“สองพระสมเด็จ” หนุน โคก หนอง นา มอบที่ดินให้กรมการพัฒนาชุมชนจัดสรร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/653549

วันที่ 21 พ.ค. 2564 เวลา 18:10 น.

“สองพระสมเด็จ” หนุน โคก หนอง นา มอบที่ดินให้กรมการพัฒนาชุมชนจัดสรร อธิบดีกรมพัฒนาชุมชนรับมอบที่ดิน สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตรฯ นำไปจัดสรรโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต

เมื่อวันที่ 21 พ.ค. ที่วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร กรุงเทพ ฯ  นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.)พร้อมด้วย นายนิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร,นายณพลเดช  มณีลังกา อนุกรรมาธิการศาสนา สภาผู้แทนฯ,ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล, รศ.วรวรรณ โรจนไพบูลย์  ที่ปรึกษาอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนและคณะ เข้าพบ สมเด็จพระพุฒาจารย์  เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร   กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก  เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับ โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต “โคก หนอง นา” ของกรมการพัฒนาชุมชน หลังเสร็จสิ้นการชมวีดีทัศน์การดำเนินงานโคก หนอง นา

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า ต้องขอกราบขอบคุณในความเมตตาของ เจ้าคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ที่สนใจกิจกรรมโคก หนอง นา ของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีภารกิจในการบำบัดทุกข์บำรุงสุข พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความสุข มีความมั่นคง โดยยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการขับเคลื่อนการพัฒนามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 และ กรมการพัฒนาชุมชน ได้รับมอบหมายให้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักในการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และการมีส่วนร่วม ของประชาชน โดยเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง และการพัฒนาคน ให้พึ่งตนเอง มีความเป็นเจ้าของและบริหารจัดการโดยชุมชน พัฒนาหมู่บ้านหรือชุมชนให้มีวิถีชีวิตเศรษฐกิจ พอเพียงและเป็นสังคม “อยู่เย็น เป็นสุข”

ทั้งนี้ ในปี 2563 กรมการพัฒนาชุมชน ได้ดำเนินการโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตามหลักทฤษฏีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา”  มีพื้นที่ต้นแบบ 32 แห่ง  ผู้นำ 1,500 คน  และเครือข่าย 22,500 คน  และปี 2564 ดำเนินการโครงการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง งบประมาณ 1,195 ล้านบาท  11,141 หมู่บ้าน และโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฏีใหม่ ประยุกต์สู่  “โคก หนอง นา”  จากงบเงินกู้   4,700 ล้านบาท  25,179 ครัวเรือน 

“ปัจจุบันโครงการโคก หนอง นา ฝึกอบรมผู้สนใจเข้าสมัครแล้ว  30,503 คน และจ้างงานสำหรับผู้ได้รับผลกระทบการการแพร่ระบาดของโควิด -19 จำนวนจำนวน 9,157 รายและเพื่อพัฒนาเป็นพื้นที่เรียนรู้การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชน  ครอบคลุมทุกภูมิภาค 73 จังหวัด  หากคณะสงฆ์หรือวัดใด สนใจเข้าร่วมโครงการ กรมพัฒนาชุมชนยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสนองความต้องการของคณะสงฆ์ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับคณะสงฆ์และประชาชนรอบวัด..” นายสุทธิพงษ์กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ  กล่าวเพิ่มเติมว่า  “กรมพัฒนาชุมชนยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่เจ้าคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ เมตตา  ซึ่งการจัดสรรอาจต้องแบ่งให้ครัวเรือน ๆ ละ 3 ไร่บ้าง 5 ไร่บ้าง 10 ไร่บ้าง เพื่อให้มีคนดูแล ซึ่งหลังจากนี้ไปจะขอดูโฉนดที่ดินเพื่อออกแบบและถวายให้เจ้าคุณสมเด็จได้พิจารณาว่า ชอบหรือไม่ชอบ เหมาะสมหรือไม่เหมาะหรือต้องแก้ไขอะไรบ้าง เร็ว ๆ นี้จะลงไปสำรวจพื้นที่พร้อมที่ปรึกษา ”

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ สมเด็จพระวันรัตน์ เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวรวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต ก็สนใจที่จะมอบที่ดินให้กับกรมการพัฒนาชุมชนจำนวน 200 -300 ไร่ ณ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ในการบริหารจัดการจัดสรรที่ดินทำโคก หนอง นา กับกรมการพัฒนาชุมชน

“อโคจร” สถานที่ห้ามพระสงฆ์เข้าไปแต่ทำไมลามถึงฆารวาส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/650638

วันที่ 17 เม.ย. 2564 เวลา 18:00 น."อโคจร"สถานที่ห้ามพระสงฆ์เข้าไปแต่ทำไมลามถึงฆารวาสโดย สมาน สุดโต

**********************

คำว่า“อโคจร”เป็นคำพระที่คุ้นหูชาวบ้านมากคำหนึ่งในยุคที่โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา Covid-19 ระบาดในไทยอยู่ในปัจจุบัน เพราะผู้คนที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่วนมากเข้าไปในที่สื่อมวลชนเรียกว่า อโคจรทั้งสิ้น เริ่มตั้งแต่สนามมวย จนถึงผับ บาร์ และไนท์คลับ โดยเฉพาะที่นักการเมือง หรือไฮโซเข้าไปหาความสำราญ เช่น ผับ บาร์ ย่านซอยทองหล่อ จนกลายเป็นคลัสเตอร์ในการระบาดของไวรัสวายร้ายตัวนี้ กลายเป็นที่โจทย์ขานไปทั่วเมือง ว่า เป็นนักการเมืองไม่ควรไปที่อโคจรที่ว่านั้น

อโคจร ในความหมายแบบไทยๆ คือสถานที่ที่ไม่ควรเข้าไป เพราะจะก่อให้เกิดความเสียหาย เป็นข้อห้ามพระสงฆ์ ที่มีในพระวินัยและประกาศของคณะสงฆ์ วารสารบาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์ ปีที่ 4 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม พ.ศ.2561 ตีพิมพ์งานวิจัยเรื่อง อโคจรในพระวินัยปิฎกกับสังคมในปัจจุบัน โดยนวลวรรณ พูนวสุพลฉัตร ที่อธิบายความหมาย อโคจร ว่า หมายถึงสถานที่ที่พระภิกษุไม่ควรเข้าไป และตัวบุคคลที่ภิกษุไม่ควรเข้าไปคบหา สมาคม และคลุกคลีด้วย เช่น ซ่องโสเภณี บ่อนการพนัน สถานบันเทิงยามราตรี ร้านขายสุรา แหล่งมั่ววสุมยาเสพติด ตลอดจนโรงแรม ห้างสรรพสินค้า และย่านตลาด เป็นต้น ประเภทอโคจร มี 6 เมื่อเข้าไปมีโทษทางวินัยเรียกว่า โลกวัชชะ คือชาวโลกติเตียน เป็นขี้ปากชาวบ้านว่างั้นเถอะ

ทั้ง 6 ประเภทนั้นได้แก่ 1.หญิงแพศยา หมายถึง โสเภณี ที่หากินในทางกามคุณทุกชนิด จะเปิดเผย หรือไม่ก็ตามแต่มิได้ห้ามเด็ดขาด หากสงฆ์รับนิมนต์ทำกิจศาสนาได้ แต้ต้องสำรวม ระวังตนให้ดี 2.หญิงหม้าย ไม่ว่าผัวตาย ผัวทิ้ง หรือ ทิ้งผัวล้วนแต่น่ากลัวต่อพรหมจรรย์ 3.สาวเทื้อ ที่ครองตัวเป็นโสด ถ้าจะคบต้องระมัดระวังตัว ประพฤติตนให้เหมาะสม 4.ภิกษุณี ที่ห้ามเพราะภิกษุณี ถือว่าครองตนเป็นโสดจะคบหาก็ต้องดูความพอเหมาะพอควร มีบทบัญญัติมากทีเดียวว่า ภิกษุจะต้องวางตัวอย่างไรในการคบหา ภิกษุณีหากละเมิดถูกปรับอาบัติตามลำดับความผิด 5 บัณเฑาะก์ หมายถึงกะเทย บุรุษที่ถูกตอน มักมีความต้องการทางกามกับบุรุษเพศ 6.ร้านขายสุรา ยาเสพติด รวมถึงสถานบันเทิงเริงรมย์ต่างๆ ภิกษุเข้าไป ในที่ที่กล่าวนี้ย่อมเป็นที่รังเกียจของผู้พบเห็น

นอกจาก 6 ข้อ ดังกล่าวยังมีประกาศและคำสั่งคณะสงฆ์อีกจำนวนหนึ่ง ที่เกี่ยวกับอโคจร

1.ประกาศห้ามไม่ให้ภิกษุประกอบการกิน นอกธรรมเนียมของสมณะ พ.ศ.2456

2.ห้ามภิกษุทำเสน่ห์ยาแฝด อาถรรพณ์ พ.ศ.2467

3.ประกาศห้ามเกี่ยวข้องเรื่องราชการ พ.ศ.2476

4.ห้ามเป็นสมาชิกสมาคม หรือสโมสรคฤหัสถ์ พ.ศ.2476

5.ห้ามไปจดเลขสลากกินแบ่งและซื้อ หรือมีสลากกินแบ่งไว้เป็นของตัว พ.ศ.?2480

6 ห้ามเรียกเงินค่าเวทมนตร์คาถา และห้ามทดลองของขลัง พ.ศ.2495

7.ห้ามเที่ยวที่ตากอากาศ พ.ศ. 2497

8.ห้ามแสดงตนเป็นอาจารย์บอกเลขสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือสลากกินรวบ พ.ศ.2498

9.ห้ามพักแรมในสถานที่ที่เป็นที่รังเกียจทางพระวินัย พ.ศ.2501

10.ให้เจ้าอาวาสเตือนพระเณรไม่ให้ไปตลาดนัดท้องสนามหลวง และยืนดูขบวนเสด็จ พ.ศ.2501

11.ห้ามถือกล้องถ่ายรูป กล้องส่องทางไกล พ.ศ.2503

อย่างไรดก็ตาม สังคมปัจจุบันอนุโลมได้บางกรณีคือ 1.โรงแรมที่พักในต่างประเทศ 2.ที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ 3.ห้างสรรพสินค้าและร้านค้า ที่ไม่ได้เดินชอปปิ้ง 4.ที่จำหน่ายสลาก 5.ที่จำหน่ายสินค้ามือ2

ปัจจุบันทัศนคติเกี่ยวกับอโคจรบางแห่งเปลี่ยนไป เช่น เข้าโรงแรมได้ เมื่อร่วมสัมมนาทางวิชาการ หรือเดินทางไปต่างประเทศ ต้องพักในโรงแรม ที่อโคจรนอกจากที่กล่าวแล้ว ปัจจุบันจัดเป็นอโคจรด้วย เช่น ตลาดนัดจตุจักร ห้ามไปเดินเลือกซื้อสินค้า หรือที่จำหน่ายสินค้าผิดกฎหมาย หรือสื่อลามกอนาจาร เพราะไปที่ดังกล่าว จะตกเป็นโลกวัชชะ สำหรับภิกษุ และสามเณร ทั้งสิ้น

ส่วนฆราวาสที่เป็นบุคคลสาธารณะ ก็ต้องระมัดระวังยิ่งขึ้น มิเช่นนั้นก็จะกลายขี้ปากชาวบ้านและสื่อดังเช่น อโคจร ย่านซอยทองหล่อ นั่นแล

“จักรกริศษ์” ผู้ปิดทองหลังพระผูกสัมพันธ์มิตรภาพไทย-ลาวผ่านหัตถศิลป์ “ช่อไม้จันทน์” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/650564

วันที่ 16 เม.ย. 2564 เวลา 18:52 น.“จักรกริศษ์”ผู้ปิดทองหลังพระผูกสัมพันธ์มิตรภาพไทย-ลาวผ่านหัตถศิลป์“ช่อไม้จันทน์”.

การลงรักประดับมุก งานประณีตศิลป์ เป็นหนึ่งในงานเครื่องรักของไทย ที่แสดงออกถึงความ ประณีตอ่อนช้อยในงานศิลปหัตถกรรม ด้วยความประณีต ของช่างฝีมือไทยตั้งแต่สมัยโบราณที่บ่มเพาะภูมิปัญญา อันหลากหลายทั้งการผูกลาย การถมลาย และการฉลุลาย ซึ่งต้องใช้ความพิถีพิถัน ละเอียดอ่อน ในทุกขั้น ตอน ตามประเพณีนิยมงานประดับมุกมักใช้กับงานที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และศาสนาเป็นส่วนใหญ่ ปรากฏอยู่บนเครื่องราชูปโภค เครื่องใช้ไม้สอย ตลอดจน ภาชนะที่ใช้ในพระราชพิธี และภาชนะบรรจุอาหารถวาย พระสงฆ์ ในพระอารามหลวงซึ่งสมัย โบราณถือเป็นของสูงศักดิ์ นับเป็นงานหัตถศิลป์ทรงคุณค่าที่ ใกล้สูญหายมีช่างผู้เชี่ยวชาญ และหาผู้มีใจรักสืบทอดความรู้ ทางการช่างสาขานี้ได้น้อยในปัจจุบัน

นายจักรกริศษ์ สุขสวัสดิ์ หรือครู “นายจักรกริศษ์” ครูภูมิปัญญาไทย ด้าน ศิลปกรรม รุ่นที่ 4 ที่ได้รับการเชิดชูเกียรติจาก สํานักงาน เลขาธิการสภาการศึกษา ปี พ.ศ. 2548 เป็นผู้มีทักษะ ความสามารถ และทรงภูมิปัญญาด้านงานประดับมุก เริ่มฝึกฝน เรียนรู้ และสร้างสรรค์งานศิลปะไทยโบราณ แขนงงานประดับ มุก จนถึงปัจจุบันเป็นผู้อนุรักษ์ สืบสาน และ สร้างสรรค์ งานประณีตศิลป์ชั้นสูง มีความสามารถด้านการเขียน ลายต้นแบบเพื่อใช้ในงานประดับมุก การประกอบขึ้นรูปหุ่นหวาย และมีทักษะความเชี่ยวชาญด้านการประดับมุก บนชิ้นงานหลาย รูปแบบที่เป็นสิ่งของเครื่องใช้ในพระพุทธศาสนา

นายจักรกริศษ์ เล่าว่า “ผมสนใจศึกษางานด้านเครื่องมุก เป็นพิเศษ และได้ใช้พื้นฐานทางด้านศิลปะจากสถานศึกษาที่ เคยศึกษามา ฝึกฝน พัฒนาจนเกิดทักษะมีความรู้ ความเข้า ผนวกกับใจรัก และชื่นชอบงานด้านหัตถศิลป์ไทยโบราณเป็น พิเศษ ซึ่งครูได้เล่าว่า ผมมีโอกาสเดินทางไปยังสถาน ที่ต่างๆ เช่น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ วัดหลวง พระอารามหลวง ผลงานโบราณอันวิจิตรเหล่านี้ ให้ผมเกิดความประทับใจ   โดยเฉพาะงานประเภทเครื่องประดับมุก มองคร้ังใด ก็ทำให้รู้สึกว่าเป็นงานอันทรงคุณค่า ที่สำคัญผมมองว่างานลงรักประดับมุก เป็นงานที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของชาติ ไทยท่ีมีมาแต่โบราณจัดเป็นงานประณีต ศิลป์ชั้นสูงที่หาประเทศใดในโลกเทียบไม่ได้ โดยเฉพาะกระบวนการทำที่มีขั้นตอนซับซ้อนผู้รับการถ่ายทอดจึงต้องมีใจรัก ต้องมีความมานะอดทนอย่างสูงจึงจะทำประเภทน้ีได้สำเร็จ”

จากการรังสรรค์งานหัตศิลป์อย่างหลากลายทำให้ในปี พ.ศ.2558 เชาได้รับการเชิดชูเกียรติ เป็นครูช่างศิลปหัตถกรรม ด้านการลงรัก ประดับมุก จากศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การ มหาชน)  หรือ SACICT ซึ่งปัจจุบัน “ครูจักรกริศษ์” ยังคงทำงานหัตถศิลป์ การลงรักประดับมุก ซึ่งยังคงอนุรักษ์ สืบทอด งานช่างศิลป์แขนงนี้ อย่างสม่ำเสมอ เช่น เจียด ลุ้ง พาน โต๊ะหมู่บูชา เป็นต้น

ผลงานของ “ครูจักรกริศษ์” มีมากมายซึ่ง ครูได้สร้างสรรค์ผลงานอันทรงคุณค่าไว้หลายอย่าง งานหัตถศิลป์ล่าสุดที่ได้ประดิษฐ์นั่นก็คือ ออกแบบ “ช่อไม้จันทน์” เพื่อใช้ในงาน ประชุมเพลิง ภริยาของ “พล.ท.จูมมะลี ไซยะสอน” อดีตประธานสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมาเกิดโศกนาฏกรรมเรือนำเที่ยวคณะครอบครัว พล.ท.จูมมะลี ไซยะสอน เจอพายุล่มกลางอ่างน้ำงึม ทำให้มีผู้เสียชีวิต 8 ศพ ในจำนวนนี้รวมไปถึงนางแก้วสายใจ ไซยะสอน วัย 62 ปี ภริยาและบุตรชายของท่านจูมมาลีด้วย

สำหรับการประดิษฐ์ “ช่อไม้จันทน์” ครูจักรกริศษ์ อธิบายว่า จะใช้ในงาน ประชุมเพลิง หรือถวายเพลิงสรีระสังขาร พระสงฆ์เถระชั้นผู้ใหญ่ และชนชั้นสูงในคณะรัฐบาล ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว)  โดย “ช่อไม้จันทน์” ในพิธีดังกล่าว ครูได้แรงบันดาลใจมาจาก ดอกสุมนทา ดอกไม้ที่ปรากฎอยู่ใน ภาพจิตรกรรม โบสถ วิหาร ศิลปะล้านช้าง หรือสปป.ลาว ในปัจจุบัน เป็นดอกไม้ตามคติธรรมศิลปะล้านช้าง หมายถึงดอกไม้ในแดนนิพพาน เทคนิคที่ครูใช้คือนำแบบลายเส้นที่ได้มาเป็นแบบในการฉลุ โดยใช้ไม้จันทน์หอมที่ส่งตรงมาจากหลวงพระบาง ที่มีความหนา 3 มิลลิเมตร และ 4 มิลลิเมตร มาฉลุลาย(ด้วยโครงเลื่อยฉลุ )ซ้อนลาย หรือที่เรียกว่าลายซ้อนไม้ ผสมการขัดตกแต่งด้วยกระดาษทราย โดยขัดตกแต่ล กลีบ ก้าน ช่อดอก ใบ จากนั้นจึงนำมาประกอบเป็นช่อลาย

“ในอดีตที่ผ่านมาครูออกแบบ ช่อดอกไม้จันทร์ เพื่อใช้ในงานพิธี ถวายเพลิงพระอริยสงฆ์ของไทยซึ่งจะถูกเผาไปพร้อมสรีระสังขาร หมดแล้ว ในส่วนงานที่สสป.ลาวในครั้งนี้ ครูทำไป 2 ช่อ ครูตั้งใจทำจากหัวใจ สร้างงานหัตถศิลป์จากฝีมือคนไทยให้บ้านพี่เมืองน้องฝั่งลาวให้เห็นและชื่นชม ซึ่งครูไม่ได้คิดเงินค่าประดิษฐ์ใดๆ ครูถือว่าเป็นการปิดทองหลังพระจากแรงศรัทธา เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีผ่านงานหัตถศิลป์โดยช่างชาวไทยครับ” ครูจักรกริศษ์ กล่าวอย่างภาคภูมิใจ

สมเด็จพระสังฆราชเป็นองค์ประธานทอดผ้าป่าเพื่อเด็กยากจนในชนบท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/649429

วันที่ 01 เม.ย. 2564 เวลา 15:16 น.สมเด็จพระสังฆราชเป็นองค์ประธานทอดผ้าป่าเพื่อเด็กยากจนในชนบท“มหาดไทย”จัดทอดผ้าป่าสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทฯ ถวายเป็นพระราชกุศลพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กในครอบครัวยากจนและด้อยโอกาสในชนบท

เมื่อวันที่ 1 เมษายน สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พิธีทอดผ้าป่าสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมี พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เป็นประธานทอดผ้าป่า พร้อมด้วยนายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย โดยมี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.)ร่วมกับ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ นายฐาปน สิริวัฒนภักดี  กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หัวหน้าคณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และประชารัฐภาคเอกชน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชนเข้าร่วมพิธีฯ ณ  วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

ทั้งนี้ สมเด็จพระสังฆราชมีพระเมตตาประกอบพิธีรับผ้าป่าและประทานเงินผ้าป่าทั้งหมดจำนวน 2,599,110 บาทแก่รมว.มหาดไทยเพื่อนำไปสมทบทุนกองทุนพัฒนาเด็กชนบท ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทย ได้น้อมนำพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ว่าการพัฒนาเด็กนั้น เด็กต้องได้รับการพัฒนาในทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ และสังคม พร้อมพัฒนาคุณภาพชีวิต ส่งเสริมการเรียนรู้ให้ลูกหลานหมั่นศึกษาเรียนรู้ทุกสิ่งรอบตัว สามารถเสริมสร้างพัฒนาศักยภาพของเด็ก ผู้เป็นอนาคตของชาติได้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งกล่าวรายงาน การจัดกิจกรรมทอดผ้าป่าสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทฯ พร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อจัดหารายได้สมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อนำไปช่วยเหลือ เด็กก่อนวัยเรียน ที่ครอบครัวยากจนและด้อยโอกาสในชนบท ได้มอบทุนช่วยเหลือเด็กมาแล้วกว่า 105,805 คน เป็นเงิน 128,219,000 บาท และทูลเกล้าฯ ถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลในกิจการเด็ก ปีละ 1,000,000 บาท

ทั้งนี้ การทอดผ้าป่าในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ในการจัดงาน ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีคุณูปการในการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก เยาวชน ประชาชนในถิ่นทุรกันดาร และผู้ด้อยโอกาส และทรงมีพระมหากรุณารับกองทุนพัฒนาเด็กชนบทไว้ในพระราชูปถัมภ์ฯ โดยพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้ชื่อว่า “กองทุนพัฒนาเด็กชนบท ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” โดยกองทุนพัฒนาเด็กชนบทฯ ขับเคลื่อนโดยกรมการพัฒนาชุมชน จึงจัดกิจกรรมทอดผ้าป่าเพื่อหารายได้สมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทฯ ทั้งในส่วนกลางและจังหวัด 76 จังหวัด ในวันที่ 1 เมษายน ของทุกปี

อธิบดีพช. กล่าวว่า เป็นที่น่ายินดีและอนุโมทนาบุญเป็นอย่างมาก ถึงแม้จะมีสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 แต่มีผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงินทอดผ้าป่า เพื่อสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทฯทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จำนวนทั้งสิ้น 2,599,110 บาท  ด้วยพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าฯ หาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ท่านทรงมีความห่วงใยแก่เด็กชนบท ก่อนวัยเรียนตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ปี ที่ครอบครัวมีความยากจนและด้อยโอกาสเป็นจำนวนมาก ให้มีโอกาสได้เรียนหนังสือ  เพื่อการพัฒนาแก่เด็กชนบทให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี อันเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาชุมชน และพัฒนาประเทศชาติ ต่อไปอย่างยั่งยืน

สมเด็จพระสังฆราชฯประทาน “พระพุทธพัฒนปชานาถ” ให้กรมการพัฒนาชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/649074

วันที่ 28 มี.ค. 2564 เวลา 21:50 น.สมเด็จพระสังฆราชฯประทาน"พระพุทธพัฒนปชานาถ"ให้กรมการพัฒนาชุมชนสมเด็จพระสังฆราชฯ ประทานนามพระพุทธรูปปางประทานพร “พระพุทธพัฒนปชานาถ” ในโอกาสครบรอบ 60 ปี สถาปนากรมการพัฒนาชุมชนเพื่อความเป็นสิริมงคล

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ถวายนามพระพุทธรูป ปางประทานพร โดยมีนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน(พช.) กระทรวงมหาดไทย และคณะผู้บริหารกรมเข้าเฝ้าฯ เพื่อรับลิขิตประทานชื่อพระพุทธรูปปางประทานพร เนื่องในวาระครบรอบ 60 ปี กรมการพัฒนาชุมชนว่า “พระพุทธพัฒนปชานาถ” แปลว่า พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นที่พึ่งของประชาชนให้ประสบความเจริญ และขอประทานพระอนุญาตเชิญอักษรพระนามย่อ ออป. ประดิษฐานบริเวณด้านหน้าฐานของพระพุทธรูป และเหรียญพระพุทธรูปปางประทานพร เนื่องในวาระครบรอบ 60 ปี กรมการพัฒนาชุมชนว่า ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

ทั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชน ได้ถือเอาวันที่ 1 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันก่อตั้งกรมการพัฒนาชุมชน นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2505 ตาม พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ฉบับที่ 10 พ.ศ.2505 จนถึงปัจจุบัน กรมการพัฒนาชุมชนครบรอบ 60 ปี จึงได้สร้างพระพุทธรูปปางประทานพร อันเป็นพระพุทธรูปประจำวันจันทร์จากการออกแบบของนายสุรเดช ลิ้มพานิช (หมึก ท่าพระจันทร์) โดยมีการสร้างองค์พระจำนวน 2 ขนาด คือ 1) ขนาดสูง 75 นิ้ว จำนวน 13 องค์ เพื่อประจำกรมการพัฒนาชุมชน 1 องค์ ประจำศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน 11 แห่ง และวิทยาลัยการพัฒนาชุมชน 1 แห่ง และ 2) ขนาดสูง 32 นิ้ว สำหรับบูชาบนสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด และอำเภอ รวม 955 องค์ เพื่อให้ข้าราชการและประชาชนทั่วไปได้กราบไหว้บูชาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า กรมการพัฒนาชุมชน ได้ดำเนินกิจกรรมตามแผนปฏิบัติราชการกรมการพัฒนาชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 เพื่อบูรณาการการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา” ได้แก่โครงการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน 11,414 หมู่บ้าน โดยมีกิจกรรมดังนี้ การอบรมครัวเรือนต้นแบบศูนย์เรียนรู้ทฤษฎีใหม่รูปแบบ “โคก หนอง นา” จำนวน 11,414 คน การพัฒนาศูนย์เรียนรู้ทฤษฎีใหม่รูปแบบ “โคก หนอง นา” จำนวน 11,414 แห่ง แบ่งเป็น พื้นที่ 1 ไร่ จำนวน 8,780 แห่ง และพื้นที่ 3 ไร่ จำนวน 2,634 แห่ง เพื่อใช้ในกระบวนการเรียนรู้ให้กับครัวเรือนต้นแบบหมู่บ้านละ 30 ครัวเรือน รวมทั้งสิ้น 342,420 คน นอกจากนี้ ได้สนองพระราชดำริโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) ในการจัดทำฐานข้อมูลทรัพยากรท้องถิ่นจำนวน 168 หมู่บ้าน ในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ กาญจนบุรี กระบี่ สุรินทร์ และสุโขทัย โครงการเสริมสร้างและพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงเป้าหมาย ผู้นำชุมชน 1,000 ตำบล 878 อำเภอ รวมทั้งสิ้น 15,000 คน โดยการฝึกปฏิบัติในพื้นที่แปลง CLM, HLM เพื่อสร้างทีมขับเคลื่อนการพัฒนาตำบลตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และโครงการปฏิบัติบูชา “สืบสาน รักษา ต่อยอด” เพื่อพัฒนาชุมชนดำเนินการร่วมกับสำนักงาน กปร. นอกจากนี้ได้นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่“โคก หนอง นา” มากำหนดเป็นชุดวิชาสำหรับฝึกอบรม พัฒนากรก่อนประจำการ

นอกจากนี้ กรมการพัฒนาชุมชน ได้น้อมนำพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สู่แผนปฏิบัติการ 90 วัน ปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร เป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่ชุมชน ซึ่งความสำเร็จในระยะที่ 1 และต่อในระยะที่ 2 ด้วยการทำอย่างต่อเนื่อง จนเป็นวัฒนธรรมการปลูกผักสวนครัว สร้างความมั่นคงด้านอาหารอย่างต่อเนื่อง การรณรงค์ส่งเสริมการสวมใส่ผ้าไทย ร่วมกับสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จนนำไปสู่มติคณะรัฐมนตรี เพื่อให้คนไทยช่วยสวมใส่ผ้าไทยอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน ถือเป็นการกระตุ้นยอดขายผ้าไทย สร้างรายได้สู่ชุมชน การดำเนินการส่งเสริมการจ้างงาน นักการตลาดรุ่นใหม่ เพื่อเป็นการสร้างรายได้ สร้างงาน และเป็นการส่งเสริม ให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP เข้าถึง การตลาดออนไลน์ได้ ช่วยสร้างและกระจายรายได้ให้แก่ชุมชน ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้ สร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อพัฒนาชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนยากจน ให้ดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สามารถพึ่งตนเองได้ โดยใช้ระบบบริหารจัดการข้อมูลจากระบบการพัฒนาคนแบบชี้เป้า (Thai People Map and Analytics Platform : TPMAP) แก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำในระดับพื้นที่ สร้างความมั่นคงให้ประชาชนอย่างยั่งยืน

อีกทั้ง การส่งเสริมการพัฒนาหมู่บ้านคนรักษ์ช้าง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้ “โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์” ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ตามพระราชปณิธาน “สืบสาน รักษา ต่อยอด” แนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการแก้ปัญหาการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้างป่า รวมทั้งการอนุรักษ์ พัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก ประกอบด้วยจังหวัดจันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และสระแก้ว ซึ่งต่อมาได้เกิดชุมชนนำร่อง ภายใต้ชื่อ “หมู่บ้านคชานุรักษ์” โดยการนำระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information System) หรือ GIS เพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดเก็บสารสนเทศชุมชน หมู่บ้านคชานุรักษ์ หมู่บ้านขยายผล และหมู่บ้านได้รับผลกระทบ เชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยวข้องในทุกมิติ ทั้งพิกัดชุมชน ข้อมูลชุมชน ผู้นำชุมชน แหล่งท่องเที่ยว สถานการณ์ช้าง การป้องกัน เฝ้าระวัง องค์ความรู้ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การส่งเสริมอาชีพ การพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่มอาชีพของชุมชนอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับภารกิจกรมการพัฒนาชุมชน เพื่อเป้าหมายในการสร้างความมั่นคงคงเข้มแข็งในชีวิตให้กับประชาชน สร้างเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคงอย่างยั่งยืน ภายใต้วิสัยทัศน์ “เศรษฐกิจฐานรากมั่นคงและชุมชนพึ่งตนเองได้ ภายในปี 2565”

อธิบดี พช.กล่าวว่า เนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี แห่งการสถาปนากรมการพัฒนาชุมชน นับเป็นโอกาสอันเป็นมหามงคลยิ่ง ที่กรมการพัฒนาชุมชนได้สำนึกในพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งยังความเป็นสิริมงคลมาสู่ข้าราชการ พนักงานราชการและเจ้าหน้าที่ กรมการพัฒนาชุมชนทุกคนได้มีกำลังใจในการทุ่มเททำงานอย่างอดทน และเสียสละเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และพี่น้องประชาชน ให้มากยิ่งขึ้นสืบไป

ขึ้นเหนือเที่ยวอาณาจักร “น่านเจ้า” ยลชุมชนไทลื้อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/648429

วันที่ 21 มี.ค. 2564 เวลา 11:15 น.ขึ้นเหนือเที่ยวอาณาจักร“น่านเจ้า”ยลชุมชนไทลื้อโดย อุทัย มณี

*********************

เป็นอนุจรติดตาม “พระเทพปวรเมธี” รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ขึ้นมาจังหวัดน่าน เพื่อมาร่วมงานพระราชทานเพลิงศพ พระเทพนันทาจารย์ อดีตเจ้าคณะจังหวัด

ถือว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตที่มาจังหวัดน่าน จังหวัดน่านเป็นจังหวัดที่มีภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขา ทิวทัศน์สวยงาม ผู้คนมีจิตใจไมตรีอารีย์ดั่งคนเหนือทั่วไป คือ อ่อนหวาน ยิ้มแย้มแจ่มใจ ใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนา

สถานที่คณะพวกเราไปพักหลังจากลงจากสนามบินก็คือ “วัดภูเก็ต” วัดนี้เป็นชื่อของชุมชน “ไทลื้อ” ที่อนุรักษ์วิถีชีวิตและรูปแบบศิลปวัฒนธรรมของตนไว้อย่างแน่วแน่น

ที่นี้มี “พระเทพเวที” รักษาการเจ้าคณะภาค 6 รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต มจร เป็นเสมือนเจ้าอาวาสตัวจริง คอยต้อนรับในฐานะ “เจ้าถิ่น”

วัดภูเก็ต มีโรงแรมระดับ 4 ดาวเรียกว่า “โรงแรมธรรมะ” ทิวทัศน์ตั้งอยู่บนเนินเขา มองไปด้านล่างเห็นบ้านเรือนผู้คนและท้องนา ภูเขาสวยงามตระการตา

วัดภูเก็ต มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมมีสามเณรมาเรียนประมาณ 120 รูป และที่นี่สามเณรค่อนข้างมีคุณภาพสอบติดมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงทุกปี

วัดภูเก็ต เป็นวัดที่ตั้งอยู่ใจกลาง “หมู่บ้านเก็ต” ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีอายุหลายร้อยปีของชุมชน  “ไทลื้อ”

ด่านล่างของวัดมีทั้ง “ถนนคนเดิน” และ “ผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชน” หรือ สินค้า otop ของชุมชนไทลื้อ  โดยการสนับสนุนของ กรมการพัฒนาชุมชน เป็นหลัก

เท่าที่ฟังจากพระเทพเวที พระคุณเจ้าถือว่า “เป็นคนรักบ้านเกิด” จริง ๆ เป็นสะพานบุญเชิญ ชวน เชื่อม ชวนคนเมืองกรุง มาช่วยบ้านเกิดท่าน เฉพาะตัวเงินที่ท่านนำมาพัฒนาวัด,โรงเรียน,ชุมชน “ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท”

และที่นี้ท่านมีพยายามไม่ให้คนในชุมชน ญาติพี่น้องท่าน “ขายที่ดิน” รักษาประเพณี รักษาเครือข่ายระบบญาติพี่น้องไว้ในชุมชนอย่างเหนียวแน่น เนื่องจากหากคนในชุมชนอื่นหรือต่างถิ่นอื่นมาอยู่ พระคุณเจ้ากลัว “แตกสามัคคี”

คนที่นี้ส่วนใหญ่ทำเกษตรกรรม,ผลิตภัณฑ์ชุมชนผ้าทอมือ,กะละแมไทลื้อสูตรโบราณบ้านเก็ต เลี้ยงชีพไม่ค่อยมีคนไป “ขายแรงงานเมืองใหญ่ หรือเมืองกรุงกันมาก”

ไม่ไกลจากวัดภูเก็ตมากนักมี “ โคก หนอง นาโมเดล” ด้วย เนื่องจากจังหวัดน่านเป็นเมืองเกษตรคนจึงสนใจเยอะสมัครเข้าร่วมโครงการมากถึง 273 ครัวเรือน สำหรับการจ้างงานคนที่ได้รับผลกระทบจากโควิดที่ภาษาโคกหนองนาเรียกว่า “นักพัฒนาต้นแบบ” จังหวัดน่านมี 248 คน และตอนนี้กำลังอบรมสู่เข้ารุ่นที่ 7 แล้ว

โดยเฉพาะอำเภอปัว มีผู้เข้าร่วม 15 ครัวเรือน แอบไปดูพื้นที่ทำโคก หนอง นาโมเดลขนาด 1 ไร่ของคุณอุทิศ จิตอารี ที่นี้เขาทำอยู่ก่อนแล้ว เป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ด้วย

ปัญหาหนึ่งเท่าที่ฟังจากพัฒนากรและนักพัฒนาต้นแบบอำเภอปัว ประสบปัญหาเรื่อง “ช่างออกแบบและควบคุมขุดบ่อ” เพราะกรมพัฒนาชุมชนไม่มีช่างออกแบบหรือช่างควบคุมงานและตรวจงาน วิธีแก้ปัญหาตอนนี้คือ ขอช่างจากหน่วยงานท้องถิ่นและให้ทหารมาช่วย..

ภาคบ่ายไกด์กิตติมศํกดิ์ รก.เจ้าคณะภาค 6 “พระเทพเวที” พาเที่ยววัด พาเที่ยวพระธาตุเก่าแก่อายุรุ่นเดียวกับยุคสุโขทัย ที่ท่านไปบูรณะเอาไว้ ทำบรรไดพญานาคสวยงาม พาไปกราบวัดชุมชนไทลื้อเก่าแก่

ยอมรับเลยว่า.. จังหวัดน่านมีเสน่ห์มีแหล่งท่องเที่ยวนอกจากธรรมชาติที่สวยงามอากาศดีติดอันดับแล้ว ศิลปะวัฒนธรรมชุมชนมีเสน่ห์น่าชมมากจริง ๆ เสียดายเวลามีน้อย

หากมีโอกาส..จะกลับมาอีกครั้งอย่างแน่นอน……

“โคก หนอง นาโมเดล” ฟีเวอร์!! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/647813

วันที่ 14 มี.ค. 2564 เวลา 09:35 น.“โคก หนอง นาโมเดล”  ฟีเวอร์!!โดย อุทัย มณี

*********************************

คนวัยกลางคนอย่างผู้เขียน..ส่วนใหญ่ “มักทบทวนเส้นทางเดินชีวิต” และ “ชอบอยู่ในสังคมที่ไม่พลุกพร่าน” อยู่เสมอ ๆ  หากคิดแบบพระก็คือ เริ่มเห็น “ฝั่งริบหรี่” บ้างแล้ว

ชีวิตวัยนี้มักไม่มีความสุขกับปัจจุบัน.. และหันไปมีความสุขกับสิ่งที่..ผ่านมาแล้ว

จึงไม่แปลกคนวัยนี้ในเมืองส่วนใหญ่จึงเบื่อหน่าย “งานประจำ” อยากไปใช้ชีวิตในชนบท ทำเกษตร โดยเฉพาะตอนนี้กำลังบูมและฟีเวอร์เอาการ คือ “โคก หนอง นาโมเดล” ของอธิบดี “เก่ง” อธิบดีเศรษฐีหมื่นล้าน คุณสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ที่จับอะไร ประชาสัมพันธ์อะไรมัก “ดูดีไปหมด”

ตอนนี้คนเมือง คนออฟฟิต  “คลั่งใคล้” โคก หนอง นาโมเดล ทั่วบ้านทั่วเมือง #ไม่เว้น..แม้กระทั้ง พระสงฆ์องค์เจ้า หันมาสนใจ หันมาให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคงทางอาหาร” หันมาสนใจกับ “วิถีชีวิต” แบบเกื้อกูลของสังคมไทย ดั่งในอดีต

บางทีก็คิดในใจทำไม?? กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่มี “มือพีอาร์” หรือไร ได้งบเงินกู้ไปตั้ง 9 พันกว่าล้านเพื่อทำเกษตรทฤษฎีใหม่ แต่เงียบวังเวงชอบกล..สู้ “โคก หนอง นาโมเดล” ไม่ได้

เดียวนี้ประชาชน พระสงฆ์ หันมาสนใจ เกษตรทฤษฎีใหม่สู่ “โคก หนอง นาโมเดล” ทั่วบ้านทั่วเมือง ผู้เขียนเป็นหนึ่งในนั่น สมัครเข้าร่วมโครงการโคก หนอง นาโมเดล เอาไว้ที่จังหวัดกาญจนบุรี

ผ่านอบรมมาแล้วรอบหนึ่งที่ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนเพชรบุรี กรมการพัฒนาชุมชน  5 วัน 4 คืน ตามที่เคยเล่ามาก่อนหน้านี้

เมื่อไปกี่วันที่ผ่านมา พัฒนาชุมชนจังหวัดกาญจนบุรี ประสานมาให้ไป “อบรบรอบสอง”เนื่องจาก งบประมาณคนละตัว ปู่ย่า ตายาย เคยสอนเอาไว้ว่า “เวลาคุยกับคนราชการ อย่าเถียง อย่าถามเยอะ” สรุปคือ ไปก็ไป ถือว่าไป “ทบทวนความรู้”  และเป็น “ถิ่นเก่า”

แต่..บอกกับคนพัฒนาชุมชนจังหวัดกาญจนบุรีขอไปในฐานะ “ผู้สังเกตการณ์”  เหตุผลส่วนตัวไม่ได้บอกต่อ คือ จะให้เต้น รำ ร้องเพลง สนุกสนาน ไม่ค่อยเป็น ไม่อยากเป็น “กาในฝูงหงส์” เพราะเราเป็นอดีตนักบวช กิจกรรมแบบนี้ไม่เป็น จริง ๆ 

จึงประสานกับ “เจ้าคุณศิริ” รองเจ้าคณะอำเภอเมืองกาญจนบุรี ขออาศัยวัดที่ใกล้อบรมสัก 2 -3 คืน  พระคุณเจ้าเมตตาประสานให้นอน “วัดเขื่อนท่าทุ่งนาประชาสรรค์” ของ “หลวงปู่แก่น” อดีตพระเกจิชื่อดังในถิ่นนั้น

เมื่อไปถึงทางวัดเตรียมที่นอนให้อย่างดี แต่วัดค่อนข้างเงียบเหงา ถามพระในวัด ท่านบอกว่า “ตอนนี้ทั้งวัดมีพระภิกษุ- สามเณรประมาณ 5 รูป” พระบวชจำพรรษาน้อย ส่วนใหญ่บวชระยะสั้นแล้วก็สึกออกไป

ปัญหานี้ “กลายเป็นวิกฤติอย่างหนึ่ง” ของคณะสงฆ์ จากสถิติ “วัดเพิ่มขึ้น..และจำนวนพระจำพรรษากลับน้อยลง” 

ส่วนสามเณรไม่ต้องพูดถึง วัดชนบทต่างจังหวัดทุกวันนี้แทบ “สูญพันธุ์”

ระหว่างวันที่ 11 -15 มีนาคม 64 นี้ จึงเข้าคอร์สอบรม “โคก หนอง นาโมเดล” ณ  ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ KSL ริเวอร์แควร์ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี

ที่นี้บรรยากาศไม่เหมือนกับศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนเพชรบุรี ดูวังเวง ไม่มีชีวิตชีวาเท่าไร เพราะที่นี้มันคือ รีสอร์ท แต่ส่วนหนึ่งเขาแบ่งเป็น “ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ” เอาไว้ ติดกับแม่น้ำแควใหญ่ อยู่เหนือเขื่อนท่าทุ่งนา 

สถานที่แล้ง ๆ ร้าง ๆ  ถามเจ้าหน้าที่บอกว่ารีสอร์ทนี้อยู่ใน “เครือข่ายโรงงานน้ำตาล KSL” ที่ตั้งอยู่ที่ตัวอำเภอท่าม่วง จ.กาญจนบุรี

เริ่มภาคเช้าเปิดอบรมโดย คุณรัชนี โพธิสัตยา  พัฒนาการจังหวัดกาญจนบุรี  และต่อด้วย “ปราชญ์ชุมชน” ชื่อ “แรม” ซึ่งคนนี้เท่าที่ฟังเป็นปราชญ์จริง ๆ รู้เรื่องวิธีปลูกพืชผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ เลี้ยววัว

วิธีสังเกต เล่าศาสตร์ของพระราชาเริ่มต้นด้วย “เข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา” ทฤษฎี 40 ทฤษฎี ย่อยลงมาวิธีการทำโคก หนอง นา วิธีแบ่งแปลงทำ รวมทั้งสอนวิธีการตลาดไปในตัวด้วย

สุดท้าย ผู้เขียน “ความดันขึ้น” เพราะที่นี้อากาศร้อนอบอ้าว ปวดหัวจะวูบ จนพักเที่ยง จึงหลบออกมาเงียบ ๆ  กลับวัด ทานยา หาข้าวกิน !!

พระธรรมรัตนากรเจ้าอาวาสวัดโพธิ์มรณภาพสิริอายุ 81 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/647263

วันที่ 07 มี.ค. 2564 เวลา 15:00 น.พระธรรมรัตนากรเจ้าอาวาสวัดโพธิ์มรณภาพสิริอายุ 81 ปีพระธรรมรัตนากร อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 15 อดีตอธิบดีสงฆ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม มรณภาพด้วยอาการสงบ เวลา 03.19 น.สิริอายุ 81 ปี 61 พรรษา

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม พระธรรมรัตนากร (สีนวล ปญฺญาวชิโร) (สีนวล ปญฺญาวชิโร ป.ธ.9) อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 15 อดีตอธิบดีสงฆ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม มรณภาพด้วยอาการสงบ เวลา 03.19 น.สิริอายุ 81 ปี 61 พรรษา

พระธรรมรัตนากร มีอาการอาพาธเข้ารับรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ด้วยอาการเส้นเลือดเลี้ยงสมองทางด้านซ้ายตีบ และมีเนื้อประสาทที่เส้นเลือดเสื่อมคลาย คณะแพทย์ถวายการรักษา ตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา และเมื่อวันที่ 14 ก.พ. ที่ผ่านมา พระธรรมสุธี (นรินทร์ นรินฺโท) เจ้าอาวาสวัดหัวลำโพง ในฐานะผู้รักษาการแทนเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ได้มีคำสั่งเจ้าคณะกรุงเทพฯ ลงวันที่ 11 ก.พ.2564 เรื่อง แต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสพระอารามหลวง โดยอาศัยอำนาจตามความในข้อ 6 วรรค 1 แห่งกฎมหาเถรสมาคมฉบับที่ 19 (พ.ศ.2536) ว่าด้วยการแต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ออกตามความใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2535 แก้ไข้เพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2561 จึงแต่งตั้งให้ พระราชธรรมสุนทร (ทองใบ) ฉายา ปุณฺโณภาโส อายุ 91 ปี พรรษา 70 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

พระธรรมรัตนากร นามเดิมว่า สีนวล เรืองอำพันธ์ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2482 ตรงกับวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 6 ปีเถาะ ที่บ้านเลขที่ 34 หมู่ที่ 4 ตำบลไผ่วง อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง บิดาชื่อ นายฟุ้ง เรืองอำพันธ์ มารดาชื่อนางทุเรียน เรืองอำพันธ์ อุปสมบทบรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 ตรงกับวันแรม 8 ค่ำ เดือน 8 ปีมะโรง ณ วัดต้นทอง ตำบลไผ่วง อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง

ต่อมา ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2502 ตรงกับวันแรม 13 ค่ำ เดือน 5 ปีกุน ณ วัดโบสถ์วรดิตถ์ ตำบลป่าโมก อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง โดยมี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริ) ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่พระธรรมวโรดม เป็นพระอุปัชยาจารย์ พระปาโมกข์มุนี (บุญศรี สิริทตฺโต) ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่พระครูปาโมกข์คณารักษ์ เจ้าคณะอำเภอปาโมกข์ เจ้าอาวาสวัดป่าโมก ตำบลป่าโมก อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระวิเศษชยสิทธิ์ (ผวน อวิกฺเขโป) ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่พระครูวิเศษชยสิทธิ์ เจ้าคณะจังหวัดอ่างทอง เจ้าอาวาสวัดอ่างทอง ตำบลตลาดหลวง อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ได้รับฉายาว่า “ปัญฺญาวชิโร”

วิทยฐานะ

พ.ศ. 2493 จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดต้นทอง จังหวัดอ่างทอง

พ.ศ. 2500 สอบได้นักธรรมชั้นเอก วัดโบสถ์วรดิตถ์ สำนักเรียนคณะจังหวัดอ่างทอง

พ.ศ. 2501 สอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค วัดโบสถ์วรดิตถ์ สำนักเรียนคณะจังหวัดอ่างทอง

พ.ศ. 2508 สอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค วัดโบสถ์วรดิตถ์ สำนักเรียนคณะจังหวัดอ่างทอง

พ.ศ. 2511 สอบเทียบได้ชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 (สมัครสอบ)

พ.ศ. 2512 สอบเทียบได้ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (สมัครสอบ)

พ.ศ. 2515 สอบได้ชั้นประกาศนียบัตรการศึกษา (พ.กศ.)

พ.ศ. 2521 สอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค สำนักเรียนวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพมหานคร

เกียรติคุณ

พ.ศ. 2547 ได้รับปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาธรรมนิเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

พ.ศ. 2553 ถวายพระธรรมเทศนา เรื่อง “สัปปุริสวัตตกถา” ในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ ในการสดับพระธรรมเทศนาและเจริญพระพุทธมนต์ ณ พระอุโบสถ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เมื่อวันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2553

สมณศักดิ์

พ.ศ. 2530 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระศรีวชิราภรณ์

พ.ศ. 2544 เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชวชิราภรณ์ ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

พ.ศ. 2557 เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพวีราภรณ์ สุนทรศาสนกิจ ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

28 กรกฎาคม 2562 เป็น พระราชาคณะชั้นธรรม ที่ พระธรรมรัตนากร สุนทรปริยัติคุณ วิบูลธรรมานุสิฐ ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

เล่าเรื่องมหาจุฬา ฯ : การกลับมาของ “พระพรหมบัณฑิต” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/647234

วันที่ 07 มี.ค. 2564 เวลา 09:45 น.เล่าเรื่องมหาจุฬา ฯ : การกลับมาของ “พระพรหมบัณฑิต”โดย อุทัย มณี

*************************

เมื่อเร็ว ๆ นี้มีข่าวเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่งในแวดวงมหาวิทยาลัยสงฆ์ คือ การหวนกลับมาสู่สังเวียนการศึกษาของ พระพรหมบัณฑิต ในฐานะ “อุปนายกสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” ตำแหน่งที่ห่างหายไป “นับสิบปี”

พระพรหมบัณฑิต เป็นราชบัณฑิต ถือเป็น “พระนักปราชญ์” ในยุคนี้ ไม่มีใครเทียบเทียมได้ มีคำเล่าขานว่าตั้งแต่ก่อตั้งมหาวิทยาลัยสงฆ์มา มีแต่พระพรหมบัณฑิตนี่แหละ..ผู้สร้างสีสันและวางรากฐานให้กับการศึกษาของคณะสงฆ์ได้มากที่สุด ยอมรับทั้ง “ภายในประเทศ..และต่างประเทศ”

ครองตำแหน่งอธิการบดี มจร มากกว่า 20 ปี การหวนกลับมาสู่สังเวียนการศึกษาของคณะสงฆ์ ในฐานะ อุปนายกสภา มจร ก่อให้เกิด “ความตื่นตัวและสีสัน” ให้กับคนภายในและศิษย์เก่า มจร มิใช่น้อย เพราะหลายปีมานี้ มจร หรือมหาจุฬา ฯ ประสบปัญหามากมาย ทั้งเรื่องปัญหาที่กรุ่น ๆ อยู่  “ภายในและปัญหาที่มาจากภายนอก”

# ปัญหาภายนอก

เห็นชัด คือ นักศึกษาลดลง,งบประมาณได้รับการจัดสรรไม่เพียงพอ ยิ่งการเกิดขึ้นของโควิด -19  รอบแรก ยังพอทน รอบสอง “มจร เงียบดั่งป่าช้า”

# ปัญหาภายใน เกิดเป็นสองขั้ว สามขั้ว วางหมาก วางเกม จน งานสะดุด  ผู้บริหารระดับกลางหลายรูป หลายคนถอดใจ @ หันไปปลูกผัก หันไปส่องพระเครื่อง ก็มี แค่กองคลังและทรัพย์สินอย่างเดียว ถูกผ่าเป็น 2 ซีก..อันนี้ก็แปลกประหลาดแล้ว

@มีข่าวซุบซิบแว่วหูอันหาหลักฐานเชื่อถือไม่ได้ว่า..ที่นี้มีบางคนเป็นแค่เจ้าหน้าที่ แต่มีอำนาจยิ่งใหญ่กว่าผู้บริหารระดับสูงบางรูป บางคน  โครงการ ก่อสร้าง จัดซื้อ จัดจ้าง เบ็ดเสร็จ จบที่เดียว จริงหรือไม่ ?? ในฐานะศิษย์เก่า..กำลังหาข้อมูล?? และรวมทั้งส่วนอื่น ๆ ที่วางหมาก วางเกม ส่งคนเป็นงานบ้าง ไม่เป็นบ้าง ที่ซ้ำร้ายกว่านั่น..มีระบบลูกหลานเข้ามาเกี่ยวข้อง!!

การกลับมาของพระพรหมบัณฑิต หวังว่าจะแก้ปัญหาที่มีทั้งภายในและภายนอกได้ การกลับมาของพระพรหมบัณฑิต หวังว่าจะฟื้นฟูชื่อเสียงของ มจร ให้กลับมาเหมือนเดิมและยิ่งใหญ่กว่าเดิมได้

โดยเฉพาะผู้บริหารระดับกลาง ทำอย่างไรให้พวกท่านเหล่านี้ “มีกำลังใจ อุ่นใจ และสบายใจ” ในการขับเคลื่อนงาน มิให้ปล่อยให้ฆราวาสลาพรตบางคน บางกลุ่ม สร้างอาณาจักรให้ตัวเอง แบ่งเค๊ก เหมือนพรรคการเมืองข้างนอก

แบ่งเค๊กไม่พอ..บางคนนั่งรองอธิการบดี หลุดแล้ว ก็ยังมาครองตำแหน่ง รองคณบดีบ้าง ผู้ช่วยอธิการบดีต่อบ้าง ซ้ำบางคนนั่งอยู่ในหน่วยงานที่สร้างรายได้ให้กับ มจร มา 20 กว่าปี ไม่ยอมลาออก เพราะผลประโยชน์ดี ทั้ง ๆที่มีอายุใกล้เข้าโลงแล้ว ??

แบบนี้..คนรุ่นใหม่ที่ไหนจะมีกำลังใจ เพราะมองไม่เห็นอนาคตการเติบโตของตัวเอง..ไปปลูกผัก ยังเห็นความเจริญ ความงามของผักและพืชไปส่องพระเครื่อง สบายใจ กว่ามานั่งปวดหัวกับการทำงาน “ท่ามกลางความวุ่นวาย” และ มองไม่เห็นอนาคต

มหาจุฬาฯ อยู่ได้นอกจากงบประมาณอันเป็นภาษีของประชาชนทั่วไปแล้ว…อีกสิ่งหนึ่ง คือ สัญลักษณ์ของ “ผ้าเหลือง” ตัวที่ดึงศรัทธาและผู้สนับสนุนจากข้างนอกได้

อย่าให้ !! ฆราวาสมีอำนาจเหนือพระสงฆ์..อย่าให้ความเกรงใจ..ทำลาย มจร จมอยู่ร่ำไป

ในฐานะศิษย์เก่า..การกลับมาของพระพรหมบัณฑิต นอกจากความดีใจแล้ว ยังพอมองเห็นอนาคตของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ออกว่า..จะก้าวต่อไปอย่างไรท่ามกลางวิกฤติระบบการศึกษาที่ทั่วโลกกำลังประสบปัญหา

และหวังว่าการกลับมาคราวนี้..อย่าให้ความเมตตานำความถูกต้อง??

สมเด็จพระมหาธีราจารย์ : พระชราผู้มีวิสัยทัศน์ทันยุค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/646570

วันที่ 28 ก.พ. 2564 เวลา 11:17 น.สมเด็จพระมหาธีราจารย์ : พระชราผู้มีวิสัยทัศน์ทันยุคโดย อุทัย มณี

**********************

เมื่อเร็ว ๆ นี้ผ่านไปยังวัดยานนาวา แวะเข้าไปกราบพระบรมสาริกธาตุ พร้อมกับไปสนทนากับพระคุณเจ้า วัดยานนาวายุคภายใต้กันบริหารของ “สมเด็จพระมหาธีราจารย์” กรรมการมหาเถรสมาคมแปลกตาไปมาก

ยุคสมัยที่ผู้เขียนยังเป็นสามเณร ตั้งแต่ท่านเจ้าอาวาสรูปเก่าเคยไปนอนเล่นอยู่ในกุฎิเจ้าอาวาสเพราะมีเพื่อนเป็นสามเณรอุปัฎฐากท่าน ตอนนี้เพื่อนรูปนี้เป็นเจ้าคุณแล้ว และกลับไปพัฒนาบ้านเกิดที่จังหวัดกาญจนบุรี

หน้าวัดตึกที่เก่า ๆ ทรุดโทรม ปัจจุบันมีคลิกนิกรักษาโรคแบบแพทย์แผนโบราณ,มีนวด และด้าน ๆกับศาลจีนอะไรสักอย่าง ด้วยบารมีของสมเด็จพระมหาธีราจารย์..ขอคืนพื้นที่ของวัดได้มาเกือบหมดแล้ว..อาจเหลืออยู่บ้าง..ซึ่งก็ว่ากันไปตามกฎหมาย

แต่โดยกฎหมายที่ธรณีสงฆ์ไม่ว่าจะเป็นใคร รัฐบาลหรือนักธุรกิจมิอาจยึดเอาไปได้ พวกที่ยึดเอาไป เห็นมากต่อมากแล้ว..ชีวิตจบไม่สวยสักราย

ยุคหนึ่งสมเด็จพระมหาธีราจารย์..ขึ้นชื่อในบารมี สามารถเสกอธิบดีให้เป็นปลัดได้เสกนายพันให้เป็นนายพล ได้ด้วย

ผู้เขียนเคยสัมผัสกับสมเด็จพระมหาธีราจารย์ 2-3 ครั้ง เป็นพระเถระที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เป็นพระเถระที่ลุยงาน หากไม่เชื่อ ดูผลงานของท่านตอนช่วยน้ำท่วมพระภิกษุสงฆ์ทางภาคอีสาน ภาคใต้  แม้แต่ภาคเหนือก็ลุยขึ้นไปดู “พระธรรมจาริก” กลุ่มพระนักเผยแผ่ชาวดอย ชาวเขา

ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้ท่านถือว่าชราแล้ว อายุเกิน 80 แล้ว..แต่ขยันยิ่งกว่าสมเด็จที่มีหน้าที่ในพื้นที่บางรูปอีก

สมเด็จพระมหาธีราจารย์ในบรรดาพระสมเด็จทั้งหลาย น่าจะมี “ทีมงาน” ที่เข้มแข็งที่สุด มีทีมงานที่พร้อมที่สุด และอาจมีทีมงานที่ขยันที่สุด อาจเป็นเพราะ..สมเด็จพระมหาธีราจารย์มีบารมีและใช้คนเป็น หรืออีกนัยหนึ่งอาจเป็นเพราะ..ท่านไปอยู่ต่างประเทศมานาน เห็นมาเยอะ รู้มาเยอะ

ผลงานเลื่องลือของท่านนอกจากพัฒนาวัดยานนาวาให้รุ่งเรื่องทั้งเรื่องศาสนสถานแล้ว การเผยแผ่ก็ขึ้นชื่อ,เรื่องธรรมนูญพระสงฆ์ก็เกิดขึ้นจากวัดยานนาวา,เรื่องการศึกษาของพระเณรท่านก็ไม่ทิ้ง

ลองไปพิจารณาดูเถอะ งานหลายงานที่ปรากฎอยู่ในวงการสงฆ์ตอนนี้ ริ่เริ่มตั้งต้นมาจาก วัดยานนาวา หากผู้เขียนมีอำนาจจะมอบตำแหน่ง “เจ้าคณะหนใหญ่” คุมภาคใดภาคหนึ่ง

แต่ท่านมีถิ่นกำเนิดจากภาคอีสาน,เคยเป็นเลขานุการเจ้าคณะหนใหญ่ภาคตะวันออก น่าจะมอบหมายให้คุมอีสาน เพราะรู้ภูมิศาสตร์,มีฐานเครือข่ายและมีบารมีในภาคนี้

โดยเฉพาะภาคใต้..เจ้าคณะหนใหญ่ “เบื่อหน่าย” เคยทำหนังสือลาออกถึงมหาเถรสมาคมแล้ว.แต่ถูกยับยั่งเอาไว้..อาจถึงเวลาให้ท่านพักผ่อนแล้ว

ส่วนเจ้าคณะหนใหญ่บางรูปที่มีปัญหาสุขภาพ..ก็อาจต้องพิจารณาให้ท่านพัก เพื่อต่ออายุให้ยึดยาวขึ้น ไม่ต้องมานั่ง บริหารกิจการคณะสงฆ์ส่วนเจ้าคณะใหญ่บางรูป ตั้งแล้ว..ยังไม่มีผลงานอะไรเลยที่เป็นรูปธรรม ตั้งได้ก็ต้อง “ปลดได้”

ปัญหาที่ดินวัดในกรุงเทพมหานครวัดหลายวัดอยาก “ขอคืนพื้นที่ที่ธรณีสงฆ์”คืน แต่ชาวบ้านไม่ยอม คัดค้าน วัดที่มีปัญหา น่าจะไปศึกษารูปแบบวัดยานนาวาดูว่า ทำไมสมเด็จพระมหาธีราจารย์ทำได้

วัดอรุณราชวราราม เขตบางกอกใหญ่ มีแผนจะขอคืนทำสถานที่จอดรถ ทุกวันนี้ตารางเมตรเดียวยังขอคืนไม่ได้ วัดสังข์กระจายวรวิหาร ที่ได้คืนมานิดหน่อย เพราะไฟใหม้ และอีกหลายวัดที่ชาวบ้านรุกร้ำตั้งถิ่นฐาน ทุกวันนี้เจ้าอาวาส “ปวดหัว” เพราะให้ออกไม่ออก บางคนเช่าที่วัดปีละไม่กี่ร้อยบาท

แต่ปล่อย “ให้เช่าช่วง” ทำบ้านเช่าบ้าง ตึกพาณิชย์บ้าง กลายเป็น “เสือนอนกิน” ตอนนี้ทราบว่า “สรรพากร” จะเข้ามาช่วย คือ เป็นภาษีที่ดิน “ธรณีสงฆ์” เต็มอัตรา ทีนี้แหละ..เจ้าอาวาสกับชาวบ้าน คงเปิดศึกกันอีกรอบ

คุยกับพระคุณเจ้าในวัดยานนาวาเสร็จเดินไปคุยกับแม่ค้าขายพวงมาลัยหน้า ชื่นชอบการพัฒนาวัด ชื่นชอบสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เพราะค้าขายดีขึ้น วัดวาสะอาดสะอ้านขึ้น

ต่อจากนั้นวกกลับเดินเข้าไปในบริเวณวัด ไปดูตึกที่เคยไปนั่งคุยกับเพื่อนเรียน มจร  เดียวนี้เปลี่ยนไปหมดแล้ว สมเด็จพระมหาธีราจารย์.. เป็นพระนักพัฒนา มีวิสัยทัศน์ และมี บารมีคับจริง  ๆ