วิถีสยามมรดกวัฒนธรรมไทย : วัฒนธรรมในยุค นิว นอร์มอล การเปลี่ยนแปลงธรรมดาที่ไม่ธรรมดา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600218

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : วัฒนธรรมในยุค นิว นอร์มอล การเปลี่ยนแปลงธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

วันอังคาร ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คำว่า นิว นอร์มอล ที่พอจะยืนยันได้แล้วว่ มันคือความเป็นอยู่แบบธรรมดาที่ทุกคนเคยปฏิบัติมาตั้งแรกแรกเกิด ถึงคราวที่จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในยุคนี้ฝูงคนที่ดำเนินชีวิตเพื่อให้ตัวเองเกิดความสุขพบกับความสำเร็จ มันจะถูกเปลี่ยนค่านิยมไปจากการที่เคยใช้มา ที่มีทั้งด้านจิตวิญญาณและการปฏิบัติควบคู่กันไปจะกลับกลายเป็นว่าสิ่งที่ฝูงชนในสังคมจะคิดถึง มีเพียงในเรื่องการปฏิบัติเท่านั้น เรื่องของจิตวิญญาณจะไม่ถูกนำเอาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหรือจะสรุปง่ายๆ ก็คือ ชีวิตในวิถีธรรมดาที่ถูกใช้จะคำนึงถึงแต่ผลลัพธ์อย่างเดียว ไม่คำนึงถึงจิตวิญญาณด้วย เรียกว่าการกระทำจะไปกระทบกับจิตใจของใครก็จะไม่คำนึง ขอเพียงให้งานสำเร็จเท่านั้นเป็นพอ อย่างที่บรรดาจอมยุทธ์จะพูดกันจนติดปากว่า “ขอให้ผลลัพธ์ออกมาอย่างที่คิดไม่ต้องคำนึงถึงการปฏิบัติว่ามันจะโหดเหี้ยมมากน้อยแค่ไหน”วิถีชีวิตที่มนุษย์โลกเคยใช้มาหลายชั่วคนแล้วก็จะถูกเปลี่ยนแปลง เรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงในด้านวัฒนธรรมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

วัฒนธรรมที่เป็นทั้งความงามทางด้านปฏิบัติและด้านจิตวิญญาณจะถูกกลายพันธุ์ไป แบบที่ผู้กระทำเองก็ไม่รู้ตัวว่ากำลังสร้างบาปให้กับตัวเองและสังคม เพราะ เจตนารมณ์ที่เขาทำไป ผลลัพธ์มันก็คงเดิมไม่ได้มีการเปลี่ยนอะไร

ขอยกตัวอย่างที่เห็นง่ายและเข้าใจง่ายที่สุดคือในเรื่องของความกตัญญู ที่ผู้เป็นบุตรทุกคนต้องปฏิบัติต่อพ่อแม่ให้สุขสบายยามที่ท่านแก่เฒ่า เพื่อตอบแทนพระคุณที่ท่านเลี้ยงเรามาจนเติบใหญ่ จะหายไปจากจิตวิญญาณของมนุษย์ โดยนิว นอร์มอล กำลังสร้างวิถีใหม่ที่ไม่คำนึงถึงจิตวิญญาณ เพียงแค่เห็นว่าสุดท้ายก็ยังเหมือนเดิม คือ ยังกตัญญูกับพ่อแม่ โดยที่เขาไม่คิดถึงว่าจิตวิญญาณของพ่อแม่จะเป็นเช่นไร อาทิ วันนี้และต่อไปข้างหน้า เรื่องของการตอบแทนพระคุณของพ่อแม่จะขาดความงามในเรื่องของจิตวิญญาณ คือ แต่เดิมเราเลี้ยงพ่อแม่ไว้ในบ้าน ได้พูดคุย เจอะเจอ หยอกล้อต่อท่าน เสมือนเมื่อเราเป็นเด็กเล็กๆ จะกลายเป็นว่าทุกบ้านส่วนใหญ่จะเลี้ยงดูท่านแบบใหม่ นั่นคือ ส่งท่านไปสู่สถานพยาบาล หรือนิคมคนชรา ที่พวกเขาคิดว่ามันจะช่วยให้ท่านดีกว่าเดิมด้วยซ้ำไป เพราะมีหมอพยาบาล คอยดูแลอย่างใกล้ชิด ตัวเองจะไปหาไปเยี่ยมจากอาทิตย์ละครั้งแล้วก็เปลี่ยนเป็นเดือนละครั้ง จนกระทั่งเกือบจะลืมท่านไปในที่สุด แต่ตัวเองยังคงภาคภูมิใจว่าได้ส่งเสริมพ่อแม่ให้ไปอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัย แล้วก็ไปคุยบอกใครต่อใครว่าหาเงินเพื่อเลี้ยงดูพ่อแม่ โดยไม่นึกเลยว่าท่านต้องการชีวิตที่ขาดความสดชื่น
เพราะขาดลูกๆ หรือเปล่า สิ่งเหล่านี้แหละที่จะหมดลงไปในยุค นิว นอร์มอล

วัฒนธรรมที่เราเคยปฏิบัติต่อเนื่องกันมาก็จะถูกกลายพันธุ์ ขาดในด้านของจิตวิญญาณไปอย่างน่าเสียดาย

กระทรวงวัฒนธรรมจึงคงต้องทำงานหนักขึ้นกว่าเดิมหลายสิบเท่า เพราะไหนจะต้องคอยอนุรักษ์ของเดิมเอาไว้และจะต้องสร้างวัฒนธรรมเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยของความเปลี่ยนแปลงในยุค โดยที่โครงสร้างของวัฒนธรรมยังมีครบทั้งการปฏิบัติอันงดงาม และเต็มไปด้วยการสร้างเสริมจิตวิญญาณของมวลชนที่งดงามแบบเดิมๆ

อีกไม่กี่วัน วัฒนธรรมของบรรดาข้าราชการก็จะเริ่มต้นปีงบประมาณกันใหม่ จึงเป็นเวลาที่สอดคล้องกันอย่างดีว่าในงานงบประมาณที่จะเกิดขึ้นใหม่นี้ กระทรวงวัฒนธรรมควรจะต้องคำนึงถึงงานวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ธรรมดาให้ทุกคนยอมรับให้ได้ด้วย

เท่าที่ผ่านมา การทำงานของกระทรวงนี้ก็ดูเหมือนจะคำนึงถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงนี้อยู่บ้างเหมือนกัน ดังจะเห็นจะได้จากผลงานที่เป็นที่ยอมรับของคนรุ่นใหม่มากขึ้น ซึ่งน่าจะเรียกได้ว่ามีการปูพื้นฐานที่ดีเอาไว้แล้ว

เมื่องบประมาณที่จะถูกนำออกมาใช้เพื่องานด้านวัฒนธรรมกำลังจะมาใหม่ ก็จะทอนงบประมาณไปใช้ต่องานด้านวัฒนธรรม จึงคงต้องไม่เหมือนกับธรรมดาที่เป็นมาหลายสิบปี แต่คงต้องมองให้ลึกลงไปกว่านั้น เพื่อให้สังคมแห่งความเป็นธรรมดาที่ไม่ธรรมดายอมรับให้ได้ว่า พวกเขาก็เห็นด้วย

ปีงบประมาณใหม่ของกระทรวงวัฒธรรม คงจะเป็นงานหนักมากกว่าเดิมหลายสิบเท่า “แนวหน้า” ขอเป็นกำลังใจให้กับการปรับตัวของกระทรวงวัฒนธรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วย เพื่อมิให้วัฒนธรรมของไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น โดยที่คนไทยเองก็นึกไม่ถึงว่ากำลังเดินทางผิดเพราะไม่ได้คิดให้ไกล มุ่งแต่จะหาเงินอย่างเดียว เหมือนไม่มีเทพเจ้าองค์นี้อีกแล้วที่สำคัญมากไปกว่าเทพเจ้าแห่งเงิน

เพราะหากวันนั้นเกิดขึ้นมาจริงประเทศชาติก็จะเป็นเสมือนดินแดนที่แห้งกรอบ เสมือนใบไม้ที่ร่วงหล่นลงมาจากต้น ลงมากองอยู่กับพื้น ปล่อยให้ผู้คนเหยียบย่ำไปอย่างไร้ค่า

วิถีสยามมรดกวัฒนธรรมไทย : เสน่ห์วัฒนธรรมแดนสวรรค์ตะวันตก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598559

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : เสน่ห์วัฒนธรรมแดนสวรรค์ตะวันตก

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : เสน่ห์วัฒนธรรมแดนสวรรค์ตะวันตก

วันอังคาร ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กาญจนบุรี เป็นจังหวัดหนึ่งที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันตกของประเทศไทยมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 19,473 ตารางกิโลเมตร ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ รองจากจังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดเชียงใหม่ และถือเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันตกมีระยะทางห่างจากกรุงเทพฯประมาณ129 กิโลเมตร สามารถเดินทางไป-กลับได้ จึงเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวในเมืองหลวงที่มักจะเลือกเดินทางมาพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์

ชุมชนคุณธรรมวัดท่าขนุน จ.กาญจนบุรี คือ 1 ใน30 ชุมชน ที่ร่วมลุ้นเป็น 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ ประกอบด้วย3 ชุมชนย่อย ได้แก่ ชุมชนคุณธรรมวัดท่าขนุน ชุมชนคุณธรรมริมฝั่งแควน้อย ชุมชนคุณธรรมพัฒนาทองผาภูมิ มี พระครูวิลาศกาญจนธรรม ดร. เป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการชุมชนและเข้าใจบริบทของชุมชนอย่างชัดเจน ร่วมกับคณะกรรมการ ชุมชนที่มีความรู้ความสามารถทั้ง 3 ชุมชน บริหารจัดการชุมชนด้วยพลังบวร ตามแนวทางร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผลประโยชน์ พึ่งพาตนเอง พึ่งพากันเอง รวมพลังพัฒนาต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม สร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน นำเอาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาเป็นภูมิคุ้มกัน น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการดำเนินชีวิต เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน โดยบูรณาการการดำเนินงานร่วมกับภาครัฐ วัฒนธรรมจังหวัด ภาคเอกชนทั้งในและนอกพื้นที่ รวมทั้งคนในชุมชนที่มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม

ที่นี่เป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน ประกอบกับคนในชุมชนมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์จึงมีศิลปวัฒนธรรม ประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ มีสถานที่ท่องเที่ยวและวิวทิวทัศน์ที่มีความสวยงามมากมาย

วัดท่าขนุน ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญภายในชุมชน โดยภายในวัดมีสถานที่ให้นักท่องเที่ยวได้เที่ยวชมและกราบไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลายจุด เช่น สมเด็จองค์ปฐม 21 ศอก พระพุทธรูปเงิน ทอง นาก สรีระสังขารหลวงปู่สาย (พระครูสุวรรณเสลาภรณ์) อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าขนุน ซึ่งมรณภาพมา 28 ปีแล้ว แต่กายสังขารยังไม่เน่าเปื่อย พระพุทธรูปและพระพุทธเจติยคีรีบนยอดเขา และเป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ของวัดท่าขนุน

นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมอื่นๆ เช่น ศาสนาสถาน ตลาดวัฒนธรรม ถนนสายวัฒนธรรม ตลาดน้ำพิพิธภันฑ์พื้นบ้าน ศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาตร์ เช่น โบราณสถาน แหล่งโบราณคดี อุทยานประวัติศาตร์ และสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ในช่วงสำคัญของยุคสมัย

ส่วนใครที่ชอบทางด้านการเกษตร ที่นี่ก็ยังมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เช่น สวนเกษตรอินทรีย์ สวนสมรม ไร่ สวน นา ฟาร์ม เกษตรผสมผสาน มีโครงการในพระราชดำริ ให้เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบธรรมชาติบุกป่าเขาถ้ำลอด น้ำตก ทะเล ชายหาด ป่าชายเลย จุดชมวิวน้ำพุร้อน น้ำแร่ ที่นี่มีครบแลนด์มาร์คจุดเช็คอินภายในบริเวณวัดท่าขนุนจะมีอยู่ 7 แห่ง คือ 1. สะพานแขวนหลวงปู่สาย วัดท่าขนุน 2.ศาลาร้อยปีหลวงปู่สาย 3.บ้านหลบภัยเชลยศึก 4.เส้นทางรถไฟสายประวัติศาสตร์ 5.ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง 6.สักการะพระพุทธรูปและพระพุทธเจติคีรี บนยอดเขา7.สักการะรอยพระพุทธบาท รอยพระบาทและจุดชมวิว ภายในชุมชนคุณธรรมต้นแบบวัดท่าขนุน เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติเป็นภูเขาสูงสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของอำเภอทองผาภูมิได้แบบ 360 องศา และบนยอดเขามีรอยพระพุทธบาทให้นักท่องเที่ยวได้สักการะ

อีกสิ่งหนึ่งที่โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ของชุมชน นั่นคือ ผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม ได้แก่ ผ้าทอกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นผ้าทอของชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในชุมชนโดยใช้กี่กระตุกในการทอ มีสีสันสดใสเป็นเอกลักษณ์ มีทั้งเสื้อผ้าผู้ชาย เสื้อผ้าผู้หญิง ย่าม และอื่นๆ รวมทั้งเครื่องจักสาน ที่พัฒนาแปรรูปไม้ไผ่ ซึ่งมีอยู่มากในชุมชนทำให้เกิดมูลค่าเพิ่ม นำไปจักสานทำเป็นของใช้ เช่น ตะกร้า กระเป๋า ฯลฯ รวมทั้งผลผลิตทางการเกษตรที่สามารถเลือกซื้อเป็นของขวัญ ของฝาก ของที่ระลึกได้ และอีกมากมายหลายอย่างที่น่าสนใจแต่บรรยายไม่หมด มีโปรแกรมแพ็กเกจท่องเที่ยวไว้สำหรับบริการนักท่องเที่ยวด้วย

เอาเป็นว่าถ้า หากใครสนใจลองติดต่อไปที่ เฟซบุ๊คชุมชนคุณธรรมวัดท่าขนุน ดูนะคะ แล้วทุกคนจะได้ผ่อนได้พักได้รักษ์วัฒนธรรมไปพร้อมกันค่ะ

วิถีสยามมรดกวัฒนธรรมไทย : ‘ตามรอยเสด็จฯ’ นครศรีธรรมราช ครบเครื่องในความเป็นธรรมชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/596948

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : ‘ตามรอยเสด็จฯ’ นครศรีธรรมราช  ครบเครื่องในความเป็นธรรมชาติ

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : ‘ตามรอยเสด็จฯ’ นครศรีธรรมราช ครบเครื่องในความเป็นธรรมชาติ

วันอังคาร ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมืองนครศรีธรรมราช เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรตามพรลิงค์ในราวพุทธศตวรรษที่ 7-8 หรือลิกอร์ ในเอกสารของชาวตะวันตกที่เข้ามาติดต่อค้าขายในสมัยอยุธยาตอนต้น กล่าวว่าเป็นศูนย์กลางของการติดต่อระหว่างทวีปเอเชียและยุโรป คือ อินเดีย จีน โปรตุเกส ฮอลันดา ฯลฯ

สมัยอยุธยา เมืองนครศรีธรรมราช มีฐานะเป็นเมืองชั้นนอก และหลังจากที่อาณาจักรอยุธยาล่มสลายไปเมืองนครศรีธรรมราชจึงเป็นรัฐอิสระ จนถึงสมัยธนบุรี เป็นหัวเมืองขึ้นอยู่กับส่วนกลางสืบเนื่องมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์

ชุมชนดั้งเดิมอาศัยอยู่บริเวณรอบนอกกำแพงเมือง ได้แก่ ย่านตลาดท่าวัง ตลาดแขก ตลาดท่าม้า มีชุมชนเก่าหลายชุมชน หนึ่งในนั้น คือ ชุมชนวัดพรหมโลก 1 ใน 30ชุมชนคุณธรรมที่ผ่านเข้ารอบชิง 10 ชุมชนต้นแบบ โครงการ“เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ที่ผู้เขียนกำลังจะกล่าวถึงในสัปดาห์นี้

วัดพรหมโลก ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลพรหมโลกเดิมชื่อว่าวัดหัวทุ่ง สร้างเมื่อปี พ.ศ.2325 ปัจจุบันเป็นชุมชนเกษตรทำสวนผลไม้แบบผสมผสาน มีอาหารปักษ์ใต้พื้นบ้านที่โดดเด่น เช่น แกงส้มมังคุดคัด แกงไตปลา น้ำพริกกะปิผักเหนาะ ผัดสะตอ น้ำพริกลูกประ ลูกเห็ด ทอดมันกุ้ง สะตอดอง ผักกูดราดน้ำกะทิ ผักเหลียง
ราดน้ำกะทิ เป็นต้น มีประเพณีทางพุทธศาสนาที่โดดเด่น คือ ประเพณีบุญสารทเดือนสิบ และประเพณีทำบุญให้ทานไฟด้านการแต่งกายจะเป็นผ้าปาเต๊ะ ผ้าบาติก มีการให้ยาสมุนไพรในการรักษาผู้ถูกงูกัด ด้านที่อยู่อาศัย จะมีลักษณะเป็นบ้านครึ่งปูน ครึ่งไม้ และขนำไม้ไผ่ มุงจาก และมีโนราห์เพลงบอก เป็นศิลปะการแสดงพื้นถิ่น

มีแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติมากมาย เช่น ป่าไม้ ภูเขา ถ้ำลอด น้ำตก ทะเล ชายหาด ป่าชายเลน จุดชมวิวน้ำพุร้อน น้ำแร่ มี “ยอดเขาหลวง” ที่เป็นเทือกเขาที่ใหญ่ที่สุด และยาวที่สุดในภาคใต้ ซึ่งความสูงอยู่ที่ประมาณ 1,835 เมตร จากระดับน้ำทะเล มีความอุดมสมบูรณ์ และมีความหลากหลาย ทางชีวภาพมากมายแห่งหนึ่งของประเทศไทย

ที่โดดเด่นมีเชื่อเสียงอีกแห่งของจังหวัด คือ น้ำตกพรหมโลก ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ มีลานหินกว้าง และสวยงาม มีต้นน้ำเกิดจากเทือกเขานครศรีธรรมราชไหลลงมาบนแผ่นหิน 4 ชั้น (หนาน) ได้แก่ หนานบ่อน้ำวน หนานวังไม้ปัก หนานวังหัวบัว หนานวังอ้ายเล มีสายน้ำไหลผ่านหมู่ไม้นานาพันธุ์ ริมเชิงเขา แล้วไหลไปเป็นคลองท่าเพ และลงสู่อ่าวไทยที่ ต.ปากพูน

น้ำตกพรหมโลกเป็นสถานที่ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จฯเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2502ซึ่งเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในภูมิภาคต่างๆด้วยกันเป็นครั้งแรก

ซึ่งขณะนั้น หากลำดับเหตุการณ์การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรทางภาคใต้ จะเริ่มเสด็จฯในวันที่ 6 มีนาคม 2502 โดยเริ่มต้นที่ จ.ชุมพร ผ่านระนอง พังงา กระบี่ นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และย้อนมาที่สุราษฎร์ธานี เป็นจังหวัดสุดท้าย ก่อนเสด็จฯกลับถึงกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 26 มีนาคม 2502 รวมเป็นระยะเวลา 20 วัน

นอกจากนี้ ชุมชนคุณธรรมวัดพรหมโลก ถือได้ว่าเป็นศูนย์การเรียนรู้วิถีเศรษฐกิจพอเพียงทั้งชุมชน ผู้นำชุมชนเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม
กับคณะกรรมการ ผู้บริหารสถานศึกษา มีเจ้าอาวาสวัดพรหมโลกเป็นที่ปรึกษาของชุมชน ทุกฝ่ายร่วมดำเนินงานอย่างเข้มแข็ง น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขับเคลื่อนด้วยพลังบวรโดยแท้จริง

วิถีสยามมรดกวัฒนธรรมไทย : 30 จังหวัด คึกคัก จัดเต็มผ่าน Zoom พิชิต 1 ใน 10 ชุนชนต้นแบบ ‘เที่ยวชุมชน ยลวิถี’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595302

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : 30 จังหวัด คึกคัก จัดเต็มผ่าน Zoom พิชิต 1 ใน 10 ชุนชนต้นแบบ ‘เที่ยวชุมชน ยลวิถี’

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : 30 จังหวัด คึกคัก จัดเต็มผ่าน Zoom พิชิต 1 ใน 10 ชุนชนต้นแบบ ‘เที่ยวชุมชน ยลวิถี’

วันอังคาร ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากโครงการ “เที่ยวชุมชน  ยลวิถี”  ที่กระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้บูรณาการการขับเคลื่อนการทำงานเพื่อสนับสนุน ส่งเสริมงานวัฒนธรรมในพื้นที่ทั่วประเทศ และดำเนินการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ชุมชนคุณธรรม โดยการนำทุนทางวัฒนธรรมที่เป็นภูมิทางสังคม ภูมิปัญญา และภูมิทางวัฒนธรรมของชุมชน มาพัฒนาต่อยอดเพื่อให้เกิดคุณค่าและมูลค่า ภายใต้ “พลังบวร” ได้แก่ บ้าน วัด โรงเรียน ซึ่งเป็นการนำเสน่ห์แห่งวิถีชีวิต ความงดงามทางศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญา ทางวัฒนธรรม อาหารพื้นบ้าน ของฝากของที่ระลึก ผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม ตลอดจนความงดงามทางธรรมชาติ ความเป็นเจ้าบ้านที่ดี ความอบอุ่นด้วยไมตรีแบบคนไทยมาส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน ส่งผลให้ชุมชนคุณธรรม เป็นชุมชนที่มีศักยภาพและความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวผู้มาเยือนจากทั่วประเทศ โดยโครงการนี้เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม และจะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2564

สรุปผลการคัดเลือกชุมชนที่เข้ารอบ 30 ชุมชน จากทั้งหมด 228 ชุมชน แล้ว ซึ่ง 30 ชุมชน นี้ จะถูกคัดเลือกอีกครั้งเพื่อเข้ารับรางวัล 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี”  

โดย 30 ชุมชน ดังกล่าว ได้แก่  1.จ.กระบี่ ชุมชนบ้านแหลมสัก 2.จ.กาญจนบุรี ชุมชนวัดท่าขนุน 3.จ.กาฬสินธุ์ ชุมชนบ้านโนนบุรี4.จ.ขอนแก่น ชุมชนวัดเฉลียงทอง 5.จ.จันทบุรี ชุมชนวัดบางสระแก้ว6.จ.ชลบุรี ชุมชนพนัสนิคม 7.จ.ชัยนาท ชุมชนวัดสรรพยาวัฒนาราม8.จ.เชียงราย ชุมชนวัดศรีดอนชัย 9.จ.ตราด ชุมชนบ้านธรรมชาติล่าง10.จ.ตาก ชุมชนบ้านท่าเรือ

11.จ.นครปฐม ชุมชนเทศบาลเมืองไร่ขิง เกาะลัดอีแท่น 12.จ.นครพนม ชุมชนบ้านท่าเรือ 13.จ.นครศรีธรรมราช ชุมชนวัดพรหมโลก 14.จ.นครสวรรค์ ชุมชนวัดหนองโพ 15.จ.บุรีรัมย์ชุมชนบ้านโคกเมือง 16.จ.ปัตตานี ชุมชนมัสยิดบาราโหม 17.จ.พังงา ชุมชนบ้านสามช่องเหนือ 18.จ.พิจิตร ชุมชนวัดดงกลาง (บ้านดงกลาง)19.จ.พิษณุโลก ชุมชนวัดผารังหมีวนาราม 20.จ.แพร่ ชุมชนวัดศรีดอนคำ 21.จ.แม่ฮ่องสอน ชุมชนบ้านผาบ่อง 22.จ.ระยอง ชุมชนบ้านเก่าริมน้ำประแส 23.จ.ลำปาง ชุมชนบ้านท่ามะโอ 24.จ.ลำพูนชุมชนบ้านป่าบุก 25.จ.เลย ชุมชนวัดศรีคุนเมือง 26.จ.ศรีสะเกษ ชุมชนวัดบ้านกู่ 27.จ.สงขลา ชุมชนวัดพะโคะ 28.จ.สุราษฎร์ธานี ชุมชนวัดบางใบไม้ 29.จ.อุดรธานี ชุมชนบ้านพิพิธภัณฑ์ และ 30.จ.อุตรดิตถ์ ชุมชนเมืองลับแล

ขณะนี้แต่ละจังหวัดเริ่มมีการนำเสนอผลงานเชิงประจักษ์ รอบคัดเลือก ไลฟ์สดผ่านระบบ Zoom โดยคณะทำงานแต่ละฝ่ายต่างจัดเต็มอวดแนวคิด ศักยภาพ และของดีของเด่นกันอย่างคึกคัก

นางพาพัชร์ ศรีชนะประชาสัมพันธ์ชุมชนบ้านโคกเมือง จ.บุรีรัมย์ 1 ใน 30 ชุมชนที่ผ่านเข้ารอบคัดเลือก เปิดเผยถึงความคิดเห็นที่มีต่อโครงการเที่ยวชุมชน ยลวิถี ว่า “เป็นโครงการที่ดี ดึงศักยภาพของคนในชุมชนให้รัก หวงแหน และภาคภูมิใจในวิถีชุมชน ให้เกิดการเรียนรู้และอนุรักษ์ที่ดีอยู่แล้วให้คงอยู่ต่อไป และปรับเปลี่ยนบางอย่างให้เข้ากับยุคสมัยเพื่อให้คนรุ่นใหม่เข้ามาเรียนรู้ นำไปพัฒนาและต่อยอดได้

ส่วนการนำเสนอผ่าน Zoom ถือว่าเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับชุมชน แต่ยุคดิจิทัลที่ต้องขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ชุมชนก็ต้องปรับตัว ซึ่งก็ได้คนคนใหม่ประกบคนรุ่นเก่า 1 ต่อ 1 เพื่อทำความเข้าใจ และแก้ไขปัญหาร่วมกัน ทำให้กลายเป็นเรื่องง่าย อาจจะติดปัญหาเรื่องสัญญาณบางจุดไม่เสถียร เวลาในการซักซ้อมน้อยแต่ทุกคนก็ตั้งใจเต็มที่ และภูมิใจที่ร่วมร่วมกิจกรรมนี้ ที่สำคัญคือไม่เสี่ยงต่อภัยอันตรายจากโรคโควิด-19”

ทางด้าน นายเอกวิทย์  นวเศรษฐ เจ้าของร้านมาดิ่ ร้านอาหารและคาเฟ่ ริมแม่น้ำท่าจีน เลขานุการชุมชน เกาะลัดอีแท่น จ.นครปฐม อีกหนึ่งที่เข้าร่วมพิชิต 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ ได้ให้
สัมภาษณ์ว่า “ชุมชนลัดอีแท่น เป็นชุมชนใหญ่มีพื้นที่ประมาณ 6000 ไร่ประกอบไปด้วย 4 ตำบล  ได้แก่ ต.ไร่ขิง ต.บางเตย ต.ทรงคนอง และ ต.ท่าตลาด มีการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ในการบริหารจัดการชุมชนให้มีความเข้มแข็ง สามารถตอบสนองความต้องการของคนในพื้นที่ และนักท่องเที่ยว มีการปรับตัวท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาดมาโดยตลอด  การนำเสนอผลงานผ่านระบบ Zoom ในครั้งนี้ ถือเป็นการย่นระยะห่างให้มองเห็นภาพในส่วนต่างๆ ได้ชัดและรวดเร็วขึ้น อาจจะติดขัดปัญหาในเรื่องของสัญญาณอินเตอร์เนตในบางพื้นที่ แต่ก็ด้วยความตั้งใจและร่วมมือกันของทุกฝ่าย สุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยดี”

หากใครได้ผ่านตาการสัมภาษณ์สด ท่านยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ในรายการของเว็บไซต์ สยาม เอ็ดยูเคชั่น ด้วยแอปพลิเคชั่นแบบสดๆ ถึง โครงการ เที่ยวชุมชน ยลวิถี ก็จะเห็นแววตาที่ภาคภูมิใจของท่านอย่างเห็นได้ชัดทีเดียว ลองไปหาดูกันทางช่องยูทูบ ได้ สัปดาห์หน้า จะขอเจาะความน่าสนใจของแต่ละชุมชน แต่ละจังหวัดมาให้อ่านกันค่ะ

วิถีสยามมรดกวัฒนธรรมไทย : ‘เที่ยวชุมชน ยลวิถี’ กับ ‘พลังบวร’ ที่หลอมรวมคนไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/593744

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : ‘เที่ยวชุมชน ยลวิถี’ กับ ‘พลังบวร’ ที่หลอมรวมคนไทย

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : ‘เที่ยวชุมชน ยลวิถี’ กับ ‘พลังบวร’ ที่หลอมรวมคนไทย

วันอังคาร ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“บวร” ตามความหมายจากพจนานุกรม แปลว่า ประเสริฐ ลํ้าเลิศ แต่ “บวร” ในความหมายที่ผู้เขียนจะกล่าวถึงในวันนี้ คือการรวมสิ่งที่หล่อหลอมอบรมคนในสังคมไทยมาช้านาน ได้แก่ บ้าน วัดโรงเรียน ซึ่ง ๓ สิ่งนี้ สร้างพลังให้สังคมและผู้คนในชุมชนได้อยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่นสงบสุข พึ่งพาช่วยเหลือแบ่งปัน ถ้อยทีถ้อยอาศัย เด็ก เยาวชน เคารพผู้อาวุโส กล่อมเกลาให้คนในสังคมประพฤติปฏิบัติไปในทางที่ถูกต้องดีงาม มีคุณธรม จริยธรรม โดยมีสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ

ด้วยพระอัจฉริยภาพของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ได้ทรงเห็นความสำคัญของ “บวร” อย่างละเอียดลึกซึ้ง และทรงมีพระราชดำริในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของปวงชนชาวไทยด้วย “พลังบวร” จีงทรงสนับสนุนให้ บ้าน วัด โรงเรียน ประสานการพัฒนาร่วมกัน เพื่อก่อประโยชน์สูงสุดในลักษณะที่มีการพึ่งพาอาศัยเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ตลอดทั้งได้พระราชทานหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตให้กับประชาชนทุกระดับ ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ด้วยการดำเนินชีวิตในทางสายกลาง มีความพอเพียงอย่างสมดุลและยั่งยืน

กระทรวงวัฒนธรรม ได้ดำเนินงานชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาของเศษฐกิจพอเพียง นำพลังบวรขับเคลื่อนสังคมไทย ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๕๙ เกิดเป็นชุนชนระดับต่างๆ รวมกว่า ๒๕,๐๐๐ ชุมชนทั่วประเทศ และในจำนวนนี้มีชุมชนคุณธรรม ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอด สู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจำนวน ๑,๐๐๐ ชุมชนหรือที่เรียกว่า “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ซึ่งเป็นชุมชนที่ใช้ “พลังบวร”เป็นกลไกในการขับเคลื่อนการพัฒนา โดยนำเสน่ห์แห่งวิถีชีวิต ความงดงามทางศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญา ทางวัฒนธรรม อาหารพื้นบ้าน ของฝากของที่ระลึกผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม ตลอดจนความงดงามทางธรรมชาติ ความเป็นเจ้าบ้านที่ดี ความอบอุ่นด้วยไมตรีแบบคนไทย มาส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน ส่งผลให้ชุมชนคุณธรรม เป็นชุมชนที่มีศักยภาพและความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวผู้มาเยือนจากทั่วประเทศ

และเมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงวัฒนธรรม ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ เอกชน เครือข่ายด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม รวมทั้งภาคประชาชนในการนำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างสรรค์สินค้าและบริการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยจะขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ภายใต้โครงการ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี”นำอัตลักษณ์วิถีชีวิตวัฒนธรรมและประเพณีของชุมชนมาให้นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติได้ชมและศึกษาเรียนรู้ ซึ่งจะนำร่องโครงการดังกล่าวโดยคัดเลือกชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงขับเคลื่อนด้วยพลังบวร ที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติของจังหวัด เพื่อรับรางวัล ๑๐ สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี”

สำหรับการคัดเลือก ๑๐ สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชนยลวิถี” จะคัดเลือกจากชุมชนคุณธรรมฯที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติของจังหวัด ๗๖ จังหวัด รวม ๒๒๘ ชุมชน ให้เหลือ ๑๐ ชุมชนเพื่อรับรางวัล ๑๐ สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชนยลวิถี” ซึ่งได้กำหนดเกณฑ์พิจารณาคัดเลือก เช่น อัตลักษณ์ความโดดเด่นของชุมชน สถานที่ท่องเที่ยว อาหาร ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT) เมื่อคัดเลือกชุมชนได้แล้ว กระทรวงวัฒนธรรมจะขับเคลื่อนโครงการ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (โควิด-19) คลี่คลาย

และเพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติและเป็นขวัญกำลังใจแก่ชุมชนคุณธรรม ที่ดำเนินการพัฒนาต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมและพัฒนาศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของชุมชนในทุกมิติอย่างเข้มแข็ง โดยการนำทุนทางวัฒนธรรมที่เป็นภูมิทางสังคม ภูมิปัญญา และภูมิทางวัฒนธรรมของชุมชน มาพัฒนาต่อยอดเพื่อให้เกิดคุณค่าและมูลค่า นำเสน่ห์แห่งวิถีชีวิตของชุมชน มาเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้มาเยือน เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็ง สร้างโอกาสสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ประชากร ช่วยฟื้นฟูชุมชนและสังคมจากวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (โควิด-19) และเกิดการอนุรักษ์ สืบสานรักษา ต่อยอด มรกดทางวัฒนธรรมของชุมชนให้คงอยู่อย่างยั่งยืน กระทรวงวัฒนธรรม จึงเห็นควรให้ทั้ง ๑๐ สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” รับมอบโล่ห์รางวัลจากนายกรัฐมนตรี

แน่นอนว่าคนไทยในยามนี้ต่างเฝ้ารอให้วิกฤติโรคระบาดซาลง เพื่อกลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติเหมือนเดิม เมื่อถึงเวลานั้นผู้เขียนเชื่อว่า การท่องเที่ยวจะเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆ ของผู้คนที่จะออกไปปลดปล่อย หลังจากที่เก็บตัวตึงเครียดอยู่กับบ้านมานาน

เมื่อผู้คนคึกคัก การท่องเที่ยวและรายได้หมุนเวียนคึกคัก นั่นย่อมหมายถึงความสุข ความหวัง และรอยยิ้มของคนไทยในชุมชนจะกลับมาอีกครั้ง โครงการ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ภายใต้รากแห่ง “พลังบวร” นี้ จึงถือเป็นโครงการสำคัญอีกโครงการหนึ่งของชาติในอันที่จะสร้างความพร้อมรองรับผู้คนทันทีที่กุญแจประตูอิสรภาพแห่งการท่องโลกกว้างถูกปลดออก โดยระยะเวลาในการดำเนินกิจกรรม “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” อยู่ในช่วงระหว่างวันที่ ๒ กรกฎาคม-๓๐ กันยายน ๒๕๖๔ ซึ่งขณะนี้หลายจังหวัดได้รายงานข้อมูลด้านต่างๆ นำเสนอแล้ว แต่ละพื้นที่ต่างชูสถานที่ท่องเที่ยว อัตลักษณ์ วัฒนธรรม ภูมิปัญญา และอื่นๆ ที่โดดเด่นไม่แพ้กัน

วิถีสยามมรดกวัฒนธรรมไทย : เสน่ห์อีสาน เล่าขานไม่รู้จบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592080

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : เสน่ห์อีสาน เล่าขานไม่รู้จบ

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : เสน่ห์อีสาน เล่าขานไม่รู้จบ

วันอังคาร ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พานั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลาท่องเที่ยวทางตัวอักษรไปแล้วเกือบทุกภาค สัปดาห์นี้ผู้เขียนขอพาคุณผู้อ่านมาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสานกันบ้าง โดยขอยกบางช่วงบางตอนจากหนังสือชุมชุนดั้งเดิม ใต้ร่มพระบารมีจักรีวงศ์ ของกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งเขียนสรุปใจความสำคัญที่บ่งบอกถึงความเป็นภาคอีสานจากอดีตไว้อย่างดีมาก

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ในบริเวณที่ราบสูงมีเทือกเขาล้อมรอบ สภาพคล้ายแอ่งกระทะ เทลาดจากที่สูงทางตะวันตกลงสู่ที่ต่ำทางด้านตะวันออก แบ่งเป็น 2 แอ่งคือ แอ่งสกลนคร ประกอบด้วยพื้นที่ราบเชิงภูเขาภูพาน และบริเวณที่ราบลุ่มต่ำที่อยู่ใกล้มาทางแม่น้ำโขง แหล่งน้ำสำคัญ คือ แม่น้ำชี และแม่น้ำสงคราม เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของมนุษย์ในสังคมเกษตรกรรม เมื่อประมาณ ๕,๐๐๐ ปีมาแล้ว มีพัฒนาการทางเทคโนโลยีการหล่อโลหะสำริดเป็นเครื่องมือ เครื่องประดับ และอาวุธ มีการเขียนสีบนภาชนะ เพื่ออุทิศแด่ผู้ล่วงลับ เรียกว่า วัฒนธรรมบ้านเชียง ตามชื่อของหมู่บ้านในปัจจุบัน ณ อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี

แอ่งโคราช เป็นที่ราบกว้างใหญ่ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ มหาสารคาม ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด ยโสธร อุบลราชธานี และอำนาจเจริญ มีลำน้ำสำคัญ คือ แม่น้ำมูลและแม่น้ำชี มีหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ เมื่อประมาณ ๓,๐๐๐ ปี ต่อมาในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๘ เป็นช่วงที่นับวัฒนธรรมทางศาสนาของรัฐทวารวดีจากภาคกลาง และจากวัฒนธรรมเขมรโบราณ จากหลักฐานโบราณสถาน ศิลาจารึก และโบราณวัตถุในหลายพื้นที่ หลังจากพุทธศตวรรษที่ ๒๐ เป็นต้นมา ได้เห็นถึงการเคลื่อนย้ายของผู้คนจากดินแดนล้านช้างอย่างต่อเนื่องในยุคสงครามคอมมิวนิสต์ มีชาวญวนที่หนีภัยสงครามเข้ามาตั้งหลักแหล่งในเวลาต่อมา แล้วยังมีพ่อค้าชาวจีน อินเดีย เข้ามาค้าขาย สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของผู้คนที่เข้ามาผสมผสานทางเชื้อชาติกับชนดั้งเดิม หล่อหลอมกลายเป็นคนอีสานในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม หากศึกษากลุ่มประชากรในภูมิภาคนี้พบว่าเป็นกลุ่มคนในตระกูลภาษาไท-กะใด ประกอบด้วยไทลาว ไทโย้ย ไทญ้อ กะเลิง หรือข่าเลิง ไทโคราช ไทพวน ผู้ไท และแสก กลุ่มรองลงมา

คือ กลุ่มตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติก เป็นกลุ่มที่พูดภาษามอญ-เขมร ประกอบด้วย เขมรถิ่นไทย กูย โซ่ หรือกะโส้ บรู และญัฮกูร หรือชาวบน

ภาคอีสานหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นภูมิภาคที่มีอัตลักษณ์เฉพาะท้องถิ่นมาก มีการวิจัยมาแล้วสรุปว่ามีไม่ต่ำกว่า 50 ประเภท จำแนกเป็น

ด้านอาคารสถาปัตยกรรม ได้แก่ ปราสาทหินฮูปแต้ม พระธาตุ หรือธาตุ สิมอีสาน หอไตร หอแจกหอระฆัง หอกลอง

ด้านหัตถกรรมและช่างฝีมือ ได้แก่ ขันกะหย่อง ผ้าทอ เครื่องปั้นดินเผาเครื่องจักสาน เชี่ยนหมาก เกวียนอีสาน

ด้านความเชื่อความศรัทธา ได้แก่โฮงฮด ผ้าผะเหวดพระไม้ บุญฮีตสิบสองด้านการละเล่นการแสดง ได้แก่ หนังประโมนัย แคน โปงลาง เซิ้งกระติบ หมอลำ ฟ้อนภูไท การสู่ขวัญ บั้งไฟ

ด้านอาหารการกิน ได้แก่ ปลาแดก (ปลาร้า) ส้มตำ ลาบ

รวมทั้งด้านวรรณกรรมภาษาและด้านเครื่องนุ่งห่มและการแต่งกาย

จะเห็นได้ว่าภาคอีสานมีเรื่องราวของบ่งบอกถึงวิถีชีวิตที่สนุกสนาน และภูมิปัญญามากมาย ผู้คนวัฒนธรรมวิถีชีวิต ทุกอย่างล้วนมีเสน่ห์เกินกว่าจะหยุดความอยากรู้ไว้แค่นี้

สัญญาเลยว่า หากเมื่อไหร่ที่โรคโควิดซาไปแล้ว การเดินทางพบปะผู้คนทำได้อย่างคล่องตัว และปลอดภัยต่อสังคมมากขึ้นตามมาตรการของรัฐบาล ผู้เขียนจะลงพื้นที่จริงไปเก็บข้อมูลเพิ่มเติม รวมทั้งภาพปัจจุบันมาฝากกัน

วิถีสยามมรดกวัฒนธรรมไทย : ย้อนรอยตำนานโรคระบาดในไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590514

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : ย้อนรอยตำนานโรคระบาดในไทย

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : ย้อนรอยตำนานโรคระบาดในไทย

วันอังคาร ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หากเรามองย้อนกลับไปในอดีตจะเห็นว่าหน้าประวัติศาสตร์ของไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาได้บันทึกเรื่องราวการเกิดโรคระบาดที่รุนแรงและน่ากลัว มีผู้คนเจ็บป่วย และเสียชีวิตดั่งใบไม้ร่วงในเวลาอันรวดเร็ว คนสมัยก่อนจะเรียกโรคระบาดว่า “โรคห่า”หรือ “ห่าลง”

ในอดีตยังไม่มีวิธีป้องกันและควบคุมโรค ผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อจำเป็นต้องพากันหนี โดยปล่อยคนป่วยทิ้งไว้ จนกลายเป็นบ้านร้างเมืองร้างผ่านไปนานนับปีเมื่อแน่ใจว่าโรคซาจึงกลับมา โรคห่าที่เกิดขึ้นในอดีตไม่ชัดเจนว่าเป็นโรคอะไร แต่ตามพระราชบัญญัติสำหรับโรคระบาด พ.ศ. ๒๔๕๖ ระบุไว้ ๓ โรค คือ กาฬโรค อหิวาตกโรค และไข้ทรพิษ

ในถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ก็มีโรคห่าระบาดอยู่หลายครั้ง รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ มีผู้เสียชีวิตถึง ๓ หมื่นคน ภายในเวลา ๑๕ วัน มีหลักฐานชี้ชัดว่าโรคห่าที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอหิวาตกโรค เนื่องจากก่อนผู้ป่วยเสียชีวิตจะมีอาการท้องร่วงอย่างรุนแรง มีภาวะขาดน้ำ โดยการระบาดเริ่มมาจากอินเดียสู่ไทย ผ่านทางปีนัง และหัวเมืองฝ่ายตะวันตกจนเข้ามาถึงสมุทรปราการและพระนคร ซึ่งตอนนั้นมีการใช้แม่น้ำลำคลองเป็นหลัก ทั้งกินทั้งถ่าย ไม่มีระบบประปาหรือการจัดสุขาภิบาล ทำให้เกิดการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว

สมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ยังคงมีการระบาดอยู่ จากบันทึกระบุว่า ภายในเดือนเดียวมีผู้เสียชีวิต ๑,๕๐๐-๒๐,๐๐๐ คน แต่สมัยนั้นเริ่มมีมิชันนารีเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น มีหมอร่วมเดินทางมาด้วย และได้นำแนวทางการรักษาแบบแผนตะวันตกเข้ามารักษา

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ มีการนำสูตรยาวิสัมพญาใหญ่ และยาน้ำการบูรหยอดรักษาผู้ป่วย ทำให้การแพร่ระบาดลงลง เป็นช่วงขณะเดียวกันที่นายโรเบิร์ต น็อกซ์ ได้ค้นพบสาเหตุการเกิดอหิวาตกโรคว่ามาจากสัตว์ตัวเล็กๆที่อยู่ในน้ำ ที่เป็นต้นตอของอาการป่วย เป็นจุดเริ่มต้นของทฤษฎีเชื้อโรค ทำให้มีการระมัดระวังดูแลความสะอาดของน้ำกินน้ำใช้กันมากขึ้น เริ่มมีการจัดการด้านอนามัยและสิ่งแวดล้อม ทั้งเรื่องการจัดระบบน้ำ การจัดสุขาภิบาล มีการทำส้วมหลุม มีการจัดตั้งบริษัทจัดเก็บถังส้วม ด้วยเหตุนี้ทำให้โรคติดต่อที่เคยแพร่ระบาดในอดีตอยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้

เริ่มมีการปลูกฝีเพื่อป้องกันไข้ทรพิษ ในยุคนี้ช่วงที่หมอบรัดเลย์นำเข้ามาเผยแพร่ รวมถึงยาสลบที่เริ่มเข้ามาใช้ในประเทศไทยหลังจากที่มีการค้นพบไม่ถึง 10 ปี ทำให้การแพทย์สมัยใหม่เป็นที่ยอมรับมากขึ้น

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ ก็มีโรคระบาดขึ้นมาอีก เป็นการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์สแปนิชฟูล มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกมากมายถึง ๒๐-๔๐ล้านคน เลยทีเดียว

จนปัจจุบันเมื่อโรคระบาดได้เดินทางมาปั่นป่วนคร่าชีวิตมนุษย์ครั้งใหญ่อีกครั้ง ทุกประเทศต่างประสบปัญหาในการสูญเสียในทุกด้านไม่ต่างกัน

สำหรับในประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ พระมหากษัตริย์ผู้ปิดทองหลังพระ ผู้สืบสาน รักษาและต่อยอด โครงการต่างๆ ของในหลวงรัชกาลที่ ๙ พระองค์ทรงงานอยู่เบื้องหลังหลายอย่าง รวมทั้งปัญหาการเกิดโรคระบาดนี้ก็ไม่ได้นิ่งนอนพระราชหฤทัย

พระองค์ทรงห่วงใยประชาชน และทรงให้ความสำคัญต่อการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์ ทรงติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างใกล้ชิด พระราชทานพระบรมราโชบายในการดำเนินมาตรการต่างๆ ในอันที่จะควบคุมและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย ทรงให้การช่วยเหลือ ซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้โรงพยาบาล ๒๗ แห่งช่วยโรงพยาบาลทหารผ่านศึกและโรงพยาบาลศิริราช รวมทั้งพระราชทานรถตรวจเชื้อชีวนิรภัยเคลื่อนที่ รถพระราชทานรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย รถวิเคราะห์ผลด่วนพิเศษ รถต่อพ่วงชีวนิรภัย และรถเอ็กซเรย์ระบบดิจิทัลแก่กระทรวงสาธารณสุข สำหรับปฏิบัติงานเชิงรุกในการตรวจหาเชื้อโควิด-19 เพื่อให้สถานการณ์ได้คลี่คลายโดยเร็ว ประชาชนจะได้กลับมาใช้ชีวิตเป็นปกติสุขภายใต้ร่มพระบารมีอีกครั้ง

หากพลิกย้อนดูหน้าประวัติศาสตร์การเกิดโรคระบาดคราใด เสมือนจะเตือนชาวไทยว่า หนักหนาแค่ไหนเราก็ผ่านมาแล้ว แต่กับสถานการณ์ปัจจุบันที่ดูเหมือนว่านอกจากประชาชนต้องต่อสู้กับโรคร้ายแล้ว ยังมีเรื่องของการต่อสู้กันทางความคิดเห็นที่แตกต่าง ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง ครอบครัว การศึกษา และอีกหลายปัญหาที่เกิดผลกระทบตามมา ผลพวงของเชื้อร้ายครั้งนี้ถือว่าเป็นความท้าทายของทุกฝ่ายที่ต้องคอยแก้ปัญหา และจัดการให้จบโดยเร็วที่สุด

นาทีนี้ ถ้าไม่บอกตัวเองว่า สู้ๆ.. ก็ไม่รู้จะใช้คำไหนแล้ว

วิถีสยามมรดกวัฒนธรรมไทย : ย้อนรอยตำนานเมืองเชียงใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/588742

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : ย้อนรอยตำนานเมืองเชียงใหม่

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : ย้อนรอยตำนานเมืองเชียงใหม่

วันอังคาร ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สะพานนวรัฐ (ขัวเหล็ก) สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๖ ข้ามแม่น้ำปิงที่ไหลผ่านเมืองเชียงใหม่

เมืองเชียงใหม่ ก่อตั้งขึ้นในสมัยพญามังราย เมื่อ พ.ศ.๑๘๓๙ ชื่อที่ปรากฏในตำนานคือ “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนา ในช่วง พ.ศ.๒๑๐๑-๒๓๑๗ เชียงใหม่ได้เสียเอกราชให้แก่กษัตริย์พม่าชื่อบุเรงนอง และได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่านานถึงสองร้อยกว่าปี

จนถึงสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงช่วยเหลือล้านนาไทยภายใต้การนำของพระยากาวิละ และพระยาจ่าบ้านในการทำสงครามขับไล่พม่าออกไปจากเชียงใหม่ และเมืองเชียงแสนได้สำเร็จ

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนาพระยากาวิละเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่ ในฐานะเมืองประเทศราชของกรุงเทพมหานคร และมีเจ้าเมืองสืบเชื้อสายของพระยากาวิละ เรียกว่า ตระกูลเจ้าเจ็ดตน ปกครองเมืองเชียงใหม่และเมืองต่างๆในล้านนาขณะนั้น คือ ลำพูน ลำปาง พะเยา และเชียงราย เปลี่ยนฐานะเป็นศูนย์กลางของมณฑลพายัพตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมาจนกระทั่งในปี พ.ศ.๒๔๗๖ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ ได้มีการปฏิรูปการปกครอง จึงมีฐานะเป็นจังหวัดจวบจนปัจจุบัน

เชียงใหม่ ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจแก่สยามเป็นอันมาก ด้วยการส่งส่วยและสิ่งของเข้ามาถวายหลายอย่าง ซึ่งเป็นสินค้าที่ตลาดภายในและต่างประเทศต้องการ คือไม้สักและของป่า เช่น ขี้ผึ้งงาช้าง รวมถึงเครื่องเขิน หัตถกรรมที่ได้รับอิทธิพลตกทอดมาแต่ครั้งตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีพระบรมราชินี เสด็จฯเข้าสู่เมืองเชียงใหม่ พ.ศ.๒๔๖๙

ชาวเชียงใหม่เรียกตัวเองว่า คนเมือง ประกอบด้วยกลุ่มชนหลายเชื้อชาติทั้งที่อาศัยอยู่ดั้งเดิม และเข้ามาใหม่ในยุคเก็บผักใส่ซ้า เก็บผ้าใส่เมือง (พ.ศ.๒๓๔๘) ได้แก่ ลัวะ มอญ ยวน พม่า เงี้ยวหรือไทใหญ่ ยอง และเขิน กลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในเขตกำแพงเมืองชั้นนอก ส่วนใหญ่เป็นช่างฝีมือและพ่อค้า คือไทเขิน มอญ พม่า ไทใหญ่ ส่วนกลุ่มที่อาศัยอยู่ในเขตกำแพงเมืองชั้นใน เป็นไทยยวน นอกจากนี้ยังมีชาวเขา เช่น อาข่า ลีซอ มูเซอปกาเกอะญอ และคะฉิ่น ซึ่งอาศัยอยู่ตามเขตชายแดนที่ราบสูง

อัตลักษณ์ล้านนาในอดีตหลายประการยังคงมีการสืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบัน เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตา และในมโนคติของสังคมทั่วไปทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ อาทิ ด้านหัตกรรมและงานช่างฝีมือ ได้แก่ เครื่องเขิน เครื่องเงินไม้แกะสลัก น้ำต้น หรือ คนโท ด้านอาหารและการบริโภค ก็จะมีการสอดคล้องกับฤดูกาลที่ค่อนข้างหนาวเย็น มีพืชพักตามธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ รสชาติของอาหารจะมีความเค็ม และเผ็ดเล็กน้อย มีการจัดสำรับลงในพานใหญ่ที่เป็นเอกลักษณ์เรียกว่าโตก บริโภคข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก ส่วนในด้านความเชื่อและความศรัทธา ก็จะมี หำยนต์ ตุง และโคมยี่เป็ง ปรากฏให้เห็นอยู่ตามสถานบ้านเรือน และในพิธีกรรมของแต่ละท้องถิ่น

นอกจากนี้ ในด้านเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็เป็นที่ประจักษ์ และทำรายได้ให้ชุมชนไม่น้อย ด้วยผ้าฝ้ายที่นำไปย้อมสีน้ำเงินหรือสีดำ เรียกว่าม่อฮ่อม ส่วนการละเล่น การแสดง ก็จะมีฟ้อนเล็บ
กับ ซึง สะล้อ ที่ใครได้ชมได้ฟัง ก็จะเพลิดเพลินใจเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในดินแดนของความเนิบช้า สวยศิลป์ เป็นเสน่ห์เฉพาะที่งดงามยิ่ง

ในอดีตแม้จะผ่านคราบรอยของสงครามมายาวนาน แต่บรรพบุรุษของเราก็ได้กอบกู้จนกลับมาใช้ชีวิตอย่างสุขสงบทุกครั้ง ในปัจจุบันสถานการณ์โรคโควิด-19 กำลังระบาดหนักทั่วโลก เสมือนหนึ่งเป็นสงครามครั้งยิ่งใหญ่ที่พวกเราต่างต้องร่วมกันกอบกู้ให้โลกกลับมาสวยงามและใช้ชีวิตอย่างมีอิสระภาพเช่นเดิม ดังนั้นการจะไป เยือนเชียงใหม่ในช่วงนี้ ควรต้องศึกษาข้อมูลประวัติศาสตร์จากการอ่านกันไปก่อน เมื่อวันใดที่สถานการณ์คลี่คลาย เราจะได้ออกท่องเที่ยวให้หนำใจ พร้อมความรู้จากร่องรอยของตำนานที่จะทำให้การเดินทางสนุกมากขึ้น

วิถีสยามมรดกวัฒนธรรมไทย : จาก ‘บัตรสนเท่ห์’ ในอดีต สู่ ‘เฟคนิวส์’ ที่ต้องชัวร์ก่อนแชร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587049

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : จาก ‘บัตรสนเท่ห์’ ในอดีต สู่ ‘เฟคนิวส์’ ที่ต้องชัวร์ก่อนแชร์

วันอังคาร ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในยุคที่โรคระบาด โควิด-19 อยู่รอบตัวเรา ข่าวปลอม หรือ Fake Newsก็ดูเหมือนจะระบาดไม่แพ้ ยิ่งเทคโนโลยีการสื่อสารล้ำหน้าเท่าไหร่ การกระจายข่าวปลอมในทุกแพลตฟอร์มก็รวดเร็วและมีอิทธิพลมากเท่านั้น 

ข่าวปลอม เป็นเครื่องมือของผู้ฉวยโอกาส สร้างความสับสนวุ่นวาย สร้างความแตกแยก เกิดความสั่นคลอนทางความคิด
ความเชื่อ มุ่งหวังหลอกลวง ฉวยโอกาสเพื่อผลประโยชน์ตนเอง เป็นกลโกงอย่างหนึ่งของผู้ไม่ประสงค์ดีที่มีอยู่ทุกวงการ รวมถึงมิจฉาชีพที่ปรากฏเป็นข่าวเรื่อยมา

ในอดีต เราจะเรียก ข่าวปลอม หรือ Fake News ว่า“บัตรสนเท่ห์” หมายถึง จดหมายฟ้องหรือกล่าวโทษผู้อื่น นำมาทิ้งไว้โดยมิได้ลงชื่อจริงของผู้เขียน เมื่อใครพบเจอก็จะลือต่อๆ กันไปไม่ได้เกิดขึ้นในยุคที่เราอยู่ แต่มีมานานแล้ว 

พงศาวดารกรุงศรีอยุธยากล่าวไว้ว่า ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ กษัตริย์พระองค์ที่ ๑๐ ก็มีการทิ้งบัตรสนเท่ห์กันแล้ว ด้วยความที่หลงเชื่อผิดๆ จึงทำให้ขุนนางดีๆ ถูกฆ่าตายไปหลายคน เมื่อความจริงปรากฏจึงวางโทษไว้ว่า การทิ้งบัตรสนเท่ห์เป็นความผิดร้ายแรง

ในยุครัตนโกสินทร์ก็มีข่าวปลอมไม่น้อยที่เป็นการกลั่นแกล้งให้เกิดความสั่นคลอนต่อราชวงศ์ และการเมือง ต่อเมื่อได้พิสูจน์ พิจารณาหาข้อเท็จจริงจนทราบผู้เผยแพร่แล้ว ผู้นั้นก็จะได้รับบทลงโทษตามกฎของยุคสมัยนั้นๆ ขอยกข่าวปลอมที่อื้อฉาวเรื่องหนึ่งมาเล่าให้ฟัง

ปี พ.ศ. ๒๓๕๙ สมเด็จพระสังฆราช (ศุข) สิ้นพระชนม์ลง ครั้งนั้นว่ากันว่าสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (บุญศรี) วัดมหาธาตุอาจจะได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช แต่ก็ได้เกิดอธิกรณ์ (ต้องคดี) ซึ่งนับว่าเป็นครั้งสำคัญและครั้งแรกขึ้นในรัชกาลที่ ๒ เพราะมีพระเถระผู้ใหญ่ที่เป็นกำลังของคณะสงฆ์ต้องอธิกรณ์เมถุนปาราชิกพร้อมกันถึง ๓ รูป ดังมีบันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารว่า

“ในเดือน ๑๒ ปีชวดอัฐศก (พ.ศ. ๒๓๕๙) นั้น มีโจทก์ฟ้องว่า พระพุทธโฆษาจารย์ (บุญศรี) วัดมหาธาตุ รูป ๑ พระญาณสมโพธิ (เค็ม) วัดนาคกลางรูป ๑ พระมงคลเทพมุนี (จีน) วัดหน้าพระเมรุกรุงเก่ารูป ๑ ทั้ง ๓ รูปนี้ประพฤติผิดพระวินัยบัญญัติข้อสำคัญ ต้องเมถุนปาราชิกมาช้านาน จนถึงมีบุตรหลายคน โปรดให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นรักษ์รณเรศ กับพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงพิจารณาได้ความเป็นสัตย์สมดังฟ้อง จึงมีรับสั่งเอาตัวผู้ผิดไปจำไว้ ณ คุก”

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ พระองค์ได้หาทางระงับความแตกตื่นอันเกิดมาจากข่าวลือด้วยวิธีที่่ง่ายๆ และชัดเจน โดยพระองค์ได้ออกประกาศว่า ถ้าใครได้ยินข่าวลือจนทำให้สะดุ้งสะเทือนเมื่อไหร่ ก็ให้เขียนเรื่องราวไปกราบทูลถามได้ว่าเรื่องนั้น จริงหรือเท็จประการใด โดยพระองค์จะเป็นผู้พระราชทานคำตอบนั้นให้กับผู้ที่ถามมา ซึ่งผู้ที่จะทูลถามเรื่องข่าวลือกับรัชกาลที่ ๔ ก็จะมีแบบฟอร์มที่เป็นฎีกาที่มีเนื้อหา ดังนี้

“ข้าพระพุทธเจ้า…(ชื่อ) อำแดง…(ชื่อ) ตั้งบ้านเรือนอยู่ตำบล…(ชื่อ) สังกัดอยู่ในกรม…(ชื่อ) ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส ถวายเรื่องราวให้ทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทด้วยข้าพระพุทธเจ้าได้ฟังนาย…(ชื่อ) อำแดง…(ชื่อ) หรือชาวบ้านโน้นชาวบ้านนี้ พูดกัน ลือกันว่า…(เนื้อหาของข่าวลือ)ข้าพระพุทธเจ้าขอรับพระราชทานความให้ทราบเกล้าประจักษ์สิ้นสงสัย แต่กระแสพระบรมราชโองการที่แท้ขอเดชะ”

เรียกได้ว่าใครก็ตามที่พยายามปล่อยข่าวลือให้สัมฤทธิผลในช่วงเวลานั้น ก็คงจะเก่งเกินคนเลยทีเดียว บัตรสนเท่ห์ และข่าวลือในสมัยราชวงศ์จักรีมีปรากฏขึ้นมาให้ได้ยินอยู่เนืองๆ ไม่ว่าจะเป็น ข่าวลืออันเกี่ยวข้องกับเหตุไฟไหม้นับเป็นเรื่องที่สร้างความตระหนกตกใจให้กับผู้คนในเมืองหลวง ในสมัยรัชกาลที่ ๕, ข่าวลือปฏิวัติ-ลอบทำร้ายรัชกาลที่ 7คราวสมโภชพระนคร 150 ปี พ.ศ. 2475 ซึ่งลือไปไกลถึงลอนดอน และอื่นๆ ซึ่งมิได้เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อสังคม และประเทศชาติมีแต่จะทำให้เกิดความสับสน แตกแยก เสียเวลาในอันที่จะนำไปใช้ให้เกิดสาระ

กล่าวถึงปัจจุบัน จะเห็นได้ว่านับวันกระแสข่าวปลอม ข่าวลือจะมีปรากฏขึ้นทุกวัน ข้อมูลอันเป็นเท็จถาโถมราวกับคลื่นสึนามิทางความเชื่อที่ซัดกระหน่ำซ้ำเติมคนไทยหลายคนที่กำลังอ่อนแอจากการต่อสู้กับวิกฤติโรคระบาด หนำซ้ำยังมีข่าวปลอมจากมิจฉาชีพที่ต้องการล้วงข้อมูลส่วนตัวเพื่อหลอกลวงทรัพย์สินอีกไม่น้อย 

เมื่อสังคมเริ่มแฝงไว้ด้วยความไม่ซื่อ และมีผู้ไม่หวังดีพยายามแสวงหาประโยชน์ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม ที่ก่อให้เกิดความสับสน สูญเสีย รัฐบาลจึงต้องจัดตั้งคณะทำงานศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Fake News) กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ขึ้น เพื่อทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบประเด็นข้อมูลข่าวสารที่เป็นข่าวปลอม/ข่าวบิดเบือนที่มีการเผยแพร่ตามสื่อต่างๆโดยเฉพาะสื่อออนไลน์ เมื่อเกิดปัญหาจะได้คลี่คลายสถานการณ์และแก้ไขได้ทันที

อย่างไรก็ตาม ผู้เสพข่าวสารจึงต้องมีสติ ใช้วิจารณญาณและตรวจสอบที่มาก่อนตัดสินใจอย่าเชื่อโดยง่าย หากข่าวนั้นไม่มีตัวตนคนเขียน ไม่ระบุแหล่งข่าวหรือหน่วยงานที่ยืนยันได้ ก็ต้องฉุกคิดไว้ก่อนว่า  นั่นอาจเป็นข่าวปลอม และไม่ควรบอกต่อหรือแชร์ออกไปโดยไม่ตรวจสอบ มิเช่นนั้นจะกลายเป็นว่าเราได้ตกเป็นเหยื่อ และเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างผลเสียต่อผู้อื่นก่อเกิดปัญหาสังคมโดยไม่ได้ตั้งใจ

วิถีสยามมรดกวัฒนธรรมไทย : พระปฐมบรมศิลปิน เมืองกวี รัตนโกสินทร์ ศรีสยาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/583569

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : พระปฐมบรมศิลปิน เมืองกวี รัตนโกสินทร์ ศรีสยาม

วันอังคาร ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หากให้กล่าวถึงมรดกวัฒนธรรมไทย มีมากมายจนผู้เขียนไม่อาจบอกเล่าได้หมดในระยะเวลาอันสั้น “กวีนิพนธ์” ถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของชาติ ด้านศิลปวัฒนธรรมไทย ที่ตกทอดเป็นมรดกให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาหาความบันเทิง และเป็นแบบฉบับเล่าเรียนเพิ่มพูนความรู้

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (พ.ศ. 2352-2367) นับเป็นช่วงเวลาที่ราชอาณาจักรไทยเริ่มเข้าสู่ความสงบและมีความเป็นปึกแผ่นมากกว่าสมัยที่ผ่านมา ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าพระองค์จะยังทรงประกอบพระราชกรณียกิจในการบริหารราชการแผ่นดิน และทำนุบำรุงพระนครสืบต่อพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระบรมชนกนาถแล้ว ยังทรงให้ความสำคัญต่อการฟื้นฟูศิลปกรรมในแขนงต่างๆ อย่างดียิ่ง ทรงมีพระอัจฉริยภาพในงานศิลปะหลายสาขา ได้แก่ ด้านประติมากรรม ด้านกวีนิพนธ์ และด้านดนตรี แต่ด้วยพื้นที่อันจำกัดนี้ ผู้เขียนจึงขอยกเพียงด้านที่โดดเด่นที่สุด ได้แก่ ด้านกวีนิพนธ์มาเล่าสู่กันฟัง

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ถือเป็นยุคทองของวรรณคดีไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยพระองค์ทรงเป็นกวีเอกที่ทรงสร้างสรรค์วรรณคดีอันทรงคุณค่าทางวัฒนธรรมไว้เป็นมรดกของชาติจำนวนมาก โดยตั้งแต่ครั้งแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกก็ได้ทรงรับหน้าที่ในหมู่จินตกวี มีพระราชนิพนธ์ปรากฏอยู่ในหนังสือที่ช่วยกันแต่งหลายเรื่องจนได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ทำนุบำรุงแบบและบทละครไทยให้ดีเด่นกว่าแต่ก่อน เพราะได้ทรงกวดขัน และฝึกหัดท่ารำจนใช้เป็นแบบอย่างของละครรำมาจนถึงปัจจุบันนี้

พระองค์มีพระราชนิพนธ์ที่เป็นบทกลอนมากมาย ทรงเป็นยอดกวี ถือเป็นแบบฉบับอันยอดเยี่ยมด้านการแต่งเสภา นิราศ กาพย์ ฉันท์ ลิลิต โคลงสี่สุภาพ บทละครทั้งละครใน และละครนอก มีหลายเรื่องที่มีอยู่เดิม และทรงนำมาแต่งใหม่เพื่อให้ใช้ในการแสดงได้ เช่น รามเกียรติ์ อุณรุท และอิเหนา โดยเรื่องอิเหนานี้ เรื่องเดิมมีความยาวมาก ได้ทรงพระราชนิพนธ์ใหม่ตั้งแต่ต้นจนจบ เป็นเรื่องยาวที่สุดของพระองค์ วรรณคดีสโมสรในรัชกาลที่ 6 ได้ยกย่องให้เป็นยอดบทละครรำที่แต่งดี ยอดเยี่ยมทั้งเนื้อความ ทำนองกลอนและกระบวนการเล่นทั้งร้องและรำ นอกจากนี้ยังมีละครนอกอื่นๆ เช่น ไกรทอง สังข์ทองไชยเชษฐ์ หลวิชัยคาวี มณีพิชัย สังข์ศิลป์ชัย ได้ทรงเลือกเอาของเก่ามาทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นใหม่บางตอน และยังทรงพระราชนิพนธ์บทพากย์โขนอีกหลายชุด เช่น ชุดนางลอย ชุดนาคบาศ และชุดพรหมาสตร์ซึ่งล้วนมีความไพเราะซาบซึ้งเป็นอมตะใช้แสดงมาจนทุกวันนี้

บทละครที่ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นใหม่รวม ๗ เรื่อง คือ ๑.เรื่องอิเหนา ทรงแต่งแต่ต้นจนจบ รวม ๔๕ สมุดเล่มไทย ๒.เรื่องรามเกียรติ์ตั้งแต่หนุมานถวายแหวน จนถึงทศกัณฐ์ล้มตอน ๑ ตั้งแต่ฆ่าสีดาจนอภิเษกไกรลาสตอน ๑ รวม ๓๓ เล่มสมุดไทย ๓.เรื่องไชยเชษฐ์ตั้งแต่ไชยเชษฐ์ไปตามช้างจนไชยเชษฐ์กับนางสุวิญชาคืนดีกับไชยเชษฐ์รวม ๓ เล่มสมุดไทย ๔.เรื่องมณีพิชัย ตั้งแต่งูขบนางจันทรจนพระมณีพิชัยออกไปอยู่กับพราหมณ์ที่ศาลา รวม ๑ เล่มสมุดไทย ๕.เรื่องคาวีตั้งแต่ท้าวสันนุราชได้ผอบผมจนถึงคาวีฆ่าไวยทัต รวม ๔ เล่มสมุดไทย๖.เรื่องสังข์ทอง ตั้งแต่นางพันธุรัตได้พระสังข์มาเลี้ยง จนท้าวยศวิมลกับพระสังข์กลับจากเมืองสามล รวม ๑ เล่มสมุดไทย และ ๗.เรื่องไกรทอง ตั้งแต่ไกรทองอยู่ในถ้ำชาละวัน จนกลับตามนางวิมาลาลงไปในถ้ำ รวม ๒ เล่มสมุดไทย

นอกจากนี้ ยังได้ทรงพระราชนิพนธ์บทเห่เรือ เรื่องกาพย์เห่ชมเครื่องคาว หวาน ซึ่งมีความไพเราะและแปลกใหม่ไม่ซ้ำแบบกวีท่านใด เนื้อเรื่องแบ่งออกเป็น ๕ ตอน คือ เห่ชมเครื่องคาว เห่ชมผลไม้ เห่ชมเครื่องคาวหวาน เห่ครวญเข้ากับนักขัตฤกษ์ และบทเจ้าเซ็น ซึ่งบทเห่นี้เข้าใจกันว่าเป็นการชมฝีพระหัตถ์ในด้านการทำอาหารของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีนั่นเอง

ส่วนด้านการส่งเสริม “ใครเป็นกวีก็โปรด” เป็นคำกล่าวขานในยุคที่วรรณคดีเฟื่องฟู ซึ่งในยุคนั้น นอกจากพระองค์แล้วยังมีกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (รัชกาลที่ 3), สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาเดชาดิศร, สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส,พระยาตรัง, นายนรินทร์ธิเบศ, และ สุนทรภู่ กวีเอกของโลก ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นมหากวีกระฎุมพีแห่งรัตนโกสินทร์ และบุคคลสำคัญของโลกจากองค์การ รวมอยู่ด้วยกันอีกด้วย

ปัจจุบันมีการสร้างอุทยานพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยของมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมีสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์ประธาน เพื่อเป็นการสนองพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นทั้งนักรบ นักปกครอง ศิลปิน กวีและช่าง ซึ่งได้พระราชทานศิลปวัฒนธรรมอันงดงามประณีตไว้เป็นมงคลแก่ชาติ และปรากฏพระเกียรติคุณแพร่หลายไปในนานาประเทศจนได้รับการยกย่องจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ให้ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก และได้ส่งเสริมให้มีการจัดงานเฉลิมพระเกียรติฉลองพระบรมราชสมภพครบรอบ ๒๐๐ ปี เมื่อพ.ศ. ๒๕๑๑ พร้อมจัดสร้างอุทยานพระบรมราชานุสรณ์ฯ ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โดยมีจุดประสงค์ให้เป็นศูนย์กลางศิลปวัฒนธรรมไทยในรัชสมัยของพระองค์ และเพื่อให้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนในท้องถิ่นและจังหวัดใกล้เคียงนั้นด้วย

และในวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระองค์ ทางรัฐบาลยังได้กำหนดให้เป็นวัน “ศิลปินแห่งชาติ” เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของผู้เป็นพระปฐมบรมศิลปินแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ถือเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมไทยอีกพระองค์หนึ่งที่ต้องจารึกไว้กลางดวงใจลูกหลานไทยตราบนานเท่านาน