คุยกัน7วันหน : ศาลบูชาทรัมป์ กับเหล่าผู้ศรัทธาที่เชื่อมั่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/527259

คุยกัน7วันหน : ศาลบูชาทรัมป์  กับเหล่าผู้ศรัทธาที่เชื่อมั่น

คุยกัน7วันหน : ศาลบูชาทรัมป์ กับเหล่าผู้ศรัทธาที่เชื่อมั่น

วันอาทิตย์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 07.15 น.

แถบชนบทเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรครีพับลิกันและประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ วันนี้ ลองไปทำความรู้จักเมืองหนึ่งในรัฐเพนซิลวาเนีย ที่สื่อตั้งสมญานามว่าเป็น “ประเทศทรัมป์” และมีสถานบูชาทรัมป์ ที่สุดโต่งถึงขั้นเรียกว่าเป็นลัทธิได้เลยทีเดียว

เมืองลาโทรบ ตั้งอยู่ในแถบชนบทของรัฐเพนซิลวาเนีย เมืองแห่งนี้แทบไม่มีจุดเด่นอะไรเลย นอกจากเป็นบ้านเกิดของนักกอล์ฟในตำนานคนหนึ่ง…แต่นั่นเป็นเพียงอดีตไปแล้ว บ้านหลังนี้ หรือถ้าจะให้ถูกต้อง น่าจะต้องเรียกว่าสถานบูชาทรัมป์ก็ว่าได้ได้แปรสภาพเมืองลาโทรบให้กลายเป็น ประเทศทรัมป์ที่เหล่าผู้ศรัทธาและเลื่อมใสในตัวประธานาธิบดีคนนี้หลั่งไหลกันเข้ามาไม่ขาดสายตั้งแต่ตัวฐานของบ้าน ไล่ขึ้นไปสุดที่ปล่องไฟ ประดับไปด้วยป้ายเชียร์ทรัมป์ หรือของกระจุกกระจิกที่เกี่ยวกับเขาเต็มไปหมด

รัฐเพนซิลวาเนีย เป็นหนึ่งในรัฐสวิงสเตท หรือรัฐสมรภูมิ ที่ไม่แน่ชัดว่าผู้สมัครชิงประธานาธิบดีคนใดจะชนะ แม้ผลสำรวจความคิดเห็นจะชี้ว่า โจ ไบเดนผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตมีคะแนนนำในเกือบทุกรัฐสวิงสเตท แต่เลสลี รอสซี เจ้าของบ้านสมญานาม “ศาลบูชาทรัมป์” เชื่อมั่นว่า ยังไงทรัมป์ก็ชนะ และอย่าไปเชื่อโพลล์มากนัก

รอสซีบอกว่าไม่เชื่อเรื่องโพลล์หรอก แค่พูดยังไม่อยากทำเลย เพราะคนอย่างพวกเธอมีมากกว่าสี่ปีก่อนถึงสามเท่า ครั้งที่แล้วเธอก็ไม่เชื่อโพลล์รวมถึงพวกที่เข้ามาในบ้านของเธอ ดูช่องซีเอ็นเอ็น หรือช่องอื่นๆ ที่พร่ำบอกแต่ว่าพวกเขาจะแพ้ มันเสียกำลังใจนะ และมันกำลังเกิดขึ้นอีก แต่คนเหล่านี้ไม่เชื่อช่องเหล่านี้แล้ว สื่อเหล่านี้หมดความน่าเชื่อถือไปแล้ว รอสซีระบุว่า เธอเปิดบ้านต้อนรับผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันเสมอ และก่อนหน้านี้ยังรับลงทะเบียนเลือกตั้งให้ผู้ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนด้วย โดยเฉพาะคนที่อยากย้ายข้างจากเดโมแครต มาลงคะแนนให้รีพับลิกัน

ไม่เพียงแต่การตกแต่งบ้านด้วยธีมโดนัลด์ ทรัมป์ แต่รอสซี ยังทุ่มเงินกว่า3 หมื่นบาท ทาสีบ้านไร่ชายนาแห่งนี้ใหม่เป็นสีแดง ขาว และน้ำเงิน พร้อมเปลี่ยนเป็นจุดรวมพลคนคลั่งทรัมป์ ในการเลือกตั้งเมื่อ 4 ปีก่อนจุดเด่นของ “ศาลบูชาทรัมป์”คือ รูปทรัมป์ขนาดใหญ่กว่าตัวจริง สูงถึง 4 เมตร ตั้งอยู่กลางสวนหน้าบ้าน ใกล้ๆ กันนั้น มีรูปภาพล้อเลียนไบเดน และฮิลลารี คลินตัน

สำหรับผู้สนับสนุนทรัมป์แล้ว บ้านหรือสถานบูชาแห่งนี้ เป็นตัวแทนแห่ง “เสรีภาพ” ในการแสดงจุดยืนทางอนุรักษ์นิยมได้อย่างเต็มที่

คุยกัน7วันหน : ดีเบตทรัมป์-ไบเดน จากทีวีคนละช่อง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/525737

คุยกัน7วันหน : ดีเบตทรัมป์-ไบเดน  จากทีวีคนละช่อง

คุยกัน7วันหน : ดีเบตทรัมป์-ไบเดน จากทีวีคนละช่อง

วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 08.15 น.

การแสดงวิสัยทัศน์ของคู่สมัครชิงประธานาธิบดีสหรัฐ คือโดนัลด์ ทรัมป์ จากรีพับลิกัน และโจ ไบเดน จากเดโมแครต เมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมาตามเวลาในประเทศ ซึ่งตอนแรกต้องเป็นการดีเบตในยกที่ 2 ที่ไมอามี รัฐฟลอริดาแต่ติดเรื่องทรัมป์ติดโควิด-19 และไม่ยอมดีเบตแบบเสมือนจริงทางออนไลน์ ทำให้ต้องยกเลิกไป ทำให้เกิดการแสดงวิสัยทัศน์ผ่านทีวีคนละช่องเช่นนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกทีวีผ่านสถานีข่าว NBC ตอบคำถามผู้ชมแบบทาวน์ฮอลล์ ที่เมืองไมอามี รัฐฟลอริดา ส่วนโจ ไบเดน ออกทีวีผ่านสถานี ABCตอบคำถามแบบทาวน์ฮอลล์เช่นกันที่เมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนียเป็นการแสดงวิสัยทัศน์ห่างกัน1,930 กิโลเมตร

การตอบคำถามแบบคนละที่เช่นนี้ ก็ยังพบว่า ทั้ง 2 คนมีบุคลิก ท่าทาง และน้ำเสียงในการตอบคำถามที่แตกต่างกันสุดขั้วเช่นเดิม ทรัมป์ มาแนวเสียงดังฟังชัด และมีหลายครั้งที่มีการปะทะทางวาจากับซาวานนาห์ กัธรีผู้ดำเนินรายการ และเขายังปฏิเสธที่จะประณามกลุ่ม QAnon ซึ่งเป็นกลุ่มทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดที่เชื่อว่าทรัมป์กำลังต่อสู้กับพวกชนชั้นสูง ซานตานและขบวนการค้าเด็ก พร้อมกับเบี่ยงประเด็นไปยังกลุ่ม antifa ซึ่งเป็นกลุ่มซ้ายจัด ที่บอกว่ากลุ่มนี้สร้างความวุ่นวาย และจลาจลในการประท้วงทั่วประเทศแทน

ขณะเดียวกันเป็นครั้งแรกที่ทรัมป์กล่าวว่า เขาจะยอมรับผลการเลือกตั้งที่เป็นธรรม แต่ก็ย้ำว่า เขาต้องการการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม เช่นเดียวกับคนอื่นๆ พร้อมกล่าวปกป้องการรับมือของรัฐบาล และยืนยันว่าตอนนี้ประเทศกำลังเข้าสู่หัวมุมที่จะออกจากไวรัสแล้ว เพราะขนาดตัวเขาเองก็ยังเอาชนะมันมาได้

ส่วนนายไบเดน โทนเสียงเป็นคนละขั้วโดยสิ้นเชิง อ่อนกว่าทรัมป์ แต่ก็มีหลายครั้งที่ไบเดนพูดติดอ่าง ซึ่งก็เป็นปัญหาที่นักวิเคราะห์การเมืองสหรัฐเองบอกว่า ไบเดนจำเป็นต้องก้าวผ่านเรื่องนี้ไปให้ได้ มีบางจังหวะที่เขาต้องหลับตาลง เพื่อรวบรวมสติและคำพูดให้กลับมาเป็นปกติประเด็นหลักที่ ไบเดน โจมตีทรัมป์ หนีไม่พ้นเรื่องความล้มเหลวของทำเนียบขาวในการรับมือโควิด-19 ที่ทำให้อเมริกันชนเสียชีวิตมากกว่า 217,000 คนแล้วและเป็นความผิดพลาดในการสั่งปิดสำนักงานรับมือโรคระบาดซึ่งบารัค โอบามา จัดตั้งขึ้น

นอกจากนี้ผู้ดำเนินรายการยังถามเรื่องเขาหนุนการตั้งผู้พิพากษาศาลสูงหรือไม่ เพราะจะมีอิทธิพลอย่างมากในการพิจารณาคดีใดๆ ซึ่งนายไบเดนบอกว่าเขาไม่ได้มีความสนใจในเรื่องนี้แต่หากทรัมป์ตั้งผู้พิพากษา แล้วไบเดนได้เป็นผู้นำ เขาจะเพิ่มจำนวนผู้พิพากษาจาก 9 ตำแหน่งที่มีอยู่ เขาก็เปิดกว้างที่จะพิจารณาจากเรื่องที่เกิดขึ้น

ด้านอดีตประธานาธิบดีโอบามา ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา บอกว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คืออาการของการให้ข้อมูลที่ผิดพลาดกับสังคมอเมริกัน และว่า โครงสร้างของสื่อประเภทอนุรักษ์นิยมนั้น มีมาตั้งแต่ก่อนที่ทรัมป์จะเข้ารับตำแหน่ง แต่ทัรมป์ก็ยังคงปล่อยให้นักทฤษฎีสมคบคิด อย่างกลุ่ม QAnon แทรกซึมเข้มไปในสื่อกระแสหลักของพรรครีพับลิกันได้

นอกจากนี้ โอบามายังบอกด้วยว่า หากนายไบเดน ตัวแทนพรรคเดโมแครตคว้าชัยในการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐในเดือนหน้าได้ เขาจะเข้าใจถึงความคาดหวังจากทั่วโลกถึงบทบาทผู้นำของสหรัฐดีกว่าปัจจุบัน

คุยกัน7วันหน : จับตาเดโมแครต ขยับปลด ‘ทรัมป์’ เพราะปัญหาสุขภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/524162

คุยกัน7วันหน : จับตาเดโมแครต  ขยับปลด ‘ทรัมป์’ เพราะปัญหาสุขภาพ

คุยกัน7วันหน : จับตาเดโมแครต ขยับปลด ‘ทรัมป์’ เพราะปัญหาสุขภาพ

วันอาทิตย์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.45 น.

นางแนนซี เปโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครต กล่าวว่า จะเปิดการสอบสวนว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ มีสุขภาพแข็งแรงพอสำหรับการบริหารราชการแผ่นดินหรือไม่ หลังจากป่วยเป็นโควิด-19 และหากเขาไม่มีสติสัมปชัญญะเพียงพอ ก็จะนำไปสู่การใช้กฎหมายพิเศษในการเปลี่ยนถ่ายอำนาจประธานาธิบดี โดยจะเสนอร่างกฎหมายช่วงสุดสัปดาห์นี้เพื่อจัดตั้งคณะทำงานในการประเมินสุขภาพของประธานาธิบดีทรัมป์ ว่าเหมาะสมที่จะทำงานต่อไปได้หรือไม่ การตั้งคณะกรรมการสอบสวนดังกล่าวจะมีขึ้นภายใต้บทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ 25 ซึ่งวางกรอบว่าประธานาธิบดีจะให้ออกจากตำแหน่งหากไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

นางเปโลซีกล่าวว่า คำถามสำคัญเกี่ยวกับสุขภาพของนายทรัมป์นั้นยังไม่ได้รับคำตอบ และเธอมองว่าประธานาธิบดีมีสภาพการรับรู้อารมณ์อันผันแปร เธอยังตั้งสังเกตว่าแพทย์เคยให้ข้อมูลว่าการให้ยาสเตียรอยด์แก่นายทรัมป์นั้น จะส่งผลกระทบต่อภาวะการตัดสินใจของเขา

ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ได้ตอบโต้ความเคลื่อนไหวของนางเปโลซีว่า เธอนั้นบ้า และควรเป็นคนที่ถูกตรวจสอบมากกว่าเขา

แต่ก็ยังมีอีกหลายคนเห็นไปในทางเดียวกับเปโลซี อย่าง สว.เจมส์ ไคลเบิร์น จากพรรคเดโมแครตกล่าวว่า ทรัมป์แสดงพฤติกรรมที่ผิดปกติ เอาแน่เอานอนไม่ได้จนทำให้สาธารณชนกังวลในเรื่องสุขภาพของเขา ส่วนนายริค ไบรท์อดีตผู้อำนวยการองค์การพัฒนาและวิจัยชีวการแพทย์ขั้นสูง ซึ่งดูแลโครงการพัฒนาวัคซีน กล่าวว่าประธานาธิบดีทรัมป์อาการยังไม่ดีและปกติแล้วใครก็ตาม ที่เข้ารับการรักษาเชิงทดลองเกี่ยวกับโควิด-19 สมควรที่จะนอนที่เตียงโรงพยาบาลอยู่ เรื่องนี้อันตรายอย่างยิ่ง เพราะนายทรัมป์รับผิดชอบทุกอย่าง และต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ สำหรับประเทศชาติและโลก หากสติสัมปชัญญะของเขายังไม่ดี ที่จะตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผล เขาอาจตัดสินใจสะเพร่าได้

สำหรับบทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ 25 มีขึ้นหลังการลอบสังหารประธานาธิบดีจอห์น เอฟ.เคนเนดี้ ในปี 1963 เกี่ยวกับการเปลี่ยนถ่ายอำนาจประธานาธิบดี หรือเปรียบเสมือน “อำนาจหมายเลข 25” พรรคเดโมแครตกำลังมุ่งไปที่วรรคที่ 4 ของบทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ 25ที่เปิดทางให้มีการปลดประธานาธิบดีได้หากไร้ความสามารถทั้งทางกายและใจแม้ตัวประธานาธิบดีไม่ยินยอมก็ตาม

“อำนาจหมายเลข 25” นี้กำหนดว่าจะสามารถใช้ได้ก็ต่อเมื่อรองประธานาธิบดีและเสียงส่วนใหญ่ในคณะรัฐมนตรีที่มี 15 คนหรือสภาคองเกรส เห็นพ้องกันว่าประธานาธิบดีทำงานไม่ได้แล้ว แต่ตัวประธานาธิบดีมีสิทธิอุทธรณ์คำร้องดังกล่าวอยู่ ที่ผ่านมาการเปลี่ยนถ่ายอำนาจจากประธานาธิบดีไปให้รองประธานาธิบดีเคยมีมาแล้วเป็นการชั่วคราว เช่นเมื่อตอนที่โรนัลด์ เรแกน ถูกยิงและได้รับบาดเจ็บเมื่อปี 1981ทำให้จอร์จ ดับเบิล. ยู บุชรองประธานาธิบดีขณะนั้นมาทำหน้าที่แทน

อย่างไรก็ตาม ยังไม่เคยมีการใช้วรรคที่สี่ของมาตรานี้ในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ และสื่อต่างๆ ทั้ง สำนักข่าวเอพี และสำนักข่าวบีบีซีมองว่า นี่ความเคลื่อนไหวทางการเมืองของพรรคเดโมแครตเพื่อให้มีการตั้งคำถามถึงสุขภาพของผู้นำมากกว่า และไม่มีสัญญาณว่ารองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ จะเล่นด้วย รวมถึงการเดินหน้าร่างกฎหมายดังกล่าวก็มีเวลาน้อยเกินไปที่จะจัดตั้งคณะกรรมการได้ทันเวลา

คุยกัน7วันหน : ‘ทรัมป์’ น่าห่วงแค่ไหน หลังป่วยโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/522640

คุยกัน7วันหน : ‘ทรัมป์’ น่าห่วงแค่ไหน  หลังป่วยโควิด-19

คุยกัน7วันหน : ‘ทรัมป์’ น่าห่วงแค่ไหน หลังป่วยโควิด-19

วันอาทิตย์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 08.15 น.

สำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษรายงานความเสี่ยงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังเขามีผลตรวจเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นบวก โดยอ้างข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ หรือซีดีซี ที่ระบุไว้ว่า ผู้สูงอายุในวัยเท่าๆ กับทรัมป์ ซึ่งมีอายุ 74 ปีแล้ว มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตได้มากกว่าผู้ป่วยโควิดที่มีอายุน้อยในวัย 18-29 ปี ถึง 90 เท่า

ข้อมูลจากซีดีซียังระบุด้วยว่า ผู้สูงอายุในวัยเท่ากับทรัมป์ยังมีความเสี่ยงสูงมากกว่าผู้ป่วยโควิด-19 ที่อายุน้อยกว่าถึง 5 เท่าที่อาจมีอาการทรุดหนัก จนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล การวิเคราะห์ในระยะแรกของงานวิจัยกว่า 100 ชิ้น ซึ่งได้ข้อมูลมาจากทั่วโลก ชี้ว่า โอกาสเสี่ยงสำหรับเด็กๆ และเด็กวัยรุ่น อยู่ในระดับต่ำมาก

บีบีซีรายงานด้วยว่า ผลการวิเคราะห์เบื้องต้นในผลการศึกษากว่า 100 ฉบับทั่วโลก ระบุว่า ผู้ที่มีอายุสูงวัย 75 ปี หากป่วยเป็นโควิด-19 จะมีอัตราการเสียชีวิต1 คนใน 25 คน คนที่อายุเกิน 85 ปีเสียชีวิตคิดเป็น 1 ใน 7 คนขณะที่คนที่อายุเลย 90 ปี เสียชีวิตคิดเป็น 1 ใน 4 คน

นอกจากเรื่องอายุแล้ว ยังมีเรื่องน้ำหนักตัว โดยทรัมป์มีดัชนีมวลกาย ที่เรียกว่า ดัชนีบีเอ็มไอ มากกว่า 30 ซึ่งในทางการแพทย์ถือว่าน้ำหนักเกิน โดยหน่วยงานสาธารณสุขในแคว้นอิงแลนด์ ของอังกฤษ สรุปว่าผู้ที่มีน้ำหนักเกิน เมื่อติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ มีความเสี่ยงที่อาการจะทรุดหนัก จนต้องเข้ารักษาตัวในห้องไอซียู และเสี่ยงที่จะเสียชีวิตได้ แต่ก็ไม่ใช่ผู้สูงอายุทุกคนที่จะเสียชีวิต และตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่าการล้มป่วยเชื่อมโยงกับอาการทั่วไปของวัยชราหรือไม่อาทิ ระบบภูมิคุ้มกัน หรือสภาพร่างกายโดยทั่วไป ที่เสื่อมสภาพภาพตามกาลเวลา

สำนักงานสาธารณสุขอังกฤษ (Public Health England)รายงานสรุปว่า การมีน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์เพิ่มโอกาสที่คนไข้จะต้องเข้าแผนกผู้ป่วยหนักและความเป็นไปได้ที่จะเสียชีวิต โดยไขมันในร่างกายจะส่งผลต่อเม็ดเลือดขาวในระบบภูมิคุ้มกันให้เพิ่มภาวะอักเสบของร่างกาย และภาวะอักเสบเกินไปนี้เองที่ทำให้การติดเชื้อเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ และในช่วงการระบาดของโควิด-19 ระลอกแรก มีผู้ชายที่ต้องการการรักษาในโรงพยาบาลมากกว่าผู้หญิง และ 60% ของการเสียชีวิตจากโควิด-19 เป็นผู้ชาย

อย่างไรก็ดี ที่ว่ามาทั้งหมดนี้เป็นเพียงภาพรวมที่ดูจากประชากรโลก เราไม่อาจสรุปได้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับประธานาธิบดีสหรัฐผู้นี้ และเราก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าทรัมป์มีอาการป่วยหรือไม่

ดร.นาตาลี แมคเดอร์มอตต์จากคิงส์ คอลเลจ ลอนดอนบอกว่า ทรัมป์มีปัจจัยเสี่ยงไม่ได้หมายความว่าเขาจะมีอาการป่วยหนัก หรือตายจากอาการป่วยอย่าลืมว่าทรัมป์ไม่ใช่ผู้สูงอายุธรรมดา แต่เป็นถึงประธานาธิบดีของสหรัฐ นั่นหมายความว่าเขาจะได้รับการดูแลทางสุขภาพอย่างดีที่สุดหากว่าเขาเกิดป่วยขึ้นมา

คุยกัน7วันหน : สันนิษฐานฝูงวาฬเกยตื้น ‘สัญชาตญาณรวมฝูง-คลื่นโซนาร์’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/521183

คุยกัน7วันหน : สันนิษฐานฝูงวาฬเกยตื้น  ‘สัญชาตญาณรวมฝูง-คลื่นโซนาร์’

คุยกัน7วันหน : สันนิษฐานฝูงวาฬเกยตื้น ‘สัญชาตญาณรวมฝูง-คลื่นโซนาร์’

วันอาทิตย์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.30 น.

ตั้งแต่วันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา วาฬนำร่องกว่า 470 ตัว เกยตื้นที่ชายฝั่งเกาะแทสมาเนีย ประเทศออสเตรเลีย กลายเป็นเหตุการณ์วาฬเกยตื้นครั้งใหญ่ของออสเตรเลียแม้นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุที่ชัดเจนได้ แต่มีข้อสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากตัววาฬ หรือผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์

เจ้าหน้าที่กู้ภัยออสเตรเลีย แถลงว่า วาฬนำร่องครีบยาวที่ยังมีชีวิตอยู่หลายตัว ซึ่งพลัดหลงเข้ามาเกยตื้นชายหาดเกาะแทสมาเนียจะถูกการุณยฆาต หากเจ้าหน้าที่ไม่สามารถช่วยชีวิตพวกมันให้กลับคืนสู่ทะเลได้ โดยขณะนี้ วาฬนำร่องประมาณ 380 ตัวที่เกยตื้นครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของออสเตรเลีย ตายไปเรียบร้อยแล้ว ทางการรัฐแทสมาเนีย แถลงว่า จนถึงขณะนี้มีวาฬนำร่องเพียง 88 ตัวได้รับการช่วยเหลือ และยังมีความหวังที่จะช่วยได้อีก 20 ตัว แต่เจ้าหน้าที่กู้ภัยแถลงว่า หากวาฬนำร่องที่รอดชีวิตส่งสัญญาณว่าอ่อนแรงเกินกว่าจะช่วยเหลือได้ อาจต้องถูกการุณยฆาตหรือทำให้มันเสียชีวิตอย่างสงบโดยเจตนา ตามหลักมนุษยธรรมที่ควรกระทำ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นำมาซึ่งข้อสงสัยถึงสาเหตุและเกิดการตั้งคำถามว่าเหตุใดปรากฏการณ์เช่นนี้จึงมักเกิดซ้ำๆ ในสถานที่เดิมๆ โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นทางตะวันตกของเกาะแทสมาเนีย ที่อยู่ทางใต้ของออสเตรเลีย บริเวณที่เรียกว่าแม็คควารี เฮดส์ (MacquarieHeads) และวาฬส่วนใหญ่เกยตื้นอยู่บนสันดอนทราย นอกจากนี้ยังมีอีกหลายที่ที่วาฬมักไปเกยตื้น เช่นทางตะวันตกของออสเตรเลีย นิวซีแลนด์หรือในแถบอเมริกาใต้

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า วาฬนำร่องที่มาเกยตื้นกว่า 470 ตัวในครั้งนี้อาจมาจากฝูงเดียวกัน ซึ่งจริงๆ แล้วการเกยตื้นของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างโลมา หรือวาฬ หากเกิดขึ้นแบบ 1-2 ตัว ถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะบางครั้งอาจเกิดจากการล่าเหยื่อใกล้ฝั่งมากเกินไป แต่เมื่อเกยตื้นเป็นฝูงใหญ่จึงมักมีสมมุติฐานอื่นมาเกี่ยวข้อง

สาเหตุหลักๆ หากมาจากตัววาฬเอง อาจเป็นเพราะวาฬนำร่องเป็นสัตว์สังคม มีความสัมพันธ์ในฝูงที่เหนียวแน่นมาก ดังนั้นหากมีวาฬตัวหนึ่งบาดเจ็บหรือไม่สบาย จนว่ายน้ำผิดทิศผิดทางและไปเกยตื้น สมาชิกของฝูงที่เหลือก็จะว่ายตามกันมาและถูกคลื่นซัดจนเกยตื้นในที่สุด หรือหากมีวาฬที่ป่วยจนว่ายหลงทางไปเกยตื้น แล้วส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ วาฬทั้งฝูงก็อาจจะว่ายตามเสียงนั้นมาจนเกยตื้นได้เช่นกัน

อีกปัจจัยหนึ่งคือ ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของบริเวณที่เป็นแหลมคาบสมุทร หรือหาดที่ค่อยๆ ลาดชันลงไปในทะเล จะทำให้ระบบการใช้เสียงนำทาง หรือโซนาร์ ของวาฬทำงานได้ไม่ดีนัก เสมือนกับคนหลงทางจนทำให้พวกมันว่ายมาเกยตื้นพร้อมกันทั้งฝูง

อีกสาเหตุที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับมนุษย์ ซึ่งมาจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยในสเปนเมื่อปี 2562 ที่พบว่าอุปกรณ์โซนาร์ที่มนุษย์ใช้สำรวจใต้ทะเลหรือใช้ทางการทหารซึ่งมีกลไกการส่งคลื่นเสียงความถี่สูงนั้น อาจทำให้วาฬตกใจและพยายามหนีจนเกิดอาการน้ำหนีบได้

ปกติการดำน้ำลึกของวาฬจะต้องลดอัตราการเต้นของหัวใจลง เพื่อลดการใช้ออกซิเจนและทำให้ไนโตรเจนไม่สะสมในกระแสเลือด แต่เมื่อตกใจและพยายามหนีจากคลื่นโซนาร์ วาฬจะลนลานจนเสียศูนย์และทำให้ไนโตรเจนไปสะสมในเส้นเลือดจนกลายเป็นฟองอากาศเมื่อวาฬลอยตัวขึ้นสู่ผิวน้ำ เหมือนอาการน้ำหนีบที่เกิดในนักประดาน้ำและทำให้วาฬเกยตื้นตายได้

นอกจากนี้ ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งที่เป็นไปได้คือ มลพิษในน้ำที่อาจเกิดจากสาหร่ายสีแดงขนาดเล็กที่เพิ่มจำนวนขึ้นตามธรรมชาติ หรือเหตุน้ำมันรั่วที่ส่งผลกระทบต่อวาฬ ซึ่งทั้งหมดนักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถสรุปได้แน่ชัดถึงสาเหตุที่ทำให้วาฬเกยตื้นเป็นฝูง

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนระบุว่า ไม่ควรด่วนสรุปว่าปรากฏการณ์นี้เป็นฝีมือมนุษย์ เพราะจริงๆ แล้ววาฬนำร่องอาจจะเกยตื้นมานานมากแล้วก็เป็นได้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ของ
ออสเตรเลีย ประกาศว่า จะปฏิบัติการช่วยเหลือวาฬที่เกยตื้นต่อไปเท่าที่ยังมีวาฬที่หายใจอยู่ แต่ในขณะเดียวกันต้องเฝ้าระวังไม่ให้วาฬที่ช่วยเหลือได้แล้วกลับมาเกยตื้นซ้ำอีก

คุยกัน7วันหน : โควิด-19 ระบาด ทำเด็กหญิงอินเดียถูกบังคับแต่งงาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/519512

คุยกัน7วันหน : โควิด-19 ระบาด  ทำเด็กหญิงอินเดียถูกบังคับแต่งงาน

คุยกัน7วันหน : โควิด-19 ระบาด ทำเด็กหญิงอินเดียถูกบังคับแต่งงาน

วันอาทิตย์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2563, 07.30 น.

สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในอินเดีย นอกจากกระทบต่อความเป็นอยู่ของผู้คน ระบบสาธารณสุข และสภาพเศรษฐกิจของประเทศแล้ว ยังพบสถิติที่น่ากังวลว่า จำนวนเด็กหญิงอินเดียถูกจับแต่งงานเพิ่มมากขึ้น ในระหว่างการระบาดของโควิด-19 อีกด้วย

สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่าในระหว่างที่อินเดียต้องเผชิญกับการล็อกดาวน์ประเทศอย่างเข้มงวดตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมาเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ต่อเนื่องนานหลายเดือน ทำให้พบว่า มีตัวเลขของเด็กหญิงอินเดียที่ต้องถูกจับแต่งงานอย่างไม่เต็มใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก

จากสถิติของ Childline องค์กรสายด่วนช่วยเหลือเด็ก รายงานว่า ปีนี้ มีจำนวนเด็กหญิงที่ถูกบังคับแต่งงาน ระหว่างเดือนมิถุนายน ถึงกรกฎาคม มากขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว ถึง 17%

สาเหตุหลักเกิดจากการที่ประชาชนหลายล้านคนต้องสูญเสียงานในระหว่างการล็อกดาวน์ระหว่างมีนาคม-มิถุนายนทำให้คนจำนวนมากซึ่งเป็นชนชั้นยากจน ต้องจนลงยิ่งกว่าเดิม ทำให้หลายครอบครัวกังวลเรื่องความปลอดภัย และอนาคตของลูกสาว จึงตัดสินใจที่จะให้พวกเธอแต่งงานเพื่อรับประกันว่าชีวิตของลูกสาวจะดีขึ้น

อีกเหตุผลคือ ช่วงโควิด-19ทำให้การจัดงานแต่งงานขนาดใหญ่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ต้องจัดขนาดเล็ก ทำให้หลายครอบครัวที่ไม่ต้องการใช้จ่ายเงินค่าแต่งงานเยอะเกินไป อาศัยช่วงเวลานี้ในการเร่งให้ลูกสาวรีบแต่งงาน เพราะไม่จำเป็นต้องเสียงทรัพย์ในการจัดงานใหญ่โตและไม่ต้องเชิญแขกมากเกินไป

ก่อนหน้านี้ โรงเรียนเคยเป็นสถานที่ที่เด็กสาวส่วนใหญ่สามารถยื่นมือขอความช่วยเหลือจากครู และเพื่อนๆ ที่โรงเรียนเพื่อให้ช่วยปกป้องพวกเธอจากการถูกบังคับให้แต่งงานได้โดยเฉพาะในสังคมของคนที่ยากจน แต่หลังจากการระบาดของโควิด-19 โรงเรียนหลายแห่งถูกปิดลง ทำให้เด็กหญิงหลายคนไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากคนอื่นได้ และเมื่อพวกเธอที่ยากจนอยู่แล้ว และถูกบังคับให้ออกจากโรงเรียนในช่วงเวลาแบบนี้ จึงทำให้ไม่มีใครช่วยหยุดการถูกบังคับแต่งงานได้เลย

ทั้งนี้ การแต่งงานอย่างถูกกฎหมายในอินเดียต้องมีอายุครบ 18 ปี แต่ยูนิเซฟ เปิดเผยว่าอินเดียนับเป็นประเทศที่มีจำนวนเจ้าสาวที่ยังเป็นเด็กหญิง ที่สูงที่สุดในโลก คือราว 1 ใน 3 ของทั่วโลก คือคิดเป็นราว 1.5 ล้านคนในแต่ละปี ที่แต่งงานตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 18 ปี

คุยกัน7วันหน : ดอลลาร์สหรัฐ จะยังครองตำแหน่ง สกุลเงินหลักของโลก? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/517930

คุยกัน7วันหน : ดอลลาร์สหรัฐ จะยังครองตำแหน่ง สกุลเงินหลักของโลก?

คุยกัน7วันหน : ดอลลาร์สหรัฐ จะยังครองตำแหน่ง สกุลเงินหลักของโลก?

วันอาทิตย์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2563, 08.20 น.

ตลอดหลายปีที่ผ่านมานักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากเคยคาดการณ์มาตลอดว่า สกุลเงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลงเรื่อยๆ หลังเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน การเข้ามาของสกุลเงินดิจิทัลหยวน รวมไปถึง ความไม่แน่นอนทางนโยบายของสหรัฐ และวิกฤติการระบาดของโควิด-19

ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (U.S. Dollar Index) ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของค่าเงินหลักของโลก 6 สกุลต่อดอลลาร์สหรัฐ ได้แก่ สกุลเงินยูโร เยนของญี่ปุ่น ปอนด์สเตอร์ลิงของอังกฤษ ดอลลาร์แคนาดา โครนของสวีเดน และ ฟรังก์สวิสของสวิตเซอร์แลนด์ อ่อนค่าลงไปแล้วกว่า 3.43% ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โดยเมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา ดัชนีดอลลาร์สหรัฐร่วงแตะระดับ 92.14 ที่ต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปี หรือนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปี 2561 หลังจากร่วงลงอย่างหนักไปแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า สาเหตุของการอ่อนค่าส่วนใหญ่ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ในสหรัฐอเมริกาที่สูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลก ความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ที่กำลังจะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ และการดำเนินมาตรการทางการเงินแบบผ่อนคลายของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด รวมไปถึงการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่เป็นประวัติการณ์กว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ ของรัฐบาลสหรัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

เนื่องจากตามหลักเศรษฐศาสตร์ ได้อธิบายว่า การใช้มาตรการการเงินแบบผ่อนคลายของธนาคารกลาง ไม่ว่าจะเป็น การตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่
ระดับใกล้ศูนย์ ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำมาก รวมถึงการพยายามเพิ่มเงินเข้าสู่ระบบด้วยโครงการเงินกู้ที่หลากหลาย คือการกระตุ้นอุปสงค์และเงินเฟ้อให้สูงขึ้น ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงทั้งสิ้นตัวอย่างที่ชัดเจน คือ การอ่อนค่าเมื่อต้นเดือนสิงหาคม ก็เกิดขึ้นหลังจากนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ประกาศการปรับเปลี่ยนนโยบายครั้งสำคัญ ด้วยการปรับกรอบนโยบายการเงินจากการกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) มาเป็นการกำหนดเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย (Average Inflation Targeting หรือ AIT) ที่ระดับ 2% เพื่อสนับสนุนตลาดแรงงาน และเศรษฐกิจวงกว้าง ระหว่างการประชุมประจำปีของเฟด ซึ่งจัดขึ้นที่แจ็คสัน โฮล ในรัฐไวโอมิง

ผลกระทบจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ครั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากมองว่า มีผลกระทบหลักๆ อยู่ 2 ด้าน ได้แก่ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ และ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยสำหรับผลกระทบต่อสหรัฐในระยะยาว สิ่งที่ต้องกังวล คือ ความเป็นไปได้ที่ดอลลาร์ อาจจะสูญเสียตำแหน่งสกุลเงินโลก (The worldreserve currency) เนื่องจากตลอดระยะเวลาช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตำแหน่งดังกล่าวถูกบั่นทอนขึ้นเรื่อยๆ เนื่องมาจาก การดำเนินนโยบายแบบกีดกันทางการค้า (Protectionism) ของสหรัฐ และการเปิดสงครามทางการค้ากับจีน แต่ในระยะสั้นสหรัฐอาจจะได้รับผลประโยชน์ เนื่องจาก การอ่อนค่าของดอลลาร์จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตในสหรัฐ เมื่อเทียบกับคู่แข่งต่างประเทศ และดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้สหรัฐอีกด้วย

ส่วนผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ จะทำให้สกุลเงินอื่นๆ แข็งค่าขึ้น ย่อมทำให้หลายประเทศที่พึ่งพิงการส่งออกเป็นหลัก เนื่องจากการแข็งค่าของดอลลาร์จะทำให้ประเทศส่งออกต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้น อย่างกลุ่มยูโรโซนและญี่ปุ่น จะได้รับผลกระทบอย่างหนักเพราะหากต้องการรักษาผลประโยชน์ของตัวเองเหมือนกับดอลลาร์สหรัฐ ครั้งนี้ก็อาจจะต้องใช้มาตรการที่สุดโต่งมากขึ้น เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นอยู่ที่ระดับ 0 เปอร์เซ็นต์และติดลบอยู่แล้ว

อย่างไรก็ดี โมฮาเม็ด เอล-เอเรียนหัวหน้าที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจจากอลิอันซ์(Allianz) และอดีตรองผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ มองว่าในตอนนี้ ยังไม่มีสกุลเงินใดสามารถมาแทนที่ดอลลาร์สหรัฐ และว่า การอ่อนตัวของดอลลาร์ในช่วงนี้ ไม่ได้เป็นสัญญาณของการด้อยค่าในระยะยาวของดอลลาร์สหรัฐแต่อย่างได้ เนื่องจาก ดอลลาร์ยังคงเป็นสกุลเงินหลักที่ทั่วโลกใช้เพื่อการแลกเปลี่ยนอยู่

นอกจากนี้ เงินดอลลาร์สหรัฐก็ยังถือเป็นสกุลเงินอ้างอิงหลักที่ใช้วัดมูลค่าสินค้าโภคภัณฑ์และการกู้ยืมเงินระหว่างประเทศต่างๆ โดยตามข้อมูลจากธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ (BlS) ยังระบุว่า 47.4 เปอร์เซ็นต์ของหนี้ทั่วโลก ใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

แต่เมื่อมองในระยะยาว ดอลลาร์สหรัฐก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการไม่ว่าจะเป็น การดำเนินมาตรการทางการเงินแบบผ่อนคลายของเฟด การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบต่อๆ ไป ของรัฐบาลสหรัฐที่จะทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น รวมไปถึง ความไม่แน่นอนของการเมืองระหว่างประเทศและการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปีนี้ที่จะเป็นตัวชี้ชะตานโยบายของสหรัฐ และอีกหนึ่งภัยคุกคามที่มองข้ามไม่ได้ คือ การตั้งเป้าทำให้เงินหยวนกลายเป็น สกุลเงินหลักโลกของรัฐบาลจีน

คุยกัน7วันหน : รู้จัก ‘โนวีชอก’ สารพิษเล่นงานฝ่ายค้านรัสเซีย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/516391

คุยกัน7วันหน : รู้จัก ‘โนวีชอก’  สารพิษเล่นงานฝ่ายค้านรัสเซีย

คุยกัน7วันหน : รู้จัก ‘โนวีชอก’ สารพิษเล่นงานฝ่ายค้านรัสเซีย

วันอาทิตย์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2563, 09.05 น.

ยังงัดกันไปมาระหว่างชาติตะวันตก นำโดยเยอรมนี กับฝ่ายรัสเซีย กรณีข้อกล่าวการวางยาพิษนายเซอร์เก นาวัลนี หนึ่งในนักการเมืองแกนนำฝ่ายค้านรัสเซีย ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูตินผู้นำรัสเซียมาโดยตลอด หลังจากทางการเยอรมนีอ้างว่า นายนาวัลนีถูกวางยาพิษ “โนวีชอก” ซึ่งเป็นยาพิษที่คิดค้นขึ้นโดยอดีตสหภาพโซเวียตในช่วงปี 1970-1980 และว่านายนาวัลนีตกเป็นเหยื่อของความพยายามลอบสังหาร ขณะที่รัสเซียก็ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด ที่ว่ารัสเซียอยู่เบื้อหลัง มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้

ชื่อของสารพิษโนวีชอก จึงกลับมาอยู่ในความสนใจของสาธารณชนอีกครั้ง เพราะถ้ายังจำกันได้ สารพิษนี้เคยถูกกล่าวหาว่าใช้ลอบสังหารนายเซอร์เก สกรีปพัล สายลับสองหน้าชาวรัสเซียและลูกสาว จนนอนสลบไสลไม่ได้สติคาม้านั่งในสวนสาธารณะ ในเมืองซอลส์บรีประเทศอังกฤษ เมื่อปี 2561เคราะห์ดีที่ทั้งคู่รอดชีวิตมาได้ และจนถึงตอนนี้ก็ยังหาตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลังการวางยาพิษในครั้งนั้นไม่ได้เช่นกัน ทราบแต่เพียงว่าผู้ต้องสงสัยชาวรัสเซียกลุ่มหนึ่ง ป้ายสารพิษชนิดนี้ไว้ที่ประตูบ้านของนายสกรีปพัล จนทำให้เขาและลูกสาวได้รับสารพิษ

ว่าแต่สารพิษโนวีชอก คืออะไร

ชื่อของสารพิษทำลายระบบประสาทโนวีชอก ในภาษารัสเซียมีหมายความ “ผู้มาใหม่”หรือ “เด็กใหม่” ปกติแล้วจะถูกนำไปใช้เป็นอาวุธเคมี เป็นสารพิษกลุ่มที่พัฒนาโดยสหภาพโซเวียต ในช่วงทศวรรษที่ 1970-1980 เพื่อใช้งานเป็นอาวุธเคมีรุ่นที่ 4สารพิษโนวีชอก มีผลในลักษณะคล้ายกันกับสารพิษทำลายระบบประสาทอื่นๆ คือมีผลกระทบทางสมอง เช่น ชักกระตุก หมดสติและมีอาการโคม่า ทำให้รูม่านตาหดเล็กลง เสียงหายใจในปอดเป็นเสียงหวีดแหลม หายใจไม่ออก มีการหลั่งของเหลวในปอดมาก ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงและหัวใจเต้นเร็วในตอนแรก แต่ภายหลังความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจจะลดต่ำลง ผู้ได้รับสารพิษยังจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วงเหงื่อออกมาก หากได้รับสารพิษปริมาณมากและรักษาไม่ทันจะเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจหรือภาวะหัวใจหยุดเต้น และอวัยวะสำคัญของร่างกายหยุดทำงาน

แม้สารพิษทำลายประสาทโนวีชอกส่วนใหญ่จะเป็นของเหลวแต่ก็มีบางชนิดที่อยู่ในรูปของแข็งและสามารถแปรรูปเป็นผงละเอียดเพื่อใช้โปรยหรือแพร่กระจายในอากาศได้ บางประเภทอยู่ในรูปของสารตั้งต้น 2 ชนิดที่มีพิษไม่ร้ายแรงนักแต่เมื่อผสมกันเข้าก็จะทำปฏิกิริยากลายเป็นสารทำลายประสาทที่มีอันตรายถึงชีวิตในทันที ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้คนร้ายพกพาและซุกซ่อนอาวุธเคมีได้โดยสะดวก

โนวีชอกถูกออกแบบมาเพื่อเป็นสารพิษมากกว่าอาวุธเคมีอื่นๆ บางชนิดออกฤทธิ์อย่างรวดเร็ว เพียง 30 วินาที ถึง 2 นาทีเท่านั้น

สารพิษตัวหนึ่งในกลุ่มนี้คือโนวีชอก เอ-230 (Novichok-A-230) มีความเป็นพิษรุนแรงยิ่งกว่าก๊าซพิษซารินและสารพิษทำลายประสาทวีเอ็กซ์ (VX nerveagent) ที่ใช้ลอบสังหารพี่ชายต่างมารดาของนายคิม จอง อึนผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือราว5-8 เท่า ทั้งยังเป็นสารเคมีที่ซับซ้อนยากต่อการพิสูจน์บ่งชี้หลังการใช้งานว่าเป็นสารชนิดใดกันแน่อีกด้วย

คุยกัน7วันหน : เปิดนโยบาย ‘ชินโสะ อาเบะ’ สำเร็จ หรือ ล้มเหลว? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/514946

คุยกัน7วันหน : เปิดนโยบาย ‘ชินโสะ อาเบะ’  สำเร็จ หรือ ล้มเหลว?

คุยกัน7วันหน : เปิดนโยบาย ‘ชินโสะ อาเบะ’ สำเร็จ หรือ ล้มเหลว?

วันอาทิตย์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 07.30 น.

เป็นนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุด รวมวันศุกร์ ด้วยก็ 2804 วันแล้ว อยู่ๆชินโสะ อาเบะ มาประกาศลาออกจากตำแหน่งเพราะปัญหาสุขภาพแน่นอนว่าทำเอาคนในแวดวงการเมืองและข่าวต่างประเทศตกอกตกใจไปตามๆ กัน เพราะที่ผ่านมา ถือว่าอาเบะเป็นผู้นำโลกแถวหน้า ที่ผู้คนจดจำและกล่าวถึงมาต่อเนื่อง

ลองมาดูกันว่า ตลอดวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่ผ่านมา 7 ปี 8 เดือน นายอาเบะดำเนินนโยบายอะไรที่สำเร็จ หรือล้มเหลวบ้าง

อาเบะเป็นนายกรัฐมนตรีสายอนุรักษ์นิยมและชาตินิยม เดินหน้านโยบายหลายอย่าง โดยเฉพาะ Abenomics คือ นโยบายด้านเศรษฐกิจที่สำคัญ Womenomics คือการผลักดันให้ผู้หญิงมีความโดดเด่นมากขึ้นและ Comfort Women หรือหญิงบำเรอกาม ในสมัยสงครามโลก

สำหรับนโยบาย Abenomics คือกลยุทธ์ ธนู 3 ดอก ทางเศรษฐกิจนับเป็นตัวเรียกคะแนนนิยมจนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำได้สำเร็จเช่น กำหนดอัตราเงินเฟ้อในประเทศไว้ที่ 2% ต่อปี ออกมาตรการเพื่อให้เงินเยนอ่อนค่าลง การตั้งอัตราดอกเบี้ยติดลบ การขึ้นภาษีบริโภคที่ถูกวิจารณ์หนักถึง2 ครั้ง ในปี 2014 และปี 2019 แต่ดูเหมือนว่านโยบายนี้ยังไม่ส่งผลดีต่อประเทศญี่ปุ่นเท่าไหร่นักธนาคารโลกถึงกับบอกว่า ดูแล้วนโยบาย Amenomics นั้น ขาดความมุ่งมั่นเพียงพอในการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง

นโยบาย Womenomics นับเป็นอีกนโยบายของอาเบะ ที่ต้องการผลักดันให้สตรี มีโอกาสฉายแสงมากขึ้นในวงการต่างๆ แต่กลับพบว่า ผู้นำองค์กร หรือหัวหน้า ที่เป็นผู้หญิง กลับมีน้อย อีกทั้งในคณะรัฐมนตรี พบว่ามีสตรีเพียงไม่กี่คน และสภาล่าง มี สส.หญิงเพียง 10% เท่านั้นและไม่เคยมีตำแหน่งระดับบนดังนั้น บทสรุปของนโยบายนี้ ก็ยังไปไม่ถึงฝั่งฝัน

พูดถึงนโยบายด้านต่างประเทศกับเพื่อนบ้าน สมัยที่นายอาเบะ เข้ามาดำรงตำแหน่งเมื่อปี 2012 ได้มรดกเรื่องความสัมพันธ์กับจีนที่ย่ำแย่ กับกรณีพิพาทหมู่เกาะเซนกากุ แต่ประเด็นดังกล่าว นายอาเบะกลับได้รับคำชื่นชมอย่างมาก ที่สามารถจัดการความสัมพันธ์ให้ดีขึ้นได้ และกำลังจะปิดท้ายเทอมที่ดีด้วยการเดินทางเยือนของประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง ของจีนด้วย แต่กลับต้องเลื่อนจากโควิด-19 แต่ดูเหมือนความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ระหว่างสหรัฐฯและจีน ก็กำลังทำให้ญี่ปุ่นอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้า คายไม่ออกเช่นกัน

ส่วนความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้ กลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม โดยเฉพาะประเด็นพิพาทกันมาโดยตลอดอย่าง Comfort Women ที่ตกลงกันได้เมื่อปี2015 พร้อมกับการที่นายอาเบะยอมขอโทษและแสดงความสำนักผิดอย่างจริงใจ แต่นายมูน แจ อินกลับไม่สนใจ และศาลเกาหลียังได้สั่งให้บริษัทญี่ปุ่นต้องจ่ายค่าสินไหมชดเชยเพิ่มเติม จนทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่น-เกาหลีตกต่ำที่สุด นับตั้งแต่ปี 1965

มาถึงนโยบายการรับมือโควิด-19 ของนายอาเบะ ก็มีความเห็นผสมผสานกันไป โดยเฉพาะตั้งแต่เรื่องการสั่งกักตัวผู้โดยสารเรือไดมอนด์ ปริ้นเซส ตลอดจนการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อเดือนเมษายน ที่หลายคนมองว่าช้าเกินไป และหลายคนมองว่าการไม่ยอมประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอีกครั้ง เพราะกลัวกระทบเศรษฐกิจ ที่จะทำให้คะแนนนิยมลดน้อยลง

นอกจากนี้ ยังมีความพยายามในการปรับแก้รัฐธรรมนูญ ที่อยากจะให้ญี่ปุ่นมีกองทัพ ทั้งที่ญี่ปุ่นได้ลงนามในสนธิสัญญาหลังสงครามโลกครั้งที่สองว่าจะไม่มีกองทัพของตัวเอง ซึ่งตรงนี้ที่ชาวญี่ปุ่นไม่เห็นด้วย เพราะขัดต่อหลักความสงบสุขของประเทศ

ต้องจับตาดูกันต่อว่า ผู้นำคนใหม่ของญี่ปุ่น จะเรียนรู้บทเรียนการเป็นผู้นำของอาเบะมากน้อยขนาดไหน

คุยกัน7วันหน : โบสถ์เกาหลีใต้โวย ถูกรัฐบาล ‘ใช้ไวรัส’ ทำลายศาสนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/513453

คุยกัน7วันหน : โบสถ์เกาหลีใต้โวย  ถูกรัฐบาล ‘ใช้ไวรัส’ ทำลายศาสนา

คุยกัน7วันหน : โบสถ์เกาหลีใต้โวย ถูกรัฐบาล ‘ใช้ไวรัส’ ทำลายศาสนา

วันอาทิตย์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 08.30 น.

เมื่อวันศุกร์ เกาหลีใต้พบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เพิ่มอีก 324 คน จนตอนนี้ยอดผู้ป่วยโควิด-19 สะสมในประเทศพุ่งทะลุ 17,000 คนไปแล้วรัฐบาลได้ระบุว่า โบสถ์ซารางเจอิล เป็นศูนย์กลางการระบาดรอบสองของประเทศ แต่บาทหลวงและสมาชิกโบสถ์ออกมาโจมตีรัฐบาลว่า นี่คือแผนการสกปรกของรัฐบาลในการกำจัดพวกเขา

กลายเป็นการเผชิญหน้ากันอย่างดุเดือด ระหว่างองค์กรศาสนา และรัฐบาลของเกาหลีใต้ หลังจากที่รัฐบาลระบุว่า โบสถ์ซารางเจอิล ซึ่งมีสาขามากกว่า 150 แห่ง เป็นศูนย์กลางการระบาดรอบสองของประเทศในรอบนี้ โดยล่าสุดเมื่อวันศุกร์ พบว่าสมาชิกของโบสถ์ติดเชื้อรวมมากถึง 739 คน จากผู้ที่ได้รับการตรวจหาเชื้อแล้ว 3,415 คน รัฐบาลระบุว่า โบสถ์แห่งนี้ยังคงปกปิดรายชื่อของสมาชิก และขัดขวางมาตรการการควบคุมการระบาดของรัฐบาล และว่าทางโบสถ์ได้แพร่กระจายข่าวลวง (fake news) เกี่ยวกับเชื้อไวรัส

บรรดาสมาชิกของโบสถ์บอกว่า พวกเขากำลังถูกล่าแม่มดด้วยแรงจูงใจทางการเมือง โดยบาทหลวง จุน ควาง ฮุน ซึ่งเป็นสมาชิกคนสำคัญของโบสถ์ ได้กล่าวโจมตีประธานาธิบดีมูน แจ อิน ว่าต้องการข่มขวัญคริสตจักรด้วยไวรัสอู่ฮั่น และภายหลังพบว่าบาทหลวงจุนป่วยเป็นไวรัสโควิด-19หลังจากที่เข้าร่วมงานชุมนุมต่อต้านประธานาธิบดีมูน เมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่มีสมาชิกโบสถ์และคนอื่นๆเข้าร่วมการชุมนุมเป็นจำนวนมากขณะที่นายปีเตอร์ โค ทนายความของบาทหลวงจุน บอกว่าทางโบสถ์ได้ปฏิบัติตามมาตรการเว้นระยะห่างกันอย่างเคร่งครัด และบาทหลวงจุน อยู่ที่งานประท้วงเพียง 15 นาทีเท่านั้น

สมาชิกบางรายของโบสถ์ซารางเจอิล บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ ว่า รัฐบาลพยายามปั้นเรื่องราวเพื่อที่จะใส่ร้ายให้พวกเขาเป็นผู้ผิดจากการระบาดรอบนี้อี แฮ ซุก หนึ่งในบาทหลวงของโบสถ์ ระบุว่า เธอได้เข้ารับการตรวจเชื้อ และพบว่าผลตรวจเป็นลบ แต่วันต่อมากลับมีข้อความมาบอกว่าเธอติดเชื้อ เธอบอกว่าคิดถึงสาเหตุอื่นไม่ได้เลย นอกจากว่านี่คือแผนการของรัฐบาลที่ต้องการกำจัดโบสถ์ซารางเจอิล ด้วยการสร้างจำนวนผู้ติดเชื้อให้ดูสูงขึ้น /และเมื่อนักข่าวถามว่าใครอยู่เบื้องหลังแผนนี้ เธอบอกว่า “มูน แจ อิน”

ขณะที่มีทฤษฎีที่กระจายอยู่ในบรรดาสมาชิกโบสถ์ ว่า การระบาดครั้งนี้ เป็นความพยายามในการโจมตี ด้วยวิธีการคือ นำขวดเจลล้างมือที่ติดเชื้อมาให้พวกเขาใช้เพื่อที่จะได้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น เนื่องจากทางโบสถ์ได้รับขวดน้ำยาฆ่าเชื้อ ที่ดูเหมือนจะเป็นเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ ที่มีกลิ่นเหมือนสารเคมี และในตอนนั้นไม่มีใครติดอะไร แต่ตอนนี้กลับพบว่ามีผู้ติดเชื้อมากขึ้น จึงคิดว่าทฤษฎีการจงใจโจมตีนี้อาจเป็นจริง

ก่อนหน้านี้ อี มัน ฮี วัย 88 ปีผู้นำโบสถ์พระเยซูชินชอนจีที่มักถูกมองว่าเป็นลัทธิ ศาลแขวงซูวอนเผยว่า เพิ่งถูกออกหมายจับเนื่องจากอัยการเชื่อว่า อีพยายามอย่างเป็นระบบที่จะทำลายหลักฐานเขาถูกกล่าวหาว่า ให้บันทึกที่ไม่ถูกต้องเรื่องการชุมนุมของสมาชิกโบสถ์และรายชื่อสมาชิกปลอมแก่เจ้าหน้าที่

ผู้เกี่ยวข้องกับโบสถ์นี้เป็นผู้ป่วยไวรัสโควิด-19 ในเกาหลีใต้กว่าครึ่งหนึ่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม เป็นช่วงที่เกาหลีใต้เกิดการระบาดหนัก จนถึงตอนนี้ชาวเกาหลีใต้ที่เกี่ยวข้องกับโบสถ์นี้ติดเชื้อแล้วกว่า 5,200 คน คิดเป็นร้อยละ 38 ของผู้ติดเชื้อทั้งประเทศ แต่อีเคยออกมาขอโทษในเดือนมีนาคม ภายหลังจัดพิธีทางศาสนาโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นเหตุให้มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก

สำหรับโบสถ์ชินชอนจีตั้งขึ้นในปี 2527 เคยอ้างว่า สมาชิกมักถูกสังคมตราหน้าและเลือกปฏิบัติ จึงไม่อยากเปิดเผยตัวกับทางการ นายอีอ้างว่า ได้รับมอบหมายจากพระเยซู และจะพาสมาชิก 144,000 คน ไปสวรรค์กับเขาในวันพิพากษา ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 200,000 คน