ตะลอนเที่ยว : ชวนเที่ยว พาชมเมืองแห่งสายนํ้าและทะเล ในยามลมหนาวโชยมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/527248

ตะลอนเที่ยว : ชวนเที่ยว พาชมเมืองแห่งสายนํ้าและทะเล ในยามลมหนาวโชยมา

ตะลอนเที่ยว : ชวนเที่ยว พาชมเมืองแห่งสายนํ้าและทะเล ในยามลมหนาวโชยมา

วันอาทิตย์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ห่วงเวลาช่วงนี้ เป็นช่วงฝนกำลังจะสั่งฟ้า เพราะเข้าสู่ปลายฝนต้นหนาวแล้ว ดังนั้นหากคุณตื่นขึ้นมาในเวลาเช้าตรู่ แล้วเดินออกไปนอกบ้าน โดยเฉพาะในพื้นที่เปิดโล่ง คุณจะได้รับลมหนาวอ่อนๆ โชยมาสัมผัสผิวคุณโดยที่คุณสามารถรับรู้ได้เป็นอย่างดี นั่นก็หมายความว่าช่วงเวลาแห่งการท่องเที่ยวในประเทศไทยเริ่มขึ้นแล้ว
เพราะคนไทยจำนวนไม่น้อยนิยมท่องเที่ยวในช่วงหน้าหนาว เนื่องจากต้องการได้รับไอเย็นจากธรรมชาติ

วันนี้ Mr.Flower จะชวนคุณไปรับลมหนาวอ่อนๆ ในสถานที่ต่างๆ สามแห่งด้วยกันคือ ริมแม่น้ำสะแกกรัง อุทัยธานี ริมแม่น้ำท่าจีน นครปฐม และริมทะเลชะอำ เพชรบุรี 

หลายคนไม่ปฏิเสธว่า เวลาลมหนาวโชยมาอ่อนๆ ในยามที่เราอยู่ริมน้ำ เราจะรับรู้ถึงความอ่อนละมุนของธรรมชาติได้อย่างชัดเจน เราสามารถเห็นระลอกคลื่นพลิ้วไหวบนสายน้ำ และเห็นคลื่นทะเลระลอกแล้วระลอกเล่าพัดเข้าหาฝั่งตลอดเวลา นับเป็นความงามบนความสงบอันเกิดจากธรรมชาติโดยแท้ หลายคนบอกว่าชอบนั่งชายทะเลในยามมีลมหนาวอ่อนๆ พัดมาต้องผิวกาย เพราะได้รับไอเย็นผสมกับไอทะเล ส่วนคนที่นั่งริมชายฝั่งแม่น้ำก็บอกไม่ต่างกันว่า ลมหนาวที่พัดมาต้องผิวกายในยามนั่งมองสายน้ำไหลเอื่อยเรื่อยไหล เป็นบรรยากาศที่สุดแสนประทับใจ ยิ่งถ้าได้อยู่ในบรรยากาศนั้นกับคนรู้ใจด้วยแล้ว ก็สามารถนั่งอยู่ได้นานชั่ววันชั่วคืน

ถ้าเช่นนั้น สถานที่แห่งแรกที่เราจะไปเที่ยวด้วยกันคือเมืองแห่งสายน้ำสะแกกรัง อุทัยธานี เมื่อมาถึงเมืองนี้ ก็ต้องไปชมสายน้ำสะแกกรัง โดยผมจะชวนคุณไปพักผ่อนในเรือนแพบนสายน้ำนี้ ตื่นเช้าก็จะชวนคุณไปเดินตลาดริมน้ำ และตักบาตรพระที่ลอยเรือมารับบิณฑบาต ณ ท่าเรือของตลาดสะแกกรัง ในตัวเมืองอุทัยธานี โดยฝั่งตรงข้ามคือวัดอุโปสถาราม วัดสำคัญของเมืองอุทัยธานี ทริปนี้เราจะเน้นอาหารจำพวกปลาและกุ้งจากแม่น้ำสะแกกรัง โดยปลาที่ขึ้นชื่อของเมืองนี้คือปลาแรด ที่ทำอาหารได้สารพัดชนิด 

สถานที่ต่อไปที่ผมจะชวนคุณไปพักผ่อนหย่อนใจให้สบายอารมณ์ คือ สามพราน นครปฐม ไปนั่งสบายอุรา พักผ่อนเติมพลังให้เต็มที่ ณ ริมสายน้ำท่าจีน ทริปนี้เราจะเน้นอาหารจำพวกผักสด ผลไม้สด เราจะทำอาหารรับประทานกันเอง โดยให้ทุกคนได้แสดงฝีมือการทำครัวอย่างเต็มความสามารถ โดยมีวัตถุดิบในการทำอาหารทุกชนิดจากสวนผัก และสวนผลไม้ในเมืองนครปฐม

ส่วนสถานที่สุดท้ายที่จะชวนคุณไปสำราญอารมณ์ คือ ชายทะเลชะอำ เพชรบุรี ชวนคุณไปออกกำลังกายด้วยการเดิน วิ่ง เต้นแอโรบิก ยืดเส้นยืดสายณ ริมชายหาดชะอำ ที่ยาวไกลสุดลูกหูลูกตา และชวนคุณพักผ่อนในที่พักแสนสงบที่อยู่ไม่ไกลจากชายหาดชะอำ สำหรับอาหารการกินในทริปนี้ ก็ต้องเน้นอาหารทะเลสดๆแสนสะอาด รสชาติแสนอร่อย ซึ่งมีทั้งกุ้งหอยปูปลา และที่ขาดไม่ได้คือผักและผลไม้สด

หากคุณๆ สนใจร่วมทริปนุ่มละมุน เที่ยวละไมพักผ่อนแสนสบาย พร้อมอาหารการกินที่สุดแสนอุดมสมบูรณ์ โดยเน้นเที่ยวแบบเนิบนาบ เที่ยวแบบไม่รีบไม่ร้อน และมีเพื่อนร่วมทริปที่แสนน่ารัก จำนวนไม่เกินทริปละ 14 คน โปรดติดต่อ Mr.Flower ที่หมายเลข091-7233615  

ขอชวนคุณๆ ไปสัมผัสลมหนาว ณ ริมน้ำด้วยกันครับ รับรองคุณจะประทับใจไม่รู้ลืม

สายน้ำสะแกกรัง อุทัยธานี

สายน้ำท่าจีน นครปฐม

ทะเลชะอำ เพชรบุรี

ตะลอนเที่ยว : ไปอุทัยฯ กี่ที ก็มีแต่ความเปรมใจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/525706

ตะลอนเที่ยว : ไปอุทัยฯ กี่ที ก็มีแต่ความเปรมใจ

ตะลอนเที่ยว : ไปอุทัยฯ กี่ที ก็มีแต่ความเปรมใจ

วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ขอบอกตรงประเด็นว่า ทุกครั้งที่ได้ไปเที่ยวเมืองอุทัยธานี เมืองแห่งลำน้ำสะแกกรัง ไม่ว่าจะไปเที่ยวเพียงลำพัง หรือว่าพาสมาชิกทัวร์ผู้อ่านแนวหน้า และผู้ฟังรายการ Good Time (FM 101.5 วิทยุจุฬาฯ) ไป ก็จะได้รับคำตอบไม่ต่างกันคืออิ่มเอมเปรมใจมาก

ในระยะเวลาเพียงสองเดือนมานี้ Mr.Flower นำคณะสมาชิกไปเที่ยวอุทัยฯ มาแล้ว 3 ครั้ง วัตถุประสงค์ที่ไปอุทัยฯ ก็คือไปทำบุญ ทำทาน ไปกราบสักการะพระบรมราชาอนุสาวรีย์สมเด็จพระปฐมบรมชนกนาถบนยอดเขาสะแกกรัง ไปซื้อผ้าทอมือที่แสนงดงาม ไปกินของอร่อย และไปพักผ่อนนอนสบายที่ริมแม่น้ำสะแกกรัง

ล่าสุด คณะของเราไปอุทัยฯ เมื่อวันที่ 10-11 ตุลาคม 2563 ไปครั้งนี้พวกเราทุกคนปลาบปลื้มยิ่งนักเพราะได้เข้าเฝ้าฝ่าละอองพระบาท ทูลเกล้าฯถวายเงินเพื่อสมทบกองทุนการกุศลสมเด็จพระเทพฯ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าฯ ณ ศูนย์วงเดือนอาคมสุรทัณฑ์ นับเป็นมงคลอันสูงสุดของชีวิตของมวลสมาชิกทุกคน 

การไปอุทัยฯ ครั้งนี้ ก็ไม่ต่างไปจากทุกครั้งคือ ต้องไป ย้ำว่าต้องไปซื้อของสวยของดีที่ศูนย์วงเดือน โดยเฉพาะผ้าทอมือฝีมือชาวบ้านไร่ อุทัยธานี ผ้าทอมือทุกผืนที่นำมาจำหน่ายในศูนย์แห่งนี้ มาจากฝีมือของชาวบ้านโดยแท้ เป็นงานที่เกิดมาจากพระมหากรุณาธิคุณของกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงต้องการให้ชาวบ้านมีรายได้เสริม โดยการนำภูมิปัญญาดั่งเดิม และศิลปะของบรรพชนมารังสรรค์เป็นผ้าผืนสวย (ตามที่คุณได้ชมภาพตัวอย่างในคอลัมน์) ผ้าทอแต่ละผืนมีราคาค่างวดสูงมากน้อยต่างกันไป ตามแต่ความวิจิตรของงาน ขอเรียนกระซิบให้ทราบว่า ผ้าผืนสีเขียวที่นำมาให้คุณได้เห็นวันนี้ ผืนละ 2 ล้านบาท แต่สำหรับราคาผ้าทอผืนอื่นๆ ก็มีตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักแสน คุณอาจจะบอกว่าบ้าไปแล้วผ้าผืนละสองล้านบาท ใครจะซื้อ แต่รับรองว่ามีผู้ซื้อแน่นอน และเต็มใจซื้อด้วย เพราะเห็นคุณค่าของผลงานที่แสนวิจิตร ที่กว่าจะรังสรรค์ออกมาได้เช่นนี้ ต้องใช้ความสามารถ ความอุตสาหะ และเวลาอย่างมากมาย ผมมั่นใจว่าหากคุณไปชมของจริง คุณจะตะลึงในความวิจิตร

นอกจากซื้อของสวยงามแสนวิจิตรแล้ว ผมยังพาคุณไปชมวัดที่แสนงดงามด้วยพุทธศิลป์ คือวัดอุโปสถาราม หรือวัดโบสถ์ ชาวอุทัยฯ ภาคภูมิใจกับความวิจิตรของวัดแห่งนี้มาก แล้วยังภาคภูมิใจมากที่สุดเพราะวัดแห่งนี้เคยเป็นสถานที่ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จประพาส วัดโบสถ์มีความสำคัญอีกประการตรงที่พระอุโบสถและพระวิหารมีจิตรกรรมฝาผนังที่งดงามทรงคุณค่ามากเกินบรรยาย ส่วนพระพุทธรูปก็มีความงามวิจิตรถูกต้องตามลักษณะพุทธศิลป์ทุกประการ 

และสิ่งสำคัญที่ต้องทำเมื่อไปอุทัยฯ ทุกคราก็คือ ต้องไปตักบาตรพระสงฆ์ที่ลอยเรือรับบิณฑบาต ณ ท่าฝั่งตรงข้ามวัดโบสถ์ ยิ่งได้พบได้เห็นกลุ่มชนไปเข้าแถวรอตักบาตรแล้ว บอกได้สั้นๆ ตรงประเด็นคือประทับใจมาก เพราะเป็นภาพที่งดงามเกินบรรยาย แถมยังได้เห็นผู้คนหลากหลายสวมผ้านุ่งลายงดงามฝีมือของคนเมืองอุทัยฯ ในยามไปรอตักบาตร ก็ยิ่งแสนสุขใจ แล้วเมื่อยิ่งรู้ว่าเมื่อพระท่านรับบิณฑบาตเสร็จเรียบร้อย ท่านนำอาหารคาวหวาน และผลหมากรากไม้ไปมอบให้กับคนยากคนจน และคนต่างๆ ในเมืองอุทัยฯ ก็ยิ่งปลื้มใจร่วมอนุโมทนาบุญด้วย

ผมขอยืนยันว่าหากคุณได้มีโอกาสไปเยือนเมืองอุทัยฯ แล้วคุณจะต้องบอกกับตัวเองว่า มาแล้วต้องมาอีก มากี่ทีก็ไม่มีวันเบื่อ เพราะเมืองนี้มีเสน่ห์มาก มีความน่ารักของผู้คน และความงดงามของโบราณสถานเป็นสิ่งกระตุ้นเตือนให้คุณต้องไปเยือนเมืองอุทัยฯ ซ้ำแล้วซ้ำอีก

สนใจไปเที่ยวชมความวิจิตรแบบเรียบง่ายของเมืองอุทัยฯ กับ Mr.Flowerโปรดติดต่อ 091-7233615 ขอย้ำว่าคณะของเราท่องเที่ยวกันแบบละเมียดละไม ละมุนละม่อม ไปกันกลุ่มเล็กๆแล้วค่อยๆ เสพ ค่อยๆ ซึมซับความงดงามของสถานที่ท่องเที่ยวทุกแห่งอย่างดูดดื่ม

ตะลอนเที่ยว : ชีวิตใหม่ ภายหลังจากการไถ่ชีวิตโค-กระบือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/524123

ตะลอนเที่ยว : ชีวิตใหม่ ภายหลังจากการไถ่ชีวิตโค-กระบือ

ตะลอนเที่ยว : ชีวิตใหม่ ภายหลังจากการไถ่ชีวิตโค-กระบือ

วันอาทิตย์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.10 น.

ทุกครั้งเมื่อสมาชิกผู้ร่วมโครงการไถ่ชีวิตโค-กระบือ กับหนังสือพิมพ์แนวหน้า และรายการ Good Time (ออกอากาศทางสถานีวิทยุจุฬาฯFM 101.5 วันจันทร์-ศุกร์ ดำเนินรายการโดยคุณเฉลิมชัย ยอดมาลัย บรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้า) ได้รับทราบข่าวว่ามีลูกโค-กระบือตกออกมาจากแม่โค-กระบือที่พวกเราร่วมกันบริจาคเพื่อไถ่ชีวิตมาจากโรงฆ่าสัตว์ สมาชิกทุกราย ร่วมถึงผู้อ่านและผู้ฟังที่ได้รับทราบข่าวดีนี้ ต่างก็ยิ้มแก้มปริด้วยความยินดี เพราะได้เห็นดอกผลจากการไถ่ชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม คือนอกจากจะช่วยรักษาชีวิตของโค-กระบือได้แล้ว ก็ยังสามารถช่วยแพร่ขยายพันธุ์ได้อีก

ล่าสุดเมื่อเดือนกันยายน พวกเราได้รับทราบว่าโคที่สมาชิกร่วมกันไถ่ชีวิต แล้วมอบให้นักเรียนโรงเรียนชาวนา จังหวัดเชียงราย เมื่อปลายเดือนมกราคม 2563 ตกลูกมาอีก 3 ตัวตัวแรก ตกมาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม แม่วัวชื่อมีโชค ตกลูกเพศผู้ ตั้งชื่อให้ว่ามีทรัพย์ และวันที่13 กันยายน แม่โคอีกตัวหนึ่งตกลูกออกมาเป็นเพศผู้เช่นกัน ตั้งชื่อให้ว่านับทอง แล้วในวันที่25 กันยายน ก็ได้ข่าวดีอีกคือ แม่วัวอีกตัวหนึ่งตกลูกออกมาเป็นเพศผู้ จุดเด่นของสมาชิกใหม่รายนี้คือที่หน้าผากมีรูปคล้ายใบโพธิ์สีขาวเด่นประทับอยู่ จึงให้ชื่อว่าโพธิ์ชัย (คอกของแม่วัวตัวนี้อยู่ใต้ต้นโพธิ์ด้วย) 

ข่าวดีเหล่านี้สร้างความปลื้มปีติอย่างมากให้กับผู้รับโค-กระบือไปเลี้ยงดู แล้วก็สร้างความยินดีอย่างยิ่งให้กับผู้ร่วมบริจาคสมทบทุนโครงการไถ่ชีวิตโค-กระบือ โครงการนี้ดำเนินการมาตั้งแต่กลางปี 2556 โดยความริเริ่มของหนังสือพิมพ์แนวหน้า แล้วนับจากวันแรกของการตั้งโครงการจวบจนบัดนี้ พวกเราสามารถไถ่ชีวิตโค-กระบือมาแล้วรวม 100 ตัว โดยครั้งแรกๆ ก็เริ่มไถ่ชีวิตพวกเขาจากโรงฆ่าสัตว์รอบๆ กรุงเทพฯ เช่นปทุมธานี ไถ่ชีวิตได้ครั้งละ 5 ตัว แล้วจากนั้นก็ค่อยๆ ไปไถ่ชีวิตโค-กระบือจากจังหวัดนครปฐม แล้วส่งมอบโค-กระบือให้กับผู้รับเลี้ยงดูต่อในจังหวัดต่างๆ เช่นชลบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี แล้วล่าสุดเมื่อปลายเดือนมกราคม 2563 พวกเราได้ไปที่จังหวัดเชียงรายแล้วไถ่ชีวิตโค-กระบือจากโรงฆ่าสัตว์ 33 ตัว แล้วรับซื้อโคต่อจากชาวบ้านในจังหวัดเชียงรายอีก 3 ตัว รวมทั้งหมด 36 ตัว แล้วมอบโค-กระบือทั้งหมดให้กับสมาชิกรายต่างๆ ของโรงเรียนชาวนา

คิดเฉพาะจากการมอบโค-กระบือให้นักเรียนโรงเรียนชาวนาตั้งแต่ต้นปี 2563 จนถึงวันนี้ ปรากฏว่าได้สมาชิกใหม่ทั้งโคและกระบือแล้วรวม 14 ตัว

สมาชิกของโครงการนี้ทุกคนเชื่อเหมือนกันว่าการให้ชีวิตคือการทำทานอันยิ่งใหญ่ ดังนั้นพวกเราจึงรวมตัวกันทำโครงการนี้ขึ้น แล้วพยายามกระจายข่าวไปยังคนรู้จักให้มากที่สุด เพื่อให้ร่วมโครงการ และพวกเรายังรณรงค์ให้ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ใหญ่ทุกชนิด และพยายามลดการบริโภคเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ ด้วย

หากคุณๆ ได้อ่านข่าวดีนี้แล้ว มีความสนใจต้องการร่วมโครงการไถ่ชีวิตโค-กระบือกับหนังสือพิมพ์แนวหน้า และรายการ Good Timeคุณสามารถติดต่อสอบถามได้ที่โทรศัพท์หมายเลข091-7233615 และที่สำคัญคือโครงการนี้ยังต้องการผู้รับโค-กระบือไปเลี้ยงดูด้วย ดังนั้นหากคุณสามารถรับโค-กระบือไปเลี้ยงดูได้เป็นอย่างดี โปรดติดต่อที่โทรศัพท์หมายเลขข้างต้น 

พวกเราทุกคนเชื่อเหมือนกันว่าโลกใบนี้มีสันติและมีความสุขได้ก็เพราะทุกคน ทุกชีวิตไม่ทำลายล้างกัน ดังนั้นจึงขอเชิญชวนให้คุณๆ ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ใหญ่ทุกชนิด และลดการบริโภคเนื้อสัตว์ต่างๆ ด้วย

ตะลอนเที่ยว : สุขใจ สุขกาย สุขภาพดี ที่ตลาดสุขใจ ริมนํ้าท่าจีน สามพราน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/522618

ตะลอนเที่ยว : สุขใจ สุขกาย สุขภาพดี ที่ตลาดสุขใจ ริมนํ้าท่าจีน สามพราน

ตะลอนเที่ยว : สุขใจ สุขกาย สุขภาพดี ที่ตลาดสุขใจ ริมนํ้าท่าจีน สามพราน

วันอาทิตย์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

มนุษย์เรานั้น ถ้าหากมีสุขภาพกายและสุขภาพใจดี ก็นับได้ว่ามีความสุขอย่างมากมายมหาศาลอย่างที่สุดแล้ว แต่มนุษย์บางจำพวกก็มักบ่นว่าความสุขหาได้ยากเย็นแสนเข็ญ ทั้งๆ ที่ความสุขมีอยู่รอบๆตัวเราทุกคน และมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง จนกล่าวได้ว่าทุกที่รอบตัวของเราล้วนมีความสุข แต่ปัญหาอยู่ที่ตัวของเราเองว่าสามารถมองเห็นความสุขทั้งหลายได้หรือไม่  

ความสุขแสนวิเศษอย่างหนึ่งของมนุษย์เราคือ การได้กินอาหารดี สะอาด มีประโยชน์ครบถ้วนต่อร่างกาย และปราศจากสารพิษทั้งปวง ดังนั้นอาหารการกินของมนุษย์จึงเป็นปัจจัยสำคัญของการมีสุขภาพดีมีอายุยืนยาว และมีร่างกายที่สมส่วนดูดี หลายคนปรารถนาจะได้กินของดี ปราศจากสารพิษตกค้าง แต่ก็ไม่สามารถหาของกินที่ปราศจากสารพิษได้สะดวกและง่ายดายมากนัก เพราะในบริเวณที่พักอาศัยนั้นไม่มีของกินปลอดสารพิษจำหน่าย หรือบางแห่งอาจจะพอมีจำหน่ายบ้าง แต่ก็มีราคาที่แพงแสนแพง แพงเสียจนคนหลายคนตัดใจยอมกินของกินที่รู้ดีว่ามีสารเคมีปนเปื้อน ด้วยข้ออ้างว่ามีเงินไม่เพียงพอกับการซื้อของปลอดสารพิษ แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องประสบปัญหาโรคภัยไข้เจ็บสารพัดที่ติดตามมา แล้วยังทำให้เสียเงินจำนวนมหาศาลเพื่อใช้รักษาร่างกายที่ถูกโรคต่างๆ รุมเร้า

วันนี้ Mr.Flower จะพาคุณไปหาของกินที่สะอาด ปราศจากสารเคมีและสารพิษ ที่ตลาดสุขใจ สวนสามพราน หลายคนอาจรู้จักสวนสามพรานมาบ้างแล้ว เพราะสมัยก่อน (อย่างน้อย30-40 ปี) สวนสามพรานคือสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของคนไทยและชาวต่างชาติ แต่วันนี้ สวนสามพรานมีจุดขายใหม่ที่น่าสนใจมากสำหรับคนรักสุขภาพ และยังเป็นแหล่งพบปะกันระหว่างเกษตรกรตัวจริงที่ไม่ใช้สารเคมีใดๆ กับผู้ซื้อสินค้าที่ไม่ต้องการสินค้าที่ปนเปื้อนสารเคมี ซึ่งนับว่าเป็นความน่ารักอย่างมากที่ผู้ซื้อกับผู้ผลิตสามารถมาพบปะกันได้โดยตรง เพราะตามธรรมดาแล้วในสังคมทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้ผลิตจะสามารถพบปะโดยตรงกับผู้ซื้อ เนื่องจากมีพ่อค้าคนกลางเข้ามาเป็นตัวแทรก แต่ไม่แค่เพียงเป็นตัวแทรกเท่านั้น แต่ยังทำให้ราคาสินค้าถูกกำหนดโดยพ่อค้าคนกลางอีกดังนั้นเกษตรกรตัวจริงจึงถูกกดราคาสินค้าอย่างน่าสมเพช ส่วนผู้ซื้อก็ถูกพ่อค้าคนกลางโก่งราคาเข้าไปจนทำให้ราคาสินค้าแพงจนน่ากลัวขนหัวลุก 

ตลาดสุขใจเป็นแหล่งรวมสินค้าปลอดสารเคมี โดยเฉพาะอาหารสด เช่น ผัก ผลไม้ ไข่ไก่ ไข่เป็ด เนื้อสัตว์ ข้าวสาร และยังมีอาหารสำเร็จรูป รวมถึงขนม และข้าวของใช้ในครัวเรือน และแชมพูสระผม ครีมนวดผม สบู่ และผลิตภัณฑ์บำรุงผิว แล้วยังมีเสื้อผ้าที่ทำจากฝ้ายธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่นี่จึงเป็นแหล่งรวมของคนรักสุขภาพ ความน่ารักอีกประการหนึ่งของตลาดแห่งนี้คือไม่มีถุงพลาสติก ไม่มีขวดพลาสติก แต่อาจจะมีแก้วพลาสติกบ้าง เวลาซื้อของที่ตลาดแห่งนี้ก็ต้องใส่สินค้าในตะกร้าไม้ไผ่สาน เมื่อจับจ่ายเสร็จ จ่ายเงินเรียบร้อยแล้วก็นำข้าวของไปใส่ลัง ใส่หีบที่แต่ละคนเตรียมมา แล้วนำตะกร้าไปคืน ส่วนถุงใส่ของก็เป็นถุงกระดาษ และสินค้าทุกอย่างได้รับการยืนยันว่าเป็นอินทรีย์ทั้งสิ้น ผู้ค้าขายจะช่วยกันสอดส่องกันเองว่าผู้ค้ารายใดไม่ซื่อสัตย์ต่อการทำอาชีพหรือเปล่า แล้วถ้าหากจับได้ว่าผู้ค้ารายใดไม่ซื่อสัตย์ เช่น นำผักผลไม้ที่ใช้สารเคมีในการเพาะปลูกมาจำหน่าย พวกเขาจะจัดการกันเองโดยขอให้ถอนตัวออกจากตลาดแห่งนี้ไป

ตลาดสุขใจเปิดจำหน่ายสินค้าทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00-16.00 น.แต่ส่วนใหญ่ของที่นำมาจำหน่ายจะหมดตั้งแต่วันเสาร์ เพราะฉะนั้นหากคุณต้องการได้สินค้าที่หมายปอง จะต้องไปจับจ่ายตั้งแต่วันเสาร์ มิฉะนั้นจะไม่ได้ของที่อยากได้  

ความน่ารักอีกอย่างของตลาดแห่งนี้คือพ่อค้าแม่ค้าสวมเสื้อม่อฮ่อมย้อมคราม พ่อค้าแม่ค้ามาจากหลากหลายจังหวัด เช่น นครปฐม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี สกลนคร มหาสารคาม สุรินทร์ ศรีสะเกษ แพร่ ลำปาง สุราษฎร์ธานี เรียกได้ว่ามาจากทั่วทุกสารทิศของไทย ดังนั้นเวลาได้พูดคุยสนทนากันกับผู้ขายแล้วจะได้รับรู้ถึงสำเนียงแต่ละท้องถิ่นได้อย่างชัดเจน นับว่ามีเสน่ห์มากจริงๆ   

ขอบอกอีกนิดหนึ่งว่าราคาสินค้าที่ตลาดสุขใจไม่แพงระยับเหมือนในตลาดบางแห่ง โดยเฉพาะตลาดที่อ้างว่าขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ ขอย้ำว่าสาเหตุที่ราคาสินค้าที่นี่ไม่แพงมหาโหดก็เพราะว่าเกษตรกรตัวจริงนำสินค้ามาขายโดยตรง ดังนั้นผู้ซื้อจึงไม่ต้องจ่ายค่าส่วนต่างให้พ่อค้าคนกลางเหมือนในตลาดทั่วไป

หากคุณสนใจจะไปเที่ยวชม จับจ่ายซื้อหาสินค้าอินทรีย์เกษตรที่ตลาดสุขใจพร้อมกับไปเที่ยวสวนเกษตรที่มีสินค้าอื่นๆในจังหวัดนครปฐม พร้อมกับนอนพักสบายๆสักหนึ่งคืนที่ริมแม่น้ำท่าจีน รับประทานอาหารอร่อย สะอาด ปราศจากสารพิษสูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด โปรดติดต่อMr.Flower ที่ 091-7233615 แล้วเราจะไปเที่ยวด้วยกันแบบละมุนละไมโดยมีสมาชิกเพียงกลุ่มเล็กๆ (ไม่เกิน 16 คน)  

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวเมืองไทย ช่วยเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/521153

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวเมืองไทย ช่วยเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัว

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวเมืองไทย ช่วยเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัว

วันอาทิตย์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.05 น.

การช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกันของคนไทยในยามนี้ไม่มีอะไรดีไปกว่าการแสดงความรักต่อกัน เห็นอกเห็นใจกันและกัน แล้วที่สำคัญอีกประการก็คือ การชวนกันออกไปท่องเที่ยวในที่ต่างๆ บนแผ่นดินไทยของเรา

กล่าวได้ว่าทุกพื้นที่ทุกดินแดนของไทยมีของดีของงามเป็นของประจำถิ่นทั้งสิ้น แต่ละแห่งล้วนมีรากเหง้าของศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีภูมิปัญญาชาวบ้าน และแหล่งโบราณคดี นอกจากนี้ แต่ละแหล่งท่องเที่ยวยังมีเสน่ห์ในเรื่องอาหารการกิน ลักษณะบ้านเรือน รูปแบบพาหนะประจำถิ่น รูปลักษณ์การแต่งกาย พืชพันธุ์ประจำถิ่น และสัตว์ประจำถิ่น ทั้งหมดนี้คือเอกลักษณ์ และอัตลักษณ์ที่เป็นมนต์เสน่ห์ของท้องถิ่นทั้งสิ้น 

วันนี้ Mr. Flower จะพาคุณไปสัมผัสเอกลักษณ์เฉพาะของจังหวัดกระบี่ ด้วยการพาคุณนั่งเรือหัวโทงลัดเลาะเที่ยวกระบี่ด้วยกัน ชีวิตชาวเล (ชาวทะเล) ในฝั่งอันดามันผูกพันกับเรือมานานแสนนาน คนรุ่นปู่ย่าตายายชาวกระบี่เล่าว่า บรรพบุรุษของคนย่านนี้ใช้ปัญญาเพื่อนำพาให้ตัวเองอยู่รอดปลอดภัย มีการดัดแปลงวัสดุธรรมชาติเพื่อใช้ในการดำรงชีวิต เรือหัวโทงก็คือหนึ่งในภูมิปัญญาชาวบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวกระบี่ เรือชนิดนี้เป็นพาหนะประจำถิ่นของชาวเลทุกคน แม้จะเป็นเรือขนาดเล็ก แต่มีเอกลักษณ์เฉพาะคือมีหัวเรือสูงเชิดแล้วมีทวนหัวที่ยื่นสูงขึ้นไปสูงประมาณ 80-100 เซนติเมตร ส่วนเรือจะมีความยาว 7-10 เมตรเศษๆ มีคำบอกเล่าว่าเรือชนิดนี้มีต้นกำเนิดที่บ้านหาดยาว ซึ่งอยู่ในพื้นที่หลายตำบล เช่น ตลิ่งชัน เหนือคลอง และเกาะกลาง ในพื้นที่จังหวัดกระบี่แต่ก็จะพบว่ามีเรือชนิดนี้อยู่ในพังงา ภูเก็ต ระนอง ตรัง สตูลอีกด้วย เรือนี้มีความปราดเปรียวในยามแล่นไปบนผิวน้ำ เพราะมีน้ำหนักเบา ทนทานต่อการใช้งาน และใช้งานได้สารพัดชนิด

มีคำถามว่าหัวโทงมาจากไหน มีคำบอกเล่าเช่นกันว่าน่าจะมาจากคำว่าหัวธง หรือหัวตรง โดยส่วนหัวที่เป็นทวนสูงขึ้นไปนั้น สามารถใช้เป็นจุดเล็งแนวการแล่นเรือได้อย่างแม่นยำ แต่สุดท้ายคำว่าหัวธง หรือหัวตรง ก็เพี้ยนเป็นหัวโทง ส่วนอีกความเห็นคือ น่าจะมาจากชื่อของปลาโทงหรือโทงเทง ปลาปากยาวที่มีความแหลมคม ว่ายน้ำโต้คลื่นทะเลได้เก่ง ซึ่งคล้ายกับเรือหัวโทงที่โต้คลื่นได้ดี

ทริปล่าสุดที่ Mr. Flower ลงไปสัมผัสกระบี่ ก็ได้ไปร่วมทาสีเรือหัวโทงให้มีสีสันสวยสุดสะดุดตา และสร้างเอกลักษณ์เฉพาะให้กับกระบี่ด้วย โดยรูปที่ใช้ตกแต่งเรือ
ก็คือพืชพันธุ์และดอกไม้ประจำถิ่นของกระบี่

ทริปล่าสุดนี้ นอกจากได้ช่วยกันทาสีวาดภาพตกแต่งเรือหัวโทงแล้ว ยังได้ทดลองระบายสีบนผ้าบาติกทำผ้ามัดย้อมจากสีธรรมชาติ รับประทานอาหารพื้นถิ่นรสชาติสุดแสนอร่อย แล้วยังได้ไปท่องเที่ยวดูชีวิตประจำวันของชาวชุมชนเกาะกลาง ซึ่งเป็นชุมชนที่แสนน่ารัก เพราะทุกคนในชุมชนอยู่กันด้วยความสมัครสมานสามัคคี ที่น่ารักมากมายอีกอย่างหนึ่งคือบนเกาะกลางนี้ไม่มีรถยนต์ มีเพียงจักรยานยนต์เท่านั้น ประชากรบนเกาะกลางมีผู้นับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนใหญ่ มีผู้นับถือศาสนาพุทธอยู่บ้างไม่มากนัก แต่ทุกคนรักใคร่สามัคคีกันเป็นอย่างดี 

นอกจากไปชมเกาะกลาง ด้วยการนั่งเรือหัวโทงแล้ว ยังได้ลิ้มรสชาติอาหารทะเลและอาหารประจำถิ่น เช่นแกงส้ม (แกงเหลือง) รสชาติจัดจ้านมากจนติดใจ แล้วยังได้ไปชมวัดพระมหาธาตุแหลมสัก ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ ณ บริเวณใกล้กับปลายแหลมสัก โดยวัดนี้เป็นศูนย์รวมใจของผู้นับถือพุทธศาสนา ในบริเวณแหลมสัก ส่วนในยามเช้าก็นั่งเรือหัวโทง ไปชมท้องทะเลแหลมสัก ชมตุกนทราย คือโขดหินและสันทรายกลางทะเล ที่สามารถชมวิวทะเลและหน้าผาพร้อมขุนเขาที่งดงาม แต่การไปชมตุกนทรายนั้นต้องไปเฉพาะช่วงข้างขึ้นและข้างแรม 3-6 ค่ำเท่านั้น วันอื่นตุกนทรายไม่โผล่พ้นผิวน้ำ นอกจากนี้ยังได้ชมภาพเขียนประวัติศาสตร์ยุค 3 พันปี ที่ถ้ำชาวเล และชมเขาเหล็กโคนเขาหินปูนกลางน้ำทะเล แล้วไปดูการเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นและกระชังปลาช่อนทะเล กะพง เก๋า และกุ้งมังกร ชมป่าโกงกางที่แสนอุดมสมบูรณ์ ชมนกชมไม้จนสำราญใจ แล้วช่วงเย็นก็กลับมาแต่งกายด้วยชุดบ๊ะบ๋ายะหยา ถ่ายภาพกับบ้านสวยสีฟ้าศิลปะชิโน-โปรตุกีส ณ แหลมสัก รับประทานอาหารค่ำริมทะเลพร้อมชมการแสดงพื้นเมืองโดยชาวชุมชน ผสมกับการแสดงของนักเรียนจากโรงเรียนในชุมชน

ส่วนวันรุ่งขึ้นมีการสัมมนาเรื่องส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน โดยผู้เข้าร่วมสัมมนามาจาก ททท. กฟผ. สภาวัฒนธรรมจังหวัดกระบี่ ตัวแทนภาควิชาการด้านศิลปะแขนงต่างๆ จากมหาวิทยาลัยหลายแห่ง และตัวแทนภาคเอกชนที่ทำธุรกิจด้านบริการท่องเที่ยวโรงแรมในกระบี่ และที่สำคัญคือมีตัวแทนชุมชนที่มีแหล่งท่องเที่ยวมาร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย

ในยามนี้เราทุกคนสามารถช่วยเหลือกันและกัน เพื่อให้เศรษฐกิจของเราสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ด้วยการท่องเที่ยวและจับจ่ายใช้สอยภายในบ้านในเมืองของเราห้างร้านบริษัทเอกชนและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐต้องช่วยกันท่องเที่ยวในบ้านของเรา เพื่อให้คนในบ้านเรามีงานทำ ภาคธุรกิจการท่องเที่ยวและภาคบริการจะได้สามารถมีชีวิตยืนยาวต่อไปได้ และเศรษฐกิจของบ้านเราจะได้ไม่หยุดนิ่งชะงักงัน ซึ่งจะส่งผลดีให้กับภาพรวมของประเทศในที่สุด 

ห้างร้าน องค์กร หรือผู้ใดสนใจร่วมท่องเที่ยวทริปแสนสนุก เที่ยวแบบละมุนละไม เจาะลึกความเป็นอยู่ของชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศไทย โปรดติดต่อ Mr. Flower091-7233615  

ตะลอนเที่ยว : ไปกิน ไปเที่ยว ไปพักผ่อน ที่เมืองกระบี่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/519468

ตะลอนเที่ยว : ไปกิน ไปเที่ยว ไปพักผ่อน ที่เมืองกระบี่

ตะลอนเที่ยว : ไปกิน ไปเที่ยว ไปพักผ่อน ที่เมืองกระบี่

วันอาทิตย์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2563, 09.00 น.

เมื่อวันที่ 11-14 กันยายน Mr. Flower นำคณะผู้อ่านแนวหน้า และผู้ฟังรายการ GOOD TIME (ทางสถานีวิทยุจุฬาฯ 101.5 MHz.เวลา 20.35-22.00 น. วันจันทร์ถึงศุกร์) จำนวน 17 คนไปท่องเที่ยว จับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าต่างๆ นานา และสัมผัสความงดงามของจังหวัดกระบี่

หลายคนอาจจะถามว่าทำไมไปเที่ยวกระบี่หน้าฝน ก็ต้องตอบชัดๆว่า แม้จะเป็นหน้าฝนก็จริง แต่ก็ยังสามารถท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆ ของกระบี่ได้ เพราะเมื่อฝนตก เราก็เข้าไปเที่ยวในสถานที่ที่ ไม่ต้องตากฝน เช่น พิพิธภัณฑ์ลูกปัด คลองท่อม ดูลูกปัดสุริยเทพที่ล้ำค่า และชมลูกปัดอีกสารพัดชนิด แล้วเข้าวัดเข้าวากราบไหว้นมัสการพระพุทธรูปและทำบุญทำทานเช่น ที่วัดเขาหัวสิงห์ วัดที่พระอุโบสถงดงาม ตั้งอยู่บริเวณหน้าผาสูงตระหง่านวัดมหาธาตุวชิรมงคล วัดที่มีพระมหาเจดีย์รูปทรงเดียวกับพระมหาเจดีย์ที่พุทธคยาและไปกราบนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณวัดมหาธาตุแหลมสัก แล้วก็ไปเล่นน้ำร้อนจากน้ำตกร้อนคลองท่อม แล้วก็ไปชมความงดงามของสระมรกต แล้วก็ไปชมน้ำสองสีในป่าพรุแสนงามที่ท่าปอม แล้วก็ไปดูสุสานหอย 75 ล้านปี ครั้นเมื่อคาดว่าไม่มีฝน คณะของเราก็ลงเรือยอชต์ล่องทะเล (แต่ระหว่างทางเจอฝนจึงต้องเปลี่ยนใจกลับเข้าฝั่งก่อนถึงที่หมายเลยไม่ได้ไปชมทะเลแหวก เกาะไก่เกาะปอดะ เกาะทับ เกาะไก่ เกาะหม้อ และอ่าวไร่เลย์)  

อันที่จริง กระบี่มีที่เที่ยวอีกมากมาย เช่น ชุมชนเกาะกลาง ชุมชนที่แสนจะน่ารัก น่าอยู่อาศัยมาก บนเกาะแห่งนี้ไม่มีรถยนต์มีเพียงจักรยานยนต์เท่านั้น ประชากรบนเกาะมีทั้งชาวไทยนับถือศาสนาพุทธและอิสลาม โดยทุกคนรักใคร่กลมเกลียวสมัครสมานกันเป็นอย่างดี

แต่ที่สุดประทับใจในการเดินทางทริปนี้คือ ทุกคนสุขสดชื่นเบิกบานกับการได้สัมผัสอากาศแสนสะอาดทั้งในบริเวณชายทะเล และในเขตป่าโกงกางปากอ่าว รวมถึงในป่าพรุที่แสนอุดมสมบูรณ์  

แล้วเวลาเช้าคณะก็ไปจับจ่ายซื้อของต่างๆ นานาจากตลาดสดใจกลางกระบี่ ได้พบกับสินค้าสารพัดชนิด ทั้งอาหารสด อาหารแห้ง อาหารทะเล ขนมต่างๆ นานาสารพัดชนิด หลายคนประทับใจกับการได้รับประทานปาท่องโก๋ทอดใหม่ๆ กลิ่นหอมกรุ่นแล้วยิ่งได้รับประทานพร้อมกับโอยัวะกลิ่นหอมฉุยที่มีนมข้นอยู่ก้นแก้ว ทำให้หลายคนบอกตรงกันว่านี่คือสวรรค์ที่แท้จริง เพราะทำให้หวนระลึกถึงวันวานได้อย่างชัดเจน

ทริปนี้นอกจากจะได้ท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆ อย่างสบายใจแล้ว และยังได้กระจายรายได้ไปถึงมือชาวบ้านโดยตรงอีกด้วย ได้พูดได้คุยกับพ่อค้าแม่ขาย ทำให้ได้รับรู้ถึงปัญหาต่างๆ ของชาวบ้านในยามที่เชื้อโควิด-19 แพร่ระบาด ผู้ค้าขายบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า ค้าขายไม่ดีเลย แต่ก็ยังขอบคุณที่คนไทยช่วยกันเที่ยวในยามที่ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่วนบรรดาผู้ประกอบการด้านบริการ เช่น โรงแรม เรือเดินทะเลไกด์ สปา พนักงานขับรถตู้เช่า ต่างบอกตรงกันว่าไม่มีรายได้มาหลายเดือนแล้ว ส่วนผู้ค้าขายของกินของที่ระลึกในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ก็บอกตรงกันว่า ค้าขายได้น้อยมาก เพราะไม่มีนักท่องเที่ยว แล้วก็ฝากเชิญชวนให้คนไทยช่วยกันท่องเที่ยวในบ้านเมืองของเรา เพื่อให้มีการกระจายรายได้พอยิ่งได้ฟังเช่นนี้ ก็ยิ่งอยากจะเชิญชวนคุณๆไปเที่ยวเมืองไทยด้วยกันให้มากยิ่งขึ้น

การท่องเที่ยวที่จะทำให้เกิดความสนุกสนานสำราญใจอย่างเต็มที่ก็ต้องควบคู่ไปกับการได้รับประทานอาหารอร่อยด้วย ทริปนี้คณะของเราตระเวนรับประทานอาหารกันอย่างครื้นเครง เพราะรับประทานทั้งอาหารปักษ์ใต้รสจัดจ้าน และรับประทานอาหารทะเลสดๆ โดยไปรับประทานอาหารอร่อยที่ร้านตะโกลาร้านเรือนไม้ ร้านมะหญิง ร้านบะหมี่ลิ้นชักร้านอาหารญี่ปุ่นที่ใช้วัสดุจากพื้นถิ่นเป็นวัตถุดิบ ชื่อร้านโทบิโกะ แล้วก็ยังแวะชิมอาหารและขนมต่างๆ นานาจากร้านเล็กร้านน้อยอีกนับไม่ถ้วน ซึ่งนับได้ว่าเป็นการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง  

สำหรับโรงแรมที่คณะของเราพักในทริปนี้คือโรงแรมเดอะคลิฟฟ์ (TheCliff) อ่าวนาง ซึ่งเป็นโรงแรมขนาดกะทัดรัดมีฉากหลังเป็นหน้าผาสูงตระหง่านของอ่าวนาง

หากคุณสนใจอยากไปสัมผัสความงามของแหล่งท่องเที่ยวในกระบี่ด้วยการเที่ยวแบบละมุนละไม และลิ้มรสความอร่อยของอาหารเลิศรสสารพัดชนิดโดยต้องการให้ Mr.Flower พาคุณไปท่องเที่ยว โปรดติดต่อโทรศัพท์หมายเลข091-7233615

ตะลอนเที่ยว : สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/517898

ตะลอนเที่ยว : สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า

ตะลอนเที่ยว : สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า

วันอาทิตย์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2563, 08.30 น.

ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ ขออนุญาตนำเสนอพระราชประวัติสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวีพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พร้อมทั้งนำเสนอพระตำหนักที่ประทับของพระองค์ท่านในสถานที่สำคัญต่างๆ เนื่องจากในเดือนกันยายน เป็นเดือนพระราชสมภพของพระองค์

พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าลูกเธอ ลำดับที่ 60 ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช และลำดับที่ 4 ในสมเด็จพระปิยมาวดีศรีพัชรินทรมาตา (เจ้าคุณจอมมารดาเปี่ยม) พระราชสมภพในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันพุธ เดือน 10 แรม 2 ค่ำ ปีจอ จัตวาศก จ.ศ. 1224 ซึ่งตรงกับวันที่10 กันยายน พ.ศ. 2405 ทรงมีพระนามเดิม เมื่อประสูติว่าพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าสว่างวัฒนา ทรงมีพี่น้องร่วมพระมารดา 6 พระองค์ ได้แก่ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอุณากรรณอนันตนรไชย, พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าเทวัญอุไทยวงศ์, พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์, พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าสว่างวัฒนา,พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี และ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ 

เมื่อทรงพระเยาว์ ทรงรับการศึกษาตามแบบกุลสตรีในวังหลวง ทรงเล่าเรียนภาษาอังกฤษ จนสามารถอ่านออกและฟังเข้าพระทัย ต่อมาทรงเข้ารับราชการเป็นพระภรรยาเจ้า ในรัชกาลที่ 5 แล้วต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ซึ่งสวรรคต ขึ้นเป็นสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี พร้อมกับสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวีเสมอกัน ซึ่งในช่วงเวลานั้นพระองค์ทรงมีพระราชกรณียกิจออกรับแขกเมืองในฐานะพระราชินีแห่งกรุงสยาม

ภายหลังการสวรรคตของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ กรมขุนเทพทวาราวดี พระราชโอรสของพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี ขึ้นเป็นสยามมกุฎราชกุมารพระองค์ต่อไป พร้อมทั้งสถาปนาพระอิสริยยศของพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี ขึ้นเป็นสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระอัครราชเทวี ในฐานะเป็นพระราชชนนีในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ  

พระตำหนัก ที่ประทับในพระบรมมหาราชวัง

ครั้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์ทรงได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธยเป็น สมเด็จพระมาตุจฉาเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี พระองค์ทรงเป็นพระธุระให้พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี พระมเหสีในรัชกาลที่ 6 ตั้งแต่ทรงพระครรภ์จนถึงมีพระประสูติกาลสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี โดยพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ทรงเล่าถึงสมเด็จพระมาตุจฉาเจ้าฯ ว่า “ถ้าไม่ได้ท่าน เจ้าฟ้าก็ไม่ได้เป็นพระองค์” ซึ่งมีพระประสูติกาลก่อนสมเด็จพระราชบิดาเสด็จสวรรคตเพียงหนึ่งวัน โดยก่อนที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเสด็จสวรรคต ได้ทรงมีพระราชดำรัสทรงฝากฝังพระราชธิดาไว้กับ “สมเด็จป้า”

ครั้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาให้ทรงดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า

ต่อมาเมื่อพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล พระราชนัดดา เสด็จขึ้นทรงราชย์เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทรงเฉลิมพระนาม ขึ้นเป็นสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า และทรงดำรงพระอิสริยยศนี้จนตลอดพระชนมายุ

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงเป็นองค์ประธานในพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ณ พระตำหนักใหญ่ วังสระปทุม เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2493 

พระองค์ทรงพระประชวรด้วยพระอาการอักเสบที่พระปับผาสะ จนกระทั่งกลางดึกคืนวันที่ 16 ธันวาคม 2498 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปยังวังสระปทุม เมื่อเวลาประมาณ 2 ยาม เนื่องจากคณะแพทย์ที่ถวายการรักษากราบบังคมทูลว่าพระอาการหนักสุดที่จะแก้ไขแล้ว ภายในห้องพระบรรทมนั้น พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ประทับยืนอยู่ปลายพระบาทพร้อมด้วยคณะแพทย์และพยาบาลที่เฝ้าพระอาการ ส่วนหน้าห้องพระบรรทมนั้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประทับอยู่ นอกจากนั้นก็มีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาปีบุษบากร หม่อมเจ้าที่ทรงเป็นหลานๆ และข้าหลวงหมอบเฝ้า

ช่วงเวลาตีสอง สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าเสด็จสวรรคตด้วยพระหทัยวายในพระอาการสงบ เมื่อเวลา 02.16 น. ของวันที่17 ธันวาคม 2498สิริพระชนมพรรษารวม 93 พรรษา 3 เดือน 7 วัน โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ถวายบังคมอยู่ที่เบื้องปลายพระบาท  

พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพมีขึ้นในวันที่ 23 เมษายน 2499 พระบรมอัฐิประดิษฐาน ณ ชั้น 3 พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบรมราชสรีรางคาร บรรจุภายใต้ฐานชุกชี พระสัมพุทธวัฒโนภาส ในพระอุโบสถ วัดราชาธิวาสราชวรวิหาร

ต่อมาในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2554 ที่ประชุมใหญ่องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(ยูเนสโก) ประกาศยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลก เนื่องในโอกาสวันครบรอบ 150 ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพ วันที่10 กันยายน พ.ศ. 2555 ในฐานะที่ทรงมีผลงานดีเด่นด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์สุขภาพและการอนุรักษ์พัฒนาด้านวัฒนธรรม

และในโอกาสนี้ ขอนำเสนอภาพพระตำหนักที่ประทับของพระองค์ท่านในที่ต่างๆ เช่น พระบรมมหาราชวัง พระราชวังดุสิต และวังสระปทุม เพื่อให้ได้ทราบว่าพระองค์ท่านเคยประทับ ณ สถานที่แห่งใดบ้าง

(ขอกราบขอบคุณภาพและเรื่องจากสมาคมสุริยวุฒิศิลปทัศนา)

พระตำหนักสวนหงส์ ที่ประทับในพระราชวังดุสิต

พระตำหนัก ที่ประทับในวังสระปทุม

ตะลอนเที่ยว : ชมความงดงามของเมืองกระบี่ ผ่านเลนส์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/516367

ตะลอนเที่ยว : ชมความงดงามของเมืองกระบี่ ผ่านเลนส์

ตะลอนเที่ยว : ชมความงดงามของเมืองกระบี่ ผ่านเลนส์

วันอาทิตย์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

วันที่ 11-14 กันยายนนี้ มวลสมาชิกผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้า และผู้ฟังรายการ Good Time (ทางสถานีวิทยุจุฬาฯ FM 101.5 MHz ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 20.35-22.00 น.)จะไปท่องเที่ยวเมืองกระบี่ด้วยกัน โดยทริปนี้จะเน้นการท่องเที่ยวแบบเนิบนาบละมุนละไม เที่ยวแบบ slow lifeเน้นการสัมผัสธรรมชาติ สัมผัสชีวิตของผู้คนอย่างใกล้ชิด ส่วนอาหารการกินก็เน้นอาหารทะเล เน้นผักผลไม้ และเน้นการเข้าไปสัมผัสความร่มเย็นของพระพุทธศาสนาในวัดวาอารามต่างๆ ของเมืองกระบี่ 

ชื่อเสียงในเรื่องความงดงามของสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในเมืองกระบี่นั้นมีมากมายจนเกินจะพรรณนาได้หมดได้สิ้นในระยะเวลาอันสั้น เพราะมีทั้งทะเลที่สวยใสหาดทรายขาวละเอียดแสนสะอาด เกาะที่งดงามติดอันดับโลก ถ้ำต่างๆ นานาที่งดงามด้วยหินงอกหินย้อยและยังเป็นแหล่งอารยธรรมในยุคเก่าก่อนของมนุษย์โลกใต้น้ำที่แสนมหัศจรรย์ ป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ แหล่งอนุบาลสัตว์ทะเล ชุมชนชาวบ้านที่นับถือศาสนาต่างกัน แต่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืนและเกื้อหนุนกันด้วยดีเสมอมา

ส่วนเรื่องอาหารการกินนั้น ต้องยอมรับว่ากระบี่คือแหล่งของอาหารที่แสนอุดมสมบูรณ์ ทั้งอาหารประจำถิ่นที่รสชาติจัดจ้านชวนรับประทาน และอาหารทะเลที่
สดสะอาดและแสนอร่อย บอกได้คำเดียวชัดๆ ว่า ใครก็ตามที่ได้สัมผัสเสน่ห์ของเมืองกระบี่แล้ว จะหลงใหลและฝันถึงเสน่ห์แห่งเมืองกระบี่ตลอดเวลา

วันนี้คอลัมน์ตะลอนเที่ยวนำภาพถ่ายที่บ่งบอกถึงมนต์เสน่ห์ของเมืองกระบี่ในแง่มุมต่างๆ มาอวดสายตาของคุณผู้อ่าน โดยได้รับอนุญาตจากกลุ่มช่างภาพฝีมือดีที่ร่วมกันจัดงาน 60 ช่างภาพเปิดภาพเมืองไทย Amazing ยิ่งกว่าเดิม โดยนำเสนอภาพถ่ายที่บอกถึงความงดงามของสถานที่ต่างๆ ในเมืองกระบี่  

ภาพงามทุกภาพของเมืองกระบี่ที่คอลัมน์นี้นำมาเสนออย่างต่อเนื่องหลายสัปดาห์มาแล้วนั้น เป็นเครื่องยืนยันว่า ทุกจุดทุกที่ของเมืองกระบี่เต็มไปด้วยสีสัน มีชีวิตชีวา และมีความงดงามที่รอให้คุณๆ ไปสัมผัส

เราสามารถพูดได้อย่างภาคภูมิใจว่าเมืองกระบี่มีความงามที่ชวนให้ใหลหลง เพราะแค่เพียงสถานที่แห่งเดียวกัน คือชายหาดของกระบี่ แต่เมื่อเราไปเยือนในเวลาที่แตกต่างกัน ก็จะได้รับความงามที่แสนประทับใจที่ต่างกันไป เพราะมีองค์ประกอบของแสงและเงาเขามาช่วยแต่งเติมเพิ่มสีสันให้ความงามของสถานที่โดดเด่นงามสะดุดตา

ขอเรียนแจ้งให้ทุกท่านทราบว่าสำหรับทริปกระบี่ วันที่ 11-14 กันยายนนี้ไม่สามารถรับสมาชิกเพิ่มเติมได้อีกแล้ว เนื่องจากเราเน้นการท่องเที่ยวกันแบบกลุ่มเล็กๆ เน้นความเป็นกันเอง เน้นความละมุนละไมของการท่องเที่ยว และที่สำคัญคือเน้นมิตรภาพที่ยาวนานของหมู่สมาชิกที่ร่วมทริป 

ดังนั้น หากคุณๆ สนใจต้องการร่วมทริปกระบี่แสนสวย สุดสุขสันต์กับเราอีกในทริปต่อๆ ไป กรุณาติดต่อสำรองที่นั่งที่ หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615(แต่ละทริปนั้น เรารับสมาชิกเพียง 12-14 ท่านเท่านั้นครับ)

ตะลอนเที่ยว : อร่ามเรือง เมืองอุทัยฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/514919

ตะลอนเที่ยว : อร่ามเรือง เมืองอุทัยฯ

ตะลอนเที่ยว : อร่ามเรือง เมืองอุทัยฯ

วันอาทิตย์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ต้องขออนุญาตเรียนตามตรงว่า ทุกครั้งที่ได้ไปเที่ยวเมืองอุทัยธานี ก็จะมีความสุขทุกครั้ง สุขเพราะว่าได้สัมผัสกับความสงบ ความสะอาด และความเป็นระเบียบของเมือง ความน่ารักของผู้คน ความเขียวขจีของแมกไม้ และที่สำคัญคือได้ไปกราบไหว้พระพุทธรูปที่งดงามในวัดอุโปสถาราม ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งสะแกกรัง

วัดอุโปสถาราม หรือวัดโบสถ์มโนรมย์ หรือวัดโบสถ์ คือวัดที่มีอายุเก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของอุทัยธานี ตามประวัติระบุว่าสร้างมาตั้งแต่ช่วงต้นรัตนโกสินทร์ (แต่เดิมนั้นวัดนี้เคยตั้งอยู่ในเขตอำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท ดังนั้นคนเก่าแก่จำนวนมากจึงยังจำชื่อเดิมคือ วัดโบสถ์มโนรมย์) คนอุทัยธานีมีความศรัทธาและหวงแหนวัดโบสถ์แห่งนี้มาก ดังนั้นจึงไม่ต้องประหลาดใจหากคุณไปอุทัยฯ แล้วพบว่าตามสถานที่ต่างๆ เช่น ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขายยา และร้านขายของต่างๆ
ในอุทัยฯ มักจะมีภาพของวัดโบสถ์ติดอยู่ในอาคารนั้นๆ  

เมื่อวันที่ 22-23 สิงหาคม 2563 ผมนำคณะผู้อ่านแนวหน้า และผู้ฟังรายการ GOOD TIME (ออกอากาศทางสถานีวิทยุจุฬาฯ วันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 20.35-22.00 น.) ไปเที่ยวเมืองอุทัยฯ ไปล่องเรือชมแม่น้ำสะแกกรัง ไปวัดสังกัสรัตนคีรี(วัดเขาสะแกกรัง) ไปศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ ไปวัดจันทาราม (วัดท่าซุง) ไปชมตลาดเก่าตรอกโรงยา สถานที่สุดแสนโรแมนติกแห่งหนึ่งของเมืองอุทัยฯ ไปเดินเที่ยวตลาดเช้า ไปตักบาตรพระสงฆ์ ทั้งพระสงฆ์ที่เดินบิณฑบาต และพายเรือบิณฑบาต ไปรับการบำบัดด้วยคลื่นเสียงจาก Crystal Bowls และไปรับประทานอาหารพื้นบ้าน เช่น ปลาแรดเลิศรส กุ้งแม่น้ำแสนอร่อย รวมถึงขนมไทยโบราณฝีมือสุดยอด แล้วยังพาไปรับประทานน้ำผักเพื่อสุขภาพ แต่ที่สำคัญคือทริปนี้สมาชิกทุกคนต่างได้ร่วมกัน ทำบุญ ทำทาน บริจาคเงิน ซื้อของดีต่างๆ นานาจากร้านค้าของศูนย์วงเดือนฯ และยังได้ทูลเกล้าฯ ถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยทูลเกล้าฯ ถวายไว้ ณ ศูนย์วงเดือน

กล่าวได้ว่าทริปอุทัยฯ ในครั้งนี้ทำให้เราทุกคนมีความสุขกาย สุขใจ และอิ่มเอมด้วยรสชาติของอาหาร และขนมไทยฝีมือเยี่ยม หลายคนบอกตรงกันว่าจะกลับไปอุทัยฯ อีกในเร็ววันนี้ โดยหลายคนกำหนดไว้ว่าจะไปอีกในวันออกพรรษาที่จะมาถึงในอีกประมาณ1 เดือนข้างหน้านี้

สำหรับภาพประกอบคอลัมน์สัปดาห์นี้ ผมตั้งใจนำภาพที่แสนวิจิตรของวัดโบสถ์มาฝากคุณ โดยเฉพาะองค์พระพุทธรูปในพระวิหาร ซึ่งมีทั้งหมด 9 องค์โดยมีพระพุทธรูปยืน 6 องค์ บางองค์เป็นปางห้ามพระแก่นจันทน์ (ยกพระหัตถ์ซ้ายขึ้นเสมอพระอุระ ปล่อยมือขวาแนบข้างพระวรกาย) และบางองค์เป็นปางห้ามญาติ (ยกพระหัตถ์ขวา แล้วปล่อยพระหัตถ์ซ้ายแนบพระวรกาย) แต่พระพุทธรูปองค์สำคัญอีกองค์ในพระวิหารคือพระพุทธรูปองค์หน้าสุด ปางมารวิชัย เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่มาก หล่อด้วยทองคำ ส่วนพระอุโบสถก็จะมีความงดงามไม่แพ้กัน สิ่งสำคัญอีกประการของวัดโบสถ์คือภาพจิตรกรรมฝาผนัง โดยเฉพาะในพระอุโบสถที่เขียนเรื่องพุทธประวัติของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างสุดวิจิตร ส่วนภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระวิหารที่โดดเด่นที่สุดภาพหนึ่งคือภาพพระมาลัยรับดอกบัว

โบราณสถานสำคัญอีกอย่างหนึ่งของวัดโบสถ์คือเจดีย์ที่อยู่ด้านหลังพระวิหาร ซึ่งอยู่ใกล้กับริมฝั่งแม่น้ำสะแกกรัง โดยทั้งสามองค์นี้มีรูปแบบสถาปัตยกรรมต่างกันคือศิลปะสุโขทัย ศิลปะอยุธยา และศิลปะรัตนโกสินทร์ และที่สำคัญอีกสิ่งได้แก่มณฑปแปดเหลี่ยม ศิลปะผสมผสานระหว่างไทยและจีน แต่ที่หลายคนตื่นเต้นมากคือ สมัยรัชกาลที่ 5 นั้น สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประพาส ณ วัดโบสถ์แห่งนี้ โดยทรงขึ้นแพ ณ หน้าวัดแห่งนี้ 

เรื่องราวน่าประทับใจในทริปอุทัยฯ ยังไม่จบแต่พื้นที่การนำเสนอเรื่องราวที่น่าประทับใจหมดแล้ว เพราะฉะนั้น หากคุณๆ ประสงค์จะร่วมทริปแสนสำราญสุดวิเศษทริปอื่นๆ กับ Mr.Flower โปรดติดตามคอลัมน์นี้ไปเรื่อยๆ นะครับ หรือหากสนใจจะร่วมทริปสุดสำราญด้วยกัน โปรดติดต่อ091-7233615  

สวัสดีครับ

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวละไม เดินละมุน กรุ่นไอดิน ในชุมชนชาวบ้านเชียงราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/513433

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวละไม เดินละมุน กรุ่นไอดิน ในชุมชนชาวบ้านเชียงราย

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวละไม เดินละมุน กรุ่นไอดิน ในชุมชนชาวบ้านเชียงราย

วันอาทิตย์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สัปดาห์ก่อนผมเชิญชวนคุณผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้าไปเที่ยวแบบละมุนละไมด้วยกันที่จังหวัดเชียงราย โดยการท่องเที่ยวทริปนี้คณะของเราไม่ได้ขึ้นดอย แต่จะเน้นการท่องเที่ยวในชุมชนต่างๆ ซึ่งมีอัตลักษณ์ และมีเอกลักษณ์ประจำของชุมชนเช่น ชุมชนท่าขันทอง ชุมชนแม่กรณ์ ชุมชนแม่รวง เป็นต้น

ขอเรียนย้ำให้ทราบว่าชีวิตของชาวชุมชนต่างๆ ที่ผมจะนำคุณๆ ไปสัมผัสนั้น เต็มไปด้วยความน่าสนใจ ชนิดที่เรียกได้ว่ามีมนต์เสน่ห์มากมาย ตัวอย่างของมนต์เสน่ห์คือ ความเป็นธรรมชาติ ขนบประเพณีวัฒนธรรม อาหารการกินการแต่งกาย สถาปัตยกรรมการปลูกสร้างบ้านเรือน ความเอื้ออาทร ความมีน้ำใจการแบ่งปันกันและกัน รวมถึงการรักษาความสะอาดความเป็นระเบียบ 

เมื่อคุณสังเกตจากภาพประกอบที่ผมนำมาแสดงในสัปดาห์นี้จะพบว่า เรื่องอาหารการกินของทุกชุมชนที่ผมนำคุณไปเยี่ยมชมและสัมผัสนั้นมีสีสันที่แสนสวยงามตามสีสันธรรมชาติโดยแท้ เพราะเป็นสีสันของผัก ผลไม้ ต้นไม้ และเครื่องเคียง รวมถึงยังมีสีสันของไม้ดอก ป่าเขา ทุ่งนา สายน้ำแห่งแม่น้ำโขง เครื่องแต่งกาย รวมถึงสีฟ้าสดใสของท้องฟ้าที่มีเมฆขาวแต่งแต้มผืนฟ้าให้งามราวภาพจิตรกรรมจากฝีมือจิตรกรชั้นเยี่ยมของโลก

ขออนุญาตเล่าสไตล์การเที่ยวแบบละมุนละไมของกลุ่มเราให้ทราบสักนิด (สำหรับคุณๆ ที่ยังไม่เคยไปท่องเที่ยวกับพวกเรา) คือเราเที่ยวกันแบบแช่มช้อยไปช้าๆ ค่อยๆ ละเลียดซึมซับความงามของแหล่งท่องเที่ยว เราให้เวลาในแหล่งท่องเที่ยวแต่ละแห่งยาวนานหลายชั่วโมง (บางแห่งอาจเป็นวัน) เพื่อให้ผู้ร่วมทริปของเราได้มีโอกาสพูดคุย สัมผัสชีวิตจริงๆของผู้คนที่เราไปท่องเที่ยว และยังได้เห็นวิถีชีวิตที่แท้จริงของเขา นอกจากนี้ยังได้ทราบว่าคนในชุมชนปลูกผัก ผลไม้ชนิดใดเพื่อใช้กินในชีวิตประจำวัน แต่ที่มากกว่านั้นคือ การได้ช่วยเหลือกระจายรายได้ด้วยการซื้อผลผลิตจากชุมชน ทำให้ชาวชุมชนมีรายได้แท้จริง และยังเกิดความรู้สึกว่าคนจากต่างถิ่นเห็นคุณค่าของคนในชุมชนแล้วที่มากกว่านั้นคือ การได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน ได้พูดคุยสนทนากันแล้วในที่สุดก็ทำให้เกิดความรู้สึกดีๆ ต่อกัน

อันที่จริงแล้ว ทริปนี้ผมนำคุณไปเที่ยวไปพักผ่อน โดยได้สัมผัสกับทุ่งนา ป่าเขาและสายน้ำอย่างใกล้ชิด แต่ที่หลายคนประทับใจคือการได้ทำอาหารรับประทานเอง แม้หลายคนจะบอกว่า ทำอาหารไม่เป็น หรือทำอาหารไม่เก่ง แต่เมื่อทุกคนได้ช่วยกันปรุงอาหารจากฝีมือของคนทุกคนที่มีส่วนร่วมกัน ก็ทำให้อาหารที่ปรุงออกมาแล้วเป็นที่ชื่นชอบของทุกคน เพราะอย่างน้อยที่สุดก็เกิดมาจากฝีมือและความร่วมมือของทุกคน โดยวัตถุดิบในการปรุงอาหารก็มาจากสวนผักในชุมชน ปลาก็มาจากลำน้ำในชุมชนผลไม้ก็เก็บไปรับประทานกันสดๆ จากสวนในชุมชน

ส่วนเวลาพักผ่อนก็นอนในที่นอนแสนสบาย นอนในมุ้ง ซึ่งเป็นการนอนที่แสนจะได้บรรยากาศ โดยเฉพาะคนที่เคยนอนมุ้งมาก่อน (แต่แอบใช้เครื่องปรับอากาศนิดหน่อย โดยเฉพาะเวลาหัวค่ำที่อากาศยังไม่เย็นสบายมากนัก แต่ตกดึกก็ต้องลุกขึ้นมาปิดเครื่องปรับอากาศ เพราะอากาศเย็นมาก)ส่วนการอาบน้ำอาบท่าก็ไม่ถึงกับให้คุณๆ ลงไปอาบน้ำในลำธารข้างบ้าน เพราะเกรงว่าจะได้บรรยากาศของความเป็นชนบทมากจนเกินจะรับได้ ก็จึงต้องหาห้องน้ำห้องท่าที่ทันสมัย แต่ยังมีกลิ่นอายของความเป็นชนบทผสมอยู่ คือการอาบน้ำด้วยการใช้ขันตักน้ำจากโอ่งแล้วนำไปราดรดตัว เพียงแค่นี้ก็ทำให้หลายคนหวนระลึกถึงวันวานได้โดยฉับพลัน ส่วนคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์การอาบน้ำด้วยการตักน้ำจากโอ่งมารดตัวก็จะได้เรียนรู้ไปด้วยว่า คนไทยสมัยก่อนเขามีวิถีชีวิตอย่างไร ส่วนต้นข้าวที่คุณเห็นในท้องทุ่งนั้น หากคุณมีความต้องการจะเรียนรู้การปลูกข้าวด้วยการดำนาจริงๆ เราก็จัดให้คุณได้ แต่ส่วนใหญ่หลายคนบอกว่า ขอเป็นฝ่ายดูก็แล้วกัน เพราะเกรงว่าจะทำให้ต้นกล้าของข้าวเสียหายมากกว่า

ที่ผมเล่าให้คุณฟังคร่าวๆ นี้เป็นแค่เพียงเศษหนึ่งส่วนร้อยของการได้ท่องเที่ยวตามแบบเที่ยวละมุนละไมนะครับหากคุณมีความประสงค์จะสัมผัสบรรยากาศละมุนละไมจริงๆ โปรดติดต่อหมายเลข091-7233615 แล้วเราจะไปสัมผัสบรรยากาศจริงๆ ด้วยกันครับ