โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอธิการบดี 11 แห่ง ‘เอนก’เผยอธิการบดีที่ถูกร้องเรียนไร้ปัญหา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602749

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอธิการบดี 11 แห่ง ‘เอนก’เผยอธิการบดีที่ถูกร้องเรียนไร้ปัญหา

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอธิการบดี 11 แห่ง ‘เอนก’เผยอธิการบดีที่ถูกร้องเรียนไร้ปัญหา

วันศุกร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2564, 10.11 น.

วันที่ 17 กันยายน 2564 ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งอธิการบดีสถาบันอุดมศึกษา 11 แห่ง ดังนี้ 1.นายอนันต์ ทองระอา ดำรงตำแหน่ง อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี 2.นายสืบพงษ์ ปราบใหญ่ ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง 3.นายจิระพันธ์ ห้วยแสน ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ 4.นายศรชัย มุ่งไธสง ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย 5.น.ส.มาลิณี จุโฑปะมา ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ 6.นายชัยฤทธิ์ ศิลาเดช ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง 7.นางสุภาวิณี สัตยาภรณ์ ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ 8.นายเสนาะ กลิ่นงาม ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบุรี 9.นายสมเจตน์ ดวงพิทักษ์ ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎเลย 10.นายโฆษิต ศรีภูธร ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน และ 11.นางนิภา โสภาสัมฤทธิ์ ดำรงตำแหน่งอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์

รมว.อว.กล่าวต่อว่า แม้ก่อนหน้านี้ได้มีกรณีร้องเรียนเกี่ยวกับการแต่งตั้งอธิการบดีในจำนวนนี้ 5 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย มหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ และมหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง แต่ อว. ได้ทำการสอบสวนและตรวจสอบจนเป็นที่แน่ใจแล้ว จึงได้นำความกราบบังคมทูล พระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง และได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งบุคคลดังกล่าวให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี -007

สอศ.เตรียมส่ง นศ.อาชีวะเกษตร ฝึกวิชาชีพฟาร์มปศุสัตว์เดนมาร์ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602675

สอศ.เตรียมส่ง นศ.อาชีวะเกษตร ฝึกวิชาชีพฟาร์มปศุสัตว์เดนมาร์ก

สอศ.เตรียมส่ง นศ.อาชีวะเกษตร ฝึกวิชาชีพฟาร์มปศุสัตว์เดนมาร์ก

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2564, 22.05 น.

สอศ.เตรียมส่ง นศ.อาชีวะเกษตรฝึกวิชาชีพในฟาร์มปศุสัตว์ ณ ราชอาณาจักรเดนมาร์ก สู่ปีที่ 27

“ราชอาณาจักรเดนมาร์ก” ถือได้ว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่ประชากรมีคุณภาพชีวิตสูงเป็นลำดับต้นๆของโลก และมีตัวชี้วัดประสิทธิภาพในอันดับที่สูงทั้งทางด้านการศึกษา สุขภาพ การคุ้มครองเสรีภาพพลเมือง ธรรมาภิบาลในระบอบประชาธิปไตย และความเท่าเทียมกันทางเพศ โดยเมื่อเร็วๆนี้ (10 กันยายน 2564) รัฐบาลเดนมาร์ก ได้ประกาศคลายมาตรการป้องกันโควิด และเปิดโอกาสให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตปกติอีกครั้ง ซึ่งสถานการณ์โควิดในเดนมาร์กปัจจุบัน มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ประมาณหลักร้อยต่อวัน และมีผู้เสียชีวิตอยู่ที่เพียงหลักหน่วย ขณะที่มีประชากรที่เข้ารับวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 โดส มากถึง 76.2% ของประชากรทั้งหมด และ 73.8%สำหรับผู้เข้ารับวัคซีนครบโดสแล้ว ซึ่งถือได้ว่า เดนมาร์กเป็นประเทศที่มีสัดส่วนประชากรเข้ารับวัคซีนโควิดแล้วมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

วันที่ 16 กันยายน 2564 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้เริ่มดำเนินโครงการความร่วมมือระหว่าง สอศ. กระทรวงศึกษาธิการ กับ สำนักงาน Travel to Farm ซึ่งเป็นหน่วยงานสังกัดองค์การเกษตรของราชอาณาจักรเดนมาร์ก ตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การทำงานในฟาร์มปศุสัตว์ของนักศึกษา โดยแต่ละปีจะมีนักศึกษาจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีทั่วประเทศผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการประมาณ 10 – 15 คน ระยะเวลาในการฝึกงาน 12 – 18 เดือน

“ปัจจุบัน มีนักศึกษาที่ผ่านการฝึกประสบการณ์วิชาชีพจากโครงการนี้แล้ว ประมาณ 420 คน ได้รับความรู้และประสบการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีการผลิตโคนมและสุกรที่ทันสมัย โดยขณะฝึกงาน นักศึกษาจะได้รับเงินค่ายังชีพเป็นค่าตอบแทนประมาณเดือนละ 50,000 บาท ภายหลังหักค่าภาษีและค่าใช้จ่ายจะเหลือประมาณ 30,000 บาท ซึ่งจะสามารถนำมาใช้ในการตั้งต้นประกอบอาชีพเกษตรกรรมหรือศึกษาต่อในประเทศไทยจนจบ ชั้น ปวส.2 และระดับปริญญาตรีได้ โดยนักศึกษาจะพำนักอาศัยอยู่กับครอบครัวเกษตรกรชาวเดนมาร์ก ในลักษณะสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว จะได้เรียนรู้วิชาการทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ นอกเหนือจากนี้ นักศึกษายังจะได้รับประสบการณ์การใช้ชีวิตในต่างประเทศ รู้จักปรับตนเองให้เข้ากับผู้คนที่แตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนาและวัฒนธรรม ตลอดจนสิ่งแวดล้อมที่แปลกใหม่ได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ สำหรับปี 2564 นี้ รัฐบาลเดนมาร์ก ได้ตอบรับนักศึกษาเข้าฝึกประสบการณ์วิชาชีพมากกว่าทุกๆ ปี ณ ขณะนี้มียอดตอบรับถึง 24 คนแล้ว และอยู่ระหว่างนักศึกษาเดินทางไปเข้าร่วมโครงการ ซึ่งถือได้ว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จและพร้อมก้าวเข้าสู่ความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย-เดนมาร์ก ในความร่วมมือปีที่ 27 ต่อไป” ดร.สุเทพ กล่าว

ด้าน นางพัชรา วัฒนะ นักวิชาการศึกษาชำนาญการ ผู้ดูแลโครงการความร่วมมือจัดส่งนักศึกษาฝึกงานฟาร์มปศุสัตว์ ณ ราชอาณาจักรเดนมาร์ก กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการนี้ต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปีแล้ว มีการดำเนินการเป็นประจำทุกปีจนถึงปัจจุบัน โดยดำเนินการสอบคัดเลือกนักศึกษาจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีทั่วประเทศ ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับ ปวส.1 สาขาสัตวศาสตร์ และสัตวรักษ์ ไม่จำกัดเพศ อายุไม่ต่ำกว่า 19 ปี บริบูรณ์ ตามข้อกำหนดของฝ่ายเดนมาร์ก ซึ่งในแต่ละปี มีนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกได้เดินทางไปฝึกงานฟาร์มปศุสัตว์ ได้แก่ ฟาร์มโคนม และฟาร์มสุกรของเกษตรกรเครือข่ายสมาชิก Danish Farmers Union เป็นระยะเวลา 1 ปี จำนวนปีละประมาณ 10 – 15 คน โดยนักศึกษาที่ผ่านการสอบคัดเลือกต้องเข้ารับการฝึกอบรมภาษาอังกฤษ เพื่อเข้ารับการทดสอบภาษาอังกฤษ IELTS และต้องได้คะแนนผลการสอบ ระดับคะแนนไม่น้อยกว่า 3.0 ซึ่งเป็นเกณฑ์ข้อกำหนดของฝ่ายเดนมาร์ก รวมทั้งไปฝึกทักษะการปฏิบัติงานในฟาร์มสุกร หรือฟาร์มโคนม ตลอดจนการฝึกอบรมภาษาอังกฤษด้วย เพื่อให้มีความพร้อมในเบื้องต้นในการเดินทางไปฝึกปฏิบัติงานจริง ณ เดนมาร์ก ซึ่งนักศึกษาจะได้รับความรู้เกี่ยวกับประเทศเดนมาร์กในด้านต่างๆ ได้แก่ สังคมความเป็นอยู่ การใช้ชีวิต การปรับตัวในการดำเนินชีวิตกับครอบครัวเกษตรกรเดนมาร์ก และการเตรียมตัวการเดินทางไปฝึกงาน ทั้งนี้ เมื่อนักศึกษาฝึกงานครบกำหนด 1 ปีแล้ว จะต้องเดินทางกลับมาศึกษาต่อในระดับ ปวส.2 ที่สถานศึกษาเดิม อีกประมาณ 1 เทอม หรือ 1 ปี จนจบการศึกษาตามที่ระเบียบและวิธีการที่สถานศึกษากำหนด – 006

‘ตรีนุช’ลงนามระเบียบ ศธ.เตรียมการจัดตั้งสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602701

'ตรีนุช'ลงนามระเบียบ ศธ.เตรียมการจัดตั้งสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้

‘ตรีนุช’ลงนามระเบียบ ศธ.เตรียมการจัดตั้งสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2564, 19.47 น.

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงนามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การเตรียมการจัดตั้งสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้ พ.ศ.2564

ด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอณาจักรไทย มาตรา 258 จ.(4) ได้กำหนดให้มีการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา โดยปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนทุกระดับเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามความถนัดและปรับปรุงโครงสร้างของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว โดยสอดคล้องกันทั้งในระดับชาติ และระดับพื้นที่ ประกอบกับยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ.2561 – 2580) ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ ได้กำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ที่มีเป้าหมายให้คนไทยเป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ พร้อมสำหรับวิถีชีวิตในศตวรรษที่ 21 และสังคมไทยมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อและสนับสนุนต่อการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต กอปรกับคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. เข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติของรัฐสภา ซึ่งได้กำหนดให้มีสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้เป็นหน่วยงานของรัฐในกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่ไม่เป็นส่วนราชการ ตามกฏหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน หรือรัฐวิสาหกิจตามกฏหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ และกฏหมายอื่น

ฉะนั้น เพื่อเป็นการเตรียมการรองรับการประกาศใช้กฏหมายและไม่ทำให้เกิดช่องว่างในการบังคับใช้กฏหมายดังกล่าว อันจะเป็นการทำให้การปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับหลักสูตรและการเรียนรู้มีความต่อเนื่อง ไม่สะดุด หรือได้รับผลกระทบ สามารถจัดตั้งหน่วยงานได้ตรงตามวัตถุประสงค์และเจตนารมย์ของกฏหมายทุกประการ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 และ มาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จึงวางระเบียบไว้ 11 ข้อ

– 006

‘sacit’ สร้างห้องสมุด E-Library ด้านงานศิลปหัตถกรรมไทย ให้ นร.-นศ. เข้าถึง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602609

‘sacit’ สร้างห้องสมุด E-Library ด้านงานศิลปหัตถกรรมไทย ให้ นร.-นศ. เข้าถึง

‘sacit’ สร้างห้องสมุด E-Library ด้านงานศิลปหัตถกรรมไทย ให้ นร.-นศ. เข้าถึง

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2564, 16.27 น.

‘sacit’ สร้างห้องสมุด E-Library ด้านงานศิลปหัตถกรรมไทย ให้ นร.-นศ. เข้าถึงแหล่งเรียนรู้

16 ก.ย.64 นายพรพล เอกอรรถพร  รักษาการผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย เปิดเผยว่า สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ sacit ได้จัดทำระบบ E-library ด้านงานศิลปหัตถกรรมไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มดิจิทัลที่พัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับการให้บริการห้องสมุดบรรณศิลปาคาร ซึ่งตั้งอยู่ชั้น 1 ณ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา และเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้งานศิลปหัตถกรรมไทยแบบเต็มรูปแบบ ด้วยการบริการหนังสือด้านงานศิลปหัตถกรรมไทย และหนังสือประเภทอื่นๆ ทั้งภาษาไทย และภาษาต่างประเทศ รวมมากกว่า 2,600 เล่ม นอกจากนี้ ยังให้บริการหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) และนิตยสารอิเล็กทรอนิกส์ (E-magazine) ในหมวดหมู่องค์ความรู้ต่างๆ มากกว่า 300 เล่ม เพื่อให้นักวิจัย นักเรียน นักศึกษา ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทย ตลอดจนประชาชนทั่วไป สามารถอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา ส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้ (Learning Society) ทั้งภายในและภายนอกองค์กรต่อไป. -008 

เปิดไทม์ไลน์ ฉีด’ไฟเซอร์’เด็กนักเรียน คาด 15 พ.ย.เปิดเรียนได้ 100% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602578

เปิดไทม์ไลน์ ฉีด'ไฟเซอร์'เด็กนักเรียน คาด 15 พ.ย.เปิดเรียนได้ 100%

เปิดไทม์ไลน์ ฉีด’ไฟเซอร์’เด็กนักเรียน คาด 15 พ.ย.เปิดเรียนได้ 100%

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2564, 15.18 น.

ปลัด ศธ.ยันหากการฉีดวัคซีนเดินตามแผนที่วางไว้ 15 พ.ย.นี้ เด็กมัธยม-อาชีวะ เรียนที่โรงเรียนได้ 100%

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2564 นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้าในการจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์ ให้กับเด็กอายุ 12 – 18 ปี ว่า จากที่ ศธ.และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กำหนดให้เด็กอายุ 12 – 17 ปี 11 เดือน 29 วัน ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือนักเรียน นักศึกษา ที่ศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 6 หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือเทียบเท่า โดยมี ไทม์ไลน์ในการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้นักเรียน ของ ศธ.ดังนี้ วันที่ 10 – 17 กันยายน สถานศึกษาจัดเตรียมรายชื่อและจำนวนนักเรียน ระหว่างนั้น ศธ.และ สธ.จัดประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อซักซ้อมความเข้าใจการฉีดวัคซีนและการทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง วันที่ 17 – 22 กันยายน โรงเรียน สถานศึกษา จัดประชุมทำความเข้าใจให้ข้อมูลกับผู้ปกครองในการฉีดวัคซีนให้เด็ก วันที่ 21 – 24 กันยายน โรงเรียน สถานศึกษาเชิญผู้ปกครองลงนามในแบบฟอร์มเพื่อแจ้งความประสงค์ (ยินยอม) ให้นักเรียนเข้ารับวัคซีนไฟเซอร์

นายสุภัทร กล่าวต่อว่า ในวันที่ 25 กันยายน โรงเรียน สถานศึกษา นำส่งบัญชีรายชื่อนักเรียนที่ประสงค์รับวัคซีนไฟเซอร์ แก่ผู้อำนวยการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) หรืออาชีวศึกษาจังหวัด (อศจ.) แล้วนำส่ง ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) วันที่ 26 กันยายน ศธจ. , ผู้อำนวยการ สพท. , อศจ. , ผู้แทนหน่วยงานการศึกษาในจังหวัด ประชุมสรุปจำนวนและรายชื่อนักเรียนเพื่อนำส่งสาธารสุขจังหวัด วันที่ 28 – 30 กันยายน สาธารสุขจังหวัด จะวางแผนการรับวัคซีนและกำหนดการฉีดวัคซีนรายโรงเรียน วันที่ 1 ตุลาคม โรงเรียน สถานศึกษา รับทราบกำหนดการและจัดเตรียมสถานที่ และจะทำการนัดเวลาและสถานที่ให้นักเรียนมาฉีดวัคซีนที่สถานศึกษาใด และวันที่ 4 ตุลาคม เริ่มการฉีดวัคซีนแก่นักเรียน

“หากเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่วางไว้ คือ ถ้าฉีดเข็มที่ 1 ในสัปดาห์แรกของเดือนตุลาคม จะมีเด็กส่วนหนึ่งได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 ช่วงสิ้นเดือนตุลาคม และเด็กจะทยอยได้รับการฉีดเข็มที่ 2 จนครบหมดทุกคนภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน ซึ่งก็จะทำให้โรงเรียนบางส่วนในจังหวัดพื้นที่สีแดงเข้ม สามารถเปิดเรียนแบบ On-Site สลับกับ On-Air ได้ภายในวันที่ 1 พฤศจิกายน แต่ถ้าการฉีดวัคซีนให้เด็กเป็นไปตามแผน คาดว่าภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน โรงเรียน สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จะสามารถเปิดเรียนแบบ On-Site ได้ 100% ทั้งประเทศ” นายสุภัทร กล่าว

ปลัด ศธ.กล่าวต่อว่า เมื่อเร็วๆ นี้ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ.ได้สั่งการให้ตั้งคณะทำงานประกอบด้วยผู้ตรวจราชการ ศธ. ศึกษาธิการภาค และผู้แทนจาก สพฐ.ลงพื้นที่เพื่อรวบรวมปัญหาการจัดการเรียนการสอน โดยเฉพาะการเรียนออนไลน์ของครูและนักเรียน ในแต่ละจังหวัดเพื่อนำมาวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียและหากพบปัญหาจะได้หาแนวทางแก้ไขพัฒนาต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า ช่วงนี้เป็นการเรียนออนไลน์ เด็กที่เรียนในพื้นที่สีแดงเข้มบางคนกลับต่างจังหวัดตามผู้ปกครอง จะดำเนินการฉีดวัคซีนให้เด็กกลุ่มนี้อย่างไร นายสุภัทร กล่าวว่า สถานศึกษาจะต้องแจกแจงให้ได้ว่าในสถานศึกษาของตนมีเด็กที่ต้องการฉีดวัคซีนแต่อยู่ต่างจังหวัดกี่คน แล้วส่งรายชื่อให้ ศธจ.และ ศธจ.จะรวบรวมรายชื่อส่งให้กรมควบคุมโรคจัดสรรวัคซีนในจังหวัดนั้นๆ ให้ อย่างไรก็ตาม การฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้เด็ก ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รับรองให้ฉีดในเด็ก ซึ่งเป็นวัคซีนที่ปลอดภัย ในการณีที่เกิดผลข้างเคียง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ก็พร้อมจะรับดูแลทั้งการให้สถานพยาบาลและให้ค่าเสียหาย แต่โอกาสที่จะมีผลข้างเคียงกับเด็กมีน้อยมาก – 006

ทีมวิจัยด้านไบโอดีเซล ม.อ. ได้รับรางวัลนานาชาติ นวัตกรรมผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มดิบ 20 วินาที #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602318

ทีมวิจัยด้านไบโอดีเซล ม.อ. ได้รับรางวัลนานาชาติ  นวัตกรรมผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มดิบ 20 วินาที

ทีมวิจัยด้านไบโอดีเซล ม.อ. ได้รับรางวัลนานาชาติ นวัตกรรมผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มดิบ 20 วินาที

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รศ.ดร.กฤช สมนึก ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเทคโนโลยีพลังงาน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เปิดเผยว่า ม.อ.โดยทีมวิจัยด้านไบโอดีเซล ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีพลังงาน คณะวิศวกรรมศาสตร์ นำผลงานวิจัยกระบวนการผลิตไบโอดีเซลแบบสองขั้นตอนด้วยไฮโดรโซนิกคาวิเทชันแบบโรเตอร์และสเตเตอร์ : Two-stage continuous production process of biodiesel using rotor-stator hydrocavitation ชนะรางวัล SILVER MEDAL AWARD จากเวทีการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมระดับนานาชาติ “2021 Japan Design,Idea and Invention Expo” หรือ (JDIE) ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นซึ่งจัดโดย World Invention Intellectual Property Associations (WIIPA)

สำหรับจุดเด่นของผลงานด้านวิชาการชิ้นนี้ คือ การใช้เทคโนโลยีไฮโดรโซนิกคาวิเทชันแบบโรเตอร์และสเตเตอร์ผลิตไบโอดีเซลแบบต่อเนื่อง คือ 1.เครื่องปฏิกรณ์ไฮโดรโซนิก โรเตอร์
และสเตเตอร์ ที่สามารถจัดผลิตขึ้นเองได้ภายในประเทศ ช่วยลดการพึ่งพานำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ 2.สามารถผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มดิบได้อย่างรวดเร็ว โดยขั้นตอนที่ 1 การลดกรดไขมันอิสระ ใช้เวลาประมาณ 20 วินาที และขั้นตอนที่ 2 การผลิตไบโอดีเซลใช้เวลาภายในเวลาประมาณ20 วินาที ที่อัตราการไหลของน้ำมันปาล์มดิบประมาณ 25 ลิตร/ชั่วโมง โดยทั้งสองกระบวนการสามารถลดปริมาณสารเคมีในการทำปฏิกิริยา

ลักษณะเด่นของผลงานด้านวิชาการรวมถึงความแปลกใหม่จากการค้นพบสิ่งประดิษฐ์นี้ อีกอย่างคือ ทีมวิจัยได้คิดค้นจากการประยุกต์ใช้เทคนิค 3D-printing โดยนำมาสร้าง 3 D-printed rotor ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญทำให้เกิดปรากฏการณ์คาวิเทชันชนิดไฮโดรไดนามิกส์ (Hydrodynamic Cavitation) เพื่อผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันกรดไขมันอิสระสูง ก่อให้เกิดการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่สำคัญของงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ด้านไบโอดีเซล

จุฬาฯ ร่วม เทคโนฯพระนครเหนือ และ Smile Robotics พัฒนา‘น้องไฟฉาย รุ่น3’โคม UV-C ฆ่าเชื้อ COVID-19 #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602323

จุฬาฯ ร่วม เทคโนฯพระนครเหนือ และ Smile Robotics  พัฒนา‘น้องไฟฉาย รุ่น3’โคม UV-C ฆ่าเชื้อ COVID-19

จุฬาฯ ร่วม เทคโนฯพระนครเหนือ และ Smile Robotics พัฒนา‘น้องไฟฉาย รุ่น3’โคม UV-C ฆ่าเชื้อ COVID-19

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ศ.นพ.สมรัตน์ จารุลักษณานันท์ภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ริเริ่มโครงการพัฒนาโคม UV-C ประสิทธิภาพสูงฆ่าเชื้อไวรัส COVID-19 เผยว่า ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 บุคลากรทางการแพทย์ถือเป็นกลุ่มคนด่านหน้าที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากต้องคลุกคลีกับผู้ติดเชื้อทุกวันต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ซึ่งเชื้อโควิด-19 สามารถล่องลอยอยู่ในอากาศได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง แถมอยู่บนพื้นผิวต่างๆ ได้นานหลายชั่วโมงถึงนานนับวันขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม ดังนั้น การฆ่าเชื้อสถานที่ปฏิบัติงานสำหรับบุคลากรด่านหน้าจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง คณะแพทยศาสตร์และ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ห่วงใยในเรื่องนี้ จึงได้ร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และ Smile Robotics พัฒนา Robocovid UV-C หรือ “น้องไฟฉาย” ฆ่าเชื้อโรคและสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้บุคลากรทางการแพทย์ โดยตั้งแต่การระบาดระลอกแรก คณะนวัตกรรมได้พัฒนาหุ่นยนต์มาแล้ว 2 รุ่น จนล่าสุด“น้องไฟฉายรุ่น 3” การันตีประสิทธิภาพฆ่าเชื้อโรคได้เร็วและเข้มข้นกว่าเดิม

“น้องไฟฉาย รุ่น 3” ฆ่าเชื้อโรคเข้มข้น รวดเร็ว มีประสิทธิภาพในการกระจายรังสี UV-C ได้เข้มข้นขึ้น ในทุกทิศทุกทาง ช่วยร่นระยะเวลาในการฆ่าเชื้อลงเหลือเพียงจุดละ 3 นาที อีกทั้งมีขนาดเล็กกะทัดรัด สะดวกในการใช้งาน เคลื่อนย้ายและการจัดเก็บ และสามารถควบคุมการทำงานด้วยระบบ Internet of Things (IoT) หรือผ่านเครือข่าย 4G ทาง Smart Phone ทั้งระบบ Android และ IOS

“ในการตรวจสอบประสิทธิภาพการกำจัดเชื้อที่ระยะทางต่างๆ ทั้งที่ระดับพื้นดิน ระดับ 50 เซนติเมตรเหนือพื้น บนพื้นผิววัสดุต่างๆ ทั้งแก้ว พลาสติก โลหะ มีการนำเชื้อโรคอื่นๆ ที่ถูกกำจัดหรือฆ่าได้ยากกว่าไวรัสโควิด-19 หลายเท่า มาใช้ทดสอบเป็นคู่เทียบ (surrogate) ก็พบว่าหุ่นยนต์น้องไฟฉายสามารถฆ่าเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลตอบรับจากโรงพยาบาลอื่นๆ ที่ได้นำไปใช้ก็อยู่ในระดับที่ยอดเยี่ยม”

ปัจจุบัน “น้องไฟฉาย 3” ได้ให้บริการฆ่าเชื้อทำความสะอาดแล้วในหลายโรงพยาบาลทั่วประเทศ และมีแผนขยายและส่งมอบน้องไฟฉายให้โรงพยาบาลอื่นๆ ที่สนใจด้วย และผู้สนใจสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา หรือต้องการหุ่นยนต์ “น้องไฟฉาย” ไปใช้ในโรงพยาบาลหรือโรงพยาบาลสนาม สามารถติดต่อหรือสอบถามที่ภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โทรศัพท์ 02-2564000ต่อ 81513

คุณหญิงกัลยา เปิดโครงการน้อมรำลึกพระคุณพ่อของแผ่นดิน (ร.9) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602317

คุณหญิงกัลยา เปิดโครงการน้อมรำลึกพระคุณพ่อของแผ่นดิน (ร.9)

คุณหญิงกัลยา เปิดโครงการน้อมรำลึกพระคุณพ่อของแผ่นดิน (ร.9)

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดโครงการน้อมรำลึกพระคุณพ่อของแผ่นดิน (ร.9)ปลานิลสินในน้ำ พร้อมปล่อยและมอบพันธุ์ปลานิลให้กับชุมชน จำนวน 999,999 ตัว และแจกฟ้าทะลายโจร พร้อมกันทั้ง 47 วิทยาลัยเกษตรฯ ทั่วประเทศ รวมทั้งติดตามโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนตามแนวพระราชดำริที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนครราชสีมา

สัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ พัฒนาสมุนไพรนาโน รักษา บำรุงผิว และส่งเสริมสุขภาพไก่ชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602322

สัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ พัฒนาสมุนไพรนาโน  รักษา บำรุงผิว และส่งเสริมสุขภาพไก่ชน

สัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ พัฒนาสมุนไพรนาโน รักษา บำรุงผิว และส่งเสริมสุขภาพไก่ชน

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

อ.ดร.ธีรพงศ์ ยะทา อาจารย์ประจำหน่วยชีวเคมี ภาควิชาสรีรวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า การเลี้ยงไก่ชนเป็นวิถีในวัฒนธรรมไทยมายาวนาน มีการถ่ายทอดภูมิปัญญาการเลี้ยงไก่ชนจากรุ่นสู่รุ่น หนึ่งในนั้นคือการใช้สมุนไพรเพื่อดูแลรักษาสุขภาพของไก่ชน ซึ่งในปัจจุบันก็ยังคงมีการใช้สมุนไพรแบบเดิมอยู่บ้าง และมีผู้เลี้ยงบางส่วนก็หันไปสู่การใช้ยาเคมีซึ่งอันตรายทั้งกับไก่ชนและคนเลี้ยง คณะสัตวแพทยศาสตร์ เห็นคุณค่าภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรรักษาไก่ที่ใช้รักษาได้ดี แต่ยังใช้ไม่ได้เต็มประสิทธิภาพ เพราะซึมซับเข้าสู่ผิวหนังไก่ชนยาก จึงเป็นแรงบันดาลใจสู่การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรนาโนเทคโนโลยีเพื่อดูแลสุขภาพ สวัสดิภาพ และเพิ่มอัตรารอดชีวิตไก่ชน

ปัญหาสุขภาพที่พบในไก่ชนมักมาจากไรหรือปรสิตต่างๆ ที่อยู่ตามผิวหนังและขนของไก่ นอกจากนั้น ก็ยังมีโรคเชื้อราและกลาก ปัจจุบันผู้เลี้ยงไก่ชนบางรายจัดการกับปัญหานี้ด้วยการนำไก่ทั้งตัวไปแช่ในน้ำที่ผสมยาฆ่าแมลง วิธีนี้อาจจะได้ผลเร็วแต่ก็ทำให้เกิดสารพิษตกค้างในตัวไก่ได้ ซึ่งหากสะสมเป็นเวลานานก็อาจเป็นอันตรายต่อไก่และคนเลี้ยง คณะได้เห็นปัญหาดังกล่าว จึงแก้ปัญหาสารออกฤทธิ์ในสมุนไพรที่ยากจะซึมซับเข้าสู่ผิวหนังไก่ชนด้วยนวัตกรรมนาโนเทคโนโลยีที่ โดยการนำสมุนไพรมารวมกับเทคโนโลยีไฟโตนาโน-ไฮโดรเจล ที่มีความสามารถในการอุ้มน้ำ ซึ่งเตรียมจากโพลีเมอร์ที่มีโครงร่างตาข่าย จึงมีคุณสมบัติพิเศษทำหน้าที่ตรึงโมเลกุลสารสำคัญบนผิวหนังและปล่อยสารออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งอาศัยระบบนำส่ง “อนุภาคพฤกษานาโน” (PhytoNanoparticles) ช่วยเพิ่มความสามารถในการแทรกซึมผ่านเนื้อเยื่อและให้สารสำคัญออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น

สำหรับผลิตภัณฑ์นาโนที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาสุขภาพของไก่ชน ได้แก่ ไฟโตนาโน-ไฮโดรเจล (PhytoNano-Hydrogel) สำหรับการรักษาโรคเชื้อราในไก่ชน เป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากสารออกฤทธิ์ในสมุนไพรไทย 2 ชนิด คือ สาร Eugenol จากน้ำมันกานพลู ซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อราและแบคทีเรีย และสาร Curcumin จากขมิ้นชันที่ช่วยสมานแผลและลดการอักเสบของผิวหนังที่ติดเชื้อไฟโตนาโน-สเปรย์และแชมพูอนุภาคพฤกษานาโน กำจัดไรไก่และปรสิต เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารออกฤทธิ์เป็นอนุภาคนาโนห่อหุ้มน้ำมันหอมระเหย 3 ชนิด ได้แก่ กานพลู อบเชย และตะไคร้หอม ซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าไรไก่และไล่ยุง รวมถึงแมลงรบกวนอื่นๆ และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และ ผลิตภัณฑ์ไฟโตนาโน-ไฮโดรเจลจากสารสกัดขมิ้นชันสำหรับดูแลผิวพรรณไก่สวยงาม เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลสุขภาพผิวพรรณไก่ชน โดยสารออกฤทธิ์สำคัญคือสารประกอบเชิงซ้อนโรโซไซยานิน (Rosocyanin) ที่เกิดจากสารสกัดเคอร์คูมินอยด์ (Curcuminoids) จากขมิ้นชันและแร่บอเรต (Borate) ซึ่งมีฤทธิ์ทางชีวภาพในการบำรุงผิวหนัง เสริมสร้างความแข็งแกร่งของผิวหนังไก่ ช่วยให้ผิวหนังแดง สดใส สมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อจุลชีพ ได้แก่ แบคทีเรียและเชื้อราบนผิวหนัง

ล่าสุดผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เพื่อการต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์แล้ว ไม่เพียงไก่ชน ผลิตภัณฑ์สมุนไพรนาโนเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถใช้กับการเลี้ยงไก่ในปศุสัตว์ได้เช่นกัน ทั้งไก่เนื้อและไก่ไข่ที่ประสบปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับไรไก่ และ อาจจะนำผลิตภัณฑ์นี้ไปต่อยอดเป็นสเปรย์พ่นในเล้าไก่เพื่อแก้ปัญหาด้านปศุสัตว์ เช่น การเลี้ยงไก่เนื้อ และไก่ไข่ ช่วยเพิ่มโอกาสด้านการตลาด” อ.ดร.ธีรพงศ์กล่าวและทิ้งท้ายถึงโอกาสในการนำนวัตกรรมนาโนเทคโนโลยีมาใช้กับอุตสาหกรรมอื่นๆ ในคน เช่นเครื่องสำอางและกลุ่มยาต่างๆ ในการนำส่งอนุภาคนาโนผ่านทางผิวหนังอีกด้วย

มรภ.สงขลา ร่วมภาคี ขับเคลื่อนพัฒนาย่านเมืองเก่า เป็นตลาดวัฒนธรรมออนไลน์ สร้างรายได้ยุคโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602321

มรภ.สงขลา ร่วมภาคี ขับเคลื่อนพัฒนาย่านเมืองเก่า เป็นตลาดวัฒนธรรมออนไลน์ สร้างรายได้ยุคโควิด

มรภ.สงขลา ร่วมภาคี ขับเคลื่อนพัฒนาย่านเมืองเก่า เป็นตลาดวัฒนธรรมออนไลน์ สร้างรายได้ยุคโควิด

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คณะผู้บริหารคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) นำโดย ผศ.วีระศักดิ์ อักษรถึง คณบดี เข้าพบภาคีคนรักเมืองสงขลาสมาคม เพื่อร่วมประชุมหารือในการร่วมขับเคลื่อนพัฒนาเมืองเก่าสงขลาในมิติต่างๆ ทางมรภ.สงขลา ได้นำเสนอผลการดำเนินงานโครงการพระราโชบาย “การพัฒนาตลาดวัฒนธรรมย่านเมืองเก่าสงขลา ในรูปแบบออนไลน์” เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ โดยใช้เทคโนโลยีทางด้านการตลาดออนไลน์

นอกจากนี้ ยังหารือร่วมกันถึงแนวทางการในการร่วมพัฒนาโครงการสร้างสรรค์ต่างๆ ในอนาคต เช่น โครงการ “หลาดสองเล” ตลาดวัฒนธรรมย่านเมืองเก่าสงขลา เพื่อเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจในย่านเมืองเก่าในช่วงหลังวิกฤตการณ์โควิด-19 โดยจะเน้นพัฒนาควบคู่กับตลาดรูปแบบออนไลน์ โครงการ Songkhla Little Filmmaker ซึ่งจะพัฒนาเป็นเทศกาลหนังสั้นของย่านเมืองเก่าสงขลา และโครงการเพลงของพ่อ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นต้น