รายงานพิเศษ : ‘แมคคาเดเมีย’พืชศก.ทางเลือกสำหรับพื้นที่สูง แนวโน้มตลาดอนาคตทิศทางดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/525946

รายงานพิเศษ : ‘แมคคาเดเมีย’พืชศก.ทางเลือกสำหรับพื้นที่สูง  แนวโน้มตลาดอนาคตทิศทางดี

รายงานพิเศษ : ‘แมคคาเดเมีย’พืชศก.ทางเลือกสำหรับพื้นที่สูง แนวโน้มตลาดอนาคตทิศทางดี

วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

แมคคาเดเมีย (Macadamia) ขึ้นชื่อว่าเป็นราชาแห่งถั่ว เนื่องจากเป็นถั่วที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ไม่ว่าจะเป็นวิตามิน แร่ธาตุ และโดยเฉพาะไขมันดี อีกด้วย ซึ่งได้รับความนิยมในการรับประทานกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก ไม่ว่าจะนำมารับประทานเป็นของว่างหรือเป็นส่วนประกอบของอาหารประเภทต่างๆทำให้เป็นที่ต้องการของตลาด ส่งผลให้ราคาซื้อขายค่อนข้างสูง ดังนั้นหากสินค้าแมคคาเดเมียมีกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพตามหลักมาตรฐาน และมีจำนวนผลผลิตที่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ในอนาคตจะสามารถส่งออกตลาดต่างประเทศซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การผลิต แมคคาเดเมีย (Macadamia) พืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจของจังหวัดเลย พร้อมด้วยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 จังหวัดอุดรธานี (สศท.3) พบว่า พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่ อยู่ในอำเภอภูเรือ นาแห้ว และด่านซ้าย ซึ่งมีพื้นที่ระดับความสูงกว่าน้ำทะเล 700-900 เมตร สภาพดินร่วนปนทราย อุดมด้วยอินทรียวัตถุ ทำให้แมคคาเดเมียเจริญเติบโตดีที่สุด โดยปี 2563 จังหวัดเลยมีเกษตรกรผู้ปลูกแมคคาเดเมียประมาณ 350 ครัวเรือน มีพื้นที่ปลูกรวมประมาณ 9,124 ไร่ (ข้อมูลจากสำนักงานเกษตรจังหวัดเลย)

สำหรับสถานการณ์การผลิต พบว่า เกษตรกรจังหวัดเลยนิยมปลูกแมคคาเดเมียหลายสายพันธุ์ เช่น พันธุ์เชียงใหม่ 1000 (HAES 508) พันธุ์เชียงใหม่ 400 (HAES 660) พันธุ์เชียงใหม่ 700 (HAES 741) ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ผ่านการรับรองจาก กรมวิชาการเกษตร และเป็นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่ระดับความสูงกว่าน้ำทะเล 700 เมตร ขึ้นไป สามารถเจริญเติบโตได้ดี ให้ผลผลิตสูง และมีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด ซึ่งราคาต้นพันธุ์อยู่ที่ 80 -150 บาท/ต้น โดยเริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 5 และผลผลิตจะออก 2 ช่วง คือ เดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม และมิถุนายน – กันยายน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 300 – 700 กิโลกรัม/ไร่ หรือเฉลี่ย 15 – 35 กิโลกรัม/ต้นปัจจุบันต้นแมคคาเดเมียในจังหวัดเลยมีอายุสูงสุด 29 ปี และมีอายุเฉลี่ย 6 ปี

หากมองถึงสถานการณ์ด้านตลาด พบว่า เกษตรกรสามารถจำหน่ายแมคคาเดเมียในรูปของผลแห้ง และแบบแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1) ผลแห้งกะเทาะเปลือกเขียว ราคาเฉลี่ย 70 – 80 บาท/กิโลกรัม จำหน่ายโดยตรงให้กับกลุ่มวิสาหกิจหรือพ่อค้าคนกลาง เพื่อนำไปแปรรูปและจำหน่ายภายใต้แบรนด์สินค้าของตนเอง 2) ผลิตภัณฑ์พร้อมรับประทาน ได้แก่ แมคคาเดเมียอบทั้งเปลือก (กะลา) ราคา 400 – 500 บาท/กิโลกรัม 3) ผลิตภัณฑ์เพื่ออุปโภค ได้แก่ แมคคาเดเมียออยล์ ราคา 2,500-3,500 บาท/ลิตร และสบู่จากถ่านกะลาแมคคาเดเมียราคา 80 – 120 บาท/ก้อน ซึ่งประเภทผลิตภัณฑ์พร้อมรับประทาน และอุปโภค เกษตรกรจะจำหน่ายผ่านร้านค้าในสวน ผ่านตัวแทนจำหน่าย และตลาดออนไลน์ อาทิ Shopee FacebookFanpage โดยจำหน่ายภายใต้แบรนด์ ไร่วิมุตติสุขภูเรือ MACLOEI และไร่ลองเลย เป็นต้น สำหรับแนวโน้มตลาดแมคคาเดเมียถือเป็นถั่วที่มีไขมันดีสูง (HDL) ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาด ส่งผลให้ราคาซื้อขายค่อนข้างสูง ดังนั้น หากสินค้าแมคคาเดเดียเมียของจังหวัดเลย มีกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพตามหลักมาตรฐาน และมีจำนวนผลผลิตที่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ในอนาคตจะสามารถส่งออกตลาดต่างประเทศ ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและจังหวัดได้เป็นอย่างมาก

ด้านนางเพ็ญศิริ วงษ์วาท ผู้อำนวยการ สศท.3กล่าวเสริมว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยศูนย์วิจัยพืชสวนเลย กรมวิชาการเกษตร ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกแมคคาเดเมีย ตั้งแต่ปี 2533 ปัจจุบันศูนย์วิจัยพืชสวนเลย มีการผลิตและจำหน่ายต้นพันธุ์แมคคาเดเมียให้กับเกษตรกรผู้สนใจ รวมทั้งให้องค์ความรู้ด้านการปลูก การใช้เทคโนโลยีสำหรับแปรรูป อาทิ เครื่องกะเทาะเปลือกเขียว เครื่องกะเทาะเมล็ดตู้อบเมล็ด เป็นต้น นอกจากนี้ จังหวัดเลยยังมีการรวมกลุ่มของเกษตรกร อาทิ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรบ้านบ่อเหมืองน้อย อำเภอนาแห้ว วิสาหกิจชุมชนไร่ลองเลย อำเภอนาแห้ว กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปแมคคาเดเมียภูเรือ ไร่วิมุตติสุข DOAE42 อำเภอภูเรือ เป็นต้น เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงการปลูกและแปรรูปแมคคาเดเมีย ของจังหวัดเลย

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตควรมีการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า การเพิ่มผลผลิต การลดต้นทุน รวมถึงการทำ Zero Waste เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกแมคคาเดเมียเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจข้อมูลด้านการผลิตแมคคาเดเมีย สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนเลย โทร. 0-4203-9891 หรืออีเมล loei-horticulture@hotmail.com

รายงานพิเศษ : ขับเคลื่อนพระราชดำริ 3,200 โครงการ 57 ปีเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 3.41 ล้านไร่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/525332

รายงานพิเศษ : ขับเคลื่อนพระราชดำริ3,200โครงการ  57ปีเพิ่มพื้นที่ชลประทาน3.41ล้านไร่

รายงานพิเศษ : ขับเคลื่อนพระราชดำริ3,200โครงการ 57ปีเพิ่มพื้นที่ชลประทาน3.41ล้านไร่

วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมชลประทานสนองพระราชดำริ 57 ปี ดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริแล้วเสร็จกว่า 3,200 โครงการ ขยายพื้นที่ชลประทานได้ 3.41 ล้านไร่ ราษฎรได้รับประโยชน์กว่า 589,000 ครัวเรือน ปี 2564 เตรียมขับเคลื่อนภายใต้ยุทธศาสตร์ 20 ปี อีก 8 โครงการ ขยายพื้นที่ชลประทาน 12,050 ไร่

นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาการอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า เป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระราชดำริให้ดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อบรรเทาภัยเดือดร้อนมากมายให้แก่ราษฎร ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาที่ทรงครองราชย์นานกว่า70 ปี ทรงให้ความสำคัญในเรื่องน้ำมากเป็นพิเศษ จะเห็นได้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่กรมชลประทานได้ถวายงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท ตั้งแต่อดีตซึ่งกรมชลประทานได้ดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำเขาเต่า ต.หนองแก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริโครงการแรกเมื่อปี 2506 จนถึงปัจจุบันเกิดผลเป็นรูปธรรมมีมากกว่า 3,000 โครงการ มีทั้งโครงการชลประทานขนาดเล็ก ขนาดกลาง ไปจนถึงโครงการขนาดใหญ่กระจายอยู่ทั่วประเทศ

นอกจากนี้เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการพระราชทานอารักขาแก่ประชาชนชาวไทยความว่า “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” ซึ่งแสดงถึงพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการสืบสานพระราชภารกิจของพระบรมราชชนกนาถ ที่จะดูแลทุกข์สุขของพสกนิกรใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร โดยยังพระราชทานโครงการพระราชดำริเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่อาณาราษฎรอยู่อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ต่างๆ และได้พระราชทานพระราชดำริให้กรมชลประทานจัดหาน้ำสนับสนุนให้แก่ราษฎรในพื้นที่ที่เสด็จพระราชดำเนินไปนั้นด้วย

“ตลอดระยะเวลา 57 ปี ที่กรมชลประทานดำเนินงานสนองพระราชดำริภายใต้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กรมชลประทาน 20 ปี มีความก้าวหน้าภาพรวมของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันรวมทั้งสิ้น 3,481 โครงการ ในจำนวนนี้ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ 3,206 โครงการ เป็นอ่างเก็บน้ำประมาณ 1 ใน 3 ของจำนวนทั้งหมด ที่เหลือเป็นอาคารประเภทต่างๆ เช่น ฝาย สถานีสูบน้ำ สระเก็บน้ำ เป็นต้น อยู่ภาคเหนือ 1,277 โครงการ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 758 โครงการ ภาคกลาง 498 โครงการ และภาคใต้ 673 โครงการ สามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้น 6,771 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ 4.9 ล้านไร่ และมีราษฎรได้รับประโยชน์กว่า 589,000 ครัวเรือน ขยายพื้นที่ชลประทานได้ 3.41 ล้านไร่” รักษาการอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

ทั้งนี้ ในปี 2563 กรมชลประทานได้เร่งรัดขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ แล้วเสร็จจำนวน14 โครงการ เช่น โครงการอ่างเก็บน้ำแม่อาง จ.ลำปาง โครงการอ่างเก็บน้ำแซร์ออ จ.สระแก้ว โครงการจัดหาน้ำให้แก่ศูนย์การเรียนรู้ตำรวจตระเวนชายแดนบ้านดอยแสง ฝายบ้านดอยแสงพร้อมระบบส่งน้ำ จ.แม่ฮ่องสอน โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้บ้านแพะ บ้านแม่ละนา บ้านอมยะ บ้านกามาผาโด้ จ.ตาก โครงการอาคารบังคับน้ำวังคางฮูง ในลำห้วยทวน จ.อุดรธานี โครงการอ่างเก็บน้ำบ้านห้วยลาดเหนือตอนบน จ.ชัยภูมิ โครงการระบบท่อส่งน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยปรือ – อ่างเก็บน้ำคลองโบด จ.นครนายก โครงการฝายทดน้ำวังครก พร้อมระบบส่งน้ำ จ.ราชบุรี โครงการแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำทำการเกษตรของหมู่บ้านทะเลปัง จ.นครศรีธรรมราช โครงการจัดหาน้ำให้ ศกร.ตชด.บ้านหลังอ้ายหมี จ.นครศรีธรรมราช และโครงการจัดหาน้ำช่วยเหลือศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านภักดี ที่ ต.เขื่อนบางลาง อ.บันนังสตา จ.ยะลา เป็นต้นเพิ่มพื้นที่ชลประทานพร้อมระบบส่งน้ำจำนวน 2,700 ไร่ พื้นที่รับประโยชน์รวม 8,189 ไร่ ความจุเก็บกักน้ำรวม 2.5 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) และจำนวนครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์ 2,091 ครัวเรือน

ส่วนปี 2564 กรมชลประทานจะยังคงเร่งรัดขับเคลื่อนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริอีก 8 โครงการ เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะสามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้น 11.56 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ 23,088 ไร่ และมีราษฎรได้รับประโยชน์กว่า 8,700 ครัวเรือน ขยายพื้นที่ชลประทานได้ 12,050 ไร่

“กรมชลประทานยังเดินหน้าขับเคลื่อนและเตรียมความพร้อม ตลอดจนเร่งรัดดำเนินการตามขั้นตอนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริสามารถดำเนินการก่อสร้างได้ จึงยังคงมีภารกิจที่กรมชลประทานต้องดำเนินการเพื่อสนองพระราชดำริและเพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนในทุกภูมิภาคของประเทศอยู่ต่อไป” นายสัญญากล่าวในที่สุด

รายงานพิเศษ : สหกรณ์เกษตรบ้านแพ้วยึดหลักเข้าใจ-เข้าถึง ส่งเสริมสมาชิกสู่ความเข้มแข็ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/524362

รายงานพิเศษ :  สหกรณ์เกษตรบ้านแพ้วยึดหลักเข้าใจ-เข้าถึง  ส่งเสริมสมาชิกสู่ความเข้มแข็ง

รายงานพิเศษ : สหกรณ์เกษตรบ้านแพ้วยึดหลักเข้าใจ-เข้าถึง ส่งเสริมสมาชิกสู่ความเข้มแข็ง

วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด จังหวัดสมุทรสาคร เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์การเกษตรขนาดใหญ่ที่มีผลการดำเนินงานเป็นที่เชื่อมั่นของสมาชิก อันเกิดมาจากความเข้าใจ เข้าถึง ที่มีให้แก่สมาชิก ทำให้สหกรณ์มีความเข้มแข็ง สามารถสร้างสรรค์ประโยชน์ให้แก่มวลสมาชิกที่ประกอบอาชีพการเกษตรอันหลากหลาย

คุณประเสริฐศรี มังกรศักดิ์สิทธิ์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด เปิดเผยว่า สหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด ได้รับการจดทะเบียนเป็นสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2517
และดำเนินงานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันรวมเป็นเวลา 46 ปี โดยสหกรณ์ฯ เจริญเติบโตอย่างมั่นคงภายใต้ความเข้มแข็งของสมาชิก สามารถให้บริการด้านสินเชื่อ ด้านการตลาด และด้านการรวบรวมผลผลิต สร้างสวัสดิการแก่สมาชิกอย่างมีประสิทธิภาพ จนได้รับความน่าเชื่อถือ ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด มีสมาชิกอยู่ 3,335 ราย มีทุนเรือนหุ้นจากสมาชิกอยู่ 90 ล้านบาท มีทุนดำเนินการ 500 กว่าล้านบาท ดำเนินธุรกิจ 5 ประเภทด้วยกัน ประกอบด้วย 1.ธุรกิจสินเชื่อ 2.ธุรกิจเงินรับฝาก 3.ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ซึ่งมีทั้งปัจจัยการผลิตทางการเกษตรและสินค้าอุปโภค บริโภค 4.ธุรกิจรวบรวมผลผลิต เช่น ปลาสลิดและมะพร้าวน้ำหอม และธุรกิจที่ 5 ผลิตน้ำดื่มตราสหกรณ์

ประเสริฐศรี มังกรศักดิ์สิทธิ์

ในอดีตพื้นที่การเกษตรบริเวณนี้จะทำนาเป็นส่วนใหญ่ แต่ต่อมาปรับเปลี่ยนมาเลี้ยงปลานิล ปลาหมอเทศ ปลาสลิด ซึ่งปัจจุบันถือว่าอำเภอบ้านแพ้วเป็นแหล่งผลิตปลาสลิดแหล่งใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ มีพื้นที่เพาะเลี้ยงประมาณ 10,000 กว่าไร่ ซึ่งในแต่ละปีสหกรณ์สามารถรวบรวมปลาสลิดได้ประมาณ 60 ตัน โดยได้มีการจัดตั้งและส่งเสริมการรวมกลุ่มแปรรูปเป็นปลาสลิดแดดเดียวส่งขายไปยังเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศ

นอกจากเรื่องการตลาดปลาสลิดที่สหกรณ์ดูแลแล้ว สหกรณ์ได้เข้าไปดูแลสมาชิกพร้อมกับให้ความรู้ในการเลี้ยงปลาสลิดมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากอาชีพการเลี้ยงปลาสลิดเป็นอาชีพหลักส่วนใหญ่ของสมาชิก แต่ละรายมีพื้นที่เลี้ยงไม่ต่ำกว่า 20 ไร่ พบว่าปัญหาการเลี้ยงปลาสลิดจากแหล่งน้ำธรรมชาติส่งผลให้การเลี้ยงได้ผลผลิตน้อยและสุขภาพปลามีปัญหา สหกรณ์จึงส่งนักวิชาการเข้าไปแนะนำให้เกษตรกรหันมาขุดบ่อพักน้ำเพื่อนำมาใช้กับการเลี้ยงปลา ไม่ให้ใช้น้ำจากลำคลองเพื่อลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น

คุณประเสริฐศรี กล่าวอีกว่า นอกจากปลาสลิดแล้ว มะพร้าวน้ำหอมยังถือเป็นอีกหนึ่งผลผลิตหลักของเกษตรกรส่วนใหญ่ในอำเภอบ้านแพ้ว ทำให้มะพร้าวน้ำหอมที่นี่ขึ้นชื่อและส่งออกเป็นที่เดียวของประเทศ ซึ่งสหกรณ์จะรวบรวมจากสมาชิกเพื่อส่งจำหน่ายให้กับพ่อค้า เป็นการช่วยกระจายผลผลิตให้กับสมาชิกซึ่งจะได้รับราคาที่เป็นธรรม เนื่องจากมะพร้าวน้ำหอมราคาจะเป็นไปตามกลไกของตลาด โดยใน 1 ปี มะพร้าวน้ำหอมจะให้ผลผลิตและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรประมาณ 8 เดือน ส่วนอีก 4 เดือน ผลผลิตจะน้อยลงแต่ราคาสูงขึ้นเพราะอยู่ในช่วงที่ตลาดมีความต้องการผลผลิตสูง แต่ด้วยผลผลิตมะพร้าวของสมาชิกสหกรณ์ส่วนใหญ่จะส่งออกทั้งหมด ทำให้เกษตรกรไม่มีปัญหาเรื่องการตลาด อีกทั้งปริมาณผลผลิตมะพร้าวยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของต่างประเทศอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม จากการที่สหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด เป็นศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC) ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดตั้งขึ้น นอกจากการส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาสลิดและปลูกมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งเป็นอาชีพหลักของสมาชิกสหกรณ์แล้ว ในส่วนของการปลูกพืชชนิดอื่นๆ อาทิ การปลูกองุ่น ฝรั่ง มะนาว และลำไย สหกรณ์ก็ได้เข้าไปดูแลและสนับสนุนเช่นกัน เช่น การส่งเสริมการลดต้นทุนการผลิต การเลือกใช้ปัจจัยการผลิตที่เหมาะสมกับพื้นที่รวมถึงทำกิจกรรมการแปรรูปในพืชบางชนิด แต่ด้วยปริมาณการปลูกที่ไม่มากนักของกลุ่มพืชเหล่านี้ เนื่องจากเน้นทำเกษตรในรูปแบบพอเพียง จึงทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องผลผลิตและตลาด เน้นผลิตปริมาณน้อยแต่มีความหลากหลายทำให้มีคุณภาพสูงขายได้ราคาดี และสิ่งสำคัญที่ทำให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกมีความเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตนเองได้ก็คือ การมีระเบียบวินัยทางการเงิน มีระเบียบวินัยในการประกอบอาชีพ ทำบัญชีต้นทุน รู้จักการออม อันเป็นสิ่งที่สหกรณ์ได้ส่งเสริมสนับสนุนเรื่อยมา และหากสมาชิกท่านใดมีปัญหาเรื่องหนี้สินสหกรณ์ก็จะเข้าไปพูดคุยดูแลเพื่อหาแนวทางการช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดเฉพาะรายไป

ในส่วนของธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าที่จำเป็นให้กับสมาชิก ซึ่งในแต่ละปีสหกรณ์จะต้องจัดหาปัจจัยการผลิตมาจำหน่ายให้กับสมาชิกค่อนข้างหลากหลาย เพราะสมาชิกมีความต้องการปัจจัยการผลิตที่แตกต่างกัน โดยมีมูลค่าในส่วนของปุ๋ยและยาประมาณ 10 ล้านบาทต่อปี แต่จะมีมูลค่าในส่วนของอาหารปลาสลิดที่สูงถึง 160 ล้านบาทต่อปี ส่วนธุรกิจเงินฝากมีมูลค่าประมาณ 300 กว่าล้านบาทต่อปี

“สำหรับปัจจัยที่ทำให้สหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด ประสบความสำเร็จ ส่วนสำคัญคงเป็นสภาพพื้นที่ทำการเกษตรที่ค่อนข้างเอื้ออำนวยทำให้สมาชิกสามารถทำการเกษตรได้ดี พึ่งพาตนเองได้ และอีกส่วนเกิดมาจากความเข้าใจเกษตรกรสมาชิกที่สหกรณ์ใส่ใจในทุกอาชีพและให้การสนับสนุนในด้านต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ จึงทำให้เกษตรกรให้ความเชื่อมั่นสหกรณ์เสมอมา” ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด กล่าว

รายงานพิเศษ : สหกรณ์เกษตรศรีชื่นชมหนุนสมาชิก ปลูกพืชผักสวนครัวสร้างรายได้ทุกวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/523534

รายงานพิเศษ : สหกรณ์เกษตรศรีชื่นชมหนุนสมาชิก  ปลูกพืชผักสวนครัวสร้างรายได้ทุกวัน

รายงานพิเศษ : สหกรณ์เกษตรศรีชื่นชมหนุนสมาชิก ปลูกพืชผักสวนครัวสร้างรายได้ทุกวัน

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรศรีชื่นชม จำกัด อำเภอชื่นชม จังหวัดมหาสารคาม เริ่มดำเนินธุรกิจด้วยความมุ่งมั่นให้สมาชิกมีรายได้สามารถจุนเจือครอบครัวได้ทุกวัน ด้วยการปลูกพืช ผักสวนครัว ที่คนในหมู่บ้านและพื้นที่บริเวณใกล้เคียง นิยมรับประทานกันเป็นประจำ เช่น ผักหวาน มะละกอ กล้วย พริก นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ โดยดูพื้นฐานของสมาชิกเป็นหลัก สหกรณ์ฯ ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในการส่งเสริม พัฒนาไปทีละขั้นอย่างมั่นคงนอกจากนั้น สหกรณ์ฯ ยังมีแนวคิดที่จะปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตอนหนึ่งว่า…ป่าไม้ที่จะปลูกนั้น สมควรที่จะปลูกแบบป่าใช้ไม้หนึ่ง ป่าสำหรับใช้ผลหนึ่ง ป่าสำหรับใช้เป็นฟืนอย่างหนึ่ง อันนี้ แยกออกไปเป็นกว้างๆ ใหญ่ๆ การที่จะปลูกต้นไม้สำหรับได้ประโยชน์ดังนี้ ในคำวิเคราะห์ของกรมป่าไม้รู้สึกจะไม่ใช่ป่าไม้ แต่ในความหมายของการช่วยเหลือเพื่อต้นน้ำลำธารนั้น ป่าไม้เช่นนี้จะเป็นสวนผลไม้ก็ตามหรือเป็นสวนไม้ฟืนก็ตามนั่นแหละเป็นป่าไม้ที่ถูกต้อง เพราะทำหน้าที่เป็นป่า คือ เป็นต้นไม้และทำหน้าที่เป็นทรัพยากรในด้านสำหรับให้ผลที่มาเป็นประโยชน์แก่ประชาชนได้… (ที่มา : มูลนิธิชัยพัฒนา )

นางพิชญาภัค ขันตี ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรศรีชื่นชม จำกัด กล่าวว่า อยากให้สหกรณ์การเกษตรศรีชื่นชม จำกัด เป็นแหล่งเรียนรู้ สหกรณ์ฯ จึงเริ่มปลูกผักหวาน และปลูกป่าต้นพยุงในพื้นที่สหกรณ์ก่อน เพื่อหวังว่าจะเป็นแปลงสาธิตต้นแบบให้แก่สมาชิกและประชาชนทั่วไป โดยการปลูกผักหวาน และป่าต้นพยุงครั้งนี้ ได้น้อมนำทฤษฎีจากการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง มาเป็นแนวทางและการส่งเสริมสมาชิกนั้น สหกรณ์ฯ มีทั้งโครงการปลูกพืชระยะสั้น และโครงการขุดบ่อบาดาล เพื่อให้สมาชิกสามารถปลูกพืชระยะสั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีแหล่งน้ำไว้ใช้ ลดการพึ่งพาแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยได้รับการจัดสรรงบประมาณจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ จำนวน 2.7 ล้านบาท

สหกรณ์ฯมองว่า การปลูกพืชผักสวนครัวอย่างผักหวาน มะละกอ กล้วย พริก ซึ่งเป็นพืชที่รับประทานกันเป็นประจำอยู่แล้ว สมาชิกปลูกเอง ทานเอง เหลือก็นำมาขาย สามารถนำมาวางขายได้ที่สหกรณ์ฯ มีรายได้กลับเข้ามาจุนเจือครอบครัว และใช้พื้นที่ในการปลูกไม่มาก ยกตัวอย่างกล้วย หรือมะละกอ ปลูกบ้านละ 2-3 ต้น ก็สามารถเก็บผลมาขายได้แล้ว

นายอัมพร โพธิ์ทอง ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรศรีชื่นชม จำกัด กล่าวอีกว่า อยากให้สหกรณ์การเกษตรศรีชื่นชม จำกัด เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมผลผลิตของสมาชิก ให้สมาชิกมีที่จำหน่าย มีรายได้ทุกวัน ปัจจุบันทางสหกรณ์ฯ ได้ส่งเสริม สนับสนุน ให้สมาชิกปลูกพืช ผักสวนครัว เนื่องจากเห็นว่าทุกครอบครัวต้องรับประทานกันเป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว เช่น ผักหวาน เป็นผักที่ขายได้ราคาดี และคนในพื้นที่รับประทานกันเป็นประจำแต่ในพื้นที่จังหวัดมหาสารคามยังปลูกค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่รับมาจากต่างจังหวัดเพื่อนำมาขายต่อ หากเราส่งเสริมให้สมาชิกปลูกผักหวาน ก็จะสามารถสร้างรายได้ให้แก่สมาชิกได้อย่างแน่นอน

นายประเสริฐ โสมาบุตร สมาชิกสหกรณ์การเกษตรศรีชื่นชม จำกัดและครอบครัว เผยว่า ตนและครอบครัว ได้เริ่มปลูกผักหวาน โดยได้ซื้อพันธุ์ต้นกล้ามาจากจังหวัดสระบุรี ปัจจุบันปลูกผักหวานราว 500 ต้น โดยธรรมชาติของผักหวานนั้นต้องการร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่จึงจะอยู่รอดและออกยอดได้อย่างสวยงาม การดูแลนั้น เพียงใส่ปุ๋ยในครั้งแรกที่ปลูก โดยโรยปุ๋ยธรรมชาติ เช่นมูลหมูมูลวัว รอบๆ ต้น ห่างประมาณ 1 คืบ และทำระบบน้ำหยดในการรดน้ำ ใช้เวลาในการปลูกประมาณ18 เดือนก็สามารถตัดยอดนำไปขายได้ กิโลกรัมละ 200 บาทเลยทีเดียว นอกจากปลูกเพื่อตัดยอดขายแล้ว ตนและครอบครัวยังเพาะต้นกล้าเพื่อขายอีกด้วย โดยต้นกล้าจะขายในราคาต้นละ30 บาท ทำให้ครอบครัวมีรายได้เข้ามาทุกวัน และที่สำคัญครอบครัวได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้า ไม่ต้องไปทำงานต่างถิ่น

จากความมุ่งมั่นของสหกรณ์การเกษตรศรีชื่นชม จำกัด ในการส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรสมาชิก มุ่งหวังให้สหกรณ์ฯ เป็นแหล่งเรียนรู้ และเป็นศูนย์รวมการจำหน่ายสินค้าของสมาชิกแล้ว ยังตั้งใจที่จะปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง เพื่อเกื้อกูลธรรมชาติให้อุดมสมบูรณ์ขึ้น ตามแนวพระราชดำริอีกด้วย

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์การเกษตรโพธาราม’ เข้มแข็งได้ด้วยกลไกสหกรณ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/523309

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์การเกษตรโพธาราม’  เข้มแข็งได้ด้วยกลไกสหกรณ์

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์การเกษตรโพธาราม’ เข้มแข็งได้ด้วยกลไกสหกรณ์

วันพุธ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด เป็นสหกรณ์การเกษตรขนาดใหญ่ของจังหวัดราชบุรีอีกแห่งหนึ่ง ที่มีความเข้มแข็งในการดำเนินงานภายใต้ความเชื่อมั่นของสมาชิก เกิดจากบทบาทของสหกรณ์ที่เข้าไปส่งเสริมสนับสนุน และช่วยเหลือในการประกอบอาชีพการเกษตรอย่างต่อเนื่องด้วยกลไกสหกรณ์

นายสมเกียรติ วงศ์สอน ที่ปรึกษาสหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด เปิดเผยว่า สหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด เปิดดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2519 ดำเนินธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจแปรรูปธุรกิจตราชั่งผลผลิตทางการเกษตร นอกจากนี้สหกรณ์ยังให้ความสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพแก่สมาชิก โดยได้จัดทำโครงการอบรมให้ความรู้ในการประกอบอาชีพต่างๆ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการเพาะเห็ดฟางในตะกร้า การเลี้ยงไก่ไข่ตามธรรมชาติ การเลี้ยงหมูหลุม การปลูกผักปลอดสารพิษทำให้ที่ผ่านมาสหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด เป็นสหกรณ์ที่มีผลการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพจากผลการได้รับการันตีจากรางวัลมากมาย และยังได้รับการคัดเลือกเป็น “สหกรณ์ดีเด่น” ระดับจังหวัด “สหกรณ์ต้นแบบ” และได้รับการประเมินให้เป็นหน่วยงานที่มีผลการประเมินธรรมาภิบาลในสหกรณ์อยู่ในระดับ “ดีมาก”

สำหรับพื้นที่ทำการเกษตรส่วนใหญ่ของสมาชิก 70% เป็นพื้นที่นาข้าว ส่วนอีก 30% เป็นการทำเกษตรอื่นๆ ทำไร่ทำสวน และปลูกพืชเศรษฐกิจ อ้อย มันสำปะหลัง ซึ่งในส่วนของการทำนาสหกรณ์ ได้เข้ามาดูเรื่องการผลิตตั้งแต่ขั้นตอนการตรวจวิเคราะห์ดินเพื่อให้ใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับพื้นที่ของเกษตรกร ทั้งนี้ก็เพื่อให้การผลิตข้าวของเกษตรกรมีประสิทธิภาพรวมถึงการจัดหาปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพและจำเป็นมาจำหน่ายให้กับสมาชิกในราคาที่เป็นธรรม และสหกรณ์ยังได้เปิดลานรับซื้อข้าวเปลือก พร้อมจัดหาพ่อค้ามารับซื้อผลผลิตข้าวของเกษตรกรถึงที่อีกด้วย

ทั้งนี้ผลผลิตข้าวที่สมาชิกปลูกส่วนใหญ่เป็นข้าวขาวหอมปทุม และมีบางส่วนที่ผลิตข้าวพันธุ์พื้นเมืองข้าวหอมมะลิ และข้าวเหลืองอ่อน ซึ่งข้าวหอมมะลิและข้าวเหลืองอ่อน ทางสหกรณ์ฯ จะทำการสีแปรรูปเป็นข้าวพร้อมรับประทานและจำหน่ายในแบรนด์ของสหกรณ์ เอง โดยเฉพาะข้าวเหลืองอ่อนจัดได้ว่าเป็นข้าวที่ปลอดสารตกค้าง ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาด ในแต่ละปีจะมีปริมาณไม่มากนัก เนื่องจากการปลูกข้าวดังกล่าวจะให้ผลผลิตต่อไร่น้อยกว่าข้าวทางการค้าอย่างข้าวหอมปทุม

อย่างไรก็ตาม นอกจากการทำนาข้าวแล้วในส่วนของการทำเกษตรอื่นๆ เช่น การปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลัง สหกรณ์ก็ได้เข้าไปดูแลเช่นเดียวกัน และจากการที่สหกรณ์ เข้าไปส่งเสริมสนับสนุนและช่วยเหลือสมาชิกในยามที่มีปัญหา จึงทำให้ที่ผ่านมาได้รับความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากสมาชิกตลอดมา ซึ่งการดำเนินงานของสหกรณ์อย่างเต็มกำลังส่งผลให้ตัวสหกรณ์ มีความเข้มแข็ง เกษตรกรสมาชิกมีความซื่อสัตย์ ขยัน อดทน มีวินัย และพึ่งพาตนเองได้

“ความสำเร็จของสหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด เกิดขึ้นได้เพราะการดำเนินการตามอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ มุ่งเน้นการสร้างความซื่อสัตย์ สุจริต และเสียสละ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่เอาเปรียบและเบียดเบียนกันให้สมาชิกสามารถช่วยตนเองได้สร้างจิตสำนึกในความเป็นเจ้าของสหกรณ์ให้แก่สมาชิกบริหารงานโดยตัวแทนที่ถูกเลือกโดยสมาชิก ประโยชน์ที่เกิดขึ้น จึงเป็นของสมาชิกทุกคนอย่างแท้จริง” นายสมเกียรติ กล่าว

รายงานพิเศษ : พัฒนาชุมชน จ.สุโขทัย จัดกิจกรรม ‘สุขที่….สุโขทัย’ งานสถาปนาครบรอบ 58 ปี กรมการพัฒนาชุมชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522807

รายงานพิเศษ : พัฒนาชุมชน จ.สุโขทัย จัดกิจกรรม ‘สุขที่....สุโขทัย’  งานสถาปนาครบรอบ 58 ปี กรมการพัฒนาชุมชน

รายงานพิเศษ : พัฒนาชุมชน จ.สุโขทัย จัดกิจกรรม ‘สุขที่….สุโขทัย’ งานสถาปนาครบรอบ 58 ปี กรมการพัฒนาชุมชน

วันจันทร์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2563 สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดสุโขทัย ได้จัดกิจกรรม “สานสัมพันธ์ คน พช. สุโขทัย Walk Rally ณ ลานบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย โดยมีกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ การแข่งขันเกมส์ Move for fun, Cool Cool เป็นต้น เพื่อเป็นการสร้างความสามัคคี สร้างความรักความผูกพัน การทำงานเป็นทีม ภายในองค์กร รวมทั้งสร้างสายสัมพันธ์เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ภายใต้แนวคิด สุขที่…สุโขทัย

และในวันที่ 1 ตุลาคม 2563 สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดสุโขทัย ได้จัดกิจกรรมครบรอบ 58 ปี วันก่อตั้งกรมการพัฒนาชุมชน โดยมีนายธวัช ใสสม พัฒนาการจังหวัดสุโขทัย เป็นประธานในการดำเนินกิจกรรม ซึ่งการจัดกิจกรรมในครั้งนี้เป็นการร่วมมือกันระหว่างข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชนจังหวัดสุโขทัย ที่ต้องการจะรำลึกถึงคุณูปการของอดีตผู้บริหารกรม รวมถึงการแสดงออกถึงความรักในสถาบัน องค์กร และงานพัฒนาชุมชน โดยการจัดงานในครั้งนี้
จะประกอบไปด้วยกิจกรรมมากมาย ที่ต้องการแสดงให้เห็นถึงพลังความร่วมมือของกรมพัฒนาชุมชน ได้แก่

(1) กิจกรรมปั่นจักรยาน ตักบาตร สะพานบุญ รับรุ่งอรุณ แห่งความสุข ณ วัดตระพังทอง ในยามเช้า เพื่อที่จะได้สัมผัสกับแสงของรุ่งอรุณและสัมผัสกับบรรยากาศยามเช้าที่สดชื่นอย่างแท้จริง

(2) กิจกรรมสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของปวงชน พระคู่บ้านคู่เมืองของคนสุโขทัย รวมถึงยังมีคำสอนที่เป็นแบบอย่างและเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนกิจกรรมโครงการที่สำคัญ เช่น โครงการการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตามหลักทฤษฎีใหม่ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ประยุกต์สู่“โคก หนอง นา โมเดล” ซึ่งเป็นโครงการตามแนวทางพระราชดำริที่ก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนแก่ฐานราก คือชุมชน และต่อยอดสู่ความมั่นคงของการพัฒนาประเทศ ก่อให้เกิดความสมบูรณ์ ยั่งยืน เพราะเกิดจากความร่วมมือร่วมใจของประชาชน รัฐและองค์กร ภาคีเครือข่ายในพื้นที่

(3) กิจกรรมอ่านสารอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนเนื่องในวันคล้ายวันก่อตั้งกรมการพัฒนาชุมชน 58 ปี ณ วัดศรีชุม “พระอจนะ” พระพุทธรูปพูดได้ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ ให้กับสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดสุโขทัย ในการร่วมกันทุ่มเท แรงกาย แรงใจ ทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน

และปิดท้ายด้วย (4) กิจกรรมทำบุญถวายเพลพระสงฆ์ ณ วัดศรีชุม ต.เมืองเก่า อ.เมืองสุโขทัย เพื่อความเป็นสิริมงคลและสร้างขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนจังหวัดสุโขทัย ซึ่งเป็นวันแรกในการทำงานของปีงบประมาณ พ.ศ.2564 รวมทั้งเป็นการเริ่มต้นสิ่งดีๆ ในวันที่ 1 ตุลาคม 2563 วันก่อตั้งกรมการพัฒนาชุมชน ครบรอบ 58 ปี อีกด้วย

รายงานพิเศษ : กระทรวงเกษตรฯ‘คืนกุ้งสู่ทะเลบางขุนเทียน’ เนื่องในวันประมงแห่งชาติปี’63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521490

รายงานพิเศษ : กระทรวงเกษตรฯ‘คืนกุ้งสู่ทะเลบางขุนเทียน’  เนื่องในวันประมงแห่งชาติปี’63

รายงานพิเศษ : กระทรวงเกษตรฯ‘คืนกุ้งสู่ทะเลบางขุนเทียน’ เนื่องในวันประมงแห่งชาติปี’63

วันอังคาร ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมง จัดกิจกรรม “คืนกุ้งสู่ทะเลบางขุนเทียน” เนื่องในวันประมงแห่งชาติ ประจำปี 2563 ปล่อยพันธุ์กุ้งทะเล 20 ล้านตัวและปล่อยปลากะพง 60,000 ตัว เพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูและเพิ่มผลผลิตทรัพยากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเปิดงานวันประมงแห่งชาติ ประจำปี 2563 พื้นที่กรุงเทพมหานคร “คืนกุ้งสู่ทะเลบางขุนเทียน” ณ โรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์ แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติกำหนดให้วันที่ 21 กันยายนของทุกปี เป็นวันประมงแห่งชาติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและปลูกฝังให้ประชาชนทุกสาขาอาชีพ รวมทั้งเยาวชน ได้ตระหนักถึงคุณค่าของการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ และฟื้นฟูสัตว์น้ำให้มีผลผลิตอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน ทำให้การจัดงานวันประมงแห่งชาติในปีนี้กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมง ได้ร่วมกับจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ เชิญชวนประชาชนในพื้นที่ร่วมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ และสำหรับกิจกรรมในวันนี้ ได้มีการปล่อยพันธุ์กุ้งทะเล ณ หลักเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 20 ล้านตัวและการปล่อยปลากะพง จำนวน 60,000 ตัว บริเวณท่าน้ำแพขวัญใจ นอกจากนี้ ยังได้ประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือจากพี่น้องชาวประมงทั่วประเทศ งดทำการประมงเป็นเวลา 1 วัน ในวันที่ 21 กันยายน 2563 ที่ผ่านมาด้วย

“ในวันนี้ได้มีโอกาสมาร่วมพบปะและร่วมพูดคุยกับพี่น้องชาวบางขุนเทียน ซึ่งการนำพันธุ์สัตว์น้ำมาปล่อยในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ที่จะได้มีแหล่งอาหาร ประหยัดรายได้ และเป็นการสร้างรายได้เสริมอีกทางหนึ่งทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายให้กรมประมงปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำทุกจังหวัด โดยได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ ภาคอีสานและภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งในพื้นที่ต่างๆ ได้มีการตั้งคณะกรรมการมาดูแลอยากเป็นระบบ ปัจจุบันสามารถจับกุ้งมาขายได้แล้ว ทำให้สามารถสร้างรายได้เสริมให้กับประชาชนในพื้นที่ และสำหรับการจัดงานในวันนี้ก็จะสร้างประโยชน์ให้กับพี่น้องบางขุนเทียนด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม พื้นที่บางขุนเทียนมีความพร้อมที่จะให้สัตว์น้ำเจริญเติบโต จึงอยากฝากให้ช่วยกันรักษาระบบนิเวศน์ รักษาป่าชายเลน ให้มีความอุดมสมบูรณ์ต่อไปในอนาคต” นายเฉลิมชัย กล่าว

ด้าน นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานวันประมงแห่งชาติในวันนี้ สำเร็จลุล่วงด้วยดี ด้วยการสนับสนุนและได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งจากท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการเขตบางขุนเทียน หัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ครู นักเรียน ประชาชน เกษตรกรชาวบางขุนเทียน และองค์กรต่างๆ ที่ได้มาร่วมกันอนุรักษ์ฟื้นฟูและเพิ่มผลผลิตทรัพยากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติให้เกิดความยั่งยืนต่อไป

สำหรับทะเลบางขุนเทียนถือว่าเป็นพื้นที่ป่าชายเลนที่เป็นระบบนิเวศที่ผูกพันกับวิถีชีวิตคนบางขุนเทียน โดยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเพาะเลี้ยงกุ้งแบบธรรมชาติ ซึ่งการเลี้ยงกุ้งแบบธรรมชาติ หมายถึง การเลี้ยงกุ้งโดยใช้ลูกกุ้งธรรมชาติตามบริเวณชายฝั่งที่มีน้ำขึ้น-ลง แต่เดิมเป็นการเลี้ยงกุ้งบริเวณนาข้าว โดยเมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำทะเลท่วมบริเวณนาข้าว พร้อมทั้งนำเอาลูกพันธุ์กุ้งและปลาเข้ามาด้วย เมื่อน้ำลดกุ้งปลาที่ตกค้างอยู่ในนาก็เจริญเติบโต เจ้าของสามารถนำมาบริโภคและจับขายได้ แต่ในปัจจุบันวิถีชีวิตการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในอดีตกำลังจะหายลงไป เพราะการลดลงของพื้นที่ป่าชายเลนซึ่งเปรียบเสมือนที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด ทำให้สิ่งมีชีวิตรวมถึงสัตว์น้ำต่างๆ ลดลงไปด้วย การจัดกิจกรรม “คืนกุ้งสู่ทะเลบางขุนเทียน” ในวันนี้ จึงเป็นกิจกรรมคืนความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติกลับคืนมา โดยเป็นความร่วมมือร่วมใจจากหน่วยงานหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐภาคเอกชน และชุมชน ซึ่งจะเป็นการรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติให้แก่ชุมชนและหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นการสร้างจิตสำนึกให้เห็นถึงความสำคัญต่อการใช้ประโยชน์ทรัพยากรด้วย

รายงานพิเศษ : พลิกวิกฤติโควิด-19เป็นโอกาส…ยางไทยอนาคตสดใส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521356

รายงานพิเศษ : พลิกวิกฤติโควิด-19เป็นโอกาส...ยางไทยอนาคตสดใส

รายงานพิเศษ : พลิกวิกฤติโควิด-19เป็นโอกาส…ยางไทยอนาคตสดใส

วันจันทร์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ส่งผลกระทบภาวะเศรษฐกิจโลกรวมทั้งประเทศไทยด้วย ธนาคารโลกได้คาดว่า ปีนี้ GDP ของประเทศจะลดลงอย่างน้อย 5% อย่างไรก็ดี ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในประเทศที่ควบคุมการแพร่ระบาดได้ดี เช่น จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไทย ยางพาราพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์โควิด-19 เช่นกัน ส่งผลให้ราคาลดลงในช่วงที่เกิดการระบาดใหม่ๆ แต่เมื่อการระบาดยังไม่มีท่าทีลดลง มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง หลายประเทศเกิดการระบาดซ้ำเติมระลอกที่ 2 ที่ 3 สถานการณ์ราคายางกลับสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเมื่อเดือนมีนาคม 2563 น้ำยางสดลดลงไปต่ำสุดเหลือเพียง 35 บาทต่อกิโลกรัม ยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 39 บาทต่อกิโลกรัม และทรงตัวอยู่ในระดับราคานี้นานพอสมควร จากนั้นก็ค่อยๆขยับราคาขึ้น ล่าสุด ณ วันที่ 21 กันยายน 2563 น้ำยางสดราคา 47 บาทต่อกิโลกรัม ยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 58 บาทต่อกิโลกรัม

สาเหตุที่ราคายางเพิ่มขึ้นมาจากปัจจัยอะไร และแนวโน้มอย่างไร?

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้วิเคราะห์สถานการณ์ราคายางขณะนี้ว่า การระบาดของโควิด-19 ทำเกิดกระแส New Normal คนหันมาตระหนักและใส่ใจเรื่องสุขอนามัยมากขึ้น ทำให้ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่แปรรูปมาจากยางธรรมชาติมีความต้องการมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นถุงมือยาง หรือหน้ากากอนามัยที่มีส่วนผสมของยาง เพื่อนำไปใช้ในวงการแพทย์และใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะถุงมือยางธรรมชาติที่มีอัตราความต้องการใช้สูงขึ้นเป็นทวีคูณ โดยช่วงก่อนมีการระบาด มูลค่าการส่งออกถุงมือยางประมาณ 37,000 ล้านบาทต่อปี แต่ปัจจุบันเป็นไปได้ที่มูลค่าส่งออกจะเพิ่มถึง 50,000 ล้านบาทต่อปี

อีกปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนสำคัญที่ทำให้ราคายางเพิ่มสูงขึ้นคือ จีน ซึ่งเป็นตลาดผู้รับซื้อยางแผ่นดิบรมควันรายใหญ่ที่สุดจากประเทศไทย ซึ่งมีสัดส่วนถึง 60% ของการส่งออก ได้มีมาตรการส่งเสริมการขยายกำลังการผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคล เพื่อตอบโจทย์การใช้รถยนต์ส่วนตัวแทนการใช้รถยนต์สาธารณะ ซึ่งจะช่วยลดแพร่เชื้อโควิด-19 ทำให้การใช้รถยนต์ส่วนบุคคลของจีนเพิ่มขึ้น 3 เท่า เมื่อยอดการผลิตรถยนต์ของจีนเพิ่มขึ้น ความต้องการใช้ยางแผ่นรมควัน เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตล้อยางรถก็เพิ่มขึ้นด้วย จะเห็นได้ชัดจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (Purchasing Managers’ Index : PMI) ของจีนปรับจาก 52.8 เป็น 53.1 รวมทั้ง GDP ของจีนยังเพิ่มขึ้น +3.2% อีกด้วย ขณะที่ประเทศอื่นในโลกยังติดลบ นั้นหมายความว่าจีนฟื้นตัวกลับมาเดินเครื่องผลิตได้ 100% แล้ว ซึ่งส่งผลดีต่อราคายางในตลาดโลกที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต

แม้ว่าสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ในสหรัฐอมริกาและยุโรปยังรุนแรงเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวก็ตาม แต่มีกระทบต่อราคายางของไทยไม่มากเท่ากับจีน ดังนั้น เมื่อจีนฟื้นได้เร็ว ราคายางไทยจากที่ตกต่ำจึงฟื้นตัวตามตลาดจีน ขณะเดียวกันรัฐบาลยังมีมาตรการส่งเสริมใช้ยางแผ่นดิบรมควันในประเทศอีกด้วย

นอกจากนี้ ปัจจุบันจำนวนผู้สูงอายุมีมากขึ้น ทำให้ต้องการใช้อุปกรณ์เสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตประจำวันที่ใช้น้ำยางเป็นวัตถุดิบ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นยางรองกันลื่นรองเท้ากันลื่น อุปกรณ์ช่วยหายใจ สายน้ำเกลือเพิ่มขึ้น ดังนั้น ความต้องการใช้ยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบแปรรูปจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกันและยังส่งผลให้มีนักลงทุนจำนวนมากสนใจลงทุนในอุตสาหกรรมแปรรูปอุปกรณ์ดังกล่าวอีกด้วย

ในเรื่อง Demand และ Supply ก็มีผลเช่นกัน ขณะนี้แนวโน้มความต้องการ หรือ Demand ใช้ยางเริ่มเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณยางหรือ Supply กลับลดลง สต๊อกยางหดหายเพราะเข้าสู่ฤดูฝน ประกอบกับแรงงานกรีดยาง ซึ่งปัจจุบันจะใช้แรงงานสัญชาติเมียนมาเป็นหลัก ไม่สามารถเดินทางมารับจ้างกรีดยางได้ เพราะการระบาดของโควิด-19 ทำให้ปริมาณยางเข้าสู่ตลาดน้อยลง สต๊อกยางถูกออกนำมาใช้จนแทบไม่มีสต๊อกแล้วในขณะนี้ ดังนั้น เมื่อ Demand มีมากกว่า Supply ราคายางจึงค่อยๆเพิ่มขึ้น

“หลังเกิดวิกฤติการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางธรรมชาติมีอัตราเติบโตสูงขึ้น ส่งผลต่อเนื่องให้ราคายางที่ใช้เป็นวัตถุดิบเพิ่มขึ้นอย่างมีเสถียรภาพด้วย คาดว่า ปีนี้มูลค่าส่งออกยางของไทยจะสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา และในอนาคตมูลค่าการลงทุนในอุตสาหกรรมยางจะเพิ่มขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมผลิตถุงมือยางธรรมชาติที่มียอดสั่งซื้อสูงไปจนถึงปีหน้า ดังนั้น ทิศทางราคายางค่อนข้างมั่นใจได้ว่ามีแนวโน้มที่ดี ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อชาวสวนยางโดยตรง และ กยท.จะยังเดินหน้าสนับสนุนอุตสาหกรรมยางทั้งระบบ เพื่อมุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจให้ประเทศ และผลักดันให้อุตสาหกรรมยางในประเทศไทยเข้มแข็งอย่างยั่งยืน” นายณกรณ์กล่าว

ผู้ว่าการ กยท. มั่นใจว่า การระบาดของโควิด-19 ครั้งนี้ จะพลิกวิกฤติเป็นโอกาสผลักดันประเทศไทยก้าวสู่ประเทศศูนย์กลาง การพัฒนาอุตสาหกรรมยางธรรมชาติได้ ทั้งนี้ กยท.วางแผนเตรียมจัดพื้นที่ที่จะใช้ศูนย์กลางการพัฒนาอุตสาหกรรมยางทั้งระบบ ตั้งแต่พื้นที่แปลงปลูกที่ให้ผลผลิตระดับมาตรฐานโลกพื้นที่สำหรับโรงงานแปรรูป ระบบขนส่งรวมถึงพื้นที่กิจกรรมส่งเสริมด้านการตลาดซึ่งกยท.จะเป็นตัวแทนเจรจาค้าขาย หรือร่วมลงทุน ตามกฎหมายกำหนด โดยมุ่งเป้าให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรและประเทศชาติ สำหรับพื้นที่เหมาะสมนั้นมีหลายพื้นที่ แต่ที่มีความเป็นไปได้สูงคือ พื้นที่ของ กยท.ที่ ต.ช้างกลาง อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช กว่า 10,000 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่สีม่วง (พื้นที่เหมาะสมสำหรับการตั้งโรงงานอุตสาหกรรม) และเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพความพร้อมและความเหมาะสมสูง

ทั้งนี้ กยท.ตั้งเป้าผลักดันศูนย์ดังกล่าวให้เป็นศูนย์กลางการแปรรูปน้ำยางธรรมชาติให้เป็นผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมที่ตลาดต้องการ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการแพทย์ ที่ตลาดต้องการมากในขณะนี้ ตลอดจนเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตจากไม้ยางพารา ด้วยมุ่งหวังให้เกิดการเพิ่มปริมาณการใช้ยางและไม้ยางพาราภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะทำให้ราคายางมีการปรับตัวขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ เกิดความมั่นคงต่ออาชีพเกษตรกรชาวสวนยาง รวมถึงจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงอีกด้วย

ถึงเวลาที่ยางพาราของไทยจะฟื้นตัว เกษตรกรมีความมั่งคั่ง มั่นคง ยั่งยืน เสียที…

รายงานพิเศษ : สถาปนากรมป่าไม้ครบรอบ124ปี ลั่นลุย5ภารกิจ-พ่วงจ้างงาน3หมื่นอัตราช่วยคนไทยฝ่าโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520218

รายงานพิเศษ : สถาปนากรมป่าไม้ครบรอบ124ปี  ลั่นลุย5ภารกิจ-พ่วงจ้างงาน3หมื่นอัตราช่วยคนไทยฝ่าโควิด-19

รายงานพิเศษ : สถาปนากรมป่าไม้ครบรอบ124ปี ลั่นลุย5ภารกิจ-พ่วงจ้างงาน3หมื่นอัตราช่วยคนไทยฝ่าโควิด-19

วันพุธ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ข้าราชการและพนักงานกรมป่าไม้ ร่วมทำพิธีถวายเครื่องสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 และวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนป่าไม้ เพื่อรำลึกถึงคุณความดีของบรรพชนและวีรชนป่าไม้ เนื่องในโอกาสครบรอบ 124 ปี วันสถาปนากรมป่าไม้ ภายในงานมีพิธีมอบโล่รางวัล เกียรติบัตร หนังสือชมเชยแก่ผู้ช่วยเหลือราชการกรมป่าไม้และรางวัลอื่น โดยมีนายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯเป็นประธานมอบรางวัล

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 124 ปี กรมป่าไม้มุ่งมั่นปฏิบัติภารกิจการบริหารทรัพยากรป่าไม้ของชาติให้เกิดความสมดุลยั่งยืน ปัจจุบันกำหนดวิสัยทัศน์การเป็นหน่วยงานที่มุ่งมั่นรักษาป่า ส่งเสริมไม้มีค่า ป่าชุมชน คนอยู่กับป่า เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อความสุขของคนไทย โดยมีภารกิจ 5 ด้านที่เรามุ่งมั่นดำเนินการช่วง 1 ปีที่ผ่านมาประกอบด้วย การป้องกันและรักษาป่า โดย กรมป่าไม้ร่วมกับ GISTDA พัฒนาระบบปฏิบัติการพิทักษ์ไพร โดยนำเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูง มาวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่าสามารถมองเห็นในพื้นที่ลับตา เช่น หลังเขา หรือ ในหุบ ทำให้การตรวจสอบจับกุมเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ระยะหลังไม่ค่อยมีข่าวบุกรุกพื้นที่ป่ารายใหญ่ เพราะเราป้องปรามตั้งแต่ต้น จนตรึงพื้นที่ป่าไว้ที่ 32% ของเนื้อที่ประเทศ และมีแนวโน้มทำให้เพิ่มขึ้นได้

สำหรับภารกิจที่ 2 คือ ส่งเสริมไม้มีค่าและเรื่องป่าชุมชน โดยรอบปีที่ผ่านมา กรมป่าไม้เร่งผลักดันการออกอนุบัญญัติหรือกฎหมายลูกภายใต้ พ.ร.บ.ป่าชุมชน พ.ศ.2562 เพื่อสร้างกลไกขับเคลื่อนดูแลป่าชุมชนในระดับต่างๆ เช่น คณะกรรมการระดับชุมชน คณะกรรมการระดับจังหวัด และคณะกรรมการระดับนโยบาย ซึ่งทั้งหมดดำเนินการจนเสร็จแล้ว ขณะเดียวกัน มีการรับรองจัดตั้งป่าชุมชนไปแล้ว 11,327 แห่ง ซึ่งใกล้จะบรรลุเป้าหมาย 15,000 แห่ง เนื้อที่ 10 ล้านไร่ทั่วประเทศแล้ว

ภารกิจต่อมา การส่งเสริมคนอยู่กับป่า หรือการจัดสรรที่ดินทำกินให้กับราษฎรยากไร้ส่วนภารกิจสุดท้ายคือ เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อความสุขของคนไทย นอกจากภารกิจหลักทั้ง 5 ด้านดังกล่าว ในรอบปีที่ผ่านมา กรมป่าไม้ ยังเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยจ้างงานให้ประชาชนเข้าไปช่วยงานป่าไม้ทั่วประเทศ 5,000 คน และในปี 2564 ยังได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาล เพื่อนำมาจ้างงานในตำแหน่งต่างๆ รวม 30,000 คน ในอัตราค่าจ้างเดือนละ 9,000 บาท เป็นเวลา 12 เดือน

“ภารกิจทั้ง 6 ด้านนี้คือ สิ่งที่เราลงมือทำตลอดปีที่ผ่านมา และเป็นเป้าหมายสำคัญที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องให้สำเร็จในช่วงก้าวย่างสู่ปีที่ 125 ของกรมป่าไม้ ทั้งเรื่องรักษาป่าที่ต้องเข้มงวดต่อไป การส่งเสริมการปลูกไม้มีค่าขยายผลป่าชุมชนให้ครบ 15,000 ชุมชน จัดสรรที่ดินทำกินให้แล้วเสร็จในทุกพื้นที่ และการรณรงค์เพิ่มพื้นที่สีเขียวทั้งหมดนี้คือ ความท้าทายที่เราต้องทำให้บรรลุตามเป้าหมายให้เร็วที่สุด” อธิบดีกรมป่าไม้กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘กรมประมง’ คว้า3รางวัลเลิศรัฐประจำปี’63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519937

รายงานพิเศษ : ‘กรมประมง’คว้า3รางวัลเลิศรัฐประจำปี’63

รายงานพิเศษ : ‘กรมประมง’คว้า3รางวัลเลิศรัฐประจำปี’63

วันอังคาร ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมประมงได้รับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี พ.ศ. 2563 จำนวน 3 รางวัล ใน 2 สาขา คือ สาขาบริการภาครัฐ จำนวน 1 รางวัล และสาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม จำนวน 2 รางวัล โดยอธิบดีและตัวแทนกลุ่มเกษตรกรที่ผลงานได้รับรางวัล เข้ารับโล่รางวัลเลิศรัฐจากรองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองามเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2563 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้ประกาศผลการพิจารณารางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2563 ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่หน่วยงานที่มีความเป็นเลิศ ทั้งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐ โดยการพัฒนาคุณภาพ การบริหารจัดการภายในองค์กร และเปิดระบบราชการให้ภาคส่วนอื่นเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม รวมทั้งส่งเสริมการบริหารราชการให้ตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชน จนเกิดการทำงานร่วมกันในลักษณะหุ้นส่วนและความร่วมมือ นำไปสู่การพัฒนาระบบราชการให้มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน โดยในปีนี้ กรมประมงได้รับรางวัลเลิศรัฐ2 สาขา จำนวน 3 รางวัล ประกอบด้วย สาขาบริการภาครัฐจำนวน 1 รางวัล ประเภท : นวัตกรรมการบริการ “ระดับดี” คือระบบสารสนเทศเพื่อเพิ่มศักยภาพการตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำ (Thai Flage Catch Certification System) โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนในการยื่นคำขอต่างๆ และจัดทำรายงานเพื่อเป็นการลดการใช้พลังงานน้ำมันลดระยะเวลาในการเดินทางเพื่อจัดส่งเอกสารในการตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำ

สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม จำนวน 2 รางวัล ประกอบด้วย ประเภท : สัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม “ระดับดี” คือ ลูกอ๊อดเงินล้าน…เพิ่มคุณภาพชีวิตเกษตรกรหนองแต้ เป็นการทำงานแบบมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาครัฐ ในการส่งเสริมและสนับสนุนสถาบัน กลุ่มเกษตรกรและชุมชนให้มีความเข้มแข็ง มีความมั่นคงในอาชีพและรายได้จากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ทำให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ประเภท : เลื่องลือขยายผล “ระดับดี” คือ โครงการธนาคารผลผลิตสัตว์น้ำแบบมีส่วนร่วมแหล่งน้ำชุมชนหนองอีเริง จ.ชัยภูมิ และแหล่งน้ำหนองก่าน-สุขสำราญ จ.หนองบัวลำภู เป็นโครงการส่งเสริมและสนับสนุน การทำงานแบบมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาครัฐ ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนให้สามารถบริหารจัดการแหล่งน้ำชุมชนให้เป็นแหล่งผลิตสัตว์น้ำ และเป็นธนาคารผลผลิตสัตว์น้ำของชุมชนเพื่อให้ชุมชนมีสัตว์น้ำเพียงพอต่อการบริโภค ลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ในครัวเรือน และสร้างความรักความสามัคคีในชุมชน

“สำหรับรางวัลที่กรมประมงได้รับในครั้งนี้ ถือเป็นรางวัลแห่งเกียรติยศ และนับเป็นก้าวสำคัญของ กรมประมงที่สะท้อนความสำเร็จในการพัฒนาการให้บริการ ตลอดจนการพัฒนาองค์การของกรมประมง เพื่อมุ่งไปสู่ความเป็นเลิศในการปฏิบัติราชการและระบบราชการ 4.0 อันแสดงให้เห็นถึงการดำเนินการขับเคลื่อนการดำเนินงาน ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาภาคการประมงไทยเพื่อให้เกิดความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างแรงจูงใจในการเปิดระบบราชการให้ประชาชนและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารราชการและทำงานร่วมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาครัฐในการพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนและการพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน”อธิบดีกรมประมงกล่าว