ชายคาพระพิรุณ : 12 เมษายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/565514

ชายคาพระพิรุณ : 12 เมษายน 2564

ชายคาพระพิรุณ : 12 เมษายน 2564

วันจันทร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ช่วงนี้กระแสกัญชง-กัญชามาแรง เริ่มมีกระแสความต้องการเพื่อป้อนระบบอุตสาหกรรมทั้งอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง และน้ำมันเมล็ดกัญชง อาหารสัตว์ ฯลฯ แต่เนื่องจากในประเทศไทยยังไม่เคยมีการส่งเสริมการปลูกพืชชนิดมาก่อน เพราะติดเงื่อนไขทางกฎหมาย จนเมื่อรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขปลดล็อก ทำให้หลายอุตสาหกรรมเริ่มวางแผนที่จะนำชิ้นส่วนพืชกัญชงมาใช้ในระบบอุตสาหกรรม ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร ก็เริ่มขยับตัวปลุกงานวิจัยเต็มสูบ ทั้งเรื่อง ของพันธุ์กัญชา-กัญชง โดย นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ให้ข้อมูลว่า หลังมีนโยบายการส่งเสริมการปลูกกัญชา- กัญชง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์) ได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรเร่งดำเนินการโดยเร่งด่วนในการเข้ามาดูกระบวนการปลูก ให้กับประชาชนและเกษตรกรที่สนใจจะปลูกกัญชาและกัญชง โดยกรมได้จับมือทำงานกับกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิดภายใต้กฎหมายที่รองรับ ซึ่งกรมมีภารกิจ ในการศึกษาวิจัยพัฒนาพันธุ์ การหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูก พันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ นอกจากนั้นยังต้องมีมาตรการควบคุมพันธุ์พืชตามกฎหมายของกรมอีกด้วย โดยงานวิจัยกัญชาของกรมวิชาการเกษตรจะดำเนินการ 2 รูปแบบคือ กรมวิจัยเอง กับจับมือสถาบันการศึกษาร่วม ทั้งนี้เพื่อให้ต้นน้ำคือเกษตรกร ได้มีการเตรียมวัสดุปลูก เมล็ดพันธุ์ ต้นพันธุ์ที่เหมาะสม เพื่อให้สารยาและน้ำมันดีที่สุด โดยขณะนี้กรมอยู่ระหว่างการจัดทำแผนที่แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ใดมีศักยภาพในการปลูกออกมา ซึ่งจะมาจากลักษณะดิน อากาศ ปริมาณน้ำฝน เป็นเกณฑ์พิจารณาส่วนมากเป็นพื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่ปลูกข้าวโพด และคาดว่าประมาณปลายปี 2564 เมื่อมีผลผลิตชุดนี้ออกมาจะนำมาสู่การขยายการส่งเสริมการปลูกเพื่อป้อนระบบอุตสาหกรรมต่อไป ซึ่งเบื้องต้นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หลายแห่งได้แจ้งความประสงค์ว่าต้องการผลิตภัณฑ์เหล่านี้เข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมและพร้อมที่จะรองรับผลผลิตที่ออกมา ปัจจุบันเมล็ดกัญชงราคาจำหน่ายประมาณกิโลกรัมละ 5,000 บาท มีประมาณ 40,000– 50,000 เมล็ดต่อกก.

นอกจากนี้ ในส่วนของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ก็เตรียมทำตลาดกลางกัญชา/กัญชงผ่านระบบสหกรณ์ด้วย เพื่อเป็นผู้กำหนดระบบการซื้อขาย ตามกลไกของตลาด โดยมีอย. และกรมวิชาการเกษตรร่วมด้วย ซึ่งเรื่องนี้นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้ข่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์เห็นว่าควรจะนำร่องในสหกรณ์ที่มีความเหมาะสมทั้งเชิงพื้นที่ และบางสหกรณ์เคยอยู่ในโครงการปลูกกัญชาทางการแพทย์ โดยขณะนี้ มีสหกรณ์เข้ามาหารือ อาทิ สหกรณ์การเกษตรคูเมือง จำกัด จังหวัดบุรีรัมย์ สหกรณ์การเกษตรปักธงชัย จำกัด สหกรณ์การเกษตรด่านขุนทด จำกัด จังหวัดนครราชสีมา และสหกรณ์การเกษตรลานสัก จำกัด จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งหลังการหารือผู้จัดการสหกรณ์จะไปประชุมกับสมาชิกที่ประสงค์จะเข้าโครงการเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่กระบวนการขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาตามที่กฎกระทรวง การขออนุญาตและการอนุญาตการผลิต นำเข้าส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชง(Hemp) พ.ศ.2563 กำหนดไว้ต่อไป ซึ่งอนาคต หากสหกรณ์นำร่องประสบผลสำเร็จก็จะเป็นตัวอย่างให้ขยายไปสถาบันการเกษตรอื่นๆเพราะมีตลาดรองรับเนื่องจากเงื่อนไขของการอนุญาตกำหนดไว้ชัดเจนว่าต้องมีตลาดรองรับ มีการแสดงการนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์…เอ้า!!! สายเขียวเตรียมตัวเฮ…กันอีกสักครั้ง

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 29 มีนาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/562407

ชายคาพระพิรุณ : 29 มีนาคม 2564

ชายคาพระพิรุณ : 29 มีนาคม 2564

วันจันทร์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฮับแมลงโลก โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาตั้งแต่การผลิต การแปรรูปและการตลาดด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะจิ้งหรีดและแมลงอีกหลายชนิด ซึ่งกำลังเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่น่าสนใจและเป็นโปรตีนทางเลือกที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)ให้การสนับสนุนเพื่อสร้างรายได้แก่ประเทศและเกษตรกรของไทย ล่าสุดกระทรวงเกษตรฯ ประสบความสำเร็จในการเปิดตลาดเม็กซิโกและกลุ่มบริษัทใหญ่ของญี่ปุ่นก็สนใจและประสานงานมาเพื่อขอหารือเรื่องการนำเข้าผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดผงของไทยไปยังประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

ทั้งนี้ นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้มกอช.ได้ร่วมกับกรมปศุสัตว์ ผลักดันการเปิดตลาดจิ้งหรีดเม็กซิโก โดยจัดทำข้อมูลทางเทคนิคและเจรจากับสำนักงานแห่งชาติด้านสุขอนามัยความปลอดภัยและคุณภาพของการเกษตรและอาหาร (Servicio Nacional de Sanidad,Inocuidad y Calidad Agroalimentaria หรือ SENASICA) ของเม็กซิโก จนทำให้เม็กซิโกมีความเชื่อมั่นและให้การยอมรับระบบการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของการผลิตจิ้งหรีดตั้งแต่ระดับฟาร์มจนถึงโรงงาน รวมทั้งมาตรการด้านสุขอนามัยและกระบวนการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ก่อนการส่งออกของประเทศไทย และเปิดตลาดอนุญาตการนำเข้าผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดจากประเทศไทยในที่สุด โดยผลิตภัณฑ์ที่เม็กซิโกอนุญาตนำเข้า ได้แก่ จิ้งหรีดผง จิ้งหรีดปรุงสุก และ จิ้งหรีดแช่แข็ง ซึ่งต้องผลิตจากจิ้งหรีดสายพันธุ์ Acheta domesticus หรือที่เรียกในประเทศไทย คือ จิ้งหรีดบ้าน หรือ สะดิ้ง หรือ ทองแดงลาย เท่านั้น

โดยผู้ที่จะส่งออกผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดไปยังเม็กซิโกต้องดำเนินการตามข้อกำหนด ดังนี้ (1) ผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดจะต้องผลิตจากจิ้งหรีดที่เลี้ยงในฟาร์มที่ได้การรับรองมาตรฐาน “การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มจิ้งหรีด หรือ มกษ. 8202-2560” โดยเกษตรกรขอการรับรองได้ที่กรมปศุสัตว์ หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด (2) ผลิตภัณฑ์จะต้องมีแหล่งกำเนิดในประเทศไทย (3) โรงงานแปรรูปจะต้องผ่านการตรวจรับรองจากกรมปศุสัตว์ว่ามีกระบวนการแปรรูปให้มีความปลอดภัยต่อการบริโภคของมนุษย์ และมีความสอดคล้องกับกฎระเบียบของเม็กซิโก ได้แก่ มีการนำหลักสุขลักษณะที่ดีในการผลิตอาหาร (Good Hygienic practice : GHP) ไปปฏิบัติใช้ตลอดกระบวนการผลิต และมีมาตรการป้องกันผลิตภัณฑ์จากการปนเปื้อนของโปรตีนของสัตว์เคี้ยวเอื้องหรือจากแมลงชนิดอื่น ที่ไม่ใช่จิ้งหรีด (4) ก่อนการส่งออกจะต้องยื่นขอใบรับรองสุขอนามัย (Health certificate) กับกรมปศุสัตว์ เพื่อใช้แสดงประกอบการนำเข้า ณ ด่านนำเข้าของเม็กซิโก และ (5) สินค้าต้องนำเข้าผ่านด่านที่กำหนดเท่านั้น (ด่านนำเข้าสำหรับสินค้าที่เก็บรักษาที่อุณหภูมิปกติ จำนวน 16 ด่าน และสินค้าแช่เย็นจำนวน 9 ด่าน)…สำหรับเกษตรกรและผู้ประกอบการท่านใดที่สนใจจะส่งออกจิ้งหรีดไปเม็กซิโก สามารถขอการรับรองมาตรฐานฟาร์มและขอใบรับรองสุขอนามัยได้ที่ สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด กรมปศุสัตว์ หรือสอบถามข้อมูลกฎระเบียบการนำเข้าจิ้งหรีดของเม็กซิโกได้ที่ กองนโยบายมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ โทร. 0-2561-2277 ต่อ 1307 และ 1326

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 22 มีนาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560720

ชายคาพระพิรุณ :  22 มีนาคม 2564

ชายคาพระพิรุณ : 22 มีนาคม 2564

วันจันทร์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ทราบมาว่าขณะนี้ ได้มีขบวนการของคนเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ ลักลอบนำเข้าส้มโอจากเพื่อนบ้านหวังใช้เป็นทางผ่านขอใบ PC เบิกทางส่งออกไปประเทศที่ 3 โดยแอบลักลอบนำเข้ามาคัดบรรจุที่พิจิตรแล้วส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นการทำลายเศรษฐกิจและส่งผลกระทบกับเกษตรกรผู้ปลูกส้มโอของจังหวัดพิจิตรกว่าพันราย แต่ทันทีที่เรื่องปรากฏนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ก็รีบเดินทางไปพบ นายรังสรรค์ ตันเจริญผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ถึงศาลากลางจังหวัดพิจิตรทันที เพื่อหารือวางแนวทางแก้ปัญหา โดยนายพิเชษฐ์ ให้ข้อมูลว่า จากการตรวจสอบแน่ใจแล้วว่าส้มโอจำนวนดังกล่าวไม่ใช่ส้มโอของไทยที่จะส่งออกต่างประเทศ แต่น่าจะเป็นส้มโอมาจากประเทศเพื่อนบ้านที่ส่งเข้ามาประเทศไทย ซึ่งนำเข้ามาอย่างถูกต้อง เพียงแต่ว่าไม่ได้เอามาใช้จำหน่ายในประเทศไทย แต่นำเข้ามาเพื่อใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านเพื่อส่งออกไปต่างประเทศอีกทอดหนึ่ง โดยพบว่ามีผู้ประกอบการจากจังหวัดพิจิตร ใช้โรงคัดบรรจุหรือล้งรับซื้อส้มโอร่วมกับผู้ส่งออกไปขอใบ PC (Phytosanitary Certificate) หรือใบรับรองสุขอนามัยพืชเพื่อประกอบการส่งออกไปต่างประเทศ จึงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่จากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตรซึ่งเป็นหน่วยงานในพื้นที่ของกรมฯ เข้าตรวจสอบในโรงคัดบรรจุดังกล่าว ปรากฏว่าไม่น่าใช่ส้มโอจากประเทศไทย จึงสั่งระงับห้ามส่งออกและไม่ออกใบ PC ให้ จึงได้หารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เพื่อวางมาตรการร่วมกันในการดำเนินการตามกฎหมายทั้งทางปกครองและทางอาญาต่อไปโดยนายพิเชษฐ์ ยังบอกอีกว่า ขณะนี้ได้รับรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า มีโรงคัดบรรจุหรือล้งไม่น้อยกว่า 5 แห่งที่ร่วมมือกับพ่อค้าส่งออกนำส้มโอจากประเทศเพื่อนบ้านมาสวมรอยเป็นส้มโอพิจิตร โดยสวมสิทธิ์ใบรับรอง GAP แล้วส่งออกไปประเทศที่ 3 หวังแค่ผลประโยชน์แต่ทำลายเศรษฐกิจของเกษตรกรผู้ปลูกส้มโอของจ.พิจิตรที่มีมากถึง 1,037 ราย พลอยได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมดังกล่าว…เป็นเรื่องของความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ของคน บางคนโดยแท้ ไม่คิดถึงผลกระทบระยะยาวหรือเห็นอกเห็นใจพี่น้องเกษตรกรชาวไทยด้วยกันเอาเสียเลย…

ด้าน นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ฝากชี้แจงกรณีที่มีสื่อมวลชนบางสำนักได้นำเสนอข่าวว่า ขณะนี้มีการเกิดโรคระบาดในสุกรในหลายพื้นที่ของประเทศไทย จนส่งผลให้ฟาร์มสุกรขนาดเล็กและกลางเร่งเทขายสุกร และทำให้ราคาสุกรตกต่ำ ซึ่งกรมปศุสัตว์ยืนยันว่า ปัจจุบันยังไม่พบการระบาดของโรค ASF ในประเทศไทยแต่อย่างใด และกรมปศุสัตว์ก็ได้มีการกำหนดมาตรการ อย่างเข้มงวด โดยการประเมินความเสี่ยงต่อโรคตามหลักการทางระบาดวิทยา ด้วยแอปพลิเคชั่น e-smart plus โดยใช้วิธี Spatial Multi – criteria decision Analysis ทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อดำเนินการเฝ้าระวังโรคทั้งในเชิงรุกและเชิงรับในทุกพื้นที่ของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นในฟาร์มสุกร โรงฆ่าสุกร สถานที่จำหน่ายเนื้อสุกร และสถานที่จำหน่ายอาหารสัตว์ รวมไปถึงการเคลื่อนย้ายสุกร/หมูป่าที่มีชีวิตและซากทั้งการเคลื่อนย้ายภายในประเทศ ระหว่างประเทศหรือการลักลอบเคลื่อนย้ายทุกกรณีอย่างเข้มงวดหากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ (สคบ.) กรมปศุสัตว์ หรือ call center 063-225-6888 หรือแจ้งผ่านแอปพลิเคชั่น DLD 4.0 ได้ตลอดเวลา


ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 8 มีนาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/557528

ชายคาพระพิรุณ :  8 มีนาคม 2564

ชายคาพระพิรุณ : 8 มีนาคม 2564

วันจันทร์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากสถานการณ์แม่น้ำโขงที่เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศวิทยาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำในธรรมชาติมีปริมาณลดลง จนหลายชนิดเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์และยังกระทบต่อวิถีการประกอบอาชีพของชาวประมงริมฝั่งแม่น้ำโขงรวมถึงลำน้ำสาขาในหลายพื้นที่ที่ผ่านมากรมประมง ในฐานะหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการสร้างความมั่นคงให้ทรัพยากรประมงในแหล่งน้ำธรรมชาตินั้น ได้มีการวางแนวทางเพื่อเร่งฟื้นฟูผลผลิตสัตว์น้ำ คืนความสมบูรณ์สู่ระบบนิเวศแม่น้ำโขงอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การมีส่วนร่วมของชุมชนและการบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ เพื่อแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากร พร้อมฟื้นฟูและเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำ ซึ่งจะเป็นการช่วยลดอุปสรรคในการประกอบอาชีพให้กับชาวประมง เช่น การเพาะขยายพันธุ์สัตว์น้ำประจำถิ่นสำหรับปล่อยคืนสู่แม่น้ำโขงและลำน้ำสาขา โดยเฉพาะ “ปลายี่สกไทย”หรือ “ปลาเอิน” ในภาษาถิ่นอีสาน

ปัจจุบันกรมประมงได้ดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อตั้งแคมป์ริมฝั่งแม่น้ำโขงใน 2 พื้นที่ คือ 1. บ้านน้ำไพร อ.สังคม จ.หนองคาย และ 2. บ้านสองคอน อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร เพื่อเฝ้าสังเกตการณ์และรวบรวมพ่อแม่พันธุ์ปลาเอินที่ว่ายขึ้นมาวางไข่ในพื้นที่ดังกล่าว ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2563 – กุมภาพันธ์ 2564 สำหรับนำไปใช้เพาะขยายพันธุ์ด้วยการกระตุ้นฮอร์โมน แล้วพักพ่อแม่พันธุ์ปลาไว้ในถังไฟเบอร์บริเวณริมแม่น้ำโขงเพื่อรอรีดไข่ผสมน้ำเชื้อและลำเลียงไข่ที่ได้รับการผสมแล้วไปเพาะฟัก ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดจังหวัดหนองคาย ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดจังหวัดมุกดาหาร จนอนุบาลลูกปลาให้ได้ขนาด 5-7 เซนติเมตร จึงปล่อยลงสู่ลำน้ำโขงและลำน้ำสาขาที่ใกล้เคียง นอกจากนี้ กรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเลย ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดมุกดาหาร ยังมีการดำเนินกิจกรรมเพิ่มผลผลิตปลาเอินในเเหล่งน้ำธรรมชาติ โดยการเพาะเเละปล่อยลงในเเหล่งน้ำธรรมชาติอีกด้วย

ซึ่งนายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง บอกว่า ในปี 2564 กรมประมงวางเป้าหมายที่จะปล่อยปลายี่สกไทยคืนสู่ลำน้ำโขง
และลำน้ำสาขาที่ใกล้เคียง จำนวน 5 แสนตัว โดยในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2564 จะทำการปล่อยลูกปลาลอตแรกที่มีขนาด 5-7 เซนติเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่มีอัตรารอดตายสูง จำนวน 1 แสนตัว ที่บ้านสองคอน อำเภอห้วยใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร โดยเชื่อมั่นว่าจะทำให้พี่น้องชาวประมง ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มน้ำโขงได้รับประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำเริ่มฟื้นตัวในไม่ช้านี้ ซึ่งจะเป็นการสร้างอาชีพและรายได้จากการทำประมงให้แก่ชุมชนได้จำนวนมาก

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ภาครัฐจะร่วมมือกันฟื้นฟูเพื่อคืนความสมบูรณ์ให้กับทรัพยากรสัตว์น้ำ แต่สิ่งสำคัญที่จะทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำในลุ่มน้ำโขงกลับมาคงความอุดมสมบูรณ์อีกครั้งได้ก็คือความร่วมมือ ร่วมใจจากผู้ใช้ทรัพยากรทุกภาคส่วนที่จะต้องมีสำนึกรับผิดชอบในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรโดยยึดหลักความยั่งยืนนั่นเอง

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 1 มีนาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555909

ชายคาพระพิรุณ :  1 มีนาคม 2564

ชายคาพระพิรุณ : 1 มีนาคม 2564

วันจันทร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป เป็นช่วงที่เข้าสู่ฤดูกาลผลไม้ในภาคตะวันออกให้ผลผลิต โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งเป็น champion product สำคัญของภาคตะวันออก ซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรระบุว่า ในปีนี้ ทุเรียนมีการออกดอกมากขึ้น และขณะนี้ออกดอกครบ 100% แล้ว มีแนวโน้มการให้ผลผลิตสูงขึ้น เนื่องจากพื้นที่ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาและได้มีการคาดการณ์ว่าจะมีทุเรียนให้ผลผลิตรวมทั้งสิ้น 633,476 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.17 จากปีที่แล้วซึ่งมีผลผลิต 550,035 ตัน ทั้งนี้ ทุเรียนถือว่าเป็นผลไม้ส่งออกที่สำคัญ มีประเทศจีนเป็นตลาดนำเข้าทุเรียนผลสดที่ใหญ่สุดของไทย ซึ่งจากรายงานของฝ่ายเกษตร ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว พบว่าในปี 2563 จีนนำเข้าทุเรียนผลสดจากไทยปริมาณทั้งสิ้น 575,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าถึง 69,000 ล้านบาท ส่งผลให้ทุเรียนครองแชมป์ผลไม้นำเข้าอันดับ 1 ของจีนแซงหน้าการนำเข้าเชอรี่ผลสดทั้งปริมาณและมูลค่า ถึงแม้ว่าปริมาณการนำเข้าจะลดลงไป 5 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปี 2562 แต่มูลค่ากลับเพิ่มมากขึ้นถึง 44 เปอร์เซ็นต์ โดยทุเรียนมีสัดส่วนมูลค่าการนำเข้าสูงถึง 23% เมื่อเทียบกับมูลค่าการนำเข้าผลไม้หลักทั้งหมดจากต่างประเทศของจีน

อย่างไรก็ตาม แม้ทุเรียนไทยจะเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวจีนก็ตาม แต่จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้กรมวิชาการเกษตรติดตามผลการดำเนินงานการส่งออกในฤดูกาลผลิต 2564 อย่างใกล้ชิด เนื่องจากที่ผ่านมาเคยมีการนำเสนอข่าวว่าประเทศจีนระงับการนำเข้าทุเรียนจากประเทศไทยสาเหตุจากตรวจพบเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งทุเรียน ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้ประสานงานกับอัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายเกษตร) ประจำกรุงปักกิ่งและได้รับหนังสือตอบยืนยันกลับมาว่ารัฐบาลจีนไม่เคยระงับการนำเข้าทุเรียนจากไทยเนื่องจากตรวจพบเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 แต่อย่างใด

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ย้ำว่า ที่ผ่านมา แม้จีนจะยังไม่เคยตรวจพบปัญหาการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในสินค้าเกษตรจากไทย แต่กรมวิชาการเกษตรก็ได้จัดทำแนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สำหรับโรงคัดบรรจุผลไม้ เพื่อให้ผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุผลไม้ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ โดยยึดตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่จีนยอมรับและแนะนำให้ประเทศคู่ค้าปฏิบัติด้วยเช่นกัน เพื่อควบคุมสุขอนามัยของพนักงานและสิ่งแวดล้อมในสถานที่ผลิต โดยกรมวิชาการเกษตรได้จัดทำเอกสารการดำเนินการดังกล่าวทั้งฉบับภาษาไทยและภาษาจีนส่งให้สำนักงานศุลกากรของจีนทราบแล้ว พร้อมกับยืนยันว่าไทยได้ให้ความสำคัญกับการควบคุมเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในผลไม้ส่งออกตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง โดยดำเนินการตามแนวทางของ WHO และ FAO เพื่อตอกย้ำให้เกิดความมั่นใจในความปลอดภัยของผลไม้ไทยในปี 2564 อีกทั้ง กรมวิชาการเกษตร ไม่เพียงแต่จะเข้มงวดการตรวจศัตรูพืชในผลผลิตเท่านั้น แต่ยังเน้นการตรวจทุเรียนด้อยคุณภาพหรือทุเรียนอ่อน โดย สวพ.6 จะรับภารกิจหลักตรวจทุเรียนอ่อนและกำกับดูแลการใช้ใบรับรอง GAP ของผู้ส่งออก เพื่อผลักดันการส่งออกผลไม้ของภาคตะวันออกที่มีคุณภาพได้ตามมาตรฐาน GAP และ GMP อีกด้วย

ข่าวนี้เป็นสิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกรได้ว่ายังสามารถส่งออกทุเรียนไปยังจีนได้ตามปกติ และอย่าไปตื่นตระหนกจากข่าวลือเพื่อหวังทุบราคาทุเรียนจากบรรดาล้งต่างๆ ขอเพียงเกษตรกรปฏิบัติตามคำแนะนำในการสร้างมาตรฐานการผลิต และมีความซื่อสัตย์ไม่ตัดทุเรียนอ่อนขายก็พอ รับรองว่า ปีนี้ยังเป็นปีทองของชาวสวนทุเรียน และยังสามารถรักษาตลาดทุเรียนไทยในประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดนำเข้าทุเรียนที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของไทยได้อย่างแน่นอน

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 22 กุมภาพันธ์ 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/554351

ชายคาพระพิรุณ : 22 กุมภาพันธ์ 2564

ชายคาพระพิรุณ : 22 กุมภาพันธ์ 2564

วันจันทร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร นับว่าเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ทำงานปิดทองหลังพระมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรและประชาชนที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ปัญหาหมอกควันไฟป่า ฝุ่นละอองในอากาศ และการเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำ ล่าสุดได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ดำเนินการทดลองสารทางเลือกฝนหลวง ในการทำฝนเพื่อคนไทยให้ได้ในทุกสภาพอากาศ ในการบรรเทาปัญหาภัยแล้ง ซึ่ง นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร บอกว่า ความร่วมมือวิจัยสารทางเลือกฝนหลวงได้ดำเนินการทดลองการปฏิบัติการฝนหลวงครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของสารฝนหลวงทางเลือกทั้ง 5 สูตรที่ได้รับการคัดเลือกจากโครงการต้นแบบการพัฒนาสารฝนหลวงทางเลือกเพิ่มเติมในสภาวะความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้สารฝนหลวงทางเลือกสำหรับการปฏิบัติการฝนหลวงในขั้นตอนของการก่อกวนในสภาวะความชื้นสัมพัทธ์ต่ำกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสารทางเลือกฝนหลวงนั้นมีคุณสมบัติสามารถดูดความชื้นที่ RH ต่ำกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เมื่อละลายน้ำอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงไม่เกิน 5 องศาเซลเซียส และมีค่าความตึงผิวของสารละลายใกล้เคียงหรือสูงกว่าสารฝนหลวงสูตรปัจจุบัน

โดยในเบื้องต้น ทางหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดพิษณุโลก ได้ร่วมกับหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดตาก ขึ้นบินปฏิบัติการเพื่อทดลองสารทางเลือกฝนหลวงในขั้นตอนที่ 1 (ก่อกวนเมฆ) เป็นขั้นตอนการทำให้เมฆมีปริมาณมากขึ้น โดยใช้สารฝนหลวงทางเลือกสูตร AR 38 จำนวน 700 กิโลกรัม ในพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนแม่มอก, อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง เป็นพื้นที่เป้าหมายในการทดลองปฏิบัติการ เพื่อบรรเทาปัญหาไฟป่า หมอกควันและเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อน และหลังจากการทดลองครั้งนี้พบว่า ปริมาณเมฆในพื้นที่ที่ทำการทดลองเพิ่มมากขึ้น และนับว่าผลการทดลองในครั้งนี้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ ทั้งนี้หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดตาก มีแผนการปฏิบัติการ ส่วนในขั้นตอนที่ 2 (เลี้ยงให้อ้วน)และขั้นตอนที่ 3 (โจมตี) ในลำดับต่อไป อย่างไรก็ตาม ท่านอธิบดีสุรสีห์ ย้ำว่า การทดลองครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่เหล่านักวิจัยได้มีโอกาสเก็บข้อมูล เก็บสถิติต่างๆ เพื่อประกอบการวิจัย พัฒนาสารทางเลือกฝนหลวงในโอกาสต่อไป และย้ำว่าสารฝนหลวงทางเลือกนี้มีโอกาสสำเร็จในเร็วๆ นี้ มาก เพื่อเป็นการสนองพระราชปณิธานของพระบิดาแห่งฝนหลวง ที่ต้องการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้กับพี่น้องประชาชน

สำหรับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร แล้ว ขุนเกษตรา ได้เฝ้ามองและชื่นชมในความเสียสละของบุคลากรของกรมฝนหลวงฯ โดยเฉพาะท่านอธิบดีและท่านรองอธิบดี ที่มีความตั้งใจปฏิบัติภารกิจปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้แก่เกษตรกรและผู้ใช้น้ำทั่วทั้งประเทศ รวมถึงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับระบบบริหารจัดการน้ำของประเทศ และยังปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองในอากาศ โดยน้อมนำศาสตร์พระราชา ตำราฝนหลวงพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระบิดาแห่งฝนหลวง เป็นแนวทางในการดำเนินงานแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน และยังคิดค้นวิธีการใหม่ๆ เพื่อให้การทำฝนเทียมได้ผลสัมฤทธิ์สูงสุดตามสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 15 กุมภาพันธ์ 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552695

ชายคาพระพิรุณ : 15 กุมภาพันธ์ 2564

ชายคาพระพิรุณ : 15 กุมภาพันธ์ 2564

วันจันทร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ขุนเกษตรา ขอแสดงความยินดี กับผู้ที่ได้รับการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 5 ราย ประกอบด้วย 1. นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น) กรมปศุสัตว์ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2.พันจ่าเอกประเสริฐ มาลัย รองเลขาธิการ(นักบริหารระดับต้น) สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 3.นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น)กรมส่งเสริมการเกษตร ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 4.นายสุชาติเจริญศรี รองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น)กรมชลประทาน ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ 5.นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น) กรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมส่งเสริมสหกรณ์ ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านด้วยนะครับ

สำหรับในส่วนของกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ก็ได้สร้างผลงานมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยังดำรงตำแหน่งรองอธิบดี และล่าสุดได้จับมือกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เพื่อนำระบบสหกรณ์พัฒนาความมั่นคงให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่โครงการบ้านมั่นคง เน้นส่งเสริมรายได้ให้เพียงพอต่อการดำเนินชีวิต สามารถผ่อนชำระหนี้ค่าบ้านและลดรายจ่ายในครัวเรือน เตรียมตั้งคณะทำงานร่วมกันและทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าพัฒนาสหกรณ์บ้านมั่นคงในพื้นที่ 68 จังหวัดทั่วประเทศ โดยขณะนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เตรียมตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนพัฒนาโครงการสหกรณ์บ้านมั่นคง เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้มีอาชีพเสริมและเชื่อมโยงตลาดเพื่อให้มีรายได้ในครัวเรือนเพิ่มขึ้น ภายหลังการประชุมร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ซึ่งพบว่า มีปัญหาในการดำเนินในหลายประเด็น เช่น การประสานงานระหว่างหน่วยงาน การจัดทำบัญชีสหกรณ์ การแบ่งแยกโฉนด เป็นต้น ทำให้สมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่โครงการสหกรณ์บ้านมั่นคงที่จัดตั้งในหลายพื้นที่บางพื้นที่ประสบปัญหาการดำเนินงาน ประชาชนมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ ส่งผลต่อการชำระหนี้สหกรณ์และคุณภาพชีวิต จึงเห็นว่าควรมีการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนากลไกการทำงานส่วนกลาง และระดับพื้นที่ขึ้น เพื่อช่วยในการขับเคลื่อนการในการพัฒนา/แก้ปัญหาให้ตรงประเด็น ส่งเสริมและพัฒนาให้มีการส่งเสริมอาชีพอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายให้กับสมาชิกสหกรณ์รวมถึงจะมีการร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ซึ่งนายวิศิษฐ์ บอกว่า ปัจจุบันได้มีการดำเนินโครงการสหกรณ์บ้านมั่นคงตั้งแต่ปี 2548 ทั่วประเทศมีจำนวน 414 แห่งสมาชิก 46,313 คน ใน 68 จังหวัด พบว่ามีสหกรณ์ที่ยกเลิกแล้ว 12 แห่ง ประสบปัญหาปิดบัญชี 137 แห่ง และสหกรณ์ที่สามารถดำเนินการต่อตามปกติ 265 แห่งโดยมีปัญหาและอุปสรรคในช่วงที่ผ่านมาอาทิ ปัญหาการทำบัญชี ปัญหาขาดความเข้าใจด้านการดำเนินงานของสหกรณ์ทั้งทางด้านกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องรวมถึงปัญหาเชิงนโยบาย ไม่สอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจและวิถีชีวิตชุมชน ซึ่งกรมจะดำเนินการจัดโครงการพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการสหกรณ์และผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 8 กุมภาพันธ์ 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551045

ชายคาพระพิรุณ : 8 กุมภาพันธ์ 2564

ชายคาพระพิรุณ : 8 กุมภาพันธ์ 2564

วันจันทร์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากกรณีที่มีการตรวจสอบแล้วพบว่าคณะกรรมการบริหารสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ได้มีการทุจริตเงินของสหกรณ์จนมีความเสียหายราว 2,800 ล้านบาท ช่วงปี 2555-2559 ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะนายทะเบียน ได้ดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิดมาตามลำดับ จนนำไปสู่การดำเนินคดี โดยร่วมมือกับตำรวจสอบสวนกลาง ติดตามยึดทรัพย์สินที่กลุ่มผู้ต้องหานำไปฟอกเงินในธุรกิจต่างๆ กลับมาได้บางส่วน พร้อมกับออกหมายจับผู้ต้องหา 9 คน ตามที่เคยเป็นข่าวมาแล้วนั้น ซึ่งขณะนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ก็ยังเดินหน้าแก้ไขปัญหาลูกหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด โดยทำคู่ขนานไปกับดีเอสไอ ทั้งนี้ ได้รับการเปิดเผยจากนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ว่า เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2564 ที่ผ่านมา สหกรณ์เจ้าหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด (สอ.สรฟ.) 15 แห่ง ซึ่งมียอดหนี้เงินกู้และเงินฝากประมาณ 3 พันล้านบาท ได้เข้าพบเพื่อติดตามความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของสอ.สรฟ.ที่ยังไม่สามารถชำระคืนได้ ซึ่งในการหารือได้มีการชี้แจงถึงความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 8 ก.พ. 2564 จะเชิญกรรมการสหกรณ์สอ.สรฟ.มาหารือถึงแผนการชำระหนี้เงินกู้ให้กับ 4 สหกรณ์เจ้าหนี้เงินกู้ เพื่อให้การชำระหนี้เป็นไปตามข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกันไว้

นายวิศิษฐ์ บอกว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์รับทราบความกังวลของเจ้าหนี้ทั้งหมดของสอ.สรฟ.โดยเฉพาะประเด็นการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ซึ่งจะกลายมาเป็นภาระของสหกรณ์นั้นๆ โดยทางกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้ชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า ตามหลักเกณฑ์ทางบัญชี หากลูกหนี้ยังชำระตามแผนได้ก็ไม่ต้องตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมยืนยันว่าไม่เคยหนีปัญหา และยังติดตามอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 3 ปี ที่ผ่านมา เพื่อช่วยแก้ไขให้กับทุกฝ่าย จนในที่สุดสามารถที่จะประสานกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ติดตามจับกุม นายบุญส่ง หงส์ทอง และพวกซึ่งเป็นอดีตกรรมการสอ.สรฟ.ที่ทุจริต และสามารถอายัดทรัพย์ได้ส่วนหนึ่ง ซึ่งจะเป็นผลให้ สอ.สรฟ.จะมีสินทรัพย์และเกิดสภาพคล่องในอนาคตเพิ่มขึ้น เพื่อที่จะนำมาบริหารจัดการกับหนี้สินทั้งเงินกู้และเงินฝากได้ในลำดับถัดไป สำหรับกรณีที่ 4 สหกรณ์เจ้าหนี้ได้มีการฟ้องร้องดำเนินคดีกันบ้างแล้ว ซึ่งกรมไม่ขอก้าวก่ายสิทธิในการฟ้องร้องของแต่ละสหกรณ์ แต่ในฐานะที่เป็นพี่เลี้ยงของสหกรณ์ก็ยังหวังว่าหากสามารถเจรจากันได้และให้เวลาสอ.สรฟ.ชำระหนี้ตามแผนก็คาดว่าจะเป็นผลดีกับทุกฝ่ายทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้

นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน และทราบว่าหลังจากนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย และสหกรณ์ทั้ง 15 แห่ง จะนัดประชุมหารือ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกันทุกๆ 3 เดือน เพื่อติดตามสถานะทางการเงินของสอ.สรฟ.อย่างใกล้ชิดต่อไป…เป็นเรื่องที่ดีมากครับ สหกรณ์จะไปรอดก็เพราะคนสหกรณ์และขบวนการสหกรณ์ร่วมมือช่วยเหลือกันตามหลักการของสหกรณ์ครับ…

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 1 กุมภาพันธ์ 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/549396

ชายคาพระพิรุณ : 1 กุมภาพันธ์ 2564

ชายคาพระพิรุณ : 1 กุมภาพันธ์ 2564

วันจันทร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19ทำให้ทุกหน่วยงานต้องปรับตัวในการทำงาน เพื่อคุมเข้มและเฝ้าระวังการระบาดของโรคตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร ก็เป็นอีกองค์กรหนึ่งของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีหน่วยงานให้บริการประชาชนอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ที่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์เพื่อให้บริการพี่น้องเกษตรกรได้อย่างทันท่วงทีและทั่วถึง ทั้งนี้ วันก่อน นายเข้มแข็งยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรได้ไลฟ์สด แถลงข่าว “กรมส่งเสริมการเกษตร ก้าวสู่เกษตรวิถีใหม่” สร้างความมั่นใจในมาตรการคุมเข้ม เฝ้าระวังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) พร้อมเปิดแนวทางการก้าวสู่เกษตรวิถีใหม่ ว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้มีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) โดยได้จัดตั้งศูนย์ประสานการปฏิบัติภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) ทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการและประสานการปฏิบัติงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุม และเตรียมพร้อมในการรองรับสถานการณ์การระบาดของโรคฯ การปฏิบัติงานตามนโยบาย หรือข้อสั่งการของศูนย์ประสานงานระดับกระทรวงฯ รวมถึงการปฏิบัติงานในทุกหน่วยงานในสังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร ทั้งสำนักงานเกษตรจังหวัด 77จังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ 882 แห่ง ศูนย์ปฏิบัติการ อีก 50 ศูนย์ ให้สามารถบริการประชาชนอย่างต่อเนื่อง ตลอดช่วงสถานการณ์การระบาด รวมถึงต้องร่วมสร้างคุณภาพชีวิตของบุคลากรและสถานที่ ให้สามารถปฏิบัติงานภายใต้สถานการณ์การระบาดได้เป็นอย่างดี

สำหรับการ “ก้าวสู่เกษตรวิถีใหม่” เป็นวิถีใหม่ที่กรมส่งเสริมการเกษตร จะต้องทำงานร่วมกับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง โดยใช้เครื่องมือสื่อสารเป็นตัวช่วย เช่น การเปิดแอปพลิเคชั่น “FARMBOOK” หรือสมุดทะเบียนเกษตรกรออนไลน์ เพื่อลดความเสี่ยงจากการเดินทางมาติดต่อ มีเครือข่ายการทำงานอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) เป็นเครือข่ายการทำงาน ที่มีจิตอาสาคอยอำนวยความสะดวกต่างๆ มาบริการให้กับพี่น้องเกษตรกร รวมถึงการเปิดแคมเปญชวนคนไทยช่วยกันอุดหนุนสินค้าเกษตร “ซื้อสินค้าเกษตรไทย เกษตรกรอยู่ได้ ประเทศไทยอยู่รอด” ที่ได้รับผลกระทบจากการขนส่งสินค้าช่วงสถานการณ์โควิด เช่น มะม่วง กะหล่ำปลี กล้วยไม้ เป็นต้น รวมถึงมีเว็บไซต์ www.ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com ภายใต้สโลแกน “เกษตรกรจริงจริง ทุกสิ่งปลอดภัย เพียงคุณสั่ง เราพร้อมส่ง” เพื่อเป็นสื่อกลางในการรวบรวมข้อมูลสินค้าเกษตร ที่มีช่องทางการติดต่อซื้อขายแบบออนไลน์ และผ่านการคัดเลือกจากคณะทำงานฯ ระดับจังหวัด คัดสรรสินค้าเกษตรคุณภาพดีจากเกษตรกรตัวจริง อาทิ กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่, Smart Farmer (SF), Young Smart Farmer (YSF), วิสาหกิจชุมชน และองค์กรเกษตรกรอื่นๆ จากทั่วประเทศ ถึงมือผู้บริโภคโดยตรงในราคายุติธรรม ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง และได้เพิ่มช่องทางให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายสินค้า บนเว็บไซต์ “www.ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com” ด้วยตนเอง โดยกรมฯ จะมีการคัดเลือกสินค้าเกษตรและสินค้าแปรรูปเกษตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานต่างๆ เช่น GAP, เกษตรอินทรีย์ อย., ฮาลาล ซึ่งปัจจุบัน เป็นช่วงที่สินค้าเกษตรกำลังจะออกสู่ตลาด กรมยังได้เตรียมวางแผนรับมือสินค้าเกษตรโดยจะจัด แคมเปญ อีกครั้งในรูป สั่งสินค้าแบบ pre-order จองผลไม้จากสวนที่กำลังจะออกสู่ตลาดเร็วๆ นี้เช่น มะขาม มะม่วง ทุเรียน รวมไปถึงสินค้าเกษตรอื่นๆ เช่น หอม กระเทียม ซึ่งรูปแบบและวิธีการสั่ง จะมีการประกาศเชิญชวนอย่างเป็นทางการอีกครั้ง อยากให้ติดตามข่าวสารผ่าน Facebook “ประชาสัมพันธ์ กรมส่งเสริมการเกษตร” หรือเว็บไซต์กรมส่งเสริมการเกษตร อย่างต่อเนื่อง…

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 18 มกราคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546080

ชายคาพระพิรุณ : 18 มกราคม 2564

ชายคาพระพิรุณ : 18 มกราคม 2564

วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีคำสั่งแต่งตั้งตำแหน่งรองอธิบดีที่ว่างอยู่จำนวน 4 กรม หลังจากว่างเว้นมาหลายเดือน ประกอบด้วย กรมส่งเสริมการเกษตร คือ นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ ที่ข้ามห้วยมาจาก ผู้อำนวยการกองเมล็ดพันธุ์ข้าว กรมการข้าว ซึ่งแต่เดิมนายณัฏฐกิตติ์ เองก็เป็นลูกหม้อมาจากกรมส่งเสริมการเกษตร เคยเป็นเกษตรจังหวัดสกลนคร ก่อนจะโยกไปกินตำแหน่งผู้อำนวยการกองเมล็ดพันธุ์ข้าว ที่กรมการข้าวมาเมื่อไม่กี่ปีมานี้ก็ถือว่าเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถงานด้านส่งเสริมมาเป็นอย่างดีและฝากผลงานที่กรมการข้าวมาพอสมควร ก็ต้องมารอดูผลงานกันต่อไปเมื่อได้กลับมาสู่บ้านเก่าที่กรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งน่าจะเป็นงานที่ถนัดอยู่แล้ว อีกหน่วยงานคือ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ที่ได้ นายกฤษ อุตตมะเวทิน เลขานุการกรม คนหนุ่มไฟแรงขยับขึ้นมาเป็นรองเลขาธิการฯมกอช. ส่วนกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ นางนรีลักษณ์ วรรณสาย ขยับมาจากผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีฝนหลวง ด้านกรมประมง ได้ นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด และ นายถาวร ทันใจ ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผนพัฒนาการประมง ขึ้นมาเป็นรองอธิบดี ขุนเกษตรา ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับเลื่อนตำแหน่งครั้งนี้ทุกคนด้วยครับ…

มีข่าวฝากชี้แจงจากสมาคมทุเรียนไทย จากกรณีที่มีข่าวคลาดเคลื่อนว่าทุเรียนไทยส่งออกไปจีนไม่ได้เนื่องจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งขณะนี้ใกล้ฤดูกาลเก็บเกี่ยวทุเรียนในภาคตะวันออกประกอบกับสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่กำลังระบาดอยู่ในหลายจังหวัด ทำให้มีข่าวที่เกี่ยวกับทุเรียนไทยออกมาจากสำนักข่าวหลายแห่ง ที่มีการพาดหัวข่าวที่ค่อนข้างรุนแรง และไม่เป็นความจริงซึ่งเป็นข่าวที่ค่อนข้างอ่อนไหวมากและสร้างความตื่นตระหนกให้กับภาคเกษตรกรชาวสวนทุเรียนเป็นอย่างมาก ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อการส่งออกทุเรียนของทุเรียนไทยได้ ด้วยเหตุนี้ทางเกษตรกรชาวสวนทุเรียน และสมาคมทุเรียนไทย ได้ขอความร่วมมือ สื่อมวลชน ให้ช่วยเขียนข่าว นำเสนอข่าวด้วยความระมัดระวัง และเพื่อเป็นการป้องกันและสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ทั้งในและต่างประเทศ โดยสมาคมทุเรียนไทยร่วมกับภาครัฐและเอกชน จัดทำมาตรการป้องกันการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไว้แล้ว เช่น การพ่นฆ่าเชื้อตั้งแต่ต้นทางสวนทุเรียน การมีจุดตรวจวัดอุณหภูมิ จุดทำความสะอาด การรักษาระยะห่าง ตามแนวทางการป้องกันของภาครัฐ และได้มีการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างการรับรู้ และตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดกับเกษตรกรเองและอาจจะส่งผลถึงกระทบส่งออกทุเรียนด้วย ทั้งๆ ที่ การส่งออกทุเรียนและผลไม้ไปจีนยังดำเนินการได้ตามปกติ…ทุกวันนี้ต้องเสพข่าวอย่างมีสติครับ และสื่อมวลชนเองต้องมีข้อมูลรอบด้านครับ กรณีนี้ถือว่าเป็นการปล่อยข่าวเพื่อช่วยเหลือล้งจีนให้ทุบราคาเกษตรกรโดยแท้ยังไงเสียก็ฝากกระทรวงเกษตรฯช่วยดูกรณีนี้ด้วยนะครับ ว่าในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ จะช่วยดำเนินการอย่างไรได้บ้าง

ขุนเกษตรา