ยิ่งโควิดแพร่ระบาดยืดเยื้อ ยิ่งทำให้เด็กเสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษามากขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/477755

ยิ่งโควิดแพร่ระบาดยืดเยื้อ ยิ่งทำให้เด็กเสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษามากขึ้น

7 สิงหาคม 2564 – 18:39 น.

กสศ. จับมือ สพฐ. เร่งทำงานเชิงรุกแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาในช่วงชั้นรอยต่อ ในช่วง COVID-19 จัดงบอุดหนุนช่วยนร.ยากจนพิเศษ กว่า 9 แสนคน

สถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ปรากฎตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ได้ออกมาตรการล็อกดาวน์ ขยายพื้นที่ควบคุมสูงสุด จาก 10 จังหวัดมาเป็น 13 จังหวัด จนล่าสุดขยายมาเป็น 29 จังหวัด 

การที่สถานการณ์แพร่ระบาดยังไม่อาจควบคุมได้ ก็ย่อมส่งผลกระทบไปถึงการศึกษาของนักเรียน และส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพผู้ปกครอง โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) ได้เฝ้าติดตาม ซึ่งมีสัญญาณว่า จะทำให้กลุ่มนักเรียนยากจนพิเศษอาจหลุดออกจากระบบการศึกษามากขึ้น 

ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)  เปิดเผยว่า  จากการติดตามข้อมูลกลุ่มนักเรียนทุนเสมอภาคกลุ่มรอยต่อ (ชั้นอนุบาล 3,ป. 6 และ ม.3) ภายใต้สถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)  จากนักเรียนที่ได้รับเงินสนับสนุน 800 บาท จำนวน 294,454  คน มีนักเรียนที่ระบุว่าจะไม่เรียนต่อ 5,871 คน โดยกลุ่มนักเรียนในสังกัด สพฐ.  286,390 คน ระบุว่าจะไม่เรียนต่อ 5,654 คน  

อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ระบุว่า จะเรียนต่อในภาคเรียนที่ 1/2564 พบว่ามีรายชื่อศึกษาต่อในฐานข้อมูลนักเรียนรายบุคคลจำนวน 214,202 คน หรือคิดเป็น 78.9% ของกลุ่มที่ระบุว่าจะเรียนต่อ และไม่พบข้อมูลในระบบ 57,590 คน หรือ 21.1%   นอกจากนี้ในส่วนของกลุ่มที่แจ้งว่าจะไม่เรียนต่อมีเด็กที่เปลี่ยนใจกลับมาเรียนต่อ 1,428 คน หรือ 25% ของกลุ่มที่ระบุว่าจะไม่เรียนต่อ

ยิ่งโควิดแพร่ระบาดยืดเยื้อ ยิ่งทำให้เด็กเสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษามากขึ้น

ดร.กฤษณพงศ์ กล่าวว่า ฐานข้อมูลสารสนเทศนี้จะเป็นเป้าหมายสำคัญที่ช่วยกำหนดทิศทางของ กสศ.ในการออกสองมาตรการ คือมาตรการป้องกัน-มาตรการแก้ไขปัญหาการหลุดออกจากระบบการศึกษาอย่างเป็นระบบ ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการสำรวจข้อมูลนักเรียนเพิ่มเติมทั้งในส่วนของเด็กที่ระบุว่าจะเรียนต่อแต่สุดท้ายไม่ได้เรียนต่อ ว่าปัจจุบันไปอยู่ที่ไหน และเหตุผลที่ไม่ได้เรียนต่อคืออะไร รวมทั้งกลุ่มที่ระบุว่าจะไม่เรียนต่อและเปลี่ยนใจกลับมาเรียนต่อ  ว่ามาจากสาเหตุใด เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์และวางแผนการทำงานช่วยเหลืออย่างเป็นระบบต่อไป โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนที่จบชั้น ม.3 จากข้อมูลของกลุ่มที่ระบุว่าจะเรียนต่อ  65,101 คน แต่มีรายชื่อศึกษาต่อในฐานข้อมูลนักเรียนรายบุคคลว่าเรียนต่อ ม.4 จำนวน 34,212 คน หรือ 53%  ขณะที่ 30,889 คน หรือ 47% ไม่มีรายชื่อในระบบฐานข้อมูลนักเรียนรายบุคคลของ สพฐ. 

อย่างไรก็ตาม  เบื้องต้นในส่วนของนักเรียนที่จบชั้น ม.3 การนำเด็กนักเรียนกลับเข้าระบบการศึกษาอาจต้องมี การเตรียมมาตรการสนับสนุนสร้างแรงจูงใจให้กลับมาเรียนในชั้น ม.4 หรือสถานศึกษาสายอาชีวศึกษาต่อได้ เช่น จัดโปรแกรมฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ (Learning Loss Recovery) เพื่อชดเชยช่วงเวลาที่ต้องขาดเรียนไปอย่างน้อย 2-3 เดือน เพราะสาเหตุหนึ่งที่เด็กไม่อยากจะมาเรียนคือกลับมาเรียนแล้วเรียนตามเพื่อนไม่ทัน  โดยอาจทำงานร่วมกับโรงเรียนในเครือข่ายโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง (TSQP) ของ กสศ.   เพื่อทำเป็นโมเดลต้นแบบ หรืออาจทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย เช่นเขตพื้นที่การศึกษาซึ่งมีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนจำแนกตามภูมิภาค

“การทำงานต่อไป กสศ. และหน่วยจัดการศึกษา จะต้องเน้นรูปแบบการทำงานในเชิงรุก โดยไม่รอจนได้ข้อมูลที่รายงานเข้ามาว่าสุดท้ายเด็กหลุดจากระบบการศึกษาแล้วค่อยเข้าไปช่วยเหลือซึ่งอาจจะไม่ทันการณ์ หรือทำให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปได้ยากกว่ายังอยู่ในระบบแล้วให้ความช่วยเหลือ ดังนั้นจึงต้องเพิ่มการเก็บข้อมูลให้บ่อยขึ้น มีข้อมูลสารสนเทศที่เป็นเรียลไทม์มากขึ้น เพื่อให้เห็นสถานการณ์ของกลุ่มเด็กเปราะบาง รวมทั้งจะต้องทำงานร่วมกันกับโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ในการแก้ไขปัญหาเด็กนอกระบบที่จะเห็นข้อมูลที่ชัดเจนและ real time  ตั้งแต่ก่อนที่เด็กจะหลุดจากระบบการศึกษา และที่หลุดออกไปแล้ว ทั้งนี้คานงัดยุทธศาสตร์ที่สำคัญควรเป็นระบบข้อมูลเด็กและเยาวชนแบบ real time ” ดร.กฤษณพงศ์ กล่าว  

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในฐานะอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข กล่าวว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคเชื้อไวรัสโควิด- 19  มีความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับประกาศของ ศบค.ได้ปรับปรุงเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดขึ้นใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ จาก 13 จังหวัด เป็น 29 จังหวัด ซึ่งอาจกระทบกับเด็กนักเรียนในฐานะอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข และหน่วยงานต้นสังกัด (สพฐ. อปท. ตชด.) มีความห่วงใยนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคเชื้อไวรัสโควิด- 19 ทั้งในส่วนของรูปแบบการจัดการเรียนการสอนของแต่ละพื้นที่ความปลอดภัยในการดำเนินงาน  ตลอดจนกลุ่มจำนวนนักเรียนยากจนที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจมีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษาในช่วงโควิด – 19  ซึ่ง สพฐ.ติดตามเฝ้าระวังและให้ความช่วยเหลือนักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษาทุกคน ที่ตั้งใจลงพื้นที่คัดกรองนักเรียน ถึงแม้มีสถานการณ์โควิด-19 ครูหลายคนยังทำหน้าที่ช่วยเหลือคัดกรองเด็กจนมีตัวเลขเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งหมดล้วนมาจากความทุ่มเท ความเสียสละ แม้วันหยุดก็ยังลงไปในพื้นที่ทำงาน เพื่อช่วยเหลือกลุ่มนักเรียนยากจนพิเศษ ให้ได้เรียนได้เข้าถึงการศึกษาอย่างเสมอภาค

ยิ่งโควิดแพร่ระบาดยืดเยื้อ ยิ่งทำให้เด็กเสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษามากขึ้น

“จากสถานการณ์โควิด-19 มีแนวโน้มตัวเลขเด็กเสี่ยงหลุดนอกระบบการศึกษาจะเพิ่มขึ้น โดยอาจมาจากสาเหตุเรื่อง
การอยพยพย้ายถิ่นฐาน และโรงเรียนปิดผู้ปกครองยังไม่สามารถพาเด็กนักเรียนไปรายงานตัวกับโรงเรียนได้ ปัจจุบันนักเรียนยากจนพิเศษได้รับการดูแลดีขึ้นเรื่อย ๆ นับเป็นความสำเร็จความภาคภูมิใจร่วมกันของ สพฐ.และ กสศ.
ที่ได้ดำเนินการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ให้เด็กยากจนพิเศษได้รับการดูแลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดย กสศ.และ สพฐ. ได้ปรับลดกระบวนการและเปลี่ยนวิธีการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ COVID-19 แล้วเพื่อให้ครูมีความปลอดภัย และนักเรียนก็ยังคงได้รับความช่วยเหลือ ทั้งนี้ยืนยันว่าเราจะไม่ให้เด็กคนไหนตกหล่นและหลุดจากระบบการศึกษาอย่างแน่นอน และขอบทุกท่านที่ได้ดูแลนักเรียนยากจนพิเศษ ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกท่านในการฝ่าวิกฤตนี้ไปด้วยกัน” ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าว

ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า สำหรับภาคเรียนที่ 1/2564 กสศ.ได้จัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่นักเรียนทุนเสมอภาคกลุ่มเดิมสังกัด สพฐ.เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา ในระดับชั้นอนุบาล คนละ 2,000 บาท ระดับชั้นประถมศึกษา– ม.ต้น คนละ 1,500 บาท รวมนักเรียนทั้งหมด 896,087 คน ครอบคลุมสถานศึกษา จำนวน 27,512  แห่ง  จำนวนเงินกว่า 1,388 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าครองชีพ
ค่าเดินทางในการมาเรียน เป็นหลักประกันเพื่อป้องกันเด็กหลุดออกนอกระบบถึงแม้ว่าเงินจำนวนดังกล่าวจะไม่มากแต่สามารถช่วยแบ่งเบาภาระให้แก่ครัวเรือนของนักเรียนยากจนพิเศษเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับกลุ่มเป้าหมายที่ยากจนที่สุดได้ เพราะเมื่อครอบครัวของเด็กนักเรียนกลุ่มนี้เผชิญกับวิกฤตโควิด-19 ที่เข้ามาซ้ำเติมความยากจน ย่อมมีผลกระทบทำให้เด็กยากจนพิเศษมีโอกาสหลุดออกนอกระบบการศึกษามากขึ้นเช่นกัน

ยิ่งโควิดแพร่ระบาดยืดเยื้อ ยิ่งทำให้เด็กเสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษามากขึ้น

ดร.ไกรยส  กล่าวว่า จากการติดตามผลการบันทึกข้อมูลนักเรียนยากจน (แบบ นร.01) ณ วันที่ 23 ก.ค. 2564 สถานศึกษาได้บันทึกขอรับเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนมาแล้วประมาณ 1.4 ล้านคน คิดเป็นร้อย 79 ของจำนวนที่จะต้องคัดกรองทั้งหมด เพื่อดำเนินการคัดกรองความยากจนตามขั้นตอนของ กสศ. สำหรับสถานศึกษาที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงและยังไม่สามารถดำเนินการคัดกรองความยากจนได้ กสศ.จะเปิดระบบให้บันทึกอีกครั้งระหว่างวันที่ 3 ส.ค.- สิ้นภาคเรียนที่ 1/2564 และจะพิจารณาดำเนินการช่วยเหลือในภาคเรียนที่ 2/2564 ต่อไป

พม. – กสศ.- กรมสุขภาพจิต – ยูนิเซฟ เปิดศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/477469

พม. – กสศ.- กรมสุขภาพจิต – ยูนิเซฟ เปิดศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19

5 สิงหาคม 2564 – 18:59 น.

เผยสถานการณ์เด็กติดเชื้อสะสมพุ่งสูง พม.ผนึก กสศ. กรมสุขภาพจิต ยูนิเซฟ ร่วมเปิดศูนย์ช่วยเหลือเด็กในสถานการณ์โควิด-19 ปูพรมค้นหาเข้าถึงเด็กกำพร้า ไม่มีผู้ดูแล ให้ได้รับการช่วยเหลือทันสถานการณ์

นางสุภัชชา สุทธิพล อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน เปิดเผยว่า 4 หน่วยงาน ได้แก่ กรมกิจการเด็กและเยาวชน กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ และยูนิเซฟ ร่วมกันจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19 ขึ้น เพื่อบูรณาการข้อมูลเด็กที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยเด็กกลุ่มเปราะบางที่ยังเข้าไม่ถึงการดูแลรักษา เด็กกำพร้าพ่อแม่เสียชีวิตจากโควิด เด็กที่ได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจ ไม่มีผู้ดูแล  หรือมีแนวโน้มหลุดออกนอกระบบการศึกษา  เพื่อปกป้อง ช่วยเหลือได้ทันสถานการณ์ในทุกมิติปัญหา  

พม. - กสศ.- กรมสุขภาพจิต - ยูนิเซฟ เปิดศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19

“เรื่องนี้เป็นความจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากมีเด็กได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการระบาดของโควิด-19 จำนวนมาก มียอดเด็กติดเชื้อสะสมระหว่าง 1 มกราคม – 4 สิงหาคม 2564 มากกว่า 65,086 คน แบ่งเป็น กทม. จำนวน 15,465 คน ส่วนภูมิภาค 49,621 คน โดยจำนวนเด็กติดเชื้อรายวันล่าสุดวันที่ 4 สิงหาคม 2564 อยู่ที่ 2,194 คน แบ่งเป็น กทม. 408 คน และส่วนภูมิภาค 1,786 คน และยังมีเด็กไม่ป่วยแต่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น พ่อแม่หรือผู้ปกครองติดเชื้อ ป่วยหนักหรือเสียชีวิต ทำให้เด็กโดดเดี่ยวหรือกำพร้า เด็กที่เข้าไม่ถึงการรักษา ขาดแคลนอาหาร และหลุดออกนอกระบบ” 

พม. - กสศ.- กรมสุขภาพจิต - ยูนิเซฟ เปิดศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19

อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน ได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปิดศูนย์ฯ คือ การปรับปรุงระบบการรับแจ้งเหตุ หรือ Mobile Application คุ้มครองเด็ก เพื่อค้นหาเด็กกำพร้า หรือเด็กกลุ่มเสี่ยงกำพร้าและไม่มีผู้ดูแล ผ่านเครือข่ายคุ้มครองเด็กทั่วประเทศ การประสานการทำงานกับหน่วยงานและเครือข่ายทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด  

“กรณีเด็กที่ผู้ปกครองติดเชื้อและไม่มีผู้ดูแล จะจัดอาสาสมัครเข้าไปช่วยดูแลเด็กระหว่างการกักตัวในสถานกักตัวของรัฐ หากยังไม่มีผู้ดูแลหรือยังกลับบ้านไม่ได้ ได้จัดเตรียมสถานสงเคราะห์ 4 แห่ง รองรับได้ 160 คน เพื่อให้การดูแลชั่วคราวระหว่างการจัดหาการดูแลในรูปแบบของครอบครัวเป็นลำดับแรก ติดตามครอบครัวเครือญาติ จัดหาครอบครัวอุปถัมภ์ หรือส่งเด็กเข้ารับการดูแลในสถานรองรับเด็กของ ดย. ซึ่งรองรับได้ 1,935 คน รวมทั้งการช่วยเหลือเฉพาะหน้า และการจัดบริการสวัสดิการสังคมตามความต้องการของเด็กและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อีกด้วย”  อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าว 

ด้าน พญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ส่งผลกระทบกับเด็กในหลายด้าน 1. กระทบกับเด็ก เรื่องการเรียนที่ต้องปรับมาเรียนออนไลน์ เหมือนถูกตัดออกจากครูและเพื่อน ขาดโอกาสในการพัฒนา เด็กเปราะบางหรือยากจนจะยิ่งเป็นปัญหาเพราะไม่มีอุปกรณ์หรือเครื่องมือ ทำให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง  2. กระทบกับครอบครัว ทำให้ตกงานเกิดสภาพยากจนเฉียบพลัน กลายเป็นความเครียดมาลงที่เด็กได้ หรือสมาชิกในครอบครัวเสียชีวิต ทำให้เด็กได้รับผลกระทบจากการสูญเสียคนที่รัก  และ 3. ผลกระทบเชิงสังคม เกิดความเครียดจากสถานการณ์การแพร่ระบาด (Pandemic Stress) มีความเสี่ยงเกิดพฤติกรรมรุนแรงในครอบครัว รวมทั้งสังคมที่แสดงความโกรธเกรี้ยว เกิด Hate speech ที่จะทำให้เด็กซึมซับความรุนแรง

ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กในเวลานี้  สูงกว่าเหตุการณ์สึนามิที่มีเด็กได้รับผลกระทบจากคนในครอบครัวเสียชีวิตประมาณ 5,000 คน  แต่วิกฤตโควิด -19 นี้มีเด็กที่มีคนในครอบครัวเสียชีวิตสูงเกินกว่า 5,000 ครอบครัว และยังคงเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง    

พม. - กสศ.- กรมสุขภาพจิต - ยูนิเซฟ เปิดศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19

พญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต

“จำเป็นที่จะต้องเข้ามาสนับสนุนช่วยเหลือพวกเขาให้เดินหน้าต่อไปได้ แม้ครอบครัวจะสูญเสียมากน้อยแค่ไหนก็ตาม บทบาทของสถาบันสุขภาพจิตเด็กฯ ดูแลสุขภาพจิตของเด็กและวัยรุ่น ทั้งสถานการณ์ปกติและวิกฤต ดังนั้นเมื่อมีฐานข้อมูลเข้ามา เราจะเข้าไปสนับสนุนตั้งแต่การประเมินว่าเด็กรายไหนที่ต้องได้รับการดูแลเฉพาะโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเด็กทุกคนควรต้องได้รับการดูแลเบื้องต้นที่เรียกว่าปฐมพยาบาลทางใจ ทางสถาบันพร้อมเข้าไปพัฒนาสมรรถนะทีมงานและอาสาสมัครให้สามารถปฐมพยาบาลทางใจเบื้องต้นได้ และในกรณีที่เด็กยังเหลือร่องรอยบาดแผลจากการสูญเสียที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างมาก จำเป็นต้องได้รับการดูแลเพิ่มเติม ทางสถาบันก็จะเป็นทีมที่ประสานรับส่งต่อเด็กกลุ่มนี้เพื่อการดูแลระยะยาว   

“มั่นใจในพลังของสังคมไทยที่มีน้ำใจเป็นเอกลักษณ์ ที่จะช่วยกันแจ้งเข้ามา ทำให้เกิดสะพานเชื่อมระหว่างเด็กกับความช่วยเหลือ แน่นอนว่าไม่อาจทำให้ปัญหากลายเป็นศูนย์หรือหายไปได้หมด แต่เรากำลังช่วยเด็กที่มีกำลังสูญเสียไม่ให้เขาต้องเสียศูนย์ สามารถกลับมาเดินอยู่บนเส้นทางที่เขาได้รับการพัฒนาต่อไปได้ ไม่ใช่การเสียบุคคลในครอบครัวแล้วจะทำให้ต้องเสียศูนย์ไปเลย จนไม่สามาถเข้าถึงการศึกษาหรือเสียอนาคต” พญ.ดุษฎี กล่าว

ด้าน ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา  กล่าวว่า ปัญหาโควิด-19 สร้างความท้าทายต่อบริการภาครัฐ  กสศ.จึงจับมือหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น ประชาสังคม เพื่อร่วมกันบริหารสถานการณ์ที่มีความซับซ้อนของปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19 จะทำให้เกิดการเชื่อมโยงฐานข้อมูลเด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อทำให้เราเข้าถึงเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือ  และได้รับการดูแลที่เหมาะสมให้เร็วที่สุด   

พม. - กสศ.- กรมสุขภาพจิต - ยูนิเซฟ เปิดศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19

ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

“เรามีกลไกอาสาสมัครคุณภาพของทั้ง 4 หน่วยงานและภาคประชาสังคม  ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  อาสาสมัครชุมชน อาสาสมัครครูทั้งในและนอกระบบ อาสาสมัครสภาเด็กและเยาวชน กทม. โดย กสศ.ระดมความร่วมมือจากภาคเอกชน ร่วมสนับสนุนทรัพยากรที่ยังขาดแคลนและจำเป็นเร่งด่วนในสถานการณ์ที่วิกฤต  และในระยะฟื้นฟู กสศ.จะสนับสนุนทุนสร้างโอกาสทางการศึกษา และโปรแกรมฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยเพื่อป้องกันเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษา จากการสูญเสียผู้ดูแลและเสาหลักครอบครัวเนื่องจากโควิด-19” 

นายนิโคล่า บลั้น รักษาการหัวหน้าฝ่ายคุ้มครองเด็ก องค์การยูนิเซฟประเทศไทย กล่าวว่า ยูนิเซฟยินดีที่ได้มีส่วนร่วมในการจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือเด็กในภาวะวิกฤตเช่นนี้ ซึ่งเด็กกลุ่มเปราะบางกำลังเสี่ยงต่อการสูญเสียผู้ดูแล 

“เราพร้อมสนับสนุนภาครัฐและหน่วยงานอื่น ๆ ในการดำเนินงานเพื่อให้เด็กได้รับการดูแลที่เหมาะสม ทั้งนี้มาตรการช่วยเหลือเด็กใด ๆ จำเป็นต้องคำนึงถึงความปลอดภัยจากการติดเชื้อ ควบคู่ไปกับผลกระทบด้านอื่น ๆ เช่น สุขภาพจิตของเด็กด้วย มีผลการศึกษาจำนวนมากที่สะท้อนถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว จากการที่เด็กต้องถูกพรากจากครอบครัว หรือต้องอยู่ในการเลี้ยงดูทดแทนที่มีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะการดูแลในรูปแบบสถาบัน เราควรดำเนินการเพื่อให้เด็กได้อยู่กับครอบครัวให้มากที่สุด พร้อมกับส่งเสริมระบบให้เด็กที่ไม่มีผู้ดูแล ได้รับการเลี้ยงดูทดแทนทั้งแบบชั่วคราวและระยะยาวที่เหมาะสม เพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก”

ประชาชนทั่วไปสามารถแจ้งกรณีเด็กและเยาวชนได้รับผลกระทบจากโควิด-19 สามารถประสานมาที่ศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19 ที่สายด่วน 1300 

บทบาท “กำนันผู้ใหญ่บ้าน” กับงาน “บำบัดทุกข์บำรุงสุข” สู่ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/476022

บทบาท”กำนันผู้ใหญ่บ้าน”กับงาน”บำบัดทุกข์บำรุงสุข”สู่ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน      

26 กรกฎาคม 2564 – 12:57 น.

บทบาท”กำนันผู้ใหญ่บ้าน”กับงาน”บำบัดทุกข์บำรุงสุข”สู่ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน      

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงจัดระเบียบการปกครองในรูปแบบมณฑลเทศาภิบาลขึ้นภายใต้การปฏิรูประบบบริหารราชการของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ อัครมหาเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย

ในส่วนภูมิภาคได้มีการแบ่งการบริหารราชการของอำเภอ ออกเป็นตำบลและหมู่บ้านมีการทดลองเลือกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นครั้งแรกที่แขวงบางปะอิน  มณฑลกรุงเก่า หรือจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในปัจจุบัน เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2435 (ร.ศ. 111) ถือกำเนิดผู้ใหญ่บ้านและกำนันคนแรกของประเทศไทย คือ พระยารัตนกุลอดุลยภักดี หรือ นายจำรัส รัตนกุล นับเป็นจุดเริ่มแรกของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

ต่อมามีการตราพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่พระพุทธศักราช 2457 ขึ้น กระทรวงมหาดไทยจึงได้ประกาศให้วันที่10 สิงหาคมของทุกปีเป็นวันกำนันผู้ใหญ่บ้าน

จวบจนวันนี้เป็นเวลา 129 ปีแล้วในการทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในระบบการปกครองท้องที่ เชื่อมโยงและขับเคลื่อนนโยบายของทางราชการอีกทั้งเป็นตัวแทนและผู้นำพี่น้องประชาชนในตำบล หมู่บ้าน อยู่เคียงข้างคอยรับฟังทุกข์สุข ไกล่เกลี่ยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนด้วยปณิธาน“บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” เพื่อประชาชนเป็นสำคัญ 

เพื่อเชิดชูเกียรติกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ ทุ่มเท ในทุกๆปีกระทรวงมหาดไทยได้มีพิธีมอบรางวัลกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยมประจำปีให้กับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านผู้มีผลงานดีเด่น ที่ได้รับคัดเลือกจากทั่วประเทศ

ทั้งนี้ในปี 2564  เนื่องจากการเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019( โควิด-19) ในแต่ละพื้นที่ต้องปรับตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขเพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยในชุมชน

ในส่วนของอำเภอแสวงหา จังหวัดอ่างทอง ก็เช่นกันนายสุรพร  หมายเจริญ นายอำเภอแสวงหา ได้ให้ความสำคัญ และเน้นย้ำถึงมาตรการฯ ผ่านกำนัน ผู้ใหญ่บ้านถึงพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ  

นางสาวสุวรรณ แจ่มกระจ่าง กำนันตำบลสีบัวทอง อำเภอแสวงหา กล่าวว่า “มาตรการรักษาความปลอดภัยในระดับตำบลของตำบลสีบัวทองนั้นจะมีการจัดหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ซึ่งประกอบด้วยผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านแต่ละหมู่บ้าน อสม. และจิตอาสามาช่วยกันดูแลตรวจตราตามจุดเสี่ยงต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการระบาดของโควิด-19 ก็จะเข้มงวดเป็นพิเศษ ในการจัดกิจกรรมตามงานต่าง ๆ ไม่ว่างานบวช งานแต่ง หรือแม้กระทั่งงานศพจะต้องทำตามมาตรการภาครัฐอย่างเคร่งครัด” 

บทบาท"กำนันผู้ใหญ่บ้าน"กับงาน"บำบัดทุกข์บำรุงสุข"สู่ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน      

 นางสาวสุวรรณ แจ่มกระจ่าง กำนันตำบลสีบัวทอง อำเภอแสวงหา

รวมทั้งในส่วนของปัญหายาเสพติดในพื้นที่ตำบลสีบัวทอง พบน้อยเนื่องจากในตำบลสีบัวทองมีโครงการหมู่บ้านชุมชนยั่งยืน แต่ละหมู่บ้านแบ่งเป็นคุ้ม ๆ ละ 5-7 ครัวเรือน โดยมีหัวหน้าคุ้ม ได้แก่ ผู้ใหญ่บ้านหรือผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหรือผู้นำชุมชนที่ชาวบ้านเลือกขึ้นมาช่วยกันดูแล ตรวจตรา ประชาสัมพันธ์ สร้างความรู้ความเข้าใจถึงพิษภัยของยาเสพติด ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านด้วยดี  

“รู้สึกภูมิใจค่ะที่มีวันของเรา ทุกปีจะมีการจัดกิจกรรม มีการมอบรางวัลให้กับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านดีเด่นทำประโยชน์ให้กับชุมชน แต่ปีนี้ไม่มี เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ระบาด” กำนันตำบลสีบัวทองกล่าว

บทบาท"กำนันผู้ใหญ่บ้าน"กับงาน"บำบัดทุกข์บำรุงสุข"สู่ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน      

นายสมชาย บุญสันต์  ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 11 บ้านทองเลื่อน ต.แสวงหา ซึ่งเป็นหมู่บ้านดีเด่นได้รับรางวัลโครงการหมู่บ้านอยู่ดีมีสุขแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองระดับอำเภอ ประจำปี 2564 กล่าวถึงความสำเร็จดังกล่าวว่ามาจากการให้ความร่วมมือของประชาชนในหมู่บ้านในการดำเนินมาตรการต่าง ๆ โดยชาวบ้านมีการตั้งกฎระเบียบของหมู่บ้านหรือธรรมนูญหมู่บ้านที่ตั้งขึ้นมาเพื่อควบคุมกันเอง

บทบาท"กำนันผู้ใหญ่บ้าน"กับงาน"บำบัดทุกข์บำรุงสุข"สู่ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน      

 นายสมชาย บุญสันต์ ผุ้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 11กับรางวัลโครงการหมู่บ้านอยู่ดีมีสุขปี 2564

โดยจะแบ่งออกเป็นคุ้ม ๆ ละ 10 กว่าครัวเรือนให้ดูแลกันเอง ใครทำผิดกฎของหมู่บ้านเริ่มจากตักเตือนจากนั้นก็ตัดน้ำประปาหมู่บ้าน  1-3 เดือน ขึ้นอยู่กับความหนักเบา ระหว่างนี้ผู้ทำผิดกฎต้องซื้อน้ำใช้เองทั้งบริโภคและอุปโภค ทำให้ไม่มีใครกล้าฝืนกฎหรือทำผิดธรรมนูญของหมู่บ้าน ซึ่งปัจจุบันหมู่ 11 บ้านทองเลื่อนมีประชากรทั้งสิ้น 600 ครัวเรือน

ผู้ใหญ่สมชายยอมรับว่าการได้รับรางวัลดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของชาวบ้านที่ทุกคนมีส่วนร่วม จนทางการได้เห็นถึงผลสำเร็จทั้งในเรื่องอาชีพ รายได้ แรงงาน ตลอดจนการออกกฎระเบียบต่างๆ ที่บังคับใช้กันเองของคนในหมู่บ้านมีการปรับเปลี่ยนอาชีพจากทำนามาเป็นปลูกไม้ดอกไม้ประดับ ซึ่งสร้างรายได้ดีกว่าทำนา 

ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 11 ยังกล่าวถึงความรู้สึกถึงวันกำนันผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งตรงกับวันที่ 10 สิงหาคมของทุกปีว่า เป็นวันที่ผู้ใหญ่ทุกคนรอคอย เพราะจะได้โชว์ผลงานความสำเร็จ หลังได้ร่วมกับชาวบ้านทำงานกันมาตลอดทั้งปีและปัจจุบันหมู่11 บ้านทองเลื่อนเป็นหมู่บ้านสีขาวเขตปลอดยาเสพติด  

นับเป็นอีกก้าวสำคัญของกำนันผู้ใหญ่บ้านกับงาน”บำบัดทุกข์บำรุงสุข” เสมือนเป็นแขนขาสำคัญของทางราชการในการช่วยเหลือดูแลพี่น้องประชาชนเพื่อไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน                        

“พระอุเชนทร์” (พระพิฆเนศ) คู่บารมีพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/470087

“พระอุเชนทร์ ” (พระพิฆเนศ)  คู่บารมีพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์

"พระอุเชนทร์ " (พระพิฆเนศ)  คู่บารมีพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์12 มิถุนายน 2564 – 00:00 น.

“พระอุเชนทร์ ” (พระพิฆเนศ)  คู่บารมีพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ คอลัมน์…  ตามรอยตำนานแผ่นดิน  โดย… เอก อัคคี

มีเรื่องเล่าขานกันมาในพื้นที่ อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราชว่า
เมื่อครั้งที่พ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ พระเถระผู้ได้รับการยกย่องว่า ท่านคือเทวดาเมิองนครศรีธรรมราช ยังครองวัดสวนขันอยู่นั้น 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  ว่านไพลดำ  พลังแห่งว่าน

"พระอุเชนทร์ " (พระพิฆเนศ)  คู่บารมีพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์

พระอุเชนทร์ องค์จริง

วันหนึ่งท่าน ได้ทราบถึงเรื่องอภินิหารจากคำเล่าลือกันของชาวบ้านเรื่อง พระอุเชนทร์จมอยู่ใต้น้ำที่คุ้งน้ำวังอ้ายล้อน แต่ไม่มีใครไม่สามารถนำขึ้นมาได้ จมมานานแค่ไหนไม่มีใครรู้

แต่พระอุเชนทร์แสดงอภินิหาร โดยส่งเสียงร้อง เป็นเสียงช้างร้องดังมากในเวลากลางคืน ยิ่งเป็นวันพระยิ่งร้องเสียงดัง ทำเอาชาวบ้านละแวกนั้นต่างหวาดกลัวมาหลายปีดีดักแล้ว เมื่อได้ฟังเรื่องเล่าที่น่าแปลกประหลาดมหัศจรรย์นี้ พ่อท่านคล้ายท่านก็นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง

แต่พระอุเชนทร์แสดงอภินิหาร โดยส่งเสียงร้อง เป็นเสียงช้างร้องดังมากในเวลากลางคืน ยิ่งเป็นวันพระยิ่งร้องเสียงดัง ทำเอาชาวบ้านละแวกนั้นต่างหวาดกลัวมาหลายปีดีดักแล้ว เมื่อได้ฟังเรื่องเล่าที่น่าแปลกประหลาดมหัศจรรย์นี้ พ่อท่านคล้ายท่านก็นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง

ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาว่า “นั่นคือเสียงพระอุเชนทร์”ว่าแล้ว พ่อท่านคล้ายท่านก็ให้คนไปตามนายเงิน คนต้นเรื่องที่มาเล่าเหตุการณ์นี้มาพบ เพื่อสอบถามถึงที่มาที่ไปของเรื่องนี้ 
เมื่อพ่อท่านคล้ายทราบเรื่องพระอุเชนทร์โดยละเอียดแล้ว
ท่านจึงกำหนดวันที่ท่านจะไปเชิญพระอุเชนทร์ขึ้นจากน้ำ

ในวันขึ้น๑๕ เดือน ๖ ตรงกับวันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๙ พ่อท่านคล้ายได้ไปรับพระอุเชนทร์(พระพิฆเนศ) ที่เชื่อกันว่าเป็นช้างเทวดาคู่บุญบารมีของพ่อท่านคล้าย มาจากวังอ้าย ล้อน เพื่อนำมาประดิษฐานที่วัดสวนขัน เมื่อมาถึงวัดสวนขันได้ทำพิธีสมโภชอย่างยิ่งใหญ่

"พระอุเชนทร์ " (พระพิฆเนศ)  คู่บารมีพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์

ผู้เขียนได้เข้าไปกราบขอพร

ผู้อยู่ในเหตุการณ์บอกเล่ากันสืบต่อมาว่า พ่อท่านคล้ายได้ทำพิธีอัญเชิญกลางสายฝน โดยจุดเทียนขึ้นมากลางสายฝนโดยเทียนไม่ดับ เมื่อสารวัตรเสน(นายตำรวจลูกศิษย์พ่อท่านคล้าย)เข้าไปอุ้มพระอุเชนทร์เทียนก็ดับทันที!!

และในระหว่างเดินทางกลับวัดสวนขัน พ่อท่านคล้ายหันไปถามถึงความรู้สึกของสารวัตรตอนไปยกว่า “หนักม้ายละบ่าว” สารวัตรเสนตอบว่า “ไม่หนักครับ” 

ระหว่างที่ล่องเรือกลับวัดสวนขันพร้อมกับชาวบ้านไปงม
เกิดลมแรงและฝนตกหนักมากทั่วบริเวณ พ่อท่านคล้ายจึงพูดขึ้นว่า “ที่ยังกว้าง ฝนตกไม่ถึงเรือ” ปรากฏว่าก็เป็นจริงดังนั้นฝนตกไปได้เพียงครึ่งทางก็หยุด โดยฝนตกไล่ตามหลังเรือมาแต่ตามมาไม่ถึงเรือจนถึงวัดสวนขัน

 ฤานี่คือบารมีของพระผู้มีวาจาสิทธิ์?

ผู้เขียนได้เข้าไปกราบขอพร

เมื่อถึงวัดสวนขัน มีชาวบ้านประมาณ ๒๐๐ คนมารอรับ ทั้งหมดได้ตั้งขบวนแห่พระอุเชนทร์ไปประดิษฐานที่กลางพระอุโบสถ และทำพิธีสมโภชอย่างยิ่งใหญ่และปัจจุบันพระอุเชนทร์องค์นี้ยังคงประดิษฐานอยู่ที่วัดสวนขัน อยู่เป็นคู่บุญบารมีกับพ่อท่านคล้ายตลอดมา

ว่ากันว่า ท่านใดมีบุญได้ไปกราบพระอุเชนคู่บารมีพ่อท่านคล้ายท่านจะประสบสุข ความเจริญ ขอสิ่งใดได้หวัง  

"พระอุเชนทร์ " (พระพิฆเนศ)  คู่บารมีพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์

เพราะท่านเป็นเทพเเห่งการประทานพรเเละการประสพความสำเร็จ ในชีวิตการงาน การเงินครอบครัว โภคทรัพย์ ป้องกันสิ่งไม่ดีได้

ปัจจุบันนี้ ทางวัดได้สร้างองค์จำลองที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาให้คนได้กราบไหว้สักการะและปิดทองได้ แต่องค์จริงนั้นก็ยังเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้าไปชมบารมีและกราบขอพรได้
เพียงแต่จะมีมาตราฐานดูแลความปลอดภัยอย่างรัดกุมและมีการนำไปเก็บไว้ในห้องรักษาความปลอดภัยอย่างดีทุกวัน

ผมเองก็นับว่า ชีวิตมีบุญมีวาสนาเพราะเคยมีโอกาสเข้าไปกราบองค์จริงของท่านถึงในห้องรักษาความปลอดภัย

ว่านไพลดำ พลังแห่งว่าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/469133

ว่านไพลดำ  พลังแห่งว่าน

ว่านไพลดำ  พลังแห่งว่าน5 มิถุนายน 2564 – 00:00 น.

ว่านไพลดำ  พลังแห่งว่าน คอลัมน์… ตามรอยตำนานแผ่นดิน  โดย…  เอก อัคคี FB:Akeakkee@gmail.com

……….

เมื่อวาน หลวงปู่ขาว พุทฺธรกฺขิโต แห่งวัดป่าคณคำวิปัสสนาท่านเมตตาสั่งสอนธรรมะแบบง่ายๆตามธรรมชาติเพื่อให้เห็น
ถึงสัจธรรมของชีวิตและการอยากได้ใคร่มีในวัตถุมงคลต่างๆ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  พระขุนแผนพรายกุมาร หลวงพ่อแสง วัดควนวิเศษ

ว่านไพลดำ  พลังแห่งว่าน
เหรียญว่านไพลดำ

ท่านบอกว่า การสร้างวัตถุมงคลเป็นเพียงแค่กุศโลบายเพื่อ ยั่วกิเลสพญามาร เพราะคนเราทุกวันนี้มีมารเป็นเจ้าเรือนคือความอยากได้ อยากมี อยากครอบครองมาเป็นของตัวเอง ซึ่งก็ไม่เป็นไร แต่อย่าลืมเอาธรรมะของพระพุทธเจ้าไปด้วย

ให้คิดดีทำดี ละอายต่อบาป มีวัตถุมงคลพกพาบูชาติดตัวแล้วการดำเนินชีวิตก็ต้องทำให้สิ่งที่เป็นมงคล ทำบุญเข้าวัดเข้าวา

ก่อนกลับท่านมอบ วัตถุเครื่องรางหนึ่งให้ผมมา คือ ว่านไพดำหรือที่เรียกอีกชื่อว่า ว่านไพลดำ ว่ากันว่าผู้ที่จะครอบครองว่าน “ไพลดำ” ได้จะต้องเป็นคนที่สามารถชนะใจตนเองได้ คือไม่นำ “ไพลดำ” ไปใช้ในทางอกุศลกรรม เพราะเป็นว่านที่มีฤทธิ์ในตัว

เพราะอาจจะนำความเดือดร้อนมาสู่ตนเองได้ หากไม่รู้จักควบคุมจิตใจหรือแม้แต่ผู้ที่ได้ผลิตผลจากว่าน “ไพลดำ” ก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะได้มาเป็นผง เป็นน้ำมันไพลดำ พระเครื่องที่มีส่วนผสมของไพลดำ หรือไพลดำทั้งต้นก็แล้วแต่ จะต้องเป็นคนที่รู้จักควบคุมจิตใจตนเองไม่ให้หลงไปในกิเลส

หากนำไปใช้ในทางที่ผิด ในการโอ้อวด ใช้ในการพาณิชย์เป็นเครื่องมือ คุณประโยชน์ คุณสมบัติ หรือฤทธิ์ ที่ไพลดำมีอยู่ในตัว ก็จะพาผู้ครอบครองไปสู่ทางอกุศลกรรมได้

ว่านไพลดำ  พลังแห่งว่าน

หลวงปู่ขาวให้พรผู้เขียน

 “ฤทธิ์” อีกอย่างหนึ่งของว่านไพลดำ ที่นอกเหนือจากการอยู่ยงคงกระพัน หรือการมีโชคลาภทางการเสี่ยงโชคคือ สามารถป้องกันคุณไสยจากสิ่งต่างๆ รอบตัวได้

เคยมีคนเขียนเอาไว้ว่า แม้แต่ในหนังสือเพชรพระอุมาของครู “พนมเทียน” ก็ได้กล่าวถึง “ว่านไพลดำ” เอาไว้เช่นกันว่า ว่านไพลดำสามารถใช้แก้ทางกับ “ว่านผีปอบ” หรือ “ว่านโพง” เพราะในเรื่องเพชรพระอุมา ภาคสอง หลังจากคณะของรพินทร์เดินทางผ่านพ้นเขตนิทรานครแล้ว โดยที่บุญคำเป็นผู้เดินนำ แล้ววางปางพักใกล้ๆ ดงว่านผีปอบ 

เมื่อรพินทร์ ไพรวัลย์ ต่อว่าต่อขาน ตาคำ พรานพื้นเมือง ก็แก้ตัวว่า ของต่างๆ ในโลกก็มีสิ่งที่สามารถแก้กันได้ แล้วพาไปดูบริเวณที่ “ว่านไพลดำ” ขึ้นอยู่เป็นดงในบริเวณนั้น ซึ่งว่านไพลดำจะสะกดไม่ให้ว่านผีปอบออกฤทธิ์ ซึ่งเชื่อกันว่า มีผีปอบสิงอยู่ออกมาอาละวาดได้ 

ว่านไพลดำ  พลังแห่งว่าน

พลานุภาพแห่งจิตที่ทำสัตว์ใหญ่นิ่งสงบ

แต่ความหายากของ “ไพลดำ” นั้นก็ไม่ธรรมดา เพราะเคยได้ยินเรื่องเล่ากันว่า ต่อให้ถึงไปเจอในป่าลึก ก็ไม่สามารถขุดออกมาได้ เพราะดินรอบโคนต้นนั้นจะมีสีดำแข็งเป็นหิน เนื้อดินเหมือนผงเหล็กดำสนิท

ว่ากันว่า “ว่านไพลดำ” เป็นที่สุดของบรรดาว่านกายสิทธิ์ เพราะสมัยก่อนคนเราอยู่กับป่ากับเขา อยู่กับการรบราฆ่าฟันรบทัพจับศึกอยู่บ่อยครั้ง จึงนิยมพกชิ้นส่วนของว่านไพลดำ หรือวัตถุมงคลที่ทำจากว่านไพลดำ แต่สำหรับที่สุดของว่านไพลดำแล้ว ก็คือการสักน้ำมันไพลดำเข้าตัว ให้อยู่ยงคงกระพันหนังเหนียว

แต่ปัจจุบัน ยุคสมัยได้เปลี่ยนไป คนสมัยนี้จึงแสวงหาว่านไพลดำเพื่อการทำมาหากิน ให้ค้าขายคล่อง มีเงินทองไหลมาเทมา ทำให้คนสมัยนี้ไม่ค่อยสนใจเรื่องความอยู่ยงคงกระพันมากนัก

ความพิเศษของว่านไพลดำคือคุณสมบัติที่ครอบคลุมทุกอย่างทั้งเมตตา ค้าขาย ยารักษาโรค อยู่ยงคงกระพัน ที่ว่านอื่นๆ ไม่มี

เหตุนี้ ว่านไพลดำจึงดูเหมือนเป็นตำนานมากกว่าความเป็นจริง จนบางครั้งคนที่ไม่รู้ก็เอามากล่าวมาเล่าต่อจนเกินจริงก็มี 

“ว่านไพลดำ” ของแท้จะมีเนื้อสีดำสนิทว่านไพลดำว่านแท้ๆ เลี้ยงยาก คนเลี้ยงต้องมีศีลต้องมีข้อปฏิบัติ ต้องเป็นมีวิชาอาคม

ว่านไพลดำ  พลังแห่งว่าน

หลวงปู่ขาวจารอักขระด้วยเหล็กแหลมบนผิวหนังของผู้เขียน

ส่วน “ว่านไพลดำ” มีขายตามร้านต้นไม้ ตามสวนจตุจักร หรือที่เอามาปลูกในเมือง ว่านชนิดนี้จะมีลักษณะสีคล้ำๆ ออก ม่วงๆ ไม่ดำเหมือน “ว่านไพลดำ”แท้ๆ ที่อยู่ตามป่าเขาลึก หรือที่ผู้มีวิชาในเรื่องว่านกายสิทธิ์ปลูกไว้ และจะไม่มีคุณสมบัติ หรือ “ฤทธิ์” เท่ากับว่านไพลดำที่ผู้มีวิชาเป็นผู้ปลูกเลี้ยงไว้จะมีเพียงคุณสมบัติเหมือนว่านไพลทั่วไปที่นำมาทำยาแก้ปวดเมื่อย ฯลฯ

……..
ผมได้รับมาก็รู้สึกได้ถึงความพิเศษของวัตถุมงคลเครื่องรางนี้แต่ผมก็ไม่ได้กราบเรียนท่านว่า ผมรู้สึกอย่างไร?

ท่านเมตตาให้ของดีมันก็ย่อมเป็นของดีอยู่แล้ว…สาธุ

พระขุนแผนพรายกุมาร หลวงพ่อแสง วัดควนวิเศษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/468302

พระขุนแผนพรายกุมาร หลวงพ่อแสง วัดควนวิเศษ

พระขุนแผนพรายกุมาร หลวงพ่อแสง วัดควนวิเศษ29 พฤษภาคม 2564 – 00:00 น.

พระขุนแผนพรายกุมาร หลวงพ่อแสง วัดควนวิเศษ คอลัมน์… ตามรอยตำนานแผ่นดิน   โดย… เอก  อัคคี          

พระเครื่ององค์นี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งพระเครื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นพระขุนแผนที่ได้รับการยอมรับจากสายใต้ว่า ของจริงไม่อิงนิยาย  

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  พระปิดตาโนราห์ทรงเทริด  พุทธาคมแดนใต้ มงคลมหาเศรษฐี ความงามที่ลงตัวควรค่าแก่การสะสม 

พระขุนแผนพรายกุมาร หลวงพ่อแสง วัดควนวิเศษ

ขุนแผนพ่อท่านแสง วัดควนวิเศษ ตรัง(หน้า)                         

พระขุนแผนรุ่นนี้ สร้างขึ้นโดย พ่อท่านแสง วัดคลองน้ำเจ็ด แต่จัดสร้างขึ้นที่วัดควนวิเศษ ตรัง เมื่อปี2506 โดยผสมมวลสาร อาถรรพ์มากมาย รวมไปถึง ผงพรายกุมาร..ซึ่งพ่อท่านแสง วัดคลองน้ำเจ็ด ท่านได้นิมิตอันอัศจรรย์ล่วงหน้า 7 วันว่า วันเสาร์ เดือน12 ปีขาล จะมีศพเด็กน้อยลอยน้ำมาติด อยู่ที่รากไทร หลังวัดคลองน้ำเจ็ด   

จึงได้มอบหมายให้พ่อท่านเชือน วัดควนนาแค ไปทำพิธีพลี กุมารนั้น..หลังจากเผาศพเรียบร้อยแล้วบวงสรวงทำพีธีสร้างผงพรายกุมาร ซึ่งเตรียมการกันมาตั้งแต่ ปี2505  แต่มากดพิมพ์พระกันในปี2506    พระขุนแผนรุ่นนี้เป็นเนื้อดิน7ป่าช้าผสมว่านยาอาถรรพ์และผสมผงพรายกุมารแห่งวัดควนวิเศษ มีอิทธิคุณในด้านมหาเสน่ห์ เมตตามหานิยม คุ้มครองป้องกัน ทำมาค้าคล่อง และ ขอความช่วยเหลือเมื่อยามอับจน เรื่องการพนันขันต่อ ได้พอแก้ความ อับจน ในยามขัดสนได้อย่างวิเศษมวลสารสำคัญ    

สำหรับผงพรายกุมารนั้น ท่านก็สร้างทำตามตำรา คือนำเอาของอาถรรพ์ อาทิ  ดิน7 ป่าช้า ดิน 7 จอมปลวก ดินจาก7ท่าน้ำ  ผสมลบผงพุทธคุณ ต่างๆผงปถมัง ผงผงอิธิเจ ตรีนิสิงเห  ผงสัตนาเค ผงบดว่านยา ร่ายมนต์คาถาปลุกเสกผสมเข้าด้วยกัน    

แล้วเอาผงทั้งหมดนั้น มาปลุกเสกอาการสามสิบสอง จากนั้นก็นำเข้าร่วมพิธีเดียวกับพระหลวงปู่ทวดวัดควนวิเศษ เข้าพิธีปลุกเสกเมื่อวันที่ 26, 27, 28 มีนาคม พ.ศ. 2506 ปลุกเสกกันสามวันสามคืน การจัดบริเวณในพิธีและเครื่องสังเวยต่างๆเรียกว่า เป็นการจัดตามตำราของอาจารย์เทพ สาริกบุตรและตำรับการสร้างของวัดสุทัศน์เทพวราราม     

พระขุนแผนพรายกุมาร หลวงพ่อแสง วัดควนวิเศษ

ขุนแผนพ่อท่านแสง วัดควนวิเศษ ตรัง(หลัง)

โดยอาศัยการแนะนำของท่านเจ้าคุณพระเทพสิทธินายก (หลวงปู่นาค วัดระฆัง) จ.ธนบุรี และท่านพระครูสังฆรักษ์ (พระ ร.ต.อ. สมฤกษ์ วัดราชสิทธาราม) จ.ธนบุรี พระอาจารย์ที่ได้นิมนต์มาปลุกเสกในครั้งนี้ นั้น นอกจากพระเถระชั้นผู้ใหญ่ทั้ง 9 รูปแล้วได้เจริญพระพุทธมนต์ในคืนแรกแล้ว ก็ได้นั่งปรกปลุกเสกและพุทธาภิเษกทั้ง 3 คืน ดังมีรายนามต่อไปนี้ 
1. พระเทพสิทธินายก หลวงปู่นาค วัดระฆัง กทม. 
2. พระราชสารโสภณ วัดต้นตยาภิรม เจ้าคณะจังหวัดตรัง 
3. พระพุทธิธรรมธาดา วัดสุวรรณวิชัย อ.ควนขนุน จ.พัทลุง 
4. พระครูวิสัยโสภณ อาจารย์ทิม วัดช้างไห้ จ.ปัตตานี 
5. พระครูพิพัฒน์สิริธร อาจารย์คง วัดบ้านสวน จ.พัทลุง 
6. พระครูไพศาลพัฒนกิจ อาจารย์รอด วัดประดู่พัฒนาราม จ.นครศรีธรรมราช 
7. พระครูพิศาลวิหารธรรม วัดวังตะวันตก จ.นครศรีธรรมราช 
8. พระครูโอภาสวุฒิคุณ หลวงพ่อแสง วัดคลองน้ำเจ็ด จ.ตรัง 
9. พระครูสถิตธรรมโสภณ อาจารย์คลิ้ง วัดศรีวุวรรณาราม จ.ตรัง 
10. พระครูสังฆรักษ์ (พระ ร.ต.อ. สมฤกษ์ วัดราชสิทธาราม)ฝั่งธนบุรี
11. พระอาจารย์หมุน วัดเขาแดงออก จ.พัทลุง 
12. พระอาจารย์นำ วัดดอนศาลา จ.พัทลุง 
13 หลวงพ่อรุ่ง วัดตรังคภูมิ ตรัง     

นอกจากพระอาจารย์ที่นั่งปลุกเสกตามที่กล่าวมาแล้ว ยังมีพระอาจารย์สวดพุทธาภิเษกอีกโดยการนำสวดของท่านอาจารย์พระครูกาแก้ว วัดอินทราวาส จ.พัทลุง พร้อมด้วยคณะอีก 4 รูปเพราะท่านชำนาญในการสวดพุทธาภิเษก และเคยสวดมาแล้วหลายครั้งในสมัยที่ท่านอยู่กรุงเทพฯ.    

เรียกว่าเป็นพระขุนแผนผงพรายกุมารของสายภาคใต้ที่ระดับเกจิระดับตำนานมาร่วมนั่งปรกปลุกเสกกันอย่างเข้มขลัง ปัจจุบันนี้เป็นที่เสาะแสวงกันมากในกลุ่มผู้นิยมสะสมพระเครื่องสายขุนแผนผงพรายของภาคใต้

รพ.วิมุต จับมือภาครัฐบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 นำร่องกลุ่มแพทย์และเปิดจองกลุ่มคนทั่วไป ตั้งแต่ 1 พ.ค.2564 มุ่งหวังคนไทยรับวัคซีนทั่วถึง #SootinClaimon.Comมชัดลึก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/466053

รพ.วิมุต จับมือภาครัฐบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 นำร่องกลุ่มแพทย์และเปิดจองกลุ่มคนทั่วไป ตั้งแต่ 1 พ.ค.2564 มุ่งหวังคนไทยรับวัคซีนทั่วถึง

รพ.วิมุต จับมือภาครัฐบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 นำร่องกลุ่มแพทย์และเปิดจองกลุ่มคนทั่วไป ตั้งแต่ 1 พ.ค.2564 มุ่งหวังคนไทยรับวัคซีนทั่วถึง7 พฤษภาคม 2564 – 12:41 น.

รพ.วิมุต จับมือภาครัฐบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 นำร่องกลุ่มแพทย์และเปิดจองกลุ่มคนทั่วไป ตั้งแต่ 1 พ.ค.2564 มุ่งหวังคนไทยรับวัคซีนทั่วถึง

นายแพทย์กฤตวิทย์ เลิศอุตสาหกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุตโฮลดิ้ง จำกัด และรักษาการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต จำกัด เปิดเผยว่า “เมื่อวันที่ 1 พ.ค. ที่ผ่านมา โรงพยาบาลวิมุต  พหลโยธิน ร่วมกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เริ่มฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เป็นวันแรกให้กับกลุ่มแพทย์ ทันตแพทย์ ผู้ช่วยทันตแพทย์ คลินิกเอกชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ได้จองคิวฉีดวัคซีนโควิด-19 ผ่าน Line OA “หมอพร้อม” ที่มีการจองคิวเต็มอัตราวันละ 500 คน ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงกลุ่มแรกที่ต้องได้รับวัคซีนอย่างเร่งด่วน โดยโรงพยาบาลวิมุตได้จัดเตรียมทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ เพื่อให้บริการฉีดวัคซีนอย่างเต็มกำลัง

รพ.วิมุต จับมือภาครัฐบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 นำร่องกลุ่มแพทย์และเปิดจองกลุ่มคนทั่วไป ตั้งแต่ 1 พ.ค.2564 มุ่งหวังคนไทยรับวัคซีนทั่วถึง

นอกจากนี้ ในการเปิดให้บริการวันแรกทางโรงพยาบาลยังได้รับเกียรติจาก นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพและคณะ ได้เดินทางเข้าเยี่ยมชมสถานที่ให้บริการฉีดวัคซีนที่โรงพยาบาลวิมุต ซึ่งได้รับมาตรฐานทางการแพทย์ ผู้รับบริการจึงสามารถมั่นใจในความพร้อมในการให้บริการของโรงพยาบาล  โรงพยาบาลวิมุตว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้คนไทยได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 และสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ได้อย่างทั่วถึง โรงพยาบาลวิมุตพร้อมให้ความร่วมมือและช่วยเหลือภาครัฐบาลในการกระจายวัคซีนอย่างเต็มที่ โดยจะมีการเปิดจองวัคซีนโควิด-19 แบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆ ดังนี้
 1.บุคลากรทางการแพทย์ ที่มีการลงทะเบียน ซึ่งเริ่มดำเนินการฉีดแล้ว ( 1-15 พ.ค. 64 )
 2.กลุ่มผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เริ่มเปิดลงทะเบียนเดือน 1 พ.ค. 64 และเริ่มฉีดวัคซีนตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย. 64
 3.กลุ่มผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง 7 กลุ่มโรคได้แก่ โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง, โรคหัวใจและหลอดเลือด, โรคไตวายเรื้อรังระยะ 5, โรคหลอดเลือดสมอง, โรคมะเร็งที่อยู่ระหว่างการบำบัด, โรคเบาหวาน และ โรคอ้วนที่มีน้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม หรือ BMI มากกว่า 35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร เริ่มเปิดลงทะเบียนเดือน 1 พ.ค. 64 และเริ่มฉีดวัคซีนวันที่ 7 มิ.ย. 64
4. ประชาชนทั่วไป อายุ 18-59 ปี เริ่มเปิดลงทะเบียนเดือนก.ค. 64 และเริ่มฉีดวัคซีนเดือน ส.ค. 64 

สำหรับขั้นตอนการลงทะเบียนรับบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 สามารถลงทะเบียนผ่าน Line OA หมอพร้อม และลงทะเบียนผ่าน link ของโรงพยาบาลวิมุต เมื่อโรงพยาบาลได้รับวัคซีนจากทางภาครัฐ จะประกาศให้ทราบผ่านทางเฟสบุคและ Line OA ของโรงพยาบาลวิมุต  จากนั้นท่านสามารถจองวันและเวลานัดฉีดวัคซีนผ่าน Line OA หมอพร้อมได้ โดยประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้ารับบริการไม่มีค่าใช้จ่าย

พระปิดตาคเณศฤษี พญาฉัททันต์บรรพต เขาอ้อ ร.ศ.๒๓๘ องค์จำลองของมหาเทพคชสารบรรพตอายุ ๒๕๒ ล้านปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/464466

พระปิดตาคเณศฤษี พญาฉัททันต์บรรพต เขาอ้อ ร.ศ.๒๓๘ องค์จำลองของมหาเทพคชสารบรรพตอายุ๒๕๒ล้านปี

พระปิดตาคเณศฤษี พญาฉัททันต์บรรพต เขาอ้อ ร.ศ.๒๓๘ องค์จำลองของมหาเทพคชสารบรรพตอายุ๒๕๒ล้านปี24 เมษายน 2564 – 00:00 น.

พระปิดตาคเณศฤษี พญาฉัททันต์บรรพต เขาอ้อ ร.ศ.๒๓๘ องค์จำลองของมหาเทพคชสารบรรพตอายุ๒๕๒ล้านปี  คอลัมน์…  ตามรอยตำนานแผ่นดิน  โดย…  เอก อัคคี…..

นับได้ว่าเป็นรุ่นแรกในการจัดสร้างก็ว่าได้
ที่มีการจำลององค์พญาช้างหินงอกโบราณดึกดำบรรพ์
อายุราว ๒๕๒ ล้านปีออกมาเป็นกายจำแปลงกึ่งมนุษย์กึ่งช้าง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…   เปิดตำรับปรุงยาจินดามณี ของ อ.สิทธิชัย โหรบัณฑิต ครูหมอยาสายสำนักเขาอ้อ

พระปิดตาคเณศฤษี พญาฉัททันต์บรรพต เขาอ้อ ร.ศ.๒๓๘ องค์จำลองของมหาเทพคชสารบรรพตอายุ๒๕๒ล้านปี

พระปิดตาคเณศฤษีพญาฉัททันต์บรรพต

ถามว่า ทำไมอายุมากถึง๒๕๒ ล้านปี
เพราะนี่มันก่อนการก่อเกิดศาสนาเสียอีก
อย่าลืมสิครับว่า หินงอกออกมาเป็นเศียรพญาช้างนั้น
เกิดมาพร้อมกับการยุบตัวของชั้นดินชั้นหินผิวโลก
ทะเลหดแผ่นดินงอก เกิดเป็นภูเขา เป็นโตรกถ้ำ ผืนดิน
ส่วนที่อยู่กลางทะเลก็กลายเป็นเกาะแก่ง บนบกก็กลายเป็นเขา

นักธรณีวิทยาเคยมาสำรวจอายุหินภายในถ้ำแล้วระบุอายุว่า
ชั้นหินที่นี่มีอายุ ๒๕๒ ล้านปี แสดงว่าช้างหินงอกมีอายุเท่ากัน

ที่น่าสนใจและชวนขบคิดคือ แสดงว่า อาจจะมีการกราบไหว้นับถือหินงอกที่เป็นเศียรช้างในถ้ำนี้มาก่อนศาสนาใดๆในโลกเหมือนที่ อ.คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง เคยเขียนบทความอ้างทรรศนะของ ศจ.ไมเคิล ไรท์ นักวิชาการผู้ล่วงลับ ลงตีพิมพ์ในศิลปวัฒนธรรมในทำนองชวนให้ สังคมไทยฉุกคิดว่า หรือพระคเณศจะมาจากอุษาคเนย์?

ท่านชี้ชวนให้เห็นว่า ไม่ว่าจะอุษาคเนย์หรืออินเดียต่างนับถือช้างมาอย่างเก่าแก่ (ในอินเดีย การนับถือช้างเป็นคติที่มีมาก่อนศาสนาฮินดู)

“ปู่เจ้าสมิงพราย” หรือเจ้าป่าเจ้าเขาของเราก็ไม่รู้ว่าหมายถึงช้างหรือไม่ แต่ช้างดูจะเป็นสัตว์ที่มีความหมายมากๆ ในศาสนาโบราณ

โดยเฉพาะในเขตร้อนชื้น ก็เพราะช้างเป็นสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในอาณาจักรของสัตว์บก น่าเกรงขาม ฉลาดและทรงพลังอำนาจ
แม้แต่ในปัจจุบัน ชาวบ้านเมื่อพูดกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์มักเรียกตนเองว่า “ลูกช้าง”

กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เรามักเรียกตนเองว่า “ลูกช้าง”

พระปิดตาคเณศฤษี พญาฉัททันต์บรรพต เขาอ้อ ร.ศ.๒๓๘ องค์จำลองของมหาเทพคชสารบรรพตอายุ๒๕๒ล้านปี

ถ้ำฉัททันต์บรรพต วัดเขาอ้อ จ.พัทลุง

คำนี้น่าสนใจนะครับ ในอินเดียภาคใต้มีชื่อเรียกพระพิฆเนศวร์ด้วยภาษาพื้นเมือง (ทมิฬ) ว่า “ปิลไลยาร์” (เติม ร์ เป็นการแสดงความเคารพ) คำนี้มีผู้แปลว่า “ลูกชาย” แต่บางท่านว่าในเซนส์ของภาษาทมิฬมันหมายถึง “ลูกช้าง” มากกว่า

ศจ.ไมเคิล บอกว่า คิดว่าเราคงไม่ได้รับคติความเชื่อ “ลูกช้าง” มาจากแขกหรอกครับ แต่อย่างน้อยๆ ก็แสดงให้เห็นว่า ความเชื่อพื้นเมืองของเรากับเขาคล้ายกัน ด้วยเหตุนี้ความเชื่อเกี่ยวกับพระพิฆเนศวร์จึงสามารถเข้ามาสู่สังคมไทยได้โดยสะดวกตั้งแต่โบราณโดย “ปราศจากอุปสรรค”

ถ้าคิดดังที่ครูไมค์เคยเสนอ อาจเป็นได้ที่คติการนับถือช้างจะส่งจากอุษาคเนย์ไปยังอินเดีย อันนี้ผมไม่กล้ายืนยันเพราะยังมีหลักฐานไม่มากพอ

แต่ก็มิใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียเลย เพราะอินเดียเองก็ติดต่อค้าขายกับเรามาช้านาน รับอะไรกันไปๆ มาๆ และมีอะไรตรงกันหลายอย่าง เพราะจะว่าไปชาวอารยันผู้รจนาพระเวทไม่รู้จักช้าง (เพราะมาจากที่ที่ไม่มีช้าง)

ในคัมภีร์พระเวทจึงไม่มีเทพที่มีเศียรเป็นช้าง แม้จะถือกันว่าในมณฑล (เล่ม) ที่สิบแห่งฤคเวทมีบทสวดถึง “คณปติ” ซึ่งเป็นพระนามสำคัญของพระพิฆเนศวร์ แต่ในพระเวทบอกเพียงว่าพระองค์คือเทพของกวีมิได้มีที่ใดเลยที่บอกว่าพระองค์มีรูปร่างอย่างช้าง แม้ในภายหลังจะสวมพระนาม “คณปติ” “พรหมนัสปติ” ให้กับเทพที่มีเศียรเป็นช้างของพื้นเมืองในภายหลัง

กว่าพระคเณศจะกลายเป็นเทพองค์เดียวกับเทพเศียรช้างนั้น 
ก็ล่วงถึงยุคปุราณะแล้วและกว่าจะปรากฏเทวรูปก็ล่วงมาเกือบพุทธศตวรรตที่ ๙ อย่างแคว้นมหาราษฎร์ซึ่งเป็นแคว้นนับถือพระพิฆเนศวร์มากที่สุดในประเทศอินเดียนั้น พระคเณศองค์สำคัญล้วนแต่เป็นหินธรรมชาติที่มีรูปร่างคล้ายช้าง จะเก่าแก่เพียงไหนไม่มีใครทราบได้ (เว้นเสียแต่องค์สร้างใหม่)

อ.คมกฤชเคยเห็นเวลาพราหมณ์ที่นั่นประกอบพิธีบูชา ท่านจะถวายหญ้า “ทูรวา” หรือหญ้าแพรกที่จัดเป็นพวงไว้บนพระเศียรของเทวรูปเป็นแบบเดียวกับที่เวลาเราเห็นช้างป่าใช้งวงเด็ดหญ้าแล้วยกไปไว้บนหัว หรือเอาปัดตามตัวแล้วติดไปบนหัวนั่นแหละ

นอกจากนี้ ในงานเทศกาลต่างๆ ในแคว้นนั้นยังใช้ “แตรงอน” ซึ่งส่งเสียงแบบเดียวกับการร้องของช้างด้วย หลายท่านอาจเถียงว่าพระพิฆเนศวร์ไม่ใช่ช้าง

อ.คมกฤช บอกว่า อันนั้นคือแง่มุมจากความเชื่อครับ แต่ตามความคติโบราณและความเข้าใจเชิงสัญญวิทยาศาสนา เทพเจ้าก็คือสัตว์พาหนะ สัตว์สัญลักษณ์หรือสัตว์ที่เกี่ยวพันกับเทพนั้นๆ ด้วย พระศิวะก็คือโค พระแม่ก็คือเสือ และพระคเณศก็คือช้าง ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวพันกับการนับถือสัตว์ในฐานะสัญลักษณ์ของเผ่า (คณะ) ในอดีต

พระปิดตาคเณศฤษี พญาฉัททันต์บรรพต เขาอ้อ ร.ศ.๒๓๘ องค์จำลองของมหาเทพคชสารบรรพตอายุ๒๕๒ล้านปี

พระปิดตาคเณศฤษีทั้ง3เนื้อ คือ ทองแดงเถื่อน,เพชรหน้าทั่งและชนวนรวม

พระคเณศจึงเก่าแก่มากในบรรดาเทพฮินดูทั้งหลาย แม้ว่าโดยเทวตำนานเรามักจะคุ้นชินท่านในฐานะที่เป็นเด็กน้อยร่าเริง เพราะอิทธิพลจากตำนานในคัมภีร์ปุราณะ ที่พราหมณาจารย์โบราณรจนาให้ท่านเป็นโอรสของพระศิวะหรือพระแม่ปารวตี

แต่ความจริงแล้ว ในมิติทางประวัติศาสตร์ท่านเป็นผีหรือเทพที่มีมาก่อนศาสนาฮินดูจะสถาปนาขึ้นและหยั่งลึกลงในอินเดีย ศจ.ไมค์ ถึงกับคล้ายๆจะ ส่งสัญญาณว่า ด้วยเหตุนี้ คติความเชื่อหรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นข้อกำหนดอย่างหนึ่งของศาสนาฮินดูที่ว่า พระคเณศจะต้องได้รับการสักการะบูชาเป็นเบื้องต้น (สันสกฤตว่า อาทิปูชยัม) หรือเป็นองค์แรกเสมอในพิธีกรรมหรือในกิจการต่างๆ นั้น (อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเอ่ยพระนาม) เป็นเพราะท่านเป็นเทพที่เก่าแก่ที่สุดนั่นเอง

(ศัพท์สันสกฤตว่า อาทิเทวตา หรือเทวตาที่มีมาแต่แรก) เป็นของที่มีมาแต่เดิม เทพไหนๆ ก็มาทีหลัง เหตุที่เก่าแก่เพราะเป็นของพื้นเมือง เก่าแก่กว่าเทพของชาวอารยันทั้งหมด

พระคเณศ จึงเป็นเทพที่มีบทบาทหลากหลาย เพราะความเก่าแก่ยาวนานทำให้พระองค์ “ซ่อน” อะไรไว้หลายอย่างรอให้เราตีความจากเทพพื้นเมืองในที่สุด ความนิยมนับถือในพระองค์จะทำให้เกิดนิกายของพระองค์เอง คือนิกาย “คาณปัตยะ”

นิกายคาณปัตยะแพร่หลายมากในแคว้นมหาราษฎร์ ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๔-๑๗ นำโดยนักบุญ “โมรยา โคสาวี” ผู้ที่ชาวบ้านนอกจากจะเชื่อกันว่าท่านเป็น “คเณศภักตะ”หรือผู้ภักดีในพระคเณศยังถือกันว่า ท่านและวงศ์วานของท่านอีก ๗ รุ่น ล้วนแค่เป็นพระคเณศอวตารทั้งสิ้น

อ.คมกฤช เล่าไว้ว่าเคยไปสักการะสถานที่สำคัญของพระคเณศแห่งหนึ่งชื่อ “มหาคณปติ” (หมายถึงพระคณปติผู้ยิ่งใหญ่) ตำนานแห่งสถานที่นั้น (สถาลปุราณัม) ชวนให้เพื่อนผู้ร่วมทางฉงน รูปที่ประดับเทวสถานชวนให้ฉงายเข้าไปอีก

เพราะตำนานที่นี่เล่าว่า เมื่อพระศิวะจะทรงปราบอสูร “ตรีปุระ”  (ในตำราฝ่ายเราเรียก ตรีบุรัม) แต่อสูรนี้ร้ายนัก ปราบไม่ลงเสียที สุดท้ายพระองค์จึงต้องไปขอพรต่อพระคเณศยังสถานที่ตั้งพระมหาคณปตินี่เอง พระคเณศจึงสอนมนตร์ของพระองค์ให้เพื่อใช้ในการปราบเจ้าอสูรร้ายนั้น สุดท้ายพระศิวะชนะอสูรตรีปุระด้วยมนตร์และอำนาจของพระคเณศ

ภาพในเทวสถานที่บอกเล่าตำนานสถานที่ จึงเป็นรูปพระศิวะกำลังวันทนาการน้อมไหว้พระคเณศ ใครเคยอ่านเทวตำนานพระคเณศมาบ้างก็คงงง เพราะเชื่อมาตลอดว่าพระศิวะเป็นพระบิดา เหตุใดพระบิดาถึงมาไหว้ลูกชายตัวเอง

ตำนานนี้แม้จะคล้ายตำนานจากคัมภีร์ปุราณะอื่นๆ อยู่บ้าง แต่ถูกดัดแปลงและให้ความสำคัญกับพระคเณศเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นตำนานจากปุราณะของนิกายคาณปัตยะโดยเฉพาะ ซึ่งมีอยู่สองปุราณะคือ คเณศปุราณะและมุทคลปุราณะ

สําหรับนิกายคาณปัตยะแล้ว พระ “ปรมาตมัน” หรือพระเป็นเจ้าสูงสุดก็คือองค์พระคเณศ พระปรมาตมันนี้เป็นทั้งผู้สร้าง ผู้รักษา ผู้ทำลายจักรวาล และทรงสำแดงออกเป็นเทพเจ้าทั้งหลาย

และพระปรมาตมันที่เป็นองค์พระคเณศนี้เอง ก็สำแดงพระองค์ออกมาเป็น “พระคเณศ” ในปางต่างๆ รวมทั้งที่เป็นโอรสของพระศิวะด้วย พระศิวะจึงต้องบูชาพระคเณศ เพราะพระองค์เป็นพระเจ้าสูงสุดสำหรับนิกายนี้ ทรงยิ่งใหญ่กว่าเทพทุกๆ พระองค์

นอกจากบทบาทหรือศัพท์แขกมักใช้อย่างไพเราะว่า “ลีลา” ของพระคเณศจะมีหลากหลาย นับแต่ผีพื้นเมืองของชาวบ้านที่สุดท้ายได้กลายเป็นพระเป็นเจ้าสูงสุดแห่งสกลจักรวาลสำหรับปราชญ์และพราหมณาจารย์แล้ว พระองค์ยังเป็นที่รักของคนทั้งหลายด้วยว่าพระองค์สำแดงความ “ก้ำกึ่ง” อันเป็นพรมแดนสนธยาของชีวิตและจิตใจของเรา 

พระองค์จะเป็นเด็กก็ไม่ใช่ ผู้ใหญ่ก็ไม่เชิง จะคนก็ไม่สัตว์ก็ไม่ จะชายหรือหญิงก็ดูไม่ออก (พระองค์มีปางสตรีชื่อ ไวนายกี หรือ คเณศวรีด้วย) พระองค์ทรงมหิทธานุภาพหรือทรงขี้เล่น ทรงเรียบง่ายหรือทรงยิ่งใหญ่ ฯลฯ

ในพรมแดนของความก้ำกึ่งนี้ จึงเป็นที่ที่เราสามารถก้าวข้ามไปมา ระหว่างความเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ หลุดพ้นหรือติดข้อง โลกิยะหรือโลกุตระ กลัวหรือกล้า ฯลฯ

จะว่าไปแล้วพระองค์จึงเป็นทั้งอุปสรรคและเจ้าผู้ขจัดอุปสรรค ……

เพราะฉะนั้น จากหินงอกเศียรช้างดึกดำบรรพ์ในถ้ำกลางป่าดิบที่เหล่านักพรตฤษีชนพื้นเมืองพัทลุงสักการะถูกสวมครอบด้วยคติความเชื่อเป็นพระคเณศในศาสนาพราหมณ์ฮินดูและครอบอีกชั้นด้วยพุทธศาสนาในนามพญาฉัททันต์ ในยุคปัจจุบัน

ความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ที่ผ่านกาลเวลามายาวนานจึงสุดพรรณาผมจึงจัดสร้างองค์จำลองของท่านไว้เป็นที่ระลึกจำนวน ๑๑๐ องค์ แต่แบ่งให้บูชากัน ๑๐๘ อีก ๑ องค์ไว้ในถ้ำ อีก๑ องค์ให้ครูสร้างขนาดห้อยคอ ๒,๙๙๗ แบ่งเป็น ๓เนื้อทองแดงเถื่อน,เพชรหน้าทั่ง,ชนวนรวม เนื้อละ ๙๙๙ องค์
ปลุกเสก ๓ วาระ โดย อ.เปลี่ยน หัทยานนท์ เมื่อปี ๒๕๖๒

ม.กรุงเทพธนบุรี แหล่งรวมความรู้ ทันตแพทย์-กีฬา-บริบาลผู้สูงวัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/464115

ม.กรุงเทพธนบุรี แหล่งรวมความรู้ ทันตแพทย์-กีฬา-บริบาลผู้สูงวัย

ม.กรุงเทพธนบุรี แหล่งรวมความรู้ ทันตแพทย์-กีฬา-บริบาลผู้สูงวัย19 เมษายน 2564 – 11:53 น.

ม.กรุงเทพธนบุรี แหล่งรวมความรู้ ทันตแพทย์-กีฬา-บริบาลผู้สูงวัย

รศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี(มกธ.) หรือ BANGKOKTHONBURI UNIVERSITY (BTU) กล่าวว่า เรามีความพร้อมในด้านการเรียนการสอนในคณะสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยเฉพาะคณะทันตแพทยศาสตร์ ซึ่งหลักสูตรได้ผ่านการรับรองจากทันตแพทยสภาแล้ว และได้เปิดสอนในปีการศึกษา 2564 นี้ เป็นรุ่นที่ 3 รุ่นละ 40 คน และเปิดสอนในระดับ ป.โท สาขาทันตกรรมการจัดฟัน และทันตกรรมรากเทียมอีกด้วย

ม.กรุงเทพธนบุรี แหล่งรวมความรู้ ทันตแพทย์-กีฬา-บริบาลผู้สูงวัย

ในส่วนของคณะพยาบาลศาสตร์ และคณะสาธารณสุข นั้น เป็นที่ต้องการของตลาด นศ.ที่จบจาก ม.กรุงเทพธนบุรี จะมีหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชนมารับไปทำงานตั้งแต่ก่อนจบการศึกษา

นอกจากนี้ ยังมีศูนย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ซีเนียร์ คอมเพล็กซ์ ให้บริการดูแลผู้สูงอายุที่ต้องการรักษาสุขภาพ รวมทั้งผู้ป่วยติดเตียง ตลอด 24 ชั่วโมงอีกด้วย

ม.กรุงเทพธนบุรี แหล่งรวมความรู้ ทันตแพทย์-กีฬา-บริบาลผู้สูงวัย

รศ.ดร.บังอร กล่าวต่อไปว่า ม.กรุงเทพธนบุรี เป็นแหล่งรวมองค์ความรู้สาขาต่าง ๆ มี นศ จากทั่วทุกภูมิภาคมาเรียนโดยไม่แบ่งเชื้อชาติศาสนา และได้เริ่มรับ นศ. เยาวชนจากจังหวัดชายแดนภาคใต้มาเรียน ตามโครงการ “สานใจไทยสู่ใจใต้” ตั้งแต่ช่วงเปิดมหาวิทยาลัย มาจนถึงปัจจุบัน โดยจัดหอพักให้อยู่ฟรี มอบทุนการศึกษาให้บางส่วน และช่วยหางานทำให้มีรายได้

“มีผู้ปกครองเขียนจดหมายส่งมาถึงอธิการบดีว่า ดีใจมากที่ลูกได้มาเรียนที่ ม.กรุงเทพธนบุรี ลูกไม่เคยทำให้พ่อแม่ผิดหวัง เพราะตั้งใจเรียน และนอกจากจะ ไม่รบกวนค่าใช้จ่ายจากพ่อแม่แล้ว ลูกยังส่งเงินที่ได้จากการทำงานพิเศษในระหว่างเรียนมาช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่อีกด้วย เพราะเราสนับสนุนให้ นศ.มีรายได้พิเศษจากการทำงานที่เหมาะสม เช่นการเป็นเทรนเนอร์ในฟิตเนสของ มหาวิทยาลัยของเราเอง” รศ.ดร.บังอร กล่าว

ส่วนสาขาวิทยาศาสตร์การกีฬานั้น เราสนับสนุนนักกีฬาด้วยใจรักมาตลอด เช่น “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง นักฟุตบอลมืออาชีพ นับเป็นรุ่นแรก ๆ กระทั่งปัจจุบัน ม.กรุงเทพธนบุรี เป็นที่ 1 ในด้านคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา กับผลงานเจ้าเหรียญทองในกีฬามหาวิทยาลัย 3 ปีซ้อน 

ล่าสุด มีนักกีฬาทีมชาติไทย สังกัด ม.กรุงเทพธนบุรี 4 ประเภท รวม จำนวน 5 คน เตรียมตัวเดินทางเข้าร่วมการแข่งขัน กีฬาโอลิมปิก ที่ประเทศญี่ปุ่นคือ 1)นักกีฬาว่ายน้ำ นายนวพรรษ วงศ์เจริญ 2) นักกีฬาเทควันโด นส.พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ 3) นักกีฬาแบดมินตัน นส.รัชนก อินทนนท์ และนายเดชาพล พัววรานุเคราะห์ และ 4) นักกีฬาเทเบิลเทนนิส นส.สุธาสินี เสวตรบุตร

ม.กรุงเทพธนบุรี แหล่งรวมความรู้ ทันตแพทย์-กีฬา-บริบาลผู้สูงวัย

นับว่า “ม.กรุงเทพธนบุรี”เป็นมหาวิทยาลัยที่แข็งแกร่งทั้งบู๊ และบุ๋น ที่ใครๆไม่ควรพลาดโอกาสเข้าศึกษา และขณะนี้กำลังเปิดรับสมัคร สนใจสอบถาม หรือขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 16/10 ถ.เลียบคลองทวีวัฒนา เขต/แขวงทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10170 โทร 02-800-6800-5 เว็บไซด์ :www.bkkthon.ac.th Facebook : มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี – BTU

เปิดตำรับปรุงยาจินดามณี ของ อ. สิทธิชัย โหรบัณฑิต ครูหมอยาสายสำนักเขาอ้อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/463910

เปิดตำรับปรุงยาจินดามณี ของ อ.สิทธิชัย โหรบัณฑิต ครูหมอยาสายสำนักเขาอ้อ

เปิดตำรับปรุงยาจินดามณี ของ อ.สิทธิชัย โหรบัณฑิต ครูหมอยาสายสำนักเขาอ้อ17 เมษายน 2564 – 00:00 น.

เปิดตำรับปรุงยาจินดามณี ของ อ.สิทธิชัย โหรบัณฑิต ครูหมอยาสายสำนักเขาอ้อ คอลัมน์… ตามรอยตำนานแผ่นดิน  โดย…  เอก อัคคี

กล่าวสำหรับ ตำรับปรุงยาจินดามณีนี้ ว่ากันว่า แรกเริ่มเดิมทีนั้นตำรับยานี้เป็นของสมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว แห่งกรุงศรีอยุธยา     

ซึ่งเรื่องราวของสมเด็จพระนพรัตน์ วัดป่าแก้วนั้น เป้นที่รับรู้กันมายาวนานถึงความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ของท่าน โดยเฉพาะความปราดเปรื่องในเรื่องสรรพวิชาพุทธาคมและชัยมงคลคาถา ซึ่งหลวงพ่อจรัญ พระธรรมสิงหบุราจารย์ (จรัญ ฐิตธมฺโม) ครูบาอาจารย์สายกรรมฐาน ในยุคนี้ (ปัจจุบันท่านมรณภาพแล้ว)เคยบอกเล่าเอาไว้ว่า 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  ขอดเกล็ดปลาตะเพียนอาคม สุดยอดเครื่องรางขลังเมตตาค้าขาย หลวงพ่อประเสริฐ วัดแก้ว สุพรรณฯ  

เปิดตำรับปรุงยาจินดามณี ของ อ.สิทธิชัย โหรบัณฑิต ครูหมอยาสายสำนักเขาอ้อ

อ.สิทธิชัย โหรบัณฑิต ฆราวาส-ครูหมอยาสายเขาอ้อ

ได้มีนิมิต คืนหนึ่งท่านฝันว่า สมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว ให้ท่านไปวัดใหญ่ชัยมงคลแล้วนำบทสวดที่ท่านจารึกถวายสมเด็จพระนเรศวรออกมาเผยแพร่ ต่อมาหลวงพ่อจรัญจึงได้พบจารึกบทสวดพุทธชัยมงคลคาถาต่อด้วยชัยปริตรท่านเชื่อว่าบทสวดดังกล่าวสมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว ถวายให้สมเด็จพระนเรศวรสวดเป็นประจำ ทำให้ทรงรบชนะและปลอดภัยกลับมา    

สำหรับสมเด็จพระพนรัตน์ป่าแก้ว ท่านมีตัวตนจริงและอุปสมบทจนมีสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระนพรัตน์ซึ่งเป็นสมณศักดิ์เจ้าคณะใหญ่ฝ่ายอรัญวาสี (สายวัดป่า)    

เพราะหากไปสืบค้นในเอกสารโบราณอย่างพระราชพงศาวดารฉบับ พันจันทุมาศ(เจิม) จะพบเรื่องราวของท่านอยู่ มีความว่า หลังสงครามยุทธหัตถี สมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระเอกกาทศรถ ทรงมีพระราชโองการว่า เหล่าทหารแม่ทัพนายกองตามเสด็จในราชการสงครามไม่ทัน ปล่อยให้ช้างพระที่นั่งของทั้งสองพระองค์เข้าไปอยู่ท่ามกลางข้าศึก จึงรับสั่งให้เอานายทัพนายกองทั้งหมดไปจองจำไว้ 3 วัน พอพ้นวันอุโบสถแล้วจะให้สำเร็จโทษตามพระอัยการศึก    

เมื่อถึงวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันอุโบสถสมเด็จพระพนรัตน์ป่าแก้วแลพระราชาคณะ25 รูป เข้ามาสอบถามเหตุที่ลงราชทัณฑ์นายทัพนายกอง แล้วถวายพระพรว่า พระโคตมพุทธเจ้าขณะประทับเพียงลำพังใต้ต้นพระศรีมหาโพธิปราศจากเทพเจ้าสักองค์อยู่ถวายอารักขา ก็ทรงชนะท้าววสวัตตีพร้อมทั้งกองทัพได้เป็นมหัศจรรย์ เช่นเดียวกันหากทรงมีชัยชนะเพราะมีทหารตามเสด็จจำนวนมาก ก็จะไม่เป็นพระเกียรติยศมหัศจรรย์ปรากฏต่อนานาประเทศ

เปิดตำรับปรุงยาจินดามณี ของ อ.สิทธิชัย โหรบัณฑิต ครูหมอยาสายสำนักเขาอ้อ

เม็ดยาจินดามณี ตำรับเขาอ้อ    

สมเด็จพระนเรศวรทรงพอพระทัยตรัสว่าสาธุ ๆ สมเด็จพระพนรัตน์จึงถวายพระพรต่อว่าข้าราชการเหล่านี้ทำงานมาตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน จึงขอพระราชทานบิณฑบาตโทษไว้สักครั้งหนึ่ง จะได้รับราชการต่อไป สมเด็จพระนเรศวรพระราชทานอภัยโทษตามที่ท่านขอ แต่จะให้ไปตีเมืองตะนาวศรีและเมืองทวายเป็นการแก้ตัวแทน สมเด็จพระพนรัตน์ถวายพระพรว่าแล้วแต่จะทรงสงเคราะห์ เพราะการรบไม่ใช่กิจของสงฆ์ แล้วถวายพระพรลา     
……………….
    
ในหนังสือ ตำรากรรมฐานแบบมัชฌิมาวัดราชสิทธาราม วัดพลับ ธนบุรี ระบุว่า สมเด็จพระนพรัตน์ วัดป่าแก้วก็คือ พระมหาเถรคันฉ่อง พระอาจารย์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชยอดนักรบ โดยเนื้อหายืนยันว่า     

“ในกาลต่อมาเมื่อทรงขึ้นครองสิริราชสมบัติต่อจากพระราชบิดา(พระมหาธรรมราชา) สมเด็จพระพนรัต”เดิมเรียก พระพนรัตสังฆราชา” พระองค์ที่ 12 แห่งกรุงศรีอยุธยาถึงกาลสิ้นพระชนม์ลง สมเด็จพระนเรศวรฯจึงเห็นสมควรให้สถาปนา สมเด็จพระอริยวงศาญาณ ” พระมหาเถระคันฉ่อง ” ซึ่งทรงเชี่ยวชาญในทางวิปัสสนาธุระ ให้ขึ้นรั้งในฐานะ พระพนรัตสังฆราชา สืบต่อเป็นองค์ที่ 13 แห่งกรุงศรีอยุธยา     

พระมหาเถรคันฉ่องท่านเป็นพระภิกษุชาวมอญลูกครึ่งจีน พูดได้ 5 ภาษา เกิดในรัชสมัยพระเจ้าสิริชัยสุระ(พระเจ้าเมงจีโย)ร่ำเรียนวิชาวิทยาคมจนช่ำชอง ต่อมาถูกเกณฑ์เป็นทหารในสมัยพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้  ก่อนจะอุปสมบทในสมัยพระเจ้าบุเรงนองแห่งกรุงหงสาวดีและต่อมาพระมหาเณรคันฉ่องได้ตามเสด็จสมเด็จพระนเรศวรมหาราชอพยพมากรุงศรีอยุธยาด้วย ซึ่งพระองค์โปรดให้ครองวัดมหาธาตุในช่วงแรก เมื่อสถาปนาขึ้นเป็นพระสังฆราชแล้วจึงโปรดให้มาครองวัดป่าแก้ว ท่านเป็นพระอริยสงฆ์ที่มากด้วยบารมีธรรมและสรรพวิชาพุทธาคม    
…………………………
    
กลับมาที่เรื่องราวของ ยาวิเศษที่เป็นทั้งยารักษาโรคและเครื่องรางของขลังที่ได้รับความนิยยมมาจนถึงปัจจุบันนั้นคือ ยาวาสนาหรือยาจินดามณี ซึ่งในพื้นที่ภาคกลางของไทยเราแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยานี้ เป็นที่ยมอรับกันอย่างกว้างขวางว่า ผู้ที่สืบทอดตำราการปรุงยาจินดามณีคือ หลวงปู่บุญ แห่งวัดกลางบางแก้ว     

ตำรับยานี้บันทึกในสมุดข่อย ลงทองล่องชาด เป็นสมบัติล้ำค่าของวัดกลางบางแก้ว ปัจจุบันยังเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์วัดกลางบางแก้ว ซึ่งอดีตนั้นมีบันทึกว่า หลวงพ่อทอง เจ้าอาวาสรูปก่อนหลวงปู่บุญเป็นผู้นำมา ในตำรานี้กล่าวถึงกรรมวิธีการสร้างที่ละเอียดและยุ่งยากมาก เฉพาะแค่หาตัวว่านยามาให้ครบตามตำรา ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด ว่านยาแต่ละชนิดต้องนำมาเสกด้วยคาถากำกับ เมื่อเสกตัวยาแต่ละส่วนแล้ว ก็เอามาผสมคลุกเคล้ากันโดยมีเสกคาถากำกับตลอดเวลา ตัวหินบดยาก็ต้องลงอักขระ ทั้งตัวลูกหินและแม่หินและมีคาถากำกับขณะบดยาด้วย

เปิดตำรับปรุงยาจินดามณี ของ อ.สิทธิชัย โหรบัณฑิต ครูหมอยาสายสำนักเขาอ้อ

 พระสิวลีและพระปิดตามหาลาภ เนื้อผงยาจินดามณี    

หลวงปู่บุญท่านได้ปรุงยาจินดามณีแล้วปั้นเป็นลูกกลมๆและเป็นแท่ง แล้วให้ลูกศิษย์ที่เข้าพิธีสร้างยานำมากดพิมพ์เป็นพระเครื่องพิมพ์ต่างๆ แล้วนำมาถวายให้หลวงปู่บุญปลุกเสกอีกครั้งหนึ่ง พระเครื่องที่สร้างด้วยผงยาจินดามณีในอดีตนั้น มีหลายพิมพ์อาทิเช่น พิมพ์ลีลาซุ้มขีดหรือลีลาหนังตะลุง,พิมพ์ลีลากลับด้าน, พิมพ์เศียรโล้นสะดุ้งกลับ,พิมพ์พระประธาน,พิมพ์ซุ้มระฆัง,พิมพ์ซุ้มเรือนแก้ว,พิมพ์สมาธิเพชรซุ้มโค้ง,พิมพ์ซุ้มรัศมี,พิมพ์ซุ้มชินราช,พิมพ์สมเด็จฐานหกชั้น(ไพ่ตอง),พิมพ์ปรกโพธิ์ใหญ่,พิมพ์ปรกโพธิ์เล็ก,พิมพ์ห้าเหลี่ยมฐานหกชั้นพิมพ์สมาธิเกศแหลม เป็นต้น หลวงปู่บุญ ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ.2478 สิริรวมอายุ 87 ปี

………………….    
ส่วนตำรายาจินดามณี สายสำนักตักศิลามหาเวทย์เขาอ้อนั้น อ.สิทธิชัย โหรบัณฑิต ท่านได้ศึกษามาจากตำรายาของสำนักเขาอ้อที่ตกทอดมาตั้งแต่โบราณจัดสร้างตามตำราครบถ้วนเต็มสูตร ยาจินดามณี ในตำรับเขาอ้อ เป็นตำรายาวิเศษมีมานานแล้วทั้งนี้ ยาจินดามณีในสายเขาอ้อนั้นหาได้มีแต่เพียงยาจินดามณีอย่างเดียวเพียงเท่านั่น แต่ยังมียาจินดา อีก 3ตัวที่ปัจจุบันคาดว่ามีผู้รู้น้อยนักคือ

1.ยาจินดาแก้วไพฑูรย์ จะทำได้ในเดือน 3 ขึ้น 15 ค่ำ ให้ตรงกับราชาฤกษ์หรือเพชรฤกษ์
2.ยาจินดาแก้ววิเชียร จะทำได้ในเดือน 5 ขึ้น 15 ค่ำ ให้ตรงกับเทวีฤกษ์และเพชรฤกษ์
3.ยาจินดาแก้วปัทมราช จะทำได้ในเดือน 6หรือเดือน8 ขึ้น 15 ค่ำ ให้ตรงกับฤกษ์สมโณฤกษ์และภูมิปาทิโลฤกษ์
และ 4. คือ ยาจินดาแก้วมณี หรือ ยาจินดามณี หรือ ยาวาสนา จะนิยมทำในเดือน 12 ขึ้น 15  ค่ำให้ตรงกับฤกษ์เทวีฤกษ์และเพชรฤกษ์  แต่ในบรรดายาจินดาทั้ง 4จำพวกนี้ยาที่นิยมทำกันมากที่สุดคือ ยาจินดาแก้วมณีหรือยาวาสนาจินดามณี      

อ.สิทธิชัย โหรบัณฑิต เล่าว่า ” มีหลายคนเคยสงสัยและถามว่า…สายเขาอ้อ..มีการทำยาจินดามณีด้วยหรือ กระผมจึงขอตอบแทนอาจารย์ต่างๆได้อย่างเต็มปากเลยว่ามีแน่นอนครับและมีมานานมากด้วย เพราะในตำราที่ผมมีก็ได้จากคุณทวดซึ่งคุณทวดกระผมถ้ามีชีวิตอยู่ก็ราว 136 ปีแล้ว และตำราทวดเล่มนี้เป็นตำราที่ทวดเล่าปู่ผมว่าคัดลอกมาจากตำราเล่มเก่าที่วัดเขาอ้อ สมัยที่ท่านไปบวชเรียนที่วัดเขาอ้อ  ทวดผมเป็นศิษย์ในอาจารย์ทองเฒ่า อดีตเจ้าอาวาสวัดเขาอ้อ และที่แสดงให้เห็นว่าเก่าแก่นั้นในตำราทวดนั่นอักษรบางตัวเป็นการเขียนอักษรแบบสมัยอยุธยาและยังมีตัวอักษรทางพราหมณ์สอดแทรก แสดงให้เห็นว่าตำรานี้มีมานานแล้ว แต่ที่ไม่เป็นที่โด่งดังมากนักเพราะสายเขาอ้อ ขึ้นชื่อในทางด้านคงกระพัน แช่ว่าน แช่ยา หุงเหนียวกินมัน จนทำให้ความสนใจทางด้านยาตัวนี้ถูกมองข้ามไป แต่ปัจจุบันยังคงมีการทำอยู่ให้เห็นอยู่บ้างในสายฆราวาสเขาอ้อ ร่วมทำกับวัดต่างๆ เพื่อสืบสานตำนานยาวิเศษขนานนี้ไว้ 

เปิดตำรับปรุงยาจินดามณี ของ อ.สิทธิชัย โหรบัณฑิต ครูหมอยาสายสำนักเขาอ้อ

พระปางห้ามญาติเนื้อผงยาจินดามณี    

ความแตกต่างของยาจินดามณีในสายเขาอ้อและสายอื่นๆ ยาจินดามณีสายเขาอ้อมีความแตกต่างกันกับยาจินดามณีสายอื่นๆ อยู่บ้างพอสมควรไม่ว่าจะเป็นตัวยาที่ใช้บด ใช้ปรุง กรรมวิธีต่างๆคาถาการปลุกเสก การไปเอาว่านยา ขั้นตอนการบด ขั้นตอนการทำพิธีต่างๆ ก็แตกต่างกันพอสมควร  แต่ผมขอสงวนสูตรยาและวิธีการสร้างไว้นะครับ” 
…………..
    
สำหรับ ผงว่านยาจินดามณี (ยาวาสนา) ประกอบด้วย สมุนไพร อันมีคุณค่าทางยา ปลุกเสก 9 วาระ 9 พิธี เสกข้ามปีคือเมื่อปลายปี 2561-2562  ข้ามนักษัตรกันเลยทีเดียว ในการปรุงยาก็กระทำพิธีกรรมอย่างเคร่งครัดใช้กระแสจิตปลุกเสก ด้วยอาคมตามขั้นตอนวิธี เรียกว่าเป็นยาที่ทรงคุณวิเศษทาง บำบัดรักษาโรคร้ายตลอดโรคภัยไข้เจ็บอันเกิดมาจากเคราะห์กรรมด้วยมีผลบันดาลให้เคลื่อนคลาด ทุเลาเบาบาง    

โดยมีการประกอบพิธีวาระแรก ณ.โบสถ์พราหมณ์มหาอุต บ้านร่มเมือง จ.พัทลุง มีพระเกจิอาจารย์ร่วมปลุกเสกในพิธีขณะบดยาเสกยา คือ พ่อท่านชอบ วัดจำปาวนาราม จ.นครศรีธรรมราช (ปัจจุบันมรณภาพแล้ว), พระครูใบฎีกาโกวิท โกวิโท วัดบ้านสวน จ.พัทลุง    

ฝ่ายอาจารย์ฆราวาสที่ร่วมปลุกเสกและบดยาปรุงยาจินดามณี คือ อาจารย์แซม บ้านนาปรือ,อาจารย์สมพร บ้านห้วยศรีเกษร,อาจารย์สุรพล ยูงทอง,อาจารย์สิทธิชัย โหรบัณฑิต ,หมอศักดิ์ บ้านแร่ ,หมอเอ็ม จ.ตรัง,หมอชาติ บ้านทุ่งยาว ,หมอพล บ้านโหล๊ะจัน จากนั้นก็นำไปปลุกเสกอีก 8 วาระสำคัญ หนึ่งใน 8 คือ ไปประกอบพิธีที่ถ้ำพระพุทธโกษีย์ วัดในเตา โดย พระอาจารย์ประสูติ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์และ อาจารย์เปลี่ยน หัทยานนท์ เป็น ประธานฝ่ายฆราวาส 

เปิดตำรับปรุงยาจินดามณี ของ อ.สิทธิชัย โหรบัณฑิต ครูหมอยาสายสำนักเขาอ้อ

 พิธีกรรมปลุกเสกยาจินดามณี  
………….
    
เม็ดยาจินดามณี แบบโบราณขนานแท้ ทำพิธีบดยาในวันจันทร์เพ็ญปั้นมือแล้วอาบแสงอาทิตย์ครบตามกำลังธรรมชาติ..พระอาทิตย์+พระจันทร์ แทนตำแหน่งพระราชา+พระราชินี ตามความเชื่อเพื่อให้ได้ความดั้งเดิมที่สุด     

ซึ่งทุกครั้งจะเริ่มด้วยพิธีบวงสรวงเทพเทวดาตามธรรมเนียมประเพณีแต่โบราณ โดยตั้งศาลเพียงตา ตั้งบัตรพระเกตุ บัตรพระภูมิ บัตรกรุงพาลี และ ยังมีบัตรบูชาเทพอีก 5 บัตรพลี ได้แก่ – บัตรพลีพระพุทธ(บัตรพระพุทธ) – บัตรพระอิศวร – บัตรพระนารายณ์ – บัตรพระพรหม – บัตรพระพิฆเณศ ทำการบูชาเทพเทวดา บูชาฤกษ์ เพื่อขอพรให้พิธีเกิดความศักดิ์สิทธิ์และเป็นสิทธิ์เป็นชัย บรรลุตามเจตจำนงในการกระทำพิธี ซึ่งเป็นการบูชากลางหาว และสังเกตุว่าการไหว้แบบนี้ ในแต่ละวันจะตั้งปรัมพิธีหรือยกศาลเพียงตานี้จะอยู่ตามทิศเทวดาของแต่ละวัน โดยดูว่าเทวดาในวันนั่นอยู่ทางทิศไหน ก็จะตั้งศาลขึ้นหันไปทางทิศนั่น จึงไม่ใช่จะหันไปอุดร หรือบูรพาเสมอไป แต่ต้องดูทิศเทวดา และหลีกหลาวเหล็ก หลีกทิศผีหลวง หลีกทิศกาฬกิณี ทิศมฤตยูจร ดูทิศพระกาฬจร และตำแหน่งที่นั่นต้องไม่ขัดต่อหลักการทำพิธี จึงจะสมบูรณ์ด้วยประการทั้งปวง

และจะต้องมีการทำเฉลว 8 มุมวางทับยาไว้ ซึ่งเฉลวเป็นเครื่องจักสานชนิดหนึ่งทำด้วยตอกหรือหวาย หักขัดกันเป็นมุม ตั้งแต่ 3 มุมขึ้นไป แพทย์แผนไทยใช้เป็นเครื่องหมายหรือสัญลักษณะสำหรับปักหม้อยาเพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ และป้องกันการละลาบล้วงเครื่องยาในหม้อยา มีความหมายถึงทิศทั้ง 8 ได้แก่ ทิศบูรพา (ตะวันออก) อาคเณย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) ทักษิณ (ใต้) หรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) ประจิม (ตะวันตก) พายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) อุดร (เหนือ) อีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) ซึ่งเป็นทิศที่แพทย์ผู้รักษาจะร่ายคาถา (อิติปิโสฯ) ไปถึง  นอกจากนี้ยังจะมีขั้นตอนสำคัญอีก 9 ขั้นตอนก่อนจะนำไปปลุกเสกอีก 9 วาระ    

จากนั้นนำเนื้อผงว่านยาจินดามณีบางส่วนมากดเป็นพิมพ์พระเครื่องพระผงจินดามณี (เนื้อผงยาล้วนๆผสมน้ำผึ้งรวง)ด้านหลัง ฝังตะกรุดมหาลาภ เนื้อเงินยวงจารมือ พระทุกองค์กดมือ บล็อคปั้นเอง ใช้เนื้อยาล้วนๆ อาทิ พระสิวลี, พระนางพญา ,พระปิดตามหาลาภ , พระพุทธปางห้ามสมุทร    

เปิดตำรับปรุงยาจินดามณี ของ อ.สิทธิชัย โหรบัณฑิต ครูหมอยาสายสำนักเขาอ้อ

การปลุกเสกยาจินดามณีต้องมีการวางเฉลว 8 มุมไว้เหนือเม็ดยาทุกถาด

กล่าวสำหรับ สรรพคุณยาวาสนาจินดามณี นั้น
1.ใช้กินเพื่อบำรุงเลือดลม บำรุงธาตุ บำรุงร่างกายให้เลือดลมสมบูรณ์ โบราณจัดเป็นยาอายุวัฒนะ
2.ใช้กินเพื่อเพิ่มราศี ขับราศี เป็นการเสริมดวงด้านโชคลาภ วาสนา เงินทอง โภคทรัพย์ 
3.ใช้กินเพื่อเสริมเมตตา เสริมเสน่ห์ให้แก่ตนเอง ผิวพรรณเปร่งปรั่งมีน้ำมีนวล ชวนให้เป็นที่ต้องตา
4.ใช้กินเพื่อรักษาและบำบัดโรคเวรโรคกรรม โรคที่เรื้อรังต่างๆ อาจไม่ทำให้หายขาดแต่ช่วยปรับฟื้นร่างกายได้ ให้สามารถรับยาหลวงได้ดีขึ้น 
5.พกพาเป็นเมตตา มหาเสน่ห์ เมตตามหานิยมแก่ผู้พบเห็น เมตตาแก่เจ้านาย คนรัก คู่ครอง นิยมใส่กรอบห้อยคอหรือใช้ตัวเหน็บกับเสื้อก็ได้
6.ใช้พกพาเสริมดวงมหาลาภ เสริมวาสนา เสริมโภคทรัพย์แก่ผู้บูชา ตามตำราพรรณนาไว้
7.ใช้ตั้งบูชาไว้กับร้านค้า บ้านเรือน หรือบริษัท เป็นมหาลาภ หนุนวาสนา ส่งเสริมให้เจริญรุ่งเรือง
8.เป็นวัตถุมงคลคู่เรือนคู่บ้าน ใส่ผอบตั้งหิ้งพระ บูชาประจำ จักบังเกิดโภคทรัพย์ไม่อับ ไม่จนแล    

การกินก็เป็นการเพื่อเสริมวาสนา บารมี เพื่อเป็นยาเสริมธาตุให้กินช่วงเช้า ตอนพระอาทิตย์กำลังขึ้นวันละเม็ดหรือกินก่อนเข้านอนหากกินครบตามกำลังวันจะดีกำลังวันเกิด ดังนี้  วันอาทิตย์กิน ๖ เม็ด  วันจันทร์ ๑๕ เม็ด วันอังคาร ๘ เม็ด วันพุธ ๑๗ เม็ด วันพุธกลางคืน ๑๒ เม็ด วันพฤหัส ๑๙ เม็ด วันศุกร์ ๒๑ เม็ด วันเสาร์ ๑๐ เม็ดหรือจะเอาพุทธคุณที่ดีๆ ก็เลือกกินในวันฤกษ์มงคล หรือในวันพระ หรือวันที่ตรงกับวันเกิดเรา หรือวันเพ็ญกินได้ทั้งกลางวันและกลางคืนหากกินกลางคืนต้องกินช่วงพระจันทร์เต็มดวงเต็มที่หรือกินในคืนพระจันทร์ทรงกลด ยิ่งดีมากก่อนกินให้อธิษฐานถึงครูว่านครูยา และบารมีในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เรานับถือ     

อาจารย์สิทธิ์ชัย โหรบัญฑิตบอกว่า ข้อควรทราบ..ยาวาสนาจินดามณีเป็นยาสมุนไพร สตรีมีครรภ์ และ เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ไม่ควรทาน ผู้ป่วยมีโรคประจำตัว ปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน เพราะโรคบางโรคกินยาหลวงร่วมยาสมุนไพรไม่ได้และการใช้ยาต้องตั้งหมั่นในศีลธรรมมีความเชื่อมั่นศรัทธาต่อคุณว่าน คุณยา ท่านใดทำได้ประเสริฐแล    

แต่สำหรับผมขอบอกว่า สิ่งที่ยากกว่าการกินคือ การหาเม็ดยาจินดามณีตำรับเขาอ้อขนานนี้ได้ได้ก่อนเถอะ…..เพราะทราบมาว่า ทุกวันนี้หายากมาก!!!!
    
ใครมีใครก็หวง