รายงานพิเศษ : แมลงศก.ผึ้งโพรงบ้านไสใหญ่ ‘แบรนด์ฅนผึ้งป่า’ ความสำเร็จแปลงใหญ่สร้างมูลค่าปีละ3.5ล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546356

รายงานพิเศษ : แมลงศก.ผึ้งโพรงบ้านไสใหญ่‘แบรนด์ฅนผึ้งป่า’  ความสำเร็จแปลงใหญ่สร้างมูลค่าปีละ3.5ล้าน

รายงานพิเศษ : แมลงศก.ผึ้งโพรงบ้านไสใหญ่‘แบรนด์ฅนผึ้งป่า’ ความสำเร็จแปลงใหญ่สร้างมูลค่าปีละ3.5ล้าน

วันอังคาร ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ นับเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการดำเนินการต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2559 เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มและบริหารจัดการร่วมกันได้ในด้านการผลิตและการตลาด และให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต มีผลต่อหน่วยเพิ่มขึ้น ผลผลิตมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ภายใต้การบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งปัจจุบันมีแปลงใหญ่จำนวน 11 กลุ่ม รวม 91 สินค้า 77 จังหวัดทั่วประเทศ

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยถึงการติดตามโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่แมลงเศรษฐกิจของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงผึ้งโพรงบ้านไสใหญ่ หมู่ที่ 7 ต.อ่าวตง อ.วังวิเศษ จ.ตรัง ซึ่งประสบผลสำเร็จอย่างมาก สร้างรายได้ให้กลุ่มเกษตรกร และเกิดการต่อยอดและแปรรูปผลผลิตอย่างหลากหลาย โดยกลุ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 ปัจจุบันมีสมาชิกเกษตรกร 45 ราย และจากการสอบถามกลุ่มเกษตรกร พบว่า เกษตรกรมีการเลี้ยงผึ้งโพรงรวม 1,530 รัง หรือเฉลี่ยรายละ 34 รัง ในบริเวณพื้นที่สวนปลูกปาล์มน้ำมัน สวนยางพารา

นางอัญชนา ตราโช 

เกษตรกรจะลงทุนเพียงครั้งเดียวในปีแรกเฉลี่ย 1,724 บาท/รัง ซึ่งในระยะเวลา 1 ปี เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ปีละ 1 – 2 ครั้ง ให้ผลผลิตน้ำผึ้งเฉลี่ย 5 ขวด/รัง/ปี (ปริมาณน้ำผึ้ง 1 ขวด =750 มิลลิลิตร) โดยเกษตรกรสามารถจำหน่ายในราคาเฉลี่ยขวดละ 464 บาท ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ต่อครัวเรือน 78,880 บาท/ปี คิดเป็นมูลค่าทั้งกลุ่ม 3,549,600 บาท/ปี สำหรับผลผลิตที่เกษตรกรขาย นอกจากจะเป็นน้ำผึ้งแล้ว ยังแปรรูปและจัดจำหน่ายภายใต้ชื่อ แบรนด์ฅนผึ้งป่าอีกด้วย เช่น สบู่น้ำผึ้งขมิ้น แชมพูน้ำผึ้งอัญชัน ยาหม่อง ส่วนใหญ่จำหน่ายรูปแบบออนไลน์ เพื่อขยายช่องทางการตลาดและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคแบบวิถีใหม่ยุค New Normal

กลุ่มเลี้ยงผึ้งโพรงบ้านไสใหญ่ นับเป็นการรวมกลุ่มของวิสาหกิจชุมชนแบบแปลงใหญ่ ที่ร่วมกันผลิต ร่วมกันแปรรูป และร่วมกันจำหน่าย ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น อีกทั้งเกษตรกรยังได้พบปะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ภายในกลุ่ม และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติมากขึ้นด้วย ซึ่งนโยบายการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ นับเป็นนโยบายที่เป็นเกราะคุ้มกัน สอดคล้องกับนโยบายตลาดนำการผลิต สามารถสร้างรายได้ให้เกษตกรอย่างมั่นคง สำหรับผู้สนใจสินค้าของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงผึ้งโพรงบ้านไสใหญ่สามารถเลือกชมสินค้าได้ทาง Facebook บ้านไสใหญ่ ชุมชน : คนผึ้งป่าหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 08-1538-8653

นอกจากนี้ สศก. ยังติดตามการดำเนินงานแปลงใหญ่ในภาคใต้เพิ่มเติมคือ จ.นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานีโดยติดตามดำเนินการแปลงใหญ่ 6 สินค้า ประกอบด้วย ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ทุเรียน มังคุด ปลานิล และแมลงเศรษฐกิจ ซึ่งภาพรวมการดำเนินโครงการฯ เกษตรกรพึงพอใจโครงการอยู่ในระดับมาก เพราะมีสมาชิกสามารถแลกเปลี่ยนความรู้ ด้านการพัฒนาคุณภาพสินค้าอย่างสม่ำเสมอ และนำไปปรับใช้เพื่อสร้างรายได้แก่สมาชิกกลุ่มอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะภายใต้ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน และการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ยังมีการแพร่ระบาดต่อเนื่อง จึงนับเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้แก่เกษตรกร

รายงานพิเศษ : กตส.เดินหน้าตรวจควบคุณภาพ งานบัญชีสหกรณ์ให้ได้มาตรฐาน-โปร่งใส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/543462

รายงานพิเศษ : กตส.เดินหน้าตรวจควบคุณภาพ งานบัญชีสหกรณ์ให้ได้มาตรฐาน-โปร่งใส

รายงานพิเศษ : กตส.เดินหน้าตรวจควบคุณภาพ งานบัญชีสหกรณ์ให้ได้มาตรฐาน-โปร่งใส

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โอภาส ทองยงค์

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เดินหน้าตรวจสอบและควบคุมคุณภาพงานสอบบัญชีอย่างโปร่งใสตามมาตรฐาน เผยสถานะการเงินของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ปี’63 กำไรกว่า 99,000 ล้านบาท

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า สหกรณ์ เป็นสถาบันทางเศรษฐกิจและสังคมที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของไทย โดยดำเนินธุรกิจที่หลากหลายเทียบเท่าภาคเอกชนและมีเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมหาศาล หากนับรวมทุนดำเนินงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศขณะนี้มีทุนดำเนินงานประมาณ 3.56 ล้านล้านบาท ถือว่ามากเป็นอันดับ 3 ของประเทศ จึงมีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ (กตส.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทเสริมสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์และสถาบันเกษตรกร รวมถึงเกษตรกร และประชาชน มีภารกิจหนึ่งที่สำคัญคือ การตรวจสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร และควบคุมคุณภาพงานสอบบัญชีของผู้สอบบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพและตามที่ระเบียบกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กำหนดอย่างเข้มงวด เพื่อเป็นการพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 12.80 ล้านคนทั่วประเทศ โดยมีผู้สอบบัญชีสหกรณ์ ทำหน้าที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินการบัญชีและแนะนำให้สหกรณ์มีระบบการควบคุมที่ดีเพื่อเตือนภัยทางการเงินให้สหกรณ์ และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิกทุกคนว่าได้รับการดูแลจากสหกรณ์เป็นอย่างดี และได้รับผลประโยชน์ที่พึงได้อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม

ปัจจุบันกรมตรวจบัญชีสหกรณ์มีผู้สอบบัญชีสหกรณ์ภาครัฐ 510 คน สอบบัญชีสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร 10,173 แห่ง สำหรับสหกรณ์นอกภาคการเกษตรที่มีทุนของสหกรณ์ 35 ล้านบาทขึ้นไป และมีผลการจัดชั้นคุณภาพสหกรณ์ในระดับดีขึ้นไป กรมฯแต่งตั้งให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือบุคคลอื่นเป็นผู้สอบบัญชีสหกรณ์ 152 คน สอบบัญชีสหกรณ์นอกภาคการเกษตร (สหกรณ์ประเภทออมทรัพย์ ร้านค้า บริการและเครดิตยูเนี่ยน) 1,123 แห่ง โดยกรมเป็นผู้ควบคุมคุณภาพงานสอบบัญชี เพื่อให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรได้รับการตรวจสอบบัญชีอย่างโปร่งใสเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด สามารถนำผลตรวจสอบบัญชีและข้อสังเกตจากผู้สอบบัญชีไปแก้ไข ปรับปรุงเพื่อให้การบริหารจัดการสหกรณ์มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กล่าวอีกว่า สถานะทางการเงินของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ประจำปีงบประมาณ 2563 (ข้อมูล ณ วันที่ 24 ธันวาคม 2563) ตรวจสอบบัญชีได้ 9,804 แห่งมีสมาชิกทั้งสิ้น 12.80 ล้านคน และมีทุนดำเนินงานทั้งสิ้น 3.56 ล้านล้านบาท เป็นทุนของสหกรณ์ 1.58 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 44.38 และหนี้สิน 1.98 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 55.62 ในจำนวนนี้เป็นเงินรับฝาก 1.44 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 40.45 ของทุนดำเนินงานทั้งสิ้น แยกเป็นเงินรับฝากของสมาชิก 1.35 ล้านล้านบาท และเงินฝากสหกรณ์อื่นและอื่นๆ 0.09 ล้านล้านบาท ในปี 2563 มีมูลค่าการดำเนินธุรกิจทั้งสิ้น 2.23 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย ธุรกิจสินเชื่อ 1.28 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 57.26 ธุรกิจรับฝากเงินมูลค่าเป็นอันดับสอง คิดเป็นร้อยละ 36.08 ที่เหลือเป็นธุรกิจรวบรวมผลิตผล ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจแปรรูปผลิตผล และธุรกิจให้บริการ คิดเป็นร้อยละ 3.05, 2.67, 0.85 และ 0.09 ตามลำดับผลการดำเนินงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีผลกำไรสุทธิทั้งสิ้น 99,469.07 ล้านบาท โดยกำไรสุทธิปีที่ผ่านมา 96,510.25 ล้านบาท มากกว่าปีที่ผ่านมา 2,958.82 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.07

ทั้งนี้ ในปี 2563 ผู้สอบบัญชีเข้าตรวจสอบบัญชีและตรวจแนะนำด้านการเงินการบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 12,240 แห่งพบข้อสังเกต ดังนี้ 1. ข้อสังเกตต่อรายการในงบการเงิน เป็นข้อสังเกตตามรายการบัญชีในงบแสดงฐานะการเงิน (สินทรัพย์ หนี้สิน และทุน) ของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 2,798 แห่ง เป็นเงิน 4,526.37 ล้านบาท สาเหตุที่พบมากที่สุด คือเงินสดขาดบัญชี 191 แห่ง 882.53 ล้านบาท รองลงมาเป็นการรับฝากเงินจากบุคคลภายนอก 123 แห่ง 700.19 ล้านบาท การจ่ายค่าใช้จ่ายไม่เป็นไปตามระเบียบสหกรณ์ 6 แห่ง 381.86 ล้านบาท สมาชิกปฏิเสธหนี้/หุ้น/เงินรับฝาก 9 แห่ง 246.64 ล้านบาท การจัดซื้อสินทรัพย์ไม่เป็นไปตามระเบียบสหกรณ์ 171.60 ล้านบาท สินค้าขาดบัญชี 141 แห่ง 61.07 ล้านบาท รับเช็คลงวันที่ล่วงหน้าและไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ 82.30 ล้านบาท ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่ำไป 70.80 ล้านบาท และปลอมแปลงเอกสารการขายสินค้า 38.34 ล้านบาท ฯลฯ 2.ข้อสังเกตอื่นที่ไม่ปรากฏในงบการเงิน เป็นข้อสังเกตที่เกิดจากการที่สหกรณ์ไม่มีระบบการควบคุมภายใน หรือมีระบบการควบคุมภายในที่ไม่เหมาะสม หรือการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายสหกรณ์หรือกฎหมายอื่นที่สำคัญ/ข้อบังคับ/ระเบียบของสหกรณ์ที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงได้ เช่น การจัดทำเอกสารประกอบการบันทึกบัญชีไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน และบันทึกบัญชีไม่เป็นปัจจุบัน การจ่ายเงินกู้ให้แก่สมาชิกไม่เป็นไปตามระเบียบที่สหกรณ์กำหนด การควบคุมภายในและการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลโปรแกรมระบบบัญชียังไม่เหมาะสมรัดกุม การรับเงินฝากเงินจากบุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกและปฏิบัติไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต ฯลฯ

3. การร้องเรียนและเป็นข่าวผ่านสื่อออนไลน์ ทั้งสิ้น 35 แห่ง พบว่า ส่วนใหญ่เกิดจากการทุจริตเงินให้กู้ยืม ลูกหนี้การค้า ทุนเรือนหุ้น และเงินรับฝาก 9 แห่ง โดยผู้สอบบัญชีเข้าตรวจสอบบัญชีและได้ขอคำยืนยันจากสมาชิกโดยตรง เพื่อพิสูจน์ความมีอยู่จริงของลูกหนี้ เงินรับฝากและทุนเรือนหุ้น ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานการสอบบัญชีรหัส 505 การขอคำยืนยันจากบุคคลภายนอก ปรากฏว่า มีสมาชิกปฏิเสธยอดเงินให้กู้ยืม ลูกหนี้การค้า ทุนเรือนหุ้น และเงินรับฝาก มีมูลค่าความเสียหาย 246.64 ล้านบาท

“หลังจากที่ผู้สอบบัญชีตรวจพบข้อสังเกตด้านการเงินการบัญชี จะจัดทำหนังสือถึงประธานสหกรณ์แจ้งข้อสังเกตที่ตรวจพบและให้ข้อเสนอแนะ เพื่อแก้ไขปรับปรุงให้ถูกต้องและเป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับและระเบียบที่สหกรณ์กำหนด พร้อมทั้งรายงานให้รองนายทะเบียนสหกรณ์พิจารณาดำเนินการตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สำหรับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำความเสียหาย ทั้งนี้ การพัฒนาระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง เป็นที่พึ่งแก่สมาชิกได้โดยการดูแลผลประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์ผ่านการตรวจสอบบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานและการดำเนินการที่ถูกต้อง สร้างระบบบัญชีของสหกรณ์ให้มีคุณภาพและเชื่อถือได้ พร้อมทั้งกำกับแนะนำด้านการเงินการบัญชีสหกรณ์ เป็นภารกิจสำคัญของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อตัวชี้วัดและหลักฐานเชิงประจักษ์สำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการดำเนินการของสหกรณ์นั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่มวลสมาชิกอย่างแท้จริง” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘มนัญญา’ ดูงานสหกรณ์ฯโครงการหลวงดอยอินทนนท์ ส่งเสริมทำเกษตรอินทรีย์-อาหารปลอดภัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รายงานพิเศษ : ‘มนัญญา’ดูงานสหกรณ์ฯโครงการหลวงดอยอินทนนท์ ส่งเสริมทำเกษตรอินทรีย์-อาหารปลอดภัย (naewna.com)

รายงานพิเศษ : ‘มนัญญา’ดูงานสหกรณ์ฯโครงการหลวงดอยอินทนนท์  ส่งเสริมทำเกษตรอินทรีย์-อาหารปลอดภัย

รายงานพิเศษ : ‘มนัญญา’ดูงานสหกรณ์ฯโครงการหลวงดอยอินทนนท์ ส่งเสริมทำเกษตรอินทรีย์-อาหารปลอดภัย

วันพุธ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงดอยอินทนนท์ จำกัด ตั้งอยู่ในเขตอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดตั้งและจดทะเบียนเป็นสหกรณ์ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2536 เป็นสหกรณ์ที่อยู่ในพื้นที่โครงการหลวง ก่อตั้งขึ้นตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและส่งเสริมชาวไทยภูเขาให้มีการกระจายรายได้อย่างทั่วถึง มีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี สามารถพึ่งพาตนเองได้ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ต่อมาได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการรวมกลุ่มกันเพื่อดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคม และยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้มีความกินดีอยู่ดี ทั้งภายในชุมชนและนอกชุมชน รวมทั้งสมาชิกสหกรณ์มีการบริหารจัดการองค์กรร่วมกัน เช่น รวบรวมผลผลิตทางการเกษตร การซื้อขายผลผลิตเพื่อจำหน่ายในตลาดท้องถิ่น ตลาดเกษตรกร และมีช่องทางการจำหน่ายอื่นด้วย อาทิ โครงการหลวงอีกทั้ง ยังจัดตั้งตลาดสินค้าชุมชน เพื่อส่งเสริมให้กลุ่มสตรีสหกรณ์และกลุ่มเยาวชนของบ้านขุนกลางให้มีอาชีพและรายได้เพิ่มขึ้นโดยนำสินค้าที่ระลึกและผลผลิตทางการเกษตรตามฤดูกาลมาจำหน่าย เช่น กะหล่ำปลีสลัด มะเขือเทศ ผักกาดขาวปลี หัวไชเท้าซูกินี หอมญี่ปุ่น เซเลอรี่ เบบี้ฮ่องเต้ เป็นต้น ซึ่งผลผลิตทางการเกษตรของสหกรณ์ฯ เป็นสินค้าที่ผ่านมาตรฐานและรับรองให้เป็นสินค้าเกษตรปลอดภัย จึงทำให้ได้รับการเชื่อมั่นจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี

ปัจจุบันสหกรณ์ฯ มีสมาชิก 495 คนสมาชิกประกอบด้วยชนเผ่าม้งและกะเหรี่ยงมีทุนการดำเนินงานมากกว่า 38 ล้านบาทสหกรณ์ฯ ดำเนินธุรกิจ 5 ด้าน ประกอบด้วย ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจรวบรวมผลผลิต และธุรกิจบริการและส่งเสริมการเกษตร ทั้งนี้ สหกรณ์ฯดำเนินการรวบรวมผลผลิตของสมาชิกสหกรณ์ผ่าน บริษัท natural & premium food จำกัด วันละ 1-3 ตัน โดยใช้รถและห้องเย็นของบริษัท มีสมาชิกจำนวน 30 รายที่ได้ทำการเกษตรในรูปแบบเกษตรที่ดีและเหมาะสม (GAP) Good Agricultural Practice หรือการผลิตเกษตรปลอดภัย โดยส่วนผลผลิตให้โครงการหลวงดอยอินทนนท์ทั้งหมด แบ่งเป็น ไม้ดอก ได้แก่ เบญจมาศ และกุหลาบ ประมาณ 10,000 ดอก/วัน และพืชผักและไม้ผล 1-3 ตัน/วัน ได้แก่ กะหล่ำปลีผักสลัด มะเขือเทศ ผักกาดขาวปลี หัวไชเท้า ซูกินี หรือแตงกวาญี่ปุ่น หอมญี่ปุ่น เซเลอรี่อะโวคาโด และพลับ ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับสมาชิกสหกรณ์เฉลี่ย 40,000-100,000 บาท/ปี

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่ากระทรวงเกษตรฯให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการทำอาชีพการเกษตร พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยมีการดำเนินนโยบายส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ ส่งเสริมให้เกษตรกรลดละเลิกการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชศัตรูพืช ส่งเสริมให้มีการผลิตสินค้าเกษตรในรูปแบบการทำเกษตรที่ดีและเหมาะสม (GAP) เพื่อให้สินค้าเกษตรมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค มีการยกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์ให้เป็นองค์กรในระดับชุมชนในการรวบรวมจัดเก็บแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรในระดับพื้นที่ รวมทั้งจัดหาตลาดโดยการจัดทำโครงการซูเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ เพื่อให้เป็นสถานที่จำหน่ายสินค้า ของสมาชิกที่มีคุณภาพ และเชื่อมโยงเครือข่ายการตลาดระหว่างขบวนการสหกรณ์กับภาคเอกชนเพื่อกระจายผลผลิตที่มีคุณภาพและปลอดภัยไปสู่ผู้บริโภค นอกจากนี้ยังได้ริเริ่มโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร เพื่อให้ลูกหลานเกษตรกรได้กลับมาอยู่กับครอบครัว ใช้ความรู้และประสบการณ์จากภาคอุตสาหกรรมและบริการ รวมทั้งเทคโนโลยีต่างๆ มาพัฒนาการเกษตรของครอบครัว เป็นการสร้างงานการเกษตรให้เกิดความยั่งยืนต่อไป

รายงานพิเศษ : จากหาดใหญ่…สู่นครศรีธรรมราช ถอดบทเรียนแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้อย่างยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รายงานพิเศษ : จากหาดใหญ่…สู่นครศรีธรรมราช ถอดบทเรียนแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้อย่างยั่งยืน (naewna.com)

รายงานพิเศษ : จากหาดใหญ่...สู่นครศรีธรรมราช  ถอดบทเรียนแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้อย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : จากหาดใหญ่…สู่นครศรีธรรมราช ถอดบทเรียนแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้อย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

น้ำท่วมภาคใต้ในปีนี้ แม้ปัจจุบันสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายลง หลายพื้นที่เข้าสู่สภาพปกติแล้วก็ตาม แต่ก็มีเรื่องที่จะต้องนำมาถอดบทเรียนแก้ไขโดยเฉพาะน้ำท่วมที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และอีกหลายจังหวัดที่สถานการณ์รุนแรงมากที่สุดในรอบหลายสิบปี

จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคใต้ตอนกลาง ตัวเมืองเป็นพื้นที่ราบ อยู่ใกล้ชิดกับเขาหลวงที่มีลักษณะสูงชัน ดังนั้นหากเกิดฝนตกหนักบริเวณเขาหลวง น้ำจะไหลกระจายลงสูงตัวเมืองผ่านทางคลองหลัก เช่น คลองท่าดี คลองป่าเหล้า คลองท่าซัก คลองคูพาย คลองสวนหลวง และคลองหน้าเมือง ก่อนที่จะไหลออกสู่ทะเล

คลองเหล่านี้ มีศักยภาพสามารถรับน้ำได้รวมกันประมาณ 268 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่ในปีนี้ฝนตกหนักมากตั้งแต่วันที่ 26 พ.ย.2563-2 ธ.ค.2563 รวมปริมาณฝนที่ตกลงในลุ่มน้ำที่จะไหลลงสู่ตัวเมืองนครศรีธรรมราช มีปริมาณมากกว่า 800 มิลลิเมตร (มม.) ทำให้มีปริมาณน้ำเกินขีดความสามารถที่คลองต่าง ๆ จะรับได้ เฉพาะที่คลองท่าดี สูงสุดถึง 689 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ดังล่าว

พายุฝนที่กระหน่ำภาคใต้ในปีนี้ ไม่ได้ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมเฉพาะที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเท่านั้น ยังส่งผลให้มีน้ำท่วมอีกหลายจังหวัด เช่น จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี พัทลุง ตรัง และสงขลา เป็นต้น แต่พื้นที่ที่น่าจะนำมาเป็นแบบอย่างใช้แก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างยั่งยืนคือ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ปีนี้น้ำไม่ท่วมเลย ทั้งๆ ที่ได้รับอิทธิพลจากพายุฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันไม่ต่างจากพื้นที่อื่นๆ ของภาคใต้

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา กอนช. ได้ประเมินพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย เพื่อเตรียมความพร้อมเชิงป้องกัน พบว่า อิทธิพล ของปรากฏการณ์ลานีญ่า จะทำให้ภาคใต้มีฝนตกหนัก มีพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยในช่วงเดือน ธ.ค. 2563 – ม.ค. 2564 บริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออก ตั้งแต่ จ.ชุมพร ถึง จ.สงขลา แบ่งเป็น เดือนธ.ค. 2563 จำนวน 13 จังหวัด 107 อำเภอ609 ตำบล โดยเฉพาะ จ.สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลาพร้อมทั้งได้มีการแจ้งเตือนอย่างต่อเนื่อง และเหตุการณ์ก็เป็นจริงอย่างที่คาดการณ์ไว้ จนเกิดภาวะน้ำท่วมครั้งใหญ่ในหลายพื้นที่

รวมทั้งที่ อ.หาดใหญ่ นั้นปีนี้ฝนตกหนักไม่ต่างจากพื้นที่อื่นๆของภาคใต้แต่น้ำไม่ท่วม เพราะมี “โครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ในการช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วม แม้ขณะนี้จะแล้วเสร็จเพียงระยะที่ 1 เท่านั้นแต่ก็ช่วยให้ อ.หาดใหญ่ รอดพ้นจากวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ในปีนี้ได้

“ขณะนี้กรมชลประทานอยู่ในระหว่างดำเนินการโครงการฯในระยะที่ 2 โดยการปรับปรุงคลองภูมินาถดำริ (คลองระบายน้ำสายที่ 1) จากเดิมสามารถระบายน้ำได้ 465 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มเป็น 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และเมื่อระบายน้ำร่วมกับคลองอู่ตะเภาในอัตรา 465 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะสามารถเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำได้สูงสุดรวมกันประมาณ 1,665 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที นอกจากนี้ยังมีการก่อสร้างประตูระบายน้ำหน้าควน 2 พร้อมทั้งได้ทำการขุดขยายความกว้างของคลองระบายน้ำจากเดิมท้องคลองกว้าง 24 เมตร ขยายเป็น 70 เมตร และก่อสร้างกำแพงคอนกรีต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำออกสู่ทะเลสาบสงขลาให้เร็วขึ้น เมื่อแล้วเสร็จปัญหาน้ำท่วม อ.หาดใหญ่ แทบจะไม่เกิดขึ้นเหมือนในอดีตอย่างแน่นอน” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืนจะต้องดำเนินการครบวงจรเต็มศักยภาพตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งตามแผนในระยะยาวของโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่อันเนื่องมาจากพระราชดำรินั้น ได้มีการศึกษาเบื้องต้นในการพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำด้วยการสร้างแหล่งเก็บกักน้ำขนาดกลางจำนวน 7 แห่ง เพื่อตัดยอดน้ำ และกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ประกอบด้วย โครงการอ่างเก็บน้ำคลองหวะ (ตอนบน) ความจุ 6.40 ล้าน ลบ.ม. โครงการปรับปรุงพรุพลีควาย ความจุ 2.50 ล้าน ลบ.ม. โครงการอ่างเก็บน้ำคลองโตนงาช้าง ความจุ12.03 ล้าน ลบ.ม. โครงการอ่างเก็บน้ำคลองต่ำ ความจุ 25.22 ล้าน ลบ.ม. โครงการอ่างเก็บน้ำคลองตง ความจุ 26.00 ล้าน ลบ.ม. โครงการอ่างเก็บน้ำคลองหล้าปัง ความจุ 35.50 ล้าน ลบ.ม. และ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองลำ ความจุ 20.52ล้าน ลบ.ม. ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม เพื่อเลือกแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพและมีผลกระทบน้อยที่สุด ตลอดจนสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนในพื้นที่

ย้อนมาดูที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ลักษณะภูมิประเทศแม้จะไม่เหมือนกับหาดใหญ่ แต่ก็มีลักษณะใกล้เคียงกัน ซึี่งนครศรีธรรมราชก็มี “โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” เช่นเดียวกับที่ อ.หาดใหญ่ แต่โครงการยังไม่สามารถขับเคลื่อนให้แล้วเสร็จตามแผนงานได้ เพราะติดปัญหาด้านมวลชน มีประชนชนส่วนหนึ่งยังคัดค้านการดำเนินโครงการ ซึ่งตามแผนงานเดิมจะแล้วเสร็จภายในปี 2563 จึงถูกเลื่อนออกไป พร้อมให้กรมชลประทานทำความเข้าใจกับราษฎรผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการ เพื่อที่จะเร่งดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จตามเป้าหมาย

โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ประกอบด้วยงานสำคัญๆ คือ การขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ จำนวน 3 สาย สามารถระบายน้ำได้ 650-750 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที พร้อมกับปรับปรุงคลองวังวัว และคลองหัวตรุด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำเป็น 850 ลบ.ม.ต่อวินาที และ 100 ลบ.ม.ต่อวินาทีตามลำดับ เมื่อแล้วเสร็จจะสามารถบรรเทาอุทกภัยในเขตเมืองนครศรีธรรมราชและลดพื้นที่น้ำท่วมได้ประมาณร้อยละ 90 ครอบคลุม 12 ตำบล มีประชาชนได้รับประโยชน์ 32,253 ครัวเรือน และยังสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้ประมาณ 5.5 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 17,400 ไร่

เหตุการณ์น้ำท่วมนครศรีธรรมราชที่เกิดขึ้นในปีนี้ น่าจะเป็นกระจกสะท้อนให้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้กลับไปร่วมกันทบทวนว่า ควรจะเร่งขับเคลื่อนดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชฯหรือไม่? หรือจะปล่่อยให้เกิดน้ำท่วมสร้างความเสียหายที่นับวันยิ่งจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นต่อไป

นอกจาก 2 โครงการที่กล่าวไปข้างต้น พื้นที่อื่นๆ ในภาคใต้ยังมีโครงการบรรเทาอุทกภััย อีกหลายโครงการที่กำลังดำเนินการ หากแล้วเสร็จ ปัญหาน้ำท่วมในเมืองสำคัญๆ จะบรรเทาลงอย่างแน่นอนไม่ว่าจะเป็น โครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรัง เป็นการขุดคลองผันน้ำเพื่อบรรเทาอุทกภัยที่เกิดจากปริมาณน้ำท่วมในเขตอำเภอเมืองพื้นที่ใกล้เคียงและพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากของจังหวัดตรัง คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2565 โครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพรอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ระยะที่ 2 ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงาน หากแล้วเสร็จจะช่วยลดปัญหาอุทกภัยให้ชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มน้ำคลองชุมพรอย่างยั่งยืน ช่วยเหลือประชาชนได้ 16,802 ครัวเรือน และแก้ไขปัญหาน้ำท่วมถนนสายเอเชีย 41แยกปฐมพร) ซึ่งเป็นเส้นทางสายหลักในการสัญจรจากภาคกลางสู่ภาคใต้ และยังเป็นแหล่งน้ำสำรองที่สามารถเก็บกักน้ำไว้ในระบบเพื่อใช้ในฤดูแล้งได้อีกประมาณ 6.5 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มประสิทธิ ภาพในการบริหารจัดการน้ำให้เกิดพื้นที่รับประโยชน์อีก 6,875 ไร่

นอกจากนี้ ยังมีแผนงานโครงการเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในอนาคต เช่น โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองท่าทอง-คลองคราม จ.สุราษฎร์ธานี โครงการระบบระบายน้ำพื้นที่ชุมชนเมืองนครศรีธรรมราช ระยะที่ 2 โครงการคลองระบายน้ำ คลองละงู-คลองน้ำเค็ม จ.สตูล โครงการแก้มลิงบ้านท่ามะปราง จ.ตรัง โครงการบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง คลองพังดาน-พังโย จ.พัทลุง และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำ คลองสะบ้าย้อย จ.สงขลา ซึ่งต้องดำเนินการด้านการเตรียมความพร้อมด้านวิศวกรรมและเสนอของบประมาณต่อไป

เลขาธิการ สทนช.กล่าวด้วยว่า ในพื้นที่ภาคใต้ไม่ใช่จะประสบปัญหาด้านน้ำเพียงแค่ปัญหาน้ำท่วมเท่านั้น ในฤดูแล้งหลายพื้นที่ยังประสบปัญหาภัยแล้งเช่นเดียวกับภูมิภาคอื่นๆ จึงได้มีการวางแผนแก้ไขปัญหา โดยดำเนินโครงการสร้างแหล่งเก็บกักน้ำอีกหลายโครงการโดยในปี 2564-2566 มีโครงการพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำ รวม 63 โครงการ วงเงิน 23,300 ล้านบาท สามารถเพิ่มความจุได้ 194 ล้าน ลบ.ม.และมีพื้นที่รับประโยชน์ถึง 264,000 ไร่ และมีโครงการที่ยังคงติดปัญหาด้านมวลชน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการอ่างเก็บน้ำวังหีบอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นครศรีธรรมราช หากได้ดำเนินการจะสามารถเก็บกักน้ำได้ 20 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 13,014 ไร่ ครอบคลุม 24หมู่บ้าน ใน 4 ตำบล ของ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช และโครงการอ่างเก็บน้ำบ้านเหมืองตะกั่วอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.พัทลุง หากได้ดำเนินการจะสามารถเก็บกักน้ำได้ 10.14 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 7,500 ไร่ ครอบคลุม 2,090 ครัวเรือน ในพื้นที่ในเขต อ.ป่าบอนจ.พัทลุง ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ในระหว่่างการสร้างการรับรู้ร่วมกับประชาชนในพื้นที่ เพื่อที่จะหาทางออกในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน

บทเรียนจากน้ำท่วมในครั้งนี้กับโครงการต่างๆที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อน น่าจะพอมีความหวังได้ว่าปัญหาน้ำภาคใต้กำลังจะถูกแก้ไขอย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : อว.ยกย่องในหลวง รัชกาลที่ 9 เป็น ‘ผู้นำและปราชญ์ของโลก’ ตั้ง ‘สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง’ เผยแพร่ทฤษฎีเป็นภาษาอังกฤษทั่วโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รายงานพิเศษ : อว.ยกย่องในหลวง รัชกาลที่ 9 เป็น‘ผู้นำและปราชญ์ของโลก’ ตั้ง‘สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง’เผยแพร่ทฤษฎีเป็นภาษาอังกฤษทั่วโลก (naewna.com)

รายงานพิเศษ : อว.ยกย่องในหลวง รัชกาลที่ 9 เป็น‘ผู้นำและปราชญ์ของโลก’  ตั้ง‘สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง’เผยแพร่ทฤษฎีเป็นภาษาอังกฤษทั่วโลก

รายงานพิเศษ : อว.ยกย่องในหลวง รัชกาลที่ 9 เป็น‘ผู้นำและปราชญ์ของโลก’ ตั้ง‘สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง’เผยแพร่ทฤษฎีเป็นภาษาอังกฤษทั่วโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) จัดนิทรรศการ “งานของพ่อ” นำเสนอหลักการทรงงานของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ภายใต้แนวความคิดและเทคนิควิชาการด้านวิทยาศาสตร์ที่สมเหตุสมผล และสามารถแก้ไขปัญหาก่อให้เกิดประโยชน์ได้จริง ตลอดจนมุ่งไปสู่วิถีแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ชั้น G อาคารจามจุรีสแควร์ สามย่าน บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนมาชมนิทรรศการจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง โดยนิทรรศการชุดนี้จะจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น.

ด้าน ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.อว. ได้กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของประเทศไทย ถ้าพูดถึงสิงคโปร์ เราจะนึกถึงลี กวน ยู ถ้าพูดถึงแอฟริกา เราจะนึกถึงเนลสัน แมนเดลา ถ้าพูดถึงจีนจะนึกถึงเหมา เจ๋อ ตุง สำหรับประเทศไทยก็คือ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงอยู่เหนือการเมือง และท่านทำสิ่งที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญไทยที่เรียกว่า พระราชประศาสนศาสตร์ ที่ไม่ใช่พระราชกรณียกิจ หรือพระราชกุศล แต่เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับรัฐประศาสนศาสตร์ที่สามารถทรงงานได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่รัฐบาลมาแล้วก็ไป แต่พระราชประศาสนศาสตร์ทำมาตลอด 70 ปีแห่งการครองราชย์ สามารถทำให้ประเทศไทยพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง เป็นแผนงานระยะยาวที่ประสบความสำเร็จ เช่น การพัฒนาป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบนการปลูกป่าทดแทน ทำให้ประเทศไทยมีป่าที่มีคุณภาพอยู่ในระดับเดียวกับป่าอะเมซอน ที่มีเสือ มีช้าง มีนกเงือก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์ของป่า นี่คือพระราชประศาสนศาสตร์ของในหลวง รัชกาลที่ 9

รมว.อว.กล่าวต่อว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นนักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก โดยเฉพาะการคิดค้นทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงที่ท้าทายชาติตะวันตกและไม่เป็นทฤษฎีที่เป็นปฏิปักษ์กับใคร โดย อว.จะจัดตั้งสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงขึ้นมา และมอบให้สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า เป็นหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบ สถาบันนี้จะยกระดับทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นสากล โดยเผยแพร่เป็นภาษาอังกฤษไปทั่วโลก เพื่อชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจพอเพียงคือทางรอดของมนุษย์และเป็นทฤษฎีทางเศรษฐกิจที่สามารถใช้ได้จริง ทุกวันนี้เราจะเห็นได้ว่า ทฤษฎีเศรษฐกิจของตะวันตกล้วนประสบปัญหาแทบทั้งสิ้น สถาบันเศรษฐกิจพอเพียงของ อว. ขณะนี้ถือว่าได้เริ่มต้นนับหนึ่งแล้ว

“เวลาคิดถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 และสถาบันพระมหากษัตริย์คนไทยจะไม่คิดแบบชาติตะวันตก คนไทยจะคิดถึงการรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง แม้กระทั่งเรื่องของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พระมหากษัตริย์ไทยหลายพระองค์ล้วนได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มองการณ์ไกลและทำเพื่อผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศ สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นแบบอย่างผู้นำการเปลี่ยนแปลง ไม่ได้ขัดขวางการเปลี่ยน มีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยตลอด ทรงรักษาความภูมิใจในรากเหง้าของความเป็นชาติและความเป็นไทยมาโดยตลอด ผมดีใจที่ อว. ได้จัดนิทรรศการงานของพ่อ เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ คนที่เจริญคือคนที่จะต้องรู้จักความกตัญญู ไม่ใช่บอกว่ารู้จักเทคโนโลยี รู้ความก้าวหน้าของศาสตร์ต่างๆ แต่ไม่รู้จักความกตัญญูก็ถือว่าใช้ไม่ได้” ดร.เอนก กล่าว

รายงานพิเศษ : สศก.พยากรณ์ไม้ผลตะวันออกปี’64 ทุเรียน-มังคุด-เงาะ-ลองกองปริมาณรวม 1.06 ล้านตัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รายงานพิเศษ : สศก.พยากรณ์ไม้ผลตะวันออกปี’64 ทุเรียน-มังคุด-เงาะ-ลองกองปริมาณรวม1.06ล้านตัน (naewna.com)

รายงานพิเศษ : สศก.พยากรณ์ไม้ผลตะวันออกปี’64  ทุเรียน-มังคุด-เงาะ-ลองกองปริมาณรวม1.06ล้านตัน

รายงานพิเศษ : สศก.พยากรณ์ไม้ผลตะวันออกปี’64 ทุเรียน-มังคุด-เงาะ-ลองกองปริมาณรวม1.06ล้านตัน

วันอังคาร ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางติณณา คัญใหญ่ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 ชลบุรี (สศท.6) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการบูรณาการจัดทำข้อมูลปริมาณการผลิตไม้ผลเอกภาพรอบที่ 1 ปี 2564 ซึ่งสศท.6 และศูนย์สารสนเทศการเกษตร (ศสส.) ร่วมกับคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก วิเคราะห์ผลพยากรณ์ไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก ครั้งที่ 1 ของสินค้า 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกองใน 3 จังหวัดคือ จันทบุรี ระยอง และตราด เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการวางแผนบริหารจัดการผลไม้ตั้งแต่ต้นฤดู

สำหรับผลพยากรณ์ปี 2564 ครั้งที่ 1 (ข้อมูล ณ 27 พฤศจิกายน 2563) พบว่า เนื้อที่ยืนต้น ของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 743,352 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่มีจำนวน 715,946 ไร่ (เพิ่มขึ้น 27,406 ไร่ หรือร้อยละ3.83) โดยเนื้อที่ยืนต้นทุเรียนเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 9.82 ส่วนลองกอง เงาะ และมังคุด ลดลงร้อยละ 11.06, 2.96 และ 0.24 ตามลำดับ เนื่องจากเกษตรกรปรับเปลี่ยนมาปลูกทุเรียนทดแทนมากขึ้น เนื้อที่ให้ผล ทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 640,151 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่มีจำนวน 633,641 ไร่ (เพิ่มขึ้น 6,510 ไร่ หรือร้อยละ 1.03) โดยทุเรียน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.59 ส่วนลองกอง เงาะ และมังคุด ลดลงทั้งหมดร้อยละ 10.62, 3.88 และ 0.55 ตามลำดับ เนื่องจากเกษตรกรตัดโค่นออกเพื่อปลูกทุเรียนทดแทน และในสวนผสมเกษตรกรจะสางต้นผลไม้ทั้ง 3 ชนิดออกเพื่อปลูกทุเรียนแซมและสางออกเพื่อให้ต้นทุเรียนมีทรงพุ่มรับแสงแดดสามารถสังเคราะห์แสงได้เต็มที่

ผลผลิตรวม ทั้ง 4 สินค้า คาดว่าจะมีประมาณ 1,066,330 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่มีจำนวน 995,501 ตัน (เพิ่มขึ้น 70,829 ตัน หรือร้อยละ 7.11) โดยผลผลิตจะออกมากช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ต่อเนื่องถึงต้นเดือนมิถุนายน 2564 ซึ่งคาดว่าผลผลิตรวมของทั้ง 3 สินค้าจะเพิ่มขึ้น โดยทุเรียนจะเพิ่มขึ้นมากที่สุดอยู่ที่ร้อยละ 11.42 เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยราคาทุเรียนดีต่อเนื่องมา 6-7 ปี จูงใจให้เกษตรกรดูแลรักษาต้นทุเรียนดี รวมถึงทุเรียนที่ปลูกใหม่ในปี 2559 เริ่มให้ผลเป็นปีแรก รองลงมาได้แก่ มังคุด และลองกอง เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.05 และ 0.52 ตามลำดับ ส่วนเงาะ ผลผลิตรวมลดลงร้อยละ 0.34 เนื่องจากเกษตรกรโค่นต้นเงาะที่ให้ผลผลิตแล้วทิ้ง เพราะราคาที่ลดลง ไม่จูงใจ ปัญหาแรงงานในการเก็บเกี่ยวเงาะที่หายาก และค่าแรงงานเก็บเกี่ยวสูง

ขณะนี้ทุเรียน ออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 33.46 ผลผลิตที่ติดในช่วงแรกเป็นทุเรียนพันธุ์เบาและทุเรียนที่ใช้สารกระตุ้นการออกดอก โดยจะเป็นพันธุ์กระดุมและหมอนทองซึ่งบางส่วนจะทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2564 เป็นต้นไป ส่วนผลผลิตจะออกมากช่วงกลางเมษายนถึงกลางพฤษภาคม 2564 เงาะ ออกดอกแล้วเล็กน้อยประมาณร้อยละ 0.60 สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตรอบแรกได้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคม 2564 โดยผลผลิตจะออกมากในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมต่อเนื่องถึงต้นเดือนมิถุนายน 2564 มังคุด ขณะนี้ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระยะเตรียมใบ เกษตรกรเริ่มบังคับต้น ใบที่สมบูรณ์โดยหยุดการให้น้ำเพื่อให้ต้นมังคุดขาดน้ำจะช่วยเร่งกระตุ้นการออกดอกได้ในช่วงเดือนธันวาคมนี้เป็นต้นไป

ทั้งนี้ สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตรุ่นแรกได้ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมจนถึงต้นเดือนสิงหาคม 2564 โดยผลผลิตจะออกกระจุกตัวสูงสุดในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2564 ลองกอง ขณะนี้ยังคาดการณ์การออกดอกไม่ชัดเจน เนื่องจากฝนยังตกอย่างสม่ำเสมอในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนที่ผ่านมา ต้นลองกองยังไม่ขาดน้ำ ทำให้ต้น ใบยังไม่สลด ลองกองสามารถออกดอกได้ตลอดหากต้นสมบูรณ์และขาดน้ำ แต่คาดจะเริ่มมองเห็นการติดดอกที่ชัดเจนขึ้นในช่วงเดือนมกราคม 2564 โดยจะสามารถเก็บเกี่ยวลองกองรุ่นแรกได้ในเดือนเมษายน และจะสิ้นสุดการเก็บเกี่ยวในเดือนตุลาคม 2564 โดยจะออกกระจุกมากในช่วงปลายมิถุนายน ต่อเนื่องถึงต้นกรกฎาคม 2564

สำหรับแนวทางการบริหารจัดการผลไม้ของคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ได้กำหนดแนวทางระยะปานกลางไว้ 3 ปี (ปี 2564-2566) คือ การบริหารจัดการเชิงคุณภาพ เน้นจัดทำแผนบริหารจัดการผลไม้ในพื้นที่ การบริหารจัดการเชิงปริมาณ โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตออกมาก ซึ่งมุ่งหวังให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม รวมทั้งเน้นแผนบริหารจัดการเชิงรุกตามนโยบายเกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด โดยมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลักด้านการผลิตให้ได้คุณภาพมาตรฐาน GAP ส่วนกระทรวงพาณิชย์รับผิดชอบด้านการตลาด การกระจายผลผลิตออกนอกพื้นที่ให้มีความคล่องตัว การผลักดันการส่งออก การเปิดตลาดต่างประเทศ ส่งเสริมการจำหน่ายผลผลิตผ่านช่องทางสมัยใหม่ โดยเน้นการตลาดออนไลน์

อย่างไรก็ตาม สศท.6 จะติดตามรายงานสถานการณ์อย่างใกล้ชิดครั้งที่ 2 ช่วงปลายเดือนมกราคม 2564 และมีกำหนดลงพื้นที่ติดตามสำรวจข้อมูลสถานการณ์การออกดอก ติดผล และเก็บเกี่ยวผลผลิตจริงกับเกษตรกรผู้ปลูกไม้ผลทั้ง 4 ชนิดนี้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2564 เพื่อใช้ข้อมูลวางแผนบริหารจัดการผลไม้ร่วมกับคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภาคตะวันออกต่อไป

ผลิตภัณฑ์ “ทีพีไอ ซูเปอร์แคลเซียม พีเอช12 (TPI Super Calcium PH12)” สำหรับใช้ปรับปรุงดินเพาะปลูกพืช ไปทดสอบกำจัดเชื้อตระกูล “อาร์เอ็นเอไวรัส (RNA Virus)” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รายงานพิเศษ : กรมชลประทานติดตาม 2 โครงการอ่างพวง ในลุ่มน้ำชีตอนบน จ.ชัยภูมิ (naewna.com)

รายงานพิเศษ : กรมชลประทานติดตาม 2 โครงการอ่างพวง ในลุ่มน้ำชีตอนบน จ.ชัยภูมิ

รายงานพิเศษ : กรมชลประทานติดตาม 2 โครงการอ่างพวง ในลุ่มน้ำชีตอนบน จ.ชัยภูมิ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากกรณีเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ เริ่มระบาดในประเทศจีนตั้งแต่ช่วงเดือน ม.ค. 2563 ที่ต่อมาได้ถูกตั้งชื่อว่าโควิด-19 และลุกลามไปทั่วโลก ซึ่งในเวลานั้นมีรายงานว่า เครือทีพีไอ (TPI) ได้นำผลิตภัณฑ์ “ทีพีไอ ซูเปอร์แคลเซียม พีเอช12 (TPI Super Calcium PH12)” สำหรับใช้ปรับปรุงดินเพาะปลูกพืช ไปทดสอบกำจัดเชื้อตระกูล “อาร์เอ็นเอไวรัส (RNA Virus)” ที่ก่อให้เกิดโรคปากและเท้าเปื่อยในปศุสัตว์ เช่น สุกร โคกระบือ แล้วได้ผลดีและไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์แต่อย่างใด โดยเป็นการใช้แบบผงโรยตามคอกสัตว์หรือที่บาดแผลของสัตว์

ทำให้มีแนวคิดขยายผลว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะสามารถใช้กำจัดเชื้อ “SARS-CoV-2” ซึ่งเป็นชื่อทางวิทยาศาสตร์ของ “ไวรัสโควิด-19” ซึ่งอยู่ในตระกูลอาร์เอ็นเอไวรัสเช่นกันได้หรือไม่ จึงได้ส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์หลายชนิดที่ต่อยอดมาจากทีพีไอ ซูเปอร์แคลเซียม พีเอช12 ไปให้ห้องปฏิบัติการชั้นนำของประเทศไทยเพื่อให้ทดสอบสมมติฐาน กระทั่งล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการเปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้สามารถฆ่าเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้จริง

นายกล้าพันธุ์ เหงากุล ที่ปรึกษาด้านเกษตรอินทรีย์ บริษัท ทีพีไอชีวะอินทรีย์ จำกัดเปิดเผยว่า ทางทีพีไอได้ส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์หลายชนิดไปให้ห้องปฏิบัติการในมหาวิทยาลัยต่างๆ ทดสอบ โดยหน่วยงานที่รับทดสอบผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับสัตว์จะเป็นคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกอบด้วย 1.ผงโรยคอกสัตว์เท้ากีบ “ไมโครมน็อค (Microme Knox)”ซึ่งต่อยอดมาจากผลิตภัณฑ์ทีพีไอ ซูเปอร์แคลเซียมพีเอช12 สำหรับใช้ปรับปรุงดินเพาะปลูกพืช

2.น้ำยาเช็ดพื้นผิว “ไมโครมน็อค โซลูชั่น(Microme Knox Solution)” 3.น้ำยาบ้วนปาก “แปรงตัง มารี โรส เมาธ์วอช ไลท์ (Printemp Marie Rose Mouthwash Light)” ซึ่งมี 2 กลิ่น คือกลิ่นมิ้นท์กับกลิ่นขิง และ 4.ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียมและวิตามินซีจากธรรมชาติ “ไบโอ น็อค (Bio Knox)” เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ทั้งหมดนี้มีผลกำจัดเชื้อโควิด-19 ได้จริง

เนื่องจากว่าบริษัทได้รับผลยืนยันประสิทธิภาพของการกำจัด RNA Virus และ DNAVirus โดยได้รับการยืนยันจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจากผลการทดลองกับสัตว์เลี้ยงต่างๆ ตั้งแต่ ไก่ สุกร โค แพะ แกะ สุนัข และแมวทางห้องปฏิบัติการ R&D ของบริษัทจึงได้ปรับปรุงสาร TPI Super Calcium PH12 ให้ปลอดภัยยิ่งขึ้นเหมาะสมกับการใช้บริโภคกับมนุษย์ และส่งให้คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล วิเคราะห์

อันมี น้ำยาบ้วนปากแปรงตัง มารีโรส (Printemp Marie Rose Mouth Wash) ซึ่งมี 2 กลิ่น คือ กลิ่นมิ้นท์ และกลิ่นขิง และผลิตภัณฑ์ไบโอน็อค (BioKnox) ชนิดผงสำหรับละลายน้ำดื่มฆ่าเชื้อโรค และน้ำยาเช็ดพื้นผิวไมโครโซลูชั่น (Microme Knox Solution) ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ทั้งหมดนี้มีผลกำจัดเชื้อโรค Covid-19ได้จริงและไม่เป็นอันตราย ขณะนี้พนักงานทีพีไอรวมทั้งสมาชิกในครอบครัวร่วมแสนคนก็ได้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไปแล้ว และได้รับผลดีโดยไม่ปรากฏว่ามีผู้ติดโรค Covid-19 เลย

ขณะที่ ศ.(กิตติคุณ) ดร.โสภณ เริงสำราญอาจารย์ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งว่าด้วย “เชื้อตระกูลอาร์เอ็นเอไวรัส ไม่สามารถอยู่ในสภาวะที่เป็นด่างจัดได้” ซึ่งไวรัสตระกูลอาร์เอ็นเอนี้มักเป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคทั้งในมนุษย์และสัตว์ ทำให้ทางทีพีไอนำงานวิจัยนี้ไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด

ศ.(กิตติคุณ)ดร.ประกิตติ์สิน สีหนนทน์ อาจารย์ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าถึงการต่อยอดงานวิจัยดังกล่าว ว่า จากกรณีที่ปศุสัตว์หลายชนิดเช่น สุกร โค กระบือ มักพบปัญหาโรคปากและเท้าเปื่อย ซึ่งเป็นเชื้ออาร์เอ็นเอไวรัสเช่นกัน ทำให้ทางทีพีไอพัฒนาผลิตภัณฑ์ไมโครมน็อค เป็นผงโรยตามคอกสัตว์หรือโรยที่แผลของสัตว์ โดยผ่านการทดสอบสรรพคุณจากห้องปฏิบัติการของคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก่อนนำไปให้เกษตรกรทดลองใช้แล้วพบว่าได้ผลดี

“ลักษณะโครงสร้างของอาร์เอ็นเอไวรัสมันจะประกอบด้วยเบส (Base) แล้วก็จะมีน้ำตาลไรโบส (Ribose) แล้วก็ประกอบไปด้วยฟอสเฟต (Phosphate) โครงสร้างยูนิตเล็กๆ ซึ่งแต่ละยูนิตเราเรียกว่านิวคลีโอไทด์(Nucleotide) ฉะนั้นสายของอาร์เอ็นเอก็จะประกอบไปด้วยนิวคลีโอไทด์หลายยูนิตด้วยกัน แล้วปรากฏว่างานวิจัยมันพิสูจน์พบว่าความเป็นด่างมันทำลายตัวฟอสเฟต ซึ่งเป็นตัวที่เชื่อมนิวคลีโอไทด์ของแต่ละตัวออกได้ เพราะฉะนั้นไวรัสก็โดนทำลาย” ศ.(กิตติคุณ) ดร.ประกิตติ์สิน อธิบาย

ศ.(กิตติคุณ) ดร.ประกิตติ์สิน กล่าวต่อไปว่าต่อมาเมื่อเริ่มมีการระบาดของไวรัสโควิด-19 หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นเชื้อตระกูลโคโรนาไวรัส (Coronavirus) ทำให้ทางทีพีไอสนใจว่าผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่จะใช้ทำอะไรกับสถานการณ์นี้ได้บ้าง และได้นำผลิตภัณฑ์หลายชนิดไปทดสอบที่ห้องปฏิบัติการของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

อาทิ ผลิตภัณฑ์ไมโครมน็อค โซลูชั่น ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เดียวกับไมโครมน็อค แต่เป็นรูปแบบน้ำ พบว่าสามารถฆ่าเชื้อกลุ่มโคโรนาไวรัส รวมถึงโควิด-19 ได้เกือบ 100% เหมาะสำหรับใช้เป็นน้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับเช็ดหรือฉีดพ่นสิ่งของต่างๆ ซึ่งในช่วงที่เริ่มมีสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ใหม่ๆ เจ้าของหรือผู้รับผิดชอบอาคารสถานที่ต่างๆ มักนิยมซื้อน้ำยาจากต่างประเทศที่มีราคาสูง ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ไมโครมน็อค โซลูชั่นนั้นราคาถูกกว่า

เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์น้ำยาบ้วนปาก แปรงตัง มารี โรสในการทดลองในห้องปฏิบัติการก็พบว่าสามารถ ฆ่าเชื้อโคโรนาไวรัส รวมถึงโควิด-19 ได้เช่นกันซึ่งคล้ายกับที่ประเทศเยอรมนี ที่มีการนำน้ำยาบ้วนปากหลายยี่ห้อมาทดลองในห้องปฏิบัติการ แล้วพบสามารถลดจำนวนเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่พบมากในน้ำลายได้ จึงเหมาะสำหรับ ทันตแพทย์ที่ต้องทำงานกับช่องปากของผู้ป่วย

และผลิตภัณฑ์ล่าสุดที่ต่อยอดมาจากไมโครมน็อค คือผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มไบโอน็อค มีลักษณะเป็นผงชงดื่มกับน้ำ ซึ่งในตอนแรกตนก็ไม่กล้าดื่ม กระทั่งทราบว่า ประธานทีพีไอ คือ นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ก็ดื่มเครื่องดื่มนี้เช่นกัน ทำให้ตัดสินใจลองดื่มบ้างเพราะเห็นว่าปลอดภัย ไบโอ น็อค ยังมีส่วนผสมของขิงซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แม้ยังไม่มีผลพิสูจน์ว่าสามารถฆ่าเชื้อโควิด-19 ได้ด้วยวิธีการดื่ม แต่การดื่มไบโอ น็อคเป็นประจำจะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้สุขภาพแข็งแรง อันเป็นหนทางลดความเสี่ยงจากการป่วยจากโรคติดต่อได้

ด้าน ศ.ดร.นพ.ประเสริฐ เอื้อวรากุล รองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเสริมว่า ทางทีพีไอได้ส่งตัวอย่าผลิตภัณฑ์มาให้ทดสอบ ซึ่งรวมถึงไบโอ น็อคด้วย โดยในห้องปฏิบัติการเวลานั้นมีตัวอย่างเชื้อ SARS-CoV-2 หรือไวรัสโควิด-19อยู่พอดี จึงได้นำผลิตภัณฑ์มาใส่รวมกับเชื้อแล้วทิ้งไว้ พบว่าเพียงไม่กี่นาทีเชื้อไวรัสดังกล่าวก็ตายแล้ว เท่ากับว่าไบโอน็อคมีส่วนผสมบางอย่างที่สามารถฆ่าเชื้อโควิด-19 ได้ อย่างไรก็ตาม ย้ำว่าเป็นเพียงการทดสอบในหลอดทดลองเท่านั้น

ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงปลายเดือน ม.ค. 2563 นายสันธาน ชัยพันธ์วิริยาพร รองผู้จัดการใหญ่ (วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) บริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ปรับปรุงคุณภาพดิน ทีพีไอ ซูเปอร์แคลเซียม พีเอช12ได้นำไปทดลองใช้แก้ไขปัญหาการระบาดของโรคปากเท้าเปื่อยในสัตว์เท้ากีบ อาทิ ในพื้นที่อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่เลี้ยงโคที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศไทย แต่ต้องเผชิญกับโรคดังกล่าวบ่อยครั้ง

โดยโรคปากเท้าเปื่อยเกิดจากอาร์เอ็นเอไวรัสชนิดหนึ่งในกลุ่มที่ 4 ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับเชื้อโคโรนาไวรัสที่กำลังระบาดอยู่ในจีนและอีกหลายประเทศขณะนี้ หลังทดลองใช้งานจริงเกษตรกรเป็นเวลา 2 ปี พบว่าสามารถยับยั้งการระบาดของโรคปากเท้าเปื่อยจากเชื้อดังกล่าวได้ สำหรับวิธีการใช้คือแบบผงฉีดพ่นไปตามพื้นคอก บาดแผลของสัตว์ที่ติดเชื้อ รวมถึงซากสัตว์ที่ติดเชื้อแล้วล้มตาย อย่างไรก็ตาม ในเวลานั้นยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะใช้กับโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 ได้หรือไม่ เพราะเป็นเชื้อชนิดใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อน

ต่อมาช่วงต้นเดือน ก.พ.2563 มีการเผยแพร่คลิปวีดีโอ “Corona Virus Research by TPIPL”ทางเว็บไซต์ยูทูบ (Youtube) ซึ่งเป็นคลิปวีดีโอที่นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีพีไอ โพลิน จำกัด (มหาชน)เล่าว่า ทางพีทีไอได้นำผลิตภัณฑ์ ทีพีไอ ซูเปอร์แคลเซียมพีเอช12 ไปทดลองผสมน้ำดื่มก็ไม่มีปัญหากับการติดโรค CORONA VIRUS แต่อย่างใด

และเมื่อมีการระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่จากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน (ขณะนั้นยังไม่ถูกเรียกว่าโควิด-19) ซึ่งเป็นเชื้อตระกูลอาร์เอ็นเอไวรัส จึงคิดว่าในเมื่อทีพีไอ ซูเปอร์แคลเซียม พีเอช12 มีฤทธิ์กำจัดเชื้อตระกูลอาร์เอ็นเอไวรัสก็น่าจะนำไปทดลองขยายผลว่าจะสามารถใช้จัดการกับเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ได้หรือไม่ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่เป็นอันตราย ทั้งคนและสัตว์สามารถบริโภคได้

“อย่างฟาร์มไก่เราเอาไปโปรยให้ไก่กินก็ไม่เป็นไร และไม่ระคายเคืองต่อผิวของสัตว์ หมูก็เช่นกันเราก็เอาไปให้มันกินก็กินได้ อีกทั้งยังป้องกันโรคต่างๆ ในหมูด้วย ซึ่งเราเข้าใจว่าใช้กับคนได้ อย่างเช่นผมตอนนี้ก็ทดลองกินเอง ก็ไม่มีปัญหา ละลายน้ำสัก 2 ช้อนชาก็กินได้ เป็นหวัดก็กินได้ สำหรับโคโรนาไวรัส เรากำลังอยู่ในขั้นทดลองกำลังส่งไปให้อาจารย์ทดลองดูว่าฆ่าได้จริงหรือป่าว” นายประชัย กล่าวในเวลานั้นก่อนที่จะมีการนำไปทดลองในห้องปฏิบัติการและปรากฏว่าได้ผลในเวลาต่อมาว่าสามารถฆ่าไวรัสโควิด-19 ได้จริง

รายงานพิเศษ : ก.เกษตรฯเตรียม 12 มาตรการรับมือแล้งปี’63/64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รายงานพิเศษ : ก.เกษตรฯเตรียม12มาตรการรับมือแล้งปี’63/64 (naewna.com)

รายงานพิเศษ : ก.เกษตรฯเตรียม12มาตรการรับมือแล้งปี’63/64

รายงานพิเศษ : ก.เกษตรฯเตรียม12มาตรการรับมือแล้งปี’63/64

วันอังคาร ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรขานรับนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียม 12 มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงฤดูแล้ง ปี 2563/64 พร้อมสั่งการสำนักงานเกษตรจังหวัดเร่งรณรงค์สร้างการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร “เกษตรร่วมใจรับมือภัยแล้ง ปี 2564” แจ้งเตือนเกษตรกรให้ทราบทุกระยะ กำชับเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ให้คำแนะนำดูแลพืชอย่างถูกวิธี

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า จากข้อมูลของคณะทำงานวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้พิจารณาวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ศักยภาพน้ำ ความเหมาะสมของพื้นที่ พันธุ์ข้าว แนวโน้มการตลาด และโครงการต่างๆ ของรัฐบาล ที่จะดำเนินการในช่วงฤดูแล้งได้กำหนดแผนนโยบายการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2563/64 โดยมีแผนการเพาะปลูกทั้งประเทศ จำนวน 5.12 ล้านไร่

สำหรับการจัดสรรน้ำด้านการเกษตร พบว่า เนื่องจากบางพื้นที่มีปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำค่อนข้างน้อย จึงไม่สามารถจัดสรรน้ำสำหรับการเพาะปลูกข้าวรอบที่ 2 ในช่วงฤดูแล้งปี 2563/64 บางพื้นที่ได้ จึงสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือเข้าร่วมโครงการต่างๆ ของรัฐ เช่น โครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลาย (หลังนา)ปี 2564 เป็นต้น เพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรในการปลูกพืชอื่นทดแทนการปลูกข้าวรอบที่ 2 นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้เตรียมแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร 12 มาตรการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงฤดูแล้ง ปี 2563/64 พร้อมมอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอเร่งดำเนินการสร้างการรับรู้ข้อมูลข่าวสารในทุกด้าน โดย1. การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ “เกษตรร่วมใจรับมือภัยแล้ง ปี 2564” เป็นการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ในทุกด้านเพื่อรับมือภัยแล้ง 2. การเฝ้าระวังน้ำเค็มรุกพื้นที่พืชสวน โดยสำรวจพื้นที่เสี่ยง แจ้งเตือนข่าวสาร สถานการณ์แล้ง การขาดแคลนน้ำ เยี่ยมเยียน ติดตามให้คำแนะนำทางวิชาการในการดูแลรักษาสวน การให้น้ำ ลดการใช้ปุ๋ย เพื่อป้องกันความเค็มสร้างความเสียหายแก่พืช 3. คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ โดยบูรณาการหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าไปให้บริการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ แจ้งสถานการณ์ และวิธีการปรับตัว ข้อมูลการให้ความช่วยเหลือต่างๆ 4. โครงการบริหารจัดการการผลิตสินค้าเกษตรตามแผนที่เกษตร เพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) โดยการอบรมให้ความรู้ และศึกษาดูงานการปลูกพืชทางเลือกใหม่ รวมถึงสนับสนุนปัจจัยการผลิตที่จำเป็นในการปรับเปลี่ยนการผลิตพืชชนิดใหม่ที่เหมาะสม

5. โครงการส่งเสริมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยจัดอบรมให้ความรู้การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนาแก่เกษตรกรในพื้นที่เหมาะสมมากหรือปานกลาง รวมทั้งจัดทำแปลงเรียนรู้การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา 6. โครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลายในฤดูนาปรัง เพื่อให้มีพื้นที่ในการจัดทำแปลงเรียนรู้ และส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตพืชหลากหลายตามความต้องการของตลาด มีการทำแผนการผลิต แผนการตลาด 7. โครงการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในระดับไร่นาเพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ด้านการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และการให้น้ำแก่พืชที่ถูกต้อง โดยถ่ายทอดความรู้การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าสำหรับเกษตรกร การจัดทำแปลงเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในระดับไร่นา เพื่อเป็นตัวอย่างและจุดเรียนรู้ให้แก่เกษตรกร 8. โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรของชุมชน

9. โครงการพัฒนาศักยภาพการดำเนินงานศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนและการบริการสมาชิกและเกษตรกรเพื่อนำไปผลิตจุลินทรีย์ และผลิตจุลินทรีย์/ศัตรูธรรมชาติพร้อมใช้ เช่น ไตรโคเดอร์มา บิวเวอร์เรียแมลงหางหนีบ มวนเพชฌฆาต 10. โครงการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร ส่งเสริมการอารักขาพืชเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ดำเนินการผลิตจุลินทรีย์/ศัตรูธรรมชาติพร้อมใช้ 11. โครงการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร ปี 2563/64 โดยดำเนินการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และถั่วเขียวเพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร 12. โครงการส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร และสร้างรายได้และอาชีพที่มั่นคงมากขึ้นจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีคุณภาพมาตรฐาน

ด้านนางปาลลิน พวงมี ผู้อำนวยการกองส่งเสริมโครงการพระราชดำริ การจัดการพื้นที่และวิศวกรรมเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่ากรมส่งเสริมการเกษตรได้เตรียมประสานและช่วยเหลือเกษตรกรในการจัดหาช่องทางการตลาดให้กับผลผลิตพืชฤดูแล้ง สร้างการรับรู้เพื่อให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้โดยเฉพาะข้าวรอบที่ 2 ควบคุมพื้นที่ปลูกไม่ให้เกินจำนวนที่กำหนด และพืชไร่พืชผักส่งเสริมให้มีพื้นที่ปลูกตามจำนวนที่กำหนด รวมทั้งแนะนำให้เกษตรกรปฏิบัติดูแลรักษาพืชในช่วงฤดูแล้ง การรักษาความชื้น และลดการเผาตอซัง ฟางข้าว เพื่อป้องกันปัญหาฝุ่นหมอกควันด้วย

รายงานพิเศษ : ‘ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์’ พืชอาหารคุณค่าสูง ปลูกง่าย-ใช้น้ำน้อย-สร้างรายได้เกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รายงานพิเศษ : ‘ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์’พืชอาหารคุณค่าสูง ปลูกง่าย-ใช้น้ำน้อย-สร้างรายได้เกษตรกร (naewna.com)

รายงานพิเศษ : ‘ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์’พืชอาหารคุณค่าสูง  ปลูกง่าย-ใช้น้ำน้อย-สร้างรายได้เกษตรกร

รายงานพิเศษ : ‘ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์’พืชอาหารคุณค่าสูง ปลูกง่าย-ใช้น้ำน้อย-สร้างรายได้เกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ข้าวโพดต้นสดพร้อมฝัก หรือข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีอายุเก็บเกี่ยว 85-90 วัน นับเป็นวัตถุดิบอาหารโคนมที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง ให้ปริมาณน้ำนมค่อนข้างมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับหญ้าเนเปียร์และข้าวโพดเมล็ดที่นำไปผสมในอาหารสัตว์จากการเปิดเผยของ นางสุจารีย์ พิชา รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 เชียงใหม่ (สศท.1) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ให้ข้อมูลว่าเกษตรกรที่ใช้ข้าวโพดต้นสดพร้อมฝักเป็นอาหารสำหรับโคนม สามารถให้น้ำนมได้ 14 กิโลกรัม/ตัว/วัน ถ้าเปรียบเทียบกับพืชอาหารชนิดอื่น ซึ่งให้น้ำนมได้ 12 กิโลกรัม/ตัว/วัน และที่สำคัญข้าวโพดต้นสดพร้อมฝักเป็นพืชที่มีศักยภาพทั้งด้านการผลิตและการตลาด สามารถปลูกทดแทนสินค้าหลักอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ขายเฉพาะเมล็ด (อายุเก็บเกี่ยว 120 วัน) ได้ แต่ปัจจุบันพบว่าปริมาณการผลิตข้าวโพดต้นสดพร้อมฝักของจังหวัดเชียงใหม่ สามารถผลิตได้เพียง 870 ตัน/ปี ในขณะที่ปริมาณความต้องการรับซื้ออยู่ที่ 1,055 ตัน/ปี ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้เลี้ยงโคนมและสหกรณ์โคนม ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ จึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกและจำหน่ายข้าวโพดต้นสดพร้อมฝัก เพื่อให้สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมนำไปใช้ทำอาหาร TMR เพื่อลดต้นทุนการผลิตมากกว่าการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อขายเมล็ดและหญ้าเนเปียร์

 นางสุจารีย์ พิชา

จากการลงพื้นที่ของ สศก. โดย สศท.1 เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตข้าวโพดต้นสดพร้อมฝักในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า มีพื้นที่ความเหมาะสมในการปลูก (S1,S2) จำนวน 770,392 ไร่ ซึ่งเกษตรกรมีการปลูกในพื้นที่ S1,S2 เพียง 39,504 ไร่ คงเหลือพื้นที่ความเหมาะสมอีกจำนวน 730,888 ไร่ ที่เกษตรกรยังไม่มีการใช้พื้นที่เพื่อปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สำหรับพื้นที่มีความเหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3, N) เกษตรกรทำการปลูกจำนวน 40,683 ไร่ ดังนั้น จึงแนะนำให้เกษตรกรหันมาปรับระยะเวลาเก็บเกี่ยวให้เร็วขึ้น คือ 85-90 วัน และใช้พันธุ์ที่เหมาะสม เช่น พันธุ์นครสวรรค์ 80 เพื่อเก็บเกี่ยวเป็นผลผลิตข้าวโพดต้นสดพร้อมฝัก แทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีระยะเวลาเก็บเกี่ยว 120 วัน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนการผลิตแล้ว เกษตรกรยังสามารถปลูกได้ประมาณ 3 รอบ ในระยะเวลา 1 ปี

สำหรับต้นทุนการผลิตข้าวโพดต้นสดพร้อมฝัก เฉลี่ยอยู่ที่ 6,133 บาท/ไร่/รอบการผลิต เกษตรสามารถปลูกได้ 3 รอบ/ปี โดยรุ่นที่ 1 จะปลูกช่วงต้นฝนเดือนพฤษภาคม เก็บเกี่ยวกลางเดือนกรกฎาคม รุ่นที่ 2 ปลูกช่วงปลายฝนเดือนกรกฎาคม เก็บเกี่ยวเดือนตุลาคม และรุ่นที่ 3 ปลูกปลายเดือนตุลาคม เก็บเกี่ยวเดือนมกราคมของทุกปี ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 85-90 วัน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 5,800 กิโลกรัม/ไร่/รอบการผลิต เกษตรกรได้ผลตอบแทน 6,574 บาท/ไร่/รอบการผลิต ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 440 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคาที่เกษตรกรขายได้ 1.10 บาท/กิโลกรัม (ราคา ณ พฤศจิกายน 2563)

ด้านการซื้อขายข้าวโพดต้นสดพร้อมฝักในพื้นที่ ส่วนใหญ่ร้อยละ 55 เกษตรกรจะจำหน่ายผลผลิตให้กับสหกรณ์โคนมการเกษตรไชยปราการ อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ โดยผ่านตัวแทนผู้รวบรวมผลผลิตในพื้นที่ ซึ่งได้มีการทำ MOU กับสหกรณ์โคนม ในเรื่องปริมาณและราคาในการรับซื้อผลผลิตแต่ละรุ่น ซึ่งตัวแทนจะทำหน้าที่ในการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร จากนั้นจะทำการตัดสับต้นข้าวโพดผ่านเครื่องช็อปต้นข้าวโพด และขนส่งให้กับโรงบ่อหมักของสหกรณ์โคนมเพื่อนำไปเข้าสู่กระบวนการทำข้าวโพดหมัก และจำหน่ายให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่เป็นสมาชิกสหกรณ์โคนมส่วนผลผลิตอีกร้อยละ 45 เกษตรกรจะนำไปใช้ทำอาหาร TMR ในฟาร์มของตนเอง

ทั้งนี้ ข้าวโพดต้นสดพร้อมฝักเป็นพืชสร้างรายได้หมุนเวียนให้เกษตรกร รวมทั้งภาครัฐมีการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกและจำหน่าย เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพเกษตรกรควรหมั่นตรวจดูแลรักษาแปลง และควรเฝ้าระวังโรคและศัตรูพืช หากเกษตรกรหรือท่านใดสนใจข้อมูลการผลิตข้าวโพดต้นสดพร้อมฝักของจังหวัดเชียงใหม่ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.1 โทร. 0-5312-1318 อีเมลzone1@oae.go.th

รายงานพิเศษ : ตั้ง ‘อว.ส่วนหน้า’ ม้าเร็วขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/532479

รายงานพิเศษ : ตั้ง‘อว.ส่วนหน้า’ม้าเร็วขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน

รายงานพิเศษ : ตั้ง‘อว.ส่วนหน้า’ม้าเร็วขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน

วันพุธ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) พร้อมผู้บริหาร อว. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมจังหวัดลำปางตามนโยบาย “ขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน”โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ให้การต้อนรับ โดย ศ.ดร.เอนก เข้าเยี่ยมชมนิทรรศการงานด้าน อววน.ที่สนับสนุนการพัฒนาจังหวัดลำปางใน 6 ด้าน คือ ท่องเที่ยววิถีชุมชน – เกษตรปลอดภัย – การบริหารจัดการน้ำ- การบริหารจัดการขยะ – การพัฒนาสับปะรดครบวงจรด้วย วทน. – เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อบริหารจัดการพื้นที่จากนั้น ศ.ดร.เอนก เป็นประธานการประชุมการนำงานด้าน อววน. ขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันเพื่อพัฒนาจังหวัด กล่าวว่า กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ได้กำหนดแนวทางการพัฒนาพื้นที่ โดยใช้องค์ความรู้แบบบูรณาการศาสตร์ ผนวกกับงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ ภายใต้แนวคิด “ขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน” โดยมี“หน่วยปฏิบัติการส่วนหน้าของ อว. ในการสนับสนุนการพัฒนาจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน” หรือ “อว.ส่วนหน้า” จะเป็นข้อต่อสำคัญในการเชื่อมโยง องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ของ อว. ที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาจากบุคลากรเฉพาะ ที่มีสมรรถนะสูง จากอุทยานวิทยาศาสตร์ เครือข่ายมหาวิทยาลัยและหน่วยงานในสังกัด อว. โดยการสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ ไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่เน้นคุณค่า (Value Based Economy)ซึ่งจะต้องขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนาที่จะนำไปสู่นวัตกรรมที่เป็นDemand-side และ บูรณาการงาน 3 ศาสตร์ ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ สู่การแก้ปัญหาและพัฒนาจังหวัดในทุกมิติอันจะนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเป็นสำคัญ

รมว.อว.กล่าวต่อว่า ทั้งนี้หน่วยปฏิบัติการส่วนหน้าของ อว. ในการสนับสนุนการพัฒนาจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันมี หน้าที่สำคัญในการผลักดันภารกิจใน 4 ด้าน คือ 1. ประสานการนำงานด้าน อววน. เพิ่มขีดความสามารถผนวกกับศักยภาพจังหวัด 2.ขับเคลื่อนแผนงาน/โครงการด้าน อววน. ในจังหวัด 3.ส่งเสริมการนำงานด้านอววน. สนับสนุนจังหวัด และ 4.เป็นหน่วยงานฯ ม้าเร็วที่จะรับประเด็นปัญหาที่มีความจำเป็นเร่งด่วนของจังหวัด แล้วประสานงานหน่วยงานเจ้าขององค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหา

“ในการนี้ อว. ได้แต่งตั้ง หน่วยปฏิบัติการส่วนหน้าของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการสนับสนุนการพัฒนาจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันจังหวัดลำปาง ผู้ทำหน้าที่หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการฯ คือผศ.ดร.พงศธร คำใจหนัก รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง โดยมีคณะทำงานขับเคลื่อนงานด้าน อววน. พัฒนาจังหวัดลำปาง ประกอบด้วย ผู้แทนมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ผู้แทนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาลำปาง ผู้แทนศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง ลำปาง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ผู้แทนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์ลำปาง ผู้แทนมหาวิทยาลัยเนชั่น (ลำปาง) วิทยาลัยอินเตอร์เทคลำปาง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดลำปาง”

รมว.อว.กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ จังหวัดลำปางได้นำเสนอข้อเสนอความต้องการเพื่อพัฒนาจังหวัดลำปาง ประกอบด้วยปัญหาด้านการเกษตร มอบให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาลำปาง รับผิดชอบ ปัญหาด้านการท่องเที่ยวมอบให้ศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง ลำปาง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต รับผิดชอบ ปัญหาด้านการบริหารจัดการขยะมอบให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์ลำปาง รับผิดชอบปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะเรื่องน้ำ และปัญหาด้านการศึกษา มอบให้มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปางรับผิดชอบ