ชายคาพระพิรุณ : 19 ตุลาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/525942

ชายคาพระพิรุณ : 19 ตุลาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ว่าด้วยเรื่องของงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปีงบประมาณ 2564 ที่ได้รับจัดสรรมา 111,832.5171 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2563 จำนวน 2,719.2521 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.49) เงินงบประมาณจำนวนนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะมีแผนการใช้จ่าย เพื่อขับเคลื่อนพัฒนาให้เกิดประโยชน์ และบรรลุเป้าหมายต่อภาคเกษตรและเกษตรกรอย่างไรนั้น ขุนเกษตรา จะเล่าให้ฟังตามนี้นะครับ…กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การนำขบวนของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการ ได้วางเป้าหมายการใช้เงินประมาณก้อนนี้ โดยจะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติรวม 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน (31,315.7216 ล้านบาท) ซึ่งเป็นโครงการที่ขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการเกษตร ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักในเรื่องส่งเสริมการพัฒนาเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น เกษตรปลอดภัย เกษตรชีวภาพ เกษตรแปรรูป เกษตรอัจฉริยะ และส่งเสริมการจัดการระบบนิเวศเกษตร นอกจากนี้ ยังมีการขับเคลื่อนโครงการภายใต้แผนแม่บทอื่นๆ ได้แก่ การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และการพัฒนาระบบการให้บริการเชื่อมโยงทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ NSW 2.ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม (3,108.1736 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านพลังสังคมและด้านเศรษฐกิจฐานราก มุ่งเน้นบริหารจัดการที่ดินทำกินแก่เกษตรกรรายย่อย การถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกรผ่านโครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร พัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร สร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านการเกษตร ยกระดับศักยภาพเกษตรกรรุ่นใหม่และผู้ประกอบการ/วิสาหกิจชุมชน สร้างผู้ประกอบการเพื่อให้บริการทางการเกษตรในชุมชน และพัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์กลุ่มเกษตรกร

3.ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (77,041.9435 ล้านบาท) เพื่อขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติด้านการเติบโตอย่างยั่งยืนและด้านการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เพิ่มประสิทธิภาพการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำ ระบบกระจายน้ำและเชื่อมโยงวางระบบเครือข่ายน้ำ/ลุ่มน้ำทั้งในและนอกเขตชลประทาน ปรับปรุงทางน้ำทางผันน้ำพื้นที่รับน้ำนอง วางระบบป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย บำรุงรักษางานชลประทาน เพื่อส่งน้ำและระบายน้ำ เป็นต้น 4.ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ (41.5900 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการบริการประชาชนและประสิทธิภาพภาครัฐ โดยพัฒนาระบบฐานข้อมูลการเกษตร ผ่านศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (NationalAgricultural Big Data Center : NABC) 5.ด้านความมั่นคง (325.0884 ล้านบาท) ขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านความมั่นคง ดำเนินโครงการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านการประมง การป้องกันและแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย และโครงการตำบลมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ในจังหวัดชายแดนภาคใต้…ได้อ่านข้อมูลแล้ว ท่านมองว่าเป็นอย่างไรบ้างครับ คิดว่า 5 ยุทธศาสตร์นี้จะทำให้ภาคเกษตรเดินไปทิศทางไหนได้บ้าง และจะช่วยสร้างความสามารถในการแข่งขันได้มากน้อยแค่ไหนเหมาะสมกับเม็ดเงินที่ทุ่มลงไปในแต่ละด้านหรือไม่…คงเป็นคำถามที่รู้คำตอบกันดีนะครับ

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 12 ตุลาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/524357

ชายคาพระพิรุณ : 12 ตุลาคม 2563

ชายคาพระพิรุณ : 12 ตุลาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จนถึงวันนี้ 3 กรมใหญ่ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังไร้อธิบดีตัวจริงนั่งบัญชาการ นั่นคือ กรมชลประทาน กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมการข้าว ซึ่งในส่วนของกรมส่งเสริมสหกรณ์นั้น คาดการณ์กันว่า รมช.มนัญญา น่าจะดัน นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ขยับขึ้นเป็นอธิบดี แทนนาย พิเชษฐ์ วิริยะพาหะ ที่ รมช.มนัญญา โยกให้ไปรับบทหนักที่กรมวิชาการเกษตร แต่ก็ถือว่าเหมาะสมอยู่หากนายวิศิษฐ์ ขยับขึ้นมาเป็นอธิบดี เพราะเป็นลูกหม้อที่มีความรู้ความสามารถในการบริหารงานด้านสหกรณ์ได้ดีพอสมควร โดยก่อนจะมาเป็นรองอธิบดี นายวิศิษฐ์ ก็เคยผ่านตำแหน่งสหกรณ์จังหวัดอยู่หลายปีในหลายจังหวัด และยังผ่านการเป็นผู้ตรวจราชการของกรมส่งเสริมสหกรณ์มาแล้วไม่น่าจะน้อยกว่า 3 ปี ก็ถือว่ามีประสบการณ์และคุณสมบัติเพียบพร้อมเหมาะสมกับตำแหน่งอธิบดี อีกทั้ง นายวิศิษฐ์ ก็ถือเป็นคนสนิทสายตรงของนายพิเชษฐ์ ดังนั้นการขับเคลื่อนงานต่างๆ ที่นายพิเชษฐ์ทำไว้ดีแล้ว ก็น่าจะได้รับการสานต่อได้ง่ายและทำได้ทันที สำหรับกรมนี้ หากเป็นตามที่คาด ขุนเกษตรา ถือว่าผ่าน

ส่วนกรมการข่าว มีข่าวรายงานว่า นายประภัตร โพธสุธนจะดัน นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ข้ามห้วยมาเป็นอธิบดีกรมการข้าว สำหรับ นายอาชว์ชัยชาญ เพิ่งจะอยู่ในตำแหน่งรองอธิบดีเมื่อต้นปีที่ผ่านมา นับเวลาแล้วยังไม่ถึงปีเลย หากเป็นไปตามข่าวนี้ ก็ถือว่านายอาชว์ชัยชาญ เดินทางสู่จุดหมายได้เร็วจริงๆ แถมข้ามห้วยอีกต่างหาก ทั้งๆ ที่ บรรดารองอธิบดีของกรมการข้าวซึ่งเป็นลูกหม้อ ทำงานมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกรม มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านข้าวโดยเฉพาะ แต่กลับไม่เข้าตา รมช.ประภัตร เอาเสียเลยหรืออย่างไร ระวังท่าน รมช.มองพลาดเหมือนกับที่เพิ่งผ่านมาหยกๆ นั่นก็เป็นคนของ รมช.ไม่ใช่หรือครับ ขุนเกษตรา ไม่เห็นจะมีผลงานอะไรเป็นที่ประจักษ์เลย หรือ รมช.ต้องการเพียงแค่คนสั่งได้ก็พอ ส่วนเรื่องประโยชน์ของเกษตรกรเอาไว้ทีหลัง ขุนเกษตรา มองว่าคนในกรมการข้าวเองก็มีคนเก่งที่พร้อมเติบโตในบ้านตัวเองและพร้อมทำงานเพื่อให้เกษตรกรจะได้ประโยชน์จริงๆ อยู่หลายคนนะครับ

สำหรับอีกกรมหนึ่งคือ กรมชลประทาน ที่กำลังมีข่าวซุบซิบกันหนาหูในขณะนี้ว่า อาจจะมีพลิกโผจากที่เคยคาดการณ์กันไว้ว่า นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีฝ่ายก่อสร้าง ลอยลำมาแน่ๆ
ภายใต้การผลักกันของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เจ้ากระทรวง แต่เส้นทางของนายประพิศ อาจไม่ราบรื่นเสียแล้ว เมื่อมีข่าวว่า ทางฝั่งลุงป้อมและลุงตู่ จะผลักดัน ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา เข้าชิงตำแหน่งอธิบดีอีกคนหนึ่งด้วย ขุนเกษตรา ก็ไม่รู้จริงๆ ว่า เป็นข่าวจริงหรือข่าวลวงเพื่อสร่างมูลค่าเพิ่มทางตำแหน่งกันแน่ แต่ถ้าเป็นเรื่องจริง ก็ถือว่าเป็นการวัดกำลังกันระหว่างค่ายพระแม่ธรณีบีบมวยผมกับฝั่งลุงเลยทีเดียว ส่วนผลจะออกมาเป็นอย่างไร และท่านเฉลิมชัย เจ้ากระทรวงจะเอาอยู่หรือไม่ มารอดูพร้อมกันครับ

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 5 ตุลาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522803

ชายคาพระพิรุณ : 5 ตุลาคม 2563

ชายคาพระพิรุณ : 5 ตุลาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เริ่มต้นปีงบประมาณใหม่กันแล้วตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ มีการเปลี่ยนแม่ทัพในส่วนของข้าราชการประจำคนใหม่ นั่นคือตำแหน่งปลัดกระทรวง ซึ่ง นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดคนเก่าที่เกษียณอายุในปีนี้ สำหรับคนที่ขึ้นรับตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรฯคนใหม่ก็คือ ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน นั่นเอง สำหรับ ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ถือเป็นลูกหม้อของกรมชลประทาน จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรการชลประทาน จากโรงเรียนการชลประทาน รุ่นที่ 35 ระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมโยธา จากวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา ระดับปริญญาโท สาขาวิศวกรรมชลประทาน จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และปริญญาเอก สาขาวิศวกรรมชลประทาน จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เคยดำรงตำแหน่งสำคัญในกรมชลประทาน สังกัดกระทรวงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ เป็นผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการชลประทาน ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา รองอธิบดีกรมชลประทานฝ่ายบำรุงรักษา และอธิบดีกรมชลประทาน คนที่ 33 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 ก่อนจะมารับตำแหน่งปลัดกระทรวง ในปัจจุบัน…ดร.ทองเปลว ถือว่าเป็นบุคคลที่มีความรู้
ความสามารถคนหนึ่งที่เกษตรกรน่าจะฝากความหวังไว้กับท่านได้ ซึ่งปัจจุบันปัญหาของเกษตรยังต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดและแก้ไขอีกมาก ไม่ว่าจะเรื่องราคาสินค้าเกษตร ที่จะต้องเร่งเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร การส่งเสริมอาชีพ
ยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศตามนโยบายการตลาดนำการเกษตร การสร้างงานภาคการเกษตร เพื่อรองรับคนรุ่นใหม่และผู้ตกงานที่ต้องการประกอบอาชีพเกษตร รวมถึงเรื่องของภัยพิบัติต่างๆ…ขุนเกษตราขอเป็นกำลังใจให้ท่านปลัดกระทรวง คนใหม่ทำงานให้ราบรื่น ยึดผลผลประโยชน์ของเกษตรกรเป็นที่ตั้งนะครับ

อีกตำแหน่งที่มีการเปลี่ยนแปลงและเป็นที่น่าสนใจไม่น้อยคือ ท่านพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ ที่โยกข้ามห้วยมาจากอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ มานั่งตำแหน่งอธิบดีกรมวิชาการเกษตร นี่ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มีความรู้ความสามารถ มีผลงานด้านการสหกรณ์มาไม่น้อย เพราะเป็นลูกหม้อที่นั่น แต่การข้ามห้วยมาครั้งนี้ ไม่แน่ใจว่าท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ มนัญญา ซึ่งกำกับดูแลกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมวิชาการเกษตร มีเป้าหมายอย่างไรหรือไม่ หรือจะมาให้ช่วยผลักดันเรื่อง 3 สาร ที่อธิบดีคนก่อนไม่สนอง Need เท่าที่ควร ก็นับว่าเอาเรื่องอยู่เหมือนกันสำหรับตำแหน่งใหม่ของท่านอธิบดีพิเชษฐ์ ที่ต้องมารับเผือกร้อนตรงนี้ ยิ่งขณะนี้ บรรดาเกษตรกรเริ่มออกมาแสดงพลังกันมากขึ้น แสดงความไม่เห็นด้วยกับการแบน พาราควอตและคลอร์ไพริฟอส อย่างไม่เป็นธรรม และกำลังได้รับผลผลกระทบ เนื่องจากยังหาสารตัวใหม่ที่ได้ผลดีกว่าพาราควอตและมีต้นทุนต่ำไม่ได้ แถมยังสร้างความช้ำใจให้เกษตรกรไทยอีกคือ ห้ามเกษตรกรไทยใช้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอส แต่กลับอนุญาตให้มีการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศที่ยังใช้ 2 สารนี้อยู่ นี่จึงเป็นการบ้านข้อใหญ่ที่ท่านพิเชษฐ์ต้องมาดำเนินการแก้ปัญหา โดยมีธงคือประโยชน์ของเกษตรกรเป็นสำคัญ ขุนเกษตรา ขอเป็นกำลังใจให้ท่านพิเชษฐ์ ทำงานให้ราบรื่นและอยู่เคียงข้างพี่น้องเกษตรกรนะครับ มันอาจจะยากหน่อยในภาวะที่มีการเมืองครอบงำ แต่ถ้าท่านทำได้ดี รับรองว่าท่านจะอยู่ในใจเกษตรกรตลอดกาล

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 28 กันยายน 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521353

ชายคาพระพิรุณ : 28 กันยายน 2563

ชายคาพระพิรุณ : 28 กันยายน 2563

วันจันทร์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หลังจากการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้บุคคลมาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตัวจริง มาหมาดๆ เมื่อไม่นานมานี้ นั่นคือ นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท คนหนุ่มไฟแรงที่มีประสบการณ์ทำงานทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน มีแนวความคิดทันสมัยและมีความเข้าใจในเรื่องของยางพาราเป็นอย่างดี เนื่องจากเคยทำงานในฐานะคณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยาง และคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องกับยางพารามาหลายชุด ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ก็ได้มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง นายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร การยางแห่งประเทศไทย (ตำแหน่งเดิม) ขึ้นดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านธุรกิจและปฏิบัติการยาง เข้ามาเสริมทัพผู้ว่าฯณกรณ์ สำหรับประวัตินายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล จบการศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เริ่มปฏิบัติงานในตำแหน่งพนักงานสงเคราะห์สวนยาง ระดับ 3 สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางในปี 2539 และดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรมาจนถึงปัจจุบัน ก่อนได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านธุรกิจและปฏิบัติการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่ง นายสุทัศน์ ต่างวิริยกุลถือเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญปฏิบัติงานใกล้ชิดกับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรมาเป็นเวลานาน รวมถึงมีผลงานด้านการสนับสนุนให้ความรู้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง ในการจัดตั้งกลุ่มซื้อขายยางพาราเพื่อสร้างอำนาจต่อรองสู่ราคาที่เป็นธรรม ดำเนินงานด้านธุรกิจและการตลาด จนสามารถจัดตั้งตลาดกลางน้ำยางพาราจังหวัดสงขลา และเปิดตลาดประมูลยางแผ่นรมควันแบบ Paper Rubber Market เป็นครั้งแรกของประเทศไทย จึงน่าจะเป็นผู้ช่วยของผู้ว่าฯณกรณ์ ในการพัฒนาอุตสาหกรรมยางไทยได้เป็นอย่างดี พร้อมขับเคลื่อนนโยบาย กยท. ให้เป็นไปอย่างราบรื่นและตรงตามทิศทางที่วางไว้ และนำประสบการณ์บริหารงานด้านยางพารา มาช่วยผลักดันให้ภารกิจต่างๆ ของกยท.เกิดเป็นรูปธรรมและส่งผลดีต่อความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนต่อไปนะครับ…

สุดท้าย มีเรื่องบอกเล่า เนื่องจากมีเกษตรกรท่านหนึ่งมาบ่นให้ขุนเกษตรา ฟังว่า ได้ไปติดต่อราชการที่กรมการข้าวหลายครั้ง แล้วพบว่า พระฉายาลักษณ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรฯสยามบรมราชกุมารี ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม เป็นทางเดิน ซึ่งมองแล้วไม่สมพระเกียรติพระองค์ท่าน ในฐานะที่มีพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นต่อกรมการข้าว และชาวนาไทย น่าจะถูกจัดวางในห้องนิทรรศการหรือตำแหน่งที่ดูสมพระเกียรติกว่านี้ จึงฝากทางกรมการข้าวช่วยดูหน่อยนะครับ บางทีเรามองเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับคนที่เคยได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ได้รับพระเมตตา ย่อมมีความละเอียดอ่อนด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ…ขุนเกษตรา รับฟังมาเลยนำมาบอกต่อนะครับ เผื่อจะได้พิจารณาให้เหมาะสมต่อไป

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 21 กันยายน 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519682

ชายคาพระพิรุณ : 21 กันยายน 2563

ชายคาพระพิรุณ : 21 กันยายน 2563

วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงลอตแรกไปแล้วจำนวน 8 ราย ซึ่งมีทั้งอธิบดีใหม่และที่โยกสลับหน่วยงานได้แก่ นายระพีพัฒน์ จันทร์ศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ขึ้นไปเป็นรองปลัดกระทรวงเกษตรฯ แล้วโยกนายฉันทานนท์ วรรณเขจร ผู้ตรวจราชการกระทรวง ไปเป็นเลขาฯ สศก.แทน ส่วนนายอำพันธุ์ เวฬุตันติ ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ไปเป็นรองปลัดกระทรวง นายประยูร อินสกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงเป็น รองปลัดกระทรวง นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมชลประทาน เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง นายพิศาล พงศาพิชณ์ รองปลัดกระทรวงฯ เป็นเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) แทน ดร.จูอะดี พงศ์มณีรัตน์ ที่เกษียณอายุราชการ นายปราโมทย์ ยาใจ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นอธิบดีกรมหม่อนแทนนายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ ที่จะเกษียณอายุราชการ ส่วนนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ สลับไปเป็นอธิบดีกรมวิชาการเกษตร แทนนางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ ซึ่งจะเกษียณอายุราชการสิ้นเดือนนี้ ถือเป็นการข้ามห้วยมาแบบคาดไม่ถึงเหมือนกัน ผิดโผจากที่หลายคนคาดเดาไปเยอะ รวมถึงขุนเกษตราด้วย แต่ก็คงไม่ใช่ปัญหา เพราะนายพิเชษฐ์เองก็เป็นคนที่มีความมุ่งมั่นในการทำงาน มีผลงานจากกรมส่งเสริมสหกรณ์อยู่ไม่น้อย และสอดรับนโยบายของรัฐมนตรีช่วยมนัญญา ได้เป็นอย่างดี ก็เชื่อว่าคนตั้งใจทำงานอยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ มีผลงานดีๆให้เห็นเสมอ…

คราวนี้ก็มาลุ้นกันต่อว่าใครจะขึ้นมาเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์แทนนายพิเชษฐ์ ซึ่งมีกระแสข่าวแว่วๆ ว่า อาจจะขยับรองอธิบดีท่านหนึ่งขึ้นมา ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ถือว่าโอเคนะครับ ได้ลูกหม้อขึ้นมาต่อยอดสานต่อนโยบายเก่าและเดินหน้านโยบายใหม่ได้ทันที นโยบายดีๆ ที่ดำเนินการมาแล้วจะได้ไม่หยุดชะงัก ส่วนอีกกรมหนึ่งที่ยังไม่มีการแต่งตั้ง นั้นคือกรมการข้าว ที่นายสุดสาครภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดี จะเกษียณอายุราชการเช่นกัน ซึ่งเป็นกรมในการกำกับดูแลของ นายประภัตรโพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ขุนเกษตรา ก็ได้ข่าวแว่วๆ ว่า จะมีรองอธิบดีจากกรมแถวทุ่งบางเขนข้ามห้วยมาเป็นอธิบดี ตามรอยอธิบดีสุดสาครซึ่งมาจากที่เดียวกัน ส่วนกรมอื่นๆ คิดว่ายังไม่เปลี่ยนแปลง แต่ก็คงต้องรอดูของจริงจากมติ ครม.กันอีกที อะไรๆก็เกิดขึ้นได้เสมอ ซึ่งน่าจะเข้าครม.ในวันพรุ่งนี้…

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 14 กันยายน 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518091

ชายคาพระพิรุณ : 14 กันยายน 2563

ชายคาพระพิรุณ : 14 กันยายน 2563

วันจันทร์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เดือนนี้จะเป็นการทำงานเดือนสุดท้ายในฐานะข้าราชการของผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หลายคน สำหรับข้าราชการผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เกษียณอายุราชการ ปี 2563 นี้ ได้แก่ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวราวุธ ชูธรรมธัช รองปลัดกระทรวง นางอุมาพร พิมลบุตร รองปลัดกระทรวงฯนายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธ์กุลผู้ตรวจราชการกระทรวง ส่วนกรมต่างๆ ได้แก่ นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ อธิบดีกรมหม่อนไหม และนางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการ มกอช. ซึ่งแม้ว่าจะเกษียณอายุราชการกันไปแล้ว แต่ก็เชื่อว่า น่าจะมีหลายท่านที่ยังคงมีบทบาทในวงการเกษตรบ้านเราต่อไปในฐานะที่ปรึกษา เพราะแต่ละท่านก็มีความรู้ความสามารถที่ยังพอช่วยเหลือเกษตรกรต่อไปได้อยู่ไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว…เมื่อมีตำแหน่งว่างหลายกรมเช่นนี้ ที่กระทรวงเกษตรฯ จึงมีฝุ่นตลบจากบรรดานักวิ่งทั้งหลายแหล่ ทั้งคนเก่าที่หาทางประคับประคองตัวเอง และคนใหม่ที่วิ่งหาที่ลง โดยก่อนหน้านี้ มีโผเล็ดลอดออกมาให้เห็นเป็นข่าวกันบ้างแล้ว ซึ่ง ขุนเกษตราก็ไม่รู้ว่าเป็นโผใครจัด แต่ดูแล้ว ยังไม่น่าจะใช่ เพราะบางตำแหน่งเหมือนยังผิดที่ผิดทางกัน ผิดฝาผิดตัวอยู่ แต่ก็นั่นแหละ ในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนหรอก อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้เสมอเมื่อทุกอย่างลงตัว

อย่างไรก็ตาม คาดว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเตรียมรายชื่อผู้มีคุณสมบัติเหมาะสม เสนอให้ ครม.เห็นชอบการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ ในวันอังคารที่จะถึงนี้ หากทุกอย่างลงตัวหรืออาจบางตำแหน่งที่ลงตัวแล้ว โดยนายเฉลิมชัย บอกว่า จะให้เกียรติรัฐมนตรีช่วยว่าการทั้ง 3 คน เป็นผู้พิจารณาในหน่วยงานที่แต่ละท่านกำกับดูแล คือ นายประภัตร กำกับดูแล กรมปศุสัตว์ กรมการข้าวและสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) โดยอธิบดีกรมการข้าวและเลขาธิการ มกอช.จะเกษียณอายุราชการ ส่วนนางสาวมนัญญา กำกับดูแล 3 กรม คือ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และกรมวิชาการเกษตร โดยปีนี้ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเกษียณอายุราชการ และ ร้อยเอก ธรรมนัส กำกับดูแล สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. กรมพัฒนาที่ดิน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งทั้ง 3 กรมยังไม่เกษียณ แต่ไม่รู้จะมีการโยกในบางตำแหน่งตามกระแสข่าวหรือไม่…ก็คงต้องมารอดูของจริงกันดีกว่า ว่าลอตแรกนี้ใครจะเข้าวินสมหวัง หรือใครจะอกหักบ้าง ไม่อยากคาดเดาไปส่งๆ มารอดูพร้อมกันดีกว่า ว่าใครพอไปวัดไปวาได้บ้าง…

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 7 กันยายน 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516548

ชายคาพระพิรุณ : 7 กันยายน 2563

ชายคาพระพิรุณ : 7 กันยายน 2563

วันจันทร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มอุตสาหกรรมเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้จัดเวทีเสวนา “เคมี พระเอก หรือ ผู้ร้าย” ขึ้นเพื่อที่จะทำให้สังคมได้ตระหนักถึงบทบาทที่สำคัญของสารเคมี การจัดการสารเคมีตามหลักสากล ในด้านการผลิตและการใช้สารเคมีอย่างมีความรับผิดชอบ ไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม โดยในงานนี้ มีผู้ทรงคุณวุฒิที่ร่วมให้ความเห็นมากมาย ได้แก่ รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายเฉลิมศักดิ์ กาญจนวรินทร์ กรรมการผู้จัดการบริษัทฮาซเคมโลจิสติกส์แมเนจเมนท์ จำกัด ประธานกลุ่ม Responsible care®ดูแลด้วยความรับผิดชอบ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ศาสตราจารย์ ดร.ศุภวรรณ ตันตยานนท์ นายกสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ผู้เชี่ยวชาญ Green Chemistry ดร.นวลศรี ทยาพัชร ผู้เชี่ยวชาญ คณะทำงานสารตกค้างทางการเกษตร JMPR (FAO/WHO) และอดีตผู้อำนวยการกองวัตถุมีพิษกรมวิชาการเกษตร ดร.ชัยภัฏ จันทร์วิไล เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร ดร.จรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย และ ศาสตราจารย์นายแพทย์ วินัย วนานุกูล รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี และหัวหน้าศูนย์พิษวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี

ขุนเกษตรา จะขอยกบทสรุปความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิบางท่านมาเล่าสู่กันฟังนะครับ โดย ดร.ชัยภัฏ จันทร์วิไล ได้ให้ความเห็นไว้ว่า ทุกวันนี้ เมื่อพูดถึง “เคมี” มักจะถูกสังคมมองถึงด้านลบเพียงด้านเดียว ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการเป็นผู้ร้ายของสังคม และถูกมองว่าเป็นสิ่งอันตราย เป็นภัยต่อผู้ใช้โดยส่วนรวม แต่เราทุกคนลืมไปหรือไม่ว่า “เคมี” ก็เหมือนกับเหรียญสองด้าน มิได้ให้ผลต่อผู้ใช้เพียงด้านเดียว แต่ยังมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ในทุกวันนี้ เพียงแต่เราต้องใช้อย่างถูกวิธี ยกตัวอย่างเช่น กรณีการแบน 3 สารเคมีทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นพาราควอต คลอร์ไพริฟอสและไกลโฟเซต ต่างเป็นสารเคมีที่มีความสำคัญต่อเกษตรกรเป็นอย่างมากในการกำจัดแมลงและวัชพืชที่รบกวนการเพาะปลูก ในขณะที่ผลกระทบต่างๆ ต่อสุขภาพ ที่มีการอ้างอิงถึง ล้วนเกิดขึ้นจากการใช้สารเคมีอย่างไม่ถูกต้อง ขาดความรู้ในเรื่องใช้อย่างแท้จริง

ในขณะที่ ดร.จรรยา มณีโชติ ได้กล่าวถึงประเด็นของข่าวการตกค้างของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในน้ำดื่ม จ.น่าน เกินค่ามาตรฐานสากล ข่าว “โรคเนื้อเน่า” สาเหตุจากพาราควอต ที่ จ.หนองบัวลำภู และการตกค้างของพาราควอตในซีรั่มแม่และในขี้เทาทารก ซึ่งเป็นข่าวที่ทำให้สังคมเกิดความตื่นตระหนกว่า เกษตรกรไทยใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชมากจนผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมไม่ปลอดภัย เกิดวาทกรรม “สารพิษอาบแผ่นดิน” แต่จากการสืบค้นหาความจริง พบว่า น้ำดื่มเมืองน่านยังปลอดภัย แต่นักวิจัยอ้างค่ามาตรฐานผิดจากความจริง และเมื่อลงพื้นที่หาสาเหตุโรคเนื้อเน่า เดือนธันวาคม 2562 เก็บตัวอย่างตะกอนดินและน้ำไปวิเคราะห์ผล คือ ไม่พบการตกค้างของพาราควอต แต่พบเชื้อแบคทีเรียสาเหตุของโรคเนื้อเน่า ส่วนงานวิจัยพาราควอต ในขี้เทาทารก พบว่ามีข้อน่าสงสัยหลายประการในวิธีการทดลองของนักวิจัย ดังนั้น สมาคม จึงเสนอขอทบทวนมติการแบนพาราควอต เพราะเป็นที่น่าสังเกตว่า ขั้นตอนการพิจารณายกเลิกการใช้พาราควอต ไม่ใช่ขั้นตอนปกติของกรมวิชาการเกษตร เพราะนอกจากการแบนสารอย่างเร่งรีบแล้ว ยังไม่มีความพร้อมของสารทดแทน ที่มีคุณสมบัติ ประสิทธิภาพและราคาที่ใกล้เคียงกับพาราควอต ไม่มีชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง มีแต่ชีวภัณฑ์ปลอมปนด้วยสารพาราควอต และไกลโฟเซต เมื่อพาราควอตถูกแบนไปเมื่อ 1 มิถุนายน 2563 กษ.ประกาศให้เวลาเกษตรกร 90 วัน เพื่อนำพาราควอตมาส่งคืนเพื่อเผาทำลายภายใน 29 สิงหาคม 2563 แต่ อย. กลับผ่อนผันให้ภาคอุตสาหกรรมนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศที่ยังใช้พาราควอตและมีค่าตกค้างไม่เกินค่ามาตรฐาน CODEX ไปจนถึง 1 มิถุนายน 2564 ทำให้เกิดคำถามว่าเมื่อคิดว่า พาราควอตตกค้างนิดเดียวก็อันตราย แต่ทำไมยังอนุญาตให้นำเข้าอาหารที่ปนเปื้อนพาราควอตมาให้คนไทยบริโภค กระทรวงเกษตรฯ ควรจะผ่อนผันให้เกษตรกรใช้ไปได้จนถึงปีหน้า ภายใต้มาตรการจำกัดการใช้ และในระหว่างการผ่อนผัน ควรตั้งคณะผู้ทรงคุณวุฒิจากสองฝ่าย มาร่วมกันทบทวนหลักฐานที่ใช้ประกอบการแบนพาราควอตว่าถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือหรือไม่ เพื่อลดความขัดแย้งและความไม่เสมอภาคที่เกิดขึ้นในสังคมไทย

นี่เป็นเพียงบางช่วงบางตอนของความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิบางท่านที่ต้องการสื่อไปถึงรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่อยากให้พิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อประโยชน์ทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค เพราะในโลกนี้ไม่มีสารเคมีใดไม่เป็นอันตราย แต่ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการและการรู้จักใช้อย่างรับผิดชอบ การให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชแก่เกษตรกร และสนับสนุนแนวทางการปฏิบัติทางเกษตรที่ดี หรือเกษตรปลอดภัย น่าจะเป็นทางออกที่ถูกต้องและยั่งยืนสำหรับภาคเกษตรไทยได้ดีที่สุด

ขุนเกษตรา 

ชายคาพระพิรุณ : 31 สิงหาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515106

ชายคาพระพิรุณ :  31 สิงหาคม 2563

ชายคาพระพิรุณ : 31 สิงหาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำลังมีโครงการดีๆ เพื่อพี่น้องเกษตรกรอีกแล้ว ขุนเกษตรา จึงนำมาเล่าสู่กันฟังเผื่อมีใครสนใจ นั่นคือ โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งเป็นโครงการภายใต้แผนงานสร้างความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจฐานราก ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบไปแล้วเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา โดยขอใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้แผนงาน หรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ (คกง.) กรอบวงเงิน 9,805.707 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินงาน กรกฎาคม 2563 – กันยายน 2564 ซึ่ง โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วยการพัฒนาพื้นที่จุดเรียนรู้ในรูปแบบหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ และเพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ำสำหรับทำการเกษตร ตลอดจนพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำด้วยระบบและวิธีการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเป็นการฟื้นฟูภาคการเกษตรภายหลังการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยมุ่งเน้นเกษตรกรที่มีความตั้งใจเอาใจใส่อย่างจริงจัง ต่อยอด เพิ่มรายได้ กำหนดเป้าหมายเกษตรกร 64,144 ราย (16 ราย/ตำบล) เป้าหมายการจ้างงานเกษตรกร 32,072 ราย (8 ราย/ตำบล) ครอบคลุมพื้นที่ 4,009 ตำบล 75 จังหวัด ซึ่งภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ครั้งที่ 2/2563 เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้พิจารณาเห็นชอบกรอบแนวทางการดำเนินโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ และการจ้างแรงงานเกษตรทฤษฎีใหม่ระดับตำบล

สำหรับคุณสมบัติเกษตรกร ต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือเกษตรกรทั่วไป หรือทายาทเกษตรกร หรือแรงงานคืนถิ่น หรืออาสาสมัครเกษตรกรในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีอายุระหว่าง 18 – 60 ปี และมีสัญชาติไทย พื้นที่ที่ใช้สมัครเข้าร่วมโครงการ ต้องเป็นพื้นที่ที่เป็นผืนเดียวกันไม่น้อยกว่า 3 ไร่ และเป็นพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิถูกต้องตามกฎหมาย โดยเอกสารสิทธิต้องเป็นของผู้สมัครหรือเป็นของทายาทของผู้สมัคร (บิดากับบุตร มารดากับบุตร สามีกับภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย) และผู้สมัครต้องมีที่พักอาศัยในพื้นที่ที่ใช้สมัครเข้าร่วมโครงการ เจ้าของเอกสารสิทธิต้องยินยอมให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใช้ประโยชน์จากที่ดิน
เพื่อดำเนินโครงการฯ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 7 ปี โดยมีการลงลายมือชื่อหรือประทับลายนิ้วมือในหนังสือยินยอม ผู้สมัครและพื้นที่ที่ใช้สมัครเข้าร่วมโครงการ ต้องไม่อยู่ในโครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่(5 ประสาน) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ส่วนคุณสมบัติของผู้รับจ้างงาน ต้องเป็นเกษตรกรทั่วไป หรือทายาทเกษตรกร หรือแรงงานคืนถิ่น หรืออาสาสมัครเกษตรกรในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อายุระหว่าง 18 – 60 ปีบริบูรณ์ และมีสัญชาติไทย วุฒิการศึกษา ไม่ต่ำกว่าระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 หรือเทียบเท่า มีที่พักอาศัยอยู่ในตำบลที่สมัครเข้าร่วมโครงการ ต้องมีอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่ (smartphone) ฯลฯ ไม่เป็นข้าราชการประจำ หรือข้าราชการบำนาญ รวมทั้งข้าราชการการเมือง ลูกจ้างของกระทรวงกรมที่มีฐานะเทียบเท่าพนักงานส่วนท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น และไม่เป็นลูกจ้างเอกชน ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง ต้องไม่เป็นเกษตรกรที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรมปรับปรุงแปลงตามโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ คนวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบ หรือเป็นโรคติดต่อร้ายแรง

ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ สามารถตรวจสอบคุณสมบัติและยื่นใบสมัครด้วยตนเองผ่านระบบออนไลน์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ http://ntag.moac.go.th หรือยื่นใบสมัคร
กับเจ้าหน้าที่เกษตรตำบล หรือที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ตั้งแต่ 27 สิงหาคม – 9 กันยายน 2563…ใครสนใจลองสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมโครงการกันได้นะครับ อย่าช้า

ขุนเกษตรา 

ชายคาพระพิรุณ : 24 สิงหาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513595

ชายคาพระพิรุณ : 24 สิงหาคม 2563

ชายคาพระพิรุณ : 24 สิงหาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เรื่องของ 3 สาร ดูแล้วคงยังไม่จบง่ายๆเกษตรกรยังออกมาเรียกร้องอย่างต่อเนื่องเพราะได้รับผลกระทบ จากการที่ไม่สามารถหาสารทดแทนที่มีราคาถูกกว่า ปลอดภัยกว่าและมีประสิทธิภาพดีกว่า 3 สารที่โดนแบนมาใช้ในการทำเกษตรได้ และเมื่อวันก่อนก็มีเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลองไปบุกถึงกระทรวงเกษตรฯ เพื่อจี้ให้ทบทวน ผ่อนผัน และขยายเวลาให้เกษตรกรเกี่ยวกับการนำสารพาราควอตและสารคลอร์ไพริฟอส คืนร้านค้า ซึ่งจากเดิมได้กำหนดระยะเวลาผ่อนผันให้เกษตรกรนำสารพาราควอตและสารคลอร์ไพริฟอส มาคืนที่ร้านค้าภายในวันที่ 29 สิงหาคม 2563 นี้ แต่เกษตรกรอยากให้ขยายเวลาออกไปก่อน โดยมี นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงมารับเรื่องและฟังปัญหาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งนายธนาเปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับตัวแทนเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง ว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้ตนหารือร่วมกับกลุ่มเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง จำนวน 100 คน เพื่อหาแนวทางในการช่วยเหลือเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกการใช้สารพาราควอตและสารคลอร์ไพริฟอส โดยเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง ได้ยื่นหนังสือเรียกร้องที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอข้อมูลชุดใหม่เรื่องสารพาราควอตและสารคลอร์ไพริฟอสซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตของเกษตรกร โดยขอให้เสนอต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย(คกก.วัตถุอันตราย) เพื่อพิจารณาผ่อนผันจากเดิมได้กำหนดระยะเวลาผ่อนผันให้เกษตรกรนำสารพาราควอตและสารคลอร์ไพริฟอสมาคืนที่ร้านค้า ภายในวันที่29 ส.ค. 2563 นี้ ตลอดจนเพื่อหารือร่วมกันในการหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกร และนายธนาบอกว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยินดีรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไข โดยจะส่งเรื่องดังกล่าวไปยังคณะกรรมการวัตถุอันตรายอย่างเร่งด่วน และจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรเพื่อให้มีความถูกต้องมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ในอีกฟากฝั่งของเกษตรกรที่ยึดมั่นต่อการคัดค้านการแบน 3 สาร มาโดยตลอดอย่าง นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย และนายกสมาคมเกษตรปลอดภัย ก็มีการแจ้งข่าวมาว่า ในวันที่ 28 สิงหาคม 2563 ตัวแทนเกษตรกรเครือข่ายเกษตรปลอดภัย จะเดินทางไปที่กระทรวงเกษตรฯ เช่นกัน เพื่อยื่นหนังสือข้อเสนอให้มีการทบทวนให้ผ่อนเกษตรกรใช้สารพาราควอตและสารคลอร์ไพริฟอส เนื่องจากช่วงนี้เป็นฤดูฝนวัชพืชขึ้นจำนวนมากไม่สามารถจำจัดได้ทันท่วงที ไม่มีสารใดที่ทดแทนพาราควอตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และมีต้นทุนที่ต่ำ และหากไม่ได้รับการผ่อนผันก็อาจจะทำให้เกษตรกรที่นำสารพาราควอตและสารคลอร์ไพริฟอส ไปส่งคืนร้านไม่ทันวันที่ 29 สิงหาคม 2563 นี้ จะตกเป็นผู้ต้องหาคดีครอบครองสารพาราควอตได้ พร้อมกับขู่ว่า ได้มีการตกลงกับสมาชิกในระดับหนึ่งแล้วว่า หากสามารถรวบรวมสารพาราควอตและสารคลอร์ไพริฟอสได้ ก็อาจจะนำไปคืนที่ทรวงเกษตรฯ เสียทีเดียวเลย และจะขอเงินค่าสารเคมีที่คืนไปด้วย เพราะเกษตรกรได้ลงทุนซื้อไปแล้ว และไม่มีเงินที่จะไปซื้อสารเคมีอื่นที่มีราคาแพงได้อีกแล้ว…ดูแล้วหนังม้วนนี้ยังคงมีฉายอีกยาวหลายตอนครับ

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 17 สิงหาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512045

ชายคาพระพิรุณ : 17 สิงหาคม 2563

ชายคาพระพิรุณ : 17 สิงหาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ขณะนี้เกษตรกรชาวสวนลำไยเดือดร้อนจากปัญหาราคาตกต่ำเพราะผลกระทบจากโควิดระบาดรอบสองในจีน ทำให้โรงงานผลิตลำไยอบแห้งรับซื้อลำไยน้อยลง เช่นเดียวกับผู้ค้าส่งออกลำไยสด ด้วยกังวลความไม่แน่นอนในการส่งออกไปจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุด นอกจากนี้ ศุลกากรจีนเคร่งครัดเรื่องการสำแดงราคานำเข้าลำไยทำให้เกิดความล่าช้าในขั้นตอนการนำเข้าส่งออกลำไยไปจีน ประกอบกับมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ในประเทศ ทำให้พ่อค้าชาวจีนลดจำนวนการเดินทางเข้ามาในระหว่างนี้ทำให้ส่งผลต่อราคาลำไย ซึ่งจากการสำรวจของ กรมส่งเสริมการเกษตร พบว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรผู้ปลูกลำไยทั้งหมดที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร ปี 2562 โดยมีขนาดพื้นที่ปลูกลำไย ดังนี้ 1.น้อยกว่าหรือเท่ากับ 5 ไร่ ประมาณ 61% คิดเป็น 121,475 ครัวเรือน 2. มากกว่า 5-10 ไร่ ประมาณ 20% คิดเป็น 41,236 ครัวเรือน 3. มากกว่า 10-15 ไร่ ประมาณ 7% คิดเป็น 15,252 ครัวเรือน 4. มากกว่า 15-20 ไร่ ประมาณ 3% คิดเป็น 7,640 ครัวเรือน 5. มากกว่า 20-25 ไร่ ประมาณ 1% คิดเป็น 3,682 ครัวเรือน และ 6. มากกว่า 25 ไร่ ประมาณ 3% คิดเป็น 7,367 ครัวเรือน รวมทั้งสิ้น 196,655 ครัวเรือน

สำหรับแนวทางการรับมือของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับการรายงานจาก นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า คณะกรรมการบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) หรือฟรุ้ทบอร์ด ที่มีนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ได้จัดประชุมนัดพิเศษตามคำสั่งของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่สั่งการให้ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกลำไยเป็นการเร่งด่วน เพื่อพิจารณาโครงการเยียวยาชาวสวนลำไยวงเงินกว่า 3 พันล้านบาทเสนอโดยกรมส่งเสริมการเกษตร โดยการจ่ายค่าชดเชยเยียวยาให้ไร่ละ 2,000 บาท รายละไม่เกิน 25 ไร่ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินโครงการเยียวยาเกษตรกรชาวสวนลำไยปี 2563 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนลำไยให้สามารถฟื้นฟูการผลิตลำไยที่ได้รับผลกระทบทั้งด้านการผลิตและการตลาด รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรมีแนวทางปฏิบัติต่อสวนลำไยเพื่อประกอบอาชีพชาวสวนลำไยได้อย่างยั่งยืน ซึ่งมีเป้าหมายช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนลำไย ปี 2562 ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรทุกครัวเรือน โดยให้ความช่วยเหลือในอัตราไร่ละ 2,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ไร่ และเป็นพื้นที่ลำไยที่ให้ผลผลิตแล้ว (อายุต้นลำไยตั้งแต่ 5 ปี ขึ้นไป)

อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ปัญหาการส่งออกฟรุ้ทบอร์ดจะเร่งดำเนินการโมเดลเกษตรพาณิชย์ทันสมัยตามแผนปฏิบัติการโอ 2 โอ. (O2O) ออฟไลน์ 2 ออนไลน์โมเดล “เกษตร-พาณิชย์ทันสมัย” เร่งระบายลำไยสดประมาณ 30% ของผลผลิตลำไยทั้งหมดร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และบริษัทอี-คอมเมิร์ซ รวมทั้งเว็บไซต์ ช่วยเกษตร.com และบริษัทไปรษณีย์ไทย พร้อมทั้งสั่งการให้กรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินโครงการส่งเสริมการบริโภคลำไยในประเทศจับคู่ค้ารับซื้อผลลำไยสด ส่วนกรมส่งเสริมสหกรณ์ รับซื้อลำไยของสมาชิกในราคานำตลาดส่งจำหน่ายข้ามจังหวัดและข้ามภาคเป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนสิงหาคม ซึ่งลำไยให้ผลผลิตมากที่สุดนั้น ได้ทำแผนกระจายสินค้าที่ได้วางไว้ก่อนหน้านี้….

ขุนเกษตรา