ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ตลาดเก่าริมน้ำ’ ภูมิท่องเที่ยวชุมชนวิถีไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/525711

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ตลาดเก่าริมน้ำ’ ภูมิท่องเที่ยวชุมชนวิถีไทย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ตลาดเก่าริมน้ำ’ ภูมิท่องเที่ยวชุมชนวิถีไทย

วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตลาดขายของสมัย ร.๕

ในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศนั้น ส่วนใหญ่ผูกพันกับตลาดจนเป็นวิถีไทยที่หาได้ไม่ยากด้วยเหตุที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมีลักษณะเด่นของท้องถิ่น ดังนั้น ตลาดเก่า ถนนคนเดินในหลายแห่งจึงถูกฟื้นฟูให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมซึ่งต่างมีความหลากหลายขึ้นการส่งเสริมให้เกิด การท่องเที่ยวชุมชน (Community-Based Tourism) จึงเกิดขึ้นทั่วประเทศ การเที่ยวตามชุมชนที่น่าสนใจนั้นมักเป็นชุมชนที่มีตลาดเก่า ถนนการค้าเดิม ที่สามารถจัดการท่องเที่ยวโดยคำนึงถึงความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม สังคม และวัฒนธรรม ซึ่งบริหารจัดการโดยชุมชนเพื่อชุมชน และให้ชุมชนได้มีบทบาทสร้างรายได้จากการเป็นเจ้าของ มีสิทธิการจัดการดูแลให้เกิดการเรียนรู้ในท้องถิ่นแก่ผู้มาเยือน   

การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนนั้นได้มีการจัดการไว้ ๔ ด้าน ได้แก่ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรม โดยให้ชุมชนนั้นมีฐานทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และมีวิถีการผลิตที่พึ่งพาและใช้ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นถิ่นอย่างยั่งยืนให้ชุมชนมีวัฒนธรรมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนขึ้น ด้านองค์กรชุมชน โดยให้ชุมชนมีระบบสังคมที่เข้าใจกัน โดยมีปราชญ์หรือผู้มีความรู้ และมีทักษะในเรื่องต่างๆ หลากหลายองค์ความรู้ จนให้ชุมชนนั้นรู้สึกถึงการเป็นเจ้าของ และเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา ด้านการจัดการให้ชุมชนมีกฎกติกาในการจัดการสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว ซึ่งมีองค์กรหรือกลไกการทำงานเพื่อจัดการการท่องเที่ยว และสามารถเชี่อมโยงการท่องเที่ยวกับการพัฒนาชุมชนโดยรวมได้  โดยมีกระจายผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและมีกองทุนที่สามารถเอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนในอนาคต

ตลาดน้ำที่มีเรือมากมาย

ด้านการเรียนรู้ ซึ่งต้องสร้างให้ชุมชนมีกิจกรรมการท่องเที่ยวที่สามารถสร้างการรับรู้และความเข้าใจในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่แตกต่างได้ มีระบบจัดการให้กระบวนการเรียนรู้ระหว่างชาวบ้านกับผู้มาเยือนและร่วมสร้างจิตสำนึกเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมร่วมกันทั้งชาวบ้านเองและผู้มาเยือน การท่องเที่ยวโดยชุมชนนั้นมีหลักการที่มุ่งเน้นให้ชุมชนเป็นเจ้าของ สร้างการมีส่วนร่วมของชาวบ้านในการกำหนดทิศทางและตัดสินใจเพื่อร่วมกันส่งเสริมความภาคภูมิใจในตนเอง โดยร่วมกันยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างความยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อม คงไว้ซึ่งเอกลักษณ์และวัฒนธรรมท้องถิ่น  สร้างกิจกรรม ก่อให้เกิดการเรียนรู้ระหว่างคนต่างวัฒนธรรม อันสร้างความเคารพในวัฒนธรรมที่แตกต่างและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งมีคำว่า “พหุวัฒนธรรม” มาสร้างการอยู่ร่วมกันจากความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยทำให้เกิดผลตอบแทนที่เป็นธรรมแก่คนในท้องถิ่นและมีการกระจายรายได้สู่สาธารณประโยชน์ของชุมชน การท่องเที่ยวโดยชุมชนตามหลักการนี้จึงเห็นว่ามีการส่งเสริมกันหลายวิธีหลายโครงการ ทั้งให้งบประมาณและแจกเงินให้ชวนกันเที่ยวกระจายรายได้เพื่อให้เข้าถึงชุมชนและวิถีไทยที่มีอยู่ทุกแห่งทั่วประเทศ ส่วนจะประสบความสำเร็จได้ครบถ้วนหรือไม่ขึ้นอยู่คนในชุมชนช่วยกัน ซึ่งมี ตลาดเก่า ถนนคนเดินต้นแบบให้เห็นอยู่หลายแห่ง เช่น ตลาดสามชุกที่สุพรรณบุรีตลาดบ้านสะแกกรัง ตรอกโรงยาที่อุทัยธานีถนนคนเดินในตลาดหล่มเก่าที่เพชรบูรณ์ตลาดกองต้า ที่ลำปาง ตลาดเก่าริมน้ำที่จันทบุรีตลาดคลองสวนที่ฉะเชิงเทรา เป็นต้น กระแสการเที่ยวตลาดเก่าร้อยปี ก็คงเหมือนกับการเที่ยวตามวัด ๙ วัด ซึ่งต่างสร้างกิจกรรมไหว้พระทำบุญและจัดการตลาดเก่าให้ขายของกับชมอาคารบ้านเรือนในอดีต ส่วนจะนิยมชมให้น่าสนใจน่าเที่ยวนั้นอขึ้นอยู่กับธรรมชาติในพื้นที่ซึ่งมีป่าเขา แม่น้ำ เช่น ตลาดริมแม่น้ำโขงที่เชียงคาน จ.เลย ตลาดสามชุกริมแม่น้ำท่าจีน เป็นต้น ภูมิสถานตลาดเก่าทุกแห่งจึงต้องมีแม่น้ำอยู่คู่กับตลาดนั้นๆด้วยวิถีชุมชนแต่ละแห่งนั้นในอดีตอยู่กับแม่น้ำมาตลอด ซึ่งมีวิถีวัฒนธรรมที่น่าสนใจตลาดบ้านสะแกกรังตลาดบ้านสะแกกรังอาคารเก่าสมัย ร.๕อาคารเก่าสมัย ร.๕วิวตลาดริมแม่น้ำวิวตลาดริมแม่น้ำวิถีเรือนแพ

วิถีเรือนแพร้านกาแฟย้อนยุค

ร้านกาแฟย้อนยุคภายในเรือนเก่า

ภายในเรือนเก่าปลาจากแม่น้ำ

ปลาจากแม่น้ำประเพณีท้องถิ่นบวชนาคประเพณีท้องถิ่นบวชนาค

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๕๐ปี มิตร ชัยบัญชา’ พระเอกตลอดกาลแห่งหนังไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/524134

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๕๐ปี มิตร ชัยบัญชา’  พระเอกตลอดกาลแห่งหนังไทย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๕๐ปี มิตร ชัยบัญชา’ พระเอกตลอดกาลแห่งหนังไทย

วันอาทิตย์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 08.15 น.

รางวัลดาราทองยอดนิยม

ชื่อเสียงของ มิตร ชัยบัญชา นั้น ไม่มีใครที่จะไม่รู้จัก ด้วยความที่เป็นดารายอดนิยมจึงถูกยกย่องให้เป็นพระเอกตลอดกาลของวงการภาพยนตร์ไทย ดังนั้นในวันที่ ๘ ตุลาคมของทุกปี จึงมีการจัดงานทำบุญเพื่อระลึกถึงพระเอกภาพยนตร์ไทยผู้นี้มาตลอด ปีนี้เป็นปีที่ ๕๐ แล้วที่มิตร ชัยบัญชา ได้จากไปพร้อมกับผลงานสุดท้าย คือ อินทรีทอง ที่ทำให้พระเอกผู้นี้ประสบอุบัติเหตุจากการถ่ายทำแบบช็อกกันทั้งประเทศ คงไม่ต้องพูดถึงความอาลัยรักและเสียดายว่ามากน้อยแค่ไหน 

มิตร ชัยบัญชา เกิดวันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ.๒๔๗๗ มีชื่อจริงคือ พันจ่าอากาศโทพิเชษฐ์ ชัยบัญชา (นามสกุลเดิม พุ่มเหม) ได้เข้าสู่วงการบันเทิงเมื่อปลาย พ.ศ.๒๔๙๙ เป็นพระเอกภาพยนตร์ไทยในช่วง พ.ศ.๒๕๐๐-๒๕๑๓ซึ่งเป็นยุคที่ภาพยนตร์ ๑๖ มม. มีผลงานภาพยนตร์กว่า ๓๐๐ เรื่อง ซึ่งมีการติดตามค้นพบแล้วประมาณ ๒๖๖ เรื่อง ผลงานเรื่องแรกคือเรื่องชาติเสือ ผลงานเรื่องที่สองที่ออกฉายคือจ้าวนักเลง หรือ อินทรีแดง งานเขียนของ เศก ดุสิตซึ่งทำให้มิตร ชัยบัญชา มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างมากมายจนทำรายได้เกินล้านบาทในสมัยนั้นมิตร ชัยบัญชา นั้น มีผลงานแสดงที่โดดเด่นมากและหลากหลายบทบาทมี ทั้งบทบู๊ รักกุ๊กกิ๊ก รักรันทด ตลก เชยเด๋อด๋า หรือชีวิตเศร้าเคล้าน้ำตา จนเรียกว่าคนนิยมชมภาพยนตร์ที่มีมิตร ชัยบัญชา แสดงมาก และแม้จะมีผู้แสดงบทนางเอกหลายคน ก็ไม่นิยมเท่ากับ เพชราเชาวราษฎร์ ดารานัยน์ตาหยาดน้ำผึ้งที่เป็นนางเอกคู่ขวัญจนเรียกกันติดปากว่าสร้างภาพยนตร์ต้อง “มิตร-เพชรา” เท่านั้น

๑๖ ปี แห่งความหลัง

สำหรับภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดเรื่องแรกคือเรื่อง ใจเพชร เมื่อพ.ศ.๒๕๐๖ต่อมามีภาพยนตร์ที่สร้างรายได้เกินล้านอีกหลายเรื่อง จนทำให้มิตร ชัยบัญชา ได้เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานรางวัล “โล่เกียรตินิยม” นักแสดงนำชาย ที่ทำรายได้สูงสุด จากภาพยนตร์ เรื่อง เงิน เงิน เงิน ซึ่งทำรายได้สูงเป็นประวัติการณ์ของหนังไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘ ต่อมาภาพยนตร์เรื่อง เพชรตัดเพชร ทำรายได้ทำลายสถิติเงิน เงิน เงิน ได้ ๓ ล้านบาท ในเวลาหนึ่งเดือนเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๙ และได้เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานรางวัล“ดาราทอง” ขวัญใจมหาชน จากคุณสมบัติหลัก ๔ ประการ คือ ศรัทธา หน้าที่ ไมตรี และ น้ำใจ ซึ่งแสดงถึงคุณภาพของผู้รับรางวัล ต่อมา พ.ศ. ๒๕๑๓ ภาพยนตร์เรื่อง มนต์รักลูกทุ่ง ของ รังสี ทัศนพยัคฆ์เป็นภาพยนตร์เพลงลูกทุ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ทำรายได้มากกว่า๖ ล้านบาทและยืนฉายในโรงภาพยนตร์ นานกว่า๖ เดือนในกรุงเทพฯ และทำรายได้ทั่วประเทศมากกว่า ๑๓ ล้านบาท  หลังสุดวันที่ ๘ ตุลาคมพ.ศ. ๒๕๑๓ มิตร ชัยบัญชา ได้ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตขณะถ่ายทำฉากโหนบันไดเชือกเฮลิคอปเตอร์ จากภาพยนตร์เรื่อง อินทรีทองท่ามกลางความอาลัยของมหาชน นับเป็นบุคคลธรรมดาที่มีผู้มาร่วมงานศพมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ ภายหลังได้มีการตั้งศาลบริเวณหาดจอมเทียน พัทยาใต้ สถานที่มิตร ชัยบัญชา เสียชีวิตกับตรงบ้านเกิดคือ บ้านไสค้าน ที่จังหวัดเพชรบุรีและมีการสร้างรูปหล่อของมิตร ชัยบัญชา ในชุดอินทรีทอง ไว้ที่ศาลด้วย สิ่งที่เป็นอนุสรณ์ของมิตร ชัยบัญชา ที่ทิ้งไว้กับแผ่นดินคือ การรวบรวมเงินซื้อที่ดิน ๕๑๔ ตารางวา ตรงเชิงสะพานผ่านฟ้าเพื่อสร้างโรงภาพยนตร์ส่งเสริมกิจการหนังไทย ต่อมาธนาคารกรุงเทพ ตั้งเป็นศูนย์สังคีตศิลปะ เพื่อรักษาเจตนารมณ์เจ้าของที่ดินไว้ ด้วยความที่เป็นคนรักเพื่อนพ้องและเป็นมิตรไมตรีกับทุกคน และเป็นผู้ที่ได้อัญเชิญธงชัยเฉลิมพลในวันสำคัญนั้นจึงเป็นความภาคภูมิใจของด.ช.บุญทิ้ง เด็กต่างจังหวัดที่มาแต่ตัวและจากไปแต่ตัวไม่เหลืออะไรจริงๆ นอกจากชื่อ “มิตร ชัยบัญชา” นามการแสดงในบทบาทพระเอกดาราทองยอดนิยมอันดับหนึ่งของแผ่นดินผู้อยู่ในใจของมหาชนทั่วประเทศมาจนวันนี้พ.จ.ท.พิเชษฐ์ ชัยบัญชาพ.จ.ท.พิเชษฐ์ ชัยบัญชามิตร ชัยบัญชา

มิตร ชัยบัญชามิตร ในบท จ้าวอินทรีมิตร ในบท จ้าวอินทรีมิตร-เพชรามิตร-เพชราอินทรีทอง เรื่องสุดท้าย

อินทรีทอง เรื่องสุดท้ายอนุสรณ์มิตร ที่ จ.เพชรบุรี บ้านเกิด

อนุสรณ์มิตร ที่ จ.เพชรบุรี บ้านเกิดเรื่องมนต์รักลูกทุ่ง

เรื่องมนต์รักลูกทุ่งเรื่องจ้าวอินทรีเรื่องจ้าวอินทรี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๗๔ ปี คดีสวรรคต’ มุมมองใหม่ทางนิติวิทยาศาสตร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/522627

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๗๔ ปี คดีสวรรคต’  มุมมองใหม่ทางนิติวิทยาศาสตร์

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๗๔ ปี คดีสวรรคต’ มุมมองใหม่ทางนิติวิทยาศาสตร์

วันอาทิตย์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 08.35 น.

ข่าวจากหนังสือพิมพ์

เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการนำเสนอผลงานสำคัญที่น่าสนใจถึง เรื่อง “๗๔ ปี คดีสวรรคต” ซึ่งเป็นมุมมองการทดลอง และพิสูจน์ใหม่ด้วยความก้าวหน้าทางนิติวิทยาศาสตร์ โดย คุณกังวาฬ พุทธิวนิช จากคดีสวรรคตในหลวง รัชกาลที่ ๘ ที่ทุกคนสนใจใคร่รู้กันมานานวัน ผลงานเล่มนี้ผู้ศึกษาได้ตั้งใจให้ข้อเท็จจริงด้วยความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย โดยสืบนำข้อเท็จจริงต่างๆ ที่ปรากฏแพร่หลายนั้นมาค้นคว้าและวิเคราะห์ในแบบใหม่ๆ ที่นำไปสู่ความรู้เท่าทันเพทุบายทางการเมือง เพื่อไม่ให้ดึงสถาบันที่เคารพเทิดทูนนั้นมาเป็นเครื่องมือมุ่งหวังกำจัดฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเรื่องราวของคดีสำคัญนี้จึงมีทั้งข้อมูลจากเหตุการณ์และถ้อยคำที่ปรากฏในเอกสารและหนังสือที่มีการเผยแพร่อยู่มากมายหลายเล่มนั้น ด้วยเหตุที่ยังไม่มีใครเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อไขคดี ดังนั้น การถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ที่ผ่านมากว่า ๗๔ ปีนี้ จึงถือว่าเป็นความรู้ใหม่ที่ต้องใช้ความอุตสาหะและความตั้งใจที่มีการตามหาข้อเท็จจริงและการทดลองพิสูจน์อย่างรอบด้านอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน 

กังวาฬ พุทธิวนิช ผู้ศึกษา

ในหลวงรัชกาลที่ ๘ ทรงเป็นที่รักใคร่ของอาณาประชาราษฎร์มาก เมื่อเสด็จสวรรคตนั้นทั่วแผ่นดินได้อาลัยร่ำไห้ไปทั่วและพากันระลึกถึงพระองค์อยู่ตลอดเวลา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ.๒๔๖๘ ทรงเป็นพระโอรสในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีสมเด็จพระเชษฐภคินีและสมเด็จพระอนุชาธิราช คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระองค์เสด็จขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๘ แห่งราชวงศ์จักรี เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ ขณะที่มีพระชนมพรรษาเพียง ๙ พรรษา และประทับที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ดังนั้น จึงมีการแต่งตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพื่อทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินจนกว่าพระองค์จะทรงบรรลุนิติภาวะ พระองค์เสด็จนิวัตพระนครครั้งแรกภายหลังทรงราชย์เมื่อวันที่๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๘๑ และครั้งที่สองเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๘ แต่ก่อนกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินกลับไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพียง ๔ วัน พระองค์ได้เสด็จสวรรคตด้วยทรงต้องพระแสงปืน เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ ณ ห้องพระบรรทม พระที่นั่งบรมพิมาน ภายในพระบรมมหาราชวัง รวมระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติทั้งสิ้น ๑๒ ปี จากข่าวหนังสือพิมพ์และหนังสือที่กล่าวถึงกรณีสวรรคตที่มีอยู่มากกว่า ๓๐ เล่มนั้นได้ถูกนำมาประมวลถึงเหตุการณ์บ้านเมืองและเส้นทางของหนังสือคดีสวรรคตตามช่วงเวลา และลำดับเหตุการณ์ของคดีอย่างละเอียด ประกอบกับเรื่องเล่า จากทายาทหรือผู้เกี่ยวข้องกับคดี ความย้อนแย้งทั้ง ๔ กรณี และการแย่งอำนาจทางการเมือง จนทำให้คลายความสงสัยใคร่รู้อย่างที่สามารถหาคำตอบได้ระดับหนึ่ง ด้วยผัง-ตาราง-กราฟิกประกอบให้เข้าใจง่ายขึ้น ซึ่งเป็นแบบอย่างของการถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ต่างๆ ในอนาคต เช่น เหตุการณ์จากภัยจากสึนามิ เหตุการณ์การติดถ้ำของทีมฟุตบอลหมูป่า เหตุการณ์จากคดีสำคัญๆ ที่น่าสนใจ เป็นต้น คณะวิทยากร ซึ่งมี ม.ร.ว.สายสวัสดี สวัสดิวัตน์,ส.ศิวรักษ์, โคทม อารียา นั้น ต่างชื่นชม กังวาฬ พุทธิวนิชที่ทำงานตรงไปตรงมาและเปิดกว้างต่อการศึกษาสมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ หนึ่งในวิทยากรนั้นได้กล่าวไว้อย่างสะเทือนใจว่า สำหรับดิฉัน กรณีสวรรคตเป็น “ตราบาปของแผ่นดิน” การฉกฉวยโอกาสมืดของมหาอำนาจในนาทีนั้น ทำให้เราสูญเสียเอกราชทางจิตวิญญาณ ทำให้คนดีถูกทำลาย และคนเลวเป็นที่ยกย่อง ถึงขนาดเอาอาชญากรสงครามออกมาจากคุกในญี่ปุ่น มาเขียนตำราหลักสูตรทางศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ให้เราและลูกหลานตกเป็นทาสทางความคิดมาจนทุกวันนี้ เราควรมั่นใจในตัวเอง ว่าสังคมของเราสามารถถกเถียงข้อมูลข้อเท็จจริงได้อย่างเสรี เพื่อให้ความจริงปรากฏ-เพื่อความเป็นธรรมทางประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่สุดของสังคมหนังสือ ๗๔ ปี คดีสวรรคตหนังสือ ๗๔ ปี คดีสวรรคตคณะวิทยากรเสวนาข้อมูล

คณะวิทยากรเสวนาข้อมูลการเสวนา

การเสวนาเตียงจำลองเพื่อศึกษาเตียงจำลองเพื่อศึกษาบุคคลผู้เกี่ยวข้องกับคดี

บุคคลผู้เกี่ยวข้องกับคดีนิทรรศการการศึกษา

นิทรรศการการศึกษาผังการศึกษา

ผังการศึกษาพาชมนิทรรศการ

พาชมนิทรรศการ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เชียงคาน’ภูมิเมืองท่องเที่ยวสู่ระดับเวิลด์คลาส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/521160

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง :  ‘เชียงคาน’ภูมิเมืองท่องเที่ยวสู่ระดับเวิลด์คลาส

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เชียงคาน’ภูมิเมืองท่องเที่ยวสู่ระดับเวิลด์คลาส

วันอาทิตย์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.15 น.

ถนนคนเดินเชียงคาน

จากยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่พิเศษเลยที่มุ่งยกระดับให้เป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวและพักผ่อน (Leisure Loei) ด้วยเหตุที่อำเภอเชียงคาน เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรมและวิถีชีวิตนั้น องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) ที่รู้จักกันในนาม อพท. นั้น ดร.ชูวิทย์ มิตรชอบ รักษาการผู้อำนวยการ อพท. ซึ่งเป็นหน่วยงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ได้ร่วมวางเป้าหมายพัฒนาให้จังหวัดเลย เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับเวิลด์คลาส (World Class Destinations) เพื่อให้พื้นที่แห่งนี้เกิดความยั่งยืนด้านการท่องเที่ยวยกระดับให้เป็นเมืองท่องเที่ยวและพักผ่อนให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยนำหลักเกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลกหรือ GSTC และเกณฑ์การท่องเที่ยวโดยชุมชนหรือ CBT เป็นหลักในการพัฒนาให้พื้นที่และชุมชนเกิดความยั่งยืน และสอดคล้องกับนโยบายการท่องเที่ยวที่กำหนดไว้ ๔ ด้าน เพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยว ได้แก่ Safe-การท่องเที่ยวอย่างปลอดภัย Clean-สะอาดสวยงาม Fair-มีความเสมอภาคเป็นธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบหรือหลอกลวงนักท่องเที่ยว บริการด้วยใจ และ Sustainability-ความยั่งยืน สร้างชุมชนท่องเที่ยว เพิ่มขีดความสามารถให้ท้องถิ่นบริหารจัดการการท่องเที่ยวได้ด้วยตัวเอง 

ดร.ชูวิทย์ มิตรชอบ รก.ผอ.อพท

สำหรับแนวทางการปฏิบัติงานที่ทำให้การพัฒนาพื้นที่อำเภอเชียงคานรุดหน้ายิ่งขึ้นนั้น อพท. ได้นำกำหนดให้ “เชียงคาน” เป็นอำเภอแรก จากการศึกษาพบว่าอำเภอเล็กๆ แห่งนี้ ทุกปีมีโอกาสต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและชาวต่างชาติเป็นจำนวนรวมมากถึงปีละกว่าล้านคน กับความความเข้มแข็งของชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ทำให้มีถนนคนเดินเลียบแม่น้ำโขงของอำเภอเชียงคาน อีกทั้งยังมีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายที่สร้างความมีเสน่หาทางวัฒนธรรมให้น่าสนใจ เช่น การใส่บาตรข้าวเหนียว การทำผาสาดลอยเคราะห์ หรือวิถีประมงในแม่น้ำโขง ที่สืบสาน รักษาเป็นประเพณีท้องถิ่นและเป็นกิจกรรมที่ดึงดูดการท่องเที่ยวทางวิถีวัฒนธรรม โดยการพัฒนาขยายพื้นที่ที่มีศักยภาพและเชื่อมโยงกับถนนคนเดินของเชียงคาน พัฒนาชุมชนชาไทดำ บ้านนาป่าหนาด ตำบลเขาแก้ว อำเภอเชียงคาน เพื่อยกระดับให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่จะนำเสนอต่อนักท่องเที่ยว อีกทั้งจังหวัดเลยนั้นได้สร้างสกายวอล์ก แลนด์มาร์คแห่งใหม่ให้กับเชียงคาน ที่ภูคกงิ้ว ตำบลปากตม อำเภอเชียงคาน สกายวอล์กแห่งนี้มีความสูงเท่ากับตึก ๓๐ ชั้น เป็นจุดชมวิวงดงามของแม่น้ำโขง และแม่น้ำเหือง ที่กั้นชายแดนระหว่างไทยกับสปป.ลาว ด้วยความที่มีพื้นที่ธรรมชาติที่งดงามของลุ่มแม่น้ำโขง ความเรียบง่ายของพหุวัฒนธรรมและจุดชมวิวที่งดงามนั้นจึงเป็นประทับใจกับแขกเยือนจนมีการท่องเที่ยวในเชียงคานแบบไม่ขาดสาย ดังนั้น การส่งเสริมให้เชียงคานก้าวสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับสากลจึงเป็นแนวทางให้มีการเสนอตัวเข้าสู่การจัดอันดับ Sustainable Destinations TOP 100 ในงานมหกรรมการท่องเที่ยวระดับโลกอย่าง ITB ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนีในปี ๒๕๖๔ ซึ่งจะเป็นต้นแบบให้ชุมชนหรือแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม-ธรรมชาติอีกหลายแห่งได้ตื่นตัวตามกันแม้จะอยู่ในสถานการณ์โควิดอยู่ก็ตาม อย่างน้อยคนไทยและต่างชาติที่พำนักในประเทศไทย (Expat) จะได้เที่ยวกันในแคมเปญ Explore the Unseen Thailandหรือ “เรารู้จักกันดีพอหรือยัง” และวันที่ ๒ ตุลาคมนี้ เวลา ๑๑.๐๐ น.ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ร่วมกับสมาคมชาวทมิฬแห่งประเทศไทย ได้มีความยินดีขอเชิญร่วมการเสวนา “จะอยู่อย่างไรในยุคโควิดให้มีความสุขด้วยแรงบันดาลใจจากคติพจน์แห่งปัญญา “ธิรุกกุรัล”ในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ เมืองทองธานี กันก่อนจะมีวันหยุดยาวให้ไปเที่ยวกันด้วยผาสาดลอยเคราะห์ผาสาดลอยเคราะห์กระทงพิธี ผาสาดลอยเคราะห์

กระทงพิธี ผาสาดลอยเคราะห์หาปลาในลำนํ้าโขง

หาปลาในลำนํ้าโขงสกายวอล์กจุดชุมวิว

สกายวอล์กจุดชุมวิววิถีประมงเชียงคานวิถีประมงเชียงคานวิถีไทยริมโขงที่เชียงคานวิถีไทยริมโขงที่เชียงคานแม่น้ำโขงที่เชียงคาน

แม่น้ำโขงที่เชียงคานพิธีของชาวไทดำพิธีของชาวไทดำที่พักผ่อนริมแม่น้ำโขงที่พักผ่อนริมแม่น้ำโขง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เพลงสุพรรณบุรี’ ภูมิเบญจภาคีดนตรีแผ่นดิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/519476

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เพลงสุพรรณบุรี’ ภูมิเบญจภาคีดนตรีแผ่นดิน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เพลงสุพรรณบุรี’ ภูมิเบญจภาคีดนตรีแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2563, 09.15 น.

แอ๊ด คาราบาว

ด้วยความโดดเด่นในวิถีชีวิตที่มีพ่อเพลงแม่เพลงของเมืองสุพรรณบุรีนั้น องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) ร่วมกับพื้นที่ จึงร่วมกันยกระดับการพัฒนาเมืองโดยให้พ่อเพลงแม่เพลงหลายสาขาและดนตรีนั้นเป็นสายธารนำไปสู่การเป็นเมืองดนตรี ที่สร้างการรับรู้เรื่องศิลปะดนตรี เพลงพื้นบ้าน และดนตรีร่วมสมัย ให้เป็น “เบญจภาคีดนตรีสุพรรณ” ซึ่งมีเพลงพื้นบ้าน เพลงลูกทุ่งเพลงไทยเดิม เพลงเพื่อชีวิตและเพลงสตริงป๊อปร็อก เพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สมาชิกเครือข่ายเมืองสรรค์ด้านดนตรีของยูเนสโก (Unesco Creative Cities Neawork) ในปี พ.ศ.๒๕๖๔ อันจะเกิดประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวและชื่อเสียงของประเทศไทย ที่ทำให้เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ทั่วโลกนั้นได้พากันมาร่วมกิจกรรมประชุมเสวนา ศึกษาเรียนรู้ สร้างกระแสการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและเสริมสร้างคุณภาพนำรายได้เข้าประเทศในอนาคต

ครูมนตรี ตราโมท

ดังนั้น การสร้างกระแสการรับรู้ที่มีการสำรวจและรวบรวมข้อมูลด้านดนตรีเพื่อจัดแผนขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรีนั้น อพท. จึงเชิญคณะ ชสท. ลงพื้นที่ตามหาภูมิความรู้ในพื้นที่ที่น่าสนใจโดยเฉพาะ เช่น วรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ที่วัดป่าเลไลย์-วัดแค วัฒนธรรมข้าวที่นาเฮียใช้ และแม่เพลงอีแซว บัวผัน จันทร์ศรี ศิลปินแห่งชาติ ผู้สานต่อเพลงพื้นบ้านโบราณ สำหรับด้านประวัติศาสตร์โบราณคดีนั้น เมืองสุพรรณบุรีเป็นเมืองโบราณ พบหลักฐานทางโบราณคดีมีอายุไม่ต่ำกว่า ๓,๕๐๐-๓,๘๐๐ ปี โบราณวัตถุที่พบมีทั้งยุคหินใหม่ยุคสำริด ยุคเหล็ก เมืองนี้ได้สืบวัฒนธรรมมาตั้งแต่สมัยสุวรรณภูมิ ฟูนัน อมราวดี ทวารวดี และศรีวิชัย เมืองสุพรรณบุรีเดิมนั้นมีชื่อว่า ทวารวดีศรีสุพรรณภูมิ หรือ พันธุมบุรี ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำท่าจีน แถบบริเวณตำบลรั้วใหญ่ ไปจดตำบลพิหารแดง พ.ศ.๑๔๒๐ ตามหลักฐานทางโบราณคดีได้จารึกชื่อไว้ในพงศาวดารเหนือว่าเมืองพันธุมบุรีในยุคทวารวดี ต่อมาพระเจ้ากาแตได้ย้ายเมืองมาตั้งอยู่ที่ฝั่งขวาของแม่น้ำ แล้วโปรดให้มอญน้อยไปสร้างวัดสนามชัย และบูรณะวัดป่าเลไลย์ ชักชวนให้ข้าราชการจำนวน ๒,๐๐๐ คนบวชเป็นพระภิกษุ จึงขนานนามเมืองใหม่ว่า สองพันบุรี ส่วนนาม “สุพรรณภูมิ” นั้นปรากฏในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ระบุว่าเป็นนครรัฐที่มีความสำคัญมาก่อนกรุงศรีอยุธยา เมื่อมีการสถาปนากรุงศรีอยุธยา เมืองสุพรรณบุรี จึงจัดอยู่ในฐานะเมืองลูกหลวง ซึ่งเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญ ในสมัยพระเจ้าอู่ทองนั้น ได้มีการสร้างเมืองมาทางฝั่งใต้หรือทางตะวันตกของแม่น้ำท่าจีน ชื่อเมืองเรียกว่า อู่ทอง สืบสมัยมาถึงขุนหลวงพะงั่วเมืองนี้จึงเรียกว่าชื่อว่า สุพรรณบุรี แต่นั้นมามีทั้งสุพรรณบุรีและเมืองอู่ทอง จึงเป็นศูนย์กลางการที่ติดต่อไปยังเมืองต่างรอบด้าน ได้แก่อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา นครปฐม และกาญจนบุรี ซึ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้น เมืองสุพรรณบุรีเป็นเมืองหน้าด่านและเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญ ต้องผ่านศึกสงครามหลายต่อหลายครั้ง สภาพเมืองเดิมจึงถูกทำลายเหลือเพียงซากปรักหักพัง จนกระทั่งถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เมืองสุพรรณบุรี ได้ฟื้นตัวขึ้นใหม่ และตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำท่าจีน(ลำน้ำสุพรรณ) มาจนทุกวันนี้ จากเหตุที่สุพรรณบุรีเป็นเมืองต้นกำเนิดตำนาน “ขุนช้างขุนแผน” ซึ่งเป็นวรรณคดีไทยยอดนิยมมาทุกสมัย จึงทำให้ปรากฏสถานที่ตามท้องเรื่องให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในปัจจุบัน เช่น บ้านรั้วใหญ่ วัดเขาใหญ่ท่าสิบเบี้ย ไร่ฝ้าย วัดป่าเลไลย์ วัดแค อำเภออู่ทองและอำเภอศรีประจันต์ เป็นต้น จากการที่เมืองสุพรรณบุรีแห่งนี้เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์บนพื้นที่ราบภาคกลางมาแต่อดีต มีการทำนาปลูกข้าว ทำไร่ไถนานั้น ทำให้คนสุพรรณเป็นแหล่งเพลงพื้นบ้านมาตั้งแต่ปู่ย่าตาทวดสืบต่อรุ่นกันมาจนปัจจุบัน นับเป็นภูมิสถานของพ่อเพลงแม่เพลงอย่าง ไวพจน์ เพชรสุพรรณ, ขวัญจิตศรีประจันต์ นักร้องลูกทุ่งอย่าง ก้าน แก้วสุพรรณ,สุรพล สมบัติเจริญ, พุ่มพวง ดวงจันทร์นักร้องเพลงเพื่อชีวิตอย่าง แอ๊ด คาราบาว เพลงไทยเดิมอย่าง ครูมนตรี ตราโมท, ครูแจ้งคล้ายศรีทอง และคนอื่นๆ ซึ่งล้วนคนสำคัญของแผ่นดินสุวรรณภูมิทั้งสิ้นไวพจน์ เพชรสุพรรณไวพจน์ เพชรสุพรรณบัวผัน จันทร์ศรีบัวผัน จันทร์ศรีพุ่มพวง ดวงจันทร์

พุ่มพวง ดวงจันทร์ขุนช้างขุนแผนขุนช้างขุนแผนบ้านเรือนสุพรรณบุรี

บ้านเรือนสุพรรณบุรีวัดป่าเลไลย์

วัดป่าเลไลย์เพลงรำวงสุพรรณบุรีเพลงรำวงสุพรรณบุรี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เพลงชาติ’ ภูมิพลังรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/517909

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เพลงชาติ’ ภูมิพลังรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เพลงชาติ’ ภูมิพลังรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย

วันอาทิตย์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2563, 08.10 น.

ด้วยเพลงชาตินั้นมีความสำคัญในฐานะเป็นสัญลักษณ์ของการรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย ซึ่งเป็นเพลงที่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ประกาศใช้ตามรัฐนิยมฉบับที่ ๖ เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๘๒ ซึ่งพระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) หรือ ปีเตอร์ ไฟท์ (Peter Feit) ได้ประพันธ์ทำนองโดยแก้ไขเพิ่มเติมจากเดิมโดย พันเอกหลวง
สารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์) ในนามของกองทัพบก เป็นทำนองชนะการประกวดของกรมโฆษณาการ เมื่อพ.ศ.๒๔๗๕ ได้รับรางวัลมา ๑,๐๐๐ บาท โดยเปลี่ยนชื่อประเทศจากสยาม เป็นไทย…ก่อนหน้าได้มี เพลงชาติ ที่ใช้กันมาแล้ว ๖ เพลง เริ่มต้นเพลงแรกเมื่อ ปี ๒๓๙๕-๒๔๑๔ ใช้ทำนองเพลง God Save the Queen เป็นเพลงเกียรติยศถวายความเคารพแด่พระเจ้าแผ่นดิน เรียกว่า เพลงสรรเสริญพระบารมีอังกฤษ ต่อมา พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร)ได้ประพันธ์เนื้อร้องขึ้นใหม่แล้วเรียกชื่อว่า เพลงจอมราชจงเจริญ เป็น เพลงชาติเพลงที่ ๑ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา ต่อมารัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระราชดำริว่าควรใช้ทำนองเพลงไทย ทำให้คณะครูดนตรีไทยได้เลือก เพลงทรงพระสุบิน หรือ เพลงบุหลันลอยเลื่อน พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ มาเรียบเรียงใหม่ให้เป็นสากลขึ้นโดย เฮ วุดเซนจึงเป็น เพลงชาติเพลงที่ ๒ ใช้บรรเลงระหว่าง ปี ๒๔๑๔-๒๔๓๑ ส่วน เพลงชาติเพลงที่ ๓ นั้นได้ประพันธ์ทำนองโดย ปโยตร์ สชูโรฟสกี้ (PyotrSchurovsky) ชาวรัสเซีย ส่วนคำร้องนั้นเป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ ใช้บรรเลงเป็นเพลงชาติในระหว่างปี ๒๔๓๑-๒๔๗๕ ใช้มายาวนานด้วยมีทำนองไพเราะ, เนื้อหาสมบูรณ์ ซึ่งปัจจุบันใช้เป็น เพลงสรรเสริญพระบารมี แทน หลังการอภิวัตน์เปลี่ยนการปกครองโดยคณะราษฎร เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ แม้จะมีการเตรียมการสร้างเพลงชาติขึ้นใหม่ โดยสมาชิกของคณะผู้ก่อการท่านหนึ่งมอบหมายให้พระเจนดุริยางค์เป็นผู้ประพันธ์แต่ยังไม่เสร็จเลยต้องใช้ทำนองเพลงไทยเดิม เพลงมหาชัยไปพลางก่อน เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี(สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เป็นผู้ประพันธ์เนื้อร้อง เพลงชาติเป็นเพลงที่ ๔ ได้ใช้ในช่วงสั้นเพียง ๗ วัน ไม่ถึงเดือนก็เปลี่ยนแปลงไปเป็น เพลงชาติเพลงที่ ๕ ประพันธ์ทำนองโดยพระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) เมื่อวันที่ ๔กรกฎาคม ๒๔๗๕ ส่วนเนื้อร้องนั้นขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์)แต่งขึ้นบรรเลงครั้งแรก ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๔๗๕ ใช้อยู่เพียงปี ๒๔๗๕-๒๔๗๗จึงเปลี่ยนแปลงเฉพาะเนื้อร้อง โดยประพันธ์เพิ่มเติมจากของเดิมที่เห็นกันว่าสั้นไปนั้นให้ยาวขึ้น โดย นายฉันท์ ขำวิไลจึงถือเป็น เพลงชาติเพลงที่ ๖ ใช้ระหว่างปี๒๔๗๗-๒๔๘๒ ขณะเดียวกันมีเพลงชาติเพลงหนึ่งใช้ทำนองเพลงไทย ประพันธ์ทำนองโดย จางวางทั่ว พาทยโกศล โดยดัดแปลงเพลงไทยเดิม เพลงตระนิมิต ทำให้มีเพลงชาติแบบสากลและเพลงชาติแบบไทย ในที่สุดคณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้นมาลงมติให้ใช้ เพลงชาติแบบสากล นับเป็นเพลงชาติอย่างเป็นทางการเพลงแรกจนถึงปัจจุบัน อันโดยเปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็นประเทศไทย เนื้อร้องของหลวงสารานุประพันธ์ ซึ่งส่งประกวดในนามกองทัพบกไทยก่อนแก้ไขเป็นฉบับทางการมีดังนี้ “ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย-เป็นประชาธิปไตยของไทยทุกส่วน-อยู่ยืนยงดำรงไว้ได้ทั้งมวล-ด้วยไทยล้วนหมายรักสามัคคี-ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่-สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี เถลิงประเทศชาติไทยทวีมีชัย ชโย” การประกวดเพลงชาติครั้งนั้นปรากฏว่ามีกวีและผู้มีชื่อเสียงทางการประพันธ์เพลงหลายคน เช่น เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี, แก้ว อัจฉริยะกุล, ชิต บุรทัต รวมถึงผู้ประพันธ์เนื้อเพลงชาติสองฉบับแรก ขุนวิจิตรมาตรา และ ฉันท์ ขำวิไล ด้วยส่งเนื้อร้องของตนเองเข้าประกวด แต่ปรากฏว่าไม่ผ่านการตัดสินครั้งนั้น นัยว่าเนื้อร้องที่ขุนวิจิตรมาตราแต่งใหม่นั้นมีการใช้คำว่า “ไทย” ถึง ๑๒ ครั้ง

สำหรับการเคารพธงชาติ เพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมีนั้น จอมพล ป.พิบูลสงคราม มีความเห็นว่าธงชาติ เพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี เป็นสิ่งที่ชาวไทยควรให้การเคารพและเชิดชู คณะรัฐมนตรีจึงได้ประกาศรัฐนิยมฉบับที่ ๔ เมื่อวันที่ ๘ กันยายน พ.ศ.๒๔๘๒ ระบุแต่เพียงว่า ให้ทุกคนแสดงความเคารพโดยปฏิบัติตามระเบียบเครื่องแบบ หรือตามประเพณีนิยม ส่วนจะนิยมแบบไหนก็ว่ากันไปตามนิยม เพราะเพลงชาตินี้เป็นเพลงรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทยขุนวิจิตรมาตราขุนวิจิตรมาตราจอมพล ป.พิบูลสงครามจอมพล ป.พิบูลสงครามฉันท์ ขำวิไล

ฉันท์ ขำวิไลพระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร)พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร)หลวงสารานุประพันธ์หลวงสารานุประพันธ์คำร้องเพลงชาติ

คำร้องเพลงชาติประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเพลงชาติที่แก้ไขเพลงชาติที่แก้ไขโน้ตเพลงชาติสมัยแรก ขุนวิจิตรมาตราโน้ตเพลงชาติสมัยแรก ขุนวิจิตรมาตราโน้ตเพลงสรรเสริญพระบารมี รัชกาลที่ ๕โน้ตเพลงสรรเสริญพระบารมี รัชกาลที่ ๕

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วัดพระแก้วเดิม’ ปฐมภูมิพระแก้วมรกตคืนสยาม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/516370

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดพระแก้วเดิม’ ปฐมภูมิพระแก้วมรกตคืนสยาม

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดพระแก้วเดิม’ ปฐมภูมิพระแก้วมรกตคืนสยาม

วันอาทิตย์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2563, 08.30 น.

พระแก้วมรกต

พระแก้วมรกตหรือพระพุทธมณีรัตนปฏิมากร พระพุทธรูปสำคัญของล้านนา-ต่อมาสมัยอยุธยาได้อัญเชิญมาประดิษฐานที่ล้านช้างโดยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ ๑ หลังสุดเมื่อครั้งอัญเชิญกลับคืนสยามประเทศในสมัยกรุงธนบุรีนั้นได้มีการสร้างวัดพระแก้วเดิมขึ้นเพื่ออัญเชิญประดิษฐานชั่วคราว ณ ค่ายพานพร้าว ค่ายนี้ตั้งอยู่ที่อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ปัจจุบันคือบริเวณของหน่วยเรือรักษาความสงบตามลำแม่น้ำโขงเขตหนองคาย ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดพระแก้วเดิมนี้ที่ถูกทิ้งร้างไปพร้อมกับเรื่องราวที่รู้เพียงว่าเมืองพานพร้าว หรือ “ค่ายพานพร้าว” แห่งนี้เป็นเมืองคู่แฝดกับเมืองเวียงจันทน์ เมื่อปลายสมัยกรุงธนบุรีนั้นได้ถูกใช้ตั้งเป็นค่ายทหารที่มั่นชั่วคราวของกองทัพสยามเพื่อที่จะข้ามไปตีเอาเมืองเวียงจันทน์ ภายหลังเมื่อยกกำลังเข้าตีเอาเวียงจันทน์ได้แล้วเมื่อ พ.ศ.๒๓๒๑ เจ้าพระยาจักรี (ทองด้วง) แม่ทัพได้อัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางจากเมืองเวียงจันทน์นั้นมาประดิษฐานไว้ที่ค่ายพานพร้าว โดยสร้างหอพระแก้วชั่วคราว เพื่อรอการจัดพิธีอัญเชิญกลับไปยังกรุงธนบุรี ส่วนชาวเวียงจันทน์ที่กวาดต้อนมานั้นได้ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองพานพร้าว เมืองปะโค และเมืองเวียงคุกต่อจากนั้นประมาณ ๓ เดือน จึงได้จัดพิธีอัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางพร้อมทั้งได้นำเชื้อพระวงศ์เวียงจันทน์ ข้าราชการ กรมการเมือง รวมทั้งราษฎรชาวเวียงจันทน์ที่เหลือลงไปยังกรุงธนบุรีเมื่อ พ.ศ.๒๓๒๒

เจ้าจอมแว่น-ชายา

ครั้งนั้นเจ้าพระยาจักรี (ทองด้วง) แม่ทัพได้พานางคำแว่น นางกำนัลของพระอัครมเหสีในพระเจ้าสิริบุญสารมาเป็นชายาและพาไปยังกรุงธนบุรีด้วย ต่อมาเมื่อเจ้าพระยาจักรี (ทองด้วง) ได้ปราบดาภิเษกเป็นพระปฐมกษัตริย์ราชวงศ์จักรี เมื่อ พ.ศ.๒๓๒๕ นางคำแว่น ชายานั้นได้รับแต่งตั้งเป็น “เจ้าจอมแว่น” เป็นพระสนมเอกรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทในพระเจ้าแผ่นดินต้นคือรัชกาลที่ ๑ เจ้าคุณจอมแว่น ผู้นี้เดิมเป็นชาวเวียงจันทน์ เกิดที่เมืองพานพร้าว คือศรีเชียงใหม่ ชาวเวียงจันทน์นิยมออกนามท่านว่า เจ้านางเขียวค้อม ชาวพานพร้าวเชื่อว่าเจ้าจอมแว่นเป็นหญิงเมืองพานพร้าวที่งามพร้อมทุกสิ่ง สมเป็นกุลสตรี และเจ้าจอมแว่นผู้นี้ทำให้กองทัพสยามไม่ทำลายเมืองเวียงจันทน์ จึงมีการเรียกศึกครั้งนี้ว่า “ศึกนางเขียวค้อม”ในตำนานเมืองขอนแก่นได้กล่าวถึงเรื่องราวของเจ้าคุณจอมแว่นไว้ว่า เจ้าคุณจอมแว่น เดิมนามว่า อัญญานางคำแว่น เป็นธิดาของพระนครศรีบริรักษ์บรมราชภักดีศรีศุภสุนทร (ศักดิ์ เสนอพระ) เจ้าเมืองขอนแก่นคนแรก และด้วยเจ้าคุณจอมแว่น มีศักดิ์เป็นปนัดดาในพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ ๓ คือ สมเด็จพระเจ้าสิริบุญสาร แห่งนครเวียงจันทน์ ซึ่งเป็นพระราชบิดาของเจ้าอนุวงศ์ เดิมเจ้าคุณจอมแว่นอาศัยอยู่กับบิดาที่นครเวียงจันทน์ ครั้งบิดาทำราชการเป็น เพียเมืองแพน (เพีย-เป็นตำแหน่งพญา)กรมการเมือง ต่อมาบิดาได้เป็นเจ้าเมืองรัตนนครซึ่งเชื่อกันว่า เจ้าคุณจอมแว่นเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการทูลขอพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งเมืองขอนแก่นหรือเมืองขามแก่นให้บิดาเป็นเจ้าเมือง เจ้าคุณจอมแว่น จึงเป็นพระสนมเอกคนโปรดในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑และรับใช้เบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังมีหน้าที่อภิบาลพระเจ้าลูกเธอที่ยังทรงพระเยาว์อย่างเข้มงวด จนได้รับฉายาว่า “คุณเสือ” อีกชื่อหนึ่งภายหลังเจ้าคุณได้กำกับดูแลงานฝ่ายในทั้งหมดถือเป็น เจ้าคุณข้างใน คนแรก ด้วยมีความชอบจากการที่นางตัดสินใจกัดนิ้วพระบาททำให้พระองค์รู้สึกพระองค์จากอาการละเมอ เมื่อเจ้าคุณจอมแว่นถึงแก่กรรมลงได้มีสร้างเจดีย์บรรจุพระอัฐิเป็นอนุสรณ์ไว้ที่วัดนางเขียวค้อม บริเวณบ้านหัวทราย อำเภอศรีเชียงใหม่ ไว้เป็นที่เคารพสักการะของชาวพานพร้าวหรือศรีเชียงใหม่ จนถึงทุกวันนี้ แต่ความจารึกวัดหอพระแก้วที่พบบนฐานวิหารแห่งนี้ กลับระบุว่าเจ้าอนุวงศ์กษัตริย์เวียงจันทน์ได้สร้างวัดหอพระแก้วและถวายสิ่งของผู้คนไว้แก่วัด ในช่วง พ.ศ.๒๓๕๓-๒๓๕๕ และเป็นโบราณสถานที่เคยเป็นวัดประดิษฐานพระแก้วมรกตเมื่อแรกกลับคืนสยามพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชชิ้นส่วนปูนปั้้นพญานาคชิ้นส่วนปูนปั้้นพญานาคสถูปประดิษฐานพระแก้วมรกตสถูปประดิษฐานพระแก้วมรกตวัดพระแก้วเก่า

วัดพระแก้วเก่าภาพเก่าวัดพระแก้ว

ภาพเก่าวัดพระแก้วภาพเก่าซากสถูปวัดพระแก้วเก่าภาพเก่าซากสถูปวัดพระแก้วเก่าแผ่นป้ายประวัติ

แผ่นป้ายประวัติป้ายวัดพระแก้ว

ป้ายวัดพระแก้วโบราณสถานวัดพระแก้วเดิมโบราณสถานวัดพระแก้วเดิม

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เมืองเชียงแสน’ ปฐมภูมิแห่งราชวงศ์กษัตริย์โบราณ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/514929

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองเชียงแสน’  ปฐมภูมิแห่งราชวงศ์กษัตริย์โบราณ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองเชียงแสน’ ปฐมภูมิแห่งราชวงศ์กษัตริย์โบราณ

วันอาทิตย์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 09.15 น.

ประตูเมือง

ข้อมูลจากตำนานและประวัติศาสตร์นั้นได้ทำให้หลายคนได้รับรู้ถึงเมืองเก่าที่เกิดขึ้นบนดินแดนสุวรรณภูมิหรือสยามในอดีตมากขึ้น ด้วยภารกิจที่กรมธนารักษ์จะต้องดูแลกำแพง-คูเมืองเก่า หลังจากที่มีการกำหนดเขตโบราณสถานจากการขุดแต่งและศึกษาของสำนักโบราณคดี กรมศิลปากรแล้ว การรับรู้ของคนในพื้นที่จึงมีความสำคัญมากในการสร้างความมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนเพื่อรักษาและต่อยอดให้พื้นที่ราชพัสดุนั้นมีประโยชน์ในอนาคต โดยเฉพาะเมืองเชียงแสนนั้นมีเรื่องราวมากมายและมีโบราณสถานน่าสนใจหลายยุคสมัย เดิมนั้นบริเวณนี้เป็นที่ตั้งของเมืองโบราณที่เกี่ยวพันระหว่างราชวงศ์พ่อขุนหรือพญาผู้ครองแผ่นดิน ซึ่งจะได้ยินเรื่องเมืองสุวรรณโคมคำ เมืองโยนกนาคพันธ์ เมืองหิรัญนครเงินยาง ปรากฏอยู่ในเอกสารตำนานและประวัติศาสตร์ที่จะต้องสอบค้นกันต่อไป เมืองหลังสุดคือเมืองเงินยาง เดิมมีการเรียกว่า เวียงดอย หรือเวียงรอยเมืองรอยจึงเป็นชื่อเมืองอีกชื่อหนึ่ง ก่อนจะถูกทิ้งร้างเมื่อครั้งพญามังราย เจ้าเมืองเงินยางได้ย้ายเมืองหลวงไปตั้งเมืองใหม่ที่เชียงราย เวียงกุมกาม และเชียงใหม่ตามลำดับนั้น หลังพญามังรายสร้างเมืองเชียงใหม่แล้ว พญามังรายได้ขอให้เจ้าแสนภู หลานของพระองค์ไปบูรณะและครองเมืองเงินยางขึ้นในปี พ.ศ.๑๘๓๐ บางแห่งว่า พ.ศ.๑๘๗๑ เพื่อจะได้ดูแลหัวเมืองทั้งปวงที่อยู่ในบริเวณนี้ นัยว่าเป็นเมืองหน้าด่านต้านการรุกรานของจีนฮ่อ

กำแพงเก่า

ครั้งนั้นได้มีการบูรณะวัดในเมืองเก่าหลายแห่งเช่น วัดพระธาตุจอมกิตติ วัดพระธาตุภูเข้า และวัดพระธาตุดอยรัง เป็นต้น เมืองเงินยางที่พญาแสนภูบูรณะนั้นถูกให้ชื่อว่า “เชียงแสน” ซึ่งหมายถึงเมืองของพญาแสนภู ทำนองเดียวกับการเรียกเมืองของพญามังรายว่า เชียงราย  โดยเมืองเชียงแสนนั้นมีฐานะเป็นเมืองอุปราช รองจากเมืองเชียงใหม่ แต่เนื่องจากเป็นเมืองที่สร้างทับลงบนพื้นที่เมืองเก่า จึงมีการเรียกชื่อเมืองรวมไปว่า“เมืองโยนกเชียงแสน” หรือ “เมืองเงินยางเชียงแสน” พญาแสนภูองค์นี้ต่อมาได้กลับไปครองเมืองเชียงใหม่สืบต่อพญาไชยสงคราม

กำแพงเมืองด้านใน 

สำหรับร่องรอยของเมืองเชียงแสนนั้นน่าสนใจมากด้วยเป็นเมืองรูปสี่เหลี่ยมด้านไม่เท่า ขนานไปกับแม่น้ำโขง ตัวเมืองกว้าง ๗๐๐ หรือยาว ๑,๔๐๐ เมตร ยาว ๑,๕๐๐ วา หรือ ๓,๐๐๐ เมตรมีประตูเมือง ๕ แห่ง คือ ประตูยางเขื่อน ประตูหนองมุนประตูเชียงแสน ประตูท่าม่านและประตูดินขอจากพื้นที่ในเขตปกครอง ๓๒ พันนา เมืองเชียงแสนจึงมีอาณาเขตไม่กว้างนักและเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนา ต่อมาปี พ.ศ.๑๙๕๑ พระเจ้าสามฝั่งแกน กษัตริย์อาณาจักรล้านนาได้โปรดเกล้าฯให้สร้างกำแพงเมืองขึ้นใหม่ด้วยอิฐมีป้อมปราการรวมทั้งขุดขยายคูออกไปให้ตัวเมืองมีความมั่นคงขึ้น ด้วยเมืองเชียงแสนนั้นได้เป็นเมืองสำคัญมีผู้คนมาอาศัยมากขึ้น และเป็นเส้นทางน้ำนำสินค้าเข้ามาทางแม่น้ำโขง จึงทำให้เป็นเป้าหมายของการรุกรานทางชายแดนของอาณาจักรล้านนาอยู่เนืองๆ เมื่อ พ.ศ.๒๑๐๑ อาณาจักรล้านนาทั้งหมดตกอยู่ในความปกครองของพม่า จึงรวมเมืองเชียงแสนไปด้วย ทำให้เมืองเชียงแสนมีผู้นำจากพม่าผลัดเปลี่ยนกันมาครองเมืองจนถึงแผ่นดินสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี จึงได้ทรงรวบรวมและพยายามขับไล่อิทธิพลของพม่าให้พ้นจากอาณาจักรล้านนา โดยได้รับความร่วมมือจากเจ้ากาวิละและเจ้าเมืองหลายเมืองของอาณาจักรล้านนา แม้ว่ากำลังพม่าบางส่วนจะยังคงยึดหัวเมืองเชียงแสนไว้ด้วยหลังสุด พ.ศ.๒๓๔๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้โปรดเกล้าฯ ให้กรมหลวงเทพหริรักษ์กับพระยายมราชคุมกองทัพไปขับไล่พม่าที่ยึดครองเมืองเชียงแสนได้และได้โปรดเกล้าฯ ให้อพยพราษฎรออกจากเมืองเชียงแสน ให้รื้อกำแพงเมืองและป้อมปราการไม่ให้เป็นประโยชน์แก่ข้าศึกได้อีกต่อไป ราษฎรที่อพยพมาจากเมืองเชียงแสนบางส่วนจึงไปตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านเสาไห้ จังหวัดสระบุรีและที่บ้านบัวคู จังหวัดราชบุรี บ้าง รวมทั้งกระจายอยู่ในเมืองต่างๆ ของภาคเหนือจนทุกวันนี้  

ปัจจุบันอำเภอเชียงแสน มีความเจริญรุ่งเรืองมากยิ่งขึ้นด้วยมีการติดต่อค้าขายกับหัวเมืองต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ ทำให้เมืองเชียงแสนเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีแหล่งประวัติศาสตร์โดยเฉพาะบริเวณแหล่งท่องเที่ยวสามเหลี่ยมทองคำ ที่เป็นแหล่งกำเนิดกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีชุมชนตามลุ่มแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำโขงตามเรื่องน้ำเต้าบุ่งจากพงศาวดารล้านช้างผู้บริหารธนารักษ์และผู้นำท้องถิ่นผู้บริหารธนารักษ์และผู้นำท้องถิ่นชุดแต่งกายพื้นบ้านชุดแต่งกายพื้นบ้านอิฐของเมืองเชียงแสน

อิฐของเมืองเชียงแสนวัดพระเจดีย์หลวงกลางเมือง

วัดพระเจดีย์หลวงกลางเมืองร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้

ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้แม่น้ำโขงหน้าเมืองเชียงแสนแม่น้ำโขงหน้าเมืองเชียงแสนภาพเมืองเชียงแสนโบราณภาพเมืองเชียงแสนโบราณพญาแสนภู-สร้างเชียงแสนพญาแสนภู-สร้างเชียงแสนพญาไชยสงคราม-ครองเชียงรายพญาไชยสงคราม-ครองเชียงรายป้อมเมืองเชียงแสน

ป้อมเมืองเชียงแสนเชิงเทินกำแพงเมืองเก่าเชิงเทินกำแพงเมืองเก่า

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘สองสมเด็จฯ’ ภูมิศิลปวิทยาการแห่งสาส์นสมเด็จ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/513439

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สองสมเด็จฯ’ ภูมิศิลปวิทยาการแห่งสาส์นสมเด็จ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สองสมเด็จฯ’ ภูมิศิลปวิทยาการแห่งสาส์นสมเด็จ

วันอาทิตย์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ทรงเปิดนิทรรศการพิเศษ

ด้วยความสำคัญของวันอนุรักษ์มรดกไทย วันที่ ๒ เมษายน ทุกปีนั้น ทำให้มีการจัดกิจกรรมอนุรักษ์ ฟื้นฟู เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และสร้างจิตสำนึกในการทำนุบำรุง รักษามรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ เพื่อให้คนไทยได้ร่วมสืบสาน รักษา ต่อยอดความรู้ศาสตร์ความรู้ให้แพร่หลาย ตามพระราชปณิธาน “การรักษามรดกไทย เป็นการรักษาชาติ” ดังนั้น ในวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๓ ปีนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดนิทรรศการพิเศษ ณ พระที่นั่งศิวโมกพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ซึ่งจัดโดยกระทรวงวัฒนธรรมกรมศิลปากร โดยถอดบทเรียนจากความรู้ในหนังสือ “สาส์นสมเด็จ” อันเป็นพระนิพนธ์ของสองสมเด็จผู้เป็นปราชญ์แผ่นดิน ผู้ได้รับการยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลกจากยูเนสโกทั้งสองพระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์  ผู้ได้รับการยกย่องว่าทรงเป็น “พระบิดาแห่งช่างศิลปะไทย”และ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ผู้ได้รับการยกย่องว่าทรงเป็น “พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทย” เจ้านายทั้งสองพระองค์นี้ทรงมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดความรู้ให้เกิดศิลปวิทยาการหลายด้าน เช่น ด้านการจัดพิพิธภัณฑสถาน ด้านดนตรี ด้านนาฏศิลปะ ด้านประวัติศาสตร์โบราณคดีโดยเฉพาะงานโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ งานเอกสารจดหมายเหตุ งานภาพเก่าและอื่นๆ ด้านภาษาและหนังสือ ด้านศิลปกรรม โดยเฉพาะงานสถาปัตยกรรมพระเมรุมาศ งานประณีตศิลปไทยงานอนุสาวรีย์และการออกแบบ เป็นต้นดังปรากฏผลงานการสืบทอดจากศิลปะวิทยาการของสองสมเด็จฯในการที่มีการจัดตั้งกรมศิลปากร รับผิดชอบงานที่ทั้งสองพระองค์ได้ทรงริเริ่มแต่แรกคือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหอสมุดแห่งชาติหอจดหมายเหตุแห่งชาติหอประติมากรรมต้นแบบ หอศิลป ซึ่งมีหน่วยงานขยายความรับผิดชอบไปทั่วประเทศ ได้แก่สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กองโบราณคดีสำนักสถาปัตยกรรม สำนักการสังคีต สำนักช่างสิบหมู่ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ สำนักหอสมุดแห่งชาติ กองโบราณคดีใต้น้ำ และสำนักศิลปากรที่ ๑-๑๒ เป็นต้น

คณะกรรมการวันอนุรักษ์มรดกไทย

นิทรรศการพิเศษนี้ถอดบทเรียนจากหนังสือชุดสาส์นสมเด็จ ซึ่งเป็นหนังสือที่รวบรวมพระหัตถเลขาส่วนพระองค์ที่ทรงอันมีไป-มาระหว่างกันเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความคิด จากเรื่องราวที่ปรากฏ จึงมีลักษณะรอบรู้หลากหลายถึงพร้อมด้วยพระอัจฉริยภาพมีลักษณะเป็นสหวิทยาการเป็นคุณประโยชน์อย่างยิ่ง แก่การรู้จักเรื่องไทยศึกษา ทั้งประวัติศาสตร์โบราณคดี ศาสนา ศิลปกรรม วรรณคดี และอักษรศาสตร์ ฯลฯ มีคุณค่าเป็นหนังสืออ้างอิงสำคัญเล่มหนึ่ง ผู้อ่านสามารถโดยเสด็จในทางความรู้และอ่านอย่างจำเริญใจได้ เพราะลีลาพระนิพนธ์ เป็นการเขียนจดหมาย มิใช่เพื่อแต่งตำรา แต่เป็นจดหมายเหตุของสองสมเด็จสองพระองค์ที่ต่างทรงเป็นกำลังสำคัญของบ้านเมือง มาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนกระทั่งเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 แล้ว สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ จึงเสด็จไปประทับที่ปีนัง ขณะสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ยังทรงดำรงตำแหน่ง ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในช่วงหลังวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ขณะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จไปประทับต่างประเทศ โดยพระสถานะที่มีโอกาสจะรู้ และสามารถศึกษาความรู้ได้ โดยความสนพระทัย และพระปรีชาในทางส่วนพระองค์ เป็นปัจจัยสำคัญต่อการมีส่วนร่วมทางสังคม ทางวิชาการอันเป็นที่มาแห่งความรู้ และการที่ทรงแลกเปลี่ยนความรู้ เมื่อสองพระองค์ล่วงเข้าพระปัจฉิมวัยจึงได้แสดงถึงความคิด ความสุขุมคัมภีรภาพ รสนิยม และพระนิสัยใฝ่ดี อันควรจูงใจคนให้โดยเสด็จ แม้โอกาสของแต่ละคนและความเป็นไปได้จะทำให้ดีเสมอเหมือน จึงเป็นต้นแบบในการนำทางความคิด และสุนทรียภาพทางปัญญาที่เป็นการถอดบทเรียนครั้งแรกที่หาได้ยากยิ่งทอดพระเนตรนิทรรศการฯทอดพระเนตรนิทรรศการฯเสด็จเปิดนิทรรศการพิเศษเสด็จเปิดนิทรรศการพิเศษทอดพระเนตรนิทรรศการฯทอดพระเนตรนิทรรศการฯสองสมเด็จฯสองสมเด็จฯทรงจัดพิพิธภัณฑ์ครั้้งแรกทรงจัดพิพิธภัณฑ์ครั้้งแรกหอสมุดแห่งชาติสมัยแรกหอสมุดแห่งชาติสมัยแรกวันเปิดพิพิธภัณฑ์สสถานแห่งชาติวันเปิดพิพิธภัณฑ์สสถานแห่งชาติทรงออกแบบงานช่างทรงออกแบบงานช่างทรงตรวจโบราณสถานทรงตรวจโบราณสถานทรงบันทึกท่ารำทรงบันทึกท่ารำพระรูปหล่อสมเด็จกรมพระยาดำรงฯพระรูปหล่อสมเด็จกรมพระยาดำรงฯพระรูปหล่อสมเด็จเจ้าฟ้านริศฯพระรูปหล่อสมเด็จเจ้าฟ้านริศฯหนังสือนิทรรศการพิเศษหนังสือนิทรรศการพิเศษสาส์นสมเด็จ ๒๔๘๐-๘๖สาส์นสมเด็จ ๒๔๘๐-๘๖ลายพระหัตถ์สาส์นสมเด็จลายพระหัตถ์สาส์นสมเด็จนิทรรศการพิเศษฯนิทรรศการพิเศษฯ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เมืองเพชบุระ’ ภูมิสถานเมืองเก่าลุ่มแม่น้ำป่าสัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/511926

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองเพชบุระ’  ภูมิสถานเมืองเก่าลุ่มแม่น้ำป่าสัก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองเพชบุระ’ ภูมิสถานเมืองเก่าลุ่มแม่น้ำป่าสัก

วันอาทิตย์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากความสำคัญของเมืองเก่า-กำแพงเก่าที่มีการสำรวจและพบในจังหวัดต่างๆ นั้น ทำให้กรมธนารักษ์ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลที่ดินราชพัสดุนั้นมีโครงการประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมและรักษาไว้เป็นหลักฐานของเมือง อาทิตย์นี้ได้ตามรอยหาภูมิเมืองของจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นจังหวัดหนึ่งในภาคกลางตอนบนของประเทศไทย มีพื้นที่ประมาณ ๑๒,๖๖๘ ตารางกิโลเมตร งานนี้ คุณชุติมา ศรีปราชญ์ รองอธิบดีกรมธนารักษ์และคณะ ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ จัดการประชาสัมพันธ์และถ่ายทอดองค์ความรู้ “บอกเล่าเรื่อง เมืองเพชรบูรณ์” ขึ้น ด้วยเหตุที่เมืองเพชรบูรณ์ในชื่อเดิมจากจารึกลานทองที่พบ ณ วัดมหาธาตุนั้นระบุว่า “เพชบุระ” ซึ่งพื้นที่แห่งนี้มีป่าเขากว้างใหญ่อันอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชไร่และทรัพยากรทางธรรมชาติสมกับชื่อ เพชปุระ หรือเมืองพืชไร่ในอดีต

คณะวิทยากร

รองอธิบดีกรมธนารักษ์และคณะ

ด้วยความเอาใจใส่จากบุคลากรในพื้นที่จึงทำให้เมืองแห่งนี้มีความสำคัญจากร่องรอยของโบราณสถานที่เหลืออยู่ เช่น กำแพง ป้อมคูประตูรบและโบราณสถานในอดีต ประกอบกับความสนใจใคร่รู้ของ คุณวิศัลย์ โฆษิตานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ จึงทำให้เกิดแหล่งเรียนรู้ขึ้นหลายแห่งที่น่าจะเป็นเมืองต้นแบบให้เมืองอื่นๆ ที่จมปรักตามปกติวิสัยนั้นกลับฟื้นคืนชีวิตประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมให้ได้เรียนรู้และสร้างงานเพื่อสืบสาน รักษาและต่อยอดได้เองจากข้อมูลความรู้และคุณค่าของพื้นที่ จนสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวชุมชนให้เกิดความประทับใจได้ดี
ดังปรากฏแหล่งเรียนรู้หลายแห่ง เช่น พุทธอุทยานเพชบุระ หอโบราณคดีเพ็ชรบูรณ์ อินทราชัยหอวัฒนธรรมนครบาลเพชรบูรณ์ หอเกียรติยศเพชบุระ หอภูมิปัญญาและวิถีชาวบ้านเพชรบูรณ์ หอนิทรรศน์กำแพงเมืองขึ้น ท่ามกลางกำแพงเมืองเก่า และวัดในอดีต คือ วัดมหาธาตุวัดพระแก้ว วัดไตรภูมิ วัดเพชรวราราม ซึ่งล้วนแล้วเป็นหลักฐานบอกความเป็นเมืองเก่าตั้งแต่ครั้งสุโขทัย และสมัยอยุธยา โดยเฉพาะแนวกำแพงเมืองยุคสุโขทัยที่มีการสร้างขึ้นยาว ๘๐๐ เมตร และกำแพงเมืองสมัยอยุธยา กว้างยาว ๕๐๐ เมตร สืบต่องานโบราณคดีจากเมืองอภัยสาลี หรือเมืองศรีเทพครั้งขอมโบราณมีอำนาจเมื่อ ๑,๐๐๐ ปีมาแล้ว และเกี่ยวเนื่องมายังเมืองโบราณนครเดิดที่สร้างเมื่อครั้งพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ มีอำนาจเข้ามายังดินแดนนี้และได้สร้างรูปศิลาไว้ด้วย

ส่วนเมืองเพชรบูรณ์วันนี้เกิดเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้มีการปฏิรูปการปกครองจากเดิมให้เป็นแบบเทศาภิบาลเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๒ โดยตั้งมณฑลเพชรบูรณ์ขึ้น ทำให้มีการโอนเมืองหล่มสักอำเภอหล่มเก่า อำเภอวังสะพุง และยุบเมืองวิเชียรบุรีเป็นอำเภอ โอนอำเภอบัวชุม อำเภอชัยบาดาลขึ้นกับมณฑลเพชรบูรณ์ ต่อมา พ.ศ.๒๔๔๗ ได้ยุบมณฑลเพชรบูรณ์ และกลับมาตั้งขึ้นใหม่เป็นมณฑลเพชรบูรณ์อีกครั้งใน พ.ศ.๒๔๕๐ และยุบอีกครั้งในปี พ.ศ.๒๔๕๙ ขณะนั้นมี ๔ อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอวัดป่า (คือตำบลในอำเภอหล่มสัก) อำเภอวิเชียรบุรี และกิ่งอำเภอชนแดน จนกระทั่งยกเลิกการปกครองแบบเทศาภิบาลในปี พ.ศ.๒๔๗๖ 

ปัจจุบันพื้นที่ของเพชรบูรณ์มีส่วนที่กว้างที่สุดวัดจากทิศตะวันออกถึงทิศตะวันตกยาว ๕๕ กิโลเมตร และยาวที่สุดวัดจากทิศเหนือ ถึงทิศใต้ยาว ๒๙๖ กิโลเมตร โดยมีอาณาเขตติดต่อพื้นที่ต่างๆ ในหลายจังหวัด เช่น เลย ขอนแก่น ชัยภูมิ ลพบุรี พิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์ ด้วยเหตุที่เป็นพื้นที่ราบลุ่มแบบท้องกระทะนั้นทำให้เป็นพื้นที่มีทั้งเนินเขา ป่าสูง และที่ราบอยู่สลับซับซ้อนเป็นช่วงๆ ทำให้เกิดพื้นที่ลาดชันจากเหนือลงไปใต้มีทิวเขาสูงทางตอนเหนือ มีพื้นที่ราบ ตอนกลางและมีเทือกเขาขนาบกันไปทั้งสองข้างเป็นรูปเกือกม้านั้น จึงมีแม่น้ำป่าสักเป็นแม่น้ำสำคัญไหลจากเลย เพชรบูรณ์ ไปสู่พื้นที่ภาคกลางสู่แม่น้ำเจ้าพระยา อันเป็นปัจจัยให้พื้นดินแห่งนี้มีทรัพยากรธรรมชาติเกิดขึ้นมากมาย  มีสภาพดินที่สภาพอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูกพืชทำการเกษตรมีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยสมบูรณ์จากแหล่งน้ำธรรมชาติคือแม่น้ำป่าสักลุ่มน้ำเชิญ ลุ่มน้ำเข็ก ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำสายต่างๆ จนได้รับการเรียกขานว่าเมืองนี้เป็น “เมืองมะขามหวาน อุทยานน้ำหนาว ศรีเทพเมืองเก่า เขาค้ออนุสรณ์ นครพ่อขุนผาเมือง” และ “สวิตเซอร์แลนด์แดนอีสาน”

กำแพงเมืองที่เหลืออยู่

กำแพงเมืองอยุธยา

เจดีย์สุโขทัยวัดมหาธาตุ

หลักเมืองตั้งบนป้อมเก่า

เจดีย์สุโขทัย

แม่น้ำป่าสักในอดีต

แนวกำแพงสุโขทัย-อยุธยา

ปรางค์อยุธยาวัดไตรภูมิ

ภูเขาป่าไม้อุดมสมบูรณ์