ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ภาพเขียนวัดภูมินทร์’ ภูมิศิลปน่าน ช่างฮูปแต้มไทลื้อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/547536

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ภาพเขียนวัดภูมินทร์’  ภูมิศิลปน่าน ช่างฮูปแต้มไทลื้อ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ภาพเขียนวัดภูมินทร์’ ภูมิศิลปน่าน ช่างฮูปแต้มไทลื้อ

วันอาทิตย์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2564, 07.10 น.

วัดภูมินทร์

อาทิตย์นี้ผมยังเดินทางตามรอยสยามเรียนรู้ถึงมรดกของชาติกับ คุณประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากรและคณะไปจังหวัดน่าน ซึ่งมีวัดสำคัญที่น่าสนใจอยู่หลายแห่ง โดยเฉพาะวัดภูมินทร์ ที่สร้างโบสถ์และวิหารเป็นอาคารหลังเดียวกัน วัดนี้สร้างขึ้นราวปี พ.ศ.๒๑๓๙ ตรงกับสมัยอยุธยา โดย เจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ ชื่อเดิมของวัดนั้นคือ วัดพรหมมินทร์ ตามพระนามของผู้สร้างวัดแล้วคงเรียกขานนานมาจนเพี้ยนสำเนียงเป็นชื่อวัดภูมินทร์ ในปัจจุบัน พระอุโบสถวัดภูมินทร์เป็นอาคารประกอบด้วยมุขสี่ด้าน ซึ่งเป็นพระอุโบสถวิหารจตุรมุขหลังแรกของประเทศไทย ภายในพระอุโบสถนั้นประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ๔ องค์หลังชนกันและหันพระพักตร์ออกไปทางด้านประตูทั้งสี่ทิศหันเบื้องพระปฤษฎางค์ หรือหัวไหล่ชนกันประทับนั่งบนฐานชุกชี ปางมารวิชัย สันนิษฐานความหมายกันว่าเพื่อแสดงถึงพระพุทธเจ้า ๔ องค์ คือ พระกกุสันธ พุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้าและพระโคตมพุทธเจ้า องค์ปัจจุบันหรือ สร้างขึ้นเป็นพระพรหมสี่พักตร์ ตามพระนาม “พรหมมินทร์”ผู้สร้างวัด หรือตีความเป็นธรรมว่าคือ พรหมวิหาร ๔ก็ว่ากันไปตามความเชื่อถือก็ไม่ผิดเพราะไม่รู้ว่าผู้สร้างมีเจตนาจริงอย่างไรหรือเลียนแบบจากไหน วัดภูมินทร์นี้ได้มีการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัย เจ้าอนันตวรฤทธิเดช เมื่อพ.ศ.๒๔๑๐-๒๔๑๗ ปลายรัชกาลที่ ๔-ต้นรัชกาลที่ ๕ ซึ่งใช้ระยะเวลานานเกือบ ๗ ปี เข้าใจว่าการบูรณะครั้งนี้ได้มีการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังหรือฮูบแต้ม เรียกตามคำเมือง-หมายถึงรูปเขียน ขึ้นภายในพระอุโบสถจตุรมุข เป็นชาดกในพุทธศาสนาเรื่องคันธณะกุมารและเนมิราชชาดก เป็นภาพพระเนมิราชท่องนรกและสวรรค์

ปู่ม่าน-ย่าม่านกระซิบรัก

ส่วนเรื่องคัทธณะกุมารชาดกนั้นเป็นชาดกที่เล่าถึงพระโพธิสัตว์นามว่า “คัทธณะ” ที่มาเกิดเป็นลูกชายของหญิงม่ายพ่อของคัทธณะนั้น คือ พระอินทร์ บนสวรรค์ เมื่อคัทธณะเติบโตขึ้นจึงออกตามหาพ่อ ซึ่งระหว่างการตามหาพ่อนั้นได้สร้างความดี มีการช่วยเหลือผู้คน และปราบยักษ์ร้ายหลายตนด้วย ชาดกนี้ พบที่วัดภูมินทร์แห่งเดียวช่างผู้เขียนหลักคือ “หนานบัวผัน”ที่ต่อเรื่องเป็นภาพเขียนทั้งสี่ด้าน นอกนั้นยังได้สอดแทรกวิถีชีวิตคนเมืองไว้มากมาย เช่นประเพณีการอยู่ข่วง ของชาวไทลื้อพ่อแม่ยินยอมให้หนุ่มสาวพบปะกันที่ชานบ้านในเวลาค่ำ โดยหญิงสาวกำลังปั่นฝ้าย หรือ “อยู่ข่วง” หากสาวเจ้า ตกลงปลงใจด้วยก็จะจัดพิธีแต่งงาน เรียกว่า “เอาคำไป ป่องกั๋น” คือเป็นทองแผ่นเดียวกัน  ภาพวิถีชีวิตที่การค้าขาย แลกเปลี่ยนในชุมชน มีชาวพื้นเมือง หรือชาวเขา “เป๊อะ” ของป่าไว้บนศีรษะเพื่อนำมาแลกเปลี่ยนกันในตลาด ภาพหญิงสาวทอผ้าด้วยกี่พื้นเมืองภาพเรือนเล็กนอกชานตั้งหม้อน้ำดินเผาหรือ “ร้านน้ำ” ภาพชายหนุ่มไว้ผมทรงหลักแจว หรือทรงมหาดไทย แสดงถึงความนิยมตะวันตกที่เข้ามาปะปนกับในวิถีคนเมืองน่านภาพชาวต่างประเทศที่เข้ามาเมืองน่าน แสดงทรงผมและเครื่องแต่งกายของผู้หญิงที่นิยมในยุโรปขณะนั้นเป็นภาพจินตนาการของช่างฮูปแต้มหลายคน ภาพที่รู้จักกันดีนั้นคือภาพ ปู่ม่านย่าม่าน ของ หนานบัวผัน ช่างฮูปแต้มชาวไทลื้อที่มีชื่อเสียง  ซึ่งมีข้อความเขียนกำกับว่าปู่ม่าน ย่าม่าน หมายว่าเป็นการเรียกผู้ชายพม่า ผู้หญิงพม่าคู่นี้ เป็นนัย เป็นสามีภรรยา แล้วการเกาะไหล่กันเป็นธรรมชาติของผู้ชายผู้หญิงที่เป็นสามีภรรยา ถ้าเป็นหนุ่ม-สาวถูกเนื้อต้องตัวไม่ได้ และรูปลักษณะการแต่งกายชี้ชัดไปอีกสอดคล้องกับคำว่า ปู่ม่าน ย่าม่านม่านคือพม่า ปู่นี่คือผู้ชาย พ้นวัยเด็กผู้ชายเรียกปู่พ้นวัยเด็กผู้หญิงเรียกย่า ซึ่งที่จริงออกเสียง “ง่า” ไม่ใช่ปู่ย่าตายาย ซึ่งเป็นคำเรียก ผู้ชายผู้หญิงชาวไทลื้อในสมัยโบราณ ยืนกระซิบสนทนากัน บุรุษในภาพสักลาย-สักหมึกตามตัว ขมวดผมไว้กลางกระหม่อมพร้อมผ้าพันผมแบบพม่า นุ่งผ้าลุนตะยา ผู้หญิงแต่งกายไทลื้อ ตามวัฒนธรรมคนเมืองซึ่งเป็นภาพวาดหนุ่มสาวคู่ที่มีความประณีตจนได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพที่งดงามที่สุด จนมีแต่งเป็นคำเมืองให้เป็นภาพกระซิบรักบันลือโลกให้นักท่องเที่ยวชื่นชมว่า “คำฮักน้องกูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาคะลุม จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่ เอาไปก็เลยเอาไว้ในอกในใจตัวชายปี้นี้จักหื้อมันไห้อะฮิอะฮี้  ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา” ต้องไปชมและแปลความกันเองการแต่งกายไทลื้อ

การแต่งกายไทลื้ออุโบสถวิหารหลังเดียวกัน

อุโบสถวิหารหลังเดียวกันอธิบดีกรมศิลปากรแนะนำการอนุรักษ์

อธิบดีกรมศิลปากรแนะนำการอนุรักษ์สาวทอผ้า

สาวทอผ้าวิหารวัดภูมินทร์

วิหารวัดภูมินทร์ภาพเขียนในวิหาร

ภาพเขียนในวิหารภาพกระซิบรักที่มีชื่อภาพกระซิบรักที่มีชื่อพระพุทธรูปสี่องค์

พระพุทธรูปสี่องค์พระพุทธเจ้าและพุทธสาวก

พระพุทธเจ้าและพุทธสาวกประเพณีลงข่วงประเพณีลงข่วงจิตรกรรมฝีมือหนานบัวผัน

จิตรกรรมฝีมือหนานบัวผัน

ภูมิบ้านภูมิเมือง : เรือนไม้สักเมืองแพร่-ภูมิอาคารไม้คลาสสิกในถิ่นเหนือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/545858

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : เรือนไม้สักเมืองแพร่-ภูมิอาคารไม้คลาสสิกในถิ่นเหนือ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : เรือนไม้สักเมืองแพร่-ภูมิอาคารไม้คลาสสิกในถิ่นเหนือ

วันอาทิตย์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2564, 08.15 น.

บ้านวงศ์บุรี

จากเหตุที่มีการร้องเรียนถึงการรื้ออาคารไม้สักเก่าที่เมืองแพร่ ซึ่งเชื่อว่าเป็นอาคารเก่าที่บริษัทบอมเบย์ เบอร์มา เทรดดิ้ง สร้างไว้อยู่นอกกำแพงเมืองแพร่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ริมแม่น้ำยม จึงได้ตามรอยสยาม ไปกับนายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากรและคณะ ซึ่งเดินทางสรุปผลการศึกษาและการอนุรักษ์เรือนไม้สัก ด้วยกรมศิลปากรโดยสำนักงานศิลปากรที่ ๘ นั้นได้ตรวจสอบอาคารหลังที่ถูกรื้อถอนนี้พบว่ามีประวัติสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๒ อาคารหลังนี้เป็นเรือนไม้ประยุกต์ หรือสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลมีลักษณะผสมผสานกันระหว่างแบบอาคารท้องถิ่นและอาคารแบบตะวันตก ที่มีความนิยมสร้างขึ้นในสมัยนั้น ซึ่งเป็นสำนักงานป่าไม้อายุ ๑๒๐ ปีโดยอ้างอิงจากภาพถ่ายทางอากาศ ส่วนอาคารไม้ของบอมเบย์เบอร์มานั้นได้ถูกน้ำพัดเสียหายไปก่อนหน้านั้นแล้ว

คุ้มเจ้าหลวง

ด้วยเหตุที่เมืองแพร่เป็นเมืองที่เปิดการสัมปทานทำไม้โดยเฉพาะเป็นแหล่งไม้สักสำคัญของประเทศไทยมาตั้งแต่อาณาจักรล้านนาโดยบริษัทบอมเบย์ เบอร์มา เป็นบริษัทของอังกฤษ ซึ่งเริ่มทำไม้ในประเทศพม่าเพื่อส่งออกไม้ไปยังจีนอินเดียมาก่อน ซึ่งนิยมใช้ “ไม้สัก” ต่อเรือสินค้า ซึ่งถือว่าเป็นไม้ที่มีคุณภาพ ต่อมาภายหลังได้เริ่มเข้ามาขอสัมปทานทางภาคเหนือของไทย ด้วยมีป่าไม้ยังอุดมสมบูรณ์ และค่าสัมปทานถูกกว่าพม่า จึงทำให้มีการนำคนงานพม่าเข้ามาเมืองแพร่ด้วยเพื่อช่วยทำไม้จนเป็นอุตสาหกรรมหลักของเมือง อีกทั้งเป็นจังหวัดที่บุกเบิกการสอนด้านการทำป่าไม้เริ่มจากโรงเรียนป่าไม้ ระดับประกาศนียบัตรในปี พ.ศ.๒๔๗๘ ซึ่งต่อมาได้ต่อการศึกษามาถึงระดับปริญญา จนเกิดเป็นคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปัจจุบัน ด้วยเหตุที่เมืองแพร่มีคำขวัญประจำจังหวัดว่า “ม่อฮ่อมไม้สัก ถิ่นรักพระลอ ช่อแฮศรีเมือง ลือเลื่องแพะเมืองผีคนแพร่นี้ใจงาม” สะท้อนถึงอัตลักษณ์เฉพาะของเมือง จนรู้กันทั่วไปว่าเมืองแพร่นี้มีการสร้างบ้านหรือเรือนไม้สักกันมาก เรือนไม้สักแต่ละแห่งมีอายุกว่าร้อยปี และเป็นหลักฐานแสดงภูมิปัญญาสุดยอดช่างโบราณ ที่สร้างบ้านด้วยการเซาะร่องเข้าเดือยไม้โดยไม่มีการตอกตะปู ประดับด้วยลายฉลุลายแบบขนมปังขิงซึ่งเรือนไม้สักสมัยนั้นใช้ไม้สักยืนต้นอายุเป็น ๑๐๐ ปีซึ่งเป็นไม้สักที่มีเนื้อไม้แข็งแรงทนทาน ด้วยถือว่า ไม้สักนั้นเป็นทรัพยากรที่มีค่าสูงและได้รับความนิยมในกลุ่มเจ้านายและพ่อค้าไม้ เรือนเก่าโบราณที่ยังพอเห็นอยู่หลายแห่ง เช่น คุ้มเจ้าหลวงเรือนที่ทำการเจ้าผู้ครองนครแพร่องค์สุดท้าย สร้างขึ้นเมื่อพ.ศ.๒๔๓๕ เป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้สองชั้น ตัวเรือนทาสีครีม ขลิบสีเขียวอ่อน ประดับด้วยไม้สักฉลุ เป็นสถาปัตยกรรมไทยผสมยุโรปสวยงามตามสมัยนิยม ด้านหน้ามีรูปปั้นเจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์ เจ้าเมืองนครแพร่องค์สุดท้าย บ้านวงศ์บุรี สถาปัตยกรรมเรือนขนมปังขิงสร้างเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๐ เป็นคุ้มของเจ้าพรหมหรือหลวงพงษ์พิบูลย์และเจ้าสุนันตา วงศ์บุรี คุ้มพระวิชัยราชา เรือนไม้สักทรงมะนิลาสร้างขึ้นระหว่างปี พ.ศ.๒๔๓๔-๓๘ วัดจอมสวรรค์ เรือนศาลาการเปรียญยกพื้นสูงไม้สักสถาปัตยกรรมนิยมแบบพม่า มีหลังคาซ้อนชั้นลดหลั่นกัน ประดับด้วยไม้สลักศิลปะพม่า อาคารพิพิธภัณฑ์ไม้สัก เดิมเป็นอาคารบริษัทอีสต์เอเชียติก จำกัด ผู้ได้รับสัมปทานจัดการป่าไม้ในยุคต้นจนถึง พ.ศ.๒๔๗๘ จึงมอบพื้นที่ ๖ ไร่พร้อมอาคารไม้สักหลายหลังให้รัฐบาลสยามต่อมาได้ตั้ง โรงเรียนการป่าไม้ แห่งแรก ส่วนอาคารไม้สักที่มีการรื้อนี้เป็นเรือนไม้ 2 ชั้น สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๒ ครั้งบริษัทบอมเบย์ เบอร์มา (Bombay Burmah Trading Corporation) เข้ามาทำไม้ในเมืองแพร่ โดยได้รับสัมปทานทำไม้ในบริเวณป่าแม่น้ำยมตะวันตก อาคารหลังนี้ตั้งอยู่บริเวณท่าน้ำบ้านเชตวัน อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นแหล่งพักไม้ หลังจากที่หมดสัญญาสัมปทานป่าไม้ในเมืองแพร่ ทางบริษัทได้ยกให้ไว้กับรัฐบาล  

คุ้มวิชัยราชา

ปัจจุบันเป็นบริเวณสวนรุกขชาติเชตวันริมแม่น้ำยม อยู่ในความดูแลของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ ๑๓ (แพร่) การรื้ออาคารเก่าอายุกว่า ๑๐๐ ปีนั้น แม้ว่าจังหวัดเซ็นอนุมัติโครงการ แต่ก็ไม่ได้ให้รื้อ ให้ทำการปรับปรุงซ่อมแซมแต่เมื่อไปรื้อแล้ว จนมีการร้องเรียนจากเครือข่ายประชาชนขึ้น จึงทำให้มีการประชุมหารือและเร่งฟื้นฟูให้เหมือนเดิม โดยกรมศิลปากรได้ขุดสำรวจทางวิชาการและศึกษาข้อมูลเพื่อเสนอแนวทางการอนุรักษ์ให้กับผู้รับผิดชอบโดยตรงดำเนินงานต่อไปโดยมีเครือข่ายภาคประชาชนมีส่วนร่วมด้วยช่วยกันติดตามดูแลบ้านเจ้าหนานไชยวงศ์

บ้านเจ้าหนานไชยวงศ์เต็นท์คนงานทำไม้-P.Marshallเต็นท์คนงานทำไม้-P.Marshallแบบอาคารเก่าไม้สักแบบอาคารเก่าไม้สักประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร

ประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากรอาคารเก่าเรือนเขียว

อาคารเก่าเรือนเขียวสำรวจสถานที่อาคารเก่า

สำรวจสถานที่อาคารเก่าวัดจองสวรรค์วัดจองสวรรค์โรงเก็บไม้อาคารเก่า

โรงเก็บไม้อาคารเก่าเรือนเก่าในแพร่

เรือนเก่าในแพร่ปล่อยไม้ลงน้ำยมปล่อยไม้ลงน้ำยม

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ’ ภูมิทหารเรือไทยของแผ่นดิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/544164

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ’  ภูมิทหารเรือไทยของแผ่นดิน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ’ ภูมิทหารเรือไทยของแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พระราชวังบวรสถานมงคล-วังหน้า

วันที่ ๗ มกราคม ที่ผ่านมา  เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรัชกาลที่ ๔  ซึ่งกรมศิลปากรและราชสกุลสายวังหน้าได้ร่วมกันจัดพิธีน้อมรำลึกถึงวันสำคัญดังกล่าว ณ พระบวรราชานุสาวรีย์ของพระองค์ณ หน้าโรงละครแห่งชาติ หลายคนอาจจะลืมไปว่าในรัชกาลที่ ๔ นั้น ประเทศสยามมีพระเจ้าแผ่นดินสองพระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราช ผู้ร่วมเป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ ๒ และมีพระราชมารดาคือสมเด็จเจ้าฟ้าบุญรอด นับเป็นเจ้าฟ้าพระองค์แรกในแผ่นดินรัตนโกสินทร์ นานาประเทศนั้นรู้จักพระองค์เป็นอย่างดีและเรียกพระองค์ว่า พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่สอง ด้วยเหตุที่พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่สองทรงมีพระราชหฤทัยใฝ่รู้วิชาการด้านจักรกลมาก และทรงโปรดการทหาร จึงทำให้พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยเกี่ยวกับอาวุธยุทธภัณฑ์เป็นพิเศษ จากพระบรมฉายาลักษณ์นั้น พระองค์จะทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบทหารเรือเป็นประจำ แต่ไม่มีการบันทึกพระราชประวัติของพระองค์ในส่วนกิจการทหารมากนัก นอกจากตำราปืนใหญ่ การตั้งพระบวรราชวังสีทา ที่มีการสร้างป้อมรวมพล ซึ่งกรมศิลปากรได้สำรวจและขุดแต่งในภายหลังด้วยเหตุที่พระองค์เองไม่โปรดการบันทึก จึงไม่มีพระราชหัตถเลขา หรือมีใครใส่ใจมากนัก ทั้งที่พระองค์ได้ทรงริเริ่มกิจการทหารที่ล้ำหน้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะการทหารเรือของสยามที่มีการเปลี่ยนจากสมัยโบราณเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ซึ่งมีผู้เป็นกำลังสำคัญ ในกิจการด้านทหารเรือในสมัยนั้น คือ เจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ต่อมาเป็นพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้บัญชาการทหารเรือวังหน้าในรัชกาลที่ ๔ และหลวงนายสิทธิ หรือ จมื่นไวยวรนาถต่อมาเป็น เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)เป็นผู้บัญชาการทหารเรือ วังหลวงในรัชกาลที่ ๔ซึ่งทั้งสองนี้เป็นผู้มีความรู้ในวิชาการต่อเรือแบบใหม่ในสมัยนั้นเป็นอย่างดี และมีหน้าที่บัญชาการทหารเรือในสมัยนั้น ในยามปกติทหารเรือทั้งสองฝ่ายนี้ไม่ขึ้นแก่กัน โดยขึ้นตรงต่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔

เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์

พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงฝึกฝนทหารของพระองค์ จนมีความรู้และความสามารถในการสู้รบแล้ว พระองค์ทรงมุ่งพระราชหฤทัยในเรื่องการค้าขายให้มีกำไรสู่แผ่นดินด้วย จึงมีการศึกษาถอดแบบเรือจากต่างประเทศมาสร้างเรือเดินทะเลเพื่อการค้าระหว่างประเทศและเรือรบด้วย พระองค์ทรงเรียนรู้และนำวิทยาการสมัยใหม่ของยุโรป มาใช้ฝึกทหารให้มีสมรรถภาพเป็นอย่างดี โดยทรงโปรดให้ ร้อยเอกโทมัส น็อกส์ (ThomasGeorge Knox) เป็นครูฝึกทหารวังหน้า ทำให้ทหารได้รับวิทยาการสมัยตามแบบอย่างทหารเกณฑ์หัดอย่างยุโรป การฝึกหัดนั้นใช้คำบอกทหารเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด และเริ่มให้มีเรือรบกลไฟเป็นครั้งแรก ชื่อ เรืออาสาวดีรส และเรือยงยศอโยชฌิยา (หรือยงยศอโยธยา) ซึ่งเมื่อครั้งเรือยงยศอโยชฌิยา ได้เดินทางไปราชการที่สิงคโปร์ของอังกฤษนั้น ได้มีคำชมเชยจากต่างประเทศเป็นอันมาก ถึงพระปรีชาสามารถของพระองค์ที่ทรงต่อเรือเหล็กลอยน้ำได้เอง และการเดินทางในครั้งนั้นได้ทำให้ธงไทยถูกชักขึ้นคู่กับธงอังกฤษ ที่ฟอร์ทแคนนิ่ง ในดินแดนต่างประเทศ อีกทั้งพระเจ้าลูกยาเธอหลายพระองค์นั้นก็ทรงโปรดให้เป็นทหารเรือเช่นเดียวกัน ในรัชกาลที่ ๔ นั้น มีเรือรบที่พระองค์ทรงใช้อยู่หลายลำเช่น เรือพุทธอำนาจ (Fairy), เรือราชฤทธิ์(Sir Walter Scott), เรืออุดมเดช (Lion), เรือเวทชงัด (Tiger), เรือพุทธสิงหาศน์ (Cruizer),เรือมงคลราชปักษี (Falcon) เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นเรือที่มีบทบาทสำคัญในสงครามกับญวนและเป็นเรือประทับของพระองค์ด้วย สำหรับการต่อเรือรบนั้นพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงซื้อเรือมาจากต่างประเทศ แล้วดัดแปลงใช้เป็นเรือรบ และเรือพระที่นั่งของพระองค์ ด้วยความสนพระราชหฤทัยในกิจการทหารเรืออย่างที่สุดของพระองค์นั้น ทำให้ทรงเรียนรู้จากเรือต่างประเทศที่เข้ามาสยามและทรงนำมาเป็นแบบอย่างมาใช้กับเรือรบของไทยจนทุกวันนี้ผบ.ทหารเรือวังหน้า

ผบ.ทหารเรือวังหน้ารัชกาลที่ ๔รัชกาลที่ ๔พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวผู้บัญชาการทหารเรือผู้บัญชาการทหารเรือเจ้าฟ้าจุฑามณีเจ้าฟ้าจุฑามณีทหารวังหน้าทหารวังหน้าพระบวรราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯพระบวรราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯลายพระหัตถ์พระนามลายพระหัตถ์พระนามเรือสยามอรสุมพลเรือสยามอรสุมพลเรือสยามอรสุมพลเรือสยามอรสุมพล

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ทศพุทธปฏิมาวังหน้า’ ภูมิปกป้องคุ้มภัยอภัยให้กัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/542512

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ทศพุทธปฏิมาวังหน้า’ภูมิปกป้องคุ้มภัยอภัยให้กัน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ทศพุทธปฏิมาวังหน้า’ภูมิปกป้องคุ้มภัยอภัยให้กัน

วันอาทิตย์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

วันส่งท้ายปีเก่าขึ้นปีใหม่ทุกปี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ของกรมศิลปากร อัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญออกมาจนเป็นประเพณีประจำปีพ.ศ.๒๕๖๔ นี้ได้อัญเชิญพระพุทธปฏิมาโบราณ ๑๐ องค์ โดยมีพระพุทธสิหิงค์เป็นประธาน และคัดสรรพระพุทธรูปอีก ๙ องค์ ที่มีความสำคัญกับสมเด็จพระบวรราชเจ้ากรมพระราชวังบวรสถานมงคล สมัยกรุงรัตนโกสินทร์มาให้ประชาชนได้สักการบูชาในวันขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่วันจันทร์ที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๖๓ ถึงวันอาทิตย์ที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๔ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ สำหรับทศพระพุทธปฏิมาวังหน้าปีนี้ มี 

๑.พระพุทธสิหิงค์ ศิลปะสุโขทัย-ล้านนา ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๑ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (วังหน้ารัชกาลที่ ๑) ทรงโปรดฯอัญเชิญจากเมืองเชียงใหม่เมื่อพ.ศ.๒๓๓๘ มาประดิษฐานในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำวังหน้า 

พระพุทธรูปแก้วมารวิชัย

๒.พระพุทธรูปฉันสมอ ศิลปะรัตนโกสินทร์พุทธศตวรรษที่ ๒๔ เป็นพระฉันสมอนั่งขัดสมาธิเพชรครองจีวรแบบพุทธศิลป์จีนในพระวินัยปิฎกและพระสุตตันตปิฎกว่าผลสมอและมะขามป้อมที่พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้เป็นเครื่องยาสำหรับพระภิกษุอาพาธ จึงบูชาให้ปราศจากโรค
ภัยไข้เจ็บ 

๓.พระพุทธรูปศิลาขาวมารวิชัย ศิลปะรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๔ เป็นพระประทับนั่งขัดสมาธิเพชรที่พระชานุ (เข่า) ตกลงมาต่ำกว่าระดับพระเพลา (หน้าตัก) มากและกลีบบัวหงายที่สลักติดกับฐานพระพุทธรูปก็มีลักษณะคล้ายกับกลีบบัว พบที่ฐานพระพุทธรูปสมัยราชวงศ์คองบองของพม่า 

๔.พระพุทธสิหิงค์จำลอง ศิลปะรัตนโกสินทร์อายุสมัย ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๔-ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕ พระโพธิรังสีพระภิกษุชาวเชียงใหม่กล่าวถึงพระเจ้ามหาพรหมสร้างขึ้นแทนพระพุทธสิหิงค์ที่ไปประดิษฐานที่เมืองเชียงราย จึงโปรดให้จำลองพระพุทธสิหิงค์ด้วยทองคำขนาดเท่ากับองค์เดิมและประดิษฐานในวิหารเดียวกับพระพุทธสิหิงค์องค์จริง

พระพุทธรูปฉันสมอ

๕.พระพุทธรูปมารวิชัย (พระขนมต้ม) ศิลปะอยุธยา พุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ เป็นพระพุทธรูปสกุลช่างนครศรีธรรมราช ที่รับอิทธิพลจากพระพุทธสิหิงค์ล้านนามีพระวรกายอวบอ้วน พระอุระนูน บั้นพระองค์เล็กครองจีวรห่มเฉียง ชายจีวรสั้นเหนือพระถันปลายแยกออกเป็นเขี้ยวตะขาบ ๖.พระพุทธรูปทรงเครื่องสมาธิศิลปะอยุธยา พุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ เป็นพระทรงเครื่องอาภรณ์อย่างกษัตริย์ สร้างตามพระพุทธเจ้าเนรมิตพระองค์เป็นพระมหาจักรพรรดิแสดงธรรมโปรดท้าวมหาชมพูลดทิฐิมานะและสร้างเป็นพระอนาคตพุทธเจ้าที่จะตรัสรู้ ๗.พระพุทธรูปทรงเครื่องประทานอภัยศิลปะอยุธยาพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ ยกพระหัตถ์ขวา พระหัตถ์ซ้ายทอดลงข้างพระวรกายตามคติอินเดียในท่านี้ “อภยมุทรา” หรือ “ปางประทานอภัย” สื่อถึง “ความไม่มีภัยทั้งปวง” หรือ “ไม่หวั่นเกรงภัยใดๆ” มีความหมายปกป้องอันตรายไปพร้อมกันด้วย นอกนั้นเป็นพระพุทธรูปศิลปะรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๔ ซึ่งขุดพบจากกรุในพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส เมื่อเมษายน พ.ศ.๒๕๐๗ คือ ๘.พระพุทธรูปแก้วมารวิชัยพระพุทธรูปปางมารวิชัยแก้วสีเขียวฟ้า ที่ใช้แก้วที่หลอมจากทรายขาวมาหล่อแทนหินสีหายาก ๙.พระพุทธรูปห้ามแก่นจันทน์ พระแก่นจันทน์นี้สร้างเมื่อครั้งพระพุทธองค์เสด็จลงมาจากดาวดึงส์และด้วยพระพุทธานุภาพบันดาลให้พระพุทธรูปแก่นจันทน์แดงที่พระเจ้าปเสนทิโกศลสร้างแทนพระองค์นั้น เลื่อนหลีกจากพุทธอาสน์ พระพุทธเจ้าจึงทรงยกฝ่าพระหัตถ์ซ้ายขึ้นห้ามไว้ จึงถือเป็นต้นแบบการสร้างพระพุทธรูปกันต่อมาโดยพุทธานุญาตและถือเหมือนพระพุทธองค์มาแต่ครั้งพุทธกาล ๑๐.พระพุทธรูปป่าเลไลย์ ศิลปะรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๔ ที่สร้างขึ้นตามพระพุทธประวัติที่กล่าวถึงอุเบกขาบารมี คราวภิกษุเมืองโกสัมพีเกิดแตกความสามัคคีกัน แม้พระพุทธองค์จะห้ามปรามอย่างไรก็ไม่เชื่อฟังจึงทรงเสด็จจาริกไปอยู่ตามลำพังพระองค์เดียวในป่าชื่อว่าปาลิไลยโดยมีช้างปาลิไลยกะถวายตนเป็นอุปัฏฐาก และพญาวานรมีกุศลจิตนำรวงผึ้งติดกิ่งไม้มาถวายพระพุทธองค์พระหัตถ์ซ้ายจึงวางหงายบนพระเพลาเป็นกิริยาทรงรับ ดังนั้นพระพุทธปฏิมาสมัยโบราณนี้จึงสร้างขึ้นเพื่อแสดงปฏิปทาแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เพื่อการบูชานั้นจะอำนวยความสุขสวัสดิ์พิพัฒน์มงคลสืบไปพระพุทธรูปทรงเครื่องประทานอภัยพระพุทธรูปทรงเครื่องประทานอภัยพระพุทธสิหิงค์จำลองพระพุทธสิหิงค์จำลองพระพุทธสิหิงค์

พระพุทธสิหิงค์พระพุทธรูปห้ามแก่นจันทน์พระพุทธรูปห้ามแก่นจันทน์พระพุทธรูปศิลาขาวมารวิชัย

พระพุทธรูปศิลาขาวมารวิชัยพระพุทธรูปมารวิชัย (พระขนมต้ม)พระพุทธรูปมารวิชัย (พระขนมต้ม)พระพุทธรูปป่าเลไลย์พระพุทธรูปป่าเลไลย์พระพุทธรูปทรงเครื่องสมาธิพระพุทธรูปทรงเครื่องสมาธิ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘AR SMART HERITAGE’ ภูมินวัตกรรมเรียนรู้โบราณสถาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/541357

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘AR SMART HERITAGE’  ภูมินวัตกรรมเรียนรู้โบราณสถาน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘AR SMART HERITAGE’ ภูมินวัตกรรมเรียนรู้โบราณสถาน

วันอาทิตย์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ARพระที่นั่งวิหารสมเด็จ

จากการที่กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรมได้พัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้บริการข้อมูลความรู้ด้านมรดกศิลปวัฒนธรรมสู่ประชาชน ตามแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศนั้น ทำให้เป็นเรื่องที่น่าสนใจด้วยมีการนำเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) และ VR (Virtual Reality) มาใช้ในการนำเสนอข้อมูลมรดกวัฒนธรรม เพื่อสร้างความน่าสนใจ ในชื่อ AR SMARTHERITAGE ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นใหม่ล่าสุดที่กรมศิลปากรโดย นายประทีป เพ็งตะโก ร่วมกับ ศ.เกียรติคุณสันติ เล็กสุขุม ร่วมกันพัฒนาการเรียนรู้ที่สามารถพาผู้ที่สนใจด้านประวัติศาสตร์ชมโบราณสถานสำคัญของไทยในรูปแบบ ๓ มิติ อันเป็นผลงานการศึกษาค้นคว้าของ ศ.เกียรติคุณ สันติ เล็กสุขุม ผู้ริเริ่มนวัตกรรมการสื่อสารให้เข้าถึงงานสถาปัตยกรรมด้วยสื่ออิเล็กทรอนิกส์มาตลอด ซึ่งก่อนหน้านั้นได้การเสนอภาพสันนิษฐานภูมิทัศน์ของโบราณสถานสำคัญมาแล้ว สำหรับการสร้าง AR (Augmented Reality) ครั้งนี้ก็คือการนำเทคโนโลยีมาผสานระหว่างโลกแห่งความเป็นจริงและความเสมือนจริงเข้าด้วยกัน ด้วยการใช้ระบบซอฟต์แวร์และอุปกรณ์เชื่อมต่อต่างๆ เช่น เว็บแคมคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่นที่เกี่ยวข้อง โดยวัตถุเสมือนที่ว่านั้นอาจจะเป็นภาพ วีดีโอ เสียง ข้อมูลต่างๆ ที่ประมวลผลมาจากคอมพิวเตอร์ มือถือ หรืออุปกรณ์สวมใส่ ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าที่ทุกคนสามารถชมได้โดยผ่านโทรศัพท์มือถือ ในวันเปิด ARSMART HERITAGE เพื่อการเรียนรู้ ณ วัดราชบูรณะอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๖๓นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร ได้ชวนไปร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ที่ผู้สนใจชมโบราณสถานนั้นจะสามารถเห็นรูปแบบสันนิษฐานซ้อนทับลงบนโบราณสถานจริง โดยผ่านเทคโนโลยี AR ทำให้ผู้เข้าชมสามารถจินตนาการเห็นถึงความรุ่งเรืองและยิ่งใหญ่ของเมืองมรดกโลก ปัจจุบันสามารถชมโบราณสถานภายในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาจำนวน ๑๑ แห่ง รวมถึงวัดราชบูรณะ และตามโบราณสถานในอุทยานประวัติศาสตร์ที่ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก ได้แก่ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย๑๐ แห่ง อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ๙ แห่ง และอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ๖ แห่ง ซึ่งทุกคนสามารถสแกนคิวอาร์โค้ดจากป้ายหน้าโบราณสถานแต่ละแห่ง และเปิดแอพฯเพื่อซ้อนภาพกับสถานที่จริงได้ทันที   

หน้าจอ AR SMART HERITAGE

นอกจากนี้ กรมศิลปากรยังได้พัฒนาระบบของการนำชมโบราณสถานที่เป็นเข้าถึงได้ยากและไม่เปิดให้เข้าชม เพื่อการอนุรักษ์ให้ไม่ถูกทำลายนั้นถือเป็น Unseen Heritage โดยนำระบบ VirtualReality มาพัฒนาผ่านกล้อง VR จำนวน ๒ แห่ง คือกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ ในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา และอุโมงค์วัดศรีชุม ในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ซึ่งจะช่วยให้สามารถรับรู้เสมือนได้เดินเข้าไปชมภายในได้จริง ซึ่งเป็นก้าวใหม่ของการเรียนรู้ที่นำไปใช้ชมโบราณสถานรูปแบบใหม่ ด้วยเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ง่ายซึ่งเป็นส่งเสริมเพิ่มมูลค่าและคุณค่าให้แหล่งโบราณสถานมีความสำคัญและกระตุ้นให้ความสนใจใคร่เรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทยที่ถูกต้องมากขึ้นซึ่งทุกคนสามารถเข้าแอพพลิเคชั่น AR SMARTHERITAGE ที่นำเทคโนโลยี AR (AugmentedReality) และ VR (Virtual Reality) มาใช้ในการนำเสนอข้อมูลมรดกวัฒนธรรมทุกเวลา แม้จะไม่ได้ไปยังสถานที่จริงก็สามารถชมได้เสมือนจริง นับเป็นก้าวใหม่ที่ช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างสถาปัตยกรรมไทยในอดีตของโบราณสถานในยุคสมัยต่างๆ ทั้งๆ ที่ปัจจุบันจะเหลือเพียงแค่ฐานราก ที่มีแต่เศษอิฐร่องรอยสถาปัตยกรรมและชิ้นงานด้านศิลปกรรมบางส่วน แต่โลกดิจิทัลก็สามารถนำภาพของความรุ่งเรืองแห่งยุคสมัยในอดีตกลับมาให้เห็นมากกว่าหุ่นจำลองหรือภาพร่างภูมิสถาปัตยกรรม แม้ว่าจะเป็นข้อสันนิษฐานจากสิ่งที่เหลืออยู่น้อยก็เป็นการจุดประกายการเรียนรู้และค้นคว้าต่อไปในสาระของประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมและศิลปกรรม ที่เป็นต้นทุนทางมรดกวัฒนธรรมของแผ่นดินประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร

ประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากรศ.เกียรติคุณ สันติ เล็กสุขุมศ.เกียรติคุณ สันติ เล็กสุขุมAR วัดพระศรีสรรเพชญ์

AR วัดพระศรีสรรเพชญ์ภาพสันนิษฐานจากโบราณสถานภาพสันนิษฐานจากโบราณสถานภาพ AR SMART HERITAGE

ภาพ AR SMART HERITAGEพิธีเปิด AR SMART HERITAGE

พิธีเปิด AR SMART HERITAGEป้ายโบราณสถานที่สำคัญ

ป้ายโบราณสถานที่สำคัญป้าย AR SMART HERITAGE

ป้าย AR SMART HERITAGEถ่ายคิวอาร์โค้ดเพื่อชมถ่ายคิวอาร์โค้ดเพื่อชมการชมด้วยระบบ VRการชมด้วยระบบ VRการชมจากโทรศัพท์มือถือการชมจากโทรศัพท์มือถือ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : เพื่อนห้องสมุดครั้งที่๙ – ภูมิการอ่านหนังสืออย่างยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : เพื่อนห้องสมุดครั้งที่๙-ภูมิการอ่านหนังสืออย่างยั่งยืน (naewna.com)

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : เพื่อนห้องสมุดครั้งที่๙-ภูมิการอ่านหนังสืออย่างยั่งยืน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : เพื่อนห้องสมุดครั้งที่๙-ภูมิการอ่านหนังสืออย่างยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ซุ้มหนังสือจากห้องสมุดให้เปล่า

บทบาทของห้องสมุดนั้นมีความสำคัญต่อการส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ของชาติ ด้วยการจัดการทรัพยากรสารสนเทศให้มีความทันสมัยและสนองนโยบายทางวิชาการผ่านหนังสือและสื่ออื่นๆ ที่ห้องสมุดต้องคิดใหม่ต่อการบริการโดยเฉพาะการสร้างความร่วมมือจากกลุ่มภาคีห้องสมุดโดยมี กิจกรรมเพื่อนห้องสมุด (Friends of the Library) เพื่อการแลกเปลี่ยนทรัพยากร (Library resource sharing) ขึ้นโดยมีภาคีเครือข่ายห้องสมุดร่วมจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนหนังสือกันโดยมีนักเรียน นิสิตนักศึกษา อาจารย์ นักวิจัย และประชาชนทั่วไปได้เลือกหนังสือที่ตรงกับความต้องการนำกลับไปใช้ประโยชน์ เป็นการต่ออายุการใช้ประโยชน์จากหนังสืออย่างสูงสุดพร้อมกับเผยแพร่ความรู้ใหม่เพื่อส่งเสริมการอ่านหนังสือ-การพัฒนาห้องสมุด และการเข้าถึงความรู้จากประสบการณ์ด้วยการอ่านหนังสือ ดร.นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์มานุษย์วิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) แม่งาน “กิจกรรมเพื่อนห้องสมุด (Friends of the Library) ครั้งที่ ๙ ภายใต้แนวความคิด “อ่าน” อย่าง ยั่งยืน เมื่อวันที่ ๑๗-๑๘ธันวาคม ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา 

กิจกรรมประดิษฐ์ออมสิน

โดยสร้างความสำคัญต่อกิจกรรมจากภาคีเครือข่ายเพื่อนห้องสมุดที่แลกเปลี่ยนทรัพยากรระหว่างเครือข่าย และนำทรัพยากรสารสนเทศ เช่น หนังสือ วีซีดี มาร่วมแบ่งปันให้กับผู้ร่วมงานตามแนวทางการหมุนเวียนให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด พร้อมเสริมสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้ประชาชนสามารถเข้าถึงหนังสือได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และจัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมจากงานประดิษฐ์สิ่งของจากวัสดุเหลือใช้ให้สามารถนำมาใช้งานได้ และทำของที่ระลึกจากมรดกภูมิปัญญาไทยสอดคล้องแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในเรื่องสิ่งแวดล้อมและมรดกวัฒนธรรม อีกทั้ง ผอ.ศมสยังได้บรรยายพิเศษปลุกพลังบวกถึงแรงบันดาลใจของตนที่ได้จากการอ่านหนังสือและให้ข้อคิดถึง “งานคือชีวิต ชีวิตคืองานบันดาลสุข” จากตัวอย่างความคิดของคนหลายคน จนนำไปสู่แรงบันดาลใจว่า “มนุษย์ทำงาน ไม่ได้ทำงานเพราะเงินเดือน บุคลากรจะมีความพึงพอใจในงาน เมื่อได้ทำงานที่ได้ใช้ความสามารถ ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์คือมีนวัตกรรมกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ มีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ ให้เกิดความภาคภูมิใจ บางเรื่องไม่สำเร็จแต่เป็นความภูมิใจทำตามเสียงข้างในว่าสิ่งนี้ถูก สิ่งนี้ดี ภูมิใจการได้รับการยอมรับ หรือรางวัล มีความเก่งขึ้น ซึ่งต้องรู้ว่าเก่งขึ้นด้วยเรื่องอะไร ดังนั้น การได้มอบมรดกจากงานให้คนรุ่นหลังนั้นจึงเป็นตำนาน แม้เกษียณไปแล้วยังคิดย้อนกลับมาได้” การเปลี่ยนประสบการณ์ให้เป็นงานบันดาลใจนั้นสร้างคุณค่าให้รู้ว่างานที่ทำมีความหมายอย่างไรกับชีวิต การสร้างสรรค์สัมพันธภาพในองค์กรดีก็จะผ่านความสำเร็จไปได้ จากการมีส่วนร่วม มีความไว้เนื้อเชื่อใจ อดทนอดกลั้นเสริมพลัง เคารพซึ่งกันและกัน การให้โอกาสที่เน้นความไม่เป็นทางการ

นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผอ.ศมส

อีกทั้งยังได้สร้างการสื่อสารใหม่ให้องค์กร สร้างทักษะการฟัง สุนทรียสนทนา ทักษะการเล่าเรื่องการเขียนสร้างสรรค์ทักษะและความละเอียดอ่อน ฟังแล้วคิดแทนคนอื่นให้กลับมาย้อนดูตัวเองได้ นั่นคือการสร้างสติและการตื่นรู้ในองค์กร จิตที่เลื่อนลอยขาดสติคือจิตที่ไม่มีความสุข ซึ่งพบจากงานวิจัยว่าคนที่ใจลอยไม่มีภาวะของสติ สรุปว่าถ้าเราครุ่นคิดเรื่องต่างๆ ฟุ้งไปมากจะใจลอย การทำงานนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นผู้บริหารหรือหัวหน้างานเท่านั้นที่จะทำให้งานสำเร็จ ทุกคนมีส่วนที่ทำให้งานที่ยิ่งใหญ่ในองค์กรให้สำเร็จได้ โดยมีอำนาจที่จะเลือกในสิ่งที่จะทำ (Autonomy) ทำอะไร ทำเมื่อไหร่ ทำอย่างไรทำกับใคร ซึ่งมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ (Purpose) คือ การแสวงหาความหมายในงานที่ทำ นี่คือแนวคิดอ่านที่ได้จากงานนี้สำหรับกิจกรรม “เพื่อนห้องสมุด” นี้ถือเป็นต้นแบบของการส่งเสริมการอ่านและการแลกเปลี่ยนหนังสือดีมีประโยชน์ถึงกันแบบให้เปล่า โดยเลือกตามชอบในขณะที่การพิมพ์หนังสือดีและการใช้ห้องสมุดนั้นลดน้อยลงจนน่าเป็นห่วงบรรยายพิเศษบรรยายพิเศษหนังสือแลกเปลี่ยนหนังสือแลกเปลี่ยนหนังสือดีจาก ศมสหนังสือดีจาก ศมสสัมภาษณ์การอ่านสัมภาษณ์การอ่านเลือกได้ให้เปล่า

เลือกได้ให้เปล่าบัตรรับหนังสือฟรี

บัตรรับหนังสือฟรี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘หนังใหญ่’ ภูมิศิลปการแสดงกลางแจ้งแห่งสยาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หนังใหญ่’ ภูมิศิลปการแสดงกลางแจ้งแห่งสยาม (naewna.com)

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หนังใหญ่’  ภูมิศิลปการแสดงกลางแจ้งแห่งสยาม

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หนังใหญ่’ ภูมิศิลปการแสดงกลางแจ้งแห่งสยาม

วันอาทิตย์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 08.30 น.

การแสดงหนังใหญ่วัดขนอน

สืบเนื่องจากหนังใหญ่ ซึ่งเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของไทยได้รับการยกย่องว่าเป็นการแสดงชั้นสูง ด้วยเป็นศาสตร์ที่มาจากศิลปะหลายแขนงที่มีทั้ง หัตถศิลป์ นาฏศิลป์ คีตศิลป์ ดุริยางคศิลป์ และวรรณศิลป์ มาร่วมในศิลปการแสดงที่ต้องประกอบบทพากย์ บทเจรจา บทขับร้อง ดนตรีปี่พาทย์ เพื่อสื่อความเข้าใจในเรื่องราวและให้อรรถรสแก่ผู้ชมอย่างสมบูรณ์ และเรื่องที่นิยมแสดงมากที่สุดก็ คือ เรื่องรามเกียรติ์

จากการสืบค้นเรียนรู้ของกรมส่งเสริมวัฒนธรรมและศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ทำให้เกิดความสนใจตามรอยหนังใหญ่ จากแหล่งที่เก็บรักษาไว้ในประเทศ ซึ่งเหลืออยู่ไม่กี่แห่ง ซึ่งยังมีการสืบสาน รักษาและต่อยอดความรู้สืบต่อกันจนปัจจุบัน สำหรับแหล่งเรียนรู้สำคัญของหนังใหญ่ที่น่าสนใจนั้น มี หนังใหญ่วัดสว่างอารมณ์ หรือวัดบางมอญ อ.เมืองสิงห์บุรี จ.สิงห์บุรี มีตัวหนังที่อายุมากกว่าร้อยปีแล้ว ตั้งแต่ครั้งพระครูสิงหมุนีหรือหลวงพ่อเรือง เจ้าอาวาสองค์แรก เป็นผู้รวบรวมหนังใหญ่จากฝีมือช่างในสมัยอยุธยาตอนปลายไว้ โดยตัวหนังใหญ่นั้นได้ซื้อรักษาไว้จากเงินบริจาคของมหาเพียร ปิ่นทอง ที่ซื้อจากบ้านดาบโก่งธนู จังหวัดลพบุรี ซื้อจากวัดตึกและส่วนหนึ่งได้รับจากครูเปีย หัวหน้าคณะหนังเร่จ.พระนครศรีอยุธยา ผู้สืบเชื้อสายมาจากผู้แสดงมหรสพในครั้งอยุธยา ที่พาคณะหนังใหญ่หลบหนีภัยจากสงคราม เมื่อนำหนังใหญ่ถวายหลวงพ่อเรืองแล้วยังฝึกสอนการเชิด การพากย์หนังใหญ่ให้กับชาวบ้าน บางมอญ จนมีชื่อเสียงสามารถถ่ายทอดความรู้แต่ครั้งอยุธยาสืบต่อกันมา อีกทั้งยังจัดแสดงตัวหนังใหญ่ฝีมือช่างอยุธยาตอนปลายเกือบ ๓๐๐ ตัว ในศาลาการเปรียญโดยแบ่งออกเป็น ๔ ชุด ได้แก่ ชุดศึกมงกุฎ-บุตรลพ (พระมงกุฎ-พระลพ) ชุดนาคบาศ ชุดศึกใหญ่ หรือศึกทศกัณฐ์ ครั้งที่ ๕ และศึกวิรุญจำบัง

การแสดงหนังใหญ่

หากศึกษาแล้วจะพบว่าการแกะตัวหนังใหญ่นั้นไม่ง่าย โดยเฉพาะพระอิศวร พระนารายณ์ พระฤๅษี ต้องแกะให้เสร็จในวันเดียว ไม่เสร็จโยนทิ้ง จะกี่คนแกะ ก็ได้ช่วยกันเจาะ ต้องนุ่งขาวห่มขาว ไม่อย่างนั้นไม่ขลัง ตัวหนังใหญ่นั้นต้องทับให้ตัวหนังอยู่ตัวหากไม่ทับจะถูกความชื้นทำให้ตัว หนังบิดเบี้ยวที่สำคัญต้องมีพิธีไหว้ครู นำตัวหนังมาทำพิธีเบิกเนตรลงเวทย์ ถึงแม้จะมีการแสดงเชิดหนังใหญ่ แต่ที่นี่ไม่เหมือนที่อื่น คือรูปแบบการเชิดหนังก็ยังเป็นรูปแบบเก่า ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ประยุกต์ การแสดงทุกอย่างแม้แต่คำพากย์ การเชิด การรำ ของเราเป็นแบบเดิม รักษาตามบรรพบุรุษที่สืบมา ที่มีการสั่งว่าอย่าได้เปลี่ยนแปลง ด้วยตัวหนังนั้นเป็นตัวละครอยู่แล้วคนเชิดเป็นเพียงคนพาหนังออกไป การที่คนเชิดทำท่าทางมากไปเท่ากับเป็นการเหยียบครูหนัง ซึ่งตัวหนังนั้นมีการลงเวทย์ลงมนต์ จึงถือเป็นของมีครูกำกับไว้ 

แหล่งหนังใหญ่อีกแห่งคือ  หนังใหญ่วัดขนอนอ.โพธาราม จ.ราชบุรี สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ผู้แกะสลัก คือ พระครูศรัทธาสุนทรหรือหลวงปู่กล่อมที่ได้ชักชวนครูอั๋ง ช่างจาด ช่างจ๊ะ และช่างพวงมาร่วมกันสร้างหนังใหญ่ให้มีขนาดใหญ่กว่าเดิม ชุดแรกที่สร้างคือ ชุดหนุมานถวายแหวน และต่อมาได้สร้างเพิ่มอีก ๙ ตัว ปัจจุบันมีตัวหนังทั้งหมด ๓๑๓ ตัว ไว้เป็นสมบัติของวัดซึ่งเป็นวัดเดียวเป็นมหรสพประจำวัด ซึ่งมีตัวหนัง และคณะหนังใหญ่สืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ ยังรักษาวิธีการแสดงโดยวิธีสุมไฟจากกะลามะพร้าวและพัฒนาการแสดงร่วมกับการเล่นโขนที่ทำให้เกิดความสนุกสนานจนมีชื่อเสียง กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำริให้มีโครงการจัดทำหนังใหญ่ชุดใหม่ขึ้นใช้แทนชุดเก่าแล้วพระราชทานให้วัดขนอนไว้ใช้ในการแสดงสืบไป และทรงให้ทางวัดขนอนส่งเสริมการฝึกหัดเยาวชนเชิดหนังใหญ่เล่นดนตรีไทย ส่วนการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์เก็บรักษาหนังใหญ่ชุดเดิมเอาไว้นั้นได้วัดได้ผาติกรรมหอสวดมนต์เก่าเป็นเรือนทรงไทยจัดแสดงนิทรรศการหนังใหญ่อายุกว่า ๑๐๐ ปีส่วนใหญ่เป็นตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์พิพิธภัณฑ์วัดขนอนแห่งนี้ได้รับรางวัลการอนุรักษ์ฟื้นฟูมรดกวัฒนธรรมเชิงนามธรรมจากยูเนสโก หนังใหญ่นี้เป็นมหรสพราชสำนักซึ่งยังมีในที่อื่นอีกเช่น หนังใหญ่วัดพลับ หนังใหญ่บ้านดอน เป็นต้น สำหรับมหรสพชาวบ้านคือ หนังตะลุง, หนังปะโมทัย ที่รู้จักกันดีทางภาคใต้และอีสานการแสดงหนังใหญ่-วัดขนอนการแสดงหนังใหญ่-วัดขนอนพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดขนอน

พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดขนอนลายพระหัตถ์บนตัวหนังใหญ่ลายพระหัตถ์บนตัวหนังใหญ่สุมไฟจากกะลามะพร้าวสุมไฟจากกะลามะพร้าวหนังใหญ่ตัวเก่า

หนังใหญ่ตัวเก่าหนังใหญ่วัดพลับ-ลิงอาสาออกรบหนังใหญ่วัดพลับ-ลิงอาสาออกรบหนังใหญ่วัดพลับ

หนังใหญ่วัดพลับหนังใหญ่-บ้านดอน

หนังใหญ่-บ้านดอนหนังใหญ่ฝีมืออยุธยา

หนังใหญ่ฝีมืออยุธยาหนังใหญ่ฝีมืออยุธยา-วัดสว่างอารมณ์หนังใหญ่ฝีมืออยุธยา-วัดสว่างอารมณ์หนังใหญ่วัดสว่างอารมณ์

หนังใหญ่วัดสว่างอารมณ์หนังใหญ่วัดขนอนไฟกะลาหนังใหญ่วัดขนอนไฟกะลา

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วัดโพธิ์ประทับช้าง’ ภูมิศิลป์ถิ่นกำเนิดพระเจ้าเสือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดโพธิ์ประทับช้าง’ ภูมิศิลป์ถิ่นกำเนิดพระเจ้าเสือ (naewna.com)

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดโพธิ์ประทับช้าง’  ภูมิศิลป์ถิ่นกำเนิดพระเจ้าเสือ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดโพธิ์ประทับช้าง’ ภูมิศิลป์ถิ่นกำเนิดพระเจ้าเสือ

วันอาทิตย์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อาทิตย์นี้ได้ตามรอยสยามไปกับเรื่องราวของพระเจ้าเสือไปที่วัดโพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร หลังจากที่สำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย กรมศิลปากร ได้ขุดค้นแหล่งโบราณสถานเพิ่มเติม จนทำให้เป็นแหล่งศึกษาสำคัญของท้องถิ่นไปแล้ว ด้วยวัดโพธิ์ประทับช้างแห่งนี้เป็นวัดที่มีหลักฐานในประวัติศาสตร์ว่าพระเจ้าเสือ กษัตริย์อยุธยา แห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง ซึ่งครองราชย์ในช่วง พ.ศ.2246-2251 นั้น ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดขึ้นในบริเวณสถานที่ประสูติที่บ้านโพธิ์ประทับช้างในพระราชพงศาวดาร ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์วัดพระเชตุพน ฉบับตัวเขียน ระบุว่าเป็นพระเจ้าเสือเป็นพระราชโอรสลับในสมเด็จพระนารายณ์มหาราชกับพระสนมซึ่งเป็นพระราชธิดาของพญาแสนหลวง เมืองเชียงใหม่ (คำให้การขุนหลวงหาวัด) ออกพระนามว่าพระราชชายาเทวี หรือ เจ้าจอมสมบุญ แต่คำให้การชาวกรุงเก่าว่า นางกุสาวดี ต่อมาสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้พระราชทานพระสนมนี้ให้แก่พระเพทราชาเมื่อครั้งเป็นเจ้ากรมช้าง ทั้งคำให้การขุนหลวงหาวัดและคำให้การชาวกรุงเก่า มีเนื้อหาสอดคล้องกันว่านางเป็นสนมลับของพระนารายณ์แม้จะต่างกันเพียงชื่อของนาง ในพระราชพงศาวดาร ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับพระชาติกำเนิดแตกต่างไปว่าสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงทำศึกสงครามกับเมืองเชียงใหม่แล้วได้ราชธิดาเจ้าเมืองเชียงใหม่เป็นสนม แต่นางสนมเกิดตั้งครรภ์ พระองค์ได้ละอายพระทัยด้วยเธอเป็นนางลาว พระองค์จึงได้พระราชทานแก่พระเพทราชาดังความว่า แล้วเมื่อพระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาจากเมืองเชียงใหม่นั้น พระองค์เสด็จทรงสังวาสด้วยพระราชธิดาเจ้าเมืองเชียงใหม่ และนางนั้นก็ทรงครรภ์ขึ้นมา ทรงพระกรุณาละอายพระทัย จึงพระราชทานนางนั้นให้แก่พระเพทราชา แล้วดำรัสว่านางลาวนี้มีครรภ์ขึ้นมา เราจะเอาไปเลี้ยงไว้ในพระราชวังก็คิดละอายแก่พระสนมทั้งปวง และท่านจงรับเอาไปเลี้ยงไว้ ณ บ้านเถิด และพระเพทราชาก็รับพระราชทานเอานางนั้นไปดูแลเลี้ยงไว้   

เมื่อพระเจ้าเสือขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์จึงสร้างวัดโพธิ์ประทับช้างที่บ้านเกิด วัดนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่านเก่า หันหน้าลงสู่แม่น้ำน่านที่อยู่ทางทิศตะวันตกด้วยก่อนนั้นใช้เป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญที่ทัพพระนารายณ์ ได้ล่องเรือผ่านมา และได้ตั้งบ้านให้พระสนมจากเมืองเชียงใหม่ไว้ที่นี่ อยู่จนพระสนมคลอดพระโอรสคือ นายมะเดื่อ จากเหตุเกิดใต้ต้นมะเดื่อ เมื่อเติบโตแล้วจึงรับมารับราชการอยู่กับพระเพทราชา มีนามที่รู้จักกันดีว่า ขุนสรศักดิ์

สำหรับวัดโพธิ์ประทับช้างแห่งนี้สร้างเป็นศาสนสถานขนาดใหญ่ มีพระอุโบสถเป็นประธานอยู่กึ่งกลางเขตพุทธาวาสพระอุโบสถเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน หลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้อง ตั้งอยู่บนฐานไพที มีมุขเด็จด้านหน้าและด้านหลัง ประตูตกแต่งสวยงามด้วยซุ้มยอดบุษบก ผนังอุโบสถเจาะช่องหน้าต่างเป็นช่องแสงแคบๆ ให้แสงสว่างเข้าด้านใน มีเสารับน้ำหนักโครงสร้าง ซุ้มหน้าต่างประดับลวดลายปูนปั้นรูปพันธุ์พฤกษา นอกอุโบสถมีใบเสมาทั้ง ๘ ทิศ รูปแบบสถาปัตยกรรมพระอุโบสถ เป็นศิลปกรรมสมัยอยุธยาตอนปลายที่นิยมศิลปะแบบยุโรป ภายในพระอุโบสถตั้งฐานชุกชีประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นสด เรียกกันว่า “หลวงพ่อโต” แสดงปางมารวิชัย รอบโบสถ์นั้นมีเจดีย์รายและเจดีย์ย่อมุมอยู่ด้านหน้ากับวิหารน้อย ด้านขวาเป็นเขตที่มีอาคารนัยว่าเป็นตำหนักของพระเจ้าเสือถัดไปเป็นเขตสังฆาวาสที่มีอาคารหรือกุฏิสำหรับพระสงฆ์จำพรรษา ส่วนด้านซ้ายของเขตพุทธาวาส ด้านหน้านั้นมีกำแพงล้อมรอบเป็นบริเวณกว้างตรงกลางสร้างศาลาขนาดใหญ่ น่าจะเป็นส่วนที่ถูกใช้ในส่วนติดตามพระเจ้าเสือในครั้งมากำกับการก่อสร้างวัดแห่งนี้   

ลักษณะพิเศษของวัดนี้คือฐานปรางค์และเจดีย์ย่อมุมของวัดโพธิ์ประทับช้าง มีการเจาะช่องเป็นซุ้มโค้งเพื่อบรรจุพระพิมพ์ขนาดใหญ่หรือตามประทีป เช่นเดียวกับซุ้มที่พบในวังนารายณ์ราชนิเวศน์ จ.ลพบุรี นับเป็นจุดท่องเที่ยวใน ๔ จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง เพื่อสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจเพื่อไม่ให้เป็นเมืองผ่านแต่จะทำให้ทุกคนได้เรียนรู้และเข้าถึงข้อมูลพื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้มากขึ้น

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เมืองเก่าน่าน’ ภูมิเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ (UCCN) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองเก่าน่าน’ ภูมิเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ (UCCN ) (naewna.com)

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองเก่าน่าน’  ภูมิเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ (UCCN )

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองเก่าน่าน’ ภูมิเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ (UCCN )

วันอาทิตย์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 07.45 น.

วัดภูมินทร์

ในการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืนนั้น จากกรณีศึกษาที่ผ่านมาทำให้เมืองเก่าน่านเป็น ๑ ใน ๖ พื้นที่พิเศษที่มีความพร้อมจะยกระดับเมืองให้เข้าสู่การเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกในปี ๒๕๖๔ เรื่องนี้ ดร.ชูวิทย์ มิตรชอบ รักษาการผอ.องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) ได้สานต่อจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๕ โดยประกาศให้เมืองเก่าน่านนั้นเป็นพื้นที่พิเศษครอบคลุม ๕ ตำบล รวมพื้นที่ ๑๓๘.๓๗ ตารางกิโลเมตรจากเขตอำเภอเมือง ซึ่งมีตำบลในเวียง ตำบลดู่ใต้ ตำบลนาซาว ตำบลบ่อสวก และเขตอำเภอภูเพียง มีตำบลม่วงตึ๊ด รวมกันเป็นพื้นที่พิเศษที่กำหนดให้ยุทธศาสตร์การพัฒนา “น่าน เมืองเก่าที่มีชีวิต”ด้วยเหตุที่เป็นพื้นที่มีจุดเด่นคือความเข้มแข็งของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และโบราณสถานที่ยังตกทอดจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ผู้คนในพื้นที่นั้นยังคงรักษาวัฒนธรรมและประเพณีที่ดีงามไว้ได้อย่างสมบูรณ์ โดยมีการทำงานร่วมกับ อพท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งมี ๔ มิติได้แก่ ๑.มิติการบริหารจัดการ ที่รวมถึงเรื่องความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ๒.มิติสังคมเศรษฐกิจ ๓.มิติวัฒนธรรม และ ๔.มิติสิ่งแวดล้อม ดังนั้นข้อมูลต่างๆ ทางด้านวิถีชีวิตอัตลักษณ์ วัฒนธรรมประเพณีนั้นจะถูกนำมาพัฒนาให้เป็นจุดขายทางการท่องเที่ยว ให้ชุมชนเป็นผู้ขับเคลื่อนและบริหารจัดการกันเอง ภายใต้หลักการทำงานที่อพท.ได้กำหนดไว้ร่วมกันสร้างสรรค์ผ่านการพัฒนาสิ่งแวดล้อมโครงสร้างทางสังคมและต้นทุนทางวัฒนธรรมประวัติศาสตร์ขนบธรรมเนียม ตลอดจนจารีตประเพณีท้องถิ่น มาผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชนและเกิดเส้นทางท่องเที่ยวโดยชุมชนทำให้พื้นที่หรือเมืองเล็กๆ อย่างจังหวัดน่านนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยวัฒนธรรมและวิถีชีวิตให้คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน และทำการตลาดได้บนมาตรฐานการบริหารจัดการที่หน่วยงานระดับโลกให้การยอมรับ     

ดร.ชูวิทย์ มิตรชอบ รก.ผอ.อพท 

สำหรับประวัติศาสตร์เมืองน่านเริ่มปรากฏขึ้นราว พ.ศ. ๑๘๒๕ ภายใต้การนำของพญาภูคา เจ้าเมืองย่าง ศูนย์การปกครองอยู่ที่เมืองย่าง เชื่อกันว่าคือบริเวณริมฝั่งด้านใต้ของแม่น้ำย่าง ใกล้เทือกเขาดอยภูคาในเขตบ้านเสี้ยว ตำบลยม อำเภอท่าวังผา ด้วยปรากฏร่องรอย ชุมชนในสภาพที่เป็นคูน้ำ คันดิน กำแพงเมืองซ้อนกันอยู่ ต่อมาพญาภูคา ได้ขยายอาณาเขตปกครองของตนออกไปให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยส่งราชบุตรบุญธรรม ๒ คน ไปสร้างเมืองใหม่ ให้ขุนนุ่น ผู้พี่ไปสร้างเมืองจันทบุรี คือเมืองหลวงพระบาง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของแม่น้ำของหรือแม่น้ำโขง และขุนฟองผู้น้องสร้างเมืองวรนครคือเมืองปัว ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ราชวงศ์ภูคาครองบ้านเมืองเป็นปึกแผ่น เจ้าขุนฟองมีพระโอรสชื่อ “เจ้าเก้าเกื่อน” ต่อมาครองเมืองปัวแทน และได้ครองเมืองย่างโดยมอบให้ชายาคือนางพญาแม่ท้าวคำปิน ซึ่งทรงครรภ์อยู่คอยปกครองดูแลรักษาเมืองวรนครแทน ภายหลังพญางำเมืองเจ้าผู้ครองเมืองพะเยา ได้ขยายอิทธิพลเข้าครอบครองเมืองปัวทั้งหมด ทำให้นางพญาแม่เท้าคำปินพร้อมด้วยบุตรในครรภ์ หลบหนีไปอยู่บ้านห้วยแร้งจนคลอดได้บุตรชายท่ามกลางท้องไร่นั้น ชื่อว่า“เจ้าขุนใส” นายบ้านห้วยแร้งได้รับนางพญาแม่ท้าวคำปินและบุตรชาย ไปเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ อายุได้ ๑๖ ปี ได้นำไปไหว้สาพญางำเมือง เมื่อพญางำเมืองเห็น ก็มีใจรักเอ็นดูรับเลี้ยงดูไว้ เมื่อเติบใหญ่ได้เป็นขุนนาง ต่อมาพญางำเมืองได้สถาปนาให้เป็น เจ้าขุนใสยศ ครองเมืองปราด ต่อมาได้รวบกำลังไพร่พลยกทัพมาสู้รบจนหลุดพ้นจากอำนาจเมืองพะเยา แล้วกลับมาเป็นผู้ครองเมืองวรนคร และสถาปนาเป็น “พญาผานอง” ภายหลังพญาผานองได้มีความสัมพันธ์กับกรุงสุโขทัยในสมัยพ่อขุนรามคำแหง  มีความในหลักศิลาจารึก หลักที่ ๑จึงทำให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น บ่อเกลือโบราณพิพิธภัณฑ์ วัดสำคัญในสมัยสุโขทัยและวัดที่มีศิลปะท้องถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เช่น วัดภูมินทร์ วัดพระธาตุแช่แห้ง วัดช้างค้ำ วัดพญาวัด วัดเวียงสา วัดสวนตาล วัดพระธาตุน้อย ตลอดจนแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ เช่น ดอยภูคา ดอยเสมอดาว และประเพณีพื้นถิ่น อาหารพื้นบ้าน งานผ้าทอ ประเพณีกลองพิธี…ทึ่ยังมีชีวิตให้เห็น จนหลายคนชอบที่จะพากันไปกระซิบรัก..เมืองน่านกันทุกวันกระซิบรักวัดภูมินทร์กระซิบรักวัดภูมินทร์อาหารพื้นเมืองน่านอาหารพื้นเมืองน่านวัดหนองบัว-ภาพเขียนวัดหนองบัว-ภาพเขียนวัดสวนตาลวัดสวนตาลพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ-น่านพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ-น่านพิธีตีกลองปูจาพิธีตีกลองปูจาพระธาตุเขาน้อย

พระธาตุเขาน้อยพระเจ้าเก้าตื้อพระเจ้าเก้าตื้อพญาภูคา

พญาภูคาบ่อเกลือ ๘๐๐ ปีบ่อเกลือ ๘๐๐ ปีทำตุงค่าคิง

ทำตุงค่าคิงดอยภูคา

ดอยภูคา

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘แหล่งเตาโบราณสามโคก’ ภูมิถิ่นฐานย่านมอญสมัยอยุธยา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/531818

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘แหล่งเตาโบราณสามโคก’ ภูมิถิ่นฐานย่านมอญสมัยอยุธยา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘แหล่งเตาโบราณสามโคก’ ภูมิถิ่นฐานย่านมอญสมัยอยุธยา

วันอาทิตย์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หลวงพ่อโต

ถิ่นฐานบ้านมอญในสมัยอยุธยานั้นถือว่าบ้านสามโคกเป็นชุมชนมอญขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกับกรุงศรีอยุธยา การตามรอยสยามอาทิตย์นี้ ได้ตามรอยไปที่ตำบลสามโคก ซึ่งมีวัดเก่าแก่ของชุมชนอยู่คือวัดสิงห์ ประวัติวัดระบุว่าวัดนี้ได้รับวิสุงคามสีมาคือ ได้รับพระราชทานพื้นที่จากพระเจ้าแผ่นดินให้สร้างโบสถ์เมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ.๒๒๑๐ เป็นวัดแบบศิลปะอยุธยาตอนปลาย หน้าพระอุโบสถ์มีเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองอยู่หน้าโบสถ์ ๕ องค์ ส่วนพระอุโบสถนั้น กว้าง ๘.๕๐ เมตรยาว ๑๘.๐๐ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๓๐๐ พระประธานในอุโบสถศิลปะอยุธยากลาง หน้าตักกว้าง ๕ ศอกสูง ๖ ศอก พร้อมด้วยพระพุทธรูปบนฐานชุกชีโดยรอบแบบอยุธยา ข้างพระอุโบสถเป็นวิหารน้อย ประดิษฐานพระพุทธรูปศิลาทรายแดงเรียกหลวงพ่อดำ ด้านหลังวิหารมีโกศบรรจุอัฐิพระยากาย อดีตเจ้าอาวาสวัดสิงห์ เป็นงานประติมากรรมวิจิตรงดงามแบบศิลปะมอญโบราณนอกกำแพงแก้วเป็นศาลาโถงหรือศาลาดิน ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อเพชร) เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทอง กว้าง ๕ ศอก ๑ คืบ๕ นิ้ว และพระพุทธรูปหลวงพ่อโตปูนปั้นลงรักปิดทองปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๓ ศอก ๓ นิ้วสูง ๕ ศอก ด้านหลังมีภาพเขียนพระพุทธรูป ๓ องค์และรอยพระพุทธบาทจำลองไม้สัก ลงรักปิดทองเป็นฝีมือช่างต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ส่วนที่เป็นถิ่นฐานบ้านมอญนั้นมีแหล่งเตาโบราณอยู่ด้านหน้าวัดสิงห์ ซึ่งเดิมเป็นถิ่นฐานบ้านมอญสามโคก ที่มาตั้งถิ่นฐานอยู่เมื่อครั้งอยุธยา ซึ่งมีวัดหลายวัดและคลองเชื่อมต่อถึงกัน ได้แก่ วัดตำหนัก วัดสะแก วัดสามโคก วัดสิงห์ วัดช่องลมวัดแจ้งนอก วัดแจ้งใน วัดป่าฝ้าย วัดไก่เตี้ย โดยมีลำคลองจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าสู่ชุมชนและวัดต่างๆ ๙ สาย คือคลองวัดตำหนัก คลองวัดสะแก คลองเกาะปิ้น คลองบ้านทาส คลองวัดสิงห์ คลองวัดแจ้ง คลองขนอน คลองวัดป่าฝ้าย 

อาคารอำเภอสามโคก

จากบันทึกของต่างชาติที่เดินทางเข้ามาค้าขายในสมัยอยุธยานั้นในแผนที่แสดงเส้นทางแม่น้ำจากทะเลอ่าวไทยถึงกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเขียนโดย “มองซิเออร์ เดอร์ รามา” นั้น ได้ระบุชื่อย่านบ้านตำบลทั้งสองฟากฝั่งลำน้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะแผนที่ชาวฮอลันดาเขียนขึ้นในปี ค.ศ.๑๓๒๖ ตรงกับแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ พ.ศ.๒๒๖๙ ได้เขียนภาพสัญลักษณ์เช่น ภาพบ้านเรือน วัด โบสถ์ วิหาร เจดีย์ วัง กำแพงเมือง ป้อมค่ายคูเมือง ป่าไม้ ภูเขาซึ่งทำให้รู้ถึงที่ตั้งชุมชนหมู่บ้านวัดต่างๆ ในสมัยอยุธยาที่ตั้งอยู่ริมสองฟากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น บ้านบางหลวง (Ban bouang) บ้านเตร็จใหญ่(Ban TretYai) บ้านเหนือ (Ban Niou) บ้านพร้าว(Ban Clas) บ้านสมัคร (Ban Seumac)บ้านกร่าง (Ban Tran) ปัจจุบันชื่อบ้านได้เปลี่ยนไปเช่น บ้านเตร็จใหญ่ เป็น บ้านใหม่ บ้านปากเตร็จใหญ่เป็น บ้านกระแซง บ้านเหนือ เป็น ปทุมธานี สำหรับย่านสำคัญริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณคุ้งน้ำฝั่งตะวันตก ที่ระบุไว้คือย่าน “Potte-Bakkers Dro” หมายถึงหมู่บ้านเครื่องปั้นดินเผา หรือ “หมู่บ้านปั้นหม้อ” ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญของสามโคกว่า หมู่บ้านนี้ประกอบอาชีพทำเครื่องปั้นดินเผาออกจำหน่าย ด้วยมีการก่อตั้งโคกเนินดินสร้างเตาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นไว้สามโคก แต่ละโคกนั้นก่อเตาเรียงคู่ขนานสลับซับซ้อนกันอยู่ ประมาณว่าทั้งสามโคกนั้นมีเตารวมกันไม่น้อยกว่า ๑๕ เตา จากหลักฐานการขุดค้นศึกษาทางโบราณคดีโดย กรมศิลปากร เมื่อมีนาคม พ.ศ ๒๕๔๓ บริเวณโคกเนินเตาเผาที่ ๑ นั้นพบเตาเผาปรากฏอยู่ ๔ เตาเรียงซ้อนกันอยู่ในโคกเนินเดียวกัน ผลิตภัณฑ์ที่พบได้แก่ ตุ่มอีเลิ้ง อ่าง ครก กระปุก โถ หม้อน้ำ หวดนึ่งข้าวเตา ชาม ตะคัน ท่อน้ำ ภาชนะบางชิ้นมีการตกแต่งด้วยลวดลายขูดขีด หรือลายกดประทับเป็นลายดอกพิกุล ลายดอกไม้กลีบบัว ลายกระจัง ลายจักรบางชิ้นมีจารึกเป็นภาษามอญ ที่แปลความหมายไม่ได้ บางชิ้นเป็นภาษาไทย ว่า “หนังสือออกหลวง” จึงประมาณเอาว่าแหล่งเตาเผาที่บ้านสามโคกนี้เป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาที่ิเมือง-ใหญ่ในสมัยอยุธยา โดยเฉพาะ “ตุ่มอีเลิ้ง” คือตุ่มดินแดงไม่เคลือบ ปากเล็กก้นลึก กลางป่อง ได้เรียกตามชื่อแหล่งผลิตว่า “ตุ่มสามโคก” ถือเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องปั้นดินเผาชาวมอญสามโคกที่มีชื่อเสียงมาก ต่อมาในรัชกาลที่ ๕ แหล่งเตานี้ได้เลิกไปและย้ายไปใช้บริเวณย่านเกาะเกร็ดแทนกุฏิเก่า

กุฏิเก่าแหล่งเตาโบราณแหล่งเตาโบราณศาลาดิน

ศาลาดินวิหารน้อย-หลังวิหารน้อย-หลังภาพเขียนพระพุทธรูป ๓ องค์ภาพเขียนพระพุทธรูป ๓ องค์พระประธานวิหารน้อยพระประธานวิหารน้อยแผนที่ชุมชนสมัยอยุธยาแผนที่ชุมชนสมัยอยุธยาตุ่มสามโคกหรือตุ่มอีเลิ้ง

ตุ่มสามโคกหรือตุ่มอีเลิ้งเชื้อสายมอญสามโคก

เชื้อสายมอญสามโคกเจดีย์หน้าวัด

เจดีย์หน้าวัดเจดีย์พระยากราย

เจดีย์พระยากราย