ซอกแซกอาเซียน : 21 มกราคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546854

ซอกแซกอาเซียน : 21 มกราคม 2564

ซอกแซกอาเซียน : 21 มกราคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คราวก่อนจบตรงที่เหตุผลคร่าวๆ ในการผลักดันและคัดค้านการรับรองเพื่อควบคุมพันธุ์ข้าว ซึ่งมีทั้งดีไม่ดี แล้วแต่มุมมองของฝ่ายหนุนและฝ่ายค้าน ฉบับนี้ขอมาต่ออีกนะครับ ฝ่ายที่คัดค้าน ได้ให้เหตุผลในรายละเอียดว่า การควบคุมพันธุ์ข้าว โดยต้องมีการรับรองพันธุ์ข้าวทุกพันธุ์นั้น จะเกิดผลเสียที่เห็นได้ชัด คือ เป็นการสกัดกั้นการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวที่ใครๆ ก็ควรมีอิสระกระทำได้ ยิ่งถ้าเป็นชาวนา ควรได้รับการส่งเสริมให้พัฒนาสร้างพันธุ์พื้นบ้านพื้นถิ่นใช้ปลูกโดยเสรี จะช่วยให้ได้ชนิดพันธุ์ข้าวที่สนองตอบระบบนิเวศและตลาดได้มากขึ้นกว่าเดิม และสงสัยว่าการบังคับให้ต้องเอาพันธุ์ข้าวไปรับรองก่อน น่าจะเป็นเรื่องของความต้องการแสวงหาอำนาจของกรมการข้าว ทั้งที่ทุกวันนี้ก็ออกชนิดพันธุ์ข้าวไม่พอหรือไม่ทันต่อการตอบโจทย์ด้านการตลาด นอกจากนี้ มีความเข้าใจผิดต่อกรณีการออกกฎหมายดังกล่าวว่า ต่อนี้ไป ชาวนาจะไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ของตัวเองไว้ใช้ปลูกในฤดูต่อๆ ไปได้ ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวจากภายนอกอย่างเดียว หากใช้เมล็ดพันธุ์ตนเองปลูก จะมีความผิดถึงขั้นติดคุกติดตาราง (โปรดสังเกตว่า ตอนนี้เริ่มสับสนระหว่างคำว่า “พันธุ์” กับ “เมล็ดพันธุ์”แล้ว – ถ้าต้องการเข้าใจชัดเจนกรุณากลับไปอ่านตอนที่ผ่านมา)หนักกว่านั้น ฝ่ายคัดค้านยังกล่าวหาว่าการเสนอควบคุมพันธุ์ข้าวมีเจตนาแอบแฝงหรือเป็นการสมคบคิดของนักวิชาการกับบริษัทขายเมล็ดพันธุ์ข้าวยักษ์ใหญ่ที่ต้องการผูกขาดตลาดเมล็ดพันธุ์ข้าวทั้งระบบ ฟังดูแล้วช่างเป็นคำกล่าวหาที่ร้ายแรงและทำร้ายจิตใจของนักวิชาการที่มุ่งทำงานวิจัยทดลองเพื่อพัฒนาพันธุ์ข้าวไทยเสียเหลือเกิน

ผมเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องการเสนอกฎหมายนี้เลย แต่ใคร่ครวญอย่างดีแล้วกลับเห็นด้วยว่า การกำหนดให้ต้องมีการรับรองพันธุ์ข้าวนั้น น่าจะมีผลดีมากกว่าผลเสียและเป็นความคิดริเริ่มที่ควรสนับสนุน เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา พบความจริง เช่น มีการลักลอบเอาพันธุ์ข้าวจากต่างประเทศ หรือจากแปลงทดลองที่ยังทำไม่เสร็จ รวมทั้งผลิตผสมพันธุ์เอง แล้วนำไปผลิตเมล็ดพันธุ์ขายเอากำไร แอบอ้างหรือตั้งชื่อพันธุ์ใหม่ๆ แปลกๆ จนเกิดความเสียหายแก่ชาวนาและมีการร้องเรียนกันมาโดยตลอด บางพันธุ์มีการโฆษณาสรรพคุณโด่งดัง แต่เมื่อชาวนาเอาไปปลูกต่อๆ กันเพียงไม่กี่ฤดู ก็เกิดการกลายพันธุ์หรือได้ผลผลิตที่ไม่คงตัวสม่ำเสมอ เมื่อไปตรวจสอบก็ไม่ทราบที่มาที่ไป จึงควรอุดช่องว่างอันนี้เสีย

เรื่องการออกกฎหมายนี้เถียงกันอยู่ในสภาประมาณครึ่งปี ในที่สุดก็ไปไม่รอด เพราะมิได้มีแต่เพียงประเด็นด้านการควบคุมพันธุ์ข้าวแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ยังมีประเด็นที่แรงกว่าและเกิดการต่อต้านมากกว่า คือ มีการควบคุมบางเรื่องไปถึงพ่อค้าโรงสีข้าว ทั้งนี้โดยผู้เสนอมีเจตนาเพื่อช่วยเหลือชาวนาที่ยากจนข้นแค้น และประเด็นหลังนี้เองที่มีการตีความไปคนละอย่าง และมีการคัดค้านกันอย่างรุนแรงว่าจะเกิดผลกระทบต่อการค้าข้าวอย่างมาก จนกฎหมายนี้ต้องพับฐานไป

มีโอกาสตอนนี้ สิ่งที่ผมอยากจะช่วยทางกรมการข้าวสร้างความเข้าใจอีกครั้ง คือในประเด็นแรกที่ถูกกล่าวหาว่า ถ้ามีกฎหมายนี้แล้ว ชาวนาจะไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวตนเองไว้ปลูกได้ ต้องซื้อจากภายนอกอย่างเดียวนั้น เป็นสิ่งที่เข้าใจคลาดเคลื่อนอย่างมหันต์ เพราะจริงๆ แล้วกฎหมายนี้ไม่ได้เกี่ยวกับ “เมล็ดพันธุ์ข้าว” เลย ทว่าเป็นเรื่องของ “พันธุ์ข้าว” เท่านั้น แล้วก็บังคับเฉพาะการกระทำใดๆ ต่อการขยายพันธุ์ข้าวที่เป็นเชิงธุรกิจการค้าเท่านั้น หมายถึงใครหรือหน่วยงานใดก็ตามที่ค้นคว้าวิจัยสร้างพันธุ์ข้าวขึ้นใหม่ ก็สามารถกระทำได้โดยอิสระเหมือนเดิม และก็จะเอาไปปลูกในที่นาตนเองหรือเพื่อนบ้านแบบวิถีความเป็นอยู่ดั้งเดิมก็ย่อมกระทำได้ตลอดเวลา กฎหมายขอเพียงว่า ถ้าหากจะนำเอาพันธุ์ที่คิดค้นได้ไปผลิตเมล็ดพันธุ์แล้วจำหน่ายในเชิงธุรกิจการค้า ย้ำ “เพื่อจำหน่ายเป็นการค้า” ได้นั้น ขอมาให้กรมการข้าวตรวจสอบประวัติสายพันธุ์ รายละเอียดพันธุ์ รวมทั้งศึกษาพิสูจน์ข้อดีข้อเสียของพันธุ์ ที่เรียกว่า “การรับรอง” เสียก่อนเท่านั้น เรื่องนี้ยังไม่จบ เพราะยังมีประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจต่อในฉบับหน้าอีกครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 14 มกราคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/545215

ซอกแซกอาเซียน : 14 มกราคม 2564

ซอกแซกอาเซียน : 14 มกราคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ฉบับที่แล้วผมทิ้งท้ายขอต่อความยาวในเรื่องข้าวๆ เพื่อเสนอไอเดียรวมทั้งสร้างการรับรู้และความเข้าใจต่อสาธารณชน โฟกัสไปที่สาเหตุที่ทำให้ผลผลิตเฉลี่ยข้าวไทยต่ำกว่าเพื่อนบ้าน และแนวคิดการตั้งชื่อพันธุ์ข้าวหอมมะลิ ทั้งนี้ ก็เพื่อหวังจะให้เกิดประโยชน์สำหรับผู้สนใจ หรือผู้เกี่ยวข้องในอันที่จะยกเอาไอเดียที่กล่าวมาพิจารณาเพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวนาไทย หลายท่านยังไม่เคยอ่าน หากสนใจก็ลองไปค้นหาดูในเว็บไซต์หนังสือพิมพ์แนวหน้าครับ

ผมขออนุญาตมาต่อความยาวสาวความยืดเรื่องข้าว ในประเด็นต่อมา คือ เรื่องของการควบคุมหรือการรับรองพันธุ์ข้าวครับ แต่ก่อนที่จะเขียนต่อไป ขอทำความเข้าใจท่านผู้อ่านเพื่อความชัดเจนแจ่มแจ้งและเข้าใจตรงกันก่อนสักนิดว่า คำว่า “พันธุ์” หมายถึง ชื่ออันเป็นนามธรรมของชนิดพันธุ์ข้าวที่เราใช้เรียกกัน ตรงกับภาษาอังกฤษว่า variety เช่น ข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105, พันธุ์ปทุมธานี 1, พันธุ์ กข43 อันนี้ย่อมแตกต่างจาก คำว่า “เมล็ดพันธุ์”หรือ seed ซึ่งมีลักษณะทางรูปธรรม คือตัวเมล็ดข้าวเปลือกที่ใช้นำไปปลูกขยายพันธุ์ ชาวนาทั่วไปอาจเรียกว่า “ข้าวปลูก” ทั้งนี้ เนื่องจากมักมีการใช้คำว่า “พันธุ์” กับ “เมล็ดพันธุ์” อย่างสลับสับสนปะปนไปมา จนกระทั่งได้สร้างความเข้าใจผิดหรือผิดใจกันอยู่เสมอๆ

ใครที่พอจำได้เมื่อสักสองสามปีที่ผ่านมาสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้เตรียมที่จะออกกฎหมายฉบับหนึ่ง มีบทบัญญัติหลายอย่างเกี่ยวกับข้าว และก็มีบทหนึ่งที่ต้องการสร้างกฎเกณฑ์และมาตรฐานใหม่ให้กับ “พันธุ์ข้าว” (ไม่ใช่เมล็ดพันธุ์นะครับ) ที่เลือกเอามาปลูกในนา คือเห็นสมควรที่จะให้มีการควบคุม “พันธุ์ข้าว” โดยมองว่าปัจจุบันเรามีแต่กฎหมายควบคุม “เมล็ดพันธุ์” (ซึ่งเป็นเรื่องของการควบคุมเมล็ดพันธุ์ให้มีคุณภาพบริสุทธิ์ตรงตามมาตรฐาน ความงอกดี) และมีกฎหมายคุ้มครอง “พันธุ์” (ซึ่งเป็นเรื่องของสิทธิบัตรคุ้มครองความเป็นเจ้าของให้แก่ผู้คิดค้นพันธุ์พืชใหม่) แต่ทว่าในเรื่องของการควบคุมชนิดพันธุ์ข้าวที่ใช้ปลูกนั้น ยังไม่มี จะมีก็เพียงระเบียบกรมการข้าวใช้เพื่อการรับรองพันธุ์ข้าวตามความสมัครใจ หมายถึง ถ้าใครหรือหน่วยงานใดก็ตามที่ค้นคว้าวิจัยพันธุ์ข้าวชนิดใหม่ได้ และประสงค์จะให้พันธุ์ข้าวนั้น ได้รับการรับรองพันธุ์ ก็สามารถมายื่นขอรับรองพันธุ์ข้าวใหม่นั้นได้ที่กรมการข้าว โดยมีถ้ามีคุณสมบัติครบถ้วนและผ่านกระบวนการพิสูจน์ทดลองตามวิธีการที่กำหนดจนพบว่าได้มาตรฐานแล้ว พันธุ์ข้าวพันธุ์ใหม่นั้นก็จะได้รับการรับรอง ซึ่งกรมการข้าวจะมีการจดบันทึกไว้ในทะเบียน และออกใบประกาศนียบัตรให้ การรับรองที่ว่านี้ถือว่าเป็นการควบคุมพันธุ์ข้าวไปในตัว แต่กระนั้น ผู้ที่คิดค้นพันธุ์ข้าวดังกล่าว หากไม่ประสงค์จะขอรับรองพันธุ์ตามระเบียบดังกล่าว ก็ไม่มีการบังคับให้ต้องนำพันธุ์ข้าวนั้นมาผ่านการรับรองแต่ประการใด สามารถนำพันธุ์ข้าวออกไปผลิตเมล็ดพันธุ์ปลูกหรือขายได้เลยตามใจชอบ

ประเด็นการรับรองพันธุ์ข้าวนี้ ฝ่ายที่ต้องการควบคุมได้เสนอให้กำหนดไว้ในกฎหมายที่กำลังยกร่างเลยว่า พันธุ์ข้าวที่คิดค้นได้มาใหม่นั้น ต้องนำมาผ่านการรับรองพันธุ์ข้าวโดยกรมการข้าวก่อน จึงจะสามารถนำออกไปผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อจำหน่ายเชิงการค้าให้ชาวนานำไปปลูกได้ ทั้งนี้ โดยมีเหตุผลสนับสนุน คือข้าวพันธุ์ต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นใหม่ หากปราศจากการศึกษาตรวจสอบจัดทำรายละเอียดในทุกด้าน เช่น พ่อแม่พันธุ์ แหล่งที่มา และมีการปลูกทดลองดูถึงคุณสมบัติต่างๆ ทั้งดีและไม่ดี ก็จะทำให้ขาดข้อมูลพันธุ์ข้าวทั้งในส่วนของประวัติสายพันธุ์ พฤติกรรมทางชีววิทยา และอื่นๆ เสี่ยงที่จะนำไปสู่ปัญหาการปะปนพันธุ์ ความไม่สม่ำเสมอของผลผลิต การระบาดของโรคแมลง ข้าววัชพืช/ข้าวเมล็ดสั้น จนอาจมีผลต่อความบริสุทธิ์ของสายพันธุ์ที่ดีและคงที่ แต่ฝ่ายไม่เห็นด้วยก็คัดค้านว่าการค้นคว้าวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวไทยควรเป็นอิสระ จะช่วยให้ประเทศไทยมีพันธุ์ข้าวใหม่ๆ ได้มากขึ้น พันธุ์ข้าวใดไม่ดีจริงหรือตลาดไม่ต้องการก็จะค่อยๆ หายไปเอง การควบคุมอาจทำให้เกิดการผูกขาดขายพันธุ์ข้าวโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ ฟังเหตุผลดูแล้วก็น่าติดตามอยู่คงต้องขยายความต่อคราวหน้าละครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 7 มกราคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/543456

ซอกแซกอาเซียน : 7 มกราคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สวัสดีปีใหม่ 2564 ผู้อ่านคอลัมน์ซอกแซกอาเซียนทุกท่านครับ ปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นปีที่สาหัสสากรรจ์ของใครหลายคนผลจากการแพร่ระบาดของเจ้าโควิด-19 ในปีนี้ผมก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่าน ขอให้มีพลานามัยที่แข็งแรง พร้อมที่จะก้าวเดินต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคงในปีวัวทองกันนะครับ

ฉบับที่แล้วจบลงตรงที่ว่าข้าวหอมมะลิไทยมีผลผลิตต่ำ เหตุเพราะความเป็นธรรมชาติของข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่มักให้ผลผลิตต่ำ บวกกับสภาพความเป็นนาน้ำฝนในภาคอีสานที่แสนจะแห้งแล้ง ครานี้ก็จะมาคุยต่อว่า แล้วนักวิจัยไทยแก้ไขไม่ได้หรือไงเพื่อทำให้ข้าวหอมมะลิได้ผลผลิตสูงขึ้น ตอบก่อนเลยครับว่า ทำได้ แล้วก็ทำสำเร็จมาเป็นจำนวนหลายพันธุ์แล้วด้วย หากแต่ระบบการตั้งชื่อข้าวหอมพันธุ์ใหม่ของเรากลับไม่แยบยลหรือปราศจากกลยุทธ์ทางด้านการตลาด ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจนิดนะครับว่า คำว่าข้าวหอมมะลิ ถือเป็นชื่อทางการค้า หรืออาจจะเรียกว่าแบรนด์สินค้าก็ได้ มาจากพันธุ์ข้าวที่ชื่อว่า ขาวดอกมะลิ 105กับ กข 15 (จำนวน 2 พันธุ์) ที่ผ่านมาการที่จะบังคับให้ข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ออกลูกให้ดกให้เยอะโดยตัวเขาเองก็ทำได้เพียงระดับหนึ่ง เพราะบอกแล้วไงว่าเขาเป็นพันธุ์พื้นเมืองที่ออกลูกได้เพียงเท่านั้น วิธีที่นักวิจัยทำได้ ซึ่งก็เป็นวิธีมาตรฐานที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเขาทำกันก็คือ ต้องเอาพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ไปผสมกับพันธุ์อื่นๆ ที่ออกลูกดกแล้วก็พยายามผสมกลับให้เกิดคุณลักษณะเหมือนหรือเป็นข้าวขาวดอกมะลิ 105 เดิมให้มากที่สุด แต่กระนั้นก็ตามการที่พ่อหรือแม่พันธุ์เปลี่ยนไป ลูกที่เกิดมาก็คงเป็นเรื่องยาก ที่จะให้มีคุณสมบัติทุกอย่างเหมือนเป๊ะร้อยเปอร์เซ็นต์กับข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 แท้ๆ ถึงแม้ว่าจะมีลักษณะรูปพรรณสัณฐานของเมล็ดเหมือนกัน ความนุ่มหอมใกล้เคียงกัน แต่ย่อมมีอะไรสักอย่างที่ต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารพันธุกรรม ที่เรียกว่า DNA หรือ ดีเอ็นเอ

พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ที่กรมการข้าวพัฒนาขึ้นใหม่เพื่อให้ได้ผลผลิตสูงขึ้นนี้ยกตัวอย่างก็เช่น ข้าวที่ถูกตั้งชื่อพันธุ์อย่างไม่แยบยลว่า “ปทุมธานี 1” และพันธุ์ที่มีชื่ออื่นๆอีกหลายพันธุ์ ซึ่งข้าวหอมพันธุ์ใหม่ๆ นี้สามารถให้ผลผลิตได้สูงมาก ทัดเทียมกับข้าวต่างประเทศที่ว่าสูงเลยทีเดียว เท่ากับว่าเป็นการแก้ไขปัญหาพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เดิมที่ให้ผลผลิตต่ำได้อย่างน่าชมเชย แต่อนิจจา ด้วยความที่ระบบการตั้งชื่อของไทยเราดังกล่าวเลยกลายเป็นว่าข้าวขาวดอกมะลิ 105 เดิม ผลผลิตต่ำอยู่อย่างไร ก็ต่ำอยู่อย่างนั้น มิหนำซ้ำข้าวหอมพันธุ์ใหม่ที่นักวิจัยอุตส่าห์อดตาหลับขับตานอน ใช้เวลานับ 10 ปี กว่าจะได้มา กลับไม่สื่อถึงความสำเร็จในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 รวมทั้งไม่สามารถส่งขายในนามข้าวหอมมะลิได้เสียอีก ทั้งชาวนาและพ่อค้าโรงสีก็เดือดร้อน หนักไปกว่านั้น โรงสีและผู้รับซื้อข้าวหอมบางคนยังก่นด่านักวิจัยต่อไปอีกว่า ออกพันธุ์ข้าวอะไรมาทำให้ตลาดสับสนรวมทั้งทำให้ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เดิมถูกฆ่า (บางคนบอกว่าเป็นพันธุ์ข้าว ลูกฆ่าแม่) อ้าว..อยู่ดีๆ ก็ทำคุณบูชาโทษไปจนนักวิจัยอยากจะลาออกจากราชการไปให้สิ้นเรื่องสิ้นราว ความจริงก็ต้องเห็นใจพวกนักวิจัยเขานะครับ เกือบทั้งหมดพวกเขาจบการศึกษาทางด้านเกษตรมายอมรับว่าเขาไม่ถนัดในเรื่องการค้าการตลาดนักหรอก เขาจึงจำเป็นต้องมีนักเศรษฐศาสตร์หรือนักการตลาดเข้ามาเป็นที่ปรึกษา หรือประกอบเป็นคณะกรรมการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าวนั่นแหละ ก็ช่วยพวกเขาหน่อยสิ

แล้วปัญหาการตั้งชื่อพันธุ์ข้าวที่ว่าไม่แยบยล หรือปราศจากกลยุทธ์ทางการตลาดนั้น จะแก้ไขอย่างไร ผมขอตอบเลยครับว่า ต้องเอาอย่างวิธีการตั้งชื่อพันธุ์ข้าวแบบ ข้าวบาสมาติ ไงครับ ผมเชื่อว่าคนในแวดวงข้าว ไม่มีใครที่ไม่รู้จักข้าวหอมชื่อดังระดับโลกของอินเดีย ปากีสถานที่ชื่อว่า ข้าว “บาสมาติ” เพราะข้าวพันธุ์นี้เป็นข้าวหอมที่ซื้อขายในตลาดตะวันออกกลางในราคาที่สูงมาก สูงกว่าข้าวหอมมะลิของไทยเราด้วยซ้ำ นักวิจัยของเขาก็มีการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวบาสมาติมาโดยวิธีผสมพันธุ์ตลอดมาเช่นเดียวกัน แต่ทว่า การตั้งชื่อพันธุ์ใหม่ของเขาไม่หนีไปจากคำว่า “บาสมาติ” เลย เช่นปัจจุบันมี พันธุ์บาสมาติ370 บาสมาติ 386 ปูสาบาสมาติ ซูเปอร์บาสมาติ ฯลฯ แต่ที่สำคัญคือทุกพันธุ์ที่ได้ผลผลิตออกมา สามารถส่งจำหน่ายในนามข้าว “บาสมาติ”ได้ทั้งสิ้น ขณะที่ของเรามีเพียง 2 พันธุ์เท่านั้น ที่กำหนดภายในกันเองว่าเป็นข้าวหอมมะลิ นอกนั้นไม่ใช่ แถมยังท้าพิสูจน์ความเป็นของแท้ด้วยการตรวจ ดีเอ็นเอ เสียอีก ทั้งที่ข้าวบาสมาติไม่เคยพบมีการเรียกร้องให้มีการตรวจ ดีเอ็นเอ แต่ประการใดเลย

ขออนุญาตยังไม่จบนะครับเรื่องพันธุ์ข้าว ไหนๆ ก็จะพูดแล้ว เพื่อประโยชน์ของประเทศและชาวนาไทย ผมขออนุญาตต่อความยาวครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 31 ธันวาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/542184

ซอกแซกอาเซียน : 31 ธันวาคม 2563

ซอกแซกอาเซียน : 31 ธันวาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สัปดาห์นี้เรายังคงอยู่ในประเด็นเรื่องการวิจัยพันธุ์ข้าวไทยที่ผมอยากทำความเข้าใจ คือ เรื่องของเชื้อพันธุ์ข้าว หรือเรียกอีกอย่างว่า พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ในการผสมพันธุ์ข้าว ผมคิดว่าใครๆ ก็ทราบนะครับว่าข้าวหรือพืชชนิดต่างๆ ก็เป็นสิ่งมีชีวิต ดังนั้น การจะได้พันธุ์ใหม่ (ลูก) ก็จะต้องมีพ่อและแม่ เหมือนคนและสัตว์ทั่วไป (ยกเว้นสมัยใหม่ที่สามารถพัฒนาพันธุ์โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูง) ปัจจุบันนอกจากกรมการข้าวจะใช้พันธุ์พ่อพันธุ์แม่ที่มีถิ่นกำเนิดในบ้านเราเองแล้ว เรายังต้องไปขอหยิบยืมแลกเปลี่ยนจากแหล่งอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากสถาบันวิจัยข้าวระหว่างชาติหรือ International Rice Research Institute หรือ “อีรี่”ที่ตั้งอยู่ในประเทศฟิลิปปินส์

โดยธรรมชาติแล้ว พันธุ์ข้าวพื้นเมืองของไทยเกือบทั้งหมด สามารถปลูกและได้ผลผลิตเพียงปีละครั้งเท่านั้น คือในฤดูฝน ซึ่งเรียกว่า นาปี เริ่มต้นปลูกสักช่วงหลังสงกรานต์ แล้วไปเก็บเกี่ยวช่วงลอยกระทง ก่อนหลังเล็กน้อยตามแต่จะเป็นพันธุ์หนักพันธุ์เบา ทางวิชาการเรียกพันธุ์ข้าวกลุ่มนี้ว่า ข้าวไวแสง ก็อย่างที่เคยเล่าไปแล้วครับว่า พันธุ์ข้าวไทยเราเหล่านี้ส่วนใหญ่ฟ้าประทานให้มีคุณภาพดี กินอร่อย เมล็ดยาวสวย แต่กลับโชคร้ายที่ให้ผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างต่ำ กล่าวคือ ออกลูกไม่ค่อยดกนั่นแหละครับ ถ้าจะให้เอาพันธุ์พ่อแม่จากภาคต่างๆ มาสลับผสมกัน ยังไงๆ ก็ได้พันธุ์ลูกที่แม้จะมีคุณภาพดี แต่ผลผลิตก็ยังต่ำติดพ่อติดแม่เหมือนเดิม

ครั้นจะเร่งผลผลิตโดยการให้สารอาหารหรือใส่ปุ๋ยมากขึ้น แทนที่จะได้เมล็ดกลับไปงอกงามเฉพาะที่ลำต้นและใบ หนักเข้าก็จะล้มนอนลงและไม่ยอมตั้งท้องออกเป็นลูกเป็นเมล็ดเสียอีก สุดปัญญาของเหล่านักวิจัยไทย
ที่จะพัฒนา จนในที่สุดต้องหันไปเสาะหาพ่อแม่พันธุ์ต่างชาติมาทดลองผสมดูบ้าง ซึ่งก็ได้อานิสงส์จาก IRRI หรือ อีรี่ นี่แหละครับ ที่เขาอนุญาตให้เราไปหยิบยืมพันธุ์ข้าวที่เขาเก็บรวบรวมไว้จากทั่วโลกมาใช้ ทั้งนี้เพราะอีรี่ คือองค์กรระหว่างชาติที่ไม่แสวงหากำไร ทำหน้าที่วิจัยและพัฒนาข้าวในทุกมิติเพื่อเพิ่มปริมาณอาหาร (ข้าว) เพื่อประโยชน์ของมวลมนุษยชาติ ก่อตั้งในช่วงปี 1960 โดยการสนับสนุนเริ่มแรกด้านเงินทุนจากสหรัฐอเมริกา ทั้งภาคและองค์กรเอกชนต่างๆ และจากประเทศสมาชิก ซึ่งได้แก่ประเทศปลูกข้าวย่านเอเชียรวมทั้งประเทศไทย โดยมีข้อตกลงร่วมมือซึ่งกันและกันทางด้านการวิจัยพัฒนาวิชาการด้านข้าว การแลกเปลี่ยนพันธุกรรมข้าว การฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากร และด้านอื่นๆ แต่มีเงื่อนไขว่า ทุกอย่างต้องมิใช่เป็นไปเพื่อธุรกิจการค้า หากแต่เพื่อประโยชน์ในเชิงวิชาการและมนุษยธรรมเท่านั้น และเพื่อความแฟร์ภายใต้ข้อตกลง ไทยเราก็ต้องมอบเชื้อพันธุ์ข้าวของเราไปเก็บรักษาไว้บางพันธุ์ การที่เราไปขอเอาเชื้อพันธุ์ข้าวต่างประเทศที่อีรี่เก็บรักษาไว้มาทำการผสมพันธุ์ สามารถสร้างเป็นข้าวพันธุ์ใหม่ๆ อีกจนกระทั่งปัจจุบันแทบจะนับไม่ถ้วน เช่น ข้าวพันธุ์ กข ต่างๆ

ประโยชน์ของประเทศไทยที่ได้จากอีรี่ที่เห็นได้ชัดคือ ทุกวันนี้ที่ประเทศไทยสามารถมีพันธุ์ข้าวที่สามารถปลูกได้ตลอดปีไม่ว่าจะเป็นช่วงฤดูไหน สามารถผลิตข้าวได้เกินจะพอกินและเหลือส่งขายเป็นอันดับหนึ่งของโลก ก็สืบเนื่องจากหัวเชื้อ หรือ พ่อแม่พันธุ์ข้าวที่มาจากอีรี่นี่แหละครับ ยิ่งไปกว่านั้น ข้าวที่ได้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น ลำต้นเตี้ย ตั้งตรง ไม่ล้มง่าย รวงใหญ่ นี่ก็เพราะได้พ่อแม่พันธุ์ที่ดีซึ่งมาจากอีรี่เช่นเดียวกัน อาศัยว่าพื้นฐานพันธุ์ข้าวพื้นเมืองของไทยเรามีคุณภาพหุงต้มดี เมล็ดสวย เลยทำให้ข้าวบ้านเราได้ทั้งผลผลิตสูงบวกคุณภาพดีเข้าไปอีก เหนือกว่าข้าวต่างประเทศ และนี่คือความยอดเยี่ยมของพันธุ์ข้าวไทยที่โดดเด่นอยู่ในปัจจุบันไงครับ

ถามว่าแล้วทำไมผลผลิตเฉลี่ยข้าวของไทยเรายังต่ำกว่าเพื่อนบ้าน ตอบว่าถ้าจะวัดกันในเฉพาะพื้นที่ชลประทาน น้ำท่าสมบูรณ์ในภาคกลางแล้ว ข้าวบ้านเราไม่ได้ผลผลิตต่ำหรอกครับ เพราะเราได้กันประมาณ 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ เทียบเท่าหรือเกินกว่าประเทศอื่นๆ ที่ได้ผลผลิตข้าวสูงเสียอีก แต่ที่ผลผลิตเฉลี่ยยังต่ำก็เนื่องจากส่วนมากพื้นที่นาบ้านเราถึงร้อยละ 70 ยังอยู่นอกเขตชลประทานและพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลักอยู่ไงยิ่งในภาคอีสานที่มีปริมาณพื้นที่ทำนาครึ่งประเทศ เกือบทั้งหมดอาศัยแต่น้ำฝนที่ตกบ้างไม่ตกบ้าง แล้วอย่างนี้จะทำให้ต้นข้าวที่ปลูกออกดอกออกผลมากได้อย่างไร ก็อย่างที่บอกไปแล้วข้างต้น ข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพระดับโลก หรือข้าวเหนียวที่ปลูกในภาคอีสาน ก็เป็นข้าวพื้นเมืองที่ธรรมชาติให้ผลผลิตต่ำอยู่แล้ว ยิ่งมาเจอขาดน้ำขาดอาหารอีกก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ และเมื่อนำผลผลิตที่ได้มาหารเฉลี่ยทั้งประเทศ ก็เลยไปดึงเอาที่สูงๆ ลงมาด้วยอย่างที่เห็น หมดหน้ากระดาษพอดีฉบับหน้าขอมาว่าต่ออีกนะครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 24 ธันวาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/540757

ซอกแซกอาเซียน : 24 ธันวาคม 2563

ซอกแซกอาเซียน : 24 ธันวาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คณะแอปเตอร์ของเราได้รับความอนุเคราะห์อย่างดียิ่งจากท่านผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ที่ท่านได้กรุณาจัดนักวิชาการมาบรรยายด้านงานวิจัยและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ทำอยู่ในปัจจุบัน และแถมยังนำพวกเรานั่งรถยนต์ไปชมทัศนียภาพแปลงวิจัยข้าวของศูนย์ในอาณาบริเวณติดกัน รวมทั้งพาไปเยี่ยมชมธนาคารเชื้อพันธุ์ข้าวไทย ที่เก็บรวบรวมสายพันธุ์ข้าวที่มีถิ่นกำเนิดและเจริญเติบโตอยู่ในทุกภูมิภาคของไทย เพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์และเป็นเชื้อพันธุ์ในการพัฒนาพันธุ์ข้าวไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นความสำคัญและมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการสร้างเสริมศักยภาพในการแข่งขันส่งออกข้าวไทย ไหนๆ มีโอกาสได้พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ในฐานะที่มีประสบการณ์เพราะเคยอยู่ในวงการนี้มายาวนาน และก็ได้ทราบได้เห็นว่าหลายสิ่งหลายอย่าง พวกเราบางคนยังมีความไขว้เขวเข้าใจผิดกันอยู่มาก จึงขออนุญาตถ่ายทอดทำความเข้าใจในบางเรื่องที่สำคัญไว้พอสังเขป ดังนี้ครับ

ประการแรกที่อยากจะกล่าวถึงมากที่สุด คือ เรื่องการวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวของไทยความจริงประเทศไทยเรานั้นโชคดีมากที่มีต้นทุนด้านพันธุ์ข้าวคุณภาพดีอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก โดยในอดีตประมาณปี พ.ศ.2476 ประเทศไทยได้รับรางวัลข้าวคุณภาพดีอันดับหนึ่งของโลก จากการส่งเข้าประกวดข้าวโลกที่ประเทศแคนาดา ทำให้ชื่อเสียงข้าวไทยโด่งดัง และเป็นที่มาของการส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลกในยุคหลังจากนั้น และการที่เราสามารถมีข้าวส่งออกได้มากๆ นอกจากเป็นเพราะเรามีพันธุ์ข้าวที่ดีแล้ว ก็สืบเนื่องจากประเทศไทยมีพื้นที่ราบลุ่มเหมาะแก่การทำนาอยู่มากเกินกว่าที่พลเมืองชาวไทยจะบริโภคได้หมด อันนี้ต่างจากบางประเทศที่พื้นที่ปลูกข้าวมีน้อย หรือไม่ก็เกิดภัยธรรมชาติเยอะทำลายผลผลิตข้าว เลยทำให้ข้าวไม่พอกินหรือไม่เหลือส่งออก แต่กระนั้น ต่อมาระยะหลังๆ หลายประเทศก็ได้มีการพัฒนาข้าวในด้านต่างๆ และสามารถยกระดับกลายมาเป็นผู้ผลิตและส่งออกข้าวแข่งกับประเทศไทยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาด้านพันธุ์ข้าว ซึ่งนอกจากจะมีคุณภาพหุงต้มที่ดี ถูกใจของผู้ซื้อ ถูกปากผู้บริโภค ราคายังต้องถูกกว่าด้วย ซึ่งก็เหมือนกับสินค้าทั่วไป เรื่องนี้จึงทำให้เกิดผลกระทบกับการส่งออกข้าวของไทยในปัจจุบัน

หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงเกิดคำถามว่าทำไมนักวิจัยบ้านเราจึงไม่พยายามพัฒนาคุณภาพข้าวไทยให้ดำรงความเป็นหนึ่งดังที่เคยเป็น เรื่องนี้จากการพูดคุยกับนักวิชาการด้านข้าว ผมขอเรียนข้อเท็จจริงว่า แม้จำนวนนักวิจัยและงบประมาณจากรัฐที่จัดสรรให้จะไม่ค่อยพอเพียง แต่ทางกรมการข้าวก็ได้จัดทำแผนงานวิจัยพันธุ์ข้าวสืบต่อเนื่องมาโดยตลอดทุกปี ทั้งๆ ที่การวิจัยให้ได้พันธุ์ข้าวพันธุ์ใหม่แต่ละพันธุ์ต้องใช้เวลาประมาณ 10 ปี ก็ตาม (ทั้งนี้เพราะเครื่องไม้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่จะเร่งงานวิจัยให้เร็วขึ้นเรายังมีน้อยมาก) เรามีสายพันธุ์ข้าวที่วิจัยเสร็จแล้วแต่เก็บสต๊อกไว้มากมายหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นประเภทข้าวหอม ข้าวพื้นแข็ง ข้าวนุ่ม ข้าวเหนียว ข้าวเมล็ดสั้น ข้าวอุตสาหกรรม ข้าวลูกผสมที่ให้ผลผลิตสูงมาก รวมทั้งข้าวอื่นๆ อีกเยอะแยะ ขาดแต่เพียงยังไม่นำมาผ่านกระบวนการขั้นสุดท้ายที่จะสามารถนำเอาพันธุ์ข้าวนั้นมาใช้ปลูกได้อย่างถูกต้อง คือการประกาศรับรองพันธุ์ตามระเบียบของทางราชการ โดยคณะกรรมการรับรองพันธุ์ข้าว ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ นักการตลาด รวมทั้งผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ได้แก่ พ่อค้า โรงสี ตลอดจนตัวชาวนา

ถามว่าถ้าเป็นดังนี้แล้วทำไมเราไม่รีบเอาพันธุ์ข้าวดีๆ ที่วิจัยได้มารับรองและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกล่ะ อันนี้แหละคือปัญหาที่กรมการข้าวต้องใคร่ครวญอย่างละเอียดถี่ถ้วน เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมากรมการข้าวถูกตำหนิติเตียนมากมาย โดยถูกกล่าวหาว่าออกพันธุ์ข้าวมามากเกินไปจนทำให้ตลาดสับสน ทำตลาดยาก เคยขายข้าวอย่างหนึ่งแต่มาออกอีกพันธุ์หนึ่ง ตลาดไม่รู้จักต้องไปเริ่มตั้งต้นนับหนึ่งกันใหม่ ทั้งที่ความจริงในคณะกรรมการรับรองพันธุ์ท่านผู้ตำหนิก็เคยนั่งอยู่ตรงนั้น ก็เลยงงกันไปเรื่องของเรื่องก็คือ การวิจัยพันธุ์ข้าวมันไม่ได้แค่เพียงสนองตอบเฉพาะความต้องการของตลาดแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ยังต้องสนองตอบต่อปัญหาใหม่ๆ รอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างรายได้แก่ชาวนา เนื่องจากโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เช่น มีโรค เกิดแมลงมีน้ำแล้ง เจออากาศร้อน อากาศหนาว พันธุ์เก่าที่เคยปลูกกลับไม่ได้ผลผลิต หรืออ่อนแอต่อโรคแมลง ก็จำเป็นต้องหาพันธุ์ใหม่ปลูกแทน และนี่ก็คือความเป็นจริงพื้นฐานประการแรกของงานวิจัยข้าวของไทยเราครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 17 ธันวาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ซอกแซกอาเซียน : 17 ธันวาคม 2563 (naewna.com)

ซอกแซกอาเซียน : 17 ธันวาคม 2563

ซอกแซกอาเซียน : 17 ธันวาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อราวต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา สำนักเลขานุการแอปเตอร์ ได้มีโอกาสพาคณะเจ้าหน้าที่ไปศึกษาดูงานในประเทศไทย โดยได้ไปเยี่ยมชม 3-4 จุดด้วยกัน ทั้งนี้ก็อย่างที่ได้เคยเล่าไปแล้วว่า เราต้องการที่จะเพิ่มความรู้และประสบการณ์ให้แก่เจ้าหน้าที่ให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าทันโลกทันเหตุการณ์ เพราะในเวทีระหว่างประเทศนั้น เราจะต้องพบปะกับคนทุกชั้นทุกตำแหน่ง ตั้งแต่ระดับเสมียนไปจนถึงระดับรัฐมนตรี ยิ่งหน่วยงานของเราเป็นลักษณะหน่วยบริการกลางเพื่อประเทศสมาชิก ดังนั้นเจ้าหน้าที่เราทุกคนต้องมีความ smartand up to date กันพอสมควร เพราะต้องตอบคำถามต่างๆ ได้เกือบทุกเรื่อง เท่าที่เขาจะต้องการคำตอบ

คณะเราได้ไปเยี่ยมชมศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ที่ตั้งอยู่อำเภอธัญบุรี ริมคลองรังสิต เพื่อศึกษาดูงานเกี่ยวกับงานวิจัยข้าวของประเทศไทยในด้านต่างๆ ความจริงการที่น้องๆ ในที่ทำงานแอปเตอร์เสนอว่าอยากไปชมศูนย์วิจัยข้าวแห่งนี้ในฐานะที่อดีตที่ผมก็เคยรับราชการทำงานอยู่ในกรมการข้าวมาก่อน ก็รู้สึกเฉยๆ เพราะสถานที่แห่งนี้ เคยไปมานับครั้งไม่ถ้วน แทบจะทราบเกือบทุกรายละเอียด แต่กระนั้นเพื่อประโยชน์ของเจ้าหน้าที่แอปเตอร์ดังที่กล่าวแล้ว ก็เห็นว่าพวกเขาจะได้ประโยชน์ ก็เลยสนับสนุนให้ไปกัน

ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ตั้งมาจนครบร้อยปีไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้เอง เป็นศูนย์วิจัยข้าวแห่งแรกของประเทศไทย เท่าที่ทราบ การจัดตั้งเกิดจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งในสมัยนั้นทุ่งรังสิต ถือเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญยิ่งของประเทศ เป็นแหล่งผลิตข้าวเพื่อบริโภคภายในและยังสามารถส่งไปจำหน่ายในต่างประเทศได้ จนกระทั่งเป็นที่มาของการขุดคลองรังสิตในระยะต่อมา เพื่อประโยชน์ในการชลประทานนาข้าว และเพื่อให้มีการค้นคว้าวิจัยด้านวิทยาการข้าวควบคู่กันไป ศูนย์ฯ แห่งนี้จึงถือกำเนิดขึ้น ถือเป็นพระวิสัยทัศน์ของในหลวงรัชกาลที่ 5 ที่ทรงวางรากฐานงานวิทยาศาสตร์ด้านข้าวที่ทรงคุณค่ามาจนตราบกระทั่งปัจจุบัน และทุกวันนี้กรมการข้าวได้พยายามอนุรักษ์รวบรวมข้อมูลและประวัติการจัดตั้งรวมทั้งสิ่งก่อสร้างต่างๆ ไว้อย่างพร้อมมูล และศูนย์แห่งนี้ก็ถือว่าเป็นศูนย์อันดับต้นๆ ของกรมการข้าว ที่มีอยู่ทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 28 ศูนย์ รวมทั้งเป็นศูนย์หลักสำหรับต้อนรับขับสู้แขกเหรื่อจากต่างประเทศที่มาดูงาน หรือมาฝึกอบรมทั้งนี้เนื่องจากมีระยะทางไม่ห่างจากกรุงเทพฯ อีกทั้งก็มีวัสดุอุปกรณ์ รวมทั้งกิจกรรมงานวิจัยข้าวที่ค่อนข้างครบถ้วน เมื่อเทียบกับศูนย์อื่นๆ ที่เหลือ ผมเน้นว่าวัสดุอุปกรณ์ค่อนข้างครบถ้วน เมื่อเปรียบเทียบกับศูนย์อื่นในประเทศไทยนะครับ

แต่หากจะไปเปรียบเทียบกับของประเทศญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ที่ผมเคยไปเห็น หรือแม้กระทั่งสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (International Rice Research Institute:IRRI) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “อีรี่” ที่ตั้งอยู่ประเทศฟิลิปปินส์แล้ว ของเรายังเป็นรองเขาแบบไม่เห็นฝุ่น ทั้งๆ ที่ประเทศเรานับยี่สิบกว่าปีติดต่อกันที่เราสามารถส่งข้าวออกจำหน่ายเป็นอันดับหนึ่งของโลก คิดเป็นมูลค่าเงินตราปีละมากกว่าแสนล้านบาท แต่การลงทุนเพื่อสร้างศักยภาพในการผลิตข้าวบ้านเรายังไม่รับการเหลียวแลเท่าที่ควรเลยครับ เรื่องนี้คงมิใช่ทางเจ้าหน้าที่ของกรมการข้าวเท่านั้นที่บ่นรำพึงรำพัน แต่ผมก็เคยได้ยินผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ ก็พูดออกทางสื่ออยู่เสมอ เช่น ผู้ส่งออกข้าว ผู้ประกอบการโรงสี รวมทั้งฝ่ายชาวนาโดยตรง

ไหนๆ จะพูดแล้ว ก็ขอระบายเสียเลยนะครับ และก็มิใช่เพื่อประโยชน์ของใครตัวใดๆ ทั้งสิ้น เพราะผมออกจากวงการมานานแล้ว แม้แต่จำนวนคนที่ทำงานเรื่องการพัฒนาการผลิตข้าวก็แสนจะจำกัดจำเขี่ย เสียเหลือเกิน เมื่อแรกเริ่มตั้งกรมการข้าวเมื่อสิบปีที่แล้ว มีการเขียนบทบาทภารกิจขององค์กรไว้เสียใหญ่โต ปานว่าจะทำทุกอย่างให้สำเร็จแบบเนรมิต แต่ให้คนมาเพียงกระหยิบมือเดียว บางภารกิจที่เขียนไว้ กลับต้องไปไหว้วานหน่วยงานอื่นทำให้ ทั้งที่ตัวชี้วัดด้านข้าวเขาก็ไม่มี ทำไปก็ไม่เกิดผลดีแก่เขา ลำพังแค่งานเดิมของเขาแท้ๆก็เต็มกลืนอยู่แล้ว สุดท้ายงานก็ออกมาไม่เต็มร้อย และไม่เป็นไปตามทฤษฎีสวยหรูที่ฝ่ายออกแบบผู้ไม่เคยรู้เคยเห็นความจริงคาดฝันเอาไว้ ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งในหลายๆ ความล้มเหลวของระบบราชการบ้านเรา เขียนไปเขียนมาเลยจบตรงที่ปัญหาที่คนระดับนโยบายน่าจะรู้แต่กลับไม่รู้นี่แหละครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 10 ธันวาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ซอกแซกอาเซียน : 10 ธันวาคม 2563 (naewna.com)

ซอกแซกอาเซียน : 10 ธันวาคม 2563

ซอกแซกอาเซียน : 10 ธันวาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เดือนก่อนคณะเจ้าหน้าที่แอปเตอร์รวมทั้งผม พากันไปนั่งห้องประชุมเพื่อพูดคุยกับคณะเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรของเมียนมาทางวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ ซึ่งวิธีการนี้ทุกวันนี้ได้กลายเป็นช่องทางที่สำคัญในการติดต่อพบปะสื่อสารไปเสียแล้วในยุคนิว นอร์มอล ความจริงการใช้วิธีนี้ยังมีอีกหลายรายการสำหรับพวกเรา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับงานอินเตอร์ทั้งหลาย แต่วันนี้ขอเล่าเฉพาะเกี่ยวกับที่ได้พูดคุยกับทางเมียนมาก่อน

ผมรวมทั้งทีมงานแอปเตอร์ เรามีความคุ้นเคยกับหัวหน้าทีมพูดคุย คือ รองอธิบดีกรมเกษตรเมียนมาท่านนี้ดีมากเนื่องจากแกเป็นคณะมนตรีแอปเตอร์มาตั้งแต่ตอนที่ผมเริ่มเข้ามาเป็นผู้บริหารแอปเตอร์ อีกทั้งผมก็ได้เคยเขียนเล่าเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับประเทศเมียนมา รวมทั้งตัวแกมาหลายครั้ง ทั้งนี้เนื่องจากตั้งแต่ที่แกมาเป็นสมาชิกคณะมนตรีแอปเตอร์ แกมีกิจกรรมมากมายที่ทำให้พวกเราต้องเดินทางไปเมียนมาเกือบจะทุกไตรมาสในระยะ 2-3 ปีมานี้ ยกเว้นช่วงปี 2020 เท่านั้นแหละที่เจ้าโควิค-19 ได้มาเป็นอุปสรรคขวากหนามที่กั้นมิให้คนของแอปเตอร์เดินทางไปไหนมาไหนได้ และเหตุที่ต้องมานั่งคุยกันทางวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ครานี้ ก็สืบเนื่องจากว่า ท่านรองอธิบดีแกต้องการกล่าวคำอำลากับพวกเรา เพราะว่าถึงอายุขัยต้องเกษียณลาจากการรับใช้ชาติ ซึ่งจะว่าไปก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใด แต่โดยเหตุที่แกมีความผูกพันกับพวกเรามาก จึงขออนุญาตจัดรายการพูดคุยกล่าวคำอำลากับพวกเราเป็นกรณีพิเศษ

ก่อนถึงเรื่องพูดคุย ขออนุญาตบอกเล่าก่อนครับว่า อายุการเกษียณราชการเมียนมาคือ 60 ปี เหมือนข้าราชการไทย แต่ที่ต่างกันคือ เขาเกษียณตามอายุครับ หมายถึง เมื่ออายุครบ 60 ปีวันไหนก็เกษียณวันนั้นเลย ไม่ต้องรอให้ถึงวันที่ 30 กันยายน หรือสิ้นปีงบประมาณ เหมือนกับข้าราชการไทย อันนี้ก็เหมือนกันกับหลายๆประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ เป็นต้น ดังนั้นในประเทศเหล่านี้จึงไม่มีฤดูกาลเกษียณอายุ แต่ค่อยๆ ทยอยเกษียณกันตามวันครบอายุ ซึ่งจะว่าไปก็ดีนะ เพราะไม่ต้องเกิดโกลาหลในการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งพร้อมๆ กันในคราวเดียว หรือไม่ต้องเกิดฤดูกาลชะงักงันในการสานต่องาน หรือ การเดินทางร่ำลาเพื่อนร่วมงานในต่างจังหวัดกันครึกโครม สวนกันไปมา เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

ท่านรองอธิบดีท่านไม่ได้มานั่งหน้าจอมอนิเตอร์เพื่อพูดคุยกับพวกเราเพียงคนเดียว หากแต่ยังได้เชิญเจ้าหน้ากรมเกษตรระดับสูงมานั่งร่วมด้วยหลายคน ได้แก่ ผอ.กองต่างๆ ที่หลายคนผมก็รู้จักดี อีกทั้งบางคนที่อยู่ต่างสถานที่ในเมียนมา ก็จะมีจอมอนิเตอร์เพิ่มอีกต่างหาก ดูเหมือนการประชุมที่มีจอหลายๆ จอแสดงภาพของ
ผู้เข้าร่วมทุกคน เสมือนกับการจัดประชุมวีดีโอคอนเฟอเรนซ์อย่างไรอย่างนั้น ทันสมัยไม่เบาเลย การพูดคุยเริ่มจากท่านรองอธิบดีขอให้ผมกล่าวเป็นคนแรก ซึ่งจะว่าไป ผมเองก็ไม่ได้มีการเตรียมเอกสารหรือหัวข้อที่จะพูดมาล่วงหน้าเหมือนกับทุกครั้ง ก็เลยต้องว่ากลอนสด ในเชิงอวยพรแกไปให้มีความสุขหลังการทำงานภาครัฐบาล ทั้งนี้ โดยไม่ลืมที่จะยกย่องสรรเสริญแก ในฐานะผู้นำร่องบุกเบิก ให้มีการขอข้าวไปช่วยเหลือด้านความมั่นคงทางอาหารในเมียนมา เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เพราะก่อนหน้านั้น เมียนมาไม่มีกิจกรรมใดๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับแอปเตอร์มาก่อนเลย ได้แต่บริจาคเงินตามข้อตกลงให้แอปเตอร์ ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะทางเมียนมายังไม่เข้าใจในกลไกการทำงานของแอปเตอร์อย่างแท้จริง พอท่านรองอธิบดีท่านนี้เข้ามาเป็นสมาชิกคณะมนตรีแอปเตอร์ แกก็เลยเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ เลยมีกิจกรรมการบริจาคและแจกจ่ายข้าว ซึ่งทำให้ผมต้องเดินทางเข้าออกเมียนมาเป็นว่าเล่น ในระยะ 2-3 ปีมานี้ พูดแล้วแทบไม่น่าเชื่อว่า ในประเทศเมียนมา มีอยู่ด้วยกัน 14 รัฐ/เขต ผมได้ไปมาแล้วถึง 12 รัฐ/เขต ขาดอยู่เพียง 2 รัฐเท่านั้นที่ยังไม่เคยไป คือ Shin state และ Kaya state

นอกจากผมจะได้กล่าวอวยพรแก่ท่านรองอธิบดีแล้ว พวกเราอีกหลายคนก็ได้กล่าวอวยพรให้กับแกด้วย รวมทั้งฝ่ายแกที่นั่งหน้าจอในเมียนมาก็ได้มีการกล่าวสลับกันไปเช่นกัน บรรยากาศก็คล้ายๆ กับวันที่ผมเกษียณซึ่งผ่านมาแล้วถึง 5 ปี คงใจหายไม่น้อยที่ต้องเลิกจากการทำงานที่อยู่มาจนตลอดชีวิตครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 26 พฤศจิกายน 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ซอกแซกอาเซียน : 26 พฤศจิกายน 2563 (naewna.com)

ซอกแซกอาเซียน : 26 พฤศจิกายน 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผมคิดว่า เมื่อเอ่ยถึงตำบลชื่อ “ป่าสะแก”ของอำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี เบื้องต้นคงมีน้อยคนนักที่จะรู้จักหรือคุ้นหู ทั้งนี้เพราะกิตติศัพท์ไม่ได้เกิดจากชื่อของตำบล หากแต่เป็นของคนมีชื่อเสียงบางคนที่เกิดที่นั่น แต่เด่นดังขจรขจายไปในที่อื่น โดยอาจไม่มีใครทราบว่าจริงๆ แล้ว เขาคือสมาชิกของชุมชนป่าสะแกซึ่งผมจะได้กล่าวเล่าให้ท่านผู้อ่านต่อไปครับ

ชุมชนตำบลป่าสะแก ตั้งอยู่ริมคลองกระเสียว ห่างจากตัวอำเภอเดิมบางนางบวช ประมาณ 16 กิโลเมตร ในสมัยอดีต ก่อนที่จะมีการแยกจัดตั้งอำเภอด่านช้าง เมื่อเดินทางออกจากตัวตลาดอำเภอเดิมบางนางบวช ไปทางทิศตะวันตกเพียง 8 กิโลเมตร ก็จะถึงขอบชายป่า ปัจจุบันเป็นชุมชนเล็กๆ เรียกว่าบ้านปากดง นั่นหมายถึงดินแดนหลังจากนั้นเป็นต้นไปจนสุดเขตจังหวัดและต่อด้วยป่าเขาเขตกาญจนบุรีนั้น เป็นพื้นที่ที่มีชุมชนอาศัยอยู่ท่ามกลางป่าดงและขุนเขา จะมีเพียงตำบลป่าสะแกเท่านั้นที่เป็นตลาดค้าขายสินค้าอุปโภคบริโภคและมีความเจริญรุ่งเรือง เป็นแหล่งที่ผู้คนที่อาศัยในป่าดงหลังจากนั้นไปต้องการเดินทาง
มาซื้อข้าวซื้อของเครื่องใช้ หรือไม่ก็ส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนหนังสือหนังหากัน เด็กบางคนไม่มีบ้านญาติอยู่ ก็ได้อาศัยเป็นลูกศิษย์วัด เช่น วัดป่าสะแก วัดดอนมะเกลือ วัดขวางเวฬุวัน รวมทั้งวัดสระเมืองท้าว ตลอดจนวัดใกล้เคียง

ชาวตำบลป่าสะแกประกอบไปด้วยชน3 เผ่า คือ ไทย ลาว และจีน คนเก่าคนแก่เล่าให้ฟังว่า เดิมมีคนชาวลาวซี ลาวครั่งถูกกวาดต้อนจากประเทศลาวในต้นยุครัตนโกสินทร์มาตั้งถิ่นฐานร่วมกับคนไทยดั้งเดิมที่ป่าสะแก อาศัยกันเป็นกลุ่มก้อน ทำอาชีพหลักคือ ทอผ้า (ปัจจุบันเป็นสินค้าโอท็อประดับชาติ) แต่ที่น่าฉงนคือเหล่าคนจีน ซึ่งปกติแล้วเวลาอพยพมาตั้งถิ่นฐาน มักจะสร้างที่อยู่อาศัยเป็นชุมชนใหญ่ริมเส้นทางแม่น้ำไหลผ่าน และในย่านนี้กลุ่มคนจีนได้ขึ้นฝั่งตั้งชุมชนใหญ่ติดแม่น้ำท่าจีน และพัฒนาเป็นตลาดท่าช้างหรือชื่อเป็นทางการ คือ อำเภอเดิมบางนางบวช แต่กระนั้น ได้มีคนจีนบางกลุ่มที่ไม่ได้หยุดอาศัยอยู่เพียงแค่ตลาดท่าช้าง ทว่าเดินทางเลยลึกเข้าป่าไปจนถึงชุมชนดั้งเดิมป่าสะแก ที่ฟังชื่อแล้วย่อมคาดเดาได้ว่า น่าจะเป็นป่าที่เต็มไปด้วยต้นสะแก แต่ก็มีทำเลเส้นทางน้ำไหลผ่านเช่นกัน คือคลองกระเสียว ที่ต้นน้ำมาจากเทือกเขาทางทิศตะวันตกแล้วไหลไปลงสู่แม่น้ำท่าจีน ปัจจุบันต้นคลองห่างออกไปประมาณ 30 กิโลเมตร ได้มีการสร้างเป็นเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ ชื่อว่าเขื่อนกระเสียว ซึ่งเป็นที่ตั้งของอำเภอใหม่ที่ตั้งในภายหลัง คือ อำเภอด่านช้าง นั่นเอง

จากการที่ได้มีคนเชื้อสายจีนมาอาศัยอยู่ป่าสะแกเป็นจำนวนมาก ทำให้ต่อมาได้แต่งงานอยู่กินกับลูกสาวคนลาว และคนไทยปะปนกันไป (คุณยายชวดของผม มีลูก 7 คน เป็นลูกสาว 4 คน แต่งงานกับคนจีนเรียบ) ที่สำคัญคือช่วยให้ชุมชนป่าสะแกได้มีการพัฒนาให้เป็นแหล่งการค้าพาณิชย์แห่งที่ 2 ของอำเภอ รองจากตลาดท่าช้าง มีการตั้งบ้านเรือนรูปทรงเฉพาะที่สวยงามแปลกแตกต่างจากคนไทยลาวที่อยู่อาศัยแต่เดิม เช่น บ้านไม้สองชั้นทรงปั้นหยา ชั้นบนมีลูกกรงล้อมเดินได้รอบบ้าน บ้านไม้สามชั้นที่พบเห็นได้ยากมาก รวมทั้งบ้านเพิงชั้นเดียวที่สร้างติดต่อกันเป็นห้องแถวขายของทุกชนิด เช่น ร้านตัดเสื้อผ้า ร้านชำ รวมไปจนถึงร้านทำทอง ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะตั้งอยู่ได้ในป่าดงได้ มีร้านกาแฟที่คนสูงอายุมานั่งกินตอนเช้า ส่วนตอนสายถึงเย็นขายกาแฟ หรือโอเลี้ยงเย็นใส่น้ำแข็งทุบลงในกระป๋องนมเก่าที่เจาะร้อยหิ้วด้วยเชือกกล้วย ส่วนน้ำแข็งหมกเก็บรักษาสภาพด้วยแกลบ มีแม้กระทั่งโรงฆ่าหมูที่ชำแหละตอนเช้ามืดแล้วตระเวนส่งลูกค้าที่สั่งไว้ล่วงหน้าโดยห่อด้วยใบตองผูกเชือกกล้วยแขวนไว้หน้าบ้าน

ลักษณะพิเศษอีกอย่างของป่าสะแก คือสภาพพื้นที่ราบลุ่มเป็นแหล่งทำนาที่สำคัญ ซึ่งในสมัยก่อนที่จะสร้างเขื่อนกระเสียว ทุกปีในฤดูฝนจะมีน้ำหลากไหลบ่าท่วมที่นา พาปุ๋ยอินทรีย์มาบำรุงต้นข้าวให้งอกงาม สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ จนกระทั่งมีโรงสีข้าวเครื่องจักรไอน้ำแห่งแรกในละแวกนี้ สีข้าวส่งไปยังอำเภอและจังหวัด โดยรถจิ๊ปรุ่นเก่าวิ่งเข้าออกอยู่ตลอดเวลา ปัจจุบันยังเห็นอนุสรณ์ปล่องโรงสีตั้งสูงตระหง่าน ท้าทายจินตนาการย้อนอดีตของคนรุ่นเก่าที่เกิดในยุคนั้น

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 19 พฤศจิกายน 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/532738

ซอกแซกอาเซียน : 19 พฤศจิกายน 2563

ซอกแซกอาเซียน : 19 พฤศจิกายน 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คณะเจ้าหน้าที่ของแอปเตอร์ ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นคนไทย ถือเป็นเจ้าหน้าที่ทำงานประจำคล้ายกับเจ้าหน้าที่องค์กรระหว่างประเทศทั่วๆ ไป ทำงานภายใต้กฎระเบียบที่ร่างกำหนดไว้อย่างชัดเจนและได้มาตรฐานสากล ทั้งนี้เพราะกว่าจะได้มาเป็นองค์กรถาวร คณะทำงานได้ใช้ความพยายามศึกษาและยกร่างกันอยู่หลายปี อาศัยการเทียบเคียงกับองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ เป็นต้นแบบ เช่น องค์การสหประชาชาติ สำนักเลขาธิการอาเซียน เป็นต้น ปัจจุบัน นอกจากความตกลงแอปเตอร์ หรือ APTERR Agreement แล้ว เรายังมีระเบียบที่ว่าด้วยคณะมนตรีแอปเตอร์ ว่าด้วยสำนักเลขานุการแอปเตอร์ว่าด้วยการคัดเลือกผู้บริหาร และที่สำคัญอีก 3 ฉบับ ซึ่งเป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน คือ ระเบียบว่าด้วยการบริหารว่าด้วยการเงิน และสุดท้ายว่าด้วยการช่วยเหลือด้านข้าว

ในส่วนของระเบียบว่าด้วยการบริหารเป็นเรื่องเกี่ยวกับจัดการและพัฒนาบุคลากรซึ่งประเด็นหนึ่งที่ทำให้เจ้าหน้าที่ของเราสามารถสร้างเสริมความรู้และประสบการณ์ทัดเทียมกับบุคลากรในหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอื่น คือการฝึกอบรมและออกไปศึกษาดูงาน นับว่าเป็นความฉลาดและเห็นการณ์ไกลของผู้ร่างระเบียบอย่างน่าชมเชยทีเดียว เพราะมิฉะนั้นแล้ว เจ้าหน้าที่แอปเตอร์ของเราคงจะไม่สามารถพัฒนาความรู้และประสบประการณ์ได้เหมือนอย่างในปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะเจ้าหน้าที่แอปเตอร์ ส่วนมากเป็นผู้ที่จบการศึกษามาแบบสดๆ ซิงๆ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเป็นคนที่เก่ง เนื่องจากเราตั้งมาตรฐานไว้สูงมากสำหรับคนที่จะรับเข้ามาทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องมีความรู้ด้านภาษาอังกฤษประเภทใช้งานได้ แต่ทว่าในเรื่องประสบการณ์นั้น พวกเขายังคงต้องได้รับการเติมเต็มอยู่อีกพอสมควร ฉะนั้นในทุกปี เราจึงได้มีการจัดให้มีการศึกษาดูงานในกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับภารกิจหน้าที่ของเรา ดังเช่นที่เคยเขียนเล่าไปแล้วในบางช่วงบางตอนครับ

มาในตอนนี้ ผมขอเล่าเรื่องช่วงหนึ่งที่ได้มีโอกาสสำคัญพาคณะเจ้าหน้าที่แอปเตอร์ ไปศึกษาดูงานที่จังหวัดบ้านของผมเอง ในด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและการเก็บรักษาข้าว พร้อมทั้งได้เยี่ยมชมสภาพหมู่บ้านตำบลป่าสะแก ที่ตั้งอยู่อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นหมู่บ้านภายใต้การสนับสนุนของโครงการนวัตวิถีของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย โดยในจุดแรกที่คณะเราไปเยี่ยมชมเป็นการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง มีที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองสุพรรณบุรีเท่าใดนักความจริงโรงงานผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวแห่งนี้ ผมเองรู้จักมักคุ้นดี เพราะสมัยที่รับราชการอยู่ที่กรมการข้าว เคยไปร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องอยู่หลายครั้ง ถือว่าโรงงานแห่งนี้เป็นพันธมิตรกับทางราชการในการช่วยผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ชาวนาใช้เพาะปลูก เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ลำพังภาครัฐของไทย ไม่สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ได้อย่างพอเพียงเลย กล่าวคือ มีเพียงประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ของความต้องการใช้ทั้งประเทศเท่านั้น ดังนั้น การขอให้ทุกฝ่ายรวมทั้งตัวชาวนาเองเข้ามาร่วมกันผลิตเพื่อเพิ่มปริมาณเมล็ดพันธุ์ข้าวดีย่อมเป็นสิ่งที่แผนการผลิตเมล็ดพันธุ์ของกรมการข้าวจำเป็นต้องเขียนไว้ เพราะถึงอย่างไรเสียภาครัฐก็ไม่มีทางที่จะสามารถพัฒนากำลังการผลิตได้พอเพียงแน่นอน

โรงงานที่ได้ไปเยี่ยมชมนี้ ถือว่าเป็นโรงงานที่ใหญ่และทันสมัยมาก เผลอๆ อาจจะทันสมัยกว่าโรงงานของรัฐบาลเสียอีก ขอเรียนให้ท่านผู้อ่านได้ทราบว่า ระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวแบบบ้านเรานี้ ผมได้ตระเวนไปดูมาเกือบทุกประเทศทั้งหมดในอาเซียนแล้ว ไม่มีของประเทศใดเลยที่แซงหน้าประเทศไทย ในเมียนมา มีแปลงขยายพันธุ์ดำเนินการโดยภาครัฐ คือเอาเมล็ดพันธุ์ดีหัวเชื้อที่ผลิตโดยรัฐ ไปให้เกษตรจังหวัด/อำเภอทำแปลงในศูนย์หรือไร่นาเกษตรกร เก็บเกี่ยวแล้วกระจายออกไปตามธรรมชาติ ของ สปป.ลาว ก็เช่นเดียวกัน ขณะที่ของกัมพูชามีแปลงผลิตโดยภาครัฐ แต่เครื่องมือคัดเมล็ดพันธุ์ยังไม่ทันสมัย ที่ฟิลิปปินส์ส่วนมากได้พันธุ์มาจากสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติที่ตั้งอยู่ที่นั่นเป็นหลัก ส่วนของเวียดนามดีขึ้นมาหน่อย เนื่องจากภาครัฐให้ความสำคัญมากที่จะพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตข้าวส่งออกแข่งกับไทยเรา ครับ ฉบับต่อไป ขออนุญาตพูดถึงหมู่บ้านนวัตวิถีป่าสะแก จังหวัดสุพรรณบุรี นะครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 29 ตุลาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/528197

ซอกแซกอาเซียน : 29 ตุลาคม 2563

ซอกแซกอาเซียน : 29 ตุลาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากการที่เราชาวแอปเตอร์ได้ย้ายที่ทำงานมาอยู่ที่อาคารใหม่ ชื่อว่า อาคารนวัตกรรม ความจริงผมเคยได้คุยกับท่านเลขาธิการ สศก. มาแล้วครั้งหนึ่งในช่วงที่มีการประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ที่เมืองพุกาม ประเทศเมียนมา ในเดือนกุมภาพันธ์ ปีนี้ว่าเราน่าจะมีพิธีการเปิดออฟฟิศทำงานของแอปเตอร์ดีไหม ซึ่งแล้วแต่ท่านเลขาฯ เพราะถือเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใหญ่ระดับกระทรวงเกษตรฯ ได้รับรู้รับทราบ รวมทั้งเป็นการสร้างการรับรู้แก่ประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับการทำงานของแอปเตอร์ ซึ่งในการนี้ ในที่ประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ผมเองก็ได้มีการเรียนให้ที่ประชุมทราบถึงการอนุเคราะห์ช่วยเหลือของรัฐบาลไทยต่อองค์กรแอปเตอร์ และได้มีการประกาศว่ามีแผนจะจัดประชุมย่อยที่เรียกว่า Working meeting ในช่วงปลายปี ซึ่งถ้าจะมีการเปิดออฟฟิศ ก็จะได้ถือโอกาสจัดเป็นอีเวนท์เดียวกันไปเลย จะได้มีแขกเหรื่อสักขีพยานจากประเทศสมาชิกแอปเตอร์มาพร้อมหน้าพร้อมตา

ผมจำได้ว่าแอปเตอร์เคยมีการประชุมคณะมนตรีครั้งที่ 1 ในประเทศไทย ในราวปี 2556 ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ลาดพร้าว แล้วก็เคยมีการเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย (ถ้าจำไม่ผิด) มาทำพิธีเปิดสำนักงานเดิมที่ชั้นสองของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรมาแล้ว ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ครั้งนี้ก็ควรทำอีก เพราะถือเป็นเกียรติและศักดิ์ศรีของประเทศไทย แต่ทว่าจนป่านนี้เดือนต.ค.เข้าไปแล้ว ยังไม่มีทีท่าว่าเจ้าเชื้อไวรัสโควิด-19 จะหยุดระบาดหมดสิ้นไปง่ายๆ การเดินทางไปมาระหว่างประเทศยังทำไม่ได้เลย แม้แต่งานการแจกจ่ายข้าวช่วยเหลือที่ผมเดินทางไปเข้าร่วมประจำยังต้องงดเว้น พิจารณาดูแล้วคงจะจัดประชุม Working meeting ในประเทศไทยค่อนข้างยากมาก จะมีก็อาจต้องใช้วิธี Teleconference อย่างที่เคยจัดกัน แผนการเปิดออฟฟิศแอปเตอร์ก็คงต้องแล้วแต่ท่านเลขาธิการ สศก แหละครับ ส่วนผมเองจะมีหรือไม่มีก็ได้

ความจริงการได้สถานที่ทำงานใหม่ของแอปเตอร์ ถือเป็นเครดิตของฝ่ายไทยแบบเต็มๆ เริ่มตั้งแต่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งถือเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับแอปเตอร์มากที่สุด เพราะท่านเลขาธิการท่านเป็นผู้แทนประเทศไทยที่ประกอบเป็นมนตรีแอปเตอร์ หรือ APTERR Council กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานที่เสาเศรษฐกิจของอาเซียน รวมทั้งประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพ (Host) อันเป็นที่ตั้งของแอปเตอร์ เพราะจากที่เคยได้กล่าวไปแล้ว องค์กรแอปเตอร์ตอนที่จะตั้งขึ้น มีหลายประเทศแย่งกันเป็นเจ้าภาพ เช่น อินโดนีเซีย สิงค์โปร์ แต่ในที่สุดเหล่าประเทศสมาชิกในคราวประชุมมนตรีแอปเตอร์ที่ประเทศ สปป.ลาว ต่างยกมือเห็นชอบให้ตั้งในประเทศไทย ด้วยเพราะเห็นว่าประเทศไทยเป็นเจ้ายุทธจักรในการผลิตและส่งออกข้าวของโลก ซึ่งลึกๆ ก็คงหวังว่าประเทศไทยจะแสดงความเป็นพี่เบิ้มในเรื่องข้าวเพื่อช่วยเหลือเจือจานเหล่าประเทศผู้ขาดแคลนและนำเข้าข้าว ซึ่งบังเอิญก็เป็นประเทศในกลุ่มสมาชิกอาเซียนด้วยกันเสียด้วย ที่บอกว่าเป็นเครดิต ถ้าพูดตามภาษาชาวบ้านก็คือ “ได้หน้า” นั่นแหละครับ เพราะเวลาไปนำเสนอเรื่องนี้ในที่ใดๆผมก็จะไม่ลืมที่จะโม้ตลอดว่าแอปเตอร์เราจะได้ที่อยู่อาศัยใหม่ แถมยังฉายภาพอาคารอันสวยหรูของ สศก.ให้ดู ทำให้ทุกครั้งบรรดาผู้แทนประเทศสมาชิกพากันปรบมือกับประเทศไทยกันขรมเลย จนท่านผู้แทนไทยที่อยู่ในที่นั้นต้องกล่าวขอบคุณอยู่เสมอๆ มิได้ขาด ใช่สิครับในฐานะที่จีเอ็ม ก็เป็นคนไทย ผมก็เลยพลอยภูมิอกภูมิใจไปด้วยทุกครั้งเช่นกัน

เสียดายนะครับ ผมวางแผนไว้แล้ว ถ้ามีการประชุม Working meeting และมีพิธีเปิดสำนักงานโดยท่านรัฐมนตรีใครก็ได้สักคน ผมกะจะทำให้แขกเหรื่อที่มาประชุมประทับใจและไม่รู้ลืมแอปเตอร์เลย เพราะจริงแล้วที่ผ่านมา ผมว่าสมาชิกผู้ขาดแคลนข้าวต่างพอใจและซึ้งใจมากที่ได้รับการช่วยเหลือจากแอปเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นประเทศเมียนมา กัมพูชา สปป.ลาว ฟิลิปปินส์ และแม้แต่ประเทศเวียดนาม จนเวลาผมหรือเจ้าหน้าที่แอปเตอร์ไปเยี่ยมทีไรได้รับการต้อนรับอย่างดี แม้ครั้งหนึ่งเจ้าหน้าที่ตัวแทนแอปเตอร์คนไทยเป็นน้องซึ่งเพิ่งจบปริญญาตรีใหม่ๆ หน้าตายังดูละอ่อนมาก แต่รองผู้บริหารของประเทศหนึ่ง ซึ่งเทียบแล้วเท่ากับระดับรองปลัดกระทรวงทีเดียวยังต้องมารอรับที่สนามบินเลยนะครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org