ประชุมรัฐสภาแก้ไข รธน.วันแรก เดือด ส.ว. ปะทะ ส.ส. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ประชุมรัฐสภาแก้ไข รธน.วันแรก เดือด ส.ว. ปะทะ ส.ส.

ประชุมรัฐสภาแก้ไข รธน.วันแรก เดือด ส.ว. ปะทะ ส.ส.23 กันยายน 2563 – 19:56 น.

ประชุมรัฐสภาแก้ไข รธน.วันแรก เดือด ส.ว. ปะทะ ส.ส. –  “กิตติศักดิ์” เดือดกล่าวหาบางพรรคล้มเจ้า-หลบใต้กระโปรงเด็ก 

วันที่ 23 กันยายน 63- การประชุมร่วมกันของรัฐสภาเริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลา 09.30 น. มีวาระสำคัญ คือ การพิจารณาญัตติร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม รวม 6ฉบับ นำเสนอโดยรัฐบาล 1 ฉบับ และฝ่ายค้าน 5 ฉบับ ซึ่งถือเป็น “เรื่องด่วน” สุดท้ายที่เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาก่อนปิดสมัยประชุมในวันที่ 24 ก.ย.

ในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ฉบับ ใช้วิธีพิจารณารวมในคราวเดียวกัน โดยสมาชิกรัฐสภาสามารถอภิปรายได้ทุกญัตติ แต่ในการลงมติ จะแยกเป็นรายฉบับ ซึ่งมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องได้รับความเห็นชอบจาก ส.ว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของวุฒิสภา หรือ 84 เสียงขึ้นไป

ทั้งนี้การอภิปรายจะใช้เวลา 2 วัน คือ วันที่ 23 -24  กันยายน 

จากนั้นก็จะลงมติในวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ โดยวิธีขานชื่อสมาชิกเรียงลำดับตามตัวอักษร แล้วให้ลงมติด้วยวาจาว่า “เห็นด้วย” หรือ “ไม่เห็นด้วย” กับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทีละฉบับจนครบ 6 ฉบับ

หากรัฐสภามีมติ “รับหลักการ” ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ จำนวน 45 คน มาจากจากสัดส่วนวุฒิสภา 15 คน พรรคการเมืองขนาดใหญ่ 8 คน และลดหลั่นกันไปตามยอด ส.ส. ในสภาของแต่ละพรรค เพื่อพิจารณาเนื้อหาก่อนกลับมาเสนอรัฐสภาในวาระ 2 และ 3 ต่อไป

 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ  อภิปรายว่า หวังว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาลที่มีหลักการชัดเจนให้แก้มาตรา 256 ให้มี สสร. ขึ้นมายกร่างใหม่เพื่อความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้นโดยไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 จะได้รับการสนับสนุนทั้งจากพรรคร่วมรัฐบาล พรรคร่วมฝ่ายค้าน และวุฒิสมาชิก เพื่อให้ประเทศไทยของเราเดินหน้าไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้นได้ในอนาคต เพื่อรัฐสภาได้เป็นที่พึ่งของประชาชนและเพื่อให้รัฐสภาได้เป็นเวทีหาทางออกให้กับประเทศได้อย่างแท้จริง

” สำหรับผมและพรรคประชาธิปัตย์มีมติชัดเจน รับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาลรวมไปถึงพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่มีหลักการใกล้เคียงกัน”

 นายอนุดิษฐ์ นาครทรรพ  เลขาธิการพรรคเพื่อไทยและ ส.ส. เพื่อไทย อภิปรายสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มี สสร.ยกร่างใหม่ทั้งฉบับ

ด้าน ส.ว.มณเฑียร บุญตัน  ระบุพร้อมสนับสนุนเพื่อประเทศเดินหน้า แม้เห็นว่าควรแก้ไขเพียงบางประเด็น

“ก้าวไกล” ซัด ส.ว. เอาข่าวปลอมมาอภิปราย- ด้าน ส.ว. “กิตติศักดิ์” เดือดกล่าวหาบางพรรคล้มเจ้า-หลบใต้กระโปรงเด็ก 

 นายชาญวิทย์ ผลชีวิน  สมาชิกวุฒิสภาอภิปรายโดยยกตัวอย่างวุฒิสมาชิก Elizabeth Warren ที่เคยปราศรัยว่า “ประเทศไม่ได้อยู่ได้เพราะชาธิปไตย ไม่ได้อยู่ได้เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้อยู่ได้เพราะกฎหมาย แต่ประเทศจะอยู่ได้อย่างยั่งยืนได้ด้วยกำลังของพลเมืองดีที่ไม่ดูดายและยอมแพ้ต่อคนชั่วคนทุจริตที่กัดกร่อนทำลายประเทศชาติ พลเมืองดีจึงต้องยืนหยัดรักษาบ้านเมืองไว้ให้มั่นคงเพื่อลูกหลานรุ่นต่อไป” เป็นคำกล่าวที่ตนชอบมาก ตนเป็นนักกีฬา ตอนนี้เราเล่นในนามทีมชาติ ถ้าจะแก้กติกาต้องถามคนอื่นว่าจะเอาด้วยหรือไม่

ตนรับไม่ได้ส.ส.อย่ามาดูถูกว่ามาจากเผด็จการเพราะ ส.ว.มาจากรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน ตนยอมรับประชาธิปไตยที่อยู่บนพื้นฐานความเห็นต่าง แต่ไม่ใช่ประชาธิปไตย ก.ข.ต.(เกลียดชัง ขัดแย้ง แตกแยก) ขอร้องว่าประชาธิปไตยที่เห็นต่างต้องสง่างาม เพราะฉะนั้นจะร่างรัฐธรรมนูญอีกกี่ฉบับ ถ้าแก้ทุกอย่างแต่ไม่แก้ตัวเอง ไม่เคยแพ้เลยจะชนะอย่างเดียว เป็นไปไม่ได้

ขณะที่ ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ชี้แจงกรณี นายชาญวิทย์ ผลชีวิน อภิปรายโดยยกตัวอย่างคำพูดของวุฒิสมาชิก Elizabeth Warren ซึ่งความจริงกล่าวว่า “ประชาชนไม่ควรนิ่งดูดาย ปล่อยให้โครงสร้างรัฐธรรมนูญสถาบันต่างๆ ทำงานไปเอง เราต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง เพราะประชาธิปไตยดูแลตัวเองไม่ได้ นิติรัฐดูแลตัวเองไม่ได้ ประชาชนต้องเป็นคนดูแล เพราะคนที่มีเงินและมีอำนาจตลอดมาที่คิดว่าไม่ใช้กฎเกณฑ์เดียวกับคนทั่วไป”แต่ภาพที่ขึ้นจอในสภาคือเฟคนิวส์ที่ฝ่ายขวาเอามาใช้เพื่อผลทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม ตนได้อ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลแล้วตนนับถือความเสมอต้นเสมอปลาย เพราะถ้าย้อนกลับไปในวันที่บอกว่าจะไม่ทำรัฐประหาร นายกรัฐมนตรียังคงคาแรกเตอร์”พินอคคิโอ” คงความเจ้าเล่ห์ เก็บซ่อนความต้องการที่แท้จริงภายใต้หน้ากากคนดี ประธานรัฐสภา นายชวน หลีกภัย เตือนไม่ให้ใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม นายจิรัฏฐ์ อภิปรายต่อว่าตอนนี้สังคมไทยตาสว่างแล้ว การแสดงปาหี่ไม่สามารถซ่อนคำโกหกได้อีก หนังสือทุกฉบับที่ นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เซ็นภายใต้หน้าปกสวยแต่ข้างในซ่อนเจตนาที่หลอกลวงประชาชน นายชวนเตือนว่าหากพูดเช่นนี้จะมีการประท้วง 
 นายจิรัฏฐ์ กล่าวต่อไปว่า จะเชิญชวนให้ประชาชนมาพิสูจน์ว่าที่ตนพูดจริงหรือไม่ เริ่มจากหลักการและเหตุผล ว่าที่ต้องแก้ไขเพราะหลายมาตรายังไม่สอดคล้องกับประชาธิปไตยและสังคม โดยเฉพาะสิทธิเสรีภาพ การกระจายอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การถ่วงดุลอำนาจ และการมีส่วนร่วมของประชาชน ต้องจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยจัดตั้งส.ส.ร. แต่เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ทำให้ท่านอยู่ในอำนาจต่อ และตราบใดที่ยังมีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ก็ยังประกันการอยู่ในอำนาจ แต่อย่าอ้างว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 ใช้ปราบคอร์รัปชั่น หรือปฏิรูปประเทศ เพราะมันไม่ใช่ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำไม่ได้ มีภารกิจเดียวคือการสืบทอดอำนาจ คสช.

ด้านนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ประท้วงว่าผู้อภิปรายเสียดสีพาดพิง ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล และพูดนอกประเด็น และย้ำว่าพรรคพลังประชารัฐชนะการเลือกตั้ง รวมเสียงในสภาได้มากกว่าไม่อย่างนั้น พรรคตนก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล ด้านนายชวน กล่าวว่า นี่เป็นร่างรัฐธรรมนูญของ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ไม่ใช่รัฐบาลเป็นคนเสนอ หรือนายกรัฐมนตรีเสนอ

นายจิรัฏฐ์ กล่าวต่อไปอีกว่า มาตรา 256 ของร่างรัฐธรรมนูญพรรคร่วมรัฐบาล แทบไม่มีการแก้ไข แต่แก้ไขการลงคะแนนเห็นชอบจากกึ่งหนึ่งเป็น 3 ใน 5 ตนเห็นว่าถ้าให้อำนาจ ส.ว.มาโหวต ส.ว. 25 คนสามารถยับยั้งการแก้กฎหมายของประชาชน 50,000 คนได้ แต่ร่างนี้ก็ยังยืนยันอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน ไม่ต่างอะไรจากเอาคนพิการมือด้วนมากดโหวตเพราะคนที่โหวตจริงๆ คือ พล.อ.ประยุทธ์

ด้านนายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ  สมาชิกวุฒิสภา ประท้วงผู้อภิปรายว่า ส.ว. มาตามรัฐธรรมนูญ แต่นักการเมืองบางพรรค บางคน แอบไปอยู่ใต้กระโปรงเด็ก วันๆ คิดแต่จะล้มเจ้า

นายชวน ปิดไมค์ และเตือนไม่ให้พูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ 

ด้าน ส.ส. พรรคก้าวไกล นายธีรัจชัย พันธุมาศ ประท้วงผู้ประท้วงว่าปัญญาชนไม่ควรพูดคำเช่นนี้ นายกิตติศักดิ์ ยอมถอนคำพูดว่าใต้กระโปรงเด็กและล้มเจ้า

นายจิรัฎฐ์ อภิปรายต่อว่า ส.ส.ร.ต้องมาจากการเลือกตั้งทั้ง 200 คน เพราะเราไม่ต้องการให้มีการเเต่งตั้งจนเกิดการเเทรกเเซง การที่ร่างแก้ไขของรัฐบาลไปห้ามไม่ให้แก้หมวด 1-2 ไม่เข้าใจว่าคืออะไร ทำไมแก้ไม่ได้ ตนถามหน่อยว่ารัฐสภาแห่งนี้ ยังยืนยันหรือไม่ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ถ้ายังยืนยันหลักการนี้ทำไม ส.ส.ร.ซึ่งเป็นตัวเเทนประชาชนจะแก้กฎหมายของประชาชนไม่ได้ การที่ประชาชนมีอำนาจแก้ได้ ไม่ได้เเปลว่าพวกเขาจะแก้ไขทุกข้อ

 ถ้าบอกว่าหมวด 1-2 ห้ามแก้ไขมันจะกระทบกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่างนั้น ในหมวด 3 ที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของประชาชนนี้แก้ได้ใช่หรือไม่ ถ้าประชาชนถูกริดรอนสิทธิเสรีภาพ ถูกละเมิดในร่างกาย กักขัง หน่วงเหนี่ยว ทรมาน ถูกลงโทษอย่างทารุณ อันนี้ไม่กระทบต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ใช่ไหม มีเหตุผลใดที่ไม่อนุญาติให้ประชาชนแก้กฎหมายได้ทุกข้อ “ไม่ใช่สิ ผมต้องถามว่า ท่านเป็นใครถึงมีอำนาจไปจำกัด ลิดรอน สิทธิ ห้ามประชาชนแก้กฎหมายที่ใช้กับประชาชน หลังยึดอำนาจ ปี2490 มีการแก้ระบอบการปกครองโดยเพิ่มคำว่าอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ในหมวด1 ซึ่งหลังจากนั้นมีการแก้หมวด 2 อีกหลายครั้ง และทุกครั้งที่แก้เกิดขึ้นหลังจากการทำรัฐประหาร สรุป
ประชาชนต้องถือปืนออกไปใช่ไหม ถึงจะแก้กฎหมายได้ จะเอาอย่างนั้น จะอยู่อย่างนั้นหรือ หลักการที่ประชาชนสามารถแก้กฎหมายได้ทุกข้อเป็นเครื่องยืนยันระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในราชอาณาจักรไทย มันเเสดงถึงสิทธิเสรีภาพปวงชนชาวไทย และประกาศออกไปว่าผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยเเห่งราชอาณาจักรไทยนี้ คือประชาชน นั่นหมายความว่า ผู้ใดยับยั้ง จำกัด ลิดรอนสิทธิตรงนี้ของประชาชน เท่ากับเขาผู้นั้นกำลังทำลายระบอบการปกครองของราชอาณาจักรไทย ที่ใช้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

‘เสรี’ ตัดพ้อ ส.ว.ถูกกล่าวหาไม่ยึดโยงประชาชน- พาดพิง “ก้าวไกล”  ประธานฯสั่งถอนคำพูด

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน การกล่าวหาวุฒิสภาแต่งตั้งจากเผด็จการ ไม่เชื่อมโยงประชาชน วุฒิสภาถูกพูดถึงในทางเสียหาย แต่ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันว่าที่เข้ามาทำหน้าที่ไม่ได้มาจากอำนาจเผด็จการ แต่เข้ามาโดยรัฐธรรมนูญที่ผ่านการประชามติ พร้อมระบุถึงการเข้ามาสู่อำนาจของ คสช. ว่า คนส่วนใหญ่เห็นด้วยให้เข้ามาแก้ไขปัญหา เพราะบ้านเมืองวิกฤต การกล่าวหาเป็นการเมืองเก่า ไม่ได้ทำให้เจริญก้าวหน้า

นายเสรี ยังกล่าวในฐานะที่เคยเป็น ส.ส.ร.ร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ว่า ขณะนั้นประชาชนเห็นพ้องต้องกันว่าควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดขึ้น แต่ขณะนั้นนักการเมืองส่วนใหญ่เองก็ไม่ชอบรัฐธรรมนูญปี 2540 เช่นกัน และการให้ ส.ส.ร.มาจากประชาชน พูดแล้วสวยหรู แต่ต้องคิดถึงกระบวนการ ต้องตัดสินใจด้วยเหตุผลและข้อมูล บนพื้นฐานประโยชน์คนทั้งประเทศ ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 2540 เอง เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่กำหนดให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้ง แต่ไม่ได้ห้ามให้ ส.ส.ร.เป็น ส.ว. ซึ่งตนเองก็สมัครเป็น ส.ว. และได้รับการเลือกตั้ง ซึ่งประธานรัฐสภาเองก็ทราบปัญหา ส.ว.หากมาจากการเลือกตั้ง ก็มีฐานที่มาจาก ส.ส. ถูกเรียกว่าสภาผัวเมีย สภาหมอนข้าง สุดท้ายยึดโยงพรรคการเมือง แยกจากกันกับ ส.ส. ไม่ออก สุดท้าย ส.ว.ก็ถูกแทรกแซง รับเงินจาก ส.ส. จนขาดความอิสระ เวลาเลือกองค์กรอิสระก็ถูกแทรกแซง จนสุดท้ายเป็นวิกฤตประเทศ

นายเสรี กล่าวว่า สิ่งที่ดีที่สุด ที่คิดว่ามาจากประชาชน บางครั้งมีข้อจำกัด ต้องแก้ปัญหา จนมารัฐธรรมนูญปี 2550 ให้มี ส.ว.ให้มาจากการเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง และจากการสรรหาครึ่งหนึ่ง แต่ก็มีปัญหาปลา 2 น้ำขึ้นมาอีก มีการเขียนคุณสมบัติไม่ให้เป็นเครือญาติกันกับ ส.ส. เพราะฉะนั้นรูปแบบ ส.ว.ก็ขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาแต่ละช่วงเวลา โดยรัฐธรรมนูญปี 2560 จึงให้ ส.ว.มาจากการเลือกโดย คสช. ซึ่งการทำหน้าที่ของ ส.ว.ก็อยู่บนพื้นฐานรักษาประโยชน์ประชาชนทั่วประเทศ ยอมรับว่าเป็นพวกเดียวกันแต่งตั้งมาเพราะเป็นคนที่ คสช. ไว้ใจ เป็นเรื่องปกติ

นายเสรี กล่าวว่า การเสนอให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนจริงหรือไม่ ต้องพิจารณาอย่างสมเหตุสมผล ไม่อยากชี้นำว่าจะสรุปอย่างไร แต่อย่างไรก็ตามการเสนอให้มี ส.ส.ร. และบรรยากาศปัจจุบัน ที่มีการเรียกร้องทางการเมืองสูง ให้ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ถ้านึกภาพแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะมาจากพรรคการเมืองเพราะมีฐานเสียง มีหัวคะแนน มีวิธีการเลือกตั้งชนะ และอาจเห็นการเลือกตั้ง ส.ส.ร.ที่ซื้อเสียงมากที่สุด แต่ก็ไม่ค่อยกังวลใจ เพราะสุดท้ายคือการอ้างอิงประชาชน แต่ที่น่ากังวลที่สุดคือความแตกแยก การดูหมิ่นใส่ร้านสถาบัน มีข้อเสนอที่คิดไปไกล พูดกันไกลมา ก้าวไกลจริงๆ

จนทำให้นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ประท้วงว่าเป็นการอภิปรายพาดพิงมาถึงพรรคก้าวไกล ดูหมิ่นสถาบัน จึงขอให้ถอนคำพูดกล่าวหาพรรคก้าวไกลในเชิงดูหมิ่นสถาบัน ขณะที่นายเสรียืนยันว่าไม่ได้พูดว่าพรรคก้าวไกลซื้อเสียง ดูหมิ่นสถาบัน เพียงแต่ใช้ภาษาไทยว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันก้าวไกล ไม่ได้เอ่ยชื่อพรรค ทำให้นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล บอกว่าถ้าไม่ถอน จะถอนหงอก ถ้าไม่พูดภาษาไทย ก็ขอให้พูดภาษาคน แต่นายเสรียังยืนยันไม่ถอนคำพูดเพราะเป็นภาษาไทย ไม่ได้เอ่ยชื่อพรรค หากพูดว่าภูมิใจความเป็นไทยก็จะไปเป็นชื่อพรรคภูมิใจไทยอีก และมองว่าพรรคก้าวไกลร้อนตัว ถ้าไม่ได้ทำก็คงไม่รู้สึกอยู่แล้ว ขณะที่ประธานรัฐสภายืนยันให้ถอนคำว่าก้าวไกล จนสุดท้ายนายเสรียอมถอนคำพูด

จากนั้นนายเสรี อภิปรายต่อว่า การจะมี ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้ง มีผลกระทบกับหลายส่วน กังวลใจเมื่อการเลือกตั้งของ ส.ส.ร. เกิดขึ้น ก็จะมาจากฐานเสียง ส.ส. อยู่ดี รัฐธรรมนูญจึงเขียนให้ ส.ส.มีสิทธิ์ทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างดี ซึ่ง ส.ว.จะเห็นด้วยเพราะมีเหตุผล เช่นการแก้ไขเรื่องบัตรเลือกตั้ง การแก้ไขเรื่องที่ไม่สามารถใช้ได้จริง แต่ตอนนี้ ส.ส.ลืมว่าตัวเองมาจากประชาชนหรือไม่ จึงเสนอให้ ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งซ้ำ ทำให้นายขจิตร ชัยนิคม ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ประท้วงกรณีที่นายเสรีพาดพิงว่า ส.ว.ในอดีตไม่เป็นอิสระ รับเงินจาก ส.ส. โดยขอให้เอ่ยชื่อ ส.ว.ในอดีตที่ถูกครอบงำ

จากนั้นนายเสรี อภิปรายต่อว่า กระบวนการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ถูกมองว่าทำให้รัฐธรรมนูญแก้ไขยาก แต่เข้าใจคนร่างรัฐธรรมนูญมีเจตนาดี หากต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องใด สามารถทำได้ แต่มีเงื่อนไขหลายฝ่ายต้องเห็นพ้องต้องกัน สมัครสมานสามัคคีกันจึงจะแก้ไข หากใส่ร้ายเสียดสี ไม่เกิดความสามัคคี ก็แก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ ขณะที่นายขจิตร ประท้วงประเด็นที่กล่าวหา ส.ส.ใช้เทคนิคประท้วงเบรคการอภิปราย และกรณีกล่าวหา ส.ส.ในอดีต จ่ายเงินให้ ส.ว.โดยประธานรัฐสภาชี้แจงว่า การพูดถึงเหตุการณ์ในอดีตเป็นสิทธิ์ของสมาชิก และการประท้วงก็เป็นสิทธิ์เช่นกัน จะมองว่าเป็นวิธีการขัดขวางการอภิปรายไม่ได้

นายเสรี สรุปตอนท้ายว่า การพิจารณาญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ควรพิจารณาให้สมประโยชน์ประชาชนทั้งประเทศ แต่ทั้ง 6 ญัตติ ทำให้เกิดคำถามเยอะ และสมาชิกวุฒิสภาก็ไม่ได้รับการปรึกษาหรือให้การพิจารณาก่อน จึงมีคำถามเยอะ หากมีโอกาสดูรายละเอียดมากกว่านี้ ก็จะเป็นประโยชน์การพิจารณา แต่หากพูดเสียดสีกัน กล่าวหา ส.ว.ในทางเสียหาย การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่มีทางสำเร็จ

“จเด็จ” ฉุน กล่าวหา ส.ว.เป็นกากเดนทรราช ไม่พูดถึงความขัดแย้งในสภาที่เป็นต้นเหตุรัฐประหาร 

นายจเด็จ อินสว่าง  สมาชิกวุฒิสภา ถามประธานรัฐสภาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ประชาชนได้ประโยชน์อะไรบ้าง ประชาชนจะกินดีอยู่ดี หรือประเทศจะมีความมั่นคงมั่งคั่งอย่างไรบ้าง ก่อนจะอภิปรายต่อไปว่า ปลายเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน บ้านเมืองกำลังเดินไปด้วยดี บริหารจัดการทางด้านสาธารณสุขดีเด่นในโลกต่อการควบคุมการระบาดโควิด ภายใต้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เราสามารถทำให้การลงทุนประคองตัวอยู่ได้ การค้าขายประคองตัวอยู่ได้ รัฐบาลช่วยเหลือประชาชนที่ตกทุกข์ได้ยากด้วยเงินสงเคราะห์และมาตรการทางด้านเศรษฐกิจ อยู่ๆ ก็มีเหตุการณ์เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ โดยไม่มีสาเหตุ แก้มาตรา 256 กระทบไปถึงอำนาจของ ส.ว. ไม่ได้พูดถึงเลยว่าแก้แล้วประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร บาปเคราะห์ทั้งหมดก็มาลงที่ ส.ว. หมดเลย ต้องปิดสวิตซ์ ส.ว. จนเพื่อนตนทนไม่ได้ถามว่าถ้าปิดสวิตซ์ ส.ส. บ้างจะเป็นยังไง

ประการต่อมาคือความเชื่อมโยง ส.ส. หลายคนพูดว่าถ้าไม่แก้รัฐธรรมนูญ ไม่ตั้ง ส.ส.ร. จะเกิดรัฐประหาร ตนอายุเข้า 74 เห็นการรัฐประหารมาหลายครั้ง ไม่ได้ทำกันง่ายๆ ทหารก็รักประชาธิปไตยเหมือนกัน แล้วก็พูดกันถึงปลายน้ำทุกที ไม่พูดถึงต้นน้ำและกลางทางว่าเพราะอะไรถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ก็เกิดในห้องนี้ทั้งนั้นที่ทำให้เกิดความร้าวฉาน โดยลึกๆแล้วเขาไม่อยากทำหรอก ตนรู้ดี ไม่ใช่ทำกันง่ายๆ การปฏิวัติรัฐประหาร

ประการที่สาม การแก้รัฐธรรมนูญเชื่อมโยงกับวันที่ 19-20 ที่ผ่านมา แต่ความจริงทำให้เห็นว่าไม่ได้เรียกร้องประชาธิปไตยอะไรเลย นอกจากโจมตีสถาบันกษัตริย์ซึ่งเป็นที่รักของคนทั้งชาติ สมาชิกบางพรรคก็เห็นดีเห็นงามไปด้วย เหมือนชื่นใจที่ได้คุกคามดูหมิ่นสถาบันที่คนทั้งชาตินับถือ ไม่ทราบว่าเพื่อนสมาชิกอีกหลายคนยอมได้ยังไง ตนพูดเพื่อความเชื่อมโยง เพื่อให้ประชาชนได้เห็นว่ามันเกี่ยวข้องกัน ตนบอกทุกคนว่าการแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้แก้เพื่อประโยชน์ประชาชนแท้จริง แต่แก้เพื่อผลประโยชน์ของบางคน บางกลุ่มบางพรรค

ตนเห็นว่าที่ผ่านมายังไม่มีใครพูดว่าแก้รัฐธรรมนูญมาตราไหนแล้วจะเป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างไร ประเทศชาติจะได้ประโยชน์มากมายแค่ไหน หรือถ้าไม่แก้จะทุกข์เข็ญเดือดร้อนอย่างไร ต้องบอก ไม่ใช่แก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ แต่เขากำหนดให้แก้ยาก เพราะมันใช่กฎหมายทั่วไป ถ้าแก้ง่ายเดี๋ยว 3-5 ปีก็แก้กันอีก นักการเมืองหลายคนพูดถึง ส.ว. ว่ามาจากการสืบทอดอำนาจเผด็จการ เป็นกากเดนทรราช เขาพูดปลายน้ำ ไม่พูดเลยว่า ส.ว. ชุดนี้มาจากรัฐธรรมนูญที่มาจากการลงประชามติ 15.2 ล้านคนให้ความเห็นชอบ ใครบอกว่ายังมีคนไม่ออกเสียงอีกกว่า 20 ล้านคน จะกล้าบอกไหมว่าไม่ออกเสียงทั้งหมดคือไม่เห็นด้วย ตรรกวิทยาไม่ช่วยอะไรเลย การตั้ง สสร. ตั้งทำประชามติอย่างน้อย 2 ครั้ง ใช้งบประมาณ1.7-2 หมื่นล้านบาท เงินจำนวนนี้ก็มาจากภาษีอากรของประชาชนเช่นเดียวกัน สุดท้ายตนของย้อนคำถามว่าถ้าไม่แก้รัฐธรรมนูญอุณหภูมิทางการเมืองจะสูงปรี๊ด ความขัดแย้งทางการเมืองจะเกิดขึ้น แต่ถ้าไม่แก้ไม่ใช่เหตุผลนี้ แต่ถ้าแก้แล้วทำให้โควิดดีขึ้น การทำมาหากินดีขึ้น ประเทศชาติมีความมั่นคงมั่งคั่งขึ้น มีการลงทุนสูงขึ้น แก้ไปเถอะ

แต่เราต้องอยู่กันด้วยเหตุผลอย่าเอาแต่ใจตัวเอง และขอให้ประธานสภาอย่าให้แค่คนนั้นคนนี้พูดแต่ต้องบอกว่าประเทศกำลังมีปัญหาหลายด้าน ต้องร่วมกัน 750 คนทำอะไรเพื่อชาติบ้านเมืองดีกว่าจะเสียเวลาไปกับเรื่องเหล่านี้

“พุทธะอิสระ”เตือนสติ “แกนนำม็อบ”หยุดเถอะ ชี้ น่าสงสารต้องคดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“พุทธะอิสระ”เตือนสติ “แกนนำม็อบ”หยุดเถอะ ชี้ น่าสงสารต้องคดี

"พุทธะอิสระ"เตือนสติ "แกนนำม็อบ"หยุดเถอะ ชี้ น่าสงสารต้องคดี 23 กันยายน 2563 – 18:05 น.

“พุทธะอิสระ” โพสต์ถึงแกนนำม็อบปลดแอก ช่างน่าสงสาร หลงเชื่อคำยุยง ผู้ใหญ่ใจทรามหนุนหลัง เป็นคดีกลับหายหัวกันหมด ปล่อยให้สู้ตามลำพัง เตือนสติ หยุดเถิด จะได้ไม่ต้องรับชะตากรรมเหมือนแกนนำม็อบในอดีต 

“หลวงปู่พุทธะอิสระ “อดีตแกนนำ  กปปส. ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า…

  ช่างน่าสงสารยิ่งนัก
 ยังเด็กอยู่เลยต้องมารับหมายเรียก หมายศาล เป็นคดีความ และอาจติดคุก อนาคตที่สดใสต้องมาดับวูบลง เพราะหูเบาเชื่อคนยุยงปลุกปั่น จึงทำตามเพราะมันตรงอารมณ์
  จนนำตัวเองออกมาสู้ ออกมาเสี่ยง ทั้งที่ยังไม่รู้แจ่มชัดเลยว่า ไอ้ที่ตนฟังมาและหลงเชื่อมันเป็นจริงหรือเท็จ
ซึ่งคนยุยงปลุกปั่นก็เลือกที่จะให้ข้อมูลอยู่ด้านเดียว เรียกว่า พูดความจริงไม่หมด เลือกที่จะพูดเฉพาะที่โดนใจเด็กและเยาวชน ด้วยการประดิษฐ์ถ้อยคำหว่านล้อมที่ชวนฝัน สวยหรู จนทำให้ผู้ฟังเคลิบเคลิ้ม ฝันเฟื่องในเรื่องที่ก็ไม่มีใครรับรองได้ว่า หากลงมือทำตามนั้นแล้วจักเห็นผลตามที่ฝันได้จริง

อีกทั้งผู้ปลุกปั่นก็ไม่กล้ารับรอง และไม่กล้าสู้ ไม่กล้าเสี่ยงทำตัวหลบๆ แอบๆ เหมือนมดที่คาบเอาเพลี้ยไปเลี้ยงอยู่บนยอดพริก เมื่อเพลี้ยดูดกินน้ำเลี้ยงจนอิ่มอ้วนแล้ว จึงย่องเข้ามาดูดกินตักตวงประโยชน์จากเพลี้ยอีกที่
 พอเวลามนุษย์ฉีดสารเคมีป้องกันยอดพริก มดก็หนีไป แต่เพลี้ยนี่สิ ต้องถูกสารเคมีแห้งตายอยู่บนยอดพริกนั้น
 พวกเด็กๆ ที่ออกมาเป็นแกนนำการชุมนุมเหล่านี้ก็ไม่ต่างอะไรกับเพลี้ย ที่ถูกมดคาบมาไว้บนยอดพริกเพื่อแสวงหาประโยชน์ แล้วก็ปล่อยให้แห้งตายอยู่บนยอดพริก
 ช่างน่าสงสารยิ่งนัก เมื่อไหร่เด็กๆ พวกนี้เขาจะรู้สึกตัวว่าเขากำลังถูกหลอก
 ไอ้ที่เลวร้ายก็คือ ไม่คิดว่าผู้ใหญ่จะเอาเปรียบเด็กๆ ได้ถึงเพียงนี้ คนพวกนี้มันช่างโหดร้ายจริงๆ
 มันกล้าที่จะใช้ชีวิตมนุษย์ที่สวยสดงดงาม มาเป็นเครื่องมือในการแย่งชิงอำนาจ
 แล้วตอนนี้เด็กๆ เหล่านั้น ต้องถูกหมายเรียก หมายจับ ขึ้นโรง ขึ้นศาล
 ไอ้ผู้ใหญ่ใจทรามเหล่านั้น กลับนิ่งเฉย ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ธุระไม่ใช่
 แทบไม่อยากคิดต่อไปเลยว่า เด็กๆ พวกนี้จักต้องได้รับผลจากการตกเป็นเครื่องมือของผู้ใหญ่ใจชั่วนี้อย่างไร
 เชื่อว่าในเวลานี้เด็กๆ ที่เป็นแกนนำชุมนุมผิดกฎหมาย คงจะรู้สึกเคว้งแคว้ง อ้างว้าง เหมือนถูกทิ้งดูได้จากภาพที่เดินทางไปรับฟังข้อกล่าวหาที่ สน.นางเลิ้ง มีผู้ไปให้กำลังใจแค่ไม่กี่คน
 ซึ่งต่างจากก่อนหน้านี้ เด็กที่แกนนำเหล่านั้นไปในที่ใด ก็จักมีผู้มาให้กำลังใจล้อมหน้าล้อมหลังส่วน ไอ้อีที่หลอกใช้ก็มาเสนอหน้า แสดงตนนั่งเฝ้า
 แต่ในเวลานี้ดูเหมือนพวกเขาจะถูกทิ้ง โดยที่ยังไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร
 เวรกรรม เวรกรรม ช่างน่าสงสารยิ่งนัก
 อยากเตือน ด้วยความห่วงใยในฐานะที่เคยสู้เคยเสี่ยงมาก่อน ผู้ที่ออกมาสู้ออกมาเสี่ยงจะติดคุกหรือไม่ก็ตาย ผู้ที่คอยรับผลประโยชน์ก็คือพวกนักการเมือง และชนชั้นปกครอง
 หยุดได้ก็หยุดเถิด เลิกได้ก็เลิกซะ หนูๆ ทั้งหลายจะได้ไม่ต้องรับชะตากรรม ดังแกนนำในอดีต

“จิรายุ” เตรียมสอบปม “ศรีพันวา” จี้ รมว.แรงงาน ตอบ 5 ข้อ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“จิรายุ” เตรียมสอบปม “ศรีพันวา” จี้ รมว.แรงงาน ตอบ 5 ข้อ

 "จิรายุ" เตรียมสอบปม "ศรีพันวา" จี้ รมว.แรงงาน ตอบ 5 ข้อ23 กันยายน 2563 – 16:47 น.

“จิรายุ” ย้อนศร รมว.แรงงาน “สุชาติ ชมกลิ่น” โว ประกันสังคม ลงทุนหุ้น”ศรีพันวา”กำไร 200 ล. จี้ตอบ 5 ข้อ- เตรียมลงภูเก็ต ตรวจสอบสัปดาห์หน้า

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ประธานกรรมาธิการ กิจการศาล องค์กรอิสระ อัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนและกองทุน กล่าวถึงกรณีที่ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ออกมาแก้ต่างว่าใช้เงินกองทุนประกันสังคมฯไปถือหุ้นศรีพันวา แล้วทำกำไรนั้น รัฐมนตรีต้องตอบความจริงให้ครบถ้วนให้กับประชาชนที่ถูกหักเงินเข้ากองทุนทุกเดือนจนมีเงินเป็นหลายแสนล้านบาท ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นการแก้ต่างและแก้ตัวให้กับเอกชน โดยไม่ยึดหลักข้อมูลความจริง การที่รัฐมนตรีแรงงานบอกว่าเอาเงินประชาชนไปลงทุนในหุ้น ศรีพันวา 500 ล้าน และกำไรมาแล้วตั้ง 200 ล้านนั้น เป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง อาจสร้างความเสียหายให้กับเงินของประชาชนที่ถูกหักไป

ทั้งนี้ตนขอตั้งคำถาม 5 ข้อให้รัฐมนตรีแรงงานต้องตอบเพื่อไม่ให้สังคมเข้าใจว่าท่านมีเจตนา ปกปิด หรือบิดเบือนข้อมูลดังนี้
 1.กองทุนประกันสังคม เอาเงินประชาชนไปถือหุ้น ธุรกิจในกลุ่มเสี่ยง อย่าง”ศรีพันวา”นี้อยู่ถึง 63 ล้านหุ้น ในราคา IPO หุ้นละ10.80บาท = เป็นเงินถึง 680 ล้านบาท และไม่ใช่ 500ล้าน ตามที่รัฐมนตรีแรงงานให้ข่าว ความจริงคืออะไร 
 2. กองทุนประกันสังคมที่เอาเงินประชาชนไปลงทุนนั้น มีการปันผลมาแล้ว รวม 8 ครั้ง ประกันสังคมจะได้ตามส่วนที่คิดคำนวน จาก. ก.ล.ต. ก็แค่ 110 ล้านบาท. ท่านเอาที่ไหนมาบอกว่าได้กำไรถึง 200 ล้าน
 3.ราคาหุ้นในกระดาน เวลานี้ราคาตกไปที่ 7.90บาท ต่ำกว่าราคาต้นทุน(10.80บาท)ที่ประกันสังคมเอาเงินประชาชนไปซื้อไว้ ถึง 2.90 บาท/หุ้น  หมายความว่า ขาดทุนทางบัญชีอยู่ ถึง182 ล้านบาทแล้วจะทำอย่างไร ท่านจะยอมถือขาดทุนไปเรื่อยๆหรืออย่างไร 
4.หุ้น “ศรีพันวา”เวลานี้หากนับจากต้นปีติดลบไปแล้วกว่า 30% ซึ่งดูแล้วอาการหนักกว่าตลาดรวมที่ติดลบประมาณ 20% ซึ่งมากถึง10% มีนักลงทุนคนไหนช่วยบอกที ว่าควรทำอย่างไร กระทรวงแรงงานท่านจะถือต่อหรือขาย
5. การที่รัฐมนตรีแรงงาน บอกว่า กองทุนประกันสังคมเคยได้รับผลตอบแทนเป็นเงินปันผลมาแล้ว110ล้านบาท  แต่ความจริงยังขาดทุนทางบัญชีอยู่สูงถึง182ล้านบาท รวมเป็นขาดทุนสุทธิที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงกว่า 72 ล้านบาท การที่ออกมาบอกว่า กองทุนประกันสังคมมีกำไรจากการถือหุ้น ศรีพันวา 200 ล้านบาทคืออะไร เอาตัวเลขมาจากไหน ท่านต้องชี้แจง

              "จิรายุ" เตรียมสอบปม "ศรีพันวา" จี้ รมว.แรงงาน ตอบ 5 ข้อ
 นายจิรายุ กล่าวอีกว่า ตามที่รัฐมนตรีให้ข่าว หากไม่เป็นความจริง จะทำให้รัฐและประชาชนผู้ถูกหักเงินประกันสังคม เสียหาย จะเกิดการตัดสินใจผิดพลาดของการลงทุน ที่สำคัญรัฐมนตรีจะออกมาแก้ต่างแทนโดยปราศจากข้อมูลข้อเท็จจริงจะก่อให้เกิดความเสียหาย
 นอกจากนี้ สิ่งที่ประชาชนเคลือบแคลงใจว่า ทำไมกองทุนฯถึงต้องไปซื้อหุ้น ที่ศรีพันวามากจนเป็นผู้ถือหุ้นมากสุดอันดับหนึ่ง ของโรงแรมแห่งนี้ อีกทั้งประเด็นที่มาของที่ดินในการตั้งโรงแรมแห่งนี้ ซึ่งคณะกรรมาธิการ ได้สอบถามไปยัง สนง.ประกันสังคม และ รัฐมนตรีแรงงาน ให้ชี้แจงแล้ว ขณะเดียวกันก็สอบถามไป ก.ล.ต. ถึงทรัพย์สินของ SRIPANWA โดยเฉพาะกรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการชี้ชวนให้นักลงทุนตัดสินใจและสอบถามไปกรมที่ดินถึงที่มาของที่ดินว่ามีที่มาอย่างไร ลงทุนในกรรมสิทธิ์ที่ดิน เป็นโฉนดเลขที่เท่าใด หรือ นส.3 หรือที่ดิน ส.ป.ก.หรือไม่ อย่างไรก็ตามนอกจากนี้คณะกรรมาธิการฯจะลงพื้นที่ จังหวัดภูเก็ตในสัปดาห์หน้าเพื่อตรวจสอบกรณีดังกล่าวต่อไป นายจิรายุ กล่าว

“ปารีณา-ศรีนวล” โล่ง ศาลรธน.ชี้ไม่สิ้นสมาชิกภาพ ส.ส. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ปารีณา-ศรีนวล” โล่ง ศาลรธน.ชี้ไม่สิ้นสมาชิกภาพ ส.ส.

"ปารีณา-ศรีนวล" โล่ง ศาลรธน.ชี้ไม่สิ้นสมาชิกภาพ ส.ส.23 กันยายน 2563 – 15:55 น.

“ปารีณา-ศรีนวล” โล่ง ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ไม่สิ้นสมาชิกภาพการเป็น ส.ส.

วันที่ 23 กันยายน 2563 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การที่ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ นำประชาชนร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่ เพื่อผลักดันที่ดินของ นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ใน อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ให้เป็นพื้นที่ป่าชุมชนของอำเภอ ไม่เข้าข่ายเป็นการใช้ตำแหน่งหน้าที่ ก้าวก่ายการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นเหตุให้สมาชิกสภาพส.สของ นางปารีณา สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101(7 ) ประกอบมาตรา 185 ( 1)

ขณะเดียวกันก็มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การที่นางศรีนวล บุญลือ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย เดินทางเข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมวสาธารณสุข ขณะยังเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ เพื่อมอบหนังสือของผู้อำนวยการโรงพยาบาลจอมบึง เพื่อแจ้งเรื่องที่พักของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจอมบึงไม่เพียงพอ

เป็นเพียงการแจ้งปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่เลือกตั้งที่ นางศรีนวล เป็นส.ส.อยู่เท่านั้น ยังไม่ปรากฏหลักฐานว่า นางศรีนวล เข้าไปเกี่ยวข้อง กับการจัดสรรงบประมาณ หรือมีส่วนร่วม ในการใช้จ่ายงบประมาณจึงยัง ไม่เป็นเหตุให้สมาชิกสภาพ ของนางศรีนวล สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 1 01(7 ) ประกอบมาตรา 185 ( 2)

“แรมโบ้” ลงพื้นที่ประชุม เตรียมรับ “นายก”มอบนโยบาย 17 จังหวัดภาคเหนือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“แรมโบ้” ลงพื้นที่ประชุม เตรียมรับ “นายก”มอบนโยบาย 17 จังหวัดภาคเหนือ

 "แรมโบ้" ลงพื้นที่ประชุม เตรียมรับ "นายก"มอบนโยบาย 17 จังหวัดภาคเหนือ23 กันยายน 2563 – 15:48 น.

“แรมโบ้” ประชุม 4 จังหวัด ภาคเหนือ เตรียมอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่เดินทางมายื่นหนังสือร้องทุกข์ ก่อนนายกฯลงพื้นที่มอบนโยบายและตรวจเยี่ยมการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน และประชุมผู้ว่า 17 จังหวัดภาคเหนือ

23 ก.ย. 63  นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม วีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ ณ ห้องประชุมอูหลง ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ร่วมกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง นำโดย ว่าที่ร้อยตรี ณรงค์ โรจนโสทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ร่วมกับจังหวัด ลำปาง เชียงใหม่พะเยา เพื่อสรุปแนวทางการต้อนรับมวลชน และรับเรื่องร้องทุกข์จากประชาชน และ ปัญหาความเดือดร้อนต่างๆของพี่น้องประชาชนใน 4 จังหวัด ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางตรวจราชการในวันที่ 24 กันยายน  โดยได้ชี้แจงว่าจะให้พี่น้องประชาชนที่ต้องการยื่นเรื่องร้องทุกข์ในจังหวัดอื่นๆผ่านระบบ VCS สะดวกเสมือนยื่นด้วยตัวเองโดยไม่ต้องเดินทางมาที่จังหวัดเชียงราย ส่วนที่เชียงรายก็เปิดบริการศูนย์หลัก 2 จุด ที่ศาลากลางจังหวัดและเทศบาลแม่ยาว

 "แรมโบ้" ลงพื้นที่ประชุม เตรียมรับ "นายก"มอบนโยบาย 17 จังหวัดภาคเหนือ

ทั้งนี้ในการประชุมได้ประเมินสถานการณ์และสรุปแนวทางการดูแลมวลชน ประชาชนที่จะเข้ามาร้องเรียนปัญหาความเดือดร้อนต่อนายกรัฐมนตรี 

นายสุภรณ์ ได้ให้แนวทางว่า “นายกรัฐมนตรี มีบัญชาเน้นย้ำว่าให้บริการต้อนรับประชาชนอย่างเป็นกันเอง นอกจากไม่ปิดกั้นพี่น้องประชาชนแล้วยังต้องบริการให้ประทับใจ ทุกปัญหาของพี่น้องประชาชน จะเร่งแก้ไขให้ทันที ปัญหาในท้องที่ ที่แก้ไขได้จะทำทันที แต่ถ้าปัญหาไหนเป็นระดับนโยบาย เราก็จะรีบประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทำการแก้ไขต่อไป
และอาจมีกลุ่มการเมือง ให้เฝ้าระวัง เรามาภาระกิจเพื่อช่วยเหลือ ดูแลพี่น้องทางภาคเหนือ ในเรื่องไฟป่าและหมอกควัน ไม่ได้มาเล่นการเมือง

 "แรมโบ้" ลงพื้นที่ประชุม เตรียมรับ "นายก"มอบนโยบาย 17 จังหวัดภาคเหนือ

ในระหว่างการประชุม ได้มีกลุ่ม ของพี่น้องประชาชน มายื่นเรื่องที่ได้รับความเดือดร้อนจากที่ดินทำกิน กับเขตป่า การติดไฟส่องสว่างถนนในเขตป่า และ เรื่องอื่นๆ ถึงนายกฯผ่านผช.รมต.นายสุภรณ์ เพื่อรับไปดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไป

 "แรมโบ้" ลงพื้นที่ประชุม เตรียมรับ "นายก"มอบนโยบาย 17 จังหวัดภาคเหนือ

“วิษณุ” ชี้ เป็นสิทธิ์ “บิ๊กโจ๊ก” ฟ้องนายกฯ แต่เทียบคดี ‘ถวิล’ ไม่ได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“วิษณุ” ชี้ เป็นสิทธิ์ “บิ๊กโจ๊ก” ฟ้องนายกฯ แต่เทียบคดี ‘ถวิล’ ไม่ได้

"วิษณุ" ชี้ เป็นสิทธิ์ "บิ๊กโจ๊ก" ฟ้องนายกฯ แต่เทียบคดี 'ถวิล' ไม่ได้ 23 กันยายน 2563 – 12:21 น.

“วิษณุ” ชี้ เป็นสิทธิ์ “บิ๊กโจ๊ก” ฟ้องนายกฯ แต่เทียบคดี ‘ถวิล’ ไม่ได้ ยก บางกรณีไม่ได้ลืมคืนตำแหน่ง แต่มีเหตุผล

23 ก.ย. 63 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต่อศาลปกครอง โดยอ้างเหตุว่าออกคำสั่งย้ายโอนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ว่า “ไม่เป็นไร ก็ใช้สิทธิของเขาไป เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เป็นเรื่องผิดปกติอะไร และไม่เป็นความผิดอะไรด้วย” 

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการนำกรณีไปเทียบกับการสั่งย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี จากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ ในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายวิษณุ กล่าวว่า มันมีความแตกต่างกัน เพราะว่ากรณีของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ นั้นมาตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) 

เมื่อถามว่า พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ไม่สามารถกลับไปดำรงตำแหน่งที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้แล้วใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ตามคำสั่ง คสช.ได้ระบุไว้ในบทเฉพาะกาล ซึ่งชื่อของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ อยู่ในบัญชีที่ 5 คนที่อยู่ในบัญชีนี้หากจะกลับไปได้ก็ต่อเมื่อปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้รายงานต่อนายกฯ หากนายกฯให้ความเห็นชอบก็นำความกราบบังคมทูลต่อไป ซึ่งหมายความว่าช่องทางเปิดเอาไว้ จึงไม่ได้ว่าอะไร หากคิดว่านั่งนิ่งๆ แล้วปีกว่า และไม่เห็นว่ามีการสอบอะไรก็มีสิทธิจะร้องได้ เขาก็โวยกันทุกคน ไม่มีปัญหา เพียงแต่ว่าไม่ได้ออกมาโวยกับสื่อเท่านั้น บางคนโวยแล้วได้ผล ความจริงที่ยังไม่ได้กลับไปแต่ละคน มันมีเหตุผลอธิบายทั้งนั้น แต่ไม่อยากออกมาพูดกับสื่อ เพราะพูดไปพูดมาอาจทำให้เจ้าตัวเสียหาย ไม่มีหรอกที่จะลืม ปัญหามันก็ติดอยู่เท่านั้นเอง ทีนี้เมื่อถามมาก็ต้องพูด แต่เมื่อพูดอาจจะเกิดความเสียหาย ก็อย่าเพิ่งพูด 

เมื่อถามว่า หากศาลปกครองมีคำสั่งออกมาเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง นายกฯจะต้องรับผิดชอบอย่างไร นายวิษณุ กล่าวว่า นั่นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนกรณีนายถวิลต้องไปดูว่าตอนนั้นไปย้ายเขาอย่างไร และพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ มาโดยอะไร มันคนละกรณีกัน และคนที่มากันเยอะๆ มาโดยกรณีใด รวมทั้งพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ เองก็มาไม่เหมือนกับ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา ซึ่งตนไม่ทราบว่ากรณีของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ตรวจสอบเสร็จสิ้นหรือยัง เพราะเป็นเรื่องของทางตำรวจ 

เมื่อถามว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ก็ยังไม่ทราบว่าตัวเองมีความผิดอะไรใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า การย้ายมาในกรณีอื่นอาจจะต้องมาด้วยความผิด แต่บางกรณีไม่ต้องมีความผิดก็สามารถย้ายมาได้โดยเหตุผลตามมาตรา 44 เมื่อถามว่า การต่อสู้ของนายกฯในคดีนี้ ดูแล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไรใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ตอบ 

เมื่อถามว่า นายวิษณุจะทำหน้าที่ฝ่ายกฎหมายให้นายกฯหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่มี ไม่ต้อง เพราะมีฝ่ายกฎหมายประจำในสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว ตนไม่เกี่ยวอะไร 

“ประวิตร” พร้อมส่งผู้สมัครทุกประเภทชิงสนามเลือกตั้งท้องถิ่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ประวิตร” พร้อมส่งผู้สมัครทุกประเภทชิงสนามเลือกตั้งท้องถิ่น

"ประวิตร" พร้อมส่งผู้สมัครทุกประเภทชิงสนามเลือกตั้งท้องถิ่น 23 กันยายน 2563 – 11:24 น.

พล.อ.ประวิตร เผย พร้อมส่งผู้สมัครทุกประเภทชิงสนามเลือกตั้งท้องถิ่น อุบตอบ แต่อมยิ้มหลังถูกถามจีบ “บิ๊กแป๊ะ” ร่วมพรรค

23 ก.ย.63 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่น ว่า การเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดขึ้นภายในปีนี้ เท่าที่ทราบคือเดือนธันวาคม ส่วนจะมีการนำรายละเอียดเข้าสู่การพิจารณาเมื่อไหร่นั้นเป็นเรื่องของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ไปแล้ว

“ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ผมและพรรคก็พร้อม ส่วนจะเป็นการเลือกตั้งประเภทใดก่อนนั้น ผมไม่ทราบ รมว.มหาดไทยว่าอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐพร้อม ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งประเภทใดก่อน เราก็พร้อมที่จะส่งผู้สมัคร”พล.อ.ประวิตรกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในส่วนของสนามเลือกตั้งกรุงเทพฯ ได้เตรียมตัวบุคคลไว้หรือยัง พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า  ไม่รู้สิ พร้อมกับหัวเราะ เมื่อถามว่า จริงหรือไม่มีข่าวไปทาบทาม พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.อ.ประวิตร ไม่ตอบและเดินขึ้นลิฟต์ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม 

“ศรีสุวรรณ” จี้ “เลขา กกต.” ทบทวนตัดตอน31พรรคการเมืองกู้เงิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ศรีสุวรรณ” จี้ “เลขา กกต.” ทบทวนตัดตอน31พรรคการเมืองกู้เงิน

"ศรีสุวรรณ" จี้ "เลขา กกต." ทบทวนตัดตอน31พรรคการเมืองกู้เงิน23 กันยายน 2563 – 11:13 น.

“ศรีสุวรรณ” จี้ “เลขา กกต.” ทบทวนตัดตอน 31 พรรคการเมืองกู้เงินสงสัยเพื่อไทย-ภูมิใจไทยหลุดได้อย่างไร

23 ก.ย.63  เวลา 10.00 น.ที่สำนักงาน กกต. ศูนย์ราชการฯ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อเลขาธิการ กกต. สืบเนื่องจากเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง แถลงว่าได้ยุติเรื่องการตรวจสอบว่าพรรคการเมืองจำนวน 31 พรรคการเมือง มีการกู้ยืมเงินมาใช้ในกิจการของพรรคการเมือง เป็นการกระทำหรือนิติกรรมที่ขัดหรือยังต่อมาตรา 62 ประกอบมาตรา 72 ของ พรป.ว่าด้วยพรรคการเมือง เช่นเดียวกับที่มีการยุบพรรคอนาคตใหม่ โดยอ้างว่า ทุกพรรคมีสิทธิกู้ยืนเงินหรือยืมเงินทดรองจ่ายจากหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรคฯ ไม่เกิน 10 ล้านบาท ต่อคน ต่อพรรค ต่อปี ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยไว้ในคดียุบพรรคอนาคตใหม่ จึงถือว่าการกู้ยืมเงินของทั้ง 31 พรรค ไม่เข้าข่ายผิดกฎหมายนั้น

การอ้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ในคำวินิจฉัยที่ 5/2563 ลงวันที่ 21 ก.พ.63 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยโดยชัดแจ้งว่า “การดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง ต้องอาศัยรายได้ของพรรคการเมืองซึ่งกฎหมายกำหนดแหล่งที่มาไว้ตามพรป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 ม.62 ดังนั้น เงินส่วนใดที่พรรคการเมืองนำมาใช้จ่าย ในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองซึ่งมิได้มีแหล่งที่มาและวิธีการได้มาตามที่กฎหมายระบุไว้ ย่อมถือว่า เป็นเงินที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยบทบัญญัติ ม.62 ถึงแม้ พรป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มิได้บัญญัติห้ามการกู้ยืมสำหรับพรรคการเมืองไว้โดยชัดเจน แต่ก็ไม่ได้ รับรองว่าให้กระทำได้ ประกอบกับพรรคการเมืองมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมืองซึ่งเป็นกฎหมายมหาชน และเงินกู้ยืมแม้มิได้เป็นรายได้แต่ก็เป็นรายรับและ เป็นเงินทางการเมือง การดำเนินการเกี่ยวกับการได้มาและการใช้จ่ายเงินเพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมือง จึงกระทำได้ภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น”
         

ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ชี้ชัดถึงขนาดนี้แล้ว แต่เหตุใดนายทะเบียนพรรคการเมืองจึงรีบตัดตอน ไม่นำความดังกล่าวรายงานให้ กกต.เพื่อมีมติส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นกระบวนความตามครรลองของกฎหมาย เหตุใดจึงกล้าที่จะวินิจฉัยเอาเสียเอง เช่นนี้จะถือว่าชอบด้วยกฎหมายได้อย่างไร

ที่สำคัญตามข้อมูลการรายงานค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองที่ กกต.รายงานพบว่ามี 3 พรรคการเมืองที่มีการยืมเงินทดรองจ่ายจากกรรมการ คือ พรรคภูมิใจไทยกว่า 30 ล้าน พรรคเพื่อไทยกว่า 13 ล้าน และพรรคประชากรไทยกว่า 12 ล้าน เหตุใดจึงไม่เข้าข่ายตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงนำเหตุผลดังกล่าวมายื่นให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทบทวนความเห็นและให้ 7 กกต.มีมติส่งกรณีเงินกู้ของ 31 พรรคการเมืองให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพื่อให้เกิดความชัดเจนและไม่เป็นการเลือกปฏิบัติได้ นายศรีสุวรรณกล่าวในที่สุด

“ไทยภักดี” ยื่นสภาฯ 1 แสน 3 หมื่นรายชื่อ คัดค้านแก้ รธน. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ไทยภักดี” ยื่นสภาฯ 1 แสน 3 หมื่นรายชื่อ คัดค้านแก้ รธน.

"ไทยภักดี" ยื่นสภาฯ 1 แสน 3 หมื่นรายชื่อ คัดค้านแก้ รธน.

23 กันยายน 2563 – 10:43 น.

“หมอวรงค์” แกนนำกลุ่มไทยภักดี พร้อมมวลชน- กองทัพธรรม สันติอโศก  นำ 130,000 รายชื่อ ยื่นต่อประธานสภาผู้แทนฯ-ประธานวุฒิสภา คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ  พร้อมคำแถลง 4  ข้อ  ลั่น หากรัฐสภา ยังขืนดื้อดึงแก้ไขรัฐธรรมนูญ เจอกันที่ศาลรัฐธรรมนูญและประชาชนจะไม่ยอม   

 เมื่อเวลา 09.00 น.ที่หน้าอาคารรัฐสภาใหม่ นพ.ณรงค์ เดชกิจวิกรม แกนนำกลุ่มไทยภักดี พร้อมมวลชนและมีกองทัพธรรมของสันติอโศก ร่วมด้วย ได้นำรายชื่อประชาชนจำนวน130,000 รายชื่อ ยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภา เพื่อแสดงเจตนารมณ์คัดค้านแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชามติที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน  ทั้งนี้ กลุ่มไทยภักดี ได้มีการออก“คำแถลงของกลุ่มไทยภักดี” มีเนื้อหาดังนี้

"ไทยภักดี" ยื่นสภาฯ 1 แสน 3 หมื่นรายชื่อ คัดค้านแก้ รธน.

1.กลุ่มไทยภักดี ได้รวบรมรายชื่อประชาชน 130,000 รายชื่อยื่นต่อรัฐสภา เพื่อแสดงถึงเจตนารมย์ในการคัดค้านการตั้ง ส.สร.เพื่อร่างรัฐธรมนูญฉบับใหม่ โดยมีเหตุผลรัฐธรรมนูญปี 2560 ผ่านประชามติมาจากประชาชน 16.8 ล้านเสียง ถือว่ประชาชนเป็นผู้สถาปนารัฐธรรมนูญ ซึ่งอดีตศาลรัฐธรมนูญเคยมีคำวินิฉัย สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่จะแก้ไขรัฐธรรนูญปี 2550 ที่ผ่านประชามติมาเช่นกันว่า อำนาจของรัฐสภา สามารถทำได้คือแก้ไขรายมาตรา แต่การยกร่างใหม่ด้วยการตั้ง ส.ส.ร. ต้องทำประชามติก่อนว่าจะยอมหรือไม่ ดังนั้นรัฐธรรมนูญ 2560 ก็ฝานประชามติมาจากประชาชน การที่จะตั้ง ส.ส.ร. เพื่อยกร่างฉบับใหม่ จึงต้องทำประชามติถามประชาชนก่อน

               "ไทยภักดี" ยื่นสภาฯ 1 แสน 3 หมื่นรายชื่อ คัดค้านแก้ รธน.
2.การแก้ไขรัฐธรมนูญครั้งนี้ ไม่มีประโยชน์ใดๆของประชาชน มีแต่ประโยชน์ของนักการมืองที่ต้องการแก้ไข เช่น การปราบโกง รวมถึงรูปแบบการเลือกตั้ง รวมทั้งฉวยโอกาสเพื่อทำลายสถาบันเบื้องสูงของชาติ
3.ไม่มีความจำเป็นใดๆที่ประเทศจะต้องเสียงินอีก 15,000 ล้านบาท แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของนักการเมือง

                    "ไทยภักดี" ยื่นสภาฯ 1 แสน 3 หมื่นรายชื่อ คัดค้านแก้ รธน.
4.ปัญหา ส.ว. ที่มีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรี เป็นเพียงบทฉพาะกาล ที่เหลือเวลาประมาณ 3 ปีก็จะหมดวาระ และก็คือสิ่งที่ประชาชนลงประชามติ ให้อำนาจไว้ชั่วคราว หลังจากนั้น ส.ว.จะมาจากการเลือกตั้งของประชาชนกลุ่มอาชีพต่างๆ ยากที่พรรคการเมืองจะเข้ามาแทรกแซง

 ถ้าหากทางรัฐสภาไม่รับฟังเสียงของประชาชนที่สถาปนารัฐธรรมนูญ 2560 นี้ ยังดื้อดึงที่จะแก้ไขเพื่อประโยชน์นักการเมือง เรื่องนี้ต้องจบที่ศาลรัฐธรรมนูญและประชาชนจะไม่ยอมแน่นอน

"ไทยภักดี" ยื่นสภาฯ 1 แสน 3 หมื่นรายชื่อ คัดค้านแก้ รธน.

มาดามเดียร์ ดัน “ซอฟท์พาวเวอร์ ” เป็น “บิ๊กโปรเจกต์” เน้นสร้างรายได้ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

มาดามเดียร์ ดัน “ซอฟท์พาวเวอร์ ”  เป็น “บิ๊กโปรเจกต์”  เน้นสร้างรายได้ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ

มาดามเดียร์ ดัน "ซอฟท์พาวเวอร์ "  เป็น "บิ๊กโปรเจกต์"  เน้นสร้างรายได้ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ23 กันยายน 2563 – 08:58 น.

มาดามเดียร์ ดัน “ซอฟท์พาวเวอร์ ”  เป็น “บิ๊กโปรเจกต์” รัฐบาล  เน้นสร้างรายได้ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ  ด้านผู้ประกอบการขานรับ ประเทศไทยมีศักยภาพพอ

23 ก.ย.2563  น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวภายหลัง นำผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมภาพยนตร์เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมวานนี้ที่ทำเนียบรัฐบาล ระบุว่า  “ซอฟพาวเวอร์” บิ๊กโปรเจกต์ เพื่อคนไทยในต่างประเทศอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเป็นจำนวนมาก ทั้งโปรดักชั่นเนื้อหาและบทที่น่าสนใจ ยกตัวอย่างประเทศเยอรมนี บราซิล อเมริกาใต้ อินเดียในอุตสาหกรรมภาพยนต์ของต่างประเทศได้รับการพัฒนาและต่อยอดไปค่อนข้างจะสูงมาก 

มาดามเดียร์ ดัน "ซอฟท์พาวเวอร์ "  เป็น "บิ๊กโปรเจกต์"  เน้นสร้างรายได้ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ

ดังนั้น  วันนี้เราต้องไม่มองแค่คอนเทนท์หรือภาพยนตร์ แต่เราต้องเห็นโอกาสของการใช้ซอฟพาวเวอร์ ไปสร้างความเข้มแข็งภายในประเทศ สร้างโอกาสที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งน่าจะตรงกับแนวทางของรัฐบาล 

น.ส.วทันยา ระบุว่า วันนี้เรามีแผน มีการหาวิธีกระตุ้นการบริโภค การฟื้นฟูเศรษฐกิจ การหารายได้ การส่งออก การท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19  หากวันนี้เราต้องหันมาใช้ซอฟพาวเวอร์ให้เกิดประโยชน์ ก็จะเป็นโอกาสเติบโตได้ในอนาคต และเป็น “ขุมพลัง”  ของชาติได้อย่างยังยืน

มาดามเดียร์ ดัน "ซอฟท์พาวเวอร์ "  เป็น "บิ๊กโปรเจกต์"  เน้นสร้างรายได้ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ

หากมองเรื่องของซอฟพาวเวอร์หรือคอนเทนท์ จริงๆ อาจจะเหมือนแค่มิติวัฒนธรรม และการให้ความบันเทิง แต่หากเราเสนอมุมมองในมิติทางเศรษฐกิจ ทั้งทางตรงที่อุตสาหกรรมนี้สร้างเม็ดเงินรายได้และนำภาษีกลับไปสู่ภาครัฐ เกิดการจ้างงานซึ่งมีพนักงานลูกจ้างในระบบกว่า #สองแสนอัตรา ไม่นับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องและมิติอื่นๆ 

เราจะเห็นว่า คอนเทนท์ไม่ได้จำกัดแค่การสื่อสารบนโลกทีวี ข่าวสาร หรือสื่อสารมวลชนเพียงอย่างเดียว  แต่สามารถนำไปสู่แพลตฟอร์มต่างๆ แม้กระทั่งเกม เกมโชว์ต่างๆ ในหลายๆ ประเทศ อย่างเกาหลีก็สร้างคอนเทนท์ผ่านการ์ตูนแทรกซึมไปยังประชาชนของประเทศเขาได้ 

มาดามเดียร์ ดัน "ซอฟท์พาวเวอร์ "  เป็น "บิ๊กโปรเจกต์"  เน้นสร้างรายได้ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ

น.ส.วทันยา ระบุอีกว่า ได้เรียนท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปตามข้างต้น เป็นที่น่าดีใจหลังท่านฟัง ท่านพร้อมสนับสนุนเต็มที่ และไม่ใช่แค่การบอกสนับสนุน ท่านให้ออฟชั่น มาด้วย เพื่อให้การทำงานเดินหน้าอย่างรวดเร็ว

หลังจากนี้ คณะฯที่เข้าพบเรื่องนี้ จะเดินเครื่องเต็มสูบ เพื่อใช้ซอฟพาวเวอร์ เป็นกระสุนทะลวงเศรษฐกิจ ให้ฟื้นตัวในเร็ววันนี้