คลังความรู้ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ต้องใช้อินซูลิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/638026

วันที่ 15 พ.ย. 2563 เวลา 07:50 น.คลังความรู้ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ต้องใช้อินซูลินสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ และสมาคมผู้ให้ความรู้โรคเบาหวาน ร่วมกับซาโนฟี่ เปิดตัวเว็บไซต์ T2DMinsulin.com นำเสนอ e-Learning ให้ความรู้ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ต้องใช้อินซูลิน หวังลดภาวะการเกิดโรคแทรกซ้อน

ประเทศไทยกำลังเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2568 โดยจะมีประชากรที่มีอายุ มากกว่า 60 ปี เพิ่มขึ้นประมาณ 14.4 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด และจะมีผู้สูงอายุ 1 คนในทุกๆ 5 คนเป็นโรคเบาหวาน สหพันธ์เบาหวานนานาชาติได้คาดการณ์ว่า ในอีก 20 ปีข้างหน้า หรือปี พ.ศ. 2583 ประเทศไทยจะมีผู้ป่วยเบาหวานสูงถึง 5.3 ล้านคน ซึ่งในปัจจุบันมีรายงานว่าในกลุ่มประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป ป่วยเป็นโรคเบาหวานสูงถึง 4.8 ล้านคน ซึ่งในกลุ่มนี้ มีผู้ป่วยมากกว่า 2 ล้านคนที่ยังไม่ทราบว่าตนเองป่วยหรือยังไม่ได้รับการวินิจฉัย

นพ.เพชร รอดอารีย์ เลขาสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เปิดเผยว่า “สาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของผู้ป่วยเบาหวาน เกิดจากโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งในแต่ละปี ประเทศไทยต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคเบาหวานเฉลี่ยสูงถึง 47,596 ล้านบาทต่อปี และสิ่งที่น่ากังวลคือ มีคนไทยที่เสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานอีก 7.7 ล้านคน ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อโรคเบาหวานหรือมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ซึ่งคาดว่ากลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ จะกลายเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานในอัตราร้อยละ 5-10 ต่อปี ซึ่งสามารถป้องกันได้”

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังพบว่าจำนวนผู้ป่วยเบาหวาน ชนิดที่ 2 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีสาเหตุหลักจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน (insulin resistance) ซึ่งเกิดจากที่ร่างกายไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้เพียงพอ หรือไม่สามารถนำอินซูลินไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง เกิดเป็นเบาหวานได้ ซึ่งหากปล่อยให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นระยะเวลานาน จะทำให้ตับอ่อนผิดปกติไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ หรือผลิตได้น้อยลง ทำให้ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับอินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

ที่ผ่านมา สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการช่วยเหลือผู้ป่วยเบาหวานที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยอินซูลินให้ได้รับความรู้และเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับการใช้อินซูลิน และให้เห็นถึงประโยชน์ในการดูแลตนเองอย่างถูกต้องเหมาะสมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เนื่องจากโรคเบาหวานที่จัดการได้ไม่ดี หรือไม่ได้รับการรักษาดีที่เพียงพอ อาจส่งผลให้เกิดภาวะทุพพลภาพและภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคตา โรคหลอดเลือดสมอง โรคไต โรคหัวใจและหลอดเลือด และการถูกตัดเท้าหรือขา

ในขณะที่ประเทศไทย ยังมีบุคลากรทางการแพทย์ค่อนข้างจำกัด ทำให้ไม่สามารถให้ความรู้ผู้ป่วยเบาหวานทุกรายได้อย่างลึกซึ้ง รวมถึงประเทศไทยยังไม่มีสื่อการเรียนระบบออนไลน์สำหรับกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยอินซูลิน ที่จะช่วยให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลผู้ป่วยสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ซึ่งในบางครั้งผู้ป่วยอาจได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจากโลกออนไลน์ บ้างก็ไม่มีแหล่งที่มาของข้อมูล อาจเกิดความเข้าใจผิดในการใช้อินซูลินได้

เนื่องในวันเบาหวานโลก ปี 2563 สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ และสมาคมผู้ให้ความรู้โรคเบาหวาน ร่วมกับบริษัท ซาโนฟี่-อเวนตีส (ประเทศไทย) จำกัด มีเจตนารมณ์เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด  ลดการเกิดภาวะแทรกซ้อน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จึงได้ร่วมกันจัดทำสื่อการเรียนออนไลน์ (e-Learning) บนเว็บไซต์ www.t2dminsulin.com เพื่อให้ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ต้องใช้อินซูลินและผู้ดูแลผู้ป่วยสามารถเรียนรู้และสร้างความเข้าใจในการใช้อินซูลินได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านแพลตฟอร์มที่หลากหลายทั้งคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต

อีกทั้ง ผู้ที่ลงทะเบียนยังสามารถทำแบบทดสอบก่อนและหลังเรียนเพื่อทดสอบความเข้าใจหลังเข้าเรียน และจะได้รับประกาศนียบัตรออนไลน์หลังจากได้ทำการเรียนในแต่ละบทเรียนเสร็จสิ้นแล้ว เพื่อเป็นสิ่งยืนยันว่าสมาชิกได้เรียนครบถ้วน และเป็นอีกแรงจูงใจให้สมาชิกที่ลงทะเบียนตั้งใจที่จะเรียนรู้ โดยโครงการ e-Learning บนเว็บไซต์ www.t2dminsulin.com ได้เปิดให้ผู้ป่วย ผู้ดูแล รวมทั้งประชาชนทั่วไปเข้าไปลงทะเบียนเรียนออนไลน์ ได้ตั้งแต่ 18 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไป

ศ.คลินิก นพ.วีระศักดิ์ ศรินนภากร นายกสมาคมผู้ให้ความรู้โรคเบาหวาน กล่าวเสริมว่า “สื่อโครงการ e-Learning บนเว็บไซต์ www.t2dminsulin.com ถือเป็นอีกสื่อกลางที่ให้ความรู้โรคเบาหวานที่ทันสมัย เหมาะกับยุคดิจิทัล ด้วยเนื้อหาที่เข้าใจง่าย สะดวก เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา ทุกแพลตฟอร์ม ซึ่งได้ออกแบบเป็นตัวการ์ตูนแอนิเมชั่น และมีเกมสอดแทรกความรู้เพื่อให้สนุกสนานกับการเรียนรู้ เพิ่มความน่าสนใจ และจดจำได้ง่ายขึ้น รวมถึงมีการประเมินผลการเรียนพร้อมได้ใบประกาศนียบัตร โดยมีเนื้อหาที่ครอบคลุมถึง 8 เรื่องหลักๆ ประกอบด้วย ทำไมอินซูลินถึงมีความสำคัญ, ชนิดของอินซูลิน, การเริ่มใช้อินซูลิน, การจัดการเมื่อเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ, การใช้เครื่องเจาะน้ำตาลปลายนิ้ว และความจำเป็นของการปรับขนาดยาอินซูลิน, การเก็บอินซูลิน และการพกพาอินซลูิน, อาหารและการออกกำลังกาย และความเข้าใจผิดและความจริงเกี่ยวกับอินซูลิน เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ผู้ดูแลผู้ป่วย ผู้ที่สนใจ และบุคลากรทางการแพทย์ สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน ในระบบเดียว”  

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญในการก้าวไปสู่การดูแลผู้ป่วยเบาหวานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือกันจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน สำคัญที่สุดคือภาคประชาชน หวังว่าสื่อการเรียนการสอนออนไลน์ e-Learning ที่ร่วมกับพัฒนาขึ้นมานี้ จะเป็นสื่อกลางที่ช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจ สร้างกำลังใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้กับผู้ป่วยเบาหวาน ชนิดที่ 2 ที่ต้องใช้อินซูลิน ได้เรียนรู้วิธีการดูแลรักษาโรคเบาหวานด้วยตนเองให้เกิดผลลัพธ์เป็นที่น่าพึงพอใจ และสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้  เพื่อลดการเกิดภาวะแทรกซ้อน เพื่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ผู้สนใจสามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ www.t2dminsulin.com หรือสแกน QR Code และสามารถเข้าไปดูขั้นตอนการสมัครลงทะเบียนง่ายๆ ได้ที่ https://www.t2dminsulin.com/regis_instruction_vid.php

จะรักษาอย่างไร เมื่อรู้ตัวว่าเป็น ‘ไมเกรน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/637432

วันที่ 08 พ.ย. 2563 เวลา 07:17 น.จะรักษาอย่างไร เมื่อรู้ตัวว่าเป็น 'ไมเกรน'อายุรแพทย์ด้านโรคระบบประสาท ผ่าทุกเรื่องเกี่ยวกับโรคปวดศีรษะเรื้อรัง “ไมเกรน” …เพราะไมเกรนไม่ใช่แค่อาการปวดหัว

ในยุคปัจจุบันที่ผู้คนต่างใช้ชีวิตที่แวดล้อมไปด้วยปัจจัยที่ก่อให้เกิดความกังวลและความเครียดต่าง ๆ ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นสังคม เศรษฐกิจ อาชีพการงาน โรคติดเชื้อโควิด-19 และอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องทั้งทางร่างกายและจิตใจ จนนำมาซึ่งปัญหาด้านสุขภาพ และโรคที่พบบ่อยมากที่สุดอย่างหนึ่งคือ โรคปวดศีรษะเรื้อรัง หรือที่เรารู้จักกันโดยทั่วไปว่า โรคไมเกรน ที่มักจะพบในกลุ่มวัยทำงานเป็นส่วนมาก มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ประสบภาวะอาการปวดหัวไมเกรน นอกจากจะรบกวนและลดประสิทธิภาพในการทำงานแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอีกด้วย หากคำนวณเป็นตัวเลขจะพบว่าโรคไมเกรนนี้สามารถคิดเป็นหนึ่งในสามของภาวะการเจ็บป่วยยอดฮิตที่พบมากที่สุดในโลก หรือพูดง่าย ๆ คือในคนเจ็ดคนจะพบว่ามีผู้ป่วยโรคไมเกรนอย่างน้อยหนึ่งคนเลยทีเดียว

ไมเกรน เป็นอาการเจ็บป่วยทางร่างกายที่สามารถเกิดและพบบ่อยสุดในช่วงอายุระหว่าง 15-30 ปี หรือบางรายสามารถตรวจพบได้เมื่ออายุเพียง 7-8 ปีเท่านั้น แต่อายุโดยเฉลี่ยที่พบผู้ป่วยมากที่สุดคือช่วงวัยรุ่นถึงวัยทำงานในช่วงต้น ๆ และพบน้อยในผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปีเป็นต้นไป นอกจากนี้ยังพบผู้ป่วยในเพศหญิงมากกว่าเพศชายอีกด้วย

นายแพทย์เขษม์ชัย เสือวรรณศรี อายุรแพทย์ด้านโรคระบบประสาท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ไมเกรน เป็นโรคที่พบมานานเป็นร้อยปีแล้ว จวบจนปัจจุบันก็ยังไม่สามารถระบุสาเหตุของการเกิดโรคไมเกรนได้อย่างชัดเจนนัก แต่โดยการตรวจวินิจฉัยส่วนมากจะพบว่าผู้ที่มาหาหมอจะมีอาการปวดศีรษะต่อเนื่อง หรือมีอาการรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จึงตัดสินใจมารับการวินิจฉัยโรค ซึ่งปกติตามขั้นตอนจะมีการตรวจซักประวัติถามถึงข้อมูลต่าง ๆ ทั้งประวัติการเจ็บป่วย ประวัติครอบครัว รูปแบบการใช้ชีวิต เป็นต้น ซึ่งหากทำการวินิจฉัยแล้วพบว่าผู้ป่วยเป็นไมเกรน ทางการแพทย์ก็จะให้การรักษาด้วยยาตามอาการนั้น ๆ ซึ่งโดยรวมแล้วสามารถจำแนกตามลักษณะการเกิดอาการได้เป็นสองประเภทหลัก ๆ คือ อาการปวดไมเกรนแบบนาน ๆ ครั้ง (Episodic Migraine) และการปวดไมเกรนแบบเรื้อรัง (Chronic Migraine)

การรักษาเมื่อรู้ว่าเป็น “ไมเกรน”

ตั้งแต่โลกรู้จักกับ “โรคไมเกรน” วงการแพทย์เองก็ได้ทำการวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยมาอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าไม่มียาใดที่รักษาไมเกรนให้หายขาดได้ ซึ่งยาที่ใช้รักษาไมเกรนโดยทั่วไปจะใช้เพื่อการควบคุมอาการเมื่ออาการกำเริบเท่านั้น โดยแบ่งยารักษาออกเป็นสองประเภท คือ

1. ยารักษาแบบเฉียบพลัน (Acute Treatment) สำหรับรับประทานทันทีที่มีอาการปวด ซึ่งยาจะได้ผลดีเมื่อรับประทานได้เร็วทันท่วงที เพราะหลังจากนี้ผู้ป่วยจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนซึ่งจะมีผลให้ยาออกฤทธิ์ได้น้อยลง

2. ยารักษาแบบป้องกัน (Preventive or Prophylactic Treatment) ซึ่งเป็นยารับประทานแบบป้องกันที่ต้องได้รับอย่างต่อเนื่องทุกวัน เพื่อลดความรุนแรงหรือความถี่ของการเกิดอาการไมเกรน ซึ่งยาประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดอาการขึ้นก่อน ยาในกลุ่มป้องกันนี้แพทย์มักจะแนะนำสำหรับกลุ่มผู้ป่วยไมเกรนที่มีอาการค่อนข้างบ่อย หรือกรณีที่ปวดนาน ๆ ครั้งแต่เมื่ออาการกำเริบแล้วรุนแรงจนไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติได้

ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ ทำให้ในปัจจุบันได้มีการคิดค้นพัฒนานวัตกรรม “ยาป้องกันไมเกรน” ที่เป็นยากลุ่มชีวโมเลกุลแบบฉีด โดยจะฉีดให้ผู้ป่วยเดือนละครั้ง ทั้งยังสามารถฉีดได้ทั้งกับผู้ป่วยที่มีอาการแบบเรื้อรัง (Chronic Migraine) และแบบนาน ๆ ครั้ง (Episodic Migraine) ทั้งนี้ แพทย์ผู้ทำการรักษาจะพิจารณาการใช้ยาให้เหมาะสมกับความรุนแรงของผู้ป่วยแต่ละราย

“การรักษาโดยส่วนใหญ่แพทย์จะรักษาและให้ยาตามอาการของผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งขั้นตอนการรักษาผู้ป่วยไมเกรนนี้จะใช้เวลารักษาต่อเนื่องตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป แล้วแต่การวินิจฉัยในแต่ละราย” นพ.เขษม์ชัย กล่าวเสริม

ในรายที่ได้รับยาตามขนาดที่แพทย์แนะนำ พบว่าอาการปวดศีรษะดีขึ้นและความถี่ในการเกิดอาการน้อยลง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีที่ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุข และไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายให้ต้องกังวล อย่างไรก็ตาม การยอมรับการรักษาจึงอยู่ที่การตัดสินใจของผู้ป่วย แพทย์จะแนะนำทางเลือกที่เหมาะสมในการรักษา พร้อมวิธีการดูแลตัวเองและให้กำลังใจผู้ป่วย รวมถึงการให้ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้อาการกำเริบ ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญ ได้แก่ สภาพแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ความเครียด ฯลฯ 

นายแพทย์เขษม์ชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า “แนะนำให้ผู้ป่วยไมเกรนดูแลตัวเอง และปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม คือ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ หรือเลือกทำกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายสมองบ่อย ๆ อย่าให้เครียดมากเกินไป ควรหลีกเลี่ยงแดดจัด หรืออาหารที่ไปกระตุ้นอาการ รวมทั้งดื่มน้ำมาก ๆ เพราะภาวะร่างกายขาดน้ำ (Dehydrate) ก็เป็นปัจจัยกระตุ้นได้เช่นกัน ดังนั้นผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงทุกอย่างที่อาจเกี่ยวข้อง ซึ่งอาจส่งผลให้ไมเกรนกำเริบบ่อยขึ้นหรือรุนแรงขึ้น” 

โรคไมเกรน แม้จะยังเป็นกลุ่มภาวะการเจ็บป่วยทางร่างกายที่ติดอันดับต้น ๆ และในปัจจุบันมีการค้นพบสารที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคได้แล้ว และด้วยวิวัฒนาการทางด้านการแพทย์ที่ก้าวหน้าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีในแง่ของประสิทธิภาพ พร้อมกับลดผลข้างเคียงจากการใช้ยา ผู้ป่วยไมเกรนสามารถขอรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อความปลอดภัยและได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมได้ที่โรงพยาบาลและศูนย์บริการทางการแพทย์

รู้เท่าทันอาการของโรคหลอดเลือดสมอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/637100

วันที่ 03 พ.ย. 2563 เวลา 09:50 น.รู้เท่าทันอาการของโรคหลอดเลือดสมองโรคหลอดเลือดสมอง “Stroke” รู้ เร็ว รอด แพทย์เตือนหากมีอาการพูดลำบาก-ปากตก-ยกไม่ขึ้น ให้รีบไปโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาอย่างรวดเร็ว ลดโอกาสความพิการและเสียชีวิต

สมาคมประสาทวิทยาแห่งประเทศไทย เผยในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา มีคนไทยป่วยเป็นโรคสโตรคมากถึงปีละ 300,000 ราย คิดเป็นค่าใช้จ่ายปีละไม่ต่ำกว่า 2-3 ล้านบาทต่อคน แนะหากพบอาการ “พูดลำบาก ปากตก ยกไม่ขึ้น” รีบโทรสายด่วน 1669 ตลอด 24 ชั่วโมง

รู้หรือไม่ว่า 1 ใน 4 ของประชากรโลกมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดสมอง!!

เพราะโรคหลอดเลือดสมองเป็นสิ่งใกล้ตัวมากกว่าที่คิด ทำให้องค์กรโรคหลอดเลือดสมองโลก  (World Stroke Organization: WSO) ได้กำหนดให้วันที่ 29 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันหลอดเลือดสมองโลก (World Stroke Day) เพื่อเป็นการตอกย้ำให้ตระหนักถึงความสำคัญและรู้เท่าทันอาการของโรคหลอดเลือดสมองหรือสโตรค สมาคมประสาทวิทยาแห่งประเทศไทย จึงร่วมกับสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ และสมาคมโรคหลอดเลือดสมองไทย จัดงานเสวนา“สถานการณ์โรคหลอดเลือดสมองในประเทศไทย” พร้อมเดินหน้ารณรงค์โครงการ “Stroke รู้ เร็ว รอด” โทรสายด่วน 1669 ตลอด 24 ชั่วโมง เพราะโรคหลอดเลือดสมองสามารถป้องกันและรักษาได้ หากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ภายงานได้รับเกียรติจาก ศ.พญ.นิจศรี ชาญณรงค์ นายกสมาคมประสาทวิทยาแห่งประเทศไทย พญ.ทัศนีย์ ตันติฤทธิศักดิ์ รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ และ อ.นพ. เจษฎา อุดมมงคล นายกสมาคมโรคหลอดเลือดสมองไทย ร่วมพูดคุยให้ความรู้ในประเด็นที่น่าสนใจ อาทิ ผลกระทบของโรคหลอดเลือดสมองต่ออัตราการเสียชีวิตและทุพพลภาพ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองพร้อมแนวทางการรักษา

ศ.พญ.นิจศรี ชาญณรงค์ นายกสมาคมประสาทวิทยาแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการสํารวจประชากรขององค์กรโรคหลอดเลือดสมองโลกพบว่าในปี 2563 มีผู้ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองกว่า 80 ล้านคน มีผู้เสียชีวิตประมาณ 5.5 ล้านคน และยังพบผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้นถึง 14.5 ล้านคนต่อปี โดย 1 ใน 4 เป็นผู้ป่วยที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป และร้อยละ 60 จะเสียชีวิตก่อนวัยอันควร สําหรับประเทศไทยโรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคทางระบบประสาทที่พบได้บ่อยและเป็นสาเหตุของความพิการและเสียชีวิตอันดับ 1 ในผู้สูงอายุ จากรายงานข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี ของกองยุทธศาสตร์และแผนงานกระทรวงสาธารณสุข พบว่า จํานวนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตั้งแต่ปี 2556 – 2560 มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยในปี 2560 พบผู้ป่วยเกิดใหม่จำนวน 304,807 ราย และมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ปีละไม่ต่ำกว่า 30,000 ราย โดยค่าใช้จ่ายที่ใช้รักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง หากเป็นการรักษาในระยะสั้น คือได้รับการรักษาทันที ก็จะเสียค่าใช้จ่ายไม่มาก แต่หากเป็นการรักษาระยะยาวที่ต้องได้รับการดูแลตลอดชีวิต จะมีค่าใช้จ่ายราวปีละ 2-3 ล้านบาทต่อคน ซึ่งส่งผลโดยตรงให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจทั้งส่วนตัว ครอบครัว และประเทศชาติโดยรวม

สำหรับปัจจัยเสี่ยงสําคัญที่ทำให้เกิดโรค ได้แก่ อายุ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ภาวะโรคหัวใจ ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และปัจจุบันประเทศไทยกำลังเข้าสู่สภาวะสังคมสูงวัย ยิ่งส่งผลให้แนวโน้มผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมีจำนวนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หัวใจสําคัญของการรักษาโรคหลอดเลือดสมองคือ “เวลา” ดังนั้น หากผู้ป่วยหรือคนใกล้ชิดสามารถจำหลักการง่ายๆ คือ อาการที่พบบ่อย ได้แก่ “พูดลำบาก ปากตก ยกไม่ขึ้น”

  • “พูดลำบาก” หมายถึง การพูดที่ผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด พูดไม่ออก หรือพูดไม่รู้เรื่อง
  • “ปากตก” หมายถึง มุมปากข้างใดข้างหนึ่งตกลง ยิ้มยิงฟันแล้วปากเบี้ยว มุมปากสองข้างไม่เท่ากัน
  • “ยกไม่ขึ้น” หมายถึง แขนขาข้างใดข้างหนึ่งอ่อนแรง ยกไม่ขึ้น

โดยอาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ดังนั้น หากผู้ป่วยหรือคนรอบข้างสามารถสังเกตเห็นอาการเหล่านี้ ให้โทรไปที่สายด่วน 1669 ตลอด 24 ชั่วโมง ยิ่งแจ้งเร็วเท่าไร ก็จะช่วยลดการเสียชีวิตและความพิการได้ ตามโครงการรณรงค์“ Stroke รู้ เร็ว รอด ซึ่งหมายถึง ”รู้จักอาการและรีบไปโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาอย่างรวดเร็ว ก็จะมีโอกาสรอดพ้นจากความพิการและเสียชีวิต

สําหรับแนวทางป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง สามารถทําได้เอง ได้แก่ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะผักผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็ม หวานจัด อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง ควบคุมมระดับความดันโลหิต ระดับไขมัน และระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ออกกําลังกายอย่างสม่ำเสมอ งดเหล้า บุหรี่ หมั่นตรวจสุขภาพประจําปี สําหรับผู้ป่วยควรรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอและปฏิบัติตามคําแนะนําของแพทย์อย่างเคร่งครัด 

และเพื่อเผยแพร่โครงการรณรงค์ “Stroke รู้ เร็ว รอด” ให้เกิดการรับรู้ในวงกว้างยังได้ร่วมกับโรงพยาบาลตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดประกวดโครงการรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือด ผ่านทางโซเซียล มีเดีย พร้อมติด hashtag #พูดลำบาก ปากตก ยกไม่ขึ้น โดยภายในงานเสวนาได้จัดให้มีการมอบรางวัลให้กับผู้ชนะเลิศ ได้แก่ ผลงานจากมหาวิทยาลัยนเรศวร โรงพยาบาลศรีสะเกษ และโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ นอกจากนี้ยังได้เปิดตัวมาสคอต“นายด่วนจี๋ หรือ Mr. Fast Man” เพื่อเป็นสื่อกลาง ในการสร้างความรู้ให้ประชาชนตระหนักถึงอันตราย รวมถึงรู้จักดูแลตัวเอง และเฝ้าระวังอาการโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างถูกต้องอีกด้วย ทั้งนี้สามารถดูข้อมูลเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองได้ที่ เว็บไซต์ www.neurothai.org หรือ www.facebook.com/neurothai.thailand

ทำอย่างไรให้ห่างไกลโรคเส้นเลือดในสมองตีบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/636962

วันที่ 02 พ.ย. 2563 เวลา 08:25 น.ทำอย่างไรให้ห่างไกลโรคเส้นเลือดในสมองตีบเคยเห็นไหมที่บางคนอยู่ๆ ก็แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก เดินไม่ได้ มุมปากตก พูดไม่ชัด ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่กี่นาทียังทำทุกสิ่งอย่างได้ปกติอยู่เลย คิดแล้วก็น่ากลัว ถ้าเป็นกับตัวเองขึ้นมาจะทำอย่างไรดี

อาการเหล่านี้คือข้อบ่งชี้ว่าเป็นโรค “เส้นเลือดในสมอง” ข้อมูลโดย นายแพทย์กานต์ ศักดิ์ศรชัย อายุรแพทย์ระบบประสาทสมอง โรงพยาบาลพญาไท 2 เผยว่า เกิดจากการที่เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้สมองส่วนนั้นหยุดการทำงาน โดยจะมีอาการดังกล่าวเกิดขึ้นทันทีทันใด ไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ ซึ่งพบว่าเกิดจากเส้นเลือดในสมองตีบ 70–80 เปอร์เซ็นต์ และเกิดจากเส้นเลือดสมองแตก 20–30 เปอร์เซ็นต์

โรคเส้นเลือดในสมองตีบเกิดได้กับใครบ้าง

โดยส่วนมากกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบคือกลุ่มผู้สูงวัย ยิ่งอายุมากขึ้น โอกาสที่จะเป็นก็มากขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้ เฉลี่ยแล้วช่วงอายุที่พบโรคนี้บ่อยที่สุดในคนไทยคือ 65 ปี แต่ก็ใช่ว่าเด็ก วัยรุ่น และคนวัยทำงานจะไม่มีโอกาสเสี่ยงเลย เพราะจริงๆ แล้วเส้นเลือดในสมองตีบสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย โดยพบว่าตามสถิติ “เพศชาย” จะมีโอกาสเกิดโรคได้มากกว่า “เพศหญิง” รวมถึงถ้าเป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง มีประวัติสูบบุหรี่ และนอนกรนก็มีโอกาสที่จะเป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบได้มากกว่าคนทั่วไป นอกจากนี้ ยังพบว่าในคนที่มีภาวะเลือดแข็งตัวง่ายกว่าปกติก็มีโอกาสเกิดโรคมากขึ้นด้วยเช่นกัน

อาการ

อย่างที่บอกว่าอาการที่ฟ้องว่าเส้นเลือดในสมองตีบมีหลากหลายอาการ ส่วนใหญ่คือปากเบี้ยว พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก ซึ่งมีทั้งแบบชั่วคราวคืออาการดังกล่าวหายไปได้เองภายใน 1 วัน และแบบถาวรคือเป็นแล้วเป็นเลย จนกลายเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ในที่สุด และหากอาการรุนแรงถึงขั้นเนื้อสมองบวมมาก ผู้ป่วยอาจจะซึมลงและเสียชีวิตได้ ซึ่งในประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคเส้นเลือดในสมองอยู่ที่ประมาณ 43.3 คนต่อประชากร 1 แสนคนต่อปี ดังนั้นหากมีอาการตามที่กล่าวมาข้างต้น ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อรับการรักษาโดยเร็วที่สุด เพราะหากชักช้าไม่รีบไปหาหมอ สมองของคุณจะถูกทำลายมากขึ้นในทุกวินาที

การรักษา

ถ้ามีอาการแล้วไปถึงโรงพยาบาลภายใน 4 ชั่วโมงครึ่ง แพทย์จะสามารถรักษาได้ด้วยการให้ยาละลายลิ่มเลือด เพื่อสลายลิ่มเลือดที่อุดตันให้เลือดไหลไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น แต่หากไปถึงมือแพทย์ช้ากว่านั้นต้องวินิจฉัยและพิจารณาการรักษาตามสาเหตุและอาการ ซึ่งหลังการรักษา ในบางรายอาจจะหายเป็นปกติได้ แต่บางรายก็อาจจะเป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาต ต้องทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูสมองและร่างกายให้กลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติที่สุด

การป้องกัน

เมื่อรู้ถึงความน่ากลัวของโรคนี้แล้วไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง ก็ต้องดูแลและรักษาสุขภาพให้ดี โดยสามารถป้องกันเบื้องต้นได้ง่ายๆ ด้วยการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่กล่าวมา พยายามลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน งดสูบบุหรี่ และต้องดูแลตัวเองให้ดีทั้งในเรื่องของอาหารการกิน การพักผ่อน และการออกกำลังกาย

เรื่องอาหารคุณหมอแนะนำให้รับประทานอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งเน้นอาหารที่มีกากใยสูงและไขมันต่ำ อย่างพวกผัก ผลไม้ ธัญพืช เนื้อปลา ฯลฯ ส่วนการพักผ่อนและออกกำลังกาย เพียงแค่ปฏิบัติให้พอดีและเหมาะสมต่อร่างกายแต่ละคนก็เพียงพอแล้ว ที่สำคัญคือควรตรวจสุขภาพทุกปี จะช่วยป้องกันความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง สำหรับการตรวจเฉพาะทางนั้นในผู้ที่มีความเสี่ยงของการเกิดโรคอาจตรวจคราบไขมันที่คอด้วยวิธีอัลตราซาวนด์ ซึ่งถ้าพบว่าคราบไขมันสะสมเยอะ โอกาสเสี่ยงที่จะเป็นเส้นเลือดในสมองตีบก็มีมาก

ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องจำไว้ให้ดีว่า หากมีอาการแขนขาอ่อนแรง มุมปากตก ลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด ต้องรีบไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด เพราะชีวิตของคุณขึ้นอยู่กับระยะเวลาเหล่านั้น ยิ่งได้รับการรักษาเร็วก็จะยิ่งมีโอกาสหายเป็นปกติ ลดความเสี่ยงในการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต และการเสียชีวิตได้มากขึ้นด้วย

ภาพ freepik.com

6 อาหารบำรุงสมองขั้นเทพของทุกเพศและวัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/636960

วันที่ 01 พ.ย. 2563 เวลา 08:25 น.6 อาหารบำรุงสมองขั้นเทพของทุกเพศและวัยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมองเป็นประจำช่วยเสริมสร้างการทำงานของเซลล์สมอง ส่งผลให้ความจำและระบบความคิดทำงานได้ดีขึ้น ทั้งยังชะลอการเสื่อมของสมองไม่ให้เกิดเร็วกว่าเวลาที่ควรจะเป็น

อาหารมีส่วนสำคัญในการพัฒนาการทำงานของสมองของคนทุกช่วงวัย อาหารบำรุงสมองที่หลายคนรู้จัก อย่างปลาทะเล ผักใบเขียว หรือซุปไก่สกัด ล้วนมีสารอาหารที่จำเป็นต่อสมอง ซึ่งอาจช่วยให้สมองทำงานได้ดีขึ้น ดังนั้น การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมองเป็นประจำก็อาจช่วยเสริมสร้างการทำงานของเซลล์สมอง ส่งผลให้ความจำและระบบความคิดทำงานได้ดีขึ้น ทั้งยังชะลอการเสื่อมของสมองไม่ให้เกิดเร็วกว่าเวลาที่ควรจะเป็น 

สมองและร่างกายที่ขาดสารอาหาร อย่างวิตามิน แร่ธาตุ หรือกรดไขมันดี อาจส่งผลให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับความคิด ความจำ อารมณ์ รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงของโรคทางด้านสมองและภาวะผิดปกติทางอารมณ์ ดังนั้น การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมองเพิ่มในแต่ละมื้ออาหารก็อาจช่วยชะลอการเสื่อมของสมองลง ซึ่งส่งผลดีต่อการเรียน การทำงาน และการใช้ชีวิตในระยะยาว 

6 อาหารบำรุงสมองที่ควรกิน

การได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมองเป็นประจำอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของสมอง ซึ่งหากเป็นอาหารที่หารับประทานได้ง่ายและสะดวกก็ยิ่งช่วยให้สมองได้รับสารอาหารต่อเนื่องขึ้น โดยในบทความนี้ได้รวบรวมสุดยอดอาหารบำรุงสมอง 6 ชนิด มาให้ได้ศึกษาและเลือกรับประทานกัน

ปลาทะเล

ปลาทะเลนั้นประกอบไปด้วยกรดไขมันที่เป็นประโยชน์ อย่างโอเมก้า 3 และดีเอชเอ งานวิจัยหลายงานชี้ว่ากรดไขมันโอเมก้า 3 อาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่มีภาวะเกี่ยวกับสมองทางด้านความจำและระบบความคิดบกพร่องในระดับไม่รุนแรง อีกทั้งงานวิจัยบางงานยังพบว่าโอเมก้า 3 จากปลาทะเลอาจช่วยบรรเทาอาการจากภาวะผิดปกติทางอารมณ์ อย่างโรคเครียด โรคซึมเศร้า และโรคสมาธิสั้นในเด็กด้วย แต่ในขณะเดียวกันงานวิจัยบางชิ้นพบว่า การบริโภคโอเมก้า 3 ในคนทั่วไปที่ไม่มีภาวะผิดปกติและผู้ป่วยอัลไซเมอร์อาจไม่ได้รับประโยชน์ในการบำรุงสมองจากใช้กรดไขมันชนิดนี้ จึงอาจต้องรอผลการศึกษาในด้านนี้เพิ่มเติม

ซุปไก่สกัด

ซุปไก่สกัดเป็นอาหารฟังก์ชันหรืออาหารที่มีสารที่ให้ประโยชน์นอกเหนือจากสารอาหารทั่วไป ซึ่งได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน เพราะเชื่อกันว่ามีสรรพคุณในการบำรุงสมองและร่างกาย โดยกระบวนการสกัดทำให้โปรตีนถูกย่อยเป็นเปปไทด์ที่มีประโยชน์ต่อสมองต่างจากโปรตีนทั่วไป จากการศึกษาพบว่าในซุปไก่สกัดมีกรดอะมิโนและสารไดเปปไทด์ชื่อว่าแอนเซอรีน (Anserine) และคาร์โนซีน (Carnosine) ที่เชื่อว่ามีคุณสมบัติช่วยให้เลือดไปเลี้ยงสมองส่วนหน้าที่เกี่ยวข้องกับระบบความจำ กระบวนการคิด และการตัดสินใจ (Cognitive Function) จึงอาจทำให้สมองส่วนดังกล่าวทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการทำงาน

จากการศึกษาในคนจำนวน 794 คน พบว่า กลุ่มที่ดื่มซุปไก่สกัดทุกวันเป็นเวลา 2 สัปดาห์ มีผลทำงานของสมองในด้านความจำและการรับรู้เข้าใจที่ดีขึ้นกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ดื่ม นอกจากนี้ ซุปไก่สกัดยังอาจช่วยฟื้นฟูความเหนื่อยล้าจากการใช้สมองอย่างหนัก ลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลที่เป็นสาเหตุของความเครียด ช่วยให้สมองปลอดโปร่ง และทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าอีกด้วย ขณะที่งานวิจัยอีกชิ้นที่ทดลองให้คนวัยหนุ่มสาวดื่มซุปไก่สกัดเป็นเวลา 10 วัน ผลพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรู้สึกด้านลบลดลง ทั้งความเครียด ความรู้สึกสับสน และอาการซึมเศร้า อีกทั้งยังไม่พบผลข้างเคียงจากการดื่มในระยะสั้น

จากข้อมูลข้างต้น ซุปไก่สกัดอาจเป็นตัวเลือกในการบำรุงสมอง เพิ่มประสิทธิภาพความจำและการรับรู้เข้าใจ ฟื้นฟูอาการเหนื่อยล้าของสมองในกลุ่มคนที่ไม่มีปัญหาสุขภาพ อย่างไรก็ตาม แม้การศึกษาบางส่วนในระยะสั้นนั้นไม่พบผลข้างเคียง แต่ควรมีการศึกษาถึงสรรพคุณด้านบำรุงสมองของซุปไก่สกัดในระยะยาวเพิ่มเติม เพื่อยืนยันถึงผลลัพธ์และความปลอดภัยที่ชัดเจนขึ้น

ผักใบเขียว

ผักใบเขียวเป็นอาหารบำรุงสมองที่อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระที่จำเป็นต่อร่างกายและสมองหลายชนิด เช่น วิตามินเค โฟเลต ลูทีน และเบต้าแคโรทีน ซึ่งสารอาหารเหล่านี้อาจช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์สมองที่เกิดจากอายุที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น การเพิ่มผักใบเขียว อย่างใบมะรุม กะหล่ำ ปวยเล้ง คะน้า หรือบรอกโคลีในมื้ออาหารเป็นประจำก็อาจช่วยลดความเสี่ยงของความผิดปกติที่เกี่ยวกับสมองลงได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ

ขมิ้น

ขมิ้นเป็นอีกหนึ่งสมุนไพรที่อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในด้านความจำและลดความเสี่ยงของโรคหลาย ๆ โรคที่มีสาเหตุจากสารเคมีในสมองมีการหลั่งที่ผิดปกติ อย่างโรคซึมเศร้าและโรคอัลไซเมอร์ จากการศึกษาพบว่าขมิ้นสามารถเพิ่มระดับของสารบำรุงสมอง (Brain-derived neurotrophic factor) ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างเซลล์สมอง แต่การศึกษานี้อาจยังต้องศึกษาในแง่มุมอื่นหรือเปลี่ยนกลุ่มตัวอย่างเพื่อยืนยันประโยชน์ของอาหารบำรุงสมองชนิดนี้

ดาร์กช็อกโกแลต

ดาร์กช็อกโกแลตเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) โดยฟลาโวนอยด์นั้นจัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่งที่มีงานวิจัยรองรับว่าอาจช่วยลดความผิดปกติของสมองในผู้สูงอายุด้วยการเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังสมอง ซึ่งจะช่วยให้ผู้สูงอายุที่มีปัญหาพูดติด ๆ ขัด ๆ สามารถพูดได้คล่องและต่อเนื่องขึ้น นอกจากนี้ ฟลาโวนอยด์ในดาร์กช็อกโกแลตอาจลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนจากโรคอัลไซเมอร์และโรคพาร์กินสันในผู้สูงอายุได้อีกด้วย

อะโวคาโด

กรดไขมันไม่อิ่มตัว (Monounsaturated fat) ในอะโวคาโดอาจลดความดันโลหิตและกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดภายในร่างกาย โดยอาจลดความเสี่ยงที่ระบบความคิดจะเกิดความผิดปกติที่มีสาเหตุมาจากภาวะความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ อะโวคาโดยังอุดมไปด้วยวิตามินอี ซึ่งอาจลดภาวะเสื่อมของกระบวนการคิดที่มีสาเหตุจากอายุที่เพิ่มขึ้นหรือมีสาเหตุจากการบาดเจ็บในสมอง อย่างไรก็ตาม การศึกษาบางชิ้นยังเป็นเพียงการทดลองในสัตว์จึงควรรอผลการศึกษาอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อยืนยันคุณประโยชน์ของอะโวคาโดในด้านการบำรุงสมอง

อย่างไรก็ตาม ควรเลือกรับประทานอาหารที่หลากหลายเพื่อประโยชน์ต่อร่างกายในทุก ๆ ด้าน เพราะอาหารเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของอาหารบำรุงสมองเท่านั้น สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือปัญหาทางด้านสุขภาพอื่น ๆ ควรขอคำแนะนำจากแพทย์ เพื่อเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมองในระดับที่เหมาะสม 

นอกจากนี้ การพักผ่อนที่เพียงพอ การออกกำลังกายเป็นประจำ การทำกิจกรรมลดความเครียดหรือกิจกรรมบริหารสมอง ก็อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองได้ รวมทั้งลดความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดปกติที่เกี่ยวกับระบบความคิดและความจำด้วย

‘ปอดบวม’ หนึ่งในลิสต์โรคประจำฤดูหนาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/636563

วันที่ 29 ต.ค. 2563 เวลา 06:20 น.‘ปอดบวม’หนึ่งในลิสต์โรคประจำฤดูหนาว“โรคปอดบวม” อาการติดเชื้อในปอดที่อาจเป็นได้ทั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส หรือเชื้อรา โรคยอดฮิตที่มาพร้อมลมหนาว

กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งว่าปีนี้ประเทศไทยฤดูหนาวจะมาไวกว่าปกติ ซึ่งสภาพอากาศที่เย็นลงอาจส่งผลให้เกิดโรคภัยต่างๆ ได้ง่ายโดยเฉพาะโรคสุดฮิตอย่าง “โรคปอดบวม” ที่เกิดจากการติดเชื้อในปอด อาจเป็นได้ทั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส หรือเชื้อรา แม้จะเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายได้เพราะมีวัคซีนป้องกันและยารักษา แต่ก็มีความเสี่ยงในการเสียชีวิตสูงเช่นเดียวกัน ล่าสุด องค์การอนามัยโลกได้เปิดเผยตัวเลขว่ามีเด็กจำนวนกว่า 800,000 คนต่อปีเสียชีวิตด้วยโรคปอดบวม

ข้อมูลโดย รศ.นพ.ธีระศักดิ์ แก้วอมตวงศ์ สาขาวิชาโรคระบบการหายใจและเวชบำบัดวิกฤต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เผยเรื่องราวเกี่ยวกับโรคปอดบวม ดังนี้

อาการและกลุ่มเสี่ยงโรคปอดบวม

โรคปอดบวมสามารถสังเกตได้จากผู้ป่วยจะมีอาการ ไอ เจ็บหน้าอก เหนื่อย หอบ หายใจลำบาก บางคนอาจมีอาการไข้หนาวสั่นร่วมด้วย โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปี ขึ้นไป และเด็กเล็กที่มีอายุน้อยกว่า 5 ขวบถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงที่สำคัญและมีอัตราการเสียชีวิตสูง นอกจากนี้ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ก็จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเช่นกัน

วิธีป้องกันโรคปอดบวม

โรคปอดบวมคือโรคที่เกิดจากการติดเชื้อทางเดินหายใจชนิดหนึ่งเช่นเดียวกับไข้หวัดทั่วไป โดยสามารถติดต่อกันผ่านการไอ จาม น้ำมูกหรือสัมผัสสารคัดหลั่งต่าง ๆ ของผู้ที่ติดเชื้อ ดังนั้นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุดก็คือเริ่มจากตัวผู้ป่วย โดยต้องใส่หน้ากากอนามัยหากต้องไปในที่สาธารณะหรือที่ ๆ ผู้คนแออัด เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ ส่วนคนรอบข้างก็สามารถป้องกันตัวเองได้ด้วยการล้างมือบ่อย ๆ ใส่หน้ากากอนามัยหากต้องอยู่ใกล้กับผู้ป่วย อีกทั้งในปัจจุบันยังมีวัคซีนป้องกันโรคปอดบวมที่สามารถเข้ารับการฉีดได้จากโรงพยาบาลชั้นนำทั่วประเทศ

หากเป็นแล้วเสี่ยงเสียชีวิตหรือไม่

คนที่เสียชีวิตด้วยโรคปอดบวมนั้น สาเหตุส่วนใหญ่มาจากปอดมีการอักเสบรุนแรงและติดเชื้อในกระแสเลือด เนื่องจากได้รับการรักษาช้า รวมถึงยังเป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเบื้อนต้นตามที่กล่าวมา แต่แท้จริงแล้วโรคปอดบวมเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้หากได้รับการรักษาที่ทันท่วงที หากใครที่มีอาการเข้าข่ายแพทย์จะทำการเอกซเรย์ปอดเพื่อหาความผิดปกติ โดยสังเกตได้จากปอดจะมีฝ้าสีขาวอย่างชัดเจน แต่ในผู้ป่วยระยะเบื้องต้นจะมีความยากตรงที่การเอกซเรย์จะยังเห็นฝ้าไม่ชัดมากนัก ดังนั้นจึงต้องใช้วิธีติดตามอาการแล้วมาเอกซเรย์ในครั้งถัดไป

ตาแดง vs เส้นเลือดฝอยในตาแตก แตกต่างกันหรือไม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/636635

วันที่ 28 ต.ค. 2563 เวลา 10:40 น.ตาแดง vs เส้นเลือดฝอยในตาแตก แตกต่างกันหรือไม่“ตาแดง” ไม่ใช่แค่อาการผิดปกติของดวงตาตามฤดูกาลเพียงอย่างเดียว แต่ยังบ่งบอกถึงโรคต่างๆ ได้ด้วย แล้วตาแดงแบบไหนอันตรายมาก-อันตรายน้อย อยากรู้ต้องอ่าน

อาการตาแดง และเส้นเลือดฝอยในตาแตก สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ส่วนใหญ่มักไม่เป็นอันตรายต่อดวงตาหรือกระทบกับการมองเห็น หลายคนจึงอาจไม่ทันสังเกตเลือดบริเวณตาขาวเลยด้วยซ้ำ

ตาแดงอันตรายมาก และตาแดงอันตรายน้อย

ข้อมูลโดย ศ.นพ.พรชัย สิมะโรจน์ ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า อาการตาแดงเป็นการที่เส้นเลือดที่บริเวณเยื่อบุตาขาวเกิดการขยายตัว จึงทำให้เห็นเส้นเลือดได้ชัดเจน สามารถแบ่งตาแดงออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ตาแดงอันตรายมาก และตาแดงอันตรายน้อย

ตัวอย่างโรคที่อยู่ภายใต้อาการตาแดงอันตรายน้อย ได้แก่

  • ตาแดงจากภูมิแพ้ คือจะมีอาการคันตา ตาบวม จะบวมมากบวมน้อยขึ้นอยู่กับอาการของแต่ละคน
  • ตาแดงจากต้อลมและต้อเนื้อ ส่วนมากจะมีอาการระคายเคืองจากการโดนลมโดนแดด ฝุ่น ควัน หยอดตาแก้ระคายเคือง ตามคำแนะนำของแพทย์สม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการเจอลมเจอแดด ฝุ่น ควัน
  • ตาแดงจากเส้นเลือดฝอยแตก บางคนเส้นเลือดฝอยแตกไม่มาก บางคนแตกมาก สังเกตจากความแดงที่เห็นอาจดูน่ากลัว แต่จริงๆ แล้วอาการไม่ได้มีความรุนแรงมาก เพราะไม่สามารถเข้าไปในตาดำได้
  • ตาแดงตามฤดูกาล เช่น โรคตาแดงที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตามฤดูกาล 

ตัวอย่างโรคที่อยู่ภายใต้อาการตาแดงอันตรายมาก ได้แก่

  • ตาแดงจากการติดเชื้อหนองใน ตาแดงประเภทนี้ เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียที่สามารถทะลุเข้าไปในกระจกตาได้ แบคทีเรียชนิดนี้ สามารถทำลายผิวกระจกตาจนเสียหาย รุนแรงถึงขั้นทำให้ตาบอดได้ มีขี้ตาเยอะมาก เช็ดออกไม่กี่นาทีก็ไหลออกมาอีก ตาแดงประเภทนี้ต้องระวังกับเด็กทารกแรกเกิด ซึ่งอาจติดเชื้อขณะคลอด หรือติดจากมารดา ส่วนผู้ใหญ่อาจรับเชื้อจากคู่นอนที่มีเชื้ออยู่แล้ว แต่ปัจจุบันนับว่าพบได้น้อย เนื่องจากเดี๋ยวนี้ทารกมีการฝากครรภ์ที่ดีก่อนคลอด ฉะนั้นผู้ที่เป็นตาแดงจากการติดเชื้อหนองในแล้วยังไม่ได้ไปทำการรักษากับแพทย์ให้รีบมาพบแพทย์โดยด่วน ที่สำคัญคือต้องถามคู่นอนว่าติดเชื้อหนองในหรือไม่ เพราะเชื้อประเภทนี้จะติดอยู่ที่อวัยวะเพศด้วย หากทิ้งไว้นาน เชื้อนี้สามารถกินเนื้อตาดำได้ ซึ่งก็แล้วแต่ความรุนแรงและภูมิต้านทานของแต่ละคนด้วย หากภายใน 24–48 ชั่วโมงไม่ได้รับการรักษาเชื้ออาจทะลุตาดำโดยง่าย
  • ตาแดงจากต้อหินเฉียบพลัน อาการเบื้องต้นจะมีอาการตาแดง รอบ ๆ ตาดำจะแดงระเรื่อตลอดเวลา กระจกตาจากเดิมที่เคยใสจะมัวขุ่น รูม่านตาขยาย มีอาการปวดตา ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย รวมถึงการมองเห็นลดลงหรือแย่ลง ต้อหินเฉียบพลันเกิดจากมีความดันในลูกตาสูงกว่าปกติ จึงทำให้เกิดอาการเหล่านี้ ถ้าทิ้งไว้ไม่รักษาอาจตาบอดได้ เพราะความดันตาสูงกว่าสภาพปกติ 4–5 เท่า การรักษาจึงต้องรีบลดความดันลูกตาลง อาจใช้วิธีการทานยา ฉีดยา ยาหยอด การรักษาโดยเลเซอร์ หรือบางกรณีอาจต้องเจาะตา เพื่อลดความดันลูกตาลง
  • ตาแดงจากงูสวัด ถ้าเป็นบริเวณใบหน้า มักจะคิดว่าไม่เกี่ยวข้องกับลูกตา แต่บางคนมีแผลลามไปถึงบริเวณดั้งจมูก และหนังตาด้านบน ซึ่งอาจลุกลามเข้าตาได้ ในผิวกระจกตาดำจะมีลักษณะเฉพาะ คือ มีรอยแผลถลอก รูปร่างคล้ายกิ่งก้านใบไม้ โดยเชื้อไวรัสตัวนี้จะเป็นเชื้อไวรัสกลุ่มเดียวกับเริม เมื่อตรวจพบให้รีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาภายใน 24 ชั่วโมง ก็จะได้รับยาต้านไวรัสทำให้อาการเจ็บที่ประสาทและบริเวณที่เป็นบรรเทาลงได้

เส้นเลือดฝอยในตาแตก

ด้านข้อมูลโดย อ.พญ.สุธาสินี บุญโสภณ ภาควิชาจักษุวิทยา ระบุว่า เส้นเลือดฝอยในตาแตก คือการที่มีเส้นเลือดฝอยในตาแตก ซึ่งมาจากสาเหตุที่แตกต่างกันไป เช่น เวลาที่เบ่ง ไอ จาม หรือมีความดันในร่างกายที่สูงขึ้นกะทันหัน หรือว่ามีความดันโลหิตสูง มีโรคเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือดที่ผิดปกติ หรือในผู้ป่วยที่รับประทานยาที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด หรือจากอุบัติเหตุต่างๆ การขยี้ตาแรงๆ มีผลทำให้เส้นเลือดฝอยในตาแตกได้

โดยทั่วไป เส้นเลือดฝอยในตาแตกจะไม่มีอาการผิดปกติอะไร ยกเว้นในบางรายจะมีความรู้สึกระคายเคืองตา ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เส้นเลือดฝอยในตาแตก เช่น จากการขยี้ตาหรือมีแผลที่บริเวณเยื่อบุตาร่วมด้วยก็อาจจะทำให้รู้สึกระคายเคืองตา ไม่สบายตาได้ 

สำหรับเส้นเลือดฝอยในตาแตก ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะตกใจ เนื่องจากเวลาส่องกระจกแล้วเห็นว่ามีลักษณะปื้นของเลือดอยู่บริเวณเหนือตาขาว แต่จริงๆ แล้วตัวโรคไม่ได้อันตรายอะไร ซึ่งโดยทั่วไปสามารถหายได้เองภายในเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาหยอดใดๆ ยกเว้นในบางรายที่มีการระคายเคืองตาเล็กน้อย อาจใช้ยาหยอดตาเพื่อบรรเทาการระคายเคือง เช่น น้ำตาเทียมได้ แต่ในรายที่มีอาการระคายเคืองตาค่อนข้างมาก หรือในรายมีอาการเส้นเลือดฝอยในตาแตกซ้ำหลายๆ ครั้ง แนะนำให้มาพบแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุของเส้นเลือดฝอยในตาแตกว่าเกิดจากสาเหตุใด เช่น ความดันโลหิตที่สูงขึ้นผิดปกติ การแข็งตัวของเลือดที่ผิดปกติ 

เคล็ดลับป้องกันเส้นเลือดฝอยในตาแตก

การดูแลดวงตาให้มีสุขภาพดีและปลอดภัยจากบาดเจ็บอยู่เสมอเป็นสิ่งสำคัญที่อาจช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดเส้นเลือดฝอยในตาแตกให้น้อยลงได้ เพียงปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้ 

  • ไม่ขยี้ตา ไอ จาม อาเจียนอย่างรุนแรง หรือยกของหนักเป็นประจำ เพราะอาจส่งผลต่อเส้นเลือดฝอยในดวงตา 
  • ควรล้างทำความสะอาดคอนแทคเลนส์เป็นประจำก่อนและหลังการใช้งาน
  • สวมอุปกรณ์ป้องกันดวงตา เมื่อต้องทำงานที่อาจมีเศษวัตุกระเด็นเข้าตาหรือเล่นกีฬาที่ต้องใช้แรงกระแทก
  • หมั่นพักสายตาบ่อยๆ หากต้องจ้องจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน โดยอาจใช้สูตร 20-20-20 คือการพักสายตา 20 วินาที ทุกๆ 20 นาที โดยมองไกลออกไป 20 ฟุต เพื่อลดอาการอ่อนล้าของดวงตาและกระตุ้นให้กะพริบตาบ่อยขึ้น
  • ออกกำลังอยู่เสมอเพื่อให้ห่างไกลจากปัญหาสุขภาพอย่างโรคเบาหวาน หรือโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดเส้นเลือดฝอยในตาแตก
  • หากต้องอยู่ในสถานที่มีแสงแดดจ้าควรสวมแว่นกันแดดเป็นประจำเพื่อป้องกันอันตรายจากรังสียูวีเอ (UVA) และยูวีบี (UVB) ที่อยู่ในแสงแดด

ปวดหัวเรื้อรัง สัญญาณอันตรายโรคร้ายฝังลึก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/636570

วันที่ 27 ต.ค. 2563 เวลา 15:20 น.ปวดหัวเรื้อรัง สัญญาณอันตรายโรคร้ายฝังลึกอาการปวดหัวเรื้อรัง ภาวะที่สัมพันธ์กับท่าทางการทำงานรวมทั้งความเครียด

โรคปวดศีรษะ เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนและพบมากที่สุด โดยเกิดจากการเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณรอบศีรษะ ตำแหน่งที่ปวดศีรษะที่พบบ่อยคือ ตำแหน่งบริเวณหน้าผากและขมับทั้งสองข้าง บางครั้งร้าวมาที่ด้านหลังของศีรษะและต้นคอ รวมถึงบ่าไหล่ร่วมด้วย อันนี้เป็นภาวะที่สัมพันธ์กับท่าทางการทำงานหรือความเครียดด้วย ข้อมูลโดย พญ.พิมลพรรณ วิเสสสาระกูล แพทย์ชำนาญพิเศษอายุรศาสตร์ เฉพาะทางอายุรแพทย์ประสาทวิทยา โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล ระบุว่า

“ปวดหัวเรื้อรัง” เกิดจากสาเหตุอะไร

การปวดหัวเรื้อรัง คือลักษณะการปวดหัวที่มีอาการต่อเนื่องมากกว่า 15 วันต่อเดือน ติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน ซึ่งอาจเป็นการปวดหัวธรรมดาที่เกิดจากความเครียด ไมเกรน หรือมีความผิดปกติด้านอื่นๆ ในร่างกาย ทำให้มีอาการปวดต่อเนื่องจนกลายเป็นอาการปวดหัวแบบเรื้อรัง แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นอาการปวดหัวที่นำไปสู่โรคร้ายอื่นๆ ได้เช่นกัน  

ไมเกรน จัดเป็นโรคชนิดหนึ่งที่เกิดจากการหดและขยายตัวของเส้นเลือด จะมีอาการปวดบริเวณขมับด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ อาจจะปวดสลับกันได้ ระหว่างข้างซ้ายหรือข้างขวาในแต่ละรอบ และเวลาปวดบางครั้งอาจจะมีปวดร้าวเข้ามาที่กระบอกตาร่วมด้วย คนไข้ก็จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะ และขณะที่มีอาการปวด ถ้าอยู่ในที่แสงสว่างจ้ามากเกินไป เสียงดังหรือว่ากลิ่นฉุนมากเกินไปอาการจะแย่ลง 

“ปวดหัวเรื้อรัง” อันตรายหรือไม่?

อาการปวดหัวที่เกิดจาก การปวดหัวไมเกรน ปวดหัวจากความเครียด การใช้ความคิด เกิดความตึงของกล้ามเนื้อ อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย อาการเหล่านี้เป็นอาการปวดหัวที่ไม่ได้เป็นอันตราย

แต่ถ้ามีอาการปวดหัวแบบรุนแรงมากหรือรุนแรงที่สุดในชีวิตที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยมักมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย เช่น แขนขาอ่อนแรง ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน การได้ยินลดลง หรือชักเกร็ง กระตุก เดินเซ หรือคอแข็ง หรือมีอาการปวดหัวรุนแรงที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน นั่นอาจเป็นอาการของโรคอื่นที่แอบแฝง เช่น เนื้องอกในสมอง มะเร็งสมอง เส้นเลือดสมองโป่งพอง หรือความดันโลหิตสูง เป็นต้น

ปวดหัวแบบไหนควรรีบไปพบแพทย์

ปวดหัวรุนแรงขึ้นแบบทันทีทันใดปวดหัวพร้อมกับมีไข้และคอแข็งร่วมด้วยปวดหัวร่วมกับอาการทางระบบประสาทผิดปกติเช่นแขนขาอ่อนแรงเดินเซปากเบี้ยวเป็นต้นอาการปวดหัวในผู้ป่วยโรคมะเร็งหรือผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIVปวดหัวมากขึ้นเรื่อยๆและไม่ตอบสนองต่อการรักษา 

ทั้งนี้อาการปวดหัวเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ที่สำคัญควรหมั่นดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หากพบความผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรงที่แฝงอยู่ในร่างกายอันตรายถึงชีวิต

ไวรัส RSV คืออะไร ทำไมระบาดในเด็ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/636527

วันที่ 27 ต.ค. 2563 เวลา 08:45 น.ไวรัส RSV คืออะไร ทำไมระบาดในเด็กแพทย์หลายสำนักเตือนโรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัส RSV ระบาดบ่อยช่วงปลายฝนต้นหนาว เผยอาการคล้ายหวัด ยิ่งอายุน้อยยิ่งมีความเสี่ยง พร้อมแนะวิธีการป้องกัน

หลายวันมานี้มีข่าวเด็กๆ ป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลหลายราย ซึ่งสาเหตุมาจากโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ Respiratory Syncytial Virus (RSV) ที่มีเชื้อไวรัสเป็นสาเหตุของการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้ พร้อมหาวิธีป้องกันไปพน้อมๆ กัน 

ข้อมูลโดย อ.พญ.โสภิดา บุญสาธร สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า คนทั่วไปอาจยังไม่คุ้นหูกับคำว่าเชื้อไวรัส RSV เท่าไรนัก คนที่รู้จักไวรัสชนิดนี้ส่วนใหญ่มักจะเป็น คุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ปกครอง นั่นก็เพราะ RSV คือเชื้อไวรัสสุดฮิตที่เกิดขึ้นในหมู่เด็กเล็กเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงปลายฝนต้นหนาวนี้ ผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตอาการของลูกหลานอย่างใกล้ชิด เพราะหากพลาดไปสักนิดอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้

ไวรัส RSV คือเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ชื่อภาษาอังกฤษคือ Respiratory Syncytial Virus เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจได้ทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ทำให้ร่างกายผลิตเสมหะออกมาจำนวนมาก ซึ่งเชื้อไวรัสชนิดนี้มีมานานหลาย 10 ปีแล้ว แต่ปัจจุบันเริ่มมาเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นเนื่องจากเชื้อไวรัสชนิดนี้ มักจะก่อให้เกิดอาการรุนแรงในเด็กเล็ก

สาเหตุและการติดเชื้อไวรัส RSV ทั้งเด็กและผู้ใหญ่สามารถติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้ หากเกิดในผู้ใหญ่หรือเด็กโตที่มีสุขภาพแข็งแรง อาการป่วยจะหายได้เอง แต่ถ้าหากเกิดในเด็กเล็กๆ ที่ภูมิคุ้มกันยังต่ำ อาจทำให้มีอาการรุนแรง โดยเฉพาะเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบ ขณะเดียวกันผู้ใหญ่ที่เป็นโรคปอด โรคหัวใจ ก็เป็นกลุ่มเสี่ยงเช่นเดียวกัน

เชื้อไวรัส RSV เป็นเชื้อไวรัสที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมภายนอกร่างกาย มักติดต่อผ่านทางการ ไอ จาม รวมถึงการสัมผัสโดยตรงจากสารคัดหลั่ง ไม่ว่าจะเป็นน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ปัจจุบันเปอร์เซ็นต์การเสียชีวิตของเด็กที่ติดเชื้อไวรัส RSV โดยตรงนั้นน้อยมาก เพราะไวรัส RSV ไม่ใช่เชื้อโรคที่ร้ายแรง

แต่สาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่มักมาจากการเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กมากๆ หรือเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด เด็กที่คลอดก่อนกำหนด และมีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจจะเกิดภาวะรุนแรงถึงขั้นการหายใจล้มเหลว ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ หรือเสียชีวิตได้

วิธีการป้องกัน ผู้ปกครองสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ในบุตรหลานได้โดยการพยายามให้เด็กๆ ล้างมือให้สะอาด เพื่อป้องกันการติดต่อทางการสัมผัส ใส่หน้ากากอนามัยในที่ที่คนพลุกพล่าน ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นประจำ ให้เด็กดื่มน้ำอย่างเพียงพอเพื่อลดภาวะขาดน้ำและช่วยขับเสมหะออกจากร่างกาย แต่ถ้าหากเป็นเด็กเล็กที่ยังไม่หย่านม ก็สามารถให้เด็กดูดนมได้มากที่สุดตามต้องการ แยกอุปกรณ์และภาชนะต่างๆ ของเด็กแต่ละคน ไม่ควรใช้ร่วมกัน

วิธีสังเกตอาการว่าติดเชื้อไวรัส RSV หรือไม่

เนื่องจากการติดเชื้อไวรัส RSV ระยะเริ่มต้นนั้นใช้เวลาในการฝักตัวประมาณ 3-6 วัน หลังจากได้รับเชื้อ ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายกับไข้หวัดธรรมดา เริ่มจากการมีน้ำมูก จาม ไอ ทำให้ คุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ปกครองรู้ตัวช้า ดังนั้นจึงต้องคอยสังเกตอาการของลูกหลานอย่างใกล้ชิด และต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆ เพิ่มด้วย เช่น อยู่ในช่วงปลายฝนต้นหนาว ไอ จาม มีเสมหะจำนวนมาก หายใจเหนื่อยหอบ หายใจมีเสียงหวีด ซึ่งเป็นลักษณะอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่าหลอดลมตีบ หรือหลอดลมฝอยอักเสบ 

วิธีรักษา เบื้องต้นไวรัส RSV ไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกัน ดังนั้นแพทย์จึงใช้วิธีการรักษาไปตามอาการ รักษาประคับประคอง ไม่ว่าจะเป็นการให้ยาลดไข้ หรือในเด็กบางรายที่มีลักษณะของหลอดลมตีบ ก็อาจจะมีการให้ยาพ่นเพิ่มเพื่อขยายหลอดลม รวมถึงการเคาะปอดและดูดเสมหะ

ข้อมูลโดย นพ.พรเทพ สวนดอก กุมารเวชศาสตร์โรคติดเชื้อ จากศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลกรุงเทพ ระบุว่า ฤดูกาลที่อากาศมีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาว ร่างกายต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และหนึ่งในโรคสำคัญที่มีโอกาสติดเชื้อ ทำให้เกิดอาการป่วยง่าย ๆ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก คือ โรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัส RSV เชื้อนี้มองเผินๆ อาจเหมือนไข้หวัดธรรมดา แต่ก็ไม่ควรประมาท เพราะอันตรายอาจถึงแก่ชีวิตได้

ไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus) เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง สามารถเกิดการติดเชื้อได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่ส่วนมากแล้วมักเกิดในเด็กเล็กๆ ที่อายุต่ำกว่า 3 ปี สำหรับในประเทศไทยอาจพบการระบาดได้บ่อยในช่วงฤดูฝนหรือช่วงปลายฝนต้นหนาว

การติดต่อของ RSV สามารถติดต่อผ่านสารคัดหลั่งต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น น้ำมูก น้ำลาย ละอองจากการไอ จาม โดยเฉพาะการติดต่อจากการสัมผัส ซึ่งหากเด็กได้รับเชื้อ ระยะฟักตัวของโรคจะอยู่ที่ประมาณ 5 วัน โดยในช่วง 2 – 4 วันแรกมักมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา เช่น ไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล เมื่อการดำเนินโรคมีมากขึ้นส่งผลให้ทางเดินหายใจส่วนล่างมีการอักเสบตามมา ทำให้เกิดโรคหลอดลมอักเสบ กล่องเสียงอักเสบ และโรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ ในบางรายเกิดอาการรุนแรง เช่น ไข้สูง ไอแรง หอบเหนื่อย หายใจมีเสียงครืดคราด มีเสมหะในลำคอมากๆ 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการที่ต้องพึงระวัง คือ หากมีอาการไข้สูงมากกว่า 39 องศาเซลเซียส ไอจนอาเจียน หายใจเร็วหอบจนชายโครงหรืออกบุ๋ม หายใจออกลำบากหรือหายใจมีเสียงวี้ด (Wheezing) รับประทานอาหารหรือนมได้น้อย ซึมลง ปากซีดเขียว เพราะผู้ป่วยที่มีอาการหนัก มีโอกาสเสียชีวิตเนื่องจากระบบทางเดินหายใจล้มเหลวได้สูง

ทั้งนี้ จากข่าวที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ แชร์ประสบการณ์เรื่องราวของผู้ปกครองรายหนึ่งที่มีลูกยังเล็กอายุเพียง 5 เดือน แต่ติดเชื้อไวรัส RSV ทำให้เกิดปอดอักเสบ โดยคาดว่าติดเชื้อจากการสัมผัสจากผู้อื่นที่มาจับหรือหอมแก้มลูกของตนนั้น การติดเชื้ออาจเกิดจากการสัมผัสจากผู้อื่นที่ป่วยหรือเป็นพาหะได้ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่เอ็นดูเด็กเล็ก อยากเข้าไปสัมผัสจับมือ หอมแก้ม โดยไม่ได้ทำความสะอาดร่างกายหรือล้างมือก่อนสัมผัส เมื่อไปจับต้องโดนตัวเด็ก หรือสัมผัสโดนปากหรือจมูก ก็ทำให้เกิดการติดเชื้อได้เช่นกัน ผู้ใหญ่ควรระมัดระวัง อย่าเผลอแพร่เชื้อให้เด็กเล็กโดยไม่รู้ตัว

การรักษา RSV ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคติดเชื้อไวรัส RSV โดยตรง แต่ใช้วิธีการรักษาตามอาการ เช่น การให้ยาลดไข้ แก้ไอละลายเสมหะ ในเด็กบางรายที่มีเสมหะเหนียวมาก ต้องทำการพ่นยาขยายหลอดลมผ่านทางออกซิเจนละอองฝอย เคาะปอด และดูดเสมหะออก จะช่วยลดความรุนแรงของอาการไอและอาการหายใจหอบเหนื่อยได้

โรคติดเชื้อไวรัส RSV ใช้เวลาในการฟื้นไข้ประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ ไวรัสชนิดนี้ทำให้เกิดอาการได้ตั้งแต่ไข้หวัดธรรมดา รวมถึงอาการรุนแรงเป็นปอดบวมซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตลูกน้อยได้ เชื้อไวรัสนี้มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีกหากร่างกายอ่อนแอ

การป้องกัน RSV ทำได้โดยการรักษาความสะอาด ผู้ปกครองควรดูแลความสะอาดให้ดี หมั่นล้างมือตัวเองและลูกน้อยบ่อย ๆ เพราะการล้างมือสามารถลดเชื้อที่ติดมากับมือทุกชนิดได้ถึงร้อยละ 70 ควรรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะครบ 5 หมู่ และให้เด็กพักผ่อนให้เพียงพอ การออกกำลังกายในอากาศที่ถ่ายเท ไม่อยู่ในห้องแอร์ตลอดเวลา เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง ปกติแล้วในผู้ใหญ่มักไม่ติดเชื้อโรคนี้ เพราะมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงพอ แต่ผู้ใหญ่มีโอกาสสัมผัสเชื้อนี้ได้ และหากไม่ล้างมือให้สะอาดก็อาจทำให้เด็กเล็กติดเชื้อจากผู้ใหญ่ได้

สำหรับคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองที่ลูกมีอาการป่วย ควรแยกเด็กออกจากเด็กปกติ ไม่ไปอยู่ในสถานที่แออัด ควรดูแลทำความสะอาดของใช้ส่วนตัวและแยกไว้ต่างหากเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเข้าเรียนในเนิร์สเซอร์รีหรือโรงเรียนอนุบาลแล้ว หากมีอาการป่วยควรให้หยุดเรียนจนกว่าอาการจะหายเป็นปกติ เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่เชื้อได้อีกทางหนึ่ง

ส่วนทางด้าน นางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ในช่วงปลายฤดูฝนเข้าสู่ต้นฤดูหนาวเป็นช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงและอาจส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนได้ โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ซึ่งโรค Respiratory Syncytial Virus (RSV) ก็เป็นอีกโรคหนึ่งที่มีเชื้อไวรัสเป็นสาเหตุของการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี อาการของโรค คือ มีไข้สูง ไอมากและมีเสมหะมาก ซึมลง หายใจลำบาก หอบเหนื่อย ตัวเขียว จากการขาดออกซิเจน สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งต่างๆ เช่น น้ำมูก น้ำลาย ที่ปนปื้อนในสิ่งแวดล้อม เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ลูกบิดประตู ของล่น ฯลฯ และผ่านการหายใจเอาละอองจากการไอ จาม ของผู้ป่วยเข้าไปในร่างกาย โดยเชื้อไวรัส RSV สามารถมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานหลายชั่วโมง และสามารถอยู่ที่มือของเราได้นานประมาณ 30 นาที

ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคโดยตรง แต่ใช้วิธีรักษาตามอาการ เช่น การให้ยาลดไข้ ยาแก้ไอละลายเสมหะ ในเด็กบางรายที่มีเสมหะมาก ต้องเคาะปอดและดูดเสมหะออกเพื่อลดความรุนแรงของอาการไอและหายใจหอบเหนื่อยได้ ยาปฏิชีวนะไม่มีประโยชน์หากไม่มีเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

การป้องกันโรคทำได้ ดังนี้

  1. หมั่นล้างมือบ่อยๆ ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่
  2. หลีกเลี่ยงการคลุกคลีหรือสัมผัสผู้ป่วย
  3. ทำความสะอาดของเล่นเด็กเป็นประจำ
  4. หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ทารกที่ได้รับควันบุหรี่จะมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อไวรัส RSV
  5. รับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ดื่มน้ำมากๆ และให้เด็กพักผ่อนให้เพียงพอ 

.ที่มา โรงพยาบาลรามาฯ , โรงพยาบาลกรุงเทพ , สำนักอนามัย

โรคลมพิษ…หนึ่งในโรคยอดฮิตที่กวนใจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/636473

วันที่ 26 ต.ค. 2563 เวลา 11:05 น.โรคลมพิษ…หนึ่งในโรคยอดฮิตที่กวนใจศ.พญ.กนกวลัย กุลทนันทน์ เจาะลึกเรื่องโรคลมพิษ…หนึ่งในโรคยอดฮิตที่กวนใจ

เนื่องในวันที่ 1 ตุลาคมของทุกปีเป็นวันโรคลมพิษโลก ในปีนี้ศูนย์โรคลมพิษและแองจิโออีดีมา ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้จัดกิจกรรม “ศิริราชห่วงใย ชวนใส่ใจ โรคลมพิษ” ครั้งที่ 5 เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคลมพิษ เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ปีนี้จึงจัดกิจกรรมในรูปแบบการประชุมออนไลน์เพื่อประชาชน (virtual meeting) ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับความรู้เกี่ยวกับโรคลมพิษ ร่วมแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับโรคลมพิษ และมีโอกาสสอบถามในประเด็นที่สนใจเกี่ยวกับโรคลมพิษ โดยในงานประชุมครั้งนี้มีกลุ่มผู้ป่วยและบุคคลทั่วไปเข้าร่วมงานจำนวนกว่า 60 คน

ศ.พญ.กนกวลัย กุลทนันทน์ หัวหน้าศูนย์โรคลมพิษและแองจิโออีดีมา ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า “โรคลมพิษเป็นโรคหนึ่งที่คนในสังคมรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าโรคลมพิษสามารถแบ่งออกได้หลายประเภทและมีความรุนแรงของอาการที่แตกต่างกัน ดังนั้น การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโรคลมพิษอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งที่คนไทยไม่ควรละเลยเป็นอย่างยิ่ง เพราะโรคดังกล่าวอาจเกิดขึ้นกับคุณหรือคนใกล้ชิดก็เป็นได้”

โรคลมพิษ เป็นโรคผิวหนังที่มีลักษณะเป็นผื่นหรือปื้นนูนแดง ไม่มีขุย ขนาดของผื่นเกิดได้ตั้งแต่ 0.5 เซนติเมตรหรืออาจจะมีขนาดใหญ่ถึง 10 เซนติเมตรก็ได้ อาการมักเกิดขึ้นเร็วและกระจายตามตัว แขน และขา ร่วมกับมีอาการคัน แต่ผื่นลมพิษมักจะคงอยู่ไม่นาน ส่วนใหญ่ผื่นจะราบหายไปภายใน 24 ชั่วโมงโดยไม่ทิ้งร่องรอย แต่ก็อาจจะมีผื่นขึ้นใหม่ที่บริเวณอื่น ในผู้ป่วยบางรายอาจมีริมฝีปากบวมหรือตาบวม (angioedema) ร่วมด้วย ในบางรายอาจมีอาการปวดท้อง แน่นจมูก คอ หายใจไม่สะดวก รายที่เป็นรุนแรงอาจมีอาการหอบหืด เป็นลมจากความดันโลหิตต่ำได้ แต่ผู้ป่วยกลุ่มที่เป็นรุนแรงนี้ มีเพียงจำนวนน้อย

โรคลมพิษแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่

1) โรคลมพิษชนิดเฉียบพลัน คือ อาการผื่นลมพิษที่เป็นมาไม่เกิน 6 สัปดาห์

2) โรคลมพิษชนิดเรื้อรัง คือ อาการผื่นลมพิษเป็นๆ หายๆ อย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ เกิดต่อเนื่องกันนานเกิน 6 สัปดาห์ขึ้นไป

ในต่างประเทศมีรายงานอุบัติการณ์ของโรคลมพิษเรื้อรังประมาณร้อยละ 0.5-1 ของประชากร ส่วนข้อมูลในประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน สาเหตุของโรคลมพิษเรื้อรังเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ยา การติดเชื้อ โรคระบบต่อมไร้ท่อ หรือปฏิกิริยาของผิวหนังที่ตอบสนองผิดปกติต่ออิทธิพลทางกายภาพ แต่ปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่เกิดจากความแปรปรวนของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเอง โดยทั่วไปโรคลมพิษเรื้อรังสามารถพบได้ในทุกกลุ่มอายุ แต่อุบัติการณ์สูงสุดในกลุ่มประชากรวัยทำงานอายุระหว่าง 20-40 ปี อาจเป็นได้ว่ากลุ่มวัยทำงานมักมีอาการเครียดสะสมและอาจจะละเลยต่อการดูแลสุขภาพอนามัยของตนเอง จึงทำให้เกิดโรคดังกล่าวได้มากขึ้น โรคลมพิษส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยค่อนข้างมาก ทำให้ผู้ป่วยมีความกังวลในการดำเนินชีวิต ดังนั้นการหมั่นสังเกตตนเองและคนใกล้ชิดที่อาจอยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็นับเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม และเนื่องจากผู้ป่วยโรคลมพิษจำนวนมากอาจจะไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน ดังนั้นการมีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสาเหตุของโรคลมพิษจึงนับเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ในการสังเกตตนเองและหลีกเลี่ยงภาวะที่อาจกระตุ้นให้ผื่นลมพิษแย่ลง หรือช่วยให้การวินิจฉัยของแพทย์สามารถทำได้ง่ายขึ้น

สำหรับผู้ป่วยโรคลมพิษที่มีอาการรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยโรคลมพิษเฉียบพลันที่มีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก หรือมีภาวะความดันโลหิตต่ำ ควรรีบพบแพทย์โดยเร็วเนื่องจากอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ ส่วนผู้ป่วยโรคลมพิษเรื้อรังที่มีอาการเป็น ๆ หาย ๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อดูแลรักษาอาการต่อเนื่องตามแนวทางการรักษามาตรฐาน แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการมากและไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาต้านฮีสตามีน อาจมีความจำเป็นต้องให้ยาตั้งแต่ 1 ชนิดขึ้นไปหรือยาฉีดชนิดอื่น ๆ เพื่อควบคุมอาการผื่นลมพิษ เมื่อควบคุมอาการได้แล้วจึงค่อย ๆ ปรับลดยาลง จนถึงพยายามหยุดยาเพื่อควบคุมโรคในระยะยาว แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการเรื้อรังต่อเนื่องหลายปี ดังนั้น การรักษาภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อปรับยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายก็จะช่วยให้ควบคุมอาการของโรคได้ดีขึ้น ซึ่งย่อมทำให้คุณภาพชีวิตโดยรวมของผู้ป่วยดีขึ้นด้วย 

“แต่อย่างไรก็ตาม ผื่นลมพิษเรื้อรังส่วนใหญ่มักจะไม่รุนแรง ผู้ป่วยและญาติจึงไม่ควรวิตกกังวลมากเกินไป” ศ.พญ.กนกวลัย กุลทนันทน์ กล่าวเพิ่มเติม