ซอกแซกอาเซียน : 29 กรกฎาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/591059

ซอกแซกอาเซียน  : 29 กรกฎาคม 2564

ซอกแซกอาเซียน : 29 กรกฎาคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในที่สุด การจัดประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ครั้งที่ 9 ที่มีประเทศฟิลิปปินส์ เป็นเจ้าภาพ ซึ่งจัดแบบออนไลน์ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เราชาวฝ่ายสำนักเลขานุการแอปเตอร์ต้องขอถือโอกาสนี้ขอบคุณท่านผู้บริหารสูงสุด (Administrator) ของ NationalFood Authority หรือ NFA ของฟิลิปปินส์ คือ คุณจูดี้ ดันเซล ที่นำคณะฝ่ายจัด ดำเนินการจัดประชุมจนสำเร็จอย่างน่าประทับใจ ทั้งที่มีการปรับเลื่อนมาแล้ว 1 ครั้ง แม้ว่าจะเป็นการประชุมแบบทางไกล แต่คณะมนตรีของแต่ละประเทศก็ให้ความสำคัญต่อการประชุมครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือ เกือบทั้งหมดเป็นคณะมนตรีตัวจริงเข้ามานั่งร่วมประชุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพิธีเปิดการประชุมที่ทำได้เสมือนการประชุมจริงมากที่สุด คือ ทาง NFAได้เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร หรือ Secretaryfor Agriculture (ชื่อตำแหน่งตามระบบประธานาธิบดี)มาเป็นประธานในพิธีเปิดเลยทีเดียว ทั้งนี้เพราะประเทศฟิลิปปินส์ให้ความสำคัญต่อแอปเตอร์มากเป็นพิเศษ เนื่องจากเกือบทุกปีจะได้รับความช่วยเหลือด้านข้าวจากแอปเตอร์ในปริมาณที่ค่อนข้างจะมากกว่าประเทศอื่นๆ ด้วยความที่ประเทศนี้ต้องประสบกับภัยธรรมชาติอยู่ตลอดเวลา ซึ่งน่าเห็นใจมาก หลังจากนั้นคุณจูดี้ นายใหญ่ของ NFA ก็ได้เชิญระดับบิ๊กของประเทศมากล่าวปราศรัยพิเศษ คือ ท่านเลขาธิการประธานาธิบดี ซึ่งก็ยิ่งถือว่าเป็นพิเศษอย่างยิ่งกว่าประธานเปิดเสียอีก นี่ผมว่าถ้าการประชุมครั้งนี้ไม่ใช่เป็นแบบทางไกล คือไปจัดที่ประเทศฟิลิปปินส์จริงๆ แล้วละก็ คงดู grand กว่านี้แน่นอน เพราะคุณจูดี้แกก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ค่อนข้างจะเป็นคนใจใหญ่ใจป้ำพอสมควร ผมรู้จักและสนิทกับแกดี เป็นคนอารมณ์ดี หัวเราะเกือบตลอด และก็เคยเล่าไปแล้วในฉบับก่อนๆ ว่ากีฬาที่แกชอบ คือ ยิงปืน โดยเคยพาผมและคณะไปฝึกยิงปืนกันเมื่อครั้งไปฟิลิปปินส์ครั้งหนึ่ง พูดถึงเรื่องนี้ ยังนึกขำเมื่อสองสามปีก่อน สมัยที่แกยังเป็นรองผู้บริหาร NFA ผมและคณะ รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นไปเยี่ยมแกที่สำนักงานแถวเมืองเกซอน ผมนั่งคุยอยู่ห้องหนึ่ง ส่วนแกนั่งคุยกับญี่ปุ่นในห้องทำงานแกใกล้ๆ กัน ผมได้ยินเสียงเปรี้ยงๆๆ ดังลั่นมาจากห้องแก ยังสงสัยในใจว่าเสียงอะไรกันนะ เลยเดินไปดู เห็นแกฉายวีดีโอแกไปฝึกยิงปืนที่สนามให้คนญี่ปุ่นดู มีลีลาท่าทางแอ๊กชั่นเต็มที่ ผมถึงได้รู้ว่าแกชอบยิงปืน

คุณจูดี้ทำหน้าที่เป็นประธานร่วมในการประชุม โดยอีกคนหนึ่งจากประเทศบวกสามเป็นลำดับคิวของประเทศจีน ในกรณีนี้อาจมีบางท่านสงสัยว่าเป็นประธานร่วมกันอย่างไร คำตอบ คือ ตามระบบที่แอปเตอร์ก็จะมีการตกลงกันระหว่างประธานทั้งสองคนว่าใครจะทำหน้าที่เป็นประธานในระเบียบวาระใด ส่วนการนำเสนอก็เป็นหน้าที่โดยตรงของสำนักเลขานุการ คือ ตัวจีเอ็ม เป็นผู้เสนอและมีน้องๆ เจ้าหน้าที่เป็นฝ่ายแบ๊กอัพ การประชุมก็ราบรื่นดี ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคอมเมนต์จากมนตรีประเทศต่างๆ เพิ่มเติมจากที่เสนอไป คราวนี้อาจเป็นเพราะเป็นการประชุมแบบออนไลน์ คำถามที่ฝ่ายสำนักเลขานุการจะต้องตอบชี้แจงจึงมีน้อยกว่าปกติ ก็ถือเป็นข้อดีอย่างหนึ่งที่ผมไม่ต้องตอบคำถามอะไรมากนัก ซึ่งต่างจากการประชุมจริงที่นั่งกันเผชิญหน้าเป็นแบบตัวยู ที่มีคำถามมากกว่า ทั้งนี้อาจเป็นเพราะการประชุมครั้งนี้เลื่อนมาจากเดิมเกือบ 2 เดือน ท่านมนตรีประเทศต่างๆ คงอ่านเอกสารที่ส่งไปให้ล่วงหน้าจนเข้าใจหมดแล้วก็เป็นได้

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 15 กรกฎาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587648

ซอกแซกอาเซียน  : 15 กรกฎาคม 2564

ซอกแซกอาเซียน : 15 กรกฎาคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในที่สุด วันประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ประจำปี 2021 ที่ประเทศฟิลิปปินส์เป็นเจ้าภาพจัด ก็ถูกกำหนดขึ้นใหม่ หลังจากที่ได้มีการประกาศเลื่อนมาแล้วครั้งหนึ่งจากวันที่ 30 มีนาคม ให้เป็นวันที่ 28 พฤษภาคม ทั้งนี้มีการซ้อมใหญ่เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนล่วงหน้า 1 วัน คือ ในวันที่ 27 พฤษภาคม

การจัดประชุมครั้งนี้ เป็นแบบ virtual หรือการประชุมทางไกล นั่งอยู่ประเทศใครประเทศมัน ไม่ต้องเดินทางไปที่ประเทศฟิลิปปินส์เจ้าภาพ พูดแล้วก็ยังนึกเสียดายไม่หาย เพราะอย่างที่เคยเล่าไปแล้วว่า ฟิลิปปินส์เจ้าภาพปีนี้กำหนดไปจัดประชุมที่เมืองโบโฮล ตอนกลางของประเทศ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวดังระดับโลก
หลังจากที่ไปประชุมครั้งก่อนแล้วเห็นเมียนมาเจ้าภาพจัดเต็ม โดยใช้เมืองพุกามเป็นสถานที่ประชุม ก็เลยต้องการที่จะจัดเต็มที่เช่นเดียวกัน ความจริงในเรื่องประชุมขององค์การระหว่างประเทศในลักษณะนี้ จะว่าไปก็กึ่งๆ จะเหมือนกับการพักผ่อนหย่อนใจนั่นแหละครับ คือ หลังการประชุมแบบเคร่งเครียดในห้องประชุมแล้ว ช่วงเย็น หรือช่วงดูงานผู้เข้าประชุมก็จะได้มีโอกาสจัดเลี้ยงสังสรรค์และเดินทางไปเปิดหูเปิดตาซึ่งแน่ละ เจ้าภาพผู้จัดการประชุมส่วนมากก็จะกำหนดให้ไปชมสิ่งที่เป็นสุดยอดของประเทศเขาเพื่อสร้างความประทับใจให้แก่ทุกคนรวมถึงเป็นการโฆษณาแหล่งท่องเที่ยวไปในตัวด้วย แต่เท่าที่ผมสังเกตมาโดยตลอดในโอกาสที่ได้เคยไปประชุม สัมมนาในระดับอินเตอร์มามากพอสมควร เรื่องของการเอ็นเตอร์เทนแขกนี้ สำหรับประเทศที่ร่ำรวยหรือเจริญแล้ว หรือรายการที่ได้สปอนเซอร์จากประเทศเหล่านี้กลับไม่ค่อยเอาจริงเอาจังมากนัก ต่างจากประเทศในแถบเอเชีย หรือ อาเซียนของเรายกตัวอย่างครั้งหนึ่งประเทศญี่ปุ่นให้ทุนประเทศแซมเบีย แอฟริกาไปจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการแล้วก็เชิญผู้แทนกรมการข้าวไปบรรยายเป็นกรณีตัวอย่างด้านพัฒนาข้าวซึ่งผู้ใหญ่ได้มอบหมายผมไป แม้จัดที่ประเทศแซมเบีย แต่ผู้จัด (ญี่ปุ่น) ก็ไม่เคยสนใจเลยว่าจะมีการพาเยี่ยมชมจุดหมายสำคัญๆ ตรงกันข้าม กลับว่ากันแต่ในห้องในโรงแรมอยู่เกือบทั้งสัปดาห์ ทั้งๆ ที่ประเทศนี้มีน้ำตกที่ชื่อเสียงดังระดับโลก คือ น้ำตกวิกตอเรีย ตอนแรกก่อนไปผมหาข้อมูลแล้ว และหวังว่าวันว่างผมจะขอไปเยี่ยมชมสักครั้งเป็นขวัญตา แต่ในที่สุดก็ไม่มีโอกาสไปเยี่ยมน้ำตกดังที่ว่านี้ ทั้งที่อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมที่ประชุมสัมมนามากนัก

ที่ผมแยกแยะความแตกต่างระหว่างประเทศพัฒนามาก กับประเทศพัฒนาน้อยข้างต้น ขอยืนยันว่าค่อนข้างจะเป็นไปตามนั้น เพราะในประเทศสิงคโปร์ที่เคยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับอาเซียน หรืออาเซียนบวกสาม ก็เป็นเช่นเดียวกัน การจัดของเขาจะทำแบบง่ายๆ พิธีรีตองก็มักจะไม่มีให้เห็น การจัดเลี้ยง Welcome party หรือ Farewell party ก็ไม่เคยเน้น คือถ้าจะมีก็มีแบบง่ายๆ หรือไม่มีเลย ที่ประเทศบรูไนดารุสซาลามก็ไม่ต่างกัน ยิ่งเป็นประเทศนับถือศาสนาอิสลามยิ่งแล้ว เพราะการจัดเลี้ยงอาหารจะไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใดๆ ทั้งสิ้น ตรงกันข้ามจากประเทศอาเซียนที่ตั้งอยู่บนแผ่นดินใหญ่ เช่น เมียนมาปีที่แล้วที่ลงทุนไปจัดประชุมที่เมืองพุกาม เมืองแห่งมรดกโลกเลยทีเดียว ของไทยก็เคยจัดโดยไปจัดที่จังหวัดเชียงใหม่ และเมืองพัทยา ที่ใครๆ ก็รู้จักกันดีส่วนกัมพูชาก็ไม่พ้นเมืองเสียมเรียบ ที่มีปราสาทหินนครวัดนครธมตั้งอยู่ สำหรับเวียดนาม เมืองเว้ อดีตเมืองหลวงเก่า ขณะที่ สปป.ลาวทุกคนก็เรียกร้องอยากจะให้ไปจัดที่เมืองหลวงพระบาง อันโด่งดังเช่นเดียวกัน

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 1 กรกฎาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/584205

ซอกแซกอาเซียน  : 1 กรกฎาคม 2564

ซอกแซกอาเซียน : 1 กรกฎาคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

แนวคิดเรื่องการจัดหาสถานที่เก็บสำรองข้าวฉุกเฉินที่ผมกล่าวมาในตอนที่แล้ว ซึ่งศึกษาโดยธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย หรือ เอดีบี สมาชิกหลายฝ่ายดูจะไม่ค่อยสนองตอบเท่าไหร่ ทั้งที่น่าจะเกิดประโยชน์มาก เนื่องจากมีการสำรองข้าวจริงเก็บไว้ตลอดเวลา และสามารถนำออกไปช่วยกรณีเกิดภัยธรรมชาติจนเกิดการขาดแคลนขึ้น แต่ทว่าจะว่าไปแล้ว ระบบนี้ก็แทบจะไม่ต่างจากระบบเดิมของแอปเตอร์ที่ออกแบบไว้แล้ว คือ ระบบ Preposition ที่มีการเอาข้าวไปเก็บรักษาไว้ในประเทศที่มีความเสี่ยงสูง และยื่นขอเสนอเป็นเจ้าภาพในการเก็บรักษา ซึ่งมีเป็นประจำอยู่ทุกปีอยู่แล้ว ประกอบกับ หากนำเอาระบบใหม่ที่กล่าวมาใช้ ตัวอย่างเช่น มีการจัดตั้งฉางเก็บสำรองข้าวในประเทศไทย สิ่งที่จะตามมา คือ ค่าใช้จ่ายในการเช่าหรือก่อสร้าง การจัดเก็บ การดูแลรักษา การขนส่ง รวมทั้งค่าประกันภัย และค่าอื่นๆ อีกมาก รวมทั้งภาระหน้าที่ของสำนักเลขานุการแอปเตอร์ก็จะเพิ่มขึ้น คือ ต้องไปดูแลรักษาข้าวที่เก็บไว้เป็นประจำอีก ดังนั้น ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะของ เอดีบี จึงไม่ค่อยมีสมาชิกให้ความสนใจมากนัก ผมเองในฐานะผู้ปฏิบัติตามนโยบายและมติของแอปเตอร์ ก็ไม่มีความเห็นอะไร แล้วแต่คณะมนตรีแอปเตอร์จะตัดสินใจว่าจะเอาหรือไม่เอา พวกเราพร้อมเสมอ

ที่พูดมาทั้งหมดข้างต้น เป็นเรื่องของ เทียร์ 3 คือ การช่วยเหลือแบบให้เปล่า ซึ่งเท่าที่ผ่านมา ถือเป็นกิจกรรมหลักของแอปเตอร์ที่ดำเนินการอยู่ แต่ในความเป็นจริง อย่างที่ผมพูดมาหลายครั้งว่า แอปเตอร์เรายังมี เทียร์ 1 และ เทียร์ 2 ที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้นำมาดำเนินการเลย ทั้งที่น่าจะเป็นหัวใจหลักในการสนองตอบวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งแอปเตอร์ เพราะในส่วนนี้ เรามีข้าวสำรองที่เรียกว่าearmarked stock อยู่ถึง 787,000 ตัน ซึ่งในปริมาณดังกล่าวปรากฏว่าตั้งแต่ผมเข้ามาเป็น จีเอ็ม มีการทำสัญญาล่วงหน้าหรือ Forward contract อยู่ครั้งเดียวที่เคยเขียนเล่าไปแล้วระหว่างญี่ปุ่น กับ ฟิลิปปินส์ ในจำนวนข้าว 10,000 ตัน ส่วนเทียร์ 2 ซึ่งมีการซื้อขายแบบเงินเชื่อนั้น ยังไม่มีเลย ความจริงแล้ว การที่จะมีหรือไม่มีนั้น ขึ้นอยู่กับประเทศสมาชิกเป็นหลัก ก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายสำนักเลขานุการที่จะต้องพยายามชักชวนให้ประเทศสมาชิกสนใจเข้ามาร่วมกิจกรรม สาเหตุที่ทั้งเทียร์ 1 และ 2 ยังไม่มีกิจกรรมเท่าที่ควร ก็เพราะว่าปัจจุบันนี้ สภาวะการขาดแคลนข้าว หรือการที่ข้าวในท้องตลาดมีราคาสูงมาก ยังไม่เกิดขึ้น เหมือนเมื่อปี 2008 ดังนั้น ตลาดข้าวจึงเป็นของผู้ซื้อ ประเทศผู้นำเข้าข้าวสามารถที่จะเลือกซื้อข้าวจากประเทศผู้ผลิตใดๆ ก็ได้ แต่ตรงกันข้ามจากเมื่อปี 2008 ที่ตลาดเป็นของผู้ขาย ราคาข้าวสูงมาก ทำให้ประเทศผู้ซื้อเดือดร้อนมาก ต้องจ่ายค่าข้าวแพงกว่าเดิมมาก แถมยังถูกผู้ขายเล่นตัวอีก เจ็บกันไปทั้งบาง และนี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งในการจัดตั้งแอปเตอร์ขึ้นมา

ผมได้เคยอ่านบทวิเคราะห์ของนักวิชาการต่างประเทศ สรุปว่าแนวคิดและวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งแอปเตอร์ถือเป็นเรื่องดี มีประโยชน์ เพราะเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างสมาชิกประเทศ ทว่า ในทางปฏิบัติ ก็คงยากที่จะมีการช่วยเหลือกันอย่างจริงจังและจริงใจ เพราะมันเป็นเรื่องของผลประโยชน์ ประเทศที่ขาดแคลนข้าวก็หวังที่พึ่งพิงจะได้ประโยชน์จากประเทศผู้ผลิตข้าวเหลือส่งออก ขณะที่ประเทศผู้ผลิตข้าวส่งออก ก็หวังที่จะได้กำไรจากการขายข้าว จึงเป็นเรื่องที่สวนกระแสและหาจุดสมดุลยาก รวมทั้งท้าทายต่อเจตนารมณ์ของแอปเตอร์ อันนี้แตกต่างโดยสิ้นเชิงจากองค์กรช่วยเหลืออย่าง World Food Program(WFP) หรือ AHA Center ของอาเซียน ที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยแบบให้เปล่าอย่างเดียว

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 24 มิถุนายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/582488

ซอกแซกอาเซียน : 24 มิถุนายน 2564

ซอกแซกอาเซียน : 24 มิถุนายน 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ความเดือดร้อนเกี่ยวกับการระบาดของเชื้อโควิด-19 มีผลโดยตรงต่อความมั่นคงทางอาหารในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศอาเซียนที่ยังยากจนอยู่ ประชาชนอดยาก หาเช้ากินค่ำ เมื่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมล้มเหลว ก็ยิ่งต้องผจญกับปัญหาขาดแคลนรายได้ที่จะนำไปจับจ่ายใช้สอยอาหารประทังชีวิต จนในที่สุดก็ต้องร้องขอให้แอปเตอร์ช่วยเหลือ ถึงตอนนี้ ก็ต้องชมเชยวิสัยทัศน์ของอาเซียน และประเทศบวกสาม ที่ดำริให้มีการจัดตั้งแอปเตอร์ขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และเน้นเฉพาะการช่วยเหลือข้าวบริโภค เพราะเป็นพืชอาหารหลักของคนชาวเอเชีย ถึงตรงนี้ ก็เป็นการพิสูจน์ว่า การที่บางสมาชิกเสนอให้มีการสำรองอาหารชนิดอื่นเพิ่มเข้ามาด้วย เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง มันสำปะหลัง และอ้อยน้ำตาล นั้น อาจยังไม่ถึงเวลาเนื่องจากไม่จำเป็นเท่ากับข้าว และที่ผ่านมานับสิบปีก็ยังไม่ปรากฏว่ามีการร้องขอสินค้าเหล่านี้เพื่อช่วยเหลือประเทศที่ขาดแคลน นอกเสียจากข้าวสารที่สมาชิกแอปเตอร์ร้องขอความช่วยเหลือกันอยู่เป็นประจำครับ

ประเทศที่เดือดร้อนมากในช่วงนี้ คือ กัมพูชา เพื่อนบ้านใกล้ๆ เรานี่เอง ที่มีคนติดเชื้อโควิดและอดอยากอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงพนมเปญ ใจกลางของประเทศ ซึ่งที่กรุงพนมเปญจำเป็นต้องมีการประกาศล็อกดาวน์และกำหนดพื้นที่สีแดงกันหลายจุด ผู้คนไม่สามารถจะเดินทางออกนอกบ้านที่อยู่อาศัยได้ ตามข่าวบอกว่าช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์ ปกติเคยมีรายได้ในการบริการซ่อมรถวันละประมาณ 360 บาท แต่ปัจจุบันไม่มีรายได้เลย รวมถึงพวกคนงานรับจ้างในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ต้องหยุดงาน ขาดรายได้ และก็ยังมีอีกหลายกรณีที่เล่าถึงความยากลำบากของประชาชนในยามวิกฤติเช่นนี้ น่าเห็นใจมาก

ปกติตั้งแต่ได้มาทำงานที่แอปเตอร์ช่วง 3-4 ปีก่อน ผมและคณะเจ้าหน้าที่ได้มีโอกาสเดินทางไปประเทศกัมพูชาบ่อยมาก เคยนั่งรถยนต์จากทิศตะวันออกข้ามไปยังชายแดนทิศตะวันตกที่ติดกับเขตแดนประเทศไทยอยู่หลายครั้ง พบว่า กัมพูชากับไทยแทบจะไม่มีความแตกต่างกันเลย การที่พวกเขาเดือดร้อน ก็ทำให้เราชาวแอปเตอร์ต้องใช้ความพยายามในการเจรจามากขึ้น และตอนนี้ท่านอธิบดีกรมการเกษตรได้ขอการสนับสนุนข้าวจากแอปเตอร์เพิ่มเติมอีก 300 ตัน หลังจากที่แอปเตอร์ได้ระบายข้าว 78 ตัน บริจาคโดยญี่ปุ่นไปช่วยชาวกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ไปแล้ว สำหรับประเทศที่เราหวังว่าจะช่วยได้ คงไม่พ้นสมาชิกผู้มั่งคั่ง อย่างเช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งตอนนี้ก็ได้ทำหนังสือเวียนออกไปแล้ว รอทางเขาตอบมาว่าจะช่วยได้ไหม พร้อมกับมีการเจรจาเป็นภายในกับประเทศเหล่านี้ด้วยอีกทาง

อย่างไรก็ดี ในเรื่องการสำรองข้าวจริงนี้ ผมเคยมีไอเดียอยู่ ซึ่งตรงกับที่ เอดีบี หรือธนาคารเพื่อพัฒนาแห่งเอเชีย ที่เคยศึกษาไว้ ว่าควรจะมีการนำข้าวมาเก็บสำรองไว้ล่วงหน้าก่อนเลย และเมื่อเกิดภัยพิบัติและมีการร้องขอ ก็จะได้นำข้าวที่เก็บไว้นั้น ส่งไปช่วยเหลือได้ทันที โดยศึกษาดังกล่าวบอกว่าประเทศไทยเรานี่แหละเหมาะสมที่สุดที่จะตั้งคลังสำรองข้าว เพราะเป็นศูนย์กลางที่จะสามารถส่งข้าวไปช่วยประเทศสมาชิกที่ใกล้เคียง เช่น เมียนมา สปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนาม รวมทั้งมาเลเซีย ได้อย่างสะดวก ถือว่าประเทศไทยจุดสำรองหลักในเขตแผ่นดิน ส่วนอีกสองจุดสำรองย่อยที่ควรมีคลังสำรอง คือ ที่ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย รวมเป็นทั้งหมด 3 จุดข้อเสนอที่ดีอันนี้ ก็รอการสนองตอบจากประเทศสมาชิกอยู่ จะเกิดหรือไม่เกิดก็คงต้องรอดูกันอีกสักระยะหนึ่ง แต่เท่าที่นำเสนอไปแล้วก็ยังไม่มีสมาชิกขยับกันเท่าใดนักครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 17 มิถุนายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580759

ซอกแซกอาเซียน  : 17 มิถุนายน 2564

ซอกแซกอาเซียน : 17 มิถุนายน 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผมพยายามเอาเรื่องของญี่ปุ่นมาเล่าให้มาก เนื่องจากต้องการที่จะนำบางแง่มุมที่มีประโยชน์มาโน้มน้าวชักชวนให้คนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการไทยผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการพัฒนาประเทศและสังคมไทยได้เรียนรู้และคัดเลือกนำเอาสิ่งที่ดีๆ มาใคร่ครวญคิดคำนึง พร้อมทั้งเป็นแรงบันดาลใจในการปฏิบัติงาน ความจริงในชีวิตของผมมีความโชคดีอยู่อย่าง คือ ได้มีโอกาสไปต่างประเทศบ่อยครั้งมาก ตั้งแต่ช่วงต้นรับราชการ เพราะเคยสอบชิงทุนไปเรียนและไปฝึกอบรมต่างประเทศอยู่เสมอๆ ได้พบเห็นวิธีคิด วิธีทำงานของคนในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ หรือประเทศที่ทรัพยากรมนุษย์มีความพิเศษอย่างยิ่ง เช่น อิสราเอล (ผมเคยไปฝึกอบรมเกี่ยวกับการวางแผนพัฒนา ประมาณ 3 เดือน) รวมทั้งประเทศที่มีการพัฒนาพอๆ กับบ้านเรา เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ซึ่งโดยสรุปได้มีโอกาสเรียนรู้ว่า การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะมีความก้าวหน้าหรือล้มเหลวในการพัฒนา ขึ้นอยู่กับการมีอยู่ของปัจจัยหลัก3 ประการ คือ (1) ทรัพยากรธรรมชาติ หรือ natural resource (2) ทรัพยากรทุน หรือ capital resource และ (3) ทรัพยากรมนุษย์ หรือ human resource หมายถึงถ้าประเทศใดมีปัจจัยทั้ง 3 อย่างนี้ ก็ถือว่าโชคดีมาก มีต้นทุนแห่งการพัฒนาอยู่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ประเทศก็จะมีการพัฒนาเจริญก้าวหน้าไปอย่างโชติช่วงชัชวาล

แต่ในสภาพความเป็นจริงก็หาไม่ง่ายที่ประเทศในโลกนี้จะโชคดี มีครบทั้ง3 ประการ ขณะเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่า การขาดปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งจะส่งผลร้ายไม่ให้เกิดการพัฒนาได้อย่างสิ้นเชิง ตัวอย่างเช่น ในประเทศอิสราเอลปัจจุบัน สิ่งที่ขาดแคลนคือ ทรัพยากรธรรมชาติ ได้แก่ ดินเป็นหินเป็นทะเลทราย ฝนแล้ง หรือในประเทศญี่ปุ่น ที่เป็นเกาะกลางทะเลและเกิดภัยธรรมชาติตลอดเวลา แต่ในทางตรงกันข้าม ทั้งสองประเทศกลับมีทรัพยากรมนุษย์ที่สุดยอด สามารถดลบันดาลสร้างทรัพยากรทุนแล้วนำไปจัดหาหรือสร้างเสริมทรัพยากรธรรมชาติ จนนำพาให้ประเทศเจริญก้าวหน้าได้อย่างอัศจรรย์

ตัวชี้วัด หรือ ปัจจัยทั้ง 3 ประการที่กล่าวมาข้างต้น อาจเป็นเครื่องบ่งชี้ให้ทราบถึงว่าประเทศใดขาดแคลนทรัพยากรประเภทใด ตอนที่ผมซึ่งยังหนุ่มๆ อยู่ ไปฝึกอบรมอยู่ที่กรุงเยรูซาเลม ประเทศอิสราเอลนั้น อาจารย์ผู้บรรยายชาวยิวท่านหนึ่ง ที่คงสันทัดเรื่องวัวนมและเคยมาเมืองไทย บอกกับผมระหว่างการบรรยายวิชาหนึ่งว่า ไอไปเมืองไทยแล้วรู้สึกอิจฉายูจริงๆ ท่านเล่าว่าเคยไปดูงานแถวๆ ปากช่อง กลางดง พบว่ามีทำเลพื้นที่และภูมิอากาศ (ทรัพยากรธรรมชาติ) เหมาะสมแก่การเลี้ยงวัวนมมาก ส่วนเงินลงทุน (ทรัพยากรทุน) นั้น ก็ทราบว่าประเทศไทยก็เป็นแหล่งที่ต่างชาติเอาเงินมาลงทุนทางการค้าพาณิชย์และอุตสาหกรรมจนเงินล้นธนาคารมากมายมหาศาล แต่ท่านกลับฉงนว่าทำไมประเทศไทยจึงยังต้องมีการสั่งนำเข้านมผงจากต่างประเทศอีก ปีละมูลค่ามหาศาล แทนที่จะผลิตส่งออกนำเงินตราเข้าประเทศ อาจารย์ผู้บรรยายแกพูดไว้แค่นั้นแหละ แต่ผมซึ่งตอนหนุ่มก็พอจะหัวไวอยู่บ้าง ก็เดาในใจได้ว่า ก็ในเมื่อปัจจัย 2 ประการ ประเทศไทยเรามีอยู่อย่างสมบูรณ์ ปัญหาที่ขาดมันก็คงคือปัจจัยอีก 1 อย่างที่เหลืออยู่นั่นแหละ ที่ประเทศไทยเรายังแย่ๆ อยู่ ไม่ต้องเขียนบอกนะครับ เดี๋ยวจะหาว่าผมเป็นกลุ่มคนพวก “ชังชาติ” ฉบับนี้อาจไกลจากกิจกรรมแอปเตอร์ไปบ้าง แต่ผมก็เชื่อว่า คงจะสร้างประโยชน์ให้แก่ท่านผู้อ่านไม่มากก็น้อยครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 3 มิถุนายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577524

ซอกแซกอาเซียน : 3 มิถุนายน 2564

ซอกแซกอาเซียน : 3 มิถุนายน 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำนักเลขานุแอปเตอร์ ได้มีโอกาสต้อนรับคณะเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากสถานทูตจีน ประจำประเทศไทย นำโดยท่านหวัง ลี่ผิง อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์ รวมทั้งนางสาวยู่วหยาง เลขานุการเอก และนาย หวู๋เฟย ผู้ช่วยเลขานุการ การนัดหมายที่จะมาเยี่ยมสำนักเลขานุการแอปเตอร์ถูกเลื่อนมาแล้วครั้งหนึ่ง ด้วยเหตุผลของโควิด-19 แต่พอเขากำหนดมาครั้งที่สอง เราก็เลยตอบตกลง เพราะหากจะรอความปลอดภัยจากโควิดเสียก่อน ก็คงจะไม่มีโอกาสจะได้พบกัน เอาเป็นว่า เราใช้วิธีป้องกันสวมหน้ากาก และรักษาระยะห่างไว้ ก็น่าจะปลอดภัยพอ เอาเรื่องงานไว้ก่อน ดีกว่าจะงดหรือเลื่อนออกไปอีก

ท่านอัครราชทูตจีนท่านนี้ เพิ่งย้ายมาประจำที่กรุงเทพฯ เดิมประจำอยู่ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย และโดยเหตุที่ประเทศจีนเป็นสมาชิกแอปเตอร์ที่สำคัญในกลุ่มบวกสาม มีปริมาณข้าวที่สำรองเพื่อความมั่นคงฉุกเฉินมากที่สุดในบรรดาสมาชิกแอปเตอร์ 13 ประเทศ คือ 300,000 ตัน อีกทั้ง ถือเป็นครั้งแรกที่ทางการจีนมาเยี่ยมชมแอปเตอร์ โดยเท่าที่ทราบคณะผู้แทนสถานทูตจีนที่มาเยี่ยมแอปเตอร์วันนี้เมื่อประมาณเดือนก่อน ก็ได้เข้าพบท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาแล้ว นัยว่าท่านอัครราชทูตท่านนี้คงต้องการกระชับความสัมพันธ์ รวมทั้งพยายามแสวงหาความร่วมมือต่างๆ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องระหว่างประเทศจีนและประเทศไทย ซึ่งก็ต้องขอบคุณทางการจีนเป็นอย่างมากที่ได้เห็นความสำคัญของแอปเตอร์ จนถึงขนาดเดินทางมาเยี่ยมชมด้วยตนเองเป็นครั้งแรก

ท่านหวัง ลี่ผิง เป็นคนคุยเก่งสมเป็นนักการทูต เริ่มต้นก็เล่าถึงวัตถุประสงค์ที่มาพบแอปเตอร์ พร้อมกับต้องการรับฟังกิจกรรมของแอปเตอร์ที่ดำเนินการอยู่ รวมทั้งความต้องการของแอปเตอร์ที่อยากจะได้จากจีน ซึ่งฝ่ายเราก็ได้เล่าถึงการช่วยเหลือสนับสนุนของจีนในอดีตที่ผ่านมา ดูเหมือนว่า เมื่อเทียบกับญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้แล้ว จีนยังไม่มีกิจกรรมมากเท่าที่ควร กล่าวคือ มีเพียงครั้งเดียวที่ประเทศจีนบริจาคข้าวให้กับประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อปี 2013- 2014 คราวที่ประเทศฟิลิปปินส์โดนพายุไต้ฝุ่นไห่เอี้ยน ตอนนั้นทางการจีนช่วยข้าวสารไป 800 ตัน แต่หลังจากนั้นกิจกรรมของจีนก็ดูจะเงียบๆ ไป แต่กระนั้น ในด้านการบริจาคเงินเข้ากองทุนแอปเตอร์ จีนก็ได้ดำเนินการเป็นประจำอยู่ทุกปี มิได้ขาด ตอนผมเข้ามาเป็นผู้จัดการทั่วไปก็ได้รู้จักกับมนตรีแอปเตอร์ผู้แทนประเทศจีนคุณหม่าหงเทา ที่เป็นรองอธิบดีกรมความร่วมมือทางการเกษตร ได้คุยกันก็เห็นว่าจีนสนใจที่จะเข้ามาดำเนินกิจกรรมร่วมกับแอปเตอร์ เราก็อยากหวังให้จีน ซึ่งเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ เข้ามามีบทบาทช่วยเหลือประเทศอาเซียนมากขึ้น ผมก็หวังว่าทางสถานทูตจีนคงจะเก็บเอาข้อเสนอของเราที่ต้องการจะให้ประเทศจีนเพิ่มบทบาทในแอปเตอร์ให้มากขึ้น ไปแจ้งต้นสังกัดเขานะครับ

สุดท้ายผมได้เชิญคณะจีน เดินดูห้องทำงาน มีห้องผู้เชี่ยวชาญว่างอีก 2 ห้อง เลยบอกว่า ทางการไทยที่สนับสนุนด้านอาคารสถานที่ได้ทำห้องเผื่อไว้สำหรับผู้แทนประเทศบวกสามที่อยากจะส่งผู้เชี่ยวชาญมาประจำแอปเตอร์ ซึ่งท่านอัครราชทูตยังแซวว่าให้คุณยู่วหยาง ซึ่งมาจากกระทรวงเกษตรจีน ว่าในอนาคตน่าจะสมัครมานั่งทำงานที่นี่ดีกว่า จนเสร็จการเยี่ยมเยียนคณะจีนก็ได้ร่ำลาเดินทางกลับสถานทูต

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 27 พฤษภาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575822

ซอกแซกอาเซียน : 27 พฤษภาคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การช่วยเหลือของแอปเตอร์ในประเทศเมียนมาอีกแบบหนึ่ง ที่คาดว่าจะมีปัญหา ได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองภายในประเทศ คือ การที่ประเทศญี่ปุ่นส่งข้าวแบบกึ่งสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน ซึ่งเป็นโครงการนำร่อง ยังไม่เคยมีมาก่อนไปให้ ในลักษณะเก็บสำรองไว้ล่วงหน้าและนำออกช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยที่เรียกว่าระบบ Preposition ซึ่งผมเคยเล่าไปแล้วว่า ปีนี้ทางญี่ปุ่นและแอปเตอร์กำหนดเป้าหมายที่ 2 ประเทศ คือ เมียนมา และฟิลิปปินส์ ประเทศละ 2 ตัน และจากความวุ่นวายทางการเมืองในเมียนมา ทราบว่า ณ ปัจจุบัน (8 เมษายน) ข้าวกึ่งสำเร็จรูปที่ส่งทางเรือไปถึงท่าเรือย่างกุ้งแล้วนั้น ยังไม่มีการขนถ่ายขึ้นจากเรือเลย เรื่องของเรื่อง สาเหตุเท่าที่ทราบ คือ เกิดการหยุดงานของพนักงานท่าเรือ เลยไม่มีคนทำงานที่จะขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือได้ ทั้งๆ ที่สินค้าที่ขนขึ้นเรือมานั้นก็เป็นไปเพื่อช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่ชาวเมียนมา มิวายต้องโดนหางเลขไปด้วย แต่ผมก็เชื่อว่า ด้วยการประสานงานอย่างแข็งขันของกระทรวงเกษตรฯ ของเขา คงอีกไม่กี่วันเรื่องก็คงจะเรียบร้อยครับ เพราะจริงๆแล้ว ตามข้อตกลง เอ็มโอยู ที่เซ็นไว้ระหว่างแอปเตอร์กับทางการเมียนมาระบุชัดว่า หากการขนถ่ายสินค้ามีปัญหาไม่สามารถทำได้ภายในเวลาที่กำหนดแล้ว และเกิดความเสียหายขึ้น ผู้รับผิดชอบก็คือ กระทรวงเกษตรฯ ของเมียนมา เลยทำให้เจ้าหน้าที่ของเขาต่างคงไม่สามารถจะนิ่งนอนใจอยู่ได้

พูดถึงประเทศเมียนมา เมื่อคิดถึงความวุ่นวายทางการเมืองในปัจจุบัน ทำให้ผมรู้สึกเสียดายแทนมากเมื่อคิดเปรียบเทียบย้อนไปช่วง 3-4 ปีก่อนหน้านี้ ที่ผมได้เคยเดินทางไปปฏิบัติงานในประเทศเขา จากเดิมแม้จะอยู่ใกล้เคียงกับประเทศไทยเรามาก แต่ผมก็ไม่มีโอกาสได้เดินทางไปเลยแม้แต่ครั้งเดียว และเพิ่งเริ่มต้นไปเยี่ยมครั้งแรกสมัยยังรับราชการอยู่ในกรมการข้าว จนเมื่อมาเป็นผู้บริหารของสำนักงานแอปเตอร์ กลับมีโอกาสได้เดินทางไปเมียนมาเป็นว่าเล่น ปีละหลายๆ ครั้ง และก็ได้ไปแบบเจาะลึกถึงลูกถึงคนเกือบจะทุกพื้นที่ ผมเคยบอกแล้วว่ามีเพียง 3 รัฐใน 14 เขต/รัฐเท่านั้น ที่ผมยังไม่เคยไป คือ รัฐชิน รัฐคะยา และรัฐฉาน นอกนั้นไปมาหมดแล้ว (ความจริงรัฐฉาน หรือ ไทยใหญ่ ก็น่าจะเรียกได้ว่าเคยไปมาแล้ว คือข้ามชายแดนอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายไปเมืองท่าขี้เหล็ก ก็เป็นรัฐฉานแล้ว) ผมยอมรับว่ามีความประทับใจประเทศนี้มาก ทั้งสภาพภูมิประเทศ รวมทั้งอัธยาศัยของประชาชน และแม้ว่าจะมีทำเลที่ตั้งติดกับประเทศไทยเราแต่พบว่าเมียนมากลับมีความแตกต่างจากไทยเป็นอย่างมาก ผมพิเคราะห์เอาเองว่า สำหรับประเทศไทยนั้น เรามีความคล้ายคลึงมากกว่ากับเพื่อนบ้านเช่น สปป. ลาว และกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษา วัฒนธรรม วิถีดำรงชีวิตและความเป็นอยู่ ตลอดจนแนวคิด ทัศนคติของคนในชาติ แต่สำหรับเมียนมา นอกจากความเหมือนกับไทย สปป.ลาว กัมพูชาตรงที่นับถือศาสนาพุทธอย่างเดียวกัน และอดีตมีการเคี้ยวหมาก นุ่งโสร่งเหมือนกันแล้ว ผมว่าที่เหลืออื่นๆ ค่อนข้างจะแตกต่างกันอยู่มากทีเดียว

ถามว่าแล้วเมียนมาไปเหมือนใคร ผมว่าเหมือนกับอินเดียมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกินที่ชอบมีมันมาก การรักษาขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมดั้งเดิมไม่เคยสลัดทิ้ง รวมทั้งรักหวงแหนสิทธิเสรีภาพตามอุดมการณ์ประชาธิปไตย และอื่นๆ ที่ฟันธงอย่างนี้ เพราะเมียนมากับอินเดียมีเขตชายแดนใกล้ชิดติดกัน อีกทั้งสมัยเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ เมียนมาถูกจัดให้เป็นเพียงรัฐหนึ่งที่ขึ้นกับอินเดีย ขณะที่ชายแดนเมียนมาที่ติดประเทศไทยทางทิศตะวันออกนั้นมีเทือกเขาตะนาวศรีกั้นขวางไปมาหากันลำบากมาก แถมกลุ่มคนที่อยู่อาศัยก็มิใช่คนเมียนมาแท้ๆ หากแต่เป็นพวกชาติพันธุ์กะเหรี่ยง คะยาไทยใหญ่ และมอญครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 20 พฤษภาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/574231

ซอกแซกอาเซียน : 20 พฤษภาคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ช่วงนี้เป็นที่ทราบกันนะครับว่า ประเทศสมาชิกแอปเตอร์ประเทศหนึ่งมีปัญหาทางการเมืองภายในประเทศ นั่นคือ ประเทศเมียนมา ผมคิดว่าถ้าไม่พูดถึงเลย ก็คงขาดมุมมองอันเกี่ยวเนื่องกับภารกิจของเรา แต่หากจะพูดก้าวล่วงลึกมากเกินไปจนกระทบกับความเป็นกลางและไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองขององค์กรแอปเตอร์ก็คงจะไม่ดี ดังนั้น ผมคงขออนุญาตกล่าวถึงประเทศเมียนมาสักเล็กน้อย แต่ด้วยความระมัดระวัง ถึงแม้ว่า ผมจะทราบอะไรลึกๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ในประเทศนี้ รวมทั้งได้ทราบเกี่ยวกับสังคมวัฒนธรรม ตลอดจนแนวคิดพื้นฐานของคนเมียนมา เพราะเดินทางไปหลายครั้ง ดังนั้น ในส่วนที่จะกล่าวถึงคงจะเป็นเรื่องผลกระทบต่างๆ ที่สืบเนื่องจากการปฏิบัติภารกิจการช่วยเหลือด้านการสำรองข้าวสำหรับบริโภคในเชิงมนุษยธรรมตามภารกิจขององค์กรแอปเตอร์ครับ

ปีที่ผ่านมาในปี 2020 แอปเตอร์มีโปรแกรมที่เกี่ยวข้องกับประเทศเมียนมาอยู่ 2-3 รายการด้วยกัน ที่ยังค้างคาดำเนินการไม่แล้วเสร็จ เพราะเป็นเรื่องของการ
ส่งข้าวสารตามที่เมียนมาร้องขอในระบบที่เรียกว่า Preposition ดังที่ผมได้เขียนอธิบายมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่หากท่านยังไม่ทราบ ก็เล่าคร่าวๆว่า เป็นรูปแบบส่งข้าวไปเก็บไว้ก่อนการเกิดภัยธรรมชาติ และเมื่อเกิดภัยพิบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ จึงจะนำออกไปช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน มีข้าวที่บริจาคโดยประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ได้มีการแจกจ่ายช่วยเหลือผู้ประสบภัยไปแล้ว แต่ตอนนี้ยังคงมีอยู่ 2 รายการ ที่ยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งทั้ง 2 รายการนี้เป็นการช่วยเหลือจากประเทศญี่ปุ่นทั้งคู่ และเป็นรูปแบบที่ค่อนข้างพิเศษ ทำให้ต้องกังวลอยู่นิดหน่อยว่า สุดท้ายแล้ว ด้วยความยุ่งเหยิงทางการเมืองในเมียนมา เจ้า 2 รายการนี้จะสำเร็จลงได้อย่างไร

รายการแรก เป็นการร้องขอจากกระทรวงเกษตรฯ เมียนมาเพื่อต้องการข้าวไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากโควิด-19แต่โดยเหตุที่ทางญี่ปุ่นอาจจะหมดโควตาข้าว แต่ก็ยังแสดงถึงความใจกว้างก็เลยใช้วิธีที่ไม่ค่อยได้ใช้มาแต่เดิม คือ การส่งเงินไปให้ประเทศผู้ร้องขอ ซื้อข้าวภายในประเทศเพื่อช่วยเหลือ ความจริงวิธีนี้ ประเทศผู้รับหลายๆ ประเทศ ก็พยายามเสนอหรือร้องขอให้นำมาใช้ เนื่องจากจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศผู้ร้องขอมากขึ้น กล่าวคือ เหมือนได้ประโยชน์สองต่อ เพราะได้ใช้เงินที่ผู้บริจาคมาซื้อข้าวภายในประเทศ ซึ่งเป็นการช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกภายในประเทศอีกต่อหนึ่ง แต่ทว่าที่ผ่านมา วิธีการนี้มักไม่ค่อยได้ใช้เนื่องจากประเทศผู้ให้ ก็ประสงค์ที่จะระบายข้าวในประเทศตนเอง ซึ่งมีอยู่อย่างเหลือเฟือออกไปที่อื่นเช่นกัน เว้นแต่ในกรณีจำเป็น เช่นที่เกิดขึ้นกับเมียนมาในคราวนี้ ที่ฝ่ายญี่ปุ่นตกลงมอบเงิน โดยผ่านสำนักเลขานุการแอปเตอร์ให้ไปซื้อข้าวเอาเอง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นที่ถูกใจของประเทศผู้รับมากกว่า

แต่กระนั้น ด้วยความที่ประเทศเมียนมา เกิดปัญหาทางการเมืองภายในประเทศอย่างที่ทราบกัน กระบวนการจัดซื้อข้าวภายในประเทศของกระทรวงเกษตรฯ เมียนมา จึงชะงักงันไปด้วย โดยแผนการจัดหาแรกที่กระทรวงเกษตรฯ เมียนมารายงานให้สำนักเลขานุการแอปเตอร์ทราบ คือ จะโอนเงินต่อไปยังเขต/รัฐปลายทางต่างๆ เพื่อจัดซื้อกันเอง นั่นเท่ากับว่าปัจจุบันน่าจะหาความแน่นอนอะไรไม่ได้เลย เพราะแต่ละเขต/รัฐก็ยังไม่ทราบว่าทิศทางส่วนกลางจะเป็นไปอย่างไรบ้าง เนื่องจากตอนนี้ มีการประท้วงและการปราบปรามอยู่ ก็คงเป็นเรื่องที่เราคงจะต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ทางสำนักเลขานุการแอปเตอร์ก็ได้ส่งหนังสือไปแล้วถึงประทรวงเกษตรฯ เมียนมาว่าขอทราบแผนการดำเนินการ แต่ปัจจุบันก็ยังไม่ได้ตอบมา ทราบภายในทางอินเตอร์เนตติดต่อกันกับเจ้าหน้าที่ประสานงานของเขาว่า คนทำงานหรือบรรดาข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ของเขาบางคนก็หยุดงาน เป็นผลให้งานการภารกิจก็ชะงักงันไปหมด แถมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงก็เปลี่ยนเป็นคนใหม่ คงต้องมีการเข้าไปชี้แจงทำความเข้าใจกันอีกสักระยะหนึ่ง กว่าจะเข้าใจกันผมว่าน่าหนักใจครับสำหรับกิจกรรมแอปเตอร์ในประเทศเมียนมา ซึ่งก็ยังมีแบบพิเศษอีกรายการหนึ่งที่จะมาพูดต่อในฉบับหน้าครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 6 พฤษภาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/570833

ซอกแซกอาเซียน : 6 พฤษภาคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผมเคยเกริ่นให้ฟังไปครั้งหนึ่งแล้วว่า ช่วงนี้เราชาวแอปเตอร์กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมการจัดประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ หรือ APTERR Council ครั้งที่ 9 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นเจ้าภาพจัด แต่ทว่าเราจำเป็นต้องจัดประชุมผ่านทางวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ เนื่องจากเจ้าโควิดตัวแสบแท้ๆ เลย (นี่บ่นแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว) ซึ่งก่อนการประชุมจริงที่กำหนดไว้ในวันที่ 30 มีนาคม เลยต้องมีการนัดหมายเพื่อซักซ้อมก่อนวันจริง โดยกำหนดซ้อมกันทุกประเทศที่เป็นสมาชิก ในวันที่ 29 มีนาคม คือก่อนวันจริงหนึ่งวัน ปรากฏว่า คงเพื่อให้งานซ้อมเป็นไปอย่างเรียบร้อยไม่ขาดตกบกพร่อง ทางประเทศเจ้าภาพ คือ ฟิลิปปินส์ ก็ขอทางพวกเรานัดซ้อมเพื่อซ้อม (ซ้อมกันสองชั้นเลย) กันก่อนเถอะก็เลยต้องมากำหนดซ้อมเพื่อซ้อมล่วงหน้าอีก 2 วัน ก่อนวันซ้อมจริง

ก็ถือเป็นการใส่ใจของผู้บริหาร NFA ของฟิลิปปินส์โดยแท้ ที่วันซ้อมก่อนการทดสอบ ท่านผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงาน คือ Mrs. Judy Carol L. Dansal หรือเรียกกันสั้นๆคุณจูดี้ คนเดิมเป็นคนที่พวกเราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว เพราะในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา เราพบกันหลายครั้ง ตั้งแต่สมัยที่แกยังไม่เกษียณ กล่าวคือ ช่วงที่แกเป็น Deputy Administrator ของ NFA แล้วพออายุครบ 65 ปี ต้องเกษียณจากตำแหน่งประจำ หลังจากนั้นไม่นานแกก็ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าใหญ่ของ NFA ที่เรียกชื่อตำแหน่งว่า Administrator ซึ่งถือเป็นตำแหน่งทางการเมือง เทียบเท่าระดับรัฐมนตรีช่วยว่าการ เราจึงคุ้นเคยกันดีมาก คราวแกมาประชุมที่กรุงเทพฯ ทีมงานแอปเตอร์ก็ยังเคยพาแกไปเลี้ยงอาหารค่ำ รวมทั้งพาแกช้อปปิ้งตามศูนย์การค้าต่างๆ

คุณจูดี้พร้อมทีมงานอีกสองสามคน โผล่ออกมาทางจอมอนิเตอร์ ทักทาย Say Hi กันก่อนที่จะทำการซักซ้อมการประชุม ซึ่งก็ไม่มีอะไรมาก นอกจากจะย้ำเกี่ยวกับพิธีการ ขั้นตอนรวมทั้งวาระการประชุม ซึ่งในวันประชุมจริง คุณจูดี้ก็จะต้องเป็นประธานในที่ประชุม สลับกับประธานร่วมหรือ Co-chair ซึ่งในคราวประชุมนี้ คือ ประเทศจีนถึงตรงนี้ ขออนุญาตท่านผู้อ่านเล่าคั่นสลับนิดในเรื่องของประธานร่วม เพราะปกติที่ผ่านมาในการประชุมทั่วไป เรามักพบกับประธานคนเดียว และเมื่อประธานไม่ว่างก็จะมอบหมายรองประธานดำเนินการประชุมแทน แต่ในระบบประธานร่วม หรือ Co-chair นั้น เกิดขึ้นได้ในกรณีที่ประเทศสมาชิกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน

อย่างในกรณีของแอปเตอร์ ปรากฏว่าสมาชิกมี 2 กลุ่มชัดเจน คือ กลุ่มที่ 1 ประเทศอาเซียน 10 ประเทศ กับกลุ่มที่ 2 คือประเทศบวกสาม ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ดังนั้น (ก็ไม่ทราบว่าใครกำหนดมาก่อน) เวลาประชุมAPTERR Council ก็จะต้องมีประธาน 2 คน ที่เรียกว่า ประธานร่วม คือผู้แทนจากกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 มาทำหน้าที่แล้วแต่จะตกลงกันว่าใครจะนั่งเป็นประธานในวาระไหน ทีนี้ในการทำหน้าที่ประธาน ระเบียบกำหนดให้หมุนเวียนประเทศตามตัวอักษรในแต่ละกลุ่ม ดังนั้น กลุ่มอาเซียนกว่าจะเวียนกลับมาเป็นประธานใช้เวลา 10 ปี ในขณะที่กลุ่มบวกสาม ใช้เวลาเพียง 3 ปี สรุปแล้วประเทศบวกสามก็จะมีโอกาสได้เป็นประธานถี่หน่อย เรื่องประธานร่วมก็เป็นดังนี้แหละครับ

คุณจูดี้ ซักซ้อมกับพวกเราชาวแอปเตอร์อยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง ก็เรียบร้อย ตอนท้ายจุดที่เราฝ่ายสำนักเลขานุการเห็นว่าเป็นวาระสำคัญก็บอกย้ำแกไป เพื่อให้ท่านนำการประชุมไปด้วยความราบรื่น เรื่องที่สำคัญในการประชุมนี้ที่ได้เรียนย้ำแก่คุณจูดี้ ก็คือ การต่อเฟส 3 ของการดำเนินงานแอปเตอร์ระหว่างปี 2023-2027 ซึ่งสิ่งจำเป็นที่สุด คือ การบริจาคเงินของประเทศสมาชิกเพื่อเป็นค่าดำเนินงาน เรื่องนี้มันมีความซับซ้อนนิดหน่อย ต้องอาศัยความเข้าใจพอสมควรเนื่องจากเป็นช่วงแก้ไขกฏระเบียบของแอปเตอร์ เผอิญกฏระเบียบที่เรียกว่าความตกลง หรือ Agreement นั้น ยังไม่ได้รับการให้สัตยาบันจากประเทศสมาชิกทั้งหมด ซึ่งก็ถือว่าความตกลงนี้ยังไม่มีผลใช้บังคับ การจะต่อขยายเฟสการบริจาคเงินจึงต้องรอความสมบูรณ์ในการประกาศใช้ความตกลงเสียก่อน จึงต้องมีการถกเถียงในเรื่องนี้ให้ชัดเจน ซึ่งคนที่ร่างความตกลง คือสำนักเลขาธิการอาเซียน ที่ตั้งอยู่ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ตอนนี้ก็ได้รับข่าวความยุ่งเหยิงอันนี้ด้วย คงสร้างความปวดหัวให้กับเขาอีกไม่ใช่น้อยเลย เนื่องจากต้องเข้าร่วมประชุมในคราวนี้ด้วยเช่นกัน

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 29 เมษายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/569326

ซอกแซกอาเซียน : 29 เมษายน 2564

ซอกแซกอาเซียน : 29 เมษายน 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา แอปเตอร์เรามีกิจกรรมพิธีการส่งมอบข้าวช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งและน้ำท่วม ที่ประเทศกัมพูชา จำนวน 200 กว่าตัน ซึ่งบริจาคโดยรัฐบาลญี่ปุ่น ความจริงหากเป็นสถานการณ์ปกติ พิธีการที่ว่านี้ก็จะต้องไปจัดกันที่ประเทศกัมพูชาอย่างที่เราเคยปฏิบัติสืบต่อกันมา และผมได้เคยเขียนเล่าทุกท่านฟังมาแล้ว แต่เนื่องจากปัญหาโควิด-19 อย่างที่ทราบ เลยทำให้เราไม่สามารถที่จะจัดพิธีการในประเทศผู้รับและเดินทางไปส่งมอบข้าวกันจริงๆ ได้ ก็เลยต้องใช้วิธีการทันสมัย คือ จัดส่งมอบกันโดยทางวีดีโอคอนเฟอเรนซ์แทน ตอนนี้อาจกล่าวได้ว่าอะไรๆเป็นต้องพึ่งวิธีการประชุมแบบทางไกลไว้ก่อน

วิธีการจัดงานแบบนี้ คือ เราต้องตกลงกันก่อนทั้งสามฝ่าย คือ ผู้ให้ ได้แก่ประเทศญี่ปุ่น ผู้รับ คือ ประเทศกัมพูชา และสำนักเลขานุการแอปเตอร์ในฐานะหน่วยประสานกลาง ว่าจะทำพิธีในรูปแบบนี้กันนะ จากนั้น ก็กำหนดโปรแกรมรายละเอียดของงาน ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า การกล่าวปราศรัยของผู้แทนแต่ละฝ่าย โดยอาจเชิญประธานแขกผู้ใหญ่มา 1 คน ซึ่งที่ผ่านมา คือ ผู้บริหารระดับสูงของประเทศเจ้าภาพหรือประเทศผู้รับนั่นเอง ในคราวส่งมอบนี้ผู้ที่ทางกระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมง ประเทศกัมพูชาเชิญมาเป็นประธานใหญ่สุด คือ ท่านเลขาธิการแห่งรัฐ ประจำกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง ชื่อตำแหน่งนี้ผมแปลตรงๆ จากภาษาอังกฤษว่า Secretary of State แต่เมื่อผมไปค้นคว้าอ่านในหนังสือทางการไทยเล่มหนึ่ง ให้คำจำกัดความว่าเป็น รัฐมนตรีแห่งรัฐ เลยฟังแล้วอาจจะงงๆ กับตำแหน่งนี้ ทว่าเมื่อช่วงผมไปปฏิบัติงานที่กัมพูชาจริงๆ เมื่อ 2-3 ปีก่อน ผมได้ยินกับหูตนเอง ถึงแม้จะเป็นภาษาเขมร โฆษกในงานเขาเรียกว่า เลขาธิการรัฐ เหมือนภาษาไทยเลย แต่จะเรียกอย่างไรก็ไม่สำคัญเท่ากับบทบาทหน้าที่ ผมศึกษาโดยการสังเกตเอาเองว่า ตำแหน่ง Secretary of State นี้คงเหมือนกับตำแหน่งที่ปรึกษา หรือไม่ก็คือ ผู้ช่วยรัฐมนตรี ของเรานั่นแหละครับ (แต่ผู้ช่วยรัฐมนตรีของเราใช้คำว่า Vice Minister) เพราะทราบว่าแต่งตั้งจากข้าราชการอาวุโสที่เกษียณแล้ว นักวิชาการ หรือสมาชิกพรรคการเมือง แล้วทำงานเป็นฝ่ายการเมืองประจำอยู่ตามกระทรวงต่างๆ ภายใต้การมอบหมายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ก็คงอธิบายแบบวิเคราะห์เองได้ประมาณนี้ครับ เผื่ออนาคตท่านผู้อ่านที่ไปกัมพูชาจะได้ทราบเป็นเบื้องต้น

นอกจากท่านประธานในพิธีที่กล่าวไปแล้ว ฝ่ายกัมพูชาก็มีท่านอธิบดี รองอธิบดีกรมเกษตรที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า General Directorate of Agriculture หรือ GDA และอีกฝ่ายที่สำคัญคือประเทศญี่ปุ่น ซึ่งปรากฏเพียงภาพบนจอจากกระทรวงเกษตรฯ กรุงโตเกียว คืออธิบดี รองอธิบดี และผู้เกี่ยวข้อง ส่วนฝ่ายกลาง คือ ทีมแอปเตอร์ ก็นำโดยตัวผมเอง ซึ่งเป็นผู้จัดการทั่วไป หรือ General Manager และทีมงานอีก 3-4 คน นอกจากนี้ ที่เป็นการเฉพาะของพิธีการคราวนี้ คือได้มีการเชิญท่านเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ที่ประจำสถานทูตในกรุงพนมเปญมาร่วมด้วย โดยในพิธี หลังจากที่พิธีกรได้กล่าววัตถุประสงค์ของงานและเชื้อเชิญถ่ายภาพร่วมกันแล้ว ได้มีการอ่านสารที่ร่างไว้ เริ่มจากท่านอธิบดีกรมเกษตร ของประเทศกัมพูชา ต่อด้วยอธิบดีของประเทศญี่ปุ่น และต่อด้วยผู้จัดการทั่วไปของแอปเตอร์ หลังจากนั้นก็เป็นของท่านเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น และสุดท้ายซึ่งถือเป็นสารหลัก คือจากท่านเลขาธิการรัฐ ที่ได้อธิบายไปแล้ว

ในพิธีการส่งมอบข้าวเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นพิธีจริงที่ต้องมีการเดินทางไปเข้าร่วมในประเทศผู้จัดงาน หรือจัดโดยวิถีนิว นอร์มอล แบบใช้ทางไกลเหมือนครั้งนี้ เนื้อหาในการกล่าวปราศรัยทั้งสามสี่คนที่กล่าวออกมา เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งสิ้น คำหลัก หรือ Key Words จะไม่มีทางพ้นไปจากคำว่า การช่วยเหลือด้านข้าวเพื่อมนุษยธรรม การกระชับความร่วมมือของประเทศอาเซียนบวกสาม การแก้ไขปัญหาความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน การแสดงความประทับใจ
และขอบคุณต่อประเทศผู้มอบความช่วยเหลือ และการกระชับความสัมพันธ์อันดีในอนาคต สุดท้ายของพิธีการครั้งนี้ก็จบลงด้วยการยกมือไหว้ซึ่งกันและกัน

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org