รายงานพิเศษ : สสก.5 สงขลา ดันผลิตสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน GAP #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599396

รายงานพิเศษ : สสก.5 สงขลา ดันผลิตสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน GAP

รายงานพิเศษ : สสก.5 สงขลา ดันผลิตสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน GAP

วันศุกร์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร โดย สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา ได้มีการดำเนินงานร่วมกับกรมวิชาการเกษตร ตามคำสั่งคณะทำงานความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาการเกษตร ระดับเขต ประกอบด้วย สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 7 และ 8 สำนักงานเกษตรจังหวัด 14 จังหวัดภาคใต้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจังหวัด 15 ศูนย์ และศูนย์ปฏิบัติการของกรมส่งเสริมการเกษตร 8 ศูนย์ โดยมีการประชุมหารือวางแผนการทำงานร่วมกัน ในปีงบประมาณ 2564 จำนวน 3 ครั้ง โดยได้ประชุมสรุปผลการดำเนินงานปี 2564 ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีการดำเนินงานตามความร่วมมือใน 4 ประเด็น คือ

1) ความร่วมมือในการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร GAP และเกษตรอินทรีย์ 2) การวิจัยในพื้นที่แบบ On Farm Research ให้ดำเนินการในพื้นที่เดียวกับเป้าหมายการส่งเสริมเกษตรเชิงพื้นที่ของกรมส่งเสริมการเกษตร 3) การถ่ายทอดเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้ศึกษาวิจัย และสามารถนำมาส่งเสริมให้กับเกษตรกรได้ และ 4) การแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรในพื้นที่

นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า ปัจจุบันข้อจำกัดทางด้านการค้าระหว่างประเทศในการส่งผลผลิตทางการเกษตรไปจำหน่าย มีข้อบังคับว่าด้วยสินค้าทางการเกษตรต้องผ่านมาตรฐานการรับรองที่เป็นสากล ดังนั้นสินค้าทางการเกษตรจึงควรมีมาตรฐานการรับรองที่เป็นสากล เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกร GAP (Good Agricultural Practice) หรือการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีเป็นแนวทางในการทำการเกษตร เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี และปลอดภัยตามมาตรฐานที่กำหนด GAP จึงเป็นมาตรฐานที่ครอบคลุมการผลิตสินค้าเกษตรครบวงจร ช่วยยกระดับผลผลิตขึ้นห้าง เป็นใบเบิกทางส่งออกคู่ค้าสำคัญทั้งจีน สหรัฐ และสหภาพยุโรป ซึ่งในการประชุมคณะทำงานฯ ด้านความร่วมมือในการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร GAP และเกษตรอินทรีย์ นั้น แม้ว่า มาตรฐาน GAP จะดำเนินการออกใบรับรองโดยกรมวิชาการเกษตร แต่ในทางปฏิบัติเกษตรต้องการข้อมูล ความรู้ และความเข้าใจในการปฏิบัติ เพื่อผลิตสินค้าเกษตรให้ได้ตามข้อกำหนดมาตรฐาน GAP โดยกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานที่เป็นแกนหลักในการพัฒนาเกษตรกรให้เข้าสู่ระบบมาตรฐาน GAP โดยใช้กลไกของอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน เกษตรกรผู้นำ ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร เกษตรกรกลุ่มแปลงใหญ่ ร่วมเป็น GAP อาสา ซึ่งได้ผ่านการอบรมจาก มกอช. ช่วยแนะนำส่งเสริมให้ความรู้เกษตรกรให้ปฏิบัติตามข้อกำหนด GAP และมีนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรประจำตำบล เป็นพี่เลี้ยง ร่วมกันตรวจประเมินแปลงเบื้องต้น ก่อนนำส่งข้อมูลให้กรมวิชาการเกษตรดำเนินการตรวจรับรอง

นายสุพิท จิตรภักดี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สินค้าเกษตรที่เร่งดำเนินการเนื่องจากมีการส่งออกที่สำคัญในภาคใต้ คือ ไม้ผลซึ่งปลูกกันในระบบแปลงใหญ่ เพราะเป็นเชิงบังคับ ส่งผลให้สวนผลไม้ในภาคใต้ประมาณ 90%ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP แล้ว คงเหลืออีกเพียงไม่กี่แห่งที่ยังไม่ผ่านการรับรอง GAPซึ่งกำลังเร่งรณรงค์ ขณะที่ผู้ประกอบการล้งทุเรียนในภาคใต้จะมีศูนย์รวบรวมผลผลิตใหญ่อยู่ที่จังหวัดชุมพร และล้งมังคุด มีแหล่งรวบรวมผลผลิตใหญ่อยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ผ่านการรับรองมาตรฐาน GMP แล้วดังนั้นการส่งออกผลไม้โดยเฉพาะทุเรียนและมังคุดในภาคใต้จึงไม่น่าวิตกกังวลเรื่องการตรวจพบแมลงศัตรูพืชและสารตกค้างต่างๆ เกินค่ามาตรฐาน ในส่วนปี 2564 กรมวิชาการเกษตรได้ตรวจรับรองแปลงไม้ผลตามความร่วมมือ (MOU) ไปแล้ว 3,098 ราย 3,412 แปลง และได้มีการดำเนินการรับรองเพิ่มเติมจากเป้าหมายอีก 2,179 ราย 2,429 แปลง รวมพื้นที่ 11,698 ไร่ สำหรับปี 2565 ทราบว่ากรมวิชาการเกษตรเพิ่มเป้าหมายการตรวจรับรอง GAP ทั่วประเทศเป็น 150,000 แปลง

นอกจากความร่วมมือด้านการรับรองแหล่งผลิตพืชแล้ว ยังได้มีการร่วมมือกันในการนำงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตรมาขยายผลในพื้นที่ เพื่อแก้ปัญหาหรือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกรในพื้นที่ โดยเฉพาะการนำแหนแดงมาใช้ในการลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตในพืชผัก และการใช้เป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์ สำนักงานเกษตรจังหวัดในภาคใต้ได้นำงานวิจัยเรื่องการใช้
แหนแดงมาเป็นฐานเรียนรู้ในศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และขยายผลไปยังเกษตรกรในพื้นที่ ทั้งที่เป็นแปลงเรียนรู้และเกษตรกรทั่วไป เช่น จังหวัดสงขลาได้นำไปส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกผักปลอดภัยอำเภอคลองหอยโข่งใช้ในการผลิตผักแบบยกแคร่ ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนในการใช้ปุ๋ยได้ จังหวัดนราธิวาสได้มีการส่งเสริมการเลี้ยงแหนแดงในฟาร์มตัวอย่าง เพื่อเป็นจุดเรียนรู้ของเกษตรกรในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีการดำเนินงานร่วมกันในการจัดตั้งศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชน (ศชช.) โดยมีการจัดตั้งในพื้นที่อำเภอสิงหนคร และอำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา โดยมีการบูรณาการร่วมกันระหว่างสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 8 ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลา ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสงขลา สำนักงานเกษตรอำเภอสิงหนคร และสำนักงานเกษตรอำเภอสทิงพระ ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่พึงพอใจต่อการตั้งศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชน เนื่องจากในพื้นที่เกษตรกรมีการผลิตผักปลอดภัยไม่มีการใช้สารเคมี จึงมักพบปัญหาการทำลายพืชผักของศัตรูพืช การมีศูนย์ชีวภัณฑ์ตั้งอยู๋ในพื้นที่จึงทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงการใช้สารชีวภัณฑ์ต่างๆ ได้มากขึ้น คณะทำงานความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาเกษตรจึงเห็นควรให้มีการขยายผลศูนย์ภัณฑ์ชุมชนไปยังพื้นที่จังหวัดพัทลุง จำนวน 7 จุด เพื่อเป็นการแก้ปัญหาการผลิตพืชให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ต่อไป นายสุพิท กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : สสก.5 สงขลา ขับเคลื่อนเครือข่ายทุเรียนภาคใต้ ตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนกลไกระดับพื้นที่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598891

รายงานพิเศษ : สสก.5 สงขลา ขับเคลื่อนเครือข่ายทุเรียนภาคใต้ ตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนกลไกระดับพื้นที่

รายงานพิเศษ : สสก.5 สงขลา ขับเคลื่อนเครือข่ายทุเรียนภาคใต้ ตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนกลไกระดับพื้นที่

วันพุธ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 (สสก.5) จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า “ทุเรียน” เป็นผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งสถานการณ์ตลาดทุเรียนในอาเซียนช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา (2554-2563) อินโดนีเซีย ครองแชมป์การผลิตทุเรียนมากที่สุดของโลกตามด้วยไทยมาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ คาดว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้า (2564-2568) ปริมาณการส่งออกทุเรียนไทยจะนำหน้าอินโดนีเซีย ตามมาด้วย มาเลเซีย และเวียดนาม แต่พบว่าปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อทุเรียนไทย ได้แก่

1. จีนอนุญาตให้นำเข้าทุเรียนจากประเทศอื่น 2. ไทยขาดระบบตรวจสอบย้อนกลับ 3. ปัญหาทุเรียนอ่อน และเครื่องมือในการตรวจ 4. จีนมีความเข้มงวดในการตรวจสินค้ามากขึ้น 5. มีการสวมสิทธิ์ทุเรียนจากประเทศเพื่อนบ้าน และ 6. ตลาดทุเรียนในประเทศถูกควบคุมโดยกลุ่มล้ง

ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรผู้ผลิตและแปรรูปทุเรียนในอนาคต และกรมส่งเสริมการเกษตรได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้มีนโยบายการส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบระบบส่งเสริมเกษตรแบบใหญ่ เป็นการดำเนินงานที่เน้นการรวมกลุ่มของเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ วางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ตามนโยบายการตลาดนำการผลิต สร้างเสถียรภาพของราคาสินค้าเกษตร ได้อย่างมั่นคงในอนาคตตามแผนปฏิรูปการเกษตร

ดังนั้น จึงจัดทำโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทุเรียนให้มีคุณภาพเพื่อการค้า (Quick Win ปี 2564) เพื่อพัฒนาความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรผู้ผลิตและแปรรูปทุเรียน เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการควบคุมคุณภาพทุเรียนเพื่อการค้า สร้างมูลค่าเพิ่ม ของทุเรียนผลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากทุเรียนให้ตรงกับความต้องการของตลาดและส่งเสริมการบริโภคทุเรียนคุณภาพ และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากทุเรียน สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา ในฐานะเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการผลผลิตไม้ผลของภาคใต้ให้มีเสถียรภาพ จึงได้จัดทำกิจกรรมอบรมพัฒนาศักยภาพเกษตรกร SF และ YSF ให้เป็นผู้ประกอบการด้านการเกษตรเบื้องต้น เพื่อพัฒนาความเข้มแข็งด้านธุรกิจเกษตรให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรผู้ผลิตและแปรรูปทุเรียน อีกทั้งยังเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนในพื้นที่ภาคใต้

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2564 นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา เป็นประธานการสัมมนาเชิงปฏิบัติการพัฒนาความเข้มแข็งเครือข่ายแปลงใหญ่ทุเรียนภาคใต้ออนไลน์ ณ ห้องประชุมสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา และสำนักงานเกษตรจังหวัด 14 จังหวัดภาคใต้ โดยมีบุคคลเป้าหมาย
เป็นเกษตรกรจากแปลงใหญ่ทุเรียน 14 จังหวัดภาคใต้ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรจากสำนักงานเกษตรจังหวัด เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การบริหารกลุ่มในเรื่องเงินทุนแก่สมาชิก ข้อมูลปัญหาของกลุ่มและของเกษตรกร ข้อมูลสถานการการผลิตคาดว่าทุเรียนในฤดูเหลือน้อยแล้ว ส่วนทุเรียนนอกฤดูจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ช่วงกลางเดือนธันวาคมเป็นต้นไป และร่วมหารือประเด็นปุ๋ยเคมีราคาสูงขึ้นมาก ซึ่งเป็นไปตามกลไกราคาตลาด จึงแก้ไขปัญหาโดยเสนอให้เกษตรกรแปลงใหญ่ได้เข้าร่วมโครงการปุ๋ยของกระทรวงพาณิชย์และใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินเพื่อลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยได้ และหาแนวทางการจำหน่ายแบบออนไลน์ให้ประสบผลสำเร็จ

นายสุพิท จิตรภักดี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ใน 14 จังหวัดภาคใต้ มีแปลงใหญ่ทุเรียนจำนวน 111 แปลง จังหวัดยะลา มีจำนวนมากที่สุด 29 แปลง รองลงมาได้แก่ จังหวัดชุมพร 24 แปลง และจังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดละจำนวน 10 แปลง ทั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5

จังหวัดสงขลา ได้ผลักดันให้จัดตั้งคณะทำงานเครือข่ายแปลงใหญ่ทุเรียนภาคใต้ เพื่อขับเคลื่อนให้แปลงใหญ่ทุเรียนผลิตทุเรียนภาคใต้มีประสิทธิภาพการบริหารจัดการควบคุมคุณภาพทุเรียนเพื่อการค้า สร้างมูลค่าเพิ่ม ของทุเรียนผลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากทุเรียนให้ตรงกับความต้องการของตลาด

รายงานพิเศษ : หมอดินอาสาเมืองยโสธรพลิกฟื้นดินคุณภาพต่ำ ทำเกษตรอินทรีย์ผสมผสาน-ปลูกกินเหลือขายลดค่าใช้จ่ายสร้างรายได้ต่อเนื่อง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597800

รายงานพิเศษ : หมอดินอาสาเมืองยโสธรพลิกฟื้นดินคุณภาพต่ำ  ทำเกษตรอินทรีย์ผสมผสาน-ปลูกกินเหลือขายลดค่าใช้จ่ายสร้างรายได้ต่อเนื่อง

รายงานพิเศษ : หมอดินอาสาเมืองยโสธรพลิกฟื้นดินคุณภาพต่ำ ทำเกษตรอินทรีย์ผสมผสาน-ปลูกกินเหลือขายลดค่าใช้จ่ายสร้างรายได้ต่อเนื่อง

วันศุกร์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 เป็นต้นมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในทุกมิติ ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ การอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกร การสนับสนุนช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรในการปรับปรุงบำรุงดินให้ดีขึ้น เพื่อให้สามารถทำการผลิตระบบเกษตรอินทรีย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนากลุ่มเกษตรกรให้เข้าสู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ด้วยระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) ที่มีกรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน ซึ่งผลจากการดำเนินงาน ได้ก่อให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกรอย่างเข้มแข็ง เกิดความร่วมมือการมีส่วนร่วมในการช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรดินเพื่อให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ สามารถเพาะปลูกได้อย่างยั่งยืนเต็มศักยภาพ ได้ผลผลิตสินค้าอินทรีย์ที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพและมีความปลอดภัยต่อชีวิตทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศ

นายสำรอง อำพนพงษ์ หมอดินอาสาประจำตำบลสามัคคี อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร เป็นผู้ได้รับรางวัลหมอดินอาสาดีเด่น กรมพัฒนาที่ดิน ประจำปี 2564 และเป็นเกษตรกรอีกคนหนึ่งที่เข้าสู่การทำเกษตรอินทรีย์ระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) จนประสบความสำเร็จ ลดรายจ่าย สร้างรายได้ต่อเนื่อง เปิดเผยว่า เดิมที่มีอาชีพทำนาเพียงอย่างเดียว แต่ประสบปัญหาเรื่องของคุณภาพดิน เนื่องจากเป็นชุดดินจักราช (Ckr) กลุ่มชุดดินที่ 40 พบปัญหา คือ ดินเป็นกรด เนื้อดินค่อนข้าง
เป็นดินทราย มีปัญหาการชะล้างพังทลายของหน้าดิน ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ พืชที่ปลูกมีโอกาสเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำได้ง่าย การทำนาในช่วงแรกจึงทำให้ได้ผลผลิตน้อยมาก ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน แต่หลังจากได้มีโอกาสเข้ารับการฝึกอบรมจากกรมพัฒนาที่ดินและหน่วยงานต่างๆในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมทั้งการศึกษาดูงานแปลงเกษตรที่ประสบความสำเร็จจากหลายๆ พื้นที่ จึงได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนามาทำเกษตรผสมผสาน โดยแบ่งพื้นที่ 31 ไร่ เป็นนาข้าว 18 ไร่ ปลูกข้าวข้าวเหนียวพันธุ์ กข.6 และข้าวขาวมะลิ 105 ปลูกพืชผสมผสาน จำนวน 5 ไร่ ซึ่งจะมีทั้ง ไม้ผล เช่น มะม่วง กล้วยน้ำว้า ปลูกพืชผักสวนครัว ส่วนใหญ่เป็นผักท้องถิ่นเช่น ผักปังบัวบก ผักชี มะเขือ มะนาว ตะไคร้ ผักหวานป่า ปลูกไม้ตัดดอก เช่น ดาวเรือง เยอบีร่า เป็นต้น ปลูกอ้อยคั้นน้ำ 2 ไร่ เลี้ยงสัตว์ 1 ไร่ สระน้ำ 4 ไร่ สำหรับสำรองน้ำไว้ใช้ในแปลงเกษตร และเลี้ยงปลา เลี้ยงกบ และเป็นที่อยู่อาศัย 1 ไร่ โดยกรมพัฒนาที่ดินได้แนะนำให้แก้ไขปัญหาสภาพดิน ด้วยการใช้โดโลไมท์ ปรับปรุงบำรุงดิน ปลูกพืชปุ๋ยสด เช่น ปอเทืองถั่วพร้า แล้วไถกลบ และปรับรูปแบบแปลงนาให้ใหญ่ขึ้น ทำคันนาตามแบบการอนุรักษ์ดินและน้ำของกรมพัฒนาที่ดิน ด้วยการปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดินส่วนการจัดการดินในการปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น จะใช้ปุ๋ยหมักจากสารเร่งซุปเปอร์พด.1 ในการเตรียมหลุมเพาะปลูก ใช้น้ำหมักชีวภาพจากสารเร่งซุปเปอร์พด.2 ฉีดพ่นต้นไม้ผลในระยะเจริญเติบโต และระยะที่ไม้ผลกำลังติดดอกและใช้เศษฟางข้าวคลุมโคนต้น เพื่อรักษาความชื้นในดิน การจัดการดินในแปลงปลูกข้าว จะปรับปรุงบำรุงดินด้วยการใช้ปุ๋ยหมักในการเตรียมดินก่อนการเพาะปลูก และใช้น้ำหมักจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.7 ในการไล่เพลี้ยและแมลงที่รบกวนในแปลงปลูกข้าว และไถกลบตอซังหลังการเก็บเกี่ยวข้าวแทนการเผาตอซัง

นายสำรอง บอกอีกว่า หลักการทำเกษตรผสมผสานของตน คือปลูกหลายสิ่งที่อยากกิน ทำหลายๆ สิ่งที่เราต้องการ เพื่อจะได้ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และสร้างรายได้ วางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเต็มที่ โดยทั้งหมดจะเป็นการปลูกแบบอินทรีย์ ไม่มีการใช้สารเคมี หรือปุ๋ยเคมีในการผลิต เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองและผู้บริโภค ผลผลิตที่ได้ส่วนหนึ่งไว้บริโภคในครัวเรือน เหลือจึงนำไปจำหน่ายในตลาดท้องถิ่นและจำหน่ายที่หน้าสวน ทำให้มีรายได้เฉลี่ย 10,000-15,000 บาทต่อเดือน จากการทำเกษตรอินทรีย์และมีการปรับปรุงบำรุงดินมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ตามลำดับ และยังได้รับคัดเลือกจากกรมพัฒนาที่ดิน ให้พื้นที่ทำการเกษตรของตนเองเป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินเมื่อปี พ.ศ. 2555

“เกษตรกรที่ต้องการทำเกษตรอินทรีย์ จะต้องมีใจรักและมีความอดทน ไม่หวังผลเพียงแค่ระยะสั้นเพราะเกษตรอินทรีย์ต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยน ลด ละ เลิกใช้สารเคมีทุกชนิดในแปลงเกษตร รวมถึงต้องปลูกพืชสร้างแนวกันชนเพื่อป้องกันละอองเคมีจากแปลงข้างๆ เข้าสู่แปลงเกษตรของเรา เพื่อความสมบูรณ์ทางชีวภาพในระบบนิเวศและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามสมดุลของธรรมชาติให้มากที่สุด ซึ่งอาจจะใช้เวลา 1-2 ปี จึงจะเป็นอินทรีย์ได้ 100% แต่สิ่งที่ได้คือ คุณภาพดิน สภาพแวดล้อมในแปลงเกษตรจะค่อยๆ อุดมสมบูรณ์ มีอินทรียวัตถุเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตจะลดลง ในขณะที่ตัวเราเองก็จะมีสุขภาพที่ดีขึ้น และที่สำคัญจะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ปลอดภัย เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ความตั้งใจต่อจากนี้ไป คือต้องการเผยแพร่สิ่งเหล่านี้ ให้เยาวชน คนรุ่นใหม่และเกษตรกรทั่วไป นำไปปรับใช้ตามความเหมาะสมในพื้นที่ของตนเอง ให้เห็นความสำคัญของการพัฒนาและการปรับปรุงบำรุงดิน เพราะเมื่อดินดี ก็จะนำไปสู่การทำเกษตรที่ยั่งยืน” นายสำรอง กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับเกษตรกรที่ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อเว็บไซต์กรมพัฒนาที่ดิน ไอคอนการรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (https://www.ldd.go.th/Web_PGS/index.html) หรือ โทร.0-2579-4194 สายด่วน 1760

รายงานพิเศษ : ‘กาแฟเดอม้ง’ มรดกแห่งขุนเขา จากยอดดอยมณีพฤกษ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597573

รายงานพิเศษ : ‘กาแฟเดอม้ง’มรดกแห่งขุนเขา จากยอดดอยมณีพฤกษ์

รายงานพิเศษ : ‘กาแฟเดอม้ง’มรดกแห่งขุนเขา จากยอดดอยมณีพฤกษ์

วันพฤหัสบดี ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ปลูกกาแฟมาตรฐานอินทรีย์ตามแนวป่า แล้วนำผลผลิตที่ได้มาแปรรูปจำหน่ายภายใต้แบรนด์ “เดอม้ง” ก่อเกิดรายได้ยั่งยืนในชุมชน และความมั่นคงในการประกอบอาชีพทางการเกษตร คือผลสำเร็จที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านบนดอยมณีพฤกษ์ ตำบลงอบ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน

นายวิชัย กำเนิดมงคล ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟเดอม้งมณีพฤกษ์ หมู่ที่ 11 ตำบลงอบ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน ได้บอกเล่าถึงเรื่องราวของเส้นทางการทำธุรกิจกาแฟไว้อย่างน่าสนใจว่า ตนเองเป็นชาวเขาเผ่าม้งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านมณีพฤกษ์ซึ่งมีลักษณะเป็นพื้นที่ภูเขาสูง ทำให้มีสภาพอากาศหนาวเย็น มีต้นไม้ปกคลุมเหมาะสำหรับการปลูกกาแฟเป็นอย่างยิ่ง จากความสนใจประกอบกับที่เรียนจบมาทางด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร จึงมีความตั้งใจกลับมาพัฒนาบ้านเกิด ด้วยการเริ่มต้นปลูกกาแฟเพื่อจำหน่ายมาตั้งแต่ปลายปี 2558

“บ้านมณีพฤกษ์แต่เดิมนั้นเป็นสมรภูมิสู้รบระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกับรัฐบาลไทยมาก่อน ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวม้งซึ่งอพยพมาจากประเทศจีน กระทั่งในปี พ.ศ. 2527 ทางการจึงได้เข้ามาพัฒนาและส่งเสริมอาชีพต่างๆให้ชาวไทยภูเขา นำเอาโครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงในลุ่มแม่น้ำน่านอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (พมพ.) เข้ามาส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกพืชผักและดอกไม้เมืองหนาว อย่างสตรอว์เบอรี่ ลูกท้อ แต่พืชที่สร้างรายได้หลักคือกาแฟ ซึ่งปลูกกันอยู่หลายสายพันธุ์” วิชัย กล่าว

กาแฟเดอม้ง มีความโดดเด่นในเรื่องของสายพันธุ์อาราบิก้าที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เกอิชา คาติมอร์ ทิปปิก้า จาวา ประกอบกับสภาพพื้นที่ที่ปลูกบนดอยสูง 1,400-1,600 เมตร จากระดับน้ำทะเล มีความชุ่มชื้นตลอดทั้งปี และมีดินภูเขาไฟซึ่งมีแร่ธาตุโพแทสเซียมสูง ทำให้เหมาะสมกับการปลูกกาแฟเป็นอย่างมาก นอกจากนี้จุดเด่นของกาแฟเดอม้งยังอยู่ที่การผลิตซึ่งเน้นความเป็นธรรมชาติ กรรมวิธีในการปลูกเป็นแบบอินทรีย์ไม่พึ่งพาสารเคมีในทุกขั้นตอน มีการทำปุ๋ยหมักไว้ใช้เอง จนได้รับมาตรฐานการผลิต GAP รวมทั้งยังมีการส่งเสริมคนในชุมชนปลูกกาแฟไปพร้อมๆ กับการอนุรักษ์ผืนป่า เนื่องจากกาแฟนั้นเป็นพืชที่ต้องปลูกภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ทำให้ปัจจุบันชาวบ้านหันมาดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างเป็นมิตร ลดปัญหาการถางป่าทำไร่เลื่อนลอยที่เคยเกิดขึ้นในอดีตไปได้

ด้าน นายประพันธ์ จันทร์ผง เกษตรอำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน เล่าว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟ เดอม้งมณีพฤกษ์เป็นกลุ่มเกษตรกรที่ผลิตกาแฟเพื่อจำหน่าย โดยเริ่มต้นจากการรวมตัวของเกษตรในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน และขยายจำนวนสมาชิกเพื่อเข้าร่วมเป็นแปลงใหญ่กาแฟบ้านมณีพฤกษ์ ตำบลงอบ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน เมื่อปี พ.ศ.2560 ปัจจุบันมีสมาชิก 76 ราย ซึ่งทางกลุ่มได้เข้าร่วมโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด และขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดซื้ออุปกรณ์สำหรับใช้คั่วกาแฟ

ความสำเร็จอีกขั้นของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟเดอม้งมณีพฤกษ์ คือการคว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ประเภท Natural Process และ Honey Process จากการประกวด Thailand Special Coffee Awards 2021 มาครองได้ในปีนี้ ซึ่งรางวัลที่ได้นั้นวิชัยบอกว่าจะเป็นแรงผลักดันสำคัญในการผลิตกาแฟคุณภาพเพื่อจำหน่ายต่อไป

ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟเดอม้งมณีพฤกษ์มีการบริหารจัดการภายในกลุ่มอย่างเป็นระบบมีการหักเงินรายได้จากการจำหน่ายกาแฟ เพื่อนำมาพัฒนากลุ่มและสร้างศูนย์เรียนรู้ที่รวบรวมวัฒนธรรมของชาวม้งและความรู้เรื่องการผลิตกาแฟไว้คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาภายหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ดีขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ผู้สนใจกาแฟคุณภาพเดอม้งสามารถสั่งซื้อได้ทาง Facebook : Coffee De Hmongกาแฟเดอม้ง หรือสอบถามได้ที่ 06-3562-6696

รายงานพิเศษ : ร้านขายน้ำเต้าหู้เมืองสงขลา ปรับตัวรับการล็อกดาวน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597019

รายงานพิเศษ : ร้านขายน้ำเต้าหู้เมืองสงขลา ปรับตัวรับการล็อกดาวน์

รายงานพิเศษ : ร้านขายน้ำเต้าหู้เมืองสงขลา ปรับตัวรับการล็อกดาวน์

วันอังคาร ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ร้านขายน้ำเต้าหู้ชื่อดังเมืองสงขลา ที่ใช้เครื่องกดบัตรคิว หลังมีการล็อกดาวน์จังหวัดสงขลา ลูกค้ายังคงแห่อุดหนุน ต้องปรับเวลาออกขายเร็วขึ้น 2 ทุ่มต้องเก็บร้านกลับบ้านให้ทันเคอร์ฟิว 21.00 น. ยอมรับล็อกดาวน์ลูกค้าลดแต่ไม่เยอะ ก็ถือว่ายังโอเคอยู่ และยังอยู่ได้ 

คุณนพรัตน์ และคุณวรกร บุญช่วย สองสามีภรรยา ที่เปิดขายน้ำเต้าหู้ ริมถนนหน้าบ้าน เลขที่ 43 ถนนพัทลุง เขตเทศบาลนครสงขลา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นร้านขายน้ำเต้าหู้ชื่อดังเมืองสงขลา ขายน้ำเต้าหู้มา ปีนี้เข้าปีที่ 3 แล้วมีลูกค้ามาอุดหนุนทุกๆ วัน เป็นจำนวนมาก จนต้องนำเครื่องกดบัตรคิวมาให้ลูกค้าแต่ละคนกดคิวตัวเอง เพื่อจัดลำดับก่อนหลังตามคิวบัตร โดยเมื่อลูกค้าเข้ามาถึง จะต้องไปกดบัตรคิวก่อน และเมื่อถึงคิวตนเอง จึงจะสั่งซื้อได้  

ทางร้านมีหลากหลายเมนู ได้แก่ บัวลอยน้ำขิง 30 บาท บัวลอยน้ำเต้าหู้ ราคา 30 บาท เต้าทึงเย็น 25 บาท เต้าฮวยเย็นทรงเครื่อง 35-40 บาท และเต้าฮวยสูตรต้นตำรับ 30 บาท มีเมนูเด็ดที่คิดค้นขึ้นมาเอง คือ เมนูเต้าฮวยเย็น ซึ่งได้รับการตอบรับดีมาก เป็นเมนูที่ขายดีประจำร้าน  

หลังจากมีการล็อกดาวน์จังหวัดสงขลา เนื่องจากเป็น 1 ใน 29 จังหวัด ที่บังคับใช้มาตรการยกระดับควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2564  โดยมีการปรับแผนการเปิดขายให้เร็วขึ้นตั้งแต่เวลา 15.30-19.00 น. ทุกวัน ซึ่งจะมีลูกค้าหนาแน่น ในช่วงตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป มาฟังเสียงลูกค้าที่มาเข้าคิวซื้อน้ำเต้าหู้ บอกว่า มาซื้อที่นี่บ่อยมาทุกครั้งไม่เคยได้กินเพราะคิวยาวมาก สำหรับรสชาติอร่อย ถ้ามาก็จะแวะซื้อทุกครั้ง สำหรับวันนี้มาซื้อเยอะ จะได้ไม่ต้องมาบ่อยๆ เพราะคิวยาวมาก ปกติจะไม่ค่อยได้กินถ้ามาสาย 

ทั้งนี้ ในช่วงที่มีการล็อกดาวน์จังหวัดสงขลา เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทางร้านได้รับผลกระทบแต่ไม่มาก เนื่องจากราคาที่ขายน้ำเต้าหู้ เป็นราคาที่ลูกค้าทุกคนเอื้อมถึง จึงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ลูกค้าลดแต่ไม่เยอะ 

คุณนพรัตน์ บุญช่วย กล่าวว่า ได้ปรับแผนการขาย โดยออกมาขายให้เร็วขึ้น ถ้าออกมาช้า จะไม่ทันเก็บช่วง 20.00 น. วันนี้ก็ออกมาประมาณ 15.00 น ก็เริ่มออกมาแล้ว สำหรับผลกระทบในช่วงล็อกดาวน์ของจังหวัดสงขลามีแต่ก็ไม่มากเพราะว่าลูกค้าย่านชานเมืองตอนนี้จะมีปัญหา เพราะกลุ่มแม่บ้านที่มารับ-ส่งลูกเรียน ลูกก็เรียนออนไลน์ก็ไม่ได้เข้ามา บางคนที่เขาทำงานก็เวิร์กฟรอมโฮม ส่วนกลุ่มลูกค้าย่านชานเมืองหาดใหญ่ก็หายไปเลย สำหรับลูกค้าที่ลดลงไม่เยอะก็ถือว่ายังโอเคอยู่ และยังอยู่ได้ 

รายงานพิเศษ : ‘เฉลิมชัย’ หนุนจัดกิจกรรมจุดบริการพืชพันธุ์ DOAE สร้างการรับรู้ ‘พืชพันธุ์ดีต้องที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตร’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595166

รายงานพิเศษ : ‘เฉลิมชัย’หนุนจัดกิจกรรมจุดบริการพืชพันธุ์DOAE สร้างการรับรู้‘พืชพันธุ์ดีต้องที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตร’

รายงานพิเศษ : ‘เฉลิมชัย’หนุนจัดกิจกรรมจุดบริการพืชพันธุ์DOAE สร้างการรับรู้‘พืชพันธุ์ดีต้องที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตร’

วันจันทร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขานรับนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมระบบเศรษฐกิจฐานรากเปิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ภายใต้แนวทางท่องเที่ยวเกษตรตามวิถีชีวิตใหม่ New Normal ป้องกันการแพร่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาประกอบกับ กรมส่งเสริมการเกษตรซึ่งมีกองขยายพันธุ์พืชเป็นหน่วยให้บริการในด้านการผลิต ขยายพันธุ์พืชพันธุ์ดี เพื่อสนับสนุนภารกิจของกรมส่งเสริมการเกษตรและจำหน่ายให้กับเกษตรกรที่ต้องการ สอดคล้องกับภารกิจในการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตและการจัดการสินค้าเกษตร รวมทั้งมีการฝึกอาชีพ ถ่ายทอดเทคโนโลยี และให้บริการทางการเกษตรให้กับเกษตรกรและผู้สนใจ และเพื่อให้การให้บริการของกองขยายพันธุ์พืชและศูนย์ขยายพันธุ์พืชซึ่งตั้งกระจายอยู่ในส่วนภูมิภาคได้เป็นที่รู้จักของเกษตรกรและประชาชนทั่วไปมากยิ่งขึ้น จึงสนับสนุนให้กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการจัดกิจกรรมจุดบริการพืชพันธุ์ DOAE ขึ้น

เข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง 

ด้านนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการจัดกิจกรรมจุดบริการพืชพันธุ์ DOAE ขึ้น เพื่อมุ่งเน้นสร้างการรับรู้เกี่ยวกับ “พืชพันธุ์ดีต้องที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตร”โดยกิจกรรมประกอบด้วย สถานีการเรียนรู้ สถานีการจำหน่ายพันธุ์พืชและสถานีการท่องเที่ยว/เช็คอิน ซึ่งได้มีการปรับรูปแบบกิจกรรมให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในแต่ละพื้นที่ด้วย ซึ่งการจัดกิจกรรมจุดบริการพืชพันธุ์ดีโดยศูนย์ขยายพันธุ์พืชทั้ง 10 ศูนย์ มีรูปแบบการจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของแต่ละพื้นที่ ช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2564 ปัจจุบันแต่ละศูนย์พร้อมต้อนรับเกษตรกรหรือผู้ที่สนใจเข้าไปศึกษาดูงานแล้ว โดยเปิดรับเกษตรกรและผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมศูนย์ละ200 ราย รวมทั้งสิ้นจำนวน 2,000 รายตลอดระยะเวลาการจัดกิจกรรม ซึ่งกิจกรรมประกอบด้วย 1. สถานีการเรียนรู้ เน้นการให้ความรู้ทางด้านวิชาการในการผลิตและขยายพันธุ์พืชทั้ง 4 สายการผลิต ได้แก่ สายการผลิตต้นพันธุ์ ท่อนพันธุ์ เมล็ดพันธุ์ และสายการผลิตพันธุ์พืชจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ รวมไปถึงพืชเด่นหรือพืชที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ และแปลงตัวอย่าง เช่น การปลูกผักยกแคร่ การเพาะเลี้ยงแหนแดง เป็นต้น

2.สถานีการจำหน่ายพืชพันธุ์ดี เน้นการจำหน่ายพืชพันธุ์ดีจากโครงการตามระเบียบของกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นผลผลิตจากแปลงแม่พันธุ์หรือผลพลอยได้จากการดำเนินงานของแต่ละพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันมีพืชพันธุ์ดีที่เป็นอัตลักษณ์ของศูนย์ขยายพันธุ์พืชพร้อมให้บริการ ดังนี้ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 1 จังหวัดชลบุรี พร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์กล้วยจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง พร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์พริกเดือยไก่ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 3 จังหวัดนครราชสีมา พร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์มะขามเทศเพชรโนนไทย และต้นพันธุ์มะขามเปรี้ยวฝักใหญ่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 4 จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์ไผ่กิมซุงศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 5 จังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์ไผ่หม่าจูศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 6 จังหวัดพิษณุโลก พร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์มะนาว และไม้ดอกไม้ประดับ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 7 จังหวัดมหาสารคามพร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์กล้วยจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และต้นมะละกอพันธุ์ครั่ง ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 8 จังหวัดลำพูน พร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์สตรอว์เบอร์รี่จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 9จังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์หน่อไม่ฝรั่งจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และไม้ประดับ เช่น สับปะรดสี กระบองเพชรศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 10 จังหวัดอุดรธานี พร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์กล้วยจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และต้นพันธุ์หน่อไม่ฝรั่งจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 3.สถานีการท่องเที่ยว/เช็คอิน จัดให้มีจุดพักผ่อนหย่อนใจรวมทั้งไม้ดอกไม้ประดับตามฤดูกาล เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว

นายเข้มแข็งกล่าวอีกว่า สำหรับการจัดกิจกรรมดังกล่าวจะช่วยประชาสัมพันธ์การดำเนินงานของศูนย์ขยายพันธุ์พืชให้เป็นที่รู้จักของเกษตรกรและประชาชนทั่วไป ในการส่งเสริมการใช้พืชพันธุ์ดีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ตามแนวคิด “พืชพันธุ์ดีต้องที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตร” ตลอดจนเป็นศูนย์กลางรวบรวมการให้บริการงานตามภารกิจของศูนย์ขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตรต่อไป

รายงานพิเศษ : อุทยานฯไทรโยค ไอเดียเก๋ ปรับโฉมศูนย์บริการนทท. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594543

รายงานพิเศษ : อุทยานฯไทรโยค ไอเดียเก๋ ปรับโฉมศูนย์บริการนทท.

รายงานพิเศษ : อุทยานฯไทรโยค ไอเดียเก๋ ปรับโฉมศูนย์บริการนทท.

วันศุกร์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสมเจตน์ จันทนา หัวหน้าอุทยานแห่งชาติไทรโยค เปิดเผยว่า จากสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดไปทั่วประเทศ รวมทั้งจังหวัดกาญจนบุรีของเรา จากการติดตามข้อมูลจากสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี พบยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากจังหวัดกาญจนบุรี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี ได้เร่งดำเนินการตรวจหาเชื้อในเชิงรุกเพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาดให้ได้โดยเร็ว ซึ่งอำเภอไทรโยค พบผู้ติดเชื้อสะสมข้อมูลวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมาอยู่ที่ จำนวน 156 รายเสียชีวิตสะสม จำนวน 6 ราย ส่วนตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสมทั้งจังหวัดอยู่ที่ จำนวน 7,457 ราย เสียชีวิตสะสม จำนวน 53 ราย ซึ่งหวังว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

ที่ผ่านมาอุทยานแห่งชาติหลายแห่งทั่วประเทศได้มีการปิดรับบริการนักท่องเที่ยวเพื่อความปลอดภัยของพนักงานเจ้าหน้าที่ และตัวของนักท่องเที่ยวเองซึ่งอุทยานแห่งชาติไทรโยคเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เปิดให้บริการ และยังคงจัดชุดลาดตระเวนเชิงคุณภาพเพื่อป้องกันการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าและล่าสัตว์ป่าอย่างเข้มข้น ควบคู่ไปกับการพัฒนาอาคารสถานที่ให้เกิดความสวยงามเอาไว้รองรับนักท่องเที่ยวในอนาคต
อันใกล้นี้

ทั้งหมดเป็นไปตามนโยบาย ทส. ยกกำลัง 2 + 4  ของนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช  ให้ยกระดับคุณภาพทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพิ่มเป็นสองเท่า และเจ้าหน้าที่ในสังกัดทุกคนต้องเพิ่มศักยภาพในการทำงานมากขึ้น

อุทยานแห่งชาติไทรโยค จึงใช้โอกาสที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาจำนวนไม่มาก ปรับปรุงศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่มีอยู่ให้ได้มาตรฐานให้เป็นไปตามนโยบาย ด้วยการจัดทำนิทรรศการในรูปแบบจิตกรรมฝาผนังขึ้นภายในศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เพื่อให้ความรู้รวมทั้งเป็นการยกระดับมาตรฐานของนักท่องเที่ยวให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นนอกจากการเข้ามาท่องเที่ยวตามวิถีปกติ ทุกคนจะได้ความรู้กลับไป

เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามายังอุทยานแห่งชาติแต่ละแห่ง สถานที่แรกที่จะเป็นเสมือนห้องรับแขกให้กับนักท่องเที่ยวนั่นก็คือ “ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว” เพื่อให้นักท่องเที่ยวทุกท่านที่เดินทางมาจะได้ทราบถึงแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ การปฏิบัติตัวเมื่อเข้ามาอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติ รวมถึงข้อห้ามต่างๆ ที่ทุกคนจะต้องปฏิบัติเพื่อให้ระบบนิเวศทางธรรมชาติไม่ถูกทำลาย” นายสมเจตน์กล่าว

นายสมเจตน์ จันทนา กล่าวว่า อุทยานแห่งชาติไทรโยค มีความตั้งใจที่จะปรับปรุงอาคารศูนย์บริการนักท่องเที่ยว จึงดึงศักยภาพของเจ้าหน้าที่มาช่วยกันคิดช่วยกันออกแบบ แล้วลงมือทำกันเองตามความถนัดของแต่ละคน ซึ่งเป็นความโชคดีที่เจ้าหน้าที่ของเรามีความถนัดในหลายๆด้าน เช่นช่างก่อสร้างโครงสร้างช่างไม้ ช่างไฟ และช่างศิลป์ มีการออกแบบเนื้อหาพร้อมรูปภาพประกอบนิทรรศการ ตลอดจนการแปลภาษาเพื่อให้ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่เป็นด่านหน้ารับนักท่องเที่ยวนั้น เป็นห้องนิทรรศการศิลปะฝาผนังเพื่อความสวยงาม นอกจากนี้เราได้มีการสื่อสารแบบสองภาษาเพื่อความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น

โดยเนื้อหาของนิทรรศการจะประกอบไปด้วยความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ยุคสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสน้ำตกไทรโยค จนเป็นที่มาของเพลงเขมรไทรโยคอันเป็นเพลงไทยเดิมที่ยังคงความไพเราะมาจนถึงปัจจุบัน

การสร้างเส้นทางรถไฟสายมรณะ ที่บ่งบอกถึงความยากลำบากที่เกิดขึ้นตลอดระยะทาง 415 กิโลเมตร ที่ทางรถไฟสายนี้พาดผ่านรวมถึงความสำคัญของอุทยานแห่งชาติ แหล่งท่องเที่ยวน้ำตกและถ้ำต่างๆ ในอุทยานแห่งชาติไทรโยค และสัตว์ป่าที่สามารถพบได้ในป่าแถบนี้

นอกจากนั้นยังมีตัวอย่างของค้างคาวชนิดต่างๆ โดยเฉพาะค้างคาวคุณกิตติ ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลกที่สามารถพบในอุทยานแห่งชาติไทรโยคให้ชม โดยภายในศูนย์บริการจะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลและให้ความรู้แก่ทุกคน ตลอดจนสื่อ แผ่นพับเอกสารต่างๆ ไว้แจกแก่นักท่องเที่ยวจึงขอเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวทุกท่านที่มาเยือนอุทยานแห่งชาติไทรโยคได้เข้ามาหาความรู้บนศูนย์บริการนักท่องเที่ยวกันได้ ปัจจุบันนี้อุทยานแห่งชาติไทรโยคยังเปิดให้บริการการท่องเที่ยวแต่ต้องปฏิบัติตัวภายใต้มาตรการป้องกันการระบาดของเชื้อโควิด-19 อย่างเคร่งครัด