เล่าสู่กันฟัง : สันติศึกษามหาจุฬา ฯ สอนอะไร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/635209

วันที่ 11 ต.ค. 2563 เวลา 10:47 น.เล่าสู่กันฟัง : สันติศึกษามหาจุฬา ฯ สอนอะไรโดย อุทัย มณี   

****************

สัปดาห์นี้ขอใช้พื้นที่เล่าเรื่องราวที่กำลังศึกษาอยู่ระดับปริญญาเอก หลักสูตรสันศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สักหน่อยว่า สันติศึกษาท่านสอนอะไร

หลักสูตรนี้เกิดขึ้นมาด้วยความร่วมมือกันระหว่างมหาจุฬา ฯ สถาบันพระปกเกล้าและสำนักงานศาลยุติธรรม เป้าหมาย ตรงตัวตามชื่อ คือสร้างความสันติสุขให้เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยใช้หลักธรรมง่าย ๆ แต่ปฎิบัติยาก อย่าง “สติ” ในพระพุทธศาสนาเป็นฐานในการขับเคลื่อนสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอก

ตลอดระยะเวลาที่เรียนขอสารภาพบาปเลยว่า “โดดเรียนบ่อย” เนื่องจากหลักสูตรเรียนเฉพาะวันอาทิตย์ เป็นวันหยุดของคนทั่วไปแต่เป็นวันทำงานของผู้เขียนคือ วันเสาร์บันทึกเทปรายการภาคภาษาอังกฤษที่สถานีโทรทัศน์ของมหาจุฬา ฯ ทั้งวัน วันอาทิตย์ภาคบ่าย ก็ต้องไปผลิตรายการสดที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 5 อาศัยแว็บไปฟังบรรยายของ พระอาจารย์หรรษา ธมฺมหาโส ผู้อำนวยหลักสูตรสันติศึกษา ในภาคเช้าบ้างตามโอกาสที่เหมาะสม ส่วนใหญ่จึงดูเทปย้อนหลังเอา แล้วก็ส่งการบ้านตามที่พระอาจารย์ท่านสั่งเอาไว้

การเรียนการสอนเน้นวิชาการ เพื่อนำไปสู่วิชาชีพ และวิชาชีวิตคือ ไม่อ่อนและแข็งจนเกินไป สอนให้คิด โดยการนำบุคคลตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมาเล่าสู่กันฟัง

ในด้านวิชาการ อันนี้เป็นเรื่องปกติที่จะมีอาจารย์ด้านสันติศึกษาต้องมาสอน มาบรรยาย ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาส,นพ.วันชัย วัฒนศัพท์,อาจาย์ถวิลวดี บุรีกุล ,ดร.โคคม อารียา และอีกหลายท่าน

ในด้านวิชาชีพ อันนี้สำคัญตอนนี้หลักสูตรสันติศึกษา กำลังเน้นไปในการ “สร้างสันติภาพลงดิน” การสร้างความมั่นคงทางอาหาร คือ การสร้างสันติภาพภายใน มนุษย์หากมีความหิวโหย จะแสวงหาสันติสุขไม่ได้ มนุษย์หากมีความหิว ใครจะพูดอะไรก็ไม่ฟัง ยกตัวอย่าง ครั้งนี้สมัยพุทธกาล มีบุรุษคนหนึ่งมาฟังธรรม พระพุทธองค์ทรงทราบว่า บุรุษคนนี้กำลังหิว จึงให้คนจัดหาอาหารให้กินก่อนแล้วจึงเทศน์ จึงเข้าใจธรรมได้

ที่สำคัญหลายครั้งหลักสูตรนี้ได้เชิญผู้ที่ประสบความสำเร็จด้านการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเล่าประสบการณ์ ซึ่งต้องยอมรับว่าแต่ละคนมีวิธีคิดด วิธีทำ ล้วนแต่ก่อให้เกิดสันติภาพภายในและภายนอกได้อย่างแท้จริง อย่างเช่น คุณโจน จันได,พระอาจารย์สังคม ธนปญฺโญ,คนเหล่านี้คือ ในโลกทุนนิยมล้วนประสบความสำเร็จมาแล้ว แต่เมื่อพิจารณาแล้วรู้ว่า มันไม่ใช่สันติภาพ มันไม่ได้มั่นคง เพื่อให้เกิดสันติสุขให้ตัวเองกับครอบครัวได้อย่างแท้จริง จึงหลีกออกจากสังคมทุนนิยมแบบคนเมืองไปทำเกษตรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งปัจจุบันต่างยอมรับว่า เป็นความมั่นคง และยั่งยืนในปัจจัยสี่ได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้หลักสูตรนี้ยังมีเรื่องการเปิดศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชน ที่ มหาจุฬา ฯ วังน้อย และเตรียมขยายไปทั่วประเทศ

สำหรับการอยู่ร่วมกันในสังคมแบบหลากหลายศาสนา หลากหลายวัฒนธรรมในสังคมไทย หลักสูตรนี้ก็ได้เชิญผู้นำศาสนาต่าง ๆ มาบรรยาย มาสัมมนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันแบบพี่เป็นน้อง บนผืนแผ่นไทย ซึ่งต่างก็ต้องการสันติสุขเหมือนกัน

เป็นเอาว่า..สัปดาห์นี้มาเล่าการเรียนหลักสูตรนี้ให้ทราบ ปลายเดือนนี้ก็จะเดินทางไปลงพื้นที่จริง ไปดูสันติภาพลงดิน ธรรมะกินได้ หากมีโอกาสจะนำมาเล่าต่อว่าไปเจออะไรมาบ้าง..

กฐินนั้นสำคัญไฉน…งานบุญใหญ่แห่งปีเริ่มแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/635155

วันที่ 10 ต.ค. 2563 เวลา 12:35 น.กฐินนั้นสำคัญไฉน...งานบุญใหญ่แห่งปีเริ่มแล้วโดย…สมาน สุดโต

หลังจากออกพรรษาเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ.2563 วัดในประเทศไทยก็คึกคักเต็มไปด้วยสีสัน เนื่องด้วยประเพณีทอดกฐินที่ญาติโยมนำมาถวายตามที่แจ้งกับทางวัดไว้ล่วงหน้า ซึ่งเรียกง่ายๆ ว่าจองกฐิน คำว่าจองกฐิน ยังเอามาใช้ทางการเมือง เมื่อฝ่ายค้านเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเราเรียกรัฐมนตรีคนนั้นว่าถูกจองกฐิน ส่วนวัดที่ไม่มีใครจองกฐิน จนกระทั่งสิ้นฤดูกาล หรือขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 เรียกว่าวัดกฐินตก

ความเป็นมาของการทอดกฐินนั้น เกิดจากพระพุทธานุญาตให้พระสงฆ์ไม่น้อยกว่า 5 รูป ที่จำพรรษาในวัดใดวัดหนึ่งจนครบ  3 เดือน หรือภาษาพระว่า ถ้วนไตรมาสให้มีสิทธิรับฐินได้

ประเภทของกฐิน จำแนกได้ดังนี้

1.กฐินหลวง หรือผ้าพระกฐินพระราชทานให้ บุคคล องค์กร หรือกระทรวง หรือกรมต่างๆ รับไปทอดยังพระอารามหลวง หรือพระราชทานให้กระทรวงการต่างประเทศ อัญเชิญไปทอดในประเทศที่มีผู้นับถือพระพุทศาสนา ที่อยู่ย่านเอเซียอาคเนย์ แม้ว่าจะไม่มีฐานะเป็นพระอารามหลวงก็ตาม แต่ที่ทำเช่นนี้ ก็เป็นพิธีทางการทูตเพื่อผูกสัมพันธไมตรีกับชาวบ้าน

2.กฐินราษฎร์ เป็นกฐินที่ชาวบ้านทั่วไปนำไปทอดถวายยังวัดนั้นๆ

3.กฐินสามัคคี คือแค่มีเจ้าภาพหลัก แล้วตั้งผู้แทนแต่ละสายหาสมาชิกมาร่วมงานบุญแล้วนำไปทอดยังวัดเป้าหมายที่จองไว้แล้ว กฐินแบบนี้เป็นที่นิยมทั่วไป เพราะมีคนร่วมบุญกุศลจำนวนมาก

4.กฐินตก คือวัดที่ไม่มีใครจองกฐิน ปัจจุบันแก้ปัญหาโดยมีเจ้าภาพจัดกองกฐินเท่าจำนวนวัดที่กฐินตก แล้วนำไปทอดที่ส่วนกลาง ให้วัดต่างๆที่กฐินตกมารับไป

5.กฐินเดาะ  คือกฐินเสียหาย ไร้อานิสงส์ เนื่องด้วยพระในวัดไปชักชวนหรือพูดเลียบเคียงให้ญาติโยมผู้มีศรัทธานำกฐินไปทอดยังวัดที่ตนจำพรรษาอยู่

6.กฐินร้อยปี เป็นเรื่องเฉพาะวัดใดวัดหนึ่งที่มีผู้ศรัทธาเลื่อมใสในหลวงพ่อ เช่น วัดปากน้ำ ภาษีเจริญคนศรัทธาหลวงพ่อสดมาก มาจองเป็นเจ้าภาพกฐินล่วงหน้า 500 กว่าปี

7.บริวารกฐิน ได้แก่อัฐบริขาร เช่น บาตร หรือเครื่องมือช่างสำหรับซ่อมแซมเสนาสนะ และบริวารกฐินเวลานี้กลายเป็นเป้าหมายหลักในการทอดฐินคือปัจจัยที่ถวายพร้อมองค์กฐิน  เพราะทางวัดหวัง จะได้ปัจจัยเป็นกอบเป็นกำเพื่อสร้างโบสถ์วิหาร หรือศาลาการเปรียญ?ให้เรียบร้อยสมบูรณ์

8.จุลกฐิน เป็นงานเร่งด่วนนานๆ จะมีวัดหรือชุมชนใจถึงจัดขึ้นสักทีหนึ่ง เพราะยุ่งและเร่งรีบ ต้องทำให้เสร็จในหนึ่งวัน เป็นประเพณีที่ชาวพุทธไทยคิดประดิษฐ์ขึ้นมา เพื่อให้ดูเข้มขลัง เช่น ปลูกต้นฝ้ายล่วงหน้ากะว่าเก็บเกี่ยวตรงกับฤดูกฐิน

จุลกฐินเริ่มขึ้นวันที่เก็บฝ้ายปั่นเป็นเส้นด้าย นำมาทอเป็นผ้าผืน ตัดเย็บ และฟอกย้อมให้เสร็จในหนึ่งวันแล้วนำไปทอดถวายพระ จุลกฐินจึงเป็นงานเร่งรีบ เป็นตัวชี้วัดความสามัคคีของชุมชน ปี 2563 วัดหลวงพ่อธรรมวรนายก ที่โนนแต้ว ปักธงชัย จ.นครราชสีมา จัดจุลกฐินขึ้น วันที่ 11-12? ตุลาคม นี้ พูดมาตั้งนานลืมบอกว่ากฐินแปลว่าไม้สดึง สำหรับทอผ้า พระที่ครองกฐินเรียกว่า กรานกฐิน คำว่ากราน เป็นภาษาเขมร แปลว่าทำให้ตึง กฐินเป็นกาลทาน เริ่มแต่วันแรม 1 ค่ำเดือน 11 สิ้นสุดวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 ตรงกับวันลอยกระทง วัดที่จะรับกฐินได้? ต้องมีพระจำพรรษาไม่ต่ำกว่า 5 รูป เนื่องจากเป็นงานบุญ ปีหนึ่งมีครั้งเดียว คนทอดกฐิน จึงได้บุญมาก  ส่วนพระที่บวชแล้วได้กฐินก็ได้รับอานิสงส์มากเช่นกัน

พิธีทอดกฐิน จัดเป็นญัตติทุติยกรรม และอปโลกนกรรม เมื่อเจ้าภาพแห่กฐินมาพร้อมถวายนั้นแล้วพระสงฆ์ทั้งหมดต้องดูว่า พระรูปใดเหมาะที่จะครองกฐิน โดยยึดหลักว่าพระรูปนั้นต้องมีสีลาจารวัตรงดงาม รู้จักถอนพินทุ และอธิษฐาน ผ้าจีวร และผ้าจีวรที่ใช้อยู่ก็เก่ามาก จึงให้พระภิกษุรูปหนึ่งกล่าวคำอปโลกน์ หรือบอกเล่าว่า ชื่อเจ้าภาพที่ศรัทธานำมาถวาย แล้วบอกตามแบบแผนว่า แลผ้ากฐินทานนี้ เป็นของบริสุทธิ์ ดุจเลื่อนลอยมาโดยนภากาศและตกลงในที่ชุมนุมสงฆ์ จะได้จำเพาะเจาะจงลงไปว่าเป็นของพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งก็หามิได้ มีพระพุทธานุญาตให้พระสงฆ์ทั้งปวงยอมอนุญาตให้ภิกษุรูปหนึ่งครองกฐิน แต่ภิกษุรูปนั้นต้องมีคุณสมบัติ ประกอบด้วยสีลาสุตาธิคุณ มีสติปัญญา สามารถ รู้ธรรม 8 ประการ มีบุพกรณ์ เป็นต้น

เมื่อรูปแรกกล่าวถึงคุณสมบัติจบแล้ว รูปที่สองก็บอกว่า ภิกษุรูปนี้มีความเหมาะสม ถ้าใครไม่เห็นด้วยให้ค้านได้ แต่ถ้าเห็นชอบก็กล่าวสาธุ

ส่วนมากจะบอกว่า เจ้าอาวาส เป็นผู้เหมาะสม จึงหาผู้คัดค้านไม่ได้

เมื่อภิกษุที่ได้รับมอบหมายให้ครองกฐิน พระรูปนั้นต้องจัดการกับผ้าจีวรให้ถูกต้องตามวินัย เช่นพินทุและอธิษฐาน จากนั้นครองผ้า เสร็แล้วก็บอกกับพระสงฆ์เพื่ออนุโมทนา โยมกรวดน้ำ รับพรเป็นอันจบพิธีทอดและรับกฐิน

อนึ่งวัดที่รับกฐินต้องปักธงจรเข้ และนางมัจฉา หน้าวัดเพื่อบอกกล่าวว่า วัดนี้รับกฐินเรียบร้อยเเล้ว แต่ใครอยากทำบุญอีกก็ได้ ให้จัดผ้าป่ามา ทางวัดรับได้ตลอดปี ไม่จำกัดเวลา

ความร้าวฉานทางวัฒนธรรม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/634652

วันที่ 04 ต.ค. 2563 เวลา 11:55 น.ความร้าวฉานทางวัฒนธรรมโดย อุทัย มณี  

****************

มีคำกล่าวว่า โลกนี้คือละคร แต่ละคน แต่ละตอน ต้องแสดงบทบาทตามที่ “กรรม” ลิขิตเขียนบทเอาไว้ กรรม ก็คือ การกระทำของตนเองนั่นแหละ บางคนเมื่อเกษียณออกมาแล้ว อาจมีความสุขกับครอบครัว ใช้ชีวิตตามที่ตนเองใฝ่ฝัน บางคนอาจจะรับใช้สังคมหรือประเทศชาติต่อ ตามความรู้ความสามารถ หรือบางคนอาจมี “กรรรม” ติดตัว ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล ซึ่งทั้งหมดคือ “กรรมลิขิต” ที่คนเองได้กำหนดทำเอาไว้ ด้วยความตั้งใจหรือด้วยความประมาทพลาดพลั้งก็ตาม แต่ถึงอย่างไรเสียคนวัยเกษียณ เมื่อถูกให้ถอดหัวโขนแล้ว ควรปล่อยวาง ทำใจให้สบาย ขอให้มีความสุขในวัยไม้ไกล้ฝั่งให้เต็มที่

มีหลายคนที่ผู้เขียนรู้จักต้องเกษียณ อย่างเช่นปลัดกระทรวงวัฒนธรรม คุณกฤษศญพงษ์ ศิริ ความจริงอยากให้อยู่ต่อ เพราะผลงานตลอด 4 ปีมานี้ ผ่านมาแล้ว 2 รัฐมนตรี ผู้เขียนคิดว่าอยู่ในขั้น “ดีเยี่ยม” บุคลิกภาพมีความอ่อนน้อมถ่อมตน พูดจานิ่มนวล คล้าย  ๆ กับ ม.ล.ปนัดดา ดิสกุล อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ผู้เขียนรู้จัก

สถานการณ์สังคมไทยยุคปัจจุบันอยู่ท่ามกลาง “ความร้าวฉานทางวัฒนธรรม” เด็กรุ่นใหม่ ๆ บางคนบางกลุ่ม ที่มีการศึกษาดี มีความก้าวร้าว ไม่รู้จักมารยาททางสังคมหรือแม้แต่มารยาทในครอบครัว หากสังคมไทยปล่อยให้เด็กมีความก้าวร้าวดั่งทุกวันนี้ เชื่อแน่ว่า วันหนึ่งคนที่เสียใจที่สุดคือ พ่อและแม่ ของเด็กนั่นเอง

ผู้เขียนเคยมีข้อมูลนานแล้วว่า ประเทศตะวันตกประเทศหนึ่ง มีคนกลุ่มหนึ่งเชื่อว่า พ่อแม่ทำให้เกิดขึ้นมาเพราะความสนองตัณหาของตนเอง มิได้เกิดจากความรักที่บริสุทธิ์ คนกลุ่มนี้บางคนจึงมีวาทะกรรมว่า เมื่อพ่อแม่ทำให้เขาเกิดต้องรับผิดชอบต่อชีวิตเขา แต่พวกเธอไม่ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตพ่อแม่ เพราะความจริงแล้ว เพื่อเธอไม่อยากเกิดมาด้วยซ้ำไป

ชุดความคิดนี้ปัจจุบันเริ่มเข้าสู่เด็กบางคน เด็กบางกลุ่ม โดยเฉพาะเด็กคนชั้นกลาง เด็กคนกรุงเทพ โดยเด็กบางคนอาจถูกผู้ใหญ่ที่ขาดความอบอุ่นทางครอบครัวเป็นคนชี้นำ

คนกลุ่มนี้ทำลายทุกอย่างที่เป็นวัฒนธรรมสิ่งดีงามที่มีอยู่ในครอบครัว สังคมและประเทศชาติ โดยเฉพาะศูนย์กลางที่เป็นแหล่งผลิตชุดวัฒนธรรม จารีพประเพณี เช่นสถาบันหลักของชาติ รวมทั้งสถาบันศาสนา

กระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้ ผู้เขียนอยากเห็นเหมือนกับยุคที่ปลัดกฤษศญพงษ์ ได้ทำเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อน “พลังบวร” การอนุรักษ์ประเพณีท้องถิ่นต่าง ๆ รวมทั้งการเสริมภาพลักษณ์ของสถาบันหลักของชาติ ต้องทำงานร่วมกับสถาบันศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งองค์กรที่เกี่ยวกับข้องศิลปวัฒนธรรม

เพราะดูแล้วคนรุ่นใหม่ เด็กยุคใหม่ ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมของชาติเท่าไร..โลกยุคใหม่ การแข่งขันเพื่อให้ได้เงินอย่างเดียวไปไม่รอด เรื่องวัฒนธรรม อันเป็นรากเหง้าของชาติ สำคัญไม่แพ้กัน เราไม่มีเงิน แม้จะอยู่ลำบาก แต่อยู่ได้ แต่เมื่อครอบครัวหรือสังคม ขาดวัฒนธรรมของชาติ ผู้เขียนเชื่อว่าไปไม่รอด และปัจจุบันสังคมไทยกำลังจะเจอแบบนั้น..คือ คนยุคใหม่ชอบโชว์กินแฮมเบอร์เกอร์ และธาตุแท้แล้วปลาร้าส้มตำ ก็ยังอยากกินอยู่..

มจร กำลังเสริม “สิ่งที่คณะสงฆ์ทำหายไป” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/634067

วันที่ 27 ก.ย. 2563 เวลา 10:06 น.มจร กำลังเสริม “สิ่งที่คณะสงฆ์ทำหายไป”โดย อุทัย มณี 

****************

ผมเป็นศิษย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยรุ่นที่ 46 มีความภาคภูมิใจทุกครั้งเมื่อนึกถึงสถาบันที่องค์รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาขึ้นแห่งนี้

ยุคหนึ่งเจ้าอาวาสหลายวัด มักกีดกันไม่ให้พระภิกษุ-สามเณรในวัดเข้ามาศึกษาในสถาบันแห่งนี้ เพราะมองว่า เรียนไปแล้ว มันเป็นวิชาทางโลก เดรัจฉานวิชา

ปัจจุบันตั้งแต่ระดับมหาเถรสมาคมจนถึงระดับพระสังฆาธิการทุกชนชั้น หากเป็นคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ส่วนมากคือ ผลผลิตของมหาจุฬา ฯ

ปัจจุบันคนของ มจร ทำงานสนองงานคณะสงฆ์ ทุกมิติทุกชนชั้น มหาเถรสมาคมมอบงานให้คนของ มจร รับงานไปทำหลายโครงการ

ทั้งหมดทั้งมวล ที่สนองงานคณะสงฆ์ครอบคลุมทั้ง 6 ด้านได้ มิใช่ เพราะจบประโยคสูง ๆ อย่างเดียว แต่ที่ทำได้ คิดเป็น คิดได้ ทำงานเป็น ทำงานได้…ส่วนหนึ่ง เพราะความรู้อันเกิดและสะสมมาจากการเรียนรู้จาก มหาจุฬา ฯ และเครือข่ายที่มีส่วนสำคัญในการช่วยเหลือ

สิ่งหนึ่งที่มหาจุฬาฯ กำลังทำและคิดว่าทะลวงกล่องดวงใจของการ “ปฎิรูปกิจการพระพุทธศาสนา” ของมหาเถรสมาคม ที่ผ่านความเห็นชอบของรัฐบาลแล้วโดยตรงนั่นคือ “การตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน” ประเดิมศูนย์แรก ที่มหาจุฬา ฯ วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา

หลังลงนามร่วมกับกระทรวงยุติธรรรม ตอนนี้เริ่มขยับและเขยื้อนแล้ว เพื่อขับเคลื่อนต่อยังวิทยาเขตของ มจร ทั่วประเทศ รวมทั้งรักษาการเจ้าคณะใหญ่หนกลาง เปิดทางให้อบรมพระสังฆาธิการในภาคกลางด้วย เพื่อเป็นนักไกล่เกลี่ยขอพิพาทของประชาชนในชุมชน ในหมู่บ้าน

บทบาทเดิมของเจ้าอาวาสในสังคมไทย คือ หนึ่ง เป็นผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งในสังคม สอง เป็น ผู้นำในการพัฒนาทุกด้าน และสาม เป็นผู้ประสานระหว่างชุมชนกับภาครัฐ

ช่วงหลัง ๆ ราชการแย่งชิงบทบาทตรงนี้ไป อาจเป็นเพราะพระสงฆ์เรา ตามความก้าวหน้า ความเจริญของวิทยาการสมัยใหม่ แต่ยุคนี้ พระสงฆ์ส่วนใหญ่ ก้าวทันสังคม มีความรู้กันมาก แต่หากจะขาดบ้างก็เป็นเพียง “ทักษะประสบการณ์”

การดำเนินการศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชนของ มหาจุฬา ฯ จึงคิดว่า มาถูกทาง เพราะนอกจากตรงกับเป้าหมายของการปฎิรูปกิจการพระพุทธศาสนาที่ต้องการให้ “วัดเป็นศูนย์กลาง” ของชุมชนแล้ว ยกสองก็คือ ทวงบทบาทเดิมของเจ้าอาวาสกลับคืนมาสู่สังคม

เรื่องการขับเคลื่อนศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทประชาชนนี้ อยากเห็นผู้บริหารมหาจุฬา ฯ เสนอให้เป็น มติ ของมหาเถรสมาคมและให้รัฐบาลเห็นชอบ เพื่อจะได้มีงบประมาณ มีบุคลากรในการขับเคลื่อนให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เหมือนกับโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 และ โครงการวัดประชารัฐสร้างสุข

เชียร์ครับ…

วัฒนธรรมใหม่หลังโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/633247

วันที่ 17 ก.ย. 2563 เวลา 19:22 น.วัฒนธรรมใหม่หลังโควิด-19โดย สมาน สุดโต

กรมสารนิเทศ  กระทรวงการต่างประเทศ ระดมมันสมองนักวิชาการ บก.นิตยสาร และผู้อำนวยการสร้างภาพยนต์ มาฉายภาพประเทศไทยหลังไวรัส โควิด-19 ที่โรงแรม Okura.prestige กรุงเทพ

ที่ประชุมเสวนาได้แลกเปลี่ยนทัศนคติกันในหลายแง่หลายมุม ตามประสบการณ์ แต่ละคน พร้อมทั้งชี้แนวโน้มในอนาคตว่า จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมใหม่ ในหลายมิติ และสื่อหลากหลายรูปแบบ  

ศาตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ  ผู้เชียวชาญด้านประวัติศาตร์ ศาสนา และวัฒนธรรมกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตใหม่ เคยเกิดหนหนึ่ง หลังจากเหตุการณ์ 9/11 ทำให้การเดินทางโดยเครื่องบินเปลี่ยนจากสะดวกง่ายดาย กลับต้องผ่านพิธีการคัดกรองว่าพกวัตถุอันตรายติดตัวไปด้วยหรือไม่เพราะกลัวการก่อการร้ายส่วนการระบาดไวรัสโควิด-19 ผู้โดยสารต้องสวมหน้ากากอนามัย เพราะกลัวติดโรคที่ระบาด

ศาตราจารย์ธงทองได้กล่าวเรื่องที่ตนถนัดคือเรื่องพิพิธภัณฑ์ด้วยเห็นว่าเป็นช่องทางให้มีการพบปะกับคนระหว่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเชิงวัฒนธรรมในช่วงที่มีโควิดเป็นอุปสรรค พร้อมทั้งเล่าประสบการณ์ในการชมพิพิธภัณฑ์?ในหลายประเทศ ก่อนโควิด-19 ระบาดว่าแต่ละประเทศลงทุนจัดนิทรรศการให้คนในประเทศได้เรียนรู้วัฒนธรรมจากต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ก็ลงทุนนำของมีค่าจากพิพิธภัณฑ์ต่างประเทศมาจัดแสดงให้คนสิงคโปร์รู้จักต่างประเทศมากขึ้น กรมศิลปากร  ก็เคยลงทุนนำเรื่องจินซีฮ่องเต้ มาจัดแสดงในไทยซึ่งมีการตอบรับดีมาก จนต้องขยายเวลาจัดแสดงออกไปอีกระยะหนึ่ง

ในช่วงโควิด-19 ที่มีปัญหาในการเดินทางระหว่างประเทศ ขอเสนอให้กระทรวงการต่างประเทศจับมือกับกรมศิลปากร เสนอเรื่องพิพิธภัณฑ์ไทย Online  คนทั่วโลกเข้าถึงง่าย และจะได้รู้จักประเทศไทยยิ่งขึ้นเป็น Newnormal newcoolture  อย่างดียิ่ง

ฟอร์ด  กุลวิทย์ เลาสุขศรี บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร โวค( vogue)  กล่าวว่า ผลกระทบกับสื่อสิ่งพิมพ์มิใช่เกิดในยุคนี้แต่เกิดมาในช่วงDigital disruption ทำให้การทำนิตยสารทั้งเล่มเปลี่ยนมาเป็น content provider นอกจากนั้นโควิด-19 ยังทำให้ การจัดงาน แฟชั่น วีค ต้องหยุด ทั้งที่เป็นงานที่โวคต้องทำเป็นประจำทุกปี

ในณะที่ ยงยุทธ์ ทองกองทุน ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ เล่าถึงประสบการณ์ในการสร้างภาพยนตร์ว่าในอดีตคำนึงถึงคนดูแบบไหน แต่ถึงยุคโควิด-19 เห็นชัดว่าความนิยมของคนดูหนังเปลี่ยนไป

ทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิการและผู้ก่อตั้งนิตยสาร OnlineThe Cloud  กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของสื่อยุค โควิด -19 เห็นได้ชัดว่าเกิด Online เป็นสังคมแห่งการแสดงความคิดเห็นมากขึ้นเราตรวจสอบทุกอย่าง เว้นแต่ตรวจตัวเองเห็นได้จาก Socialmedia ที่มีคนถูกตรวจสอบ ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก ซึ่งเป็นผลดี ทำให้เราต้องพร้อมรับคำวิจารณ์ ตรวจสอบตนเอง เป็นกำไรชีวิต

ในฐานะผู้ฟัง ภานุทัต  ยอดแก้ว จากสถาบันเทววงศ์วโรปการ กระทรวงการต่างประเทศ แสดงความคิดเห็นว่า ตนเคยไพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร พบว่าของมีค่าหลายอย่างถูกเก็บในที่ๆไม่ควรเก็บ แบบไม่มีความหมาย จึงเสนอให้รัฐลงทุน 1000 ล้านบาทขยายที่จัดแสดงให้ทันสมัย ซื้อ collection ต่างๆ มาจัดแสดง จะดีมากทีเดียว

ในเรื่องนี้ ศาตราจารย์พิเศษธงทอง เสนอผู้เกี่ยวข้องให้หาที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ใหม่ โดยให้เลือกที่ตั้งกรมรักษาดินแดน และกรมที่ดิน ที่หน่วยราชการย้ายออกไปแล้ว เพราะทำเลดี การคมนาคมสะดวก แถมใกล้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญเช่น วัดโพธิ์ เป็นต้น ในที่สุดการเสวนาเรื่อง new normal newcoolture สรุปว่าต้องมีวัฒนธรรมใหม่ ต้องใช้สื่อหลากหลายมิติ หากต้องการให้ต่างชาติรู้จักไทยมิใช่แค่โขนอย่างเดียวเท่านั้น แต่ให้รูจักหลากหลายวัฒนธรรมที่คงอยู่ในประเทศนี้

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ร่วมขับเคลื่อน”โครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/633064

วันที่ 15 ก.ย. 2563 เวลา 19:43 น.สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ร่วมขับเคลื่อน"โครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข"สระบุรี-สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ประชุมขับเคลื่อน “โครงการ วัด ประชา รัฐ สร้างสุข” ดึงทุกภาคส่วนมาร่วมกันทำงานเพื่อความสุขของคนในประเทศ

เมื่อวันที่ 15 ก.ย. สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานคณะกรรมการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ฝ่ายสาธารณูปการ ของมหาเถรสมาคม เป็น ประธานการประชุมขับเคลื่อน “โครงการ วัด ประชา รัฐ สร้างสุข” โดยมี พระเทพสังวรญาณ พระธรรมปิฎก เจ้าคณะจังหวัดสระบุรี วัดพระพุทธบาท พระสุนทรธรรมภาณ เจ้าอาวาสวัดพระพุทธแสงธรรม คณะสงฆ์ นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ร้อยตำรวจโทภพชนก ชลานุเคราะห์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี นางสาวพัชรา สุคันธี ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสระบุรี ร่วมการประชุม ณ วัดพระพุทธแสงธรรม อ.หนองแค จ.สระบุรี

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ได้กล่าวสัมโมทนียกถาความว่า โครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข เป็นหนึ่งในโครงการฯ ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง จากแนวคิดที่ว่า วิถีดั้งเดิมของคนไทย มีวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน เป็นเสาหลักในการพัฒนาคนในชุมชนให้มีคุณภาพทั้งด้านสุขภาพกายสุขภาพใจ วัดจึงถือเป็นสถานที่สำคัญต่อวิถีชีวิตคนไทย เป็นศูนย์กลางของประชาชน เป็นศูนย์กลางของชุมชน การดำเนินโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข มีตัวอย่างการดำเนินการให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม เช่น จ.ปทุมธานี และจ.ลพบุรี สามารถดำเนินโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องด้วยการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นรูปธรรม เป็นการเสียสละเพื่อส่วนร่วมด้วยความทุ่มเท จึงจะประสบผลสำเร็จอย่างแท้จริง บรรลุตามวัตถุประสงค์ 

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนแบบบูรณาการ วัด + ประชา + รัฐ = สร้างสังคมแห่งความสุข วัด ทำหน้าที่เป็นเสาหลัก สร้างความรับผิดชอบของครัวเรือน ให้ยึดหลักธรรมในการดำเนินชีวิต สร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้เกิดขึ้นในชุมชน ประชา คือ ประชาชน ชุมชน ในการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบชุมชน รัฐ คือ ส่วนราชการ ภาครัฐ มีส่วนในการขับเคลื่อนนโยบาย โครงการ และรวมถึงนำประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างสังคมแห่งความสุข สามารถบูรณาการขับเคลื่อนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ร่วมกันคิด ร่วมกันทำทั้ง 3 ฝ่าย เชื่อมั่นว่า ประชาชนในประเทศจะมีความสุข อันเป็นการส่งเสริมสร้างสังคมแห่งความสุขอย่างแท้จริง และยั่งยืน ประกอบด้วยกิจกรรมต่างๆ อาทิ โครงการหมู่บ้านรักษาศีลห้า การอบรมประชาชนประจำตำบลจากคณะสงฆ์ และโครงการโคก หนอง นา โมเดล ซึ่งโครงการที่น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาปรับใช้ในพื้นที่ ก่อให้เกิดเป็นสังคมแห่งความพอเพียง ประชาชนมีความสุข เป็นสังคมแห่งการแบ่งปันสิ่งดี ๆ มีภูมิคุ้มกันจากปัญหาต่างๆ ทำให้ประชาชนอยู่ด้วยความพอเพียง สามารถพึ่งตนเองได้ อยู่บนพื้นฐานของคุณธรรม เป็นวัฒนธรรมที่ดีงามของสังคมไทย

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ร่วมประชุมและบรรยายเรื่อง “ความร่วมมือ กรมการพัฒนาชุมชน กับ โครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข” ว่า โครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข เป็นโครงการที่สร้างสิ่งดี ๆ ให้เกิดขึ้นขับเคลื่อนการเสริมสร้างสังคมแห่งความสุข ให้คนทั้งชาติ ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถบูรณาการการดำเนินการร่วมกับโครงการ โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง ซึ่งเป็นการแสดงเจตนารมณ์ในการบูรณาการสืบสานพระราชปณิธาน และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ซึ่งทรงพระราชทาน โครงการฯ

อย่างไรก็ตาม การทำกิจกรรมสร้างสุขร่วมกันระหว่าง วัด และ คนในชุมชน ทำให้วัดเกิดความมั่นคง และชุมชนมีความเข้มแข็ง วัดเป็นผู้นำ เป็นหลักสำคัญ ในการขับเคลื่อนการดำเนินโครงการฯ เป็นแนวทางในการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้ง ประชาชนผู้คนในชุมชน หน่วยงานราชการหน่วยงานรัฐ วัด คณะสงฆ์ สถาบันการศึกษา องค์กรภาค ประชาชน สื่อมวลชน และภาคีเครือข่ายภาค เอกชน ซึ่งทำให้ชุมชนเห็นตามและร่วมกันสร้างสุขในชุมชน เราจะร่วมกันทำอย่างไรให้กิจกรรม “โครงการ วัด ประชา รัฐ สร้างสุข” เกิดความยั่งยืน ประสบผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรม อันจะก่อให้ความสุขความเจริญ วัด คือศูนย์กลางของชุมชน เป็นหลักในการขับเคลื่อนโครงการฯ และบูรณาการร่วมกับ ภาครัฐ ภาคประชาชน ร่วมกัน ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันขับเคลื่อน ดั่งภาษิต “สัพเพสัง สังฆภูตานัง สามัคคี วุฑฒิสาธิกา ความพร้อมเพรียงของปวงชนผู้เป็นหมู่ ยังความเจริญให้สำเร็จ” เพื่อให้พัฒนาให้ประชาชนมีความสุข สังคมมีความสุขมีคุณธรรม 

พระสมเด็จปิลันทน์ พิมพ์จิ๋ว วัดระฆังโฆสิตาราม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/632850

วันที่ 13 ก.ย. 2563 เวลา 13:20 น.พระสมเด็จปิลันทน์ พิมพ์จิ๋ว วัดระฆังโฆสิตารามโดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com        

******************************

วันนี้กลับมาชมพระเครื่องสวยดูง่ายกันอีกองค์ หลังจากที่ผู้เขียนห่างหายไปเพราะหน้าที่การงาน มาชม พระปิลันทน์ พิมพ์จิ๋วเนื้อใบลาน ซึ่งจัดสร้างโดย พระพุทธบาทปิลันทน์ วัดระฆังโฆสิตาราม กันครับ

เหตุที่มีชื่อเรียกว่าพระปิลันทน์จิ๋วนั้นก็มาจากขนาดขององค์พระซึ่งเล็กมาก จากขนาดความกว้าง 1 เซนติเมตร สูง 1.2 เซนติเมตรเท่านั้น

จุดพิจารณาของ พระปิลันทน์นั้นเริ่มจากการพิจารณาคราบไขจากการลงกรุ เป็นคราบไขที่มองเหมือนไขวัวที่เกาะตามพื้นผิว คราบไขต้องมันวาวไม่แห้งกระด้าง เป็นจุดตายที่ทำให้ดูง่าย มวลสารต้องแห้งเก่าครับ

พระปิลันทน์ จัดเป็นพระเนื้อผงที่มีส่วนประกอบสำคัญอยู่ 3 ส่วนได้แก่ ปูนเปลือกหอยเป็นส่วนผสมหลัก,ส่วนผสมของใบลานเผาโดยการนำใบลานมาลงอักขระแล้วนำไปเผาไฟ และ มีผงวิเศษทั้งห้าคือ ผงอิทธิเจ ผงปถมัง ผงตรีนิสิงเห ผงพุทธคุณ ผงมหาราช ตามตำรับ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) เป็นต้น

พระปิลันทน์ จากวัดระฆังนี้สร้างโดย หม่อมเจ้าสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( ทัด เสนีวงศ์) ในสมัยที่ท่านดำรงสมณศักดิ์ที่ พระพุทธุปบาทปิลันทน์ เป็นพระเนื้อผงใบลานเผาส่วนใหญ่ ที่สร้างเป็นผงเนื้อขาวเหมือนสมเด็จวัดระฆัง ก็มี แต่มีจำนวนน้อยมาก วรรณะของพระปิลันทน์ที่สร้างจากผงผสมใบลานเผาจึงออกสีเทาอมดำ หรือเขียวอมดำ ปรากฏคราบกรุลักษณะไขขาวเกาะตามพื้นผิว และพระที่พบส่วนมากจะลงกรุ แต่ก็มีอีกจำนวนหนึ่งไม่ได้ลงกรุ

หม่อมเจ้าสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( ทัด เสนีวงศ์) ท่านทรงเป็นศิษย์ใกล้ชิดของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) สันนิษฐานว่าทรงสร้างพระสมเด็จปิลันทน์ ขึ้นมา เมื่อ พ.ศ.2407 ซึ่งในช่วงนั้นสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ได้ชราภาพมากแล้ว

พระเครื่องสองสมเด็จ เป็นอีกชื่อเรียกหนึ่งของพระปิลันทน์ เพราะสันนิษฐานกันว่า หม่อมเจ้าพระพุทธุปบาทปิลันทน์(สมณศักดิ์ขณะนั้น) ได้อาราธนาให้เจ้าประคุณสมเด็จฯ ร่วมอธิษฐานจิตปลุกเสกและขอผงวิเศษของเจ้าประคุณสมเด็จฯ มาเป็นมวลสารหลักด้วย

พิมพ์พระเครื่องของพระปิลันทน์ มีจำนวนมาก ที่จำแนกพิมพ์ออกมาคือ

พระพิมพ์ปิดตาเป็นอีกพิมพ์ที่หาชมได้ยาก 

พระพิมพ์ซุ้มประตู

พระพิมพ์ครอบแก้วใหญ่

พระพิมพ์ครอบแก้วเล็ก

พระพิมพ์เปลวเพลิงใหญ่

พระพิมพ์เปลวเพลิงกลาง

พระพิมพ์เปลวเพลิงเล็ก

พระพิมพ์สี่เหลี่ยมปรกโพธิ์ใหญ่-กลาง-เล็ก

พระพิมพ์ปฐมเทศนา

พระพิมพ์โมคคัลลาน์ – สารีบุตรและ พระปิลันทน์จิ๋ว เป็นต้น

ด้านพุทธคุณนั้นเน้นเมตตามหานิยมและ แคล้วคลาด คงกระพัน

พระปิลันทน์เริ่มแตกกรุครั้งแรกจากพระเจดีย์องค์หนึ่ง โดยคนร้ายได้ลักลอบขุดเจาะพระเจดีย์ที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของพระอุโบสถวัดระฆังฯ เมื่อปี 2471 เมื่อกรุแตกมีคนนำพระไปให้พระธรรมถาวรพิจารณา ท่านจำได้ว่าเป็นพระของหม่อมเจ้าสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( ทัด เสนีวงศ์) ได้สร้างไว้สมัยยังดำรงตำแหน่ง พระพุทธุปบาทปิลันทน์ หลังจากนั้นทางวัดจึงได้เปิดกรุ และนำพระสมเด็จปิลันทน์บางส่วนมอบให้กระทรวงกลาโหมเพื่อแจกจ่ายให้กับทหารที่ออกรบในศึกอินโดจีนในช่วงนั้น

สมเด็จพระพุฒาจารย์ มีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าทัด เสนีย์วงศ์ เป็นพระโอรสใน กรมหลวงเสนีย์บริรักษ์ ( พระองค์เจ้าแดง ) ในกรมพระราชวังบวรสถานภิมุข ( วังหลัง ) ประสูติเมื่อปี พ.ศ.2364 ตรงกับวันพุธแรม 9 ค่ำ เดือน 11 ปีมะเมีย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2

พ.ศ.2413 ได้เป็นรักษาการเจ้าอาวาสวัดระฆังฯ แทน สมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต พรหมรังสี )ซึ่งชราภาพแล้ว และดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดระฆังภายหลังที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต พรหมรังสี )มรณภาพในปีพ.ศ.2415

หม่อมเจ้าสมเด็จพระพุฒาจารย์( ทัด เสนีวงศ์)  มรณภาพ เมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 7 ปีชวด ตรงกับวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2443

พระอาจารย์อ๊อดอธิษฐานจิตนั่งปรกปลุกเสกเดี่ยว”ไอ้ไข่” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/631848

วันที่ 30 ส.ค. 2563 เวลา 20:59 น.พระอาจารย์อ๊อดอธิษฐานจิตนั่งปรกปลุกเสกเดี่ยว"ไอ้ไข่"ปทุมธานี-ศิษยานุศิษย์แห่ร่วมพิธีพุทธาภิเษก ไอ้ไข่ วัดศรีมาประสิทธิ์ รุ่นสรงน้ำแน่นวัดสายไหม”พระอาจารย์อ๊อด”อธิษฐานจิตนั่งปรกปลุกเสกเดี่ยว

เมื่อวันที่ 30 ส.ค.เวลา16.09 น.ที่ศาลาการเปรียญวัดสายไหม ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี พระครูโสภณภัรเวทย์ (พระอาจารย์อ๊อด) เจ้าอาวาสวัดสายไหม เป็นประธานในพิธี งานพุทธาภิเษก วัตถุมงคล ไอ้ไข่ วัดศรีมาประสิทธิ์ รุ่นสรงน้ำ โดยมี ศิษยานุศิษย์ประชาชนร่วมในพิธีพุทธาภิเษก เป็นจำนวนมาก โดยทางวัดได้จัดพิธีภายใต้มาตรการ Social Distancing ทุกคนต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า และตรวจวัดอุณหภูมิก่อนเข้าพิธีพุทธาภิเษก

ทั้งนี้ พระอาจารย์อ๊อด เจิมและจุดเทียนชัยพิธีพุทธาภิเษก พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ และธัมมจักกัปปวัตนสูตร ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ โปรยข้าวตอกดอกไม้ หลังเสร็จพิธีพระอาจารย์อ๊อด ดับเทียนชัย ประพรมน้ำมนต์ให้กับศิษยานุศิษย์และประชาชนที่มาร่วมพิธีสำหรับพิธีพุทธาภิเษกไอ้ไข่วัดศรีมาประสิทธิ์ รุ่นสรงน้ำ วาระที่ 1 โดยพระอาจารย์อ๊อดได้อธิษฐานจิตนั่งปรกปลุกเสกเดี่ยว

สำหรับพระอาจารย์อ๊อด ปธานิโก แห่งวัดสายไหม ถือเป็นพระเกจิชั้นแนวหน้ามีจริยาวัตรงดงามเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้านท่านได้สร้างผลงานไว้มากมาย มีนัยเป็นรูปธรรมโดดเด่นอยู่ในบวรพุทธศาสนาเป็นพระที่มีเมตตาสูง ทำบุญช่วยสนับสนุนกิจการงานของสงฆ์ เผยแผ่พระพุทธศาสนา ระยะเวลาที่ผ่านมาท่านสร้างวัตถุมงคล สร้างถาวรวัตถุ เพื่อสังคมส่วนรวมทั้งทางโลกและทางธรรม วัตถุมงคลทุกรุ่นของหลวงพ่อที่อธิษฐานจิตนั่งปรกปลุกเสก เต็มเปี่ยมไปด้วยพุทธคุณอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม หลังพิธีปลุกเสกพระอาจารย์อ๊อดได้แจกวัตถุมงคลไอ้ไข่ วัดศรีมาประสิทธิ์ รุ่นสรงน้ำ ให้กับประชาชนทุกคนที่เข้าคิวต่อแถวยาวเหยียดก่อนเดินทางกลับโดยมีการตั้งจัุดคัดกรองป้องกันโควิด-19 ตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเข้มงวด การจัดสร้างไอ้ไข่วัดศรีมาประสิทธิ์ รุ่นสรงน้ำนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อบูรณะปฏิสังขรณ์ภายในวัดศรีมาประสิทธิ์ จ.นครศรีธรรมราช

การบ้าน 7 ข้อ : สำหรับรัฐมนตรีดูแลสำนักงานพุทธ ฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/630823

วันที่ 16 ส.ค. 2563 เวลา 14:47 น.การบ้าน 7 ข้อ : สำหรับรัฐมนตรีดูแลสำนักงานพุทธ ฯโดย อุทัย มณี           

******************

ขอแสดงความยินดีและขอต้อนรับรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่จะเข้ามากำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คุณอนุชา นาคาศัย ต่อจากนี้ไป รัฐมนตรีจะต้องร่วมทำงานกับคณะสงฆ์ โดยเฉพาะมหาเถรสมาคม อย่างใกล้ชิด

ตั้งแต่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาบริหารประเทศได้สร้างความบอบช้ำน้ำใจ รอยแผลให้กับวงการคณะสงฆ์อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นสายวัดป่า สายพระชนบท พระเมืองหรือแม้กระทั้งพระเมืองกรุง จนมีชาวพุทธบางกลุ่มกล่าวหาคุณประยุทธ์และภรรยาว่า เป็นคนต่างศาสนา ทั้ง ๆ ที่ไม่เป็นความจริง..

แต่ความบอบช้ำ ความไม่พอใจคุณประยุทธ์ในวงการคณะสงฆ์และชาวพุทธมีหรือไม่..ต้องบอกตรง ๆ  ว่า มีและมาก แต่ทำอะไรไม่ได้

คุณเทวัญ ลิปตพัลลภ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ดูกำกับสำนักงานพุทธ ตลอดระยะเวลาที่เข้ามาทำงาน ค่อนข้างเข้ากับคณะสงฆ์ได้ดี และขยันทำงาน ออกงานร่วมกับกรรมการมหาเถรสมาคม ค่อนข้างบ่อย จึงพอลบรอยแผลในใจ ระหว่างรัฐบาลและคณะสงฆ์ได้ดีพอสมควร

คุณอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่มากำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนา พื้นเพมาจากชัยนาท คงเข้าใจบริบทของคณะสงฆ์พอสมควร ในฐานะผู้เขียนเป็นคนบวชเรียนมานานและใกล้ชิดกับคณะสงฆ์พอสมควรบ้าง จึงฝากการบ้านให้ท่านไปดูแล ในบางเรื่องที่คิดว่าทำได้ไม่ยาก

เรื่องแรก ตอนนี้คณะสงฆ์กำลังเสียขวัญ เรื่อง สมณศักดิ์และตำแหน่งการปกครอง เรื่องนี้ แม้จะเป็นพระราชอำนาจ แต่ท่านในฐานะได้รับโปรดเกล้า ฯ มอบหมายให้มาใช้อำนาจฝ่ายบริหาร ต้องมีความชัดเจนว่า ทิศทางอนาคตจะเป็นอย่างไร

เรื่องที่สอง มหาเถรสมาคมมียุทธศาสตร์การปฎิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ตามภารกิจ 6 ด้านวางกรอบไว้ชัด 20 ปี ตามยุทธศาสตร์ของชาติ  ซึ่งรัฐบาลรับรองแล้ว เป้าหมายคือ พุทธศาสน์มั่นคง ดำรงศีลธรรม นำสังคมสันติสุขอย่างยั่งยืน นตรงนี้จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร เพราะตอนนี้หยุดชงัก เนื่องจากหน่อยงานที่ท่านกำกับนิ่ง อ้างว่าไม่มีงบประมาณ

เรื่องที่สาม การศึกษาของคณะสงฆ์ ทั้งเรื่องบาลี นักธรรมและพระปริยัติสามัญ รวมทั้งมหาวิทยาลัยสงฆ์ กำหนดให้ชัดว่า จะเดินหน้าพัฒนาต่อไปอย่างไร ตอนนี้แม้คณะสงฆ์จะมี พ.ร.บ.พระปริยัติธรรม ออกมาแล้ว แต่ยังไม่ได้จัดสรรงบประมาณแผ่นดินจากรัฐบาล มันช้า เพราะอะไร

เรื่องที่สี่ การลดลงของจำนวนผู้บวชสามเณรและพระภิกษุ รวมทั้งวัดร้างที่เพิ่มขึ้น ตรงนี้จะหาทางออกอย่างไร รวมทั้งการเป็นอยู่ของพระสงฆ์และชาวพุทธใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

เรื่องที่ห้า การส่งเสริมวิปัสสนาธุระ รัฐบาลและมหาเถรสมาคมจะต้องคุยกันให้ชัดว่า ทำอย่างไรวิปัสสนาธุระ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าชิ้นดีของพุทธศาสนา จึงจะได้เผยแผ่ไปทั่วโลก รวมทั้งจะมีการพัฒนาพระสงฆ์สายวิปัสสนาอย่างไรให้มีคุณภาพ มีศักยภาพ ในการเผยแผ่ศาสนา มัวแต่ให้ท่านหลับตา ภาวนา แล้วชาวพุทธคอยถวายสังฆทาน อย่างเดียว ไม่ได้

เรื่องที่หก  การเพิ่มศักยภาพให้กับบุคลากรในคณะสงฆ์และการนำหลักธรรมะในพุทธศาสนา ให้เข้าถึงระดับครัวเรือน สังคม แนวทางสันติศึกษา แนวทางปรองดอง ไม่ว่าจะเป็นโครงการหมู่บ้านศีล 5 ,โครงการวัดประชารัฐ สร้างสุข ประเด็นนี้รัฐบาลและคณะสงฆ์จะร่วมมือกันอย่างไร ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

เรื่องที่เจ็ด พฤติกรรมพระสงฆ์ บางกลุ่ม บางรูป ที่มีประพฤติกรรมนอกพระธรรมวินัย ทั้งคำสอน ทั้งพฤติกรรม ตรงนี้จะหาทางออกอย่างไร

ทั้งหมดทั้งมวลคือเป็นเรื่องระดับนโยบายหากรัฐมนตรีอนุชา ทำได้หวังว่าจะลบรอยแผลระหว่างรัฐบาลและคณะสงฆ์ได้บ้างพอสมควร แต่!! อยากฝากไว้อีกนิดคือว่า ทุกวงการมีการเมือง ทุกวงการมีการชิงดีชิงเด่น การเมืองมีเช่นใด การคณะสงฆ์ก็มีเช่นนั้น???

ภาพ : สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

สังคมสงฆ์ยุค“ถูกกระชับพื้นที่” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/630260

วันที่ 09 ส.ค. 2563 เวลา 11:09 น.สังคมสงฆ์ยุค“ถูกกระชับพื้นที่”โดย อุทัย มณี          

******************

ตอนนี้ผมชักไม่เชื่อแล้วว่า การปฎิรูปกิจการพระพุทธศาสนาคือทางรอดของคณะสงฆ์ บรรยากาศตอนนี้ในวงการคณะสงฆ์เงียบ วังเวง หงอยเหงา อย่างไรพิกล ๆ หลายวัด ปิดวัดยังไม่เปิดให้สาธุชนเข้าไปท่องเที่ยวเที่ยว หลายวัดเจ้าอาวาสเก็บตัวเงียบอยู่แต่ภายในกุฎิ รอดูท่าทีอะไรบางอย่าง

ยิ่งกฎมหาเถรสมาคมฉบับใหม่ประกาศใช้..เสียงเล็ดลอดซุบซิบดังออกมาพอได้ยินบ้างว่า เราจะผลีผลามจะใช้สมณวิถีแบบเดิมไม่ได้แล้ว สมกับเป็นยุคนิว นอร์มอล จริง ๆ

ยิ่งเห็นหนังสือจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ส่งคำร้องเรียนพฤติกรรมของพระภิกษุบิณฑบาต จากศูนย์ร้องเรียนสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว..พระคุณเจ้าที่บิณฑบาตหวังเงินถึงกับซี้ด !!

วงการสงฆ์ระยะนี้ กระทบตั้งแต่ระดับบนจนถึงระดับล่าง..หากเปรียบกับสังคมด้านนอกหมายถึงกระทบทั้งนายทุนและประชาชนหาเช้ากินค่ำ

เห็นบทบาทของอดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแล้วเรื่อง สิทธิในการบวชของภิกษุณีในประเทศไทยแล้ว..งานนี้ช้างชนช้าง

มหาเถรสมาคมยืนกระต่ายขาเดียวมาตลอดว่า พระภิกษุณี สายเถรวาทขาดสายไปนานแล้ว จะมารื้อฟื้นไม่ได้ แต่อีกฝ่ายอ้าง การบวชภิกษุณีประเทศศรีลังกายังมี มหายานเขาก็มี ทำไมเมืองไทยจะมีบ้างไม่ได้

ตอนนี้ต้องรอชมว่า “ซุ้มใครจะแข็งกว่ากัน”

วงการคณะสงฆ์ตั้งแต่กำจัดสายแข็งไป 3 รูป…วันนี้ทิศทางเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ ตอนนี้ผู้เขียนคิดว่า หากคณะสงฆ์ต้องการปฎิรูปพระพุทธศาสนาให้รอด ทั้งคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนา มี 2 ทางเลือก คือ กลับคืนสู่แก่นแท้ของความเป็นพระภิกษุดังที่พวกเราเรียนกันมาในหนังสือ ธรรมบท

ธุระของพระภิกษุในพระพุทธศาสนามี 2 อย่าง คือ วิปัสสนาธุระ และคันถะธุระ นอกจากนี้มิใช้ธุระของพระภิกษุในพระพุทธศาสนา

ภารกิจ 6 ด้านที่มหาเถรสมาคม คณะสงฆ์กระทำอยู่ตอนนี้ ล้วนก่อให้เกิดเป็นไปตามความต้องการของ “ทางการเมือง” บางเรื่องการเมืองยืมตราของมหาเถรสมาคมเป็นเครื่องมือ..ด้วยซ้ำไป

คณะสงฆ์ต้องกลับไปสู่รากเหง้าของตนเอง คณะสงฆ์ต้องกลับไปสู่ชุมชน ทำนองว่า ถึงเวลากลับวัดกันแล้ว เมื่อทิศทางการเมืองเปลี่ยนไป คณะสงฆ์ต้องนิ่ง แล้วกลับไปสุ่จุดแข็งของเรา..คือ วิปัสสนา และการศึกษา

ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางพระพุทธศาสนา ทำอย่างไรแบรนด์พระพุทธศาสนาในไทยคือ วิปัสสนาจึงจะเข็มแข็ง ทำอย่างไรพระภิกษุ พระวิปัสสนาจารย์ในบ้านเรา จึงจะมีองค์ความรู้ศาสตร์สมัยใหม่เช่น ด้านไอที ด้านภาษาอังกฤษ นำหลักธรรมพุทธศาสนาที่แท้จริง ออกไปเปิดให้สังคมภายนอกรับรู้

ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางพระพุทธศาสนา ทำอย่างไรเราจึงจะเห็นพระภิกษุสงฆ์ที่มีคุณภาพ มีศักยภาพ มีการศึกษาที่ถูกต้อง เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีกับนานาอารยะประเทศนำไปเป็นแบบอย่าง ในฐานะศูนย์กลางพระพุทธศาสนา

ผู้เขียนก็แอบฝัน..เหมือนกับคนบางคนบางกลุ่มที่แอบฝัน..อยากเห็นวงการคณะสงฆ์เดินตามรอยนี้ แต่จะให้มาบวชอีกรอบไหม..เห็นการกระชับอำนาจที่ใช้กับวงการคณะสงฆ์ยุคนี้แล้ว อยู่แบบอด ๆ อยาก ๆ แบบนี้แหละดีแล้ว ไม่อยากเป็นดั่ง นกในกรงทอง