สกู๊ปพิเศษ : เกษตรฯ เร่งแผนปฏิบัติการฯ ระยะ 5 ปี ดันภาคเกษตรไทยสู่เกษตรมูลค่าสูง เกษตรกรมั่นคงในอาชีพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/653151

สกู๊ปพิเศษ : เกษตรฯ เร่งแผนปฏิบัติการฯ ระยะ 5 ปี  ดันภาคเกษตรไทยสู่เกษตรมูลค่าสูง เกษตรกรมั่นคงในอาชีพ

วันศุกร์ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังร่วมประชุมคณะอนุกรรมการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2566-2570 โดยมี ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ว่าการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตรของประเทศต้องมีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานและกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในหลายประเด็นสำคัญ อาทิ การบริหารจัดการแรงงานภาคเกษตร การแปรรูปสินค้าเกษตร การพัฒนาผู้ประกอบการ ธุรกิจเกษตร การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านการเกษตร การสนับสนุนแหล่งทุนให้กับเศรษฐกิจชุมชน การบริหารจัดการ ที่ดินทำกินแก่เกษตรกร การส่งเสริมการผลิตและบริโภคอย่างยั่งยืน โดยในปัจจุบันมีแผนพัฒนาการเกษตร ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2565) เป็นกรอบแนวทางในการดำเนินการร่วมกัน ซึ่งแผนดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในปี 2565 จึงจำเป็นต้องมีการจัดทำแผนฉบับใหม่ และได้ปรับเปลี่ยนชื่อ “แผนพัฒนาการเกษตร ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่…” เป็น “แผนปฏิบัติการด้านการเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. ….” เพื่อให้มีความสอดคล้องกับแผนระดับที่ 3ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2560

สศก. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการฯ ได้ยกร่างแผนปฏิบัติการด้านการเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2566-2570 เสนอต่อที่ประชุมเพื่อพิจารณา โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการของร่างแผนปฏิบัติการฯ และเห็นควรให้เพิ่มเติมและปรับปรุงในประเด็นต่างๆ เช่น ความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้าน ความสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ รวมทั้งการกำหนดตัวชี้วัด ค่าเป้าหมาย และเพิ่มเติมแนวทางการพัฒนาในแต่ละประเด็นการพัฒนาให้ครอบคลุมในทุกมิติ เพื่อให้การบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงอื่นๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับร่างแผนปฏิบัติการด้านการเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2566-2570 กำหนดวิสัยทัศน์ คือ “เกษตรไทยสู่เกษตรมูลค่าสูง เกษตรกรมีรายได้สูง มีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ” โดยมีประเด็นการพัฒนา 4 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นการพัฒนาที่ 1 ยกระดับศักยภาพเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรสู่ผู้ประกอบการเกษตรแห่งอนาคต ประเด็นการพัฒนาที่ 2 ส่งเสริมและพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง ประเด็นการพัฒนาที่ 3 เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรทางการเกษตร และประเด็นการพัฒนาที่ 4 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านการเกษตร

ด้าน ดร.ทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการ สศก. ในฐานะอนุกรรมการและเลขานุการคณะอนุกรรมการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2566-2570 กล่าวเสริมว่า การจัดทำแผนปฏิบัติการฯ เป็นไปตามพระราชบัญญัติเศรษฐกิจการเกษตร พ.ศ. 2522 ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ.2566 – 2570) และแผนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยแผนปฏิบัติการด้านการเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2566 – 2570 กำหนดเป้าหมายสำคัญ อาทิ การเพิ่มอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศสาขาเกษตรและเกษตรแปรรูป ดัชนีความผาสุกของเกษตรกรและรายได้เงินสดสุทธิของครัวเรือนเกษตรเพิ่มขึ้น การเพิ่มพื้นที่ชลประทาน รวมทั้งพื้นที่เกษตรกรรมได้รับการบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีด้านการพัฒนาที่ดินให้เกิดความสมดุลและยั่งยืน เป็นต้น

ทั้งนี้ สศก. จะปรับปรุงประเด็นต่างๆ ตามข้อคิดเห็นของคณะอนุกรรมการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2566-2570 และจะดำเนินการจัดสัมมนาเพื่อระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 เป็นต้นไป เพื่อปรับแผนให้มีความครอบคลุมและครบถ้วน ก่อนเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ และเสนอแผนฉบับสมบูรณ์ต่อสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อทราบ และนำแผนเข้าสู่ระบบติดตามและประเมินผลแห่งชาติ (eMENSCR) พร้อมทั้งประกาศใช้ภายในเดือนกันยายน 2565 ต่อไป

สกู๊ปพิเศษ : กาฬสินธุ์สงกรานต์วันแรกเที่ยวหาดดอกเกด เล่นน้ำเขื่อนลำปาวคึกคักยันน้ำพอหน้าแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/647426

สกู๊ปพิเศษ : กาฬสินธุ์สงกรานต์วันแรกเที่ยวหาดดอกเกด  เล่นน้ำเขื่อนลำปาวคึกคักยันน้ำพอหน้าแล้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

บรรยากาศสงกรานต์วันแรกที่จังหวัดกาฬสินธุ์คึกคักโดยเฉพาะที่หาดดอกเกดหรือทะเลอีสาน เขื่อนลำปาว แหล่งท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของจังหวัด พบว่ามีประชาชน นักท่องเที่ยว ลงเล่นน้ำคลายร้อนรับเทศกาลสงกรานต์เป็นจำนวนมาก ขณะที่ผู้อำนวยการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ของเขื่อนลำปาว ร่วมกับฝ่ายสาธารณสุข ตำรวจและฝ่ายปกครอง เข้มมาตรการป้องกันโควิด-19 และรักษาความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด ยืนยันปริมาณน้ำเพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้ง

จากการติดตามบรรยากาศเทศกาลสงกรานต์ในวันแรกที่จังหวัดกาฬสินธุ์ พบว่าเริ่มมีความคึกคักเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะที่บริเวณหาดดอกเกดเขื่อนลำปาว ที่ได้ชื่อว่าเป็นทะเลอีสาน และเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของ จ.กาฬสินธุ์ มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางมาเล่นน้ำตั้งแต่ช่วงเช้า เพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรติดขัด และเล่นน้ำคลายร้อน เนื่องจากสภาพอากาศกำลังร้อนจัด และในการละเล่นสงกรานต์ปีนี้ ทางจังหวัดประกาศห้ามไม่ให้มีการสาดน้ำ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 จึงได้มาผ่อนคลายความร้อนโดยลงเล่นน้ำที่บริเวณหาดดอกเกดดังกล่าว ซึ่งมีแนวเขตความยาวระยะปลอดภัยให้ลงเล่นน้ำกว่า200 เมตร

ทั้งนี้นายสำรวย อินพิทักษ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว หรือเขื่อนลำปาว พร้อมด้วยนายณรงค์ศักดิ์ ปิณฑดิษฐ์ หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว ร่วมกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำเขื่อนลำปาว ฝ่ายสาธารณสุข และฝ่ายปกครอง ได้เข้าติดตามบรรยากาศและดูแลความเรียบร้อย ภายในบริเวณหาดดอกเกด หลังจากมีประชาชน นักท่องเที่ยว เดินทางเข้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังได้กำชับผู้ประกอบการร้านค้า ร้านขายอาหาร อุปกรณ์เล่นน้ำ ทั้งในส่วนของการแสดงราคาสินค้าให้ชัดเจน ราคาบริการที่เป็นธรรม ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค
เข้มมาตรการป้องกันโควิด-19 และความปลอดภัยในขณะเล่นน้ำด้วย

นายสำรวย อินพิทักษ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว กล่าวว่า บรรยากาศการเล่นน้ำที่บริเวณหาดดอกเกด ในวันเริ่มต้นสงกรานต์ปีนี้มีความคึกคักเป็นอย่างมาก หากเทียบกับปีก่อนๆที่ไม่มีสถานการณ์โควิด จะเห็นว่ามีจำนวนมากถึง 70% เลยทีเดียว ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยในทุกๆ ด้านได้มีการตั้งจุดคัดกรอง วัดอุณหภูมิ กรอกประวัติ ของประชาชนและนักท่องเที่ยวทุกคน นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จัดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยลาดตระเวน ดูแลอย่างใกล้ชิดอย่างไรก็ตาม สำหรับสถานการณ์น้ำเขื่อนลำปาวปัจจุบันมีจำนวน 726 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 37% ของความจุอ่าง 1,980 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งค่าเฉลี่ยมากกว่าปี 2564 ยืนยันมีเพียงพอต่อการใช้น้ำทุกกิจกรรมตลอดฤดูแล้ง ทั้งการอุปโภค-บริโภค การเกษตร และสำรองถึงต้นฤดูฝนแน่นอน แต่ก็ขอให้ประชาชนและพี่น้องเกษตรกรใช้น้ำอย่างประหยัดให้คุ้มค่าเกิดประโยชน์มากที่สุด