สดร.ชวนชม ‘Micro Full Moon’ คืนวิสาขบูชา ดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลกที่สุดในรอบปี

สดร.ชวนชม ‘Micro Full Moon’ คืนวิสาขบูชา ดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลกที่สุดในรอบปี

สดร.ชวนชม ‘Micro Full Moon’ คืนวิสาขบูชา ดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลกที่สุดในรอบปี

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) หรือ NARIT เปิดเผยว่า ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 นี้ ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชา จะเกิดปรากฏการณ์ไมโครฟูลมูน (Micro Full Moon) หรือ ดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลกที่สุดในรอบปีเวลาประมาณ 15:00 น. ที่ระยะห่างจากโลกประมาณ 406,127 กิโลเมตร และยังเป็นดวงจันทร์เต็มดวงครั้งที่ 2 ของเดือน หรือ บลูมูน (Blue Moon) ทางดาราศาสตร์เรียกสองปรากฏการณ์นี้รวมกันว่า “ไมโครบลูมูน” (Micro Blue Moon) ซึ่งเกิดขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว ในวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2563 ในคืนดังกล่าว ดวงจันทร์เต็มดวงจะมีขนาดปรากฏเล็กกว่าปกติเล็กน้อย 

ดวงจันทร์โคจรรอบโลกเป็นวงรี 1 รอบ ใช้เวลาประมาณ 27.3 วัน ในหนึ่งเดือนจึงมีทั้งวันที่ดวงจันทร์ใกล้โลกและไกลโลก ตำแหน่งที่ดวงจันทร์ใกล้โลกที่สุด เรียกว่า เปริจี (Perigee) มีระยะห่างเฉลี่ยประมาณ 357,000 กิโลเมตร และตำแหน่งที่ดวงจันทร์ไกลโลกที่สุด เรียกว่า อะโปจี (Apogee) มีระยะห่างเฉลี่ยประมาณ 406,000 กิโลเมตร และหากตรงกับช่วงที่ดวงจันทร์เต็มดวง จะเรียกปรากฏการณ์ที่ดวงจันทร์เต็มดวงโคจรอยู่ในตำแหน่งใกล้โลก และไกลโลกที่สุดในรอบปีว่า “ซูเปอร์ฟูลมูน” (Super Full Moon) และ “ไมโครฟูลมูน” (Micro Full Moon)

สำหรับ “บลูมูน” (Blue Moon) เป็นชื่อเรียกปรากฏการณ์ดวงจันทร์เต็มดวงครั้งที่ 2 ของเดือน ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก และดวงจันทร์ไม่ได้เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินแต่อย่างใด การเกิดดวงจันทร์เต็มดวง 2 ครั้งในเดือนเดียวกัน เฉลี่ยประมาณทุกๆ 2.7 ปี เนื่องจากคาบการเปลี่ยนแปลงเฟสของดวงจันทร์ใช้เวลาประมาณ 29.5 วัน ดังนั้นในบางเดือนที่มี 31 วัน จึงสามารถเห็นดวงจันทร์เต็มดวงได้ถึง 2 ครั้ง ทางดาราศาสตร์จึงใช้คำว่า “บลูมูน” มีที่มาจากสำนวนภาษาอังกฤษ “Once in a blue moon” นำมาใช้เรียกปรากฏการณ์ดังกล่าว เปรียบเปรยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากหรือนานๆ จะเกิดขึ้น 

สำหรับปรากฏการณ์ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้-ไกลโลกที่สุดในรอบปี และเป็นดวงจันทร์เต็มดวงครั้งที่ 2 ของเดือน ครั้งถัดไป คือ ปรากฏการณ์ “ซูเปอร์บลูมูน” (Super Blue Moon) จะเกิดขึ้นในวันที่ 30 มีนาคม 2572 ผู้สนใจติดตามข่าวสารปรากฏการณ์ดาราศาสตร์เพิ่มเติมได้ทางเพจเฟซบุ๊ก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับ บ.เรย์แด้นท์ฯ

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับ บ.เรย์แด้นท์ฯ

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับ บ.เรย์แด้นท์ฯ

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.25 น.

ศึกษาและจัดตั้ง”ศูนย์การศึกษาด้านการผลิตพลังงานสะอาดด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) นำโดย รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอม เกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ กับบริษัท เรย์แด้นท์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด นำโดย นายระยอง สาหร่าย ประธานกรรมการบริษัท นายณรงค์ สาหร่าย Business Development Director ดร.กิตติศักดิ์ ชัยสรรค์ Director of Alternative Energy โดยมี รศ.ดร.คมสัน กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการทำความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้ ก่อนที่จะเข้าสู่พิธีการลงนาม อย่างเป็นทางการครั้งนี้กับทางบริษัทเรย์แด้นท์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสเจริญพระชนมายุครบ 6 รอบ 72 พรรษา, ร่วมมือกันจัดตั้งศูนย์ศึกษา (Education Center) ด้านการผลิตพลังงานสะอาดด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในการเสริมสร้างศักยภาพด้านการผลิตพลังงานสะอาดด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์, เพื่อสร้างบุคลากรปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องให้มีความรู้ความสามารถรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมพลังงานนิวเคลียร์ในอนาคต, เพื่อสร้างความเข้าใจและเกิดการยอมรับของสาธารณชน ในการผลิตพลังงานสะอาดด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์, เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในกาจัดตั้งศูนย์การสนับสนุนทางเทคนิคเพื่อการใช้งานเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ และเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการการพัฒนาความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย หน่วยงานของรัฐ และ/หรือบริษัทเอกชนในห่วงโซ่อุปทานนิวเคลียร์ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อจัดตั้งเครื่องปฏิกรณ์แบบ Advance Modular Reactor

รศ.ดร.คมสัน กล่าวว่า ปัจจุบันพลังงานหมุนเวียนแบบเดิมยังมีข้อจำกัดเรื่องความผันแปรสูง ในขณะที่ประเทศมีหมุดหมายชัดเจนว่าจะต้องบรรลุ Carbon Neutrality ในปี 2050 และ Net Zero ในปี 2065 เรามองเห็นว่า “เทคโนโลยีนิวเคลียร์ขั้นสูง” คือคำตอบหลักที่จะสร้างความมั่นคงนี้ได้ จึงร่วมมือกับเรย์แด้นท์เพื่อเตรียมความพร้อมเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งด้านองค์ความรู้ โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาคน

สำหรับศูนย์การเรียนรู้ฯ ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความรู้สู่สาธารณะ ในระยะแรกเราเน้นกิจกรรม Tour หรือการเปิดพื้นที่นิทรรศการให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา และสื่อมวลชนเข้ามาศึกษา มีระบบจำลองระดับโลกอย่าง VR Control Room ให้ได้สัมผัส เพื่อเปลี่ยนภาพจำของนิวเคลียร์ที่เคยดูน่ากลัว ให้กลายเป็นเรื่องของนวัตกรรมพลังงานสะอาดที่จับต้องได้ ปลอดภัย และมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

“สจล.มุ่งยกระดับสู่การเป็น Center of Excellence in Energy Innovation และเป็นผู้บุกเบิก (Pioneer) ด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์สมัยใหม่ในภูมิภาคอาเซียน โดยใช้แนวคิดการเรียนรู้ข้ามศาสตร์ ดึงคณะวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ไอที ไปจนถึงคณะแพทยศาสตร์ มาร่วมกันพัฒนาหลักสูตร ปริญญาตรี-โท-เอก และใช้ศูนย์แห่งนี้เป็น Living Lab หรือห้องปฏิบัติการขที่มีชีวิต ให้นักศึกษาได้ฝึกทักษะการตัดสินใจในสถานการณ์จำลองที่เข้มงวด โดยไม่ต้องเดินทางไปถึงโรงไฟฟ้าจริง” รศ.ดร.คมสัน กล่าว

ด้าน นายระยอง สาหร่าย ประธานกรรม การบริษัทผู้บริหารบริษัทเรย์แด้นท์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า บริษัทจะนำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เครือข่ายพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทานนิวเคลียร์ระดับโลก และประสบการณ์ในการจัดการโครงการเข้ามาเติมเต็มให้กับภาควิชาการของ สจล.จะสนับสนุนการออกแบบและวางระบบเครื่องมือจำลองในศูนย์การเรียนรู้ฯ และร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง ศูนย์้ศูนย์การเรียนรู้ และร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง ศูนย์สนับสนุนทางเทคนิคครอบคลุมด้านการป้องกันอันตรายจากรังสี การจัดการกากกัมมันตรังสี และมาตรการเผาจิญเหตุฉุกเฉิน (EPR) เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้งานเทคโนโลยีนี้ในไทยจะเป็นไปตามมาตรฐานสากลขั้นสูงสุด ส่วนเครื่องปฏิกรณ์ในกลุ่ม เป็นเทคโนโลยียุคใหม่ที่มีขนาดเล็ก ฉลาด มีระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ ที่ทำงานได้เอง ปลอดภัยสูง และกากกัมมันตรังสีและค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างน้อยกว่าโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบเดิม ความร่วมมือนี้เราจะศึกษาความเป็นไปได้ในทุกมิติ ทั้งเชิงเทคนิคเศรษฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาโครงการต้นแบบที่สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าสะอาดให้กับพื้นที่ของการที่เราศึกษาเพื่อดึงบริษัทในห่วงโซ่อุปทานนิวเคลียร์ระดับโลกมาร่วมทุน โดยมีเงื่อน ไขว่าต้องใช้ Thai Content หรือองค์ประ กอบจากประเทศไทยให้ได้มากที่สุดจะช่วยลดต้นทุนการผลิตพลังงานสะอาดลงได้ เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จในการศึกษาด้านการผลิตพลังงานสะอาดด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติสังคม และประชาชน
 
ทั้งนี้ ในพิธีลงนามดังกล่าวมีแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมพิธีหลายท่าน อาทิ นายพรเพิ่ม ทองศรี ประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา ,นายชัชวาล วังศิริจันทร์ คณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณวุฒิสภา ,รศ.ดร.วีระเชษฐ์ ขันเงิน กรรมการบริหาร บริษัทคัมเวล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

แม่ทัพภาค 1 ชมการสาธิตชุดครูฝึกริ้วขบวน งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

แม่ทัพภาค 1 ชมการสาธิตชุดครูฝึกริ้วขบวน งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

แม่ทัพภาค 1 ชมการสาธิตชุดครูฝึกริ้วขบวน งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.46 น.

มทภ.1 ติดตามความคืบหน้าจัดขบวนพระบรมราชอิสริยยศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง ชมการสาธิตชุดครูฝึกริ้วขบวน ก่อนเข้าสู่กระบวนการฝึกซ้อม ณ ที่ตั้งหน่วย ในห้วง มิ.ย.69 นี้

วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ความคืบหน้าการจัดขบวนพระบรมราชอิสริยยศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยในห้วง 26-27 พ.ค.69 กองทัพภาคที่ 1 โดยกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ กำหนดจัดการสาธิตชุดครูฝึกริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศฯ โดยในวันนี้ พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1/ผบ.ฉก.ทม.รอ.904 เป็นประธาน เยี่ยมชมการสาธิตชุดครูฝึกริ้วขบวน พร้อมด้วยผู้บังคับหน่วย ชุดครูฝึกและกำลังพลชุดสาธิตของหน่วยจัดกำลัง เข้ารับการฝึกสาธิต ณ กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ เพื่อเป็นต้นแบบให้ผู้บังคับหน่วยและครูฝึก ยึดถือเป็นแนวทางมาตรฐาน เพื่อให้สามารถปฏิบัติได้อย่าง พร้อมเพรียงและเป็นไปแนวทางเดียวกันทั้งริ้วขบวน ให้เกิดความสมบูรณ์และสมพระเกียรติสูงสุดต่อไป

ทั้งนี้ การปฏิบัติของริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศฯ จะเริ่มดำเนินการซ้อมของกำลังพล ณ ที่ตั้งหน่วย ในห้วง มิ.ย.-ส.ค.69 และฝึกซ้อมในพื้นที่จริง ในห้วง พ.ย.-ธ.ค.69 กองทัพภาคที่ 1 ยืนยันความพร้อมอย่างเต็มกำลังศักยภาพในการถวายความจงรักภักดี และการถวายพระเกียรติยศ เพื่อให้งานพระราชพิธีครั้งนี้ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยสง่างาม ถูกต้องตามโบราณราชประเพณี และสมพระเกียรติอย่างสูงสุด
 

ครั้งแรกของโลก! คณะแพทยศาสตร์ มช. ใช้หุ่นยนต์ Hugo ผ่าตัดตับจากผู้บริจาคมีชีวิตสำเร็จ

ครั้งแรกของโลก! คณะแพทยศาสตร์ มช. ใช้หุ่นยนต์ Hugo ผ่าตัดตับจากผู้บริจาคมีชีวิตสำเร็จ

ครั้งแรกของโลก! คณะแพทยศาสตร์ มช. ใช้หุ่นยนต์ Hugo ผ่าตัดตับจากผู้บริจาคมีชีวิตสำเร็จ

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.31 น.

วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ที่ชั้น 15 อาคารเฉลิมพระบารมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แถลงความสำเร็จครั้งสำคัญระดับสากล  หลังทีมศัลยแพทย์ปลูกถ่ายตับประสบความสำเร็จในการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดระบบ Hugo™ ( Hugo™ Robotic–Assisted Surgery (RAS) system ) ผ่าตัดตับกลีบซ้ายจากผู้บริจาคมีชีวิต (Robotic–assisted living donor left hepatectomy) เพื่อนำไปปลูกถ่ายแก่ผู้ป่วยโรคตับแข็ง ทั้งในผู้ป่วยเด็กและผู้ป่วยผู้ใหญ่ สำเร็จเป็น 2 รายแรกของประเทศไทย ความสำเร็จครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกของโลกในการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดระบบHugo™ ในการผ่าตัดตับจากผู้บริจาคมีชีวิต และเป็นครั้งแรกของประเทศไทยในการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดตับจากผู้บริจาคมีชีวิต เป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์กับการผ่าตัดที่มีความซับซ้อนสูง และต้องอาศัยความละเอียดแม่นยำ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยแก่ทั้งผู้บริจาคและผู้รับการปลูกถ่ายตับ

กรณีแรก มารดาวัย 40 ปี บริจาคตับเพื่อช่วยชีวิตบุตรสาววัย 9 ปี ที่มีภาวะท่อน้ำดีตีบตันแต่กำเนิด (Biliary Atresia) และเคยได้รับการผ่าตัด Kasai หรือการผ่าตัดสร้างทางระบายน้ำดี ตั้งแต่วัยทารก ก่อนพัฒนาเป็นตับแข็งร่วมกับภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ได้แก่ ความดันหลอดเลือดดำพอร์ทัลสูง และกลุ่มอาการตับและปอด (HepatopulmonarySyndrome) ซึ่งส่งผลต่อระบบหายใจ ทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำจำเป็นต้องใช้ออกซิเจนที่บ้าน และมีข้อบ่งชี้ในการปลูกถ่ายตับเพื่อเพิ่มโอกาสการมีชีวิตและคุณภาพชีวิตในระยะยาว ทีมแพทย์จึงวางแผนปลูกถ่ายตับจากผู้บริจาคมีชีวิต โดยมารดาได้เข้ารับการผ่าตัดด้วยการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดระบบHugo™ ตัดตับกลีบซ้าย (Hugo™ Robotic–Assisted Surgery system for donor Left Hepatectomy ) เพื่อไปปลูกถ่ายแก่บุตรสาว นับเป็นครั้งแรกของโลกในการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดระบบ Hugo™ ในการตัดตับผู้บริจาคมีชีวิต และเป็นครั้งแรกของประเทศไทยในการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดตับจากผู้บริจาคมีชีวิตเพื่อการปลูกถ่ายตับ

กรณีที่สอง บุตรสาววัย 27 ปี บริจาคตับเพื่อช่วยชีวิตบิดาวัย 61 ปี ที่มีภาวะตับแข็งร่วมกับมะเร็งตับ(Hepatocellular Carcinoma; HCC) บนพื้นฐานโรคตับเรื้อรัง โดยมีรอยโรคมะเร็งบริเวณ segment 7 และผ่านการประเมินเพื่อเข้ารับการปลูกถ่ายตับจากผู้บริจาคมีชีวิต ทีมศัลยแพทย์พิจารณาใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดระบบ Hugo™ ในการผ่าตัดตับกลีบซ้ายจากบุตรสาว เพื่อปลูกถ่ายให้กับบิดา จึงเป็นการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดตับจากผู้บริจาคมีชีวิต เพื่อมอบให้กับผู้ป่วยผู้ใหญ่รายแรกของประเทศไทย (Adult to adult living donor liver transplantation)

รศ.นพ.สัณหวิชญ์ จันทร์รังสี อาจารย์ประจำหน่วยศัลยศาสตร์ระบบตับ ทางเดินน้ำดี และตับอ่อน ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แพทย์ผู้ทำการผ่าตัด กล่าวว่า “การผ่าตัดตับจากผู้บริจาคมีชีวิตเป็นหัตถการที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของผู้บริจาค เพราะเป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงและเข้ารับการผ่าตัดเพื่อช่วยชีวิตผู้อื่น การใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด จะช่วยให้ศัลยแพทย์ทำงานบริเวณขั้วตับได้ละเอียดมากขึ้น ขั้วตับเป็นบริเวณที่มีโครงสร้างสำคัญจำนวนมากอยู่ใกล้กัน ทั้งหลอดเลือดแดง หลอดเลือดดำพอร์ทัล หลอดเลือดดำที่ออกจากตับ และท่อน้ำดี การที่มีภาพสามมิติที่มีความละเอียดสูง ช่วยให้ศัลยแพทย์มองเห็นโครงสร้างขนาดเล็กได้ชัดเจนขึ้น ขณะที่เครื่องมือผ่าตัดที่ขยับได้หลายทิศทางคล้ายข้อมือมนุษย์ ช่วยให้การเลาะแยกเนื้อเยื่อในพื้นที่แคบและลึกทำได้อย่างนุ่มนวลและแม่นยำมากขึ้น

ความนิ่งของแขนกลและการควบคุมการเคลื่อนไหวที่ละเอียด ช่วยเพิ่มความประณีตในการเลาะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงตับกลีบซ้าย โดยเฉพาะแขนงของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงตับ (Hepatic Artery) และหลอดเลือดดำที่นำเลือดเข้าสู่ตับ (Portal Vein) ซึ่งมีขนาดเล็กและอยู่ใกล้โครงสร้างสำคัญอื่น ช่วยลดแรงกระตุก เพิ่มความมั่นคงในการผ่าตัด จึงช่วยรักษาโครงสร้างสำคัญได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้เพื่อคงคุณภาพของตับที่จะนำไปปลูกถ่าย และเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้บริจาค”

รศ.นพ.วรกิตติ ลาภพิเศษพันธุ์ รองผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ และอาจารย์ประจำหน่วยศัลยศาสตร์ระบบตับ ทางเดินน้ำดี และตับอ่อน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แพทย์ผู้ผ่าตัดกล่าวว่า “โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นับเป็นสถาบันการแพทย์แห่งเดียวในประเทศไทยที่มีศักยภาพและประสบการณ์ในการผ่าตัดปลูกถ่ายตับจากผู้บริจาคมีชีวิตให้กับผู้ใหญ่ (Adult to adult Living Donor Liver Transplantation) อย่างต่อเนื่อง และโดยทั่วไปแล้ว การผ่าตัดปลูกถ่ายตับจากผู้บริจาคมีชีวิต มักใช้ตับกลีบขวา เนื่องจากมีขนาดใหญ่ และให้ปริมาตรตับมากกว่า อย่างไรก็ตาม ในผู้บริจาคที่ได้รับการประเมินอย่างเหมาะสม ศัลยแพทย์สามารถนำตับกลีบซ้ายมาใช้ในการปลูกถ่ายได้อย่างปลอดภัยเช่นกัน การคงตับกลีบขวาไว้ และเลือกตัดตับกลีบซ้าย จะทำให้ตัดเนื้อตับออกน้อยกว่า ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากการที่ตับลดปริมาตรลงหลังผ่าตัดในผู้บริจาคได้

ความสำเร็จครั้งนี้จึงมีความสำคัญ นอกจากจะเป็นการผ่าตัดตับจากผู้บริจาคมีชีวิตด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดเป็นครั้งแรกในประเทศไทยแล้ว ยังนับเป็นความสำเร็จในการผ่าตัดตับโดยใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดระบบ Hugo™ เป็นครั้งแรกของโลกอีกด้วย เป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพของการผ่าตัดนำตับกลีบซ้ายของผู้บริจาคออก โดยใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดระบบ Hugo™ เพื่อปลูกถ่ายตับได้ทั้งในผู้ป่วยเด็กและผู้ป่วยผู้ใหญ่ โดยยังคงยึดหลักความปลอดภัยของผู้บริจาคเป็นสำคัญ”

อ.พญ.อัษรา เทพบัญชรชัย อาจารย์ประจำหน่วยศัลยศาสตร์ระบบทางเดินน้ำดี ตับ และตับอ่อน ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า “การผ่าตัดทั้ง 2 คู่ ผู้ให้และผู้รับดำเนินไปได้ตามแผนการรักษาที่วางไว้ ผู้บริจาคทั้งสองรายปลอดภัย ฟื้นตัวดี และมีสุขภาพแข็งแรงหลังผ่าตัด ขณะที่ผู้รับการปลูกถ่ายตับทั้งผู้ป่วยเด็กและผู้ป่วยผู้ใหญ่ ได้รับการปลูกถ่ายตับสำเร็จ ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของทีมสหสาขาวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่”

รศ.นพ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิต คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มช. กล่าวว่า ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดำเนินการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดครบ 100 เคสครอบคลุมการรักษาในหลายสาขาโรค โดยสาขาที่มีจำนวนการผ่าตัดมากที่สุดคือ ศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ คิดเป็นร้อยละ 53.5 ส่วนใหญ่เป็นการผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมาก รองลงมาคือ ศัลยกรรมตับ ทางเดินน้ำดี และตับอ่อน คิดเป็นร้อยละ 28.3 ซึ่งรวมการผ่าตัดซับซ้อน เช่น การผ่าตัดตับ ตับอ่อน และการตัดตับจากผู้บริจาคมีชีวิตเพื่อปลูกถ่าย ขณะที่ศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง คิดเป็นร้อยละ 12.1 และมีการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดในสาขาอื่น เช่น ศัลยกรรมเด็ก และศัลยกรรมทางเดินอาหาร เป็นการขยายศักยภาพการรักษาด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูงของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อย่างต่อเนื่อง

ความสำเร็จครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพ และความพร้อมของทีมแพทย์ศัลยกรรมตับ ตับอ่อน และทางเดินน้ำดีของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาประยุกต์ใช้กับการผ่าตัดที่มีความซับซ้อนสูง และนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของวงการศัลยกรรมปลูกถ่ายตับไทยและความก้าวหน้าทางการแพทย์สู่ระดับสากล คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยังคงมุ่ง มั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็น “โรงเรียนแพทย์ในดวงใจ เพื่อความยั่งยืนด้านสุขภาวะ ด้วยนวัตกรรม” และเป็นกำลังสำคัญในการ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน”

กรมที่ดิน ยกระดับการบริการครั้งใหญ่ สู่ระบบ สำนักงานที่ดินอิเล็กทรอนิกส์ ต่างสำนักงานแบบออนไลน์

กรมที่ดิน ยกระดับการบริการครั้งใหญ่ สู่ระบบ สำนักงานที่ดินอิเล็กทรอนิกส์ ต่างสำนักงานแบบออนไลน์

กรมที่ดิน ยกระดับการบริการครั้งใหญ่ สู่ระบบ สำนักงานที่ดินอิเล็กทรอนิกส์ ต่างสำนักงานแบบออนไลน์

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.22 น.

กรมที่ดิน พร้อมเดินหน้ายกระดับการบริการครั้งใหญ่ ให้บริการประชาชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดประกาศขยายพื้นที่ให้บริการครั้งใหญ่ สู่ระบบ “สำนักงานที่ดินอิเล็กทรอนิกส์ ต่างสำนักงานแบบออนไลน์” หรือ E-LANDS ชูจุดเด่น One Stop Service สะดวก รวดเร็ว ลดภาระค่าใช้จ่าย ในการเดินทาง ให้ประชาชนสามารถจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินข้ามจังหวัดได้แล้ว

โดยสำนักงานที่ดินอิเล็กทรอนิกส์ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งจะทำให้ประชาชนไม่จำเป็นต้องเดินทางไปยังสำนักงานที่ดินที่ที่ดินนั้นตั้งอยู่ แต่ยังสามารถจดทะเบียนต่างสำนักงานแบบออนไลน์ได้ทั่วทั้ง 63 จังหวัดที่เปิดให้บริการแล้ว ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จังหวัดอุบลราชธานี บึงกาฬ หนองคาย เชียงใหม่ สงขลา สิงห์บุรี ขอนแก่น เพชรบุรี นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา นครนายก นครปฐม ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด นครราชสีมา ภูเก็ต กระบี่ สุราษฎร์ธานี พังงา ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี ราชบุรี นครพนม บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สกลนคร ยโสธร มุกดาหาร สุรินทร์ อุทัยธานี นครสวรรค์ อุดรธานี หนองบัวลำภู พะเยา เชียงราย แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ลพบุรี สระบุรี อ่างทอง ชัยนาท ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สระแก้ว สุพรรณบุรี แม่ฮ่องสอน ตาก สุโขทัย อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร พิจิตร และจังหวัดเลย รวมทั้งสิ้นกว่า 382 สำนักงาน

เพียงลงทะเบียนผ่านระบบ ยื่นคำขอ ตรวจสอบเอกสาร และดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ ช่วยลดขั้นตอน ลดเอกสารลดระยะเวลา และลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางตอบโจทย์ประชาชนยุคดิจิทัลที่ต้องการความรวดเร็ว โปร่งใส และเข้าถึงได้ทุกที่

รับชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ลิงก์วิดีโอ : https://youtu.be/wRg4jhCbLH0?si=Ap5ldUVyspzp3Z28

กรมการข้าว จัดงาน ‘วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ’69’ ชู 20 ปีแห่งการพัฒนาข้าวไทย

กรมการข้าว จัดงาน 'วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ'69' ชู 20 ปีแห่งการพัฒนาข้าวไทย

กรมการข้าว จัดงาน ‘วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ’69’ ชู 20 ปีแห่งการพัฒนาข้าวไทย

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.10 น.

กรมการข้าว จัดใหญ่ “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569” ชู 20 ปีแห่งการพัฒนาข้าวไทย เดินหน้านวัตกรรม-เกษตรสมัยใหม่ สร้างความมั่นคงชาวนาไทยอย่างยั่งยืน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว เตรียมจัดงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569” ภายใต้แนวคิด “รวมใจภักดิ์ รักษ์ข้าวไทย สองทศวรรษกรมการข้าวก้าวไกล ใต้ร่มพระบารมีพระพันปีหลวง” ระหว่าง วันที่ 5 – 7 มิถุนายน 2569 ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร เพื่อ เทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทยและพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงมีต่อกิจการ ด้านข้าวและชาวนาไทย พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาข้าวไทยสู่อนาคต ผ่านเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้ด้าน การเกษตรสมัยใหม่

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับ “ข้าว” ในฐานะ พืชเศรษฐกิจสำคัญ และเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทยมาอย่างยาวนาน โดยมุ่งยกระดับข้าวไทยสู่การผลิต ยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร และการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ การพัฒนาข้าวไทย ผ่านแนวทางเกษตรปลอดภัย เกษตรชีวภาพ เกษตรอัจฉริยะ และการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ด้วย การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ เกษตรกร รวมถึงการพัฒนาพันธุ์ข้าว การแปรรูป และการสร้างอัตลักษณ์ข้าวไทยให้ตอบโจทย์ความต้องการของ ตลาดโลก เพื่อยกระดับข้าวไทยให้เป็นสินค้าคุณภาพที่แข่งขันได้ในตลาดโลก และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ ประเทศในระยะยาว นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่า พร้อมเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้เรียนรู้องค์ความรู้และเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต สามารถพึ่งพาตนเอง และสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวได้ต่อไป” นายวิณะโรจน์ กล่าว

ด้านนายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ตรงกับวันที่ 5 มิถุนายนของ ทุกปี ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทยและพระบรมวงศานุวงศ์ ที่ทรงมีต่อกิจการด้านข้าวและชาวนาไทย รวมถึงเชิดชูชาวนาไทยในฐานะผู้ผลิตอาหารหลักของประเทศ

สำหรับการจัดงานในปีนี้ กรมการข้าวมุ่งเชื่อมโยงนโยบายการพัฒนาข้าวลงสู่การปฏิบัติในพื้นที่ปลูกข้าวทั่ว ประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการวางระบบการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการ เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่ม ประสิทธิภาพการผลิต และสร้างความมั่นคงให้แก่ชาวนาไทย ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และ นวัตกรรมด้านการผลิตข้าวที่สอดคล้องกับบริบทการเกษตรยุคใหม่

“งานปีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในวาระครบรอบสองทศวรรษของกรมการข้าว ที่มุ่งเดินหน้าพัฒนา งานวิจัย เทคโนโลยี และการยกระดับคุณภาพข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้เกษตรกรไทย และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก” นายอานนท์ กล่าว

กรมการข้าวยังมุ่งส่งเสริมการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่มีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น มีความต้านทานโรคและสามารถปรับตัว ต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง พร้อมสนับสนุนการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ในการผลิต ตลอดจน ส่งเสริมการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทยควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม รวมทั้งให้ ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าจากข้าวและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร อาทิ ฟางข้าวและแกลบ ผ่านการแปรรูปเป็น ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อสร้างรายได้และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรและชุมชนมากยิ่งขึ้น

ภายในงานปีนี้มีการจัดนิทรรศการและกิจกรรมที่สะท้อนทั้งมิติด้านวิชาการ เทคโนโลยี และวิถีวัฒนธรรมชาวนาไทยอย่างครบถ้วน โดยในวันที่ 6 มิถุนายน 2569 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานเปิดงานและทอดพระเนตรนิทรรศการภายในงาน รวมถึง การสาธิตนวัตกรรมแปลงนาอัจฉริยะด้วยโดรนการเกษตร และรถแทรกเตอร์ไฟฟ้า รถดำนาไร้คนขับ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของระบบนิเวศการเกษตรอัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีนิทรรศการเทิดพระเกียรติ นิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านข้าว การสาธิต เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ เวทีเสวนาวิชาการ อาทิ หัวข้อ “พลิกโฉมเกษตรกรรมไทย : ข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice) เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” และหัวข้อ “ทำนาอย่างไรให้รอดจากข้าวดีด ข้าวเด้ง” รวมถึงกิจกรรมสร้างสีสัน อาทิ การประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง “ชาวนาเสียงทอง” การประกวดธิดาชาวนา การแข่งขันทำหุ่นไล่กา และการแสดงมินิ คอนเสิร์ต

อีกทั้งยังมีการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวกว่า 35 ร้านค้า จากเครือข่ายเกษตรกรและชุมชน ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟสำเร็จรูปจากข้าวเบายอดม่วง ผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรมจากผงข้าวบริสุทธิ์ สครับจากข้าว เซลลูโลสบริสุทธิ์จากฟางข้าว ทรายแมวจากฟางข้าว ปุ๋ยอัดเม็ดจากฟางข้าว ผลิตภัณฑ์ข้าวคาร์บอนต่ำ รวมถึงผลิตภัณฑ์ ข้าวคุณภาพมาตรฐานหลากหลายชนิด โดยผู้เข้าร่วมงานสามารถเข้าชมงานได้ฟรีตลอดทั้ง 3 และพิเศษสำหรับผู้ที่มา ร่วมงาน 400 ท่านแรกที่ลงทะเบียนภายในงานในวันที่ 5 และ วันที่ 7 มิถุนายน จะได้รับคูปองมูลค่า 200 บาท สำหรับ ใช้เลือกซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จากร้านค้าภายในงานอีกด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมการข้าว ขอเชิญชวนเกษตรกร ชาวนา และประชาชนผู้สนใจ ร่วมงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569” ระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรม การผลิตข้าวสมัยใหม่ สนับสนุนผลิตภัณฑ์จากชาวนาไทย และร่วมกันขับเคลื่อนอนาคตข้าวไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง ต่อไป

สำหรับท่านที่ไม่สะดวกเดินทางมาร่วมงาน สามารถติดตามรับชมบรรยากาศและการถ่ายทอดสดกิจกรรมต่าง ๆ ได้ผ่านทาง Facebook Fanpage ของกรมการข้าว Rice Department ตลอดทั้ง 3 วันของการจัดงาน

ธนาคารที่ดิน ชูเชียงรายอุ่นไอรักษ์โมเดล บริหารจัดการที่ดินยั่งยืน

ธนาคารที่ดิน ชูเชียงรายอุ่นไอรักษ์โมเดล บริหารจัดการที่ดินยั่งยืน

ธนาคารที่ดิน ชูเชียงรายอุ่นไอรักษ์โมเดล บริหารจัดการที่ดินยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.46 น.

“ธนาคารที่ดิน”ชูเชียงรายอุ่นไอรักษ์โมเดลบริหารจัดการที่ดินยั่งยืน ด้วยแนวคิดการกระจายการถือครองที่ดินและการทำเกษตรแบบรวมกลุ่มมาใช้พื้นที่จริงจัง เปลี่ยนจากช่วยคนไม่มีที่ดิน สู่ ‘การสร้างชุมชนที่มีความมั่นคงด้านที่ดินและอาชีพอย่างยั่งยืน’

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน เปิดเผยว่า ธนาคารที่ดิน เดินหน้าขับเคลื่อนการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านที่ดิน ตามนโยบายรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผ่าน “วิสาหกิจชุมชนเชียงรายอุ่นไอรักษ์” จังหวัดเชียงราย หนึ่งในพื้นที่ต้นแบบของ “โครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน” ที่นำแนวคิดการกระจายการถือครองที่ดินและการทำเกษตรแบบรวมกลุ่มมาใช้จริงในพื้นที่ มุ่งสร้างความมั่นคงด้านที่ดินทำกิน ควบคู่การพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นระบบ

พื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ในตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย “ธนาคารที่ดิน” ได้จัดซื้อที่ดินเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกินหรือมีไม่เพียงพอ ให้สามารถเข้าถึงที่ดินและรวมกลุ่มบริหารจัดการร่วมกันในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน โดยมีสมาชิก 65 ครัวเรือน ร่วมกำหนดกติกาและใช้ประโยชน์พื้นที่ร่วมกันอย่างเป็นธรรม

สำหรับโมเดล “บริหารจัดการที่ดินร่วมกัน” ไม่ใช่แจกกรรมสิทธิ์รายบุคคลแบบทั่วไป แต่ใช้ระบบกลุ่มวิสาหกิจชุมชน มีการกำหนดกติกาใช้ประโยชน์ที่ดินร่วมกัน เพื่อป้องกันการขายต่อและรักษาที่ดินไว้เป็นฐานอาชีพระยะยาวของชุมชน

รูปแบบการดำเนินงานของ “เชียงรายอุ่นไอรักษ์” แตกต่างจากการแจกที่ดินทั่วไป เนื่องจากใช้แนวคิด “รวมกลุ่มถือครองและบริหารจัดการร่วมกัน” เพื่อป้องกันการซื้อขายเปลี่ยนมือ และรักษาที่ดินไว้เป็นฐานอาชีพระยะยาวของชุมชน สมาชิกมีส่วนร่วมในการบริหารผ่านคณะกรรมการกลุ่ม พร้อมจัดตั้งกองทุนและระบบออมทรัพย์เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจภายในชุมชน

ด้านการพัฒนาอาชีพ ชุมชนได้นำแนวทางเกษตรผสมผสานและเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ ทั้งการปลูกผักปลอดสาร เลี้ยงสัตว์ ปลูกไม้ผล และแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน ช่วยให้สมาชิกมีรายได้หลายทาง ลดต้นทุนการดำรงชีวิต และเพิ่มความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือน

นอกจากนี้ ธนาคารที่ดิน ยังประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ทั้งระบบไฟฟ้า น้ำ และองค์ความรู้ด้านอาชีพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของสมาชิกในพื้นที่ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ปัจจุบัน วิสาหกิจชุมชนเชียงรายอุ่นไอรักษ์ ได้กลายเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการบริหารจัดการที่ดินของชุมชน และเป็นแหล่งศึกษาดูงานของหน่วยงานภาครัฐและเครือข่ายภาคประชาชน ที่สนใจแนวทางการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินอย่างยั่งยืน ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับพื้นที่

“ไร้ลิ้นสิ้นสูญ” นวนิยายรางวัลกับพลังภาษาอันบาดลึกที่คนไทยต้องอ่าน

“ไร้ลิ้นสิ้นสูญ” นวนิยายรางวัลกับพลังภาษาอันบาดลึกที่คนไทยต้องอ่าน

“ไร้ลิ้นสิ้นสูญ” นวนิยายรางวัลกับพลังภาษาอันบาดลึกที่คนไทยต้องอ่าน

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.42 น.

สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น ร่วมกับ อมรินทร์บุ๊ค  เซ็นเตอร์ เปิดตัวหนังสือ ‘ไร้ลิ้นสิ้นสูญ’ (Tongueless) ฉบับแปลภาษาไทย ผลงานของ ‘เหล่า หยีหว่า’  ( Lau Yee Wa ) นักเขียนชาวฮ่องกง ผู้คว้ารางวัลชนะเลิศจากเวทีประกวดวรรณกรรมนานาชาติ Chommanard International Women’s Literary Award 2025  พร้อมกันนี้ในงานได้จัดเวทีเสวนา “หนังสือดีแค่ไหน ทําไมจึงคว้ารางวัล Chommanard International Grand Prize ได้รับเงินสดถึง 500,000 บาท” โดยได้รับเกียรติจาก คุณเกศณี ไทยสนธิ กรรมการตัดสินรางวัล Chommanard International Women’s Literary Award และอาจารย์กฤตยา อกนิษฐ์ ผู้แปลหนังสือ ไร้ลิ้นสิ้นสูญ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในครั้งนี้

อาจารย์กฤตยา อกนิษฐ์ กล่าวว่า  หนังสือ ‘ไร้ลิ้นสิ้นสูญ’ เป็นผลงานเรียกได้ว่า “มีความวิเศษ” ไม่ธรรมดา ด้วยพลังของการเล่าเรื่องที่ลุ่มลึกและชวนให้ผู้อ่านได้ขบคิดพร้อมตั้งคำถามต่อโครงสร้างสังคม โดยส่วนตัวรู้สึกภูมิใจอย่างมากที่ได้มีโอกาสแปลหนังสือเล่มนี้ แม้จะเป็นความท้าทายไม่น้อย เพราะต้นฉบับเป็นภาษาจีนที่เต็มไปด้วยชั้นเชิงทางภาษาและอารมณ์ ทำให้ผู้แปลต้องทำความเข้าใจตัวละครอย่างลึกซึ้ง เพื่อถ่ายทอดอรรถรสและน้ำหนักทางความรู้สึกของต้นฉบับออกมาให้ครบถ้วนที่สุด

ทั้งนี้ มองว่า ‘เหล่า หยีหว่า’ เป็นนักเขียนที่มีความเฉียบคมในการพาผู้อ่านเข้าไปอยู่ท่ามกลางเหตุการณ์ราวกับกำลังใช้ชีวิตร่วมกับตัวละครจริง ๆ อีกทั้งยังสามารถสื่อสารความเจ็บปวด ความอึดอัด และความสะเทือนใจผ่านภาษาได้อย่างแนบเนียน โดยเฉพาะตัวละคร “แม่” ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงเรื่องราวและอารมณ์ต่าง ๆ ภายในเรื่องได้อย่างทรงพลัง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์สำคัญของหนังสือเล่มนี้ เพราะทุกองค์ประกอบที่ผู้เขียนวางไว้ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง ระบบการศึกษา โลกการทำงาน หรือการต่อสู้เพื่อรักษาอัตลักษณ์ของตนเอง ล้วนมีความหมายและชวนให้ผู้อ่านกลับมาทบทวนสังคมรอบตัวมากขึ้น

นอกจากนี้ อาจารย์กฤตยา ยังได้ขยายความถึงความหมายของชื่อเรื่อง  ‘ไร้ลิ้นสิ้นสูญ’ ผ่านการตั้งคำถามต่อ “ลิ้น” ในฐานะอวัยวะสำคัญของการสื่อสาร ว่ามนุษย์จะใช้มันอย่างไรเพื่อเอาตัวรอดภายใต้อำนาจที่กดทับ บางคนเลือกนิ่งเงียบเพื่อปกป้องตัวเอง ขณะที่บางคนใช้คำพูดเพื่อประจบเอาใจผู้มีอำนาจให้สามารถอยู่รอดในระบบได้ ลิ้นจึงไม่ได้เป็นเพียงอวัยวะสำหรับการพูด แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของเสียง สิทธิ และตัวตนของมนุษย์ ซึ่งอาจค่อย ๆ ถูกครอบงำและพรากหายไปโดยไม่รู้ตัว จนท้ายที่สุด หนังสือเล่มนี้อาจทำให้ผู้อ่านย้อนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ลิ้นของเรายังอยู่หรือไม่” และเรายังมีพื้นที่มากเพียงใดในการเปล่งเสียงต่อผู้มีอำนาจในสังคมปัจจุบัน

ด้าน เกศณี ไทยสนธิ เปิดเผยว่า ครั้งแรกที่ได้อ่าน  ‘ไร้ลิ้นสิ้นสูญ’  รู้สึกทันทีว่านี่คือ นวนิยายที่เปี่ยมด้วยความกล้าหาญและทรงพลัง เพราะสามารถขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมผ่าน “ภาษา” ได้อย่างวิจิตรและลุ่มลึก ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญที่เวทีชมนาดมองหาในงานวรรณกรรมร่วมสมัย หนังสือเล่มนี้สะท้อนเสียงของผู้หญิงที่กล้าก้าวข้ามกรอบวัฒนธรรม อำนาจ และความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยได้อย่างน่าประทับใจ โดยเสน่ห์ของเรื่องเริ่มตั้งแต่ชื่อหนังสือที่ชวนตั้งคำถาม ไปจนถึงโครงสร้างการเล่าเรื่องที่เผยให้เห็นความกล้าของผู้เขียนในการหยิบประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของฮ่องกงมาเล่าผ่านบริบทการศึกษาและการเปลี่ยนผ่านจากภาษาจีนกวางตุ้งสู่ภาษาจีนกลาง ซึ่งไม่เพียงสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางภาษา แต่ยังสื่อถึงการต่อรองอำนาจ อัตลักษณ์ และการดำรงอยู่ของผู้คนในสังคมอีกด้วย

ขณะเดียวกัน เกศณี ยังมองว่า  ‘ไร้ลิ้นสิ้นสูญ’ เป็นหนังสือที่สะท้อนอัตลักษณ์ของผู้คนในวัยทำงานได้อย่างชัดเจน เพราะในโลกของการทำงาน บางคนเลือกเงียบและทำหน้าที่ของตัวเองไปโดยไม่พูดอะไร ขณะที่บางคนเลือกประจบสอพลอเพื่อความอยู่รอดในระบบ จนทำให้ผู้อ่านสามารถมองเห็นแรงกดดัน การต่อรอง และการสูญเสียตัวตนที่เกิดขึ้นจริงในสังคมปัจจุบัน ขณะเดียวกันผู้อ่านจะเห็นถึงความกล้าหาญของผู้เขียนในการเล่าเรื่องที่ท้าทายและยาก ถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาที่ง่าย แต่ยังมีความซับซ้อนอย่างมีเสน่ห์และสะกิดใจเราไปเรื่อยๆ ตลอดเล่มตั้งแต่ต้นยันจบ นี่เป็นสิ่งที่ประทับใจและอยากให้ผู้อ่านเปิดใจ

สำหรับ ‘ไร้ลิ้นสิ้นสูญ’   เป็นผลงานที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการอย่างเข้มจนได้รับรางวัลชนะเลิศ  จากผู้ส่งเข้าประกวดมากกว่า 70 ผลงานของนักเขียนสตรีทั่วภูมิภาคเอเชีย โดยถือเป็นนวนิยายร่วมสมัยจากฮ่องกงที่สะท้อนประเด็นเรื่องภาษา อัตลักษณ์ และแรงกดดันจากโครงสร้างสังคมได้อย่างเฉียบคม ผ่านชีวิตของครูสอนภาษาจีนสองคนคือ “ไหว” และ “หลิง” ที่ทำงานในโรงเรียนมัธยม และต้องเผชิญกับนโยบายทางภาษาและการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาซึ่งค่อยๆ กัดกร่อนตัวตนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ “การสูญเสียภาษา” ในเรื่อง เปรียบเสมือน การสูญเสียตัวตนและเสรีภาพในการดํารงอยู่ของผู้คน จนกลายเป็นวรรณกรรมที่ตั้งคำถามต่อสังคมร่วมสมัยได้อย่างทรงพลังและสะเทือนอารมณ์ผู้อ่านทั่วเอเชีย 

ผู้ที่สนใจหนังสือเล่มนี้ สามารถหาซื้อได้แล้ววันนี้ที่ ร้านนายอินทร์ทุกสาขา  และร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ ร่วมเปิดประสบการณ์แห่งความคิด แรงบันดาลใจ และเรื่องราวที่คุณอาจไม่มีวันลืม

โครงการหน่วยแพทย์อาสาเฉพาะทางร่วมใจเฉลิมพระเกียรติในหลวง-พระราชินี เฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 ครั้งที่ 11

โครงการหน่วยแพทย์อาสาเฉพาะทางร่วมใจเฉลิมพระเกียรติในหลวง-พระราชินี เฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 ครั้งที่ 11

โครงการหน่วยแพทย์อาสาเฉพาะทางร่วมใจเฉลิมพระเกียรติในหลวง-พระราชินี เฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 ครั้งที่ 11

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.34 น.

มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ สถาบันมหิตลาธิเบศร แพทยสภา และสถาบันพระปกเกล้า โดยนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 12 (ปธพ.12) และนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำทางการแพทย์ รุ่นที่ 3 (ปนพ.3) ร่วมจัด “โครงการหน่วยแพทย์อาสาเฉพาะทางร่วมใจเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ รอบ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙ ครั้งที่ 11 ประจำปี 2569” ระหว่าง วันที่ 22–24 พฤษภาคม 2569 ณ โรงพยาบาลสระบุรี และศูนย์ราชการจังหวัดสระบุรี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และส่งเสริมให้พระภิกษุสงฆ์ ผู้พิการ เด็ก ผู้ต้องการ และประชาชน สามารถเข้าถึงความรู้และได้บริการทางการแพทย์เฉพาะทางที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง

สำหรับวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 ได้จัดพิธีเปิดโครงการอย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์ราชการจังหวัดสระบุรี พร้อมทั้งเยี่ยมชมการดำเนินงานของคลินิกต่าง ๆ และจัดพิธีการ ณ ห้องประชุมศิริพานิช ชั้น 6 อาคารผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลสระบุรี โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานรุ่น ปธพ.12 ได้กล่าวขอบคุณความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในนามกระทรวงสาธารณสุข ขณะที่ นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ได้กล่าวต้อนรับและแสดงความขอบคุณที่เลือกจังหวัดสระบุรีเป็นพื้นที่ดำเนินโครงการเฉลิมพระเกียรติฯอันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่

โครงการดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและเครือข่ายบุคลากรทางการแพทย์จากทั่วประเทศ นำบริการทางการแพทย์เฉพาะทาง ให้ครอบคลุมทั้งการคัดกรอง วินิจฉัย รักษา และให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ โดยในครั้งนี้ได้จัดบริการทางการแพทย์ 18 กลุ่มงาน 52 คลินิก ความเชี่ยวชาญ โดยแพทย์กว่า 500 คน จากโรงเรียนแพทย์และสถาบันการแพทย์ทั่วประเทศ ร่วมใจจัดบริการประชาชน กว่า 48,000 ราย โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ ในจังหวัดสระบุรี ทำให้การดำเนินโครงการเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ อุปนายกแพทยสภา และ รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ได้ร่วมแสดงความชื่นชมและขอบคุณนักศึกษาและคณะผู้จัดงาน ในฐานะองค์กรภาคีร่วมจัดโครงการหน่วยแพทย์อาสาครั้งนี้

ในโอกาสนี้ พลอากาศเอก นายแพทย์อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการมูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ ได้กล่าวสรุปผลการดำเนินงานครั้งนี้ และการดำเนินงานตลอด 14 ปี 93 โครงการฯ ทั้ง 4 ภาคดูแลประชาชนกว่า 500,000 ราย  พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วน โดยเฉพาะนักศึกษาหลักสูตร ปธพ.-ปนพ. ทุกรุ่นซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการดำเนินโครงการด้วยจิตอาสา ความเสียสละ และความจงรักภักดี พร้อมเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมสานต่อเจตนารมณ์ ในการจัดโครงการหน่วยแพทย์อาสาฯ ระหว่างวันที่ 21-23 พฤษภาคม 2570 ณ โรงพยาบาลนครนายก จังหวัดนครนายก

การจัดโครงการในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่ายทางการแพทย์และสาธารณสุข ในการ “พาหมอไปหาคนไข้ด้วยจิตอาสา” เพื่อยกระดับการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชน
และเป็นต้นแบบของการบูรณาการความร่วมมือเพื่อพัฒนาระบบสาธารณสุขไทยให้มีคุณภาพ เข้มแข็ง และยั่งยืนต่อไป

โครงการเฉลิมพระเกียรติ ๑๐๓ พรรษา ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๙ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี

โครงการเฉลิมพระเกียรติ ๑๐๓ พรรษา ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๙ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี

โครงการเฉลิมพระเกียรติ ๑๐๓ พรรษา ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๙ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.03 น.

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นพระราชธิดาพระองค์เดียว ในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระอนุชาสองพระองค์คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๖๖ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๑ ตลอดพระชนม์ชีพทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจนานัปการแก่ประเทศชาติ ทรงได้รับการประกาศยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก อันเป็นการสะท้อนพระเกียรติคุณอันยิ่งใหญ่ให้เด่นเป็นประจักษ์ในระดับโลก

ราชตี สิงหศิวานนท์ ประธานในโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี

ประธานในพิธีถวายมาลัยสักการะหน้าพระรูปสมเด็จเจ้าฟ้าฯ

ราชตี สิงหศิวานนท์ 

ราชตี  สิงหศิวานนท์และ พ.อ.หญิง อุษากรณ์ จันทรวงศ์  ผู้จัดการโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ

วัดราชผาติการาม วรวิหาร จึงได้จัดโครงการเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสครบ ๑๐๓ พรรษาในวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๙ และเนื่องด้วยในวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๘ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระราชทานเฉลิมพระนามและสถาปนาพระอิสริยศักดิ์พระอัฐิ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี นับเป็นการยกย่องพระเกียรติคุณของพระราชปิตุจฉาให้สูงยิ่งขึ้น

พีชวิทย์ เพชรธนะกุล และคุณอมรทิพย์ ฐิตะฐาน พิธีกรโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ

ระบำกฤดาภินิหาร โดย อ. โสภาพรรณ ล็อค

คีตาเฉลิมพระเกียรติ ฯ แสงหนึ่งคือรุ้งงาม โดย ชยพล บุญรักษา

เพลงพ่อครู โดย ดร.เขมิษา บุณยเกียรติ,อ.ณัฐพล สมุหเสนีโต,ด.ญ.ญาณินณดี วรรณกิจ ประกอบการแสดงจินตลีลาประยุกต์

โครงการเฉลิมพระเกียรติในโอกาสอันเป็นมงคลทั้ง ๒ วาระนี้ จัดขึ้นในรูปแบบของโครงการอนุรักษ์เพลงไทย ที่เรียกว่า “คีตวรรณศิลป์ภิรมย์” ในรูปแบบของการเสวนาเชิงวิชาการ และการขับร้องเพลงไทยที่ไพเราะประกอบการแสดง การจัดกิจกรรมนี้จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กทม.ฯ ณ เวทีการแสดง ห้องสัมมนา KSS-801 ในวันศุกร์ที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๙  โดยได้รับเกียรติจาก  ราชตี สิงหศิวานนท์ เป็นประธานในพิธี ร่วมกับพันเอกหญิง อุษากรณ์ จันทรวงศ์  ผู้จัดการโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ และได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอุปการคุณดังต่อไปนี้  มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช, บริษัท ไอทีโซลูชั่น จำกัด, บริษัท ต้นไม้ชายคา, พรเกษมคลินิก, บริษัท วาไรตี้ฟู้ดส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, บริษัทซิงไทย อมูเลท, บริษัท แอชอินทีเรียดีไซน์ และ บิวอิน เฟอร์นิเจอร์ จำกัด, บริษัท น้ำตาลไทยอีสาน, สถาบัน แดนซ์มีอัพ, กรมดุริยางค์ทหารบก, บริษัท วอนเดอร์เอส จำกัด, และสมาคมศิษย์เก่าสตรีวัดระฆัง

ละครเพลง ทวิสูรย์ปฏิพัทธ์ แจ่มจรัสจันทรา  เพลงคำมั่นสัญญา โดย สิบเอกเชี่ยวชาญ กิจสมบัติไชย นักแสดง ณัฐธนนท์ อริยชัยกุลภัทร์ และ ชยพล บุญรักษา

ละครเพลง ทวิสูรย์ปฏิพัทธ์ แจ่มจรัสจันทรา เพลงคำมั่นสัญญา โดย สิบเอกเชี่ยวชาญ กิจสมบัติไชย นักแสดง ณัฐธนนท์ อริยชัยกุลภัทร์ และ ชยพล บุญรักษา

การแสดงประกอบเพลงคำมั่นสัญญา

การแสดงประกอบเพลงคำมั่นสัญญา

นาฏลีลาประยุกต์ นิยายรักแผลเก่า เพลงขวัญเรียม โดยสิบเอก เชี่ยวชาญ กิจสมบัติไชย, กมลทิพย์ ศรีเจริญ ผู้แสดง อรรถพล ศรีทองสุก ,ด.ญ.ณฤชล กนกโชติกุล

นาฏลีลาประยุกต์ นิยายรักแผลเก่า เพลงขวัญเรียม โดยสิบเอก เชี่ยวชาญ กิจสมบัติไชย, กมลทิพย์ ศรีเจริญ ผู้แสดง อรรถพล ศรีทองสุก ,ด.ญ.ณฤชล กนกโชติกุล

ผู้ขับร้องเพลงขวัญเรียม

ผู้ขับร้องเพลงขวัญเรียม

ตำนานรักนิรันดร์ของเจ้าหญิงมีราบาย เพลงหนี้รัก โดย ดร.เขมิษา บุณยเกียรติ นักแสดง วิภาภรณ์สิริ วามะสุรีย์ เป็นเจ้าหญิงมีราบาย, เตชินทร์ กนกโชติกุล เป็นพระกฤษณะ

ตำนานรักนิรันดร์ของเจ้าหญิงมีราบาย เพลงหนี้รัก โดย ดร.เขมิษา บุณยเกียรติ นักแสดง วิภาภรณ์สิริ วามะสุรีย์ เป็นเจ้าหญิงมีราบาย, เตชินทร์ กนกโชติกุล เป็นพระกฤษณะ

พระเจ้าสังคะวิกรมสิงห์ โดย ชยพล บุญรักษา นางกำนัล โดย เนติรักษ์ สาระจันทร์

พระเจ้าสังคะวิกรมสิงห์ โดย ชยพล บุญรักษา นางกำนัล โดย เนติรักษ์ สาระจันทร์

เพลงพี่ยังรักเธอไม่คลาย โดย ดร.ปราโมทย์ สัชฌุกร

เพลงพี่ยังรักเธอไม่คลาย โดย ดร.ปราโมทย์ สัชฌุกร

เพลงน้ำตาแสงไต้ โดย ณัฐธนนท์ อริยชัยกุลภัทร์ บัลเลย์ประยุกต์โดย เมฐิต์รินทร์ วรวิสุทธิกูล,พรปวีณ์ ศรีพนากุล

เพลงน้ำตาแสงไต้ โดย ณัฐธนนท์ อริยชัยกุลภัทร์ บัลเลย์ประยุกต์โดย เมฐิต์รินทร์ วรวิสุทธิกูล,พรปวีณ์ ศรีพนากุล

พลงดวงใจ โดย พรรษมณฑ์ ตระการรุ่งโรจน์ การแสดงโดย สิรินดา ครองยั่งยืน, วุฒิวัฒน์ อภิรัฐชัยวงษ์, ด.ญ.พีชญาภร นันทวัฒน์ศิริ,ด.ญ.อัญญาณัฏฐ์ นันทวัฒน์ศิริ

พลงดวงใจ โดย พรรษมณฑ์ ตระการรุ่งโรจน์ การแสดงโดย สิรินดา ครองยั่งยืน, วุฒิวัฒน์ อภิรัฐชัยวงษ์, ด.ญ.พีชญาภร นันทวัฒน์ศิริ,ด.ญ.อัญญาณัฏฐ์ นันทวัฒน์ศิริ

ลำนำตรีเสน่หาแห่งรามเกียรติ์ เพลงตัวร้ายที่รักเธอ โดย ร.ต.เชิดศักดิ์ ฤทธิกรกูล นักแสดง ชยพล บุญรักษา - ทศกัณฐ์, 
ภูริดา มีภูมิรู้ -นางสีดา

ลำนำตรีเสน่หาแห่งรามเกียรติ์ เพลงตัวร้ายที่รักเธอ โดย ร.ต.เชิดศักดิ์ ฤทธิกรกูล นักแสดง ชยพล บุญรักษา – ทศกัณฐ์, ภูริดา มีภูมิรู้ -นางสีดา

เพลงมนต์รักอสูร โดย ประไณย ภิญโญสิบ,สิบเอกหญิง ศรสวรรค์ ศรีจันทร์ นักแสดงคือ ชยพล บุญรักษา - ทศกัณฐ์, เนติรักษ์ สาระจันทร์ – นางเหมนารี

เพลงมนต์รักอสูร โดย ประไณย ภิญโญสิบ,สิบเอกหญิง ศรสวรรค์ ศรีจันทร์ นักแสดงคือ ชยพล บุญรักษา – ทศกัณฐ์, เนติรักษ์ สาระจันทร์ – นางเหมนารี

พลงลาวดวงเดือน ขับร้องและบรรเลงกีต้าร์ โดย พีชวิทย์ เพชรธนะกุล

พลงลาวดวงเดือน ขับร้องและบรรเลงกีต้าร์ โดย พีชวิทย์ เพชรธนะกุล

ดร.ฉัฐฑริกา บางแก้ว บรรเลงไวโอลินเพลงน้ำตาแสงใต้

ดร.ฉัฐฑริกา บางแก้ว บรรเลงไวโอลินเพลงน้ำตาแสงใต้

ตำนานรักนิรันดร์ของเจ้าหญิงมีราบาย ชลวลัช มีนิจสิน แสดงเป็นนักบวชน้อยในวิหารพระกฤษณะ

ตำนานรักนิรันดร์ของเจ้าหญิงมีราบาย ชลวลัช มีนิจสิน แสดงเป็นนักบวชน้อยในวิหารพระกฤษณะ

การแสดงปิดท้ายด้วยเพลงความฝันอันสูงสุด

การแสดงปิดท้ายด้วยเพลงความฝันอันสูงสุด

คณะนักร้องและนักแสดงทุกคนออกมารับเสียงปรบมือจากผู้ชม

คณะนักร้องและนักแสดงทุกคนออกมารับเสียงปรบมือจากผู้ชม

ประธานในพิธีมอบช่อดอกไม้และของที่ระลึกให้ ดร.ปราโมทย์ สัชฌุกร นักร้องกิตติมศักดิ์

ประธานในพิธีมอบช่อดอกไม้และของที่ระลึกให้ ดร.ปราโมทย์ สัชฌุกร นักร้องกิตติมศักดิ์

ดร.สมทบ ฐิตะฐาน ผู้ดำเนินการเสวนาทางวิชาการเรื่องการอนุรักษ์เพลงไทย

ดร.สมทบ ฐิตะฐาน ผู้ดำเนินการเสวนาทางวิชาการเรื่องการอนุรักษ์เพลงไทย

ผู้ร่วมเสวนา ธีรนันท์ช่วงพิชิต,ไวยวิชญ์ จันทรวงศ์,ดร. สมทบ ฐิตะฐาน

ผู้ร่วมเสวนา ธีรนันท์ช่วงพิชิต,ไวยวิชญ์ จันทรวงศ์,ดร. สมทบ ฐิตะฐาน

ราชตี สิงหศิวานนท์ มอบของที่ระลึกให้แก่ ไวยวิชญ์ จันทรวงศ์

ราชตี สิงหศิวานนท์ มอบของที่ระลึกให้แก่ ไวยวิชญ์ จันทรวงศ์

ราชตี สิงหศิวานนท์ มอบพระกริ่งวัชรินทร์เป็นของที่ระลึกให้แก่รองอธิการบดี สุรีย์ วาดเขียน ตัวแทนของมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ผู้สนับสนุนโครงการเฉลิมพระเกียรติ

ราชตี สิงหศิวานนท์ มอบพระกริ่งวัชรินทร์เป็นของที่ระลึกให้แก่รองอธิการบดี สุรีย์ วาดเขียน ตัวแทนของมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ผู้สนับสนุนโครงการเฉลิมพระเกียรติ

ราชตี สิงหศิวานนท์ มอบของที่ระลึกให้ ดร. เขมิษา บุณยเกียรติ เจ้าของสถาบัน แดนซ์ มี อัพ ผู้ออกแบบการแสดง

ราชตี สิงหศิวานนท์ มอบของที่ระลึกให้ ดร. เขมิษา บุณยเกียรติ เจ้าของสถาบัน แดนซ์ มี อัพ ผู้ออกแบบการแสดง

ราชตี สิงหศิวานนท์ มอบของที่ระลึกให้แก่ -/สุทธิพจน์ อริยสุทธิวงค์ ผู้สนับสนุนโครงการเฉลิมพระเกียรติ

ราชตี สิงหศิวานนท์ มอบของที่ระลึกให้แก่ -/สุทธิพจน์ อริยสุทธิวงค์ ผู้สนับสนุนโครงการเฉลิมพระเกียรติ

ราชตี สิงหศิวานนท์ มอบของที่ระลึกให้แก่ ผศ.ดร. สุดารัตน์ ชาญเลขา นายกสมาคมศิษย์เก่าสตรีวัดระฆัง ผู้มีอุปการคุณต่อโครงการ

ราชตี สิงหศิวานนท์ มอบของที่ระลึกให้แก่ ผศ.ดร. สุดารัตน์ ชาญเลขา นายกสมาคมศิษย์เก่าสตรีวัดระฆัง ผู้มีอุปการคุณต่อโครงการ