รายงานพิเศษ : ถอดบทเรียนจากฤดูแล้ง..มาขับเคลื่อนมาตรการรับมือฤดูฝน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/654084

รายงานพิเศษ : ถอดบทเรียนจากฤดูแล้ง..มาขับเคลื่อนมาตรการรับมือฤดูฝน

วันพุธ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รัฐบาลประสบผลสำเร็จในการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2564/65 ทำให้ไม่มีพื้นที่ใดประกาศให้เป็นเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) และที่สำคัญการปลูกพืชฤดูแล้ง โดยเฉพาะข้าวนาปรังไม่ได้รับความเสียหายใดๆ แม้จะปลูกเกินกว่าแผนที่วางไว้ก็ตาม รวมทั้งยังมีปริมาณน้ำสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปี 2565 มากกว่าที่วางแผนไว้อีกด้วย

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า การบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี 2564/65 ที่ได้สิ้นสุดลงแล้วเมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา กรมชลประทานได้ดำเนินงานตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ บริหารจัดการน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด อย่างรัดกุม โดยจัดลำดับความสำคัญในการจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศเป็นหลัก พร้อมเตรียมการให้การช่วยเหลือ ดูแลประชาชนเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน ทำให้ผลการจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค รักษาระบบนิเวศ การเกษตรและอุตสาหกรรม รวมไปถึงการควบคุมค่าความเค็มในแม่น้ำสายหลักต่างๆ ประสบผลสำเร็จอย่างน่าพอใจ

ตามแผนจัดสรรน้ำทุกกิจกรรมในช่วงฤดูแล้งทั้งประเทศได้วางแผนจัดสรรไว้ 22,280 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) และสำรองน้ำไว้ใช้ช่วงต้นฤดูฝน 15,557 ล้านลบ.ม. ปรากฏว่า จัดสรรไปทั้งสิ้น 22,998 ล้านลบ.ม. มากกว่าแผนเล็กน้อยแต่จากการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพทำให้มีปริมาณน้ำเหลือสำรองไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝน ปี 2565ถึง 19,950 ล้านลบ.ม. มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ 4,393 ล้านลบ.ม.

นอกจากนี้การปลูกพืชฤดูแล้งโดยเฉพาะข้าวนาปรังตามแผนวางไว้ 6.41 ล้านไร่ ปรากฏว่ามีการปลูกถึง 8.11 ล้านไร่ มากกว่าแผน 26% โดยในส่วนของลุ่มเจ้าพระยาวางแผนไว้ 2.81 ล้านไร่ ปลูกจริงถึง 4.41 ล้านไร่ มากกว่าแผน 57% แต่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตามปกติ ไม่ได้รับความเสียหายใดๆ รวมทั้งยังได้ดำเนินโครงการจ้างแรงงานชลประทานเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรประจำปีงบประมาณ 2565 อีกจำนวน 74,904 คน คิดเป็น 99.8% ของเป้าหมาย คาดว่าจะสามารถจ้างแรงงานได้ครบตามเป้าหมาย 75,000 คนอย่างแน่นอน

ฤดูแล้งผ่านพ้นไป กรมชลประทานได้นำบทเรียนมาประยุกต์ใช้ในการวางแผนบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูฝน

สำหรับในฤดูฝนปีนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศให้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม 2565 เป็นต้นไปจนถึงประมาณกลางเดือนตุลาคม 2565 พร้อมทั้งได้คาดการณ์ว่า จะมีพายุเขตร้อนเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยจำนวน 2 ลูก โดยมีโอกาสสูงที่จะเคลื่อนผ่านบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือในช่วงเดือนสิงหาคมหรือกันยายน 2565 ส่วนปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่จะใกล้เคียงถึงสูงกว่าค่าปกติประมาณ 3% อย่างไรก็ตามประมาณกลางเดือนมิถุนายน-กลางเดือนกรกฎาคมอาจจะเกิดฝนทิ้งช่วง

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า กรมชลประทานนำข้อมูลการพยากรณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาดังกล่าวมาวิเคราะห์วางแผนการบริหารจัดการน้ำฤดูฝนปี 2565 พร้อมทั้งได้จัดทำแผนปฏิบัติการตาม 13 มาตรการรับมือฤดูฝน ที่มติคณะรัฐมนตรีรับทราบ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2565 โดยได้ดำเนินการกำหนดวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซาก พื้นที่เกษตรและพื้นที่ชุมชนที่เสี่ยงน้ำท่วม ควบคุมปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์บริหารจัดการน้ำของอ่าง(Rule Curve) ควบคุมปริมาณน้ำในลำน้ำ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ กำหนดผู้รับผิดชอบในพื้นที่ต่างๆ ที่อาจจะได้รับผลกระทบ โดยประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่

สำหรับพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจนั้น กรมชลประทานยังได้ปรับปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปีในพื้นที่ลุ่มต่ำใหม่ให้เหมาะสมเพื่อให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก่อนฤดูน้ำหลาก ลดความเสียหายจากน้ำท่วมโดยพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนบนมีจำนวน 1 ทุ่ง คือทุ่งบางระกำ ประมาณ 265,000 ไร่และลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างมีจำนวน 10 ทุ่งจำนวน 0.967 ล้านไร่

นอกจากนี้กรมชลประทานยังได้การจัดสรรทรัพยากรทั้งเครื่องมือ เครื่องจักร ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสูบน้ำจำนวน 2,079 เครื่อง รถบรรทุกน้ำ 351 คันและเครื่องจักรกลสนับสนุนอื่นๆ อีก 2,952 หน่วย รวมทั้งสิ้น 5,382 หน่วย กระจายไปในแต่ละพื้นที่ต่างๆ อย่างเพียงพอและพร้อมใช้งานได้ตลอดเวลาโดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดเสี่ยงภัยน้ำท่วม รวมทั้งยังได้มีการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน และการบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นสำคัญ

ความแข็งแรงมั่นคงของเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ ตลอดจนอาคารชลประทานต่างๆ เป็นเรื่องที่กรมชลประทานให้สำคัญเช่นกัน โดยได้มีการตรวจสอบ ดูแลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

อย่างไรก็ตาม ปีนี้ฝนมาค่อนข้างเร็ว ซึ่งเป็นผลดีต่อเกษตรกรในการเพาะปลูกพืชฤดูฝน ทั้งนี้กรมชลประทานได้สั่งการให้กักเก็บน้ำไว้ให้ได้มากที่สุด และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยสถานการณ์น้ำล่าสุด ณ วันที่ 15 พฤษภาคม 2565 มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศรวม 42,527 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 56% ของปริมาณการกักเก็บ โดยเป็นปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 18,591 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 36 ของปริมาณการกักเก็บ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีที่ผ่านมาปีนี้มีปริมาณน้ำมากกว่า 6,389 ล้านลบ.ม. สามารถรองรับน้ำได้อีก 33,557 ล้านลบ.ม.

สำหรับแผนการจัดสรรน้ำและการเพาะปลูกฤดูฝนปี 2565 คาดการณ์ว่า ในช่วงฤดูฝนจะมีความต้องการใช้น้ำทั้งประเทศประมาณ 31,755 ล้านลบ.ม. แบ่งเป็นการใช้น้ำเพื่ออุปโภค-บริโภค 2,329 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 7% ใช้เพื่อรักษาระบบนิเวศ 6,850 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 25% ใช้เพื่อการเกษตร 22,068 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 69% และใช้เพื่อการอุตสาหกรรม 508 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 2% โดยได้วางแผนการปลูกพืชในฤดูฝนทั้งสิ้น 27.63 ล้านไร่ เฉพาะลุ่มเจ้าพระยาวางแผนไว้ 10.57 ล้านไร่ เต็มพื้นที่การเกษตรในเขตชลประทาน ทั้งนี้ส่งเสริมการปลูกพืชฤดูฝนให้ใช้น้ำฝนเป็นหลัก ใช้น้ำชลประทานเสริมกรณีฝนทิ้งช่วงหรือปริมาณฝนตกน้อยกว่าที่คาดการณ์เท่านั้น

กรมชลประทานจะควบคุมการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนปีนี้ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ซึ่งปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่จะเพียงพอใช้ในทุกกิจกรรมการใช้น้ำ และเพียงพอสำหรับจัดสรรให้กับพื้นที่การเกษตรกรณีเกิดฝนทิ้งช่วงในเดือนมิถุนายนกรกฎาคม 2565 ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ไว้อย่างแน่นอน” นายประพิศกล่าวย้ำ

ทั้งนี้คาดว่าหลังจากสิ้นฤดูฝนอ่างเก็บขนาดใหญ่ทั้ง 35 แห่งทั่วประเทศ จะมีปริมาณน้ำต้นทุนเพื่อจัดสรรในช่วงฤดูแล้งปี 2565/66 ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 รวมกันประมาณ 59,261 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 84% ของปริมาณการกับเก็บ โดยเป็นปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 35,718 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 75% ของปริมาณการกักเก็บ มากกว่าปี 2564 ประมาณ 5,261 ล้านลบ.ม. เฉพาะลุ่มเจ้าพระยาจะมีปริมาณต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลักรวม 17,392 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 70% ของปริมาณการกักเก็บ โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้10,696
ล้านลบ.ม. คิดเป็น 59% ของปริมาณการกักเก็บ มากกว่าปี 2564 ประมาณ 2,952 ล้านลบ.ม.

หากพิจารณาจากแผนงานและมาตรการต่างๆ ที่วางไว้แล้ว น่าจะมั่นใจได้ว่าการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนปีนี้จะประสบผลสำเร็จ เช่นกันกับบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2564/65 อย่างแน่นอนฟันธง!!