ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ประพาสพิพิธภัณฑ์’ ภูมิเรียนรู้ประวัตศาสตร์แผ่นดิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/565286

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ประพาสพิพิธภัณฑ์’  ภูมิเรียนรู้ประวัตศาสตร์แผ่นดิน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ประพาสพิพิธภัณฑ์’ ภูมิเรียนรู้ประวัตศาสตร์แผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ท้องพระโรงวังหน้า

วันที่ ๒-๘ เมษายนนั้น เป็นสัปดาห์ของงานวันอนุรักษ์มรดกไทย ที่กระทรวงวัฒนธรรมโดยกรมศิลปากรนั้นได้มีการเปิด อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครในวันแรก หลังจาก นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร นางสาวนิตยา กนกมงคล ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและคณะได้ดำเนินการปรับปรุงตามโครงการอนุรักษ์และพัฒนาวังหน้า ภายใต้แผนยุทธศาสตร์แผนงานบูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว และเพื่ออนุรักษ์อาคารโบราณสถาน พัฒนาการจัดแสดงนิทรรศการถาวรทั้งด้านหน้าเนื้อหาวิชาการที่มีความก้าวหน้ามีรูปแบบการจัดแสดงที่ทันสมัยตามแบบพิพิธภัณฑ์สากล

การจัดแสดงที่อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเป็นอาคารสองชั้น ที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดอาคารจัดแสดงเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๑๐ นิทรรศการภายในอาคารหลังนี้เดิมจัดแสดงเรื่องประวัติศาสตร์ศิลปะในยุคแรกสร้างในปี ๒๕๖๐ นั้นอาคารหลังนี้ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงปี ๒๕๖๓ โดยจัดห้องแสดงใหม่ทั้งหมด โดยนำเสนอเนื้อหาประวัติศาสตร์โบราณคดี ผ่านการจัดวางโบราณวัตถุที่พบในแหล่งโบราณคดี โบราณวัตถุรับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์ และรับมอบจากส่วนราชการต่างๆ ในประเทศไทย รวมจำนวนกว่า ๑,๐๐๐ รายการ โดยจัดวางแบบพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ทำให้ผู้ชมสามารถเห็นได้รอบด้าน หรือ ๓๖๐ องศา ด้วยการจัดแสงเงา และสื่อมัลติมีเดียประกอบการนำเสนอข้อมูลเชิงลึก จัดตั้งระบบควบคุมสิ่งแวดล้อมเพื่อรักษาสภาพโบราณวัตถุให้มั่นคง   

พิธีเปิดอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์

โดยแบ่งห้องแสดงในพื้นที่ ๒,๘๐๐ ตารางเมตรตามเนื้อหาแต่ละยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ คือ ห้องประวัติศาสตร์โบราณคดีล้านนา นำเสนอเรื่องราวของรัฐสำคัญทางภาคเหนือ ทั้งด้านกลุ่มชนประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ การปกครอง ศาสนา และศิลปกรรม ที่เจริญอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๑ และสืบต่อถึงสมัยนครเชียงใหม่ โบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่จัดแสดง ได้แก่ พระพุทธรูปสกุลเชียงแสน หรือสิงห์ ที่เป็นเอกลักษณ์ของศิลปะและตำนานความศรัทธาของชาวล้านนา ที่แพร่ขยายมาสู่นครรัฐไทยในเวลาต่อมา เครื่องถ้วยจากแหล่งเตาภาคเหนือ และจากการสำรวจพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนภูมิพลในอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งสะท้อนเส้นทางการค้า พื้นฐานเศรษฐกิจสำคัญของล้านนา เป็นต้น ห้องประวัติศาสตร์โบราณคดีสุโขทัย นำเสนอเรื่องราวความรุ่งเรืองของอาณาจักรสุโขทัย ทั้งด้านการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ ศาสนา และศิลปกรรม ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจไปในทุกนครรัฐไทย จนถึงสมัยปัจจุบัน โบราณวัตถุชิ้นสำคัญได้แก่ศิลาจารึก หลักที่ ๑ อันเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกโดยยูเนสโก พระพุทธรูปปางลีลา อันเป็นเอกลักษณ์แห่งศิลปะสุโขทัย ซึ่งเป็นยุคทองของศิลปกรรมที่งดงาม ห้องประวัติศาสตร์โบราณคดีกรุงศรีอยุธยา พื้นที่จัดแสดงแบ่งเป็น ๓ ส่วน จัดวางประจักษ์พยานที่สะท้อนความเจริญรุ่งเรืองทุกด้านของกรุงศรีอยุธยา ศูนย์อำนาจในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๔ ซึ่งเป็นพื้นฐานโครงสร้างสังคมไทยที่สืบเนื่องมาถึงปัจจุบันห้องประวัติศาสตร์โบราณคดีกรุงรัตนโกสินทร์แบ่งการจัดแสดงออกเป็นสองยุค ห้องแรก นำเสนอเรื่องราวของกรุงธนบุรี การก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ที่มีการฟื้นคืนบ้านเมืองให้มีความสมบูรณ์ในด้านต่างๆ ตามแบบแผนของกรุงศรีอยุธยา สืบยุคสมัยในรัชกาลที่ ๒-๓ ห้องที่สอง เป็นเรื่องการพัฒนาบ้านเมืองเข้าสู่สมัยใหม่ตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ ๔ จนถึงสมัยปัจจุบัน เป็นจุดเชื่อมเรื่องราวของประวัติศาสตร์โบราณคดีให้เกิดการเรียนรู้สู่ความเจริญทางศิลปวัฒนธรรมที่นำไปสู่นิทรรศการศิลปกรรมประเพณีไทยที่จัใน อาคารหมู่พระวิมาน พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์โรงราชรถ ตำหนักแดง และสถาปัตยกรรมต่างๆของวังหน้า โดยเฉพาะบรรยากาศท้องพระโรงของพระราชวังบวรสถานมงคลในอดีตเช่นเดียวกันการเรียนรู้ประวัติศาสตร์โบราณคดีจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ทุกแห่งทั่วประเทศ จึงมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทยศิลปวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมสำคัญที่สร้างองค์ความรู้จากนักวิชาการที่มีความรู้เฉพาะเรื่องให้กับแผ่นดินของพระราชทานของพระราชทานห้องสมัยอยุธยา

ห้องสมัยอยุธยาศิลปะรัตนโกสินทร์

ศิลปะรัตนโกสินทร์พระศิลาขาว ศิลปะทวารวดี

พระศิลาขาว ศิลปะทวารวดีพระพุทธรูปปางลีลาสุโขทัย

พระพุทธรูปปางลีลาสุโขทัยฉากเขียนลายกำมะลอฉากเขียนลายกำมะลอจารึกสมัยสุโขทัย

จารึกสมัยสุโขทัยจารึกและเทวรูปสำคัญ

จารึกและเทวรูปสำคัญจารึกลานทองจารึกลานทองเครื่องเบญจรงค์อยุธยา

เครื่องเบญจรงค์อยุธยา

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เมืองลอง’ ภูมิสีสันผ้าทอ-บ่อเหล็กลองของล้านนา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/563722

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองลอง’ ภูมิสีสันผ้าทอ-บ่อเหล็กลองของล้านนา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองลอง’ ภูมิสีสันผ้าทอ-บ่อเหล็กลองของล้านนา

วันอาทิตย์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ห้องแสดงความรู้

ด้วยความเข้มแข็งจากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นภาคเหนือ การจัดงานมหกรรมพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นล้านนา “มหัศจรรย์สีสันเส้นด้ายลายผ้าล้านนา” เมื่อวันที่ ๒๕-๒๗ มีนาคม ๒๕๖๔ที่ผ่านมาจึงได้รับการสนับสนุน จากศูนย์มนุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) โดย ดร.นพ.โกมาตรจึงเสถียรทรัพย์ ผู้อำนวยการ ร่วมกับ อาจารย์โกมลพานิชพันธ์ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอลอง และเครือข่ายฯนั้น ทำให้อาทิตย์นี้ได้ติดตามงานที่จัดขึ้นในบริเวณวัดศรีดอนคำ อ.ลอง จ.แพร่ งานนี้ได้ยกเอาผ้าเมืองลอง เหล็กลองของหายากและภาพเก่ามาจัดให้เห็นเป็นเรื่องราวเช่น ๑.ผ้าแห่งศรัทธา ๒.นานาเครื่องหย้อง (เครื่องประดับ)๓.ผ้าพี่น้องชนเผ่า ๔.ภาพเก่าคนเมือง ๕.ลือเลื่องผ้าเมืองลอง โดยผ่านการแสดงทางวัฒนธรรมการเสวนาวิชาการ การสาธิต และการจำหน่ายสินค้าทางวัฒนธรรม ผ้าพื้นเมือง ผ้าล้านนาจนเป็นจุดเด่นในมิติของมานุษยวิทยา ทำให้เกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเครือข่ายกับชุมชนในแหล่งเรียนรู้สำคัญ ที่ทำให้รับรู้ว่าอำเภอลองนี้มีประวัติศาสตร์ของพื้นที่ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมีแหล่งทรัพยากรสำคัญคือ บ่อเหล็กลองที่เป็นแหล่งโบราณคดีที่ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ พบเตาถลุงเหล็กโบราณ๑๐ เตา ในพื้นที่บ้านนาตุ้ม หมู่ที่ ๑ ตำบลบ่อเหล็กลองอำเภอลอง อันเป็นแหล่งถลุงเหล็กของเมืองลองโบราณ

เคริอข่ายพิพิธภัณฑ์ภาคเหนือ

เมื่อหาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ด้วยวิธีเรืองแสงความร้อน (TL) ได้ค่าอายุอยู่ประมาณ พ.ศ.๒๑๑๕-๒๑๔๘ ตรงกับปลายสมัยพระนางวิสุทธิเทวีหรือสมเด็จเจ้าราชวิศุทธ กษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์มังราย (พ.ศ. ๒๑๐๑-๒๑๒๑) ต่อเนื่องจนถึงสมัยมังนรธาเมงสอ (พ.ศ. ๒๑๒๒-๒๑๕๐) ราชวงศ์ตองอูปกครองล้านนา ดังนั้นบ่อเหล็กลองแห่งเดียวนี้ของเมืองลองจึงเป็นวัตถุมงคลที่ถูกนำมาใช้สร้างศาสตราวุธและใช้เป็นเครื่องรางของขลังสำหรับนักรบโบราณด้วย ดังนั้นร่องรอยของการเป็นเมืองลองโบราณก็คือเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญทางใต้ของล้านนา ในยุคนั้นมีชื่อเรียกว่า เมืองเชียงชื่นซึ่งเป็นเมืองด่านสำคัญ ควบคุมเส้นทางระหว่างล้านนากับสุโขทัย สมัยพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์ล้านนาองค์ที่ ๙ (พ.ศ.๑๙๘๔-๒๐๓๐) นั้นได้ขยายล้านนาด้านตะวันออกมายังเมืองแพร่ เมืองน่านและทำสงครามกับอยุธยา เมืองลองจึงมีความสำคัญทั้งด้านจุดยุทธศาสตร์การคมนาคมและการรบที่สำคัญคือเป็นเมืองที่มี เหล็ก ทองแดง ทองเหลือง ทองคำ เงิน ตะกั่ว และพลอย เป็นทรัพยากรสำคัญที่ทำให้ไม่เคยทิ้งร้างจึงมีผู้คนอาศัยอยู่อย่างต่อเนื่องก่อนมีการตั้งเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่นั้น มักมีเมืองที่ถูกตั้งขึ้นก่อน ปัจจุบันเมืองต่างๆ นั้นเป็นอำเภอไปหมด เช่น เมืองงาว เมืองแจ้ห่ม เมืองเชียงของเมืองเชียงคำ เมืองเชียงดาว เมืองเถิน เมืองเทิง เมืองปัวเมืองฝาง เมืองพร้าว เมืองพาน เมืองลอง เมืองสองและเมืองฮอด ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งมีอยู่ ๕๗ หัวเมืองสำคัญของล้านนา

นพ.โกมาตร-อจ.โกมล ผู้ร่วมจัดงานมหกรรม

ด้วยเหตุที่ชาวเมืองลองโบราณนั้นเป็นชาวไทยยวนหรือชาวไทยโยนก จึงมีวิถีวัฒนธรรมเช่นเดียวกับเมืองอื่นในล้านนา โดยเฉพาะการแต่งกายนั้นยังรักษารูปแบบการทอผ้าในรูปแบบของตนเอง ผู้หญิงไทยยวนนิยมแต่งกายด้วยผ้าซิ่นทอชนิดต่างๆ และผ้าซิ่นตีนจกเป็นผ้าซิ่นที่ทอขึ้นเพื่อใช้ในงานสำคัญ โดยวัสดุที่ใช้ในการทอมีทั้งที่เป็นฝ้ายไหม ดิ้นเงิน ดิ้นทอง ทอเป็นผ้าลวดลายสวยงาม การทอผ้าตีนจกของชาวเมืองลองนั้นสันนิษฐานว่าสืบต่อรุ่นกันมานานมากกว่า ๒๐๐ ปีจากหลักฐานภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ วัดเวียงต้าตำบลเวียงต้า อำเภอลอง ที่วาดโดยช่างพื้นบ้านซึ่งเป็นจิตรกรรมเวียงต้า ที่สะท้อนวิถีชีวิตความเชื่อและการแต่งกายของชาวบ้านเวียงต้า ในยุคนั้นจากภาพจะเห็นผ้าถุงที่ผู้หญิงในภาพใช้สวมใส่เป็นซิ่นตีนจก และภาพถ่ายเจ้านายฝ่ายหญิงของเมืองแพร่ในสมัยก่อน พ.ศ.๒๔๔๕ พบว่า ผ้าซิ่นที่ใช้สวมใส่จะมีเชิงซิ่นเป็นตีนจก แบบเดียวกับซิ่นตีนจกที่ทอขึ้นโดยช่างทอผ้าชาวเมืองลอง จึงไม่แปลกใจที่เมืองนี้มีช่างทอผ้า ประนอม ทาแปง เป็นศิลปินแห่งชาติ และ อาจารย์โกมล พานิชพันธ์ ผู้สร้างสรรค์งานผ้าทอเมืองลองจนมีชื่อเสียงรู้จักกันดีผ้าทอชื้นงาม

ผ้าทอชื้นงามกลองสะบัดจากเยาวชน

กลองสะบัดจากเยาวชนสาธิตการทอผ้าสาธิตการทอผ้าพิพิธภัณฑ์ผ้าโกมลพิพิธภัณฑ์ผ้าโกมลผ้าแห่งศรัทธา

ผ้าแห่งศรัทธาผ้าทอโบราณห่อคัมภีร์ผ้าทอโบราณห่อคัมภีร์เตาเผาโบราณเมืองลอง

เตาเผาโบราณเมืองลองดนตรีของล้านนา

ดนตรีของล้านนาชุดชนเผ่าพื้นเมือง

ชุดชนเผ่าพื้นเมืองจิตรกรรมวัดเวียงต้า

จิตรกรรมวัดเวียงต้าเครื่องประดับเครื่องประดับเหล็กลอง

เหล็กลอง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ภูพระบาท’ แหล่งเรียนรู้โบราณคดี-พิธีกรรมโบราณ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/562164

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ภูพระบาท’ แหล่งเรียนรู้โบราณคดี-พิธีกรรมโบราณ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ภูพระบาท’ แหล่งเรียนรู้โบราณคดี-พิธีกรรมโบราณ

วันอาทิตย์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เพิงพระพุทธรูป

ด้วยความสำคัญของอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท บ้านติ้ว ต.เมืองพาน อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ที่ถูกเตรียมการเสนอเป็นมรดกโลกนั้นได้รับความสนใจใคร่รู้ของนักท่องเที่ยวมาก จึงมีการพัฒนาและยกระดับให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวมาตรฐานระดับสากล เป็นการเตรียมความพร้อมในการขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก หลังจาก “อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท”แห่งนี้ได้ขึ้นบัญชีชั่วคราวรับการประเมินเป็นมรดกโลก ตั้งแต่ ๑ เมษายน ๒๕๔๗ แล้ว และผู้เชี่ยวชาญ ICOMOS ลงพื้นที่๑๗-๒๔ กันยายน ๒๕๕๘ และมีการส่งข้อมูลเพิ่มเติมตามคำขอ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ต่อมา ICOMOS ส่งรายงานการประเมินฉบับสมบูรณ์เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๙ เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ กรุงอีสตันบูล ประเทศตุรกี ระหว่าง ๑๐-๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๙ แต่ไทยขอถอนตัวเพราะเชื่อว่าเอกสารนั้นยังไม่สมบูรณ์ จึงทำให้คณะรัฐมนตรีประชุมตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนฯนำเสนออีกครั้งเมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๖๒ เพื่อจัดทำข้อมูลเพิ่มเติมเสนอเป็นมรดกโลกต่อไป

อาทิตย์นี้จึงได้ติดตามการพัฒนาแหล่งโบราณคดีขนาดใหญ่แห่งนี้ไปที่เขตอุทยานแห่งชาติภูหินจอดธาตุ-ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี ซึ่งมีพื้นที่ ๓,๔๓๐ ไร่  อันเป็นแหล่งสำคัญที่พบหลักฐานทางโบราณคดีและโบราณสถานตั้งอยู่ทั่วบริเวณดังกล่าวมากมาย ซึ่งสามารถบอกเรื่องราวในอดีตตั้งแต่ภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งมี ๕๔ แห่งที่นับว่ามีมากที่สุดในประเทศไทย และจากการที่มีเพิงผาหน้าหินขนาดใหญ่นั้นทำให้มีการปรับใช้พื้นที่ให้เป็นโบราณสถานและวัดในสมัยอาณาจักรลานช้างมากกว่า ๗๐ แห่ง ซึ่งมีรอยพระพุทธบาทสำคัญตั้งอยู่ ๓ รอย อันมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงวัฒนธรรมตำนานและศิลปกรรมกับพระธาตุพนม

คณะผู้รับผิดชอบพื้นที่

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดสถานที่ดังกล่าวเป็น“อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท” เมื่อวันที่๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๕  จากวันนั้นจนวันนี้ ภูพระบาทได้มีการพัฒนาพื้นที่และจัดตั้ง “ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท” ขึ้นและทำพิธีเปิดใช้ในวันที่ ๑๙ มีนาคมนี้ เรื่องนี้กระทรวงวัฒนธรรมโดย นายประทีป เพ็งตะโกอธิบดีกรมศิลปากร ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ๑๕.๓๔ ล้านบาท จากงบยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตามแผนงานบูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว กีฬา และวัฒนธรรม มาพัฒนาและปรับปรุงศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเดิม เพื่อเพิ่มศักยภาพอาคารปฏิบัติการและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้มารับบริการ เป็นการยกระดับเป็นแหล่งท่องเที่ยวมาตรฐานสากล และเตรียมความพร้อมเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในอนาคต

สำหรับการเที่ยวเพื่อเรียนรู้นั้น นายมนตรี ธนภัทรพรชัย หน.อุทยานประวัติภูพระบาทได้ให้ความสำคัญต่อการเรียนรู้จากศูนย์แห่งนี้ซึ่งสร้างเป็นอาคารโปร่งแสง และจัดแสดงเนื้อหาการพัฒนาการทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต ความเชื่อและศาสนา ของผู้คนในพื้นที่ภูพระบาท และบริเวณใกล้เคียง รวมทั้งมีห้องให้บริการสืบค้นข้อมูลสารสนเทศ โดยห้องจัดแสดงแบ่งออกเป็น ๖ ส่วน คืธรรมชาติบนภูพระบาท, ธรณีวิทยาแห่งเทือกเขาภูพาน, ภูพระบาทภูเขาศักดิ์สิทธิ์, ห้องโบราณคดีผ่านสื่อผสมผสาน, ห้องอริยสงฆ์ภูพระบาท และห้องชาติพันธุ์ชาวไทยพวน สำหรับบริเวณพื้นที่จริงนั้นมีรถไฟฟ้าบริการนำเข้าชมกลุ่มโบราณสถาน และสักการะ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วย “ขันหมากเบ็ง” ตามประเพณีชาวอีสาน ทำให้ทุกคนร่วมถอดบทเรียนถึงแหล่งที่มีมนุษย์อาศัยอยู่ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และสืบต่อร่วมสมัยจนมีการดัดแปลงเพิงผาหินทราย ให้เป็นศาสนสถาน และสถานที่ประกอบพิธีกรรม โดยมีการสร้างเสมาขนาดใหญ่ขนาดต่างๆ กันวางล้อมประกอบพิธีตามความเชื่อ บางแห่งสร้างเป็นศาสนสถานประดิษฐานพระพุทธรูป พร้อมกับมีการนำสร้างเรื่องราวอุษา-บารส ให้เป็นตำนานไปตามแท่งหินธรรมชาติและหินที่ก่อเป็นรูปร่างขึ้น เช่น หอนางอุษา หีบศพพ่อตา, หีบศพท้าวบารส, หีบศพนางอุษา และถ้ำพระเป็นต้น

นับเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทที่เป็นแหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรมและภูมิทัศน์อันศักดิ์สิทธิ์ ของกลุ่มผู้คนในลุ่มน้ำโขงและอุดรธานี ที่มีความพร้อมและศักยภาพ สำหรับการเสนอชื่อขึ้นเป็นมรดกโลกแห่งใหม่ ทำให้กรมศิลปากรและจังหวัดอุดรธานีได้ร่วมกันเสริมสร้างศักยภาพ ให้มีความพร้อมในทุกด้านต่อไปขันหมากเบ็ง สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขันหมากเบ็ง สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์พระครูโพนสะเม็ก ปราชญ์ พระไตรปิฎกพระครูโพนสะเม็ก ปราชญ์ พระไตรปิฎกพระพุทธรูปหินทรายพระพุทธรูปหินทรายพิธีเปิดศูนย์บริการท่องเที่ยว

พิธีเปิดศูนย์บริการท่องเที่ยวศูนย์บริการนักท่องเที่ยวศูนย์บริการนักท่องเที่ยวสักการะพระพุทธรูปโบราณสักการะพระพุทธรูปโบราณแสดงส่วนภาพเขียนสี

แสดงส่วนภาพเขียนสีห้องแสดงของศูนย์บริการฯ

ห้องแสดงของศูนย์บริการฯหอนางอุษาหอนางอุษาแหล่งโบราณคดีบนภูพระบาทแหล่งโบราณคดีบนภูพระบาทอาคารนิทรรศการอาคารนิทรรศการอุทยานภูพระบาท

อุทยานภูพระบาท

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘คัมภีร์มอญ’ ภูมิปราชญ์พุทธศาสนาเมืองปทุมธานี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/560573

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘คัมภีร์มอญ’ ภูมิปราชญ์พุทธศาสนาเมืองปทุมธานี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘คัมภีร์มอญ’ ภูมิปราชญ์พุทธศาสนาเมืองปทุมธานี

วันอาทิตย์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2564, 09.00 น.

ผวจ.ชัยวัฒน์ สนใจคัมภีร์มอญของเก่าเมืองปทุมฯ

หากพูดถึงวิถีชุมชนคนรักษาวัฒนธรรมแล้ว ชุมชนศาลาแดงเหนือ ตำบลเชียงรากน้อย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ถือเป็นตัวอย่างชุมชนหนึ่งที่น่าสนใจ แม้ว่าจะเป็นชุมชนเล็กๆ ไกลตาแต่ก็รักษาวัฒนธรรมของตนเป็นอย่างดีจนได้รับการยกย่องเป็นชุมชนต้นแบบอันดับ ๓ ของประเทศ แม้จะไม่ได้รับการใส่ใจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่าไรนัก แต่ด้วยการสร้างเครือข่ายของคนเชื้อสายมอญที่รับรู้กันมานานแล้วว่า ชุมชนนี้เป็นแหล่งวัฒนธรรมวิถีมอญ ที่ยังอนุรักษ์ขนบประเพณีวิถีมอญและเก็บรวบรวมสิ่งของจากบรรพบุรุษสำหรับการเรียนรู้ โดยเฉพาะคัมภีร์ภาษามอญโบราณไว้อย่างเป็นระบบ ด้วยความอุสาหะของชาวบ้านและเจ้าอาวาสวัดศาลาแดงเหนือ แล้วยังมีดร.พิศาล บุญผูก ผู้รู้ภาษามอญ ปราชญ์มอญศึกษา ร่วมด้วยนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โดย นางสาววรนุช สุนทรวินิต อดีตผู้อำนวยการสำนักบรรณสารสนเทศ ผู้เริ่มโครงการนนทบุรีศึกษา รวมทั้งนักวิชาการจาก ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, ศูนย์ซีมีโอสปาฟ่า และนักวิชาการสถาบันอื่นๆ ที่ต่างมาช่วยกันตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๓ ด้วยเหตุที่ “งานวิชาการนั้นไม่ใช่งานเอาหน้า”จึงหาคนใส่ใจน้อยมาก ทั้งๆ ที่เป็นงานวิชาการระดับประเทศและอาเซียนตามนโยบาย “พหุวัฒนธรรม” เรื่องนี้ นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ได้ให้ความสนใจต่อโครงการเปิดตำนานปทุมธานี ผ่านคัมภีร์มอญ ประจำปี ๒๕๖๔เมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๖๔ ที่ผ่านมา และพร้อมที่จะสนับสนุนให้เป็นแหล่งองค์ความรู้ของเมืองปทุมธานีต่อไป

ดร.พิศาล บุญผูก ปราชญมอญศึกษา

การสร้างคัมภีร์ใบลานของพุทธศาสนิกชนคนมอญนั้น สืบต่อวิถีวัฒนธรรมมาแต่โบราณกาล เมื่ออพยพชาวมอญมาอยู่ตำบลสามโคกในสมัยอยุธยา แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแล้วก็ยังรักษาวัฒนธรรมสืบทอดต่อกันมาด้วย ชาวมอญมีความเชื่อว่า ผู้ใดที่สร้างคัมภีร์ใบลานถวาย ถือว่าเป็น “การสร้างธรรม” จะได้อานิสงส์ผลบุญเป็นมหากุศลอันยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต ดังนั้น จึงมีธรรมเนียมนิยมการสร้างคัมภีร์ใบลานถวายไว้ในพระศาสนามากมาย การถวายคัมภีร์นั้นก็จะต้องทอผ้าห่อคัมภีร์และห่อหุ้มคัมภีร์ไว้อีกชั้นหนึ่ง เพื่อป้องกันการชำรุดที่จะเกิดแก่ตัวคัมภีร์ไม่ให้เสียหายกับรักษาสภาพให้ใช้ศึกษาอยู่ในหอไตร ซึ่งถือเป็นพุทธบูชาสร้างอานิสงส์ในชาติภพข้างหน้า

คัมภีร์มอญนั้นนิยมจารลงใบลานที่มีการเรียกชื่อต่างกันในอาเซียน เช่น ศรีลังกาเรียกว่าโอลา (ola) ในอินเดียเรียกว่า ทูลา สิโทลา หรือการาลิกา (tula, sritola or karalika) ในประเทศไทยเรียกว่า ใบลาน (palm-leaf) เป็นใบพืชตระกูลปาล์ม ที่มีความคงทนในอากาศร้อน จึงนิยมจารข้อมูลลงบนใบลานแล้ว ลงเขม่าดำหรือสีให้อ่านง่าย แต่ละใบลานนั้นนำมาผูกรวมไว้ด้วยกันหลายใบ ตามเนื้อหาของคัมภีร์ ผูก ๑ ก็คือบท ๑ บางเรื่องมีหลายบทก็ผูกไว้หลายผูก คัมภีร์หนึ่งนั้นต้องมีไม้ประกับคัมภีร์ใบลานทั้งสองข้าง ความสำคัญอยู่ที่ไม้ประกับที่สร้างขึ้นทำลวดลายรดน้ำปิดทอง หรือประดับด้วยลายมุกรักดำ อีกยังทาสันคัมภีร์ใบลานด้วยสีทอง หรือสีแดง ตามความสำคัญ โดยมีป้ายงา กระดูก ไม้ ขัดบอกชื่อกำกับพระคัมภีร์ ซึ่งทุกคัมภีร์มักมี “ผ้าห่อคัมภีร์” ป้องกันฝุ่น แมลง ความร้อน ความชื้น และทำหน้าที่แยกคัมภีร์แต่ละผูกหรือแต่ละเรื่องออกจากกัน ทำให้คัมภีร์ใบลานไม่ชำรุดเสื่อมสภาพรักษาสืบต่อได้มากกว่า ๒๐๐ ปีการสร้างผ้าห่อคัมภีร์ใบลานนี้นิยมกันในประเทศแถบเอเชียจึงมีการทอผ้าและสร้างผ้าห่อคัมภีร์โดยเฉพาะ สำหรับคัมภีร์ภาษามอญที่วัดศาลาแดงเหนือนี้เป็นแห่งหนึ่งในหลายๆ วัด ที่มีการศึกษาและสืบค้นอย่างเป็นระบบ ดังนั้น การถ่ายทอดการห่อคัมภีร์ การทำความสะอาดคัมภีร์ การอบคัมภีร์ การลงทะเบียนคัมภีร์ และการผูกคัมภีร์ เพื่อสืบต่อวัฒนธรรมคัมภีร์โบราณจึงเป็นการเรียนรู้ที่ทุกคนต้องถอดบทเรียนให้เข้าถึงความดีงามและให้ความสำคัญงานวิชาการอย่างนี้ไม่ใช่วัฒนธรรมเถิดเทิงไปวันๆ ที่นี่จึงเป็น วัฒนธรรมแห่งศรัทธาที่หาได้ยากการเสวนาทางวิชาการคัมภีร์มอญการเสวนาทางวิชาการคัมภีร์มอญคัมภีร์มอญทำด้วยแผ่นเงิน แผ่นทอง แผ่นรักมุก

คัมภีร์มอญทำด้วยแผ่นเงิน แผ่นทอง แผ่นรักมุกกากะเยียใช้ศึกษาคัมภีร์

กากะเยียใช้ศึกษาคัมภีร์การห่อคัมภีร์มอญและผูก

การห่อคัมภีร์มอญและผูกผวจ.ปทุมธานี สนใจคัมภีร์มอญหายากผวจ.ปทุมธานี สนใจคัมภีร์มอญหายากคัมภีร์ที่ห่อเรียบร้อยแล้ว

คัมภีร์ที่ห่อเรียบร้อยแล้ววรนุช สุนทรวินิต ผู้เริ่มโครงการมอญศึกษา-นนทบุรี-ปทุมธานี

วรนุช สุนทรวินิต ผู้เริ่มโครงการมอญศึกษา-นนทบุรี-ปทุมธานีหอไตรวัดศาลาแดงเหนือหอไตรวัดศาลาแดงเหนือผ้าห่อคัมภีร์เก่าที่รักษาไว้ผ้าห่อคัมภีร์เก่าที่รักษาไว้เชิญคัมภีร์มอญขึ้นหอไตรเชิญคัมภีร์มอญขึ้นหอไตรคัมภีร์มอญพิมพ์เป็นเล่มของเก่า

คัมภีร์มอญพิมพ์เป็นเล่มของเก่าคัมภีร์มอญที่ชำระและเก็บเป็นระบบ

คัมภีร์มอญที่ชำระและเก็บเป็นระบบ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ข่าวปลอม (Fake News)’ ภัยที่ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/558799

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ข่าวปลอม (Fake News)’ ภัยที่ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคม

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ข่าวปลอม (Fake News)’ ภัยที่ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคม

วันเสาร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ด้วยสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media)มีอัตราการแพร่หลายกว้างไกลมากขึ้น และคนไทยนั้นใช้เฟซบุ๊คเพิ่มจำนวนถึง ๔๙ ล้านคน นับเป็นอันดับ ๘ของโลก ทำให้มีการกระจายข่าวสารออกไปอย่างรวดเร็ว จึงทำให้ข่าวสารมีการแพร่กระจายไปก่อนที่จะได้ตรวจสอบหรือกลั่นกรองข้อเท็จจริง อีกทั้งเป็นโอกาสให้มีการนำข้อมูลที่ผิด ข้อมูลลวงที่เรียกกันว่า ข่าวปลอม (Fake News) นั้น ถูกสร้างขึ้นเพื่อประโยชน์อื่นและเผยแพร่ออกมาอย่างมากมาย “ข้อมูลเท็จ” เหล่านั้นจึงก่อเกิดปัญหาต่างๆ ในสังคมตั้งแต่ระดับส่วนรวม ถึงระดับปัจเจก ส่งผลเสียหายต่อประชาชนและประเทศในด้านความรู้ ความคิดความมั่นคง ไปจนถึงชื่อเสียง ส่งผลกระทบถึงแก่ชีวิต จึงทำให้ความจำเป็นในเรื่องรู้ทันสื่อในด้านต่างๆนั้นต้องเฝ้าระวังมากขึ้น ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ประธานอนุกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กระทรวงวัฒนธรรม จึงร่วมกันผลักดันและส่งเสริมนักผลิตสื่อที่เห็นความสำคัญของปัญหาที่เป็นภัยสังคมนี้ได้ร่วมกันรับมือกับข่าวปลอม (Fake News) และร่วมกันมีกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการเฝ้าระวังและพัฒนาสร้างสรรค์สื่อที่ปลอดภัยร่วมกัน ในปัจจุบันโซเซียลมีเดียถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกระจายข่าวปลอมหรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจนทวีความรุนแรงที่ส่งผลกระทบไปถึงความมั่นคงในระดับประเทศ จากการวิจัยของ มหาวิทยาลัย Massachusetts Institute of Technology นั้นชี้ให้เห็นถึงการแพร่กระจายของข่าวปลอมในโซเชียลมีเดีย มีความรวดเร็วถึง ๖ เท่า จากการแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วของข่าวปลอมนี้เอง ทำให้ยากต่อการตรวจสอบ ระงับข่าว และแก้ไข ซึ่งส่งผลเสียอย่างมหาศาลตามมาในภายหลัง เรื่องนี้กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จึงมีการสนับสนุนโครงการต่างๆ ที่เข้าร่วมขับเคลื่อนประเด็นข่าวปลอมหลายโครงการ เช่น ๑.โครงการฐานข้อมูลต้นแบบเพื่อรับมือกับข่าวปลอม ๒.โครงการผลิตภาพยนตร์สั้นส่งเสริมความเข้าใจและตีแผ่ภัยรู้เท่าทันสื่อยุคปัจจุบัน ๓.โครงการเช็ก ชัวร์ แชร์ ๔.โครงการเครือข่ายพระสงฆ์เฝ้าระวังสื่อชวนเชื่อทางศาสนา ๕.ภาพยนตร์ชุดเรื่อง บางกอก ซีโร่ ๖.โครงการ ข่าวจริงป่ะ ๗.โครงการการพัฒนาเกมสืบสวนและเกมโชว์ออนไลน์เพื่อการรับมือกับข่าวปลอมสำหรับประชาชนทั่วไป ๘.โครงการ Fake News Fighter :การสร้างเครือข่ายเพื่อสร้างองค์ความรู้และกลไกในการแก้ปัญหาข่าวปลอม ๙.โครงการ Check ก่อน Share วัยรุ่นยุคใหม่ รู้จริง ไม่มี Fake๑๐.โครงการพัฒนาการตรวจจับข่าวปลอมโดยการเรียนรู้ของเครื่องและการตรวจสอบข้อเท็จจริงของประชาชน ๑๑.โครงการพัฒนาศูนย์ตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลข่าวสารและเครือข่ายระดับประเทศในการรับมือกับข่าวปลอม

ดังนั้น การรู้เท่าทันสื่อในแต่ละมิติ ทั้งด้านสุขภาพ สื่อด้านเศรษฐกิจ สื่อด้านสังคม หรือแม้กระทั่งสื่อด้านการเมืองนั้น ข่าว “Fake News” เป็นประเภทของการสื่อสารมวลชนหรือการโฆษณาชวนเชื่อซึ่งประกอบด้วยข้อมูลที่ไม่ใช่ข่าวจริง หรือเป็นข้อมูลที่หลอกลวง แพร่กระจายผ่านการพิมพ์แบบดั้งเดิม และเผยแพร่ข่าวหรือสื่อออนไลน์ทางสังคมออนไลน์ โดยมีเจตนาที่จะหลอกลวงเพื่อสร้างความเสียหายแก่สังคม แก่หน่วยงานหรือหวังผลทางการเมือง รวมทั้งการสร้าง Fake News เพื่อเป็นการโฆษณาสินค้าและบริการแฝงไปกับข่าว เพื่อเพิ่มจำนวนผู้อ่านหรือการแชร์ออนไลน์  ดังนั้นการจัดกิจกรรม เพื่อรณรงค์สร้างความตระหนัก เรื่องพิษภัยและผลกระทบ เพื่อให้ประชาชนสามารถแยกแยะ ตรวจสอบข่าวปลอมได้ รวมถึงส่งเสริมความรู้และตระหนักในปัญหาข่าวปลอมสำหรับประชาชนทั่วไป จึงเป็นภูมิคุ้มกันภัยที่ประชาชน ผู้รับข่าวสารต้องเฝ้าระวังและตรวจสอบจริยธรรมของสื่อเพื่อให้ประชาชนมีความรู้ในการรับมือกับข่าวลวง รวมถึงส่งเสริมความรู้และความตระหนักถึงปัญหาข่าวปลอมให้ประชาชนรู้ทันภัยจากข่าวปลอมๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วัดผาลาด’ เส้นทางพระบรมสารีริกธาตุขึ้นดอยสุเทพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/557299

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดผาลาด’ เส้นทางพระบรมสารีริกธาตุขึ้นดอยสุเทพ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดผาลาด’ เส้นทางพระบรมสารีริกธาตุขึ้นดอยสุเทพ

วันอาทิตย์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พระบรมธาตุเจดีย์

ไม่มีใครที่ไม่รู้จักดอยสุเทพที่ตั้งของพระธาตุเจดีย์ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุบนดอยสุเทพ แต่น้อยคนนักที่จะรู้จัก วัดผาลาด หรือวัดสกทาคามี ซึ่งเป็นวัดโบราณคู่เมืองเชียงใหม่ ตั้งอยู่ในเขตของอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ดอยปุย ตรงถนนศรีวิชัย กม.๕ ริมเส้นทางขึ้นดอยสุเทพ ซึ่งในอดีตกาลนั้นเป็นเส้นทางเดินขึ้นดอยสุเทพ ก่อนมีถนนในพ.ศ.๒๔๙๐

วัดนี้สร้างขึ้นสมัยพญากือนาธรรมิกราชด้วยเหตุที่เป็นวัดเก่าอายุกว่า ๖๓๗ ปี ซึ่งมี ประวัติการสร้างว่า ในสมัยพญาลิไทแห่งสุโขทัย โดยเสด็จเดินทางขึ้นมาร่วมบุญกับพญากือนาในการพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นหลังช้างเสี่ยงทายหาสถานที่ประดิษฐาน ซึ่งช้างที่อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุได้พักถึง ๔ จุด โดยจุดหนึ่งนั้นได้มาพักบริเวณแห่งนี้ก่อนเป็นแห่งแรก ก่อนที่ช้างจะเดินขึ้นดอยต่อไป สุดท้ายช้างไปหยุดอยู่ที่ดอยสุเทพทำให้พญากือนาธรรมิกราชได้สร้างพระธาตุเจดีย์บนดอยสุเทพขึ้น

ต่อมาสถานที่ช้างหยุดพักตามทางนั้นเจ้าครองนครทั้งสองพระองค์มีความเห็นว่าเมื่อสร้างพระธาตุเจดีย์บนยอดดอยสุเทพแล้วได้เห็นร่วมกันว่าควรจะสร้างวัดในจุดที่พักระหว่างทาง ดังนั้นวัดผาลาดหรือวัดสกทาคามีแห่งนี้จึงเป็นวัดแรกที่สถาปนาเพื่อระลึกถึงการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นดอยสุเทพ เมื่อ พ.ศ.๑๙๒๗ ครั้งนั้นพญาลิไทได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุที่ติดพระองค์มาด้วยนั้นสร้างพระบรมธาตุในที่แห่งนี้อีกองค์หนึ่ง

พระเจ้ากือนาธรรมิกราช

พญากือนาธรรมิกราช หรือ เจ้าท้าวสองแสนนา ธรรมิกราช ทรงเป็นกษัตริย์ราชวงศ์ มังราย รัชกาลที่ ๖ แห่งอาณาจักรล้านนา ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.๑๘๙๘-๑๙๒๘ พระองค์ทรงเป็นพระโอรสในพญาผายูกับพระนางจิตราเทวี ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากพญามังราย พญากือนาพระองค์นี้ทรงมีศรัทธาในศาสนาพุทธอย่างมาก โปรดฯให้อาราธนาพระสุมน เถระจากกรุงสุโขทัยมาประดิษฐานพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ในล้านนา ทรงทำนุบำรุงวัดวาอารามตลอดรัชกาล และจัดพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นช้างเสี่ยงทายจากวัดสวนดอกขึ้นเขาไปหาที่เหมาะสมประดิษฐาน จนได้สถานที่บนดอยสุเทพ

สำหรับโบราณสถานของวัดที่สร้างขึ้นแต่ครั้งพญากือนาธรรมิกราชนั้นประกอบด้วย หอพระเจ้า ตั้งอยู่ริมน้ำตกผาลาดภายในมีพระพุทธรูปหลายองค์ บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ วิหาร และ พระบรมธาตุเจดีย์ โดยมีร่มเงาของธรรมชาติสร้างความร่มรื่นและปกคลุมด้วยหมู่แมกไม้ ลำธารจากน้ำตกพระพุทธเจดีย์ ที่ปรากฏนี้สร้างเป็นศิลปะพม่าจากความชื้นที่คลุมอยู่ตลอดนั้นทำให้องค์เจดีย์มีพืชสีเขียวขนาดเล็กคลุมไว้อย่างงดงาม วิหารสร้างเป็นศิลปะไทลื้อ เดิมนั้นมุงด้วยใบตองตึง ได้บูรณะเปลี่ยนเป็นกระเบื้องเมื่อครั้งครูบาศรีวิชัยได้อำนวยการสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ เมื่อพ.ศ.๒๔๘๙-๙๐ วัดนี้มีศิลปกรรมประดับสวยงามได้แก่ รูปปั้นของ อนาถปิณฑิกเศรษฐี เป็นเศรษฐีที่อุปภัมถ์พระพุทธเจ้าในสมัยพุทธกาล และรูปปั้นนางวิสาขา เศรษฐินีที่อุปถัมภ์พระพุทธเจ้าจึงเป็นที่ศรัทธาของผู้ที่เข้ามาขอพรอธิษฐานจากรูปปั้นทั้งสองโดยนำเครื่องประดับมาถวายนางวิสาขา นอกจากนี้ ยังมีรูปปั้นพระอินทร์ในมิติของพญานาคตามจุดต่างๆ ของวัด และภายในวิหารโบราณประดิษฐานพระพุทธรูปอุ่นเมืองอันศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนี้ ยังพบว่ามีถ้ำเก่าแก่ ที่ตรวจสอบเบื้องต้น เป็นถ้ำขนาดความกว้าง ๙ เมตรลึกประมาณ ๑๐-๑๕ เมตร ซึ่งมีช่องทางเข้าไปด้านในซึ่งเชื่อว่าน่าจะมีโบราณสถานหรือทรัพย์สินมีค่าอยู่ภายใน ซึ่งต้องรอการสำรวจอีกครั้ง พระครูธีรสุตพจน์ (พระมหาสง่า ธีรสํวโร) เจ้าอาวาสวัดผาลาด องค์ปัจจุบันได้ทำการก่อสร้างบำรุงสถานที่และอนุรักษ์โบราณสถานเป็นอย่างดี โดยความร่วมมือจากสำนักศิลปากรที่ ๗ กรมศิลปากร ได้ฟื้นฟูและบูรณะโบราณสถานโดยเฉพาะ หอพระเจ้าที่ชำรุดทรุดโทรมให้มีความสง่างามตามรูปแบบเดิม ปัจจุบันเป็นวัดสำหรับปฏิบัติธรรม โดยมีอุทยานธรรมของมูลนิธิสถาบันครูบาศรีวิชัย ผู้สนใจทำบุญบริจาคทรัพย์อุปถัมภ์ได้ที่วัดผาลาด โทร.๐๘๑-๖๗๑๙๗๖๓ โดยตรง เพื่อสร้างอาศรมศีลครูบาศรีวิชัย สำหรับชาวพุทธทั่วไปพระมหาสง่า ธีรสํวโร เจ้าอาวาส

พระมหาสง่า ธีรสํวโร เจ้าอาวาสเส้นทางเก่าขึ้นดอยสุเทพเส้นทางเก่าขึ้นดอยสุเทพทิวทัศน์จากบันไดทิวทัศน์จากบันไดอาคารสภาพก่อนบูรณะ

อาคารสภาพก่อนบูรณะอาคารบูรณะใหม่ตามภาพเก่าอาคารบูรณะใหม่ตามภาพเก่าศาลาพระเจ้ากือนาธรรมิกราช

ศาลาพระเจ้ากือนาธรรมิกราชวิหารวัดผาลาดวิหารวัดผาลาดวิหาร

วิหารวัดสวนดอกวัดสวนดอก

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘มหัศจรรย์แห่งอินเดีย’ ภูมิการเดินเรือโบราณของอาหรับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/555662

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘มหัศจรรย์แห่งอินเดีย’ ภูมิการเดินเรือโบราณของอาหรับ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘มหัศจรรย์แห่งอินเดีย’ ภูมิการเดินเรือโบราณของอาหรับ

วันอาทิตย์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การสืบพุทธศาสนาในลังกา

อาทิตย์นี้ได้ติดตาม “โครงการเอกสารโบราณสู่การเข้าใจข้ามวัฒนธรรม” ของ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) หรือ ศมส.ที่ได้คัดเลือกเอกสารโบราณเกี่ยวกับ “เอเชียอาคเนย์”จากแหล่งที่มาจากหลากหลายชนชาติและภาษานั้นมาศึกษาแปลความจากภาษาต้นฉบับ โดยมุ่งหวังการขยายพรมแดนความรู้ให้วงวิชาการไทยและสาธารณะ มีแหล่งข้อมูลอ้างอิงเอกสารต่างชาติแปลไทยที่สะดวก และเป็นมิตรกับผู้ใช้ในการต่อยอดความรู้ต่อไป โดยเฉพาะเรื่องการล่องนาวาแบบเจ็ดย่านน้ำข้ามมหาสมุทรเพื่อสืบเสาะหาทรัพยากรจากดินแดนต่างๆ นั้น มีเรือสินค้าสมัยโบราณที่แล่นผ่านทะเล เกาะแก่ง ป่าเขา จนพบกลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมืองนั้นมักมีการบันทึกของนักเดินเรือหรือจดหมายที่มีการเขียนติดต่อกันของพ่อค้าและผู้เดินทาง ซึ่งก็มีอยู่ไม่มากนักที่ได้อ่านได้ศึกษากัน จนมีการรับรู้ถึงเส้นทางสายไหม เส้นทางเครื่องเทศ เส้นทางเครื่องเคลือบ ที่มีการเรียกกันนั้น จึงเป็นเรื่องน่าสนใจที่ทำให้พบแหล่งที่เป็นภูมิบ้านภูมิเมืองโบราณที่มีท่าเรืออยู่หลายแห่งตามเส้นทางเดินเรือแต่ละครั้ง โดยเฉพาะด้านโบราณคดี-ประวัติศาสตร์ ที่มีการพบ แหล่งเรือจมเบลิตุง ในอินโดนีเซีย หรือ แหล่งเรือโบราณพนมสุรินทร์ ที่ ต.พันท้ายนรสิงห์ จ.สมุทรสาคร นั้น ทำให้รู้ว่าเรือสินค้าอาหรับในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๙ นั้นได้มีความสำคัญต่อการศึกษาเส้นทางการค้ายุคโบราณและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างภูมิภาคขึ้น จึงเป็นที่มาของการถอดบทเรียนจากเอกสารภาษาอาหรับ ที่ต้องชื่นชมกับการทำงานของคุณสุนิติ จุฑามาศ นักวิชาการของ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ที่ได้นำเรื่องที่ไม่เคยมีใครศึกษามาก่อนและถอดบทเรียนถ่ายทอดเรื่องราวให้รู้กันในวันที่๒๓ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยนำเรื่อง ตำรามหัศจรรย์แห่งอินเดีย หรือ กิตาบอะญาอิบ อัลฮินด์ (The Book of the Marvels of India) ซึ่งเป็นวรรณกรรมของอาหรับ ในช่วงราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๐ ประพันธ์โดย บุซูร์ก บุตรของชะฮ์ริยาร พ่อค้าวาณิชเปอร์เซีย ในเมืองท่าซีรอฟ ปัจจุบันอยู่ในอิหร่าน ข้อมูลบันทึกจากปากคำพ่อค้านักเดินเรือร่วมสมัยนั้น ได้นำมาร้อยเรียงเป็นวรรณกรรมแนวผจญภัยที่ตื่นเต้น และสอดแทรกความรู้จากเรื่องจริงให้น่าสนใจมากขึ้น

ค้นชื่อสถานที่จากตำราฯ

เรื่องนี้ถูกเขียนขึ้นในวันเวลาที่อ่าวเปอร์เซีย นั้นเป็นเมืองท่าเรือใหญ่ที่มีฐานะเป็นประตูเปิดการเดินทางไปสู่เมืองจีน ที่นำความมั่งคั่งจากโลกตะวันออกนั้นมาสู่โลกตะวันตก ก่อนที่จะมีชาวยุโรปเข้ามาซึ่งมีระยะเวลาว่าครึ่งสหัสวรรษ อีกทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้มีวรรณกรรมก้องโลกเกิดขึ้น ที่ทุกครู้จักกันดี คือ “ซินด์บาด ยอดกะลาสี” (Sindbadthe Sailor) จริงอยู่แม้ว่าตำราเล่มนี้จะเป็นวรรณกรรมบันเทิง และมีเรื่องราวจากมโนคติสร้างฝันเมื่อสืบค้นทางภูมิศาสตร์และเหตุการณ์แล้วก็สะท้อนข้อเท็จจริงจากประสบการณ์ของพ่อค้านักเดินเรือที่เดินทางไปยังดินแดนต่างๆ ให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ซึ่งต้องยอมรับว่า “ตำรามหัศจรรย์แห่งอินเดีย” เรื่องนี้ เป็นเอกสารสำคัญชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งที่จะช่วยค้นหาร่องรอยวิถีชีวิตและการค้าในยุคโบราณได้อย่างน่าสนใจ นอกจากการสร้างสีสันผจญภัยแล้ว ยังทำให้รู้ถึงอารมณ์ แรงผลักดันในการเดินทางเพื่อแสวงโชคลาภ สินค้าและกลวิธีแลกเปลี่ยน จนถึงการปะทะสังสรรค์ระหว่างกลุ่มชนพื้นเมืองที่ต่างวัฒนธรรม ไปพร้อมกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ สิ่งมีชีวิตแปลกประหลาด เทคนิคการเดินเรือ ดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ เมืองท่า และสถานที่ต่างๆ บุคคลในประวัติศาสตร์กว่า ๑,๐๐๐ ปีมาแล้ว กล่าวคือ ตำรามหัศจรรย์แห่งอินเดีย เล่มนี้จะช่วยสร้างจินตภาพกับเรือโบราณทั้ง สองลำที่โลดแล่นในมหาสมุทรเและติดต่อผู้คนตลอดเส้นทางรอบมหาสมุทรอินเดีย ทะเลแดง แอฟริกาตะวันออกรวมไปถึง “เอเชียอาคเนย์” ที่ชาวอาหรับรู้จักกันในนาม “บิลาด อัษษะฮับ” คือสุวรรณทวีปหรือสุวรรณภูมิได้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น จึงต้องตรวจสอบข้อมูลจริงและมโนคติเกี่ยวกับเอเชียอาคเนย์และสืบค้นวิถีชีวิตชาวเรือ จากบันทึกคำให้การของพ่อค้านักเดินเรืออาหรับ-เปอร์เซียในศตวรรษที่ ๑๐ ให้ปรากฏแม้จะเป็นเพียงเริ่มต้นของการแปลเอกสารภาษาอาหรับเรื่องนี้ก็ทำให้รับรู้เบื้องต้นถึงภูมิบ้านภูมิเมืองตามเส้นทางทะเลชายทะเลที่ต้องใช้เวลาถอดบทเรียนกันต่อไปอีกสุนิติ จุฑามาศ นักวิชาการ ศมส.สุนิติ จุฑามาศ นักวิชาการ ศมส.ตลาดค้าขายของอาหรับตลาดค้าขายของอาหรับภาพการค้าขายกับจีนภาพการค้าขายกับจีนภาพภายในเรือสินค้าอาหรับภาพภายในเรือสินค้าอาหรับภาพวาดมนุษย์ล่าหัวคน

ภาพวาดมนุษย์ล่าหัวคนภาพวาดเรือสินค้าอาหรับ

ภาพวาดเรือสินค้าอาหรับมนุษย์ล่าหัวคนปัจจุบันมนุษย์ล่าหัวคนปัจจุบันเรือซัมบุคในอ่าวเอเดนเรือซัมบุคในอ่าวเอเดนเรือเดินทะเลของอาหรับเรือเดินทะเลของอาหรับเรือที่มีคนจีนทำงาน

เรือที่มีคนจีนทำงานเรือนแพริมแม่น้ำเรือนแพริมแม่น้ำ

วิธีวัดระยะของชาวเรืออาหรับ

วิธีวัดระยะของชาวเรืออาหรับค้าทาสในมหาสมุทรอินเดีย

ค้าทาสในมหาสมุทรอินเดีย

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วัดเชียงมั่น’ ภูมิเมืองแห่งแรกของพญามังราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/554112

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดเชียงมั่น’  ภูมิเมืองแห่งแรกของพญามังราย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดเชียงมั่น’ ภูมิเมืองแห่งแรกของพญามังราย

วันอาทิตย์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พระอุโบสถ์หลังเดิม

จากการสำรวจขุดตรวจทางโบราณคดี บนพื้นที่ของเวียงแก้ว ของกรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๗ จ.เชียงใหม่ ที่กำลังดำเนินการอยู่นั้น ได้ทำให้เกิดกระแสความสนใจใคร่รู้เรื่องราวของอาณาจักรล้านนาและพญามังรายเพื่อเชื่อมโยงข้อเท็จจริงถึงเวียงแก้วมากขึ้น ร่องรอยของภูมิบ้านภูมิเมืองนั้นคงไม่พ้นวัดสำคัญที่ยังมีโบราณสถานและหลักฐานสำคัญอยู่ โดยเฉพาะวัดเชียงมั่น ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนราชภาคินัย ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ นั้นแต่เดิมว่าเป็นพระราชวังหรือคุ้มหลวงที่ประทับของพญามังราย ปฐมกษัตริย์แห่งล้านนาไทย เมื่อปี พ.ศ.๑๘๓๙ ก่อนที่พระองค์จะทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้น ครั้งนั้นพระองค์ได้นำรี้พลโยธา เข้ามาตั้งที่บริเวณของวัดนี้ เรียกกันต่อมาว่า “เวียงเหล็ก” โดยหมายให้เป็นความแข็งแรงมั่นคงประดุจเหล็ก คตินามก็คงไม่ต่างกับ เวียงเหล็กหรือเวียงเล็กของพระเจ้าอู่ทองสร้างอยุธยาหลังจากนั้นพญามังรายจึงได้สร้างเมืองเชียงใหม่เสร็จแล้ว จึงได้สร้างวัดขึ้นตรงบริเวณคุ้มหลวงให้เป็น พระอารามหลวงแห่งแรก และทรงสร้างพระเจดีย์ตรงบริเวณที่เป็นหอคำที่ประทับของพระองค์ ขนานนามวัดนี้ว่า วัดเชียงมั่น ซึ่งในบริเวณวัดนี้มีวิหาร พระอุโบสถซึ่งภายในมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่หลายองค์ สิ่งสำคัญของสถานที่นี้ คือ ศิลาจารึก ที่เรียกกันว่า “จารึกวัดเชียงมั่น”จารึกนี้ได้กล่าวถึง พญามังราย ทรงโปรดให้สร้างเจดีย์ขึ้นในที่ประทับและสถาปนาเป็นวัด เรียกว่าวัดเชียงมั่น ต่อมาในสมัยพญาติโลกราช ทรงโปรดให้สร้างเจดีย์ขึ้นใหม่ เมื่อปี พ.ศ.๒๐๑๔ ความในพงศาวดารโยนกได้กล่าวถึงพญามังรายได้เสด็จจากเวียงเชียงมั่นหรือเวียงเหล็กเข้าไปประทับในพระราชวังที่สร้างขึ้นใหม่ และในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ กล่าวว่าพญามังรายได้ตั้งเวียงในชัยภูมิที่เรียกว่าเชียงมั่น จากหลักฐานศิลาจารึกที่ ๗๖ ศิลาจารึกวัดเชียงมั่น พ.ศ.๑๗๓๙ได้กล่าวถึงวัดเชียงมั่น ว่าพญามังรายได้ทรงสร้างที่ประทับชั่วคราวเพื่อควบคุมการสร้างเมืองเมื่อแล้วเสร็จได้ทรงโปรดให้ก่อเจดีย์ตรงที่หอนอนบ้านเชียงมั่น ให้ชื่อว่าวัดเชียงมั่นนับเป็นพระอารามหลวงแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่ต่อมา พ.ศ.๒๐๑๔ ในรัชสมัยพญาโลกติการาชทรงโปรดให้สร้างเจดีย์ด้วยศิลาแลง  

คณะเผยแพร่ฯกรมศิลปากร

ต่อมาได้ ๘๗ ปี พม่าได้เข้ายึดครองเมืองเชียงใหม่ เจ้าฟ้ามังทรา (สมเด็จพระมหาธัมมิกะราชาธิราช) ทรงโปรดให้พระยาแสนหลวงสร้างเจดีย์วิหาร อุโบสถ หอไตร ธัมมสนาสนะ กำแพงประตูโขงขึ้นและจารึกปี พ.ศ.๒๑๒๔ ตรงกับสมัยอยุธยา นั้นมีเนื้อหาว่า พ.ศ.๒๒๗๒ พระญาหลวงเจ้ามังคละสะแพก เจ้าเมืองเชียงแสน และบุษบาสิริวธนเทพาราชกัญญาเจ้า มีศรัทธาหล่อพระพุทธรูปองค์นี้ไว้ที่วัดศรีสองเมือง ซึ่งสร้างขึ้นคลุมสุสานเจ้าราชบุตรยอดงำเมือง และได้มีการกำหนดอายุจากศักราชท้ายสุดปรากฏในจารึกคือ “อดีตวรพุทธศาสนาคลาล่วงแล้ว ๒,๒๗๒ พระวัสสา คือ พ.ศ.๒๒๗๒ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ราชวงศ์นยองยานของพม่าเข้ามาปกครองเมืองนี้…ก็เห็นจะต้องค้นกันต่อจากภูมิเมืองที่วัดเชียงมั่นว่าพญามังรายยกคุ้มหลวงสร้างวัดเชียงมั่นแล้วได้ไปประทับในพระราชวังที่สร้างขึ้นใหม่…ส่วนจะตรงไหนหรือบริเวณเวียงแก้วที่ขุดค้นกันนี้…ไม่มีหลักฐานซึ่งเวียงแก้วเดิมนั้นเคยมีชื่อเรียกว่า เวียงหน้าคุ้มแก้ว นั้นจะเป็นอะไรสมัยใด…คงสนุกกับการสืบค้นต่อ สำหรับปัจจุบันนี้วัดเชียงมั่นแห่งนี้มีพระพุทธรูปสำคัญ ๒ องค์ คือ พระแก้วขาว(พระเสตังคมณี) และ พระศิลาปางทรมานช้างนาฬาคีรีประดิษฐานในวิหารในมณฑปที่สร้างเลียนแบบมณฑปสมัยพระเมืองแก้ว จึงเป็นวัดที่ได้รับการนับถือในสมัย

ซึ่งก่อนนั้นวัดนี้เคยถูกทิ้งร้างในช่วงที่พม่าได้เข้ามาปกครอง จนกระทั่งถึงสมัยของ พญากาวิละ พ.ศ.๒๓๒๕-๒๓๖๗จึงได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดนี้ขึ้นใหม่โดยมีเจ้านายฝ่ายเหนือทำนุบำรุงต่อมาทุกสมัยจนถึงสมัยพระเจ้าอินทวโรรส ซึ่งมีศรัทธาเลื่อมใสในธรรมยุติกนิกาย จึงได้เชิญพระภิกษุสงฆ์ธรรมยุติกนิกายจากวัดบรมนิวาสมาจำพรรษาที่วัดนี้เป็นแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่ ต่อมาจึงได้ขยายธรรมยุติกนิกายไปยังวัดเจดีย์หลวง สำหรับโบราณสถานในวัดนี้ทั้งวิหาร พระอุโบสถ หอไตร เจดีย์นั้นได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์กันใหม่แต่ พ.ศ. ๒๓๒๕ ที่เหลือร่องรอยก็จารึกวัดเชียงมั่น หากอยู่วัดนี้มาแต่เดิมก็ดี หากเป็นจารึกที่ถูกนำมาจากที่อื่นก็ต้องตามหากันต่อพระแก้วขาวพระแก้วขาวพระแก้วขาวพระแก้วขาวจารึกวัดเชียงมั่นจารึกวัดเชียงมั่นหลักจารึกหน้าโบสถ์เก่าหลักจารึกหน้าโบสถ์เก่าวัดเชียงมั่นในปัจจุบันวัดเชียงมั่นในปัจจุบันพญามังรายพญามังรายภาพพญามังรายในวิหารภาพพญามังรายในวิหารพระศิลาพระศิลาในพระวิหารหลวงในพระวิหารหลวงเจดีย์วัดเชียงมั่นเจดีย์วัดเชียงมั่น

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘การ์ตูนไทย’ ภูมิเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชนชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/552483

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘การ์ตูนไทย’ภูมิเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชนชาติ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘การ์ตูนไทย’ภูมิเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชนชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 08.15 น.

โอลด์ ทาวน์ แกลเลอรี่

การเรียนรู้ของเด็กนั้น ไม่เคยมีใครที่จะไม่ผ่านการอ่านจากตัวการ์ตูนได้เลย ซึ่งมีการสร้างเรื่องผ่านหนังสือและภาพยนตร์ออกมามากมายเด็กทั่วโลกนั้นรู้จักตัวการ์ตูนดังๆ หลายตัว เช่น แจ๊ค-จิลมิกกี้เมาส์, กู๊ฟฟี่ ป๊อปอาย, สโนว์ไวท์ ซิลเดอเรลล่า,ซึ่งเป็นตัวเอกของเรื่อง เช่นเดียวกับเจ้าหญิงเจ้าชายในนิยาย จนส่งชื่อเสียงของวอลท์ ดิสนีย์ให้เป็นราชาการ์ตูนถึงกับเอาตัวละครนั้นมาสร้างสวนสนุก สำหรับเด็กไทยก็เช่นเดียวกัน มีตัวการ์ตูนตัวโปรดอยู่หลายตัว ไม่ว่าจะเป็น นายศุขเล็ก-หนูเล็ก-ลุงโกร่ง หนูนิด-หนูหน่อย-ทาร์ซาน, ป๋อง-เปรียว, แจ๋วแหวว, อัศวินดำ จนถึงเจ้าชายผมทองก็หลายคนวาดกัน ซึ่งต่างมีการสร้างตัวการ์ตูนตัวเอกให้รู้จักกัน ดังนั้น นักเขียนการ์ตูน นักวาดภาพนักสร้างสรรค์ลายเส้น จึงถือว่ามีบทบาทต่อเด็กในสังคมไทยผ่านเส้นสายลายมือจนเป็นตัวการ์ตูนตัวเอกให้เด็กชอบและรู้จักกัน 

การ์ตูนที่พัฒนาสร้างเป็นตัว

การเริ่มต้นภาพลายเส้นเป็นตัวการ์ตูนนั้น เริ่มมาจากภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์ตามผนังถ้ำที่ดูตลกประหลาดและภาพวาดตามจิตรกรรมฝาผนังแต่ครั้งอยุธยา ซึ่งมีการร่างภาพลายเส้นก่อนลงมือเขียนจริง ภาพร่างในสมุดไทยนั้นยังหลงเหลือให้เห็นได้ในสมัยรัตนโกสินทร์ แต่ไม่แพร่หลายนักจนเมื่อรัชกาลที่ ๖ ได้เริ่มการเขียนภาพเส้นล้อ-ภาพเส้นขาด ขึ้นในหนังสือดุสิตสมิต ดุสิตสมัยและนาวิกศาสตร์ จึงทำให้มีการวาดภาพลายเส้นเป็นการ์ตูนขึ้นประกอบในหนังสือแบบเรียนต่างๆ เช่น ดรุณศึกษา แบบเรียนเร็วหลายสมัย จากภาพประกอบในหนังสือเรียนนั้นต่อมาได้พัฒนาเป็นหนังสือเรื่องมีภาพประกอบ พิมพ์จากบล็อกไม้จนมาเป็นการ์ตูนสั้นๆ ในหนังสือพิมพ์ นิตยสารโดยเขียนภาพถ่ายอัดลงแผ่นตะกั่วทำบล็อกเพื่อพิมพ์ จนมาทำเป็นหนังสืออ่านภาพการ์ตูนทั้งเรื่อง โดยสร้างเรื่องจากนิทานพื้นบ้าน เรื่องผีหลอก และเรื่องจักรๆ วงศ์ๆ ราคาเล่มละหนึ่งบาท เนื้อหาไม่พ้นเรื่องที่นิยมกันในการแสดงลิเก-ละครร้องแก้บนที่มีคนเขียนเป็นหนังสือคำกลอนร้องให้โรงพิมพ์วัดเกาะพิมพ์ขาย ช่างเขียนลายเส้นที่มีชื่อเสียงสมัยนั้นเช่น ขุนปฏิภาคพิมพ์ลิลิต (เปล่ง ไตรปิ่น)สวัสดิ์ จูฑารพ, เหม เวชกร, เฉลิมวุฒิ ซึ่งมีการเขียนลายเส้นและการ์ตูนต่อรุ่นกันมาอีกหลายคน เช่น ตุ๊กตา, ประยูร จรรยาวงศ์, วิตต์ สุทธิเสถียร,พนม, ปยุต เงากระจ่าง, สุภี, ช่วง มูลพินิจ, พ.บางพลี, ต่วย, ฉลอง เป็นต้น ซึ่งต่างคนนั้นมีเส้นลายเฉพาะตัวที่น่าสนใจ ทำให้มีนักเขียนการ์ตูนไทยเกิดขึ้นใหม่หลายคนที่ยังสานต่องานและสร้างสรรค์ชิ้นงานให้ทันสมัยจนตามกันไม่ทันมาถึงวันนี้ โดยเฉพาะงานการ์ตูนไทยระดับฝีมืออย่าง จุก เบี้ยวสกุล, รงค์, เตรียม ชาชุมพร, วัฒนา, ราช เลอสรวง, รงค์, โอม รัชเวชย์, สละ นาคบำรุง,สมบัติ คิ้วฮก, สมชาย ปานประชา, พล พิทยกุล, เฉลิม อัคภู และคนอื่นๆ ต่างร่วมกันสร้างสรรค์งานใหม่ จากเดิมเป็นงานการ์ตูนแนวล้อเลียนการเมือง-แนวตลกสั้นแบบการ์ตูน ๓ ช่องจบมาเป็นงานการ์ตูนที่ตอบสนองการเรียนรู้ในสังคมใหม่งานจึงมีสีสันและการสร้างสรรค์ที่มีลูกเล่นจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น สามารถต่องานรับใช้การสื่อความหมายในการแสดง การจัดนิทรรศการการโฆษณา ประชาสัมพันธ์การเผยแพร่ทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์มากขึ้น

คนเขียนคนรักการ์ตูนไทย

สำหรับงานหนังสือการ์ตูนก็ยังมีให้อ่านตามมยุคสมัยแม้จะมีบางเล่มหยุดกิจการไปแล้ว เช่น ตุ๊กตา, ชัยพฤกษ์การ์ตูน, ฟ้าเมืองเด็ก,สวนเด็ก, เสียงเด็ก, ไดโนสาร, เบบี้, หนูจ๋า,ขายหัวเราะ, ต่วยตูน, มหาสนุก ส่วนการ์ตูนแนวมังงะ-ญี่ปุ่นนั้นก็มี Thai Comic,a-comic และ c artoonthai studio เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นงานที่มีบทบาทสำคัญบนถนนของการเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชนไทย โดยผ่านเรื่องราวและตัวการ์ตูนของแต่ละคน ที่ยังเดินหน้าสร้างผลงานให้กับสังคมอย่างไม่ท้อถอย แม้ว่าจะต้องสู้กับสังคมออนไลน์และการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์สร้างตัวการ์ตูนอย่างใหม่ก็ตาม ทุกคนนั้นยังสร้างงานด้วยวิธีเขียนภาพด้วยเส้นสายลายมืออย่างที่ไม่มีสื่อใดจะทำได้ดีกว่า และ “ฝีมือ” การวาดภาพทุกภาพนั้น เป็นต้นฉบับงานชิ้นเดียวที่เกิดจากฝีมือและความชำนาญที่ทุกคนสามาถเรียนรู้ได้ง่าย  วันนี้ งานการ์ตูนไทยยังจัดแสดงให้ชมฟรีที่ โอลด์ ทาวน์ แกลเลอรี่ณ สี่แยกแม้นศรี จนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ต้องขอชวนไปให้กำลังใจและเรียนรู้จากคนสร้างการ์ตูนไทยกันครับ การ์ตูนเรื่องการ์ตูนเรื่องสุดสาคร-ปยุต เงากระจ่างสุดสาคร-ปยุต เงากระจ่างงานแสดงการ์ตูนไทยงานแสดงการ์ตูนไทยโอม รัชเวชย์โอม รัชเวชย์ราช เลอสรวงราช เลอสรวงสละ นาคบำรุงสละ นาคบำรุงผลงานหนังสือการ์ตูนผลงานหนังสือการ์ตูนนิทรรศการการ์ตูนไทยนิทรรศการการ์ตูนไทยเด็กสนใจการ์ตูนไทยเด็กสนใจการ์ตูนไทย

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ศิลปะคันธาระ’ ต้นแบบพระพุทธรูปจากแม่น้ำสินธุ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/550847

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ศิลปะคันธาระ’  ต้นแบบพระพุทธรูปจากแม่น้ำสินธุ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ศิลปะคันธาระ’ ต้นแบบพระพุทธรูปจากแม่น้ำสินธุ

วันอาทิตย์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผนังมีร่องรอยพระพุทธรูป

จากการที่ไทยกับสาธารณรัฐอิสลามปากีสถานนั้นได้เป็นมิตรประเทศกันมาแต่ครั้งอินเดียโบราณ ซึ่งมีการสืบศิลปวัฒนธรรมจากแม่น้ำสินธุ ซึ่งเป็นแหล่งอารยธรรมของโลกที่เก่าแก่นั้น ได้ทำให้มีการเสวนาถึงพระพุทธรูปสำคัญ ซึ่งศิลปวัตถุจากปากีสถานหริออินเดียโบราณ โดย  อะศิม อิฟติคัร อะห์มัด เอกอัคราชทูตได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ไมตรีไทย-ปากีสถานโดยเฉพาะด้านโบราณคดีและศิลปกรรมจากแหล่งโบราณคดีสำคัญของเมืองต่างๆ ที่มีศิลปะเฉพาะน่าสนใจและได้มีการนำเข้ามาในประเทศไทยซึ่งทำให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากรนั้น จะมีดำริโครงการร่วมกันจัดนิทรรศการ ศิลปะคันธาระจากอารยธรรมแม่น้ำสินธุ ขึ้น โดย นายประทีปเพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร ได้ให้ความสำคัญกับพระพุทธรูปศิลปะคันธาระที่เป็นต้นแบบจากปากีสถาน ตามที่มีการจัดเสวนาเรื่องสัมพันธ์ “หลากมิติไทย-ปากีสถาน” ทางออนไลน์ เป็นการร่วมแลกเปลี่ยนความรู้แหล่งโบราณคดีและโบราณวัตถุจากพิพิธภัณฑ์ซึ่งกันและกัน ในวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา โดยมี ศ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, ดร.วรรณา เรียนแจ้ง, ผศ.สุดแดนวิสุทธิลักษณ์, กาญจนา โอษฐ์ยิ้มพราย, ยุทธนาวรากร แสงอร่าม เป็นวิทยากร ให้สาระความรู้จากการเดินทางเรียนรู้ในแหล่งสำคัญ

สำหรับแหล่งอารยธรรมแม่น้ำสินธุนั้นปัจจุบันอยู่ในปากีสถาน เป็นแหล่งสำคัญของการสร้างสถูปเจดีย์สำคัญและพระพุทธรูปขึ้นครั้งแรก โดยเฉพาะการสร้างพระพุทธรูปองค์แรกของโลกขึ้นมาแทนสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนา จากรอยพระบาท-ธรรมจักร มาเป็นพระพุทธรูปนั้นได้มีการสร้าง พระพุทธรูป ศิลปะคันธาระและ พระพุทธรูปผอม หรือ พระพุทธเจ้าปางบำเพ็ญทุกกริยา ซึ่งส่งผลให้ได้รับอิทธิพลและมีการจำลองแบบสร้างขึ้นอยู่หลายแห่งในไทยอันทำให้เกิดความสนใจใคร่รู้และหาโอกาสเดินทางไปชมแหล่งโบราณคดีสำคัญในปากีสถาน คือแคว้นคันธาระ ตั้งอยู่ในหุบเขาเปศวาร์ ซึ่งอยู่ระหว่างเทือกเขาสุไลมานติดพรมแดนของอัฟกานิสถานและมีแม่น้ำสินธุไหลขนาบข้าง เป็นดินแดนที่รับวัฒนธรรมอินเดียและผสมกับวัฒนธรรมกรีกไซเธียน ปาร์เธียน และกุษาณะ ที่อยู่รอบคันธาระ ที่เป็นต้นเหตุให้เกิดศิลปะแบบคันธาระ และภาษาคันธารี ถือเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาสมัยโบราณ ซึ่งมีการค้นพบธรรมบทภาษาคันธารีอยู่หลายแห่ง เช่น พบในเมืองโขตาน เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ของจีน พบในอัฟกานิสถานว่าด้วยเรื่องปฐมเทศนาคำสวดมนต์ เป็นต้น และพบทั้งคัมภีร์ใบลานและเปลือกไม้  นอกจากนี้ยังพบว่าตามผนังถ้ำผนังสถูปสำคัญได้สร้างรูปพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยดินสีเหลือง เจริญสมาธิภาวนา ไว้ด้วย

พระพุทธรูปคันธาระ

อีกแห่ง คือ เมืองตักศิลา ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐปัญจาบ เป็นมหาวิทยาลัยและศูนย์กลางของศิลปวิชาการของอินเดียโบราณตั้งแต่ก่อนพุทธกาล มีสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์สั่งสอนศิลปวิทยาต่างๆ แก่ศิษย์ที่มาเล่าเรียนในแถบดินแดนชมพูทวีป มีบุคคลสำคัญหลายท่านสำเร็จการศึกษาจากที่แห่งนี้ เช่น พระเจ้าปเสนทิโกศล หมอชีวกโกมารภัจจ์ องคุลีมาล เป็นต้น 

เมืองตักศิลานี้เป็นนครหลวงแห่งแคว้นคันธาระ เป็นหนึ่งในบรรดา๑๖ แคว้นของชมพูทวีป สร้างขึ้นโดยชาวอารยันต่อมาได้ตกอยู่ภายใต้อารยธรรมอื่นๆ มากมาย เช่นอารยธรรมกรีกโดยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชและอารยธรรมฮินดูหลายราชวงศ์ ในสมัยพุทธกาลนั้นได้มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำแคว้นและรุ่งเรืองมานับพันปี โดยมีความรุ่งเรืองถึงขีดสุดในสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์ได้สร้างตักศิลาให้มีชื่อเสียงพร้อมๆ กับการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ในคริสต์ศตวรรษที่ ๕ หลังสุดชนชาติเฮฟทาไลต์ (Hephthalite) ได้ยกทัพมาตีอินเดียและทำลายพระพุทธศาสนา ทำให้เมืองตักศิลาพินาศสูญสิ้น แต่บัดนั้น ปัจจุบันมีพิพิธภัณฑ์ตักศิลารวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับความเป็นอยู่และภูมิปัญญาของชาวตักศิลายุคต่างๆ ไว้เป็นอย่างดีโดยนำมาจากสถูปเจดีย์ วัดวาอาราม และปฏิมากรรม แบบศิลปะคันธาระ จำนวนมากและยังเหลือร่องรอยของแหล่งโบราณคดีโบราณให้เดินชมด้วยพระพุทธรูปตามสถูปเจดีย์พระพุทธรูปตามสถูปเจดีย์อะศิม อิฟติคัร อะห์มัด เอกอัคราชทูตอะศิม อิฟติคัร อะห์มัด เอกอัคราชทูตอธิบดีกรมศิลปากรกับวิทยากรร่วมเสวนาอธิบดีกรมศิลปากรกับวิทยากรร่วมเสวนาแหล่งโบราณคดีสิรกับแหล่งโบราณคดีสิรกับแหล่งโบราณคดีตักศิลาแหล่งโบราณคดีตักศิลาเศียรพระศิลปะคันธาระเศียรพระศิลปะคันธาระพิพิธภัณฑ์ตักศิลาพิพิธภัณฑ์ตักศิลาพระพุทธรูปศิลปะคันธาระพระพุทธรูปศิลปะคันธาระ