“พระอุเชนทร์” (พระพิฆเนศ) คู่บารมีพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/470087

“พระอุเชนทร์ ” (พระพิฆเนศ)  คู่บารมีพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์

"พระอุเชนทร์ " (พระพิฆเนศ)  คู่บารมีพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์12 มิถุนายน 2564 – 00:00 น.

“พระอุเชนทร์ ” (พระพิฆเนศ)  คู่บารมีพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ คอลัมน์…  ตามรอยตำนานแผ่นดิน  โดย… เอก อัคคี

มีเรื่องเล่าขานกันมาในพื้นที่ อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราชว่า
เมื่อครั้งที่พ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ พระเถระผู้ได้รับการยกย่องว่า ท่านคือเทวดาเมิองนครศรีธรรมราช ยังครองวัดสวนขันอยู่นั้น 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  ว่านไพลดำ  พลังแห่งว่าน

"พระอุเชนทร์ " (พระพิฆเนศ)  คู่บารมีพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์

พระอุเชนทร์ องค์จริง

วันหนึ่งท่าน ได้ทราบถึงเรื่องอภินิหารจากคำเล่าลือกันของชาวบ้านเรื่อง พระอุเชนทร์จมอยู่ใต้น้ำที่คุ้งน้ำวังอ้ายล้อน แต่ไม่มีใครไม่สามารถนำขึ้นมาได้ จมมานานแค่ไหนไม่มีใครรู้

แต่พระอุเชนทร์แสดงอภินิหาร โดยส่งเสียงร้อง เป็นเสียงช้างร้องดังมากในเวลากลางคืน ยิ่งเป็นวันพระยิ่งร้องเสียงดัง ทำเอาชาวบ้านละแวกนั้นต่างหวาดกลัวมาหลายปีดีดักแล้ว เมื่อได้ฟังเรื่องเล่าที่น่าแปลกประหลาดมหัศจรรย์นี้ พ่อท่านคล้ายท่านก็นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง

แต่พระอุเชนทร์แสดงอภินิหาร โดยส่งเสียงร้อง เป็นเสียงช้างร้องดังมากในเวลากลางคืน ยิ่งเป็นวันพระยิ่งร้องเสียงดัง ทำเอาชาวบ้านละแวกนั้นต่างหวาดกลัวมาหลายปีดีดักแล้ว เมื่อได้ฟังเรื่องเล่าที่น่าแปลกประหลาดมหัศจรรย์นี้ พ่อท่านคล้ายท่านก็นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง

ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาว่า “นั่นคือเสียงพระอุเชนทร์”ว่าแล้ว พ่อท่านคล้ายท่านก็ให้คนไปตามนายเงิน คนต้นเรื่องที่มาเล่าเหตุการณ์นี้มาพบ เพื่อสอบถามถึงที่มาที่ไปของเรื่องนี้ 
เมื่อพ่อท่านคล้ายทราบเรื่องพระอุเชนทร์โดยละเอียดแล้ว
ท่านจึงกำหนดวันที่ท่านจะไปเชิญพระอุเชนทร์ขึ้นจากน้ำ

ในวันขึ้น๑๕ เดือน ๖ ตรงกับวันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๙ พ่อท่านคล้ายได้ไปรับพระอุเชนทร์(พระพิฆเนศ) ที่เชื่อกันว่าเป็นช้างเทวดาคู่บุญบารมีของพ่อท่านคล้าย มาจากวังอ้าย ล้อน เพื่อนำมาประดิษฐานที่วัดสวนขัน เมื่อมาถึงวัดสวนขันได้ทำพิธีสมโภชอย่างยิ่งใหญ่

"พระอุเชนทร์ " (พระพิฆเนศ)  คู่บารมีพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์

ผู้เขียนได้เข้าไปกราบขอพร

ผู้อยู่ในเหตุการณ์บอกเล่ากันสืบต่อมาว่า พ่อท่านคล้ายได้ทำพิธีอัญเชิญกลางสายฝน โดยจุดเทียนขึ้นมากลางสายฝนโดยเทียนไม่ดับ เมื่อสารวัตรเสน(นายตำรวจลูกศิษย์พ่อท่านคล้าย)เข้าไปอุ้มพระอุเชนทร์เทียนก็ดับทันที!!

และในระหว่างเดินทางกลับวัดสวนขัน พ่อท่านคล้ายหันไปถามถึงความรู้สึกของสารวัตรตอนไปยกว่า “หนักม้ายละบ่าว” สารวัตรเสนตอบว่า “ไม่หนักครับ” 

ระหว่างที่ล่องเรือกลับวัดสวนขันพร้อมกับชาวบ้านไปงม
เกิดลมแรงและฝนตกหนักมากทั่วบริเวณ พ่อท่านคล้ายจึงพูดขึ้นว่า “ที่ยังกว้าง ฝนตกไม่ถึงเรือ” ปรากฏว่าก็เป็นจริงดังนั้นฝนตกไปได้เพียงครึ่งทางก็หยุด โดยฝนตกไล่ตามหลังเรือมาแต่ตามมาไม่ถึงเรือจนถึงวัดสวนขัน

 ฤานี่คือบารมีของพระผู้มีวาจาสิทธิ์?

ผู้เขียนได้เข้าไปกราบขอพร

เมื่อถึงวัดสวนขัน มีชาวบ้านประมาณ ๒๐๐ คนมารอรับ ทั้งหมดได้ตั้งขบวนแห่พระอุเชนทร์ไปประดิษฐานที่กลางพระอุโบสถ และทำพิธีสมโภชอย่างยิ่งใหญ่และปัจจุบันพระอุเชนทร์องค์นี้ยังคงประดิษฐานอยู่ที่วัดสวนขัน อยู่เป็นคู่บุญบารมีกับพ่อท่านคล้ายตลอดมา

ว่ากันว่า ท่านใดมีบุญได้ไปกราบพระอุเชนคู่บารมีพ่อท่านคล้ายท่านจะประสบสุข ความเจริญ ขอสิ่งใดได้หวัง  

"พระอุเชนทร์ " (พระพิฆเนศ)  คู่บารมีพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์

เพราะท่านเป็นเทพเเห่งการประทานพรเเละการประสพความสำเร็จ ในชีวิตการงาน การเงินครอบครัว โภคทรัพย์ ป้องกันสิ่งไม่ดีได้

ปัจจุบันนี้ ทางวัดได้สร้างองค์จำลองที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาให้คนได้กราบไหว้สักการะและปิดทองได้ แต่องค์จริงนั้นก็ยังเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้าไปชมบารมีและกราบขอพรได้
เพียงแต่จะมีมาตราฐานดูแลความปลอดภัยอย่างรัดกุมและมีการนำไปเก็บไว้ในห้องรักษาความปลอดภัยอย่างดีทุกวัน

ผมเองก็นับว่า ชีวิตมีบุญมีวาสนาเพราะเคยมีโอกาสเข้าไปกราบองค์จริงของท่านถึงในห้องรักษาความปลอดภัย

ว่านไพลดำ พลังแห่งว่าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/469133

ว่านไพลดำ  พลังแห่งว่าน

ว่านไพลดำ  พลังแห่งว่าน5 มิถุนายน 2564 – 00:00 น.

ว่านไพลดำ  พลังแห่งว่าน คอลัมน์… ตามรอยตำนานแผ่นดิน  โดย…  เอก อัคคี FB:Akeakkee@gmail.com

……….

เมื่อวาน หลวงปู่ขาว พุทฺธรกฺขิโต แห่งวัดป่าคณคำวิปัสสนาท่านเมตตาสั่งสอนธรรมะแบบง่ายๆตามธรรมชาติเพื่อให้เห็น
ถึงสัจธรรมของชีวิตและการอยากได้ใคร่มีในวัตถุมงคลต่างๆ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  พระขุนแผนพรายกุมาร หลวงพ่อแสง วัดควนวิเศษ

ว่านไพลดำ  พลังแห่งว่าน
เหรียญว่านไพลดำ

ท่านบอกว่า การสร้างวัตถุมงคลเป็นเพียงแค่กุศโลบายเพื่อ ยั่วกิเลสพญามาร เพราะคนเราทุกวันนี้มีมารเป็นเจ้าเรือนคือความอยากได้ อยากมี อยากครอบครองมาเป็นของตัวเอง ซึ่งก็ไม่เป็นไร แต่อย่าลืมเอาธรรมะของพระพุทธเจ้าไปด้วย

ให้คิดดีทำดี ละอายต่อบาป มีวัตถุมงคลพกพาบูชาติดตัวแล้วการดำเนินชีวิตก็ต้องทำให้สิ่งที่เป็นมงคล ทำบุญเข้าวัดเข้าวา

ก่อนกลับท่านมอบ วัตถุเครื่องรางหนึ่งให้ผมมา คือ ว่านไพดำหรือที่เรียกอีกชื่อว่า ว่านไพลดำ ว่ากันว่าผู้ที่จะครอบครองว่าน “ไพลดำ” ได้จะต้องเป็นคนที่สามารถชนะใจตนเองได้ คือไม่นำ “ไพลดำ” ไปใช้ในทางอกุศลกรรม เพราะเป็นว่านที่มีฤทธิ์ในตัว

เพราะอาจจะนำความเดือดร้อนมาสู่ตนเองได้ หากไม่รู้จักควบคุมจิตใจหรือแม้แต่ผู้ที่ได้ผลิตผลจากว่าน “ไพลดำ” ก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะได้มาเป็นผง เป็นน้ำมันไพลดำ พระเครื่องที่มีส่วนผสมของไพลดำ หรือไพลดำทั้งต้นก็แล้วแต่ จะต้องเป็นคนที่รู้จักควบคุมจิตใจตนเองไม่ให้หลงไปในกิเลส

หากนำไปใช้ในทางที่ผิด ในการโอ้อวด ใช้ในการพาณิชย์เป็นเครื่องมือ คุณประโยชน์ คุณสมบัติ หรือฤทธิ์ ที่ไพลดำมีอยู่ในตัว ก็จะพาผู้ครอบครองไปสู่ทางอกุศลกรรมได้

ว่านไพลดำ  พลังแห่งว่าน

หลวงปู่ขาวให้พรผู้เขียน

 “ฤทธิ์” อีกอย่างหนึ่งของว่านไพลดำ ที่นอกเหนือจากการอยู่ยงคงกระพัน หรือการมีโชคลาภทางการเสี่ยงโชคคือ สามารถป้องกันคุณไสยจากสิ่งต่างๆ รอบตัวได้

เคยมีคนเขียนเอาไว้ว่า แม้แต่ในหนังสือเพชรพระอุมาของครู “พนมเทียน” ก็ได้กล่าวถึง “ว่านไพลดำ” เอาไว้เช่นกันว่า ว่านไพลดำสามารถใช้แก้ทางกับ “ว่านผีปอบ” หรือ “ว่านโพง” เพราะในเรื่องเพชรพระอุมา ภาคสอง หลังจากคณะของรพินทร์เดินทางผ่านพ้นเขตนิทรานครแล้ว โดยที่บุญคำเป็นผู้เดินนำ แล้ววางปางพักใกล้ๆ ดงว่านผีปอบ 

เมื่อรพินทร์ ไพรวัลย์ ต่อว่าต่อขาน ตาคำ พรานพื้นเมือง ก็แก้ตัวว่า ของต่างๆ ในโลกก็มีสิ่งที่สามารถแก้กันได้ แล้วพาไปดูบริเวณที่ “ว่านไพลดำ” ขึ้นอยู่เป็นดงในบริเวณนั้น ซึ่งว่านไพลดำจะสะกดไม่ให้ว่านผีปอบออกฤทธิ์ ซึ่งเชื่อกันว่า มีผีปอบสิงอยู่ออกมาอาละวาดได้ 

ว่านไพลดำ  พลังแห่งว่าน

พลานุภาพแห่งจิตที่ทำสัตว์ใหญ่นิ่งสงบ

แต่ความหายากของ “ไพลดำ” นั้นก็ไม่ธรรมดา เพราะเคยได้ยินเรื่องเล่ากันว่า ต่อให้ถึงไปเจอในป่าลึก ก็ไม่สามารถขุดออกมาได้ เพราะดินรอบโคนต้นนั้นจะมีสีดำแข็งเป็นหิน เนื้อดินเหมือนผงเหล็กดำสนิท

ว่ากันว่า “ว่านไพลดำ” เป็นที่สุดของบรรดาว่านกายสิทธิ์ เพราะสมัยก่อนคนเราอยู่กับป่ากับเขา อยู่กับการรบราฆ่าฟันรบทัพจับศึกอยู่บ่อยครั้ง จึงนิยมพกชิ้นส่วนของว่านไพลดำ หรือวัตถุมงคลที่ทำจากว่านไพลดำ แต่สำหรับที่สุดของว่านไพลดำแล้ว ก็คือการสักน้ำมันไพลดำเข้าตัว ให้อยู่ยงคงกระพันหนังเหนียว

แต่ปัจจุบัน ยุคสมัยได้เปลี่ยนไป คนสมัยนี้จึงแสวงหาว่านไพลดำเพื่อการทำมาหากิน ให้ค้าขายคล่อง มีเงินทองไหลมาเทมา ทำให้คนสมัยนี้ไม่ค่อยสนใจเรื่องความอยู่ยงคงกระพันมากนัก

ความพิเศษของว่านไพลดำคือคุณสมบัติที่ครอบคลุมทุกอย่างทั้งเมตตา ค้าขาย ยารักษาโรค อยู่ยงคงกระพัน ที่ว่านอื่นๆ ไม่มี

เหตุนี้ ว่านไพลดำจึงดูเหมือนเป็นตำนานมากกว่าความเป็นจริง จนบางครั้งคนที่ไม่รู้ก็เอามากล่าวมาเล่าต่อจนเกินจริงก็มี 

“ว่านไพลดำ” ของแท้จะมีเนื้อสีดำสนิทว่านไพลดำว่านแท้ๆ เลี้ยงยาก คนเลี้ยงต้องมีศีลต้องมีข้อปฏิบัติ ต้องเป็นมีวิชาอาคม

ว่านไพลดำ  พลังแห่งว่าน

หลวงปู่ขาวจารอักขระด้วยเหล็กแหลมบนผิวหนังของผู้เขียน

ส่วน “ว่านไพลดำ” มีขายตามร้านต้นไม้ ตามสวนจตุจักร หรือที่เอามาปลูกในเมือง ว่านชนิดนี้จะมีลักษณะสีคล้ำๆ ออก ม่วงๆ ไม่ดำเหมือน “ว่านไพลดำ”แท้ๆ ที่อยู่ตามป่าเขาลึก หรือที่ผู้มีวิชาในเรื่องว่านกายสิทธิ์ปลูกไว้ และจะไม่มีคุณสมบัติ หรือ “ฤทธิ์” เท่ากับว่านไพลดำที่ผู้มีวิชาเป็นผู้ปลูกเลี้ยงไว้จะมีเพียงคุณสมบัติเหมือนว่านไพลทั่วไปที่นำมาทำยาแก้ปวดเมื่อย ฯลฯ

……..
ผมได้รับมาก็รู้สึกได้ถึงความพิเศษของวัตถุมงคลเครื่องรางนี้แต่ผมก็ไม่ได้กราบเรียนท่านว่า ผมรู้สึกอย่างไร?

ท่านเมตตาให้ของดีมันก็ย่อมเป็นของดีอยู่แล้ว…สาธุ

พระขุนแผนพรายกุมาร หลวงพ่อแสง วัดควนวิเศษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/468302

พระขุนแผนพรายกุมาร หลวงพ่อแสง วัดควนวิเศษ

พระขุนแผนพรายกุมาร หลวงพ่อแสง วัดควนวิเศษ29 พฤษภาคม 2564 – 00:00 น.

พระขุนแผนพรายกุมาร หลวงพ่อแสง วัดควนวิเศษ คอลัมน์… ตามรอยตำนานแผ่นดิน   โดย… เอก  อัคคี          

พระเครื่ององค์นี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งพระเครื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นพระขุนแผนที่ได้รับการยอมรับจากสายใต้ว่า ของจริงไม่อิงนิยาย  

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  พระปิดตาโนราห์ทรงเทริด  พุทธาคมแดนใต้ มงคลมหาเศรษฐี ความงามที่ลงตัวควรค่าแก่การสะสม 

พระขุนแผนพรายกุมาร หลวงพ่อแสง วัดควนวิเศษ

ขุนแผนพ่อท่านแสง วัดควนวิเศษ ตรัง(หน้า)                         

พระขุนแผนรุ่นนี้ สร้างขึ้นโดย พ่อท่านแสง วัดคลองน้ำเจ็ด แต่จัดสร้างขึ้นที่วัดควนวิเศษ ตรัง เมื่อปี2506 โดยผสมมวลสาร อาถรรพ์มากมาย รวมไปถึง ผงพรายกุมาร..ซึ่งพ่อท่านแสง วัดคลองน้ำเจ็ด ท่านได้นิมิตอันอัศจรรย์ล่วงหน้า 7 วันว่า วันเสาร์ เดือน12 ปีขาล จะมีศพเด็กน้อยลอยน้ำมาติด อยู่ที่รากไทร หลังวัดคลองน้ำเจ็ด   

จึงได้มอบหมายให้พ่อท่านเชือน วัดควนนาแค ไปทำพิธีพลี กุมารนั้น..หลังจากเผาศพเรียบร้อยแล้วบวงสรวงทำพีธีสร้างผงพรายกุมาร ซึ่งเตรียมการกันมาตั้งแต่ ปี2505  แต่มากดพิมพ์พระกันในปี2506    พระขุนแผนรุ่นนี้เป็นเนื้อดิน7ป่าช้าผสมว่านยาอาถรรพ์และผสมผงพรายกุมารแห่งวัดควนวิเศษ มีอิทธิคุณในด้านมหาเสน่ห์ เมตตามหานิยม คุ้มครองป้องกัน ทำมาค้าคล่อง และ ขอความช่วยเหลือเมื่อยามอับจน เรื่องการพนันขันต่อ ได้พอแก้ความ อับจน ในยามขัดสนได้อย่างวิเศษมวลสารสำคัญ    

สำหรับผงพรายกุมารนั้น ท่านก็สร้างทำตามตำรา คือนำเอาของอาถรรพ์ อาทิ  ดิน7 ป่าช้า ดิน 7 จอมปลวก ดินจาก7ท่าน้ำ  ผสมลบผงพุทธคุณ ต่างๆผงปถมัง ผงผงอิธิเจ ตรีนิสิงเห  ผงสัตนาเค ผงบดว่านยา ร่ายมนต์คาถาปลุกเสกผสมเข้าด้วยกัน    

แล้วเอาผงทั้งหมดนั้น มาปลุกเสกอาการสามสิบสอง จากนั้นก็นำเข้าร่วมพิธีเดียวกับพระหลวงปู่ทวดวัดควนวิเศษ เข้าพิธีปลุกเสกเมื่อวันที่ 26, 27, 28 มีนาคม พ.ศ. 2506 ปลุกเสกกันสามวันสามคืน การจัดบริเวณในพิธีและเครื่องสังเวยต่างๆเรียกว่า เป็นการจัดตามตำราของอาจารย์เทพ สาริกบุตรและตำรับการสร้างของวัดสุทัศน์เทพวราราม     

พระขุนแผนพรายกุมาร หลวงพ่อแสง วัดควนวิเศษ

ขุนแผนพ่อท่านแสง วัดควนวิเศษ ตรัง(หลัง)

โดยอาศัยการแนะนำของท่านเจ้าคุณพระเทพสิทธินายก (หลวงปู่นาค วัดระฆัง) จ.ธนบุรี และท่านพระครูสังฆรักษ์ (พระ ร.ต.อ. สมฤกษ์ วัดราชสิทธาราม) จ.ธนบุรี พระอาจารย์ที่ได้นิมนต์มาปลุกเสกในครั้งนี้ นั้น นอกจากพระเถระชั้นผู้ใหญ่ทั้ง 9 รูปแล้วได้เจริญพระพุทธมนต์ในคืนแรกแล้ว ก็ได้นั่งปรกปลุกเสกและพุทธาภิเษกทั้ง 3 คืน ดังมีรายนามต่อไปนี้ 
1. พระเทพสิทธินายก หลวงปู่นาค วัดระฆัง กทม. 
2. พระราชสารโสภณ วัดต้นตยาภิรม เจ้าคณะจังหวัดตรัง 
3. พระพุทธิธรรมธาดา วัดสุวรรณวิชัย อ.ควนขนุน จ.พัทลุง 
4. พระครูวิสัยโสภณ อาจารย์ทิม วัดช้างไห้ จ.ปัตตานี 
5. พระครูพิพัฒน์สิริธร อาจารย์คง วัดบ้านสวน จ.พัทลุง 
6. พระครูไพศาลพัฒนกิจ อาจารย์รอด วัดประดู่พัฒนาราม จ.นครศรีธรรมราช 
7. พระครูพิศาลวิหารธรรม วัดวังตะวันตก จ.นครศรีธรรมราช 
8. พระครูโอภาสวุฒิคุณ หลวงพ่อแสง วัดคลองน้ำเจ็ด จ.ตรัง 
9. พระครูสถิตธรรมโสภณ อาจารย์คลิ้ง วัดศรีวุวรรณาราม จ.ตรัง 
10. พระครูสังฆรักษ์ (พระ ร.ต.อ. สมฤกษ์ วัดราชสิทธาราม)ฝั่งธนบุรี
11. พระอาจารย์หมุน วัดเขาแดงออก จ.พัทลุง 
12. พระอาจารย์นำ วัดดอนศาลา จ.พัทลุง 
13 หลวงพ่อรุ่ง วัดตรังคภูมิ ตรัง     

นอกจากพระอาจารย์ที่นั่งปลุกเสกตามที่กล่าวมาแล้ว ยังมีพระอาจารย์สวดพุทธาภิเษกอีกโดยการนำสวดของท่านอาจารย์พระครูกาแก้ว วัดอินทราวาส จ.พัทลุง พร้อมด้วยคณะอีก 4 รูปเพราะท่านชำนาญในการสวดพุทธาภิเษก และเคยสวดมาแล้วหลายครั้งในสมัยที่ท่านอยู่กรุงเทพฯ.    

เรียกว่าเป็นพระขุนแผนผงพรายกุมารของสายภาคใต้ที่ระดับเกจิระดับตำนานมาร่วมนั่งปรกปลุกเสกกันอย่างเข้มขลัง ปัจจุบันนี้เป็นที่เสาะแสวงกันมากในกลุ่มผู้นิยมสะสมพระเครื่องสายขุนแผนผงพรายของภาคใต้

รพ.วิมุต จับมือภาครัฐบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 นำร่องกลุ่มแพทย์และเปิดจองกลุ่มคนทั่วไป ตั้งแต่ 1 พ.ค.2564 มุ่งหวังคนไทยรับวัคซีนทั่วถึง #SootinClaimon.Comมชัดลึก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/466053

รพ.วิมุต จับมือภาครัฐบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 นำร่องกลุ่มแพทย์และเปิดจองกลุ่มคนทั่วไป ตั้งแต่ 1 พ.ค.2564 มุ่งหวังคนไทยรับวัคซีนทั่วถึง

รพ.วิมุต จับมือภาครัฐบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 นำร่องกลุ่มแพทย์และเปิดจองกลุ่มคนทั่วไป ตั้งแต่ 1 พ.ค.2564 มุ่งหวังคนไทยรับวัคซีนทั่วถึง7 พฤษภาคม 2564 – 12:41 น.

รพ.วิมุต จับมือภาครัฐบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 นำร่องกลุ่มแพทย์และเปิดจองกลุ่มคนทั่วไป ตั้งแต่ 1 พ.ค.2564 มุ่งหวังคนไทยรับวัคซีนทั่วถึง

นายแพทย์กฤตวิทย์ เลิศอุตสาหกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุตโฮลดิ้ง จำกัด และรักษาการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต จำกัด เปิดเผยว่า “เมื่อวันที่ 1 พ.ค. ที่ผ่านมา โรงพยาบาลวิมุต  พหลโยธิน ร่วมกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เริ่มฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เป็นวันแรกให้กับกลุ่มแพทย์ ทันตแพทย์ ผู้ช่วยทันตแพทย์ คลินิกเอกชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ได้จองคิวฉีดวัคซีนโควิด-19 ผ่าน Line OA “หมอพร้อม” ที่มีการจองคิวเต็มอัตราวันละ 500 คน ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงกลุ่มแรกที่ต้องได้รับวัคซีนอย่างเร่งด่วน โดยโรงพยาบาลวิมุตได้จัดเตรียมทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ เพื่อให้บริการฉีดวัคซีนอย่างเต็มกำลัง

รพ.วิมุต จับมือภาครัฐบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 นำร่องกลุ่มแพทย์และเปิดจองกลุ่มคนทั่วไป ตั้งแต่ 1 พ.ค.2564 มุ่งหวังคนไทยรับวัคซีนทั่วถึง

นอกจากนี้ ในการเปิดให้บริการวันแรกทางโรงพยาบาลยังได้รับเกียรติจาก นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพและคณะ ได้เดินทางเข้าเยี่ยมชมสถานที่ให้บริการฉีดวัคซีนที่โรงพยาบาลวิมุต ซึ่งได้รับมาตรฐานทางการแพทย์ ผู้รับบริการจึงสามารถมั่นใจในความพร้อมในการให้บริการของโรงพยาบาล  โรงพยาบาลวิมุตว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้คนไทยได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 และสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ได้อย่างทั่วถึง โรงพยาบาลวิมุตพร้อมให้ความร่วมมือและช่วยเหลือภาครัฐบาลในการกระจายวัคซีนอย่างเต็มที่ โดยจะมีการเปิดจองวัคซีนโควิด-19 แบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆ ดังนี้
 1.บุคลากรทางการแพทย์ ที่มีการลงทะเบียน ซึ่งเริ่มดำเนินการฉีดแล้ว ( 1-15 พ.ค. 64 )
 2.กลุ่มผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เริ่มเปิดลงทะเบียนเดือน 1 พ.ค. 64 และเริ่มฉีดวัคซีนตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย. 64
 3.กลุ่มผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง 7 กลุ่มโรคได้แก่ โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง, โรคหัวใจและหลอดเลือด, โรคไตวายเรื้อรังระยะ 5, โรคหลอดเลือดสมอง, โรคมะเร็งที่อยู่ระหว่างการบำบัด, โรคเบาหวาน และ โรคอ้วนที่มีน้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม หรือ BMI มากกว่า 35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร เริ่มเปิดลงทะเบียนเดือน 1 พ.ค. 64 และเริ่มฉีดวัคซีนวันที่ 7 มิ.ย. 64
4. ประชาชนทั่วไป อายุ 18-59 ปี เริ่มเปิดลงทะเบียนเดือนก.ค. 64 และเริ่มฉีดวัคซีนเดือน ส.ค. 64 

สำหรับขั้นตอนการลงทะเบียนรับบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 สามารถลงทะเบียนผ่าน Line OA หมอพร้อม และลงทะเบียนผ่าน link ของโรงพยาบาลวิมุต เมื่อโรงพยาบาลได้รับวัคซีนจากทางภาครัฐ จะประกาศให้ทราบผ่านทางเฟสบุคและ Line OA ของโรงพยาบาลวิมุต  จากนั้นท่านสามารถจองวันและเวลานัดฉีดวัคซีนผ่าน Line OA หมอพร้อมได้ โดยประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้ารับบริการไม่มีค่าใช้จ่าย

พระปิดตาคเณศฤษี พญาฉัททันต์บรรพต เขาอ้อ ร.ศ.๒๓๘ องค์จำลองของมหาเทพคชสารบรรพตอายุ ๒๕๒ ล้านปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/464466

พระปิดตาคเณศฤษี พญาฉัททันต์บรรพต เขาอ้อ ร.ศ.๒๓๘ องค์จำลองของมหาเทพคชสารบรรพตอายุ๒๕๒ล้านปี

พระปิดตาคเณศฤษี พญาฉัททันต์บรรพต เขาอ้อ ร.ศ.๒๓๘ องค์จำลองของมหาเทพคชสารบรรพตอายุ๒๕๒ล้านปี24 เมษายน 2564 – 00:00 น.

พระปิดตาคเณศฤษี พญาฉัททันต์บรรพต เขาอ้อ ร.ศ.๒๓๘ องค์จำลองของมหาเทพคชสารบรรพตอายุ๒๕๒ล้านปี  คอลัมน์…  ตามรอยตำนานแผ่นดิน  โดย…  เอก อัคคี…..

นับได้ว่าเป็นรุ่นแรกในการจัดสร้างก็ว่าได้
ที่มีการจำลององค์พญาช้างหินงอกโบราณดึกดำบรรพ์
อายุราว ๒๕๒ ล้านปีออกมาเป็นกายจำแปลงกึ่งมนุษย์กึ่งช้าง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…   เปิดตำรับปรุงยาจินดามณี ของ อ.สิทธิชัย โหรบัณฑิต ครูหมอยาสายสำนักเขาอ้อ

พระปิดตาคเณศฤษี พญาฉัททันต์บรรพต เขาอ้อ ร.ศ.๒๓๘ องค์จำลองของมหาเทพคชสารบรรพตอายุ๒๕๒ล้านปี

พระปิดตาคเณศฤษีพญาฉัททันต์บรรพต

ถามว่า ทำไมอายุมากถึง๒๕๒ ล้านปี
เพราะนี่มันก่อนการก่อเกิดศาสนาเสียอีก
อย่าลืมสิครับว่า หินงอกออกมาเป็นเศียรพญาช้างนั้น
เกิดมาพร้อมกับการยุบตัวของชั้นดินชั้นหินผิวโลก
ทะเลหดแผ่นดินงอก เกิดเป็นภูเขา เป็นโตรกถ้ำ ผืนดิน
ส่วนที่อยู่กลางทะเลก็กลายเป็นเกาะแก่ง บนบกก็กลายเป็นเขา

นักธรณีวิทยาเคยมาสำรวจอายุหินภายในถ้ำแล้วระบุอายุว่า
ชั้นหินที่นี่มีอายุ ๒๕๒ ล้านปี แสดงว่าช้างหินงอกมีอายุเท่ากัน

ที่น่าสนใจและชวนขบคิดคือ แสดงว่า อาจจะมีการกราบไหว้นับถือหินงอกที่เป็นเศียรช้างในถ้ำนี้มาก่อนศาสนาใดๆในโลกเหมือนที่ อ.คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง เคยเขียนบทความอ้างทรรศนะของ ศจ.ไมเคิล ไรท์ นักวิชาการผู้ล่วงลับ ลงตีพิมพ์ในศิลปวัฒนธรรมในทำนองชวนให้ สังคมไทยฉุกคิดว่า หรือพระคเณศจะมาจากอุษาคเนย์?

ท่านชี้ชวนให้เห็นว่า ไม่ว่าจะอุษาคเนย์หรืออินเดียต่างนับถือช้างมาอย่างเก่าแก่ (ในอินเดีย การนับถือช้างเป็นคติที่มีมาก่อนศาสนาฮินดู)

“ปู่เจ้าสมิงพราย” หรือเจ้าป่าเจ้าเขาของเราก็ไม่รู้ว่าหมายถึงช้างหรือไม่ แต่ช้างดูจะเป็นสัตว์ที่มีความหมายมากๆ ในศาสนาโบราณ

โดยเฉพาะในเขตร้อนชื้น ก็เพราะช้างเป็นสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในอาณาจักรของสัตว์บก น่าเกรงขาม ฉลาดและทรงพลังอำนาจ
แม้แต่ในปัจจุบัน ชาวบ้านเมื่อพูดกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์มักเรียกตนเองว่า “ลูกช้าง”

กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เรามักเรียกตนเองว่า “ลูกช้าง”

พระปิดตาคเณศฤษี พญาฉัททันต์บรรพต เขาอ้อ ร.ศ.๒๓๘ องค์จำลองของมหาเทพคชสารบรรพตอายุ๒๕๒ล้านปี

ถ้ำฉัททันต์บรรพต วัดเขาอ้อ จ.พัทลุง

คำนี้น่าสนใจนะครับ ในอินเดียภาคใต้มีชื่อเรียกพระพิฆเนศวร์ด้วยภาษาพื้นเมือง (ทมิฬ) ว่า “ปิลไลยาร์” (เติม ร์ เป็นการแสดงความเคารพ) คำนี้มีผู้แปลว่า “ลูกชาย” แต่บางท่านว่าในเซนส์ของภาษาทมิฬมันหมายถึง “ลูกช้าง” มากกว่า

ศจ.ไมเคิล บอกว่า คิดว่าเราคงไม่ได้รับคติความเชื่อ “ลูกช้าง” มาจากแขกหรอกครับ แต่อย่างน้อยๆ ก็แสดงให้เห็นว่า ความเชื่อพื้นเมืองของเรากับเขาคล้ายกัน ด้วยเหตุนี้ความเชื่อเกี่ยวกับพระพิฆเนศวร์จึงสามารถเข้ามาสู่สังคมไทยได้โดยสะดวกตั้งแต่โบราณโดย “ปราศจากอุปสรรค”

ถ้าคิดดังที่ครูไมค์เคยเสนอ อาจเป็นได้ที่คติการนับถือช้างจะส่งจากอุษาคเนย์ไปยังอินเดีย อันนี้ผมไม่กล้ายืนยันเพราะยังมีหลักฐานไม่มากพอ

แต่ก็มิใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียเลย เพราะอินเดียเองก็ติดต่อค้าขายกับเรามาช้านาน รับอะไรกันไปๆ มาๆ และมีอะไรตรงกันหลายอย่าง เพราะจะว่าไปชาวอารยันผู้รจนาพระเวทไม่รู้จักช้าง (เพราะมาจากที่ที่ไม่มีช้าง)

ในคัมภีร์พระเวทจึงไม่มีเทพที่มีเศียรเป็นช้าง แม้จะถือกันว่าในมณฑล (เล่ม) ที่สิบแห่งฤคเวทมีบทสวดถึง “คณปติ” ซึ่งเป็นพระนามสำคัญของพระพิฆเนศวร์ แต่ในพระเวทบอกเพียงว่าพระองค์คือเทพของกวีมิได้มีที่ใดเลยที่บอกว่าพระองค์มีรูปร่างอย่างช้าง แม้ในภายหลังจะสวมพระนาม “คณปติ” “พรหมนัสปติ” ให้กับเทพที่มีเศียรเป็นช้างของพื้นเมืองในภายหลัง

กว่าพระคเณศจะกลายเป็นเทพองค์เดียวกับเทพเศียรช้างนั้น 
ก็ล่วงถึงยุคปุราณะแล้วและกว่าจะปรากฏเทวรูปก็ล่วงมาเกือบพุทธศตวรรตที่ ๙ อย่างแคว้นมหาราษฎร์ซึ่งเป็นแคว้นนับถือพระพิฆเนศวร์มากที่สุดในประเทศอินเดียนั้น พระคเณศองค์สำคัญล้วนแต่เป็นหินธรรมชาติที่มีรูปร่างคล้ายช้าง จะเก่าแก่เพียงไหนไม่มีใครทราบได้ (เว้นเสียแต่องค์สร้างใหม่)

อ.คมกฤชเคยเห็นเวลาพราหมณ์ที่นั่นประกอบพิธีบูชา ท่านจะถวายหญ้า “ทูรวา” หรือหญ้าแพรกที่จัดเป็นพวงไว้บนพระเศียรของเทวรูปเป็นแบบเดียวกับที่เวลาเราเห็นช้างป่าใช้งวงเด็ดหญ้าแล้วยกไปไว้บนหัว หรือเอาปัดตามตัวแล้วติดไปบนหัวนั่นแหละ

นอกจากนี้ ในงานเทศกาลต่างๆ ในแคว้นนั้นยังใช้ “แตรงอน” ซึ่งส่งเสียงแบบเดียวกับการร้องของช้างด้วย หลายท่านอาจเถียงว่าพระพิฆเนศวร์ไม่ใช่ช้าง

อ.คมกฤช บอกว่า อันนั้นคือแง่มุมจากความเชื่อครับ แต่ตามความคติโบราณและความเข้าใจเชิงสัญญวิทยาศาสนา เทพเจ้าก็คือสัตว์พาหนะ สัตว์สัญลักษณ์หรือสัตว์ที่เกี่ยวพันกับเทพนั้นๆ ด้วย พระศิวะก็คือโค พระแม่ก็คือเสือ และพระคเณศก็คือช้าง ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวพันกับการนับถือสัตว์ในฐานะสัญลักษณ์ของเผ่า (คณะ) ในอดีต

พระปิดตาคเณศฤษี พญาฉัททันต์บรรพต เขาอ้อ ร.ศ.๒๓๘ องค์จำลองของมหาเทพคชสารบรรพตอายุ๒๕๒ล้านปี

พระปิดตาคเณศฤษีทั้ง3เนื้อ คือ ทองแดงเถื่อน,เพชรหน้าทั่งและชนวนรวม

พระคเณศจึงเก่าแก่มากในบรรดาเทพฮินดูทั้งหลาย แม้ว่าโดยเทวตำนานเรามักจะคุ้นชินท่านในฐานะที่เป็นเด็กน้อยร่าเริง เพราะอิทธิพลจากตำนานในคัมภีร์ปุราณะ ที่พราหมณาจารย์โบราณรจนาให้ท่านเป็นโอรสของพระศิวะหรือพระแม่ปารวตี

แต่ความจริงแล้ว ในมิติทางประวัติศาสตร์ท่านเป็นผีหรือเทพที่มีมาก่อนศาสนาฮินดูจะสถาปนาขึ้นและหยั่งลึกลงในอินเดีย ศจ.ไมค์ ถึงกับคล้ายๆจะ ส่งสัญญาณว่า ด้วยเหตุนี้ คติความเชื่อหรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นข้อกำหนดอย่างหนึ่งของศาสนาฮินดูที่ว่า พระคเณศจะต้องได้รับการสักการะบูชาเป็นเบื้องต้น (สันสกฤตว่า อาทิปูชยัม) หรือเป็นองค์แรกเสมอในพิธีกรรมหรือในกิจการต่างๆ นั้น (อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเอ่ยพระนาม) เป็นเพราะท่านเป็นเทพที่เก่าแก่ที่สุดนั่นเอง

(ศัพท์สันสกฤตว่า อาทิเทวตา หรือเทวตาที่มีมาแต่แรก) เป็นของที่มีมาแต่เดิม เทพไหนๆ ก็มาทีหลัง เหตุที่เก่าแก่เพราะเป็นของพื้นเมือง เก่าแก่กว่าเทพของชาวอารยันทั้งหมด

พระคเณศ จึงเป็นเทพที่มีบทบาทหลากหลาย เพราะความเก่าแก่ยาวนานทำให้พระองค์ “ซ่อน” อะไรไว้หลายอย่างรอให้เราตีความจากเทพพื้นเมืองในที่สุด ความนิยมนับถือในพระองค์จะทำให้เกิดนิกายของพระองค์เอง คือนิกาย “คาณปัตยะ”

นิกายคาณปัตยะแพร่หลายมากในแคว้นมหาราษฎร์ ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๔-๑๗ นำโดยนักบุญ “โมรยา โคสาวี” ผู้ที่ชาวบ้านนอกจากจะเชื่อกันว่าท่านเป็น “คเณศภักตะ”หรือผู้ภักดีในพระคเณศยังถือกันว่า ท่านและวงศ์วานของท่านอีก ๗ รุ่น ล้วนแค่เป็นพระคเณศอวตารทั้งสิ้น

อ.คมกฤช เล่าไว้ว่าเคยไปสักการะสถานที่สำคัญของพระคเณศแห่งหนึ่งชื่อ “มหาคณปติ” (หมายถึงพระคณปติผู้ยิ่งใหญ่) ตำนานแห่งสถานที่นั้น (สถาลปุราณัม) ชวนให้เพื่อนผู้ร่วมทางฉงน รูปที่ประดับเทวสถานชวนให้ฉงายเข้าไปอีก

เพราะตำนานที่นี่เล่าว่า เมื่อพระศิวะจะทรงปราบอสูร “ตรีปุระ”  (ในตำราฝ่ายเราเรียก ตรีบุรัม) แต่อสูรนี้ร้ายนัก ปราบไม่ลงเสียที สุดท้ายพระองค์จึงต้องไปขอพรต่อพระคเณศยังสถานที่ตั้งพระมหาคณปตินี่เอง พระคเณศจึงสอนมนตร์ของพระองค์ให้เพื่อใช้ในการปราบเจ้าอสูรร้ายนั้น สุดท้ายพระศิวะชนะอสูรตรีปุระด้วยมนตร์และอำนาจของพระคเณศ

ภาพในเทวสถานที่บอกเล่าตำนานสถานที่ จึงเป็นรูปพระศิวะกำลังวันทนาการน้อมไหว้พระคเณศ ใครเคยอ่านเทวตำนานพระคเณศมาบ้างก็คงงง เพราะเชื่อมาตลอดว่าพระศิวะเป็นพระบิดา เหตุใดพระบิดาถึงมาไหว้ลูกชายตัวเอง

ตำนานนี้แม้จะคล้ายตำนานจากคัมภีร์ปุราณะอื่นๆ อยู่บ้าง แต่ถูกดัดแปลงและให้ความสำคัญกับพระคเณศเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นตำนานจากปุราณะของนิกายคาณปัตยะโดยเฉพาะ ซึ่งมีอยู่สองปุราณะคือ คเณศปุราณะและมุทคลปุราณะ

สําหรับนิกายคาณปัตยะแล้ว พระ “ปรมาตมัน” หรือพระเป็นเจ้าสูงสุดก็คือองค์พระคเณศ พระปรมาตมันนี้เป็นทั้งผู้สร้าง ผู้รักษา ผู้ทำลายจักรวาล และทรงสำแดงออกเป็นเทพเจ้าทั้งหลาย

และพระปรมาตมันที่เป็นองค์พระคเณศนี้เอง ก็สำแดงพระองค์ออกมาเป็น “พระคเณศ” ในปางต่างๆ รวมทั้งที่เป็นโอรสของพระศิวะด้วย พระศิวะจึงต้องบูชาพระคเณศ เพราะพระองค์เป็นพระเจ้าสูงสุดสำหรับนิกายนี้ ทรงยิ่งใหญ่กว่าเทพทุกๆ พระองค์

นอกจากบทบาทหรือศัพท์แขกมักใช้อย่างไพเราะว่า “ลีลา” ของพระคเณศจะมีหลากหลาย นับแต่ผีพื้นเมืองของชาวบ้านที่สุดท้ายได้กลายเป็นพระเป็นเจ้าสูงสุดแห่งสกลจักรวาลสำหรับปราชญ์และพราหมณาจารย์แล้ว พระองค์ยังเป็นที่รักของคนทั้งหลายด้วยว่าพระองค์สำแดงความ “ก้ำกึ่ง” อันเป็นพรมแดนสนธยาของชีวิตและจิตใจของเรา 

พระองค์จะเป็นเด็กก็ไม่ใช่ ผู้ใหญ่ก็ไม่เชิง จะคนก็ไม่สัตว์ก็ไม่ จะชายหรือหญิงก็ดูไม่ออก (พระองค์มีปางสตรีชื่อ ไวนายกี หรือ คเณศวรีด้วย) พระองค์ทรงมหิทธานุภาพหรือทรงขี้เล่น ทรงเรียบง่ายหรือทรงยิ่งใหญ่ ฯลฯ

ในพรมแดนของความก้ำกึ่งนี้ จึงเป็นที่ที่เราสามารถก้าวข้ามไปมา ระหว่างความเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ หลุดพ้นหรือติดข้อง โลกิยะหรือโลกุตระ กลัวหรือกล้า ฯลฯ

จะว่าไปแล้วพระองค์จึงเป็นทั้งอุปสรรคและเจ้าผู้ขจัดอุปสรรค ……

เพราะฉะนั้น จากหินงอกเศียรช้างดึกดำบรรพ์ในถ้ำกลางป่าดิบที่เหล่านักพรตฤษีชนพื้นเมืองพัทลุงสักการะถูกสวมครอบด้วยคติความเชื่อเป็นพระคเณศในศาสนาพราหมณ์ฮินดูและครอบอีกชั้นด้วยพุทธศาสนาในนามพญาฉัททันต์ ในยุคปัจจุบัน

ความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ที่ผ่านกาลเวลามายาวนานจึงสุดพรรณาผมจึงจัดสร้างองค์จำลองของท่านไว้เป็นที่ระลึกจำนวน ๑๑๐ องค์ แต่แบ่งให้บูชากัน ๑๐๘ อีก ๑ องค์ไว้ในถ้ำ อีก๑ องค์ให้ครูสร้างขนาดห้อยคอ ๒,๙๙๗ แบ่งเป็น ๓เนื้อทองแดงเถื่อน,เพชรหน้าทั่ง,ชนวนรวม เนื้อละ ๙๙๙ องค์
ปลุกเสก ๓ วาระ โดย อ.เปลี่ยน หัทยานนท์ เมื่อปี ๒๕๖๒

ม.กรุงเทพธนบุรี แหล่งรวมความรู้ ทันตแพทย์-กีฬา-บริบาลผู้สูงวัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/464115

ม.กรุงเทพธนบุรี แหล่งรวมความรู้ ทันตแพทย์-กีฬา-บริบาลผู้สูงวัย

ม.กรุงเทพธนบุรี แหล่งรวมความรู้ ทันตแพทย์-กีฬา-บริบาลผู้สูงวัย19 เมษายน 2564 – 11:53 น.

ม.กรุงเทพธนบุรี แหล่งรวมความรู้ ทันตแพทย์-กีฬา-บริบาลผู้สูงวัย

รศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี(มกธ.) หรือ BANGKOKTHONBURI UNIVERSITY (BTU) กล่าวว่า เรามีความพร้อมในด้านการเรียนการสอนในคณะสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยเฉพาะคณะทันตแพทยศาสตร์ ซึ่งหลักสูตรได้ผ่านการรับรองจากทันตแพทยสภาแล้ว และได้เปิดสอนในปีการศึกษา 2564 นี้ เป็นรุ่นที่ 3 รุ่นละ 40 คน และเปิดสอนในระดับ ป.โท สาขาทันตกรรมการจัดฟัน และทันตกรรมรากเทียมอีกด้วย

ม.กรุงเทพธนบุรี แหล่งรวมความรู้ ทันตแพทย์-กีฬา-บริบาลผู้สูงวัย

ในส่วนของคณะพยาบาลศาสตร์ และคณะสาธารณสุข นั้น เป็นที่ต้องการของตลาด นศ.ที่จบจาก ม.กรุงเทพธนบุรี จะมีหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชนมารับไปทำงานตั้งแต่ก่อนจบการศึกษา

นอกจากนี้ ยังมีศูนย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ซีเนียร์ คอมเพล็กซ์ ให้บริการดูแลผู้สูงอายุที่ต้องการรักษาสุขภาพ รวมทั้งผู้ป่วยติดเตียง ตลอด 24 ชั่วโมงอีกด้วย

ม.กรุงเทพธนบุรี แหล่งรวมความรู้ ทันตแพทย์-กีฬา-บริบาลผู้สูงวัย

รศ.ดร.บังอร กล่าวต่อไปว่า ม.กรุงเทพธนบุรี เป็นแหล่งรวมองค์ความรู้สาขาต่าง ๆ มี นศ จากทั่วทุกภูมิภาคมาเรียนโดยไม่แบ่งเชื้อชาติศาสนา และได้เริ่มรับ นศ. เยาวชนจากจังหวัดชายแดนภาคใต้มาเรียน ตามโครงการ “สานใจไทยสู่ใจใต้” ตั้งแต่ช่วงเปิดมหาวิทยาลัย มาจนถึงปัจจุบัน โดยจัดหอพักให้อยู่ฟรี มอบทุนการศึกษาให้บางส่วน และช่วยหางานทำให้มีรายได้

“มีผู้ปกครองเขียนจดหมายส่งมาถึงอธิการบดีว่า ดีใจมากที่ลูกได้มาเรียนที่ ม.กรุงเทพธนบุรี ลูกไม่เคยทำให้พ่อแม่ผิดหวัง เพราะตั้งใจเรียน และนอกจากจะ ไม่รบกวนค่าใช้จ่ายจากพ่อแม่แล้ว ลูกยังส่งเงินที่ได้จากการทำงานพิเศษในระหว่างเรียนมาช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่อีกด้วย เพราะเราสนับสนุนให้ นศ.มีรายได้พิเศษจากการทำงานที่เหมาะสม เช่นการเป็นเทรนเนอร์ในฟิตเนสของ มหาวิทยาลัยของเราเอง” รศ.ดร.บังอร กล่าว

ส่วนสาขาวิทยาศาสตร์การกีฬานั้น เราสนับสนุนนักกีฬาด้วยใจรักมาตลอด เช่น “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง นักฟุตบอลมืออาชีพ นับเป็นรุ่นแรก ๆ กระทั่งปัจจุบัน ม.กรุงเทพธนบุรี เป็นที่ 1 ในด้านคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา กับผลงานเจ้าเหรียญทองในกีฬามหาวิทยาลัย 3 ปีซ้อน 

ล่าสุด มีนักกีฬาทีมชาติไทย สังกัด ม.กรุงเทพธนบุรี 4 ประเภท รวม จำนวน 5 คน เตรียมตัวเดินทางเข้าร่วมการแข่งขัน กีฬาโอลิมปิก ที่ประเทศญี่ปุ่นคือ 1)นักกีฬาว่ายน้ำ นายนวพรรษ วงศ์เจริญ 2) นักกีฬาเทควันโด นส.พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ 3) นักกีฬาแบดมินตัน นส.รัชนก อินทนนท์ และนายเดชาพล พัววรานุเคราะห์ และ 4) นักกีฬาเทเบิลเทนนิส นส.สุธาสินี เสวตรบุตร

ม.กรุงเทพธนบุรี แหล่งรวมความรู้ ทันตแพทย์-กีฬา-บริบาลผู้สูงวัย

นับว่า “ม.กรุงเทพธนบุรี”เป็นมหาวิทยาลัยที่แข็งแกร่งทั้งบู๊ และบุ๋น ที่ใครๆไม่ควรพลาดโอกาสเข้าศึกษา และขณะนี้กำลังเปิดรับสมัคร สนใจสอบถาม หรือขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 16/10 ถ.เลียบคลองทวีวัฒนา เขต/แขวงทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10170 โทร 02-800-6800-5 เว็บไซด์ :www.bkkthon.ac.th Facebook : มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี – BTU

เปิดตำรับปรุงยาจินดามณี ของ อ. สิทธิชัย โหรบัณฑิต ครูหมอยาสายสำนักเขาอ้อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/463910

เปิดตำรับปรุงยาจินดามณี ของ อ.สิทธิชัย โหรบัณฑิต ครูหมอยาสายสำนักเขาอ้อ

เปิดตำรับปรุงยาจินดามณี ของ อ.สิทธิชัย โหรบัณฑิต ครูหมอยาสายสำนักเขาอ้อ17 เมษายน 2564 – 00:00 น.

เปิดตำรับปรุงยาจินดามณี ของ อ.สิทธิชัย โหรบัณฑิต ครูหมอยาสายสำนักเขาอ้อ คอลัมน์… ตามรอยตำนานแผ่นดิน  โดย…  เอก อัคคี

กล่าวสำหรับ ตำรับปรุงยาจินดามณีนี้ ว่ากันว่า แรกเริ่มเดิมทีนั้นตำรับยานี้เป็นของสมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว แห่งกรุงศรีอยุธยา     

ซึ่งเรื่องราวของสมเด็จพระนพรัตน์ วัดป่าแก้วนั้น เป้นที่รับรู้กันมายาวนานถึงความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ของท่าน โดยเฉพาะความปราดเปรื่องในเรื่องสรรพวิชาพุทธาคมและชัยมงคลคาถา ซึ่งหลวงพ่อจรัญ พระธรรมสิงหบุราจารย์ (จรัญ ฐิตธมฺโม) ครูบาอาจารย์สายกรรมฐาน ในยุคนี้ (ปัจจุบันท่านมรณภาพแล้ว)เคยบอกเล่าเอาไว้ว่า 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  ขอดเกล็ดปลาตะเพียนอาคม สุดยอดเครื่องรางขลังเมตตาค้าขาย หลวงพ่อประเสริฐ วัดแก้ว สุพรรณฯ  

เปิดตำรับปรุงยาจินดามณี ของ อ.สิทธิชัย โหรบัณฑิต ครูหมอยาสายสำนักเขาอ้อ

อ.สิทธิชัย โหรบัณฑิต ฆราวาส-ครูหมอยาสายเขาอ้อ

ได้มีนิมิต คืนหนึ่งท่านฝันว่า สมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว ให้ท่านไปวัดใหญ่ชัยมงคลแล้วนำบทสวดที่ท่านจารึกถวายสมเด็จพระนเรศวรออกมาเผยแพร่ ต่อมาหลวงพ่อจรัญจึงได้พบจารึกบทสวดพุทธชัยมงคลคาถาต่อด้วยชัยปริตรท่านเชื่อว่าบทสวดดังกล่าวสมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว ถวายให้สมเด็จพระนเรศวรสวดเป็นประจำ ทำให้ทรงรบชนะและปลอดภัยกลับมา    

สำหรับสมเด็จพระพนรัตน์ป่าแก้ว ท่านมีตัวตนจริงและอุปสมบทจนมีสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระนพรัตน์ซึ่งเป็นสมณศักดิ์เจ้าคณะใหญ่ฝ่ายอรัญวาสี (สายวัดป่า)    

เพราะหากไปสืบค้นในเอกสารโบราณอย่างพระราชพงศาวดารฉบับ พันจันทุมาศ(เจิม) จะพบเรื่องราวของท่านอยู่ มีความว่า หลังสงครามยุทธหัตถี สมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระเอกกาทศรถ ทรงมีพระราชโองการว่า เหล่าทหารแม่ทัพนายกองตามเสด็จในราชการสงครามไม่ทัน ปล่อยให้ช้างพระที่นั่งของทั้งสองพระองค์เข้าไปอยู่ท่ามกลางข้าศึก จึงรับสั่งให้เอานายทัพนายกองทั้งหมดไปจองจำไว้ 3 วัน พอพ้นวันอุโบสถแล้วจะให้สำเร็จโทษตามพระอัยการศึก    

เมื่อถึงวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันอุโบสถสมเด็จพระพนรัตน์ป่าแก้วแลพระราชาคณะ25 รูป เข้ามาสอบถามเหตุที่ลงราชทัณฑ์นายทัพนายกอง แล้วถวายพระพรว่า พระโคตมพุทธเจ้าขณะประทับเพียงลำพังใต้ต้นพระศรีมหาโพธิปราศจากเทพเจ้าสักองค์อยู่ถวายอารักขา ก็ทรงชนะท้าววสวัตตีพร้อมทั้งกองทัพได้เป็นมหัศจรรย์ เช่นเดียวกันหากทรงมีชัยชนะเพราะมีทหารตามเสด็จจำนวนมาก ก็จะไม่เป็นพระเกียรติยศมหัศจรรย์ปรากฏต่อนานาประเทศ

เปิดตำรับปรุงยาจินดามณี ของ อ.สิทธิชัย โหรบัณฑิต ครูหมอยาสายสำนักเขาอ้อ

เม็ดยาจินดามณี ตำรับเขาอ้อ    

สมเด็จพระนเรศวรทรงพอพระทัยตรัสว่าสาธุ ๆ สมเด็จพระพนรัตน์จึงถวายพระพรต่อว่าข้าราชการเหล่านี้ทำงานมาตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน จึงขอพระราชทานบิณฑบาตโทษไว้สักครั้งหนึ่ง จะได้รับราชการต่อไป สมเด็จพระนเรศวรพระราชทานอภัยโทษตามที่ท่านขอ แต่จะให้ไปตีเมืองตะนาวศรีและเมืองทวายเป็นการแก้ตัวแทน สมเด็จพระพนรัตน์ถวายพระพรว่าแล้วแต่จะทรงสงเคราะห์ เพราะการรบไม่ใช่กิจของสงฆ์ แล้วถวายพระพรลา     
……………….
    
ในหนังสือ ตำรากรรมฐานแบบมัชฌิมาวัดราชสิทธาราม วัดพลับ ธนบุรี ระบุว่า สมเด็จพระนพรัตน์ วัดป่าแก้วก็คือ พระมหาเถรคันฉ่อง พระอาจารย์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชยอดนักรบ โดยเนื้อหายืนยันว่า     

“ในกาลต่อมาเมื่อทรงขึ้นครองสิริราชสมบัติต่อจากพระราชบิดา(พระมหาธรรมราชา) สมเด็จพระพนรัต”เดิมเรียก พระพนรัตสังฆราชา” พระองค์ที่ 12 แห่งกรุงศรีอยุธยาถึงกาลสิ้นพระชนม์ลง สมเด็จพระนเรศวรฯจึงเห็นสมควรให้สถาปนา สมเด็จพระอริยวงศาญาณ ” พระมหาเถระคันฉ่อง ” ซึ่งทรงเชี่ยวชาญในทางวิปัสสนาธุระ ให้ขึ้นรั้งในฐานะ พระพนรัตสังฆราชา สืบต่อเป็นองค์ที่ 13 แห่งกรุงศรีอยุธยา     

พระมหาเถรคันฉ่องท่านเป็นพระภิกษุชาวมอญลูกครึ่งจีน พูดได้ 5 ภาษา เกิดในรัชสมัยพระเจ้าสิริชัยสุระ(พระเจ้าเมงจีโย)ร่ำเรียนวิชาวิทยาคมจนช่ำชอง ต่อมาถูกเกณฑ์เป็นทหารในสมัยพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้  ก่อนจะอุปสมบทในสมัยพระเจ้าบุเรงนองแห่งกรุงหงสาวดีและต่อมาพระมหาเณรคันฉ่องได้ตามเสด็จสมเด็จพระนเรศวรมหาราชอพยพมากรุงศรีอยุธยาด้วย ซึ่งพระองค์โปรดให้ครองวัดมหาธาตุในช่วงแรก เมื่อสถาปนาขึ้นเป็นพระสังฆราชแล้วจึงโปรดให้มาครองวัดป่าแก้ว ท่านเป็นพระอริยสงฆ์ที่มากด้วยบารมีธรรมและสรรพวิชาพุทธาคม    
…………………………
    
กลับมาที่เรื่องราวของ ยาวิเศษที่เป็นทั้งยารักษาโรคและเครื่องรางของขลังที่ได้รับความนิยยมมาจนถึงปัจจุบันนั้นคือ ยาวาสนาหรือยาจินดามณี ซึ่งในพื้นที่ภาคกลางของไทยเราแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยานี้ เป็นที่ยมอรับกันอย่างกว้างขวางว่า ผู้ที่สืบทอดตำราการปรุงยาจินดามณีคือ หลวงปู่บุญ แห่งวัดกลางบางแก้ว     

ตำรับยานี้บันทึกในสมุดข่อย ลงทองล่องชาด เป็นสมบัติล้ำค่าของวัดกลางบางแก้ว ปัจจุบันยังเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์วัดกลางบางแก้ว ซึ่งอดีตนั้นมีบันทึกว่า หลวงพ่อทอง เจ้าอาวาสรูปก่อนหลวงปู่บุญเป็นผู้นำมา ในตำรานี้กล่าวถึงกรรมวิธีการสร้างที่ละเอียดและยุ่งยากมาก เฉพาะแค่หาตัวว่านยามาให้ครบตามตำรา ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด ว่านยาแต่ละชนิดต้องนำมาเสกด้วยคาถากำกับ เมื่อเสกตัวยาแต่ละส่วนแล้ว ก็เอามาผสมคลุกเคล้ากันโดยมีเสกคาถากำกับตลอดเวลา ตัวหินบดยาก็ต้องลงอักขระ ทั้งตัวลูกหินและแม่หินและมีคาถากำกับขณะบดยาด้วย

เปิดตำรับปรุงยาจินดามณี ของ อ.สิทธิชัย โหรบัณฑิต ครูหมอยาสายสำนักเขาอ้อ

 พระสิวลีและพระปิดตามหาลาภ เนื้อผงยาจินดามณี    

หลวงปู่บุญท่านได้ปรุงยาจินดามณีแล้วปั้นเป็นลูกกลมๆและเป็นแท่ง แล้วให้ลูกศิษย์ที่เข้าพิธีสร้างยานำมากดพิมพ์เป็นพระเครื่องพิมพ์ต่างๆ แล้วนำมาถวายให้หลวงปู่บุญปลุกเสกอีกครั้งหนึ่ง พระเครื่องที่สร้างด้วยผงยาจินดามณีในอดีตนั้น มีหลายพิมพ์อาทิเช่น พิมพ์ลีลาซุ้มขีดหรือลีลาหนังตะลุง,พิมพ์ลีลากลับด้าน, พิมพ์เศียรโล้นสะดุ้งกลับ,พิมพ์พระประธาน,พิมพ์ซุ้มระฆัง,พิมพ์ซุ้มเรือนแก้ว,พิมพ์สมาธิเพชรซุ้มโค้ง,พิมพ์ซุ้มรัศมี,พิมพ์ซุ้มชินราช,พิมพ์สมเด็จฐานหกชั้น(ไพ่ตอง),พิมพ์ปรกโพธิ์ใหญ่,พิมพ์ปรกโพธิ์เล็ก,พิมพ์ห้าเหลี่ยมฐานหกชั้นพิมพ์สมาธิเกศแหลม เป็นต้น หลวงปู่บุญ ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ.2478 สิริรวมอายุ 87 ปี

………………….    
ส่วนตำรายาจินดามณี สายสำนักตักศิลามหาเวทย์เขาอ้อนั้น อ.สิทธิชัย โหรบัณฑิต ท่านได้ศึกษามาจากตำรายาของสำนักเขาอ้อที่ตกทอดมาตั้งแต่โบราณจัดสร้างตามตำราครบถ้วนเต็มสูตร ยาจินดามณี ในตำรับเขาอ้อ เป็นตำรายาวิเศษมีมานานแล้วทั้งนี้ ยาจินดามณีในสายเขาอ้อนั้นหาได้มีแต่เพียงยาจินดามณีอย่างเดียวเพียงเท่านั่น แต่ยังมียาจินดา อีก 3ตัวที่ปัจจุบันคาดว่ามีผู้รู้น้อยนักคือ

1.ยาจินดาแก้วไพฑูรย์ จะทำได้ในเดือน 3 ขึ้น 15 ค่ำ ให้ตรงกับราชาฤกษ์หรือเพชรฤกษ์
2.ยาจินดาแก้ววิเชียร จะทำได้ในเดือน 5 ขึ้น 15 ค่ำ ให้ตรงกับเทวีฤกษ์และเพชรฤกษ์
3.ยาจินดาแก้วปัทมราช จะทำได้ในเดือน 6หรือเดือน8 ขึ้น 15 ค่ำ ให้ตรงกับฤกษ์สมโณฤกษ์และภูมิปาทิโลฤกษ์
และ 4. คือ ยาจินดาแก้วมณี หรือ ยาจินดามณี หรือ ยาวาสนา จะนิยมทำในเดือน 12 ขึ้น 15  ค่ำให้ตรงกับฤกษ์เทวีฤกษ์และเพชรฤกษ์  แต่ในบรรดายาจินดาทั้ง 4จำพวกนี้ยาที่นิยมทำกันมากที่สุดคือ ยาจินดาแก้วมณีหรือยาวาสนาจินดามณี      

อ.สิทธิชัย โหรบัณฑิต เล่าว่า ” มีหลายคนเคยสงสัยและถามว่า…สายเขาอ้อ..มีการทำยาจินดามณีด้วยหรือ กระผมจึงขอตอบแทนอาจารย์ต่างๆได้อย่างเต็มปากเลยว่ามีแน่นอนครับและมีมานานมากด้วย เพราะในตำราที่ผมมีก็ได้จากคุณทวดซึ่งคุณทวดกระผมถ้ามีชีวิตอยู่ก็ราว 136 ปีแล้ว และตำราทวดเล่มนี้เป็นตำราที่ทวดเล่าปู่ผมว่าคัดลอกมาจากตำราเล่มเก่าที่วัดเขาอ้อ สมัยที่ท่านไปบวชเรียนที่วัดเขาอ้อ  ทวดผมเป็นศิษย์ในอาจารย์ทองเฒ่า อดีตเจ้าอาวาสวัดเขาอ้อ และที่แสดงให้เห็นว่าเก่าแก่นั้นในตำราทวดนั่นอักษรบางตัวเป็นการเขียนอักษรแบบสมัยอยุธยาและยังมีตัวอักษรทางพราหมณ์สอดแทรก แสดงให้เห็นว่าตำรานี้มีมานานแล้ว แต่ที่ไม่เป็นที่โด่งดังมากนักเพราะสายเขาอ้อ ขึ้นชื่อในทางด้านคงกระพัน แช่ว่าน แช่ยา หุงเหนียวกินมัน จนทำให้ความสนใจทางด้านยาตัวนี้ถูกมองข้ามไป แต่ปัจจุบันยังคงมีการทำอยู่ให้เห็นอยู่บ้างในสายฆราวาสเขาอ้อ ร่วมทำกับวัดต่างๆ เพื่อสืบสานตำนานยาวิเศษขนานนี้ไว้ 

เปิดตำรับปรุงยาจินดามณี ของ อ.สิทธิชัย โหรบัณฑิต ครูหมอยาสายสำนักเขาอ้อ

พระปางห้ามญาติเนื้อผงยาจินดามณี    

ความแตกต่างของยาจินดามณีในสายเขาอ้อและสายอื่นๆ ยาจินดามณีสายเขาอ้อมีความแตกต่างกันกับยาจินดามณีสายอื่นๆ อยู่บ้างพอสมควรไม่ว่าจะเป็นตัวยาที่ใช้บด ใช้ปรุง กรรมวิธีต่างๆคาถาการปลุกเสก การไปเอาว่านยา ขั้นตอนการบด ขั้นตอนการทำพิธีต่างๆ ก็แตกต่างกันพอสมควร  แต่ผมขอสงวนสูตรยาและวิธีการสร้างไว้นะครับ” 
…………..
    
สำหรับ ผงว่านยาจินดามณี (ยาวาสนา) ประกอบด้วย สมุนไพร อันมีคุณค่าทางยา ปลุกเสก 9 วาระ 9 พิธี เสกข้ามปีคือเมื่อปลายปี 2561-2562  ข้ามนักษัตรกันเลยทีเดียว ในการปรุงยาก็กระทำพิธีกรรมอย่างเคร่งครัดใช้กระแสจิตปลุกเสก ด้วยอาคมตามขั้นตอนวิธี เรียกว่าเป็นยาที่ทรงคุณวิเศษทาง บำบัดรักษาโรคร้ายตลอดโรคภัยไข้เจ็บอันเกิดมาจากเคราะห์กรรมด้วยมีผลบันดาลให้เคลื่อนคลาด ทุเลาเบาบาง    

โดยมีการประกอบพิธีวาระแรก ณ.โบสถ์พราหมณ์มหาอุต บ้านร่มเมือง จ.พัทลุง มีพระเกจิอาจารย์ร่วมปลุกเสกในพิธีขณะบดยาเสกยา คือ พ่อท่านชอบ วัดจำปาวนาราม จ.นครศรีธรรมราช (ปัจจุบันมรณภาพแล้ว), พระครูใบฎีกาโกวิท โกวิโท วัดบ้านสวน จ.พัทลุง    

ฝ่ายอาจารย์ฆราวาสที่ร่วมปลุกเสกและบดยาปรุงยาจินดามณี คือ อาจารย์แซม บ้านนาปรือ,อาจารย์สมพร บ้านห้วยศรีเกษร,อาจารย์สุรพล ยูงทอง,อาจารย์สิทธิชัย โหรบัณฑิต ,หมอศักดิ์ บ้านแร่ ,หมอเอ็ม จ.ตรัง,หมอชาติ บ้านทุ่งยาว ,หมอพล บ้านโหล๊ะจัน จากนั้นก็นำไปปลุกเสกอีก 8 วาระสำคัญ หนึ่งใน 8 คือ ไปประกอบพิธีที่ถ้ำพระพุทธโกษีย์ วัดในเตา โดย พระอาจารย์ประสูติ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์และ อาจารย์เปลี่ยน หัทยานนท์ เป็น ประธานฝ่ายฆราวาส 

เปิดตำรับปรุงยาจินดามณี ของ อ.สิทธิชัย โหรบัณฑิต ครูหมอยาสายสำนักเขาอ้อ

 พิธีกรรมปลุกเสกยาจินดามณี  
………….
    
เม็ดยาจินดามณี แบบโบราณขนานแท้ ทำพิธีบดยาในวันจันทร์เพ็ญปั้นมือแล้วอาบแสงอาทิตย์ครบตามกำลังธรรมชาติ..พระอาทิตย์+พระจันทร์ แทนตำแหน่งพระราชา+พระราชินี ตามความเชื่อเพื่อให้ได้ความดั้งเดิมที่สุด     

ซึ่งทุกครั้งจะเริ่มด้วยพิธีบวงสรวงเทพเทวดาตามธรรมเนียมประเพณีแต่โบราณ โดยตั้งศาลเพียงตา ตั้งบัตรพระเกตุ บัตรพระภูมิ บัตรกรุงพาลี และ ยังมีบัตรบูชาเทพอีก 5 บัตรพลี ได้แก่ – บัตรพลีพระพุทธ(บัตรพระพุทธ) – บัตรพระอิศวร – บัตรพระนารายณ์ – บัตรพระพรหม – บัตรพระพิฆเณศ ทำการบูชาเทพเทวดา บูชาฤกษ์ เพื่อขอพรให้พิธีเกิดความศักดิ์สิทธิ์และเป็นสิทธิ์เป็นชัย บรรลุตามเจตจำนงในการกระทำพิธี ซึ่งเป็นการบูชากลางหาว และสังเกตุว่าการไหว้แบบนี้ ในแต่ละวันจะตั้งปรัมพิธีหรือยกศาลเพียงตานี้จะอยู่ตามทิศเทวดาของแต่ละวัน โดยดูว่าเทวดาในวันนั่นอยู่ทางทิศไหน ก็จะตั้งศาลขึ้นหันไปทางทิศนั่น จึงไม่ใช่จะหันไปอุดร หรือบูรพาเสมอไป แต่ต้องดูทิศเทวดา และหลีกหลาวเหล็ก หลีกทิศผีหลวง หลีกทิศกาฬกิณี ทิศมฤตยูจร ดูทิศพระกาฬจร และตำแหน่งที่นั่นต้องไม่ขัดต่อหลักการทำพิธี จึงจะสมบูรณ์ด้วยประการทั้งปวง

และจะต้องมีการทำเฉลว 8 มุมวางทับยาไว้ ซึ่งเฉลวเป็นเครื่องจักสานชนิดหนึ่งทำด้วยตอกหรือหวาย หักขัดกันเป็นมุม ตั้งแต่ 3 มุมขึ้นไป แพทย์แผนไทยใช้เป็นเครื่องหมายหรือสัญลักษณะสำหรับปักหม้อยาเพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ และป้องกันการละลาบล้วงเครื่องยาในหม้อยา มีความหมายถึงทิศทั้ง 8 ได้แก่ ทิศบูรพา (ตะวันออก) อาคเณย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) ทักษิณ (ใต้) หรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) ประจิม (ตะวันตก) พายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) อุดร (เหนือ) อีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) ซึ่งเป็นทิศที่แพทย์ผู้รักษาจะร่ายคาถา (อิติปิโสฯ) ไปถึง  นอกจากนี้ยังจะมีขั้นตอนสำคัญอีก 9 ขั้นตอนก่อนจะนำไปปลุกเสกอีก 9 วาระ    

จากนั้นนำเนื้อผงว่านยาจินดามณีบางส่วนมากดเป็นพิมพ์พระเครื่องพระผงจินดามณี (เนื้อผงยาล้วนๆผสมน้ำผึ้งรวง)ด้านหลัง ฝังตะกรุดมหาลาภ เนื้อเงินยวงจารมือ พระทุกองค์กดมือ บล็อคปั้นเอง ใช้เนื้อยาล้วนๆ อาทิ พระสิวลี, พระนางพญา ,พระปิดตามหาลาภ , พระพุทธปางห้ามสมุทร    

เปิดตำรับปรุงยาจินดามณี ของ อ.สิทธิชัย โหรบัณฑิต ครูหมอยาสายสำนักเขาอ้อ

การปลุกเสกยาจินดามณีต้องมีการวางเฉลว 8 มุมไว้เหนือเม็ดยาทุกถาด

กล่าวสำหรับ สรรพคุณยาวาสนาจินดามณี นั้น
1.ใช้กินเพื่อบำรุงเลือดลม บำรุงธาตุ บำรุงร่างกายให้เลือดลมสมบูรณ์ โบราณจัดเป็นยาอายุวัฒนะ
2.ใช้กินเพื่อเพิ่มราศี ขับราศี เป็นการเสริมดวงด้านโชคลาภ วาสนา เงินทอง โภคทรัพย์ 
3.ใช้กินเพื่อเสริมเมตตา เสริมเสน่ห์ให้แก่ตนเอง ผิวพรรณเปร่งปรั่งมีน้ำมีนวล ชวนให้เป็นที่ต้องตา
4.ใช้กินเพื่อรักษาและบำบัดโรคเวรโรคกรรม โรคที่เรื้อรังต่างๆ อาจไม่ทำให้หายขาดแต่ช่วยปรับฟื้นร่างกายได้ ให้สามารถรับยาหลวงได้ดีขึ้น 
5.พกพาเป็นเมตตา มหาเสน่ห์ เมตตามหานิยมแก่ผู้พบเห็น เมตตาแก่เจ้านาย คนรัก คู่ครอง นิยมใส่กรอบห้อยคอหรือใช้ตัวเหน็บกับเสื้อก็ได้
6.ใช้พกพาเสริมดวงมหาลาภ เสริมวาสนา เสริมโภคทรัพย์แก่ผู้บูชา ตามตำราพรรณนาไว้
7.ใช้ตั้งบูชาไว้กับร้านค้า บ้านเรือน หรือบริษัท เป็นมหาลาภ หนุนวาสนา ส่งเสริมให้เจริญรุ่งเรือง
8.เป็นวัตถุมงคลคู่เรือนคู่บ้าน ใส่ผอบตั้งหิ้งพระ บูชาประจำ จักบังเกิดโภคทรัพย์ไม่อับ ไม่จนแล    

การกินก็เป็นการเพื่อเสริมวาสนา บารมี เพื่อเป็นยาเสริมธาตุให้กินช่วงเช้า ตอนพระอาทิตย์กำลังขึ้นวันละเม็ดหรือกินก่อนเข้านอนหากกินครบตามกำลังวันจะดีกำลังวันเกิด ดังนี้  วันอาทิตย์กิน ๖ เม็ด  วันจันทร์ ๑๕ เม็ด วันอังคาร ๘ เม็ด วันพุธ ๑๗ เม็ด วันพุธกลางคืน ๑๒ เม็ด วันพฤหัส ๑๙ เม็ด วันศุกร์ ๒๑ เม็ด วันเสาร์ ๑๐ เม็ดหรือจะเอาพุทธคุณที่ดีๆ ก็เลือกกินในวันฤกษ์มงคล หรือในวันพระ หรือวันที่ตรงกับวันเกิดเรา หรือวันเพ็ญกินได้ทั้งกลางวันและกลางคืนหากกินกลางคืนต้องกินช่วงพระจันทร์เต็มดวงเต็มที่หรือกินในคืนพระจันทร์ทรงกลด ยิ่งดีมากก่อนกินให้อธิษฐานถึงครูว่านครูยา และบารมีในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เรานับถือ     

อาจารย์สิทธิ์ชัย โหรบัญฑิตบอกว่า ข้อควรทราบ..ยาวาสนาจินดามณีเป็นยาสมุนไพร สตรีมีครรภ์ และ เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ไม่ควรทาน ผู้ป่วยมีโรคประจำตัว ปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน เพราะโรคบางโรคกินยาหลวงร่วมยาสมุนไพรไม่ได้และการใช้ยาต้องตั้งหมั่นในศีลธรรมมีความเชื่อมั่นศรัทธาต่อคุณว่าน คุณยา ท่านใดทำได้ประเสริฐแล    

แต่สำหรับผมขอบอกว่า สิ่งที่ยากกว่าการกินคือ การหาเม็ดยาจินดามณีตำรับเขาอ้อขนานนี้ได้ได้ก่อนเถอะ…..เพราะทราบมาว่า ทุกวันนี้หายากมาก!!!!
    
ใครมีใครก็หวง

ขอดเกล็ดปลาตะเพียนอาคม สุดยอดเครื่องรางขลังเมตตาค้าขาย หลวงพ่อประเสริฐ วัดแก้ว สุพรรณฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/463393

ขอดเกล็ดปลาตะเพียนอาคม สุดยอดเครื่องรางขลังเมตตาค้าขาย หลวงพ่อประเสริฐ วัดแก้ว สุพรรณฯ  

ขอดเกล็ดปลาตะเพียนอาคม สุดยอดเครื่องรางขลังเมตตาค้าขาย หลวงพ่อประเสริฐ วัดแก้ว สุพรรณฯ  10 เมษายน 2564 – 00:00 น.

ขอดเกล็ดปลาตะเพียนอาคม สุดยอดเครื่องรางขลังเมตตาค้าขาย หลวงพ่อประเสริฐ วัดแก้ว สุพรรณฯ  คอลัมน์…  ตามรอย ตำนานแผ่นดินโดย… เอก อัคคี  

ผมว่าในบรรดาเครื่องรางของขลังของคนไทยเราที่คุ้นเคยกันมายาวนานประเภทโชคลาภ ค้าขาย ทำมาหากินคล่องตั้งแต่โบราณมาที่มีมากมายหลายอย่างอาทิเช่น นางกวัก กุมารทอง ปลัดขิก ฯลฯ  แต่อีกหนึ่งในเครื่องรางที่เกจิอาจารย์ตั้งแต่ยุคโบาณมักสร้างขึ้นเพื่อให้ลูกศิษย์ลูกหาได้บูชาเพื่อหวังผลทางอิทธิคุณอำนาจทางด้านโชคลาภ หาเงินคล่องเงินทองไหลมาเทมาที่ไม่มีใครปฏิเสธ นั่นก็คือ ปลาตะเพียนเงิน ปลาตะเพียนทอง 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง… จาก “แม่หม่อมกวัก”สู่”แม่หม่อมกวักมโนราห์”  ศาสตร์ผสมศิลป์แห่งถ้ำพระพุทธโกษีย์ เรียกเงินเรียกทองให้ไหลนองมากองตรงหน้า 

ขอดเกล็ดปลาตะเพียนอาคม สุดยอดเครื่องรางขลังเมตตาค้าขาย หลวงพ่อประเสริฐ วัดแก้ว สุพรรณฯ  

หลวงพ่อประเสริฐ เมตตาเป่ากระหม่อมให้ผู้เขียน เมื่อครั้งไปกราบขอพร

ซึ่งจะสร้างขึ้นเป็นรูปลักษณ์ของปลาตะเพียน ทั้งที่เป็นลักษณะของเหรียญโลหะรูป เป็นผ้ายันต์บ้าง และยังได้มีการนำใบทางมะพร้าวหรือวัสดุประเภทสานอื่นๆมาสานเป็นรูปปลาแล้วทาสีเงินสีทองแล้วนำมาผูกเชือกทำเป็นพวงแขวนเพื่อเป็นวัตถุมงคลติดไว้หน้าร้านหรือบ้านอีกด้วย แต่ผมอยากจะบอกว่า ปลาตะเพียนสานที่ถือว่า เป็นสุดยอดของขลังนั้นจะต้องสานขึ้นมาจากไม้ไผ่สีสุกที่นำมาจากบายศรีใหญ่หรือบายศรีชั้นในพิธีกรรมทำขวัญนาคเท่านั้น 

ซึ่งเคล็ดวิชาการสานปลาตะเพียนด้วยไม้ไผ่สีสุกจากบายศรีชั้นในพิธีกรรมทำขวัญนาคนั้น หลวงพ่อประเสริฐ เจ้าอาวาสวัดแก้ว เมืองสุพรรณบุรี ครูบาอาจารย์ผู้เรืองวิทยาคมของท่าน ท่านได้เมตตาให้ความรู้ว่า ในสมัยโบราณพระเกจิอาจารย์ครูบาอาจารย์เวลาท่านจะสร้างเครื่องของของขลังปลาตะเพียนลงอาคม ท่านจะให้ไปนำ ไม้ไผ่สุกผ่าซีก3ซีกที่พันด้วยผ้าขาวเอาวางรอบข้างบายศรีผูกเป็นสามเปลาะเพื่อไม่ให้โงนเงนนั้นทำเป็นมวลสาร เพราะไม้ไผ่สีสุก ชื่อก็เป็นมงคลอยู่แล้วว่า เป็น “ศรี”และเป็น “สุข” เพราะไม้ไผ่นี้เมื่อเขานำมาค้ำบายศรีสำหรับทำขวัญนาคแล้ว เขาจะเอาใบตองอ่อน3ยอดประทับปิดซีกไม้ต่อจากนั้นก็เอาผ้าอย่างดีมีราคา อย่างเช่นผ้าตาดคลุมรอบบายศรีอีกชั้นหนึ่ง เรียกว่าผ้าห่อขวัญ แล้วผู้คนทั้งหลายก็มานั่งรายล้อม บายศรีที่มีไม้ไผ่นี้ก็อยู่ตรงกลางอันหมายถึงเป็น ศูนย์กลาง ศูนย์รวมจิตใจในพิธีมงคล

ขอดเกล็ดปลาตะเพียนอาคม สุดยอดเครื่องรางขลังเมตตาค้าขาย หลวงพ่อประเสริฐ วัดแก้ว สุพรรณฯ  

หลวงพ่อประเสริฐ เมตตาเป่ากระหม่อมให้ผู้เขียน เมื่อครั้งไปกราบขอพร

การนำไม้ไผ่ทั้งสามชิ้นมาผ่าและทำเป็นตอกสานปลาตะเพียนย่อมเป็นคุณด้านเมตตามหานิยม มหาเสน่ห์ เป็นที่รักของทุกคน นี่คือเคล็ดวิชาสานปลาตะเพียน ถ้าเป็นไม้ไผ่จากที่อื่นมันขลังสู้ไม้ไผ่จากพิธีนี้ไม่ได้ แต่ทุกวันนี้ ไม้ไผ่ในพิธีแบบนี้หายากมาก เพราะบานศรีสมัยนี้ก็ไม่มีไม้ไผ่สีสุกมาค้ำแล้ว การสร้างปลาตะเพียนก็เลยต้องใช้วัสดุชนวนมวลสารอื่นๆตามความเหมาะสม

และอย่างที่่บอกว่า เครื่องรางของขลังปลาตะเพียนเงิน ปลาตะเพียนทอง เป็นหนึ่งในวิชาทางด้านพระเวทย์ที่สรรค์สร้างโดยพระเกจิอาจารย์มาตั้งแต่โบราณเพราะวิถีไทยเราคืออยู่ใกล้แม่น้ำ ย่อมเห็นพฤติกรรมของสัตว์อย่างปลาตะเพียนว่า เป็นปลาที่มีลักษณะสวยงาม แหวกว่ายได้พลิ้วไหว หากินเก่ง เกจิอาจารย์จึงนำเอารูปของปลาตะเพียนมาผูกด้วยอักขระยันต์คาถา ทางด้านเรียกโชคลาภ หาเงินหาทอง ซึ่งก็มีนามเป็นมงคลด้วยว่า ตะเพียน ซึ่งพ้องเสียงกับคำว่า ขยันหมั่นเพียร

สำหรับพระเกจิอาจารย์ในสมัยโบราณ ที่สร้างเครื่องรางประเภทปลาตะเพียน จนเป็นที่โด่งดัง ยอมรับกันในเรื่องพุทธคุนด้านเมตตาค้าขายและได้รับความนิยมจากอีตจวบจนปัจจุบันและราคาเช่าหากันก็ไม่ใช่ว่าน้อยๆ อาทิ 
-หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก จ.พระนครศรีอยุธยา
-หลวงพ่อเต๋คงทอง วัดสามง่าม จ.นครปฐม
-หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพธิ จ.นครสวรรค์

ขอดเกล็ดปลาตะเพียนอาคม สุดยอดเครื่องรางขลังเมตตาค้าขาย หลวงพ่อประเสริฐ วัดแก้ว สุพรรณฯ  

หลวงพ่อประเสริฐ เมตตาเป่ากระหม่อมให้ผู้เขียน เมื่อครั้งไปกราบขอพร

นอกจากนี้ก็ยังมีพระเกจิอาจารย์ยุคหลังอีกมากมายหลายท่าน ที่ได้สร้างเครื่องรางปลาตะเพียนนี้ขึ้นอีกหลายรุ่น ต่างได้รับความนิยมจากบรรดาพ่อค้าแม่ขายมักบูชาไว้ในร้านเสมอเพื่อหวังผลทางด้านโชคลาภค้าขาย

แต่ครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่ในอดีตนั้นจะสร้างปลาตะเพียนซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ เป็นปลาตะเพียนสองตัว ถ้าเป็นไม้ไผ่จักสานก็จะทาสีเงินสีทองอย่างละตัว หรือถ้าทำด้วยโลหะก็จะทาสีเงินกับสีทองเช่นกัน แล้ว เรียกว่า “ตะเพียนเงินตะเพียนทอง” ใช้ห้อยแขวนในร้านในเรือ คือมีทั้งปลาตะเพียน อันหมายถึงความอิ่มหมีพีมัน ผนวกรวมด้วย “เงิน-ทอง” เข้าไปอีก เหมาะควรแก่การเป็นเครื่องรางของพ่อค้าแม่ขายทั้งหลาย หรือแม้แต่ปลาตะเพียนสานอย่างที่แขวนเป็นพวง ผูกไว้เหนือเปลให้เด็กแบเบาะนอนดูเล่น ก็น่าจะมีนัยความหมายเป็นเครื่องรางแห่งชีวิต

ขอดเกล็ดปลาตะเพียนอาคม สุดยอดเครื่องรางขลังเมตตาค้าขาย หลวงพ่อประเสริฐ วัดแก้ว สุพรรณฯ  

ปลาตะเพียนรูปแบบต่างๆที่จัดสร้างเพื่องานกฐินปีนี้

แต่ความลับที่สำคัญอีกประการหนึ่ง นอกจากความหมายเชิงความอุดมสมบูรณ์แล้ว อักขระเลขยันต์ “คาถา”ที่ลงกำกับปลาตะเพียนก็มีความสำคัญเพราะจะเป็นการปลุกให้  “ปลาตะเพียน มีชีวิตมีจิตวิญญาน ให้ขยันเวียนว่ายชวนให้ผู้คนที่เห็นแวะเข้ามาทำให้ ขายดิบขายดี มั่งมีเยอะแยะ” 

ในงานทอดกฐินปีนี้ หลวงพ่อประเสริฐ  โชติปัญโญ แห่งวัดแก้ว เมืองสุพรรณบุรี ท่านจึงมีดำริว่า สมควรจะสร้างปลาตะเพียนขึ้นมามอบให้กับลูกศิษย์ทั้งหลายเก็บไว้บูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล เพราะ “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าวใครมีไว้มีกินไม่มีอด” 

ใครมีบูชาไว้ก็จะได้พบกับความสุข ความเจริญ หนุนเสริมให้กิจการค้ารุ่งเรืองและที่สำคัญในการจัดสร้างปลาตะเพียนที่ระลึกงานทอดกฐินวัดแก้วปีนี้ ท่านให้สร้างแบบมีขนาดเล็กๆเป็นเนื้อโลหะ แต่ขอบอกว่าถ้า ยิ่งส่อง จะยิ่งพบ ปริศนาธรรม ที่ท่านแฝงไว้กับอักขระเลขยันต์ที่หลวงพ่อท่านลงไว้ให้ และทุกขั้นตอนทุกรายละเอียดที่หลวงพ่อท่าน เมตตาตรวจแบบออกแบบเองทั้งหมด

ขอดเกล็ดปลาตะเพียนอาคม สุดยอดเครื่องรางขลังเมตตาค้าขาย หลวงพ่อประเสริฐ วัดแก้ว สุพรรณฯ  

ตัวอย่าง ลองพิมพ์ตะกั่ว ปลาตะเพียน หลวงพ่อประเสริฐ

“วัตถุมงคลทำทั้งที อย่าทำแบบสุกเอาเผากิน ครูบาอาจารย์สอนเรามา ศิษย์มีครู ทำให้ถูกต้องบูชาคุณครู คนนำไปขึ้นคอนำไปใช้ จะได้คุ้มครองส่งเสริม ต้องทำให้ถูกต้อง ทำให้ดี ทำให้ตามที่เรียนมา ไม่ใช่อุตริทำขึ้นมาไม่เคยเรียมมาโบราณเรียกว่าเป็น ผิดครูผิดอาจารย์ มันเข้าตัว แล้วจะทำอะไรจะดีจะเจริญได้ไง แค่เริ่มแรกยังผิด ทำให้ถูกต้องทำให้ดีจะมีคุณอนันต์” หลวงพ่อประเสริฐ  โชติปัญโญ ท่านได้บอกกับ อ.ไก่ มือจูน-พระเครื่อง  ลูกศิษย์คนใกล้ชิดเอาไว้เช่นนั้น 

ซึ่งผมเองมีโอกาสได้รับความรู้ คำแนะนำจากท่านหลายครั้งในหลายโอกาสก็รับรู้ได้ว่า มีหลายเหตุผล มีหลายปริศนาธรรม ที่บอกให้รู้ว่าท่านต้องการขอบารมีครูบาอาจารย์ ที่สืบทอดสรรพวิชา เอามาเกื้อมาหนุน เพราะคนเราแต่ละคนมีโชคมีลาภวาสนาชีวิตไม่เหมือนกัน แต่ทุกคนสามารถเข้าถึงธรรมมะได้เสมอกัน ถ้าไขปริศนาธรรมแห่งพุทธาคุณออก 

ขอดเกล็ดปลาตะเพียนอาคม สุดยอดเครื่องรางขลังเมตตาค้าขาย หลวงพ่อประเสริฐ วัดแก้ว สุพรรณฯ  

ตำแหน่งการจัดวางอักขระเลขยันต์บนเกล็ดปลาตะเพียน

ความสำเร็จปาฏิหาริย์ในชีวิตของคนที่มีเครื่องรางของขลังวัตถุมงคบพกติดตัวนั้น ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นกันทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน แต่มักเกิดกับผู้ศรัทธาอย่างแท้จริง แม้ว่าวัตถุมงคลนั้นจะไม่มีราคาเช่าหามากมาย แต่ถ้าคุณศรัทธาเชื่อมั่นก็อาจจะส่งผลให้ชีวิตของคุณมีแต่ความเจริญ มีแต่จะเพิ่มทรัพย์สินให้มีมากกว่าเดิมด้วยบารมีธรรมแห่งศรัทธา 

สำหรับปลาตะเพียนทองมหามงคล ตำนานแห่งยุคนี้ ของหลวงพ่อประเสริฐ โชติปัญโญไม่ได้มาเพราะไปลอกเลียนแบบใคร แต่เพราะครูบาอาจารย์ของท่านสอนมาและท่านได้ร่ำเรียนมา จึงต้องการสร้างเพื่อบูชาครูบาอาจารย์ และมีวาระการปลุกเสกหลายวาระมาก รวมทั้งปลุกเสกหนึ่งไตรมาศคือ ตลอดพรรษาปีนี้ด้วย เพื่อให้ศิษย์ให้ผู้ศรัทธา เอาไปใช้ให้เกิดผลสำเร็จ มีเมตตา มีเสน่ห์ ค้าขายดี มีคนอุปถัมป์ค้ำชู กิจการได้ก็ก้าวหน้า เจรจาต่อลองก็สำเร็จ  พกพาบูชาติดตัวเดินทางน้ำขึ้นเหนือล่องใต้ก็แคล้วคลาดปลอดภัย มีแต่คนช่วยเหลือ

ขอดเกล็ดปลาตะเพียนอาคม สุดยอดเครื่องรางขลังเมตตาค้าขาย หลวงพ่อประเสริฐ วัดแก้ว สุพรรณฯ  

ปลาตะเพียนทอง ที่จัดสร้างเพื่องานนี้เช่นกัน

สำหรับ อักขระเลขบัยต์คาถา ทีหลวงพ่อประเสริฐ์ลงไว้ที่เกล็ดปลาตะเพียน ประกอบด้วย ยันต์คาถา นะ ชา ลี ติ,ยันต์คาถา นะ มะ พะ ทะ, ยันต์คาถา มะ อะ อุ ,ยันต์คาถานะโม พุทธ ธา ยะ,ยันต์คาถา อะระหัง นะ หน้า ทอง

เรียกว่าขอดเกล็ดออกมาแล้วก็จะพบว่า เป็นปลาตะเพียนทองมหามงคลจริงๆแต่จะเปิดให้เช่าบูชาเมื่อไร ต้องติดต่อสอบถามไปที่วัดแก้วหรือที่www.facebook อ.ไก่ มือจูน พระเครื่อง ศิษย์เอกของหลวงพ่อ  ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานนี้

จาก “แม่หม่อมกวัก” สู่ “แม่หม่อมกวักมโนราห์” ศาสตร์ผสมศิลป์แห่งถ้ำพระพุทธโกษีย์ เรียกเงินเรียกทองให้ไหลนองมากองตรงหน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/462821

จาก “แม่หม่อมกวัก”สู่”แม่หม่อมกวักมโนราห์”  ศาสตร์ผสมศิลป์แห่งถ้ำพระพุทธโกษีย์ เรียกเงินเรียกทองให้ไหลนองมากองตรงหน้า

จาก "แม่หม่อมกวัก"สู่"แม่หม่อมกวักมโนราห์"  ศาสตร์ผสมศิลป์แห่งถ้ำพระพุทธโกษีย์ เรียกเงินเรียกทองให้ไหลนองมากองตรงหน้า 3 เมษายน 2564 – 08:32 น.

จาก “แม่หม่อมกวัก”สู่”แม่หม่อมกวักมโนราห์”  ศาสตร์ผสมศิลป์แห่งถ้ำพระพุทธโกษีย์ เรียกเงินเรียกทองให้ไหลนองมากองตรงหน้า คอลัมน์…  ตามรอยตำนานแผ่นดิน  โดย… เอก อัคคี  FB : Akeakkee Ake

ผมเชื่อเสมอว่า นักไสยศาสตร์กับนักวิทยาศาสตร์ มีความเหมือนกันอยู่หลายประการ ซึ่งหนึ่งในความเหมือนหลายประการนั้นก็คือ “การเป็นนักทดลองเล่นแร่แปรธาตุ”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  ถอดรหัสคาถาอาคมเวทมนต์ของ ขุนช้างเจ้าทรัพย์ “พ่อท่านเขียว วัดห้วยเงาะ”

จาก "แม่หม่อมกวัก"สู่"แม่หม่อมกวักมโนราห์"  ศาสตร์ผสมศิลป์แห่งถ้ำพระพุทธโกษีย์ เรียกเงินเรียกทองให้ไหลนองมากองตรงหน้า

พระอาจารย์ประสูติ แห่ง ถ้ำพระพุทธโกษีย์(วัดในเต่า จ.ตรัง)

เพราะกว่าที่จะได้ค้นพบสิ่งใหม่ๆ ที่สามารถใช้งานได้จริง ก็ต้องเรียนรู้ ศึกษา ค้นคว้าทดลอง ลองผิดลองถูกตามสูตรสมการที่ค้นค้นขึ้นมา นักไสยศาสตร์วิทยาคมก็เช่นกัน กว่าที่จะสร้างเครื่องรางของขลัง วัตถุมงคลขึ้นมาแต่ละชิ่นก็ต้องผ่านการศึกษาเรียนรู้ค้นคว้า ลองผิดลองถูก กว่าจะนำไปให้ผู้คนใช้บูชาพกพาติดตัวหรือว่าวางไว้เป็นสิ่งเคารพสักการะ

แน่นอนว่า ผลทางวิทยาศาสตร์คือ ต้องใช้งานได้จริง
แน่นอนว่า ผลทางไสยศาสตร์พุทธาคมก็ต้องใช้งานได้จริง-เช่นกัน!!

…………………..

ในศาสตร์ลี้ลับทางภาคใต้อย่างวิชาไสยศาสตร์วิทยาคมก็เช่นกัน ต้องสร้างได้แล้วใช้ได้ผลจริงและหนึ่งในเครื่องรางของขลังซึ่ง เป็นที่ยอมรับว่า เป็นสุดยอดเครื่องรางของขลังด้านเมตตามหานิยม เรียกเงินเรียกทอง รูปแบบเดียว “นางกวัก”ทางภาคกลางนั้นก็คือ “แม่หม่อมกวัก”

ซึ่งนับเป็นสุดยอดเครื่องรางอันดับต้นๆของเมืองตรัง ในอดีตที่โด่งดังมากก็คือ แม่หม่อมกวักที่ปลุกเสกและสร้างขึ้นโดย พ่อท่านชื่น พระเกจิอาจารย์ผู้เรืองเวทย์ในอดีต แห่งสำนักสงฆ์ทุ่งชน

จาก "แม่หม่อมกวัก"สู่"แม่หม่อมกวักมโนราห์"  ศาสตร์ผสมศิลป์แห่งถ้ำพระพุทธโกษีย์ เรียกเงินเรียกทองให้ไหลนองมากองตรงหน้า

พ่อท่านชื่น สำนักสงฆ์ทุ่งชน จ.ตรัง เจ้าตำรับวิชาแม่หม่อมกวัก

ถือเป็นเครื่องรางที่มีพุทธคุณสูงทางเมตตามหานิยม เรื่องทำมาค้าขายเงินทองไม่ขาดหลวงพ่อท่านจะสร้างเองที่ละองค์และปลุกเสกเรียกจิต เรียกนาม ปลุกเสกตั้งอาการ 32 จนเกิดเห็นเป็นนิมิตเป็นองค์แม่หม่อม พุทธคุณคล้ายนางกวัก แต่ว่ากันว่ามีศักดิ์ที่สูงกว่า ซึ่งการสร้างแม่หม่อมถือเป็นเครื่องรางที่เป็นต้นตำรับเฉพาะของพ่อท่านชื่นแห่งวัดทุ่งชลและท่านได้ถ่ายทอดสรรพวิชานี้ให้กับพระอาจารย์ประสูติ ปิยธัมโม เจ้าอาวาสวัดถ้ำพระพุทธโกษีย์ หรือวัดในเตา  อ.ห้วยยอด จ.ตรัง ทั้งหมด ซึ่งพระอาจารย์ประสูติก็เริ่มสร้างมาตั้งแต่ปี 2545

ถ้าจะกล่าวถึงพระอาจารย์ประสูตินั้น เป็นที่ยอมรับกันว่าท่านเป็นพระนักปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ขณะเดียวกันก็ยังเป็นพระนักพัฒนา ทำให้เป็นที่นับถือศรัทธาจากชาวบ้านโดยทั่วไป ทั้งใน จ.ตรัง จ.นครศรีธรรมราช จ.พัทลุง และพื้นที่ใกล้เคียง 

ท่านเป็นศิษย์เอกของ หลวงปู่แสง ธมฺมสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดในเตา ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งเมืองตรัง สายสำนักเขาอ้อ จ.พัทลุง หลังจากร่ำเรียนวิชาจากหลวงปู่แสงแล้ว พระอาจารย์ประสูติท่านได้กราบลา เพื่อเดินทางไปศึกษาวิชากับพระเกจิอาจารย์ชื่อดังทั่วทุกภาคของประเทศไทย 

จาก "แม่หม่อมกวัก"สู่"แม่หม่อมกวักมโนราห์"  ศาสตร์ผสมศิลป์แห่งถ้ำพระพุทธโกษีย์ เรียกเงินเรียกทองให้ไหลนองมากองตรงหน้า

แม่หม่อมกวัก สุดยอดเครื่องรางในตำนาน

อาทิ เช่น เดินทางไปภาคเหนือ เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ “ครูบาเหมย” วัดศรีดงเย็น จ.เชียงใหม่ เดินทางลงมายังภาคกลาง เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ “หลวงพ่อสัมฤทธิ์” วัดถ้ำแผด จ.กาญจนบุรี ส่วนในภาคใต้ ท่านเดินทางไปยังหลายวัด เพื่อขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ อาทิ หลวงพ่อคล้อย วัดถ้ำเขาเงิน อ.หลังสวน จ.ชุมพร, พระครูบุญญาภินันท์ หรือพระอาจารย์หรีด วัดป่าโมกข์ จ.พังงา, พ่อท่านชื่น สำนักสงฆ์ทุ่งชล จ.ตรัง เป็นต้น

จากการได้ออกธุดงค์เสาะแสวงหาพระอาจารย์ เพื่อศึกษาวิชาความรู้ด้านพระพุทธศาสนา ทำให้พระอาจารย์ประสูติเป็นพระวิปัสสนากัมมัฏฐาน มีสมาธิแก่กล้า จนเป็นที่เลื่องลือในด้านการปลุกเสกเครื่องรางของขลัง เด่นในพุทธคุณด้านเมตตามหานิยม พ.ศ.2540 ท่านกลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดห้วยยอด อ.ห้วยยอด จ.ตรัง ครั้นต่อมา พ.ศ.2535 หลวงปู่แสง เจ้าอาวาสวัดในเตา มรณภาพลง ทำให้วัดแห่งนี้แทบจะกลายเป็นวัดร้างไป เนื่องจากไม่มีเจ้าอาวาสและพระลูกวัดอาศัยอยู่อย่างถาวร

จาก "แม่หม่อมกวัก"สู่"แม่หม่อมกวักมโนราห์"  ศาสตร์ผสมศิลป์แห่งถ้ำพระพุทธโกษีย์ เรียกเงินเรียกทองให้ไหลนองมากองตรงหน้า

พิธีบวงสรวงเททองหล่อแม่หม่อมกวักมโนราห์

แม้จะมีพระสงฆ์หลายรูปหมุนเวียนกันมาเพื่ออยู่จำพรรษาที่วัดในเตา แต่ท้ายสุดไม่สามารถอยู่ได้และต้องย้ายออกไป เมื่อชาวบ้านรับทราบว่า พระอาจารย์ประสูติ เดินทางกลับมาจำวัดอยู่ที่วัดห้วยยอด ในฐานะที่เป็นศิษย์ใกล้ชิดหลวงปู่แสง มากที่สุด และเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาเช่นเดียวกับหลวงปู่แสง ชาวบ้านจึงได้ไปกราบนิมนต์ขอให้เป็นเจ้าอาวาสวัดในเตา นับตั้งแต่ พ.ศ.2544 จนถึงปัจจุบัน

สำหรับวัดในเตา ได้ก่อสร้างมาตั้งแต่ พ.ศ.2203 มีพระพุทธรูปที่สวยงามและศักดิ์สิทธิ์ ในสมัยอาณาจักรศรีวิชัย ประดิษฐานอยู่คู่กับวัด 3 องค์ คือ พระพุทธโกษีย์ พระธรรมรูจี และพระศรีไกรสร โดยได้นำเอาชื่อของพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ที่ประดิษฐานอยู่ในถ้ำ มาตั้งเป็นชื่อวัด และภายในถ้ำแห่งนี้ เป็นที่ร่ำลือกันว่า มีเหล็กไหล ฝังอยู่มานานหลายร้อยปีแล้ว เป็นผลทำให้มีชาวบ้านจำนวนมาก แอบลักลอบเข้าไปขุดเหล็กไหล สร้างความเสียหายอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ พระอาจารย์ประสูติ จึงได้นำเหล็กไหล ที่ได้กระทำพิธีขอพลีขึ้นมาจากใต้ถ้ำ รวมน้ำหนักประมาณ 400 กิโลกรัม ไปฝังเอาไว้ใต้พระประธานภายในอุโบสถวัด เพื่อต้องการแก้ปัญหาการทุบทำลายถ้ำ ขโมยเหล็กไหลและเมื่อพระอาจารย์มาดูแลวัดในเตา ท่านก็ได้ให้ลูกศิษย์สร้างวัตถุมงคลออกมาเป็นระยะๆเพื่อเป้นการสืบสานสรรพวิชาไสยเวทพุทธาคมของบูรพาจารย์และสร้างขวัญกำลังใจให้ผู้คน

จาก "แม่หม่อมกวัก"สู่"แม่หม่อมกวักมโนราห์"  ศาสตร์ผสมศิลป์แห่งถ้ำพระพุทธโกษีย์ เรียกเงินเรียกทองให้ไหลนองมากองตรงหน้า

พ่อเพชร ครูหมอเฒ่า ประพรมน้ำมนต์ในพิธีเททองหล่อ
โดยมี อ.แอ๊ด ศิษย์อาจารทอง เป็นผู้ช่วยถือครอบน้ำมนต์

……………

และในปีนี้ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจที่เจอมรสุมต่างๆมากมาย พระอาจารย์ประสูติได้เล็งเห็นแล้วว่า บรรดาผู้คนขาดขวัญกำลังใจในการประกอบการค้าขาย อยากมีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจที่เป็นสิริมงคลและสามารถนำไปบูชาแล้วได้ผลจริงตามสรรพวิชาที่ท่านได้ร่ำเรียนมา

ท่านจึงมีดำริให้ศิษย์ผู้ใกล้ชิดคือ “อ๊อด สิชล” สร้าง แม่หม่อมกวักมโนราห์ ปี 2564 ขนาดองค์บูชาขึ้นมาเพื่อเรียกทรัพย์สินเงินทองให้ไหลนองมากองตรงหน้าร้านค้าร้านขายและเป็นการผสมผสานระหว่างศาสตร์การสร้างหม่อมกวักและ ศาสตร์แห่งมโนราห์ในภาคใต้อันเป็นศิลปะการร้องและการรำชั้นสูง สร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ที่เชื่อมั่นศรัทธา 

จาก "แม่หม่อมกวัก"สู่"แม่หม่อมกวักมโนราห์"  ศาสตร์ผสมศิลป์แห่งถ้ำพระพุทธโกษีย์ เรียกเงินเรียกทองให้ไหลนองมากองตรงหน้า

แม่หม่อมกวักมโนราห์ องค์หล่อนำฤกษ์องค์แรก

ทั้งนี้เพื่อเป็นการสืบสานตำนานไสยเวทย์สายวิชามโนราห์มหาเสน่ห์และต่อ ยอดทดลองวิชาอีกแขนง ด้วยการนำมาผสมผสานกับวิชา “แม่หม่อมกวัก” อันโด่งดังแห่งเมืองตรัง ที่ท่านเรียนมาจากพ่อท่านชื่น สำนักสงฆ์ทุ่งชน ต.นาบินหลา อ.เมือง จ.ตรัง เป็นบรมครู ซึ่งอาจารย์ประสูติ นับได้ว่าเป็นศิษย์รักของท่าน วิชาอาคมใดๆในตัวที่ท่านมีได้เมตตาถ่ายทอดให้แก่อาจารย์ประสูติจนหมดสิ้นอย่างไม่ปิดบัง ไม่ว่าจะเป็นคาถาอาคมต่างๆ วิชาทำน้ำมัน ทำตะกรุด ทำสายคาดเอว ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาสำคัญที่สุดในตัวท่านคือ วิชาทำ “แม่หม่อมกวัก มหาเสน่ห์ มหาลาภ ค้าขาย” 

ที่สำคัญรุ่นนี้มีการหลอมรวมชนวนมวลสารมากมาย สำหรับแผ่นชนวนมวลสารที่นำมาหลอมเป็น “แม่หม่อมนางกวักมโนราห์”2564 นั้นประกอบด้วยแผ่นยันต์จาก พ่อเพชร ครูหมอเฒ่า,อ.เขียว เทพทอง,อ.เทียม ซิวใจเอื้อ,อ.อดิศักดิ์ ลุปต์ซ่า,อ.แขก รือเสาะ,อ.ประภาส เมืองตรัง, อ.ดิว เจ้าพยัคฆ์จันดี,อ.ดำ ธาตุน้อย,อ.เบส ศิษย์พ่อท่านชอบ,อ.แอ๊ด ศิษย์ครูทอง,อ.อ๋อ บ่อทอง,อ.เอก มหามงคล,อ.เทพ พงศาวดาร,ครูทอง พรหมมัน,อ.พงษ์ เจ้าพระยาตาทิพย์,ฤษีขุนเดช เขาเจ็ดยอด,เทวธรรม ภูเขาหลัก,อ.ธงชัย ราชภูชงค์,อ.วงศ์ธวัฒน์,อ.เณรดอย เมืองตรัง,อ.โจอี้ ซัง,อ.หมออาร์ม บารมีปู่ฤาษีตาไฟ,หมอนันท์ พระพรหม,อ.ว โคกโพธิ ,อ.ต้น ตรีศูล,อ.โอม สังกร,อ.จุล จุลจักร,อ.สุรต๊อก และชนวนเก่าอันศักดิ์สิทธิ์อีกจำนวนมาก จึงถือว่าเป็นวัตถุมงคลสายโภคทรัพย์จากภาคใต้อีกรุ่นที่น่าจับตามองในปีนี้

จาก "แม่หม่อมกวัก"สู่"แม่หม่อมกวักมโนราห์"  ศาสตร์ผสมศิลป์แห่งถ้ำพระพุทธโกษีย์ เรียกเงินเรียกทองให้ไหลนองมากองตรงหน้า

 อ๊อด สิชล ผู้ดำเนินการจัดสร้างถวายให้พระอาจารย์ประสูติขณะนำองค์นำฤกษ์มาให้พ่อเพชร ครูหมอเฒ่าผู้เรืองวิทยาคม ชมความสวยงามที่เข้มขลังตามแบบฉบับไสยเวทสายใต้

…………..

สำหรับ แม่หม่อมกวัก นั้นครูบาอาจารย์ทางภาคใต้บอกว่าจะคล้ายๆกับนางกวัก แต่แม่หม่อมกวักจะมีศักด์สูงกว่านางกวัก ก็เพราะขึ้นต้นด้วยคำว่า “หม่อม” อันเป็นคำเรียกชนชั้นสูง ในขณะที่คำว่า “นาง” ซึ่งใช้เรียกว่า ผู้หญิงสามัญชนคนธรรมดา ซึ่งอาจารย์ประสูติท่านได้สืบสานตำนานการจัดสร้างแม่หม่อมกวักมาตั้งแต่ปี 2545 จนถึงปัจจุบัน 

สำหรับคาถาบูชาแม่หม่อมกวักมโนราห์มีอยู่ว่า “โอมปู่เจ้าเขาเขียว มีลูกคนเดียวชื่อว่าหม่อมกวัก หญิงเห็นหญิงรัก ชายเห็นชายหลง โอม เทิบ เทิบ มหาเทิบ เทิบ สัพพะเทิบ เทิบ สวาหะ นะชะแง้ โมแลหา พุทไม่เห็นหน้า ธาอยู่มิได้ ยะร้องไห้มาหากู”

เพราะฉะนั้นในยามที่เศษฐกิจตกสะเก็ดอย่างนี้…ใครอยากมีผู้ช่วยมากวักเรียกเงินเรียกทองให้ไหลนองมากองตรงหน้า—กรุณาอย่ามองข้าม “แม่หม่อมกวัก มโนราห์แห่งถ้ำพระพุทธโกษีย์”

รร.สาธิตกรุงเทพธนบุรี โรงเรียนแนวใหม่ ผสานวิชาการและบูรณาการ ด้วยหัวใจของ “คนเป็นแม่” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/462653

รร.สาธิตกรุงเทพธนบุรี โรงเรียนแนวใหม่ ผสานวิชาการและบูรณาการ ด้วยหัวใจของ “คนเป็นแม่” 

รร.สาธิตกรุงเทพธนบุรี โรงเรียนแนวใหม่ ผสานวิชาการและบูรณาการ ด้วยหัวใจของ "คนเป็นแม่" 1 เมษายน 2564 – 11:04 น.

รร.สาธิตกรุงเทพธนบุรี โรงเรียนแนวใหม่ ผสานวิชาการและบูรณาการ ด้วยหัวใจของ “คนเป็นแม่” 

รศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล ผู้ก่อตั้งโรงเรียนสาธิตกรุงเทพธนบุรี กล่าวถึงจุดกำเนิดของโรงเรียนสาธิตกรุงเทพธนบุรีว่า โรงเรียนสาธิตกรุงเทพธนบุรี จัดตั้งขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของคุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครอง ที่ประสงค์จะให้บุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนแนวใหม่มีบรรยากาศนานาชาติ โดยเปิดสอนระดับเตรียมอนุบาล อนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และตอนปลาย “บุตรหลานของท่านจะได้รับการอบรม บ่มเพาะบ่มนิสัย ให้เป็นผู้นําที่มีความพร้อมทั้งศาสตร์ คือ มีความรู้ ภูมิปัญญา ความชํานาญ และเป็นผู้มีศิลป์ คือมีความสามารถ มีประสิทธิภาพอย่างโดดเด่น” รศ.ดร.บังอร กล่าวและว่า

รร.สาธิตกรุงเทพธนบุรี โรงเรียนแนวใหม่ ผสานวิชาการและบูรณาการ ด้วยหัวใจของ "คนเป็นแม่" 

โรงเรียนสาธิตกรุงเทพธนบุรี  เป็นรูปแบบของการผสมผสานระหว่างแนววิชาการ และแนวบูรณาการ เพื่อให้เด็ก ๆ ได้มีความสุขกับการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม และได้ความรู้ที่ครบถ้วน นักเรียนชั้น ม.6 รุ่นแรกของเราที่จบไป ได้เข้าเรียนต่อที่ ม.มหิดล ในคณะอินเตอร์หลายคน ซึ่งนับว่าเป็นความสำเร็จของเรา ของคนเป็นครู ที่ได้ส่งเด็กๆของเราไปถึงฝั่งฝัน ตามที่เขาตั้งความหวังไว้ ถือเป็นความภูมิใจอย่างมาก ที่ได้ส่งไม้ต่อให้ลูกศิษย์ ไปถึงจุดนั้น

นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ดิฉันในฐานะคุณย่า มีความตั้งใจเปิดโรงเรียนแห่งนี้ และทำอย่างดีที่สุด เพื่อให้หลายชายทั้งสองคน คือ “น้องดี” ดวงดิช ชัยรุ่งเรือง และ “น้องดวิณ” ดวงเดช ชัยรุ่งเรือง ได้มาเรียน ณ ที่แห่งนี้ 
รร.สาธิตกรุงเทพธนบุรี โรงเรียนแนวใหม่ ผสานวิชาการและบูรณาการ ด้วยหัวใจของ "คนเป็นแม่" 

ด้าน “ครูเอิร์น” จิรวรรณ ชัยรุ่งเรือง ผู้อํานวยการบริหารโรงเรียนสาธิตกรุงเทพธนบุรี กล่าวว่า ในฐานะของคนเป็นแม่ ดิฉันมุ่งหวังให้โรงเรียนนี้เป็นที่เสริมสร้างความรู้ทางวิชาการ เสริมสร้างทักษะ ทางสังคมและพัฒนาการต่างๆ ของลูก ในขณะเดียวกันก็จะต้องเป็นที่ที่ลูกๆ อยู่แล้วมีความสุข และปลอดภัย

“นี่คืออุดมการณ์ของโรงเรียนสาธิตกรุงเทพธนบุรี เพื่อสร้างก้าวแรกให้พวกเขา พร้อมที่จะก้าวเดินไปอย่างสง่างามและมั่นคงในอนาคต เรามีความตั้งใจที่จะทําให้โรงเรียนของเรา บนพื้นที่ 88 ไร่ มีความพร้อมและสมบูรณ์ในทุกด้าน ทั้งวิชาการ สถานที่และสื่อการเรียนที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างดี เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่นักเรียนของเราทุกคน จะได้มีความรู้ทั้งในและนอกห้องเรียนอย่างเต็มที่ “

รร.สาธิตกรุงเทพธนบุรี โรงเรียนแนวใหม่ ผสานวิชาการและบูรณาการ ด้วยหัวใจของ "คนเป็นแม่" 

อีกท้ังยังมีการเพิ่มชั่วโมงการเรียนภาษาที่สําคัญอีก 2 ภาษา คือภาษาอังกฤษและภาษาจีน กับเจ้าของภาษา Native Speaker  เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักเรียนมีความแข็งแกร่งด้านภาษาตั้งแต่ระดับเตรียมอนุบาล ซึ่งในระดับปฐมวัย เด็กๆจะได้เรียนรู้ผ่านการทำกิจกรรมที่สอดคล้องกับองค์ความรู้ในวิชานั้นๆทำให้เด็กๆซึมซับความรู้ไปอย่างธรรมชาติซึ่งจะแตกต่างกับการ force หรือกดดันให้เรียนรู้ ทั้งนี้เด็กๆในระดับอนุบาลของเรามีการ ทำ project approach หรือการนำเสนอโครงงาน เพื่อบ่มเพาะความกล้าแสดงออกในระดับที่เป็นไทย 
 
“ที่โรงเรียนสาธิตกรุงเทพธนบุรี มีการสอน 3 ภาษา เน้นให้เด็กสนทนา  ผ่านการเล่น การทำกิจกรรม การทำอาหาร เป็นต้น โดยคุณครูต่างชาติ ทั้งครูฝรั่ง และครูจีน ที่เป็นเจ้าของภาษาตัวจริง เด็กนักเรียนที่นี่ จะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด ในชั้นเตรียมอนุบาล และ อ.1 มี นักเรียน 15 คนต่อห้อง ชั้น อ.2 และ อ.3 ประมาณ 18 คน โดยมีคุณครูดูแลห้องละ 2 คน

รร.สาธิตกรุงเทพธนบุรี โรงเรียนแนวใหม่ ผสานวิชาการและบูรณาการ ด้วยหัวใจของ "คนเป็นแม่" 

ในส่วนของสภาพแวดล้อมจะเป็นอาคารเรียนชั้นเดียว เพดานสูง และตกแต่งในบรรยากาศที่เสริมสร้างจินตนาการ ของเด็ก ๆ เช่น อวกาศ ระบบสุริยะจักรวาล ไดโนเสาร์ เป็นต้น และยังมีพื้นที่การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ให้เรียนรู้ทั้งด้านเกษตร เช่น ฟาร์มเมล่อน ภายใต้ โครงการ “เมล่อนของหนู” รวมถึงการเลี้ยงสัตว์แบบไปเห็น และลงมือทำจริงๆค่ะ” ครูเอิร์น กล่าว 
 
ด.ญ.การะเกด (นามสมมุติ) นักเรียนชั้น ม.1 สาธิตกรุงเทพธนบุรี บอกว่า หนูภูมิใจที่มีโอกาสเข้าเรียนที่สาธิตกรุงเทพธนบุรี หนูชอบห้องเรียนอัจฉริยะที่เหมาะกับยุค 4.0 มาก ๆ โดยเฉพาะห้อง Interactive learning Museum แค่ใช้ iPad สแกนไปที่รูปภาพบนผนัง ข้อมูลที่หนูสนใจก็โชว์มาบนหน้าจอทันทีเลยค่ะ   
 
ทั้งนี้โรงเรียนสาธิตกรุงเทพธนบุรี จะเริ่มเปิดรับสมัครนักเรียนใหม่ ช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ผู้ปกครองสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ 468 ถนนเลียบคลองทวีวัฒนา เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ 10170 โทร : 02-408-1919, 089-305-1111