ตะลอนเที่ยว : โค กระบือที่เราร่วมกันไถ่ชีวิตของเขามา วันนี้เขาสบายดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/653488

ตะลอนเที่ยว : โค กระบือที่เราร่วมกันไถ่ชีวิตของเขามา วันนี้เขาสบายดี

วันอาทิตย์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ภาพกระบือฝูงนี้ที่ Mr.Flower ตั้งใจนำมาเสนอให้คุณๆ ได้รับชมในวันนี้ คือเครื่องยืนยันว่า โครงการไถ่ชีวิตโค กระบือ จากโรงฆ่าสัตว์แล้วนำไปให้เกษตรกรและผู้ที่มีความพร้อมเลี้ยงดูต่อไป เป็นโครงการที่ไม่ได้สักแต่ว่าไถ่ชีวิตโค กระบือ แล้วส่งไปที่ไหนก็ไม่ทราบ ไม่เคยติดตามสารทุกข์สุกดิบของสัตว์ และผู้รับเลี้ยง เพราะภาพที่เห็นนี้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าสัตว์ที่คณะของเราร่วมกันไถ่ชีวิตของเขาจากโรงฆ่าสัตว์เมื่อหลายปีก่อน บัดนี้พวกเขายังอยู่ดีมีสุข มีความสุขสบายตามอัตภาพ

โครงการไถ่ชีวิตโค กระบือจากโรงฆ่าสัตว์แล้วนำไปมอบให้เกษตรกร รวมถึงผู้ที่มีความสามารถเลี้ยงดูได้เป็นอย่างดี เป็นโครงการที่จัดทำโดยหนังสือพิมพ์แนวหน้า เริ่มโครงการครั้งแรกเมื่อปีปลายปี 2556 โดยการหารือร่วมกันของคุณผาณิต พูนศิริวงศ์ ผู้บริหารหนังสือพิมพ์แนวหน้า และคุณเฉลิมชัย ยอดมาลัยบรรณาธิการข่าว พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่ในกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์แนวหน้าและผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้าจำนวนมากที่มีจิตศรัทธาร่วมบริจาค โดยทั้งหมดมีความเห็นร่วมกันว่าแนวหน้าจะทำโครงการนี้เพื่อช่วยเหลือโค กระบือให้รอดพ้นจากการถูกฆ่า แล้วนำไปให้ผู้ที่มีความสามารถเลี้ยงดูต่อไป โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ห้ามขายต่อ ห้ามส่งมอบให้บุคคลอื่นห้ามฆ่า และห้ามทำทารุณกรรมต่อสัตว์ 

ทั้งนี้ผู้รับสัตว์ไปดูแลจะต้องทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรกับเจ้าของโครงการคือหนังสือพิมพ์แนวหน้า พร้อมกับต้องมีพยานรับรู้ 2 คน และที่สำคัญคือจะต้องรายงานความเป็นอยู่ของสัตว์ให้เจ้าของโครงการทราบเป็นประจำทุกเดือน พร้อมส่งภาพถ่ายให้เป็นหลักฐานส่วนเจ้าของโครงการมีสิทธิ์ไปเยี่ยมเยียนเพื่อดูแลความเป็นอยู่ของสัตว์ และความเป็นอยู่ของผู้ดูแลสัตว์ได้เป็นประจำ โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า เพื่อให้สามารถเห็นสภาพความเป็นอยู่แท้จริงของทั้งสัตว์และผู้รับเลี้ยง 

ปรากฏว่าตลอดระยะเวลาการทำโครงการนี้ เราได้ร่วมกันไถ่ชีวิตโค กระบือไปแล้ว 135 ชีวิต โดยแรกๆ ก็ไถ่ชีวิตครั้งละ3-5 ตัว ตามกำลังทรัพย์ที่เรารวบรวมได้ครั้นต่อมาเมื่อมีทุนทรัพย์มากขึ้นเราก็สามารถไถ่ชีวิตโค กระบือได้จำนวนมากขึ้น เช่นครั้งล่าสุดเมื่อปลายปี 2562 คณะของเราไปไถ่ชีวิตโค กระบือที่จังหวัดเชียงราย รวมทั้งหมดในคราวเดียวคือ 37 ชีวิต แล้วมอบให้นักเรียนโรงเรียนชาวนา ในความดูแลของสถานปฏิบัติธรรม ไร่เชิญตะวัน โดยกระจายให้ครอบครัวละ 2-4 ตัว ตามขนาดของพื้นที่ และตามความสามารถของผู้รับสัตว์ไปดูแล

สำหรับภาพที่นำมาเสนอในวันนี้คือชีวิตประจำวันของกระบือจำนวน 9 ชีวิต (อันที่จริงยังมีวัวอีก 7 ชีวิต แต่ไม่ได้นำภาพมาฝาก) โดยกระบือฝูงนี้ หม่อมไฉไล ยุคล ณ อยุธยา ได้ร่วมกับคณะของเราไถ่ชีวิตเขาเหล่านี้มาจากโรงฆ่าสัตว์แห่งหนึ่งในอำเภอกำแพงแสน นครปฐม เมื่อ 5 ปีที่แล้ว โดยวันที่เราไปไถ่ชีวิตโค กระบือนั้น เป็นวันที่ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในห้วงเวลาที่สับสนมากที่สุด เนื่องจากมีข่าวอาการพระประชวรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 แพร่สะพัดในสังคมตลอดเวลา วันที่เราไปไถ่ชีวิตโค กระบือฝูงนี้ เป็นวันที่ 13 ตุลาคม ช่วงเวลาบ่าย ปัจจุบันโค กระบือฝูงนี้ อยู่ที่คุ้มเรือหม่อมไฉไล อำเภอบางเลน นครปฐม

เมื่อไปถึงโรงฆ่าสัตว์ ทั้งหม่อมไฉไล และ Mr.Flower พร้อมคณะอีกสองคนก็ร่วมกันตัดสินใจเลือกโค กระบือ โดยเน้นตัวที่ตั้งท้องและแม่ลูกอ่อน เป็นอันดับแรก ทั้งๆ ที่ใจจริงอยากจะไถ่ชีวิตออกมาทั้งหมด แต่ติดที่เรามีเงินจำกัด 

สุดท้ายแล้วในวันนั้นหม่อมไฉไลไถ่ชีวิตโค และกระบือ รวม 11 ชีวิต ส่วนคณะของเราไถ่ชีวิตออกมาอีก 6 ชีวิตโดยหม่อมไฉไลบอกว่า พี่ขอรับผิดชอบทั้ง11 ชีวิต ด้วยเงินส่วนตัวของพี่เอง เพราะพี่ต้องการถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 

ส่วนโค กระบืออีก 6 ชีวิตนั้น ทางคณะผู้ทำโครงการได้นำไปมอบให้เกษตรกรที่อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี 

จากวันนั้นจวบจนวันนี้ โค กระบือที่เราร่วมกันไถ่ชีวิตมาจากโรงฆ่าสัตว์ได้ตกลูกออกมาแล้วมากกว่า 20 ตัว แต่ก็มีเรื่องน่าเสียใจที่บางตัวก็ป่วยจนต้องตายไปบ้าง บางตัวถูกงูกัดตาย บางตัวก็เกิดอุบัติเหตุทำให้ขาหัก สำหรับโค กระบือที่เจ็บป่วยนั้น พวกเราก็ได้พยายามช่วยกันรักษาเพื่อให้เขามีชีวิตรอดต่อไป หากคุณๆ ยังจำได้ เมื่อประมาณ 2 ปีเศษที่ผ่านมานั้น พวกเราได้ช่วยกันรักษาวัวแม่ลูกอ่อนตัวหนึ่งที่ประสบอุบัติเหตุจนขาหัก โดยได้รับการผ่าตัดจากทีมสัตวแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โครงการผ่าตัดครั้งนั้นเป็นความร่วมมือระหว่างคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ กับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เพราะต้องผ่าตัดแล้วดามโลหะที่ขาของวัว ปัจจุบันวัวตัวที่ได้รับการผ่าตัดยังมีชีวิตอยู่ โดยอยู่ที่อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี

ขอเรียนให้ทราบว่าโครงการไถ่ชีวิตโค กระบือ โดยหนังสือพิมพ์แนวหน้ายังคงดำเนินอยู่ตามปกติ เพียงแต่ช่วงที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 นั้น ทีมทำงาน
ไม่ได้ออกไปค้นหาผู้ที่มีความเหมาะสมที่จะรับโค กระบือไปเลี้ยงดู ดังนั้นจึงไม่ได้มีการส่งข่าวเรื่องระดมทุนสำหรับไถ่ชีวิต แต่ขณะนี้ทีมงานได้บุคคลที่มีความเหมาะสมที่จะรับโค กระบือไปรับเลี้ยงดูได้อย่างเหมาะสมแล้ว จึงขอเรียนแจ้งให้ท่านที่มีความประสงค์จะร่วมบริจาคเงินสมทบทุน โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 และขอความกรุณาช่วยค้นหาผู้ที่มีความเหมาะสมที่สามารถรับโค กระบือไปเลี้ยงดูได้เป็นอย่างดีแล้วโปรดแจ้งให้คณะผู้จัดทำโครงการได้มีข้อมูลสำหรับการพิจารณามอบโค กระบือให้ไปเลี้ยงดูต่อไป 

ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่าน และขอขอบคุณผู้มีใจกุศลที่รับโค กระบือ ไปเลี้ยงดูให้มีความสุข ตราบจนสัตว์สิ้นอายุขัยตามธรรมชาติ

ตะลอนเที่ยว : วชิรานุสรณ์ (ตึกเหลือง) ณ วชิรพยาบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/651995

ตะลอนเที่ยว : วชิรานุสรณ์ (ตึกเหลือง) ณ วชิรพยาบาล

วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กรุงเทพมหานครยังคงมีอาคารเก่าแก่อายุนานกว่าหนึ่งศตวรรษ แต่ยังคงมีสภาพดีมาก หลงเหลืออยู่จำนวนหนึ่งและหนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ อาคารวชิรานุสรณ์ ในเขตโรงพยาบาลวชิระ ถนนสามเสน กรุงเทพฯ อาคารนี้ถูกเรียกขานโดยคนในวชิรพยาบาลมานานนมว่า ตึกเหลือง

แรกเริ่มนั้น อาคารแห่งนี้ชื่อว่า บ้านหิมพานต์ ป๊ากสามเสน (Sam Sen Park) ผู้เป็นเจ้าของเดิมคือพระสรรพการหิรัญกิจ (เชย อิศรภักดี) คาดว่าเริ่มก่อสร้างอาคารนี้เมื่อ พ.ศ. 2448 ด้วยงบประมาณราวๆ 8 หมื่นบาท แล้วเสร็จเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2451 แล้วเปิดให้ผู้จ่ายเงินค่าสมาชิกเข้าชมและใช้บริการภายในป๊ากสามเสนได้ จึงนับได้ว่าป๊ากสามเสนคือสวนสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทย ทั้งนี้กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จไปทรงเปิดเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2451

ในอดีต ด้านข้างอาคารวชิรานุสรณ์ (มองจากด้านหน้าอาคารฝั่งถนนสามเสน) เป็นที่ตั้งของอาคารชื่อตึกคุณทรัพย์ (ตึกสีชมพู) แต่ปัจจุบันถูกรื้อถอนไปแล้ว ในประวัติกล่าวว่าด้านหน้าของอาคารเคยมีโรงละครขนาดใหญ่ 1 โรง และมีกรงสัตว์เลี้ยงเหมือนกับสวนสัตว์ มีสระน้ำ และสนามหญ้า และถ้ำหรือเขามอ (เขามอคือเขาขนาดย่อมๆ ที่ก่อด้วยอิฐ หิน ซีเมนต์ ใช้เพื่อตกแต่งสถานที่) นอกจากนี้ยังมีน้ำพุด้วย 

บริเวณด้านหลังอาคารมีเขาดิน ภายในมีอุโมงค์ และมีแปลงไม้หอม มีที่นั่งสำหรับพักผ่อน มีอาคารเล็กๆ สำหรับใช้นั่งดื่มเครื่องดื่ม เช่น กาแฟ และกินหมากพลู มีเรือให้พายเล่นในคลอง ค่าบริการที่เรียกเก็บจากผู้เข้าใช้คือ1 บาทต่อคน เปิดให้ชมตั้งแต่ 7 นาฬิกาถึงเที่ยงคืน และมีการฉายภาพยนตร์จากยุโรปทุกคืนวันอังคารและพฤหัสบดี เวลา 19.00-22.30 นาฬิกา

ตามประวัติกล่าวว่า พระสรรพการหิรัญกิจเป็นชายหนุ่มผู้มีรสนิยมเป็นเลิศ เคยร่วมดำเนินกิจการแบงก์สยามกัมมาจล แต่บริหารงานผิดพลาดจึงถูกฟ้องร้องล้มละลาย ถูกถอดยศ กลุ่มอาคารในป๊ากสามเสนถูกยึดตกเป็นของแบงก์สยามกัมมาจล แล้วในกาลต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงซื้อกลุ่มอาคารทั้งหมดไว้ แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กรมศุขาภิบาลสร้างโรงพยาบาลเพื่อให้บริการกับชาวบ้านที่อยู่ทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ มีชื่อว่า วชิรพยาบาล เมื่อ พ.ศ. 2455

พระองค์ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งในตอนหนึ่งว่า “บัดนี้โรงพยาบาลอันนี้ ก็ได้ตกแต่งขึ้นพร้อมแล้ว เราขอให้นามว่า วชิรพยาบาล และขอมอบที่นี้ไว้เป็นสาธารณสถาน เป็นสมบัติสิทธิ์ขาดแก่ประชาชนชาวไทย”

หลังจากอาคารนี้ได้ถูกใช้งานมายาวนานหลายสิบปีก็จึงชำรุดทรุดโทรมลงอย่างมาก จึงนำไปสู่การซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ ใช้เวลาหลายปี จนปัจจุบันอาคารวชิรานุสรณ์ได้รับการบูรณะซ่อมแซมจนเกือบเสร็จสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วและจะเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์สามเสนต่อไปในอนาคต ขอเรียนให้ทราบว่าสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจมากเมื่อได้ชมอาคารนี้คือ เพดานห้องแต่ละห้องซึ่งมีจำนวนประมาณ 20 ห้อง มีความงดงามมาก แต่ละห้องมีลวดลายแตกต่างกัน โดยผสมผสานลวดลายทั้งของไทย เปอร์เซีย ยุโรป และจีนเข้าด้วยกันได้อย่างกลมกลืนลงตัวมาก ส่วนห้องโถงบันไดหลักของอาคารก็ทำได้งดงามอลังการ

สำหรับการเปิดให้เข้าชมนั้น อนุญาตให้เฉพาะการขอเข้าชมเป็นหมู่คณะเท่านั้น โดยติดต่อขอเข้าชมได้ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ วชิรพยาบาล 

Mr.Flower ตั้งใจจะนำคุณๆ ที่เป็นแฟนคอลัมน์ไปชมความวิจิตรของอาคารนี้ โดยประสานงานกับวชิรพยาบาลไว้เบื้องต้นแล้ว หากคุณๆ สนใจโปรดติดต่อ 091-7233615 (รับจำนวนจำกัดครั้งละ 20 ท่านเท่านั้น)

ตะลอนเที่ยว : พระราชวังพญาไท อดีตโรงหลวงและดุสิตธานี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/650635

ตะลอนเที่ยว : พระราชวังพญาไท อดีตโรงหลวงและดุสิตธานี

วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ย้อนหลังไปประมาณ 100 ปี บริเวณที่เราทุกคนได้เห็นในปัจจุบันว่าเป็นสถานที่ตั้งของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า คือท้องทุ่งพญาไท ซึ่งในครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามถนนที่ตัดผ่านท้องทุ่งแห่งนี้ว่าซางฮี้ (หมายความว่ายินดีอย่างยิ่ง) ครั้นต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามถนนใหม่ว่า ราชวิถี แล้วทรงซื้อที่ดิน 100 ไร่จากชาวสวนในบริเวณถนนใหม่ เพื่อทรงทำที่ทดลองปลูกธัญพืช และเป็นที่ประทับพักผ่อนพระราชอิริยาบถโดยพระราชทานนามว่าโรงนาหลวงพญาไท แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายสถานที่จัดงานพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญจากทุ่งพระเมรุท้องสนามหลวงไปจัด ณ โรงนาหลวงพญาไท ทุ่งพญาไท

เมื่อครั้งปี 2452 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักพญาไท พระตำหนักพญาไทเคยเป็นที่ประทับของในหลวงรัชกาลที่ 5 และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ครั้นเมื่อทั้งสองพระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯยกวังพญาไทเป็นพระราชวังพญาไท เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนกและสมเด็จพระบรมราชชนนี 

จากนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักอุดมวนาภรณ์ (ภายหลังทรงให้เปลี่ยนชื่อเป็นเมขลารูจี) เป็นพระตำหนักองค์แรก แล้วทรงสร้างพระราชมณเฑียรสถานอันประกอบไปด้วยพระที่นั่งสามองค์และพระราชอุทยานตามแบบสถาปัตยกรรมอิตาเลียน แต่เรียกว่าสวนโรมัน แล้วทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตยจำลองจากพระราชวังดุสิตไปยังพระราชวังพญาไท  

พระที่นั่งองค์ต่างๆ ในพระราชวังพญาไทมีพระนามดังต่อไปนี้ พระที่นั่งพิมานจักรี พระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถาน พระที่นั่งศรีสุทธนิวาส พระที่นั่งเทวราชสภารมย์ พระที่นั่งอุดมวนาภรณ์ ส่วนอาคารสำคัญอื่นๆ ในเขตพระราชวังพญาไท มีดังต่อไปนี้พระตำหนักเมขลารูจี อาคารเทียบรถพระที่นั่งสวนโรมัน ศาลท้าวหิรันยพนาสูร พระมหานาคชินะวร วรานุสรณ์มงกุฎราช   

พระที่นั่งพิมานจักรีเป็นพระที่นั่งองค์ประธานมีห้องพระบรรทมของในหลวง รัชกาลที่ 6 อยู่ในพระที่นั่งองค์นี้ และมีห้องประทับของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี พระวรราชชายา อยู่ในพระที่นั่งองค์นี้ด้วยเช่นกัน 

สำหรับศาลท้าวหิรันยพนาสูรเป็นศาลสำคัญในเขตพระราชวังพญาไท ตามประวัติกล่าวว่ารัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ช่างหลวงหล่อรูปท้าวหิรันยพนาสูรด้วยทองสำริด เมื่อปี 2465สวมชฎา (เทริด) แบบโบราณ สวมผ้านุ่งคล้ายเทวรูปเขมร มีไม้เท้าเป็นเครื่องประดับยศ   

ตามประวัติกล่าวว่า รัชกาลที่ 6 ทรงให้ช่างหล่อหลวงหล่อรูปท้าวหิรันยพนาสูรเมื่อเสด็จขึ้นทรงราชย์ จำนวนทั้งหมด 8 องค์ ความสูงองค์ละ 20 เซนติเมตร องค์แรกประดิษฐานอยู่ข้างพระที่นั่งในห้องพระบรรทม ปัจจุบันถูกเชิญไปประดิษฐานในวังรื่นฤดี ส่วนองค์ที่สองอัญเชิญไปไว้ที่หน้าหม้อรถยนต์พระที่นั่ง ปัจจุบันอัญเชิญไว้บนหิ้งบูชา หมวดรถยนต์หลวง องค์ที่สามอัญเชิญไปไว้ที่กรมมหาดเล็กหลวง ปัจจุบันอยู่ที่พระที่นั่งราชกรัณยสภาในพระบรมมหาราชวัง และอีกองค์หนึ่งอยู่ที่บ้านของพระยาอนิรุทธเทวา อดีตอธิบดีกรมมหาดเล็กหลวงในรัชกาลที่ 6  

ครั้งหน้าหากคุณเข้าไปในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ขอให้คุณแวะไปเยี่ยมชมพระที่นั่งในเขตพระราชวังพญาไท และชมความงดงามของสิ่งต่างๆ ในเขตพระที่นั่งพระราชวังพญาไท แล้วคุณจะได้ประจักษ์ว่าพระราชวังพญาไทมีความงดงาม และได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของพระราชวังแห่งนี้ด้วย

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวเชียงรายแบบสายบุญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/649186

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวเชียงรายแบบสายบุญ

วันอาทิตย์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ไปเมืองเชียงรายมาก็หลายสิบครั้งทุกครั้งที่ไปก็มีความสุขกาย สุขใจตลอด เพราะเชียงรายมีที่ท่องเที่ยวมากมายเกินบรรยายทั้งแบบธรรมชาติ และแบบที่มนุษย์สร้างขึ้น

แต่สำหรับทริปเชียงรายในสัปดาห์นี้ขอบอกตรงๆ เป็นทริปของสายบุญอย่างแท้จริง เป็นทริปที่เน้นการไหว้พระ ทำบุญทำกุศลชนิดที่ว่าเข้าวัดนี้ต่อด้วยวัดนั้นอย่างต่อเนื่อง และถึงแม้สถานที่บางแห่งจะไม่ใช่วัด แต่ก็เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเชียงราย

ทริปนี้เริ่มกันที่วัดพระแก้วเชียงรายวัดที่มีหลักฐานว่าพระแก้วมรกตเคยประดิษฐานอยู่ ณ ที่นี่มาก่อน โดยอ้างอิงจากชินกาลมาลีปกรณ์ และรัตนพิมพวงศ์ ที่กล่าวถึงท้าวมหาพรหม เจ้าผู้ครองเชียงราย ผู้อัญเชิญพระสีหลปฏิมา และพระรตนปฏิมา จากเมืองกำแพงเพชรไปยังเมืองเชียงราย โดยอัญเชิญไปณ วัดป่าเยียะ (ป่าไผ่) แล้วต่อมาในปี พ.ศ. 1977 ได้เกิดฟ้าผ่าเจดีย์ของวัด เมื่อเจดีย์ทลายลง ก็ได้พบว่ามีพระพุทธรูปอยู่ภายใน จึงได้อัญเชิญไปไว้ในพระวิหารของวัด จนวันหนึ่งปูนที่พอกปิดองค์พระพุทธรูปได้แตกกระเทาะออกจึงเห็นเนื้อของพระพุทธรูปเป็นแก้วรัตนะจึงได้กระเทาะปูนที่พอกปิดองค์พระออกทั้งหมด จึงเห็นว่าเป็นพระพุทธรูปที่งดงามทำจากรัตนะทั้งองค์ ปัจจุบันยังคงมีพระเจดีย์ พระอุโบสถ และวิหารกลางน้ำซึ่งประดิษฐานพระแก้วมรกตองค์จำลอง พระนามว่าพระพุทธรตนากรนวุติวัสสานุสรณ์มงคล หรือพระหยกเชียงราย โดยวิหารกลางน้ำนี้สร้างเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 90 พรรษา แล้วอัญเชิญพระหยกเชียงรายประดิษฐาน ณวิหารกลางน้ำ เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2534  

สถานที่ต่อไปคือ พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช (พญามังรายมหาราช) ผู้ทรงสถาปนาหิรัญนครเงินยางเชียงลาว หรือเมืองเชียงราย และเมืองเชียงใหม่พระบรมราชานุสาวรีย์แห่งนี้อยู่ที่บริเวณ 5 แยกในตัวเมืองเชียงราย ประดิษฐานพระบรมรูปปั้นประทับยืน พระหัตถ์ซ้ายทรงพระแสงดาบพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราชเป็นสถานที่หนึ่งที่มีผู้คนมากมายไปกราบถวายบังคม ถวายราชสักการะเป็นประจำตลอดเวลา เพราะเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวเชียงราย และคนไทย

สถานที่ต่อไปคือ เสาสะดือเมือง เชียงราย หรือศาลพระหลักเมืองประจำเมืองเชียงราย ตั้งอยู่บนดอยจอมทอง หรือดอยทองในตัวเมืองเชียงราย ลักษณะการก่อสร้างยึดตามแบบสมมุติของจักรวาล โดยยกเป็นชั้นๆรวม 6 ชั้น เปรียบเสมือนสวรรค์ชั้นต่างๆ เช่น จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามะ ดุสิต นิมมานรดี และปรนิมมิตสวัสตี เสาสะดือเมืองเสมือนว่าตั้งอยู่บนเขาพระสุเมรุ บนฐานสามเหลี่ยม เปรียบเสมือนตรีกูฏบรรพต และมีเสาบริวารล้อมรอบ 108 ต้น บริเวณด้านล่างของเสาสะดือเมือง คือวัดพระธาตุดอยจอมทอง

หลายคนไปเที่ยวเชียงรายหลายครั้ง แต่ไม่เคยไปกราบไหว้นมัสการเสาสะดือเมืองแม้แต่ครั้งเดียว แถมบางคนไปเชียงรายหลายสิบครั้ง แต่ก็ไม่เคยไปกราบนมัสการวัดพระแก้วเชียงรายเลยแม้แต่ครั้งเดียว ดังนั้น Mr. Flower จึงขอเชิญชวนคุณๆ ไปกราบนมัสการหากคุณมีโอกาสไปเที่ยวชมเมืองเชียงรายในครั้งหน้า

อันที่จริง ในเชียงรายยังมีวัดวาอารามที่น่าสนใจและควรแก่การไปกราบไหว้นมัสการอีกมากมาย แต่ขออนุญาตนำคุณไปเที่ยวชมวัดต่างๆ ในโอกาสถัดไป 

ส่วนภาพประกอบคอลัมน์ในวันนี้ที่นอกเหนือจากวัดพระแก้วเชียงราย เสาสะดือเมืองเชียงราย และพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราชแล้ว ก็ขอนำภาพลำน้ำกกแม่น้ำสำคัญของเชียงรายมาฝากคุณ พร้อมกับนำภาพอาหารการกินที่แสนอร่อยมาฝากคุณด้วย

และขอเชิญชวนคุณร่วมทริปเที่ยวเชียงรายไปกับ Mr. Flower ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมปีนี้ด้วยกัน สนใจร่วมทริปเชียงราย โปรดติดต่อ 091-7233615รับสมาชิกเพียง 12-14 ท่านเท่านั้นครับเดินทางด้วยเครื่องบิน เน้นกินดี นอนดีเที่ยวแบบละมุนละไม เจาะลึกด้านประวัติศาสตร์และขนบประเพณีท้องถิ่น

ตะลอนเที่ยว : วัดโพธิ์บางคล้า เมืองแปดริ้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/647833

ตะลอนเที่ยว : วัดโพธิ์บางคล้า เมืองแปดริ้ว

วันอาทิตย์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

บางคล้ามีของดีของงามอยู่หลากหลาย มีทั้งวัดเก่าแก่ มีชุมชนโบราณตั้งอยู่ริมแม่น้ำบางปะกงมีอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่ปากน้ำโจ้โล้ มีตลาดน้ำ และมีอาหารอร่อยรสเลิศ รวมถึงมีมะม่วงอร่อยหลายชนิด มีมะพร้าวน้ำหอมที่กลิ่นหอมชื่นใจ เนื้อมะพร้าวอ่อนหอมหวานนุ่มละมุน แล้วยังมีขนมเปี๊ยะเลิศรสกลิ่นหอมชวนรับประทาน

สำหรับตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ จะชวนคุณไปไหว้พระที่วัดโพธิ์บางคล้า และชมค้างคาวแม่ไก่ที่ห้อยหัวเกาะต้นไม้อยู่ในบริเวณวัด ขอบอกว่าน่าแปลกประหลาดมากที่ค้างคาวหลายพันตัวอาศัยอยู่ในเขตวัดโพธิ์แห่งนี้มายาวนานกว่าร้อยปี (ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านที่เป็นผู้เฒ่าผู้แก่) 

สำหรับประวัติของวัดโพธิ์บางคล้านั้นไม่ปรากฏชัดว่าสร้างเมื่อใด แต่สันนิษฐานว่ามีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนกลาง บ้างก็ว่าตอนปลาย และมีคำบอกเล่าด้วยว่าวัดนี้เคยเป็นที่พักทัพของพระยาตาก (ภายหลังคือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) เมื่อครั้งก่อนกอบกู้อิสรภาพให้กรุงศรีอยุธยาได้สำเร็จ

ทำไมชื่อวัดโพธิ์ ก็ต้องขออ้างตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนอีกว่า เดิมวัดนี้มีต้นโพธิ์ใหญ่ในเขตวัด ส่วนอุโบสถเดิมมีรูปทรงคล้ายเก๋งจีนช่อฟ้าทำเป็นรูปศีรษะมังกร (แต่ถูกรื้อถอนไปแล้ว) จึงได้ชื่อว่าวัดโพธิ์ แต่โบราณสถานอายุประมาณ 200 ปีที่ยังหลงเหลืออยู่ได้แก่ วิหารทรงจตุรมุข เป็นวิหารขนาดเล็กแต่ยังคงความงดงามปรากฏอยู่ ตัววิหารก่ออิฐถือปูนฉาบด้วยปูนขาว หลังคามุงด้วยกระเบื้องเกล็ดเต่า ปัจจุบันวิหารนี้ค่อนข้างทรุดโทรมมาก ภายในวิหารมีพระพุทธไสยาสน์ และมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่น่าจะได้รับการบูรณะแล้วเมื่อไม่นานมานี้ทั้งสิ้น ส่วนอาคารอื่นๆ ภายในวัด เช่น อุโบสถวิหาร ศาลาการเปรียญ และกุฏิพระสงฆ์เป็นอาคารที่ก่อสร้างในยุคใหม่ 

จุดสำคัญอีกอย่างในวัดโพธิ์คือพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ดังที่ได้กล่าวในเบื้องต้นว่า มีการสันนิษฐานว่าวัดนี้เคยเป็นที่พักทัพของพระองค์ท่านก่อนยกทัพไปเมืองจันทบูร (หรือจันทบุรีในภายหลัง) ดังนั้นจึงมีการสร้างพระบรมรูปของพระองค์ท่านประดิษฐานไว้ 

แต่สิ่งที่น่าสนใจมากอีกอย่างหนึ่งคือค้างคาวแม่ไก่ที่อาศัยอยู่ในเขตวัดแห่งนี้มายาวนานกว่าร้อยปี ค้างคาวแม่ไก่อยู่เฉพาะบนต้นไม้ในบริเวณวัดเท่านั้น ไม่ออกไปอยู่ตามต้นไม้ของชาวบ้านที่อยู่รอบๆ วัด ครั้นพอตกเย็นฝูงค้างคาวแม่ไก่ก็จะบินออกจากวัดไปหากินผลไม้ในบริเวณนอกวัด แล้วเมื่อถึงยามใกล้รุ่งก็จะบินกลับเข้าไปอยู่ในวัด ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า แม้รอบๆ วัดจะมีต้นไม้อยู่มากมาย และมีสวนมะม่วงอยู่รอบๆ วัด แต่ค้างคาวแม่ไก่ก็ไม่ไปอาศัย แต่ทุกตัวจะกลับเข้าวัดในยามเช้าตรู่แล้วจะโบยบินไปหากินในยามเย็นใกล้พลบค่ำของทุกวัน 

ค้างคาวแม่ไก่ (flying fox) เป็นสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมที่สามารถบินได้ ออกลูกเป็นตัวครั้งละหนึ่งตัวและเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่บินได้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก หน้าจะคล้ายสุนัขจิ้งจอก ดวงตาโต มีขนสีน้ำตาลแดง ตัวโตเต็มวัยจะมีน้ำหนักประมาณ 800 กรัม ความกว้างของปีกเมื่อแผ่เต็มที่จะกว้างประมาณ 2 ฟุตเศษ 

ก่อนจากลากันในสัปดาห์นี้ ขอเรียนย้ำว่าบางคล้า เมืองแปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) เป็นชุมชนชาวจีนที่น่าสนใจมาก แต่วันนี้ไม่ได้กล่าวถึงสถานที่อื่นๆในบางคล้า เพราะตั้งใจพาไปชมวัดโพธิ์บางคล้าก่อนเป็นอันดับแรก แต่ต้องย้ำว่าบางคล้ามีความน่าสนใจมากมาย มีอาหารอร่อย ผลไม้ก็อร่อย เป็นเมืองที่แสนสงบแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำบางปะกง 

บางคล้าตั้งอยู่ห่างจากตัวจังหวัดฉะเชิงเทราประมาณ 23 กิโลเมตร ใช้ถนนทางหลวงสาย 304 

หากคุณๆ สนใจไปเที่ยวบางคล้าด้วยกันโดยเป็นการเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ (สมาชิก 12-14 คน)เที่ยวแบบเจาะลึก เน้นประวัติศาสตร์ เน้นศึกษาขนบวัฒนธรรมท้องถิ่น โปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : วัดใต้ต้นลาน งามด้วยหอไตรกลางนํ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/646663

ตะลอนเที่ยว : วัดใต้ต้นลาน งามด้วยหอไตรกลางนํ้า

วันอาทิตย์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

วัดใต้ต้นลานนับเป็นวัดแห่งหนึ่งที่มีจุดเด่นที่น่าสนใจมาก เพราะมีหอพระไตรปิฎก หรือหอไตรที่งดงามมากสร้างไว้กลางบ่อน้ำขนาดใหญ่ หอไตรวัดใต้ต้นลานสร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง มีเสาไม้สักขนาดใหญ่ทั้งหมด 12 ต้นเป็นฐาน ความสูงประมาณ 10 เมตรเศษ ฝาผนังของหอไตรสร้างด้วยไม้สัก หลังคามุงกระเบื้องมีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ นาคสะดุ้งประดับกระจก หลังคาซ้อนเป็นสองชั้น หน้าบันมีรูปเทพนม (เทพประนม) ลงรักปิดทองประดับ

ตามคติการสร้างหอไตรกลางน้ำก็เพื่อเป็นที่เก็บรักษาพระไตรปิฎกหรือคัมภีร์ใบลาน โดยการเก็บรักษาไว้ในหอไตรกลางน้ำก็เพื่อป้องกันมอดและปลวกกัดกิน ซึ่งนับเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่ทำสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน 

นอกจากนั้นภายในวัดใต้ต้นลานยังมีจุดน่าสนใจอีกมาก อาทิ ศาลาการเปรียญขนาดใหญ่สร้างจากไม้สักทั้งหลัง เสาหงส์คู่หน้าอุโบสถ รูปปั้นท้าวเวสสุวรรณกาย
สีขาวทำจากปูน ส่วนผนังด้านในอุโบสถมีภาพจิตรกรรมเขียนเป็นเรื่องไตรภูมิด้านหลังอุโบสถมีเจดีย์ย่อมุม และมณฑป หน้าบันของอุโบสถมีความงดงามมาก ทำเป็นสามตอน ตอนบนสุดเป็นรูปพระนารายณ์สี่กรที่มีหนุมานเทินอยู่ แล้วประดับด้วยลายพรรณพฤกษา ช่วงตอนกลางของหน้าบันเป็นรูปเทวดาประดับด้วยลายพรรณพฤกษา และด้านล่างสุดของหน้าบันเป็นรูปยักษ์ประดับด้วยลายพรรณพฤกษา ทั้งหมดทำด้วยไม้แกะสลักอย่างวิจิตรงดงาม ประตูอุโบสถทำด้วยไม้สลักรูปทวารบาลเป็นยักษ์บานละตน ส่วนใบเสมารอบอุโบสถตั้งอยู่ในซุ้มยอดประดับด้วยบัวตูม 

จากการขุดค้นในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงกับวัดโดยกรมศิลปากร เมื่อปี 2534-2536 พบว่าเคยเป็นชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ อายุประมาณ 2,200 ปี โดยค้นพบโครงกระดูกจำนวน 30 โครง และข้าวของเครื่องใช้ของคนในยุคนั้น โดยค้นพบที่บริเวณเนินดินที่อยู่ห่างจากวัดไปประมาณ 1 กิโลเมตร

ปัจจุบันวัดใต้ต้นลาน ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 9 ตำบลไร่หลักทอง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรีได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. 2451 

วันนี้พาคุณเที่ยววัดใต้ต้นลาน ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรีซึ่งหลายคนเรียกว่าดินแดนเมืองพระรถ(พระรถเสน) ในตำนานพระรถนางเมรี วันหน้าจะพาคุณไปเที่ยวชมเมืองพระรถในจุดอื่นๆเช่น กำแพงเมืองพระรถ ถ้ำนางสิบสอง หมอนนางสิบสอง เนินหน้าพระธาตุ และกราบนมัสการพระพนัสบดี พระคู่บ้านคู่เมืองของพนัสนิคม

สำหรับคุณๆ ที่สนใจร่วมท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรม แบบกลุ่มเล็กๆ (12-14 คน)กับ Mr. Flower โปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : วิจิตราภรณ์ และประณีตศิลป์แห่งโขน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/643826

ตะลอนเที่ยว : วิจิตราภรณ์ และประณีตศิลป์แห่งโขน

วันอาทิตย์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โขน คือการแสดงนาฏศิลป์ชั้นสูงชนิดหนึ่งของไทย โดยเฉพาะโขนที่แสดงเรื่องรามเกียรติ์ เพราะเป็นการจำลองเอาขนบประเพณีและรูปแบบต่างๆ ของราชสำนักมานำเสนอเพื่อความบันเทิงใจของผู้ชม

ดังนั้นหนึ่งในมหรสพหลวงของราชสำนักสยาม คือ โขน เพราะใช้แสดงในพระราชพิธีสำคัญๆ มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และยังเป็นเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศอย่างหนึ่งของพระมหากษัตริย์ด้วย

ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ไปเก็บภาพจากนิทรรศการวิจิตราภรณ์ และประณีตศิลป์แห่งโขนมานำเสนอ เพื่อย้อนความทรงจำของหลายคนที่ได้ไปชมนิทรรศการนี้ ณ หอศิลป์ร่วมสมัย ถนนราชดำเนิน ซึ่งเพิ่งปิดการจัดแสดงไปเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2565 แล้วก็เพื่อนำภาพงดงามมาฝากคุณๆ ที่พลาดการชมนิทรรศการครั้งนี้ ซึ่งก็คงต้องรอการจัดนิทรรศการครั้งหน้าในโอกาสต่อไป

โขนโดยเฉพาะโขนหลวงนั้นได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์หลายพระองค์ จึงให้การแสดงโขนมีบทร้อง ที่มาจากบทพระราชนิพนธ์ และมีท่ารำที่วิจิตรงดงาม มีการใช้ดนตรีสดประโคมประกอบการแสดง นอกจากนั้นเครื่องทรง หรือพัสตราภรณ์ของตัวละครหลักคือตัวพระ และตัวนาง รวมถึงยักษ์ชั้นสูงก็เปรียบเสมือนเครื่องทรงของพระมหากษัตริย์และสมเด็จพระราชินี และเจ้านายชั้นสูงในราชสำนัก ดังนั้นเครื่องทรงของตัวละครหลักในโขนรามเกียรติ์จึงมีความวิจิตรอลังการอย่างที่สุด และยังมีถนิมพิมพาภรณ์ หรือเครื่องประดับที่ใช้ในการแสดงที่สุดแสนวิจิตรงดงาม

ดังที่ได้กล่าวว่าโขนนับเป็นมหรสพหลวงชนิดหนึ่งที่ใช้ประกอบพระราชอิสริยยศของพระมหากษัตริย์ ดังนั้นจึงมักเลือกเรื่องรามเกียรติ์เพื่อใช้แสดง เพื่อสะท้อนคติความเชื่อที่ว่าพระมหากษัตริย์คืออวตารของพระนารายณ์ ที่ทรงลงมายังโลกมนุษย์เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้อาณาประชาราษฎร์

ขอกล่าวย้ำว่าโขนในพระราชสำนักนั้นเป็นการแสดงที่วิจิตรงดงามมาก เพราะมีการนำงานประณิตศิลป์สารพัดแขนงเข้าไปรวมในการแสดงโขน ดังจะปรากฏได้ตั้งแต่บทร้อง ดนตรี เครื่องทรง ศิราภรณ์ ท่าร่ายรำและหัวโขนของตัวละครต่างๆ 

ขออนุญาตเรียนย้ำว่าโขนไทยได้รับการยกย่องเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ โดยองค์การยูเนสโกเมื่อ พ.ศ. 2561 

งานชิ้นสำคัญที่นำมาจัดแสดงนิทรรศการครั้งนี้มีหลายอย่าง อาทิ หัวโขนศีรษะกุมภกรรณหน้าทอง อายุ 135 ปี ซึ่งทำจากทองแดงแล้วตอกลวดลายอย่างวิจิตรบนหัวโขน เศียรพระพิฆเนศ งานศิลป์ชิ้นสำคัญของครูชิต แก้วดวงใหญ่ เครื่องทรงตัวพระ (มังกรกัณฐ์) และตัวนาง ผลงานของอาจารย์จักรพันธ์ุ โปษยกฤต ศีรษะหนุมานหน้ามุก และฉากลับแลตอนทศกัณฐ์ลงสวนขวัญ ของอาจารย์หทัย บุนนาค และยังมีศิราภรณ์ คือ ชฎาอายุมากถึง 100 ปีมาจัดแสดงอีกด้วย ในงานนี้มีทั้งงานของโบราณดั้งเดิม และงานที่สร้างในยุคใหม่ มาจัดแสดงร่วมกัน เพื่อให้เห็นถึงความมีพลวัตรของงานประณีตศิลป์ที่เกี่ยวข้องกับโขน ซึ่งเป็นการยืนยันว่าประณีตศิลป์แห่งโขนนั้นมีความเชื่อมต่อกันตั้งแต่ยุคโบราณถึงยุคปัจจุบัน โดยผ่านการรังสรรค์ของช่างศิลป์ในแต่ละยุคสมัย

แม้นิทรรศการวิจิตราภรณ์ ประณีตศิลป์แห่งโขนจะปิดการแสดงไปแล้ว แต่ก็เชื่อมั่นได้ว่าในอนาคตจะกลับมาเปิดให้ประชาชนได้เข้าชมอีกครั้ง เพราะความวิจิตรงดงามของโขนในราชสำนักยังประทับอยู่ในความทรงจำของคนไทยและชาวโลกผู้รักและหลงใหลในงานศิลป์ชั้นสูงตลอดเวลา

ตะลอนเที่ยว : ผ้าป่าการศึกษาเพื่อโรงเรียนริมโขงวิทยา เชียงของ เชียงราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/642433

ตะลอนเที่ยว : ผ้าป่าการศึกษาเพื่อโรงเรียนริมโขงวิทยา เชียงของ เชียงราย

วันอาทิตย์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปด้วยดี และสำเร็จลุล่วงด้วยดีทุกประการสำหรับการทอดผ้าป่าการศึกษาเพื่อโรงเรียนริมโขงวิทยา บ้านหาดบ้าย ตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ซึ่งคณะของผู้อ่านแนวหน้า และผู้ฟังรายการ Good Time (สถานีวิทยุจุฬาฯ ออกอาการวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 21.00-22.00 น.) และชาวบ้านรอบๆ โรงเรียนริมโขงวิทยา ร่วมกับคณะผู้มีจิตศรัทธากลุ่มอื่นๆ ได้ร่วมกันหาเงินเพื่อสร้างสนามกีฬากลางแจ้ง และซื้ออุปกรณ์การเรียนให้กับโรงเรียนแห่งนี้ไป โดยคณะได้นำผ้าป่าเพื่อการศึกษาไปทอด ณ โรงเรียนริมโขงวิทยา เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2565(ได้เงินรวมทั้งสิ้น 5 แสนกว่าบาท) 

การร่วมกันสร้างกุศลในครั้งนี้เกิดมาจาก เมื่อช่วงต้นปลายปี 25643 ถึงต้นปี 2564 หนังสือพิมพ์แนวหน้าและรายการ Good Time ได้กำหนดจะจัดทัวร์ไปเที่ยว และทำบุญทำกุศล ณ เมืองเชียงของ แต่ในระยะเวลาดังกล่าวได้เกิดปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 อย่างหนัก จึงต้องเลื่อนวันเดินทาง แต่เนื่องจากได้รับปากกับทางโรงเรียนริมโขงวิทยาไว้แล้วว่าจะจัดหาทุนทรัพย์เพื่อช่วยสร้างสนามกีฬา และจัดซื้ออุปกรณ์การศึกษาให้โรงเรียน รวมถึงจัดหาของบริจาคให้กับนักเรียนและชาวบ้านรอบๆ โรงเรียนซึ่งบางครอบครัวมีฐานะยากจน  

เมื่อไม่สามารถเดินทางได้ในช่วงเวลาดังกล่าว คณะของเราจึงจัดหาสิ่งของต่างๆ อาทิ เสื้อผ้า โดยเฉพาะเสื้อกันหนาว ชุดนักเรียน รองเท้านักเรียน อุปกรณ์
การเรียน แล้วจัดส่งไปให้โรงเรียนเพื่อแจกจ่ายให้กับเด็กนักเรียนและชาวบ้านรอบๆ โรงเรียนก่อน โดยจัดส่งของไปให้ตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน 2564 แล้วจากนั้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2564 คณะของเราก็มีโอกาสเดินทางไปดูสภาพจริงของโรงเรียน แล้วก็ได้สัญญากับอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนแห่งนี้ว่าคณะของเราจะเดินทางไปทอดผ้าป่าเพื่อช่วยเหลือด้านการศึกษาในปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2565 

เมื่อคณะนำผ้าป่าไปทอดที่โรงเรียน ก็ได้รับการต้อนรับด้วยไมตรีจิตอย่างอบอุ่นจากทั้งคณะครู และนักเรียน โดยนักเรียนได้นำกลองสะบัดชัยมาต้อนรับเพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณ และประกาศถึงฤกษ์ชัยอันดีที่เราทุกคนได้ร่วมกันทำกุศลในครั้งนี้นอกจากการนำกลองสะบัดชัยมารับแล้ว นักเรียนยังจัดการแสดงอื่นๆ ตามรูปแบบของชาวไทลื้อมาต้อนรับคณะของเราด้วย โดยแต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองของไทลื้อ และจัดอาหารการกินตามธรรมเนียมของไทลื้อให้คณะของเราได้รับประทานอย่างเอร็ดอร่อย (โดยคณะของเราได้แจ้งกับทางโรงเรียนและชาวบ้านว่าคณะของเราขอออกค่าใช้จ่ายค่าอาหารทั้งหมด เพราะไม่ต้องการรบกวนชาวบ้าน)  

และเพื่อให้การทำบุญทำกุศลในครั้งนี้ดำเนินไปตามรูปแบบอันดีงามตามขนบประเพณีท้องถิ่น คณะของเราได้หารือกับโรงเรียนเพื่อให้นิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธีทางศาสนาด้วย ซึ่งเมื่อชาวบ้านได้รับทราบข่าวนี้ก็ได้เข้าร่วมพิธีทำบุญเพื่อถวายผ้าป่าการศึกษาด้วยเป็นจำนวนมาก และกล่าวขอบคุณคณะของเราที่ไม่ทอดทิ้งนักเรียนในชนบท 

อย่างที่ได้กล่าวไว้ในเบื้องต้นว่า โรงเรียนริมโขงวิทยาตั้งอยู่ในชุมชนไทลื้อดังนั้นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือโรงเรียนโดยคณะครูได้สนับสนุนให้นักเรียนยังคงรักและรักษาขนบธรรมเนียมต่างๆ ของไทลื้อไว้ให้มั่นคง และยังฝึกอบรมให้นักเรียนทำการฝีมือโดยนำผ้าของไทลื้อไปประดิษฐ์ของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น กระเป๋าใส่ของ และกระเป๋าสตางค์ และยังสนับสนุนให้เด็กๆ ตั้งกลุ่มไทลื้อคิดส์ นอกจากนี้ยังเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านนำงานผ้าทอฝีมือไทลื้อไปจำหน่ายในโรงเรียนด้วย ซึ่งในวันทอดผ้าป่านั้น คณะของเราได้ซื้อหาผ้าทอมือฝีมือไทลื้อกลับบ้านเพื่อใช้เอง และเพื่อเป็นของขวัญของฝากกันมากมาย ซึ่งเท่ากับกระจายรายได้สู่ชุมชนโดยตรง และช่วยเผยแพร่เอกลักษณ์ผ้าทอของไทลื้อไปพร้อมๆ กัน 

ความอิ่มใจในการร่วมกันทำกุศลในครั้งนี้จึงบังเกิดกับชาวคณะทุกคน และความอิ่มใจนี้ก็ได้บังเกิดกับผู้ร่วมสมทบทุนทุกท่าน แม้จะไม่ได้ร่วมเดินทางไปกับคณะของเราก็ตาม  

คณะของเรารับปากกับครู นักเรียน และชาวบ้านรอบๆ โรงเรียนริมโขงวิทยาว่า ในอนาคตเมื่อสร้างสนามกีฬากลางแจ้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว คณะของเราจะกลับไป
เยี่ยมเยือนอีก ซึ่งอาจจะเป็นช่วงหน้าหนาวครั้งหน้า หากคุณๆ สนใจร่วมเดินทางกับคณะของเรา โปรดติดต่อสอบถามที่หมายเลข 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : วัดพระแก้ว เชียงของ เชียงราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/640957

ตะลอนเที่ยว : วัดพระแก้ว เชียงของ เชียงราย

วันอาทิตย์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเอ่ยพระนามพระแก้วมรกต หรือพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร คนไทยที่มีการศึกษาทุกคนย่อมรู้ตรงกันว่าเป็นพระคู่บ้านคู่เมืององค์สำคัญของราชอาณาจักรไทย หรือสยามมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล 

ตามประวัติศาสตร์ได้ระบุว่าก่อนที่พระแก้วมรกตจะถูกอัญเชิญมาประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว ในพระบรมมหาราชวัง พระแก้วมรกตเคยถูกอัญเชิญไปประดิษฐานตามเมืองต่างๆ มาแล้วมากมาย อาทิ เชียงราย ลำปาง เชียงใหม่เป็นต้น

ดังนั้นสถานที่ทุกแห่งที่เคยเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตจึงได้รับชื่อว่าวัดพระแก้วไปโดยปริยาย เช่น วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม ลำปาง วัดพระแก้ว ในตัวเมืองเชียงราย และวัดพระแก้วที่เชียงของ เป็นต้น

วันนี้จะชวนคุณไปกราบนมัสการและเที่ยวชมวัดพระแก้ว เชียงของด้วยกัน  ตามประวัติระบุว่าพระแก้วมรกตเคยประดิษฐานที่วัดแห่งนี้เป็นระยะเวลาสั้นๆ ก่อนจะถูกอัญเชิญไปหลวงพระบาง

วัดแห่งนี้เดิมชื่อวัดไชยสถาน หรือวัดศรีบุญยืน สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพุทธศตวรรษที่ 13 

ภายในวัดมีโบราณสถานสำคัญคือเจดีย์ขนาดใหญ่อยู่หลังพระวิหาร ส่วนพระวิหารหันหน้าไปลำน้ำโขง วัดนี้ตั้งอยู่ในตัวเมืองเชียงของ มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ส่วนสิ่งที่งดงามควรแก่การชมก็คือพญานาคหน้าพระวิหาร ซึ่งปั้นเป็นแบบมกรคายพญานาค (มกรคือสัตว์ในตำนานตามความเชื่อของชาวล้านนา เป็นสัตว์ที่ผสมกันระหว่างจระเข้กับพญานาค) เราจะพบเป็นการทั่วไปในศาสนสถานของพุทธศาสนาในเขตภาคเหนือตอนบนว่าที่หน้าพระอุโบสถ และพระวิหารจะมีมกรคายนาค ส่วนที่บันไดทางขึ้นพระธาตุดอยสุเทพ เชียงใหม่ ก็มีรูปปั้นมกรคายนาค แล้วยังพบศิลปะการปั้นแบบนี้ที่บันไดขึ้นพระอุโบสถวัดพระแก้ว กรุงเวียงจันทน์อีกด้วย สำหรับพญานาคของวัดพระแก้ว เชียงของ จะมีความน่าสนใจมากกว่าที่อื่นๆ ตรงที่เป็นพญานาคมีเขาคล้ายเขากวาง 

ส่วนด้านหน้าฝั่งขวาของพระวิหารมีรูปปั้นท้าวเวสสุวรรณ องค์ขนาดเล็กตั้งอยู่บนเสา ชาวบ้านเชียงของเล่าให้ฟังว่าเป็นรูปปั้นท้าวเวสสุวรรณที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองเชียงของ 

ด้านตรงข้ามของวัดเมื่อข้ามฝั่งโขงไปคือเมืองห้วยทราย ปัจจุบันเมืองห้วยทรายของลาวมีความเจริญและคึกคักมาก (แต่ช่วงที่เราไปเที่ยวเชียงของนั้น เมืองลาวยัง
ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวข้ามไปเที่ยว) เมื่อมองจากฝั่งเชียงของไปยังเมืองห้วยทรายก็พบว่ามีตึกรามบ้านช่องเกิดขึ้นมากมาย หลังจากที่มีการก่อสร้างสะพานเชื่อมไทย-ลาวที่ห้วยทรายเมื่อหลายปีก่อน

หลังจากไหว้พระทำบุญที่วัดพระแก้ว เชียงของเสร็จเรียบร้อยแล้ว คณะของเราก็ไปรับประทานอาหารเย็นที่ร้านริมแม่น้ำโขง แล้วนั่งรถชมเมืองเชียงของในยามเย็นถึงค่ำ บอกได้คำเดียวว่าเชียงของเป็นเมืองที่แสนสงบมาก ผู้คนยิ้มแย้ม อัธยาศัยดีมากบ้านเมืองสะอาดสะอ้านมาก ครั้นพอตกค่ำ เมืองเชียงของก็เงียบสงบ ร้านรวงส่วนใหญ่ปิดบ้านเรือนปิด เมืองนี้เหมาะมากที่สุดกับคนที่รักความสงบเงียบ และชอบนั่งชมสายน้ำโขงไหลเอื่อยๆ เรื่อยๆ เป็นอีกเมืองหนึ่งที่สามารถใช้ชีวิตแบบ slow life ได้เป็นอย่างดี 

คุณอยากไปเที่ยวแบบสงบๆ ได้ซึมซับธรรมชาติทั้งวันทั้งคืนที่เชียงของไหมครับ หากสนใจและต้องการให้ Mr.Flower นำคุณไปเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ (10-14 คน) โปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : จันกะผัก ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ ผักสดๆ อาหารรสชาติอร่อย ณ แม่สาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/639537

ตะลอนเที่ยว : จันกะผัก ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ ผักสดๆ อาหารรสชาติอร่อย ณ แม่สาย

วันอาทิตย์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่เพิ่งผ่านมาMr.Flower นำผู้อ่านแนวหน้ากลุ่มเล็กๆ ไปทำบุญทำทานด้วยการทอดผ้าป่าเพื่อช่วยการศึกษาณ โรงเรียนริมโขงวิทยา อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ขออนุญาตเล่าความภาคภูมิใจให้คุณๆ ได้รับทราบเพื่อจะได้ร่วมกันอนุโมทนาบุญคือ คณะของเรา (จากหลายๆ สาย) ระดมทุนเพื่อการนี้ได้เป็นเงิน 5 แสนกว่าบาท แล้วได้ส่งมอบให้โรงเรียนริมโขงวิทยาเป็นที่เรียบร้อยเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2565 ซึ่งทางโรงเรียนจะนำเงินที่ได้รับไปสร้างสนามกีฬากลางแจ้งสำหรับเด็กนักเรียนและผู้คนในชุมชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันแต่ทั้งนี้ Mr.Flower ได้ให้ข้อเสนอแนะไปว่า ไม่ควรทำสนามกีฬาคอนกรีตทั้งหมดในพื้นที่ของโรงเรียน แต่ขอให้เก็บรักษาสนามหญ้าธรรมชาติที่อยู่บนผืนดินไว้ด้วย เพราะการได้เล่นกีฬาบนสนามหญ้าเป็นความสุขมากกว่าเล่นกีฬาบนพื้นคอนกรีต ซึ่งผู้บริหารโรงเรียนรับปากว่าจะเก็บรักษาสนามหญ้าไว้ (สัปดาห์หน้าจะเล่าเรื่องการทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษาที่โรงเรียนริมโขงวิทยาให้ฟังนะครับ) 

บอกได้เลยว่าทุกครั้งที่ Mr.Flower นำคณะไปท่องเที่ยวเชียงราย แล้วมีโอกาสไปที่บริเวณอำเภอแม่สาย และแม่จัน รวมถึงไปเที่ยวดอยตุง ก็จะนำคณะไปรับประทานอาหารและขนมอร่อยๆ รวมถึงไอศกรีมหลายรสชาติ ที่ร้านจันกะผัก ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สายจังหวัดเชียงราย เป็นประจำ เรียกว่าไปแม่สายทุกครั้งก็ต้องแวะจันกะผักทุกครั้งเช่นกัน 

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า จันกะผัก มีความเป็นมาอย่างไร  

ขออนุญาตเล่าให้ฟังแบบย่นย่อว่าชื่อนี้ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เมื่อปี 2552 เพื่อทรงตั้งโครงการนี้บนพื้นที่ 135 ไร่ 1 งาน 10.3 ตารางวา ดำเนินการโดยมูลนิธิชัยพัฒนาบทที่ดินของราชพัสดุ เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์พืชผักพื้นบ้านเพื่อสะสมไว้เป็นเมล็ดพันธุ์ผักพระราชทาน แล้วพระราชทานชื่อโครงการว่า ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ เพื่อเป็นที่ระลึกในวาระครบรอบ 100 ปี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ และเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดศูนย์นี้เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2552 

ร้านจันกะผัก (ผวนกลับคือจักรพันธ์) เปิดจำหน่ายผักสดที่ปลูกในโครงการ และยังจำหน่ายผักสดจากโครงการต่างๆ เช่น ทหารพันธุ์ดี มาจำหน่ายในราคาย่อมเยา เพื่อลดค่าครองชีพให้ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวด้วย ภายในร้านยังมีอาหารปรุงตามสั่งให้เลือกรับประทาน มีไอศกรีมรสชาติแสนอร่อยให้เลือกรับประทานอีกมากมาย ส่วนใหญ่เป็นรสชาติของผลไม้
ในโครงการ และจากโครงการหลวง และที่ขาดไม่ได้คือมีเครื่องดื่มรสชาติอร่อยให้รับประทานอีกด้วย โดยมีขนมหวานให้รับประทานหลายชนิด เช่น น้ำแข็งไสที่คุณสามารถเลือกว่าจะใส่เครื่องประกอบได้ตามความชอบ แล้วยังมีเบเกอรี่
แสนอร่อยไว้เป็นของหวานล้างปากหลังอาหารคาว อ้อ! เกือบลืม ในร้านยังมีสลัดบาร์ให้เลือกตั้งได้ตามความชอบด้วย  

รายได้จากการจำหน่ายสินค้าในร้านจันกะผักจะถูกคืนให้ชุมชนและประเทศไทยเพื่อใช้พัฒนาโครงการในพระราชดำริ เพื่อพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ของคนไทยให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

ร้านจันกะผักเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.30-21.00 น. ขอเชิญคุณๆไปอุดหนุนเลือกซื้ออาหาร ผักสด ไอศกรีม เครื่องดื่ม และขนมได้ครับ วันหน้า Mr.Flower จัดทริปไปเชียงรายอีก จะขอเรียนเชิญคุณๆ ไปเที่ยวด้วยกัน แล้วไปรับประทานของอร่อยๆเพื่อสุขภาพที่ดีของคุณๆ ด้วยกันที่จันกะผัก หรือหากคุณๆ มีกลุ่มแล้ว แต่ต้องการให้ Mr.Flower นำคุณเที่ยวแบบละมุนละไม โปรดติดต่อ 091-7233615 ครับ