ซอกแซกอาเซียน : 23 กันยายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604013

ซอกแซกอาเซียน  : 23 กันยายน 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ทีมงานแอปเตอร์ก็ได้มีโอกาสจัดประชุมทางไกล เพื่อเป็นตัวกลางการเจรจาต่อสัญญาการซื้อขายข้าวเทียร์ 1 ระหว่างประเทศญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ ซึ่งการประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมครั้งที่ 2 โดยมีการนัดหมายไว้แล้วตั้งแต่ในคราวประชุมครั้งที่ 1 ผมต้องชมผู้ใหญ่ซึ่งเป็นผู้แทนเจรจาของทั้งสองฝ่ายด้วยใจจริง เพราะท่านที่มาเจรจาเป็นท่านเดิมไม่เปลี่ยนแปลงจากเมื่อครั้งที่ 1 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางฝ่ายฟิลิปปินส์ ก็คือ คุณจูดี้ บอสใหญ่สุดของ National Food authority หรือเอ็นเอฟเอ มาเอง (ส่วนมากที่ผ่านมาแกก็เล่นเองโดยไม่เคยขาดสักครั้งเดียว) ขณะที่ฝ่ายญี่ปุ่นก็คือท่าน ผอ.กอง คุณฮากิวาราซึ่งก็คือ คนที่มานั่งประชุมคราวที่แล้ว ลักษณะการส่งผู้เข้าประชุมต่อเนื่องโดยคนคนเดิมที่เข้าประจำแบบที่ว่านี้ ถือเป็นแบบอย่างที่ดีมาก มีข้อดีและประสิทธิผลดังที่ทุกคนย่อมทราบกันดีอยู่แล้ว ทว่าเท่าที่เห็นในการประชุมต่างๆ ของหน่วยราชการไทยเรา มักทำไม่ค่อยได้ หรือทำได้น้อยมาก ข้อเท็จจริงของเรา คือ ในการประชุมครั้งแรก อาจมีผู้หลักผู้ใหญ่มาเองอยู่บ้าง แต่หลังจากนั้นในครั้งที่สองหรือสาม ก็จะให้ระดับรองๆ ลงมาเป็นตัวแทนเข้าประชุม และยิ่งการประชุมมีหลายครั้งมากเข้า ผู้ได้รับมอบหมายมาเข้าประชุมก็ยิ่งมีตำแหน่งเล็กลงเรื่อยๆ เรียกว่าผู้มาเข้าประชุมแทบจะไม่เคยซ้ำหน้า ทำความลำบากใจให้กับฝ่ายเลขานุการผู้จัดการประชุมอย่างมากที่ต้องคาดเดาว่าคนหน้าใหม่ๆ นั้นมาจากหน่วยงานใด ตัวจริงหรือตัวแทน จะให้เซ็นชื่อตรงไหน เวลาประธานในที่ประชุมสอบถามว่าที่ประชุมพร้อมหรือยัง ฝ่ายเลขาฯก็ลำบากที่จะตอบ เนื่องจากไม่คุ้นหน้าผู้มาใหม่ ปัญหาคนเข้าประชุมซ้ำหน้านี้ มีคำอธิบายว่าเพราะเหตุที่ผู้หลักผู้ใหญ่มีงานมากเสียเหลือเกิน เดี๋ยวต้องไปเข้าประชุมรายการโน้น รายการนี้ เดี๋ยวถูกเรียกตัวให้ไปรายงานจากเจ้านายชั้นใหญ่ขึ้นไป เดี๋ยวถูกเชิญไปเปิดงาน บรรยาย หรือให้นโยบายแก่เจ้าหน้าที่ในสังกัด เลยไม่มีเวลาเพียงพอ ช่างน่าเห็นใจจริงๆ ที่ข้าราชการเมืองไทยมีงานหนักอึ้ง ขณะที่เงินเดือนกลับน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับข้าราชการมาเลเซีย สิงคโปร์ หรือญี่ปุ่น แต่เท่าที่สังเกตดูจากประสบการณ์การทำงานกับผู้หลักผู้ใหญ่ประเทศอื่น เขากลับมีเวลาเข้ามาประชุมกับแอปเตอร์อย่างเสมอต้นเสมอปลาย น่าคิดนะครับเรื่องนี้

ก็พูดไปไกล เรื่องผู้ใหญ่เข้าประชุม ขอกลับมาเรื่องการต่อสัญญาข้าวเทียร์ 1ล่าสุด ตกลงทางฝ่ายสำนักเลขานุการแอปเตอร์ ได้เสนอยกร่างสัญญาที่ปรับแก้ไขให้ทั้งสองฝ่ายดู ซึ่งเขาคงต้องเอาไปให้ฝ่ายกฎหมายดูอีกที แต่สิ่งหนึ่งที่ทางญี่ปุ่นกังวล คือ ผู้ลงนามว่าควรจะเป็นข้าราชการผู้ใหญ่ในระดับเดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน เกรงว่าทางฝ่ายฟิลิปปินส์จะไปเอาระดับรัฐมนตรีมาลงนาม เพราะจะทำให้อีกฝ่ายยุ่งยากในการไปเชื้อเชิญผู้ใหญ่ระดับนั้นมา ซึ่งไม่เหมือนตอนที่ลงนามครั้งแรกที่ประเทศเวียดนามเมื่อ 3 ปีก่อน ที่ทั้งสองฝ่ายก็ใช้ระดับอธิบดีกับรองปลัดกระทรวงก็น่าจะพอเพียงแล้วซึ่งเรื่องนี้ฝ่ายเลขานุการก็รับปากว่าจะพยายามล็อบบี้ทางฟิลิปปินส์ให้เป็นไปใกล้เคียงกับแนวเดิม ก็เป็นอันว่าการเจรจาครั้งที่ 2 นี้มีความคืบหน้าที่จะมีการต่อสัญญาเทียร์ 1 แต่กระนั้นที่ยุ่งยากน่าจะเป็นฝ่ายฟิลิปปินส์เสียมากกว่า เนื่องจากระเบียบภายในค่อนข้างซับซ้อน เพราะเอ็นเอฟเอ ปัจจุบันถูกโอนไปอยู่ภายใต้กระทรวงเกษตร แตกต่างจากเดิมที่อยู่ภายใต้สำนักประธานาธิบดี รวมทั้งบทบาทของเอ็นเอฟเอ ปัจจุบันได้มีการปรับโครงสร้างมิให้ทำหน้าที่นำข้าวเข้าประเทศเหมือนเดิม โดยหน้าที่การนำเข้าข้าวถูกโอนไปอยู่กับกระทรวงพาณิชย์ ความชัดเจนในบทบาทจึงยังคงคลุมเครืออยู่พอสมควร

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 9 กันยายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600811

ซอกแซกอาเซียน  : 9 กันยายน 2564

ซอกแซกอาเซียน : 9 กันยายน 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ฉบับก่อนพูดถึงว่า หลายคนวิจารณ์ว่า ข้าว earmarked ของแอปเตอร์จำนวน 787,000 ตัน ประชาชนอาเซียนบวกสามกินกันเพียงวันสองวันก็หมดแล้ว มีคำถามว่าแล้วจะพอหรือ หากเกิดปัญหาข้าวขาดแคลนจริง ประเด็นนี้ในความเห็นผมเองก็ว่าน่าคิดคำนึงอยู่ แต่ทว่าเหตุการณ์ Worst Case แบบที่ว่าทุกประเทศขาดแคลนหมด ไม่มีข้าวกินเลย เข้าใจว่าคงจะไม่เกิดขึ้นง่ายๆ เป็นแน่ หรือหากแม้จะเกิดขึ้นจริง ผมว่าทุกอย่างก็คงจะล่มสลายไปก่อนที่ทุกประเทศจะหันมาพึ่งพิงระบบแอปเตอร์มากกว่า ดังนั้นแนวคิดหรือระบบของแอปเตอร์จึงเป็นจินตนาการของการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์บนพื้นฐานแห่งความเป็นจริงที่ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่มีอะไรที่เลวร้ายไปจนขนาดแบบสุดโต่งอย่างที่ว่าแน่นอน ด้วยเหตุผลนี้ ระบบของแอปเตอร์จึงเป็นหลักประกันในยามปกติว่า แม้ประเทศใดที่เผอิญประสบภัยพิบัติจนผู้คนอดอยาก ก็ยังมีที่พึ่งแหล่งสุดท้ายที่สามารถนำมาเจือจุนเยียวยาความอยู่รอดของประชาชนผู้หิวโหยได้ อีกทั้งในการช่วยเหลือ เราก็คงจะดูว่าใครหนักกว่าใคร และแน่นอนว่าเราควรจะต้องช่วยเหลือผู้ที่ประสบปัญหาที่หนักกว่าก่อนคนอื่น ทั้งนี้เนื่องจากเรามีระบบการประเมินที่ชัดเจน โดยคนตัดสินใจสุดท้ายก็คือผู้แทนสมาชิกทุกประเทศที่ประกอบเป็นมนตรีแอปเตอร์ หรือ Council นั่นแหละครับ

อย่างที่เคยบอกไปแล้วว่า รูปแบบการดำเนินงานของแอปเตอร์ได้ถูกศึกษา วิเคราะห์ วิจัยและออกแบบอย่างดีโดยผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐและองค์การระหว่างรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบี อาศัยประสบการณ์ที่เคยจัดตั้ง ASEAN Emergency Rice Reserve หรือ AERR ที่เคยมีการลงนามก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1979 หรือ 42 ปีมาแล้ว และได้วิวัฒนาการมาบวกรวมประเทศเอเชียตะวันออก คือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้เข้ามาและเปลี่ยนเป็น EAERR หรือ East Asia Emergency Rice Reserveการดำเนินงานก็ได้มีการพัฒนาเพื่อประโยชน์ของมวลสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างได้ชัด จนในที่สุด ทั้ง 13 ประเทศ ก็ได้มีฉันทานุมัติให้จัดตั้งเป็นองค์การระหว่างชาติถาวรภายใต้ชื่อ ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve หรือ APTERR ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ผมกล่าวเรื่องนี้มาหลายครั้ง เพราะต้องการจะเล่าต่อไปว่า ด้วยชื่อเสียงและสิทธิประโยชน์ที่บรรดาสมาชิกแอปเตอร์ได้รับในห้วงระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมาทำให้ประเทศทั่วโลกได้ให้ความสนใจในรูปแบบและการทำงานของแอปเตอร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มประเทศที่ยากจนและขาดแคลนอาหารบริโภคในแถบทวีปแอฟริกา ซึ่งต่างสนใจที่จะดำเนินการจัดตั้งองค์กรแบบนี้บ้างในกลุ่มประเทศเหล่านั้น

แต่ในที่สุดก็ยังจัดตั้งไม่ได้ เพราะอะไรผมเองก็ไม่ทราบเหตุผลชัดๆ ประการหนึ่งที่ผมวิเคราะห์เอาเอง ก็คือ ในบรรดาสมาชิกที่จะประกอบขึ้นเป็นองค์กรแอปเตอร์นี้ ส่วนหนึ่งต้องเป็นประเทศที่สามารถผลิตพืชอาหารได้อยู่บ้าง ขณะที่อีกส่วนหนึ่งอาจผลิตไม่ได้ทว่าก็ยังเป็นประเทศที่มีรายได้จากทางอื่นได้ตามสมควร เสมือนหนึ่งว่ามีความสมดุลในด้านศักยภาพเพื่อการแสวงหาอาหารอยู่บ้าง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในส่วนของประเทศอาเซียน คือ เรามีกลุ่มประเทศยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตข้าวอยู่ 3-4 ประเทศขณะเดียวกันเราก็มีประเทศผู้ขาดแคลนข้าว แต่มีรายได้จากด้านอื่น ในทางตรงกันข้ามหากกลุ่มประเทศที่จะมารวมเป็นองค์กรแบบนี้ ถ้าทุกประเทศไม่มีศักยภาพการผลิตพืชอาหาร หรือไม่มีพื้นที่เพาะปลูกพืชดังกล่าวเลย ก็เป็นการยากยิ่งที่ความร่วมมือรูปแบบนี้จะถูกผลักดันให้เกิดขึ้นได้ นับว่าเป็นความโชคดีของประเทศสมาชิกอาเซียน นอกจากเราจะมีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วนแล้ว เรายังมีประเทศบวกสามที่ร่ำรวยๆ มาช่วยค้ำจุนอีก

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 26 สิงหาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597571

ซอกแซกอาเซียน : 26 สิงหาคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ท่านผู้อ่าน ถ้าจำได้ที่ผมเคยเล่าระบบการทำงานหลักของแอปเตอร์ที่ประกอบไปด้วย Tier 1, Tier 2 และ Tier 3 โดยส่วนมากเรามักจะยุ่งอยู่กับ เทียร์ 3 เพราะเป็นการส่งข้าวไปช่วยเหลือประเทศสมาชิกที่ประสบภัยแบบให้เปล่า ตรงกันข้ามกับเทียร์ 1 และ 2 ซึ่งเป็นเรื่องของการซื้อขาย กล่าวคือ แอปเตอร์มีสต๊อกข้าวสำรองจำนวนตามข้อตกลงกันใน 13 ประเทศสมาชิก รวม 787,000 ตัน การจะนำข้าวส่วนนี้ไปใช้แก้ไขปัญหาความมั่นคงทางอาหารต้องเป็นการซื้อขายตามราคาตลาด ดังนั้น แม้คณะผู้สถาปนาแอปเตอร์จะมีวิสัยทัศน์กว้างไกลมองเห็นถึงวิธีการป้องกันปัญหาไว้ล่วงหน้า แต่กระนั้นในทางปฏิบัติเนื่องจากปัญหายังไม่เกิดขั้นรุนแรง ความจำเป็นที่จะต้องใช้เทียร์ 1 และ 2 จึงไม่มี หรือเมื่อมีอยู่บ้างเพียงแต่ใช้เทียร์ 3 ก็พอแล้ว สามารถเอาอยู่ได้ระดับหนึ่ง

จึงเป็นหน้าที่ของสำนักเลขานุการแอปเตอร์ ที่จะต้องส่งเสริมให้เกิดการใช้สต๊อกข้าวจำนวน 787,000 ตัน ผ่านทางเทียร์ 1 และ 2 แทนที่จะใช้แต่เพียงเทียร์ 3 อย่างเดียว โดยเมื่อเกือบ 3 ปีก่อนได้ทำสำเร็จมา 1 รายการ ในรูปแบบของเทียร์ 1 ระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับฟิลิปปินส์ จนกระทั่งได้มีการลงนามในบันทึกความร่วมมือ หรือ Memorandum of Cooperation (MOC) กันของทั้งสองฝ่ายที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม มาจนกระทั่งปัจจุบันบันทึกความร่วมมือดังกล่าวกำลังจะหมดอายุลง เพราะได้ทำสัญญาไว้ 3 ปี และจริงๆ แล้วก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะมีการซื้อขายข้าวจริง เนื่องจากประเทศผู้จะซื้อ ซึ่งคือฟิลิปปินส์ยังไม่ได้แสดงความจำนงสั่งซื้อ สัญญาข้างต้นจึงต้องมีการเจรจากันใหม่เพื่อขยายอายุ MOC ต่อไปอีก ซึ่งขึ้นอยู่กับทั้งสองฝ่ายว่ามีความประสงค์หรือไม่

สำนักเลขานุการแอปเตอร์ ประสานกับทั้งสองฝ่ายให้เปิดการเจรจา ซึ่งอย่างที่เคยเขียนเล่าไปแล้วในฉบับก่อนๆ ว่าในการเจรจาครั้งแรกเมื่อสามปีก่อนนั้นเปรียบประดุจเป็นมหากาพย์ เพราะต้องเดินทางไปประชุมเจรจาทั้งสองประเทศ ประเทศละ 1-2 ครั้ง รวมทั้งครั้งสุดท้ายมานั่งประชุมเจรจากันที่กรุงเทพฯ กว่าจะสำเร็จ แต่ครั้งนี้ เราไม่สามารถเดินทางไปไหนๆ ได้ การประชุมจึงต้องเป็นแบบออนไลน์ โดยเมื่อวันที่ 25มิถุนายน ที่ผ่านมา เราได้เริ่มต้นเจรจากัน ฝ่ายฟิลิปปินส์ นำโดยคุณจูดี้ดันแซล ผู้บริหารสูงสุดของ เอ็นเอฟเอ ว่าเอง พร้อมกับทีมงาน ส่วนทางญี่ปุ่นท่าน ผอ.กองการค้าธัญพืช ดร.ฮากิวาระ เป็นหัวหน้าชุด แล้วก็มีอดีตผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นที่เคยประจำที่แอปเตอร์ทั้งสองท่าน เข้าร่วมประชุมด้วย ขณะที่สำนักเลขานุการแอปเตอร์ มีผมเป็นผู้แทน แล้วก็น้องๆ ทีมงานเข้าร่วมด้วย ที่พิเศษที่แสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังของทางญี่ปุ่น คือ มีผู้แทนญี่ปุ่นที่ประจำสำนักเลขาธิการอาเซียน กรุงจาการ์ตา และประจำสถานทูตญี่ปุ่น ณ กรุงมะนิลา เข้าร่วมฟังการประชุมด้วย

เราพูดคุยเจตจำนงว่า ควรจะมีการต่อสัญญาออกไปอีก 3 ปี และใช้ราคาข้าวตามสูตรเดิม แต่ให้ใช้ราคาที่คำนวณแบบเป็นปัจจุบันแทนของเดิม ขณะที่รายละเอียดอื่นๆ ยังเป็นไปแบบเดิม ซึ่งดีอยู่แล้ว ทว่าประเด็นทางฝ่ายฟิลิปปินส์อาจมีข้องกังวลนิดหน่อย คือ เนื่องจากมีการออกกฎหมายใหม่ที่ปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของ เอ็นเอฟเอ รวมทั้งระบบการจัดเก็บภาษีนำเข้าข้าวใหม่ จึงเป็นข้อที่ เอ็นเอฟเอ ต้องกลับไปศึกษาเพิ่มเติมว่าจะมีผลกระทบต่อขอบเขตการทำสัญญาใหม่มากน้อยเพียงใด ก็คงต้องมีการประชุมเจรจากันครั้งต่อไป ซึ่งจะว่าไปการประชุมแบบนี้ดีมาก เพราะประหยัดสุดๆ ครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 19 พฤษภาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595961

ซอกแซกอาเซียน : 19 พฤษภาคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ตอนนี้ สำนักเลขานุการแอปเตอร์กำลังประกาศรับสมัครตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของแอปเตอร์ โดยจะปิดรับสมัครในวันที่ 13 กันยายน 2564 นี้ ผมจึงขออนุญาตแทรกนำมาเล่าในคอลัมน์นี้โดยคร่าวๆ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์แก่ผู้สนใจและมีคุณสมบัติครบถ้วนได้พิจารณาสมัครกัน เผื่อจะได้เข้ามาทำหน้าที่สำคัญในการสนับสนุนและอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับการช่วยเหลือประชาชนประเทศสมาชิกของอาเซียนบวกสามด้านความมั่นคงทางอาหารครับ

เรื่องของเรื่องก็คือ วาระการทำหน้าที่ของผมเองจะหมดลงในวันที่ 10 พฤษภาคม 2565 ตามระเบียบของแอปเตอร์ จึงต้องมีการประกาศรับสมัครผู้จัดการทั่วไป หรือ General Manager : GM คนใหม่ และจะเข้ารับหน้าที่ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2565 เป็นต้นไปเป็นเวลา 3 ปี ตอนนี้เริ่มเปิดรับสมัครแล้ว และจะปิดรับสมัครในวันที่กล่าวข้างต้น ซึ่งเหลือเวลาอีกประมาณ 1 เดือน ปกติทางฝ่ายสำนักเลขานุการฯ ก็จะประกาศตำแหน่งว่างนี้ลงในเว็บไซต์ของแอปเตอร์ รวมทั้งมีหนังสือเวียนแจ้งสมาชิกทั้ง 13 ประเทศให้ช่วยลงประกาศด้วย สำหรับคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาเป็นผู้จัดการทั่วไปของแอปเตอร์ โดยคร่าวๆ คือ จะต้องมีสัญชาติอาเซียน รวมทั้งจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ จบการศึกษาขั้นต่ำปริญญาตรีสาขาบริหารธุรกิจ สถิติ เศรษฐศาสตร์ หรือเศรษฐศาสตร์การเกษตร หรือด้านอื่นที่เกี่ยวข้อง มีประสบการณ์การทำงานในเรื่องการนโยบายบริหารจัดการข้าวในระดับชาติ หรือระหว่างชาติมาไม่ต่ำกว่า 10 ปี มีความรู้ด้านการจัดการตลาด การค้าและสต๊อกข้าวรวมทั้งกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง มีความเป็นผู้นำและสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ การเงิน รวมทั้งมีความรู้ด้านภาษาอังกฤษ สามารถใช้งานได้ดีมากทั้งการพูดและการเขียน ตลอดจนมีความชำนาญด้านการใช้คอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ ผู้สมัครจะต้องกรอกแบบฟอร์ม และเขียนประวัติพร้อมผลงานชี้ให้เห็นถึงความเหมาะสมกับการดำรงตำแหน่ง รวมทั้งมีหนังสือรับรองจากผู้ที่น่าเชื่อถือ 2 คน มาประกอบการพิจารณา รายละเอียดขอให้เปิดอ่านอีกครั้งในเว็บไซต์ apterr.org ครับ

ในด้านของกระบวนการคัดเลือก หลังจากปิดรับสมัครแล้ว เบื้องต้นทางฝ่ายสำนักเลขานุการฯ จะเป็นผู้กลั่นกรองเอาเฉพาะผู้ผ่านคุณสมบัติตามที่กำหนด และนำส่งให้คณะกรรมการสรรหา หรือ selection board ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจาก 13 ประเทศ จากนั้นคณะกรรมการสรรหาก็จะพิจารณาคัดสรร (shortlist) และจัดลำดับ 1 2 และ 3 ประเทศละไม่เกิน 5 คน ส่งคืนให้ฝ่ายสำนักเลขานุการฯ ต่อจากนั้นก็จะมีการเรียงลำดับสูงสุดและรองลงมา ตามที่ได้รับจากคณะกรรมการสรรหาทั้งหมด คัดเอาไว้ 3 คน เพื่อส่งให้คณะมนตรีแอปเตอร์ทำการสัมภาษณ์ต่อไป ในที่นี้ตามแผนกำหนดการของฝ่ายสำนักเลขานุการฯ กำหนดวันสัมภาษณ์ในช่วงเดือนธันวาคม 2564 และเมื่อได้รับการคัดเลือกจากการสัมภาษณ์แล้ว ก็จะต้องนำผู้จัดการทั่วไปคนใหม่ไปให้คณะมนตรีแอปเตอร์รับรอง หรือ endorse อีกครั้งหนึ่งในคราวประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ประจำปี ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ที่ประเทศสิงคโปร์

ปกติการสัมภาษณ์ผู้สมัคร จะดำเนินการที่สำนักเลขานุการแอปเตอร์ อาคารสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เกษตรกลางบางเขน กรุงเทพฯ โดยคณะมนตรีแอปเตอร์บินมาจากแต่ละประเทศ แต่ปีนี้ดูท่าจะมีปัญหาเรื่องการเดินทาง ดังนั้น เชื่อว่าอาจจะต้องใช้วิธีการสัมภาษณ์ทางวีดีโอคอนเฟอเรนซ์อย่างแน่นอน ก็ขออนุญาตประชาสัมพันธ์มา ณ โอกาสนี้ครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 12 สิงหาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594349

ซอกแซกอาเซียน  : 12 สิงหาคม 2564

ซอกแซกอาเซียน : 12 สิงหาคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สำนักเลขานุการแอปเตอร์ ก็ได้มีโอกาสเข้าไปร่วมประชุมประจำปี 2021 ร่วมกับคณะกรรมการสำรองอาหารเพื่อความมั่นคงแห่งอาเซียน หรือ ASEAN Food Security Reserve Board: AFSRB พร้อมทั้งเสนอผลการดำเนินงานขององค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสามด้วย การประชุมของคณะกรรมการครั้งนี้ได้จัดโดยใช้ระบบทางไกลเช่นเคย ก็อย่างที่ผมได้เคยเขียนรายงานไปแล้วในคราวก่อนๆ เพราะได้มีการประชุมกันทุกปี
และฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการฯ ก็คือกรมการค้าต่างประเทศ ของกระทรวงพาณิชย์ไทยเรานี่เอง ปกติก็จะเวียนจัดไปตามประเทศต่างๆ ที่เป็นสมาชิกอาเซียนตามลำดับตัวอักษร ซึ่งก็เป็นแนวเดียวกับการประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์นี่แหละ หากแต่เวทีนี้มีเฉพาะ 10 ประเทศอาเซียนล้วนๆ ไม่มีจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้เข้ามาร่วมด้วย

ความจริงในเรื่องของความมั่นคงทางอาหารนั้น ถือเป็นเรื่องสำคัญมากทั้งในระดับโลก และระดับอาเซียน เพราะประชากรของโลกยังมีฐานะยากจนอยู่เป็นจำนวนมาก รวมถึงประชากรของสิบประเทศในภูมิภาคอาเซียนด้วย ดังนั้นสำนักเลขาธิการอาเซียนที่ตั้งอยู่กรุงจาการ์ตา จึงกำหนดเป็นแผนงานและเร่งรัดผลักดันในอันที่จะแก้ไขปัญหานี้แต่กระนั้นก็ตาม จะว่าไปแล้ว ในการปฏิบัติตามแผนดังกล่าว กลไกที่จะช่วยดำเนินงานทั้งหลาย ทางฝ่ายเลขาธิการอาเซียนหาได้มีเป็นของตนเองแต่อย่างใด ต้องอาศัยกลไกปกติระดับประเทศ ซึ่งก็คือภาครัฐของประเทศสมาชิกเองเป็นตัวขับเคลื่อน จะมีก็เพียงบางองค์กรที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนในยามที่ประสบกับความขาดแคลนอาหาร เช่น AHA Center และ APTERR รวมทั้ง หน่วยรวบรวมวิเคราะห์ข้อมูลอย่าง AFSIS ซึ่งทั้งสามหน่วยในการปฏิบัติงาน จะว่าไปแล้วก็มักไม่เกี่ยวกับแผนที่ว่านั้นโดยตรงเท่าใดนัก คณะกรรมการสำรองอาหารเพื่อความมั่นคงแห่งอาเซียนเอง ฟังดูชื่อแล้ว ก็น่าจะมีบทบาทในด้านการบริหารแผนเกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหาร ทว่าในการประชุมแต่ละปีก็ไม่มีประเด็นที่พูดถึงเลย ทั้งหมดเป็นการรายงานสถานการณ์การผลิตพืชอาหารทั้งในภาพรวมและในแต่ละประเทศเท่านั้น

ฟังดูแล้ว ประโยชน์ในการประชุมในความคิดเห็นส่วนตัวของผม รู้สึกว่ายังไม่มากเท่าที่ควร แต่ก็เป็นธรรมชาติขององค์การระหว่างประเทศแบบนี้ ที่ทำได้ก็เพียงกำหนดเป็นแผนไว้แบบกว้างๆ ส่วนประเทศสมาชิกใดจะทำหรือไม่ทำก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะจริงๆ แล้ว ทุกประเทศก็มักจะมีเป้าหมายพัฒนาประเทศเป็นที่สอดคล้องอยู่แล้ว คือ การขจัดความยากจน การพัฒนาการผลิตพืชอาหาร แต่การออกแบบวิธีการพัฒนาก็ต้องขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมือง รวมทั้งงบประมาณของแต่ละประเทศ ยิ่งถ้าเป็นประเทศที่ร่ำรวยอย่างเช่น บรูไนดารุสซาลาม และสิงคโปร์ ถึงแม้ว่าแทบจะไม่มีพื้นที่ผลิตพืชอาหารในประเทศเลย แต่ก็แทบจะพูดได้ว่าทั้งสองประเทศไม่มีปัญหาด้านความมั่นคงทางอาหารเลย เพราะมีเงินที่จะซื้อหาเอาได้จากประเทศอื่นๆ ที่ผลิตได้ ไม่ว่าจะเป็น ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง หรืออ้อยน้ำตาล ในการประชุมครั้งนี้ แอปเตอร์เองก็ได้รายงานผลของการส่งข้าวสารไปช่วยเหลือประเทศสมาชิกที่ประสบภัยจนเกิดการขาดแคลนในปีที่ผ่านมา จำนวนกว่า 5,000 ตัน ซึ่งได้ช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงทางอาหารรวมทั้งได้สร้างความประทับใจให้แก่ประชาชนอาเซียนเป็นจำนวนเกือบล้านคนทีเดียวครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 29 กรกฎาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/591059

ซอกแซกอาเซียน  : 29 กรกฎาคม 2564

ซอกแซกอาเซียน : 29 กรกฎาคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในที่สุด การจัดประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ครั้งที่ 9 ที่มีประเทศฟิลิปปินส์ เป็นเจ้าภาพ ซึ่งจัดแบบออนไลน์ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เราชาวฝ่ายสำนักเลขานุการแอปเตอร์ต้องขอถือโอกาสนี้ขอบคุณท่านผู้บริหารสูงสุด (Administrator) ของ NationalFood Authority หรือ NFA ของฟิลิปปินส์ คือ คุณจูดี้ ดันเซล ที่นำคณะฝ่ายจัด ดำเนินการจัดประชุมจนสำเร็จอย่างน่าประทับใจ ทั้งที่มีการปรับเลื่อนมาแล้ว 1 ครั้ง แม้ว่าจะเป็นการประชุมแบบทางไกล แต่คณะมนตรีของแต่ละประเทศก็ให้ความสำคัญต่อการประชุมครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือ เกือบทั้งหมดเป็นคณะมนตรีตัวจริงเข้ามานั่งร่วมประชุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพิธีเปิดการประชุมที่ทำได้เสมือนการประชุมจริงมากที่สุด คือ ทาง NFAได้เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร หรือ Secretaryfor Agriculture (ชื่อตำแหน่งตามระบบประธานาธิบดี)มาเป็นประธานในพิธีเปิดเลยทีเดียว ทั้งนี้เพราะประเทศฟิลิปปินส์ให้ความสำคัญต่อแอปเตอร์มากเป็นพิเศษ เนื่องจากเกือบทุกปีจะได้รับความช่วยเหลือด้านข้าวจากแอปเตอร์ในปริมาณที่ค่อนข้างจะมากกว่าประเทศอื่นๆ ด้วยความที่ประเทศนี้ต้องประสบกับภัยธรรมชาติอยู่ตลอดเวลา ซึ่งน่าเห็นใจมาก หลังจากนั้นคุณจูดี้ นายใหญ่ของ NFA ก็ได้เชิญระดับบิ๊กของประเทศมากล่าวปราศรัยพิเศษ คือ ท่านเลขาธิการประธานาธิบดี ซึ่งก็ยิ่งถือว่าเป็นพิเศษอย่างยิ่งกว่าประธานเปิดเสียอีก นี่ผมว่าถ้าการประชุมครั้งนี้ไม่ใช่เป็นแบบทางไกล คือไปจัดที่ประเทศฟิลิปปินส์จริงๆ แล้วละก็ คงดู grand กว่านี้แน่นอน เพราะคุณจูดี้แกก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ค่อนข้างจะเป็นคนใจใหญ่ใจป้ำพอสมควร ผมรู้จักและสนิทกับแกดี เป็นคนอารมณ์ดี หัวเราะเกือบตลอด และก็เคยเล่าไปแล้วในฉบับก่อนๆ ว่ากีฬาที่แกชอบ คือ ยิงปืน โดยเคยพาผมและคณะไปฝึกยิงปืนกันเมื่อครั้งไปฟิลิปปินส์ครั้งหนึ่ง พูดถึงเรื่องนี้ ยังนึกขำเมื่อสองสามปีก่อน สมัยที่แกยังเป็นรองผู้บริหาร NFA ผมและคณะ รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นไปเยี่ยมแกที่สำนักงานแถวเมืองเกซอน ผมนั่งคุยอยู่ห้องหนึ่ง ส่วนแกนั่งคุยกับญี่ปุ่นในห้องทำงานแกใกล้ๆ กัน ผมได้ยินเสียงเปรี้ยงๆๆ ดังลั่นมาจากห้องแก ยังสงสัยในใจว่าเสียงอะไรกันนะ เลยเดินไปดู เห็นแกฉายวีดีโอแกไปฝึกยิงปืนที่สนามให้คนญี่ปุ่นดู มีลีลาท่าทางแอ๊กชั่นเต็มที่ ผมถึงได้รู้ว่าแกชอบยิงปืน

คุณจูดี้ทำหน้าที่เป็นประธานร่วมในการประชุม โดยอีกคนหนึ่งจากประเทศบวกสามเป็นลำดับคิวของประเทศจีน ในกรณีนี้อาจมีบางท่านสงสัยว่าเป็นประธานร่วมกันอย่างไร คำตอบ คือ ตามระบบที่แอปเตอร์ก็จะมีการตกลงกันระหว่างประธานทั้งสองคนว่าใครจะทำหน้าที่เป็นประธานในระเบียบวาระใด ส่วนการนำเสนอก็เป็นหน้าที่โดยตรงของสำนักเลขานุการ คือ ตัวจีเอ็ม เป็นผู้เสนอและมีน้องๆ เจ้าหน้าที่เป็นฝ่ายแบ๊กอัพ การประชุมก็ราบรื่นดี ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคอมเมนต์จากมนตรีประเทศต่างๆ เพิ่มเติมจากที่เสนอไป คราวนี้อาจเป็นเพราะเป็นการประชุมแบบออนไลน์ คำถามที่ฝ่ายสำนักเลขานุการจะต้องตอบชี้แจงจึงมีน้อยกว่าปกติ ก็ถือเป็นข้อดีอย่างหนึ่งที่ผมไม่ต้องตอบคำถามอะไรมากนัก ซึ่งต่างจากการประชุมจริงที่นั่งกันเผชิญหน้าเป็นแบบตัวยู ที่มีคำถามมากกว่า ทั้งนี้อาจเป็นเพราะการประชุมครั้งนี้เลื่อนมาจากเดิมเกือบ 2 เดือน ท่านมนตรีประเทศต่างๆ คงอ่านเอกสารที่ส่งไปให้ล่วงหน้าจนเข้าใจหมดแล้วก็เป็นได้

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 15 กรกฎาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587648

ซอกแซกอาเซียน  : 15 กรกฎาคม 2564

ซอกแซกอาเซียน : 15 กรกฎาคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในที่สุด วันประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ประจำปี 2021 ที่ประเทศฟิลิปปินส์เป็นเจ้าภาพจัด ก็ถูกกำหนดขึ้นใหม่ หลังจากที่ได้มีการประกาศเลื่อนมาแล้วครั้งหนึ่งจากวันที่ 30 มีนาคม ให้เป็นวันที่ 28 พฤษภาคม ทั้งนี้มีการซ้อมใหญ่เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนล่วงหน้า 1 วัน คือ ในวันที่ 27 พฤษภาคม

การจัดประชุมครั้งนี้ เป็นแบบ virtual หรือการประชุมทางไกล นั่งอยู่ประเทศใครประเทศมัน ไม่ต้องเดินทางไปที่ประเทศฟิลิปปินส์เจ้าภาพ พูดแล้วก็ยังนึกเสียดายไม่หาย เพราะอย่างที่เคยเล่าไปแล้วว่า ฟิลิปปินส์เจ้าภาพปีนี้กำหนดไปจัดประชุมที่เมืองโบโฮล ตอนกลางของประเทศ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวดังระดับโลก
หลังจากที่ไปประชุมครั้งก่อนแล้วเห็นเมียนมาเจ้าภาพจัดเต็ม โดยใช้เมืองพุกามเป็นสถานที่ประชุม ก็เลยต้องการที่จะจัดเต็มที่เช่นเดียวกัน ความจริงในเรื่องประชุมขององค์การระหว่างประเทศในลักษณะนี้ จะว่าไปก็กึ่งๆ จะเหมือนกับการพักผ่อนหย่อนใจนั่นแหละครับ คือ หลังการประชุมแบบเคร่งเครียดในห้องประชุมแล้ว ช่วงเย็น หรือช่วงดูงานผู้เข้าประชุมก็จะได้มีโอกาสจัดเลี้ยงสังสรรค์และเดินทางไปเปิดหูเปิดตาซึ่งแน่ละ เจ้าภาพผู้จัดการประชุมส่วนมากก็จะกำหนดให้ไปชมสิ่งที่เป็นสุดยอดของประเทศเขาเพื่อสร้างความประทับใจให้แก่ทุกคนรวมถึงเป็นการโฆษณาแหล่งท่องเที่ยวไปในตัวด้วย แต่เท่าที่ผมสังเกตมาโดยตลอดในโอกาสที่ได้เคยไปประชุม สัมมนาในระดับอินเตอร์มามากพอสมควร เรื่องของการเอ็นเตอร์เทนแขกนี้ สำหรับประเทศที่ร่ำรวยหรือเจริญแล้ว หรือรายการที่ได้สปอนเซอร์จากประเทศเหล่านี้กลับไม่ค่อยเอาจริงเอาจังมากนัก ต่างจากประเทศในแถบเอเชีย หรือ อาเซียนของเรายกตัวอย่างครั้งหนึ่งประเทศญี่ปุ่นให้ทุนประเทศแซมเบีย แอฟริกาไปจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการแล้วก็เชิญผู้แทนกรมการข้าวไปบรรยายเป็นกรณีตัวอย่างด้านพัฒนาข้าวซึ่งผู้ใหญ่ได้มอบหมายผมไป แม้จัดที่ประเทศแซมเบีย แต่ผู้จัด (ญี่ปุ่น) ก็ไม่เคยสนใจเลยว่าจะมีการพาเยี่ยมชมจุดหมายสำคัญๆ ตรงกันข้าม กลับว่ากันแต่ในห้องในโรงแรมอยู่เกือบทั้งสัปดาห์ ทั้งๆ ที่ประเทศนี้มีน้ำตกที่ชื่อเสียงดังระดับโลก คือ น้ำตกวิกตอเรีย ตอนแรกก่อนไปผมหาข้อมูลแล้ว และหวังว่าวันว่างผมจะขอไปเยี่ยมชมสักครั้งเป็นขวัญตา แต่ในที่สุดก็ไม่มีโอกาสไปเยี่ยมน้ำตกดังที่ว่านี้ ทั้งที่อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมที่ประชุมสัมมนามากนัก

ที่ผมแยกแยะความแตกต่างระหว่างประเทศพัฒนามาก กับประเทศพัฒนาน้อยข้างต้น ขอยืนยันว่าค่อนข้างจะเป็นไปตามนั้น เพราะในประเทศสิงคโปร์ที่เคยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับอาเซียน หรืออาเซียนบวกสาม ก็เป็นเช่นเดียวกัน การจัดของเขาจะทำแบบง่ายๆ พิธีรีตองก็มักจะไม่มีให้เห็น การจัดเลี้ยง Welcome party หรือ Farewell party ก็ไม่เคยเน้น คือถ้าจะมีก็มีแบบง่ายๆ หรือไม่มีเลย ที่ประเทศบรูไนดารุสซาลามก็ไม่ต่างกัน ยิ่งเป็นประเทศนับถือศาสนาอิสลามยิ่งแล้ว เพราะการจัดเลี้ยงอาหารจะไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใดๆ ทั้งสิ้น ตรงกันข้ามจากประเทศอาเซียนที่ตั้งอยู่บนแผ่นดินใหญ่ เช่น เมียนมาปีที่แล้วที่ลงทุนไปจัดประชุมที่เมืองพุกาม เมืองแห่งมรดกโลกเลยทีเดียว ของไทยก็เคยจัดโดยไปจัดที่จังหวัดเชียงใหม่ และเมืองพัทยา ที่ใครๆ ก็รู้จักกันดีส่วนกัมพูชาก็ไม่พ้นเมืองเสียมเรียบ ที่มีปราสาทหินนครวัดนครธมตั้งอยู่ สำหรับเวียดนาม เมืองเว้ อดีตเมืองหลวงเก่า ขณะที่ สปป.ลาวทุกคนก็เรียกร้องอยากจะให้ไปจัดที่เมืองหลวงพระบาง อันโด่งดังเช่นเดียวกัน

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 1 กรกฎาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/584205

ซอกแซกอาเซียน  : 1 กรกฎาคม 2564

ซอกแซกอาเซียน : 1 กรกฎาคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

แนวคิดเรื่องการจัดหาสถานที่เก็บสำรองข้าวฉุกเฉินที่ผมกล่าวมาในตอนที่แล้ว ซึ่งศึกษาโดยธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย หรือ เอดีบี สมาชิกหลายฝ่ายดูจะไม่ค่อยสนองตอบเท่าไหร่ ทั้งที่น่าจะเกิดประโยชน์มาก เนื่องจากมีการสำรองข้าวจริงเก็บไว้ตลอดเวลา และสามารถนำออกไปช่วยกรณีเกิดภัยธรรมชาติจนเกิดการขาดแคลนขึ้น แต่ทว่าจะว่าไปแล้ว ระบบนี้ก็แทบจะไม่ต่างจากระบบเดิมของแอปเตอร์ที่ออกแบบไว้แล้ว คือ ระบบ Preposition ที่มีการเอาข้าวไปเก็บรักษาไว้ในประเทศที่มีความเสี่ยงสูง และยื่นขอเสนอเป็นเจ้าภาพในการเก็บรักษา ซึ่งมีเป็นประจำอยู่ทุกปีอยู่แล้ว ประกอบกับ หากนำเอาระบบใหม่ที่กล่าวมาใช้ ตัวอย่างเช่น มีการจัดตั้งฉางเก็บสำรองข้าวในประเทศไทย สิ่งที่จะตามมา คือ ค่าใช้จ่ายในการเช่าหรือก่อสร้าง การจัดเก็บ การดูแลรักษา การขนส่ง รวมทั้งค่าประกันภัย และค่าอื่นๆ อีกมาก รวมทั้งภาระหน้าที่ของสำนักเลขานุการแอปเตอร์ก็จะเพิ่มขึ้น คือ ต้องไปดูแลรักษาข้าวที่เก็บไว้เป็นประจำอีก ดังนั้น ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะของ เอดีบี จึงไม่ค่อยมีสมาชิกให้ความสนใจมากนัก ผมเองในฐานะผู้ปฏิบัติตามนโยบายและมติของแอปเตอร์ ก็ไม่มีความเห็นอะไร แล้วแต่คณะมนตรีแอปเตอร์จะตัดสินใจว่าจะเอาหรือไม่เอา พวกเราพร้อมเสมอ

ที่พูดมาทั้งหมดข้างต้น เป็นเรื่องของ เทียร์ 3 คือ การช่วยเหลือแบบให้เปล่า ซึ่งเท่าที่ผ่านมา ถือเป็นกิจกรรมหลักของแอปเตอร์ที่ดำเนินการอยู่ แต่ในความเป็นจริง อย่างที่ผมพูดมาหลายครั้งว่า แอปเตอร์เรายังมี เทียร์ 1 และ เทียร์ 2 ที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้นำมาดำเนินการเลย ทั้งที่น่าจะเป็นหัวใจหลักในการสนองตอบวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งแอปเตอร์ เพราะในส่วนนี้ เรามีข้าวสำรองที่เรียกว่าearmarked stock อยู่ถึง 787,000 ตัน ซึ่งในปริมาณดังกล่าวปรากฏว่าตั้งแต่ผมเข้ามาเป็น จีเอ็ม มีการทำสัญญาล่วงหน้าหรือ Forward contract อยู่ครั้งเดียวที่เคยเขียนเล่าไปแล้วระหว่างญี่ปุ่น กับ ฟิลิปปินส์ ในจำนวนข้าว 10,000 ตัน ส่วนเทียร์ 2 ซึ่งมีการซื้อขายแบบเงินเชื่อนั้น ยังไม่มีเลย ความจริงแล้ว การที่จะมีหรือไม่มีนั้น ขึ้นอยู่กับประเทศสมาชิกเป็นหลัก ก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายสำนักเลขานุการที่จะต้องพยายามชักชวนให้ประเทศสมาชิกสนใจเข้ามาร่วมกิจกรรม สาเหตุที่ทั้งเทียร์ 1 และ 2 ยังไม่มีกิจกรรมเท่าที่ควร ก็เพราะว่าปัจจุบันนี้ สภาวะการขาดแคลนข้าว หรือการที่ข้าวในท้องตลาดมีราคาสูงมาก ยังไม่เกิดขึ้น เหมือนเมื่อปี 2008 ดังนั้น ตลาดข้าวจึงเป็นของผู้ซื้อ ประเทศผู้นำเข้าข้าวสามารถที่จะเลือกซื้อข้าวจากประเทศผู้ผลิตใดๆ ก็ได้ แต่ตรงกันข้ามจากเมื่อปี 2008 ที่ตลาดเป็นของผู้ขาย ราคาข้าวสูงมาก ทำให้ประเทศผู้ซื้อเดือดร้อนมาก ต้องจ่ายค่าข้าวแพงกว่าเดิมมาก แถมยังถูกผู้ขายเล่นตัวอีก เจ็บกันไปทั้งบาง และนี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งในการจัดตั้งแอปเตอร์ขึ้นมา

ผมได้เคยอ่านบทวิเคราะห์ของนักวิชาการต่างประเทศ สรุปว่าแนวคิดและวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งแอปเตอร์ถือเป็นเรื่องดี มีประโยชน์ เพราะเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างสมาชิกประเทศ ทว่า ในทางปฏิบัติ ก็คงยากที่จะมีการช่วยเหลือกันอย่างจริงจังและจริงใจ เพราะมันเป็นเรื่องของผลประโยชน์ ประเทศที่ขาดแคลนข้าวก็หวังที่พึ่งพิงจะได้ประโยชน์จากประเทศผู้ผลิตข้าวเหลือส่งออก ขณะที่ประเทศผู้ผลิตข้าวส่งออก ก็หวังที่จะได้กำไรจากการขายข้าว จึงเป็นเรื่องที่สวนกระแสและหาจุดสมดุลยาก รวมทั้งท้าทายต่อเจตนารมณ์ของแอปเตอร์ อันนี้แตกต่างโดยสิ้นเชิงจากองค์กรช่วยเหลืออย่าง World Food Program(WFP) หรือ AHA Center ของอาเซียน ที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยแบบให้เปล่าอย่างเดียว

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 24 มิถุนายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/582488

ซอกแซกอาเซียน : 24 มิถุนายน 2564

ซอกแซกอาเซียน : 24 มิถุนายน 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ความเดือดร้อนเกี่ยวกับการระบาดของเชื้อโควิด-19 มีผลโดยตรงต่อความมั่นคงทางอาหารในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศอาเซียนที่ยังยากจนอยู่ ประชาชนอดยาก หาเช้ากินค่ำ เมื่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมล้มเหลว ก็ยิ่งต้องผจญกับปัญหาขาดแคลนรายได้ที่จะนำไปจับจ่ายใช้สอยอาหารประทังชีวิต จนในที่สุดก็ต้องร้องขอให้แอปเตอร์ช่วยเหลือ ถึงตอนนี้ ก็ต้องชมเชยวิสัยทัศน์ของอาเซียน และประเทศบวกสาม ที่ดำริให้มีการจัดตั้งแอปเตอร์ขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และเน้นเฉพาะการช่วยเหลือข้าวบริโภค เพราะเป็นพืชอาหารหลักของคนชาวเอเชีย ถึงตรงนี้ ก็เป็นการพิสูจน์ว่า การที่บางสมาชิกเสนอให้มีการสำรองอาหารชนิดอื่นเพิ่มเข้ามาด้วย เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง มันสำปะหลัง และอ้อยน้ำตาล นั้น อาจยังไม่ถึงเวลาเนื่องจากไม่จำเป็นเท่ากับข้าว และที่ผ่านมานับสิบปีก็ยังไม่ปรากฏว่ามีการร้องขอสินค้าเหล่านี้เพื่อช่วยเหลือประเทศที่ขาดแคลน นอกเสียจากข้าวสารที่สมาชิกแอปเตอร์ร้องขอความช่วยเหลือกันอยู่เป็นประจำครับ

ประเทศที่เดือดร้อนมากในช่วงนี้ คือ กัมพูชา เพื่อนบ้านใกล้ๆ เรานี่เอง ที่มีคนติดเชื้อโควิดและอดอยากอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงพนมเปญ ใจกลางของประเทศ ซึ่งที่กรุงพนมเปญจำเป็นต้องมีการประกาศล็อกดาวน์และกำหนดพื้นที่สีแดงกันหลายจุด ผู้คนไม่สามารถจะเดินทางออกนอกบ้านที่อยู่อาศัยได้ ตามข่าวบอกว่าช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์ ปกติเคยมีรายได้ในการบริการซ่อมรถวันละประมาณ 360 บาท แต่ปัจจุบันไม่มีรายได้เลย รวมถึงพวกคนงานรับจ้างในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ต้องหยุดงาน ขาดรายได้ และก็ยังมีอีกหลายกรณีที่เล่าถึงความยากลำบากของประชาชนในยามวิกฤติเช่นนี้ น่าเห็นใจมาก

ปกติตั้งแต่ได้มาทำงานที่แอปเตอร์ช่วง 3-4 ปีก่อน ผมและคณะเจ้าหน้าที่ได้มีโอกาสเดินทางไปประเทศกัมพูชาบ่อยมาก เคยนั่งรถยนต์จากทิศตะวันออกข้ามไปยังชายแดนทิศตะวันตกที่ติดกับเขตแดนประเทศไทยอยู่หลายครั้ง พบว่า กัมพูชากับไทยแทบจะไม่มีความแตกต่างกันเลย การที่พวกเขาเดือดร้อน ก็ทำให้เราชาวแอปเตอร์ต้องใช้ความพยายามในการเจรจามากขึ้น และตอนนี้ท่านอธิบดีกรมการเกษตรได้ขอการสนับสนุนข้าวจากแอปเตอร์เพิ่มเติมอีก 300 ตัน หลังจากที่แอปเตอร์ได้ระบายข้าว 78 ตัน บริจาคโดยญี่ปุ่นไปช่วยชาวกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ไปแล้ว สำหรับประเทศที่เราหวังว่าจะช่วยได้ คงไม่พ้นสมาชิกผู้มั่งคั่ง อย่างเช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งตอนนี้ก็ได้ทำหนังสือเวียนออกไปแล้ว รอทางเขาตอบมาว่าจะช่วยได้ไหม พร้อมกับมีการเจรจาเป็นภายในกับประเทศเหล่านี้ด้วยอีกทาง

อย่างไรก็ดี ในเรื่องการสำรองข้าวจริงนี้ ผมเคยมีไอเดียอยู่ ซึ่งตรงกับที่ เอดีบี หรือธนาคารเพื่อพัฒนาแห่งเอเชีย ที่เคยศึกษาไว้ ว่าควรจะมีการนำข้าวมาเก็บสำรองไว้ล่วงหน้าก่อนเลย และเมื่อเกิดภัยพิบัติและมีการร้องขอ ก็จะได้นำข้าวที่เก็บไว้นั้น ส่งไปช่วยเหลือได้ทันที โดยศึกษาดังกล่าวบอกว่าประเทศไทยเรานี่แหละเหมาะสมที่สุดที่จะตั้งคลังสำรองข้าว เพราะเป็นศูนย์กลางที่จะสามารถส่งข้าวไปช่วยประเทศสมาชิกที่ใกล้เคียง เช่น เมียนมา สปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนาม รวมทั้งมาเลเซีย ได้อย่างสะดวก ถือว่าประเทศไทยจุดสำรองหลักในเขตแผ่นดิน ส่วนอีกสองจุดสำรองย่อยที่ควรมีคลังสำรอง คือ ที่ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย รวมเป็นทั้งหมด 3 จุดข้อเสนอที่ดีอันนี้ ก็รอการสนองตอบจากประเทศสมาชิกอยู่ จะเกิดหรือไม่เกิดก็คงต้องรอดูกันอีกสักระยะหนึ่ง แต่เท่าที่นำเสนอไปแล้วก็ยังไม่มีสมาชิกขยับกันเท่าใดนักครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 17 มิถุนายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580759

ซอกแซกอาเซียน  : 17 มิถุนายน 2564

ซอกแซกอาเซียน : 17 มิถุนายน 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผมพยายามเอาเรื่องของญี่ปุ่นมาเล่าให้มาก เนื่องจากต้องการที่จะนำบางแง่มุมที่มีประโยชน์มาโน้มน้าวชักชวนให้คนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการไทยผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการพัฒนาประเทศและสังคมไทยได้เรียนรู้และคัดเลือกนำเอาสิ่งที่ดีๆ มาใคร่ครวญคิดคำนึง พร้อมทั้งเป็นแรงบันดาลใจในการปฏิบัติงาน ความจริงในชีวิตของผมมีความโชคดีอยู่อย่าง คือ ได้มีโอกาสไปต่างประเทศบ่อยครั้งมาก ตั้งแต่ช่วงต้นรับราชการ เพราะเคยสอบชิงทุนไปเรียนและไปฝึกอบรมต่างประเทศอยู่เสมอๆ ได้พบเห็นวิธีคิด วิธีทำงานของคนในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ หรือประเทศที่ทรัพยากรมนุษย์มีความพิเศษอย่างยิ่ง เช่น อิสราเอล (ผมเคยไปฝึกอบรมเกี่ยวกับการวางแผนพัฒนา ประมาณ 3 เดือน) รวมทั้งประเทศที่มีการพัฒนาพอๆ กับบ้านเรา เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ซึ่งโดยสรุปได้มีโอกาสเรียนรู้ว่า การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะมีความก้าวหน้าหรือล้มเหลวในการพัฒนา ขึ้นอยู่กับการมีอยู่ของปัจจัยหลัก3 ประการ คือ (1) ทรัพยากรธรรมชาติ หรือ natural resource (2) ทรัพยากรทุน หรือ capital resource และ (3) ทรัพยากรมนุษย์ หรือ human resource หมายถึงถ้าประเทศใดมีปัจจัยทั้ง 3 อย่างนี้ ก็ถือว่าโชคดีมาก มีต้นทุนแห่งการพัฒนาอยู่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ประเทศก็จะมีการพัฒนาเจริญก้าวหน้าไปอย่างโชติช่วงชัชวาล

แต่ในสภาพความเป็นจริงก็หาไม่ง่ายที่ประเทศในโลกนี้จะโชคดี มีครบทั้ง3 ประการ ขณะเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่า การขาดปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งจะส่งผลร้ายไม่ให้เกิดการพัฒนาได้อย่างสิ้นเชิง ตัวอย่างเช่น ในประเทศอิสราเอลปัจจุบัน สิ่งที่ขาดแคลนคือ ทรัพยากรธรรมชาติ ได้แก่ ดินเป็นหินเป็นทะเลทราย ฝนแล้ง หรือในประเทศญี่ปุ่น ที่เป็นเกาะกลางทะเลและเกิดภัยธรรมชาติตลอดเวลา แต่ในทางตรงกันข้าม ทั้งสองประเทศกลับมีทรัพยากรมนุษย์ที่สุดยอด สามารถดลบันดาลสร้างทรัพยากรทุนแล้วนำไปจัดหาหรือสร้างเสริมทรัพยากรธรรมชาติ จนนำพาให้ประเทศเจริญก้าวหน้าได้อย่างอัศจรรย์

ตัวชี้วัด หรือ ปัจจัยทั้ง 3 ประการที่กล่าวมาข้างต้น อาจเป็นเครื่องบ่งชี้ให้ทราบถึงว่าประเทศใดขาดแคลนทรัพยากรประเภทใด ตอนที่ผมซึ่งยังหนุ่มๆ อยู่ ไปฝึกอบรมอยู่ที่กรุงเยรูซาเลม ประเทศอิสราเอลนั้น อาจารย์ผู้บรรยายชาวยิวท่านหนึ่ง ที่คงสันทัดเรื่องวัวนมและเคยมาเมืองไทย บอกกับผมระหว่างการบรรยายวิชาหนึ่งว่า ไอไปเมืองไทยแล้วรู้สึกอิจฉายูจริงๆ ท่านเล่าว่าเคยไปดูงานแถวๆ ปากช่อง กลางดง พบว่ามีทำเลพื้นที่และภูมิอากาศ (ทรัพยากรธรรมชาติ) เหมาะสมแก่การเลี้ยงวัวนมมาก ส่วนเงินลงทุน (ทรัพยากรทุน) นั้น ก็ทราบว่าประเทศไทยก็เป็นแหล่งที่ต่างชาติเอาเงินมาลงทุนทางการค้าพาณิชย์และอุตสาหกรรมจนเงินล้นธนาคารมากมายมหาศาล แต่ท่านกลับฉงนว่าทำไมประเทศไทยจึงยังต้องมีการสั่งนำเข้านมผงจากต่างประเทศอีก ปีละมูลค่ามหาศาล แทนที่จะผลิตส่งออกนำเงินตราเข้าประเทศ อาจารย์ผู้บรรยายแกพูดไว้แค่นั้นแหละ แต่ผมซึ่งตอนหนุ่มก็พอจะหัวไวอยู่บ้าง ก็เดาในใจได้ว่า ก็ในเมื่อปัจจัย 2 ประการ ประเทศไทยเรามีอยู่อย่างสมบูรณ์ ปัญหาที่ขาดมันก็คงคือปัจจัยอีก 1 อย่างที่เหลืออยู่นั่นแหละ ที่ประเทศไทยเรายังแย่ๆ อยู่ ไม่ต้องเขียนบอกนะครับ เดี๋ยวจะหาว่าผมเป็นกลุ่มคนพวก “ชังชาติ” ฉบับนี้อาจไกลจากกิจกรรมแอปเตอร์ไปบ้าง แต่ผมก็เชื่อว่า คงจะสร้างประโยชน์ให้แก่ท่านผู้อ่านไม่มากก็น้อยครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org