รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยากับการเกิดไตเสื่อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/712188

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยากับการเกิดไตเสื่อม

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยากับการเกิดไตเสื่อม

วันจันทร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.31 น.

ทราบไหมว่าคนไทยจำนวนมากถึง 8 ล้านคน ป่วยเป็นโรคไตเรื้อรัง หากไม่รักษาให้ถูกต้องทันกาล คนกลุ่มนี้จะกลายเป็นผู้ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ต้องพาตัวไปเข้าสู่กระบวนการล้างไตเพื่อกำจัดของเสีย เพราะไตไม่สามารถทำงานได้ด้วยตัวของมันเองอีกต่อไป เมื่อเป็นเช่นนั้นก็หมายความว่าเสี่ยงกับการเสียชีวิตมากยิ่งขึ้น

คุณอาจจะเคยเห็นโฆษณาชิ้นหนึ่งที่บอกให้ลดการกินน้ำซุปสารพัดชนิดที่ปรุงอย่างเข้มข้น รสจัดจ้านมากโดยเฉพาะเค็มมากๆ ต้องบอกว่าเป็นโฆษณาที่คุณดูแล้วต้องทำตาม เพราะน้ำซุปที่มีปริมาณเกลือ หรือโซเดียมมากๆ ทำให้คุณเสี่ยงเป็นโรคไต 

แต่ในความจริงแล้ว สาเหตุสำคัญอีกข้อหนึ่งที่ทำให้ไตเสื่อมก็เพราะการใช้ยา เนื่องจากยาหลายชนิดมีผลข้างเคียงต่อไต ทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้ ที่พบบ่อยมากๆ คือกลุ่มยาบรรเทาปวด โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์หรือ non-steroidal anti inflammatory drugs (NSAIDs) โดยปกติยากลุ่มนี้ใช้รักษาอาการอักเสบหรือบรรเทาปวดจากการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ กระดูก ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากยกของหนัก หรือบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา และออกกำลังกายที่ผิดวิธี 

ตัวอย่างยากลุ่มนี้ เช่น ibuprofen, diclofenac, naproxen, piroxicam celecoxib etoricoxin เป็นต้น แม้ยากลุ่มนี้จะมีข้อดีคือ กินแล้วเห็นผลรวดเร็ว ความเจ็บปวดแบบสุดๆ จะถูกบรรเทาไปโดยเร็วหลังจากกินยานี้จึงทำให้ผู้ใช้ยาติดอกติดใจ แล้วใช้ยาทุกครั้งเมื่อมีอาการเจ็บปวด แม้เจ็บนิดเจ็บหน่อย ก็คว้ายามากิน เพราะต้องการให้หายเจ็บปวดโดยไว 

แต่ต้องบอกตรงๆ ว่ายากลุ่มนี้เป็นตัวการที่บุคลากรทางการแพทย์ ไม่สนับสนุนให้กินแบบสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะนอกจากเมื่อกินแล้วเสี่ยงไตวายเฉียบพลัน ยังเสี่ยงอีกหลายอย่าง เช่น การเกิดแผลในกระเพาะอาหาร บางคนถึงขั้นกระเพาะทะลุ แล้วหากกินมากเกินไปก็เสี่ยงเป็นมะเร็งที่ไตด้วย

ย้ำว่า การใช้ยากลุ่มนี้ ต้องใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น และใช้ในเวลาที่สั้นที่สุด หากจำเป็นต้องใช้ในระยะยาว ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุต้องระวังการใช้ยากลุ่ม NSAIDs มากเป็นพิเศษ เพราะจะเกิดอาการข้างเคียงได้เร็ว และมากกว่าคนที่อายุยังน้อย

แต่ถึงแม้ NSAIDs จะเป็นกลุ่มยาเสี่ยงสูงที่ควรเลี่ยงแต่ก็มียาบางกลุ่มที่ผู้ป่วยโรคเรื้อรังบางโรคต้องกินต่อเนื่องดังนั้นการใช้ยากลุ่มนี้จึงต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์และเภสัชกรอย่างใกล้ชิด 

เมื่อคุณได้ยินว่าการกินยานานๆ อาจทำให้ไตเสียหายได้ขอบอกว่าความคิดนี้เป็นจริงสำหรับยาบางชนิด แต่ไม่เป็นจริงในยาบางชนิด ดังนั้นการที่คุณอาจต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ก็อาจจะเกิดความกังวลว่า ตกลงกินยาต่อเนื่องนานๆ จะเกิดผลเสียต่อไตหรือไม่ บางคนเลยไม่กินยาให้สม่ำเสมอตามเวลาที่กำหนด แต่ก็ต้องบอกอีกว่า การไม่กินยาให้สม่ำเสมอ ก็ทำให้เกิดภาวะไตวายได้เช่นกันเช่น ผู้ป่วยโรคเบาหวาน จะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของไต ทำให้การกรองของเสียลดลง และในระยะยาวก็จะเกิดภาวะไตวายเรื้อรังได้ นอกจากนี้ความดันโลหิตสูงก็ยังเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของการเกิดโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายได้ด้วย

ดังนั้นผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ถ้าไม่กินยาสม่ำเสมอ จะคุมความดันไม่ได้ หรือในกรณีผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาล หากไม่กินยาให้สม่ำเสมอ ก็จะมีผลเสียทำให้ไตเสื่อมได้ในเวลาต่อมา

พบว่าผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่กลัวการทานยามากๆ เพราะคิดว่าจะทำให้ไตวาย จึงไม่กินยาให้ตรงตามที่แพทย์กำหนดสุดท้ายก็ไม่สามารถควบคุมโรคที่เป็นอยู่ได้ เมื่อคุมความดันไม่ได้ และคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ ก็ทำให้เกิดภาวะไตวายได้ 

ทุกคนรู้ว่าไตเป็นอวัยวะสำคัญมาก ดังนั้นต้องลดความเค็มในอาหารและเครื่องดื่ม และต้องระมัดระวังการใช้ยาด้วย ต้องใช้ยาตามที่แพทย์สั่งหรือตามคำแนะนำของเภสัชกรอย่างเคร่งครัด เพื่อสุขภาพที่ดีของเราเอง

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ และ รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : กินอยู่แบบนี้ (จะ) ห่างไกลมะเร็ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/710583

รู้เรื่องยา

วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มะเร็งกับคนไทย ดูจะเป็นโรคที่คนไทยเป็นกันค่อนข้างมาก และเป็นมูลเหตุของการตายอันดับต้นๆ ของสังคมไทย 

สถิติปี 2562 คนไทยตายจากโรคมะเร็งประมาณวันละ 200 กว่าคน แต่รู้ไหมว่าอันที่จริงแล้ว 70 เปอร์เซ็นต์ของคนเป็นมะเร็งนั้นเราสามารถป้องกันได้ หากดูแลการกินการอยู่การใช้ชีวิตของตนเองเป็นอย่างดี

วันนี้ เรามาลงรายละเอียดกันว่าทำอย่างไรเราจึงจะไม่เป็นหนึ่งในวันละกว่า 200 คน ที่เสียชีวิตเพราะมะเร็ง

อันดับแรกคือลด ละ เลิกเหล้า รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด และบุหรี่อย่างเด็ดขาด สำหรับควันบุหรี่นั้น แม้ว่าเราไม่ได้สูบเอง แต่แค่การสัมผัสควันบุหรี่มือสองก็เสี่ยงเป็นมะเร็ง ดังนั้นการที่ผู้สูบบุหรี่เลิกได้แล้วจึงไม่ใช่ประโยชน์เฉพาะตนเองเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆ รอบตัวด้วย เป็นการลดความเสี่ยงให้คนรอบข้างอย่างดี 

คุณทราบใช่ไหมว่า การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุที่สำคัญของมะเร็งปอด โดย 9 ใน 10 คนที่ตายจากมะเร็งปอดมีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ หรือไม่ก็เป็นคนสูบบุหรี่มือสอง แต่คุณอาจจะไม่ทราบว่าการสูบบุหรี่มีความเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งหลากหลายชนิด เช่น มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับ มะเร็งหลอดลม มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งเม็ดเลือดขาวบางประเภท เป็นต้น

นอกจากเหล้า (รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด) และบุหรี่แล้ว สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงไม่นำเข้าสู่ร่างกายก็ได้แก่ อาหารปิ้งย่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ไหม้เกรียม เพราะมีส่วนประกอบของสาร polyaromatic hydrocarbon หรือ PAH ที่มีคุณสมบัติก่อมะเร็ง และมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งตับ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น รวมถึงอาหารจำพวกเนื้อสัตว์แปรรูปต่างๆ และควรงดกินปลาน้ำจืด ปลาร้า หรือเนื้อสัตว์ดิบ เพื่อหลีกเลี่ยงโรคพยาธิใบไม้ ซึ่งอาจกลายเป็นมะเร็งท่อน้ำดีต่อไปได้

อันดับต่อมา ต้องพยายามควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน เพราะความอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งหลายชนิด อาทิ มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น เพื่อควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์ เราก็ต้องเลือกกินผักหรือผลไม้ที่ไม่หวานจัดเพิ่มขึ้น ร่วมกับการออกกำลังกาย เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งได้ดี และที่สำคัญคือพฤติกรรมทั้งสองนั้นยังช่วยลดความเสี่ยงโรคอื่นๆ เช่น โรคหัวใจ และหลอดเลือดได้อีก

ประเด็นสำคัญอีกข้อที่คนมักนึกไม่ถึงว่าทำแล้วเสี่ยงมะเร็งคือพฤติกรรมมีเพศสัมพันธ์ไม่ปลอดภัย เพราะการติดเชื้อไวรัสชื่อ HPV จากการมีคู่นอนมากหน้าหลายตาเป็นปัจจัยเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งทวารหนักหรือองคชาติ การใช้ถุงยางอนามัยอาจลดความเสี่ยงได้บางส่วน แต่การไม่เปลี่ยนคู่นอนไปเรื่อยจะปลอดภัยมากที่สุด

อีกสิ่งที่ต้องเลี่ยงอีกอย่างคือการอยู่กลางแสงแดดจัดๆ เป็นเวลานาน และต้องหลีกเลี่ยงการอยู่ในบริเวณที่มีมลพิษมากๆ ในอากาศ เพราะสภาวะทั้งสองเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งได้

เชื่อว่าเมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจเริ่มท้อ เพราะมีข้อห้ามมากมายเหลือเกิน แต่ถึงอย่างไรก็ต้องเตือนให้ระวังหากคุณไม่ต้องการเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง และอีกสิ่งที่ต้องทำคือหมั่นคอยสังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย และต้องไปรับการตรวจคัดกรองมะเร็งเมื่อมีอายุที่เหมาะสม ย้ำว่าการตรวจคัดกรองมะเร็งสำคัญมาก โดยเฉพาะคนที่มีประวัติสมาชิกในครอบครัวป่วยหรือเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง ตัวอย่างการตรวจคัดกรองที่แพร่หลาย ได้แก่ การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยแปปสเมียร์ การตรวจแมมโมแกรมหรือเอกซเรย์เต้านมเพื่อหาความผิดปกติของเต้านม การตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก การตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่เพื่อคัดกรองมะเร็ง การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องอกเพื่อคัดกรองมะเร็งปอด ทั้งหมดนี้จะมีเกณฑ์อายุที่แนะนำให้เริ่มตรวจและความถี่ของการตรวจจะแตกต่างกันไป โดยขึ้นกับความเสี่ยงทั้งทางกรรมพันธุ์และพฤติกรรม 

คุณสามารถไปปรึกษาแพทย์ประจำตัวหรือเภสัชกรได้เพื่อทราบรายละเอียดเพิ่มเติมของการตรวจคัดกรองแต่ละอย่างที่เหมาะกับตัวของคุณ

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : วัน (ต่อต้าน) มะเร็งโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/709015

รู้เรื่องยา

วันจันทร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มะเร็งเป็นโรคร้ายแรงชนิดหนึ่งที่คราชีวิตผู้คน (รวมถึงสัตว์อื่นๆ) มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ดังนั้นเพื่อให้ตระหนึกถึงความร้ายแรงของมะเร็ง นานาสากลจึงร่วมใจตกลงให้วันที่ 4 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็น วัน (ต่อต้าน) มะเร็งโลก 

ข้อมูลจาก World Cancer Research Fund International รายงานเมื่อปี 2020 ว่ามีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ทั่วโลกประมาณ 18 ล้านคน คิดคร่าวๆ คือทุกๆ ประชากร 100,000 คน จะมีโอกาสเป็นมะเร็งประมาณ 190 คน ดังนั้นจึงไม่แปลกใจว่า เรามักได้ข่าวว่าคนโน้นคนนี้ที่เรารู้จักเป็นการส่วนตัวและเป็นคนดังระดับประเทศที่เราไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว ป่วยเป็นมะเร็งอยู่เรื่อยๆ ข่าวร้ายเรื่องโรคมะเร็งมีมาให้เราตกใจกันเนืองๆ สัปดาห์นี้จึงขอชวนคุยเพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับโรคมะเร็ง

อันที่จริงแล้ว มะเร็งเกิดขึ้นได้ทั้งร่างกายของเราตั้งแต่หัวจรดเท้า เพราะเซลล์ทุกส่วนของร่างกายสามารถเกิดการกลายพันธุ์เป็นเซลล์ผิดปกติได้ทั้งนั้น แต่สำหรับคนไทย ถ้าแยกตามเพศแล้ว เราพบว่าเพศชายพบมะเร็งตับและท่อน้ำดีมากที่สุด รองลงมาเป็นมะเร็งปอด ส่วนเพศหญิงพบมะเร็งเต้านมบ่อยที่สุด รองลงมาเป็นมะเร็งตับและท่อน้ำดีเช่นกัน

น่าสนใจว่าทำไมคนไทยจึงเป็นมะเร็งตับและท่อน้ำดีมากกว่าเมื่อเทียบกับคนยุโรปและอเมริกา ข้อสังเกตหนึ่งคือเรื่องสุขอนามัยและอาหารการกินเป็นเหตุสำคัญ สาเหตุที่พบบ่อยว่าเกี่ยวข้องกับมะเร็งตับคือติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี ดื่มสุรา มีภาวะไขมันพอกตับ การบริโภคสารอะฟลาท็อกซินที่ปนเปื้อนในอาหาร 

ส่วนสาเหตุที่สำคัญของมะเร็งท่อน้ำดีคือการติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับที่ปนเปื้อนมากับอาหารหมักดองจำพวก ปลาร้า เนื้อดิบ เป็นต้น อีกสาเหตุหนึ่งคือการบริโภคอาหารที่ผ่านกระบวนการถนอมด้วยสารไนโตรซามีน ดินประสิว เช่น แหนม กุนเชียง ปลาเค็ม หรืออาหารรมควันต่างๆ มากเกินไป ถ้าพิจารณาดีๆ เราจะพบว่า สาเหตุของทั้งมะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดี เป็นเรื่องที่เราสามารถป้องกันและหลีกเลี่ยงได้ เช่น ป้องกันการเป็นมะเร็งตับบางส่วนได้ตั้งแต่ต้นด้วยการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี ลดละเลิกการดื่มสุรา หลีกเลี่ยงการกินถั่วป่นที่ไม่รู้ว่าเก่าหรือใหม่เพื่อลดโอกาสได้รับอะฟลาท็อกซิน

ส่วนมะเร็งท่อน้ำดีก็ป้องกันได้ด้วยการไม่กินอาหารสุกๆ ดิบๆ ลดกินอาหารที่ผ่านการถนอมด้วยสารที่ไม่ปลอดภัยส่วนคนที่คิดว่าเอาละต่อไปนี้ฉันจะลดละเลิกอาหารจำพวกดังกล่าวอย่างจริงจัง แต่ทว่าที่ผ่านนั้น ได้รับสารก่อมะเร็งเข้าสู่ร่างกายไปไม่มากก็น้อยแล้ว หากเป็นแบบนี้จะต้องทำอย่างไร

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การรักษามะเร็งได้ผลดีคือ ต้องตรวจพบโรคตั้งแต่ตัวมะเร็งยังไม่ลุกลามเหมือนกับมะเร็งเต้านมที่ปัจจุบันนี้อัตราการรอดชีวิตและรักษาหายขาดสูงมาก เพราะคนไข้ไปหาหมอตั้งแต่โรคยังไม่ลุกลามบานปลาย แต่โชคไม่ค่อยดีที่ทั้งมะเร็งตับและท่อน้ำดีนั้นเมื่อเริ่มต้นเป็น จะสังเกตอาการได้ค่อนข้างยากมาก 

อาการเริ่มต้นของมะเร็งตับและท่อน้ำดี อาทิ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดท้อง อึดอัดแน่นท้อง เป็นอาการที่ไม่ได้จำเพาะเจาะจงเหมือนคลำพบก้อนที่เต้านม ทำให้กว่าผู้ป่วยจะไปพบแพทย์ก็ช้าเกินไป โรคจึงอยู่ในระยะลุกลามแล้ว หมายความว่าระยะเวลาที่เหลืออยู่อาจจะไม่ถึงปีแล้วก็ได้

ด้วยเหตุที่อาการเริ่มต้นของทั้งมะเร็งตับและท่อน้ำดีมักเป็นอาการผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ของระบบทางเดินอาหาร เช่น ปวดแน่นท้อง ไม่อยากกินอาหาร ทำให้ผู้ป่วยหรือญาติอาจเริ่มต้นจากการซื้อยาบรรเทาอาการเบื้องต้นจากร้านยาก่อน เช่น ยาลดกรด ยาช่วยย่อย บางคนอาจมาปรึกษาขอซื้อวิตามินไปกินเพื่อเพิ่มความอยากอาหาร แต่หากตระหนักถึงโรคร้ายแรงไว้สักนิดว่าผู้ป่วยอาจมีปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งตับหรือท่อน้ำดี โดยการให้เวลาเพื่อดูอาการด้วยตนเองประมาณไม่เกิน 1 เดือน หากอาการยังไม่ดีขึ้น ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมให้ทันการณ์ 

ล่าสุดภาครัฐมีโครงการ cancer anywhere หรือเป็นมะเร็งแล้วรักษาได้ทุกที่ ผู้มีสิทธิ์บัตรทองและได้รับวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งสามารถเข้ารับรักษาที่โรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงได้ เพิ่มทั้งความสะดวกสบายและโอกาสการได้รับการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงมากกว่าที่ผ่านมา

สรุปว่า แม้มะเร็งจะใกล้ตัวมากกว่าที่คิด แต่โอกาสได้รับการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพสูงก็เข้าถึงได้ไม่ยากเย็นอีกต่อไป การตระหนักถึงโรคและการเข้าถึงการรักษาได้ทันการณ์จะทำให้สามารถรักษาโรคได้หายขาด ทำให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นเพราะฉะนั้นจึงต้องหมั่นสังเกตสุขภาพของตนเอง หากพบเหตุผิดปกติก็ไม่ควรทิ้งไว้ แต่ต้องไปปรึกษาแพทย์โดยด่วน

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เลิกเหล้าให้สำเร็จ คุณทำได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/707475

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เลิกเหล้าให้สำเร็จ คุณทำได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เลิกเหล้าให้สำเร็จ คุณทำได้

วันจันทร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สัปดาห์ก่อนเราพูดถึงผลกระทบด้านลบต่อสุขภาพจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปแล้ว เชื่อว่าคนที่อ่านอาจจะต้องการเลิกดื่มไปเลย แต่ปัญหาคือการจะเลิกดื่มจะต้องทำอย่างไรให้สำเร็จลุล่วง เพราะหลายคนเคยตั้งใจ แต่สุดท้ายก็ล้มเลิกความตั้งใจ การหักดิบไม่ใช่เรื่องง่าย แถมหากทำไม่ดีแล้ว อาจจะกลับไปดื่มหนักกว่าเดิมด้วย

วันนี้เรามาคุยกับถึงเทคนิคการเลิกเหล้า เบียร์ ไวน์ (เรียกรวมๆ ว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็แล้วกัน) ให้ประสบความสำเร็จ ไม่ต้องกลับไปดื่มอีกหลังจากล้มเหลวเพราะทำไม่สำเร็จ

ก่อนอื่น ขั้นแรก สำหรับผู้ที่ไม่แน่ใจว่าติดเหล้าจนมีเสี่ยงมีปัญหาตามมาหรือไม่ สามารถทำแบบประเมินของกรมควบคุมโรคได้ก่อน เพื่อให้ทราบความเสี่ยงการเกิดปัญหาของตนในเบื้องต้น โดยเข้าไปในเว็บไซต์ “ติดเหล้ายัง.com” 

เมื่อได้ผลแล้ว ขั้นที่สอง สำหรับผู้ติดเหล้าที่ต้องการเลิกเหล้าอย่างเด็ดขาด คือ วิเคราะห์ตัวเองให้พบว่า ดื่มเหล้าเพราะอะไร อะไรกระตุ้นให้อยากดื่ม ความเครียดจากปัญหาเรื่องงาน หรือความสัมพันธ์ส่วนตัวกับคนในครอบครัว หรือปัญหากับคนรอบตัวในสังคม หรือดื่มเพื่อให้นอนหลับ เมื่อทราบเรื่องนี้แล้ว จะนำไปสู่การวางแผนขั้นต่อไปเพื่อหลีกเลี่ยงเหตุผลและข้ออ้างต่างๆ ที่กระตุ้นให้อยากดื่มเหล้า แล้วหาวิธีจัดการกับความเครียด ด้วยวิธีการอื่น โดยไม่ใช่หนีปัญหาด้วยการดื่มเหล้า 

กรณีนอนไม่หลับนั้น สามารถไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ และปัจจัยของปัญหา เพื่อการแก้ไขถูกจุด บางครั้งแพทย์ต้องจ่ายยาช่วยให้นอนหลับ การใช้ยาภายใต้การดูแลของแพทย์ดีกว่าติดเหล้าอย่างแน่นอน

ส่วนคนที่ดื่มเพื่อเข้าสังคม ก็ค่อยๆ จิบ โดยใช้กลยุทธ์แก้วเดียวถือไว้ไม่ต้องเติมตลอดเวลา อาจต้องเตรียมบทพูดไว้ เช่น ช่วงนี้ขอพักตับก่อน เพราะเริ่มมีอาการไม่ค่อยดี แล้วต้องใจแข็ง ไม่เติมตามแรงเชียร์ แล้วต้องลดการดื่มลงอย่างจริงๆ จังๆ โดยให้ถือว่าปริมาณเหล้าที่ลดทุกๆ วัน ถือเป็นความสำเร็จทีละขั้นของชีวิต และจะต้องทำต่อไปจนกว่าจะเลิกได้เด็ดขาด 

ขั้นที่ 3 หาคนเป็นแรงใจให้เลิกเหล้า เช่น ในกรณีมีครอบครัวแล้ว ก็คือภรรยา สามีหรือลูก แต่คนที่ยังไม่มีครอบครัว ก็มีพ่อแม่ พี่น้อง ญาติ และเพื่อนฝูง คอยให้กำลังใจทุกวัน 

คนรอบข้างต้องชื่นชมความสำเร็จของผู้ลดการดื่มเหล้า เพื่อเป็นการตอกย้ำว่าเขาทำดีและถูกต้องแล้ว เช่น แสดงความยินดีและชื่นชมที่ลดการดื่มมาได้ 1 เดือนแล้ว ความยินดีของคนที่เรารักคือกำลังใจทำให้สามารถทำสิ่งที่ยากได้สำเร็จ

ขั้นที่ 4 เปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมหรือพฤติกรรม ขั้นนี้น่าจะได้ผลมากในรายที่ดื่มเมื่อเครียดหรือกลุ้มใจ แทนที่จะเลือกดื่มเหล้าตามสัญชาตญาณ ให้หาเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์มาแทน เช่น น้ำอัดลมแบบไม่มีน้ำตาล หรือจะดื่มโซดาเปล่าๆ ก็ได้ หรืออาจเปลี่ยนกิจกรรมการนั่งดื่มไปทำอย่างอื่น เช่น ยิมออกกำลังกาย เล่นเกม ปลูกต้นไม้ จัดบ้านล้างรถยนต์ เพื่อใช้กิจกรรมเหล่านั้นทดแทนการดื่ม

ขั้นที่ 5 เตรียมตัวรับมือกับอาการที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อไม่ได้ดื่มเหล้า ส่วนใหญ่คนที่ติดเหล้ามักจะมีอาการกระวนกระวาย วิตกกังวล ปวดหัว อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ มือสั่น เหงื่อแตก อารมณ์ไม่คงที่ เมื่อไม่ได้ดื่ม ถ้าเกิดอาการเหล่านี้ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ เพราะมียาที่ใช้บรรเทาอาการดังกล่าวได้ ทั้งที่ใช้เมื่อเกิดอาการและเพื่อป้องกัน ซึ่งการรักษาแบบนี้ใช้ระยะเวลาเพียงชั่วคราว และสามารถช่วยให้ผู้ต้องการเลิกเหล้า กลับไปใช้ชีวิตเกือบปกติโดยเร็ว 

มีสิ่งหนึ่งที่ย้ำว่าห้ามทำเด็ดขาด คือซื้อยาเลิกเหล้าออนไลน์ ขอย้ำ และย้ำว่า อันตรายมาก อย่าลืมว่าก่อนใช้ยาใดๆ ต้องปรึกษาแพทย์ และเภสัชกรก่อนทุกครั้ง

ส่วนใครที่ยังลังเล สงสัย ไม่มั่นใจว่าจะเลิกเหล้าได้สำเร็จหรือไม่ หรือระหว่างการเลิกเหล้ายังมีปัญหาต่างๆ สามารถขอคำปรึกษาได้ที่สายด่วน 1413 : ศูนย์ปรึกษาปัญหาเลิกสุรา

สุดท้ายนี้ ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ตั้งใจเลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขอให้ประสบความสำเร็จทุกคน เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณ และเพื่อสุขภาพจิตที่ดีของคนใกล้ชิด

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ถึงรู้ว่าเหล้า เบียร์ ไวน์มีผลเสียต่อสุขภาพ แต่ก็อดใจไม่ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/705934

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ถึงรู้ว่าเหล้า เบียร์ ไวน์มีผลเสียต่อสุขภาพ แต่ก็อดใจไม่ได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ถึงรู้ว่าเหล้า เบียร์ ไวน์มีผลเสียต่อสุขภาพ แต่ก็อดใจไม่ได้

วันจันทร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ และไวน์ถูกยอมรับโดยคนไม่น้อยว่าช่วยสร้างบรรยากาศและสีสันในการพบปะสังสรรค์มีประวัติกล่าวว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่บนโลกใบนี้มานานนับพันๆ ปีแล้ว ดังนั้นคนจำนวนไม่น้อยกับเครื่องดื่มชนิดนี้จึงใกล้ชิดกันมาก

แต่ก็มิใช่ว่าคนที่ดื่มเหล้า เบียร์ ไวน์จะไม่รู้ว่าหากดื่มมากๆ จะส่งผลเสียต่อร่างกาย แต่ถึงรู้ ก็ยังมีคนดื่มต่อไป 

การดื่มเครื่องดื่มแอลกฮอล์มากเกินความพอดีทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพหลายประการและมีผลโดยตรงกับระบบการทำงานของร่างกาย ผลกระทบอันแรกคือ สมอง แอลกอฮอล์ทำให้การทำงานของสมองมีประสิทธิภาพต่ำลง มีผลโดยตรงต่อการทรงตัว ความจำ การพูด การมองเห็น สมาธิในการทำกิจกรรมต่างๆ มีผลต่อความสามารถตัดสินใจในเรื่องต่างๆ และความรับรู้ การตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัวลดลงและช้าลง สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นพฤติกรรมของคนดื่มแอลกอฮอล์ เช่น ดื่มแล้วทำให้ความกล้าเพิ่มขึ้น ความยับยั้งชั่งใจลดลงผู้ดื่มเหล้าจนมึนเมามีแนวโน้มก่อเหตุทะเลาะวิวาทกับคนอื่นมากขึ้น รวมถึงอาจนำไปสู่ความรุนแรงในครอบครัวได้

เมื่อขาดความยับยั้งชั่งใจ บวกกับการรับรู้ต่อสิ่งแวดล้อมลดลง การตัดสินใจในเรื่องต่างๆ และการตอบสนองต่อเหตุการณ์ก็ลงลด ดังจะพบว่าคนที่เมาสุราแล้วขับรถยนต์จะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้โดยง่าย แล้วนำไปสู่ความพิการ หรือความตายของทั้งของผู้เสพและผู้อื่น

น่าอัศจรรย์ใจมากที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์คือสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมบนท้องถนนในเมืองไทยในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก เรื่องนี้ทุกคนรับรู้ดี แต่ก็แค่รับรู้เท่านั้น เพราะปัญหายังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากข้อเท็จจริงพบว่ากฎหมายไทยดูเสมือนยินยอมให้คนเมาแล้วขับรถยนต์ได้ เพราะบทลงโทษต่ำมาก คนเมาแล้วขับรถยนต์ ถูกตัดคะแนนความประพฤติการขับรถเพียงแค่ 4 คะแนนเท่านั้น 

การดื่มแอลกอฮอล์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ส่งผลให้ขนาดสมองหดแฟบลง และยังฟ่อในส่วนที่เรียกว่า ฮิปโปแคมปัส (hippocampus) ซึ่งเกี่ยวข้องกับความจำ และการใช้เหตุผล โดยผลในส่วนนี้จะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ดื่ม

ทุกคนอาจทราบดีว่าแอลกอฮอล์ที่เราดื่มคือ เอธิลแอลกอฮอล์ หรือ เอทานอล (ethanol) เมื่อดื่มเข้าไปแล้ว แอลกอฮอล์จะถูกร่างกายเปลี่ยนแปลงเป็นสารที่เรียกว่าอะเซตาลดีไฮด์ (acetaldehyde) และ อะซีเตท (acetate) ตามลำดับ สารนี้มีผลทำให้เกิดการอักเสบที่ตับ เมื่อดื่มเหล้ามากๆ และบ่อยๆ การอักเสบก็จะรุนแรงและเรื้อรัง จนเกิดภาวะตับแข็งตามมา 

ภาวะตับแข็งทำให้ตับทำหน้าที่ผิดปกติ หน้าที่หลักของตับคือกำจัดของเสียต่างๆ ในร่างกาย คนที่ตับแข็งจะมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง ท้องมาน นอกจากนั้น ตับยังทำหน้าที่สร้างสารช่วยให้เลือดแข็งตัว คนตับแข็งจึงเลือดออกง่าย แต่ที่สำคัญคือเมื่อตับแข็งแล้ว จะไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้อีก

แอลกอฮอล์ยังส่งผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ทำให้ความดันโลหิตสูง มีผลทำลายกล้ามเนื้อหัวใจ และการเต้นของหัวใจ

หลายคนอ้างว่า แม้จะดื่ม แต่ก็รู้ limit ของตัว จึงไม่มีทางดื่มจนเมา หรือเป็นตับแข็งอย่างแน่นอน แต่ทว่าหากสังเกตดีๆ คนดื่มเหล้าจัดๆ มักมีน้ำหนักขึ้นเรื่อยๆ โปรดอย่าคิดว่าเป็นผลมาจากกับแกล้ม เพราะอันที่จริงเหล้าหรือแอลกอฮอล์มีพลังงานสูงมาก เทียบกับคาร์โบไฮเดรต 1 กรัมที่ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรีแอลกอฮอล์ 1 กรัม ให้พลังงานสูงถึง 7 กิโลแคลอรี เกือบ 2 เท่าของคาร์โบไฮเดรต จึงไม่น่าแปลกใจที่คนที่ดื่มเบียร์วันละ 2-3 ขวด จะมีน้ำหนักขึ้นเรื่อยๆ แม้ไม่ได้กินอาหารหลักมากมายก็ตาม แล้วเมื่อถึงจุดภาวะอ้วนลงพุง โรคที่เกี่ยวกับระบบเผาผลาญหรือ metabolic diseases ก็จะตามติดมาติดๆ เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคเกาต์ โรคหัวใจ และหลอดเลือด เป็นต้น 

ดังนั้น แม้จะไม่นับผลทางตรงที่เหล้ามีต่อระบบต่างๆ ของร่างกาย แต่ก็มีผลทางอ้อมที่ทำให้เกิดโรคอื่นๆ หลายโรค และเหล้ายังเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งได้หลายตำแหน่งด้วย นอกจากมะเร็งตับ ที่เกิดจากผลของเหล้าต่อตับโดยตรง อะเซตาลดีไฮด์ที่ได้จากการเปลี่ยนแปลงของแอลกอฮอล์คือสารที่มีความสัมพันธ์กับการก่อมะเร็งโดยตรง 

เพราะ อะเซตาลดีไฮด์ สามารถเปลี่ยนแปลงสาย DNA ทำให้มีโอกาสเกิดการกลายพันธุ์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคมะเร็ง 

มีงานวิจัยพบว่าเหล้าเป็นปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ มะเร็งศีรษะและคอมะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ยิ่งในคนที่ทั้งดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ด้วย ความเสี่ยงก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจเกิดอาการไม่พึงประสงค์ หรืออันตรายจากแอลกอฮอล์ที่ดื่มไปตีกับยาที่ใช้ มียาจำนวนไม่น้อยที่เกิดปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ เช่น ยาพาราเซตามอล ยาแก้ปวดอื่นๆ ยานอนหลับ ยาต้านชัก ยาต้านซึมเศร้า ยาฆ่าเชื้อบางประเภท เป็นต้น 

เห็นแล้วใช่ไหมว่าโทษของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีมากมาย สามารถทำลายล้างระบบการทำงานของร่างกายได้อย่างน่ากลัว แต่ก็เป็นดุลยพินิจของปัจเจกว่าจะยังคงดื่มต่อไป หรือจะยุติการดื่มแน่นอนว่าในรายที่เคยดื่มหนักมาก อาจจะยากกับการหักดิบเลิกดื่มโดยพลัน แต่การค่อยๆ ลดปริมาณ และความถี่ในการดื่มลง ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ก่อนดื่มทุกครั้งขอให้คิดก่อนว่าจะมีความสุขตอนนี้ หรือจะต้องทนทุกข์แสนสาหัสในวันหน้า ส่วนเรื่องความจนความรวยนั้น เป็นเรื่องที่หลายคนรู้ดีว่าจ่ายค่าเหล้า เบียร์ ไวน์นั้นแพงกว่าจ่ายค่าอาหาร แต่ที่จ่ายแพงกว่าคือค่ารักษาพยาบาล ส่วนเรื่องนายทุนขายเหล้า เบียร์ ไวน์ร่ำรวยมากขึ้นกี่แสนกี่ล้านเท่านั้น ก็ลองดูความมั่งคั่งของเจ้าของธุรกิจค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เอาเองก็แล้วกัน

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ และรศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ไบโอติน สารที่จำเป็นสำหรับร่างกาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/704396

รู้เรื่องยา

วันจันทร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หลายคนมักจะตั้งต้นปีใหม่ด้วยการตั้งปณิธานปีใหม่ หรือ New Year Resolution เพื่อให้มีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม ปีนี้เรามาตั้งปณิธานปีใหม่ด้วยการดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีขึ้นนะครับ เริ่มจากลดละเลิกการนำสิ่งที่ไม่ดีต่อสุขภาพเข้าสู่ร่างกายของเรา แล้วหันมาใส่ใจเรื่องอาหารการกินให้มากขึ้นแต่สำหรับมนุษย์วัยทำงานที่มักจะอ้างว่างานยุ่งมาก จนไม่มีเวลาใส่ใจกับอาหารการกิน ก็ต้องเลิกอ้าง แล้วหันมาใส่ใจตัวเองให้มากขึ้น

บางคนอาจดูแลเรื่องอาหารการกินแล้ว ยังมองหาวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารด้วย แต่มีข้อแนะนำว่าก่อนใช้วิตามินหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ คุณควรปรึกษาแพทย์ก่อน โดยเฉพาะผู้มีโรคประจำตัว หรือต้องใช้ยาเป็นประจำ ยิ่งต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง

หนึ่งในบรรดาวิตามินหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ถูกพูดถึงเป็นอันดับต้นๆ คือไบโอติน (biotin) โดยเฉพาะในกลุ่มคนมีปัญหาผมร่วง ผมบาง ผมน้อย เพราะเชื่อคำโฆษณาว่าไบโอตินมีส่วนช่วยแก้ปัญหาผมร่วง ดูแลสุขภาพของผิวหนังและเล็บ 

วันนี้ เรามาทำความรู้จักไบโอตินให้มากขึ้นดีกว่าไบโอตินหรือวิตามินบี 7 (วิตามินนี้ละลายน้ำได้) ขึ้นชื่อว่าวิตามินก็คือสารสำคัญที่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย แต่ทว่าร่างกายไม่ต้องการปริมาณมาก 

ในประเทศสหรัฐอเมริกาแนะนำค่าปริมาณไบโอตินที่พอเพียงในแต่ละวัน (Adequate Intake (AI)) สำหรับคนวัยผู้ใหญ่ต้องการไบโอตินประมาณ 30 ไมโครกรัมต่อวันเท่านั้นส่วนผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์หรืออยู่ระหว่างการให้นมบุตรอาจจะต้องการเพิ่มขึ้นเป็น 35 ไมโครกรัมต่อวัน ซึ่งตามธรรมชาติแล้วสารอาหารชนิดนี้มีที่มาจากไข่แดง เครื่องในสัตว์ ธัญพืช ถั่วเปลือกแข็งต่างๆ รวมถึงผักด้วย 

ไข่ 1 ฟอง มีไบโอตินประมาณ 10 ไมโครกรัม ตับวัว 3 ออนซ์ มีไบโอติน 35 ไมโครกรัม ถั่วประมาณ 1 ถ้วย มีไบโอตินประมาณ 6 ไมโครกรัม อย่างไรก็ตาม ไบโอตินจากอาหารอาจเสื่อมสลายไปบางส่วนเมื่อผ่านความร้อน

หน้าที่หลักของไบโอตินก็คล้ายกับวิตามินบีชนิดอื่นๆ คือ ช่วยกระบวนการเผาผลาญสารอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งคาร์โบไฮเดรตและไขมัน และไบโอตินยังจำเป็นในกระบวนการสร้าง DNA และ RNA ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นการสร้างเซลล์ใหม่ รวมถึงโปรตีนเคราติน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเส้นผม ผิวหนังและเล็บ จึงเชื่อว่าการรับประทานอาหารเสริมที่มีไบโอตินเป็นส่วนประกอบจะช่วยบำรุงสุขภาพผม ผิว และเล็บให้แข็งแรงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ไบโอตินเป็นสารอาหารที่คนปกติมักไม่ค่อยขาด เพราะในลำไส้มีแบคทีเรียประจำถิ่นสามารถสร้างไบโอตินได้เองส่วนหนึ่ง แต่คนที่เสี่ยงการขาดไบโอติน เช่น คนที่บริโภคไข่ดิบปริมาณมากเป็นประจำ เนื่องจากในไข่ดิบมีสารอะวิดิน (avidin) ที่ขัดขวางการดูดซึมของไบโอติน คนที่ใช้ยาปฏิชีวนะต่อเนื่อง ก็มีโอกาสขาดไบโอติน เนื่องจากยาไปทำลายแบคทีเรียในลำไส้ ส่วนยาอื่นที่อาจทำให้ขาดไบโอติน เช่น ยากันชัก เป็นต้น และผู้ที่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง มีความเสี่ยงที่จะขาดไบโอติน และวิตามินอื่นๆ เนื่องจากแอลกอฮอล์ขัดขวางการดูดซึมของวิตามิน

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไบโอติน มีทั้งแบบเดี่ยว และผสมกับวิตามินหรือแร่ธาตุอื่น ตัวที่นิยมผสมด้วยกัน คือ สังกะสีหรือ zinc เป็นหนึ่งแร่ธาตุจำเป็นที่ร่างกายต้องการในปริมาณน้อย (trace element) แต่มีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตของผมและเล็บ สำหรับผู้มีปัญหาผมร่วง ผมบาง ผมเปราะขาดง่าย จึงนิยมใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสูตรนี้ โดยทั่วไปขนาดของไบโอตินที่อยู่ในสูตรผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจะอยู่ที่เม็ดละ 100-300 ไมโครกรัม ส่วน zinc มี ปริมาณที่ต้องการในผู้ใหญ่ที่สุขภาพดี คือประมาณ 11 มิลลิกรัม แต่อาจผสมในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประมาณ 25-100 มิลลิกรัม 

เห็นได้ว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมักกำหนดสูตรวิตามินและแร่ธาตุสูงกว่าที่ร่างกายปกติต้องการหลายเท่าแต่สารอาหารเหล่านี้มักมีช่วงการรักษากว้าง ถึงจะบริโภคขนาดสูงกว่าที่ร่างกายต้องการเป็นร้อยเท่า ก็ยังไม่พบอันตรายร้ายแรงในคนที่มีสุขภาพดี แต่ถึงกระนั้น ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ก็ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานสากล โดยตรวจสอบเลขทะเบียนที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาและต้องสังเกตอาการผิดปกติหลังรับประทานอาหารเสริมด้วย 

เพราะไม่ว่าจะเป็นยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ เช่น ไม่สบายท้อง ท้องเสีย ผื่นขึ้นถ้าพบอาการผิดปกติเหล่านี้ต้องหยุดใช้ทันที ส่วนคนที่ใช้แล้วไม่มีอาการผิดปกติ สามารถใช้ต่อเนื่อง โดยจะเริ่มเห็นผลหลังจากการใช้ต่อเนื่องประมาณ 2-3 เดือน แต่ในกลุ่มคนที่ใช้แล้วไม่เห็นผล อาจหมายความว่าสาเหตุของปัญหาไม่ได้เกิดจากการขาดไบโอติน

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ปณิธานปีใหม่ ใส่ใจสุขภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/702838

รู้เรื่องยา

วันจันทร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

วันเดือนปีเคลื่อนผ่านไปเร็วมาก รู้สึกเหมือนกับว่าเพิ่งฉลองปีใหม่ปีเสือไปไม่นาน ก็ได้ฉลองปีใหม่ปีกระต่ายกันอีกแล้ว เมื่อวันเวลาผ่านไปเร็ว เราก็ต้องหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพของเรามากยิ่งขึ้น เพราะผ่านไปหนึ่งปีก็เท่ากับแก่ลงไปหนึ่งปี ดังนั้น ปีใหม่นี้ เรามาตั้งปณิธานร่วมกันว่าจะดูแลสุขภาพให้ดียิ่งกว่าเดิมกันดีกว่า

ที่จริงแล้ว การทำให้สุขภาพดีนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่คิดแล้วต้องลงมือทำทันที เริ่มต้นจากลดละเลิกสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้สุขภาพเสื่อมโทรม เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเหล้าเบียร์ไวน์ (ที่มากจนเกินเหตุ) กินอาหารที่ไม่ดีต่อร่างกาย เช่น หวาน มัน เค็มจัด รวมถึงผู้ที่ไม่ชอบออกกำลังกาย ชอบกินแล้วนั่งๆ นอนๆ เรื่องเหล่านี้ต้องบอกตัวเองว่า ต้องหยุดโดยทันที เพราะเรื่องดังกล่าวล้วนแล้วแต่เป็นอันตรายต่อสุขภาพแค่เพียงเราหยุดให้ได้ หรือลดลงจากเดิมให้ได้สัก 30-50 เปอร์เซ็นต์จากเดิม เราก็จะมีสุขภาพดีขึ้นอย่างทันตาเห็น

แต่สำหรับคนที่ไม่มีปัญหาพฤติกรรมข้างต้น ก็นับว่าเป็นผู้ที่ใส่ใจดูแลสุขภาพดีอยู่แล้ว ก็ขอให้ทำเช่นนั้นต่อๆ ไปเรื่อยๆ แต่ก็อาจจะเพิ่มเรื่องงดการกินอาหารแปรรูปลง (หากกินเป็นประจำ) แล้วเพิ่มการกินผักผลไม้สด และควบคุมน้ำหนักให้ได้ในเกณฑ์ปกติ แล้วออกกำลังกายเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย ตามสภาพของร่างกาย เพื่อให้กล้ามเนื้อ หัวใจ หลอดเลือดแข็งแรงยิ่งขึ้น หากออกกำลังกายเป็นประจำจะเห็นได้ชัดว่าร่างกายมีความแข็งแรงมากขึ้น กระปรี้กระเปร่ามากยิ่งขึ้น แต่สำหรับคนที่มีโรคประจำตัวที่ต้องการจะออกกำลังกาย ขอให้ปรึกษาแพทย์ก่อน เพื่อให้เลือกการออกกำลังกายที่เหมาะสม เพื่อความปลอดภัยของชีวิต 

ที่สำคัญทุกคนควร (ต้อง) ตรวจสุขภาพประจำปี สำหรับผู้ทำงานประจำในบริษัทที่มีสวัสดิการดีๆ อาจจะได้รับสวัสดิการเรื่องนี้ แต่หากบริษัทไม่ออกเงินให้ ก็ขอให้คุณต้องยอมเสียเงินเพื่อตรวจสุขภาพประจำปี เพราะเป็นผลดีสำหรับคุณเอง อย่าไปคิดว่าเปลืองเงิน เพราะการตรวจสุขภาพประจำปีช่วยให้เราทราบว่าสุขภาพโดยรวมของเราอยู่ในสภาพเช่นไร อย่าคิดว่าอายุยังน้อย ไม่จำเป็นต้องตรวจสุขภาพประจำปี ขอย้ำว่าเรื่องนี้สำคัญมาก และควรต้องตรวจสุขภาพทุกๆ ปี เพราะอย่างน้อยที่สุดก็สามารถทำให้ทราบว่าเรามีโรคอะไรบ้างหรือไม่ เพราะโรคเรื้อรังหลายโรคจะเริ่มแสดงอาการให้เห็นก่อน หากปล่อยไว้โดยไม่ตรวจสุขภาพ ก็อาจจะทำให้เมื่อเกิดอาการรุนแรง ก็จะสายจนยากจะแก้ไขได้ เช่น  ภาวะไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูงการทำงานของตับไตผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ก่อนจะรุนแรงถึงขั้นที่ออกอาการหนัก

การตรวจร่างกายประจำปีสม่ำเสมอจะทำให้เห็นแนวโน้ม และทำให้สามารถเข้าสู่กระบวนการรักษาได้ทันการณ์ดังนั้นควรตรวจสุขภาพประจำปี หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือสองปีต่อหนึ่งครั้ง 

มีตัวอย่างให้เห็นเป็นประจำว่า บางคนมีอาการเจ็บหน้าอก เพราะหัวใจขาดเลือด ต้องหามเข้าโรงพยาบาลเป็นการด่วน แล้วเพิ่งรู้ว่าไขมันสูง แต่จริงๆ แล้วไขมันสูงมานานแล้ว ความดันก็สูง แต่ไม่เคยรู้มาก่อน ส่วนเรื่องเบาหวานก็ไม่ต้องพูดถึง บางรายเบาหวานขึ้นตาหรือลงไตเรียบร้อยแล้ว เพราะไม่เคยตรวจสุขภาพประจำปีเลย ทำให้เมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยก็มักจะสายเกินแก้แล้ว 

ส่วนคนที่มีโรคเรื้อรัง โรคประจำตัว ก็อย่าไปคิดว่าการรักษาสุขภาพเป็นเรื่องสายไปแล้ว เพราะการใส่ใจสุขภาพไม่มีคำว่าสายเกินไป ตรงกันข้าม ยิ่งรู้แล้วว่าตนเองมีปัญหาอะไรก็ควรใส่ใจเป็นพิเศษ คนที่เป็นความดัน อาจจะให้ของขวัญปีใหม่ตัวเองเป็นเครื่องวัดความดัน วัดเช้าวัดเย็นเพื่อดูความดันของเราว่าอยู่ในเกณฑ์หรือไม่ คนเป็นเบาหวานก็ซื้อที่ตรวจน้ำตาลติดบ้านไว้ อาจไม่ต้องเจาะนิ้ว เพื่อวัดน้ำตาลทุกวัน แต่ถ้าวันไหนรู้สึกกินมาก ก็เจาะเลือดวัดน้ำตาล จะได้รู้ว่าน้ำตาลขึ้นสูงไปแค่ไหนเพื่อจะได้ระมัดระวังการกินมากขึ้น 

ส่วนคนที่ต้องกินยาประจำตามที่แพทย์สั่ง ก็ต้องกินยาอย่างเคร่งครัด ยิ่งเป็นโรคเรื้อรังบางโรค แต่ผู้ป่วยไม่มีอาการผิดปกติใดๆ ทำให้ผู้ป่วยบางรายคิดว่าไม่จำเป็นต้องกินยาต่อเนื่องอีกแล้ว ซึ่งแบบนี้นับว่าทำผิดต่อตัวเองมาก เพราะการไม่กินยาตามที่แพทย์สั่ง คือการไม่ดูแลตัวเอง แล้วที่สำคัญคือทำให้โรคกลับมาได้ เพราะฉะนั้นต้องกินยาตามคำสั่งแพทย์โดยเคร่งครัด ส่วนสมุนไพร อาหารเสริมที่โฆษณาขายกันโครมๆ ก็ขอให้ศึกษาให้ดีก่อนซื้อมากิน เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพตามมาได้โดยเฉพาะพวกที่ไม่ได้รับอนุญาตจาก อย. 

สรุปว่า ปีใหม่แล้ว อย่าลืมใส่ใจสุขภาพให้มากขึ้น ลดละเลิกสิ่งที่ไม่ดี กินอาหารมีคุณภาพ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ตรวจสุขภาพประจำปี ส่วนผู้มีโรคประจำตัว ต้องไม่ลืมกินยาตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด หากมีข้อสงสัยเรื่องยา สามารถปรึกษาเภสัชกรได้เสมอ ขอให้ทุกท่านสุขภาพแข็งแรงตลอดปี 2566 และตลอดไป

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เที่ยวปีใหม่สบายใจ เมื่อดูแลสุขภาพดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/700530

รู้เรื่องยา

วันจันทร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

Merry Christmas and Happy New Year 2023 ครับ ตามธรรมเนียมในเทศกาลเช่นนี้ ก็ต้องอวยพรกันให้ทุกๆ คนมีความสุข สดชื่น แข็งแรง

เชื่อว่าในระยะเวลาเช่นนี้หลายคนน่าจะมีงานสังสรรค์ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กันพอสมควร และหลายคนคงมีโปรแกรมเดินทางทั้งกลับภูมิลำเนาเดิม และท่องเที่ยว ก็ขอให้เดินทางปลอดภัยทุกคน 

วันนี้อยากชวนคุยเรื่องการเตรียมตัวท่องเที่ยวและการไปร่วมงานเลี้ยงต่างๆ ก็ขอย้ำว่าแม้โควิด-19 ดูเสมือนว่าจะเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วสำหรับคนไทย แต่ก็ยังต้องระวังอยู่ต่อไปครับ เพราะทุกวันนี้มีอัตราการติดเชื้อค่อนข้างน่าเป็นห่วง บางคนติดเชื้อแล้วเกือบไม่พบอาการป่วยหนัก นั่นเป็นเพราะคนคนนั้นได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบโด้สแล้ว  

อย่าลืมว่าปัจจุบันยังมีคนกลุ่มหนึ่งเสียชีวิตหรือป่วยหนักเพราะเชื้อโควิด-19 ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับภูมิของร่างกายแต่ละคน ขึ้นอยู่กับอายุ ระดับสุขภาพ โรคประจำตัว

เพราะฉะนั้น สำหรับคนอายุมาก มีโรคประจำตัวหลายโรค ภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น คนที่ต้องทานยากดภูมิคุ้มกัน เป็นต้น ต้องระวังการติดโควิด-19 ให้มาก แต่ก็อาจจะทำกิจกรรมต่างๆ ได้ เหมือนกับคนอื่น แต่ย้ำว่าให้เพิ่มการระมัดระวังส่วนตัวมากขึ้น หลีกเลี่ยงพื้นที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หลีกเลี่ยงคนหนาแน่น แต่ให้เน้นกิจกรรมกลางแจ้ง หรือที่เปิดโล่ง 

ปัจจุบันพบว่าวัคซีน mRNA มีประสิทธิภาพที่ไว้ใจได้มากระดับหนึ่ง และดีที่สุดสำหรับการป้องกันโรคโควิด-19  ดังนั้นใครที่ยังไม่ได้รับวัคซีน mRNA ครบ 3 เข็ม อาจจำเป็นต้องฉีดเพิ่ม ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขพยายามให้บริการกับทุกคนที่ต้องการ แม้ว่าวัคซีน mRNAที่เรามีอยู่ในประเทศอาจไม่ใช่วัคซีนรุ่นใหม่ล่าสุด แต่ในสภาวะเช่นนี้ เราควรฉีดเข็มกระตุ้นให้ได้  

แต่สำหรับผู้มีภููมิคุ้นกันต่ำ ควรได้รับวัคซีน mRNAถึง 4 เข็ม เพื่อการป้องกันสูงสุด อย่างไรก็ตาม ขอเชิญชวนให้ผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 หรือบุคคลที่ภูมิคุ้มกันต่ำโปรดรีบไปฉีดเข็มกระตุ้นโดยด่วน

แล้วที่ขาดไม่ได้คือต้องสวมหน้ากากอนามัยที่ได้มาตรฐานเสมอเมื่ออยู่ในชุมชน หรือในพื้นที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก และก็ต้องมีเจลแอลกอฮอล์ล้างมือติดตัวไว้ด้วย เพียงเท่านี้ การร่วมงานสังสรรค์ หรือการเดินทางของคุณๆ ก็จะปลอดภัยจากการติดโควิด-19 มากขึ้น แต่ก็มิได้หมายความว่าจะรอดพ้นเชื้อนี้ทุกคน แต่ก็ดีกว่าไม่ระวังป้องกัน ขอย้ำด้วยว่าการติดเชื้อโควิด-19 นั้น ติดแล้วติดอีกได้ ป่วยแล้วก็ป่วยอีกได้เพราะฉะนั้นอย่านำเชื้อนี้ไปแพร่ให้กับผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำจะดีที่สุด 

สำหรับคุณที่เดินทางด้วยเครื่องบินหรือรถทัวร์หรือรถตู้ที่มีคนในพาหนะนั้นๆ มากมาย ขอแนะนำให้สวมหน้ากากอนามันขณะเดินทางตลอดเวลา ลดการดื่มกินบนยานพาหนะ เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ 

และทุกครั้งเมื่อต้องเดินทาง โปรดอย่าลืมยาที่สำคัญสำหรับตัวเอง อันดับแรกที่ห้ามลืมเป็นอันขาด คือยาสำหรับโรคประจำตัว เช่น ยาความดัน เบาหวาน หัวใจ เป็นต้น แต่หากลืมยาตัวใดตัวหนึ่งก็ต้องจดจำชื่อยาที่ใช้ให้ดี และต้องดูขนาดมิลลิกรัมของยาด้วย เพราะต้องหาซื้อยาตัวนั้นมารับประทาน 

ส่วนยาแก้ปวดลดไข้ทั่วไป เช่น พาราเซตามอล (paracetamol) ยาแก้แพ้ก็จำเป็นสำหรับหลายคน เพราะช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้สารกระตุ้นการแพ้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามบรรยากาศ ความชื้น และอุณหภูมิ ทำให้บางคนเกิดภูมิแพ้กำเริบ ยาแก้แพ้ก็มีอยู่หลายชนิด เช่น เซทิริซีน (cetirizine) ลอราทาดีน (loratadine) ลีโวเซทิริซีน (levocetirizine) เดสลอราทาดีน (desloratadine) เฟกโซเฟนาดีน (fexofenadine) เป็นต้นสามารถปรึกษาเภสัชกรในร้านขายยาได้  

ส่วนยาป้องกันอาการเมารถเมาเรือ ได้แก่ไดเมนไฮดริเนท (dimenhydrinate) ควรรับประทานก่อนออกเดินทางประมาณ 30 นาที 

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกคนมีความสุขในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน ปลอดภัยไหม เหมาะสมกับสถานการณ์ใด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698951

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน ปลอดภัยไหม เหมาะสมกับสถานการณ์ใด

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน ปลอดภัยไหม เหมาะสมกับสถานการณ์ใด

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ครอบครัวเป็นสุข มีลูกเมื่อพร้อม เป็นคำขวัญที่เป็นจริงเสมอ ยิ่งปัจจุบันคำว่ามีลูก 1 คน จนไป 7 ปี โดยเทียบกับอัตราเงินเฟ้อในยุคหลังโควิด อาจเพิ่มเป็น 14 หรือ 21 ปีได้ 

ดังนั้น การวางแผนครอบครัวจึงสำคัญมาก เพราะป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ได้ การคุมกำเนิด ด้วยการที่ฝ่ายชายใช้ถุงยางอนามัย ฝ่ายหญิงใช้ยาคุมกำเนิด ซึ่งปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบทั้งชนิดกิน ฉีด ฝัง หรือจะเป็นการใช้ห่วงคุมกำเนิด สามารถช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้ โดยเฉพาะคู่รักที่มีเพศสัมพันธ์เป็นประจำ

อย่างไรก็ตาม เรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นได้ทุกเวลาเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันหรือป้องกันแล้วยังคงเกิดความผิดพลาด เช่น ถุงยางฉีกขาด ในกรณีนี้ ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน ถือว่าเป็นตัวช่วยที่ดี เพราะแก้สถานการณ์คับขันได้ 

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจว่ายาคุมกำเนิดฉุกเฉินต่างจากยาคุมกำเนิดปกติอย่างไร ยาคุมกำเนิดปกติ ประกอบด้วยฮอร์โมน อาจมีทั้งชนิดเดี่ยวๆ หรือสูตรผสม ที่กำหนดขนาดให้รับประทานประมาณ 21-28 วันต่อรอบเดือน เพื่อป้องกันการตกไข่ 

ส่วนยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน เป็นฮอร์โมนเดี่ยวๆ ปริมาณสูง ต้องรับประทานทันทีหลังจากมีเพศสัมพันธ์ หรือไม่เกิน 72 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน มีทั้งสูตรที่รับประทานเพียง 1 เม็ด หรือรับประทาน 1 เม็ดทันทีหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือภายในไม่เกิน 72 ชั่วโมง และรับประทานอีก 1 เม็ด หลังจากรับประทานยาเม็ดแรกแล้ว 12 ชั่วโมง ซึ่งเม็ดที่สองนี้มีความสำคัญไม่แพ้เม็ดแรก เพราะหากรับประทานไม่ถูกต้อง ประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์จะลดลงอย่างมาก ดังนั้น หากผู้ใช้ยารู้ตัวว่าเป็นคนขี้ลืม ก็ควรเลือกสูตรที่รับประทานเพียง 1 เม็ดจะดีกว่า

ประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันในช่วงใกล้ๆ กับระยะตกไข่ โอกาสตั้งครรภ์ก็อาจจะเพิ่มขึ้น แม้รับประทานยาแล้วก็ตาม อีกปัจจัยหนึ่งคือ ระยะเวลาที่กินยาหลังจากมีเพศสัมพันธ์ แม้ว่าคำแนะนำการใช้ยาจะบอกว่าให้รับประทานยาภายในไม่เกิน 72 ชั่วโมงหลังจากมีเพศสัมพันธ์ แต่ยิ่งรับประทานเร็วเท่าไร ก็ยิ่งดีเท่านั้น ถ้ามัวแต่ใจเย็น รีๆ รอๆ ว่ายังไม่ถึง 72 ชั่วโมง ไปทำอย่างอื่นก่อนก็ได้ ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดก็จะลดลงไป

เนื่องจากยามีฮอร์โมนค่อนข้างสูง ดังนั้น โดยทั่วไปจึงไม่แนะนำให้ใช้มากกว่า 2 ครั้งต่อเดือน ดังนั้นถ้าประเมินแล้วว่าจะมีเพศสัมพันธ์บ่อยกว่านั้น ควรเลือกใช้ยาคุมทั่วไปที่กินทุกวันจะดีกว่า ส่วนสาวๆที่ชอบลืมกินยา แนะนำเป็นชนิดฉีด ฝัง หรือใส่ห่วงอนามัยแทนก็ได้ เพราะยาคุมกำเนิดที่ต้องกินทุกวันนั้น หากลืมกินมากกว่าเดือนละ 3 วันก็เสี่ยงตั้งครรภ์ได้

อาการข้างเคียงที่พบบ่อยจากการใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน คือ คลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะ ปวดศีรษะปวดท้องน้อยคล้ายปวดประจำเดือน มีเลือดออกกะปริดกะปรอย ประจำเดือนมาไม่ตรงเวลาได้ กรณีกินยาแล้วอาเจียนออกมาหลังจากกินไปไม่เกิน 2 ชั่วโมง แนะนำให้กินยาใหม่ เพราะยาน่าจะยังดูดซึมไม่สมบูรณ์ มีผลต่อประสิทธิภาพการคุมกำเนิด

ข้อสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้เลือกใช้ยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉินต้องเข้าใจก่อนคือ การใช้ยาป้องกันได้เพียงการตั้งครรภ์เท่านั้น ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ได้ ดังนั้น การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย ถือเป็นความรับผิดชอบของทั้งสองฝ่าย การสวมถุงยางอนามัยสามารถป้องกันได้ทั้งการตั้งครรภ์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ดังนั้น ผู้หญิงไม่ควรเลือกใช้วิธีการกินยาคุมฉุกเฉินเป็นหลักในการป้องกันการตั้งครรภ์

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ซักประวัติก่อนจ่ายยา เพราะว่าห่วงใย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/697502

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ซักประวัติก่อนจ่ายยา เพราะว่าห่วงใย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ซักประวัติก่อนจ่ายยา เพราะว่าห่วงใย

วันจันทร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

อย่าหงุดหงิดเลยนะคะ เมื่อเภสัชกรถามไถ่รายละเอียดก่อนจะจ่ายยาให้คนไข้ เพราะมันคือความห่วงใยในสวัสดิภาพของผู้ใช้ยา และเป็นความรับผิดชอบของเภสัชกร 

เภสัชกร (ตัวจริง) ที่ไม่ซักไม่ถามประวัติการแพ้ยา หรือการใช้ยาใดๆ จากคนไข้เลยแม้แต่น้อย ถือว่าทำผิดจรรยาบรรณเภสัชกรอย่างมาก

เมื่อเร็วๆ นี้ มีประเด็นจากละครทีวีเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับการบริการของเภสัชกร เมื่อพระเอกไปขอซื้อยาป้องกันการตั้งครรภ์ที่ร้านยา แล้วคนขายยาก็หยิบยาให้โดยพลัน ไม่ถามไม่ไถ่อะไรทั้งสิ้น เรื่องแบบนี้เกิดได้ในละคร และในร้านขายยาที่ไม่มีเภสัชกรตัวจริงปฏิบัติหน้าที่

ขอย้ำว่าในความเป็นจริง สถานการณ์แบบในละครไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในร้านยาที่มีเภสัชกรวิชาชีพปฏิบัติงาน 

ตามปกติเมื่อมีผู้ซื้อยาที่ร้านยา ต่อให้จดชื่อยา เอาตัวอย่างยามาด้วย แล้วยื่นให้เภสัชกรดู เภสัชกรจะไม่จัดยาให้ตามสั่งแล้วคิดเงินโดยไม่ถามอะไรสักคำ โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นยาสำหรับโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เภสัชกรต้องถามว่าใครเป็นผู้ใช้ยา ไปพบแพทย์ตามนัดเพื่อประเมินว่าต้องปรับเปลี่ยนยาครั้งล่าสุดเมื่อไร ที่บ้านมีเครื่องวัดความดันหรือที่ตรวจน้ำตาลหรือไม่ เพราะผู้ป่วยบางรายไปหาหมอมาหนเดียวแล้วก็กินยาสูตรเดิมที่หมอสั่งต่อเนื่องเป็นปี ซึ่งไม่เหมาะสมกับการดำเนินไปของโรค แม้จะจ่ายยาให้ตามที่ผู้ป่วยหรือผู้ที่ผู้ป่วยฝากมาซื้อเภสัชกรก็จะบอกเสมอว่าต้องไปพบแพทย์ตามนัดด้วยโดยเฉพาะกรณีโรคเรื้อรัง 

ส่วนโรคเฉียบพลัน เช่น ไข้หวัด ท้องเสีย ก็ต้องซักประวัติก่อนจ่ายยาเช่นกัน ยิ่งปัจจุบันนั้นยิ่งง่ายมากเพราะเภสัชกรสามารถซักประวัติผู้ป่วยทางโทรศัพท์ได้ แม้ผู้ใช้ยาไม่ได้ไปพบเภสัชกรเอง เพราะเภสัชกรต้องทราบอาการเจ็บป่วยปัจจุบัน โรคประจำตัวหรือยาที่กำลังใช้ ประวัติแพ้ยา แพ้อาหาร หรือแพ้สารเคมีต่างๆ ข้อมูลทั้งหมดเหล่านี้มีความสำคัญกับการตัดสินใจเลือกการรักษา

ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยหญิงปวดประจำเดือนมากจนนอนซม ให้เพื่อนไปซื้อยาให้ เภสัชกรไม่มีทางหยิบยาแก้ปวดประจำเดือนตัวฮิตๆ ส่งให้โดยไม่ถามคนซื้ออย่างแน่นอนอย่างน้อยที่สุดต้องถามว่าผู้ป่วยมีประวัติแพ้ยาอะไรหรือไม่ เคยกินยาแก้ปวดประจำเดือนตัวไหนบ้าง เคยเป็นหรือกำลังเป็นโรคกระเพาะหรือไม่ ข้อมูลเหล่านี้จะส่งผลต่อการตัดสินใจว่าจะหยิบยาตัวไหนให้ผู้ป่วย 

แล้วยิ่งเป็นกรณียาคุมกำเนิดฉุกเฉิน ยิ่งมีรายละเอียดต้องซักประวัติกันใหญ่โต เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันมาแล้วกี่ชั่วโมง ผู้ป่วยมีโรคประจำตัวที่เป็นข้อห้ามใช้ยาคุมกำเนิด เช่น มะเร็งเต้านม มีลิ่มเลือดอุดตัน ป่วยเป็นโรคตับหรือไม่ ข้อมูลแบบนี้ผู้ซื้อยาแทนไม่มีทางทราบได้ และเมื่อไม่ทราบ เภสัชกรก็ไม่จ่ายยาให้

ถึงตรงนี้ เชื่อว่าผู้เคยใช้บริการร้านยาหลายคนอาจเห็นแย้งว่า หลายครั้งก็ซื้อยาได้โดยง่าย ไม่มีการซักถามอะไรเลย หากเป็นแบบนี้ ก็ขอให้ตั้งข้อสังเกตไว้เลยว่า ผู้ขายยาให้ไม่น่าจะเป็นเภสัชกรตัวจริง หรือหากเป็นเภสัชกรจริงก็ถือว่าละเลยหลักปฏิบัติของวิชาชีพ 

ดังนั้นผู้ซื้อยา ควรจะต้องตั้งคำถามในเรื่องนี้ทุกครั้ง หากซื้อยาแล้วคนขายไม่ซักถามประวัติการใช้ยาแม้แต่น้อย แนะนำว่าต้องไม่ซื้อยาจากร้านที่ไม่มีเภสัชกรปฏิบัติงาน แล้วถ้ายิ่งพบเจอเภสัชกรไม่ซักถามอะไรเลย แต่หยิบยาให้โดยไม่มีคำถาม แบบนี้ก็ต้องไม่ไปใช้บริการที่ร้านยานั้นอีกต่อไป เพราะเป็นอันตรายต่อสุขภาพผู้ใช้ยามาก

ในปัจจุบันผู้ใช้บริการจากร้านขายยาสามารถค้นข้อมูลได้จากอินเตอร์เนต เช่น วัยรุ่นเป็นสิวแล้วอ่านรีวิวยารักษาสิว จดชื่อยาหรือบันทึกรูปไปซื้อยาที่ร้าน ด้วยความรำคาญหรือกลัวเภสัชกรไม่ยอมขายยาให้ จึงไม่บอกว่าใช้ยาด้วยตัวเอง อ้างว่ามีผู้ฝากซื้อ แต่หารู้ไม่ว่าบางอย่างเป็นยาที่ไม่ตรงกับลักษณะและความรุนแรงของสิวที่ตนเองกำลังเป็น ถ้าไปซื้อร้านยาที่จ่ายให้ง่ายๆ โดยไม่ได้ให้คำแนะนำอะไร ก็อาจมีผลเสียในระยะยาว 

ดังนั้น การที่เภสัชกรซักประวัติอย่างละเอียด จนเหมือนถามซอกแซก ผู้รับบริการก็ไม่ควรรำคาญใจจนเกินไป เพราะอย่างน้อยโอกาสเกิดผลเสียจากการใช้ยาก็จะน้อยกว่าทดลองใช้ตามตัวเองไม่รู้และไม่เข้าใจ

โดยสรุป ควรไปซื้อหายาจากร้านขายยาที่มีเภสัชกรปฏิบัติหน้าที่ และไม่ต้องรำคาญเมื่อเภสัชกรซักถามประวัติการเจ็บป่วยและการใช้ยา เพราะเป็นหน้าที่ของเภสัชกร และเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ใช้ยา และอาจจะมีบางครั้งที่เภสัชกรไม่จ่ายยาให้ตามที่ขอซื้อ เนื่องจากเห็นว่าจะไม่ปลอดภัยหากใช้ยานั้น ขอบอกว่าการจ่ายยาตามคำขอซื้อโดยไม่ถามอะไรเลย นั้นเป็นเรื่องง่ายมาก แต่เภสัชกรจริงๆ จะไม่ทำเช่นนั้น แล้วถ้าหากผู้ไปรับบริการเจอร้านยาที่ขายยาให้โดยไม่ถามอะไรแม้แต่น้อย ก็แนะนำว่าอย่าไปใช้บริการซ้ำอีก เพราะผิดมาตรฐานวิชาชีพเภสัชกรรม

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย