‘เฉลิมชัย’สั่งกรมชลฯจัดสรรน้ำฤดูแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/695169

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน วางแผนจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2565/66 ให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนตามลำดับความสำคัญของกิจกรรมการใช้น้ำโดยจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคเป็นอันดับแรก เพื่อรักษาระบบนิเวศ การเกษตร และอุตสาหกรรม ตามลำดับ พร้อมวางแผนเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือกว่า 5,382 หน่วย เฝ้าระวังในจุดเสี่ยงขาดแคลนน้ำ ที่สำคัญได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง ดำเนินการตามแผนบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ให้เกษตรกรและประชาชนรับทราบ เพื่อให้มีน้ำเพียงพอไปตลอดช่วงฤดูแล้งนี้ ตาม 10 มาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2565/2566 ที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เห็นชอบ

ด้านนายประพิศกล่าวว่า ขณะนี้เข้าสู่ฤดูแล้งของพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก รวมทั้งภาคกลาง ส่วนพื้นที่ภาคใต้ ที่ยังอยู่ในช่วงฤดูฝน ได้กำหนดพื้นที่เฝ้าระวังอุทกภัยใน 16 จังหวัดภาคใต้ ทั้งหมด 90 จุด พร้อมจัดเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือ เข้าประจำพื้นที่เสี่ยง รวม 1,189 หน่วย เพื่อให้สามารถเข้าแก้ไขสถานการณ์น้ำได้ทันที รวมทั้งเฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำท่าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำข้อมูลมาวางแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ควบคู่ไปกับการเก็บกัก ตลอดจนดำเนินการตาม 13 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2565 ที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) กำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด

ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 63,845 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 84 ของความจุอ่างฯ เป็นน้ำใช้การได้ 39,896 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 76 ของปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันภาพรวมปริมาณน้ำต้นทุนอยู่ในเกณฑ์ดีขณะนี้มีการจัดสรรน้ำในฤดูแล้งปี 2565/2566 ทั้งประเทศไปแล้ว 1,659 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 6 ของแผนฯ

เกษตรฯจัดเต็มสินค้า ใช้คาแรกเตอร์ชูอัตลักษณ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/695171

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน Agriproducts X Character Market “ตลาดนัดสินค้าเกษตร X คาแรกเตอร์” ที่ลานตลาดน้ำ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร(อ.ต.ก.) โดยมี นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดี กรมส่งเสริมการเกษตร นายปิยวุฒิ วิหงษ์ ผอ.ฝ่ายธุรกิจเกษตร อ.ต.ก.และคณะ เข้าร่วม ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสินค้าเกษตรให้มีอัตลักษณ์ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางด้านการตลาดให้กับเกษตรกรและสินค้าเกษตร ช่วยในการทำประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และเป็นการส่งเสริมและสร้างช่องทางในการนำคาแรกเตอร์ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม พัฒนาเกษตรกร/ผู้ประกอบการ ส่งเสริมให้เกิดการนำกระบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์ไปใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างนวัตกรรม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สนับสนุนเพื่อให้เกิดการใช้งานคาแรกเตอร์กับสินค้าเกษตรและสินค้าชุมชนทั่วประเทศ โดยภายในงานจะมีการคัดเลือกคาแรกเตอร์มาจัดแสดง และนำสินค้าเกษตรที่ผลิตด้วยกระบวนการผลิตที่ปรับใช้คาแรกเตอร์เพื่อเพิ่มมูลค่า และสินค้าชุมชนกว่า 28 พื้นที่ทั่วประเทศ

นายอลงกรณ์กล่าวว่า ได้ดำเนินตามยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” และนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 ของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ที่มุ่งพัฒนาการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเพื่อให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลกรวมทั้งยกระดับสู่เกษตรมูลค่าสูงตามหมุดหมายใหม่ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 โดยใช้แนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในรูปแบบคาแรกเตอร์มาเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เกษตรของเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์และสถาบันเกษตรกร รวมทั้งการส่งเสริมสตาร์ทอัพเกษตรรุ่นใหม่ ซึ่งจากข้อมูลของสมาคมลิขสิทธิ์นานาชาติ หรือ LIMA ระบุว่า สำหรับปี 2564 ภาพรวมของสินค้าและบริการที่นำเอาลิขสิทธิ์ของผลงานสร้างสรรค์ในรูปแบบต่างๆ มาใช้ในโลก มีมูลค่าสูงถึง 315.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยเพิ่มขึ้นมาจากปี 2019 ร้อยละ 7.75 แม้จะเป็นช่วงที่มีสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกก็ตาม

นอกจากนี้มูลค่าของค่าลิขสิทธิ์ผลงานสร้างสรรค์ในช่วงเวลาเดียวกัน ก็เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.6 โดยมีมูลค่าราว 17.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยคาแรกเตอร์เป็นประเภทผลงานสร้างสรรค์ที่มูลค่าสูงสุดถึง 129.9 พันล้านเหรียญ หรือคิดเป็นร้อยละ 41 ของผลงานสร้างสรรค์ทุกประเภท เนื่องจากคาแรกเตอร์มีจุดเด่นที่สามารถนำเอาไปใช้ได้ง่าย และเข้าถึงผู้บริโภคได้หลายวิธี ส่วนในประเทศไทยมีมูลค่าการใช้คาแรกเตอร์สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกราวร้อยละ 20 (ร้อยละ 62 ของมูลค่ารวมโดยประมาณ) ติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ส่งเสริมการขายและการตลาดของภาคธุรกิจในสินค้าหลายประเภทที่จำหน่ายในร้านสะดวกซื้อ

กรมประมงปลื้ม คว้ารางวัลเลิศรัฐ บริหารมีส่วนร่วม ติดท็อปเทนดีเด่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/695167

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้มอบรางวัลเลิศรัฐ ให้กับหน่วยงานที่มีความเป็นเลิศในการยกระดับการบริหารจัดการภาครัฐ นับตั้งแต่ปี 2556-2565 ซึ่งกรมประมง ติด 1 ใน 10 หน่วยงานที่ได้รับรางวัลการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วมมากที่สุด ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างสูงสุด แสดงให้เห็นถึงการทำงานโดยยึดหลักธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เป็นที่ไว้วางใจและเป็นพึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง ด้วยความตั้งใจของบุคลากรกรมประมง ที่พร้อมยืนหยัดเคียงข้างคนไทยทุกวิกฤต เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผู้บริหารและบุคลากรของกรมประมง ได้นำการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วมมาถือปฏิบัติตั้งแต่อดีต มีการกำหนดกลไก แนวทางที่เอื้อให้เครือข่าย ทั้งภายในและภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงาน ต่อมามีการผลักดันกฎหมายรองรับตามที่ปรากฏใน พ.ร.ก. การประมง 2558 มาตรา 25 ที่กำหนดให้กรมประมงสนับสนุนการมีส่วนร่วม ของชุมชนประมงท้องถิ่นในการจัดทำนโยบาย สนับสนุนให้มีการรวมกลุ่มและจัดให้มีการขึ้นทะเบียนองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นให้คำปรึกษาแก่ชุมชนประมงท้องถิ่นในการจัดการ การบำรุงรักษา การอนุรักษ์การฟื้นฟู และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำ รวมทั้งช่วยเหลือและสนับสนุนการดำเนินงานโครงการและเผยแพร่ความรู้หรือข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการจัดการ การบำรุงรักษา การอนุรักษ์ การฟื้นฟู และการใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรสัตว์น้ำ

ชลประทานยันแผ่นดินไหว ไม่กระทบเขื่อนแม่ฮ่องสอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/695168

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สำนักสำรวจด้านวิศวกรรมและธรณีวิทยา ได้เข้าตรวจสอบค่าอัตราเร่งสูงสุดที่สถานีตรวจวัดแผ่นดินไหวในพื้นที่ ต.ห้วยผา อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ภายหลังเกิดแผ่นดินไหวในพื้นที่ดังกล่าว เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยวัดแรงสั่นสะเทือนได้ 3.8 ที่ความลึก 7 กิโลเมตร จากการตรวจสอบพบว่า ความเร่งสูงสุดที่ตรวจวัดได้มีค่าเท่ากับ 0.0001558g (ความเร่งสูงสุดที่ใช้ในการออกแบบเขื่อนเพื่อรองรับแผ่นดินไหวมีค่าไม่น้อยกว่า 0.2 g) ซึ่งในเบื้องต้นเขื่อนที่อยู่ในความรับผิดชอบบริเวณใกล้เคียง ได้แก่อ่างเก็บน้ำแม่สอดตอนบน อ.แม่สอด จ.ตาก และ อ่างเก็บน้ำแม่สรวย จ.เชียงราย ยังไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ออกแบบเขื่อนทุกแห่ง ให้สามารถรองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวไว้ด้วยค่าที่สูงสุดของความเสี่ยงในพื้นที่ประเทศไทย นอกจากนี้ได้ดำเนินการตรวจสอบและติดตามข้อมูลทางสถิติของค่าความเร่งสูงสุดที่เกิดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวอยู่ตลอดเวลา เพื่อนำมาประเมินเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นรวมทั้งแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อเขื่อน เพื่อให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ท้ายเขื่อน มีความมั่นใจและเชื่อมั่นในความปลอดภัยแข็งแรงของเขื่อนตลอดเวลา

กรมปศุสัตว์จับมือปคบ. ลุยตรวจห้องเย็นซุกหมูเถื่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694935

วันอังคาร ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ สั่งการให้นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมคณะ ร่วมกับ พล.ต.ต.อนันต์ นานาสมบัติ ผบก.ปคบ. พ.ต.อ.เชษฐพันธ์ กิติเจริญศักดิ์ ผกก.1 บก.ปคบ.นำกำลังเข้าตรวจสอบห้องเย็นบริษัท อนุสรณ์ มหาชัย ห้องเย็น จำกัด ซึ่งประกอบกิจการรับฝากและผลิตจำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ โดยจากการตรวจสอบ พบซากชิ้นส่วนหมูนำเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต อาทิ ขาหมูคากิ ลำไส้ ลิ้น จมูก และหางรวมทั้งสิ้น 439,599 กิโลกรัม จึงได้อายัดของกลางทั้งหมด เพื่อดำเนินคดีต่อไป

ทั้งนี้ การนำเข้าชิ้นส่วนหมู ต้องได้รับอนุญาต และต้องมีการตรวจโรคจากประเทศต้นทางและประเทศต้นทางต้องไม่มีโรคระบาด หากมีการลักลอบนำเข้าจะไม่มีการตรวจสอบความปลอดภัยหรือตรวจสอบโรคระบาด ซึ่งอาจจะสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูของไทย เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดโรคสัตว์ รวมถึงอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู ยังอยู่ระหว่างฟื้นฟูระบบการเลี้ยง หากมีการลักลอบนำเข้ามาโดยไม่ได้เปิดตลาดเป็นการทำร้ายเกษตรกรทางอ้อม เนื่องจากการลักลอบนำเข้าชิ้นส่วนหมูราคาถูกมาแย่งตลาดในประเทศไทย จะทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อย ท้อแท้ล้มเลิกอาชีพหายไปและการกลับมาเลี้ยงใหม่จะทำได้ยาก รวมถึงความเสี่ยงในการนำเชื้อโรคระบาด ASF เข้ามาในประเทศไทย ทำให้ยากต่อการควบคุมโรค อีกทั้งอาจมีสารตกค้าง เช่น สารเร่งเนื้อแดงที่ทำให้ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

ศูนย์ข้าวสกลฯมุ่งยกระดับเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694932

วันอังคาร ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายรังสิทธิ์ โสมเกียรติตระกูลนักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนคร กล่าวว่าภาพรวมการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตข้าวกับกลุ่มเป้าหมายในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ได้แก่ จ.สกลนคร และนครพนม มีแนวทาง/ขั้นตอนการดำเนินงานที่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ศูนย์ข้าวชุมชน หรือเกษตรกรทั่วไป โดยเน้นหลักการลดต้นทุนการผลิตข้าว การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ การรับรองมาตรฐานระบบการผลิตข้าว และการตลาดข้าวอีกทั้งรูปแบบการส่งเสริมจะมีทั้งในรูปแบบกลุ่มและรายบุคคล มีการสนับสนุนทั้งด้านวิชาการ องค์ความรู้ เทคโนโลยี และวัสดุการผลิตที่ใช้ในระบบการผลิตข้าว

ขณะที่วิชาการ องค์ความรู้ และเทคโนโลยี ได้แก่ หลักการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับการผลิตข้าว ความรู้เกี่ยวกับระบบควบคุมภายใน (ICS) ด้านการรับรองมาตรฐาน ได้แก่ มาตรฐานระบบการผลิตข้าว GAP มาตรฐานระบบการผลิตข้าวอินทรีย์ และมาตรฐานระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ด้านการตลาด ส่งเสริมการตลาดข้าวด้วยโครงการเชื่อมโยงการตลาดข้าว

ด้านการสนับสนุนวัสดุการผลิตข้าว ได้แก่ สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว เครื่องทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์ เครื่องชั่งน้ำหนัก เครื่องวัดความชื้น จักรเย็บกระสอบ และกระสอบบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น มีการติดตามให้คำแนะนำทุกระยะการเจริญเติบโตของข้าว ใช้หลักการส่งเสริมการเกษตรแบบมีส่วนร่วมการตอบสนองผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ให้ทุกกลุ่มทุกเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผ่านการประชุมหรือเวทีชุมชน มีการต่อยอดกิจกรรมที่มีประโยชน์ ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการผลิตและกระจายเมล็ดข้าวได้อย่างเพียงพอ ทั้งปริมาณ คุณภาพ และทันตามระยะเวลา พัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวนาให้ดีขึ้น

‘ถาวร’ลุยเดียว คุยม็อบเกษตรกร รับฟังปัญหา-จี้รัฐบาลปรับโครงสร้างหนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694842

'ถาวร'ลุยเดียว คุยม็อบเกษตรกร รับฟังปัญหา-จี้รัฐบาลปรับโครงสร้างหนี้

‘ถาวร’ลุยเดียว คุยม็อบเกษตรกร รับฟังปัญหา-จี้รัฐบาลปรับโครงสร้างหนี้

วันจันทร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 14.59 น.

“ถาวร”ลุยเดียว คุยม็อบเกษตรกรข้างก.คลัง ฟังปัญหา จี้รัฐบาลปรับโครงสร้างหนี้

นายถาวร  เสนเนียม ประธานพรรคไทยภักดี  เดินทางไปรับฟังปัญหาของพี่น้องเกษตรกรที่ปักหลักค้างคืนอยู่บริเวณข้างกระทรวงการคลัง ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2565  ปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมติ ครม. วันที่ 22 มีนาคม 2565 ในการปรับโครงสร้างหนี้ให้เกษตรกร

นายถาวร ระบุว่า เกษตรกรไม่ว่าจะทำไร่ ทำสวน ทำนา สิ่งสำคัญคือต้นทุนการผลิตสูงมากขึ้น ราคาน้ำมัน ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ค่าแรง สูงขึ้น แต่ผลผลิตยังตกต่ำ และ/หรือคงเดิมไม่เคยขยับ ขณะที่สินค้าอื่น ผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงอุตสาหกรรมทางการเกษตรอื่นๆปรับราคาสูงขึ้น เป็นเหตุให้เกษตรกรไม่สามารถดำรงชีพได้ และที่สำคัญดอกเบี้ยธกส.ซึ่งเป็นธนาคารเฉพาะกิจ แม้เริ่มอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4-5 แต่เมื่อผิดนัด ไม่ได้ชำระหนี้ตามที่ตกลงไว้จากเหตุที่กล่าวมา อัตราดอกเบี้ยขึ้นมาสูงร้อยละ 17-18 บางครั้งขึ้นมาร้อยละ 20 เลยทีเดียว

“บัดนี้ล่วงเลยเวลามา 8 เดือนแล้ว แต่ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ประกอบกับพืชผลของเกษตรกรราคาตกต่ำ ปัจจัยการผลิตแพง ธนาคารเจ้าหนี้กำลังฟ้อง และกำลังยึดทรัพย์ของเกษตรกร ตนจึงเดินทางมารับฟังปัญหาเพื่อนำเสนอ รัฐบาลให้เร่งดำเนินการตามมติ ครม. และนำไปสู่การแก้ไขปัญหา ให้เกษตรกรต่อไป” นายถาวรกล่าว

‘กรมประมง’ชี้แจง! บริหารจัดการทรัพยากรประมงทะเล ยึด 3 หลัก’กฎหมาย-วิชาการ-สังคม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694776

'กรมประมง'ชี้แจง! บริหารจัดการทรัพยากรประมงทะเล ยึด 3 หลัก'กฎหมาย-วิชาการ-สังคม'

‘กรมประมง’ชี้แจง! บริหารจัดการทรัพยากรประมงทะเล ยึด 3 หลัก’กฎหมาย-วิชาการ-สังคม’

วันจันทร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 08.29 น.

กรมประมง…ชี้แจง! การบริหารจัดการทรัพยากรประมงทะเล ยึด 3 หลัก กฎหมาย วิชาการ และสังคม 30 พ.ย.นี้ พร้อมหารือประมงพื้นบ้าน-พาณิชย์ เพื่อหาทางออกร่วมกัน

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2565 นายถาวร ทันใจ รองอธิบดีกรมประมง ในฐานะโฆษกกรมประมง เปิดเผยถึงกรณีมีข่าวระบุว่า มาตรการประมงไทย หลังปลดใบเหลือง IUU ได้เมื่อปี 2562 ไม่มีการควบคุมสัตว์น้ำวัยอ่อน ตามมาตรา 57 แห่ง พระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 เอื้อประมงพาณิชย์ หวั่นปีหน้า ประมงไทยจะโดนใบเหลืองซ้ำ กรมประมงจึงขอชี้แจงประเด็นดังกล่าวดังนี้

กรมประมงมีการบริหารจัดการทรัพยากรประมงโดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของชาวประมง และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน และตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างยั่งยืนตามหลักสากล โดยได้แบ่งทรัพยากรออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) สัตว์น้ำหน้าดิน จับได้จากอวนลากเป็นหลัก 2) ปลาผิวน้ำ จับได้จากอวนล้อมจับเป็นหลัก และ 3) ปลากะตัก จับได้จากอวนล้อมจับปลากะตัก และอวนครอบ/ช้อน/ยกปลากะตัก เป็นหลัก ปัจจุบันมีเรือประมงพาณิชย์ 9,608 ลำ และเรือประมงพื้นบ้าน 50,012 ลำ โดยในปี 2564 มีผลจับสัตว์น้ำทั้งหมด 1,297,000 ตัน ประกอบด้วยสัตว์น้ำเศรษฐกิจซึ่งเป็นสัตว์น้ำที่สามารถนำมาบริโภคได้โดยตรง หรือนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เท่ากับ 978,000 ตัน หรือร้อยละ 75.4 ของผลจับสัตว์น้ำทั้งหมด และสัตว์น้ำขนาดเล็กที่เรียกว่าปลาเป็ด เท่ากับ 319,000 ตัน หรือร้อยละ 24.6 (ประกอบด้วยปลาเป็ดแท้ ปลากะตัก และสัตว์น้ำวัยอ่อน)

ซึ่งผลจับสัตว์น้ำจากอวนลากแบ่งเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจ และปลาเป็ด โดยปลาเป็ดประกอบไปด้วยสัตว์น้ำ 3 ส่วน คือ 1) ปลาเป็ดแท้ หมายถึง สัตว์น้ำที่เจริญเติบโตเต็มที่แล้วยังมีขนาดเล็กอยู่ ซึ่งไม่นิยมนำมาบริโภค 2) ปลากะตัก เป็นปลาผิวน้ำขนาดเล็ก ความยาวลำตัวสูงสุด 8 – 9 เซนติเมตร นิยมนำมาทำน้ำปลา และ 3) สัตว์น้ำเศรษฐกิจวัยอ่อน ซึ่งสามารถเจริญเติบโตเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่นำมาบริโภคได้ ในปี 2564 ปริมาณการจับสัตว์น้ำจากอวนลากในน่านน้ำไทยเท่ากับ 554,600 ตัน แบ่งเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจ 262,300 ตัน และปลาเป็ด 292,300 ตัน โดยเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจวัยอ่อนประมาณ 190,000 ตัน คิดเป็นร้อยละ 34.3 ของผลจับสัตว์น้ำทั้งหมดจากอวนลาก ส่วนอวนล้อมจับ อวนล้อมจับปลากะตัก และอวนครอบ/ช้อน/ยกปลากะตัก มีผลจับปลาเป็ดรวมกัน 22,635 ตัน ทั้งนี้ สัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ปลาทู พบว่า ปริมาณการจับปลาทูในน่านน้ำไทยเฉลี่ยรอบ 10 ปี (ปี 2551-2560) เท่ากับ 94,458 ตัน โดยในปี 2563 และ 2564 มีปริมาณการจับปลาทู 26,562 และ 31,810 ตัน ตามลำดับ ส่วนในปี 2565 คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณการจับปลาทูไม่ต่ำกว่า 42,000 ตัน แสดงให้เห็นว่า ปริมาณการจับปลาทูมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี

ในส่วนของการอนุรักษ์สัตว์น้ำขนาดเล็กตามมาตรา 57 นั้น กรมประมง และทุกภาคส่วนมีความพยายามที่จะหาแนวทางดำเนินการหาทางออกร่วมกันมาโดยตลอด โดยที่ผ่านมา เมื่อปี 2563 ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานศึกษาการกำหนดมาตรการควบคุมการจับสัตว์น้ำขนาดเล็ก เพื่อกำหนดชนิดและขนาดที่เหมาะสมของสัตว์น้ำเศรษฐกิจ และหลักเกณฑ์ในการกำหนดร้อยละของสัตว์น้ำขนาดเล็ก ตามมาตรา 57 และ 71 (2) สำหรับเป็นแนวทางในการประกาศกำหนดการจับ หรือการนำสัตว์น้ำขนาดเล็กขึ้นเรือประมง และในช่วงปี 2564 – 2565 กรมประมงนำข้อมูลจากการศึกษาของคณะทำงานไปประชุมรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้าน ผู้ทรงคุณวุฒิจากคณะกรรมการประมงประจำจังหวัด ข้าราชการและสมาคมประมงที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง ได้นำมาเสนอคณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงพาณิชย์และการประมงนอกน่านน้ำไทย และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงพื้นบ้าน แต่ยังไม่ได้ข้อยุติที่เหมาะสมที่จะนำไปปฏิบัติได้จริง

กระทั่ง ล่าสุดกรมประมงได้เสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานมาตรการควบคุมการจับสัตว์น้ำขนาดเล็กตามมาตรา 57 ต่อที่ประชุมคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย ครั้งที่ 4/2565 เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2565 โดยมีการนำเสนอข้อมูล ทั้งเรื่องของความเป็นมาในการดำเนินตามมาตรา 57 การรับฟังความคิดเห็นมาตรการในการจัดการทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับสัตว์น้ำขนาดเล็กที่บังคับใช้ในปัจจุบัน เช่น การประกาศมาตรการปิดอ่าว ในช่วงฤดูกาลสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัววัยอ่อน การกำหนดห้ามมิให้อวนล้อมจับที่มีขนาดตาอวนเล็กกว่า 2.5 เซนติเมตรทำการประมงในเวลากลางคืน การกำหนดขนาดตาอวนก้นถุงของเรืออวนลากไม่น้อยกว่า 4 เซนติเมตร การกำหนดขนาดตาอวนครอบหมึกไม่น้อยกว่า 3.2 เซนติเมตร การกำหนดขนาดตาอวนครอบปลากะตักไม่น้อยกว่า 0.6 เซนติเมตร และการกำหนดตาอวนของลอบปูไม่น้อยกว่า 2.5 นิ้ว และบทกำหนดโทษฯ ซึ่งมีโทษปรับต่ำสุด 10,000 บาท กรณีเรือพื้นบ้านขนาดเล็ก และสูงสุดถึง 30 ล้านบาท กรณีเรือตั้งแต่ 150 ตันขึ้นไป และถือว่าเป็นการทำการประมงโดยฝ่าฝืนกฎหมายอย่างร้ายแรง ที่อาจถูกคำสั่งทางปกครองให้เพิกถอนใบอนุญาตและมีผลถึงการขอใบอนุญาตในรอบปีการประมงถัดไป อีกทั้ง ผลการบริหารจัดการทรัพยากรประมงในปัจจุบันพบว่า การลงแรงประมงลดลงและอยู่ในระดับต่ำกว่าระดับการลงแรงประมงที่ให้ผลผลิตสูงสุดที่ยั่งยืน (msy) นั่นคือไม่อยู่ในสภาวะการทำประมงเกินกำลังการผลิต (Overfishing)

โดยในการแก้ปัญหาการคุ้มครองสัตว์น้ำวัยอ่อน กรมประมงจะเร่งดำเนินมาตรการใน 3 แนวทาง ดังนี้ 1) โครงการนำเรือออกนอกระบบ กลุ่มเรือ 1,434 ลำ เพื่อลดการลงแรงประมง 2) การปรับปรุงประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนในที่จับสัตว์น้ำบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี เพื่อคุ้มครองพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำ โดยเฉพาะปลาทู และ 3) การปรับปรุงประกาศเกี่ยวกับการกำหนดขนาดตาอวน เช่น การกำหนดขนาดตาอวนทั้งผืนให้มีขนาดตาอวนไม่น้อยกว่า 4 เซนติเมตร เพื่อเป็นการลดการจับสัตว์น้ำขนาดเล็ก เป็นต้น มาตรการดังกล่าวเหล่านี้จะทำให้สามารถลดการจับสัตว์น้ำขนาดเล็กได้ในภาพรวมต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในวันพุธที่ 30 พฤศจิกายน 2565 ที่จะถึงนี้ กรมประมงได้เชิญผู้แทนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เข้ามาหารือร่วมกันเพื่อพิจารณาหาแนวทางการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวนี้ จึงอยากขอให้ผู้เกี่ยวข้องทุกท่านเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน

รองอธิบดีฯ กล่าวสรุปสุดท้าย ว่าในการต่อสู้กับการประมงผิดกฎหมาย รัฐบาลได้มีความร่วมมือกับสหภาพยุโรป มาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้กลไกคณะทำงานร่วมระหว่างรัฐบาลไทยกับสหภาพยุโรปในการต่อต้านการประมง IUU ภายหลังจากการปลดใบเหลืองของไทยเมื่อปี 2562 โดยคณะทำงานได้มีการพูดคุยหารือกันในมิติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประมง IUU ได้แก่ กรอบกฎหมาย การบริหารจัดการกองเรือและทรัพยากรประมง การติดตาม ควบคุมและเฝ้าระวัง การบังคับใช้กฎหมาย และการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าประมง เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำและการทำการประมงของชาวประมงไทยต่อไป โดยยึดหลักทางกฎหมาย วิชาการ และสังคม ตามมาตรฐานสากล ดังคำที่ว่า “ทรัพยากรอยู่ได้ ชาวประมงอยู่ได้” ตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ลงดาบกำจัดทุเรียนอ่อน ย้ำสวมสิทธิ์ถูกดำเนินคดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694732

วันจันทร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ทาง ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้กรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาการลักลอบตัดทุเรียนอ่อนจำหน่ายอย่างใกล้ชิดอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ทุเรียนส่งออกของประเทศไทย

ทั้งนี้ ได้สั่งการเร่งด่วนให้ทุกหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้อง ดำเนินมาตรการป้องกันปัญหาการตัดทุเรียนอ่อนอย่างเข้มข้น 2 เรื่อง คือ 1.กรณีการสวมสิทธิ์ทุเรียน ได้สั่งการให้ดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดทั้งทางอาญาและทางแพ่ง สำหรับผู้ที่มีส่วนร่วมในการกระทำผิดทุกคน พร้อมทั้งถอนใบรับรอง GAP (ข้อปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีในการผลิตพืชเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ปลอดภัยทั้งต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค) และ GMP (เกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตสินค้า เป็นข้อกำหนดขั้นพื้นฐานต่างๆ ที่มีความจำเป็นในขั้นตอนการผลิตและควบคุมคุณภาพ) และ 2.กำชับให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯ ปฏิบัติงานตามกฎระเบียบของทางราชการอย่างเข้มข้น ตรงไปตรงมาและมีความโปร่งใส โดยหากพบว่ามีการปฏิบัติงานที่ละเลยและทุจริตในหน้าที่ จะดำเนินการทางวินัยอย่างเคร่งครัดทันทีเช่นกัน

‘เฉลิมชัย’หนุนเศรษฐกิจฐานราก พอใจสศก.ยกระดับเกษตรกร1.32ล้านคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694734

วันจันทร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ตามนโยบาย “5 ยุทธศาสตร์เฉลิมชัย”ที่มุ่งกระตุ้นการสร้างเศรษฐกิจรากฐานให้กับประเทศ จึงดำเนินการตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติโดยมุ่งเน้นภาพรวมในด้านต่างๆ มุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรกรรม จึงเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงาน เร่งดำเนินโครงการตามแผนงาน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนแผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก บูรณาการร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ตลอดจนกระทรวงต่างๆ ภายใต้ 3 แนวทางหลัก คือ แนวทางที่ 1 การพัฒนาศักยภาพประชาชนกลุ่มเป้าหมาย (ต้นทาง) แนวทางที่ 2 พัฒนาผลิตภัณฑ์ และการให้บริการชุมชน (กลางทาง) และแนวทางที่ 3 การพัฒนาระบบบริหารจัดการและกลไกการตลาด (ปลายทาง) จนปัจจุบันมีการดำเนินโครงการและกิจกรรมต่างๆ รวม22 โครงการ

ด้านนายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการ สศก.เปิดเผยว่า ได้ติดตามผลการขับเคลื่อนแผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากตลอด 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2563 -2565) พบว่าสามารถช่วยยกระดับกลุ่มเป้าหมายทั้งประชาชนผู้มีรายได้น้อย เกษตรกรรายย่อย สถาบันเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ผลิต/ผู้ประกอบการได้มากกว่า 1.32 ล้านราย รวม 4,337 กลุ่ม เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนมากกว่า 15,137 ผลิตภัณฑ์ คิดเป็นมูลค่าจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนมากถึง 781,066 ล้านบาท ส่งผลให้หน่วยงานต่างๆ และประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการ มีความพึงพอใจต่อการดำเนินงานโครงการภายใต้แผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และในปีงบประมาณ 2566 สศก.ในฐานะหน่วยงานเจ้าภาพ จะร่วมกับทุกหน่วยงานที่ร่วมบูรณาการ ในการขับเคลื่อนแผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ ดร.ทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการ สศก.กล่าวว่า สำหรับปีงบประมาณ 2565 กระทรวงเกษตรฯ ขับเคลื่อนแผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ทั้งสิ้น 15 โครงการ ซึ่งภาพรวมการขับเคลื่อนแผนงานฯ กลุ่มเป้าหมายได้รับการพัฒนาอาชีพในด้านต่างๆ และได้นำความรู้ไปปฏิบัติและต่อยอด มีการเชื่อมโยงตลาด รวบรวมผลผลิต ส่งเสริมเครื่องหมายตลาดสินค้าเกษตรในพื้นที่ ส่งผลให้ปี 2565 ชุมชนสามารถจำหน่ายผลิตภัณฑ์ คิดเป็นมูลค่า 244,189ล้านบาท

สำหรับปีงบประมาณ 2566 แผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก มีแผนงานโครงการรวม 13 โครงการ โดยจะติดตามและนำเสนอผลการดำเนินงานในระยะต่อไป ทั้งนี้ ท่านที่สนใจรายละเอียดของผลการดำเนินงานแผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ที่ สศก.ได้ติดตามประเมินผล สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ส่วนประเมินผลแผนพัฒนาการเกษตร ศูนย์ประเมินผล สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โทร. 0-2579-0507 ในวันและเวลาราชการ