ซอกแซกอาเซียน : 8 เมษายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/564617

ซอกแซกอาเซียน : 8 เมษายน 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การช่วยเหลือด้านข้าวของแอปเตอร์ยังคงดำเนินต่อไป ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้ เพราะโปรแกรมการดำเนินงานที่ค้างอยู่จากปีที่แล้ว คือปี 2020 ยังคงต่อเนื่องมาถึงวันนี้ ตอนนี้เรายังมีข้าวส่งไปเก็บรักษาอยู่ใน 3 ประเทศด้วยกัน คือ กัมพูชา เมียนมา และฟิลิปปินส์ แถมยังมีข้าวแบบใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรก คือ ข้าวกึ่งสำเร็จรูป ที่ผมเคยเล่าไปบ้างแล้วจากการที่ผู้แทนประเทศญี่ปุ่นได้ริเริ่มและนำตัวอย่างมาให้ทุกคนทดลองชิมในคราวประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อ 2 ปีก่อน จนกระทั่งในปีนี้ได้นำออกมาดำเนินการจริง โดยประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้ผลิตและบริจาค ชุดแรกที่นำออกมาทดลองใช้ได้ส่งไปที่ประเทศฟิลิปปินส์ จำนวน 20,000 ชุด และที่ประเทศเมียนมา จำนวน 20,000 ชุด เท่ากัน คิดว่า เมื่อนำไปแจกจ่ายประชาชนที่ประสบภัยน่าจะได้รับความสะดวกในการบริโภคมากกว่าการแจกเป็นข้าวสาร เนื่องจากข้าวกึ่งสำเร็จรูปนี้สามารถเอาน้ำร้อนเทใส่ ทิ้งไว้สักพักก็บริโภคได้เลย แถมยังมีกลิ่นรสชาติปรุงเสร็จแล้ว กินได้แม้ไม่มีกับข้าว แต่นี่เป็นตัวอย่างที่ผู้แทนญี่ปุ่นมาลองให้ชิมในที่ประชุมนะครับ ส่วนที่ส่งไปจริงๆ ทั้งสองประเทศ ไม่แน่ใจว่าจะเหมือนกันหรือเปล่า เพราะผมยังไม่เคยเห็นเช่นกัน ทั้งนี้ เนื่องจากเขาส่งตรงจากต้นทางประเทศญี่ปุ่น ทางเรือเดินสมุทรยังประเทศปลายทางเลย ออฟฟิศที่ผมทำงานอยู่กรุงเทพฯ เพียงแต่เห็นเอกสารเท่านั้น ของจริงไม่มีวันได้เห็นนอกจากจะมีโอกาสเดินทางไปร่วมมอบข้าว ในช่วงที่ประเทศผู้รับจัดงาน แต่ทว่าในตอนนี้ ไม่มีโอกาสนั้นเพราะโควิด-19 นั่นแหละครับ

เมื่อพูดถึงเรื่องการขนส่งข้าว หรือที่เรียกกันว่า ชิปปิ้ง เดิมทีเดียวผมต้องยอมรับว่า ไม่เคยมีความรู้ทางด้านนี้เลย ที่เคยมีเรียนมาหรือฟังจากการพูดคุยมาบ้างน่าจะรู้พอๆ กับท่านผู้อ่านที่รู้จักอยู่คำสองคำ คือ เอฟโอบี กับ ซีไอเอฟ เท่านั้นแหละครับ แต่เมื่อมาทำงานที่แอปเตอร์ ได้ฟังคำอธิบายจากน้องๆ รวมทั้งคุยกับผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่น ก็ทำให้ทราบอะไรมากขึ้นอีก แต่ก็คงไม่ชำนาญ เพราะเราทราบแต่ทางทฤษฎี เนื่องจากไม่เคยได้ไปปฏิบัติตรงเลยสักครั้ง กระนั้นก็ฟังว่ายุ่งยากพอสมควร เพราะมันไปเกี่ยวข้องกับเรื่องกฎหมายภาษีและระเบียบพิธีทางศุลกากร เอาแค่เพียงได้ฟังรายงานจากการขนข้าวผ่านศุลกากรตอนส่งถึงประเทศปลายทางก็มึนหัวแล้ว เป็นเรื่องไม่ง่ายเลย เดี๋ยวติดโน่นติดนี่ ทั้งๆ ที่ข้าวสารที่ส่งไปนี้ก็เป็นของฟรีส่งไปช่วยเหลือเชิงมนุษยธรรมแก่ประชาชนประเทศเขาแท้ๆ ยังเรื่องมากอีก ใบเอกสารต่างๆ ต้องมีเตรียมเป็นกระตั๊ก มากบ้างน้อยบ้าง แล้วแต่ประเทศ เดี๋ยวเสียค่าโน่นค่านี่ จนผู้ประกอบการขนส่ง งงงวยแต่ก็ต้องควักจ่ายไป เพราะต้องการขนถ่ายลงจากเรือให้เร็วที่สุด

ฝ่ายเราแอปเตอร์ก็ต้องไปทบทวนย้ำเตือนตลอดว่า ตามสัญญาที่ทำไว้ใครจะรับผิดชอบส่วนใด บางครั้งก็ต้องมีการไปเคลมคืนกันภายหลังอยู่บ่อยๆ เรื่องนี้จึงเป็นที่มาของการขายสินค้าเกษตรของประเทศไทยไปต่างประเทศที่มักนิยมขายแบบ เอฟโอบี คือ หมายถึงคิดราคาขาย ณ เวลานำสินค้าลงเรือที่ท่าเรือ กล่าวคือ เมื่อขนสินค้าลงเรือแล้วก็ส่งมอบกรรมสิทธิ์สินค้าทั้งหมดให้กับผู้ซื้อเลย ฉะนั้น ภายหลังจากนั้นหากเกิดมีค่าใช้จ่ายอะไรขึ้น หรือเกิดความเสียหายอย่างใดๆ กับสินค้า ผู้ขายไม่เกี่ยวข้องด้วย ความรับผิดชอบทั้งหมดตกไปเป็นของผู้รับซื้อไป ราคา เอฟโอบีนี้จึงอาจถูกกว่าราคาแบบ ซีไอเอฟ ที่ต้องบวกเพิ่ม เช่น ค่าระวาง ค่าประกันภัยซึ่งกลายเป็นความรับผิดชอบที่มากขึ้น นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังมีระบบการซื้อขายและส่งสินค้าที่มากกว่านี้อีก มีชื่อเรียกใหม่ๆ มากขึ้น จนจำไม่หวาดไหว ถึงว่าสิ ในการทำเรื่องนี้ จึงได้มีบริษัททำหน้าที่ชิปปิ้งโดยเฉพาะ เหมือนกับการต้องมีทนายความรับทำการว่าความอย่างไงอย่างนั้น

ความสะดวกสบายในการส่งสินค้าผ่านแดน ก็แล้วแต่ประเทศอีก ถ้ากระทรวงเกษตรฯ ผู้ขอรับข้าวบริจาคแอปเตอร์รู้จักมักจี่กับทางศุลกากรดี สังเกตว่าประเทศนั้นก็สามารถนำเข้าข้าวไปได้ง่าย แต่หากบางประเทศไม่คุ้นเคยรู้จักกัน การผ่านก็ค่อนข้างล่าช้ายุ่งยากมากขึ้น และก็เดือดร้อนมาทางฝ่ายสำนักเลขานุการแอปเตอร์ทุกครั้งไป ที่ต้องคอยเคลียร์ส่วนใหญ่เป็นการขอร้องบริษัทเรือขนส่ง เพราะค่อนข้างพูดง่าย เนื่องจากเราต้องจ่ายเงินค่าจ้าง ไม่งั้นก็คงจะยุ่งยากลำบากมากทีเดียว

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 1 เมษายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/563098

ซอกแซกอาเซียน : 1 เมษายน 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่พวกเราต้องวุ่นวายเกี่ยวกับการเตรียมการจัดประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ประจำปี 2021 เนื่องจากเป็นเวลาที่กำหนดไว้ว่าต้องจัดในช่วงไตรมาสแรกของปี ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้เร่งอนุมัติแผนงานและแผนเงินเพื่อให้ฝ่ายสำนักเลขานุการแอปเตอร์ คือ สำนักงานของพวกเราไปทำงานกัน เดิมช่วงที่ก่อนผมเข้ามาเป็นผู้จัดการใหม่ๆ การประชุมคณะมนตรีของแอปเตอร์ค่อนข้างล่าช้า คือ ครั้งที่ 4 คราวที่ประเทศกัมพูชาเป็นเจ้าภาพนั้น ไปจัดเอาเดือนพฤษภาคมโน่น เลยทำให้แผนงาน/เงินของฝ่ายสำนักเลขานุการค่อนข้างมีปัญหา ดังนั้น ในคราวที่ประชุมกันที่ประเทศอินโดนีเซียครั้งต่อมา หรือครั้งที่ 5 คณะมนตรีเลยมีมติกำชับขอให้ประเทศเจ้าภาพเร่งรัดจัดประชุมให้ไม่ควรเกินไตรมาสแรกของปี หรือไม่เกินเดือนมีนาคม ซึ่งทุกประเทศที่เป็นเจ้าภาพก็ให้ความร่วมมือปรับเปลี่ยนจากนั้นเป็นต้นมา

จำได้ว่าช่วงนี้เมื่อปีที่แล้ว พวกเราก็กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมการประชุมแบบเดียวกันซึ่งประเทศเมียนมาเป็นเจ้าภาพ นี่แป๊บเดียวเวลาผ่านมาเกือบ 1 ปีแล้ว ช่างเร็วเสียเหลือเกิน ยังนึกถึงเมืองพุกามเหมือนเพิ่งผ่านมาไม่กี่วัน การประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์แต่ละครั้ง ช่วยสร้างบรรยากาศในการร่วมแรงร่วมใจสมานฉันท์ระหว่างสมาชิกอาเซียนด้วยกัน รวมไปถึงประเทศกลุ่มบวกสาม คือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ด้วย ผมสังเกตมาตั้งแต่แรกแล้วว่า ผู้แทนแต่ละประเทศที่มีตำแหน่งฐานะบังคับไว้ในระเบียบแอปเตอร์ คือ ต้องไม่ต่ำกว่ารองอธิบดี ทุกคนมีท่าทีโอภาปราศรัย มีอัธยาศัยไมตรีเป็นมิตรดีมาก ทั้งๆ ที่ไม่เคยพบปะกันมาก่อน อยู่กันคนละประเทศ พูดกันคนละภาษา แต่ครั้นเมื่อมาพบกันได้จับไม้จับมือกันสักพัก กลับพูดคุยกันสนิทสนมกันราวกับว่าเป็นเพื่อนกันมาเป็นปีๆ ที่น่าประทับใจยิ่งหมายถึง ไม่ว่าจะมาจากประเทศร่ำรวย หรือยากจน มีแผ่นดินกว้างใหญ่ หรือเพียงนิดเดียว ไม่มีใครแสดงออกให้เห็นถึงการดูถูกดูแคลน แบ่งชนชั้น แบ่งผิวแบ่งเพศ

ตรงข้ามกลับให้เกียรติซึ่งกันและกัน พูดจาภาษาดอกไม้ ไม่มีใครสร้างปัญหาอุปสรรค หรือแม้แต่จะพูดหรือกระทำในสิ่งที่ก่อนเกิดความระคายเคืองซึ่งกันและกันแม้แต่น้อย ผมสังเกตและนึกในใจว่า หากทุกอย่างที่แสดงออกมานั้น เป็นความบริสุทธิ์ใจอย่างแน่แท้ นี่ก็คือความสวยงามและความเป็นอารยะของมนุษยชาติในมิติหนึ่งทีเดียว เป็นความพิเศษยิ่งที่ควรอนุรักษ์ธำรงไว้ และจนถึงเวลานี้ ผมเองยังไม่แน่ใจเลยว่าทฤษฎีรัฐศาสตร์เชิงสังคมวิทยาระหว่างนักปราชญ์ชาวตะวันตกผู้โด่งดัง 2 คนที่มีความคิดเห็นตรงข้ามกัน คือ โทมัส ฮอบส์ กับจอห์น ล็อก ที่คนหนึ่งว่า โดยพื้นฐานแล้วมนุษย์เกิดมาชั่ว แล้วสังคมทำให้ดี กับอีกคนหนึ่งว่า มนุษย์เกิดมาดี แต่สังคมทำให้ชั่ว นั้น ใครผิดใครถูกกันแน่

พวกเรารวมทั้งผู้แทนประเทศสมาชิก ต่างตั้งหน้าตั้งตารอที่จะไปเข้าร่วมประชุมคณะมนตรี ครั้งหน้าที่คุณจูดี้ นายใหญ่ เอ็นเอ็ฟเอ ของฟิลิปปินส์ประกาศไว้ที่พุกาม ว่าจะจัดขึ้นที่เมืองโฮล เกาะโบโฮล ตอนกลางของประเทศ ทั้งนี้เพราะเมืองนี้นอกจากจะตั้งอยู่ใกล้เมืองตากอากาศเซบู ที่โด่งดังของฟิลิปปินส์ แล้ว ยังเป็นที่ตั้งของแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศนี้อีก คือ ช็อกโกแลต ฮิลล์ ที่ก็คือ ภูเขายอดเตี้ยๆ สีน้ำตาลจากต้นไม้ชนิดหนึ่ง มีจำนวนมากมายอยู่เรียงรายเหมือนฝาขนมครก ผมเองไม่เคยไปเลย แม้แต่เมืองเซบู เคยไปแต่เกาะที่อยู่ตอนกลางประเทศเหมือนกันช่วงที่ทำงานแอปเตอร์ใหม่ๆ คือ เกาะซามาร์ เมืองคาตามาน และเกาะปาไนย์ อันเป็นที่ตั้งของเมืองอิโลอีโล่ ซึ่งเคยเล่าให้ฟังไปแล้วครั้งหนึ่ง จึงมีความตื่นเต้นเช่นเดียวกันที่จะได้ไปเยี่ยมชมเจ้าช็อกโกแลต ฮิลล์

แต่ก็เพราะเป็นอย่างที่ทราบกัน คือ พิษร้ายจากเจ้าไวรัสโควิด-19 ที่เป็นอุปสรรคขวากหนามสำคัญ ทำให้พวกเราทั้งหมดไม่สามารถเดินทางไปประชุมตามที่ตั้งใจไว้ได้ ต้องผิดหวังไปตามๆ กัน ทั้งทีมงานประเทศเจ้าภาพที่เตรียมตั้งท่าต้อนรับขับสู้อย่างมุ่งมั่น และผู้แทนประเทศต่างๆ รวมทั้งคณะพวกเรา แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะพวกเราชินเสียแล้วกับวิถีชีวิตใหม่ สรุปแล้วที่ผ่านมาทั้งปี เราไม่ได้ไปร่วมงานใดๆ ในต่างประเทศเลย ตอนนี้ก็รอเพียงว่าเมื่อไหร่ จึงจะมีวัคซีนโควิด เพื่อจะได้ฉีดป้องกันและจะได้เดินทางไปทำหน้าที่กันอย่างเต็มพิกัดต่อไป

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 25 มีนาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/561521

ซอกแซกอาเซียน : 25 มีนาคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อช่วงกลางเดือนมกราคม ปีนี้ สำนักเลขานุการแอปเตอร์ ได้มีโอกาสจัดประชุมสองฝ่ายระหว่างคณะเราและผู้แทนฝ่ายญี่ปุ่น ผลของโควิด-19 ทำให้เราต้องจัดประชุมพูดคุยกันแบบเทเลคอนเฟอเรนซ์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหลายๆ นิว นอร์มอล ที่เปลี่ยนแปลงมาเหตุจากเจ้าเชื้อไวรัสร้ายที่เกิดระบาดมากว่าปีแล้วยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบบางเบาลงไปที่ผ่านมาเกือบสองสามเดือนผมไม่ได้นำเสนอผู้อ่านเกี่ยวกับเรื่องของกิจกรรมแอปเตอร์เลย หากแต่ไปเอาเรื่องข้าวๆ ที่ผมมีความรู้และประสบการณ์อยู่บ้างมาเล่าสลับฉาก

การประชุมแบบทางไกล หรือเทเลคอนเฟอเรนซ์ เดี๋ยวนี้ฮิตมากแม้แต่การประชุมของหน่วยงานภาครัฐของประเทศไทย ทุกวันนี้ก็พบเห็นเป็นประจำ แต่ของแอปเตอร์เรานั้นพูดกันข้ามประเทศ ทำให้การเตรียมระบบต่างๆ ต้องมีความสมบูรณ์พอควร ไม่งั้นอาจไม่ชัดทั้งภาพและเสียงพูด การประชุมกับทางญี่ปุ่นครั้งนี้ ถือเป็นความใส่ใจของฝ่ายญี่ปุ่นอันเป็นธรรมชาติของเขาโดยแท้ เพราะที่ผ่านมานอกจากที่ได้จัดประชุมกับฝ่ายเกาหลีใต้แล้ว ก็ไม่มีรายการประชุมสองฝ่ายในลักษณะนี้สำหรับประเทศสมาชิกอื่นเลย และด้วยความที่สำนักเลขานุการแอปเตอร์เรามีผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นมาประจำอยู่ด้วย จึงทำให้การประชุมครั้งนี้มีความเป็นทางการมากขึ้น เพราะมีการจัดทำระเบียบวาระการประชุมและมีการยกร่างคำกล่าวต่างๆ ซึ่งในเบื้องต้นที่ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นมาหารือกับผมว่าอยากจะมีการพบปะพูดคุยกัน ตอนแรกก็ย้ำว่า ต้องการพูดคุยแบบง่ายๆ กันเองๆ ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรมากนัก แต่เมื่อเตรียมไปเตรียมมา ทางฝ่ายกระทรวงเกษตรญี่ปุ่นนำไปรายงานท่านอธิบดีนายใหญ่ของเขา กลายเป็นว่าท่านอธิบดีเขาอยากจะมาร่วมประชุมพูดคุยด้วยตนเอง เพราะท่านอธิบดีท่านนี้ก็ได้เคยพบกับผมอยู่หลายครั้ง ทั้งในประเทศญี่ปุ่น ประเทศไทย รวมทั้งตอนไปลงนามความตกลงฉบับแก้ไขที่ประเทศเวียดนามเมื่อปี 2018 ด้วย

ดังนั้น จากที่บอกว่าประชุมแบบไม่ทางการก็เลยกลายเป็นกึ่งทางการขึ้นมาทันที จากที่เพียงตกลงกันว่าใส่เสื้อเชิ้ตธรรมดา ก็ต้องมีแจ๊กเกตสูทสวมทับ และบางคนก็ยังจัดเต็มผูกเนคไทอีก มีวาระการประชุม มีการร่างคำกล่าว มีโฆษก หรือ เอ็มซี กันเต็มพิกัด ซึ่งก็ได้มอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นประจำแอปเตอร์นั่นแหละทำหน้าที่โฆษก วาระที่สำคัญ คือ การแนะนำผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นคนใหม่ที่จะส่งมาประจำแอปเตอร์แทนคนเก่าที่นั่งอยู่ปัจจุบัน เพราะมาอยู่เมืองไทยครบ 2 ปี แล้วต้องเดินทางกลับสิ้นเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ และคนใหม่จะมาแทนในเดือนเมษายน ท่านอธิบดีมาอ่านกล่าวทักทายแล้วก็กลับออกไปส่วนการพูดคุยได้มอบหมายให้ ผู้อำนวยการกองของเขาทำหน้าที่ พอดีท่าน ผอ. ท่านก็เป็นคนใหม่ จึงเหมาะสมที่จะทำความรู้จักกันไปด้วยเลย ท่านเล่าว่า ในอดีตประมาณ 10 ปี ท่านก็เคยมาประจำอยู่สถานทูตญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ ท่านคุ้นเคยเมืองไทยเป็นอย่างดี แถมยังมีการพูดภาษาไทยอยู่อีกด้วยในบางคำ สรุปแล้วก็ชื่นมื่นกันดี ภารกิจอีกอย่างที่ได้พูดคุยก็คือการสนับสนุนของญี่ปุ่นต่อแอปเตอร์ นับเป็นประเทศแรกที่พูดถึงการต่อระยะเวลาการบริจาคเงินทุนให้แอปเตอร์ ซึ่งรายละเอียดผมจะนำมาคุยภายหลัง แต่ ณ โอกาสนี้ผมเพียงอยากจะเล่าว่า นับเป็นความพิเศษของญี่ปุ่นจริงๆ ที่เขาใส่ใจและติดตามความเป็นไปขององค์กรตลอด เขารู้ว่าถึงเวลาไหน องค์กรแอปเตอร์ควรจะทำอะไร และไม่เคยปล่อยให้สิ่งสำคัญนั้นผ่านเลยไป จะต้องยกมากล่าวเตือนล่วงหน้าทุกครั้ง ลักษณะแบบนี้ที่ผมกล่าวชื่นชมญี่ปุ่น ก็เพราะว่า จนถึงปัจจุบันผมยังไม่เห็นสมาชิกแอปเตอร์ประเทศอื่นๆ พูดถึงเรื่องการบริจาคเงินนี้ให้ได้ยินเลยครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 18 มีนาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559875

ซอกแซกอาเซียน : 18 มีนาคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชั้นพันธุ์ขยายและชั้นพันธุ์จำหน่ายนั้น กรมการข้าวมีศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวตั้งอยู่ในจังหวัดต่างๆรวม 28 ศูนย์ ทำหน้าที่ในการผลิต ซึ่งผมขอเรียนเป็นเบื้องต้นให้พวกเราเกิดความภาคภูมิใจว่า จากการที่เดินทางไปปฏิบัติงานแอปเตอร์ในประเทศอาเซียนทั้งหมดแล้ว สำหรับประเทศที่ปลูกข้าว ไม่มีประเทศไหนที่มีระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มันสมัยและดีไปกว่าของประเทศไทยครับ จากจำนวนศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวที่กล่าว ศักยภาพในการผลิตเมล็ดพันธุ์แต่ละปีทำได้เพียง 90,000 ตัน ซึ่งหากจะเทียบกับปริมาณความต้องการมีเมล็ดพันธุ์ปลูกทั้งประเทศ (หมายถึงถ้าต้องใช้เมล็ดพันธุ์ใหม่ทั้งหมด โดยไม่ใช้เมล็ดพันธุ์เก็บไว้เองเลย) จะเห็นว่า ผลิตได้น้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์แต่ในความเป็นจริง ถ้าจะเทียบกับปริมาณที่ใช้จริงจากการวิจัย ที่มีปริมาณการใช้ปีละ3 แสนตัน ก็จะเห็นว่ายังมีส่วนขาดอีกประมาณ 2 แสนตัน ซึ่งจำนวนนี้แหละ ที่ต้องการให้ภาคส่วนอื่นเข้ามาช่วยผลิตด้วย กรมการข้าวในฐานะผู้รับผิดชอบ จึงต้องจัดทำยุทธศาสตร์การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยพยายามที่จะหาแนวร่วมในการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้พอเพียงในเบื้องต้นในระยะแรก ต่อปริมาณการใช้ปลูกจริง 3 แสนตันก่อน ส่วนในอนาคตหากเป็นยุคที่ชาวนาต้องการเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกปี ก็ค่อยปรับยุทธวิธีในการรับมืออีกที

เอาเฉพาะ 3 แสนตันก่อน แน่นอนละว่าเป้าหมายแรก คือ ภาคเอกชน ที่ทางราชการต้องการส่งเสริมให้เข้ามามีส่วนร่วมทำธุรกิจด้านนี้ ปัจจุบันมีเอกชนอยู่หลายรายที่ทำการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อจำหน่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตภาคกลาง เช่น นครสวรรค์ ชัยนาท สุพรรณบุรี นนทบุรี ภาคเอกชนเหล่านี้ได้ตั้งเป็นชมรมและสมาคมผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว เป้าหมายที่สองคือ สหกรณ์การเกษตรของชาวนาเองนั่นแหละ เพราะจริงๆ แล้วจะว่าไป การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวขายได้ราคาดีกว่าผลิตข้าวเปลือกขาย แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความพิถีพิถัน ละเอียดลออเหน็ดเหนื่อยมากขึ้น ปัจจุบันก็มีสหกรณ์การเกษตรได้รับการสนับสนุนให้มีเครื่องไม้เครื่องมือทำหน้าที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวอยู่มากแห่งเช่นกัน ส่วนเป้าหมายสุดท้าย คือชาวนาที่กรมการข้าวร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตรส่งเสริมจัดตั้งเป็นกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว เรียกว่าศูนย์ข้าวชุมชน ซึ่งได้รับการจัดตั้งขึ้นทั่วประเทศ ทั้งนี้ ทั้ง 3 ภาคส่วนนี้ โดยมีกรมการข้าวเป็นผู้ประสานงานและอำนวยความสะดวก รวมทั้งส่งเสริมทางด้านวิชาการ ตรวจสอบรับรองมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ เพื่อให้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ผลิตได้มีความเป็นมาตรฐานสอดคล้องกับกฎหมายพันธุ์พืช

ยุทธศาสตร์การผลิตเมล็ดพันธุ์นี้ จากที่ดำเนินการมา ในส่วนของเอกชนก็ค่อนข้างจะลำบากพอสมควร บางปีก็ดี บางปีก็ไม่ดี ไม่ได้บุ่มบ่ามทำกำไรจากธุรกิจมากเท่าที่ควร ส่วนของสหกรณ์ก็ค่อนข้างจะไปได้ดีพอสมควร เนื่องจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ประกอบกับมีสมาชิกชาวนาเป็นลูกค้าอยู่แล้ว ธุรกิจจึงพอประคองไปได้ แต่ที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง คือ ศูนย์ข้าวชุมชน เพราะเป็นองค์กรตั้งขึ้นแบบหลวมๆ แรกๆ ภาครัฐก็สนับสนุนดี แต่ระยะหลังความที่อยากให้ศูนย์ข้าวชุมชนพึ่งตัวเองได้ จึงลดการสนับสนุนลง ผลก็คือการบรรลุเป้าหมายยังต้องรออีกนานครับ

ความยากลำบากของการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวสนองความต้องการของชาวนา ไม่ใช่แค่เพียงผลิตเมล็ดพันธุ์ให้พอ 3 แสนตันเท่านั้น หากแต่ยังต้องวางแผนล่วงหน้ากะเก็งถึงชนิดพันธุ์ที่ต้องผลิตด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะคาดเดาความต้องการในอนาคตอย่างถูกต้อง ปัญหาที่เกิดคือ บางทีชาวนาอยากได้พันธุ์ข้าวที่ไม่มี ส่วนที่มีชาวนากลับไม่อยากได้ มันจึงเป็นปัญหาว่าบางครั้งมีเมล็ดพันธุ์ขาดแคลนหรือไม่พอ หลายต่อหลายครั้งที่ภาคเอกชนต้องขายเมล็ดพันธุ์ทิ้ง เพราะขายไม่ออกขณะที่ของทางราชการก็เช่นกันต้องประมูลจำหน่ายเป็นข้าวเปลือกธรรมดาไป เหตุสำคัญอย่างที่อธิบายเรื่องชั้นของเมล็ดพันธุ์ไปแล้ว การวางแผนผลิตเมล็ดพันธุ์จากพันธุ์หลักเป็นพันธุ์ขยาย และจากพันธุ์ขยายเป็นพันธุ์จำหน่าย ต้องวางล่วงหน้าถึง 3 ปี ดังนั้นเมื่อถึงเวลาปลูกจริงๆ ข้าวพันธุ์ที่กะเก็งผลิตเมล็ดพันธุ์ไว้ล่วงหน้าชาวนาไม่ต้องการ ก็ต้องเหลือบานเบะ เพราะขายไม่ออก นี่แหละครับปัญหาเรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าวที่อยากให้ทุกคนได้รับทราบครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 11 มีนาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558263

ซอกแซกอาเซียน : 11 มีนาคม 2564

ซอกแซกอาเซียน : 11 มีนาคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วมักเป็นหน้าที่ของภาคเอกชนทำการผลิตในลักษณะเป็นธุรกิจ และชาวนาของเขาก็จะไปซื้อมาปลูกกันเกือบทุกปีทั้งนี้เพราะการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ไว้เองจากฤดูก่อน มีความยุ่งยากพอสมควร แต่ตรงกันข้ามกับประเทศไทย เพราะอย่างที่อธิบายไปแล้วว่า เมล็ดพันธุ์ข้าว ชาวนาสามารถเก็บจากผลผลิตฤดูก่อนมาปลูกต่อได้ ยิ่งราคาข้าวเปลือกของไทยเราที่ชาวนาขายได้ไม่ได้แพงมากนัก ชาวนาจึงไม่ค่อยอยากจะเพิ่มเงินลงทุนไปซื้อหาจากภายนอก ลำพังค่าปุ๋ยเคมี ค่าไถ ค่าแรง ก็หนักอยู่แล้ว ถ้าต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ราคากิโลกรัมละ 30 บาท ก็ต้องเสียเงินอีกประมาณไร่ละ 600 บาท เป็นอย่างต่ำ ทำให้ตลาดเมล็ดพันธุ์ข้าวในบ้านเราไม่สดใสขยายตัวเท่าที่ควร เอกชนจึงสนใจทำธุรกิจเมล็ดพันธุ์ข้าวน้อย ดังนั้น ภาครัฐจึงต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเบื้องต้นแน่ละว่าจะต้องดำเนินการวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวต่างๆ ให้ออกมาต่อสู้กับพันธุ์ข้าวจากประเทศอื่นๆ ในอันที่จะแข่งขันส่งขายข้าวในตลาดโลก เมื่อได้พันธุ์ข้าวที่ดีและผ่านการรับรองแล้ว ก็จะทำการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อส่งเสริมชาวนาปลูกต่อไป

เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ผลิต ในทางวิชาการก็จะแบ่งชั้นตามลำดับความเข้มข้นหรือความบริสุทธิ์ของเชื้อพันธุ์ ออกเป็น 4 ชั้น ได้แก่ 1) พันธุ์คัด 2) พันธุ์หลัก 3) พันธุ์ขยาย
และ 4) พันธุ์จำหน่าย ซึ่งกระบวนการผลิตและการลงทุนย่อมแตกต่างกันมาก จากชนิดเมล็ดพันธุ์ชั้นที่ 1-4 นั้น สำหรับชั้น 1 และ 2 ซึ่งได้แก่ชั้นพันธุ์คัด พันธุ์หลัก มักไม่ค่อยมีภาคเอกชนไทยทำกัน เพราะกระบวนการยุ่งยาก ใช้วิทยาการชั้นสูง รวมทั้งมีต้นทุนสูง ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ภาครัฐที่จะต้องรับผิดชอบดำเนินการ ซึ่งในส่วนของพันธุ์ข้าวส่วนมากรับผิดชอบผลิตโดยกรมการข้าว และด้วยความสำคัญของข้าวที่มีต่อประเทศและสังคมไทยดังที่ทุกคนทราบกัน จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐบาลในยุคปี 2548-2549 ได้คิดฟื้นฟูจัดตั้งกรมการข้าวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ดังได้เกริ่นกล่าวมาแล้วในตอนต้นๆ

เมื่อได้เมล็ดพันธุ์ชั้นที่ 2 หรือพันธุ์หลักมาแล้วทีนี้จึงเป็นหน้าที่ของเอกชนที่สนใจจะลงทุนผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวขาย จะเข้ามาซื้อจากทางราชการไปทำการผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ขยายและพันธุ์จำหน่าย เพื่อจำหน่ายให้เกษตรกรชาวนาซื้อไปปลูกต่อไป ถามว่า ชาวนาเอาเมล็ดพันธุ์คัด พันธุ์ หลักไปปลูกได้เลยหรือไม่ ตอบว่าได้ แต่การกระทำดังนั้นก็เปรียบเสมือนเอารถเบนซ์ไปวิ่งในทุ่งนานั่นแหละครับ เพราะไม่จำเป็นเลยที่จะเอาของดีราคาแพงไปลงทุนเพื่อผลิตข้าวเปลือกขายในราคาที่ไม่สูงพอ ถามต่อไปอีกว่าบริษัทเอกชนจะผลิตเมล็ดพันธุ์คัดพันธุ์หลักด้วยตัวเองได้หรือไม่ ตอบว่าก็ได้อีกนั่นแหละ แต่ต้องเป็นเอกชนรายใหญ่จริงๆ ที่สามารถวิจัยพัฒนาพันธุ์และใช้วิทยาการผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นสูง รวมทั้งต้องลงทุนมากอยู่ แต่ถ้าไม่ลงทุนดังกล่าวก็อาจต้องมีการเจรจาเรื่องสิทธิบัตรพันธุ์กับเจ้าของพันธุ์ข้าวเพื่อนำมาทำธุรกิจขยายพันธุ์ต่อด้วย ฉะนั้นโดยทั่วไปวิธีง่ายๆ คือ ซื้อพันธุ์หลักจากกรมการข้าวมาทำการผลิตต่อ หรือแม้แต่อาจได้พันธุ์หลักที่ผลิตโดยส่วนราชการ หรือ มหาวิทยาลัยอื่นๆ ก็มี

แต่อย่างที่บอกไปแล้วว่า การขายเมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับประเทศไทยเรานั้น ค่อนข้างมีตลาดจำกัด ชาวนาเฉพาะกลุ่มหัวไวใจสู้ที่ปลูกข้าวเพื่อขายเป็นอาชีพเท่านั้น ที่มักจะเสาะหาเมล็ดพันธุ์ข้าวใหม่ๆ มาปลูกอยู่เสมอ ตรงกันข้ามกับส่วนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวนาที่ปลูกข้าวเพื่อการยังชีพก็มักไม่นิยมที่จะไปซื้อหาเมล็ดพันธุ์ใหม่มาปลูก หากแต่เก็บเมล็ดพันธุ์จากผลผลิตฤดูที่แล้วมาปลูก บางทีซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเกินเวลา 3-4 ปี ตามที่ทางวิชาการแนะนำให้เปลี่ยนเสียบ้าง เลยทำให้ปริมาณความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านเรา ไม่จูงใจจากภาคเอกชนเท่าที่ควร ก็เลยเป็นที่มาอีกนั่นแหละว่าภาครัฐ โดยกรมการข้าวจึงต้องกระโจนเข้ามาทำการผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์ขยายและชั้นพันธุ์จำหน่ายด้วย มิฉะนั้น ชาวนาไทยก็คงจะไม่สามารถหาเมล็ดพันธุ์ข้าวดีๆ ใหม่ๆ มาปลูกได้อย่างเพียงพอ สรุปแล้วในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ข้าวนั้นผู้เล่นที่สำคัญของไทยเราก็คือภาครัฐ เนื่องจากเอกชนมีความสนใจน้อย แต่ก็อีกนั่นแหละ อย่างที่เคยบอกไปข้างต้น บ้านเรามีพื้นที่ปลูกข้าวเยอะ ดังนั้นปริมาณความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวจึงมากตามไปด้วย ปัญหาจึงยังคงแก้กันไม่หมด คงมาว่าต่อนะครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 4 มีนาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556674

ซอกแซกอาเซียน : 4 มีนาคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ฉบับนี้มาว่าต่อจากฉบับที่แล้วนะครับในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ข้าวว่า อย่างไรก็ดี ชาวนาไทยทุกวันนี้ที่ปลูกข้าวเพื่อการค้า หรือทำนาเป็นอาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตชลประทานภาคกลาง นอกเหนือจากที่แต่เดิมสามารถเลือกเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวของตนเองไว้ปลูกเอง จึงพบว่าได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปเป็นการซื้อหาเมล็ดพันธุ์ข้าวจากภายนอกมาปลูกแทนมากขึ้น ทั้งนี้ แล้วแต่ว่าพันธุ์ (variety) เดิมที่ปลูกนั้นชาวนาชอบหรือไม่ หรือสามารถให้ประโยชน์ตอบแทนแก่ชาวนาผู้ปลูกมากน้อยประการใด เช่น มีราคาดีหรือไม่ ต้านทานโรคแมลงที่ระบาดหรือไม่ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ถ้าพันธุ์ที่ชาวนาเลือกปลูกอยู่นั้นให้ผลตอบแทนดี ชาวนาก็จะปลูกข้าวพันธุ์นั้นต่อ แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าพันธุ์ข้าวที่ปลูกให้ผลตอบแทนไม่ดี ชาวนาก็อาจเปลี่ยนไปหาพันธุ์ข้าวชนิดอื่นมาปลูกแทน ซึ่งก็ต้องทำด้วยการไปซื้อเมล็ดพันธุ์ (seed) ที่ชอบนั้นมาจากภายนอกนั่นเอง และจากประสบการณ์ของผมเอง ทราบว่า ด้วยเหตุที่ชาวนาในเขตภาคกลางนี้เป็นกลุ่มที่ปลูกข้าวทั้งนาปีและนาปรัง หรือแม้กระทั่งปลูกต่อเนื่องกันจนแยกไม่ออกว่าปีหรือปรัง อีกทั้งปลูกไว้เพื่อขายเป็นหลัก พวกเขาจึงต้องการข้าวชนิดพันธุ์ที่ขายได้ราคาดี และได้ผลผลิตต่อไร่สูงด้วย ฉะนั้น เมื่อได้ยินว่าข้าวพันธุ์ไหนดีหรือมีพันธุ์ข้าวออกใหม่ พวกเขาจึงพยายามเสาะแสวงหามาปลูกอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการเลือกปลูกพันธุ์ข้าวที่ว่านี้ เป็นเรื่องของชาวนาโดยแท้ ไม่มีใครที่จะไปบังคับได้ ส่วนราชการภาครัฐก็ทำได้แต่เพียงไปส่งเสริมแนะนำได้แค่นั้น

แต่กระนั้นก็ตาม ยังมีชาวนาอีกกลุ่มหนึ่งที่มีถิ่นฐานในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือในภาคเหนือบางส่วน นิยมปลูกข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 โดยไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ดังนั้น จึงไม่มีปัญหาที่จะต้องเปลี่ยนชนิดพันธุ์ข้าว กล่าวคือสามารถที่เก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ที่ปลูกไว้ในฤดูก่อนหน้าเอามาปลูกต่อได้ แต่ทว่าปัญหาที่พบในกรณีนี้คือ เมล็ดพันธุ์ข้าวที่เก็บไว้ปลูกต่อนั้น ใช้ต่อกันนานเกิน 3-4 ปี ซึ่งเกินเวลาที่ทางวิชาการแนะนำ ชาวนากลุ่มนี้ก็มีเป็นจำนวนมาก เพราะในประเทศไทยเรานั้น พื้นที่ทำนาในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีขนาดใหญ่เท่ากับครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทำนาทั้งประเทศเลยทีเดียว เท่ากับว่าปริมาณความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 มีจำนวนสูงมาก เคราะห์ดีที่ในเขตนี้ยังมีการปลูกข้าวเหนียวด้วย เพราะประชาชนเกือบทั้งหมดบริโภคข้าวเหนียว สัดส่วนความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 จึงลดลงไปเยอะอยู่ แต่ทั้งนี้ จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับราคาข้าวเช่นเดียวกันเช่น ปีไหนราคาข้าวขาวดอกมะลิ 105 ดี ปีต่อไปชาวนาก็จะเลือกปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 แต่ถ้าหากปีไหนข้าวเหนียวมีราคาดีกว่า ชาวนาก็จะเลือกปลูกข้าวเหนียวแทน

สภาพการปฏิบัติของชาวนาที่ค่อนข้างจะอีนุงตุงนังกล่าวมาข้างต้น ทำให้เป็นเรื่องยากมากทีเดียวที่จะประเมินได้ว่า แล้วความต้องการจริงๆ ของชาวนาสำหรับเมล็ดข้าวที่จะใช้ปลูกนั้น มีปริมาณเท่าใด เพราะมีทั้งเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกเอง และซื้อจากภายนอก ยิ่งในส่วนที่เก็บไว้เองนั้น ใช้ปลูกมาแล้วกี่ปี หนึ่งปี สองปี สามปี หรือมากกว่านั้น จนในที่สุดจึงต้องทำการวิจัยและอาศัยการคำนวณโดยใช้คณิตศาสตร์ชั้นสูง ซึ่งก็จะได้ปริมาณความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวของประเทศมาแบบคร่าวๆ ว่าปีหนึ่งสรุปแล้ว ชาวนาจะใช้เมล็ดพันธ์ข้าวปลูกใหม่ (ไม่รวมที่เก็บไว้เอง) ประมาณปีละ3 แสนตัน แล้วก็นำไปวางแผนการผลิต

ในการวางแผนผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ความยุ่งยากย่อมเกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่งคือ ก็ในเมื่อพันธุ์ข้าวในประเทศเรามีอยู่เป็นร้อยๆ พันธุ์ อย่างที่เคยนำเสนอท่านผู้อ่านมาแล้ว แม้ว่าในแต่ละฤดูการปลูก ชาวนาจะไม่เลือกปลูกพันธุ์ข้าวทั้งร้อยพันธุ์ แต่ปีๆ หนึ่งเชื่อว่าไม่น้อยกว่า 20 พันธุ์ ดังนั้นปริมาณที่วิจัยบวกคำนวณได้มานั้น จะเป็นพันธุ์ไหน จำนวนเท่าไหร่ถือว่าเป็นงานหินทีเดียว และปัญหานี้แหละที่ทำให้เกิดความเพียงพอ หรือไม่เพียงพอในด้านการบริการเมล็ดพันธุ์ดีตั้งแต่อดีตจนมาถึงปัจจุบันนี่คือที่มาของด้านอุปสงค์ของเมล็ดพันธุ์ข้าวของประเทศไทย ซึ่งในเมื่อปัจจุบันภาคเอกชนเรายังไม่แข็งแกร่งพอ ราคาเมล็ดพันธุ์ก็ไม่สูงพอที่จูงใจการลงทุน ก็เป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะต้องเข้ามาดูแล ซึ่งผมคงจะยกไปเล่าในฉบับหน้าครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 25 กุมภาพันธ์ 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555150

ซอกแซกอาเซียน : 25 กุมภาพันธ์ 2564

ซอกแซกอาเซียน : 25 กุมภาพันธ์ 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อได้ทราบธรรมชาติและความสำคัญของเมล็ดพันธุ์ข้าวแล้ว ทีนี้ก็อาจจะมีคำถามว่าเมล็ดพันธุ์ข้าวที่จะนำมาปลูกในประเทศไทยนั้น ปกติต้องใช้ปริมาณทั้งสิ้นเท่าใดและเอามาจากไหนบ้าง ถึงตรงนี้ ผมขออนุญาตกำชับท่านผู้อ่านที่มิใช่นักเกษตร โปรดกลับไปทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ถึงความแตกต่างระหว่างคำว่า พันธุ์ (variety) กับ เมล็ดพันธุ์ (seed) อีกสักครั้งก่อนที่จะอ่านต่อไปนะครับ

เบื้องต้น ขอเรียนว่า นับเป็นความโชคดีอย่างล้นเหลือที่ฟ้าประทานให้ประเทศไทยเรามีพื้นที่ทำนากว้างใหญ่ไพศาล เรามีที่ราบลุ่มเจ้าพระยาใหญ่โตสุดลูกหูลูกตาในเขตภาคกลางที่เหมาะสมอย่างยิ่งต่อการทำนาปลูกข้าว ยิ่งไปกว่านั้นก็ยังมีพื้นนาที่ดอนและที่สูงในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ รวมทั้งภาคใต้อีกมากมายมหาศาลเช่นกัน จนเมื่อรวมกันทั้งประเทศสามารถผลิตข้าวได้พอเพียงต่อการบริโภคภายในประเทศ ซ้ำยังเหลือส่งขายไปต่างประเทศอีกเป็นจำนวนมากในแต่ละปี นอกจากนี้ เรายังมีชนิดพันธุ์ข้าวที่คุณภาพเยี่ยมอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก เป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าผู้ที่บริโภคข้าวทั่วโลก ใครๆ ก็รู้จักชื่อเสียงกิตติศัพท์ของข้าวไทย ทำให้เราส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลกติดต่อกันเป็นเวลาเกือบยี่สิบปี แม้ว่าปัจจุบัน อันดับการส่งออกของไทยอาจหล่นจากที่หนึ่งไปบ้าง แต่ก็วนเวียนอยู่ไม่เกินที่สามของโลกอย่างมั่นคง

ทว่า ในความโชคดีนั้น ก็ตามมาด้วยปัญหาอุปสรรคอยู่หลายอย่างหลายประการ และหนึ่งในหลายๆ อย่างนั้น คือว่าจะเสาะหาเอาเมล็ดพันธุ์ข้าวหัวเชื้อดีๆ ที่ไหนมาใช้ปลูกในพื้นที่นาจำนวนมากมหาศาลเหล่านั้นได้อย่างเพียงพอ เพราะถ้าคำนวณจากพื้นที่นาทั้งหมดของประเทศไทยที่มีอยู่ประมาณ 60 กว่าล้านไร่ มีการทำนาปีประมาณเกือบเต็มพื้นที่ และยังมีการทำนารอบสองหรือนาปรังอีกปีละประมาณ 6-7 ล้านไร่ ผลปรากฏว่า เราจะต้องใช้ในปริมาณเมล็ดพันธุ์มหึมาคร่าวๆ ถึงปีละ 1.3 ล้านตัน มองดูเผินๆ แล้วเป็นจำนวนมโหฬารที่ยากมากที่จะหาได้อย่างเพียงพอ ฟังอย่างนี้ใครที่เป็นนักธุรกิจอาจจะตาลุกวาว เพราะถ้าเมล็ดพันธุ์ข้าวราคากิโลกรัมละ 30 บาท ยอดรวมรายได้จากการผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวจะสูงถึงกว่า 40,000 ล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว

แต่เดี๋ยวครับ กรุณาหยุดฝันหวานก่อน เพราะข้อเท็จจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ปลูกอยู่ทุกวันนี้ โดยธรรมชาติ สามารถเก็บไว้ปลูกต่อๆ กันไปได้โดยไม่รู้จบ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องไปซื้อหาจากภายนอกทุกครั้งที่ต้องการปลูก เว้นเสียแต่ว่าชาวนาผู้ปลูกต้องการจะเปลี่ยนชนิดพันธุ์ข้าวจากพันธุ์เดิมที่เคยปลูกอยู่ (และยกเว้นกรณีเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวลูกผสม หรือ hybrid rice seed ที่ปลูกได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น) จะเห็นได้จากการที่ประเทศไทยเรามีการทำนาปลูกข้าวมาแต่ครั้งก่อนกรุงสุโขทัย หรือมากกว่า 1,000 ปีเราไม่เคยพบหลักฐานปรากฏว่ามีบริษัทห้างร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวมาก่อน หากแต่ชาวนาใช้วิธีเก็บคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยตนเอง หรืออาจหยิบยืม แลกเปลี่ยนจากเพื่อนบ้านมาใช้ปลูกกันซะเป็นส่วนใหญ่ แนวปฏิบัติแบบนี้ ได้สืบทอดมาจนกระทั่งปัจจุบัน

ดังนี้ จึงประเมินได้ว่าปริมาณความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าว (ที่ใหม่ๆ โดยไม่ต้องเก็บเอง) นั้นมีจำนวนน้อยกว่าปริมาณ 1.3 ล้านตัน ที่ต้องมีใช้ปลูกจริงๆ มากทีเดียว และจากข้อเท็จจริงอันนี้จึงช่วยทำให้ปํญหาอุปสรรคในด้านขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวที่กล่าวข้างต้นของประเทศไทย ดูจะผ่อนคลายลงไประดับหนึ่ง อีกทั้งยังทำให้ฝันหวานของผู้คิดจะทำอาชีพผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวขายต้องมลายลงไปอย่างช่วยไม่ได้ แต่กระนั้นก็ตาม ในยุคสังคมมนุษย์ที่มีการพัฒนาในทุกด้าน บวกกับการที่สภาวะภูมิอากาศของโลกตลอดจนสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นในปัจจุบัน การจะใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่เก็บไว้เองซ้ำๆ กันปลูกทุกปีเหมือนอย่างแต่ก่อน จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากขึ้น เพราะอาจทำให้ผลผลิตตกต่ำลง โรคแมลงรบกวนได้ง่ายขึ้น รวมทั้งคุณภาพของผลผลิต เช่น กลิ่นหอม ความนุ่ม ความอร่อย ด้อยลงไป จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ใหม่อยู่บ้าง ในทางวิชาการปัจจุบันบอกว่า ชาวนาไม่ควรใช้เมล็ดพันธุ์เก่าที่เก็บไว้เองปลูกเมื่อเกิน 3-4 ฤดูกาล ยิ่งในประเทศที่เจริญแล้ว เช่น ในยุโรป อเมริกา ชาวนาของเขาจะซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ปลูกทุกปีโดยไม่มีการเก็บไว้เองเลย คงต้องมาว่ากันต่อในฉบับหน้าครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 11 กุมภาพันธ์ 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551852

ซอกแซกอาเซียน : 11 กุมภาพันธ์ 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เรื่องสุดท้ายเกี่ยวกับการออกกฎหมายเพื่อควบคุมพันธุ์ข้าว ที่ผมต้องช่วยทำความเข้าใจ คือ การที่มีผู้คัดค้านให้ความเห็นต่อการมีกฎหมายดังกล่าวว่า มีเจตนาแอบแฝงหรือเป็นการสมคบคิดในอันที่จะเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทหรือพ่อค้าเมล็ดพันธุ์ข้าวรายใหญ่เพื่อผูกขาดการจำหน่ายในประเทศไทย ประเด็นนี้ถือเป็นการกล่าวหาที่ค่อนข้างรุนแรง และดูเหมือนจะมองโลกในแง่ร้ายสักหน่อย

ที่ผมต้องนำเรื่องนี้มาพูดอีกครั้งหนึ่ง ก็เพราะข้อกล่าวหาข้างต้น เท่าที่ทราบยังไม่มีการอธิบายชี้แจงในที่สาธารณะจากคณะผู้ยกร่าง รวมทั้งจากบรรดาเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องแต่ประการใด ผมเดาเอาว่า การที่ผู้คัดค้านกล่าวหาเช่นนั้น เบื้องต้นอาจเนื่องจากความเข้าใจผิดๆ คิดว่าธุรกิจพันธุ์ข้าว หรือการค้าขายเมล็ดพันธุ์ข้าวในประเทศไทย คงจะเป็นธุรกิจที่ทำเงินรายได้มหาศาล โดยมองผลกำไรที่อู้ฟู่จากผู้ที่ทำการค้าขายพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ประเภทต่างๆ เช่น เมล็ดพันธุ์ข้าวโพด พันธุ์ไม้ผล พันธุ์ผัก พันธุ์เป็ด พันธุ์ไก่ พันธุ์สุกร แต่ความเป็นจริงกำไรงามที่กล่าวกลับเป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามในแง่ของพันธุ์ข้าว เนื่องจากพันธุ์ข้าวหรือเมล็ดพันธุ์ข้าวในปัจจุบันราคาขายถูกมาก เพราะถ้าขายแพง คงจะไม่มีชาวนาซื้อไปใช้ เนื่องจากสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ตัวเองไว้ใช้ปลูกต่อๆ กันไปได้

ทุกวันนี้จึงหาเอกชนลงทุนผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวจำหน่ายได้ยาก เพราะทำแล้วแทบไม่มีกำไร ในส่วนที่กรมการข้าวผลิตอยู่และจำหน่ายให้ชาวนานั้น บอกตรงๆ ว่าถ้าคิดรวมต้นทุนทุกอย่างแล้ว เป็นราคาขายที่ขาดทุนครับ ทั้งๆ ที่ตลอดมา กรมการข้าวต้องการให้เอกชนมาร่วมผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้เพียงพอกับความต้องการใช้ปลูกทั้งประเทศ แต่กระนั้นยังหาแทบไม่ได้ แล้วอย่างนี้ยิ่งถ้ามีการควบคุมพันธุ์ข้าว มันจะช่วยให้เอกชนหรือนายทุนยักษ์ใหญ่ผูกขาดตลาดพันธุ์ข้าวได้อย่างไรผมยังนึกไม่ออก ส่วนที่บอกว่าจะมีการบังคับให้ชาวนาซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกปี (ห้ามใช้เมล็ดพันธุ์เก็บเอง) นั้นขอย้ำอีกครั้งว่าถ้าเกิดจากความสับสนเข้าใจผิดระหว่างคำว่าพันธุ์กับเมล็ดพันธุ์ก็แล้วไป แต่ถ้าไม่ใช่ ก็ถือว่าเป็นการสร้างเฟคนิวส์หรือข่าวปลอมครับ

เอาล่ะ ถึงแม้ว่าในอนาคตการขายพันธุ์หรือเมล็ดพันธุ์ข้าว อาจกลายเป็นธุรกิจที่ทำเงินได้มหาศาลเหมือนพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์อื่นๆ ก็เถอะ การเสนอให้มีการควบคุมโดยต้องใช้เฉพาะพันธุ์ข้าวที่ได้มาตรฐานผ่านการรับรองพันธุ์ข้าวแล้วเท่านั้น ก็ยังมองไม่ออกว่าจะไปช่วยเอื้อประโยชน์แก่นายทุนยักษ์ใหญ่ได้อย่างใร เนื่องจากหากมองในด้านอุปสงค์ สิทธิในการเลือกพันธุ์ข้าวปลูก ก็ยังเป็นของชาวนาโดยแท้ ไม่มีใครไปบังคับได้ และถ้ามองทางด้านอุปทาน พันธ์ุข้าวที่ผ่านการรับรองแล้วปัจจุบันมีเป็นร้อยๆ พันธุ์ กรมการข้าวต้องขายหัวเชื้อพันธุ์ข้าวให้แก่ผู้มาซื้อทุกคน เพื่อนำไปผลิตเมล็ดพันธุ์ขายอีกต่อหนึ่ง แข่งกันทำตลาดกันเอาเอง ก็ไม่เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้จะไปเข้าข้างใครหรือไม่เข้าข้างใคร ในทางตรงกันข้าม การที่ไม่มีกฎหมายควบคุมพันธุ์ข้าวเลย ใครจะผลิตพันธุ์ข้าวใดจำหน่ายเป็นเมล็ดพันธุ์ก็ได้ มันน่าจะเป็นการเอื้อต่อการผูกขาดตลาดได้มากกว่าเสียอีก เพราะเมื่อเอกชนหรือใครก็ตามวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวได้เอง ย่อมสามารถนำไปผลิตเมล็ดพันธุ์จำหน่ายให้ชาวนานำไปปลูกได้ทันที ได้มาตรฐานหรือเปล่าก็ไม่รู้ เอกชนที่มีทุนมากก็ย่อมได้เปรียบไม่ใช่หรือ และที่เป็นจริงอยู่ในทุกวันนี้เพื่อลดต้นทุนมีการใช้วิธีรวบรวมพันธุ์ข้าวจากชาวนาทั่วๆ ไป เพียงแต่ไปเสาะหาแปลงพันธุ์ข้าวจากแหล่งปลูกใหญ่ๆ หรือแม้กระทั่งลักลอบนำเอาพันธุ์ข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาตั้งชื่อใหม่ ผลิตเมล็ดพันธุ์และบรรจุกระสอบขาย สามารถทำกันอย่างเสรีและง่ายดาย ในท้องตลาดจึงมีชื่อพันธุ์ข้าวแปลกๆ ใหม่ๆ ที่โฆษณาอวดอ้างว่าคุณภาพดี ผลผลิตสูง หลอกลวงให้ชาวนาหลงซื้อไปปลูก เสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายต่อพันธ์ุข้าวไทยอย่างประเมินค่ามิได้ ผมว่าปล่อยไปแบบนี้แหละ น่าจะเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อนายทุนยักษ์ใหญ่อย่างแท้จริง

สุดท้าย ถ้าจะบอกว่าการบังคับให้ต้องรับรองพันธุ์ข้าวก่อน อาจมีการเลือกปฏิบัติเข้าข้างบริษัทยักษ์ใหญ่ ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้อีก เนื่องจากคณะกรรมการรับรองพันธุ์ข้าว ประกอบด้วยนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และมีตัวแทนจากกระทรวงพาณิชย์ สมาคมผู้ส่งออกข้าว สมาคมโรงสี รวมทั้งชาวนา ซึ่งก็คงยากมากทีเดียวที่กรมการข้าวจะไปชี้นำท่านเหล่านี้ได้ จริงไหมครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 28 มกราคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548584

ซอกแซกอาเซียน : 28 มกราคม 2564

ซอกแซกอาเซียน : 28 มกราคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คราวที่แล้ว ผมเขียนเกี่ยวกับการควบคุมพันธุ์ข้าว โดยเพื่อส่งเสริมรักษามาตรฐานข้าวไทยได้มีการเสนอออกกฎหมายบังคับให้ต้องผ่านการรับรองเสียก่อนที่จะสามารถนำไปผลิตเมล็ดพันธุ์และจำหน่ายให้ชาวนานำไปปลูกได้ ตกลงที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เมื่อร่างกฎหมายนี้ยุติไป ก็ยังเป็นเพียงความสมัครใจ คือจะนำมารับรองพันธุ์ที่กรมการข้าวหรือไม่ก็ได้ ฉบับนี้ ผมจึงขออธิบายชี้แจงเพิ่มเติมในอีกประเด็นหนึ่ง คือ ข้อจำกัดของกระบวนการรับรองพันธุ์ข้าวของกรมการข้าว

คือมันเป็นความอึดอัดและก็น่าเห็นใจทุกฝ่ายกันพอสมควร เพราะการรับรองพันธุ์ข้าวของกรมการข้าว แนวปฏิบัติก็ได้อธิบายไปแล้วโดยสังเขปในฉบับก่อนๆ ซึ่งจะว่าไปมันก็เปรียบคล้ายกับการไปขอรับรองมาตรฐาน ISO หรือไปขอรับรอง อย. ของกระทรวงสาธารณสุข อะไรทำนองนั้นแหละ ผมเชื่อว่าทุกคนคงเห็นด้วยนะครับว่า หลักของการรับรองก็คือมาตรฐานต้องเข้าขั้น คุณภาพต้องเข้มข้น ถ้าต้องการความเชื่อถือระดับสูงสุด แต่หลักการที่ว่านี้มันก็กลายเป็นดาบสองคมในตัวมันเอง

ส่วนที่ไม่ดี คือทำให้ยุ่งยาก เสียเวลา บางคนเบื่อที่จะต้องมานั่งเป็นวันๆ เพื่อให้คณะกรรมการซักถาม เบื่อที่จะต้องไปทำแปลงปลูกทดลองซ้ำแล้วซ้ำอีก และต้องเก็บข้อมูลละเอียดยิบ ลำพังนักวิจัยของกรมการข้าวเองที่คิดค้นพันธุ์ข้าวซึ่งเป็นหน้าที่อยู่แล้ว มาเจอเรื่องแบบนี้ บางคนก็ยังเกิดความท้อถอย แต่เหตุเพราะเป็นหน้าที่และมีตัวชี้วัด จึงต้องกัดฟันทนตอบคำถาม ทำแปลงทดลองเก็บข้อมูล เพื่อทำให้สำเร็จให้จงใด้ ทีนี้ถ้าเป็นนักวิจัยจากภายนอก เช่น จากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาอื่น จากหน่วยราชการอื่น ที่เขาวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวโดยมิใช่ mandate ของเขาเลย บางคนเขาก็ไม่อยากจะอดทนครับ ยิ่งบางคนจบระดับดอกเตอร์มา ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เอ้ย.. ศักดิ์ศรีของความเป็นนักวิชาการมีสูงมาก เขาก็ไม่อยากมานั่งนานๆ ให้ซักไซ้ไล่เลียงหรอก สู้เอาพันธุ์ข้าวที่พัฒนาได้ไปผลิตเมล็ดพันธุ์และจำหน่ายเลยดีกว่า อาศัยการโหมประชาสัมพันธ์มากๆ ชาวนาเราก็รับแล้ว เพราะจริงๆ แล้ว ธรรมชาติของชาวนาในเขตชลประทานภาคกลางเราเป็นพวกหัวไวใจสู้และชอบลองของใหม่ อะไรที่มาใหม่และเชื่อว่าดี จะต้องเอาก่อนเลย ถ้าสำเร็จก่อนถือว่าสุดยอด เพื่อนบ้านยกนิ้วให้ แต่ถ้าล้มเหลว ปีหน้าก็หาข้าวพันธุ์ใหม่มาปลูกใหม่ ดังนั้นเราจึงได้เห็นมีการนำพันธุ์ข้าวที่ยังไม่ได้มีการรับรองออกมาขายให้ชาวนาปลูก พ่อค้าหัวใสบางคนเห็นกำไรงาม ก็ไปหาเมล็ดพันธุ์ข้าวมาขาย ดีบ้างไม่ดีบ้าง (อย่างมากก็แค่ให้ได้มาตรฐานตามกฎหมายเมล็ดพันธุ์) และนี่คืออีกเหตุผลหนึ่งอันเป็นที่มาของการเรียกร้องให้มีการใช้ปลูกเฉพาะพันธุ์ข้าวที่ได้รับการรับรองแล้วเท่านั้น

ข้อจำกัดของการรับรองพันธุ์ข้าว ปัจจุบันบางท่านก็ว่า นอกจากจะเป็นกระบวนการที่ชักช้าน่าเบื่อแล้ว ยังส่งผลให้ประเทศไทยเรามีจำนวนพันธุ์ข้าวที่น้อย ไม่หลากหลายสนองตอบเท่าที่ตลาดต้องการ เช่น มีผู้กล่าวว่า เรามีเฉพาะพันธุ์ข้าว คือ 1) ข้าวหอม 2) ข้าวพื้นแข็ง และ 3) ข้าวเหนียว แต่ทว่าเราขาดข้าวพื้นนุ่มซึ่งขณะนี้ตลาดกำลังเป็นที่ต้องการมากและประเทศคู่แข่งเพื่อนบ้านเรามีขายนั้น ผมได้รับการยืนยันจากนักวิชาการกรมการข้าว เบื้องต้นสำหรับในประเด็นแรก คือ เรื่องชักช้าใช้เวลามากนั้น ไม่ถูกต้องครับ เรียนว่ากระบวนการรับรองพันธุ์ข้าวของกรมการข้าว พูดง่ายๆ ก็เหมือนกับการสอบวิทยานิพนธ์ ของนักศึกษานั่นแหละ คือ ถ้าตอบคำถามชัดเจนและหากไม่มีการแก้ไขเลย การสอบนั้นก็จะผ่านในครั้งเดียว แต่ถ้าคณะกรรมการสอบขอให้แก้ไข ผู้สอบกลับไปแก้ไขอย่างรวดเร็ว การสอบผ่านก็จะเร็วขึ้นตาม แต่หากคณะกรรมการสอบขอให้แก้ไขผู้สอบไม่ยอมแก้ไข ปล่อยเวลาเนิ่นนานออกไป หรือหายไปเลย ก็เป็นที่แน่นอนว่า คงต้องใช้เวลามากขึ้น

ทั้งนี้ นักวิชาการยืนยันว่า โดยทั่วไปถ้าทุกอย่างครบถ้วน รับรองรองพันธุ์ข้าวแต่ละพันธุ์ใช้เวลาไม่เกิน 2 ปี ส่วนที่มีการพูดกันว่าการรับรองข้าวแต่ละพันธุ์ใช้เวลาถึง 6-7 ปี นั้นผิดครับ เพราะเป็นการนับรวมถึงระยะเวลาการคิดค้นสร้างพันธุ์ข้าวใหม่ตั้งแต่ต้นกระทั่งรับรองพันธุ์เสร็จ แต่ 6-7 ปีนี่ก็เป็นระยะเวลาของวิธีการสร้างพันธุ์ข้าวแบบดั้งเดิมโบราณนะครับ ในทางตรงกันข้าม หากเรามีเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยกว่านี้ ระยะเวลาการได้พันธุ์ข้าวใหม่ก็ย่อมจะสั้นลงกว่าครึ่งแน่นอน

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 21 มกราคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546854

ซอกแซกอาเซียน : 21 มกราคม 2564

ซอกแซกอาเซียน : 21 มกราคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คราวก่อนจบตรงที่เหตุผลคร่าวๆ ในการผลักดันและคัดค้านการรับรองเพื่อควบคุมพันธุ์ข้าว ซึ่งมีทั้งดีไม่ดี แล้วแต่มุมมองของฝ่ายหนุนและฝ่ายค้าน ฉบับนี้ขอมาต่ออีกนะครับ ฝ่ายที่คัดค้าน ได้ให้เหตุผลในรายละเอียดว่า การควบคุมพันธุ์ข้าว โดยต้องมีการรับรองพันธุ์ข้าวทุกพันธุ์นั้น จะเกิดผลเสียที่เห็นได้ชัด คือ เป็นการสกัดกั้นการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวที่ใครๆ ก็ควรมีอิสระกระทำได้ ยิ่งถ้าเป็นชาวนา ควรได้รับการส่งเสริมให้พัฒนาสร้างพันธุ์พื้นบ้านพื้นถิ่นใช้ปลูกโดยเสรี จะช่วยให้ได้ชนิดพันธุ์ข้าวที่สนองตอบระบบนิเวศและตลาดได้มากขึ้นกว่าเดิม และสงสัยว่าการบังคับให้ต้องเอาพันธุ์ข้าวไปรับรองก่อน น่าจะเป็นเรื่องของความต้องการแสวงหาอำนาจของกรมการข้าว ทั้งที่ทุกวันนี้ก็ออกชนิดพันธุ์ข้าวไม่พอหรือไม่ทันต่อการตอบโจทย์ด้านการตลาด นอกจากนี้ มีความเข้าใจผิดต่อกรณีการออกกฎหมายดังกล่าวว่า ต่อนี้ไป ชาวนาจะไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ของตัวเองไว้ใช้ปลูกในฤดูต่อๆ ไปได้ ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวจากภายนอกอย่างเดียว หากใช้เมล็ดพันธุ์ตนเองปลูก จะมีความผิดถึงขั้นติดคุกติดตาราง (โปรดสังเกตว่า ตอนนี้เริ่มสับสนระหว่างคำว่า “พันธุ์” กับ “เมล็ดพันธุ์”แล้ว – ถ้าต้องการเข้าใจชัดเจนกรุณากลับไปอ่านตอนที่ผ่านมา)หนักกว่านั้น ฝ่ายคัดค้านยังกล่าวหาว่าการเสนอควบคุมพันธุ์ข้าวมีเจตนาแอบแฝงหรือเป็นการสมคบคิดของนักวิชาการกับบริษัทขายเมล็ดพันธุ์ข้าวยักษ์ใหญ่ที่ต้องการผูกขาดตลาดเมล็ดพันธุ์ข้าวทั้งระบบ ฟังดูแล้วช่างเป็นคำกล่าวหาที่ร้ายแรงและทำร้ายจิตใจของนักวิชาการที่มุ่งทำงานวิจัยทดลองเพื่อพัฒนาพันธุ์ข้าวไทยเสียเหลือเกิน

ผมเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องการเสนอกฎหมายนี้เลย แต่ใคร่ครวญอย่างดีแล้วกลับเห็นด้วยว่า การกำหนดให้ต้องมีการรับรองพันธุ์ข้าวนั้น น่าจะมีผลดีมากกว่าผลเสียและเป็นความคิดริเริ่มที่ควรสนับสนุน เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา พบความจริง เช่น มีการลักลอบเอาพันธุ์ข้าวจากต่างประเทศ หรือจากแปลงทดลองที่ยังทำไม่เสร็จ รวมทั้งผลิตผสมพันธุ์เอง แล้วนำไปผลิตเมล็ดพันธุ์ขายเอากำไร แอบอ้างหรือตั้งชื่อพันธุ์ใหม่ๆ แปลกๆ จนเกิดความเสียหายแก่ชาวนาและมีการร้องเรียนกันมาโดยตลอด บางพันธุ์มีการโฆษณาสรรพคุณโด่งดัง แต่เมื่อชาวนาเอาไปปลูกต่อๆ กันเพียงไม่กี่ฤดู ก็เกิดการกลายพันธุ์หรือได้ผลผลิตที่ไม่คงตัวสม่ำเสมอ เมื่อไปตรวจสอบก็ไม่ทราบที่มาที่ไป จึงควรอุดช่องว่างอันนี้เสีย

เรื่องการออกกฎหมายนี้เถียงกันอยู่ในสภาประมาณครึ่งปี ในที่สุดก็ไปไม่รอด เพราะมิได้มีแต่เพียงประเด็นด้านการควบคุมพันธุ์ข้าวแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ยังมีประเด็นที่แรงกว่าและเกิดการต่อต้านมากกว่า คือ มีการควบคุมบางเรื่องไปถึงพ่อค้าโรงสีข้าว ทั้งนี้โดยผู้เสนอมีเจตนาเพื่อช่วยเหลือชาวนาที่ยากจนข้นแค้น และประเด็นหลังนี้เองที่มีการตีความไปคนละอย่าง และมีการคัดค้านกันอย่างรุนแรงว่าจะเกิดผลกระทบต่อการค้าข้าวอย่างมาก จนกฎหมายนี้ต้องพับฐานไป

มีโอกาสตอนนี้ สิ่งที่ผมอยากจะช่วยทางกรมการข้าวสร้างความเข้าใจอีกครั้ง คือในประเด็นแรกที่ถูกกล่าวหาว่า ถ้ามีกฎหมายนี้แล้ว ชาวนาจะไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวตนเองไว้ปลูกได้ ต้องซื้อจากภายนอกอย่างเดียวนั้น เป็นสิ่งที่เข้าใจคลาดเคลื่อนอย่างมหันต์ เพราะจริงๆ แล้วกฎหมายนี้ไม่ได้เกี่ยวกับ “เมล็ดพันธุ์ข้าว” เลย ทว่าเป็นเรื่องของ “พันธุ์ข้าว” เท่านั้น แล้วก็บังคับเฉพาะการกระทำใดๆ ต่อการขยายพันธุ์ข้าวที่เป็นเชิงธุรกิจการค้าเท่านั้น หมายถึงใครหรือหน่วยงานใดก็ตามที่ค้นคว้าวิจัยสร้างพันธุ์ข้าวขึ้นใหม่ ก็สามารถกระทำได้โดยอิสระเหมือนเดิม และก็จะเอาไปปลูกในที่นาตนเองหรือเพื่อนบ้านแบบวิถีความเป็นอยู่ดั้งเดิมก็ย่อมกระทำได้ตลอดเวลา กฎหมายขอเพียงว่า ถ้าหากจะนำเอาพันธุ์ที่คิดค้นได้ไปผลิตเมล็ดพันธุ์แล้วจำหน่ายในเชิงธุรกิจการค้า ย้ำ “เพื่อจำหน่ายเป็นการค้า” ได้นั้น ขอมาให้กรมการข้าวตรวจสอบประวัติสายพันธุ์ รายละเอียดพันธุ์ รวมทั้งศึกษาพิสูจน์ข้อดีข้อเสียของพันธุ์ ที่เรียกว่า “การรับรอง” เสียก่อนเท่านั้น เรื่องนี้ยังไม่จบ เพราะยังมีประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจต่อในฉบับหน้าอีกครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org