คุยกัน7วันหน : รู้จักทฤษฎี‘การแทนที่ครั้งใหญ่’ ล้างสมองหนุ่มอเมริกันสังหารหมู่คนผิวดำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/655014

คุยกัน7วันหน : รู้จักทฤษฎี‘การแทนที่ครั้งใหญ่’  ล้างสมองหนุ่มอเมริกันสังหารหมู่คนผิวดำ

วันอาทิตย์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.10 น.

เจ้าหน้าที่ตำรวจสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบถึงแรงจูงใจการก่อเหตุสลดในเมืองบัฟฟาโลรัฐนิวยอร์ก ที่นายเพย์ตันเกนดรอน หนุ่มอเมริกันผิวขาว วัย 18 ปี บุกกราดยิงในร้านขายของชำ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 10 ศพ ก่อนจะยอมมอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ โดยมีเบาะแสสำคัญ คือ แถลงการณ์ความยาว 180 หน้าของนายเกนดรอน ซึ่งภายในเต็มไปด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับทฤษฎีการแทนที่ครั้งใหญ่ (The Great Replacement) ที่เป็นทฤษฎีที่กลุ่มชาตินิยมผิวขาวในแถบอเมริกาเหนือ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ยึดถือ

ดร.ลอว์เรนซ์ โรเซนทัล ประธานและหัวหน้าทีมวิจัยศูนย์ฝ่ายขวาศึกษาเบิร์กลีย์ อธิบายกับสำนักข่าว Reuters ถึงทฤษฎีการแทนที่ครั้งใหญ่ว่า “เป็นแนวคิดของประชากรผิวขาวในอเมริกาเหนือ รวมถึงสหรัฐฯ และในยุโรป ว่าด้วยการถูกแทนที่ประชากรด้วยชนกลุ่มน้อย ผ่านการอพยพเข้าประเทศ” ผู้คนที่เชื่อในทฤษฎีนี้จะมองว่า อำนาจผลประโยชน์และสิทธิของพวกเขา กำลังถูกพรากไปและมอบให้กับชนกลุ่มน้อย ที่เข้ามาอาศัยในประเทศในฐานะผู้อพยพ เป็นการโทษความยากลำบากที่พวกเขาเผชิญว่า เป็นเพราะชนกลุ่มน้อยขโมยสิ่งเหล่านั้นไปจากพวกเขา

ทฤษฎีการแทนที่ครั้งใหญ่ หรือ Great Replacement Theory เชื่อว่ามีรากฐานมาจากกลุ่มชาตินิยมในฝรั่งเศส ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ผ่านงานเขียนของ เรอโน กามู ที่เชื่อว่าหากไม่ทำอะไรสักอย่าง ผู้อพยพจากแอฟริกาและตะวันออกกลางจะทำให้เผ่าพันธุ์ยุโรปดั้งเดิมถึงกาลอวสาน

แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้อย่างรุนแรงในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นนโยบายหลักของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่ต่อต้านกลุ่มผู้อพยพที่ไม่ใช่คนผิวขาว โดยเฉพาะชาวยิวที่ทำให้ชาวยิวถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ถึง 6 ล้านคนนอกจากนี้ทฤษฎี The Great Replacement ยังถูกนักการเมืองฝ่ายขวาที่มีแนวคิดชาตินิยมนำมาใช้ในการหาเสียง ซึ่งเหตุกราดยิงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะพบว่าผู้ก่อเหตุเป็นผู้ที่ศึกษาทฤษฎี The Great Replacement อย่างจริงจัง และมีการเผยแพร่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นตามโซเชียลมีเดียหรือเว็บบอร์ดเฉพาะกลุ่ม ซึ่งมีผู้ติดตามมากขึ้นเรื่อยๆ

สันนิบาตต่อต้านการหมิ่นประมาท ชี้ว่า กลุ่มชาตินิยมผิวขาวในสหรัฐฯ และในต่างประเทศเชื่อว่าชาวยิวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการอพยพของประชากรที่ไม่ใช่ผิวขาว ซึ่งเป็นแนวคิดที่ผิด และก่อให้เกิดทัศนคติเหยียดชาวยิว

ดร.โรเซนทัล ชี้ว่า ทฤษฎีการแทนที่ครั้งใหญ่เชื่อมโยงกับเหตุกราดยิงและสังหารหมู่หลายครั้งในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการสังหารหมู่คนผิวดำในโบสถ์รัฐเซาท์แคโรไลนา เมื่อปี 2015 การโจมตีมัสยิดมุสลิมในเมืองไครสต์เชิร์ชของนิวซีแลนด์เมื่อปี 2019 ไปจนถึงการเดินขบวนเพื่อเอกภาพของชาวเมืองชาร์ลอตส์วิลล์ รัฐเวอร์จิเนียในปี 2017 ที่พวกเขาเดินขบวนและตะโกนว่า “ชาวยิวจะต้องไม่แทนที่เรา”

ดร.โรเซนทัล ชี้ว่า รัฐบาลและภาคประชาสังคมจำเป็นต้องควบคุมจัดการทฤษฎีการแทนที่ครั้งใหญ่ และแนวคิดที่อันตรายอื่นๆ ไม่ให้แพร่กระจายไปยังคนรุ่นใหม่ ซึ่งปัจจุบันการเผยแพร่นั้นง่ายมากผ่านสังคมออนไลน์ พร้อมชี้ว่า ผู้ก่อเหตุในเมืองบัฟฟาโล อาจถูกล้างสมองจากการเสพคอนเทนต์เกี่ยวกับทฤษฎีนี้ผ่าน YouTube และอัลกอริทึมของสังคมออนไลน์ ก็จะนำเสนอเรื่องแบบนี้ให้เขาเห็นมากขึ้น

ในส่วนของทางคดี ตำรวจระบุว่า เพย์ตัน เกนดรอน มือปืนวัย 18 ปี มาจากเมืองเล็กๆในรัฐนิวยอร์ก ที่มีประชากรผิวขาวมากถึง 96% เขาเพิ่งเรียนจบโรงเรียนมัธยมปลายเมื่อปี 2021ซึ่งการแพร่ระบาดของโควิด-19ทำให้ช่วง 18 เดือนสุดท้ายของการเรียน เขาต้องเรียนผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งอาจจะเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เขาถลำลึกลงไปในการเสพข้อมูลที่สร้างความเกลียดชัง และเพื่อนร่วมชั้นเรียนก็บอกว่าเขามีนิสัยเก็บตัวและไม่ค่อยพูดกับใคร

เมื่อบ่ายวันเสาร์ที่แล้ว (14 พฤษภาคม) เพย์ตันสวมเสื้อเกราะกันกระสุน หมวกนิรภัย และมีอาวุธครบมือ ทั้งปืนไรเฟิลและปืนสั้นอัตโนมัติ ขับรถจากบ้านในเมืองคอลลินส์ รัฐนิวยอร์กนานหลายชั่วโมง เพื่อตั้งใจเดินทางมายังย่านคนผิวดำในเมืองบัฟฟาโล รัฐนิวยอร์ก ทันทีที่ลงจากรถ เขายิงคนในลานจอดรถ แล้วเข้าไปภายในซูเปอร์มาร์เก็ตก่อนกราดยิงพร้อมถ่ายทอดสดผ่านทางออนไลน์ไปด้วย ผ่านกล้องติดบนหมวกนิรภัย ในจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บทั้ง 13 คน มีถึง 11 คน ที่เป็นคนผิวดำหรือชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน

ไบรอน บราวน์ นายกเทศมนตรีเมืองบัฟฟาโลระบุว่า มือปืนจงใจที่จะสังหารคนผิวดำให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากเอกสาร 180 หน้าที่เขียนเกนดรอนระบุว่า ตนเป็นพวกเหยียดผิว และเชื่อว่าคนผิวขาวกำลังถูกกำจัดเพราะอัตราการเกิดที่ลดลง สวนทางกับอัตราการเกิดของคนผิวดำที่เพิ่มขึ้นจึงเลือกที่จะลงมือก่อเหตุในเมืองบัฟฟาโล เพราะพบว่าเป็นย่านที่มีคนผิวดำอาศัยอยู่มากที่สุด และอยู่ใกล้ที่พักของเขามากที่สุด แม้จะต้องลงทุนขับรถมาไกลถึง3 ชั่วโมงครึ่ง เพื่อมาก่อเหตุกราดยิงก็ตาม โดยมาดูลาดเลาไว้ก่อน

นั่นทำให้ เลติเธีย เจมส์ อธิบดีอัยการรัฐนิวยอร์กกล่าวว่า มือปืนที่ก่อเหตุน่าจะเป็นผู้ป่วยทางจิต ที่เกิดมาจากการบริโภคข้อมูลข่าวสารที่สร้างความเกลียดชังทุกวันนั่นเอง

คุยกัน7วันหน : มิยาโกะ-ก็อตแลนด์ สองเกาะต้องปรับตัวรับภัยคุกคาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/653508

คุยกัน7วันหน : มิยาโกะ-ก็อตแลนด์  สองเกาะต้องปรับตัวรับภัยคุกคาม

วันอาทิตย์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.20 น.

เกาะเล็กๆ ในจังหวัดโอกินาวาทางตอนเหนือของญี่ปุ่น อยู่ในสภาพเตรียมความพร้อมทางทหารทั้งด้านเจ้าหน้าที่และอาวุธยุทโธปกรณ์ ท่ามกลางความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออก จนชาวบ้านกังวลผลกระทบจากสงครามและการเผชิญหน้า เช่นเดียวกับเกาะอีกแห่งของสวีเดน ที่กลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในทะเลบอลติก ขณะที่สวีเดนกำลังเตรียมความพร้อมเรื่องความเป็นไปได้ในการเข้าเป็นสมาชิกองค์กรสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต

เกาะเล็กๆ อย่างเกาะมิยาโกะ ในจังหวัดโอกินาวาของญี่ปุ่นแห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของสนามกอล์ฟนอกชายฝั่งเต็มไปด้วยแนวปะการังอุดมสมบูรณ์ และมีพื้นที่ให้ชาวบ้านทำการเกษตร อย่างการปลูกเมลอนและอ้อย แต่ตอนนี้ เกาะมิยาโกะเต็มไปด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างเครื่องยิงขีปนาวุธ และกำลังพลของกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นที่เตรียมความพร้อมรับมือภัยคุกคามจากจีน เนื่องจากเกาะมิยาโกะ ตั้งอยู่ห่างจากไต้หวันเพียง 249 กิโลเมตร และห่างจากเกาะที่ไม่มีคนอยู่อาศัยในทะเลจีนใต้เพียง 200 กิโลเมตร อันถือเป็นพื้นที่ความขัดแย้งสำคัญในน่านน้ำทะเลจีนใต้กับจีน

นั่นทำให้เกาะมิยาโกะ ที่มีสนามบินขนาดใหญ่ 2 แห่งและท่าเรืออีก 1 แห่งกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงสำคัญที่เป็นเหมือนหน้าด่านหากความขัดแย้งในภูมิภาคกับจีนเกิดปะทุขึ้นเพราะเครื่องยิงขีปนาวุธบนเกาะแห่งนี้สามารถเล็งเป้าไปยังเรือของจีนที่แล่นเข้า-ออกน่านน้ำทางตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกได้

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นก่อนถึงวันที่ 15 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันครบรอบ 50 ปีที่สหรัฐฯ คืนเกาะแห่งนี้ให้กับญี่ปุ่น แต่เป็นช่วงที่สถานการณ์การเผชิญหน้าในภูมิภาคตึงเครียดมากยิ่งขึ้นผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นบนเกาะมิยาโกะ บอกว่ากำลังพล700 นาย เตรียมความพร้อมตลอดเวลาเพื่อรับมือภัยคุกคามหรือการเผชิญหน้าและหวังที่เพิ่มกำลังพลเข้ามาประจำการบนเกาะเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปกป้องดินแดน

อย่างไรก็ดี ชาวบ้านบางส่วนบนเกาะมิยาโกะ ที่ทุกวันพฤหัสบดีจะนัดกันออกมารวมตัวประท้วงตามท้องถนนและด้านนอกฐานทัพ เพื่อเรียกร้องให้ปิดฉากทัพแห่งนี้ ย้ายกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ออกไปจากเกาะ เพราะพวกเขาต้องการมีชีวิตอยู่อย่างสงบ และเกรงว่าหากยังมีกิจกรรมทางทหารบนเกาะต่อไป ที่นี่และจังหวัดโอกินาวาทั้งหมด ก็อาจกลายเป็นด่านหน้าของการเผชิญหน้าทางทหารครั้งใหม่กับจีน และชาวบ้านอาจถูกลูกหลงได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง เช่นเดียวกับเกษตรกรผู้ปลูกเมลอนรายหนึ่งบอกว่า ยิ่งมีกำลังพลและอาวุธบนเกาะมากขึ้นเท่าไหร่ ที่นี่ก็ยิ่งตกเป็นเป้าโจมตีจากจีนได้ง่ายมากขึ้นเพราะจีนอยู่ห่างออกไปเพียง 600 กิโลเมตร อยากให้ถอนกำลังพลและอาวุธออกไป แต่ก็คิดว่าเป็นเรื่องยากส่วนหนึ่งก็เพราะชาวบ้านบางส่วนได้ประโยชน์จากการมีอยู่ของฐานทัพทั้งในเรื่องที่อยู่อาศัย และการจ้างงานที่ได้จากฐานทัพ

รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีฟุมิโอะ คิชิดะ ต้องอาศัยการสนับสนุนจากชาวบ้านในโอกินาวา ในการผลักดันโครงการก่อสร้างฐานทัพเพิ่มเติมในพื้นที่ เพื่อเป็นหลักประกันด้านความมั่นคงให้กับญี่ปุ่น แต่ก็เป็นประเด็นที่ทำให้ชาวโอกินาวาต้องปวดหัวเรื่องฐานทัพสหรัฐฯในพื้นที่ เพราะผลสำรวจความเห็นชาวโอกินาวา 812 คน จากสถานีโทรทัศน์ NHK เมื่อเดือนมีนาคมพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 56 ต่อต้านฐานทัพสหรัฐฯ แต่เมื่อสอบถามชาวบ้านกว่า 1,115 คน ในจังหวัดอื่นที่ไม่ใช่โอกินาวา กลับพบว่าแค่ 1 ใน 4 ของชาวบ้านเท่านั้นที่ต่อต้านฐานทัพแห่งนี้

ส่วนที่อีกฟากหนึ่งของโลก สวีเดนแห่งยุโรปเหนือ……

รัฐบาลสวีเดนเพิ่มการลาดตระเวนและกิจกรรมทางทหารบนเกาะก็อตแลนด์ เกาะยุทธศาสตร์สำคัญในทะเลบอลติก หลังจากที่เคยถอนกำลังทหารออกจากเกาะที่ใหญ่ที่สุดของประเทศแห่งนี้ไปตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน ช่วงการล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียต โดยในตอนนี้ กองทัพสวีเดนได้ส่งกำลังทหารไปประจำการบนเกาะ ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างทางทหาร และประจำการอาวุธยุทโธปกรณ์ซึ่งรวมถึงขีปนาวุธจากพื้นสู่อากาศ เป็นภาพที่แปลกตาจากหลายปีที่ผ่านมา ที่เกาะก็อตแลนด์แห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวและตากอากาศสำคัญของชาวสวีเดนมากกว่ามีความสำคัญเรื่องจุดยุทธศาสตร์

เกาะก็อตแลนด์มีความยาว 170 กิโลเมตร เป็นเกาะใหญ่ที่สุดในของสวีเดนในทะเลบอลติก กลายมาเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ไปโดยปริยาย เนื่องจากตั้งอยู่ห่างจากที่ตั้งกองเรือในทะเลบอลติกของกองทัพเรือรัสเซีย ในเมืองคาลินินกราดเพียง 300 กิโลเมตรสวีเดนเริ่มกลับมาฟื้นกิจกรรมทางทหารบนเกาะแห่งนี้ อันเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเสริมกำลังด้านความมั่นคงและปกป้องประเทศ นับตั้งแต่รัสเซียผนวกภูมิภาคไครเมียของยูเครน เข้าเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของตนเองในปี 2014

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครนในเวลานี้ยิ่งทำให้สวีเดนกังวลและเพิ่มกิจกรรมทางทหารบนเกาะก็อตแลนด์มากขึ้นเพราะมีการคาดการณ์จากหลายฝ่ายว่า รัสเซียอาจจะเข้ามายึดหรือผนวกเกาะก็อตแลนด์ในทะเลบอลติกแห่งนี้เพื่อหวังควบคุมและมีอิทธิพลเหนือประเทศริมทะเลบอลติกได้ทั้งหมด หลังจากที่รัสเซียเคยยึดเกาะแห่งนี้ในช่วงสั้นๆ เมื่อปี 1808 ซึ่งเป็นช่วงที่ฟินแลนด์ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของซาร์แห่งรัสเซียนานนับศตวรรษ

ความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้เกิดขึ้นขณะที่รัฐบาลสวีเดนและฟินแลนด์กำลังเตรียมความพร้อมและพิจารณาอย่างรอบด้าน ก่อนตัดสินใจว่าจะเข้าเป็นสมาชิกขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโตโดยผู้นำของฟินแลนด์และสวีเดนจะประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับแผนสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกของนาโตในช่วงกลางเดือนนี้

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน7วันหน : วันแห่งชัยชนะ สำคัญต่อรัสเซียอย่างไร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/651990

คุยกัน7วันหน : วันแห่งชัยชนะ สำคัญต่อรัสเซียอย่างไร

วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.22 น.

วันที่ 9 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันที่รัสเซียจะเฉลิมฉลองวันแห่งชัยชนะ หรือ Victory Day ปีนี้ก็เช่นกันท่ามกลางการจับตาเป็นพิเศษหลังรัสเซียมีปฏิบัติการทางทหารในยูเครน วันนี้สำคัญอย่างไรต่อรัสเซีย

วันที่ 9 พฤษภาคม เป็นวันที่รัสเซียจะมีกิจกรรมพิเศษทุกปี ด้วยการจัดการสวนสนามของกองทัพที่จัตุรัสแดงในกรุงมอสโก และในหลายเมืองทั่วรัสเซียเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะของรัสเซียต่อกองทัพนาซีเยอรมนีในปี 1945

ภายใต้ยุคของประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน “วันแห่งชัยชนะ”ได้กลายเป็นการแสดงความแข็งแกร่งของกองทัพและอาวุธยุทโธปกรณ์ ให้ชาวรัสเซียและผู้คนทั่วโลกได้เห็น ตลอดจนเพื่อเป็นการแสดงความรำลึกถึงความเสียสละในช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2 ซึ่งทหารของสหภาพโซเวียตเสียชีวิตมากถึง 27 ล้านคน และรัสเซียเรียกสงครามนี้ว่า “มหาสงครามแห่งความรักชาติ”

ส่วนในปีนี้ การเฉลิมฉลองนั้นยังมีความสำคัญเพิ่มอีก เพราะรัสเซียมีปฏิบัติการทางทหารในยูเครนตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กรมทหารที่มีบทบาทสำคัญในปฏิบัติการดังกล่าวจะสวนสนามต่อหน้าผู้นำกองทัพและประธานาธิบดีปูติน ในโอกาสนี้ประธานาธิบดีปูตินจะมีการกล่าวสุนทรพจน์กลางจัตุรัสแดง โดยที่ผ่านมา ผู้นำรัสเซียจะใช้โอกาสนี้ในการส่งสารมายังประชาคมโลกด้วย จึงเป็นที่จับตาว่าในปีนี้เขาจะสื่ออะไร ท่ามกลางวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน

สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า การสวนสนามเนื่องในวันแห่งชัยชนะนั้นฟื้นฟูขึ้นมาโดยประธานาธิบดีบอริส เยลต์ซินในปี 1995 แต่นับตั้งแต่ปี 2008 ภายใต้การนำของประธานาธิบดีปูติน ซึ่งในตอนนั้น เขายังเป็นเพียงนายกรัฐมนตรี วันแห่งชัยชนะได้กลายเป็นการแสดงยุทโธปกรณ์ทางทหารด้วย นอกจากนี้อัตลักษณ์ของรัสเซียยังถูกสร้างสรรค์ด้วยเรื่องของวันแห่งชัยชนะ ทั้งในตำราเรียนและหนังสือประวัติศาสตร์ โดยมุ่งเน้นการฉายภาพว่ารัสเซีย คือผู้ปลดปล่อยยุโรปในช่วงสงคราม

สำหรับการเฉลิมฉลองในปีนี้ชาติยุโรปอ้างว่า ผู้นำรัสเซีย จะใช้โอกาสนี้ในการประกาศสงครามกับยูเครนอย่างเป็นทางการ หรือการเคลื่อนพลครั้งใหญ่แต่ เซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียปฏิเสธเรื่องดังกล่าวแล้ว

เมื่อปี 2014 ที่รัสเซียผนวกแคว้นไครเมีย ประธานาธิบดีปูตินได้กล่าวสุนทรพจน์ในวันแห่งชัยชนะเกี่ยวกับการปราบลัทธิฟาสซิสต์ ก่อนที่จะบินไปยังเมืองท่าเซวาสโตโพล ที่ทะเลดำเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะนี้ต่อผู้คนหลายพันและยังมีการเฉลิมฉลองการผนวกแคว้นไครเมียในวันแห่งชัยชนะด้วย

บรรดานักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า สำหรับการเฉลิมฉลองในปีนี้ เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลและกองทัพรัสเซียจำเป็นต้องทำอะไรบางอย่าง อาจจะเป็นการยึดเมืองมาริอูโปลทั้งหมดให้ได้ และมีการย้ำถึงการปราบลัทธินาซีและการปลอดทหารของยูเครน นอกจากนี้กองทัพรัสเซียอาจประกาศปราบกองกำลังอาซอฟ ซึ่งรัสเซียมองว่าเป็นกลุ่มนาซีก็เป็นได้

ขณะเดียวกัน การสวนสนามที่จัตุรัสแดง ยังเป็นโอกาสในการแสดงแสนยานุภาพทางการทหารของรัสเซีย ในการโชว์อาวุธใหม่ล่าสุด เช่นในปี 2015 ได้มีการแสดงรถถังอาร์มาตาT-14 อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าในปีนี้ จะมีการจัดแสดงยุทโธปกรณ์น้อยลงจากปีที่แล้ว จากการที่รัสเซียมีปฏิบัติการทางทหารในยูเครน แต่ก็ยังจะมีทหารเข้าร่วมสวนสนามกว่าหนึ่งหมื่นคนและการแสดงยุทโธปกรณ์ 129 รายการซึ่งอาจว่าน่าจะเป็นรถถังรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง T-80BVM และระบบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน Pantsir-S1 ส่วนการแสดงทางอากาศ จะมีเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ 77 ลำ

มีรายงานด้วยว่า รัสเซียจะส่งเครื่องบินบัญชาการ “อัลยูชิน-80”(il-80) ซึ่งมีฉายาว่า Doomsday หรือ วันสิ้นโลก มาร่วมบินบนท้องฟ้าด้วยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2010 โดยมีการนำมาบินซ้อนแล้วในวันที่ 4 พฤษภาคมที่ผ่านมา นักวิเคราะห์มองว่า il-80ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นฐานบัญชาการเคลื่อนที่ระหว่างเกิดสงครามนิวเคลียร์ จะถูกใช้เป็นคำเตือนถึงชาติตะวันตก ที่กำลังพยายามช่วยเหลือยูเครนต่อต้านการรุกรานจากรัสเซีย ขณะที่มอสโกระบุเป็นนัยมาตลอดว่า อาจตัดสินใจใช้อาวุธนิวเคลียร์หากความเป็นประเทศของพวกเขาถูกคุกคาม

โอลกา อิริสโซวา นักวิเคราะห์กล่าวว่า การสื่อสารเกี่ยวกับวันแห่งชัยชนะนั้น พุ่งโดยตรงไปที่ชาวรัสเซียเพราะเป็นการเล่าเรื่องของสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ชาวรัสเซียส่วนใหญ่มีอารมณ์ร่วม เนื่องจากเกือบทุกคนจะมีคนในครอบครัวที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่สอง ส่วน เจมส์ นิกซีย์ผู้อำนวยการโครงการรัสเซีย-ยูเรเซียของ Chatham House เชื่อว่า อาจมีการประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ เพราะรูปแบบของวันนี้ถูกกำหนดไว้สำหรับประกาศความยิ่งใหญ่ของรัสเซียให้นานาประเทศและคู่ขัดแย้งรับรู้ จึงเชื่อว่า ปูตินจะใช้วันดังกล่าวแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อปลุกระดมชาวรัสเซียและเพื่อประกาศถึงความสำเร็จในการใช้ปฏิบัติการทางทหารกับยูเครน ไปจนถึงการเพิ่มระดับความรุนแรงในการโจมตี

อีกด้านหนึ่ง นักวิเคราะห์อาวุโสของรัสเซีย เปิดเผยว่า ปูตินมีตัวเลือกมากมายที่อยากลงมือทำ แต่การประกาศสงครามอาจเป็นไปได้ยากขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน ไม่ได้ประกาศสงครามกับรัสเซียอย่างเป็นทางการ และใช้กฎอัยการศึกในยูเครนเมื่อการรุกรานของรัสเซียเริ่มขึ้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์ จึงมีความเป็นไปได้ที่ปูตินจะทำเพียงการประกาศเพิ่มกองกำลังของรัสเซีย ซึ่งก็ยิ่งทำให้เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำลงไปอีก

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์อื่นๆ ยังมองว่า ในวันแห่งชัยชนะ ปูตินอาจเลือกทำอย่างอื่น นอกเหนือจากการประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ เช่น ประกาศยึดดินแดนของลูฮันสก์และโดเนตสก์ในยูเครนตะวันออก ประกาศควบคุมเมืองมาริอูโปล ฯลฯแต่ก็ยังเป็นเรื่องยากที่จะคาดการณ์ว่าประธานาธิบดีรัสเซียคนนี้มีแผนจะทำอะไร เพราะการตัดสินใจทั้งหมดขึ้นอยู่กับชายคนนี้คนเดียว

ขณะเดียวกัน แม้รัสเซียมีการเฉลิมฉลองวันแห่งชัยชนะทั่วประเทศ แต่หลายประเทศเพื่อนบ้านที่เคยอยู่ในสหภาพโซเวียตนั้นให้ความสำคัญต่อวันนี้น้อยลง เช่นที่ยูเครน มองว่าวันนี้ควรเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าวมากกว่าการเน้นย้ำเรื่องชัยชนะ ขณะที่คาซัคสถานได้ยกเลิกการสวนสนามเนื่องในวันแห่งชัยชนะเป็นปีที่สามติดต่อกันแล้ว ส่วนลัตเวียประกาศว่าปีนี้จะเปลี่ยนวันที่ 9 พฤษภาคม เป็นวันรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในยูเครนแทน

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน7วันหน : รัฐสภาสหรัฐฯ อนุมัติ ฟื้นกฎหมายยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วยยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/650663

คุยกัน7วันหน : รัฐสภาสหรัฐฯ อนุมัติ  ฟื้นกฎหมายยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วยยูเครน

วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (28 เม.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น อนุมัติร่างกฎหมายที่มีชื่อว่า “กฎหมายให้ยืมและให้เช่าเพื่อการป้องกันประชาธิปไตยยูเครนปี 2022” ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 417 ต่อ 10 เสียง หลังจากเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน วุฒิสภาสหรัฐฯ ได้ลงมติผ่านร่างกฎหมายเดียวกันนี้ ด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ ไม่มีเสียงคัดค้านแม้แต่เสียงเดียว ทำให้ร่างกฎหมายนี้ผ่านการอนุมัติจากทั้ง 2 สภา หรือสภาคองเกรส เรียบร้อยแล้ว และจะถูกส่งต่อไปยังประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ให้ลงนามผ่านเป็นกฎหมายโดยสมบูรณ์

ประโยชน์ของกฎหมายนี้คือจะช่วยให้สหรัฐฯ สามารถส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ทางการทหารให้แก่ยูเครนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์ส ระบุว่า การผ่านร่างกฎหมายดังกล่าว เป็นการฟื้นกฎหมาย “ให้ยืมและให้เช่า” ที่เคยใช้ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือเมื่อ 80 ปีก่อน และสามารถช่วยให้เอาชนะ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์”ผู้นำกองทัพนาซีเยอรมนีมาแล้วในสงครามโลกครั้งที่ 2

ภายใต้กฎหมายนี้ สหรัฐฯ จะสามารถให้ยืมหรือให้เช่าอาวุธยุทโธปกรณ์แก่ประเทศพันธมิตร ในกรณีนี้คือการช่วยประเทศต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากปฏิบัติการของรัสเซียในยูเครน นอกจากจะช่วยยูเครนแล้ว ยังสามารถช่วยประเทศอื่นๆ อย่างโปแลนด์ และประเทศยุโรปตะวันออกอื่นๆ ได้ด้วย กฎหมายนี้จะอนุญาตให้บริษัทต่างๆ ของสหรัฐฯ สามารถจัดส่งสิ่งจำเป็นต่างๆ เพิ่มเติมให้แก่ประเทศพันธมิตรได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องรอขั้นตอนทางราชการ

กฎหมายฉบับนี้ ยังจะอนุญาตให้สหรัฐฯ สามารถจัดส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ให้แก่ยูเครนได้เลยตั้งแต่บัดนี้ โดยให้เลื่อนการจ่ายเงินตามข้อกำหนดทางด้านเทคนิคออกไปก่อนได้ทำให้โดยสาระสำคัญแล้ว ก็คือการให้ยุทโธปกรณ์แก่รัฐบาลยูเครนนั่นเองซึ่งการอนุมัติดังกล่าว หลังจากปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครนเข้าสู่เดือนที่ 3 แล้ว สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ หวังว่า กฎหมายนี้จะใช้ได้ผลเหมือนเมื่อ 80 ปีก่อน

แนนซี เปโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ กล่าวก่อนหน้าการลงมติว่า สงครามกำลังดำเนินอยู่ ทุกนาทีมีค่า กฎหมายที่แข็งแกร่งนี้ หมายถึงความแตกต่างระหว่างชีวิตที่อยู่รอดปลอดภัยกับชีวิตที่สูญเสียไป

ขณะที่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ ยื่นขอสภาคองเกรส ออกกฎหมายงบประมาณเพิ่มเติมมูลค่า 33,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.13 ล้านล้านบาท เพื่อให้ความช่วยเหลือยูเครนในด้านการทหาร, เศรษฐกิจ และมนุษยธรรม ตลอดหลายเดือนข้างหน้า ชี้ว่า แม้ราคาของการต่อสู้นี้ไม่ใช่ถูกๆ แต่การยอมแพ้จะมีราคามากกว่านั้น สหรัฐฯ ต้องเลือกว่าจะสนับสนุนชาวยูเครนที่กำลังต่อสู้เพื่อปกป้องประเทศของตัวเอง หรือยืนอยู่เฉยๆ ในขณะที่รัสเซียเดินหน้ารุกยูเครนต่อไป พร้อมย้ำว่าเขาต้องการกฎหมายนี้เพื่อสนับสนุนยูเครนในการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ

ไบเดนแจกแจงเพิ่มเติมว่า มาตรการความช่วยเหลือใหม่นี้จะมอบปืนใหญ่, ยานพาหนะหุ้มเกราะ, ระบบต่อต้านรถถังและต่อต้านอากาศยานเพิ่มเติมแก่กองทัพยูเครน เช่นเดียวกับช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ซึ่งรวมถึงด้านอาหาร น้ำดื่ม ยาและเวชภัณฑ์จำเป็น และที่หลบภัยสำหรับชาวยูเครนที่ต้องพลัดถิ่นเพราะสงคราม โดยเป้าหมายคือการแก้ปัญหาเร่งด่วนของทั้งกองทัพและชาวยูเครน เพื่อช่วยประเทศเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบความมั่นคงระยะยาว

อย่างไรก็ตาม แม้ไบเดนจะใช้ถ้อยคำรุนแรงกับรัสเซีย แต่เขายังยืนยันว่า สหรัฐฯ ไม่ได้กำลังโจมตีรัสเซีย เพียงแต่ต้องการช่วยยูเครนปกป้องตนเองจากการรุกรานของรัสเซียเท่านั้น

การของบประมาณจากสภาคองเกรสก้อนล่าสุดของไบเดน มีขึ้นในขณะที่รัสเซียเริ่มการโจมตีพื้นที่ใหม่ในภาคตะวันออกของยูเครน และรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเตรียมให้การช่วยเหลือยูเครนต่อต้านการรุกรานจากรัสเซียในระยะยาว เป็นชุดมาตรการความช่วยเหลือมากกว่าที่เคยให้ก่อนหน้านี้และมากกว่างบประมาณความช่วยเหลือทางทหารและมนุษยธรรมมูลค่า 13,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่สภาคองเกรสอนุมัติเมื่อเดือนก่อนเกิน 2 เท่า

ซาราห์ สมิธ บรรณาธิการด้านอเมริกาเหนือ ของสำนักข่าวBBC มองว่า การที่ผู้นำสหรัฐฯ ขอให้สภาคองเกรสอนุมัติเงินจำนวนมหาศาลให้กับยูเครน มากกว่าสองเท่าของที่สหรัฐฯ ใช้ไปกับการจัดหายุทโธปกรณ์ทางทหารและให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ยูเครน เพราะต้องการแสดงให้เห็นว่าเขาไม่กลัวคำขู่ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ที่ระบุว่า จะตอบโต้ชาติที่แทรกแซงในยูเครนแบบสายฟ้าฟาด ซึ่งถูกคาดว่าอาจจะเป็นการใช้ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง หรือว่าอาวุธนิวเคลียร์ โดยผู้นำสหรัฐฯ มองว่า คำขู่ดังกล่าวเป็นการแสดงความสิ้นหวังของรัสเซียที่ตระหนักถึงความล้มเหลวของตัวเองในปฏิบัติทางทหารในยูเครน

ขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ พยายามชี้ให้ประชาชนเห็นว่าการช่วยเหลือยูเครนไม่ใช่ถูกๆ แต่การไม่ทำอะไรเลยนั้นมีราคาแพงกว่า และเผยแผนการจะอนุญาตให้ทางการสหรัฐฯ ไม่เพียงแต่จะแช่แข็งทรัพย์สินมหาเศรษฐีและผู้มีอำนาจชาวรัสเซียในสหรัฐฯ เท่านั้นแต่ยังสามารถยึดและเอามาขายเพื่อทดแทนค่าใช้จ่ายช่วยเหลือยูเครน

อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวที่มีแนวโน้มว่าจะได้รับการสนับสนุนจากสภาคองเกรส สร้างความกังวลแก่ชาวอเมริกันจำนวนหนึ่งที่มองว่าเป็นการละเมิดเสรีภาพมากเกินไป นอกจากนี้ ทรัพย์สินที่รัฐบาลสหรัฐฯ วางแผนจะยึด ก็ไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายของจำนวนเงินเพิ่มเติม ที่ทำเนียบขาวต้องการใช้เพื่อสนับสนุนความพยายามในการทำสงครามของยูเครนเช่นกัน

คุยกัน7วันหน : เปิดขั้นตอน-ข้อกำหนด การใช้อาวุธนิวเคลียร์ของรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/649214

คุยกัน7วันหน : เปิดขั้นตอน-ข้อกำหนด  การใช้อาวุธนิวเคลียร์ของรัสเซีย

วันอาทิตย์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.10 น.

เว็บไซต์สถานีโทรทัศน์ อัล จาซีรา รายงานว่า แม้ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ปูติน ของรัสเซีย ได้สั่งการให้กองกำลังนิวเคลียร์เตรียมพร้อมขั้นสูง และในช่วงสัปดาห์นี้ เขายังกล่าวว่า ศัตรูของรัสเซียจะต้องคิดใหม่ หลังรัสเซียทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปที่สามารถติดหัวรบนิวเคลียร์ได้อย่างน้อย 10 หัว เป็นผลสำเร็จ แต่การที่รัสเซียจะใช้อาวุธนิวเคลียร์นั้น มีขั้นตอนในการสั่งการเช่นกัน

ในเอกสารปี 2020 ที่เรียกว่า “หลักการพื้นฐานของนโยบายสหพันธรัฐรัสเซียว่าด้วยการป้องปรามนิวเคลียร์”กำหนดว่า ประธานาธิบดีรัสเซียคือผู้ตัดสินใจเรื่องการใช้อาวุธนิวเคลียร์ โดยจะมีกระเป๋าหิ้วใบเล็กที่เรียกว่า Cheget อยู่ใกล้ตัวประธานาธิบดีตลอดเวลา เพื่อให้ผู้นำรัสเซียสามารถเชื่อมต่อกับศูนย์บัญชาการและเครือข่ายควบคุมกองกำลังยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ได้ อย่างไรก็ตาม ใน Cheget นั้นไม่ได้มีปุ่มกดปล่อยอาวุธนิวเคลียร์ แต่เป็นเครื่องส่งสัญญาณคำสั่งไปยังศูนย์บัญชาการทหารกลาง หรือคณะเสนาธิการทหาร

หลังจากนั้น เสนาธิการทหารของรัสเซียเป็นผู้ที่จะเข้าถึงรหัสในการปล่อยอาวุธนิวเคลียร์ โดยมีสองวิธีการในการส่งหัวรบนิวเคลียร์

1.การส่งรหัสอนุญาตไปยังผู้บัญชาการที่ควบคุมอาวุธนั้น และผู้บัญชาการจะเป็นผู้ดำเนินการปล่อย

2.ระบบแบ๊กอัพ ที่เรียกว่า Perimetr ซึ่งจะอนุญาตให้เสนาธิการทหารสามารถสั่งการปล่อยขีปนาวุธจากภาคพื้นดินได้ด้วยตนเองโดยตรง ไม่สั่งการผ่านกองบัญชาการใดๆ

สำหรับคำสั่งของประธานาธิบดีปูตินที่ให้กองกำลังป้องปราม ซึ่งดูแลอาวุธนิวเคลียร์ เฝ้าระวังขั้นสูงนั้น กระทรวงกลาโหมของรัสเซียกล่าวว่า กองกำลังขีปนาวุธทางยุทธศาสตร์ กองเรือตอนเหนือและแปซิฟิก รวมถึงศูนย์ปฏิบัติการการบินพิสัยไกล ได้เตรียมความพร้อมยกระดับการประจำการสู้รบ ด้วยการเสริมกำลังพล

พาเวล พอดวิก นักวิจัยจากสถาบันวิจับปลดอาวุธนิวเคลียร์ของสหประชาชาติระบุว่า คำสั่งนี้อาจหมายถึงการให้ศูนย์ปฏิบัติการนิวเคลียร์ และระบบควบคุมเริ่มปฏิบัติงาน โดยเฉพาะการเปิดช่องทางในการสื่อสาร สำหรับคำสั่งที่อาจมาในท้ายที่สุด หรืออาจหมายความถึงแค่การสั่งขยายการประจำการของเจ้าหน้าที่ด้านอาวุธนิวเคลียร์เท่านั้น

ขณะที่ “หลักการพื้นฐานว่าด้วยการป้องปรามนิวเคลียร์” กำหนด 4 สภาพการณ์ที่ชอบธรรมสำหรับการใช้อาวุธนิวเคลียร์ คือ

1.เมื่อมีการใช้อาวุธนิวเคลียร์ หรืออาวุธทำลายล้างต่อรัสเซียหรือชาติพันธมิตรรัสเซีย

2.เมื่อมีข้อมูลชี้ว่า มีการยิงขีปนาวุธแบบทิ้งตัว หรือ ballistic missile พุ่งเป้ามาที่รัสเซีย หรือพันธมิตรของรัสเซีย

3.เมื่อมีการโจมตีที่สำคัญของรัฐบาลหรือพื้นที่ทางการทหาร ที่ถือว่าบั่นทอนศักยภาพของกองกำลังนิวเคลียร์ของรัสเซียในการตอบโต้ภัยคุกคาม

4.เมื่อมีการใช้อาวุธแบบดั้งเดิมโจมตีรัสเซียซึ่งทำให้การดำรงอยู่ของรัฐนั้นตกอยู่ในภาวะอันตราย

สมาพันธ์นักวิทยาศาสตร์อเมริกัน คาดการณ์ว่า รัสเซียมีหัวรบนิวเคลียร์จำนวน 5,977 หัวรบ มากกว่าชาติใดในโลกในจำนวนนี้ 1,588 หัวรบเข้าประจำการแล้วและพร้อมใช้งาน ขีปนาวุธของรัสเซียสามารถยิงได้จากพื้นดิน เรือดำน้ำ และเครื่องบิน ส่วนการทดสอบขีปนาวุธ ICBM ชื่อ Sarmat ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกในสัปดาห์นี้นั้น สำนักข่าวทาสส์ของรัสเซียรายงานว่า จะเริ่มมีการส่งมอบให้กองกำลังนิวเคลียร์ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้

ทั้งนี้ แม้รัสเซียจะมีหัวรบนิวเคลียร์มากที่สุด แต่ที่ผ่านมา รัสเซียยังไม่เคยใช้อาวุธนิวเคลียร์ในสงครามใด ขณะที่จนถึงทุกวันนี้ โลกมีการใช้อาวุธนิวเคลียร์เพียงครั้งเดียวคือในปี 1945 ในช่วงท้ายของสงครามโลกครั้งที่สอง ที่สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมา และนางาซากิของญี่ปุ่น

คุยกัน7วันหน : ไบเดนเครียด เหตุเงินเฟ้อสูงสุด-ราคาพลังงานพุ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/647825

คุยกัน7วันหน : ไบเดนเครียด เหตุเงินเฟ้อสูงสุด-ราคาพลังงานพุ่ง

วันอาทิตย์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คะแนนนิยมของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ตกลงไปอยู่ที่ 41% ในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ดีสำหรับพรรคเดโมแครตที่ต้องการรักษาที่นั่งในสภาคองเกรส ในการเลือกตั้งกลางเทอมปลายปีนี้

ผลสำรวจความเห็นของรอยเตอร์ส-อิปซอส ล่าสุดพบว่า คะแนนความเห็นชอบของประธานาธิบดีไบเดนล่าสุดอยู่ที่41% มากกว่าช่วงกลางเดือนมีนาคม ซึ่งอยู่ที่ 40% ซึ่งอยู่ในระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เขาดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ มาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 40 ปี เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาคือหนึ่งในความเสียหายหลักสำหรับไบเดนและพรรคเดโมแครต ซึ่งกำลังจะเข้าสู่ฤดูกาลเลือกตั้ง โดยคนอเมริกันกำลังประสบความยากลำบากเพราะราคาพลังงานและอาหารพุ่งสูงขึ้น เป็นผลพวงมาจากสงครามในยูเครน

ผลสำรวจยังพบว่า ชาวอเมริกันต้องการให้ไบเดนให้ความสำคัญกับปัญหาเศรษฐกิจเป็นอันดับแรก และ 27% ระบุว่า เศรษฐกิจคือ
ปัญหาที่สำคัญที่สุดของสหรัฐฯในเวลานี้ ขณะเดียวกัน ผลสำรวจยังพบว่า ชาวอเมริกัน 53% ไม่เห็นชอบกับผลการทำงานของนายไบเดน และเพียงหนึ่งในสี่เท่านั้น ที่เชื่อว่าประเทศกำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง

รอยเตอร์ส-อิปซอส ได้สำรวจชาวอเมริกันทั่วประเทศ 1,005 คน เป็นผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครต 444 คน และรีพับลิกัน 369 คนและมีการคาดการณ์ว่า พรรคเดโมแครตจะสูญเสียการควบคุมสภาผู้แทนราษฎร และอาจสูญเสียการควบคุมวุฒิสภาในการเลือกกลางเทอมเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งจะส่งผลให้การผ่านร่างกฎหมายต่างๆ ของรัฐบาลไบเดนประสบความยากลำบากมากขึ้น

อย่างไรก็ดี ประธานาธิบดีรายนี้พยายามกล่าวโทษไปที่ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน และการรุกรานที่ก่อความปั่นป่วนแก่ตลาดพลังงานโลก โดยอ้างว่า ราคาที่เพิ่มขึ้นในเดือนมีนาคม 70% มาจากการขึ้นราคาเบนซินของปูตินแม้กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ระบุว่ามันคิดเป็นสัดส่วนราวๆ เกือบครึ่งหนึ่งเท่านั้น

ขณะเดียวกัน เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ไบเดนได้เผยแผนการที่จะขยายการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพกับน้ำมันเบนซินในสัดส่วนที่สูงขึ้นตลอดจนฤดูร้อนนี้ เพื่อแก้ปัญหาราคาพลังงานแพง และลดการพึ่งพาแหล่งพลังงานต่างชาติ

มาตรการดังกล่าวจะทำให้ชาวอเมริกันสามารถยังซื้อน้ำมัน E15 ซึ่งเป็นน้ำมันเบนซินที่มีส่วนผสมเอทานอล 15% ได้ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน ไปจนถึง 15 กันยายนโดยน้ำมัน E15 มีราคาต่ำกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงราว 10 เซ็นต์เท่านั้น และมีความหนาแน่นของพลังงานต่ำกว่า ซึ่งหมายความว่า แม้จะต้องเติมน้ำมันมากขึ้น แต่ก็จะสามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้บ้าง

มาตรการนี้มีขึ้นหลังการถกเถียงกันภายในทำเนียบขาวมาหลายสัปดาห์ เพราะแต่เดิม สหรัฐฯแบนการใช้น้ำมัน E15 ในช่วงฤดูร้อนเพราะกังวลว่าจะทำให้เกิดหมอกควันท่ามกลางอากาศร้อนแต่สถานการณ์ในยูเครน และการคว่ำบาตรภาคพลังงานของรัสเซีย ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินนั้นพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ซึ่งอ่อนไหวต่อพรรคเดโมเครตในการเลือกตั้งกลางเทอมจนทำให้รัฐบาลไบเดนต้องประกาศปล่อยขายน้ำมันดิบจากคลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ของชาติ จำนวน 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็นเวลาหกเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อช่วยแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพง

คุยกัน7วันหน : วิกฤตยูเครนดันให้ตะวันออกกลาง ร่วมมือกันมากขึ้น-ไม่หวังพึ่งสหรัฐฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/645221

คุยกัน7วันหน : วิกฤตยูเครนดันให้ตะวันออกกลาง  ร่วมมือกันมากขึ้น-ไม่หวังพึ่งสหรัฐฯ

วันอาทิตย์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.15 น.

เซาท์ไชนามอร์นิ่งโพสต์ สื่อออนไลน์ฮ่องกงรายงานว่า ในขณะที่สหรัฐฯ ละสายตาจากตะวันออกกลางเพื่อไปจัดการกับรัสเซียที่กำลังทำสงครามในยูเครนแบบอีรุงตุงนังอยู่ในขณะนี้ พันธมิตรของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางปฏิเสธที่จะตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับรัสเซีย สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วน ในการป้องกันไม่ให้อิหร่านมีบทบาทในภูมิศาสตร์การเมือง หลังอิหร่านใกล้บรรลุข้อตกลงกับชาติตะวันตก ในการรื้อฟื้นข้อตกลงนิวเคลียร์ ซึ่งหลายชาติกังวลว่า อาจจะทำให้อิหร่านแข็งแกร่งขึ้น

มหาอำนาจตะวันตกเห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของอิหร่าน ที่จะถอนกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน ออกจากรายชื่อกลุ่มผู้ก่อการร้าย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านในปี 2015 ขณะที่สหรัฐฯ ต้องการการยืนยันจากอิหร่านว่าจะลดกิจกรรมทางทหารในตะวันออกกลาง และไม่โจมตีชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นการประนีประนอมทางการทูตที่ทำให้อิสราเอลโกรธเคือง ความกังวลนี้กลายเป็นประเด็นหลัก ในการประชุมที่อิสราเอลเป็นเจ้าภาพเมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว โดยมีรัฐมนตรีต่างประเทศของบาห์เรน อียิปต์จอร์แดน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือยูเออี รวมถึงแอนโทนี บลิงเคนรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เข้าร่วมด้วย

ยูซุฟ เอริม นักวิเคราะห์การเมืองในตุรกี กล่าวว่ากระแสการปรองดองที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2020 ระหว่างอิสราเอล ตุรกี และรัฐอาหรับ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมนิกายสุหนี่ ได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดในอนาคต นานาประเทศในภูมิภาคนี้เข้าใจดีว่าสหรัฐฯ อาจออกห่างจากชาติตะวันออกกลางในทศวรรษหน้าหรือสองปีข้างหน้า เนื่องจากสหรัฐฯ มุ่งความสนใจไปที่จีนและรัสเซีย ซึ่งทำให้ประเทศตะวันออกกลางจะต้องแก้ปัญหาในภูมิภาคด้วยตัวเอง

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ พยายามอย่างหนักเพื่อสร้างความมั่นคงและโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจแบบใหม่ในภูมิภาคนี้ ผ่านการเป็นพันธมิตรพหุภาคีที่มีสหรัฐฯ เป็นจุดศูนย์กลาง อย่างข้อตกลงอับราฮัม ซึ่งลงนามเมื่อเดือนตุลาคม 2020 ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพันธมิตรของสหรัฐฯ อย่าง อิสราเอล และสี่ชาติอาหรับ ได้แก่ บาห์เรน โมร็อกโก ซูดาน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กลับมาเป็นปกติเป็นครั้งแรก

สหรัฐฯ ยังสนับสนุนให้อิสราเอลและตุรกี ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตและความมั่นคงที่ครั้งหนึ่งเคยใกล้ชิดกันด้วย แม้มีความแตกต่างอย่างลึกซึ้งในประเด็นปาเลสไตน์ แต่อิสราเอลและตุรกีสนับสนุนฝ่ายเดียวกัน คือ อาเซอร์ไบจานในวิกฤตขัดแย้งกับอาร์เมเนีย ในปี 2020

แต่ความพยายามในการสร้างสายสัมพันธ์ทางการทูตไม่คืบหน้านัก จนกระทั่งรัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครน โดยไอแซค เฮอร์ซอก ประธานาธิบดีอิสราเอล เยือนตุรกี เมื่อวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อพูดคุยกับทายยิป แอร์โดอัน ผู้นำตุรกี ซึ่งกลายเป็น “การเริ่มต้นความสัมพันธ์ครั้งใหม่” ระหว่างสองประเทศ

แทนที่จะสนับสนุนชาติตะวันตก เพื่อยับยั้งประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ผู้นำตุรกีและอิสราเอล กลับนำความพยายามทางการทูตเป็นตัวกลางช่วยไกล่เกลี่ยวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน ขณะที่ซาอุดีอาระเบียและยูเออี ปฏิเสธสหรัฐฯ และพันธมิตรที่เรียกร้องให้เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการคว่ำบาตรของต่อรัสเซียซึ่งทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น

จอร์จิโอ คาเฟียโร ที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงทางการเมืองในสหรัฐฯ กล่าวว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ เช่น ยูเออี ซาอุดีอาระเบีย อียิปต์ และอิสราเอล ต่างกระชับความสัมพันธ์กับรัสเซีย และไม่อยากตัดสัมพันธ์เพื่อเอาใจสหรัฐฯ ส่วน เอริม นักวิเคราะห์จากตุรกี กล่าวว่า “ผู้ขับเคลื่อน” ของมหาอำนาจตะวันออกกลางเปลี่ยนไปในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา โดยหวนสู่ระบบการเมืองที่ยึดการกระทำมากกว่าอุดมการณ์ ซึ่งนำความสัมพันธ์ระหว่างอธิปไตยกับอธิปไตยกลับมาเป็นความสำคัญสูงสุดในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีการจัดลำดับความสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงการค้าและการลงทุนระดับภูมิภาคของตะวันออกกลาง โดยภูมิภาคอ่าวอาหรับกำลังลงทุนอย่างมากในการกระจายความหลากหลายทางเศรษฐกิจ รอการเปลี่ยนแปลงจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลไปเป็นพลังงานหมุนเวียน

ขณะที่อียิปต์และตุรกี ไม่อาจต่อสู้กับสงครามสินค้าที่มีราคาแพงได้อีกต่อไป และกำลังเผชิญกับแรงกดดันด้านราคาสินค้าโภคภัณฑ์อาหารที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง เช่น ข้าวสาลี และน้ำมันปรุงอาหารดอกทานตะวัน ที่ส่วนใหญ่นำเข้าจากรัสเซียและยูเครน

ด้านอิหร่านก็ต้องการให้นานาประเทศยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร เพื่อยกเครื่องอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซที่ล้าสมัย รวมถึงเพิ่มการใช้จ่ายสาธารณะเพื่อบรรเทาเสียงวิพากษ์ของประชาชน และยังต้องการรวมเศรษฐกิจของตนเข้ากับประเทศเพื่อนบ้านให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันเศรษฐกิจจากการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ในอนาคตเช่นกัน

คุยกัน7วันหน : ญี่ปุ่นเปลี่ยนแนวกดดันรัสเซียเข้ม หวังรับมือภัยคุกคามจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/643845

คุยกัน7วันหน : ญี่ปุ่นเปลี่ยนแนวกดดันรัสเซียเข้ม  หวังรับมือภัยคุกคามจีน

วันอาทิตย์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.30 น.

หากยังจำกันได้ ย้อนหลังตอนที่รัสเซียบุกยูเครนหนล่าสุดในปี 2014 มาตรการตอบโต้และลงโทษของญี่ปุ่นที่มีต่อรัสเซียนั้นถือว่าจิ๊บจ๊อยธรรมดาสามัญมาก แต่กับเหตุสงครามรัสเซีย-ยูเครนรอบนี้ ญี่ปุ่นดำเนินการเป็นหนึ่งเดียวกันกับชาติพันธมิตรตะวันตกนำโดยสหรัฐฯ ด้วยการใช้ประณามและมาตรการลงโทษรัสเซียอย่าง
รุนแรงแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนรวมถึงการส่งยุทโธปกรณ์ในการรบให้ยูเครนด้วย จนเริ่มเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องของงบประมาณและกำลังพลที่ใช้ในการป้องกันประเทศของญี่ปุ่นเอง ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดเจนในเรื่องของการจำกัดความสามารถของกองทัพในเรื่องนี้

วาเลอรี นิเกต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียศึกษาจากสถาบันวิจัยด้านยุทธศาสตร์ของฝรั่งเศส บอกกับเอเอฟพี ว่า ที่ผ่านมาญี่ปุ่นถูกวิจารณ์มาตลอดว่าเอาแต่ให้เงิน ไม่เคยเข้าไปข้องเกี่ยวในวิกฤตของโลกครั้งไหนๆ แต่คราวนี้ ญี่ปุ่นดำเนินมาตรการต่างๆ อย่างเข้มข้นจริงจัง เพื่อแสดงให้โลกเห็นว่าพวกเขาไม่ได้แค่เป็นผู้ชมที่ดี ที่คอยดูความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นบนโลกแต่เพียงอย่างเดียว ขณะที่ โทไบอัส แฮร์ริส นักวิเคราะห์จาก Centre for American Progress ชี้ให้เห็นว่าญี่ปุ่นยังดำเนินการอย่างรวดเร็วในการออกมาตรการต่างๆรวมถึงการคว่ำบาตรเป็นรายบุคคลซึ่งถือว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง เป็นอะไรที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นรัฐบาลญี่ปุ่นทำแบบนี้

ส่วนสำคัญนอกจากจะมาจากการที่ญี่ปุ่นมองเห็นถึงความรุนแรงของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในยูเครนแล้ว ยังมีปัจจัยที่น่าสนใจอื่นๆ โดยเฉพาะการลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของชินโสะ อาเบะ ที่ทราบกันดีว่ารัฐบาลญี่ปุ่นของเขามีความสัมพันธ์เน้นแฟ้นอย่างมากกับรัสเซีย อาเบะ ที่ประกาศลาออกจากตำแหน่งในปี 2020 คาดหวังว่าความสัมพันธ์อันดีกับรัสเซียจะช่วยคลี่คลายความขัดแย้งกับรัสเซียในประเด็นหมู่เกาะพิพาท ที่รัสเซียเรียกว่าหมู่เกาะคูริลส์ และญี่ปุ่นเรียกว่าดินแดนตอนเหนือ หรือ Northern Territories แต่เมื่ออาเบะพ้นจากตำแหน่งและความขัดแย้งในเรื่องนี้ยังคงไม่ได้ข้อยุติ รัฐบาลญี่ปุ่นจึงอาจคิดว่า พวกเขามีอิสระมากขึ้นในการดำเนินการลงโทษรัสเซีย แม้ตอนนี้จะยังไม่ถึงขั้นถอนตัวจากความร่วมมือด้านพลังงานกับรัสเซีย เพราะยังกังวลเรื่องการขาดแคลนพลังงานในอนาคตก็ตาม

อีกปัจจัยที่สำคัญคือการรับมือจีนแผ่นดินใหญ่ที่กำลังเดินหน้าแผ่อิทธิพลในเอเชียแปซิฟิกรวมถึงความพยายามในการรวมชาติกับไต้หวัน และประเด็นที่ขัดแย้งกันคาราคาซังมานาน เรื่องหมู่เกาะพิพาทที่จีนเรียกว่าเตี้ยวหยู และญี่ปุ่นเรียกว่าเซนคากุ

ดร.เจมส์ ดีเจ บราวน์ ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทมเปิล ในกรุงโตเกียว บอกว่า ที่ผ่านมา ญี่ปุ่น เกรงว่าหากดำเนินมาตรการแข็งกร้าวต่อรัสเซียมากเกินไป ก็อาจผลักรัสเซียให้ไปอยู่ข้างจีน แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว เพราะแม้ความกังวลเรื่องนั้นจะยังมีอยู่ แต่รัฐบาลญี่ปุ่นก็จำเป็นต้องใช้ไม้แข็งกับรัสเซียบ้าง เพราะไม่เช่นนั้น จีนที่มองดูสถานการณ์อยู่ก็อาจเห็นว่า จะสามารถทำแบบรัสเซียบ้างโดยที่ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกเล่นงาน

คาดว่า ญี่ปุ่นจะสรุปเนื้อหาการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายต่อรัสเซีย ลงในแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติช่วงปลายปีนี้ ซึ่งนิเกต์เชื่อว่า ญี่ปุ่นจะระบุอย่างชัดเจนว่ารัสเซียนั้นเป็นภัยคุกคาม จากครั้งหลังสุดในปี 2013 ที่ในตอนนั้นญี่ปุ่นไม่ได้มองว่ารัสเซียเป็นถึงกับภัยคุกคาม แต่มุมมองตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว

ขณะเดียวกับ สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ก็น่าจะทำให้เสียงเรียกร้องจากหลายฝ่ายที่ต้องการให้รัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่มงบประมาณในการป้องกันประเทศดังขึ้นอีกครั้ง โดยในการหาเสียงเมื่อปีที่แล้ว พรรคเสรีประชาธิปไตย หรือ LDP พรรคแกนนำรัฐบาลกำหนดแผนระยะยาวที่จะเพิ่มงบประมาณด้านป้องกันประเทศขึ้นเป็นร้อยละ 2 ของ GDP จากเดิมที่อยู่ที่ร้อยละ 1 ซึ่งในเรื่องนี้ ศาสตราจารย์บราวน์มองว่า มีโอกาสมากที่รัฐบาลพรรค LDP จะผลักดันแผนดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริง

ส่วนเรื่องการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพในการโจมตีสูง อย่างโดรนโจมตีที่สามารถเล่นงานชาติข้าศึกได้ก่อน แม้จะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนจากข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญที่ห้ามไม่ให้ญี่ปุ่นมีกองทัพที่เข้มแข็ง แต่แฮร์ริสเชื่อว่า สถานการณ์ที่เกิดกับยูเครน น่าจะทำให้ชาวญี่ปุ่นเชื่อมากขึ้นว่า ญี่ปุ่นควรเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันประเทศให้แข็งแกร่งขึ้น

นอกจากนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นยังมีแผนจะพิจารณาเรื่องหารือเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์อีกด้วย หลังบรรดานักการเมืองรวมถึงนายอาเบะเองเสนอให้มีทางเลือกด้านการแบ่งปันนิวเคลียร์ให้รัฐบาลพิจารณา จากเดิมที่ญี่ปุ่นอาศัยร่มเงาในการใช้นิวเคลียร์ป้องกันตนเองจากสหรัฐฯ เพราะรัฐบาลญี่ปุ่นไม่มีนโยบายพัฒนาหรือครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ แต่จากที่มีหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นหารือ ในประเทศที่เคยบอบช้ำอย่างหนักจากอาวุธนิวเคลียร์ถล่มฮิโรชิมาและนางาซากิในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ชี้ให้เห็นแล้วว่า ประเด็นความขัดแย้งในยูเครนส่งผลกระทบมาถึงญี่ปุ่นมากแค่ไหน

คุยกัน7วันหน : ‘สถานะเป็นกลาง’ ทางออกวิกฤตยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/642452

คุยกัน7วันหน : ‘สถานะเป็นกลาง’ ทางออกวิกฤตยูเครน

วันอาทิตย์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.15 น.

ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย แถลง ว่า รัสเซีย พร้อมหารือสถานะความเป็นกลาง ของยูเครน เพื่อยุติปัญหาขัดแย้ง และ การสู้รบในยูเครน แต่สถานะความเป็นกลางนี้คืออะไร และจะสามารถทำได้หรือไม่

ที่ผ่านมา ทราบกันดีว่ายูเครนมีความปรารถนาที่เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต มานานหลายปีแล้ว และในปี 2019 ได้มีการบรรจุเรื่องการเข้าร่วมเป็นสมาชิก นาโตไว้ในรัฐธรรมนูญของยูเครนด้วย จึงทำให้รัสเซียเรียกร้องให้ยูเครนถอนเรื่องดังกล่าว และให้วางตัวเป็นกลาง

สำนักข่าวอัล จาซีรา รายงานว่า ในแง่กฎหมายระหว่างประเทศneutrality หรือการวางตัวเป็นกลางหมายถึง การที่รัฐต้องวางตัวเป็นกลางต่อคู่สงคราม และไม่เข้าแทรกแซงในความขัดแย้งทางการทหาร โดยประเทศที่วางตัวเป็นกลางในปัจจุบันคือ สวิตเซอร์แลนด์ไอร์แลนด์ สวีเดน ฟินแลนด์ และออสเตรีย อย่างไรก็ตาม ประเทศหลังนั้นเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป ซึ่งมีนโยบายด้านต่างประเทศ ความมั่นคง และกลาโหมร่วมกัน จึงทำให้อียูมีบทบัญญัติ ละเว้นให้สี่ประเทศนี้ เพื่อเลี่ยงภาวะทางตันของอียูโดยรวม

โฟทิออส มุสทากิซ นักวิชาการด้านยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยพลายมัธ มองว่าการบุกยูเครนของรัสเซียครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องการกลับมาสถาปนาอาณาจักรโซเวียต 2.0 แต่เป็นเรื่องของการยึดมั่นต่อสิ่งที่สำคัญกับผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ของรัสเซียมากกว่า และรัสเซียไม่ได้ปรารถนาที่จะครอบครองยูเครนทั้งหมด ทำให้ “สถานะความเป็นกลาง” จึงกลายเป็นยาสามัญประจำบ้านในการแก้วิกฤตนี้ โดยมีกรณีของฟินแลนด์เป็นตัวอย่างขณะที่ แคทเทอรีน แอม ไรท์ นักวิชาการด้านการเมืองระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิ่ล กล่าวกับอัล จาซีรา ว่า เงื่อนไขใดก็ตามที่ประธานาธิบดีเซเลนสกีเรียกร้องนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง และต้องซื้อใจชาวยูเครนที่กังวลเรื่องการรุกรานของรัสเซียและเจ็บปวดกับสถานการณ์ปัจจุบันด้วย

การเป็นกลางนั้นหมายความว่ายูเครนจะไม่เป็นหุ้นส่วนกับ นาโตแล้วแม้ว่า ฟินแลนด์และสวีเดน ซึ่งมีสถานะเป็นกลาง จะยังเป็นสมาชิก นาโตอยู่ก็ตาม เพราะปูตินมองว่า ยูเครนเป็นส่วนหนึ่งของโลกแห่งรัสเซียเกิดขึ้นด้วยพื้นฐานทางวัฒนธรรม ภาษา และความรุ่งเรืองในอดีตมาร่วมกัน ซึ่งแตกต่างจากกรณีของฟินแลนด์และสวีเดน

ไรท์กล่าวว่า การที่ยูเครนจะเป็นกลาง ทำให้ยูเครนต้องการการรับประกันด้านความมั่นคงจากผู้อื่นที่ไม่ใช่ นาโต เพื่อป้องกันการรุกรานของรัสเซียอีก จึงดูเหมือนยูเครนอาจต้องหันไปพึ่งประเทศอื่นๆ ที่เป็นสมาชิกของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เพื่อเข้ามาช่วย

ด้านแกรแฮม กิล นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์กล่าวว่า จากสถานการณ์สู้รบที่รุนแรง และมีกระแสต่อต้านรัสเซียในยูเครนอย่างมาก ทำให้ปูตินจะตระหนัก
ได้ว่า สถานะเป็นกลางของยูเครนดูจะมีความเป็นไปได้

กิลกล่าวว่า ในช่วงแรกของวิกฤตยูเครน ปูตินได้เรียกร้อง นาโตให้รับประกันว่า จะไม่รับยูเครนเข้าเป็นสมาชิก และให้ นาโตถอนทหารออกจากพื้นที่ติดชายแดนรัสเซีย แต่นาโตและสหรัฐฯกลับปฏิเสธข้อเรียกร้องของรัสเซีย เขาจึงมองว่า หากมีการพิจารณาข้อเรียกร้องนี้อย่างจริงจังแต่แรก อาจจะไม่เกิดการสู้รบขึ้น และเขาไม่คิดว่า นาโตและสหรัฐฯ จะกล้าสรุปบทเรียนเช่นนั้น เพราะเท่ากับว่าเป็นการยอมรับว่าตนเองมีส่วนต้องรับผิดชอบต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้

ขณะที่ไรท์ มองว่า สถานะเป็นกลางของยูเครน จะเป็นทางออกที่สันติและทำให้รัสเซียยุติการรุกรานแต่ก็ขึ้นอยู่กับทุกฝ่ายด้วยว่ายอมถอยมากน้อยแค่ไหน และปูตินก็คงต้องการถอนทหารแบบที่รัสเซียต้องไม่เสียหน้าด้วย

สุดท้ายแล้ว สถานะเป็นกลางดูเหมือนจะเป็นใจกลางของการเจรจา และจำเป็นที่ทุกฝ่าย ต้องยอมถอยอุดมคติบางอย่าง ซึ่งจะทำให้สถานะความเป็นกลางนั้น ไม่ใช่แค่เป็นอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงแต่ยังสมเหตุสมผลและปฏิบัติได้จริงด้วย

คุยกัน7วันหน : ‘ภาคธุรกิจ’ ตัวประกันในวิกฤตรัสเซียและชาติตะวันตก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/640996

คุยกัน7วันหน : ‘ภาคธุรกิจ’ ตัวประกันในวิกฤตรัสเซียและชาติตะวันตก

วันอาทิตย์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.15 น.

นักธุรกิจรัสเซียกำลังเผชิญการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก ในขณะที่รัสเซียเผยมาตรการตอบโต้กรณีบริษัทตะวันตกประกาศระงับกิจการหรือถอนตัวออกจากตลาดรัสเซีย การตอบโต้กันไปมา กำลังทำให้ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ที่ต้องจับตามองในตอนนี้ คือ ที่อังกฤษ ภายหลังรัฐบาลสหราชอาณาจักรประกาศคว่ำบาตร 7 มหาเศรษฐีชาวรัสเซีย ซึ่งรวมทั้งถูกอายัดทรัพย์สินในอังกฤษ และ สั่งห้ามการเดินทาง โรมันอับราโมวิช เจ้าของสโมสรฟุตบอลเชลซีคือหนึ่งในนั้น ผลจากการถูกคว่ำบาตร ทำให้สโมสรเชลซี ปั่นป่วนไปด้วย เพราะไม่สามารถขายตั๋วในอนาคต และปิดร้านขายสินค้าที่ระลึกของสโมสร รวมทั้งไม่สามารถซื้อขายนักเตะ แต่ทางการอังกฤษได้ออกใบอนุญาตพิเศษให้ทีมเชลซียังสามารถบริหารจัดการได้ในบางส่วนรัฐบาลอังกฤษ ระบุว่า อับราโมวิช วัย 55 ปีเป็นหนึ่งในกลุ่มมหาเศรษฐีโอลิกาชเพียงไม่กี่คนจากยุคทศวรรษ 1990 ที่ยังคงความร่ำรวยและอิทธิพลอยู่ได้ภายในการปกครองของนายปูติน และคาดว่ามีทรัพย์สินประมาณสี่แสนล้านบาท และนอกจากทีมเชลซีแล้ว เขายังเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์หลายรายการในอังกฤษ

ส่วนมหาเศรษฐีโอลิกาชอีก 6 คนที่ถูกอังกฤษคว่ำบาตร คือ โอเลก เดริปาสกานักธุรกิจอุตสาหกรรมวงการอะลูมิเนียม,นายอิกอร์ เซชิน ซีอีโอของ “รอสเนฟต์”บริษัทน้ำมันของรัฐบาลรัสเซียซึ่งอังกฤษระบุเขาเป็นมือขวาคนสนิทของผู้นำรัสเซีย,นายอังเดร คอสติน ประธานธนาคาร“วีทีบี”, นายอเล็กเซ มิลเลอร์ ซีอีโอของบริษัทพลังงาน “ก๊าซพรอม”, นายนิโคลายโทคาเรฟ ประธานบริษัทท่อส่งน้ำมันของรัฐบาลรัสเซีย “ทรานสเนฟต์” และ นายดมิทรี เลเบเดฟ ประธานบอร์ดบริหารของธนาคาร “แบงค์ รอสสิยา”

ขณะที่นักธุรกิจรัสเซียกำลังเผชิญการคว่ำบาตรในชาติตะวันตก ที่รัสเซียเอง แบรนด์ชั้นนำ โดยเฉพาะของสหรัฐฯแมคโดนัลด์ สตาร์บัคส์ และโคคา-โคลาประกาศระงับการทำธุรกิจอย่างไม่มีกำหนดเช่นกัน แมคโดนัลด์ สร้างแรงกระเพื่อมสุดเพราะเป็นเจ้าของสาขาในรัสเซียกว่า800 แห่ง จ้างพนักงานกว่า 62,000 คนส่วนสตาร์บัคส์นั้น มีพนักงาน 2,000 คนที่อาจถูกลอยแพไม่มีกำหนด

ทั้งนี้ นับแต่เกิดวิกฤตยูเครน มีธุรกิจถอนออกจากรัสเซียหรือระงับกิจการแล้วกว่า 290 แห่ง นำโดยบริษัทชั้นนำอย่างแอปเปิล, มาสเตอร์การ์ด,วีซ่า, Paypal, กูเกิล และไมโครซอฟท์ทำให้เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีปูตินได้สั่งการต่อเจ้าหน้าที่ผ่านการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ว่า ทรัพย์สินของบริษัทต่างชาติเหล่านั้น ควรถูกบริหารจัดการโดยภายนอก และโอนถ่ายไปให้ใครก็ตามที่ต้องการทำงาน ขณะที่ดมิทรี เมดเวเดฟ รองประธานสภาความมั่นคงของปูตินกล่าวว่า รัฐบาลรัสเซียอาจตอบโต้บริษัทตะวันตกที่ออกจากตลาดรัสเซียด้วยการยึดทรัพย์สินของพวกเขาและอาจทำให้กลายเป็นของชาติแทน

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่ากระทรวงเศรษฐกิจของรัสเซียได้จัดทำนโยบายใหม่เพื่อควบคุมบริษัทที่มีสัดส่วนเจ้าของต่างชาติเกิน 25% ที่ประกาศถอนตัวแล้ว โดยจะให้ศาลของมอสโกสามารถพิจารณาคำร้องจากบอร์ดบริหารหรือคนอื่นๆ ในการนำบุคคลภายนอกเข้ามาบริหารได้ และหลังจากนั้นศาลจะสามารถสั่งอายัดหุ้นในส่วนที่ต่างชาติถือครองได้ เพื่อรักษาสินทรัพย์ของบริษัทและลูกจ้าง

กระทรวงเศรษฐกิจของรัสเซียระบุว่า มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อขาดทอดตลาดทรัพย์สินของบริษัทมากกว่าการเข้ายึดบริษัทให้เป็นของชาติ และยังมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้บริษัทต่างชาติเหล่านั้น ไม่ละทิ้งกิจการในรัสเซีย โดยบริษัทที่จะมีคนนอกมาบริหารนั้น อาจจะถูกประมูลขายภายในสามเดือน และเจ้าของใหม่ต้องคงการจ้างงานไว้สองในสาม และต้องดำเนินกิจการในรัสเซียเป็นระยะเวลาหนึ่งปี

ด้านดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลินกล่าวว่า มาตรการตอบโต้ตาต่อตาฟันต่อฟันนี้ต่างสร้างผลเสียให้กับทุกฝ่าย แต่รัสเซียจะยังคงเป็นจุดหมายปลายทางการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับประเทศอื่นๆ ที่ไม่กระโดดมาร่วมสงครามเศรษฐกิจนี้ ขณะที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานสัปดาห์นี้ว่าจีนอยู่ระหว่างการหารือภายในบริษัทรัฐวิสาหกิจของจีนเอง ถึงโอกาสในการเข้ามาลงทุนในบริษัทหรือสินทรัพย์ในรัสเซียเช่นกัน