คุยกัน7วันหน : เงินปอนด์สเตอร์ลิงอังกฤษรูดหนัก สวนทางเงินดอลลาร์พุ่งกระฉูด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/683742

คุยกัน7วันหน : เงินปอนด์สเตอร์ลิงอังกฤษรูดหนัก  สวนทางเงินดอลลาร์พุ่งกระฉูด

คุยกัน7วันหน : เงินปอนด์สเตอร์ลิงอังกฤษรูดหนัก สวนทางเงินดอลลาร์พุ่งกระฉูด

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.10 น.

ขณะที่เงินปอนด์สเตอร์ลิงของอังกฤษอ่อนค่าร่วงหนัก เงินดอลลาร์สหรัฐ กลับแข็งค่าพุ่งทะยาน ท่ามกลางหลายวิกฤตโลกเป็นฉากหลัง ทั้งสงครามในยูเครน สินค้าราคาพุ่งและมาตรการล็อกดาวน์ป้องกันโควิด-19 ในจีน วิกฤตค่าเงินที่แกว่งไปมาไม่มีเสถียรภาพกำลังทำให้หลายฝ่ายกังวลเกี่ยวกับภาพรวมเศรษฐกิจโลกและความไม่แน่นอนในตลาดการเงิน

อัตราแลกเปลี่ยนเงินปอนด์สเตอร์ลิงของอังกฤษกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงหนึ่งของการซื้อขายที่ตลาดเอเชีย เมื่อช่วงเช้าของวันจันทร์ที่ผ่านมาอยู่ที่ 1.0327 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ 1 ปอนด์ ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ลดลง 4.9% จากอัตราแลกเปลี่ยนช่วงปิดตลาด เมื่อวันศุกร์ก่อนหน้า แม้หลังจากนั้นค่าเงินปรับขึ้นเล็กน้อย มาอยู่ที่ 1.0699 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ 1 ปอนด์ แต่ยังคงต่ำกว่าราคาปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ก่อนหน้า ประมาณ 3.6% ขณะที่เมื่อเทียบกับเงินยูโร เงินปอนด์สเตอร์ลิงของอังกฤษก็อ่อนค่าลง 1.3%ที่ระดับ 92.60 เพนนี ต่อ 1 ยูโร ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2000

ค่าเงินปอนด์เริ่มดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง หลังจาก ควาซี ควาร์เต็ง รัฐมนตรีคลังของอังกฤษ ประกาศมาตรการปรับลดภาษีครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่ปี 1972 เป็นวงเงินประมาณ 45,000 ล้านปอนด์ (ราว 1.79 ล้านล้านบาท) ครอบคลุมระหว่างปี 2026-2027 ซึ่งแยกต่างหากจากมาตรการเยียวยาครัวเรือนในประเทศจากวิกฤติพลังงาน ซึ่งจะมีวงเงินสูงถึง 100,000 ล้านปอนด์ (ราว 3.98 ล้านล้านบาท) มาตรการปรับลดภาษีดังกล่าว รวมถึงการตัดลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอัตราพื้นฐาน มูลค่า 5,000 ล้านปอนด์ (ประมาณ 210,000 ล้านบาท) และอัตรา 45% อีก มูลค่า 2,000ล้านปอนด์ (ประมาณ 82,000 ล้านบาท),การยกเลิกการขึ้นเงินนำส่งกองทุนประกันสังคม และการยกเว้นการเก็บอากรแสตมป์ที่อยู่อาศัย

แม้การประกาศนี้อาจจะช่วยบรรเทาภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่อังกฤษน่าจะเข้าสู่ภาวะนี้แล้ว แต่การที่รัฐบาลอังกฤษมีแนวโน้มว่าจะต้องกู้ยืมเงินมหาศาลถึง 72,000 ล้านปอนด์(เกือบ 3 ล้านล้านบาท) ในช่วง 6 เดือนข้างหน้า ก็ส่งผลกระทบต่อตลาดเช่นกันและเป็นการเพิ่มความไม่แน่นอนในตลาดการเงิน พร้อมกับเตือนว่า ภาครัฐจะเผชิญกับความเสี่ยง ในการแก้ไขการขาดดุลงบประมาณ ซึ่งจะยิ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเงินปอนด์อาจอ่อนค่าลงอีกจนแตะ 1 ต่อ 1 เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนั่นจะส่งผลให้การนำเข้าสินค้าจำเป็นและสินค้าโภคภัณฑ์อย่างน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติด้วยเงินดอลลาร์ จะยิ่งมีราคาและต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างมาก

เปา หลิน เทียน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน บอกกับอัล-จาซีราว่า ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจอังกฤษในตอนนี้อยู่ในระดับต่ำมาก นโยบายด้านเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีลิซ ทรัสส์ ที่มุ่งเน้นการลดภาษีในกลุ่มคนร่ำรวยไม่เป็นที่ชื่นชอบของผู้คนส่วนใหญ่ และน่าจะไม่สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่อยู่ในช่วงขาลงมาระยะหนึ่งแล้วได้

แม้รัฐบาลอังกฤษจะมีเครื่องมือหลักในการรับมือกับการอ่อนค่าของเงินปอนด์ซึ่งก็คือการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อหวังดึงเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาเก็บผลกำไรที่ดีกว่าแต่จนถึงตอนนี้ ธนาคารกลางอังกฤษก็ยังไม่มีท่าทีจะปรับขึ้นดอกเบี้ย แม้ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ จะเพิ่งส่งสัญญาณรับลูกเมื่อวันจันทร์ว่าจะไม่ลังเลที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหากจำเป็นก็ตาม

ส่วนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่กำลังแข็งค่าและขึ้นเอาๆ ต่อเนื่องมาตั้งแต่กลางปี 2021 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเดือนที่แล้ว ที่ค่าเงินดอลลาร์พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 20 เดือน เมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักอื่นๆ ของโลก6 สกุลเงินนั้น นักวิเคราะห์มองว่ามีแรงผลักดันอยู่ 2 ประการ

ประการแรกคือความเชื่อมั่นที่มีต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ของบรรดาผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ เพราะค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่แข็งค่าย่อมสะท้อนถึงรากฐานที่แข็งแกร่งของเศรษฐกิจในประเทศ ที่แม้จะกำลังเผชิญกับทั้งวิกฤตอัตราเงินเฟ้อและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยังสะดุด แต่หลายฝ่ายยังเชื่อมั่นในเสถียรภาพของเงินดอลลาร์สหรัฐ เพราะสหรัฐฯ มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่และแข็งแกร่งมากแม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะยังไม่มั่นคง ทั้งจากสงครามยูเครนและเศรษฐกิจขาลงในยุโรป แต่นักลงทุนเชื่อว่าถือเงินดอลลาร์ไว้ในมือ ยังไงก็ปลอดภัยกว่าเห็นๆ ขณะที่ชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอื่นๆ มีเพียงญี่ปุ่นประเทศเดียวในกลุ่ม 10 ประเทศยักษ์ใหญ่ที่ยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย จีนเองปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงด้วยซ้ำ ขณะที่ยุโรปเองก็กำลังดำดิ่งสู่ภาวะชะลอตัวเต็มรูปแบบ

ส่วนแรงผลักดันที่สอง ซึ่งมีความสำคัญมาก หนีไม่พ้นการประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ที่ล่าสุด เพิ่งปรับเพิ่มอีก 0.75% เป็นรอบที่ 3 ติดต่อกันสู่ระดับ 3.00%-3.25% ในการประชุมเมื่อวันพุธที่แล้ว โดยมุ่งเป้าไปที่การต่อสู้ภาวะเงินเฟ้อที่แตะระดับสูงสุดในรอบ 40 ปี แม้มาตรการนี้อาจต้องแลกมาด้วยภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและตัวเลขว่างงานที่สูงขึ้น แต่จะได้เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเงินดอลลาร์สหรัฐ ถูกซื้อไปเก็บมากขึ้นช่วยให้ค่าเงินพุ่งขึ้นตามไปด้วย แม้ว่ารัฐบาลอังกฤษและกลุ่มประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร หรือยูโรโซน มีแผนที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยด้วยเช่นกัน แต่จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีท่าทีชัดเจนและปรับขึ้นแบบเอาจริงเล็งเห็นผลเหมือนกับเฟดของสหรัฐฯ ทำให้เงินดอลลาร์ชิงความได้เปรียบไปแล้วหลายช่วงตัว

แน่นอนว่า เงินดอลลาร์สหรัฐ ที่แข็งค่าขึ้น ทำให้ผู้บริโภคชาวอเมริกันได้ประโยชน์ เพราะจะได้ซื้อสินค้านำเข้าจากต่างประเทศในราคาที่ถูกลง การเดินทางไปพักผ่อนยังต่างประเทศก็มีค่าใช้จ่ายลดลง แต่กับอีกหลายฝ่ายถือเป็นฝันร้าย ไม่เพียงแต่จะยังฉุดค่าเงินสกุลอื่นให้ดิ่งลง ผู้คนในประเทศอื่นๆ ก็จะต้องมีรายจ่ายมากขึ้นเมื่อซื้อสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ หรือเมื่อต้องเดินทางไปสหรัฐฯ อัตราเงินเฟ้อในประเทศอื่นๆ มีแนวโน้วปรับเพิ่มขึ้น น้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ที่มักจะใช้เงินดอลลาร์ในการซื้อ ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ตามด้วยค่าใช้จ่ายด้านอาหาร พลังงาน และอื่นๆของภาคครัวเรือนเป็นเงาตามตัว แน่นอนว่าปัญหาในการจ่ายหนี้ของครัวเรือนในต่างประเทศก็จะมีมากขึ้นฉุดให้รัฐบาลต้องเก็บภาษีเพิ่ม จนครัวเรือนต้องมีรายจ่ายเพิ่ม นำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เรียกว่าพี่กันสบาย แต่ทั่วโลกตายหยังเขียด

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน7วันหน : ทำไมชาวญี่ปุ่นไม่ชอบใจ การจัดรัฐพิธีศพให้แก่ ‘ชินโสะ อาเบะ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/682191

คุยกัน7วันหน : ทำไมชาวญี่ปุ่นไม่ชอบใจ  การจัดรัฐพิธีศพให้แก่ ‘ชินโสะ อาเบะ’

คุยกัน7วันหน : ทำไมชาวญี่ปุ่นไม่ชอบใจ การจัดรัฐพิธีศพให้แก่ ‘ชินโสะ อาเบะ’

วันอาทิตย์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.05 น.

หลังจากที่นายฟูมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ออกมาประกาศเรื่องการจัดรัฐพิธีศพให้แก่นายชินโสะ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ที่ถูกลอบสังหารระหว่างเข้าร่วมแคมเปญหาเสียงของพรรคเสรีประชาธิปไตย หรือ แอลดีพี เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยจะจัดขึ้นที่สนามกีฬาในกรุงโตเกียว วันที่ 27 กันยายนที่จะถึงนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้นำจากชาติต่างๆ ทั่วโลก ได้มีโอกาสร่วมไว้อาลัย และยังเป็นการแสดงให้เห็นด้วยว่าญี่ปุ่นจะไม่ยอมอ่อนข้อให้ความรุนแรง

แต่เมื่อมีการประกาศเรื่องนี้ขึ้นก็มีชาวญี่ปุ่นไม่น้อยที่ออกมาคัดค้านและไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้บางคนถึงขั้นจุดไฟเผาตัวเองเพื่อประท้วงเลยทีเดียว หลายคนมองว่าไม่สมควรที่จะจัดรัฐพิธีศพ เนื่องจากต้องใช้เงินภาษีจำนวนมาก ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า รัฐพิธีศพของนายอาเบะ น่าจะต้องใช้เงินราวๆ 1,700 ล้านเยน หรือประมาณ 440 ล้านบาท สูงกว่าตัวเลขที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้ตอนแรกอย่างมาก และว่ากันว่าสูงกว่างบประมาณในการจัดรัฐพิธีพระบรมศพ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษ ที่เพิ่งผ่านพ้นไปอีกต่างหาก โดยค่าใช้จ่ายรัฐพิธีพระบรมศพ อยู่ที่ราว8 ล้านปอนด์ หรือราว 1,300ล้านเยน ขณะที่ค่าใช้จ่ายรัฐพิธีศพนายอาเบะ ส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายเรื่องการรักษาความปลอดภัย รวมถึงค่ารับรองแขกคนสำคัญจากต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะเดินทางมาร่วมพิธีราว 700 คน จาก 217 ประเทศ ภูมิภาคและองค์การระหว่างประเทศ ในจำนวนนี้จะเป็นผู้นำหรืออดีตผู้นำ 49 คน รวมถึงนายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโดของแคนาดา, นายกรัฐมนตรีฮันด็อกซู ของเกาหลีใต้, ประธานาธิบดีเหวียน ซวน ฟุก ของเวียดนาม, นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย, นายกรัฐมนตรีแอโธนีอัลบาเนซี ของออสเตรเลีย และรองประธานาธิบดี คามาลา แฮร์ริสของสหรัฐฯ

เดอะ สเตรตไทม์ส รายงานว่า มีสาเหตุหลักๆ อยู่ 2 ประการ ที่ทำให้ผู้คนชาวญี่ปุ่นออกมาคัดค้านเกี่ยวกับเรื่องนี้ เรื่องแรกก็คือ การตัดสินใจที่ไม่เหมาะสมของนายกรัฐมนตรีคิชิดะ และเรื่องที่สองเกี่ยวกับกรณีที่สมาชิกพรรคแอลดีพี จำนวนมากเกี่ยวข้องกับลัทธิโบสถ์แห่งความสามัคคี

หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ลอบสังหารนายอาเบะ ซึ่งผู้ก่อเหตุสารภาพในเวลาต่อมาว่า ลงมือเพราะเข้าใจว่านายอาเบะ เกี่ยวข้องกับลัทธิโบสถ์แห่งความสามัคคี อันเป็นตัวการที่ทำให้มารดาของเขาต้องล้มละลายและครอบครัวแตกสลาย ต่อมานายคิชิดะ ก็ประกาศตัดความสัมพันธ์กับลัทธิดังกล่าวในทันที แต่หลังจากที่ผลการตรวจสอบโบสถ์ออกมา กลับพบว่า พรรคแอลดีพี ที่นายอาเบะยังมีอิทธิพลอยู่มาก มีความเกี่ยวข้องกับลัทธิโบสถ์แห่งความสามัคคี ขณะที่ผลสืบสวนขั้นต้นของทางพรรคเมื่อช่วงต้นเดือนกันยายน พบว่า มีสมาชิกพรรคเกือบครึ่งหนึ่งจากทั้งหมด 379 คน ที่มีส่วนเกี่ยวพันกับลัทธิโบสถ์แห่งความสามัคคี ทำให้คะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรีคิชิดะร่วงต่ำสุดตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง โดยผลสำรวจของหนังสือพิมพ์ไมนิจิ เดลี ของญี่ปุ่น ระบุว่า นายกรัฐมนตรีคิชิดะมีคะแนนนิยมเหลือเพียงร้อยละ 29 ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ลดลงร้อยละ 6 จากผลสำรวจในช่วงปลายเดือนสิงหาคม

แม้ว่านายอาเบะ จะเป็นนายกรัฐมนตรีนาน 2 สมัย กินระยะเวลานานถึง 8 ปี และยังเป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุด และมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก แต่ว่าความนิยมในประเทศของเขาก็ยังคงไม่เพียงพอที่จะทำให้ทุกคนยอมรับว่าสมควรจัดงานรัฐพิธีศพให้ นอกจากนี้การจัดรัฐพิธีศพให้แก่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นบ่อยๆซึ่งหากย้อนกลับไปครั้งล่าสุด ก็คือในปี 1967 ที่มีการจัดรัฐพิธีศพให้แก่นายชิเงรุ โยชิดะ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ที่มีศักดิ์เป็นพระอัยกาฝ่ายพระชนนีในเจ้าหญิงโนบูโกะ พระชายาในเจ้าชายโทโมฮิโตะ แต่ในครั้งนั้น งบประมาณที่ใช้จัดรัฐพิธีศพ อยู่ที่เพียง 18 ล้านเยนหรือเทียบกับในปัจจุบัน ก็ราวๆ 70 ล้านเยนเท่านั้น

นายกรัฐมนตรีคิชิดะ บอกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ทราบถึงความไม่พอใจเรื่องการจัดรัฐพิธีศพจากประชาชนจำนวนมากแล้วอย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าการยกเลิกงานไม่ใช่ทางออกที่ดีเนื่องจากรัฐบาลญี่ปุ่นได้ดำเนินการเรื่องระบบรักษาความปลอดภัย รวมถึงส่งคำเชิญไปยังประเทศต่างๆ เรียบร้อยแล้ว แต่ก็ถือเป็นสิ่งน่ากังวลไม่น้อย จากตัวเลขงบประมาณการจัดงานที่สูงลิ่วท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญเหมือนกับทั่วโลกจนอัตราเงินเฟ้อในประเทศพุ่งทะยานสูงสุดในรอบกว่า 30 ปี ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ควรนำเงินที่เป็นค่าใช้จ่ายจัดรัฐพิธีศพ ไปให้อุดหนุนครัวเรือนยากจนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเงินเฟ้อในประเทศมากกว่า

หลายคนทราบกันดีว่า ด้วยแนวคิดความเป็นชาตินิยมของนายอาเบะ ทำให้เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากจากประชาชนชาวญี่ปุ่น บางคนถึงกับพูดว่า การถูกลอบสังหารครั้งนี้ เป็นเหมือนกับกรรมตามสนอง

สมัยยังมีชีวิตอยู่ นโยบายของอาเบะตอนเป็นนายกรัฐมนตรี เคยสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์และทำให้ญี่ปุ่นแบ่งออกเป็นสองฝักสองฝ่ายมาแล้ว แต่ถึงตอนนี้ แม้ตัวจะจากไป แต่เสียงซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับตัวเขาก็ยังคงสะท้อนดังก้อง วนเวียนอยู่ในชีวิตผู้คนชาวญี่ปุ่นต่อไป…ไม่เปลี่ยนแปลง

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน7วันหน : ก้าวต่อไปของอังกฤษ ในยุคพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/680675

คุยกัน7วันหน : ก้าวต่อไปของอังกฤษ ในยุคพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

คุยกัน7วันหน : ก้าวต่อไปของอังกฤษ ในยุคพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.10 น.

ทันทีที่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จสวรรคต เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ องค์มกุฎราชกุมารของอังกฤษและสหราชอาณาจักร พระชนมพรรษา73 พรรษา องค์รัชทายาทลำดับที่ 1 ผู้ทรงดำรงพระอิสริยยศเจ้าชายแห่งเวลส์ มาอย่างยาวนาน ก็ได้ทรงสืบทอดราชบัลลังก์เป็นสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 หลังทรงอยู่ในตำแหน่งรัชทายาทมาเป็นเวลานานถึง 70 ปี ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในราชวงศ์อังกฤษ ด้วยเหตุนี้สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จึงทรงเป็นบุคคลผู้มีอายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษที่ได้ขึ้นครองบัลลังก์ ทั้งยังทรงเป็นผู้ครองตำแหน่งรัชทายาทยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษอีกด้วย

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงมีพระนามเดิมว่า เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ฟิลิป อาเธอร์ จอร์จ ทรงเป็นพระราชโอรสองค์โตของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และเจ้าชายฟิลิปพระองค์ทรงได้รับการสถาปนาพระอิสริยยศ เจ้าชายแห่งเวลส์ หรือมกุฎราชกุมารในปี 2512เมื่อทรงเจริญพระชนมายุ 21 พรรษา

การประกาศการขึ้นครองราชย์ต่อสาธารณชนที่ระเบียงของพระราชวังเซนต์เจมส์ มีการประโคมเสียงแตรสัญญาณ และการป่าวร้องขึ้นว่า ขอพระเจ้าจงคุ้มครองพระราชา หรือ God Save the King ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปี ที่เพลงชาติอังกฤษในชื่อเดียวกัน จะเปลี่ยนเนื้อร้องจากคำว่า Queen หรือ ราชินีกลับมาเป็นคำว่า King หรือพระราชา เพราะนับตั้งแต่พระเจ้าจอร์จที่ 6 เสด็จสวรรคต เมื่อพุทธศักราช 2495 เพลงชาติอังกฤษก็ร้องว่า God save the Queen มาโดยตลอด เพื่อสื่อถึงสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ที่สืบทอดราชบัลลังก์กษัตริย์ แต่จากนี้เป็นต้นไป เพลงชาติอังกฤษจะถูกร้องว่า God save the King อีกครั้งในทุกสถานที่ เพื่อสื่อถึงสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

การขึ้นครองราชย์ของพระองค์ ยังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ของสมาชิกราชวงศ์อังกฤษด้วยเช่นกัน เพราะเจ้าชายวิลเลียม พระราชโอรสพระองค์โตในกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 และเจ้าหญิงไดอานา ทรงขึ้นเป็นผู้สืบราชสันตติวงศ์ลำดับที่ 1 และพระอิสริยยศจะเปลี่ยนจากดยุกแห่งเคมบริดจ์ เป็นดยุกแห่งคอร์นวอลล์ เช่นเดียวกับเจ้าหญิงแคทเทอรีน พระชายา ก็จะเปลี่ยนพระอิสริยยศ จากดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ เป็นดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์

ส่วนผู้สืบราชสันตติวงศ์ลำดับที่ 2 ที่เคยเป็นของเจ้าชายวิลเลียม จะเปลี่ยนไปเป็นเจ้าชายจอร์จ พระโอรสพระองค์โตของเจ้าชายวิลเลียม และเจ้าหญิงชาร์ลอตต์ กับเจ้าชายหลุยส์พระโอรสพระธิดา เป็นผู้สืบทอดราชสันตติวงศ์ลำดับที่ 3 และ 4ตามลำดับ

อย่างไรก็ดี การเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และการผลัดเปลี่ยนรัชสมัยนำมาสู่คำถามเกี่ยวกับอนาคตของเครือจักรภพอังกฤษ โดยเฉพาะประเทศสมาชิกในภูมิภาคแคริบเบียน หลังจากบาร์เบโดสเป็นสาธารณรัฐ เมื่อปลายปี 2021 ทำให้มีความกังวลว่าจะกลายเป็นโดมิโนตัวแรกที่ล้มไปยังประเทศอื่นๆ ด้วยหรือไม่เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายประเทศสมาชิกเครือจักรภพต่างเริ่มทยอยส่งสัญญาณเกี่ยวกับแผนการลงประชามติว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองเป็นระบอบสาธารณรัฐ เช่น แอนทีกาและบาร์บิวดา ประเทศหมู่เกาะเล็กๆ ในแถบทะเลแคริบเบียน ที่เตรียมแผนการจัดลงประชามติภายในระยะเวลา 3 ปีนับจากนี้ รวมถึงออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และจาเมกา ที่มีกระแสผลักดันให้เกิดการลงประชามติในประเทศ เพื่อหวังออกจากการเป็นสมาชิกเครือจักรภพ และก้าวไปสู่การเป็นประเทศในระบอบสาธารณรัฐ

ผลสำรวจความคิดเห็นที่จัดทำโดยองค์กรในจาเมกาชี้ว่า เมื่อเวลาผ่านไป กระแสการเรียกร้องให้จาเมกาแยกตัวออกมาเป็นสาธารณรัฐ ซึ่งจะสามารถเลือกผู้นำแห่งรัฐ หรือ head of state ได้เอง เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ตัวเลขผู้สนับสนุนการเป็นสาธารณรัฐ เพิ่มจาก 44% เมื่อ 10 ปีที่แล้ว (ปี 2012) เป็น 56% เมื่อเดือน ก.ค.2022 ซึ่งชาวจาเมกาส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวต้องการที่จะก้าวต่อไปข้างหน้า และหลุดพ้นจากอดีตอันเลวร้ายสมัยอยู่ใต้อาณานิคมยาวนานมากกว่า 300 ปี

ถือเป็นสิ่งที่น่าวิตกกังวล ต่อคำกล่าวที่ว่า “จักรวรรดิอังกฤษกับดินแดนที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน” ที่เคยแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของประเทศนี้ในอดีตได้เป็นอย่างดี

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน7วันหน : ควีนเอลิซาเบธที่ 2 ราชินีผู้ก้าวไปพร้อมกับโลกที่เปลี่ยนแปลง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/679165

คุยกัน7วันหน : ควีนเอลิซาเบธที่ 2  ราชินีผู้ก้าวไปพร้อมกับโลกที่เปลี่ยนแปลง

คุยกัน7วันหน : ควีนเอลิซาเบธที่ 2 ราชินีผู้ก้าวไปพร้อมกับโลกที่เปลี่ยนแปลง

วันอาทิตย์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.12 น.

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อปี1952 ทรงเป็นองค์พระประมุขที่ทรงครองราชสมบัติยาวนานที่สุดแห่งราชวงศ์อังกฤษ ด้วยระยะเวลาถึง 70 ปี และทรงเป็นสักขีพยานในการเปลี่ยนผ่านทางสังคมในอังกฤษและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากมายรัชสมัยของพระองค์ครอบคลุมตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 15 คน เริ่มจากวินสตัน เชอร์ชิล และปิดท้ายที่ลิซ ทรัสส์ ที่พระองค์เพิ่งทรงแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษอย่างเป็นทางการไปเมื่อต้นสัปดาห์นี้

The Straits Times รายงานว่า ความสำเร็จสูงสุดของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ก็คือการรักษาความนิยมของสถาบันกษัตริย์ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาและนำสถาบันกษัตริย์ไปสู่โลกสมัยใหม่เปิดกว้างและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสังคมและวัฒนธรรม

รัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เริ่มขึ้นท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงผันผวนอย่างรวดเร็วของสถานการณ์โลก ทำให้จักรวรรดิอังกฤษต้องดำเนินมาถึงจุดจบในที่สุด ขณะที่เสด็จเยือนประเทศเครือจักรภพเมื่อปลายปี 1953 หลายประเทศในจำนวนนั้นซึ่งรวมถึงอินเดียต่างได้รับเอกราชและแยกตัวเป็นอิสระออกไป

สิ่งที่ร้อยรวมประเทศที่เป็นอดีตอาณานิคมของอังกฤษเอาไว้ด้วยกันได้ในยุคใหม่ คือการเป็นสมาชิกเครือจักรภพ ที่บางส่วนยกย่องให้สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เป็นองค์ประมุขสูงสุด

นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางการเมืองหลายครั้งในช่วงต้นรัชสมัย ส่วนใหญ่มาจากการที่ต้องทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากพรรคอนุรักษ์นิยม ที่ทางพรรคขาดกระบวนการเลือกสรรผู้นำที่แน่นอน จนทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้น

พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่มีความสำคัญ เชื่อมโยงกับเหตุการณ์สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของสหราชอาณาจักรและของโลกหลายครั้ง โดยหลังสิ้นสุดสงครามอ่าวเปอร์เซียในปี 1991 ทรงเป็นกษัตริย์อังกฤษพระองค์แรกที่ได้มีพระราชดำรัสต่อสภาคองเกรสของสหรัฐฯ

ในเดือนพฤษภาคม ปี 2011 สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงเป็นกษัตริย์อังกฤษพระองค์แรกที่เสด็จฯทรงเยือนสาธารณรัฐไอร์แลนด์ อย่างเป็นทางการ มีพระราชดำรัสให้ชาวไอริชมีความอดทนอดกลั้นและประนีประนอมต่อความขัดแย้งกับอังกฤษที่ผ่านมาในหน้าประวัติศาสตร์ ในปีต่อมาพระองค์ยังได้เสด็จฯทรงเยือนไอร์แลนด์เหนือในโอกาสนี้ได้ทรงจับมือกับนายมาร์ตินแม็คกินเนส อดีตผู้นำขบวนการไออาร์เอ ซึ่งเคยเรียกร้องอิสรภาพจากอังกฤษอีกด้วย นับว่าเป็นเหตุการณ์ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากพระญาติสนิท คือลอร์ด หลุยส์ เมาท์แบตเทน ถูกสังหารด้วยระเบิดของขบวนการไออาร์เอไปเมื่อปี 1979

พระองค์ยังทรงแสดงความห่วงกังวล ในครั้งที่สกอตแลนด์จัดการลงประชามติเพื่อเตรียมแยกตัวเป็นเอกราชในปี 2014 โดยมีพระราชดำรัสกับประชาชนผู้มารอเฝ้าที่ปราสาทบัลมอรัล และผลการลงประชามติในครั้งนั้น คือ ชาวสกอตแลนด์ยังต้องการอยู่ร่วมในสหราชอาณาจักรต่อไป

ขณะเดียวกัน ตลอดช่วงรัชสมัยของพระองค์ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ได้รับการจารึกว่าเป็นกษัตริย์พระองค์แรกของอังกฤษที่เสด็จฯเยือนจีนแผ่นดินใหญ่
ในปี 1986 รวมถึงการเสด็จฯเยือนราชอาณาจักรไทยถึง 2 ครั้ง หนังสือพิมพ์ Express ของอังกฤษรายงานเมื่อปี2020 ว่า สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงเดินทางเป็นระยะทางทั้งหมดกว่า 1 ล้านไมล์ และเสด็จฯทรงเยือนทั้งหมด 110 ประเทศ ทั้งยังเรียกพระองค์ว่าทรงเป็น “ประมุขของรัฐที่เดินทางมากที่สุดตลอดกาล”ด้วย

ผู้ที่สนับสนุนสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 กล่าวว่า พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการช่วยประคับประคองสถาบันกษัตริย์ให้อยู่รอดได้ในอังกฤษ ในเวลาที่
สถาบันเบื้องสูงในหลายๆ ประเทศค่อยๆ หมดความสำคัญลง

แต่ถึงกระนั้น สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 น่าจะเป็นผู้ที่ถูกสาธารณะจับตาตรวจสอบดูมากที่สุดคนหนึ่งตลอดช่วงระยะเวลาการครองราชย์ อีกทั้งยังทรงต้องเผชิญกับการโจมตีในเรื่องส่วนพระองค์ด้วยเช่นกัน ว่า ราชสำนักของพระองค์นั้นมีความเป็นชนชั้นสูงแบบอังกฤษมากเกินไป สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อสถาบันกษัตริย์ว่ากำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 สำนักพระราชวังบักกิ้งแฮมเริ่มดำเนินนโยบายนำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ของพระราชวงศ์อังกฤษในรูปแบบที่เป็นทางการน้อยลงแต่ดูผ่อนคลายและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

เมื่อปี 1992 พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสเนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบ 40 ปีว่า ปีนั้น “กลับกลายมาเป็น “ปีอันแสนโหดร้าย” หลังพระราชโอรสและพระราชธิดา 3 พระองค์ อันได้แก่เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เจ้าชายแอนดรูว์และเจ้าหญิงแอนน์ ต่างประกาศแยกทางหรือหย่าร้าง

อุบัติเหตุทางรถยนต์ที่กรุงปารีสในปี 1997 ซึ่งทำให้เจ้าหญิงไดอานาแห่งเวลส์ อดีตพระชายาของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์สิ้นพระชนม์ ส่งผลสะเทือนต่อภาพลักษณ์ของราชวงศ์อังกฤษอย่างมากอีกครั้ง มีผู้แสดงความไม่พอใจที่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และสำนักพระราชวังนิ่งเฉยเย็นชาต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ในที่สุดสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ได้ทรงมีพระราชดำรัสผ่านการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ และทรงแสดงการไว้อาลัยต่อการจากไปของพระสุนิสาและให้คำมั่นอีกครั้งว่า สถาบันกษัตริย์จะปรับตัวให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมมากยิ่งขึ้น

นักวิเคราะห์ระบุว่า แม้สถาบันกษัตริย์อังกฤษในช่วงปลายรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 จะไม่ได้แข็งแกร่งมั่นคงเหมือนดังช่วงต้นรัชสมัย แต่ทรงตั้งพระทัยจะให้สถาบันกษัตริย์ยังคงเป็นที่เคารพรักของชาวอังกฤษต่อไปตราบนานเท่านาน

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน7วันหน : เศรษฐกิจรัสเซียไม่สะเทือน แม้ตะวันตกคว่ำบาตรหนัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/677649

คุยกัน7วันหน : เศรษฐกิจรัสเซียไม่สะเทือน แม้ตะวันตกคว่ำบาตรหนัก

คุยกัน7วันหน : เศรษฐกิจรัสเซียไม่สะเทือน แม้ตะวันตกคว่ำบาตรหนัก

วันอาทิตย์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกต่อรัสเซียได้เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของรัสเซียกับโลกภายนอกเป็นอย่างมาก แต่บรรดาผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า รัสเซียจะสามารถเอาตัวรอดได้จากวิกฤตนี้

สำนักข่าวอัล จาซีรา รายงานว่า ในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมาหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต รัสเซียอ้าแขนรับทุนนิยม และแม้รัสเซียและชาติตะวันตกเผชิญความตึงเครียดทางการเมืองบ่อยครั้ง แต่สายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างกันยังคงแข็งแกร่ง ชาวรัสเซียชนชั้นกลางสามารถเดินทางเข้า-ออกยุโรปได้อย่างง่ายดาย หรือซื้อสินค้าตะวันตกรุ่นใหม่ล่าสุด ขณะที่บริการทางการเงินพื้นฐานเช่นการส่งหรือรับเงินข้ามประเทศ สามารถทำได้ในเวลาไม่กี่นาที

แต่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปหลังรัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารพิเศษในยูเครน ทำให้สหรัฐฯและชาติพันธมิตรในยุโรปและเอเชียมีมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย ตั้งแต่การสั่งอายัดเงินทุนสำรอง/ ตัดธนาคารรัสเซียออกจากระบบโอนเงินระหว่างประเทศ /ห้ามเรือและเครื่องบินของรัสเซียเข้าเทียบท่าหรือผ่านน่านฟ้า /รวมถึงจำกัดการนำเข้าสินค้ารัสเซีย นอกจากนี้ บริษัทต่างชาติมากกว่า 1,200 รายประกาศถอนตัวหรือระงับกิจการในรัสเซียด้วย เช่น แอปเปิล แมคโดนัลด์ อิเกีย วีซาและมาสเตอร์การ์ดเป็นต้น

การถาโถมคว่ำบาตรรัสเซียกลับส่งผลในหลายมุม

ในมุมหนึ่ง จีดีพีของรัสเซียหดตัวลดราวร้อยละ 4 ในช่วงไตรมาสที่สองของปีนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้ว และคาดว่าจะหดตัวร้อยละ 7 ในไตรมาสที่สาม ขณะเดียวกันมาตรการจำกัดการส่งออกสินค้าบางประการให้รัสเซีย ดันอัตราเงินเฟ้อของรัสเซียทะยานสู่เลขสองหลักไปแล้ว และสินค้าที่ถูกจำกัดการนำเข้านั้น สำคัญต่อภาคการผลิตของรัสเซีย และรัสเซียเองยอมรับว่า เป็นเรื่องท้าทายที่จะต้องหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ทดแทน

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ด้วยข้อจำกัดอันมากมาย แต่ปรากฏว่าเศรษฐกิจรัสเซียนั้นมีความยืดหยุ่นมากกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ เงินรูเบิลของรัสเซียกลับกลายเป็นสกุลเงินที่ทำผลงานดีสุดของปีนี้ อัตราเงินเฟ้อเริ่มลดลงจาก ร้อยละ 17.8 ในเดือนเมษายน มาอยู่ที่ร้อยละ 14.9 ในเดือนสิงหาคม นอกจากนี้ ระหว่างเดือนมกราคมถึงกรกฎาคม บัญชีเดินสะพัดของรัสเซียยังได้ดุลทำสถิติสูงสุดที่ 167 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 6 ล้านล้านบาท หรือมากกว่าสามเท่าจากปีที่แล้วด้วย

นั่นจึงหมายความว่า การคว่ำบาตร ไม่ส่งผลกระทบต่อรัสเซียมากเท่าไหร่นัก

ขณะเดียวกัน เมื่อเดือนที่แล้ว กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ ปรับเพิ่มการคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจรัสเซียใหม่ โดยคาดการณ์ว่าจีดีพีปี 2022 ของรัสเซียจะหดตัวร้อยละ 6 จากที่เดิมคาดว่าจะหดตัวร้อยละ 8.5

แอนตอน ทาบัคห์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Expert RA กล่าวกับอัล จาซีรา ว่า มีสองปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจรัสเซียยังไปได้ดีประการแรก คือ การส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ที่มากขึ้น โดยเฉพาะพลังงาน ทางการรัสเซียคาดว่าจะมีรายได้จากการขายพลังงานในปีนี้มากกว่า 337 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 12 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2021 ถึงร้อยละ 31ส่วนปัจจัยที่สองคือ การใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มมากขึ้น

ขณะเดียวกัน สำหรับผู้ประกอบการชาวรัสเซียบางราย การคว่ำบาตรนั้นกลายเป็นแหล่งของโอกาสที่ไม่คาดคิด

นิโคไล ดูเนฟ รองประธาน Opora Russia ซึ่งเป็นสมาคมธุรกิจเอสเอ็มอีในรัสเซีย กล่าวว่า การแห่ถอนตัวของธุรกิจข้ามชาติยักษ์ใหญ่ นั้นเปิดโอกาสให้ธุรกิจภายในประเทศได้ขยายส่วนแบ่งตลาด โดยเฉพาะด้านอาหาร เครื่องสำอาง เครื่องแต่งกายการท่องเที่ยว และการก่อสร้าง

นอกจากนี้ ทาบัคห์กล่าวว่า ชาติที่ไม่ได้เป็นชาติตะวันตก ยังมีบทบาทสำคัญในยุทธศาสตร์รับมือการคว่ำบาตรของรัสเซียด้วย เช่น การเติบโตในภาคการผลิตเอเชียและตะวันออกกลาง ทำให้รัสเซียหาสินค้าทดแทนของตะวันตกได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม คำถามต่อจากนี้คือ แล้วเศรษฐกิจรัสเซีย จะสามารถเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างในระยะยาวได้อย่างไร และจะกลับมาสร้างเศรษฐกิจบนรากฐานใหม่ให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไร

คริส เดวอนเชอร์-เอลลิซผู้ก่อตั้ง Dezan Shira & Associatesบริษัทที่ปรึกษาการลงทุนทั่วเอเชีย เผยว่า มีสองปัจจัยสำคัญที่อาจเอื้อให้รัสเซีย อย่างแรกคือ รัสเซียครอบครองทรัพยากรธรรมชาติมหาศาลซึ่งสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง หากดูจากการจัดอันดับต่างๆ รัสเซียจะครองอันดับหนึ่ง สอง หรือไม่ก็สามในการครอบครองทรัพยากรสำคัญของโลก ตั้งแต่พลังงาน ไปจนถึงเพชรน้ำจืด สินแร่หายาก และแร่อื่นๆ อีก

ส่วนประการที่สอง แม้รัสเซียกำลังมีปัญหากับชาติตะวันตก แต่ในแง่ภูมิศาสตร์การเมือง ยากที่จะสามารถโดดเดี่ยวรัสเซียได้ เพราะรัสเซียยังมีมิตรมหาอำนาจอีกหลายราย เช่น จีนอินเดีย และอิหร่าน รวมถึงซาอุดีอาระเบียตุรเคีย บราซิล และหลายชาติในแอฟริกาที่ทรงอิทธิพลมากขึ้น

ดังนั้น เดวอนเชอร์-เอลลิซ จึงเชื่อว่า เมื่อชั่งดูแล้ว ดูเหมือนว่ารัสเซียน่าจะผ่านเรื่องนี้ไปได้นั่นเอง

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน7วันหน : จีนใจป้ำ ยกหนี้ให้ 17 ชาติแอฟริกา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/676127

คุยกัน7วันหน : จีนใจป้ำ ยกหนี้ให้ 17 ชาติแอฟริกา

คุยกัน7วันหน : จีนใจป้ำ ยกหนี้ให้ 17 ชาติแอฟริกา

วันอาทิตย์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.45 น.

จีน ซึ่งเป็นประเทศเจ้าหนี้เงินกู้รายใหญ่ที่สุดของชาติกำลังพัฒนาทั่วโลก ประกาศยกหนี้เงินกู้ปราศจากดอกเบี้ย 23 รายการให้กับประเทศในแอฟริกา 17 ประเทศพร้อมโยกเงินทุนสำรองกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF ของตน ไปให้กับชาติต่างๆในแอฟริกาด้วย

นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศและมนตรีแห่งรัฐของจีน ประกาศยกหนี้เงินกู้จำนวนดังกล่าวให้กับประเทศในแอฟริกา ในที่ประชุมความร่วมมือจีน-แอฟริกา เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แม้จะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดว่ายกหนี้เงินกู้จำนวนเท่าใดให้กับประเทศไหนบ้าง แต่เชื่อว่าเป็นหนี้เงินกู้ที่ปราศจากดอกเบี้ย 23 รายการให้กับประเทศในแอฟริกา 17 ประเทศ

ขณะที่ข้อมูลจากสถาบันศึกษาก้าวหน้าระหว่างประเทศ ของมหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปกินส์ ในสหรัฐฯ พบว่าตั้งแต่ปี 2000 จีนได้ประกาศยกหนี้เงินกู้ให้กับประเทศในแอฟริกาหลายรอบ เฉพาะในปี 2019 ก็ยกหนี้ไปจำนวนกว่า 3,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.2 แสนล้านบาท โดยเกือบทั้งหมดเป็นหนี้เงินกู้ระหว่างประเทศแบบไม่มีดอกเบี้ย ซึ่งแซมเบียได้ประโยชน์จากการยกหนี้ในรอบนี้มากที่สุด

อย่างไรก็ดี จีนยังไม่ได้พิจารณายกหนี้เงินกู้แบบผ่อนปรน (concessional loan) ที่มีระยะเวลาในการชำระเงินคืนยาวกว่าเงินกู้ทั่วไปและมีอัตราดอกเบี้ยต่ำมากและเงินกู้เพื่อการพาณิชย์ ซึ่งเป็นรูปแบบของเงินกู้ส่วนใหญ่ที่จีนให้กู้กับชาติในแอฟริกา แต่ได้มีการปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ให้กับประเทศลูกหนี้ในแอฟริกาเหล่านี้เพื่อลดผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางทั่วโลก รวมถึงธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด จนสุ่มเสี่ยงที่อาจทำให้ประเทศลูกหนี้เงินกู้หลายประเทศทั่วโลก ติดกับดักหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ต่างชาติได้ จนอาจเกิดการผิดนัดชำระหนี้มากเป็นประวัติการณ์ เพราะล้วนได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจมาตั้งแต่ก่อนโควิด-19 ระบาดแล้ว

ที่ผ่านมา จีนมักถูกหลายฝ่ายกล่าวหาว่า ความร่วมมือของจีนกับชาติแอฟริกาและประเทศยากจนในภูมิภาคอื่นๆ ทำให้เกิด “กับดักหนี้” ขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน จีนก็มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดข้อตกลงปลดหนี้ โดยร่วมมือกับประเทศในกลุ่ม G20 ชะลอการชำระหนี้ของลูกหนี้ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจจากการระบาดของโควิด-19

ก่อนหน้านี้ หวัง อี้ เคยเดินทางเยือน 3 ประเทศแอฟริกาตะวันออกและถือโอกาสนี้ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่า ความร่วมมือของจีนกับแอฟริกาทำให้เกิดกับดักหนี้ ยืนยันว่าโครงการเงินกู้และสินเชื่อที่จีนให้กับหลายชาติในแอฟริกานั้นก็เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่ได้เป็นเงื่อนไขแลกเปลี่ยน กับการอ่อนข้อทางการค้าและการทูตแก่จีนแต่อย่างใด และผู้ที่กล่าวหาเช่นนั้น เพราะไม่อยากเห็นแอฟริกามีการพัฒนา

นอกจากยกหนี้เงินกู้ปราศจากดอกเบี้ยให้ชาติในแอฟริกา จีนยังประกาศพร้อมโยกเงินทุนสำรองกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3.6 แสนล้านบาท ในกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ของตน ไปให้กับประเทศยากจนในแอฟริกา และภูมิภาคอื่นๆ ด้วย ระบุว่าเป็นไปตามนโยบายของ คริสตาลินาจอร์เจียวา ผู้อำนวยการ IMF ที่ต้องการให้ประเทศร่ำรวยช่วยเหลือประเทศยากจนมากขึ้น ด้วยการให้เงินกู้และเงินให้เปล่า

นอกจากนี้ จีนให้คำมั่นที่จะเสริมสร้างการค้ากับแอฟริกา และได้ทำข้อตกลงกับ 12 ประเทศในทวีปนี้เพื่อยกเลิกภาษี 98% ของผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาส่งออกไปยังจีน เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าแอฟริกา พร้อมทั้งย้ำว่า จีนจะยังคงให้ความช่วยเหลือด้านอาหาร เศรษฐกิจและการทหารแก่แอฟริกา เพิ่มเติมจากความช่วยเหลือในการต่อสู้กับโควิด-19 โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือเพื่อการพัฒนา จีนยังได้เสนอการลงทุนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในโครงการโครงสร้างพื้นฐานเพื่อตอกย้ำว่า ความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย ก็เพื่อความผาสุกของประชาชน ไม่ใช่การแข่งขันระดับประเทศใหญ่เพื่อผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์

ความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ของจีน สะท้อนความพยายามของจีนในการกระชับความสัมพันธ์กับบรรดาประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในแอฟริกา ซึ่งจีนมองว่า มีบทบาทสำคัญในโครงการ Belt and Road Initiative ซึ่งเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก ย้ายศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกไปทางทิศตะวันออก โดย หวัง อี้ ย้ำว่า จีนและแอฟริกายืนเคียงข้างกันเพื่อส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือด้านต่างๆ ไม่ใช่เพียงเพื่อหาพันธมิตรสร้างบรรยากาศสงครามเย็นแบบที่บางประเทศกำลังทำอยู่

เป็นที่ทราบกันดีว่า จีนและสหรัฐฯ กำลังแข่งกันสั่งสมและสร้างอิทธิพลไปทั่วโลก ขณะที่การประกาศยกหนี้ให้ประเทศในแอฟริกาของจีน เกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯกำลังตกต่ำดำดิ่งถึงขีดสุด จากการเดินทางเยือนไต้หวันของประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ และการที่จีนถือหางรัสเซียที่กำลังปฏิบัติการทางทหารในยูเครนขณะที่สหรัฐฯ ก็เคลื่อนไหวไม่น้อย โดย ลินดา โธมัส-กรีนฟิลด์เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ ได้เดินทางเยือนยูกันดาและกานาในสัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคม พร้อมกับขู่ประเทศในแอฟริกาว่าพวกเขาไม่สามารถค้าขายกับรัสเซียได้ เพราะจะละเมิดการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก

ส่วน แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ก็ไปเยือนแอฟริกาใต้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และรวันดาในเดือนนี้เช่นกัน เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางที่มุ่งลดความสัมพันธ์ระหว่างแอฟริกากับจีนและรัสเซีย

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน7วันหน : ออสเตรียยึดมั่นนโยบาย‘เป็นกลาง’ ท่ามกลางวิกฤตยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/674592

คุยกัน7วันหน : ออสเตรียยึดมั่นนโยบาย‘เป็นกลาง’  ท่ามกลางวิกฤตยูเครน

คุยกัน7วันหน : ออสเตรียยึดมั่นนโยบาย‘เป็นกลาง’ ท่ามกลางวิกฤตยูเครน

วันอาทิตย์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.21 น.

สำนักข่าวอัล จาซีรา รายงานว่าความขัดแย้งทางทหารระหว่างรัสเซียกับยูเครน ทำให้ยุโรปดูจะให้ความสำคัญเรื่องของนโยบายความเป็นกลางน้อยลงเรื่อยๆ จากความวิตกกังวลเรื่องความมั่นคงและภัยคุกคามจากรัสเซีย จนถึงกับทำให้สวีเดนและฟินแลนด์ สองชาติที่ยึดมั่นเป็นกลางด้านนโยบายความมั่นคง ประกาศเข้าร่วมภาคีองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต ขณะที่ชาติที่ดำรงความเป็นกลางสุดๆ ของยุโรปอย่างสวิตเซอร์แลนด์ ก็ขยับเข้าใกล้การเป็นสมาชิกนาโตมากขึ้น

แต่ออสเตรีย ดูเหมือนจะเป็นชาติเดียวของยุโรปในตอนนี้ ที่ยังรักษานโยบายเป็นกลางอย่างมั่นคงเหนียวแน่น แต่ในฐานะชาติสมาชิกอียู ซึ่งเป็นพันธมิตรกับนาโตในหลายมิติ ก็ทำให้ออสเตรียมีนโยบายด้านความมั่นคงที่ผูกติดกับอียูด้วย

ผู้สันทัดกรณีบางส่วน มองว่าออสเตรียได้ประโยชน์เรื่องความมั่นคงของประเทศอยู่แล้ว โดยไม่ต้องลงทุนเป็นสมาชิกนาโต และถึงความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน จะผ่านมาแล้วเกือบ 6 เดือนแต่ก็ยังไม่มีการพูดคุยเรื่องที่ออสเตรียจะพิจารณาเข้าเป็นสมาชิกนาโตอย่างจริงจังเลย

กว่าร้อยละ 80 ของชาวออสเตรีย ยังอยากที่อยู่นอกวงสมาชิกนาโต เช่นเดียวกับบรรดานักการเมืองทั้งฟากรัฐบาลและฝ่ายค้าน ก็ยึดมั่นนโยบายรักษาความเป็นกลางอย่างแข็งขันหนักแน่นโดยนายกรัฐมนตรี คาร์ล เนแฮมเมอร์เคยทวีตข้อความเมื่อเดือนมีนาคม ว่า อย่าแม้แต่จะคิดหากจะหยิบยกเรื่องความเป็นกลางของออสเตรียมาพูดคุย

โวล์ฟกัง พุสซ์ไต อดีตผู้ช่วยทูตด้านความมั่นคงของออสเตรียเผยกับอัล จาซีรา ว่า จากที่เคยสัมผัสประสบการณ์เลวร้ายในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายใต้กองทัพนาซี ทำให้แนวคิดเรื่องความเป็นกลางหยั่งรากฝังลึกในจิตใจของผู้คนชาวออสเตรีย นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1950 ความเป็นกลางดูจะผูกติดกับเสรีภาพของชาวออสเตรียไปแล้ว โดยเกิดขึ้นหลังจากออสเตรียถูกแบ่งพื้นที่ออกเป็นเขตหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ตามด้วยสหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส และสหภาพโซเวียต ลงนามในข้อตกลงรัฐออสเตรีย ที่บังคับให้ออสเตรียต้องประกาศสถานะเป็นกลาง และวางตัวเป็นรัฐกันชนระหว่างยุโรปตะวันออกและตะวันตก

คริสตอฟ ชวาร์ซ นักวิจัยแห่งสถาบันออสเตรียเพื่อยุโรปและนโยบายความมั่นคง กล่าวว่าชาวออสเตรียมองว่าความเป็นกลางมีผลต่อเศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงของประเทศ ที่ออสเตรียได้รับมาตลอด 60-70 ปีหลัง นโยบายนี้นอกจากทำให้ประเทศไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณด้านความมั่นคงหรือป้องกันประเทศมากเกินไปแล้ว ยังทำให้ออสเตรียเจริญรุ่งเรือง เพราะสามารถเข้าถึงการค้าขายและเทคโนโลยีของยุโรปตะวันตก พร้อมไปกับการค้าขายกับอดีตสหภาพโซเวียด และรัสเซียในเวลาต่อมาได้ในเวลาเดียวกัน รวมถึงการพึ่งพาด้านพลังงานจากรัสเซีย ที่ยังดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน

ชวาร์ซบอกด้วยว่า เพราะนโยบายวางตัวเป็นกลางตั้งแต่ช่วงสงครามเย็นและหลังสงครามเย็นสิ้นสุดลง ช่วยให้ออสเตรียยกระดับประเทศ กลายเป็นเวทีเจรจาระหว่างประเทศ เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างชาติตะวันตกกับตะวันออก โดย กรุงเวียนนาได้กลายเป็นที่ตั้งขององค์กรชั้นนำระหว่างประเทศจำนวนมาก ทั้งองค์กรพลังงานปรมาณูสากล หรือ IAEA องค์การความมั่นคงและความร่วมมือยุโรป หรือ OSCE และกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันดิบ หรือโอเปก

ชาวออสเตรียส่วนใหญ่เชื่อว่าการวางตัวให้ออสเตรียเป็นเวทีทางการทูต และกันชนระหว่างมหาอำนาจยุโรปตะวันตกและตะวันออก ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าถูกคุกคาม แถมยังช่วยเสริมด้านความมั่นคงปลอดภัยในประเทศด้วย

เมื่อเดือนเมษายน นายกรัฐมนตรีเนแฮมเมอร์ยังกลายเป็นผู้นำชาติตะวันตกคนแรกที่พบหารือกับประธานาธิบดีปูติน นับตั้งแต่รัสเซียทำสงครามบุกยูเครน หลักๆ คือเพื่อหวังตอกย้ำภาพลักษณ์ของออสเตรียว่าเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง แต่ เบนจามิน ชมิตต์นักวิเคราะห์การเมืองจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มองว่านโยบายเป็นกลางกำลังทำให้ออสเตรียวางตัวลำบากมากขึ้น และไม่ได้ช่วยให้ความขัดแย้งคลี่คลายลง

เจ้าหน้าที่ออสเตรียยืนยันว่า การวางตัวเป็นกลางของออสเตรีย ไม่ได้หมายถึงการนั่งดูความขัดแย้งอยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไร ออสเตรียทั้งเจรจากับปูติน ทั้งช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและเศรษฐกิจกับยูเครน เพียงแต่ไม่ได้ช่วยเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์เท่านั้น อีกทั้งออสเตรียก็ยังร่วมลงมติเห็นด้วยกับที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ที่ประณามรัสเซียที่ทำสงครามบุกยูเครนด้วย

ขณะเดียวกัน นอกจากลดความสัมพันธ์ด้านการทูต เศรษฐกิจและการค้ากับรัสเซียแล้ว ออสเตรียยังต้องลดการพึ่งพาด้านพลังงานจากรัสเซียตามแนวทางของอียู ปัจจุบัน ออสเตรียลดการนำเข้าก๊าซจากรัสเซียลงเหลือร้อยละ 50 จากเดิมร้อยละ 80ชี้ให้เห็นว่า การที่ต้องร่วมในนโยบายของอียู กำลังทำให้ออสเตรียทั้งเสียผลประโยชน์ และเสียหายในแง่ของการวางตัวเป็นกลาง และการเป็นเวทีเจรจาคลี่คลายความขัดแย้ง เพราะในตอนนี้ รัสเซียไม่มีทางมองออสเตรียว่าเป็นคนกลางเจรจาไกล่เกลี่ยแน่นอน อย่างน้อยก็ในรัฐบาลชุดนี้

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน7วันหน : ‘ชิพ’ สาเหตุที่สหรัฐฯ ไม่ทอดทิ้งไต้หวัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/673139

คุยกัน7วันหน : ‘ชิพ’  สาเหตุที่สหรัฐฯ ไม่ทอดทิ้งไต้หวัน

คุยกัน7วันหน : ‘ชิพ’ สาเหตุที่สหรัฐฯ ไม่ทอดทิ้งไต้หวัน

วันอาทิตย์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.15 น.

Channel News Asia รายงานว่า การเยือนไต้หวันของ แนนซี เพโลซี นอกจากประเด็นการเมืองโลกที่ถูกจับตามองอย่างมากแล้ว ยังมีอีกแง่มุมหนึ่งที่ใครหลายคนอาจมองข้าม นั่นคือ การพบกับ มาร์ก หลิว ประธานบริษัท TSMC ผู้ผลิตชิพรายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งเห็นได้ชัดว่า ตลาดชิพคอมพิวเตอร์นี่เอง ที่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่สหรัฐฯ ไม่ทอดทิ้งไต้หวัน

การเดินทางเยือนไต้หวันของเพโลซี เกิดขึ้นพร้อมกับความพยายามของสหรัฐฯ ที่จะโน้มน้าวบริษัท TSMC ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิพรายใหญ่ที่สุดในโลก ให้จัดตั้งฐานการผลิตในสหรัฐฯ และยุติการผลิตชิพขั้นสูงให้บริษัทจีน

บริษัท Taiwan Semiconductor Manufacturing Corporation หรือTSMC ของไต้หวัน คือ ผู้ผลิตชิพที่ล้ำหน้าที่สุดในโลก ผลิตโปรเซสเซอร์สำหรับบริษัทอเมริกัน อาทิ Apple และ Qualcomm โดยมีส่วนแบ่งในตลาดรับจ้างผลิตเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกกว่า 53%

เซมิคอนดักเตอร์ หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “ชิพ” เป็นส่วนสำคัญของอุปกรณ์สื่อสารในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั้งหมดที่อยู่ในชีวิตมนุษย์ พบในทั้งโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ รถยนต์ รวมถึงอาวุธล้ำสมัย และเครื่องบินขับไล่ทางการทหาร

การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของอินเตอร์เนต 5G ทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ สามารถเชื่อมต่อถึงกันได้ด้วยอินเตอร์เนต ด้วยเหตุนี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จึงเริ่มตระหนักในช่วงการบริหารของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่า บริษัทออกแบบเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐฯ เช่น Intel พึ่งพาซัพพลายเชนในเอเชียเป็นอย่างมาก ในการผลิตชิพของตัวเอง

ปัจจุบันมีเพียง TSMC ของไต้หวัน และ Samsung ของเกาหลีใต้ เท่านั้น ที่สามารถผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่ล้ำหน้าที่สุดได้ ซึ่งก็คือ ชิพขนาด 5 นาโนเมตร

อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนไต้หวันของสหรัฐฯ ในอดีต ขึ้นอยู่กับการต่อต้านการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์จีนของสหรัฐฯ เองและการต่อต้านของไต้หวันต่อการควบคุมของจีน แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เอกราชของไต้หวันได้กลายเป็นผลประโยชน์ทางการเมืองที่สำคัญต่อสหรัฐฯ เนื่องจากเกาะแห่งนี้ครองตลาดการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของโลก นั่นหมายความว่า เป้าหมายระยะยาวของจีนในการรวมกับไต้หวันอีกครั้งกำลังคุกคามผลประโยชน์ของสหรัฐฯ มากขึ้นเรื่อยๆ

ด้วยเหตุนี้เอง สหรัฐฯ จึงพยายามดึงดูด TSMC มายังสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตชิพในประเทศ โดยในปี 2021 ด้วยการสนับสนุนจากฝ่ายบริหารของประธานาธิบดี โจ ไบเดน TSMC เตรียมสร้างโรงงานในรัฐแอริโซนา โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2024

ขณะที่ ไบเดน ก็เพิ่งลงนามร่างกฎหมายชิพและวิทยาศาสตร์ (CHIPS and Science Act) ให้เงินอุดหนุนจากรัฐบาลจำนวน 52,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.87 ล้านล้านบาท สำหรับการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในสหรัฐฯ หากพวกเขาตกลงที่จะไม่ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงให้บริษัทจีนซึ่งหมายความว่า TSMC และบริษัทอื่นๆ อาจต้องเลือกระหว่างการทำธุรกิจในจีนและในสหรัฐฯ เนื่องจากต้นทุนการผลิตในสหรัฐฯ ถือว่าสูงเกินไป หากไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล

สมาชิกสภาสหรัฐฯ หลายคนเผยว่า ปกติแล้วจะไม่ผ่านร่างกฎหมายที่ให้เงินอุดหนุนมหาศาลแก่ภาคธุรกิจเช่นนี้ สาเหตุที่ผ่านให้เพราะเห็นว่า จีนและสหภาพยุโรป หรือ EU ได้ให้มาตรการจูงใจจำนวนมากแก่บริษัทชิพของตนเอง นอกจากนี้ ยังเป็นเรื่องความเสี่ยงด้านความมั่นคงของประเทศและปัญหาเรื่องห่วงโซ่อุปทานโลก ส่วนสภาส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและหอการค้าระหว่างประเทศจีนแถลงว่า กฎหมายสหรัฐฯ จะกระทบต่อเสถียรภาพห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมชิพทั่วโลก เพราะส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมกับจีนและประเทศอื่นๆ ที่มีอุตสาหกรรมชิพ ขัดขวางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและการเติบโตด้านนวัตกรรม นอกจากนี้ การที่สหรัฐฯ ให้เงินอุดหนุนมหาศาลแก่อุตสาหกรรมชิพในประเทศและลดหย่อนภาษีการลงทุนยังเป็นการเลือกปฏิบัติต่อบริษัทต่างชาติ และใช้อำนาจรัฐบาลบังคับเปลี่ยนแปลงหลักการแบ่งงานกันทำสากลในอุตสาหกรรมชิพด้วย

อนึ่ง กฎหมาย CHIPS ย่อมาจากคำว่า การสร้างแรงจูงใจที่เป็นประโยชน์ในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ (Creating Helpful Incentives to Produce Semiconductors) แม้สหรัฐฯ เป็นผู้คิดค้นเทคโนโลยีชิพ แต่ครองส่วนแบ่งตลาดโลกเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น เพราะกำลังผลิตส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในเอเชียตะวันออก ข้อมูลปี 2019 ระบุว่า ไต้หวันครองส่วนแบ่งตลาดโลกร้อยละ 20 เกาหลีใต้ ร้อยละ 19 ญี่ปุ่น ร้อยละ 17และจีน ร้อยละ 16

เป้าหมายหลักของสหรัฐฯ ดูเหมือนจะเป็นการยุติการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานในจีนหรือไต้หวัน สำหรับเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่และเทคโนโลยีพื้นฐาน ซึ่งรวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงที่จำเป็นสำหรับระบบ 5G และอาจรวมถึงเทคโนโลยีขั้นสูงอื่นๆ ในอนาคตด้วย

ดังนั้น การเยือนไต้หวันของเปโลซี จึงไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองโลกเท่านั้น หากแต่ไต้หวันยังมีความสำคัญใน“สงครามเทคโนโลยี” ระหว่าง2 มหาอำนาจโลกด้วย โดยเฉพาะการเป็นเจ้าตลาดของบริษัทไต้หวัน ทำให้เกาะแห่งนี้ มีความสำคัญทางภูมิศาสตร์การเมืองโลก ซึ่งน่าจะเพิ่มความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีน เกี่ยวกับสถานะของไต้หวัน

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน7วันหน : ‘เพโลซี’ เยือนไต้หวัน กระทบการแสวงหาพันธมิตรเอเชียของสหรัฐฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/671603

คุยกัน7วันหน : ‘เพโลซี’ เยือนไต้หวัน กระทบการแสวงหาพันธมิตรเอเชียของสหรัฐฯ

วันอาทิตย์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.27 น.

การเยือนไต้หวันของประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ นอกจากจะทำให้จีนแผ่นดินใหญ่ไม่พอใจ จนเปิดฉากซ้อมรบแบบจัดเต็มครั้งใหญ่รอบเกาะไต้หวัน ซึ่ง
น่าจะกระทบต่อชาวไต้หวันผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ไปอีกนานแล้ว ยังอาจบ่อนทำลายความพยายามตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่แสวงหาพันธมิตรในเอเชีย

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจ ไบเดนใช้เวลาหลายเดือนในการสร้างยุทธศาสตร์ทางการทูตและเศรษฐกิจในเอเชีย เพื่อรับมือกับอำนาจของจีน โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างพันธมิตร และแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ จะยังเกี่ยวข้องกับภูมิภาคเอเชียไปอีกนาน แต่การเยือนไต้หวันของนางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จะกลายเป็นสิ่งที่บ่อนทำลายความพยายามเหล่านั้น และทำให้ชาติพันธมิตรต่างสงสัยถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นตามมา

เพื่อรับรองสถานะพันธมิตร ก่อนหน้านี้ ผู้นำสหรัฐฯ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองทัพไปเจรจาถึงแผนการติดอาวุธให้แก่ออสเตรเลีย ด้วยเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ และริเริ่มข้อตกลงด้านเศรษฐกิจระดับภูมิภาค แต่การเยือนไต้หวันของเจ้าหน้าที่ระดับสูงสหรัฐฯ ถือเป็นการยั่วยุจีนโดยไม่จำเป็น และสร้างความสับสนให้แก่กลุ่มพันธมิตรของสหรัฐฯ ที่พยายามจะหาวิธีรับมือกับอำนาจทางการทหารและอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีน

ขณะเดียวกัน พันธมิตรสหรัฐฯ ในเอเชียส่วนใหญ่ยังคงนิ่งเฉยกับเรื่องการเยือนไต้หวันของนางเพโลซี ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พวกเขาน่าจะรู้สึกเหมือนถูกทิ้งให้อยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่เลวร้าย

นอกจากนี้ นิวยอร์กไทมส์ ยังระบุด้วยว่า ความจริงเรื่องที่ว่า แนวทางการตอบโต้จีนกลายเป็นประเด็นร้อนที่เถียงกันในสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงอำนาจที่เพิ่มขึ้นของจีน และการลังเลของรัฐบาลสหรัฐฯ ก็เป็นสัญญาณที่แย่และส่งผลลบต่อสถานะด้านการทูตระหว่างสหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาคเอเชียด้วย

นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ประธานาธิบดียุน ซอค-ยอล ของเกาหลีใต้เป็นผู้นำรัฐบาลเพียงคนเดียว ในกลุ่มประเทศแถบเอเชีย-แปซิฟิก ที่นางเพโลซีเดินทางไปเยือน แต่ไม่ได้พบกับตัว ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้แถลงว่า นายยุนอยู่ระหว่างการลาพักร้อนซึ่งคาบเกี่ยวกับกำหนดการเดินทางของนางเพโลซี แต่ทั้งสองได้หารือกันทางโทรศัพท์แทนแล้ว

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า การที่นายยุนเลี่ยงที่จะพบกับนางเพโลซี ซึ่งเป็นหนึ่งในนักการเมืองทรงอิทธิพลสุดของสหรัฐฯ เสี่ยงที่จะเพิ่มความเสียหายต่อตัวเขาและรัฐบาล เกาหลีใต้

ดู ย็อง คิม นักวิชาการในกรุงโซลกล่าวว่า ภาพที่ออกมาดูแย่มาก สามารถทำให้รัฐบาลสหรัฐฯตั้งคำถามอย่างจริงจังเกี่ยวกับศักยภาพของนายยุนในการเดินไปด้วยกัน ที่จะเป็นผู้เล่นที่แข็งแกร่งของ “ทีมประชาธิปไตย”และศักยภาพในการยืนหยัดรับมือกับจีน

อย่างไรก็ตาม ยัง ซอง-ฮัม นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยยอนไซในกรุงโซลมองว่า แม้การที่นายยุนตลอดจนรัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีใต้ ไม่ได้ต้อนรับนางเพโลซีที่มาเยือน อาจถูกมองว่าเป็นการผิดมารยาททางการทูต แต่เขาเชื่อว่า เรื่องนี้จะไม่ทำลายความเป็นพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ เพราะในช่วงเวลาที่นางเพโลซีสร้างเรื่องในไต้หวัน ทำเนียบประธานาธิบดีไต้หวันอาจต้องการออกห่างจากความขัดแย้งทางการเมืองใดๆ โดยเฉพาะกับจีนแผ่นดินใหญ่ และอย่าลืมว่าอย่างไรเสีย นางเพโลซีก็เป็นเพียงผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองอันดับสามของสหรัฐฯ เรื่องนี้คงไม่กระทบนายยุนมากนัก หากไม่ได้มาต้อนรับเธอด้วยตนเอง

สำหรับพันธมิตรหลักๆ ของสหรัฐฯ ในเอเชีย ประกอบไปด้วย ออสเตรเลีย, เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นโดยก่อนหน้านี้ ออสเตรเลียก็เคยมีประเด็นกับจีน กรณีที่ออกมาเรียกร้องให้ตรวจสอบเรื่องแหล่งกำเนิดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งจีนก็ตอบโต้ด้วยการออกคำสั่งห้ามนำเข้าไวน์ ล็อบสเตอร์ และถ่านหินจากออสเตรเลียทันที ในขณะที่เกาหลีใต้ ก็ยังคงถูกจีนคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกรณีที่อนุญาตให้สหรัฐฯ นำระบบป้องกันขีปนาวุธมาติดตั้งในประเทศเมื่อปี 2017 ส่วนญี่ปุ่นนั้นดูเหมือนจะเป็นประเทศพันธมิตรที่สนับสนุนกลยุทธ์ต่อต้านจีนของสหรัฐฯ มากที่สุด

แต่ทุกประเทศที่ว่ามา ต่างก็ไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีน เพิ่มขึ้น เนื่องจากไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ต่างก็มีจีนเป็นคู่ค้าทางเศรษฐกิจที่สำคัญทั้งสิ้น

การไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างจีนกับไต้หวัน ที่ถูกจุดชนวนโดยการมาเยือนของนางเพโลซี จึงเป็นสิ่งเดียวที่ประเทศในเอเชียทำได้ในตอนนี้

เพราะปัญหาปากท้องของประชาชนในประเทศตนเอง น่าจะเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญมากกว่า หากการค้าชายกับจีนได้รับผลกระทบ มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ที่อยู่ไกลแสนไกล (และกำลังลำบากเองอยู่ไม่น้อย) คงไม่สามารถมาช่วยเหลือเรื่องพลิกฟื้นเศรษฐกิจให้พวกเขาได้มากนัก

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน7วันหน : ยุโรปชะงักช่วยยูเครน ท่ามกลางความวิตกขาดแคลนก๊าซ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/670033

คุยกัน7วันหน : ยุโรปชะงักช่วยยูเครน ท่ามกลางความวิตกขาดแคลนก๊าซ

วันอาทิตย์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.20 น.

แผนการส่งความช่วยเหลือแก่ยูเครน มูลค่ากว่า 9,000 ล้านยูโรของสหภาพยุโรป หรืออียู ยังคงชะงักงัน เหตุยังตกลงเรื่องรายละเอียดความช่วยเหลือไม่ได้ ขณะที่อียูเองก็กำลังกระอัก หลายประเทศหวั่นก๊าซสำรองไม่เพียงพอในช่วงฤดูหนาวหากไม่มีก๊าซของรัสเซีย

เป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้ว นับตั้งแต่การประชุมผู้นำสหภาพยุโรป หรืออียู ที่บรรดาผู้นำได้ตกลงที่จะให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่ยูเครนมูลค่า 9,000 ล้านยูโร ในรูปแบบของเงินกู้ฉุกเฉิน หลังยูเครนต้องเผชิญกับการรุกรานของรัสเซีย แต่ปรากฏว่าจนถึงขณะนี้มาตรการช่วยเหลือยังกล่าวยังไม่คืบหน้า ยังไม่มีเงินถึงมือยูเครนแม้แต่ยูโรเดียว อันเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่อียูยังไม่สามารถตกลงเรื่องรายละเอียดความช่วยเหลือได้ ตอนนี้เพิ่งตกลงเรื่องรายละเอียดต่างๆ ได้เพียง 1 ใน 9 ของมาตรการความช่วยเหลือทั้งหมด ทำให้รัฐบาลยูเครนหวั่นวิตกมากขึ้น เพราะประเทศกำลังต้องการเงินอย่างเร่งด่วน อย่างน้อยๆ เดือนละ 5,000 ล้านยูโร เพื่อนำมาใช้บูรณะประเทศและกอบกู้เศรษฐกิจที่กำลังย่อยยับจากการถูกรัสเซียโจมตี แม้ตอนนี้จะยังพอมีเงินทุนสำรองจากธนาคารกลาง หรือแบงก์ชาติของยูเครนเอง แต่เม็ดเงินก็ร่อยหรอลงเรื่อยๆ จนรัฐมนตรีคลังยูเครนต้องออกมาเตือนว่า หุ้นส่วนของยูเครนในยุโรปควรหาทางออกเรื่องการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่ยูเครนโดยเร็ว เพราะยูเครนจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือทางการเงินขนานใหญ่ก่อนถึงสิ้นปีนี้

อย่างไรก็ดี ถึงตอนนี้ รัฐมนตรีคลังของบรรดาชาติสมาชิกอียู เพิ่งอนุมัติแผนการเบิกจ่ายเงินเพียง 1,000 ล้านยูโร จากทั้งหมดที่ให้คำมั่นไว้ 9,000 ล้านยูโร เพื่อสนับสนุนด้านการเงินให้แก่ยูเครน โดยเงินส่วนที่เหลือของวงเงิน 9,000 ล้านยูโร ยังไม่ได้รับการเบิกจ่ายเงินเพราะบางประเทศสมาชิกกำลังถกกันว่า ยูเครนสามารถลงนามกู้เงินระยะยาวได้หรือไม่ และยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะใช้วิธีระดมเงินช่วยเหลือในกลุ่มชาติสมาชิกอียูอย่างไร อีกทั้งยังเกิดความกังวลในบางชาติสมาชิกว่าอาจมีการทุจริตคอร์รัปชั่นเกิดขึ้น การพิจารณาความช่วยเหลือจึงยังล่าช้า แม้หากนับรวมวงเงินมูลค่า 1,200 ล้านยูโร ที่ได้รับการเบิกจ่ายเงินเมื่อต้นปีนี้ ยูเครนจะได้รับเงินช่วยเหลือจากอียู ไปแล้วรวม 2,200 ล้านยูโรก็ตาม

สิ่งหนึ่งที่สร้างความกังวลให้กับอียู ก็คือ การระดมเงินช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจแก่ยูเครน เกิดขึ้นในช่วงที่อียูเองก็กำลังเผชิญความยากลำบากทางเศรษฐกิจจากปัญหาเงินเฟ้อ น้ำมันและสินค้าจำเป็นราคาแพงและขาดแคลน เพราะได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครนกันถ้วนหน้า ทำให้ เปาโล เจนติโลนี กรรมาธิการด้านเศรษฐกิจ หรือรัฐมนตรีคลังของอียู ยอมรับว่า รัฐบาลประเทศต่างๆ มีภาระหน้าที่ที่ต้องช่วยเหลือดูแลประชาชนพลเมืองในประเทศตนเองก่อน โดยเฉพาะกลุ่มคนรายได้ต่ำที่ได้รับผลกระทบจากราคาอาหารและน้ำมันพุ่งสูงขึ้นในปัจจุบัน

ที่น่ากังวลไปกว่านั้น คือช่วงฤดูหนาวอันโหดร้ายของยุโรปที่กำลังคืบหน้าใกล้เข้ามา ท่ามกลางความวิตกกังวลของหลายชาติ ในประเด็นปริมาณก๊าซสำรองในประเทศที่อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ผ่านพ้นฤดูหนาวอันหฤโหดไปได้โดยที่ไม่ต้องซื้อก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย ที่ตอนนี้ ประกาศลดปริมาณส่งก๊าซลงเหลือเพียงร้อยละ 20 จากปริมาณความจุทั้งหมด โดยตัวแทนรัสเซีย ได้ระบุถึงสาเหตุว่า เป็นปัญหาด้านเทคนิคที่เกิดจากมาตรการคว่ำบาตรของสหภาพยุโรป จึงทำให้กังหัน ที่เป็นชิ้นส่วนสำคัญในท่อส่งก๊าซที่ถูกส่งไปซ่อม ไม่สามารถส่งคืนมายังรัสเซียได้ตามกำหนด จนตอนนี้หลายประเทศในยุโรปเริ่มออกมาตรการประหยัดไฟกันยกใหญ่ ทั้งในเยอรมนีและฝรั่งเศส

นับตั้งแต่รัสเซียเปิดปฏิบัติการรุกรานยูเครนในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปพุ่งสูงขึ้น แตะระดับเหนือกว่า 3,600 ดอลลาร์ต่อ 1,000 ลูกบาศก์เมตร สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ในช่วงต้นเดือนมีนาคม แม้ยูเครนและประเทศยุโรปตะวันออกบางชาติ ในนั้นรวมถึงโปแลนด์ เรียกร้อง EU แบนนำเข้าก๊าซธรรมชาติรัสเซีย แต่จนถึงตอนนี้ อียู ยังไม่อาจนำมาตรการนี้มาใช้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เนื่องจากบรรดาชาติสมาชิกมีความเห็นแตกแยกกันในประเด็นนี้ ท่ามกลางคำเตือนซ้ำๆของหลายชาติสมาชิกว่า การหยุดจ่ายอุปทานก๊าซของรัสเซียจะก่อความเสียหายใหญ่หลวงแก่เศรษฐกิจของพวกเขา

ล่าสุด ผลกระทบเงินเฟ้อรุนแรง ยังทำให้แมคโดนัลด์ สหราชอาณาจักร ประกาศปรับราคาชีสเบอร์เกอร์ขึ้นร้อยละ 20 เป็น 1.19 ปอนด์ หลังคงราคา 99 เพนซ์หรือ 43 บาทมานาน 14 ปี ทำให้ฟาสต์ฟู้ดยักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกันกลายเป็นบริษัทล่าสุดที่ตัดสินใจผลักภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภคท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพของประเทศที่พุ่งสูงขึ้นในรอบหลายสิบปีโดยเมื่อเดือนที่แล้ว เงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรแตะระดับร้อยละ 9.4 สูงสุดในรอบ 40 ปี และคาดว่าจะขยับขึ้นเป็นเลข 2 หลักเร็วๆ นี้ ท่ามกลางราคาพลังงานที่พุ่งสูง จากผลกระทบของวิกฤตยูเครน-รัสเซีย

แน่นอนว่า หากเศรษฐกิจในประเทศยังไม่ดี แล้วจะเจียดเงินไปช่วยเหลือยูเครนทำไม สู้นำเงินที่มีอยู่อย่างจำกัดช่วยประชาชนของตัวเองก่อนไม่ดีกว่าหรือ

ยูเครนจึงต้องรอคอยความช่วยเหลือทางการเงินต่อไป ด้วยประการฉะนี

โดย ดาโน โทนาลี