‘อินโฟเฟด’ จับมือ ‘อว.’ จัดแข่งอีสปอร์ต เยาวชนทั่วไทยขับเคี่ยวชิงรางวัล 1 ล้านบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/579947

‘อินโฟเฟด’จับมือ‘อว.’จัดแข่งอีสปอร์ต  เยาวชนทั่วไทยขับเคี่ยวชิงรางวัล1ล้านบาท

‘อินโฟเฟด’จับมือ‘อว.’จัดแข่งอีสปอร์ต เยาวชนทั่วไทยขับเคี่ยวชิงรางวัล1ล้านบาท

วันจันทร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

บริษัท อินโฟเฟด จำกัด ผู้ก่อตั้งสนามกีฬา “Thailand eSports Arena” เพื่อการแข่งขันกีฬาอีสปอร์ตแห่งแรกในประเทศไทย และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดพิธีมอบรางวัลทุนการศึกษารวม 1 ล้านบาท ให้แก่ทีมที่ชนะเลิศการแข่งขันกีฬาอีสปอร์ต ระดับอุดมศึกษาจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศในรายการ University eSports Championship 2020 หลังจากเปิดตัวโครงการและจัดการแข่งขันรอบไฟนอลเกม Arena of Valor หรือ RoV และเกม Player Unknown’s Battlegrounds Mobile หรือ PUBG Mobile จบไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ย้ำมุ่งต่อยอดส่งเสริมอาชีพในวงการอีสปอร์ต อีกทั้งยังต่อยอดและผลักดันในส่วนของ Academy เพื่อพัฒนาองค์ความรู้สำคัญให้แก่เหล่านักแข่งและ Streamers ในอุตสาหกรรม รวมทั้งส่งเสริมด้าน Digital Entertainment เพื่อสร้างอาชีพใหม่ให้แก่เยาวชนไทยผ่านการ Reskill, Upskill และ Newskill เสริมความรู้ สร้างทักษะ และความสามารถ บ่มเพาะ 3 อาชีพหลัก eSports Pro-Player, Content Creator และ Production Organizer รองรับตลาดอีสปอร์ตที่เติบโตต่อเนื่อง ตอบเป้าหมายของการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจประเทศ

ผศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการและโฆษกกระทรวง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ความร่วมมือกับ อินโฟเฟด ในโครงการ UEC University eSports Championship 2020 ถือเป็นหนึ่งโครงการที่สอดรับและตอบโจทย์วิสัยทัศน์ รวมทั้งพันธกิจของกระทรวงฯ ที่มุ่งส่งเสริม สนับสนุน และกำกับดูแลการอุดมศึกษาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ตอบรับต่อการเติบโตของวงการกีฬาอีสปอร์ตและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องที่กำลังเติบโตสดใสอย่างต่อเนื่อง

สู่ความก้าวหน้าของบุคลากรในประเทศ ให้มีมาตรฐานในระดับสากล รวมทั้งพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ รวมทั้งส่งเสริมให้ดำเนินการวิจัย และสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อพัฒนาชุมชน สังคม และประเทศ โดยเข้าไปร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและบุคคลหรือหน่วยงานในต่างประเทศ เพื่อเป้าหมายในการขับเคลื่อนการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของไทย ไปสู่มาตรฐานในระดับสากล อีกทั้งยังเพิ่มอันดับความสามารถการแข่งขันในระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน ภายในปี พ.ศ. 2580

ด้าน นายจิรยศ เทพพิพิธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ก่อตั้ง บริษัท อินโฟเฟด จำกัด เปิดเผยว่า โครงการ “UEC University eSports Championship” ได้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.หลักสูตร Zero to Hero สนับสนุน 3 อาชีพในวงการ ได้แก่ นักกีฬาอีสปอร์ตมืออาชีพ หรือ eSports Pro-Player อาชีพนักสร้างสรรค์เนื้อหา หรือ Content Creator และอาชีพ Production Organizer โดยการ Reskill Upskill และ Newskill

และ 2.การแข่งขันกีฬาอีสปอร์ตระดับอุดมศึกษาจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศในรายการ University eSports Championship 2020 ผ่านแพลตฟอร์ม eArena ซึ่งจัดการแข่งขันผ่านเกม Arena of Valor หรือ ROV จาก บริษัท การีนา ออนไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด และเกม Player Unknown’s Battlegrounds Mobile หรือ PUBG Mobile จากบริษัท
เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) จํากัด เพื่อชิงทุน การศึกษารวม 1 ล้านบาท โดยได้จัดการแข่งขันรอบไฟนอลเกม ROV และเกม PUBG จบไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

สำหรับการแข่งขันในครั้งนี้ มีผู้ที่ได้รับทุนการศึกษาทั้งสิ้น 16 ทีมดังนี้ เกม PUBG Mobile อันดับ 1 ทีมหนูน้อยหมวกแดง จากโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย โรงเรียนเชียงใหม่คริสเตียน โรงเรียน มอ.วิทยานุสรณ์สุราษฎร์ธานี โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต และโรงเรียนเทพศิรินทร์ อันดับ 2 ทีม 4EVER 18UP จากโรงเรียนสิริรัตนาธร วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคนิควิทยา วิทยาลัยอาชีวศึกษามหาสารคาม และโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ฉะเชิงเทรา

อันดับ 3 ทีม 888 Garage จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต และมหาวิทยาลัยศิลปากร อันดับ 4 ทีม ELE Aurora HALL OF FAME จากวิทยาลัยเทคนิคพิษณุโลก มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร และโรงเรียนปราจิณราษฎรอำรุง อันดับ 5 ทีม Unique Team จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

อันดับ 6 ทีม BEACH BOX ESPORT จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ และเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร อันดับ 7 ทีม IHAVE EVERTHING จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และ อันดับ 8 ทีม SuicideSquade UEC จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี วิทยาลัยเอกวรรณยโสธร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศรีราชา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน และมหาวิทยาลัยราชภัฏเลย

เกม Arena of Valor อันดับ 1 ทีม Bacon Dream จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ และโรงเรียนเทพศิรินทร์ อันดับ 2 ทีม 7aimfor1 จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาลัยเทคโนโลยีอักษรพัทยา และโรงเรียนพัทลุง อันดับ 3 ทีม Wazabi Esport จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรีวิทยาลัยเทคโนโลยีสารสาสน์ โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภช บวรนิเวศศาลายา และโรงเรียนปทุมคงคา

อันดับ 4 ทีม Alien x Megagame66 จากโรงเรียนพิชัยรัตนาคาร โรงเรียนเบ็ญจะมะ มหาราช โรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร โรงเรียนวัดนวลนรดิศ โรงเรียนสารสาสน์วิเทศคลองหลวง อันดับ 5 ทีม Zagittarius จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อันดับ 6 ทีม J Here Together จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อันดับ 7 ทีม พพ อยากกินบุฟเฟ่ จากวิทยาลัยเทคโนโลยีพณิชยการหาดใหญ่ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โรงเรียนบางปะกอก และวิทยาลัยเทคโนโลยีหมู่บ้านครู อันดับ 8 ทีม RAGNAR จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

อย่างไรก็ตาม บริษัทพร้อมมุ่งเดินหน้าต่อยอดส่งเสริมอาชีพที่เกี่ยวข้องกับวงการกีฬาอีสปอร์ต ทั้งในส่วนของนักแข่งและ Streamers โดยได้พัฒนาในส่วนของ Academy เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ที่สำคัญให้กับเหล่านักแข่งและ Streamers ในอุตสาหกรรมอีสปอร์ตที่เติบโตต่อเนื่อง นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังนับเป็นหนึ่งในพันธกิจที่ต้องการส่งเสริมด้าน Digital Entertainment ให้เป็นอาชีพใหม่แก่เยาวชนไทย

ทั้งการให้ความรู้ด้านทฤษฎีผ่านโครงการ eArena Academy ควบคู่กับภาคปฏิบัติผ่านการแข่งขัน UEC University eSports Championship เป็นการ Reskill นำความรู้ที่มีอยู่มาปัดฝุ่นเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด การ Upskill เพิ่มพูนความรู้จากที่มีอยู่เพื่อเพิ่มมูลค่าองค์ความรู้ยิ่งขึ้น และการ Newskill ส่งเสริมการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ให้สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้ ก่อให้เกิดเป็นอาชีพใหม่ที่ปรับเปลี่ยนไปตามยุคดิจิทัล สร้างโอกาสให้เยาวชนมีรายได้จากการประกอบอาชีพ หนึ่งในเป้าหมายของการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจประเทศทีม “Bacon Dream” ชนะเลิศการแข่งขันเกม RoVทีม “Bacon Dream” ชนะเลิศการแข่งขันเกม RoVทีม “หนูน้อยหมวกแดง” ชนะเลิศการแข่งขันเกม PUBGทีม “หนูน้อยหมวกแดง” ชนะเลิศการแข่งขันเกม PUBG

‘CITE DPU’ เผย 9 สาเหตุ ก่อความสูญเปล่าภาคการผลิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/579948

‘CITE DPU’เผย9สาเหตุ  ก่อความสูญเปล่าภาคการผลิต

‘CITE DPU’เผย9สาเหตุ ก่อความสูญเปล่าภาคการผลิต

วันจันทร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสุรธันย์ ปาละพรพิสุทธิ์ ผู้ช่วยรองคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ (CITE) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) กล่าวว่า ปัจจุบันความต้องการของลูกค้ามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วตามกระแสโลกาภิวัตน์และตลาดในวันนี้เป็นของลูกค้า คือ อำนาจในการตัดสินใจซื้อเป็นของลูกค้าเนื่องจากอุปทาน (จำนวนสินค้าที่นำออกเสนอขาย) มากกว่าอุปสงค์ (จำนวนซื้อ)

ทำให้ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมการผลิตจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนองค์กรสู่การผลิตแบบลีน 4.0 (Lean Manufacturing 4.0) เพื่อที่จะสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในระดับเฉพาะบุคคลได้ (Mass Customization) โดยคำนึงถึง 4 ปัจจัยหลักพื้นฐาน ได้แก่ คุณภาพ ราคา การส่งมอบสินค้า ในปริมาณ และเวลาที่ลูกค้าต้องการ รวมถึงการบริการก่อนการขายระหว่างการขาย และหลังการขาย

ผู้ช่วยรองคณบดี CITE อธิบายว่า การผลิตแบบลีน 4.0 คือการผลิตที่เกิดความสูญเปล่า (Waste) ในกระบวนการน้อยที่สุดเกิดการไหลของวัตถุดิบ ชิ้นงานระหว่างกระบวนการ และสินค้าสำเร็จรูปรวมถึงข้อมูลอย่างต่อเนื่องภายในและภายนอกองค์กร ทั้งนี้ สิ่งสำคัญในการจะทำการผลิตแบบลีน 4.0 ต้องเริ่มจากพนักงานในองค์กรต้องมีแนวคิดแบบลีน 4.0 (Lean4.0 Thinking) เสียก่อน เพราะแนวคิดแบบลีน 4.0 ถือเป็นหัวใจและพื้นฐานที่สำคัญสู่การผลิตแบบลีน 4.0 ต่อไป

สำหรับแนวคิดการผลิตแบบลีน 4.0 ในเรื่องการระบุประเภทของกิจกรรมโดยองค์กรสามารถแบ่งประเภทของกิจกรรมได้เป็น2 ประเภท ดังนี้ 1.)กิจกรรมที่สร้างคุณค่า (Value-AddedActivities : VA) คือกิจกรรมที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของวัตถุดิบหรือกิจกรรมที่ทำเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า เช่น การตัดโลหะการปั๊มขึ้นรูปโลหะ การประกอบรถยนต์ เป็นต้น 2.)กิจกรรมที่ไม่สร้างคุณค่า (Non-Value Added Activities : NVA) คือ กิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่าในมุมมองของลูกค้าไม่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั้งลูกค้าภายในและลูกค้าภายนอก เช่น การรอคอยชิ้นงานระหว่างกระบวนการการผลิตของเสีย การแก้ไขงาน เป็นต้น

“ในส่วนของกิจกรรมที่ไม่สร้างคุณค่ายังสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ ชนิดแรกเป็นกิจกรรมที่ไม่สร้างคุณค่าแต่จำเป็นต้องทำกิจกรรมประเภทนี้ไม่สามารถขจัดทิ้งได้ทั้งหมดแต่องค์กรควรลดให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น เช่น การตรวจสอบ การเคลื่อนย้ายชิ้นงานในกระบวนการผลิต และชนิดที่สองเป็นกิจกรรมที่ไม่สร้างคุณค่าและไม่มีความจำเป็นต้องทำ เป็นกิจกรรมที่องค์กรควรพิจารณาขจัดทิ้ง เช่น การผลิตที่มากเกินความจำเป็น การผลิตชิ้นงานเสีย การเคลื่อนไหวร่างกายที่ไม่จำเป็น” นายสุรธันย์ กล่าว

ผู้ช่วยรองคณบดี CITE กล่าวเพิ่มเติม ว่า กิจกรรมที่ไม่สร้างคุณค่าทั้ง 2 ชนิดดังกล่าว เกิดขึ้นจากการทำกิจกรรมที่เกิดความสูญเปล่าทั้ง 9 ประการ ประกอบด้วย การผลิตที่มากเกินความจำเป็น (OverProduction) ของเสียและงานแก้ไข (Defects and Reworks) สินค้าคงคลัง (Inventory) กระบวนการผลิตที่ไม่จำเป็น (Excess Processing) การเคลื่อนไหวร่างกายที่ไม่จำเป็น (Motion)

การขนย้าย (Transportation) การรอคอย (Waiting) ความคิดสร้างสรรค์ของพนักงานไม่ถูกนำออกมาใช้ (Non-Utilized Employee) และความสูญเปล่าตัวใหม่ในอุตสาหกรรม 4.0 คือ การลองผิดลองถูก (Trial and Error) ทั้งนี้ องค์กรต้องระบุประเภทของกิจกรรมให้ได้และแก้ไขให้ตรงจุดพัฒนาสู่องค์กรการผลิตแบบลีน 4.0 จะสามารถฝ่าวิกฤติได้แน่นอน

นายสุรธันย์ กล่าวในตอนท้ายว่า นี่เป็นเพียงบางส่วนของเนื้อหาการผลิตแบบลีน 4.0 ซึ่งมีอยู่ในการเรียนการสอนในหลักสูตรระดับปริญญาตรีวิศวกรรมการจัดการและโลจิสติกส์และหลักสูตรปริญญาโท-ปริญญาเอกการจัดการทางวิศวกรรม วิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ (CITE) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปัจจุบันความต้องการแรงงานด้านการผลิตและโลจิสติกส์มีอัตราสูง โดยข้อมูลจากผลสำรวจจากกลุ่มลูกค้าของแมนพาวเวอร์กรุ๊ปประเทศไทย เผย 10 อันดับสายงานที่ตลาดงานต้องการ

อันดับ 1 สายงานขายและการตลาด 23.10% อันดับ 2 สายงานบัญชีและการเงิน 9.58% อันดับ 3 สายงานขนส่งและงานโลจิสติกส์ 9.50% อันดับ 4 สายงานวิศวกร 8.52% อันดับ 5 สายงานไอที 7.78% อันดับ 6 งานระยะสั้น ต่างๆ 6.96% อันดับ 7 สายงานธุรการ 6.80% อันดับ 8 สายงานบริการลูกค้า 5.32% อันดับ 9 สายงานการผลิต 5.24% และอันดับ 10 สายงานบริการทางการแพทย์และสุขภาพ 3.28% สำหรับผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดของหลักสูตรเพิ่มเติมได้ที่ https://cite.dpu.ac.th หรือเบอร์โทรศัพท์ 02-9547300 ต่อ 594, 498 หรือ 080-4403821

พร้อมหรือไม่พร้อม “14 มิถุนายน” นี้ เปิดเรียนแน่นอน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/470237

พร้อมหรือไม่พร้อม “14 มิถุนายน” นี้ เปิดเรียนแน่นอน

พร้อมหรือไม่พร้อม "14 มิถุนายน" นี้ เปิดเรียนแน่นอน12 มิถุนายน 2564 – 20:05 น.

กระทรวงศึกษาธิการ ยืนยันเปิดเรียนตามกำหนดการเดิม 14 มิถุนายน 2564 เน้นย้ำ ‘โรงเรียน’ ต้องเลือกรูปแบบการสอนที่ปลอดภัย ‘ ไม่บังคับ’ ว่าต้องมาจัดการเรียนในสถานที่ของโรงเรียน

หากไม่มีอะไร เปลี่ยนแปลง กระทรวงศึกษาธิการ ยืนยันเปิดเรียนตามกำหนดการเดิม 14 มิถุนายน 2564 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เราจะคิดและจะเรียนแบบไหนดี “ตรีนุช” ตั้งคำถามผอ.เขตทั่วประเทศ

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า การเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ของสถานศึกษาทุกแห่งในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ยังคงเป็นไปตามกำหนดการเดิมในวันที่ 14 มิถุนายน 2564

โดยสถานศึกษาสามารถจัดการเรียนการสอนได้หลายรูปแบบตามแนวทางที่ได้เคยประกาศไป 5 รูปแบบ ได้แก่ ON-SITE, ONLINE, ON-AIR, ON-DEMAND และ ON-HAND

ทั้งนี้ สถานศึกษาแต่ละแห่งจะใช้การจัดการเรียนการสอนในรูปแบบใดนั้น ต้องขึ้นอยู่กับความปลอดภัยของผู้เรียนและผู้สอนเป็นสำคัญ ซึ่งสถานศึกษาจะต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 และหากสถานศึกษาใดต้องการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ ON-SITE หรือเป็นการเรียนที่โรงเรียน จะต้องได้รับการอนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัด และคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดในพื้นที่นั้น ๆ

จากการตรวจสอบในพื้นที่ บางจังหวัดประกาศพร้อมเปิดเรียน ON-SITE ถึงร้อยละ 90 โดยผู้สื่อข่าวได้ติดต่อเข้าสัมภาษณ์ศึกษาธิการจังหวัดดังกล่าว ทางศึกษาธิการจังหวัดให้ข้อมูลว่า โรงเรียนในจังหวัดของตนพร้อมที่จะทำการเปิดเรียนเต็มรูปแบบ ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการเตรียมความพร้อมมาตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน

ด้วยการร่วมมือกับโรงพยาบาลตำบล สาธารณสุขอำเภอ ฝ่ายปกครอง ในการประเมินความพร้อมของแต่ละโรงเรียน ในการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในโรงเรียน เบื้องต้นได้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบพร้อมให้คำแนะนำ ก่อนที่จะรวบรวมข้อมูลเสนอที่ประชุม สบค.จังหวัด เพื่อพิจารณาต่อไป

ตามที่ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้ข้อมูลไว้ก่อนหน้านี้ หากสถานศึกษาใดต้องการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ ON-SITE จะต้องได้รับการอนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัด และคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดในพื้นที่นั้น ๆ

ซึ่งจังหวัดดังที่ศึกษาธิการจังหวัดให้ข้อมูล ปรากฏว่า ยังไม่มีการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อของจังหวัด หรือประกาศจากทางผู้ว่าราชการจังหวัดให้เปิดเรียนแต่อย่างใด ทำให้เห็นได้ว่า ในระดับปฏิบัติแม้จะเป็นหน่วยงานระดับจังหวัดก็ยังขาดการประสานงานและขอบข่ายของอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจน ต่างฝ่ายต่างก็ไม่อยากรับผิดชอบ เป็นผลจากการสังการที่ไม่ชัดเจนของหน่วยงานต้นสังกัดด้วย

พอมาหน่วยงาน ระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ บอกว่า จะต้องตัดสินใจในการเปิดภาคเรียนของสถานศึกษา ให้เหมาะสมกับแต่ละบริบท ของแต่ละพื้นที่ เพราะความเสี่ยงในการแพร่ระบาดไม่ได้เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ หากพื้นที่ใดสามารถจัดการเรียนการสอนตามปกติได้ ก็ไม่ควรจำกัดสิทธิ์ หรือลดโอกาสในการเรียนรู้ของเด็ก แต่ถ้าพื้นที่ใดมีความเสี่ยง หากต้องจัดการเรียนการสอนขึ้น จะต้องมีการเลือกรูปแบบที่มีความปลอดภัยให้แก่ทั้งผู้เรียนและผู้สอนอย่างสูงสุด

เป็นการสั่งการแบบ ‘เอาแต่ได้ ไม่ยอมเสีย’ ทำให้ผู้ปฏิบัติตัดสินใจได้ลำบาก โดยเฉพาะปัจจุบัน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เป็นเพียงหน่วยประสานในพื้นที่เท่านั้น ไม่มีบทบาทในการตัดสินใจ เพราะโครงสร้างการบริหารแบบศูนย์รวมอำนาจ อยู่ที่ศึกษาธิการจังหวัดเพียงที่เดียว จึงทำให้เกิดเหตุการณ์แบบที่เห็น

หลายโรงเรียนที่เปิดเรียนในวันที่ 14 มิถุนายน เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีนักเรียนเดินทางมาจากหลายพื้นที่ หลายตำบล ยกตัวอย่าง เช่น โรงเรียนมัธยมประจำอำเภอ หรือโรงเรียนดังในจังหวัดที่บางครั้งมีนักเรียนเดินทางมาจากต่างอำเภอและเดินทางไปกลับทุกวัน

แม้ว่าโรงเรียนจะดำเนินมาตรการป้องกันได้ดีเพียงใด แต่ข้อจำกัดเรื่องของรถรับส่งนักเรียนก็ยังทำให้มีความเสี่ยงสูงในระหว่างการเดินทาง อย่างเช่น ภาพที่เห็นทั่วไปที่นักเรียนเบียดกันเต็มรถแล้วมาลงรถที่น่าโรงเรียนแล้วก็เว้นระยะห่างหลังจากที่เบียดกันมาบนรถตลอดระยะทางที่เดินทางมาโรงเรียน

โรงเรียนเอกชนต่างๆ ทั้งในตัวอำเภอและตัวจังหวัด ที่ไม่จำกัดเขตพื้นที่รับผิดชอบ และมีนักเรียนมาจากทุกตำบลในอำเภอ ก็เป็นอีกกลุ่มที่น่าเป็นห่วง รวมทั้งโรงเรียนรัฐบาลที่มีขนาดใหญ่ มีนักเรียนจำนวนมาก จำนวนนักเรียนต่อชั้นเรียนมากกว่า 30 คนต่อชั้นเรียน หากต้องจัดการเรียนแบบ ON-SITE กันจริงๆ ก็น่าเป็นห่วง

ยังพอมีเวลากับการตัดสินใจที่ชัดเจน จาก รมว.ศึกษาธิการ แบบฟันธงกันชัดๆ ไม่ต้องใช้ดุลยพินิจ เพราะตอนนี้หลายหน่วยงานสับสน หวาดระแวง ไม่อยากรับผิดชอบ และกระแสส่วนใหญ่จากผู้ปกครอง ยังไม่ต้องการให้เปิดเรียน โดยเฉพาะในระดับปฐมวัยที่นักเรียนยังไม่สามารถดูแลตัวเองได้

เหมือนว่า ผู้มีอำนาจ จะเล่นกับกระแสมากกว่าความเป็นจริง ข้อมูลที่ท่านได้รับต่างกับข้อมูลในพื้นที่ ราวฟ้ากับเหว มีอะไรบังตา รมว.ศึกษาธิการ ไว้หรือเปล่า หรือมีใครกำลังหลอกท่านเพื่อผลประโยชน์ มีเวลาว่างอยากให้ท่านแอบหลบข้าราชการรอบๆ ตัวท่าน มารับรู้ข้อมูลที่แท้จริงที่โรงเรียนในต่างจังหวัดบ้าง เพราะท่านเน้นย้ำบ่อยๆ ว่า ท่านเป็นเด็กต่างจังหวัด

แม้กระทั้งเรื่องของการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา ท่านก็ชื่นชมและติดตามเฉพาะในกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมนำตัวเลขมาอ้างว่า ครู กทม. ร้อยละ 70 ได้รับวัคซีนแล้ว  อย่าลืมว่ากทม.ไม่ใช่ประเทศไทย ที่ต่างจังหวัดครูทุกคนตั้งตารอวัคซีนจากท่าน เปิดเรียนวันที่ 14 มิถุนายน นี้ ‘ครูต่างจังหวัดยังไม่มีแม้แต่คิวในการฉีดวัคซีน’

ผู้ปกครอง 71.1% ไม่อยากให้เด็กไป รร.ช่วงโควิดระบาด กังวลคนอื่นติดเชื้อจากคนในครอบครัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/579697

ผู้ปกครอง71.1%ไม่อยากให้เด็กไปรร.ช่วงโควิดระบาด กังวลคนอื่นติดเชื้อจากคนในครอบครัว

ผู้ปกครอง71.1%ไม่อยากให้เด็กไปรร.ช่วงโควิดระบาด กังวลคนอื่นติดเชื้อจากคนในครอบครัว

วันเสาร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 09.14 น.

ผู้ปกครองร้อยละ 71.1 ระบุเปิดเทอมใหม่นี้ไม่อยากให้บุตรหลานไปเรียนที่โรงเรียนในช่วงสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19

ทั้งนี้ร้อยละ  88.6 ระบุว่าหากต้องไปเรียนที่โรงเรียนในช่วงนี้กังวลว่าเด็กคนอื่นๆ ติดเชื้อจากคนในครอบครัวแล้วมาแพร่ในโรงเรียน ส่วนร้อยละ  81.2 ระบุว่าหากต้องเรียนออนไลน์ กังวลว่าคุณภาพการเรียนไม่ดี ได้ความรู้ไม่เต็มที่เท่าที่โรงเรียน

โดยร้อยละ 39.0 เสนอว่าทางออกที่ดีที่สุดคือการเลื่อนเปิดเทอมไปก่อนจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น

12 มิถุนายน 2564 กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง “ผู้ปกครองคิดอย่างไร กับเปิดเทอมใหม่ในสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของCOVID-19” โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนทั่วประเทศ ที่มีบุตรหลานเรียนอยู่ในระดับชั้น อนุบาล – มัธยมศึกษา จำนวน 1,043 คน พบว่า

รูปแบบการเรียนการสอนของบุตร-หลาน ในเทอมใหม่นี้นั้น ผู้ปกครองร้อยละ 26.0 ระบุว่า เรียนออนไลน์ที่บ้าน 100%  รองลงมาร้อยละ 18.4 ระบุว่าไปเรียนที่โรงเรียนตามปกติ และร้อยละ 11.3 ระบุว่าเรียนออนไลน์ ผสมผสานกับใบงาน โดยร้อยละ 30.1 ระบุว่ายังไม่แน่ใจ เพราะโรงเรียนยังไม่ได้แจ้ง

เมื่อถามว่า “อยากให้บุตรหลานไปเรียนที่โรงเรียนในช่วงสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 หรือไม่” พบว่าผู้ปกครองส่วนใหญ่ร้อยละ 71.1 ระบุว่าไม่อยากให้ไป ขณะที่ร้อยละ 28.9 ระบุว่าอยากให้ไป

ทั้งนี้เรื่องที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่กังวลกับการที่บุตรหลานต้องไปเรียนที่โรงเรียนในช่วงนี้คือ กลัวเด็กคนอื่นๆ ติดเชื้อจากคนในครอบครัวแล้วมาแพร่ในโรงเรียน ร้อยละ 88.6 รองลงมาคือ บุตรหลานยังเล็กอยู่ ไม่สามารถดูแลและป้องกันตัวเองได้เหมือนเด็กโต ร้อยละ 49.1 และครู อาจารย์ ยังฉีดวัคซีนไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ ร้อยละ 45.4

ส่วนเรื่องที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่กังวลกับการที่บุตรหลานต้องเรียนออนไลน์/เรียนตามใบงานที่บ้านในช่วงนี้คือ คุณภาพการเรียนไม่ดี ได้ความรู้ไม่เต็มที่เท่าที่โรงเรียน ร้อยละ 81.2 รองลงมาคือ เด็กไม่มีสมาธิในการเรียน โดยเฉพาะชั้น อนุบาล-ประถม ร้อยละ 66.4 และไม่มีเวลาดู บุตร-หลาน ช่วงเรียนออนไลน์/เรียนที่บ้าน ร้อยละ 36.2

สำหรับทางเลือกที่ดีที่สุดเกี่ยวกับการเรียนของบุตรหลานในสถานการณ์เช่นนี้ คือ เลื่อนการเปิดเทอมไปก่อนจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น ร้อยละ 39.0 รองลงมาคือ ให้ผู้ปกครองเลือกได้ว่าจะเรียนออนไลน์หรือให้ไปโรงเรียน ร้อยละ 26.3 และถ่ายทอดสดการสอนออนไลน์ให้เรียนไปพร้อมกับเพื่อนที่ไปโรงเรียน ร้อยละ 17.9

โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

อาชีวะอุบลฯปลื้ม สอศ.จัดสรรงบฯพัฒนาครูจากรางวัล ‘Excellent Teacher 4.0’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/579666

อาชีวะอุบลฯปลื้ม สอศ.จัดสรรงบฯพัฒนาครูจากรางวัล 'Excellent Teacher 4.0'

อาชีวะอุบลฯปลื้ม สอศ.จัดสรรงบฯพัฒนาครูจากรางวัล ‘Excellent Teacher 4.0’

วันศุกร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 20.42 น.

อาชีวะอุบลฯ ปลื้ม สอศ.จัดสรรงบประมาณพัฒนาครู จากรางวัล “Excellent Teacher 4.0” สู่สมรรถนะความเป็นเลิศและเชี่ยวชาญด้านวิชาชีพ เพื่ออาชีวศึกษาไทย

วันที่ 11 มิ.ย.64 ดร.พงษ์ศักดิพล ทาแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เปิดเผยว่า เมื่อปีการศึกษา ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา สถานศึกษาได้มีครูที่สร้างผลงานโดดเด่น เป็นที่ประจักษ์ในด้านการจัดการเรียนการสอน  ซึ่งได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้ได้รับรางวัล “Excellent Teacher 4.0” ประจำปี พ.ศ. 2563 จากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จำนวน 2 คน ได้แก่ นางสาวสุธารัตน์  ศรีทอง ครู“Excellent Teacher 4.0 สาขาวิชาคณิตศาสตร์ นางสาวชญานิน ก้อนจันทร์ ครู“Excellent Teacher 4.0 สาขาวิชาภาษาอังกฤษ ซึ่งครูที่ได้รับรางวัลดังกล่าว จะได้รับสิทธิ์เข้ารับการพัฒนาสมรรถนะครูอาชีวศึกษาเพื่อความเป็นเลิศและเชี่ยวชาญเฉพาะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 ด้วยงบประมาณสนับสนุนจาก สำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมกับเพื่อนครูที่ได้รับรางวัลทั่วประเทศ 131 คนจาก 88 สถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาจากการทำแผนพัฒนาตนเองในสาขาวิชาที่ตนเองได้รับรางวัล เพื่อให้มีสมรรถนะ สามารถนำความรู้มาพัฒนากระบวนการจัดการเรียนการสอนให้เกิดประโยชน์กับผู้เรียนอาชีวศึกษาอย่างสูงสุด   

ในส่วนวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นางสาวสุธารัตน์ ศรีทอง ครูผู้ได้รับรางวัล Excellent Teacher 4.0 สาขาวิชาคณิตศาสตร์ จะได้รับการสนับสนุนการพัฒนาตนเองในรูปแบบ On Site หลักสูตร “การวิเคราะห์สถิติชั้นสูงสำหรับการวิจัยด้วยโปรแกรม Mplus และ HLM” หน่วยพัฒนา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช  ด้วยงบประมาณ 23,000 บาท  จากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และนางสาวชญานิน  ก้อนจันทร์ สาขาวิชาที่ได้รับรางวัล Excellent Teacher ภาษาอังกฤษ  ได้รับการสนับสนุนให้ได้รับการพัฒนาในรูปแบบ On line หลักสูตร “ภาษาอังกฤษเพื่อการสอบ TOEIC สำหรับการจัดการเรียน หน่วยพัฒนามหาวิทยาลัยมหิดล ด้วยงบประมาณ 7,000 บาท จากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 

ทั้งนี้เมื่อพัฒนาตนเองเรียบร้อยแล้วภายในปีงบประมาณ 2564 ให้รายงานผลการพัฒนาและการประยุกต์ใช้ความรู้สู่การจัดการเรียนการสอนต่อสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเป็นลำดับต่อไป จึงนับเป็นโอกาสที่ดี ที่ครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี จะได้รับการพัฒนาและต่อยอดผลงานจากรางวัลที่ได้รับมาพัฒนาการเรียนการสอน เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนอาชีวศึกษา รวมทั้งเป็นต้นแบบของเพื่อนครู นำความรู้มาขยายผลสู่ภายในสถานศึกษารองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในยุคไทยแลนด์ 4.0
 

ก.ค.ศ.ยันเกณฑ์ ว 9 เป็นธรรม ชี้เป็นระบบพัฒนาวิชาชีพครูใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/579623

ก.ค.ศ.ยันเกณฑ์ ว 9 เป็นธรรม ชี้เป็นระบบพัฒนาวิชาชีพครูใหม่

ก.ค.ศ.ยันเกณฑ์ ว 9 เป็นธรรม ชี้เป็นระบบพัฒนาวิชาชีพครูใหม่

วันศุกร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 18.43 น.

ก.ค.ศ.ยันเกณฑ์ ว 9 เป็นธรรม ชี้เป็นระบบพัฒนาวิชาชีพครูใหม่ เน้นผลลัพธ์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ

11 มิ.ย.64 รศ.ดร.ประวิต เอรารววณ์ เลขาธิการ คณะกรามการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) รับรายชื่อข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู  (ว 9/2564) ซึ่งประกาศ ณ วันที่ 20 พฤษภาคม 2564 จาก น.ส.ศริญญา สุกใส ประธานชมรมข้าราชการครูแห่งประเทศไทย พร้อมตัวแทนครู หลังจากที่ช่วงเช้าได้มีการยื่นหนังสือร้องเรียน ต่อ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการศธ.  โดยขอให้ สำนักงาน ก.ค.ศ.พิจารณาเยียวยาครูที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการประกาศใช้หลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีวิทยฐานะ และเลื่อนวิทยฐานะแบบใหม่ อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องที่นี่ : ‘กลุ่มครู’ ร้อง ‘ตรีนุช’ เยียวยาครู หลัง ก.ค.ศ.ออกหลักเกณฑ์เลื่อนวิทยฐานะใหม่

รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวว่า การดำเนินการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู ได้มีการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ทำความเข้าใจเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่หลักเกณฑ์และวิธีการ ฯ ประเมินวิทยฐานะใหม่ (ว9/2564) ตั้งแต่ปี 2563 อย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงผลรับที่จะเกิดกับผู้เรียนเป็นสำคัญ

เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวต่อว่า  สำหรับกรณีที่ประธานชมรมข้าราชการครู ฯ ได้ยื่นหนังสือถึงสำนักงาน ก.ค.ศ.ขอให้พิจารณาเยียวยาครูที่อาจได้รับผลกระทบจากการประกาศใช้หลักเกณฑ์และวิธีการฯดังกล่าว  ตนได้พิจารณารายละเอียดแล้วเห็นว่า  เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ซึ่งขณะนี้ตนได้ชี้แจงข้อเท็จจริงกับครูกลุ่มดังกล่าวจนเกิดความเข้าใจแล้ว  ยืนยันว่าครูยังสามารถเลือกประเมินวิทยฐานะตามหลักเกณฑ์เดิมได้  ส่วนผู้ที่จบปริญญาโท  และได้บรรจุเป็นครูในปี 2560 หากไม่สามารถใช้วุฒิ ป.โทในการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะครั้งนี้ได้   ก็สามารถนำวุฒิไปใช้ในการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะในครั้งถัดไป

“ไม่มีการเสียสิทธิอย่างแน่นอน ขอยืนยันว่าการปรับปรุงหลักเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะใหม่ นี้ จะเป็นประโยชน์กับผู้เรียน สถานศึกษา ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา  และที่สำคัญจะเป็นการยกระดับคุณภาพการศึกษาในภาพรวมของประเทศ   ขอให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เปลี่ยนแนวคิดว่าทำแล้วตัวเองจะได้อะไร  แต่ให้คิดว่าทำแล้วเด็กจะได้อะไร  ทั้งนี้ประธานชมรมฯและคณะ ได้เข้าใจเรื่องดังกล่าวโดยละเอียดแล้ว  และมีความพึงพอใจก่อนเดินทางกลับ” รศ.ดร.ประวิต กล่าว

‘กลุ่มครู’ ร้อง ‘ตรีนุช’ เยียวยาครู หลัง ก.ค.ศ.ออกหลักเกณฑ์เลื่อนวิทยฐานะใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/579566

‘กลุ่มครู’ ร้อง ‘ตรีนุช’ เยียวยาครู หลัง ก.ค.ศ.ออกหลักเกณฑ์เลื่อนวิทยฐานะใหม่

‘กลุ่มครู’ ร้อง ‘ตรีนุช’ เยียวยาครู หลัง ก.ค.ศ.ออกหลักเกณฑ์เลื่อนวิทยฐานะใหม่

วันศุกร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 15.42 น.

ชมรมข้าราชการครูฯ ร้อง “ตรีนุช” เยียวยาครูได้รับผลกระทบจากการประกาศใช้หลักเกณฑ์และวิธีการมีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะแบบใหม่

วันที่ 11 มิถุนายน 2564 ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) น.ส.ศริญญา สุกใส ครูวิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ ประธานชมรมข้าราชการครูแห่งประเทศไทย พร้อมตัวแทนครู นำรายชื่อเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับผลกระทบ กว่า 600 รายชื่อ มายื่นหนังสือร้องเรียน ต่อ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการศธ. เพื่อขอให้พิจารณาเยียวยาครูที่ได้รับผลกระทบที่เกิดจากการประกาศใช้หลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีวิทยฐานะ และเลื่อนวิทยฐานะแบบใหม่  พร้อมยื่นเรื่องให้เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) และเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)พิจารณาด้วย

โดย น.ส.ศริญญา กล่าวว่า ชมรมครูข้าราชการแห่งประเทศไทย ที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการครู ตั้งแต่ พ.ศ. 2554 ถึง 2559 ได้รับความเดือดร้อนจากการประกาศ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)  ว9/2564 เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายแบบปัจจุบันทันด่วน สร้างผลกระทบ ดังนี้  สร้างความเหลื่อมล้าทางอาชีพในการเลื่อนวิทยฐานะของ ข้าราชการครูที่บรรจุในปีการศึกษา 2554-2559  เพราะตามหลักเกณฑ์ และวิธีการ ว 9  ประกาศใช้วันที่ 30 กันยายน 2565 ทำให้ครูที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์เดิม ต้องเข้าสู่หลักเกณฑ์ ว 9 ถึงแม้จะเป็นการนำเอาหลักเกณฑ์เดิมมาเทียบเคียง แต่ก็สร้างภาระและความสับสนให้กับข้าราชการครูเป็นจำนวนมาก เพราะครูเหล่านี้ได้เตรียมหลักฐานการ ประเมินตามหลัก เกณฑ์และวิธีการเดิมไว้แล้วอย่างตั้งใจ  แต่ท้ายสุดต้องหยุดชะงักด้วยกรอบเวลา ทำให้เกิดความสับสนในระยะเวลาการเปลี่ยนผ่านนี้ ส่งผลให้ข้าราชการครูที่ได้รับผลกระทบหมดกำลังใจ ขาดขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ ขาดแรงจูงใจในการพัฒนาตนเอง และที่สุดก็จะเป็นไม้ตายซาก รังแต่จะก่อให้เกิดความ เสียหายแก่ระบบการศึกษาไทยในอนาคต 

“เนื่องจากการกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินแบบใหม่ สร้างความสับสนให้กับข้าราชการครูเป็นจำนวนมาก จึงเห็นควรกำหนดให้ ข้าราชการครูที่จะขอมีและเลื่อนวิทยฐานะสำหรับข้าราชการครูที่บรรจุอยู่ก่อนที่หลักเกณฑ์และวิธีการใหม่ ว9 ประกาศใช้ โดยให้สามารถเลือกและยื่นขอการประเมินวิทยฐานะตามหลักเกณฑ์วิธีการและสิทธิ์ที่มีอยู่เดิม หากไม่ผ่านการประเมิน ให้เข้าสู่หลักเกณฑ์ใหม่  หากผู้ใดมีความประสงค์จะใช้หลักเกณฑ์ใหม่ ก็ให้แจ้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.)ได้  และควรบังคับใช้หลักเกณฑ์ใหม่นี้ กับข้าราชการครูที่บรรจุเข้ามาใหม่ ในปีงบประมาณ 2564 หรือผู้บรรจุเป็นข้าราชการครูภายหลังการประกาศใช้เกณฑ์การเลื่อนวิทยฐานะใหม่  จึงจะเกิดความยุติธรรม ช่วยให้เกิดประโยชน์ในการวางแผนอนาคตของข้าราชการครูผู้บรรจุใหม่ได้” น.ส.ศริญญา กล่าว

ด้าน น.ส.ตรีนุช กล่าวภายหลังรับเรื่อง ว่า ตนขอรับเรื่องนี้ไว้พิจารณาศึกษารายละเอียดในคำร้องกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบก่อน

‘บอร์ด กพฐ.’ เตรียมแผนรับมือเปิดเทอม แนะ ‘สพฐ.’ ประเมินผลสัมฤทธิ์การเรียน 5 รูปแบบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/579550

‘บอร์ด กพฐ.’ เตรียมแผนรับมือเปิดเทอม แนะ ‘สพฐ.’ ประเมินผลสัมฤทธิ์การเรียน 5 รูปแบบ

‘บอร์ด กพฐ.’ เตรียมแผนรับมือเปิดเทอม แนะ ‘สพฐ.’ ประเมินผลสัมฤทธิ์การเรียน 5 รูปแบบ

วันศุกร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 14.53 น.

‘บอร์ด กพฐ. เตรียมแผนรับเปิดเทอม แนะ ‘สพฐ.’ ประเมินผลสัมฤทธิ์การเรียน 5 รูปแบบ เพื่อให้ทราบว่ารูปแบบไหนนักเรียนได้ความรู้มากสุด  ก่อนนำไปพัฒนาต่อยอด

วันที่ 11 มิถุนายน 2564 นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุม กพฐ. ว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ระลอกสาม จากการสำรวจข้อมูลการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน พบว่าโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) จำนวน 183 เขต  เปิดวันที่ 1 มิถุนายน 11,625 แห่ง เปิดวันที่ 14 มิถุนายน 14,661 แห่ง เปิดเรียนวันอื่น ๆ 313 แห่ง 

โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) จำนวน 62 เขต  เปิดวันที่ 1 มิถุนายน 1,293 แห่ง เปิดวันที่ 14 มิถุนายน 1,005 แห่ง เปิดเรียนวันอื่น ๆ 61 แห่ง โรงเรียนในสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ​(สศศ.) เปิดวันที่ 1 มิถุนายน 30 แห่ง เปิดวันที่ 14 มิถุนายน 70 แห่ง ซึ่งโรงเรียนจัดการเรียนการสอนให้เป็นไปตามบริบทของพื้นที่  และสามารถจัดการเรียนการสอนตามรูปแบบที่ สพฐ.วางไว้ 5 รูปแบบ คือ 1.การจัดการเรียนการสอนปกติที่โรงเรียน (On-Site) 2.การจัดการเรียนการสอนผ่านระบบโทรทัศน์ (On-Ari) 3.การจัดการเรียนการสอนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (On-Demand) 4.การจัดการเรียนการสอบแบบถ่ายทอดสด (On-Line) และ 5.การจัดการเรียนการสอนด้วยการนำส่งเอกสารที่บ้าน (On-Hand) ทั้งนี้ การจัดการเรียนการสอนตามรูปแบบต่าง ๆ โรงเรียนต้องขออนุญาตศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ประจำจังหวัดด้วย

นายเอกชัย กล่าวต่อว่า ที่ประชุมเสนอว่าการเรียนการสอน 5 รูปแบบนี้ จะต้องประเมินผลสัมฤทธิ์การเรียนของนักเรียนด้วย ว่าเมื่อนักเรียนได้เรียนผ่าน 5 รูปแบบที่กำหนดไว้  มีผลสัมฤทธิ์การเรียนเป็นอย่างไร เพราะถ้าไม่ประเมินผลก็จะไม่เกิดประโยชน์กับการเรียน ซึ่งที่ประชุมไม่ได้มองความสำคัญของรูปแบบการจัดการเรียนการสอน แต่ให้ความสำคัญว่าจะต้องมีระบบประเมินการเรียนในแต่ละรูปแบบที่ชัดเจนด้วย เพื่อให้ทราบว่าการเรียนในรูปแบบไหนเห็นผลสัมฤทธิ์ และนักเรียนได้ความรู้มากที่สุด  หากทราบว่ารูปแบบไหนทำให้นักเรียนได้รับความรู้มาก ก็สามารถพัฒนาต่อยอดต่อไปได้   

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา รับเรื่องนี้ไปดำเนินการต่อแล้ว ทั้งนี้ ตนข้อเสนอที่ประชุมพิจารณาว่า ขณะนี้เด็กเรียนออนไลน์มากขึ้น อาจจะทำให้ครูไม่สามารถวัดและประเมินผลเด็กได้ โดยเฉพาะนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ดังนั้น หากจะให้เด็กชั้นประถมเลื่อนชั้นขึ้นไป ก็ควรให้ครูประจำชั้นเลื่อนตามนักเรียนไปด้วย เพราะครูเป็นผู้รู้จุดอ่อน จุดแข็งของนักเรียนในการเรียนออนไลน์ในปีที่ผ่านมา ซึ่งครูจะสามารถเติมความรู้ให้กับเด็กได้ 

”ผมเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาว่า การเรียนออนไลน์ โรงเรียนไม่ควรจะจำกัดเฉพาะนักเรียนของตนเองเท่านั้น ควรให้นักเรียนได้เรียนออนไลน์ต่างโรงเรียนได้ด้วย  เช่น โรงเรียนแข่งขันสูงควรเปิดโอกาสให้นักเรียนลงทะเบียนเรียนได้ ซึ่งจะทำให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างเปิดกว้าง สิ่งที่ตามมาคือ นักเรียนจะมีทักษะ SDL หรือ Self Directed Learning มากขึ้น ทำให้นักเรียนสามารถกำหนดเนื้อหา และทำการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองได้ เป็นการช่วยเพิ่มทักษะการหาข้อมูล ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับนักเรียนในอนาคตได้ นอกจากนี้ ที่ประชุมเสนอว่า การเรียนการสอนในปัจจุบันต้องพยายามหลีกเลี่ยงการย้ายห้องเรียนไปอยู่บ้านของเด็ก ควรจะเน้นสัมฤทธิ์ผลการเรียน และสมรรถนะที่เด็กน่าจะทำได้รับ ดังนั้น โรงเรียนและครูควรยืดหยุ่นเรื่องการนับเวลาเรียน หรือจำนวนวันที่เรียน ซึ่งทางสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา รับเรื่องนี้ไปพิจารณาแล้ว”  นายเอกชัย กล่าว 

‘ม.รังสิต’ แจ้ง! คนที่จองคิวรับวัคซีน 13-30 มิ.ย. ต้องเลื่อนเป็น ก.ค. เหตุข้อจำกัดจำนวนวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/579510

‘ม.รังสิต’แจ้ง! คนที่จองคิวรับวัคซีน 13-30 มิ.ย. ต้องเลื่อนเป็น ก.ค. เหตุข้อจำกัดจำนวนวัคซีน

‘ม.รังสิต’แจ้ง! คนที่จองคิวรับวัคซีน 13-30 มิ.ย. ต้องเลื่อนเป็น ก.ค. เหตุข้อจำกัดจำนวนวัคซีน

วันศุกร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 13.42 น.

วันที่ 11 มิถุนายน 2564 มหาวิทยาลัยรังสิต ออกประกาศผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่าตามที่มหาวิทยาลัยรังสิต ได้จัดตั้งศูนย์จิตอาสาบริการวัคซีน โดยร่วมมือกับภาครัฐเพื่อเป็นหน่วยบริการวัคซีนโควิด-19 สำหรับประชาชนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และได้เริ่มเปิดทำการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน เป็นต้นมา 

บัดนี้ โดยเหตุผลความจำเป็น จากข้อจำกัดของจำนวนวัคซีน จึงขอปรับรูปแบบการให้บริการ ดังนี้

1. สำหรับท่านผู้ลงทะเบียนจองคิวรับวัคซีนระหว่างวันที่ 13-30 มิถุนายน มหาวิทยาลัยมีความจำเป็นต้องขอเลื่อนนัดออกไปเป็นเดือนกรกฎาคม โดยจะรักษาคิวของท่านไว้ (ตามลำดับก่อนหลังของวันที่ท่านจอง) และจะแจ้งข้อมูลยืนยันเพื่อนัดหมายกับท่านในโอกาสต่อไป 

2. สำหรับนักศึกษาม.รังสิต ที่ได้คิวรับวัคซีนจัดสรรจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระหว่างวันที่ 14-17 มิถุนายน ยังคงยืนยันตามวันและเวลาที่ลงทะเบียน

3. สำหรับท่านที่มีคิวรับวัคซีนเข็มสอง ระหว่างวันที่ 18-27 มิถุนายน ยังคงมารับบริการได้ตามที่นัดหมายไว้

4. นัดหมายเปิดระบบจองคิวรอบใหม่ในวันที่ 16 มิถุนายน (เพื่อมารับวัคซีนในเดือนกรกฎาคม) ขอเลื่อนออกไปโดยไม่มีกำหนด 
ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจ เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้

ฝ่ายสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยรังสิต

ประกาศ ณ วันที่ 11 มิถุนายน 2564

หนึ่งในน้ำพระทัย! ‘เจ้าฟ้าหญิงสิริวัณณวรีฯ’ พระราชทาน 3 แบบลายผ้าบาติก สู่ชาวไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/579433

หนึ่งในน้ำพระทัย! 'เจ้าฟ้าหญิงสิริวัณณวรีฯ'พระราชทาน 3 แบบลายผ้าบาติก สู่ชาวไทย

หนึ่งในน้ำพระทัย! ‘เจ้าฟ้าหญิงสิริวัณณวรีฯ’พระราชทาน 3 แบบลายผ้าบาติก สู่ชาวไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 20.33 น.

หนึ่งในน้ำพระทัย! “เจ้าฟ้าหญิงสิริวัณณวรีฯ”พระราชทาน 3 แบบลายผ้าบาติก สู่ชาวไทย ด้าน”พช.”ชวนประทับใจ ยกระดับร่วมสมัย ก้าวไกลสู่สากล เพื่อวิถีชุมชนยั่งยืน

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2564 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระกรุณาพระราชทานลายผ้าบาติก เสด็จในโอกาสเปิดการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” กิจกรรมประกวดผ้าลายพระราชทาน ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวีฯ โครงการส่งเสริมภูมิปัญญาและพัฒนาศักยภาพผ้าไทย ระดับภาค พื้นที่ภาคกลาง โดยมี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน เป็นประธานในการประกวดฯ พร้อมด้วยหน่วยงาน องค์กร และผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมร่วม

สำหรับการประกวดในวันนี้ ถือเป็นปฐมฤกษ์ โดยเริ่มต้นจากภาคกลาง เพื่อคัดเลือก 75 ผ้าพื้นถิ่น จาก 4 ภูมิภาค เข้าตัดสินในระดับประเทศ โดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธานการตัดสิน ในวันที่ 29 ก.ค.2564 และนับเป็นมิ่งมงคลยิ่งต่อการเริ่มต้นกิจกรรมการประกวดในครั้งนี้ โดยพระองค์ได้พระราชทาน แบบผ้าบาติกลายพระราชทาน 3 ลาย เป็นดังของขวัญพระราชทานอันมีนัยยะถึงความรักและความห่วงใยในพสกนิกรไทย ที่สะท้อนมาจากพระอัจฉริยภาพในการสร้างสรรค์ศิลปะ วัฒนธรรมอันงดงามของไทย กับความเป็นสากล ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งทุกลวดลาย สีสัน ล้วนสื่อความหมาย ได้แก่

ผ้าบาติกลายพระราชทาน “ปาเต๊ะร่วมใจเทิดไท้เจ้าหญิง” สื่อถึงธรรมชาติอันบริสุทธิ์ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่งดงาม ลวดลายประกอบด้วย ลายนกยูง หมายถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา , ลายคลื่นน้ำ หมายถึง ท้องทะเลภาคใต้ ที่มีธรรมชาติอันสวยงาม , ลายเรือกอและ หมายถึง วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของภาคใต้ที่ควรรักษาไว้ , ลายดอกไม้โปรย สื่อถึงมิตรภาพและความจริงใจที่ประชาชนชาวภาคใต้มอบให้กับพระองค์ ลายพระอาทิตย์ หมายถึง พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว , ลายกรอบตัว S อักษรพระนามาภิไธย S หมายถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

ผ้าบาติกลายพระราชทาน “ท้องทะเลไทย” ด้วยแรงบันดาลพระทัยในการอนุรักษ์สัตว์ทะเลและสิ่งแวดล้อมของท้องทะเลไทย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงออกแบบลายผ้าบาติกพระราชทาน “ท้องทะเลไทย” ด้วยทรงพระดำริ ให้เป็นการจุดประกายความคิดเพื่อให้ ผู้คนเกิดจิตสำนึกในการหวงแหนและรักษาทรัพยากรทางทะเลไทยอันมีค่า ลวดลายประกอบด้วย ลายกะละปังหา หมายถึง ต้นกะละปังหาที่แตกกิ่งก้านออกเป็นรูปพัด เป็นบ้านของสัตว์ทะเลหลายชนิด ,ลายม้าน้ำ ม้าน้ำที่ขดตัวเป็นอักษรพระนามาภิไธย S หมายถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา , ลายคลื่น ลูกคลื่นที่ล้อไปกับอักษรพระนามาภิไธย S หมายถึง ความห่วงใยใน สิ่งแวดล้อมของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา , ลายดาวทะเล หมายถึง สัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลไทย , ลายขอบตัว S อักษรพระนามาภิไธย S หมายถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

ผ้าบาติกลายพระราชทาน “ป่าแดนใต้” สื่อถึงวิถีชีวิตและธรรมชาติของภาคใต้ที่มีเอกลักษณ์ จึงได้ทรงออกแบบผ้าบาติกลายพระราชทาน ‘ป่าแดนใต้’ ด้วยทรงพระดำริให้เป็นการจุดประกายความคิด ในเรื่องของการอนุรักษ์ป่าฝนเขตร้อนที่มีระบบนิเวศอันอุดม ลวดลายประกอบด้วย ลายดอกดาหลาสัญลักษณ์ของดอกไม้พื้นถิ่นภาคใต้ ,ลายนกเงือก 10 ตัว หมายถึง พระบาทสมเด็จ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และยังหมายถึงความรักที่ซื่อสัตย์ , ลายเถาไม้รูปตัว S หมายถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา , ลายคลื่นตัว S และลายลูกปลากุเลา หมายถึง ความห่วงใยในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของภาคใต้ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา , ลายปารังและลายต้นข้าว สัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ของภาคใต้

ด้วยทรงมีพระประสงค์ให้ประชาชนใช้เวลาว่างในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่ต้องทำงานอยู่ที่บ้านให้เป็นประโยชน์  มีรายได้เสริม และสร้างสรรค์งานศิลปะ เพื่อจรรโลงจิตใจ ในยามวิกฤติ

ด้าน อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมุ่งมั่นที่จะสืบสานพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านและภูมิปัญญาไทย เพื่อฟื้นฟูมรดกงานศิลป์ล้ำค่าของแผ่นดินไทยอย่างแท้จริง ด้วยพระอัจฉริยภาพ พระองค์ทรงต่อยอดผสมผสานมุมมองด้านแฟชั่นที่ร่วมสมัย แต่ยังคงไว้ซึ่งการสืบสานอัตลักษณ์ เรื่องราวประจำภูมิภาค เป็นคุณูปการอย่างยิ่งแก่ปวงชนคนไทยไม่ว่าจะในชนบทและเมือง ทรงพระราชทานแบบลายผ้า ชื่อลาย “ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” แก่พสกนิกรชาวไทย อันเป็นสิ่งที่ประจักษ์ชัดถึงพระปรีชาสามารถในด้านการออกแบบ ตอกย้ำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าความงดงามของผ้าไทยจะคงอยู่คู่กับสังคมไทย ทำให้พี่น้องทั้งหลาย กล้าที่จะออกจากกรอบความคิดที่มีต่อผ้าไทยแบบดั่งเดิม ในวันนี้คุณูปการที่เกิดขึ้นจึงไม่เพียงแต่วงการทอผ้าเท่านั้น แต่ยังต่อยอดไปถึงการสร้างคุณค่าในงานหัตถกรรม หัตถศิลป์ประเภทอื่นๆ อีกด้วย ด้วยพระทัยอันเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา หนุนให้พี่น้องช่างฝีมือ กลุ่มทอผ้า ผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP ยังคงสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนเลี้ยงดูครอบครัว แม้ต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ให้ฝ่าฟันไปได้อย่างมั่นคง จึงนำมาซึ่งความซาบซึ้งจนมีคำกล่าวถึงสิ่งที่พระองค์ทรงพระราชทานว่า “เปรียบเสมือนน้ำทิพย์ที่หยาดลงในทะเลทราย” และด้วยพระวิริยะอุตสาหะของพระองค์ที่ทรงเสด็จไปยังหัวเมืองทั้ง 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ถึง 2 รอบ พระองค์ได้มีพระกรุณาแนะแนวทางการพัฒนา ยกระดับ ให้กลุ่มหัตถกรรมทั้งหลายได้เพิ่มความประณีต ใส่ฝีมือ ใส่ลูกเล่นลงไป ผลงานที่ปรากฏในวันนี้จำนวน 197 ผืนในส่วนของภาคกลาง และ 3,215 ผืนจากทั่วประเทศ จึงเป็นดังดอกผล ของความมหัศจรรย์ที่พระองค์ได้ทรงพระราชทาน

นายสุทธิพงษ์ กล่าวต่อว่า การประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” ตามโครงการส่งเสริมภูมิปัญญาและพัฒนาศักยภาพผ้าไทย ระดับภาค ในวันนี้เป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความภาคภูมิใจที่กรมการพัฒนาชุมชน ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์  และทุกภาคีเครือข่าย ได้มีโอกาสน้อมนำเอาแนวพระราชดำริในวิถีของการการวิจัยและพัฒนา หรือ R&D ผ้าไทยให้ได้รับการยกระดับ และคุณภาพมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อกระตุ้นให้พี่น้องกลุ่มทอผ้าทั้งหลาย ได้พัฒนาฝีมือ ค้นหาเทคนิควิธีการในการผลิตผ้าไทยให้ดีขึ้นเหมาะสมแก่การตัดเย็บเสื้อผ้าสมัยใหม่ เหนือล้ำไปกว่าการมุ่งหวังผลแพ้ชนะ คือการการสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง องค์อุปถัมภ์แห่งศิลปาชีพไทย ที่ทรงริเริ่มนำหัตถกรรมพื้นถิ่น เสน่ห์ของงานฝีมือดั้งเดิม และวิถีชีวิตให้กลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้ชาวบ้านอย่างมั่นคง

อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้กรมการพัฒนาชุมชน จะมีการดำเนินการประกวดโดยเริ่มจากระดับภาค ไปสู่ระดับประเทศ ทั้งนี้ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในพื้นที่ภาคกลางเป็นจุดแรก จากนั้นไปภาคใต้ เป็นจุดที่ 2 ระหว่างวันที่ 13 – 14 มิ.ย.ที่ จ.นครศรีธรรมราช จุดที่ 3 ภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 17 – 18 มิ.ย.ที่ จ.เชียงใหม่ และสุดท้ายจุดที่ 4 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จ.อุดรธานี ต่อด้วยการประกวดในรอบ Semi Final รอบตัดสิน 75 ผืนสุดท้าย ในวันที่ 1 ก.ค.นี้ ที่โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร และประกาศผลรอบตัดสิน 75 ผืนสุดท้าย ในวันที่ 5 ก.ค.สำหรับการประกวดในระดับประเทศ รอบตัดสินรางวัล ดำเนินการ ระหว่างวันที่ 27 – 29 ก.ค.ที่ทรูไอคอนฮอลล์ ห้างสรรพสินค้าไอคอนสยาม ซึ่งกรมการพัฒนาชุมชน และสภาสตรีแห่งชาติ ในพระราชินูปถัมน์ ได้กราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธานในการตัดสิน นับว่าเป็นสิ่งที่เป็นขวัญและกำลังใจอย่างยิ่งกับพี่น้องวงการผ้าไทย ปลุกกระแสวงการผ้าไหม ให้เกิดการสืบสาน รักษา ต่อยอด ภูมิปัญญาให้ดำรงเอกลักษณ์ไทยไว้ได้อย่างสมบูรณ์งดงาม