สกู๊ปพิเศษ : ระยองเปิดอีกจุดแลนด์มาร์คแห่งใหม่ เช็คอินใต้ต้นก้ามปูยักษ์อายุมากกว่า 150 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580203

สกู๊ปพิเศษ : ระยองเปิดอีกจุดแลนด์มาร์คแห่งใหม่  เช็คอินใต้ต้นก้ามปูยักษ์อายุมากกว่า150ปี

สกู๊ปพิเศษ : ระยองเปิดอีกจุดแลนด์มาร์คแห่งใหม่ เช็คอินใต้ต้นก้ามปูยักษ์อายุมากกว่า150ปี

วันอังคาร ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ต้นก้ามปูยักษ์ หรือต้นจามจุรี ต้นนี้ ขึ้นอยู่ในพื้นที่ ตำบลชากบก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง กำลังเป็นที่ฮือฮา จากความแปลกตาของรูปทรงที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ บรรยากาศ ร่มรื่นจนกลายเป็นจุดเช็คอินของนักท่องเที่ยว เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ในจังหวัดระยอง โด่งดังอยู่ในโลกออนไลน์ ใครมาก็ต้องบันทึกภาพ ซึ่งมีความสวยในทุกมุม  

นางอยู่เย็น ปะโภชน์ อายุ 56  ปีอยู่บ้านเลขที่ 15/3 ม. 8 ต.ชากบก อ.บ้านค่าย จ.ระยอง บอกว่า ต้นก้ามปูต้นนี้ มีอายุกว่า 150 ปี ตนเองเกิดมาก็เห็นต้นก้ามปูยักษ์ต้นนี้ ซึ่งจะเป็นจุดศูนย์รวมของประชาชน เพราะมีการจัดงานประเพณีต่างๆ ที่นี่ โดยเฉพาะการแห่นางแมวขอฝน ชาวบ้านที่ทำพิธีก็จะขึ้นไปขอฝนกันบนต้นก้ามปูต้นนี้ พอสมัยนี้ยังไม่มีการจัดงานเพราะช่วงโควิดแต่มีการพัฒนาพื้นที่โดยเทศบาลตำบลชากบก พัฒนาให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยว ประชาชนเข้ามาเที่ยว ชาวชุมชนก็นำข้าวของมาขายมีรายได้ในช่วงโควิดเพราะที่ตลาดนัดขายของไม่ค่อยได้  ถึงแม้จะเป็นช่วงโควิดกลัวการติดเชื้อ แต่คนที่มาเที่ยวและคนขายของ ก็ระมัดระวัง โดยเฉพาะวันหยุดจะมีคนมาเที่ยวเยอะก็ไม่ให้อยู่กันหนาแน่น และต้องสวมแมส 

นายตรีเทพ คงมณี (ด้วง) อายุ 54 ปี บ้านเลขที่ 19/9 ม.8 ต.ชากบก อ.เมือง จ.ระยอง บอกว่า เดิมที่ดินผืนนี้เป็นของพ่อคุณเสริม ซึ่งเป็นแพทย์ประจำตำบล สมัยนั้นคือ หมอพื้นบ้าน รับรักษา คนที่เจ็บป่วย ท่านเป็นคนใจบุญชอบทำบุญมาก และเห็นความสำคัญของการจัดงานประเพณี โดยเฉพาะงานสงกรานต์ จึงได้ยกที่ดินผืนนี้ให้ใช้ประโยชน์สาธารณะ เพื่อทำบุญหมู่บ้านและจัดงานประเพณีทุกปี ชาวชุมชน ก็จะใช้ที่ดินจัดงาน โดยอาศัยร่มเงาของต้นก้ามปูที่แผ่กิ่งก้านสาขา เพราะสมัยก่อนไม่มีจุดที่พักให้ประชาชน ก็จะมาอยู่ใต้ต้นก้ามปูต้นนี้ ซึ่งร่มเงาเย็นสบายมากที่สุด เด็กจะพากันมาวิ่งเล่นใต้ต้นก้ามปูกันทุกวัน และยังได้เชื่อว่าการที่ต้นไม้ออกกิ่งก้านสาขาสวยงาม และร่มรื่นแบบนี้ ต้องมีรุกขเทวดาประจำอยู่  ซึ่งทาง นายนาค ระยอง นายกเทศมนตรีตำบลชากบก เล็งเห็นความสำคัญจึงจัดสรรงบประมาณ พัฒนาให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยว

สำหรับ ต้นก้ามปู ใหญ่ต้นนี้ มีลำต้นขนาดประมาณ 5 คนโอบ รูปทรงไม่สูง แต่กลับแผ่กิ่งก้านสาขาเป็นทรงพุ่มสวยงามปกคลุมพื้นที่กว่า 1 ไร่ ทำให้ภายใต้ต้นโล่ง โปร่ง และร่มรื่น จากธรรมชาติรังสรรค์ อีกทั้งเทศบาลตำบลชากบก ได้พัฒนาพื้นที่ สร้างที่นั่งไม้ล้อมรอบโคนต้น โดยออกแบบให้กลมกลืน เข้ากับธรรมชาติ จนเกิดความงดงามที่ลงตัว เมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามา ชาวชุมชนชากบก ต่างก็นำสินค้าพื้นบ้านมาวางจำหน่าย  เช่น ผลไม้ตามฤดูกาล อาหารพื้นเมือง ขนมและน้ำ สร้างรายได้ให้กับชาวชุมชนในช่วงโควิด-19อีกด้วย ต้นก้ามปูยักษ์ บ้านค่ายระยอง อยู่ใกล้สี่แยกไฟแดงชากกอไผ่ อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ถ้ามาไม่ถูก ปักหมุดที่ต้นก้ามปูยักษ์ บ้านค่ายระยอง นำทางมาถึงที่

สกู๊ปพิเศษ : ชป.ติดตามผลการส่งน้ำและตรวจวัดปริมาณน้ำ ระบบท่อส่งน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีฯ อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577720

สกู๊ปพิเศษ : ชป.ติดตามผลการส่งน้ำและตรวจวัดปริมาณน้ำ  ระบบท่อส่งน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีฯ อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์

สกู๊ปพิเศษ : ชป.ติดตามผลการส่งน้ำและตรวจวัดปริมาณน้ำ ระบบท่อส่งน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีฯ อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์

วันศุกร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายปิยภัทร สายเมฆ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานอุตรดิตถ์กล่าวว่า ได้สั่งการให้นายมานพ สุวรรณบุตร หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดสรรน้ำฯ ร่วมกับนายกิตติศักดิ์ สมุทรวงค์ นายช่างเครื่องกล สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 12 ลงพื้นที่ติดตามผลการส่งน้ำและตรวจวัดปริมาณน้ำ ของระบบท่อส่งน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในเขตพื้นที่ อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อหาแนวทางนำไปพัฒนา ปรับปรุง วิธีการควบคุมอาคาร ให้การส่งน้ำในพื้นที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น หลังราษฎรที่อพยพจากพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์ มาตั้งรกรากอยู่พื้นที่นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่านในเขตอำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ กว่า 50 ปี ที่ผ่านมา ต้องประสบกับปัญหาขาดแคลนน้ำในการอุปโภค-บริโภคและการทำการเกษตร

นายปิยภัทรกล่าวว่า ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อช่วยเหลือบรรเทาปัญหาในด้านน้ำให้ราษฎรของพระองค์ท่าน ซึ่งได้เห็นผลสัมฤทธิ์จากโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ ที่สามารถให้เป็นแหล่งเก็บน้ำต้นทุนให้กับราษฎรในพื้นที่

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ รับโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรี พร้อมระบบผันน้ำ ระบบส่งน้ำ และ อาคารประกอบไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ.2548 กรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างในปี 2554 เป็นโครงการชลประทานขนาดกลางความสูง 55 เมตร ความยาว 440 เมตร มีความจุ 73.70 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่ได้มีน้ำใช้ในการอุปโภค-บริโภคและการเกษตรตลอดทั้งปี

โดยจะเริ่มเก็บกักน้ำได้ในช่วงฤดูฝนปีนี้ คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2565 ใช้งบทั้งสิ้นประมาณ 4,800 ล้านบาท หลังจากนั้นสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 12 สำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทาน จะทำการส่งมอบให้กับโครงการชลประทานอุตรดิตถ์ รับผิดชอบและดำเนินการวางแผนบริหารจัดการน้ำให้กับราษฎรที่ได้รับประโยชน์ต่อไป

ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างระบบส่งน้ำให้กับแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อทำการเกษตรในพื้นที่ประมาณ 8,600 ไร่ โดยมีแผนการก่อสร้างโครงการ รวม 11 ปี เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จก็จะมีพื้นที่รับประโยชน์ จำนวน 53,500 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอท่าปลา จำนวน 5 ตำบล ได้แก่ ตำบลจริม, ตำบลท่าปลา, ตำบลหาดล้า, ตำบลร่วมจิต,ตำบลน้ำหมัน และอีก 4 ตำบลของอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ ได้แก่ ตำบลหาดงิ้ว,ตำบลบ้านด่าน ตำบลแสนตอ และ ตำบลวังดิน รวมถึงประโยชน์ทั้งด้านการประมง การท่องเที่ยว และการเลี้ยงสัตว์ได้อย่างสมบูรณ์

สกู๊ปพิเศษ : โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุกเตรียมความพร้อมจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575621

สกู๊ปพิเศษ : โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุกเตรียมความพร้อมจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน

สกู๊ปพิเศษ : โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุกเตรียมความพร้อมจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน

วันพุธ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณฐพล ชุ่มสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก สั่งการให้นายนิพนธ์ เผ่ากันทะ หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 3  และเจ้าหน้าที่โครงการฯ ลงพื้นที่พบปะผู้นำเกษตรกรนายไพฑูรย์ นาคะเกศ กำนันตำบลผาจุก, นางปานจิต อ่อนระฮุง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4, นายวุธ เล็กคำ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 และนายพลไชยสอน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 โครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำ (ฝั่งซ้าย)  เขื่อนทดน้ำผาจุก อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อเตรียมความพร้อมจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน ที่บริเวณโครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำ (ฝั่งซ้าย) เขื่อนทดน้ำผาจุกอำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ พื้นที่รับประโยชน์ 4,000 ไร่ 

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้มุ่งเน้นและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำโดยใช้ประโยชน์จากน้ำชลประทานด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ใช้น้ำมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำชลประทานอย่างจริงจัง

นายณฐพล ชุ่มสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก กล่าวว่า โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก เป็นหน่วยงานหลักในระดับจังหวัดในการพัฒนาด้านแหล่งน้ำให้เพียงพอ บริหารจัดการน้ำให้กับผู้ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพทั่วถึงเป็นธรรม และยั่งยืนเสริมสร้างให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา และ บริหารจัดการน้ำทุกระดับอย่างบูรณาการ ดำเนินการป้องกัน และ บรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ

“โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก”มีหน้าที่รับผิดชอบวางแผนควบคุมบริหารงานด้านก่อสร้าง อาคารชลประทานประเภทต่างๆ เช่น ทำนบ ฝาย เขื่อนเก็บกักน้ำ เขื่อน หรือ ประตูระบายน้ำ คลองส่งน้ำคลองระบายน้ำ ระบบชลประทานในแปลงนา คันกั้นน้ำ ถนนบนคันคลอง และดำเนินการก่อสร้างระบบระบายน้ำและระบบชลประทานประเภทอื่นๆ ตามที่ได้รับ
มอบหมาย โดยรับผิดชอบการบริหารงานในลักษณะโครงการก่อสร้างทางชลประทานขนาดกลาง โครงการชลประทานขนาดเล็ก โครงการก่อสร้างทางชลประทาน รวมทั้งโครงการพระราชดำริ โครงการพิเศษและโครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงโดยดำเนินการเสร็จตามแผนงานงบประมาณที่กำหนดไว้ และ/หรือเงินนอกงบประมาณที่ได้รับ ตลอดจนตรวจสอบ วิเคราะห์ ติดตามประเมินผลงานก่อสร้างให้เป็นไปตามมาตรฐานถูกต้องตามหลักวิชาการรวมทั้งตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการร้องเรียนต่างๆ ตลอดจนปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย สำหรับพื้นที่บริเวณที่ตั้งโครงการมีเนื้อที่ทั้งหมด 64 ไร่ 2 งาน 64 ตารางวา พื้นที่ชลประทาน จำนวน 327,506 ไร่ นายณฐพล กล่าว

ด้านนายเกรียงไกร ภาคพิเศษ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 3 กรมชลประทาน  กล่าวว่าสำหรับการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการมีส่วนร่วม ซึ่งทำให้เกษตรกรและชุมชนเกิดการเรียนรู้ร่วมกันในการดำเนินกิจกรรมที่มุ่งแก้ไขปัญหาของสังคม ที่จะนำไปสู่ความยั่งยืนของการบริหารจัดการน้ำอย่างแท้จริง

“กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ได้กำหนดทิศทางของการบริหารจัดการน้ำชลประทานในอนาคต โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากน้ำชลประทานที่ได้รับการพัฒนาแล้ว แทนการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นโครงการที่ใช้ระยะเวลาในการดำเนินงานที่ยาวนาน ด้วยการเปลี่ยนจากการพัฒนาเชิงปริมาณไปเป็นการพัฒนาเชิงคุณภาพ มีกระบวนการที่สำคัญที่สุดคือ “การส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ใช้น้ำมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำชลประทานอย่างจริงจัง” จึงได้มีการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทานขึ้นในพื้นที่ต่างๆ เพื่อร่วมกันบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษาระบบชลประทานได้อย่างเข้าใจตามหลักวิชาการ สอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อเป็นไปตามนโยบายของนายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ที่เน้นให้ความสำคัญการการมีส่วนร่วมของประชาชนมากที่สุด นายเกรียงไกร กล่าวท้ายที่สุด

สกู๊ปพิเศษ : ชาวพังงาพลิกวิกฤติช่วงโควิด-19 หาหอยติบ ตัวโต เนื้อแน่น เลี้ยงครอบครัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575116

สกู๊ปพิเศษ : ชาวพังงาพลิกวิกฤติช่วงโควิด-19  หาหอยติบ ตัวโต เนื้อแน่น เลี้ยงครอบครัว

สกู๊ปพิเศษ : ชาวพังงาพลิกวิกฤติช่วงโควิด-19 หาหอยติบ ตัวโต เนื้อแน่น เลี้ยงครอบครัว

วันจันทร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

อาชีพการหาหอยติบ เป็นวิถีชีวิตของชาวบ้านบ้านบางหลาโอน หมู่ 7 ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่าจ.พังงา ซึ่งทำกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นย่าจนถึงปัจจุบัน แต่หลังจากไวรัสโควิด-19 ระบาดทำให้คนส่วนใหญ่ต้องตกงาน กลับมาอยู่บ้าน กลับมาอยู่พร้อมหน้าครอบครัวกันอีกครั้ง มีการทำกิจกรรมร่วมกันในหมู่ญาติพี่น้อง กลับมาใช้ชีวิตเดิมๆ อาชีพเดิมๆ ไม่ขี้เกียจไม่อดตาย หนึ่งในนั้นคือ อาชีพหาหอยติบ บริเวณชายหาดนางทอง ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวนิยมมาพักผ่อนเล่นน้ำอาบแดด หรือรอชมพระอาทิตย์ตกน้ำจำนวนมากช่วงที่ยังไม่เกิดโรคระบาดโควิด-19 

หอยติบ จะอยู่ตามโขดหินราวใหญ่ ซึ่งเราจะต้องรอเวลาช่วงที่น้ำทะเลลงจากนั้นก็เดินลุยน้ำข้ามไปยังโขดหินราวใหญ่ซึ่งอยู่ห่างจากฝั่ง 50 เมตรวิธีเก็บหอยติบ เราจะใช้เหล็กแหลมที่เรียกว่าปะโต๊ะแซะเปลือกหอยที่ติดตามซอกหินให้แตกโดยเลือกที่เปลือกหอยอ้วนๆ แล้วใช้มีดปลายแหลมแกะเอาเฉพาะเนื้อหอยออกมา คนที่หาหอยติบต้องใช้ความระมัดระวังสักนิด เนื่องจากแนวโขดหินจะมีทั้งเปลือกหอยที่มีความคมเหมือนใบมีดโกนและแหลมคมอาจทิ่มแทงมือได้

นอกจากหอยติบแล้วที่โขดหินราวใหญ่ก็จะมีหอยจำพวก หอยลิ่น หอยน้ำพริก หอยทรายหรือแม้แต่หอยตาวัว ก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก ต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัวจะได้มากได้น้อยแล้วแต่คน

นางสาวปริยาภัทร ด้วงมาก อายุ 30 ปี ชาวบ้านในพื้นที่เขาหลัก  บอกว่า หลังจากโรคโควิดระบาด ร้านอาหารที่บ้านก็ต้องปิดตัวเนื่องจากไม่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวที่เขาหลักต้องอยู่กับบ้าน เข้าสวนปลูกผัก รวมกลุ่มกันเฉพาะญาติพี่น้องเท่านั้นพอตกเย็นก็ชวนน้า หลาน ออกไปหาหอยติบเนื่องจากทะเลอยู่ใกล้บ้าน ทำให้นึกถึงสมัยเด็กๆ พ่อ แม่สอนให้หาหอยติบ เป็นอารมณ์ที่ย้อนอดีตได้เป็นอย่างดีหอยติบพอหามาได้ก็นำมาแบ่งปันกินกันในครอบครัวไม่ต้องซื้อหา หอยติบที่นี่จะตัวโต เนื้อแน่น น่ารับประทานเนื่องจากช่วงโรคโควิด-19 ระบาด ทำให้ธรรมชาติมีความอุดมสมบูรณ์

หอยติบ มีลักษณะคล้ายหอยนางรม สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นแกงเลียงใส่ผักพื้นบ้าน พล่าหอยติบ ผัดกะเพรา แกงคั่วกะทิ ทอดกับไข่หรือเมนูเด็ดที่ขึ้นชื่อของจังหวัดพังงาและภูเก็ตคือทอดโกต้าว คือหอยติบทอดกับแป้งมันใส่ซีอิ๊ว และต้นหอม หรือจะรับประทานแบบดิบๆก็ได้ เพราะหอยติบ มีรสชาติอร่อย เนื้อแน่น และหวาน จึงเป็นที่นิยมรับประทานของชาวบ้าน หากวันไหนหาได้มากก็จะแบ่งขายเป็น ขนาดกระป๋องนม กระป๋องละ 50 บาท

สกู๊ปพิเศษ : RID TEAM ขับเคลื่อนงานชลประทาน สร้างความมั่นคงทางด้านน้ำอย่างยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/571961

สกู๊ปพิเศษ :  RID TEAM ขับเคลื่อนงานชลประทาน สร้างความมั่นคงทางด้านน้ำอย่างยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : RID TEAM ขับเคลื่อนงานชลประทาน สร้างความมั่นคงทางด้านน้ำอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมชลประทานเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจสำคัญในการขับเคลื่อนงานพัฒนาแหล่งน้ำและบริหารน้ำของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ เพิ่มพื้นที่ชลประทานให้ได้จำนวน 49.5 ล้านไร่ มีปริมาณน้ำเก็บกัก 93,655 ล้านลูกบาศก์เมตร มีการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ 14.1 ล้านไร่ มีพื้นที่จัดรูปที่ดินจำนวน 14.46 ล้านไร่ และมีครัวเรือนได้รับประโยชน์ถึง 7.431 ล้านครัวเรือนให้ได้ภายในปี 2579

“RID TEAM เราจะก้าวไปด้วยกัน”เป็นหลักคิดและหลักปฏิบัติสำคัญที่ นายประพิศจันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน มอบให้ผู้บริหารกรมชลประทาน และข้าราชการทุกคนนำไปใช้ขับเคลื่อนงานชลประทานเพื่อก้าวไปสู่องค์กรอัจฉริยะ มีความมั่งคงด้านน้ำ รวมทั้งเพิ่มคุณค่าการบริการ ซึ่งแนวคิด “RID TEAM เราจะก้าวไปด้วยกัน” เป็นการพัฒนาต่อยอดจากแนวคิด RID No.1 ที่เคยดำเนินการมาก่อนหน้านี้

แนวคิด RID TEAM มุ่งขับเคลื่อนกรมชลประทานให้เป็นองค์กรที่ดี 4 ด้าน ได้แก่ นโยบายด้านรัฐ สังคมและสิ่งแวดล้อม เน้นพัฒนาแหล่งน้ำและบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนแม่บทที่สำคัญของประเทศเพื่อเสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนและสังคม นโยบายด้านผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมุ่งกำหนดมาตรฐานและพัฒนาการให้บริการบนพื้นฐานของกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน นโยบายด้านองค์การ มี 2 นโยบายหลัก คือ มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานให้ได้อย่างเป็นรูปธรรมภายใต้วิสัยทัศน์ที่มีเป้าหมายทั้งในระยะสั้นและระยะยาวผ่านการวางกลยุทธ์อย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันมุ่งส่งเสริมการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาล(Good Governance) สร้างจิตสำนึกให้บุคลากรปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ส่วนนโยบายด้านผู้ปฏิบัติงานเน้นดำเนินงานใน 4 ด้าน ได้แก่ มุ่งพัฒนาระบบบริหารทรัพยากรบุคคล พัฒนาศักยภาพบุคลากรให้เป็น “Smart Worker” นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการดำเนินงานพัฒนาระบบและวิธีการทำงาน รวมทั้งยังให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของบุคลากร

นอกจากนี้ RID TEAM มุ่งกำหนดเป้าหมายในการขับเคลื่อนงานชลประทานไว้ 3 ประเด็น ประเด็นละ 4 กลยุทธ์ ดังนี้ คือ ยกระดับเป็นองค์กรอัจฉริยะ โดยเน้นจัดการและบูรณาการระบบฐานข้อมูล การปรับปรุงและพัฒนากระบวนการ การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมในการทำงาน รวมทั้งการสรรหาและพัฒนาบุคลากรให้มีสมรรถนะสูงขึ้น เดินหน้าสร้างความมั่นคงด้านน้ำ โดยเน้นพัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน การบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ การเพิ่มประสิทธิภาพของโครงการชลประทาน และการพัฒนารูปแบบ ตลอดจนแนวทางที่เหมาะสมในการรับมือภัยพิบัติด้านน้ำ เพิ่มคุณค่าการบริการ โดยเน้นเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของผู้รับบริการและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน การพัฒนาคุณภาพการให้บริการของหน่วยงาน การจัดวางตำแหน่งบุคลากรและจัดทำเส้นทางความก้าวหน้าอย่างเหมาะสม รวมทั้งเสริมสร้างความผาสุกของบุคลากรเพื่อให้มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน

สำหรับแผนการบริหารจัดการน้ำในระยะยาวนั้น นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน มีนโยบายให้ยึดหลักการบริหารน้ำแบบประณีต โดยเน้นการสร้างขบวนการมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วน เช่น การบริหารจัดการน้ำในระดับแปลงนา เจ้าหน้าที่ชลประทานต้องเพิ่มความละเอียดพิถีพิถันในการส่งน้ำ ให้พอดีกับการเจริญเติบโตของต้นข้าว วิธีการนี้ช่วยประหยัดน้ำ และประหยัดค่าใช้จ่ายของเกษตรกรไปพร้อมๆ กัน ซึ่งจากสถิติพบว่าประเทศไทยเผชิญปัญหาน้ำน้อยและน้ำมาก เกิดสลับกันทุก 4-5 ปี ดังนั้นการบริหารจัดการน้ำในอนาคต ต้องมีการจัดทำแผนรองรับ บนพื้นฐานข้อมูลสถิติผนวกกับการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ประมวลผลและวางแผนบริหารจัดการน้ำทั้งแผนระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวรวมทั้งเพิ่มปริมาณการเก็บกักน้ำให้มากขึ้น โดยพัฒนาแหล่งเก็บน้ำใหม่ และการปรับปรุงซ่อมแซมอ่างเก็บน้ำที่มีอยู่ให้เพิ่มปริมาณการเก็บกักน้ำได้มากขึ้น

นอกจากนี้ อธิบดีกรมชลประทานยังมีนโยบายให้มีการเชื่อมโยงอ่างสู่อ่าง มีการสูบกลับ สร้างทำนบดินหรือสิ่งก่อสร้างในลำน้ำเป็นช่วงๆ ขุดขยายแก้มลิงสร้างสมดุลการปล่อยและเก็บน้ำตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง กรมชลประทานเตรียมจัดสรรงบประมาณกว่า 6 หมื่นล้านบาทสำหรับบุคลากร และพัฒนาแหล่งน้ำ ให้มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 1.3 หมื่นล้าน ล้านลูกบาศก์เมตร ขยายพื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น 18 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่เกือบ 50 ล้านไร่ทั่วประเทศภายใน ปี 2579

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน มีความทุ่มเทที่จะบริหารราชการและปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาล โดยยึดมั่นเรื่องความซื่อสัตย์ สุจริต มีคุณธรรม โปร่งใส มีความรับผิดชอบ ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ รวมทั้งน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เป็นแนวในการประพฤติปฏิบัติและดำรงตนไว้ซึ่งเกียรติ ตลอดจนปลูกฝังค่านิยม สร้างจิตสำนึกให้แก่บุคลากรของกรมชลประทานให้ดำรงไว้ซึ่งความซื่อสัตย์ เพื่อขับเคลื่อนภารกิจงานชลประทานให้บรรลุตามเป้าหมาย เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรและราษฎรอย่างยั่งยืนต่อไป