สกู๊ปพิเศษ : มรภ.สวนสุนันทา เดินหน้าสู่นานาชาติ หนุนนักวิจัยส่งผลงานประกวดในเวทีโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600084

สกู๊ปพิเศษ : มรภ.สวนสุนันทา เดินหน้าสู่นานาชาติ  หนุนนักวิจัยส่งผลงานประกวดในเวทีโลก

สกู๊ปพิเศษ : มรภ.สวนสุนันทา เดินหน้าสู่นานาชาติ หนุนนักวิจัยส่งผลงานประกวดในเวทีโลก

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รองศาสตราจารย์ ดร.รจนา จันทราสา ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กล่าวว่า ขณะนี้ได้ผลักดันให้มีการจัดทำ “โครงการส่งเสริมการประกวดผลงานวิชาการสู่เวทีระดับชาติและนานาชาติ” มาตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมให้อาจารย์ และนักวิจัยของ มรภ.สวนสุนันทา ได้พัฒนาสร้างสรรค์งานวิจัยหรือสิ่งประดิษฐ์ โดยเปิดโอกาสให้นักวิจัยได้มีพื้นที่แสดงความสามารถของตนให้เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวไทยและชาวต่างชาติ เรียกได้ว่า “เป็นคลังความรู้ สร้างปัญญาและนวัตกรรมด้านวิจัย บริการวิชาการเพื่อพัฒนาท้องถิ่นสู่สากล” ที่สามารถส่งเสริมในการสร้างชื่อเสียงให้มหาวิทยาลัยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับสากล ที่สำคัญ คือนักวิจัยสามารถพัฒนาผลงานของตนเองไปสู่นวัตกรรมเชิงพาณิชย์ต่อไป

ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนถึงปัจจุบัน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา สามารถคว้ารางวัลมาได้กว่า 100 รางวัล โดยแต่ละผลงานที่ส่งเข้าประกวดจะมีผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถเป็นที่ปรึกษาและเป็นผู้พิจารณาประเมินผลงานให้กับนักวิจัยที่ต้องการเข้าร่วมการประกวดผลงานวิชาการในเวทีระดับชาติและนานาชาติ โดยคัดเลือกจากผลงานวิจัยนวัตกรรมที่มีความโดดเด่น และมีศักยภาพ ที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยได้ จากนั้นสถาบันวิจัยและพัฒนา ส่งเสริมนักวิจัยให้ไปแข่งขันยังเวทีของแต่ละประเทศ ประกอบไปด้วยเวที เกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง รัสเซีย โรมาเนีย และแคนาดา ทั้งนี้ ที่ผ่านมาผู้เข้าร่วมการประกวดจะต้องนำผลงาน โปสเตอร์ และข้อมูลสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ ไปจัดแสดงในแต่ละเวทีเพื่อให้คณะกรรมการตัดสิน แต่นับตั้งแต่ปี 2563 มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จึงมีการเปลี่ยนเป็นรูปแบบการประกวดออนไลน์ ซึ่งแต่ละเวทีรูปแบบการนำเสนอแตกต่างกัน โดยการส่งผลงานเข้าประกวด จะเป็นการนำเสนอแบบ Poster หรือการนำเสนอแบบ Presentation

โดยในปีนี้มีผลงานเข้าร่วมประกวด ทั้งสิ้นจำนวน 29 ผลงาน ตัวอย่างผลงานที่มีความโดดเด่นและได้รับรางวัลจากเวทีนานาชาติ ได้แก่ ผลงาน “ภาชนะจากเส้นใยหญ้าแฝก Eco-friendly containers from vetiver fibers” ได้รับรางวัล เหรียญทอง (Gold Medal) จากเวที 2020 International Innovation & Invention
Competition (2020IIIC) ประเทศไต้หวัน ผลงาน “กระดาษจากสาหร่ายในนากุ้ง RE-NO-WASTE” ได้รับรางวัล เหรียญทอง(Gold Medal) จากเวที 2020 IIDC Hong Kong International Invention and Design Competition เกาะฮ่องกง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และ ผลงาน “กระดาษจากเปลือกถั่ว Peanut shell Paper” ได้รับรางวัลเหรียญทอง (Gold Medal) จากเวที X European Exhibition of Creativity and Innovation : E U R O I N V E N T 2021 ประเทศโรมาเนีย

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภานุ พัฒนปณิธิพงศ์ รองคณบดีฝ่ายแผนงานและประกันคุณภาพ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มรภ.สวนสุนันทา กล่าว ถึงผลงานภาชนะจากเส้นใยหญ้าแฝกว่า จากการวิจัยพัฒนาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานจากใบหญ้าแฝกร่วมกับชุมชนเครือข่ายกลุ่มหัตถกรรมจักสานหญ้าแฝกจังหวัดพะเยา อุดรธานีและสุรินทร์ ซึ่งพบว่าใบหญ้าแฝกสามารถนำมาทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้มากมาย จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเรื่องของการแปรรูปใบหญ้าแฝกที่สามารถนำไปใช้ได้หลากหลายมากขึ้น หรือมีคุณลักษณะของสมบัติทางกายภาพที่มีคุณภาพสูงขึ้น จนได้ออกมาเป็นผลงานจานจากกระดาษหญ้าแฝก ที่มีคุณสมบัติมีความเหนียว แข็งแรงทนทานต่อการดึงและการฉีกขาดได้ดี สามารถนำไปใช้เป็นภาชนะใส่อาหารที่ปลอดภัยได้มาตรฐาน สามารถตอบโจทย์ด้านการอนุรักษ์และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า รวมทั้งได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมรองรับกระแสนิยมการอนุรักษ์ธรรมชาติของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน

ส่วน ผู้ช่วยศาสตราจารย์นภดล สังวาลเพ็ชร รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะศิลปกรรมศาสตร์ มรภ.สวนสุนันทา กล่าวว่า แนวคิดในการออกแบบผลงาน “กระดาษจากสาหร่ายในนากุ้ง” เป็นการนำทรัพยากรที่มีในธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากสาหร่ายในนากุ้ง ที่ชาวบ้านเรียกว่าสาหร่ายผมนาง (วัชพืชที่เกิดจากกระบวนการเลี้ยงกุ้ง) ลักษะคล้ายเส้นใย มีความเหนียว เงา สีเขียวอ่อน แต่ถ้ามีสาหร่ายมากเกินไปจะทำให้น้ำเน่าเสีย เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจะตักสาหร่ายขึ้นจากบ่อนำไปทิ้งทำให้เกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม จึงเป็นแนวคิดที่จะนำสาหร่ายในนากุ้งนี้มาพัฒนาเป็นวัสดุหรือผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกรได้ จากการวิเคราะห์ทั้งลักษณะของสาหร่ายและสภาพแวดล้อมชุมชน พบว่าการแปรรูปที่มีความเหมาะสม ควรเป็นการแปรรูปเป็นกระดาษสาจากสาหร่ายในนากุ้ง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกพงศ์ อินเกื้อ คณบดีศิลปกรรมศาสตร์ มรภ.สวนสุนันทา กล่าวถึงผลงานกระดาษจากเปลือกถั่วว่า แนวคิดการออกแบบผลงานกระดาษจากเปลือกถั่ว เริ่มต้นจากต้องการเพิ่มมูลค่ากับสิ่งเหลือทิ้งจากการเกษตรด้วยเทคโนโลยีที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อนและชุมชนสามารถผลิตได้เอง กิจกรรมทั้งหมดชาวบ้านสามารถทำได้และได้ผลผลิตที่เหมาะสมกับความต้องการของตลาด โดยจุดที่น่าสนใจคือการสร้างพื้นผิวของกระดาษจากเปลือกถั่ว ซึ่งปกติไม่เป็นที่นิยมนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ส่วนใหญ่จะพบในการนำไปทำปุ๋ย กระดาษจากเปลือกถั่วจึงมีความน่าสนใจในตัวของมันเอง

ในกระบวนการผลิตก็สามารถใช้กระบวนการที่ไม่ซับซ้อนนั่นคือการทำกระดาษสา แต่เรามีสูตรพิเศษในสัดส่วนและการเตรียมเปลือกถั่วในขั้นต้น นอกจากนี้ยังมีซังข้าวโพดซึ่งมีความเป็นเส้นใยสูงพอสมควรเป็นส่วนประกอบในอัตราส่วนที่เหมาะสมก็จะได้กระดาษที่มีพื้นผิวสวยงามและเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับเปลือกถั่วอย่างไรก็ตาม หัวใจของงานออกแบบในลักษณะนี้คือการมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งเหลือทิ้งทางการเกษตร ประเทศไทยยังมีสินค้าเกษตรจำนวนมาก ถ้าเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งเหลือทิ้งเหล่านี้ได้จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาล

สกู๊ปพิเศษ : มฟล. ขับเคลื่อนแนวคิดปกป้องธรรมชาติด้วยวัฒนธรรม โครงการพัฒนาระบบนิเวศ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599157

สกู๊ปพิเศษ :  มฟล. ขับเคลื่อนแนวคิดปกป้องธรรมชาติด้วยวัฒนธรรม โครงการพัฒนาระบบนิเวศ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : มฟล. ขับเคลื่อนแนวคิดปกป้องธรรมชาติด้วยวัฒนธรรม โครงการพัฒนาระบบนิเวศ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ดำเนินกิจกรรมการปกป้องธรรมชาติอย่างยั่งยืนด้วยวัฒนธรรม โดยการต่อยอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม สู่ผลิตภัณฑ์ชุมชนเมืองเก่าเชียงแสนและน่าน เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ในโครงการพัฒนาระบบนิเวศ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (EPISG)  

โครงการพัฒนาระบบนิเวศเพื่อการปกป้องแหล่งท่องเที่ยว และมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อความยั่งยืนตามเกณฑ์ Global Sustainable Tourism Council (GSTC) ดำเนินงานภายใต้งบประมาณแผ่นดินปี พ.ศ. 2564 ในส่วนบูรณาการการท่องเที่ยวพื้นที่เมืองเก่า 2 แห่ง ได้แก่ เมืองเชียงแสน จ.เชียงราย และเมืองเก่าน่าน จ.น่าน

มีวัตถุประสงค์เพื่อการปกป้องแหล่งท่องเที่ยวทั้งทางธรรมชาติและวัฒนธรรม โดยจัดระบบความสัมพันธ์เชิงนิเวศระหว่างวัฒนธรรมกับธรรมชาติในรูปแบบมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ตามเกณฑ์ Intangible Cultural Heritage (ICH) ของ UNESCO เพื่อพัฒนาการผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับการปกป้องธรรมชาติ

“กระบวนการทำงานของเรา เริ่มจากทีมนักวิชาการการเข้าไปเก็บข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ตามแนวทางของยูเนสโก 200 รายการ มรดกวัฒนธรรมเหล่านี้จะต้องเป็นภูมิปัญญาที่มีความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติกับวัฒนธรรม โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคัดสรรให้เหลือ 50 รายการ นำมาประชุมเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมกับชุมชน โดยมีนักออกแบบมาร่วมกันเชื่อมโยงแนวคิดว่า จากความลับในมรดกภูมิปัญญาที่รักษาธรรมชาติให้ยั่งยืนนั้น สามารถเป็นผลิตภัณฑ์ใดเพื่อให้คนมีส่วนร่วมในการรักษาธรรมชาติได้บ้าง แล้วคัดเลือกให้เหลือ 20 รายการเพื่อนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ

โครงการนี้จะเชื่อมโยงระบบนิเวศของความรู้ไปสู่การปกป้องธรรมชาติอย่างยั่งยืน  เมื่อคนใช้ผลิตภัณฑ์จะสามารถเชื่อมโยงไปได้ว่า ธรรมชาติยังดีอยู่และมีคนกำลังปกป้องธรรมชาติไว้ด้วยภูมิปัญญาของเจ้าของวัฒนธรรม การใช้หรือการอุดหนุนผลิตภัณฑ์จึงเท่ากับการช่วยรักษา”

ผศ.ดร.พลวัฒ ประพัฒน์ทอง หัวหน้าโครงการฯ กล่าวถึงที่มาและกระบวนการทำงาน “มรดกภูมิปัญญา เปรียบเสมือนอาวุธลับในการปกป้องธรรมชาติมาอย่างยาวนาน  หน้าที่ของเรา คือ การนำภูมิปัญญาอันประกอบไปด้วย นิทาน ตำนาน วิถีชีวิตความเชื่อ ของ 2 เมืองเก่า น่าน และ เชียงแสน มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ (ประเภทสินค้าและบริการ) ต้นแบบ นอกจากจะต้องมีดีไซน์ ร่วมสมัยแล้ว ยังสามารถเชื่อมโยงได้ว่า ธรรมชาติยังดีอยู่และมีคนกำลังปกป้องธรรมชาติด้วยภูมิปัญญาของเจ้าของวัฒนธรรม โดยที่ผู้สนับสนุนผลิตภัณฑ์ก็เท่ากับว่ามีส่วนร่วมในการรักษาธรรมชาติและภูมิปัญญาไปพร้อมกัน”  

ในส่วนของการดำเนินงานนั้นนักวิจัยได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูล จัดอบรม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับชุมชนต่างๆ ในเมืองเก่าเชียงแสน และน่าน โดยผลงานที่ได้รับการคัดเลือกอยู่ระหว่างจัดทำผลิตภัณฑ์ต้นแบบ และขั้นตอนการจดลิขสิทธิ์ทางปัญญา

ประกอบไปด้วยผลิตภัณฑ์ประเภทสินค้า ได้แก่ ผ้าไหมลวดลายใหม่จากชุมชนบ้านสันธาตุเชียงแสนที่สื่อถึงความงดงามของแม่น้ำกกในแต่ละช่วงเวลา ผ้าพิมพ์ลายใบสักจากวัดป่าสัก
วัดสำคัญของเมืองเก่าเชียงแสน ผ้าทอลายผลึกเกลือ เครื่องสำอางจากไกของดีเมืองน่าน รวมทั้งผลิตภัณฑ์ด้านบริการ ได้แก่ การแสดงร่วมสมัยสำหรับทั้ง2 เมืองที่ได้กูรูทางดนตรี อาจารย์ บรูซ แกสตัน ให้เกียรติประพันธ์ดนตรี เป็นต้น

ทั้งนี้ในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่ได้คัดเลือกทั้ง 20 รายการ ทางมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจะประกาศให้ทราบ ในลำดับต่อไป หลังจากมีการจดลิขสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อย คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน

ผู้สนใจสามารถติดตามชมผลงานออกแบบผลิตภัณฑ์ต้นแบบ แนวทางการทำงาน และทำความรู้จักกับภูมิปัญญาของในชุมชนเมืองเก่าเชียงแสน จ.เชียงราย เช่น ชุมชนบ้านสันธาตุแหล่งผลิตผ้าไหมที่ใหญ่ที่สุดในเชียงราย ชุมชนบ้านห้วยกว๊านกับผ้าปักของชนเผ่าเมี่ยน (เย้า) เจ้าของตำนานลายผ้าสุนัขมังกร คติความเชื่อของคนน่านที่เชื่อมโยงระหว่าง นาค น้ำ (คน)น่าน รวมไปถึงเรื่องของผลึกเกลือใครจะเชื่อว่าเมื่อนำรูปทรงมาดีไซน์เป็นลายผ้าแล้วจะน่าตื่นเต้นเพียงใด

ติดตามชมกัน ได้ทาง เพจเฟซบุ๊ค“เชื่อม รัด มัด ร้อย” www.facebook.com/EPISG.MF

สกู๊ปพิเศษ : ‘จระเข้’ ห่วงใยระดมฉีดซิโนฟาร์มให้พนง.และคนในชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598366

สกู๊ปพิเศษ : ‘จระเข้’ห่วงใยระดมฉีดซิโนฟาร์มให้พนง.และคนในชุมชน

สกู๊ปพิเศษ : ‘จระเข้’ห่วงใยระดมฉีดซิโนฟาร์มให้พนง.และคนในชุมชน

วันจันทร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในขณะนี้ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในสังคมไทย การที่จะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นได้นั้น ประชาชนจำเป็นจะต้องได้รับการฉีดวัคซีน ซึ่งหลายหน่วยงานได้มีการจัดซื้อวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้กับพนักงานเพื่อป้องกันความปลอดภัยขององค์กร รวมถึงเป็นการแบ่งเบาภาระภาครัฐ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด

นายศุภพงษ์ เพชรสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้นำในการผลิตและจำหน่ายสินค้านวัตกรรม เพื่องานก่อสร้าง ซ่อมแซม และตกแต่ง กล่าวว่า บริษัทตระหนักถึงสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ที่เกิดขึ้น ซึ่งความปลอดภัยและสุขภาพของพนักงานทุกคนเป็นสิ่งสำคัญ บริษัทจึงได้จัดซื้อวัคซีนทางเลือก “ซิโนฟาร์ม” กว่า 3 ล้านบาท เพื่อฉีดให้กับพนักงาน สมาชิกในครอบครัวทุกคน ทั้งที่สำนักงานใหญ่และโรงงาน จ.สระบุรี เป็นการเร่งสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้กับพนักงาน รวมถึงบริษัทยังได้ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้กับประชาชนในชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงกับโรงงาน จ.สระบุรี เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนให้กับคนในสังคม ซึ่งมีผู้ได้รับการฉีดวัคซีนในครั้งนี้กว่า 1,300 คน

ทั้งนี้ การที่บริษัทให้ความช่วยเหลือประชาชนโดยรอบโรงงาน ถือเป็นปณิธานที่จระเข้ ยึดถือมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัท ที่ต้องการแบ่งปันและตอบแทนคืนสู่สังคม ซึ่งทุกปีที่ผ่านมาบริษัทจะจัดกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้เกิดการแบ่งปันที่ยั่งยืน โดยเฉพาะในปีนี้ที่จระเข้ ครบรอบ30 ปี จึงได้ร่วมกับมูลนิธิกระจกเงา จัดโครงการ “ห้องน้ำสร้างสุข”เชิญชวนลูกค้าร่วมบริจาคเงินผ่านช่องทางออนไลน์ จัดสร้างห้องน้ำให้กับชาวบ้าน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และเด็กในชุมชนชาติพันธุ์ จังหวัดเชียงราย ที่ห่างไกลความเจริญ โดยบริษัท ได้มอบเคมีภัณฑ์ก่อสร้าง พร้อมทั้งสนับสนุนเงินทุนตั้งต้นครึ่งหนึ่งของโครงการ เพื่อจัดสร้างห้องน้ำ จำนวน 30 หลัง ซึ่งมียอดบริจาคเงินเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 1,155,000 บาท

“ปัจจัยสำคัญที่ทำให้จระเข้ยั่งยืนมาถึง 30 ปี คือการให้ความสำคัญกับพนักงาน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ บริษัทจึงมุ่งมั่น ที่จะสนับสนุนความยั่งยืนในการช่วยเหลือและตอบแทนสังคมผ่านกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และสิ่งสำคัญที่สุด คือการส่งมอบเคมีภัณฑ์ก่อสร้างที่ดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เพื่อทำให้คุณภาพชีวิตของลูกค้าดียิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิดจระเข้ สร้างสรรค์ความสุข เพื่อคุณและทุกคนในครอบครัว” นายศุภพงษ์ กล่าวในที่สุด

สกู๊ปพิเศษ : เปิด 3 โครงการแก้น้ำท่วม/น้ำแล้งลำปาง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597798

สกู๊ปพิเศษ : เปิด 3 โครงการแก้น้ำท่วม/น้ำแล้งลำปาง

สกู๊ปพิเศษ : เปิด 3 โครงการแก้น้ำท่วม/น้ำแล้งลำปาง

วันศุกร์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ฤดูฝนเข้ามาแล้ว หลายหน่วยงาน ของรัฐ ได้วางแผนแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง รวมทั้ง กรมชลประทาน ที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องก่อนหน้านี้

ล่าสุด ได้ศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการชลประทานขนาดกลางในเขตจังหวัดลำปาง“คัดเลือก 3 โครงการสำคัญนำร่อง หวังเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ และแก้ไขปัญหาทั้งน้ำท่วมและภัยแล้งให้กับพี่น้องชาวลำปาง

โดยนายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าโครงการชลประทานขนาดกลางในเขตจังหวัดลำปาง ได้ดำเนินการก่อสร้างและบริหารจัดการน้ำในพื้นที่มาตั้งแต่ปี 2514 มาแล้ว ทำให้อาคารหัวงานระบบชลประทาน และระบบระบายน้ำมีสภาพชำรุดทรุดโทรม ประกอบกับความต้องการใช้น้ำเพื่อการเกษตรกรรมและภาคส่วนอื่นๆเปลี่ยนแปลงไป จึงจำเป็นต้องศึกษาความเหมาะสมเพื่อพิจารณาปรับปรุงโครงการชลประทานขนาดกลางให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ด้วยการรวบรวมข้อมูลพื้นฐานปัจจุบัน ตลอดจนความคิดเห็นที่มีต่อการพัฒนาโครงการ นำไปเป็นข้อมูลประกอบการจัดทำ “แผนหลักการปรับปรุงโครงการชลประทานขนาดกลาง” และ “คัดเลือกโครงการเพื่อนำมาศึกษาความเหมาะสมปรับปรุงโครงการ” รวมไปถึงศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการพัฒนาและปรับปรุงโครงการด้วย

สำหรับการดำเนินงานได้แบ่งแผนงานเป็น 4 กลุ่มคือ 1. แผนงานซ่อมแซม ที่สามารถดำเนินการได้ทันทีตามแบบเดิม 2. แผนงานปรับปรุงที่ต้องวิเคราะห์ สำรวจและออกแบบ 3. แผนงานศึกษาความเหมาะสม ที่ต้องศึกษาความเหมาะสมของโครงการทั้งด้านวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม สังคมและเศรษฐศาสตร์ และออกแบบรายละเอียดโครงการก่อนการดำเนินการก่อสร้าง และ 4. แผนงานบริหารจัดการน้ำ ที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งการใช้งานและบำรุงรักษาระบบชลประทาน โดยได้คัดเลือก 3 โครงการ จากโครงการชลประทานขนาดกลาง 30 โครงการ เพื่อนำมาศึกษาความเหมาะสมปรับปรุงโครงการ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์โดยรวมในพื้นที่ลุ่มน้ำมากที่สุด ดังนี้

1.โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ทะ บ้านผาลาด ต.พระบาท อ.เมือง อายุโครงการ 50 ปี ความจุเก็บกัก 2.54 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ชลประทาน 10,000 ไร่ มีแผนการปรับปรุงโดยการวางแนวท่อจากอ่างฯไปยังปากเหมืองของฝายทั้ง 7 แห่ง พร้อมขุดลอกอ่างเก็บน้ำก่อสร้างฝายดักตะกอนบริเวณพื้นที่เหนืออ่างเก็บน้ำ ปรับปรุงลดการรั่วซึมเขื่อน เพื่อเพิ่มระดับเก็บกักน้ำ การปรับปรุงอาคารและระบบควบคุมการเปิด-ปิดประตูน้ำ การปรับปรุงและติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดพฤติกรรมเขื่อนพร้อมระบบรับ-ส่งข้อมูลอัตโนมัติ รวมถึงติดตั้งระบบโทรมาตร และจัดทำคู่มือการบริหารจัดการน้ำ

2.โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ทาน บ้านแม่กัวะ ต.แม่กัวะ อ.สบปราบ อายุโครงการ 36 ปี ความจุเก็บกัก14.90 ล้าน ลบ.ม. โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ทานมีขนาดใหญ่ที่สุดในอำเภอสบปราบ พื้นที่ชลประทาน 12,000 ไร่ได้วางแผนปรับปรุงเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ ด้วยการขุดลอกอ่างเก็บน้ำ ก่อสร้างฝายดักตะกอนบริเวณพื้นที่เหนืออ่างเก็บน้ำ ปรับปรุงรถการรั่วซึมเขื่อน ปรับปรุงสันเขื่อน ปรับปรุงอาคารและระบบควบคุมการเปิด-ปิดประตูน้ำ ปรับปรุงและติดตั้งเครื่องมือวัดพฤติกรรมเขื่อนพร้อมระบบรับ-ส่งข้อมูลอัตโนมัติ รวมถึงติดตั้งระบบโทรมาตร และจัดทำคู่มือการบริหารจัดการน้ำ ส่วนการปรับปรุงระบบชลประทานและการเพิ่มน้ำต้นทุน อ่างเก็บน้ำแม่ทาน จะปรับปรุงคลองส่งน้ำฝั่งซ้าย พร้อมอาคารประกอบ และเพิ่มน้ำต้นทุน โดยการสูบน้ำจาก “แม่น้ำวัง” ไปเติมอ่างเก็บน้ำแม่ทาน ในช่วงเดือน ส.ค.-ต.ค.

3. โครงการอ่างเก็บน้ำแม่อาบ บ้านปากกอง ต.นาโป่ง อ.เถิน อายุโครงการ 36 ปี ความจุเก็บกัก 7.50 ล้าน ลบ.ม. เป็นโครงการอ่างเก็บน้ำขนาดกลางแห่งเดียวในอำเภอเถิน แต่ระบบส่งน้ำยังไม่ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์ อีกทั้งระบบส่งน้ำรวมถึงฝายต่าง ๆ ชำรุด ทำให้ไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้เต็มพื้นที่ ได้วางแผนปรับปรุงโครงการอ่างเก็บน้ำแม่อาบ ประกอบด้วย การขุดลอกอ่างเก็บน้ำ ก่อสร้างฝายดักตะกอนบริเวณพื้นที่เหนืออ่างเก็บน้ำ ศึกษาการเพิ่มระดับเก็บกักของอ่างเก็บน้ำปรับปรุงอาคารและระบบควบคุมการเปิด-ปิดประตูน้ำ ปรับปรุงและติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดพฤติกรรมเขื่อน พร้อมระบบรับ-ส่งข้อมูลอัตโนมัติ ติดตั้งระบบโทรมาตร และจัดทำคู่มือการบริหารจัดการน้ำ ส่วนการปรับปรุงระบบชลประทาน คือ วางท่อส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำแม่อาบ ไปปากเหมืองของฝายทุกแห่ง

ทั้งนี้ โครงการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการชลประทานขนาดกลางในเขตจังหวัดลำปาง ได้ดำเนินการระหว่างวันที่ 8 มิ.ย. 2563–31 ส.ค. 2564 ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับคือ เขื่อนมีความมั่นคงมากขึ้น อ่างเก็บน้ำสามารถเก็บกักน้ำได้มากขึ้น มีระบบตรวจสอบความมั่นคงของเขื่อนทำให้สามารถติดตามตรวจวัดและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ รวมทั้งใช้ประกอบการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทันต่อสถานการณ์ทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง

ขณะที่การปรับปรุงระบบส่งน้ำ จะทำให้การส่งน้ำมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ลดการสูญเสียน้ำและระยะเวลาการส่งน้ำไปยังพื้นที่เพาะปลูก ทำให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างเต็มศักยภาพ ทั่วถึงและเป็นธรรม

สกู๊ปพิเศษ : ชป.เดินหน้าขยายคลองลอยจากเขื่อนผาจุก แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำให้ชาวอุตรดิตถ์-สุโขทัย อย่างยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/596816

สกู๊ปพิเศษ : ชป.เดินหน้าขยายคลองลอยจากเขื่อนผาจุก  แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำให้ชาวอุตรดิตถ์-สุโขทัย อย่างยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : ชป.เดินหน้าขยายคลองลอยจากเขื่อนผาจุก แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำให้ชาวอุตรดิตถ์-สุโขทัย อย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียร์วัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน ร่วมแถลงข่าวชี้แจง โครงการศึกษาความเหมาะสมการขยายคลองลอยจากเขื่อนผาจุก-ศรีสัชนาลัย-สวรรคโลก จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อสรุปรายละเอียดผลการศึกษาโครงการ แนวทางการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำของจังหวัดอุตรดิตถ์และจังหวัดสุโขทัย พร้อมตอบข้อซักถามในประเด็นต่างๆที่เกี่ยวข้อง ผ่านระบบ Facebook Live กรมชลประทาน

นายเฉลิมเกียรติกล่าวว่า ตามที่ กรมชลประทาน ได้ทำการศึกษาโครงการพัฒนาลุ่มน้ำน่าน มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 โดยได้วางแผนพัฒนาลุ่มน้ำน่านลักษณะโครงการประกอบด้วยการก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์อเนกประสงค์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ และเป็นแหล่งเก็บกักน้ำเพื่อการเกษตรกรรม โดยการส่งน้ำให้พื้นที่ลุ่มน้ำน่านตอนล่าง ตั้งแต่ท้ายน้ำของเขื่อนสิริกิติ์

ซึ่งคณะรัฐมนตรีอนุมัติได้อนุมัติให้กรมชลประทานดำเนินการโครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 ถึงปัจจุบัน เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำน่านตอนล่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุด สำหรับใช้ประโยชน์ในด้านการเกษตรกรรม การอุปโภค-บริโภคและประโยชน์อย่างอื่น ในเขตพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดสุโขทัยและจังหวัดพิษณุโลก

ทั้งนี้ ในระหว่างดำเนินงานเครือข่ายชุมชนลุ่มน้ำคลองด่านแม่คำมันและลุ่มน้ำคลองยม ได้ร้องขอให้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ระบบส่งน้ำและระบบระบายน้ำพื้นที่ชลประทานฝั่งขวา โดยการปรับเปลี่ยนพื้นที่ระบบส่งน้ำและระบบระบายน้ำพื้นที่ช ลประทานฝั่งขวา ส่งผลกระทบต่อลักษณะโครงการเดิมทั้งทางด้านวิศวกรรม ความต้องการใช้น้ำด้านต่างๆ รวมถึงสมดุลน้ำเดิมระบบส่งน้ำและกระจายน้ำ รวมถึงแนวคลองส่งน้ำที่อาจจะต่างไปจากเดิม กรมชลประทานจึงได้ทำการศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

สำหรับโครงการศึกษาเหมาะสมการขยายคลองลอยจากเขื่อนผาจุก มีลักษณะเป็นคลองส่งน้ำคาดคอนกรีต จากคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวาของโครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ ประกอบไปด้วย (1) สถานีสูบน้ำจากคลองส่งน้ำสายใหญ่ (RMC) 2 แห่ง (2) ท่อส่งน้ำจากสถานีสูบน้ำไปต้นคลองชลประทาน 2,300 เมตร (3) ถังพักน้ำ(Head Tank) คอนกรีต 2 แห่ง (4) ทรบ.ปากคลอง 1 แห่ง (5) คลองส่งน้ำดาดคอนกรีตความยาวรวม 87.52 กม.และ (6) ระบบระบายน้ำเดิมในพื้นที่ คลอง คูระบายน้ำริมถนน/ลำเหมืองความยาวรวม 95 กม.

เมื่อก่อสร้างโครงการแล้วเสร็จ มีพื้นที่รับประโยชน์ครอบคลุม 22 หมู่บ้าน 5 ตำบล ของอำเภอศรีสัชนาลัย อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย และอำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นพื้นที่ชลประทานเปิดใหม่ทั้งหมด 35,000 ไร่

ด้านนายวิรุฬ พรรณเทวี ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เปิดเผยว่า พื้นที่รอยต่อระหว่างจังหวัดสุโขทัยและจังหวัดอุตรดิตถ์มักประสบปัญหาขาดแคลนน้ำทำการเกษตร มีผลทางการผลิตตกต่ำเป็นประจำทุกปี เมื่อกรมชลประทานวางแผนส่งน้ำจากโครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก ผ่านคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวามายังคลองลอยเข้าสู่พื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ เพิ่มผลผลิตภาคการเกษตรช่วยให้ราษฎรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน