หนุ่มเวียดนามหางานไม่ได้เพราะไม่หล่อ ทุ่มครึ่งล้านศัลย์ทั้งหน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646958

วันที่ 03 มี.ค. 2564 เวลา 20:06 น.หนุ่มเวียดนามหางานไม่ได้เพราะไม่หล่อ ทุ่มครึ่งล้านศัลย์ทั้งหน้าหนุ่มเวียดนามลงทุนขึ้นเขียงศัลยกรรมทั้งหน้าหลังถูกล้อเลียนเรื่องหน้าตาตอนสัมภาษณ์งาน

โด๋เขวี่ยน หนุ่มชาวเวียดนามวัย 26 ปีกลายเป็นที่สนอกสนใจติ๊กต๊อก หลังจากเจ้าตัวโพสต์ภาพก่อนและหลังทำศัลยกรรมของตัวเองที่ทำเอาชาวโซเชียลถึงกับอึ้งไปตามๆ กัน เพราะใบหน้าของหนุ่มคนนี้ในเวอร์ชั่นอาฟเตอร์ดูเหมือนเป็นคนละคนกับตอนก่อนขึ้นเขียงผ่าตัด ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงของใบหน้า ตา และจมูก

โด๋เขวี่ยนซึ่งปัจจุบันนี้ได้งานเป็นเมกอัพอาร์ทิสต์ในเมืองไซ่ง่อนของเวียดนามเล่าให้ฟอลโลเวอร์ในติ๊กต๊อกฟังว่า เขาใช้เงินไปราว 400 ล้านด่อง หรือ 527,855 บาท สำหรับการผ่าตัดศัลยกรรม 9 ครั้ง ตั้งแต่ทำจมูก เสริมคาง วีเนียร์เคลือบฟัน ปรับรูปปาก ตาสองชั้น และเสริมริมฝีปากให้หนาขึ้น

หนุ่มรายนี้ยังเล่าว่า หน้าตาของเขาทำให้หางานทำยาก และเคยถูกว่าที่นายจ้างล้อเลียนเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกขณะสัมภาษณ์งาน เหตุการณ์นี้เป็นฟางเส้นสุดท้ายให้เขาตัดสินใจขึ้นเขียงเปลี่ยนหน้าตาของตัวเอง แต่ด้วยความที่ครอบครัวไม่ได้มีฐานะร่ำรวย เจ้าตัวจึงต้องเก็บเงินด้วยตัวเอง

“ครั้งแรกที่ผมทำศัลยกรรมแล้วกลับบ้าน พ่อแม่จะผมไม่ได้ ผมคาดหวังไว้มาก กลั้นน้ำตาไม่อยู่เลย” โด๋เขวี่ยนเผย

แม้จะถูกวิจารณ์เรื่องการทำศัลยกรรมบ้าง แต่เจ้าตัวไม่เคยเสียใจที่ตัดสินใจทำ และยังแนะนำให้คนอื่นทำอะไรก็ตามที่ทำให้ตัวเองรู้สึกดี

“ต้องเข้มแข็งและหาความสวยความหล่อในแบบที่ตัวเองมั่นใจ ความสวยหล่อสำหรับผมคือ การมองไปที่กระจกแล้วรู้สึกพึงพอใจและมั่นใจในตัวเอง” โด๋เขวี่ยนทิ้งท้าย

@quyen_do8

##howichange ai r?i c?ng khác cam ?n ai ?ó ?ã b? r?i tôi ?? tôi tìm l?i chính mình ##Thaydoi ##daythithanhcong? nh?c n?n – Thiên Tú Singer@quyen_do8

##howichange cám ?n ai ?ó b? r?i tôi ?? tôi tìm l?i dc chính mình ##l?txác ##Thaydoi? He?n Ye?u – Minh Vu?o?ng, Thu?o?ng Vo?, ACV

สื่ออังกฤษอ้างเมแกน มาร์เคิลกลั่นแกล้งเจ้าหน้าที่ในวัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646954

วันที่ 03 มี.ค. 2564 เวลา 19:15 น.สื่ออังกฤษอ้างเมแกน มาร์เคิลกลั่นแกล้งเจ้าหน้าที่ในวังเมแกน มาร์เคิล ปฏิเสธข่าวลือบูลลี่คนในวัง แจงข่าวปลอมจงใจปั่นก่อนที่เธอและเจ้าชายแฮร์รีจะให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์อาทิตย์นี้

เมแกน มาร์เคิล ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ กำลังเผชิญกับข่าวลืออีกครั้งเมื่อสื่ออังกฤษอย่างเดอะไทมส์รายงานเมื่อวันที่ 2 มี.ค. ที่ผ่านมาว่าเธอกำลังถูกกล่าวหาว่ากลั่นแกล้งผู้ช่วยในพระราชวังเค็นซิงตัน

คำร้องเรียนดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคม 2018 ก่อนที่ดัชเชสเมแกนและเจ้าชายแฮร์รีจะถอยห่างจากราชวงศ์อังกฤษและย้ายไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา

โดยแหล่งข่าวระบุว่า เจสัน นอฟ เลขาของทั้งคู่ในขณะนั้นร้องเรียนว่าเจ้าหน้าที่ในพระราชวังถูกกลั่นแกล้งโดยดัชเชสเมแกน มีการลือกันว่าเธอขับไล่ผู้ช่วยส่วนตัวออกจากบ้านรวมถึงกลั่นแกล้งผู้ช่วยคนอื่นๆ คนภายในทราบกันดีว่ามีเจ้าหน้าที่โดนกลั่นแกล้งจนบางรายถึงขั้นหลั่งน้ำตาเลยทีเดียว

แต่ล่าสุดโฆษกของดัชเชสเมแกนปฏิเสธข่าวลือดังกล่าวโดยกล่าวว่าพวกเขาเป็นเหยื่อของการนำเสนอข่าวปลอม พร้อมเผยว่า “ดัชเชสเมแกนเสียใจอย่างยิ่งกับการโจมตีครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะที่เธอตกเป็นผู้ถูกกลั่นแกล้ง เธอมุ่งมั่นที่จะทำงานต่อไปและพยายามเป็นตัวอย่างในการทำสิ่งที่ถูกต้องอยู่เสมอ”

เช่นเดียวกับทนายความของทั้งคู่ซึ่งกล่าวว่ารายงานครั้งนี้ของเดอะไทมส์ถูกใช้เพื่อนำเสนอข่าวเท็จก่อนที่ทั้งคู่จะให้สัมภาษณ์ในรายการดิ โอปราห์ วินฟรีย์ โชว์ (The Oprah Winfrey Show) ซึ่งมีกำหนดออกอากาศในวันอาทิตย์นี้

ขณะที่สำนักพระราชวังบักกิงแฮมและเค็นซิงตันยังไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว

Photo by DANIEL LEAL-OLIVAS / POOL / AFP

วัคซีนพาสปอร์ตจะฟื้นท่องเที่ยวไทยได้จริงหรือ? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646944

วันที่ 03 มี.ค. 2564 เวลา 18:00 น.วัคซีนพาสปอร์ตจะฟื้นท่องเที่ยวไทยได้จริงหรือ?ขณะที่ผู้นำหลายประเทศกำลังพิจารณาวัคซีนพาสปอร์ตก็ยังมีความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีน

หลังจากหลายประเทศเริ่มฉีดวัคซีนต้าน Covid-19 ให้ประชาชน บรรดาผู้นำประเทศเริ่มนำแนวคิดเรื่องการใช้ “วัคซีนพาสปอร์ต” หรือใบรับรองการฉีดวัคซีนมาพิจารณา ด้วยความหวังว่าวัคซีนพาสปอร์ตจะช่วยให้การเดินทางท่องเที่ยวกลับมาอีกครั้ง เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจาก Covid-19

นายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสัน ของอังกฤษเผยว่า การใช้วัคซีนพาสปอร์ตเป็นประเด็นที่ลึกและซับซ้อน หากนำมาใช้อาจเป็นการกีดกันประชาชนที่ไม่สามารถฉีดวัคซีน ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลทางการแพทย์หรือความสมัครใจที่จะไม่ฉีด

ด้านนายกรัฐมนตรี ลีเซียนลุง ของสิงคโปร์ ประกาศผ่านเฟซบุ๊คว่า สิงคโปร์กำลังหารือเรื่องวัคซีนพาสปอร์ตกับประเทศอื่นๆ และเอ่ยว่าวัคซีนพาสปอร์ตเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยวของโลก

ขณะที่นายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เคิล ของเยอรมนีเผยหลังการประชุมร่วมกับผู้นำประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปว่า ทุกประเทศเห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องมีวัคซีนพาสปอร์ตในอนาคต แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเฉพาะคนที่มีพาสปอร์ตนี้เท่านั้นที่จะเดินทางท่องเที่ยวได้

เช่นดียวกับ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เผยว่าไทยกำลังพิจารณาวัคซีนพาสปอร์ตเพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศที่มีสัดส่วนถึง 11% ของจีดีพี

แนวคิดวัคซีนพาสปอร์ตได้รับการตอบรับอย่างดีในประเทศยุโรปตอนใต้ที่ต้องพึ่งพาการท่องเที่ยว อาทิ สเปน กรีซ โดยกรีซและไซปรัสเตรียมจะเปิดรับนักท่องเที่ยวจากอิสราเอลที่มีพาสปอร์ตวัคซีนในช่วงซัมเมอร์นี้ เช่นเดียวกับเดนมาร์กและสวีเดน

ขณะนี้มีประเทศอิสราเอลเป็นประเทศแรกที่เริ่มใช้วัคซีนพาสปอร์ตที่เรียกว่า “Green Pass” ซึ่งออกให้กับผู้ที่ฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 แล้วอย่างน้อย 2 สัปดาห์ โดยพาสปอร์ตนี้จะมีอายุ 6 เดือน ผู้ถือพาสปอร์ตสามารถเข้าร่วมอีเว้นต์ต่างๆ ร้านอาหาร สระว่ายน้ำสาธารณะ เป็นต้น

สำหรับไทยที่หวังรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ อาจต้องเตรียมใจว่านักท่องเที่ยวอาจเข้ามาไม่มาก เนื่องจากการฉีดวัคซีนยังมีข้อจำกัดบางประการ เช่น ไม่เหมาะกับผู้ที่มีอายุเกิน 65 ปี หรือผู้มีโรคประจำตัว บวกกับหลายประเทศยังไม่ได้รับวัคซีนหรือยังฉีดวัคซีนได้ไม่ทั่วถึง เช่น จีน ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไทยเป็นอันดับต้นๆ ประกาศว่า ปีนี้จะฉีดวัคซีนได้เพียง 40% ของพลเมืองเท่านั้น และในจำนวน 40% นี้นับรวมทั้งคนที่ฉีดเข็มเดียวและสองเข็ม

หมายความว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะมีวัคซีนพาสปอร์ตเพื่อเดินทางเข้าไทยมีเพียงกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีน แม้แต่องค์การอนามัยโลกก็ยังไม่แนะนำให้ประเทศต่างๆ ใช้วัคซีนพาสปอร์ตเป็นข้อกำหนดในการเดินทางเข้าประเทศในขณะนี้ เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าคนที่ได้รับวัคซีนแล้วจะไม่แพร่เชื้อให้คนอื่น และยังไม่แน่ชัดว่าประสิทธิภาพของวัคซีนคงอยู่ได้นานเท่าใด

นอกจากประเด็นเรื่องสุขภาพแล้ว หลายฝ่ายแย้งว่าวัคซีนพาสปอร์ตจะยิ่งทำให้ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันระหว่างประเทศร่ำรวยกับประเทศยากจนเลวร้ายลงไปอีก เนื่องจากพลเมืองในหลายประเทศต้องรอวัคซีนอีกหลายปี

รายงานของหน่วยงานวิเคราะห์เศรษฐกิจ Economist Intelligence Unit (EIU) ของนิตยสาร The Economist พบว่า ประชากรวัยผู้ใหญ่ในประเทศร่ำรวยจะได้รับวัคซีนราวกลางปีหน้า และระยะเวลาจะยืดออกไปจนถึงช่วงต้นปี 2023 สำหรับประเทศรายได้ปานกลางส่วนใหญ่ และปี 2024สำหรับประเทศยากจน

ขณะนี้มีพลเมืองโลกได้รับวัคซีนเพียง 100 ล้านคนเท่านั้นจากประชากรทั้งหมด 7,780 ล้านคน และในไทยก็ยังไม่เริ่มฉีด หากไทยใช้วัคซีนพาสปอร์ตในการจำกัดการเดินทางเข้าประเทศ หรือใช้บริการในโรงแรม เข้าร่วมอีเว้นต์ต่างๆ คนอีกนับล้านที่ยังไม่ได้รับวัคซีนจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

อย่างไรก็ดี ไทยยังมีทางเลือกที่เรามีศักยภาพไม่แพ้การท่องเที่ยว นั่นคือ ส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางของชาว Digital Nomad หรือกลุ่มคนที่ใช้ชีวิตตามสถานที่ต่างๆ ของโลกโดยทำงานผ่านช่องทางออนไลน์

การแพร่ระบาดของ Covid-19 ทำให้รูปแบบการทำงานเปลี่ยนไป จากที่เคยทำงานอยู่กับออฟฟิศก็หันมาทำจากที่บ้าน หรือจริงๆ ก็คือจะทำจากที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้ เพียงแค่มีแล็ปท็อปและสัญญาณอินเทอร์เน็ต ซึ่งบังเอิญเข้าทางชาว Digital Nomad

การสำรวจของบริษัทเทคโนโลยี MBO Partners พบว่า เมื่อปีที่แล้วชาวอเมริกันกว่า 10.9 ล้านคนเป็น Digital Nomad ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 50%

และเทรนด์นี้ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น เนื่องจากมีแนวโน้มว่าบรรดาบริษัทต่างๆ จะไฟเขียวให้พนักงานทำงานจากที่บ้านเพิ่มขึ้น ชาวอเมริกัน 19 ล้านคนเผยกับ MBO Partners ว่า พวกเขามีแผนจะผันตัวไปเป็นชาว Digital Nomad ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า และอีก 45 ล้านคนบอกว่ากำลังพิจารณาตัวเลือกนี้อยู่

สำหรับไทย เว็บไซต์ France24 ระบุว่า เป็นสวรรค์สำหรับชาว Digital Nomad เพราะมีชายหาดที่สวยงามขึ้นชื่อในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ หนึ่งในนั้นก็คือ เกาะพะงัน ที่เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดฮิตของ ชาว Digital Nomad

ลอ มูมิวส์ Digital Nomad วัย 34 ปีจากกรุงปารีสที่ตัดสินใจเช่าห้องพักริมหาดบนเกาะพะงันเป็นที่ทำงานเผยกับ France24 ว่าเธอชอบที่นั่นมาก “ที่นี่คือสวรรค์สำหรับฉัน ฉันไม่เคยอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติเท่านี้มาก่อนเลย”

หากรัฐบาลไทยอำนวยความสะดวกให้กลุ่มคนเหล่านี้ อาทิ การออกวีซ่าพิเศษ คาดว่าไทยจะโกยเงินเข้าประเทศได้ไม่น้อยเช่นกัน เพราะนอกจากทำงานแล้ว คนกลุ่มนี้ยังต้องการเดินทางท่องเที่ยวหรือสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อนฝูงเพื่อคลายเครียดด้วย

เมียนมาเปิดฉากยิงต่อเนื่อง ยอดตายวันนี้อย่างน้อย 9 ศพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646931

วันที่ 03 มี.ค. 2564 เวลา 16:45 น.เมียนมาเปิดฉากยิงต่อเนื่อง ยอดตายวันนี้อย่างน้อย 9 ศพม็อบเมียนมาเสียชีวิตรายวันหลังเจ้าหน้าที่เปิดฉากยิงต่อเนื่องพร้อมตั้งข้อหานักข่าวอย่างน้อย 6 คน

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานล่าสุดว่ายอดรวมผู้เสียชีวิตจากการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐประหารในเมียนมาวันนี้ (3 มี.ค.) เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 9 รายแล้ว จากการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ตำรวจทหาร ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงเปิดฉากยิงอย่างต่อเนื่อง

โดยในเมืองมัณฑะเลย์มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย เป็นชาย 1 รายถูกยิงบริเวณหน้าอกและหญิงอีก 1 รายซึ่งถูกยิงที่ศีรษะ ขณะที่อีกหลายคนได้รับบาดเจ็บ ทั้งนี้โซเชียลมีเดียของเมียนมาระบุว่าหนึ่งในผู้เสียชีวิตเป็นเด็กสาวอายุ 19 ปีเท่านั้น 

ในเมืองย่างกุ้งและมยินจานมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย และอีกหลายรายได้รับบาดเจ็บเช่นเดียวกัน โดยแพทย์อาสาในที่เกิดเหตุกล่าวกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่าเจ้าหน้าที่ใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และกระสุนจริงในการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุม

นอกจากนี้มีรายงานว่ารัฐบาลทหารเมียนมาได้ตั้งข้อหานักข่าว 6 รายรวมถึงช่างภาพจากสำนักข่าวเอพีในข้อหาสร้างความหวาดกลัว, เผยแพร่ข่าวที่เป็นเท็จ หรือขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ สืบเนื่องจากการรายงานข่าวการประท้วงต่อต้านรัฐประหารในเมียนมา

ทั้งนี้ สมาคมช่วยเหลือนักโทษทางการเมือง (AAPP) ระบุว่าขณะนี้มีผู้ถูกจับกุมมากกว่า 1,200 รายนับตั้งแต่การรัฐประหาร ขณะที่สื่อท้องถิ่นเมียนมารายงานเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมาว่ามีผู้ถูกจับกุมกว่า 1,300 ราย

Photo by STR / AFP

ติ๊กต็อกจีนแบนเนื้อหา ‘อวดรวย’ หวั่นสร้างค่านิยมผิดๆ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646916

วันที่ 03 มี.ค. 2564 เวลา 16:00 น.ติ๊กต็อกจีนแบนเนื้อหา 'อวดรวย' หวั่นสร้างค่านิยมผิดๆติ๊กต็อกจีนแบนเนื้อหาอวดรวยสร้างมลพิษทางสังคม สอดคล้องรัฐบาลจีนส่งเสริมเนื้อหาเชิงบวกบนโลกออนไลน์

เว็บไซต์ Sixth Tone ของจีนรายงานว่า ติ๊กต็อก (TikTok) แอปพลิเคชันเคือข่ายสังคมออนไลน์สัญชาติจีน สำหรับนำเสนอเนื้อหาวิดีโอสั้นๆ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในขณะนี้ระบุว่าจะแบนเนื้อหา 6 ประเภทรวมถึงเนื้อหาที่มีลักษณะโอ้อวดความมั่งคั่งเนื่องจากส่งเสริมค่านิยมที่ไม่ดี

ข้อห้ามดังกล่าวเป็นไปตามคำแนะนำของกฎระเบียบการสตรีมมิ่งซึ่งเน้นย้ำในประเด็นความมั่งคั่งมาตั้งแต่ปีที่แล้ว สอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลที่เรียกร้องให้เผยแพร่ “พลังบวก” บนโลกออนไลน์มากขึ้น รวมถึงเพื่อส่งเสริมการใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล

โดยทางติ๊กต็อกระบุว่าการอวดอ้างความมั่งคั่งเป็นมลพิษทางสังคมซึ่งเป็นอันตรายต่อทั้งจิตใจและร่างกายของผู้ใช้โดยเฉพาะผู้เยาว์ และได้ดำเนินการระงับบัญชีที่นำเสนอเนื้อหาในลักษณะนั้นไปแล้วเกือบ 4,000 บัญชีนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

เนื้อหาโอ้อวดความมั่งคงที่กำลังระบาดบนโลกออนไลน์ อาทิ การอวดสถานะทางสังคมในลักษณะที่ไม่เหมาะสมอย่างการโปรยเงิน การนำเสนอสินค้าหรูโดยใช้ผู้เยาว์ สร้างเรื่องเล่าเพื่อทำการตลาดผลิตภันฑ์ ตลอดจนล้อเลียนคนยากจน

การนำเสนอเนื้อหาลักษณะนี้หลายครั้งก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์หนาหูอย่างกรณีของนายหวังซือชง ทายาทมหาเศรษฐีของกลุ่มบริษัทที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของจีนได้แชร์รูปภาพไอโฟน 8 เครื่อง โดยระบุว่าเขาคิดว่าจะซื้อให้สุนัข

ทั้งนี้ รัฐบาลจีนพยายามแก้ไขปัญหานี้มานานโดยออกกฎหมายควบคุมเนื้อหาภาพและเสียงสำหรับเด็กซึ่งรวมไปถึงเนื้อหาออฟไลน์อย่างละครโทรทัศน์ที่มักเชิดชูความร่ำรวย

Photo by Lionel BONAVENTURE / AFP

หลายประเทศเร่งสอบหลังพบผู้เสียชีวิตหลังฉีดวัคซีนโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646893

วันที่ 03 มี.ค. 2564 เวลา 14:30 น.หลายประเทศเร่งสอบหลังพบผู้เสียชีวิตหลังฉีดวัคซีนโควิดมีรายงานผู้เสียชีวิตหลังฉีดวัคซีนโควิด-19 ในหลายประเทศ แต่ยังคงไม่ยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนแต่อย่างใด ซึ่งทางการกำลังเร่งตรวจสอบเพื่อหาคำตอบต่อไป

วันนี้ (3 มี.ค.) สำนักข่าวท้องถิ่นเกาหลีใต้รายงานว่าทางการเกาหลีใต้กำลังตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตของชาวเกาหลีใต้ 2 คนซึ่งเสียชีวิตเพียงไม่กี่วันหลังเข้ารับการฉีดวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ของแอสตราเซเนกา (AstraZeneca)

โดยผู้เสียชีวิตรายแรกอายุ 63 ปีมีไข้สูงหลังได้รับวัคซีนดังกล่าวและเสียชีวิตด้วยภาวะปอดอักเสบและโลหิตเป็นพิษ สำหรับรายที่สองอายุประมาณ 50 ปี มีโรคประจำตัวคือโรคหัวใจและเบาหวาน เสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันหลังได้รับวัคซีนตัวเดียวกัน

เช่นเดียวกับในฮ่องกงซึ่งมีชายวัย 63 ปี มีอาการหายใจติดขัดและเสียชีวิตหลังได้รับวัคซีนต้านโรคโควิด-19 เพียง 2 วันซึ่งคาดเป็นของซิโนแวค (Sinovac) เนื่องจากเป็นวัคซีนชนิดเดียวที่ฮ่องกงอนุมัติในขณะนี้

ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตมีอาการป่วยเรื้อรังรวมถึงมีโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจอยู่ก่อนแล้ว อย่างไรก็ตามยังไม่มีการยืนยันว่าการเสียชีวิตเกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีน

เมื่อวันที่ 1 มี.ค. ที่ผ่านมาประเทศญี่ปุ่นก็มีรายงานผู้เสียชีวิตหลังได้รับวัคซีนเป็นรายแรกของประเทศ โดยผู้เสียชีวิตเป็นหญิงวัยประมาณ 60 ปีไม่มีโรคประจำตัวและประวัติการแพ้ยาซึ่งได้รับวัคซีนของไฟเซอร์ (Pfizer) ก่อนที่จะมีอาการเลือดออกในสมองและเสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถระบุได้ว่าการเสียชีวิตเกี่ยวข้องกับวัคซีน แต่รัฐบาลยืนยันว่าจะจ่ายค่าชดเชยหากพิสูจน์ได้ว่าหญิงคนดังกล่าวเสียชีวิตเนื่องจากผลข้างเคียงของวัคซีน

นอกจากนี้ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันได้มีรายงานผู้เสียชีวิตในอีกหลายประเทศ อาทิ ในเดือน ม.ค. นอร์เวย์และสหรัฐมีรายงานการเสียชีวิตของประชาชนหลังได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 พร้อมเตือนว่าการฉีดวัคซีนในผู้สูงอายุและผู้ที่มีประวัติการแพ้รุนแรงอาจมีผลข้างเคียงที่อันตราย

อย่างไรก็ตามศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยืนยันให้ประชาชนฉีดวัคซีนเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโรค พร้อมย้ำว่ายังไม่มีเคสใดในโลกที่ได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตเนื่องจากวัคซีน

Photo by Sabah ARAR / AFP

ครอบครัวนายวิชาติดใจอัยการซานฟรานชี้ผู้ก่อเหตุลงมือเพราะโมโห #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646859

วันที่ 03 มี.ค. 2564 เวลา 11:50 น.ครอบครัวนายวิชาติดใจอัยการซานฟรานชี้ผู้ก่อเหตุลงมือเพราะโมโหครอบครัวนายวิชาเผย ‘พฤติกรรมโมโหฉุนเฉียว’ ฟังไม่ขึ้น ไม่มีข้อแก้ตัวสำหรับการฆ่าคน

สืบเนื่องจากการเสียชีวิตของนายวิชา รัตนภักดี ชาวไทยวัย 84 ปีในซานฟรานซิสโกซึ่งถูกทำร้ายร่างกายโดยนายอองตวน วัตสัน วัย 19 ปี โดยตามรายงานของเดอะนิวยอร์กไทมส์และสถานีโทรทัศน์เอบีซีเผยว่านายเชซา บูดิน อัยการเขตซานฟรานซิสโกอ้างถึงหลักฐานคลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิดซึ่งชี้ให้เห็นว่านายวัตสันใช้มือทุบเข้าที่รถก่อนที่จะลงมือก่อเหตุ

โดยอัยการระบุว่าผู้ก่อเหตุมีพฤติกรรมโมโหฉุนเฉียวซึ่งนำไปสู่การทำร้ายร่างกายนายวิชา แต่ยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่ามีแรงจูงใจที่เกี่ยวข้องกับเชื้อชาติ

ขณะที่ทางครอบครัวของนายวิชายังคงติดใจโดยนายเอริค ลอว์สัน ลูกเขยของนายวิชากล่าวว่าเขาไม่พอใจอย่างยิ่ง เหตุผลดังกล่าวนั้นฟังไม่ขึ้น เขาเชื่อว่าผู้ก่อเหตุรู้ตัวดีว่ากำลังทำอะไร และเขาต้องการทราบความจริงที่ชัดเจน

เช่นเดียวกับมณฑนัศ รัตนภักดี ลูกสาวของนายวิชาเผยว่าเธอยังคงทำใจไม่ได้ แม้ว่าพฤติกรรมโมโหฉุนเฉียวนั้นอาจทำให้ผู้ก่อเหตุทุบตีรถได้ แต่เขาไม่สามารถทำร้ายร่างกายหรือพรากชีวิตผู้อื่นได้เช่นนี้

ทั้งนี้ นายวัตสันซึ่งถูกจับกุมในคดีฆาตกรรมและทำร้ายร่างกายผู้สูงอายุมีนัดไต่สวนอีกครั้งในวันที่ 4 มี.ค. นี้

ขณะที่ทางครอบครัวของนายวิชากำลังเฝ้ารอคำวินิจฉัยของศาลโดยหวังว่าจะได้ทราบความจริงที่ชัดเจน และหวังว่าคดีนี้จะสร้างความตระหนักให้แก่สังคมรวมถึงมีชาวเอเชียลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อความยุติธรรมของพวกเขา โดยอ้างถึงการถูกทำร้ายร่างกายของชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FDionLimTV%2Fposts%2F3725422994199938&width=500&show_text=true&height=813&appId

Photo by RINGO CHIU / AFP

ไม่ง้อเทรนเนอร์! ดึง AI ทางเลือกใหม่ออกกำลังกายยุคโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646825

วันที่ 03 มี.ค. 2564 เวลา 09:00 น.ไม่ง้อเทรนเนอร์! ดึง AI ทางเลือกใหม่ออกกำลังกายยุคโควิดบริษัทเกาหลีใต้พัฒนาเทรนเนอร์ AI ทางเลือกใหม่ในการออกกำลังกายยุคโควิด

เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาอาจทำให้ผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกายต้องเซ็งไปตามๆ กันเมื่อไม่สามารถไปออกกำลังกายที่ยิมได้เหมือนอย่างเคย หลายคนอาจหันมาออกกำลังกายกับแอปพลิเคชันหรือคลิปวิดีโอออนไลน์แทนการออกกำลังกายที่ยิมกับเทรนเนอร์ซึ่งยังไม่สามารถทำได้ในขณะนี้ด้วยข้อจำกัดจากโควิด-19

แต่ Alyce Healthcare บริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติเกาหลีใต้ที่มีแนวคิดให้บริการด้านสุขภาพและต้องการสร้างนิสัยการออกกำลังกายได้พัฒนาทางเลือกสำหรับการออกกำลังกายรูปแบบใหม่ในชื่อ Weelo ซึ่งเป็นการใช้ AI มาเป็นเทรนเนอร์ส่วนตัวให้กับทุกคน

ไม่เพียงแต่เป็นการออกกำลังกายตามคลิปวิดีโอเท่านั้น แต่ระบบจะตรวจจับการเคลื่อนไหวของเรา และเทรนเนอร์ AI จะคอยให้คำแนะนำแบบเรียลไทม์และเตือนหากมีท่าทางใดที่เราทำผิดพลาดไป พร้อมทำการประเมินเมื่อเราออกกำลังกายเสร็จแล้วอีกด้วย เรียกได้ว่าทำหน้าที่เสมือนเทรนเนอร์ได้อย่างไม่มีข้อบกพร่องเลยทีเดียว

Weelo จะทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องกังวลเรื่องอินเทอร์เน็ตสำหรับการค้นหาคลิปวิดีโอออกกำลังกายออนไลน์หรือการเดินทางไปออกกำลังกายที่ยิมตลอดจนการจ้างเทรนเนอร์ แต่ทุกคนสามารถออกกำลังกายได้ทุกที่ทุกเวลาตามความต้องการ แต่ต้องมีการสมัครสมาชิกและชำระค่าบริการเป็นรายเดือน

ทั้งนี้ Alyce Healthcare เปิดตัวตั้งแต่ปี 2018 โดยเริ่มให้บริการสำหรับผู้ที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อและกระดูกคอ, ไหล่ และหลัง โดยบริษัทสตาร์ทอัพดังกล่าวได้รับการคัดเลือกให้ติดท็อป 5 สินค้าเกาหลีใต้ในงาน CES 2019 และมีการคาดการณ์ว่าบริษัทจะเติบโตต่อไปอีกในอนาคต

ประกอบกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้บริษัทเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยการบริการแบบ non-face-to-face หรือการที่ผู้คนไม่ต้องพบปะกัน อย่างเช่น Weelo ที่ช่วยให้สามารถออกกำลังกายอย่างถูกต้องได้โดยไม่ต้องพบคนแปลกหน้าผ่านการช่วยเหลือของเทรนเนอร์ AI

คำบอกเล่าจากผู้ใช้ส่วนใหญ่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นเทคโนโลยีที่น่าทึ่ง เพราะเทรนเนอร์ AI จะช่วยให้คำแนะนำและเตือนทันทีเมื่อผู้ใช้ออกกำลังกายผิดท่า รวมถึงผู้ใช้ยังสามารถออกกำลังกายได้อย่างเป็นส่วนตัวและอิสระโดยไม่ต้องพบเจอคนแปลกหน้าเหมือนไปยิม

ครั้งหนึ่งประเทศไทยเคยจนที่สุดในภูมิภาค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646824

วันที่ 02 มี.ค. 2564 เวลา 20:36 น.ครั้งหนึ่งประเทศไทยเคยจนที่สุดในภูมิภาคประเทศไทยเคยจนกว่าเมียนมาและฟิลิปปินส์รวยที่สุดในภูมิภาค แต่ทำไมมันถึงกลับตาลปัตรไปได้

หลังการทำรัฐประหารในไทยเมื่อปี 2557 ไทยถูกมองว่าถอยหลังเข้าคลองอีกครั้ง บวกกับภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาลงต่อเนื่อง ทำให้มีการพูดถึงแนวโน้มของไทยในแง่ที่ไม่ดีนักมากขึ้น

หนึ่งในนั้นคืองานวิชาการที่ชื่อ “หล่นลงไปทีหลัง แล้วมุ่งมั่นทะยานไปข้างหน้า แล้วหล่นไปทีหลังอีกที: ประเทศไทยตั้งปี 1870 จนถึง 2014” เป็นงานวิจัยของ Anne Booth แห่งสถาบัน SOAS ในลอนนดอน

งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยเคยอยู่ในตำแหน่งท้ายๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วก็ถีบตัวข้่นมาเป็นแถวหน้าได้สำเร็จ แต่งานวิจัยนี้ชี้ว่าไทยกลับมาซบเซาอีกครั้งหลังวิกฤตการเงินปี 2540

แต่ประเด็นที่น่าสนใจก็คือการเปิดเผยข้อเท็จจริงที่คนไทยหลายคนเข้าใจผิดมาโดยตลอด นั่นคือเข้าใจผิดไปว่าสมัยก่อนประเทศไทยเคยเจริญกว่ามาเลเซียและสิงคโปร์แต่ต้องมาตกต่ำในภายหลัง จนทั้งสองประเทศแซงหน้าไปแล้ว

ความจริงก็คือ “ในปี 1938 จีดีพีต่อหัวของไทยต่ำกว่าอาณานิคมในเอเชียยกเว้นพม่าและอินเดีย ในช่วงทศวรรษหลังปี 1946 เมื่ออดีตอาณานิคมทั้งหมดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับเอกราชหรือมีมาตรการปกครองตนเองอย่างมีนัยสำคัญ ประเทศไทยยังถือว่าค่อนข้างล้าหลังและมีเศรษฐกิจที่ไม่ดี”

เมื่อมาดูที่สถิติในช่วงทศวรรษที่ 1930s จะเห็นกันจะๆ ว่า ประเทศที่ “รวยที่สุด” ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเวลานั้นคือฟิลิปปินส์ ซึ่งมีรายได้ต่อหัว 1,542 เหรียญสหรัฐ มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าประเทศอื่นคืมีอัตราการตายของทารก 139/1,000 คน จำนวนประชากรที่ได้รับการศึกษาสูงกว่าใครที่ 11.54%

ประเทศมาลายาซึ่งต่อมาจะแยกออกเป็นประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์มั่งคั่งที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของภูมิภาค มีรายได้ต่อหัวที่ 1,426 เหรียญสหรัฐ อันดับที่ 3 คืออินโดนีเซีย 1,171 เหรียญสหรัฐ อันดับที่ 4 คือประเทศสยามหรือไทยมีรายได้ต่อหัว 826 เหรียญสหรัฐ

อันดับรองจากไทยคือพม่าหรือเมียนมาที่ 740 เหรียญสหรัฐ แต่ไทยกับเมียนมามักสลับกันไปมาบางครั้งเมียนมามีรายได้ต่อหัวสูงกว่าไทยในหลักพันเลยทีเดียว เช่นปี 1938 สูงราวๆ 1,100 – 900 เหรียญสหรัฐ 

ยกเว้นเมียนมาแล้ว ยังมีอินโดจีนของฝรั่งเศสที่ต่อมาจะแยกเป็นเวียดนาม กัมพูชา และลาว กลุ่มนี้ไม่มีข้อมูล แต่งานวิจัยบอกว่ารายได้ต่อหัวของไทยค่อนข้างสูงกว่าเวียดนาม ซึ่งหมายความว่าสูงกว่ากันไม่เท่าไร

จากสถิตินี้เมื่อปี 1938 จะเห็นว่าประเทศไทยเป็นบ๊วยหรือรองบ๊วยในภูมิภาคในช่วงเวลาเดียวกันนั้น มาเลเซียและสิงคโปร์มีเศรษฐกิจที่ดีกว่าไทยมาก

แม้แต่เมียนมาก็ยังแซงไทยในบางครั้งและในเวลานั้นเมียนมายังเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวมากที่สุดในโลก และเมื่อนับรายได้ต่อหัวคนเมียนมามีรายได้ 3.8 เหรียญสหรัฐ คนไทยมีรายได้ 3.5 เหรียญสหรัฐ ต่ำที่สุดยกเว้นอินโดจีน (แต่อินโดจีนไม่มีข้อมูลชัดเจน)

ดังนั้นหากมีใครบอกว่าไทยเคยเจริญมาก่อนเพื่อนบ้านจึงไม่ใช่ความจริง หากไม่ใช่ความเข้าใจผิดก็เป็นการบิดเบือน ความจริงก็คือไทยมีเศรษฐกิจที่แย่ที่สุดในหมู่เพื่อนบ้าน

ความที่ไทยในเวลานั้นย่ำแย่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนโยบายเศรษฐกิจ-การเมืองที่ไม่มีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างเช่น แทนที่ไทยจะมีรายได้จากการเก็บภาษีประชาชนซึ่งเจริญก้าวหน้ากลายเป็นชนชั้นกลางเหมือนในญี่ปุ่น แต่ไทยไม่สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมที่ก้าวหน้าแบบญี่ปุ่น เรื่องนี้จึงทำไม่ได้

แต่ปรากฎว่ารายได้กว่า 40% ของประเทศไทยได้มาจากการผูกขาดสินค้าที่ไม่ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์อย่างการผูกขาดการค้าฝิ่น ซึ่งนอกจากจะไม่ต่อยอดความเจริญทางวัตถุแล้วยังทำลายสังคมอย่างเลวร้าย

อีกสาเหตุคือระบบราชการของไทยที่ใหญ่เกินไป ทำให้ต้องเจียดเงินมาจ่ายบุคคลากรซึ่งอาจจะมากเกิความจำเป็น เมื่อเทียบกับฟิลิปปินส์ในเวลานั้นซึ่งรวยที่สุดในภูมิภาค ฟิลิปปินส์อยู่ในอารักขาของสหรัฐจึงไม่ต้องใช้งบประมาณด้านความมั่นคงและยังมีระบบราชการที่เล็กกว่าไทย ทำให้ฟิลิปปินส์มีเงินเหลือมาจัดการการศึกษาและสาธารณะสุขได้ดีกว่าไทย คือคนฟิลิปปินส์ที่มีการศึกษาสูงที่สุดในภูมิภาค 11.54% ของประชากร ขณะที่ไทยอยู่ที่ 10.65% แต่ก็ยังถือว่าสูงที่สุดอันดับสองในแถบนี้

ในแง่การศึกษาไทยจึงทำได้ดีมาก ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจแย่ที่สุด แต่กระจายความรู้ให้ประชาชนมากที่สุด เรื่องนี้ยังสะท้อนว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกับไทยมีปัญหาซ่อนเร้นในตัวเลขที่เหมือนจะดูดี

ทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปกครองโดยประเทศเจ้าอาณานิคมชาติตะวันตก คือฟิลิปปินส์ปกครองโดยสหรัฐ มาลายาของบริเตนหรือสหราชอาณาจักรในปัจจุบัน เมียนมาก็เป็นของบริเตน อินโดนีเซียเป็นของเนเธอร์แลนด์ และอินโดจีนเป็นของฝรั่งเศส ยกเว้นไทยเท่านั้นที่เป็นเอกราช

หากมองเผินๆ เหมือนกับว่าการตกเป็นอาณานิคมจะช่วยประเทศเหล่านี้เจริญกว่าไทย ซึ่งในบางแง่ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่อย่างที่บอกไว้ว่าตัวเลขนั้นหลอกได้ เมื่อเราเห็นตัวเลขของบางประเทศ เช่น เมียนมาที่รายได้ต่อหัวพอๆ กับไทยหรือบางช่วงดีกว่าไทยๆ เราอาจคิดว่าการที่คนพม่าอยู่ในอาณัติของอังกฤษเป็นเรื่องที่เป็นคุณกับพวกเขา

แต่ความจริงก็คือ ถึงแม้เศรษฐกิจของเมียนในเวลานั้นจะดีกว่าไทย แต่ความมั่งคั่งตกอยู่เจ้าอาณานิคมอังกฤษ และชนชั้นกลางที่ประกอบด้วยคนอินเดียและจีนที่ควบคุมการค้า คนกลุ่มน้อยที่นับถือศาสนาคริสต์มีสถานะทางสังคมดีกว่าชาวพม่า (บะหม่า) ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะอังกฤษใช้วิธี “แบ่งแยกและปกครอง” เพื่อกดทับและกีดกันคนพม่า

ดังนั้นเราจะเห็นว่าถึงแม้รายได้ต่อหัวของชาวเมียนมาจะดีกว่าไทย แต่มันไม่ได้แยกแยะว่าคนพม่า คนกลุ่มน้อย คนจีน/อินเดีย และคนอังกฤษได้เท่าไรบ้าง แต่เราจะเห็นได้ว่าอังกฤษเจียดเงินให้การศึกษาแก่ประชาชน (ที่เป็นคนชั้นสี่ในประเทศตัวเอง) ในระดับที่ต่ำมาก คนในประเทศเมียนมาเข้าถึงการศึกษาแค่เพียง 5.45% หรือไม่ถึงครึ่งของประเทศไทยในเวลานั้น

เจ้าหน้าที่อังกฤษบรรยายสถานะของชาวพม่าในเวลานั้นเอาไว้ว่า “เจ้าที่ดินชาวต่างชาติและคนปล่อยเงินกู้ชาวต่างชาติ ทำให้การส่งออกทรัพยากรของประเทศเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่มากและส่งผลให้เกษตรกรและประเทศโดยรวมยากจนลงอย่างต่อเนื่อง…. ชาวนามีฐานะยากจนเพิ่มขึ้นและการว่างงานเพิ่มขึ้น…การล่มสลายของระบบสังคมพม่าทำให้จิตสำนึกทางสังคมเสื่อมโทรม ซึ่งในสถานการณ์ความยากจนและการว่างงานทำให้เกิดอาชญากรรมเพิ่มขึ้นอย่างมาก”

นี่คือผลของการที่ประเทศหนึ่งตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจจะดี แต่มันไม่ได้หมายความว่าเจ้าของประเทศเดิมจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี และยังกำหนดชะตาชีวิตของตัวเองไม่ได้ด้วย ชาวพม่านั้นไม่ได้รับอนุญาตให้รับราชการทหาร (เพราะอังกฤษกลัวว่าจะก่อการ) อังกฤษไปใช้คนอินเดียและคนกระเหรี่ยงแทน ส่วนงานราชการเจ้านายเป็นฝรั่งและงานอื่นๆ ให้คนอินเดีย คนพม่าที่เคยเป็นเจ้าของประเทศมีสถานะต่ำสุดในสังคม

ในบางประเทศการนำคนต่างชาติเข้ามาทำงานแทนเจ้าของประเทศเดิมทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง เช่น ในมาเลเซียคนจีนเข้าควบคุมเศรษฐกิจและมั่งคั่งขึ้น ทำให้คนมลายูเจ้าถิ่นเดิมไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งแทนที่คนมลายจะมีส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจมากกว่าคนกลุ่มอื่น กลับเป็นกลุ่มคนที่จนที่สุดและมีโอกาสทางสังคมน้อยที่สุด (ยกเว้นมลายูชั้นสูง) ความขัดแย้งระหว่างคนต่างชาติที่คุมความมั่งคั่งกับกับเจ้าถิ่นเดิมที่จนกว่า รุนแรงที่สุดในอินโดนีเซียซึ่งทำให้เกิดการสังหารหมู่คนจีนหลายครั้ง

เทียบกับประเทศไทยที่เป็นเอกราช คนไทยปกครองคนไทยด้วยกันเอง แม้ว่าเศรษฐกิจจะไม่ดี และมีความบกพร่องในหลายๆ เรื่อง แต่อย่างน้อยคนไทยก็กำหนดชะตากรรมตัวเองได้ (ในระดับหนึ่ง) เช่นเมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยและการลดข้าราชการในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รวมถึงความต้องการให้ประเทศเจริญก้าวหน้า ทำให้นายทหารและพลเรือนกลุ่มหนึ่งไม่พอใจขึ้นมาและก่อการปฏิวัติขึ้นมาในปี พ.ศ. 2475

ประเทศไทยยังสามารถกลืนคนจีนและเชื้อชาติอื่นๆ เข้ามาเป็นคนไทยได้อย่างกลมกลืน (สมกับเนื้อหาในเพลงชาติว่า “รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย”) ทำให้คนไทยไม่รู้สึกว่าคนจีนเข้ามากอบโกย “ของๆ คนไทย” เท่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้าน เรื่องนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จของรัฐบาลสยาม/ไทยอย่างหนึ่ง

แม้ว่าไทยจะจนกว่าเพื่อนบ้าน แต่เพราะไม่มีปัญหาเชื้อชาติและศาสนาเหมือนเมียนมา, มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ทำให้ไทยตัดปัญหาเรื่องนี้ไปได้

และเมื่อประเทศไทยถึงเวลา “เทคออฟ” จากความยากจนอย่างจริงจังในทศวรรษที่ 1950s ไทยก็เติบโตอย่างไม่หยุดยั้งจากประเทศที่จนที่สุดอันดับสอง กลายเป็นประเทศที่รวยที่สุดอันดับสามของภูมิภาค จากรายได้ต่อหัวหลัก 500 เหรียญสหรัฐกว่าๆ มาเป็นเกือบ 8,000 แล้วในเวลานี้

ในขณะที่เมียนมาที่เคยสูงกว่าไทยและบางจุดเท่ากับไทย หลังได้รับเอกราชแล้วไม่นานก็เกิดการยึดอำนาจโดยนายพลเน วิน และนำระบบสังคมนิยมมาใช้ทำให้ประเทศถดถอยอย่างหนักประชาชนตกอยู่ในความยากจนรุนแรง และทำให้ประเทศยากจนที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ในทศวรรษที่ 1950s เมื่อไทยเริ่มกระบวนการสร้างอุตสาหกรรมและถีบตัวเองจากสังคมเกษตรที่อยู่กันแบบเนิบๆ รายได้ต่อหัวของไทยมีแต่โตวันโตคืน ส่วนคนเมียนมามีรายได้ต่อหัวลดลงสวนทางกับไทยไปเรื่อยๆ ในปี 1962 ที่นายพลเน วินยึดอำนาจ รายได้ต่อหัวของเมียนมาอยู่ที่ราวๆ 700 เหรียญ

ความหายนะเกิดขึ้นจากการใช้นโยบายเศรษฐกิจที่ผิดพลาด เมียนมาที่เคยใช้ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดที่ใครใคร่ค้าค้า ใครใคร่ขายขาย กลายเป็นเศรษฐกิจที่ผูกขาดโดยรัฐ คณะปฏิวัติออกกฎหมายยึดกิจการเอกชนมาเป็นของรัฐโดยรวมแล้วมีบริษัทเอกชนประมาณ 15,000 แห่งถูกทำให้เป็นของรัฐ นอกจากนี้ห้ามมิให้นักอุตสาหกรรมตั้งโรงงานใหม่ด้วยทุนส่วนตัว อุตสาหกรรมหลักทุกประเภทตกเป็นของรัฐ

ผู้ที่ได้รับผลกระทบแรกๆ คือนายทุนชาวอังกฤษเดิมที่ยังอยู่ในเมียนมา (พวกแองโกล-เบอร์มีส) และชาวอินเดียในเมียนมา นโยบายนี้จึงเหมือนเป็นการเอาคืนโดยชาวพม่าต่อชนชั้นต่างชาติที่เคยแย่งความมั่งคั่งจากเจ้าของประเทศไปในช่วงอาณานิคม ผลก็คือเมื่อกลางปี 1963 มีชาวต่างชาติ 2,500 คนต่อสัปดาห์เดินทางออกจากพม่า และภายในเดือนกันยายน 1964 ชาวอินเดียประมาณ 100,000 คนต้องเดินทางออกจากประเทศ

เพียงแต่มันไม่ได้กระทบแค่นายทุน มันกระทบไปถึงประชาชนทุกชั้นเพราะอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ผลิตข้าวได้ไม่พอที่จะส่งออกเพื่อเป็นมหาอำนาจข้าวได้อีกต่อไป และตลอดทศวรรษ 1960 ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของเมียนมาลดลงจาก 214 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 1964 เป็น 50 ล้านดอลลาร์ในปี 1971 

ทั้งหมดนี้เพราะความอ่อนด้อยในเรื่องเศรษฐกิจของพวกทหารและความดึงดันในอำนาจของนักปฏิวัติ หลังจากนั้นเมียนมาก็จนลงๆ และถูกไทยแซงแบบทิ้งห่างลิบตาจนถึงทุกวันนี้

ในขณะที่ไทยในเวลาเดียวกัน แม้จะปกครองด้วยรัฐบาลทหาร แต่ยังมีการใช้พลเรือนที่มีความรู้ (พวกเทคโนแครต) ทำให้เศรษฐกิจไทยมีรากฐานที่มั่นคงขึ้นและมีการเปิดตลาดที่เสรีกว่าหลายเท่า แต่ไม่ได้หมาายความรัฐบาลทหารจะมีประสิทธิภาพกว่ารัฐบาลพลเรือน 

หมายเหตุ – ในขณะที่ฟิลิปปินส์ได้รับอานิสงส์จากสหรัฐมากพอสมควร เมื่อเป็นเอกราชแล้วยังคงเจริญมาได้ระดับหนึ่ง มีช่วงหนึ่งในทศวรรษที่ 1960 ที่จีดีพีของไทยห่างจากฟิลิปปินส์ถึง 73% จนกระทั่งประเทศดิ่งเหวในช่วงเผด็จการมาร์กอส จากรายได้ต่อหัวสูงถึง 1,542 เหรียญสหรัฐในปี 1938 หล่นมาอยู่แค่ 715 เหรียญในปี 1990

ในปีเดียวกันนั้นประเทศไทยที่เคยตามฟิลิปปินส์มาโดยตลอดก็ถีบตัวขึ้นมาจาก 826 เหรียญในปี 1938 มาอยู่ที่ 1,508 เหรียญสหรัฐ สาเหตุที่ไทยนำขึ้นมาเพราะไทยเน้นส่างเสริมการลงทุนด้วยการตั้ง BOI ขึ้นมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 แต่ฟิลิปปินส์ไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องนี้จนกระทั่งทศวรรษที่ 1980

สถานะของฟิลิปปินส์จึงสลับกับไทย ณ จุดนี้และจนถึงทุกวันนี้ฟิลิปปินส์ถูกไทยทิ้งห่างแบบไม่เห็นฝุ่น

โดย กรกิจ ดิษฐาน

ภาพ Bangkok, Siam [Thailand]. Photograph by John Thomson, 1866.. Credit: Wellcome Collection. Attribution 4.0 International (CC BY 4.0)

วันที่ 01 มี.ค. 2564 สังคมทั่วไป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/social/general/

พระราชทานยศทหาร"พ.ต.หญิง อนุสรา สิริวชิรภักดิ์"

พระราชทานยศทหาร”พ.ต.หญิง อนุสรา สิริวชิรภักดิ์”

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารสัญญาบัตรต่ำกว่าชั้นนายพลจำนวน 7 นายวันที่ 01 มี.ค. 2564 เวลา 19:59 น. | สังคมทั่วไป

เรียกคืนเครื่องราชฯ "ปลอดประสพ สุรัสวดี"

เรียกคืนเครื่องราชฯ “ปลอดประสพ สุรัสวดี”

โปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ฯ ปลอดประสพ สุรัสวดี หลังคดีถึงที่สุดวันที่ 01 มี.ค. 2564 เวลา 19:54 น. | สังคมทั่วไป

"อนุทิน"ร้องเฮ่ย! หลังผลสลากรางวัลที่1ตรงกับเลขตู้สินค้าขนวัคซีนโควิด

“อนุทิน”ร้องเฮ่ย! หลังผลสลากรางวัลที่1ตรงกับเลขตู้สินค้าขนวัคซีนโควิด

อนุทินโพสต์ภาพผลสลาก1มี.ค.กับตู้สินค้าขนวัคซีนโควิด พร้อมข้อความ “เฮ่ย” หลังเลขบนตู้สินค้าตรงกับรางวัลที่1วันที่ 01 มี.ค. 2564 เวลา 17:37 น. | สังคมทั่วไป

พบติดเชื้อโควิดไม่มีอาการ32รายเป็นกลุ่มก้อนโรงงานชำแหละหมู

พบติดเชื้อโควิดไม่มีอาการ32รายเป็นกลุ่มก้อนโรงงานชำแหละหมู

กรมควบคุมโรคเผยพบผู้ติดเชื้อโควิดในจ.ปทุมธานีไม่มีอาการ 32 คน เป็นกลุ่มก้อนโรงงานชำแหละเนื้อหมู ยันหมูรับประทานได้แต่ต้องปรุงสุกใหม่วันที่ 01 มี.ค. 2564 เวลา 16:28 น. | สังคมทั่วไป

รู้ตัวมือเผาพระบรมฉายาลักษณ์หน้าเรือนจำคลองเปรมแล้ว จ่อเอาผิด3ข้อหาหนัก

รู้ตัวมือเผาพระบรมฉายาลักษณ์หน้าเรือนจำคลองเปรมแล้ว จ่อเอาผิด3ข้อหาหนัก

รมว.ยุติธรรมเผย ตำรวจรู้ตัว 3 บุคคลต้องสงสัยก่อเหตุเผาพระบรมฉายาลักษณ์หน้าเรือนจำกลางคลองเปรมแล้ว พบทะเบียนรถเป็นของแม่นักร้องร่วมกลุ่มราษฎร เอาผิด 3 ข้อหาหนักวันที่ 01 มี.ค. 2564 เวลา 14:27 น. | สังคมทั่วไป

ศบค.เผยหลายจังหวัดทยอยฉีดวัคซีนโควิด ยังไม่พบผลข้างเคียงรุนแรง

ศบค.เผยหลายจังหวัดทยอยฉีดวัคซีนโควิด ยังไม่พบผลข้างเคียงรุนแรง

โฆษกศบค.เผยหลายจังหวัดทยอยฉีดวัคซีนป้องกันโควิดแล้ว ยังไม่พบผลข้างเคียงรุนแรง ย้ำประชาชนยังต้องสวมหน้ากากอนามัยแม้มีวัคซีนแล้วก็ตามวันที่ 01 มี.ค. 2564 เวลา 14:18 น. | สังคมทั่วไป

"วราวุธ"ประสานผู้ว่าฯภาคเหนือสกัดเผาที่โล่งหลังจุดความร้อนพุ่ง

“วราวุธ”ประสานผู้ว่าฯภาคเหนือสกัดเผาที่โล่งหลังจุดความร้อนพุ่ง

“วราวุธ” ประสาน ผู้ว่าฯภาคเหนือ สกัดจุดความร้อน หลังพบการเผาที่โล่งพุ่ง หวั่นถูกยกเป็นประเด็นกีดกันทางการค้าวันที่ 01 มี.ค. 2564 เวลา 13:02 น. | สังคมทั่วไป

ศบค.พบไทยป่วยโควิดเพิ่ม80 รักษาหายอีก196

ศบค.พบไทยป่วยโควิดเพิ่ม80 รักษาหายอีก196

ศบค.เผยพบผู้ป่วยโควิดเพิ่ม 80 ราย ส่วนใหญ่จากการคัดกรองเชิงรุกและระบบเฝ้าระวัง-บริการ ขณะที่ผู้ป่วยรักษาหายเพิ่มอีก 196 รายวันที่ 01 มี.ค. 2564 เวลา 12:04 น. | สังคมทั่วไป

อุตุฯเผยอีสานตอนล่าง-ตะวันออกมีพายุฤดูร้อน ฝนฟ้าคะนอง-ลมแรง

อุตุฯเผยอีสานตอนล่าง-ตะวันออกมีพายุฤดูร้อน ฝนฟ้าคะนอง-ลมแรง

กรมอุตุฯเตือนพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และ ตะวันออก ระวังพายุฤดูร้อน มีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงวันที่ 01 มี.ค. 2564 เวลา 08:44 น. | สังคมทั่วไป

เตือนหลายจังหวัดไทยตอนบนรับมือพายุฤดูร้อน 1-4 มี.ค.นี้

เตือนหลายจังหวัดไทยตอนบนรับมือพายุฤดูร้อน 1-4 มี.ค.นี้

กรมอุตุฯเตือนหลายจังหวัดในภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันออก และภาคกลาง ระวังพายุฤดูร้อนช่วง 1-4 มี.ค. มีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตกบางพื้นที่วันที่ 01 มี.ค. 2564 เวลา 08:17 น. | สังคมทั่วไป

คนจะรวยช่วยไม่ได้!หนุ่มร้านประดับยนต์ดวงเฮงถูกรางวัล12ล้าน

คนจะรวยช่วยไม่ได้!หนุ่มร้านประดับยนต์ดวงเฮงถูกรางวัล12ล้าน

บุรีรัมย์-เจ้าของร้านประดับยนต์ใน อ.นางรองถูกรางวัลที่ 1 จำนวน 12 ล้าน เผยฝันเห็นเลขทะเบียนรถตัวเอง แต่ไม่ได้ซื้อตรงเพราะเคยออกแล้วเลยซื้อเลขข้างเคียงโชคดีเป็นเศรษฐีแค่ข้ามคืนวันที่ 01 มี.ค. 2564 เวลา 21:45 น. | ข่าวภูมิภาค

สาวดวงเฮง!ซื้อทะเบียนรถขนวัคซีนโควิดถูกหวย6ล้าน

สาวดวงเฮง!ซื้อทะเบียนรถขนวัคซีนโควิดถูกหวย6ล้าน

นครศรีธรรมราช-สาวทุ่งใหญ่เฮลั่นถูกรางวัลที่ 1 รับ 6 ล้านขึ้นโรงพักลงบันทึกประจำวันเป็นหลักฐาน เผยเอาเลขมาจากทะเบียนรถขนวัคซีนโควิด-19วันที่ 01 มี.ค. 2564 เวลา 20:07 น. | ข่าวภูมิภาค

ถูกหวย18ล้าน!แม่ค้าล็อตเตอรีควานหาตัวผู้โชคดีถูกรางวัลใหญ่

ถูกหวย18ล้าน!แม่ค้าล็อตเตอรีควานหาตัวผู้โชคดีถูกรางวัลใหญ่

สุราษฎร์ธานี-แม่ค้าขายล็อตเตอรีในตลาดเทศบาลเมืองท่าข้ามโพสต์แจ้งข่าวดีมีคนถูกหวยชุดรางวัลที่ 1 จำนวน 3 ใบได้เงิน 18 ล้านซื้อจากแผงที่ขายแต่ยังไม่รู้เป็นใครประกาศหาตัวผู้โชคดีวันที่ 01 มี.ค. 2564 เวลา 19:50 น. | ข่าวภูมิภาค

ผู้ว่าฯปทุมธานีประเดิมเข็มแรกฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19

ผู้ว่าฯปทุมธานีประเดิมเข็มแรกฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19

ปทุมธานี-พ่อเมืองประเดิมฉีดวัคซีนโควิด-19 เป็นคนแรกของจังหวัดตามด้วยบุคลากรทางการแพทย์กลุ่มเสี่ยง ย้ำแรงงานต่างด้าวก็ต้องฉีดเพื่อไม่ให้เป็นพาหะแพร่เชื้อวันที่ 01 มี.ค. 2564 เวลา 17:48 น. | ข่าวภูมิภาค

ผู้ว่าฯสมุทรสาครหายเกือบปกติแล้ว เหลือฟื้นฟูกล้ามเนื้อ

ผู้ว่าฯสมุทรสาครหายเกือบปกติแล้ว เหลือฟื้นฟูกล้ามเนื้อ

คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราช เผยอาการผู้ว่าฯสมุทรสาครโดยรวมปกติแล้ว สามารถลุกเดินได้เอง หายใจ พูดได้เหมือนปกติ เหลือเพียงฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลังจากต้องนอนโรงพยาบาลมา42วันวันที่ 01 มี.ค. 2564 เวลา 17:03 น. | ข่าวภูมิภาค

ผู้ปกครองนับร้อยบุกสพป.บุรีรัมย์เขต2จี้ย้ายผอ.คนดีกลับคืนโรงเรียน

ผู้ปกครองนับร้อยบุกสพป.บุรีรัมย์เขต2จี้ย้ายผอ.คนดีกลับคืนโรงเรียน

บุรีรัมย์-ผู้ปกครองรวมตัวบุกสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์เขต 2 จี้ย้ายผอ.โรงเรียนบ้านหลักกลับพื้นที่ด่วนอ้างพัฒนาโรงเรียนจนก้าวหน้าแต่ถูกย้ายขู่ไม่ส่งตัวกลับบุกศธ.แน่วันที่ 01 มี.ค. 2564 เวลา 15:37 น. | ข่าวภูมิภาค