ระยองเร่งโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยว จัดกิจกรรมชวนชิมอาหาร ‘Street Food’ ฟื้นเศรษฐกิจจากสถานการณ์โควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555911

ระยองเร่งโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยว จัดกิจกรรมชวนชิมอาหาร‘Street Food’ ฟื้นเศรษฐกิจจากสถานการณ์โควิด-19

วันจันทร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายชาญนะ เอี่ยมแสง ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เป็นประธานเปิดงาน “มาระยองมาลองกิน Street Food” หรือ “มา’ยอง Street Food” โดยมีว่าที่ร้อยตรี พิรุณ เหมะรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง นายพงษ์อนันต์ จันทร์ไพร ท่องเที่ยวและกีฬา จ.ระยอง นางพิศมัย ศุภนันตฤกษ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จ.ระยอง นายพิธพรสมะลาภา ประธานหอการค้า จ.ระยอง หัวหน้าส่วนราชการ และภาคเอกชนร่วมเปิดงานโดยมีประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมจับจ่ายซื้อของภายในงานเป็นจำนวนมากภายใต้มาตรการควบคุมป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ลานกิจกรรมสตาร์ไอที อ.เมือง จ.ระยอง

โดยภายในงานมีร้านสตรีทฟู้ดกว่า 50 ร้าน มาให้ผู้เข้าร่วมงานได้เลือกชิม เลือกซื้อมีการแสดงบนเวทีเพื่อความสนุกสนาน โดยในวันแรก ได้จัดให้มีการแข่งขันกินฮอทดอก ซึ่งมีผู้ร่วมแข่งขันเป็นเยาวชน ต่างขึ้นเวทีแข่งกินฮอทดอก กันอย่างน่ารัก สนุกสนาน 

นายชาญนะกล่าวว่า การจัดงานมา’ยอง Street Food ในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในกิจกรรมตามโครงการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวจังหวัดระยอง หลังสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19  คลี่คลาย จากสถานการณ์ที่ผ่านมา จ.ระยอง ได้รับผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวของจังหวัดเป็นอย่างมากผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยวต่างได้รับผลกระทบทุกภาคส่วน ทั้งแหล่งท่องเที่ยว โรงแรม รีสอร์ท และร้านอาหาร  

ดังนั้น จ.ระยอง โดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนจึงได้จัดงานดังกล่าวขึ้นเพื่อกระตุ้น ฟื้นฟู และประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวจังหวัดระยองและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดให้กลับสู่สภาวะปกติ รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นกับนักท่องเที่ยวและบรรเทาความเดือดร้อนของภาคธุรกิจภายใน จ.ระยอง 

โดยมีร้านอาหาร ขึ้นชื่อ กว่า 50 ร้านต่างนำเมนูอร่อย มาจำหน่าย บางร้านนำมาตั้งปรุงกันสดใหม่ เช่น กุยช่ายคุณนุช ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังจากการทำสดใหม่แป้งบางไส้เยอะ และยังมีกุยช่ายทอด ที่เป็นเอกลักษณ์จนทำให้ยอดขายแต่ละวันนั้นถึงหลักหมื่น นอกจากนี้ ร้านมาร์ทีค ยังมีพิซซ่าทอด ซึ่งเป็นเมนูเด็ดนำมาทอดจำหน่าย ให้ได้ชิมกันร้อนๆ พร้อมด้วย ไก่ถัง และกุ้งถัง ส่วนอาหารพื้นบ้านโอท็อปก็ยกขบวนมาตั้งร้าน เช่น กลุ่มแม่บ้านปากน้ำประแสร์ นำแจงลอน มาย่างให้หอมหวนชวนกินคู่กับทอดมันแผ่นใหญ่อร่อยเลิศ

ชายคาพระพิรุณ : 1 มีนาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555909

ชายคาพระพิรุณ :  1 มีนาคม 2564

ชายคาพระพิรุณ : 1 มีนาคม 2564

วันจันทร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป เป็นช่วงที่เข้าสู่ฤดูกาลผลไม้ในภาคตะวันออกให้ผลผลิต โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งเป็น champion product สำคัญของภาคตะวันออก ซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรระบุว่า ในปีนี้ ทุเรียนมีการออกดอกมากขึ้น และขณะนี้ออกดอกครบ 100% แล้ว มีแนวโน้มการให้ผลผลิตสูงขึ้น เนื่องจากพื้นที่ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาและได้มีการคาดการณ์ว่าจะมีทุเรียนให้ผลผลิตรวมทั้งสิ้น 633,476 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.17 จากปีที่แล้วซึ่งมีผลผลิต 550,035 ตัน ทั้งนี้ ทุเรียนถือว่าเป็นผลไม้ส่งออกที่สำคัญ มีประเทศจีนเป็นตลาดนำเข้าทุเรียนผลสดที่ใหญ่สุดของไทย ซึ่งจากรายงานของฝ่ายเกษตร ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว พบว่าในปี 2563 จีนนำเข้าทุเรียนผลสดจากไทยปริมาณทั้งสิ้น 575,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าถึง 69,000 ล้านบาท ส่งผลให้ทุเรียนครองแชมป์ผลไม้นำเข้าอันดับ 1 ของจีนแซงหน้าการนำเข้าเชอรี่ผลสดทั้งปริมาณและมูลค่า ถึงแม้ว่าปริมาณการนำเข้าจะลดลงไป 5 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปี 2562 แต่มูลค่ากลับเพิ่มมากขึ้นถึง 44 เปอร์เซ็นต์ โดยทุเรียนมีสัดส่วนมูลค่าการนำเข้าสูงถึง 23% เมื่อเทียบกับมูลค่าการนำเข้าผลไม้หลักทั้งหมดจากต่างประเทศของจีน

อย่างไรก็ตาม แม้ทุเรียนไทยจะเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวจีนก็ตาม แต่จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้กรมวิชาการเกษตรติดตามผลการดำเนินงานการส่งออกในฤดูกาลผลิต 2564 อย่างใกล้ชิด เนื่องจากที่ผ่านมาเคยมีการนำเสนอข่าวว่าประเทศจีนระงับการนำเข้าทุเรียนจากประเทศไทยสาเหตุจากตรวจพบเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งทุเรียน ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้ประสานงานกับอัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายเกษตร) ประจำกรุงปักกิ่งและได้รับหนังสือตอบยืนยันกลับมาว่ารัฐบาลจีนไม่เคยระงับการนำเข้าทุเรียนจากไทยเนื่องจากตรวจพบเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 แต่อย่างใด

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ย้ำว่า ที่ผ่านมา แม้จีนจะยังไม่เคยตรวจพบปัญหาการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในสินค้าเกษตรจากไทย แต่กรมวิชาการเกษตรก็ได้จัดทำแนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สำหรับโรงคัดบรรจุผลไม้ เพื่อให้ผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุผลไม้ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ โดยยึดตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่จีนยอมรับและแนะนำให้ประเทศคู่ค้าปฏิบัติด้วยเช่นกัน เพื่อควบคุมสุขอนามัยของพนักงานและสิ่งแวดล้อมในสถานที่ผลิต โดยกรมวิชาการเกษตรได้จัดทำเอกสารการดำเนินการดังกล่าวทั้งฉบับภาษาไทยและภาษาจีนส่งให้สำนักงานศุลกากรของจีนทราบแล้ว พร้อมกับยืนยันว่าไทยได้ให้ความสำคัญกับการควบคุมเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในผลไม้ส่งออกตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง โดยดำเนินการตามแนวทางของ WHO และ FAO เพื่อตอกย้ำให้เกิดความมั่นใจในความปลอดภัยของผลไม้ไทยในปี 2564 อีกทั้ง กรมวิชาการเกษตร ไม่เพียงแต่จะเข้มงวดการตรวจศัตรูพืชในผลผลิตเท่านั้น แต่ยังเน้นการตรวจทุเรียนด้อยคุณภาพหรือทุเรียนอ่อน โดย สวพ.6 จะรับภารกิจหลักตรวจทุเรียนอ่อนและกำกับดูแลการใช้ใบรับรอง GAP ของผู้ส่งออก เพื่อผลักดันการส่งออกผลไม้ของภาคตะวันออกที่มีคุณภาพได้ตามมาตรฐาน GAP และ GMP อีกด้วย

ข่าวนี้เป็นสิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกรได้ว่ายังสามารถส่งออกทุเรียนไปยังจีนได้ตามปกติ และอย่าไปตื่นตระหนกจากข่าวลือเพื่อหวังทุบราคาทุเรียนจากบรรดาล้งต่างๆ ขอเพียงเกษตรกรปฏิบัติตามคำแนะนำในการสร้างมาตรฐานการผลิต และมีความซื่อสัตย์ไม่ตัดทุเรียนอ่อนขายก็พอ รับรองว่า ปีนี้ยังเป็นปีทองของชาวสวนทุเรียน และยังสามารถรักษาตลาดทุเรียนไทยในประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดนำเข้าทุเรียนที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของไทยได้อย่างแน่นอน

ขุนเกษตรา

แนะเกษตรกรใช้พันธุ์มันสำปะหลังสะอาด เน้นทนทานโรคใบด่างก่อนลุยปลูกฤดูใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555913

แนะเกษตรกรใช้พันธุ์มันสำปะหลังสะอาด เน้นทนทานโรคใบด่างก่อนลุยปลูกฤดูใหม่

วันจันทร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ควรเลือกใช้พันธุ์มันสำปะหลังสะอาดและทนทานโรค
ใบด่าง ในฤดูใหม่ที่กำลังจะมาถึง เพื่อลดอัตราการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า สำหรับการผลิตมันสำปะหลังของประเทศ ปัจจุบันมีเนื้อที่เก็บเกี่ยวเพิ่มขึ้นในทุกภาค เมื่อเทียบกับปีเพาะปลูก 2562/63 โดยมีแหล่งเพาะปลูกมันสำปะหลังที่สำคัญ ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา กำแพงเพชร ชัยภูมิ กาญจนบุรี อุบลราชธานี นครสวรรค์ และสระแก้ว ซึ่งผลผลิตจาก 7 จังหวัดดังกล่าว มีประมาณ 15.81 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 50.82 ของผลผลิตรวมทั้งประเทศ เนื่องจากความต้องการ
มันสำปะหลังในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นทำให้เกษตรกรขยายเนื้อที่ปลูกมันสำปะหลังแทนอ้อยโรงงานที่ราคามีแนวโน้มลดลง บางส่วนปลูกแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ซึ่งได้รับผลกระทบจากภัยแล้งเมื่อปีที่แล้ว จึงส่งผลให้ภาพรวมผลผลิตเพิ่มขึ้น

ในขณะที่สถานการณ์การระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังซึ่งเป็นโรคสำคัญที่มีผลกระทบต่อผลผลิตได้มีการควบคุมและเฝ้าระวังการระบาดอย่างต่อเนื่อง กรมได้กำชับให้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง 5 มาตรการ ได้แก่ 1) สร้างการรับรู้โดยการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อแขนงต่างๆ รวมถึงการอบรม สัมมนา และงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (field day) 2) สำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยทุก 2 สัปดาห์ เพื่อค้นหาต้นที่เป็นโรค 3) เมื่อพบต้นเป็นโรคดำเนินการกำจัดแมลงพาหะนำโรคคือแมลงหวี่ขาวยาสูบ 4) เลือกใช้พันธุ์มันสำปะหลังสะอาดจากแปลงพันธุ์ที่ไม่พบการระบาดของโรค และควรเป็นพันธุ์ที่ทนทานโรคใบด่าง เช่น ระยอง 72 ระยอง 90 KU50 และห้วยบง 60 รวมถึงงดใช้พันธุ์อ่อนแอ ได้แก่ ระยอง 11 และ CMR 43-08-89 และมาตรการสุดท้าย มาตรการที่ 5) มาตรการป้องกันกำจัดในระยะยาว ได้แก่ ส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตพันธุ์มันสำปะหลังสะอาดและทนทานโรคใบด่างใช้เองในชุมชน

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า นอกจากมาตรการป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลังแล้ว กรมได้มีการดำเนินการส่งเสริมการปลูกมันสำปะหลังและมาตรการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ จำนวน 2 โครงการ ดังนี้ 1.โครงการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง ปี 2564 มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ จำนวน 2,620 ราย ดำเนินการ ในพื้นที่ 44 จังหวัด และ2.โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่มันสำปะหลัง ปี 2564 เพื่อส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกร และร่วมกันผลิตมันสำปะหลังในรูปแบบแปลงใหญ่ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด อย่างไรก็ตาม คาดว่าการดำเนินงานทั้งด้านการส่งเสริมและการป้องกันกำจัดโรคใบด่างจะส่งผลให้เกษตรกรสามารถผลิตมันสำปะหลังออกสู่ตลาดได้ตามที่คาดการณ์ไว้

สกู๊ปพิเศษ :โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุกแก้วิกฤติภัยแล้ง สร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าน้ำพี้-ป่าคาย อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555915

สกู๊ปพิเศษ :โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุกแก้วิกฤติภัยแล้ง สร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าน้ำพี้-ป่าคาย อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์

สกู๊ปพิเศษ :โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุกแก้วิกฤติภัยแล้ง สร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าน้ำพี้-ป่าคาย อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์

วันจันทร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายณฐพล ชุ่มสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก พร้อมด้วยนายตรีภพ เกื้อเม่ง หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรม นายดิลกยศ ปานะดิษฐ์ หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน นางนรินทร นาคเหล็ก นายช่างชลประทานปฏิบัติงาน ร่วมกับนายฉัตรชัย ทองปอนด์ ผู้อำนวยการส่วนวิศวกรรม (ผวศ.ชป.3) นายทวีสิทธิ์ เลิศสินไทย ผู้อำนวยการส่วนแผนงาน (ผผง.ชป.3) และเจ้าหน้าที่สำนักงานชลประทานที่ 3 ลงพื้นที่ตรวจการดำเนินงานโครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพื้นที่ ตำบลน้ำพี้ และตำบลป่าคาย ขนาด 0.65 ลูกบาศก์เมตร/วินาที จำนวน 3 เครื่อง พร้อมระบบส่งน้ำ(ระยะที่ 2) ความยาว 17,001.623  เมตร พื้นที่รับประโยชน์ 12,000 ไร่ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์

นายณฐพล ชุ่มสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก กล่าวว่า กรมชลประทาน ได้เร่งดำเนินโครงการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าน้ำพี้-ป่าคาย อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซากเป็นประจำทุกปี ในพื้นที่ตำบลน้ำพี้และตำบลป่าคาย อำเภอทองแสนขันเนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ห่างจากลำน้ำคลองตรอน ประกอบกับเป็นพื้นที่ราบสูงและอยู่นอกเขตชลประทาน มีเพียงสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าและระบบส่งน้ำ 2 แห่ง ซึ่งสามารถช่วยเหลือพื้นที่ได้เพียง 3,000 ไร่ เท่านั้น

“โครงการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าน้ำพี้-ป่าคาย เป็นโครงการเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างเร่งด่วน โดยการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า สูบน้ำจากแม่น้ำน่าน บริเวณเหนือเขื่อนทดน้ำผาจุก ในเขตตำบลผาเลือด อำเภอท่าปลา ในอัตราการ 3.90 ลบ.ม./วินาที พร้อมก่อสร้างระบบส่งน้ำความยาว 17 กิโลเมตร ส่งน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรและการอุปโภค-บริโภคให้กับราษฎรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ตำบลน้ำพี้ และตำบลป่าคาย อำเภอทองแสนขัน และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งมักจะประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซากทุกปี”

สำหรับการดำเนินโครงการดังกล่าว คาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างสถานีสูบน้ำฯ 1 ปี (2563-2564) ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการก่อสร้างเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถส่งน้ำให้พื้นที่รับประโยชน์เพิ่มขึ้นในฤดูแล้งประมาณ 8,500 ไร่ และฤดูฝนประมาณ 12,000 ไร่ รวมทั้งใช้เป็นแหล่งน้ำดิบในการผลิตน้ำประปาให้กับหมู่บ้านต่างๆ ในพื้นที่รวม 10 แห่งอีกด้วย

ไฟเขียวของบเพิ่ม 4.9 พันล้านชดเชยชาวสวนยางงวด 5-6 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555912

ไฟเขียวของบเพิ่ม4.9พันล้านชดเชยชาวสวนยางงวด5-6

วันอาทิตย์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คณะกรรมการบริหารโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 2 มีมติเห็นชอบขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมจำนวน 4,990.435 ล้านบาท เพื่อจ่ายชดเชยแก่เกษตรกรชาวสวนยางในงวดที่ 5–6

นายประยูร อินสกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางระยะที่ 2 ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ตามที่ ครม. มีมติให้ดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางระยะที่ 2 นั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการยางแห่งประเทศไทย ได้มีการกำหนดเป้าหมายเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 1,834,087 ราย แบ่งเป็น เกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย จำนวน 1,142,294 ราย เกษตรกรที่แจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับการยางแห่งประเทศไทย จำนวน 419,060 ราย และคนกรีดยางที่ขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย จำนวน 272,733 ราย โดยได้กำหนดระยะเวลาการชดเชยรายได้จำนวน 6 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 เดือนตุลาคม 2563 ครั้งที่ 2 เดือนพฤศจิกายน 2563 ครั้งที่ 3 เดือนธันวาคม 2563 ครั้งที่ 4 เดือนมกราคม
2564 ครั้งที่ 5 เดือนกุมภาพันธ์ 2564 และครั้งที่ 6 เดือนมีนาคม 2564 ซึ่งจะมีการจ่ายเงินในเดือนถัดไปในแต่ละครั้ง

สำหรับผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ได้มีการสั่งจ่ายเงินไปแล้ว ในงวดที่ 1 – 4 จำนวน 9,333.321 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 24 ก.พ. 2564) คิดเป็นร้อยละ 96.04 ของวงเงินงบประมาณเงินชดเชยที่ ครม. อนุมัติ (9,717.995 ล้านบาท) และจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ราคายางพารามีความผันผวนไม่สอดคล้องกับราคายางที่คาดการณ์ ณ ช่วงเวลาที่จัดทำโครงการฯ เสนอคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งจากการคำนวณประเมินสถานการณ์ราคายาง ณ ปัจจุบัน คาดการณ์ว่าจะต้องใช้งบประมาณในการชดเชยส่วนต่างราคาประกันในงวดที่ 5–6 วงเงินงบประมาณ 5,265.295 ล้านบาท ซึ่งเกินวงเงินที่เคยได้รับอนุมัติเบื้องต้น ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมจำนวน 4,990.435 ล้านบาท (แบ่งเป็น งบประมาณสำหรับประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง 4,880.621 ล้านบาท และงบประมาณสำหรับชดเชยต้นทุนเงินในอัตราเงินฝากประจำ 12 เดือน ของ ธ.ก.ส. บวก 1 ภายในวงเงินไม่เกิน 109.814 ล้านบาท)

บทความพิเศษ : ทางออกปัญหาหนี้สินเกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555706

บทความพิเศษ : ทางออกปัญหาหนี้สินเกษตรกร

บทความพิเศษ : ทางออกปัญหาหนี้สินเกษตรกร

วันอาทิตย์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการจัดเสวนาเรื่อง “ชีวิตหนี้…นิยามใหม่การปรับตัวชาวนายุคโควิด-19” ที่ รร.รามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ ซึ่งภายในงานได้กล่าวถึงผลสำรวจ “สุขภาพการเงินครัวเรือนเกษตรกรไทย” ระหว่างเดือน มี.ค. 2563 โดย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า “ครัวเรือนชาวนาส่วนใหญ่มีภาวะหนี้สินสูง เฉลี่ย 3.4 ก้อนและมีหนี้คงค้างเฉลี่ย 416,143 บาทต่อครัวเรือน” โดยครัวเรือนร้อยละ 50 มีหนี้สินคงค้างเกิน 300,000 บาท และร้อยละ 30 มีหนี้สินคงค้างเกิน 600,000 บาท

หนี้ของชาวนานั้นมาจาก 3 แหล่งหลัก คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สหกรณ์และกองทุนหมู่บ้าน และหนี้นอกระบบ ขณะที่ผลการศึกษาในปี 2563 โดย สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า “สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้เงินโอนจากสมาชิกในครัวเรือนชาวนาลดลง” จากปกติเฉลี่ยเดือนละ5,309 บาท เหลือเพียงเฉลี่ยเดือนละ 2,541 บาท ครัวเรือนเกษตรเกือบร้อยละ 60 จึงเริ่มมีปัญหาการชำระหนี้

เพ็ญนภา หงษ์ทอง นักวิจัยอิสระ กล่าวว่าถึงปัญหา “หนี้นอกระบบ” ของเกษตรกร ว่า เกษตรกรไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายและไม่ตระหนักถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมผลสุดท้ายจึงจบลงด้วยการประนีประนอมที่ฝ่ายโจทก์หรือเจ้าหนี้ เป็นฝ่ายได้เปรียบแต่เกษตรกรผู้เป็นลูกหนี้ไม่ได้รับความเป็นธรรม หากเกษตรกรมีนักกฎหมายคอยช่วยเหลือแนะนำจะช่วยให้เกิดการประนีประนอมที่เป็นธรรมมากขึ้น

เดชรัต สุขกำเนิด อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แนะ 3 ข้อ ที่ต้องปรับปรุงเพื่อแก้ไขปัญหา ได้แก่ 1.ปรับแก้กติกาหรือสัญญาสินเชื่อ ระบบติดตาม และบังคับหนี้สินให้เป็นธรรม เช่น กำหนดให้สถาบันการเงินแสดงรายละเอียดการคำนวณดอกเบี้ยค้างชำระ ดอกเบี้ยปรับและค่าธรรมเนียมอื่นๆ ให้ชัดเจนและโปร่งใส ต้องเข้มงวดกับการห้ามทำสัญญาเงินกู้ใหม่ที่รวบเอาเงินต้นและดอกเบี้ยเดิมมาเป็นยอดเงินต้นก้อนใหม่

2.ต้องมีการเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อปรับโครงสร้างหนี้สินโดยกลไกปกติ การเพิ่มแรงจูงใจของสถาบันการเงินและลูกหนี้ในการเข้าร่วมไกล่เกลี่ยหนี้สิน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการฟ้องร้องดำเนินคดี และ 3.ต้องเพิ่มทางเลือกและขีดความสามารถในการชำระหนี้ของเกษตรกร เช่น การเข้าถึงตลาดที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นและมีความแน่นอนมากขึ้น การจัดการโครงสร้างการผลิตให้สามารถจัดการความเสี่ยงต่างๆ ได้มากขึ้น รวมถึงมีช่องทางเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อปรับโครงการสร้างการผลิตและการตลาด

จารุวัฒน์ เอมซ์บุตร SIAMLab คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ให้เห็นว่า “ปัจจัยส่วนบุคคลของตัวเกษตรกร เช่น ความซื่อสัตย์ การใจสู้ และครอบครัวที่คอยสนับสนุนมีผลต่อการชำระหนี้” พร้อมกับต้องหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อหารายได้เสริม ประหยัดต้นทุน และเรียนรู้วิธีบริหารจัดการทรัพย์สิน ทั้งนี้บทบาทของผู้นำกลุ่มกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรยังมีส่วนสำคัญมากอีกด้วย จึงเสนอให้ “ภาครัฐต้องจัดทำแนวทางพัฒนาเกษตรกรใน 3 ด้าน เพื่อช่วยแก้ปัญหาหนี้สิน” ได้แก่ ด้านการสื่อสาร ด้านทุนสนับสนุน และด้านข้อมูลข่าวสาร

ผศ.ดร.ชญานี ชวะโนทย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า “ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรติดอยู่ในวงจรหนี้สินคือการมีผลิตภัณฑ์หรือสินเชื่อทางการเงินที่ไม่เหมาะสมกับลักษณะอาชีพ” ดังนั้น สินเชื่อและการชำระหนี้ของเกษตรกรควรมีความยืดหยุ่น เช่น ชำระตามรอบการผลิตเพื่อให้รอบรายรับกับรายจ่ายในการทำเกษตรได้สอดคล้องกันมากขึ้น หรือมีการกำหนดแรงจูงใจอย่างการลดดอกเบี้ยบางส่วน

การลดต้นลดดอก หรือมีรางวัลให้กับเกษตรกรที่สามารถจ่ายคืนหนี้ได้ก่อนครบกำหนดชำระในเดือนมีนาคมสำหรับหนี้ ธ.ก.ส. เป็นต้น นอกจากนี้ ยังต้องให้องค์ความรู้การบริหารจัดการหนี้สินแก่เกษตรกร การจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย รวมถึงเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอย่างการทำประกันภัยพืชผลหรือการใช้เทคโนโลยีเก็บข้อมูลในพื้นที่มาประมวลผลเพื่อคำนวณแนวโน้มผลผลิตในแต่ละรอบการผลิต

“การเปลี่ยนแปลงวิธีการผลิต” ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญในการแก้ปัญหาหนี้สินของเกษตรกร ดังที่ เกียรติศักดิ์ ยั่งยืน นักวิชาการอิสระ ให้ความเห็นว่า เกษตรกรจะออกจากวงจรหนี้หรือบรรเทาลงได้ต้อง 1.ปรับการผลิตสู่ระบบอินทรีย์ ตั้งแต่การบริหารจัดการการใช้ประโยชน์ที่ดิน ปรับระบบเกษตรกรรมสู่การทำนาอินทรีย์ ปรับตัวสู่การเป็นชาวนานักคิดและปรับปรุงพันธุ์ข้าว กับ 2.พัฒนาช่องทางการตลาดผลผลิตอินทรีย์ให้หลากหลาย

ภายในงานยังมีตัวอย่างของ บุญชู มณีวงษ์ กลุ่มพันธมิตรเกษตรกรบ้านนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี และ สุนทร คมคาย กลุ่มเกษตรอินทรีย์เขาไม้แก้ว จังหวัดปราจีนบุรีที่ปรับตัวจนสามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินได้ โดยมีแนวทางคล้ายคลึงกันคือ “การเพิ่มความรู้ด้านการบริหารจัดการเงินและหนี้สิน ลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้เสริมผ่านช่องทางต่างๆ” จนหนี้ที่มีอยู่บรรเทาลงไปมาก

สุนทรแนะนำว่าการทำเกษตรอาจต้องมีหลายช่องทางเพื่อกระจายความเสี่ยงในการจัดการ ตอนกู้ก้อนโตอาจต้องวางแผนใช้หนี้เพราะบางอย่างต้องอาศัยเวลา เช่น การกู้มาพัฒนาแหล่งน้ำหรือที่ดินจะไม่ให้รายได้ในเร็ววัน แต่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่มาก แล้วในวงการเกษตรมันแปรปรวน มีความเสี่ยงสูง ช่วงทำเกษตรแรกๆ ส่วนตัวยอมรับว่า ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ สำคัญสุดคือการตลาด

เราต้องชัดเจนว่า จะปลูกอะไรและขายได้แน่นอน ลดความเสี่ยงว่าจะใช้หนี้ไม่ได้ ทำช่องทางผลิตให้มีความหลากหลายและรู้ว่าจะขายได้เท่าไหร่!!!

มูลนิธิชีวิตไท

เกษตรกรยิ้มได้ ‘บพข.’ หนุนเพิ่มมูลค่าส่วนเหลือทิ้งมันสำปะหลัง สู่สารเคมีชีวภาพมูลค่าสูง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555672

เกษตรกรยิ้มได้'บพข.'หนุนเพิ่มมูลค่าส่วนเหลือทิ้งมันสำปะหลัง สู่สารเคมีชีวภาพมูลค่าสูง

เกษตรกรยิ้มได้’บพข.’หนุนเพิ่มมูลค่าส่วนเหลือทิ้งมันสำปะหลัง สู่สารเคมีชีวภาพมูลค่าสูง

วันเสาร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 16.54 น.

เกษตรกรยิ้มได้ บพข. หนุนเพิ่มมูลค่าส่วนเหลือทิ้งของมันสำปะหลัง สู่สารเคมีชีวภาพมูลค่าสูง

รศ.ดร.สิรี ชัยเสรี ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) กล่าวถึงบทบาทของ บพข. ว่า ประเทศไทยต้องการการวิจัยและนวัตกรรมที่ยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างรายได้ และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้สูงขึ้น บพข. จึงเกิดขึ้นมา เพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และองค์กรด้านการวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อนำงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการมาต่อยอดด้วยการพัฒนาเทคโนโลยี เป็นการลดความเสี่ยงในการลงทุนของภาคเอกชนในการที่จะนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มที่ ทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยเข้มแข็งขึ้น ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง

“บพข. มุ่งเน้นสนับสนุน 7 กลุ่มอุตสาหกรรม ที่ตอบโจทย์การแข่งขันอันท้าทายในระดับโลก เราสามารถสนับสนุนงานวิจัยที่มีผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจสูง หรือมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วน เช่น ชุดตรวจซาร์ส CoV2 ด้วยวิธี RT-PCR ที่ผลิตให้กับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, ชุดตรวจโควิด-19 RT-LAMP เปลี่ยนสี ของบริษัทเซโนสติกส์, การสร้างโรงงานต้นแบบเพื่อแปรรูปอาหารฟังก์ชั่นและเพื่อให้ได้สารสกัดจากธรรมชาติจากทุกภูมิภาคของประเทศ  บพข. มุ่งพัฒนาการทำงานร่วมกันระหว่างนักวิจัยและภาคเอกชนในภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง รวบรวมข้อมูลจากการดำเนินการวิจัยแบ่งปันข้อมูลให้กับเครือข่ายนักวิจัยในอนาคต” ดร.สิรี กล่าว 

ตัวอย่างโครงการที่ บพข. สนับสนุนในรอบปีที่ผ่านมา ได้แก่ความร่วมมือ ระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี กับภาคเอกชนเพื่อผลักดันให้เกิดนวัตกรรมมูลค่าสูง โดย รศ.ดร.อภิชาติ บุญทาวัน หัวหน้าสาขาเทคโนโลยีชีวภาพ สำนักวิชาเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี กล่าวว่า โจทย์ของมหาวิทยาลัยที่ได้รับมาคือ ทำอย่างไรให้ผลผลิตการเกษตร คือ มันสำปะหลังไทยมีราคาสูงขึ้น จึงได้ทำการศึกษา พบว่า วัตถุดิบ คือหัวมันสดนั้น ส่วนหลัก ๆ ที่ผู้ประกอบการเอาไปใช้งานจากต้นมันสำปะหลัง 1 ต้น ก็จะอยู่ในรูปของแป้งมัน ส่วนที่เหลือทิ้ง คือ เหง้า และต้น เราสามารถจะเอามาประยุกต์โดยใช้หลักการของ biorefinery ให้ผลิตเป็นสารเคมีชีวภาพซึ่งมีมูลค่าสูงที่มีราคาแพงกว่าแป้งมัน

“Biorefinery จะเป็นขบวนการทางชีวภาพในการเปลี่ยนสารตั้งต้นที่เป็นวัสดุจำพวกเซลลูโลสให้กลายเป็นเคมีชีวภาพ ที่สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร หรืออุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ ที่มาแรงก็จะเป็นอุตสาหกรรมพลาสติก ซึ่งเป็นพลาสติกที่สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติ หลังจากที่เราใช้แล้วทิ้ง ประเทศไทยเราเป็นเขตร้อน มีความหลากหลายทางชีวภาพมากกว่าหลายประเทศในโลก เพราะฉะนั้นเราจึงสามารถคัดเลือกจุลินทรีย์ชนิดต่าง ๆ เอามาผลิตสารเคมีที่เราต้องการได้” ดร.อภิชาติ กล่าว 

ดร.อภิชาติ กล่าวว่า ผลงานเทคโนโลยี Biorefinery ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ได้ถ่ายทอดให้กับ บริษัท       ซูเทคเอนจิเนียริ่ง จำกัด ซึ่งทำธุรกิจด้านน้ำตาล ที่ต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากการผลิตน้ำตาลธรรมดาไปเป็นการผลิตสารประกอบมูลค่าสูง โดยบริษัทได้ร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยในการพัฒนาโรงงานแปรรูปต้นแบบ  เครื่องจักรที่ใช้ก็ผลิตในประเทศไทยถึง 80% ซึ่ง บพข. สนับสนุนให้ทุกภาคส่วน มาทำงานวิจัยร่วมกัน โดยใช้โรงงานต้นแบบแห่งนี้

‘ประภัตร’ ผุดโครงการปลูกพริกซุปเปอร์ฮอท สร้างรายได้สู้ภัยแล้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555632

‘ประภัตร’ ผุดโครงการปลูกพริกซุปเปอร์ฮอท สร้างรายได้สู้ภัยแล้ง

‘ประภัตร’ ผุดโครงการปลูกพริกซุปเปอร์ฮอท สร้างรายได้สู้ภัยแล้ง

วันเสาร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 12.25 น.

“ประภัตร” ผุดโครงการปลูกพริกซุปเปอร์ฮอท สร้างรายได้ช่วงแล้งลุยแจก 1 แสนต้นกล้า นำร่อง จ.นครสวรรค์ เสริมรายได้สู้โควิด-19

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2564 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเกษตรกรในพื้นที่ตําบลหนองกรด และตําบลกลางแดด อําเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ว่า รัฐบาล และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตระหนักมีความเป็นห่วงเกษตรกร และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ รวมทั้งผลกระทบจากภัยพิบัติ ทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง ตลอดจนผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (covid-19) ในช่วงที่ผ่านมา  จึงมีนโยบายเร่งด่วนเพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชน ให้สามารถประกอบอาชีพสร้างรายได้  จึงได้ส่งเสริมอาชีพทางเลือกให้เกษตรกรมีรายได้ช่วงภัยแล้ง 5 อาชีพ ได้แก่ 1.ปลูกพริกแดง 2.เลี้ยงปลาดุก 3.เลี้ยงจิ้งหรีด 4. เลี้ยงเป็ดไข่ และ 5.ไก่ไข่ 

โดยวันนี้ ได้นำร่อง “โครงการปลูกพริกซุปเปอร์ฮอท สร้างรายได้สู้โควิด-19” ในพื้นที่ ต.หนองกรด และ ต.กลางแดด จ.นครสวรรค์ โดยศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 6 จังหวัดพิษณุโลก ได้ทําการเพาะกล้าพริกเพื่อมอบให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจํานวน 200 ราย กล้าพริกจํานวน 100,000 ต้นกล้า ในพื้นที่นําร่อง 50 ไร่ พร้อมทั้งแนะนําและให้ความรู้แก่เกษตรกรเพื่อปลูกในช่วงฤดูแล้ง วัตถุประสงค์เพื่อลดพื้นที่การปลูกข้าวนาปรัง สลับปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชทางเลือก หรือกิจรรมทางการเกษตรที่มีมูลค่าสูงเพื่อเป็นการเสริมรายได้ รวมทั้งสร้างโอกาสให้เกษตรกรได้เรียนรู้การเพาะปลูกพืชชนิดอื่นในพื้นที่นา เป็นเกษตรกรรมทางเลือกให้ชาวนาในระยะยาว ซึ่งจะเป็นแนวทางหนึ่งในการสร้างรายได้เสริมให้แก่เกษตรกร และจะผลักดันให้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ 

อย่างไรก็ตามการดำเนินการดังกล่าวตนได้มอบหมายให้สํานักงานเกษตรจังหวัดนครสวรรค์ เข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วม ทั้งหมดโดยจะเป็นการทํางานบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกอบด้วย กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสํานักงานเกษตรจังหวัดนครสวรรค์ กรมพัฒนาที่ดิน สํานักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ศูนย์ขยายพันธุ์พืช ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดพิษณุโลก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร องค์การบริหารส่วนตําบลกลางแดด และบริษัทอีสท์ เวสท์ ซีด จํากัด (ศรแดง) ที่ให้การสนับสนุนปัจจัยการผลิตที่จําเป็นแก่เกษตรกร รวมทั้งการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยี ตลอดจนประสานภาคเอกชนในการรับซื้อผลผลิตของเกษตรกรในราคาที่เป็นธรรมต่อไปด้วย

‘ประภัตร’ เยี่ยมชมฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีดชุติกาญน์ ส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยงในฟาร์ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555622

‘ประภัตร’เยี่ยมชมฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีดชุติกาญน์ ส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยงในฟาร์ม

‘ประภัตร’เยี่ยมชมฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีดชุติกาญน์ ส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยงในฟาร์ม

วันเสาร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 10.53 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีดชุติกาญน์ ของคุณชุติกาญจน์ เจี้อยแจ้ว ประธานวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่จิ้งหรีดท่าชัย-ศรีสัชนาลัย ต.ท่าชัย อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย ว่า เป็นฟาร์มที่ได้มาตรฐานสากล ด้านสุขอนามัยและการแปรรูปที่มีคุณภาพเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงจิ้งหรีดในประเทศไทยและสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าต่างประเทศ ปัจจุบันมีสมาชิก 36 ราย เลี้ยงจิ้งหรีดในระบบโรงเรือนทั้งแบบปิดและแบบเปิดแปลงใหญ่ ผ่านการรับรองการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี สำหรับฟาร์มจิ้งหรีด (มาตรฐานฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีด GAP) ปัจจุบันส่งออกตลาดต่างประเทศ เช่น สหรัฐ เม็กซิโก สวิตเซอร์แลนด์ กลุ่มอียู ฯลฯ รูปแบบผงโปรตีนจากจิ้งหรีด 100% นำไปทำพาสต้า



 ส่วนลูกค้าในประเทศจะเน้นจำหน่ายออนไลน์ทั้งปลีก-ส่ง ทั้งผงโปรตีนจากจิ้งหรีด 100% ซึ่งนำไปเป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์ จิ้งหรีดอบกรอบปรุงรส ข้าวเกรียบ คุกกี้ และน้ำพริก มีรายได้ต่อเดือนประมาณ 1.6 ล้านบาท หรือประมาณ 19.2 ล้านบาทต่อปี ซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะเน้นเลี้ยงจิ้งหรีดพันธุ์สะดิ้งเป็นหลัก ซึ่งแต่ละเดือนแม้ผลิตได้นับสิบตัน แต่ก็ไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะผงโปรตีนจากจิ้งหรีดซึ่งส่งออก 90% มีจำหน่ายภายในประเทศเพียง 10% เท่านั้น



ทั้งนี้จิ้งหรีดถือเป็นอาหารโปรตีนคุณภาพสูง ซึ่งเป็นที่ต้องการของต่างประเทศมาก ดังนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้มีการส่งเสริมการเลี้ยงจิ้งหรีดเพื่อส่งออก สร้างรายได้ให้กับเกษตรกร เพราะใช้ระยะเวลาเลี้ยงสั้น และใช้น้ำน้อย



อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าส่งออกสูง แต่ยังประสบกับปัญหาต้นทุนอาหารที่แพง จึงมอบหมายให้กรมปศุสัตว์เข้ามาดูแลคิดค้นสูตรอาหารเพื่อลดต้นทุน และให้มีคุณภาพ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และจะเดินหน้าส่งเสริมสนับสนุนเเกษตรกรในพื้นที่อื่นๆ หันมาเลี้ยงจิ้งหรเป็นอาชีพเสริมในช่วงหน้าแล้ง ในรูปแบบฟาร์มที่ได้มาตรฐาน ได้สินค้าที่ปลอดภัย สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค

บทความพิเศษ : กสก.ชวนเกษตรกรหยุดเผาคืนชีวิตให้ดิน นำเศษวัสดุเหลือใช้ในพื้นที่สร้างมูลค่าเพิ่ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555337

บทความพิเศษ : กสก.ชวนเกษตรกรหยุดเผาคืนชีวิตให้ดิน  นำเศษวัสดุเหลือใช้ในพื้นที่สร้างมูลค่าเพิ่ม

บทความพิเศษ : กสก.ชวนเกษตรกรหยุดเผาคืนชีวิตให้ดิน นำเศษวัสดุเหลือใช้ในพื้นที่สร้างมูลค่าเพิ่ม

วันศุกร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร ชวนเกษตรกรหยุดเผาพื้นที่การเกษตรเพื่อลดปัญหามลพิษ ปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรเพื่อช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์และคืนชีวิตให้ดินและสร้างมูลค่าเพิ่ม จากการนำวัสดุเหลือใช้จากพื้นที่การเกษตรไปใช้ประโยชน์

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรมีแนวทางในการดูแลปัญหาเรื่องการเผาในพื้นที่เกษตร โดยการสร้างและพัฒนาเครือข่ายเกษตรปลอดการเผา เพื่อเร่งรัด จัดการ และแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ที่นอกจากจะทำให้เกิดมลพิษและหมอกควันทำลายชั้นบรรยากาศของโลกแล้ว ยังเป็นการทำลายอินทรียวัตถุ ธาตุอาหาร และโครงสร้างดิน ทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ทำให้ผลผลิตลดต่ำลง และมีต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น โดยการนำร่องสาธิตการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้จากภาคการเกษตรเพื่อลดปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร มาตั้งแต่ ปี 2547 เป็นต้นมา มีกลยุทธ์หลักในการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในสภาพปัญหาที่เกิดจากการเผา แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหา และนำเสนอทางเลือกในการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้จากภาคการเกษตร เพื่อสร้างให้เกิดการปรับเปลี่ยนทัศนคติและจิตสำนึกของเกษตรกรให้ตระหนักถึงผลเสียจากการเผา และมีความรู้ความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีการเกษตรทดแทนการเผา นอกจากนี้ ยังได้จัดทำโครงการให้ความรู้แก่เกษตรกร เน้นให้นำวัสดุเหลือใช้จากพื้นที่การเกษตรไปใช้ประโยชน์อื่นแทนการเผามาอย่างต่อเนื่อง เช่น การทำปุ๋ยหมัก การทำเชื้อเพลิงไว้ใช้ในครัวเรือน การทำวัสดุปลูก รวมถึงยังได้ร่วมบูรณาการกับภาคเอกชนในการผลิตชีวมวลอัดแท่ง โดยรับซื้อฟางอัดก้อน จากเกษตรกร เพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบ ในการผลิต และนำชีวมวลที่ได้ ไปใช้ในโรงงาน ปูนซีเมนต์ ของ SCG และร่วมกับบริษัท SCG ซีเมนต์จำกัด และบริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัดในการทำ MOU มอบเครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อใช้ในโครงการ “ฟางอัดก้อน ลดการเผา Zero Burn” และฝากถึงเกษตรกรให้ร่วมใจ “หยุดเผา” การหยุดเผาได้ประโยชน์ 5 ดี 1 อากาศดี 2 สุขภาพดี 3 ดินดี4 สิ่งแวดล้อมดี 5 รายได้ดี

ด้านนายกิตติพันธ์ จันทาศรี ผู้อำนวยการกองส่งเสริมโครงการพระราชดำริ การจัดการพื้นที่และวิศวกรรมเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดทำโครงการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร เพื่อแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมที่สร้างปัญหามลพิษและหมอกควัน โดยเริ่มต้นนำร่องจาก 10 จังหวัดภาคเหนือตอนบน และได้ขยายผลครอบคลุม 60 จังหวัดในปัจจุบัน โดยเฉพาะพื้นที่ทำนา ที่เป็นปัญหามากในภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคเหนือ เนื่องจากเกษตรกรมักจะเผาตอซังฟางข้าวเพื่อความสะดวกในการไถเตรียมดินสำหรับการเพาะปลูกในรอบถัดไป รวมถึงพื้นที่ปลูกอ้อยในภาคกลาง และภาคอีสาน ที่เกษตรกรมักจะเผาใบอ้อย เพื่อความสะดวกในการตัดอ้อย และพื้นที่บนที่สูงทางภาคเหนือ ที่เผาพื้นที่เพราะต้องการทำไร่ข้าวโพด เป็นต้น โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้เข้าไปส่งเสริมให้ความรู้พื้นฐานด้านการหยุดเผาและชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดจากการเผาในพื้นที่การเกษตร นำเสนอทางเลือกและสาธิตการใช้เทคโนโลยีการเกษตรทดแทนการเผาแก่เกษตรกร เพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติและจิตสำนึกของเกษตรกรให้ยอมรับการทำการเกษตรแบบปลอดการเผา ส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผา โดยคัดเลือกและแต่งตั้งผู้แทนเกษตรกรเพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตรของพื้นที่นำร่อง วิเคราะห์ปัญหา ความพร้อมของชุมชน และจัดทำแผนชุมชนด้านการแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตร รวมทั้งสร้างมาตรการทางสังคม กฎ ระเบียบ ข้อตกลงของชุมชนเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหา ตลอดจนประมวลสรุปองค์ความรู้/ภูมิปัญญาท้องถิ่น และกำหนดแผนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาวิธีการผลิต มุ่งสู่การทำการเกษตรปลอดการเผา เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอทางเลือกวิธีต่างๆ ให้เกษตรกรดำเนินการเพื่อทดแทนการเผา โดยใช้วิธีการนำร่องส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีทดแทนการเผา ทำเป็นจุดเรียนรู้ให้เกษตรกรมีส่วนร่วมและเข้าถึงเทคโนโลยีทดแทนการเผาต่างๆ ตามบริบทของแต่ละพื้นที่ ยกตัวอย่าง เช่น ให้หยุดเผา และหันมาทำการไถกลบตอซังฟางข้าว ใบอ้อย หรือเศษซากพืช เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน คืนชีวิตให้ดิน เพราะถ้าดินดี เกษตรกรก็จะได้รับผลผลิตสูง มีรายได้เพิ่มขึ้น โดยในปี 2563 พบว่ามีเกษตรกรปรับเปลี่ยนมาไถกลบตอซัง 3,858,622 ไร่ สามารถลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีได้ 837,320,974 บาท (คิดเป็นมูลค่า N P K 217 บาท/ไร่) รวมถึงแนะนำให้นำเศษตอซังฟางข้าว หรือเศษวัสดุการเกษตรอื่นๆ ที่เหลือทิ้งในแปลงเพาะปลูก มาทำปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก เพื่อใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีทำให้ลดต้นทุนการผลิต และลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งในปี 2563 สามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้ 52,358,652 กิโลกรัม สร้างรายได้ 209,434,608 บาท (ราคาขาย 4 บาท/กก.)นำเศษวัสดุการเกษตร มาใช้เลี้ยงสัตว์ เช่น นำมาอัดก้อน หรือนำมาทำอาหารหมักเพื่อใช้เลี้ยงโค โดยในปี 2563 พบว่าสามารถผลิตฟางอัดฟ่อนได้ประมาณ 508,584,994 กิโลกรัม (37,027,751 ก้อน) สร้างรายได้ 1,110,832,530 บาท (ราคาขาย 30 บาท/ก้อน) นอกจากนี้ ยังนำมาใช้ประโยชน์ทางด้านพลังงาน เป็นพลังงานทดแทน เช่น นำผลิตเป็นเชื้อเพลิงอัดแท่ง หรืออัดก้อน เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง ให้ความร้อนในการผลิตทางกระบวนการอุตสาหกรรมหรือนำมาใช้ทำอาหารในครัวเรือน ซึ่งในปี 2563 พบว่าสามารถนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาผลิตถ่านอัดแท่งได้ประมาณ 24,048 กก. สร้างรายได้ 480,960 บาท (ราคาขาย 20 บาท/กก.) หรือจะนำมาเพาะเห็ดนำฟางมาเป็นวัสดุเพาะเห็ด 386,633 กก. สร้างรายได้ 57,994,950 บาท(ราคาขาย 150 บาท/กก.) หรือจะนำมาผลิตของใช้ หรือของประดับก็ได้เช่นกัน

“อยากให้เกษตรกรให้คำนึงถึงผลกระทบจากการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรแล้วปรับเปลี่ยนมาใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหล่านี้ให้เป็น เพราะจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกรได้อีกหลายเท่าตัว” นายกิตติพันธ์ กล่าวทิ้งท้ายเข้มแข็ง ยุติธรรมเข้มแข็ง ยุติธรรมกิตติพันธ์ จันทาศรีกิตติพันธ์ จันทาศรี