ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๗๐ ปี วัฒนธรรมชาติ’ ภูมิสองทศวรรษกระทรวงวัฒนธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/683733

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๗๐ ปี วัฒนธรรมชาติ’  ภูมิสองทศวรรษกระทรวงวัฒนธรรม

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๗๐ ปี วัฒนธรรมชาติ’ ภูมิสองทศวรรษกระทรวงวัฒนธรรม

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

อาคารกระทรวงวัฒนธรรมพ.ศ.๒๔๙๕

วันที่ ๓ ตุลาคมนี้ เป็นวันครบรอบ ๒๐ ปีของกระทรวงวัฒนธรรม แม้ว่าการดำเนินงานด้านวัฒนธรรมของชาตินั้นจะเริ่มต้นมาเมื่อ ๗๐ ปีแล้วก็ตาม ในอดีตนั้นงานด้านวัฒนธรรมได้พัฒนาปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงมาหลายยุคสมัย ซึ่งรูปแบบงานวัฒนธรรมในครั้งแรกเริ่มต้นมาจากกองวัฒนธรรม สภาวัฒนธรรมแห่งชาติและได้ตั้งเป็นกระทรวงวัฒนธรรม เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๕โดย จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมคนแรกแล้วก็ตาม แต่ด้วยเหตุการณ์ผันแปรทางการเมืองเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๑ กระทรวงวัฒนธรรมได้ถูกยุบเลิกตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ทำให้งานด้านวัฒนธรรมนี้สังกัดกับกระทรวงศึกษาธิการ จนเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๕ รัฐบาลได้มีการปฏิรูประเบียบการบริหารราชการใหม่ โดยรวมงานด้านวัฒนธรรมซึ่งเกี่ยวพันกับการท่องเที่ยว การกีฬา และเอกลักษณ์ชาติ จนหาความลงตัวไม่ได้ด้วยมีการยุบภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการจาก ๑๔ กรมเดิมให้มีแต่กรมที่รับผิดชอบการศึกษาเรียนรู้ 

จอมพลป.พิบูลสงคราม

ในที่สุดเมื่อตั้งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแล้ว สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) นั้น จึงถูกยกฐานะเป็นกระทรวงเพื่อรับผิดชอบงานด้านวัฒนธรรมของชาติทั้งหมดตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวงทบวง กรม เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ซึ่งถือเป็นกระทรวงหลัก ๑ ใน ๒๐ กระทรวงตามนโยบายปฏิรูประบบราชการของรัฐบาลขณะนั้น ด้วยเหตุที่งานด้านวัฒนธรรม นั้นเป็นต้นทุนของแผ่นดินโดยมีรูปแบบของกิจกรรมมนุษย์ที่มีโครงสร้างเชิงสัญลักษณ์และพฤติกรรมที่เป็นวิถีชีวิตจากการเรียนรู้สู้สิ่งยากซึ่งกันและกัน จนได้ร่วมกันผลิตและสร้างวิถีวัฒนธรรมขึ้นในชาติพันธุ์ของตน ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงงานไปตามยุคสมัยและปรับปรุงให้เหมาะสมจนเกิดความเจริญงอกงาม และสืบสาน อนุรักษ์ต่อยอดอยู่ไม่ขาดช่วงจนเป็นวัฒนธรรมของชาตินั่นคือผลงานส่วนหนึ่งที่มนุษย์ได้แสดงออกผ่าน ดนตรีวรรณกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม การละคร และภาพยนตร์ อันเป็นผลจากความสมบูรณ์พูนสุขในการรู้บริโภค การสร้างเศรษฐกิจรายได้  และสร้างสรรค์วิถีวัฒนธรรมจากภูมิปัญญาและศิลปินของแผ่นดินจนมีชื่อเสียงในภูมิภาคต่างๆ การสานสัมพันธ์ทางสังคมร่วมกันและค้นหาแนวทางส่งเสริมงานวัฒนธรรมนั้นได้ทำให้วัตถุและกระบวนการผลิตถูกหลอมด้วยเทคโนโลยี ศิลปะ วิทยาศาสตร์และระบบศีลธรรม จนวิถีชุมชนต่างเติบโตมีอัตลักษณ์ของตนด้วยความสัมพันธ์ ซึ่งมีการสร้างอาณานิคมเครือข่าย การค้าขาย การย้ายถิ่นฐาน การสื่อสารมวลชนและศาสนาความเชื่อ ที่ล้วนมีบทบาทให้วิถีวัฒนธรรมสร้างขนบประเพณีและประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติมาโดยตลอด ดังเห็นได้จากการเกิดของ วัฒนธรรมทางวัตถุ คือ เครื่องมือ เครื่องใช้ที่มนุษย์ใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อความสุขทางกาย ได้แก่ยานพาหนะ ที่อยู่อาศัย ตลอดจนเครื่องป้องกันตัวให้รอดพ้นจากอันตรายทั้งปวง และการมี วัฒนธรรมทางจิตใจ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของมนุษย์ให้เกิดปัญญาคิดมีจิตงดงามจากศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม คติธรรม ตลอดจนศิลปะ วรรณคดี และระเบียบแบบแผนแห่งขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามนั้น ถือเป็นงานสำคัญแห่งมนุษยชาติที่กระทรวงวัฒนธรรมได้ขับเคลื่อนตามภาระหน้าที่ในฐานะผู้รับผิดชอบงานด้านวัฒนธรรมที่มีการขยายเครือข่ายทำงานไปทั่วประเทศ ในทศวรรษใหม่ของกระทรวงวัฒนธรรมเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๕ จากปลัดกระทรวงวัฒนธรรมคนแรกคือ ม.ร.ว.จักรรถ จิตรพงศ์ จนถึง ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมคนที่ ๙ นั้น ได้ร่วมกันทำให้กระทรวงวัฒนธรรมปัจจุบัน มีสำนักรัฐมนตรีประสานนโยบายระหว่างกระทรวง มีสำนักงานปลัดกระทรวงฯบริหารงานและพัฒนายุทธศาสตร์ ประสานการปฏิบัติราชการของส่วนราชการในสังกัด ได้แก่ กรมศิลปากร กรมการศาสนา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และองค์การมหาชนอีก ๓ แห่ง ได้แก่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร หอภาพยนตร์ และศูนย์คุณธรรม จนวันนี้จากห้องเล็กๆ ของกองวัฒนธรรมนั้นได้พัฒนาขึ้นเป็น กระทรวงวัฒนธรรมในทศวรรษใหม่ที่มีอาคารทันสมัย หอศิลป์แห่งชาติ และหน่วยงานที่สร้างผลงานด้านวัฒนธรรมไปสู่เวทีนานาชาติซึ่งสร้างชื่อเสียงอย่างสง่างามและน่าภาคภูมิใจให้ประเทศชาติ

กระทรวงวัฒนธรรมทศวรรษใหม่

กระทรวงวัฒนธรรมทศวรรษใหม่

ตรากระทรวงวัฒนธรรมครั้งแรก

ตรากระทรวงวัฒนธรรมครั้งแรก

ตรากระทรวงวัฒนธรรมปัจจุบัน

ตรากระทรวงวัฒนธรรมปัจจุบัน

ม.ร.ว.จักรรถ จิตรพงศ์ ปลัด วธ. คนแรก

ม.ร.ว.จักรรถ จิตรพงศ์ ปลัด วธ. คนแรก

ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดวธ.ปัจจุบัน

ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดวธ.ปัจจุบัน

หอศิลปแห่งชาติ

หอศิลปแห่งชาติ

ศิลปะร่วมสมัยไทยแลนด์เบียนนาเร่

ศิลปะร่วมสมัยไทยแลนด์เบียนนาเร่

มวยไทยสู่เวทีโลก

มวยไทยสู่เวทีโลก

ประเพณีวิวาห์บาบ๋าภูเก็ต

ประเพณีวิวาห์บาบ๋าภูเก็ต

โนราไทยไปอิตาลี

โนราไทยไปอิตาลี

งานชุมชนต้นแบบยลวิถีวัฒนธรรม

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๑๓๕ปีสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น’ภูมิดินน้ำลมไฟของเซรามิก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/682179

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๑๓๕ปีสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น’ภูมิดินน้ำลมไฟของเซรามิก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๑๓๕ปีสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น’ภูมิดินน้ำลมไฟของเซรามิก

วันอาทิตย์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เซรามิก 8,000 ปี

ด้วยความสำคัญของงานเซรามิกและเส้นทางการค้าขายทางทะเล กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรมได้ร่วมกับจังหวัดซากะ ญี่ปุ่น จัดนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “เซรามิกแห่งแหลมทองและแดนอาทิตย์อุทัย : สานตำนานสายใยไม่เสื่อมคลายในพาณิชยวัฒนธรรมโลก” ในพระที่นั่งศิวโมกขพิมานของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในวาระมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๙๐ พรรษา เป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงอนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมงานหัตถกรรมไทยจากวิถีวัฒนธรรมพื้นบ้านสู่งานศิลปกรรมระดับประเทศและสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งชิ้นงานเซรามิก หรือเครื่องปั้นดินเผา และในโอกาสที่ฉลอง ๑๓๕ ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับญี่ปุ่นด้วย

งานเซรามิกหรือเครื่องปั้นดินเผานี้เป็นงานฝีมือของญี่ปุนที่เก่าแก่ที่สุด เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยโจมงเมื่อราว ๑๐,๕๐๐-๓๐๐ ก่อนศตวรรษ ทำให้ญี่ปุ่นนั้นเป็นหนึ่งในประเพณีเซรามิกที่เก่าแก่ที่สุดในโลกในช่วงที่มีเตาเผานั้นญี่ปุ่นได้ผลิตเครื่องเคลือบดินเผาเครื่องปั้นดินเผา หินเคลือบพอร์ซเลนและเครื่องปั้นสีขาวฟ้าที่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษ สำหรับการจัดงานครั้งนี้ญี่ปุ่นได้นำโบราณวัตถุเครื่องเคลือบเซรามิกจากพิพิธภัณฑสถานเซรามิกแห่งคิวชู ประเทศญี่ปุ่นมาร่วมจัดแสดงร่วมกับเครื่องปั้นดินเผาของไทยจากหลากหลายแหล่งที่เกิดขึ้นในสมัยสุโขทัยเพื่อให้ชาวไทยและผู้สนใจได้รับความรู้และเข้าใจถึงประวัติศาสตร์โบราณคดี และศิลปะของญี่ปุ่นโดยเฉพาะช่วงสมัยเอโดะ ซึ่งมีศิลปะแห่งคิวชูจำนวน ๘๒ รายการ ๙๗ ชิ้น ร่วมกับเครื่องปั้นดินเผาไทย สมัยสุโขทัย-อยุธยา ถึงรัตนโกสินทร์ จำนวน ๙๐ รายการ

อิทธิพล คุณปลื้ม รว.วัฒนธรรม ประธานเปิดนิทรรศการ

เซรามิกจากญี่ปุ่นนั้นเป็นหัตถศิลป์ที่สร้างชื่อเสียงและเป็นต้นทุนวัฒนธรรมที่สร้างเศรษฐกิจของจังหวัดซากะมายาวนาน โดยเฉพาะเครื่องปั้นดินเผาจากเมืองอาริตะ จังหวัดซากะ ประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นที่นิยมมากเช่นเดียวกับเครื่องปั้นดินเผาสังคโลกของไทย ต่างเป็นสินค้าสำคัญที่มีการแลกเปลี่ยนและส่งออกทางเส้นทางทะเลระหว่างสองประเทศ และเป็นหลักฐานสำคัญผ่านโบราณวัตถุถึงความสัมพันธ์ต่อกันมายาวนาน โดยจัดแสดงนิทรรศการฯ ที่บอกเรื่องราวของภูมิปัญญาชาวแหลมทองและชาวอาทิตย์อุทัย จากดิน-น้ำ-ลม-ไฟ : คือ “ปั้นดินทรายฉาบไล้ด้วยน้ำ นำผึ่งลม โหมฟืนไฟในเตาเผา” บอกเล่าถึงภูมิปัญญาของการผลิตเครื่องปั้นดินเผาของญี่ปุ่นและของไทย อันสะท้อนภาพให้เรียนรู้ถึงเส้นทางเครื่องเคลือบทางทะเลในโลกการค้าขายโดยผ่านงานศิลปะและวัฒนธรรมเครื่องปั้นดินเผาญี่ปุ่นและเครื่องสังคโลกของไทยที่ต่างได้เดินทางไกลไปยังโลกตะวันออกและตะวันตก

ซึ่งต่างมีแรงบันดาลใจให้เกิดการสร้างสรรค์ใหม่และสืบทอดวัฒนธรรมตลอดจนมีการพัฒนากระบวนการผลิตที่มีสีสันงดงามยิ่งขึ้นในปัจจุบันจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการกินที่ต่างมีสำรับอาหารคาวหวานของตนอย่างน่าอัศจรรย์ ในชุดภาชนะใส่อาหารญี่ปุ่น-อาหารไทย ที่มีบทบาทสำคัญมาแต่อดีต พร้อมกับเปิดเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากการบรรยายเรื่อง “เซรามิกแห่งแหลมทองและแดนอาทิตย์อุทัย : สานตำนานสายใยไม่เสื่อมคลายในพาณิชยวัฒนธรรมโลก” โดย ดร.ซูซูตะ ยูกิโอะผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานเซรามิกแห่งคิวชู ประเทศญี่ปุ่นและกิจกรรม “TRIP to SAGA” สัมผัสเสน่ห์การท่องเที่ยว อาหาร หัตถกรรมดั้งเดิมของจังหวัดซากะจากกิจกรรม เวิร์กช็อป (Workshop) ได้แก่ การลงสีเครื่องปั้นดินเผาอาริตะยากิ ทดลองลงสีบนจานอาริตะยากิ ซึ่งจานที่ลงสีแล้วจะนําไปเผาอบให้สีอยู่ตัวก่อนมอบให้ผู้ร่วมกิจกรรมและกิจกรรมทําเครื่องประดับจากเศษกระเบื้องที่เกิดจากกระบวนการเผาเครื่องปั้นดินเผาอาริตะยากิและการแสดงศิลปวัฒนธรรมโบราณที่สืบทอดกันมาของญี่ปุ่น

พิธีเปิดงานนิทรรศการเซรามิก

สำหรับกิจกรรมเวิร์กช็อป โดยสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร คือการขึ้นรูปชิ้นงานจานจัด๓ ครั้ง ครั้งละ ๔ รอบ ในวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๕วันที่ ๙ และ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๕ และการเขียนสีใต้เคลือบจัด ๓ ครั้ง ครั้งละ ๔ รอบ ในวันที่ ๖ และ ๒๐พฤศจิกายน ๒๕๖๕ และ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๕ สำหรับนิทรรศการนั้นจัดตั้งแต่วันที่ ๑๔ กันยายน ถึงวันที่๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๕ ทุกวันพุธถึงอาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น. หยุดวันจันทร์-อังคาร ซึ่งทุกคนสามารถเรียนรู้และสัมผัสกับกิจกรรมในมิติใหม่นี้ได้ด้วยตนเอง

วันเปิดนิทรรศการเซรามิกไทย-ญี่ปุ่น

วันเปิดนิทรรศการเซรามิกไทย-ญี่ปุ่น

จำลองห้องผลิตเซรามิกของญี่ปุ่น

จำลองห้องผลิตเซรามิกของญี่ปุ่น

จานสังคโลกสุโขทัย

จานสังคโลกสุโขทัย

ชุดสำรับเบญจรงค์ไทย

ชุดสำรับเบญจรงค์ไทย

จานเขียนลายครามญี่ปุ่น

จานเขียนลายครามญี่ปุ่น

เครื่องเคลือบจากกุดนางาม

เครื่องเคลือบจากกุดนางาม

ลายมังกรและดอกเบญจมาศ

ลายมังกรและดอกเบญจมาศ

เรือสินค้าญี่ปุ่นเข้าสู่สยาม

เรือสินค้าญี่ปุ่นเข้าสู่สยาม

ภาพเซรามิกสองประเทศ

ภาพเซรามิกสองประเทศ

ภาพเขียนเส้นทางเครื่องเคลืบ

ภาพเขียนเส้นทางเครื่องเคลืบ

เซรามิกเขียนสีญี่ปุน

เซรามิกเขียนสีญี่ปุน

เครื่องเคลือบจากแหล่งเรือจมในไทย

เครื่องเคลือบจากแหล่งเรือจมในไทย

แหล่งเซรามิกในญี่ปุ่น

แหล่งเซรามิกในญี่ปุ่น

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๘๘ ปี อินสนธิ์ วงค์สาม’ ศิลปินผู้ผ่านกาลเวลาของแผ่นดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/680663

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๘๘ ปี อินสนธิ์ วงค์สาม’  ศิลปินผู้ผ่านกาลเวลาของแผ่นดิน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๘๘ ปี อินสนธิ์ วงค์สาม’ ศิลปินผู้ผ่านกาลเวลาของแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.15 น.

สกู๊ตเตอร์ที่เดินทางรอบโลก

วันที่ ๙ กันยายน ที่ผ่านมา เป็นวันเปิดศูนย์ศิลปะแห่งสำคัญที่ลำพูน ในวาระ ๘๘ ปี ของศิลปินแห่งชาติ ผู้สร้างความหลากหลายให้กับงานศิลปะ ชื่อ…อินสนธิ์ วงค์สาม ศิลปินผู้นำประสบการณ์จากการเดินทางไกลอันยาวนานนั้นมาสร้างชื่อเสียงจากผลงานที่โดดเด่น จนเป็นที่ยอมรับในวงการศิลปะระดับสากล มาสร้างศูนย์ศิลปะเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ขึ้นที่ตำบลป่าซาง จังหวัดลำพูน ศิลปินผู้ผ่านกาลเวลามายาวนานนาม อินสนธิ์ วงค์สาม ศิลปินชาวลำพูน ผู้นี้เกิดเมื่อวันที่ ๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๗๗ ปัจจุบันอายุ ๘๘ ปี จากการที่บิดามีอาชีพเป็นช่างฝีมือทอเครื่องทองเครื่องเงินอยู่ที่อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูนนั้น จึงเป็นแรงบันดาลใจให้อินสนธิ์ได้รักและสนใจงานศิลปะมาแต่เยาว์วัย จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนจักรคำคณาทร จังหวัดลำพูน แล้วได้เข้าศึกษาศิลปะที่โรงเรียนศิลปศึกษา (วิทยาลัยช่างศิลป์)จบแล้วศึกษาในคณะจิตรกรรมประติมากรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร จนจบการศึกษาและได้รับปริญญาตรีสาขาประติมากรรม เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๔

หลังจากที่จบการศึกษาแล้วจึงออกเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อทำงานศิลปะและเก็บเกี่ยวข้อมูลตลอดจนแรงบันดาลใจ สร้างสรรค์ผลงานจนสามารถจัดนิทรรศการภาพเขียนชื่อ ไทยแลนด์ พานอรามาขึ้น โดยจัดแสดงที่องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หลังจากนั้นอินสนธิ์ได้ตั้งใจที่จะเดินทางหาประสบการณ์ด้านศิลปะในต่างประเทศแต่มีปัญหาทุนที่ใช้ในการเดินทาง จึงนำผลงานไปประมูลที่คริสเตียน เซ็นเตอร์ ได้เงินมาจำนวนหนึ่งที่เพียงพอสำหรับการเดินทางในเบื้องต้น โดยใช้รถสกู๊ตเตอร์คู่ใจออกเดินทางจากกรุงเทพฯ โดยมีจุดหมายไปอิตาลี ซึ่งเป็นการเดินทางหนึ่งเดียวด้วยการนำสัมภาระที่จำเป็นในการยังชีพแล้วยังได้นำผลงานศิลปะใส่กระบอกติดตัวไปด้วยเป็นจำนวนมาก เพื่อจัดแสดงผลงานไปตามโอกาสต่างๆ ในภาพของศิลปินพเนจรเพื่อขายเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางต่อไปให้ถึงจุดหมาย

ศิลปินพเนจรหนึ่งเดียว

เส้นทางศิลปินที่ผจญภัยด้วยรถสกู๊ตเตอร์นั้น ได้มุ่งลงทางใต้ผ่านชายแดนไทยสู่เกาะปีนังเพื่อลงเรือโดยสารไปขึ้นบกที่อินเดีย แล้วต่อไปยังปากีสถาน อิหร่าน ตรุกี กรีซ และถึงอิตาลี ตามที่ใฝ่ฝันไว้จนสำเร็จนี้ แม้ว่าตลอดระยะเวลาการเดินทางต้องประสบกับอุปสรรคนานัปการจนเกือบหมดทุนก็ตาม ก็มักจะได้รับการช่วยเหลือจากผลงานและโชคช่วยทุกครั้ง จากประสบการณ์ตระเวนศึกษาหาความรู้และสเกตช์ภาพทุกๆ สิ่งที่ประทับใจ ที่ได้ดูงานศิลปกรรม สถาปัตยกรรม และโบราณสถานอย่างเต็มอิ่มในอิตาลีซึ่งเป็นศูนย์กลางศิลปะที่ยิ่งใหญ่ของโลกนั้นแล้ว อิตาลียังเป็นบ้านเกิดของ ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี อาจารย์ฝรั่งผู้สอนศาสตร์ศิลปะจนสร้างแรงบันดาลใจให้เดินทางมาบ้านของอาจารย์ฝรั่งจากนั้นได้ออกเดินทางต่อไปยังออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์และฝรั่งเศส ประเทศที่ อินสนธิ์ วงศ์สาม ได้ใช้ชีวิตอยู่นานหลายเดือนด้วยการทำงานต่างๆ อย่างหนักเอาเบาสู้เพื่อเลี้ยงชีพและเพื่อเป็นทุนการศึกษาศิลปะเพิ่มเติมที่ L Ecole Nationale Suprieure Des ArtsDecoratifs 

หลังจากที่แสวงหาประสบการณ์และศึกษาเล่าเรียนอยู่ในยุโรปเป็นเวลานานถึง ๔ ปีจึงได้ตัดสินใจเดินทางไปใช้ชีวิตต่อที่เมืองนิวยอร์กประเทศสหรัฐอเมริกา อีก ๖ ปีกว่า โดยเริ่มต้นด้วยการรับจ้างทำเครื่องประดับสตรีด้วยโลหะ จนสามารถเปิดกิจการของตนเองได้ จนได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะขึ้นมากมาย ผลงานชุดสำคัญชุดหนึ่งคือผลงานประติมากรรมโลหะขนาดเล็กจำนวน ๔๐๘ ชิ้น อันเป็นจินตนาการของท่านในเรื่องการใช้ชีวิตของมนุษย์ใต้ท้องทะเลและในอวกาศ หลังจากเกิดเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาตกต่ำลง ทำให้ยากลำบากต่อการครองชีพในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ จึงตัดสินใจกลับคืนประเทศไทยพร้อมกับนำประสบการณ์อันหาค่ามิได้จากการใช้ชีวิตต่างแดนกว่า ๑๐ ปี มาสร้างสรรค์สร้างงานศิลปะในแนวทางที่ค้นพบด้วยตนเอง โดยสร้างสตูดิโอขึ้นที่ลำพูน บ้านเกิด สร้างประติมากรรมการแกะสลักไม้ในรูปทรงที่แปลกใหม่ดูเรียบง่ายมีรูปทรงและองค์ประกอบบอกความเป็นไม้และประติมากรรมโลหะที่ได้ขยายแบบมาจากผลงานโลหะชิ้นเล็กๆ สะท้อนจินตนาการต่อปัญหาทางสังคมและสิ่งแวดล้อมซึ่งได้พบเห็นมา ซึ่งทำให้บริเวณบ้านอินสนธ์ได้รับการออกแบบและสร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างงดงามยิ่งเป็นเสมือนผลงานศิลปะชิ้นเอกจากการจัดสร้างกลุ่มเรือนไม้หลายหลัง วางตำแหน่งและจังหวะได้อย่างลงตัวท่ามกลางแมกไม้ วัย ๘๘ ปี ของอินสนธิ์ วงค์สามวันนี้จึงมีบรรดาศิลปินน้อยใหญ่ที่รักใคร่นับถือมาร่วมยินดี โดยมี นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และคณะเป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์การเรียนรู้ของศิลปินผู้ผ่านกาลเวลาแห่งนี้

๘๘ ปี อินสนธิ์ วงค์สาม

๘๘ ปี อินสนธิ์ วงค์สาม

อินสนธิ์ วงค์สาม กับงานปั้้น

อินสนธิ์ วงค์สาม กับงานปั้้น

อินสนธิ์ วงค์สาม กับงานแกะสลักไม้

อินสนธิ์ วงค์สาม กับงานแกะสลักไม้

ผลงานแกะสลักไม้

ผลงานแกะสลักไม้

ศูนย์ศิลปะอินสนธิ์

ศูนย์ศิลปะอินสนธิ์

อินสนธิ์ กล่าวต้อนรับศิลปินและแขกเยือน

อินสนธิ์ กล่าวต้อนรับศิลปินและแขกเยือน

ประติมากรรมโลหะในต่างประเทศ

ประติมากรรมโลหะในต่างประเทศ

ผลงานจิตรกรรม

ผลงานจิตรกรรม

ผู้ร่วมงานเปิดศูนย์

ผู้ร่วมงานเปิดศูนย์

ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร แสดงความยินดี

ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร แสดงความยินดี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เมืองเก่าภูเก็ต’ ภูมิอาคารชิโน-ยุโรเปี้ยนแห่งเดียว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/679150

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองเก่าภูเก็ต’  ภูมิอาคารชิโน-ยุโรเปี้ยนแห่งเดียว

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองเก่าภูเก็ต’ ภูมิอาคารชิโน-ยุโรเปี้ยนแห่งเดียว

วันอาทิตย์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หอนาฬิกาอาคารเก่า แลนมาร์คของเมือง

ในการประกาศคัดเลือก ชุมชนต้นแบบของการเที่ยวชุมชนยลวิถี ของกระทรวงวัฒนธรรมในปี พ.ศ.๒๕๖๕ นี้ ชุมชนเมืองเก่าภูเก็ตเป็นหนึ่งในจำนวน ๑๐ แห่ง ที่ได้รับการยกย่อง อาทิตย์นี้ได้ตามรอยสยามไปสืบค้นหาต้นทุนของภูมิบ้านภูมิเมืองเก่าที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานพบว่ามีความน่าสนใจมากกว่าการเป็นเมืองท่องเที่ยวชายทะเลที่รู้จักกันทั่วไป เมืองภูเก็ตแห่งนี้เป็นเมืองที่อุดมด้วยทรัพยากรแร่ธาตุโดยเฉพาะแร่ดีบุกซึ่งมีจำนวนมาก จนทำให้ยุคสมัยที่หลายประเทศต้องการแร่ดีบุกไปใช้ในอุตสาหกรรม ได้พากันเดินทางเรือเข้ามาจนมีชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวตะวันตกมาร่วมลงทุนทำเหมืองแร่ที่ภูเก็ต โดยมีแรงงานเป็นชาวจีนซึ่งภายหลังนั้นแรงงานชาวจีนกลุ่มนี้ได้เจริญเติบโตจนกลายเป็นพ่อค้าและนายเหมืองในที่สุด การอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีกิจการอุตสาหกรรมเหมืองแร่และมีความต่างในวัฒนธรรมระหว่างจีน อินเดีย ไทย

ชาวพื้นเมืองและชาวตะวันตกนั้นได้สร้างอัตลักษณ์ของตนจากการหลอมรวมพหุวัฒนธรรมโดยอัตโนมัติ จนทำให้ภูเก็ตนั้นมีความโดดเด่นของการสร้างวัฒนธรรมร่วม ดังปรากฏรูปแบบของการสร้างอาคารบ้านเรือนในชุมชนเมืองยุคแรกที่รับเอาอิทธิพลมาจากสถาปัตยกรรมของชาวจีนและชาวตะวันตก ครั้งแรกเรียกว่า สถาปัตยกรรมแบบ “ชิโน-โปรตุกีส” ตั้งชื่อขึ้นตามความเข้าใจแต่เดิมว่า อาคารต่างๆ นั้นเป็นสถาปัตย์แบบจีนผสมกับศิลปะของชาวโปรตุเกส ผู้เป็นนักเดินเรือที่เดินทางเข้ามาค้าขายทางทะเลในเกาะภูเก็ตแห่งนี้ ภายหลังเมื่อพบว่ามีการนำศิลปแบบตะวันตกมาจากทวีปยุโรปหลายชาติ จึงเปลี่ยนมาเรียกเป็นสถาปัตยกรรมแบบ“ชิโน-ยุโรเปี้ยน” อาคารเหล่านี้เป็นอาคารที่นิยมสร้างในเมืองภูเก็ต เมืองปีนัง และเมืองมะละกาของมาเลเซีย

ชุดแต่งกายพื้นเมืองของภูเก็ต

สำหรับอาคารเก่าในเมืองภูเก็ตสร้างขึ้นตามโครงสร้างและฐานะทางเศรษฐกิจของผู้ประกอบการ มี ๓ ลักษณะ ได้แก่ อาคารสาธารณะเป็นอาคารตึกก่ออิฐถือปูนผนังหนา และมีลวดลายประดับสวยงาม เช่น ศาลากลางจังหวัดภูเก็ตพิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว ส่วนใหญ่เป็นอาคารราชการสมาคม โรงเรียน และบริษัทเอกชน เป็นต้น คฤหาสน์ เรียกว่า อังมอเหลา เป็นอาคารเดี่ยวที่เรียกว่าตึกฝรั่ง สร้าง ๒ ชั้น ขนาดใหญ่ผนังก่ออิฐฉาบปูนหนา มีเสาอิงตกแต่งลวดลายปูนปั้นตามแบบศิลปะยุโรป แต่มีประตูหน้าต่างไม้ตกแต่งภายในด้วยลายฉลุเป็นศิลปแบบจีนเช่นเดียวกับอาคารตึกแถว มีการจัดช่องหน้าต่างทำให้มีความกลมกลืนกับอาคารเป็นอย่างดีที่ยังเหลืออยู่ เช่น คฤหาสน์หรือบ้านของพระพิทักษ์ชินประชา บ้านหลวงอำนาจนรารักษ์เป็นต้น อาคารหรือตึกแถว เรียกว่า เตี้ยมฉู่เป็นตึกแถวที่แต่ละห้องนั้นมีกำแพงกั้นด้านหน้าเป็นซุ้มโค้งให้มีช่องทางสำหรับเดินต่อเนื่องไปถึงอาคารหลังอื่นได้ตลอดแถว เพื่อเป็นที่กันแดดกันฝนให้แก่ผู้คนที่สัญจรไป-มาเรียกว่า หง่อคาขี่ หรือ อาเขต อาคารแถวนี้ส่วนใหญ่มีหลังคาทรงสูง มุงด้วยกระเบื้องดินเผามีร่องมุมแหลมรอบตัววี ประตูหน้าต่างชั้นล่างทำด้วยไม้ตกแต่งด้วยลวดลายแบบจีนส่วนชั้นบนมักเป็นบานหน้าต่างขนาดใหญ่๒-๓ ช่องยาวถึงพื้นห้อง เช่น อาคารแถวบริเวณถนนถลาง ถนนดีบุกและซอยรมณีย์ เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนกั้นเฉพาะห้องไปแล้วสำหรับจุดที่เป็นแลนด์มาร์คของชุมชนเมืองเก่านั้น อยู่ที่อาคารหอนาฬิกาและอาคารชิโน-ยุโรเปี้ยนต่างๆ ที่ถูกจัดเป็นพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ของเมืองภูเก็ต พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทหัว บ้านชินประชา นอกจากนี้ ยังมี ศาลเจ้าแสงธรรม ของชาวจีนฮกเกี้ยน และอาคารเก่าในย่านการค้าขาย ที่ถือเป็นแหล่งเศรษฐกิจสำคัญที่มีอายุมากกว่า ๑๗๐ ปี โดยมี กลุ่มชาติพันธุ์บาบ๋า สืบทอดภาษาและประเพณี “วิวาห์บาบ๋าภูเก็ต”, “ประเพณีกินผัก” ที่รักษาเป็นวัฒนธรรมของตนอย่างมั่นคง โดยผ่านอาหารพื้นถิ่น เช่นผัดหมี่ฮกเกี้ยน ขนมอังกู๊ ขนมโอเอ๋ว ผ่านงานฝีมือของผ้าปาเต๊ะปักมุก ผ้าบาติก ผ้ามัดย้อมผ้าซาโนติก และเครื่องประดับ ซึ่งสร้างความโดดเด่นในชุดแต่งกายของสาวภูเก็ต หรือยาหยา ของชาวบาบ๋า…ผู้สร้างวัฒนธรรมหนึ่งเดียวของเมืองท่องเที่ยวน่ายลแห่งนี้

พิธีเปิดชุมชนต้นแบบเมืองเก่าภูเก็ต

พิธีเปิดชุมชนต้นแบบเมืองเก่าภูเก็ต

ชุดแต่งกายพื้นเมืองของภูเก็ต

ชุดแต่งกายพื้นเมืองของภูเก็ต

ชุดแต่งกายพื้นเมืองของภูเก็ต

ชุดแต่งกายพื้นเมืองของภูเก็ต

สวนและลานมังกร

สวนและลานมังกร

อาคารชิโน-ยุโรเปี้ยน

อาคารชิโน-ยุโรเปี้ยน

คฤหาสน์แบบอั้งม่อเหลา

คฤหาสน์แบบอั้งม่อเหลา

ภาพศิลปะข้างอาคาร

ภาพศิลปะข้างอาคาร

ของโบราณบ้านชินประชา

ของโบราณบ้านชินประชา

สิ่งของโบราณในบ้านเก้าสิบสอง

สิ่งของโบราณในบ้านเก้าสิบสอง

ภายในพิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทฮัว

ภายในพิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทฮัว

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๑๔๘ ปี พิพิธภัณฑ์ไทย’ ภูมิแหล่งเรียนรู้ของประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/677641

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๑๔๘ ปี พิพิธภัณฑ์ไทย’ ภูมิแหล่งเรียนรู้ของประเทศ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๑๔๘ ปี พิพิธภัณฑ์ไทย’ ภูมิแหล่งเรียนรู้ของประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์

เดือนกันยายนนี้ เป็นเดือนที่มีวันสำคัญอยู่หลายวัน คือวันที่ ๘ กันยายน เป็นวันการเรียนรู้แห่งชาติ วันที่ ๑๙ กันยายน เป็นวันพิพิธภัณฑ์ไทย (Thai Museum Day) วันที่ ๒๐ กันยายน เป็นวันเยาวชนแห่งชาติ รวมถึงวันที่ ๓๐ กันยายน เป็นวันสิ้นปีงบประมาณ ที่มีการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งหน้าที่และวันเกษียณอายุราชการ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นวันของการเรียนรู้จากหนังสือ วันเรียนรู้จากพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้และวันของเยาวชนผู้เป็นคนที่จะต้องเรียนรู้วิชาเพื่ออนาคตนั้น ต้องถือว่าเดือนนี้มีความสำคัญต่อการสังคมการเรียนรู้จากแหล่งความรู้ทั้งสิ้น โดยเฉพาะวันพิพิธภัณฑ์ไทย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๘ โดยรัฐบาลในขณะนั้นได้ประกาศให้วันที่ ๑๙ กันยายน ของทุกปี เป็น “วันพิพิธภัณฑ์ไทย” เป็นการเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ที่ทรงเล็งเห็นความสำคัญของพิพิธภัณฑสถาน ซึ่งพระองค์นั้นได้โปรดเกล้าฯให้จัดตั้ง หอคองคอเดีย ขึ้นในวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๔๑๗ โดยจัด หอคองคอเดีย ให้เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งแรกของไทย ครั้งแรกนั้นเรียกทับคำศัพท์ว่า“มิวเซียม” หรือ “หอมิวเซียม” ส่วนชื่อเต็มนั้นคือศาลาสหทัยสมาคม เป็นอาคารใหม่อยู่ในพระบรมมหาราชวัง สำหรับใช้จัดแสดงศิลปะโบราณ วัตถุ โบราณต่างๆ และเปิดให้ประชาชนได้เข้าชมเป็นครั้งแรกในวันนั้น โดยจัดแสดงงานศิลปะ โบราณวัตถุต่างๆ เป็น ๓ กลุ่ม คือ ศิลปะโบราณวัตถุของไทย ศิลปะโบราณวัตถุส่วนพระมหากษัตริย์ และศิลปะโบราณวัตถุจากต่างประเทศ ต่อมากิจการพิพิธภัณฑ์ได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงการจัดพิพิธภัณฑ์ตามแบบสากลมากขึ้น จนมีผู้สนใจในการเข้าชมพิพิธภัณฑ์มากขึ้น ทำให้มีการจัดพิพิธภัณฑ์เกิดขึ้นมากมาย ทำให้โบราณวัตถุที่มีค่าทั้งหลายนั้นได้ออกมาบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านกาลเวลามานับร้อยนับพันปี จนพิพิธภัณฑ์นั้นกลายเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญของประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถเลือกเดินทางชมได้หลายแห่งทั่วประเทศ พร้อมกับกระทรวงวัฒนธรรมได้ตั้งคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วย สภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติ (Thai National Committee for International Councilof Museum) ขึ้น เพื่อให้องค์ประกอบของคณะกรรมการฯนั้นสอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้านการศาสนา ศิลปวัฒนธรรมและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และได้เพิ่มหน่วยงานที่ภารกิจด้านพิพิธภัณฑ์ขึ้น โดยปรับปรุงกรรมการให้ตรงกับตำแหน่งผู้ปฏิบัติงานประกอบด้วยปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานกรรมการ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นรองประธานกรรมการ กรรมการ ได้แก่ ปลัดกระทรวงกลาโหมหรือผู้แทนอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี หรือผู้แทน อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช หรือผู้แทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติหรือผู้แทน ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือผู้แทน ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ รองอธิบดีกรมศิลปากร (ที่อธิบดีกรมศิลปากรมอบหมาย) ผู้อำนวยการศูนย์ภูมิภาคว่าด้วยโบราณคดีและวิจิตรศิลป์ : สปาฟา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาหรือผู้แทน อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรมหรือผู้แทน ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) นายกสมาคมพิพิธภัณฑ์ไทยโดยมีผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรมศิลปากร เป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และผู้อำนวยการ กลุ่มวิจัย สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ทำให้มองอนาคตว่าแหล่งเรียนรู้นั้นได้เกิดกิจการพิพิธภัณฑ์ขึ้นทุกระดับทั้งพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พิพิธภัณฑ์จากหน่วยงานราชการและพิพิธภัณฑ์จากภาคเอกชน ดังนั้นบทบาทใหม่ของพิพิธภัณฑ์จึงมีการปรับเปลี่ยนบทบาทจนมีการเชื่อมโยงเนื้อหาและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มากขึ้น พิพิธภัณฑ์วันนี้ได้มีการพัฒนารูปแบบและการใช้เครื่องมือสื่อความเข้าใจทันสมัยขึ้นรวมถึงการสร้างเครือข่ายพิพิธภัณฑ์มากขึ้น…จนเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สร้างภูมิความรู้ความเข้าใจถึงประวัติศาสตร์ โบราณคดี วิถีวัฒนธรรมไปสู่การพัฒนาตนในอนาคตได้

การจัดด้วยสื่อฮาโลแกรม

การจัดด้วยสื่อฮาโลแกรม

เครือข่ายพิพิธภัณฑ์

เครือข่ายพิพิธภัณฑ์

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

พิพิธภัณฑ์สิรินธร

พิพิธภัณฑ์สิรินธร

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

วังหน้า

วังหน้า

นิทรรศการในพิพิธภัณฑ์

นิทรรศการในพิพิธภัณฑ์

พิพิธภัณฑ์พระราม ๙

พิพิธภัณฑ์พระราม ๙

เอ็กซิบิชั่น (Exhibition) ณ ท้องสนามหลวง ร.๕

เอ็กซิบิชั่น (Exhibition) ณ ท้องสนามหลวง ร.๕

หอคองคอเดีย

หอคองคอเดีย

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พิธีไหว้ครูครอบครู’ ภูมิปัญญาบูชาครูในสังคมไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/676106

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พิธีไหว้ครูครอบครู’ ภูมิปัญญาบูชาครูในสังคมไทย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พิธีไหว้ครูครอบครู’ ภูมิปัญญาบูชาครูในสังคมไทย

วันอาทิตย์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

วิโรจน์ วีระวัฒนานนท์ ศิลปินแห่งชาติ

จากงานมหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติฯ วิถีถิ่นวิถีไทย “เสน่ห์แห่งสายน้ำ วัฒนธรรมภาคกลางสืบสานศิลป์ วิถีถิ่นบูรพา” เมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม-๑ สิงหาคม ๒๕๖๕ ที่ผ่านมา ณ ตลาดน้ำห้วยสุครีพต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี นั้น ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวรปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ได้เป็นประธานในพิธีไหว้ครู ครอบครู ในงานนี้ โดย นายเด่นชัยเอนกลาภ พ่อครูลิเก ซึ่งเป็นนายกสมาคมลิเกแห่งประเทศไทย เป็นเจ้าพิธีนี้ด้วยตนเอง ท่ามกลางผู้ร่วมพิธีจากกระทรวงวัฒนธรรมและศิลปินแห่งชาติ คือ นายประสพ เรียงเงิน หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม นางโชติกา อัครกิจโสภากุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม นายส่วนพนมวัฒนากุล ประธานสภาวัฒนธรรม พ่อครูชัยชนะ บุญนะโชติ พ่อครูประยงค์ ชื่นเย็น พ่อครูวิโรจน์ วีระวัฒนานนท์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง พร้อมด้วย ศิลปินพื้นบ้านอาวุโส ศิลปินลิเกจากสมาคมลิเกแห่งประเทศไทย และนักแสดง จากโรงเรียนนาฏศิลป์ไทยชลบุรี ร่วมด้วยวัฒนธรรมจังหวัดภาคกลางและภาคตะวันออก ๒๕ จังหวัด ด้วยเหตุที่พิธีไหว้ครู ครอบครูนี้ เป็นภูมิปัญญาโบราณแห่งความกตัญญูรู้คุณครู ที่ได้ปฏิบัติกันจนเป็นประเพณีที่เคร่งครัดใน นาฏศิลป์ โขน ละคร ลิเก โนรา  ซึ่งผู้เรียนนาฏศิลป์ โขน ละคร ลิเก รวมถึงนักแสดงอื่นๆ นั้นต้องจัดพิธีนี้สม่ำเสมอ เพื่อเป็นการรำลึกนึกถึงพระคุณครูผู้สอนในอดีตและปัจจุบัน เป็นพิธีอัญเชิญครูมาร่วมในพิธี ให้ศิษย์ได้กราบไหว้เป็นสิริมงคลโดยจัดตั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พ่อแก่ (ฤๅษี) เทวรูปเคารพ หัวโขนและเครื่องที่ใช้ในการแสดง พร้อมด้วยเครื่องสังเวย เครื่องกระยาบวช เครื่องเซ่นตามลักษณะของครูผู้สอน

คณะผู้ร่วมพืธี

เมื่อเสร็จพิธีสรงน้ำและครอบครูโดยนำเศียรพ่อแก่ฤๅษี หรือเศียรที่เคารพครอบหัวแล้ว บรรดาศิษย์จะรำถวายมือให้ความบันเทิงแก่ครู ซึ่งเป็นการทดสอบท่ารำตามที่ได้รับการถ่ายทอดมา แล้วจบลงที่โปรยข้าวตอกดอกไม้ ส่งครูกลับเป็นเสร็จพิธี ดังนั้นพิธีไหว้ครู ครอบครู จึงเป็นการแสดงความเคารพครูด้วยจัดดอกไม้ ธูป เทียน เครื่องบูชาครูเพื่อขอบารมีให้ครูช่วยถ่ายทอดวิชาความรู้และคุ้มครองศิษย์ เป็นการมอบตัวเข้าเป็นศิษย์ ขอเป็นผู้สืบทอดงานศิลปวัฒนธรรมไทย เป็นพิธีประสิทธิ์ประสาทความสำเร็จการเรียนรู้ ฝึกฝนของการศึกษาวิชานาฏศิลป์ โขน ละคร ลิเก โนรา การแสดงต่างๆ ซึ่งเป็นวันสำคัญของความสามัคคี ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของศิษย์ทุกระดับชั้น ที่ต่างพร้อมใจกันจัดพิธีเพื่ออัญเชิญครูมาให้ศิษย์คารวะและแสดงกตเวทิตา เป็นการน้อมจิตรำลึกพระคุณของครู ถือว่าเป็นพิธีหนึ่งเดียวในโลกที่สร้างความ “เป็นครูเป็นศิษย์” หรือ “ศิษย์มีครู” เดียวกัน ที่มีการสืบสาน อนุรักษ์ สืบทอดกันมาแต่โบราณ และไม่ได้มีแต่เพียงครูของการแสดงเท่านั้น ยังรวมไปถึงครูช่างศิลปกรรม และครูผู้สอนวิชาต่างๆ ด้วย 

เครื่องสังเวย

ดังนั้น พิธีไหว้ครูครอบครูจึงเป็นวิถีไทยที่แสดงถึงความกตัญญูรู้คุณครู สร้างความเคารพนับถือครูขึ้นในสังคมไทยมาจนทุกวันนี้ จึงเรียกร้องให้“พิธีไหว้ครูครอบครูของไทย” เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของโลก และมีชุดการเรียนรู้ เข้าใจในพิธีปฏิบัติให้มากขึ้น โดยเฉพาะเรียนรู้เรื่องเพลงจากวงปี่พาทย์เครื่องห้า ที่บรรเลง ๒๖ เพลง ตามวาระของพิธี เช่น เพลงเหาะ เชิญพระอิศวร, เพลงกลม เชิญเทพเจ้า เพลงโคมเวียน เชิญเทวดาทั่วๆ ไป เพลงบาทสกุณี เชิญพระนารายณ์, เพลงตระพระปรคนธรรพ เชิญพระปรคนธรรพ (ครูดนตรี) เพลงตระองค์พระพิราพเต็มองค์ เชิญองค์พระพิราพเพลงคุกพาทย์ เชิญครูยักษ์ใหญ่ทั่วไป เพลงดำเนินพราหมณ์ เชิญผู้ทรงศีล เพลงช้า-เพลงเร็ว เชิญครูมนุษย์ เพลงเชิดฉิ่ง เชิญครูนาง, เพลงกราวนอก เชิญครูวานรหรือพานร, เพลงกราวใน เชิญครูยักษ์ทั่วไป เพลงกราวตะลุง เชิญครูแขก, เพลงโล้เชิญครูที่เดินทางน้ำ เพลงเสมอเถร เชิญครูฤๅษีขึ้นสู่ที่ประทับ เพลงกราวรำ เชิญศิษย์ทุกคนรำเพื่อเป็นสิริมงคลและส่งครูกลับ เพลงพระเจ้าลอยถาดส่งครูกลับ และ เพลงมหาชัย บรรเลงส่งท้ายเพื่อความสามัคคี ซึ่งแต่ละเพลงนั้นจะลำดับก่อนหลังไม่เหมือนกันตามแต่เจ้าพิธี…แต่ต้องไม่ผิดเพลงกับการทำพิธีพิธีนี้จึงถูกสอนให้ระมัดระวัง “การผิดครู” ที่จะต้องสอนทุกครั้งว่า อย่าผิดคำครูสอน, ผิดเพลงครู, ผิดท่ารำของครู นั่นคือครูสอนมาดีแล้ว อย่าออกนอกลู่นอกทางจน “ผิดผี” เป็นการทำให้คนมีครูนั้นอยู่ในวิถีความนับถือรู้คุณที่ไม่เคยหายไปจากสังคมไทยเลย”

พิธีไหว้ครู ครอบครูลิเก

พิธีไหว้ครู ครอบครูลิเก

หัวโขนในพิธีไหว้ครู

หัวโขนในพิธีไหว้ครู

นายเด่นชัย เอนกลาภ พ่อครูลิเก เจ้าพิธี

นายเด่นชัย เอนกลาภ พ่อครูลิเก เจ้าพิธี

พิธีสรงน้ำ

พิธีสรงน้ำ

อัญเชิญครูลงองค์

อัญเชิญครูลงองค์

เครื่องสังเวยในพิธีไหว้ครู

เครื่องสังเวยในพิธีไหว้ครู

อัญเชิญครูลงประทับ

อัญเชิญครูลงประทับ

ศิษย์รำถวายมือ

ศิษย์รำถวายมือ

ศิลปินแห่งชาติ

ศิลปินแห่งชาติ

ศิลปินและคณะผู้บริหารวัฒนธรรม

ศิลปินและคณะผู้บริหารวัฒนธรรม

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ผ้าทอพื้นบ้าน’ ภูมิผ้าลายอัตลักษณ์ ๗๖ จังหวัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/674577

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ผ้าทอพื้นบ้าน’  ภูมิผ้าลายอัตลักษณ์ ๗๖ จังหวัด

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ผ้าทอพื้นบ้าน’ ภูมิผ้าลายอัตลักษณ์ ๗๖ จังหวัด

วันอาทิตย์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผ้าทอพื้นเมือง

ด้วยเหตุที่ไทยรู้จักทอผ้าใช้กันในหมู่บ้านมาช้านาน ด้วยวิธีการทอผ้าด้วยมือตามแบบดั้งเดิม ซึ่งนับวันจะสูญหายหากไร้ผู้สืบทอด ดังนั้นการอนุรักษ์ ฟื้นฟูและพัฒนาขึ้นใหม่จนได้รับความนิยมจึงเป็นงานสำคัญในสังคม ดังปรากฏว่าเมื่อฟื้นฟูการทอผ้าแล้วได้มีการออกแบบใหม่และเพิ่มเทคนิคการทอผ้าจนมีความสวยงามด้วยลวดลายต่างๆ ซึ่งแตกต่างจากอดีตตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้น ได้มีการสั่งทำผ้าตามลวดลายตัวอย่างจึงเรียกว่า “ผ้าลายอย่าง” ที่ส่วนใหญ่ใช้พิมพ์ลวดลายต่างๆ มาใช้แทนผ้าทอมือทั่วไป หลังจากมีการทำสนธิสัญญาบาวริงกับอังกฤษ ในปี พ.ศ. ๒๓๙๘ แล้ว ไทยได้สั่งผ้าจาก ต่างประเทศเข้ามาใช้มากขึ้น จนในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้สำรวจพบว่า มีการสั่งผ้าจากต่างประเทศเข้ามาเป็นจำนวนมากขึ้นทุกปี ทำให้สิ้นเปลืองเงินตราปีละไม่น้อย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ริเริ่มฟื้นฟูการทอผ้าไหมขึ้นโดยส่งเสริมการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และฟื้นฟูการทอผ้าอย่างจริงจัง ใน พ.ศ. ๒๔๕๒ นั้นพระองค์ทรงโปรดฯให้สถาปนากรมช่างไหมขึ้น และโปรดฯ ให้ตั้งโรงเรียนช่างไหมที่วังสระปทุม ต่อมาได้ขยายสาขาไปยังนครราชสีมา และบุรีรัมย์ โดยทรงจ้างครูชาวญี่ปุ่นมาสอนชาวบ้าน ภายหลังการส่งเสริมการทอผ้าไหมแล้วปรากฏว่าได้ผลไม่คุ้มทุน จึงเลิกจ้างครูญี่ปุ่น ส่วนชาวบ้านนั้นก็หันมาทอผ้าตามวิธีพื้นบ้านแบบเดิม

ปลัดวธ.ชุดผ้าทอพื้นเมืองเป็นแบบอย่าง

หลังสุดการทอผ้าพื้นเมืองนั้นได้รับการส่งเสริมจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงสนพระราชหฤทัยผ้าทอพื้นเมืองเกือบทุกประเภทและส่งเสริมผ้าทอมาอย่างต่อเนื่องมากว่า ๒๐ ปี พระองค์ทรงตั้งมูลนิธิศิลปาชีพ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ขึ้น เพื่อส่งเสริมการทอผ้าของชาวบ้านในชนบท ทรงเป็นผู้นำในการใช้ผ้าพื้นเมืองของไทย ในชีวิตประจำวันจนถึงงานพระราชพิธีต่างๆ พระองค์ทรงได้นำผ้าไทยไปเผยแพร่ยังต่างประเทศ และทรงฟื้นฟูการทอตามลวดลายที่ชาวบ้านสืบทอดกันมาแต่โบราณ โดยทรงเก็บตัวอย่างไว้เพื่ออนุรักษ์ ศึกษา และสืบทอดต่อไป ทำให้การทอผ้าได้รับความนิยมกลับคืนมา ในเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕องค์การยูเนสโกได้ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองโบโรพุทโธ และประกาศพระเกียรติคุณ ในฐานะ ที่ทรงเป็นผู้นำในการส่งเสริมศิลปหัตถกรรมการทอผ้าพื้นเมืองไทยเป็นตัวอย่างที่ดีของโลก จากเหตุที่ผ้าพื้นเมืองในภูมิภาคต่างๆ ได้รับการอนุรักษ์ฟื้นฟู พัฒนา ต่อยอดจนเป็นที่นิยมนำมาใช้สอยในชีวิตประจำวันกันอย่างแพร่หลาย ดังนั้นการผลิตผ้าพื้นเมืองในลักษณะอุตสาหกรรมโรงงาน โดยมีบริษัทจ้างช่างทอ ทำหน้าที่ทอผ้าด้วยมือ ตามลวดลายที่กำหนดให้ โรงงาน หรือบริษัทจัดเส้นไหม หรือเส้นด้าย ที่ย้อมสีเสร็จแล้วมาให้ทอ เพื่อควบคุมคุณภาพจึงเกิดขึ้นบางแห่งมีคนกลางรับซื้อผ้าจากช่างทออิสระ ซึ่งเป็นผู้ปั่นด้าย ย้อมสี และทอตามลวดลายที่ต้องการเองที่บ้าน แต่คนกลางเป็นผู้กำหนดราคา ตามคุณภาพ และลวดลายของผ้าที่ตลาดต้องการ บางจังหวัดมีกลุ่มแม่บ้านช่างทอผ้าที่รวมตัวกันทอผ้าเป็นอาชีพเสริม และนำออกขายในลักษณะสหกรณ์ เช่น กลุ่มทอผ้าของศิลปาชีพ เป็นการทอ เพื่อขายเป็นหลัก จึงได้มีการปรับปรุงพัฒนาสีสัน คุณภาพ และลวดลาย ให้เข้ากับรสนิยมของผู้บริโภคเป็นการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก สร้างอาชีพสร้างรายได้สู่ชุมชน จังหวัดและประเทศอย่างยั่งยืนด้วยเหตุนี้กระทรวงวัฒนธรรมโดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดจึงได้ดำเนินการคัดเลือกและร่วมสร้างสรรค์ลายผ้าที่แสดงถึงอัตลักษณ์และสะท้อนมรดกภูมิปัญญาของแต่ละจังหวัดขึ้น เพื่อรวบรวมลายผ้าลายอัตลักษณ์ของ ๗๖ จังหวัดขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศไทยเพื่อยกระดับผ้าทอพื้นเมือง ฝีมือช่างทอท้องถิ่นพร้อมกับสร้างเครือข่ายดีไซเนอร์ ผู้ประกอบการ ได้ร่วมกันส่งเสริมผ้าทอฝีมือไทยไปสู่ตลาดนานาชาติ

การสั่งผ้าทางออนไลน์

การสั่งผ้าทางออนไลน์

เหรียญบุโรพุทโธ

เหรียญบุโรพุทโธ

สาธิตการทอผ้าโดยประนอม ทาแปง ศิลปินแห่งชาติ

สาธิตการทอผ้าโดยประนอม ทาแปง ศิลปินแห่งชาติ

ศิลปินแห่งชาติ ด้านผ้าทอ

ศิลปินแห่งชาติ ด้านผ้าทอ

ลายสุพรรณิการ์ อุทัยธานี

ลายสุพรรณิการ์ อุทัยธานี

ลายราชวัตรโคม-สุราษฎร์ธานี

ลายราชวัตรโคม-สุราษฎร์ธานี

ลายผ้าอัตลักษณ์ประจำจังหวัด

ลายผ้าอัตลักษณ์ประจำจังหวัด

ลายดอกพะยอมเล็ก พัทลุง

ลายดอกพะยอมเล็ก พัทลุง

ผ้ายกเมืองนครฯ

ผ้ายกเมืองนครฯ

ผ้าพิมพ์ลายอย่าง

ผ้าพิมพ์ลายอย่าง

ผ้าปักของชาวไทยดำ

ผ้าปักของชาวไทยดำ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘อนุสรณ์สถานแห่งชาติ’ ภูมิประวัติศาสตร์แบบ Interactive

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/673124

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘อนุสรณ์สถานแห่งชาติ’  ภูมิประวัติศาสตร์แบบ Interactive

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘อนุสรณ์สถานแห่งชาติ’ ภูมิประวัติศาสตร์แบบ Interactive

วันอาทิตย์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ภาพเขียนเครื่องแบบทหาร

ก่อนถึงวันพิพิธภัณฑ์ไทยในวันที่ ๑๙ กันยายนเดือนหน้านั้น การปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ในพิพิธภัณฑ์หลายแห่งคงได้รับรู้วิถีใหม่ทั่วกันว่า พิพิธภัณฑ์แต่ละแห่งได้สร้างความสำคัญของตนและเสนอเนื้อหาที่เป็นจุดเด่นเฉพาะเรื่องมากขึ้น การเปิดโลกทัศน์ใหม่ต่อยอดการเรียนรู้แบบวิถีใหม่ไปสู่แรงบันดาลใจใคร่ชมและนำไปสร้างอะไรๆ ได้มากขึ้นนั้น หนึ่งในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอที่ปรับรูปโฉมและลงทุนอย่างน่าสนใจยิ่งนั้น คือ พิพิธภัณฑ์ทหารในอนุสรณ์สถานแห่งชาติ อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เดิมนั้นเริ่มต้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๔ โดย พลเอกสายหยุด เกิดผลผู้บัญชาการทหารสูงสุดในยุคนั้นได้ดำริและมีโครงการจัดสร้าง “อนุสรณ์วีรชนแห่งชาติ” ตามอย่างนานาประเทศ เมื่อได้รับการอนุมัติก่อสร้าง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานชื่อว่า “อนุสรณ์สถานแห่งชาติ” และเสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์อนุสรณ์สถานแห่งชาติ เมื่อวันพุธที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๒๖ เมื่อสร้างเสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดอนุสรณ์สถานแห่งชาติในวันเสาร์ที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๓๗ จุดเด่นของอนุสรณ์สถานแห่งชาตินั้นคือสถานที่จารึกรายชื่อวีรชนผู้สละชีวิตในการปกป้องชาติและผืนแผ่นดิน ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ ๑ จนถึงปัจจุบัน และมีการจัดแสดงนิทรรศการบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ทหารจากเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่เกิดขึ้น วันนี้อนุสรณ์สถานแห่งชาติได้จัดและสร้างสิ่งใหม่ตามโครงการพัฒนาและปรับปรุงอนุสรณ์สถานแห่งชาติ เพื่อจัดแสดงนิทรรศการให้มีความทันสมัยโดยเนื้อหายังคงมุ่งเน้นการสร้างจิตสำนึกให้คนรุ่นใหม่เกิดความรู้สึกรักและหวงแหนประเทศชาติและรำลึกถึงความเสียสละของบรรพชนผ่านเทคโนโลยีสื่อผสมแบบ Interactive เป็นการช่วยให้ผู้เข้าชมเกิดความสนใจเรียนรู้มากขึ้น ด้วยเห็นว่าคนไทยกว่าร้อยละ ๘๐ เป็นคนรุ่นใหม่และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลกันส่วนมาก จึงใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสื่อสารข้อมูลประวัติศาสตร์ได้สะดวก รวดเร็ว และเข้าใจได้วันนี้เปิดบริการเข้าชมเฉพาะในส่วนของ “อาคารต้อนรับและอาคารภาพปริทัศน์เดิม” ตามแบบวิถีใหม่ (New Normal) ซึ่งภายในอาคารต้อนรับนั้นได้จัดห้องสมุดประวัติศาสตร์ทหาร และส่วนนิทรรศการที่มีภาพเขียนเครื่องแบบทหารของเก่าสิ่งของและประติมากรรมใช้สื่อความหมายว่า “คนไทยไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทไหน ล้วนมีหน้าที่ปกป้องประเทศเช่นเดียวกัน” ดังนั้นเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ที่ผ่านมา  พลเอกเฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้เป็นประธานพิธีเปิดนิทรรศการ “ภูษณพาส ราชวัลลภ” แสดงผลงานเกี่ยวกับเครื่องแบบทหารสมัยรัชกาลที่ ๕-รัชกาลที่ ๗ โดยมีผู้แทนหน่วยงานและเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ เข้าร่วมงานและชมการปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ใหม่

สำหรับชั้นบนของอาคารได้อัญเชิญพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ประดิษฐาน ก่อนชมภาพเขียน ๓๖๐ องศา แบบ PANORAMA บนผนังโค้งภายในของอาคารภาพปริทัศน์ เป็นภาพเล่าเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของไทยตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันด้วยกลุ่มภาพ ๑๐ กลุ่ม โดย ศ.ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติและช่างศิลปะ ได้ร่วมกันออกแบบและจินตนาการตามยุคสมัยที่สำคัญเพื่อนำไปสู่การเรียนรู้เรื่องราวโดยพิสดารในอนาคตผู้สนใจสามารถเข้าชมฟรีได้ทุกวันตามเวลาที่กำหนด

พระบรมรูป ร.๕

พระบรมรูป ร.๕

ร.๙ เสด็จฯ ทรงเปิดอนุสรณ์สถานแห่งชาติ

ร.๙ เสด็จฯ ทรงเปิดอนุสรณ์สถานแห่งชาติ

พลเอกสายหยุด เกิดผล

พลเอกสายหยุด เกิดผล

พลเอกเฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผบ.สส. เปิดนิทรรศการฯ

พลเอกเฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผบ.สส. เปิดนิทรรศการฯ

ชมนิทรรศการภายใน

ชมนิทรรศการภายใน

เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ร่วมงาน

เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ร่วมงาน

ห้องสมุดประวัติศาสตร์ทหาร

ห้องสมุดประวัติศาสตร์ทหาร

หมวกทุกใบต้องรักชาติ

หมวกทุกใบต้องรักชาติ

เส้นทางพระยาตาก

เส้นทางพระยาตาก

ภาพประวัติศาสตร์ไทย

ภาพประวัติศาสตร์ไทย

ผบ.สส.ประธานและคณะฯ

ผบ.สส.ประธานและคณะฯ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ภูษาศิลป์ จากท้องถิ่นสู่สากล’ ภูมิวันผ้าไทยแห่งชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/671589

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ภูษาศิลป์ จากท้องถิ่นสู่สากล’  ภูมิวันผ้าไทยแห่งชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผ้าไทยจากท้องถิ่น

ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระวิริยอุตสาหะปฏิบัติพระราชกรณียกิจในการส่งเสริมเรื่อง “ผ้าไทย” ตลอดมายาวนานกว่า ๗ ทศวรรษนั้น คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบให้วันที่ ๑๒ สิงหาคม ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระองค์ทุกปี เป็น “วันผ้าไทยแห่งชาติ” ดังนั้น ในวาระสำคัญในวันที่ ๑๑-๑๔ สิงหาคมนี้ กระทรวงวัฒนธรรมและภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ สำนักนายกรัฐมนตรี มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ กระทรวงพาณิชย์ กรมหม่อนไหม กรมการพัฒนาชุมชน กรุงเทพมหานคร และอื่นๆ เป็นต้น จึงได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเกี่ยวกับผ้าไทยขึ้นที่รอยัลพารากอนฮอลล์ ชั้น ๕ ศูนย์การค้าสยามพารากอนเพื่อเฉลิมพระเกียรติที่พระองค์ทรงฟื้นฟู ส่งเสริม พัฒนา เรื่อง “ผ้าไทย” จากสิ่งทอของชาวบ้านที่เกือบสูญหายไปนั้นให้กลับคืนมาได้รับความนิยมอีกครั้ง พร้อมกับทรงเผยแพร่ความงดงามและคุณค่าของผ้าไทยให้คนทั่วโลกได้ประจักษ์ถึงผ้าไทยในนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “ลายศิลป์แห่งเส้นไหม : มรดกไทยสู่สากล” และส่งเสริมให้วันผ้าแห่งชาติ ของประเทศต่างๆ อาทิ สหพันธรัฐมาเลเซีย สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐอินโดนีเซียสาธารณรัฐสโลวีเนีย สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ได้ร่วมกิจกรรมเช่นเดียวกับวันผ้าไทยแห่งชาติทุกปี

หนังสือที่ระลึกภูษาศิลป์  

สำหรับปีนี้ นายมีชัย แต้สุจริยา ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (การทอผ้า) พ.ศ.๒๕๖๔ ได้จัดแสดงผ้าทอผลงานที่หาชมได้ยากของตนเองโดยจำลองบรรยายกาศบ้านคำปุน จังหวัดอุบลราชธานี แหล่งผลิตผ้าไหมทอมือที่มีเอกลักษณ์เด่นเฉพาะตัวมาแสดง ร่วมกับ นิทรรศการผ้าไทยลายอัตลักษณ์ ๗๖ จังหวัด จัดแสดงผ้าไทยลายประจำจังหวัด ที่กระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับภาคีเครือข่าย ค้นหาลายอัตลักษณ์จากลายโบราณ และลายที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ นับเป็นครั้งแรกที่ไทยมีผ้าไทยลายอัตลักษณ์ประจำจังหวัดครบทั้ง ๗๖ จังหวัด ซึ่งได้จัดทำเป็นหนังสือเผยแพร่ความรู้เรื่องผ้าโบราณ ศิลปินแห่งชาติด้านการทอผ้า และออกแบบแฟชั่น ซึ่งเป็นการเก็บรวบรวมและบันทึกข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับอัตลักษณ์ผ้าไทยไว้ได้อย่างครบถ้วนพร้อมจัดเผยแพร่ในรูปแบบของE-BOOK ด้วย นอกจากนี้ ดีไซเนอร์ชั้นนำ ผู้มีผลงานในระดับชาติและนานาชาติ ๔ คน คือ พิจิตราบุณยรัตพันธุ์ (แบรนด์ PICHITA) ผ้าภาคเหนือ ศิริชัย ทหรานนท์ (แบรนด์ THEATRE) ผ้าภาคกลางอธิษฐ์ ฐิรกิตติวัฒน์ (แบรนด์ SURFACE) ผ้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หิรัญกฤษฏิ์ ภัทรบริบูรณ์กุล(แบรนด์ SANTI SUK SPACE) ผ้าภาคใต้ได้รับการออกแบบ ผ้าไทยลายอัตลักษณ์จาก ๔ ภาคและจัดแสดงแบบเพื่อส่งเสริมผ้าไทยให้โดดเด่นในเวทีการแต่งกายของนานาชาติแล้วยังแสดงแบบผ้าไทยร่วมสมัย จากโครงการประกวดออกแบบเครื่องแต่งกายผ้าไทยร่วมสมัยโครงการพัฒนาผ้าไทยร่วมสมัยชายแดนใต้ โดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย จากดีไซเนอร์ชั้นนำ เช่น นายศิริชัย ทหรานนท์ (แบรนด์ THEATRE)นายธีระ ฉันทสวัสดิ์ (แบรนด์ T-ra) เอก ทองประเสริฐ(แบรนด์ Ek Thongprasert) เป็นการส่งเสริมผ้าไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับท้องถิ่นสู่ระดับสากล และนิทรรศการผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (Cultural Product of Thailand : CPOT ที่ผลิตจากผ้า นอกจากนี้ ยังมี การแสดง “จินตลีลาพัสตราภรณ์ : มโนราห์บัลเลต์” ที่เคยจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๐๕ ในงานกาชาด ณ เวทีสวนอัมพรที่สืบทอดกันมากว่า ๖ ทศวรรษการขับร้อง ดนตรีวงเฉลิมราชย์การแสดง “โขน” จากสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ โดยเฉพาะกิจกรรมการเจรจาธุรกิจ(Business Matching) เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าให้กับสินค้าเชิงวัฒนธรรมซึ่งเป็นพื้นที่ของผู้ซื้อและผู้ขายได้มาพบกันเพื่อความพิเศษของการเจรจาธุรกิจภายในงาน โดยจัดให้มีการเจรจาการค้าในรูปแบบ Business Pitching มิติใหม่ของการเจรจาธุรกิจ คือ การเปิดโอกาสให้ผู้ขายได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ให้กับผู้ซื้อเพื่อให้เกิดการซื้อผลงาน เปรียบเสมือนการขายธุรกิจของตัวเองและสร้างความน่าสนใจเป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจโดยเน้นกลุ่มผู้ซื้อรายใหญ่ทั้งในและต่างประเทศที่มีกำลังซื้อสูง (BuyerBigLot) และมีความสนใจในผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมจากชุมชนต่างๆ ของไทย

นางแบบแสดงภูษาศิลป์

นางแบบแสดงภูษาศิลป์

ลายอัตลักษณ์ประจำจังหวัด

ลายอัตลักษณ์ประจำจังหวัด

อิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรมกับชุดผ้าไทย

อิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรมกับชุดผ้าไทย

ศิริชัย ทหรานนท์

ศิริชัย ทหรานนท์

ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัด วธ.กับชุดผ้าไทย

ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัด วธ.กับชุดผ้าไทย

อธิษฐ์ ฐิรกิตติวัฒน์

อธิษฐ์ ฐิรกิตติวัฒน์

หิรัญกฤษฏิ์ ภัทรบริบูรณ์กุล

หิรัญกฤษฏิ์ ภัทรบริบูรณ์กุล

พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์

พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์

มโนราห์บัลเลย์

มโนราห์บัลเลย์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘งานพระธาตุช่อแฮ’ ภูมิ ‘ม่วนอ๊ก ม่วนใจ๋’ ไหว้พระธาตุ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/670023

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘งานพระธาตุช่อแฮ’  ภูมิ ‘ม่วนอ๊ก ม่วนใจ๋’ ไหว้พระธาตุ

วันอาทิตย์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

บันไดนาคขึ้นพระธาตุช่อแฮ

จากงานมหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วิถีถิ่น วิถีไทย “ม่วนอ๊ก ม่วนใจ๋ เที่ยวไทยเมืองเหนือ งามเหลือชาติพันธุ์ นมัสการพระธาตุช่อแฮ” และงานสมโภชพระบรมธาตุช่อแฮ ๑๖ ปี พระอารามหลวงที่ผ่านมา เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคมนี้ เป็นงานบุญสามัคคีที่ทุกคนได้ร่วมใจกันทำให้เกิด Soft Power ของการกระตุ้นเศรษฐกิจ การสร้างงาน สร้างรายได้ให้ชุมชนด้วยการ “เที่ยวชุมชน ยลวิถีวัฒนธรรม” โดยมี นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.)เป็นประธานพิธีเปิดงาน ซึ่งได้รับการสนับสนุนและร่วมจัดงานจาก พระโกศัยเจติยารักษ์ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุช่อแฮ นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายสมหวัง พ่วงบางโพ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่และคณะจากทุกฝ่ายร่วมกันจัดงานดังกล่าวให้นำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดของจังหวัดภาคเหนือในงานมหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ ตามนโยบายของรัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ที่มุ่งขับเคลื่อนพัฒนาประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยฐานความเข้มแข็งของประเทศอีกทั้งสนับสนุนใช้ “Soft Power” สร้างความเป็นไทยสู่ระดับสากล ยกระดับเทศกาล ประเพณี (Festival)ท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักระดับชาติและนานาชาติ ซึ่งงานนี้ได้ประสานความร่วมมือกับจังหวัดแพร่ เครือข่ายวัฒนธรรมภาคเหนือ รวม ๑๗ จังหวัด ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สภาวัฒนธรรม เครือข่ายวัฒนธรรม และประชาชนในจังหวัดแพร่ เข้าร่วม ณ วัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่

พระธาตุช่อแฮ

นอกจากจะยกระดับงานประเพณีท้องถิ่นสู่ความเป็นอัตลักษณ์ของประเทศแล้ว ยังเป็นงานรวมพลคนปีขาล-ที่ช่างฟ้อนจากผู้ศรัทธาสูงวัยกว่า ๑,๘๐๐ ชีวิตได้ฟ้อนถวายเป็นพุทธบูชาบูชาองค์พระธาตุช่อแฮหนึ่งเดียว และงานประเพณีหนึ่งเดียวที่จัดขบวนพุทธบูชาด้วยความหลากหลายทางวิถีศรัทธา ตามแบบของขบวนแห่เครื่องสักการะของเจ้าครองนคร นักรบผู้กล้าและไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินในอดีตกาล ได้พากันมาร่วมงานบุญบูชาองค์พระธาตุเดียวกัน อย่าง “ม่วนอ๊ก ม่วนใจ๋ เที่ยวไทยเมืองเหนือ งามเหลือชาติพันธุ์ นมัสการพระธาตุช่อแฮ” โดยยกระดับเป็นมหกรรมวัฒนธรรมท้องถิ่นระดับชาติด้วยขบวนแห่เครื่องสักการะที่เป็นอัตลักษณ์ทั้ง ๘ อำเภอ และขบวนกลุ่มชาติพันธุ์จาก ๑๗ จังหวัดภาคเหนือ และ ๙ กลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดแพร่ โดยเพิ่มให้มีการเสวนาทางวิชาการ การแสดงวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ภาคเหนือ การแสดงผลงานศิลปินและสล่าพื้นบ้านใน “ข่วงสล่าภาคเหนือ” การแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัย โดยเครือข่าย “ขัวศิลปะเชียงราย และศิลปินภาคเหนือ” การสาธิตผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม (CPOT) อาหารพื้นถิ่นภาคเหนือ นิทรรศการชุมชน ยลวิถี การแสดงศิลปวัฒนธรรมจากศิลปินพื้นบ้าน และกาดหมั้ววิถีวัฒนธรรม ฯลฯ นั้นให้เป็นการต้นทุนทางวัฒนธรรมไปสู่การสร้างมูลค่าทางสังคมและเศรษฐกิจ จนสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนให้มีความสนใจและสร้างรายได้ให้พื้นที่มากขึ้นในอนาคต จากการมีต้นทุนทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะเมืองแพร่นั้น มี วัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวงซึ่งเป็นวัดศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองแพร่สร้างขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัย ระหว่างจุลศักราช ๕๘๖-๕๘๘ (พ.ศ. ๑๘๗๙-๑๘๘๑) ในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท ได้เสด็จมาบูรณปฏิสังขรณ์พระธาตุเจดีย์แห่งนี้ ซึ่งเป็นพระธาตุประจำปีขาล ตั้งอยู่เนินเขาเตี้ยสูงประมาณ ๒๘ เมตร มีองค์พระธาตุศิลปะล้านนา ทรงแปดเหลี่ยมสูง ๓๓ เมตร ตั้งบนฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ ๑๑ เมตร บุด้วยทองดอกบวบหรือทองจังโก ลักษณะองค์พระธาตุตั้งบนฐานสี่เหลี่ยม ๑ ชั้น ถัดขึ้นไปเป็นฐานหน้ากระดานแปดเหลี่ยม ๓ ชั้น รองรับด้วยฐานบัวคว่ำและชุดท้องไม้แปดเหลี่ยม ซ้อนลดชั้นกันขึ้นไป ๗ ชั้น แล้วเป็นบัวระฆัง ๑ ชั้น และหน้ากระดานหนึ่งชั้น จนถึงองค์ระฆังแปดเหลี่ยม ถัดขึ้นไปเป็นบัลลังก์ย่อมุมไม้สิบสองและปลีปล้องไฉน ส่วนยอดฉัตรประดับตกแต่งด้วยเครื่องบนแบบล้านนา มีรั้วเหล็กรอบองค์พระธาตุ ๔ ทิศ มีประตูเข้าออก ๔ ประตู แต่ละประตูสร้างซุ้มปราสาทศิลปะล้านนา มีคำบูชาพระธาตุนี้ว่า “ข้าพเจ้าขอไหว้พระเกศาธาตุแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งประดิษฐานอยู่บนธชัคคบรรพตแห่งเมืองโกศัย อันเป็นที่รื่นรมย์ใจของชนทั้งหลายโดยประการทั้งปวงในกาลทุกเมื่อแล”…ด้วยความศักดิ์สิทธิ์แห่งพระบรมสารีริกธาตุนั้นจึงพากันประจักษ์ในปาฏิหาริย์ที่แผ่บารมีเป็นสิริมงคลยิ่งแก่ผู้มาสักการะถ้วนหน้า นับเป็นงานไหว้พระธาตุสำคัญของเมืองเหนืออีกแห่งหนึ่งที่ชาวพุทธและนักท่องเที่ยวนั้นพากันไปสักการะอยู่เสมอ

อิทธิพล คุณปลื้ม รมว.กระทรวงวัฒนธรรม

อิทธิพล คุณปลื้ม รมว.กระทรวงวัฒนธรรม

ดร.ยุพา วัฒนะกิจบวร ปลัด.วธ รายงาน

ดร.ยุพา วัฒนะกิจบวร ปลัด.วธ รายงาน

พิธีเปิดด้วยกลองชัย

พิธีเปิดด้วยกลองชัย

คณะผู้จัดงานมหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ

คณะผู้จัดงานมหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ

ขบวนแห่เครื่องสักการะ

ขบวนแห่เครื่องสักการะ

พระโกศัยเจติยารักษ์ นำสักการะพระธาตุ

พระโกศัยเจติยารักษ์ นำสักการะพระธาตุ

ซุ้มทรงปราสาทมุมพระธาตุ

ซุ้มทรงปราสาทมุมพระธาตุ

ลานธรรมจากวัดสูงเม่น แพร่

ลานธรรมจากวัดสูงเม่น แพร่

ทุกขบวนร่วมบูชาพระธาตุ

ทุกขบวนร่วมบูชาพระธาตุ

ชาติพันธุ์อาข่า แพร่

ชาติพันธุ์อาข่า แพร่

ขบวนรวมพลคนปีขาล

ขบวนรวมพลคนปีขาล

ชาติพันธุ์ไทลื้อ

ชาติพันธุ์ไทลื้อ

ชาติพันธุ์ไท-ยวน แพร่

ชาติพันธุ์ไท-ยวน แพร่

เพลงพื้นบ้านท่าโพ

เพลงพื้นบ้านท่าโพ

ชาติพันธุ์ม้งภาคเหนือ

ชาติพันธุ์ม้งภาคเหนือ