ตรวจคัดกรองมะเร็งปอด ลดความเสี่ยงตายได้ 20 เปอร์เซ็นต์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/663573

วันที่ 20 ก.ย. 2564 เวลา 10:10 น.ตรวจคัดกรองมะเร็งปอด ลดความเสี่ยงตายได้ 20 เปอร์เซ็นต์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอด เผย “โรคมะเร็งปอด” ยังคงเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญ และเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของประชากรโลก ย้ำการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดช่วยลดอัตราการตายได้ 20 เปอร์เซ็นต์

ในปัจจุบันการตรวจคัดกรองโรค มีความสำคัญอย่างยิ่งในการจำแนกผู้ที่มีโรคให้ได้รับการวินิจฉัยและรับการรักษาก่อนที่จะแสดงอาการของโรค โดยผู้ป่วยในบางครั้งเริ่มมีอาการของโรคเกิดขึ้น แต่ยังไม่แสดงอาการ การตรวจคัดกรองจึงเป็นวิธีการตรวจทางห้องปฏิบัติการหรือการทดสอบอื่น ๆ การจัดให้มีการตรวจคัดกรองโรค ควรพิจารณาจากลักษณะจำเพาะของโรคนั้น ๆ ได้แก่ โรคที่เป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศ มีวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพ สามารถตรวจพบได้ในระยะก่อนมีอาการ วิธีการตรวจคัดกรองจะต้องปลอดภัย มีประสิทธิผลต่อต้นทุนและควรพิจารณาถึงผลดี ผลเสียของการตรวจคัดกรองโรค ตลอดจนประเด็นทางจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับการตรวจคัดกรองโรค

นพ.ศิระ เลาหทัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ศัลยศาสตร์ทรวงอกเฉพาะทางด้านโรคปอด โรงพยาบาลวชิรพยาบาล กล่าวว่าโรคมะเร็งปอดยังคงเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญ และ เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของประชากรโลก โดยตั้งแต่ปีค.ศ. 1950 พบว่า มะเร็งปอดเป็นมะเร็งที่พบบ่อยมากที่สุดในโลกและจนกระทั่งในปีล่าสุด โดยในปีค.ศ. 2019 พบว่า มีผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปอดมากถึง 140,000 คน ในสหรัฐอเมริกา โดยโอกาสรอดชีวิตที่ 5 ปีของโรคมะเร็งปอดขณะพบโรคนี้มีเพียงแค่ 19 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากผู้ป่วยส่วนมากพบในระยะแพร่กระจายเป็นหลัก ถึงแม้ว่าจะมีผู้ป่วยหลายรายที่ตรวจสุขภาพเป็นประจำ แต่ไม่สามารถคัดกรองโรคมะเร็งปอดในระยะต้น ๆ ได้อาจเป็นเพราะการตรวจสุขภาพนั้นเป็นแบบกว้าง ซึ่งอาจไม่ละเอียดเพียงพอหรืออาจเกิดจากผู้ป่วยไปตรวจตอนที่มีอาการแล้ว เช่น ไอหรือเหนื่อย ซึ่งมักจะพบในโรคมะเร็งปอดระยะท้าย ๆ ทำให้โอกาสการรอดชีวิตค่อนข้างต่ำ จากข้อเท็จจริงนี้ส่งผลทำให้เริ่มมีการส่งเสริมการคัดกรองความเสี่ยงมะเร็งปอดมากขึ้น

จากรายงานการวิจัยของสมาคมนานาชาติมะเร็งปอด ( international association for the study of lung cancer: IASLC) ได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างการทำเอ็กซเรย์ปกติ ( Chest x-ray) กับเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ ( Low dose Computed tomography chest screening: LDCT ) ในกลุ่มประชากรที่ความเสี่ยงพบว่าการทำเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (LDCT) สามารถพบมะเร็งปอดได้ดีกว่าการทำเอ็กซเรย์ปกติ ( rate ratio 1.13: 95% confidence interval, 1.03 to 1.23) และยังสามารถทำให้ลดอุบัติการณ์การเสียชีวิตจากมะเร็งปอดในกลุ่มคนที่มีความเสี่ยง ได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์

โดยข้อดีของการทำเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ ( Low dose Computed tomography chest screening: LDCT ) นั้นคือ

  1. ปริมาณรังสีน้อยกว่าเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ปกติน้อยกว่าปกติ CT chest 5 เท่า ( เท่ากับเอ็กซเรย์ปกติ 15 ใบ )
  2. ใช้เวลาทำน้อยกว่า 1 นาที
  3. ไม่มีการฉีดสี
  4. ไม่ต้องตรวจค่าไต
  5. ระดับรังสีจะลงมาเป็นปกติภายใน 6 เดือน

ทั้งนี้ จากคำแนะนำจากสมาคมกลุ่มโรคมะเร็งปอดนานาชาติ ( National comprehensive cancer network; NCCN ) ในปีค.ศ. 2021 ได้แนะนำว่าให้กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงควรทำ เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ปอด (LDCT) เป็นประจำปี ปีละ 1 ครั้ง จนถึง อายุ 77 ปี และไม่แนะนำให้ทำการเอ็กซเรย์ปอดปกติในการคัดกรองความเสี่ยงของมะเร็งปอด

ดังนั้น กลุ่มที่ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดกรองอาการได้แก่ กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง High risk group คือ 1.คนที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป 2.กำลังสูบบุหรี่ หรือเคยสูบบุหรี่ระยะเวลาเฉลี่ยมากกว่า 20 ปีและมากกว่า 1 ซองต่อวัน

ยกตัวอย่างเช่น สูบบุหรี่มา 10 ปี เฉลี่ยวันละ 2 ซอง หรือสูบบุหรี่มา 20 ปี เฉลี่ยวันละ 1 ซอง หรือ มีประวัติเสี่ยง เช่น ทำในโรงงานโลหะหนักหรือมีประวัติครอบครัวสายตรงเป็นโรคมะเร็งปอด

สำหรับประโยชน์ของการคัดกรองความเสี่ยงมะเร็งปอด นอกจากจะลดโอกาสการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปอดแล้ว ยังสามารถเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและเพิ่มโอกาสการเจอโรคอื่น ๆ นอกจากมะเร็งปอดที่ต้องได้รับการรักษา “เพราะสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งตรวจพบได้เร็ว ยิ่งเพิ่มโอกาสการรอดชีวิต”

Long COVID เชื้อจบ อาการไม่จบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/663538

วันที่ 19 ก.ย. 2564 เวลา 13:30 น.Long COVID เชื้อจบ อาการไม่จบทำความเข้าใจ “ภาวะเรื้อรัง” หลังหายป่วยโควิด-19 (LONG COVID)

กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคทรวงอก ชี้แจงเกี่ยวกับภาวะลองโควิด (LONG COVID) อาการที่สามารถเกิดขึ้นกับผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 แม้จะหายจากการติดเชื้อแต่ยังมีผลข้างเคียงซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของผู้ป่วยในระยะยาว พร้อมแนะแนวทางปฏิบัติเพื่อฟื้นสุขภาพร่างกายเมื่อหายป่วย

พญ.เปี่ยมลาภ แสงสายัณห์ หัวหน้ากลุ่มงานอายุรศาสตร์ปอด สถาบันโรคทรวงอก อธิบายว่า Long COVID หรือ อาการหลงเหลือหลังติดเชื้อโควิด-19 พบในผู้ป่วยบางรายที่เป็น โควิด–19 และพ้นระยะการแพร่เชื้อ ( เชื้อ โควิดอยู่ในร่างกายประมาณ 10-14 วันมากสุด 21 วัน) แล้วแต่ยังแสดงอาการคล้ายคลึงกับอาการขณะที่ยังติดมีเชื้อโควิด–19 อยู่ ในภาวะปกติหลังติดเชื้อไวรัส ผู้ป่วยจะมีอาการฟื้นตัวได้ภายใน 2-3 สัปดาห์ ต่ในผู้ป่วย Long COVID กลับพบว่ามีอาการมากกว่า 2 เดือนขึ้นไป และสามารถมีอาการได้นานถึง 4-6 เดือน ลักษณะอาการที่สามารถสังเกตได้ในกรณีที่มี ภาวะ Long COVID คือจะมีอาการคั่นเนื้อคั่นตัว อาการไอเล็กน้อย อ่อนเพลีย ยังรู้สึกถึงการไม่ฟื้นตัวจากอาการป่วย เช่น ยังรู้สึกเหนื่อยหายใจไม่อิ่ม อาการ Long COVID ไม่มีผลต่อสุขภาพในระยะยาวกว่านั้น

อย่างไรก็ดี ภาวะ LONG Covid ใช่ว่าจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่หายจากอาการติดเชื้อทุกคน สาเหตุของภาวะ Long COVID นั้นเกิดจากภาวะอักเสบที่ยังหลงเหลือ หรือเกิดจากการใช้ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิด LONG Covid ได้แก่ อายุ กล่าวคือผู้สูงอายุมีโอกาสเป็นไปได้สูงที่พบว่ามีภาวะ LONG Covid หรือโรคประจำตัวเช่น ภาวะอ้วน ระบบภูมิคุ้มกันต่ำ หรือ ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยากดภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ คนไข้จึงรู้สึกอ่อนเพลีย อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เกิด LONG Covid คือความเครียด ซึ่งอาจเกิดจากความวิตกกังวลอันเนื่องจากความเจ็บป่วย หรือความเครียดที่เกิดขึ้นเมื่อต้องถูกจำกัดบริเวณจากการกักตัวเป็นเวลานาน

แนวทางการรักษาภาวะ Long COVID นั้นจะเน้นที่การรักษาตามอาการเป็นหลัก ผู้ป่วยสามารถรอให้หายเองได้หากรู้สึกถึงอาการเพียงเล็กน้อย แต่หากอาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง เช่น อยากมีอาการไอ เหนื่อย หอบมมากขึ้น หรือมีอาการทางระบบประสาทที่มีมากกว่าปกติ เช่น รู้สึกสับสน ผู้ป่วยควรพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและหาแนวทางการรักษาต่อไป การออกกำลังกายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การกลับมาทำงานของร่างกายได้อย่างรวดเร็วและสมบูรณ์ นอกจากนี้ป่วยต้องอาศัยกำลังใจทั้งจากตนเองและคนรอบข้าง อย่างเช่นการพูดคุย สื่อสาร ทำกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์เพื่อบรรเทาความเครียด ก็สามารถช่วยให้สุขภาพจิตที่ย่ำแย่อันเนื่องมาจากภาวะ Long COVID ดีขึ้นได้

“อีกหนึ่งข้อสงสัยที่ว่าการรับวัคซีนจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ Long COVID ได้หรือไม่นั้น สามารถกล่าวได้ว่าวัคซีนจะเป็นตัวช่วยให้ผู้ป่วยเมื่อติดเชื้อ จะไม่มีอาการเจ็บป่วยรุนแรง กล่าวคือ เมื่อไม่มีอาการเจ็บป่วยรุนแรง ก็เท่ากับว่ามีโอกาสที่จะเกิดภาวะ Long COVID ได้น้อยลงแน่นอน”

มีข้อสงสัยว่าในผู้ป่วยที่ภาวะปอดอักเสบรุนแรงจากการติดเชื้อโควิด-19 หลังจากดีขึ้นแล้ว กลับมามีปัญหาหอบเหนื่อย และมีภาวะออกซิเจนต่ำนั้น คือภาวะ Long COVID หรือไม่ อาการดังที่กล่าวเกิดจากความเสียหายของปอดนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับภาวะ Long COVID โดยตรง หากแต่มีผลมาจากการทำลายเนื้อเยื่อโดยภูมิคุ้มกันทำให้ปอดมีความเสื่อม และยังไม่ฟื้นตัวพร้อมทำงานอย่างเต็มที่ เกิดภาวะพร่องออกซิเจนที่ทำให้เหนื่อยหอบ หรือเกิดจากการติดเชื้อ อื่นซ้ำเติมเช่น เชื้อราหรือ แบคทีเรีย อาการของ Long COVID ที่แท้จริงคืออาการที่ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัว รู้สึกมีอาการไข้ หรือไอมากกว่าปกติ แต่ไม่ได้ส่งผลให้เนื้อปอดอักเสบเพิ่มขึ้น

ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน อุบัติการณ์ที่คร่าชีวิตประชากรโลกมากถึง 1 ใน 4 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/663300

วันที่ 16 ก.ย. 2564 เวลา 07:40 น.ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน อุบัติการณ์ที่คร่าชีวิตประชากรโลกมากถึง 1 ใน 4เชื่อหรือไม่! 1 ใน 4 ของประชากรทั่วโลกเสียชีวิตจากภาวะที่เกี่ยวเนื่องกับโรคลิ่มเลือดอุดตัน และโรคดังกล่าวพบได้ในผู้คนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กถึงผู้สูงอายุ

เรื่องนี้ข้อมูลจาก ศาสตราจารย์นายแพทย์พันธุ์เทพ อังชัยสุขศิริ สาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า กระบวนการสร้างลิ่มเลือดเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันการเสียเลือดมากเกินไปเมื่อหลอดเลือดเกิดการบาดเจ็บโดยปกติหลังจากแผลหายดีแล้วร่างกายจะทำการสลายเลือดที่แข็งตัวตามธรรมชาติอย่างไรก็ตามในบางกรณีเลือดเกิดการแข็งตัวภายในหลอดเลือดโดยไม่ได้เกิดจากอาการบาดเจ็บและไม่เกิดการสลายโดยธรรมชาติเมื่อเลือดเกิดการแข็งตัวจะส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดช้าลงหรือปิดกั้นการไหลเวียนระบบไหลเวียนโลหิตซึ่งอาจส่งผลให้เกิดภาวะเลือดอุดตันที่รุนแรงหรือที่รู้จักกันในชื่อโรคลิ่มเลือดอุดตันหรือหลอดเลือดอุดตัน

เป็นเรื่องจริงที่ว่า 1 ใน 4 ของประชากรทั่วโลกเสียชีวิตจากภาวะที่เกี่ยวเนื่องกับโรคลิ่มเลือดอุดตัน และโรคดังกล่าวพบได้ในผู้คนทุกเพศทุกวัยตั้งแต่เด็กถึงผู้สูงอายุ โดยมีปัจจัยเสี่ยงได้แก่ การสูบบุหรี่ การมีน้ำหนักตัวมากเกินไป ความดันโลหิตสูง หรือคอเลสเตอรอลสูง รวมถึงโรคอักเสบเรื้อรัง การตั้งครรภ์ หรือช่วง 6 เดือนภายหลังจากตั้งครรภ์ เพิ่งรับการรักษาหรือกำลังทำการรักษาโรคมะเร็ง หลังเข้ารับการผ่าตัด สูงวัย ติดเชื้อโควิด-19 มีประวัติคนในครอบครัวมีภาวะเลือดแข็งตัว การรับประทานยาคุมกำเนิดเป็นประจำ และกลุ่มที่มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่อยู่ในอิริยาบถเดิมนานๆ ยิ่งไปกว่านั้น สมาคมการแพทย์อเมริกัน เผยว่า มีประชากรราวปีละ 2 ล้านคนที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ซึ่งนับเป็นจำนวนที่มากกว่าอุบัติการณ์ของโรคภาวะหัวใจล้มเหลว หรือโรคหลอดเลือดสมองในแต่ละปี

แต่ที่น่าเสียดายคือ จากผลสำรวจโดยวันโรคลิ่มเลือดอุดตันโลกจาก 9 ประเทศ พบว่า การตระหนักรู้ของผู้คนเกี่ยวกับภาวะลิ่มเลือดอุดตันโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำ (68%) และแค่เพียง 50% สำหรับภาวะลิ่มเลือดอุดตันของหลอดเลือดดำ (Venous Thromboembolism: VTE) ในขณะที่การรับรู้เกี่ยวกับโรคร้ายแรงอื่นๆอยุ่ในระดับที่สูงกว่านี้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก และโรคเอดส์ (ที่ 90%, 85%, 82%, 87% ตามลำดับ)

ดังนั้น การทำความเข้าใจและรับรู้เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ภาวะลิ่มเลือดอุดตันจึงเป็นแนวทางการป้องกันที่เหมาะสมรวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการตรวจภาวะลิ่มเลือดอุดตันโดยแพทย์ 

ศาสตราจารย์นายแพทย์พันธุ์เทพ อังชัยสุขศิริ กล่าวว่า อาการและอาการแสดงของภาวะลิ่มเลือดอุดตันประกอบไปด้วย อาการปวดบวมที่ขา มีอาการกดเจ็บ ผิวหนังเปลี่ยนสีหรือเป็นสีแดง พบเส้นเลือดฝอยบนผิวหนัง เส้นเลือดขอด หรือรู้สึกอุ่นๆ บริเวณผิวหนัง อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยภาวะลิ่มเลือดอุดตันบางรายแสดงอาการน้อยมาก ดังนั้น จึงถือเป็นภัยเงียบที่น่ากังวล

“เมื่อการไหลเวียนของเลือดเพื่อไปหล่อเลี้ยงอวัยวะที่สำคัญถูกขัดขวาง อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนทางสุขภาพที่รุนแรง เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลว (หัวใจวาย) โรคหลอดเลือดสมอง ภาวะลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด และไตวาย จากการศึกษาล่าสุดพบความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยโควิด-19 และภาวะลิ่มเลือดอุดตัน รวมถึงผู้ป่วยที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาล” 

ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ (VTE) ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตและการพิการอันดับต้นๆ ทั่วโลก เป็นภาวะที่เกิดการแข็งตัวของเลือดในหลอดเลือดบริเวณขา ขาหนีบ หรือแขน (ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึก – deep vein thrombosis, DVT) หากลิ่มเลือดเกิดการหลุดออกและไหลผ่านระบบไหลเวียนโลหิตไปยังปอด จะกลายเป็นภาวะที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตที่เรียกว่าภาวะลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด ในประเทศไทยภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ส่งผลให้ผู้ป่วยพบปัญหาหายใจลำบาก ส่งผลให้เกิดอัตราการเสียชีวิตร้อยละ 30 ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับโรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอดพบว่าตั้งแต่ปี 2560-2563 มีผู้ป่วยประมาณ 12,900-26,800 คนที่เผชิญปัญหาดังกล่าวในประเทศไทย ซึ่งเท่ากับว่าจะมีผู้ป่วย 200-400 คนในประชากรทุกๆหนึ่งล้านคน1 ทั้งนี้ จากที่กล่าวมาข้างต้น ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำมากที่สุดคือหลังจากการผ่าตัดใหญ่ การบาดเจ็บ ภาวะหัวใจล้มเหลว มะเร็งหรือภาวะหัวใจวาย ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ประกอบไปด้วยโรคอ้วน การบริโภคสุรา การสูบบุหรี่ การบาดเจ็บทางร่างกาย หรือการใช้ยาที่มีส่วนประกอบของเอสโตรเจน 

ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (AFib) เป็นภาวะที่พบบ่อยที่สุดของโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะและเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน คลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกตินี้ทำให้หัวใจห้องบนสุดเกิดอาการสั่นพลิ้ว อาการของภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว ได้แก่ อาการอ่อนเพลีย หัวใจเต้นเร็วหรือผิดปกติ วิงเวียนศีรษะ หายใจถี่และวิตกกังวล อาการเจ็บหน้าอกและเหงื่อออก อย่างไรก็ตาม บางครั้งไม่พบมีอาการแสดงที่ชัดเจน และตรวจพบภาวะนี้ในระหว่างการตรวจร่างกายเท่านั้น ดังนั้นจึงแนะนำว่าควรทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียด

ทั้งนี้ นายแพทย์พันธุ์เทพ ได้แนะนำว่า การตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอเป็นเรื่องจำเป็น และควรปรึกษาแพทย์หากมีอาการหรือมีปัจจัยเสี่ยงในการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

กล้ามเนื้อแข็งแรง ระบบภูมิคุ้มกันก็แข็งแรง จริงหรือ? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/663299

วันที่ 16 ก.ย. 2564 เวลา 07:10 น.กล้ามเนื้อแข็งแรง ระบบภูมิคุ้มกันก็แข็งแรง จริงหรือ?ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ เผยความเชื่อมโยงระหว่าง “มวลกล้ามเนื้อ” และ “ระบบภูมิคุ้มกัน” ปราการสำคัญป้องกันการติดเชื้อ พร้อมแนะเทคนิคการเสริมสร้างกล้ามเนื้อเพื่อเสริมเกราะภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย

ระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายของมนุษย์ เป็นระบบที่ทำงานตลอดเวลา เพื่อป้องกันการติดเชื้อต่างๆ แต่เราก็มักจะมองข้ามการดูแลระบบภูมิคุ้มกัน จนเราเริ่มมีอาการเจ็บป่วย หรือเวลาที่เราต้องการที่จะป้องกันตนเองจากการติดเชื้อต่างๆ ซึ่งการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันนั้นมีอยู่หลากหลายวิธี เช่น การรับประทานผักผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสม การออกกำลังอย่างสม่ำเสมอและการพักผ่อนที่เพียงพอ แนวทางเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายและเริ่มต้นได้ที่ตัวเราเอง นอกจากนี้ เราอาจจำเป็นต้องพิจารณาเรื่องการดูแลสุขภาพกล้ามเนื้อให้แข็งแรงอยู่เสมอ ซึ่งอาจส่งผลต่อการช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายด้วยเช่นเดียวกัน

ความเชื่อมโยงระหว่าง “มวลกล้ามเนื้อ” และ “ระบบภูมิคุ้มกัน”

กล้ามเนื้อลายมีสัดส่วนประมาณ 40% ของน้ำหนักตัวทั้งหมด และเป็นแหล่งกักเก็บโปรตีนอย่างน้อย 50% ในร่างกาย และเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยในการเคลื่อนไหว และแสดงถึงความแข็งแรงของร่างกาย อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่ากล้ามเนื้อและระบบภูมิคุ้มกันมีความสัมพันธ์กันด้วยเช่นกัน

มวลกล้ามเนื้อมีการผลิตและหลั่งสารสำคัญที่มีบทบาทในการเพิ่มจำนวนการกระตุ้น และการกระจายตัวของเซลล์ภูมิคุ้มกันบางชนิด แม้ว่าอาจยังต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม แต่ก็มีข้อมูลบ่งชี้ว่า การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อนั้นสัมพันธ์กับการทำงานที่บกพร่องของระบบภูมิคุ้มกันและส่งผลให้เกิดการติดเชื้อง่ายขึ้น จากการศึกษา ในผู้สูงอายุพบว่าการเพิ่มขึ้นของตัวชี้วัดการอักเสบมีความสัมพันธ์กับภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยและการทำงานของกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ มวลกล้ามเนื้อยังเป็นแหล่งสะสมกรดอะมิโนที่สำคัญ ซึ่งร่างกายจะนำไปใช้ในกรณีที่ได้รับบาดเจ็บหรือมีการติดเชื้อ  ดังนั้นภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยร่วมกับการได้รับโปรตีนที่ไม่เพียงพอ จะส่งผลต่อการตอบสนองของร่างกายเมื่อได้รับบาดเจ็บหรือการติดเชื้อ

ภก.พงษ์ศิวะ กู่นอก เภสัชกรที่ได้รับการอบรมจากโครงการ Nutrition Expert ให้คำปรึกษาด้านโภชนาการ กล่าวว่า เพราะระบบภูมิคุ้มกันเป็นหนึ่งในหลายระบบในร่างกาย ทำหน้าที่สำคัญในการดูแลรักษาความสมดุลของร่างกาย โดยเมื่อเราอายุเพิ่มขึ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันนี้จะค่อยๆเสื่อมถอยลง ส่งผลให้เรามีความเสี่ยงที่จะเกิดการเจ็บป่วยหรือติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงต้องปรับพฤติกรรมการกินอาหาร ด้วยการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เพียงพอ โดยควรได้รับโปรตีนในปริมาณที่เพียงพอ รวมถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนอย่างมีคุณภาพการนอนที่ดี เพื่อเสริมสร้างสุขภาพกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ซึ่งจะช่วยเสริมเกราะให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราแข็งแรง

เทคนิคเสริมสร้างกล้ามเนื้อเพื่อเสริมเกราะภูมิคุ้มกัน

การเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อเริ่มต้นได้ด้วยวิธีง่ายๆ ด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และดูแลโภชนาการให้เหมาะสมกับวัย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเมื่ออายุมากขึ้น เพราะเมื่อเข้าสู่วัย 40 เรามีโอกาสที่จะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อได้ถึง 8% ภายในระยะเวลา 10 ปี และเมื่อก้าวสู่ช่วงอายุ 70 ปีขึ้นไป อัตราการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อจะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง

จากการศึกษาวิจัยโครงการ SHIELD (Strengthening Health In Elderly through nutrition) ของโรงพยาบาลชางงี ร่วมกับศูนย์การแพทย์ SingHealth Polyclinics และบริษัทแอ๊บบอตฯในประเทศสิงคโปร์ พบว่าในแต่ละปี กลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป มีอัตราส่วนที่บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ของปัจจัย (the odds) ในการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 13% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมาก

ดังนั้น เพื่อดูแลมวลกล้ามเนื้อ เรามีเคล็ดลับมาฝาก ดังนี้

1. ตั้งเป้าออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในแต่ละสัปดาห์: การกำหนดเป้าหมายออกกำลังกายควรเริ่มต้นที่ระดับมาตรฐานคือ 150 นาทีต่อสัปดาห์ รวมถึงการออกกำลังกายแบบมีแรงต้านที่หลากหลายเพื่อชะลอการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและเพื่อให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรง

2. รับประทานโปรตีนให้เพียงพอ: อาหารที่เป็นแหล่งสำคัญของโปรตีนได้แก่ อาหารทะเล, เนื้อไก่, ไข่ไก่, ถั่วต่างๆรวมถึงผลิตภัณฑ์จากนม โดยเฉลี่ยเราควรได้รับโปรตีนประมาณ 25-30 กรัมต่อ 1 มื้ออาหารและในผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปมีความต้องการโปรตีนมากกว่าคนวัยอื่นและอาจมีความต้องการโปรตีนสูงขึ้นเป็น 2 เท่าในผู้สูงอายุบางคนที่มีภาวะขาดสารอาหาร รวมถึงผู้สูงอายุที่มีโรคเรื้อรัง และเพื่อให้ร่างกายได้รับโปรตีนที่เพียงพอ อาจจะต้องรับประทานโปรตีนเสริมในกรณีที่จำเป็น

3. ปรับสมดุลโภชนาการ: เลือกรับประทานอาหารที่หลากหลายและครบถ้วนในแต่ละมื้ออาหาร ประกอบด้วย ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี โปรตีน ไขมันดี รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุสำคัญที่มีส่วนช่วยในการทำงานร่วมกับโปรตีน เช่น แคลเซียมและวิตามินดี เป็นต้น

‘โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง’ รีบรักษาก่อนเรื้อรัง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/663235

วันที่ 15 ก.ย. 2564 เวลา 12:02 น.'โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง' รีบรักษาก่อนเรื้อรัง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีแพทย์ชี้ “โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง” รุนแรงกว่าที่คิด แนะภาครัฐให้สิทธิผู้ป่วยเท่าเทียมกัน

ทราบหรือไม่ว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง หรือที่เรียกว่า Atopic Dermatitis มากกว่า 230 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งพบได้ในทุกช่วงอายุ ในประเทศไทยพบบ่อยที่สุดในเด็กทารกจนถึง 3 ขวบปีแรก และพบว่ามีเด็กไทยอายุ 6-12 ปี ป่วยเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ร้อยละ 16.51 และพบน้อยลงในอายุ 13-17 ปี อยู่ที่ร้อยละ 12.79 ซึ่งหากไม่รีบทำการรักษาและดูแลให้ถูกวิธีตั้งแต่เนิ่นๆ อาจมีอาการรุนแรงมากขึ้นหรือเป็นเรื้อรังจนถึงตอนโตได้ ฉะนั้น การพบแพทย์โดยเร็วที่สุดเพื่อรับการรักษาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด ช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการบรรเทาลง กลับมามีความมั่นใจในการใช้ชีวิต และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

นพ.กันย์ พงษ์สามารถ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ โรคภูมิแพ้อิมมูโนวิทยา สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เปิดเผยว่า “ทุกวันที่ 14 กันยายนของทุกปี ได้ถูกกำหนดให้เป็น ‘วันผื่นภูมิแพ้ผิวหนังโลก’ หรือ ‘World Atopic Dermatitis Day’ ซึ่งนับเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง เพราะถือเป็นหนึ่งในโรคผิวหนังที่แพร่หลายมากที่สุดในโลก โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประมาณการว่ามีผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ผิวหนังมากกว่า 230 ล้านคนทั่วโลก แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ โรคนี้กลับถูกมองข้าม โดยทั่วไปมักมองว่าเป็นแค่ความผิดปกติของผิวหนังภายนอก แสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง การรณรงค์สร้างการรับรู้ในวงกว้างอย่างต่อเนื่องจึงเสมือนพลังขับเคลื่อนเพื่อให้วงการแพทย์  หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคประชาชนได้เริ่มหันมาใส่ใจและดูแลผู้ป่วยโรคนี้มากยิ่งขึ้น”

โดยในความเป็นจริงแล้ว โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง เป็นมากกว่าอาการคันที่ผิวหนัง โรคนี้มีกระบวนการของการดำเนินโรคอย่างเป็นระบบ ซึ่งได้แบ่งชั้นของความรุนแรงของโรคเป็น 3 ส่วนด้วยกัน คือ รุนแรงน้อย รุนแรงปานกลาง และรุนแรงมาก  ซึ่งมีปัจจัยหรือตัวแปรที่เข้ามากระตุ้นความรุนแรงของโรคได้ในหลายมิติ ที่สำคัญโรคนี้ยังส่งผลกระทบต่อตัวผู้ป่วยเองทั้งในด้านสภาพร่างกาย สภาพจิตใจ นับรวมถึงความมั่นใจในการใช้ชีวิต และคุณภาพชีวิต ไม่เพียงเท่านั้นโรคนี้ยังส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่ครอบครัวผู้ป่วยอีกด้วย  

นพ.กันย์ พงษ์สามารถ กล่าวแนะนำให้ผู้ปกครองควรสังเกตลูกว่ามีอาการของผิวหนังอักเสบ ได้แก่ แห้ง แดง คัน โดยอาการคันจะเด่น ผู้ป่วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังจะมีอาการคันยุบ ๆ ยิบ ๆ จนไม่สามารถนั่งอยู่นิ่ง ๆ ได้ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้บริเวณผิวหน้า แขน ขา ข้อพับ ซอกคอ มือ เท้า รอบใบหู หรือศรีษะ ในรายที่มีอาการรุนแรงก็จะมีผื่นขึ้นได้ทั้งตัว มีน้ำเหลืองเยิ้มตามผิวหนัง และผู้ป่วยบางรายอาจมีโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจร่วมด้วย โดยผู้ปกครองควรพาบุตรหลานมาปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อจะได้วางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้อง เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจส่งผลให้มีอาการรุนแรงขึ้นในระยะยาว

ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุถึงสาเหตุของการเกิดโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังได้อย่างชัดเจน แต่เชื่อว่าอาจเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน อาทิ

·    ปัจจัยทางพันธุกรรม ซึ่งเป็นปัจจัยภายในของผู้ป่วยที่เกิดความผิดปกติของผิวหนังร่วมกับการมีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ในกรณีที่บิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งมีประวัติเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง บุตรก็มีโอกาสเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง สูงกว่าคนปกติ 2-3 เท่า แต่หากบิดาและมารดาเป็นผู้ป่วยโรคนี้ทั้งคู่ บุตรก็มีโอกาสเป็นสูงกว่าคนปกติ ถึง 3-5 เท่า

·    ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นให้อาการกำเริบ โดยผู้ป่วยแต่ละรายจะมีปัจจัยกระตุ้นที่แตกต่างกันไป ปัจจัยกระตุ้นที่พบได้บ่อย เช่น ภาวะอากาศร้อนจัดหรือหนาวจัด การติดเชื้อที่ผิวหนัง การแพ้สารเคมีบางชนิด การใส่เสื้อผ้าที่ระคายเคือง หรือสัมผัสสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังไม่มีวิธีการรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังให้หายขาดได้ โดยแนวทางการรักษาที่ผ่านมาจึงเป็นเพียงการรักษาผิวหนังที่อักเสบให้กลับมาเป็นผิวหนังที่ปกติ และป้องกันการกำเริบซ้ำของผื่น โดยแพทย์จะใช้วิธีบรรเทาโรคตามอาการที่เกิดขึ้น อาทิ ใช้ครีมมอยเจอไรเซอร์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและลดอาการคัน หรือในกลุ่มที่มีอาการมากขึ้น ก็ต้องใช้ยาทาสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบของผิวหนัง หรือบางรายที่มีบริเวณผื่นคันหลายตำแหน่งเป็นวงกว้างก็อาจต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกันร่วมด้วย ซึ่งในกลุ่มยาทาสเตียรอยด์ และยากดภูมิคุ้มกัน ก็จะมีข้อจำกัดเพราะหากมีการใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ย่อมส่งผลข้างเคียง อาจกระทบต่อภาวะการเจริญเติบโตของเด็ก

นพ.กันย์ พงษ์สามารถ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ด้วยเทคโนโลยีความก้าวหน้าทางการแพทย์ ทำให้ปัจจุบันมีนวัตกรรมการรักษาแบบใหม่ อาทิ การใช้ยากลุ่มชีวภาพ ซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งของการรักษาผู้ป่วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ที่นับว่ามีประสิทธิภาพมาก โดยนวัตกรรมรูปแบบใหม่นี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้รักษาโรคในกลุ่มภูมิแพ้ชนิดเดียวกับโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังอักเสบนี้โดยเฉพาะ ซึ่งสิ่งสำคัญคือวิธีนี้สามารถยังช่วยลดการใช้สเตียรอยด์รวมถึงลดการใช้ยากดภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งที่ควบคุมโรคไม่ได้ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถกลับมามีอาการที่ดีขึ้นและกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติหากได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง”

แต่ด้วยทุกวันนี้ ประเทศไทยยังมีข้อจำกัดในเรื่องสิทธิของผู้ป่วยในการเข้าถึงการรักษาอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านระบบสาธารณสุขที่ไม่มีความสัมพันธ์หรือเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนสถานพยาบาล รวมถึงยังมีสิทธิการรักษาต่าง ๆ หลายประเภท อาทิ สวัสดิการของรัฐ บัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า บัตรประกันสังคม เป็นต้น ซึ่งก็ยังไม่สามารถครอบคลุมการเข้าถึงการรักษาโรคได้อย่างที่ควรจะเป็นทั้งหมด ทำให้ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ยาบางรายการเกิดภาระค่าใช้จ่าย ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของครอบครัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ผ่านมาบัตรสุขภาพในแต่ละประเภทยังมีมาตรฐานการเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่แตกต่างกัน อีกทั้งยังมีมาตรฐานที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดปัญหาเวลาที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องเปลี่ยนสิทธิ เช่น หากบุตรมีพ่อหรือแม่รับราชการหรือทำงานรัฐวิสาหกิจก็จะได้รับสวัสดิการของรัฐไปด้วยจนถึงอายุ 20 ปี แต่หลังจากนั้นจะถือว่าพ้นสิทธิการรักษาของสวัสดิการของรัฐ  ไม่สามารถเบิกค่าใช้จ่ายต่อไปได้ โดยตามระบบก็จะถูกเปลี่ยนไปให้ใช้สิทธิบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเด็กเหล่านี้สำเร็จการศึกษา หลายๆ คนก็จะถูกเปลี่ยนสิทธิเป็นประกันสังคม และมักจำเป็นต้องเปลี่ยนสถานพยาบาล และเปลี่ยนแพทย์ผู้รักษาอีกครั้ง เรื่องนี้กลายเป็นปัญหาไม่เพียงเฉพาะกับผู้ป่วยโรคผื่นผิวหนังอักเสบชนิดนี้ แต่ยังเกิดกับผู้ป่วยโรคเรื้อรังอื่นๆ มากมายที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาต่อเนื่อง ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากจำต้องยุติการรักษา เนื่องจากภาระค่าใช้จ่าย เป็นต้น ซึ่งในแง่ของสิทธิมนุษยชนในหมวดสุขภาพของสหประชาชาติแล้ว สิทธิประโยชน์ในการรักษาพยาบาลของประชาชนทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กและเยาวชน ควรจะได้รับสิทธิในการเข้าถึงและดูแลรักษาด้านสุขภาพในมาตรฐานเดียวกันอย่างเท่าเทียมกัน ในส่วนนี้ยังถือเป็นความท้าทายของระบบสาธารณสุขของไทยอย่างมาก จึงอยากวิงวอนให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องพิจารณาในระดับนโยบายด้านสุขภาพของประชาชนอย่างยั่งยืนภายใต้มาตรฐานเดียวกัน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างถ้วนหน้า

Top 10 อาหารที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันสู้ COVID-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/663113

วันที่ 14 ก.ย. 2564 เวลา 06:30 น.Top 10 อาหารที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันสู้ COVID-19แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย เปิด 10 อันดับอาหารสุขภาพที่มีผลการศึกษาวิจัยหลายฉบับยืนยันแล้วว่าช่วยส่งเสริมภูมิคุ้มกันช่วยต่อสู้ไวรัส

ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 การรับประทานอาหารให้ครบถ้วนเพียงพอตามหลักโภชนาการ มีส่วนช่วยให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงพร้อมต่อสู้กับเชื้อไวรัส มีงานวิจัยทางการแพทย์ชิ้นสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการรับประทานอาหารจากพืช ผัก ผลไม้ เห็ดต่าง ๆ รวมไปถึงธัญพืช และถั่ว (Plant-Based Diet) เป็นประจำช่วยลดอาการป่วยหนักในผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 ได้ 73% และการรับประทานจากพืช ผัก ผลไม้ เห็ด ธัญพืช ถั่ว ปลา และซีฟู๊ด (Pescatarian) เป็นประจำจะช่วยลดอาการป่วยหนักในผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 ได้ 59% ในขณะที่กลุ่มผู้ป่วยติดเชื้อ COVID–19 ที่เน้นรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงจากเนื้อสัตว์เป็นประจำ จะมีอาการป่วยหนักกว่าผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 ที่รับประทานอาหารจากพืช มากกว่าถึง 3 เท่า

พญ.อนงนุช ชวลิตธำรง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยมากกว่า 20 ปี จาก Addlife Check-Up Center แนะนำ 10 อันดับ อาหารสุขภาพที่มีผลการศึกษาวิจัยหลายฉบับยืนยันแล้วว่าช่วยส่งเสริมภูมิคุ้มกันช่วยต่อสู้ไวรัส

1. กระเทียม มีเควอซิทิน (Quercetin) และอัลลิซิน (Allicin) สารสำคัญที่ช่วยต้านการอักเสบ และต้านอนุมูลอิสระ และมีงานวิจัยพบว่าช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ 2019 ได้

2. ขมิ้น มีวิตามินซี เคอร์คูมิน (Curcumin) มีส่วนช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้อยู่ในระดับปกติ

3. ผักเคล หรือผักคะน้า มีสารซัลโฟราเฟน (Sulforaphane) และเควอซิทิน (Quercetin) ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

4. เห็ดต่างๆ มีสารเบต้ากลูแคน (Beta-Glucan) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย

5. มะขามป้อม มีวิตามินซีค่อนข้างสูงโดยพบว่าสูงกว่าส้มถึง 8 เท่า มีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างเม็ดเลือดขาว เสริมความแข็งแกร่งให้ระบบภูมิคุ้มกัน

6. กิมจิ มีสารสำคัญ โปรไบโอติกส์ (Probiotics) ชนิดแลกโตบาซิลลัส (Lactobacillus) ช่วยให้สุขภาพของลำไส้ดีขึ้น และช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย

7. มะละกอ โดยเฉพาะมะละกอสุกเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี เบต้าแคโรทีน (Beta-Carotene) ที่ล้วนแต่เป็นสารสำคัญในกระบวนการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว จึงมีความสามารถในการสกัดกั้นเชื้อโรคได้ง่ายขึ้น

8. เมล็ดฟักทอง มีวิตามินอี โอเมก้า-3 และสังกะสี ที่มีส่วนเพิ่มการสร้างเซลล์ต่าง ๆ ในระบบภูมิคุ้มกัน

9. ดาร์กช็อคโกแลต อุดมไปด้วยสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) มีส่วนช่วยในการต้านอนุมูลอิสระอาจช่วยให้ร่างกายสามารถจัดการกับไวรัส

10. แซลมอน มีวิตามินดี และโอเมก้า 3 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดขาว และเป็นสารสำคัญในกระบวนการทำงานของระบบภูมิต้านทานในร่างกาย

นอกจากนี้ เครื่องดื่มประเภท ชาเขียว มีสารสำคัญคาเทชิน (Catechin) และฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ และปรับภูมิคุ้มกัน และช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ 2019 ได้

ดังนั้น ในช่วงที่มีการระบาดของ COVID-19 การนำอาหารเหล่านี้มาใช้ปรุงอาหารก็จะช่วยส่งเสริมให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามไม่มีอะไรที่สามารถป้องกัน COVID-19 ได้ 100% จึงควรป้องกันตนเองด้วยการล้างมือบ่อย ๆ และเว้นระยะห่าง ก็จะช่วยให้สามารถห่างไกลจาก COVID-19 ได้

‘ขี้แพ้’ หมอไขความลับ ‘เด็ก’ แพ้อะไรได้บ้าง? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/663068

วันที่ 13 ก.ย. 2564 เวลา 14:10 น.'ขี้แพ้' หมอไขความลับ 'เด็ก' แพ้อะไรได้บ้าง?เฝ้าระวัง “โรคภูมิแพ้ในเด็ก” รู้จัก เข้าใจ พร้อมรับมือ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา เผยที่มา-อาการของโรคภูมิแพ้ในเด็ก เพื่อให้พ่อคุณแม่ทำความเข้าใจและรับมือ เมื่อลูกน้อยต้องพบกับอาการ “แพ้”

สาเหตุสำคัญของการเกิดโรคภูมิแพ้ คือ พันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งพันธุกรรมเป็นปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคภูมิแพ้ทุกชนิด โดยถ้าพ่อหรือแม่เป็นโรคภูมิแพ้อยู่ก่อนแล้ว ลูกก็จะมีโอกาสเกิดโรคภูมิแพ้ได้มากขึ้น ส่วนสิ่งแวดล้อม เริ่มตั้งแต่ตอนคุณแม่ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร ไปจนถึงสภาพแวดล้อมที่เลี้ยงดูเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอยู่ในสถานที่ที่มีสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น สัตว์เลี้ยง ละอองหญ้า เกสรดอกไม้ ใกล้ชิดคนสูบบุหรี่ พื้นที่ที่มีฝุ่น pm 2.5 หนาแน่นจะเพิ่มความเสี่ยงและความรุนแรงของการเป็นโรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้ในเด็กสร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่ไม่น้อย พญ.สิริรักษ์ กาญจนธีระพงค์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา โรงพยาบาลนวเวช จึงได้มาให้ความรู้เกี่ยวกับโรคนี้ เพื่อให้พ่อคุณแม่ได้รู้จัก ทำความเข้าใจ และรับมือได้เมื่อลูกน้อยเป็นโรคภูมิแพ้

การเกิดโรคภูมิแพ้มักเป็นไปตามอายุ เช่น

โรคภูมิแพ้อาหาร (Food Allergy) มักพบในช่วงขวบปีแรก โดยมีการแพ้อาหารของเด็ก ตามช่วงอายุดังนี้

  • การแพ้โปรตีนนมวัว (cow’s milk protein allergy) มักพบในช่วงขวบปีแรก โดยพบว่าการที่แม่ดื่มนมวัวปริมาณมากกว่าปกติในช่วงตั้งครรภ์ ให้นมบุตร การมีพี่น้องมีอาการแพ้โปรตีนนมวัวอยู่แล้วจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
  • การแพ้ไข่ (Egg allergy) แพ้แป้งสาลี (Wheat allergy) แพ้ถั่ว (Peanut allergy) ในปัจจุบันพบว่าเกิดได้ทั้งจากที่เด็กเริ่มกินเองเป็นครั้งแรก หรือที่ผ่านทางน้ำนมแม่ ก็มีอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเช่นกัน

โรคภูมิแพ้อากาศ (Allergic rhinitis) จะต่างจากการเป็นโรคภูมิแพ้อาหาร มักจะพบในช่วงเด็กอายุ 2-3 ขวบปี โดยพบว่าการเลี้ยงดูในสิ่งแวดล้อมที่มีสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ เชื้อรา หญ้า วัชพืช และละอองเกสร รวมไปถึงการมีสัตว์เลี้ยงในบริเวณบ้าน ทั้งสุนัข และแมว จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคในอายุที่น้อยลง และกระตุ้นทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้นได้

การเกิดภาวะหลอดลมไวหลังการติดเชื้อไวรัส (Viral induced wheezing) และการเป็นโรคหอบหืด (Asthma) นั้น สามารถพบได้ในช่วงอายุที่หลากหลาย ซึ่งถ้ามีภาวะหลอดลมไวหลังการติดเชื้อไวรัสบ่อยครั้งก่อนอายุ 5 ปี จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหอบหืดได้มากกว่าปกติถึง 2-3 เท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การติดเชื้อจากไวรัสทางเดินหายใจ RSV

อาการแสดงเบื้องต้นของการแพ้อาหารมีได้หลายลักษณะ

อาการทางผิวหนัง เช่น

  • ผื่นคัน ผื่นแดง ผื่นเม็ดทราย (Maculopapular rash) ซึ่งมักพบบริเวณลำตัวได้มากที่สุด
  • ผื่นแพ้ผิวหนังบริเวณที่เฉพาะเจาะจง (Atopic dermatitis) มีลักษณะหยาบ หนา แห้ง คันเรื้อรัง เฉพาะบริเวณ เช่น แก้ม ข้อมือ ข้อเท้า ข้อพับแขนขา รวมไปถึงตามลำตัวและท้องได้ ซึ่งผื่นนี้ เด็กทารกมักมีอาการคันมาก การเกาทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณผิวหนังตามมาได้บ่อย ๆ ทำให้รักษาหายขาดได้ยาก
  • ผื่นลมพิษแบบเฉียบพลัน (Urticaria)
  • อาการบวมของเยื่อบุบริเวณเปลือกตา ปาก หู ทั่วใบหน้า (Angioedema) ไปจนถึงแพ้แบบรุนแรงAnaphylaxis ได้

อาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น

  • การแน่นจมูก จาม มีน้ำมูกใส ๆ ไหลเรื้อรัง หรือเป็น ๆ หาย ๆ (Rhinorrhea/Rhinitis) ซึ่งอาการมีความคล้ายกับอาการของภูมิแพ้อากาศได้
  • หายใจครืดคราด ติดขัด หายใจหอบเหนื่อย แน่นหน้าอก (Chest tightness) ไปจนถึงหายใจแบบมีเสียงวี๊ด (Wheezing) ซึ่งอาการมีความคล้ายกับอาการของโรคหอบหืดได้เช่นกัน

ทั้งนี้ อาการทางระบบทางเดินหายใจอาจมีความรุนแรงไปจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

อาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น

  • การคัน ระคายในคอในช่องปาก ปวดท้องแบบบีบเกร็ง ซึ่งทำให้ทารกร้องกวนบ่อย ๆ นอนได้ไม่นาน ไม่สบายท้อง แน่นท้อง (Abdominal discomfort) ลักษณะเหมือนมีลมในท้อง ซึ่งอาจทำให้สะอึกหรือขย้อนนมตามหลังการกินนมได้
  • ถ่ายบ่อย ถ่ายท้องเสีย (Enteritis) โดยเฉพาะถ่ายปนมูก ถ่ายปนมูกเลือด (Mucous bloody stool appearance)
  • กินนมยาก น้ำหนักไม่ขึ้น เลี้ยงไม่โต
  • ร้องไห้โคลิค (Colic)

คำแนะนำสำหรับการเริ่มต้นอาหารมื้อแรก ในเด็กกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการแพ้อาหาร เป็นดังนี้

1. ข้าว เป็นอาหารหลัก เริ่มที่มื้อแรก ควรเป็นข้าวขาว ในทารกที่กินนมแม่สามารถกินเป็นข้าวบดผสมนมแม่ได้

2. ผัก ผลไม้ เริ่มที่อายุ 4-6 เดือน เนื่องจากเป็นอาหารความเสี่ยงน้อยต่อการแพ้อาหาร สามารถกินซ้ำเพียง 2-3 วัน ได้ตามลำดับ

  • ผักสีขาว-เขียวอ่อน : ผักกาดขาว หัวหอม หัวไชเท้า ซูกินี่ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก
  • ผักสีเขียวเข้ม : ผักบุ้ง คะน้า กวางตุ้ง ตำลึง บลอคโคลี่ ผักโขม
  • ผักสีเหลือง ส้ม แดง ม่วง : ข้าวโพด ฟักทอง แครอท มะเขือเทศ บีทรูท มะเขือม่วง

3. เนื้อสัตว์ เริ่มที่อายุ 6 เดือน: เนื้อไก่ เนื้อหมู ตับ และปลาน้ำจืด ตามลำดับ

4. อาหารกลุ่มความเสี่ยงสูง ควรเริ่มตามอายุ ดังนี้

  • ไข่แดง : อายุ 6 เดือน
  • ไข่ขาว : อายุ 7-9 เดือน
  • แป้งสาลีและธัญพืช : 11-12 เดือน
  • ถั่วเหลือง : อายุ 6-7 เดือน
  • ถั่วลิสง และถั่วเปลือกแข็ง : อายุ 3 ปีขึ้นไป
  • อาหารทะเล เช่น ปลาทะเล กุ้ง ปู หอย : อายุ 2 ปีขึ้นไป / ปลาหมึก : อายุ 2-3 ปีขึ้นไป

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เช็กก่อนรู้ก่อน ลดอัมพาต!! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/662863

วันที่ 10 ก.ย. 2564 เวลา 15:05 น.ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เช็กก่อนรู้ก่อน ลดอัมพาต!!แพทย์ผู้ชำนาญการอายุรศาสตร์โรคหัวใจ ชวนรู้จักกับระบบ Tele Heart Rhythm Monitoring เทคโนโลยีเช็กหัวใจจากระยะไกล ตัวช่วยให้รู้สึกอุ่นใจเหมือนใกล้หมอ

ปัจจุบันด้วยความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีของการสื่อสารและโทรคมนาคม และการให้บริการอินเตอร์เน็ตที่มีอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดการติดตามผู้ป่วยโรคหัวใจแบบทางไกล หรือที่เรียกกันว่า “Tele Heart Rhythm Monitoring” ด้วยระบบเทคโนโลยีนี้ทำให้ทางทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสามารถที่จะตรวจจับการเต้นของหัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยช่วยลดความจำเป็นในการเดินทางมาโรงพยาบาลของผู้ป่วยได้เป็นอย่างมาก

ข้อมูลโดย รศ.นพ.บัญชา ศันสนีย์วิทยกุล แพทย์ผู้ชำนาญการอายุรศาสตร์โรคหัวใจ โรงพยาบาลรามคำแหง ระบุว่า หัวใจสำคัญในการดูแลรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ก็คือ การได้ข้อมูลคลื่นไฟฟ้าการเต้นของหัวใจในขณะที่เกิดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ เพื่อที่จะสามารถแยกได้ว่าอาการใจสั่นนั้นใช่ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือไม่ และถ้าใช่ จะเป็นการเต้นผิดจังหวะชนิดใด

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะจะต้องเดินทางมาโรงพยาบาลเพื่อทำการตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจในขณะที่มีอาการ แต่ผู้ป่วยบางรายนั้นไม่สามารถที่จะเดินทางมาโรงพยาบาลไหวเนื่องจากมีอาการเยอะ ในผู้ป่วยหลายคนที่เดินทางมาถึงอาการก็หายเป็นปกติแล้ว จึงไม่สามารถตรวจคลื่นไฟฟ้าขณะมีอาการได้ ในบางรายแพทย์จึงได้ทำการติดตั้งเครื่องบันทึกการเต้นของหัวใจตลอดเวลา 24-48 ชั่วโมง ซึ่งผู้ป่วยก็อาจไม่แสดงอาการในระยะเวลานั้น ปัญหาต่างๆ เหล่านี้จะหมดไปด้วยอุปกรณ์เพียงตัวเดียวที่ถูกพัฒนาขึ้นนั่นคือ “เครื่องบันทึกการเต้นของหัวใจแบบพกพา” ซึ่งจะมีหน้าตาคล้ายกับโทรศัพท์มือถือแต่มีขนาดเล็กกว่า เมื่อคนไข้มีอาการสามารถนำเครื่องนี้มาทาบที่หน้าอกแล้วกดปุ่มบันทึก เครื่องนี้ก็จะบันทึกการเต้นของหัวใจเราไว้ แล้วส่งข้อมูลขึ้นสู่ Cloud หรือ Server ผ่านทางอินเตอร์เน็ต และระบบจะทำการแยกว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะของคนไข้เป็นชนิดที่รุนแรงหรือไม่ แล้วดำเนินการส่งข้อมูลให้ทางแพทย์ทำการวิเคราะห์ข้อมูลและแจ้งผลให้ผู้ป่วยเพื่อทำการรักษาในขั้นตอนต่อไป

สำหรับคนไข้อีกกลุ่มที่เหมาะสำหรับเครื่อง Tele Heart Rhythm Monitoring คือผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ที่เรียกว่า Atrial Fibrillation หรือ AF หรือหัวใจห้องบนเต้นพลิ้ว ที่มักพบในกลุ่มคนสูงอายุ ด้วยความก้าวหน้าที่มากขึ้นในทุกวันนี้ คือการใช้ระบบ Tele Heart Rhythm Monitoring ที่ตรวจวัดทุกวัน วันละ 2 ครั้ง ข้อมูลจะถูกส่งมายังแพทย์ หากพบความผิดปกติจะได้รักษาทันท่วงทีก่อนที่จะเป็นอัมพาต

ดังนั้น การดูแลตัวเองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ตรวจสอบสุขภาพของตนเองอย่างสม่ำเสมอ ด้วยเทคโนโลยี Tele Heart Rhythm Monitoring ที่สามารถแสดงข้อมูลที่สามารถนำไปประกอบการวิเคราะห์ทางการแพทย์เบื้องต้น และยังมีระบบเชื่อมต่อกับโรงพยาบาลที่สามารถให้คุณส่งกราฟคลื่นไฟฟ้าหัวใจให้แพทย์ พร้อมคำแนะนำเบื้องต้นตามหลักการแพทย์ เครื่องวัดไฟฟ้าหัวใจส่วนบุคคลจึงเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมดูแลสุขภาพหัวใจที่เหมาะสำหรับผู้ที่รักสุขภาพได้ดูแลสุขภาพของตัวเองอย่างดีที่สุด สนใจเข้ารับการดูแลสุขภาพหัวใจทางไกล สามารถติดต่อได้ที่โรงพยาบาลรามคำแหง แผนกหัวใจเต้นผิดจังหวะ โทร. 02-743-9999 ต่อ 3450

ไขมันพอกตับ กับมิตรรัก Work from Home #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/662756

วันที่ 09 ก.ย. 2564 เวลา 12:35 น.ไขมันพอกตับ กับมิตรรัก Work from Homeอายุรศาสตร์ทางเดินอาหารและตับห่วงหนุ่มสาววัยทำงาน แนะวิธีลดเสี่ยงไขมันพอกตับ ฉบับ Work from Home

จะว่าไปแล้วในช่วงเวลานี้คงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า การดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เพราะด้วยสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 นั้นทำให้สถานพยาบาลต่างๆ ล้นไปด้วยผู้ป่วย อีกทั้งบุคลากรทางการแพทย์ก็มีงานล้นมือ

สำหรับหนุ่มสาวหรือใครๆ ที่ต้อง Work from Home กันยาวๆ ในช่วงนี้อาจมีปัญหาเรื่องของน้ำหนักตัวและไขมันที่พอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่ง “ตับ” ก็เป็นอีกหนึ่งอวัยวะที่มีการสะสมไขมันและนับเป็นภัยซ่อนเร้นที่กว่าจะแสดงอาการให้เจ้าตัวรู้ ก็มักเป็นหนักมากแล้ว

ข้อมูลโดย นพ.จีรวัส ศิลาสุวรรณ อายุรศาสตร์ทางเดินอาหารและตับ ศูนย์ระบบทางเดินอาหารและตับ รพ.พญาไท 2 เผยว่า จริงๆ แล้วตับมีหน้าที่หลายอย่าง แต่ที่เกี่ยวข้องกับไขมันโดยตรงคือ การผลิตน้ำดีเพื่อย่อยไขมันและเก็บสะสมพลังงานจากอาหารที่เรากินเข้าไปในรูปของไขมัน ขณะเดียวกันตับก็มีหน้าที่กำจัดของเสีย นอกจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยังมีสาเหตุอื่น เช่น น้ำตาลจากน้ำหวาน น้ำอัดลม น้ำผลไม้กระป๋อง ก็เป็นสาเหตุของไขมันเกาะตับได้ ซึ่งทำให้ตับต้องทำงานหนักขึ้น และเมื่อไหร่ก็ตามที่ตับทำงานหนักเกินไปก็จะเกิดความเสียหายและนำไปสู่การอักเสบและการเกิดโรคอื่นๆ ตามมา นี่ยังไม่รวมถึงการมีภาวะของโรคบางอย่าง เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน (ดัชนีมวลกายหรือ BMI ได้ตั้งแต่ 25-30 ขึ้นไป) รวมถึงการได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพตับโดยตรง

อยู่บ้านออกกำลังกาย สลายไขมันด้วยหัวใจโซน 2

เพราะพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ถูกต้องนำไปสู่การเป็นไขมันพอกตับ ดังนั้นเพื่อป้องกันให้ถูกทาง เราจึงควรลดละเลิกการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือหากเป็นผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก ก็ควรลดน้ำหนักโดยให้ค่า BMI อยู่ในระดับที่เหมาะสม แต่ไม่ควรลดนำหนักอย่างรวดเร็วหรือเกินกว่า 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ เพราะจะเป็นอันตรายต่อตับได้

ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้บอกไว้ว่า การออกกำลังกายแบบแอโรบิกให้หัวใจเต้นอยู่ในโซน 2 จะช่วยกำจัดไขมันส่วนเกินได้ดีที่สุด เพราะร่างกายจะดึงพลังงานจากไขมันออกมาใช้เป็นอย่างแรก

วิธีคิดอัตราการเต้นของหัวใจให้อยู่ในโซน 2 ก็มีสูตรง่ายๆ คือ นำตัวเลข 220 ลบด้วยอายุ เช่น อายุ 30 ปี จะได้ตัวเลข 220-30=190 ให้นำตัวเลข 190 นั้น มาคำนวณให้ที่ 60-70% ซึ่งก็คือ 114-133 อันเป็นอัตราการเต้นของหัวใจที่เหมาะสมสำหรับการออกกำลังกายเผาผลาญไขมันนั่นเอง ที่สำคัญอย่างลืมทำให้ได้วันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน ร่วมกับการเลือกรับประทานอาหารปรุงแต่งน้อยในสัดส่วนที่เหมาะสม ละลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี เข้านอนก่อนสี่ทุ่มซึ่งเป็นช่วงที่ตับซ่อมแซมตัวเองได้ดีที่สุด และหลีกเลี่ยงอาการท้องผูกเพราะจะทำให้ตับทำงานหนักขึ้น หากเป็นไปได้ก็ควรตรวจสุขภาพประจำปี เท่านี้ก็จะช่วยให้ไขมันในตับลดลงได้ แต่หากใครยังกังวลหรือสงสัยว่าตนเองจะเป็นโรคไขมันพอกตับซะแล้ว ก็สามารถเข้ารับการตรวจวัดปริมาณไขมันในตับด้วยเครื่อง FibroScan ได้ที่โรงพยาบาล

สมุนไพรกินได้ แต่ต้องกินให้เป็น

แม้สมุนไพรจะเป็นยาที่ผลิตจากธรรมชาติ และในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 ประชาชนส่วนหนึ่งก็หันมาเลือกกินสมุนไพรอย่างฟ้าทะลายโจร เพราะหาได้ง่ายกว่ายาแผนปัจจุบัน แต่การใช้อย่างไม่ถูกวิธีก็อาจส่งผลเสียต่อตับได้ เนื่องจากตับต้องทำงานหนักขึ้นในการกำจัดสารที่มากับยา นอกจากนี้ฟ้าทะลายโจรยังมีฤทธิ์เย็น การกินมากหรือติดต่อกันนานอาจส่งผลต่อระบบไหลเวียนเลือด เกิดอาการอ่อนเพลีย แขนขาชา รวมถึงระบบย่อยอาหารอ่อนแอซึ่งทำให้ท้องเสีย โปรดจำไว้ว่าการกินยาฟ้าทะลายโจรนั้น เราจะกินเพื่อการรักษา ไม่ควรกินเพื่อป้องกัน

ท้ายที่สุด ก่อนกินยาสมุนไพรใดๆ ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร มิเช่นนั้นอาจได้รับผลข้างเคียงรุนแรงจากปริมาณยาและการกินติดต่อนานเกินไป ทั้งนี้ หากมีอาการแพ้ เช่น มีผื่นขึ้น หายใจขัด หน้าหรือริมฝีปากบวม ก็ต้องหยุดยาและรีบปรึกษาแพทย์ทันที ที่สำคัญควรหาซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และมีเครื่องหมาย อย. กำกับด้วยเสมอ

หมอมนูญ เผยเตรียมใช้ยาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ รักษาผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/662548

วันที่ 07 ก.ย. 2564 เวลา 15:59 น.หมอมนูญ เผยเตรียมใช้ยาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ รักษาผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวนพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ เผยผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวที่ป่วยโควิด-19 รีบรับการรักษาด่วนภายใน 7 วัน เตรียมใช้ยาแอนติบอดี ค็อกเทล ช่วยชีวิตผู้ป่วย เนื่องจากยอดผู้เสียชีวิตยังน่าห่วง

นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ ผู้ป่วยหนัก และโรคผู้สูงอายุ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ เตรียมใช้ยาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ รักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว เนื่องจากยอดผู้เสียชีวิตยังน่าห่วง

นพ.มนูญ กล่าวว่า “ปัจจุบันสังคมไทยอาศัยอยู่ในครอบครัวเดียวกัน และส่วนมากผู้สูงอายุที่เข้ารับการรักษามักได้รับเชื้อจากคนในครอบครัวซึ่งนำเชื้อเข้ามาและสัมผัสกับทุกคนในบ้าน ไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ ถึงแม้ยอดรวมผู้ติดเชื้อในประเทศไทยมีแนวโน้มลดลง แต่ยอดรวมผู้เสียชีวิตยังคงน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว จากสถิติ 30 วันย้อนหลังจะเห็นได้ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตยังไม่ลดลงเท่าไหร่นัก ผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยงบางรายเมื่อถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอาจมีอาการน้อยถึงปานกลาง แต่พอเข้าสัปดาห์ที่ 2 หรือวันที่ 7-8 ของการติดเชื้อ อาการกลับทรุดหนักลงจนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งราวครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยโควิด-19 ที่ใส่เครื่องช่วยหายใจมักจะเสียชีวิตในที่สุด”

ข้อสังเกตข้างต้นยังสอดคล้องกับสถิติของกระทรวงสาธารณสุข ที่จำแนกผู้ติดเชื้อโควิด-19 ตามมิติต่างๆ ซึ่งรวมถึงด้านอายุ โดยระบุว่าช่วง 30 วันที่ผ่านมาประมาณ 10% ของยอดผู้ติดเชื้อรายวันเป็นผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ประมาณ 60% ของยอดผู้เสียชีวิตรายวันยังเป็นผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปอีกด้วย

นพ. มนูญ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ข้อมูลจากผลการทดลองทางคลินิกและข้อมูลการใช้จริงในสหรัฐอเมริกา พบว่ายาแอนติบอดี ค็อกเทล สามารถช่วยลดระยะเวลาการเข้ารักษาในโรงพยาบาลได้ถึง 4 วัน ลดปริมาณเชื้อไวรัสในกระแสเลือดลงได้ และลดความเสี่ยงที่โรคโควิด-19 จะลุกลามไปสู่ระดับรุนแรงได้ 70% จึงถือเป็นอาวุธสำคัญที่แพทย์จะพิจารณาใช้ในกลุ่มผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว”

ยาแอนติบอดี ค็อกเทล (Antibody Cocktail) จัดอยู่ในกลุ่มยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ (Neutralizing Monoclonal Antibodies: NmAbs) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) ของประเทศไทยได้อนุมัติให้ใช้รักษาผู้ป่วยโควิด-19 แบบมีเงื่อนไขภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา

ยาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือ ยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ มีผลการศึกษายืนยันในผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปที่มีอาการน้อยถึงปานกลาง หรือไม่ต้องให้ออกซิเจนเสริม และผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีความเสี่ยงสูงที่โรคจะดำเนินไปสู่อาการรุนแรงในกลุ่มต่างๆ ต่อไปนี้

– ผู้สูงอายุ

– โรคอ้วน

– โรคหลอดเลือดหัวใจ รวมถึงภาวะความดันโลหิตสูง

– โรคปอดเรื้อรัง รวมถึงโรคหอบหืด

– โรคเบาหวานชนิดที่ 1 หรือชนิดที่ 2

– โรคไตเรื้อรัง รวมถึงผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างรับการฟอกไต

– โรคตับเรื้อรัง

– มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือภูมิคุ้มกันถูกกด

คาดว่ายาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือ ยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ จะเริ่มใช้ในโรงพยาบาลเอกชนต่างๆ และโรงพยาบาลรัฐบาลบางแห่ง ภายในกลางเดือนกันยายนนี้ สำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่ชำระค่ารักษาเอง เนื่องจากยาดังกล่าวยังไม่ได้เป็นยาที่อยู่ในสิทธิการรักษาในระบบสุขภาพ

“สำหรับประเทศไทย กลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีความเสี่ยงยังได้รับวัคซีนไม่ถึง 50% อีกทั้งผู้ที่มีความเสี่ยงบางรายยังไม่ประสงค์จะฉีดวัคซีน ดังนั้นการรักษาด้วยยาแอนติบอดี ค็อกเทล จะสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มนี้ได้ หากรีบเข้ารับการรักษาให้เร็วที่สุดภายใน 7 วันแรกหลังจากรับเชื้อ และจะยิ่งดีกว่าถ้าได้รับการรักษาใน 3-4 วันแรก” นพ.มนูญ กล่าวทิ้งท้าย