ตะลอนเที่ยว : วัดป่าภูริทัตตถิราวาส สกลนคร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/547530

ตะลอนเที่ยว : วัดป่าภูริทัตตถิราวาส สกลนคร

ตะลอนเที่ยว : วัดป่าภูริทัตตถิราวาส สกลนคร

วันอาทิตย์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2563 Mr.Flower เคยนำเสนอเรื่องราวของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตมหาเถระอริยสงฆ์รูปหนึ่งของไทยไปแล้ว และได้พาแฟนคอลัมน์ตะลอนเที่ยวกลุ่มเล็กๆ ไปกราบนมัสการรูปเหมือนและกุฏิของท่านที่วัดป่าภูริทัตตถิราวาส หรือวัดป่าบ้านหนองผือ ตำบลนาใน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร วัดนี้คือวัดสายวัดป่ากัมมัฏฐาน ที่สมัยแรกเริ่มนั้นเป็นสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ในป่าอันอุดมสมบูรณ์ และมีสิงสาราสัตว์อาศัยอยู่มากมาย และยังมีเชื้อโรคร้ายแรงสารพัดชนิด อาทิ ไข้ป่า มาลาเรีย

หลายคนอาจเข้าใจว่าวัดแห่งนี้เป็นวัดดั้งเดิมที่หลวงปู่มั่นได้มาก่อสร้างไว้ แต่ท่านผู้รู้เล่าให้ฟังว่าหลวงปู่มั่นไม่ได้เป็นผู้ก่อตั้งวัดนี้ แต่ท่านเคยจำพรรษาอยู่ ณ วัดแห่งนี้เป็นเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2488-2492) โดยในยุคแรกเริ่มนั้นวัดแห่งนี้ชื่อว่าวัดสันติวนาราม ผู้ก่อตั้งวัดคือหลวงปู่หลุย จันทสาโร จนกระทั่งต่อมาเมื่อหลวงปู่มั่นมรณภาพเมื่อปี พ.ศ. 2492 พระธรรมเจดีย์ (จูม พันธุโร)แห่งวัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น และเป็นเจ้าคณะมณฑลสงฆ์ของเขตนี้ ได้เปลี่ยนชื่อวัดใหม่เป็นวัดภูริทัตตถิราวาส เพื่อถวายเป็นที่ระลึกถึงพระเมตตาคุณของหลวงปู่มั่น

ดังที่ได้กล่าวมาเบื้องต้นว่าแรกเริ่มนั้น หลวงปู่มั่นไม่ได้จำพรรษาที่วัดป่าบ้านหนองผือ เนื่องจากท่านนิยมธุดงค์จาริกแสวงธรรมไปยังสถานที่อันสงบวิเวกในเขตภาคเหนือ จนกระทั่งท่านได้รับคำนิมนต์จากลูกศิษย์ให้ไปโปรดญาติโยมในเขตภาคอีสาน แล้วได้รับคำนิมนต์จากลูกศิษย์ให้ไปจำพรรษาณ วัดป่าแห่งนี้ ซึ่งท่านได้เมตตารับคำนิมนต์ แล้วจำพรรษาจนถึงวันที่ท่านมรณภาพ เมื่อปี 2492

เมื่อไปถึงวัดแห่งนี้แล้ว ทุกคนจะต้องไปกราบนมัสการรูปเหมือนของหลวงปู่มั่น และไปกราบนมัสการกุฏิของหลวงปู่มั่น รวมถึงไปกราบนมัสการกุฏิของเกจิอาจารย์ท่านอื่นๆ ที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น เช่น หลวงปู่หลุย หลวงตามหาบัว เป็นต้น

ในทุกวันที่ 10 พฤศจิกายน วัดภูริทัตตถิราวาสจะจัดงานสำคัญเพื่อน้อมบูชาพระเมตตาคุณ และแสดงความกตัญญูกตเวทิตาคุณต่อหลวงปู่มั่น เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันมรณภาพของหลวงปู่มั่น บูรพาจารย์ของพระสงฆ์สายกัมมัฏฐานของไทย

ขอย้อนกลับไปพูดถึงช่วงก่อนที่ชาวบ้านจะสร้างกุฏิถวายหลวงปู่มั่น ท่านบอกว่าไม่ต้องสร้างให้ เพราะมีที่พักอาศัยแล้ว จนชาวบ้านต้องกราบขออนุญาตหลายครั้งโดยอ้างเหตุผลต่างๆ นานา จนในที่สุดหลวงปู่มั่นจึงอนุญาตให้สร้างได้ โดยไม้พื้น เสากุฏิ หลังคา ฝาผนังล้วนนำไม้มาจากบ้านเก่าที่ชาวบ้านนำมาถวายทั้งสิ้น และที่สำคัญที่สุดคือกุฏิหลังนี้เป็นสถานที่ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เคยเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรเมื่อ พ.ศ. 2521 ล่าสุดกุฏิหลังนี้ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากร เป็นโบราณสถาน เมื่อปี พ.ศ.2522

นอกจากผู้ไปวัดแห่งนี้จะได้กราบนมัสการกุฏิหลวงปู่มั่นแล้ว ยังจะต้องไปกราบนมัสการอัฐิธาตุของท่านที่บรรจุไว้บนศาลาใหญ่ของวัด และไปกราบนมัสการพระมหาเจดีย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตตมหาเถระ ซึ่งมหาเจดีย์นี้ระเบียงรอบที่ประดิษฐานรูปปั้นเหมือนของหลวงปู่มั่นและบรรดาศิษยานุศิษย์สายตรงของหลวงปู่จำนวน 63 รูป พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดพระมหาเจดีย์องค์นี้ เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2560

ผู้อ่านคอลัมน์ตะลอนเที่ยวจำนวนหนึ่งถามว่าเมื่อไรจะพาคณะผู้อ่านแนวหน้าไปกราบนมัสการรูปปั้นเหมือนหลวงปู่มั่นที่วัดป่าภูริทัตตถิราวาสอีก คำตอบเบื้องต้นคือต้องรอให้การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 จางหายไปจากประเทศไทยเสียก่อน เพราะการเดินทางท่องเที่ยวในยามที่หลายคนยังวิตกกังวลกับเชื้อโควิด-19
ไม่เป็นเรื่องที่พึ่งกระทำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่ง Mr.Flower เชื่อว่าหากเราทุกคนช่วยกันระมัดระวังตัวเองให้ห่างไกลจากเชื้อโควิด-19 แล้ว อีกไม่นานจนเกินไป เราทุกคนจะสามารถเดินทางออกไปท่องเที่ยวได้อย่างแน่นอน สำหรับคุณๆ ที่มีความประสงค์จะร่วมเดินทางท่องเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ ที่นำเที่ยวโดย Mr.Flower กรุณาสำรองที่นั่งได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : เมล็ดพันธุ์พืชพระราชทาน เพื่อความมั่นคงด้านอาหารของชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/545853

ตะลอนเที่ยว : เมล็ดพันธุ์พืชพระราชทาน เพื่อความมั่นคงด้านอาหารของชุมชน

ตะลอนเที่ยว : เมล็ดพันธุ์พืชพระราชทาน เพื่อความมั่นคงด้านอาหารของชุมชน

วันอาทิตย์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ช่วงนี้เราทุกคนเดินทางไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะในหรือนอกประเทศได้ยากมาก เพราะสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย เนื่องมาจากการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19 ที่กระจายไปทั่วประเทศไทย และในหลายประเทศบนโลกใบนี้ เพราะฉะนั้น คอลัมน์ตะลอนเที่ยวจึงขออนุญาตปรับเปลี่ยนการนำเสนอเรื่องราวจากการท่องเที่ยวมาเป็นการร่วมไม้ร่วมมือกันเพื่อช่วยทำให้สังคมไทยของเราทุกคนเป็นบ้านเมืองที่มีความน่าอยู่น่าอาศัยมากยิ่งขึ้น 

วันนี้ Mr.Flower ขอพาคุณไปติดตามงานอีกงานหนึ่งของมูลนิธิศิษย์นายร้อยตามรอยพระบาททูลกระหม่อมอาจารย์ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นงานสำคัญที่นอกเหนือจากงานหลัก คือการระดมทุนเพื่อส่งบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าไปศึกษาเพิ่มพูนความรู้ เพื่อนำความรู้ที่ทันสมัยกลับมาพัฒนาวงการสาธารณสุขในบ้านเมืองของเรา และเพื่อช่วยให้การรักษาพยาบาลประชาชนมีประสิทธิภาพมากยิ่งๆ ขึ้น  

โครงการที่จะพาคุณไปชมในวันนี้คือการสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้กับชุมชน ซึ่งเป็นแนวพระราชดำริที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานไว้ เพราะทรงต้องการให้ราษฎรไทยโดยเฉพาะผู้ที่อยู่อาศัยในท้องที่ห่างไกลจากความเจริญ มีความมั่นคงด้านอาหาร และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จึงทรงให้ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ ผลิตเมล็ดพันธุ์พืช แล้วนำไปแจกจ่ายให้กับชาวบ้าน เพื่อให้ชาวบ้านนำไปเพาะปลูกสำหรับบริโภค และเพื่อการขยายพันธุ์ต่อไปด้วยตนเอง 

มูลนิธิศิษย์นายร้อยตามรอยพระบาททูลกระหม่อมอาจารย์ฯตอบสนองแนวพระราชดำรินี้ เพราะประจักษ์ชัดว่าความมั่นคงด้านอาหารของประชาชนในเขตทุรกันดาร และในพื้นที่ตามแนวชาวแดนของประเทศนับเป็นเรื่องสำคัที่จำเป็นและเร่งด่วนที่ต้องให้การสนับสนุน ดังนั้นมูลนิธิศิษย์นายร้อยตามรอยพระบาททูลกระหม่อมอาจารย์ฯ จึงขอรับพระราชทานเมล็ดพันธุ์พืชเพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับราษฎรในเขตพื้นที่ชายแดนทั่วประเทศ เช่น ในเขตชายแดนภาคเหนือ ที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย รวม 208 ครัวเรือนในเขตชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี รวม 590 ครัวเรือนในเขตพื้นที่ภาคใต้ ที่จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา รวม321 ครัวเรือน คิดเป็นจำนวนครัวเรือนทั้งหมดที่ได้รับเมล็ดพันธุ์พืชพระราชทานในครั้งนี้คือ 1,119 ครัวเรือน 

โดยเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2564 มูลนิธิศิษย์นายร้อยตามรอยพระบาททูลกระหม่อมอาจารย์ฯ ได้จัดพิธีรับมอบเมล็ดพันธุ์พืชพระราชทาน ที่สำนักงานของมูลนิธิฯ ณ วังอัศวิน เพื่อมอบให้กรรมการมูลนิธิฯ นำเมล็ดพันธุ์พืชพระราชทานไปส่งมอบให้กับราษฎรในพื้นที่ชายแดนได้เพาะปลูกต่อขยายพันธุ์ ซึ่งในงานนี้พลเอกจรัล กุลละวณิชย์ ประธานมูลนิธิฯ เป็นประธานรับมอบเมล็ดพันธุ์พระราชทาน

สำหรับคุณๆ ที่ต้องการร่วมบริจาคสมทบทุน และติดตามความคืบหน้าของโครงการต่างๆ ของมูลนิธิศิษย์นายร้อยตามรอยพระบาททูลกระหม่อมอาจารย์ฯ กรุณาดูจาก http://www.sisnairoi.com/ และสามารถสอบถามรายละเอียดของโครงการต่างๆ ของมูลนิธิฯได้ที่โทรศัพท์หมายเลข02-3543488 ในวันเวลาราชการ

ตะลอนเที่ยว : สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร พระองค์แรกแห่งสยาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/544179

ตะลอนเที่ยว : สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ  สยามมกุฎราชกุมาร พระองค์แรกแห่งสยาม

ตะลอนเที่ยว : สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร พระองค์แรกแห่งสยาม

วันอาทิตย์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สยามประเทศมีสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชพระองค์แรก ทรงพระนามว่าสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ(แปลว่า มงกุฎเพชรใหญ่) พระราชสมภพเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2421 เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ.2437 พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชสมภพแต่สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า หรือสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี) 

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์นี้ขึ้นเป็นมกุฎราชกุมาร ดำรงตำแหน่งองค์รัชทายาท โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีมหาพิไชยมงคลลงสรงสนานเฉลิมพระปรมาภิไธยว่าสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ขึ้นเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ.2429 ทรงมีพระนามตามจารึกสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ อดิศวรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยวรางกูรบรมมกุฎนเรนทรสูริย์ขัตติยสันตติวงษ อุกฤษฐพงษวโรภโตสุชาตธัญญลักษณวิลาศวิบุลยสวัสดิ์ ศิริวัฒนวิสุทธิ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของสยามในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีการสถาปนาตำแหน่งนี้ ซึ่งเป็นการสถาปนาขึ้นแทนตำแหน่งพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) หลังจากทรงรับการสถาปนาแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เสด็จออกรับแขกเมือง และทรงออกรับฎีกาของราษฎรแทนพระองค์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จเป็นผู้แทนพระองค์ในงานต่างๆ อยู่เป็นนิจ 

พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถด้านพระราชนิพนธ์นิทานภาษาอังกฤษ โดยบทพระราชนิพนธ์ถูกเชิญไปตีพิมพ์ในหนังสือ Little Folks ที่เกาะสิงคโปร์ และทรงได้รับรางวัล 

ทุกปีในวันที่ 4 มกราคม คุณยศ เอื้อชูเกียรติ และดร.นฎาประไพ สุจริตกุล ได้ทำหน้าที่ประธานจัดการพิธีบำเพ็ญพระกุศล เพื่ออุทิศถวายแด่ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ณ ลานพระราชานุสาวรีย์ของพระองค์ท่าน ในเขตวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหารเพื่อน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อแผ่นดินไทย 

สำหรับคุณผู้อ่านที่มีความประสงค์จะเข้าไปกราบถวายราชสักการะพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร สามารถไปได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 07.00 ถึง 17.00 น. พระราชานุสาวรีย์ประดิษฐานอยู่ด้านหลังตึกหอสมุดพระวชิรญาณ (ตึกแดง) 

วันหน้าในอนาคตอันใกล้ เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ผ่านพ้นไปจากประเทศไทยแล้ว Mr.Flower จะนำคุณไปเที่ยวชมโบราณสถานสำคัญในเขตเกาะรัตนโกสินทร์ หากคุณสนใจร่วมทริปศึกษาประวัติศาสตร์ โปรดติดต่อที่หมายเลข 091-7233615   

ตะลอนเที่ยว : แพรพรรณแสนวิจิตรแห่งบ้านท่าสว่าง เมืองสุรินทร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/542510

ตะลอนเที่ยว : แพรพรรณแสนวิจิตรแห่งบ้านท่าสว่าง เมืองสุรินทร์

ตะลอนเที่ยว : แพรพรรณแสนวิจิตรแห่งบ้านท่าสว่าง เมืองสุรินทร์

วันอาทิตย์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ก่อนอื่น Mr. Flower ขอกล่าวคำว่า สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2564 กับคุณผู้อ่านทุกท่าน ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลพิภพโปรดอำนวยพรให้คุณผู้อ่านแนวหน้าทุกท่านประสบแต่ความสุข ความเจริญ ตลอดปี 2564 และตลอดไป 

เริ่มต้นปีใหม่เช่นนี้ Mr. Flower ขอพาคุณไปชมความงามของแพรพรรณที่แสนวิจิตรของไทย ดั่งที่คุณๆ ได้ทราบดีแล้วว่า ชุมชนไทยแต่ละแห่งมีฝีมือการทอผ้าที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ และเป็นมรดกตกทอดของตนเอง หนึ่งในแหล่งทอผ้าที่มีเอกลักษณ์ของเมืองไทย ก็คือจังหวัดสุรินทร์ 

วันนี้ Mr. Flower ขอพาคุณไปชมแหล่งทอผ้าไหมสุดวิจิตรแห่งหนึ่งของเมืองสุรินทร์ คือที่จันทร์โสมา บ้านท่าสว่าง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ขอเรียนว่าหมู่บ้านแห่งนี้คือแหล่งทอผ้าไหมที่ขึ้นชื่อของเมือง เพราะมีลวดลาย สีสันงดงาม 

สถานที่ที่เราจะไปเที่ยวชมและซื้อผ้าไหมสวยๆ กันวันนี้คือที่กลุ่มทอผ้ายกทองจันทร์โสภา แหล่งทอผ้าไหมยกทองแห่งสำคัญของไทย สถานที่แห่งนี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักพระราชวัง และมูลนิธิศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องจากได้รับการยอมรับและยกย่องว่าเป็นแหล่งที่อนุรักษ์ผ้าไหมที่ทอแบบยกทอง และที่สำคัญคือยังเป็นสถานที่ฝึกอาชีพการผลิตผ้าไหมตามแบบโบราณให้กับชาวบ้านในชุมชนด้วย 

เมื่อเราเข้าสู่เขตรั้วของจันทร์โสมา เราก็จะผ่านบ้านโบราณที่ตั้งอยู่ท่ามกลางแมกไม้ร่มครึ้มเขียวขจี แล้วจะผ่านโรงย้อมสี ซึ่งนำเส้นไหมที่ผ่านการสาวเรียบร้อยแล้วไปย้อมสีธรรมชาติ ซึ่งเราจะได้รับทราบและชมกระบวนการย้อมสีต่างๆที่ทำให้เส้นไหมมีสีสันงดงาม  

จากนั้นเราก็จะเข้าสู่โรงทอผ้า ซึ่งในสถานที่นี้จะมีกลุ่มผู้ทอผ้าร่วมกันทำงานกันอย่างตั้งอกตั้งใจ โดยเฉพาะการทอผ้าขนาดใหญ่พิเศษที่ต้องใช้เครื่องทอผ้าขนาดมหึมา ใช้แรงงานคนในแต่ละเครื่องทอจำนวน 4-5 คน ทุกคนต้องทำงานสอดประสานกันเป็นอย่างดี เพื่อให้ได้ผ้าไหมยกทองลายวิจิตร ขอบอกว่าแต่ละเซนติเมตรของผืนผ้าที่ผ่านการทอนั้นต้องใช้ฝีมือ และใช้ความตั้งใจมากเป็นพิเศษ ลวดลายที่ทอก็จะมีดังต่อไปนี้ คือลายเทพนม หิ่งห้อยชมสวน ก้านขดเต้นรำ และอื่นๆ ซึ่งลายเหล่านี้เป็นลายที่นิยมมาตั้งแต่สมัยโบราณ แล้วนำลวดลายเหล่านั้นมาผสมผสานกับลวดลายต่างๆ เช่น สาคู สมอ ระเบิก ซึ่งเป็นลายพื้นบ้านแท้ๆ และนำไปทอด้วยกรรมวิธีสอดเส้นไหมกะไหล่ทองกับเส้นไหมย้อมสีต่างๆ ซึ่งเมื่อทอสำเร็จแล้วก็จะกลายเป็นผ้าทอที่บ่งบอกเอกลักษณ์ของจันทร์โสมาอย่างชัดเจน 

ความน่าสนใจที่มากยิ่งกว่านั้นคือ ผ้าไหมยกทองของจันทร์โสมา ได้รับการยอมรับว่าเป็นผ้าชั้นสูงสำหรับราชสำนักไทยด้วย ดังนั้น ผ้าไหมยกทองของที่นี่จึงได้รับการคัดเลือกไปตัดเย็บเป็นเครื่องทรงของตัวแสดงโขนที่รับบทตัวพระ ตัวนาง รวมถึงยังถูกเลือกให้เป็นของที่ระลึกสำหรับผู้นำจากนานาชาติที่เข้าร่วมประชุมสุดยอด APEC ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม 

อย่างไรก็ตาม เมื่อไปถึงบ้านท่าสว่างแล้ว นอกจากได้เข้าไปชมและเลือกซื้อผ้าไหมสวยๆ จากจันทร์โสมาแล้วก็ขอเชิญชวนให้คุณๆ ได้เดินเที่ยวและเลือกซื้อหาผ้าไหม และผ้าทออีกสารพัดชนิดที่ล้วนแล้วแต่งดงามที่วางจำหน่ายในร้านของชาวบ้านในชุมนุมท่าสว่างด้วย เพราะมีให้เลือกทั้งผ้าทอเป็นผืนที่เหมาะสำหรับซื้อหาไปตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าตามแบบที่คุณต้องการ และยังมีเสื้อผ้าตัดสำเร็จรูปที่เลือกซื้อสำหรับสวมใส่เอง หรือซื้อหาไปเป็นของขวัญของฝากสำหรับคนที่คุณเคารพรักอีกด้วย 

ก่อนจากลากันวันนี้ Mr. Flower ขอเรียนให้ทราบว่า หากคุณผู้อ่านสนใจจะไปร่วมท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมแบบเจาะลึกกับตะลอนเที่ยว ในที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทยและต่างประเทศ โดยเราไปเที่ยวกันเพียงกลุ่มเล็กๆ (สมาชิก 8-14 ราย) เน้นการท่องเที่ยวแบบละมุนละไม เน้นการรับประทานอาหารอร่อยทุกมื้อ (ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ใหญ่ทุกชนิด) และเลือกนอนในสถานที่แสนสบายสะอาด และปลอดภัย โปรดติดต่อที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : พระราชวังกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร พระราชวังของพระมหาราชผู้ทรงกอบกู้เอกราชให้คนไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/541348

ตะลอนเที่ยว : พระราชวังกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร พระราชวังของพระมหาราชผู้ทรงกอบกู้เอกราชให้คนไทย

ตะลอนเที่ยว : พระราชวังกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร พระราชวังของพระมหาราชผู้ทรงกอบกู้เอกราชให้คนไทย

วันอาทิตย์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว คือ พระนามของพระมหากษัตริย์แห่งยุคกรุงธนบุรีเพียงพระองค์เดียวที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จักในพระนามสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี อย่างไรก็ดี ในภายหลังสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงวินิจฉัยตามหลักฐานที่ปรากฏ โดยทรงระบุว่า พระนามที่แท้จริงของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีควรจะเป็น สมเด็จพระเอกาทศรถ คือพระนามพระมหากษัตริย์ตั้งแต่สมัยพระเจ้าทรงธรรม ทรงใช้สืบต่อกันมา รวมถึงพระเจ้ากรุงธนบุรีด้วย ดังที่ปรากฏพระราชโองการตั้งเจ้านครศรีธรรมราช (อ้างอิงจาก https://www.silpa-mag.com/history/article_5171)  

วันที่ 28 ธันวาคม คือวันที่รัฐบาลไทยประกาศเป็นวันสำคัญแห่งชาติ เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันปราบดาภิเษกของพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว หรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม2310 และในปี 2563 ก็นับเป็นปีที่ 253 ปีแห่งการสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี และเป็นวันขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระมหาราชพระองค์นี้ 

Mr.Flower จึงขอเชิญชวนคุณผู้อ่านไปกราบถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ณ พระราชวังกรุงธนบุรี หรือที่คนทั่วไปเรียกกันสั้นๆ ว่าพระราชวังเดิม  

ตามปกติแล้วการจะเข้าไปในเขตพระราชวังกรุงธนบุรี จะต้องอนุญาตกองทัพเรือล่วงหน้าเป็นระยะเวลาอย่างน้อย1-2 สัปดาห์ เพราะเป็นสถานที่ราชการ และเป็นที่ทำงานของกองทัพเรือ แต่ในระยะหลังๆ มานี้ เมื่อถึงช่วงประมาณกลางเดือนธันวาคมของทุกปี กองทัพเรืออนุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าไปกราบถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และเข้าชมเขตพระราชวังเดิมได้โดยไม่ต้องขออนุญาตเป็นรายคณะหรือรายบุคคล โดยปีนี้ได้เปิดให้ประชาชนเข้าในเขตพระราชวังกรุงธนบุรีได้โดยไม่ต้องขออนุญาต ตั้งแต่วันที่ 14 ถึง 28 ธันวาคม 2563 โดยผู้รับผิดชอบการเข้าชมคือมูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานภายใน และกองบัญชาการกองทัพเรือ ตั้งแต่เวลา 09.00-15.30 น.  

โบราณสถานสำคัญในเขตพระราชวังกรุงธนบุรีที่ยังปรากฏอยู่จนถึงปัจจุบันคือ ท้องพระโรง พระที่นั่งขวาง ภายในพระราชวังเดิมมีโบราณสถานที่สำคัญมากมาย ได้แก่ท้องพระโรง, พระที่นั่งขวาง, ตำหนักเก๋งคู่, พระตำหนักเก๋งของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว, ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช, อาคารเรือนเขียว, ศาลศีรษะปลาวาฬ และป้อมวิไชยประสิทธิ์ (สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เดิมป้อมนี้ชื่อว่าป้อมวิไชยเยนทร์) และซุ้มประตูทางเข้าเขตพระราชวังเดิม 

พระราชวังกรุงธนบุรีคือพระราชวังหลวงในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงบริเวณปากคลองบางกอกใหญ่ ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของไทยมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา นอกจากนี้พระราชวังเดิมยังเป็นสถานที่สำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์ด้วย เนื่องจากเป็นสถานที่พระราชสมภพของพระมหากษัตริย์ไทยในพระราชจักรีวงศ์หลายพระองค์ คือพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นที่ประสูติและที่ประทับของเจ้านายชั้นสูงอีกหลายพระองค์ 

พระราชวังเดิมแห่งนี้ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ใช้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนนายเรือแห่งแรกของสยามประเทศด้วย 

Mr.Flower ขอเชิญชวนคุณผู้อ่านไปกราบถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และเที่ยวชมภายในเขตพระราชวังเดิม แต่ถ้าหากคุณผู้อ่านยังไม่สามารถไปได้ภายในวันที่ 28 ธันวาคม 2563Mr.Flower ขอเรียนให้ทราบว่าช่วงเวลาประมาณกลางเดือนมกราคม 2564 คณะของเราจะจัดทริปท่องเที่ยววัดสำคัญ ณ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตกรุงเทพฯและวัดสำคัญในคลองบางกอกใหญ่ และจะพาคุณเข้าไปชมพระราชวังเดิมด้วย หากสนใจร่วมทริปกับเรา โปรดติดต่อ091-7233615

พระราชวังกรุงธนบุรีพระราชวังกรุงธนบุรี

ตะลอนเที่ยว : ม่วนซื่น นครพนม มุกดาหาร และสุรินทร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – ตะลอนเที่ยว : ม่วนซื่น นครพนม มุกดาหาร และสุรินทร์ (naewna.com)

ตะลอนเที่ยว : ม่วนซื่น นครพนม มุกดาหาร และสุรินทร์

ตะลอนเที่ยว : ม่วนซื่น นครพนม มุกดาหาร และสุรินทร์

วันอาทิตย์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ Mr. Flower ยังคงพาคุณตระเวนเที่ยวอย่างสนุกสนานและได้ความรู้เชิงศิลปวัฒนธรรมในหลายจังหวัดของเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสานต่อจากสัปดาห์ก่อน โดยสัปดาห์นี้เราไปเที่ยวนครพนม มุกดาหาร และสุรินทร์  

เมื่อพูดถึงจังหวัดนครพนมแล้ว สิ่งสำคัญอันดับแรกของผู้นับถือพุทธศาสนาที่จะต้องกระทำเมื่อไปถึงนครพนมคือไปกราบนมัสการพระธาตุพนม ที่วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร พุทธสถานอันแสนศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งของภาคอีสาน พระบรมธาตุองค์นี้แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของพุทธศาสนามาตั้งแต่เมื่อครั้งโบราณ โดยมีคำจารึกว่าพระบรมธาตุนี้ก่อสร้างมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรศรีโคตรบูรเมื่อประมาณ พ.ศ. 8 และมีความเชื่อสืบต่อกันว่าพระธาตุพระพนมคือพระธาตุประจำปีนักษัตรคือปีวอก และประจำวันอาทิตย์ มีหลักฐานจารึกด้วยว่าพระบรมธาตุองค์นี้เป็นที่ประดิษฐานพระอุรังคธาตุ (พระบรมสารีริกธาตุส่วนหน้าอก) นอกจากพุทธศาสนิกชนชาวไทยจะให้ความเคารพสักการะพระบรมธาตุองค์นี้อย่างมากแล้ว พี่น้องชาวลาวที่นับถือพุทธศาสนาก็ยังให้ความเคารพสักการะพระธาตุพนมอย่างมากเช่นกัน ดังนั้นจึงมีพี่น้องชาวลาวเดินทางไปกราบสักการะพระธาตุพนมเป็นประจำตลอดเวลา (ยกเว้นในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่อาจจะทำให้พี่น้องชาวลาวเข้ามากราบสักการะพระบรมธาตุน้อยกว่าช่วงปกติ) 

และสถานที่ต่อไปที่จะนำคุณไปท่องเที่ยวและกราบนมัสการพระพุทธรูปสีขาวองค์ใหญ่มหึมาที่ประดิษฐานอยู่บนยอดเขาคือ วัดภูมโนรมย์ จังหวัดมุกดาหาร สิ่งสำคัญของวัดแห่งนี้คือรอยพระพุทธบาทจำลอง และพระพุทธรูปองค์สีขาวขนาดใหญ่มหึมา ชื่อพระเจ้าใหญ่แก้วมุกดาศรีไตรรัตน์ ประดิษฐานอยู่บนภูเขาริมแม่น้ำโขง และยังมีพญานาคขนาดใหญ่มหึมาชื่อพญาศรีมุกดามหามุนีนีลปาลนาคราช อยู่ที่เชิงเขาลดหลั่นจากองค์พระพุทธรูปลงมา ณ บนยอดเขาแห่งนี้จะมองเห็นตัวเมืองมุกดาหารได้ในมุมสูงและมุมกว้าง รวมถึงยังมองเห็นเมืองสะหวันนะเขต ของประเทศลาวด้วย  

และจังหวัดต่อไปที่คณะของเราแวะพักค้างคืนและแวะท่องเที่ยวคือจังหวัดสุรินทร์ (อันที่จริงมีบางจังหวัดที่คณะของเราแวะพักรถและแวะรับประทานขนมอร่อยๆ เป็นช่วงเวลาสั้นๆ คือยโสธร) แม้ในทริปนี้คณะของเราไม่ได้ไปแวะชมปราสาทหินต่างๆ ในเขตจังหวัดสุรินทร์ แต่ได้ไปกราบนมัสการศาลพระหลักเมือง ประจำจังหวัดสุรินทร์แล้วแวะไปชมหมู่บ้านทอผ้าไหมของสุรินทร์ โดยทุกคนต่างได้ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนด้วยการซื้อหาผ้าไหมที่แสนงดงามกลับไปเป็นของขวัญให้กับตนเอง และเป็นของขวัญของฝากให้กับคนที่รักใคร่นับถือด้วย 

วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร

แต่สำหรับรูปภาพที่นำมาประกอบคอลัมน์ในสัปดาห์นี้จะเน้นเพียงพระธาตุพนม วัดภูมโนรมย์ และศาลพระหลักเมืองสุรินทร์เท่านั้น ส่วนภาพความงดงามของการทอผ้าไหมที่จังหวัดสุรินทร์นั้น จะขอนำมาฝากคุณผู้อ่านในสัปดาห์หน้า เพราะต้องการนำเสนอความงามของผ้าไหมที่ผ่านการทอเป็นพิเศษ ให้คุณๆ ได้เห็นในเกือบทุกขั้นตอน จนออกมาเป็นผ้าไหมแสนวิจิตรของจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งได้รับการคัดเลือกผ้าไหมสุรินทร์ไปสำหรับใช้ตัดเย็บชุดสำหรับตัวละครตัวพระและตัวนางในการแสดงรามเกียรติ์ โขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เป็นประจำทุกปี   

สำหรับคุณๆ ที่ติดตามคอลัมน์ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower แล้วมีความต้องการจะร่วมท่องเที่ยวกับเรา โดยเน้นการท่องเที่ยวแบบละมุนละไม ไม่รีบไม่ร้อน ไปเที่ยวแบบเนิบนาบแช่มช้อย เน้นเจาะลึกด้านศิลปวัฒนธรรม เน้นการกินอาหารที่อร่อย สะอาดถูกสุขลักษณะ และเน้นการท่องเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆที่มีสมาชิกร่วมเดินทางแต่ละครั้งประมาณ 10-12 คน โปรดติดต่อสอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่ 091 7233615  

และขอเรียนให้ทราบว่าช่วงส่งท้ายปีเก่า พ.ศ. 2563 ต้อนรับปีใหม่ พ.ศ. 2564 เราจัดทริปล่องเรือท่องเจ้าพระยาไหว้พระตามวัดสำคัญและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร หากคุณสนใจร่วมทริป กรุณาติดต่อหมายเลขโทร.091 7233615

วัดภูมโนรมย์ มุกดาหารวัดภูมโนรมย์ มุกดาหาร

ศาลพระหลักเมือง จังหวัดสุรินทร์ศาลพระหลักเมือง จังหวัดสุรินทร์

ตะลอนเที่ยว : ม่วนซื่น ทริปอีสานสุขใจ ไหว้พระทำบุญ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – ตะลอนเที่ยว : ม่วนซื่น ทริปอีสานสุขใจ ไหว้พระทำบุญ (naewna.com)

ตะลอนเที่ยว : ม่วนซื่น ทริปอีสานสุขใจ ไหว้พระทำบุญ

ตะลอนเที่ยว : ม่วนซื่น ทริปอีสานสุขใจ ไหว้พระทำบุญ

วันอาทิตย์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Mr. Flower เพิ่งพากลุ่มผู้อ่านแนวหน้า และผู้ฟังรายการ Good Time (สถานีวิทยุจุฬาฯ FM 101.5จันทร์ถึงศุกร์ เวลา 20.35-22.00 น.) ไปท่องเที่ยวใน 5-6 จังหวัดภาคอีสาน เมื่อต้นเดือนธันวาคมโดยไปที่ชัยภูมิ ขอนแก่น สกลนคร นครพนม มุกดาหารและสุรินทร์ (ทั้งนี้ไม่นับจังหวัดรายทางอีกหลายจังหวัดที่ขับรถยนต์ผ่าน แล้วได้แวะเที่ยว แวะซื้อของแวะรับประทานอาหารเป็นระยะเวลาไม่นานนัก) 

ขอบอกว่าช่วงที่ไปเที่ยวนั้น เป็นช่วงเวลาที่อากาศดีมาก เพราะมีลมหนาวพัดมาต้องผิวกายตลอดเวลาคนที่ชื่นชอบอากาศหนาวต่างมีความสุข และบอกตรงกันว่าอยากให้เมืองไทยมีอากาศเช่นนี้สัก 6 เดือนต่อปี (แล้วก็หัวเราะชอบใจ เพราะบอกว่าขอในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้) 

จุดแรกที่คณะของเราไปแวะทำบุญและกราบนมัสการพระคือ วัดป่าสุคะโต อำเภอแก้งคร้อจังหวัดชัยภูมิ วัดแห่งนี้เป็นวัดป่า ไม่เน้นการปลูกสร้างอาคารใหญ่โต แต่เน้นการอยู่กับต้นไม้ อยู่กับธรรมชาติ เน้นการวิปัสสนา เจริญสติ หลายคนคงรู้จักวัดนี้เพราะพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เนื่องจากชื่นชอบการเทศนาธรรมด้วยภาษาที่เรียบง่ายเข้าใจง่ายของท่าน วัดป่าสุคะโตเป็นวัดที่ไม่เน้นการตั้งตู้รับบริจาคเงิน สมาชิกหลายรายต้องเดินไปถามคุณแม่ชีในวัดว่าจะสามารถบริจาคเงินได้ที่ไหนบ้าง เพราะหลายคนเดินหาตู้รับบริจาคไม่พบ 

เมื่อออกจากวัดป่าสุคะโต คณะก็มุ่งหน้าสู่จังหวัดขอนแก่น แล้วแวะกราบนมัสการ พระมหาธาตุแก่นนครหรือพระธาตุหนองแวง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งอยู่ใกล้กับบึงแก่นนคร แล้วไปกราบนมัสการศาลพระหลักเมือง ประจำจังหวัดขอนแก่น โดยคืนแรกคณะพักที่ขอนแก่น 

ศาลหลักเมืองขอนแก่น

วันรุ่งขึ้นคณะออกเดินทางไปจังหวัดสกลนครแวะกราบนมัสการรูปเหมือนหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่วัดป่าบ้านหนองผือ หรือวัดป่าภูริทัตตถิราวาส สมาชิกในคณะหลายคนทำบุญทำทานบริจาคเงิน และนั่งสมาธิเดินจงกรม เป็นระยะเวลา 10-15 นาที ทุกคนบอกตรงกันว่าเมื่อได้เห็นกุฏิที่พระอาจารย์มั่นเคยจำพรรษามาแล้ว บอกได้คำเดียวว่าความเรียบง่ายคือสิ่งที่ช่วยให้ชีวิตของมนุษย์หลุดพ้นจากความว้าวุ่นทั้งปวง การได้อยู่กับธรรมชาติ คือการทำให้ชีวิตมีความสงบสุข จากนั้นคณะเดินทางต่อไปเพื่อชมบริเวณรอบนอก พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ แล้วมุ่งหน้าไปวัด พระธาตุเชิงชุมวรวิหาร เพื่อกราบนมัสการพระธาตุคู่เมืองสกลนคร  

พระธาตุเชิงชุมวรวิหารแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าสี่พระองค์คือ พระกกุสันโธพระโกนาคม พระกัสสปะ และสมเด็จพระพุทธโคดม(พระพุทธเจ้าในยุคปัจจุบัน) 

อันที่จริงทริปม่วนซื่นอีสานยังไม่จบลง ณ จังหวัดสกลนคร เพราะคณะของเรายังไปท่องเที่ยว ไหว้พระทำบุญทำทานกันอีกหลายจังหวัด แต่พื้นที่สำหรับคุยกับคุณในสัปดาห์นี้หมดลงแล้ว จึงจะขอมาคุยกับคุณถึงความม่วนซื่นของทริปอีสานต่อในสัปดาห์หน้า 

แต่ถ้าหากคุณๆ มีความสนใจอยากไปร่วมทริปที่เน้นการท่องเที่ยวแบบละมุนละไม เน้นการท่องเที่ยวเชิงโบราณคดี ศิลปวัฒนธรรม ขนบประเพณีท้องถิ่นเน้นการไหว้พระทำบุญ และเน้นการท่องเที่ยวด้วยกันโดยมีสมาชิกเพียงกลุ่มเล็กๆ โปรดติดต่อ Mr. Flowerที่หมายเลข 091-7233615  

และช่วงปีใหม่นี้เรามีทริปไหว้พระวัดสำคัญในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และทริปล่องเรือไหว้พระวัดสำคัญริมแม่น้ำเจ้าพระยา และลำคลองบางกอกใหญ่ในกรุงเทพฯ ด้วย หากสนใจร่วมทริปด้วยกัน โปรดติดต่อ 091-7233615

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต สกลนครพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต สกลนคร

วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร สกลนครวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร สกลนคร

ตะลอนเที่ยว : วัดพระแก้ว ในพระบรมมหาราชวัง งดงามวิจิตรอลังการ เมื่อได้ยลในยามคํ่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – ตะลอนเที่ยว : วัดพระแก้ว ในพระบรมมหาราชวัง งดงามวิจิตรอลังการ เมื่อได้ยลในยามคํ่า (naewna.com)

ตะลอนเที่ยว : วัดพระแก้ว ในพระบรมมหาราชวัง  งดงามวิจิตรอลังการ เมื่อได้ยลในยามคํ่า

ตะลอนเที่ยว : วัดพระแก้ว ในพระบรมมหาราชวัง งดงามวิจิตรอลังการ เมื่อได้ยลในยามคํ่า

วันอาทิตย์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ใกล้จะเข้าสู่ปีพุทธศักราชใหม่แล้ว คือ ปีพุทธศักราช2564 ในโอกาสสำคัญเช่นนี้ คนไทยโดยเฉพาะชาวพุทธ ก็มักนิยมไปทำบุญ ทำทาน และกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเสริมสิริมงคลให้กับชีวิตของตนเอง ส่วนคนไทยที่นับถือศาสนาอื่นๆ ก็มักจะไปทำกิจพิธีทางศาสนาตามที่แต่ละคนนับถือ  

สถานที่สำคัญอันดับต้นๆ ของคนไทยผู้นับถือพุทธศาสนา และคนไทยที่นับถือศาสนาอื่น รวมถึงชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอยู่ในประเทศไทยคือ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ววัดประจำพระบรมมหาราชวัง หรือวังหลวงของกรุงรัตนโกสินทร์ 

ที่ผ่านมาทุกปี เราจะพบว่ามีคนไทยจำนวนมากมายไปกราบนมัสการพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกตในช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ เพื่อขอพรให้มีชีวิตรุ่งเรืองสดใส มีความเจริญก้าวหน้า โดยคนจำนวนมากจะไปกราบนมัสการในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคม และจะมีคนจำนวนมากเช่นกันที่ไปกราบพระแก้วมรกตในวันสิ้นปีที่ต่อเนื่องกับวันเริ่มต้นปีใหม่ แต่จะต้องกราบนมัสการอยู่ภายนอกพระกำแพงวัด  

แต่สำหรับปีนี้ นับได้ว่าคนไทยมีความโชคดีมากเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้เปิดวัดพระแก้วในยามค่ำ ตั้งแต่วันที่ 1-6 ธันวาคม 2563 เวลา 16.30-21.30 น. เพื่อให้ชาวไทยและชาวต่างชาติสามารถเข้ากราบนมัสการพระแก้วมรกตได้ เนื่องในโอกาสวันพ่อแห่งชาติและวันชาติไทย วันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งในวันดังกล่าวนั้นยังเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  

สำหรับประตูที่เปิดให้เข้ากราบนมัสการพระแก้วมรกต และชมความงดงามวิจิตรของวัดพระแก้วได้คือประตูสวัสดิโสภา ตรงข้ามกับกระทรวงกลาโหม 

นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการไตรโครงการ งานวันพ่อแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2563 เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นของล้นเกล้าล้นกระหม่อม รัชกาลที่ 9 นิทรรศการจัดที่บริเวณถนนสนามไชย สวนสราญรมย์ และมิวเซียมสยาม (ที่ตั้งกระทรวงพาณิชย์เดิม) 

ขอเชิญชวนคุณๆ ที่ยังไม่ได้เข้าชมความงดงามวิจิตรของวัดพระแก้วในยามค่ำคืน และยังไม่ได้เข้ากราบนมัสการขอพรพระแก้วมรกต โดยยังสามารถเข้าชมได้จนถึงเวลา 21.30 น. ของวันที่ 6 ธันวาคม 2563

ตะลอนเที่ยว : พระราชวังกรุงธนบุรี พระราชวังแห่งยุคกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – ตะลอนเที่ยว : พระราชวังกรุงธนบุรี พระราชวังแห่งยุคกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร (naewna.com)

ตะลอนเที่ยว : พระราชวังกรุงธนบุรี พระราชวังแห่งยุคกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร

ตะลอนเที่ยว : พระราชวังกรุงธนบุรี พระราชวังแห่งยุคกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร

วันอาทิตย์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร คือราชธานีแห่งกรุงธนบุรี ในครั้งรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงมีพระนามเต็มว่า พระศรีสรรเพชร สมเด็จบรมธรรมิกราชาธิราชรามาธิบดี บรมจักรพรรดิศรบวรราชาบดินทร์ หริหรินทร์ธาดาธิบดี ศรีสุวิบูลย์ คุณรุจิตร ฤทธิราเมศวร บรมธรรมิกราชเดโชชัย พรหมเทพาดิเทพ ตรีภูวนาธิเบศร์ โลกเชษฏวิสุทธิ์ มกุฏประเทศคตามหาพุทธังกูร บรมนาถบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัวณ กรุงเทพมหานคร บวรทวาราวดีศรีอยุธยา มหาดิลกนพรัฐ ราชธานีบุรีรมย์อุดมพระราชนิเวศมหาสถาน หรือสมเด็จพระบรมราชาที่ 4 

พระบรมมหาราชวังในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช คือพระราชวังเดิม (ชื่อเรียกตามยุคปัจจุบัน) ซึ่งเป็นที่ทำการของกองทัพเรือ สำหรับเรื่องเกี่ยวกับกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงแสดงความคิดเห็นไว้ดังนี้ “…ที่เจ้าตากลงมาตั้งเมืองธนบุรีเป็นราชธานี ครั้งนั้นเหมาะแก่ประโยชน์ทุกอย่าง ถ้าหากว่าสมเด็จพระอดีตมหาราชได้มาขับไล่เจ้าตากมิให้ตั้งอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา ก็ขับไล่ด้วยไมตรีจิต ตักเตือนมิให้พลาดพลั้งไปด้วยเห็นแก่เกียรติยศ เพราะกรุงศรีอยุธยาถึงเป็นที่มีชัยภูมิด้วยลําน้ำล้อมรอบ และเป็นเมืองมีป้อมปราการมั่นคงก็จริง แต่รี้พลของเจ้าตากที่มีอยู่ไม่พอจะรักษากรุงศรีอยุธยาต่อสู้ข้าศึก และขณะนั้นศัตรูก็ยังมีมาก ทั้งพม่าและไทยก๊กอื่นอาจจะยกมาย่ำยีในเมื่อหนึ่งเมื่อใด กรุงศรีอยุธยาอยู่ในทางที่ข้าศึกจะมาถึงได้สะดวกทั้งทางบกและทางน้ำ ถ้ามีกําลังไม่พอรักษา ขืนตั้งอยู่ที่กรุงศรีอยุธยาก็คงเป็นอันตราย การที่ลงมาตั้งอยู่เมืองธนบุรีก็ไม่ห่างไกลกับกรุงศรีอยุธยา มีอํานาจอยู่ที่เมืองธนบุรีก็เหมือนมีอํานาจอยู่ในกรุงศรีอยุธยา แต่ได้เปรียบที่เมืองธนบุรีตั้งอยู่ที่ลําน้ำลึกใกล้ทะเล แม้ข้าศึกมาทางบกไม่มีทัพเรือเป็นกําลังด้วยแล้วก็ยากที่จะมาตีเมืองธนบุรี” 

กรุงธนบุรีถูกสถาปนาเป็นราชธานีแห่งใหม่ของสยาม เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงสร้างพระราชวังขึ้นทางด้านทิศใต้ของเมือง ซึ่งขนาบด้วยวัดแจ้ง (วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร) และวัดท้ายตลาด(วัดโมฬีโลกยารามราชวรวิหาร) เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2313 พระราชทานนามว่ากรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร 

ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ชวนเชิญให้คุณไปเที่ยวชมโบราณสถานสำคัญแห่งนี้ด้วยกันในวันที่ 14-28 ธันวาคม 2563 เวลา 09.00-15.30 น. โดยการจัดงานและตามคำเชิญชวนของมูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิมและกองบัญชาการกองทัพเรือ การจัดงานในครั้งนี้อนุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมโบราณสถานในเขตพระราชวังเดิมได้โดยไม่ต้องขออนุญาตล่วงหน้า 

ภายในพระราชวังเดิมยังคงมีโบราณสถานสำคัญดำรงคงอยู่ เช่น ท้องพระโรง พระที่นั่ง พระตำหนักเก๋งคู่ พระตำหนักเก๋งพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช อาคารเรือนเขียว ศาลศีรษะวาฬ และป้อมวิไชยประสิทธิ์ ป้อมเก่าแก่ตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยา  

การเข้าชมในวันเวลาดังกล่าวนี้ อนุญาตให้คนไทยเข้าชมได้โดยไม่เสียค่าเข้าชม แต่ต้องแต่งกายให้เรียบร้อยเหมาะสมเพื่อแสดงความเคารพต่อสถานที่ ส่วนชาวต่างชาติที่จะเข้าชมต้องมีคนไทยเป็นผู้นำเข้าไป 

การเดินทางเข้าชม แนะนำให้เดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้าใต้ดิน ลงสถานีอิสรภาพ ออกทางช่องทางที่ระบุว่า ซอยอิสรภาพ 34 แล้วเดินไปบนเส้นทางถนนอิสรภาพ จะมีป้ายบอกทางไปพระราชวังเดิม หรือสามารถนั่งรถ ขสมก. สาย 57 ลงป้ายหน้ากองบัญชาการกองทัพเรือ และสามารถนั่งเรือโดยสารข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา จากท่าเตียน (วันโพธิ์) ไปลงที่ท่าวัดอรุณฯแล้วเดินผ่านวัดอรุณฯ ไปยังพระราชวังเดิม (จะมีป้ายแสดงทางติดประกาศไว้) หรือนั่งเรือด่วนเจ้าพระยา ขึ้นที่ท่าวัดอรุณฯ ก็สะดวกเช่นกัน 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่มูลนิธิอนุรักษโบราณสถานในพระราชวังเดิม เบอร์โทรศัพท์02-4754117 และ 02-4727291 หรือดูในเฟซบุ๊คมูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิมfacebook.com/pg/wangdermpalace

ตะลอนเที่ยว : อุทัยธานี เมืองแห่งพระปฐมบรมชนกนาถ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/531811

ตะลอนเที่ยว : อุทัยธานี เมืองแห่งพระปฐมบรมชนกนาถ

ตะลอนเที่ยว : อุทัยธานี เมืองแห่งพระปฐมบรมชนกนาถ

วันอาทิตย์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เล่าถึงความน่ารัก น่าหลงใหลของเมืองอุทัยธานีให้คุณๆ ได้อ่านในคอลัมน์นี้มาแล้วหลายครั้ง แล้วก็พาผู้อ่านแนวหน้า และผู้ฟังรายการ Good Time (สถานีวิทยุจุฬาฯ FM 101.5 วันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 20.35-22.00 น.) ไปเที่ยวเมืองอุทัยฯ แล้วทุกครั้งที่พูดถึงเสน่ห์ของเมืองอุทัยฯ ก็จะมีผู้สนใจอยากไปเที่ยวอุทัยฯ กับ Mr.Flower ทุกครั้ง  

มีผู้ถามว่าอุทัยฯ มีอะไรดี ทำไมต้องไปเที่ยวอุทัยฯ ก็ต้องตอบสั้นๆ ว่า อุทัยฯ เป็นเมืองที่แสนสงบผู้คนน่ารักมาก อากาศดี ธรรมชาติงดงาม ไม่มีความวุ่นวายสับสนเหมือนเมืองใหญ่ๆ มีแหล่งโบราณสถานให้เที่ยวชม และยังมีป่าเขาลำเนาไพรที่อุดมสมบูรณ์มีงานฝีมือประจำถิ่นที่งดงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว(เช่น ผ้าทอมือบ้านไร่) และมีอาหารแสนอร่อยให้คุณรับประทาน ฯลฯ 

มีคำถามต่อไปว่า หากไปเที่ยวอุทัยฯ เพียงแค่สองวัน จะไปที่ไหนบ้าง ก็ต้องตอบว่า มีที่เที่ยวเยอะแยะมากมาย จนต้องเลือกเที่ยวเฉพาะบางแห่งบางที่เท่านั้น เพราะมีเวลาจำกัด ยกตัวอย่างที่ท่องเที่ยวที่คุณต้องไม่พลาดเมื่อไปเยือนอุทัยฯ คือ วัดสังกัสรัตนคีรี  วัดสำคัญบนยอดเขาสะแกกรัง และต้องไปกราบถวายสักการะ พระอนุสาวรีย์พระปฐมบรมชนก (พระบิดาของรัชกาลที่ 1) บนยอดเขาสะแกกรัง สาเหตุที่มี พระอนุสาวรีย์นี้ตั้งอยู่บนยอดเขาสะแกกรัง เพราะว่าท่านเป็นชาวอุทัยธานี แล้วสถานที่สำคัญที่ต้องไม่พลาดอีกแห่งคือ วัดหลวงท่าซุง (วัดจันทาราม) ที่หลายคนเรียกติดปากว่าวัดหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ วัดที่มีสิ่งปลูกสร้างสุดอลังการ เช่น วิหารเงิน วิหารทอง วิหารนาค เป็นต้น และยังมีวัดสำคัญของเมืองอุทัยฯ อีกวัดคือวัดโบสถ์ หรือวัดอุโปสถาราม วัดเก่าแก่ที่มีประวัติว่าในหลวงรัชกาลที่ 5 เคยเสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดนี้เมื่อครั้งเสด็จประพาสต้น วัดโบสถ์มีความงดงามด้วยศิลปะแบบอยุธยาตอนปลาย ส่วนในพระวิหารและพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ภาพในโบสถ์เป็นเรื่องพุทธประวัติ ส่วนในวิหารเป็นภาพพระพุทธเจ้าแสดงโปรดเหล่าเทวดาบนสรวงสวรรค์ เป็นต้น   

แต่สำหรับทริปที่ Mr.Flower พาคุณเที่ยวเมืองอุทัยฯ ทุกครั้ง เราจะไป ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ศูนย์ฝึกอาชีพที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อก่อสร้างศูนย์แห่งนี้ ความน่าสนใจของศูนย์วงเดือนคือ นอกจากเป็นที่ฝึกอาชีพต่างๆ เช่น อาหารและขนม โดยเฉพาะอาหารและขนมไทยที่หลายคนหลงลืมไปแล้ว แต่ทรงแนะนำให้อนุรักษ์ไว้ นอกจากอาหารและขนมแล้ว ยังมีงานฝีมืออีกสารพัดชนิด ทั้งงานช่าง งานทัก งานทอ งานปัก งานเหล็ก งานไม้ งานจักสาน งานดอกไม้สด ดนตรีไทย รำไทย ขอย้ำว่ามีสินค้าที่ชาวอุทัยฯ แสนภาคภูมิใจนำเสนอคือ ผ้าทอมือแสนวิจิตรจากอำเภอบ้านไร่ ผ้าทอมือบ้านไร่เป็นภูมิปัญญาดั่งเดิมของชาวบ้านไร่ ที่ได้รับการสืบทอดภูมิปัญญามาจนถึงปัจจุบัน โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์เดิมไว้อย่างเหนียวแน่น แต่มีการปรับประยุกต์ให้สามารถนำไปตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าสำหรับสวมใส่ในยุคปัจจุบันได้อย่างงดงาม และก็ต้องพาคุณไปเที่ยวชมตลาดเก่าเมืองอุทัยฯ แล้วพาคุณไปตักบาตรถวายอาหารแด่พระสงฆ์ด้วย 

และยังสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่ทริปนี้ต้องพาคุณไปเยี่ยมชมคือบริเวณหน้าบ้าน 905 หรือที่หลายคนเรียกกันติดปากว่า บ้านสมเด็จพระเทพรัตนฯ คนอุทัยฯ บอกตรงกันว่าบ้านหลังนี้คือขวัญและกำลังใจของชาวอุทัยฯ และชาวอุทัยฯ ก็รักบ้านหลังนี้มาก 

เราจะจัดทริปไปอุทัยฯ กัน (อีกครั้ง) ในวันที่ 28-29 พฤศจิกายนนี้ รับสมาชิกเพียง 14 ราย เดินทางด้วยรถตู้ปรับอากาศ รถออกจากสำนักงานหนังสือพิมพ์แนวหน้า เวลา 07.30 น. หากคุณสนใจร่วมทริปละมุนละไมไปกับเรา โปรดติดต่อ 091-7233615 (ขณะนี้มีที่เหลือเพียงจำนวนจำกัด)

วัดอุโปสถารามวัดอุโปสถาราม

ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์

บ้าน 905บ้าน 905ภาพตัวเมืองอุทัยธานีจากยอดเขาสะแกกรังภาพตัวเมืองอุทัยธานีจากยอดเขาสะแกกรังพระอนุสาวรีย์พระปฐมบรมชนกนาถ ณ ยอดเขาสะแกกรังพระอนุสาวรีย์พระปฐมบรมชนกนาถ ณ ยอดเขาสะแกกรัง