ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘กลุ่มป่าแก่งกระจาน’ ภูมิสัตว์ป่าพันธุ์พืชของมรดกโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/591701

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘กลุ่มป่าแก่งกระจาน’  ภูมิสัตว์ป่าพันธุ์พืชของมรดกโลก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘กลุ่มป่าแก่งกระจาน’ ภูมิสัตว์ป่าพันธุ์พืชของมรดกโลก

วันอาทิตย์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กระทิง

หลังจากไทยมีมรดกโลกทางธรรมชาติคือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง ในปี พ.ศ.๒๕๓๔ และกลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ในปีพ.ศ.๒๕๔๘ แล้ว ได้มีการเสนอป่าผืนใหญ่ที่สุดคือ กลุ่มป่าแก่งกระจาน เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ อาทิตย์นี้ได้ตามรอยธรรมชาติไปยังการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยสามัญครั้งที่ ๔๔ โดยสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเจ้าภาพ โดยผ่านระบบทางไกล ซึ่งมีมติอนุมัติให้ “กลุ่มป่าแก่งกระจาน” ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ เมื่อวันที่๒๖ กรกฎาคม เวลา ๑๘.๓๕ น. การศึกษาและเสนอกลุ่มป่าแก่งกระจานนี้มีการทำงานมาตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๔๘ ซึ่งผ่านการเสนอมาถึง ๓ ครั้ง ในปีพ.ศ.๒๕๕๘พ.ศ.๒๕๕๙ และ พ.ศ.๒๕๖๒ และได้รับการประกาศในปีนี้ ด้วยเกณฑ์ข้อที่ ๑๐ ที่มีการดำเนินการอนุรักษ์พื้นที่ถิ่นที่อยู่อาศัยที่มีความสำคัญสูงสุดสำหรับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในถิ่นกำเนิด รวมไปถึงการเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ ที่มีคุณค่าโดดเด่นเชิงวิทยาศาสตร์ หรือเชิงอนุรักษ์ระดับโลก จึงเป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ แห่งที่ ๓ ของไทยในจำนวนแหล่งมรดกโลกที่ได้รับแล้ว ๖ แห่ง กลุ่มป่าแก่งกระจาน นั้นเป็นป่าขนาดใหญ่ที่สุดอยู่ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ครอบคลุมพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ๔ แห่ง ได้แก่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า แม่น้ำภาชี อุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และอุทยานแห่งชาติกุยบุรี มีเนื้อที่ประมาณ ๒.๕ ล้านไร่หรือ ๔,๐๘๙ ตารางกิโลเมตร มีความยาวตั้งแต่เหนือสุดถึงใต้สุดของพื้นที่มากกว่า ๒๐๐ กิโลเมตรเป็นกลุ่มป่าผืนใหญ่ที่เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญของแม่น้ำเพชรบุรี แม่น้ำปราณบุรี และแม่น้ำภาชี ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ที่เป็นเขตสัตวภูมิศาสตร์ คือ เขตSundaic, Sino-Himalayan, Indochineseและ Indo-Burmes อันประกอบด้วย ๑.เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี มีเนื้อที่ทั้งหมด ๔๘๙.๓๑ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ๓๐๕,๘๒๐ ไร่ ซึ่งมีภูเขาสูงสลับซับซ้อน มียอดเขาที่สูงที่สุดคือ เขาพุน้ำร้อน สูงประมาณ ๑,๐๖๒ เมตร มีพื้นที่ราบแคบๆตามลำห้วยใหญ่เป็นพื้นที่ป่าที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ และมีคุณค่าทางระบบนิเวศสำคัญคือเป็นป่าต้นน้ำ ที่เป็นแหล่งกำเนิดแม่น้ำภาชีที่มีลำน้ำสาขาไหลมารวมกันและเกิดป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้งป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง ทำให้เป็นที่อยู่ของ สัตว์ป่าหายาก เช่น สมเสร็จ เก้งหม้อ เลียงผา จระเข้ กระทิง หมี วัวแดง เสือ เก้ง กวาง และสัตว์เล็กๆ กระจายทั่วไปของพื้นที่ เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ๙๓ ชนิด สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ๑๑ ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน ๓๑ ชนิด นกต่างๆ ๑๘๖ ชนิด และปลา ๒๑ ชนิด ๒.อุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน พื้นที่ ๓๔๖.๕๙ ตารางกิโลเมตร เป็นป่าเบญจพรรณ ที่มีพันธุ์ไม้สำคัญ ได้แก่ ประดู่ แดง ตะแบก เสลา ส้าน มะค่าโมง ตะค้อ ตะคร้ำ สมอพิเภกเลี่ยน กะบก มะกอก ยางขาว ยางแดง ตะเคียน ยมหอม จำปาป่า รัก จำปีป่า กระบาก มะม่วงป่าตะแบก มะหาด มะไฟป่า สะเดาป่า ฯลฯ และไผ่ไร่ไผ่ซาง ไผ่บง และไผ่ข้าวหลาม ไผ่บง ไผ่เฮียะ ต๋าวหวาย ปาล์ม เฟิน เป็นต้น ๓.อุทยานแห่งชาติกุยบุรีหรือ ผืนป่ากุยบุรี เป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญของ แม่น้ำกุยบุรี และแม่น้ำปราณบุรี และเป็นป่าที่มีความหลากหลายทางระบบนิเวศทางชีวภาพสูงที่มีความโดดเด่นของ ป่าดิบแล้งกระจายอยู่ทั่วไปเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าที่มีความสำคัญต่อการอนุรักษ์ในระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับโลก เช่น ช้างเอเชีย เสือโคร่ง วัวแดงกระทิง สมเสร็จเก้งหม้อ หมีควาย เสือลายเมฆ เสือไฟ เสือดำ,เสือดาว เสือปลา หมีหมา หมาใน ชะมดแปลงลายแถบ เลียงผา นกเงือกกรามช้างปากเรียบ ไก่ฟ้าหน้าเขียว ซึ่งล้วนอยู่ในวิกฤติของการสูญพันธุ์ทางธรรมชาติ และพันธุ์พืช เช่นต้นจันทน์, ต้นยางนา, ต้นเหรียง, ต้นเปล้าน้อย, หวายตะค้าทอง, ต้นเอื้องวานิลลา เป็นต้น ๔.อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มีเนื้อที่ประมาณ ๒,๙๑๕ ตารางกิโลเมตรหรือ ๑,๘๒๑,๘๗๕ ไร่ เป็นป่าต้นน้ำลำธารของแม่น้ำเพชรบุรี และแม่น้ำปราณบุรี ซึ่งมีเอกลักษณ์การเรียนรู้ทางธรรมชาติที่สำคัญหลายแห่ง จาก ทะเลสาบ น้ำตก ถ้ำ หน้าผาที่สวยงาม และเขาพะเนินทุ่ง เขาสูงที่สุด ๑,๒๐๗ เมตร ซึ่งทำให้ป่ากลุ่มแก่งกระจานแห่งนี้เป็นภูมิธรรมชาติที่มีพันธุ์พืชและสัตว์ป่านานาชนิดจำนวนมากแห่งหนึ่งของโลกอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชีเขาพะเนินทุ่งป่าแก่งกระจาน

เขาพะเนินทุ่งป่าแก่งกระจานอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานแหล่งเที่ยวธรรมชาติไทยประจันแหล่งเที่ยวธรรมชาติไทยประจันป่าต้นน้ำอุทยานไทยประจัน

ป่าต้นน้ำอุทยานไทยประจันนํ้าตกในป่าไทยประจัน

นํ้าตกในป่าไทยประจันเสือโคร่งเสือโคร่งสมเสร็จ

สมเสร็จฝูงนกเงือก

ฝูงนกเงือกฝูงกระทิงป่ากุยบุรี

ฝูงกระทิงป่ากุยบุรีนกเงือก

นกเงือกช้างเอเชียป่ากุยบุรีช้างเอเชียป่ากุยบุรีจระเข้พันธุ์ไทย

จระเข้พันธุ์ไทยเขื่อนแก่งกระจาน

เขื่อนแก่งกระจาน

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๒๒กรกฎาคม’ วันสยามประกาศสงครามโลกครั้งแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/590069

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๒๒กรกฎาคม’ วันสยามประกาศสงครามโลกครั้งแรก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๒๒กรกฎาคม’ วันสยามประกาศสงครามโลกครั้งแรก

วันอาทิตย์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

วงเวียน ๒๒ กรกฎาคม

วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ที่ผ่านมา เป็นวันสำคัญ ที่คนไทยรำลึกถึงทหารอาสาสงคราม อาทิตย์นี้ได้ตามรอยสยามถึงเหตุการณ์การประกาศสงครามของสยามในสงครามโลกครั้งที่ ๑ และพระปรีชาญาณ อันกว้างไกลในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ ที่ทรงตัดสินพระทัยนำประเทศไทยเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ ๑ ในวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๖๐ แม้ว่าฝรั่งเศสและรัสเซียจะรู้สึกเป็นเกียรติที่สยามเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรก็ตาม อังกฤษนั้นยังมีท่าทีคัดค้านด้วยคำนึงถึงประโยชน์ทางการค้าอยู่เหมือนกับว่า “ไม่รู้ไม่ชี้จะทำสงครามกับเยอรมันก็ทำไปตามลำพัง” ขณะนั้นพระองค์มีแนวพระราชดำริต่อการรักษาความเป็นกลางของสยามอยู่ที่ฝ่ายทูตเยอรมันและออสเตรียยังกังวลว่าจะทรงละทิ้งความเป็นกลางเสีย ด้วยมีเหตุจากการที่สยามช่วยจับพวกอินเดียที่คิดขบถ
รวมทั้งยังพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ช่วยภรรยาและบุตรของทหารในกรมทหารราบเบาเดอรัม

ข่าวหนังสือพิมพ์

ซึ่งต่อมานั้นสมเด็จพระเจ้ายอร์ชที่ ๕ แห่งอังกฤษได้มีพระราชโทรเลขมาอัญเชิญให้ทรงรับยศเป็นนายพลเอกพิเศษแห่งกองทัพบกอังกฤษและพระองค์ก็ทรงเชิญสมเด็จพระเจ้ายอร์ชที่ ๕ทรงเป็นนายพลเอกของกองทัพบกสยามเช่นกันนับเป็นครั้งแรกของการรับเกียรติของนายพลเอกจากสองประเทศ การดำเนินพระบรมราชวิเทโศบายต่อไปจึงล่อแหลมต่อความเป็นกลางของสยามที่ทำให้พระองค์ทรงระมัดระวังโดยทรงหารือกระทรวงการต่างประเทศก่อนทุกครั้ง โดยไม่หวั่นไหวพระราชหฤทัยไปตามที่ทูตสองประเทศมีความกังวล แต่ที่ทรงพระปริวิตกมากนั้นทรงเห็นว่า “ฐานะแท้จริงของกรุงสยามนั้น เป็นอยู่อย่างไร อาณาเขตของเราตกอยู่ในท่ามกลางระหว่างแดนของอังกฤษและฝรั่งเศส เพราะฉนั้น ถ้าแม้เราแสดงความลำเอียงเข้าข้างเยอรมันแม้แต่น้อย เพื่อนบ้านผู้มีอำนาจ ก็คงจะได้ชนเอาหัวแบนเมื่อนั้น การที่อังกฤษ ฝรั่งเศส เขายอมให้กรุงสยามคงเป็นกลางอยู่นั้น ก็เพราะเขายังไม่เห็นความจำเป็นที่จะให้เราเข้ากับเขาเท่านั้น และถ้าเมื่อใดเขารู้สึกว่าความเป็นกลางของเราเป็นเครื่องกีดขวางแก่เขาแล้วไม่ต้องสงสัยเลยเขาคงจะไม่ยอมให้เราคงเป็นกลางอยู่เป็นแน่แท้” ในที่ประชุมเสนาบดีสภาขณะนั้น ทรงตระหนักแน่แล้วว่ากลุ่มมหาอำนาจกลางนำโดยเยอรมนีและออสเตรีย-ฮังการีหมดหนทางที่จะเอาชนะในมหาสงครามครั้งนี้แล้วและถ้าสยามยังคงเป็นกลางต่อไปก็คงจะมีแต่เสมอตัว กับ ขาดทุน เพราะถ้าอังกฤษและฝรั่งเศสใจดีก็เสมอตัว เมื่อฝรั่งเศสจะขอให้สยามไล่ชาวเยอรมันที่ทำราชการออกทั้งหมด และให้สยามทำสัญญาการค้าใหม่ให้เขาได้เปรียบเยอรมนีซึ่งเป็นเหตุให้สยามต้องวิวาทกับเยอรมนีโดยไม่มีใครมาช่วยแต่ถ้าเราเข้าข้างสัมพันธมิตรเสียแล้ว ก็มีแต่ ทางได้ กับ เสมอตัว เพราะเมื่อสงครามสงบลงแล้วสยามสามารถใช้ประโยชน์จากการเป็นชาติที่ชนะสงครามเข้าเจรจากับนานาชาติเพื่อแก้ไขสนธิสัญญาที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ทั้งเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตและแก้พิกัดภาษีศุลกากรได้ จึงทำให้พระองค์ทรงตัดสินพระราชหฤทัยประกาศสงครามต่อฝ่ายมหาอำนาจกลาง และเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรโดยส่งกองทหารอาสาสงครามโลกไปร่วมรบณ สมรภูมิทวีปยุโรป ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ สิ้นสุดลงในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๖๑ ฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งหมายรวมถึงประเทศสยาม ได้รับชัยชนะจึงทำให้สยามได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ และการทหาร รวมทั้งสามารถเรียกร้องแก้ไขและยกเลิกสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ของชาติมหาอำนาจที่เคยทำไว้กับสยามได้ในที่สุด แม้จะมีช่วงเวลายาวมาถึงรัชกาลที่ ๗ ก็ตาม

ส่วนอนุสรณ์สถานของเหตุการณ์นี้คือ วงเวียน ๒๒ กรกฎาคม พร้อมด้วยถนน ๓ สายณ บริเวณที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ในตำบลหัวลำโพงต่อมารัชกาลที่ ๗ พระราชทานนามถนนใหม่ ๓ สายนั้นว่า “ถนนไมตรีจิตต์” “ถนนมิตรพันธ์” และ “ถนนสันติภาพ” และมีการสร้างอนุสาวรีย์ทหารอาสา (สงครามโลกครั้งที่ ๑) ไว้ที่มุมสนามหลวง ให้เป็นเครื่องแสดงถึงพระราชหฤทัยความรักชาติและนำประเทศหลุดพ้นจากการเสียเปรียบประเทศมหาอำนาจทั้งปวง ด้วยทหารอาสาสงครามนำโดยพลตรีพระยาพิชัยชาญฤทธิ์ (ผาด เทพหัสดินฯ)ผน.กองกำลังฯ และ จอมพลสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถเสนาธิการกองทัพบก บุคคลที่คนไทยทุกคนต้องจดจำตลอดไปจอมพลสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถฯจอมพลสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถฯฉลองชุดมหาพิชัยยุทธสงครามฉลองชุดมหาพิชัยยุทธสงครามพลตรีพระยาพิไชยชาญยุทธ์ (ผาด)พลตรีพระยาพิไชยชาญยุทธ์ (ผาด)ตรารามาธิบดีประดับที่ยอดธงไชยเฉลิมพลตรารามาธิบดีประดับที่ยอดธงไชยเฉลิมพลอนุสาวรีย์ทหารอาสา
อนุสาวรีย์ทหารอาสาสวนสนามชัยชนะที่ปารีส

สวนสนามชัยชนะที่ปารีสส่งทหารอาสาสงครามไปรบส่งทหารอาสาสงครามไปรบวันประกาศสงครามวันประกาศสงครามทหารอาสาสงครามโลก

ทหารอาสาสงครามโลก

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ศิลปะคันธาระ’ ภูมิพระพุทธรูปรุ่นแรกในสุวรรณภูมิ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/588354

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ศิลปะคันธาระ’  ภูมิพระพุทธรูปรุ่นแรกในสุวรรณภูมิ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ศิลปะคันธาระ’ ภูมิพระพุทธรูปรุ่นแรกในสุวรรณภูมิ

วันอาทิตย์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พระพุทธรูป-ศิลปคันธาระ

ผลจากการเดินทางไปยังแหล่งโบราณคดีที่เมืองคันธาระนั้น ได้พบว่า พระพุทธรูปศิลปคันธาระ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่สร้างรุ่นแรกของโลกนั้น ได้มีการพบอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิหรือประเทศไทยด้วย อาทิตย์นี้ขอตามรอยสยามไปเรียนรู้ถึงศิลปะคันธาระ เพื่อหาร่องรอยทางโบราณคดีเท่าที่จะสืบค้นได้ ก่อนอื่นนั้นต้องรู้จักแคว้นคันธาระกันก่อนว่า เมืองนี้ตั้งอยู่ในหุบเขาเปศวาร์ ของประเทศปากีสถาน ระหว่างเทือกเขาสุไลมานติดพรมแดนของอัฟกานิสถาน มีแม่น้ำสินธุไหลขนาบข้างและเป็นแหล่งอารยธรรมของในอินเดียโบราณ เป็นแหล่งที่มีวัฒนธรรมอินเดียโบราณผสมกับวัฒนธรรมกรีกไซเธียน ปาร์เธียน และกุษาณะ จนเป็นต้นกำเนิดของศิลปะแบบคันธาระ ที่เราเรียกกันว่า ศิลปะแบบคันธารราฐ ขึ้นดังนั้นแคว้นคันธาระจึงถือเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาในสมัยโบราณ ด้วยมีการค้นพบธรรมบทภาษาคันธารีที่เมืองโขตาน เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ของจีน และพบคัมภีร์ใบลานและเปลือกไม้ คัมภีร์ว่าด้วยเรื่องปฐมเทศนาคำสวดมนต์ ในอัฟกานิสถาน เป็นต้น อันเป็นไปตาม มหาปรินิพพานสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรหนึ่งในพระไตรปิฎกที่กล่าวไว้ว่า พระพุทธเจ้าได้เคยตรัสกับพระอานนท์ว่า “อานนท์! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลายธรรมวินัยนั้นจักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย โดยกาลล่วงไปแห่งเรา อานนท์! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ; มีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ”

เจดีย์พระบรมสารีริกธาตุ

ต่อมาอีก ๑๐๐ ปี จึงมีสถูปเจดีย์ในพระพุทธศาสนายุคเริ่มแรก ในช่วงราชวงศ์โมริยะและราชวงศ์ศุงคะ เมื่อราว ๒๐๐-๕๐๐ ปี คือศิลปะอินเดียโบราณที่มีแต่ภาพสัญลักษณ์มงคลหรือภาพสลักเรื่องราวในพุทธประวัติที่ไม่ปรากฏรูปของพระพุทธเจ้า การสร้างพระพุทธรูปนั้นต่อมาจึงปรากฏในชมพูทวีปหลัง พ.ศ. ๕๐๐ มาแล้วรูปพระพุทธเจ้าในรูปมนุษย์นั้นถูกสร้างขึ้นตามรูปแบบชาวกรีก ที่อาศัยอยู่ในแคว้นแบกเตรีย (Bactria) และแคว้นคันธาระ (Gandhara) ทางทิศเหนือของชมพูทวีป ชาวอินเดียเรียกคนกลุ่มนี้ว่า“โยนก” เป็นชนชาติที่สืบเชื้อสายมาแต่ครั้ง พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (พ.ศ. ๒๐๗-๒๒๐) กษัตริย์กรีกกรีธาทัพมายึดโลกตะวันออกเข้ามาถึงชมพูทวีปแถบบริเวณแคว้นแบกเตรีย และคันธาระ ที่มีลูกหลานชาวกรีกอยู่ตั้งรกรากจนกลายเป็นชาวโยนกของพวกอินเดีย ในทั้งสองแคว้น และคงไม่แปลกที่ช่างชาวกรีก ผู้มีความรู้ทางช่างจะถ่ายทอดวิชามาสร้างประติมากรรม สลักหินรูปพระพุทธเจ้าแทนเทพเจ้าที่ตนชำนาญมาแต่เดิม พระพุทธรูปแรกนี้จึงมีรูปร่างหน้าตาราวเทพบุตรกรีก แบบที่เรียกว่า ศิลปะแบบคันธาระ แม้จะมีการสลักพระพุทธรูปขึ้นที่เมืองมถุรา ในลุ่มแม่น้ำคงคา-ยมุนาก็ตาม ก็ไม่มีรูปลักษณะเหมือนเทพเจ้ากรีก แบบคันธาระ มีรูปร่างคล้ายยักษ์ตามแบบอินเดียโบราณ ที่ชาวพื้นเมืองในเขตลุ่มน้ำสำคัญดังกล่าวสลักกันมาก่อนแล้ว จึงเรียกว่าศิลปะแบบมถุรา ให้แตกต่างกัน ต่อมาราชวงศ์กุษาณะได้เข้ามามีอำนาจในแคว้นคันธาระเมื่อหลัง พ.ศ. ๕๗๓ แล้ว ได้ยึดครองแถบลุ่มน้ำคงคา-ยมุนา ที่มีเมืองมถุราเป็นราชธานีด้วย จนถึงสมัยของพระเจ้ากณิษกะ หรือ พระเจ้าอโศกฝ่ายมหายาน(ครองราชย์ พ.ศ. ๖๖๓-๖๘๗) ทำให้พุทธศาสนาได้แผ่อิทธิพลออกไปอย่างมากมาย รวมถึงการเดินทางของพระพุทธรูปศิลปะคันธาระ ที่เดินทางมายังแคว้นสุวรรณภูมิด้วย 

จากการศึกษานั้นพบว่ามีที่การค้นพบพระพุทธรูปศิลปะคันธาระ อยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิทั้งพระพุทธรูปสำริด พระพุทธรูปศิลาและรูปดินเผารูปลักษณะเดียวกับชาวกรีก และเชื่อว่าศิลปะคันธาระนั้นได้มีอิทธิพลให้มีการสร้างพระพุทธรูปศิลปะคันธาระขึ้นในรูปแบบศิลปะทวารวดีตามมา ดังปรากฏว่ามีพระพุทธรูปศิลา ประดิษฐานอยู่ในโบราณสถานหลายแห่ง…ส่วนพระพุทธรูปศิลปะคันธาระรุ่นแรกของโลก ที่เดินทางจากอินเดียโบราณ นั้นต้องถอดบทเรียนถึงการเดินข้ามน้ำข้ามทะเลและสืบค้นแหล่งโบราณคดีที่อยู่ในสุวรรณภูมิที่มีอายุก่อนศิลปะทวารวดีต่อไปแผนที่แคว้นคันธาระ

แผนที่แคว้นคันธาระสถูปธรรมาราชิกา

สถูปธรรมาราชิกาสถูปเจดีย์ยุคแรก

สถูปเจดีย์ยุคแรกศิลปะคันธาระแบบกรีก

ศิลปะคันธาระแบบกรีกพระพุทธรูปสำริดพบในสุวรรณภูมิ

พระพุทธรูปสำริดพบในสุวรรณภูมิพระพุทธรูปศิลปะคันธาระพระพุทธรูปศิลปะคันธาระพระพุทธรูปฐานสถูป ศิลปะคันธาระ

พระพุทธรูปฐานสถูป ศิลปะคันธาระพระคันธารราฐศิลปะทวารวดีพระคันธารราฐศิลปะทวารวดี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เมืองศรีมโหสถ’ ภูมินครรัฐอวัธยะปุระด้านตะวันออก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/586615

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองศรีมโหสถ’ ภูมินครรัฐอวัธยะปุระด้านตะวันออก

วันอาทิตย์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โบราณสถานเมืองมโหสถ

จากโครงการกิจกรรมเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ถ่ายทอดองค์ความรู้ประวัติศาสตร์กำแพงเมือง-คูเมืองเก่า ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ โดยกรมธนารักษ์ของอธิบดี ยุทธนา หยิมการุณ ซึ่งมีภารกิจในการดูแลพื้นที่ดังกล่าวตามกฎหมายนั้น ทำให้มีการเผยแพร่ความรู้และสร้างการมีส่วนร่วมภาคประชาชนและท้องถิ่นขึ้นในพื้นที่หลายแห่ง ทุกปีนั้นการเผยแพร่ความรู้ได้จัดมาแล้วหลายแห่ง เช่น ร้อยเอ็ด เพชรบูรณ์เชียงแสน เวียงกุมกาม เป็นต้น ซึ่งต่อยอดให้เกิดการดูแลพื้นที่จากท้องถิ่นและประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องเมืองเก่าโบราณนั้นมีอีกหลายแห่งที่น่าสนใจ อาทิตย์นี้ขอตามรอยสยามไปสืบสานข้อมูลต่อยอดการอนุรักษ์กันถึงเมืองศรีมโหสถ ซึ่งเป็นเมืองสมัยโบราณที่เกิดขึ้นราวพุทธศักราช ๓๐๐ ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ทำการขุดค้นและศึกษาจากหลักฐานต่างๆ มาตั้งแต่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๙ จนรู้ว่า เมืองศรีมโหสถแห่งนี้มีชื่อว่า เมืองอวัธยะปุระ ตั้งอยู่ในตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี มีบริเวณกว้างถึงหมู่บ้าน ๓ แห่งคือ บ้านสระมะเขือ บ้านโคกวัดและบ้านหนองสะแก เป็นเมืองโบราณขนาดกว้าง ๗๐๐ เมตร ยาว ๑,๕๕๐ เมตร เนื้อที่ทั้งหมด ๗๔๒ ไร่ ๒ งาน ๒๕ ตารางวา ลักษณะเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มุมมนทั้งสี่มุม จึงคล้ายวงรี มีคันดิน คูน้ำล้อมรอบ ส่วนภายในเมืองนั้นมีเนินดินและสระน้ำกระจายหลายแห่ง มีสระใหญ่สองแห่งเรียกว่าสระมรกต และสระบัวล้า

ส่วนโบราณสถานนั้นพบร่องรอยเทวาลัยของพระนารายณ์ในลัทธิพราหมณ์ฮินดู และมีเทวรูปสลักจากหินทราย เป็นรูปพระผู้เป็นเจ้าของฮินดู ได้แก่ พระนารายณ์ พระวิษณุ พระพิฆเณศ และศิวลึงค์สัญลักษณ์พระศิวะ แล้วยังพบพระพุทธรูปศิลปะทวารวดี พบทั้งพระศิลา และพระหล่อสำริด พร้อมกับโบราณวัตถุอื่นๆ อีกจำนวนมาก นอกเขตเมืองศรีมโหสถนั้น มีหลักฐานที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีต และร่องรอยของชุมชนขนาดใหญ่ที่น่าสนใจ โบราณสถาน โบราณวัตถุที่สำคัญนั้นมี รอยพระบาทคู่-ศิลปะทวารวดีสร้างหลัง พ.ศ. ๑๒๐๐ อโรคยศาล ของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ พระนิรันตรายทองคำ ฯลฯ และต้นโพธิ์ที่เก่าแก่ที่สุด โดย สมเด็จมหาเถรศรีศรัทธาราชจุฬามณี ศรีรัตนลงกาทวีปมหาสามี นำหน่อพระศรีมหาโพธิ์จำนวนหนึ่งกลับมา แล้วแจกจ่ายไปประดิษฐานไว้เมืองสำคัญ เช่น สุโขทัย, พิษณุโลก, นครศรีธรรมราช ฯลฯ น่าเชื่อว่าในคราวนั้นมีการปลูกไว้ในเมืองศรีมโหสถนี้ด้วย

เทวรูปพระคเณศ

เมืองศรีมโหสถนั้นมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องจนเป็นนครรัฐในภาคตะวันออกของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยมีการจัดการน้ำเป็นอย่างดี จึงมีการขุดสระ ขุดบ่อน้ำ ขุดคูน้ำและทำคันดินกั้นน้ำหรือบังคับทิศทางของน้ำเป็น สันนิษฐานว่าในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒นั้นพื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกงแต่เดิมเป็นพื้นที่ใกล้ชายฝั่งทะเลทำให้มีร่องน้ำหลายสายเข้ามายังพื้นที่บริเวณชายขอบดงศรีมหาโพธิ์และผ่านเข้ามาถึงเมืองศรีมโหสถ จึงน่าจะเป็นเมืองท่าสำคัญในระยะแรกของสมัยทวารวดี ด้วยมีการค้นพบ ลูกปัด ลักษณะเดียวกับพบที่เมืองออกแอว (Oc Eo) ที่ตั้งอยู่ตอนใต้ของเวียดนาม และหลักฐานทางโบราณคดีและจารึก เช่น รอยพระพุทธบาทคู่ ที่สระมรกตที่มีความเก่าแก่มาก จารึกเนินสระบัว อักษรหลังปัลลวะ ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๔ กล่าวถึงเตลกฏาหคาถา ซึ่งเป็นเนื้อหาเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา พบเทวรูปพระนารายณ์ ๔ กร และชิ้นส่วนประติมากรรมพระนารายณ์ รุ่นเดียวกับเมืองศรีเทพและแตกต่างไปจากรูปแบบเทวรูปศิลปะสมัยก่อนเมืองพระนครของเขมร และศิวลึงค์ ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองศรีมโหสถ มีโบราณสถานสระแก้ว ลักษณะเป็นสระน้ำในผังสี่เหลี่ยม ขนาด ๑๗.๕๐ เมตร ยาว ๔๒.๖๐ เมตร สระลึก ๕.๔๐ เมตรทางลงสระอยู่ทางทิศตะวันตก ผนังขอบสระเป็นศิลาแลงธรรมชาติจากการขุดสระ ขอบสระนั้นมีการสลักรูปสัตว์อยู่ภายในกรอบสี่เหลี่ยม ได้แก่ ช้าง มกร หม้อน้ำ สิงห์ หมู งู เป็นต้น

ทำให้เชื่อว่าเมืองศรีมโหสถมีความเจริญในช่วงสมัยเขมรเฟื่องฟูและแพร่กระจายวัฒนธรรมขอมเข้ามาสู่ดินแดนนี้ ซึ่งพบหลักฐานโบราณวัตถุ เช่น คันฉ่องสำริด และขันสำริดจารึกภาษาเขมร ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ และการสร้างสระเหมือนบาราย ภายหลังจากพุทธศตวรรษที่ ๑๘ แล้วเมืองศรีมโหสถไม่ปรากฏให้เห็นหลักฐานที่สืบเนื่องต่อมาจึงสันนิษฐานว่าน่าจะถูกทิ้งร้างเสียคราวนั้น จนหลังสุดจึงฟื้นคืนเป็นชุมชนของชาวไทยพวนในสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีการพบพระพุทธรูปทองคำ ศิลปะทวารวดี ขึ้น รัชกาลที่ ๔ พระราชทานนามว่า “พระนิรันตราย” อันเป็นพระพุทธรูปสำคัญที่ทำให้บ้านเมืองรอดพ้นปลอดภัยในทุกยามมาจนวันนี้เทวรูปพระนารายณ์เทวรูปพระนารายณ์พระนิรันตรายพระนิรันตรายโบราณวัตถุจากเมืองศรีมโหสถ

โบราณวัตถุจากเมืองศรีมโหสถพระพุทธรูปศิลปะทวารวดีพระพุทธรูปศิลปะทวารวดีเมืองศรีมโหสถภาพสันนิษฐานเมืองศรีมโหสถภาพสันนิษฐานเมืองโบราณศรีมโหสถ

เมืองโบราณศรีมโหสถหินสลักพระบาทคู่

หินสลักพระบาทคู่สระแก้วนอกเมืองศรีมโหสถสระแก้วนอกเมืองศรีมโหสถเมืองท่าในอดีตเมืองท่าในอดีตภาพสัตว์สลักที่ขอบสระแก้วภาพสัตว์สลักที่ขอบสระแก้วโบราณสถานศรีมโหสถโบราณสถานศรีมโหสถโบราณสถานเมืองศรีมโหสถโบราณสถานเมืองศรีมโหสถ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ศรีบูรพา’ สุภาพบุรุษนักหนังสือพิมพ์นักประพันธ์ของแผ่นดิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/584884

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ศรีบูรพา’ สุภาพบุรุษนักหนังสือพิมพ์นักประพันธ์ของแผ่นดิน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ศรีบูรพา’ สุภาพบุรุษนักหนังสือพิมพ์นักประพันธ์ของแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คณะหนังสือสุภาพบุรุษ

วันที่ ๔ กรกฎาคมนี้ เป็นวันระลึกถึงหนังสือพิมพ์ฉบับแรก ที่หมอบลัดเลย์ จากคณะมิชชันนารีอเมริกันสมัยรัชกาลที่ ๓ ได้ออกหนังสือพิมพ์ฉบับแรกเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๘๗ ชื่อ บางกอกรีคอร์เดอร์ หรือคนไทยเรียกว่า“จดหมายเหตุกรุงเทพ” เสนอข่าวสั้นและประกาศต่างๆ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ข่าวรายปักษ์เล่มแรกของสยาม แม้จะมีอายุอยู่เพียง ๒ ปี ก็ต้องปิดกิจการเพราะขาดทุนด้วยคนไทยยังไม่รู้จักหนังสือพิมพ์ และอ่านหนังสือได้น้อย ต่อมาในปีพ.ศ.๒๔๐๗ หมอบรัดเลย์ได้ออกหนังสือพิมพ์บางกอกรีคอเดอร์อีกครั้ง แม้หมอบลัดเลย์จะถูกฟ้องร้องจนเลิกกิจการไปก็ตาม แต่บทบาทในการเสนอความคิดเห็นและข่าวสารบ้านเมืองนั้นได้จุดประกายให้เกิดกิจการหนังสือพิมพ์ไทยขึ้นตามมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๓ จนถึงปัจจุบัน ในจำนวนคนหนังสือพิมพ์หลายคนนั้น บุคคลที่รู้จักกันดีและได้รับยกย่องว่าเป็น “สุภาพบุรุษนักหนังสือพิมพ์และสุภาพบุรุษนักประพันธ์” คือ “ศรีบูรพา” ซึ่งเป็นนามปากกาของ นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ ผู้เป็นทั้งนักหนังสือพิมพ์นักประพันธ์ ผู้สร้างอุดมการณ์หนังสือพิมพ์และเป็นต้นแบบของคนหนุ่มสาวชาวธรรมศาสตร์ ซึ่งท่านเป็นเจ้าของวาทะว่า“ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน” บุคคลผู้นี้มีชื่อเสียงและบทบาทสำคัญในวงการหนังสือพิมพ์มาก เป็นประธานกรรมการก่อตั้งสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยและรองประธานคณะกรรมการสันติภาพแห่งประเทศไทย   

หนังสือสุภาพบุรุษ

“ศรีบูรพา”เริ่มฝึกหัดแต่งหนังสือ และทำหนังสือ โดยใช้พิมพ์ดีด ตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนอายุ ๑๗ ปี เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๕ ในปีต่อมาได้เริ่มเขียนบทกวี และเขียนเรื่องจากภาพยนตร์ ส่งไปให้หนังสือพิมพ์ ภาพยนตร์สยาม ในช่วงนั้นใช้นามปากกา เช่น “ดาราลอย” “ส.ป.ด.กุหลาบ” “นางสาวโกสุมภ์” “หนูศรี”“ก.สายประดิษฐ์” “นายบำเรอ” และ “หมอต๋อง”เริ่มต้นใช้นามปากกา “ศรีบูรพา” เป็นครั้งแรกในเขียนงานชื่อ “แถลงการณ์” ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ทศวารบันเทิง จากการเคยเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ที่โรงเรียนรวมการสอนนั้นทำให้เป็นนักประพันธ์ประจำอยู่ในสำนักรวมการแปลของ นายแตงโม จันทวิมพ์ และยังได้ชวนเพื่อนคือ ชะเอม อันตรเสน และ สนิท เจริญรัฐให้มาช่วยกันที่สำนักรวมการแปลด้วย ต่อมาพ.ศ.๒๔๖๗ อายุได้ ๑๙ ปี เรียนอยู่ชั้นมัธยม ๘ “ศรีบูรพา” ใช้นามจริงกุหลาบ สายประดิษฐ์ เป็นครั้งแรกในการเขียนกลอนหก ชื่อ “ต้องแจวเรือจ้าง” พิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ของโรงเรียน ชื่อ แถลงการณ์ศึกษาเทพศิรินทร์ โดยมีหลวงสำเร็จวรรณกิจ (บุญ เสขะนันท์) ซึ่งเป็นครูสอนวิชาภาษาไทยเป็นบรรณาธิการ และทำให้เริ่มใช้นามปากกา “ศรีบูรพา” เขียนบทประพันธ์ขายอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ภายหลัง “ศรีบูรพา”ยึดอาชีพนักหนังสือพิมพ์นักประพันธ์โดยอิสระอย่างเดียว เป็นหนึ่งในคณะสุภาพบุรุษร่วมกับนักเขียนชื่อดังหลายท่าน เช่น ยาขอบ ฮิวเมอริสต์ซึ่งร่วมกันทำหนังสือพิมพ์ชื่อสุภาพบุรุษ รายปักษ์เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๒ ออกจำหน่ายทุกวันที่ ๑ และ ๑๕ ของเดือน กุหลาบ สายประดิษฐ์เป็นบรรณาธิการและเจ้าของ มียอดพิมพ์ครั้งแรก๒,๐๐๐ เล่ม สำหรับผลงานหนังสือ “ศรีบูรพา” นั้นมีจำนวนมากทั้งนิยายเรื่องสั้น เช่น ข้างหลังภาพ-สงครามชีวิต-ลูกผู้ชาย-แสนรักแสนแค้น-ผจญบาป-โลกสันนิวาส-แลไปข้างหน้า (รวมภาคปฐมวัยและภาคปัจฉิมวัย) จนกว่าเราจะพบกันอีก-ขอแรงหน่อยเถอะ-เบื้องหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕-การเมืองของประชาชน-ป่าในชีวิต-เขาถูกบังคับให้เป็นขุนโจร-ข้อคิดจากใจ-สิ่งที่ชีวิตต้องการ-มนุษย์ไม่ได้กินแกลบ-การหนังสือพิมพ์ของฉัน-ชีวิตสอนอะไรแก่ข้าพเจ้า-เรื่องของเขา-สุภาพบุรุษนักประพันธ์-ข้าพเจ้าได้เห็นมา-บันทึกอิสรชน-ไปสหภาพโซเวียต-ลาก่อนรัฐธรรมนูญ-ฯลฯในปี พ.ศ.๒๕๔๘ นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ“ศรีบูรพา” ได้รับการยกย่องประกาศเป็นบุคคลดีเด่นของโลกจากองค์การยูเนสโก และในวาระชาตกาล ๑๐๐ ปี ของกุหลาบ สายประดิษฐ์ นั้นสำนักพิมพ์แม่คำผาง สำนักพิมพ์มิ่งมิตรได้นำผลงานของกุหลาบ สายประดิษฐ์ คือ สุภาพบุรุษนักประพันธ์, เบื้องหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕, บุคคลอนุสรณ์ และข้อคิดจากใจ รวบรวมโดย ชนิดาสายประดิษฐ์ มาจัดพิมพ์เผยแพร่สนใจติดต่อที่โทร.๐๒-๕๕๒๔๐๗๐ ด้วยเป็นเรื่องที่หาอ่านยากไม่เหมือนผลงานนวนิยายที่แพร่หลายทั่วไปกุหลาบ สายประดิษฐ์กุหลาบ สายประดิษฐ์กุหลาบ-ชนิด สายประดิษฐ์

กุหลาบ-ชนิด สายประดิษฐ์ผลงานของกุหลาบ สายประดิษฐ์ผลงานของกุหลาบ สายประดิษฐ์ลายเส้นศรีบูรพาลายเส้นศรีบูรพาลายเส้นศรีบูรพาลายเส้นศรีบูรพาสุภาพบุรุษนักประพันธ์สุภาพบุรุษนักประพันธ์สุภาพบุรุษนักหนังสือพิมพ์สุภาพบุรุษนักหนังสือพิมพ์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย’ ภูมิความหมายอภิวัฒน์สยาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/583166

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย’ ภูมิความหมายอภิวัฒน์สยาม

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย’ ภูมิความหมายอภิวัฒน์สยาม

วันอาทิตย์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

วันที่ ๒๔ มิถุนายน นั้น เมื่อพ.ศ.๒๔๗๕ ได้มีเหตุการณ์เปลี่ยนการปกครอง เดิมกำหนดให้เป็นวันชาติ ต่อมาเปลี่ยนเป็นวันอภิวัฒน์สยาม ซึ่งมีผลให้เกิดการเรียกประเทศสยาม เป็นประเทศไทย และมีการสร้าง อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ขึ้น ด้วยเหตุที่อนุสาวรีย์นี้ถูกใช้เป็นหมุดหมายของประชาธิปไตยและตั้งอยู่กึ่งกลางวงเวียนระหว่างถนนราชดำเนินกลางกับถนนดินสอ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนครกรุงเทพมหานคร ที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นการสร้างจึงมีประติมากรรมความหมายให้เห็นถึงบทบาทสำคัญที่ประชาชนจะได้รับจากการปกครองแบบประชาธิปไตย เดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๔๘๒โดยรัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการการก่อสร้างอนุสาวรีย์ขึ้นเพื่อควบคุมกำกับการก่อสร้าง โดยมีศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง และ สิทธิเดช แสงหิรัญ เป็นผู้ช่วยปั้นอนุสาวรีย์จากแบบการประกวดและการก่อสร้างโดยหม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล

ลักษณะของอนุสาวรีย์ เป็นอนุสรณ์สถานลอยตัว ประกอบด้วยรูปเล่มรัฐธรรมนูญในสมุดไทย ประดิษฐานบนพานแว่นฟ้า ซึ่งจำลองจากรัฐธรรมนูญที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญฉบับแรกแห่งราชอาณาจักรไทย สร้างด้วยทองแดง มีความสูง ๓ เมตร หนัก ๔ ตัน ตั้งบนฐานรูปทรงกลมด้านบนโค้งกลม ซึ่งมีพระขรรค์ ๖ เล่มรายล้อมรอบป้อมกลางอนุสาวรีย์ หมายถึง หลัก ๖ ประการของคณะราษฎร ถัดไปเป็นลานอนุสาวรีย์ยกสูงมีบันไดโดยรอบ รอบนอกลานอนุสาวรีย์มีครีบทรงแบน อยู่ ๔ ทิศ ที่โคนครีบ มีภาพแกะสลักลายปั้นนูน และมีรั้วกั้นโดยรอบลานอนุสาวรีย์ รั้วนี้ใช้ปืนใหญ่โบราณจำนวน ๗๕ กระบอก ฝังดินโผล่ท้ายกระบอกขึ้นมา เป็นเสา คล้องโซ่เชื่อมต่อกัน

การสร้างอนุสาวรีย์

ภายในอนุสาวรีย์ประกอบด้วยปีก ๔ ด้าน สูงจากแท่นพื้น ๒๔ เมตร มีรัศมียาว ๒๔ เมตร หมายถึงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ซึ่งเกิดเหตุการณ์การปฏิวัติสยามหรืออภิวัฒน์สยาม พานทูนฉบับรัฐธรรมนูญ ซึ่งตั้งอยู่บนยอดป้อม กลางตัวอนุสาวรีย์สูง ๓ เมตร หมายถึงเดือน ๓ หรือเดือนมิถุนายนขณะนั้นนับเมษายนเป็นเดือนแรกของปีเป็นเดือนที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และหมายถึง อำนาจอธิปไตยทั้ง ๓ อำนาจอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ คืออำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ ปืนใหญ่จำนวน ๗๕ กระบอก ให้ปากกระบอกปืนฝังลงดิน โดยรอบฐานของอนุสาวรีย์ที่มีโซ่เหล็กร้อยไว้ระหว่างปืนใหญ่ หมายถึงปีที่ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คือ พ.ศ.๒๔๗๕ ส่วนโซ่ที่ร้อยไว้ด้วยกันหมายถึงความสามัคคีพร้อมเพรียงของคณะราษฎรร่วมกันทุกฝ่าย ลายปั้นนูนที่ฐานครีบทั้ง ๔ ปีกนั้นแสดงเรื่องราวการดำเนินงานของคณะราษฎรตอนที่นัดหมายและแยกย้ายกันก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ และอ่างตรงฐานปีกทั้ง ๔ ด้าน เป็นรูปงูใหญ่ หมายถึง ปีมะโรง ที่เปลี่ยนแปลงการปกครอง

อนุสาวรีย์สร้างแล้วเสร็จประกอบพิธีเปิดในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๘๓ ซึ่งเป็นวันครบรอบ ๘ ปี การปฏิวัติสยาม การก่อสร้างนั้นใช้งบประมาณรวม ๒๕๐,๐๐๐ บาท นอกจากนี้ ยังมีการสร้างสะพานวันชาติ และสร้างอนุสรณ์ที่เกี่ยวเนื่องกันอีกหลายแห่งที่ในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด วันนี้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแห่งนี้ได้ทำให้บริเวณวงเวียนถูกใช้เป็นพื้นที่สำคัญของการชุมนุมทางการเมืองเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยหลายครั้ง เช่น ระหว่างเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา, เหตุการณ์ ๖ ตุลา, พฤษภาทมิฬ,วิกฤติการเมือง พ.ศ.๒๕๕๓ และการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตย พ.ศ.๒๕๖๓-๒๕๖๔ รวมทั้งไล่ผู้นำเผด็จการ เป็นต้น ทั้งๆ ที่ความคิดการสร้างอนุสรณ์แห่งนี้เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังรำลึกถึงความสามัคคีกลมเกลียวในชาติ และพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญของชาติ ตลอดจนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนี้ เพื่อนำมาถึงความสถาพรแก่ชาติก็ตาม…๘๙ ปี ก็ยังตามหาประชาธิปไตยของประชาชนกันอยู่จากอนุสาวรีย์ที่แปลกด้วยตัวเลขความหมายของเหตุการณ์เหตุการณ์จากอนุสาวรีย์

เหตุการณ์จากอนุสาวรีย์

การสร้างอนุสาวรีย์การสร้างอนุสาวรีย์อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยกำลังก่อสร้าง

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยกำลังก่อสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมุมสูงของอนุสาวรีย์

มุมสูงของอนุสาวรีย์ภาพเหตุการณ์

ภาพเหตุการณ์ภาพประติมากรรม

ภาพประติมากรรมปีกอนุสาวรีย์ปีกอนุสาวรีย์ประติมากรรมแต่ละปีก

ประติมากรรมแต่ละปีก

แบบส่งประกวด

แบบส่งประกวดคณะสร้าง

คณะสร้าง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘โกษาปาน’ บิดาการทูตสยามผู้ไปฝรั่งเศสครั้งแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/581473

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘โกษาปาน’บิดาการทูตสยามผู้ไปฝรั่งเศสครั้งแรก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘โกษาปาน’บิดาการทูตสยามผู้ไปฝรั่งเศสครั้งแรก

วันอาทิตย์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

วัชระ ประยูรคำ ช่างปั้น

การเดินทางเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศตะวันตกนั้น เป็นที่รู้กันว่า พระวิสุทธสุนทร (ปาน) หรือ “โกษาปาน” นั้น เป็นบุคคลแรกแห่งการทูตสยาม อาทิตย์นี้ได้ตามรอยสยามไปถึงตระกูลและบทบาทของ เจ้าพระยาโกษาธิบดีผู้มีนามเดิมว่า ปาน ซึ่งเกิดเมื่อ พ.ศ.๒๑๗๖ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เป็นบุตรชายของ เจ้าแม่วัดดุสิต (หม่อมบัว) พระนมเอกของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กับ หม่อมเจ้าเจิดอำไพ ผู้สืบเชื้อสายจากพระเจ้าปราสาททอง หากสืบตระกูลของเจ้าแม่วัดดุสิต พบว่า ตระกูลนี้สืบจากพระราชธิดาของสมเด็จพระเอกาทศรถราชวงศ์สุโขทัย ซึ่งแต่งงานกับบุคคลในตระกูลของพญาพระราม ขุนนางมอญผู้อพยพมาอยู่กรุงศรีอยุธยาพร้อมกับพระมหาเถรคันฉ่องและพระยาเกียน ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และได้สืบตระกูลต่อมาอีกหลายรุ่นจนถึงเจ้าแม่วัดดุสิต (หม่อมบัว) หรือท้าวสมศักดิ์มหาธาตี (หม่อมบัว) นางมีบุตร ๓ คน รับราชการอยู่กับสมเด็จพระนารายณ์มหาราช คือ เหล็ก ได้เป็นเจ้าพระยาโกษาธิบดี แจ่ม ได้เป็นพระสนมเอก และ ปาน ได้เป็นพระวิสุทธสุนทร ราชทูตและเจ้าพระยาโกษาธิบดี ตามลำดับ 

เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) นั้น มีบุตรชายคนโตชื่อ “ขุนทอง” รับราชการในสมเด็จพระเจ้าเสือ ได้เป็น พระยาอัษฎาเรืองเดช, เจ้าพระยาวรวงษาธิราช เสนาบดีคลัง และมีบุตรชายชื่อ “ทองคำ” เข้ารับราชการเป็นจมื่นมหาสนิทมหาดเล็กในเจ้าฟ้าเพชร พระบัณฑูตใหญ่ และได้เป็นพระยาราชนกูลในพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ(เจ้าฟ้าเพชร) พระยาราชนกูลผู้มีบุตรสืบตระกูลชื่อ “ทองดี” ได้เข้ารับราชการในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เป็นขุนพินิจอักษรและพระอักษรสุนทรศาสตร์ บุคคลผู้นี้เป็นบิดาของ “ทองด้วง” ผู้เป็นพระปฐมกษัตริย์ราชวงศ์จักรี คือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ในกรุงรัตนโกสินทร์

คณะราชฑูตของพระนารายณ์

ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้นเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เป็นขุนนางผู้ใหญ่ที่บทบาทสำคัญมาแต่ครั้งเป็นพระวิสุทธสุนทรคือได้เป็นราชทูตราชสำนักผู้เดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักฝรั่งเศสใน พ.ศ. ๒๒๒๙ โดยมีออกพระวิสุทธสุนทร (ปาน) เป็นราชทูต, ออกหลวงกัลยาราชไมตรี เป็นอุปทูต,และออกขุนศรีวิสารวาจา เป็นตรีทูต พร้อมทั้งบาทหลวงเดอ ลีออง และผู้ติดตาม รวมกว่า ๔๐ คนออกเดินทางจากกรุงศรีอยุธยาในวันที่ ๑๘ มิถุนายนพ.ศ.๒๒๒๙ เมื่อถึงฝรั่งเศสแล้วได้เข้าเฝ้าฯพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๒๒๙ ณ พระราชวังแวร์ซาย และเดินทางกลับเมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๒๓๐ ด้วย

สมัยนั้น ฝรั่งเศสได้เข้ามามีอิทธิพลในราชสำนักของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมาก แม้ว่าจะมีจุดประสงค์เผยแพร่คริสต์ศาสนาก็ตามแต่ก็พยายามที่จะชักชวนให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเข้ารีตเป็นคริสตชนรวมทั้งพยายามมีอำนาจทางการเมืองในอยุธยาด้วยการเจรจาขอตั้งกำลังทหารของตนที่เมืองบางกอกและเมืองมะริด แต่ด้วยพระวิสุทธสุนทรนั้นเป็นนักการทูตที่สุขุม ไม่พูดมาก มีความละเอียดในการบันทึกสิ่งที่พบเห็นในการเดินทางและการเข้าเฝ้าฯ พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ นั้น พระองค์ได้ยกย่องชื่นชมว่า “ราชทูตของพระองค์นี้รู้สึกว่า เป็นคนรอบคอบ รู้จักปฏิบัติราชกิจของพระองค์ถี่ถ้วนดีมาก หากเรามิฉวยโอกาสนี้เพื่อเผยแพร่ความชอบแห่งราชทูตของพระองค์บ้างก็จะเป็นการอยุติธรรมไป เพราะราชทูตได้ปฏิบัติล้วนถูกใจเราทุกอย่าง โดยแต่น้ำคำที่พูดออกมาทีไรแต่ละคำก็ดูน่าปลื้มใจ และน่าเชื่อถือทุกคำ เหตุการณ์นี้เป็นครั้งแรกที่พระเจ้าแผ่นดินฝ่ายตะวันออกแต่งราชทูตไปยังฝรั่งเศส และมีการจัดรับรองคณะราชทูตอย่างสมเกียรติยศ และโปรดให้ทำเหรียญที่ระลึกและเขียนรูปเหตุการณ์เอาไว้เป็นประวัติศาสตร์ด้วย หลังสุด สมาคมครูภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทยฯ และพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันสร้างอนุสรณ์ปั้นรูปหล่อเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) โดยศิลปินประติมากรรม วัชระ ประยูรคำ ไว้ที่ถนนสยามเมืองแบรสต์ ในฝรั่งเศส เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความสัมพันธ์อันดีที่มีมาแต่อดีตตั้้งรูปหล่อโกษาปาน

ตั้้งรูปหล่อโกษาปานรูปหล่อ-โกษาปาน-kosapanรูปหล่อ-โกษาปาน-kosapanหนังสือ ๓๓๓ ปี โกษาปานหนังสือ ๓๓๓ ปี โกษาปานราชทูตสยามเข้าเฝ้าฯพระเจ้าหลุยส์ ๑๔ราชทูตสยามเข้าเฝ้าฯพระเจ้าหลุยส์ ๑๔ราชทูตสยาม เข้าเฝ้าฯพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ราชทูตสยาม เข้าเฝ้าฯพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ราชทูตสยาม

ราชทูตสยามรับราชทูตสยาม

รับราชทูตสยามภาพร่าง โกษาปาน เข้าเฝ้าฯ พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ภาพร่าง โกษาปาน เข้าเฝ้าฯ พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ภาพเขียนโกษาปาน

ภาพเขียนโกษาปานพระวิสุทธสุนทร (ปาน)พระวิสุทธสุนทร (ปาน)พระนารายณ์

พระนารายณ์บันทึกของโกษาปาน

บันทึกของโกษาปานถนนสยามเมืองแบรสต์

ถนนสยามเมืองแบรสต์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘หนังสือภาคหอ’ ภูมิตำราวิชาการเพื่อความรู้แผ่นดิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/579748

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หนังสือภาคหอ’  ภูมิตำราวิชาการเพื่อความรู้แผ่นดิน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หนังสือภาคหอ’ ภูมิตำราวิชาการเพื่อความรู้แผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

ในอดีตนั้นตำราวิชาการต่างๆ ที่เป็นความรู้นั้นมักคัดลอกจากจารึกและเอกสารโบราณ หรือจดตามความจำของปราชญ์ผู้รู้ที่ยังจดจำไว้ได้ ในยามที่ทุกคนต้องอยู่บ้านร่วมกันหยุดเชื้อเพื่อชีวิตจากวิกฤติโควิด-๑๙ นี้ ทำให้นึกถึงคุณของหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากรที่เริ่มรวบรวมตำราวิชาการที่กระจัดกระจายนั้นมาพิมพ์เผยแพร่ให้อ่านกัน หนังสือประเภทนี้รู้จักกันดีในชื่อ “หนังสือภาคหอ” ซึ่งหมายถึงหนังสือที่พิมพ์ใหม่จากเอกสารโบราณของหอมณเฑียรธรรม จากเอกสารเก่าของหอพระสมุดวชิรญาณ ซึ่งเป็นหอสมุดของสโมสรสมาชิก ผู้เป็นพระราชโอรสพระราชธิดา ร.๔ และพระบรมวงศานุวงศ์สร้างถวายฯ ที่ศาลาสหทัยสมาคม ต่อมารัชกาลที่ ๕ ได้โปรดเกล้าฯ อุทิศถวายหอพระสมุดวชิรญาณให้เป็นหอพระสมุดสำหรับพระนคร เปิดเป็นทางการเมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๔๘ ในรัชกาลที่ ๖ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร มาอยู่ที่ตึกถาวรวัตถุ ริมถนนหน้าพระธาตุ พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิด เมื่อวันที่๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๕๙ หลังสุด รัชกาลที่ ๗เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๙ พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้แยกหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนครออกเป็น๒ หอ คือ หอพระสมุดวชิราวุธ ตั้งอยู่ที่ตึกถาวรวัตถุเช่นเดิมให้เป็นที่เก็บหนังสือฉบับพิมพ์และ หอพระสมุดวชิรญาณ ให้ใช้เป็นที่เก็บหนังสือตัวเขียนและตู้พระธรรม พ.ศ.๒๔๗๖ รัฐบาลได้จัดตั้งกรมศิลปากร ทำให้หอพระสมุดสำหรับพระนครนั้นเปลี่ยนเป็นหอสมุดแห่งชาติมาจนวันนี้

กรมศิลปากรออกร้านลดราคา

สำหรับการพิมพ์หนังสือจาก “หนังสือภาคหอ” ทั้งหมดนั้น ในช่วง พ.ศ.๒๔๒๐-๒๔๓๐ ได้มีการพิมพ์หนังสือวชิรญาณที่ให้สมาชิกของหอสมุดฯเขียนเรื่องราวความรู้ วรรณคดี ประวัติศาสตร์ นิทาน รวมสุภาษิตคำพังเพย วิทยาศาสตร์ ศาสนา กิจกรรมเศรษฐกิจและการพาณิชย์ ข่าวต่างประเทศและท้องถิ่น และเรื่องแปล ซึ่งพิมพ์เรื่องพระราชนิพนธ์ พระนิพนธ์ หนังสือส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่นๆ เป็นหลักในการพิมพ์ครั้งแรกและพิมพ์ในโอกาสพิเศษ ด้วยงบประมาณราชการ แต่เนื่องจากงบประมาณจำกัด จึงให้โรงพิมพ์เอกชนมาร่วมช่วยจัดพิมพ์ โดยมอบหนังสือร้อยละ ๒๐ ให้หอสมุดฯ เผยแพร่ต่อ หนังสือสำคัญครั้งแรกได้แก่ หนังสือพระราชนิพนธ์เรื่องไกลบ้านฉบับพิมพ์ครั้งแรก ปี ร.ศ.๙๓ (พ.ศ. ๒๔๑๗)หนังสือสวดมนต์ฉบับแรก รัชกาลที่ ๕ทรงสั่งให้พิมพ์อุทิศให้สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ฯ แจกจ่ายไปยังวัดทั่วประเทศจำนวน ๑ หมื่นฉบับ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๓และพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับสมบูรณ์ที่เขียนด้วยอักษรไทยครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๓๖ ในครั้งแรกนั้นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้เริ่มให้มีการพิมพ์เป็นหนังสือแจกในงานศพเป็นการแก้ปัญหาทุนจัดพิมพ์โดยพระองค์จะเขียนประวัติผู้ตายและความสำคัญของเนื้อหาด้วยพระองค์เอง

หอสมุดพระนครสมัยร.๖

สมัยรัชกาลที่ ๖ นั้นหอสมุดแห่งชาติได้มีเกณฑ์การตีพิมพ์ไว้ว่า งานนั้นควรเกี่ยวด้วยวิชาความรู้ มากกว่าที่จะเป็นหนังสือธรรมดาสามัญที่ราษฎรนิยมชมชอบ งานเหล่านี้ได้แก่บรรดาวรรณคดีและประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองและงานแปลทางพุทธศาสนา เช่น วรรณคดีเรื่องพระอภัยมณี ขุนช้างขุนแผน อิเหนา เวสสันดรชาดก ฯลฯ หรือประชุมพงศาวดาร ซึ่งเริ่มตีพิมพ์ต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๔๑ เพื่อให้เป็นแหล่งข้อมูลหลักสำหรับการเขียนประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมไทย ปัจจุบันหนังสือภาคหอนั้นกรมศิลปากรได้การพัฒนาและพิมพ์งานวรรณคดีเก่า พงศาวดาร ซ้ำหลายครั้งพร้อมผนวกเอกสารเก่าให้ด้วย กับนำเสนอผลงานการศึกษาขุดค้นด้านโบราณคดีที่พบใหม่และงานการอนุรักษ์ศิลปกรรมจากโบราณสถานโบราณวัตถุสำคัญ จึงทำให้ “หนังสือภาคหอ” อย่างใหม่ในวันนี้ทันสมัยสำหรับการเรียนรู้ในสถาบันและผู้สนใจทั่วไปตามเจตนารมณ์การจัดพิมพ์แต่เดิม สนใจติดต่อที่ศูนย์หนังสือศิลปากร (อาคารเทเวศร์) ๘๑/๑ ถ.ศรีอยุธยา แขวงวชิระ เขตดุสิต กทม. ๑๐๓๐๐โทรศัพท์ ๐๒-๑๖๔๒๕๐๑ ต่อ ๑๐๐๔ ในเวลาราชการ และดูชื่อหนังสือภาคได้ที่http://bookshop.finearts.go.th/..ในราคาเพื่อการเผยแพร่สาระความรู้มรดกของแผ่นดินหอพระวชิรญาณที่เก็บเอกสารเก่า ร.๔-๕หอพระวชิรญาณที่เก็บเอกสารเก่า ร.๔-๕ตราหอพระสมุดวชิรญาณตราหอพระสมุดวชิรญาณตราพระคเณศ-หอสมุดแห่งชาติตราพระคเณศ-หอสมุดแห่งชาติตรามังกรเล่นแก้ว-โบราณคดีสโมสร

ตรามังกรเล่นแก้ว-โบราณคดีสโมสรสารบาญค้นเรื่อง-หนังสือหอสมุดฯ

สารบาญค้นเรื่อง-หนังสือหอสมุดฯบัญชีหนังสือตั้้งแต่ พ.ศ.๒๔๔๔

บัญชีหนังสือตั้้งแต่ พ.ศ.๒๔๔๔หนังสือภาคหอ-วชิรญาณ

หนังสือภาคหอ-วชิรญาณหนังสือภาคหอ-โบราณคดี

หนังสือภาคหอ-โบราณคดีหนังสือภาคหอในศูนย์ฯ

หนังสือภาคหอในศูนย์ฯศูนย์หนังสือศิลปากรศูนย์หนังสือศิลปากร

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ทับหลัง พันปี’ ภูมิความมั่นคงแห่งมาตุภูมิจากสหรัฐอเมริกา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/578082

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ทับหลัง พันปี’ ภูมิความมั่นคงแห่งมาตุภูมิจากสหรัฐอเมริกา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ทับหลัง พันปี’ ภูมิความมั่นคงแห่งมาตุภูมิจากสหรัฐอเมริกา

วันอาทิตย์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 07.05 น.

กงศุลใหญ่รับมอบคืนที่ สรอ.

การเรียกร้องโบราณวัตถุที่ถูกลักลอบออกจากประเทศนั้้น ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่ก็ไม่เคยหยุดการลักลอบขนย้ายออกไปโดยไม่มีใครรู้ จึงเป็นเรื่องน่าติดตามถึงวิธีการและความใส่ใจของคนในพื้นที่นั้้น ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๑ เป็นบทเรียนหนึ่งถึงการขอกลับคืนมาแล้วว่าต้องผ่านขบวนการกฎหมายระหว่างประเทศและการตามกลับคืนจากความร่วมมือหลายฝ่ายเป็นอย่างดี

สำหรับ ทับหลัง ๒ ชิ้น จากปราสาทเขาโล้นและปราสาทเขาน้อย แม้จะเป็นข่าวที่น่ายินดีที่ได้กลับคืน จากอีกหลายๆ ชิ้น ที่มีกลุ่มเรียกร้องเทวรูปที่ถูกลักลอบออกไป จนต้องตั้้งคณะกรรมการติดตามทำงานเกิดขึ้น แม้จะเนิ่นนานปีด้วยอะไรก็ตามต้องถือว่าเป็นความสำเร็จในความพยายามเป็นเบื้องต้นกับโบราณวัตถุอีกหลายชิ้นที่ยังลอยนวลอยู่นอกประเทศ ความสำคัญของปราสาท ๒ แห่งนั้้นต้องติดตามหลักฐานเรียนรู้กันต่อ คือ ปราสาทบนยอดเขาโล้น ชื่อเดิมเรียก พนมสันเกโคน-Phnoṃ Saṅkè Kòṅ ตั้้งอยู่บ้านเจริญสุข ตำบลทัพราช อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว เป็นปราสาทที่เป็นมรดกอารยธรรม “อังควร์พนม” ที่เหลืออยู่ในจังหวัดสระแก้ว ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาโล้น ซึ่งเป็นยอดเขาเตี้ยอยู่บนเชิงเขาสะแกกรอง มีปราสาท ๔ หลัง แต่เหลืออยู่เฉพาะหลังกลาง ส่วนปราสาทด้านหน้า ๒ หลัง และด้านหลัง ๑ หลัง ได้ปรักหักพังไปหมด ลักษณะปราสาทคล้ายกับปราสาทเขาน้อย ก่อด้วยอิฐเผามีหินทรายเป็นพื้นฐาน มีส่วนชำรุดที่ยอดของปราสาท ที่วงกบประตูหินทราย เดิมนั้้นมีจารึกอักษรโบราณและที่เสากรอบวงกบประตูมีลายบัวคว่ำบัวหงาย จากตัวปราสาทไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีสระน้ำขนาดใหญ่ ๒ แห่ง และมีแนวถนนโบราณทอดยาวจากตัวปราสาทถึงสระน้ำ รอบภูเขาลูกนี้มีลักษณะเป็นหมู่บ้านหรือชุมชนโบราณในอดีตมีจารึกภาษาสันสกฤต-เขมร ตรงกรอบประตูด้านทิศใต้ว่า“…กำเสตงศฺรีนฺฤปตีนฺทราธิปติวรมะ (Kaṃsteṅ Śrī Nṛpatīndrādhipativarma) รับพระราชทานดินแดนจากพระเจ้าสูริยวรมันที่ ๑ ได้สร้างเทวสถานไว้บนภูเขาดิน (Vnaṃ j ti) “มฤตสังชญกะ” (Mṛta Śạṅgchỵaka) เพื่อประดิษฐานรูปพระศัมภู (พระศิวะ)พระเทวีและพระศิวลึงค์ (อีศลิงคะ) เมื่อมหาศักราช ๙๒๙(พ.ศ.๑๕๕๐) และจารึกภาษาสันสกฤต-เขมรบนกรอบประตูฝั่งทิศเหนือ (K.232 N) ระบุว่า“ในมหาศักราช ๙๒๘ (พ.ศ.๑๕๔๙) หรือ ๙๓๘? นั้้น พระเจ้าสูริยวรมันที่ ๑ โปรดให้ “มรตาญโขลญศรีวีรวรมัน” (Martāñ Khloñ Śrī Vīravarman) ประดิษฐานเสาศิลาจารึก (śilāstambha) ที่ภูเขาหญ้า(āy vnaṃ ti nā) ถวายข้าทาสชายหญิงจำนวน ๘๙ คน พร้อมด้วยครัวเรือนธัญพืชและผ้าแพรพรรณชั้นดีส่วนเสาศิลา ที่ปรากฏความในจารึกK.232 N อาจหมายถึง “จารึกพระเจ้าสูริยวรมันที่ ๑” ก็ได้ต้องไปศึกษาจากจารึกนิรนามที่ได้มาจากจังหวัดสระแก้ว ซึ่งเก็บรักษาที่หอพระสมุดวชิรญาณ ทับหลังที่ได้กลับคืนเป็นรูปบุคคลรวบพระเกศาไม่สวมศิราภรณ์ นั่งชันเข่าถือพระขรรค์ในซุ้มรวยนาคสามเหลี่ยม ๕ หยัก ตกแต่งด้วยพวยกระหนกใบไม้ อยู่เหนือรูปเกียรติมุขหรือหน้ากาลคายท่อนพวงมาลัย ที่ใช้มือจับก้านแยกออกจากปากทั้งสองด้าน ส่วนปราสาทหนองหงส์นั้้นเป็นปราสาทที่สร้างขึ้นให้เป็นสัญลักษณ์ของเขาพระสุเมรุ คือเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาล ความเชื่อของศาสนาฮินดู ปราสาทหนองหงส์สร้างโดยอิฐสามก้อน อยู่บนฐานสูงเหมือนตั้งอยู่บนเขาสำหรับที่ประทับของเทพเจ้า ตั้งตรงกลางของการก่อสร้างทั้งหมดนั้้นมีกำแพงแก้วเป็นปราการล้อมรอบ มีสระน้ำขนาดใหญ่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แทนสัญลักษณ์เป็นมหาสมุทร ตามรูปแบบของเทวสถานในศาสนาฮินดู ทับหลังของปราสาทนี้เป็นรูปพระยมทรงกระบือประทับเหนือหน้ากาลที่มีพวงมาลัยใบโค้งตามแบบศิลปะบาปวน อายุกว่า ๑,๐๐๐ ปี ค้นพบว่าถูกนำไปจัดแสดงในสถาบันศิลปะ “ชอง มูน ลี” รัฐแคลิฟอร์เนียสหรัฐอเมริกา การที่รัฐบาลไทยได้รับมอบทับหลังปราสาทหนองหงส์ จังหวัดบุรีรัมย์ และทับหลังปราสาทเขาโล้น จังหวัดสระแก้ว จากรัฐบาสหรัฐอเมริกา โดยมีพิธีส่งมอบโบราณวัตถุเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคมณ นครลอสแองเจลิส ระหว่างสำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ปราสาทหนองหงส์ สร้างขึ้นบนพื้นฐานคติสัญลักษณ์แห่งเขาพระสุเมรุ คือศูนย์กลางแห่งจักรวาล ความเชื่อของศาสนาฮินดู ปราสาทหนองหงส์สร้างโดยอิฐสามก้อน บนฐานสูงเหมือนตั้งอยู่บนเขาสำหรับที่ประทับของเทพเจ้าตั้งตรงกลางของการก่อสร้างทั้งหมด มีกำแพงแก้วเป็นปราการล้อมรอบ มีสระน้ำขนาดใหญ่ ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แทนสัญลักษณ์เป็นมหาสมุทร ตามคติศาสนาฮินดูสหรัฐอเมริกา (Homeland Security Investigations : HSI) ผู้ส่งมอบ และกงสุลใหญ่ณ นครลอสแองเจลิส ผู้รับมอบแทนกรมศิลปากรในนามราชอาณาจักรไทย พร้อมทั้งดูแลในการส่งทับหลังทั้งสองรายการออกจากท่าอากาศยานนครลอสแองเจลิสถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคมนี้ เป็นการประสานงานร่วมกันจนกลับคืนมายังแผ่นดินไทย ในเบื้องต้นไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เพื่อนำทับหลังทั้งสองรายการจัดแสดงให้ความรู้แก่ประชาชนโดยเปิดให้ชมนิทรรศการ “ทับหลังปราสาทหนองหงส์ และปราสาทเขาโล้น กลับคืนสู่ประเทศไทย” นับเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา ที่มีภาครัฐและภาคประชาชนได้ร่วมกัน จึงเป็นบทเรียนหนึ่งที่จะต่อเชื่อมขอคืนไปยังโบราณวัตถุสำคัญอีกหลายชิ้นที่ยังแสดงอยู่ในต่างประเทศต่อไปทับหลังปราสาทเขาโล้น

ทับหลังปราสาทเขาโล้นทับหลังปราสาทหนองหงส์ทับหลังปราสาทหนองหงส์ภาพเก่าปราสาทหนองหงส์ภาพเก่าปราสาทหนองหงส์ภาพเก่าปราสาทเขาโล้นภาพเก่าปราสาทเขาโล้นรมว.วธ-ตรวจทับหลัง

รมว.วธ-ตรวจทับหลังพิธีรับทับหลังกลับคืนพิธีรับทับหลังกลับคืนพิธีบวงสรวงรับทับหลัง

พิธีบวงสรวงรับทับหลังพช.พระนคร จัดแสดงให้ชมพช.พระนคร จัดแสดงให้ชมปราสาทหนองหงส์ที่เหลืออยู่

ปราสาทหนองหงส์ที่เหลืออยู่ปราสาทหนองหงส์ปราสาทหนองหงส์ปราสาทหนองหงส์ปราสาทหนองหงส์ปราสาทเขาโล้นปราสาทเขาโล้นปราสาทเขาโล้นที่เหลืออยู่ปราสาทเขาโล้นที่เหลืออยู่

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ผ้าอยุธยา’ ภูมิต้นแบบผ้าลายอย่างราชสำนักอยุธยา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/576448

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ผ้าอยุธยา’ ภูมิต้นแบบผ้าลายอย่างราชสำนักอยุธยา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ผ้าอยุธยา’ ภูมิต้นแบบผ้าลายอย่างราชสำนักอยุธยา

วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 08.30 น.

อาทิตยนี้ได้ตามรอยสยามไปถึงการศึกษา “ผ้าอยุธยา” ที่เกิดขึ้นจากความสนับสนุนของคณะกรรมการกิจการมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมี ดร.ดุลย์พิชัย โกมลวานิช เป็นประธานคณะกรรมการฯนั้นได้ทำให้เกิดภารกิจการศึกษา ผ้าอยุธยา-ผ้าลายอย่าง มรดกศิลป์กรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นเรื่องยากยิ่งในการถอดบทเรียนเฉพาะเรื่อง แต่ด้วยการสนใจใฝ่รู้ของ ดร.สิทธิชัย สมานชาติ รองประธาน World Crafe Council-Asia Pacific Region For Southeast Asia ซึ่งเป็นผู้รับทุน ICCR จากรัฐบาลอินเดียในการศึกษาออกแบบสิ่งทอในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกนั้น จึงทำให้สามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้ที่ได้จากการเดินทางเก็บข้อมูลเรื่องสิ่งทอไว้มากมาย อีกทั้งยังได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายผู้รู้เฉพาะเรื่องจากแหล่งผลิตผ้าแหล่งสะสม คือ อินเดีย และญี่ปุ่น จึงทำให้การศึกษาข้อมูลความรู้เรื่องผ้าอยุธยา หรือผ้าลายอย่างราชสำนักอยุธยานั้นมีความสำเร็จในการศึกษาค่อนข้างดีมาก  นับเป็นการถอดบทเรียนที่น่าสนใจ  

การแต่งกายขุนนางอยุธยา

จากการค้นหาร่องรอยผ้าลายอย่างของสมัยอยุธยาตามเส้นทางการค้าที่ทำให้เกิด “ผ้าลาย” ตามแบบอย่างที่ได้ออกแบบลายว่าจ้างผลิตซึ่งมีธรรมเนียมการค้ากับการแลกเปลี่ยนสินค้าผ้ากับช้างสยามเกิดขึ้น จนในที่สุดมีการว่าจ้างผลิตผ้าลายจากราชสำนักอยุธยาโดยติดต่อแหล่งผลิตผ้าลายในอินเดียโบราณ นอกจากนี้ ยังศึกษาไปถึงการออกแบบองค์ประกอบลวดลายของผ้าเพื่อใช้ในสังคมศักดินาที่ประกอบฐานันดรศักดิ์ในราชสำนักอยุธยา แล้วยังติดตามไปยังแหล่งผ้าลายอย่างอยุธยาที่เป็นคลังสะสมในญี่ปุ่น และแหล่งสะสมผ้าในไทยด้วย ก่อนที่จะวิเคราะห์การเสื่อมสูญแลการฟื้นฟูผ้าลายอย่างอยุธยาให้มีบทบาทในสังคมและมีการส่งเสริมภูมิปัญญาที่ทำให้เกิด “ผ้าอยุธยา” หรือ “ผ้าลายอย่าง” ตามแบบที่ราชสำนักอยุธยา ส่งผลิตจากอินเดียเข้ามาใช้ในอดีต ในสมัยอยุธยานั้นนอกจากผ้าที่ทอขึ้นใช้เองแล้ว ยังมีการสั่งซื้อผ้าจากต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศเปอร์เซีย, อินเดีย และจีน ผ้าเหล่านี้เรียกว่า “ผ้านอก” เฉพาะผ้าที่นำเข้าจากประเทศอินเดียและเปอร์เซีย ก็มักจะเรียกชื่อเมืองที่ผลิตเป็นชื่อผ้า เช่น ผ้าอัตลัด มาจากเมืองอัตลัดในอินเดีย หรือเป็นชื่อจากภาษาเดิมตามประโยชน์การใช้สอย เช่น ผ้าสุจหนี่ ผ้าเยียรบับ อินเดียนั้นเป็นประเทศหนึ่งที่รับจ้างผลิตและนำเข้าผ้ามาจำหน่ายในอยุธยา ช่างไทยจะออกแบบลวดลายส่งไปว่าจ้างช่างอินเดียในประเทศอินเดียให้เขียนและพิมพ์ตามต้นแบบซึ่งจะพบว่ามีลวดลายการเขียนเป็นลายกระเบื้อง ลายเครื่องถ้วย ส่งไปให้ช่างจีนทำในประเทศจีนนั้นใช้ลวดลายใกล้เคียงกัน และมีการผสมผสานทั้งลวดลายไทยและอินเดียส่งกลับมาขายในอยุธยาจึงเรียกผ้านี้ว่า “ผ้าลายอย่าง” และ “ผ้าลายนอกอย่าง” ในเวลาต่อมา กล่าวคือ ผ้าอยุธยาที่พบมักเป็นผ้านุ่งที่มีลายเป็นดอกดวงต่างๆ และผ้าพิมพ์ลายตามแบบที่สั่งให้พ่อค้าชาวอินเดียไปจัดทำตาม แบบและลายไทยที่นิยมสั่งนั้นได้แก่ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายพรหมก้านแย่ง ลายดารารายลายแก้วชิงดวง ลายกินรี เป็นต้น ผ้าพิมพ์ที่มีลายตามแบบลายไทยดังกล่าว เรียกว่า ผ้าลายอย่าง

การพิมพ์ผ้าลายอย่างอยุธยา

ต่อมาพ่อค้าชาวอินเดียได้คิดทำลายผ้าพิมพ์ขึ้น ตามแบบลายไทย แต่มีการนำเอาแบบลวดลายผ้าอินเดียมาผสมแต่งเติมเข้ากับลายไทย ผ้าลายดังกล่าวนี้จึงเรียกว่า ผ้าลายนอกอย่าง สำหรับลายไทยเดิมอาจจะออกแบบเพื่อใช้เป็นลายผ้ามาก่อนแล้ว จากการที่มีการศึกษาวิจัยลายพบว่าภาพจิตรกรรมฝาผนัง ใน โบสถ์ วิหาร ตลอดจนขื่ออาคารนั้นที่ตกแต่งด้วยลายดังกล่าวนั้นเข้าใจว่าเดิมคงตกแต่งโดยใช้ผ้าพิมพ์ลายอย่างหุ้มคลุมส่วนต่างๆ ในอาคาร เพื่อความสวยงาม ต่อมาเมื่อผ้าชำรุดจึงเกิดการเขียนลายผ้านั้นด้วยสีต่างๆ ลงบนขื่อหรือเพดานแทน เพื่อจะได้ไม่ต้องเปลี่ยนหรือซ่อมแซม ลายบ่อยๆ ทำให้ลายประดับอาคารมีรูปแบบคล้ายลายผ้าอยู่มากมายหลายแห่ง การผลิตผ้าพิมพ์ลายนี้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ชาวอินเดียสืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนานในอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุประมาณ ๔,๐๐๐-๒,๐๐๐ ปีก่อนคริสตกาล ถือเป็นแหล่งผลิตสิ่งทอสำคัญของโลกและส่งผลให้มีอุตสาหกรรมสิ่งทอในชาติต่างๆ เช่นเดียวกัน ผ้าลายอย่างราชสำนักอยุธยา ถือเป็นผ้าอยุธยาหนึ่งเดียวเช่นกันสนใจหนังสือ ผ้าอยุธยา เล่มนี้พิมพ์น้อยมาก ใครจะช่วยพิมพ์เผยแพร่กัน ติดต่อคณะกรรมการครับการย้อมผ้าและผึ่งผ้าลายอย่างการย้อมผ้าและผึ่งผ้าลายอย่างเสื้อผ้าลายอย่างอยุธยาเสื้อผ้าลายอย่างอยุธยาช่างแกะแม่พิมพ์ผ้าลาย

ช่างแกะแม่พิมพ์ผ้าลายลวดลายผ้าพิมพ์ลาย

ลวดลายผ้าพิมพ์ลายฝึกเขียนลายอย่าง

ฝึกเขียนลายอย่างเรือสินค้าจากอินเดียเรือสินค้าจากอินเดียพ่อค้าต่างชาติในอยุธยาพ่อค้าต่างชาติในอยุธยาผ้าลายอย่างอยุธยา

ผ้าลายอย่างอยุธยาผ้าลายอย่างอยุธยา

ผ้าลายอย่างอยุธยาหนังสือผ้าอยุธยาหนังสือผ้าอยุธยาดร.สิทธิชัย สมานชาติ

ดร.สิทธิชัย สมานชาติดร.ดุลย์พิชัย โกมลวานิช

ดร.ดุลย์พิชัย โกมลวานิชดร.ดุลย์พิชัย โกมลวานิชดร.ดุลย์พิชัย โกมลวานิชประชุมคณะกรรมการส่งเสริม มรภ.พระนครศรีอยุธยาประชุมคณะกรรมการส่งเสริม มรภ.พระนครศรีอยุธยา