ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘บ้านโนนบุรี’ ชุมชนยลวิถีไดโนเสาร์แห่งภูสิงห์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/609330

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘บ้านโนนบุรี’ ชุมชนยลวิถีไดโนเสาร์แห่งภูสิงห์

วันอาทิตย์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เขาภูสิงห์

ด้วยชุมชนหลายแห่งนั้นได้สร้างความเข้มแข็งในวิถีวัฒนธรรมของตนเองเกิดขึ้นหลายแห่งตามโครงการ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ที่กระทรวงวัฒนธรรมได้ประกาศยกย่องให้เป็นต้นแบบ ในแต่ละภาคที่มีจุดเด่นแตกต่างกัน อาทิตย์นี้ได้ตามรอยสยามไปทางภาคอีสาน ด้วย ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวรปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และคณะได้ไปเปิดชุมชนต้นแบบที่บ้านโนนบุรี หมู่ที่ ๑ ตำบลโนนบุรี อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ แม้ว่าจะเป็นชุมชนเกิดใหม่ที่เพิ่งตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๕ ก็ตาม แต่ด้วยพื้นที่นี้มีแหล่งน้ำที่สำคัญ อันสืบเนื่องจากปี พ.ศ. ๒๕๑๐ นั้น รัฐบาลโดยกรมชลประทานได้ดำเนินการสร้างเขื่อนลำปาวเพื่อกักเก็บน้ำใช้ในการเกษตร ให้เป็นเขื่อนดินที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันน้ำท่วมบ้านเรือนของราษฎร จนทำให้ราษฎรนั้นพากันอพยพหนีน้ำจากบ้านเก่า ตำบลโนนศิลา อำเภอสหัสขันธ์ ที่เดิม มาตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณโคกภูสิงห์ในพื้นที่การปกครองของนิคมสร้างตนเองลำปาวทำให้เกิดตำบลแห่งใหม่ขึ้นในชื่อ ตำบลโนนบุรีที่ตั้งให้เป็นเกียรติกับ นายบุรี พรหมลักขโณ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ในสมัยนั้น นิคมสร้างตนเองลำปาวแห่งนี้ ได้จัดสรรที่ดินวางผังเป็นตารางให้ราษฎรตั้งบ้านเรือน โดยทางราชการให้สร้างชุมชนตลาดให้เป็นห้องแถวที่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือ ลักษณะอาคารเป็นอาคารไม้ชั้นเดียวติดต่อกันหลายคูหาให้ครอบครัวละ ๓ ห้อง รวม ๙๐ ครอบครัว สร้างพร้อมกันเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๑ ซึ่งปัจจุบันห้องแถวบางหลังแห่งยังคงสภาพเดิมและบางหลังปรับปรุงเป็นห้องแถวสมัยใหม่

โดยเฉพาะถนนกลางเมืองนั้นได้รักษาเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนแห่งนี้ไว้เป็นอย่างดี นับเป็นต้นแบบของการสร้างบ้านแปงเมืองที่เห็นได้ในปัจจุบัน โดยผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์สมัยนั้น ได้นำประชาชนร่วมใจกันสร้างพระพรหมภูมิปาโล ประดิษฐานบนหลังเขาภูสิงห์ ในปี พ.ศ.๒๕๑๒ เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน และให้สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท (รพช.) ดำเนินการสร้างถนนสระน้ำ เพื่อให้มีน้ำใช้และขุดสระน้ำเพื่อใช้เองในบริเวณหลังบ้าน นับเป็นชุมชนที่มีผังเมืองที่อนุรักษ์รูปแบบห้องแถวไม้เก่า และทุกคนได้ร่วมกันสร้างวิถีของหมู่บ้านเศรษฐกิจค้าขายพร้อมกับสืบสานภูมิปัญญาและประเพณีของตน เช่น การทอเสื่อกก การทำขนมโบราณ การทอผ้า และจัดงานประเพณีประจำปี เช่น บุญประเพณีตักบาตร ในวันสำคัญ แห่เทียนเข้าพรรษา รดน้ำขอพรผู้สูงอายุงานตักบาตรเทโวในวันออกพรรษา และสร้างการต้อนรับแขกเยือนด้วยการเต้นคองก้า เป็นต้น

เมื่อมีการค้นพบแหล่งดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ขึ้น ชุมชนแห่งนี้จึงจัดถนนคนเดินตามโครงการพัฒนาเมืองอุทยานโลกไดโนเสาร์ เรียกว่าถนนไดโน(Sahatsakhan Dino Road) ให้ชุมชนโนนบุรีนั้นเป็นหมุดหมายของการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ นับเป็นชุมชนที่มีเสน่ห์ด้วยตัวเองจากการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ของไดโนเสาร์และชาวชุมชนร่วมกันพัฒนาแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวที่มีความโดดเด่น ได้แก่สวนไดโนเสาร์  พิพิธภัณฑ์สิรินธรเป็นศูนย์วิจัยเกี่ยวกับไดโนเสาร์แห่งแรกของประเทศไทยถนนไดโนโรด ซึ่งเป็นถนนสายวัฒนธรรม วัดพุทธาวาส (วัดภูสิงห์) ขึ้นไปกราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และชมทิวทัศน์จากยอดภูสิงห์ ภูกุ่มข้าว ภูค่าว เขื่อนลำปาว และเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่งดงาม รวมทั้งโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง อาทิ กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองกลุ่มเลี้ยงปลา กลุ่มแปรรูปอาหาร (ปลา) นอกจากนี้มีผลิตภัณฑ์ ผ้าสไบแพรวาลายขิดไดโนเสาร์โฮมสเตย์ที่ได้รับการรับรองจากมาตรฐานโฮมสเตย์อาเซียน เพื่อร่วมขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG ตามนโยบายของรัฐบาล และผลักดัน “Soft Power” ความเป็นไทย โดยนำต้นทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดสร้างสรรค์สินค้าและบริการ (Creative Culture) เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว และบริการทางวัฒนธรรม เพื่อสร้างโอกาส สร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ประชาชนและเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากของชุมชน ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) คลี่คลายลงแล้ว โดยมี Mobile Application “เที่ยวเท่ๆเสน่ห์เมืองไทย” ทั้งในระบบ iOS และ Android เป็นแอปพลิเคชั่นที่รวบรวมข้อมูลประกอบด้วยเส้นทางท่องเที่ยว ๗๖ จังหวัด ไว้ให้เป็นเส้นทางเที่ยวกันด้วยการเต้นคองก้าจากผู้เฒ่า

การเต้นคองก้าจากผู้เฒ่าแหล่งไดโนเสาร์ภูกุ่มข้าว

แหล่งไดโนเสาร์ภูกุ่มข้าวพิธีเปิดชุมชนต้นแบบพิธีเปิดชุมชนต้นแบบพิธีเปิดชุมชนต้นแบบพิธีเปิดชุมชนต้นแบบผลิตภัณฑ์ที่ระลึกจากชุมชน

ผลิตภัณฑ์ที่ระลึกจากชุมชนนุ่งซิ่นนั่งสาดตักบาตรพระนุ่งซิ่นนั่งสาดตักบาตรพระนักร้องจากบ้านโนนบุรี

นักร้องจากบ้านโนนบุรีทอผ้าพื้นเมือง

ทอผ้าพื้นเมืองเต้นคองก้าต้อนรับแขกเยือน

เต้นคองก้าต้อนรับแขกเยือนตักบาตรเทโวตักบาตรเทโวตักบาตรกลางชุมชนตักบาตรกลางชุมชนชาวบ้านโนนบุรีชาวบ้านโนนบุรีชมซากดึกดำบรรพ์ชมซากดึกดำบรรพ์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระบรมธาตุไชยา’ ภูมิบุญแห่ผ้าขึ้นธาตุศรีวิชัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/607713

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระบรมธาตุไชยา’ ภูมิบุญแห่ผ้าขึ้นธาตุศรีวิชัย

วันอาทิตย์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พระพุทธรูปในระเบียงคต

อาทิตย์นี้ได้ตามรอยสยามไปร่วมพิธีการถวายผ้าขึ้นธาตุ ซึ่งเป็นภูมิงานบุญที่สืบเนื่องมาแต่โบราณ ณ วัดพระบรมธาตุไชยา ตั้งอยู่เลขที่ ๕๐ ถนนรักษ์นรกิจ หมู่ ๓ ตำบลเวียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี อันเป็นสถานที่สำคัญที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นหนึ่งในสามแห่งของภาคใต้ คือ พระบรมธาตุไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี พระมหาธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช และพระพุทธไสยาสน์ในถ้ำคูหาภิมุข จังหวัดยะลา

พิธีการแห่ผ้าขึ้นธาตุ ที่พระบรมธาตุไชยา เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๔ ที่ผ่านมานั้น ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานพิธี ร่วมกับผู้ราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีและประชาชนได้ร่วมกันนำผ้าผืนยาวขึ้นห่มพระบรมธาตุไชยาแล้ว ผู้ร่วมงานยังได้ร่วมกันถวายผ้าอังสะพระพุทธรูปสำคัญรอบระเบียงคดทั้งหมดด้วย พระบรมธาตุไชยาแห่งนี้เป็นโบราณสถานสำคัญของเมืองสุราษฎร์ธานีในสมัยศรีวิชัย เดิมเรียกว่า พระธาตุไชยา สร้างเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔ ในสมัยศรีวิชัย ซึ่งสร้างโบสถ์หันไปทางทิศตะวันตก ต่อมาเรียกพระบรมธาตุไชยา หลังสุดได้รับการยกให้เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก คือวัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร

ส่วนพระบรมธาตุไชยานั้นเป็นโบราณสถานตั้งอยู่กลาง รอบองค์พระธาตุมีเจดีย์เล็กอยู่มุม ๔ ทิศ ล้อมรอบด้วยวิหารคต ซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปโบราณขนาดต่างๆ เรียงรายอยู่ โดยรอบทั้ง ๔ ด้าน ภายในองค์พระบรมธาตุไชยานั้น เป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจดีย์พระบรมธาตุนี้มีความสูงจากฐานใต้ดินถึงยอด ๒๔ เมตร ต่อมาสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ยอดเจดีย์ที่หักลงมาถึงคอระฆังขึ้นใหม่จึงทำให้ลายหน้าบันเป็นตราแผ่นดิน สำหรับพระพุทธรูปสำคัญนั้นได้มีการสร้างขึ้นหลายวาระ เช่น พระพุทธรูปทำด้วยศิลา สูง ๑๐๔ เซนติเมตร ปางสมาธิประทับอยู่บนฐานบัว มีอายุอยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒แสดงถึงอิทธิพลศิลปะอินเดีย แบบราชวงศ์คุปตะ สกุลช่างสารนาถ

โบราณวัตถุเมืองไชยา

ในพุทธศตวรรษที่ ๑๔ มีการสร้างพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (พระโพธิสัตว์ปัทมปาณิ) สองกรสำริดเป็นประติมากรรมในชวา ประเทศอินโดนีเซียภาคกลางในพุทธศตวรรษที่ ๑๕ มีการสร้างพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสองกรศิลา ศิลปะจาม พุทธ และในสมัยอยุธยามีการสร้างพระพุทธรูปศิลาทราย ศิลปะอยุธยา สกุลช่างไชยา เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบจารึกหลักที่ ๒๓ มีข้อความถึงความสัมพันธ์ทางสกุลวงศ์ของกษัตริย์แห่งศรีวิชัย (ไชยา) และราชวงศ์ไศเลนทรในชวาภาคกลางด้วย ทำให้เป็นแหล่งโบราณคดีสำคัญที่พบโบราณวัตถุรวบรวมไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไชยามากมาย

สำหรับพิธี “แห่ผ้า” ซึ่งเป็นพิธีที่สืบต่อจากโบราณเป็นการนำผ้าที่เย็บต่อเป็นผืนยาวมาแห่แหน เพื่อนำไป “ขึ้นธาตุ” คือนำผ้านั้นไปโอบรอบฐานพระบรมธาตุเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผ้าที่นำมาห่มขึ้นธาตุแต่เดิมเรียกว่า “พระบฎ” หรือ “พระบท” ซึ่งเป็นภาพรูปพระพุทธเจ้าที่เขียนหรือพิมพ์บนแผ่นผ้า จิตรกรไทยโบราณนั้นชอบเขียนภาพพระพุทธเจ้าขึ้นไว้บูชาแทนรูปปฏิมากรรม ภาพพระบฎโบราณนั้นส่วนใหญ่เขียนเป็นรูปพระพุทธเจ้าประทับยืนบนแท่นดอกบัว มีพระอัครสาวกยืนประนมมือสองข้าง  พระบฎรุ่นหลังอาจเขียนเป็นเรื่องพุทธประวัติแบบเดียวกับจิตรกรรมฝาผนัง

ซึ่งเดิมการแห่ผ้าขึ้นธาตุนั้นเมื่อเขียนหรือวาดแถบผ้าเป็นพระบฎเสร็จแล้วจะนิมนต์พระภิกษุไปสวดพระพุทธมนต์ทำพิธีฉลองสมโภชหนึ่งวัน รุ่งขึ้นพอได้เวลากำหนดซึ่งต้องเป็นเวลาก่อนเพล ก็ตั้งขบวนแห่แหนไปพระบรมธาตุ มีเครื่องประโคมแห่แหนเคลื่อนขบวนเป็นทักษิณาวรรตองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ๓ รอบ แล้วจึงนำขึ้นไปโอบพันพร้อมๆ กับพระภิกษุสงฆ์ซึ่งนิมนต์ไปรออยู่ ณ พระวิหารตีนพระธาตุพระสงฆ์จะสวดอภยปริตรและชยปริตร เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่หมู่คณะผู้ศรัทธาจากนั้นถวายภัตตาหารเพล ปัจจัยและบริขารอื่นๆ แด่พระภิกษุสงฆ์ด้วยวิธีสลากภัต ดังนั้น การได้กราบไหว้และนำผ้าบูชาพระบรมธาตุไชยาซึ่งถือเสมือนว่าเป็นพระพุทธเจ้านั้น จึงเป็นการบูชาที่สนิทแนบกับพระพุทธองค์ตามพิธีที่สืบต่อมายาวนานนั่นเองประธานพิธีร่วมเชิญผ้าห่มพระบรมธาตุ

ประธานพิธีร่วมเชิญผ้าห่มพระบรมธาตุพิธีแห่ผ้าห่มพระบรมธาตุไชยาพิธีแห่ผ้าห่มพระบรมธาตุไชยาสืบสานพิธีแห่ผ้าขึ้นธาตุสืบสานพิธีแห่ผ้าขึ้นธาตุห่มผ้าพระบรมธาตุไชยาห่มผ้าพระบรมธาตุไชยาห่มผ้าอังสะพระพุทธรูปรอบวัดห่มผ้าอังสะพระพุทธรูปรอบวัดภายในพระธาตุปัจจุบันภายในพระธาตุปัจจุบันภาพตัดองค์พระบรมธาตุไชยา

ภาพตัดองค์พระบรมธาตุไชยาภาพเก่าพระบรมธาตุไชยาภาพเก่าพระบรมธาตุไชยาพระพุทธรูปโบราณในพระธาตุพระพุทธรูปโบราณในพระธาตุพระพุทธรูปในวิหารพระพุทธรูปในวิหารพระบรมธาตุไชยา

พระบรมธาตุไชยาผังพระบรมธาตุไชยาเก่าผังพระบรมธาตุไชยาเก่า

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ชนเผ่าพื้นเมือง’ ภูมิพหุวัฒนธรรมและวิถีชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/604608

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ชนเผ่าพื้นเมือง’ ภูมิพหุวัฒนธรรมและวิถีชีวิต

วันอาทิตย์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คณะทำงานของศูนย์มานุษยวิทยา

ด้วยประชากรชนเผ่าพื้นเมืองในไทยมีหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์และกระจายตัวอยู่ทั่วทุกภูมิภาค ซึ่งกลุ่มคนแต่ละแห่งยังประสบปัญหาและสถานการณ์อยู่มากมายในเรื่องนโยบาย กฎหมายและมาตรการที่ถูกนำไปปฏิบัติแบบไม่สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมชุมชน อันขัดกับเจตนารมณ์ของปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองที่รัฐบาลไทยได้ร่วมรับรองเมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๐ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติ มีการข่มขู่ จับกุม คุมขัง และปรับไหมอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้ชนเผ่าพื้นเมืองส่วนใหญ่มักอยู่ในสภาวะสูญเสียอัตลักษณ์ ภาษา และวัฒนธรรมท้องถิ่นตนเองไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้งกระแสโลกาภิวัตน์และกระบวนการพัฒนาประเทศนั้นได้มีผลักดันให้เยาวชนและคนวัยทำงานนั้นออกจากชุมชนไปสู่เมืองมากขึ้น เพื่อให้มีมาตรการขจัดการเลือกปฏิบัติที่มีการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง พร้อมทั้งสร้างหลักประกันการยอมรับการมีตัวตนของชนเผ่าพื้นเมืองในไทย โดยมีกลไกหนุนเสริมการพัฒนาศักยภาพแกนนำทั้งหญิง ชาย และเยาวชนของชนเผ่าพื้นเมืองให้สามารถแก้ไขปัญหาของตนเอง ตลอดจนให้ชนเผ่าพื้นเมืองได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและประเทศชาติที่ยั่งยืน ด้วยความสามารถที่กำหนดวิถีชีวิตตนเองได้จริง จึงทำให้ชนเผ่าพื้นเมืองจำนวน ๑๗ กลุ่มชาติพันธุ์จากทุกภูมิภาคได้มีการรวมตัวกันครั้งแรกในนาม“เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (คชท.)”ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๕๐ โดยจัดเวทีสัมมนาวิชาการและกิจกรรมรณรงค์ให้รัฐและสาธารณชนได้ยอมรับและเคารพสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง จนเกิดความร่วมมือกันจัดงานมหกรรมชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งในงานมหกรรม พ.ศ.๒๕๕๓ นั้นได้มีการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันจัดตั้ง “สภาชนเผ่าพื้นเมืองประเทศไทย” ขึ้น 

กระเหรี่ยงแดง-กะแย-มฮ

หลังสุดได้มีการเสนอร่างพ.ร.บ. ๓ ฉบับ คือ ๑.ร่าง พ.ร.บ.สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยซึ่งเกิดจากการรวมตัวของ ๑๗ ชาติพันธุ์ เป็นเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๐ และเพิ่มมากขึ้นจนมีประมาณ ๓๘-๓๙ กลุ่มชาติพันธุ์ มาร่วมพิจารณายกร่างกฎหมายในปี พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนจะส่งต่อให้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายแก้ไขในทางเทคนิค และเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในปี พ.ศ.๒๕๕๗๒.ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. … เสนอโดยคณะอนุกรรมาธิการเพื่อพิจารณาศึกษาด้านผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มชาติพันธุ์ในคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรีผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร  และ ๓.ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เสนอโดย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรซึ่งได้จัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชนเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง และประชาชนทั่วไปทั้งในรูปแบบของการจัดเวทีประชุมรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนและส่วนราชการการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบสื่อสารทางไกลApplication ZOOM และการรับฟังความคิดเห็นออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน) จึงทำให้ได้ชุดข้อมูล ข้อเสนอแนะต่อการแก้ไขปรับปรุงร่างกฎหมายที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของแต่ละเป้าหมายอย่างครอบคลุมและรอบด้านจากการรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าความคิดเห็นส่วนใหญ่เห็นด้วยต่อการมีพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์โดยสังคมต่างตระหนักและให้ความสำคัญต่อการเคารพในคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษยของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเท่าเทียมโดยเฉพาะในบริบทของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ดำรงชีวิตกระจายอยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศไทยมากกว่า ๖๐ ชาติพันธุ์ ต่างมีวิถีชีวิต วัฒนธรรมอัตลักษณ์ การใช้ภาษาที่เป็นเอกลักษณ์สะท้อนให้เห็นการอยู่ร่วมกันบนความหลากหลายในลักษณะสังคมพหุวัฒนธรรม ทั้งนี้หากพิจารณาในเนื้อหาสาระของร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ จะพบว่า ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว มีเจตนารมณ์สำคัญให้เป็นกฎหมายที่มุ่ง “ส่งเสริม” ตามหลักการของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๖๐ มาตรา ๗๐ ตราโดยมุ่งให้การคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ให้มีสิทธิเสมอภาคกันอย่างไม่เลือกปฏิบัติอันเป็นพื้นฐานตามหลักสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ยังถือเป็นการวางหลักการและแนวทางในการคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ที่ด้อยสิทธิซึ่งปัจจุบันต่างเผชิญกับการเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐานในฐานะพลเมืองของชาติ จนเสียสิทธิทางวัฒนธรรมในการดำรงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนตลอดจนการขาดความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการสูญเสียอัตลักษณ์และภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอันเป็นต้นทุนสำคัญ ซึ่งคาดว่าในปี พ.ศ.๒๕๖๕ น่าจะมีความหวังให้กับชนเผ่าพื้นเมืองที่เฝ้ารอคอยมานานแล้วเสียทีกูย

กูยคะฉิ่น

คะฉิ่นดาราอาง-ชมดาราอาง-ชมลีซอ

ลีซองานฝีมือจากวิถีชุมชน

งานฝีมือจากวิถีชุมชนเวทีของชนเผ่าพื้นเมืองเวทีของชนเผ่าพื้นเมืองสร้างกิจกรรมในชุมชน

สร้างกิจกรรมในชุมชนนพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผอ.ศมส.นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผอ.ศมส.สำรับจากชนเผ่าพื้นเมือง

สำรับจากชนเผ่าพื้นเมืองเส้นทางเที่ยวชุมชน

เส้นทางเที่ยวชุมชนหนังสือเครื่องแต่งกายต่างชนเผ่า

หนังสือเครื่องแต่งกายต่างชนเผ่า

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เพชรบุรี’ภูมิเกลือทะเลไทยสู่เมืองเกลือของโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/603023

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เพชรบุรี’ภูมิเกลือทะเลไทยสู่เมืองเกลือของโลก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เพชรบุรี’ภูมิเกลือทะเลไทยสู่เมืองเกลือของโลก

วันอาทิตย์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จุดถ่ายภาพนาเกลือ

จากการจัดเทศกาลสัมมนาออนไลน์“ปั้นเกลือเมืองเพชรสู่เมืองเกลือระดับโลก”(Diamond of the SALT Festival 2021) เมื่อวันที่ ๑๕-๑๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๔ ที่ผ่านมา โดย สำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์กรมหาชน) หรือ สสปน. TCEB ร่วมกับ สมาคมการค้าส่งเสริมการจัดมหกรรมและเทศกาลนานาชาติไทยหรือ TIEFA และเมืองเพชรบุรีโดย นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีนั้น ถือเป็นเรื่องใหม่ที่น่าสนใจ ด้วยเป็นโครงการนำร่องของพื้นที่ Thailand Rivieraในการใช้งานเทศกาลเป็นเครื่องมือ “เชื่อมโยง”ทุกมิติของต้นทุนจากเมืองสู่การบูรณาการ เพื่อสร้างความยั่งยืนของงานเทศกาล โดยมีเป้าหมายที่๑ เมือง ๑ สิทธิบัตรงานเทศกาล เพื่อขับเคลื่อนเมืองสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่   

คณะวิทยากร 

จากการศึกษาพบว่า เพชรบุรีเป็นจังหวัดเก่าแก่ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ มีมรดกด้านศิลปะ อาชีพและของดีอีกหลายสิ่งที่ยังไม่ได้ถูกนำออกมาแสดงต่อสาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง “เกลือเมืองเพชรบุรี” มรดกพื้นถิ่นอันเป็นภูมิปัญญาของเพชรบุรีนั้น สามารถนำมา “ต่อยอด” สู่การปั้นเมืองเทศกาลได้หลากหลายมิติ ดังนั้นการจัดงานจึงผ่านหน่วยงานและคณะกรรมการหลากหลายภาคส่วน ได้ร่วมกันระดมความคิดสร้างสรรค์และออกแบบโดยกระบวนการ Festival Design ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของการจัดงานเทศกาลผ่านPlatform Online โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดมุมมองใหม่ของเมืองเพชรบุรี ผ่านมิติของการบูรณาการความรู้และคุณค่าของเกลือ เป็นการต่อยอดมรดกพื้นถิ่น สู่การปั้นเมืองเทศกาล และเชื่อมโยงทุกส่วนเข้าด้วยกันโดยใช้งานเทศกาลเป็นเครื่องมือซึ่งจะเป็นการสร้างรากฐานงานเทศกาลของจังหวัดเพชรบุรีในระยะยาว สืบเนื่องจากไทยนั้นมีปริมาณการส่งออกเกลือมากเป็นอันดับ ๑๖ ของโลกและเป็นอันดับที่ ๓ ของเอเชีย โดยเฉพาะเกลือจากจังหวัดเพชรบุรีนั้น เป็นแหล่งผลิตเกลือสมุทรอันดับหนึ่งของประเทศและมีชื่อเสียงมาช้านานดังนั้น ในการยกระดับอุตสาหกรรมเกลือของประเทศไทยจึงได้เลือกจังหวัดเพชรบุรี เป็นจังหวัดนำร่องในการนำ Festival Economy มาขับเคลื่อนและต่อยอดเศรษฐกิจให้กับจังหวัด ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ “เกลือ” ในรูปแบบออนไลน์ เพื่อสร้างองค์ความรู้และสร้างการมีส่วนร่วมให้กับคนในพื้นที่ ผ่าน ๒๐ กรณีศึกษาจาก กูรูนักคิด นักการตลาด ทั่วประเทศร่วมกันผลักดันให้จังหวัดเพชรบุรี เป็นจุดเริ่มในการสร้างสรรค์เมืองต้นแบบของงานเทศกาลได้อย่างยั่งยืนโดยเชื่อม-โยงตำนานเกลือผ่าน ศิลปะ วัฒนธรรมกีฬา สร้างรายได้เชิงเศรษฐกิจท่องเที่ยวขั้นเทพ” จาก นักสร้างแบรนด์, นักเศรษฐศาสตร์, นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ, นักวางแผนปั้นเมืองเพชรสู่UNESCO, ชุมชนเกลือและวัฒนธรรมเมืองเพชร,เจ้าของผลิตภัณฑ์ระดับโลก, เชฟชื่อดังระดับประเทศ, นักจัดงานวิ่งระดับโลก ฯลฯ ร่วมกันระดมความคิดเพื่อวางแนวทางเชื่อมโยงสินทรัพย์และรากเหง้าบนนาเกลือ สู่การสร้างมูลค่าให้เมืองเพชรบุรีเป็นเมืองเกลือระดับโลกในอนาคต

ผู้ประสานการจัดประชุม

ดังนั้นการเรียนรู้ถึง เส้นทางเกลือเมืองเพชรบุรี จากการทำนาเกลือ ซึ่งมีวิธีขั้นตอนการทำ ๓ แบบตามลำดับ จาก นาขัง คือ นาที่รับน้ำจากทะเลเข้ามาขังไว้ให้ได้ที่พอประมาณแล้วปล่อยเข้านาแผ่ นาแผ่ คือ นาที่รับน้ำมาจากนาขังโดยนำมาบ่มไว้ให้ได้ความเค็มที่กำหนด แล้วปล่อยเข้านาวาง และ นาวาง คือ นาที่รับน้ำที่เค็มได้ที่จากนาแผ่เพื่อให้ตกผลึกเป็นเกลือ ด้วยเหตุที่เกลือนั้นมีบทบาทสำคัญมาแต่โบราณ เป็นสิ่งตั้งต้นอาหารหลากหลายชนิดจนเป็นวิถีชีวิตประจำวันในอาหารการกินแล้ว เกลือยังมีส่วนเสริมเข้าไปในเครื่องยา การเกษตร การอุตสาหกรรมที่ผูกพันไปถึงแหล่งประวัติศาสตร์โบราณคดีและวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อให้เกิดรายได้จากการสร้างผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากเกลือ และกิจการการท่องเที่ยวเรียนรู้จากแหล่งตำนานนิทานท้องถิ่น จิตรกรรมอยุธยา ศิลปกรรมปูนปั้น ขนมหวานน้ำตาลโตนด และกลุ่มชาติพันธุ์ไทยทรงดำ ที่มีชื่อเสียงรู้จักกันดีอยู่ก่อนแล้วเกลือสปา

เกลือสปาดอกเกลือ

ดอกเกลืออาหารที่มีเกลือประกอบ

อาหารที่มีเกลือประกอบศิลปะจากเกลือศิลปะจากเกลือโรงเกลือโรงเกลือผลิตภัณฑ์ที่มีเกลือตั้้งต้นผลิตภัณฑ์ที่มีเกลือตั้้งต้นโบราณคดีแหล่งเกลือโบราณคดีแหล่งเกลือสรุปโดยมายแมปสรุปโดยมายแมปแนวทางพัฒนาเกลือทะเล

แนวทางพัฒนาเกลือทะเลนาเกลือ-สถานท่องเที่ยว

นาเกลือ-สถานท่องเที่ยวนาเกลือบ้านแหลมนาเกลือบ้านแหลมนาเกลือนาเกลือ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ศิลป์ พีระศรี’บิดาแห่งศิลปากรและศิลปะร่วมสมัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/601424

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ศิลป์ พีระศรี’บิดาแห่งศิลปากรและศิลปะร่วมสมัย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ศิลป์ พีระศรี’บิดาแห่งศิลปากรและศิลปะร่วมสมัย

วันอาทิตย์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2564, 08.05 น.

คณบดีม.ศิลปากรคนแรก

วันที่ ๑๕ กันยายน ทุกปีนั้น เป็นวันรำลึกถึงบุคคลสำคัญผู้บุกเบิกสร้างงานศิลปกรรมของสยามที่รู้จักกันดีซึ่งกำหนดให้วันนี้เป็น “วันศิลป์ พีระศรี” เพื่อให้ชาวศิลปากรได้รำลึกถึงครูฝรั่งผู้อุทิศตนทั้งชีวิตเพื่อนักเรียนและงานศิลปะ จนนาทีสุดท้าย ซึ่งท่านได้สร้างศิษย์คนสำคัญเป็นศิลปินของชาติ สืบสานต่องานศิลปกรรมจนสร้างผลงานสำคัญให้กับแผ่นดินไว้มากมายจนทุกวันนี้อาทิตย์นี้ขอตามรอยสยามไประลึกถึงครูฝรั่งคนสำคัญผู้นี้ คือ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีครูฝรั่งหรืออาจารย์ฝรั่งผู้นี้เป็นชาวอิตาลีมีชื่อเดิมว่า คอร์ราโด เฟโรจี (CORRADOFEROCI) เกิดเมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๕ ณ ซานโจวันนี (San Giovanni) เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เป็นบุตรของ นาย Artudo Feroci และ นาง Santina Feroci ได้เข้าศึกษาทางด้านศิลปะจากโรงเรียนราชวิทยาลัยศิลปะแห่งนครฟลอเรนซ์ จบหลักสูตรวิชาช่าง ๗ ปีรับประกาศนียบัตรช่างปั้นช่างเขียนและสามารถสอบเป็นศาสตราจารย์ จากราชวิทยาลัยศิลปะแห่งนครฟลอเรนซ์ (The Royal Academy of Art of Florence) เมื่ออายุ ๒๓ ปี นอกจากท่านจะมีความรอบรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ วิจารณ์ศิลป์และปรัชญาแล้วยังมีความสามารถทางด้านประติมากรรมและจิตรกรรมเป็นพิเศษอีกด้วย

จากผลงานที่ท่านชนะการประกวดการออกแบบเหรียญเงินตราสยาม ที่จัดขึ้นในยุโรปเมื่อพ.ศ.๒๔๖๖ นั้นทำให้ท่านได้เดินทางมารับราชการเป็นช่างปั้นประจำกรมศิลปากร ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖โดยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์สอนวิชาช่างปั้นหล่อแผนกศิลปากรสถานแห่งราชบัณฑิตยสภา เมื่อวันที่๑๔ มกราคม พ.ศ.๒๔๖๖ ต่อมาสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ พ.ศ.๒๔๘๒ จากเหตุที่อิตาลียอมพ่ายแพ้แก่ฝ่ายสัมพันธมิตรนั้นส่งผลให้ชาวอิตาเลียนที่อาศัยอยู่ภายในไทยตกเป็นเชลยของเยอรมนีกับญี่ปุ่น ครั้งนั้นรัฐบาลไทยได้ขอควบคุมตัวครูฝรั่งชาวอิตาเลียนผู้นี้ไว้เอง เป็นเหตุที่รัฐบาลไทยต้องให้หลวงวิจิตรวาทการ รีบดำเนินการขอโอนสัญชาติจากอิตาเลียนมาเป็นสัญชาติไทย พร้อมเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “นายศิลป์ พีระศรี” เพื่อป้องกันมิให้ครูฝรั่งต้องถูกเกณฑ์เป็นเชลยศึกไปสร้างทางรถไฟสายมรณะ และสะพานข้ามแม่น้ำแควเมืองกาญจนบุรี

ศ.ศิลป์ พีระศรี

งานสำคัญของครูฝรั่งนั้นคือการวางรากฐานการศึกษาด้านศิลปะ ในช่วงแรกนั้นได้จัดตั้ง“โรงเรียนประณีตศิลปกรรม” ขึ้น ต่อมาพ.ศ.๒๔๘๐ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนศิลปากรแผนกช่าง” โรงเรียนแห่งนี้เปิดสอนหลักสูตรวิชาจิตรกรรมและประติมากรรม เมื่อรัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ได้ให้แยกกรมศิลปากรออกจากกระทรวงศึกษาธิการมาขึ้นอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรี ด้วยเห็นว่างานศิลปะนั้นมีความสำคัญและเป็นวัฒนธรรมสาขาหนึ่งของชาติ ทำให้ พระยาอนุมานราชธน อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้นดำเนินการปรับปรุงหลักสูตรและตราพระราชบัญญัติยกฐานะ “โรงเรียนศิลปากร” ขึ้นเป็น “มหาวิทยาลัยศิลปากร” เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๖โดยให้ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ครูฝรั่งเป็นผู้อำนวยการสอนและดำรงตำแหน่งคณบดีคนแรก ช่วงแรกนั้นมีคณะจิตรกรรมประติมากรรม (สาขาจิตรกรรมและสาขาประติมากรรม) คณะเดียวที่เปิดสอน นอกจากนี้รัฐบาลยังได้มอบหมายให้ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ออกแบบปั้นและควบคุมการหล่อพระราชานุสาวรีย์ และอนุสาวรีย์สำคัญของประเทศไทยขึ้นหลายแห่ง เช่น พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พ.ศ.๒๔๗๕, อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี พ.ศ.๒๔๗๗, พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าพ.ศ.๒๔๘๔, พระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช พ.ศ. ๒๔๙๓-๒๔๙๔ และพระพุทธรูปยืน พุทธมณฑล พ.ศ.๒๕๐๐ เป็นต้น อันเป็นคุณูปการที่หาได้ยากยิ่งเช่นเดียวกับวรรคทอง “ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น” และ “นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร” ของท่านได้เตือนให้ศิษย์ตระหนักถึงชีวิตต้องสร้างงานศิลปะและอ่านหนังสือให้มากๆอนุสาวรีย์ศิลป์ พีระศรีอนุสาวรีย์ศิลป์ พีระศรีครูฝรั่งจากอิตาลี

ครูฝรั่งจากอิตาลีครูฝรั่งของช่างศิลปากรครูฝรั่งของช่างศิลปากรครูฝรั่งสอนศิลปะครูฝรั่งสอนศิลปะช่างศิลปะจากอิตาลี

ช่างศิลปะจากอิตาลีบิดาแห่งศิลปะร่วมสมัยบิดาแห่งศิลปะร่วมสมัยปั้นหุ่นพระพุทธรูปพุทธมณฑลปั้นหุ่นพระพุทธรูปพุทธมณฑลผู้สร้างปฏิมากรรมขนาดใหญ่

ผู้สร้างปฏิมากรรมขนาดใหญ่ศ.ศิลป์ พีระศรีศ.ศิลป์ พีระศรีศ.ศิลป์ พีระศรีศ.ศิลป์ พีระศรีศ.ศิลป์ พีระศรีศ.ศิลป์ พีระศรีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอนุสาวรีย์พระนเรศวรมหาราชอนุสาวรีย์พระนเรศวรมหาราชรูปหล่อท้าวสุรนารี

รูปหล่อท้าวสุรนารี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ศิลปะอิสลาม’ ภูมิปัญญาในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/599828

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ศิลปะอิสลาม’ภูมิปัญญาในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ศิลปะอิสลาม’ภูมิปัญญาในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

วันอาทิตย์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สถาปัตยกรรมอิสลาม

การประชุมออนไลน์เรื่อง ศิลปะอิสลาม” ซึ่งจัดโดย พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ สงขลา เมื่อวันที่ ๒๘-๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๔ นั้น มีวิทยากรหลายท่าน คือ สุนิติ จุฑามาศ, ณายิบ อะแวบือชา,มะหะมัดลุคพี หะยีสาแม, วรรณา อาลีตระกูล,รุซนี ชูสารอ และ สารัท ชลอสันติสกุล ได้ร่วมกันเปิดความรู้ใหม่ในมิติว่า คาบสมุทรมลายูแห่งนี้พบหลักฐานทางโบราณคดียืนยันว่ามีชุมชนมุสลิมมาแต่โบราณ เช่น แผ่นหินจารึกตรังกานู (Terengganu Inscription) เป็นภาษามลายูโบราณอักขระยาวี (Jawi script) เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการสรรเสริญอัลลอฮ์ ศาสดามุฮัมมัดและกฎหมายอิสลาม ระบุปีที่จารึกใน ฮ.ศ.๗๐๓ (ค.ศ.๑๓๐๓) เป็นจารึกอักขระยาวีที่เก่าแก่ที่สุด และสำคัญที่แสดงการเปลี่ยนแปลงเป็นอักษรอาหรับ (Arabic script) แทนอักษรปัลลวะ(Pallava script) จนกลายเป็นรูปแบบการเขียนในศาสนา พงศาวดาร และวรรณกรรมภาษามลายูซึ่งเจริญรุ่งเรืองพร้อมกับการสถาปนารัฐสุลต่านมะละกาเป็นศูนย์กลางการค้าใหญ่ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๕

ในพงศาวดารสยาเราะฮ์มลายู (Sejarah Malayu) ได้กล่าวถึง พระปรเมศวรอดีตเจ้าชายแห่งศรีวิชัย ได้ลี้ภัยจากอำนาจของมัชปาหิต มานับถือศาสนาอิสลามและทำหน้าที่ผู้ประกาศศาสนาอิสลามอย่างเข้มแข็ง เช่นเดียวกับการแข่งทางการค้าในรัฐสมุทรปาไซในสุมาตราจึงทำให้สมัยนี้ศรัทธานับถือศาสนาอิสลามและวัฒนธรรมท้องถิ่นมาก ซึ่งมีหนังสือตัวเขียนและจารึก เอกสารโบราณมีอยู่ทั่วไปทุกภูมิภาค ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยมีคัมภีร์อัล-กรุอานเอกสารหลักความเชื่อของคนมลายนูซันตาราในอดีตคัมภีร์ใบลาน บุดดา บุดขาว เป็นต้น

เครื่องแต่งกายมุสลิม

ถือว่าเป็นมรดกที่มีคุณค่าสำคัญมากโดยผ่านการเผยแพร่ของนักการศาสนา การเมือง การแต่งงานและการค้า จนทำให้ศาสนาอิสลามขยายตัวอย่างรวดเร็วในหมู่เกาะอินโดนีเซียและคาบสมุทรมลายู และขึ้นมาถึงจังหวัดทางภาคใต้ของไทย เลยไปถึงแหลมอินโดจีนบริเวณตอนใต้ของเวียดนามด้วย โดยเฉพาะผลงานศิลปะอิสลาม ที่มีลวดลายพฤกษชาติในรูปแบบมลายูพื้นถิ่นของสามจังหวัดนั้น มีลักษณะเด่น คือ จะสร้างลวดลายจากจุดกำเนิดจุดใดจุดหนึ่งแล้วต่อลวดลายแตกยอดออกไป มักเชื่อกันว่าลวดลายของมุสลิมนั้นไม่มีลวดลายที่เป็นรูปของสิ่งมีชีวิต ถึงแม้การสร้างลวดลายหรือสร้างรูปสิ่งมีชีวิตจะไม่ได้รับความนิยมด้วยเป็นข้อถือสาของศาสนาอิสลาม สำหรับศิลปะของมุสลิมแถบเอเชียกลาง (อุซเบกิสถาน, เติร์กเมนิสถาน, ทาจิกิสถาน และเปอร์เซีย อิหร่าน) นั้นมีรูปสัตว์ปรากฏอยู่ในงานศิลปะอยู่บ้าง โดยเฉพาะสิงโตหรือสัตว์ปีกจำพวกนกและผีเสื้อ จึงมีศิลปะในพื้นที่สามจังหวัดมีลวดลายที่มาจากสัตว์ด้วย เช่น ลายไก่ชน ลายเป็ดเรียงแถวหรือการทำอักษร ประดิษฐ์อาราบิคเป็นรูปสัตว์ เช่น ช้าง และสิงห์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องแต่งกายและอาภรณ์ของมุสลิม คือ เสื้อมลายู ซึ่งเป็นรูปแบบเสื้อที่ใช้ได้ทุกโอกาส เพียงแต่ว่ามีการตกแต่งเสื้อเพิ่มขึ้นสำหรับใช้ในงานพิธีการ งานพิธีแต่งงาน งานสังคมโดยเฉพาะชุมชนมลายูนั้น สามารถใส่ได้ทุกวันมีชุดเสื้อกูรงใส่ได้ทุกงาน มีเสื้อ กางเกง ซัมปิง และหมวกซอเกาะห์ หากเป็นงานพิธีการก็ใช้เสื้อนอกคลุมทับและเสื้อนอกอาจมีกระดุมเดียวข้างบนหรือว่ากระดุมทั้งหมด แบบเสื้อนอกของยุโรปและวิธีการสวมผ้าซัมปิง นั้นมีความแตกต่างกันระหว่างใส่เสื้อมลายูแบบปกติกับเสื้อมลายูที่มีเสื้อนอกมาคลุมทับ นอกจากนี้ได้มีการฟื้นฟูแหล่งผลิตเครื่องทองเหลืองซึ่งเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนอันเกิดจากการผสมผสานศิลปะของชาติต่างๆ และสยาม กับศิลปะแบบมลายูท้องถิ่นเฉพาะชุมชนจะบังติกอนั้นเคยเป็นศูนย์กลางการปกครองของปัตตานีระหว่าง ปี พ.ศ.๒๓๘๘-๒๔๔๕มีวังเจ้าเมืองปัตตานี แม้แต่เรื่องศิลปะในโลกหลังความตายจากการฝังในกูโบร์นั้นได้มีการผสมผสานกับวัฒนธรรมดั้งเดิม จากก้อนหินที่เรียบง่ายมาสู่การพัฒนาเป็นเครื่องหมายบนหลุมฝังศพ นับเป็นการเรียนรู้ใหม่ที่น่าสนใจยิ่งณายิบ อะแวบือชาณายิบ อะแวบือชาสุนิติ จุฑามาศสุนิติ จุฑามาศสารัท ชลอตันติสกุลสารัท ชลอตันติสกุลรุซนี ซูสารอรุซนี ซูสารอวรรณา อาลีตระกูลวรรณา อาลีตระกูลมาหะมะลุคพี หะยีสาแมมาหะมะลุคพี หะยีสาแมเรือนแบบอิสลามเรือนแบบอิสลามภาพเรือสินค้าอาหรับภาพเรือสินค้าอาหรับแผนที่เมืองใต้แผนที่เมืองใต้เครื่องทองเหลืองเครื่องทองเหลืองลวดลายอิสลามลวดลายอิสลาม

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เจ้าดารารัศมี’ พระราชชายาหนึ่งเดียวในรัชกาลที่ ๕ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/598190

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เจ้าดารารัศมี’  พระราชชายาหนึ่งเดียวในรัชกาลที่ ๕

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เจ้าดารารัศมี’ พระราชชายาหนึ่งเดียวในรัชกาลที่ ๕

วันอาทิตย์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.45 น.

พระราชชายา เจ้าดารารัศมี

วันที่ ๒๖ สิงหาคมที่ผ่านมา เป็นวันรำลึกถึงพระราชชายาหนึ่งเดียว ผู้เป็นเจ้าหญิงในราชวงศ์ทิพย์จักรของนครเชียงใหม่ เป็นเจ้านายที่รู้จักกันดีคือ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี มีพระนามลำลองเรียกกันในราชวงศ์ว่า “เจ้าน้อย” และเรียกกันในหมู่พระประยูรญาติว่า “เจ้าอึ่ง” ประสูติวันที่ ๒๖ สิงหาคมพ.ศ. ๒๔๑๖ ณ คุ้มหลวงกลางเวียง นครเชียงใหม่ปัจจุบันคือโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย เป็นพระธิดาในพระเจ้าอินทวิชยานนท์กับเจ้าทิพเกสร มีเจ้าจันทร์โสภาเป็นพระเชษฐภคินีร่วมพระอุทรเจ้าดารารัศมีเป็นเจ้านายผู้มีความรู้ความสามารถสามารถเขียนอักษรทั้งฝ่ายล้านนา สยาม และภาษาอังกฤษ จนแตกฉาน อีกทั้งได้ศึกษาขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ จนนับได้ว่าเป็นผู้รอบรู้ในด้านวัฒนธรรมล้านนาดีที่สุด เมื่อเจ้าดารารัศมีมีพระชันษาได้ ๑๑ ปีเศษ พระบิดาได้จัดให้มีพิธีโสกันต์เจ้าดารารัศมีใน พ.ศ. ๒๔๒๖ ซึ่งเป็นพิธีโสกันต์ครั้งแรกในล้านนา ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นพิชิตปรีชากรข้าหลวงประจำภาคพายัพอัญเชิญพระกุณฑล (ตุ้มหู) และพระธำมรงค์เพชร ไปพระราชทานเป็นของขวัญในพิธีโสกันต์ เมื่อครั้งพระเจ้าอินทวิชยานนท์เสด็จลงมายังกรุงเทพฯเพื่อร่วมในพระราชพิธีลงสรง และสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๒๙ นั้นเจ้าดารารัศมีได้เสด็จตามพระบิดาลงมากรุงเทพฯและได้ถวายตัว รับราชการฝ่ายในเป็นเจ้าจอม ตำแหน่งพระสนมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเลยประทับอยู่ ณ กรุงเทพมหานครนับแต่นั้นมา ระหว่างที่ประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง เจ้าดารารัศมีดำรงพระองค์เรียบง่าย โดยให้ข้าหลวงในตำหนักแต่งกายด้วยผ้าซิ่นแบบล้านนา เหมือนประทับอยู่ ณ คุ้มหลวงนครเชียงใหม่ทุกประการ รวมทั้งโปรดให้ศึกษาศิลปะดนตรีไทยดนตรีสากล การขับร้อง และการฟ้อนรำ ทั้งนี้ เจ้าจอมดารารัศมีสามารถเล่นเครื่องดนตรีได้หลากหลายชนิด แต่ที่โปรดและถนัดที่สุดคือจะเข้ นอกจากนี้เจ้าจอมดารารัศมี ยังทรงสนพระทัยในการถ่ายรูปซึ่งเป็นเรื่องใหม่ในสมัยนั้นและทรงสามารถด้านการทรงม้าด้วย

รัชกาลที่๕

จากการดำรงพระองค์อย่างเรียบง่าย และมีพระปรีชาญาณ ความเชื่อมั่นในพระองค์ กอปรกับความจงรักภักดีที่ทรงมีต่อพระบรมราชสวามี จึงทรงเป็นที่โปรดปรานฯและมีพระประสูติกาลพระราชธิดา พระนามว่าพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าวิมลนาคนพีสี แต่พระธิดาองค์น้อยนี้มีพระชันษาเพียง ๓ ปีเศษ ก็สิ้นพระชนม์ลง เจ้าจอมมารดาดารารัศมีทรงเสียพระทัยอย่างที่สุด เมื่อเจ้าจอมมารดาดารารัศมีมีพระประสงค์จะเสด็จกลับไปเยือนนครเชียงใหม่นั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเจ้าจอมมารดาดารารัศมี ขึ้นเป็นพระมเหสีอีกพระองค์หนึ่ง ดำรงพระอิสริยยศ “พระราชชายา” และดำรงฐานันดรศักดิ์เจ้านายในราชวงศ์จักรีที่ครองพระอิสริยยศพระมเหสีเสมอ “พระอัครชายาเธอ” มีตำแหน่งเป็นพระมเหสีพระองค์หนึ่งออกพระนามว่า “เจ้าดารารัศมี พระราชชายา” นับเป็นพระอิสริยยศในตำแหน่งพระมเหสีเทวีที่ไม่เคยปรากฏมา พระราชชายาฯ ประทับอยู่ในพระราชวังดุสิตรับใช้เบื้องพระยุคลบาทพระบรมราชสวามีอยู่จนพระองค์เสด็จสวรรคต ในวันที่ ๒๓ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ รวมเวลาที่ พระราชชายาฯได้ถวายการรับใช้เบื้องพระยุคลบาท เป็นเวลา ๒๓ ปีเศษ หลังสุดพระราชชายาฯได้ขอพระราชทานถวายบังคมทูลลาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖เพื่อเสด็จนิวัตินครเชียงใหม่เป็นการถาวร เมื่อพ.ศ. ๒๔๕๗ โดยประทับ ณ คุ้มท่าเจดีย์กิ่วริมแม่น้ำปิง ตั้งแต่นั้นมาโดยรัชกาลที่ ๖ ได้สร้างพระตำหนักดาราภิรมย์ ณ สวนเจ้าสบาย อำเภอแม่ริมประทับอยู่ จนสิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๗๖ เมื่อเวลา ๑๕.๑๔ น. ณ คุ้มรินแก้ว รวมพระชันษาได้ ๖๐ ปีเศษตลอดพระชนม์ชีพนั้น พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ดำรงพระองค์เป็นศูนย์รวมดวงใจของข้าราชบริพารฝ่ายล้านนาและสยามเป็นอย่างดี ได้ฟื้นฟูศิลปะด้านการแสดงล้านนาจนเป็นเอกลักษณ์ของล้านนา สนับสนุนกิจการด้านการศึกษาการพระศาสนาอยู่เสมอและเป็นผู้ส่งเสริมการเกษตรสมัยใหม่ ริเริ่มการปลูกลำไยจนกลายเป็นผลไม้ประจำเมืองเชียงใหม่มาจนวันนี้รัชกาลที่ ๕รัชกาลที่ ๕พระราชชายา เจ้าดารารัศมีพระราชชายา เจ้าดารารัศมีพระราชชายา เจ้าดารารัศมี

พระราชชายา เจ้าดารารัศมีเจ้าดารารัศมีกับสตรีล้านนา

เจ้าดารารัศมีกับสตรีล้านนาพระราชชายา เจ้าดารารัศมี บั้้นปลายชีวิตพระราชชายา เจ้าดารารัศมี บั้้นปลายชีวิตเจ้าดารารัศมีกับพระธิดาเจ้าดารารัศมีกับพระธิดาประทับพระราชวังดุสิต

ประทับพระราชวังดุสิตพระราชชายากับนางข้าหลวงพระราชชายากับนางข้าหลวงกู่พระอัฐิในสุสานหลวงวัดสวนดอก

กู่พระอัฐิในสุสานหลวงวัดสวนดอกเรียนถ่ายรูปเรียนถ่ายรูปฟ้อนเชียงใหม่

ฟ้อนเชียงใหม่พระตำหนักดาราภิรมย์พระตำหนักดาราภิรมย์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ค่ายหลวงหว้ากอ’ ปฐมภูมิสุริยุปราคาเต็มดวงในรัชกาลที่๔ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/596608

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ค่ายหลวงหว้ากอ’  ปฐมภูมิสุริยุปราคาเต็มดวงในรัชกาลที่๔

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ค่ายหลวงหว้ากอ’ ปฐมภูมิสุริยุปราคาเต็มดวงในรัชกาลที่๔

วันอาทิตย์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ค่ายหลวงหว้ากอ

ด้วยค่ายหลวงหว้ากอนั้นเป็นสถานที่แรกของการเปิดโลกวิทยาศาสตร์ไทย อันเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวง ณ หว้ากอ อันเกิดจากการคำนวณของพระองค์ โดยมีชาวต่างประเทศมาร่วมเป็นสักขีพยาน ของปรากฏการณ์นั้นในวันนี้ กล่าวคือ เมื่อวันศุกร์ที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๑๑ นั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารค โดยเรือพระที่นั่งอรรคราชวรเดชจากท่านิเวศวรดิษฐ์ไปยังบ้านหว้ากอ พร้อมด้วยพระราชโอรส พระราชธิดา รวมทั้งสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ฯ ขณะนั้้นพระชนมายุ ๑๖ พรรษา กับเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ข้าราชบริพารจำนวนมาก ด้วยทรงตั้งพระปณิธานแน่วแน่ที่จะพิสูจน์ผลการคำนวณของพระองค์ เพื่อทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวงที่ทรงคำนวณพยากรณ์ไว้ล่วงหน้า ๒ ปี ว่าจะเกิดในวันอังคาร ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีมะโรง สัมฤทธิศกจุลศักราช ๑๒๓๐ โดยจะเห็นหมดดวงและชัดเจนที่สุด คือ ที่หมู่บ้านหัววาฬ ตำบลหว้ากอ เมืองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่บริเวณเกาะจาน ขึ้นไปถึงปราณบุรี และลงไปถึงเมืองชุมพร จึงโปรดฯ ให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) สร้างค่ายหลวงและพลับพลาที่ประทับ พร้อมกับเชิญคณะนักดาราศาสตร์จากประเทศฝรั่งเศส และเซอร์แฮรี ออดเจ้าเมืองสิงคโปร์เดินทางมาเข้าเฝ้าฯ และร่วมในการสังเกตการณ์ด้วย ในวันอังคารที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๑๑ ปรากฏการณ์สุริยุปราคาได้เป็นไปตามที่พระองค์ทรงคำนวณทุกประการไม่คลาดเคลื่อนแม้แต่วินาทีเดียว เซอร์แฮรี ออดเจ้าเมืองสิงคโปร์ได้บันทึกเหตุการณ์และพระปรีชาสามารถของพระองค์ไว้ ว่า “พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระสำราญมากเพราะการคำนวณเวลาสุริยุปราคาของพระองค์ได้พิสูจน์แล้วว่าถูกถ้วนที่สุด ถูกถ้วนยิ่งกว่าที่ชาวยุโรปได้คำนวณไว้” พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงสนพระทัยวิชาคณิตศาสตร์และวิชาดาราศาสตร์ในตำราโหราศาสตร์ของไทยอย่างมากจนพระองค์ทรงได้ค้นคิดวิธีการคำนวณปักข์ (ครึ่งเดือนทางจันทรคติ) เพื่อประโยชน์ในการกำหนดวันธรรมสวนะ (วันพระ) ให้ถูกต้องตามการโคจรของดวงจันทร์ที่เรียกว่า “ปฏิทินปักคณนา” (ปักขคณนา คือ วิธีนับปักข์หรือรอบครึ่งเดือนของข้างขึ้นข้างแรม เป็นวิธีนับที่แม่นยำสูง) และทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ใช้ทำปฏิทินจันทรคติพระทุกปี แทนปฏิทินฆราวาส ขณะเดียวกันพระองค์ได้ทรงค้นคิดสูตรสำเร็จในการคำนวณปักข์ออกมาในรูปกระดาน ไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้า เพื่อจะได้วันพระที่ถูกต้องโดยไม่ต้องเสียเวลาคำนวณ และมีชื่อเรียกว่า “กระดานปักขคณนา” อันเป็นพระปรีชาสามารถด้านดาราศาสตร์ ที่น่าจะเริ่มตั้งแต่ทรงทอดพระเนตรดาวหางเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ ซึ่งพระองค์ยังได้ทรงออกประกาศแจ้ง ชื่อ ประกาศดาวหางขึ้น อย่าได้วิตกเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ ไม่ให้เชื่อตามคำเล่าลือที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น ประกาศในรัชกาลนั้้นถือเป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ฉบับแรกของประเทศ สำหรับเรื่องดาราศาสตร์นั้น ในพระราชฐานของพระองค์ ทั้งที่กรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดจึงมีหอดูดาวเกิดขึ้นโดยเฉพาะหอชัชวาลเวียงชัยในบริเวณพระนครคีรี หรือเขาวัง พระราชวังสำหรับแปรพระราชฐาน อยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี ที่มีความสำคัญมากในประวัติศาสตร์วิชาดาราศาสตร์ของไทย ด้วยมีพระราชประสงค์จะให้เป็นสถานที่สังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ ในการรักษาเวลามาตรฐานของประเทศ จึงเป็นอนุสรณ์แห่งสัมฤทธิผลในทางวิทยาศาสตร์เรื่องระบบเวลา และพระองค์ทรงสถาปนาระบบเวลามาตรฐานขึ้นในประเทศสยาม เมื่อ พ.ศ.๒๓๙๕ โดยสร้างพระที่นั่งภูวดลทัศไนย ขึ้นในพระบรมราชวัง ใช้เป็นหอนาฬิกาหลวงบอกเวลามาตรฐานของประเทศไทยสมัยนั้น โดยมีพนักงานตำแหน่งพันทิวาทิตย์ เทียบเวลาตอนกลางวันจากดวงอาทิตย์ และ พันพินิตจันทรา เทียบเวลาตอนกลางคืน จากดวงจันทร์ พระองค์ทรงใช้หลักวิทยาศาสตร์อธิบายถึงเหตุผลหลายประการ ทำให้ได้รับการยกย่องว่าพระองค์ทรงเป็นพระราชบิดาวิทยาศาสตร์ไทย และเป็นพระราชบิดาดาราศาสตร์ไทย สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยเฉพาะทางด้านดาราศาสตร์ ได้มีแนวคิดเอาวันสุริยุปราคาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นวันวิทยาศาสตร์ไทย ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติวันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕ เทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็น “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” พร้อมกำหนดให้วันที่ ๑๘ สิงหาคม เป็น “วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ” ทุกปี และค่ายหลวงหว้ากอ ก็ได้มีการสร้างเป็นอุทยานของการเรียนรู้ด้านดาราศาสตร์ขึ้นรัชกาลที่ ๔รัชกาลที่ ๔สุริยุปราคาใน ร.๔

สุริยุปราคาใน ร.๔กระดานปักขคณนา

กระดานปักขคณนาหนังสือ ณ หว้ากอ

หนังสือ ณ หว้ากอสุริยุปราคาเต็มดวง

สุริยุปราคาเต็มดวงราษฎรรอเฝ้าฯ ที่หว้ากอ

ราษฎรรอเฝ้าฯ ที่หว้ากอพลับพลาทอดพระเนตรสุริยุปราคา

พลับพลาทอดพระเนตรสุริยุปราคาคำนวณปฏิทินคำนวณปฏิทินค่ายหลวงหว้ากอ

ค่ายหลวงหว้ากอแขกชาวต่างประเทศร่วมชม

แขกชาวต่างประเทศร่วมชมอุทยานหว้ากอ

อุทยานหว้ากอ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘อาคารขุนหลวงพ่องั่ว’ แหล่งเรียนรู้ปฐมกษัตริย์สุพรรณภูมิ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/594937

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘อาคารขุนหลวงพ่องั่ว’ แหล่งเรียนรู้ปฐมกษัตริย์สุพรรณภูมิ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘อาคารขุนหลวงพ่องั่ว’ แหล่งเรียนรู้ปฐมกษัตริย์สุพรรณภูมิ

วันอาทิตย์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ชุมชนยุคแรกเริ่ม

วันที่ ๑๙ สิงหาคมนี้ เป็นวันแรกที่เปิดให้ประชาชน ชมประติมากรรมสำริดที่มีความยาวที่สุดของไทย ซึ่งสร้างเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้พระราชประวัติสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ ที่รู้จักกันดีในนาม “ขุนหลวงพะงั่ว” หรือ “ขุนหลวงพ่องั่ว” ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์สุพรรณภูมิ และประวัติศาสตร์เมืองสุพรรณบุรี โดยกรมศิลปากร ได้จัดสร้างประติมากรรมสำริดนี้ไว้ในอาคารประติมากรรมขุนหลวงพะงั่ว ตามดำริของ ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชานายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๑ ผู้ริเริ่มจากแรงบันดาลใจจากภาพสลักหินเล่าเรื่องประวัติศาสตร์จีน ณ China Millennium Monument เมืองปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีนนายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากรและเจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันดำเนินการออกแบบก่อสร้างอาคารและสร้างประติมากรรมสำริดโดยจัดแสดงเป็นรูปวงรี ด้วยภาพประติมากรรมสำริดนูนสูงและนูนต่ำ มีความกว้าง ๔.๒๐ เมตร ความยาว ๘๘ เมตร แบ่งเนื้อหาออกเป็น๙ ตอน ตั้งแต่ ๑.ชุมชนแรกเริ่ม แสดงถึงวิถีชีวิต พิธีกรรม ความเชื่อ การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ สังคมเกษตรกรรมในจังหวัดสุพรรณบุรีเมื่อราว ๒,๕๐๐-๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว ซึ่งพบโบราณวัตถุจากแหล่งโบราณคดีหนองราชวัตร อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี เช่น ภาชนะมีนม ภาชนะมีเขา ภาชนะสามขา ๒.อู่ทอง…เครือข่ายการค้าข้ามภูมิภาค แสดงถึงการติดต่อค้าขายของผู้คนในเมืองโบราณอู่ทองกับพ่อค้าจากชุมชนใกล้เคียงและพ่อค้าชาวต่างชาติ เช่นชาวอินเดีย ชาวอาหรับ และชาวจีน เมืองโบราณอู่ทองนี้เป็นชุมทางการค้าสำคัญของลุ่มแม่น้ำแม่กลองและลุ่มแม่น้ำท่าจีน และเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการค้าทางน้ำที่สำคัญในสุวรรณภูมิ ๓.สุพรรณบุรีในวัฒนธรรมศาสนา :อู่ทองเมืองศูนย์กลางศาสนารุ่นแรก แสดงวัฒนธรรมศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์-ฮินดูจากประเทศอินเดีย ที่ทำให้เกิดรูปแบบวัฒนธรรมจนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นคือ “วัฒนธรรมทวารวดี” ในเมืองโบราณอู่ทองซึ่งมีการสร้างศาสนสถานและรูปเคารพทางศาสนาไว้ได้แก่ ธรรมจักร และศิวลึงค์ ๔.สุพรรณบุรี :เนินทางพระ…ร่องรอยพุทธศาสนามหายาน แสดงถึงการเดินทางมายังปราสาทเนินทางพระ ศาสนสถานพุทธแบบมหายาน ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ที่ได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมขอมสมัยบายน ซึ่งเคารพบูชาพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ๕.สุพรรณบุรี : ก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา แสดงถึงขุนหลวงพ่องั่วเจ้าเมืองสุพรรณภูมินำทัพออกสู้ศึกกับอาณาจักรขอมจนได้รับชัยชนะ และแสดงเจดีย์วัดไก่เตี้ยเจดีย์ก่ออิฐทรงแปดเหลี่ยม อันเป็นรูปแบบเอกลักษณ์เจดีย์ก่อนสมัยอยุธยาและแหล่งเตาบ้านบางปูน แหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาริมฝั่งแม่น้ำสุพรรณบุรี ๖.เมืองลูกหลวงของราชธานีศรีอยุธยา แสดงถึงขุนหลวงพ่องั่วเสด็จขึ้นครองกรุงศรีอยุธยา มีพระนามว่าสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์สุพรรณภูมิและสมเด็จพระนครินทราธิราช หรือเจ้านครอินทร์สืบราชวงศ์ทำการติดต่อค้าขายกับเมืองจีนจนเจริญรุ่งเรือง ๗.สุพรรณบุรี : สมรภูมิยุทธหัตถี แสดงการยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับพระมหาอุปราชาแห่งกรุงหงสาวดี ณ ตำบลหนองสาหร่าย ๘.สุพรรณบุรี : หัวเมืองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แสดงการเสด็จประพาสเมืองสุพรรณบุรี ในรัชกาลที่ ๕ และการเสด็จสักการะบวงสรวงเจดีย์ยุทธหัตถีพร้อมคณะเสือป่ารักษาพระองค์ในรัชกาลที่ ๖ และ ๙.ปัจจุบัน…สุพรรณบุรี แสดงการเสด็จถวายราชสักการะสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในรัชกาลที่ ๙ พิธีการเกี่ยวข้าวที่แปลงนาสาธิตในรัชกาลที่ ๑๐ และพิธียกพุ่มข้าวบิณฑ์ยอดพระมณฑปและสมโภชรอยพระพุทธบาทณ วัดเขาดีสลัก อำเภออู่ทอง ภาพประติมากรรมสำริดนี้ออกแบบโดย นายธนากร กำทรัพย์ (ตอน ๑-๕) และ นายศักย์ ขุนพลพิทักษ์ (ตอน ๖-๙) นับเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สามารถผ่านระบบการบรรยายนำชมที่ทันสมัยทั้งในรูปแบบออนไลน์ ออฟไลน์ และอุปกรณ์Audio guide ถึง ๓ ภาษา คือ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษและภาษาจีน ที่ถือว่าเป็นต้นแบบการเรียนรู้ทางด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีของจังหวัดสุพรรณบุรีที่น่าสนใจมาก ติดต่อเข้าชมได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุพรรณบุรี โทรศัพท์ ๐๓๕-๕๓๕๓๓๐ ในวันและเวลาราชการอู่ทองเครือข่ายการค้าข้ามภูมิภาค

อู่ทองเครือข่ายการค้าข้ามภูมิภาคสุพรรณบุรีในวัฒนธรรมศาสนา

สุพรรณบุรีในวัฒนธรรมศาสนาเนินทางพระ...ร่องรอยพุทธศาสนามหายานเนินทางพระ…ร่องรอยพุทธศาสนามหายานก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาเมืองลูกหลวงของราชธานีศรีอยุธยา

เมืองลูกหลวงของราชธานีศรีอยุธยาสมรภูมิยุทธหัตถีสมรภูมิยุทธหัตถีหัวเมืองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์หัวเมืองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ปัจจุบัน...สุพรรณบุรีปัจจุบัน…สุพรรณบุรีขุนหลวงพะงั่วขุนหลวงพะงั่วห้องนิทรรศการขนาดใหญ่ห้องนิทรรศการขนาดใหญ่อธิบดีกรมศิลปากร กับ บรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯอธิบดีกรมศิลปากร กับ บรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯอาคารประติมากรรมฯอาคารประติมากรรมฯ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ไปรษณีย์โทรเลข’ ภูมิการสื่อสารไร้พรมแดนของสยาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/593341

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ไปรษณีย์โทรเลข’ ภูมิการสื่อสารไร้พรมแดนของสยาม

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ไปรษณีย์โทรเลข’ ภูมิการสื่อสารไร้พรมแดนของสยาม

วันอาทิตย์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 08.15 น.

แสตมป์ไทยชุดแรก

วันที่ ๔ สิงหาคมที่ผ่านมา เป็นวันสื่อสารแห่งชาติ หรือวันกำเนิดกิจการไปรษณีย์โทรเลขสยาม โดยคณะกรรมการจัดงานปีการสื่อสารโลกได้พิจารณาเห็นว่า วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๔๒๖ นั้้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนากิจการไปรษณีย์โทรเลข โดยตั้้งกรมไปรษณีย์และตั้งกรมโทรเลขเป็นครั้งแรกในสยาม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจัดตั้งการไปรษณีย์ขึ้นในสยาม เพื่อดูแลกิจการไปรษณีย์ ครั้งนั้้นพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ เตรียมการจัดตั้งการไปรษณีย์ตามแบบอย่างในต่างประเทศ และดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการกรมไปรษณีย์เป็นพระองค์แรกและได้เปิดรับฝากส่งหนังสือ (จดหมาย) ในเขตพระนครและธนบุรีเป็นการทดลองเมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๖ ที่ทำการแห่งแรกตั้งอยู่ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาตอนปากคลองโอ่งอ่าง เรียกว่า “ไปรษณียาคาร” ในวันเดียวกันยังมีการจัดตั้งกรมโทรเลข เพื่อดูแลกิจการโทรเลข ซึ่งเป็นการให้บริการการสื่อสารโทรคมนาคมเป็นกิจการแรกของประเทศสยามต่อมาพ.ศ.๒๔๒๙ กรมโทรเลข นั้้นได้รับโอนกิจการโทรศัพท์จากกระทรวงกลาโหมมาดำเนินการ และขยายบริการโดยเปิดให้ประชาชนได้เช่าใช้เครื่องโทรศัพท์ภายในกรุงเทพฯ และธนบุรีเป็นครั้งแรกพ.ศ.๒๔๔๑ ได้ยุบรวมกิจการกรมโทรเลขเข้ากับกรมไปรษณีย์ ใช้ชื่อใหม่ว่า “กรมไปรษณีย์โทรเลข” โดยดำเนินกิจการไปรษณีย์ โทรศัพท์ และโทรเลข และได้ย้ายที่ทำการมาอยู่ที่ถนนเจริญกรุง

ตรากรมไปรษณีย์และโทรเลขสยาม

ต่อมา พ.ศ.๒๔๗๒ ได้โอนคลังออมสินจากกรมพระคลังมหาสมบัติ มาดำเนินการรับฝากเงินจากประชาชน ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๗๒ และได้แยกคลังออมสินออกไปจัดตั้งเป็นรัฐวิสาหกิจในชื่อ ธนาคารออมสิน ในวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๐ ต่อมาได้โอนกิจการโทรศัพท์กรุงเทพฯ และธนบุรี ให้องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยในปี พ.ศ.๒๔๙๗ ในปี พ.ศ.๒๕๑๙ ได้มีการจัดตั้งการสื่อสารแห่งประเทศไทย เป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงคมนาคม โดยรับมอบกิจการด้านปฏิบัติการและกิจการให้บริการไปรษณีย์จากกรมไปรษณีย์โทรเลขมาดำเนินการ เปิดดำเนินการเมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๒๐ ต่อมาได้มีการแปรรูปเป็นบริษัท ๒ บริษัท คือ ไปรษณีย์ไทย และ กสท โทรคมนาคม มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมการสื่อสารในประเทศไทยได้เริ่มต้นขึ้นในรัชกาลที่ ๕ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กิจการสื่อสารของไทยได้พัฒนาก้าวหน้ามาเป็นสำดับ มีการจัดตั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารของทางราชการขึ้นอีกหลายหน่วยงาน เช่น กรมประชาสัมพันธ์ บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด และองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย เป็นต้นในส่วนของภาคเอกชนก็มีบริษัทห้างร้านที่ดำเนินกิจการด้านการสื่อสารเพิ่มมากขึ้นหน่วยงานเหล่านี้ได้ร่วมกันสนองพระราชปณิธานในอันที่จะพัฒนากิจการสื่อสารของประเทศให้เจริญก้าวหน้าตลอดมาจนบัดนี้

ปัจจุบันเทคโนโลยีด้านการสื่อสารได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศและบทบาทของภาคเอกชนมีมากขึ้น รวมทั้งการแข่งขันในกิจการสื่อสารทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ได้ทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้น ความได้เปรียบในเรื่องเศรษฐกิจของโลกในยุคโลกาภิวัตน์ขึ้นอยู่กับการมีระบบการสื่อสารให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับประเทศอื่น คณะรัฐมนตรีได้ตระหนักถึงบทบาทความสำคัญของการสื่อสารดังกล่าวเป็นอย่างดี จึงได้มีมติเมื่อวันที่ ๒สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ กำหนดให้วันที่ ๔ สิงหาคมของทุกปีเป็น “วันสื่อสารแห่งชาติ” นับตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๒๖ เป็นต้นมาจากกิจการกรมไปรษณีย์และกรมโทรเลข โดยทำให้จากการส่งจดหมาย ส่งโทรเลข ส่งวิทยุ พูดโทรศัพท์ นั้นได้มีการพัฒนากิจการสื่อสารตามยุคสมัยด้วยเครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัยจากดาวเทียม และเครือข่ายระบบดิจิทัลและอื่นๆ…จนเป็นโลกไร้พรมแดนที่กว้างไกลด้วยข่าวสารข้อมูลมาจนทุกวันนี้ จนต้องมีการควบคุมและเฝ้าระวังมากขึ้น…ระหว่างข่าวจริงและข่าวปลอม ส่วนใครจะจริงหรือปลอมนั้นถึงพูดไม่ได้ แต่ปิดการแพร่หลายของเรื่องจริงเรื่องปลอมได้ยากนักรัชกาลที่ ๕

รัชกาลที่ ๕รัชกาลที่ ๕

รัชกาลที่ ๕แสตมป์ดวงแรกของสยามแสตมป์ดวงแรกของสยามเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ไปรษณีย์สยามไปรษณีย์สยามกิจการโทรเลขสยามกิจการโทรเลขสยามกิจการไปรษณีย์สยามกิจการไปรษณีย์สยามส่งจดหมายถึงบ้าน

ส่งจดหมายถึงบ้านสำนักงานไปรษณีย์โทรเลขสยาม

สำนักงานไปรษณีย์โทรเลขสยามไปรษณีย์กลาง

ไปรษณีย์กลางที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขวันสื่อสารแห่งชาติ

วันสื่อสารแห่งชาติ