ชายคาพระพิรุณ : 27 กันยายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604827

วันจันทร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดแถลงข่าวออนไลน์ ถึงความคืบหน้าโครงการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ที่ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทุกภาคส่วน ซึ่งดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลัก ดำเนินการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาผลกระทบของพี่น้องเกษตรกรทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยระยะสั้น ทั้งการจัดซื้อสินค้าเกษตรจากเกษตรกร ที่ประสบปัญหาสินค้าล้นตลาดราคาตกต่ำ เพื่อนำไปมอบให้กับบุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ภายใต้ “โครงการแบ่งปันน้ำใจ เกษตรไทยสู้ภัยโควิด-19” ซึ่งดำเนินการแล้ว 264 ครั้ง 46 จังหวัด รวมเป็นมูลค่าสินค้าทั้งสิ้น 1.2 ล้านบาท โดยได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และกลุ่มเกษตรกร รวมถึงการช่วยกระจายผลผลิตให้กับเกษตรกรชาวสวนผลไม้ในแคมเปญ “เกษตรกรแฮปปี้” จำนวน 2 เฟส สามารถช่วยระบาย มังคุด เงาะ ลองกอง ลำไย ได้จำนวนมาก ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากพี่น้องประชาชน ทำให้ราคาผลไม้ปรับตัวสูงขึ้นเป็นที่น่าพอใจ และได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในการขนส่งและเป็นจุดกระจายสินค้า สำหรับระยะยาว กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินงานโครงการสำคัญหลายโครงการ ภายใต้โครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยมีโครงการสำคัญหลายโครงการ ได้แก่ โครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ซึ่งมีหลายหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมดำเนินการ และโครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) เป็นต้น

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการ แบ่งตามแหล่งที่มาของงบประมาณ ประกอบด้วย 1.เงินกู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 จำนวน 12 โครงการ เช่น โครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด โครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) และโครงการที่หน่วยงานระดับจังหวัดเสนอขอดำเนินการ เช่น โครงการส่งเสริมการปลูกพืชเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตร (สมุทรสงคราม) โครงการส่งเสริมการปลูกผักปลอดภัยเชิงการค้าในกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ (จังหวัดสตูล) เป็นต้น ผลการดำเนินงานโดยภาพรวม มีการเบิกจ่ายไปแล้วประมาณ 3,029 ล้านบาท คิดเป็น 56.92% ของวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรร โดยมีหลายโครงการที่ดำเนินการเบิกจ่ายเสร็จสิ้นแล้ว และ 2.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการบรรเทา แก้ไขปัญหา และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการส่งเสริมการปลูกพืชเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตร (จังหวัดสมุทรสงคราม) และโครงการโรงเรือนเพาะเห็ดอัจฉริยะ (จังหวัดสระบุรี) ขณะนี้ดำเนินการเบิกจ่ายไปแล้วประมาณ 1.14 ล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 83.37 ของวงเงินงบประมาณที่ได้รับ

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 20 กันยายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603243

วันจันทร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงนามพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดในการกักกันโรคและตรวจสอบสำหรับการส่งออกและนำเข้าผลไม้ผ่านประเทศที่สามระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อขยายด่านนำเข้า-ส่งออก ผ่านประเทศที่สาม รวม 16 ด่าน เปิดโอกาสผลไม้ไทย สู่แดนมังกรมากขึ้น ซึ่ง ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการลงนามฯ ว่าที่ผ่านมา ไทยและจีนได้มีการลงนามพิธีสารเกี่ยวการส่งออกและนำเข้าผลไม้ทางบก ผ่านประเทศที่สามทั้งหมด 2 ฉบับ ได้แก่ เส้นทาง R9 ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2552  และเส้นทาง R3A ลงนามเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2554 ทั้งนี้ พิธีสารทั้ง 2 ฉบับ ครอบคลุม ผลไม้จากไทย 22 ชนิด แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเส้นทาง R9 และ R3A ได้ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงเกิดปัญหาการจราจรติดขัด บริเวณหน้าด่านนำเข้าของจีน โดยเฉพาะด่านโหย่วอี้กว่าน ซึ่งส่งผลให้รถขนส่งสินค้าติดอยู่ที่ชายแดนจีนเป็นเวลานาน ทำให้สินค้าผลไม้สด โดยเฉพาะทุเรียนไทยที่ส่งไปจีนนั้นเสียหาย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือแนวทางการแก้ไขปัญหากับจีน เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2562 และได้เห็นชอบร่วมกันในหลักการจัดทำพิธีสารฉบับใหม่ เพื่อเปิดด่านนำเข้าผลไม้จากไทยไปจีนเพิ่มเติมและต่อมาต้นปี 2563 ได้มอบหมายสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และกรมวิชาการเกษตร หารือกับฝ่ายจีนเพื่อจัดทำร่างพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดในการกักกันโรคและตรวจสอบสำหรับการส่งออกและนำเข้าผลไม้ผ่านประเทศที่สามจนสำเร็จลุล่วง จึงได้มีการลงนามร่วมกัน ส่งผลให้มีด่านนำเข้า – ส่งออกสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น รวมจำนวนทั้งสิ้น 16 ด่าน โดยเป็นด่านของไทย 6 ด่าน (เชียงของ มุกดาหาร นครพนม บ้านผักกาด บึงกาฬ หนองคาย) และด่านของจีน 10 ด่าน (โหย่วอี้กว่าน โม่ฮาน ตงซิง ด่านรถไฟผิงเสียง ด่านรถไฟโม่ฮานเหอโข่ว ด่านรถไฟเหอโข่ว หลงปัง เทียนเป่า และสุยโข่ว) หลังจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร ในฐานะหน่วยงานผู้รับผิดชอบหลัก ด้านการตรวจสอบกักกันพืช และออกใบรับรองสุขอนามัยพืช จะดำเนินการแจ้งเวียนรายชื่อด่าน ที่จีนและไทยอนุญาตให้นำเข้าและส่งออกผลไม้ ตามพิธีสารฯ ให้กับด่านตรวจพืชต่าง ๆ และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง พร้อมประกาศรายชื่อด่านดังกล่าวลงในเว็บไซต์ของกรม และจะดำเนินการประสานกับฝ่ายจีน เพื่อกำหนดแนวทางการแลกเปลี่ยนใบรับรองสุขอนามัยพืช ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างด่านนำเข้า-ส่งออก ต่อไป

ด้านนายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สำหรับแชมป์ผลไม้ส่งออกของไทย 3 อันดับแรก ยังคงเป็นทุเรียน มังคุด และ ลำไย ซึ่งจากข้อมูลการส่งออกผลไม้ไทยไปจีน เฉพาะที่มีใบรับรองสุขอนามัยพืช โดยผ่านเส้นทาง เส้นทาง R9 (มุกดาหาร, นครพนม – โหย่วอี้กวน) และ R3A (เชียงของ-โม่ฮาน) พบว่า ไทยมีปริมาณการส่งออกและมูลค่าเติบโตต่อเนื่อง จะเห็นได้จาก 3 ปีที่ผ่านมา มีปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 13 ต่อปี และมูลค่าเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงร้อยละ 50 ต่อปี โดยปี 2561 ส่งออกผลไม้ผ่าน R9 และ R3A รวมปริมาณ 421,657 ตัน มูลค่า 17,857 ล้านบาท และในปี 2564 ระยะเวลา 8 เดือน (มกราคม – 7 กันยายน 2564) ส่งออก 691,653 ตัน มูลค่า 66,370 ล้านบาท ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากการลงนามพิธีสาร นอกจากจะทำให้มีด่านส่งออกและนำเข้าทั้งจากไทยและจีนมากขึ้นแล้ว ผู้ประกอบการไทยยังมีทางเลือกในการใช้เส้นทางขนส่งเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 13 กันยายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601638

ชายคาพระพิรุณ : 13 กันยายน 2564

วันจันทร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากการระบาดของโรคโรคลัมปี-สกิน ที่สร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือเป็นจำนวนมาก จากข้อมูลล่าสุด (7 กันยายน 2564) พบการระบาดสะสม รวม 65 จังหวัด เกษตรกรได้รับผลกระทบ 268,371 ราย โค-กระบือ ป่วยสะสม 581,747 ตัว รักษาหายแล้ว 441,543 ตัว อยู่ระหว่างการรักษา 90,879 ตัว ป่วยตายสะสม 51,073 ตัว ซึ่งขณะนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดหาวัคซีนและประกาศแผนการกระจายวัคซีน 5 ล้านโดสให้ครอบคลุม 65 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากโรคลัมปี- สกิน โดยได้รับการเปิดเผยจาก นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะกำกับดูแลกรมปศุสัตว์ ว่า สถานการณ์ความคืบหน้าการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโรคลัมปี-สกิน (LSDV) 5 ล้านโดสที่นำเข้ามานั้น วัคซีนลอตแรกกว่า 1 ล้านโดสมาถึงประเทศไทยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2564 และจะทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

โดยขณะนี้กรมปศุสตว์ได้จัดทำแผนการจัดสรรวัคซีนสำหรับกระจายวัคซีน 5 ล้านโดส ให้กับ 65 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากโรคลัมปี-สกิน เรียบร้อยแล้ว ดั้งนี้ พื้นที่ปศุสัตว์เขต 1 จังหวัดกรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดอ่างทอง จังหวัดลพบุรี จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดชัยนาท และจังหวัดสระบุรี มีประชากรโค-กระบือ รวม 463,803 ตัว ได้รับการจัดสรรวัคซีน 224,100 โดส พื้นที่ปศุสัตว์เขต 2 จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดนครนายก และจังหวัดสระแก้ว มีประชากรโค-กระบือ รวม 269,287 ตัว ได้รับการจัดสรรวัคซีน 130,100 โดส พื้นที่ปศุสัตว์เขต 3 จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดยโสธร จังหวัดชัยภูมิ และจังหวัดอำนาจเจริญ มีประชากรโค-กระบือ รวม 3,359,880 ตัว ได้รับการจัดสรรวัคซีน 1,623,300 โดส พื้นที่ปศุสัตว์เขต 4 จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุดรธานี จังหวัดเลย จังหวัดหนองคาย จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดสกลนคร จังหวัดนครพนม และจังหวัดมุกดาหาร มีประชากรโค-กระบือ รวม 2,334,733 ตัว ได้รับการจัดสรรวัคซีน 1,127,900 โดส

พื้นที่ปศุสัตว์เขต 5 จังหวัดเชียงราย จังหวัดลำพูน จังหวัดลำปาง จังหวัดแพร่ จังหวัดน่าน จังหวัดพะเยา จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีประชากรโค-กระบือ รวม 839,412 ตัว ได้รับการจัดสรรวัคซีน 405,600 โดส พื้นที่ปศุสัตว์เขต 6 จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดอุทัยธานี จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดตาก จังหวัดสุโขทัย จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดพิจิตร และจังหวัดเพชรบูรณ์ มีประชากรโค-กระบือ รวม 779,635 ตัวได้รับการจัดสรรวัคซีน 376,600 โดส พื้นที่ปศุสตว์ เขต 7 จังหวัดราชบุรี จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดนครปฐม จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีประชากรโค-กระบือ รวม 1,166,145 ตัว ได้รับการจัดสรรวัคซีน 563,400 โดส พื้นที่ปศุสัตว์ เขต 8 จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดกระบี่ จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดระนอง จังหวัดชุมพร จังหวัดตรัง และจังหวัดพัทลุง มีประชากรโค – กระบือ รวม 706,502 ตัว ได้รับการจัดสรรวัคซีน 341,300 โดส และพื้นที่ปศุสัตว์ เขต 9 จังหวัดสงขลา จังหวัดสตูล จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส มีประชากรโค-กระบือ รวม 429,852 ตัว ได้รับการจัดสรรวัคซีน 207,700 โดส โดยเมื่อได้รับวัคซีนทั่วถึงแล้ว คาดว่าสถานการณ์การระบาดของโรคลัมปี-สกิน จะจบลงภายในสองเดือนนี้

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 6 กันยายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600083

ชายคาพระพิรุณ : 6 กันยายน 2564

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ระบบสหกรณ์ ถือเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และมีส่วนสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจฐานราก การสร้างความเข้มแข็งให้ระบบสหกรณ์จึงเป็นนโยบายสำคัญที่นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เน้นย้ำให้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ดำเนินการขับเคลื่อนงานตามภารกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและโปร่งใสในระบบสหกรณ์ ซึ่งการตรวจสอบกิจการสหกรณ์ ถือเป็นกลไกสำคัญของระบบการตรวจสอบด้วยสหกรณ์เอง เป็นการดำเนินงานของสหกรณ์ที่จัดให้มีขึ้นเพื่อให้ความเชื่อมั่นเพิ่มคุณค่าและปรับปรุงการปฏิบัติงานของสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นนายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงมีนโยบายที่จะพัฒนาการตรวจสอบกิจการสหกรณ์ พร้อมทั้งเสริมองค์ความรู้ให้ผู้ตรวจสอบกิจการ เพื่อเป็นกลไกสร้างความเข้มแข็งให้ระบบสหกรณ์ดำเนินงานได้อย่างโปร่งใส เพิ่มความเชื่อมั่นให้สมาชิก ให้ได้รับการดูแลจากสหกรณ์และได้รับผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม โดยผู้ตรวจสอบกิจการเมื่อได้รับเลือกตั้งให้ทำหน้าที่แล้ว จำเป็นต้องศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายสหกรณ์ ระเบียบ ประกาศและคำแนะนำนายทะเบียนสหกรณ์ ระเบียบและข้อบังคับสหกรณ์ เพื่อให้สามารถตรวจสอบกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งประกอบด้วย การศึกษาและสำรวจ เพื่อให้ผู้ตรวจสอบกิจการมีความเข้าใจเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับสหกรณ์ที่ตรวจสอบ เช่น ลักษณะการดำเนินงาน วิธีปฏิบัติงาน นโยบาย เป้าหมาย กฎหมายและระเบียบปฏิบัติของสหกรณ์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนการตรวจสอบให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ของสหกรณ์และยังสามารถใช้เป็นหลักฐานในการตรวจสอบได้อีกทางหนึ่ง

2.การวางแผนการตรวจสอบ เป็นการคิดล่วงหน้าก่อนที่จะลงมือปฏิบัติงานจริง การวางแผนที่ดีจึงช่วยให้การปฏิบัติงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์ภายในระยะเวลางบประมาณและอัตรากำลังที่มี ตลอดจนเป็นทิศทางให้งานดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด

3.การปฏิบัติงานตรวจสอบ เป็นกระบวนการตรวจสอบ สอบทาน และรวบรวมหลักฐานเพื่อวิเคราะห์และประเมินผลการปฏิบัติงานต่างๆ ว่าเป็นไปตามนโยบาย แผนงาน ข้อบังคับและระเบียบปฏิบัติของสหกรณ์ รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

4.การรายงานผลการตรวจสอบกิจการ เป็นการสรุปผลการตรวจสอบที่ผู้ตรวจสอบกิจการเห็นว่า จำเป็นต้องรายงานให้สหกรณ์ทราบ ทั้งในด้านข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบริหารงานของคณะกรรมการดำเนินการการปฏิบัติงานของฝ่ายจัดการในด้านต่าง ๆ รวมทั้งข้อสังเกตที่ตรวจพบ และข้อเสนอแนะที่สหกรณ์ควรแก้ไขปรับปรุง ให้เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับและระเบียบที่สหกรณ์กำหนด

5.การติดตามแก้ไข ในการปฏิบัติงานตรวจสอบกิจการในคราวต่อไป ผู้ตรวจสอบกิจการต้องติดตามผลการแก้ไขและเขียนไว้ในรายงานผลการตรวจสอบกิจการในคราวนั้นด้วย หากมีกรณีผู้ตรวจสอบกิจการตรวจพบว่า มีเหตุการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายกับสหกรณ์หรือสหกรณ์มีการปฏิบัติไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบคำสั่ง ประกาศหรือคำแนะนำของทางราชการรวมทั้งข้อบังคับระเบียบมติที่ประชุมที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่สมาชิกและสหกรณ์ ให้ผู้ตรวจสอบกิจการแจ้งผลการตรวจสอบกิจการต่อคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ทันที และแจ้งให้สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ในพื้นที่และสำนักงานสหกรณ์จังหวัดหรือสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครทราบโดยเร็วในทันที…เห็นว่าเป็นข้อมูลที่ดี มีประโยชน์ต่อสมาชิกสหกรณ์ จึงนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 30 สิงหาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598364

ชายคาพระพิรุณ : 30 สิงหาคม 2564

วันจันทร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากกรณีที่มีชาวประมงได้เสนอให้กรมประมงลดขั้นตอนในการขอรับหนังสือรับรองเพื่อประกอบการยื่นขอรับใบอนุญาตใช้เรือประมง เนื่องจากมีขั้นตอนในการดำเนินการหลายขั้นตอน และต้องใช้ระยะเวลานานทำให้เกิดความล่าช้า และมีข้อเสนอแนะให้ภาครัฐมีหน่วยงานกลางที่สามารถรับคำร้องและคำขออนุญาตต่างๆ ที่เกี่ยวกับการทำการประมงได้ในจุดเดียว และขอให้ลดจำนวนเอกสารที่ซ้ำซ้อนโดยพิจารณาเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐนั้น ได้รับการเปิดเผยจาก นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง ว่า จากกรณีดังกล่าว นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง ได้สั่งการให้เร่งดำเนินการในการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องชาวประมงโดยด่วน เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่
พี่น้องชาวประมง ในกระบวนการต่างๆ ของการยื่นขอรับใบอนุญาตใช้เรือประมง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการในภารกิจต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่พี่น้องเกษตรกรและชาวประมง

โดยล่าสุด เมื่อกลางเดือนสิงหาคม 2564 ที่ผ่านมากรมประมงและกรมเจ้าท่าได้ร่วมกันหารือถึงแนวทางในการดำเนินการเพื่อลดขั้นตอนการขอรับหนังสือรับรองเพื่อประกอบการยื่นขอออกใบอนุญาตใช้เรือประมง ซึ่งเดิมกำหนดให้ชาวประมงต้องมายื่นคำขอกับกรมประมงเมื่อได้หนังสือรับรองแล้วก็นำไปยื่นขอต่อใบอนุญาตใช้เรือกับกรมเจ้าท่า ส่งผลให้ชาวประมงจะต้องติดต่อไปมาระหว่าง 2 หน่วยงานเกิดความยุ่งยาก และสร้างภาระแก่ชาวประมง โดยได้ข้อยุติร่วมกันในการลดภาระของชาวประมง ซึ่งมีเรือจำนวนกว่า 60,000 ลำในปัจจุบัน โดยปรับเปลี่ยนขั้นตอนใหม่ให้ชาวประมงสามารถยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตใช้เรือ ณ หน่วยงานกรมเจ้าท่าเพียงจุดเดียว เมื่อกรมเจ้าท่าได้รับคำร้องแล้วจะจัดส่งข้อมูลผ่านระบบสารสนเทศของทั้ง 2 หน่วยงานโดยอัตโนมัติ ภายใต้กรอบการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพเช่นเดิม ทั้งนี้ กระบวนการดังกล่าวอยู่ระหว่างการร่วมกันพัฒนาระบบเพื่อให้สามารถรองรับหลักการตามที่ได้เห็นชอบร่วมกัน ซึ่งคาดว่าจะเปิดใช้ระบบได้ช่วงต้นเดือนตุลาคม 2564 นี้

รองอธิบดีกรมประมง เชื่อมั่นว่า หากเริ่มดำเนินการใช้ระบบฯ จะสามารถอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องชาวประมงเป็นอย่างมาก และกรมประมงยังคงมุ่งมั่นที่จะปรับลดขั้นตอนในกระบวนงานอื่นๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการให้บริการแก่ชาวประมงต่อไป นอกจากนี้ วิธีการที่ปรับเปลี่ยน ยังเป็นวิธีที่สอดคล้องกับสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย ที่ต้องลดการเคลื่อนที่ เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้ออีกด้วย

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : สหกรณ์ร่วมใจ ช่วยแท็กซี่ไทย สู้ภัยโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/596813

ชายคาพระพิรุณ : สหกรณ์ร่วมใจ ช่วยแท็กซี่ไทย สู้ภัยโควิด-19

วันจันทร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นปัญหาสำคัญที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อระบบสาธารณสุขและระบบเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก ทุกอาชีพได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า แรงงานบางส่วนถูกเลิกจ้าง บางส่วนไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ ทำให้ไม่มีรายได้ หรือมีรายได้ลดลงไม่เพียงพอต่อภาระค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพอย่างอาชีพขับรถแท็กซี่ ที่อยู่ในระบบขบวนการสหกรณ์ ปัจจุบันมีจำนวนผู้โดยสารลดลงมากกว่า 50% ส่งผลกระทบ ทำให้สมาชิกสหกรณ์แท็กซี่มีรายได้ลดลงอย่างมาก

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะที่กำกับดูแลกรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงได้สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น โดยมีแนวทาง 2 ด้าน คือ ด้านค่าใช้จ่าย และด้านรายได้ เพื่อบรรเทาปัญหาในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างกระทรวงแรงงาน เพื่อให้คนขับรถบริการที่อยู่ในระบบสหกรณ์ ทั้งรถแท็กซี่ สามล้อเล็ก รถสองแถว หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เข้าสู่มาตรา 40 ของกฎหมายแรงงาน ให้มีสิทธิ์ได้รับเงินเยียวยาจากรัฐบาลคนละ 5,000 บาท และการเข้าสู่กระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้ให้กับสมาชิกสหกรณ์ ของธนาคารแห่งประเทศไทย พร้อมทั้งจัดโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพสหกรณ์นอกภาคการเกษตร โดยจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ให้กู้ยืมไปประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้ช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19

พร้อมกันนี้ ยังได้จัดทำโครงการ “สหกรณ์ร่วมใจ ช่วยแท็กซี่ไทยสู้ภัยโควิด–19” มอบถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ขับรถแท็กซี่ ที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์แท็กซี่ต่างๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อช่วยเหลือและเยียวยาสมาชิกสหกรณ์แท็กซี่ ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัวให้กับสมาชิกสหกรณ์แท็กซี่ ซึ่งถุงยังชีพประกอบด้วย ข้าวสาร 5 กิโลกรัม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 6 ซอง ปลากระป๋อง 6 กระป๋อง, น้ำมันพืช 1 ลิตร, นมพร้อมดื่มจาก อ.ส.ค. 1 แพ็ก น้ำดื่ม 1 โหล และผลไม้จากภาคใต้ ได้แก่ เงาะและมังคุด จำนวน 1 ตะกร้า โดย นางสาวมนัญญา
ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เป็นประธานเปิดโครงการด้วยตัวเองเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา

สำหรับปัญหาเรื่องที่จอดรถ ปัจจุบันสหกรณ์มีจำนวนแท็กซี่ที่จอดทิ้ง เนื่องจากไม่มีคนขับประมาณ 5,000 คัน ซึ่งในเบื้องต้น กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดเตรียมพื้นที่ของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดปทุมธานี และศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 1 และ 2 ให้จอดรถชั่วคราว รองรับรถแท็กซี่ได้ประมาณ 200-300 คัน นอกจากนี้ยังประสานไปยังกรมธนารักษ์และการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อช่วยเหลือหาที่จอดรถให้เพียงพอกับจำนวนแท็กซี่ ได้พื้นที่จอดภายในโรงงานยาสูบ จอดได้ 150 คัน บริษัท CAT เทเลคอม จังหวัดนนทบุรี จอดได้ 120 คัน ส่วนที่ซอยเสรีไทย 66 (พื้นที่ 10 ไร่) และที่เขตหนองจอกสามารถจอดได้ประมาณที่ละ 1,000 คัน และพื้นที่ของหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน ปากเกร็ด จอดได้อีก 300 คัน

ทั้งนี้ นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ให้ข้อมูลกับ ขุนเกษตรา ว่า ปัจจุบันสหกรณ์แท็กซี่มีจำนวน 59 แห่ง มีสมาชิก 50,974 คน มีจำนวนรถแท็กซี่ 19,555 คัน โดยเฉพาะในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด สมาชิกไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ ทำให้มีรายได้ลดลง สมาชิกบางส่วนไม่สามารถชำระหนี้ ต้องคืนรถให้กับสหกรณ์ได้ สหกรณ์จึงต้องแบกรับภาระหนี้รายเดือนและค่าเช่าจอดรถนับพันคัน ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด มีหนังสือหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเยียวยาช่วยเหลือสหกรณ์และสมาชิกสหกรณ์ที่ได้รับผลกระทบด้านภาระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบการ ค่าใช้จ่ายในการตรวจสภาพรถ ค่าเชื้อเพลิง และค่าเบี้ยประกันภัยภาคสมัครใจ ผลกระทบด้านการชำระหนี้สถาบันการเงิน รวมทั้งขอเข้าร่วมโครงการเยียวยาจากภาครัฐตามมาตรการต่าง ๆ แล้ว ซึ่งขณะนี้คาดว่าอยู่ระหว่างการพิจารณาให้ความช่วยเหลือของแต่ละหน่วยงาน

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : สหกรณ์ส่งเสริมปลูกพืชสมุนไพร (ฟ้าทะลายโจร) สู้ภัยโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595165

ชายคาพระพิรุณ : สหกรณ์ส่งเสริมปลูกพืชสมุนไพร(ฟ้าทะลายโจร)สู้ภัยโควิด-19

วันจันทร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด–19 ระลอกใหม่ที่รุนแรงมากขึ้นส่งผลให้มีผู้ป่วยติดเชื้อโควิด–19 จำนวนมากขึ้น และมีการแพร่กระจายเป็นวงกว้างและรวดเร็ว ความหวังที่จะลดการติดเชื้อได้ คือวัคซีนและยารักษาโรคที่จะสามารถหยุดยั้ง ลดจำนวนผู้ติดเชื้อ และลดความรุนแรงให้แก่ผู้ป่วยติดเชื้อโควิด–19 ได้ซึ่งหนึ่งในความหวังคือการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาไทยจากการใช้พืชสมุนไพร ฟ้าทะลายโจร ยับยั้งเชื้อไวรัส และมีฤทธิ์ต้านการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส หากนำมาใช้ร่วมรักษากับการแพทย์แผนปัจจุบันในผู้ป่วยติดเชื้อโควิด–19 ที่มีระดับความรุนแรงน้อย (ไม่มีภาวะปอดอักเสบ) ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้นตามลำดับ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีนโยบายขับเคลื่อนการปลูกสมุนไพรฟ้าทะลายโจร เพื่อป้อนเป็นวัตถุดิบในการพัฒนาเป็นยาต้านไวรัสโควิด–19 ให้กับกรมแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข โดยนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดทำโครงการส่งเสริมการปลูกฟ้าทะลายโจร ขึ้นในสถาบันเกษตรกร เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์ขยายพื้นที่ปลูกฟ้าทะลายโจร โดยมีกรมวิชาการเกษตรสนับสนุนพันธุ์ที่มีสารแอนโดรกราโฟไลค์สูง ให้กับสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และอนาคตอาจจะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขุนเกษตราได้มีโอกาสไปร่วมงาน Kick Off เปิดโครงการส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพร (ฟ้าทะลายโจร) สู้ภัยโควิด-19 ณ แปลงปลูกฟ้าทะลายโจร ของสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด ตำบลระบำอำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงาน และมี นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย ซึ่งท่านอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้ข้อมูลกับ ขุนเกษตรา ว่า สำหรับในการจัดทำโครงการฯ ในครั้งนี้ มีเป้าหมายคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมจำนวน 500 ไร่ มีเป้าหมายในปี 2564 จำนวน 100 ไร่ และปี 2565 จำนวน 400 ไร่ ในพื้นที่ครอบคลุมทุกภูมิภาค โดยจะมีการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์ปลูกฟ้าทะลายโจรเพื่อแปรรูปป้อนเข้าสู่ตลาด โดยได้กำหนดวิธีการดำเนินงานตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ แต่อย่างไรก็ดีในเบื้องต้น กรมส่งเสริมสหกรณ์จะดำเนินการปลูกเพื่อนำร่องโครงการฯ ใน 8 สหกรณ์ พื้นที่ 80 ไร่ ในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี พิจิตร และนครสวรรค์ โดยให้สหกรณ์ทั้ง 8 แห่ง เป็นศูนย์กลางการผลิตต้นกล้าเพื่อส่งให้กับสหกรณ์เครือข่ายในการปลูกต่อไป ภายใต้ความร่วมมือจากกรมวิชาการเกษตรในการจัดหาพันธุ์ที่ดี ได้คุณภาพมาตรฐาน ซึ่งปัจจุบันมีสถาบันเกษตรกรแจ้งความประสงค์จะเข้าร่วมโครงการปลูกแล้ว จำนวน 11 จังหวัด 52 สหกรณ์ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะทำหน้าที่ในการเชื่อมโยงตลาดในการรับซื้อผลผลิตจากสมาชิกสหกรณ์ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูป ในลักษณะการตลาดนำการผลิต เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกสหกรณ์ ว่าจะมีตลาดรับซื้อผลผลิตที่แน่นอน ภายใต้คุณภาพและมาตรฐานที่ตลาดต้องการ

ท่านอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ยังบอกอีกว่า สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการปลูกฟ้าทะลายโจร จะกระจายอยู่ทุกภาค ซึ่งหลังจากได้สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการแล้ว กรมฯจะชี้แจงแนวทางการปฏิบัติ และเน้นย้ำให้สหกรณ์ผลิตพืชสมุนไพรปลอดสารเคมี และหากสหกรณ์ที่เข้าโครงการต้องการเงินทุนเพื่อส่งเสริมอาชีพการปลูกฟ้าทะลายโจรให้กับสมาชิก กรมจะจัดเงินกู้จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 เพื่อใช้ในการตั้งต้นเข้าโครงการ ซึ่งกรมฯคาดหวังว่าโครงการนี้จะเป็นช่องทางสร้างรายได้เสริมให้กับสมาชิกสหกรณ์ได้ดี เนื่องจากเป็นสมุนไพรคุณภาพ และคาดหวังว่าหากสหกรณ์สามารถผลิตได้คุณภาพ อนาคตหลายสหกรณ์จะเป็นแหล่งผลิตสมุนไพรปลอดสารได้อีกจำนวนมาก และจะสามารถเป็นทั้งแหล่งผลิตและแหล่งท่องเที่ยว ส่งผลต่อรายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อไป

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 9 สิงหาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/593585

ชายคาพระพิรุณ : 9 สิงหาคม 2564

วันจันทร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ขณะนี้แม้เข้าสู่หน้าฝนแล้ว แต่สถานการณ์ฟ้าฝนยังไม่แน่นอน บางพื้นที่ยังมีฝนทิ้งช่วง เกษตรกรควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับตัวรับมือสถานการณ์ และใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อลดสูญเสีย โดย นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้เล็งเห็นปัญหาดังกล่าว จึงขอแนะนำเกษตรกรให้ใช้น้ำอย่างเหมาะสมตามความต้องการของพืช อย่างรู้คุณค่าและมีประสิทธิภาพ เพื่อรับมือกับสภาพฟ้าฝนที่ไม่แน่นอน โดยกรมส่งเสริมการเกษตรมีข้อแนะนำดังนี้ 1.ใช้น้ำอย่างประหยัด โดยหลีกเลี่ยงวิธีการให้น้ำแบบท่วมขังหรือเกินความต้องการของพืช จะช่วยลดการสูญเสียน้ำโดยเปล่าประโยชน์ได้ 2.รักษาความชื้นให้กับพืชและลดการคายน้ำของพืชด้วยวิธีเขตกรรม เช่น การใช้วัสดุคลุมดินที่โคนต้นพืช หรือแปลงเพาะปลูก การปรับปรุงบำรุงดินให้มีโครงสร้างดินที่เหมาะสมกับการอุ้มน้ำและความชื้น ด้วยพรวนดินและใส่ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีให้เหมาะสมกับความต้องการของพืช การระวังป้องกันสภาพแวดล้อมของแปลงปลูก เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียความชื้นได้ง่าย เช่น การลดความเข้มของแสงแดดด้วยการพรางแสง หรือการปลูกไม้บังลม รวมทั้งการตัดแต่งกิ่ง เพื่อลดการคายน้ำของพืช3.ควบคุมความชื้นในแปลงเพาะปลูกพืชช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีฝนตกชุกหรือช่วงที่มีฝนตกต่อเนื่อง เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มีน้ำขังในบริเวณต้นพืช จะช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาโรคพืชที่มีสาเหตุมาจากเชื้อรา หรือรากพืชขาดอากาศเน่าตาย และต้นพืชหรือผลผลิตเสียหาย โดยในกรณีสภาพพื้นที่เป็นดินเหนียวจัด ให้ปรับปรุงโครงสร้างดินให้ระบายน้ำได้ดีขึ้นด้วยปุ๋ยอินทรีย์ สำหรับไม้ผลควรให้ดินโคนต้น (หลุมปลูก) ยกสูงขึ้นเป็นเนินเต่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ดินเหนียวเพื่อป้องกันน้ำขัง ส่วนในแปลงพืชไร่-พืชผัก ควรให้หน้าดินบนแปลงมีลักษณะราบเรียบไม่เป็นแอ่งเพื่อไม่ให้น้ำขังได้ง่าย มีการใช้วัสดุคลุมดินบริเวณโคนต้นพืช แต่ต้องให้มีแสงแดดส่องถึงโคนต้น เพื่อป้องกันไม่ให้มีความชื้นสูงเกินไป และตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ทรงพุ่มโปร่ง เพื่อลดการเกิดเชื้อราและศัตรูพืช รวมทั้งเกษตรกรควรหมั่นกำจัดวัชพืช และดูแลรักษาสวนหรือแปลงเพาะปลูกพืชไม่ให้รก เพื่อให้พื้นที่เพาะปลูกมีอากาศถ่ายเทสะดวกด้วย 4.ให้น้ำพืชด้วยระบบน้ำที่เหมาะสมกับชนิดพืช ซึ่งควรมีการออกแบบติดตั้งรวมทั้งการใช้และดูแลรักษาอย่างถูกต้อง เพื่อให้น้ำได้ตามความต้องการของพืชและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ เกษตรกรที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามที่ได้สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่าน

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : ร่วมฝ่าวิกฤติโควิด… เร่งกระจายผลไม้ภาคใต้ด้วยพลังเครือข่ายสหกรณ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/591939

ชายคาพระพิรุณ : ร่วมฝ่าวิกฤติโควิด… เร่งกระจายผลไม้ภาคใต้ด้วยพลังเครือข่ายสหกรณ์

วันจันทร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในช่วงกรกฎาคม – กันยายน ของทุกปีเป็นช่วงที่มีผลไม้หลายชนิดทยอยออกสู่ตลาด ในปีนี้ ผลไม้ในภาคใต้และภาคเหนือมีผลผลิตออกมาจำนวนมากใน 3 ชนิดหลัก ได้แก่ เงาะ ปริมาณ 63,647 ตัน มังคุด ปริมาณ 173,116 ตัน และลำไย ปริมาณ 973,603 ตันแต่การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้การกระจายผลผลิตเป็นไปอย่างลำบาก ส่งผลกระทบทั้งด้านการส่งออกและการจำหน่ายภายในประเทศ ทำให้เกษตรกรชาวสวนผลไม้ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก และเพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรอย่างเร่งด่วน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้ร่วมกับเครือข่ายสหกรณ์จัดกิจกรรมการกระจายผลไม้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรภาคใต้ขึ้น โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาเป็นประธานในพิธี

โดย นางสาวมนัญญาได้กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงานว่า การกระจายผลผลิตเงาะจากภาคใต้ในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้ผลิตผลไม้ของภาคใต้โดยใช้ขบวนการสหกรณ์ เป็นกลไกในการกระจายผลผลิตจากเกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์ชาวสวนผลไม้ ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการหยุดรับซื้อของพ่อค้าในพื้นที่ ไปสู่ผู้บริโภคทั่วไปและส่งถึงมือผู้บริโภคโดยตรง โดยมีชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด เป็นศูนย์กลางในการจำหน่ายผลไม้สหกรณ์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เริ่มต้นจำนวน 3 ตัน มูลค่ากว่า 100,000 บาท ซึ่งเงาะที่นำมาจำหน่ายครั้งนี้ ส่งตรงมาจากสหกรณ์การเกษตรเมืองสุราษฎร์ธานี จำกัด จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีรถแท็กซี่สหกรณ์ ที่ได้รับผลกระทบจากการขาดรายได้ในช่วงสถานการณ์โควิด มาร่วมเป็นรถขนส่งผลไม้จากชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด ไปยังผู้บริโภคในเขตกรุงเทพฯ ด้วยเช่นกัน และยังมีแผนที่จะกระจายผลผลิตมังคุด และลำไยต่อไปอีกด้วย

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดทำโครงการสนับสนุนการกระจายผลไม้ผ่านสถาบันเกษตรกร เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร ช่วยเหลือเป็นค่าบริหารจัดการ ค่าขนส่ง และบรรจุภัณฑ์เพื่อเร่งรัดการกระจายผลิต โดยใช้กลไกสหกรณ์ในการเข้าช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ 2 มาตรการ คือ 1.มาตรการการแลกเปลี่ยนผลผลิตกันระหว่างเครือข่ายสหกรณ์ เน้นข้าวสารแลกกับผลไม้ เนื่องจากเป็นสินค้าที่ได้รับผลกระทบเรื่องช่องทางการตลาดในขณะนี้ และ 2.การซื้อขายโดยตรงระหว่างสหกรณ์ชาวสวนผลไม้กับสหกรณ์ผู้บริโภคในจังหวัดต่างๆ เป็นการกระจายผ่านเครือข่ายของศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ และสหกรณ์ขนาดใหญ่ระดับอำเภอ ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการแลกเปลี่ยนสินค้าข้าวและผลไม้ไปแล้ว จำนวน 11 สหกรณ์ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือปริมาณผลผลิต 854 ตัน มูลค่ากว่า 21,624,670 บาท ส่วนการซื้อขายโดยผ่านขบวนการสหกรณ์ ดำเนินการแล้ว 35 แห่ง ปริมาณ 204 ตัน มูลค่ากว่า 7,049,954 บาท

ด้าน นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้สหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัดประสานเครือข่ายสหกรณ์ในแต่ละพื้นที่ สั่งซื้อเงาะและมังคุดจากสหกรณ์ที่เป็นแหล่งผลิตในภาคใต้ กระจายสู่ผู้บริโภคของแต่ละจังหวัด โดยให้สหกรณ์ต้นทาง 7 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร ระนอง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี พังงา พัทลุง และยะลา เปิดจุดรวบรวมเงาะ มังคุด จากเกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์ชาวสวนผลไม้เน้นผลไม้ที่ได้คุณภาพมาตรฐาน GAP ก่อนนำมาคัดเกรดบรรจุลงกล่อง และเร่งจัดส่งให้สหกรณ์ที่เป็นตลาดปลายทางเพื่อให้ถึงผู้บริโภคโดยเร็ว พร้อมจัดสรรเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ วงเงิน 122 ล้านบาท เพื่อให้สหกรณ์กู้ยืมเป็นทุนหมุนเวียนรับซื้อผลผลิตจากสมาชิกและเกษตรกรในราคานำตลาด เพื่อดึงราคาผลไม้ในพื้นที่ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่พี่น้องเกษตรกร

สำหรับผู้ที่สนใจต้องการอุดหนุนผลไม้สหกรณ์ภาคใต้ สามารถสั่งซื้อผ่านเครือข่ายสหกรณ์ในจังหวัดของท่าน สำหรับส่วนกลางในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล สามารถสั่งซื้อได้ที่ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด โทร. 08-1823-3639

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 26 กรกฎาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590344

ชายคาพระพิรุณ : 26 กรกฎาคม 2564

วันจันทร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา กรมหม่อนไหมถูกนำมากล่าวถึงในโลกออนไลน์อยู่พอสมควร กรณีมีนักการเมืองท่านหนึ่งตั้งคำถามถึงงบประมาณที่ถูกจัดสรรให้กรมหม่อนไหม 560 ล้านบาท ว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ ทำให้มีผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการหม่อนไหมทั้งเกษตรกรผู้ประการออกมาแสดงความคิดเห็นกันมากมายซึ่ง ขุนเกษตรา ขออนุญาตไม่แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ในฐานะอยู่ในแวดวงเดียวกัน คุ้นเคยกันดี ก็มองว่า ตั้งแต่กำเนิดกรมหม่อนไหมมา 11 ปีและกำลังจะก้าวสู่ปีที่ 12 กรมหม่อนไหม ก็ทำหน้าที่ดูแลภารกิจด้านหม่อนไหมของประเทศได้ในหลายมิติส่งผลให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในหลายพื้นที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอยู่ไม่น้อย โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ยังได้จัดพิธีลงนามข้อตกลงซื้อขายรังไหมอุตสาหกรรมระบบเกษตรพันธสัญญาผ่านระบบออนไลน์ ระหว่างกลุ่มเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอุตสาหกรรม จ.น่าน เชียงราย พะเยา และบริษัท จุลไหมไทย จำกัด ซึ่งนายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม บอกว่า ในพื้นที่จังหวัดน่าน เชียงราย พะเยา มีเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอุตสาหกรรม จำนวน 353 ราย โดยปีพ.ศ.2563 มีผลผลิตรังไหมรวม 54,514 กิโลกรัม คิดเป็นรายได้ 8,196,039 บาท ส่วนในปีพ.ศ.2564 มีแผนการเลี้ยงไหม จำนวน 10 รุ่น คาดการณ์จะได้ผลผลิตรังไหม จำนวน 75 ตัน และสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้มากกว่า 12 ล้านบาท ซึ่งกรมหม่อนไหมได้ไปส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอุตสาหกรรมตามนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากสถานการณ์การขาดแคลนรังไหมและเส้นไหมในตลาดโลกมีมากขึ้น เพราะประเทศจีนซึ่งเป็นผู้ผลิตเส้นไหมรายใหญ่ของโลกได้ลดปริมาณการผลิตลง ทำให้ราคารังไหมและเส้นไหมในตลาดโลกขยับสูงขึ้น และปัจจุบันภาคเอกชนของไทย คือบริษัท จุลไหมไทย จำกัด มีความต้องการรังไหมเพื่อผลิตเส้นไหมปีละ 5,000 ตัน แต่เกษตรกรสามารถผลิตได้เพียงปีละ 2,000 ตัน ดังนั้นเพื่อเป็นการขยายการผลิตตามความต้องการของตลาด กรมหม่อนไหมและบริษัท จุลไหมไทยฯ จึงเร่งสร้างเกษตรกรให้เข้าสู่ระบบการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอุตสาหกรรมมากขึ้น โดยได้กำหนดเป้าหมาย และส่งเสริมกิจกรรมการฝึกอบรมให้ความรู้แบบครบวงจร สนับสนุนปัจจัยการผลิตที่จำเป็น รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มเกษตรกร และได้ขยายผลสู่การทำข้อตกลงเกษตรพันธสัญญา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและการแข่งขัน ลดความเสี่ยงด้านการตลาด และเกิดความเป็นธรรมทั้งผู้ประกอบการและเกษตรกร โดยท่านอธิบดีกรมหม่อนไหม ยังย้ำด้วยว่า การลงนามข้อตกลงเกษตรพันธสัญญาในการซื้อขายรังไหมอุตสาหกรรม ถือเป็นการสร้างความมั่นคงทั้งด้านอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกร รวมทั้งสามารถลดการนำเข้าเส้นไหมจากต่างประเทศ ช่วยแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อันจะเป็นการร่วมกันพัฒนาวงการหม่อนไหมไทยให้เจริญรุ่งเรือง และก้าวไปสู่การเป็นผู้นำในการผลิตเส้นไหมในอันดับต้นๆ ของโลก…

นับว่าเป็นอีกกิจกรรมหนึ่ง ที่กรมหม่อนไหมจัดขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้เกษตรกรได้พบกับผู้ประกอบการโดยตรง โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ยังไม่สงบ เพื่อให้ทุกฝ่ายผ่านวิกฤติไปได้

ขุนเกษตรา