ทางราชการคิดหาวิธีช่วยเหลือ ด้วยการจัดหาแหล่งทุนให้กู้และคิดดอกเบี้ยในอัตราต่ำ

และสรุปมี 2 วิธีที่จะช่วยเหลือชาวนาในขณะนั้น คือจัดตั้งธนาคารเกษตรและวิธีการสหกรณ์ประเภทหาทุน วิธีแรกตกไป เพราะติดขัดปัญหาเรื่องเงินทุนและหลักประกันเงินกู้ จึงเห็นชอบ วิธีที่ 2 วิธีการสหกรณ์ประเภทหาทุน ถือเป็นจุดเริ่มต้นของสหกรณ์  

จากนั้นพระองค์ได้ทดลองจัดตั้งสหกรณ์หาทุนขึ้นเป็นครั้งแรกที่อ.เมือง จ.พิษณุโลก ใช้ชื่อว่า”สหกรณ์วัดจันทร์       ไม่จำกัดสินใช้” โดยจดทะเบียนเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2459  และเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2527 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติกำหนดให้วันที่ 26 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็น “วันสหกรณ์แห่งชาติ ” เป็นวันที่ชาวสหกรณ์ทั่วประเทศ ร่วมใจกัน   น้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระราชวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ที่ทรงริเริ่มทดลองจัดตั้งสหกรณ์ และทรงส่งเสริมให้มีการเผยแพร่ขยายอุดมการณ์สหกรณ์ หลักการและวิธีการสหกรณ์ ไปทั่วประเทศ เป็นผลดีต่อการพัฒนาประเทศสืบมาจนบัดนี้ นับเป็นเวลา 105 ปีแล้ว

สำหรับการจัดตั้งสหกรณ์ในระยะแรกได้ดำเนินไปอย่างช้าๆกระทั่งหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 การสหกรณ์จึงได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วมีการจัดตั้งสหกรณ์ประเภทอื่นๆขึ้นเช่นสหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์ที่ดินร้านสหกรณ์

ต่อมาสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ขยายหน่วยงานที่ดูแลสหกรณ์จากระดับกรมขึ้นมาเป็นระดับกระทรวง     เป็นกระทรวงสหกรณ์ ก่อนถูกยุบไปรวมกับกระทรวงการพัฒนาการแห่งชาติ เพราะขาดกำลังเจ้าหน้าที่ จนเมื่อวันที่   30 กันยายน 2515  ถูกยุบมารวมอีกครั้งเหลือเพียงแค่ระดับกรมเป็น “กรมส่งเสริมสหกรณ์” นับแต่นั้นมา

จากจุดเริ่มต้นการจัดตั้ง”สหกรณ์วัดจันทร์ ไม่จำกัดสินใช้”จวบจนปัจจุบันได้มีการแบ่งย่อยสหกรณ์ออกเป็น             7 ประเภทอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ประกอบด้วย สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ประมง สหกรณ์นิคม สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์บริการ สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน รวมทั้งสิ้น 7,976 แห่ง มีสมาชิกกว่า 11 ล้านคน มีทุนดำเนินงานรวมกว่า 3 ล้านล้านบาท
 
“ปัจจุบันมีสหกรณ์ทั้งหมด7,976แห่งเป็นสหกรณ์ภาคการเกษตร 4,422 แห่ง นอกนั้นเป็นสหกรณ์นอกภาคการเกษตร ทั้งสองประเภทนี้แยกย่อยได้ 7 ประเภท แต่ละประเภทให้บริการสมาชิกของตัวเองตามลักษณะของสหกรณ์นั้น ๆ  เช่น สหกรณ์การเกษตรเป็นการรวมกลุ่มของพี่น้องเกษตรกร ช่วยเหลือกันในเรื่องการผลิต รวบรวมผลผลิต เงินทุนต่าง ๆ  สหกรณ์ออมทรัพย์ก็ดูแลประชาชนที่มีรายได้ประจำ เช่น ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจหรือบริษัทเอกชน ทำหน้าที่เป็นแหล่งทุนให้กับสมาชิก”

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวถึงภารกิจของสหกรณ์แต่ละประเภทในโอกาสครอบรอบ 105 ปีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมย้ำว่าความสำเร็จในการดำเนินงาน จนปัจจุบันสหกรณ์มีสินทรัพย์ รวมมูลค่าทั้งสิ้น              3.3 ล้านล้านบาท มากเป็นอันดับ 3 รองจากธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐ  กลไกสำเร็จของความสำเร็จดังกล่าวมาจาก 3 ส่วนด้วยกัน ประกอบด้วย ตัวสมาชิกของสหกรณ์ คณะกรรมการสหกรณ์และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ซึ่งทั้ง 3 ส่วนนี้จะต้องร่วมมือประสานการดำเนินกิจการสหกรณ์ให้เป็นไปด้วยดี ภายใต้ธรรมาภิบาล โดยมีกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นผู้กำกับดูแล ในฐานะนายทะเบียน ให้คำแนะนำ ส่งเสริมการดำเนินงานกิจการของสหกรณ์ในเรื่องต่าง ๆ ภายใต้กรอบของกฎหมาย

ครบรอบ 105  ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์  ร่วมน้อมรำลึก"พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย"พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์
ครบรอบ 105  ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์  ร่วมน้อมรำลึก"พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย"พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์

                         นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์

ครบรอบ 105  ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์  ร่วมน้อมรำลึก"พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย"พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์

 “ทั้ง 3 ส่วนนี้จะต้องร่วมด้วยช่วยกัน แต่ละส่วนต้องรู้จักหน้าที่ของตัวเองว่าตัวเองมีหน้าที่อะไรบ้าง สมาชิกต้องรู้จัก สิทธิและหน้าที่ในฐานะสมาชิกของสหกรณ์  คณะกรรมการซึ่งได้รับเลือกจากสมาชิกก็ต้องดูแลทรัพย์สิน ดูแลสมาชิกให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  ในส่วนของเจ้าหน้าที่ก็ต้องมีหัวจิตหัวใจในการให้บริการ ดูแลให้บริการแก่สมาชิกในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะในส่วนของเงินทุนสหกรณ์ต้องไม่ให้ได้รับความเสียหาย”อธิบดีกรมส่งเสริมหกรณ์กล่าวย้ำ

 ในโอกาสครบรอบ 105 ปี การสหกรณ์ไทย วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 นี้ ขอเชิญชวนสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาคุณขององค์ผู้ให้กำเนิด “สหกรณ์ไทย”พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์”พระบิดาแห่งสหกรณ์ไทย”

ครบรอบ 105  ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์  ร่วมน้อมรำลึก"พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย"พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์

เปิดสูตร (ลับ) อาหารไก่ตำรับหลวงสุวรรณฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/456993

เปิดสูตร(ลับ)อาหารไก่ตำรับหลวงสุวรรณฯ

เปิดสูตร(ลับ)อาหารไก่ตำรับหลวงสุวรรณฯ1 กุมภาพันธ์ 2564 – 11:07 น.

ปิดลับมานานสำหรับสูตรผลิตอาหารเลี้ยงไก่  คิดค้นโดยหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ อดีตอธิการบดีคนที่3 นามเดิมทองดี เรศานนท์ 1 ใน 3 บูรพาจารย์หรือสามเสือแห่งวงการเกษตรไทย ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งและวางรากฐานมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากยุคเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน 

ปิดลับมานานสำหรับสูตรผลิตอาหารเลี้ยงไก่  คิดค้นโดยหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ อดีตอธิการบดีคนที่3 นามเดิมทองดี เรศานนท์ 1 ใน 3 บูรพาจารย์หรือสามเสือแห่งวงการเกษตรไทย ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งและวางรากฐานมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากยุคเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน 
ทายาทรุ่นหลานหลวงสุวรรณฯ”ผศ.อนุพร สุวรรณวาจากกสิกิจ” ซึ่งปัจจุบันรั้งตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(สถานีวิทยุม.ก.)ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวการเลี้ยงไก่ในเชิงพาณิชย์ พร้อมสูตรสำเร็จในการผลิตอาหารไก่ เป็นครั้งแรก
        ย้อนไปเกือบ 100 ปีที่แล้วการเลี้ยงไก่ในประเทศไทย มีการเลี้ยงตามบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อกินเนื้อกินไข่ เป็นการเลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติให้ไก่อาศัยตามใต้ถุนบ้าน ชายคา โรงนา และต้นไม้ โดยพันธุ์ไก่ที่เลี้ยงจะเป็นไก่พันธุ์พื้นเมือง เช่น ไก่แจ้ ไก่อู และไก่ตะเภา เป็นต้น

เปิดสูตร(ลับ)อาหารไก่ตำรับหลวงสุวรรณฯ

 ครั้นในปี 2467 หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤษดากร บิดาการเกษตรแผนใหม่ เจ้าของสโลแกน “เงินทองเป็นมายา ข้าวปลาเป็นของจริง”ได้นำไก่พันธุ์เล็กฮอร์นมาเลี้ยงแบบทันสมัย เพื่อการค้าเป็นครั้งแรก แต่การเลี้ยงไก่ไม่พัฒนาเท่าที่ควร เนื่องจากในสมัยนั้นไม่มีวัคซีนและยาเพื่อป้องกันและรักษาโรคไก่
ต่อมาในปี 2484 หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเจ้าหน้าที่สัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์ ได้ร่วมมือกันทดลองเลี้ยงไก่พันธุ์ต่าง ๆ ที่แผนกสัตว์เล็ก บางเขน จนมีไก่เต็มโรงเรือน พร้อมจัดตั้งโรงเรียนเลี้ยงไก่และมีการแข่งขันไก่ไข่ดกเป็นทางการขึ้นเป็นครั้งแรก  
กระทั่งในปี 2489 เป็นปีที่มีการตื่นตัวในการเลี้ยงไก่อย่างมาก เนื่องจากจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นและจอมพลผิน ชุณหวัณ รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและประธานกรรมการการส่งเสริมปศุสัตว์แห่งชาติ ให้การสนับสนุนและส่งเสริมการเลี้ยงไก่เป็นอย่างมาก
และปีเดียวกันนี้เอง หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ 1ใ น3 ทหารเสือวงการเกษตรไทยและผู้ร่วมก่อตั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขึ้นดำรงตำแหน่งอธิการบดีคนที่3 เป็นคนแรกที่มาจากข้าราชการประจำ ได้ริเริ่มงานเลี้ยงไก่เชิงพาณิชย์แบบครบวงจรขึ้นเป็นครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลักษณะโรงแรมไก่หรือไก่ขังกรง พร้อมกับมีการผสมเทียมไก่ การตรวจเพศไก่ การคำนวณสูตรอาหารไก่ รวมถึงการฟักไข่ด้วยตู้ฟักทันสมัยที่สั่งตรงมาจากต่างประเทศ 
จากเอกสารโครงการหอจดหมายเหตุศาสตราจารย์ระพี สาคริก ซึ่งท่านได้เขียนบันทึกไว้ถึงการเลี้ยงไก่ของหลวงสุวรรณฯ โดยระบุว่า
“อาจารย์หลวงสุวรรณท่านมีชื่อเสียงเพราะนำเอาการเลี้ยงไก่มาเผยแพร่ในเมืองไทยแต่ก่อนนี้เมืองไทยยังเลี้ยงไก่แบบขังกรงไม่เป็น แต่เป็นการเลี้ยงปล่อยแบบชาวบ้าน เลี้ยงแบบธรรมชาติ  ปล่อยให้ไก่หากินเอง อาจารย์หลวงสุวรรณนำการเลี้ยงแบบขังกรงมาเลี้ยง เริ่มในเกษตรก่อน เพราะฉะนั้นอาจารย์หลวงสุวรรณนำการเลี้ยงแบบขังกรงมาเผยแพร่ ซึ่งนับว่ากล้ามากเพราะมันขัดแย้งกับธรรมชาติ”
                  เปิดสูตร(ลับ)อาหารไก่ตำรับหลวงสุวรรณฯ

 ขณะที่ ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์หรือสถานีวิทยุม.ก. ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานปู่ได้เล่าถึงสูตรสำเร็จการผลิตอาหารไก่ที่คิดค้นโดยหลวงสุวรรณฯ ผ่านรายการ”เกษตรวาไรตี้”ทางสถานีวิทยุม.ก. โดยระบุว่า 
 หลังได้ค้นเจอสมุดจดบันทึกที่เป็นลายมือเจ้าคุณปู่หลวงสุวรรณฯเขียนไว้ในอดีตทำให้ได้เห็นว่า วัตถุดิบที่ใช้เป็นส่วนผสมของอาหารไก่นั้น จะมีอัตราส่วนที่แตกต่างกันไป  ซึ่งประกอบด้วย ตำข้าวขาว ข้าวโพด หางนมผง ปลาป่น กากถั่วเหลือ ใบกระถิน เปลือกหอยและเกลือป่น  จากทั้งหมด 100 ส่วน
 “สูตรนี้เป็นสูตรลับยังไม่เคยเปิดเผยที่ใดมาก่อน เป็นสูตรที่คุณปู่หลวงสุวรรณได้คิดค้นขึ้นมาและเขียนด้วยลายมือของท่านเอง เมื่อ 70-80 ปีที่แล้ว และยังเป็นสูตรต้นตำรับสูตรอาหารไก่ที่บริษัทใหญ่ผลิตและจำหน่ายอาหารไก่อยู่ในปัจจุบันอีกด้วย”
 ผศ.อนุพร เผยต่อไปว่า ไม่เฉพาะการแบ่งตามอัตราส่วนผสมเท่านั้น วัตถุดิบแต่ละชนิดได้ผ่านการวิเคราะห์วิจัยถึงคุณค่าทางโภชนาการด้วย ทำให้ได้รู้ว่าส่วนผสมแต่ละชนิดจะมีความเหมาะสมกับทุกช่วงอายุของไก่อย่างไร   สูตรอาหารไก่ของหลวงสุวรรณฯจึงไม่ได้มีแต่ส่วนผสมของวัตถุดิบ แต่จะบอกถึงคุณค่าทางโภชนาการด้วย
 “สูตรอาหารไก่ในแต่ละช่วงวัยจะมีผลสรุปการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจน ว่าสูตรทั้งหมดมันประกอบด้วยอะไรบ้าง แล้วก็จะมีการวิเคราะห์ค่าต่าง ๆ  เช่นค่าของโปรตีน แคลซียน ฟอสฟอรัส ค่าของวิตามินต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในซีนโคลีนเท่าไหร่ในจำนวน 100 เปอร์เซ็นที่มีส่วนการผสมของวัตถุดิบ ซึ่งในเชิงวิทยาศาสตร์เราสามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์และตรวจสอบได้ด้วย”ผศ.อนุพรกล่าวย้ำ
อย่างไรก็ตามขณะนี้ทางสถานีวิทยุมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เตรียมจัดเป็นหลักสูตรอาหารไก่ตำรับหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจเพื่อเผยแพร่ให้กับเกษตรกรและผู้สนใจทั่วไปใช้ในการผลิตอาหารไก่ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการเลี้ยงไก่ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังเตรียมร่วมกับภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร ม.เกษตรศาสตร์ในการผลิตสื่อใช้สำหรับการเรียนการสอนต่อไปด้วย    
เนื่องในโอกาสครบรอบ 78 ปีแห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 นี้ มหาวิทยาเกษตรศาสตร์ ขอเชิญชวนคณาจารย์ บุคลากร นิสิตเก่า นักเรีน นักศึกษาร่วมวางพวงมาลาสักการะ อนุสาวรีย์สามบูรพาจารย์ ภายในมหาวิทยาลัย(ติดถนนงามวงศวาน)โดยพร้อมเพรียงกันในเวลา 06.00 น.

เปิดสูตร(ลับ)อาหารไก่ตำรับหลวงสุวรรณฯ

 ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ทายาทรุ่นหลานหลวงสุวรรณฯ ปัจจุบันรั้งตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุม.ก.

เปิดสูตร(ลับ)อาหารไก่ตำรับหลวงสุวรรณฯ
เปิดสูตร(ลับ)อาหารไก่ตำรับหลวงสุวรรณฯ

ก.แรงงานสร้างนักขับภาคเกษตร “เทรนโดรนให้โดนใจ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/456629

ก.แรงงานสร้างนักขับภาคเกษตร “เทรนโดรนให้โดนใจ”

ก.แรงงานสร้างนักขับภาคเกษตร "เทรนโดรนให้โดนใจ"28 มกราคม 2564 – 09:44 น.

ก.แรงงาน จับมือเอกชน เทรนโดรนให้โดนใจ ลุย 8 จังหวัด สร้างนักขับภาคเกษตร 252 คน สิ้นโควิด-19 ฝึกเพิ่มอีก 10 จังหวัด

28 มกราคม 2564  นายธวัช เบญจาทิกุล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กำลังแรงงานภาคเกษตรเป็นอีกหนึ่งกลุ่มเป้าหมายที่ กพร. ให้ความสำคัญในการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน เนื่องจากเป็นฐานรากสำคัญของระบบเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างรายได้จากการส่งออกสินค้าเป็นจำนวนมาก และเพื่อให้การพัฒนาทักษะฝีมือของกำลังแรงงานภาคการเกษตรสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน มีทักษะสูงสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่และเข้าถึงโอกาสในการทำงานที่มีคุณค่าสร้าง รายได้ที่มั่นคง

ก.แรงงานสร้างนักขับภาคเกษตร "เทรนโดรนให้โดนใจ"

กพร. ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงแรงงาน โดย นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และศาสตราจารย์ นฤมล  ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน มุ่งเน้นให้กพร.ใช้แนวทางประชารัฐร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา พัฒนาทักษะฝีมือให้เป็นแรงงานคุณภาพป้อนสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งความร่วมมือกับบริษัท แอโร กรุ๊ป (1992) จำกัด ในการพัฒนาแรงงานภาคเกษตร เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและนโยบายกระทรวงแรงงานดังกล่าว 

ก.แรงงานสร้างนักขับภาคเกษตร "เทรนโดรนให้โดนใจ"

นายธวัช กล่าวต่อไปว่า ความพิเศษของความร่วมมือในครั้งนี้ คือได้นำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (Drone) มาใช้ในการพัฒนาเกษตรกร โดยตั้งเป้าหมายให้เกษตรกรนำโดรนไปใช้ในขั้นตอนการเพาะปลูก ใส่ปุ๋ย ฉีดพ่นสารกำจัดศัตรูพืช ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าของสินค้า และลดความเสี่ยงอันตรายในระหว่างการปฏิบัติงาน ใช้หลักสูตาการฝึกอบรม สาขาผู้บังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (Drone) เพื่อการเกษตร ระยะเวลาการฝึกอบรม 18 ชั่วโมง ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอากาศยานไร้คนขับ เช่น ส่วนประกอบของโดรน การเปลี่ยนชิ้นส่วน การใช้เครื่องบังคับ การผสมสารเพื่อใช้ในการพ่นยาความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน การทำใบอนุญาตและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในปี 2563 ดำเนินการฝึกอบรม       ในพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม ระยอง พิษณุโลก พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี             และนครราชสีมา มีผู้ผ่านการฝึกอบรม 252 คน สำหรับในปี 2564 มีแผนฝึกอบรมเพิ่มเติมอีก 10 จังหวัด         ได้แก่ นครนายก เพชรบุรี นครสวรรค์ ลำปาง แพร่ พะเยา เชียงใหม่ เชียงราย น่าน และอุบลราชธานี คาดว่าจะสร้างนักขับโดรนภาคเกษตรได้ทั้งประเทศในปี 2564 นี้

ก.แรงงานสร้างนักขับภาคเกษตร "เทรนโดรนให้โดนใจ"

“สำหรับแผนการฝึกอบรมปี 2564 ใน 10 จังหวัด ต้องปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์แพร่ระบาด เชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นจัดให้มีการฝึกอบรมตามแนวทางป้องกันการแพร่ระบาด หลักสูตรดังกล่าวมีผู้ให้ความสนใจเข้าฝึกอบรมจำนวนมากในแต่ละจังหวัด จึงเชิญชวนผู้สนใจติดตามข่าวสารของ  กรมพัฒนาฝีมือแรงงานผ่านทางช่องทาง http://www.dsd.go.th. และ http://www.facebook.com/dsdgothai เมื่อเปิด    รับสมัครจะได้แจ้งให้ทราบโดยเร็วที่สุด” อธิบดีกพร. กล่าว

เกษตรฯ ปลื้ม จีนชมระบบการจัดการป้องกันปนเปื้อนไวรัสโควิด-19ในสินค้าผักและผลไม้สดจากไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/456298

เกษตรฯ ปลื้ม จีนชมระบบการจัดการป้องกันปนเปื้อนไวรัสโควิด-19ในสินค้าผักและผลไม้สดจากไทย

เกษตรฯ ปลื้ม จีนชมระบบการจัดการป้องกันปนเปื้อนไวรัสโควิด-19ในสินค้าผักและผลไม้สดจากไทย25 มกราคม 2564 – 12:36 น.

เกษตรฯ ปลื้ม จีนชมระบบจัดการป้องกันปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 19 ในสินค้าผักและผลไม้สดจากไทย เชื่อมั่นมีความปลอดภัยสูง ขอให้รักษามาตรฐานต่อไป

นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. ได้มอบหมายนางสาวรวินันท์ ฉ่ำเฉลิม ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ร่วมหารือกับผู้แทนกรมการกักกันพืชและสัตว์ สำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา ในประเด็นการเปิดตลาดผลไม้จากไทยไปจีน และสร้างความมั่นใจกับภาครัฐของจีนในมาตรการป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ในสินค้าผลไม้ของไทย รวมทั้งหารือเกี่ยวกับมาตรการตรวจสอบกักกันที่ด่านนำเข้า เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการส่งออกผลไม้ในฤดูกาลที่จะมาถึงของปี 2564 โดยมี ดร.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรและมาตรการระหว่างประเทศ และผู้แทนกรมวิชาการเกษตรเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย 

เกษตรฯ ปลื้ม จีนชมระบบการจัดการป้องกันปนเปื้อนไวรัสโควิด-19ในสินค้าผักและผลไม้สดจากไทย

โดยฝ่ายจีนแจ้งว่า รัฐบาลได้ยกระดับมาตรการควบคุมเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ปนเปื้อนในสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ โดยจะมีการสุ่มตรวจสินค้าอย่างเข้มงวดและต้องดำเนินมาตรการการฆ่าเชื้อสำหรับอาหารที่ขนส่งโดยควบคุมอุณภูมิ (Cold Chain) ตั้งแต่ด่านศุลกากร การขนส่ง การกระจายสินค้า และการจำหน่าย ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว ฝ่ายจีนดำเนินการกับสินค้านำเข้าจากทุกประเทศ 

ทั้งนี้ จีนชื่นชมระบบการจัดการส่งออกผลไม้ของไทยว่า มีประสิทธิภาพมาก และมีความปลอดภัยสูง โดยตลอดระยะเวลาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมาไม่เคยตรวจพบการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในบรรจุภัณฑ์และสินค้าผลไม้จากไทย ฝ่ายไทยเน้นย้ำว่า ภาครัฐ และภาคเอกชนของไทยได้ร่วมผนึกกำลังที่จะดำเนินมาตรการป้องกันและควบคุมเพื่อให้สินค้าไทยมีความปลอดภัยควบคู่ไปกับคุณภาพที่ดี

เกษตรฯ ปลื้ม จีนชมระบบการจัดการป้องกันปนเปื้อนไวรัสโควิด-19ในสินค้าผักและผลไม้สดจากไทย

ในโอกาสนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมกอช. และกรมวิชาการเกษตร ได้นำเสนอมาตรการการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในกระบวนการผลิตและคัดบรรจุผลไม้เพื่อการส่งออก ตามแนวทางในการจัดการความปลอดภัยอาหารในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของ FAO และ WHO ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติให้กับหน่วยงานของรัฐ และผู้ประกอบการผลิตอาหารในการจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหารและป้องกันการปนเปื้อนอาหาร เช่น การควบคุมกระบวนการผลิต วิธีการฆ่าเชื้อ และการสร้างความตระหนักให้พนักงานเพื่อป้องกันโรค เป็นต้น ซึ่งแนวทางดังกล่าวเป็นที่ยอมรับของจีน และจีนขอให้ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสโคโรนาในสินค้าผลไม้ต่อไป

เกษตรฯ ปลื้ม จีนชมระบบการจัดการป้องกันปนเปื้อนไวรัสโควิด-19ในสินค้าผักและผลไม้สดจากไทย

“ไทยเป็นผู้ส่งออกผลไม้รายใหญ่ไปยังจีน และจากสถิติปี 2020 จีนนำเข้าผลไม้จากทั่วโลกมีมูลค่ากว่า 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นผลไม้ไทยถึง 20 เปอร์เซ็นต์จากปริมาณการนำเข้าผลไม้ทั่วโลกของจีน  ซึ่งไทยส่งส่งออกผลไม้ไปจีนปริมาณกว่า 1.6 ล้านตัน มูลค่ากว่า 103,000 ล้านบาท โดยผลไม้ที่ไทยส่งออกปริมาณมากที่สุด ได้แก่ ทุเรียน ลำไย มังคุด และมะพร้าว ซึ่งจีนเน้นย้ำว่าผลไม้ไทยมีคุณภาพ ประกอบกับไทยมีมาตรการการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวไรโคโรนา 2019 ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ผลไม้ไทยเป็นที่ต้องการ และได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคชาวจีน จึงขอให้ไทยคงมาตรฐานการผลิต และการควบคุมความปลอดภัยที่ดีนี้ต่อไป”เลขาธิการ มกอช. กล่าว 

ติวเข้มเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/455948

ติวเข้มเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q  

ติวเข้มเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q  21 มกราคม 2564 – 15:21 น.

มกอช. เดินสายเปิดคอร์สติวเข้มเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q  เครื่องการันตีผลผลิตทางการเกษตรมีคุณภาพ และปลอดภัย ผ่านการรับรองมาตรฐาน

นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า เครื่องหมายรับรอง Q คือ เครื่องหมายรับรองที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศใช้เพื่อแสดงถึงการให้การรับรองสินค้าเกษตรและอาหารว่า เป็นไปตามมาตรฐานที่ประกาศโดยหรือได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ในด้านความปลอดภัยอาหาร (Food Safety) และด้านคุณภาพที่จำเป็น (Essential Quality)

ติวเข้มเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q  

ที่ผ่านมา มกอช. โดยกองควบคุมมาตรฐาน ได้ดำเนินการพัฒนากลุ่มเกษตรกร เครือข่ายเฝ้าระวังความปลอดภัยสินค้าเกษตร เพื่อเฝ้าระวังความปลอดภัยของสินค้าเกษตรในระดับชุมชน พัฒนาต่อยอดโดยนำเครือข่ายเข้าสู่ระบบการเกษตรปลอดภัยเพื่อให้ได้การรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร (มกษ.9001-2556) ส่งเสริมให้มีการใช้และแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน (เครื่องหมาย Q) เพื่อแสดงถึงคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตผลจากชุมชนหรือกลุ่มของตน พร้อมทั้งได้สร้างช่องทางการจำหน่ายทำให้มีสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพปลอดภัยออกสู่ท้องตลาดมากขึ้น

ติวเข้มเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q  

ทั้งนี้ มกอช. ได้จัดทำ “โครงการยกระดับผู้ผลิตสินค้าเกษตรให้ได้การรับรองตามมาตรฐานทั่วไป ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564” เพื่อพัฒนาเกษตรกร ผู้ประกอบการภาคเอกชน ให้มีความรู้ความเข้าใจด้านมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่องมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร (มกษ.9001-2556) และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกษ.9000-2552) สามารถนำความรู้ไปปฏิบัติและได้รับการรับรับรองตามมาตรฐาน อีกทั้งยังมีการสนับสนุนให้ใช้และแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน (เครื่องหมาย Q) ตามมาตรฐานทั่วไปเพื่อแสดงถึงคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตผล

ติวเข้มเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q  

โดยในช่วงเดือนธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา มกอช. ได้จัดสัมมนาถ่ายทอดความรู้ด้านมาตรฐานสินค้าเกษตร ข้อกำหนดและการขอรับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกษ.9000-2552) การใช้และแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน (เครื่องหมาย Q) ให้แก่กลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการภาคเอกชน พร้อมกับลงพื้นสาธิตการประเมินแปลงเพาะปลูกของเกษตรกร จำนวน 3 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1 ณ โรงแรมสวนนงนุช พัทยา อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี จำนวน 62 คน ครั้งที่ 2 ณ ที่ทำการกลุ่ม PGS ชลบุรี อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี จำนวน 36 คน และครั้งที่ 3 ณ ทำการกลุ่มบ้านไร่เพียงดิน อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี จำนวน 36 คน 

ติวเข้มเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q  

ทั้งนี้ หลังจากที่เกษตรกร และผู้ประกอบการภาคเอกชน ที่ผ่านการอบรมดังกล่าวแล้ว กองควบคุมมาตรฐาน จะทำการการตรวจประเมินเบื้องต้น (Pre-Audit) เพื่อเตรียมความพร้อมในการยื่นขอรับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เมื่อผ่านหรือได้รับการรับรองมาตรฐานแล้ว จะสนับสนุนให้มีการใช้และแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน(เครื่องหมาย Q) และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ต่อไป

“มกอช. คาดหวังว่าเกษตรกร และผู้ประกอบการภาคเอกชน ที่ผ่านการอบรม ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตร ได้รับความรู้และได้การรับรองมาตรฐานทั่วไป ทั้งมาตรฐาน GAP,Organic Thailand พร้อมทั้งนำเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน โดยเฉพาะเครื่องหมาย Q ไปใช้เพื่อแสดงถึงคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตผลทางการเกษตร”เลขาธิการ มกอช. กล่าวทิ้งท้าย 

‘ธรรมนัส’ ตรวจราชการพะเยา ติดตามปัญหาหนี้สินเกษตร การพัฒนาลุ่มน้ำอิงตอนบน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/455363

‘ธรรมนัส’ ตรวจราชการพะเยา ติดตามปัญหาหนี้สินเกษตร การพัฒนาลุ่มน้ำอิงตอนบน

'ธรรมนัส' ตรวจราชการพะเยา ติดตามปัญหาหนี้สินเกษตร การพัฒนาลุ่มน้ำอิงตอนบน 15 มกราคม 2564 – 20:32 น.

รมช.เกษตรและสหกรณ์ ตรวจราชการ พะเยา ติดตามการแก้ไขปัญหาหนี้สิน เกษตรกร ในช่วงโควิด – 19 ระบาด ร่วมหาแนวทางพัฒนาลุ่มน้ำอิงตอนบน เพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำ ครอบคลุมทั้ง 7 อำเภอ ตอบสนองเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และรักษาระบบนิเวศน์ท้ายน้ำด้วย

วันที่ 15 มกราคม 2564 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์(รมช.เกษตรและสหกรณ์) เดินทางไปตรวจราชการ ในพื้นที่สำนักงานการปฎิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร (ส.ป.ก.)บ้านไฝ่สีทอง ต.หงษ์หิน อ.จุน จ.พะเยา เพื่อติดตามความก้าวหน้า การแก้ไขปัญหา เรื่องหนี้สินของเกษตรกร ในช่วงสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 19 ที่มีประชาชน ประกอบอาชีพเกษตรกรเคยมาร้องเรียน

'ธรรมนัส' ตรวจราชการพะเยา ติดตามปัญหาหนี้สินเกษตร การพัฒนาลุ่มน้ำอิงตอนบน

ในระหว่างการรับฟังผลการทำงาน รมช.เกษตรฯ ยังได้ร่วมหาแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำลุ่มน้ำอิงตอนบน แก้ไขปัญหาน้ำหลากในช่วงฤดูฝนหรือช่วงเกิดพายุ เนื่องจากแหล่งกักเก็บน้ำบริเวณต้นน้ำนั้นมีน้อย ไม่สามารถกักเก็บน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

'ธรรมนัส' ตรวจราชการพะเยา ติดตามปัญหาหนี้สินเกษตร การพัฒนาลุ่มน้ำอิงตอนบน

ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้เน้นย้ำการพัฒนาแหล่งน้ำในอนาคตในลุ่มน้ำอิงจะมุ่งเน้นการพัฒนาให้กระจายครอบคลุมทั้ง 7 อำเภอ ตามศักยภาพและความเหมาะสมของพื้นที่ เพื่อตอบสนองความต้องการการใช้น้ำของพี่น้องเกษตรกร และประชาชน ไม่ว่าจะเป็นใช้ในการอุปโภค – บริโภค การทำเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และเพื่อรักษาระบบนิเวศน์ท้ายน้ำอีกด้วย

“มกอช.” เปิด 8 หลักสูตร ติวเข้ม “ผู้ตรวจประเมิน” เสริมศักยภาพรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/455112

“มกอช.” เปิด 8 หลักสูตร ติวเข้ม “ผู้ตรวจประเมิน” เสริมศักยภาพรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร

"มกอช." เปิด 8 หลักสูตร ติวเข้ม "ผู้ตรวจประเมิน" เสริมศักยภาพรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร13 มกราคม 2564 – 20:10 น.

“มกอช.” เปิด 8 หลักสูตร ติวเข้มผู้ตรวจประเมินหน่วยรับรองภาครัฐ เอกชน เสริมศักยภาพการตรวจสอบและรับรองคุณภาพการผลิตสินค้าเกษตร มุ่งสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคในช่วงวิกฤต COVID-19

13 มกราคม 2564  นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. มีภารกิจเป็นหน่วยงานกลางด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร โดยมีหน้าที่กำหนด ตรวจสอบรับรอง ควบคุม และส่งเสริมมาตรฐานสินค้าเกษตร ตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงผู้บริโภค และเพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรและอาหารของไทยให้ได้มาตรฐาน มีคุณภาพและความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ดังนั้น จึงจำเป็นต้องดำเนินการพัฒนาศักยภาพบุคลากรผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจประเมินของหน่วยรับรอง หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่สนใจทั่วไป ในการตรวจประเมินตามมาตรฐานสากลและมาตรฐานสินค้าเกษตร (มกษ.) เพื่อให้สอดรับกับการถ่ายโอนภารกิจด้านการตรวจสอบและรับรองคุณภาพของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใน 3 ด้าน ได้แก่ งานตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติงาน งานรับรองมาตรฐาน GAP และงานรับรองมาตรฐาน GMP

"มกอช." เปิด 8 หลักสูตร ติวเข้ม "ผู้ตรวจประเมิน" เสริมศักยภาพรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร

ดังนั้น มกอช. โดยกองส่งเสริมมาตรฐาน (กสม.) จึงได้ดำเนินการจัด ฝึกอบรมพัฒนาผู้ตรวจประเมินตามมาตรฐานสากลและมาตรฐานสินค้าเกษตร จำนวน 8 หลักสูตร ได้แก่

1.หลักสูตรผู้ตรวจประเมิน/หัวหน้าผู้ตรวจประเมินระบบบริหารงานคุณภาพ CQI and IRCA Certified ISO 9001:2015 QMS Lead Auditor Training (PR328 Course Specification) (Course Reg No: 18126) จำนวน 2 รุ่น

2. หลักสูตรผู้ตรวจประเมินระบบควบคุมภายในแบบกลุ่ม ตามมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง หลักการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร (มกษ. 9001-2556) (Internal Control System for Food Crop Auditor)  

3.หลักสูตรการตรวจประเมินตามมาตรฐานพืชอาหาร ภายใต้หลักการมาตรฐาน ISO 19011:2018 (Food Crop Auditing Course In accordance with ISO 19011:2018 Guidelines for auditing management systems)

4.หลักสูตรข้อกำหนดและการตรวจประเมินภายในตามมาตรฐาน ISO/IEC 17021-1:2015 (ISO/IEC 17021-1 Introduction and Internal Auditor) 

"มกอช." เปิด 8 หลักสูตร ติวเข้ม "ผู้ตรวจประเมิน" เสริมศักยภาพรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร

5.หลักสูตรข้อกำหนดและการตรวจประเมินภายในตามมาตรฐาน ISO/IEC 17020:2012 (ISO/IEC 17020 Introduction and Internal Auditor)

6.หลักสูตรการพัฒนาผู้ตรวจประเมินตามมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงรวบรวมผักและผลไม้สด (มกษ.9047-2560)

7.หลักสูตรหลักการทั่วไปเกี่ยวกับสุขลักษณะอาหาร การปฏิบัติทางสุขลักษณะที่ดี และระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม (GHP/HACCP) จำนวน 2 รุ่น

และ8.หลักสูตรข้อกำหนดและการตรวจประเมินภายในตามมาตรฐาน ISO/IEC 17065:2012 (ISO/IEC 17065 Introduction and Internal Auditor) รวมทั้งสิ้น 10 ครั้ง ภายใต้ “โครงการพัฒนาผู้ตรวจประเมินตามมาตรฐานสากลและมาตรฐานสินค้าเกษตร” เพื่อสร้างองค์ความรู้ พัฒนาศักยภาพ และเพิ่มจำนวนบุคลากรด้านการตรวจสอบและรับรองคุณภาพให้เพียงพอต่อความต้องการในการขอรับรองมาตรฐานของเกษตรกร รวมถึงเพื่อให้สอดรับกับนโยบายการถ่ายโอนภารกิจฯ 

"มกอช." เปิด 8 หลักสูตร ติวเข้ม "ผู้ตรวจประเมิน" เสริมศักยภาพรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร

“โดยผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมจะได้รับความรู้ ความเข้าใจ รวมถึงทักษะและเทคนิคต่าง ๆ ในการตรวจประเมิน และสามารถนำหลักการพื้นฐานด้านการตรวจสอบและรับรองคุณภาพที่ได้รับไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานได้ เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรและยกระดับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือ ประกอบกับปัจจุบันเกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ระลอกใหม่ ยิ่งต้องเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าเกษตรและอาหารในยุค New Normal ให้กับผู้บริโภคและประเทศคู่ค้า” เลขาธิการ มกอช. กล่าว

AIC กรุงเทพเดินหน้าโครงการใหม่รับปี64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/455053

AICกรุงเทพเดินหน้าโครงการใหม่รับปี64

AICกรุงเทพเดินหน้าโครงการใหม่รับปี6413 มกราคม 2564 – 14:24 น.

ม.เกษตรศาสตร์ เตรียมจับมือ กรมประมง กรมปศุสัตว์ และกรมส่งเสริมการเกษตร ลงนามร่วมวิจัยและพัฒนาพื้นที่ตลาดอาหารเกษตรปลอดภัยครบวงจร ในนามของ AIC กรุงเทพฯ

13 ม.ค.64 ผศ.ดร.นิคม แหลมสัก รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและกิจการเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากสินค้าเกษตรทุกประเภทของประเทศไทย ได้รับความสนใจและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภครวมถึงผู้ประกอบการทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศเป็นอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันการเปิดพื้นที่ขายอย่างเป็นระบบครบวงจรทั้งในระบบ offline และ online รวมถึงการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตรของประเทศในระดับนานาชาติ ยังต้องอาศัยการทำงานแบบองค์รวมกับหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกร

ดังนั้น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะสถาบันการศึกษา จึงได้ประสานความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา กับ กรมประมง กรมปศุสัตว์ และ กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมอาหารปลอดภัย ในนามของ AIC กรุงเทพมหานคร เพื่อพัฒนาพื้นที่ตลาดอาหารปลอดภัยให้มีคุณภาพ มาตรฐาน และปริมาณสอดคล้องกับความต้องการของประเทศและต่างประเทศ รวมถึงส่งเสริมการตลาดให้กับสินค้าเกษตรทุกประเภทอย่างครบวงจรทั้งในระบบ offline และ online

โดยทั้ง 4 ฝ่าย จะจัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา ในวันที่ 14 มกราคม 2564 เวลา13.30-15.00 น. ณ ห้องประชุมกำพล อดุลวิทย์ อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งผู้ลงนาม ประกอบด้วย ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ และนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจากนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหาร AIC เป็นประธาน และร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามดังกล่าว พร้อมทั้งกล่าวถึงการดำเนินงานโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง และความสำคัญของการดำเนินงานของ AIC อีกด้วย

ยุคโควิด19 หนุ่มใหญ่ปลูกผักสวนครัวในเมืองไว้กินเอง ประดับสวยงามหน้าบ้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/454893

ยุคโควิด19 หนุ่มใหญ่ปลูกผักสวนครัวในเมืองไว้กินเอง ประดับสวยงามหน้าบ้าน

ยุคโควิด19  หนุ่มใหญ่ปลูกผักสวนครัวในเมืองไว้กินเอง  ประดับสวยงามหน้าบ้าน

12 มกราคม 2564 – 11:31 น.

หนุ่มใหญ่ วัย 57 ปี ไอเดียเจ๋งปลูกผักสวนครัวในเมืองใส่ถุงเพาะ – กาละมัง ไว้กินเอง แถมยังประดับสวยงามหน้าบ้าน

ในยุคการแพร่ระบาดเชื้อโควิด -19 รอบ 2 นี้  ได้มีหนุ่มใหญ่ทราบชื่อนายนภดล   เหล่าธรรมประทีป อายุ 57 ปี   อาชีพค้าขาย  ที่อยู่ข้างร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ด  เทศบาลเมืองปราจีนบุรี  ริมถนนหน้าเมือง  อ.เมืองปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี   ได้ปลูกพืชผักสวนครัว เขียวขจีหน้าบ้าน   แม้จะอยู่กลางตัวเมืองปราจีนบุรีแลดูทั้งสวยงามและน่าทึ่ง
 

นายนภดล   กล่าวว่า   “  การปลูกผักสวนครัว  เตี่ย (บิดา) เคยพาทำสมัยเด็ก ๆ   ท่านเคยสอนปลูกสวนครัว  สมัยนั้น  มีดินริมแม่น้ำปราจีนบุรี  เตี่ย (บิดา) สอนให้ได้ออกกำลังกาย ไม่เหมือนเด็ก ๆ สมัยนี้   ที่มีอินเตอร์เน็ต ,เกมคอมพิวเตอร์    โดยพ่อปลูกผักบุ้งจีน , ผักกาด, ผักคะน้า  เป็นผักสวนครัว   เป็นพืชอายุสั้นเพียง 30 วัน   แต่ปัจจุบันริมท่าน้ำกลายเป็นเขื่อนกันตลิ่งเกือบหมดแล้ว  จึงต้องมาปลูกผักสวนครัวหน้าบ้านแทน

ก่อนที่จะปลูกผักสวนครัวในภาชนะ ,ในถุงเพาะ   ได้นำขี้ค้างคาว   ที่อาศัยในบ้าน   นำมาคลุกเคล้ากับดินร่วน ที่นำมาจากริมแม่น้ำปราจีนบุรี   นำดินมาใส่ในกระบะ , ใส่ถุงพลาสติกประมาณ 2 สัปดาห์   จนดินร่วนซุยมีสีดำแสดงถึงว่ามีธาตุอาหารสมบูรณ์ดีแล้ว

จากนั้นมาเมล็ดพันธุ์พืชสวน ผักบุ้งจีน  ,เมล็ดผักกาดขาว,เม็ดผักคะน้า ครัวมาโรยใส่ในภาชนะที่เตรียม ทั้งกาละมัง ,กระถาง, ถุงเพาะโดยโรยเมล็ดตามปริมาณที่เหมาะสม  หากเป็นภาชนะก็หลายเมล็ด  หากเป็นถุงเพาะประมาณ 2 เม็ด    หลังจากเมล็ดงอกแล้ว  แยกต้นกล้าอ่อนจากภาชนะ  นำไปใส่ถุงขนาดเล็ก  ไปวางในร่ม4-5 วัน   เมื่อต้นกล้าตั้งต้นดีจึงนำมาวางรับแดดหน้าบ้าน ริมทางเท้าข้าง ๆ ฟุตบาท  แล้วรดน้ำ  รอเพียง 30 วันก็สามารถนำมารับประทานได้  เพราะผักจำพวกนี้โตเร็ว ให้ผลผลิตเร็ว ไม่เป็นโรคง่าย    ลงมือปลูกระยะสั้น ๆ 

กล่าวโดยสรุป    เทคนิคการปลูก ผักสวนครัวของตนเองในเมืองไว้รับประทาน เป็นไม้ประดับนั้นง่าย ๆ  ดังนี้

เริ่มต้นจากการปรุงดิน ใช้ดิน , ปุ๋ยคอก และ  ขุยมะพร้าวในอัตราส่วน 1:1:1    รดน้ำพอชุ่มชื้น     อย่าให้แฉะคลุกให้เข้ากันบ่มไว้   ไม่ต่ำกว่า 7 วัน    กองทิ้งไว้ในร่มหรือใส่ถุงปุ๋ยมัดปากถุงเก็บไว้

จากนั้น    นำถุงเพาะชำขนาด 6 นิ้ว   ใส่ดินให้เต็มแล้วหยอดเมล็ดผักลงไป 2 เมล็ด    โรยดินละเอียดกลบลงไปหนา 1-2 ซม. แล้วค่อยๆรดน้ำ    อย่าให้ดินกระจายวางไว้ที่ร่มรำไร

รอประมาณ 2-3 วันเมล็ดผักจะงอกออกมาให้เห็น เมื่อครบ 7 วัน     ให้นำถุงกล้าผักออกวางที่มีแดด ผักสลัดชอบแดดตลอดวัน ถ้าเมล็ดงอก 2 เมล็ดให้ถอนต้นที่ไม่แข็งแรงทิ้ง 1 ต้น    รดน้ำวันละ 2 ครั้งเช้า-เย็น ถ้าตอนเที่ยง-บ่ายแดดจัด กล้าผักเหี่ยวเฉาอาจจะรดน้ำเพิ่ม    เมื่อผักอายุครบ 40-45 วัน ควรรีบตัดมาบริโภคอย่าปล่อยให้แก่ผักจะแข็งกระด้าง

ซึ่งการการปลูกผัก ในถุงเพาะชำ ในภาชนะนี้  ดีกว่าปลูกในแปลง  เป็นการปลูกผักที่จะทำให้สะดวกในการดูแลเคลื่อนย้าย และการกำจัดวัชพืช  โดยเฉพาะการอยู่ในตัวเมือง – ย่านชุมชน  การปลูกผักวิธีนี้ยังมีข้อดีที่ทุกคนมองข้ามคือ ความสมบูรณ์ของดิน ดินส่วนมากที่นำมาปลูกผักในถุงเพาะชำ หรือในกระถาง ส่วนมากจะเป็นดินที่ปรุงมาแล้วทำให้ดินสมบูรณ์มีธาตุอาหารที่ดี”นายนภดล   กล่าว

และกล่าวต่อไปว่า  “ตนเองเคยปลูกผักแบบนี้มาก่อน    สมัยก่อนโน้นปลูกใส่ถุงเพาะขายต้นละ 10 -15 บาท  แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้ขาย  ปลูกเพื่อความเพลิดเพลิน สนุกสนาน ได้พักผ่อนหลังทำอาชีพประจำคือค้าขาย  ได้มารดน้ำ  พรวนดิน  เป็นเหมือนไม้ประดับตกแต่งหน้าบ้าน  ปลูกผักในเมืองไว้กินเองปลอดยาฆ่าแมลง ,ไม่ใส่ปุ๋ยเคมี   ก็มีความสุข  หากใครชื่นชอบมาพุดคุยกันได้ยินดีถ่ายทอดประสบการณ์”นายนภดล   กล่าวในที่สุด

สรุปผลงานปี 2563 “อลงกรณ์” เผย 15 โครงการเรือธง ดันกระทรวงเกษตรฯขึ้นแท่นเบอร์หนึ่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/453783

สรุปผลงานปี 2563 “อลงกรณ์” เผย 15 โครงการเรือธง ดันกระทรวงเกษตรฯขึ้นแท่นเบอร์หนึ่ง

สรุปผลงานปี 2563 "อลงกรณ์" เผย 15 โครงการเรือธง ดันกระทรวงเกษตรฯขึ้นแท่นเบอร์หนึ่ง31 ธันวาคม 2563 – 21:39 น.

สรุปผลงานกระทรวงเกษตรปี 2563 “อลงกรณ์” เผย 15 โครงการเรือธง ดันกระทรวงเกษตรฯขึ้นแท่นเบอร์หนึ่ง

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกับสื่อมวลชนวันนี้ ( 31 ธันวาคม 2563 )ถึงผลงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปี 2563 ว่า ปี2563 เป็นปีที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรงจากผลกระทบของโควิด19 ทำให้การเติบโตขยายตัวของจีดีพี.และการส่งออกติดลบ คนว่างงานสถานประกอบการหยุดกิจการจำนวนมาก เป็นความยากลำบากที่รุนแรงมากที่สุดครั้งหนึ่ง

 อย่างไรก็ตามกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ทุ่มเททำงานหนักเพื่อรับมือกับวิกฤติการณ์ครั้งนี้และภายใต้วิสัยทัศน์และนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการอีก3 ท่าน คือ รมช.ประภัตร โพธสุธน,รมช.ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่าและ รมช.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ สามารถขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบายของรัฐบาล และนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ.ได้ผลเป็นที่น่าพอใจทั้งการแก้ไขปัญหาและการเดินหน้าด้วยนโยบายใหม่ๆ โดยเฉพาะ15โครงการเรือธง(flagship projects)ซึ่งจัดเป็นโครงการที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในเชิงนโยบายและการวางรากฐานใหม่ให้ภาคเกษตรของไทยในยุคโควิด19 ได้แก่  

 1. โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจหลักได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และปาล์มน้ำมันกว่า7ล้านรายเสริมสร้างเศรษฐกิจเกษตรเป็นฐานหลักของอนาคตประเทศ
  2. การป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาสุกร (ASF)สำเร็จเป็นที่ยกย่องไปทั่วโลกสร้างรายได้และโอกาสภาคปศุสัตว์และอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร
  3. การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเพื่อกระจายปัจจัยการผลิตคือที่ดินให้กับเกษตรกรลดความเหลื่อมล้ำ
  4. โครงการสหกรณ์ซูเปอร์มาร์เก็ต170แห่งสร้างช่องทางใหม่ของสินค้าสหกรณ์เป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภค
  5. การจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation Center : AIC) 77 จังหวัด เพื่อลดต้นทุนเพิ่มผลผลิตเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆของไทย
   6. การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (National Agriculture Big Data Center : NABC)เป็นฐานข้อมูลสำหรับเกษตรกรผู้ประกอบการและภาครัฐในการผลิตจนถึงการกำหนดนโยบาย     
  7. การเปิดด่านตงชิง และด่านผิงเสียง เพิ่มโอกาสการส่งออกไปจีนเพิ่มจากในอดีตที่มีเพียง2ด่าน
  8. การพัฒนาข้าวไทยกลับมาครองแชมป์โลก
  9. การบริหารจัดการน้ำรับมือภัยแล้ง และแก้ปัญหาน้ำท่วมด้วยเทคโนโลยีชลประทานอัจฉริยะ
 10. โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ตามนโยบายเกษตรกรรมยั่งยืน (Sustainable agriculture)เป็นการวางรากฐานใหม่ให้กับเกษตรกรรายย่อยที่ประสบปัญหาหนี้สินและความยากจนครอบคลุมทุกจังหวัด
 11. โครงการตลาดออนไลน์เพื่อเกษตรกร  สร้างช่องทางตลาดอีคอมเมิร์ซกับแพลตฟอร์มออนไลน์ทั้งภายในและต่างประเทศภายใต้โมเดล”เกษตร-พาณิชย์ทันสมัย”ครั้งใหญ่ที่สุด
 12. การบริหารจัดการผลไม้เชิงกลยุทธ์โดยฟรุ้ทบอร์ด (Fruit Board)สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกไปต่างประเทศแม้ประสบปัญหาผลกระทบจากมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด19
 13. การบริหารจัดการประมงทั้งระบบตั้งแต่ประมงเพาะเลี้ยง ประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์ ประมงนอกน่านน้ำ และการรักษามาตรฐานIUU
14. การเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19เกือบ10ล้านราย
15. โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเกษตรกร สถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการเพื่อสนับสนุนส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการแปรรูปสร้างมูลค่า
  โครงการเรือธงเหล่านี้ส่งผลประโยชน์โดยตรงถึงเกษตรกรและประเทศชาติ เป็นโครงการคานงัดที่จะนำไปสู่การปฏิรูปภาคเกษตรทั้งระบบและส่งผลให้ประชาชนพึงพอใจต่อผลงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นอันดับหนึ่งในปี2563ซึ่งผู้บริหารและข้าราชการพนักงานลูกจ้างของทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คือผู้ที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อความผลงานดังกล่าวรวมทั้งทุกภาคีภาคส่วนที่ได้ร่วมทำงานเพื่อประชาชนตลอด365วันที่ผ่านมา