ย้อนตำนานเทพลูกหนัง ‘ดิเอโก มาราโดนา’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ย้อนตำนานเทพลูกหนัง ‘ดิเอโก มาราโดนา’ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 27 พ.ย. 2563 เวลา 19:00 น.ย้อนตำนานเทพลูกหนัง 'ดิเอโก มาราโดนา'เปิดไทม์ไลน์ตำนานลูกหนังชื่อดังเจ้าของฉายา “หัตถ์พระเจ้า”

1. ดิเอโก อาร์มันโด มาราโดนา เป็นชาวอาร์เจนตินา เกิดในครอบครัวยากจน แต่เขาเริ่มฉายแววเป็นนักเตะตั้งแต่เด็ก โดยเริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุ 8 ปี โดยเล่นให้กับสโมสรท้องถิ่น Estrella Roja ก่อนจะติดสโมสรเยาวชน Argentinos Juniors 

2. มาราโดนา เริ่มเป็นนักเตะอาชีพตั้งแต่อายุ 15 ปี และกลายเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของลีกฟุตบอลปริเมราดิบิซิออน

(Photo by JORGE DURAN / AFP)

3. ในปี 1982 มาราโดนาทำลายสถิตินักเตะที่ค่าตัวแพงที่สุดในขณะนั้นด้วยมูลค่า 7.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเขาย้ายไปอยู่สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา ในสเปน

4. ในปี 1984 มาราโดนาเล่นให้กับสโมสรนาโปลี และเป็นตำนานของทีม โดยเขาพาทีมชนะลีกสูงสุดของอิตาลีถึงสองครั้ง พร้อมถ้วยรางวัลยูโรปาลีก ในปี 1989 จนทางสโมสรประกาศไม่ให้นักเตะคนใดใส่เสื้อหมายเลข 10 ซึ่งเป็นหมายเลขของเขาอีกเลยเพื่อเป็นเกียรติแก่มาราโดนา

มาราโดนานำอาร์เจนตินาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งที่สองในปี 1986 (AP Photo/Carlo Fumagalli, File)

5. หนึ่งตำนานขึ้นชื่อของวงการลูกหนังคือการที่มาราโดนานำทีมอาร์เจนตินาชนะฟุตบอลโลกในปี 1986 ที่ประเทศเม็กซิโก โดยนัดนั้นมาราโดนาได้ทำ “ประตูหัตถ์พระเจ้า” ที่เขาใช้มือซ้ายปัดลูกฟุตบอลเข้าประตูทีมชาติอังกฤษ 

6. แต่แล้วพบว่ามาราโดนามีอาการติดสารเสพติด โดยในปี 1991 เขาถูกพักการเล่นในอิตาลีเนื่องจากตรวจพบว่าเสพโคเคน และในช่วงฟุตบอลโลกปี 1994 เขาถูกส่งตัวกลับหลังตรวจพบว่าใช้สารเอฟิดรีน 

7. เส้นทางลูกหนังของมาราโดนาเริ่มอยู่ในช่วงขาลงเนื่องจากมีข่าวพัวพันกับยาเสพติด อีกทั้งยังมีปัญหาสุขภาพโดยมาราโดนามีภาวะน้ำหนักเกิน

8. ในปี 1997 มาราโดนาประกาศแขวนสตั๊ด ด้วยวัย 37 ปี โดยหลังเกษียณจากการเป็นนักเตะและเลิกเล่นฟุตบอลอาชีพ เขาได้ผันตัวเป็นผู้จัดการให้กับสโมสรฟุตบอลหลายสโมสร

9. มาราโดนาได้ชื่อว่าเป็นเพลย์บอย ชอบการสังสรรค์ มีอาการติดแอลกอฮอล์และยาเสพติด ก่อนจะล้มป่วยด้วยอาการลิ่มเลือดในสองอุดตัน และต้องเข้ารับการผ่าตัดสมองเมื่อต้นดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ก่อนจะมีอาการดีขึ้นและได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล

มาราโดนาเข้ารับการผ่าตัดสมอง (Photo by Handout / AFP)

10. เมื่อวันที่ 25 พ.ย. มาราโดนาเสียชีวิตในวัย 60 ปี ด้วยอาการหัวใจวาย ถึงถือเป็นการสูญเสียยอดนักเตะคนหนึ่งของโลกและสร้างความตื่นตกใจให้ให้แก่แฟนบอลทั่วโลกเป็นอย่างมาก ก่อนจะมีพิธีฝังศพในวันนี้ (27 พ.ย.) โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างเศร้าโศกท่ามกลางแฟนบอลรอรับอย่างเนืองแน่นเต็มสองฝั่งถนน

(Photo by RONALDO SCHEMIDT / AFP)
(Photo by Emiliano LASALVIA / AFP)
(Photo by GREG BAKER / AFP)
(Photo by Raul FERRARI / TELAM / AFP)

สหรัฐหนุนไต้หวัน จัดหาเงินทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สหรัฐหนุนไต้หวัน จัดหาเงินทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 27 พ.ย. 2563 เวลา 18:00 น.สหรัฐหนุนไต้หวัน จัดหาเงินทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไต้หวันและสหรัฐเดินหน้าแผนการจัดหาเงินทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานผ่านบริษัทเงินทุนเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ

บลูมเบิร์กรายงาน ซู เจนรอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไต้หวันกล่าวว่า ไต้หวันและสหรัฐกำลังเดินหน้าแผนการจัดหาเงินทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโครงการพลังงานในเอเชียและละตินอเมริกา และคาดว่าจะได้เห็นผลงานภายใน1 หรือ 2 ปีข้างหน้า

โดยไต้หวันเป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศล่าสุดจากทั้งหมด 16 ประเทศที่บรรลุข้อตกลงกับสหรัฐในการร่วมมือกับบริษัทเงินทุนเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐเพื่อจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐาน

แผนดังกล่าวเริ่มต้นด้วยการลงนามร่วมกันระหว่างไต้หวันและสหรัฐในเดือนกันยายน เพื่อระดมเงินทุนโดยมุ่งเป้าไปที่ธนาคารไต้หวัน บริษัทประกัน และทุนส่วนบุคคลอื่นๆ ซึ่งถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับไต้หวันและสหรัฐในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

ซู เจนรอง กล่าวว่า โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) รัฐบาลจีนอาศัยเงินกู้อย่างมาก โดยส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับรัฐวิสาหกิจของจีน ขณะที่แผนการของไต้หวันและสหรัฐมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนซึ่งจะทำให้มีความโปร่งใสสูง

การให้กู้ยืมโครงสร้างพื้นฐานของไต้หวันมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีความโปร่งใสมากขึ้น มีการเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น

ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้ไต้หวันเป็นเสาหลักของความพยามยามในการต่อต้านจีน และซูมองว่าแม้โจ ไบเดน จะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีแต่ความร่วมมือทางด้านการเงินของไต้หวันและสหรัฐจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก

ทั้งนี้ สหรัฐคาดว่าจะมีเงินลงทุนรวม 75,000 ล้านเหรียญสหรัฐในประเทศกำลังพัฒนาภายในปี 2025 ผ่านทางบริษัทเงินทุนเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ

ฝ่ายค้านไต้หวันเขวี้ยงหมูว่อนสภา ประท้วงนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ฝ่ายค้านไต้หวันเขวี้ยงหมูว่อนสภา ประท้วงนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 27 พ.ย. 2563 เวลา 17:00 น.ฝ่ายค้านไต้หวันเขวี้ยงหมูว่อนสภา ประท้วงนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐเกิดเหตุชุลมุนในรัฐสภาไต้หวันหลังพรรคก๊กมินตั๋งไม่พอใจที่รัฐบาลอนุมัตินำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐ

รอยเตอร์สรายงาน สืบเนื่องจากเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน ประกาศว่ารัฐบาลจะอนุมัติให้มีการนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐซึ่งมีแรคโตพามีน (Ractopamine) หนึ่งในสารเร่งเนื้อแดงที่ถูกห้ามใช้ในสหภาพยุโรปและจีน นอกจากนี้สหรัฐยังมีเนื้อวัวที่มีอายุมากกว่า 30 เดือน

ส่งผลให้พรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) คัดค้านการตัดสินใจดังกล่าวโดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหารและสุขภาพของประชาชน ขณะที่รัฐบาลกล่าวว่าสารดังกล่าวไม่ได้เป็นภัยคุกคามด้านความปลอดภัย และข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐ

ล่าสุด วันที่ 27 พ.ย. สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคก๊กมินตั๋งซึงเป็นฝ่ายคัดค้านการอนุมัติเนื้อหมูนำเข้าจากสหรัฐ ประท้วงในรัฐสภาโดยการเป่านกหวีด ถือป้าย และเป่าแตร รวมทั้งยังมีการโยนเนื้อหมูสดและเครื่องในหมูในรัฐสภา ส่งผลให้มีการเผชิญหน้ากันระหว่างพรรคฝ่ายค้านและพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) ของประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน

ขณะที่พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าออกมาประณามการประท้วงดังกล่าวที่ขว้างปาเนื้อหมูลงบนพื้นรัฐสภาว่าเป็นการประท้วงที่เหม็นและน่าขยะแขยง พร้อมเรียกร้องให้มีการเจรจากันด้วยเหตุผล

สี จิ้นผิงชวนอาเซียนสร้าง ‘เส้นทางสายไหมดิจิทัล’ หวังกระชับสัมพันธ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สี จิ้นผิงชวนอาเซียนสร้าง ‘เส้นทางสายไหมดิจิทัล’ หวังกระชับสัมพันธ์ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 27 พ.ย. 2563 เวลา 15:30 น.สี จิ้นผิงชวนอาเซียนสร้าง 'เส้นทางสายไหมดิจิทัล' หวังกระชับสัมพันธ์จีนแข่งสหรัฐ เร่งสร้างความสัมพันธ์กับภูมิภาคอาเซียน พร้อมเสนอความร่วมมือเส้นทางสายไหมดิจิทัล

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ รายงาน วันที่ 27 พ.ย. สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวในงาน China-Asean Expo โดยให้คำมั่นว่าจะกระชับความร่วมมือและส่งเสริมเส้นทางสายไหมดิจิทัลกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยพยายามให้ความมั่นใจกับผู้นำประเทศอาเซียนว่าจีนให้ความสำคัญต่อสมาคมสหประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) รวมถึงชูยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการฟื้นตัวของโลกจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่ส่งผลดีต่ออาเซียน”

“จีนจะขยายออกไปสู่โลกภายนอกอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงขับเคลื่อนการฟื้นตัวร่วมกันของทุกประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทุกประเทศทั่วโลกรวมทั้งอาเซียน” สี จิ้นผิงกล่าว

โดยสียังได้เสนอว่าจีนสามารถทำงานร่วมกับอาเซียนในการสร้าง “ท่าเรือดิจิทัลจีน-อาเซียน” เพื่อส่งเสริมการเชื่อมต่อแบบดิจิทัลและสร้าง “เส้นทางสายไหมดิจิทัล”

ทั้งนี้ คำพูดของสีเกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากที่โจ ไบเดนได้ประกาศนโยบายต่างประเทศของสหรัฐซึ่งมุ่งที่จะยึดบทบาทความเป็นผู้นำโลกและเสริมสร้างพันธมิตรในเอเชีย-แปซิฟิก

นอกจากนี้ในวันเดียวกัน หวังอี้ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของจีนยังได้ไปเยือนญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ซึ่งเป็นประเทศพันธมิตรของสหรัฐ และให้คำมั่นกับทั้ง 2 ประเทศว่าจะฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด

ทั้งนี้ จีนกำลังเร่งสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับประเทศในภูมิภาคอาเซียน เพื่อพยายามชดเชยแรงกดดันจากสงครามการค้าที่ยืดเยื้อมานานในช่วงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

เกาหลีใต้เสี่ยงเตียงไม่พอ หลังยอดติดโควิดพุ่งเกิน 500 รายต่อวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เกาหลีใต้เสี่ยงเตียงไม่พอ หลังยอดติดโควิดพุ่งเกิน 500 รายต่อวัน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 27 พ.ย. 2563 เวลา 14:00 น.เกาหลีใต้เสี่ยงเตียงไม่พอ หลังยอดติดโควิดพุ่งเกิน 500 รายต่อวันเกาหลีใต้เผชิญโควิดระลอก 3 ติดเชื้อรายวันเกิน 500 ราย หวั่นเตียงผู้ป่วยขาดแคลน

รอยเตอร์สรายงาน วันที่ 27 พ.ย. เกาหลีใต้มีจำนวนผู้ติดโควิด-19 มากกว่า 500 รายเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน ซึ่งเป็นจำนวนมากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนเนื่องจากการติดเชื้อในระลอกที่ 3 แพร่กระจายไปทั่วประเทศ

ช็อง เซกยุน นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้เตือนว่ายอดผู้ติดเชื้อรายวันอาจเพิ่มถึง 1,000 ราย และจะส่งผลให้เกิดวิกฤตครั้งใหญ่รวมถึงปัญหาขาดแคลนเตียงในโรงพยาบาลหากมาตรการต่างๆ ไม่สามารถป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้

ช็อง เรียกร้องให้ทางการเพิ่มเตียงในโรงพยาบาลเพื่อป้องกันปัญหาขาดแคลนเตียงผู้ป่วย ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าขณะนี้ยังมีเตียงเพียงพอ แต่หากจำนวนผู้ติดเชื้อยังคงเพิ่มขึ้นภายใน 2 ถึง 3 สัปดาห์นี้อาจต้องเผชิญกับปัญหาขาดแคลนเตียงในโรงพยาบาล

โดยขณะนี้เกาหลีใต้กำลังเผชิญสถานการณ์ร้ายแรงใน 17 เมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงโซล ซึ่งล่าสุดมีผู้ติติดเดเชื้อรายวัน 525 ราย โดยมากกว่าร้อยละ 64 เป็นผู้ป่วยจากกรุงโซล

ส่งผลให้รัฐบาลเกาหลีใต้ต้องเข้มงวดในมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมในกรุงโซลและพื้นที่โดยรอบมากขึ้น ซึ่งมีการจำกัดการรับประทานอาหารนอกบ้านรวมถึงสถานบันเทิง

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเพียง 1 เดือนหลังมาตรการต่างๆ ได้รับการผ่อนคลายลงเนื่องจากการแพร่ระบาดในระลอก 2 ลดลง

Photo by Jung Yeon-je / AFP

‘แอสตราเซเนกา’ พร้อมทดลองใหม่หลังถูกตั้งข้อสงสัยถึงประสิทธิภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

‘แอสตราเซเนกา’ พร้อมทดลองใหม่หลังถูกตั้งข้อสงสัยถึงประสิทธิภาพ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 27 พ.ย. 2563 เวลา 13:00 น.'แอสตราเซเนกา' พร้อมทดลองใหม่หลังถูกตั้งข้อสงสัยถึงประสิทธิภาพแอสตราเซเนกาเตรียมทดลองวัคซีนเพิ่มเติมหลังพบว่าวัคซีนเพียงครึ่งโดสอาจได้ผลดีกว่าเต็มโดส

เดอะการ์เดียน รายงานว่า วัคซีนของแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) ร่วมกับมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด (Oxford) จะทำการทดลองเพิ่มเติมหลังจากที่นักวิทยาศาสตร์ออกมาตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีน

โดยในตอนแรกบริษัทผู้ผลิตวัคซีนเผยผลการทดสอบวัคซีนในระยะที่ 3 ซึ่งเป็นระยะสุดท้าย พบว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพเฉลี่ย 70% แต่ภายหลังได้ออกมาประกาศว่า วัคซีนมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเป็น 90% ในอาสาสมัครกลุ่มที่ได้รับวัคซีนครึ่งโดส

ส่งผลให้หลายคนตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือ รวมทั้งนักวิเคราะห์รายหนึ่งในสหรัฐอเมริกาเชื่อว่าวัคซีนดังกล่าวจะไม่ได้รับอนุญาตในสหรัฐ และกล่าวหาว่าบริษัทผู้ผลิตพยายามโกงประสิทธิภาพของวัคซีน

เมื่อวันที่ 26 พ.ย. จอห์น เบลล์ ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์ของออกฟอร์ดและที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลสหราชอาณาจักรปฏิเสธคำกล่าวอ้างดังกล่าว และยืนยันว่าผลลัพธ์ประสิทธิภาพของวัคซีนนั้นเกิดจากการทดลองจริงไม่ได้มีการโกงแต่อย่างใด และข้อมูลทั้งหมดคาดว่าจะได้รับการตีพิมพ์ลงบนวารสารการแพทย์แลนซิตในสุดสัปดาห์นี้

ขณะที่ ปาสคาล โซเรียต ประธานกรรมการบริหารของแอสตราเซนเนกาเผยว่า จะทำการทดลองวัคซีนใหม่โดยให้วัคซีนในโดสที่ต่ำลงเพื่อประเมินว่าจะมีประสิทธิภาพดีกว่าการให้วัคซีนเต็มโดสหรือไม่ อย่างไรก็ตามยังเชื่อว่าการทดสอบครั้งใหม่จะไม่ทำให้การอนุมัติวัคซีนในยุโรปล่าช้าลง

ด้าน แมตต์ ฮานค็อก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ขอให้หน่วยงานกำกับดูแลยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ (MHRA) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีส่วนในการอนุมัติวัคซีน ทำการประเมินวัคซีนอย่างเป็นทางการ เพื่อทำความเข้าใจข้อมูลและพิจารณาว่าวัคซีนดังกล่าวเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยหรือไม่

Photo by JUSTIN TALLIS / AFP

รมว.ต่างประเทศสวีเดนจี้รัฐบาลไทยเปิดโอกาสประชาชนแสดงออกอย่างเสรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 พ.ย. 2563 เวลา 12:00 น.รมว.ต่างประเทศสวีเดนจี้รัฐบาลไทยเปิดโอกาสประชาชนแสดงออกอย่างเสรีรัฐสภาสวีเดนเผยจดหมายเปิดผนึกจี้ไทยทำตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล ย้ำยุโรปจับตาอย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 25 พ.ย. ที่ผ่านมา รัฐสภาสวีเดนเผยจดหมายเปิดผนึกจาก Ann Linde รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสวีเดนที่กล่าวถึงแนวทางของสวีเดนและสหภาพยุโรปในการลดความเสี่ยงจากความรุนแรง และส่งเสริมประชาธิปไตยในประเทศไทย

โดยในจดหมายระบุว่า การเคลื่อนไหวชุมนุมประท้วงของไทยขณะนี้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและการปฏิรูปทางการเมือง ซึ่งรัฐบาลไทยมีหน้าที่ที่จะต้องประกันเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกตามหลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

ขณะนี้ สวีเดนกำลังติดตามความเคลื่อนไหวในประเทศไทยอย่างใกล้ชิด และเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายจะต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้สถานการณ์ลุกลามบานปลาย นอกจากนี้ควรหันหน้าเข้าหากันและเปิดให้มีการเจรจา

ทั้งนี้ เหตุการณ์ในประเทศไทยถูกหยิบยกโดยประเทศสวีเดนและสหภาพยุโรป ซึ่งได้ส่งข้อเสนอแนะไปยังกรุงสตอกโฮล์มและกรุงเทพมหานคร

โดยสวีเดนกำลังหารืออย่างใกล้ชิดกับตัวแทนพรรคการเมือง ภาคประชาสังคม และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และได้รับความร่วมมือจากองค์กรต่างๆ ที่ส่งเสริมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน รวมทั้งสถานทูตสวีเดนในกรุงเทพมหานครก็มีการสนับสนุนอย่างเต็มที่ และได้เชิญผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาร่วมเจรจาอีกด้วย

พร้อมทิ้งท้ายว่าสวีเดนจะติดตามประเทศไทยอย่างใกล้ชิดและดำเนินการเพื่อส่งเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชนตามหลักประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม

Photo by Tobias SCHWARZ / AFP

โจชัว หว่อง ถูกขังเดี่ยว ถูกไฟส่อง 24 ชม. จนนอนไม่หลับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

โจชัว หว่อง ถูกขังเดี่ยว ถูกไฟส่อง 24 ชม. จนนอนไม่หลับ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 27 พ.ย. 2563 เวลา 10:41 น.โจชัว หว่อง ถูกขังเดี่ยว ถูกไฟส่อง 24 ชม. จนนอนไม่หลับโจชัว หว่อง ถูกขังเดี่ยว บอกสบายดี แค่นอนไม่หลับนิดหน่อยเพราะแสงไฟแยงตา  

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า โจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวเรียกร้องการแยกตัวจากจีนแผ่นดินใหญ่ชาวฮ่องกงเผยกับหนังสือพิมพ์รายวัน Die Welt ของเยอรมนีผ่านจดหมายหลังถูกคุมขังว่า สบายดีแม้จะถูกแยกขังเดี่ยว และนอนไม่หลับเนื่องจากถูกแสงไฟแยงตาตลอด 24 ชั่วโมง

“ผมนอนไม่ค่อยหลับ เพราะแสงไฟในห้องขังเปิดสว่างจ้าตลอด 24 ชั่วโมง ผมต้องใช้หน้ากากอนามัยปิดตาถึงจะนอนหลับ”

นักเคลื่อนไหววัย 24 ปีบอกอีกว่า เจ้าตัวไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากห้องขังเดี่ยวหรือพบปะกับผู้ต้องขังรายอื่น รวมทั้งถูกห้ามไม่ให้เล่นกีฬา

หว่องยังเผยอีกว่า ไม่คิดว่าตัวเองจะได้รับการพิจารณาคดีอย่างยุติธรรมในวันที่ 2 ธ.ค.ที่จะถึงนี้

“ผมสูญเสียความเชื่อมันในระบบยุติธรรมมานานแล้ว ผมต้องการบอกให้โลกทราบว่าการเคลื่อนไหวในฮ่องกงจะไม่ยุติลง แม้ แอกเนส โจว อิวาน หลั่ม และตัวผมจะอยู่ในคุก” หว่องระบุในจดหมายตอบ Die Welt

หว่องเผยอีกว่า เข้ามองว่าจีนเป็นภัยคุกคามต่อเสรีภาพของโลก “บรรดามหาวิทยาลัย นักข่าว บริษัทต่างๆ ทุกคนล้วนถูกบังคับให้ยึดมั่นในมาตรฐานของจีน”

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หว่องรับสารภาพในข้อหาเป็นผู้จัดและปลุกระดมให้ชาวฮ่องกงออกมาชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่หน้ากองบัญชาการตำรวจเมื่อปีที่แล้ว โดยเจ้าตัวอาจต้องรับโทษจำคุกสูงุดถึง 3 ปี

อังกฤษเตรียมเผชิญ ‘ภาวะเศรษฐกิจถดถอย’ สาหัสสุดในรอบกว่า 300 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

อังกฤษเตรียมเผชิญ ‘ภาวะเศรษฐกิจถดถอย’ สาหัสสุดในรอบกว่า 300 ปี – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 27 พ.ย. 2563 เวลา 09:03 น.อังกฤษเตรียมเผชิญ ‘ภาวะเศรษฐกิจถดถอย’ สาหัสสุดในรอบกว่า 300 ปียุโรปหลายประเทศยังไม่พ้นวิบากกรรมจากการะบาดรอบใหม่ เศรษฐกิจของบางประเทศกำลังพบกับเรื่องเลวร้ายที่สุด

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า หริศรี สุนาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหราชอาณาจักรคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหราชอาณาจักรจะหดตัวร้อยละ 11.3 ในปี 2020 ถือเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบกว่า 300 ปี อันมีสาเหตุมาจากวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)

สุนากกล่าวต่อสมาชิกสภานิติบัญญัติของสหราชอาณาจักรว่า สำนักงบประมาณ (OBR) คาดว่าเศรษฐกิจจะไม่สามารถฟื้นตัวสู่ระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดได้จนถึงสิ้นปี 2022

รัฐมนตรีคาดว่าการระบาดใหญ่จะส่งผลกระทบ “อย่างยาวนาน” พร้อมอ้างอิงสถิติจากสำนักฯ ซึ่งคาดการณ์ว่าอัตราการว่างงานจะสูงแตะร้อยละ 7.5 หรือมีคนตกงาน 2.6 ล้านคนในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2021

“ภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น” สุนากกล่าวเตือน พร้อมเผยรายงานตรวจสอบการใช้จ่ายฉบับแรกหลังเกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยรายงานระบุว่ารัฐบาลสหราชอาณาจักรใช้จ่ายเงินเพื่อรับมือกับวิกฤตโรคโควิด-19 ทั้งหมด 2.8 แสนล้านปอนด์ (ราว 11.35 ล้านล้านบาท) และวางแผนจะใช้จ่ายเงินอีก 5.5 หมื่นล้านปอนด์ (ราว 2.23 ล้านล้านบาท) เพื่อต่อสู้กับการระบาดใหญ่ในปีหน้า

ขณะเดียวกันหนี้สาธารณะของสหราชอาณาจักรจะอยู่ที่ 3.94 แสนล้านปอนด์ (ราว 15.98 ล้านล้านบาท) ในปีงบประมาณ 2020/21 เทียบเท่าร้อยละ 19 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือ จีดีพี (GDP) ของประเทศ

เพื่อกระตุ้นการเติบโตและสนับสนุนการจ้างงาน สุนากคาดว่าในปี 2021 สหราชอาณาจักรต้องใช้จ่ายด้านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 1 แสนล้านปอนด์ (ราว 4.05 ล้านล้านบาท) นอกจากนี้สหราชอาณาจักรจะจัดตั้งธนาคารสำหรับโครงสร้างพื้นฐานแห่งใหม่ โดยจะมีสำนักงานใหญ่อยู่ทางตอนเหนือของอังกฤษ มีหน้าที่ประสานงานกับภาคเอกชนเพื่อระดมเงินในการดำเนินโครงการลงทุนใหม่ๆ ทั่วประเทศ

สุนากกล่าวถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจของวิกฤตโรคโควิด-19 หลังเมื่อวันอังคาร (24 พ.ย.) สหราชอาณาจักรมียอดผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 พุ่งสูงสุด นับตั้งแต่วันที่ 12 พ.ค. โดยสถิติทางการระบุว่ายอดผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ในวันอังคารเพิ่มขึ้น 608 ราย อยู่ที่ 55,838 ราย

Photo by Tolga Akmen / AFP

ต้องเก็บภาษีคนละเท่าไร คนไทยถึงอยู่ดีมีสุขแบบรัฐสวัสดิการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ต้องเก็บภาษีคนละเท่าไร คนไทยถึงอยู่ดีมีสุขแบบรัฐสวัสดิการ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 26 พ.ย. 2563 เวลา 21:03 น.ต้องเก็บภาษีคนละเท่าไร คนไทยถึงอยู่ดีมีสุขแบบรัฐสวัสดิการ เสียงเรียกร้องขอรัฐสวัสดิการในไทยดังขึ้นเรื่อยๆ แต่รัฐสวัสดิการไม่ได้เกิดขึ้นเอง มันจะต้องใช้งบประมาณมหาศาล แล้วเราพร้อมที่จะจ่ายหรือไม่?

การชุมนุมประท้วงในประเทศมีประเด็นหนึ่งที่ถูกพูดถึงกันบ่อยๆ คือการผลักดันรัฐสวัสดิการ (#ถ้าการเมืองดี) พร้อมๆ กับการแสดงความไม่พอใจที่ภาษีของพวกเขานำไปใช้ “อย่างไม่ถูกต้อง” (ตะโกนพร้อมๆ กันว่าภาษีกูๆ)

เราไม่รู้ว่าคนส่วนใหญ่ในกลุ่มผู้ชุมนุมจะรู้หรือไม่หรือเป็นแค่เรื่องบังเอิญ เพราะการสร้างรัฐสวัสดิการที่ประชาชนได้รับบริการที่ดีนั้นเกี่ยวข้องกับการเก็บภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยด้วย

การเรียกร้องรัฐสวัสดิการไม่ใช่เพิ่งจะมี แต่พูดกันมาหลายสิบปีแล้ว งานเขียนชิ้นหนึ่งว่าด้วยรัฐสวัสดิการที่ง่ายแก่การเข้าใจคือ “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ของศ. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ซึ่งท่านได้วาดหวังไว้ว่าชีวิตของคนๆ หนึ่งควรได้รับบริการอะไรจากรัฐบ้างจึงจะเรียกว่าคุ้มค่าที่เกิดมาเป็นคนของรัฐนั้นๆ

แต่ “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ง่ายเกินไปเพราะเป็นลักษณะของ “อุดมคติ” จนไม่ได้พูดถึงความซับซ้อนของสังคมที่คนรวย คนจน คนชั้นกลาง มีรายได้ห่างกันมากในประเทศไทย ห่างเสียจนการเก็บรายได้อย่างเป็นธรรมเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ

ปัญหาเฉพาะหน้าที่สุดของของการสร้างรัฐสวัสดิการคือจะเอาเงินมาจากไหน?

ของฟรีไม่มีในโลกฉันใด รัฐสวัสดิการไม่เกิดมาจากกระบอกไม้ไผ่ฉันนั้น ทั้งการศึกษาฟรี รักษาพยาบาลฟรี ทั้งหมดต้องจ่ายด้วยเงินทั้งสิ้น

รัฐสวัสดิการคือการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจขั้นพื้นฐานแก่ประชาชน รับประกันว่าพวกเขาจะมีกิน มีการศึกษา มีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจแก่ประชาชน รัฐเองต้องมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจเองก่อน

โดยทั่วไปเงินทุนของรัฐสวัสดิการมาจากสองแหล่งหลัก ได้แก่ (1) รายได้จากภาษีทั่วไป (2) เงินประกันสังคมที่นายจ้างและ/หรือลูกจ้างจ่ายให้ ส่วนอื่นๆ มีบทบาทเล็กน้อยเท่านั้น

ประเทศที่มีรัฐสวัสดิการดีเลิศส่วนใหญ่อยู่ในยุโรปเหนือประเทศเหล่านี้เก็บภาษีในอัตราสูงมาก เช่น สวีเดนเก็บในอัตราสูงถึง 60% ของรายได้ แต่ “ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อมั่นรัฐในการจัดการภาษีด้วยดี มีความศรัทธาอย่างลึกซึ้งในวงกว้างว่าเงินที่ไปสู่รัฐสวัสดิการนั้นจะถูกใช้อย่างเป็นประโยชน์”

ดังนั้นสิ่งแรกที่จะต้องสร้างคือ ความเชื่อมั่นในรัฐ เชื่อว่าจะบริหารเงินของเราได้ ไม่ใช่ควักกระเป๋า

เมื่อดูสถานการณ์ของไทยตอนนี้ห่างชั้นจากความว่าเชื่อมั่นในรัฐอย่างมาก หากตัดเรื่องการเมืองออกไปแล้วดูแค่ดัชนีคอร์รัปชั่น จะพบว่าไทยอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่มาก

เทียบกับประเทศที่คอร์รัปชั่นต่ำและความโปร่งใสสูง ประเทศหล่านี้ล้วนแต่เป็นรัฐสวัสดิการเต็มตัวทั้งสิ้่น คือ เดนมาร์กกับนิวซีแลนด์ที่คอร์รัปชั่นน้อยที่สุดในโลก ตามด้วยฟินแลนด์ สิงคโปร์ และสวิตเซอร์แลนด์

เดนมาร์กเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาถึง 55.80% ฟินแลนด์เก็บ 53.52% สวิตเซอร์แลนด์ซึ่งเป็นสหพันธรัฐเก็บ 2 ระดับคือระดับสหพันธ์ ประมาณต่ำกว่า 1% – 11.5% และระดับท้องถิ่นอาจสูงถึง 48.0% (ในเจนีวา)

ส่วนนิวซีแลนด์เก็บที่ 10.5% – 33% และสิงคโปร์ 22% ทั้งสองประเทศไม่ได้อยู่ในยุโรปเหนือและไม่ใช่รัฐสวัสดิการเต็มตัวดังนั้นเราจะละสองประเทศนี้ไว้ฐานที่เข้าใจ

หันกลับมามองที่ไทย การเก็บภาษีของไทยนั้นไม่ครอบคลุม คนที่เสียภาษีจริงๆ มีแค่ 4 ล้านคนจากประชากรทั้งหมด ส่วนที่เหลือไม่ถึงเกณฑ์จะเสีย (เพราะจนเกินไป) หรือได้งดเว้นภาษี (เพราะเป็นคนชั้นกลางที่สร้างตัว) คนที่เสียภาษีจริงๆ จึงเหลือแต่คนที่มีรายมาก ดูแล้วเหมือนจะเป็นการเก็บภาษีก้าวหน้าที่แฟร์ เพราะเกลี่ยคนรวยมาช่วยคนจน แต่ถ้าเราจะสร้างรัฐสวัสดิการเราจะมา “เตี้ยอุ้มค่อม” แบบนี้ไม่ได้

หากยังไม่ชัดว่ามันเตี้ยอุ้มค่อมอย่างไร ให้เทียบดูสัดส่วนคนเสียภาษีของไทยที่มี 4 ล้านจากประชากร 69.43 ล้านคน ส่วนสวีเดนมีประชากร 10.23 ล้านคน แต่มีคนเสียภาษีประมาณ 7 ล้านคน

คิดกลมๆ ก็คือทั้งประเทศไทยมีคนเสียภาษีแค่ 5.7% ส่วนสวีเดนมีคนเสียภาษีถึง 68.4% ของประชากรทั้งหมด เห็นได้ชัดว่าใครที่สามารถจะสร้างสังคมสวัสดิการที่มั่นคง และ “แฟร์” มากกว่าเพราะเก็บภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วยและครอบคลุมมากกว่ากัน

ดังนั้นภารกิจแรกก่อนจะสร้างรัฐสวัสดิการที่มั่นคงคือ “ต้องกำจัดความยากจนให้หมดก่อน”

แน่นอนว่ามันแทบเป็นไปไม่ได้ที่สังคมหนึ่งๆ จะไม่มีคนจนเลย แต่ไม่ใช่ว่ามันจะทำไม่ได้ อย่างน้อยจีนก็พยายามทำอยู่ หรือหากไม่ได้เล่นใหญ่แบบจีน เราก็สามารถช่วยให้ประชาชนเกือบทั้งหมดหลุดพ้นจากภาวะไม่มีจะกินให้ได้เสียก่อน

มีผู้กล่าวว่า “เป้าหมายที่แท้จริงควรเป็นการลดความยากจน แทนที่จะลดความเหลื่อมล้ำ” (real goal should be reducing poverty rather than reducing inequality.)

ไม่มีสังคมไหนในโลกที่ไม่เหลื่อมล้ำ แต่เราสามารถให้โอกาสคนอย่างเท่าเทียมกันได้เพื่อให้เขาเลือเอาว่าจะกดตัวเองให้ต่ำลง อยู่ในสถานะเดิม หรือมุ่งไปสู่ภาวะที่สูงกว่า การให้โอกาสคนที่เท่ากับและให้พวกเขาทำให้ที่ประชาชนผู้เสียภาษีอย่างเท่าเทียมกันต่างหากคือสิ่งที่จะต้องทำเป็นอันดับแรกก่อน

ถามว่าถ้าไม่ลดความยากจนเพื่อที่จะสร้างผู้เสียภาษีให้ครอบคลุมขึ้น เราจะมุ่งเก็บแต่ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ได้หรือไม่?

ประเด็นเรื่อง VAT กลุ่มผู้ประท้วงในไทยยกขึ้นมาอ้างหลายครั้งหลายหนว่าเป็นเหตุให้พวกเขาเรียกร้องบริการสาธารณะจากรัฐเพราะเสียภาษีไปแล้วในรูปของ VAT

มาดูที่ข้อเท็จจริงกันก่อน VAT เป็นภาษีได้เข้ารัฐสูงสุดคือ 37% เทียบกับภาษีรายได้บุคคลธรรมดาที่คิดเป็น 15% และ ภาษีเงินได้นิติบุคคล 29% ของภาษีทั้งหมด อีก 19% ที่เหลือเป็นภาษีอื่นๆ

จะเห็นว่า VAT คือขุมกำลังสำคัญของรายได้ภาษีและเป็นภาษีที่ทุกคนมีส่วนร่วมจ่าย ยิ่งใช้มากยิ่งจ่ายมาก ไม่ต้องรอให้รวยก่อนแล้วค่อยจ่ายมาก

ในสวีเดนเองก็มีการยกความดีความชอบให้กับ VAT ว่าเป็นพลังสำคัญที่ช่วยหนุนรัฐสวัสดิการ แต่แน่นอนว่ามันเดินขาเดียวไม่ได้ VAT ต้องเก็บมากขึ้นโดยมีการลดเพดานการเก็บภาษีเพื่อเก็บภาษีให้ครอบคลุมคนทุกชั้นมากขึ้น ลดมาตรการผ่อนผันภาษี และเพิ่มอัตรา VAT อยู่ที่ 25% ซึ่งสูงที่สุดในยุโรป

ดังนั้นคีย์เวิร์ดก็ยังอยู่ที่ “เก็บภาษีโดยเท่าเทียมกัน”

ปัญหาคือไทยยังลดความยากจนไม่สำเร็จจึงสร้างฐาน Tax ไม่กว้าง ขณะเดียวกันพอจะขึ้น VAT ก็มีเสียงโวยวายจากประชาชนขึ้นมาอีกว่าเป็นภาระกับพวกเขา

ลงแบบนี้คนไทยจะเข้าทำนอง “เสียคืบจะเอาศอก” ภาษีไม่อยากจ่ายเพิ่ม แต่อยากจะได้สวัสดิการ

ตอนนี้ไทยก็มีสวัสดิการที่ดีกว่าประเทศพัฒนาแล้วเสียอีก นั่นคือ “สามสิบบาทรักษาทุกโรค” ซึ่งได้รับคำชมจากทั่วโลก แต่มีปัญหาที่แก้ไม่ตกคือมันไม่ค่อยจะยั่งยืนเรื่องการเงิน ทั้งเงินไม่พอ และมีเหลือบหากินกับนโยบายนี้

ปัญหาจึงกลับมาที่จุดเดิมคือไทยขาดทั้งเงินและขาดทั้งความโปร่งใส หากแก้เรื่องนี้ไม่ได้ก็เป็นรัฐสวัสดิการไม่ได้

แต่ไม่มีรัฐบาลไทยชุดไหนกล้าเสี่ยงขึ้นภาษีบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มเพราะมันคือการฆ่าตัวตายทางการเมือง ดังนั้นก่อนที่จะทำให้รัฐมีเงินเข้ามามาก เราต้อง “ศรัทธาในรัฐ” แบบชาวสวีเดนเสียก่อน ศรัทธาว่าเจ้าหน้าที่จะไม่โกงกินและนำเงินภาษีของเราไปใช้อย่างคุ้มค่า

เรื่องทั้งหมดนี้เหมือนงูกินหาง ไม่รู้จะแก้จุดไหนก่อน

Photo by Jack TAYLOR / AFP