คุยกัน7วันหน : เจ้าหญิงมาโกะเตรียมเสกสมรส หลังฝ่าขวากหนามรักจนเป็นโรคเครียด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/610895

คุยกัน7วันหน : เจ้าหญิงมาโกะเตรียมเสกสมรส  หลังฝ่าขวากหนามรักจนเป็นโรคเครียด

วันอาทิตย์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.40 น.

เจ้าหญิงมาโกะ พระชันษา 29 ปีพระราชนัดดาในสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ แห่งญี่ปุ่น จะเสกสมรสกับ เค โคมูโระชายคนรักสามัญชนวัยเดียวกัน และเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนมหาวิทยาลัยของพระองค์ ในวันที่ 26 ตุลาคมนี้ หลังเผชิญข่าวฉาวเรื่องครอบครัวแฟนหนุ่มต่อเนื่องหลายปีจนเป็นโรคเครียด และต้องเลื่อนเสกสมรส

สำนักข่าวเกียวโดรายงานอ้างสำนักพระราชวังอิมพีเรียลของญี่ปุ่นประกาศว่า พิธีเสกสมรสที่จะจัดในวันอังคารที่จะถึงนี้ (26 ตุลาคม) ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การจัดทำเรื่องเอกสารต่างๆ ให้เสร็จสิ้นเรียบร้อย ซึ่งรวมถึงการจดทะเบียนสมรส จากนั้นเจ้าหญิงมาโกะและโคมูโระ จะแถลงข่าวร่วมกันในวันเสกสมรสด้วย โดยหลังพิธีเสกสมรส เจ้าหญิงมาโกะ ก็จะทรงฐานันดรศักดิ์ของเจ้าหญิง กลายเป็นคนธรรมดาสามัญ และย้ายถิ่นฐานไปยังสหรัฐ ที่ซึ่งโคมูโระจะทำงานที่สำนักงานทนายความที่นั่น

เพื่อเป็นการลดกระแสในเชิงลบ ทางสำนักพระราชวังอิมพีเรียล ได้ตัดสินใจละราชประเพณีบางอย่างในพิธีเสกสมรสของเจ้าหญิงมาโกะไป เช่น พิธีหมั้นหมายอย่างเป็นทางการ และพิธีเข้าเฝ้าฯสมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการก่อนพิธีเสกสมรส ซึ่งไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก นอกจากนั้น ทางสำนักพระราชวังยังยอมรับคำขอของเจ้าหญิงมาโกะ ที่จะทรงสละเงินจำนวน 150 ล้านเยน(ราว 45 ล้านบาท) ที่มอบให้สำหรับการสละฐานันดรศักดิ์ของพระองค์เมื่อเสกสมรสกับสามัญชน ซึ่งเป็นคำขอที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยหากเจ้าหญิงมาโกะทรงไม่รับเงินส่วนนี้ และตัดขั้นตอนสำคัญของการเสกสมรสตามราชประเพณีบางอย่างไป ก็จะถือเป็นครั้งแรกที่มีการกระทำเช่นนี้ นับจากหลังสงครามของญี่ปุ่นเป็นต้นมา

เจ้าหญิงมาโกะ พระธิดาในเจ้าชายฟูมิฮิโตะ อากิชิโนะโนะมิยะ มกุฎราชกุมารญี่ปุ่น และ โคมูโระ ซึ่งรู้จักและเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนมหาวิทยาลัยของพระองค์ ประกาศหมั้นกันตั้งแต่ปี 2017 และกำหนดจะจัดพิธีในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2018 แต่พิธีต้องเลื่อนออกไปจนถึงปี 2020 หลังฝ่ายชายมีข้อครหาถูกสื่อในญี่ปุ่นขุดคุ้ยอย่างหนัก เรื่องข้อพิพาททางการเงินระหว่างมารดาของเขากับอดีตคู่หมั้นของเธอ เนื่องจากมารดาของนายคุโมโระถูกครหาว่า ได้ยืมเงินจากอดีตคู่หมั้นมากว่า 4 ล้านเยน ซึ่งส่วนหนึ่งนำไปเป็นค่าเล่าเรียนของโคมูโระในสหรัฐอเมริกา แต่มารดาของโคมูโระยังไม่คืนเงินจำนวนนี้ นอกจากนี้ ครอบครัวของ โคมูโระ ก็ยังมีเรื่องอื้อฉาวอีกมากมาย ทั้งเรื่องที่เขาเคยกลั่นแกล้งรังแกเพื่อนร่วมชั้นจนถึงการขอรับเงินสวัสดิการสังคมหลังบิดาของ โคมูโระ เสียชีวิต ทั้งอาจจะไม่มีสิทธิ์ตามกฎหมาย

ต่อมา โคมูโระได้ออกเอกสารความหนา 24 หน้า ชี้แจงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ยืนยันว่าเงินจำนวนดังกล่าวที่มารดาของเขาได้รับจากอดีตคู่หมั้นของเธอเป็นเงินที่มอบให้โดยเสน่หา ไม่ใช่เงินที่ยืมหรือกู้มา และว่าเขาเตรียมที่จะจ่ายเงินเพื่อยอมความแล้ว โดย โคมูโระ เพิ่งเดินทางกลับมายังญี่ปุ่นเมื่อปลายเดือนที่แล้ว เป็นการกลับญี่ปุ่นครั้งแรกในรอบ 3 ปี และเป็นการพบกับเจ้าหญิงมาโกะเป็นครั้งแรก หลังจากจบการศึกษานิติศาสตรมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยฟอร์ดแฮม ในรัฐนิวยอร์ก เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และได้สอบบาร์ ซึ่งนักกฎหมายทุกคนในสหรัฐฯ จะต้องผ่านการสอบนี้แล้วในเดือนกรกฎาคม โดยจะมีการประกาศผลการสอบในกลางเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้

สำนักพระราชวังอิมพีเรียลระบุว่า จากเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทำให้เจ้าหญิงมาโกะทรงมีอาการความผิดปกติทางจิตที่เป็นผลมาจากประสบการณ์เลวร้ายที่คุกคามชีวิตอย่างร้ายแรง หรือ พีทีเอสดี (PTSD – Post-Traumatic Stress Disorder) ซึ่งเป็นผลมาจากการรับทราบการแสดงความคิดเห็นที่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ว่าร้ายอย่างรุนแรงของบรรดาสื่อญี่ปุ่น จากกรณีอื้อฉาวทางการเงินของฝ่ายครอบครัวโคมูโระ ถือว่าคล้ายกับกรณีที่เกิดขึ้นกับจักรพรรดินีมาซาโกะพระมาตุจฉา (ป้า) ของเจ้าหญิงมาโกะ ที่เคยประชวรด้วยโรคเครียดจากการต้องปรับตัวให้เข้ากับชีวิตในราชวงศ์ญี่ปุ่นมาแล้ว

ศาสตราจารย์ อาคิโนริ ทากาโมริ ประจำมหาวิทยาลัยโคคุงาคุอิน ในกรุงโตเกียว บอกว่าการขุดคุ้ยวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวชีวิตส่วนพระองค์จากสื่อญี่ปุ่นออกมาตีแผ่โดยปราศจากแหล่งอ้างอิงและข้อเท็จจริง ทั้งที่ยังไม่มีแถลงการณ์ออกมาอย่างเป็นทางการจากสำนักพระราชวังอิมพีเรียล ทำให้เรื่องราวต่างๆ บานปลายจนเลยเถิด ส่งผลให้ผู้คนในญี่ปุ่นจากที่เคยสนใจก็เริ่มเบื่อหน่าย ขณะที่ตามสื่อออนไลน์ ก็มีผู้ใช้งานอินเตอร์เนตเข้าไปแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์โดยไม่รู้ข้อเท็จจริงก็ยิ่งทำให้เกิดกระแสตีกลับมากขึ้น

แม้เรื่องอื้อฉาวและกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนี้ อาจทำให้ผู้คนบางส่วนนำไปเปรียบเทียบกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่มีต่อเจ้าชายแฮร์รี่ และเมแกน มาร์เคิล ที่ตัดสินพระทัยลาออกจากราชวงศ์อังกฤษในปี 2020 และย้ายไปปักหลักที่สหรัฐอเมริกาเช่นกัน แต่ทากาโมริบอกว่า ทั้งสองกรณีมีความแตกต่างกันอยู่ ในส่วนของราชวงศ์อังกฤษ กระแสวิพากษ์วิจารณ์พุ่งเป้าไปที่เมแกนที่เป็นผู้ออกมาให้ข่าวกับสื่อเอง ว่าถูกกดดันและเลือกปฏิบัติจากสมาชิกราชวงศ์อังกฤษ จนไม่อยากใช้ชีวิตในรั้วในวังได้อีกต่อไป แต่ในส่วนของเจ้าหญิงมาโกะและว่าที่สามีฝ่ายของ โคมูโระถูกสื่อญี่ปุ่นพุ่งเป้าเล่นงานอย่างหนัก ไม่เฉพาะเรื่องในครอบครัว แต่ยังรวมถึงเรื่องส่วนตัวหยุมหยิม ทั้งเรื่องทรงผมหรือแม้กระทั่งสไตล์การผูกเนคไท จนเจ้าตัวคิดว่าอยู่ญี่ปุ่นต่อไปคงไม่ไหว เพราะทั้งชีวิตหลังจากนี้คงหาความปกติสุขไม่ได้อีก

ผลสำรวจความคิดเห็นโดยหนังสือพิมพ์ไมนิจิชิมบุนเมื่อเร็วๆ นี้ พบว่า ชาวญี่ปุ่น 38% สนับสนุนการเสกสมรสของเจ้าหญิงมาโกะ อีก 35% ไม่สนับสนุน ส่วนอีก 26% ตอบว่าไม่ได้สนใจ ขณะที่เสียงสะท้อนจากชาวญี่ปุ่น บางส่วนบอกว่าเห็นใจที่พระบิดาของเจ้าหญิงมาโกะ ต้องยอมให้พระธิดาเสกสมรสแบบกระท่อนกระแท่น แต่บางคนบอกว่า ที่ผ่านมา หลายฝ่ายก็วุ่นวายกับเรื่องส่วนพระองค์มามากพอแล้ว จึงน่าจะดีกว่า ถ้าจะปล่อยให้ทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาสามัญที่ต่างประเทศ หลังเสกสมรสเรียบร้อยแล้ว

คุยกัน7วันหน : จับตา 5 ผู้สมัครตัวเก็ง ชิงตำแหน่งประธานาธิบดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/609317

คุยกัน7วันหน : จับตา 5 ผู้สมัครตัวเก็ง  ชิงตำแหน่งประธานาธิบดี

วันอาทิตย์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.30 น.

บรรยากาศการเลือกตั้งของฟิลิปปินส์เปิดฉากมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ด้วยการเปิดให้ผู้สมัครลงทะเบียนเพื่อสมัครเลือกตั้งชิงตำแหน่งต่างๆ ที่จะมีในปีหน้า มีที่นั่งให้แย่งชิงกว่า 18,000 ที่นั่ง แต่แน่นอนว่า ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่ตำแหน่งประธานาธิบดี ที่จนถึงขณะนี้ มีผู้ส่งรายชื่อลงสมัคร 97 คน ซึ่งก็ต้องมีการคัดเลือกรายชื่อก่อนประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ดี หลังจากเปิดรับสมัครลงทะเบียนมาครบ 1 สัปดาห์ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วปรากฏว่าไม่มีชื่อของ ซารา ดูเตอร์เต-คาร์ปิโอวัย 43 ปี มายื่นลงทะเบียนลงสมัครรับเลือกตั้งด้วยแต่อย่างใด ทั้งที่เป็นตัวเต็งเพราะการสนับสนุนและผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนหรือโพลล์พบว่า เธอเป็นตัวเต็งที่จะได้รับเลือกตั้ง เรื่องนี้สร้างความผิดหวังให้กับกองเชียร์และผู้สนับสนุนเธอซาราให้เหตุผลว่า ยังต้องทำหน้าที่นายกเทศมนตรีเมืองดาเวา เมืองใหญ่อันดับสามของประเทศฟิลิปปินส์ต่อไป ซึ่งเธอทำหน้าที่นี้มาสองสมัยแล้ว นับตั้งแต่สืบทอดตำแหน่งต่อจาก โรดริโก ดูเตอร์เต ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์คนปัจจุบันผู้เป็นบิดา ซึ่งเธอรับตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2016 และเธอจะเสนอตัวเป็นนายกเทศมนตรีเมืองดาเวาต่อเป็นสมัยที่สามและขอเป็นครั้งสุดท้ายในฐานะนักการเมือง

อย่างไรก็ตาม ตามกฎหมายเลือกตั้ง ผู้สมัครยังมีสิทธิจนถึงวันที่ 15 พ.ย.นี้ ว่าจะขอถอนตัวหรือเสนอชื่อผู้สมัครคนใหม่เป็นตัวแทนได้ ทำให้อาจเกิดความประหลาดใจอีกครั้ง เหมือนกับที่ประธานาธิบดีดูเตอร์เตเคยทำไว้โดยได้รับการเสนอชื่อลงสมัครในนาทีสุดท้าย เมื่อปี 2015

แต่จนถึงตอนนี้ มีทั้งอดีตหัวหน้านายตำรวจ ลูกชายอดีตผู้นำเผด็จการ นักชกชื่อดังนายกเทศมนตรีกรุงมะนิลา และรองประธานาธิบดี คือหนึ่งในผู้สมัครตัวเก็งที่ลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในการเลือกตั้งฟิลิปปินส์ปีหน้า เรามาทำความรู้จักพวกเขากัน ว่าใครเป็นใครกันบ้าง

โรนัลด์ เดลา โรซา

ผลสำรวจความนิยมของ Pulse Survey : ไม่ติดอันดับ

สมาชิกวุฒิสภาวัย 59 ปี เป็นอดีตผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติของฟิลิปปินส์และเป็นหนึ่งในผู้นำการทำสงครามปราบปรามยาเสพติด ตามนโยบายของดูเตอร์เต ลงสมัครในฐานะผู้แทนพรรค PDP-Laban ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล และลงสมัครแทบจะในนาทีสุดท้ายก่อนถึงเส้นตายเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ทำให้หลายฝ่ายมองว่า เขาอาจเป็นแค่มวยแทนชั่วคราว จนกว่าซารา ดูเตอร์เต-คาร์ปิโอ จะเปลี่ยนใจมาลงสมัครแต่ เดลา โรซา อดีตตำรวจในเมืองดาเวา บ้านเกิดของดูเตอร์เต ปฏิเสธในเรื่องนี้ และว่าเขาเป็นตัวแทนที่พรรคจะส่งลงสมัครนานแล้ว ที่สมัครในนาทีสุดท้ายเป็นแค่กลยุทธ์ในการหาเสียงเท่านั้น

สำหรับผู้สมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีคู่กับเขา คือ คริสโตเฟอร์ “บอง” โก วุฒิสมาชิกสมัยแรก ซึ่งเป็นคนสนิทของประธานาธิบดีดูเตอร์เตนั่นเอง

เฟอร์ดินานด์ “บองบอง” มาร์กอส จูเนียร์

ผลสำรวจความนิยมของ Pulse Survey : 15% ตามหลัง ซารา ดูเตอร์เต ที่ได้ 20%

เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ นักการเมืองวัย 64 ปี ที่มีชื่อเล่นที่เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “บองบอง”และคร่ำหวอดอยู่ในวงการเมืองฟิลิปปินส์มายาวนาน ประกาศลงสมัครเพื่อหวังหยุดกระแสคาดเดาว่า จะลงสมัครในตำแหน่งประธานาธิบดีหรือรองประธานาธิบดีกันแน่ เจ้าตัวประกาศว่าหากได้เป็นผู้นำฟิลิปปินส์คนต่อไป เขาจะรวมชาวฟิลิปปินส์กลับมาเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง เพื่อร่วมกันต่อสู้วิกฤตโควิด-19 ระบาด และฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ

มาร์กอส จูเนียร์ เริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองนับตั้งแต่ปี 1991 หลังจากเขาเดินทางกลับมาจากการไปพำนักในต่างประเทศหลังจากที่บิดาของเขาถูกประชาชนลุกฮือขึ้นโค่นล้มอำนาจในปี 1986 เขาเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการจังหวัด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสมาชิกและเคยสมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีในปี 2016 แต่ไม่ประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ดี การประกาศลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของเขา นำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์และการต่อต้านจำนวนไม่น้อยจากประชาชนบางส่วน จากการที่บิดาของเขาปกครองประเทศอย่างกดขี่ตลอด 20 ปี

ฟรานซิสโก โดมาโกโซ

ผลสำรวจความนิยมของ Pulse Survey : อันดับ 3 ที่ 13%

โดมาโกโซ วัย 47 ปี ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “อิสโก โมเรโน” ที่เป็นชื่อที่เขาใช้ในวงการบันเทิง เป็นนักการเมืองคนที่ 3 ที่ประกาศตัวลงชิงตำแหน่งผู้นำฟิลิปปินส์ และเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับคะแนนนิยมสูงในการสำรวจความคิดเห็นประชาชน โดมาโกโซ กล่าวในระหว่างการแถลงข่าวในกรุงมะนิลาว่า ขอให้ประชาชนยอมรับการเสนอตัวเป็นประธานาธิบดี เขาอาจจะไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลที่เพียบพร้อมสมบูรณ์ได้ แต่หากร่วมมือกันก็จะสามารถทำให้ประเทศนี้ดีขึ้นกว่าเดิม

โดมาโกโซ เติบโตในย่านสลัมยากจนมีชีวิตในวัยเด็กยากลำบากและขัดสน เขาได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีกรุงมะนิลาเมื่อปี 2019 โดยเอาชนะอดีตประธานาธิบดีโจเซฟ เอสตราดา เจ้าของตำแหน่งนายกเทศมนตรีในตอนนั้นเขาเคยสมัครชิงตำแหน่งวุฒิสมาชิกในปี 2016 แต่พ่ายแพ้การเลือกตั้ง  ผู้สมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีร่วมกับเขา หรือ รันนิ่งเมท คือวิลลี ออง แพทย์ที่มีผู้ติดตามในเฟซบุ๊ค 16 รายเพื่อขอคำแนะนำทางด้านการแพทย์

แมนนี่ ปาเกียว

ผลสำรวจความนิยมของ Pulse Survey : อันดับ 4 ที่ 12%

ปาเกียว ยอดนักชกแชมป์โลก 8 รุ่น เพิ่งประกาศแขวนนวมเมื่อไม่นานนี้  เพื่อหันมาสู่ในสังเวียนการเมืองสนามใหญ่ที่สุด ในวัย 42 ปี ปาเกียวเคยเป็นทั้งสส.และปัจจุบันเป็นวุฒิสมาชิก เขาชนะการเลือกตั้งด้วยชื่อเสียงในฐานะนักมวยผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาลคนหนึ่งของโลก อีกทั้งชีวประวัติของปาเกียว ยังน่าสนใจน่าติดตาม เพราะเขามาจากครอบครัวยากจน ที่ดิ้นรนต่อสู้จนกลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยของฟิลิปปินส์ จากการเป็นนักมวยอาชีพ

อย่างไรก็ตาม  แม้ปาเกียว ได้รับการชื่นชมในฐานะนักชกผู้ยิ่งใหญ่ของฟิลิปปินส์ แต่การทำงานเพื่อประชาชนยังคงมีคำถาม เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา ปาเกียวไม่ค่อยได้เข้าประชุมสภา และหายหน้าไปจากสังคมเป็นเวลานาน  เพราะต้องเก็บตัว เพื่อชกมวยต่างประเทศ ซึ่งสร้างรายได้ก้อนโต

เมื่อเดือนกรกฎาคม ปาเกียวถูกปลดจากตำแหน่งประธานพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เขาเคยเป็นหนึ่งในคนใกล้ชิดประธานาธิบดูเตอร์เต แต่ระยะหลังความสัมพันธ์กับผู้นำฟิลิปปินส์ไม่สู้ดีนัก เพราะปาเกียววิจารณ์ผู้นำฟิลิปปินส์และรัฐบาลชุดปัจจุบันอย่างตรงไปตรงมา พร้อมกับประกาศว่า นักการเมืองขี้โกงทุกคนจะต้องถูกจำคุก หากเขาได้เป็นประธานาธิบดี

เลนี โรเบรโด

ผลสำรวจความนิยมของ Pulse Survey : อันดับ 6 ที่ 8%

เลนี โรเบรโด รองประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ประกาศลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปีหน้า โดยยืนยันว่าเธอพร้อมที่จะเริ่มการต่อสู้ครั้งใหญ่แล้ว ทำให้เธอเป็นผู้สมัครคนที่ 5 ที่ประกาศลงสนามเลือกตั้งประธานาธิบดีฟิลิปปินส์อย่างเป็นทางการ

โรเบรโด วัย 56 ปี มักออกมาวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีดูเตอร์เต อยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะนโยบายการทำสงครามปราบปรามยาเสพติดของเขา เธอเป็นประธานพรรคเสรีนิยม ที่เป็นพรรคฝ่ายค้านหลักของฟิลิปปินส์ ชนะเลือกตั้งเป็นรองประธานาธิบดีในปี 2016 ขณะที่ดูเตอร์เตเป็นประธานพรรคพีดีพี-ลาบัน ที่เป็นพรรครัฐบาล และชนะเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในปีเดียวกัน โดยมีแนวโน้มว่า โรเบรโดอาจเป็นตัวแทนฝ่ายค้านเพียงคนเดียวที่จะชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปีหน้า

คุยกัน7วันหน : เปิดปัจจัยอังกฤษขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/606169

คุยกัน7วันหน : เปิดปัจจัยอังกฤษขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง

วันอาทิตย์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เราจะเห็นข่าวคนอังกฤษต่อคิวเติมน้ำมันตามสถานีบริการแบบยาวเหยียด และเกิดภาวะน้ำมันเชื้อเพลิงขาดแคลนในหลายพื้นที่
จนเกิดสถานการณ์วุ่นวายและรัฐบาลสหราชอาณาจักรต้องออกมาตรการชั่วคราวเพื่อคลี่คลายวิกฤตนี้ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นกับสหราชอาณาจักร ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก กับภาพผู้ใช้ยานพาหนะต้องประสบกับภาวะน้ำมันขาดแคลน สถานีบริการน้ำมันปิดให้บริการ หรือไม่ก็มีการต่อคิวยาวมากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้สาธารณชนไม่พอใจ เพราะกระทบกับผู้ใช้รถทั่วประเทศ

ต้นเหตุของปัญหามาจากการขาดแคลนคนขับรถบรรทุก ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน สมาคมค้าปลีกน้ำมันของอังกฤษ ระบุว่าขณะนี้มีสถานีบริการน้ำมันราว 27% จาก 5,450 แห่ง ที่ไม่มีน้ำมันเชื้อเพลิง แต่เป็นอัตราที่ลดลงจากต้นสัปดาห์ที่ สถานีน้ำมันถึง 66% ไม่มีน้ำมันขาย ด้านบริษัทน้ำมัน ทั้ง BP, Royal Dutch Shell และ Exxon Mobil ระบุในแถลงการณ์ยืนยันว่า มีน้ำมันเต็มที่ตามโรงกลั่นและสถานีปลายทางทั่วอังกฤษ

สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า น้ำมันไม่สามารถส่งไปถึงสถานีบริการน้ำมันรายย่อยด้วยสองปัจจัย ปัจจัยแรก เกิดวิกฤตขาดแคลนคนรถบรรทุกทั่วสหราชอาณาจักร ทำให้ไม่สามารถส่งน้ำมันไปถึงตามสถานีบริการต่างๆ ได้ แม้กระทั่ง BPก็ยังต้องปิดสถานีบริการของตนเองหลายแห่งไปแล้วสองครั้ง ส่วนอีกปัจจัย คือการที่ BP สั่งปิดสถานีบริการน้ำมันชั่วคราว ทำให้เกิดประชาชนผู้ใช้รถตื่นตระหนก จนพากันไปเติมน้ำมัน จนน้ำมันหมดปั๊มไปจำนวนมาก

การขาดแคลนคนขับรถบรรทุกในสหราชอาณาจักรนั้น เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว แต่มาถูกกระตุ้นด้วยสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ซึ่งทำให้กระบวนการออกใบอนุญาตขับขี่ล่าช้า และเบร็กซิต ซึ่งทำให้คนขับรถบรรทุกหลายหมื่นคนที่เป็นพลเมืองยุโรปต้องละทิ้งอาชีพในอังกฤษไป และนับตั้งแต่ต้นปีนี้ กฎระเบียบการเข้าเมืองหลังเบร็กซิตยิ่งทำให้ยากขึ้นสำหรับการที่พวกเขาจะกลับมาทำงาน

สมาคมขนส่งทางถนน คาดการณ์ว่า อังกฤษขาดแคลนรถบรรทุกราว 100,000 คน จนเมื่อวันอาทิตย์ก่อน รัฐบาลอังกฤษประกาศแผนการออกวีซ่าชั่วคราวให้คนขับรถบรรทุกต่างชาติราว 5000 คน และยังไฟเขียวให้คนทำงานอุตสาหกรรมสัตว์ปีกอีกราว 5,500 คน สามารถช่วยเรื่องกระบวนการขนส่งไก่งวงสำหรับคริสต์มาส ขณะที่ ควาซี ควาร์เต็งรัฐมนตรีเศรษฐกิจของอังกฤษระบุว่า ในช่วงไม่กี่วันข้างหน้านี้ จะเห็นทหารจำนวนหนึ่งขับรถบรรทุกเพื่อส่งน้ำมัน เขายอมรับว่าไม่กี่วันที่ผ่าน สถานการณ์ยากลำบากมีคิวมาก แต่ตอนนี้คิดว่าสถานการณ์เริ่มเสถียรแล้ว

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ส่งสัญญาณว่า ไม่น่าจะมีการผ่อนคลายเรื่องกฎการเข้าเมืองเพิ่มเติมแล้ว เพราะเชื่อว่าคนอังกฤษไม่ต้องการแก้ปัญหาด้วยการใช้ระบบเข้าเมืองแบบไม่ควบคุม

แม้รัฐบาลอังกฤษจะใช้หลายมาตรการชั่วคราวเพื่อแก้วิกฤตนี้ แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่า บรรดาคนขับรถบรรทุกต่างชาติยังคงต้องการเข้ามาทำงานหรือไม่เพราะคนขับรถบรรทุกร้องเรียนเรื่องค่าแรงที่ต่ำและสภาพการทำงานที่ย่ำแย่ ตลอดจนการขาดแคลนจุดพักรถที่สะอาด

สำนักข่าวรอยเตอร์ไปสำรวจพื้นที่พักรถใกล้ถนนวงแหวน M25 ชานกรุงลอนดอน พบคนขับรถบรรทุกจากหลายประเทศทั้งอังกฤษเอง ฝรั่งเศส เยอรมนี โปแลนด์ ลัตเวีย ลิทัวเนีย โปรตุเกสรัสเซีย และตุรกี พวกเขาเพิ่งหยุดพักจากการสัญจรขนส่งสินค้าทั่วยุโรป หลายคนบอกกับรอยเตอร์ว่า ค่าแรงพวกเขาควรขึ้นได้แล้ว จากสภาพการทำงานที่ลำบากและอันตราย ทั้งสภาพอากาศ ค่าที่จอดรถที่แพงขึ้นเรื่อยๆ ค่ำคืนที่เสี่ยงจากพวกหัวขโมย และผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายที่พยายามหาทางแอบขึ้นรถ ตลอดจนปัญหาการใช้ชีวิตครอบครัว ที่ต้องแตกสลายจากการที่พวกเขาไม่ได้ใช้ชีวิตกับภรรยาและลูกๆ เป็นเวลานาน

ด้านบริษัทจัดหางาน ฮอลีเออร์ ระบุว่า ค่าจ้างคนขับรถบรรทุกพุ่งสูงขึ้นมากในตอนนี้ โฆษณารับสมัครงานตัวหนึ่งสำหรับการขับรถบรรทุกสินค้า HGV ชั้น 1เสนอรายได้ถึง 75,000 ปอนด์ต่อปี หรือเกือบ 3.3 ล้านบาท ซึ่งสูงสุดเท่าที่บริษัทจัดหางานเคยเห็นมา ขณะที่ผู้อำนวยการฝ่ายจัดหางานของ ProDrive กล่าวว่าคนขับรถ HGV ตอนนี้ได้รับค่าแรงมากกว่าหลายเดือนก่อนถึง 40% โดยค่าจ้างอยู่ที่ 22.50 ปอนด์ต่อชั่วโมง ขณะที่ในเดือนมีนาคม ค่าแรงยังอยู่ที่ 14 ปอนด์ต่อชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีโบนัสอีกราว 1,000 ปอนด์ด้วย แต่จนถึงตอนนี้ ก็ยังหาคนมาสมัครงานยากมาก

คนขับรถบรรทุกรายหนึ่งบอกว่า ปัญหาการขาดแคลนคนขับรถบรรทุกจะไม่คลี่คลายในเร็ววันนี้ เพราะสภาพการทำงานที่ย่ำแย่ ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่ยอมทำงานนี้ และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีจอห์นสัน ซึ่งจบจากโรงเรียนอีตัน โรงเรียนสังคมชั้นสูง และจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดควรใช้เวลาให้มากขึ้นในการทำความเข้าใจปัญหานี้อย่างจริงจัง

รูบี้ แมคเกรเกอร์-สมิธ ประธานหอการค้าอังกฤษ กล่าวว่า การเสนอให้วีซ่าคนขับรถเพียง 5,000 คนนั้นไม่เพียงพอเปรียบเสมือนการโยนน้ำเพียงเล็กน้อยเข้ากองไฟ หากไม่มีการทำอะไรมากกว่านี้สหราชอาณาจักรจะเผชิญความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ รวมถึงช่วงคริสต์มาสที่ไม่ค่อยน่ายินดีสำหรับภาคธุรกิจและลูกค้าทั่วประเทศ

คุยกัน7วันหน : จีน-สหรัฐฯ เดินหน้าแข่งขันลดโลกร้อน ก่อนการประชุม COP26 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/604647

คุยกัน7วันหน : จีน-สหรัฐฯ เดินหน้าแข่งขันลดโลกร้อน  ก่อนการประชุม COP26

วันอาทิตย์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.05 น.

การประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ นอกจากเรื่องโควิด-19 เรื่องความมั่นคงของโลกแล้ว เรื่องของสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงเป็นอีกเรื่องที่ถูกพูดถึงมากที่สุด และผู้นำโลกต่างให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก ก่อนที่จะเกิดการประชุมว่าด้วยเรื่องสภาวะอากาศ หรือ COP26ที่เมืองกลาสโกว์ ของสกอตแลนด์ เดือนพฤศจิกายนนี้

ปีที่แล้ว ต้องยกเลิกการประชุมว่าด้วยเรื่องสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงไป อันเนื่องมาจากการระบาดของโควิด-19 ทำให้ทั่วโลกจับตาการประชุม COP26 หรือที่ย่อมาจาก Conference of the Parties to the UN Convention on Climate Change เรียกสั้นๆ ง่ายๆ ว่า การประชุมว่าด้วยเรื่องสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง โดยจะ
มีผู้นำทั่วโลกเข้าร่วมประชุม ครั้งนี้เป็นการพบกันครั้งที่ 26 แล้ว โดยจะเป็นการต่อยอดข้อตกลง COP21 ที่กรุงปารีส ซึ่งนับว่าเป็นข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด แม้ว่า ผู้เชี่ยวชาญบางคนจะมองว่าหลายเรื่องยังคงไม่สำเร็จอยู่ก็ตาม

การประชุมนี้ ไม่เพียงแต่ผู้นำโลก แต่จะยังมีผู้คนจากทุกภาคส่วน ทั้งบริษัทน้ำมัน เชื้อเพลิงฟอสซิล, นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมและอื่นๆ เข้าร่วม เพื่อช่วยกันกำหนดแนวทางในการปกป้องโลกใบนี้ เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่ประชุม COP26 ซึ่งประกอบด้วย

– ตอกย้ำมติให้โลกร้อนขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เป็นเป้าหมายใหญ่ที่สุด ที่หลายประเทศที่ยังใช้เชื้อเพลิงฟอสซิส ยังคงต่อต้านอยู่

– กำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนว่าจะให้ยกเลิกการใช้ถ่านหิน ซึ่งทุกวันนี้หลายชาติยังคงใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งก็ทำให้เกิดมลพิษขนานใหญ่สู่โลกของเรา

– จัดตั้งงบประมาณ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เพื่อหนุนเรื่องสภาวะอากาศ – โดยชาติร่ำรวยต่างเห็นพ้อง ว่าจะให้การช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาในการลดการปล่อยก๊าซ และรับมือกับวิกฤตต่างๆ

– เดินหน้าสู่การใช้รถไฟฟ้าทั้งหมด ภายใน 14-19 ปีข้างหน้า

– ยุติการตัดไม้ทำลายป่า ภายในสิ้นทศวรรษนี้ – เนื่องจากต้นไม้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการดูดซับก๊าซคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศ

– ลดการปล่อยก๊าซมีเทน – ซึ่งก๊าซนี้มีพลังความร้อนมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 80 เท่า

สภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง”อีกเวทีแข่งขันสำคัญระหว่าง สหรัฐฯและจีน

โดยในเวทีการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯจะให้การสนับสนุนเงินทุนเพิ่มเป็น 2 เท่า เพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาในการรับมือวิกฤตสภาวะอากาศ 11,400 ล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งเป็นการกลับลำครั้งใหญ่ หลังจากที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งถอนตัวออกจากข้อตกลงโลกร้อนปารีสไป ฝ่ายประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ก็ประกาศในวันเดียวกันว่า จีนจะไม่ให้การสนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในต่างประเทศแล้ว แม้ว่าจีนจะยังคงเป็นประเทศที่มีการใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าสูงที่สุดในโลกก็ตาม แต่การประกาศดังกล่าว นับเป็นการประกาศสิ้นสุดการลงทุนโรงไฟฟ้าถ่านหินมหาศาลของจีน ทั้งในแอฟริกา, ยุโรปตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ประธานาธิบดีสี เคยประกาศไว้เมื่อปีที่แล้ว ว่า จีนจะปล่อยก๊าซถึงระดับสูงสุดก่อนปี 2030 และจะไปให้ถึงเป้าหมายการเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ carbon neutralityก่อนปี 2060 ส่วนประธานาธิบดีไบเดนประกาศตั้งเป้าว่าจะปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นศูนย์ ไม่เกินปี 2050 นี้

แม้จะดูเป็นการแข่งขันเพื่อครองความเป็นเจ้าระหว่างสองประเทศอีกครั้ง แต่ดูเหมือนการแข่งขันประเภทนี้ จะเป็นสิ่งที่ดีต่ออากาศของโลกใบนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว

คุยกัน7วันหน : ลาก่อน ‘อังเกลา แมร์เคิล’ ผู้นำหญิงเยอรมนีเตรียมอำลาชีวิตนายกฯ 16 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/603065

คุยกัน7วันหน : ลาก่อน ‘อังเกลา แมร์เคิล’  ผู้นำหญิงเยอรมนีเตรียมอำลาชีวิตนายกฯ 16 ปี

คุยกัน7วันหน : ลาก่อน ‘อังเกลา แมร์เคิล’ ผู้นำหญิงเยอรมนีเตรียมอำลาชีวิตนายกฯ 16 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล ของเยอรมนี เตรียมอำลาจากตำแหน่งที่เธอสร้างประวัติศาสตร์ อยู่ยาวนานมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2005 ในขณะที่สถานการณ์ทั้งในและต่างประเทศยังคงมีความไม่แน่นอน

นางแมร์เคิล วัย 67 ปีได้รับการเรียกขานว่า “ผู้นำแห่งโลกเสรี” ในช่วงที่กระแสประชานิยมเบ็ดเสร็จครองพื้นที่ในยุโรปและสหรัฐฯ และได้รับฉายาว่า “นายกรัฐมนตรีตลอดกาล” ของเยอรมนี ชนะเลือกตั้งมา 4 สมัยติดต่อกัน และสามารถชนะสมัยที่ 5ได้อย่างสบายๆ หากลงเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 26 กันยายน แต่เราทราบกันดีว่า เธอประกาศตั้งแต่ปี 2018 ว่าจะลงจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคคริสเตียน เดโมเครติค ยูเนียน หรือซีดียู (CDU) ในการประชุมใหญ่พรรคปลายปีนั้น และจะไม่ลงเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีในปีนี้ นายกรัฐมนตรีหญิงเยอรมนีตอบผู้สื่อข่าวระหว่างเยือนสหรัฐฯ ครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนมิถุนายนว่าสิ่งที่เฝ้ารอมากที่สุดคือ การไม่ต้องตัดสินใจอยู่ตลอดเวลาอีกต่อไป

ในช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเยอรมนี นางแมร์เคิลถือได้ว่าเป็นผู้นำที่สร้างความแข็งแกร่งให้กับเยอรมนีเป็นอย่างมาก นำพาประเทศและสหภาพยุโรป ฝ่าฟันวิกฤตต่างๆ มาได้ด้วยดี เธอเป็นแบบอย่างของนักการเมืองเยอรมนี ที่เป็นคนทำงานหนัก ไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาโจมตีใส่ร้ายกัน เธอไม่พูดมากไม่พูดเรื่องไร้สาระไม่คุยโวโอ้อวดตนไม่นิยมการแต่งตัวหรูหรา ใส่เสื้อผ้าชุดเดียวในทุกๆ งานแถมซักรีดด้วยตนเองอีกต่างหาก ไม่ชอบถ่ายภาพหรือนำภาพส่วนตัวมาลงสื่อโซเชียล บางครั้งโดนสื่อถามเรื่องเสื้อผ้าหน้าผม โดยเฉพาะชุดที่ใส่ออกงานซ้ำๆ แมร์เคิลก็จะตอบว่า เธอเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ใช่นางแบบ ถือเป็นการปฏิบัติตนที่สมถะ ทุ่มเททำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชน โดยไม่เคยมีข่าวหรือเรื่องราวเกี่ยวกับการทุจริตหรือประพฤติมิชอบแต่อย่างใด ตลอดเวลาที่เป็นนายกรัฐมนตรี

ผู้สนับสนุนยกย่องว่านางแมร์เคิลผ่านพ้นวิกฤตโลกครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยการแสดงความเป็นผู้นำที่แน่วแน่และจริงจัง ขณะที่ผู้วิพากษ์วิจารณ์มองว่า เธอเพียงแค่เอาตัวรอดด้วยการยึดแต่สิ่งที่น่าจะเป็นมติเอกฉันท์แบบครอบคลุมที่สุดเท่านั้น ขาดวิสัยทัศน์ในการตระเตรียมยุโรปและเยอรมนีสำหรับอนาคตข้างหน้า ศูนย์วิจัยพิวเผยผลสำรวจเมื่อปลายปี 2563 ว่า ประเทศตะวันตกส่วนใหญ่มั่นใจว่า นางแมร์เคิลจะตัดสินใจอย่างถูกต้องในประเด็นระดับโลก อย่างไรก็ดี การที่เธอตัดสินใจอย่างกล้าหาญที่สุดในปี 2015 ด้วยการเปิดประเทศรับผู้แสวงหาที่ลี้ภัยกว่า 1 ล้านคนส่งผลให้พรรคทางเลือกเพื่อเยอรมนี (AfD) ที่ต่อต้านผู้เข้าเมืองนำพากลุ่มการเมืองขวาจัดเข้าสภาผู้แทนราษฎรเยอรมนีได้เป็นครั้งแรกนับจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะที่กลุ่มนักเคลื่อนไหวเยาวชนตำหนิเธอที่ไม่เผชิญหน้ากับความเร่งด่วนเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งที่เคยผลักดันเรื่องการใช้พลังงานหมุนเวียนมาก่อน

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าใครจะได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของเยอรมนี ก็จะถือว่าเป็นผู้นำที่อ่อนด้อยประสบการณ์ และขาดซึ่งบารมีอย่างที่แมร์เคิลเคยส่องแสงเป็นดาวเด่นในยุโรปและบนเวทีโลกตลอดหลายปีที่ผ่านมา

และเชื่อว่า พวกเราก็คงจะคิดถึงเธอ หญิงเหล็กแห่งเยอรมนี

คุยกัน7วันหน : 20 ปี เหตุการณ์ 9/11 สหรัฐฯ ปราบก่อการร้ายไม่สำเร็จ ?!? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/601469

คุยกัน7วันหน : 20 ปี เหตุการณ์ 9/11 สหรัฐฯ ปราบก่อการร้ายไม่สำเร็จ ?!?

คุยกัน7วันหน : 20 ปี เหตุการณ์ 9/11 สหรัฐฯ ปราบก่อการร้ายไม่สำเร็จ ?!?

วันอาทิตย์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2564, 08.30 น.

ภาพตึกแฝด เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์สัญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรืองใจกลางมหานครนิวยอร์กของสหรัฐฯ ที่มีควันพวยพุ่งออกมา ก่อนที่จะค่อยๆ พังถล่มลง กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการ “ก่อการร้าย” ยุคใหม่ .. 9/11

ผ่านมา 20 ปี ภาพนั้น ยังคงฝังอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน โดยเฉพาะผู้สูญเสียในเหตุการณ์ นำมาสู่การที่ตำรวจโลกอย่างสหรัฐอเมริกาไล่ล่าองค์กรก่อการร้ายทั่วโลก

นับตั้งแต่ที่อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ประกาศว่าจะทำ “สงครามกับกลุ่มก่อการร้าย” เพื่อตอบโต้กับเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน ปี 2001 ทั้งในนิวยอร์กและตึกเพนตากอนในวอชิงตัน ภารกิจการไล่ล่ากลุ่มก่อการร้ายเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

“สงครามต่อการก่อการร้ายของเราเริ่มต้นกับกลุ่ม อัลกออิดะห์ แต่มันจะยังไม่สิ้นสุดตรงนี้ มันจะยังไม่สิ้นสุดจนกว่ากลุ่มก่อการร้ายทุกกลุ่มบนโลกจะถูกค้นพบ หยุด และพ่ายแพ้ลง”บุช กล่าวไว้เมื่อ 20 กันยายน 2001 แต่ผ่านมา 20 ปี หลังจากที่สหรัฐฯ เข้าร่วมสงครามทั้งในอิรัก และอัฟกานิสถาน ที่คร่าชีวิตพลเรือนหลายหมื่นคน และใช้งบประมาณมหาศาลหลายล้านล้านดอลลาร์ ภัยก่อการร้ายต่อสหรัฐฯก็ยังคงมีอยู่ แม้ว่าจะแตกต่างจากภัยเมื่อปี 2001 ก็ตาม

กลุ่มอัลกออิดะห์ ที่อ้างตัวว่าประสบความสำเร็จในการก่อวินาศกรรมบนแผ่นดินสหรัฐฯ ในเหตุการณ์ 9/11 อาจลดทอนอำนาจลง หรืออ่อนแอลง แต่กลับเกิดกลุ่มติดอาวุธ ที่มีแนวทางคล้ายคลึงกันแพร่หลายไปในทุกที่ทั่วโลก โดยเฉพาะในแอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชีย

แม้ว่าเหล่าแกนนำกลุ่มอัลกออิดะห์ที่พัวพันเหตุกาณ์ 9/11 จะถูกสหรัฐฯ จับกุมหรือสังหารไปแล้ว รวมถึง โอซามาบิน ลาเดน ซึ่งถูกหน่วยซีลสหรัฐฯ สังหารในประเทศปากีสถาน เมื่อปี 2011 แต่กลุ่มอัลกออิดะห์ของเขา ก็ยังคงยืดหยุ่น และมีกลุ่มเครือข่ายในอย่างน้อย 17 ประเทศ ในจำนวนนี้รวมถึงกลุ่มรัฐอิสลาม หรือ IS ที่เป็นการรวมตัวของกลุ่มนักรบหลายเครือข่าย เกิดขึ้นตั้งแต่สงครามอิรักเมื่อปี 2003 เดิมเป็นเครือข่ายน้องของกลุ่มอัลกออิดะห์ในประเทศอิรัก แต่ต่อมาแยกตัวตั้งกลุ่มใหม่และค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้น และมีบทบาทมากกว่ากลุ่มอัลกออิดะห์เดิม

บรูซ ฮอฟแมน นักวิชาการอาวุโส ด้านต่อต้านการก่อการร้ายและความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ แห่งสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ระบุว่า ตลอด 20 ปีมานี้ เรายังคงเห็นเหตุก่อการร้ายซ้ำแล้วซ้ำอีกสหรัฐฯ และสถานการณ์ที่เอื้ออำนวย ยังทำให้พวกเขาอพยพ เข้าไปก่อเหตุยังภูมิภาคอื่นๆ ของโลกได้ด้วย การขยายพื้นที่ก่อเหตุของกลุ่มก่อการร้าย ทำให้นักรบเหล่านี้รับรู้ได้ถึงความท้าทายที่มากขึ้น การติดตาม และควบคุมมากขึ้น ทำให้พวกเขาไม่สามารถก่อเหตุโจมตีขนานใหญ่เหมือนเหตุการณ์9/11 ได้ แต่ก็ยังคงท้าทายเป้าหมายของบุช ที่ต้องการขจัด “กลุ่มก่อการร้าย”ให้สิ้นซาก

โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนล่าสุดที่เดินหน้าถอนทหารออกมาจากอัฟกานิสถาน หลังผ่านพ้นช่วงการไล่ล่ากลุ่มก่อการร้ายมานาน 20 ปี บอกว่าสิ่งที่เราต้องการในอัฟกานิสถานในเวลานี้คือ กลุ่มอัลกออิดะห์ จบสิ้นแล้วหรือ? เราเข้าไปในอัฟกานิสถานเพื่อแสดงความมุ่งมั่น ที่จะกำจัดอัลกออิดะห์ในอัฟกานิสถาน รวมถึงการกำกัด โอซามา บิน ลาเดน และเราทำได้แล้ว…เราไปที่นั่นและเราปฏิบัติภารกิจสำเร็จ คุณก็ทราบจุดยืนของผมที่มีมาเนิ่นนาน มันถึงเวลาที่จะต้องยุติสงครามนี้แล้ว

การถอนกองกำลังสหรัฐฯ และพันธมิตรออกจากอัฟกานิสถานเมื่อไม่นานมานี้ ที่แม้ไบเดน ย้ำว่าสงครามในอัฟกานิสถานสิ้นสุดลงแล้ว แต่เป็นเพียงการสิ้นสุดของสหรัฐฯ ฝ่ายเดียวเท่านั้น เพราะนี่อาจยิ่งเป็นชนวนให้เครือข่ายก่อการร้ายเติบโตยิ่งขึ้น!ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การที่กลุ่มตาลิบันเข้ายึดอำนาจในอัฟกานิสถาน จะยิ่งทำให้กลุ่มต่อต้านสหรัฐฯจัดระเบียบองค์กรใหม่ และอาจแพร่ขยายได้มากขึ้น หลังจากที่พวกเขาอัดอั้นมานาน 20 ปีที่ผ่านมา และการมีอยู่ของรัฐบาลตาลิบัน ทำให้มีโอกาสสูงที่อัฟกานิสถานจะกลายเป็นที่ซุกซ่อนของกลุ่มก่อการร้ายอีกครั้ง และอาจจะได้เห็นการฟื้นตัว และการกลับมาของกลุ่มนักรบญิฮัด

ไม่เพียงกลุ่มก่อการร้ายภายนอก หากแต่สหรัฐฯเองยังต้องเผชิญกับภัยคุกคามภายในด้วยเช่นกัน หลังจากที่หลายปีมานี้ กลุ่ม “ขวาจัดสุดโต่ง” เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ในสมัยอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่ง และยังจัดเป็นภัยคุกคามอยู่ในปัจจุบันอีกด้วย

ผ่านมา 20 ปี ไม่เพียงกลุ่มก่อการร้ายไม่หมดไป แต่จะยังคงเกิดกลุ่มใหม่ ขึ้นเป็นภัยคุกคามของโลกอย่างต่อเนื่อง และจนถึงวันนี้ สหรัฐฯก็ยังไม่ประสบความสำเร็จในการกำจัดกลุ่มก่อการร้าย อย่างที่อดีตประธานาธิบดีบุชเคยลั่นถ้อยคำเอาไว้

คุยกัน7วันหน : จีนปฏิรูปครั้งใหญ่ ทั้งระบบการศึกษา-สังคม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/599881

คุยกัน7วันหน : จีนปฏิรูปครั้งใหญ่  ทั้งระบบการศึกษา-สังคม

คุยกัน7วันหน : จีนปฏิรูปครั้งใหญ่ ทั้งระบบการศึกษา-สังคม

วันอาทิตย์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนคุมเข้มบริษัทภาคเอกชนอย่างหนักโดยเฉพาะบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและขยายผลมาถึงโรงเรียนสอนวิชาภาคเอกชน จนกระทั่งล่าสุดรัฐบาลจีนสั่งห้ามประชาชนอายุต่ำกว่า 18 ปีเล่นเกมช่วงวันธรรมดา และจำกัดเวลาเล่นเกมช่วงสุดสัปดาห์และวันหยุดได้วันละ 1 ชั่วโมงเท่านั้น

หน่วยงานควบคุมดูแลสื่อของจีนหรือ NPPA ระบุว่า ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา เยาวชนอายุไม่ถึง 18 ปี จะได้รับอนุญาตให้เล่นเกมได้ ช่วงเวลา 20.00 ถึง 21.00 เป็นเวลา 1 ชั่วโมงเท่านั้น ในวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ขณะที่ ช่วงวันจันทร์ ถึงพฤหัสบดี จะสั่งห้ามไม่ให้เล่นเกมโดยเด็ดขาด โดยทางการจีนให้เหตุผลว่าเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กติดวีดีโอเกมมากไปNPPA ยังระบุว่า ได้ออกข้อกำหนดต่อโรงเรียนต่างๆ ให้ใช้มาตรการเพื่อป้องกันเด็กติดเกมออนไลน์ และให้เด็กมีพัฒนาการด้านสุขภาพที่ดี ตั้งแต่ภาคเรียนนี้เป็นต้นไป

นอกจากการจำกัดชั่วโมงเล่นเกมแล้ว รัฐบาลจีนยังออกกฎให้ผู้เล่นเกมออนไลน์ ต้องใช้ชื่อจริง นามสกุลจริงด้วย เพื่อจะตรวจสอบตามตัวได้ง่ายและสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เพิ่มความเข้มงวดขึ้นอีก โดยบังคับว่าบริษัทเกมออนไลน์ ห้ามให้บริการกับผู้เล่นที่ไม่ลงทะเบียนและล็อกอินเข้าเกมด้วยชื่อจริง

NPPA ชี้แจงว่า มาตรการเข้มงวดนี้มาจากเสียงสะท้อนของผู้ปกครองเพราะผู้ปกครองจำนวนมากบอกว่าเด็กติดเกมออนไลน์อย่างหนัก จนไม่เป็นอันเรียน สุขภาพกายและจิตใจก็กระทบนำไปสู่ปัญหาสังคม ผู้ปกครองเองก็ทุกข์ใจขณะที่รัฐบาลจีนมองว่า การปล่อยให้เด็กเล่นเกม ก็เหมือนการปล่อยให้เยาวชนเสพ “ยาเสพติดอิเล็กทรอนิกส์”และ “ติดฝิ่นทางจิตใจ”

หลังประกาศข้อกำหนดดังกล่าวหุ้นของบริษัทยักษ์ใหญ่ในจีนที่ทำธุรกิจเกมออนไลน์ร่วงลงหลายจุด เช่น NetEase และ Tencent ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการทำให้อุตสาหกรรมเกมที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ก้าวถอยหลัง ก่อให้เกิดบรรยากาศด้านลบต่อการเติบโตทางธุรกิจเกม ขณะที่ผู้ใช้สังคมออนไลน์อย่าง Weibo ถึงกับโอดครวญว่า จีนคงไม่ใช่ประเทศสำหรับกีฬาอีสปอร์ตอีกแล้วเพราะแค่จะซ้อมการเล่นก็ถูกจำกัดเวลาในขณะที่เด็กประเทศอื่นชนะเลิศเป็นแชมป์โลกตอนวัย 17 ปี แต่เด็กจีนจะเพิ่งได้ซ้อมเล่นเกมเพื่อแข่งตอนอายุ 18 ปีอีกทั้งยังมองว่า กฎหมายแบบนี้มีช่องโหว่เยอะ เด็กจีนถ้าจะเล่นเกม เขาก็หาวิธีจนได้

จีนยังประกาศการปฏิรูปการศึกษาใหม่ ด้วยนโยบาย double reductionลดการบ้านและการเรียนกวดวิชาหลักหลังเลิกเรียน เช่น แบนการบ้านสำหรับเด็กประถม 1 และสั่งห้ามให้การบ้านมากเกินกว่าการใช้เวลาทำ1.5 ชั่วโมง จนถึงวัยมัธยมต้นอีก กระทรวงศึกษาธิการจีนระบุว่า การประเมินผลในวัยเด็กเกินไป จะเกิดผลกระทบต่อทั้งร่างกายและจิตใจของเด็กนักเรียน จึงออกแถลงการณ์ ระบุว่า การสอบประเมินผลการศึกษา มีความจำเป็นต่อการศึกษาในระบบ แต่พบว่ามีบางโรงเรียนที่มีปัญหา เช่น การสอบที่มากและเคร่งครัดจนเกินไป จนทำให้เด็กๆ เกิดความเครียด และสิ่งนี้ควรได้รับการจัดการให้เรียบร้อย

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จีนยังได้สั่งระงับบริษัทกวดวิชาที่ทำกำไรจากการสอนวิชาหลักได้มหาศาลนอกจากนี้ ยังจำกัดการลงทุนของต่างชาติในอุตสาหกรรมนี้ และขัดขวางภาคการกวดวิชาส่วนตัว ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 1.2 แสนล้านดอลลาร์ หรือกว่า 3.6 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ยังแบนการกวดวิชาในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ต่างๆ ด้วย ทั้งนี้ สถิติในปี 2016 เผยว่าเด็กจีนอายุ 6-18 ปี มากกว่า 75% ต่างเรียนกวดวิชากันทั้งนั้น เพราะระบบการสอบแข่งขันต่างๆ ทำให้พ่อแม่ต่างสรรหาการกวดวิชามาให้ลูก ขณะที่การแบนดังกล่าว ถูกมองว่าอาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา แต่ยิ่งทำให้พ่อแม่อาจเสียค่าใช้จ่ายแพงขึ้นในการหาติวเตอร์ส่วนตัวมาสอนให้ลูกต่างหาก

Global Times สื่อของทางการจีนออกบทความปกป้องมาตรการคุมเข้มใหม่นี้ โดยระบุว่า จะเป็นการสร้างทำให้ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดที่รุ่งเรือง และเป็นหนทางในการต่อสู้การผูกขาดของธุรกิจ ปกป้องความมั่นคงของชาติ และปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ซึ่งธรรมาภิบาลทางเศรษฐกิจนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ของโลก แต่สื่อตะวันตกเอาแต่มองแนวปฏิบัติของจีนเป็นแต่เรื่องการเมืองและสาปแช่งให้จีนล้มเหลว และยังระบุว่าด้วยว่า จีนนั้นเป็นแนวหน้าของชาติกำลังพัฒนา และจีนจะก้าวสู่เส้นทางของการทำให้ทันสมัยที่แตกต่างจากแนวทางของทุนนิยม

การยกเครื่องภาคธุรกิจและสังคมของจีน เริ่มต้นตั้งแต่ปีที่แล้ว ที่ทางการจีนระงับแผน IPO มูลค่า 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์ของ Ant Groupภายใต้อาลีบาบา และยังให้อาลีบาบาเสียค่าปรับมูลค่า 2.5 พันล้านดอลลาร์ ตามมาด้วยการแบนการกวดวิชาของสถาบันเอกชนที่ทำกำไรจากการสอน รวมไปถึงการสั่ง Didi Chuxingแอปพลิเคชั่นเรียกรถยักษ์ใหญ่ กรณีเรื่องการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งาน

คุยกัน7วันหน : รู้จักกลุ่มหัวรุนแรง ไอซิส-เค ผู้อยู่เบื้องหลังบึ้มสนามบินกรุงคาบูล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/598214

คุยกัน7วันหน : รู้จักกลุ่มหัวรุนแรง ไอซิส-เค  ผู้อยู่เบื้องหลังบึ้มสนามบินกรุงคาบูล

คุยกัน7วันหน : รู้จักกลุ่มหัวรุนแรง ไอซิส-เค ผู้อยู่เบื้องหลังบึ้มสนามบินกรุงคาบูล

วันอาทิตย์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 07.00 น.

มารู้จักกับกลุ่มหัวรุนแรง ไอซิส-เค (ISIS-K) ที่สหรัฐฯ เชื่อว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตีสนามบินกรุงคาบูล และกลุ่มไอซิส-เค ซึ่งสาบานเป็นศัตรูตัวฉกาจกับกลุ่มตาลิบัน ต้องการสร้างความโกลาหลที่สนามบินและมีข้อมูลข่าวกรองหลั่งไหลออกมาว่า ไอซิส-เค มีความสามารถและกำลังวางแผนก่อเหตุโจมตีหลายครั้ง

ไอซิส-เค หรือชื่อเต็มที่น่าจะถูกต้องกว่า คือ อิสลามิก สเตท โกราซานพรอฟวินซ์ (Islamic State Khorasan Province) หรือ ISKP เป็นเครือข่ายในภูมิภาคของกลุ่มหัวรุนแรงรัฐอิสลามหรือไอเอส หรือบางครั้งก็เรียกไอซิสด้วย ซึ่งเคลื่อนไหวอยู่ในอัฟกานิสถานและปากีสถาน เป็นกลุ่มหัวรุนแรงสุดโต่งและกลุ่มนักรบศักดิ์สิทธิ์กลุ่มนี้ ฝากฝีมือการก่อความรุนแรงทั้งหมดในอัฟกานิสถานเท่านั้น

ไอซิส-เค ตั้งขึ้นในเดือนมกราคม 2015 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กลุ่มไอเอสเรืองอำนาจสูงสุดในอิรักและซีเรีย ก่อนที่จะถูกกำราบอย่างถอนรากถอนโคลนในอิรักและซีเรีย จากกองกำลังพันธมิตรที่นำโดยสหรัฐฯ แต่กลุ่มนี้ก็ซมซานหนีมาเปิดรับสมัครสมาชิกนักรบศักดิ์สิทธิ์จากทั้งอัฟกานิสถานและปากีสถานโดยเฉพาะอย่างยิ่งได้สมาชิกที่แปรพักตร์มาจากกลุ่มตาลิบันในอัฟกานิสถาน ซึ่งมองว่ากลุ่มตาลิบันที่พวกเขาร่วมอยู่ด้วย ยังไม่สุดโต่งเพียงพอ พูดง่ายๆ คือยังไม่โหดพอ

แล้วขนาดไหนถึงเรียกว่าโหดมากพอ?

ไอซิส-เค ถูกเชื่อว่าอยู่เบื้องหลังการก่อเหตุโหดร้ายป่าเถื่อนที่สุดในรอบหลายปีมานี้ เคยฝากผลงานด้วยการโจมตีเป้าหมายแบบไม่ต้องเสี่ยงมากมายนั่นคือโจมตีโรงเรียนเด็กผู้หญิง, โรงพยาบาลและแม้แต่โรงพยาบาลแม่และเด็ก ซึ่งทำให้หญิงตั้งครรภ์และพยาบาลเสียชีวิตจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่า ไม่โหดจริงคงทำไม่ได้

กลุ่ม ไอซิส-เค เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายไอเอสทั่วโลก ที่พุ่งเป้าโจมตีเป้าหมายชาติตะวันตก, ระหว่างประเทศและเป้าหมายด้านมนุษยธรรม ทุกที่ที่
สามารถทำได้ ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มตาลิบันที่จำกัดการเคลื่อนไหวอยู่เฉพาะในอัฟกานิสถานเท่านั้น

ไอซิส-เค มีฐานที่มั่นอยู่ที่ไหน?

ไอซิส-เค มีฐานที่มั่นอยู่ในจังหวัดนันการ์ฮาร์ ทางตะวันออกของอัฟกานิสถาน ใกล้กับเส้นทางลำเลียงยาเสพติดและค้ามนุษย์ทั้งในและนอกปากีสถาน กลุ่มนี้มีนักรบสูงสุดประมาณ 3,000 คน แต่ก็สูญเสียกำลังพลไม่น้อยจากการปะทะกับทั้งทหารสหรัฐฯและอัฟกานิสถาน รวมทั้งกับนักรบตาลิบันด้วย

แล้วมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกลับตาลิบันหรือไม่?

แน่นอน มีส่วนเกี่ยวข้องผ่านบุคคลที่ 3 คือเครือข่ายฮักกานี จากข้อมูลของบรรดานักวิจัย พบว่า มีการเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่นระหว่างกลุ่มไอซิส-เคและเครือข่ายฮักกานี ซึ่งกลุ่มฮักกานีมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับตาลิบัน และในขณะนี้ ชายผู้ที่ตาลิบันไว้วางใจให้เข้ามารับผิดชอบเรื่องความมั่นคงในกรุงคาบูล ไม่ใช่ใครที่ไหน คือนายกาลิล ฮักกานีหัวหน้ากลุ่มฮักกานี ผู้ที่มีค่าหัวถึง5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ163 ล้านบาท

ดร.ซัจจัน โกเฮล จากสถาบัน Asia Pacific Foundation เฝ้าติดตามเครือข่ายกลุ่มหัวรุนแรงในอัฟกานิสถานมานานหลายปี กล่าวว่า การโจมตีครั้งใหญ่หลายครั้งระหว่างปี 2019 และ 2021 เกิดจากความร่วมมือกันระหว่างกลุ่มไอซิส-เค, เครือข่ายฮักกานีของตาลิบัน และกลุ่มก่อการร้ายอื่นๆ ที่มีฐานอยู่ในปากีสถาน

เมื่อตาลิบันบุกเข้ายึดกรุงคาบูลเมืองหลวงอัฟกานิสถานในวันที่ 15สิงหาคมที่ผ่านมา และได้ปล่อยตัวนักโทษจำนวนมากออกจากคุกเมืองปัล-อี-ชาคี ซึ่งมีรายงานว่า มีนักโทษกลุ่มหัวรุนแรงไอเอสและอัล-เคดาด้วย และขณะนี้ นักโทษเหล่านี้ยังลอยนวล ไม่รู้ว่าไปอยู่แห่งหนใดแล้ว มีโอกาสสูงมากที่พวกเขาจะกลับไปรวมกลุ่มกับเครือข่ายก่อการร้ายเดิมของพวกเขา

แต่ไอซิส-เค มีความแตกต่างจากตาลิบัน และกล่าวหาตาลิบันว่า ละทิ้งจิตวิญญาณของนักรบศักดิ์สิทธิ์ และสมรภูมิรบ หันไปสนับสนุนการเจรจาสันติภาพในโรงแรมหรู กรุงโดฮาประเทศกาตาร์

ขณะนี้ กลุ่มหัวรุนแรงไอเอสกลายเป็นปัญหาใหญ่ท้าทายต่อความมั่นคงของรัฐบาลตาลิบัน ที่กำลังจะปกครองอัฟกานิสถาน และเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ผู้นำตาลิบันได้แบ่งปันข้อมูลกับหน่วยข่าวกรองชาติตะวันตก พร้อมทั้งรับรู้ปัญหานี้เป็นอย่างดี

คุยกัน7วันหน : อินเดียพบสัญญาณโควิดระลอก 3 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/594974

คุยกัน7วันหน : อินเดียพบสัญญาณโควิดระลอก 3

คุยกัน7วันหน : อินเดียพบสัญญาณโควิดระลอก 3

วันอาทิตย์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา อินเดียต้องเผชิญกับการระบาดของโควิด-19 ระลอก 2 เคยมีผู้ติดเชื้อวันเดียวพุ่งสูงเกิน 4 แสนคน หลังจากนั้นสถานการณ์ก็ค่อยๆ ดีขึ้น แต่พอเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มียอดผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ที่ประมาณ 30,000-40,000คนต่อวัน จนผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าพบสัญญาณการระบาดระลอก 3 แล้ว

สัญญาณการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 เกิดขึ้นในอินเดียอย่างน้อยสิบรัฐ รวมทั้งรัฐทมิฬนาฑู กรณาฏกะ และเกรละ นั่นคือมีรายงาน ค่า R-value สูงขึ้น ซึ่งหมายความว่าผู้ติดเชื้อแต่ละคนกำลังแพร่เชื้อไวรัสโควิด ไปสู่อีกหลายคน มากกว่าในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา

ค่า R-Value หรือ ตัวเลขการแพร่เชื้อ เป็นเครื่องมือสำคัญที่นักระบาดวิทยาและผู้กำหนดนโยบาย ใช้เพื่อตรวจสอบความชุกและการแพร่ระบาดของโควิด-19 R-Value เฉลี่ยของอินเดียตอนนี้ คือ 1.01 หมายความว่า ผู้ติดเชื้อทุกคนกำลังแพร่เชื้อไวรัสโควิด ไปยังบุคคลอื่นมากกว่าหนึ่งคนนั่นเอง

ตอนที่อินเดียต้องเผชิญกับการระบาดของโควิด-19 ระลอก 2 เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา R-valueอยู่ที่ประมาณ 1.4 และลดลงเหลือ 0.9เมื่อหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ตัวเลขที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพรู้สึกกังวล เพราะเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า มีอัตราการติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น เช่นที่ใจกลางรัฐมัธยประเทศ มี R-value สูงสุดที่ 1.31 รองลงมาคือรัฐหิมาจัลประเทศ 1.3 และรัฐทางตะวันออกเฉียงเหนืออย่าง นาคาแลนด์ 1.09

R-value 1.3 หมายความ ว่า มีผู้ติดเชื้อโควิด 10 คน ที่จะแพร่เชื้อให้อีก 13 คน และ 13 คนนี้ ก็จะแพร่เชื้อต่อให้อีก 16 หรือ 17 คน

ดร.สมิรัน พันดา หัวหน้านักระบาดวิทยาของสภาวิจัยทางการแพทย์ของอินเดีย หรือ ICMR ในกรุงนิวเดลี ซึ่งเป็นผู้นำในการรับมือกับโควิดในอินเดีย ระบุว่า R-value ที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้า ของการเริ่มต้นการระบาดระลอกที่ 3 แต่เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติของการระบาดระลอกต่อไป ก็ต้องรับรู้ถึงสภาวะการติดเชื้อที่แตกต่างกันในแต่ละรัฐก่อน โดยในการระบาดระลอก 2 ผู้ติดเชื้อโควิดเกือบ 80% มาจาก 10 รัฐ รวมถึงมหาราษฏระและเดลี รัฐที่มียอดผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตน้อยกว่า รวมถึง รัฐเกรละทมิฬนาดู คาร์นากาตา จัมมู และแคชเมียร์ กลับมี R-value สูงกว่า ขณะที่รัฐเกรละซึ่งรับมือกับการระบาดของโควิดระลอกแรกและระลอกที่ได้สองได้เป็นอย่างดี จนได้รับการยกย่องจากทั่วโลก รวมถึงองค์การอนามัยโลกหรือ WHO กลับ มีค่า R-Value ที่ 1.06

ล่าสุด อินเดียมีผู้ติดเชื้อสะสม32 ล้านคน และเสียชีวิต 429,000 คนรักษาหายแล้วมากกว่า 31.2 ล้านคนการติดเชื้อเพิ่มขึ้นในอินเดียขณะนี้ เนื่องจากมาตรการจำกัดการเคลื่อนที่น้อยลง และประชาชนการ์ดตก เช่นไม่สวมหน้ากากอนามัย รวมถึงโควิดสายพันธุ์เดลต้าที่แพร่ระบาดได้เร็วและเป็นสายพันธุ์หลักในอินเดียเวลานี้ก่อนหน้านี้ ในบางรัฐสามารถหลีกเลี่ยงการแพร่ระบาดของโควิดระลอกสองได้สำเร็จเพราะมีมาตรการคุมเข้มแต่ล่าสุดในรัฐเหล่านี้ กลับพบว่ามีประชากรกลุ่มเปราะบางติดเชื้อโควิดเนื่องจากยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ และผู้คนไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันด้านความปลอดภัย

อย่างไรก็ตามทางการอินเดียระบุว่า ยังไม่สามารถประกาศการระบาดโควิดระลอก 3 ได้ จนกว่ายอดผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ ซุมยา สวามินาธาน หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ขององค์การอนามัยโลกระบุว่า การระบาดของโควิดระลอก 3 อาจไม่ร้ายแรงเท่าระลอกที่ 2 เนื่องจากขณะนี้มีประชาชนได้รับวัคซีนต้านโควิดมากขึ้น และมีการขยายสถานพยาบาลเปิดให้บริการในหลายรัฐ แต่ทั้งนี้ก็ไม่ควรชะล่าใจเพราะการระบาดในเมืองเล็กๆ หรือในพื้นที่ชนบทก็เป็นปัญหาได้เช่นกันเหมือนในการระบาดระลอกก่อน เพราะเป็นพื้นที่ที่ไม่มีสถานบริการสุขภาพที่จำเป็นในการรับมือกับโรคระบาดได้ ดังนั้นจึงต้องปรับปรุงบริการทางการแพทย์ในพื้นที่ดังกล่าว

ปัญหาอีกอย่างที่อินเดียกำลังเผชิญ คือการขาดแคลนวัคซีนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้ผลิตทั้งสองรายที่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลอินเดีย ยังคงไม่สามารถผลิตวัคซีนได้ตามเป้าหมาย

ข้อมูลจากสภาวิจัยทางการแพทย์ของอินเดียเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ระบุว่า ประมาณ 2 ใน 3 ของชาวอินเดียที่มีอายุเกิน 6 ปี มีการสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายขึ้นแล้ว ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม ที่ตอนนั้นมีประชากร1 ใน 4 ที่มีภูมิคุ้มกันในร่างกายนั่นหมายถึงยังมีชาวอินเดียอีก 400 ล้านคน ที่ยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 ขณะที่ข้อมูลจาก Our Worldin Data ระบุว่า มีการฉีดวัคซีนต้านโควิดไปแล้ว 509 ล้านเข็ม และมีผู้ได้รับวัคซีนครบถ้วน 113 ล้านคนหรือ 8.3% ของประชากรทั้งหมดกว่า 1,394 ล้านคน

คุยกัน7วันหน : โควิด-19 สายพันธุ์เดลต้า คุกคามกลยุทธ์โควิดเป็นศูนย์ของจีนอย่างไร? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/593382

คุยกัน7วันหน : โควิด-19 สายพันธุ์เดลต้า  คุกคามกลยุทธ์โควิดเป็นศูนย์ของจีนอย่างไร?

คุยกัน7วันหน : โควิด-19 สายพันธุ์เดลต้า คุกคามกลยุทธ์โควิดเป็นศูนย์ของจีนอย่างไร?

วันอาทิตย์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.45 น.

ตอนนี้ จีนกำลังเผชิญกับการระบาดครั้งใหม่ของโควิด-19 ในรอบหลายเดือน เพียงไม่กี่สัปดาห์มีผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์เดลต้ารายใหม่หลายร้อยคนในหลายเมืองใหญ่ ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า โควิดสายพันธุ์เดลต้าคุกคาม“กลยุทธ์โควิดเป็นศูนย์” ของจีนได้อย่างไรและวิธีดั้งเดิมของจีน ยังคงจะรับมือการระบาดระลอกใหม่ได้หรือไม่

การระบาดของโควิดสายพันธุ์เดลต้าในจีน เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา หนึ่งในผู้โดยสารของสายการบิน แอร์ ไชน่า เที่ยวบินที่ CA910 ซึ่งเดินทางจากกรุงมอสโก ของรัสเซียไปยังนครหนานจิง เมืองเอกของมณฑลเจียงซู ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์เดลต้า หลังจากผู้โดยสารลงจากเครื่องบินพนักงานก็เข้าไปทำความสะอาด ปรากฏว่าพนักงานทำความสะอาดสนามบิน 9 คนติดเชื้อโควิดเดลต้า จากนั้นได้แพร่ระบาดไปอีก 26 เมืองทั่วประเทศ เจ้าหน้าที่เชื่อว่าพนักงานทำความสะอาดบนเครื่องบินไม่ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด-19และยอมรับว่าอนุญาตให้เที่ยวบินดังกล่าวลงจอดได้ แม้จะถูกสั่งห้ามบินหลายครั้ง เนื่องจากมีผู้โดยสารติดโควิดเดินทางมาด้วย

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นฤดูร้อนที่มีการท่องเที่ยวสูงสุด มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์เดลต้าในมณฑลและเขตเทศบาลของจีนอย่างน้อย 16 แห่ง ส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับคลัสเตอร์ที่หนานจิง แม้ว่าจะมีผู้ป่วยไม่กี่ร้อยคน ซึ่งค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรกว่า 1,400 ล้านคนแต่หลายฝ่ายก็กังวลเพราะพบผู้ติดเชื้ออยู่ในเมืองใหญ่ๆ เช่น กรุงปักกิ่งเซี่ยงไฮ้ และอู่ฮั่น

เพื่อรับมือกับการระบาดครั้งนี้จีนได้กลับไปใช้วิธีที่คุ้นเคย นั่นคือการตรวจหาเชื้อเชิงรุก มาตรการล็อกดาวน์และตัดขาดเส้นทางคมนาคมขนส่งในบางพื้นที่ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจหาเชื้อ 3 ครั้งให้กับประชาชนในนครหนานจิงแล้ว 9.2ล้านคน และใช้มาตรการล็อกดาวน์กับประชาชนหลายแสนคน ขณะที่ทางการอู่ฮั่นกำลังตรวจหาเชื้อประชาชนทั้งเมือง ที่มีจำนวนกว่า 12 ล้านคน ผู้เชี่ยวชาญเรียกสิ่งเหล่านี้ ว่าเป็นกลยุทธ์การไม่อดทนหรือกำจัดสิ่งที่พบเห็น ไม่เพียงแค่ใช้ในจีนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศอื่นๆ เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสิงคโปร์ด้วย แต่ความรวดเร็วในการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลต้า ทำให้เกิดคำถามว่า แนวทางดังกล่าว มีความยั่งยืนอย่างแท้จริงในจีนหรือไม่ เมื่อเผชิญกับโควิดสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดได้มากกว่า

BBC รายงานว่า ในขณะเดียวกันบางคนกังวลว่าวัคซีนของจีนจะมีประสิทธิภาพหรือไม่ หลังจากที่ทางการเปิดเผยว่าผู้ติดเชื้อในหนานจิงในช่วงแรกหลายคนได้รับวัคซีนต้านโควิดครบถ้วนแล้ว เจ้าหน้าที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของจีน ระบุว่า ขณะที่ยังไม่มีวัคซีนชนิดใดที่สามารถป้องกันการติดโควิดได้วัคซีนที่ใช้ในปัจจุบันยังคงสามารถควบคุมเชื้อกลายพันธุ์ได้ทุกชนิด แม้ล่าสุด ทางการจีนได้ฉีดวัคซีนต้านโควิดไปแล้วมากกว่า 1,700 ล้านโดส แต่ไม่ได้ระบุจำนวนผู้ที่ได้รับวัคซีนครบถ้วนแล้ว นั่นทำให้ศาสตราจารย์หยาน จง หวงผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขระดับโลกของสภาวิเทศสัมพันธ์ มองว่า การที่จีนไม่เปิดประเทศ หลังจากฉีดวัคซีนไปจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าไม่เต็มใจจะเปลี่ยนวิถีทางรับมือกับการระบาดครั้งล่าสุด และขาดความมั่นใจในวัคซีนของตน

ขณะที่บทบรรณาธิการของ The Global Times เมื่อเร็วๆ นี้ ปฏิเสธแนวคิดเรื่องการเปิดประเทศอีกครั้งแบบเดียวกับอังกฤษ ระบุว่า “แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในทางการเมือง” เนื่องจากจะส่งผลให้เกิด “ค่าใช้จ่ายทางสังคมและความเจ็บปวดที่คาดไม่ถึง”

จิน ตงหยาน นักไวรัสวิทยา จากมหาวิทยาลัยฮ่องกงระบุว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากทัศนคติที่ผ่อนคลายไปจนถึงการล็อกอย่างเข้มงวด เป็นสไตล์ปกครองของจีน ซึ่งสุดโต่งมาก อาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเปลี่ยนไปใช้สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเรียกว่า “กลยุทธ์บรรเทาผลกระทบ “ที่มุ่งเน้นลดการเสียชีวิตมากกว่า ลดจำนวนผู้ติดเชื้อ ขณะที่หนึ่งในความท้าทายที่สุดสำหรับทางการ คือการโน้มน้าวใจชาวจีนที่ไม่ชอบความเสี่ยง เนื่องจากตอนที่เกิดการแพร่ระบาดในอู่ฮั่น ระบบสาธารณสุขรับผู้ป่วยจนล้นมือ หากเปิดประเทศอีกครั้ง เกรงว่าระบบสาธารณสุขจะไม่อาจรองรับการระบาดระลอกใหม่ได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท

ศาสตราจารย์แนนซี เจคเกอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านชีวจริยธรรม จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ระบุว่า หากจีนไม่เปลี่ยนแปลงเร็วพอ ผลกระทบจะรุนแรงขึ้นในทุกระดับสังคม แนะว่าควรมีแนวทางที่เหมาะสมขึ้น เช่น การล็อกดาวน์ในระดับท้องถิ่นมากขึ้น และการจัดลำดับความสำคัญ เช่น อนุญาตให้โรงเรียนเปิดได้ ขณะที่โรงยิมและร้านอาหารต้องปิดให้บริการ

พร้อมกับระบุว่า โลกจะถูกแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ ผู้ที่ยังคงดำเนินกลยุทธ์โควิดเป็นศูนย์ และผู้ที่เปลี่ยนไปใช้มาตรการบรรเทาผลกระทบ แต่สุดท้ายอาจไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมรับมัน และในช่วงหลังของการระบาด การเสียชีวิตจะลดลง แต่ไวรัสจะปรากฏขึ้นอีกทุกปีเหมือนเป็นหวัด และหากเป็นเช่นนั้น จีนก็จะต้องอยู่กับมันต่อไปให้ได้