ก.เกษตรฯตั้งเป้าไทยเป็นฮับแมลงโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/526411

ก.เกษตรฯตั้งเป้าไทยเป็นฮับแมลงโลก

วันพุธ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดนโยบายตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตโปรตีนจากแมลงหรือฮับแมลงโลกโดยส่งเสริมการเลี้ยงจิ้งหรีดให้เกษตรกร เพื่อสร้างรายได้ โดยมอบหมายหน่วยงานในสังกัด เร่งส่งเสริมและยกระดับมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีดซึ่งมีกว่า 20,000 ฟาร์ม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในผลผลิตให้ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

นโยบายดังกล่าวสอดรับกับแนวทางขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO : Food and Agriculture Organization) ที่ประกาศให้“แมลงเป็นแหล่งอาหารในอนาคตของโลก” โดย FAO คาดการณ์ว่าจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลให้ความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์ของโลกซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนเพิ่มขึ้น 30% ภายใน 15 ปีข้างหน้า การสนับสนุนการบริโภคโปรตีนจากแมลงจึงเป็นหนึ่งในแนวทางในการรับมือกับอาหารในอนาคตที่ดีที่สุด ซึ่งผลการวิจัยเรื่องอาหารแห่งอนาคต (Future Food) และอาหารใหม่ (Novel Food) พบว่า “แมลง” มีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ทั้งแคลเซียม ซิงค์ วิตามินบี 2 บี 12 ในปริมาณสูง มี โอเมกา 3 6 9รวมทั้งไฟเบอร์ ซึ่งเป็นไฟเบอร์จากสัตว์เพียงชนิดเดียว ช่วยปรับสมดุลในลำไส้ นอกจากนี้ยังมีกรดอะมิโนจำเป็นต่อร่างกายอีกกว่า 10 ชนิด

สำหรับแมลงที่มีอยู่นับล้านชนิด“จิ้งหรีด” เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด และข้อมูลจากบริษัท Research and Markets ระบุว่าตลาดแมลงรับประทานได้ทั่วโลกมีอัตราการเติบโตระหว่างปี 2018-2023 คิดแบบ Compound Annual Growth Rate (CAGR) ที่ร้อยละ 23.8และคาดว่าในปี 2023 ตลาดจะมีขนาด 37,900 ล้านบาท โดยตลาดเอเชียมีสัดส่วนถึง 30-40% ของทั้งโลก ที่เหลือกระจายตัวอยู่ทั้งในยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา ลาตินอเมริกา และอเมริกาเหนือ จากข้อมูลของกรมวิชาการเกษตร พบว่า ประเทศไทยมีแมลงที่มีคุณค่าอาหารอย่างน้อย 194 ชนิด เช่น จิ้งหรีด จิ้งโกร่ง ตั๊กแตน หนอน และดักแด้ไหม ปัจจุบันประเทศไทยถือเป็นตลาดหลักในการส่งออกแมลงไปขายทั่วโลก

นายอลงกรณ์กล่าวต่อว่า โปรตีนจากแมลงจัดเป็นซูเปอร์ฟู้ด (Super Food) และเป็นอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ที่ต้องยกระดับมาตรฐานการผลิตการแปรรูปและการตลาด รวมทั้งส่งเสริมสตาร์ทอัพไทย ทั้งนี้ จะมีการจัดตั้ง“ศูนย์เทคโนโลยีแมลง” ภายใต้ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC : Agritechand Innovation Center) โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯกับอีกอย่างน้อย 4 มหาวิทยาลัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมทั้งมหาวิทยาลัยอื่นๆ เพื่อนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ กระบวนการผลิต การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งแบบสด แช่แข็งทอด คั่ว หรือบรรจุกระป๋อง รวมถึงทำเป็นผงบดเพื่อเป็นส่วนผสมในการทำเบเกอรี่ และแปรรูปเป็นแป้งจำพวกเส้นพาสต้า โปรตีนบาร์ ผงแป้งขนมขบเคี้ยว และ protein shakes ซึ่งกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา แคนาดา เอเชียตะวันออก ลาตินอเมริกา แอฟริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่างให้ความสนใจต่อการบริโภคเป็นอย่างมาก ซึ่งตลาดส่งออกไทยไปต่างประเทศได้รับความนิยมและขยายตัวอย่างรวดเร็วเติบโตถึงร้อยละ 23 ต่อปี โดยเฉพาะ สหรัฐสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และ จีน และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค มกอช.ได้ประกาศมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) สำหรับฟาร์มจิ้งหรีด (มกษ.8202-2560) เป็นมาตรฐานทั่วไป

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวกันเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ผู้เลี้ยงแมลง โดยเฉพาะจิ้งหรีด ปัจจุบันมีแปลงใหญ่จิ้งหรีดทั้งหมดจำนวน 11 แปลง เกษตรกรสมาชิก 469 ราย พื้นที่รวมประมาณ 848.5 ไร่ ใน 10 จังหวัด ได้แก่ ได้แก่ จังหวัดกาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครพนม บุรีรัมย์ พิจิตร พิษณุโลก มหาสารคาม ลพบุรี สระแก้ว และจังหวัดสุโขทัย โดยมีกำลังการผลิตรวมกว่า 1.1 พันตัน

โครงการ Better Farms, Better Lives ช่วยชาวนา สู่ชีวิตวิถีใหม่ด้านการเกษตร ห่วงใยสุขภาพและสิ่งแวดล้อม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/526425

โครงการ Better Farms, Better Lives ช่วยชาวนา สู่ชีวิตวิถีใหม่ด้านการเกษตร ห่วงใยสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

โครงการ Better Farms, Better Lives ช่วยชาวนา สู่ชีวิตวิถีใหม่ด้านการเกษตร ห่วงใยสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 19.18 น.

วิถีชีวิตของชาวนาและภาวะเศรษฐกิจชุมชนกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ล่าสุดยังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ทาง บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด ร่วมกับมูลนิธิคลังสมองสหกรณ์ไทย จัดกิจกรรม “การฟื้นฟูธุรกิจ และเศรษฐกิจข้าวชุมชน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา” ภายใต้ โครงการ Better Farms, Better Lives  ณ โรงเรียนวัดสามบัณฑิต อำเภออุทัย จังหวัดพระนครอยุธยา โดยมีเครือข่ายเกษตรกรรายย่อยเข้าร่วมกว่า 100 คน

นายอนันต์ ภู่สิทธิกุล ประธานมูลนิธิคลังสมองสหกรณ์ไทย เปิดเผยว่า โครงการฯ นี้ มุ่งเน้นให้เกษตรกรปลูกข้าวในผืนนาที่ปลอดภัยต่อทั้งผู้ปลูกและผู้บริโภค ส่งเสริมคุณภาพชีวิตเกษตรกรรายย่อยให้ได้ถึง 50,000 คน ครอบคลุม 25 จังหวัดหรือราว 150 ชุมชน โดยได้รับความร่วมมือจากภาคีทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและเครือข่ายเกษตรกรต่างๆ

นายฆาแวน คำดี ประธานศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุข้าวชุมชน ตำบลเขาชะงุ้ม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า การใช้โดรนเพื่อการเกษตรนับเป็นนวัตกรรมที่ได้รับความนิยมหลายพื้นที่และกำลังขยายตัวรวดเร็วเพราะตอบโจทย์ชาวนา เนื่องจากการใช้โดรนพ่นยาปราบวัชพืชคิดค่าบริการไร่ละ 60-80 บาท และ 1 ชม. สามารถพ่นได้ถึง 25 ไร่ ถ้าใช้แรงงานคนอาจเปลืองเวลาทั้งวัน แถมแรงงานที่จะมาทำแบบนี้ก็หาได้ยากขึ้น เทียบกันแล้วค่าแรงคนกับการใช้โดรนเท่ากัน แต่โดรนมีความปลอดภัยกว่า ไม่ต้องให้เกษตรกรไปสัมผัสสารเคมีอีกด้วย

นายสินสมุทร คงประโยชน์ ชาวนาต้นแบบอีกท่านหนึ่ง กล่าวเสริมว่า การใช้ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชอาจ ยังจำเป็นต้องใช้ต่อไป แต่ก็ควรผสมผสานกับปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ และต้องให้ความร่วมมือไม่เผาในแปลงนา ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญคือรวมกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้

ด้าน นายสุทธินาท คงสมทอง ประธานศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีตำบลสามบัณฑิต ระบุถึงสาเหตุที่ชาวนาจำนวนมาก ยังไม่เปลี่ยนวิถีการทำนาแบบเดิมๆ เป็นเพราะความ “กลัว” การปรับเปลี่ยนสู่วิถีใหม่แล้วต้นทุนจะสูงขึ้น ซึ่งโครงการฯ นี้ช่วยแก้ปัญหาได้

โครงการ Better Farms, Better Lives จัดขึ้นโดย บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด ร่วมกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมการข้าว มูลนิธิคลังสมองสหกรณ์ไทย สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์ โปรดิวส์ จำกัด ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยที่เผชิญปัญหาทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์โควิด -19 ด้วยการมอบชุดผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์ความปลอดภัยจำนวน 50,000 ชุด พร้อมโครงการการฝึกอบรมความรู้การผลิตข้าวในวิถีใหม่ด้วยเทคโนโลยีที่ปลอดภัย เกิดความยั่งยืน รวมมูลค่า 20 ล้านบาท ให้กับเกษตรกรรายย่อย 26 จังหวัด

‘อธิบดีปศุสัตว์’ลงพื้นที่ปากช่อง มอบหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน-ถุงยังชีพปศุสัตว์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/526309

'อธิบดีปศุสัตว์'ลงพื้นที่ปากช่อง มอบหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน-ถุงยังชีพปศุสัตว์

‘อธิบดีปศุสัตว์’ลงพื้นที่ปากช่อง มอบหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน-ถุงยังชีพปศุสัตว์

วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 14.58 น.

“อธิบดีปศุสัตว์”ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ มอบหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน พร้อมถุงยังชีพปศุสัตว์ และสิ่งของช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม ในพื้นที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา (20 ตุลาคม 2563) นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ลงพื้นที่มอบหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน และถุงยังชีพช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา พร้อมด้วย นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ปศุสัตว์เขต 3 ปศุสัตว์จังหวัด และข้าราชการในพื้นที่ ร่วมลงพื้นที่ช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์

ทั้งนี้ นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวว่า จากอิทธิพลของพายดีเปรสชั่น และลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ที่พัดปกคลุ่มทะเลอันดามัน และอ่าวไทย ทำให้เกิดฝนตกหนักติดต่อมาตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2563 ทำให้เกิดน้ำไหลหลากและน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อสัตว์เลี้ยงของเกษตรกร เช่น โคนม
โคเนื้อ ทำให้ขาดแคลนอาหารสัตว์ร่วมพันตัว ดังนั้น ในฐานะผู้อำนวยการ ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ (ศปภศ.) จึงได้สั่งการด่วนถึงทุกหน่วยงานในพื้นที่ ให้ความช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และลดความสูญเสียให้มีน้อยที่สุด โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่งได้มีการอพยพสัตว์เลี้ยงของเกษตรกร 15 ราย เป็นโคนม และโคเนื้อ จำนวน 508 ตัว แพะ 38 ตัว เบื้องต้นได้จัดหาหญ้าแห้ง จำนวน 5,000 กิโลกรัม พร้อมจัดเจ้าหน้าที่เพื่อดูแลรักษากรณีสัตว์เจ็บป่วย รวมทั้งมอบเวชภัณฑ์บำรุงสุขภาพสัตว์แล้ว

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวด้วยว่า ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมตลอดเวลา เพื่อให้สามารถให้บริการแก่เกษตกรได้อย่างทันท่วงที โดยปัจจุบันกรมปศุสัตว์มีการ เตรียมความพร้อมด้านเสบียงอหารสัตว์ กว่า 5,600 ตัน หน่วยสัตว์แพทย์เคลื่อนที่ในระดับจังหวัด ระดับเขต และระดับกรม รวม 325 หน่วย พาหนะสำหรับอพยพสัตว์ และขนส่งเสบียงอาหารสัตว์ 200 คัน ถุงยังชีพสำหรับสัตว์ 3,000 ถุง คอกสัตว์สำหรับตั้งจุดอพยพสัตว์ 30 ชุด

สำหรับเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนและเกิดความเสียหายต้องการรับการช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดในพื้นที่ หรือติดต่อศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ โทร 02-6534444 ต่อ 3315 และ 3326 หรือ disaster@dld.go.th

เกษตรกรแห่ใช้ชีวภัณฑ์ไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทย กำจัดแมลงศัตรูพืช-ปลอดภัยไร้สารตกค้าง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/526176

เกษตรกรแห่ใช้ชีวภัณฑ์ไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทย กำจัดแมลงศัตรูพืช-ปลอดภัยไร้สารตกค้าง

วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางนุชนารถ ตั้งจิตสมคิด ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยา สำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทยเป็นชีวภัณฑ์กำจัดแมลงศัตรูพืชที่มีความปลอดภัยต่อมนุษย์ สัตว์เลือดอุ่น พืชและสภาพแวดล้อม ไม่มีสารเคมีตกค้างในผลิตผลเกษตร มีประสิทธิภาพในการกำจัดแมลงศัตรูได้หลายชนิด ทั้งกลุ่มหนอนด้วง หนอนผีเสื้อและแมลงศัตรูพืชอื่นๆ ซึ่งกรมวิชาการเกษตร ได้วิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนได้เป็นนวัตกรรมชีวภาพในรูปแบบเชื้อสด พร้อมใช้โดยเกษตรกรสามารถทำใช้เองได้ ซึ่งนวัตกรรมดังกล่าวตอบโจทย์ภาคการเกษตรยุคเกษตรปลอดภัยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

กรมวิชาการเกษตร มีความพร้อมในเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเพาะเลี้ยงไส้เดือนฝอยแบบทำใช้เองซึ่งได้มีการขับเคลื่อนผลงานวิจัยดังกล่าวสู่เกษตรกรโดยถ่ายทอดเทคโนโลยีจากส่วนกลางไปสู่หน่วยงานของกรมวิชาการเกษตรในส่วนภูมิภาครวมจำนวน 36 ศูนย์และจัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้กับเกษตรกรในแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังได้ติดตั้งโรงผลิตไส้เดือนฝอยระดับชุมชนใช้ร่วมกัน จำนวน 70 โรง กระจายทุกภาคของประเทศ รวม 44 จังหวัด เพื่อให้เกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรสามารถทำได้ใช้เป็น และสนับสนุนการสร้างเครือข่ายการผลิตไส้เดือนฝอยจำหน่ายและจ่ายแจกภายในชุมชน รวมทั้งหน่วยงานในพื้นที่ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตไส้เดือนฝอยให้กับชุมชนอย่างต่อเนื่องโดยจัดอบรมให้กับเกษตรกรในแต่ละพื้นที่รวม 10,661 ราย ได้รับความรู้เรื่องชีวภัณฑ์ไส้เดือนฝอยกำจัดแมลงตามนโยบายลดการใช้สารเคมี ลดต้นทุนการผลิต และสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรพึ่งพาตนเอง

ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยากล่าวว่า ปัจจุบันชีวภัณฑ์ไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทยกำจัดแมลงศัตรูพืชได้รับการยอมรับจากเกษตรกรเป็นอย่างมาก และมีความต้องการใช้เพิ่มขึ้นทุกปี สำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพจึงได้จัดตั้ง “ศูนย์เทคโนโลยีการผลิตไส้เดือนฝอยกำจัดแมลงสายพันธุ์ไทย” เป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยี/นวัตกรรมไส้เดือนฝอยกำจัดแมลงอย่างครบวงจรให้กับเกษตรกรผลิตใช้เองและเป็นข้อมูลให้กับภาคเอกชนหรือวิสาหกิจชุมชนประกอบการตัดสินใจลงทุนผลิตเป็นผลิตภัณฑ์จำหน่ายในราคาที่เกษตรกรเข้าถึงได้ เพื่อให้มีการใช้แพร่หลายเพิ่มขึ้นและต่อเนื่องช่วยลดการใช้สารเคมีกำจัดแมลง โดยเฉพาะลดสารพิษตกค้างในผลิตผลเกษตร

ทั้งนี้ ในปี 2564-2565 กรมวิชาการเกษตร มีแผนที่จะเร่งพัฒนาเครื่องมือเพาะขยายไส้เดือนฝอยรูปแบบใหม่ที่มีขนาดเล็ก ราคาถูก เหมาะกับเกษตรกรรายย่อยปลูกผักไม่เกิน 5 ไร่ เพื่อทำใช้เองได้ และพัฒนากระบวนการเพาะเลี้ยงที่ได้จำนวนไส้เดือนฝอยสูงขึ้นกว่ารูปแบบเดิม ช่วยให้ต้นทุนการผลิตใช้เองต่ำลงเพื่อให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงนวัตกรรมการผลิตไส้เดือนฝอยกำจัดแมลงได้อย่างทั่วถึงในทุกภูมิภาค พร้อมสร้างเกษตรกรต้นแบบ 400 ราย ครอบคลุมทั่วประเทศให้เป็นผู้ขยายผลต่อเนื่องภายใต้โครงการ “พัฒนาการผลิตไส้เดือนฝอยกำจัดแมลงรูปแบบใหม่เพื่อเกษตรกรรายย่อยทำใช้เอง”

“ไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทยเป็นชีวภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพกำจัดแมลงศัตรูพืชได้หลายชนิด และเป็นสายพันธุ์ไทยทนร้อนที่มีศักยภาพในการเพาะขยายได้ง่ายในอาหารเทียม ต้นทุนต่ำ เกษตรกรสามารถเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตได้โดยง่ายนำไปทำใช้เองได้ ช่วยลดและทดแทนการใช้สารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืชได้หลายชนิด ทำให้ลดรายจ่ายการซื้อสารกำจัดศัตรูพืช รวมทั้งยังเป็นสารชีวภัณฑ์ที่มีความปลอดภัยต่อผู้ใช้ ผู้บริโภค และสภาพแวดล้อม ตอบโจทย์นโยบายภาครัฐในการลดละเลิกสารเคมีให้สามารถผลิตพืชปลอดภัยจากยาฆ่าแมลง และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเกษตรกรสามารถลด-เลิกการใช้สารฆ่าแมลงได้50-100%” ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยา กล่าว

กรมส่งเสริมการเกษตรคว้า2รางวัลคุณภาพปี’63 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/526177

กรมส่งเสริมการเกษตรคว้า2รางวัลคุณภาพปี’63

วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ปี2563 กรมส่งเสริมการเกษตร ได้รับ 2 รางวัลได้แก่ รางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ ด้านการวางแผนยุทธศาสตร์และการสื่อสาร เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้หน่วยงานของรัฐที่มีผลการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการได้ทัดเทียมมาตรฐานสากล ซึ่งได้มาด้วยความเพียรพยายามอดทน หลอมรวมกับความตั้งใจจริงของทุกคนในองค์การ เพื่อนำพาองค์การให้ก้าวสู่ความเป็นเลิศ โดยจัดทำแผนยุทธศาสตร์ของกรมส่งเสริมการเกษตรให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ยึดหลัก “ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหา และร่วมรับประโยชน์” คือเจ้าหน้าที่ทุกระดับ องค์กรเกษตรกร ภาคเอกชน ร่วมคิดวิเคราะห์ เพื่อวางแผนยุทธศาสตร์กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกันและวางแนวทางให้เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 20 ปี รวมทั้งวางแนวทางส่งเสริมพัฒนาเกษตรกรตามศักยภาพ และลักษณะทำฟาร์มของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ด้วย นอกจากนี้ การทำแผนดังกล่าวลงสู่ภาคปฏิบัตินั้น ใช้ช่องทางต่างๆเพื่อสื่อสารให้ถึงผู้ปฏิบัติในทุกระดับคือ ผู้บริหารสื่อสารหรือให้ทิศทางการบริหารราชการ ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น การประชุมประจำเดือนของผู้บริหาร เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับเขต รวมไปถึงการลงพื้นที่ตรวจราชการและให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ซึ่งการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรมีวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดระบบส่งเสริมการเกษตร (T&V system) โดยมีองค์ประกอบหลักคือ ถ่ายทอดความรู้ (Training) การเยี่ยมเยียน (Visiting) การสนับสนุน (Supporting) การนิเทศงาน (Supervision) และจัดการข้อมูล (Data Management)

ทั้งนี้ ระบบส่งเสริมการเกษตรจะมุ่งเน้นทำงานแบบบูรณาการและมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนการทำงานและแก้ปัญหาของเกษตรกรให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้เกิดผลสำเร็จสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของกรมส่งเสริมการเกษตรที่ว่า “เกษตรกรเข้มแข็ง มีคุณภาพชีวิตที่ดี ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม และมีรายได้ที่มั่นคง”

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับรางวัลการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ระดับดี ประเภทรางวัลสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม (Effective change) จากผลงานชุมชนบางตลาดร่วมใจ บริหารจัดการผลผลิตมะพร้าวอ่อนแบบบูรณาการ เป็นรางวัลที่มอบให้หน่วยงานของรัฐที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารราชการบนพื้นฐานความรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง โดยผลงาน/โครงการชุมชนบางตลาดร่วมใจ บริหารจัดการผลผลิตมะพร้าวอ่อนแบบบูรณาการเป็นผลงานจาก ต.บางตลาด อ.คลองเขื่อนจ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นแหล่งปลูกมะพร้าวน้ำหอมที่มีคุณภาพแหล่งหนึ่งของประเทศ แต่ปัจจุบันปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ยราคาสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง ประกอบกับประสบปัญหาเศษวัสดุเหลือใช้จากการแปรรูปมะพร้าว ก่อมลพิษและอาจเป็นแหล่งสะสมโรคและแมลงศัตรูพืช กรมส่งเสริมการเกษตรจึงดำเนินการโดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของเกษตรกร ชุมชน และหน่วยงานภาคีในลักษณะที่ได้ประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย โดยกระตุ้นให้เกษตรกรคิดวิเคราะห์ร่วมวางแผนแก้ปัญหาในพื้นที่ตนเอง และมีเกษตรกรเครือข่ายเป็นผู้ประสานการถ่ายทอดความรู้และแก้ปัญหาด้านการเกษตร

ปศุสัตว์เช็คบิลเนื้อวัวปลอม ตรวจพบดีเอ็นเอสุกร ลักลอบส่งขายร้านชาบู #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/526210

ปศุสัตว์เช็คบิลเนื้อวัวปลอม  ตรวจพบดีเอ็นเอสุกร  ลักลอบส่งขายร้านชาบู

ปศุสัตว์เช็คบิลเนื้อวัวปลอม ตรวจพบดีเอ็นเอสุกร ลักลอบส่งขายร้านชาบู

วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ปศุสัตว์ จับมือตำรวจ ปคบ.ลุยตรวจสอบเนื้อวัวปลอมแปลงย่านคลองสามวา กทม.หลังจากได้รับร้องเรียน ยึดของกลางกว่า 200 กิโลกรัม ส่งขายร้านชาบู ร้านอาหารผ่านออนไลน์ ตร.จ่อเอาผิดข้อหาหนัก

เมื่อวันที่ 19ตุลาคม นายจิรภัทร อินทร์สุข หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษพญาไท กรมปศุสัตว์ ร่วมกับ พ.ต.ท.เกียรติชัย แสงศิลา สว. ร.ต.อ.ศิษฎพงศ์ สิริวัฒน์ รอง สว.บก.ปคบ.และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ลงพื้นที่ย่านคลองสามวา กทม.ตรวจสอบเนื้อสุกร ภายหลังมีผู้ร้องเรียนกับทางกรมปศุสัตว์ ว่าพบการลักลอบนำเนื้อสุกรปลอมแปลงให้เหมือนเนื้อวัว ออกจำหน่ายให้กับผู้บริโภค โดยพบว่ามีผู้ประกอบกิจการจำหน่ายเนื้อสัตว์ตัดแต่งเนื้อดังกล่าวจริง และมีการประกาศขายผ่านช่องทางออนไลน์ ลักษณะเป็นเนื้อแช่แข็ง ส่งไปยังร้านชาบู ร้านค้าเนื้อวัวและร้านอาหารอีสานทั่วประเทศ

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตรวจพบคนงานกำลังตัดแต่งเนื้อสัตว์ มีทั้งเนื้อวัว เครื่องใน และเลือด 228 กิโลกรัม เนื้อสันคอวัวตัดแต่งเป็นก้อน ถุงละ 1 กิโลกรัม รวม 50 กิโลกรัม และเนื้อวัวนำเข้าจากประเทศอินเดีย 136 กิโลกรัม เจ้าหน้าที่จึงอายัดทั้งหมดไว้เก็บตัวอย่างเนื้อสัตว์ 8 รายการ ส่งตรวจยังห้องปฏิบัติการกรมปศุสัตว์ และศูนย์วิทยาศาสตรฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เบื้องต้นทราบผลทดสอบจากห้องปฏิบัติการ ว่ามีเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคที่เป็นอันตราย และตรวจสอบดีเอ็นเอสุกร 4 รายการ ได้แก่ ลิ้นเค็ม , สเต็กเนื้อ , เนื้อสันคอ และเนื้อสันคอวัว

อย่างไรก็ดี ทางพนักงานสอบสวน ได้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในความผิดตามกฎหมายโรคระบาดสัตว์ 2558 และกฎหมายควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อจำหน่าย 2559 ประกอบด้วย ฐานความผิดไม่แสดงเอกสารใบอนุญาตเคลื่อนย้าย(ร.4) ตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท ไม่สามารถแสดงเอกสารรับรองให้จำหน่ายเนื้อสัตว์ (รน) ตาม พ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่าย มีโทษจำคุกไม่เกิน1ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท และไม่สามารถแสดงใบอนุญาตค้าสัตว์หรือซากสัตว์ (ร.10/1) มีตามพ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ มีโทษจำคุกไม่เกิน1ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หลังจากนี้ ทางเจ้าหน้าที่จะเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน และพิจารณาส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ และเข้าร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายอาญา , พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค 2562 ส่วนเนื้อสัตว์ของกลางจะถูกนำไปทำลายตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งกรมปศุสัตว์ อยากฝากไปยังผู้ประกอบการร้านอาหารและประชาชนทั่วไป ขอให้เลือกซื้อเนื้อสัตว์ที่ได้มาตรฐานการผลิตและสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้ โดยกรมปศุสัตว์ สร้างทางเลือกให้ผู้บริโภค โดยจัดทำโครงการปศุสัตว์โอเค.หากประชาชนต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือพบเห็นการกระทำผิด สามารถแจ้งผ่านแอพพลิเคชั่น DLD 4.0 ที่ดาวน์โหลดและติดตั้งได้ในโทรศัพท์สมาร์ทโฟนทุกระบบ

‘ฉันทานนท์’ย้ำสศก.ขับเคลื่อน5ภารกิจ ลุยทำหน้าที่‘เนวิเกเตอร์เศรษฐกิจการเกษตร’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/526175

‘ฉันทานนท์’ย้ำสศก.ขับเคลื่อน5ภารกิจ ลุยทำหน้าที่‘เนวิเกเตอร์เศรษฐกิจการเกษตร’

วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)กล่าวว่า สศก.ในฐานะองค์กรชี้นำการพัฒนาภาคเกษตรและศูนย์กลางสารสนเทศการเกษตรแห่งชาติ ภายในปี 2565 จำเป็นที่จะต้องก้าวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทุกมิติและด้วยบทบาทภารกิจสำคัญยิ่ง ที่รับผิดชอบเป็นหน่วยงานจัดทำ Big Data ด้านการเกษตรของประเทศ จึงต้องพร้อมทั้งสมรรถนะและศักยภาพบุคลากร เพื่อให้องค์กรเติบโตสู่ Digital Transformation ในยุค New Normal ต้องก้าวให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะภาคเกษตรที่ต้องเผชิญกับความท้าทาย ทั้งด้านภัยพิบัติธรรมชาติ โรคระบาดคนและสัตว์ ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีนวัตกรรม

การดำเนินงานของ สศก. ต้องเน้นนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เหมาะสม มาประยุกต์ในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และในฐานะองค์กรชี้นำการพัฒนาภาคเกษตรและศูนย์กลางสารสนเทศการเกษตรแห่งชาติ จึงทำหน้าที่เปรียบเสมือนผู้นำทาง หรือ “เนวิเกเตอร์เศรษฐกิจการเกษตร” เพื่อชี้แนะข้อมูล ทิศทางแนวโน้มภาคเกษตร ให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเกษตรกรสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง

สำหรับนโยบายการปฏิบัติงานที่นายฉันทานนท์ ได้วางแนวทางไว้ให้กับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ในโอกาสเข้าดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สศก.คือ การมุ่งเน้นให้สศก.ขับเคลื่อนงานทั้งด้านข้อมูล วิจัย นโยบาย ประเมินผล และด้านบริหารอย่างครอบคลุม โดยต้องเป็นหน่วยงานที่พัฒนา เตรียมพร้อม และสามารถรับมือต่อทุกสถานการณ์ตลอดเวลา เพื่อทำหน้าที่เป็นเนวิเกเตอร์เศรษฐกิจการเกษตรให้แก่ประเทศด้วยความรวดเร็ว แม่นยำทั้งภารกิจ 5 ด้านคือ 1.พัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศให้รวดเร็ว ถูกต้อง และแม่นยำ นำไปใช้ในการวิเคราะห์ วิจัย จัดทำนโยบายได้อย่างตรงประเด็น ซึ่งการจัดทำ Big data ต้องพัฒนาไปสู่ ระบบการประมวลผลที่มีการวิเคราะห์เชิงลึก (Artificial Intelligence: AI) ทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย เข้าใจง่าย และนำไปใช้ประโยชน์ได้ 2.ด้านวิจัย ใช้ประโยชน์ได้ มีผลกระทบต่อคนในวงกว้าง สนองต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาได้อย่างชัดเจน

3.จัดทำและเสนอนโยบายที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน สนองต่อความต้องการและนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง 4.ประเมินผลตามข้อเท็จจริง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน และ 5.จัดทำและเผยแพร่ข้อมูลสะท้อนความเป็นจริงให้ทุกภาคส่วนรับรู้ พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขและพัฒนาอย่างชัดเจนและปฏิบัติได้จริง มีการทำงานรวดเร็ว แม่นยำ มีประสิทธิภาพ มีความเป็นทีม ทั้งภายในและภายนอก สศก. ที่สำคัญคือต้องพัฒนาบุคลากรให้มีองค์ความรู้ มีความเชี่ยวชาญ เป็นมืออาชีพ สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ตลอดจนพัฒนาและเพิ่มศักยภาพของสศท. 1-12 ให้สามารถทำงานแทนส่วนกลางได้ และไม่ลืมในด้านคุณธรรม จริยธรรม เพื่อมุ่งสร้างธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นในองค์กร

‘ธรรมนัส’รับฟังทิศทางการดำเนินงาน กรมพัฒนาที่ดิน-ม.แม่ฟ้าหลวง พื้นที่ลุ่มน้ำโขงล้านช้าง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/526069

'ธรรมนัส'รับฟังทิศทางการดำเนินงาน กรมพัฒนาที่ดิน-ม.แม่ฟ้าหลวง พื้นที่ลุ่มน้ำโขงล้านช้าง

‘ธรรมนัส’รับฟังทิศทางการดำเนินงาน กรมพัฒนาที่ดิน-ม.แม่ฟ้าหลวง พื้นที่ลุ่มน้ำโขงล้านช้าง

วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 15.00 น.

รมช.ธรรมนัส รับฟังทิศทางการดำเนินงาน ความร่วมมือกรมพัฒนาที่ดินกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ใต้กรอบการใช้ที่ดินอย่างยั่งยืน พื้นที่ลุ่มน้ำโขงล้านช้าง 

19 ตุลาคม 2563 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมรับฟังบรรยายสรุปยุทธศาสตร์และทิศทางด้านการศึกษาของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และความร่วมมือกับกรมพัฒนาที่ดิน ภายใต้กรอบการใช้ที่ดินอย่างยั่งยืนพื้นที่ลุ่มน้ำโขงล้านช้าง ณ สถานีพัฒนาที่ดินเชียงราย อ.แม่จัน จ.เชียงราย

ทั้งนี้ ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมพัฒนาที่ดิน มีนโยบายที่สำคัญด้านการพัฒนาที่ดินและการอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยมีการวางแผนการใช้ที่ดิน และการบริหารจัดการดินให้มีศักยภาพในการผลิต อันเกิดจากการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ สร้างมูลค่าเพิ่มและลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตรได้อย่างยั่งยืน 

ทั้งนี้ได้มีการบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกรมพัฒนาที่ดิน กับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มีกำหนดระยะเวลา 5 ปี โดยกำหนดกรอบความร่วมมือทางวิชาการในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และศึกษาวิจัย ในประเด็นการศึกษาการปนเปื้อนสารก่อมลพิษทางดินที่ส่งผลต่อการบริการเชิงนิเวศ และการลดใช้สารเคมีในพื้นที่เกษตรกรรม การพัฒนานวัตกรรมและเทคนิคการวิเคราะห์ดินสำหรับเกษตรกรที่เหมาะสมกับทรัพยากรดินของประเทศไทย การบริหารจัดการการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้และชุมชน รวมถึงจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่สูงซึ่งปลูกพืชเศรษฐกิจ เป็นต้น ซึ่งความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้เป็นการส่งเสริมองค์ความรู้ในด้านการจัดการที่ดินเพื่อการเกษตร ให้องค์กร สถาบันการศึกษา หน่วยงาน และประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและจัดการการใช้ที่ดินอย่างเหมาะสมและยั่งยืน

ขณะเดียว ยังได้ลงดูโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ โดย กรมพัฒนาที่ดินเชียงราย สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 7 ในพื้นที่ดำเนินการ 10 ไร่ โดยแบ่งเป็น พื้นที่สระน้ำเดิมประมาณ 3 ไร่ 1 งาน พื้นที่ปลูกไม้ผลประมาณ 2 ไร่ พื้นที่สระน้ำเพิ่มเติมประมาณ 1 ไร่ และพื้นที่ปลูกข้าวอีกประมาณ 4 ไร่ โดยมีเป้าหมายในการดำเนินการ 18 อำเภอ 122 ตำบล เกษตรกร 1,952 ราย จ้างแรงงาน 976 ราย พร้อมรับฟังสรุปผลการดำเนินการโครงการจัดที่ดินให้ชุมชน (คทช) ปีงบประมาณ พ.ศ.2558 – 2563 ในท้องที่จังหวัดเชียงราย โดยแบ่งเป็น

1.เขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่ปืมและป่าแม่พุง ท้องที่อ.พาน อ.ป่าแดด ป่าแงะ เนื้อที่1,805-0-59 ไร่ จำนวน 406 ราย 518 แปลง

2.เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าห้วยสักและป่าแม่กกฝั่งขวา  ท้องที่อ.เมือง อ.เวียงชัย และอ.เวียงเชียงรุ้ง เนื้อที่ 14,891-0-45 ไร่ จำนวน 1,697 ราย 2,238 แปลง

3. เขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าห้วยแดง ป่าห้วยป่าตาล และป่าห้วยไคร้ ท้องที่ อ.เทิง เนื้อที่ 1,604-3-48 ไร่ จำนวน 607 ราย 768 แปลง

4. เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่อิงฝั่งขวาและป่าแม่งาว ท้องที่อ.เชียงของ และอ.เวียงแก่น เนื้อที่ 9,867-3-48 ไร่ จำนวน 2,020 ราย 2,921 ไร่

5. เขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าน้ำหงาวฝั่งซ้าย ท้องที่ต.ตับเต่า ต.หงาว อ.เทิง เนื้อที่ 3,613 ไร่

ชายคาพระพิรุณ : 19 ตุลาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/525942

ชายคาพระพิรุณ : 19 ตุลาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ว่าด้วยเรื่องของงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปีงบประมาณ 2564 ที่ได้รับจัดสรรมา 111,832.5171 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2563 จำนวน 2,719.2521 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.49) เงินงบประมาณจำนวนนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะมีแผนการใช้จ่าย เพื่อขับเคลื่อนพัฒนาให้เกิดประโยชน์ และบรรลุเป้าหมายต่อภาคเกษตรและเกษตรกรอย่างไรนั้น ขุนเกษตรา จะเล่าให้ฟังตามนี้นะครับ…กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การนำขบวนของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการ ได้วางเป้าหมายการใช้เงินประมาณก้อนนี้ โดยจะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติรวม 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน (31,315.7216 ล้านบาท) ซึ่งเป็นโครงการที่ขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการเกษตร ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักในเรื่องส่งเสริมการพัฒนาเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น เกษตรปลอดภัย เกษตรชีวภาพ เกษตรแปรรูป เกษตรอัจฉริยะ และส่งเสริมการจัดการระบบนิเวศเกษตร นอกจากนี้ ยังมีการขับเคลื่อนโครงการภายใต้แผนแม่บทอื่นๆ ได้แก่ การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และการพัฒนาระบบการให้บริการเชื่อมโยงทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ NSW 2.ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม (3,108.1736 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านพลังสังคมและด้านเศรษฐกิจฐานราก มุ่งเน้นบริหารจัดการที่ดินทำกินแก่เกษตรกรรายย่อย การถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกรผ่านโครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร พัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร สร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านการเกษตร ยกระดับศักยภาพเกษตรกรรุ่นใหม่และผู้ประกอบการ/วิสาหกิจชุมชน สร้างผู้ประกอบการเพื่อให้บริการทางการเกษตรในชุมชน และพัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์กลุ่มเกษตรกร

3.ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (77,041.9435 ล้านบาท) เพื่อขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติด้านการเติบโตอย่างยั่งยืนและด้านการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เพิ่มประสิทธิภาพการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำ ระบบกระจายน้ำและเชื่อมโยงวางระบบเครือข่ายน้ำ/ลุ่มน้ำทั้งในและนอกเขตชลประทาน ปรับปรุงทางน้ำทางผันน้ำพื้นที่รับน้ำนอง วางระบบป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย บำรุงรักษางานชลประทาน เพื่อส่งน้ำและระบายน้ำ เป็นต้น 4.ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ (41.5900 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการบริการประชาชนและประสิทธิภาพภาครัฐ โดยพัฒนาระบบฐานข้อมูลการเกษตร ผ่านศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (NationalAgricultural Big Data Center : NABC) 5.ด้านความมั่นคง (325.0884 ล้านบาท) ขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านความมั่นคง ดำเนินโครงการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านการประมง การป้องกันและแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย และโครงการตำบลมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ในจังหวัดชายแดนภาคใต้…ได้อ่านข้อมูลแล้ว ท่านมองว่าเป็นอย่างไรบ้างครับ คิดว่า 5 ยุทธศาสตร์นี้จะทำให้ภาคเกษตรเดินไปทิศทางไหนได้บ้าง และจะช่วยสร้างความสามารถในการแข่งขันได้มากน้อยแค่ไหนเหมาะสมกับเม็ดเงินที่ทุ่มลงไปในแต่ละด้านหรือไม่…คงเป็นคำถามที่รู้คำตอบกันดีนะครับ

ขุนเกษตรา

ป่าไม้แจ้งความดำเนินคดี เอาผิดบริษัทเอกชนรุกป่า เขตพื้นที่พิจิตร-เพชรบูรณ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/525944

ป่าไม้แจ้งความดำเนินคดี เอาผิดบริษัทเอกชนรุกป่า เขตพื้นที่พิจิตร-เพชรบูรณ์

วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอดิศร นุชดำรงค์ อธิบดีกรมป่าไม้ พร้อมด้วยนายชีวะภาพ ชีวะธรรม ผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า เข้ายื่นเอกสารหลักฐานเพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง กรณีตรวจพบการบุกรุกพื้นที่ป่าจำนวน 15 แปลง เนื้อที่ 73-0-08 ไร่ ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สำหรับการดำเนินคดีในครั้งนี้ สืบเนื่องจากที่ผ่านมากองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้บูรณาการร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า(ศปก.พป.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการขยายผลตรวจสอบการถือครองที่ดินแบบผิดกฎหมายของกลุ่มทุนที่บุกรุกยึดถือครอบครองที่ดินตามพระราชบัญญัติป่าไม้ 2484 ในท้องที่ จ.พิจิตร และ จ.เพชรบูรณ์ โดยตรวจพบการขอใช้พื้นที่จากกรมป่าไม้โดยไม่ถูกต้อง ประกอบกับหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันพบมีการบุกรุกพื้นที่ป่า และทำลายทางสาธารณประโยชน์ของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันรวม 15 แปลง

โดยเป็นการแจ้งความเพิ่มเติมจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่เคยรวบรวมพยานหลักฐานแจ้งความดำเนินคดีในความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ 2484 และพระราชบัญญัติทางหลวง 2535 และส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบ โดยที่ประชุมมีมติชี้มูลความผิดอดีตอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและเหมืองแร่ กับพวกไปแล้ว