บทวิเคราะห์ รัสเซียเตรียมยึดบริษัทตะวันตกที่จะถอนตัวหนี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684199

วันที่ 26 พ.ค. 2565 เวลา 17:40 น.บทวิเคราะห์ รัสเซียเตรียมยึดบริษัทตะวันตกที่จะถอนตัวหนี

สำนักข่าว Reuters วิเคราะห์ขอบเขต ผลดีผลเสียของกฎหมายใหม่ของรัสเซียที่พุ่งเป้ามาที่บริษัทสัญชาติตะวันตกโดยเฉพาะ

สำนักข่าว Reuters ระบุว่า รัสเซียกำลังออกกฎหมายใหม่ที่เปิดทางให้เข้าควบคุมธุรกิจในท้องถิ่นของบริษัทตะวันตกที่ตัดสินใจเผ่นออกจากรัสเซียหลังการรุกรานยูเครนของมอสโก เพิ่มความเสี่ยงสำหรับบริษัทข้ามชาติที่พยายามจะถอนตัว

กฎหมายใหม่ซึ่งอาจบังคับใช้ภายในไม่กี่สัปดาห์นี้จะให้อำนาจเด็ดขาดแก่รัสเซียในการเข้าแทรกแซงในกรณีที่เป็นภัยคุดคามต่อการจ้างงานหรืออุตสาหกรรมในประเทศ ส่งผลให้บริษัทตะวันตกปลดเปลื้องตัวเองได้ยากขึ้น นอกจากว่าบริษัทเหล่านี้จะเตรียมพร้อมรับผลกระทบทางการเงินครั้งใหญ่ไว้แล้ว

กฎหมายยึดทรัพย์สินของนักลงทุนตะวันตกเกิดขึ้นหลังจากที่บริษัทตะวันตกพากันเผ่นหนีออกจากรัสเซีย อาทิ สตาร์บัคส์ แม็คโดนัลด์ และเอบี อินเบฟ และกฎหมายนี้ยังเพิ่มแรงกดดันให้กับบรรดาบริษัทที่ยังคงอยู่ในรัสเซีย

มันเกิดขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจรัสเซียซึ่งถูกตัดขาดมากขึ้นเนื่องจากการคว่ำบาตรจากตะวันตก เข้าสู่ภาวะถดถอยท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อเป็นตัวเลขสองหลัก

ธนาคาร UniCredit ของอิตาลี ธนาคาร Raiffeisen ของออสเตรีย บริษัทเฟอร์นิเจอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง IKEA เครือร้านอาหารฟาสต์ฟูด Burger King และบริษัทเล็กๆ อีกหลายร้อยบริษัทยังคงมีธุรกิจอยู่ในรัสเซีย ส่วนบริษัทที่พยามยามถอนตัวต้องเผชิญกับกฎหมายที่เข้มงวดนี้

IKEA ซึ่งหยุดให้บริการชั่วคราวทั้งหมดในรัสเซียระบุกำลังติดตามความเป็นไปของสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ส่วน Raiffeisen กำลังประเมินทางเลือกทั้งหมด รวมทั้งการถอนตัวอย่างระวัดระวัง ด้าน UniCredit ปฏิเสธแสดงความคิดเห็น ขณะที่ Burger King ไม่ได้ตอบข้อสอบถามของ Reuters ในทันที

กฎหมายนี้กรุยทางให้รัสเซียแต่งตั้งผู้บริหารดูแลบริษัทต่างๆ ที่เป็นของชาวต่างชาติจากประเทศที่ “ไม่เป็นมิตร” ซึ่งต้องการถอนตัวจากรัสเซีย เนื่องจากความขัดแย้งกับยูเครนทำให้เศรษฐกิจรัสเซียตกต่ำ

มอสโกมักจะเอ่ยถึงประเทศอื่นว่า “ไม่เป็นมิตร” หากประเทศนั้นๆ ออกมาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจรัสเซีย นั่นหมายความว่า บริษัทใดๆ ก็ตามในสหภาพยุโรปหรือสหรัฐตกอยู่ในความเสี่ยง

คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอให้ปรับจุดยืนของตัวเองให้เข้มงวดขึ้นด้วยการประกาศให้การฝ่าฝืนมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียของสหภาพยุโรปเป็นอาชญากรรม ให้อำนาจรัฐบาลสหภาพยุโรปยึดทรัพย์สินของบริษัทและปัจเจกบุคคลที่หลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร

ขณะที่รัฐบาลไบเดนประกาศว่าจะไม่ยืดเวลาการสละสิทธิ์ที่ทำให้รัสเซียสามารถซื้อคืนพันธบัตรจากสหรัฐได้ ซึ่งจะทำให้รัสเซียขยับเข้าใกล้การผิดนัดชำระหนี้

ความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจ

การที่บริษัทตะวันตกหนีออกจากรัสเซียสร้างความโกรธเคืองให้กับนักการเมืองรัสเซีย อดีตประธานาธิบดี ดมิทร เมดเวเดฟ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติรัสเซีย วิพากษ์วิจารณ์บริษัทตะวันตกที่ถอนตัว และโจมตี “ศัตรูที่พยายามจำกัดการพัฒนาของเราและทำลายชีวิตของเรา”

เซอร์เก ซูชานอฟ ทนายความที่ปรึกษาด้านการบริหารความเสี่ยงและการปฏิบัติตามข้อกำหนดจาก RSP International เผยว่า “รัฐบาลสนใจรักษาการจ้างงานและการจัดเก็บภาษี รัฐบาลจะบังคับใช้กฎเกณฑ์กับบริษัทใหญ่ๆ เป็นลำดับแรก เพื่อหลีกเลี่ยงเจ้าหน้าที่ บริษัทต้องแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้จะทิ้งธุรกิจในรัสเซียโดยไม่ดูดำดูดี”

อูล์ฟ ชไนเดอร์ ที่ปรึกษาที่ทำงานกับบริษัทเยอรมันในรัสเซียและผู้เชี่ยวชาญในภูมิภาคจาก BVMW กลุ่มอุตสาหกรรมขนาดกลางของเยอรมนีอีกคนหนึ่งเผยว่า เขาและคนอื่นๆ กำลังทำงานเกี่ยวกับข้อเสนอเพื่อให้บริษัทต่างชาติสามารถมอบอำนาจการควบคุมให้กับผู้ดูแลผลประโยชน์ที่พวกเขาเลือกเองโดยสมัครใจ ซึ่งนั่นอาจโน้มน้าวให้รัสเซียเชื่อว่าพวกเขามีความรับผิดชอบและในขณะเดียวกันก็ถอยห่างออกมา

ชไนเดอร์เผยว่า “การขายก็เป็นทางเลือกหนึ่ง แต่เงื่อนไขการขายไม่ดี”

ร่างกฎหมายระบุเค้าโครงว่ารัสเซียจะแต่งตั้งผู้บริหารให้กับบริษัทต่างๆ ที่หุ้นอย่างน้อย 25% อยู่ในมือต่างชาติที่ “ไม่เป็นมิตร” ได้อย่างไร รวมทั้งวางหลักเกณฑ์ในการแทรกแซงไว้มากมาย เช่น เมื่อบริษัทมีบทบาทสำคัญในฐานะนายจ้างในท้องถิ่นหรือให้บริการที่สำคัญ และระบุชัดเจนว่ารัฐสามารถให้เหตุผลในการเข้าควบคุมได้หลายประการ

ร่างกฎหมายอ้างถึงตัวอย่างของบริษัทที่ผลิตเครื่องมือแพทย์ แต่ยังระบุรายชื่อภาคส่วนอื่นๆ เช่น การขนส่งและพลังงาน รวมถึงบริษัทใดๆ ที่การปิดกิจการอาจทำให้ราคาสินค้าพุ่งขึ้น

ผู้บริหารที่รัฐแต่งตั้งยังได้รับอนุญาตให้ขายธุรกิจที่ยึดมา ส่วนเจ้าของคนก่อนจะถูกห้ามไม่ให้ทำธุรกิจในรัสเซีย

ศาลหรือกระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจอาจกำหนดให้ผู้บริหาร อาทิ ธนาคาร VEB ของรัสเซียเข้ามารับหน้าที่

ร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านการพิจารณาครั้งแรกจากสภาล่าง หรือสภาดูมาในสัปดาห์นี้ และยังต้องผ่านการพิจารณาอีก 2 ครั้ง รวมทั้งให้สภาสูงพิจารณาก่อนที่ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน จะลงนามบังคับใช้เป็นกฎหมาย ซึ่งอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์

ด้านกระทรวงเศรษฐกิจของรัสเซียเผยว่า จะเลือกบริษัทเฉพาะใน ‘กรณีจำเป็น’ ซึ่งจำเป็นต้องปกป้องการผลิตหรือการจ้างงาน

ทั้งนี้ บริษัทต่างชาติหลายแห่งประกาศปิดร้านค้าและโรงงานในรัสเซียชั่วคราว นับตั้งแต่ปูตินเริ่มสิ่งที่เขาเรียกว่า “ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร” เพื่อทำให้ยูเครนปลอดทหารและปลอดนาซี ซึ่งถูกยูเครนและพันธมิตรมองว่าเป็นข้ออ้างที่ไม่มีมูลเพื่อเปิดฉากสงคราม

“รัสเซียถูกโดดเดี่ยวอยู่แล้วและไม่เป็นที่สนใจของนักลงทุนอีกต่อไป” ไมเคิล โลวี จากสมาคมอุตสาหกรรมออสเตรียเผย “กฎหมายนี้ยิ่งทำให้เรื่องแย่ลงไปอีกเท่านั้น”

Source – ANALYSIS-Russia prepares to seize western firms looking to leave

Sputnik/Ramil Sitdikov/Kremlin via REUTERS

‘จักรยานไฟฟ้า’ ทีเด็ดของยูเครนสู้รถถังรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684215

วันที่ 26 พ.ค. 2565 เวลา 18:36 น.'จักรยานไฟฟ้า' ทีเด็ดของยูเครนสู้รถถังรัสเซีย

ยูเครนใช้จักรยานไฟฟ้าบรรทุกจรวดปราบรถถัง ซุ่มยิงรัสเซียด้วยความเงียบและรวดเร็ว

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารใช้รถจักรยานยนต์ในการปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนกันอย่างแพร่หลาย ขณะที่ทหารญี่ปุ่นพิชิตแหลมมาลายูได้ด้วยจักรยานอันเป็นที่มาของ Bicycle Blitzkrieg และตอนนี้นักสู้ชาวยูเครนกำลังใช้จักรยานไฟฟ้า (e-bike) ในการทำสงครามกับรัสเซีย

The Washington Post รายงานว่าจักรยานไฟฟ้ากำลังถูกใช้โดยกองทัพยูเครนเพื่อสนับสนุนภารกิจลาดตระเวน ปฏิบัติการทิ้งระเบิด การขนย้ายอาวุธและเวชภัณฑ์ และการซุ่มยิง ด้วยความเร็วและความร้อนต่ำทำให้ e-bike เหมาะอย่างยิ่งในการปฏิบัติภารกิจในสนามรบ

รายงานระบุว่าจักรยานไฟฟ้าเหล่านี้มีข้อได้เปรียบตรงที่มีความคล่องตัวสูง สามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยความเร็วสูงสุด 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้เข้าสู่จุดหมายและหลบหนีได้อย่างรวดเร็ว โดยวิ่งได้กว่า 300 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง และใช้เวลาน้อยกว่าการเดินเท้ามาก

Photo: Telegram via Daniel Tonkopi/Facebook

e-bike มีเสียงเบากว่ามอเตอร์ไซค์ทั่วไปมาก ทั้งยังไม่สามารถตรวจจับได้ด้วยกล้องอินฟราเรด ซึ่งรัสเซียใช้ในการระบุเป้าหมายจากความร้อน และระบบกันสะเทือนมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการเดินทางในพื้นที่ที่เป็นป่า

ยิ่งไปกว่านั้น ความสามารถในการบรรทุกของหนักทำให้ e-bike ถูกนำไปดัดแปลงเพื่อบรรทุกจรวดต่อต้านรถถัง NLAW ซึ่งมีน้ำหนักกว่า 12 กิโลกรัม สำหรับใช้โจมตีกองทัพรัสเซีย ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวเปลี่ยนเกมในการต่อสู้ของยูเครนเพื่อปกป้องดินแดนอธิปไตยจากการยึดครองของรัสเซีย

ตามรายงานของ Vice ระบุว่ารูปภาพของ e-bike ยี่ห้อ ELEEK ของยูเครนและ Delfast ของสหรัฐซึ่งใช้ในสนามรบในยูเครน ถูกเผยแพร่บน Telegram เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

Photo: Telegram via Daniel Tonkopi/Facebook

Roman Kulchytskyi ผู้จัดการบริษัท ELEEK กล่าวว่าได้จัดหาจักรยานไฟฟ้าจำนวนหนึ่งให้แก่กองทัพยูเครนเพื่อใช้ในสนามรบ หลังจากที่สงครามเริ่มต้นขึ้นได้ไม่นานทางบริษัทได้เพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีกจำนวนมาก

ขณะที่ Daniel Tonkopi ผู้ก่อตั้งบริษัท Delfast กล่าวผ่านเฟซบุ๊กว่าบริษัทของเขาได้บริจาคจักรยานไฟฟ้าให้แก่กองทัพยูเครนตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น และบริจาค 5% ของยอดขายทั้งหมดเพื่อเป็นทุนสนับสนุนด้านมนุษยธรรมในยูเครน พร้อมยืนยันว่า Delfast จะยังคงสนับสนุนชาวยูเครนต่อไป และกำลังทำงานร่วมกับรัฐบาลและชุมชนเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพื่อยุติสงครามครั้งนี้

เอลซัลวาดอร์ สวรรค์ Bitcoin ล่ม หวั่นวิกฤตการเงินยิ่งเลวร้าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684193

วันที่ 26 พ.ค. 2565 เวลา 15:30 น.เอลซัลวาดอร์ สวรรค์ Bitcoin ล่ม หวั่นวิกฤตการเงินยิ่งเลวร้าย

เอลซัลวาดอร์เสี่ยงผิดนัดชำระหนี้เมื่อ Bitcoin ร่วงหนัก

เอลซัลวาดอร์ ถือเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกากลาง เมื่อพิจารณาจากรายได้ต่อหัว เป็นประเทศแรกของโลกที่รับรอง Bitcoin เป็นสกุลเงินที่สามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ภายใต้การตั้งเป้าที่จะเป็น “เมืองศูนย์กลางของ Bitcoin”

บทวิเคราะห์จากสำนักข่าวรอยเตอร์สชี้ให้เห็นถึงการเดิมพันครั้งใหญ่ของเอลซัลวาดอร์กับ Bitcoin ซึ่งประเทศในอเมริกากลางแห่งนี้ได้ซื้อ Bitcoin ไว้เป็นเงินสำรอง 2,301 เหรียญ แต่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาสกุลเงินดิจิทัลได้ร่วงลงกว่า 1 ใน 3 ของมูลค่าการถือครองของรัฐบาล ตามการคำนวณของรอยเตอร์ส

รายงานระบุว่ารัฐบาลเอลซัลวาดอร์ใช้เงินไป 104.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อซื้อ Bitcoin 2,301 เหรียญ แต่ตอนนี้มีมูลค่าเพียง 66.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามราคาปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ประมาณ 29,000 เหรียญสหรัฐ

ภายใต้การนำของประธานาธิบดีนายิบ บูเคเล ซึ่งให้การสนับสนุนสกุลเงินดิจิทัล เอลซัลวาดอร์ทุ่มสุดตัวกับ Bitcoin ไม่ใช่เพียงแต่เป็นประเทศแรกของโลกที่อนุมัติให้เป็นสกุลเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย แต่ยังร่างแผนสำหรับเหมือง Bitcoin พลังงานภูเขาไฟ และมีแผนที่จะออกพันธบัตร Bitcoin ด้วย

แต่เมื่อตลาดคริปโตร่วงอย่างรุนแรง เพิ่มปัญหาทางการเงินให้เอลซัลวาดอร์ซึ่งกำลังแบกรับภาระหนี้ก้อนโตอยู่ด้วย

ริคาร์โด กัสตาเญดา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสและผู้ประสานงานระดับประเทศของเอลซัลวาดอร์กล่าวว่า “ปัญหาทางการเงินของรัฐบาลไม่ได้เกิดจาก Bitcoin แต่แย่ลงเพราะ Bitcoin แทนที่จะเป็นตัวช่วยแก้ปัญหาตอนนี้มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา”

ทั้งนี้ Bitcoin ร่วงลงราว 45% นับตั้งแต่เอลซัลวาดอร์ยอมรับเป็นสกุลเงินถูกกฎหมายอย่างเป็นทางการในต้นเดือนก.ย. ขณะที่มูลค่าตลาดรวมของคริปโตเคอร์เรนซีทั้งหมดลดลกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับเดือนพ.ย. ปีที่แล้ว ตามข้อมูลจาก CoinMarketCap

ขณะที่หนี้ของเอลซัลวาดอร์อยู่ที่ 24,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ณ เดือนธ.ค. เพิ่มขึ้นจาก 19,800 ล้านเหรียญสหรัฐ ณ สิ้นปี 2019 หลังจากที่รัฐบาลต้องจัดสรรเงินหลายล้านเหรียญสหรัฐเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 และผลกระทบทางเศรษฐกิจในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

โดยเอลซัลวาดอร์ต้องชำระดอกเบี้ยพันธบัตร 329 ล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้ และอีก 800 ล้านเหรียญสหรัฐที่จะครบกำหนดในเดือนม.ค.

IMF แนะให้เอลซัลวาดอร์หยุดใช้ Bitcoin เป็นสกุลเงินที่ชำระหนี้ตามกฎหมาย และมองว่าการนำ Bitcoin มาเป็นเงินสำรองของประเทศนั้นเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังเตือนว่าการยอมรับ Bitcoin ยังอำนวยความสะดวกในการฟอกเงินด้วย

Photo by REUTERS/Jose Cabezas

บทวิเคราะห์ จับตาเงินดอลลาร์หมดแรง เฟดขึ้นดอกเร็วไปจะทำลายทุน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684164

วันที่ 26 พ.ค. 2565 เวลา 14:30 น.บทวิเคราะห์ จับตาเงินดอลลาร์หมดแรง เฟดขึ้นดอกเร็วไปจะทำลายทุน

การวิเคราะห์จากสำนักข่าวรอยเตอร์ถึงความเป็นไปของมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก และสกุลเงินอันดับหนึ่งของโลก

สำนักข่าวรอยเตอร์ – หลังจากค่าเงินดอลลาร์ที่พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 2 ทศวรรษตอนนี้ดูเหมือนจะหยุดชะงักลงแล้ว ด้วยความสงสัยที่เพิ่มมากขึ้นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะพิสูจน์ตัวเองได้หรือไม่ว่ามีความยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ผันผวน และนโยบายการเงินจะแข็งกร้าวตามที่คาดไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่

หลังจากไต่ขึ้น 10% ในรอบสามเดือน ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง 3% ตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม บางคนอาจคิดว่าเป็นเพราะหมดกระแสการเข้าหาดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินที่ปลอดภัยซึ่งเกิดขึ้นจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนได้ลดน้อยลงแล้ว หลายคนกล่าวว่าหากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เข้มงวดนโยบายการเงินอย่างมีนัยสำคัญ อาจเสี่ยงที่จะผลักดันเศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอย

และสุดท้าย ในขณะที่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ จะยังคงแซงหน้าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในประเทศเศรษฐกิจหลักอื่นๆ แต่ก็มีสัญญาณบ่งชี้ว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในยูโรโซนและสวิตเซอร์แลนด์กำลังเตรียมแผนการกระชับนโยบายของตนเอง

เมื่อวันจันทร์ คริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB ) ทำให้ภาวะดอลลาร์แข็งค่าต้องเจออุปสรรคเข้าไปอี โดยระบุว่าสถานะยาวนาน 8 ปีของกลุ่มยูโรโซนที่มีอัตราดอกเบี้ยติดลบจะสิ้นสุดในเดือนกันยายนนี้

หลายคนมองว่าผลจากสงครามในยูเครนจะทำให้ ECB ไม่อาจขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้อย่างมีนัยสำคัญ และส่งเงินยูโรให้สูงขึ้น 1% เมื่อเทียบกับดอลลาร์

ริชาร์ด เบนสัน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนร่วมของ Millennium Global กล่าวว่า “สิ่งที่สั่งสมขึ้นมาโดยตลอดและถูกตลาดเพิกเฉยคือเรื่องอัตราดอกเบี้ยของยุโรป” ซึ่งเบนสันเปลี่ยนท่าทีจากการเทรดดอลลาร์ “กุลยุทธ์ระยะยาว” มาเป็น “กลยุทธ์สั้น” เมื่อต้นเดือนนี้

เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ต้านอานปัจจัยลบได้ด้และการเมืองทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่เอื้ออำนวย กลายเป็นเงื่อนไขให้ดอลลาร์แกร่งขึ้นมา แต่สิ่งเหล่านี้กำลังเปิดทางให้สิ่งที่เบนสันขนานนามว่าเป็นสภาพแวดล้อมที่ “อ่อนแอ” ซึ่งความเสี่ยงของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจกำลังปรากฏชัด

ตลาดเงินยังคงกำหนดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 175 จุดพื้นฐานภายในสิ้นปี แต่ตอนนี้พวกเขายังตั้งเป้าว่า ECB จะขึ้น 100 จุดพื้นฐานเทียบกับ 20 จุดพื้นฐานหลังเกิดการโจมตียูเครน

นักวิเคราะห์ของ BNP Paribas กล่าวในหมายเหตุว่า วัฏจักรอัตราดอกเบี้ยของเฟด “ขณะนี้อยู่ในอัตราราคาที่เหมาะสม” และพวกเขาได้เพิ่มสถานะดอลลาร์ “ชอร์ต” เมื่อเทียบกับสกุลเงินออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสวีเดน

เว้นแต่ว่าตลาดจะเห็นการพุ่งขึ้นใหม่ขงอัตราราคาในสหรัฐฯ พวกเขาคาดการณ์ว่า “เงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลง เนื่องจากนักลงทุนกลับมาดำเนินการซื้อขายแบบ carry trades” ซึ่งหมายถึงการซื้อสกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนสูง

ขณะที่ JPMorgan แม้วา่จะยังคงหวังกับตลาดกระทิงกับค่าเงินดอลลาร์ แต่ก็กล่าวว่าตลาดสกุลเงินมีปฏิกิริยาต่อการเปลี่ยนแปลงจาก “ความแกร่งของสหรัฐฯ มาเป็นการชะลอตัวทั่วโลกซึ่งครอบคลุมสหรัฐฯ”

อันที่จริง ข้อมูลล่าสุดของสหรัฐฯ ตั้งแต่อัตราการว่างงานไปจนถึงสถิติเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยและสภาพธุรกิจ ล้วนบ่งบอกถึงโมเมนตัมที่ชะลอตัว

กรณีที่ไม่เป็นพิษเป็นภัย?

ตามแนวคิดดั้งเดิมต่างมองว่าค่าเงินดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นในช่วงที่เฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากนั้นก็จะสูญเสียพลังลงไป การวิเคราะห์ของสำนักข่าวรอยเตอร์เกี่ยวกับข้อมูลของ Refinitiv พบว่าในช่วง 3 รอบจาก 4 รอบล่าสุด ดัชนีค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงโดยเฉลี่ย 1.4% ระหว่างการขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกและครั้งสุดท้าย

บางคนเชื่อว่าดอลลาร์ยังคงมีอยู่ สก็อต เบสเซนต์ ผู้บริหาร Key Square Group กล่าวในจดหมายนักลงทุนที่รอยเตอร์ได้รับมาบอกว่าว่าเงินดอลลาร์อยู่ในช่วงขาขึ้นระยะสุดท้าย และ “เมื่อระยะสุดท้ายนี้จบลง เราคาดว่าค่าเงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลงในช่วงหลายปี” Key Square ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นในจดหมาย

ค่าเงินดอลลาร์สูงสุดในวันที่ 13 พ.ค. ใกล้เคียงกับการเพิ่มขึ้นในตำแหน่งยาวเก็งกำไรในสกุลเงินที่มีมูลค่ามากกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ตั้งแต่นั้นมา ค่าเงินดอลลาร์ก็หมดความร้อนแรงลงด้วยอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ร่วงลงเกือบ 20 จุดพื้นฐาน

นักวิเคราะห์ที่ ING กล่าวว่า “กรณีที่ไม่ร้ายแรง” สำหรับตลาดการเงินจะทำให้เฟดหยุดชั่วคราวหลังจากขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็น 2% ในเดือนกรกฎาคม

คนอื่นๆ มองว่าเฟดมีความเสี่ยงที่เฟดจะปรับขึ้นมากเกินไป แม้ว่าเงินเฟ้อจะได้รับแรงหนุนจากแรงกดดันด้านอุปทานที่จำเป็นต้องแก้ไข

สจววร์ท โคล หัวหน้านักยุทธศาสตร์ระดับมหภาคของบริษัทนายหน้า Equiti Capital กล่าวว่า “การกระชับนโยบายมากเกินไปของเฟดจะทำให้ความเสี่ยง อาจทำลายการลงทุนที่จะบรรเทาสถานการณ์ได้

แม้หลังจากการลดค่าลงเมื่อเร็วๆ นี้ ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ก็เพิ่มขึ้นประมาณ 6.3% ในปี 2022 และสามารถกลับมาขึ้นอีกครั้งได้อย่างรวดเร็วหากภาวะถดถอยในยุโรปมีแนวโน้มหรือหากความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกพังทลายอีกครั้ง

เบนสันแห่ง Millennium มองว่าค่าเงินสหรัฐยังอ่อนค่าลงในปัจจุบัน แต่การที่ค่าเงินดอลลาร์พุ่งขึ้นสูงสุดในช่วงที่ผ่านมานั้นถือเป็น “การเพุ่งขึ้นมาครั้งใหญ่มาก”

Source – ANALYSIS-As U.S. economy’s exceptionalism fades, so does the dollar/REUTERS

Photo – REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo/File Photo

พบพีระมิดกลางป่าแอมะซอน เมืองโบราณที่สาบสูญนับพันปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684182

วันที่ 26 พ.ค. 2565 เวลา 13:15 น.พบพีระมิดกลางป่าแอมะซอน เมืองโบราณที่สาบสูญนับพันปี

เทคโนโลยีการทำแผนที่ช่วยให้ค้นพบเมืองที่สาบสูญไปเกือบพันปีในป่าแอมะซอนของโบลิเวีย

Smithsonian Magazine ระบุว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์นำโดย ไฮโก พรูเมอร์ส จากสถาบันโบราณคดีเยอรมันค้นพบว่า เนินดินปริศนาทางมุมตะวันตกเฉียงใต้ของลุ่มน้ำแอมะซอนในโบลิเวีย ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งของเมืองโบราณอายุนับพันปี

เมื่อปี 2019 ทีมของพรูเมอร์สนำเฮลิคอปเตอร์ที่ติดตั้งเทคโนโลยีเพื่อการสำรวจ LiDAR ที่ตรวจจับระยะไกลโดยใช้เลเซอร์สร้างภาพ 3 มิติของพื้นดินเบื้องล่างเพื่อสำรวจซากปรักหักพังโบราณของการตั้งถิ่นฐานของเมืองขนาดใหญ่ในแถบ Llanos de Mojos ในป่าแอมะซอนของโบลิเวียที่ถูกทิ้งร้างไปเมื่อราว 600 ปีก่อน

ทีมนักวิทยาศาสตร์พบแหล่งที่ตั้งสำคัญของวัฒนธรรมกาซาราเบ (Casarabe Culture: ค.ศ.500-1400) ซึ่งมีศูนย์กลางเมืองขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยถนนยาวหลายกิโลเมตร และพีระมิดสูง 22 เมตร รวมถึงมีระบบชลประทาน ที่กักเก็บน้ำ และคลอง

งานด้านโบราณคดีที่เกี่ยวข้องก่อนหน้านี้และความพยายามในการสำรวจระยะไกลเผยให้เห็นสถานที่ห่างไกลหลายร้อยแห่งบนพื้นที่กว่า 1,700 ตารางไมล์ของภูมิภาค Llanos de Mojos รวมทั้งถื่นฐานของชาวกาซาราเบ และยังพบถนนและคลอง แต่ด้วยความท้าทายด้านพื้นที่ที่เป็นป่าทึบห่างไกลทำให้ยากต่อการเชื่อมโยงสิ่งที่พบเข้าด้วยกัน

เทคโนโลยี LiDAR ทำให้เห็นขนาดและรูปร่างของชุมชน 26 แห่ง รวมทั้ง 11 แห่งที่ไม่เคยทราบว่ามีอยู่ ในจำนวน 26 แห่งนี้เป็นศูนย์กลางเมืองขนาดใหญ่ 2 แห่งคือ Landivar และ Cotoca ซึ่งถูกค้นพบมาก่อนแล้ว แต่การทำแผนที่ครั้งใหม่นี้เผยรายละเอียดความซับซ้อนทางโบราณคดีและขนาดราว 1.2 และ 1.5 ตามรางไมล์ตามลำดับ

แต่ละศูนย์กลางล้อมรอบด้วยวงแหวนที่ต่อเนื่องกันของคูน้ำและป้อมปราการเชิงเทิน มีเฉลียงประดิษฐ์ อาคารที่ทำด้วยดินเผาขนาดใหญ่ และพีระมิดทรงกรวยที่มีความสูงถึง 22 เมตร โดยอาคารต่างๆ เหล่านี้หันหน้าไปทางทิศเหนือ-ตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองโลกของจักรวาลวิทยาเช่นเดียวกับที่พบในสถานที่โบราณอื่นๆ ที่ในแอมะซอน

ภาพถ่ายทางอากาศยังเผยให้เห็นศูนย์กลาง 2 แห่ง โดยแต่ละแห่งยึดไว้ด้วยเครือข่ายการตั้งถิ่นฐานในภูมิภาคขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกันด้วยทางหลวงหลายสาย ทางเดินเหล่านั้นแผ่ออกจากศูนย์กลางเหมือนซี่ล้อและทอดยาวหลายไมล์ สิ่งเหล่านี้เชื่อมโยงการตั้งถิ่นฐานในเขตชานเมืองตั้งแต่การตั้งถิ่นฐานขนาดเล็กใกล้กับศูนย์กลางไปจนถึงไซต์ที่ห่างไกลและเล็กกว่าซึ่งอาจถูกใช้เป็นที่ตั้งแคมป์ชั่วคราว ขณะที่คลองทอดยาวจากศูนย์กลางหลักและเชื่อมต่อกับแม่น้ำและลากูนา ซาน โฮเซ ซึ่งส่งน้ำไปยังโคโตกา

ซากเมืองโบราณดังกล่าวบ่งบอกว่าพื้นที่ห่างไกลของป่าฝนแอมะซอนแท้จริงแล้วมีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น และถูกทำให้เป็นชุมชนเมืองมานานหลายศตวรรษก่อนที่ประวัติศาสตร์ที่ได้รับการจดบันทึกของภูมิภาคนี้จะเริ่มขึ้น

ทว่าสิ่งที่ยังเป็นปริศนาคือ เหตุใดชุมชนเมืองนี้จึงถูกทิ้งร้างหลังสร้างได้เพียง 900 ปี การหาอายุวัตถุจากคาร์บอนกัมมันตรังสีพบว่าชาวกาซาราเบสูญหายไปราวปี 1400

ภาพ: สถาบันโบราณคดีเยอรมัน (DAI)

ศึกชิงพันธมิตรแปซิฟิก จีน-ออสเตรเลียเดินสายหาพวก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684174

วันที่ 26 พ.ค. 2565 เวลา 12:25 น.ศึกชิงพันธมิตรแปซิฟิก จีน-ออสเตรเลียเดินสายหาพวก

จีน-ออสเตรเลีย เดินสายกระชับความสัมพันธ์ในแปซิฟิก

เมื่อวันที่ 26 พ.ค. สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่านายกรัฐมนตรีแอนโธนี อัลบานีส ของออสเตรเลียกล่าวว่ารัฐบาลจำเป็นต้องยกระดับการสนับสนุนหมู่เกาะแปซิฟิก ในขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศจีนเดินทางมาถึงภูมิภาคนี้เพื่อแสวงหาข้อตกลงด้านความมั่นคงและการค้า

ก่อนหน้านี้รอยเตอร์สได้เปิดเผยร่างแถลงการณ์ที่หลุดออกมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจีนจะแสวงหาข้อตกลงกับ 10 ประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิก ซึ่งครอบคลุมการรักษาพยาบาล ความมั่นคง การค้า การเดินเรือ และการสื่อสารข้อมูล ขณะที่อัลบานีสกล่าวว่า “ออสเตรเลียจำเป็นต้องตอบสนองกับเรื่องนี้”

รัฐบาลออสเตรเลียให้คำมั่นที่จะดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิกเรื่องความมั่นคงทางทะเล การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การส่งเสริมความช่วยเหลือ และอนุญาตให้พลเมืองในภูมิภาคอพยพไปยังออสเตรเลีย

โดยเพนนี หว่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลียเดินทางไปยังฟิจิในวันนี้เพื่อหารือกับนายกรัฐมนตรีแฟรงก์ ไบนิมารามา ซึ่งเป็นการเยือนแปซิฟิกครั้งแรกของเธอนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันจันทร์

ขณะที่หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนเดินทางถึงหมู่เกาะโซโลมอนแล้ว ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางแรกในกำหนดการทัวร์ 8 ประเทศ โดยจะมีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้จะเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศแปซิฟิกในฟิจิในสัปดาห์หน้า

เมื่อเร็วๆ นี้หมู่เกาะโซโลมอนได้ลงนามในสนธิสัญญาความมั่นคงกับจีน ท่ามกลางการคัดค้านจากออสเตรเลีย สหรัฐ ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์ ซึ่งเกรงว่าหมู่เกาะโซโลมอนจะทำให้จีนสร้างฐานทัพในแปซิฟิก ขณะที่จีนปฏิเสธและกล่าวว่าการวิพากษ์วิจารณ์ของตะวันตกเป็นการแทรกแซงการตัดสินใจของโซโลมอน

ด้านสหรัฐก็ต้องการที่จะกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตกับแปซิฟิกเช่นกัน โดยเคิร์ต แคมป์เบลล์ ผู้ประสานงานอินโด-แปซิฟิกกล่าวเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่า รัฐบาลสหรัฐมีแผนจะยกระดับการเจรจาทางการทูตกับกลุ่มประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิก รวมถึงการเชิญผู้นำแปซิฟิกมาที่ทำเนียบขาวในปลายปีนี้ ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นจากอิทธิพลของจีนที่แผ่ขยายในภูมิภาค

แคมป์เบลล์กล่าวว่า “สหรัฐตั้งใจจะเพิ่มความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศในแถบแปซิฟิก และเราต้องทำมากกว่านี้ รวมถึงเพิ่มการสนับสนุนการมีส่วนร่วมพหุภาคีหมู่เกาะแปซิฟิก”

Photo by Yuichi Yamazaki/Pool via REUTERS/File Photo, REUTERS/Brendan Smialowski/Pool

‘ไสหัวไปไอ้**!’ ที่ปรึกษาผู้นำยูเครนลั่น หลังถูกแนะนำให้สละดินแดนแลกสันติภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684165

วันที่ 26 พ.ค. 2565 เวลา 11:30 น.'ไสหัวไปไอ้**!' ที่ปรึกษาผู้นำยูเครนลั่น หลังถูกแนะนำให้สละดินแดนแลกสันติภาพ

“ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ แต่เราจะจับอาวุธต่อไป” ที่ปรึกษาประธานาธิบดียูเครนกล่าว

สำนักข่าว RT ของรัสเซียรายงานว่าโอเล็กซี อเรสโตวิช ที่ปรึกษาของประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ลั่นคำหยาบในการวิพากษ์วิจารณ์ตะวันตกที่เรียกร้องให้ยูเครนสละดินแดนส่วนหนึ่งให้รัสเซียเพื่อแลกกับสันติภาพ

อเรสโตวิชกล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 25 พ.ค. ที่ผ่านมาว่า “ไสหัวไปเลยกับข้อเสนอพรรค์นั้น โง่ฉิบหาย ขายดินแดนยูเครนนิดหนึ่งเนี่ยนะ บ้าไปแล้วหรอไอ้***” (Go f**k yourselves with such proposals, you dumb f**ks, to trade Ukrainian territory a little bit! Are you f**king crazy?)

“ลูกหลานของเรากำลังจะตาย ทหารกำลังสู้กับกระสุนด้วยร่างกายของพวกเรา แล้วมาบอกให้เราสละดินแดนของเราหรอ มันจะไม่มีวันเกิดขึ้นเด็ดขาด”

อเรสโตวิชวิพากษ์วิจารณ์ตรรกะที่สนับสนุนให้ยูเครนยอมสละดินแดนบางส่วนให้รัสเซียเพื่อสร้างสันติภาพและให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้ตามปกติ

มิคาอิล โพโดลีอัก ที่ปรึกษาอีกคนหนึ่งของผู้นำยูเครนกล่าวผ่าน Telegram ว่า “เราจะไม่ขายพลเมือง ดินแดน หรืออำนาจอธิปไตยของเรา เราขีดเส้นชัดเจน ยูเครนได้จ่ายไปในราคาแพงแล้ว และเราจะไม่ยอมให้ใครก้าวไปในเส้นทางนั้นเป็นอันขาด และจะตอบโต้ใครก็ตามที่เรียกร้องแบบนั้น”

“เราปกป้องเคียฟ ยึดคืนสามภูมิภาค และกำลังจะเสร็จสิ้นภูมิภาคที่สี่ แต่วันนี้มีคนเสนอให้เราสละดินแดนทางตะวันออกและใต้ให้รัสเซีย ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ แต่เราจะจับอาวุธต่อไป”

“แม้จะไม่มีใครต้องการสงครามที่ยืดเยื้อหรือวิกฤตด้านอาหาร แต่วิธีที่ยุติสงครามได้เร็วที่สุดคือการใช้อาวุธ การคว่ำบาตร และความช่วยเหลือทางการเงินแก่ยูเครน” โพโดลีอักกล่าว

ทั้งนี้ แถลงการณ์จากที่ปรึกษาทั้งสองเกิดขึ้นหลังจากที่เฮนรี คิสซินเจอร์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐกล่าวใน World Economic Forum ในเมืองดาวอส เมื่อวันที่ 23 พ.ค. โดยเรียกร้องให้ยูเครนสงบศึกโดยเร็ว และทำให้สถานการณ์กลับไปเป็นเหมือนก่อนเกิดสงครามในเดือนก.พ.

Photo by REUTERS/Carlos Barria

รองประธานเฟดหนุนหลังสหรัฐออกดอลลาร์ดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684162

วันที่ 26 พ.ค. 2565 เวลา 11:04 น.รองประธานเฟดหนุนหลังสหรัฐออกดอลลาร์ดิจิทัล

ธนาคารกลางสหรัฐชี้ถึงความเป็นไปได้ในการออกสกุลเงินดอลลาร์ดิจิทัลตามรอยหลายชาติที่ออกสกุลเงินดิจิทัลของตัวเอง

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า เลเอล เบรนาร์ด รองประธานธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด เผยว่า การสร้างสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐในรูปแบบดิจิทัลอย่างเป็นทางการสามารถช่วยให้ระบบการเงินมีเสถียรภาพ ในขณะที่สินทรัพย์ดิจิทัลและสกุลเงินดิจิทัลที่พัฒนาโดยประเทศอื่นๆ ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

“ขณะที่เราประเมินระบบการเงินดิจิทัลในอนาคต จำเป็นต้องพิจารณาว่าจะรักษาความรวดเร็วในการเข้าถึงเงินของธนาคารกลสงที่ปลอดภัยของสาธารณะอย่างไรด้วย ซึ่งบางทีอาจทำผ่านการออกสกุลเงินที่จับต้องได้ของธนาคารกลาง” เบรนาร์ดกล่าวในคำแถลงก่อนที่จะปรากฏตัวเพื่อพูดถึงประเด็นดังกล่าวต่อหน้าคณะกรรมาธิการด้านบริการด้านการเงินของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐในวันพฤหัสบดีนี้ตามเวลาท้องถิ่น

“เราตระหนักดีว่ามีความเสี่ยงทั้งการไม่ลงมือทำ เช่นเดียวกับความเสี่ยงในการลงมือทำ” เบรนาร์ดกล่าว

บรรดาผู้กำหนดนโยบายของเฟดยังมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับความจำเป็นของสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลสง (CBDC) และเพิ่งเสร็จสิ้นการเปิดรับฟังความเห็นจากสาธารณชนเป็นเวลา 3 เดือน เฟดยังชี้ด้วยว่าจะไม่ออกสกุลเงินดิจิทัลหากยังไม่ได้รับการสนับสนุนที่ชัดเจนจากทำเนียบขาวและสภา

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เฟดตามหลังบรรดาธนาคารกลางของประเทศอื่นๆ รวมทั้งธนาคารกลางยุโรป (ECB) ธนาคารกลางญี่ปุ่น ธนาคารกลางอังกฤษ ในกระบวนการการยอมรับ จากข้อมูลของ Atlantic Council พบว่า ขณะนี้จีนกำลังทดสอบ CBDC ของตัวเองและมี 9 ประเทศที่เปิดตัว CBDC แล้ว และอีก 87 ประเทศกำลังพิจารณาตัวเลือก

ความเสี่ยงของการออกกฎอย่างไม่เคร่งครัดควบคุมคริปโตเคอร์เรนซีและสเตเบิลคอยน์ ซึ่งมีมูลค่าพุ่งขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของ Covid-19 ได้รับความสนใจอย่างฉับพลันหลังจากตลาดคริปโตร่วงอย่างหนักในเดือนนี้อันเนื่องมาจากการดิ่งลงของสเตเบิลคอยน์ใหญ่อย่าง terraUSD อีกทั้งมูลค่าของ Bitcoin ยังลดลงกว่า 50% นับตั้งแต่เดือน พ.ย.

“เหตุการณ์เหล่านี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีรั้วกั้นด้านกฎระเบียบที่ชัดเจน เพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคและนักลงทุน ปกป้องความมั่นคงทางการเงิน และสร้างความมั่นใจในสนามแข่งขันที่เท่าเทียมกันสำหรับการแข่งขันและนวัตกรรมทั่วทั้งระบบการเงิน” เบรนาร์ดกล่าว

ทั้งนี้ CBDC จะออกและหนุนหลังโดยธนาคารกลาง ซึ่งต่างจากคริปโตที่ดำเนินการโดยผู่เล่นเอกชน หากสหรัฐจะเดินหน้าสร้างสกุลเงินดิจิทัล มันควรจะได้รับการออกแบบเพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของระบบการเงิน ไม่ถูกกำจัดออกในฐานะคนกลาง โดยการจำกัดจำนวนเงินที่บุคคลสามารถถือหรือโอนได้

เบรนาร์ดยังบอกว่า CBDC ของสหรัฐสามารถปกป้องความสำคัญในระดับโลกของสกุลเงินดอลลาร์ได้

ส่วนผู้กำหนดนโยบายของเฟดคนอื่น รวมทั้ง คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ หนึ่งในคณะผู้ว่าการเฟดต่างกังขา และชี้ให้เห็นว่าธุรกรรมดอลลาร์จำนวนมากเป็นแบบดิจิทัลอยู่แล้ว และยังเป็นห่วงเรื่องความเป็นส่วนตัวด้วย

REUTERS/Kevin Lamarque/File Photo

‘ระวังให้มากขึ้น’ ผู้ก่อตั้ง Ethereum เตือนถึงการล่มสลายของคริปโต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684105

วันที่ 25 พ.ค. 2565 เวลา 18:15 น.‘ระวังให้มากขึ้น’ ผู้ก่อตั้ง Ethereum เตือนถึงการล่มสลายของคริปโต

ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum เตือนนักลงทุนให้ระมัดระวังในการลงทุนคริปโต

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า แกวิน วูด ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum เผยว่า นักลงทุนคริปโตเคอร์เรนซีต้องระมัดระวังให้มากขึ้นเกี่ยวกับสิ่งที่หนุนหลังสกุลเงินดิจิทัลที่ตัวเองถืออยู่ หลังตลาดคริปโตร่วงหนักจนมูลค่าหายไปกว่า 800,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

“ผมหวังว่าผู้คนจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับชื่อของสกุลเงินมากขึ้นเมื่อพวกเขามีส่วนร่วมในชุมชน ระบบนิเวศ เศรษฐกิจ” วูดเผยจากการประชุมผู้นำเศรษฐกิจโลกที่เมืองดาวอสของสวิตเซอร์แลนด์

บรรดาบริษัทคริปโตและบล็อกเชนไปปรากฏตัวในการประชุมของปีนี้ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของผู้นำการเมืองและธุรกิจอย่างหนาตา แม้ว่าช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อนการประชุมมูลค่าของตลาดคริปโตจะร่วงลงอย่างหนัก จนเหรียญที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 8 อย่าง LUNA ดิ่งลงจนแทบจะไม่มีค่า

วูดเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวเป็นครั้งแรกเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการจับคู่กับพันธมิตรใหม่ระหว่าง Polkadot ซึ่งเป็นโครงการบล็อกเชนของเจ้าตัว กับ Project Liberty ของ แฟรงค์ แม็คคอร์ท มหาเศรษฐีชาวอเมริกัน โดยจะมุ่งเป้าไปที่การกระจายอำนาจการควบคุมของเว็บและให้ผู้ใช้ควบคุมข้อมูลของตัวเองได้มากขึ้น

บล็อกเชนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายเช่นเดียวกับคริปโตเคอร์เรนซี

“อินเทอร์เน็ตไม่มีแนวคิดที่แท้จริงเกี่ยวกับความถูกต้องตามกฎหมาย เพราะความถูกต้องตามกฎหมายเป็นสิ่งที่กำหนดโดยประเทศที่มีอำนาจอธิปไตย” วูดกล่าว “เทคโนโลยีไม่สามารถป้องกันผู้คนจากการทำผิดพลาดได้ แต่สามารถช่วยผู้ที่ต้องการเข้าใจข้อเท็จจริงของโลกได้ดีขึ้นว่าพวกเขากำลังซื้ออะไร”

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration

จีนอาจต้องทำลายดาวเทียม Starlink หากเป็นภัยคุกคามความมั่นคง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684107

วันที่ 25 พ.ค. 2565 เวลา 18:49 น.จีนอาจต้องทำลายดาวเทียม Starlink หากเป็นภัยคุกคามความมั่นคง

จีนเรียกร้องกองทัพพัฒนาขีดความสามารถในการต่อต้านดาวเทียม และพร้อมทำลาย Starlink หากเป็นภัยคุกคามความมั่นคง

South China Morning Post รายงานว่าเหริน หยวนเจิ้น นักวิจัยจากสถาบันติดตามและโทรคมนาคมแห่งปักกิ่ง (Beijing Institute of Tracking and Telecommunications) เรียกร้องให้กองทัพจีนพัฒนาขีดความสามารถในการต่อต้านดาวเทียม ซึ่งรวมถึงการติดตามและตรวจสอบดาวเทียม

ตลอดจนพร้อมที่จะปิดการใช้งานหรือทำลายเครือข่ายดาวเทียม Starlink ของ SpaceX หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของชาติ

ตามรายงานของ EurAsian Times ระบุว่าในช่วงที่ผ่านมาผู้สังเกตการณ์ทางทหารของจีนมีความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับศักยภาพของเครือข่ายดาวเทียม Starlink ซึ่งมีส่วนในการช่วยเหลือการทำงานของกองทัพสหรัฐ

ผู้สังเกตการณ์ทางทหารของจีนกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าสหรัฐกำลังเริ่มดำเนินการบนอวกาศ ซึ่งจะเป็นสนามรบของกองทัพทั่วโลกในอนาคต โดยได้มีการเร่งสร้างเครือข่ายสื่อสารทางทหารผ่านดาวเทียม

บทความจาก China Military Online ซึ่งเป็นเว็บไซต์ข่าวอย่างเป็นทางการในเครือ Central Military Commission (CMC) องค์กรป้องกันประเทศของจีนที่นำโดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ระบุว่า “SpaceX ได้ตัดสินใจเพิ่มจำนวนดาวเทียม Starlink จาก 12,000 ดวงเป็น 42,000 ดวง ซึ่งเป็นความทะเยอทะยานของบริษัทที่จะใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหาร และประชาคมระหว่างประเทศควรตื่นตัวในระดับสูง”

หลังจากที่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครน อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ SpaceX ยังได้เปิดใช้งานดาวเทียม Starlink เพื่อฟื้นฟูการสื่อสารที่หยุดชะงักเนื่องจากการระดมยิงโดยกองทหารรัสเซีย

นอกจากจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามในยูเครนแล้ว China Military Online อ้างถึงกรณีต่างๆ ตั้งแต่ปี 2019 โดยชี้ว่า Starlink ร่วมมือกับกองทัพสหรัฐ รวมถึงการทดสอบการส่งข้อมูลที่ประสบความสำเร็จซึ่งดำเนินการโดยกองทัพอากาศสหรัฐ (USAF) เมื่อวันที่ 31 มี.ค.

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จีนได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับ Starlink โดยในเดือนธ.ค. ปีที่แล้ว จีนร้องเรียนต่อคณะกรรมการอวกาศแห่งสหประชาชาติว่าสถานีอวกาศเทียนกงต้องหลบดาวเทียม Starlink ถึง 2 ครั้งในปีนั้น

Photo by REUTERS/Joe Skipper