นายหนังตะลุง-หมอกบโรงเขาคือจอมขมังเวทหลังจอมายาผู้ร่ายมนต์คาถาผ่านตัวหนังลงอาคม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

นายหนังตะลุง-หมอกบโรงเขาคือจอมขมังเวทหลังจอมายาผู้ร่ายมนต์คาถาผ่านตัวหนังลงอาคม

นายหนังตะลุง-หมอกบโรงเขาคือจอมขมังเวทหลังจอมายาผู้ร่ายมนต์คาถาผ่านตัวหนังลงอาคม15 สิงหาคม 2563 – 00:00 น.

นายหนังตะลุง-หมอกบโรงเขาคือจอมขมังเวทหลังจอมายาผู้ร่ายมนต์คาถาผ่านตัวหนังลงอาคม คอลัมน์… ตามรอยตำนานแผ่นดิน  โดย… เอก อัคคี  Fb:Akeakkee Ake

ในพื้นที่รอบทะเลสาบสงขลา ลุ่มน้ำทะเลน้อยสมัยโบราณ
เป็นพื้นที่ห่างไกลความเจริญแบบคนเมือง ยิ่งขึ้นชื่อว่าแถบนี้ ดงคนดุ นักเลง โจรผู้ร้ายชุกชุมยิ่งกว่ายุงในปลักควาย!!

อ่านข่าว…  หุ่นพยนต์ มหาภูติ มหายันต์  ไอ้เณรแก้วพิธี๗วาระ ของ “เณรดอย เมืองตรัง”

นายหนังตะลุง-หมอกบโรงเขาคือจอมขมังเวทหลังจอมายาผู้ร่ายมนต์คาถาผ่านตัวหนังลงอาคม


แต่ไม่ว่า ไอ้เสือร้ายขนาดไหน มันก็ชอบความบันเทิง
เพราะฉะนั้นนักเดินทาง ที่หาญกล้านำพามหรสพความบันเทิง
ไปมอบให้กับชาวบ้านชายป่า ชายเลจึงมีเพียงคณะหนังตะลุง คณะมโนราห์และแน่นอนว่า พวกเขาต้องมีดีพอตัว

มีความเป็นลูกผู้ชายตัวจริง ฉลาดหัวไว ปากดีมีเสน่ห์และมีวิชา
นายหนังตะลุงสมัยก่อนมักเป็นนักเลงไสยศาสตร์และต้องมีหมอประจำตัวนายหนัง ที้เรียกกันว่า หมอกบโรง ซึ่งต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาคมพิธีกรรมต่าง ๆ ป้องกันไม่ให้นายหนังถูกคุณไสยของฝ่ายตรงกันข้ามและถ้าเกิดมีขึ้นสามารถแก้ไขได้  ยังทำหน้าที่ทำของใส่ฝ่ายตรงข้ามด้วย  ถ้าสังเกตุหมอกบโรงจะนั่งติดกับหัวหยวกปักรูปเสมอ แม้แต่ในปัจจุบันนี้

ยกเว้นบางคณะที่ตัวนายหนังตะลุงเอง
อาจจะเป็นคนมีวิชาก็สามารถเป็นหมอกบโรงไปด้วยในตัว

ในอดีต การถูกคุณไสยของฝ่ายตรงกันข้ามของคณะนายหนังตะลุงนั้นมีอยู่จริง แม่พลอย หัทยายนท์ เคยเล่าให้ผมฟังว่ามีหลากหลายรูปแบบ ท่านก็เคยเห็นกับตาตัวเองสมัยยังสาวๆ  เช่น  ทำให้เสียงแห้ง  ของลงท้อง  ชักจนหน้ามืด  หรือจู่ๆหน้าโรงอากาศเย็นผิดปกติ 

คือฝ่ายคู่แข่งหรือหมอประจำถิ่นอาจจะมีเจตนาร้ายโดยใช้พิธีกรรมทางไสยศาสตร์ มาลองของด้วยการใช้ชินหรือภูตผีมารังควานหมอกบโรงต้องทำหน้าที่เป็นผู้แก้

เพราะฉะนั้นการเตรียมพร้อมเพื่อเดินทางไปทำการแสดงต่างถิ่นต่างที่นั้นต้องมีการทำพิธีกรรมยกเครื่องคือก่อนจะมีการยกขนเครื่องประโคมต่าง ๆ  ตลอดถึงลูกคู่  ก่อนออกจากบ้านนายหนัง  ให้มีการประโคมเพลงเพื่อให้การเดินทางปลอดภัย มีผู้คนนิยมชมชอบ  หมอกบโรงจะประกอบพิธีร่ายเวทมนตร์  ๓  เที่ยวสวดว่า”นะเมตตา  โมกรุณา  พุทปราณี  ธายินดี  ยะเอ็นดู  นะยอออลือออทม”  ซึ่งเป็นคาถาของสายสำนักเขาอ้อนั้นเอง!

นายหนังตะลุง-หมอกบโรงเขาคือจอมขมังเวทหลังจอมายาผู้ร่ายมนต์คาถาผ่านตัวหนังลงอาคม


แล้วนำเครื่องออกเดินทาง เมื่อไปถึงสถานที่แล้ว ก่อนที่ลูกคู่หรือทีมงานจะนำอุปกรณ์ต่าง ๆ  วางบนโรงหนังที่เจ้าภาพสร้างไว้ นายหนังหรือหมอกบโรง เดินเวียนโรง  ๓  รอบ แล้วบริกรรมคาถาว่า  “ออนอ  ออพ่อ  ออแม่  อออา  ออแอ”  ต่อจากนั้นจึงจะขึ้นบนโรงได้ 

การสำรวจที่ตั้งโรงหนังตะลุง ในปัจจุบันต้องดูทำเลในการปลูกโรง เช่น การตั้งโรงซึ่งมีข้อห้าม คือ ในงานศพเขาไม่นิยมหันหน้าโรงหนังตะลุงไปหน้าโลงศพแต่ถ้าไม่สามารถเลี่ยงได้ให้ตั้งโรงหนังตะลุงเฉียงออกจากหน้าโลงศพ

ซึ่งมีความเชื่อกันหากตั้งโรงหนังตะลุงหันหน้าไปหน้าโลงศพจะเป็นสิ่งอัปมงคล ว่าอาจจะหนังเล่นหนังไม่ออก คือ เล่นหนังไม่ลื่นไหลอาจมีปัญหา อุปสรรค หรือเกิดสิ่งที่ไม่เป็นมงคล ซึ่งการยึดถือปฏิบัติของนายหนังจะไม่เหมือนกันและแตกต่างกันออกตามความเชื่อ

ส่วนการเบิกโรงก่อนจะทำการแสดงนั้นเจ้าภาพต้องเตรียมอาหารคาวหวานใส่ถ้วยเล็ก ๆ วางบนถาด๑๒อย่าง  เรียกว่า  “แต่งเท่(ที่)สิบสอง” และสิ่งที่ขาดไม่ได้คือเหล้า พร้อมด้วยหมากพลู ๙คำ  เทียน๙เล่ม เงินเบิกโรง ๑ บาท ดอกไม้ธูปเทียน ใส่ในพาน

นายหนังหรือหมอกบโรง  จะประกอบพิธีชุมนุมเทวดาว่าโองการธรณีสาร  ไหว้สัดดี  อัญเชิญดวงวิญญาณของครูหนัง  ให้มาปกป้องผองภัยทั้งปวง  แล้วปักเทียนที่ทับกลองพร้อมด้วยหมากพลูแห่งละหนึ่งคำ  นายหนังเคาะทับกลองเบาๆลูกคู่ขึ้นกลองลงโรง  เงินค่าลงโรงเป็นกรรมสิทธิ์ของคนแบกแผงปัจจุบันเงินค่าเบิกโรงไม่น้อยกว่า  ๑๐๐  บาท  แต่ทุกวันนี้ไม่ค่อยมีการยกที่สิบสองเหมือนสมัยก่อนแล้วมีเทียนหมากพลูเป็นอันใช้ได้

จากนั้นก็ทำพิธีแทงหยวกกล้วย ซึ่งหยวกที่ใช้ปักรูปต้องเป็นหยวกกล้วยที่ตัดมาใหม่ ๆ  หยวกที่โรงหนังอื่นใช้แล้วไม่เอา  แต่ถ้าหนังโรงนั้นแสดงต่อ  เป็นกี่คืนก็ได้ไม่ต้องเปลี่ยนใหม่  การวางหยวกให้หัวหยวกอยู่ทางขวาของจอ  กลางหยวก  ใช้มีดครูแทงเป็นรูปสามเหลี่ยม  ฐานอยู่ล่าง  เอาหยวกที่แทงออก  เสกหมากพลูฝังใน  1  คำ  ใช้มือขวาวางเหนือหยวกตรงรอยแทง  และใช้กาบหยวกที่แทงออกปิดให้เรียบร้อย  เสกคาถาผูกใจคนดู  3  คาบ  ”อิตถีโย  บุรุสโส  โรตันตัง  จาระตัง  เรเรรัง  เอหิ  อาคัตฉายะ  อาคัตฉาหิ”

นายหนังตะลุง-หมอกบโรงเขาคือจอมขมังเวทหลังจอมายาผู้ร่ายมนต์คาถาผ่านตัวหนังลงอาคม


บางคณะจะตั้งนโม ๓ จบแล้วไหว้พระ ตั้งสัคเค ตั้งธรณีศาลและมีคาถาเบิกโรง โดยทำพิธีบริเวณหน้าจอหนังตะลุงจากนั้นจุดธูปเทียน จากนั้นนำหมากที่เตรียมไหว้มาเขียนอักขระด้วยกัน ๓ คำ โดยหมากคำแรกเขียนคำว่า “มะ” หมากคำที่สองเขียนคำว่า “อะ” และหมากคำที่สามเขียนว่า “อุ” โดยนำหมากคำแรกไปจุดในหยวกกล้วยหรือที่เรียกว่าจุกอกแล้วท่องคาถา หมากคำที่สองจะเสกหมากแล้วใส่ในทับพร้อมบริกรรมคาถา และหมากคำที่สามไหว้บนเพดานหนังตะลุง

แต่ในปัจจุบันโรงหนังตะลุงได้มีการเปลี่ยนแปลงไปโดยหมากคำแรกจะใส่ไว้ที่หัวหยวก หมากคำที่สองจะใส่ไว้ที่หลอดไฟหน้าจอหนังตะลุง และหมากคำที่สามใส่ไว้ที่ปลายหยวก ซึ่งมีความเชื่อกันว่าอักขระที่เขียนลงบนหมากได้รับอิทธิพลมากจากศาสนาพราหมณ์คือเทพเจ้าทั้ง 3โลก ได้แก่ พระวิษนุ พระนารายณ์และพระศิวะ ซึ่งเชื่อว่าเป็นการขอเจ้าที่เจ้าทางและขจัดปัดเป่าอุปสรรคในการแสดงหนังตะลุงในค่ำคืนนั้น

หลังจากเสร็จพิธีเบิกโรงหนังตะลุง นายหนังจะทำพิธีปลุกตัวให้ขลังก่อนกานแสดง (การขับกลอนไหว้ครู) โดยมีความเชื่อว่าเป็นการทำสมาธิ แน่วแน่ ไม่วอกแหวกเนื่องจากนายหนังตะลุงต้องทำบริกรรมคาถาสมาธิจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

หลังจากแทงหยวกเรียบร้อยก็จะทำพิธีเบิกปากรูป  รูปตัวหนังตะลุงที่ออกเป็นครั้งแรกลูบขึ้น  3  ครั้ง  แล้วร่ายมนต์เบิกปาก  เฉพาะรูปตลกสำคัญ  เช่นด้วยเหล้า  โดยเอาหางจากหรือก้านธูปจุ่มลงในเหล้าแล้วนำไปจิ้มที่ปากรูปพร้อมกับชักปากร่ายมนต์มหาละลวยว่า  “ดอล่อหี  หีล่อดอ”  สามคาบหรือสามจบ

จากนั้นก็จะชักฤาษี  คือการเชิดรูปฤาษี  “แล้วสอนให้ออกยักษ์ชักฤาษี”  ซึ่งมีวิธีเชิด  โดยเฉพาะกว่าจะชักได้ถูกต้องใช้เวลาฝึกฝนพอสมควร  ถือเป็นศิลปะชั้นสูง  มีชื่อเรียกต่างกัน  เช่น  ฤาษีท่องโรงฤาษีตกบ่อ  ฤาษีขุดมัน

แล้วทำพิธี ลูบจอ  จะลูบจอก่อนออกปรายหน้าบทใช้มือทั้งสองไปจรดกันที่จอกราบสามครั้งแล้ว ร่ายมนต์มหาเสน่ห์คนดูรักหลงใหล  “นะคำนึง  ดมคิดถึง  พุทตามมา  ธาร่ำไร  นะรักสนิท  โมปลอบจิต  ยะปลอบใจ  ยะอะอย่าลืมรัก  รักแล้วอย่าลืม”

จากนั้นก็ชักเสียง  ก่อนออกเสียงขับบทครั้งแรก  นายหนังใช้หัวแม่มือขวากดที่เพดานปากแล้วเอาน้ำลายมาปลุกเสก  ทำให้เสียงดังฟังไพเราะเสียงไม่แห้ง  “โอมส่งเสียงกูไป  เข้าในหัวใจมนุษย์หญิงชาย  โอมระรวย  พระพายพัดหวย  ระรวยเป็นบ้า  พระพายพัดพา  โอมระรวยมหาระลวย”  สามเที่ยว

ในการแสดงหนังตะลังนั้น หัวใจสำคัญคือการชักกาก หรือการเชิดรูปตัวตลก  นายหนังสมัยก่อนมีคนชักกากให้โดยเฉพาะ  แต่ปัจจุบันนายหนังตะลุงเป็นผู้ชักกากเอง  ซึ่งรูปกากหรือรูปตลกมีความสำคัญมากต้อง ชักปากได้ทุกตัวและมีสำเนียงพูดไม่เหมือนกันทุกตัว คนดูจะนิยมดูหนังตะลุงคณะนี้หรือไม่ขึ้นอยู่กับเสน่ห์ของตัวตลกครับ

เพราะฉะนั้น ตัวกากหรือตัวตลกประจำคณะจึงเป็นตัวที่มีการลงอาคมไว้อย่างเต็มที่ บางคณะใช้ผิวหนังส้นเท้าของครูอาจารย์ที่ตายไปแล้วมาเย็บเป็นริมฝีปากล่างไว้ชักและเรียกดวงจิตวิญ ญานมาสถิตย์ เรียกกันว่า การกินรูป  คือการเชิดรูปและออกสำเนียงพูดเข้ากับลักษณะนิสัยและรูปร่างของรูปหนังตัวนั้น ๆ

อย่างเช่น   หนังกั้น  ทองหล่อ   ศิลปินแห่งชาติ  ท่านชักปากพูดพูดผ่านรูปหนังตัวสะหม้อ ที่ใครก็นำไปเลียนแบบไม่เหมือน หรือ หนังกิ้มเส้ง  เมืองพัทลุง  พูดอ้ายทองบ้านาย  และพูดนางเบียนหรือนาง  2  แขน  ได้อย่างที่หาตัวจับยากหรือหนังพร้อมน้อย  ตะลุงสากล เมืองพัทลุง  ก็พูดเสียงนางหรือเสียงผู้หญิงได้ดียอดเยี่ยม

ในอดีตนั้น ปรมาจารย์ของเขาอ้อที่นายหนังตะลุงหลายคณะต้องเอ่ยนามไหว้ครูทุกครั้งก่อนทำการแสดงคือ พระอาจารย์ทองเฒ่า วัดเขาอ้ออละพระอาจารย์เกลี้ยง วัดดอนศาลา บิดาของพระอาจารย์นำ ชินวโร

โดยเฉพาะพระอาจารย์เกลี้ยง นั้น เคยมีผู้บันทึกเอาไว้ว่า ท่าน
เคยไปทำพิธีซัดทรายใต้โรงหนังตะลุง จนนายหนังเสียงดับมาแล้ว โทษฐานที่ให้ครูหมอกบโรงมาทำของ เล่นไสยศาสตร์ใส่
คณะหนังตะลุงที่เป็นของศิษย์ของท่าน!?!

ใครนักเลงมาก็ต้องนักเลงไป
แหลงไหรกันให้เทือน!!
(พูดอะไรกันให้วุ่นวาย)

ศธ.จ่อเลื่อน สอบโอเน็ตปี 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ศธ.จ่อเลื่อน สอบโอเน็ตปี 2563

ศธ.จ่อเลื่อน สอบโอเน็ตปี 256314 สิงหาคม 2563 – 19:15 น.

“ณัฏฐพล”เผยศธ.จ่อเลื่อนการสอบโอเน็ตปีการศึกษา 2563 ออกไปก่อน เหตุได้รับผลกระทบจากโควิด-19 นักเรียนมีเวลาในการเตรียมตัวน้อย ขณะที่เปิดเรียนเต็มรูปแบบ  หรือ On-Site จะประเมินผลเมื่อครบสัปดาห์

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2563 นายณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผย ถึงกระแสการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน  หรือโอเน็ต(O-net) ในปีการศึกษา 2563 อาจจะเลื่อนออกไปว่า กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าควรจะเลื่อนการจัดสอบโอเน็ตปี 2563 ออกไปหรือไม่ แต่แนวโน้มเป็นไปได้สูง เนื่องจากนักเรียนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือหรือโควิด 19 ทำให้พักการเรียนในห้องเรียนเป็นเวลานานหลายเดือน

ทั้งนี้การสอบโอเน็ต เป็นการทดสอบวัดความรู้ และความคิดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที6(ป.6),ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (ม.3)และชั้นมัธยมศึกษาปีที่6(ม.6) ประเมินตามมาตรฐานการเรียนรู้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551

ขณะที่ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ  เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) กล่าวว่า สถานศึกษาจำนวนกว่า 29,000 แห่ง ทดลองเปิดเรียนเต็มรูปแบบ หรือ On-Site ไปเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2563 เมื่อเปิดการเรียนการสอนครบหนึ่งสัปดาห์ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ถึงจะให้แต่ละเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศประเมินผล

“แม้เปิดเรียนเต็มรูปแบบ แต่การ์ดไม่ตก สถานศึกษาแต่ละแห่งต้องเตรียมเจลล้างมือ หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้ามัสลิน สบู่ล้างมือ และเว้นระยะห่าง 1-2 เมตร ทำให้บางห้องเรียน มีเด็กเรียน 20-30 คนสลับเรียนในห้องเรียนและนอกห้องเรียน เชื่อมั่นว่าเด็กมีความปลอดภัยจากการติดเชื้อโควิด-19”ดร.อำนาจ กล่าว

“ดร.ปรีดา”หัวขบวนกมธ.ศึกษาฯระดมครูทั้งแผ่นดินรื้อกฏหมาย 4 ฉบับ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ดร.ปรีดา”หัวขบวนกมธ.ศึกษาฯระดมครูทั้งแผ่นดินรื้อกฏหมาย 4 ฉบับ

"ดร.ปรีดา"หัวขบวนกมธ.ศึกษาฯระดมครูทั้งแผ่นดินรื้อกฏหมาย 4 ฉบับ14 สิงหาคม 2563 – 17:30 น.

“ดร.ปรีดา”หัวขบวนกมธ.ศึกษาฯระดมครูทั้งแผ่นดินรื้อกฏหมาย 4 ฉบับ กรุยทางสู่ปฏิรูปการศึกษาไทย พร้อมตั้งข้อสังเกตุเรียนฟรีจริงหรือไม่ บริหารการจัดการศึกษารวบอำนาจหรือกระจายอำนาจ

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2563 ดร.ปรีดา บุญเพลิง สมาชิสภาผู้แทนราษฏร แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคครูไทยเพื่อประชาชน ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการศึกษา สภาผู้แทนราษฏร เปิดเผย “ คมชัดลึก ” ว่า ตนในฐานะเคยเป็นครูมาก่อน เป็นกรรมาธิการการศึกษา  เป็นหัวหน้าพรรคครูไทยฯ อยากเห็นระบบการศึกษาไทยดีกว่าปัจจุบัน จึงได้เตรียมระดมแนวคิดของครูทั้งแผ่นดิน เพื่อร่วมกันหาทางออกกฏหมาย4ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษาไทย

“กฏหมาย 4 ฉบับ ประกอบด้วย 1.พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542และที่แก้ไขเพิ่มเติม  2.พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครุและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547  3.พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546  4.ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่19/2560 และเรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ”ดร.ปรีดา กล่าว

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฏร และ สมาพันธ์สมาคมครูแห่งประเทศไทย (ส.ค.ท.) พร้อมเครือข่าย ร่วมจัดงานสัมมนาในหัวข้อ“การปฏิวัติการศึกษาไทย ด้วยกลไกทางกฎหมาย” (เพื่อ 3สูง 1.วิชาชีพชั้นสูง 2.มาตรฐานสูง 3.คุณภาพสูง) วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม  2563 ณ หอประชุมบุณยเกตุ สนง.คุรุสภา กรุงเทพฯ โดยมี นายนพคุณ รัฐผไท ประธานกรรมาธิการการศึกษาสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดงานและบรรยายพิเศษ เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ

และภาคบ่าย พบกับการอภิปราย คุรสภา: สภาของครู อดีต ปัจจุบัน อนาคต โดย 1.ดร.ดิเรก พรสีมา อดีตประธานกรรมการคุรุสภา  2.ดร.ยุทธชัย อุตมา อดีตเลขาธิการคุรุสภา ประธานที่ปรึกษามูลนิธิพระพฤหัสบดี 3.ส.ส.ดนัย มหิพันธ์ เลขานุการกรรมาธิการการศึกษา และอดีต รองเลขาธิการ สกสค. 4.ดร.วีรบูล เสมาทอง ประธาน ส.ค.ท. ดำเนินรายการ

“กมธ.การศึกษาฯสภาผู้เทนราษฏร จะนำผลการระดมความคิดเห็นของครูทั้งแผ่นดิน สรุปเสนอรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อนำไปสู่การรื้อกฏหมายทั้ง 4 ฉบับให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดดเฉพาะต้องมาดูว่ากฏหมายกำหนดให้เรียนฟรี แต่ในทางปฏิบัติเรียนฟรีจริงหรือไม่ รวมทั้งการบริหารจัดการศึกษาเป็นรวบยอดอำนาจหรือกระจายอำนาจ เรื่องเหล่านี้ต้องมาทบทวนกัน เพื่อให้ระบบการศึกษาไทยเกิดประโยชน์กับผู้เรียนหรือเด็กที่เป็นอนาคตของชาติจริงๆ” ดร.ปรีดา กล่าวในที่สุด

กระทรวงเกษตรฯ มอบต้นพันธุ์พืชผักและสมุนไพรให้แก่ อกม. เพื่อนำไปแจกจ่ายเกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กระทรวงเกษตรฯ มอบต้นพันธุ์พืชผักและสมุนไพรให้แก่ อกม. เพื่อนำไปแจกจ่ายเกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

กระทรวงเกษตรฯ มอบต้นพันธุ์พืชผักและสมุนไพรให้แก่ อกม. เพื่อนำไปแจกจ่ายเกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 14 สิงหาคม 2563 – 17:28 น.

กระทรวงเกษตรฯ มอบต้นพันธุ์พืชผักและสมุนไพรให้แก่ อกม. เพื่อนำไปแจกจ่ายเกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 หวังช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน สร้างความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มรายได้ ตลอดจนการแก้ปัญหาการขาดแคลนพันธุ์พืชพันธุ์ดีในท้องถิ่น 

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังพิธีมอบต้นพันธุ์พืชผักและสมุนไพร “โครงการบ้านพอเพียงเลี้ยงชีวิตสู้โควิด – 19” ในงานรณรงค์ถ่ายทอดความรู้ด้านการผลิตและขยายพันธุ์พืชพันธุ์ดี ณ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 4 จังหวัดนครศรีธรรมราช ว่า จากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ภายในประเทศ ส่งผลให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ เกิดภาวะการว่างงาน และทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนงานตามนโยบายของรัฐบาลในการช่วยเหลือดูแลและสร้างความเข้มแข็งของภาคการเกษตรและตระหนักถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับภาคการเกษตร จึงได้จัดทำโครงการบ้านพอเพียงเลี้ยงชีวิตสู้โควิด – 19 ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นมาตรการเสริมในการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ให้เกษตรกรและผู้ได้รับผลกระทบมีพืชอาหารบริโภค สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการพึ่งพาตนเอง ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน สร้างความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและชุมชน ตลอดจนการแก้ปัญหาการขาดแคลนพันธุ์พืชพันธุ์ดีในท้องถิ่น มีเป้าหมายการผลิตต้นพันธุ์พืชผักและสมุนไพร จำนวน 7 ชนิด รวมทั้งสิ้น 3,634,464 ต้น มีศูนย์ปฏิบัติการของกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 34 หน่วยงาน ดำเนินการผลิตและแจกจ่ายต้นพันธุ์พืชผักและสมุนไพร ให้แก่อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน เกษตรกรที่สนใจทำการเกษตรในการปลูกพืชผักสวนครัว และได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จำนวน 225,390 ครัวเรือน ๆ ละ 16 ต้น ครอบคลุม 77 จังหวัด รวม 882 อำเภอ 
 

กระทรวงเกษตรฯ มอบต้นพันธุ์พืชผักและสมุนไพรให้แก่ อกม. เพื่อนำไปแจกจ่ายเกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

สำหรับอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน หรือ อกม. ได้ร่วมทำหน้าที่เป็นผู้แทนเกษตรกรระดับหมู่บ้านมา โดยทำหน้าที่จัดเก็บรวบรวมและรายงานข้อมูลพื้นฐานด้านการเกษตรของหมู่บ้าน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำแผนพัฒนาการเกษตรระดับหมู่บ้าน ประสานงานในการถ่ายทอดความรู้และแก้ไขปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่ รวมถึงกรณีการเกิดภัยธรรมชาติต่างๆ อกม. จะช่วยเตือน แจ้งข่าว และเป็นสื่อกลางในการสื่อสาร และทำงานร่วมกันกับเจ้าหน้าที่เกษตร

กระทรวงเกษตรฯ มอบต้นพันธุ์พืชผักและสมุนไพรให้แก่ อกม. เพื่อนำไปแจกจ่ายเกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

 ปัจจุบัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีอาสาสมัครเกษตร จำนวน 16 สาขา ได้แก่ อาสาสมัครเกษตรและสหกรณ์ อาสาสมัครฝนหลวง ครูบัญชีอาสา ประมงอาสา อาสาปศุสัตว์ หมอดินอาสา อาสาสมัครสหกรณ์ อาสาสมัครชลประทาน เศรษฐกิจการเกษตรอาสา อาสาสมัครปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม อาสาสมัครชาวนาชั้นนำ อาสาสมัครครูยาง สารวัตรเกษตร หม่อนไหมอาสา Qอาสา และเกษตรหมู่บ้าน โดย อกม. จะอยู่ในวาระครั้งละ 4 ปี ปัจจุบันทั่วประเทศ มีจำนวน 75,155 ราย ซึ่งที่ผ่านมาช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 อกม. มีส่วนสำคัญโดยเฉพาะโครงการเยียวยาเกษตรกร หลายพื้นที่เดินทางลำบาก พี่น้องเกษตรกรไม่สะดวกในการเดินทาง ซึ่งอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้านเหล่านี้ ทำหน้าที่ในการประสานงานกับเจ้าหน้าที่เกษตรเพื่ออำนวยความสะดวกทำให้โครงการประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม 
ด้าน นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกิจกรรมมอบต้นพันธุ์ พืชผักและสมุนไพร ตามโครงการบ้านพอเพียงเลี้ยงชีวิตสู้โควิด-19 ให้กับ อกม. ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้นั้น เพื่อให้ อกม. ได้เป็นต้นแบบ พร้อมหาเครือข่ายในการสร้างแนวทางการปรับตัว โดยต้นพันธุ์ที่นำไปปลูก เน้นอาศัยบริโภคและการแจกจ่ายให้กับพี่น้องในชุมชน โดยสนับสนุนพันธุ์พืช ได้แก่ ฟ้าทลายโจร มะละกอ พริก มะเขือ มะรุม แคบ้าน และผักหวาน ทั้งหมดรวมกว่า 3,813,148 ต้น ปัจจุบันอาสาสมัครเกษตรเหล่านี้ ไม่ได้มีรายได้ตอบแทน แต่ทุกคนก็ปฏิบัติหน้าที่คู่กับเจ้าหน้าที่เกษตรด้วยความเต็มใจ พร้อมบริการประสานความช่วยเหลือแก่เกษตรกร นับเป็นความเสียสละและขอยกย่องพี่น้องอาสาสมัครเกษตรเป็นอย่างยิ่ง

“จันจิ-แชมป์” ชวนสัมผัสนวัตกรรมเรือนเวลา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“จันจิ-แชมป์” ชวนสัมผัสนวัตกรรมเรือนเวลา

"จันจิ-แชมป์" ชวนสัมผัสนวัตกรรมเรือนเวลา14 สิงหาคม 2563 – 14:55 น.

“จันจิ-แชมป์” ชวนสัมผัสนวัตกรรมเรือนเวลา พาชมนาฬิกาสุดปัง! “Central International Watch Fair 2020” 

ชื่นชอบสวมใส่นาฬิกาในสไตล์ตัวเอง 2 นักแสดง จันจิ-จันจิรา จันทร์พิทักษ์ชัย พร้อมด้วยนักแสดงหนุ่มฮอต แชมป์-ชนาธิป โพธิ์ทองคำ เลยขอประเดิมนำนาฬิกาไฮไลต์สุดพิเศษจากมหกรรมนาฬิกาสุดยิ่งใหญ่แห่งภูมิภาคเอเชีย ครั้งที่ 22  “Central International Watch Fair 2020” (เซ็นทรัล อินเตอร์เนชั่นแนล วอทช์ แฟร์ 2020) ซึ่งในปีนี้มาในคอนเซ็ปต์ “ที่สุดแห่งข้อเสนอ…สู่งานนาฬิการะดับเวิลด์คลาส” กับโปรโมชั่นแรงที่สุดในรอบ 22 ปี! ลดสูงสุด 50%  ครบครันด้วยแบรนด์ระดับเวิลด์คลาส แบรนด์เอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะห้างเซ็นทรัลชิดลม รวมถึงคอลเลกชั่นใหม่ล่าสุด ลิมิเต็ด เอดิชั่น รวมกว่า 180 แบรนด์ มาให้สาวกเรือนเวลาอัปเดตพร้อมกัน ที่ ดิ อีเว้นต์ฮอลล์ ชั้น 3 ห้างเซ็นทรัลชิดลม ระหว่างวันที่ 18 ส.ค. 63  – 14 ก.ย. 63 และแผนกนาฬิกา ห้างเซ็นทรัลทุกสาขา ระหว่างวันที่ 
18 ส.ค. – 30 ก.ย. 63  

"จันจิ-แชมป์" ชวนสัมผัสนวัตกรรมเรือนเวลา


โดยปีนี้มีนาฬิกาเรือนพิเศษมากมายให้สาวกได้จับจองเป็นเจ้าของ ว่าแต่จะมีนาฬิกาเรือนไหนปัง! ตามไปเชคลิสต์พร้อมกับจันจิ และแชมป์กันได้เลย ประเดิมด้วย FRANCK MULLER (แฟรงค์ มุลเลอร์) นาฬิกา รุ่น ซินทรี เคอร์เว็กซ์ เครซี อาวร์ พาสเทล เอเชีย เอ็กซ์คลูซีฟ (Cintrée Curvex Crazy Hours Pastels Asia Exclusive) ตัวเรือนโรสโกลด์ประดับเพชรบริลเลียนท์คัต 66 เม็ด สายหนังจระเข้สวยงาม ถัดมาเป็นอีกหนึ่งนาฬิกาไฮไลต์ ORIS (โอริส) ประดิษฐกรรมเรือนเวลารุ่น ORIS x MOMOTARO นาฬิการุ่นพิเศษที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยความร่วมมือกับ Momotaro Jeans บริษัทผู้ผลิตจากประเทศญี่ปุ่นที่เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณในการผลิตยีนส์คุณภาพสูง 

"จันจิ-แชมป์" ชวนสัมผัสนวัตกรรมเรือนเวลา


ต่อกันที่แบรนด์สาวๆ ชื่นชอบ GUCCI (กุชชี่) แบรนด์แฟชั่นระดับโลก เปิดตัวเรือนเวลา G-Timeless Slim รุ่นล่าสุด ที่ครีเอทีฟ ไดเร็คเตอร์ อเลสซานโดร มิเคเล่ (Alessandro Michele) นำเอาคอลเลกชั่นที่สาวกกุชชี่คุ้นตากลับมาตีความใหม่ ทวิสต์ด้วยแฟชั่นไอคอนรูปผึ้งที่นำมาออกแบบเป็นเข็มวินาที ถัดมาเป็นนาฬิกาที่ผู้หญิงต้องมี สำหรับ Maurice Lacroix (มอริส ลาครัวซ์) รุ่น THE MASTERPIECE EMBRACE 43 MM เรือนเวลาพิเศษที่มีสัญลักษณ์หัวใจคู่โดดเด่นเคียงข้างกัน  ผสานความงามทางศิลปะและกลไกที่สร้างสรรค์เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว 

"จันจิ-แชมป์" ชวนสัมผัสนวัตกรรมเรือนเวลา


เป็นอีกหนึ่งแบรนด์นาฬิกาที่หนุ่มๆ สวมใส่เสริมความเท่ และมีสไตล์ LONGINES  (ลองจินส์) HYDRO CONQUEST : a new look in green สีสันใหม่ล่าสุดในคอลเลกชั่น Hydro Conquest (ไฮโดรคอนเควสต์) กับสีเขียวเรียบหรูที่เข้ามาเสริมทัพให้กับสีอื่นๆ อย่างสีน้ำเงิน สีเทา และสีดำ โดยเฉดสีเขียวที่เลือกใช้ได้แรงบันดาลใจจากโลกแห่งกีฬาทางน้ำ สามารถกันน้ำได้ลึก 300 เมตร มีกำลังลานสำรองสูงสุด 64 ชั่วโมงสายรัดข้อมือมีให้เลือก 2 แบบคือ สายสแตนเลสสตีลพร้อมตัวล็อคแบบพับสองชั้นเพื่อความปลอดภัย และการปรับขยายสำหรับการดำน้ำ และสายรับเบอร์สีเขียวพร้อมตัวล็อคสองชั้นเพื่อความปลอดภัย ถัดมาแบรนด์ ORIENT STAR (โอเรียนท์ สตาร์)ขอเอาใจหนุ่มๆ กับรุ่น Orient Star New Mechanical Moon Phase นาฬิกาขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ in-house Caliber F7M63  ให้ศักยภาพในการสำรองพลังงานได้นานถึง 50 ชั่วโมง คอลเลกชั่นนี้มีหน้าปัดให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีดำ (RE-AY0001B), สีขาว (RE-AY0002S) และ สีขาว/พิงค์โกลด์อินเด็กซ์ (RE-AY0003S)

"จันจิ-แชมป์" ชวนสัมผัสนวัตกรรมเรือนเวลา

สัมผัสนวัตกรรมเรือนเวลาได้ที่งาน “เซ็นทรัล อินเตอร์เนชั่นแนล วอทช์ แฟร์ 2020” (Central International Watch Fair 2020) กับ “ที่สุดแห่งข้อเสนอ…สู่งานนาฬิการะดับเวิลด์คลาส” โปรโมชั่นลดสูงสุด 50% พร้อมด้วยสิทธิพิเศษลด/รับเพิ่มสูงสุด 34 % จาก The 1 และบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ  อีกทั้งลูกค้ายังสามารถโหลดรับฟรี!! LINE คูปองส่วนลดแทนเงินสด มูลค่าสูงสุด 1,500 บาท เมื่อซื้อนาฬิกามูลค่า 10,000 บาทขึ้นไป โดยสามารถดาวน์โหลดคูปองได้ที่แอปพลิเคชั่นไลน์ Central Department Store และยังมีคูปองส่วนลดแทนเงินสด สูงสุด 135,000 บาท เมื่อช้อปฯ ครบตามเงื่อนไข และลูกค้ายังสามารถเลือกรับสิทธิ์ผ่อนชำระ 0% นาน 10 เดือน จากบัตรเครดิตชั้นนำ

"จันจิ-แชมป์" ชวนสัมผัสนวัตกรรมเรือนเวลา


นอกจากนี้ยังรับสิทธิพิเศษภายในงาน อาทิ Watch Service รับบริการจากร้าน Time Care Shop สามารถนำนาฬิกามาทำความสะอาดเบื้องต้นได้ฟรี (1 ท่าน/สิทธิ์/วัน), เพียงโชว์ใบเสร็จในแผนกนาฬิกา รับฟรีสเปรย์และผ้าทำความสะอาดนาฬิกาจาก  Wkm  (1 ท่าน/สิทธิ์/ วัน), ช้อปครบ 2,500 บาท รับฟรีเครื่องดื่มจาก TIGER SUGAR (1 ท่าน/ใบเสร็จ/สิทธิ์/ วัน), Watch Game ช้อปครบ 1,000 บาท รับสิทธิ์เล่นเกมส์ ตู้จับทอง โดยใช้เวลา 10 วินาที เพื่อลุ้นรับนาฬิกาจากแบรนด์ชั้นนำ อาทิ นำ อาทิเช่น CASIO, CITIZEN, GUESS, GARMIN, LUMINOX, SEIKO, DIESEL, EMPORIO ARMANI, FOSSIL, MICHEAL KORS (1 ท่าน/ใบเสร็จ/สิทธิ์/วัน) พร้อมสนุกกับกิจกรรมพิเศษในวันเสาร์ และวันอาทิตย์ ชมโชว์พิเศษ Popping Dance (วันละ 3 รอบ 13.00/15.00/17.00 น. และโชว์ Human Statue (วันละ 3 รอบ 14.00 / 16.00 / 18.00 น.) ที่ ดิ อีเว้นต์ฮอลล์ ชั้น 3 ห้างเซ็นทรัลชิดลม ระหว่างวันที่ 18 ส.ค. 63  – 14 ก.ย. 63 และแผนกนาฬิกา ห้างเซ็นทรัลทุกสาขา ระหว่างวันที่ 18 ส.ค. – 30 ก.ย. 63   

"จันจิ-แชมป์" ชวนสัมผัสนวัตกรรมเรือนเวลา

เทศบาลเมืองกำแพงเพชร จัดกิจกรรม รณรงค์กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย เนื่องในวันแม่แห่งชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เทศบาลเมืองกำแพงเพชร จัดกิจกรรม รณรงค์กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย เนื่องในวันแม่แห่งชาติ

เทศบาลเมืองกำแพงเพชร จัดกิจกรรม รณรงค์กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย เนื่องในวันแม่แห่งชาติ14 สิงหาคม 2563 – 13:26 น.

เทศบาลเมืองกำแพงเพชร จัดกิจกรรม รณรงค์กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2563 เวลา 08.30 น. ณ ห้องประชุมโรงพยาบาลชุมชนเทศบาลเมืองกำแพงเพชร นายชัยวัฒน์ ศุภอรรถพานิช นายกเทศมนตรีเมืองกำแพงเพชร เป็นประธานเปิดกิจกรรม “จิตอาสาพัฒนาสิ่งแวดล้อม กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย” ร่วมด้วยปลัดเทศบาล รองปลัดเทศบาล หัวหน้าส่วนการงาน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในเขตเทศบาลเมืองกำแพงเพชร โดยมีประชาชนได้นำสมุนไพรที่สามารถไล่ยุ่งลายเช่น ตะไคร้หอม ใบมะกรูด โหระพา สะระแหน่ มะนาว ส้ม ยูคาลิปตัส เป็นต้น นำเข้ามาร่วมกิจกรรมเดินรณรงค์กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายเป็นสีสันให้กับขบวน เป็นอย่างมาก

เนื่องด้วยสถานการณ์การระบาดของโรคไข้เลือดออกและโรคที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรคมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันและควบคุมโรคดังกล่าว ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ โดยดำเนินการให้ความรู้ คำแนะนำ การดูแลเฝ้าระวังป้องกันตนเอง และการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย แจกจ่ายทรายอะเบทกำจัดลูกน้ำยุงลาย และแจกเอกสารความรู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกให้แก่ประชาชน เพื่อป้องกันตนเองและสมาชิกในครอบครัวให้ห่างไกลจากโรคไข้เลือกออก ทั้งนี้ เทศบาลเมืองกำแพงเพชร ขอความร่วมมือประชาชนนำทรายอะเบทกำจัดลูกน้ำยุงลายที่ได้รับแจกจากเจ้าหน้าที่ใส่ภาชนะเก็บกักน้ำไว้ใช้เพื่อทำลายลูกน้ำยุงลายด้วย

ทั้งนี้กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมืองกำแพงเพชร ร่วมกับชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขฯ เขตเทศบาลเมืองกำแพงเพชร จึงได้จัดกิจกรรมจิตอาสา”เราทำดีด้วยหัวใจ” ภายใต้ชื่อ จิตอาสาพัฒนาสิ่งแวดล้อม กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย โดยให้อาสาสมัครสาธารณสุขและเจ้าหน้าที่สรารณสุขฯ ร่วมรณรงค์ดังกล่าว โดยมุ่งเน้น กิจกรรม Big Cleaning บริเวณที่มีน้ำขัง การกำจัดขยะหรือภาชนะที่มีน้ำขัง เพื่อกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย โดยเน้น ชุมชน วัด โรงเรียน ตลอดจนเป็นการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จะช่วยในการป้องกันและควบคุมโรคที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรคได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ

วิทยา จตุรภาค ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดกำแพงเพชร

“ถอยคนละก้าว”: อาการ “กระอักกระอ่วน” ของ ธนาธร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ถอยคนละก้าว”: อาการ “กระอักกระอ่วน” ของ ธนาธร

"ถอยคนละก้าว": อาการ "กระอักกระอ่วน" ของ ธนาธร 15 สิงหาคม 2563 – 12:03 น.

“ถอยคนละก้าว”: อาการ “กระอักกระอ่วน” ของ ธนาธร โดย สุวินัย ภรณวลัย และเวทิน ชาติกุล

… ธนาธรกับปิยบุตรเป็นคนช่วยกันสร้าง ปีศาจจำนวนมากขึ้นในสังคมไทยเพื่อสนองตัณหาทางการเมืองและอุดมการณ์ของตนเอง แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า ปวิณกับสมศักดิ์เจียมจะขโมย “ตะเกียงวิเศษ” ใบนี้ของธนาธรไปเสียแล้ว ….

และตอนนี้ธนาธรกำลังดิ้นรน “หาทางลง” ให้กับตัวเอง โดยไม่ยอมร่วมหัวจมท้ายพังไปพร้อมๆกับม็อบเยาวชนปลดแอก

14​ สิงหาคม​ 2563​ เดลินิวส์นำเสนอข่าว​ ธนาธรขอเป็นคนนำหลีกเลี่ยงการนองเลือด​ อาสาคุยกับนักศึกษา

เนื้อหาบางส่วน​ ธนาธร​ กล่าวว่า​ “การที่มีอาจารย์และดารา​จำนวนมากออกมาสนับสนุนนักศึกษา​แสดงว่าไม่เสียแนวร่วม” และ “คนที่ตื่นแล้วและต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงมีจำนวนมากเกินกว่าที่รัฐจะเข้าไปจัดการ”

จึงเป็นเหตุผลว่า​ รัฐต้องเปิดพื้นที่ให้พูดคุยเรื่องนี้กับอย่างเป็นสาธารณะเพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือด​

ที่น่าสนใจคือ​ ตอนท้ายข่าวมีการให้ผู้อ่านได้แสดงความเห็นต่อข่าวชิ้นนี้​ จากจำนวนผู้อ่าน​ 27,732 คน​ มีผู้ไม่เห็นด้วยกับข่าวนี้ถึง 73%

ซึ่ง​ประเด็นอยู่ที่​ ตัวเลขนี้​แปลว่าอะไร?

เบื้องต้นก่อน​ ธนาธรมีสมมุติฐานว่าข้อเสนอ 10 ข้อของนักศึกษาทำให้ไม่เสียแนวร่วมและคนที่ตื่นแล้วมีเป็นจำนวนมาก​ ขัดแย้งกับ​ จำนวนเปอร์เซ็นต์​ของความรู้สึกที่เห็นด้วยอย่างแน่นอน

ซึ่งอาจแปลว่า​ คนที่ไม่ต้องการเห็นการท้าทายต่อต้านสถาบันฯของนักศึกษายังมีอยู่มากกว่าคนที่ตื่นแล้วและแนวร่วมอาจารย์​ ดารา​ ก็ได้

หรือ​ อาจแปลว่า​ คนอ่านไม่เห็นด้วยกับธนาธรที่จะเป็นคนนำหลีกเลี่ยงการนองเลือด​ ก็ได้​ ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้​ ก็อาจมีความเป็นไปได้ย่อยๆอีก​ 2​ แบบ​ คือ​

1)คนอ่านอาจไม่เชื่อที่ธนาธรพูด​ (ซึ่งแสดงว่า​ สมมุติฐานของธนาธร​ผิด)​ หรือ​

2) คนอ่านอาจเชื่อ​ (ถ้าสมมุติฐานของธนาธรถูก)​แต่ไม่อยากเห็นธนาธรนำหลีกเลี่ยงการนองเลือด​ หรือง่ายๆก็คือ​ คนอ่านพร้อมที่จะนองเลือด​ ธนาธรไม่ต้องมาห้าม

ซึ่งถ้าอันที่สองเป็นจริง​ ก็เป็นอะไรเป็นอื่นไม่ได้นอกจากการส่งสัญญาณว่า​ ธนาธร​ จึงรุ่งเรืองกิจ​ ไม่ว่าจะในฐานะอะไรกับขบวนการปลดแอกก็สุดแล้วแต่​

#กำลังสูญเสียภาวะการนำ​ ลงไปเรื่อยๆ

"ถอยคนละก้าว": อาการ "กระอักกระอ่วน" ของ ธนาธร

สิ่งนี้ไม่ใช่จะเป็นไปไม่ได้​ ด้วยเหตุผล

1.​ หลังจากนักศึกษายื่นข้อเสนอ​ 10​ ข้อ​ แล้วเจอกระแสสังคมกดดันอย่างหนัก​ จนเหล่า​ 357​ อาจารย์ต้องรีบออกแถลงการณ์มาปกป้อง​ 3​ วันระหว่างนั้น​ ธนาธร​ เงียบ​ ผิดสังเกต​ (จน​ เปลว​ สีเงิน​ ถึงกับตั้งข้อสังเกตว่า​ ธนาธร​ ออกมาพูดครั้งนี้แบบ​กระมิดกระเมี้ยน)​ ผิดกับ​ ครั้งก่อนๆที่จะรีบออกมารับลูกอย่างจริงจัง​ในทันที

2.​ คำพูดของ​ ธนาธร​ ล่าสุด​ แม้จะเจตนาหนุนช่วยนักศึกษาปลดแอก​ มีนัยที่ต่างออกไปจากครั้งก่อน​ เพราะธนาธร​ (“หลุด”?)​ พูดออกมาว่า​ “มีข้อเสนอบางข้อ​ มีความสุ่มเสี่ยง…ทำให้คนบางกลุ่ม​ไม่สบายใจ” และ​ย้ำว่า ต้องแยกออกระหว่าง​ “เนื้อหา” กับ​ “ท่าที” ที่บ่งชี้โดยนัยว่า​ ธนาธร​ กำลังสะท้อนว่า​ “ท่าที” ของนักศึกษานั้นไม่เหมาะสม​ ซึ่ง​น่าสังเกตว่า​นัยเชิงลบต่อ 10 ข้อ เรียกร้อง​เหล่านี้ไม่ปรากฏแม้ในแถลงการณ์ของ​ 357​ อาจารย์​ หรือ​ จดหมายเปิดผนึกของปิยบุตร​ ที่ยืนกรานว่าสิ่งที่นักศึกษาทำทั้งหมดเป็นเรื่องถูกต้อง​ และที่สำคัญ​ ที่ผ่านมากี่ครั้งต่อกี่ครั้ง​ ธนาธร​ไม่เคยพูดในลักษณะนี้มาก่อนเลย​

หรือ​ ธนาธร​ ในฐานะ​ “ไอดอล” ผู้นำของฝ่ายประชาธิปไตย​ จะรับไม่ได้กับภาพ (ที่ผิดกฎหมาย​ม.112)​ ของ​ “สมศักดิ์​ เจียมฯ” ​ และ​ “ปวิณ” ที่โชว์หราบนเวทีราคา​ 1.2​ ล้านที่ลานพญานาคในคืนนั้น

ธนาธร​ ลงมาเล่นการเมือง​ด้วยอุดมการณ์ (ที่อันตราย)​ ทุ่มเททรัพยากร​ หมดเงิน​ หมดทอง​ หมดเวลา​ หมดกำลัง​ ไม่รู้เท่าไหร่​ ในการสร้างกระบวนการและขบวนการเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นไปตามความเชื่อความคิดของตน​ ธนาธร​ทำเรื่องนี้อย่างมียุทธศาสตร์​ มียุทธวิธี​ มีจัดตั้ง​ แนวร่วม​ เครือข่าย​ กลไกสื่อนิวมีเดีย​ ที่ต้องอดทนใช้เวลากว่าที่จะเห็นขบวนการเด็กปลดแอกออกมาได้ขนาดนี้​ ไม่นับว่าต้องตกเป็นเป้าโดยเปิดเผยของอีกฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย​ เผชิญอุปสรรค​ แรงเสียดทาน​และการดำเนินการต่างๆอย่างหนักหน่วง​ ถูกยุบพรรค​ มีสิทธิ์ติดคุก​ องค์กรธุรกิจของครอบครัวที่เป็นเสาค้ำยันการเคลื่อนไหวของตนอาจต้องเผชิญมรสุมใหญ่อย่างที่ไม่เคยเจอ

ส่วน​ สมศักดิ์​ เจียมฯ​ กับ​ ปวิณ​ นั้นไม่มีอะไรที่จะต้องเสีย​ ตัวเองหนีไปต่างประเทศ​ คอยปั่นหัวเก็กฝ่ายโซเซียล​ อำนาจรัฐจะไปจัดการก็ยาก​ สมศักดิ์​ เจียมฯแม้อยากเปลี่ยนแปลง​ แต่สภาพนอนเป็นผัก​ ได้แค่กระพริบตามอง​ฝันว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงก่อนตาย ขณะที่ปวิณนั้นไม่ต้องพูดถึง​ไม่ได้สนใจยุทธศาสตร์​ ยุทธวิธีอะไรทั้งนั้นของธนาธร​ ขอเพียงได้​ ด่า​ ด่า​ และ​ ด่า​ สถาบันฯ​ สนองความคลั่งแค้นของตัวเองเท่านั้น

ถ้าธนาธร​ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับขบวนการปลดแอก​ ความแตกต่างระหว่าง​ เนื้อหา​ และ​ ท่าที​ ของนักศึกษาย่อมไม่มี​ และต้องถือว่าเป็นเรื่องดีด้วยเพราะหนุนรับกับอุดมการณ์ของตนเมื่อเห็นความศรัทธาต่อสถาบันฯถูกกร่อนแซะทำลายไปเรื่อยๆ

แต่ธนาธร​กลับ​ กระมิดกระเมี้ยน​ ละล้าละลัง​ อย่างผิดสังเกต​ หลังวันที่​ 10​ สิงหาคม​ และสอดรับกับ​แถลงการณ์ของประชาชนปลดแอก​ ที่กลับมาเน้นข้อเสนอ​ 3​ ข้อเดิม​ (ยุบสภา, หยุดคุกคาม​ และ​ แก้รัฐธรรมนูญ)​ และ​ ยุบข้อเสนอ​ 10​ ข้อ​ เหลือเพียง​ 1​ ความฝัน​ (ที่อาจเป็นจริงได้)​ เท่านั้น

อย่าคิดว่า​ ธนาธร​ จะถอยไม่เป็น​ เพราะแม้จะมุทะลุเพียงใด​ แต่ในยามที่ตัวเองอ้างว้างโดดเดี่ยว​ ใกล้ตายอยู่บนเรือพายคนเดียวกลางอ่าวไทย​ ธนาธร​ ก็เพรียกหาและดีใจที่มีคนมาช่วย​ นั่นไม่ต้องพูดถึงว่า​ ธนาธร​ เป็นนักธุรกิจแบบทักษิณ​ จะไม่เสี่ยงถ้าต้องทำให้ผลประโยชน์ของตัวเองฉิบหายลงไปต่อหน้าทั้งหมด

คำพูด​และท่าทีแบบ “ถอยคนละก้าว” ของธนาธร​ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าสะท้อนถึง​ “ความกระอักกระอ่วน” ของตน​ ซึ่งไม่ใช่ความกระอักกระอ่วนที่ตนเองพูดไม่ได้หรือไม่กล้าพูดเรื่องสถาบันฯ​

แต่เป็นความ​ “กระอักกระอ่วน” ที่กำลัง​ “หาทางลง” เมื่อเห็นว่า​ ทุกสิ่งที่ตัวเองทำมาทั้งหมดตลอดหลายสิบปี​กำลังพังพินาศลงไปต่อหน้าต่อตา​ เพราะเด็กๆที่เคยเชื่อตนเอง​กลับไปเชื่อเกย์แค้นเจ้าแบบไม่ลืมหูลืมตา​

และตัวธนาธรเองคงตระหนักแล้วว่าไม่มีอำนาจพอที่จะไปคุมเด็กๆเหล่านี้ได้อีกแล้ว

… ธนาธรกับปิยบุตรเป็นคนช่วยกันสร้าง ‘ปีศาจ’จำนวนมากขึ้นในสังคมไทยเพื่อสนองตัณหาทางการเมืองและอุดมการณ์ของตนเอง แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า ปวิณกับสมศักดิ์เจียมจะขโมย “ตะเกียงวิเศษ” ใบนี้ของธนาธรไปเสียแล้ว

โหนเด็ก เพื่อไทยไม่ทน ก๊วน ‘ทอน’ เก็บแต้ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

โหนเด็ก เพื่อไทยไม่ทน ก๊วน ‘ทอน’ เก็บแต้ม

 โหนเด็ก เพื่อไทยไม่ทน ก๊วน 'ทอน' เก็บแต้ม14 สิงหาคม 2563 – 15:54 น.

เพื่อไทยไม่ทน สั่ง 32 ส.ส.คอยหนุนนักศึกษา หวั่นเสียฐานเสียงให้พรรคก้าวไกล และคณะก้าวหน้า

++
    ในที่สุด พรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทย ก็พร้อมใจกันออกมาปกป้อง “พลังนิสิตนักศึกษา” หรือแฟลชม็อบ เพราะนี่คือฐานเสียงแห่งอนาคต
    หากพิจารณากันด้วยเหตุและปัจจัย ต้องยอมรับว่า การยุบพรรคอนาคตใหม่ เป็นจุดระเบิดที่ทำให้เยาวชนนักเรียน นิสิตนักศึกษา ก้าวออกจากโลกทวิตภพ จัดการชุมนุมในสถานศึกษาที่เรียกว่า แฟลชม็อบ
    พรรคอนาคตใหม่เป็นเสมือนตัวแทนของพวกเขาที่มีโอกาสได้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรก

++
ยุวชนส้มออกฤทธิ์
++
    หลังโควิดคลี่คลาย แฟลชม็อบภาค 2 เริ่มลงสู่ท้องถนน และเบ่งบานอีกครั้ง ซึ่ง 10 ข้อเสนอของกลุ่มธรรมศาสตร์และการเมือง ได้พังเพดานการเรียกร้องก่อนหน้านั้นทันที
    จะว่าไปแล้ว แกนนำนักศึกษาที่รวมพลก่อการชุมนุมรอบใหม่นี้ ก็คือเหล่า “ยุวชนส้ม” ที่เคยเคลื่อนไหวต้าน คสช.มาตั้งแต่ปี 2558
    พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ไม่รีรอที่จะลุกขึ้นมาสนับสนุนการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษายุคใหม่
    ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เปิดเกมรุกเรียกร้องให้ผู้ถืออำนาจมาพูดคุยกับนักศึกษาในประเด็น “10 ข้อเรียกร้อง” โดยอ้างว่า เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าแตกหัก และนองเลือด

++
เพื่อไทยไม่ทน
++ 
    หลังกลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม เสนอข้อเรียกร้อง 10 ข้อ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย ได้แสดงความเห็นทำนองเตือนนักศึกษาอย่าก้าวล่วงสถาบันฯ
    มิทันข้ามวัน ปรากฏว่า ทัวร์ลง “คุณหญิงหน่อย” และพรรคเพื่อไทย อย่างหนัก ถึงขั้นประกาศหันหลังให้พรรคเพื่อไทย
    ถัดมา คุณหญิงสุดารัตน์ โพสต์เฟซบุ๊กขอโทษต่อนิสิตนักศึกษากรณีแสดงความเห็นก่อนหน้านี้ 
    “ขอส่งสารถึงรัฐบาลต้องไม่ใช้ความรุนแรงกับนิสิตนักศึกษาเด็ดขาด และหยุดการคุกคามทุกรูปแบบ พร้อมขอโทษและเสียใจกรณีแสดงความเห็นก่อนหน้านี้ แต่มาจากความรู้สึกห่วงใยอย่างยิ่ง”

 โหนเด็ก เพื่อไทยไม่ทน ก๊วน 'ทอน' เก็บแต้ม

                      พรรคเพื่อไทย แถลงจัดทีมอำนวยความสะดวกนักศึกษาจัดชุมนุม         

 มิเพียงเท่านั้น พรรคเพื่อไทยได้มีมติให้ตัวแทน ส.ส. เขตในจังหวัดนั้นๆ เข้าไปดูแลประสานงานกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้ทันทีหากมีการชุมนุม โดยช่วยดูแลความสงบและความปลอดภัยให้การชุมนุมเป็นไปอย่างสงบ โดยพรรคเพื่อไทยตระหนักถึงการชุมนุมของนักศึกษาว่าได้ขยายตัวมากขึ้น จึงได้ให้ ส.ส. แต่ละพื้นที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นทางการ ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังแต่อย่างใด เพราะถือเป็นหน้าที่ของผู้แทนราษฎรในพื้นที่ 
    สรุปว่า พรรคเพื่อไทย จัดทีม ส.ส.จำนวน 32 คน ในทุกภาค คอยประสานงานกับนักเรียน นักศึกษา ในการจัดกิจกรรมแฟลชม็อบ

เปิดรายชื่อ 29 รมต.’คณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันระดับจังหวัด’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เปิดรายชื่อ 29 รมต.’คณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันระดับจังหวัด’

เปิดรายชื่อ 29 รมต.'คณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันระดับจังหวัด'15 สิงหาคม 2563 – 12:29 น.

นายกฯตั้ง 29 รมต.’คณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันระดับจังหวัด’ให้รัฐมนตรีเป็นที่ปรึกษาจังหวัด เร่งรัดแก้ไขปัญหาพื้นที่อย่างเร่งด่วน เผย รัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลแต่ละจังหวัด​ หลายคนได้รับผิดชอบในจังหวัดที่ตนเองเป็น​ ส.ส.หรือมีฐานเสียงในจังหวัดนั้น

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ ๒๔๓ /๒๕๖๓เรื่อง มอบหมายให้รัฐมนตรีรับผิดชอบแนวคิดการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันระดับพื้นที่จังหวัด

ตามที่มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ๒๒ /๒๕๖๓ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน ลงวันที่ ๑๓ สิงหาคม พศ.๒๕๖๓ นั้น เพื่อเป็นการดำเนินการตามข้อ ๓ ของคำสั่งดังกล่าวและเพื่อให้การพัฒนาและแก้ปัญหาในระดับจังหวัดสามารถขับเคลื่อนไปได้โดยเร็ว ลดปัญหาและอุปสรรครวมทั้งใช้ทรัพยากรต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๑ (๖) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน w.ศ. ๒๕๓๔ และคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ ๒๔๒/๒๕๖๓ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน ลงวันที่ ๑๓ สิงหาคม พศ. ๒๕๖๓ นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งมอบหมายให้รัฐมนตรีรับผิดชอบแนวคิดการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันระดับพื้นที่จังหวัด ดังต่อไปนี้

๑. พื้นที่จังหวัด

 ๑.๑ นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
จังหวัดชัยนาท จังหวัดสิงห์บุรี และจังหวัดลพบุรี

 ๑.๒ พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม
 จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา

 ๑.๓ นายปรีดี ดาวฉาย รัฐมนตรีว่การกระทรวงการคลัง

จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดสมุทรปราการ

๑.๔ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
จังหวัดเพชบูรณ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ และจังหวัดพิจิตร

๑.๕ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดกระบี่ และจังหวัดภูเก็ต

๑.๖ นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
จังหวัดอำนาจเจริญ จังหวัดยโสธร และจังหวัดพิษณุโลก

๑.๗ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
จังหวัดลำปางและจังหวัดเลย

๑.๘ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์และจังหวัดเพชรบุรี

๑.๙ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดพะเยา และจังหวัดเชียงราย
๑.๑๐ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่kการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
จังหวัดอุทัยธานีและจังหวัดนครสวรรค์
๑.๑๑ นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
จังหวัดร้อยเอ็ดและจังหวัดขอนแก่น

๑.๑๒ นายศักดิ์สยาม ชิตชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
จังหวัดบุรีรัมย์และจังหวัดสุรินทร์
๑.๑๓ นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
จังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดชัยภูมิ
๑.๑๔ นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
จังหวัดพัทลุง จังหวัดตรัง และจังหวัดสตูล
๑.๑๕ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่การกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
จังหวัดชุมพร จังหวัดระนอง และจังหวัดพังงา
๑.๑๖ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดนครปฐม และจังหวัดกาญจนบุรี
๑.๑๗ นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดศรีสะเกษ
๑.๑๘ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน และจังหวัดแม่ฮ่องสอน
๑.๑๙ นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่การกระทรวงมหาดไทย 
จังหวัดสงขลาและจังหวัดนครศรีธรรมราช

๑.๒๐ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
จังหวัดนครพนม จังหวัดสกลนคร และจังหวัดบึงกาฬ
๑.๒๑ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
จังหวัดสุโขทัย จังหวัดกำแพงเพชร และจังหวัดตาก
๑.๒๒ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
จังหวัดกาฬสินธุ์และจังหวัดมหาสารคาม
๑.๒๓ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน
จังหวัดแพร่และจังหวัดน่าน
๑.๒๔ นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
จังหวัดชลบุรีและจังหวัดฉะเชิงเทรา
๑.๒๕ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดอ่างทอง และจังหวัดสระบุรี
๑.๒๖ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
จังหวัดราชบุรี จังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดสมุทรสงคราม
๑.๒๗ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดสระแก้ว และจังหวัดนครนายก
๑.๒๘ นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด
๑.๒๙ นายสุริยะ จึงรุ่งเรื่องกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดหนองคาย
๒. ให้รัฐมนตรีตามข้อ ๑ เป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำ และเสนอแนะแก่คณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันระดับจัหวัด ในพื้นที่จังหวัดที่รับผิดชอบตลอดจนมีหน้าที่และอำนาจตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ๒๔๒/๒๕๖๓ และปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันมอบหมาย
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
สั่ง ณ วันที่ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๓
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

เป็นที่น่าสังเกตว่า​ รัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลแต่ละจังหวัดนั้น​ หลายคนได้รับผิดชอบในจังหวัดที่ตนเองเป็น​ ส.ส.​ หรือพรรคต้นสังกัด​มี​ ส.ส.อยู่ในจังหวัดนั้น​ รวมถึงมีฐานเสียงอยู่ในจังหวัด​ อาทิ​ นางมนัญญา​ มีฐานเสียงอยู่อุทัยธานี​ นายศักดิ์สยาม  มีฐานเสียงอยู่บุรีรัมย์​ นายวราวุธ​ มีฐานเสียงอยู่สุพรรณบุรี​ นายนิพนธ์​ มีฐานเสียงอยู่สงขลา​ นายอนุชา​ เป็น​ ส.ส.ชัยนาท​ นายทรงศักดิ์​ มีฐานเสียงอยู่บึงกาฬ​ นายสมศักดิ์​ มีฐานเสียงอยู่สุโขทัย​ นายอิทธิพล​ มีฐานเสียงอยู่ชลบุรี​ นางกนกวรรณ​ มีฐานเสียงอยู่ปราจีนบุรี​ นางสาธิต​ เป็น​ ส.ส.ระยอง​ นายจุติมีฐานเสียงอยู่พิษณุโลก​ นายสันติมีฐานเสียงอยู่เพชรบูรณ์​ ร.อ.ธรรมนัสเป็น​ ส.ส.พะเยา นายอธิรัฐ​ เป็น​ ส.ส.นครราชสีมา​ นายเฉลิมชัย​ มีฐานเสียงที่ประจวบคีรีขันธ์​

“วัน อยู่บำรุง” เตือนตำรวจ ระวัง จับนักศึกษา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“วัน อยู่บำรุง” เตือนตำรวจ ระวัง จับนักศึกษา

"วัน อยู่บำรุง" เตือนตำรวจ ระวัง จับนักศึกษา15 สิงหาคม 2563 – 11:36 น.

“วัน อยู่บำรุง” เตือนตำรวจจับนักศึกษา ระวังจับลูกหลานตัวเองนะ

จากกรณีกลุ่มประชาชน ได้จัดชุมนุม เรียกร้องให้ รัฐบาลประกาศยุบสภา หยุดคุกคามประชาชน และให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ นั้น จนขยายผลไปสู่การเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์  

การชุมนุมหลายจุดก็มีการกระทำผิดกฎหมาย ทั้งการปราศรัย ยุยง ปลุกปั่น การชุมนุมที่ขัดต่อกฎหมาย  เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงดำเนินการตามกฎหมาย จับกุมแกนนำดำเนินคดีแล้ว อาทิ นายอานนท์ นำภา ทนายความ ,นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์ ระยอง และล่าสุด นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน

"วัน อยู่บำรุง" เตือนตำรวจ ระวัง จับนักศึกษา

การชุมนุมเคลื่อนไหวนี้ ก็มีกลุ่มคนที่ทั้งเห็นด้วย สนับสนุน และไม่เห็นด้วย เพราะแนวทางหมิ่นเหม่ที่จะจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์

ล่าสุด วันนี้ (15 ส.ค.2563)  นายวัน อยู่บำรุง ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า คุณตำรวจเวลาจะจับน้องๆนักเรียนนักศึกษาที่ชุมนุมเพราะเห็นต่างทางการเมือง ระวัง!!! จะจับเจอลูกหลานตัวเองนะครับ5555