ตะลอนเที่ยว : เพียรสาน งานศิลป์ ศิลปะจากภูมิปัญญาชุมชนสู่สากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/682175

ตะลอนเที่ยว : เพียรสาน งานศิลป์ ศิลปะจากภูมิปัญญาชุมชนสู่สากล

ตะลอนเที่ยว : เพียรสาน งานศิลป์ ศิลปะจากภูมิปัญญาชุมชนสู่สากล

วันอาทิตย์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อประมาณช่วงกลางเดือนสิงหาคม Mr.Flower ได้เคยเชิญชวนคุณๆ ไปชมนิทรรศการ เพียรสาน งานศิลป์ ที่จัด ณ หอศิลป์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ถนนราชดำเนินกลาง (ใกล้สะพานผ่านฟ้าลีลาศ) นอกจากชวนคุณๆ ไปชมนิทรรศการแล้ว ยังชวนคุณๆ ไปซื้อหาสินค้าที่เป็นงานจักสานฝีมือสุดแสนประณีต แต่ราคาแสนประหยัด 

เชื่อเหลือเกินว่าหลายคนที่ได้อ่านคอลัมน์นี้แล้ว คงจะได้ไปชมงานและซื้อหาสินค้าคุณภาพดีกลับไปเป็นของใช้ และเป็นของขวัญของฝากสำหรับคนที่คุณระลึกถึงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เท่าที่ได้ทราบคือ หลายคนซื้อของจักสานหลายสิบชิ้นไว้สำหรับเป็นของขวัญวันปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงในอีกประมาณ3 เดือนข้างหน้านี้

วันนี้ขออนุญาตกลับมาย้ำเตือนความจำของคุณอีกครั้งว่า นิทรรศการเพียรสานงานศิลป์ จะยุติลงในวันที่ 10 ตุลาคมที่กำลังจะมาถึงนี้ ดังนั้นหากคุณมีความประสงค์จะกลับไปซื้อหาสินค้าคุณภาพดีเยี่ยม แต่ราคาแสนประหยัด ก็ขอให้คุณๆ จัดเตรียมเวลาเพื่อการไปซื้อหาให้ลงตัว และขอเน้นว่าอย่าไปในวันสุดท้ายของการจัดนิทรรศการ เนื่องจากคุณจะต้องเผชิญกับปัญหาผู้คนมากมายที่ไปซื้อสินค้าในวันสุดท้ายท้ายสุดของงาน แต่ขอแนะนำว่าคุณควรจะต้องไปเลือกหา เลือกซื้อสินค้าก่อนวันปิดงาน เพราะอย่างน้อยที่สุดคุณจะไม่ต้องเผชิญกับสภาวะผู้คนแออัด คุณจะสามารถมีเวลาเลือกสรรเพื่อซื้อหาสินค้าได้อย่างสบายใจ และหากคุณต้องการสินค้าตัวใดเพิ่มเติม ก็สามารถสั่งซื้อเพิ่มเติมได้ภายในงาน

ขอย้ำและขีดเส้นใต้ว่านิทรรศการนี้ปิดให้บริการในวันพุธ ส่วนวันอื่นๆ ตลอดสัปดาห์นั้น คุณสามารถเข้าชมและซื้อสินค้าได้ทุกวัน เริ่มเปิดให้บริการเวลา 10.00-19.00 น. ภายในงานนี้ คุณสามารถเข้าร่วม workshop เรียนรู้การจักสานได้ในวันเสาร์ ส่วนในวันอาทิตย์มีเสวนาวิชาการด้านงานจักสานโดยเริ่มการเสวนามาตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม และจะมีการเสวนาครั้งสุดท้าย ในวันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม เสวนาเรื่องจักสานไทย ก้าวไกลในตลาดโลก เวลา 14.00-15.30 น. 

ขออนุญาตย้ำและเรียนเชิญคุณๆไปชมและช้อปในงานนิทรรศการ เพียรสาน งานศิลป์ ณ หอศิลป์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ถนนราชดำเนินกลาง กรุงเทพฯ งานเปิดถึงวันสุดท้ายคือ 10 ตุลาคม(หยุดทุกวันพุธ) และขอแนะนำว่าเดินทางด้วยรถยนต์สาธารณะจะทำให้คุณสะดวกสบายมากที่สุด เนื่องจากมีพื้นที่จอดรถยนต์ค่อนข้างจำกัดมาก

ตะลอนเที่ยว : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี คลองบางกอกน้อย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/680699

ตะลอนเที่ยว : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี คลองบางกอกน้อย

ตะลอนเที่ยว : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี คลองบางกอกน้อย

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คนไทยแต่โบราณกาลที่อาศัยอยู่ใกล้กับแม่น้ำ ลำคลอง บึงน้ำขนาดใหญ่ รวมถึงทะเลสาบ และทะเล จะมีพาหนะประจำชุมชน และประจำบ้านเรือนคือเรือ ดังนั้นวิถีชีวิตของผู้คนจึงเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับเรือในแง่มุมต่างๆ อาทิ เพื่อประกอบอาชีพ เพื่อการคมนาคมติดต่อระหว่างกัน เพื่อการค้าขายภายในและระหว่างชุมชน และยังมีความเกี่ยวพันกับการค้าขายต่างเมือง ต่างประเทศ รวมถึงเรื่องการเมืองการปกครอง และด้านขนบธรรมเนียมความเชื่ออันเกี่ยวกับศาสนาและขนบประเพณีต่างๆ ของชุมชน

เพราะฉะนั้น จึงเกิดความผูกพันอย่างแน่นแฟ้นของวิถีชีวิตผู้คน กับสายน้ำ และกับเรือ และเมื่อย้อนกลับมาดูวิถีชีวิตของคนไทยกับสายน้ำ ก็จะพบความผูกพันกันอย่างมีนัยสำคัญ ดังสายน้ำกับการดำรงชีวิตของคนไทยจึงสะท้อนความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง และเรือก็เป็นตัวสะท้อนความเกี่ยวพันระหว่างคนกับสายน้ำที่ชัดเจนที่สุดอย่างหนึ่ง

วันนี้ขอนำคุณไปชมความวิจิตรบรรจงและความอลังการของเรือพระที่นั่งที่ใช้ในพระราชพิธีพยุหยาตราเสด็จพระราชดำเนินชลมารค ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธีปากคลองบางกอกน้อย ปัจจุบันพิพิธภัณฑสถานฯ นี้อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร โดยเก็บรักษาและดูแลเรือพระที่นั่งต่างๆ ที่ใช้ในพระราชพิธีสำคัญอาทิ เสด็จพระราชดำเนินชลมารคพระราชพิธีทอดผ้าพระกฐินโดยเรือพระที่นั่งเป็นต้น

เรือพระที่นั่งสำหรับพระราชพิธีที่เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานฯ แห่งนี้มีความสำคัญในด้านประวัติศาสตร์อย่างมากเพราะเป็นโบราณวัตถุที่มีความงดงามวิจิตรบรรจง บ่งบอกถึงฝีมือช่างชั้นสูงที่แสดงออกถึงภูมิปัญญาอันลึกล้ำของบรรพบุรุษไทย

เรือพระที่นั่งในพระราชพิธีได้รับการตกแต่งด้วยลวดลายที่แสนวิจิตรงดงาม จุดสำคัญอยู่ที่โขนเรือรูปสัตว์ อันเป็นการสะท้อนแนวคิดและความเชื่อด้านเทวราชาของพระมหากษัตริย์ตามคติความเชื่อของฮินดู เช่น หงส์คือพระราชพาหนะของพระพรหม ครุฑคือพระราชพาหนะของพระนารายณ์ และนาคราชคือพระราชบัลลังก์ของพระนารายณ์ที่ประทับเหนือเกษียรสมุทร ดังนั้นเราจึงมีเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ (เริ่มสร้างในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 แล้วเสร็จในรัชสมัยรัชกาลที่ 6) เรือพระที่นั่งนาราณย์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 (สร้างในรัชสมัยรัชกาลที่ 9) และเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช(สร้างในรัชสมัยรัชกาลที่ 6) เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ (สร้างในรัชสมัยรัชกาลที่ 5) เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีเรือที่มีชื่อเกี่ยวข้องกับตัวละครสำคัญในรามเกียรติ์ เช่นพาลีรั้งทวีป สุครีพครองเมือง กระบี่ปราบเมืองมาร กระบี่ราญรอนราพณ์ ซึ่งชื่อตัวละครเหล่านี้นับเป็นทหารเอกของพระราม ซึ่งสะท้อนว่าพระมหากษัตริย์คือพระนารายณ์ที่ทรงอวตารมาเพื่อทรงดูแลปกครองพสกนิกรให้ร่มเย็นเป็นสุข

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี ยังเป็นที่เก็บรักษาเรืออื่นๆในขบวนเรือพระราชพิธีพยุหยาตราเสด็จพระราชดำเนินชลมารคอีกด้วย อาทิอสูรวายุภ้กษ์ กระบี่ปราบเมืองมารครุฑเหินเห็จ และเอกไชยเหินหาว เป็นต้น

นอกจากเรือพระที่นั่งองค์ต่างๆ และเรือในกระบวนพยุหยาตราแล้วพิพิธภัณฑฯ แห่งนี้ยังเก็บรักษาและจัดแสดงเครื่องประกอบกระบวนเรือพระราชพิธีด้วย เช่น บัลลังก์บุษบก บัลลังก์กัญญาพู่ขนจามรีเครื่องประดับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ พายชนิดต่างๆ และเครื่องแต่งกายของเจ้าพนักงานในพระราชพิธีรวมถึงยังเป็นที่เก็บรักษาเรือพระที่นั่งโบราณที่ชำรุดเสียหาย

สำหรับคุณๆ ที่ต้องการจะไปชมความวิจิตรบรรจงของเรือพระที่นั่ง และเรืออื่นๆ ในกระบวนพยุหยาตราชลมารค และต้องการจะเที่ยวชมชุมชนบ้านเรือน
ริมน้ำ และไหว้พระในวัดสำคัญๆ ริมคลองบางกอกใหญ่ โดยไล่เรื่อยไปจนถึงคลองด่าน กับ Mr. Flower โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 เราจัดทริปเที่ยวชมชุมชนริมลำคลองทุกสัปดาห์รับสมาชิกทริปละ 12-16 คนเท่านั้น

ตะลอนเที่ยว : สังคีตสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติ 90 พรรษา สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/677632

ตะลอนเที่ยว : สังคีตสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติ 90 พรรษา สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ตะลอนเที่ยว : สังคีตสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติ 90 พรรษา สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันอาทิตย์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในปี พ.ศ. 2565 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานงานสังคีตสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติ และทรงดนตรี ณ หอประชุม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2565 เวลา 09.00 น.

การจัดงานเทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงในครั้งนี้ เป็นความพร้อมใจจัดขึ้นเพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายด้วยความระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเหล่าประชาคมทั้งผองของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

เมื่อเสด็จฯ เข้าสู่หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว ผู้แทนคณะกรรมการจัดงาน เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายสูจิบัตร แล้วอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน จากนั้นสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ทรงถวายดอกไม้ธูปเทียนแพที่หน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

จากนั้นทรงขับร้องและทรงดนตรีร่วมกับวงสายใยจามจุรี และวงดนตรีสากล สโมสรนิสิตจุฬาฯ และวงดนตรีพื้นเมืองภาคเหนือ ของคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ โดยทรงขับร้องและบรรเลงดนตรีไทย ชุด พระผู้ให้เพื่อถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชนิพนธ์บทถวายพระพรที่ทรงทำเป็นบทขับร้อง ประกอบด้วย บทเพลงต่าง ๆ เช่น พระผู้ให้ เจ็บไข้รักษา วิทยารวมใจ ขานไขอาชีวะ ศิลปหัตถกรรม ลำนำทอผ้า และปวงข้าฯ ถวายพระพร 

หลังจากการแสดงชุุดแรกจบลง ได้มีการแสดงเปียโนคอนแชร์โตมหามงคล โดยวงซิมโฟนีออร์เคสตร้าแห่งจุฬาฯ เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง บทเพลงเปียโนคอนแชร์โตมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา ประกอบด้วย 5 ท่อน คือ โขน ราตรี ดอกมะลิ งานศิลป์แผ่นดิน และสายธาราและป่าใหญ่ เพื่อน้อมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงพระกรุณาพระราชทานสิ่งดีงามต่างๆ ให้กับประเทศไทยและพสกนิกรไทยมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่โดยเสด็จพระราชดำเนิน ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรเพื่อทรงเยี่ยมเยียนอาณาประชาราษฎร์ทั่วทุกเขตของประเทศไทย

งานสังคีตสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติในครั้งนี้ ชาวประชาคมจุฬาฯ ได้พร้อมใจร่วมจัดการแสดงที่รวบรวมดนตรีประเภทต่างๆ พร้อมแสดงนาฏศิลป์ประกอบ โดยมีผู้บริหารคณะต่างๆ คณาจารย์ บุคลากรนิสิตเก่า นิสิตปัจจุบัน ร่วมใจถวายพระเกียรติ อันเป็นการแสดงถึงความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐซึ่งชาวจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต่างซาบซึ้งและประจักษ์ในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ตลอดมา และจะเทิดทูนพระมหากรุณาธิคุณนี้ไว้ตลอดไป

ตะลอนเที่ยว : หัตถศิลป์ประจำถิ่นอยุธยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/676099

ตะลอนเที่ยว : หัตถศิลป์ประจำถิ่นอยุธยา

ตะลอนเที่ยว : หัตถศิลป์ประจำถิ่นอยุธยา

วันอาทิตย์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

งานหัตถศิลป์เป็นงานที่แสดงออกถึงภูมิปัญญาตั้งแต่โบราณกาลของผู้คนในชุมชนต่างๆ และงานนั้นได้ถูกสืบทอดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน งานหัตถศิลป์มีมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ดังที่เราพบเจอได้จากเครื่องปั้นดินเผา งานแกะสลักบนวัตถุต่างๆ รวมไปถึงงานถักงานทอสารพัดชนิด 

ในสังคมไทยนั้น เราถือว่างานช่าง 10 หมู่ คือการรวบรวมงานหัตถศิลป์แขนงต่างๆ อาทิ ช่างเขียนภาพ ช่างแกะ ช่างสลัก ช่างทำหุ่น ช่างปั้น ช่างปูน ช่างลงรัก ช่างบุ ช่างกลึง และช่างหล่อ

อันที่จริงทุกภูมิภาคของไทยต่างก็ล้วนมีงานหัตถศิลป์ประจำถิ่นของตน ซึ่งเป็นการบ่งบอกเอกลักษณ์ทางภูมิปัญญาในการประดิษฐ์คิดสร้างงานศิลป์ที่มาจากฝีมือของผู้คนในแต่ละชุมชน ดังนั้นเมื่อเราไปเยือนชุมชนใดก็ตาม เราก็จึงได้พบได้เห็นงานหัตถศิลป์ของชุมชนนั้นๆ อยู่เสมอ ซึ่งแต่ละชุมชนก็จะมีงานหัตถศิลป์ที่แตกต่างแต่มีเอกลักษณ์เฉพาะของตนเองปรากฏอยู่ 

วันนี้ Mr.Flower พาคุณไปชมงานหัตถศิลป์ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีหลากหลายสารพัดสารพัน ทั้งของประดับตกแต่งบ้าน ของใช้ในชีวิตประจำวัน เครื่องหอม ขนมหวาน และอาหารการกินอีกมากมาย 

เริ่มด้วยตุ๊กตาจิ๋วแสดงวิถีชีวิตชาวบ้าน ขอย้ำว่าไม่ใช่ตุ๊กตาชาววังนะครับ เพราะที่นำมาเสนอให้คุณได้ชมในวันนี้เป็นตุ๊กตาชาวบ้านจริงๆ เป็นตุ๊กตาที่แสดงให้เห็นถึงการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไปของชาวบ้านร้านตลาด เช่น การพายเรือขายของ หาบเร่ เลี้ยงลูก ปลูกข้าวดำนา ตักบาตร และเล่นสงกรานต์  รวมถึงนวดแบบไทย ตุุ๊กตาชาวบ้านเหล่านี้เป็นศิลปะพื้นบ้านชนิดหนึ่งที่ถูกถ่ายทอดงานศิลป์จากรุ่นสู่รุ่นด้วยศิลปะเฉพาะตัว และที่สำคัญคือมีขนาดเล็กจิ๋วแต่ดูแล้วมีชีวิตชีวา บ่งบอกถึงฝีมือปั้นที่ละเมียดละไมมาก 

งานหัตถศิลป์ชิ้นต่อมาคือ เรือจำลอง ซึ่งมีทั้งเรือที่ใช้พระราชพิธี เรือเมล์หรือที่เรียกว่า เรือเขียว เรือแดง เรือกระแชง และเรือสำเภา สำหรับการทำเรือจำลองนี้นับเป็นงานศิลป์ชิ้นสำคัญอย่างหนึ่งของชาวอยุธยา เพราะอยุธยาได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีการใช้เรือในการคมนาคมมากที่สุดมาตั้งแต่โบราณกาล ดังนั้นวิถีชีวิตของชาวเมืองจึงผูกพันใกล้ชิดกับเรือมาโดยตลอด ส่วนเรือเมล์ เรือเขียว เรือแดงนั้นเป็นพาหนะสำคัญที่เชื่อมระหว่างพระนครหลวงกรุงเทพฯกับจังหวัดในภาคกลางที่มีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่าน อาทิ นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยาอ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท ไปจบที่ปากน้ำโพ โดยเรือเขียวเรือแดงนั้นเรียกตามสีที่ทาลำเรือ โดยเมล์เขียวเป็นเรือของคนไทย ส่วนเรือเมล์แดงเป็นเรือของบริษัทฝรั่ง 

นอกจากนั้นยังมีงานหัตถศิลป์อื่นๆ เช่น ดอกไม้และพวงมาลัยประดิษฐ์จากดินหอม น้ำอบน้ำปรุงบรรจุในภาชนะดินเผารูปแบบต่างๆ เช่น ผอบ ตลับ และคนโทแล้วประดับประดาด้วยดิ้นทองจนงดงาม และยังมีดอกไม้ประดิษฐ์ซึ่งทำจากดินหอม พร้อมทั้งชุดช้อนและส้อมจากบ้านอรัญญิก หมู่บ้านที่มีชื่อเสียงจากการทำมีดทำพร้ามาตั้งแต่โบราณกาล แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนปรับมาทำช้อนและส้อมรวมถึงภาชนะบรรจุเกลือ น้ำตาล และแก้วน้ำ และถาดใส่ผลไม้ที่งดงามทันสมัยเข้ากับยุคสมัย 

แต่ที่ขาดไม่ได้สำหรับการไปเที่ยวเยือนอยุธยาคือการได้รับประทานขนมหวานจำพวก ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง สังขยา วุ้นกระทิเพราะเราต่างยังจดจำได้ดีถึงชื่อของท้าวทองกีบม้า หรือมารี กีมาร์ เดอ ปินา ลูกครึ่งโปรตุเกสญี่ปุ่น ภรรยาของเจ้าพระยาวิไชเยนทร์ หรือคอนสแตนติน ฟอลคอน ตามตำนานเล่าขานว่า มารี กีมาร์ คือคนคิดทำทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง มาตั้งแต่ยุคแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาและก็ยังมีการกล่าวขานกันว่ามีชาวอยุธยาได้เก็บรักษาสูตรการทำขนมของมารี กีมาร์ ไว้จนถึงปัจจุบัน 

จริงๆ แล้ว อยุธยายังมีงานหัตถศิลป์ และงานหัตถกรรมอื่นๆ อีกมากมายให้คุณได้ชม และซื้อหา และต้องบอกตรงๆ ว่าเมื่อคุณไปเยือนอยุธยาแล้ว คุณจะสามารถได้ซึมซับสิ่งดีๆ งามๆ ต่างๆ นานา อีกมากมาย เพราะมีทั้งโบราณสถาน โบราณวัตถุล้ำค่า แล้วก็ยังมีสิ่งปลูกสร้างใหม่ๆ ที่น่าสนใจอีกสารพัด 

คุณไปอยุธยาครั้งสุดท้ายเมื่อไรครับ คุณสนใจไปเที่ยวอยุธยาเพื่อสัมผัสอยุธยาในมุมมองที่ต่างไปจากเดิมหรือไม่ครับ หากสนใจไปค้นหาความน่าสนใจของอยุธยา
ในหลากมิติ ติดต่อ Mr.Flower ที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 ครับ รับรองว่าการเที่ยวอยุธยาในครั้งนี้จะสร้างความประทับใจให้คุณอย่างแน่นอน

ตะลอนเที่ยว : ‘เพียรสาน งานศิลป์’ผดุงศิลป์ ทั่วถิ่นไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/674580

ตะลอนเที่ยว : ‘เพียรสาน งานศิลป์’ผดุงศิลป์ ทั่วถิ่นไทย

ตะลอนเที่ยว : ‘เพียรสาน งานศิลป์’ผดุงศิลป์ ทั่วถิ่นไทย

วันอาทิตย์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

…สิ่งที่ข้าพเจ้าปลื้มใจที่สุดในชีวิตคือการมีมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และสามารถรักษาสมบัติของบ้านเมืองไว้เป็นผลสำเร็จ ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว ของที่สวยงามอย่างนี้ก็จะสูญหายไป คนไทยรุ่นหลังก็จะไม่มีดู จะไม่ภูมิใจว่าเรามีวัฒนธรรมที่ยาวนาน และมีศิลปะของตัวประจำชาติของตัวเอง… (ความตอนหนึ่งจากพระราดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานเมื่อ วันที่ 19 ตุลาคม 2537)

งานจักสานนับเป็นหัตถศิลป์ชนิดหนึ่งของมนุษย์ในเขตอุษาคเนย์ และนับเป็นวัฒนธรรมร่วมที่สำคัญของคนในเขตแดนนี้มาตั้งแต่ยุคบรรพกาล เครื่องจักสานต่างๆ เป็นได้ทั้งเครื่องมือเครื่องใช้ และเป็นภาชนะต่างๆ สำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน และใช้เพื่อตกแต่งบ้านเรือนได้พร้อมๆ กันด้วย

นักโบราณคดีเชื่อว่ามนุษย์ผลิตเครื่องใช้ต่างๆ จากเครื่องจักสานมาตั้งแต่โบราณกาล แต่ไม่สามารถพบเครื่องจักสานจากแหล่งโบราณคดีที่ขุดค้นได้ เพราะว่าเครื่องจักสานนั้นผลิตจากวัสดุที่ย่อยสลายได้ง่าย แต่ก็เชื่อว่ามนุษย์ผลิตเครื่องจักสานได้ก่อนผลิตเครื่องปั้นดินเผา และเครื่องโลหะโดยสันนิษฐานจากลวดลายที่ปรากฏบนผิวของเครื่องปั้นดินเผาที่คล้ายกับลายของเครื่องจักสาน

งานจักสานเกิดจากภูมิปัญญาของมนุษย์ที่นำวัสดุธรรมชาติชนิดต่างๆ มาใช้สาน ถัก ทอ เป็นภาชนะ เครื่องใช้ไม้สอย และฝาบ้าน รวมถึงเสื่อสาดต่างๆ นานา

เมื่อเราย้อนเวลาเพื่อกลับไปดูข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านของคนไทยและคนในอุษาคเนย์จะพบว่ามีเครื่องจักสานสารพัดชนิด เช่น เสื่อสาด ตะกร้า กระจาด กระบุง กระด้ง เข่ง หลัว พัด และพบว่าพื้นบ้านทำด้วยฟากไม้ไผ่ ฝาบ้านฝาเรือนก็ใช้ไม้ไผ่ขัดสานกันเป็นแผ่น และยังใช้เครื่องจักสานในการทำพิธีกรรมด้วย เช่น เฉลว และยังใช้เครื่องจักสานทำอุปกรณ์สำหรับดักจับสัตว์น้ำ เช่น สุ่ม ลอบ ไซ โพงพาง เป็นต้น

กล่าวได้ว่างานจักสานคืองานหัตถกรรมที่อยู่คู่กับมนุษย์มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ โดยมนุษย์ในแต่ละภูมิภาค แต่ละท้องถิ่นก็นำวัตถุดิบที่มีในแต่ละชุมชนมาดัดแปลงทำเป็นเครื่องจักสาน เช่น ไม้ไผ่ กก ป่าน ปอ กระจูด ย่านลิเภา ผักตบ ป่านศรนารายณ์ ปาหนัน ใบลาน ใบมะพร้าว ใบจาก หวาย ฯลฯ

อารัมภบทมานานเพื่อยืนยันว่างานจักสานเป็นงานฝีมือสำคัญชนิดหนึ่งของมนุษย์ และงานจักสานยังช่วยแสดงให้เห็นภูมิปัญญาของมนุษยชาติได้อย่างชัดเจน แต่เมื่อวันเวลาเปลี่ยนแปลงไป การใช้ชีวิตของมนุษย์ก็เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แม้เครื่องใช้ไม้สอยในชีวิตประจำวันจะยังคงอยู่แต่ก็เปลี่ยนวัสดุสำหรับผลิตไป เช่น จากไม้ไผ่ก็เปลี่ยนเป็นโลหะหรือพลาสติก หรือวัสดุสังเคราะห์อื่นๆ แต่ถ้าหากเราจะพยายามเก็บรักษารากเหง้าของเราไว้ เราก็ต้องพยายามย้อนกลับไปเก็บรักษาการผลิตเครื่องใช้ไม้สอยที่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติไว้ด้วย

สำหรับงานนิทรรศการสำคัญงานหนึ่งที่ขอเรียนเชิญคุณๆ ไปชมคืองาน “เพียรสาน งานศิลป์” ที่จัดโดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ณ หอศิลป์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ถนนราชดำเนินกลาง (ช่วงบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ) งานนี้จัดมาตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2565 และจะสิ้นสุดลงในวันที่ 10 ตุลาคม 2565 เวลา 10.00-19.00 น. (ปิดทุกวันพุธ)

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ที่ทรงต้องการให้คนไทยยังเก็บรักษาภูมิปัญญาและสืบสานมรดกด้านการจักสานของท้องถิ่นต่างๆ ไว้ ด้วยทรงตระหนักดีว่า งานหัตถศิลป์เหล่านี้จะช่วยสร้างรายได้ และสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนในท้องถิ่น ตลอดเวลานับกึ่งศตวรรษที่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงเยี่ยมเยียนบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้พสกนิกรทั่วพระราชอาณาจักรไทย ทรงพยายามสนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนในทุกภูมิภาคเก็บรักษามรดกด้านจักสานไว้ เพราะเท่ากับเป็นการรักษาภูมิปัญญาเดิมของบรรพบุรุษไว้ และยังช่วยสร้างรายได้เพิ่มเติมให้ครัวเรือนได้

ในโอกาสมหามงคล ที่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจริญพระชนมพรรษา 90 พรรษา ในวันที่12 สิงหาคม 2565 นี้ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จึงจัดนิทรรศการเพื่อเทิดพระเกียรติพระองค์ท่าน โดยนิทรรศการนี้จัดแบ่งเป็น 5 ส่วน คือ แม่ของแผ่นดินจัด ณ บริเวณชั้น 1 แม่งาน นำเสนอการทรงงานเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมเยียนพสกนิกรทั่วพระราชอาณาจักร จัด ณ บริเวณชั้น 2 แม่ลาย นำเสนอขั้นตอนการจักสาน และลวดลายต่างๆ ของงานจักสาน จัด ณชั้น 3 แม่ข่าย นำเสนอเรื่องราวของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทย จัด ณ ชั้น 4 และ แม่ศรีศิลป์ นำเสนอเรื่องราวของแม่ผู้ทรงเป็นพระมิ่งขวัญ ทรงนำความเจริญและความเป็นมงคลแก่งานศิลป์ของแผ่นดิน อันเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ จัด ณ ชั้น 5

ภายในงานยังมีการสอนและอบรมการจักสานด้วยการทำ workshop การเสวนาวิชาการด้านงานศิลป์อันเกี่ยวข้องกับงานจักสานต่างๆ และมีสินค้าคุณภาพดี ราคาประหยัดจำหน่ายด้วย

ขอเรียนย้ำว่า เพียรสาน งานศิลป์ จัดที่หอศิลป์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ถนนราชดำเนินกลาง (สะพานผ่านฟ้าลีลาศ) จนถึงวันที่ 10 ตุลาคม 2565 เปิดให้เข้าชม 10.00-19.00 น. หยุด
ทุกวันพุธ

ขอแนะนำว่าเมื่อไปชมงาน กรุณาใช้บริการรถสาธารณะดีที่สุด เพราะพื้นที่จอดรถยนต์มีจำกัดมาก แต่ขอให้เตรียมเงินไปซื้อสินค้าคุณภาพดี ราคาประหยัด ที่มีให้เลือกซื้อหามากมาย

ตะลอนเที่ยว : วัดมหาธาตุ พระนครศรีอยุธยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/673120

ตะลอนเที่ยว : วัดมหาธาตุ พระนครศรีอยุธยา

ตะลอนเที่ยว : วัดมหาธาตุ พระนครศรีอยุธยา

วันอาทิตย์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ทำไมวัดขนาดใหญ่และถูกยกย่องว่าเป็นวัดที่มีความสำคัญมากๆ ในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศไทย วัดจึงมีชื่อว่าวัดมหาธาตุ หรือวัดพระศรีมหาธาตุ

คำตอบเบื้องต้นคือ เพราะเป็นวัดที่พระมหาเจดีย์ หรือมหาสถูป หรือพระปรางค์ที่สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ หรือพระบรมอัฐิธาตุสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สำหรับวัดมหาธาตุ ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์พื้นที่โบราณสถานของจังหวัดพระนครศรีอุยธยานับได้ว่าเป็นทั้งโบราณสถาน และปูชนียสถานสำคัญของจังหวัด และของประเทศไทย เนื่องจากตามประวัติได้ระบุว่าวัดมหาธาตุแห่งนี้เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช ฝ่ายคามวาสี เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีของไทย

วัดมหาธาตุเริ่มก่อสร้างในรัชสมัยขุนหลวงพะงั่ว หรือสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ใน พ.ศ. 1917 และดำเนินการก่อสร้างเรื่อยมาอีก 10 ปีจนมาเสร็จสิ้นในรัชสมัยสมเด็จพระราเมศวร และมีบันทึกว่าสมเด็จพระราเมศวรทรงอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุไปประดิษฐาน ณ พระมหาเจดีย์ของวัดมหาธาตุ

แต่เดิมก่อนที่จะสร้างวัดพระศรีสรรเพชญ์ขึ้นเป็นวัดประจำพระบรมมหาราชวัง การประกอบพระราชพิธีต่างๆ อันเกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนาจะกระทำ ณ วัดมหาธาตุ เนื่องจากอยู่ไม่ไกลมากจากพระบรมมหาราชวัง โดยตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของพระบรมมหาราชวัง จนเมื่อก่อสร้างวัดพระศรีสรรเพชญ์เป็นวัดประจำพระบรมมหาราชวังแล้วเสร็จ จึงเปลี่ยนสถานที่ประกอบพระราชพิธีทางศาสนาไปยังวัดประจำพระบรมมหาราชวัง

สถาปัตยกรรมและผังที่โดดเด่นของวัดมหาธาตุคือการตั้งพระวิหารขนาดใหญ่ไว้ด้านหน้าวัด แล้วสร้างพระปรางค์ประธานบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ตรงกลาง ส่วนพระอุโบสถตั้งอยู่ด้านหลังดังนั้นพระองค์จึงเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุมาศ และสร้างวิหารคตไว้รอบพระปรางค์

ครั้นในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมพระปรางค์ได้พังทลายลง จนกระทั่งต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองได้ทรงให้สร้างพระปรางค์ขึ้นใหม่ ในปี 2176

ครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2310 เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียเอกราช พระบรมมหาราชวัง และวัดวาอารามสำคัญต่างๆ ในเขตพระนครได้ถูกทำลาย และถูกทิ้งร้างไว้นานกว่าศตวรรษ จนกระทั่งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีบันทึกว่าองค์พระปรางค์ได้พังทลายลงมาอีกครั้ง จึงเหลือเพียงฐานดังปรากฏในปัจจุบัน

แม้วัดมหาธาตุจะทรุดโทรมลงจนเหลือแค่เพียงร่องรอยแห่งความยิ่งใหญ่อลังการเมื่อครั้งอดีต แต่เมื่อคุณได้เข้าไปในเขตโบราณสถานแห่งนี้คุณก็ยังคงจะสามารถสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ ความงดงาม ความอลังการเมื่อครั้งอดีตได้เป็นอย่างดี และขอแนะนำว่าหากคุณไปเยือนสถานที่สำคัญแห่งนี้ ของให้ใช้เวลาชมให้นานพอสมควร ค่อยๆ ละเลียดความงามที่หลงเหลืออยู่ และค่อยๆ ซึมซับความวิจิตรที่ผุดขึ้นมาในจินตนาการของคุณ

หากคุณต้องการจะไปเที่ยวชมอุทยานประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยา และเที่ยวชมสถานที่สำคัญๆ อื่นๆ ในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและต้องการให้ Mr.Flower นำคุณไปเที่ยวชม โปรดติดต่อที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

ขอเรียนว่าพระนครศรีอยุธยายังมีสถานที่สำคัญทั้งโบราณสถาน พุทธสถาน และชุมชนเก่าแก่รวมถึงอาหารการกิน งานหัตถศิลป์สารพัดชนิด และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รวมถึงพิพิธภัณฑ์ศิลปแผ่นดินให้คุณได้เข้าไปชื่นชมความวิจิตรบรรจงและความงดงามได้ทุกวัน

ตะลอนเที่ยว : เผื่อแผ่ แบ่งปัน สร้างสรรค์ สังคมสุขศรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/671584

ตะลอนเที่ยว : เผื่อแผ่ แบ่งปัน สร้างสรรค์ สังคมสุขศรี

วันอาทิตย์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2565 ผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้ากลุ่มหนึ่ง และแฟนรายการ Good Time (สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) กลุ่มหนึ่ง ร่วมกัน
ไปทำอาหารกลางวันเลี้ยงคนชรา และบริจาคเงินสำหรับใช้จ่ายส่วนตัวให้กับคนชราที่พักพิงอยู่ในสถานสงเคราะห์คนชราธารสงเคราะห์ หรือหลายคนเรียกว่าบ้านพักคนชราบางเขน ตั้งอยู่ในซอยวิภาวดี 64

การรวมตัวครั้งนี้มีผู้คนจากหลากหลายวงการ อาทิ แพทย์ พยาบาล และผู้บริหาร โรงพยาบาลบีแคร์ และโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ อดีตพนักงานการบินไทย ผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) คุณถ่ายเถา สุจริตกุล (เจ้าของบทประพันธ์มงกุฎดอกส้ม และดอกส้มสีทอง) ดร.นฎาประไพ สุจริตกุล และตัวแทนจากP 80 สารสกัดเข้มข้นจากลำไยร้อยเปอร์เซ็นต์ นำเครื่องดื่มลองก้าไปมอบ และตัวแทนจากหนังสือพิมพ์แนวหน้า รวมถึงผู้คนอีกมากมายที่ร่วมบริจาคเงิน สิ่งของต่างๆ อาทิ นมวัว UHT และนมถั่วเหลือง น้ำดื่ม น้ำมันพืช วุ้นเส้นทำจากถั่วเขียว และภาชนะใส่อาหาร

ชาวคณะของเราได้ทำตามความปรารถนาของคนชรา หลังจากทราบว่าต้องการรับประทานน้ำพริกกะปิ ผักลวกสารพัดชนิด ปลาทูทอดร้อนๆ ใหม่ๆ ไข่เจียว
ฟูๆ ข้าวสวยร้อนๆ หอมๆ และต้มฟักไก่มะนาวดอง ซดน้ำให้คล่องคอ พร้อมกับขนมไทย อาทิ ขนมกล้วย ขนมชั้น ขนมเปียกปูน ขนมเผือกกวน

เราไปร่วมกันทอดไข่เจียว ทอดปลาทู ตำน้ำพริก ลวกผักสด โดยมีแม่ครัวอาสาสมัครที่มีอาชีพดั้งเดิมคือคุณพยาบาล และคุณหมอ จนมีคำกล่าวในระหว่างทอดไข่เจียวว่า งานนี้มีคุณหมอมาควบคุมการผลิตถึงสามคน

สิ่งที่พวกเราทุกคนเห็นแล้วมีความอิ่มเอมใจคือ คนชราบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า อาหารอร่อย กินข้าวได้มากกว่าทุกวัน เพราะน้ำพริกอร่อยมาก ไม่ได้กินน้ำพริกอร่อยแบบนี้มานานหลายปีแล้ว แต่ที่สำคัญคือคนชราบอกว่าดีใจมากที่มีผู้คนมาเยี่ยม มาคุย มาเลี้ยงอาหาร โดยปรุงอาหารสดๆ ให้รับประทาน และบ่นว่าระยะสองปีกว่าๆ
ที่ผ่านมานั้นค่อนข้างห่อเหี่ยวมาก เพราะผู้คนไม่ค่อยเข้าไปพบปะ ไม่มีการปรุงอาหารสดๆ ใหม่ๆ ให้รับประทาน เพราะติดขัดจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19

เมื่อเลี้ยงอาหารเสร็จสรรพเรียบร้อย คณะของเราก็มอบเงินให้กับคนชราทุกคนในสถานสงเคราะห์แห่งนี้ เพื่อให้มีเงินขวัญถุงไว้สำหรับซื้อหาของกิน และของใช้ส่วนตัวที่แต่ละคนต้องการเป็นพิเศษนอกเหนือจากอาหารที่ทางสถานสงเคราะห์จัดเตรียมให้ทุกมื้อในแต่ละวัน

คนชราหลายรายบอกว่า บางครั้งต้องไปหาหมอเพื่อตรวจสุขภาพ หรือรักษาโรคประจำตัว ก็จำเป็นต้องใช้เงินเพื่อนั่งรถแท็กซี่ไปโรงพยาบาล ยกเว้นหากไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้ๆ เช่น โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ก็สามารถเดินไปได้ แค่เพียงเดินออกไปปากซอยวิภาวดี 64 แล้วข้ามสะพานลอยไปยังโรงพยาบาลแต่ก็ต้องมีเงินติดตัวไว้บ้าง เพราะบางครั้งก็ต้องซื้อน้ำ ซื้อขนมสำหรับรับประทานระหว่างรอพบแพทย์

อันที่จริงเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2565 คณะของเราก็ได้ไปมอบเสื้อผ้า และของใช้ส่วนตัว อาทิ ขันน้ำ สบู่ ยาสระผม ยาสีฟัน แปรงสีฟัน แป้งทาตัว ผ้าเช็ดตัว และเงินขวัญถุงให้คนชราที่บ้านบางเขนมาแล้ว โดยได้รับความอนุเคราะห์จากคุณถ่ายเถา และ ดร.นฎาประไพสุจริตกุล ซึ่งในครั้งนั้นก็ได้ถามว่าคนชราต้องการรับประทานอาหารอะไรมากเป็นพิเศษ ก็ได้คำตอบว่าต้องการกินน้ำพริกกะปิ กับปลาทูทอด เมื่อคนชราร้องขอมาเช่นนี้ เราจึงตั้งใจจัดให้ด้วยความยินดี

สถานสงเคราะห์แห่งนี้มีคนชราพักอาศัยอยู่ทั้งหมด 46 คน และมีเจ้าหน้าที่ดูแลอีก 5 คนการเลี้ยงอาหารในวันนี้จึงเลี้ยงคนทุกคนในสถานสงเคราะห์ไปพร้อมๆ กัน

สิ่งหนึ่งที่คณะของเราได้พบเห็นก็คือรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และเสียงขอบคุณจากบรรดาผู้สูงอายุ และเจ้าหน้าที่ เราทุกคนรู้ดีว่า เราไปรวมตัวกันในครั้งนี้ ก็เพราะต้องการแบ่งปันให้เพื่อนร่วมสังคม แม้เขาจะไม่ใช่ญาติของเรา ไม่ใช่คนที่เรารู้จักมักคุ้นและเขาเหล่านั้นก็ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆในเชิงธุรกิจกับพวกเรา แต่เราทุกคน (ทั้งที่ไปร่วมงาน และร่วมบริจาคแต่ไม่ได้ไปร่วมงาน) ต่างก็รู้ซึ้งอยู่แก่ใจว่า เราทำการนี้ในฐานะเพื่อนร่วมสังคม เราตั้งใจแบ่งปัน เพราะเราอยากให้คนชรามีความสุข มีรอยยิ้มและเพื่อบอกกับเขาเหล่านั้นว่า แม้เขาจะต้องไปพักอาศัยอยู่ในสถานสงเคราะห์ อาจจะไม่มีลูกหลานญาติพี่น้องไปเยี่ยมเยียน แต่เขาก็ยังมีเพื่อนร่วมสังคมที่ไม่ทอดทิ้งพวกเขา

สำหรับการเลี้ยงอาหารคนชราในโอกาสหน้าอาจจะมีขึ้นในเดือนกันยายนหรือตุลาคม หากกำหนดวันได้ชัดเจนแน่นอนแล้ว จะเรียนแจ้งให้คุณๆ ทราบในคอลัมน์ตะลอนเที่ยว หนังสือพิมพ์แนวหน้า และในรายการ Good Time สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ส่วนคุณๆ ที่จะไปมอบสิ่งของ เสื้อผ้าชุดนักเรียน และอุปกรณ์การเรียน เครื่องกีฬาให้กับเด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านบันไดช้างอำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กับคณะของเราในวันที่ 12 สิงหาคม 2565 กรุณาติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 091-7233615 ครับ

ตะลอนเที่ยว : อันความกรุณาปรานี จะมีใครบังคับก็หาไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/670019

ตะลอนเที่ยว : อันความกรุณาปรานี จะมีใครบังคับก็หาไม่

วันอาทิตย์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“โลโกปตฺถมฺภิกา เมตฺตา” เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก

คำสอนสำคัญประการหนึ่งของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือทรงสอนให้พุทธศาสนิกชนเจริญเมตตาธรรมอยู่เสมอๆ เมตตาต่อทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ มองว่าสรรพสิ่งนั้นล้วนเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของเราทุกคน นอกจากนี้ยังทรงสอนให้เราเป็นผู้เสียสละ และบริจาคเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ สรรพสิ่งตามความสามารถของเรา

เมตตาธรรมเป็นเครื่องค้ำจุนโลกโดยแท้เพราะเมื่อเราแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ และสรรพสิ่งแล้ว ผู้ที่ได้รับผลดีจากการแผ่เมตตาเป็นอันดับแรกคือตัวของผู้กระทำนั่นเอง ฉันใดก็ฉันนั้น การบริจาค การเสียสละก็เช่นกัน เมื่อเราบริจาคแล้ว คนที่จะมีความอิ่มเอม และสุขใจเป็นอันดับแรกคือผู้บริจาค

วันนี้ Mr.Flower ขอเชิญชวนคุณๆ ร่วมกันบริจาคเพื่อคนชราบ้านบางเขน มูลนิธิธารนุเคราะห์ ตั้งอยู่ที่ซอยวิภาวดี 64 ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ และบริจาคเพื่อเด็กนักเรียนบ้านบันไดช้าง บ้านหัวเวียง อำเภอเสนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ตามปกติแล้ว Mr.Flower และผู้อ่านแนวหน้ากลุ่มหนึ่งได้ร่วมกันบริจาคเพื่อผู้ที่ขาดแคลนเป็นระยะๆ นอกเหนือจากการบริจาคเพื่อช่วยเหลือสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยาก อาทิ บริจาคเพื่อไถ่ชีวิตโค กระบือจากโรงฆ่าสัตว์ แล้วนำไปส่งมอบให้ผู้มีความเหมาะสมเลี้ยงดูต่อไปจนกว่าสัตว์จะถึงช่วงสุดท้ายของอายุขัย รวมถึงการช่วยเหลือสุนัขและแมวจรจัด แม้กระทั่งช้างที่ตกทุกได้ยาก ดังนั้น หากคุณติดตามคอลัมน์นี้มาโดยตลอดคงได้รับทราบกิจกรรมต่างๆ ที่พวกเราได้ร่วมกันทำ และคงได้ไปร่วมกิจกรรมกับพวกเรามาแล้วบ้างในบางโอกาส

วันนี้ขอเชิญชวนคุณๆ ร่วมเลี้ยงอาหารกลางวันคนชราที่พักอยู่ในสถานสงเคราะห์คนชราบางเขน ซึ่งล่าสุดมีจำนวน 45 คน (ผู้ชาย 44 คน ผู้หญิง 1 คน)

ล่าสุดเมื่อประมาณต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา Mr.Flower นำข้าวของและเงินไปบริจาคให้คนชราที่นี่ โดยผู้ที่ฝากของไปบริจาคคือคุณถ่ายเถา สุจริตกุล บริจาคเสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ของใช้ส่วนตัว อาทิ ขันน้ำ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ แป้งทาตัว หวี ส่วน ดร.นฎาประไพ สุจริตกุลฝากเงินบริจาคให้คนชรารายละ 200 บาท เพื่อให้ไว้สำหรับในกรณีที่คนชราจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อเดินทางไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาโรค หรือมีความจำเป็นอื่นๆ ที่ต้องเดินทางออกนอกสถานสงเคราะห์

ทั้งนี้ ตามปกติ กลุ่มของเรามักจะไปเลี้ยงอาหารมื้อเที่ยงคนชราเป็นระยะๆ ประมาณ3-4 เดือนต่อครั้ง โดยสลับผลัดเปลี่ยนไปตามสถานสงเคราะห์คนชรา และเด็กในสถานสงเคราะห์ แต่เนื่องจากปัญหาการแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้ไม่สามารถเลี้ยงอาหารคนชรา และเด็กๆ ได้ เนื่องจากคนชราและเด็กเป็นกลุ่มที่เปราะบางและเสี่ยงต่อการป่วยด้วยโรคโควิด-19 ได้ง่าย จึงทำให้ไม่สามารถเลี้ยงอาหารได้ตามปกติ คือการนำร้านอาหาร เช่น ก๋วยเตี๋ยวต่างๆ ผัดไท กระเพาะปลา หรือข้าวผัด ไปเปิดเพื่อปรุงอาหารสดๆ ร้อนๆ ให้คนกลุ่มนี้ได้รับประทาน แต่ต้องใช้การนำอาหารบรรจุในกล่องแล้วแจกจ่ายให้กับแต่ละรายโดยให้นำกลับไปรับประทานที่ห้อง

แต่เมื่อการแพร่ระบาดโควิด-19 ลดน้อยลงแล้ว คณะของพวกเราจึงเห็นว่าน่าจะกลับไปทำอาหารเลี้ยงคนชราอีกสักครั้ง เพราะจะได้พบปะให้กำลังใจคนชราเหล่านี้ด้วย จากการนำของไปบริจาคครั้งล่าสุด Mr.Flowerสอบถามคนชราส่วนใหญ่ว่าต้องการรับประทานอะไรมากที่สุด เพื่อจะได้จัดหาอาหารไปให้บริการได้ตรงตามความประสงค์ คำตอบคือ อยากรับประทานน้ำพริกกะปิ ผัดลวก ปลาทูทอด และไข่เจียวร้อนๆ ฟูๆ

เมื่อได้ทราบความต้องการของคนชราแล้ว ก็จึงขอเชิญชวนคุณๆ ที่มีความประสงค์ร่วมเลี้ยงอาหารกลางวันคนชราไปร่วมเลี้ยงอาหารด้วยกันในวันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม 2565 เวลา 11.00 น. ณ สถานสงเคราะห์คนชรา บ้านบางเขน มูลนิธิธารสงเคราะห์ ซอยวิภาวดี 64ถนนวิภาวดีรังสิต และหากคุณๆ มีความประสงค์จะบริจาคเงินและส่งของอื่นๆ ที่จำเป็น รวมถึงขนม ผลไม้ให้กับคนชราโดยตรง ก็ขอเชิญชวนนะครับ

ส่วนการนำอุปกรณ์การศึกษา เสื้อผ้าและรองเท้านักเรียน ขนม อาหาร สมุด หนังสือ ดินสอ ปากกา กระเป๋านักเรียน ชุดกีฬา และทุนการศึกษาให้นักเรียนโรงเรียนบ้านบันไดช้าง อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คณะของเราจะไปมอบสิ่งของให้นักเรียนในวันที่12 สิงหาคม 2565 (นักเรียนโรงเรียนบ้านบันไดช้างมีจำนวน 30 คน)

หากคุณๆ มีความประสงค์จะร่วมกิจกรรมทั้งสอง โปรดติดต่อสอบถามและนัดหมายได้ที่หมายเลข 091-7233615ขอเชิญชวนร่วมบริจาคเพื่อเพื่อนร่วมสังคมของเราครับ

อันความกรุณาปรานี จะมีใครบังคับก็หาไม่

หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน

(เวนิสวานิช พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว)

ตะลอนเที่ยว : เบิกบานในทุ่งกว้าง หลังพ้นการสังหารในโรงฆ่า (สัตว์)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/668685

ตะลอนเที่ยว : เบิกบานในทุ่งกว้าง หลังพ้นการสังหารในโรงฆ่า (สัตว์)

วันอาทิตย์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ตามความเชื่อและความศรัทธาของคนไทย โดยเฉพาะคนไทยที่ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ใหญ่ อาทิ โค กระบือ ม้า ช้าง แพะ แกะ คือความเชื่อที่ว่าการทำทานด้วยการให้ชีวิต หรือไว้ชีวิตสัตว์ใหญ่เป็นการทำกุศลที่ถือได้ว่าค่อนข้างยิ่งใหญ่ ทำให้อายุยืนยาว โรคภัยไข้เจ็บที่รุนแรงสาหัสไม่เบียดเบียน ความทุกข์ยากลำบากยากเข็ญจะไม่กล้ำกรายเข้าไปในชีวิต

บางคนเชื่อว่าโค กระบือ หรือวัว ควาย มีบุญคุณยิ่งใหญ่ต่อคน เพราะช่วยทำนาปลูกข้าวเลี้ยงคนมาตั้งแต่บรรพกาล ดังนั้นคนที่ทำไร่ทำนาโดยใช้แรงงานของโคและกระบือจึงไม่ฆ่าสัตว์ที่มีพระคุณแล้วนำเนื้อไปรับประทานบางคนที่ผูกพันใกล้ชิดกับโค กระบือไม่กล้าแม้กระทั่งด่าว่าเขาด้วยคำหยาบคาย ไม่กล้าตีหรือทำร้ายให้เขาต้องบาดเจ็บด้วยกรรมวิธีใดๆ ก็ตาม บางคนทำพิธีบูชาบุญคุณของโค กระบือด้วยของกิน ของไหว้ที่สรรหาแล้วว่าเป็นของดี เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูรู้คุณของโค และกระบือที่ช่วยเป็นแรงงาน และช่วยทำนาปลูกข้าวให้คนเราได้กินกันมาตั้งแต่โบราณกาล

เพราะฉะนั้น คนโบราณจึงไม่ฆ่าควาย ไม่ขายควายให้กับโรงฆ่าสัตว์ แต่จะเลี้ยงดูเขาไว้จนวันที่เขาถึงอายุขัย แล้วลาจากโลกนี้ไป เมื่อเขาตายจากไปแล้ว ก็มีการทำบุญอุทิศกุศลให้กับเขาด้วย นี่คือการแสดงความกตัญญูรู้คุณต่อสัตว์ที่มีพระคุณต่อคน

หลายคนบอกว่าเคยเห็นโค กระบือร้องไห้เมื่อรู้ตัวว่าต้องถูกฆ่าให้กับโรงฆ่าสัตว์ โค กระบือ ที่รู้ว่าตัวเองกำลังถูกลำเลียงขึ้นรถบรรทุก หรือถูกต้อนไปโรงฆ่าสัตว์จะมีความอิดออดไม่อยากไป และพยายามขัดขืนเพื่อให้ตนเองรอดจากความตาย แต่สุดท้ายแล้วเมื่อเขารู้ว่าไม่สามารถขัดขืนได้ เขาก็ได้แต่ร้องไห้ น้ำตาไหลพราก เป็นที่น่าสมเพชเวทนาแก่คนที่มีจิตใจเมตตากรุณาเป็นยิ่งนัก

เป็นเวลาเกือบ 10 ปีมาแล้วที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า รวมกับคุณผู้อ่านที่มีใจเมตตาต่อสรรพสัตว์ได้ร่วมกันบริจาคเพื่อไถ่ชีวิตโค กระบือจากโรงฆ่าสัตว์ และจากคนที่ต้องการขายโค กระบือให้กับโรงฆ่าสัตว์ เมื่อพวกเราร่วมกันไถ่ชีวิตพวกเขาเรียบร้อยแล้ว เราก็หาบ้านที่อบอุ่น ที่มีผู้รักและเมตตาพวกเขาให้ดูพวกเขาต่อไปจนกว่าเขาจะสิ้นอายุขัย

โครงการนี้ไถ่ชีวิตโคและกระบือมาแล้ว 145 ชีวิต และจาก 145 ชีวิตก็ได้ให้กำเนิดชีวิตใหม่แล้ว 39 ชีวิต โดยโค กระบือที่พวกเราร่วมกันไถ่ชีวิตมานั้นได้ไปอาศัยอยู่ในจังหวัดต่างๆ อาทิ สุพรรณบุรี นครปฐม ชลบุรี เชียงราย และขอนแก่น เป็นต้น

สำหรับภาพที่นำมาเสนอให้คุณๆ ได้ชื่นอกชื่นใจในวันนี้ก็คือส่วนหนึ่งของโคและกระบือที่พวกเราร่วมกันไถ่ชีวิตเมื่อประมาณ 3 ปีก่อนจากโรงฆ่าสัตว์ในจังหวัดเชียงราย (ครั้งนั้นไถ่ชีวิตมาทั้งสิ้น 37 ตัว) 

โค กระบือที่พวกเรามอบให้ชาวบ้านที่ใจเมตตา ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ได้รับการตั้งชื่อต่างๆ นานา อาทิ บุญมีบุญหลาย บุญมาก มีเงิน มีทอง บุญจู ทองมี สีเผือก และอื่นๆ อีกมากมายตามเพศของเขา 

การได้เห็นโค กระบือมีชีวิตที่มีความสุขหลังจากรอดพ้นจากการถูกฆ่าในโรงฆ่าสัตว์ ได้เห็นเขาอยู่ท่ามกลางความรักความเมตตาของคน และท่ามกลางธรรมชาติ ได้ลุยโคลน ได้ลงแช่น้ำ และได้มีอาหารการกินที่สมบูรณ์ และมีที่พักที่อบอุ่น คือความปลื้มใจของผู้ที่ได้ร่วมกันบริจาคไถ่ชีวิตพวกเขา 

หากคุณๆ ต้องการร่วมโครงการไถ่ชีวิตโค กระบือกับหนังสือพิมพ์แนวหน้า โปรดติดต่อได้ที่หมายเลข091-7233615 

การให้ทานด้วยการให้ชีวิต เป็นการให้ทานที่ยิ่งใหญ่ เป็นการต่อชีวิตให้กับสัตว์ เป็นการแสดงความมีไมตรีจิตต่อสรรพสัตว์ที่เป็นเพื่อนร่วมโลกของเรา

ตะลอนเที่ยว : รอยยิ้มเด็กดอย จากนํ้าใจคนพื้นราบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/667135

ตะลอนเที่ยว : รอยยิ้มเด็กดอย จากนํ้าใจคนพื้นราบ

วันอาทิตย์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เด็กนักเรียนบนดอยสูงคือเด็กไทยกลุ่มหนึ่งที่ได้ชื่อว่าขาดแคลนโอกาสที่ดีของสังคม ส่วนใหญ่ของเด็กกลุ่มนี้อยู่ในครอบครัวที่มีสถานะทางเศรษฐกิจที่เรียกได้ว่าค่อนข้างยากจน จนถึงขนาดยากจนมากที่สุด แม้คนกลุ่มนี้ตกอยู่ในสถานะความยากจนมากๆ ก็ทำให้เกิดอุปสรรคในการเรียน บางรายไม่สามารถเรียนจบการศึกษาภาคบังคับได้ บางรายต้องตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ และค้ายาเสพติด

จากข้อมูลของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่าเด็กไทยจำนวนกว่า 2 ล้านคน มีความเสี่ยงสูงมากที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษา เพราะครอบครัวมีฐานะยากจน และพบว่าบางครอบครัวมีรายได้เฉลี่ยเพียงวันละ 15 บาทเท่านั้น

ดังนั้น เด็กที่อยู่ในครอบครัวมีฐานะยากจนมากๆ จึงมักจะขาดโอกาสในการเรียนหนังสือ เนื่องจากต้องช่วยพ่อแม่ทำงานต่างๆ นอกจากนี้ ยังพบว่าเด็กจำนวนไม่น้อยไม่มีอาหารเช้ารับประทานก่อนไปถึงโรงเรียน และที่น่าหนักใจมากคือ เมื่อกลับไปถึงบ้านหลังจากเลิกเรียนก็ไม่มีอาหารรับประทานอีก ซึ่งเด็กจะได้รับประทานอาหารกลางวันที่โรงเรียนเท่านั้น แต่ก็พบว่าคุณภาพของอาหารกลางวันที่โรงเรียนหลายแห่งจัดหาให้นั้น มีคุณภาพทางด้านโภชนาการต่ำมาก

และยังมีอุปสรรคสำคัญของการเรียนอีกประการคือ บ้านกับโรงเรียนอยู่ห่างไกลกันมาก บางรายบ้านอยู่ห่างไกลจากโรงเรียนประมาณ 10 กิโลเมตร  และต้องข้ามลำห้วย ลำธาร ข้ามภูเขาไปโรงเรียน ดังนั้น ในหนึ่งวันจึงต้องเดินทางไป-กลับระหว่างบ้านกับโรงเรียนเป็นระยะทางประมาณ20 กิโลเมตร และพบด้วยว่าโรงเรียนที่อยู่ในเขตดอยสูงที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลอย่างน้อย 500 เมตรมีจำนวนประมาณ 1,200 แห่ง และมีโรงเรียนที่อยู่บนเกาะห่างไกลอีกประมาณ 120 แห่ง แต่ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือเด็กเหล่านี้ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ เพราะพ่อและแม่ต้องทิ้งถิ่นฐานไปหางานทำในเมืองใหญ่ หรือในตัวเมือง ดังนั้น เด็กๆ จึงต้องอยู่กับปู่ย่าตายายหรือลุงป้าน้าอา ทำให้หลายรายมีปัญหาเรื่องขาดความอบอุ่นที่ได้รับจากพ่อและแม่

ส่วนสภาพของโรงเรียนก็เป็นอุปสรรคต่อการเรียนหนังสือของเด็กเช่นกัน บางโรงเรียนหลังคารั่ว บางแห่งห้องน้ำห้องส้วมทรุดโทรมมาก และหลายแห่งไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีสัญญาณอินเตอร์เนต ดังนั้น การเรียนรู้จึงถูกจำกัดอยู่เฉพาะการถ่ายทอดความรู้จากครูเท่านั้น ซึ่งหากได้ครูที่มีความรู้ดีพอสมควร และมีใจรักการสอนหนังสือ ก็ถือว่าเป็นบุญของเด็กๆ แต่หากได้ครูที่ภูมิความรู้ต่ำมาก และไม่รักในการสอน แต่ต้องทนทำงานนี้ เพราะยังหางานอื่นที่ดีกว่าไม่ได้ หรือรอวันย้ายไปอยู่ในโรงเรียนในเมืองที่เจริญกว่า ก็ต้องถือว่าเป็นความโชคร้ายอย่างมหาศาลของเด็ก

คอลัมน์ตะลอนเที่ยวได้เคยนำเสนอเรื่องความยากลำบากของเด็กไทยที่ตกอยู่ในสถานะผู้ด้อยโอกาสของสังคมมาเป็นระยะๆ เพราะต้องการเชิญชวนให้คุณผู้อ่านได้รับรู้ถึงปัญหา และได้ร่วมกันบริจาคข้าวของเครื่องใช้ ชุดนักเรียน เสื้อผ้า รองเท้านักเรียน หนังสือตำราเรียน อุปกรณ์การกีฬา และร่วมกันบริจาคเงินเพื่อช่วยเพิ่มโอกาสให้กับเด็กนักเรียนที่อยู่ในเขตทุรกันดาร 

ครั้งนี้ขอเชิญชวนคุณผู้อ่านร่วมบริจาคเพื่อช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านปงแม่ลอบ สาขาห้วยฮ่อม อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน 

Mr.Flower เพิ่งขึ้นไปที่โรงเรียนนี้เมื่อช่วงวันที่ 9-10 กรกฎาคม 2565 ได้ไปพูดคุยกับคณะครู และเด็กๆ ได้รับรู้ปัญหาต่างๆ ของโรงเรียน ของครู และของเด็กๆ จึงขออนุญาตเชิญชวนคุณๆ ร่วมกันบริจาคเพื่อช่วยเหลือนักเรียน โดยสามารถบริจาคข้าวของได้โดยตรงที่นายชาญชัย ทิพย์ชู ครูใหญ่โรงเรียนบ้านปงแม่ลอบ สาขา
ห้วยฮ่อม หมู่ 5 บ้านห้วยฮ่อมใน ตำบลทาแม่ลอบ อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน 51170 โทรศัพท์ 081-1116283

แต่ต้องขออนุญาตแจ้งให้ทราบว่าการติดต่อกับครูใหญ่ของโรงเรียนนี้ ต้องติดต่อในช่วงเช้าตรู่มากๆ หรือหลังช่วงเวลา 18.00 น. เพราะในช่วงการทำงานที่โรงเรียนนั้นไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ 

หรือหากคุณต้องการจะบริจาคผ่านMr.Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้า โปรดติดต่อสอบถามที่ 091-7233615 

Mr.Flower ตั้งใจพาคุณๆ ไปร่วมบริจาคข้าวของและเงิน เพื่อสนับสนุนนักเรียนโรงเรียนบ้านปงแม่ลอบ ในช่วงต้นกลางเดือนสิงหาคม 2565 หากคุณสนใจร่วมทริปนี้ โปรดติดต่อหมายเลข 091-7233615