รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาก่อน-หลังอาหาร กินอย่างไรให้เกิดประโยชน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/696131

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาก่อน-หลังอาหาร กินอย่างไรให้เกิดประโยชน์

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาก่อน-หลังอาหาร กินอย่างไรให้เกิดประโยชน์

วันจันทร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมเภสัชกรต้องย้ำว่า ยานี้กินก่อนหรือหลังอาหาร และยังย้ำอีกว่ายาชนิดนี้ต้องกินก่อนหรือหลังอาหารเป็นเวลานานกี่นาที หรือกี่ชั่วโมง หรือทำไมยานี้ต้องกินหลังอาหารทั้งที

ยาส่วนใหญ่นั้น กินได้โดยไม่จำเป็นต้องสนใจว่าก่อนหรือหลังอาหาร หลังจากเรากินยาเข้าไป สิ่งที่เกิดขึ้นคือยาจะแตกตัวในกระเพาะอาหารแล้วดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย โดยทั่วไปกระบวนการที่เกิดขึ้นจะใช้เวลาประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง แล้วยาจะออกฤทธิ์ตามกลไกของตัวเอง ส่วนยาแต่ละตัวต้องกินวันละกี่ครั้ง ก็ขึ้นกับระยะเวลาที่ยาออกฤทธิ์ ถ้ายาออกฤทธิ์ได้ 24 ชั่วโมง ก็กินแค่วันละครั้งเท่านั้น ถ้าออกฤทธิ์สั้นกว่านั้น เช่น 6 ชั่วโมง ก็อาจจะต้องกินถี่ขึ้น เช่น วันละ 4 ครั้ง เป็นต้น 

แต่ด้วยแนวทางการใช้ชีวิตของคนปกติที่กินอาหารวันละ 3 มื้อ ดังนั้นเมื่อสั่งยาให้กิน ก็จึงนิยมให้กินสอดคล้องกับมื้ออาหาร เพื่อจะได้ไม่ลืมกินยา เช่น ยาลดความดันโลหิต ระยะเวลาการออกฤทธิ์ 24 ชั่วโมง ก็ให้กินวันละ 1 ครั้ง หลังอาหารเช้าข้อดีคือผู้ใช้ยาก็จะไม่ลืมกิน และเวลาที่กินยาก็จะสม่ำเสมอเป็นเวลาเดียวกันทุกวัน แต่บางคนที่ไม่ได้กินอาหารเช้าก็อาจจะกังวลใจว่าจะกินยาได้หรือไม่ สุดท้ายเลยต้องวุ่นวายปรับพฤติกรรมตัวเองให้ต้องกินอาหารเช้า ทั้งที่ไม่จำเป็น เพราะถ้าอาหารไม่ได้มีผลอะไรกับการดูดซึมหรือออกฤทธิ์ของยา ผู้ป่วยตื่นมาแล้วกินยาเลยก็ได้ แค่ขอให้เป็นเวลาช่วงเดิมทุกวัน เพื่อให้ระดับยาในเลือดคงที่ ส่วนยาที่ต้องกินวันละมากกว่า 1 มื้อ ก็ดูว่าต้องกินวันละกี่ครั้ง เช่น ถ้าต้องกินวันละ 2 ครั้ง โดยส่วนใหญ่กินห่างกันประมาณ 10-12 ชั่งโมง ถ้ากินมื้อเช้า 8 โมงเช้า มื้อเย็นก็ควรเป็นประมาณ 6 โมงเย็นถึง 2 ทุ่ม เป็นต้น

แต่ยาบางชนิดเป็นยาที่ต้องเข้มงวดกับการกินก่อนหรือหลังอาหาร อันแรกคือการกินยาก่อนอาหาร ส่วนใหญ่ยาที่ระบุให้กินก่อนอาหาร จะมีเหตุผลเกี่ยวกับการดูดซึมยาเข้าสู่ร่างกาย ยาบางชนิดอาหารมีผลรบกวนการดูดซึมยา จึงควรกินยาก่อนอาหารครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง ซึ่งส่วนมากผู้ป่วยมักจะลืมทานยาก่อนอาหารบ่อยกว่าการกินยาหลังอาหาร ถ้าต้องกินยาก่อนอาหารมื้อเช้ามื้อเดียวยังพอไหว เพราะตื่นมาก็กินยาได้เลย แต่ต้องกิน 3 มื้อผู้ป่วยต้องคอยตั้งเวลาเตือนตัวเองให้ดี แต่ถ้าเผลอตัวกินข้าวไปก่อนกินยา ยาแต่ละชนิดก็แก้ไม่เหมือนกัน ยาบางชนิดหากลืมกิน อาจต้องรอท้องว่างรอบต่อไป เช่น ลืมกินยาก่อนอาหารเช้า ก็อาจจะต้องเลื่อนไปกินก่อนอาหารกลางวัน เป็นต้น 

อีกเหตุผลที่พบบ่อยของการกินยาก่อนอาหารคือต้องการให้ยาออกฤทธิ์ได้ทันหลังจากกินอาหารลงแล้ว เช่น ยาเบาหวาน ให้กินก่อนอาหาร 15-30 นาที เพื่อให้แตกตัวและดูดซึมไปก่อน เมื่อผู้ป่วยกินอาหารแล้ว ยาจะได้ออกฤทธิ์ลดน้ำตาลได้ทันเวลา เป็นต้น 

ยาอีกประเภทหนึ่งที่พบบ่อยคือ ยาลดการหลั่งกรดในกระเพาะ ที่ต้องกินตอนท้องว่าง ก่อนมื้ออาหาร

ส่วนการกินยาหลังอาหารมักจะเป็นยาที่ไม่มีปัญหาเรื่องการดูดซึม การกินยาประเภทนี้มักไม่ค่อยเป็นปัญหา แต่ในกรณีที่ฉลากระบุให้รับประทานหลังอาหารทันที ยาเหล่านี้มักจะมีปัญหาทำให้มีผลระคายเคืองกระเพาะอาหาร กลุ่มยาที่มีเงื่อนไขแบบนี้มักเป็นยาลดการอักเสบบรรเทาปวดกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์หรือที่เรียกว่า ยากลุ่ม NSAIDs ซึ่งใช้บ่อยเมื่อมีการบาดเจ็บ ปวด หรืออักเสบของข้อและกล้ามเนื้อ ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งที่พบได้ไม่บ่อยนักเวลาที่ฉลากระบุให้รับประทานยาหลังอาหารทันที เพราะว่าอาหารช่วยทำให้การดูดซึมยาเพิ่มขึ้น จึงแนะนำให้รับประทานหลังอาหารทันที โดยพบในยาต้านเชื้อราบางชนิด 

แนวทางแก้ปัญหาลืมกินยาหลังอาหารทันที ไม่ค่อยยากเท่าลืมกินยาก่อนอาหาร นั่นคือ การกินอะไรรองท้องสักเล็กน้อยก่อนกินยา ส่วนยาที่ไม่ได้ระบุว่าต้องกินหลังอาหารทันที ส่วนใหญ่ก็คือกินก่อนหรือหลังอาหารนานเท่าไรก็ได้ท้องว่างหรือไม่ว่างก็ไม่มีผลอะไรกับการดูดซึมหรือออกฤทธิ์ของยาทั้งสิ้น ถ้าต้องกินยาหลังอาหาร แล้วทำให้ชีวิตลำบากก็กินยาตามเวลาให้ได้ เช่น ยาเช้า กินเวลา 8 นาฬิกา ยาเช้า-เย็นก็กิน 6 โมงเย็น กับ 2 ทุ่ม เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าการกินยาก่อนหรือหลังอาหาร มีเหตุผลสำคัญ และต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ยา และลดอาการไม่พึงประสงค์ของการใช้ยา

อย่างไรก็ตาม ถ้าวิธีการกินยาทำให้ผู้ใช้ยาดำเนินชีวิตประจำวันได้ยากขึ้น หรือไม่สามารถปฏิบัติตามได้ การทราบเหตุผลก็อาจจะทำให้ปรับการดำเนินชีวิตประจำวันกับการใช้ยาให้เข้ากันมากยิ่งขึ้นได้ และหากรู้สึกว่าการใช้ยาทำให้การใช้ชีวิตประจำวันยากเกินไป ผู้ใช้ยาสามารถปรึกษาได้ทั้งเภสัชกรและแพทย์เพื่อเลือกยาที่เข้ากับการดำเนินชีวิตประจำวันของตนเองมากขึ้น จะส่งผลให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากการใช้ยา

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สมุนไพร คุณอนันต์ โทษมหันต์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/694714

รู้เรื่องยา

วันจันทร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ของทุกอย่างบนโลกนี้มีความดีและความไม่ดีในตัวเองทุกชนิด สมุนไพรไทยก็เช่นกัน มีคุณวิเศษ แต่ก็มีภัยมีพิษมาก หากใช้ผิด

ทุกวันนี้ คนไทยนิยมใช้สมุนไพรมากขึ้น แม้กระทั่งในช่วงการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ก็ใช้ฟ้าทะลายโจรกันมากมาย และรัฐบาลสนับสนุนการใช้สมุนไพรหลายประเภท ทำให้หลายคนเห็นว่าสมุนไพรจากธรรมชาติเป็นสิ่งปลอดภัย ปลอดจากสารเคมี จึงเชื่อเอาเองว่าน่าจะปลอดภัยกว่ายาแผนปัจจุบัน 

ในความเป็นจริงนั้น วิธีคิดแบบนี้ไม่ถูกเสมอไป ไม่สามารถยืนยันได้ว่าสมุนไพรพืชที่มาจากธรรมชาติจะปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ยกตัวอย่าง เห็ดพิษที่กินแล้วเสียชีวิต หรือกรณีใบ ดอก เมล็ดต้นยี่โถมีสารกลุ่มคาดิแอคไกลโคไซด์ (cardiac glycoside) เป็นพิษต่อหัวใจ จะเห็นได้ว่าทั้งคู่ต่างมาจากธรรมชาติ แต่พิษร้ายกาจมาก

วันนี้จะเล่ามุมมองเกี่ยวกับสมุนไพรอีกมิติหนึ่ง สิ่งแรกที่เราต้องเข้าใจคือเมื่อเรารับประทานอะไรเข้าไปก็ตามไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่ได้จากธรรมชาติ เช่น พืช หรือตัวยาเคมีสังเคราะห์ ถ้ารับประทานเข้าไปแล้วมีการตอบสนองต่อร่างกาย เช่น ลดไข้ รักษาโควิด-19 ได้ บรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้ แสดงว่าจะต้องมีสารเคมีที่ออกฤทธิ์กับร่างกาย อยู่ที่ว่าจะเป็นสารเคมีที่ถูกผลิตจากพืชหรือสารเคมีสังเคราะห์ เช่น น้ำชาจีนแก่จัดสามารถช่วยบรรเทาอาการท้องเดิน หรือทำให้ท้องผูกได้ เนื่องจากมีสารในกลุ่มแทนนิน ซึ่งมีฤทธิ์การฝาดสมาน และช่วยรักษาทางเดินอาหาร ในขณะที่ใบและฝักของมะขามแขก มีสารเคมีจำพวก sennoside A และ B มีฤทธิ์เป็นยาระบาย หรือขิงมีสารเคมีที่มีฤทธิ์ในการขับลม สารเคมีจากธรรมชาติเหล่านี้ แม้จะไม่ได้ถูกสังเคราะห์โดยมนุษย์ แต่เมื่อรับประทานเข้าไป สารเคมีต้องถูกดูดซึม และผ่านตับเพื่อเปลี่ยนแปลงและขับออกจากร่างกาย เช่น ขับออกทางปัสสาวะโดยไต รวมถึงยังมีฤทธิ์ที่ไม่พึงประสงค์หรือที่เรียกว่าผลข้างเคียงเหมือนยาแผนปัจจุบันเช่นกัน 

ดังนั้น การรับประทานผลิตภัณฑ์สมุนไพรโดยไม่ถูกต้อง หรือรับประทานผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีการควบคุมคุณภาพการผลิตที่ดี จะส่งให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรจะต้องมีความรู้ตั้งแต่การเลือกสมุนไพรที่ถูกต้อง เช่น ชนิดสมุนไพร ช่วงอายุที่เหมาะสม เนื่องจากช่วงอายุที่ต่างกัน สารออกฤทธิ์ก็ไม่เท่ากัน หรือให้ฤทธิ์ต่างกัน เช่น กล้วยดิบมีสารฝาดจำพวกแทนนิน มีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการท้องเสีย และมีสารเคมีที่เชื่อว่าใช้บรรเทาอาการกระเพาะอาหารอักเสบ แต่ในกล้วยสุกกลับมีสารจำพวกเพกตินที่ช่วยในระบาย เป็นต้น 

ส่วนของสมุนไพรที่จะนำมาใช้ก็มีความสำคัญ เพราะแต่ละส่วนก็จะมีสารเคมีที่ต่างกัน ให้การออกฤทธิ์ไม่เหมือนกัน เช่น ใบว่านหางจระเข้ใช้เป็นยาดำ มีสารจำพวกที่ให้ฤทธิ์เป็นยาระบาย แต่ส่วนของวุ้นจากใบมีฤทธิ์ในการบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนจากน้ำร้อนลวก เป็นต้น 

นอกจากนี้ การควบคุมปริมาณของสารเคมีหรือสารสำคัญก็เป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคได้รับอันตรายจากการออกฤทธิ์และผลข้างเคียงมากเกินไป รวมถึงการควบคุมปริมาณของสารปนเปื้อนต่างๆ เนื่องจากพื้นที่ที่ปลูกสมุนไพรบางชนิดอาจมีโลหะหนัก หรือสารปนเปื้อนอื่นๆ ที่มาจากกระบวนการผลิต และการควบคุมคุณภาพในการเก็บรักษา เพราะอาจเกิดปัญหาจากการปนเปื้อนจากเชื้อไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรียหรือเชื้อรา 

ในฐานะผู้บริโภค จำเป็นต้องเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ การอ่านข้อมูลบนฉลากของผลิตภัณฑ์สมุนไพรยังเป็นสิ่งที่จำเป็นไม่ต่างกับการใช้ยาแผนปัจจุบัน และอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องพึงระวังคือการรับประทานสมุนไพรร่วมกับยาแผนปัจจุบันที่รับประทานอยู่ เพราะผลิตภัณฑ์สมุนไพรมีสารเคมีที่ออกฤทธิ์ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหายาตีกัน หรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรเองก็อาจไปตีกับผลิตภัณฑ์สมุนไพรด้วยกัน ผู้ที่มีโรคประจำตัวและรับประทานยาอยู่จึงควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพร และขอให้เข้าใจว่าการรับประทานอะไรที่มากเกินไปย่อมไม่เกิดผลดี 

ความเข้าใจที่ว่าสมุนไพรเป็นสิ่งที่ได้มาจากธรรมชาติและไม่มีอันตรายใดๆ ไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไป เพราะฉะนั้นหากได้ยินคำโฆษณาที่ว่า “ปลอดภัย เพราะมาจากธรรมชาติไม่มีสารเคมี” นั่นอาจเป็นคำโฆษณาเกินจริง ย้ำว่าไม่มีสิ่งใดที่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเสมอ

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาลดกรดในกระเพาะ ยาสามัญประจำบ้านที่ต้องระวังเมื่อใช้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/693238

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาลดกรดในกระเพาะ ยาสามัญประจำบ้านที่ต้องระวังเมื่อใช้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาลดกรดในกระเพาะ ยาสามัญประจำบ้านที่ต้องระวังเมื่อใช้

วันจันทร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

อาการปวดแสบในท้องเป็นความผิดปกติที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย สาเหตุมักเกี่ยวข้องกับการรับประทานอาหาร เช่น อาหารรสจัดเกินไป รับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ส่วนสาเหตุอื่นที่พบได้บ่อย เช่น ความเครียดรับประทานเครื่องดื่มหรืออาหารที่มีผลกระตุ้นการหลั่งกรดมากเกินไป รับประทานยาที่มีผลระคายเคืองกระเพาะอาหารแล้วไม่รับประทานหลังอาหารทันทีตามที่ระบุไว้บนฉลากยา เป็นต้น และมีข้อเตือนใจสำหรับผู้ที่มีอาการปวดแสบท้องบ่อยๆ เป็นๆ หายๆ อาจจะต้องคิดถึงเรื่องแผลในกระเพาะอาหารด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีอาการปวดแสบท้อง การรักษาขั้นต้นคือใช้ยาลดกรด ซึ่งยาจะทำหน้าที่ตรงไปตรงมาตามชื่อคือ ลดกรดที่มากเกินไปในกระเพาะอาหารที่น่าจะเป็นสาเหตุหลักของอาการปวดแสบท้อง ตัวยาสำคัญของยาลดกรดคือสารที่มีคุณสมบัติเป็นด่าง ตัวที่ได้รับความนิยมในการใช้งาน เช่น aluminum hydroxide เป็นสูตรยาผสมกับ magnesium hydroxide, magnesium carbonate ส่วนยาลดกรดที่อาจจะเป็นสารเดี่ยวๆเช่น calcium carbonate, sodium bicarbonate เป็นต้น 

นอกจากสารออกฤทธิ์สำคัญในการลดกรดแล้ว ยาลดกรดที่เป็นสูตรผสมทั้งหลายก็จะเติมตัวยาช่วยขับลมบ้าง สารที่ทำให้เกิดเจลคลุมอาหารที่ถูกย่อยแล้วในกระเพาะอาหารเพื่อลดการระคายเคืองบ้าง ซึ่งสารเหล่านี้โดยตัวมันเองอาจไม่ได้ช่วยลดกรด แต่ช่วยบรรเทาอาการที่มักเกิดร่วมกับอาการปวดแสบท้องจากภาวะกรดเกิน ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของยาเพิ่มขึ้น และเพิ่มความพึงพอใจของผู้ใช้ยา

ในท้องตลาดมียาลดกรดหลายรูปแบบ เช่น ยาผงที่ต้องละลายน้ำก่อนใช้ ยาน้ำแขวนตะกอน ยาเม็ดเคี้ยวก่อนกลืน หรือยาเม็ดที่ไม่ต้องเคี้ยวก่อนกลืน ด้วยความที่ยาลดกรดบางอย่างจัดเป็นยาสามัญประจำบ้านที่ผู้ป่วยเลือกซื้อใช้เองได้ ดังนั้น ผู้เลือกยาอาจจะพิจารณาจากความสะดวกในการใช้งานเป็นหลัก เช่น ยาน้ำแม้ว่าจะออกฤทธิ์เร็ว เพราะไม่ต้องรอเวลาแตกตัวเหมือนยาเม็ด แต่มีขนาดของขวดใหญ่ทำให้พกพาไม่สะดวก และอาจหกเลอะเทอะได้ ส่วนยาเม็ด แม้ว่าต้องเคี้ยวเพื่อช่วยให้แตกตัวเร็วขึ้น แถมยังพกพาสะดวกกว่า หยิบใช้ได้ง่าย แต่ก็ไม่ออกฤทธิ์ได้รวดเร็วเท่ายาน้ำ ยาผงก็พกพาง่าย แต่เมื่อจะใช้ก็ต้องหาแก้วหาน้ำมาเพื่อผสมยา ขณะเดียวกันในปัจจุบันมีผู้ผลิตยาจัดทำยาน้ำบรรจุแบบซองสำหรับใช้ครั้งเดียวออกมาจำหน่ายแล้ว ซึ่งก็แน่นอนว่าเมื่อเทียบราคาแล้ว ราคาแพงกว่าซื้อแบบขวดใหญ่ ดังนั้นการเลือกยาลดกรดที่เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละรายก็อาจจะมีหลายปัจจัยให้คำนึงถึง

ยาลดกรดอีกกลุ่มหนึ่งที่มีผู้ใช้ยาถามซื้อบ่อยที่ร้านขายยา คือยาลดการสร้างกรดในกระเพาะอาหาร กลุ่มที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือ proton pump inhibitor หรือ PPI ชื่อตัวยาสำคัญที่หลายท่านอาจจะมีประสบการณ์เคยใช้ เช่น omeprazole, lanzoprazole เป็นต้น

ยากลุ่มนี้นิยมใช้ในผู้ป่วยที่มีแผลในกระเพาะอาหาร ที่สำคัญคือ ต้องกินก่อนอาหารประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง และมักใช้ต่อเนื่องเป็นเดือน เพื่อให้แผลในกระเพาะอาหารหายสนิท หรืออีกกรณีหนึ่งที่พบบ่อยคือ ใช้ยานี้เพื่อป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารในผู้ป่วยที่ต้องใช้ยากลุ่มที่มีผลข้างเคียงระคายเคืองกระเพาะอาหาร ยากลุ่มนี้ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา เนื่องจากไม่ใช่ยาสามัญประจำบ้าน ต้องผ่านการซักประวัติและวินิจฉัยหรือพิจารณาความจำเป็นและเหมาะสมก่อนการใช้ เพื่อให้ผู้ป่วยใช้ยาได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และคุ้มค่า

โดยสรุป ยาลดกรดจัดเป็นยาบรรเทาอาการ โดยทั่วไปเป็นยาที่ใช้ได้อย่างค่อนข้างปลอดภัย ถ้าผู้ใช้ยาไม่ได้มีโรคประจำตัวที่ต้องระวังหรือห้ามใช้ยาลดกรดบางชนิด 

อย่างไรก็ตาม หากอาการปวดแสบท้องเนื่องจากกรดเกินเป็นบ่อยเกินไป หรือเป็นๆ หายๆ จนรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวันติดต่อกันเกิน 1 เดือน แนะนำว่าควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและรักษาที่ต้นเหตุ เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเล็กๆ กลายเป็นปัญหาใหญ่หรือร้ายแรงในอนาคต

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาแก้ไอ ใช้เมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/691843

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาแก้ไอ ใช้เมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาแก้ไอ ใช้เมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น

วันจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.10 น.

อาการไอเป็นหนึ่งในอาการที่ผู้ป่วยบ่นว่า ส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันมากที่สุด ยิ่งในยุคสมัยที่โควิด-19 ยังไม่หายไปจากสังคม ถ้าหากมีใครไอขึ้นมา รับรองว่าคนรอบข้างก็ระแวงจนวงแตก 

เพราะฉะนั้น วันนี้จะมาพูดถึงเรื่องยาแก้ไอกัน แต่ก่อนจะพูดถึงยาแก้ไอ ขอกล่าวถึงอาการไอว่าจริงๆ แล้วมันเป็นกลไกปกติของร่างกายเพื่อตอบโต้สิ่งแปลกปลอมในทางเดินหายใจ เช่น ฝุ่น ควัน มลภาวะ ตลอดจนเชื้อโรคต่างๆ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มาด้วยอาการไอมักมีการติดเชื้อในทางเดินหายใจ เช่น โรคไข้หวัด คอหอย หรือหลอดลมอักเสบ

ถ้ามีอาการไอนานกว่า 3 สัปดาห์ จัดว่าเป็นไอเรื้อรัง สาเหตุของไอเรื้อรังมีความหลากหลาย และอาจรุนแรงมากกว่าแค่การสัมผัสมลภาวะหรือการติดเชื้อทั่วไป ตัวอย่างของโรคติดเชื้อซึ่งเป็นสาเหตุของการไอเรื้อรังที่คนส่วนใหญ่รู้จักคือ วัณโรคปอด ในผู้สูบบุหรี่ รวมถึงผู้ได้รับควันบุหรี่มือสอง ก็อาจมีอาการไอ และยังมีการไอจากถุงลมโป่งพองหรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ผู้ป่วยภูมิแพ้ แพ้อากาศรวมถึงผู้ป่วยหอบหืดก็อาจมีอาการไอร่วมด้วย

แต่นอกเหนือจากโรคที่วนเวียนอยู่ในระบบทางเดินหายใจแล้ว ผู้ที่มีอาการไอเรื้อรังควรคำนึงถึงสาเหตุอื่นด้วย เพราะโรคที่ดูเหมือนไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลยเช่น กรดไหลย้อน หรือโรคหัวใจ 

นอกจากนี้ อาการไออาจจะเกิดจากยาที่ผู้ป่วยรับประทานได้อีกด้วย ยาที่พบบ่อยว่าทำให้ผู้ป่วยไอคือยาลดความดันกลุ่ม ACEI เช่น enalapril เป็นต้น ดังนั้น เมื่อมีอาการไอแล้วผู้ป่วยไปพบแพทย์หรือไปหาซื้อยาที่ร้านยาอาจจะถูกซักประวัติเรื่องที่ดูเหมือนไม่ค่อยเกี่ยวข้อง ก็จึงไม่ต้องแปลกใจ

ยาแก้ไออาจจำแนกออกเป็น ยากดอาการไอ เช่น dextrometrophan ยาขับเสมหะ เช่น potassium citrate, guaifenesine และยาละลายเสมหะ เช่น bromhexine, acetylcysteine 

ยาแก้ไอที่มีจำหน่ายในท้องตลาดก็มีทั้งที่เป็นยาเดี่ยวและยาสูตรผสม ดังนั้น การเลือกใช้ยาก็ขึ้นกับว่าผู้ป่วยมีเสมหะหรือไม่ ถ้าไม่มีก็อาจใช้เพียงยากดอาการไอเดี่ยวๆ เพราะไม่ได้ประโยชน์จากยาขับหรือละลายเสมหะ ส่วนผู้ป่วยที่มีเสมหะมากหรือเสมหะเหนียวข้นถ้าเลือกสูตรยาแก้ไอที่ไม่เหมาะสมก็อาจจะบรรเทาการไอไม่ได้มาก 

นอกจากเรื่องของตัวยาแล้ว รูปแบบของยาแก้ไอก็มีหลากหลาย ทั้งแบบเม็ด ยาน้ำเชื่อม ยาน้ำแขวนตะกอน ยาผงหรือยาเม็ดฟู่สำหรับละลายน้ำ ซึ่งผู้ป่วยสามารถเลือกใช้ได้ตามความสะดวกหรือความชอบ

โดยทั่วไปกลุ่มยาแก้ไอที่มีจำหน่ายในร้านยาโดยไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์มักไม่มีอาการข้างเคียงรุนแรง อาการที่อาจพบได้ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ ท้องผูกหรือท้องเสีย ส่วนใหญ่แล้วยาแก้ไอจะใช้ตามอาการ ซึ่งนอกจากการใช้ยาแล้ว การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่าง เช่น งดน้ำเย็นหรือเครื่องดื่มเย็น งดอาหารทอด อาหารกรอบๆ อาหารมันๆ เพราะในบางราย สิ่งเหล่านี้สามารถกระตุ้นอาการไอได้ 

นอกจากนี้ จำพวกยาอม หรือยาจิบ ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรไทย เช่น มะแว้ง หรือสมุนไพรจีน ก็ได้ผลดีในผู้ใช้หลายราย แต่ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการจิบน้ำบ่อยๆ ทำให้คอไม่แห้ง ไม่ระคายเคือง จะช่วยบรรเทาอาการไอได้ และน้ำอุ่นยังช่วยลดความข้นเหนียวของเสมหะได้ดี ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของอาการไอ

ที่สำคัญเมื่อไอนานกว่า 2-3 สัปดาห์โดยหาสาเหตุไม่ได้ ร่วมกับมีอาการผิดปกติอื่นๆ เช่น มีไข้ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด เจ็บหน้าอก มีเลือดปนในเสมหะ ผู้ป่วยไม่ควรใจเย็นว่าเป็นแค่อาการไอ แต่ควรรีบไปปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุ เพราะอาการไอที่คิดว่าไม่ร้ายแรงนั้นอาจเป็นสัญญานบ่งชี้โรคร้ายแรง เช่น โรคมะเร็งปอด มะเร็งหลอดลม เป็นต้น

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มะเร็งปากมดลูก อันตรายแต่ป้องกันได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/690413

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มะเร็งปากมดลูก อันตรายแต่ป้องกันได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มะเร็งปากมดลูก อันตรายแต่ป้องกันได้

วันจันทร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มะเร็งชนิดต่างๆ เป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญทั้งระดับโลกและระดับประเทศ ปัจจุบันผู้คนมีความตระหนักเกี่ยวกับโรคมะเร็งมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ทำให้สามารถตรวจพบมะเร็งได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ตลอดจนการพัฒนายาเพื่อการรักษาและการป้องกันโรคมะเร็งก็ดีขึ้น ส่งผลให้อัตราการตายจากโรคมะเร็งลดลงเรื่อยๆ ตัวอย่างโรคมะเร็งที่อัตราป่วยและตายลดลงอย่างมากเทียบกับข้อมูลในอดีต คือ มะเร็งปากมดลูก 

มะเร็งปากมดลูก (cervical cancer) ที่พบในเพศหญิงมากเป็นอันดับ 2 ถึงแม้ว่าจะพบน้อยกว่ามะเร็งเต้านมแต่อัตราการตายกลับสูงกว่า เพราะระยะที่ตรวจพบมะเร็งปากมดลูกมักจะรุนแรงกว่ามะเร็งเต้านม ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปากมดลูกมักเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ ได้แก่ การเริ่มมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย การมีเพศสัมพันธ์ที่มีความเสี่ยง เช่น มีคู่นอนจำนวนมาก คู่นอนมีพฤติกรรมทางเพศที่เสี่ยง การมีลูกคนแรกตั้งแต่อายุยังน้อย(น้อยกว่า 20 ปี) การมีลูกหลายคน การรับประทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน รวมถึงการสูบบุหรี่ ปัจจัยเหล่านี้เพิ่มความเสี่ยงการเป็นมะเร็งปากมดลูก  

การที่มะเร็งปากมดลูกเกี่ยวข้องกับการมีเพศสัมพันธ์ ก็เพราะส่วนใหญ่ของผู้ป่วยมะเร็งชนิดนี้ (มากกว่า 99%)ตรวจพบการติดเชื้อไวรัส HPV (Human Papilloma Virus) นั่นเอง 

เชื้อไวรัส HPV มีมากมายเป็นร้อยสายพันธุ์ นอกจากเป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิงแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในทั้ง 2 เพศ คือ โรคหูดที่อวัยวะเพศ รวมถึงการเกิดมะเร็งที่เกี่ยวข้องได้อีกหลายชนิดในเพศชาย เช่น มะเร็งทวารหนัก มะเร็งศีรษะและคอ เป็นต้น  

ข้อมูลชุดนี้จึงนำไปสู่การพัฒนาวัคซีน HPV ใช้ฉีดเพื่อลดความเสี่ยงการโรคข้างต้น ปัจจุบันวัคซีนแบ่งออกเป็น 3 ชนิดคือ (1) วัคซีน 2 สายพันธุ์ หรือ bivalent (2) วัคซีน 4 สายพันธุ์ หรือ quadrivalent และ (3) วัคซีน 9 สายพันธุ์ หรือ 9-valent โดยสำหรับเพศหญิง สามารถฉีดเพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ทั้ง 3 ชนิด แต่กรณีของเพศชาย การฉีดวัคซีน HPV เพื่อป้องกันโรคหูดที่อวัยวะเพศหรือมะเร็งอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต้องใช้ชนิด 4 สายพันธุ์ขึ้นไป 

อายุที่สามารถเริ่มฉีดได้คือ9 ปีขึ้นไป และถ้าจะให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดการฉีดวัคซีน ควรเริ่มตั้งแต่ก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก สำหรับโปรแกรมฉีดวัคซีน เช่น จำนวนเข็มระยะห่างระหว่างแต่ละเข็มขึ้นอยู่กับอายุของผู้ได้รับวัคซีน ข้อมูลทางการวิจัยพบว่าวัคซีนสามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกในเพศหญิงได้ประมาณ 70-90% ดังนั้น แม้ว่าจะได้รับวัคซีนครบแล้วก็ยังคงต้องมีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกต่อไปตามปกติ 

วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก คือ การเก็บเซลล์จากปากมดลูกไปตรวจวิเคราะห์ หรือที่รู้จักกันในนามของ Pap smear (Papanicolaou smear) ซึ่งอาจมีการตรวจการติดเชื้อ HPV เพิ่มเติมด้วย การตรวจ Pap smear จะทำให้พบความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกและจัดการกำจัดออกได้ก่อนเซลล์เหล่านี้เพิ่มจำนวนพัฒนาไปเป็นมะเร็งเต็มขั้น ซึ่งระยะเวลาตั้งแต่เซลล์ผิดปกติจะเจริญไปเป็นมะเร็งเต็มขั้นใช้เวลาเป็นสิบปี ผู้หญิงที่อาจจะกลัวหรือไม่เห็นความสำคัญของการตรวจ Pap smear จึงเสียโอกาสกำจัดเซลล์มะเร็งออกไปตั้งแต่เริ่มมีการผิดปกติซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงที่มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูกมากๆ เช่น มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อยกว่า 18 ปี มีลูกเร็ว เปลี่ยนคู่นอนบ่อยหรือมีพฤติกรรมเสี่ยงด้านเพศสัมพันธ์ ยิ่งควรรับการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ สำหรับในประเทศไทย อายุเริ่มต้นที่แนะนำให้ตรวจ Pap smear คือ 30-65 ปีโดยตรวจทุก 2-3 ปี โดยอาจเริ่มตรวจได้ตั้งแต่อายุ 25 ปี ถ้ามีความเสี่ยงสูง 

โดยสรุป มะเร็งปากมดลูกเป็นหนึ่งในมะเร็งที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนและการตรวจคัดกรอง ดังนั้นนอกจากการได้รับวัคซีนแล้ว ผู้หญิงทุกคนควรให้ความสำคัญกับการตรวจคัดกรองด้วยวิธี Pap smearเพื่อสามารถจัดการมะเร็งได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งระยะลุกลามที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิต

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ซื้อยาโดยไม่ผ่านคำแนะนำของเภสัชกร (ตัวจริง) คืออันตรายใหญ่หลวง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/688234

รู้เรื่องยา

วันจันทร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้มีข่าวเด็กชาวอินโดนีเซีย และแกมเบียเสียชีวิตเป็นจำนวนไม่น้อย เพราะรับประทานยาแก้ไข้ แก้หวัด และแก้ไอชนิดน้ำเชื่อมชนิดหนึ่งเข้าไป ข่าวนี้ทำให้คนทั่วโลกหันกลับมาดูยาน้ำเชื่อมที่บุตรหลานและตัวเองต้องรับประทานโดยทันที เพราะไม่แน่ใจว่ายาที่ใช้อยู่จะทำให้เกิดปัญหาหรือไม่ แล้วหลายคนก็ทิ้งยาที่มีไปเลย เพราะไม่แน่ใจว่าจะทำให้เกิดปัญหาหรือเปล่า  

แต่เพื่อไม่ให้ตื่นตระหนกกับข่าวจนเกินไป เรามาดูสาเหตุของการเกิดเหตุการณ์นี้กันก่อน สำหรับยาที่ถูกกล่าวถึงในข่าวคือ Promethazine oral solution BP, Kofexmalin baby cough syrup, Makoff baby cough syrup และ Magrip N cold syrup ที่พบในประเทศอินโดนีเซีย และยาน้ำเชื่อมพาราเซตามอลในประเทศแกมเบีย ยาเหล่านั้นเกิดการปนเปื้อนของสารที่เรียกว่าไดเอทิลินไกลคอล (diethylene glycol) และเอทิลีนไกลคอล (ethylene glycol) ซึ่งเป็นสารถูกห้ามใช้ในยาและอาหาร เนื่องจากเป็นพิษต่อร่างกาย ส่งผลให้เสียชีวิตได้ 

แต่โดยทั่วไปในทางเภสัชกรรม ผู้ผลิตยาอาจใช้สารช่วยการละลายตัวยาสำคัญ และเพื่อแต่งรสชาติที่เรียกว่าโพรพิลีนไกลคอล (Propylene glycol) สำหรับสารโพรพิลีนไกลคอล กับสารไดเอทิลินไกลคอล และสารเอทิลีนไกลคอล มีลักษณะทางกายภาพคล้ายคลึงกันมาก ดังนั้นผู้ผลิตยาหรือโรงงานยาที่ไม่มีคุณภาพ หรือโรงงานยาผิดกฎหมายจึงใช้สารผิดชนิด หรือใช้โพรพิลีนไกลคอลที่มีการปนเปื้อนของไดเอทิลินไกลคอล หรือเอทิลีนไกลคอล ซึ่งสารสองชนิดเป็นสารพิษต่อมนุษย์ หากได้รับเข้าไปในร่างกายในปริมาณที่มากจะทำให้เสียชีวิต  

อาการเริ่มต้นจะเกิดการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปัสสาวะยาก ในบางครั้งมีผลต่อสมอง และทำให้เกิดการเป็นพิษต่อไตอย่างรุนแรงฉับพลัน และนำไปสู่การเสียชีวิตได้ในที่สุดอย่างไรตามทางกระทรวงสาธารณสุขของอินโดนีเซียกล่าวว่ายาที่เป็นปัญหาทำให้เกิดการเสียชีวิตในประเทศอินโดนีเซียไม่ได้มีการขึ้นทะเบียนยาและได้รับอนุมัติอย่างถูกกฎหมาย การใช้ยาดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นยานอกระบบ ส่วนในประเทศไทย ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยายืนยันว่ายาเหล่านั้นไม่มีจำหน่ายในบ้านเรา 

ในกระบวนการผลิตยาที่มีคุณภาพ ผู้ผลิตยาจะต้องทำวิจัยและพัฒนายาตามหลักวิชาการอย่างเคร่งครัดเพื่อให้ยามีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด แล้วนำข้อมูลที่ได้ไปขึ้นทะเบียนยากับสำนักงานคณะกรรมการและยาจนได้รับการอนุมัติ จึงจะสามารถผลิตและวางจำหน่ายยาในท้องตลาด

และที่สำคัญคือในกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน วัตถุดิบทุกตัวต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการทางเภสัชกรรม จนได้เป็นยาสำเร็จรูปที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย แล้วยาถูกส่งต่อให้เภสัชกรเพื่อจ่ายยาและให้คำแนะนำกับผู้ป่วยเพื่อใช้ยาอย่างถูกต้อง  

การซื้อยานอกระบบที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นช่องทางอินเตอร์เนต ช็อปปิ้งออนไลน์ หรือแหล่งขายยาที่ไม่ใช่โรงพยาบาล คลินิกที่ถูกกฎหมาย หรือร้านขายยาที่มีเภสัชกรประจำ คุณอาจได้ยาที่ไม่ผ่านกระบวนการผลิตและควบคุมคุณภาพตามมาตรฐาน หรือได้ยาที่ถูกลักลอบนำเข้าโดยผิดกฎหมาย ทำให้มีความเสี่ยงได้รับอันตรายจากการใช้ยาไม่มีคุณภาพ ยาปลอมยาผิดกฎหมาย หรือยาที่มีสารปนเปื้อนที่เป็นอันตรายที่เกิดจากความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของผู้ผลิตก็ตาม การได้รับยาไม่มีคุณภาพทำให้รักษาโรคไม่หาย แล้วยังทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง จนอาจทำให้เสียชีวิตได้

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อาการบ้านหมุน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/686825

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อาการบ้านหมุน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อาการบ้านหมุน

วันจันทร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.20 น.

อาการเวียนศีรษะเป็นหนึ่งในความผิดปกติที่พบบ่อยโดยเฉพาะในผู้สูงอายุ แต่คำว่าเวียนศีรษะหรือเวียนหัวมีความหมายค่อนข้างกว้าง คือ หมายรวมถึง มึนงง วิงเวียน รู้สึกตื้อๆ ในศีรษะ บางรายมีความผิดปกติในการทรงตัว รู้สึกโคลงเคลง เหมือนสิ่งรอบตัวกำลังหมุน หรือตัวเองกำลังหมุน มีอาการตาลาย เสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม บางรายที่มีอาการมากๆ อาจจะคลื่นไส้และอาเจียนได้ 

ส่วนอาการเวียนศีรษะโดยไม่มีลักษณะของบ้านหมุนร่วมด้วย อาจเกิดจากหลายสาเหตุ ที่พบบ่อยๆ คือ อาการเมารถเมาเรือ บางคนมีอาการนี้เป็นอาการนำหรืออาการเกิดร่วมกับปวดศีรษะไมเกรน คนมีความดันโลหิตค่อนข้างต่ำ เมื่อต้องเปลี่ยนอิริยาบถเร็วๆ เช่น นอนแล้วลุกขึ้นยืนทันที ก็อาจมีอาการเวียนศีรษะร่วมกับหน้ามืดได้ อาการเช่นนี้ก็พบได้ในผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอเช่นกัน อีกสาเหตุที่คนมักมองข้ามคือเรื่องของสายตา ค่าสายตาเปลี่ยนไปไม่ว่าจะสั้นมากขึ้น หรือยาวมากขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดอาการเวียนศีรษะได้ทั้งสิ้น 

สำหรับในรายที่เวียนศีรษะร่วมกับบ้านหมุน ผู้ป่วยที่มีอาการแบบนี้ในครั้งแรกจะรู้สึกตกใจ เพราะอยู่ๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองหรือสิ่งแวดล้อมกำลังหมุน แต่การหมุนที่ผู้ป่วยรู้สึกนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริง ซึ่งสาเหตุที่พบบ่อยของการเวียนศีรษะประเภทนี้มักเกิดจากความผิดปกติของหูชั้นในและสมองส่วนที่ควบคุมการทรงตัว เช่น มีตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุดผิดที่ โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน โรคประสาทการทรงตัวอักเสบ หรือประสาทหูชั้นในอักเสบ เป็นต้น 

ที่จริงแล้วอาการบ้านหมุนจากแต่ละสาเหตุมีลักษณะต่างกัน ที่พบบ่อยคือตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุดผิดที่ ผู้ป่วยมักมีอาการในขณะเปลี่ยนท่าทางของศีรษะ เช่น ตอนก้มๆ เงยๆ ลุกๆ นั่งๆ เป็นต้น มักจะเป็นระยะเวลาสั้นๆ แล้วอาการจะค่อยๆ หายไป ส่วนกรณีที่เกิดจากโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน ผู้ป่วยมักเกิดอาการเวียนศีรษะแบบรู้สึกหมุนอย่างรุนแรง ร่วมกับมีอาการคลื่นไส้อาเจียน อาการเวียนศีรษะที่เกิดขึ้นอาจนานเป็นนาทีจนถึงหลายชั่วโมง ส่วนกรณีน้ำในหูไม่เท่ากันผู้ป่วยอาจมีอาการหูอื้อร่วมด้วย 

อาการเวียนศีรษะทั้งแบบที่มีและไม่มีบ้านหมุนมักเป็นๆ หายๆ การรักษาหลักคือใช้ยาบรรเทาตามอาการ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง รวมถึงจัดการที่สาเหตุ เช่น กรณีที่เกิดจากตะกอนหินปูน ถ้าเป็นบ่อย และรุนแรงจนไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติก็อาจจำเป็นต้องผ่าตัดเอาตะกอนหินปูนออก แต่ส่วนใหญ่แล้วสามารถบรรเทาอาการด้วยการขยับศีรษะและคอด้วยท่าทางเฉพาะเพื่อช่วยเคลื่อนตะกอนหินปูนกลับเข้าที่เดิม ซึ่งผู้ป่วยต้องได้รับการสอนจากบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อทำท่าทางที่ถูกต้องและปลอดภัย 

ส่วนการเวียนศีรษะบ้านหมุนจากน้ำในหูไม่เท่ากัน รวมถึงสาเหตุอื่นใช้การรักษาหลัก คือใช้ยาบรรเทาอาการ ยาที่นิยมใช้ ได้แก่ ยาเม็ด dimenhydrinate 50 mg รับประทานครั้งละ 1 เม็ด ทุก 6 ชั่วโมง เวลามีอาการ ส่วนผลข้างเคียงของยานี้คือง่วงนอน ปากแห้ง คอแห้ง เป็นต้น  

ยาอีกชนิดหนึ่งที่นิยมใช้รักษาอาการบ้านหมุนคือ betahistine 8-16 mgรับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้งโดยขนาดยาต่อมื้อและระยะเวลาที่ต้องรับประทานแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย ส่วนอาการข้างเคียงที่พบบ่อยคือ คลื่นไส้ มวนท้อง ปวดศีรษะ เป็นต้น 

นอกจากใช้ยาตามแพทย์สั่งแล้วผู้มีอาการเวียนศีรษะ ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดอาการขึ้นซ้ำ ได้แก่ เคลื่อนไหวอย่างระมัดระวัง ไม่รีบร้อนทำอะไรรวดเร็วเกินไป เมื่อมีอาการเกิดขึ้นต้องรีบหยุดและนั่งพัก ระวังการลื่นล้ม หรือเกิดอุบัติเหตุ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีผลทำให้เลือดไปเลี้ยงหูชั้นในได้น้อยลง หลีกเลี่ยงอาหารที่เค็มที่อาจส่งผลให้มีน้ำคั่งในร่างกายและในหูชั้นในมากขึ้น พักผ่อนให้เพียงพอหลีกเลี่ยงความเครียด เป็นต้น

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม 

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : RSV โรคในหน้าฝนต่อหน้าหนาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/685368

รู้เรื่องยา

วันจันทร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ช่วงเวลาปลายฝนต้นหนาวนั้นมักจะเกิดการระบาดของโรคติดต่อในเด็กเล็กชนิดหนึ่ง คือโรค RSV (Respiratory Syncytial Virus) แต่ RSV ไม่ได้เป็นโรคใหม่เลย เพราะเป็นที่รู้จักมากว่า 10 ปีแล้ว ช่วงการระบาด RSV คือปลายฝนต้นหนาว 

RSV เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ทำให้เกิดอาการที่ระบบทางเดินหายใจ ติดต่อกันผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ เป็นต้น อาการของโรคคล้ายกับไข้หวัดคือ มีไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล มีเสมหะ แต่ในรายที่อาการรุนแรงอาจมีการติดเชื้อที่ทางเดินหายใจส่วนล่าง นำไปสู่หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ จนถึงเป็นปอดบวม และการหายใจล้มเหลว 

ความจริงแล้ว RSV นั้นติดกันได้ทุกเพศทุกวัย แต่ที่ต้องกังวลเป็นพิเศษคือเด็กเล็ก เพราะในเด็กโตที่ไม่มีโรคประจำตัวใดๆ เมื่อติด RSV ก็อาจจะมีอาการคล้ายๆ เป็นไข้หวัดเท่านั้น แต่ในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 5 ขวบถือว่ามีความเสี่ยงสูง เมื่อติดเชื้อแล้วจะมีอาการรุนแรงต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากติดเชื้อในเด็กที่คลอดก่อนกำหนด เด็กป่วยด้วยโรคหัวใจ โรคเกี่ยวกับปอด โรคที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง จัดเป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ 

ดังนั้นหากบุตรหลานในความดูแลของท่านมีเริ่มมีอาการคล้ายไข้หวัด แต่ต่อมาไอมากขึ้น เสมหะมากขึ้น หายใจลำบาก มีเสียงวี๊ดหรือมีเสียงครืดคราด มีอาการหอบเหนื่อย หายใจเร็ว อกบุ๋ม ต้องรีบพาไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันทีเพราะหากเป็น RSV จะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที 

ในปัจจุบันโรค RSV ยังไม่มีทั้งวัคซีนใช้ป้องกัน และยาใช้รักษาอย่างเฉพาะเจาะจงเมื่อเจ็บป่วยขึ้นมาก็คือรักษาตามอาการ มีไข้ก็ให้ยาลดไข้ไอมีเสมหะก็ให้ยาบรรเทาอาการไอยาละลายเสมหะ ยาขยายหลอดลมตามอาการของผู้ป่วย โรคนี้เป็นแล้วก็กลับมาเป็นอีกได้ ดังนั้นต้องพยายามป้องกันไม่ให้เป็นโดยใช้หลักเดียวกันกับการป้องกันโรคโควิด คือใส่หน้ากากอนามัย เว้นระยะห่างระหว่างบุคคล ล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการนำมือมาสัมผัสใบหน้าซึ่งในเด็กเล็กก็อาจจะทำได้ค่อนข้างยาก 

ในบ้านที่มีเด็กอยู่ในวัยเรียน แล้วบุตรหลานมีอาการไข้หวัดแม้เป็นเพียงเล็กน้อยก็ควรแยกเด็กที่ป่วยออกจากสมาชิกคนอื่นๆ เพราะเด็กโตที่ติด RSV มักอาการไม่รุนแรง แต่ถ้านำเชื้อมาแพร่ให้แก่เด็กเล็ก เด็กเล็กก็จะเสี่ยงป่วยหนักกว่า 

นอกจากต้องระวังน้องน้อยติดเชื้อจากพี่ๆ แล้ว คนอีกกลุ่มที่ต้องระวังติดเชื้อ RSV แล้วจะทำให้ป่วยหนักก็คือกลุ่มผู้สูงอายุที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกัน โดยเฉพาะที่เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคปอด โรคหัวใจ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นต้น 

ฉะนั้น แม้ว่าโควิดจะลดระดับเป็นโรคระบาดประจำถิ่นประเทศพร้อมเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวที่กำลังจะหนีหนาวมาพักผ่อนในเมืองไทย เราอาจจะเห็นว่านักท่องเที่ยวไม่ค่อยสวมหน้ากากอนามัย แต่สำหรับพวกเราที่งานก็ต้องทำ ครอบครัวก็ต้องดูแล แน่นอนว่าการรักษาระดับการป้องกันตนเองไว้เทียบเท่ากับตอนโควิดระบาดหนักๆ ก็ไม่ได้เป็นเรื่องเสียหายแต่อย่างใด เพราะนอกจากป้องกันโควิดได้แล้ว ก็ยังสามารถป้องกันโรคติดต่อรุนแรงอื่นอย่างเช่น RSV ได้ด้วยเช่นกัน

รศ.ภญ.ดร.ณัฎฐดา อารีเปี่ยม 

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ตู้เย็นไม่ใช่ตู้ยา อย่าเอายาทั้งหมดใส่ตู้เย็น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/683890

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ตู้เย็นไม่ใช่ตู้ยา อย่าเอายาทั้งหมดใส่ตู้เย็น

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ตู้เย็นไม่ใช่ตู้ยา อย่าเอายาทั้งหมดใส่ตู้เย็น

วันจันทร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 07.50 น.

เมื่อคุณได้รับยามาแล้ว ต้องรับประทานยาตามคำสั่งแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัดและที่สำคัญคือต้องเก็บยาให้ดีด้วย เพราะหากเก็บรักษายาไม่ดีจะส่งผลเสียคือยาเสื่อมคุณภาพ หรือออกฤทธิ์ไม่เต็มที่ อย่าลืมว่ายาเสื่อมคุณภาพอาจไม่ต่างไปจากสารพิษ กินเข้าไปแล้ว โรคก็ไม่หาย แต่ที่แย่ยิ่งกว่าคืออันตราย

ยาบางชนิดไม่คงตัวเมื่อเก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง จึงต้องเก็บไว้ที่อุณหภูมิต่ำ ยาพวกนี้เภสัชกรจะย้ำว่าต้องเก็บไว้ในตู้เย็น เมื่อดูฉลากยาจะระบุชัดเจน ว่าต้องเก็บยาไว้ที่อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส 

ตู้เย็นในปัจจุบันออกแบบช่องเก็บความเย็นไว้หลากหลาย แต่ละจุดให้อุณหภูมิต่างกัน เมื่อฉลากยาระบุให้เก็บยาไว้ที่อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส หมายถึงต้องช่องแช่เย็นปกติที่ไม่เย็นเกินไป(ไม่ใช่ช่องทำน้ำแข็ง) ตู้เย็นบางยี่ห้อมีช่องใต้ห้องแช่แข็ง ซึ่งอาจให้อุณหภูมิต่ำเกินไป แต่ที่สำคัญที่สุดคือห้ามเก็บยาในห้องแช่แข็งเป็นอันขาด ถ้าคุณเก็บยาที่ระบุให้เก็บในช่วง 2-8 องศาเซลเซียสไว้ในช่องแช่แข็ง จะทำให้ยาสูญเสียประสิทธิภาพในการรักษาและอาจทำให้ไม่ปลอดภัยเมื่อนำไปใช้

ส่วนยาที่ระบุให้เก็บในอุณหภูมิต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส หมายถึงการเก็บในห้องทั่วไปที่ไม่ร้อนจัด แต่บางคนอาจคิดว่าการนำยาทุกชนิดไปเก็บไว้ในตู้เย็นจะช่วยถนอมยา ไม่ให้ยาเสีย แต่ที่จริงแล้วเมื่อยาอยู่ในอุณหภูมิต่ำจะทำให้มีโอกาสเสียสภาพเร็วขึ้น และกระทบต่อคุณภาพยา เช่นยาหยอดตาบางประเภท หรือยาพ่นที่ระบุให้เก็บที่อุณหภูมิต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส หากเก็บไว้ในตู้เย็นจะทำให้อนุภาคของตัวยามีขนาดเปลี่ยนแปลงไป ส่วนยาน้ำบางชนิดถ้าอยู่ในตู้เย็น ตัวยาสำคัญจะตกตะกอน ทำให้สูญเสียประสิทธิภาพการรักษา

การเก็บยาในตู้เย็นควรเป็นตำแหน่งที่อุณหภูมิค่อนข้างคงที่ (ช่วง 2-8 องศาเซลเซียส) ไม่แนะนำให้เก็บยาไว้ที่ประตูตู้เย็น ถึงแม้ว่าเป็นตำแหน่งที่สะดวกในการหยิบยามาใช้ประตูตู้เย็นเป็นตำแหน่งที่อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงง่ายเมื่อมีการเปิด-ปิดตู้เย็น จึงแนะนำให้เก็บไว้ในตู้เย็นด้านใน และควรหากล่อง หรือภาชนะใส่ยาที่เก็บในตู้เย็น แทนที่จะวางปะปนไปกับอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อให้เป็นระเบียบ และง่ายต่อการหยิบใช้

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ ถึงแม้จะเก็บยาไว้ในตู้เย็นตามฉลากแล้ว ยาก็ต้องหมดอายุตามกำหนด เช่น ยาหยอดตาที่เปิดแล้ว อายุจะเหลือเพียง 1 เดือนหลังเปิดใช้ เนื่องจากยามีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคจึงเป็นอันตรายเมื่อนำไปใช้ เมื่อคุณเปิดใช้ยาต้องจดวันเปิดใช้ไว้ที่กล่องยา หรือขวดยา และเมื่อผ่านไป 30 วัน ควรทิ้งไป 

ส่วนยาน้ำของเด็กประเภทผงแห้งที่ต้องผสมน้ำให้เป็นของเหลวก่อนใช้ก็ยิ่งต้องระวังมากขึ้น เพราะเป็นยาปฏิชีวนะที่ต้องกินจนหมด หากเผลอลืมกินไม่หมด ยาที่เหลืออยู่ก็มีอายุแค่ประมาณ 7-14 วัน แล้วแต่ชนิดของยา โดยให้ดูที่ฉลากหรือเอกสารกำกับยาเป็นสำคัญ ยาที่อายุเกินกำหนดก็คือยาเสื่อมสภาพย้ำว่าห้ามใช้เด็ดขาด

เมื่อเราเจ็บป่วยและต้องใช้ยา ต้องใช้ยาให้ถูกต้อง และต้องเก็บยาให้ถูกต้องด้วย จึงจะทำให้เราได้รับประสิทธิผลการรักษา และได้รับความปลอดภัยจากการใช้ยา ย้ำว่ายาทุกชนิดไม่ควรนำไปไว้ในตู้เย็น และต้องไม่แช่ยาไว้ในช่องแช่แข็งเป็นอันขาด

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มีปัญหาเรื่องยา ขอให้ถามจากเภสัชกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/682360

รู้เรื่องยา

วันจันทร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมาคือสัปดาห์เภสัชและเมื่อพูดถึงเภสัชกรแล้วคนส่วนมากจะนึกถึงหมอยา หรือบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านยา จนมีคำกล่าวว่า ถ้าสงสัยเรื่องยา โปรดถามหาเภสัชกร

เชื่อว่าคุณๆ ก็น่าจะเคยได้รับบริการเรื่องยาจากเภสัชกรเป็นประจำเมื่อต้องไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล แล้วแพทย์สั่งจ่ายยาให้ หรือบางรายก็ไปพบเภสัชกรที่ร้านขายยาที่ได้มาตรฐาน 

หนึ่งในความประทับใจที่คุณจะได้รับจากเภสัชกรตัวจริง ก็คือการซักถามเรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพของคุณ และสุดท้ายจะจบด้วยการบอกย้ำถึงการรับประทานยาที่สั่งจ่ายให้ถูกวิธี เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้ใช้ยา

หลายคนถามว่าทำไมเภสัชกรต้องถามโน่นนี่นั่น ก็ขอแจ้งให้ทราบว่ากว่าจะจ่ายยาให้ผู้ป่วยได้แต่ละตัว เภสัชกรต้องการข้อมูลอะไรบ้างและเพื่ออะไรหากคุณไปรับบริการที่โรงพยาบาล หลังจากยืนยันตัวตนว่าคุณเป็นผู้ป่วยตัวจริงเรียบร้อยแล้ว คำถามหลักๆ ที่เภสัชกรจะต้องถามอย่างแน่นอนคือ แพ้ยาอะไรหรือไม่ ผู้ป่วยหลายคนอาจหงุดหงิด เพราะตอบคำถามนี้มาหลายรอบแล้วตั้งแต่เดินเข้าไปในโรงพยาบาล พยาบาลก็ถาม แพทย์ก็ถาม เภสัชกรยังจะถามอีก มาทุกรอบก็ถามทุกรอบ ไม่ดูข้อมูลที่บันทึกไว้ในคอมพิวเตอร์กันบ้างหรืออย่างไร 

คำตอบคือ ถึงเห็นว่าคุณมีประวัติแพ้ยาในคอมพิวเตอร์ บุคลากรทางการแพทย์ทุกคนก็ต้องถามซ้ำตลอด เนื่องจากคุณอาจมีประวัติแพ้ยาเพิ่มขึ้น หรือผู้ป่วยบางคนมานึกประวัติการแพ้ยาได้เมื่อเภสัชกรยื่นยาให้ ซึ่งหากเป็นยาที่คุณแพ้เภสัชกรยังสามารถดึงยากลับออกจากมือคุณได้ทัน ต้องบอกว่าการแพ้ยามีหลายระดับ ระดับที่รุนแรงที่สุดทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ และเป็นสิ่งที่ป้องกันได้โดยการถามซ้ำๆ เพื่อความมั่นใจ

ส่วนเภสัชกรในร้านขายยายิ่งมีคำถามที่ต้องซักถามคุณมากกว่าเรื่องแพ้ยา เช่น มีโรคประจำตัวไหม ใช้ยาหรืออาหารเสริม วิตามิน สมุนไพรอะไรอยู่บ้าง ที่ท่านกำลังใช้อยู่บ้าง บางคนอาจจะคิดว่าคำถามอาจไม่สัมพันธ์กับอาการที่คุณไปขอคำปรึกษา เช่น ผู้สูงอายุมาด้วยเรื่องปวดหลังเนื่องจากยกของหนักเภสัชกรจะถามว่าเป็นความดันโลหิตสูงหรือไม่ เคยเป็นหอบหืด หรือเคยเป็นแผลในกระเพาะหรือเปล่า ที่ต้องถามเพราะยาที่จะใช้สำหรับแก้ปวดลดอักเสบมีข้อควรระวังการใช้ในผู้ป่วยที่เป็นหอบหืดอาจมีผลข้างเคียงทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น รวมถึงอาจระคายเคืองกระเพาะอาหาร เภสัชกรจึงต้องถามเพื่อจะได้เลือกยาที่เหมาะสมที่สุดให้ผู้ป่วยแต่ละราย 

ความจริงนั้น ถ้าหากคุณไปซื้อยาแก้ปวดหลัง แล้วคนขายหยิบยาให้โดยแจ้งราคาเท่านั้น แต่ไม่ถามอาการใดๆเลย คุณต้องสงสัยในความปลอดภัยของคุณเป็นอันดับแรก การที่เภสัชกรต้องซักไซ้คุณว่า ปัจจุบันคุณรับประทานยาอะไรอยู่หรือไม่ ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและสมุนไพรต่างๆ ที่ใช้เป็นประจำมีอะไรบ้าง ก็เพื่อให้มั่นใจว่ายาที่ให้คุณไปนั้นจะไม่ตีกับยาที่คุณกินเป็นเป็นประจำ อันอาจจะทำให้เกิดผลเสียต่อการรักษา และเป็นอันตรายต่อคุณได้ 

เพราะฉะนั้นจึงย้ำว่าคุณจำเป็นต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับยาที่ใช้เป็นประจำ เมื่อคุณไปพบแพทย์หรือเภสัชกร คุณต้องบอกแพทย์และเภสัชกรด้วยว่าใช้ยาอะไรอยู่ก่อน เภสัชกรต้องถามเพราะจะได้รู้ว่าจะจ่ายยาที่ปลอดภัยที่สุดให้คุณได้อย่างไร หรือไม่จำเป็นต้องจ่ายยาซ้ำซ้อนกับยาที่มีอยู่ ในบางครั้งเภสัชกรจะทำตัวเหมือนเป็นครูที่ต้องซักไซ้ไล่เลียงการใช้ยา รวมถึงวิธีการใช้ยาพิเศษบางประเภทอย่างละเอียดลออ เช่น ยาพ่นโดยให้คุณเล่าให้ฟังบ้างหรือให้แสดงการใช้ยาให้ดู เพราะเภสัชกรต้องการความมั่นใจว่าคุณใช้ยาถูกวิธี 

ในบางครั้งก็พบว่า ผู้ป่วยบางรายขอซื้อยาบางชนิดไปเก็บไว้ โดยอ้างว่าเผื่อไว้ในเวลาที่ไม่สบาย หรือเผื่อว่าคนที่บ้านไม่สบาย ซึ่งยาหลายตัวนั้นเภสัชกรอาจปฏิเสธการจ่ายให้เนื่องจากยาบางชนิดเมื่อนำไปใช้อาจจะเกิดการใช้ยาไม่สมเหตุสมผลได้ ยกตัวอย่างเช่น ยาฆ่าเชื้อ หรือยาปฏิชีวนะ เนื่องจากผู้ป่วยอาจไม่สามารถพิจารณาได้ว่า การไม่สบายครั้งนี้ ผู้ป่วยติดเชื้อใด ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อโรคชนิดใดจึงจะเหมาะสม บางครั้งอาการป่วยอาจดูคล้ายกัน แต่สาเหตุการเจ็บป่วยอาจแตกต่างกัน ก็จำเป็นต้องปรึกษาเภสัชกรก่อนได้รับยา

ขอฝากคุณๆ ว่า เวลาไปพบเภสัชกร คุณอาจจะถูกถามมากมายจนรู้สึกรำคาญ แต่ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของคุณ เภสัชกรจำเป็นต้องถาม เพื่อให้มั่นใจว่าจ่ายยาได้ถูกต้องและเมื่อผู้ป่วยกลับบ้านแล้วสามารถใช้ยาได้ถูกต้อง เพื่อผลการรักษาที่ดี และเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของคุณ โปรดจำไว้ว่า เมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับยาโปรดปรึกษาเภสัชกร

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย