คุยกัน7วันหน : นักวิทยาศาสตร์เตือน โลกอยู่ในจุดวิกฤติของสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/591728

คุยกัน7วันหน : นักวิทยาศาสตร์เตือน  โลกอยู่ในจุดวิกฤติของสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง

คุยกัน7วันหน : นักวิทยาศาสตร์เตือน โลกอยู่ในจุดวิกฤติของสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง

วันอาทิตย์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นักวิทยาศาสตร์นับหมื่นคนทั่วโลก ลงนามในบทความที่เผยแพร่ผ่านนิตยสารวิทยาศาสตร์ BioScience เมื่อไม่กี่วันก่อน ย้ำข้อเรียกร้องที่ให้ผู้นำโลกมีมาตรการที่จริงจัง เพื่อรับมือกับวิกฤติสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง หลังจาก 2 ปีก่อนมีนักวิทยาศาสตร์มากกว่า 10,000 คนจาก 150 ประเทศ ที่ได้ร่วมลงนามประกาศ “ความเร่งด่วนของสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงของโลก” และในปีนี้ มีนักวิทยาศาสตร์เพิ่มอีกกว่า 2,800 คน ที่ร่วมลงนามเรียกร้องให้ปกป้องชีวิตบนโลกใบนี้

ฟิลิป ดัฟฟี่ กรรมการบริหาร สถาบันวิจัยสภาพอากาศวู้ดเวลล์ ในรัฐแมสซาชูเซตส์ของสหรัฐฯ บอกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากสภาพอากาศที่เลวร้ายที่เราเผชิญมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยที่ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงเหตุน้ำท่วม ไฟป่าที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่สัปดาห์มานี้ ก็แสดงให้เห็นถึงความเร่งด่วนที่เราต้องเร่งดำเนินการต่อวิกฤติสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงนี้แล้ว

นับตั้งแต่การประกาศเมื่อปี 2019 โลกของเราก็ยังเผชิญกับเหตุการณ์ที่เลวร้ายเกี่ยวข้องกับสภาวะอากาศ โดยในรายงานการศึกษา นักวิจัยได้อาศัย “สัญญาณชีพ”ในการวัดสุขภาพของดาวเคราะห์ดวงนี้ ซึ่งรวมถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก, ความหนาแน่นของธารน้ำแข็ง, ขอบเขตน้ำแข็งในทะเล และการตัดไม้ทำลายป่า โดยพบว่า จาก 31 สัญญาณเหล่านี้ นักวิทยาศาสตร์พบว่า มีอย่างน้อย 18 สัณญาณ ที่พบว่ากำลังทำสถิติสูงสุด หรือต่ำสุด เป็นประวัติการณ์ ขณะที่ปี 2020 ที่ผ่านมา เป็นปีที่ร้อนที่สุดอันดับที่ 2 นับตั้งแต่ที่เริ่มมีการบันทึกอุณหภูมิ และพบว่าช่วงต้นปีนี้ ความหนาแน่นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์บนชั้นบรรยากาศของโลก สูงกว่าช่วงเวลาใดๆนับตั้งแต่ที่เริ่มต้นวัดค่ากันมา

คณะนักวิจัยยังระบุด้วยว่า ปริมาตรของนำแข็งในกรีนแลนด์ และแอนตาร์กติกา อยู่ในระดับ“ต่ำ” ที่สุด นับตั้งแต่มีการบันทึกมาโดยพบว่า น้ำแข็งละลายเร็วขึ้นกว่าเมื่อ 15 ปีที่แล้วถึง 31% และขณะเดียวกัน ปี 2020 ป่าแอมะซอนในบราซิลยังถูกทำลายไปมากที่สุดในรอบ 12 ปี

ทิม เลนทัน ผู้อำนวยการ Global Systems Institute แห่งมหาวิทยาลัยเอ็กเซเตอร์ ในอังกฤษ และเป็นผู้ร่วมเขียนงานวิจัยชิ้นนี้ระบุว่า คลื่นความร้อนที่ทำสถิติในแถบตะวันตกของสหรัฐฯและแคนาดาก็ชี้ให้เห็นแล้วว่า สภาวะอากาศ พร้อมที่จะเริ่ม “รุนแรงกว่าที่เราคาดการณ์ไว้” เลนทัน บอกว่า เราต้องตอบสนองต่อหลักฐานที่ว่า เรากำลังอยู่ในจุด “วิกฤติ” ด้วยการเดินหน้ามาตรการที่เป็นรูปธรรมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเริ่มต้นการฟื้นคืนธรรมชาติ มากกว่าที่จะทำลาย

ขณะเดียวกัน รายงานวิจัยจากสถาบันโลก แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจในวารสาร Nature Communications ว่า ในสิ้นทศวรรษนี้ หรือปี 2100 อาจมีประชากรโลกต้องเสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับโลกร้อนมากถึง 83 ล้านคน เทียบเท่ากับจำนวนประชากรในเยอรมนีทั้งประเทศ โดยการปล่อยก๊าซคาร์บอนทุกๆ 4,434 ตัน สู่ชั้นบรรยากาศโลกจะคร่าชีวิต 1 คน ในสิ้นทศวรรษนี้ และมีโอกาสที่โลกใบนี้จะร้อนขึ้นถึง 4.1 องศาเซลเซียส ภายในปี 2100

แล้วเราจะตอบสนองได้อย่างไร?

นักวิจัยย้ำถึงข้อเรียกร้องในการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม โดยมี 3 ข้อเรียกร้องฉุกเฉินที่ต้องจัดการในทันที คือ

1.ยกเลิกการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

2.เริ่มต้นการเก็บภาษีคาร์บอน

3.ฟื้นฟูระบบนิเวศ เช่น คาร์บอน ซิงค์ (carbon sinks) หรือ อ่างเก็บคาร์บอน และ พื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity hotspots)

นักวิจัยยังย้ำด้วยว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ควรรวมอยู่ในหลักสูตรการเรียนในโรงเรียนทั่วโลก เพื่อสร้างความตระหนักตั้งแต่วัยเด็ก และควรบอกถึงสาเหตุที่แท้จริง ที่ทำให้เกิดวิกฤติสภาพภูมิกาศ นั่นคือ “การที่มนุษย์ใช้ประโยชน์จากโลกใบนี้มากจนเกินไป”

คุยกัน7วันหน : เปิดโปง ‘เพกาซัส’ สปายแวร์ ล้วงข้อมูล ปธน.ฝรั่งเศส-เจ้าหญิงดูไบก็ไม่รอด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/590132

คุยกัน7วันหน : เปิดโปง ‘เพกาซัส’ สปายแวร์ ล้วงข้อมูล  ปธน.ฝรั่งเศส-เจ้าหญิงดูไบก็ไม่รอด

คุยกัน7วันหน : เปิดโปง ‘เพกาซัส’ สปายแวร์ ล้วงข้อมูล ปธน.ฝรั่งเศส-เจ้าหญิงดูไบก็ไม่รอด

วันอาทิตย์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

องค์กรพันธมิตรสื่อยักษ์ใหญ่กว่า 17 สำนัก ได้ร่วมมือกันเปิดเผย กรณีพบข้อมูลรั่วไหลครั้งใหญ่ พบว่า NSO Group บริษัทด้านเทคโนโลยีของอิสราเอล ได้ลักลอบขายสปายแวร์ หรือซอฟต์แวร์สายลับ ที่ชื่อว่า “เพกาซัส” (Pegasus) ให้กับรัฐบาลหลายประเทศ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสอดส่องและขโมยข้อมูลจากบุคคลที่ถูกรัฐเพ่งเล็ง เช่นนักข่าว นักเคลื่อนไหวด้านต่างๆ รวมทั้งนักการทูตและบุคคลสำคัญระดับประเทศ เชื่อว่า มีหมายเลขโทรศัพท์กว่า 50,000 หมายเลข ตกเป็นเป้าหมายดังกล่าว อย่างไรก็ตามยังไม่มีการยืนยันว่าข้อมูลได้ถูกขโมยไปจริงหรือไม่ และแหล่งที่มาของเบอร์โทรเหล่านี้เป็นมาอย่างไร

ฟอร์บิดเดน สตอรีส์ (Forbidden Stories) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่เผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชนที่ถูกคุกคาม เป็นผู้เปิดเผยข้อมูลครั้งดังกล่าวครั้งแรกจากนั้นหนังสือพิมพ์ชื่อดัง อย่างวอชิงตันโพสต์ ของสหรัฐฯ, เดอะการ์เดียน ของอังกฤษ, เลอมงด์ ของฝรั่งเศส และสำนักข่าวอีก 14 แห่งทั่วโลก ได้นำไปเผยแพร่ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมามีรายชื่อผู้สื่อข่าวประมาณ 180 คนที่ตกเป็นเป้าหมายของเพกาซัสเช่นกัน เช่นผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวเอเอฟพี, ซีเอ็นเอ็น,นิวยอร์กไทมส์, อัลจาซีรา และสื่ออื่นๆอีกหลายสำนัก BBC รายงานว่า ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส และเจ้าหญิงดูไบ 2 พระองค์ก็อยู่ในกลุ่มเป้าหมายที่ถูกใช้ “เพกาซัส”สอดแนมด้วย

เพกาซัส เป็น สปายแวร์ หรือ ซอฟต์แวร์สายลับ ที่มีความสามารถในการดักจับข้อมูล หรือควบคุมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ หรือคอมพิวเตอร์ หากเจ้าของเครื่องเผลอไปดาวน์โหลด หรือติดตั้งมันเอาไว้ เพกาซัส ก็จะสามารถเจาะข้อมูลได้ซอฟต์แวร์สายลับตัวนี้ จะเจาะเข้าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์มือถือ ทั้งระบบIOS และ Android เพื่อดักจับทุกกิจกรรมที่ทำผ่านอุปกรณ์นั้นๆ ไม่ว่าจะเป็น ข้อความสนทนา ภาพถ่าย อีเมล ข้อความ SMS เบอร์ติดต่อในสมุดโทรศัทพ์ ปฏิทินประวัติการท่องอินเตอร์เนตและข้อมูลการใช้โทรศัพท์ รวมถึงดักฟังการสนทนาต่างๆ ได้ รวมถึงเปิดไมค์ในโทรศัพท์มือถือได้เอง นอกจากนี้ เพกาซัสยังสามารถเข้าถึงข้อมูลการใช้แอปลิเคชั่นต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น เช่น เฟซบุ๊ค, อินสตาแกรม,วอทส์แอพ, สไกป์, เทเลแกรม และแอปทำธุรกรรมทางการเงินของธนาคารต่างๆ

เพกาซัสเวอร์ชั่นแรกสุด ถูกตรวจพบในปี 2016 อยู่ในโทรศัพท์ที่ติดไวรัส หลังจากคลิกไปดูลิงก์ข้อความ หรืออีเมลที่ส่งเข้ามา แต่ตอนหลังเพกาซัสถูกพัฒนาให้สามารถเจาะเข้าอุปกรณ์ต่างๆ ได้ แม้จะไม่คลิกลิงก์เลยก็ตาม เมื่อปี 2019 WhatsApp เปิดเผยว่า เพียงแค่โทร.ไปที่เบอร์ของเป้าหมาย เพกาซัสก็สามารถติดตั้งตัวเองบนโทรศัทพ์มือถือได้ แม้เป้าหมายจะไม่รับสายก็ตาม

จากรายงานล่าสุดที่ระบุว่า หมายเลขโทรศัพท์มือถือที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ใช้เป็นประจำตั้งแต่ปี 2017 อยู่ในรายการที่หน่วยข่าวกรองโมร็อกโกเลือกไว้สอดแนมทางไซเบอร์ผ่านสปายแวร์ เพกาซัส ด้วยนั้นทางฝรั่งเศสระบุว่า หากเป็นความจริงก็จะมีการสอบสวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง ขณะที่โมร็อกโก ออกแถลงการณ์ปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ในการใช้เพกาซัส ระบุว่านี่เป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลและเป็นเท็จ

นอกจากนี้ หมายเลขโทรศัพท์ที่เจ้าหญิงดูไบสองพระองค์ ตกเป็นเป้าหมายของเพกาซัสด้วย นั่นคือ เจ้าหญิงลาติฟาพระธิดาของชี้คโมฮัมเมด บิน ราชิด อัล-มัคตุม ผู้ปกครองนครดูไบ และเจ้าหญิงฮายาอดีตพระชายา เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ BBC Panorama ออกอากาศวีดีโอลับจาก เจ้าหญิงลาติฟาที่บอกว่าถูกพระบิดาคุมตัวเอาไว้หลังจากพยายามหลบหนีออกนอกประเทศแต่ไม่สำเร็จ จนเกิดเป็นกระแสเรียกร้องให้ปล่อยตัวพระองค์ แต่เมื่อเดือนที่แล้วมีข่าวว่าเจ้าหญิงลาติฟาเดินทางไปพักผ่อนกับพระสหายที่ต่างประเทศได้แล้ว

ขณะที่เจ้าหญิงฮายา บิน อัล-ฮุสเซน อดีตพระชายา เสด็จลี้ภัยไปอยู่อังกฤษ ในปี 2016 และพาพระโอรสและพระธิดาไปด้วยโดยระบุว่าเกรงจะไม่ปลอดภัย หลังมีการเปิดเผยว่าพระองค์มีความสัมพันธ์ชู้สาวกับบอดี้การ์ดชาวอังกฤษ และขณะนี้ชี้คอัล-มัคตุม ได้ทรงว่าจ้างทนายที่ดีที่สุดในอังกฤษ ยื่นเรื่องฟ้องร้องขอพระโอรส-พระธิดาคืนอย่างไรก็ตามทางสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาของเจ้าหญิงทั้งสอง

การพบหมายเลขโทรศัพท์ของเจ้าหญิง ทำให้เกิดคำถามว่าพวกเธออาจเป็นเป้าหมายของรัฐบาลซึ่งเป็นลูกค้าที่ใช้สปายแวร์ เพกาซัสหรือไม่

องค์กรสิทธิมนุษยชน แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล ออกแถลงการณ์กล่าวหาว่าการค้นพบนี้เกี่ยวข้องกับ NSOGroup ในบัญชีรายชื่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงสองคน และเรียกร้องให้มีการควบคุม “อุตสาหกรรมการเฝ้าระวังที่ไม่ได้รับการตรวจสอบ” ด้วยเช่นเดียวกับ ลอเรนท์ ริชาร์ด ผู้ก่อตั้งฟอร์บิดเดน สตอรีส์ ระบุว่า นี่เป็นการโจมตีที่มองไม่เห็น เพื่อต่อต้านประชาธิปไตยโดยมีเป้าหมายเป็น นักข่าว นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน เพราะทุกคนมีบทบาทสำคัญในสังคมของตน เป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชน และมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและต้องการเปลี่ยนระบบการเมือง

ด้านบริษัทเทคโนโลยีสอดแนมของอิสราเอล (NSO Group) ออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่า เพกาซัส ถูกพัฒนาเพื่อใช้ในการสอดส่องอาชญากรและผู้ก่อการร้ายโดยเฉพาะ และขายให้ภาครัฐบางประเทศที่มีประวัติด้านสิทธิมนุษยชนที่ดีเท่านั้นแบ่งเป็นหน่วยข่าวกรอง 51% / หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย 38% / และอีก 11% เป็นหน่วยงานทางทหาร และเน้นย้ำว่าการสืบสวนของฟอร์บิดเดน สตอรีส์ และ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ที่สื่อหลายสำนักรายงานนั้น เต็มไปด้วยสมมุติฐานผิดๆและทฤษฎีที่ไม่มีหลักฐานยืนยัน

คุยกัน7วันหน : ‘แมร์เคิล’ เยือนทำเนียบขาว ส่งท้ายก่อนลงจากตำแหน่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/588393

คุยกัน7วันหน : ‘แมร์เคิล’ เยือนทำเนียบขาว  ส่งท้ายก่อนลงจากตำแหน่ง

คุยกัน7วันหน : ‘แมร์เคิล’ เยือนทำเนียบขาว ส่งท้ายก่อนลงจากตำแหน่ง

วันอาทิตย์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.30 น.

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ ต้อนรับนางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งไบเดนเรียกเธอว่าเป็น “เพื่อนผู้ยิ่งใหญ่” ของสหรัฐฯ และนับเป็นการเยือนทำเนียบขาวครั้งสุดท้ายของนางแมร์เคิล นายกรัฐมนตรีหญิงเหล็กของเยอรมนี หลังอยู่ในตำแหน่งผู้นำประเทศมายาวนานถึง 16 ปี ก่อนก้าวลงจากตำแหน่งในปีนี้

สหรัฐอเมริกา และเยอรมนี เป็นพันธมิตรสำคัญขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต แต่ก็มีความบาดหมางกันหลายครั้งในประเด็นปัญหาสำคัญ โดยเฉพาะโครงการวางท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 จากรัสเซียมายังเยอรมนีผ่านทะเลบอลติก ซึ่งสหรัฐฯ เกรงว่าจะทำให้ยุโรปพึ่งพาก๊าซจากรัสเซียเกินไป

ประธานาธิบดีไบเดนแถลงข่าวร่วมกับแมร์เคิลว่า สหรัฐฯและเยอรมนีจะยืนหยัดร่วมกันเพื่อปกป้องชาติสมาชิกของนาโตในยุโรปตะวันออก ต่อการรุกรานของรัสเซีย และย้ำความวิตกกังวลเกี่ยวกับโครงการวางท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 ซึ่งแมร์เคิลและเขาเห็นพ้องต้องกันว่าต้องไม่ปล่อยให้รัสเซียใช้พลังงาน เป็นอาวุธเพื่อข่มขู่คุกคามประเทศเพื่อนบ้าน

ทั้งนี้ รัสเซียกำลังเร่งสร้างท่อวางก๊าซให้แล้วเสร็จ ซึ่งจะทำให้รัสเซียส่งก๊าซไปยังเยอรมนี และยูเครนก็จะไม่ได้ค่าขนส่งก๊าซมหาศาล นางแมร์เคิลบอกว่า ยูเครนยังคงเป็นประเทศทางผ่านสำหรับก๊าซธรรมชาติ และมีสิทธิ์ที่จะปกป้องอธิปไตยเหมือนประเทศอื่นๆ และย้ำว่า เยอรมนีพร้อมที่จะตอบโต้หากรัสเซียไม่เคารพในสิทธิ์การเป็นประเทศทางผ่านของยูเครน

ส่วนประเด็นการหารือเกี่ยวกับจีน แมร์เคิลย้ำว่า เยอรมนีมีความสัมพันธ์ทางการค้าที่แน่นแฟ้นกับจีน และกระตือรือร้นที่จะร่วมมือกับชาติตะวันตกในการรับมือกับเรื่องสิทธิแรงงานของจีนการค้า และความมั่นคงทางไซเบอร์แต่การสื่อสารดังกล่าว จะต้องอยู่บนพื้นฐานของค่านิยมร่วมกันระหว่างสหรัฐ และเยอรมนี

ไบเดน วัย 78 ปี และแมร์เคิล วัย 66 ปี ยังหารือกันในประเด็นอื่นๆ ทั้งเรื่องความร่วมมือในการต่อสู้กับภัยคุกคามประชาธิปไตยทั่วโลก การตอบโต้การโจมตีไซเบอร์จากรัสเซียและการรุกรานดินแดนในยุโรปตะวันตกรวมทั้งการผลักดันของจีนเพื่อครอบงำเทคโนโลยีชั้นสูง และยังหยิบยกเรื่องการแก้ปัญหาโควิด-19ระบาดและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ขึ้นมาพูดคุยด้วย แต่ผู้นำทั้ง 2 คนไม่ได้มีเวลามากนักในการทำงานร่วมกัน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเศรษฐกิจใหญ่สุดและอันดับ 4 ของโลก

นางแมร์เคิล ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่ปี 2005 เตรียมวางมือจากรัฐบาลเยอรมนี หลังการเลือกตั้งแห่งชาติในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งหมายความว่า เธอจะถูกมองว่าเป็นแค่ “เป็ดง่อย” ในช่วงเวลาอีกไม่กี่เดือนที่อยู่ในอำนาจ

การเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้แมร์เคิล ยังได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัย จอห์นส์ ฮอปกินส์ โดยยกย่องว่าเธอเป็น “ผู้นำระดับโลกที่มีหลักการและกล้าหาญ”

แมร์เคิล บอกว่า เธอเป็นเพียงนักเรียนธรรมดาคนหนึ่งที่ศึกษาข้อมูลจากมหาวิทยาลัย จอห์นส์ ฮอปกินส์ ระหว่างการระบาดของโควิด-19 พร้อมกับย้ำว่า “เราต้องการชีวิตปกติกลับคืนมา และเราก็จะไม่ยอมแพ้”

คุยกัน7วันหน : เปิดปม ลอบสังหาร ปธน.เฮติ อุกอาจคาบ้านพัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/586648

คุยกัน7วันหน : เปิดปม ลอบสังหาร ปธน.เฮติ อุกอาจคาบ้านพัก

วันอาทิตย์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 08.00 น.

เป็นเหตุการณ์อุกอาจและช็อกโลก เมื่อประธานาธิบดีโฌเวเนล โมอิส วัย 53 ปี ของเฮติ ถูกกลุ่มมือปืนบุกเข้าไปยิงที่บ้านพักส่วนตัวในกรุงปอร์ โตแปรงซ์ ตอนตีหนึ่งวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น ผู้นำเฮติถึงแก่อสัญกรรมจากการถูกยิงร่างพรุน12 นัด ขณะที่นางมาร์ทีน โมอิสสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส และถูกส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลในเมืองไมอามีรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา

ต่อมา มีปฏิบัติการไล่ล่าจับกุมกลุ่มผู้ต้องสงสัย ซึ่งหลายฝ่ายในเฮติเชื่อว่า มือปืนกลุ่มนี้มีอาวุธครบมือ และอาจแสร้งทำตัวเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยปราบปรามยาเสพติดของสหรัฐฯ หรือ DEA แต่ที่จริงเป็นทหารรับจ้าง หรือนักฆ่าที่ได้รับการฝึกมาอย่างดี มีการยิงปะทะกันดุเดือด ก่อนจับตายมือปืนได้ 4 คนในช่วงแรก ก่อนจับกุมทีมฆ่าได้เกือบทั้งหมด เป็นทหารรับจ้างต่างชาติทั้งหมด 28 คน ส่วนใหญ่เป็นอดีตทหารชาวโคลอมเบีย 26 คน ส่วนอีก2 คน เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายเฮติ

สาธารณรัฐเฮติ หนึ่งในกลุ่มประเทศแคริบเบียน ซึ่งอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ มีประชากรประมาณ 11 ล้านคน ได้พยายามดิ้นรนให้เกิดเสถียรภาพ นับตั้งแต่การล่มสลายของระบอบเผด็จการดูวาลีเยร์ในปี 1986 รวมถึงต่อสู้กับการทำรัฐประหารและการแทรกแซงจากต่างประเทศหลายครั้ง

นายโมอิสก้าวขึ้นสู่เก้าอี้ประธานาธิบดีเฮติในปี 2017 หลังจากนั้นเขาเผชิญเสียงเรียกร้องให้ลาออกและมีการประท้วงใหญ่หลายครั้ง จากข้อกล่าวหาว่าเขาคอรัปร์ชั่นและบริหารเศรษฐกิจผิดพลาด มีรายงานว่า นายโมอิสวางแผนจะจัดการลงคะแนนประชามติ เพื่อยกเครื่องรัฐธรรมนูญของประเทศ เพื่อให้ทันสมัย แต่กลุ่มฝ่ายค้านเกรงว่า เขาจะแก้กฎหมายให้ประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้เกิน 2 สมัยเพื่อให้ลงเลือกตั้งได้อีกครั้ง ในเดือนกันยายนนี้

จนถึงขณะนี้ ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าใครจะเป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจากนายโมอิส เพราะตัวเลือกลำดับที่ 1 ซึ่งก็คือประธานรัฐสภา เสียชีวิตเพราะโควิด-19 แล้ว และหากต้องการให้ โคลด โจเซฟ รักษาการนายกรัฐมนตรี ขึ้นมาสืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ ก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาเสียก่อน แต่ติดปัญหาที่ตอนนี้ เฮติไม่มีสภานิติบัญญัติอย่างไรก็ตาม เฮติยังเหลือสมาชิกวุฒิสภาอีก 1 ใน 3 ที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ ซึ่งนายโจเซฟ แลมเบิร์ตผู้นำวุฒิสมาชิก อาจกลายเป็นตัวเลือกลำดับถัดไปก็เป็นได้

การถึงแก่อสัญกรรมของนายโมอิส เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความรุนแรงในประเทศที่ยังคุกรุ่น โดยเฉพาะในกรุงปอร์โตแปรงซ์ กลุ่มแก๊งคู่อริต่อสู้กันเอง หรือปะทะกับตำรวจเพื่อแย่งชิงความเป็นเจ้าถิ่นตามพื้นที่ต่างๆ ขณะที่การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในเฮติก็เลวร้ายลงในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาเฮติเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่ยังไม่เริ่มฉีดวัคซีนต้านโควิดให้แก่ประชาชนเลย มีผู้ติดเชื้อสะสมมากกว่า 19,000 คน และเสียชีวิตสะสม 462 คน ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้าอย่างหนักต่อเนื่องมาอย่างหนักหลายปีแล้ว มีประชาชนที่อยู่ในเกณฑ์ยากจนอยู่ที่ประมาณ 60%

จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ชาวเฮติจะมีปฏิกิริยาแตกต่างกันไปต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บางคนก็รู้สึกหวาดกลัวต่ออนาคตข้างหน้า บางคนเสียใจที่ผู้นำของพวกเขาถูกลอบสังหารเพียงเพราะพยายามสนับสนุนประเทศ ขณะที่บางคนบอกว่าไม่แปลกใจต่อการลอบสังหารครั้งนี้ และมองว่าเป็นความผิดของนายโมอิสเอง

คุยกัน7วันหน : ‘ผู้ชนะ’ โควิดในเอเชียเริ่มสั่นคลอน? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/584904

คุยกัน7วันหน : ‘ผู้ชนะ’ โควิดในเอเชียเริ่มสั่นคลอน?

คุยกัน7วันหน : ‘ผู้ชนะ’ โควิดในเอเชียเริ่มสั่นคลอน?

วันอาทิตย์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 07.45 น.

ปีที่แล้วหลายประเทศและดินแดนในเอเชีย-แปซิฟิกได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ชนะ สามารถรับมือกับโควิด-19 ได้ดี ด้วยการรับมือเชิงรุก เช่น การล็อกดาวน์ที่เข้มงวด การติดตามและการติดต่อผู้ติดเชื้อหรือผู้มีความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ จนมีอีกหลายประเทศนำไปปฏิบัติตาม

ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ เวียดนาม ญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาหลีใต้และไต้หวัน คือประเทศและดินแดนที่เคยได้รับคำชมว่าสามารถรับมือกับโควิดได้ดี แต่ขณะนี้เริ่มถูกวิจารณ์ ว่ารัฐบาลของพวกเขาไม่มีแผนรับมือกับโควิด-19 ที่แข็งแกร่งพอสำหรับเปิดประเทศอีกครั้ง

วิธีที่พวกเขาเคยใช้ เช่น การปิดพรมแดน หรือ การล็อกดาวน์อย่างเข้มงวด ถูกวิจารณ์ว่าแม้จะได้ผลดี แต่พวกเขาไม่อาจจะซ่อนตัวจากโลกนี้ได้ตลอดไป

ในปีที่สองของการแพร่ระบาด พวกเขากำลังเผชิญกับปัญหาใหม่ เช่น โควิดกลายพันธุ์ที่แข็งแกร่งกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม บวกกับการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ต่างๆ นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ อัตราการติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดในไต้หวันและเวียดนาม ที่ขณะนี้กำลังเผชิญกับคลื่นโควิดอย่างเต็มรูปแบบ

การผ่อนคลายมาตรการกักตัวให้กับนักบินสายการบินพาณิชย์เพียงเล็กน้อยของไต้หวัน ทำให้เกิดคลัสเตอร์อย่างรวดเร็ว ส่วนที่เวียดนามไวรัสกลายพันธุ์ทำให้เกิดคลัสเตอร์ใหม่หลายแห่ง บวกกับการรวมตัวของคนในชุมชนก็ยิ่งทำให้ยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่นทำสถิติใหม่อีกครั้งช่วงหลายเดือนก่อนสร้างความตื่นตระหนกให้ประชาชน โดยเฉพาะญี่ปุ่น ที่หลายฝ่ายกำลังกังวลเกี่ยวกับโอลิมปิกเกมส์ที่จะมีขึ้นในเดือนหน้าว่าอาจทำให้ยอดผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้น

ขณะที่สิงคโปร์ ฮ่องกงและออสเตรเลีย ที่แม้พบอัตราการติดเชื้อไม่มากนัก แต่ก็กระตุ้นให้ทางการมีปฏิกิริยาตอบโต้ทันที ออสเตรเลียสั่งปิดเมืองเมลเบิร์น
2 สัปดาห์ ขณะที่สิงคโปร์สั่งล็อกดาวน์บางพื้นที่ 4 สัปดาห์

แม้การระบาดในประเทศและดินแดนดังกล่าวจะถูกควบคุมได้แล้ว ด้วยมาตรการต่างๆ แต่หลายประเทศกลับไม่ประสบความสำเร็จในแง่ของการฉีดวัคซีนต้านโควิดให้กับประชาชน

BBC วิเคราะห์ว่า หลายประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากโควิด-19 และสามารถซื้อวัคซีนได้มีความคืบหน้าของโครงการฉีดวัคซีนต้านโควิดอย่างรวดเร็ว ขณะที่ประเทศที่มีอัตราการติดเชื้อต่ำ รัฐบาลไม่ค่อยจะกระตือรือร้นในการจัดหาวัคซีนมาฉีดให้กับพลเมืองของตนนัก เช่น สหรัฐอเมริกาและยุโรปที่มีอัตราผู้ติดเชื้อสูง ที่ประชากรได้รับวัคซีนแล้วประมาณครึ่งหนึ่งหรือเกินครึ่งของประชากรทั้งหมด แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศและดินแดนที่ประสบความสำเร็จในการรับมือกับโควิด-19 ในเอเชียแปซิฟิก ที่เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ได้รับวัคซีนต้านโควิดยังต่ำกว่า 1 ใน 4ของประชากรทั้งหมด ทั้งที่เป็นประเทศและดินแดนที่ร่ำรวย เช่นออสเตรเลีย ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ และเกาะไต้หวัน ซึ่งน่าจะมีความสามารถในการจัดซื้อจัดหาวัคซีนในระดับเดียวกับยุโรปและสหรัฐฯ

นอกจากนี้ ความลังเลใจของประชาชน เช่น ในฮ่องกงหรือไต้หวัน ที่ไม่ไว้วางใจหน่วยงานด้านสุขภาพและความปลอดภัยในการฉีดวัคซีน ก็ทำให้ความคืบหน้าโครงการฉีดวัคซีนช้าลงไปอีก

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า เนื่องจากว่าโควิดแพร่ระบาดไปทั่วโลก การที่จะเปิดได้อย่างแท้จริง จะต้องละทิ้งแนวคิด “โควิดเป็นศูนย์” ซึ่งไม่อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง และอยู่กับไวรัสนี้ให้ได้ ส่วนทางออกที่จะได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ หนึ่งในนั้นก็คือการเร่งฉีดวัคซีนต้านโควิดให้กับประชาชน

แต่ปัญหาก็คือ ขณะนี้หลายประเทศยังไม่สามารถทำได้ และไม่รู้จะแก้สถานการณ์ได้เมื่อไหร่

คุยกัน7วันหน : บริตนีย์ สเปียร์ส ชีวิตนี้(ไม่อยาก)มีผู้พิทักษ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/583176

คุยกัน7วันหน : บริตนีย์ สเปียร์ส  ชีวิตนี้(ไม่อยาก)มีผู้พิทักษ์

คุยกัน7วันหน : บริตนีย์ สเปียร์ส ชีวิตนี้(ไม่อยาก)มีผู้พิทักษ์

วันอาทิตย์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เป็นเวลากว่า 13 ปีแล้ว ที่ บริตนีย์ สเปียร์ส ศิลปินชื่อดัง ต้องเผชิญจากการมีผู้ปกครองตามคำสั่งศาล กลายเป็นประเด็นบาดหมางระหว่างพ่อลูก จนล่าสุด เจ้าตัวทนไม่ไหว ขอระบายความอัดอั้นตันใจละเอียดยิบถึง 24 นาที ต่อผู้พิพากษาและคณะลูกขุนระหว่างการไต่สวนออนไลน์ครั้งล่าสุด เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

ตั้งแต่ปี 2008 แล้ว ที่นักร้องสาวคุณแม่ลูกสองไม่มีอิสระในตัวเอง เนื่องจากพฤติกรรมหลุดโลกในอดีต ศาลจึงแต่งตั้งให้ เจมี สเปียร์ส พ่อของเธอเป็นผู้ปกครอง ดูแลทั้งพฤติกรรมส่วนตัว การทำงาน ตลอดจนการเงินของเธอ ซึ่งที่ผ่านมา บริตนีย์ พยายามร้องศาลขอเป็นไทมาตลอด แต่ไม่เคยสำเร็จคราวนี้เธอจึงแฉละเอียดยิบถึงเรื่องที่ไม่เคยพูดเพราะถูกบังคับไม่ให้บอกใคร ขณะเดียวกันเธอเองก็ไม่กล้าพูดเพราะกลัวจะเสียชื่อเสียง กลัวถูกหัวเราะเยาะ และกลัวว่าจะไม่มีใครเชื่อ แต่บัดนี้เจ้าตัวไม่กลัวอีกต่อไป

นักร้องสาววัย 39 ปีบอกชัดๆ เน้นๆ ว่า เธออยากได้ชีวิตของเธอคืน เพราะการมีผู้ปกครองนั้นเป็นภัยมากกว่าจะเป็นการดีต่อชีวิตของเธอ ที่ผ่านมา เธอต้องบอบช้ำทั้งร่างกายและจิตใจจากการอยู่ภายใต้การปกครองของพ่อตัวเองและคนอื่นๆ ที่ถูกจ้างมาดูแลเธอ แต่กลับปฏิบัติต่อเธอราวกับทาส

บริตนีย์ เปรียบการที่ถูกพ่อบังคับให้ทำโน่นนี่ตลอดเวลาว่าไม่ต่างอะไรกับการค้ามนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการบังคับให้ออกทัวร์คอนเสิร์ตเมื่อปี 2018 และการโชว์คอนเสิร์ตที่ลาสเวกัส ซึ่งติดๆ กันจนแทบไม่มีเวลาได้พัก ทั้งยังถูกบังคับให้ซ้อมอย่างหนัก แถมด้วยการประชุมงาน รวมแล้วต้องทำงานวันละ 10 ชั่วโมง ตลอด 7 วันต่อสัปดาห์ เท่านั้นไม่พอ เธอยังต้องไปพบจิตแพทย์สัปดาห์ละ 2 ครั้งและไปสถานบำบัดอีกสัปดาห์ละ 2 ครั้งซึ่งแต่ละครั้งก็ต้องเผชิญหน้ากับกองทัพปาปาราซซี่ ที่มาดักถ่ายภาพที่น่าขายหน้าตอนเธอเดินเข้า-ออกสถานบำบัด ทำให้เธอทั้งรู้สึกแย่และถูกกดดัน

บริตนีย์ ยังถูกบังคับให้กินยาลิเธียม ซึ่งเป็นยาทางจิตเวช ที่มีผลข้างเคียงรุนแรง ทำให้เธอเมายาจนพูดคุยกับใครไม่รู้เรื่อง แต่เมื่อเธอบอกว่ารู้สึกกลัวที่ต้องกินยาตัวนี้ พ่อและทีมผู้ดูแลกลับให้หมอและพยาบาลถึง 6 คนมาประกบเฝ้าสอดส่องเธอถึงในบ้านตลอด 24 ชั่วโมง พวกเขาเฝ้าดูแม้กระทั่งตอนที่เธอเปลี่ยนเสื้อผ้า เธอก็ต้องเปลือยกายให้พวกเขาเห็นหมด ทั้งร่างกายและห้องนอนของเธอไม่มีความเป็นส่วนตัวใดๆ ทั้งสิ้น

บริตนีย์ยังบอกอีกว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอกลายเป็นคนป่วยจากอาการซึมเศร้า นอนไม่หลับ ร้องไห้ทุกวัน กับการถูกบังคับให้ทำงานตามที่พ่อและทีมงานกำหนดให้ราวกับเป็นทาส ซ้ำยังโดนยึดของทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเงินสด, เครดิตการ์ด, โทรศัพท์, พาสปอร์ต แถมยังต้องอยู่ร่วมบ้านกับคนที่ไม่รู้จักอีกหลายคน หากไม่ยอมทำตามก็ขู่จะฟ้องศาล แต่เธอกลับไม่มีสิทธิ์จะหาทนายให้ตัวเองด้วยซ้ำ แม้กระทั่งการสัมภาษณ์ผ่านสื่อก็มีแต่พ่อเท่านั้นที่เป็นฝ่ายพูดให้เธอยิ่งดูเป็นคนโง่ในสายตาคนอื่น

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเธอบอกว่าเธออยากมีครอบครัวกับแซม อัสการี แฟนหนุ่มคนปัจจุบัน และมีลูกเพิ่มอีกก็ทำไม่ได้ เนื่องจากพ่อไม่อนุญาตให้เอาห่วงอนามัยคุมกำเนิดออก อย่าว่าแต่จะได้ออกไปเที่ยวกับแฟนหนุ่ม เพราะแม้กระทั่งจะออกไปหาเพื่อนที่อยู่ห่างออกไปเพียงแค่ 8 นาทียังทำไม่ได้รวมถึงการพักผ่อนช่วงคริสต์มาสกับ ฌอน และเจย์เดน ลูกของเธอทั้งสองคนที่รัฐหลุยเซียนา ก็ยังต้องได้รับอนุญาตจากพ่อก่อน แถมตลอด2 สัปดาห์ในวันหยุดยาวช่วงคริสต์มาส ยังมีเจ้าหน้าที่มาทำการทดสอบทางจิตวิทยาถึงบ้านทุกวัน วันละ 4 ชั่วโมง แล้วสุดท้ายพ่อก็โทร.มาบอกว่าเธอไม่ผ่านการทดสอบดังกล่าวต้องไปเข้ารับการบำบัด ต้องเสียเงินเดือนละกว่า 60,000 ดอลลาร์เพื่อการนี้

ที่ผ่านมา บริตนีย์บอกว่า โพสต์ภาพสดใสในอินสตาแกรมหัวเราะร่าน้ำตาริน เพื่อบอกโลกว่า เธอโอเค แฮปปี้ มีความสุขก็เพราะคิดว่าทำแบบนั้นไปเรื่อยๆ มันน่าจะรู้สึกโอเค แต่แท้จริงแล้ว เธออยู่ในสภาวะช็อกและไม่มีความสุขโดยสิ้นเชิง วันนี้เธอจึงสุดจะทนที่ทุกคนทำเหมือนเธอตายไปแล้ว ไม่รู้สึกรู้สาอะไร แต่เธอรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมที่เธอต้องถูกคนที่กินเงินเดือนจากเธอมาบังคับให้ทำสิ่งต่างๆ บริตนีย์ จวกแรงว่า พวกผู้ปกครองไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามล้วนเข้ามาเพื่อหวังกอบโกยเงินจากเธอ หาประโยชน์จากเธอและงานของเธอเท่านั้น ถ้าหมดเงินเขาก็คงไม่อยากจะเป็นผู้ปกครองเธออีกต่อไป

วันนี้ เธอจึงขอให้ศาลพิจารณาว่าตราบใดที่เธอสามารถทำงานหาเงินเลี้ยงดูตัวเองและผู้อื่นได้ เธอก็ไม่สมควรที่จะต้องมีผู้ปกครอง จึงขอให้ศาลสั่งสิ้นสุดการมีผู้ปกครองโดยไม่ต้องผ่านการประเมินสภาพจิตใจหรือใดๆ ทั้งสิ้นเพราะเธอผ่านเรื่องพวกนี้มามากเกินพอแล้ว และอยากให้ศาลได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าเธอบอบช้ำมามากขนาดไหน

คำให้การยาวเหยียดของ บริตนีย์ ครั้งนี้ ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อด้วย เหล่าเพื่อนพ้องศิลปินที่รู้ข่าวจึงแห่กันให้กำลังใจเธอผ่านโซเชียลกันอย่างอึกทึกครึกโครม เช่น จัสติน ทิมเบอร์เลก นักร้องดังซึ่งเป็นอดีตคนรัก บอกว่าไม่ควรมีผู้หญิงคนไหนถูกจำกัดกรอบในชีวิตของเธอเองแบบนี้ ส่วน มารายห์ แครีย์ บอกว่าขอให้เธอเข้มแข็งไว้ ขณะที่ด้านหน้าศาลก็มีเหล่าแฟนคลับจำนวนมากมาให้กำลังใจนักร้องคนโปรดพร้อมถือป้าย #ปล่อยบริตนีย์เป็นอิสระ (#FREEBRITNEY) และออกไปจากชีวิตบริตนีย์ซะ แฟนเพลงบางคนถึงกับออกปากว่า สิ่งที่เธอพูดมันทำให้หัวใจเขาแหลกสลาย เพราะไม่คิดว่าเรื่องเลวร้ายขนาดนี้จะเกิดขึ้นจริง แต่ก็ดีใจที่ในที่สุดเธอก็กล้าพูดความจริงออกมา

ขณะที่เจมี พ่อของบริตนีย์ ออกมาระบุก่อนหน้านี้หลายครั้ง ว่าสิ่งที่เขาทำลงไปมีจุดประสงค์ก็เพราะห่วงใยลูกสาวอย่างแท้จริง และทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ที่ดีที่สุดของบริตนีย์อย่างแท้จริง อย่างไรก็ดีบริตนีย์ ไม่ได้พูดคุยกับผู้เป็นพ่อมาตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว และเธอได้ต่อสู้ในชั้นศาลเพื่อเรียกร้องให้ศาลยกเลิกคำสั่งให้พ่อพิทักษ์ชีวิตเธอที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2010

เรื่องนี้จะจบลงอย่างไรยังไม่มีใครรู้แต่การที่บริตนีย์ได้เปิดอกแบบหมดเปลือกคงทำให้แฟนๆ และผู้คนทั่วไป เข้าใจถึงหัวอกศิลปินดับระดับซูเปอร์สตาร์ ที่แทบไม่เคยได้ใช้ชีวิตของตัวเอง ได้ดียิ่งขึ้น

คุยกัน7วันหน : ‘ผู้ชนะ’ โควิดในเอเชียเริ่มสั่นคลอน? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/581484

คุยกัน7วันหน : ‘ผู้ชนะ’ โควิดในเอเชียเริ่มสั่นคลอน?

คุยกัน7วันหน : ‘ผู้ชนะ’ โควิดในเอเชียเริ่มสั่นคลอน?

วันอาทิตย์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ปีที่แล้วหลายประเทศและดินแดนในเอเชียแปซิฟิกได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ชนะ สามารถรับมือกับโควิด-19 ได้ดี ด้วยการรับมือเชิงรุก เช่น การล็อกดาวน์ที่เข้มงวดการติดตามและการติดต่อผู้ติดเชื้อหรือผู้มีความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอจนมีอีกหลายประเทศนำไปปฏิบัติตาม

ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ เวียดนาม ญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาหลีใต้และไต้หวัน คือประเทศและดินแดนที่เคยได้รับคำชมว่าสามารถรับมือกับโควิดได้ดี แต่ขณะนี้เริ่มถูกวิจารณ์ ว่ารัฐบาลของพวกเขาไม่มีแผนรับมือกับโควิด-19 ที่แข็งแกร่งพอสำหรับเปิดประเทศอีกครั้ง

วิธีที่พวกเขาเคยใช้ เช่น การปิดพรมแดน หรือ การล็อกดาวน์อย่างเข้มงวด ถูกวิจารณ์ว่าแม้จะได้ผลดี แต่พวกเขาไม่อาจจะซ่อนตัวจากโลกนี้ได้ตลอดไป

ในปีที่สองของการแพร่ระบาด พวกเขากำลังเผชิญกับปัญหาใหม่ เช่น โควิดกลายพันธุ์ที่แข็งแกร่งกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมบวกกับการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ต่างๆ นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ อัตราการติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดในไต้หวันและเวียดนาม ที่ขณะนี้กำลังเผชิญกับคลื่นโควิดอย่างเต็มรูปแบบ

การผ่อนคลายมาตรการกักตัวให้กับนักบินสายการบินพาณิชย์เพียงเล็กน้อยของไต้หวัน ทำให้เกิดคลัสเตอร์อย่างรวดเร็ว ส่วนที่เวียดนามไวรัสกลายพันธุ์ทำให้เกิดคลัสเตอร์ใหม่หลายแห่ง บวกกับการรวมตัวของคนในชุมชนก็ยิ่งทำให้ยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่นทำสถิติใหม่อีกครั้งช่วงหลายเดือนก่อน สร้างความตื่นตระหนกให้ประชาชน โดยเฉพาะญี่ปุ่น ที่หลายฝ่ายกำลังกังวลเกี่ยวกับโอลิมปิกเกมส์ที่จะมีขึ้นในเดือนหน้าว่าอาจทำให้ยอดผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้น

ขณะที่สิงคโปร์ ฮ่องกงและออสเตรเลีย ที่แม้พบอัตราการติดเชื้อไม่มากนัก แต่ก็กระตุ้นให้ทางการมีปฏิกิริยาตอบโต้ทันที ออสเตรเลียสั่งปิดเมืองเมลเบิร์น
2 สัปดาห์ ขณะที่สิงคโปร์สั่งล็อกดาวน์บางพื้นที่ 4 สัปดาห์

แม้การระบาดในประเทศและดินแดนดังกล่าวจะถูกควบคุมได้แล้ว ด้วยมาตรการต่างๆ แต่หลายประเทศกลับไม่ประสบความสำเร็จในแง่ของการฉีดวัคซีนต้านโควิดให้กับประชาชน

BBC วิเคราะห์ว่า หลายประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากโควิด-19 และสามารถซื้อวัคซีนได้มีความคืบหน้าของโครงการฉีดวัคซีนต้านโควิดอย่างรวดเร็ว ขณะที่ประเทศที่มีอัตราการติดเชื้อต่ำ รัฐบาลไม่ค่อยจะกระตือรือร้นในการจัดหาวัคซีนมาฉีดให้กับพลเมืองของตนนัก เช่น สหรัฐอเมริกาและยุโรปที่มีอัตราผู้ติดเชื้อสูง ที่ประชากรได้รับวัคซีนแล้วประมาณครึ่งหนึ่งหรือเกินครึ่งของประชากรทั้งหมด แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศและดินแดนที่ประสบความสำเร็จในการรับมือกับโควิด-19 ในเอเชียแปซิฟิกที่เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ได้รับวัคซีนต้านโควิดยังต่ำกว่า 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด ทั้งที่เป็นประเทศและดินแดนที่ร่ำรวย เช่น ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ และเกาะไต้หวัน ซึ่งน่าจะมีความสามารถในการจัดซื้อจัดหาวัคซีนในระดับเดียวกับยุโรปและสหรัฐฯ

นอกจากนี้ ความลังเลใจของประชาชน เช่น ในฮ่องกงหรือไต้หวัน ที่ไม่ไว้วางใจหน่วยงานด้านสุขภาพและความปลอดภัยในการฉีดวัคซีน ก็ทำให้ความคืบหน้าโครงการฉีดวัคซีนช้าลงไปอีก

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า เนื่องจากว่าโควิดแพร่ระบาดไปทั่วโลก การที่จะเปิดได้อย่างแท้จริง จะต้องละทิ้งแนวคิด “โควิดเป็นศูนย์” ซึ่งไม่อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง และอยู่กับไวรัสนี้ให้ได้ ส่วนทางออกที่จะได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ หนึ่งในนั้นก็คือการเร่งฉีดวัคซีนต้านโควิดให้กับประชาชน

แต่ปัญหาก็คือ ขณะนี้หลายประเทศยังไม่สามารถทำได้ และไม่รู้จะแก้สถานการณ์ได้เมื่อไหร่

คุยกัน7วันหน : ผู้ชายอินเดีย ฉีดวัคซีนโควิดมากกว่าผู้หญิง? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/579772

คุยกัน7วันหน : ผู้ชายอินเดีย  ฉีดวัคซีนโควิดมากกว่าผู้หญิง?

คุยกัน7วันหน : ผู้ชายอินเดีย ฉีดวัคซีนโควิดมากกว่าผู้หญิง?

วันอาทิตย์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

อินเดีย มีการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ให้ประชาชนไปแล้วมากกว่า 233 ล้านโดสแต่มีรายงานว่า ผู้ชายได้รับวัคซีนมากกว่าผู้หญิง นอกจากนี้ยังพบว่าประชากรในชนบทมีอัตราการฉีดวัคซีนตามหลังคนเมืองอยู่มาก

ข้อมูลจากรัฐบาลระบุว่าผู้ชายชาวอินเดียได้รับการฉีดวัคซีนเข็มแรก หรือครบแล้ว ทั้งหมด 101 ล้านคน ซึ่งมากกว่าผู้หญิงเกือบ 17% และผู้ชายที่ฉีดวัคซีนแล้วคิดเป็น 54% จำนวนผู้ที่ได้รับวัคซีนทั้งหมด เขตปกครองของรัฐบาลกลางหลายแห่งเช่น กรุงนิวเดลี และรัฐใหญ่ๆ เช่น อุตตรประเทศ พบว่ามีความไม่เท่าเทียมในการฉีดวัคซีนระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงอย่างเห็นได้ชัด มีเพียงรัฐเกรละทางตอนใต้และรัฐฉัตตีสครห์ทางตอนกลางของอินเดียเท่านั้น ที่มีการฉีดวัคซีนต้านโควิดให้ผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ขณะที่ปัจจุบันอินเดียมีประชากรทั้งหมดประมาณ 1,300 ล้านคนมีประชากรชายมากกว่าผู้หญิง 6%

ประชันต์ ปันเดีย ผู้อำนวยการด้านการแพทย์ของโรงพยาบาลรัฐบาลขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในรัฐคุชราต ระบุว่าผู้ชายโดยเฉพาะในเมืองและหมู่บ้านต่างๆ สมัครใจฉีดวัคซีนก่อนผู้หญิง เพราะพวกเขาต้องเดินทางไปทำงาน ขณะที่ผู้หญิงถูกผลักไสให้ทำงานบ้าน แต่ก็มีผู้หญิงบางคนในเขตชนบทของรัฐคุชราตและรัฐราชสถานที่อยู่ใกล้เคียง ได้เรียกร้องให้ทางการมาฉีดวัคซีนต้านโควิดให้ถึงหน้าประตูบ้านเพราะว่าพวกเธอไม่สามารถเดินทางไปฉีดวัคซีนที่โรงพยาบาลโดยทิ้งลูกๆ ไว้ที่บ้านได้

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเปิดเผยว่า มีข่าวลือว่าวัคซีนต้านโควิดไปขัดขวางการมีรอบเดือนของผู้หญิงและลดภาวะเจริญพันธุ์ทำให้ผู้หญิงจำนวนหนึ่งไม่กล้าไปฉีดวัคซีน ซึ่งรัฐบาลออกมาปฏิเสธแล้วว่าไม่เป็นความจริง ซึ่งในเรื่องนี้ อดีตข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า รัฐบาลต้องเพิ่มโครงการให้ความรู้กับผู้หญิงในชนบทให้มากขึ้น เพื่อให้พวกเธอใจถึงความสำคัญของวัคซีนและจัดลำดับความสำคัญของตัวเองเพื่อเข้ารับวัคซีนให้ครบทั้ง 2 โดส

นอกจากความเหลื่อมล้ำทางเพศในการฉีดวัคซีนต้านโควิดแล้ว ยังเกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนเมืองและคนชนบทด้วย โดยข้อมูลจากรัฐบาลแสดงให้เห็นว่า ชาวอินเดียที่อยู่ในเขตเมืองได้ฉีดโควิดเร็วกว่าผู้คนหลายร้อยล้านคนที่อาศัยอยู่ในชนบท ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายรัฐที่ช่วยให้เมืองที่ร่ำรวยกว่าสามารถซื้อวัคซีนได้มากกว่าเขตชนบทนั่นเอง จนนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดีต้องประกาศกลับลำนโยบายเดิมระบุว่าจะฉีดวัคซีนให้ผู้ใหญ่ทุกคนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เริ่มตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายนนี้ เป็นต้นไปและรัฐบาลจะอำนวยความสะดวกให้ประชาชน ด้วยการเปิดให้เข้าฉีดวัคซีนแบบวอล์กอินมากขึ้น หลังจากมีการร้องเรียนเกี่ยวกับขั้นตอนการลงทะเบียนออนไลน์

จนถึงตอนนี้ อินเดียมีการฉีดวัคซีนต้านโควิดไปแล้ว 233.7 ล้านโดส มากที่สุดในโลก รองจากจีนและสหรัฐอเมริกา แต่มีผู้ได้รับวัคซีนครบสองโดสเพียง 5% ของประชากรผู้ใหญ่ที่มีประมาณ 950 ล้านคน สัปดาห์ที่ผ่านมา อินเดียพบผู้เสียชีวิตรายวันจากโควิด-19 สูงที่สุดในโลก ถึง 6,148 คน หลังจากรัฐบาลท้องถิ่นรัฐพิหารปรับตัวเลขผู้เสียชีวิต โดยรวมยอดผู้ที่เสียชีวิตระหว่างกักตัวอยู่ที่บ้านและที่โรงพยาบาลเอกชน ขณะที่ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขอินเดียระบุว่า มีผู้เสียชีวิตสะสม 351,309 คน และมีผู้ติดเชื้อสะสมเกือบ 29 ล้านคน สูงเป็นอันดับสองของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา

คุยกัน7วันหน : สหรัฐฯ เร่งกลับเข้าอาเซียน หวังคานอิทธิพลจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/578116

คุยกัน7วันหน : สหรัฐฯ เร่งกลับเข้าอาเซียน หวังคานอิทธิพลจีน

คุยกัน7วันหน : สหรัฐฯ เร่งกลับเข้าอาเซียน หวังคานอิทธิพลจีน

วันอาทิตย์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เวนดี้ อาร์.เชอร์แมน รัฐมนตรีช่วยกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ เดินทางเยือนราชอาณาจักรไทยช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อเข้าหารือทางยุทธศาสตร์กับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีโดย เชอร์แมน ยืนยันความมุ่งมั่นที่สหรัฐฯมีต่อชาวไทยในการต่อสู้กับโรคโควิด-19ซึ่งรวมไปถึงความช่วยเหลือด้านการรับมือรวมมูลค่า 30 ล้านดอลลาร์ ทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องในประเด็นนี้ถือเป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ที่อาวุโสที่สุดคนแรกของรัฐบาลไบเดนที่เยือนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ก่อนหน้าการเยือนไทย เชอร์แมนได้เยือนกรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักเลขาธิการอาเซียน และได้เข้าพบเรตโน มาร์ซูดี รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย จากนั้นได้เดินทาง
ไปเยือนกัมพูชา และให้คำมั่นต่อสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เรื่องการช่วยเหลือรับมือโควิด-19 มูลค่า 11 ล้านดอลลาร์

การเยือนกัมพูชาของเชอร์แมนมีความสำคัญในเชิงสัญลักษณ์ด้วย เพราะยังไม่เคยมีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระดับสูงขนาดนี้เยือนกัมพูชา นับตั้งแต่สมัยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นต้นมา
อย่างไรก็ตาม นิคเคอิ เอเชีย ระบุว่า แม้สหรัฐฯ จะขยับเข้ามา ผู้เชี่ยวชาญมองว่ารัฐบาลสหรัฐฯรอนานเกินไป จนทำให้จีนเข้ามามีความสำคัญต่อภูมิภาคนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

เช่นกรณีกัมพูชา การหายไปของสหรัฐฯ ทำให้จีนมีอิทธิพลต่อกัมพูชามาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาผ่านโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ก่อนหน้านี้ สมเด็จฮุนเซน เคยแสดงความไม่พอใจที่กัมพูชาไม่มีทางเลือกในทางการทูตมากนัก โดยกล่าวว่า หากเขาไม่พึ่งจีน แล้วจะให้ไปพึ่งใคร

ขณะที่ความคลางแคลงใจในความมุ่งมั่นของสหรัฐฯต่ออาเซียนก็ยังมีอยู่ เพราะการเยือนของเชอร์แมนมีขึ้นหลังไบเดนเข้ารับตำแหน่งนานถึงสี่เดือน ผู้นำชาติอาเซียนอยู่ในรายชื่อท้ายๆ ของผู้นำต่างชาติที่นายไบเดนจะหารือด้วยหลังการรับตำแหน่ง ขณะที่การช่วยเหลือของสหรัฐฯ ต่ออาเซียนก็ยังน้อยเมื่อเทียบกับจีน

สหรัฐฯ และอาเซียน มีกำหนดจัดประชุมในระดับรัฐมนตรีต่างประเทศขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ 25 พฤษภาคมผ่านทางวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ แต่ปรากฏว่านายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ระหว่างการเยือนตะวันออกกลางในขณะนั้น ต้องยกเลิกการประชุมเพราะความยุ่งยากทางเทคนิคหลังปล่อยให้รัฐมนตรีของอาเซียนต้องรอเก้อ เจ้าหน้าที่อาเซียนหลายคนมองว่านี่คือการดูหมิ่นดูแคลนอาเซียน และจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีกำหนดวันประชุมใหม่

หากย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ซึ่งนายไบเดนดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี ได้มีนโยบายปักหมุดเอเชียเพื่อจัดสมดุลใหม่ แต่สงครามในซีเรียและตะวันออกกลางทำให้โอบามาหันเหความสนใจ เป็นการเปิดทางให้จีนเข้ามาขยายอิทธิพลในทะเลจีนใต้

โมฮัมหมัด โรซีดิน นักวิเคราะห์จากภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของมหาวิทยาลัยดิโปเนโกโรของอินโดนีเซีย กล่าวว่า หากเราดูทิศทางนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีไบเดน ดูเหมือนว่าอเมริกากำลังให้ความสำคัญกับตะวันออกกลางมากกว่าอินโด-แปซิฟิก นั่นเป็นเพราะนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯดั้งเดิมให้ความสำคัญกับตะวันออกกลางมานานแล้ว เพราะมีหลายความกังวลในบริเวณนั้น เช่น น้ำมัน อิหร่าน และซาอุดีอาระเบีย

นิคเคอิ เอเชียระบุว่า เมื่อตัดกลับมาที่จีน ดูเหมือนจะนำหน้าสหรัฐฯในการเข้าหาอาเซียน ปัจจัยมาจากการที่จีนประสบความสำเร็จในการรับมือกับโควิด-19 ได้รวดเร็วและเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ ขณะที่นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ได้พบกับบุคคลระดับสูงของชาติอาเซียนไปหลายคนแล้วแบบตัวต่อตัว และยังเชิญผู้แทนอาเซียนไปเยือนเทศบาลนครฉงชิ่งในสัปดาห์หน้า ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าจีนจะประกาศความช่วยเหลือต่ออาเซียนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจจากสถานการณ์ระบาดด้วย

ด้าน The Star สื่อของมาเลเซียรายงานว่า วัคซีนต้านโควิด-19 จากจีนกำลังมีความสำคัญต่อชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญจำนวนผู้ติดเชื้อสูงขึ้นเพราะวัคซีนจากจีนนั้นเข้าถึงได้ ในขณะที่การเข้าถึงวัคซีนและเวชภัณฑ์จากชาติตะวันตก รวมถึงบริษัทยายักษ์ใหญ่นั้นเป็นไปได้ยาก เฮง วันนะริท ประธานสถาบันAsian Vision Institute ในกัมพูชา ระบุกับ The Star ว่า จีนได้จัดสรรวัคซีนป้องกันโควิดให้ชาติต่างๆ เพื่อแสดงบทบาทความเป็นผู้นำ ส่วนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นถือเป็นเพื่อนบ้าน ทำให้จีนให้ความสนใจภูมิภาคนี้เป็นพิเศษ

ทั้งนี้ กัมพูชาได้รับวัคซีนจากจีนทั้ง Sinovac และ Sinopharm รวมกว่า6 ล้านโดสแล้ว ขณะที่อินโดนีเซีย ได้วัคซีนมาแล้วมากกว่า 90 ล้านโดส ทั้งแบบพร้อมใช้และแบบเข้มข้นเพื่อนำมาผสม จากทั้ง Sinovac/Sinopharm และ AstraZeneca ส่วนฟิลิปปินส์ได้รับวัคซีน Sinovac มาแล้วถึง 5.5 ล้านโดส การปันส่วนวัคซีนที่สหรัฐฯ มีให้กับชาติในอาเซียน จึงดูเล็กน้อยไปเลย เมื่อเทียบกับของจีนแผ่นดินใหญ่

สหรัฐฯ จึงอาจต้องออกแรงมากและหนักขึ้น หากจะหวัง “งัด” อิทธิพลของจีนในภูมิภาคนี้ได้

คุยกัน7วันหน : ฝรั่งเศสยอมรับมีเอี่ยว ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์รวันดา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/576476

คุยกัน7วันหน : ฝรั่งเศสยอมรับมีเอี่ยว ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์รวันดา

คุยกัน7วันหน : ฝรั่งเศสยอมรับมีเอี่ยว ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์รวันดา

วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 08.15 น.

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส เพิ่งออกมายอมรับว่า ฝรั่งเศสมีส่วนต้องรับผิดชอบ ต่อเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์รวันดาในปี 1994 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 800,000 คน และขอให้ชาวรวันดาให้อภัยต่อบทบาทของฝรั่งเศสที่มีต่อเหตุการณ์ดังกล่าว

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงเดินทางไปเยือนรวันดา เพื่อเริ่มฟื้นความสัมพันธ์ใหม่ของทั้งสองประเทศ นับเป็นผู้นำคนแรกของฝรั่งเศสที่มาเยือนรวันดาในรอบ 15 ปี ในวันที่ มาครง ไปถึง ถนนในกรุงคิกาลี เงียบสงบ ไม่มีป้ายต้อนรับ หรือธงประดับตกแต่งใดๆ ที่โดยปกติมักจะมีเมื่อแขกระดับสูงมาเยือน แสดงถึงความรู้สึกของชาวรวันดาต่อการมาเยือนของผู้นำฝรั่งเศสได้เป็นอย่างดี

คำกล่าวยอมรับความรับผิดชอบต่อบทบาทที่ฝรั่งเศสมีต่อเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวรวันดาของ มาครง มีขึ้นระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ที่อนุสรณ์สถานการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คิกาลี ซึ่งมีเหยื่อ 250,000 คนถูกฝัง ประธานาธิบดีมาครง ยอมรับว่า ในตอนนั้นฝรั่งเศสไม่รับฟังคำเตือนถึงการสังหารหมู่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในรวันดา พร้อมกับยืนยันว่าฝรั่งเศสไม่ใช่ผู้สมรู้ร่วมคิด ในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งนั้น แต่ฝรั่งเศสมีหน้าที่ต้องยอมรับความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นกับชาวรวันดา จากการใช้เวลาสืบสวนและตรวจสอบความจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนานเกินไป

รวันดาเป็นประเทศเล็กๆ ที่อยู่ทางระหว่างตอนกลางและตะวันออกของทวีปแอฟริกา ประชากรส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าฮูตูประมาณ 80% ขณะที่ชาวทุตซีซึ่งมีน้อยกว่า มีผิวขาวกว่าเป็นชนชั้นปกครองและได้รับอภิสิทธิ์ต่างๆ มากกว่าชาวฮูตู เหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดาเมื่อ 27 ปีก่อน เกิดจากความขัดแย้งระหว่างชนเผ่าฮูตูและชนเผ่าทุตซีในช่วงที่เบลเยียมปกครองรวันดา ในปี 1933 รัฐบาลอาณานิคมเบลเยียมซึ่งหนุนหลังชาวทุตซี ได้ออกบัตรประจำตัวประชาชน ที่ระบุเชื้อชาติชัดเจน ว่าใครเป็นชาวฮูตู หรือทุตซี

หลังจากได้รับเอกราชจากเบลเยียม ชาวฮูตูจึงโค่นล้มชนชั้นปกครองเผ่าทุตซี และขับไล่ออกจากประเทศ หรือกดขี่ผู้ที่ยังอยู่ในประเทศต่อไป

สถานการณ์มาถึงจุดแตกหัก เมื่อเครื่องบินที่มีชูเวนาล ฮับยาริมานา ประธานาธิบดีรวันดา ซึ่งเป็นชาวฮูตู ประธานาธิบดีรวันดา และไซเปรียน ทายามิรา ประธานาธิบดีของบุรุนดี โดยสารอยู่ ถูกยิงตกทำให้ผู้โดยสารทั้งหมดเสียชีวิต สื่อมวลชนเริ่มโหมประโคมข่าวว่า พวกทุตซีเป็นคนสังหารฮับยาริมานาพร้อมเรียกร้องให้ชาวฮูตูสังหารชาวทุตซีทุกคนที่พบ หากชาวฮูตูผู้ใดเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ ถือว่าเป็นผู้ทรยศและจะต้องถูกสังหารเช่นเดียวกัน การล่าสังหารชาวทุตซีและชาวฮูตูสายกลางก็เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 7 เมษายน 1994 ขณะที่ชาวทุตซีระบุว่าชาวฮูตูเป็นผู้สังหารฮับยาริมานาเพื่อใช้เป็นเหตุผลในการไล่สังหารพวกเขา

กลุ่มหัวรุนแรงเผ่าฮูตู คือกองกำลังติดอาวุธรวันดา (FAR) และขบวนการพันธมิตรตรวจสอบบัตรประชาชนที่บ่งบอกว่าใครเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ใด เพื่อให้สังหารชาวทุตซีได้ง่ายขึ้นหากใครไม่มีบัตรประชาชนก็สังเกตจากสีผิวที่อ่อนกว่า และสังหารไม่เว้นแม้แต่ทารกการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์รวันดากินเวลา 100 วันผู้เสียชีวิตถึง 800,000 คน คร่าชีวิตชาวทุตซีไป70% มีการข่มขืนกระทำชำเราเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทำให้ยอดผู้ติดเชื้อเอชไอวีพุ่งสูงขึ้น ทำลายโครงสร้างพื้นฐานและการลดประชากรของประเทศอย่างรุนแรงและทำให้เศรษฐกิจเป็นอัมพาต

ขณะนั้น สหประชาชาติ หรือ UN และเบลเยียมมีกองกำลังอยู่ในรวันดา แต่ UN ไม่ได้รับคำสั่งให้หยุดยั้งการฆ่าล้างในครั้งนั้น ซึ่งเป็นช่วงหนึ่งปีหลังจากทหารสหรัฐฯ ถูกสังหารในโซมาเลีย ทำให้พวกเขาตั้งใจจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งในแอฟริกาอีกไม่นาน เบลเยียมและกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาติถอนตัวหลังจากทหารเบลเยียม10 คน ถูกสังหารในเหตุลอบสังหารรองประธานาธิบดีหญิงของรวันดา UN ทำได้เพียงจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจเพื่อการดูแลผู้อพยพออกจากรวันดาเพียง 250 คนเท่านั้นเพราะทางสหรัฐฯเห็นว่าเหตุร้ายที่เกิดขึ้นในรวันดา เป็นเพียงการจลาจลของประชาชน มิใช่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

หลังจากเหตุการณ์ผ่านไปสามเดือน กว่าที่ทาง UN จะตัดสินใจส่งกองกำลังทหาร 5,000 คนเข้าสู่รวันดา เหตุการณ์ก็จบลงไปก่อนแล้ว ขณะที่ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นพันธมิตรกับรัฐบาลฮูตูในตอนนั้น ส่งกองกำลังพิเศษเพื่อไปช่วยเหลืออพยพคนชาติตัวเองและจัดตั้งพื้นที่ปลอดภัยในเวลาต่อมา พวกเขาถูกกล่าวหาว่าไม่พยายามเพียงพอที่จะหยุดยั้งการสังหารหมู่

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยุติลงหลังกลุ่มแนวร่วมรักชาติรวันดา (RPF) นำโดย พอล คากาเมชาวเผ่าทุตซี ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนปัจจุบัน เริ่มการโจมตีครั้งใหญ่ โดยเน้นโจมตีที่ทำการรัฐบาล แต่หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าที่จะกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ พวกเขาได้รับการสนับสนุนจากกองทัพรวันดาค่อยๆ ยึดคืนพื้นที่ จนกระทั่งบุกยึดกรุงคิกาลีเป็นผลสำเร็จ ปิดฉากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ลง ท่ามกลางซากปรักหักพัง และกองซากศพทั่วประเทศ หลังเหตุการณ์ดังกล่าว รัฐบาลรวันดาให้ประชาชนระบุตัวตนในบัตรประชาชนว่าเป็นชาวรวันดาเท่านั้น และมีการตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศในกรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ เมื่อปี 2002

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีมาครง ตกลงจะเปิดจดหมายเหตุรวันดาของอดีตประธานาธิบดีฟรองซัวส์ มิตเตอร์รองด์ ผู้นำฝรั่งเศส ที่อยู่ในอำนาจระหว่างการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์รวันดา หลังจากนั้นไม่นาน รวันดาก็ออกรายงานระบุว่า ฝรั่งเศสรู้ล่วงหน้าว่าจะมีการเตรียมการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสยังให้อาวุธ ให้คำปรึกษา ช่วยฝึกและให้การปกป้องรัฐบาลรวันดาในขณะนั้น

ทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศสเปิดเผยว่ามาครง จะเสนอชื่อเอกอัครราชทูตคนใหม่ประจำรวันดาซึ่งจะเป็นทูตฝรั่งเศสคนแรกที่ได้รับการรับรองตั้งแต่ปี 2015 หลังจากทางการรวันดาสั่งปิดสถานทูตฝรั่งเศสในกรุงคิกาลี เนื่องจากผู้พิพากษาฝรั่งเศส ระบุว่าประธานาธิบดีพอล คากาเม ควรถูกดำเนินคดีว่า เป็นชนวนเหตุในการทำให้เกิดสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในปี 1994 และออกหมายจับผู้ต้องหาระหว่างประเทศจำนวน 9 คน ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกร และเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในเหตุเครื่องบินตก ซึ่งมีอดีตประธานาธิบดีรวันดาโดยสารอยู่ เมื่อวันที่ 6 เมษายน 1994ด้วย