ศาลฎีกาสั่งถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี เอกราช ช่างเหลา ยักยอกเงินสหกรณ์ครูขอนแก่น

ศาลฎีกาสั่งถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี เอกราช ช่างเหลา ยักยอกเงินสหกรณ์ครูขอนแก่น

ศาลฎีกาสั่งถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี เอกราช ช่างเหลา ยักยอกเงินสหกรณ์ครูขอนแก่น

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.41 น.

27 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (26 พ.ค.) ศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ คมจ ๑/๒๕๖๘ หมายเลขแดงที่ ๒/๒๕๖๙ ระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ร้อง กับนายเอกราช ช่างเหลา ผู้คัดค้าน

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยผู้คัดค้านกับพวกอาศัยโอกาสที่ตนดำรงตำแหน่งผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จำกัด ร่วมกันยักยอกเงินของสหกรณ์ และปกปิดอำพรางการกระทำของตนโดยร่วมกันปลอมสมุดบัญชี เงินฝากประจำของสหกรณ์ เพื่อเสนอต่อที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี เพื่อให้หลงเชื่อว่าสหกรณ์มียอดเงินคงเหลือ ตามที่ระบุในสมุดบัญชีเงินฝากดังกล่าวถือได้ว่า เป็นความผิดทั้งทางอาญาและจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ศาลฎีกาไต่สวนพยานหลักฐานแล้วมีคำวินิจฉัยโดยสรุปว่า ผู้คัดค้านซึ่งดำรงตำแหน่งและเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพลังประชารัฐจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒ ซึ่งต่อมาได้ย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรม และได้ดำรงตำแหน่งมาจนถึงวันยื่นคำร้อง เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๔ ถึงปี ๒๕๖๒ ผู้คัดค้านกับพวกอาศัยโอกาสที่ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จำกัด เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๔ ได้ถอนเงินของสหกรณ์ ๓๙๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท แล้วโอนเงินเข้าบัญชีผู้คัดค้าน จากนั้นเมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๔ ผู้คัดค้านกับพวกนำเงินของสหกรณ์ไปซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๘๐๐, ๑๘๐๑, ๘๐๑๐, ๘๘๓๓ และ ๑๐๖๓๐ รวมเนื้อที่ ๖ ไร่ ๒ งาน ๓๔.๙ ตารางวา ในราคา ๑๐๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท จากบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ผู้คัดค้านใช้ชื่อตนเองเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้ง ๕ แปลงดังกล่าว แล้วนำที่ดิน ๓ แปลง มาจดทะเบียนจำนองกับสหกรณ์ เพื่อประกันหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดขวัญฤดีซึ่งเป็นลูกหนี้ของสหกรณ์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและโดยทุจริต ทั้งยังปรากฏว่ายังคงมีเงินที่เป็นส่วนต่างของการซื้อที่ดินอีกเป็นเงิน ๒๙๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท การกระทำของผู้คัดค้านกับพวกในส่วนนี้จึงเป็นการยักยอกทรัพย์สินของสหกรณ์ ทำให้สหกรณ์และสมาชิกสหกรณ์ได้รับความเสียหายและเชื่อได้ว่าผู้คัดค้านกับพวกได้รับประโยชน์ในทางทรัพย์สินโดยตรง จากนั้นตั้งแต่วันที่ พ.ศ. ๒๕๕๔ จนถึงปี ๒๕๖๒ ผู้คัดค้านกับพวกแก้ไขสมุดบัญชีเงินฝากของสหกรณ์ เพื่อแสดงต่อสมาชิกในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสหกรณ์โดยตั้งแต่วันที่ พ.ศ. ๒๕๕๗ ถึงปี ๒๕๖๒ ให้สมาชิกสหกรณ์เข้าใจว่ามีเงินคงเหลือประมาณ ๔๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ทั้งที่ความจริงมีเงินคงเหลือประมาณ ๗๐,๐๐บาท จึงเป็นการปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมหลายครั้ง โดยมีการกระทำครั้งสุดท้ายด้วยการแก้ไขให้ปรากฏว่ามีเงินในบัญชีคงเหลือ ณ วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๒ จำนวน ๔๓๑,๙๔๑,๙๘๔.๕๙ บาท ทั้งที่ความจริงมีเงินคงเหลือ ๗๙,๗๑๔.๑๖ บาท ต่อมาผู้คัดค้านจึงส่งมอบสมุดบัญชีเงินฝากคืนให้สหกรณ์ในเดือนตุลาคม ๒๕๖๒ ภายหลังที่มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. ๒๕๖๑ ใช้บังคับแล้ว ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนจึงฟังได้แล้วว่า ผู้คัดค้านร่วมกับพวกกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาในข้อหายักยอก ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงถือว่าผู้คัดค้านไม่ยึดมั่นหลักนิติธรรม และไม่ประพฤติตนอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีของประชาชน มีการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยมีเจตนาและมีความร้ายแรงของความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา จึงเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๓ ข้อ ๑๒ ข้อ ๑๗ ข้อ ๑๙ ข้อ ๒๗ วรรคสอง แห่งมาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าว

พิพากษาว่า ผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๓๕ วรรคหนึ่ง (๑) วรรคสามและวรรคสี่ ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๘๑ และมาตรา ๘๗ และมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. ๒๕๖๑ ข้อ ๓ ข้อ ๑๒ ข้อ ๑๗ ข้อ ๑๙ ข้อ ๒๗ วรรคสอง ให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น นับแต่วันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๘ อันเป็นวันที่ศาลฎีกามีคำสั่งให้ผู้คัดค้านหยุดปฏิบัติหน้าที่ ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านตลอดไป รวมถึงผู้คัดค้านไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๓๕ วรรคสี่ และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านมีกำหนดเวลา ๑๐ ปี นับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา

– 006

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ลุยตั้งศูนย์เฝ้าระวังฯ ชูแอป ‘Smart Member’ ติดอาวุธสมาชิก นำ AI ตรวจสอบบัญชีในปี 69

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ลุยตั้งศูนย์เฝ้าระวังฯ ชูแอป 'Smart Member' ติดอาวุธสมาชิก นำ AI ตรวจสอบบัญชีในปี 69

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ลุยตั้งศูนย์เฝ้าระวังฯ ชูแอป ‘Smart Member’ ติดอาวุธสมาชิก นำ AI ตรวจสอบบัญชีในปี 69

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.19 น.

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เผยรายละเอียดกรณีตรวจพบการทุจริตในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนหาดใหญ่   แฉพฤติการณ์คนในเจาะฐานข้อมูลแก้ตัวเลขบัญชี สั่งฟันวินัย-อาญา-ปปง. เด็ดขาด พร้อมเดินหน้ามาตรการเชิงรุก เร่งตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาทุจริตในสหกรณ์” เพื่อเฝ้าระวัง ล่าสุดพบข้อสังเกตความผิดปกติในสหกรณ์กว่า 500 แห่ง ยืนยันการทุจริตกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ จี้สมาชิกสหกรณ์รักษาสิทธิ์ตนเองผ่านแอป Smart Member พร้อมเตรียมยกระดับมาตรฐานโปรแกรมบัญชีสหกรณ์ด้วยระบบ AI ในปี 2569

นายวุฒิพงศ์ เนียมหอม อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีการตรวจพบการทุจริตในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม 2568 ว่า ขณะนี้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าวอย่างสูงสุด โดยจากการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าสหกรณ์ดังกล่าวซึ่งเป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่ ได้เลือกใช้โปรแกรมบัญชีของเอกชน (ซึ่งสหกรณ์สามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมของธุรกิจ) แต่ขาดการควบคุมภายในที่รัดกุม

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้ทำการดึงข้อมูลจากโปรแกรมบัญชีของเอกชนดังกล่าว นำมาประมวลผลสอบทานผ่านระบบตรวจสอบของกรมฯ จนตรวจพบความผิดปกติทางบัญชีเกือบ 100 บัญชี ที่มีเส้นทางการเงินเข้า-ออกที่น่าสงสัย เมื่อขยายผลตรวจสอบเชิงลึกร่วมกับผู้สอบบัญชีภาคเอกชน พบพฤติการณ์ทุจริตว่า มีการลักลอบแก้ไขข้อมูลในระดับฐานข้อมูล (Database) เพื่อปรับแต่งตัวเลขธุรกรรมของสมาชิก โดยมีผู้กระทำความผิดร่วมกันหลายราย ซึ่งรวมถึงโปรแกรมเมอร์และผู้ดูแลระบบคอมพิวเตอร์ของสหกรณ์เอง เบื้องต้นประเมินความเสียหายจากการตรวจพบครั้งแรกอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านบาท

จากเหตุการณ์ดังกล่าว สหกรณ์ได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และมีคำสั่ง ไล่ออกผู้ร่วมกระทำความผิดรวม 8 ราย เพื่อตัดสิทธิ์การเข้าถึงระบบทันที พร้อมกันนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้ให้คำแนะนำในการยกระดับการควบคุมภายในอย่างเร่งด่วน โดยให้ระงับการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Wi-Fi) เดิม และเปลี่ยนระบบรหัสผ่าน (Password) ใหม่ทั้งหมด เพื่อป้องกันการลักลอบเจาะระบบจากภายนอก รวมทั้งได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีทั้งทางอาญา ทางแพ่ง และประสานไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ในชั้นการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อเป็นการแก้ปัญหาในภาพรวม กรมฯ ได้จัดตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาทุจริตในสหกรณ์” ขึ้น เพื่อทำหน้าที่เฝ้าระวัง ป้องกัน และแก้ไขปัญหาการทุจริตในระบบสหกรณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งเดินหน้าสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับสมาชิก ซึ่งจากข้อมูลการตรวจสอบสหกรณ์ทั้งหมดกว่า 6,000 แห่งทั่วประเทศในขณะนี้ กรมฯ พบข้อสังเกตที่มีความเสี่ยงในสหกรณ์กว่า 500 แห่ง และมีข้อมูลยืนยันการพบ  การทุจริตแล้วในสหกรณ์กว่า 300 แห่ง ซึ่งทางกรมฯ จะเร่งดำเนินการตรวจสอบและจัดการตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด

อย่างไรก็ตาม กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ขอเน้นย้ำและสนับสนุนให้สมาชิกสหกรณ์ทุกคนในฐานะ “เจ้าของสหกรณ์”      มีส่วนร่วมในการปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง โดยควรติดตามการดำเนินงานของสหกรณ์อย่างใกล้ชิด และที่สำคัญคือ เมื่อผู้สอบบัญชีมีการจัดส่งเอกสารไปยังสมาชิกเพื่อขอให้ยืนยันยอด ขอความร่วมมือให้สมาชิกตอบกลับเอกสารดังกล่าว เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบบัญชีให้มีความถูกต้องแม่นยำ พร้อมกันนี้ กรมฯ ขอเชิญชวนให้สมาชิกใช้งานแอปพลิเคชัน “Smart Member” ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่กรมฯ พัฒนาขึ้นเพื่อให้สมาชิกสามารถเข้าถึงข้อมูล ตรวจสอบสถานะ และรับทราบความเคลื่อนไหวทางบัญชีของตนเองได้ตลอดเวลาและยังสามารถสอบถามข้อสงสัยได้ที่ Call Center 02 016 8888 หรือ Facebook กรมตรวจบัญชีสหกรณ์

สำหรับก้าวต่อไปในการยกระดับมาตรฐานระบบสหกรณ์ไทย ในปี 2569 กรมฯ กำลังวางมาตรฐานโปรแกรมบัญชีสหกรณ์ใหม่ โดยจะครอบคลุมทั้ง “มาตรฐานระบบโปรแกรม” และ “มาตรฐานผู้ใช้โปรแกรม” ซึ่งต่อจากนี้โปรแกรมบัญชีที่สหกรณ์ใช้งานจะต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานดังกล่าวทั้งหมด นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้กำหนดให้การส่งข้อมูลบัญชีต่างๆ ต้องเชื่อมโยงผ่านทางศูนย์ของกรมฯ ซึ่งจะมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาเป็นกลไกสำคัญในการคอยตรวจสอบความถูกต้อง วิเคราะห์ความเสี่ยง และแจ้งเตือนความผิดปกติได้อย่างทันท่วงที เพื่อสร้างความโปร่งใสและเรียกความเชื่อมั่นให้กับระบบสหกรณ์ไทยอย่างยั่งยืน

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ต้อนรับคณะผู้แทน กมธ.ยุโรป ร่วมหารือความร่วมมือด้านสุขอนามัยสัตว์ในสินค้าปศุสัตว์

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ต้อนรับคณะผู้แทน กมธ.ยุโรป ร่วมหารือความร่วมมือด้านสุขอนามัยสัตว์ในสินค้าปศุสัตว์

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ต้อนรับคณะผู้แทน กมธ.ยุโรป ร่วมหารือความร่วมมือด้านสุขอนามัยสัตว์ในสินค้าปศุสัตว์

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.14 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ต้อนรับคณะผู้แทนจากกรรมาธิการยุโรปด้านเกษตรและพัฒนาชนบท ร่วมหารือความร่วมมือด้านสุขอนามัยสัตว์ในสินค้าปศุสัตว์ระหว่างไทยและประเทศในอียู

วันพุธที่ 27 พฤษภาคม 2569 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ Ms. Christina Rueda Catry, Head of Uni-AGRI F1 พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากกรรมาธิการยุโรปด้านเกษตรและพัฒนาชนบท (Directorate-General for Agriculture and Rural Development: DG AGRI) ในโอกาสเข้าพบและร่วมหารือเกี่ยวกับความร่วมมือด้านปศุสัตว์ ณ ห้องพุทธอุดมสุข ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์และคณะผู้แทนจากกรรมาธิการยุโรปด้านเกษตรและพัฒนาชนบท (DG AGRI) ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจกฎระเบียบด้านปศุสัตว์ของไทย โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความราบรื่น มีความเข้าใจ อยู่บนพื้นฐานความสัมพันธ์ที่ดีและเกิดผลประโยชน์ร่วมกันทั้งฝ่ายไทยและอียู

– 006

‘มหิดล’ ปั้น ‘Salaya No Nicotine Generation’ สร้างคนรุ่นใหม่ปลอดนิโคติน

'มหิดล' ปั้น 'Salaya No Nicotine Generation' สร้างคนรุ่นใหม่ปลอดนิโคติน

‘มหิดล’ ปั้น ‘Salaya No Nicotine Generation’ สร้างคนรุ่นใหม่ปลอดนิโคติน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.17 น.

‘มหิดล”ขยายมหาวิทยาลัยปลอดบุหรี่สู่ชุมชนศาลายา ปั้น “Salaya No Nicotine Generation” จับมือขุมชนสร้าง Sandboxประกาศสร้าง “คนรุ่นใหม่ปลอดนิโคติน” สกัดบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่ ป.4 ตั้งเป้าเด็กเกิดปี 2560 เป็นต้นไปปลอดนิโคตินตลอดชีวิต

มหาวิทยาลัยมหิดลต่อยอดความสำเร็จจากการพัฒนามหาวิทยาลัยปลอดบุหรี่มาตั้งแต่ปี 2552 สู่การขยายผลออกนอกรั้วมหาวิทยาลัยไปยังชุมชนรอบศาลายา ผ่านแนวคิด “Salaya No Nicotine Generation” หรือการสร้างเยาวชนศาลายารุ่นใหม่ปลอดนิโคติน โดยตั้งเป้าให้เด็กที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นไป เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ไม่เข้าสู่วงจรบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์นิโคตินตลอดชีวิต ผผโดยดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดการขับเคลื่อนดังกล่าวเปิดตัวในงานเสวนา “MU Unmasking the Vape Deception: กระชากหน้ากากกลลวง ปกป้องเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า” เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุมกษาน จาติกวนิช มหาวิทยาลัยมหิดล เนื่องในโอกาสวันงดสูบบุหรี่โลก 31 พฤษภาคม โดยมี รศ.ดร.สิทธิวัฒน์ เลิศศิริ รองอธิการบดี เป็นประธาน พร้อมด้วยคณาจารย์ นักวิชาการ บุคลากรทางการแพทย์ นักศึกษาแพทย์ โรงเรียน ชุมชน องค์กรท้องถิ่น และภาคีในพื้นที่ศาลายาเข้าร่วม

#ไทยลดอัตราการสูบบุหรี่ได้ครึ่งหนึ่ง ช่วงปี 2532–2567 แต่ชะลอลง ปี 2557 เมื่อบุหรี่ไฟฟ้าแพร่ระบาดในกลุ่มวัยรุ่น

ศ.พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ไทยสามารถลดอัตราการสูบบุหรี่ได้ครึ่งหนึ่งจากร้อยละ 32 เหลือ 16.7 ในช่วงปี 2532–2567 แต่อัตราการลดดังกล่าวเริ่มชะลอตัวตั้งแต่ปี 2557 เมื่อบุหรี่ไฟฟ้าลักลอบเข้ามาและแพร่ระบาดในกลุ่มวัยรุ่น โดยเฉพาะวัยรุ่นหญิง ซึ่งอันตรายของนิโคตินในเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่ตรงที่ส่งผลโดยตรงต่อสมองที่กำลังเจริญเติบโต นโยบายป้องกันไม่ให้เยาวชนเข้าถึงผลิตภัณฑ์นิโคตินตั้งแต่ยังไม่สูบจึงเป็นมาตรการที่ได้ผลสูงสุดในการป้องกันนักสูบหน้าใหม่

ศ.พญ.สุวรรณา กล่าวว่า แนวคิดนี้สอด คล้องกับนโยบาย Nicotine-Free Generation ซึ่งมุ่งสร้างสังคมปลอดบุหรี่อย่างค่อยเป็นค่อยไปด้วยการห้ามขายผลิตภัณฑ์ยาสูบและนิโคตินให้แก่ผู้ที่เกิดตั้งแต่วันที่กำหนด เช่น อังกฤษกำหนดวันที่ 1 มกราคม 2552 ทำให้คนรุ่นใหม่ที่เกิดหลังจากนั้นไม่สามารถเข้าถึงบุหรี่ได้ตามกฎหมายตลอดไป แนวทางนี้ยั่งยืนกว่าการกำหนดอายุขั้นต่ำ เพราะระบบเดิมที่ไทยกำหนดไว้ที่ 20 ปี ยังเปิดช่องให้เยาวชนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบได้เมื่อบรรลุนิติภาวะ

“คนที่สูบก็สูบไป แต่เราจะป้องกันคนที่ยังไม่สูบไม่ให้เข้าถึงบุหรี่ได้ตลอดชีวิต” ศ.พญ.สุวรรณา กล่าว

ศ.พญ.สุวรรณา กล่าวว่า ในการขับเคลื่อนดังกล่าว ศจย. สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทำหน้าที่เป็น “สมอง” ด้านองค์ความรู้ วิชาการ และข้อเสนอเชิงนโยบาย ขณะที่โรงเรียน ชุมชน องค์กรท้องถิ่น และคนในพื้นที่ทำหน้าที่เป็น “มือและเท้า” ที่ขับเคลื่อนมาตรการให้เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของเด็กและเยาวชน

ด้าน ผศ.ดร.อิทธิโชติ จักรไพวงศ์ รองอธิการบดีฝ่ายกายภาพและสิ่งแวดล้อม และประธานคณะกรรมการพัฒนามหาวิทยาลัยมหิดลให้เป็นมหาวิทยาลัยปลอดบุหรี่ ระบุว่า มหาวิทยาลัยมหิดลพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยปลอดบุหรี่ตั้งแต่ปี 2552 โดยจัดพื้นที่ปลอดบุหรี่ 100% และจุดสูบบุหรี่ที่กำหนดอย่างเป็นสัดส่วน พร้อมพัฒนามาตรฐานโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ ป้ายแสดงเขตสูบบุหรี่ พื้นที่ระบายอากาศที่เหมาะสม และการจัดพื้นที่ไม่ให้กระทบทางเข้าออกหลักของอาคาร รวมถึงจัดทำ Drop Box สำหรับรวบรวมบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าก่อนส่งต่อเจ้าหน้าที่เพื่อจัดการต่อไป นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังบูรณาการระบบดิจิทัลเพื่อเฝ้าระวังและรายงานผล โดยให้ผู้พบเห็นการสูบบุหรี่สามารถสแกน QR Code หรือแจ้งผ่านเว็บไซต์ nosmoking.mahidol.ac.th ข้อมูลจะถูกส่งเข้าสู่ระบบส่วนกลางและส่งต่อผู้ดูแลพื้นที่เพื่อตรวจสอบภายใน 15 วัน พร้อมทีมที่ปรึกษาตรวจเยี่ยมคณะทั้ง 38 แห่ง ทั้งออนไลน์และลงพื้นที่จริง

ผศ.ดร.อิทธิโชติ กล่าวว่า บุหรี่ไฟฟ้ายังเป็นประเด็นสำคัญในกลุ่มวัยรุ่นและนักศึกษา การสื่อสารจึงต้องใช้ภาษาที่เยาวชนเข้าใจ โดยให้นักศึกษาเป็นส่วนสำคัญในการแปลงข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญสู่ภาษาของคนรุ่นเดียวกัน จุดแข็งของมหาวิทยาลัยมหิดลคือการมีคณะแพทย์ โรงพยาบาล คลินิกช่วยเลิกบุหรี่ และผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก ทำให้การขับเคลื่อนครอบคลุมทั้งการให้ความรู้ การให้คำปรึกษา การช่วยเหลือผู้ต้องการเลิกบุหรี่ และการสื่อสารเชิงนโยบายระดับประเทศได้อย่างครบวงจร พร้อมย้ำว่าความรู้ทางการแพทย์เพียงอย่างเดียวไม่อาจแก้ปัญหาได้ทั้งหมด การทำงานจึงต้องปรับทั้งกติกา พื้นที่ และบรรยากาศทางสังคม โดยใช้แนวทางเชิงบวกมากกว่าการห้ามหรือลงโทษ

เริ่มที่เด็ก ป.4 ก่อนวัยอยากลอง สร้างรุ่นปลอดนิโคตินปี พร้อมระบบช่วยเด็กที่เริ่มสูบแล้ว ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพันธกิจสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า Salaya No Nicotine Generation ต่อยอดจากแนวคิดป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงตั้งแต่วัยเด็ก เนื่องจากพฤติกรรมที่นำไปสู่การตายก่อนวัยอันควร ไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่ การไม่สวมหมวกกันน็อก หรือการบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม มักเริ่มจากการเรียนรู้และจดจำพฤติกรรมของผู้ใหญ่ตั้งแต่วัยเด็ก ดังนั้น

มหิดลจึงเลือกเริ่มที่เด็กอายุประมาณ 9–10 ปี หรือระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงก่อนเข้าสู่วัยรุ่น เพราะเป็นจังหวะที่เด็กเริ่มเรียนรู้อันตรายได้แล้วแต่ความอยากลองยังไม่สูง เป้าหมายคือทำให้เด็กกลุ่มนี้เป็น “ศูนย์” คือไม่เริ่มสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า แล้วติดตามต่อเนื่องปีต่อปี เพื่อให้เมื่อเด็กกลุ่มนี้เติบโตถึงอายุ 20 ปี ยังไม่เข้าสู่วงจรนิโคติน โดยเป้าหมายของ Sandbox คือทำให้พื้นที่ศาลายารอบตัวเยาวชนปลอดภัยในทุกมิติ ทั้งโรงเรียน มหาวิทยาลัย ชุมชน ร้านค้า หอพัก และพื้นที่สาธารณะ โดยใช้แนวคิดเปลี่ยนจาก “กฎหมายสู่วัฒนธรรม” ไม่ใช่เพียงออกกฎห้ามสูบ แต่สร้างวัฒนธรรมชุมชนร่วมกันผ่านนโยบายที่ชัดเจน การบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ และการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยการป้องกันยังต้องออกแบบให้เด็กมีส่วนร่วมซ้ำๆ ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การทำสัญญากับพ่อแม่ การเรียนรู้จากบทเรียนและกิจกรรมในโรงเรียน รวมถึงการเปลี่ยนบทบาทเด็กจาก “ผู้ถูกห้าม” เป็น “ผู้รู้เท่าทัน” ที่สามารถดูแลเพื่อน ครอบครัว และชุมชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของผลิต ภัณฑ์ที่ออกแบบมายั่วเยาวชน แนวทางดังกล่าวยังรองรับด้วยเครื่องมือการเรียนรู้ เช่น บทเรียนสำหรับครู กิจกรรมในโรงเรียน และแอปพลิเคชัน “ภารกิจชีวิตยืนยาว” ที่ช่วยสะสมความรู้และติดตามพฤติกรรมของเด็ก ครอบครัว และชุมชน

“นอกเหนือจากการป้องกัน มหาวิทยาลัยมหิดลยังพัฒนาระบบช่วยเหลือเยาวชนที่เข้าสู่วงจรนิโคตินแล้ว ผ่าน Ex(it) Program โดย รศ.ดร.ผ่องศรี ศรีมรกต ที่ปรึกษาคณะดำเนินการ และคุณจันทร์เพ็ญ ลาพระอินทร์ คลินิกฟ้าใส ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ระบุว่า ระบบดังกล่าวมุ่งดูแลเยาวชนอายุ 10–18 ปีที่เสพติดนิโคติน ให้เข้าสู่กระบวนการคัดกรอง ให้คำปรึกษา และบำบัดอย่างเหมาะสม ผ่านเครือข่ายคลินิกช่วยเลิกบุหรี่ของมหาวิทยาลัยมหิดล ได้แก่ คลินิกเลิกบุหรี่ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี พญาไท คลินิกฟ้าใส คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล บางกอกน้อย และคลินิกฟ้าใส ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก” รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าว

นักศึกษาแพทย์ชูพลังคนรุ่นใหม่ ป้องกันคนที่ยังไม่สูบ

ทางด้าน น.ส.วิชาดา นรสิงห์ นักศึกษาแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยา ลัยมหิดล กล่าวว่า การขับเคลื่อนของนักศึกษาแพทย์ไม่ควรเป็นเพียงกิจกรรมรณรงค์ครั้งคราว แต่ต้องวางโครงสร้างระยะยาว ตั้งแต่การรวมทีม สร้างคอมมูนิตี้นักศึกษาแพทย์จากหลายสถาบัน ไปจนถึงการทำงานเชิงนโยบายและงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง โดยเป้าหมายหลักควรมุ่งไปที่ “คนที่ยังไม่สูบ” เพื่อป้องกันไม่ให้เข้าสู่วงจรนิโคตินตั้งแต่ต้น ขณะที่คนซึ่งสูบอยู่แล้วควรถูกมองในฐานะผู้ที่ต้องได้รับความช่วยเหลือ ไม่ใช่คนร้าย

“เราให้ความเคารพคนที่สูบอยู่ เพราะเขาเองก็ตกเป็นเหยื่อ ไม่ใช่คนร้าย แต่อยากโฟกัสคนที่ยังไม่สูบ ทำอย่างไรให้อีกกี่ปี เขาก็จะไม่ยุ่งกับบุหรี่” วิชาดา กล่าว พร้อมเสริมว่า “ในฐานะเยาวชน รู้สึกซาบซึ้งในความปรารถนาดีของสังคม และในฐานะสมาชิกของมหิดล พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมขับเคลื่อนสังคมศาลายาปลอดนิโคตินอย่างเต็มกำลัง ภูมิใจเริ่มที่รุ่นเรา

การขับเคลื่อน Salaya No Nicotine Generation จึงเป็นมากกว่าการรณรงค์ลดการสูบบุหรี่ไฟฟ้า แต่เป็นการขยายระบบมหาวิทยาลัยปลอดบุหรี่สู่ชุมชนรอบศาลายา โดยใช้ศักยภาพทางวิชาการ บุคลากรทางการแพทย์ นักศึกษา โรงเรียน ครอบครัว และชุมชนร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมใหม่ที่ปกป้องเด็กตั้งแต่ก่อนเริ่มสูบ พร้อมระบบช่วยเหลือสำหรับผู้ที่ต้องการออกจากวงจรนิโคติน เพื่อให้ศาลายาเป็นพื้นที่ต้นแบบของคนรุ่นใหม่ปลอดนิโคตินอย่างยั่งยืน”น.ส.วิชาดา กล่าว

เดอะมอลล์ กรุ๊ป จับมือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกาศเจตนารมณ์การบริหารจัดการขยะ

เดอะมอลล์ กรุ๊ป จับมือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกาศเจตนารมณ์การบริหารจัดการขยะ

เดอะมอลล์ กรุ๊ป จับมือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกาศเจตนารมณ์การบริหารจัดการขยะ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.32 น.

บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ในฐานะองค์กรแห่งความยั่งยืนภายใต้แนวทาง ESG ประกาศเปิดตัวโครงการ “STOP FOOD WASTE กินดี รักษ์โลก รับโชคเพิ่ม” อย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ โดยมีนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นประธานเปิด โดยโครงการดังกล่าว เป็นการต่อยอดจากบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ลงนามร่วมกัน โดยมีเป้าหมายเชิงรูปธรรมในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนว่าด้วยการผลิตและการบริโภคที่รับผิดชอบ

ในพิธีเปิดงาน นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงปัญหาขยะจากเศษอาหารว่า  “ปัญหาขยะอาหาร หรือ Food Waste คือหนึ่ง ในวิกฤตเชิงระบบนิเวศด้านสิ่งแวดล้อมที่เร่งด่วนที่สุดของโลก องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ชี้ว่า อาหารกว่า 1 ใน 3 ของที่ผลิตขึ้นทั่วโลก ถูกทิ้งอย่างสูญเปล่า ส่งผลให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมหาศาล สูญเสียทรัพยากรน้ำและพลังงาน และเป็นอุปสรรคโดยตรงต่อ SDG 12 (การผลิตและการบริโภคที่รับผิดชอบ) ปัญหาดังกล่าว กระทรวงฯ เชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อภาครัฐภาคธุรกิจ และภาคประชาชนร่วมมืออย่างบูรณาการ โครงการ STOP FOOD WASTE กินดี รักษ์โลก รับโชคเพิ่ม ที่กลุ่มเดอะมอลล์ ดำริจัดขึ้น คือตัวอย่างที่ดีที่สุดของความร่วมมือนั้น”

THE MALL GROUP ZERO WASTE: ยุทธศาสตร์สู่ศูนย์การค้าปลอดขยะ

คุณวรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัดเดอะมอลล์ กรุ๊ป กล่าวถึง การบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ THE MALL GROUP ZERO WASTE ว่า “เดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้รับความร่วมมือร้านอาหารภายในศูนย์การค้าเดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ ทุกสาขา เอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และเอ็มสเฟียร์ ให้เข้าร่วมกระบวนการจัดการขยะอาหารอย่างถูกต้องตามเกณฑ์มาตรฐาน  โดยร้านค้าที่ผ่านการประเมินจะได้รับ        ‘ตราสัญลักษณ์  “ ลดเหลือ ลดทิ้ง : Stop Food Waste” รับรองจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับ ตราสัญลักษณ์ “M Green” เพื่อสะท้อนถึงการดำเนินธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม  การผนึกกำลังร่วมกับร้านอาหารภายในศูนย์การค้าครั้งนี้ แสดงถึงความมุ่งมั่นในการสร้างระบบนิเวศแห่งการลดขยะที่ยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งองค์กร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สามารถลดขยะในศูนย์ฯ จูงใจให้ประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมการแยกขยะในชีวิตประจำวัน เพราะการกินให้หมดจาน คือ การกระทำที่เล็กน้อยแต่ทรงพลังที่สุดเพื่อโลกของเรา 

โครงการ STOP FOOD WASTE  กินดี รักษ์โลก รับโชคเพิ่ม

สมาชิก M CARD ที่รับประทานอาหารภายในร้านค้าที่ร่วมโครงการฯ ภายในศูนย์การค้าเดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ สาขาท่าพระ งามวงศ์วาน บางแค และบางกะปิ ครบ 500 บาทขึ้นไปต่อ 1 ใบเสร็จสำหรับ 1 ร้านค้า จะได้รับ 1 M Star พร้อมสิทธิ์ในการลุ้นรับรางวัลรวมมูลค่ากว่า 1.5  ล้านบาท ประกอบด้วยทองคำน้ำหนัก
1 สลึง จำนวน 35 รางวัล และบัตรโดยสารไป-กลับ ภายในประเทศ สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ จำนวน 10 รางวัล พิเศษรับเพิ่ม  สะสม M Star ครบ 2 ดาว แลกรับโค้ก ขนาด 1 ลิตร มูลค่า 26 บาท จำนวน 1 ขวด, สะสม M Star ครบ 4 ดาว แลกรับครีมอาบน้ำโชกุบุสซึ โมโนกาตาริ ฮอกไกโด มิลค์ มูลค่า 145 บาท จำนวน 1 ขวด เป็นรางวัลพิเศษ จำนวนจำกัด  ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน – 31 สิงหาคม 2569 และสามารถติดตามรายละเอียดโครงการเพิ่มเติมได้ที่  https://www.themall.co.th/th/pr-csr

#TheMallGroup #TheMallLifestore #MCard #MStar #MGreen

#FoodWaste #ZeroWaste #SDG12 #ESG #ความยั่งยืน #Sustainability #รักษ์โลก

เขย่าวงการสกินแคร์เมืองไทย Dr.G กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้การดูแลของ L’Oréal Group

เขย่าวงการสกินแคร์เมืองไทย Dr.G กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้การดูแลของ L'Oréal Group

เขย่าวงการสกินแคร์เมืองไทย Dr.G กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้การดูแลของ L’Oréal Group

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.11 น.

Dr.G แบรนด์สกินแคร์อันดับ 1 จากประเทศเกาหลีใต้ กลับมาแลนด์ดิ้งในประเทศไทยอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ภายใต้การดูแลของ L’Oréal Group ที่มุ่งตีตลาดไทยด้วยนิยามผิวสุขภาพดีแบบ K-Derma ผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ในด้านการดูแลผิวอย่างอ่อนโยนแต่ด้วยประสิทธิภาพระดับคลินิกที่ผ่านการคิดค้นและพัฒนาโดย “คุณหมออัน กอน ยอง” (Gun-Young, Ahn, MD, PHD) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Dr.G และเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังแถวหน้าของประเทศเกาหลีใต้ ที่ได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย

การกลับเข้าสู่ตลาดสกินแคร์ในประเทศไทยของ Dr.G ครั้งนี้ เกิดขึ้นภายใต้การดูแลของ L’Oréal Group ผู้นำด้านความงามระดับโลก ที่ต่อยอดความสำเร็จของ Dr.G จากการเป็นแบรนด์สกินแคร์ที่คนเกาหลีกว่า 50% เลือกใช้ สู่การเป็นผู้นำด้าน K-Derma ของเมืองไทย ซึ่งการกลับมาสู่ตลาดไทยในครั้งนี้ของ Dr.G แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของตลาด K-Beauty  ที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่องและเป็นยังคงตัวเลือกด้านการดูแลผิวที่คนไทยให้ความไว้วางใจ

ความสำเร็จของ Dr.G  เริ่มต้นจากความเชี่ยวชาญด้านผิวหนังของ “คุณหมออัน กอน ยอง” (Gun-Young, Ahn, MD, PHD) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจากเกาหลีและผู้ก่อตั้งคลินิก Gowoonsesang  ที่เคยมีแผลเป็นจากอุบัติเหตุไฟไหม้ในวัยเด็กจนเสียความมั่นใจ เขาจึงได้ก่อตั้งคลินิกขึ้นด้วยความเชื่อที่ว่า “ผิวที่สุขภาพดีเริ่มต้นจากพื้นฐานที่แข็งแรง” ก่อนจะเริ่มก่อตั้งแบรนด์ Dr.G ขึ้นมาในปี 2003 โดยมุ่งพัฒนาสกินแคร์ที่อ่อนโยนแต่ยังมีประสิทธิภาพสูงเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้ที่มีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย และต้องการการดูแลจากภายใน จนกลายเป็นจุดเด่นทำให้ Dr.G เป็นแบรนด์สกินแคร์อันดับ 1 ของเกาหลี และได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคทั้งในเกาหลีใต้และระดับสากล

โดยจุดเด่นของแบรนด์ยังคงเป็นผลิตภัณฑ์จาก 3-step skincare routine ที่เน้นเรื่องการปลอบประโลมผิวและเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง เริ่มจากขั้นตอนการผลัดเซลล์ผิวด้วย Brightening Peeling Gel เจลสครับผลัดเซลล์ non-acidic สำหรับคนผิวแพ้ง่าย ที่ช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าได้มากถึง 74% เพื่อผิวโกลว์กระจ่างใสทันที ต่อด้วยขั้นตอนการปรอบประโลมผิวด้วย R.E.D Blemish Clear Soothing Cream มอยส์เจอร์ไรเซอร์ยอดฮิตที่ช่วยปลอบประโลมผิวสูตรอ่อนโยน ที่โดดเด่นด้วยสารสกัดใบบัวบก 10-CICA’S COLD-PRESSED ช่วยเติมและกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิวได้ยาวนานสูงสุด 100 ชั่วโมง พร้อมปลอบประโลมผิวที่มีแนวโน้มเป็นสิวง่าย ให้ผิวรู้สึกอิ่มน้ำ ดูสุขภาพดี การันตรีประสิทธภาพด้วยการเป็นผู้ชนะรางวัล Olive Young Awards ต่อเนื่อง 7 ปีซ้อน และปิดท้ายด้วยขั้นตอนการปกป้องผิวด้วย Green Mild Up Sun+ SPF50+ PA+++ กันแดดสูตรอ่อนโยนที่ประกอบด้วย 100% mineral sunscreen เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย พร้อมการปกป้องผิวจากแดกถึง 7 ชั้น

ปัจจุบัน Dr.G มุ่งสื่อสารกับผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z และ Gen Y ที่สนใจ K-Derma ผ่านการแต่งตั้ง บยอนอูซอก (Byeon Woo-seok) เป็น Global Ambassador ด้วยภาพลักษณ์ที่อบอุ่น ทันสมัย และสุขภาพผิวที่แข็งแรงอย่างเป็นธรรมชาติ รวมถึงอิทธิพลของ K-Culture และฐานแฟนคลับระดับนานาชาติที่เติบโตต่อเนื่องทำให้บยอนอูซอกสามารถสะท้อนตัวตนของแบรนด์และแนวคิดการดูแลผิวอย่างอ่อนโยนได้อย่างลงตัว

ทั้งนี้ผู้บริหารของ L’Oréal Group คุณโรมัง เวเบอร์ กล่าวว่า “Dr.G เป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในเกาหลี อีกทั้งยังเป็นแบรนด์ที่คนเกาหลีไว้วางใจในประสิทธิภาพ โดยมีจุดเด่นในด้านของการดูแลผิวบอบบางแพ้ง่าย ซึ่งเป็นปัญหาผิวที่คนไทยหลายคนพบเจอไม่ต่างกันเราเองในฐานะผู้นำด้านความงามของไทยและระดับโลกจึงมองเห็นโอกาสที่ดีในการส่งต่อผลิตภัณฑ์คุณภาพแบบนี้ให้กับคนไทยได้ใช้กัน และเราก็เชื่อมั่นเป็นอย่างสูงว่าสกินแคร์จาก Dr.G จะเป็นตัวเลือกที่ดีให้กับคนไทย ตอบโจทย์ความต้องการเรื่องการแก้ไขปัญหาผิวบอบบางแพ้ง่ายอย่างตรงจุด”

พบกับสินค้าของ Dr.G ได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้เป็นต้นไป ที่ทุกช่องทางจำหน่ายของ Dr.G หรือสามารถติดตามข่าวสาร และรายละเอียดเพิ่มเติมทางโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์มของ Dr.G Thailand

#DrG #DrGThailand #NO1สกินแคร์จากเกาหลี

ช่องทางการติดตาม:

TikTok:https://www.tiktok.com/@dr.gthailand

X (Twitter) : https://x.com/drgofficial_th

กรมการค้าต่างประเทศเชิญชวน ชม ชิม ชอป ข้าวคุณภาพดีนานาสายพันธุ์ ในงาน Thaifex – Anuga Asia 2026

กรมการค้าต่างประเทศเชิญชวน ชม ชิม ชอป ข้าวคุณภาพดีนานาสายพันธุ์  ในงาน Thaifex – Anuga Asia 2026

กรมการค้าต่างประเทศเชิญชวน ชม ชิม ชอป ข้าวคุณภาพดีนานาสายพันธุ์ ในงาน Thaifex – Anuga Asia 2026

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.08 น.

กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมงาน Thaifex – Anuga Asia 2026 มหกรรมแสดงสินค้าอาหารระดับนานาชาติ ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี จัดโชว์คูหา Thai Rice Pavilion เพื่อแสดงศักยภาพของข้าวไทยในฐานะสินค้าเกษตรคุณภาพสูงที่ได้รับการยอมรับในตลาดโลก พร้อมผลักดันผู้ประกอบการค้าข้าวรายย่อยที่มีศักยภาพในการส่งออกสู่เวทีการค้าโลก

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ รับนโยบายรัฐบาลและรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ในการขยายตลาดข้าวไทย รวมทั้งเสริมสร้างความแข็งแกร่ง เพิ่มโอกาส และขยายช่องทางการตลาดให้ผู้ประกอบการรายย่อยอย่างต่อเนื่อง โดยการเข้าร่วมงาน Thaifex – Anuga Asia 2026 ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “Think Rice…Think Thailand” เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ที่ดี สะท้อนเอกลักษณ์ ความประณีต และคุณค่าของข้าวไทยที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัยอาหาร และความหลากหลาย เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก โดยกรมฯ ได้นำผู้ประกอบการค้าข้าวคุณภาพดีจำนวน 18 ราย จาก 15 จังหวัดที่เป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวที่สำคัญของไทยทั่วประเทศ มาร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าข้าวหลากหลายชนิด เช่น ข้าวหอมมะลิไทยคุณภาพสูง ข้าวขาวที่พร้อมเป็นอาหารและวัตถุดิบสำคัญให้ตลาดโลก ข้าวอินทรีย์จากแหล่งผลิตชุมชน รวมถึงข้าวสีเพื่อสุขภาพ อีกทั้ง ภายในคูหายังมีกิจกรรมสำคัญเพื่อสร้างประสบการณ์ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสศักยภาพข้าวไทย ทั้งการจัดนิทรรศการนำเสนอข้อมูลข้าวไทย การสาธิตการปรุงอาหารจากข้าวไทยโดยเชฟที่มีชื่อเสียง การสาธิตการตรวจสอบมาตรฐานข้าวไทยเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในคุณภาพมาตรฐานของข้าวไทยให้แก่ผู้ซื้อ ผู้นำเข้าข้าวไทย และการจัดพื้นที่สำหรับการเจรจาธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการค้าข้าวไทยที่มีศักยภาพในการส่งออกข้าวทั้ง 18 รายดังกล่าวได้พบปะเจรจาการค้ากับผู้นำเข้า ผู้ซื้อ และพันธมิตรทางธุรกิจจากนานาประเทศ ตลอดจนเป็นโอกาสในการรับทราบข้อมูลทิศทางและแนวโน้มตลาดข้าวเพื่อให้สามารถนำเสนอสินค้าได้ตอบโจทย์ตามความต้องการของตลาด ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการแสวงหาคู่ค้าใหม่ๆ และขยายช่องทางการจำหน่ายข้าวของผู้ประกอบการค้าข้าวรายย่อยให้มากขึ้น

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสถานการณ์การส่งออกข้าวไทยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม – เมษายน) มีการส่งออกข้าวประมาณ 2.17 ล้านตัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 11 เนื่องจากการส่งออกข้าวไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางโดยเฉพาะอย่างยิ่งอิรักซึ่งเป็นตลาดส่งออกข้าวที่สำคัญของไทย ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบของสหรัฐอเมริกา – อิสราเอล และอิหร่าน ทำให้การส่งออกข้าวไทยไปยังอิรักหยุดชะงักลงเพราะต้องขนส่งต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลัก อย่างไรก็ดี แนวโน้มการประสบกับกับภาวะเอลนีโญส่งผลให้หลายประเทศผู้นำเข้าพิจารณานำเข้าข้าวเพิ่มขึ้นเพื่อความมั่นคงทางอาหาร เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และประเทศในภูมิภาคแอฟริกาอย่างแอฟริกาใต้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และโมซัมบิก จึงคาดการณ์ว่าในช่วงครึ่งปีหลังการส่งออกข้าวไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากปัจจัยผลกระทบของเอลนีโญดังกล่าว ซึ่งกรมฯ จะเดินหน้าส่งเสริมตลาดข้าวไทยครอบคลุมทั้งตลาดในภูมิภาคเอเชีย ยุโรป อเมริกา และโอเชียเนีย เพื่อกระจายตลาดให้หลากหลายยิ่งขึ้น

ในโอกาสนี้ กรมการค้าต่างประเทศจึงขอเชิญชวนผู้ซื้อ ผู้ประกอบการด้านอาหาร โรงแรม ร้านอาหาร รวมถึงประชาชนทั่วไป เข้าร่วมเยี่ยมชมคูหากรมการค้าต่างประเทศ Thai Rice Pavilion ภายใต้แนวคิด “Think Rice…
Think Thailand” พร้อมชม ชิม ชอป ข้าวคุณภาพดีนานาสายพันธุ์ ในงาน Thaifex – Anuga Asia 2026 ณ คูหาหมายเลข 2-DD29, 2-DD45 Hall 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็คเมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 26 – 30 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป กรมการค้าต่างประเทศหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การนำเสนอข้าวไทยในปีนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าต่างประเทศ และตอกย้ำภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะแหล่งผลิตข้าวคุณภาพระดับโลก

คุณแหน : 28 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 28 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 28 พฤษภาคม 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชา วันที่ 30-31 พ.ค.17.00 น. ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง..
  • เห็นข่าวพระราชสำนัก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชทานเพลิงศพ หม่อมนวลศรี สวัสดิวัตน์ ชายา หม่อมเจ้าปุสาณ สวัสดิวัตน์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่าน 24 พ.ค. ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับ  ม.ร.ว.วไลวัฒนา สวัสดิชูโต ,ม.ร.ว.สวัสดิวุฒิ สวัสดิวัตน์ และครอบครัว ..
  • สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชน ร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและมีพระพลานามัยแข็งแรงโดยเร็ววัน ..ทางระบบออนไลน์ ที่เว็บไซด์หน่วยราชการในพระองค์ https://wellwishes.royaloffice.th..
  • อ.สุรวัฒน์ ชมภูพงษ์ ประธานมูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลน ในพระบรมราชินูปถัมภ์(ม.น.ข.) เชิญ ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผอ.สนง.จัดหารายได้ สภากาชาดไทยและที่ปรึกษา ม.น.ข.เป็นประธานเปิดงาน “เพลินเพลงสุนทราภรณ์กับ ม.น.ข.เพื่อสนับสนุนการศึกษาเฉพาะกิจ ครั้งที่ 3 (2569)” วันเสาร์ที่  6 มิ.ย.   17.00 – 20.30 น. ห้องอินฟีนีตี้ บอลรูม ชั้น G โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ..
  • Happy Family ไปทริปญี่ปุ่นทั้งครอบครัวเป็นประจำทุกปี แต่ปีนี้พิเศษตรงที่  นาถ ลิ่วเจริญ พามาดามศศิพร และลูกชายทั้งสอง นท-นนท์ ลิ่วเจริญ ไปนั่งริงส์ไซส์ดูแข่งซูโม่ เห็นชัดๆ เต็มๆ ตา เพราะอยากดูมานานแล้ว..
  • ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย บอสใหญ่ใจดี บมจ.ทางยกระดับดอนเมือง นำทีมผู้บริหารและพนง.จิตอาสา ร่วมแรงเกี่ยวข้าว 20 ไร่  ในโครงการ “ทำนาลดคาร์บอนยกระดับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต”  ตั้งเป้าผลผลิตข้าวสารไว้ประมาณ 8,000 กก. โดยจะส่งต่อความอร่อย ในกิจกรรมด้านซีเอสอาร์ของทางบริษัท อาทิ ใส่ในกระเป๋ากันง่วงสำหรับมอบให้ผู้ใช้ทาง ในช่วงวันปีใหม่และช่วงสงกรานต์ และนำไปเป็นของชำร่วยสวัสดีปีใหม่ให้พันธมิตร คู่ค้า สื่อมวลชน และผู้มีอุปการคุณกับบริษัท..
  • ครบ 98 ปี ขจิตพรรณ ไทยเพ็ชร กราบนิมนต์ พระราชวชิรธรรมเมธี วัดราชประดิษฐสถิตมมหาสีมาราม มาสวดเพื่อความเป็นสิริมงคลที่บ้านขจิตพรรณ พร้อมหน้าลูกๆ สุทธิกัญญา ไทยเพ็ชร,สุจีปภา สิงโตกุล..
  • ขนมอร่อย วุ้นกรอบ,ขนมทองเสน่หา,กระหรี่ปั๊ปไส้ไก่,ทาร์ตสัปปะรด,เปี๊ยะถั่วไข่เค็ม,หม้อแกงเผือก ฯลฯ  จากร้าน zesty thai kitchen ฝีมือ วจีรัตน์ กังสะนันทน์ สัตวแพทย์ที่หันมาเอาดีทางทำขนมไทย หวานน้อย  ลูกค้าติดอกติดใจ  สอบถามได้ที่ โทร. 089-1999324..
  • คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ นายกสมาคมติดตามการพัฒนาสตรีในประเทศไทย (ตพส.ไทย) จัดพิธีมอบรางวัล “เก้าทศวรรษกุลสตรีศรีแผ่นดินไทย”  แด่สุภาพสตรีวัย 90 ปี ขึ้นไป ซึ่งมีผลงานออุทิศตนเพื่อครอบครัวและสังคม เป็นต้นแบบที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่สตรีไทยรุ่นหลัง จำนวน 14 ท่านได้แก่  ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร ,ม.ร.ว.วรรณาภรณ์ วรวรรณ ศุขเนตร,สุกัญญา ชลศึกษ์, ศ. กิตติคุณ ดร.สุจริต เพียรชอบ ,ม.ร.ว.พิสวาศ นาควาณิช ,ม.ร.ว.ดวงใจ ชุมพล , พวงเพ็ญ อินทรวิศิษฎ์,เยาวลักษณ์ แพ่งสภา,สราภรณ์   สาททอง,สุพรรณรัศม์ ศิริหงส์,สุรภีร์ โรจนวงศ์, ม.ร.ว.เอมจิตร จิตรพงศ์ ,มณีรัตน์ สมบูรณ์  และ มุกดา จิราธิวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล  28 พ.ค.13.00 น. ห้องแกรนด์บอลรูม  รร.ดิเอมเมอรัลด์ ..จะคอยดูว่าหญิง 9 ทศวรรษ ใครจะเป็นตัวอย่างสุขภาพดี มารับรางวัลไหว..

 

ทูตเกาหลีแต่งตั้ง มิลลิ เป็นผู้ช่วยสนับสนุนกิตติมศักดิ์ด้านการทูตสาธารณะ ผสานวัฒนธรรมไทย-เกาหลี

ทูตเกาหลีแต่งตั้ง มิลลิ เป็นผู้ช่วยสนับสนุนกิตติมศักดิ์ด้านการทูตสาธารณะ ผสานวัฒนธรรมไทย-เกาหลี

ทูตเกาหลีแต่งตั้ง มิลลิ เป็นผู้ช่วยสนับสนุนกิตติมศักดิ์ด้านการทูตสาธารณะ ผสานวัฒนธรรมไทย-เกาหลี

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.03 น.

สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทยได้แต่งตั้งแร็ปเปอร์คนดัง “มิลลิ” (ดนุภา คณาธีรกุล) เป็นผู้ช่วยสนับสนุนกิตติมศักดิ์ด้านการทูตสาธารณะ(Honorary Public Diplomacy Supporter) ของสถานเอกอัครราชทูต โดยมีพิธีแต่งตั้งจัดขึ้น ณ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย โดยมี นายปาร์ค ยงมิน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย พร้อมคณะผู้ช่วยสนับสนุนงานด้านการทูตสาธารณะที่ได้รับคัดเลือกในปีนี้ จำนวน 15 คนเข้าร่วมด้วย    ทางสถานเอกอัครราชทูตได้เผยถึงเหตุผลในการแต่งตั้งว่า‘มิลลิ’ได้มีส่วนช่วยส่งเสริมความเข้าใจระหว่างสองประเทศผ่านผลงานที่ผสมผสานวัฒนธรรมไทยและเกาหลี  เข้าด้วยกันอย่างสร้างสรรค์

โดยก่อนหน้านี้ ‘มิลลิ’ได้รับความสนใจอย่างมาก หลังสร้างประวัติศาสตร์เป็นชาวต่างชาติคนแรกที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศของ Show Me the Money Season 12 รายการแข่งขันฮิปฮอประดับประเทศของเกาหลีใต้   เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

สถานเอกอัครราชทูตยกย่องและชื่นชมว่า ‘มิลลิ’เป็นตัวอย่างของการทูตสาธารณะผ่านดนตรีและ K-Content ที่ช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างไทยและเกาหลี ทั้งนี้สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทยได้ดำเนินโครงการคัดเลือกและสนับสนุนผู้ช่วยสนับสนุนด้านการทูตสาธารณะเป็นประจำทุกปี โดยในปีนี้ ผู้ช่วยสนับสนุนรุ่นที่ 7 จำนวน 15 คน ได้เริ่มทำกิจกรรมอย่างเป็นทางการแล้ว ภายในงาน ‘มิลลิ’ยังได้ร่วมพูดคุยและแบ่งปันประสบการณ์ เกี่ยวกับการสื่อสารระดับโลกผ่านดนตรีและ K-Content เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าร่วมโครงการอีกด้วย

เวิร์คพอยท์ ดัน SUPER 10 อัจฉริยะพันธุ์จิ๋ว โกอินเตอร์ ส่งออกลิขสิทธิ์สู่เวียดนามต่อเนื่องซีซั่น 5

เวิร์คพอยท์ ดัน SUPER 10 อัจฉริยะพันธุ์จิ๋ว โกอินเตอร์ ส่งออกลิขสิทธิ์สู่เวียดนามต่อเนื่องซีซั่น 5

เวิร์คพอยท์ ดัน SUPER 10 อัจฉริยะพันธุ์จิ๋ว โกอินเตอร์ ส่งออกลิขสิทธิ์สู่เวียดนามต่อเนื่องซีซั่น 5

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.53 น.

บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) เดินหน้าขยายธุรกิจคอนเทนต์และการจำหน่ายลิขสิทธิ์รายการในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดฟอร์แมตรายการ “SUPER 10 อัจฉริยะพันธุ์จิ๋ว” ได้รับการซื้อลิขสิทธิ์เพื่อนำไปผลิตในประเทศเวียดนามต่อเนื่องเป็นซีซั่นที่ 5 โดย บริษัท Madison Media Group หนึ่งในผู้ผลิตคอนเทนต์และสื่อบันเทิงชั้นนำของเวียดนาม ภายใต้ชื่อรายการ “SIÊU TÀI NĂNG NHÍ” (เซียว ไต่ นัง หงี)

ความสำเร็จของ “SUPER 10” ในเวอร์ชันเวียดนาม สะท้อนศักยภาพของคอนเทนต์ไทยที่สามารถต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศได้อย่างแข็งแกร่ง โดยรายการดังกล่าวออกอากาศต่อเนื่องมาตั้งแต่ซีซั่นแรก และได้รับความนิยมจากผู้ชมชาวเวียดนามอย่างต่อเนื่องจนก้าวเข้าสู่ซีซั่นที่ 5 ในปี 2569 พร้อมมีการจัดงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา ณ ประเทศเวียดนาม และเตรียมออกอากาศตอนแรกวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 เวลา 20.00 น. ทางช่อง HTV7

สำหรับประเทศไทย รายการ “SUPER 10 อัจฉริยะพันธุ์จิ๋ว” ผลิตโดย บริษัท ซูเปอร์จิ๋ว จำกัด และออกอากาศทาง “ช่องเวิร์คพอยท์ 23” โดยปัจจุบันรายการเดินทางเข้าสู่ซีซั่นที่ 10 และยังคงครองความนิยมจากผู้ชมมาอย่างต่อเนื่อง นับเป็นหนึ่งในรายการคุณภาพที่สร้าง Brand Love และจดจำในกลุ่มผู้ชมครอบครัวได้อย่างแข็งแรง ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเวิร์คพอยท์ฯ ได้ขยายความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ผู้ผลิตในต่างประเทศ ผ่านการบริหารลิขสิทธิ์และต่อยอด IP คอนเทนต์ไทยในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะตลาดเวียดนาม ซึ่งมีการนำฟอร์แมตรายการของเวิร์คพอยท์ฯ ไปพัฒนาและผลิตอย่างต่อเนื่องในหลายรายการยอดนิยม อาทิ “ปริศนาฟ้าแลบ”, “ฟ้าแลบเด็ก”, “ร้องข้ามกำแพง”, “The Rapper” และล่าสุด “Face Off แฝดคนละฝา”

ความสำเร็จดังกล่าว ตอกย้ำบทบาทของเวิร์คพอยท์ในฐานะผู้นำด้านวาไรตี้คอนเทนต์และธุรกิจลิขสิทธิ์รายการของไทย ที่สามารถพัฒนา IP คอนเทนต์ไทยให้เติบโตในระดับสากล พร้อมเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ผู้ผลิตในต่างประเทศ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจและผลักดันอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง