คุยกัน7วันหน : ทำเนียบขาวเตรียมต้อนรับ ‘สัตว์เลี้ยงหมายเลขหนึ่ง’ อีกครั้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/547550

คุยกัน7วันหน : ทำเนียบขาวเตรียมต้อนรับ  ‘สัตว์เลี้ยงหมายเลขหนึ่ง’ อีกครั้ง

คุยกัน7วันหน : ทำเนียบขาวเตรียมต้อนรับ ‘สัตว์เลี้ยงหมายเลขหนึ่ง’ อีกครั้ง

วันอาทิตย์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2564, 07.30 น.

ประเพณีการมีสัตว์เลี้ยงในทำเนียบขาวกำลังจะกลับมาพร้อมการขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของโจ ไบเดน ที่เตรียมนำสุนัขพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ด 2 ตัว คือ แชมป์
และ เมเจอร์ เข้ามาอยู่ที่ทำเนียบขาวกับเขาด้วย

หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนแรกในรอบกว่าร้อยปีที่ไม่มีสัตว์เลี้ยงประจำทำเนียบขาวพ้นจากตำแหน่ง ล่าสุด ประธานาธิบดีไบเดนเตรียม
นำสุนัขพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ด 2 ตัวคือ แชมป์ และ เมเจอร์ เข้ามาอยู่ที่ทำเนียบขาวกับเขาด้วย หลังสาบานตนเข้ารับตำแหน่งไปเมื่อวันพุธที่ผ่านมา แม้ตอนนี้ทั้งสองตัวจะยังไม่ได้เข้าไปในทำเนียบขาวทันที เพราะต้องรอจัดการเรื่องรายละเอียดต่างๆ อีกเล็กน้อย

สำหรับเจ้าแชมป์ ไบเดน ได้มันมาเลี้ยงตั้งแต่ยังเป็นลูกสุนัขตัวน้อย หลังเขาชนะการเลือกตั้ง ได้เป็นรองประธานาธิบดีในปี 2008 ส่วนเมเจอร์ เป็นสุนัขที่รับอุปการะมาจากสมาคมมนุษยธรรมเดลาแวร์ในปี 2018 สุนัข 2 ตัวนี้ มีผู้ชื่นชอบทางโซเชียลมีเดียจำนวนมากพวกมันมีบัญชีทวิตเตอร์ในชื่อของตัวเอง มีผู้ติดตามอยู่หลายหมื่นคนขณะที่นายไบเดนมักจะโพสต์ภาพของแชมป์และเมเจอร์ทางอินสตาแกรมในช่วงหาเสียงบ่อยครั้ง พร้อมกับเขียนคำบรรยายภาพว่า “ไม่มีวันไหนที่เลวร้ายบนเส้นทางนี้ เมื่อผมได้กำลังใจจากเมเจอร์และแชมป์”

ขณะเดียวกัน จิลล์ ไบเดน สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐก็เพิ่งให้สัมภาษณ์กับสื่อเมื่อไม่นานนี้ว่า ไม่รังเกียจที่เขาจะเลือกแมวเป็นสัตว์เลี้ยงเพิ่ม แต่ตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อและสายพันธุ์ของว่าที่แมวประธานาธิบดีแต่อย่างใด

สมัยอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา ดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐ เขานำเจ้าโบและซันนี่ สุนัขพันธุ์โปรตุกีส วอเตอร์ ด็อก เข้ามาพักอาศัยในทำเนียบขาว กลายเป็นที่รู้จักและที่รักของบรรดาคนรักน้องหมาตลอด 8 ปี ที่อยู่ในตำแหน่ง ส่วนตอนที่นายบิล คลินตัน ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เขามีสุนัขพันธุ์ลาบราดอร์สีช็อกโกแลตตัวหนึ่งชื่อ บัดดี้ แล้วก็แมวอีกตัวหนึ่งชื่อว่าซ็อกส์ ทั้งสองตัวมักจะทะเลาะกันอยู่บ่อยๆ จนนิวยอร์กไทมส์ ถึงเรียกมันทั้งสองตัวในเชิงตลกขบขันว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจระหว่างกัน ขณะที่สมัยจอร์จ ดับเบิลยู. บุช เป็นประธานาธิบดีสหรัฐ เขามีสัตว์เลี้ยงในทำเนียบขาวหลายตัว รวมถึงสุนัขพันธุ์สก็อตติช เทอร์เรียร์ 2 ตัว ชื่อ มิส บีซลีย์ และบาร์นีย์ สุนัขทั้ง 2 ตัวปรากฏอยู่ในคลิปวีดีโอหลายคลิปที่ทางทำเนียบขาวเผยแพร่ บุชเรียกมิส บีซลีย์ ว่าเป็นต้นทางแห่งความสุขและบอกว่า มันและบาร์นีย์ต่างก็ชื่นชอบการอยู่นอกบ้าน

ส่วนทรัมป์ ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนแรกในรอบกว่าร้อยปี ที่ไม่มีสัตว์เลี้ยงเป็นของตัวเอง เขาเคยออกมาพูดถึงเรื่องนี้บนเวทีหาเสียงที่เอล พาโซ ในรัฐเท็กซัส เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2019 ว่า “ผมไม่มีเวลาสำหรับสัตว์เลี้ยงหรอก แล้วก็ถ้าผมเลี้ยงอะไรสักอย่างคงจะดูตลกนะลองนึกภาพผมเดินจูงหมาเดินเล่นที่สนามหญ้าหน้าทำเนียบขาวสิ ผมว่าคงดูไม่จืดเลย”

เจนนิเฟอร์ พิคเคนส์นักประวัติศาสตร์ทำเนียบขาวกล่าวว่า ผู้คนเริ่มให้ความสนใจกับสัตว์เลี้ยงของประธานาธิบดีมากขึ้น เนื่องจากเป็นเรื่องราวชีวิตในทำเนียบขาวอย่างหนึ่ง นอกจากนี้สัตว์เลี้ยงยังเป็นองค์ประกอบที่สร้างภาพลักษณ์ความเป็นมนุษย์ให้กับประธานาธิบดี และยังทำให้ประธานาธิบดีมีภาพลักษณ์ที่นุ่มนวลขึ้น ขณะเดียวกัน พิคเคนส์ยังมองว่าการรับเลี้ยงแมวของครอบครัวไบเดนยังสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของไบเดนในการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวในชาติ เพราะแมวและสุนัขอยู่ในทำเนียบขาว ก็คงเหมือนกับการนำสองอย่างที่ไม่ลงรอยกันให้มาอยู่ด้วยกันอย่างสันติ

ทั้งหมดที่กล่าวมา จึงเป็นเหมือนธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบต่อกันมายาวนาน สำหรับการพาสุนัขไปทำเนียบขาว ซึ่งเสมือนเป็นทูตสวรรค์ขนยาวอยู่เคียงข้างผู้รับตำแหน่งประธานาธิบดี

ก็คงเหมือนกับที่ แคลวิน คูลิดจ์อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ เคยกล่าวไว้ว่า “คนที่ไม่ชอบสุนัข ไม่ควรจะได้เข้าไปอยู่ในทำเนียบขาว”

คุยกัน7วันหน : ประหารหญิงโหด ฆ่าแหวะท้องขโมยทารก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/545865

คุยกัน7วันหน : ประหารหญิงโหด ฆ่าแหวะท้องขโมยทารก

คุยกัน7วันหน : ประหารหญิงโหด ฆ่าแหวะท้องขโมยทารก

วันอาทิตย์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2564, 08.30 น.

นางลิซา มอนต์โกเมอรีนักโทษหญิงในเรือนจำรัฐบาลกลางเพียงคนเดียวของสหรัฐ ถูกประหารชีวิตแล้ว เมื่อวันพุธที่ผ่านมา จากความผิดในคดีฆาตกรรมสาวท้องแก่เพื่อขโมยทารกในครรภ์เมื่อปี2547 ซึ่งเป็นข่าวใหญ่มากที่สหรัฐในช่วงนั้น

มอนต์โกเมอรี วัย 52 ปีถูกประหารชีวิตด้วยการฉีดสารพิษที่ทัณฑสถานในเมืองแตร์โฮตรัฐอินดิแอนา เมื่อช่วงเช้ามืดวันพุธตามเวลาท้องถิ่น หลังจากผู้พิพากษาศาลสูงปฏิเสธคำสั่งให้เลื่อนการประหารชีวิตของผู้พิพากษาท้องถิ่นเมื่อคืนวันจันทร์ เปิดทางให้สามารถประหารชีวิตเธอได้ทันที โดยการประหารชีวิตนางมอนต์โกเมอรีตามกำหนดเดิมในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ก็ต้องเลื่อนออกมาแล้วครั้งหนึ่งจากการระบาดของโควิด-19

ขณะที่ทนายความของนางมอนต์โกเมอรี แสดงความผิดหวังที่ลูกความถูกประหารชีวิต โดยอ้างว่างนางมอนต์โกเมอรีมีอาการป่วยทางจิต และสมองได้รับความเสียหายจากการถูกทำร้ายและล่วงละเมิดในวัยเด็ก อีกทั้งมีสภาพจิตใจไม่ปกติขณะก่อเหตุฆาตกรรม จึงไม่สมควรถูกประหารชีวิต แต่ก็ไม่เป็นผล ส่งผลให้นางมอนต์โกเมอรีเป็นนักโทษประหารหญิงคนแรกที่ถูกประหารชีวิตในรอบ 67 ปี และเป็นนักโทษคนที่ 11 ที่ถูกประหารชีวิตในช่วงรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดย
นักโทษหญิงคนล่าสุดที่ถูกประหารชีวิตโดยรัฐบาลกลางคือ บอนนี บราวน์เฮดดี้ ซึ่งโดยประหารโดยห้องรมแก๊สเมื่อเดือนธันวาคม 2496 ในความผิดฐานลักพาตัวและฆาตกรรมลูกชายวัย 6 ขวบ ของพ่อค้ารถยนต์ที่มีฐานะดี

นางมอนต์โกเมอรีเป็นนักโทษหญิงเพียงคนเดียวที่ถูกคุมขังในเรือนจำกลางของรัฐบาลกลาง จากความผิดฐานฆาตกรรมนางบ๊อบบี้ โจ สตินเนตต์ วัย 23 ปีหญิงท้องอายุครรภ์ 8 เดือน เมื่อปี 2547 โดยนางมอนต์โกเมอรี ซึ่งขณะนั้นอาศัยรัฐแคนซัส อยากมีลูกแทบใจจะขาด แต่ไม่สามารภมีได้จากความผิดปกติของตัวเอง จนถึงวันหนึ่ง เธอบอกกับสามีและคนใกล้ชิดว่าตั้งครรภ์ ทั้งที่ไม่ได้ท้อง

ต่อมา มอนต์โกเมอรีพบกับสตินเนตต์ เจ้าของฟาร์มเลี้ยงสุขันทางอินเตอร์เนต ที่เหมาะมากสำหรับการขโมยลูก เพราะเธอกำลังท้องแก่ ตั้งครรภ์ได้ 8 เดือน มอนต์โกเมอรีจึงวางแผน ด้วยการออกอุบายลวงซื้อลูกสุนัขจากนางสตินเนตต์ และทำทีเดินทางไปยังบ้านของนางสตินเนตต์ในรัฐมิสซูรีเพื่อรับลูกสุนัข แต่นางมอนต์โกเมอรีกลับทำร้ายร่างกายจนนางสตินเนตต์หมดสติ จากนั้นใช้มีดผ่าท้องซึ่งเป็นเหตุให้เหยื่อเสียชีวิต ก่อนขโมยทารกเพศหญิงในครรภ์ของนางสตินเนตต์ไป และนำทารกไปแอบอ้างกับครอบครัวตัวเองว่า เด็กน้อยเป็นลูกของตน

ต่อมานางมอนต์โกเมอรีถูกตำรวจตามจับกุมได้ในเวลาไม่นานส่วนทารกเพศหญิงที่ถูกขโมยนั้นได้รับการดูแลจากสามีของนางสตินเนตต์ที่เสียชีวิต และปัจจุบันมีอายุได้ 16 ปีแล้ว มอนต์โกเมอรี ถูกตั้งข้อหาว่าลักพาตัวและทำให้เกิดการเสียชีวิต ซึ่งคณะลูกขุนลงความเห็นว่าเธอมีความผิดในปี 2550 โดยไม่ยอมรับคำแก้ต่างที่ว่าเธอมีอาการประสาทหลอน

มีรายงานว่าครอบครัวของนางสตินเนตต์เดินทางมาเป็นสักขีพยานในการประหารชีวิตนางมอนต์โกเมอรีด้วย และบอกว่าไม่เห็นด้วยที่ทนายความอ้างว่าเธอสภาพจิตไม่ปกติและไม่สมควรถูกประหารชีวิต เนื่องจากนางสตินเนตต์ถูกฆาตกรรมอย่างทารุณ การที่นางมอนต์โกเมอร์รีถูกประหารชีวิตจึงสาสมกับความผิดที่ก่อแล้ว

เรื่องราวการก่อเหตุฆาตกรรมของนางมอนต์โกเมอรี ถูกนำมาบอกเล่าและนำเสนอใหม่ผ่านทางรายการสารคดีต่างๆ หลายครั้งใครสนใจลองหาชมกันได้ทางยูทูบ แนะนำสารคดีที่ทำออกมาเป็นซีรี่ส์ชื่อ Deadly Women ที่ทำให้ออกมาได้น่าสนใจและเนื้อหาครอบคลุมสมบูรณ์ดี

คุยกัน7วันหน : เปิดบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ 25 เครื่องมือจัดการ ‘ทรัมป์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/544189

คุยกัน7วันหน : เปิดบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ 25  เครื่องมือจัดการ ‘ทรัมป์’

คุยกัน7วันหน : เปิดบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ 25 เครื่องมือจัดการ ‘ทรัมป์’

วันอาทิตย์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โดนัลด์ ทรัมป์ เหลือเวลาที่จะได้นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อยู่อีกเพียงไม่ถึงสองสัปดาห์ แต่กรรมาธิการในคณะกรรมาธิการตุลาการ สภาผู้แทนราษฎร จาก
พรรคเดโมแครต ได้ออกมาเรียกร้องให้ถอดถอนเขาจากอำนาจ หลังผู้สนับสนุนทรัมป์บุกเข้าไปก่อเหตุในอาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มกราคมโดยกรรมาธิการจากพรรคเดโมแครตส่งจดหมายถึงรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ให้ดำเนินการปลดทรัมป์ โดยให้เหตุผลว่าเขาคือผู้สนับสนุนให้เกิดการจลาจล และ “พยายามบ่อนทำลายความเป็นประชาธิปไตย”

สิ่งที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงนอกเหนือจากกระบวนการ Impeachment ทรัมป์ออกจากตำแหน่ง คือการใช้บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ 25 หรือ The 25th Amendment เปิดทางให้โอนอำนาจให้รองประธานาธิบดีไม่ว่าจะเป็นการชั่วคราวหรือตลอดไปบทบัญญัติดังกล่าวอนุญาตให้รองประธานาธิบดีขึ้นดำรงตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีได้ หากประธานาธิบดีไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ เช่น เมื่อประธานาธิบดีอยู่ในสภาพเป็นบุคคลไร้ความสามารถเนื่องจากอาการป่วยทางกายหรือทางจิต หรืออาจนำไปใช้ในกรณีที่ประธานาธิบดีไม่เหมาะสมต่อการทำหน้าที่เป็นอย่างยิ่ง

รัฐธรรมนูญที่ 25 ผ่านการลงสัตยาบันในปี 2510 หลังประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี้ถูกลอบสังหารในปี 2506 บทบัญญัตินี้เกี่ยวข้องกับการสืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดีและเมื่อประธานาธิบดีปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ โดยมาตรา 4 ระบุถึงกรณีที่ประธานาธิบดีทำหน้าที่ไม่ได้แต่ไม่ยินยอมลงจากตำแหน่ง

เมื่อใช้บทบัญญัติที่ 25รองประธานาธิบดีเพนซ์ และคณะรัฐมนตรีทรัมป์ส่วนใหญ่จำเป็นต้องประกาศว่า ทรัมป์ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ประธานาธิบดีได้ต้องถูกถอดถอน จากนั้นเพนซ์รักษาการประธานาธิบดี แต่ทรัมป์ก็ประกาศได้ว่าตนเองสามารถกลับมารับตำแหน่งได้ ถ้าเพนซ์และ ครม.ส่วนใหญ่ไม่คัดค้าน ทรัมป์ก็กลับสู่อำนาจอีก แต่ถ้าครม.ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ต้องให้สภาคองเกรสตัดสิน ระหว่างนั้นเพนซ์ยังรักษาการประธานาธิบดีต่อไป

ศาสตราจารย์พอล แคมปอสผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญมหาวิทยาลัยโคโลราโด กล่าวว่าการปลดทรัมป์ต้องใช้เสียงส่วนใหญ่2 ใน 3 ของทั้งสองสภา แต่สภาผู้แทนราษฎรที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากอาจชะลอการลงมติไปพิจารณาเรื่องอื่นที่สำคัญจนกระทั่งทรัมป์หมดวาระ แคมปอสย้ำว่า การใช้บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ 25 อาจเป็นวิธีเหมาะสมในการปลดทรัมป์ออกจากตำแหน่ง และทำได้เร็วกว่ากระบวนการ Impeachment

จริงๆ แล้วเคยมีการหารือเรื่องการใช้บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ 25 นี้มาครั้งหนึ่งแล้วตอนที่ทรัมป์ป่วยด้วยไวรัสโควิด-19เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ในขณะนั้นมีความกังวลกันว่าเขาจะป่วยหนักเกินกว่าจะบริหารประเทศได้

ขณะเดียวกัน เคยมีประธานาธิบดีหลายคนที่ใช้บทบัญญัตินี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา 3 เพื่อมอบอำนาจเป็นการชั่วคราวให้รองประธานาธิบดีเช่น ในปี 2002 และ 2007อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช มอบอำนาจให้รองประธานาธิบดีรักษาการแทนตอนที่เขาเข้าโรงพยาบาลเพื่อส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นการตรวจตามที่แพทย์นัด อดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ก็ทำเช่นเดียวกัน ตอนที่เข้ารับการผ่าตัดรักษาโรคมะเร็ง ในปี 1985

อย่างไรก็ดี ยังไม่เคยมีประธานาธิบดีที่ยังอยู่ในตำแหน่งคนใดที่ถูกปลดจากตำแหน่งโดยใช้บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 25 นี้

คุยกัน7วันหน : เศรษฐกิจวัคซีนคึกคัก ชาติมหาอำนาจแห่ตุน วัคซีนโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/542540

คุยกัน7วันหน : เศรษฐกิจวัคซีนคึกคัก ชาติมหาอำนาจแห่ตุน วัคซีนโควิด-19

คุยกัน7วันหน : เศรษฐกิจวัคซีนคึกคัก ชาติมหาอำนาจแห่ตุน วัคซีนโควิด-19

วันอาทิตย์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หลายประเทศทยอยฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ให้ประชาชนแล้ว ทั้งอังกฤษ สหรัฐฯ และประเทศในสหภาพยุโรป ซึ่งแน่นอนว่าทั้งหมดเป็นกลุ่มประเทศร่ำรวย และมีความพร้อมสำหรับการเข้าถึงวัคซีนเป็นกลุ่มประเทศแรกๆของโลก โดยเฉพาะจาก 3 บริษัทหลักที่มีความคืบหน้ามากที่สุด

โมเดอร์นา จากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด อังกฤษ ราคา 50 ดอลลาร์สหรัฐ มีประสิทธิภาพต้านทานโควิดได้ 94% และต้องจัดเก็บภายใต้อุณหภูมิ 2-7 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิมาตรฐานสำหรับตู้เย็นที่ใช้ในครัวเรือน เก็บรักษาได้ 30 วัน และหากต้องการเก็บรักษาเพิ่มขึ้นเป็น 6 เดือน จำเป็นจะต้องเก็บไว้ที่อุณหภูมิ ติดลบ 20 องศาเซลเซียส

ไฟเซอร์ อิงค์ บริษัทยาสัญชาติอเมริกัน และ ไบโอเอ็นเทค สัญชาติเยอรมันร่วมกันพัฒนาวัคซีนต้านโควิดที่มีความก้าวหน้า สนนราคาอยู่ที่ ราคา 18 ดอลลาร์สหรัฐ มีประสิทธิภาพต้านทานโควิดได้ 90% แต่ต้องจัดเก็บในอุณหภูมิ ติดลบ 70 องศาเซลเซียสและหากจัดเก็บไว้ในอุณหภูมิปกติ จะอยู่ได้5 วันเท่านั้น

แอสตราเซเนกา สัญชาติอังกฤษ-สวีเดน ผลิตวัคซีนต้านโควิด ราคา 5 ดอลลาร์สหรัฐ มีประสิทธิภาพต้านโควิด-19 ได้ค่าเฉลี่ย 70% แต่มีกลุ่มตัวอย่างซึ่งประสบความสำเร็จ 90% ซึ่งนักวิจัยประเมินว่า หากมีการเพิ่มตัวยา อาจทำให้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นถึงระดับ 90% ได้ ซึ่งกระบวนการในการจัดเก็บ 2-8 องศาเซลเซียส ได้นานถึง 6 เดือน แม้ผลสำเร็จในการต้านทานโควิด-19 จะน้อยที่สุดสำหรับ แอสตราเซเนกายังมีจุดเด่นด้านการเก็บรักษา และขนส่ง ซึ่งทำให้ราคาสุทธิของแอสตราเซเนกา ถูกที่สุด

เมื่อคำนวณราคาจาก 3 บริษัทนี้ค่าเฉลี่ยวัคซีนต้านโควิด-19 จะอยู่ที่24 ดอลลาร์สหรัฐ ถ้าจะให้ครอบคลุมประชากรโลก 7,300 ล้านคน ได้ในปี 2564 เท่ากับต้องใช้เงิน 350,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อปี หรือคิดเป็นเงินไทย ราว 10.5 ล้านล้านบาท นี่คือเม็ดเงินที่พร้อมจะไหลเข้าไปยังบริษัทที่มีการผลิตวัคซีนต้านโควิด-19 สำเร็จ ไม่เพียง 3 บริษัท ที่กล่าวมาข้างต้น แต่ทุกบริษัท จากทุกประเทศที่พัฒนาวัคซีนโควิด-19 สำเร็จ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่ร่ำรวย ต่างมีความพร้อมจ่ายเงินทันที

มหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกอย่างสหรัฐฯ ที่มีประชากร 328 ล้านคนขณะนี้มีการจองวัคซีนไปแล้วกว่า 1,010 ล้านโดส คิดคร่าวๆ ครบ 100%ของประชากรทั้งหมดในสหรัฐฯ จะต้องใช้662 ล้านโดส ที่เหลืออีก เกือบ 400 ล้านโดส เป็นวัตถุประสงค์อื่นๆ เช่นการฉีดให้นักลงทุน นักท่องเที่ยว ต่างๆ ที่เดินทางเข้าประเทศ ตามมาด้วยอังกฤษ จนถึงขณะนี้ ได้จัดซื้อวัคซีนเป็นจำนวน 357 ล้านโดส จากบริษัทผู้พัฒนาวัคซีน7 แห่ง ครอบคลุมประชากรทั้งหมด 68 ล้านคน ของอังกฤษ ซึ่งวัคซีน ประกอบไปด้วย วัคซีนจากไฟเซอร์ และไบโอเอ็นเทค40 ล้านโดส และ โมเดนา 7 ล้านโดสและแน่นอนว่า อังกฤษจะได้สิทธิ์วัคซีนจาก แอสตราเซเนกา ที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดของตนเองด้านญี่ปุ่น สั่ง 290 ล้านโดส ครอบคลุมประชากรทั้งหมด 126 ล้านคน และยังมีเหลือสำหรับบริหารจัดการได้อีก

ขณะที่กลุ่มสหภาพยุโรป มีการสั่งซื้อวัคซีนเช่นกัน 300 ล้านโดสแบ่งเป็นวัคซีน บริษัทไฟเซอร์และบริษัทไบโอเอ็นเทค 200 ล้านโดส และวัคซีนอื่นๆ 100 ล้านโดส แน่นอนยังไม่ครอบคลุมประชากรทั้งหมด

อีกกลุ่มหนึ่ง จะเป็นกลุ่มประเทศที่สั่งจองวัคซีนต้านโควิด-19 แต่ไม่เพียงพอสำหรับประชากรในประเทศของตนเอง โดยประเทศที่มีการสั่งมากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐฯ คือ ประเทศอินเดีย มีการสั่งจองทั้งสิ้น 500 ล้านโดส ครอบคลุมประชาชน 250 ล้านคน แต่ประชากรในอินเดียมีมากถึง 1,386 ล้านคน แน่นอนว่า ครอบคลุมประชากรไม่ถึง 25% ของประชากรทั้งหมดของอินเดีย ขณะที่บราซิล สั่ง 100 ล้านโดส ไม่ถึง 25%ของประชากรทั้งหมดเช่นกัน อินโดนีเซียสั่งไป 100 ล้านโดสเช่นกัน ฉีดให้ประชากรได้ 50 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด 274 ล้านคน ส่วนรัฐบาลไทย เองสั่งจองซื้อวัคซีนบริษัท แอสตราเซเนกางบประมาณ 6 พันล้านบาท ได้วัคซีนจำนวน 26 ล้านโดส ครอบคลุมประชากร13 ล้านคน คาดว่าจะได้ใช้ในช่วงกลางปี 2564

นี่เป็นภาพรวมของการเข้าถึงวัคซีนต้านโควิด-19 ของประเทศต่างๆส่วนประเทศที่มีรายได้น้อย หลายประเทศยังเข้าไม่ถึงวัคซีน ยังต้องติดตามต่อไปว่าทั่วโลกจะดำเนินการอย่างไร

คุยกัน7วันหน : การระบาดระลอกสอง กับการระบาดระลอกใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/541381

คุยกัน7วันหน : การระบาดระลอกสอง  กับการระบาดระลอกใหม่

คุยกัน7วันหน : การระบาดระลอกสอง กับการระบาดระลอกใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 07.30 น.

หลายคนสงสัยอะไรคือการระบาดระลอกใหม่ ทำไมไม่เรียกว่า ระบาดระลอกสอง ต่างกันอย่างไร เพราะอะไรจึงเรียกว่าการระบาดระลอกใหม่

เว็บไซต์บรรษัทกระจายเสียงอังกฤษ หรือ บีบีซี เคยลงบทความในเดือนมิถุนายนตั้งหัวเรื่องว่า “ไวรัสโคโรนา : อะไรคือการระบาดระลอกสองและการระบาดที่ว่ากำลังจะมาถึงหรือไม่” เป็นช่วงที่ผู้เชี่ยวชาญในสหราชอาณาจักรเตือนคณะรัฐมนตรีให้เตรียมรับมือกับการระบาดระลอกสองหลังจากมีมติให้ผ่อนคลายมาตรการจำกัดไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม บีบีซีอ้างถึงไข้หวัดสเปนเมื่อศตวรรษก่อนว่า การระบาดระลอกสองร้ายแรงกว่าระลอกแรก

เมื่อพูดถึงคำว่า “ระลอก” ให้นึกถึงคลื่นในทะเล ยอดผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นแล้วลดลงในแต่ละรอบเรียกได้ว่าเป็นการระบาดในแต่ละระลอก แต่ไม่มีคำจำกัดความในเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ

ดร.ไมเคิล ทิลเดสลีย์ มหาวิทยาลัยวอริค อธิบายกับบีบีซีในเวลานั้นว่า ไม่มีการให้คำจำกัดความทางวิทยาศาสตร์อย่างเฉพาะเจาะจงว่า ระลอกการระบาดหมายถึงอะไร เป็นเพียงการจำกัดความตามอำเภอใจเท่านั้น บางคนเรียกจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นว่าเป็นการระบาดระลอกสองแต่หลายครั้งเป็นการระบาดระลอกแรกที่ยังไม่นิ่ง ดังที่เกิดขึ้นในสหรัฐ การจะสรุปว่า การระบาดระลอกใดๆสิ้นสุดแล้ว เชื้อไวรัสจะต้องถูกควบคุมได้และยอดผู้ป่วยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การระบาดระลอกสองจะเริ่มขึ้นเมื่อผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรณีของนิวซีแลนด์ที่พบผู้ป่วยคนแรกในรอบ 24 วัน หรือกรุงปักกิ่ง ของจีน ที่เกิดการระบาดหลังปลอดไวรัส 50 วัน จึงไม่เข้าเกณฑ์นี้

ส่วนของไทย กรณีพบการระบาดคลัสเตอร์ใหญ่ที่จังหวัดสมุทรสงครามและสมุทรสาคร โฆษก ศบค. ที่ตอบคำถามผู้สื่อข่าว ในการแถลงข่าววันที่ 20 ธ.ค.ที่ผ่านมา บอกว่า“จากการหารือกับคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การระบาดครั้งนี้ ไม่ใช่การระบาดระลอกสอง แต่เป็นการระบาดระลอกใหม่”

ทำเอาทุกคนงงเป็นไก่ตาแตก ว่าตกลงแล้ว มันต่างกันยังไง

หากจะพิจารณาแล้ว การระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกในขณะนี้ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1 ระบาดแล้วและยังระบาดอยู่ ที่เด่นๆ ก็ สหรัฐอเมริกา บราซิล อินเดีย บังกลาเทศ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์

กลุ่มที่ 2 ระบาดแล้วคุมได้แล้ว และยังไม่ระบาดใหม่ เช่น จีน ไต้หวัน รวมทั้งอิตาลี สเปนและยุโรป หลายประเทศที่เคยระบาดหนักมาแล้ว

กลุ่มที่ 3 ระบาดแล้วคุมได้แล้ว และมีการระบาดระลอกใหม่แล้ว ได้แก่ ออสเตรเลีย ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อิสราเอล แม้จะยังไม่ชัด แต่ก็มีแนวโน้มว่าจะรุนแรงเท่าหรือมากกว่าเก่า ซึ่งหากวัดจากคำแถลงของ โฆษก ศบค.เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.ที่ผ่านมา ก็นับได้ว่าประเทศไทยเข้าสู่กลุ่มที่สามแล้ว

ความรุนแรงของการระบาดจะขึ้นกับว่า เราจะเปิดเมืองและเปิดประเทศอย่างไร เร็วและระมัดระวังแค่ไหน และมีเงื่อนไขอย่างไร และเข้มงวดกับเงื่อนไขแค่ไหน ขีดความสามารถในการสอบสวนหาคนติดเชื้อและผู้สัมผัสโรค เพื่อนำไปรักษา แยกโรคและกักตัว จะมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน ประชาชนยังมั่นคงในความร่วมมือกันที่จะป้องกัน การระบาดแบบที่เราทำได้ดีมาตลอด 4-5 เดือน ได้มากน้อยแค่ไหน รวมทั้งการอาจมีการกลายพันธุ์ของไวรัสโควิด เหมือนที่เกิดขึ้นในอังกฤษตอนนี้ และเริ่มลุกลามพบในหลายประเทศแล้ว

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าในขณะนี้ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ที่ทำให้ป่วยเป็นโควิด-19 จะมีกี่สายพันธุ์ แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ระยะฟักตัว ซึ่งจะเป็น2 ถึง 7 วัน อาจพบได้ถึง 14 วัน และอาจจะเป็นไปได้น้อยมาก ถึง 21 วัน

ในทางปฏิบัติผู้ที่พ้นระยะการกักกันโรค 14 วัน มักจะแนะนำให้ไปกักกันที่บ้านต่ออีก 14 วัน เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการป้องกันการกระจายโรค และให้ป้องกันตัวเองจากโรคอย่างเข้มงวด ทั้งสวมหน้ากาก ล้างมือและรักษาระยะห่าง

หากมองอีกมุมหนึ่งไม่ว่า จะเป็นการระบาดระลอกสองหรือไม่ หรือตอนนี้ เป็นการระบาดระลอกใหม่หรือเปล่า อาจไม่ใช่สาระสำคัญอีกต่อไปแล้ว

เพราะสิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือ ทุกคนควรเฝ้าระวังสุขภาพตัวเองให้ดีที่สุด เพื่อหยุดความเสี่ยงในการติดเชื้อนั่นเอง

คุยกัน7วันหน : วิกฤติโควิด-19 เปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมหนัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – คุยกัน7วันหน : วิกฤติโควิด-19 เปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมหนัง (naewna.com)

คุยกัน7วันหน : วิกฤติโควิด-19  เปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมหนัง

คุยกัน7วันหน : วิกฤติโควิด-19 เปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมหนัง

วันอาทิตย์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 08.15 น.

แม้ในปีหน้าจะพอมีแนวโน้มว่า วิกฤติการระบาดของโควิด-19 จะดีขึ้น เนื่องจากหลายๆ ประเทศจะได้รับวัคซีน จึงคาดการณ์ได้ว่า ประชาชนจะเริ่มกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติอีกครั้ง รวมไปถึงการไปชมภาพยนตร์ ในโรงภาพยนตร์ แต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตคนเป็นจำนวนมาก ที่รับชมภาพยนตร์ ผ่านการสตรีมมิ่ง (streaming)

เพราะมาตรการล็อกดาวน์ปิดธุรกิจและห้ามผู้คนออกจากบ้าน ทำให้บริษัทภาพยนตร์ ต้องเปลี่ยนนโยบายด้วยการนำภาพยนตร์ ออกฉายในโรงหนัง พร้อมกับ สตรีมมิ่งตามสื่อต่างๆ มิเช่นนั้น หนังที่สร้างไปแล้วก็จะเผยแพร่ได้ล่าช้า

โดยคาดว่าในปีหน้าหน้านโยบาย สตรีมภาพยนตร์ “ชนโรง”ก็ยังดำเนินต่อไป โดยหนังฟอร์มใหญ่ที่จะเข้าสู่การสตรีมในช่วงต้นปี เริ่มจาก ทาง AT&T ร่วมมือกับ Warner Bros studio นำภาพยนตร์เรื่อง Matrix 4, In the Heights และ Dune จะออกฉายในโรงพร้อมกับการสตรีมมิ่ง บน HBO Max ส่วน Marvel Studios ก็จะนำ The Falcon and the Winter Soldier กับ Loki สตรีมมิ่งทางช่อง Disney+ ขณะที่ตอนนี้ Wonder Woman 1984ก็ฉายอยู่ในโรงภาพยนตร์ และจะเริ่มสตรีมมิ่งบน HBO Max ในวันคริสต์มาส ที่ชาวตะวันตกจะมีเวลาอยู่บ้านกับครอบครัว

วงการภาพยนตร์ โดยเฉพาะหนังฮอลลีวู้ดในปีหน้าจะต้องปรับตัวอย่างหนัก บริษัทภาพยนตร์ต้องแสวงหาพันธมิตรที่เป็นผู้ให้บริการสตรีมมิ่ง หรือหาแพลตฟอร์มอื่นๆ ในการเผยแพร่ อาทิ บริษัท Universal ที่เตรียมนำภาพยนตร์เรื่อง “Sing 2และ Minions: The Rise of Gru ออกจำหน่ายทาง Amazon หรือ iTunes ในราคา 19.99 ดอลลาร์ ที่นับเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก เมื่อเทียบเป็นราคาของภาพยนตร์1 เรื่อง กับการไปเป็นสมาชิกของผู้ให้บริการสตรีมมิ่งที่ได้ชมภาพยนตร์หลายๆ เรื่อง

การแข่งขันด้านสตรีมมิ่งจะรุนแรงขึ้นมาก แม้แต่ NETFLIX ที่ครองตลาดอยู่ก็ต้องปรับตัว เพราะเมื่อบริษัทภาพยนตร์เริ่มมีพันธมิตรหรือช่องทางในการสตรีมมิ่ง ภาพยนตร์แล้ว การนำภาพยนตร์ไปฉายบน NETFLIX ก็ต้องมีเงื่อนไขใหม่ และทาง NETFLIX ก็คาดการณ์มานานพอสมควรแล้วว่า เรื่องแบบนี้ต้องขึ้น ดังนั้น ทาง NETFLIXจึงสร้างจุดขายด้วยการผลิตซีรี่ส์หรือภาพยนตร์ ขึ้นมาเองเป็นจำนวนมาก และก็ได้รับความนิยม เนื่องจากมีเนื้อหาแตกต่างจาก สิ่งที่เผยแพร่อยู่ตามสื่อโทรทัศน์กระแสหลัก หรือฉายตามโรงภาพยนตร์ทั่วๆ ไป

ส่วนผู้สร้างภาพยนตร์ เช่นผู้กำกับ นักแสดง และทีมงานก็ต้องสร้างผลงาน โดยคำนึงถึงปัจจัยที่ว่า ภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นจะถูกนำไปฉายในโรง ควบคู่ไปกับการสตรีมมิ่ง ที่คนดูอาจใช้ทีวีจอใหญ่ที่มีระบบเสียงโฮมเธียเตอร์รับชมจากคอมพิวเตอร์ แท็บเลต หรือแม้แต่ สมาร์ทโฟน

เพราะโควิด-19 ทำให้โลกเปลี่ยนเร็วกว่าที่คาดเอาไว้ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ย่อมไม่เหมือนกับเมื่อครั้งที่ วีดีโอเทป ระบบ VHS เป็นที่นิยมในยุค 80 เพราะในยุค 5G เราจะดูหนังฟังเพลงจากที่ใดก็ได้ ตราบเท่าที่สัญญาณอินเตอร์เนตส่งไปถึง

คุยกัน7วันหน : ศาลสหรัฐเหนื่อย รับคำฟ้องเลือกตั้งประธานาธิบดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – คุยกัน7วันหน : ศาลสหรัฐเหนื่อย รับคำฟ้องเลือกตั้งประธานาธิบดี (naewna.com)

คุยกัน7วันหน : ศาลสหรัฐเหนื่อย รับคำฟ้องเลือกตั้งประธานาธิบดี

คุยกัน7วันหน : ศาลสหรัฐเหนื่อย รับคำฟ้องเลือกตั้งประธานาธิบดี

วันอาทิตย์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.45 น.

หลังเลือกตั้งผ่านพ้นไป ทีมงานจัดการเลือกตั้งหายเหนื่อยกันไปหมดแล้วแต่ที่ยังต้องเหนื่อยกันต่ออีกหลายยก น่าจะเป็นทีมกฎหมายของทั้งฝ่ายโจ ไบเดนว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ และของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐที่กำลังจะพ้นจากตำแหน่ง ที่ฝ่ายหลังเดินหน้ายื่นฟ้องศาลหวังให้เปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งในหลายรัฐ ขณะที่ฝ่ายแรกต้องจับมืออัยการในพื้นที่ ฟ้องศาลให้ปฏิเสธคำร้องของทรัมป์

ล่าสุด รัฐจอร์เจีย มิชิแกน เพนซิลเวเนีย และวิสคอนซิน ได้เรียกร้องศาลสูงสุดของสหรัฐ ให้ไม่รับคำร้องของรัฐเท็กซัสที่ขอให้ศาลสูงสุดห้ามคณะผู้เลือกตั้งจากทั้ง 4 รัฐดังกล่าว เข้าร่วมโหวตให้นายไบเดนเป็นประธานาธิบดี โดยอัยการเคน แพกซ์ตัน ของรัฐเท็กซัส เป็นผู้ยื่นฟ้องต่อศาลสูงสุดเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ยื่นคำร้องขอร่วมฟ้องในวันพุธ และยังมีอัยการและชาวรีพับบลิกันอีก 17 รัฐหนุนหลังคำฟ้องของรัฐเท็กซัส

หากศาลรับคำฟ้องของนายแพกซ์ตันศาลก็จะต้องสั่งระงับการรับรองคณะผู้เลือกตั้งของทั้ง 4 รัฐ ด้วยเหตุผลรองรับว่า ทั้ง 4 รัฐมีคะแนนเลือกตั้งที่ผิดกฎหมายจำนวนมาก จึงจะต้องมีการนับคะแนนใหม่ และส่งตัวเลขมาใหม่ หรือศาลอาจตัดสินตามที่ทรัมป์แนะนำ คือการโยนกลับไปให้สภานิติบัญญัติของทั้งสี่รัฐเป็นผู้ตัดสินว่าใครชนะ หรือยกให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ตัดสิน โดยแต่ละรัฐจะมีตัวแทนเพียงหนึ่งเสียงซึ่งจำนวนตัวแทนของพรรครีพับบลิกันมากกว่า จึงจะทำให้ทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม ภาพจำลองทั้งหมดนี้ อาจเกิดขึ้นได้ยาก เพราะศาลสูงสุดแสดงเจตจำนงมาตลอดเวลาว่าไม่ต้องการแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดี อีกทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมายังเพิ่งปฏิเสธคำร้องของ สส.รีพับบลิกันจากรัฐเพนซิลเวเนีย หนึ่งในรัฐสมรภูมิสำคัญ ที่ขอให้ศาลสั่งให้ผลคะแนนของรัฐเป็นโมฆะ โดยศาลออกคำปฏิเสธเพียงประโยคเดียว และย้ำว่า ไม่มีผู้เห็นค้านในคณะตุลาการเลยแม้แต่เสียงเดียว

การปฏิเสธของศาลสูงสุดของสหรัฐครั้งนี้ ถือเป็นข่าวร้ายครั้งสำคัญของทรัมป์ และพันธมิตร ที่พยายามเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้ง จุดที่น่าสนใจคือ ศาลสูงสุดของสหรัฐ มีผู้พิพากษาสายอนุรักษ์นิยมถึง 6 คน ในจำนวนนั้น3 คน ได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีทรัมป์ด้วย โดยเฉพาะคนล่าสุด นางเอมีโคนีย์ บาร์เร็ตต์ ที่ได้รับการแต่งตั้งไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางการคาดการณ์ว่า ทรัมป์และพรรครีพับลิกันเร่งผลักดันการแต่งตั้งเธอ เพื่อเข้ามาช่วยลงคะแนนให้ กรณีมีการนำเรื่องการเลือกตั้งไปสู่การพิจารณาของศาลสูงสุด

คำร้องต่อศาลสูงสุดของประเทศนั้นมีขึ้น หลังผู้ว่าการรัฐเพนซิลเวเนียรับรองผลการเลือกตั้งให้ไบเดนชนะการเลือกตั้ง แต่บรรดาสส.รีพับลิกัน ต้องการระงับการรับรองดังกล่าว จึงไปยื่นฟ้องต่อศาลของรัฐ โดยต่อสู้ว่า สภาฯของรัฐทำเกินอำนาจหน้าที่จากการรับบัตรลงคะแนนทางไปรษณีย์ทั้งหมด แต่ศาลสูงของรัฐปฏิเสธคำร้อง โดยแจงว่าพรรครีพับบลิกันยื่นฟ้องช้าเกินไป ศาลไม่สามารถสั่งให้การไปใช้สิทธิของประชากร6.9 ล้านคน เป็นโมฆะทั้งหมดท้ายที่สุด หลังจากนั้น พวกเขาจึงไปยื่นคำร้องนี้ต่อศาลสูงสุดสหรัฐ ในกรุงวอชิงตันแทน

ในช่วง 5 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์และพันธมิตรพ่ายแพ้ในการยื่นฟ้องต่อศาลกรณีการโกงการเลือกตั้งราว 50 กรณีแล้ว เพราะผู้พิพากษาในอย่างน้อย 8 รัฐ ต่างไม่รับฟ้องข้อกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ของฝั่งรีพับบลิกัน การต่อสู้ทางกฎหมายของทรัมป์จึงยังไม่เข้าใกล้จุดที่จะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งได้แม้แต่รัฐเดียว ในขณะที่เขาต้องชนะอย่างน้อย 3 รัฐสมรภูมิเพื่อที่จะชนะการเลือกตั้งครั้งนี้

ความพยายามของนายทรัมป์และพันธมิตรที่กล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานทำให้ผู้พิพากษาในหลายรัฐเริ่มแสดงความไม่พอใจแล้ว เช่น เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายสเตฟานอส บิบาส ผู้พิพาษาศาลอุทธรณ์รัฐบาลกลาง ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากทรัมป์ กล่าวว่า การเลือกตั้งที่อิสระและเป็นธรรมคือเส้นเลือดของประชาธิปไตยของสหรัฐ ข้อกล่าวหาเรื่องความไม่เป็นธรรมนั้นเป็นเรื่องร้ายแรง แต่การกล่าวหานั้นต้องมีข้อกล่าวหาเฉพาะเจาะจงและต้องมีหลักฐาน ซึ่งไม่ปรากฏว่ามี และเขายังระบุว่าด้วยว่า ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง คือคนเลือกประธานาธิบดี ไม่ใช่ทนายความ บัตรเลือกตั้งคือสิ่งที่ตัดสินการเลือกตั้ง ไม่ใช่สำนวนแก้ฟ้องต่อศาล

เป็นคำกล่าวที่คมคาย สะท้อนความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการจากการเมืองสหรัฐได้อย่างชัดเจน

คุยกัน7วันหน : ดีเอโก้ มาราโดน่า พระเจ้าและอัจฉริยะลูกหนังอาร์เจนไตน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – คุยกัน7วันหน : ดีเอโก้ มาราโดน่า พระเจ้าและอัจฉริยะลูกหนังอาร์เจนไตน์ (naewna.com)

คุยกัน7วันหน : ดีเอโก้ มาราโดน่า พระเจ้าและอัจฉริยะลูกหนังอาร์เจนไตน์

คุยกัน7วันหน : ดีเอโก้ มาราโดน่า พระเจ้าและอัจฉริยะลูกหนังอาร์เจนไตน์

วันอาทิตย์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 08.30 น.

แฟนบอลทั่วโลกโดยเฉพาะแฟนบอลฟ้า-ขาวแห่งอาร์เจนตินา กำลังอยู่ในช่วงโศกเศร้าและไว้อาลัยต่อการจากไปของดีเอโก้ มาราโดน่า ตำนานลูกหนังหมายเลข 10 ชาวอาร์เจนไตน์ ที่เสียชีวิตจากอาการหัวใจล้มเหลว เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่บ้านพักในเมืองทิเกรส นอกกรุงบัวโนสไอเรส ด้วยวัยเพียง 60 ปี

ที่กรุงบัวโนสไอเรส ผู้คนเริ่มหลั่งไหลไปชุมนุมกันตามท้องถนน เพื่อไว้อาลัยให้กับมาราโดน่า ซึ่งถือเป็นลูกชายคนโปรดของประเทศ ผู้คนนับแสนๆ รอด้านนอกทำเนียบประธานาธิบดี คาซา โรซาดา นานหลายชั่วโมง เพื่อได้เดินผ่านหีบศพของเขาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ร่างไร้วิญญาณจะถูกเคลื่อนไปฝังที่สุสาน
มีเพียงครอบครัวและเพื่อนสนิท 20 กว่าคน ที่ได้เข้าร่วมพิธี

ในสนาม มาราโดน่าอาจเป็นเหมือนพระเจ้าที่แบกทีมเพียงลำพัง ทั้งทีมฟ้า-ขาว ที่เขาโชว์ฟอร์มโดดเด่นนำทีมคว้าแชมป์โลกในปี 1986 แบบข้ามาคนเดียว และทีมนาโปลี แห่งเมืองเนเปิลส์ ประเทศอิตาลี ที่มาราโดน่าไปค้าแข้งอยู่ 7 ปี เปลี่ยนทีมดาดๆ แห่งภาคใต้ ที่อยู่ใต้ร่มเงาของยักษ์ใหญ่จากแดนเหนืออย่างสองสิงห์เมืองมิลาน ยูเวนตุสแห่งตูรินรวมถึงโรม่าและลาซิโอ ขาใหญ่กรุงโรม ก้าวขึ้นมาคว้าแชมป์กัลโช่เซเรีย อา ได้เป็นสมัยแรกในปี 1987 ตามด้วยแชมป์ลีกอีกสมัยและแชมป์โคปา อิตาเลีย

นอกสนาม มาราโดน่าเป็นทั้งพระเจ้าของชาวอาร์เจนไตน์ ผู้คนทั้งโลกรู้จักประเทศอาร์เจนตินา ส่วนหนึ่งก็เพราะชื่อเสียงของเขา เป็นอัจฉริยะที่มีตำหนิจากยาเสพติดและแอลกอฮอล์ พ่อที่แสนดีแต่เป็นสามีที่แย่ รวมถึงเป็นสตาร์ที่รักและไม่เคยลืมบ้านเกิด

มาราโดน่าอาจไม่ใช่นักเตะที่ดูแลตัวเองเท่าไหร่นัก พรสวรรค์เท่านั้นที่ทำให้เขาก้าวขึ้นมาถึงจุดนี้แต่ฟุตบอลที่ไม่ค่อยใส่ใจดูแลเขาเช่นกัน นับตั้งแต่เริ่มต้นค้าแข้งกับอาร์เจนติโนส จูเนียร์ กระทั่งย้ายไปเล่นยังสเปนและอิตาลี มาราโดน่าถูกประเคนด้วยยาแก้ปวดไม่รู้กี่ขนาน เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บที่เขามักจะถูกคู่แข่งไล่หวดแบบไม่บันยะบันยัง เป็นการทำฟาวล์ที่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญในยุคก่อน แต่ไม่มีทางเกิดขึ้นในสมัยนี้ ที่ผู้เล่นเทคนิคสูงจะได้รับการปกป้องจากกรรมการผู้ตัดสิน มาราโดน่าเป็นเหมือนต้นแบบที่ทำให้นักเตะอย่างลีโอเนล เมสซี่ หรือคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ได้รับการปกป้องจากการถูกทำฟาวล์แบบรุนแรงในปัจจุบัน

สองประตูที่มาราโดน่าทำได้นัดพบกับอังกฤษในการแข่งขันรอบ 8 ทีมสุดท้าย ศึกฟุตบอลโลกปี 1986ที่เม็กซิโก เป็นที่กล่าวขวัญไปตลอดกาลประตูแรกสร้างตำนาน “หัตถ์พระเจ้า”ใช้มือซ้ายปัดลูกฟุตบอลเข้าประตูตามมาด้วยประตูที่สองในอีกไม่กี่นาทีต่อมา ที่เขาลากบอลจากครึ่งสนาม หลบผู้เล่นสิงโตคำรามทั้งทีม ก่อนเข้าไปล่อเป้าปีเตอร์ ชิลตัน ผู้รักษาประตู อย่างใจเย็น

มาราโดน่าใช้ชื่อเสียงของเขาช่วยเพื่อนร่วมทีมในระดับสโมสรตั้งแต่สมัยค้าแข้งในบ้านเกิด เขาขู่ประธานอาร์เจนติโนส จูเนียร์ ว่าจะไม่ลงสนาม หากเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆยังไม่ได้รับค่าจ้างและเงินโบนัส กลายเป็นต้นแบบนักฟุตบอลอาชีพที่ยืนหยัดปกป้องสิทธิ์ที่ตัวเองพึงมีและได้รับ

มาราโดน่าเป็นนักฟุตบอลคนแรกที่มีตัวแทนอย่างเป็นเรื่องเป็นราวช่วยเจรจาค่าจ้างและผลตอบแทนกับต้นสังกัด เป็นนักเตะคนแรกที่มีนักกายภาพประจำตัว และเป็นนักเตะคนแรกที่ยืนหยัดเรียกร้องสิทธิในการได้รับค่าจ้างและผลตอบแทนที่เป็นธรรมจากต้นสังกัด เขายังเป็นคนแรกที่ส่งเสียงไม่เห็นด้วย เรื่องการให้นักเตะลงสนามท่ามกลางสภาพอากาศเลวร้าย อย่างอากาศที่ร้อนจัดในเม็กซิโกซิตี้ ตอนฟุตบอลโลกปี 1986 เป็นคนแรกที่เชื่อว่าสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า กำลังเน่าเฟะจากเนื้อใน ซึ่งในเวลาต่อมา ข้อสงสัยของเขาได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ

แต่การค้าแข้งที่เนเปิลส์ ทำให้เขาหันไปใช้ยาเสพติดเป็นทางออกจากความเครียดที่ถูกจับจ้องตลอดเวลาในฐานะฮีโร่ของเมือง มาราโดน่าบอกว่าเขารักนาโปลี แต่ไม่สามารถค้าแข้งต่อจนแขวนสตั๊ดได้ เพราะเขาออกไปเดินตามถนนไม่ได้ เขาเป็นจุดสนใจตลอดเวลาจนแทบหายใจไม่ออก

มาราโดน่าเป็นคนธรรมดามีภาพลักษณ์ที่ดีและแย่ตามแบบปุถุชนทั่วไป แต่ใครจะเถียงว่า นักเตะมะขามข้อเดียวคนนี้ เป็นที่รักของแฟนบอลทั่วไป และภาพที่ปรากฏนับตั้งแต่วันที่เขาจากไป ก็ได้รับการพิสูจน์แล้ว

Now God went to meet God

Gone but will not forgotten

คุยกัน7วันหน : จีนเตือนชาติตะวันตก Five Eyes ระวัง ‘ตาถลนออกนอกเบ้า’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – คุยกัน7วันหน : จีนเตือนชาติตะวันตก Five Eyes ระวัง ‘ตาถลนออกนอกเบ้า’ (naewna.com)

คุยกัน7วันหน : จีนเตือนชาติตะวันตก Five Eyes  ระวัง ‘ตาถลนออกนอกเบ้า’

คุยกัน7วันหน : จีนเตือนชาติตะวันตก Five Eyes ระวัง ‘ตาถลนออกนอกเบ้า’

วันอาทิตย์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.30 น.

หลังจากที่กลุ่ม Five Eyes ที่ประกอบด้วยอังกฤษ สหรัฐฯ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแคนาดาได้ออกมาตำหนิจีนว่าพยายามปิดปากนักเคลื่อนไหวในฮ่องกง ทำให้รัฐบาลจีนออกมาแถลงตอบโต้อย่างแข็งกร้าว โดย นายจ้าว ลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ระบุว่า ชาติเหล่านี้ควรอยู่ห่างจากกิจการภายในของประเทศจีน พวกเขาควรจะระมัดระวัง ไม่เช่นนั้นตาของพวกเขาอาจจะถลนออกมานอกเบ้าก็เป็นได้ พร้อมกล่าวด้วยว่า จีนไม่เคยสร้างปัญหา และไม่เคยกลัวต่อสิ่งใด ไม่เกี่ยวว่าพวกเขาจะมีตาห้าหรือสิบดวง

ท่าทีของจีนที่ออกมาเตือนดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลฮ่องกงได้ขับ สส.ฝั่งสนับสนุนประชาธิปไตย 4 คนออกจากสภานิติบัญญัติ หลังรัฐบาลจีนได้ผ่านมติอนุญาตให้รัฐบาลฮ่องกงสามารถปลดนักการเมืองที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติได้ ด้วยเหตุนี้ บรรดา สส.ฝั่งสนับสนุนประชาธิปไตยของฮ่องกงทั้งหมด จึงประกาศลาออกจากตำแหน่ง ทำให้สภานิติบัญญัติของฮ่องกงไม่มีเสียงที่เห็นต่างหรือฝ่ายค้านเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1997ที่อังกฤษส่งมอบฮ่องกงคืนสู่จีน

รัฐมนตรีต่างประเทศของห้าชาติ Five Eyes จึงออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลจีนแต่งตั้ง สส.เหล่านั้นกลับมา โดยอ้างว่าเหตุการณ์นี้ เป็นการละเมิดพันธสัญญาที่จีนมีต่ออังกฤษ เรื่องการจะปกป้องเสรีภาพและสิทธิในการปกครองตนเองของฮ่องกง

แน่นอนว่าพี่ใหญ่จีนถูกเพ็งเล็ง ด้านรัฐบาลฮ่องกงก็ต้องออกมาตอบโต้ตามไปด้วย ทางการฮ่องกงได้ประณามรัฐมนตรีต่างประเทศของห้าชาติ Five Eyes ว่าจงใจตีความบิดเบือนความจริงเกี่ยวกับการตัดสินใจของรัฐบาลฮ่องกงในการปลดสมาชิกสภานิติบัญญัติทั้ง 4 คน รัฐบาลฮ่องกงแถลงว่า ความเห็นของรัฐมนตรีต่างประเทศทั้ง 5 ชาติเหล่านี้ ไร้ความรับผิดชอบจนนำไปสู่การมุ่งร้าย และเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่า กำลังมีการแทรกแซงกิจการภายในฮ่องกง ซึ่งนั่นก็หมายถึงการแทรกแซงกิจการภายในของจีนด้วย

โฆษกของรัฐบาลฮ่องกงระบุด้วยว่า สมาชิกสภานิติบัญญัติของฮ่องกงนั้นได้สาบานตนว่าจะจงรักภักดีต่อระบบของประเทศ และเคารพกฎหมายของประเทศในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะฉะนั้น การละเมิดคำสาบานตนนั้นจึงไม่สามารถผ่อนปรนได้

สำหรับ Five Eyes นั้น เป็นการรวมกลุ่มพันธมิตรตะวันตก 5 ชาติ เพื่อแบ่งปันข้อมูลข่าวกรอง และก่อตั้งมาตั้งแต่ช่วงสงครามเย็น มีเป้าหมายเริ่มแรกคือการจับตารัสเซียและพันธมิตรของรัสเซีย แต่ตอนนี้หันมามุ่งเป้าเล่นงานจีนเป็นหลัก

คุยกัน7วันหน : ย้อนหลังดูคู่แข่ง ที่ยอมรับความพ่ายแพ้เป็น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/531839

คุยกัน7วันหน : ย้อนหลังดูคู่แข่ง  ที่ยอมรับความพ่ายแพ้เป็น

คุยกัน7วันหน : ย้อนหลังดูคู่แข่ง ที่ยอมรับความพ่ายแพ้เป็น

วันอาทิตย์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 08.15 น.

จนถึงตอนนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงไม่ออกมายอมรับความพ่ายแพ้ ต่อโจ ไบเดน คู่แข่งจากฝั่งเดโมแครต ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐแม้เวลาจะล่วงเลยมา 10 กว่าวันแล้ว และไบเดนก็ได้คะแนนคณะผู้เลือกตั้ง ทะลุหลัก 300 คะแนน จากทั้งหมด 538 คะแนนเกินกว่าคะแนนขั้นต่ำที่ต้องรวบรวมได้อย่างน้อย 270 คะแนนไปไกลแล้วก็ตาม

ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ต่างก็ออกมายอมรับความพ่ายแพ้ เกือบจะในทันทีหลังทราบว่าคู่แข่งของเขารวบรวมคะแนนคณะผู้เลือกตั้ง ได้ถึง 270 คะแนน ลองไปไล่เลียงดู

ในการเลือกตั้งปี 2535 อดีตประธานาธิบดี จอร์จ บุช ได้กล่าวหลังพ่ายแพ้การเลือกตั้งให้กับอดีตประธานาธิบดีบิลล์คลินตัน เรียกร้องให้ชาวอเมริกันมองข้ามความเห็นต่างระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง แล้วหันไปสนับสนุนประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศ

สี่ปีต่อมา อดีตวุฒิสมาชิกบ๊อบ โดล จากรีพับลิกัน กล่าวยอมรับความพ่ายแพ้ ด้วยการห้ามปรามผู้สนับสนุนไม่ให้โห่ร้องต่อต้านชัยชนะของนายคลินตันที่คว้าชัยชนะเป็นสมัยที่สอง พร้อมกับบอกด้วยว่า คลินตันเป็นคู่แข่งของเขา แต่ไม่ใช่ศัตรู

ในปี 2543 การแข่งขันระหว่างนายอัล กอร์ กับอดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุชกลายเป็นที่จดจำของทั้งชาวอเมริกันและผู้คนทั่วโลก เพราะมีการยื่นเรื่องต่อสู้กันทางกฎหมายถึงผลการเลือกตั้ง แต่ในที่สุดอัล กอร์ ก็แถลงยอมรับความพ่ายแพ้ พร้อมกล่าวกับชาวอเมริกันว่า เขาไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาล แต่เพื่อความเป็นเอกภาพของชาวอเมริกันและความเข้มแข็งของประชาธิปไตย เขาขอยอมรับความพ่ายแพ้การเลือกตั้ง

ส่วนการเลือกตั้งเมื่อปี 2547 อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ได้คะแนนเสียงคณะผู้เลือกตั้ง เฉือนชนะคู่แข่งอย่างนายจอห์น แคร์รี ไปเพียง 35 เสียง แต่นายแคร์รีตัดสินใจประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ แทนที่จะยื่นเรื่องคัดค้านให้ผลการเลือกตั้งต้องยืดเยื้อออกไป

ต่อมาในปี 2551 วุฒิสมาชิกจอห์น แม็คเคน พ่ายแพ้การเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ ที่ทำให้นายบารัค โอบามา ได้กลายเป็นประธานาธิบดีเชื้อสายแอฟริกันคนแรกของสหรัฐ ซึ่งสว.แม็คเคนได้แสดงความยินดีกับชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันพร้อมกับเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนเขาร่วมมือกับรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโอบามาเพื่อความเป็นเอกภาพของประเทศ

หลังจากนั้น 4 ปี นายมิตต์รอมนีย์ ก็ประกาศยอมรับความพ่ายแพ้การเลือกตั้งให้กับอดีตประธานาธิบดีโอบามาแบบไม่มีเงื่อนไข เช่นเดียวกับ นางฮิลลารี คลินตัน ที่ยอมรับความพ่ายแพ้หลังโดนัลด์ ทรัมป์ คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งเมื่อปี 2559 แบบล็อกถล่ม จนหมดหวังสร้างสถิติเป็นผู้หญิงคนแรกที่จะได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐ และเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนร่วมมือกับผู้นำคนใหม่เพื่ออนาคตที่ดีของประเทศ

ลองมาดูกันไหมว่า ทรัมป์จะกล้าออกปากยอมรับความพ่ายแพ้แบบแมนๆ หรือเปล่า