รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ระวัง! กัญชาตีกับยาที่ใช้ประจำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/662849

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ระวัง! กัญชาตีกับยาที่ใช้ประจำ

วันจันทร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.05 น.

หลังจากมีข่าวว่ารัฐบาลปลดล็อกให้กัญชาไม่ใช่ยาเสพติดอีกต่อไป ก็ทำให้หลายต่อหลายคนสับสนในการนำกัญชาไปใช้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้นจึงพบว่ามีการนำกัญชาไปผสมกับอาหารต่างๆ รวมถึงเครื่องดื่มและขนมจนวุ่นวายไปหมดแล้วสุดท้ายสังคมก็ได้พบว่ามีผู้ได้รับอันตรายจากการบริโภคกัญชาจนบางรายป่วยหนักต้องเข้ารักษาตัวโดยด่วนในโรงพยาบาล 

การปรากฏเรื่องเช่นนี้ถือได้ว่าไม่น่าแปลกใจมากนัก เพราะสังคมสับสนกับการใช้กัญชา และจะเกิดเรื่องไม่พึงประสงค์ทำนองนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ตราบเท่าที่สังคมของเรายังไม่มีมาตรการรอบคอบในการใช้กัญชาในชีวิตประจำวัน 

ในวันนี้ขอบอกเล่าถึงข้อกังวลใจจากการใช้กัญชา สารสกัดกัญชา ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีกัญชาเป็นองค์ประกอบ รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่มีกัญชาผสม ที่โดยที่สารสำคัญในกัญชาไปทำปฏิกิริยากับยาที่ผู้ป่วยใช้อยู่ก่อนหน้านี้ ซึ่งเรียกว่าอาการยาตีกัน

เนื่องจากกัญชามีสารเคมีอยู่มากกว่า 50 ชนิด ชึ่งตัวหลักๆ ที่สังคม และการแพทย์พูดถึงบ่อยๆ คือ THC (delta-9-tetrahydrocannabinol) และ CBD (cannabidiol) ซึ่งสารเคมีเหล่านี้ อาจไปตีกับยาที่ผู้ป่วยใช้อยู่แล้ว เพราะสารเคมีในกัญชาก็เหมือนกับสารเคมีหรือยาอื่นๆ ที่มีโอกาสเกิดปฏิกิริยาต่อกันได้ การที่สารสำคัญในกัญชาเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นๆ นั้น ก่อให้เกิดผลลัพธ์หลายประการ ประการแรกผู้ป่วยอาจได้รับผลข้างเคียง หรืออันตรายจากยาที่ใช้ร่วม หรือจาก THC หรือ CBD มากขึ้น ประเด็นที่สอง สารสำคัญสามารถที่จะไปเปลี่ยนผลการรักษาของยาในร่างกาย เช่น สาร THC หรือ CBD ไปยับยั้งหรือลดกระบวนการการกำจัดออกฤทธิ์ของยา จนยาไม่ถูกขจัดออกจากร่างกายตามปกติ ส่งผลให้มีปริมาณยาในร่างกายมากเกิน จนเป็นอันตรายกับผู้ป่วยในทางกลับกัน สารจากกัญชาทั้งสองอาจไปเพิ่มกระบวนการขจัดยา ส่งผลให้มีปริมาณยาในร่างกายยาน้อยลงจนไม่เกิดประสิทธิผลในการรักษา ผู้ป่วยจึงไม่หายจากโรคภัยไข้เจ็บ

กลุ่มยาที่อาจเกิดการตีกันกับสารสำคัญในกัญชาจนส่งผลให้มียาปริมาณเพิ่มขึ้น จนทำให้ผลข้างเคียง และอันตรายจากยาที่เพิ่มมากขึ้น อาทิ ยาต้านชักบางชนิด เช่น brivaracetam carbamazepine เป็นต้น กลุ่มยาต้านซึมเศร้า เช่น citalopram เป็นต้น ยาเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน เช่น tacrolimus เป็นต้น ยารักษาโรคไทรอยด์ เช่น levothyroxine เป็นต้น หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น warfarin และในกรณีของ warfarin อาจส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดอาการเลือดไหลไม่หยุดจนเสียชีวิตได้

ในทางกลับกัน สารสำคัญในกัญชาอาจส่งผลให้ยาในร่างกายมีปริมาณน้อยกว่าปกติ อาทิ ยารักษาโรคหอบหืด และถุงลมโป่งพอง เช่น theophylline เป็นต้น หรือยารักษาจิตเวช เช่น olanzapine chlorpromazine เป็นต้น

อีกกรณีหนึ่ง ยาที่รับประทานอยู่อาจไปเพิ่มฤทธิ์หรือผลของกัญชาจนทำให้เกิดอันตราย อาจเกิดอาการหัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง ง่วงซึม ความคิดสับสน การควบคุมและการประสานงานของกล้ามเนื้อผิดปกติจนส่งผลต่อการเคลื่อนไหวต่างๆ ได้ เช่น ยาบางชนิดในกลุ่ม ยาที่ใช้รักษาโรคเชื้อแบคทีเรีย ยารักษาโรคเชื้อรา ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง ยารักษาโรคจิตเวช

ประเด็นหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ กัญชาอาจไปตีกับสมุนไพรอื่น และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิด ทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์หรืออันตรายกับผู้ใช้ได้ เช่น การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของกัญชาร่วมกับ melatonin หรือสมุนไพร St. John’s wort อาจทำให้ผู้ใช้รู้สึกเหนื่อย เพลีย และง่วงซึมมาก

ในอนาคต คาดได้ว่าจะมีผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกัญชาออกมาในรูปแบบที่หลากหลาย ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบที่มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ หรือในรูปแบบของผลิตภัณฑ์อื่นๆ ซึ่งก็จะมีปริมาณสาร THC และ CBD แตกต่างกันไป แม้กระทั่งในผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกัน ก็อาจจะมีปริมาณสารดังกล่าวแตกต่างได้เช่นกัน เมื่อสารสำคัญมีปริมาณไม่เท่ากันผลกระทบที่เกิดจากยาตีกันกับกัญชา ก็อาจจะเกิดความรุนแรงในระดับที่ต่างกัน และยากที่จะคาดคะเนได้ 

ฉะนั้น สิ่งที่กล่าวมาเบื้องต้นเป็นเพียงตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าการใช้กัญชาในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการสูบกัญชา อาจเกิดผลกระทบต่อผู้ป่วยที่รับประทานยาอยู่ และอาจทำให้เกิดผลร้ายอย่างคาดไม่ถึงได้

ผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมต่างๆ ของกัญชา ต้องควบคุมปริมาณสารสำคัญในผลิตภัณฑ์ให้ถูกต้อง เนื่องจากปริมาณสารมีความสำคัญต่อการกำหนดปริมาณการใช้ต่อครั้ง และควรศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการผลิตผลิตภัณฑ์กัญชาให้ถ่องแท้ และเตรียมตัวสำหรับรายละเอียดในข้อบังคับอื่นๆ ในอนาคตด้วย (ถ้ามี) เพื่อความปลอดภัยของชีวิตผู้ใช้

สำหรับผู้ป่วยที่ใช้ยาอื่นๆ อยู่แล้ว และเกิดต้องการใช้ผลิตภัณฑ์กัญชา หรือสูบกัญชา รวมถึงท่านที่มีการใช้กัญชาในรูปแบบต่างๆ อยู่ก่อน แล้ววันหนึ่งเกิดจำเป็นต้องใช้ยา ก็ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดอันตรายจากยาตีกับกัญชา และต้องระลึกไว้เสมอว่าไม่มีอะไรในโลกที่จะมีแต่ประโยชน์ และรักษาได้ทุกโรค

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ต่อมลูกหมากโต รักษาได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/661302

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ต่อมลูกหมากโต รักษาได้

วันจันทร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผู้ชายบางคนเมื่อเข้าสู่วัย 50 ปี ขึ้นไป อาจเริ่มมีอาการปัสสาวะไม่พุ่ง รู้สึกปัสสาวะไม่สุด ปัสสาวะบ่อย หรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ โดยทั่วไปอาการที่เกิดขึ้นมักไม่ค่อยรุนแรงแต่กระทบกับความมั่นใจ หรือมีผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอาการเหล่านี้เกิดเนื่องจากภาวะต่อมลูกหมากโต

ต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะเล็กๆ ขนาดประมาณผลเกาลัด อยู่ที่บริเวณระหว่างกระเพาะปัสสาวะและอวัยวะเพศชาย ด้านหน้าทวารหนัก ทำหน้าที่สร้างของเหลวหล่อเลี้ยงอสุจิ ปกติแล้วต่อมลูกหมากจะเจริญเติบโตเต็มที่ตอนประมาณอายุ 20 ปี จากนั้นจะมีขนาดคงที่จนกระทั่งเข้าสู่วัยกลางคนจึงจะเริ่มมีขนาดเพิ่มขึ้นอีกครั้ง สาเหตุก็เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศชาย ทำให้ขนาดของต่อมลูกหมากโตขึ้น บีบรัดท่อปัสสาวะให้ตีบ ปัสสาวะไหลผ่านไม่สะดวก เป็นที่มาของอาการปัสสาวะติดขัด ไม่พุ่ง รู้สึกปัสสาวะไม่สุด ปัสสาวะเล็ด ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจถึงขั้นปัสสาวะไม่ออก ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น

ต่อมลูกหมากโตเป็นปัญหาที่พบบ่อยในเพศชายและพบมากขึ้นเรื่อยๆ ตามวัย ผู้ชายที่มีอายุ 50 ปี มีภาวะนี้ประมาณร้อยละ 50 ถ้าอายุยืนยาวถึง 85 ปี จะมีผู้ชายที่มีภาวะต่อมลูกหมากโตถึง 9 ใน 10 คน เรียกได้ว่าไม่ช้าก็เร็วผู้ชายส่วนใหญ่จะต้องเผชิญกับปัญหานี้

ด้านการรักษา พิจารณาจากความรุนแรงของอาการ ในรายที่อยู่ในระยะเริ่มต้น เน้นเรื่องของการปรับพฤติกรรมเป็นหลัก เช่น หากมีปัสสาวะบ่อยในเวลากลางคืน ก็ต้องปรับเวลาการดื่มน้ำ อาจงดดื่มน้ำเวลาใกล้เข้านอน หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนและแอลกอฮอล์ เพราะกระตุ้นให้ปัสสาวะมากขึ้น 

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยส่วนหนึ่งจำเป็นต้องใช้ยาเนื่องจากการปรับพฤติกรรมอาจไม่เพียงพอต่อการควบคุมอาการของโรคต่อมลูกหมากโต ยาที่ใช้รักษาต่อมลูกหมากโตแบ่งเป็น2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ (1) ยาที่ออกฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อในทางเดินปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะได้ง่ายขึ้น ชื่อกลุ่มยาแอลฟา-บล็อกเกอร์ (Alpha Blockers) ซึ่งนอกจากจะทำให้ทางเดินปัสสาวะคลายตัวแล้ว ยังมีผลลดความดันโลหิต ผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้จึงอาจทำให้เกิดอาการความดันโลหิตต่ำ หน้ามืดวิงเวียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเปลี่ยนท่าทาง หรือที่เรียกว่า orthostatic hypotension ในผู้ป่วยที่เริ่มรับประทานยาจึงควรค่อยๆ เปลี่ยนท่าทางช้าลงกว่าปกติ แต่เมื่อรับประทานยาไปสักพักอาการนี้ก็จะดีขึ้น 

(2) ยาที่ทำให้ต่อมลูกหมากลดขนาดลง หรือยากลุ่ม 5-แอลฟา รีดักเตส อินฮิบิเตอร์ (5 Alpha Reductase Inhibitor) ซึ่งออกฤทธิ์ลดฮอร์โมนที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของต่อมลูกหมาก ซึ่งผู้ป่วยอาจได้รับยาชนิดใดชนิดหนี่งหรือได้รับยาทั้ง 2 ชนิดนี้ร่วมกัน โดยประสิทธิผลของยาอาจต้องใช้เวลาประมาณ 6 เดือน 

นอกจากยา 2 กลุ่มหลักนี้แล้วแพทย์อาจให้ยาอื่นร่วมด้วยขึ้นกับอาการและลักษณะเฉพาะของผู้ป่วยแต่ละรายสำหรับรายที่มีอาการรุนแรงอาจจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด

ในปัจจุบันอาจจะยังไม่มีแนวทางป้องกันภาวะต่อมลูกหมากโตซึ่งอาจจะถือว่าเป็นข่าวร้าย แต่ข่าวดีก็คือนักวิจัยก็ยังไม่เคยหยุดพัฒนาทั้งด้านยาใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยมากขึ้นและการรักษาด้วยการผ่าตัดที่ก้าวหน้ามากขึ้นทำให้ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดลดลง ที่สำคัญคือผู้ที่มีอาการเข้าได้กับภาวะต่อมลูกหมากโตควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษา เพราะการรักษาตั้งแต่เริ่มเป็นโรคจะง่ายกว่าเมื่อโรคเป็นมากแล้ว

ด้านการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยต่อมลูกหมากโตนอกจากต้องรับประทานยาตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัดและไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอแล้ว การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตต่างๆ ให้สามารถอยู่ร่วมกับโรคเรื้อรังนี้อย่างราบรื่นก็มีความสำคัญ เริ่มจากก่อนนอน 1-2 ชั่วโมงไม่ควรดื่มน้ำ กรณีที่มียาหลังอาหารเย็นหรือก่อนนอน ก็ต้องระมัดระวังปริมาณน้ำที่ดื่มไม่ให้มากเกินไป วิธีนี้จะช่วยลดการปวดปัสสาวะในเวลากลางคืนได้ 

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างวันก็ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ งดหรือลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือกาเฟอีนไม่อั้นปัสสาวะ ผู้ป่วยที่ปัสสาวะบ่อยหรือกลั้นปัสสาวะไม่ได้ควรฝึกการเข้าห้องน้ำทุก 4-6 ชั่วโมง มีการวิจัยพบว่าการออกกำลังกายด้วยการเดินอย่างน้อยวันละ 30-60 นาทีต่อวันจะช่วยให้อาการดีขึ้น การออกกำลังกาย เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติมีส่วนช่วยให้อาการไม่แย่ลงหรือดีขึ้นได้ 

นอกจากนั้นผู้ป่วยต่อมลูกหมากโตยังควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาลดน้ำมูก หรือยาแก้แพ้ การใช้ยาทั้ง 2 ชนิดจะทำให้ปัสสาวะได้ลำบาก เนื่องจากยาทำให้กล้ามเนื้อบริเวณท่อปัสสาวะที่ควบคุมการไหลของปัสสาวะหดตัว ดังนั้นผู้ป่วยต่อมลูกหมากโตจึงควรแจ้งประวัติโรคประจำตัวนี้แก่แพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งที่ไปรับบริการ เพื่อให้ได้รับยาที่ไม่ซ้ำเติมให้ภาวะต่อมลูกหมากโตรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ผศ.ภญ.ดร.ณัฎฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ปวดประจำเดือนมากๆ อย่าปล่อยทิ้งไว้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/659757

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ปวดประจำเดือนมากๆ อย่าปล่อยทิ้งไว้

วันจันทร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 07.21 น.

เพศหญิงกับการมีประจำเดือนเมื่ออายุถึงวัยเป็นเรื่องปกติ เพราะทุก ๆ 28 วันโดยประมาณจะถึงรอบเดือนหนึ่งครั้ง (อาจบวกลบหนึ่งสัปดาห์ก่อนหรือหลังในแต่ละรอบเดือน) บางรายมีประจำเดือนมาก บางรายมีน้อย แต่โดยเฉลี่ยจะมีประมาณ 3-7 วัน 

ในช่วงมีประจำเดือน นอกจากจะรู้สึกไม่ค่อยสบายตัวแล้ว ยังมีข้อจำกัดในการทำกิจกรรมบางอย่าง เช่น ว่ายน้ำ ดังนั้นจึงต้องจัดการกับความหงุดหงิด (เหวี่ยงวีน) เพราะผลจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน นอกจากนี้ ผู้มีประจำเดือนส่วนหนึ่งยังทุกข์ทรมานเพราะปวดประจำเดือนด้วย

อาการปวดที่พบบ่อยคือ ปวดบีบบริเวณท้องน้อย 2-3 ชั่วโมงก่อนหรือหลังเริ่มมีประจำเดือน อาการจะมากที่สุดในช่วงที่มีเลือดระดูออกมาก มักมีอาการอยู่ประมาณ 1 วัน แต่อาจพบมีอาการได้นานถึง 2-3 วัน อาการที่พบร่วม ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว อ่อนเพลีย มึนงง ปวดศีรษะ เป็นต้น 

โดยทั่วไปอาการที่เกิดมักไม่รุนแรงถึงขนาดทำให้ล้มหมอนนอนเสื่อ จึงรักษาได้ด้วยการรับประทานยาบรรเทาปวด1-2 เม็ด พักผ่อน 4-6 ชั่วโมง ก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้แต่ถ้าปวดรุนแรงหรือยาวนานกว่านั้น หรือมีผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน จนต้องลาป่วยหรือขาดเรียนสม่ำเสมอทุกเดือนแบบนี้ถือว่าไม่ใช่เรื่องปกติแล้ว

อาการปวดประจำเดือนแบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่ แบบปฐมภูมิ และแบบทุติยภูมิ หรือพูดเป็นภาษาชาวบ้านคือ ปวดประจำเดือนโดยไม่มีสาเหตุ และปวดเนื่องจากมีสาเหตุ เช่น มีพยาธิสภาพในอุ้งเชิงกราน เช่น มีโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) ถุงน้ำในรังไข่ (Polycystic Ovary Syndrome; PCOS) เป็นต้น 

ส่วนใหญ่การปวดประจำเดือนมักเป็นไปโดยไม่มีสาเหตุจากโรคในอุ้งเชิงกราน ปัจจัยเสี่ยงของการที่สตรีคนหนึ่งจะมีอาการปวดประจำเดือนในขณะที่ผู้อื่นไม่มี ก็เช่น เริ่มมีประจำเดือนตั้งแต่อายุยังน้อย ประจำเดือนมามากหรือมาคราวละหลายวัน มีประวัติปวดประจำเดือนในครอบครัว เป็นต้น 

การรักษาขั้นต้นสำหรับอาการปวดประจำเดือนคือการใช้ยาบรรเทาปวด ยาชนิดหนึ่งที่สังคมรับรู้ว่าเป็นยาเฉพาะสำหรับบรรเทาปวดประจำเดือนคือ mefenamic acid หรือชื่อการค้า PONSTAN จัดเป็นยาในกลุ่ม Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs (NSAIDs) มีประสิทธิภาพบรรเทาอาการปวดได้ดีกว่าพาราเซตามอล แต่มีข้อควรระวังการใช้ที่ต้องคำนึงถึง ได้แก่ การระคายเคืองกระเพาะอาหาร 

ดังนั้น จึงไม่ควรกินยานี้ช่วงท้องว่าง ควรกินหลังอาหารทันที แล้วดื่มน้ำตามมากๆ ถ้าปวดมากๆ จนไม่สามารถกินอาหารก่อนใช้ยาได้ ก็ต้องพยายามกินของเบาๆ รองท้องให้ได้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร นอกจาก mefenamic acid แล้ว ยาอื่นในกลุ่มเดียวกันที่ใช้บรรเทาอาการปวดประจำเดือน เช่น ibuprofen เป็นต้น ซึ่งต้องกินยาหลังอาหารทันที 

เคล็ดลับอย่างหนึ่งในการใช้ยาบรรเทาปวดให้ได้ผลดี คือ กินยาทันทีเมื่อรู้สึกปวด อย่ารอจนปวดมากๆ จนทนไม่ไหวเพราะถึงตอนนั้นประสิทธิภาพของยาจะลดลง ข้อควรระวังเพิ่มเติมของยากลุ่ม NSAIDs คือ ห้ามใช้ในผู้ที่เป็นโรคหอบหืดรุนแรง ถ้ามีประวัติเป็นแผลในกระเพาะอาหารควรเลี่ยงไปใช้ยากลุ่ม Coxibs เช่น celecoxib เป็นต้น เพราะปลอดภัยกว่า แต่มีราคาแพงกว่า และการเริ่มต้นการใช้ก็ต้องอยู่ภายใต้การแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร

นอกจากการใช้ยากลุ่ม NSAIDs หรือ Coxibs แล้ว การรักษาอาการปวดประจำเดือนโดยไม่ใช้ยาที่สามารถทำควบคู่กันไป ได้แก่ การประคบร้อน เป็นต้น รวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง เช่น การออกกำลังกายเบาๆ อาจช่วยลดความถี่และความรุนแรงของอาการปวดประจำเดือนได้

สำหรับอาการปวดประจำเดือนที่ผิดปกติที่ต้องไปพบแพทย์ ได้แก่ อาการปวดที่เป็นนานกว่า 2-3 วัน แม้ว่าจะใช้ยาแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น อาการปวดเป็นมากขึ้นเรื่อยๆหรือปวดท้องอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มีเลือดไหลมากกว่าปกติ ต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยแทบทุกชั่วโมง มีอาการปวดบริเวณท้องน้อย แม้ไม่มีประจำเดือน แล้วมีไข้ร่วมด้วยหรือแม้ว่าอาการปวดท้องประจำเดือนจะไม่ได้เป็นรุนแรงมากดังกล่าวข้างต้น แต่เป็นเกือบทุกเดือน ทำให้ต้องลางานหรือหยุดเรียน ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อค้นหาโรคที่อาจเป็นสาเหตุทำให้ปวดประจำเดือน แล้วรับการรักษาอย่างถูกต้องต่อไป

ผศ.ภญ.ดร.ณัฎฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สิว เรื่องไม่เล็ก สำหรับคนบางคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/658254

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สิว เรื่องไม่เล็ก สำหรับคนบางคน

วันจันทร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สิว (Acne) คือการอักเสบของผิวหนัง ที่เกิดการอุดตันของน้ำมันและเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วที่บริเวณรูขุมขน จนเกิดการอักเสบ บวมแดง หรือมีหนอง พบมากบริเวณใบหน้า ลำคอ หน้าอก และไหล่ 

สิวมีหลายรูปแบบ เช่น สิวหัวดำ สิวหัวขาว สิวหัวหนอง เป็นต้น สาเหตุหลักๆ เกิดจากการผลิตน้ำมันที่ชั้นผิวหนังมากเกินไป ผสมกับเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วไปอุดตันรูขุมขน ร่วมกับการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้สิวเป็นปัญหาที่พบบ่อยในวัยรุ่น โดยทั่วไปสิวเป็นปัญหาสุขภาพที่ไม่ได้มีผลกระทบรุนแรงต่อร่างกาย แต่ผู้เป็นสิวมักวิตกกังวลกับภาพลักษณ์ของตน จึงทำให้เกิดผลกระทบต่อจิตใจ ความมั่นใจ และคุณภาพชีวิต

การรักษาสิว ทำได้หลายวิธี ขึ้นกับสาเหตุและความรุนแรงของอาการ การรักษาโดยเบื้องต้นคือใช้ยารักษาสิว ยารักษาสิวมีทั้งยาใช้ภายนอกและยารับประทาน โดยทั่วไปถ้าสิวที่เกิดขึ้นไม่ได้รุนแรงมาก การรักษาจะเน้นไปที่ยาใช้ภายนอกหรือยาทาเป็นหลัก ยาที่ใช้บ่อยมี 2 กลุ่มหลัก คือ ยาปฏิชีวนะ ซึ่งมักใช้ในรูปแบบโลชั่นน้ำใส หรือเจลแต้ม ตัวยาที่นิยมใช้ ได้แก่ clindamycin ใช้ทาเฉพาะบริเวณที่มีสิวอักเสบ วันละ 2-3 ครั้ง ส่วนอาการข้างเคียงที่พบบ่อย เช่น คือ ผิวลอก แสบผิว ส่วนยาทาสิวอีกกลุ่มที่ใช้บ่อยคือ ยาทาที่มีฤทธิ์ผลัดเซลล์ผิว ส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบครีมหรือเจล 

แต่ในกรณีที่มีสิวมาก วิธีใช้อาจต่างจากยาปฏิชีวนะคือ ให้ใช้ทาบางๆ ทั่วใบหน้า วันละ 1-2 ครั้ง ตัวอย่างยาที่นิยมใช้ เช่น benzoyl peroxide, retinoic acid เป็นต้น ยากลุ่มนี้ก็มีอาการข้างเคียงเช่นเดียวกัน แต่อาจจะรุนแรงกว่ายากลุ่มปฏิชีวนะ ได้แก่ อาการระคายเคืองผิวหนัง ผิวลอก เป็นต้น

ขอย้ำว่าสิวเป็นปัญหาสุขภาพที่พบบ่อย แต่มักไม่รุนแรงจน ไม่ทำให้ผู้ป่วยต้องไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล แต่เมื่อเป็นสิวก็มักไปหาซื้อยาจากร้านยาทั่วไป แต่ควรซื้อยาจากร้านที่มีเภสัชกรให้คำแนะนำการใช้ยาอย่างถูกต้องครบถ้วนเท่านั้น เพราะวิธีการใช้ยาทารักษาสิวมีรายละเอียดปลีกย่อยที่สำคัญ เช่น ยา benzoyl peroxide ชนิดเจลสำหรับทา วิธีใช้ยา ควรล้างมือและผิวหนังบริเวณที่ต้องการทายาให้สะอาดและเช็ดให้แห้ง จากนั้นทายาบางๆ ลงบนผิว โดยทั่วไปในช่วงเริ่มต้นจะให้ทาทิ้งไว้ 5-15 นาทีแล้วล้างออก กรณีที่ทนต่อยาได้มากขึ้นอาจให้ทาทิ้งไว้ทั้งคืนและล้างออกในช่วงเช้าหลีกเลี่ยงการทายาบริเวณเนื้อเยื่ออ่อนๆ เช่นริมฝีปากหรือเปลือกตา หากยาเข้าปาก ตา หรือจมูก ต้องรีบล้างออกด้วยน้ำเปล่า และห้ามใช้ยานี้กับผิวหนังบริเวณที่ไหม้แดด ผิวแห้งแตก ระคายเคือง ถลอก หรืออักเสบ ต้องรอให้บริเวณดังกล่าวหายดีก่อนใช้ยา

นอกจากนี้ ยาอาจกัดสีผมหรือเสื้อผ้าได้ จึงต้องไม่ให้ตัวยาสัมผัสเส้นผมหรือเสื้อผ้า รวมทั้งของใช้อื่น ๆ 

ยาเบนโซอิลเพอร์ออกไซด์อาจทำให้ผิวบอบบางลงและไวต่อแสงแดดได้ ระหว่างใช้ควรหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน หรือใช้ครีมกันแดดร่วมด้วย 

ยาทาอีกชนิดคือยาครีม retinoic acid มีวิธีการใช้ดังนี้ ก่อนใช้ให้ทำความสะอาดใบหน้า เช็ดหน้าให้แห้ง รอประมาณ 20 นาทีแล้วจึงทายา ล้างมือให้สะอาดทั้งก่อนและหลังใช้ยา บีบยาประมาณเท่าเม็ดถั่วเขียวลงบนปลายนิ้ว ทาลงบนใบหน้าตรงบริเวณที่เป็นสิวบางๆ หลีกเลี่ยงการทายาใกล้ๆ จมูก ปาก และรอบดวงตา ตามปกติการใช้ยา retinoic acidมักใช้เพียงวันละ 1 ครั้งก่อนนอน และสามารถใช้ร่วมกับยา bezoyl peroxide เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ซึ่งการใช้ร่วมกันมักจะใช้ benzoyl peroxide ในตอนเช้า และ retinoic acid ช่วงก่อนนอน 

การใช้ยาทาจะเริ่มเห็นผลหลังจากเริ่มต้นใช้ไปแล้วประมาณ 4 สัปดาห์ โดยในสัปดาห์แรกอาจมีอาการสิวเห่อรุนแรงมากขึ้น แต่เป็นผลจากยาเพียงชั่วคราวเท่านั้น

ยารักษาสิวชนิดรับประทานหลักๆ มีสองกลุ่มคือ กลุ่มยาปฏิชีวนะ และกลุ่มอนุพันธ์ของกรดวิตามินเอ ซึ่งทั้งสองชนิดมีที่ใช้เมื่อเป็นสิวที่มีอาการรุนแรง สำหรับยากลุ่มอนุพันธ์ของกรดวิตามินเอ ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์ และไม่มีจำหน่ายในร้านยา เนื่องจากมีผลข้างเคียงและข้อควรระวังหลายประการ ที่สำคัญที่สุดคือเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ ผู้ใช้ยาจึงควรคุมกำเนิดก่อนรับประทานยาอย่างน้อย 3 เดือนและคุมกำเนิดตลอดระยะเวลาที่ใช้ยา ควรหยุดยาล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือนถึง 1 ปี ก่อนตั้งครรภ์ หรือก่อนวางแผนตั้งครรภ์

ส่วนยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาสิว แม้จะสามารถซื้อได้จากร้านยา แต่การพิจารณาว่าจะเริ่มใช้เมื่อใด ใช้ยาวนานเท่าใด ควรอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ผู้ป่วยไม่ควรตัดสินใจใช้หรือหยุดเองเพราะนอกจากจะเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาเชื้อดื้อยาหรือการแพ้ยาแล้ว ยังมีผลข้างเคียงอีกหลายประการ อาทิ การติดเชื้อราในช่องปากหรือช่องคลอด หรืออาการท้องเสีย เป็นต้น 

นอกจากนั้นในสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่กำลังใช้ยาคุมกำเนิด การใช้ยาปฏิชีวนะจะทำให้ประสิทธิภาพการคุมกำเนิดลดลง จะเห็นได้ว่าการใช้ยารับประทานเพื่อการรักษาสิว ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย

ข้อควรระวังเพิ่มเติมสำหรับการใช้ยารักษาสิวชนิดทาภายนอกคือยาส่วนใหญ่มีฤทธิ์ระคายเคืองผิวหนังโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเริ่มต้นการใช้ทำให้ผิวไวต่อแสงมากขึ้น ผู้ใช้ยาจึงควรงดเว้นการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว งดการขัดผิว เลี่ยงแสงแดดจัด ใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดร่วมด้วย

นอกจากการใช้ยารักษาสิวแล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างยังจำเป็นเพื่อลดการเกิดสิวใหม่ และลดความรุนแรงของสิวที่เป็นอยู่ เช่น การรักษาความสะอาดของบริเวณผิวที่เป็นสิวอย่างอ่อนโยนอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น รวมทั้งหลังการออกกำลังกายหนัก หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่เป็นสิว ไม่ว่าจะเป็นการลูบ แคะ แกะ เกา 

กรณีเป็นสิวที่ใบหน้า ควรงดใช้เครื่องสำอางหรือเลือกใช้เครื่องสำอางที่ไม่อุดตันรูขุมขน นอกจากนั้น ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการทำความสะอาดและบำรุงผมก็ควรพิจารณาเลือกให้เหมาะสมด้วยเช่นกัน เนื่องจากผมเป็นส่วนที่สัมผัสกับบริเวณที่เป็นสิวและทำให้อาการของสิวรุนแรงมากขึ้นได้

โดยสรุป สิวเป็นปัญหาที่พบบ่อย ไม่อันตรายถึงชีวิต แต่รบกวนจิตใจและการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย สามารถรักษาขั้นต้นด้วยยาทาซึ่งมีให้เลือกใช้หลายชนิด กรณีที่อาการไม่ดีขึ้นหลังจากใช้ยาไปแล้ว 6-8 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์เพื่อพิจารณาว่าจำเป็นต้องใช้ยารับประทานหรือไม่ และการใช้ยามีรายละเอียดปลีกย่อยที่ผู้ป่วยต้องทำความเข้าใจเพื่อการใช้ยาที่ถูกต้องก่อนใช้

ผศ.ภญ.ดร.ณัฎฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคฝีดาษลิง อะไรคือสิ่งที่คนต้องระวัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/656785

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคฝีดาษลิง อะไรคือสิ่งที่คนต้องระวัง

วันจันทร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.05 น.

จากข้อมูลการแพร่ระบาดโรค ฝีดาษลิง หรือ Monkeypox ในหลายๆ ประเทศทั่วโลก ล่าสุดพบผู้ป่วยแล้วประมาณ 300 รายทำให้โรคนี้กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดของผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขทั่วโลก

โรคฝีดาษลิงเกิดจากการติดเชื้อ Monkeypox virus ค้นพบครั้งแรกปี พ.ศ. 2501 (ค.ศ. 1958) ในสัตว์จำพวกลิงนอกจากนี้ยังพบรายงานในสัตว์ตระกูลฟันแทะ เช่น กระรอก หนู กระต่าย เป็นต้น และเริ่มพบการระบาดในคนครั้งแรกในประเทศคองโก เมื่อปี พ.ศ. 2513 (ค.ศ. 1970) และพบรายงานผู้ป่วยติดเชื้อมากขึ้นในแถบแอฟริกากลางและตะวันตก

อาการแสดงของโรคในคนจะมีลักษณะคล้ายกับโรคฝีดาษหรือไข้ทรพิษ (Smallpox) แต่มีความรุนแรงน้อยกว่า ระยะเวลาฟักตัวของโรคประมาณ 5-21 วัน โดยอาการเริ่มแรกจะพบว่ามีไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ต่อมน้ำเหลืองโตหนาวสั่น อ่อนเพลีย หลังจากนั้นประมาณ 1-3 วัน จะเริ่มพบผื่นขึ้นบริเวณใบหน้าแล้วกระจายไปตามลำตัว โดยผื่นจะกลายเป็นตุ่มหนองและเกิดเป็นสะเก็ดหลุดลอก ระยะเวลาการป่วยอยู่ในช่วงประมาณ 2-4 สัปดาห์ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายจากโรคได้เอง อย่างไรก็ตาม อาจพบอาการรุนแรงโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยเด็ก ซึ่งในประเทศแอฟริกาพบอัตราการเสียชีวิตประมาณร้อยละ 1-10

การติดต่อของเชื้อ Monkeypox virus เกิดจากการสัมผัสเชื้อจากสัตว์ คน หรือสิ่งของปนเปื้อน ทำให้เชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายผ่านทางผิวหนัง ทางเดินหายใจ หรือเยื่อเมือกบริเวณตา จมูกหรือปาก นอกจากนี้ยังพบการแพร่กระจายของเชื้อจากสัตว์สู่คนจากการถูกกัดหรือข่วน รวมถึงการประกอบอาหารที่ปรุงสุกไม่เพียงพอ แม้ว่าการติดต่อจากคนสู่คนยังพบรายงานน้อยมาก แต่เชื้อไวรัสสามารถแพร่กระจายผ่านละอองฝอยขนาดใหญ่ ทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อผ่านสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ ผิวหนังที่เป็นตุ่มหนอง หรืออุปกรณ์ที่มีการปนเปื้อนเชื้อ

ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาที่จำเพาะกับโรคฝีดาษลิง แต่เนื่องจากเชื้อมีลักษณะใกล้เคียงกับไวรัสไข้ทรพิษ ทำให้การฉีดวัคซีนป้องกันไข้ทรพิษ หรือที่เรารู้จักกันคือ การปลูกฝี จึงสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคฝีดาษลิงได้ สามารถป้องกันโรคนี้ได้ร้อยละ 85 

อย่างไรก็ตามในช่วงปี พ.ศ. 2523 (ค.ศ. 1980) ได้มีการกวาดล้างโรคไข้ทรพิษ ทางองค์การอนามัยโลกได้ประกาศว่าโลกปราศจากโรคไข้ทรพิษแล้ว จึงยุติการฉีดวัคซีน ส่งผลให้เด็กที่เกิดช่วงหลังปี พ.ศ. 2523 (ค.ศ. 1980) จึงไม่ได้รับวัคซีนไข้ทรพิษอีก จึงเป็นกลุ่มเสี่ยงการติดเชื้อโรคฝีดาษลิงมากกว่าประชากรกลุ่มอื่น ๆ 

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาการใช้ยาต้านไวรัส ได้แก่ cidofovir, brincidofovir (CMX001), tecovirimat (ST-246) ซึ่งมีประสิทธิผลในการรักษาโรคฝีดาษลิง แต่พบข้อมูลเฉพาะในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลองเท่านั้น รวมถึงการให้แอนติบอดีเสริมภูมิต้านทานคือ Vaccinia Immune Globulin (VIG)

สำหรับการป้องกันโรคฝีดาษลิง ในปัจจุบันมีวัคซีนเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์เพียงชนิดเดียวที่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2562 (ค.ศ. 2019)  คือ วัคซีน JYNNEOSTM หรือที่รู้จักกันในชื่อ Imvamune หรือ Imvanex ซึ่งแนะนำให้ใช้ในผู้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป โดยฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ครั้งละ 0.5 มิลลิลิตร จำนวน 2 เข็ม ห่างกัน 4 สัปดาห์สำหรับอาการไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อยหลังรับวัคซีนนี้ คือ ปวด บวมแดง คันบริเวณที่ฉีด ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน 

อย่างไรก็ตาม วัคซีนนี้ถูกจัดเก็บโดยองค์การอนามัยโลกสำหรับกรณีฉุกเฉิน หรือใช้สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติหน้าที่ใกล้ชิดกับโรคฝีดาษเท่านั้น ดังนั้นวิธีการป้องกันและควบคุมโรคที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนหรือกลุ่มเสี่ยง ตามคำแนะนำของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้แก่

1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง หรือตุ่มหนองของสัตว์ที่ติดเชื้อ หรือสัตว์ป่า

2. หลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกไม่เพียงพอ

3. หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ เมื่อสัมผัสสัตว์ หรือคนที่ติดเชื้อ หรือเมื่อต้องเดินทางเข้าไปในป่า

4. ไม่นำสัตว์ป่ามาเลี้ยง หรือนำเข้าสัตว์จากต่างประเทศ โดยไม่ผ่านการคัดกรองโรค

5. กรณีเดินทางกลับจากประเทศที่เป็นเขตติดโรค ต้องผ่านการคัดกรอง และเฝ้าระวังอาการจนครบ 21 วัน หากมีอาการเจ็บป่วยให้รีบพบแพทย์ทันที และต้องยกกักตัว เพื่อมิให้โรคแพร่กระจายเชื้อ

สรุป โรคฝีดาษลิงไม่ใช่โรคอุบัติใหม่ แต่เป็นโรคติดเชื้อไวรัสในตระกูลไข้ทรพิษหรือฝีดาษ สามารถติดต่อจากสัตว์สู่คน และคนสู่คน ส่วนใหญ่ผู้ป่วยสามารถหายจากโรคได้เอง แต่มักพบอาการรุนแรงในเด็ก ปัจจุบันยังไม่มียารักษาจำเพาะเจาะจง แม้จะมีวัคซีนสำหรับป้องกัน แต่ยังจำกัดให้ใช้ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น เพราะฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุด คือต้องปฏิบัติตัวตามคำแนะนำเพื่อป้องกันและควบคุมโรค เพียงเท่านี้ทุกคนก็จะปลอดภัยจากโรคฝีดาษลิง

ภก.วรพงษ์ สังสะนะ, รศ.ภก.ดร.ชาญกิจ พุฒิเลอพงศ์

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ท้องผูก ปัญหาไม่เล็กของคน (ไทย)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/655187

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ท้องผูก ปัญหาไม่เล็กของคน (ไทย)

วันจันทร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

การขับถ่ายถือเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด เพราะหากเกิดปัญหาการขับถ่ายขึ้นมาก็หมายความว่าความปกติสุขในชีวิตจะหายไป

วันนี้เราจะพูดถึงคนไทยกับปัญหาท้องผูก เพราะเห็นชัดว่าการใช้ชีวิตของไทยยุคนี้เต็มไปด้วยความเร่งรีบ เร่งร้อน เครียดจัด ออกกำลังกายน้อย นั่งทำงานเป็นเวลานาน แถมบางคนยังมีพฤติกรรมการกินที่แสนพิสดาร ส่งผลให้เกิดปัญหาการขับถ่ายตามมา 

เมื่อคนเราไม่ขับถ่ายตามปกติ ร่างกายจะประสบปัญหามีของเสียตกค้างในลำไส้ใหญ่เป็นเวลานานจึงเกิดการดูดซึมน้ำในของเสียกลับเข้าร่างกาย ของที่ต้องถ่ายออกไปจึงมีความแห้งและแข็ง ทำให้ขับถ่ายได้ลำบาก จนอาจเกิดแผลที่บริเวณหูรูด ทำให้เจ็บปวดเวลาขับถ่าย นี่คืออาการท้องผูก และอาจส่งผลให้เกิดริดสีดวงทวารหนักตามมาได้

สาเหตุของท้องผูกมีหลากหลาย บางครั้งอาจไม่มีสาเหตุชัดเจน แค่สาเหตุที่พบบ่อยเป็นอันดับแรกคือพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ถ้าหากเรารับประทานอาหารที่มีกากใย หรือไฟเบอร์ไม่เพียงพอ จะทำให้ขับถ่ายยากขึ้น ปัจจุบันคนไทยจำนวนไม่น้อยได้รับอิทธิพลจากอาหารตะวันตก ทำให้บริโภคอาหารที่มีไฟเบอร์ลดลง 

ร่างกายได้กากใยจากผักและผลไม้ กากใยเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เพิ่มมวลของสิ่งที่จะขับถ่าย ทำให้ขับถ่ายง่าย ถ้าในลำไส้ใหญ่ไม่มีมวลมากพอจะส่งผลให้การกระตุ้นการขับถ่าย และการเคลื่อนไหวของลำไส้เป็นได้ยาก ส่วนปัญหาสำคัญข้อสองคือ ดื่มน้ำไม่เพียงพอทำให้ของที่ถูกขับถ่ายมีลักษณะแห้ง ไม่อ่อนนุ่ม จึงยากต่อการขับถ่าย ปัญหาที่สามคือร่างกายไม่มีการเคลื่อนไหวที่มากพอ เพราะนั่งหรือนอนเป็นเวลานาน จึงทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวน้อยลง ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของลำไส้ตามไปด้วย ในประเด็นนี้พบมากในผู้สูงอายุ เพราะเมื่ออายุมาก จะมีการเคลื่อนไหวของร่างกายน้อยกว่าคนหนุ่มสาว หรือในกรณีผู้ป่วยติดเตียง ก็ประสบปัญหาท้องผูกได้ง่าย 

นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่นๆ อีก เช่น ไม่ยอมถ่ายเมื่อรู้สึกอยากขับถ่าย หรือไม่ให้ความสำคัญกับการขับถ่าย กรณีนี้เป็นสาเหตุหนึ่งทำให้ท้องผูก หรือการรับประทานยาบางชนิดอาจส่งผลข้างเคียงทำให้เกิดภาวะท้องผูกได้ เช่น กลุ่มยาแก้ปวดบางชนิด ยาต้านอาการซึมเศร้าบางชนิด ยาลดกรดบางประเภทที่มีส่วนประกอบของแคลเซียมและอะลูมิเนียม ยาแก้แพ้บางประเภท รวมถึงเกลือแร่บางชนิด เช่น เหล็กและแคลเซียม เป็นต้น และอาการเจ็บป่วยบางอย่างอาจเป็นสาเหตุของท้องผูกได้เช่น โรคเกี่ยวกับต่อมไร้ท่อบางประเภท โรคไทรอยด์เบาหวาน ภาวะซึมเศร้า เป็นต้น และภาวะตั้งครรภ์ก็อาจทำให้เกิดปัญหาท้องผูกได้เช่นกัน

การป้องกันท้องผูกและการดูแลตัวเองในเบื้องต้น ทำได้โดยการรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูงๆ เช่น ผัก ผลไม้ที่มีกากใยสูงในปริมาณมาก เช่น กล้วยสุก มะละกอสุกสับปะรด เป็นต้น รับประทานข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี เพื่อเพิ่มปริมาณมวลทำขับถ่ายได้ง่ายขึ้น ผลไม้บางชนิดสามารถช่วยการขับถ่ายได้ เช่น ลูกพรุน มะขาม และดื่มน้ำในปริมาณที่มากพอ ออกกำลังกาย ขยับร่างกายเป็นประจำจะช่วยลดภาวะท้องผูกได้ การรับประทานอาหารชนิดโพรไบโอติกเช่น โยเกิร์ตที่มีเชื้อจุลินทรีย์ที่มีชีวิต จะช่วยสร้างสมดุลของลำไส้ได้ ถ้าเป็นไปได้ต้องสร้างนิสัยขับถ่ายให้เป็นเวลา และให้เวลากับการขับถ่าย จะช่วยแก้ปัญหาท้องผูกได้หรือถ้าจำเป็นต้องพึ่งยาจริงๆ ขอให้ปรึกษาเภสัชกรก่อนเพราะยาช่วยขับถ่ายมีหลายประเภทที่สามารถใช้ในเบื้องต้นได้สำหรับผู้ที่รับประทานกากใยไม่พอ ยาไฟเบอร์สามารถช่วยเพิ่มปริมาณกากใยได้ และยังมียาอีกหลายชนิดที่ช่วย เช่น แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ แล็กทูโลส (Lactulose)บิสซาโคดิล (Bisacodyl) สารสกัดหรือยาสมุนไพรมะขามแขก รวมถึงประเภทยาสวนโซเดียมคลอไรด์ 

แต่ขอให้ปรึกษาเภสัชกร เพื่อให้ได้รับคำแนะนำที่เหมาะสม เพราะผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวบางประเภท อาจมีข้อจำกัดในการใช้ยาบางชนิด และการใช้ยาเหล่านี้ ควรใช้ในระยะสั้น แต่หากปัญหายังเรื้อรัง ต้องไปปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษา

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ 

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อาหารเสริม ต้องรู้ให้ลึกก่อนกิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/653668

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อาหารเสริม ต้องรู้ให้ลึกก่อนกิน

วันจันทร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

อาหารรสจัดมากๆ มีอยู่มากมายหลายชนิดในสังคมไทยแล้วคนไทยจำนวนไม่น้อยก็ชอบอาหารรสจัดแบบจัดสุดๆ โดยเน้นความแซ่บ ซูเปอร์แซ่บ แถมบางครั้งเนื้อสัตว์ที่ใช้ในอาหารก็ยังไม่สุกดี เหล่านี้คือปัจจัยทำให้เกิดอาการท้องเสียได้

อาการท้องเสีย หมายถึง การขับถ่ายในความถี่ที่มากกว่าปกติ คือมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน โดยมีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปของอุจจาระร่วมด้วย เช่น ถ่ายเหลวเป็นน้ำ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดมวนท้อง โดยทั่วไปอาการท้องเสียมักหายเองภายใน 2-3 วัน ถ้าถ่ายเหลวไม่มากหรือไม่บ่อยจนเกินไป และไม่มีอาการอ่อนเพลียร่วมด้วย ก็ไม่ต้องใช้ยาใดๆ

สาเหตุท้องเสีย นอกจากรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย แล้วยังเกิดจากสาเหตุอื่นเช่น ความเครียด แพ้อาหารบางชนิด แต่ที่สำคัญซึ่งคนส่วนมากมักนึกไม่ถึงคือ การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาลดกรดที่มีส่วนผสมของแมกนีเซียม ยาบรรเทาปวดลดการอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่ steroids หรือที่เรียกว่า NSAIDs (non-steroidal anti-inflammatory drugs) ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียบางชนิดหรือในผู้ป่วยบางรายที่ใช้ยาปฏิชีวนะมาระยะหนึ่งจนเสียสมดุลของเชื้อแบคทีเรียประจำถิ่นในลำไส้ใหญ่ การใช้วิตามินซีขนาดสูงก็เป็นสาเหตุของอาการท้องเสียได้รวมถึงผู้มีอาการท้องผูกแล้วใช้ยาระบาย ก็มีบางรายเกิดอาการท้องเสียตามมา 

ดังนั้น เมื่อมีอาการท้องเสีย แพทย์หรือเภสัชกรมักจะซักประวัติการใช้ยาด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าอาการท้องเสียที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยไม่ได้มีสาเหตุมาจากยาชนิดที่กล่าวในข้างต้น ขอย้ำว่าอาการท้องเสียมักหายได้เองภายใน 2-3 วัน โดยไม่ต้องใช้ยารักษา แต่หากผู้ป่วยถ่ายบ่อยหรือถ่ายปริมาณมากในแต่ละครั้งสูญเสียน้ำและเกลือแร่มากจนมีอาจอาการอ่อนเพลีย หน้ามืด เป็นตะคริว ก็สามารถป้องกันหรือรักษาได้โดยใช้ผงน้ำตาลเกลือแร่ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ORS (oral rehydration salts) ซึ่งใช้ชงกับน้ำสะอาดในปริมาณที่กำหนด และค่อยๆ จิบตลอดทั้งวัน แต่ให้ระวังข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการดื่มปริมาณมากในคราวเดียว ซึ่งอาจทำให้อาการท้องเสียหนักกว่าเดิม ข้อควรระวังคือเมื่อผสมเกลือแร่แล้ว ต้องดื่มให้หมดภายใน 24 ชั่วโมง

ยาแก้อาการท้องเสียที่ถูกถามหาในร้านขายยา ได้แก่ ยาหยุดถ่าย ตัวที่ใช้แพร่หลายในท้องตลาดคือ loperamide ซึ่งมีผลยับยั้งการบีบตัวของลำไส้ ข้อดีคืออาการถ่ายท้องจะลดลงหรือหยุดหลังจากกินยา แต่ข้อเสียที่แพทย์และเภสัชกรไม่สนับสนุนให้ใช้คือเมื่อเราหยุดถ่ายท้อง การขับออกของเชื้อหรือสารพิษที่ทำให้เกิดอาการท้องเสีย ซึ่งเป็นกระบวนการตามธรรมชาติของร่างกายก็จะหยุดลงด้วย ทำให้เชื้อหรือสารพิษตกค้างอยู่ในร่างกายนานขึ้น 

นอกจากนี้ ยา loperamide ยังมีอาการข้างเคียง คือทำให้มึนงง ง่วงนอน ปัสสาวะขัด ท้องผูก ดังนั้นหากไม่จำเป็นจริงๆ ก็ไม่ควรใช้ยานี้ ยกเว้นว่า ต้องเข้าสอบสำคัญซึ่งลาไม่ได้ ต้องเดินทางไกล

ยาอีกชนิดที่นิยมเรียกหาคือ ผงถ่านคาร์บอน ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยดูดซับสารพิษ โดยทั่วไปสามารถใช้ได้โดยไม่มีอันตราย นอกจากอาการไม่พึงประสงค์ที่ทำให้อุจจาระเป็นสีดำ แต่ในผู้ป่วยที่ใช้ยาอื่นร่วมด้วยก็ควรระวังการกินยาเหล่านั้นร่วมกับผงถ่านคาร์บอน เพราะผงจะไปดูดซับยาเหล่านั้นไว้ ก่อนที่ยาจะดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้ไม่ได้ผลจากการใช้ยา

ยาชนิดสุดท้ายที่ผู้ป่วยมักมาเรียกหาคือยาปฏิชีวนะ ซึ่งก็พอจะเข้าใจได้ว่าเพราะผู้ป่วยคิดว่าอาการท้องเสียเกิดจากการติดเชื้อ จึงต้องกินยาฆ่าเชื้อ แต่ที่จริงแล้ว ร่างกายพยายามกำจัดเชื้อออกทางอุจจาระ ดังนั้น ในคนที่ปกติและแข็งแรง จึงไม่จำเป็นต้องกินยาฆ่าเชื้อ ในทางตรงข้ามการใช้ยาฆ่าเชื้อจะยิ่งก่อปัญหาเชื้อดื้อยาได้ด้วย เพราะฉะนั้น เมื่อผู้ป่วยไปที่ร้านขายยา เภสัชกรจึงมักปฏิเสธไม่จ่ายยาให้

สรุปคือ อาการท้องเสียเป็นอาการที่มักหายได้เองโดยไม่ต้องใช้ยาภายใน 2-3 วัน หากถ่ายบ่อยหรือถ่ายเป็นปริมาณมากจนเสี่ยงที่จะเสียน้ำหรือเกลือแร่ ควรใช้ผงน้ำตาลเกลือแร่ชงดื่มเสริมก็เพียงพอแล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงเช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้มีภูมิต้านทานโรคต่ำ เช่น ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน หากมีอาการท้องเสียแล้วไม่ดีขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง ควรรีบไปพบแพทย์ แต่สำหรับคนทั่วไปที่มีอาการท้องเสีย หากมีไข้ อาเจียน ปวดมวนท้อง ท้องแข็งเกร็ง อุจจาระเป็นมูกเลือด และมีอาการอ่อนเพลียรุนแรง ก็ควรรีบไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลทันที

ผศ.ภญ.ดร.ณัฎฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้หน้ากากและถุงมือผิดวิธี ไม่ช่วยลดการแพร่กระจายโควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/652121

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้หน้ากากและถุงมือผิดวิธี ไม่ช่วยลดการแพร่กระจายโควิด-19

วันจันทร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ทุกวันนี้หลายคนเชื่อว่าการสวมหน้ากากอนามัย และสวมถุงมือจะช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 ได้ แต่ต้องบอกว่าไม่ทุกกรณีเสมอไป โดยเฉพาะผู้สวมหน้ากากอนามัยและถุงมือซ้ำๆ กัน เพราะหน้ากากอนามัยและถุงมือที่ใช้ซ้ำ ก็คือแหล่งเก็บเชื้อโรคชั้นดี

และมีความวิตกว่าช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์นี้ เราอาจได้เห็นยอด new high รอบใหม่ของตัวเลขผู้ติดเชื้อและตัวเลขผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เพราะเมื่อดูพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คนจำนวนมากในช่วงสงกรานต์แล้วบอกได้คำเดียวว่าน่าเป็นห่วงมากหลายคนปล่อยให้การ์ดตกราวกับว่าไม่สนใจเรื่องโควิด-19 อีกต่อไป

หลังหมดวันหยุดยาวสงกรานต์ หลายชีวิตก็ต้องกลับมาทำงานทำการเหมือนเดิม ดังนั้นขอเตือนให้ระมัดระวังการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 ให้ดี เพื่อรอดปลอดภัยจากโควิด-19 ส่วนคนที่เคยติดเชื้อแล้วหายก็ต้องระมัดระวังเช่นกัน เพราะอาจติดเชื้อซ้ำได้ แถมยังเสี่ยงภาวะ long COVID อีกด้วย

การตั้งการ์ดต่อต้านโควิดคือการสวมหน้ากากอนามัย สวมถุงมือ และมีสเปรย์หรือเจลแอลกอฮอล์ติดตัว รวมถึงเว้นระยะห่างทางกายภาพ

ขอย้ำว่าหน้ากากอนามัยที่ดีคือหน้ากากอนามัยที่มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพช่วยป้องกันเชื้อโควิดได้ บางคนเลือกใช้หน้ากากผ้า แต่ขอให้เลือกชนิดที่ทออย่างแน่นหนา หน้ากากผ้าต้องมีอย่างน้อยสองชั้นแต่จากการสังเกตจากสถานการณ์ปัจจุบัน ต้องบอกเลยว่าพบเห็นการใช้หน้ากากอนามัยไม่ถูกต้องมากขึ้นบางคนสามหน้ากาก 2 ชั้นก็จริง แต่ปิดแค่ปาก และเปิดจมูก แล้วยังพบว่าในที่ทำงานบางแห่ง ก็มีคนไม่สวมหน้ากากอนามัย โดยอ้างว่าอยู่ในเขตโต๊ะทำงานของตัวเอง แล้วอ้างว่าแต่ละโต๊ะตั้งอยู่ห่างกัน แถมยังมี partition กั้นไว้ แต่ต้องไม่ลืมว่า ในที่ทำงานนั้นใช้เครื่องปรับอากาศรวมกัน ก็ย่อมมีความเสี่ยงเป็นอย่างมาก หากมีใครติดเชื้อขึ้นมารายหนึ่ง ก็สามารถแพร่กระจายเชื้อได้โดยง่าย

บางคนติดนิสัยชอบเอามือไปจับหน้ากากอนามัย ซึ่งก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรคได้ แม้จะอ้างว่าล้างมือบ่อยๆ หรือฉีดสเปรย์แอลกอฮอล์แล้วก็ตาม ขอย้ำว่าต้องเลี่ยงการนำมือไปจับหน้ากาก เพราะลดการแพร่กระจายเชื้อได้มากที่สุด

อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือการใช้ถุงมือ หลายคนเชื่อว่าใช้ถุงมือแล้วจะช่วยลดการสัมผัสเชื้อโรคที่อยู่ตามพื้นผิวต่างๆ ได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่คนพลุกพล่าน มีการสัมผัสร่วม เช่น ตะกร้าใส่ของหรือรถเข็นใน supermarket ที่จับประตู ปุ่มกดลิฟต์โดยสาร เป็นต้น 

แต่ขอเตือนว่าต้องระลึกไว้เสมอว่าถุงมือที่เราใช้สัมผัสพื้นผิวเหล่านั้นแล้ว อาจมีเชื้อโรคติดอยู่บนถุงมือ หากเราจับสิ่งของต่างๆ หรือบังเอิญจับหน้าจับตาของตนเอง ก็อาจทำให้เกิดการแพร่กระจายหรือนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ในส่วนของผู้ประกอบการหลายราย เช่นในโรงแรมระดับห้าดาวหรือร้านอาหาร ร้านกาแฟทั่วไป พนักงานจะสวมถุงมือเพื่อความสะอาดและลดการปนเปื้อน แต่หลายครั้งพบว่าใช้ถุงมือคู่เดียวนั้นในการทำกิจกรรมหลายอย่าง เช่น การเก็บถ้วยชามและทำความสะอาดโต๊ะอาหารที่แขกรับประทานเสร็จแล้ว นำขยะไปทิ้ง จัดโต๊ะใหม่ หยิบจับจานช้อน แก้วน้ำ และเสิร์ฟอาหารให้สำหรับแขก หรือจับธนบัตร เงินทอนส่งมอบให้ลูกค้า หลังจากนั้นก็ใช้ถุงมือคู่เดียวกันนี้หยิบขนม ทำเครื่องดื่ม ทำอาหารให้ลูกค้ารายอื่นๆ

ก็ขอเน้นย้ำในเรื่องการใช้ถุงมือเพื่อประกอบธุรกิจอาหาร ขอให้ผู้ประกอบการและพนักงานพิจารณาเรื่องนี้ให้ถี่ถ้วนด้วย การใส่ถุงมืออาจทำให้เรามองข้ามเรื่องความสะอาดของมือที่สวมถุงมือไป เพราะมือคนที่สวมถุงมือไม่เปื้อนก็จริงแต่ถุงมือคู่เดียวที่ใช้ในหลายกิจกรรมก็คือแหล่งรวมเชื้อโรคได้และอาจส่งต่อแพร่กระจายเชื้อโรคให้ผู้บริโภคได้ 

เพราะฉะนั้น ต้องเปลี่ยนถุงมือทุกครั้งเมื่อเสร็จจากภารกิจหนึ่ง แล้วไปทำอีกภารกิจหนึ่ง 

ในส่วนของเจลแอลกอฮอล์นั้น ก็ขอย้ำว่าต้องเลือกเจลแอลกอฮอล์ที่มีคุณภาพ ผลิตจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ส่วนการล้างมือบ่อยๆ ก็เป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการรักษาความสะอาด

หลังเทศกาลสงกรานต์นี้เป็นไปได้สูงที่ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 อาจมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เราจึงต้องสังเกตและเฝ้าระวังตัวเองให้มาก โดยเฉพาะในรายที่เดินทางกลับต่างจังหวัด หรือผู้ที่พบปะสังสรรค์กับผู้คนมากมาย และไปร่วมกิจกรรมเล่นน้ำวันสงกรานต์ ถ้าหากคุณมีอาการทางเดินหายใจ เช่นเจ็บคอ มีไข้ ไม่สบาย แม้ว่าผลตรวจ ATK จะออกมาเป็นลบก็ขอให้คุณกักตัวไว้ก่อน รอดูจนอาการเป็นปกติ แล้วจึงค่อยออกจากบ้าน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 

ผศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ 

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อาหารเสริม ต้องรู้ให้ลึกก่อนกิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/650765

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อาหารเสริม ต้องรู้ให้ลึกก่อนกิน

วันจันทร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย สาเหตุเกิดจากหลอดเลือดไปเลี้ยงที่หัวใจตีบตัน ขาดความยืดหยุ่น เนื่องจากการสะสมของไขมัน โปรตีน ที่บริเวณผนังด้านใน ของหลอดเลือด ยาลดไขมันในเลือดจึงมีบทบาทสำคัญในการรักษาและป้องกันการตายจากโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

ที่จริงแล้วไขมันเป็นสารอาหารชนิดหนึ่งที่จำเป็นต่อร่างกายมนุษย์ ร่างกายของเราต้องใช้ไขมันสร้างฮอร์โมนต่างๆ ช่วยดูดซึมวิตามินที่ไม่ละลายในน้ำ แต่ไขมันที่ได้รับมากเกินความจำเป็นก็ก่อปัญหาใหญ่ให้กับหลอดเลือดและหัวใจได้เช่นกัน ดังนั้น เมื่อถูกตรวจพบว่าระดับไขมันในเลือดสูงเกินไป ผู้ป่วยก็จะได้รับยาลดไขมันมารับประทาน ยาลดไขมันกลุ่มที่นิยมใช้มากที่สุดในท้องตลาดคือยากลุ่ม HMG-CoA Reductase Inhibitors หรือมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า statins (สะแตติน) เนื่องจากชื่อยามักจะลงท้ายด้วยคำว่า statin นั่นเอง ตัวอย่างของยากลุ่มนี้ก็เช่น simvastatin, atorvastatin, cerivastatin เป็นต้น

ส่วนใหญ่ยาลดไขมันกลุ่ม statins นี้มักจะกินแค่วันละครั้งเดียว หลังอาหารเย็น หรือก่อนนอน เนื่องจากยาไปออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ที่สร้างคอเลสเตอรอลซึ่งทำงานในช่วงกลางคืนนั่นเอง การกินยาตอนเช้าจึงไม่ได้ผล เพราะยาหมดฤทธิ์ไปก่อนที่จะถึงเวลาที่เอนไซม์ทำงาน แต่มีข้อยกเว้นสำหรับยาบางตัวที่ออกฤทธิ์ได้นาน สามารถกินตอนเช้าได้ ผู้ใช้ยาจึงต้องอ่านฉลากยาให้ดีว่ายาลดไขมันที่ตนเองได้รับต้องกินตอนไหน

โดยทั่วไปยากลุ่ม statins ไม่ค่อยมีผลข้างเคียงรุนแรง แต่ก็เช่นเดียวกับยาทุกชนิดที่ต้องมีคำเตือนเกี่ยวกับผลข้างเคียงรุนแรงที่พบได้น้อย เช่น ภาวะตับอักเสบ ช่วงเริ่มใช้ยาผู้ป่วยควรได้รับตรวจติดตามการทำงานของตับ หรือหากใช้ยาไปแล้วมีอาการอ่อนเพลีย ปวดท้อง เบื่ออาหาร ก็ควรรีบกลับไปพบแพทย์ ผลข้างเคียงอีกประการหนึ่งที่พบได้คือภาวะที่เรียกว่า rhabdomyolysis หรือ กล้ามเนื้อสลายผู้ป่วยจะมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อซึ่งไม่สัมพันธ์กับการออกกำลังกายหรือใช้งานหนัก กรณีที่รุนแรงมากอาจทำให้ไตวายเฉียบพลันจากของเสียที่เกิดจากการสลายของกล้ามเนื้อได้ อ่านถึงตรงนี้หลายท่านที่กำลังใช้ยากลุ่มนี้อยู่อาจจะตกอกตกใจ แต่ต้องบอกว่ายา statins นั้นมีประโยชน์เหนือความเสี่ยงมาก อัตราการเกิดผลข้างเคียงรุนแรงก็ต่ำมาก คือ อยู่ที่ประมาณ 1-5 ราย ในผู้ใช้ยา 1,000 คนเท่านั้น ดังนั้นผู้ใช้ยาจึงควรใช้ยาตามคำสั่งแพทย์ร่วมกับคอยสังเกตอาการผิดปกติที่เกิดขึ้น หากมีอาการที่สงสัยว่าจะเกิดจากยาควรรีบปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง

อีกประเด็นที่ผู้ใช้ยา statins ควรทราบก็คือเรื่องปฏิกิริยาระหว่างยา statins กับยาอื่น ซึ่งหากผู้ป่วยใช้บริการสถานพยาบาลที่ใดที่หนึ่งตลอด เรื่องนี้อาจไม่ต้องกังวลมากนักเพราะโรงพยาบาลต่างๆ จะมีระบบตรวจสอบว่ายาที่ผู้ป่วยแต่ละรายได้นั้นสามารถใช้ร่วมกันได้หรือไม่ แต่หากผู้ป่วยมีการซื้อยารับประทานเอง หรือไปพบแพทย์หลายโรงพยาบาล ควรแจ้งประวัติการใช้ยาทุกอย่างให้ผู้สั่งยาทราบ เพราะยา statins ที่ผู้ป่วยใช้อยู่อาจตีกับยาใหม่ที่ได้รับเพิ่มได้ ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยใช้ยา simvastarin อยู่ แต่เกิดติดเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้ต้องได้รับยา clarithromycin ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่เปลี่ยนแปลงยา simvastatin ส่งผลให้มียาเหลืออยู่ในร่างกายของผู้ป่วยมากขึ้น เสี่ยงต่อการเกิดภาวะกล้ามเนื้อสลายตัวได้เพิ่มขึ้น เป็นต้น ซึ่งหากแพทย์หรือเภสัชกรที่จ่ายยาทราบก่อนก็จะสามารถหลีกเลี่ยงการให้ยาร่วมกันโดยเลือกยาฆ่าเชื้อตัวอื่นหรืออาจให้ผู้ป่วยงดยา simvastatin ชั่วคราว ระหว่างที่กำลังใช้ตัวที่มีปัญหาอยู่ถ้าไม่สามารถหาตัวเลือกอื่นได้ เป็นต้น

ค่าปกติของระดับคอเลสเตอรอลในเลือดโดยทั่วไปคือไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร อย่างไรก็ตาม ระดับไขมันในเลือดยังคงมีรายละเอียดแยกย่อยออกไปอีกหลายค่า และแต่ละค่าก็มีค่าปกติที่แตกต่างกัน ในคนที่มีไขมันในเลือดสูงและได้รับยาลดไขมันในเลือด แพทย์จะนัดตรวจเป็นระยะเพื่อดูว่าจะต้องปรับเพิ่มหรือลดยาหรือไม่ การกินยาอย่างสม่ำเสมอและไปพบแพทย์ตามนัดจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก และแม้ว่าระดับคอเลสเตอรอลจะลดลงสู่ปกติแล้ว แพทย์ก็อาจจะยังคงให้ผู้ป่วยกินยาต่อไปเรื่อยๆ เพื่อควบคุมระดับไขมันในเลือดไว้ไม่ให้สูงขึ้นมาอีก

โดยสรุป ยากลุ่ม statins เป็นยาลดไขมันในเลือดที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยตัวยาเองมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงถ้าใช้อย่างถูกต้อง ข้อควรระวังคือผู้ใช้ยาควรคอยสังเกตว่าเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงกับตนเองหรือไม่และใช้ยาต่อเนื่องตามที่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ หากต้องใช้ยานี้ร่วมกับยาอื่นควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเสียก่อนเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหายาตีกัน หากผู้ที่กำลังใช้ยานี้อยู่มีข้อสงสัย สามารถติดต่อสอบถามศูนย์ข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัย ได้ที่ line official @guruya

ผศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สงกรานต์นี้ ต้องปลอดภัย ไร้โอมิครอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/646811

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สงกรานต์นี้ ต้องปลอดภัย ไร้โอมิครอน

วันจันทร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หลายคนกำลังเดินทางไปเที่ยวสงกรานต์ หลายคนเดินทางกลับภูมิลำเนาเดิมในวันหยุดช่วงสงกรานต์ บางคนตั้งใจไปทำบุญทำทานในวันสงกรานต์ และหลายคนตั้งใจไปหาปู่ย่าตายาย พ่อแม่ ญาติพี่น้องในต่างจังหวัดในวันสงกรานต์ ทั้งหมดเป็นเรื่องดีมาก แต่ขอเตือนสตินิดหนึ่งว่า อย่าการ์ดตก อย่าชะล่าใจเรื่องเชื้อโอมิครอน เราเที่ยวสงกรานต์ได้ แต่การ์ดเราต้องไม่ตก

วันนี้ต้องบอกตรง ๆ ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ยังมีเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเราทุกคนจึงยังจำเป็นต้องรักษามาตรการส่วนตนให้เข้มแข็ง ใครที่เตรียมตัวไปวัดเพื่อทำบุญ ขอให้เตรียมการให้พร้อม สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา นำเจลแอลกอฮอล์ไปด้วย แล้วอย่าลืมเว้นระยะห่างทางกายภาพด้วย

สำหรับการจัดเตรียมอาหารไปทำบุญ ก็ขอให้เป็นอาหารปรุงสุก งดอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ และที่สำคัญช่วงนี้อากาศค่อนข้างร้อนจัด เราต้องระมัดระวังเรื่องอาหารการกินเป็นพิเศษ หลายคนอาจจัดเตรียมหยูกยาไปถวายพระ ยาที่จัดควรเป็นยาสามัญธรรมดาทั่วไป เช่น ยาแก้ปวด ยาธาตุ ยาลดกรด จำพวกอะลูมิเนียมแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ และยาเม็ดไซเมทิโคน กลุ่มยาแก้แพ้ เช่น ลอราทาดีน ยากลุ่มเมารถเมาเรือ เช่น ยาไดเมนไฮดริเนตใช้รักษาหรือป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียนจากการเมารถเมาเรือ ยาอมให้ชุ่มคอ ลดการระคายเคือง เช่น ยาอมมะแว้ง ยาอมมะขามป้อม หรือแม้กระทั่งยาอมที่ใส่เมนทอลก็สามารถใช้ได้เช่นกัน แล้วก็ยังสามารถถวายยาจำพวกโพวิโดนไอโอดีน ยาเหลืองยาหอม ยาหม่อง  ยาดม ผ้าก๊อซพันแผลเทปพันแผล สำลี พลาสเตอร์ยา น้ำเกลือล้างแผล หรือขี้ผึ้งที่มีส่วนประกอบของเมทิลซาลิไซเลต ที่ช่วยบรรเทาอาการปวด เคล็ดขัดยอกผงเกลือแร่โออาร์เอส สำหรับรักษาอาการท้องเสีย (แต่ก่อนเลือกซื้อต้องดูให้ดีก่อนว่าผงเกลือแร่สำหรับชงมีหลายชนิด ต้องเลือกชนิดสำหรับรักษาอาการท้องเสียเท่านั้น และผงถ่าน (activated charcoal) รักษาอาการอาหารเป็นพิษ เป็นต้น 

แต่ขอให้งดการถวายยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อทุกประเภท ส่วนสิ่งที่ลืมไม่ได้ในปัจจุบัน คือหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ หรือชุดตรวจ ATK แล้วเราต้องตระหนักไว้ว่าพระภิกษุแต่ละรูปอาจมีปัญหาสุขภาพไม่เหมือนกัน บางรูปอาจมีปัญหาโรคหัวใจ ความดันเบาหวาน หรือโรคประจำตัวต่างๆ ฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นยาแผนปัจจุบัน สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดอาจก่อให้เกิดอันตรายกับพระภิกษุที่มีโรคประจำตัว หรือบางครั้งยา สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดอาจไปตีกับยาที่ท่านฉันตามปกติได้ 

การซื้อยาถวายพระสงฆ์ ต้องตรวจสอบวันหมดอายุให้ดีก่อน หากซื้อยาที่จัดเป็นชุดสำเร็๋จรูป อาจเจอยาใกล้หมดอายุได้ เพราะฉะนั้น ขอให้เลือกซื้อเองแต่ละชนิด เพื่อจะได้มั่นใจว่าได้ยาที่ยังไม่หมดอายุ และขอเน้นให้ถวายขนาดบรรจุเล็ก เพื่อลดการใช้ร่วมกัน ลดการสัมผัสร่วม และต้องมีฉลากยาติดกับผลิตภัณฑ์ เพื่อพระสงฆ์จะได้อ่านชื่อยา ข้อบ่งใช้ และวิธีใช้บนฉลากยาได้สะดวก

เวลาจะถวายดอกไม้ ธูปเทียนไหว้พระ ในหลายวัดอาจใช้ดอกไม้ ธูปเทียนแบบเวียน ดังนั้นต้องตระหนักว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการสัมผัสร่วม อาจเป็นที่มาของการแพร่ระบาดของโรคภัยได้ แต่หากจำเป็นต้องใช้ อย่าลืมฉีดแอลกอฮอล์ที่มือของเราเพื่อทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคทั้งก่อนและหลังการสัมผัส

ส่วนโยมอุปัฏฐากหรือมัคนายกที่ต้องจัดที่ทางให้พระภิกษุฉันภัตตาหาร ขอให้งดการจัดในรูปแบบการฉันรวมกัน ขอให้จัดแบบแยกฉันดีที่สุด หรือให้นำภัตตาหารกลับไปฉันที่กุฏิของแต่ละรูป เพื่อป้องกันและลดการแพร่ระบาดเชื้อทั้งในส่วนของพระและญาติโยม

หวังว่าคุณๆ ที่เตรียมไปวัดทำบุญน่าจะตระหนักในสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น เพื่อช่วยลดการแพร่ระบาดเชื้อส่วนคุณๆ ที่เตรียมตัวไปพบญาติผู้ใหญ่หรือมีการรวมญาติในวันผู้สูงอายุ และวันครอบครัวในเทศกาลสงกรานต์ ขอแนะนำให้คุณตรวจด้วย ATK ก่อนสังสรรค์รวมญาติ ถ้าจะให้ดีต้องตรวจก่อนที่จะพบเจอกัน แต่หากคุณมีอาการเจ็บคอ หรืออาการทางเดินหายใจอื่นๆ กรุณางดพบปะผู้อื่น ขอให้สันนิษฐานเบื้องต้นว่าคุณอาจติดเชื้อโควิด-19 แล้ว แม้ว่าผล ATK จะเป็นลบในช่วงแรกก็ตาม

ขอให้ทุกคนมีความสุขกายและสุขใจมากที่สุดในเทศกาลสงกรานต์นี้ขอให้ทุกคนห่างไกลจากโควิด-19 และปลอดภัยจากการเดินทางทั้งไปและกลับ 

ผศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย