รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อาหารเสริม ต้องรู้ให้ลึกก่อนกิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/627448

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อาหารเสริม ต้องรู้ให้ลึกก่อนกิน

วันจันทร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เป็นเวลานานแสนนานมาแล้วที่เราเห็นการโฆษณา (แต่บางครั้งเป็นโฆษณาชวนเชื่อ) ว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรืออาหารเสริมดีวิเศษจนน่าอัศจรรย์ใจ ดังนั้นเราจึงพบว่ามีการโหมโฆษณาขายสินค้าเหล่านี้ในสื่อมวลชน ทั้งสื่อฯ หลัก และสื่อฯ ออนไลน์ โดยเห็นว่ามีรูปแบบและชนิดต่างๆ เช่น เม็ด แคปซูล ผง และน้ำ โดยบางรายก็บอกว่าให้นำไปผสมกับเครื่องดื่ม ขออนุญาตเรียนตรงๆ ว่าก่อนจะกินนั้นผู้กินต้องรู้อะไรก่อนบ้าง เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อโฆษณาชวนเชื่อ และเพื่อให้ได้ประโยชน์จากอาหารเสริม (ที่มีคุณภาพ) อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยและเพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับผู้กิน และที่สำคัญคือเพื่อไม่ต้องเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ 

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (dietary supplement) หรืออาหารเสริมคือสิ่งที่เรากินเข้าไป นอกเหนืออาหารปกติประจำวันผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอาจใส่สารอาหาร เช่น วิตามิน เกลือแร่ โปรตีน หรือกรดอะมิโน หรือสารอื่นๆ อาทิ สารจากสมุนไพรสารสกัด หรือสารสังเคราะห์ เราต้องเข้าใจว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อการป้องกัน หรือรักษาโรค และที่สำคัญคือเด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และขอย้ำว่าเราทุกคนต้องกินอาหารให้ครบห้าหมู่ในแต่ละวันโดยกินในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ 

ผลิตภัณฑ์บางชนิดประกอบด้วยสารสำคัญเพียงชนิดเดียวเท่านั้น แต่บางอย่างอาจประกอบด้วยสารสำคัญมากถึง 20 ชนิด ดังนั้นก่อนรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจึงต้องพิจารณาเรื่องต่อไปนี้ก่อน  

ประเด็นแรก ถ้าเรากินวิตามินชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป จะทำให้มีผลต่อสภาวะของวิตามินอีกชนิดหนึ่งในร่างกาย เช่น ถ้าเรา
เสริมวิตามินอีมากเกินไป เพื่อหวังผลต้านออกซิเดชัน (antioxidant)อาจทำให้วิตามินเคต่ำ จะมีผลต่อการแข็งตัวของเลือด กรณีที่เรามีบาดแผลเลือดอาจจะไม่หยุดไหล หรือถ้าเราเสริมแร่ธาตุสังกะสี (zinc) มากเกินไป ก็จะรบกวนการดูดซึมแร่ธาตุตัวอื่นๆ เช่น เหล็ก (iron) และ ทองแดง (copper) 

ประเด็นที่สอง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอาจตีกับยาที่เรากินอยู่ เช่น วิตามินอี วิตามินเค หรือน้ำมันปลา มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด คนที่กินผลิตภัณฑ์ที่มีสารเหล่านี้ในปริมาณสูง เป็นเวลานาน อาจทำให้กระบวนการแข็งตัวของเลือดเปลี่ยนแปลงไป ถ้าต้องผ่าตัด หรือต้องทำหัตถการต่างๆ อาจทำให้เกิดอันตรายได้ รวมถึงผู้ป่วยที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น ยาวาร์ฟาริน หรือยาต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด เช่น ยาแอสไพริน หากรับประทานผลิตภัณฑ์ที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด อาจมีผลต่อประสิทธิผลการรักษา อาจเกิดอันตรายกับผู้ป่วยได้ และเมื่อมีบาดแผลก็อาจมีปัญหาการแข็งตัวของเลือด หรือในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดอาการเลือดไหลไม่หยุด และอาจเกิด stroke ได้ 

ส่วนผู้กินแร่ธาตุแคลเซียม เหล็ก สังกะสี มีโอกาสเกิดปฏิกิริยากับยาบางกลุ่ม ทำให้ขัดขวางการดูดซึมของยาเข้าสู่กระแสเลือด และส่งผลต่อประสิทธิผลการรักษา เช่น ยา tetracycline, doxycycline, norfloxacin, ciprofloxacin เป็นต้น หรือผลิตภัณฑ์ที่มีวิตามินบี 6 สูง ก็อาจตีกับยารักษาโรคพาร์กินสันบางชนิด หรือน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส ก็จะมีผลต่อการใช้ยารักษาโรคลมชักบางชนิด 

ยารักษาโรคหัวใจบางอย่าง และยาต้านโรคซึมเศร้าบางชนิดหรือยากดภูมิคุ้มกันที่ใช้กับผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ มีโอกาสที่ประสิทธิผลในการรักษาจะลดลง เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือสมุนไพรที่ชื่อว่า เซนต์จอห์นเวิร์ต (St. John’s wort) 

นอกจากนี้ เวลารับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เราอาจไม่ทราบว่ามันมีผลต่อกระบวนการดูดซึม หรือมีปัญหากับการขจัดยาออกจากร่างกาย จนอาจมีผลต่อระดับของยาในร่างกาย ทำให้ระดับยาต่ำเกินไป ทำให้ไม่เกิดผลในการรักษา หรืออาจเกิดปัญหาระดับยาในร่างกายสูงเกินไป ทำให้เกิดพิษต่อร่างกายได้ 

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดมักโฆษณาว่ามาจากสารธรรมชาติ หรือไม่มีสารสังเคราะห์ ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจเอาเองว่า สารธรรมชาติต้องปลอดภัยเสมอ ซึ่งจริงๆ แล้วของธรรมชาติหรือสมุนไพรก็อาจทำให้เกิดปฏิกิริยากับยาที่เรารับประทานได้ หรืออาจมีผลกับผู้ป่วยบางโรคได้ แล้วในที่สุดก็อาจตายจากสารธรรมชาติก็ได้ สำหรับในกรณีของเด็ก กระบวนการทำงานของตับไตไม่เหมือนกับผู้ใหญ่ การที่เด็กรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารร่วมกับยา ก็อาจเกิดอันตรายมากกว่าผู้ใหญ่ 

ปัจจุบัน คนบ้านเราสนใจและบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากขึ้น และพบว่าผลิตภัณฑ์บางชนิดผิดกฎหมาย แต่ของผิดกฎหมายกลับถูกโหมโฆษณาบนสื่อฯ ออนไลน์ และสื่อฯ หลักบางชนิดอย่างบ้าระห่ำ เพราะฉะนั้น ผู้บริโภคต้องมีความรู้ก่อนกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และต้องเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เท่านั้น โดยสามารถค้นหาคำว่า “ตรวจสอบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร” เพื่อเข้าสู่เว็บไซต์ตรวจเลขผลิตภัณฑ์ของ อย. เพื่อตรวจสอบชื่อและเลขผลิตภัณฑ์ สถานที่ผลิต ผู้รับอนุญาตว่าถูกต้องตรงตามฉลากหรือไม่ และสถานะของผลิตภัณฑ์ว่ายังคงอยู่หรือไม่ ถ้าข้อมูลไม่ตรงหรือค้นไม่พบ แสดงว่าเป็นผลิตภัณฑ์ปลอม หรือผิดกฎหมาย 

ขอย้ำด้วยว่า เวลาผู้ป่วยไปพบแพทย์ สิ่งที่ต้องทำคือต้องมีรายการยาที่รับประทานประจำ รวมถึงสมุนไพร และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ ไปแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ เพื่อให้มั่นใจว่ายาที่จะสั่งจ่ายให้ ไม่ไปตีกับยาเดิม หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่รับประทานอยู่ จนทำให้เกิดอันตรายหรือรักษาไม่ได้ผล  

ขอฝากทิ้งท้ายว่า การกินอาหารให้ร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์มีภูมิต้านทานต่อโรค ต้องกินอาหารที่มีความหลากหลาย ไม่ซ้ำซาก ต้องครบห้าหมู่ในสัดส่วนที่ถูกต้องเหมาะสมตามช่วงอายุ แล้วถ้าจะกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ก็ต้องเข้าใจว่า เป็นแค่ตัวช่วยส่งเสริมสุขภาพเท่านั้น อย่าหวังผลในการป้องกันหรือรักษาโรค

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ และ รศ.ภญ.ดร.สุญาณี พงษ์ธนานิกร 

ภาควิชาอาหารและเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ปณิธานสุขภาพดี เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ เพื่อความสุขในวันหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/625984

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ปณิธานสุขภาพดี เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ เพื่อความสุขในวันหน้า

วันจันทร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2565  ครับคุณผู้อ่านหนังสือพิมพ์

แนวหน้าทุกท่าน ปีใหม่ผมขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมตั้งปณิธานด้วยการดูแลสุขภาพตนเอง เพื่อให้มีความสุขในการดำรงชีวิตตลอดปีนี้ และปีต่อๆ ไป เมื่อตั้งปณิธานแล้ว ขอให้ลงมือปฏิบัติด้วยนะครับ 

อันดับแรก สำหรับท่านที่มีโรคประจำตัว แล้วไม่ได้ไปพบแพทย์มาเป็นเวลาช้านาน ไม่ว่าจะด้วยเหตุปัจจัยใดๆ ก็ตาม เช่น วิตกเรื่องโควิด-19 หรือคิดว่าไม่จำเป็นต้องไปพบแพทย์ เนื่องจากไม่มีการแสดงอาการของโรค หรือบางคนคิดว่าไปหาหมอทีไร ก็ได้แต่ยาเดิมๆ มาทุกครั้ง ขออนุญาตเตือนสติว่า ท่านต้องไม่ลืมว่าวันแรกที่เจ็บป่วยด้วยโรคประจำตัวต่างๆ อาทิ เบาหวาน ไทรอยด์ ความดันสูง ไขมันสูง ท่านต้องกลับไปพบแพทย์อีกครั้ง เพื่อตรวจสุขภาพ และตรวจภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น จะได้ปรับยาให้ตรงกับสภาวะของโรคในปัจจุบัน  

หรืออีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องรับประทานยาเป็นประจำ แต่ก็รับประทานบ้าง ไม่รับประทานบ้าง ซึ่งทำให้การควบคุมโรคเป็นไปได้ไม่ดี ปีใหม่นี้ ท่านต้องตั้งใจเพิ่มวินัยในการรับประทานยา เพื่อชะลอการดำเนินไปของโรค หรือบางคนที่ไม่ชอบการรับประทานยา ห่วงว่ากินยาแล้วตับไตจะไม่ดี แต่ปรากฏว่าโรคหลายโรค เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวานในกรณีที่รับประทานยาไม่สม่ำเสมอ ก็จะควบคุมอาการของโรคไม่ได้ การดำเนินไปของโรคที่แย่ลง จะทำให้ไตของท่านพังได้เร็วกว่า และเมื่อท่านเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์เมื่อใช้ยาจนทำให้ต้องหยุดยาเอง และไม่อยากรับประทานยา ขอให้ท่านทำความเข้าใจเสียใหม่เกี่ยวกับยาที่ท่านรับประทาน โดยถามคำถามหรือข้อกังวลต่างๆ กับแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อจะได้เข้าใจ หรือหาทางแก้ไข เช่น ยาลดความดันโลหิตสูงบางประเภท อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงคืออาการไอเรื้อรังแบบไม่ทราบสาเหตุ หรือยาในกลุ่ม statins บางชนิดที่ใช้ลดระดับคอเลสเตอรอลเช่น ยา simvastatin อาจทำให้ผู้ป่วยบางคนเกิดผลข้างเคียง คือปวดขาโดยไม่ทราบสาเหตุ ถ้าท่านสงสัย ให้ปรึกษาแพทย์และเภสัชกร รับรองว่าแพทย์ผู้รักษาจะปรับเปลี่ยนยาที่เหมาะสมกับท่านได้อย่างแน่นอน 

นอกจากนี้โรคหลายโรค นอกจากการรับประทานยาแล้ว ยังต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ป่วย เพื่อให้การรักษามีประสิทธิผลดีขึ้น เช่น การควบคุมอาหาร การลดหรือรับประทานอาหารบางประเภทให้พอเหมาะ เช่น ผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องลดอาหารหวาน แต่ท่านต้องเข้าใจว่า คำว่าหวาน ไม่ได้หมายถึงแค่น้ำตาล เพราะอาหารที่มีแป้งต่าง ๆ สามารถเปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้ เช่น ข้าว ก๋วยเตี๋ยว เผือก มันหรือขนมที่ทำจากแป้งต่างๆ เช่น แพนเค้ก ขนมปัง เหล่านี้มีผลต่อระดับน้ำตาลทั้งสิ้น ถ้าจะเลือกรับประทานแป้งก็ควรรับประทานแป้งที่มีกากใยสูง หรือรับประทานแป้งที่เหมาะสมกับผู้ป่วยเบาหวาน เช่น ข้าวที่ไม่ขัดสี ข้าวกล้อง ข้าวที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ ส่วนการรับประทานผลไม้ในผู้ป่วยเบาหวาน ไม่ควรรับประทานผลที่มีน้ำตาลสูงในปริมาณมาก เช่น องุ่น มะม่วง ทุเรียน เงาะ ควรเปลี่ยนเป็นรับประทานผลไม้ที่มีกากใยสูง และน้ำตาลน้อย เช่น มะละกอ แอปเปิ้ล แก้วมังกร เป็นต้น และถ้าต้องเลือกระหว่างน้ำผลไม้ กับผลไม้สด ก็แนะนำให้รับประทานผลไม้สดทั้งผลมากกว่า ส่วนผู้ป่วยที่จำกัดอาหารรสเค็ม เช่น ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เวลาเราพูดถึงอาหารเค็ม หลายท่านก็จะนึกถึงแต่ของที่มีรสเค็ม แต่ที่เรากังวลคือเรื่องของปริมาณโซเดียม ในรูปของเกลือ (โซเดียมคลอไรด์) และน้ำปลา แต่ต้องเข้าใจว่าถึงแม้บางครั้งเราเวลาเรารับประทานอาหารโดยไม่รู้สึกว่าอาหารเค็ม แต่กลับมีปริมาณโซเดียมสูง เช่น น้ำซุปที่ถูกปรุงรส หรือเนื้อสัตว์ตากแห้ง เช่น ปลาแห้ง เนื้อแห้งที่มีเกลือสูงมาก 

และที่ต้องระวังอีกอย่างก็คือผงชูรส (โมโนโซเดียมกลูตาเมท) ถึงแม้จะไม่ให้รสเค็มจัด แต่มีปริมาณโซเดียมอยู่ค่อนข้างมาก สำหรับคนที่จำเป็นต้องเคร่งในการจำกัดโซเดียม อาหารอีกชนิดที่ต้องนึกถึงคือเบเกอร์รีต่างๆ เค้ก ขนมปัง ปาท่องโก๋ เหล่านี้จะใส่ผงฟูเข้าซึ่งส่วนประกอบของโซเดียมไบคาร์บอเนตอยู่  

เรื่องอาหารการกินกับความอร่อยเป็นเรื่องใหญ่ของหลายๆ ท่าน แต่ปีใหม่ก็ขอให้ทุกท่านเพิ่มความตั้งใจในการดูแลสุขภาพตนเองให้มากขึ้น ดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีกว่าเดิม เพื่อการมีสุขภาวะที่ดี จะได้มีความสุขกับการดำรงชีวิตในปีต่อๆ ไป 

นอกจากการกิน การอยู่ การนอนแล้ว ยังต้องออกกำลังกายให้พอเหมาะ และทำจิตใจให้เบิกบานทุกวัน การออกกำลังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย และช่วยควบคุมโรคต่างๆ ได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวานโรคไขมัน หรือโรคความดันสูง ภาวะเครียดเป็นปัจจัยของหลายโรคหลายอย่าง ตั้งแต่โรคหวัดจนกระทั่งถึงมะเร็ง  

ฉะนั้น ปีใหม่นี้ ขอให้ท่านเริ่มลองทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นสิ่งดีกับสุขภาพกายและใจของท่าน ตั้งใจแล้วลงมือทำทันทีนะครับ สวัสดีปีใหม่ 2565 ครับ

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ 

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : Paxlovid ความหวังใหม่ที่มาฆ่าเชื้อโควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/624737

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : Paxlovid ความหวังใหม่ที่มาฆ่าเชื้อโควิด-19

วันจันทร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มีความหวังที่เราจะสามารถเอาชนะเชื้อโควิด-19 ได้อีกครั้งหนึ่ง หลังจากปรากฏข่าวว่า เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2564 สหรัฐอเมริกาอนุมัติใช้ยา Paxlovid แบบฉุกเฉินเป็นประเทศแรก นี่คือก้าวใหญ่ที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงการรักษาผู้ติดเชื้อ COVID-19 ยาตัวนี้เป็นเม็ด ประกอบด้วยยา 2 ชนิด คือยา nirmatrelvir และยา ritronavir เป็นยาที่บริษัทไฟเซอร์ออกแบบสำหรับรักษาโรคติดเชื้อโควิด-19 โดยเฉพาะ  

ยาตัวแรกคือ nirmatrelvir ช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ชื่อ protease ซึ่งเป็นเอนไซม์สำคัญของเชื้อโควิด-19 ถ้าเอนไซม์นี้ถูกยับยั้ง เชื้อไวรัสก็ไม่สามารถแบ่งตัวได้ ส่วนยาอีกตัวหนึ่งคือ ritronavir เป็นตัวบูสที่ทำให้ยา nirmatrelvir มีระดับยาที่สูงและทำงานได้ดีขึ้น  

ยา Paxlovid นี้ ในหนึ่งการรับประทานจะประกอบด้วยยา 3 เม็ด คือ nirmatrelvir 2 เม็ด และ ritronavir 1 เม็ด รับประทานพร้อมกัน ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ เช้าและเย็น ติดต่อกัน 5 วัน ยานี้ได้ผลต่อเมื่อได้รับยาเร็วไม่เกิน 5 วันหลังจากมีอาการ และพบว่าผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงที่จะป่วยหนัก เช่น มีโรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคภูมิคุ้มกันต่ำเป็นต้น หากได้รับยานี้ภายใน 5 วัน จะทำให้ลดการเจ็บป่วยหนักหรือตายได้ถึง 88% แต่หากได้รับยาช้ากว่านี้ยาอาจจะมีประสิทธิภาพที่ไม่ดีมากเท่าที่ควร  

สำหรับการต้านเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ “โอมิครอน” ที่เป็นสายพันธุ์ที่กำลังแพร่ระบาดในหลายประเทศในขณะนี้ รวมถึงประเทศไทยที่เริ่มพบผู้ติดเชื้อมากขึ้น จากผลการวิจัยในหลอดทดลองพบว่า Paxlovid สามารถยับยั้งเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนได้ 

จากข้อมูลเบื้องต้นไม่พบผลข้างเคียงที่น่ากังวลมากนัก แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือปัญหาเรื่องการเกิดปฏิกิริยากับยาตัวอื่น หรือที่เราเรียกว่ายาตีกัน หากผู้ป่วยมีความเจ็บป่วยของโรคอื่นที่ต้องรับประทานยาชนิดอื่น เช่น คนที่รับประทานยาแก้ปวดบางชนิด ยาไมเกรนบางชนิด ยาลดคลอเรสเตอรอลบางชนิด หรือยารักษาโรคหัวใจบางชนิด เป็นต้น ก็อาจจะมีโอกาสเกิดอันตรายจากยาตีกัน หรือประสิทธิภาพการรักษาลดลง ซึ่งก็อาจเป็นข้อจำกัดในการใช้ยานี้กับผู้ป่วยบางรายได้ 

หนึ่งวันถัดมาหลังจาก Paxlovid ได้รับอนุมัติ สหรัฐอเมริกาก็อนุมัติการใช้ยาโมลนูพิราเวียร์แบบฉุกเฉินเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อมูลทางคลินิก พบกว่าประสิทธิภาพ และข้อจำกัดในการใช้ยายังเป็นรอง Paxlovid แต่สหรัฐอเมริกาก็เปิดทางเลือกนี้ไว้สำหรับผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงยา Paxlovid หรือยาชนิดอื่นได้ หรือไม่สามารถใช้ยาอื่นได้ด้วยข้อจำกัดของตัวผู้ป่วยเอง นอกจากนี้ บริษัท Shionogi ของประเทศญี่ปุ่น ได้วิจัยยา s-217622 ที่มีการออกฤทธิ์ลักษณะเดียวกันกับ Paxlovid ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นการวิจัยทางคลินิกระยะที่ 2 โดยยังต้องติดตามผลต่อไป 

จะเห็นว่ายารักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 มีหลากหลาย แต่ประสิทธิภาพและข้อจำกัดในการใช้ก็ต่างกัน เช่นเดียวกับ
กรณีของวัคซีน ในขณะที่ยังมีการแพร่เชื้ออยู่ ยารักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ก็ยังคงเป็นที่ต้องการเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่ยังมีการแพร่ระบาดสูงอยู่ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก็ต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลา และต้องหาข้อมูลเพื่อคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประชาชน โดยต้องพิจารณาความเสี่ยง และตัวเลือกที่หลากหลายก่อนตัดสินใจซื้อหายามาใช้ และต้องประเมินสถานการณ์ รวมถึงคำนวณปริมาณที่เหมาะสมต่อประชากร หากตัดสินใจล่าช้า ก็จะแก้ปัญหาไม่ทันการณ์ 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความสำคัญของการเร่งฉีดวัคซีนก็ยังเป็นเรื่องสำคัญ รวมถึงการฉีดเข็มบูสเตอร์ด้วย ซึ่งปัจจุบันในเกือบทุกภาคส่วนมีการรณรงค์การฉีดเข็มกระตุ้น เนื่องจากเมื่อระยะเวลาผ่านไป ภูมิคุ้มกันของเราเริ่มลดลง ทั้งนี้ เพื่อป้องกันเชื้อสายพันธุ์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์โอมิครอน หรือสายพันธุ์อื่นๆ ที่จะตามมาเข็มกระตุ้นจึงสำคัญมาก รวมไปถึงการรักษามาตรการต่างๆ เช่น การรักษาระยะห่างทางกายภาพ การใช้หน้ากากอนามัย การล้างมือเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ที่มีคุณภาพ และอยู่ในสถานที่ที่อากาศถ่ายเทได้ดี เป็นต้น  

เมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องรวมตัวกันมากๆ แนะนำให้ตรวจ Antigen test kit (ATK) ก่อน เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดคลัสเตอร์  

หวังว่าปีใหม่นี้ พวกเราคงไม่เป็นส่วนหนึ่งของการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 และขอให้ทุกคนเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ให้มีความสุข แต่อย่าลืมระมัดระวังตัวเอง พร้อมกับมีสติตลอดเวลา สุขสันต์วันขึ้นปีใหม่ 2565 

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ   

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาแก้แพ้ ยาที่คุณอาจแพ้ (ก็ได้)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/623179

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาแก้แพ้ ยาที่คุณอาจแพ้ (ก็ได้)

วันจันทร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หน้าหนาวมาแล้ว หลายคนอาจดีใจ เพราะจะได้สวมเสื้อกันหนาวสวยๆ กับเขาสักที แต่อย่าลืมว่าหน้าหนาวในบ้านเรา โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และหลายจังหวัดในภาคเหนือมักจะมาพร้อมกับฝุ่นละออง โดยเฉพาะPM2.5 ดังนั้นหน้าหนาวจึงอาจจะทำให้คนหลายคนมีอาการโรคภูมิแพ้กำเริบได้ เพราะทั้งความเย็นของอากาศผสมกับฝุ่นขนาดเล็กจิ๋ว ทำให้เกิดอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม เป็นต้น 

อาการเหล่านี้เกิดจากร่างกายหลั่งสารฮิสตามีน (histamine) มากเกินไป แต่ทั้งนี้คนแต่ละคนก็จะมีปัจจัยกระตุ้นอาการแพ้ไม่เหมือนกัน บางคนแพ้อากาศ บางคนแพ้ฝุ่น บางคนแพ้อาหารบางชนิด คนที่มีอาการแพ้บ่อยๆ ควรสังเกตว่าตนเองถูกกระตุ้นจากปัจจัยอะไร เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงปัจจัยนั้นให้ได้ 

เมื่อมีอาการแพ้ ก็ต้องกินยาแก้แพ้ (anti-histamine) ที่จริงยาแก้แพ้ดูเหมือนเป็นยาที่เราทุกคนรู้จักดีและมีโอกาสได้ใช้บ่อยๆ รองจากยาลดไข้แก้ปวด เพราะทุกคนคงจะเคยแพ้อะไรสักอย่างมาก่อน ยาแก้แพ้ที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย ได้แก่ คลอเฟนิรามีน (chlorpheniramine) หรือบางคนเรียกชื่อย่อว่ายา CPM เป็นเม็ดกลมสีเหลืองขนาดเล็ก วิธีใช้ยาคือ กินครั้งละ 1 เม็ด ทุก 6 ชั่วโมง เมื่อมีอาการแพ้ ยานี้ถูกใช้มายาวนานหลายสิบปี เพราะมีประสิทธิภาพช่วยบรรเทาอาการแพ้ที่เกิดขึ้นได้ดีลดอาการน้ำมูกไหล จาม ผื่นคันที่เกิดขึ้นจากการแพ้ต่างๆ  

แต่อาการข้างเคียงที่สำคัญหลังกินยานี้คือ ง่วงนอนมาก บางคนถึงกับหลับหลังกินยา จนบางคนประยุกต์เอายาแก้แพ้มากินเพื่อให้หลับ (ซึ่งเภสัชกรไม่แนะนำเด็ดขาด) นอกจากง่วงแล้ว ยา CPM ยังทำให้เกิดอาการปากแห้ง คอแห้ง ตาพร่าได้ด้วย จึงมีคำเตือนว่า หลังกินยานี้ไม่ควรขับขี่ยานพาหนะ ควบคุมเครื่องจักร หรือทำงานในที่สูง เพราะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ 

ยา CPM เป็นยาแก้แพ้รุ่นเก่าดั่งเดิม ซึ่งผลข้างเคียงจากยาโดยเฉพาะอย่างยิ่งความง่วงส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ในรายที่ภูมิแพ้กำเริบรุนแรงและต่อเนื่องจึงต้องกินยาตลอด ผู้ใช้ยาอาจไม่สามารถเรียนหรือทำงานได้ตามปกติ นักวิจัยจึงพยายามค้นคิดยาแก้แพ้รุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น ผลข้างเคียงเรื่องง่วงซึมน้อยลง จนแทบไม่ง่วง และออกฤทธิ์ได้นานขึ้น ทำให้ความถี่ของการกินยาลดลงจากวันละหลายครั้ง เป็นวันละครั้ง หรืออย่างมากไม่เกิน 2 ครั้ง เพิ่มความสะดวกสบายให้ผู้ป่วย ตัวอย่างยาแก้แพ้รุ่นใหม่ที่นิยมใช้คือ ลอราทาดีน (loratadine) เซทิริซีน (cetirizine) ส่วนราคายาแก้แพ้รุ่นแรกมีราคาถูกมาก กระปุกบรรจุ 100 เม็ดอาจมีราคาเพียง 25-30 บาทเท่านั้น แต่ยาแก้แพ้รุ่นใหม่มีราคาแพงขึ้น  

ยาแก้แพ้ทั้งสองชนิดข้างต้นมีหลากหลายยี่ห้อและราคาต่างกัน ตั้งแต่เม็ดละประมาณ 1-2 บาท จนถึงเกือบ 20 บาท ผู้ใช้ยาเลือกใช้ได้ตามเศรษฐานะของตน 

แต่อย่าลืมว่า แม้ยาแก้แพ้ดูเหมือนจะเป็นยาที่ค่อนข้างปลอดภัย แต่ขึ้นชื่อว่ายาแล้ว ย่อมต้องมีแง่มุมให้ต้องระมัดระวังเสมอ ไม่ใช่ทุกคนจะใช้ยาแก้แพ้ได้ทุกตัว ผู้สูงอายุไม่ควรใช้ยาแก้แพ้กลุ่มเก่า เนื่องจากอาจเพิ่มปัญหาเกี่ยวกับต้อหินและต่อม
ลูกหมาก เพราะยามีผลเพิ่มความดันในลูกตาและทำให้ปัสสาวะคั่งได้ อีกทั้งอาการง่วงซึมที่เกิดขึ้นอาจเพิ่มความเสี่ยงในการพลัดตกหกล้ม ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต  

ส่วนผู้ใช้ยาที่แม้ว่าจะยังไม่สูงวัย แต่มีโรคประจำตัวหรือมีการใช้ยาที่มีฤทธิ์กดประสาท เช่น ยาคลายเครียด ยาต้านซึมเศร้า ก็ต้องระวังการใช้ยาแก้แพ้ร่วมกับยารักษาโรคประจำตัวด้วย  

นอกจากนั้นยาแก้แพ้กลุ่มใหม่ก็ต้องปรับขนาดยาในรายที่มีอาการไตบกพร่องรุนแรง ขอย้ำว่าผู้มีภูมิแพ้ที่ต้องใช้ยา โปรดปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนใช้ยาโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีปัญหาสุขภาพซึ่งต้องใช้ยาอื่นๆ ในชีวิตประจำวัน ยิ่งต้องระวังการใช้ยาแก้แพ้ ดังนั้นจึงไม่ควรซื้อยาแก้แพ้มากินเองเป็นอันขาด

ผศ.ภญ.ดร.ณัฎฐดา อารีเปี่ยม  

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เที่ยวปีใหม่ให้ปลอดภัย ไกลโควิด-19 ด้วยการดูแลตัวเองจริงจัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/621655

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เที่ยวปีใหม่ให้ปลอดภัย ไกลโควิด-19 ด้วยการดูแลตัวเองจริงจัง

วันจันทร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ช่วงใกล้สิ้นปี เป็นช่วงแห่งการเฉลิมฉลองของผู้คนหลายคนตั้งใจท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ และเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ด้วยใจเบิกบาน หลังจากยอมทนเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่ในบ้านมานานนับปี เพราะไม่ต้องการนำตัวไปเสี่ยงกับเชื้อโควิด-19 ที่แพร่กระจายในที่ต่างๆ หลายคนฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบสองเข็มแล้ว บางคนก็ฉีดสามเข็มแล้ว หลายคนจึงมั่นใจว่าตนเองน่าจะมีภูมิคุ้มกันโรคได้ระดับหนึ่งดังนั้นจึงตั้งใจหาที่ท่องเที่ยวเฉลิมฉลองรับเทศกาลปีใหม่กันอย่างครื้นเครง 

เดือนธันวาคมจึงเป็นช่วงแห่งความผ่อนคลายของมนุษยชาติเพราะมีหลายองค์ประกอบ เช่น มีวันหยุดยาวต่อเนื่องหลายวันมีเทศกาลคริสต์มาส แล้วต่อเนื่องด้วยเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ และที่สำคัญคือช่วงนี้วิกฤตโควิด-19 ในบ้านเราลดน้อยลงมาก เพราะฉะนั้นจึงพบเห็นการรวมตัวท่องเที่ยว และจัดกิจกรรมรื่นเริงตามที่ต่างๆ มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ขออนุญาตเตือนด้วยความเป็นห่วงว่า อย่าการ์ดตกเป็นอันขาด เพราะสังคมของเรายังมีความเสี่ยงกับเชื้อโควิด-19 แต่ที่พูดเช่นนี้มิได้หมายความว่าห้ามไปไหนมาไหน และห้ามจัดงานเริงรื่น เพียงแค่ต้องการเตือนสติว่าอย่าการ์ดตกเท่านั้น เพื่อจะได้ไม่ต้องนำไปสู่การ lock down รอบใหม่ เพราะหากต้อง lock down รอบใหม่แล้ว ปัญหานานาชนิดจะตามมาอีกมากมาย 

ดังนั้นก่อนคุณจะไปท่องเที่ยว ไปสังสรรค์สรวลเสเฮฮาปาร์ตี้ คุณถามตัวเองด้วยว่า ได้รับวัคซีนครบสองเข็มแล้วหรือยังถ้ายังก็ต้องเร่งฉีดให้ครบโดยด่วน ปัจจุบันการหาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในบ้านเราหาได้ง่ายดายกว่าครึ่งปีที่ผ่านมามาก ประเด็นต่อมาคือต้องประเมินความเสี่ยงของตัวเองในแต่ละช่วงเวลาให้ดี เพราะหลายคนอยู่ในสภาวะเสี่ยงต่างกัน เช่น คนที่อยู่บ้านเป็นประจำ ก็น่าจะเสี่ยงน้อยกว่าคนที่ต้องออกไปพบปะผู้คนมากมายนอกบ้าน คนที่อยู่ในบริเวณอากาศถ่ายเทสะดวก ก็น่าจะเสี่ยงน้อยกว่าคนที่อยู่ในห้องแอร์ตลอดเวลา บางคนรับประทานอาหารคนเดียว ก็น่าจะเสี่ยงน้อยกว่าการรับประทานอาหารกับคนหมู่มาก ยิ่งกินไปคุยไปนานๆก็ยิ่งเสี่ยงมาก เพราะต้องถอดหน้ากากอนามัยเป็นเวลานานหลายคนเลือกจัดกิจกรรมในพื้นที่เปิดโล่งหรือกลางแจ้งมากกว่าจัดในห้องแอร์ หลายที่มีการจัดเตรียมชุด ATK ไว้สำหรับตรวจเชื้อเบื้องต้นสำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งก็น่าจะช่วยลดความเสี่ยงได้อีกระดับหนึ่ง แต่หลายคนอาจมองว่าเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม จึงมองข้ามเรื่องสำคัญนี้ไปซึ่งต้องบอกว่าอย่าเสียดายกับการรักษาความปลอดภัยของสุขภาพของเราทุกคน  

การตรวจร่างกายด้วย ATK ก่อนเข้าไปร่วมกิจกรรมสังคมทุกชนิด นับเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมประการหนึ่งที่เราทุกคนควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง แต่เราต้องมั่นใจว่า ATK ที่เราใช้ได้มาตรฐานสากล ผ่านการอนุญาตจากกองควบคุมเครื่องมือแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยเราสามารถตรวจสอบได้จากเว็บไซต์ โดยพิมพ์ค้นหาคำว่า “กองควบคุมเครื่องมือแพทย์ antigen test kit”และดูชนิดและยี่ห้อที่ได้มาตรฐานได้จากเว็บไซต์ของ อย. และต้องดูวิธีการใช้ให้ดีก่อนใช้ ATK เพราะแต่ละยี่ห้อมีความแตกต่างกันบ้าง ขอย้ำว่าการใช้ ATK ที่ไม่ได้มาตรฐานก็คือการไม่สามารถตรวจหาเชื้อได้ แต่ที่สำคัญคือหากใช้ของได้มาตรฐาน แต่ใช้ผิดวิธีก็ไม่สามารถตรวจหาเชื้อได้เช่นกัน ดังนั้นจึงต้องส่งเสริมให้ประชาชนส่วนใหญ่เข้าถึง ATK ได้ในราคาเหมาะสม เพื่อช่วยคัดกรองและลดความเสี่ยงของการแพร่ระบาดเชื้อ 

สำหรับกลุ่มผู้ทำอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง เช่น บุคลากร ด้านสาธารณสุข ผู้ให้บริการด้านต่างๆ อาทิ พ่อค้า แม่ค้า ครู อาจารย์ คนขับรถโดยสารที่ต้องพบปะคนจำนวนมาก คนกลุ่มนี้เสี่ยงกับการใกล้ชิดและสัมผัสผู้ติดเชื้อโควิด-19 ดังนั้นคนกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ต้องประเมินความเสี่ยงของตัวเองตลอดเวลา จึงจำเป็นต้องตรวจหาเชื้อด้วย ATK เป็นระยะๆ ในกรณีนี้ภาครัฐต้องให้การสนับสนุนทางใดทางหนึ่งกับคนกลุ่มนี้เพื่อให้เข้าถึง ATK ที่ได้มาตรฐาน 

มีอีกสิ่งที่อยากจะขอเตือนก็คือ บางธุรกิจมีการกำหนดให้ผู้ให้บริการสวมถุงมือระหว่างการให้บริการลูกค้า แต่ก็เห็นเป็นประจำว่าผู้ให้บริการสวมถุงมือจริง แต่ไม่เปลี่ยนถุงมือหลังจากทำความสะอาดโต๊ะ เก้าอี้ แล้วก็ใช้ถุงมือคู่เดิมเสิร์ฟอาหาร หรือให้บริการอื่นๆ กับลูกค้า ซึ่งต้องขอเตือนว่านี่คือการกระทำที่ไม่น่าจะถูกสุขลักษณะ เพราะเชื้อโรคจะอยู่ที่ถุงมือ ดังนั้นจึงต้องเปลี่ยนถุงมือทุกครั้งเมื่อทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ต้องให้บริการลูกค้า 

หวังว่าทุกคนคงเตรียมตัวให้พร้อมก่อนไปสังสรรค์ช่วงปีใหม่นี้ ขอให้เน้นความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่ง เพื่อที่ประเทศจะได้ไม่หยุดชะงักเพราะการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ และอย่าลืมว่าเชื้อนี้สามารถกลายพันธุ์ได้เสมอ ดังนั้นต้องรักษาการ์ดให้สูงตลอดเวลา เพื่อความปลอดภัยของเราทุกคน

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ  

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : Omicron น่ากลัวมากไหม เราจะเอาชนะมันได้อย่างไร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/620284

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : Omicron น่ากลัวมากไหม เราจะเอาชนะมันได้อย่างไร

วันจันทร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ข่าวการแพร่ระบาดโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่เกิดการกลายพันธุ์ โดยได้ชื่อว่า Omicron ข่าวนี้เริ่มมาตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนปีนี้ ส่งผลให้คนจำนวนไม่น้อยตื่นตระหนก เพราะกลัวมันทำอันตรายร้ายแรงกับมนุษย์มากกว่าสายพันธุ์เดิมๆ เช่น อัลฟา เบตา แกมมา เดลตา  

เมื่อว่าถึงเรื่องการกลายพันธุ์ของไวรัส ในเบื้องต้นเรายังไม่สามารถระบุได้ทันทีว่า สายพันธุ์ใหม่จะมีความรุนแรงมากกว่าเดิมหรือไม่และอย่างไร จะทำให้คนเสียชีวิตมากขึ้นหรือไม่ แม้บางสายพันธุ์อาจแพร่ระบาดได้เร็วมาก เพราะการตอบคำถามเหล่านี้ได้ชัดเจนต้องรอผลการทดลองที่แม่นยำจากห้องปฏิบัติการ และต้องประมวลข้อมูลทั้งหมดจากสถานการณ์จริงในระยะเวลาที่เหมาะสม ถึงจะสรุปได้ชัดเจน เพราะฉะนั้นจึงไม่มีประโยชน์กับการตีตนไปก่อนไข้ แต่ก็ไม่ได้บอกว่าให้ลดการ์ดลงมา 

ในขณะที่เราทุกคนยังไม่มีข้อมูลมากพอที่จะสรุปชัดๆ ถึงภัยอันตรายของโอไมครอน แม้เบื้องต้นสันนิษฐานว่ามันสามารถแบ่งตัวและแพร่ระบาดได้ง่ายและเร็วกว่าสายพันธุ์ Delta แต่ก็ดูเสมือนว่าผู้ป่วยไม่มีอาการรุนแรง หรือบางคนไม่มีอาการ และยังไม่มีผู้ป่วยเสียชีวิตจากสายพันธุ์ Omicron  ดังนั้น จึงอาจทำให้คาดคะเนได้ว่า Omicron ไม่น่าจะรุนแรงมากแต่อย่างไรก็ตาม เราต้องไม่ประมาท และต้องรอข้อมูลเพิ่มเติมต่อไป  

หลายคนคงกังวลว่าวัคซีนที่เรามีอยู่นั้น มีประสิทธิภาพเพียงพอกับการป้องกันไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ Omicron ได้หรือไม่ ก็ต้องบอกว่า ในวันนี้ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัด ทั้งนี้ผู้ผลิตวัคซีนแต่ละรายต่างก็เร่งศึกษาข้อมูลส่วนนี้ โดยเกือบทุกรายยืนยันว่าหากประสิทธิภาพลดลงมาก หรือไม่สามารถต่อสู้กับ Omicron ได้แล้ว ผู้ผลิตก็เตรียมพัฒนาวัคซีนสูตรใหม่ให้มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะป้องกัน Omicron ได้ คาดว่าวัคซีนชนิด mRNA น่าจะใช้เวลาในการพัฒนาไม่นานนัก 

แต่อย่างไรก็ตาม ก็ไม่แปลกใจเลย ถ้าความสามารถของวัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบันจะลดลงเมื่อเทียบกับการป้องกันสายพันธุ์ดั้งเดิม ถามว่าเราจะต้องรอวัคซีนสูตรใหม่หรือไม่ ตอบได้ทันทีว่าไม่ เพราะถ้าเราสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายได้สูงพอ ก็มั่นใจว่าเราจะปลอดภัย และลดโอกาสเสียชีวิตเพราะโรคนี้ได้ 

เมื่อพูดถึงยารักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในปัจจุบันสามารถแบ่งได้สองกลุ่มหลัก เช่น การใช้ยาต้านไวรัสเช่น Favipiravir Remdesivir Monopiravir และPaxlovid และยาชนิดแอนติบอดี้ เช่น Sotrovimab และ Casirivimab/Imdevimab สำหรับยาในกลุ่มแรกหรือยาต้านไวรัส ถ้าการกลายพันธุ์ไม่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายของยา ยาก็ยังมีประสิทธิภาพเหมือนเดิม ซึ่งข้อมูลในปัจจุบันยังไม่มีรายงานเกี่ยวกับการกลายพันธุ์ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของยากลุ่มต้านไวรัส แต่ในส่วนของยาชนิดแอนติบอดี้ อาจมีโอกาสที่ประสิทธิภาพของยาด้อยลง แต่ก็ต้องรอข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้ผลิตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนจะสรุปได้ 

มีคำถามว่า เราจะป้องกันตัวจากสายพันธุ์ Omicron อย่างไร ตอบว่า อันดับแรกต้องเร่งฉีดวัคซีนให้ครบทุกคน ใครที่ยังไม่ได้รับวัคซีน ก็ต้องรีบหาวัคซีนโดยเร็วและต้องฉีดให้ครบโดยไม่รีรอ เพราะหลังจากได้เข็มบูสเตอร์แล้ว จะทำให้ระดับภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นสูง ทำให้ปลอดภัยมากขึ้น แต่ย้ำว่าแม้ทุกคนจะได้วัคซีนไปแล้ว ก็ต้องเข้าใจว่าคุณอาจมีโอกาสติดเชื้อสายพันธุ์ใหม่ได้ แต่อาจจะไม่มีอาการ อาการไม่รุนแรง หรือเจ็บป่วยแต่ไม่หนักหนา และไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต  

กลุ่มที่น่าเป็นห่วงสำหรับสายพันธุ์ Omicron คือคนไม่ได้รับวัคซีน รวมถึงเด็กที่อายุไม่ถึงเกณฑ์ฉีด และผู้มีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคเรื้อรัง ภูมิคุ้มกันต่ำ รวมทั้งผู้สูงอายุที่ไม่แข็งแรง กลุ่มเหล่านี้อาจเป็นเหยื่อโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ได้ หากในครอบครัวเรามีคนกลุ่มนี้อยู่ ผู้ที่มีกิจกรรมนอกบ้านต้องระมัดระวังให้มาก เพราะเราอาจจะนำเชื้อโรคไปสู่พวกเขาได้  

นอกจากวัคซีนแล้ว พฤติกรรมป้องกันเชื้อโควิด-19 มีความจำเป็นเหมือนเดิม คือต้องรักษาระยะห่างทางกายภาพ ลดการเดินทางไปในที่ชุมชนหนาแน่นเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในพื้นที่อากาศไม่ถ่ายเท ต้องสวมหน้ากากอนามัยที่ได้มาตรฐาน หมั่นล้างมือให้สะอาดและหากเป็นไปได้ก็ขอให้ยัง Work from Home ต่อไปอีกระยะหนึ่ง  

อยากจะบอกว่า เราไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกกับ Omicron มากจนเกินไป โดยเฉพาะผู้ได้รับวัคซีนครบแล้ว แต่เราทุกคนต้องรักษาการ์ดให้ดี เพราะเชื้อไวรัสชนิดนี้คงไม่หยุดที่ Omicron แต่เราทุกคนต้องอยู่กับเชื้อโควิด-19 ให้ได้ โดยที่เราต้องไม่ป่วย เราต้องอยู่กับมันให้ได้ด้วยความปลอดภัยสูงสุดของเราทุกคน

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ  

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : วิธีป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ในโรงเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/618768

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : วิธีป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ในโรงเรียน

วันจันทร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หลังจากเปิดโรงเรียนเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน และถึงแม้จะมีคำยืนยันว่าเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป ได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบโดสแล้ว แต่ก็ยังมีข่าวการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ปรากฏในโรงเรียนต่างๆ เป็นระยะๆ ประกอบกับในระยะนี้มีข่าวว่าหลายประเทศในยุโรปต้อง lock down อีก เพราะพบการแพร่ระบาดของโควิด-19 มากขึ้น 

โดยเฉพาะข่าวการติดโควิด-19 ในโรงเรียนคงทำให้ผู้ปกครองเด็กนักเรียนไม่สบายใจ เพราะเกรงว่าลูกหลานจะติดเชื้อโรคนี้ หลายคนกังวลว่าหากเชื้อแพร่ระบาดมากๆ อาจจะต้องปิดโรงเรียน แล้วเด็กๆ ต้องกลับไปเรียน Online อีก 

เรื่องสำคัญประการแรกที่ผู้ปกครองและครูต้องทำโดยด่วนคือ ต้องสร้างความตระหนักรู้เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้บุตรหลานและนักเรียนเข้าใจ เพื่อทุกคนจะได้เพิ่มความระมัดระวังตนเองตลอดเวลา ต้องเน้นเรื่องการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลเป็นประจำ เพื่อให้เด็กๆ สังเกตว่าขณะนี้ตนเองอยู่ในที่ซึ่งแออัดเกินไปหรือไม่ และต้องหลีกเลี่ยงพื้นที่แออัดโดยทันที และที่จำเป็นไม่แพ้กันก็คือ การย้ำเตือนให้เด็กสวมหน้ากากอนามัยที่ได้มาตรฐานตลอดเวลาเมื่ออยู่ในโรงเรียน แม้กระทั่งช่วงที่ต้องเดินทางไปและกลับจากโรงเรียน และต้องเตรียมหน้ากากอนามัยสำรองอย่างน้อย 1-2 ชิ้น ให้เด็กด้วย พร้อมทั้งต้องบอกเด็กว่าเมื่อหน้ากากอนามัยสกปรก ต้องเปลี่ยนทันที และต้องทิ้งให้ถูกต้องด้วย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ ขณะเดียวก็ต้องย้ำเตือนให้เด็กๆ ล้างมือให้สะอาดเป็นประจำ หลังจากหยิบจับสัมผัสสิ่งของต่างๆ
แล้วทางที่ดีก็ต้องจัดหาสเปรย์หรือเจลแอลกอฮอล์ที่ได้มาตรฐานให้กับบุตรหลานด้วย พร้อมย้ำกับพวกเขาว่า หากไม่สามารถล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดได้ก็ต้องใช้สเปรย์หรือเจลแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือโดยทันทีเมื่อสัมผัสสิ่งของต่างๆ   

เด็กๆ อาจจะไม่ค่อยระมัดระวังตัวเมื่อเวลาอยู่กับเพื่อนๆ โดยเฉพาะเวลารับประทานอาหารกลางวัน หรือในช่วงที่พวกเขาเล่นด้วยกันเป็นกลุ่มๆ เด็กๆ อาจจะการ์ดตกเวลาเล่นกัน หรือเวลารับประทานขนม อาหาร และดื่มน้ำ ดังนั้น ผู้ปกครองและครูต้องเอาใจใส่กับเรื่องเหล่านี้ให้มาก ต้องย้ำเสมอๆ ให้เด็กหลีกเลี่ยงการหยิบจับสัมผัสสิ่งของๆ ผู้อื่น หรือแม้กระทั่งการสัมผัสลูกบิดประตู รวมถึงเวลาใช้ห้องน้ำ และเวลาเล่นสนุกกับเพื่อนๆ หากจะเล่นกันก็ต้องสวมหน้ากากอนามัยให้ครอบคลุมทั้งปากและจมูกตลอดเวลา หากหยิบจับสิ่งใดแล้ว ก็ต้องไม่เอามือไปขยี้ตา แหย่จมูก แหย่ปาก แต่ต้องรีบไปล้างมือให้สะอาดทันที การเตือนให้เด็กระมัดระวังเรื่องเหล่านี้จะทำให้เด็กเคร่งครัดกับการดูแลสุขภาพของตนเองและของเพื่อนๆ  

เมื่อเด็กกลับถึงบ้าน สิ่งแรกที่ต้องกระทำคือเปลี่ยนเสื้อผ้า และอาบน้ำสระผมโดยทันที อย่าปล่อยให้เด็กอยู่ในชุดนักเรียนจนค่ำมืด เพราะหากมีเชื้อปนเปื้อนที่เสื้อผ้า การอยู่ในชุดนักเรียนที่สกปรกคือการเพิ่มโอกาสการแพร่กระจายเชื้อไปทั่วบ้าน โดยเฉพาะบ้านที่มีผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ติดเชื้อได้ง่ายร่วมอาศัยอยู่ด้วยยิ่งต้องระมัดระวังเรื่องนี้ให้มาก ถึงแม้ว่าบุคคลนั้นจะฉีดวัคซีน 2-3 เข็มแล้วก็ตาม ก็ไม่ควรอยู่ใกล้ชิดกับเด็กๆ มากเกินไป เพราะเด็กๆ อาจสัมผัสและนำพาเอาเชื้อโรคกลับมาบ้านได้ อันที่จริงไม่เฉพาะแต่เชื้อไวรัสโควิด-19 เท่านั้น แต่ยังมีเชื้อไข้หวัดใหญ่ และเชื้อโรคติดเชื้อทางเดินหายใจอื่นๆ ด้วย  

แนวปฏิบัติเรื่องการเว้นระยะห่างที่โรงเรียนและที่บ้านต้องทำในรูปแบบเดียวกัน เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ อย่าชะล่าใจคิดว่าในบ้านปลอดเชื้อ แล้วการ์ดตก เนื่องจากเชื้ออาจจะแฝงตัวเข้ามาอยู่ในบ้านก็ได้  

เรื่องสำคัญอีกเรื่องคือต้องมีการสื่อสารอย่างใกล้ชิดเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลความเสี่ยงระหว่างบ้านกับโรงเรียน เมื่อมีการติดเชื้อที่โรงเรียน ผู้ปกครองจะต้องรู้และประเมินความเสี่ยงเพื่อสามารถจัดการแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสมทันการณ์ แล้วถ้าหากเกิดการติดเชื้อจากที่บ้านหรือจากชุมชนของเด็ก ก็ต้องรีบส่งข้อมูลให้โรงเรียนทราบทันที เพื่อโรงเรียนจะได้ดำเนินการอย่างเหมาะสมเพื่อแก้ปัญหาได้ทันท่วงที 

ในสถานการณ์ที่ทุกชีวิตต้องดำเนินต่อไปโดยที่ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงของโรคโควิด-19 แม้หลายคนจะได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว ก็ต้องระมัดระวังตัวอย่างดีต่อไปการได้รับวัคซีนไม่ได้หมายความว่าไม่ติดเชื้ออีก ดังนั้นจึงต้องตั้งการ์ดสูงไว้เสมอ เพื่อสวัสดิภาพของตัวเองและส่วนรวม และเพื่อลดความสูญเสียที่เกิดจากเชื้อโควิด-19

ผศ.ภญ.ดร.ณัฎฐดา อารีเปี่ยม 

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เจลแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ (โควิด-19) ได้จริง หรือแค่ให้สบายใจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/611026

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เจลแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ (โควิด-19) ได้จริง หรือแค่ให้สบายใจ

วันจันทร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อสถานการณ์แพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ในบ้านเราเริ่มน้อยลง (ในบางจังหวัดเท่านั้น) การคลายล็อกดาวน์ก็มากขึ้น
บวกกับประเทศไทยกำลังจะเปิดรับชาวต่างชาติจากบางประเทศ ส่วนคนไทยจำนวนไม่น้อยก็เริ่มออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านมากขึ้น ดังนั้นตามร้านอาหารและห้างสรรพสินค้าก็จะมีผู้คนเข้าไปมากขึ้น แล้วเราก็พบว่าแต่ละสถานที่ได้เตรียมเจลแอลกอฮอล์ไว้สำหรับทำความสะอาดมือ ส่วนผู้คนก็เตรียมเจลแอลกอฮอล์แบบพกพาไว้กับตัวเอง บางคนก็ใช้สเปรย์แอลกอฮอล์   

คำถามที่น่าสนใจคือเจลแอลกอฮอล์และสเปรย์แอลกอฮอล์ที่ใช้ๆ กันนั้น ส่วนใหญ่ได้มาตรฐานในการฆ่าเชื้อโควิด-19 ได้จริงหรือ แต่ที่น่าสนใจมากกว่านั้นก็คือ การใช้แอลกอฮอล์ต่างๆ ในแต่ละครั้ง ต้องใช้ปริมาณมากเท่าไรจึงจะฆ่าเชื้อโควิด-19 ได้จริง บางคนฉีดมือเพียงนิดเดียว บางคนกดเจลแอลกอฮอล์เพียงหยดเดียว แล้วแบบนี้มันฆ่าเชื้อโควิด-19 ได้หรือ บางที่เราพบว่าตามห้างสรรพสินค้าบางแห่งมีเจ้าหน้าที่คอยกดเจลแอลกอฮอล์ให้ลูกค้า แต่กดเพียงหยดๆ เท่านั้น ถามว่าฆ่าเชื้อได้จริงหรือ หรือแค่ทำให้รู้ว่ามีเจลแอลกอฮอล์ให้แล้วนะ ส่วนจะฆ่าเชื้อได้จริงไหม ก็ตอบไม่ได้ บางคนบอกว่ามีไว้เพื่อให้สบายใจ แต่ไม่สามารถฆ่าเชื้อได้จริงๆ จังๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจำเป็นต้องหันมาพิจารณาถึงประสิทธิภาพของแอลกอฮอล์ที่เราๆ ท่านๆ ใช้กันทุกวัน และต้องดูด้วยว่าใช้แบบไหนอย่างไรจึงจะถูกวิธี และฆ่าเชื้อได้จริง และที่สำคัญคือต้องใช้แอลกอฮอล์ชนิดไหน 

ในช่วงแรกของการระบาดโควิด-19 เมื่อต้นปี 2563 มีการผลิตแอลกอฮอล์เพื่อจำหน่ายในท้องตลาด แต่เท่าที่สาธารณชนรับทราบนั้น มีจำนวนมากที่ไม่ได้มาตรฐาน ทั้งในเรื่องของชนิดแอลกอฮอล์ และปริมาณความเข้มข้น ว่ากันตามกฎหมายแล้ว แอลกอฮอล์ที่นำมาใช้ผลิตเจลทำความสะอาดมือ มี 3 ชนิด คือ เอธานอล (เอธิล แอลกอฮอล์) ไอโซโพรพานอล (ไอโซโพรพิล แอลกอฮอล์) และเอ็น-โพรพานอล (เอ็น-โพรพิว แอลกอฮอล์) ซึ่งห้ามใช้เมธานอล (เมธิลแอลกอฮอล์) อย่างเด็ดขาด เนื่องจากทำให้เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ นี่คือเรื่องสำคัญที่ผู้ผลิตต้องมีความรู้ ไม่มักง่ายกับเรื่องนี้ ส่วนเรื่องความเข้มข้นก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาเช่นกัน เพราะพบว่าหลายผลิตภัณฑ์มีปริมาณแอลกอฮอล์ต่ำกว่ามาตรฐาน โดยกฎหมายเครื่องสำอางระบุว่า เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เพื่อสุขอนามัยสำหรับมือ ต้องมีปริมาณแอลกอฮอล์ไม่ต่ำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์โดยปริมาตร เพราะความเข้มข้นที่ต่ำเกินไป ทำให้ประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อโรคไม่ดีพอ แต่หากปริมาณความเข้มข้นสูงเกินไป ก็ไม่ใช้เรื่องดี เพราะแอลกอฮอล์จะฆ่าเชื้อโรคได้ดี ต้องอาศัยปริมาณของน้ำด้วย เพื่อไปทำลายโครงสร้างโปรตีน และองค์ประกอบต่างๆ ของเชื้อโรค ถ้าความเข้มข้นมากเกินไป เช่น แอลกอฮอล์ 90 เปอร์เซ็นต์ มีปริมาณน้ำไม่มากพอ ทำให้ประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อไม่ดี  

เพราะฉะนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ผลิตเป็นสำคัญในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ และถูกต้องตามข้อกำหนดกฎหมายส่วนผู้บริโภคก็ต้องเลือกใช้แอลกอฮอล์ล้างมือที่มีคุณภาพสูง โดยสามารถตรวจสอบเลขจดแจ้งเครื่องสำอาง ในกรณีที่ผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์เป็นเครื่องสำอาง หรือเลขทะเบียนยาในกรณีที่แอลกอฮอล์ขึ้นทะเบียนเป็นยา ได้ทางเว็บไซต์ตรวจเลขผลิตภัณฑ์ของสำนักงานคณะกรรรมการอาหารและยา หรือ อย. 

เมื่อเราซื้อผลิตภัณฑ์ที่ถูกกฎหมายแล้ว เราก็ต้องนำไปใช้ให้ถูกต้องด้วย การใช้แอลกอฮอล์ล้างมือไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด แอลกอฮอล์จะต้องอยู่บนฝ่ามือในปริมาณมากพอและนานพอคำว่านานพอหมายถึงนานพอที่จะทำให้มือเปียกแอลกอฮอล์อยู่ได้ประมาณ 20 วินาที เพราะฉะนั้น การเลือกใช้เจลแอลกอฮอล์จะช่วยให้ระยะเวลาที่แอลกอฮอล์อยู่บนฝ่ามือได้นานขึ้น แต่ในกรณีที่ใช้แอลกอฮอล์แบบสเปรย์ ต้องสเปรย์แอลกอฮอล์บนฝ่ามือให้ชุ่มและมากพอ สำหรับแอลกอฮอล์ชนิดที่ขึ้นทะเบียนเป็นยา โดยปกตินำมาใช้ทำความสะอาดแผลซึ่งจะระเหยเร็วมาก หากใช้บ่อยๆ ก็ทำให้มือแห้ง แต่ย้ำว่าต้องใช้ในปริมาณที่มากพอและอยู่บนมือได้นานพอ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการฆ่าเชื้อ แต่อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่มือสกปรกมากๆ การใช้แอลกอฮอล์เพื่อล้างมือก็จะไม่ได้ประสิทธิผลมากเท่าที่ควรดังนั้น หากเป็นไปได้ จึงต้องล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอย่างถูกต้อง ซึ่งวิธีนี้นับว่าดีที่สุด เพราะช่วยกำจัดเชื้อโรคต่างๆ ได้ดีกว่าแอลกอฮอล์ แต่ก็ติดปัญหาตรงที่ไม่สะดวกเท่ากับใช้แอลกอฮอล์  

ส่วนวิธีเก็บรักษาแอลกอฮอล์ก็สำคัญ ต้องอย่าลืมว่าแอลกอฮอล์สามารถติดไฟได้ จึงต้องไม่เก็บไว้ใกล้ไฟและไม่เก็บไว้ในรถยนต์ที่จอดตากแดดนานๆ เพราะแอลกอฮอล์ระเหยได้ไว เมื่อนำมาใช้จึงมีความเข้มข้นไม่เพียงพอ กลายเป็นแอลกอฮอล์ไม่มีประสิทธิภาพ  

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ก็หวังเพียงให้ทุกคนตระหนักถึงวิธีการเลือกซื้อ เลือกใช้แอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาดมือ และขอเรียนว่าหากจะใช้แอลกอฮอล์แล้ว ต้องใช้ให้ถูกต้อง เพื่อให้มีประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อสูงสุด เพื่อสุขอนามัยของเรา

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ 

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เด็กมัธยมควรฉัดวัคซีนป้องกันโควิด-19 หรือไม่ เรื่องนี้น่าคิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/609465

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เด็กมัธยมควรฉัดวัคซีนป้องกันโควิด-19 หรือไม่ เรื่องนี้น่าคิด

วันจันทร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คำถามหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ และผู้ปกครองเด็กนักเรียนมัธยมต้นและปลายต่างถามกันมากในขณะนี้ คือ ควรหรือต้องให้ลูกหลานฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อโควิด-19 หรือไม่ 

ล่าสุด ประเทศไทยเริ่มมีวัคซีนที่ถูกอนุมัติแบบมีเงื่อนไขในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อใช้สำหรับเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป คือ วัคซีนชนิด mRNA ของบริษัทไฟเซอร์ เช่นเดียวกับในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และสิงคโปร์ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังใช้ mRNA ของบริษัทโมเดอร์นาในเด็กด้วย อย่างเช่นในสหภาพยุโรป และออสเตรเลีย เป็นต้น ซึ่งเห็นว่าวัคซีนแบบ mRNA เป็นวัคซีนหลักที่ใช้ในเด็กอย่างแพร่หลายในขณะนี้ แต่ก็มีบางประเทศ เช่น จีน ที่ใช้วัคซีนชนิดเชื้อตาย เช่น ซิโนฟาร์มกับเด็ก 

มีสิ่งหนึ่งที่หลายคนกังวลใจคือ การเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis) และเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (Pericarditis) อันเป็นผลไม่พึงประสงค์ที่มาจากการฉีดวัคซีนประเภท mRNA จนทำให้กระทรวงสาธารณสุขหลายประเทศให้คำแนะนำเรื่องการฉีดวัคซีนในเด็ก โดยอาศัยแนวคิดการชั่งความเสี่ยงที่อาจจะเกิดภาวะดังกล่าวได้ กับประโยชน์ที่จะได้รับจากการฉีดวัคซีน เพราะสามารถป้องกันการเจ็บป่วยและอาการรุนแรงที่อาจทำให้เสียชีวิตเพราะติดเชื้อโควิด-19  

จากข้อมูลของ US FDA มีการรายงานการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบอันเกิดจากการฉีดวัคซีนประเภท mRNA พบว่ามีอัตราการเกิดในผู้ชายอายุน้อยกว่า 40 ปีสูงกว่าผู้ชายอายุ 40 ปีขึ้นไป และในผู้หญิงทุกช่วงอายุ และยังมีอัตราการเกิดสูงที่สุดในวัยรุ่น ช่วงอายุ 16-17 ปี (จากการฉีดวัคซีน 1 ล้านครั้ง มีรายงานการเกิดประมาณ 75 ราย) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะมีโอกาสเกิดมากขึ้นในกรณีที่ได้รับวัคซีนเข็มที่สอง และมักจะเกิดภายใน 7 วัน หลังจากที่ได้รับวัคซีนแล้ว 

อีกประเด็นหนึ่งที่ผู้ปกครองต้องพิจารณา คือแนวโน้มการติดเชื้อโควิด-19 ในเด็ก ที่พบว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่าขณะนี้ยังไม่ได้เปิดโรงเรียนทั้งประเทศก็ตาม มีรายงานว่าเด็กเสียชีวิตสะสมในประเทศไทย ตั้งแต่ 
1 เมษายน-11 สิงหาคม 2564 รวม 13 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.01 และมีรายงานอีกว่าหลังจากติดเชื้อโควิด-19 ก็มีโอกาสที่จะเกิดกลุ่มอาการอักเสบหลายระบบในตัวของเด็ก หรือ Multisystem Inflammatory Syndrome in Children (MIS-C) เช่น ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ  

อย่างไรก็ตาม เราต้องคำนึงถึงเรื่องที่เมื่อเด็กๆ ต้องไปโรงเรียนแล้วมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มเพื่อน ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กอีกด้วย เพราะคงไม่มีเด็กคนใดสามารถแยกตัวออกจากกลุ่มเพื่อนในยามที่เขาได้อยู่ร่วมกันได้ ซึ่งประเด็นนี้ก็อาจจะนำมาซึ่งการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 ได้อีก เพราะฉะนั้น การมีวัคซีนที่ดีสำหรับป้องกันการติดเชื้อให้พวกเขา จึงถือเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถลดการติดเชื้อในเด็กได้ และลดการการแพร่เชื้อไปสู่สังคมได้ด้วย 

เนื่องจากอุบัติการณ์ของภาวะไม่พึงประสงค์ของการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบในเด็กชายและหญิงมีอัตราต่างกัน ดังนั้น ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย จึงมีข้อแนะนำคล้ายกับประเทศอื่นๆ สำหรับเด็กและวัยรุ่นชาย ดังนี้คือ เด็กและวัยรุ่นชายทุกคนที่อยู่ในช่วงอายุ 16-18 ปี และเด็กชายอายุ 12-16 ปีที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจเกิดโรคโควิด-19 จนอาจเสียชีวิตได้ ควรได้รับวัคซีนชนิด mRNA ของบริษัทไฟเซอร์ 2 เข็ม โดยฉีดห่างกัน 3 สัปดาห์ และมีคำแนะนำอีกว่า เด็กชายอายุ 12-16 ปี ควรได้รับวัคซีนชนิด mRNA ของบริษัทไฟเซอร์ 1 เข็ม แต่ให้ชะลอการให้เข็มที่ 2 ออกไปก่อนจนกว่าจะมีข้อมูลที่ช่วยในการตัดสินใจเพิ่มขึ้น เนื่องจากการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 มีโอกาสเกิดภาวะดังกล่าวสูงกว่าเข็มแรก และสำหรับเด็กและวัยรุ่นหญิงอายุ 12-18 ปี สามารถรับวัคซีน mRNA ของบริษัทไฟเซอร์ 2 เข็ม โดยห่างกัน 3 สัปดาห์  

ประเทศไทยและสิงคโปร์ยังมีคำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับเด็กและวัยรุ่นที่ได้รับวัคซีนชนิด mRNA โดยให้
หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหนัก หรืองดทำกิจกรรมอย่างหนัก เป็นเวลา 1 สัปดาห์ หลังจากการฉีดวัคซีน 

กลับไปที่คำถามว่า แล้วต้องฉีดหรือไม่ คำตอบเรื่องนี้อยู่ที่วิจารณญาณของผู้ปกครองและเด็ก และอยู่ที่ความสมัครใจด้วย แต่สิ่งที่ต้องพิจารณามากๆ คือความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นและประโยชน์เด็กจะได้รับจากวัคซีน เพราะสิ่งที่เราทุกคนรู้แน่ๆ ก็คือ เราต้องอยู่เชื้อโควิด-19 ไปอีกนาน แล้วเด็กก็ต้องไปโรงเรียน และใช้ชีวิตในโรงเรียนในอนาคตอันใกล้อย่างแน่นอน มีคำกล่าวว่าการได้รับวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงบวกกับการอนุญาตให้เด็กๆ ได้ทำกิจกรรมตามวัยของเขาจะช่วยเพิ่มพัฒนาการของวัยได้เป็นอย่างดี  

ต้องกล่าวย้ำเหมือนอย่างที่เคยเรียนมาโดยตลอดว่า อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นยา วัคซีน หรือตัวโรคก็ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องใหม่สุดๆ สำหรับทุกคนบนโลกใบนี้ ดังนั้น จึงต้องศึกษาข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และขอย้ำทิ้งท้ายว่า การตัดสินใจในเรื่องนี้จึงขึ้นกับข้อมูลที่เป็นปัจจุบันเท่านั้น

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โมลนูพิราเวียร์ พลิกเกมวิกฤตโควิด-19 จริงหรือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/607891

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โมลนูพิราเวียร์ พลิกเกมวิกฤตโควิด-19 จริงหรือ

วันจันทร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในระยะ 1-2 สัปดาห์มานี้ หลายต่อหลายคนอาทิ หมอ และนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์หลายแห่งบนโลกใบนี้ต่างพูดถึงยาโมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir) ด้วยความหวังที่แสนบรรเจิด เพราะเชื่อว่าจะเข้ามาเป็นตัวเปลี่ยนเกม พลิกสถานการณ์โควิด-19 ของโลกได้ ก่อนอื่นต้องบอกว่ายาตัวใหม่นี้เป็นของบริษัทเมอร์ค เริ่มแรกนั้นโมลนูพิราเวียร์ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้รักษาโรคไข้หวัดใหญ่ แต่เมื่อมีสถานการณ์โควิดแพร่ระบาด จึงนำมาศึกษาทดลองกับผู้ป่วยโควิด-19 เพื่อให้ไปจัดการกับไวรัส SARS-CoV-2

โมลนูพิราเวียร์เป็นแคปซูล ใช้รับประทานเพื่อให้ออกฤทธิ์ต้านไวรัส โดยทำให้กระบวนการสร้างสายพันธุกรรมของไวรัสเกิดความผิดพลาดไปจากเดิม แล้วส่งผลไปยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส จากผลการทดลองทางคลินิกระยะที่สาม ในเบื้องต้น
พบว่าถ้าให้โมลนูพิราเวียร์กับผู้เริ่มมีอาการป่วยไม่เกิน 5 วัน จะสามารถช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยขั้นรุนแรง และลดอัตราการตายได้ถึง 50% เมื่อเทียบกับยาหลอก (placebo)

นอกจากนี้บริษัทยังเริ่มทำการทดลองใช้โมลนูพิราเวียร์เพื่อป้องกันการติดเชื้อในผู้ที่มีประวัติอาศัยอยู่กับผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งก็คาดกันว่าการทดลองนี้น่าจะได้ผลดีตามที่บริษัทตั้งใจไว้ เพราะฉะนั้น ยาตัวนี้จึงกลายเป็นความหวังของคนจำนวนไม่น้อยขึ้นมาโดยพลัน

แต่อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งการทดลองของบริษัท ซึ่งให้โมลนูพิราเวียร์กับผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการหนักมากและรักษาตัวในโรงพยาบาล กลับพบว่ายานี้แทบจะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ทางคลินิกกับผู้ป่วยเลย จึงทำให้ในที่สุด บริษัทจึงหยุดการศึกษาในผู้ป่วยที่มีอาการหนัก

ดังนั้นจะเห็นว่า ยาโมลนูพิราเวียร์จะเป็นประโยชน์กับผู้ป่วยที่มีอาการไม่หนัก แล้วต้องได้รับยาเร็ว ซึ่งช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตได้ แต่ขอย้ำว่าไม่ 100%

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสนใจมากคือ ความท้าทายของแต่ละประเทศที่ต้องการโมลนูพิราเวียร์ เพราะจะต้องคาดการณ์ปริมาณการจัดหาเพื่อสำรองยาตัวนี้ให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ของโรคจริงให้มากที่สุด รวมถึงต้องเตรียมงบประมาณ และให้ความสำคัญกับการเข้าถึงยาของผู้ป่วย เนื่องจากความใหม่สดของยานี้ จึงทำให้ยาน่าจะเป็นที่ต้องการของคนทั่วโลกมากมายมหาศาล

ขอย้ำว่า การกระจายยาไปถึงผู้ป่วยให้เร็วเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะประสิทธิภาพของการรักษาจะดีที่สุด ก็ต่อเมื่อผู้ป่วยได้รับยาเร็วที่สุด

นอกจากโมลนูพิราเวียร์แล้ว บริษัทไฟเซอร์ก็ยังได้ศึกษาวิจัยยาชนิดรับประทานเพื่อรักษาโรคโควิด-19 อีกตัวหนึ่ง ซึ่งคาดกันว่าไม่น่าจะเกินสิ้นปีนี้ ก็น่าจะยื่นขออนุมัติการใช้ยาอีกหนึ่งตัว ซึ่งก็ต้องบอกว่างานวิจัยเพื่อการรักษาโรคโควิด-19 ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในบริษัทผลิตยาที่มีทุนการวิจัยสูงมากๆ

พูดกันจริงๆ แล้ว เรื่องโรคติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียนั้น เรามียารักษาอยู่มากมายหลายชนิด แต่ทว่าเรื่องที่ดีที่สุดก็คือ การป้องกันมิให้เกิดโรค และไม่ปล่อยให้มีใครต้องเจ็บป่วยเพราะโรคนั้นๆดังนั้นการปกป้องจึงถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในกระบวนการรักษาโรค สำหรับมนุษย์นั้น เราจะเห็นว่าตั้งแต่เกิดมาเราก็ฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันหรือลดความรุนแรงของโรคติดเชื้อหลายๆ โรค เช่น คอตีบ บาดทะยักไอกรน ปอดอักเสบ งูสวัด การติดเชื้อ HPV เป็นต้น อย่างกรณีโควิด-19 นั้น ถ้าเราติดเชื้อและมีอาการเจ็บป่วย ถึงแม้เราจะรักษาจนหายแล้ว แต่เราก็ไม่รู้ว่าโควิด-19 จะทิ้งร่องรอยการเจ็บป่วยไว้กับระบบใดของร่างกายของเราในระยะยาวบ้าง

ดังนั้น เราจึงให้ความสำคัญกับวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อต่างๆ เพราะอย่างน้อยก็ช่วยป้องกันการเกิดอาการรุนแรงได้ดีที่สุดอย่างหนึ่ง คนส่วนมากไม่อยากเจ็บป่วยแล้วถูกส่งตัวไปรักษาเมื่อมีอาการหนักเราจึงเลือกป้องกันความเจ็บป่วยมากกว่าการรักษา

ดังนั้น game changer หรือผู้พลิกเกมตัวจริงของโรคโควิด-19 ก็ยังน่าจะเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูง ลดอัตราการติดเชื้อและความรุนแรงของโรคได้ ส่วนยาที่ใช้รักษาโรคที่ชื่อโมลนูพิราเวียร์ น่าจะเสมือนผู้เล่นตัวสำรองที่เรามีไว้เพื่อ back up ในกรณีที่ผู้เล่นตัวจริงบาดเจ็บลงสนามไม่ได้ เพราะฉะนั้น ขอให้คุณๆ ทุกคนฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ร่วมกับการรักษาระยะห่าง และการรักษาสุขอนามัยเถอะครับ เพราะในยามนี้ถือว่าเป็นตัวป้องกันการติดเชื้อ และการเสียชีวิตหลังการติดเชื้อที่เชื่อถือได้มากที่สุด


ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย