ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘สด๊กก๊อกธม’ อุทยานประวัติศาสตร์แห่งใหม่ใกล้ชายแดน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/655005

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สด๊กก๊อกธม’  อุทยานประวัติศาสตร์แห่งใหม่ใกล้ชายแดน

วันอาทิตย์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

บริเวณปราสาทสด๊กก๊อกธม

อาทิตย์นี้ได้ตามรอยสยามเข้าไปสืบค้นภูมิพราหมณ์โบราณ ที่ปราสาทสด๊กก๊อกธม ซึ่งตั้งอยู่บ้านหนองหญ้าแก้ว หมู่ที่ ๙ ตำบลโคกสูง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็นอุทยานประวัติศาสตร์แห่งใหม่ และมีพิธีเปิดเป็นทางการเมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๕ เวลา ๐๙.๔๓ น. ที่ผ่านมา
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดและทอดพระเนตรศูนย์การเรียนรู้และอุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม ด้วยเหตุที่เป็นปราสาทขนาดใหญ่อยู่ใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชาประมาณ๑ กิโลเมตร เคยอยู่ในพื้นที่อันตรายมาก่อน และด้วยความสำคัญทางประวัติศาสตร์ จึงทำให้กรมศิลปากรต้องบูรณะให้ฟื้นคืนรูปปราสาทด้วยวิชาการแบบใหม่คือวิธีอนัสติโลซิส เป็นวิธีเรียงก้อนหินเข้าที่ซึ่งต้องใช้เวลานานมาก

คณะผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรมและกรมศิลปากร

ศาสนสถานหรือปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๑๕๙๕ ในสมัยพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ ๒ (พ.ศ.๑๕๙๓-๑๖๐๙) เพื่อประทานแด่พระราชครูผู้ลาสิกขาจากสมณเพศคือ “ศรีชเยนทรวรมัน” ซึ่งมีนามเดิมว่า “สทาศิวะ” ด้วยเหตุที่พระราชครูผู้นี้มีศักดิ์เป็นพระชามาดาของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ อีกทั้งยังเป็นผู้ประกอบพิธีบรมราชาภิเษกถวายแด่ พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ ๒ ปราสาทแห่งนี้จึงถูกสร้างเป็นพิเศษคือ สร้างปราสาทที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมเขมร สำหรับศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย ประกอบด้วยปราสาทองค์ประธานประดิษฐานศิวลึงค์และฐานโยนีสำหรับพิธีกรรม บรรณาลัย ๒ หลัง หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ซึ่งล้อมรอบด้วยระเบียงคดและกำแพงแก้ว อาคารทั้งหมดนั้นก่อด้วยหินทรายและศิลาแลง ตกแต่งพื้นผิวในพื้นที่สำคัญด้วยการแกะสลักลวดลายลงบนเนื้อหินให้เป็นภาพเล่าเรื่องราวในศาสนาพราหมณ์ฮินดูประกอบกับลายพันธุ์พฤกษาที่เป็นศิลปะขอมแบบคลัง-บาปวน ที่มีอายุในปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ตามผังของปราสาทที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออกนั้น มี “บาราย” ขนาดใหญ่อยู่ด้านหน้า เชื่อมต่อด้วย ทางดำเนินประดับที่มี “เสานางเรียง” และซุ้มประตู “โคปุระ” และอาคารมีระเบียงคดหรือโคปุระสร้างจากหินทรายและศิลาแลงล้อมรอบปราสาทชั้นในไว้หลักฐานสำคัญมากคือพบศิลาจารึก ๒ หลัก จารึกเป็นอักษรขอมโบราณจารึกหลักที่ ๑ บอกถึงอายุการสร้างและวัตถุประสงค์ของการสร้าง สำหรับจารึกหลักที่ ๒ เป็นจารึกที่สำคัญมากจารึกถึงลำดับรายพระนามกษัตริย์เขมรสมัยเมืองพระนครถึงพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ ๒ เดิมนั้นปราสาทแห่งนี้น่าจะมีชื่อเดิม ปราสาทศทาศิวะไหมหรืออะไร แต่ด้วยเหตุที่ปราสาทใหญ่ที่มีต้นกกขึ้นรกรุงรัง ชาวบ้านจึงเรียกใหม่จากถูกเรียกว่าปราสาทเมืองพร้าว มาก่อนแล้ว  เป็นปราสาทสด๊กก๊อกธม คำว่า “สด๊กก๊อกธม”เป็นภาษาเขมร คำว่า “สด๊ก” มาจากคำว่า “สด๊อก” แปลว่า รก ทึบ คำว่า“ก๊อก” แปลว่า ต้นกก และคำว่า“ธม” แปลว่า ใหญ่ ดังนั้น “สด๊กก๊อกธม” จึง แปลว่า ปราสาทขนาดใหญ่ที่รกไปด้วยต้นกกกรมศิลปากรได้อนุรักษ์ปราสาทสด๊กก๊อกธม ตั้งแต่ พุทธศักราช ๒๕๓๖-๒๕๕๗ ตามหลักการอนุรักษ์และบูรณะโดยวิธีอนัสติโลซิส บนพื้นฐานของงานโบราณคดีและดำเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์เบื้องต้นเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว โดยมีลานจอดรถห้องสุขา ซุ้มจำหน่ายของที่ระลึกระบบน้ำ ระบบไฟ และดูแลความสะอาดภายในบริเวณปราสาท สำนักศิลปากรที่ ๕ปราจีนบุรี ผู้รับผิดชอบพื้นที่ได้ดำเนินการประสานจังหวัดสระแก้วตั้งคณะกรรมการพัฒนาเพิ่มศักยภาพโบราณสถานปราสาทสด๊กก๊อกธมให้เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมสู่อาเซียน โดยมีการเตรียมรายละเอียดในการจัดทำแผนแม่บท แผนปฏิบัติการ บริหารจัดการและปรับภูมิทัศน์เป็นอุทยานประวัติศาสตร์แห่งใหม่ ตามมติของการประชุมเมื่อวันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๙ แม้จะอยู่ห่างไกลใกล้ชายแดน ก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่น่าสนใจยิ่งหากไปตลาดโรงเกลือ อรัญประเทศ จ.สระแก้ว แล้วไม่ไปปราสาทเขาโล้น ไม่ไปอุทยานประวัติศาสตร์แห่งใหม่นี้ก็เสียดายโอกาสครับ

ทรงปลูกต้นมะกอกพืชประจำจังหวัดสระแก้ว

ทรงปลูกต้นมะกอกพืชประจำจังหวัดสระแก้ว

พิธีเปิดอุทยานประวัติศาสตร์ฯแห่งใหม่

พิธีเปิดอุทยานประวัติศาสตร์ฯแห่งใหม่

คณะผู้บริหารกับศูนย์เรียนรู้แห่งใหม่

คณะผู้บริหารกับศูนย์เรียนรู้แห่งใหม่

ความรู้สถาปัตย์ ปราสาทประธาน

ความรู้สถาปัตย์ ปราสาทประธาน

ผังปราสาทสด๊กก๊อกธม

ผังปราสาทสด๊กก๊อกธม

ปราสาทองค์ประธาน

ปราสาทองค์ประธาน

จารึกปราสาทสด๊กก๊อกธม

จารึกปราสาทสด๊กก๊อกธม

โบราณวัตถุสำคัญในพิธีศักดิ์สิทธิ์

โบราณวัตถุสำคัญในพิธีศักดิ์สิทธิ์

โบราณวัตถุที่พบ

โบราณวัตถุที่พบ

หุ่นแสดงการสร้างปราสาท

หุ่นแสดงการสร้างปราสาท

ภายในศูนย์การเรียนรู้

ภายในศูนย์การเรียนรู้

แผนที่ที่ตั้้งอุทยานฯ แห่งใหม่

แผนที่ที่ตั้้งอุทยานฯ แห่งใหม่

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘บานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่น’ ศิลปะหนึ่งเดียวในวัดราชประดิษฐฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/653496

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘บานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่น’ ศิลปะหนึ่งเดียวในวัดราชประดิษฐฯ

วันอาทิตย์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

บานไม้ประดับมุกในวิหารหลวง

ด้วยเหตุที่บานประตูประดับมุกศิลปะญี่ปุ่นที่วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพฯ เป็นงานศิลปะชั้นเยี่ยมที่มีอายุชัดเจนจากกาลเวลา จนญี่ปุ่นได้ให้ความสนใจนำงานประดับมุกศิลปะญี่ปุ่น ที่วัดราชประดิษฐฯ ไปเป็นตัวกำหนดอายุงานประดับมุกที่ประเทศญี่ปุ่นทั้งประเทศ อาทิตย์นี้ได้ตามรอยสยามไปชื่นชมและภาคภูมิใจไปกับผลงานความร่วมมือกันบูรณะบานประตูงานศิลปะญี่ปุ่นที่เหลืออยู่ในไทยแห่งเดียวเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ที่ผ่านมา

นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ อธิบดีกรมศิลปากรร่วมกับ พระพรหมวัชราจารย์ (พูนศักดิ์ วรภทฺโก)พร้อมด้วย มร.ซิเยกิ โคบายาชิ (Mr.Shigeki Kobayashi) ที่ปรึกษาสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย คุณมุกดา จิราธิวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุลและ คุณจุฬาลักษณ์ ปิยะสมบัติกุล ผู้มีบทบาทสำคัญให้การร่วมกันบูรณะผลงานประดับมุกศิลปะญี่ปุนดังกล่าวนั้น ได้ร่วมกันประกอบคืนบานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่น ภายในพระวิหารหลวงวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ตามโครงการอนุรักษ์ซ่อมแซมบานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่นในประเทศไทย ณ พระวิหารหลวง วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร ศิลปะประดับมุกนี้เป็นงานช่างศิลปไทยที่มีมาแต่โบราณ ซึ่งทางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครให้ความสำคัญมากและจัดห้องงานประดับมุกแสดงไว้เป็นเฉพาะ ถือเป็นงานประณีตศิลป์ที่หลายประเทศต่างมีงานประดับมุกในงานพุทธศิลป์ เครื่องเรือน เครื่องใช้ระดับสูง อันเป็นที่นิยมกันในประเทศอาเซียน เช่นจีน เวียดนาม เมียนมา ลาว ญี่ปุ่น และเกาหลีซึ่งต่างมีเอกลักษณ์ของชิ้นงานแตกต่างกัน ประเด็นสำคัญแบบอัศจรรย์นั้นก็คือ งานประดับมุกศิลปะญี่ปุ่นนี้ ปรากฏว่าไทยได้สั่งเข้ามาประดับเป็นบานประตูหน้าต่างประดับมุกถึง ๑๑๔ ชิ้น มีอายุมากกว่า ๑๕๖ ปี ประดับอยู่ในพระวิหารหลวง วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร โดยหลายคนนึกไม่ถึงว่าเป็นงานศิลปะชิ้นเอกที่มีค่ามากซ่อนตัวอยู่กลางกรุง   

อธิบดีกรมศิลปากร   

ดังนั้น การบูรณะบานประตูงานประดับมุกศิลปะญี่ปุ่นที่เป็นภาระที่กรมศิลปากรต้องอาศัย ความร่วมมือทางวิชาการจากสถาบันที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ โดย กรมศิลปากรร่วมกับสถาบันวิจัยมรดกทางวัฒนธรรมแห่งชาติ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๘ ได้ทำการศึกษาแผ่นไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่นบนบานประตูและหน้าต่างภายในพระวิหารหลวง วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ซึ่งสั่งนำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่นเพื่อประดับพระวิหารเมื่อ พ.ศ.๒๔๐๘ เพื่อหาวิธีการอนุรักษ์ซ่อมแซมที่ถูกต้องตามเทคนิควิธีงานประดับมุกศิลปะญี่ปุ่น โดยได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน คือ คุณมุกดา จิราธิวัฒน์เอื้อวัฒนะสกุล และคุณจุฬาลักษณ์ ปิยะสมบัติกุลพร้อมได้ กรมศิลปากรได้จัดสรรงบประมาณโครงการอนุรักษ์ซ่อมแซมบานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่นในประเทศไทยแก่สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โดยกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ ได้เริ่มดำเนินการอนุรักษ์ซ่อมแซมบานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่น
ภายในพระวิหารหลวงวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม จำนวน ๗๖ แผ่น และบานไม้ประดับรักลายนูน จำนวน ๓๘ แผ่น ร่วมกับสำนักช่างสิบหมู่และการให้คำปรึกษาด้านเทคนิควิทยาจาก Ms.Yoko Futakami และ Mr.Yoshihiko Yamashita ผู้เชี่ยวชาญแห่งสถาบันวิจัยมรดกทางวัฒนธรรมแห่งชาติ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกันเรียนรู้จนเป็นองค์ความรู้เรื่ององค์ประกอบงานลงรักประดับมุก เพื่อนำไปสู่การอนุรักษ์ซ่อมแซมแผ่นประดับมุกบานหน้าต่างด้วยวัสดุดั้งเดิมจำนวน ๑ คู่ ที่ได้นำมาประกอบคืนบานหน้าต่างเป็นปฐมฤกษ์พร้อมทำพิธีเจริญชัยมงคลคาถา เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ปฏิบัติงานได้ดำเนินงานตามโครงการนี้ พ.ศ. ๒๕๖๔-๒๕๖๘ นั้นสำเร็จด้วยดี

การประกอบบานไม้ประดับมุก

การประกอบบานไม้ประดับมุก

วิธีการบูรณะแบบเก่า

วิธีการบูรณะแบบเก่า

ผู้สนับสนุนหลัก

ผู้สนับสนุนหลัก

ผู้สนับสนุนงบประมาณ

ผู้สนับสนุนงบประมาณ

ผลงานบานไม้ประดับมุก

ผลงานบานไม้ประดับมุก

บานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่น

บานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่น

บานไม้ประดับมุก

บานไม้ประดับมุก

ที่ปรึกษาสถานทูตฯญี่ปุ่น

ที่ปรึกษาสถานทูตฯญี่ปุ่น

ช่างและนักวิชาการศึกษาเรียนรู้

ช่างและนักวิชาการศึกษาเรียนรู้

คณะชื่มชนผลงาน

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ภูพระบาท’ ภูมิวิถีพิธีกรรมโบราณแห่งเดียวในโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/651972

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ภูพระบาท’  ภูมิวิถีพิธีกรรมโบราณแห่งเดียวในโลก

วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เสมาหินบนภูพระบาท

อาทิตย์นี้ได้ตามรอยสยามไปติดตามภูมิวิถีพิธีกรรมโบราณแห่งเดียวที่มีหลักฐานโบราณคดีว่าภูพระบาท อุดรธานี นั้น เป็นแหล่งมีมนุษย์เข้ามาใช้พื้นที่สร้างกิจกรรมแล้วตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งพบภาพเขียนสีอยู่ตามเพิงหิน กระจัดกระจายอยู่ภายในภูพระบาทมากกว่า ๔๗ แห่ง มีทั้งภาพคนภาพฝ่ามือ ภาพสัตว์ และลวดลายเรขาคณิต จากฝีมือมนุษย์ เมื่อราว ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ปี โดยสัมพันธ์กับหลักฐานอื่นๆ ที่พบ เช่น ขวานหินขัด ลูกปัดอาเกต และเศษภาชนะดินเผาเนื้อเครื่องดินอยู่บนที่ราบริมลำน้ำโขงและเชิงเขาภูพาน กับพบร่องรอยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่า ภูพระบาทนั้นเป็นตัวแทนของอารยธรรมที่สืบรุ่นต่อเนื่องจากคนก่อนประวัติศาสตร์ ผ่านเรื่องราวต่างๆ ในพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๖ ที่มีการได้รับอารยธรรมทวารวดี จากการปักเสาหินล้อมรอบเพิงหินทราย ในการจัดพิธีกรรมนับถือทั้งผี ทั้งพราหมณ์ฮินดู และพุทธศาสนา ซึ่งพบว่ามีการแกะสลักเทวรูป-พระพุทธรูปลงบนเพิงหิน จนสะท้อนถึงการต่อเชื่อมอิทธิพลจากวัฒนธรรมเขมร หรือลพบุรีโดยพบเทวรูปศิลปะเขมรในพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๘แล้วยังพบว่าได้รับอิทธิพลของวัฒนธรรมล้านช้างแผ่เข้าในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๓ ซึ่งพบพระพุทธรูปศิลปะสกุลช่างล้านช้างหรือลาวอยู่ตามถ้ำด้วย และพบว่าได้มีการสร้าง รอยพระพุทธบาทบัวบก พระพุทธบาทหลังเต่า พระพุทธบาทบัวบานพระพุทธบาทในถ้ำอุปโมง อยู่รอบบริเวณภูพระบาทด้วย ดังนั้น เมื่อมีการเสนอชื่อเบื้องต้นของมรดกโลกในปี ๒๕๔๗ และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๒ เห็นชอบให้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านวัฒนธรรมของประเทศ โดยให้กระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกันผลักดันการขึ้นทะเบียนแหล่งโบราณคดีแห่งนี้เป็นมรดกโลกต่อไป ด้วยเป็นอุทยานแห่งเดียวที่อยู่ในพื้นที่ของกรมป่าไม้

แผนที่สถานที่บนภูพระบาท

ดังนั้น อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทอ.บ้านผือ จ.อุดรธานี จึงได้จัดให้มีการศึกษาต่อเนื่องและสร้างความร่วมมือกัน โดย นายกิตติพันธ์พานสุวรรณ อธิบดีกรมศิลปากร นายสุรชัย อจลบุญ อธิบดีกรมป่าไม้ นายปราโมทย์ ธัญญพืช รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายวิมล สุระเสน นายอำเภอ บ้านผือ นายมงคล มีลา นายกเทศมนตรีตำบลกลางใหญ่ และนายเอกพล ศรีทอง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองพาน ร่วมกันนำเสนออุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทเข้าสู่บัญชีมรดกโลกพร้อมกันนั้นได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำหนดรูปแบบการบริหารจัดการแหล่งมรดกวัฒนธรรม เพื่อนำแผนการบริหารจัดการไปปฏิบัติ โดยผู้บริหารกรมศิลปากร ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๘ ขอนแก่น และหัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ประสานการดำเนินการในการส่งเสริมศักยภาพของโบราณสถาน โดยเฉพาะอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ที่ปรากฏร่องรอยอารยธรรมร่วมสมัยกับความเชื่อของมนุษย์ มาตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์จนเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของภูมิภาคอีสาน โดยเฉพาะฝั่งไทยและฝั่งลาวที่มีการใช้มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน สำหรับภูพระบาทได้จดทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ เมื่อปีพ.ศ.๒๔๒๔ และเมื่อวันที่๒๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๓๕ ได้นำวัฒนธรรมเสมา ซึ่งอยู่ที่บริเวณวัดพระพุทธบาทบัวบานนั้น เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานประวัติศาสตร์ด้วย พร้อมกับได้พัฒนาพื้นที่ร่วมกัน จนมีอัตลักษณ์เฉพาะตนที่โดดเด่น ด้วยเป็นพื้นที่ที่รักษาความเป็นต้นแบบดั้งเดิมที่มนุษย์สร้างขึ้นโดยไม่ถูกรบกวน “ภูพระบาท”แห่งนี้มีพื้นที่ใช้ประกาศเป็นแหล่งมรดกโลกประมาณ๓,๖๖๑ ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ของกรมป่าไม้และพื้นที่อื่นๆที่เกี่ยวเนื่องจนอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทถูกนำเสนอเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมภายใต้เกณฑ์การขึ้นทะเบียนมรดกโลก ที่เป็นลักษณะเด่น คือ ๑.มีเอกลักษณ์ที่หายากยิ่งด้วยลักษณะของภูพระบาทนี้ไม่พบที่ใดในไทย และยังเชื่อว่าในเขตภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือที่อื่นๆ นั้นก็ไม่มีด้วย ๒.เป็นแหล่งที่มีความโดดเด่นในการปรับใช้พื้นที่ของธรรมชาติมาเป็นพื้นที่วัฒนธรรมอันเกิดจากความเชื่อในศาสนาและสร้างเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ วันนี้อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท และแหล่งวัฒนธรรมสีมา วัดพระพุทธบาทบัวบานนั้น ได้รักษาและพัฒนาแหล่งโบราณคดีที่มีความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องยุคสมัยมาแต่โบราณไว้เป็นอย่างดี นับเป็นแหล่งโบราณคดีและสถานที่ปฏิบัติธรรมที่มีพระเถระรูปสำคัญจากอดีตถึงปัจจุบันเคยมายังสถานที่นี้

กิตติพันธ์ พานสุวรรณ อธิบดีกรมศิลปากร

กิตติพันธ์ พานสุวรรณ อธิบดีกรมศิลปากร

ปราโมทย์ ธัญญพืช รองผวจ.อุดรธานี

ปราโมทย์ ธัญญพืช รองผวจ.อุดรธานี

สุรชัย อจลบุญ อธิบดีกรมป่าไม้

สุรชัย อจลบุญ อธิบดีกรมป่าไม้

ความร่วมมือเสนอสู่มรดกโลก

ความร่วมมือเสนอสู่มรดกโลก

เทวรูปบนเพิงหิน

เทวรูปบนเพิงหิน

เพิงหินปฏิบัติธรรม

เพิงหินปฏิบัติธรรม

เอกสารนำเสนอมรดกโลก

เอกสารนำเสนอมรดกโลก

หอนางอุษา

หอนางอุษา

วัฒนธรรมใบเสมา

วัฒนธรรมใบเสมา

เรียนรู้ดูจากสถานที่จริง

เรียนรู้ดูจากสถานที่จริง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ชุมชนอาเซียน’ภูมิพหุวัฒนธรรมแห่งพระบรมโพธิสมภาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/650634

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ชุมชนอาเซียน’ภูมิพหุวัฒนธรรมแห่งพระบรมโพธิสมภาร

วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ย่านการค้าสะพานหัน

จากการที่กระทรวงวัฒนธรรมได้จัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ชุมชนอาเซียนในไทยและชุมชนต่างชาติในกรุงรัตนโกสินทร์และภูมิภาคต่างๆ อันสืบสานกันมาตั้งแต่สมัยอยุธยาถึงสมัยรัตนโกสินทร์นั้น ปรากฏว่ามีชาวต่างชาติย้ายถิ่นเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในแผ่นดินสยาม และพระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงสยามได้มีทศพิธราชธรรมปกครองปวงชนชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยพระราชทานสิทธิเสรีภาพในการดำเนินชีวิต ประกอบอาชีพ การปฏิบัติประเพณีและนับถือศาสนา อีกทั้งพระราชทานที่ดินให้อยู่อาศัยแยกตามเชื้อชาติและศาสนา จนเกิดชุมชนและย่านต่างๆ ขึ้นหลายแห่ง จนเป็นพหุวัฒนธรรมที่นำไปสู่ความร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา จากการศึกษาของเอ็ดเวิร์ด ฟาน รอย ได้ทำการวิจัยภูมิหลังเชิงประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่เข้ามาตั้งรกรากในกรุงเทพฯ สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ประกอบด้วย มอญ ลาว จาม เปอร์เซีย อาหรับ อินเดีย มาเลย์ จีน ขแมร์ เวียดนาม ไทยโยนก ซิกข์ จีนเชื้อสายต่างๆ รวมไปถึงชาวตะวันตกนั้นได้สะท้อนให้เห็นความจริงว่ากรุงเทพฯนั้นเป็นพื้นที่ที่มีกลุ่มคนต่างเชื้อชาติต่างวัฒนธรรมอาศัยอยู่ร่วมกัน มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน มีการผสมผสานเชิงวัฒนธรรมจนเป็นที่มาของความเป็นคนสยาม หรือคนไทยนั้น ได้นำไปสู่การถอดบทเรียนความคิดความเชื่อ มายาคติเรื่องชาติพันธุ์ หรือเชื้อชาติไทยจนหล่อหลอมรวมเอาคนต่างชาติพันธุ์ต่างวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ความเป็นคนสยามหรือคนไทย ทำให้เกิดการปะทะสังสรรค์ทางวัฒนธรรมและเกิดสังคมจากความหลากหลายนั้นเป็นพหุวัฒนธรรมขึ้น ส่งผลให้เกิดการหลอมรวม การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม เกิดเป็นสังคม-วัฒนธรรม พัฒนาการของเมือง องค์กรทางสังคมสืบต่อมาถึงวันนี้ซึ่งปรากฏว่ายังมีกลุ่มที่สืบชาติพันธ์ุจาก มอญ ลาว จาม เปอร์เซีย อาหรับ อินเดีย มาเลย์ แต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน ฮากกา ไหหลำ กวางตุ้ง ขแมร์ เวียดนาม ไทยวน ซิกข์ โปรตุเกส ฯลฯ อาศัยอยู่ซึ่งปรากฏการตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณริมแม่น้ำและลำคลอง

คนต่างชาติในพระนคร

ซึ่งเป็นไปตามความสะดวกในการสัญจร และตั้งบ้านเรือนชุมชนอยู่บริเวณที่อยู่ในเขตเมือง คือใกล้กับกำแพงพระราชวัง และที่ตั้งถิ่นฐานไกลออกไป แต่ละชุมชนมีความสามารถเฉพาะในวิชาชีพ เช่น เป็นช่างฝีมือ ช่างเหล็ก ช่างทองจึงทำให้ชุมชนได้กลายเป็นพื้นที่ศูนย์กลางย่านการค้าตามที่แต่ละชุมชนมีความชำนาญในภายหลัง รูปแบบการตั้งชุมชนคล้ายกัน คือ จะมีศาสนสถานเป็นศูนย์กลางของชุมชน เมื่อมีชาติพันธุ์เดียวกันถูกกวาดต้อนหรือย้ายมาในภายหลังจะได้รับอนุญาตให้ตั้งชุมชนใหม่ที่อยู่ไม่ไกลจากชุมชนเดิมที่มีกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกันอาศัยอยู่  ซึ่งได้มีการถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นมาและอัตลักษณ์ชุมชน เช่น สถาปัตยกรรม งานหัตถกรรมและช่างฝีมือ อาหาร การแต่งกายของชุมชนในกรุงเทพฯ  รวมไปถึงหัวเมืองในภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก ดังนั้นการที่ศูนย์อาเซียน หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน ได้นำจัดนิทรรศการ “ชุมชนอาเซียนใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร” เมื่อวันที่ ๒๐-๒๔ เมษายน ๒๕๖๕ที่ผ่านมาจึงเป็นการเผยแพร่องค์ความรู้การตั้งถิ่นฐานของชุมชนอาเซียนดั้งเดิมในกรุงเทพฯ ๖ กลุ่ม ได้แก่เขมร ญวน พม่า มอญ ลาว และมุสลิม ด้วยอัตลักษณ์ ขนบประเพณีของชุมชนอาเซียนที่อยู่อาศัยภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน พร้อมกับสาธิตด้านอาชีพและอาหารโดยผู้แทนชุมชนอาเซียนตัวอย่างในกรุงเทพฯ ได้แก่ ย่านเขมร ชุมชนบ้านบาตร สาธิตการทำบาตรย่านญวน ชุมชนตลาดบ้านญวน สามเสน ทำอาหารเวียดนาม ย่านพม่า ชุมชนตลาดพระโขนงออกร้านขายเครื่องอุปโภค-บริโภค ย่านมอญ จัดแสดงข้าวแช่จากบางลำพู ย่านลาว ชุมชนบางไส้ไก่ สาธิตการทำขลุ่ย และย่านมุสลิม จัดแสดงแกงมัสมั่นจากชุมชนมัสยิดจักรพงษ์ โดยมีผู้นำชุมชนมาบอกเล่าเรื่องราวของตน จึงนำพาไปสู่การเรียนรู้ชุมชนต่างๆ ผ่านรสชาติอาหารประจำชาติ ตำนานบรรพบุรุษ ผ่านพิธีตรุษสงกรานต์งานประเพณี การแต่งกายและสิ่งเคารพนับถือที่สร้างความภาคภูมิใจถึงการเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินนี้ด้วยพระบรมโพธิสมภารอันสืบเนื่องมายาวนาน ๒๔๐ ปี และได้สร้างมรดกร่วมทางวัฒนธรรมบนแผ่นดินนี้ด้วยกัน

ชมการสาธิต

ชมการสาธิต

บาตรรมดำลายทองสินค้าสู่อาเซียน

บาตรรมดำลายทองสินค้าสู่อาเซียน

พิธีเปิดนิทรรศการชุมชนอาเซียน

พิธีเปิดนิทรรศการชุมชนอาเซียน

ย่านเขมรบ้านบาตร

ย่านเขมรบ้านบาตร

หนังสือชุมชนดั้งเดิม

หนังสือชุมชนดั้งเดิม

หนังสือชุมชนต่างชาติ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๒๔๐ปี กรุงเทพ’ ภูมิหลักเมืองและสมโภชพระนคร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/649190

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๒๔๐ปี กรุงเทพ’  ภูมิหลักเมืองและสมโภชพระนคร

วันอาทิตย์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สมโภชพระนคร ๒๐๐ ปี

ด้วยการตั้งบ้านแปงเมืองแต่อดีตนั้น ให้ความสำคัญกับการตั้งเสาหลักเมือง ซึ่งมีการวางดวงชะตาด้วยฤกษ์งามยามดี ดังนั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ทรงโปรดเกล้าฯให้กระทำพิธียกเสาหลักเมือง ในวันอาทิตย์ เดือน ๖ ขึ้น ๑๐ ค่ำ ตรงกับวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ เวลา ๐๖.๔๕ นาฬิกา ตามตำราพระราชพิธีนครฐาน โดยใช้ไม้ชัยพฤกษ์เป็นเสาหลักเมือง ประกับด้านนอกด้วยไม้แก่นจันทน์แล้วจึงเป็นหมุดหมายของการประกาศความเป็นอาณาจักรที่มั่นคงและเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้อาณาประชาราษฎร์สักการะนับถือ เดิมนั้นเสาหลักเมืองมีเพียงศาลาที่ปลูกกันแดดกันฝนเท่านั้น ยังไม่มีสิ่งก่อสร้างใดใดที่เป็นพระนคร ครั้งนั้นได้สร้างพลับพลาอาคารไม้ชั่วคราวสำหรับจัดพิธีปราบดาภิเษกในวันที่ ๑๐-๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๓๒๕ หลังจากนั้นในปีเถาะ เบญจศก พ.ศ. ๒๓๒๖ จึงโปรดให้ตั้งกองสักเลกไพร่หลวงสมกำลังและเลกหัวเมืองทั้งปวง ออกไประดมรื้อเอาอิฐกำแพงจากเมืองกรุงเก่ารื้อป้อม กำแพงของกรุงธนบุรีข้างตะวันออก แล้วขยายแนวสร้างกำแพงเมืองยาวประมาณ ๗ กิโลเมตรภายในกำแพงให้สร้างพระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท เสร็จแล้วยกยอดฉัตร เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๒๗ และสร้างพระอุโบสถพระอารามหลวง เสร็จแล้วอัญเชิญพระแก้วมรกตประดิษฐานเมื่อวันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๓๒๗ ทั้งพระอารามและพระที่นั่งจึงเสร็จพร้อมแล้วได้มีงานฉลองเบื้องต้นในปี พ.ศ.๒๓๒๘ และได้ทรงโปรดเกล้าฯให้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแบบสมบูรณ์ตามโบราณราชประเพณีในเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๓๒๘ อีกครั้งหนึ่งตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๓๑-๒๓๕๒ นั้นได้มีการสร้างพระมณฑปหอมณเฑียรธรรม หอระฆัง เมื่อเสร็จแล้ว จึงทรงโปรดเกล้าฯให้จัดสมโภชพระอารามและพระบรมมหาราชวังนับว่าเป็นการสมโภชพระนครครั้งแรก ในวัน ๖ เดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปี พ.ศ. ๒๓๕๒

ผังกรุงเทพสมัยแรก

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๑๐๐ ปีเรียกกันว่า “สมโภชพระนคร” ในวันอังคาร ขึ้น ๔ ค่ำเดือน ๖ ปีมะเมีย จัตวาศก ศักราช ๑๒๔๔ ตรงกับวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๒๕ โดยใช้วันตั้งเสาหลักเมือง พิธีนี้ตอนเช้าได้อัญเชิญพระบรมรูปของรัชกาลที่ ๑ ขึ้นประดิษฐานบนพระที่นั่งศิวาลัยมหาปราสาท แล้วเลี้ยงพระสงฆ์ทั้งในพระบรมมหาราชวังและรอบกำแพงพระบรมมหาราชวัง จำนวน ๑,๖๒๔ รูป จากนั้นพระองค์ได้เสด็จกระบวนพยุหยาตราสถลมารค ประทับพลับพลาจัตุรมุข ณ ท้องสนามหลวง ทรงก่อพระฤกษ์ศาลหลวง ตอนบ่ายเสด็จพระราชดำเนินออกทรงโปรยทานและทอดพระเนตรจุดดอกไม้เพลิง ณ พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ งานสมโภชครั้งนี้ได้หล่อพระบรมรูปรัชกาลที่ ๑-๔ และบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พร้อมกับจัดสมโภชวัดฯในวันที่ ๑๗ เมษายนด้วย โดยมีมหรสพฉลองอย่างมโหฬารทั้งในกรุงและหัวเมืองทั่วพระราชอาณาจักร ๗ วัน ๗ คืนมีทั้งโขน ละครใน ละครชาตรี หุ่นกระบอก และการละเล่นต่างๆ ทั่วบริเวณท้องสนามหลวง และให้มีการละเล่นรอบกำแพงพระนครตามระยะป้อมรวม ๑๘ ตำบลตามท้องน้ำ ๕ ตำบล ตามป้อมต่างๆ และตามบริเวณกำแพงเมืองนั้นมีละคร งิ้ว และการแสดงอื่นๆ โดยจัดตั้งแต่วันที่ ๑๘-๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๒๕ รวม ๔ วัน ๔ คืนอีกทั้งยังจัดแสดงพิพิธภัณฑ์วัตถุ สิ่งของที่ประดิษฐ์ในประเทศให้ประชาชนได้ชมที่ท้องสนามหลวง ตั้งแต่วันที่๒๖ เมษายน-๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๒๕ รวม ๕๒ วัน นอกจากนี้มีการจัดงานการแสดงสินค้าแห่งชาติ (National Exhibition)หรือ “แนชันนาล เอกษฮีบิชัน” โดยรวบรวมบรรดาผลผลิตในกรุงสยามทั้งมวลมาจัดแสดงเพื่อส่งเสริมให้ชาวต่างชาติได้รู้จักสินค้าไทยมากยิ่งขึ้น งานนี้ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตต่างๆ และชาวยุโรปที่รับราชการอยู่กับราชสํานักสยาม เช่น ชาวอิตาเลียนอังกฤษ และเยอรมัน งานสมโภชครั้งนี้จึงเป็นต้นแบบในการจัดงานสมโภชพระนคร ๑๕๐ ปี ในรัชกาลที่ ๗และงานสมโภชพระนคร ๒๐๐ ปี ในรัชกาลที่ ๙โดยมีการสร้างสิ่งที่เป็นอนุสรณ์ในวาระสำคัญทุกครั้ง ส่วนงานสมโภชพระนครทุกปีนั้น เพิ่งมาเริ่มจัดกันภายหลังจนกลายเป็นงานรื่นเริงบันเทิงใจ ที่ยังคงรูปแบบแต่งตัวย้อนยุค มีการแสดงละคร โขน ดนตรี การแสดงแสง สี เสียง อภิปรายวิชาการโดย กระทรวงวัฒนธรรม และกรมศิลปากร ต่อจากเทศกาลสงกรานต์…ตามสถานการณ์ที่ให้ผู้คนได้เที่ยวเตร่ถ่ายภาพกันไม่เหมือนอดีตกาล

พิธีปราบดาภิเษก

พิธีปราบดาภิเษก

เสาหลักเมือง รัชกาล
ที่ ๑

เสาหลักเมือง รัชกาล ที่ ๑

การแสดงตั้้งเสาหลักเมือง

การแสดงตั้้งเสาหลักเมือง

พิธีตั้้งเสาหลักเมือง ๒๑ เมษายน ๒๓๒๕

พิธีตั้้งเสาหลักเมือง ๒๑ เมษายน ๒๓๒๕

สนามหลวงสมัยแรก

สนามหลวงสมัยแรก

พระบรมมหาราชวัง

พระบรมมหาราชวัง

สมโภชพระนคร ๑๕๐ ปี

สมโภชพระนคร ๑๕๐ ปี

สมโภชพระนคร ๑๐๐ ปี

สมโภชพระนคร ๑๐๐ ปี

สมโภชพระนคร ๑๕๐ ปี

สมโภชพระนคร ๑๕๐ ปี

สมโภชพระนคร ๒๐๐ ปี

สมโภชพระนคร ๒๐๐ ปี

พิธีเปิดงานใต้ร่มพระบารมี ๒๔๐ ปี กรุงรัตนโกสินทร์

พิธีเปิดงานใต้ร่มพระบารมี ๒๔๐ ปี กรุงรัตนโกสินทร์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระแก้วดอนเต้า’ภูมิสลุงหลวงปีใหม่เมืองหนึ่งเดียว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/647816

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระแก้วดอนเต้า’ภูมิสลุงหลวงปีใหม่เมืองหนึ่งเดียว

วันอาทิตย์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

วันสงกรานต์ที่ผ่านมานี้ ได้ตามรอยสยามหาภูมิวัฒนธรรมจากประเพณีสรงน้ำพระที่สืบสาน วัฒนธรรมจนเป็นงานหนึ่งเดียวในประเทศ ที่จังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นเมืองที่มีต้นทุนทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสร้างสรรค์ที่น่าสนใจ คือ งานแห่สรงน้ำพระแก้วดอนเต้าของเมืองลำปาง ซึ่งมีตำนานเล่าขานกันว่า “นางสุชาดา ได้พบแก้วมรกตอยู่ในหมากเต้า (แตงโม) จึงนำมาถวายพระเถระรูปนั้น ทำการจ้างช่างนำแก้วมรกตไปแกะสลักเป็นพระพุทธรูป คือ พระแก้วดอนเต้า ต่อมาได้มีการอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดพระธาตุลำปางหลวง จากอันเกิดจากเหตุที่มีผู้ไปฟ้องเจ้าเมืองลำปางว่า พระเถระและนางสุชาดาเป็นชู้กัน เจ้าเมืองลำปางจึงให้จับนางสุชาดาไปประหารชีวิต ส่วนพระเถระรูปนั้นรู้ตัวจึงอัญเชิญพระพุทธรูปหลบหนีไปโดยนำพระแก้วดอนเต้าไปฝากไว้ที่วัดพระธาตุลำปางหลวงจนวันนี้ ต่อมามีผู้เห็นว่านางสุชาดามีจิตศรัทธาในพระศาสนาจึงบริจาคเงินสร้างวัดขึ้นชื่อวัดสุชาดารามอยู่ติดกับวัดพระแก้วดอนเต้า ด้วยวัดนี้ตั้งอยู่ในสวนหมากเต้า และที่ดอน มีพระธาตุเจดีย์ใหญ่บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า จึงเรียกชื่อแต่เดิมว่า วัดพระธาตุดอนเต้า ครั้นเมื่อมีพระแก้วดอนเต้าขึ้นหรือเป็นวัดที่เคยประดิษฐาน พระแก้วมรกต หรือพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร เมื่อปี พ.ศ.๑๙๑๗ และอยู่วัดนี้นานถึง ๕๗๕ ปี จึงเรียกชื่อเป็นวัดพระแก้วดอนเต้าต่อมาวัดทั้งสองนี้ร้างลง เมื่อมีการบูรณะสร้างมณฑป วิหารใหม่ จึงได้รวมวัดพระแก้วดอนเต้าและวัดสุชาดารามเข้าเป็นวัดเดียวกัน ชื่อ วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๒๗”

ด้วยความสำคัญของพระแก้วดอนเต้าดังกล่าวจึงมีประเพณีสรงน้ำสืบต่อในวันปีใหม่เมืองลำปางมาแต่โบราณนั้น วันนี้ได้มีการสร้างสรรค์กิจกรรมปีใหม่เมืองจากต้นทุนทางวัฒนธรรมตามแบบล้านนาไทย จนเป็นงานหนึ่งเดียวที่มีการสร้าง“สลุงหลวง” คือ ขันน้ำใบใหญ่ และการจัดแต่งสถานที่จัดงาน ณ วัดปงสนุก ซึ่งมีพิธีนำน้ำศักดิ์สิทธิ์จาก ๑๓ อำเภอของเมืองลำปางและจังหวัดใกล้เคียงมารวมกันทำเป็นน้ำทิพย์ กับน้ำขมิ้นส้มป่อย ใส่ไว้ในสลุงหลวงเงินใบใหญ่ที่สุดในล้านนา โดยมีเทพบุตรสลุงหลวงและรองทั้ง ๔ คน จากการประกวดทุกปีมาแต่งองค์ทรงเครื่องเป็นผู้อารักขาและรับน้ำศักดิ์สิทธิ์และน้ำขมิ้นส้มป่อยจากประชาชนใส่ไว้ในสลุงหลวง เพื่อนำไปสรงน้ำพระแก้วดอนเต้าที่อัญเชิญจากวัดพระธาตุลำปางหลวงออกให้ประชาชนได้สรงน้ำพระแก้วดอนเต้าไปตามเส้นทางขบวนแห่ของ “งานสลุงหลวง กลองใหญ่ ปีใหม่เมือง นครลำปาง ประจำปี ๒๕๖๕” โดยมี ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมเป็นประธานร่วมกับ นายสิธิชัย จินดาหลวง ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ตี “เม่งม่าง” เปิดงานและปล่อยขบวนแห่งานบุญสลุงหลวง เข้าสู่ถนนทิพย์ช้างมุ่งตรงไปยังมณฑลพิธีที่ประดิษฐานพระแก้วดอนเต้า ณ ข่วงนคร ห้าแยกหอนาฬิกา ตลอดเส้นทาง ประชาชนและนักท่องเที่ยวต่างพากันนำน้ำขมิ้นส้มป่อยร่วมใส่ในสลุงหลวงไปตลอดเส้นทางพร้อมกับนำน้ำจากสลุงหลวงไปสรงพระแก้วดอนเต้าทั้งในขบวนและมณฑลพิธี ท่ามกลางเสียงกลองปูจาหรือกลองบูชาที่ตีอยู่ตลอดงาน บริเวณข่วงนครนั้นมีการสรงน้ำพระเจ้าแก้วดอนเต้า และร่วมปักเจดีย์ทราย ตลอดจนกิจกรรมอื่นๆ จากชุมชน ณ ข่วงแก้วเวียงละกอน เพื่อต้อนรับปีใหม่เมืองในวันสงกรานต์ ตั้งแต่วันที่ ๑๑-๑๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๕ ซึ่งนับเป็นงานสร้างสรรค์ที่เกิดจากความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจของทุกภาคส่วน ที่นำอัตลักษณ์อันโดดเด่นทางวัฒนธรรมของลำปาง มาจัดเป็นประเพณี การแสดง ผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม จากพหุภูมิปัญญา มาร่วมเผยแพร่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้เกิดความภูมิใจในมรดกจากต้นทุนทางวัฒนธรรม และสร้างสรรค์งานให้เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจนำไปสู่รายได้และภาพลักษณ์ที่ดีให้ประเทศ เป็นการขับเคลื่อนงานเทศกาลประเพณีนี้ไปสู่งานระดับโลก (Festival) ซึ่ง “งานสลุงหลวง กลองใหญ่ ปีใหม่เมืองนครลำปาง” แห่งนี้ได้รับการคัดเลือกเป็น ๑ ใน ๑๖ งานเทศกาลประเพณี ที่ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดี

พระแก้วดอนเต้า

พระแก้วดอนเต้า

น้ำศักดิ์สิทธิ์จาก ๑๓ อำเภอ

น้ำศักดิ์สิทธิ์จาก ๑๓ อำเภอ

ผู้สืบสานงานประเพณี

ผู้สืบสานงานประเพณี

เชิญน้ำศักดิ์สิทธิ์

เชิญน้ำศักดิ์สิทธิ์

พระแก้วดอนเต้าในมณฑปเชิญ

พระแก้วดอนเต้าในมณฑปเชิญ

สรงน้ำพระวัดปงสนุก

สรงน้ำพระวัดปงสนุก

กองทรายปักตุง

กองทรายปักตุง

เทพบุตรฯ รับน้ำทิพย์จากประธาน

เทพบุตรฯ รับน้ำทิพย์จากประธาน

เทพบุตรสลุงหลวง

เทพบุตรสลุงหลวง

สลุงหลวงทำด้วยเงิน

สลุงหลวงทำด้วยเงิน

การแสดงพื้นเมือง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วัดราชาธิวาสฯ’ ภูมิอนุรักษ์จิตรกรรมแบบเฟรสโกแห่งเดียว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/646668

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดราชาธิวาสฯ’ ภูมิอนุรักษ์จิตรกรรมแบบเฟรสโกแห่งเดียว

วันอาทิตย์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พระอุโบสถหลังเดิม

วันอนุรักษ์มรดกไทยวันที่ ๒ เมษายนที่ผ่านมา นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ อธิบดีกรมศิลปากร ได้ร่วมกับชาวศิลปากรทำกิจกรรมรักษาความสะอาด ณ วัดราชาธิวาสวรวิหาร เช่นเดียวกับหน่วยงานกรมศิลปากรที่รับผิดชอบดูแลโบราณสถาน-พิพิธภัณฑ์ในหลายจังหวัดต่างร่วมกันในการอนุรักษ์มรดกของชาติในท้องถิ่นของตนด้วย แม้จะเป็นงานสัญลักษณ์ให้รับรู้ถึงการสืบสาน รักษา ต่อยอด เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความใส่ใจให้มองเห็นคุณค่าสิ่งที่เป็นมรดกแผ่นดินจะต้องไม่สูญสิ้นไปกับการเฉยเมยของสังคมก็ตาม แต่งานอนุรักษ์และวิชาการอย่างถูกวิธีนั้น กรมศิลปากรซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบนั้นได้ทำงานอย่างต่อเนื่องในทุกแห่งสืบไป ดังเช่นงานบูรณะภาพจิตรกรรมหนึ่งเดียวของวัดราชาธิวาสฯ ซึ่งเป็นพระอารามหลวงที่สืบมาแต่วัดเก่าครั้งอยุธยา อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งพระนครแห่งนี้ นั้นต้องใช้เวลารักษาจุดเด่นทางด้านศิลปกรรมที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔-๕ ให้สืบต่อไป แม้ว่าวัดสมอรายแห่งนี้เป็นวัดที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (บุญมา) สถาปนาจาก “วัดสมอรายเดิม” ที่ทรุดโทรมจนต้องปฏิสังขรณ์สืบมาแต่รัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๓จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ ชื่อวัดสมอราย นั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชวิจารณ์ว่า คำว่าสมอนี้น่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า ถมอ ซึ่งเป็นภาษาเขมรแปลว่า หิน ดังนั้น สมอราย หรือ ถมอราย จึงน่าจะหมายถึงหินเรียงราย เมื่อปฏิสังขรณ์เสร็จแล้วในรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดราชาธิวาส”มีความหมายว่า วัดอันเป็นที่ประทับของพระราชา ด้วยวัดนี้เคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและสมเด็จฯกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์เมื่อครั้งทรงผนวชจำพรรษาที่วัดนี้ ซึ่งรวมถึงพระองค์ด้วยคือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งทรงเป็นพระวชิรญาณภิกขุนั้น ในช่วงประทับที่วัดสมอรายแห่งนี้ ทรงตั้งคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายขึ้นตามพระราชประสงค์ที่ต้องการฟื้นฟูศาสนาพุทธในสยามและแก้ไขวัตรปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระวินัย จึงถือเป็นวัดที่ตั้งคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายขึ้นเป็นแห่งแรกในปลายรัชกาลที่ ๔

สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัติวงศ์

ดังนั้้น การปฏิสังขรณ์แต่ละสมัยจึงปรากฏอาคารในรูปแบบสถาปัตยกรรมอย่างใหม่ขึ้นดังเห็นได้จากพระอุโบสถเป็นอาคารทรงขอมคล้ายนครวัด ออกแบบโดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ มีห้องสามตอนคือ ห้องหน้าเป็นระเบียง ห้องกลางเป็นห้องพิธี มีพระสัมพุทธพรรณีเป็นพระประธานมีนพปฎลมหาเศวตฉัตร ซึ่งหล่อพระราชทานในรัชกาลที่ ๕ หลังพระประธานเป็นซุ้มคูหา มีภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในแสดงเรื่องพระเวสสันดรชาดก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเป็นผู้ร่างภาพ และ ศ.ซี.ริโกลี(C.Rigoli) จิตรกรชาวอิตาเลียน เป็นผู้เขียนด้วยวิธีการใช้สีผสมปูนเปียก (Fresco) ที่สร้างให้จิตรกรรมเรื่องพระเวสสันดร ๑๓ กัณฑ์ อยู่ภายในให้งดงามอย่างภาพแบบตะวันตก ซึ่งต้องมีการศึกษาพิเศษในการป้องกันการแทรกตัวของเชื้อราในภาพ โดยเฉพาะศาลาการเปรียญขนาดใหญ่นั้นสร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง โดย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงให้สร้างเลียนแบบจากศาลาการเปรียญวัดใหญ่สุวรรณารามจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นศาลาการเปรียญที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยเหตุนี้วัดราชาธิวาสฯจึงเสมือนสถาบันงานช่างศิลปไทยของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ สมเด็จครูและนายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม ผู้ทรงอุทิศเวลาตลอดพระชนม์ชีพแก่การสร้างสรรค์งานช่างทุกสาขาในงานสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม ให้เป็นที่ประจักษ์ในแผ่นดินอีกแห่งหนึ่ง ส่วนใหญ่เป็นงานช่างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อวัดสร้างใหม่เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๐ และทรงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์ พระยศในขณะนั้นเป็นผู้ออกแบบพระอุโบสถ กำแพงแก้ว และสะพานนาคหน้าอุโบสถโดยให้พระอุโบสถเป็นอาคารประธานหันหน้าไปยังแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญในสมัยโบราณ โดยมีสะพานข้ามคลองเล็กๆตั้งอยู่ด้านหน้า ซึ่งสมเด็จครูได้แรงบันดาลใจจากสะพานนาคในศิลปะขอมนั้นมาดัดแปลงลวดลาย ตัวพระอุโบสถ โดยมีแนวกำแพงแก้วที่มีการหักมุมและมีการนำรูปแบบใบเสมามาดัดแปลงกับหัวเสากำแพงแก้ว โดยผสมผสานศิลปะไทยศิลปะขอม และศิลปะตะวันตก เข้าด้วยกันจนกลายเป็นสถาบันช่างศิลปไทยที่สร้างแรงบันดาลใจให้ศิลปินสมัยหลังนำไปใช้สืบต่อกันจนวันนี้

คาร์โล ริโกลี

คาร์โล ริโกลี

พระตำหนักพระจอมเกล้า

พระตำหนักพระจอมเกล้า

แบบร่างของสมเด็จครู

แบบร่างของสมเด็จครู

ภาพเฟรสโกที่ลงสีในปูนเปียก

ภาพเฟรสโกที่ลงสีในปูนเปียก

ภาพเขียนของริโกลี

ภาพเขียนของริโกลี

จิตรกรรมในพระอุโบสถ

จิตรกรรมในพระอุโบสถ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๑๑๑ ปี ศิลปากร’ ภูมิช่างแบบหลวงสู่งานรักษามรดกชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/645203

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๑๑๑ ปี ศิลปากร’  ภูมิช่างแบบหลวงสู่งานรักษามรดกชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สถาปัตยกรรมสุโขทัย

ด้วยงานช่างในอดีตนั้น มุ่งเน้นงานสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมที่เกี่ยวกับศาสนาและกษัตริย์เป็นหลัก การออกแบบจึงมีกระบวนการงานช่างที่สืบทอดต่อกันมา ไม่ว่าจะเป็นฝีมือช่างหลวงหรือช่างท้องถิ่น ต่างมีวิวัฒนาการต่อเนื่องมาตลอด โดยมีระเบียบแบบอย่างที่เคร่งครัด ดังเห็นได้จากการจัดสร้างอาคารจากแนวคิดการสร้างจักรวาล ซึ่งมีแผนผังวัดสมัยสุโขทัยและอยุธยา ที่ใช้ระบบแนวแกนดิ่งเป็นหลักและมีแนวแกนราบเข้ามาสัมพันธ์ด้วยตำแหน่งของเจดีย์ประธานหรือพระมหาธาตุอันถือได้ว่าเป็นแนวแกนกลางของจักรวาล หรือเขาพระสุเมรุวิหารหลวงอยู่ส่วนหน้าของแนวแกน ถัดไปเป็นเจดีย์ประธานที่ล้อมรอบด้วยระเบียงคดรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่เชื่อมกับวิหารส่วนหน้าหรืออุโบสถส่วนหลังในแนวแกนดิ่ง แต่ด้วยอุโบสถสมัยสุโขทัยมีขนาดเล็กมาก จึงไม่ให้ความสำคัญมากนัก สมัยอยุธยาการสร้างอุโบสถได้แพร่หลายมากจึงมีอาคารประเพณีที่สร้างในสมัยอยุธยาตอนปลายมีลักษณะเฉพาะของยุคสมัย แผนผังเจดีย์ได้ยุติการใช้เจดีย์เป็นประธานในแผนผัง แต่ใช้อุโบสถหรือวิหารเป็นประธานแทน แล้วใช้กำแพงแก้วเป็นแนวล้อมเพื่อเน้นอาคารและเน้นเจดีย์ประธานแยกจากเจดีย์รายซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกัน ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก ชายคาจึงกุดป้อม หลังคามักจะเป็นผืนเดียวไม่ซ้อนชั้น ซึ่งเรียกว่า แบบหลวง เป็นนัยการสร้างอาคารตามขนบประเพณีซึ่งถูกรักษาและพัฒนาจากช่างหลวงต่อมาเรียกเป็น แบบประเพณี ในสมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓ ได้เรียกแบบอาคารที่สร้างตามขนบประเพณีนั้นว่า“วัดแบบขนบนิยม” และวัดที่รัชกาลที่ ๓ โปรดให้สร้างแบบใหม่ว่า “วัดทรงประดิษฐ์ใหม่” ภายหลังเรียกว่า “แบบพระราชนิยม” ในรัชกาลนี้การเปลี่ยนแปลงรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยประเพณีอย่างชัดเจนคือ เปลี่ยนจากอาคารแบบทรงไม้มาเป็นอาคารทรงตึกที่มีการตกแต่งทางสถาปัตยกรรมในลักษณะที่ได้รับอิทธิพลจีน ในสมัยรัชกาลที่ ๔ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก เช่น มีการใช้รูปทรงโค้งรับน้ำหนักระหว่างเสาอาคารหรือการตกแต่งเช่น ใช้หินอ่อนนำเข้าจากต่างประเทศ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีการพัฒนารูปแบบไทยประเพณีไม่เฉพาะแต่ที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา มีการสร้างอาคารหลายชั้นที่ผสมผสานระหว่างรูปแบบตะวันตก และไทยประเพณี

ก่อนพุทธศักราช ๒๔๕๔ ประเทศยังไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบงานโดยตรง อันเกี่ยวกับมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ บรรดาโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ประวัติศาสตร์ วรรณกรรม การดนตรี นาฏศิลป์ งานช่างประณีตศิลป์ หอสมุด จดหมายเหตุ และพิพิธภัณฑ์ ฯลฯ ด้วยกิจการดังกล่าวได้กระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆจนทำให้ราชการบางอย่างไม่เป็นระเบียบหรือมีงานที่ก้าวก่ายกันอยู่

ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่๖ ผู้ตั้้งกรมศิลปากร

ด้วยเหตุนี้ ในวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๔๕๔ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้โอนกิจการของช่างมหาดเล็กจากกระทรวงวัง และกรมพิพิธภัณฑ์ จากกระทรวงธรรมการ มารวมกันตั้งเป็น “กรมศิลปากร” โดยให้มีผู้บัญชาการขึ้นตรงต่อกษัตริย์ ซึ่งจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ใดในกระทรวง หรือกรมใดเป็นผู้บัญชาการเมื่อใดก็ได้ สุดแต่ทรงพระราชดำริเห็นเหมาะสม ครั้งแรกทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ ทรงเป็นผู้บัญชาการกรมศิลปากรพระองค์แรก ด้วยพระราชญาณทัศนะของสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าที่ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของมรดกศิลปวัฒนธรรม อันเป็นมูลฐานแสดงให้เห็นถึงความเจริญของชาติ จึงตั้ง “กรมศิลปากร” ให้ดำเนินภารกิจดูแลมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติมาจนถึงปัจจุบันนี้เป็นเวลา ๑๑๑ ปีแล้ว ที่กรมศิลปากร ได้พัฒนาสร้างสรรค์บนหลักความถูกต้องทางวิชาการ มีคุณภาพและมาตรฐาน สังคมและประเทศชาติ ที่ให้ประโยชน์ ทั้งในด้านการศึกษาเรียนรู้ และด้านการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้แก่ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ งานด้านภาษา เอกสารและหนังสือ งานนาฏศิลป์และดนตรี งานสถาปัตยกรรม ศิลปกรรมและช่างศิลป์ไทย รวมไปถึงงานสนับสนุนต่างๆที่เกี่ยวข้องกับมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ..ที่ต้องเพิ่มช่องทางการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ข้อมูลข่าวสารงานมรดกศิลปวัฒนธรรมของกรมศิลปากร โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ Facebook Youtube Application line ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วในสังคมปัจจุบัน

กรมพระนเรศวร์

กรมพระนเรศวร์

คลังกลางโบราณวัตถุ

คลังกลางโบราณวัตถุ

อาคารกรมศิลปากร

อาคารกรมศิลปากร

โบราณวัตถุชิ้นสำคัญ

โบราณวัตถุชิ้นสำคัญ

หนังสือ ๑๑๑ ปี กรมศิลปากร

หนังสือ ๑๑๑ ปี กรมศิลปากร

พัฒนาการจัดพิพิธภัณฑ์

พัฒนาการจัดพิพิธภัณฑ์

พระพิฆเณศหน้าอาคารใหม่

พระพิฆเณศหน้าอาคารใหม่

ผู้บริหารกรมศิลปากร

ผู้บริหารกรมศิลปากร

ทำบุญวันเกิดกรมศิลปากร

ทำบุญวันเกิดกรมศิลปากร

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ตำบลบ้านเก่า’ โบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์แห่งแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/643830

วันอาทิตย์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ร.๙ ทอดพระเนตรโบราณวัตถุ

ด้วยเหตุตำบลบ้านเก่า เมืองกาญจนบุรี เป็นแหล่งที่ค้นพบเรื่องของมนุษย์ยุคหินใหม่แห่งแรก หลังจากกรมศิลปากรสร้าง พิพิธภัณฑ์ก่อนประวัติศาสตร์บ้านเก่า ขึ้นที่ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๘ แล้ว แต่ด้วยเหตุที่การขุดค้นเรื่องก่อนประวัติศาสตร์ที่ตำบลบ้านเก่านั้นสร้างผลกระทบทางวิชาการโบราณคดีอย่างมากมาย จึงเป็นเหตุให้กรมศิลปากรได้ปรับปรุงสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์แห่งชาติบ้านเก่าใหม่ให้สามารถนำเสนอเรื่องราวประวัติศาสตร์กาญจนบุรี วัฒนธรรมบ้านเก่าและเรื่องสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในพื้นที่ลุ่มน้ำแควน้อย-แควใหญ่ด้วยเทคนิคการจัดที่ทันสมัยให้น่าสนใจวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๕ ที่ผ่านมา นายอิทธิพล คุณปลื้มรมว.วัฒนธรรมได้เป็นประธานพิธีเปิดนิทรรศการถาวรในอาคารพิพิธภัณฑ์สีดินเทศแห่งใหม่ที่นำเสนอเรื่องราวของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์บ้านเก่าหรือ วัฒนธรรมฟิงนอย (ฟิงนอย เรียกมาจาก แควน้อย)ซึ่งเกิดขึ้นจาก ดร.เอช.อาร์.วอน เฮเกอเร็น(H.R.Van Heekerren) นักโบราณคดีชาวฮอลันดา ที่ถูกจับเป็นเชลยศึกและถูกเกณฑ์มาสร้างทางรถไฟสายมรณะในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้พบเครื่องมือหินกะเทาะและขวานหินขัดจากหินกรวดที่นำมาใช้งานเมื่อสงครามสงบยุติลงจึงนำเครื่องมือหินที่พบนั้นกลับไปศึกษาวิเคราะห์ที่สหรัฐอเมริกาจนนำไปสู่การสำรวจขุดค้นทางโบราณคดีโดยนักโบราณคดีไทยและต่างประเทศในพื้นที่ตำบลบ้านเก่าขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๙หลังจากนั้นใน พ.ศ.๒๕๐๓-๒๕๐๕ คณะสำรวจก่อนประวัติศาสตร์จากโครงการความร่วมมือทางโบราณคดีระหว่างไทย-เดนมาร์กจึงเกิดขึ้นโดยคณะสำรวจไทย-เดนมาร์ก นี้มี ศ.ชิน อยู่ดีเป็นผู้อำนวยการร่วมฝ่ายไทย และ นายเปีย เซอเรนเซนเป็นผู้อำนวยการร่วมฝ่ายเดนมาร์ก ได้ร่วมกันสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดีที่ตำบลบ้านเก่าตรงที่ดินของ นายลือ-นายบาง เหลืองแดงบริเวณริมแม่น้ำแควน้อย การขุดค้นในครั้งนั้นได้พบโครงกระดูกมนุษย์โบราณมากกว่า ๕๐ โครง และพบโบราณวัตถุ เครื่องมือเครื่องใช้ เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นหลักฐานแสดงว่าเมื่อประมาณ ๓๘๗๗-๓๕๙๗ ปีมาแล้ว บริเวณนี้มีมนุษย์ยุคหินใหม่อาศัยอยู่อย่างต่อเนื่องมาหลายชั่วคน คนกลุ่มนี้รู้จักทำการเกษตร มีเครื่องมือเครื่องใช้หลากหลายชนิด ซึ่งพบวัตถุที่เกี่ยวข้องต่างๆ เช่น เครื่องปั้นดินเผา ภาชนะทรงพาน ภาชนะทรงคนโท เครื่องมือหินกระเทาะ ขวานหินขัด ลูกปัดโดยเฉพาะภาชนะสามขา นั้น ได้มีการทำลวดลายจากวิธีใช้เชือกทาบ นักวิชาการเรียกชื่อกลุ่มโบราณคดีที่พบในบริเวณนี้ว่า “วัฒนธรรมบ้านเก่า” (Ban-Khaoians) หรือ วัฒนธรรมฟิงนอย  

คณะสำรวจไทย-เดนมาร์ก

เมื่อทำการขุดค้นโครงกระดูกมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ฝังใต้ดินนั้นได้พบว่ามีวัตถุจำนวนมากที่ฝังอุทิศร่วมกับโครงกระดูก จึงเปิดโลกให้มีการศึกษาพิธีฝังศพยุคก่อนประวัติศาสตร์ขึ้นเป็นครั้งแรก ส่งผลให้มีการตื่นตัวในการเรียนรู้ จดบันทึกและสังเกตการฝังศพ จนมีการรายงานการพบหลุมฝังศพ หรือสุสานมากขึ้นทั่วทุกภาคในไทย จนต่อเนื่องไปถึงการหาค้นคำตอบประเด็น คนไทยมาจากไหน? การขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีบ้านเก่าจึงกระตุ้นให้เกิดความพยายามในการศึกษาเรียนรู้เปรียบเทียบวัตถุที่พบจาก ตำบลบ้านเก่าหรือ วัฒนธรรมแฟงนอย กับวัตถุที่พบจาก วัฒนธรรมยางเชาและลุงชาน(Longshan culture- YangshaoCulture) ในประเทศจีน ซึ่งพบว่ามีความคล้ายคลึงกัน จนมีข้อสันนิษฐานว่าคนไทยได้อพยพมาจากจีน

ศ.นพ.สุด แสงวิเชียร ได้เข้ามาร่วมศึกษาโครงกระดูกมนุษย์โบราณที่พบจากบ้านเก่า และเสนอว่า “คนไทยคือผู้ที่อยู่ในดินแดนไทยนี้มาก่อนและไม่ได้เคลื่อนย้ายมาจากภายนอกอย่างแน่นอน” ดังนั้น แหล่งโบราณคดีบ้านเก่าจึงเป็นหลักฐานทางวิชาการสำคัญ สำหรับการเรียนรู้ว่าคนไทยอพยพมาจากจีน หรือคนไทยอยู่ในดินแดนนี้มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งส่งผลให้เปิดการเรียนรู้ถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทางโบราณคดีในประเทศไทยอีกมากมาย เช่น การศึกษาเทคนิคกรรมวิธีการทำภาชนะดินเผา ตั้งแต่การเตรียมดินไปจนถึงวิธีการเผา วิธีทำลวดลาย วิธีเคลือบ แล้วยังศึกษาพืช และสัตว์โบราณที่ได้จากแหล่งขุดค้น นอกจากนี้ยังศึกษารูปแบบเครื่องมือที่พบมีเครื่องมือหิน เครื่องมือเหล็ก เครื่องประดับ เป็นต้น ดังนั้นแหล่งโบราณคดีบ้านเก่าจึงเป็นเหมือนคลังความรู้ด้านโบราณคดีที่เป็นรากฐานการศึกษาเรื่องราวมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ทั้งในประเทศไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยผ่านพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ แม้ว่าจะอยู่ไกลก็ต้องเดินทางไปเรียนรู้กันทั้งวันไม่เบื่อ

พิธีเปิดนิทรรศการถาวรฯ

พิธีเปิดนิทรรศการถาวรฯ

นิทรรศการภายใน

นิทรรศการภายใน

เครื่องประดับรูปสิงโต

เครื่องประดับรูปสิงโต

อาคารใหม่สีดินเทศ

อาคารใหม่สีดินเทศ

หลุมขุดค้นคนโบราณ

หลุมขุดค้นคนโบราณ

ภาชนะดินเผา

ภาชนะดินเผา

ภาชนะสามขา

ภาชนะสามขา

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ บ้านเก่า

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ บ้านเก่า

ตำบลบ้านเก่า ริมแควน้อย

ตำบลบ้านเก่า ริมแควน้อย

โครงกระดูกมนุษย์โบราณ

โครงกระดูกมนุษย์โบราณ

เครื่องมือหิน

เครื่องมือหิน

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เชียงคาน เมืองเลย’ภูมิศิลปะหน้ากากผีริมน้ำโขง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/642439

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เชียงคาน เมืองเลย’ภูมิศิลปะหน้ากากผีริมน้ำโขง

วันอาทิตย์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผีปู่เยอย่าเยอของล้านช้าง

การสานต่อทุนทางวัฒนธรรมจากชุมชนต่างๆ ไปสู่เศรษฐกิจรายได้นั้น เป็นแนวทางการสร้างสรรค์สร้างงาน สร้างรายได้ เพื่อเพิ่มมูลค่าอาทิตย์นี้ได้ตามรอยภูมิบ้านเมืองไปสู่เวทีทางวัฒนธรรมที่จังหวัดเลย ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีทุนวัฒนธรรมโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตนในเรื่องหน้ากากผีจากประเพณีผีตาโขนที่อำเภอด่านซ้าย จนชักชวนให้เกิดผีขนน้ำที่อำเภอเชียงคานและผีบุ้งเต้าที่อำเภอภูเรือ ตามออกมาจนเป็นที่รู้จักอย่างดีและสร้างรายได้จากหน้ากากผีทั้งหลาย ซึ่งมีการสร้างสรรค์ออกมาอีกไม่น้อยผี จนต้องมีโครงการเทศกาลศิลปะร่วมสมัยลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อยกระดับความร่วมมือสร้างงานในอนาคต  

หมุดหมายของกิจกรรมก็คือ “สวมหน้ากากยลงานศิลป์เช็คอินริมโขง” หรือ “Mask Festivalbobb” จัดเมื่อวันที่ ๑๒-๑๓ มีนาคม ๒๕๖๕ ที่ผ่านมาณ ลานวัฒนธรรมเชียงคานเมืองโบราณ ริมฝั่งแม่น้ำโขงหน้าวัดท่าคก ตำบลเชียงคาน อำเภอเชียงคานจังหวัดเลย ที่ทำให้ ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ประธานพิธีเปิดและนายชัยธวัช เนียมศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลยร่วมกับผู้แทนมหาวิทยาลัยเครือข่ายศิลปินร่วมสมัยศิลปินพื้นบ้าน ชุมชนคุณธรรมฯ จุดธูปจุดพลุเชื้อเชิญผีทั้งหลายมาร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG และผลักดัน “Soft Powerเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์จาก อาหาร (Food) ภาพยนตร์และวิดีทัศน์ (Film) ผ้าไทยและการออกแบบแฟชั่น (Fashion) มวยไทย (Fighting) เพื่ออนุรักษ์และขับเคลื่อนเทศกาลประเพณีนี้สู่ระดับโลก (Festival)ให้สามารถทำงานทำเงินสู่ชุมชนท้องถิ่นและพื้นที่ในแถบลุ่มแม่น้ำโขงต่อไป

พิธีเปิดยลงานศิลป์หน้ากาก

สำหรับประเพณีแห่ผีตาโขน ซึ่งเป็นงานบุญประเพณีใหญ่หรือ “งานบุญหลวง” หรือ “บุญผะเหวด”ในเดือน ๗ ของอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลยนั้นรู้จักกันทั่วโลก เป็นประเพณีเก่าที่เกิดจากงานบุญพระเวส คือ งานเทศน์พระเวสสันดร หรือเทศน์มหาชาติประจำปีที่มี พระธาตุศรีสองรัก เป็นศูนย์รวมใจของชาวด่านซ้าย ซึ่งถือเอาการแห่ผีตาโขนนั้นมาสานต่อเรื่องราวว่า เมื่อครั้งพระเวสสันดรและนางมัทรีจะเดินทางออกจากป่าหลังจากที่บำเพ็ญบารมีหรืออยู่กรรม กลับเข้ามาสู่เมืองนั้น บรรดาผีป่าหลายตนและสัตว์นานาชนิดต่างพากันแห่แหนแฝงตัวแฝงตนมากับชาวบ้าน ตามมาส่งทั้งสองพระองค์กลับคืนเมือง เดิมเรียกกันว่า“ผีตามคน” หรือ “ผีตาขน” แล้วก็เพี้ยนคำเป็น “ผีตาโขน” ขบวนแห่ของผีนั้นมีแบบผีตาโขนใหญ่และผีตาโขนเล็ก กล่าวคือ ผีตาโขนใหญ่ ทำเป็นหุ่นรูปผีทำจากไม้ไผ่สานมีขนาดใหญ่กว่าคนธรรมดาประมาณ ๒ เท่า ประดับตกแต่งรูปร่างหน้าตาด้วยเศษวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น คนเล่นอยู่ข้างในตัวหุ่น ผีตาโขนใหญ่นี้มีเพียง ๒ ตน คือผีตาโขนชายและหญิง ซึ่งแสดงด้วยเครื่องเพศที่ตัวหุ่น ผู้ทำหน้าที่เป็นผีตาโขนใหญ่นี้ต้องได้รับอนุญาตจากผีหรือเจ้าก่อน เมื่ออนุญาตแล้วต้องทำทุกปีหรือทำติดต่อกันอย่างน้อย ๓ ปี ส่วนผีตาโขนเล็ก เป็นการละเล่นของคนนอกทุกวัยเข้าร่วมสนุกได้ทุกคน โดยทำหน้ากากจากกาบมะพร้าวแกะสลักหน้าตาแล้วครอบด้วยหวดข้าวเหนียวตกแต่งตามชอบ ซึ่งเป็นความคิดของครูคนหนึ่ง ที่ลืมไม่ได้คือลูกกระพรวนจากไม้หรือทองเหลือง งานประเพณีผีตาโขนนี้จัดขึ้นที่วัดโพนชัย อ.ด่านซ้าย มีการเทศน์มหาชาติ มีการทำบุญพระธาตุศรีสองรักและงานบุญต่างๆ เข้ามาผสมรวมกันจากพ่อกวนแม่กวน และการละเล่นผีตาโขนที่ทำให้เกิดผีต่างๆตามมาอีกหลายผีจะเป็นผีคลุกโคลนคลุกถ่านกันตามสนุก หากย้อนประเพณีที่นับเนื่องมาก็คงสืบทอดจากล้านช้างที่มีพิธีกรรมเลี้ยง ผีปู่เยอ ย่าเยอ ซึ่งเป็นผีบรรพบุรุษ เป็นเทวดาหลวง และผีอารักษ์เมือง ที่จัดประจําทุกปีเป็นการระลึกถึงบุญคุณความดีของผีบรรพบุรุษ ผู้ประกอบพิธีคือชาวบ้าน แต่งานพิธีนั้นได้รับการอุปถัมภ์จากราชสำนักลาว การแห่ปู่เยอ ย่าเยอ ทำกันในช่วงสงกรานต์เท่านั้น ชุดของขบวนแห่เก็บรักษาไว้หอปู่เยอ ย่าเยอที่วัดอาฮาม เมืองหลวงพระบาง ผีตาโขนใหญ่ชายหญิงนั้นก็เหมือนปู่เยอ ย่าเยอของลาว ที่สืบประเพณีตามกันในลุ่มแม่น้ำโขง ส่วนผีตาโขนเล็ก ผีขนน้ำ ผีบุ้งเต้า…และอีกหลายผีที่จะเกิดกันตามมานั้นคนเมืองเลยคิดเองให้นักท่องเที่ยวสนใจ…หรือใครจะช่วยกันคิดก็ได้ตามใจผี แต่ทุกปีต้องมีรายได้เข้าเมืองจากการสร้างงานได้เอง

ผีตาโขนรุ่นบุกเบิก

ผีตาโขนรุ่นบุกเบิก

แม่น้ำโขงในอดีต

แม่น้ำโขงในอดีต

ผีปู่เยอย่าเยอของลาว

ผีปู่เยอย่าเยอของลาว

ผีปู่เยอย่าเยอของล้านช้าง

ผีปู่เยอย่าเยอของล้านช้าง

ผีปู่เยอย่าเยอ

ผีปู่เยอย่าเยอ

ผีขนน้ำ

ผีขนน้ำ

ผีขนน้ำแน่นเมือง

ผีขนน้ำแน่นเมือง

พระธาตุศรีสองรัก

พระธาตุศรีสองรัก

ผีบุ้งเต้า

ผีบุ้งเต้า

ผีตาโขน

ผีตาโขน

นิทรรศการหน้ากากอาเซียน

นิทรรศการหน้ากากอาเซียน

สินค้าผ้าทอของเลย

สินค้าผ้าทอของเลย

หน้ากากที่ระลึก

หน้ากากที่ระลึก