สกู๊ปพิเศษ : มข.เปิดแผนพัฒนาพลิกโฉมพื้นที่ จัดโซนนิ่งสร้างหอพัก-ที่จอดรถเพิ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681562

สกู๊ปพิเศษ : มข.เปิดแผนพัฒนาพลิกโฉมพื้นที่  จัดโซนนิ่งสร้างหอพัก-ที่จอดรถเพิ่ม

สกู๊ปพิเศษ : มข.เปิดแผนพัฒนาพลิกโฉมพื้นที่ จัดโซนนิ่งสร้างหอพัก-ที่จอดรถเพิ่ม

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ที่ห้องประชุมสายสุรี จุติกุล คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สภาพนักงานมหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดโครงการเสวนา Reinventing KKU Campus โดยมี ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นประธานเปิดงาน พร้อมบรรยายพิเศษ โดยมี ผศ.ดร.สุรพล เนสุสินธุ์ ประธานสภาพนักงานมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวรายงาน มีผู้บริหารหน่วยงาน และบุคลากร ม.ขอนแก่น เข้ารับฟังการบรรยายกว่า400 คน 

ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีเรื่องที่จะต้องทำเป็นจำนวนมาก การปรับปรุงครั้งนี้สืบเนื่องมาจากปัญหาของแคมปัสในอดีตที่มีหลายปัญหา เช่น ป่ารกทึบ แหล่งน้ำวัชพืชหนาแน่น
แหล่งที่อยู่อาศัยของบุคลากรไม่น่าอยู่อาคารสำนักงานบางหน่วยงานมีสภาพทรุดโทรม ขยะจำนวนมาก การจราจรหนาแน่น ที่จอดรถไม่เป็นระเบียบ ส่งผลต่อภูมิทัศน์โดยรอบ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยได้ปรับปรุงแก้ไขปัญหามาโดยตลอด เช่น พื้นที่ป่ามีความเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ปรับพื้นที่บึงสีฐานให้เป็นพื้นที่สันทนาการให้ประชาชนมาพักผ่อนหย่อนใจ ออกกำลังกาย วิ่ง ปั่นจักรยานรวมถึงการใช้พื้นที่บึงสีฐานจัดงาน Festival ตลอดจนรื้ออาคารสำนักงาน และบ้านพักอาศัยของบุคลากรที่มีสภาพทรุดโทรม เพื่อปรับพื้นที่ให้สวยงาม สามารถใช้ประโยชน์ได้ และจัดการพื้นที่เก็บขยะให้มีระเบียบเป็นสัดส่วน 

ดร.ณรงค์ชัยกล่าวต่อว่า โจทย์ใหญ่ของการปรับปรุงพื้นที่มหาวิทยาลัยครั้งนี้คือการทำโซนนิ่ง เน้นจุด KKU 
สแควร์ จุดศูนย์กลางนักศึกษา พื้นที่การศึกษา เหล่านี้จะรวมกันเป็นแผน Reinventing KKU campus จะ ประกอบไปด้วย 1.ผังแม่บทมหาวิทยาลัยขอนแก่น 2.การจัดพื้นที่หอพักนักศึกษา3.การจัดพื้นที่ที่พักบุคลากร 4.การสร้างแลนด์มาร์กของมหาวิทยาลัย 5.การปรับปรุงคอมเพล็กซ์ 6. การปรับพื้นที่อาคารสิริคุณากร 7.การสร้างพื้นที่ที่จอดรถของมหาวิทยาลัย 

ด้าน รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า หลังรับตำแหน่งอธิการบดี เรื่องแรกที่ต้องทำคือ ผังแม่บทมหาวิทยาลัยขอนแก่น หรือ Master Plan มหาวิทยาลัยขอนแก่น ฉบับล่าสุดอายุเกิน 20 ปีแล้ว จึงต้องทำผังแม่บทใหม่ให้สอดคล้องกับนโยบายของสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น เรื่องที่สอง แนวคิดการสร้างหอพักนักศึกษาเพิ่มในมหาวิทยาลัย เนื่องจากมีนักศึกษาระดับปริญญาตรี ระดับปริญญาโท และปริญญาเอก พักในหอพัก รวมเป็น 10,000 คน ยังคงมีนักศึกษาอีก 22,000 คนที่พักอยู่รอบๆ มหาวิทยาลัย ในสภาพแวดล้อมที่ดีบ้างไม่ดีบ้าง ราคาที่พักสูง จึงกำหนดพื้นที่บริเวณด้านทิศเหนือของมหาวิทยาลัย ประมาณ 11 ไร่ สามารถสร้างหอพัก 8 ชั้นได้ประมาณ 5 หลัง รองรับนักศึกษาได้ประมาณ 2,000 คน

อีกโซนอยู่หลังปั๊มน้ำมัน ประมาณ 13 ไร่ สามารถสร้างหอพักรองรับได้อีก 3,000 คน รวมสองโซนพักได้ประมาณ 5,000 คน ซึ่งจะไม่กระทบหอพักข้างนอกและจะสร้างพื้นที่ที่มีความร่มรื่นน่าอยู่มี co-space  ที่สามารถนั่งประชุมหรือทำงานร่วมกันมีสนามกีฬาให้ได้ออกกำลังกาย และมีพื้นที่สันทนาการต่างๆ โดยจะเป็นห้องที่มีเครื่องปรับอากาศและห้องน้ำในตัว

เรื่องที่สาม คือที่พักสำหรับบุคลากรพื้นที่ South Campus Zone อยู่บริเวณตรงข้ามพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ แถบบึงสีฐาน สามารถสร้างอาคารหอพักบุคลากร 4 หลังในพื้นที่ 16.5 ไร่ จำนวนห้องพัก960 ห้อง ทั้งห้อง Single และห้อง Family เพิ่มพื้นที่ส่วนกลาง จะมีสระว่ายน้ำ มีสนามกีฬา มีส่วนพักผ่อน เพื่อให้บุคลากรใช้ชีวิตอยู่อย่างมีคุณภาพ มี working space มีที่พักอยู่ใกล้มีรถชัตเติลบัสวิ่งผ่านให้บริการ เรื่องที่สี่ Landmark ของมหาวิทยาลัย KKU Square เป็นจุดศูนย์รวมพล ศิษย์เก่ากลับมาเยือน แล้วจะมีจุดถ่ายภาพมีความผูกพัน สร้างความประทับใจ เป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นมีการออกแบบให้ทันสมัย สวยงามเหมาะต่อการใช้งาน และยังมีพื้นที่ด้านสวนรุกขชาติที่สามารถปรับพื้นที่ให้นักศึกษาได้ใช้พื้นที่ทำกิจกรรมได้อย่างเต็มที่ ทำสะพานทางเดินลอยฟ้าเชื่อมกับอาคารศูนย์สารสนเทศ และอาคาร
สิริคุณากรที่เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม

“เรื่องสุดท้ายคือที่จอดรถของมหาวิทยาลัย สำหรับผู้ใช้บริการโรงพยาบาลศรีนครินทร์ โรงพยาบาลทันตกรรม ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ รวมทั้งรถของบุคลากร ในแต่ละวันมีรถเข้ามาวันละหลายพันคัน ร่วมกับเอกชนเข้ามาก่อสร้างลานจอดรถ ทำให้เกิดพื้นที่เชิงพาณิชย์เพื่อเป็นการสร้างรายได้อีกด้วย” รศ.นพ.ชาญชัยกล่าว

สกู๊ปพิเศษ : พลิกโฉมบริหารจัดการน้ำประเทศด้วย‘คณะกรรมการลุ่มน้ำ’ ขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้ใช้น้ำในท้องถิ่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681397

สกู๊ปพิเศษ : พลิกโฉมบริหารจัดการน้ำประเทศด้วย‘คณะกรรมการลุ่มน้ำ’  ขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้ใช้น้ำในท้องถิ่น

สกู๊ปพิเศษ : พลิกโฉมบริหารจัดการน้ำประเทศด้วย‘คณะกรรมการลุ่มน้ำ’ ขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้ใช้น้ำในท้องถิ่น

วันพุธ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ประเทศไทย แม้จะได้ชื่อว่าอุดมสมบูรณ์ ไปด้วยทรัพยากรน้ำ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า จนถึงทุกวันนี้ เรายังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำที่มีอยู่ได้อย่างเต็มศักยภาพ จึงทำให้หลายพื้นที่ยังคงตกอยู่ภายใต้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งซ้ำซากมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตชลประทานซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยเน้นผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้จริง อาศัยอำนาจตามกฎหมายหลายฉบับ บูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบริหารทรัพยากรน้ำเป็นระบบในทุกมิติ

แต่การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ผ่านมา ยังมีช่องโหว่เรื่องของการขาดเจ้าภาพหลักที่จะเข้าดูแลการพัฒนาแหล่งน้ำ และวางเป้าหมายการพัฒนาในระดับพื้นที่ที่ชัดเจน การทำงานของแต่ละหน่วยงานยังขาดเอกภาพ การดำเนินงานบางกิจกรรม ยังขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน บางครั้งจึงส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นนั้นๆ ดังนั้น ตัวแปรสำคัญที่จะทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเกิดประสิทธิภาพคือการสร้างกลไกการพัฒนาแหล่งน้ำที่ผ่านการขับเคลื่อนของภาคประชาชนภายใต้ “คณะกรรมการลุ่มน้ำ” เพื่อร่วมกันจัดทำแผนพัฒนาทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำของตนเองให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งปัจจุบันเรามีคณะกรรมการลุ่มน้ำตามข้อกำหนดของพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำแล้ว ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2565 ที่ผ่านมา

โดยคณะกรรมการลุ่มน้ำในแต่ละพื้นที่ จะประกอบด้วยผู้แทนหลายภาคส่วน อาทิ ผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตลุ่มน้ำนั้นๆ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจากจังหวัดต่างๆ ในเขตลุ่มน้ำ จังหวัดละ 1 คนผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ จำนวน 4 คน และองค์กรผู้ใช้น้ำ ทั้งภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคพาณิชยกรรม ภาคละ3 คน ซึ่งทั้งหมดนี้ จะเป็นกลไกลสำคัญในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับลุ่มน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตั้งแต่การจัดทำแผนแม่บท การบำรุงรักษา ฟื้นฟู อนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำ รวมถึงร่วมกันจัดทำแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม จัดสรรน้ำ และจัดลำดับความสำคัญในการใช้น้ำ ตลอดจนการไกล่เกลี่ยและชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างผู้ใช้น้ำ การส่งเสริมและรณรงค์สร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำให้แก่ประชาชนในเขตลุ่มน้ำ เป็นต้น

นับจากนี้ไป คณะกรรมการลุ่มน้ำ จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการมีส่วนช่วยในการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศครอบคลุมทุกมิติ บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคประชาชนผู้มีส่วนได้เสียในการใช้ทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำนั้นๆ ที่จะได้มีโอกาสเข้ามามีบทบาทให้การแก้ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม ได้ตรงความต้องการของชาวบ้านได้มากขึ้นซึ่งจะพลิกโฉมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการแก้ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม ได้ตรงจุด รวดเร็วกว่าในอดีต

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบัน สทนช.ได้รับจดทะเบียนเพื่อจัดตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำให้แก่ภาคประชาชน โดยแบ่งเป็น 3 ภาค ได้แก่ ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคพาณิชยกรรมตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2564 เป็นต้นมาซึ่งปัจจุบันมีองค์กรผู้ใช้น้ำที่ได้รับการพิจารณาอนุมัติแล้ว 3,389 องค์กร (ข้อมูล ณ วันที่ 1 สิงหาคม 2565) ส่วนใหญ่เป็นภาคเกษตรกรรม ซึ่งมีจำนวน 2,864 องค์กร ภาคอุตสาหกรรม จำนวน 287 องค์กร และภาคพาณิชยกรรม จำนวน 238 องค์กร (ข้อมูล ณ วันที่ 1 สิงหาคม 2565) ต่อจากนี้สทนช.จะขับเคลื่อนเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรผู้ใช้น้ำและคณะกรรมการลุ่มน้ำ ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามหน้าที่และอำนาจที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้มีการจัดตั้งหน่วยงานรับผิดชอบขึ้นมาเป็นการเฉพาะภายในองค์กร คือ กองส่งเสริมองค์ความรู้และความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร เพื่อรับผิดชอบดำเนินการตามแนวทางที่กำหนด เช่น ส่งเสริม
สนับสนุน ประชาสัมพันธ์ และสร้างการมีส่วนร่วมในรูปแบบขององค์กรผู้ใช้น้ำ โดยสื่อสารสร้างความเข้าใจอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางที่หลากหลาย สร้างหลักสูตรในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่องค์กรผู้ใช้น้ำ เพื่อใช้เป็นหลักสูตรกลางให้แก่หน่วยงานต่างๆ ในการถ่ายทอดองค์ความรู้เสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรผู้ใช้น้ำในพื้นที่ต่อไป รวมถึงการจัดทำหลักสูตรพัฒนา เสริมสร้างศักยภาพให้แก่คณะกรรมการลุ่มน้ำ ในการปฏิบัติงานตามหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย ได้แก่ การจัดทำแผนแม่บทในเขตลุ่มน้ำ การจัดทำแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้งน้ำท่วม ฯลฯ รวมถึงการรับเรื่องร้องทุกข์ ไกล่เกลี่ย และชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างผู้ใช้น้ำ เป็นต้น

การพลิกโฉมครั้งใหญ่ ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศครั้งนี้ ด้วยการสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ได้รับประโยชน์ในแต่ละลุ่มน้ำ โดยมี คณะกรรมการลุ่มน้ำ ซึ่งเปรียบเสมือนโซ่ข้อกลางคอยช่วยประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ บนพื้นฐานตามความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้งซ้ำซากในระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดเป็นที่สุด

สกู๊ปพิเศษ : เกาะติดสถานการณ์น้ำปี2565 ฟันธง! ไม่ซ้ำรอยปี2554

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680315

วันศุกร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สถานการณ์ฝนตกหนักและเกิดภาวะน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล รวมทั้งจังหวัดใกล้เคียงในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง พื้นที่ภาคตะวันออก พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือบริเวณจังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดเลย ทำให้มีสืื่อหลายสำนัก และนักวิชาการบางท่านออกมาให้ข่าวว่า อาจจะเกิดน้ำท่วมซ้ำรอยมหาอุทกภัยปี 2554 โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ และพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ

มาวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงกันว่า ปีนี้จะเกิดมหาอุทกภัยหรือไม่ ?

แม้กรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ(สสน.) ได้คาดการณ์ในช่วงปลายฤดูฝนจะมีปริมาณฝนตกมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติ โดยเฉพาะในเดือนกันยายน-ตุลาคม 2565 อาจจะเกิดน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลันได้ก็ตาม แต่ก็ใช่ว่า สถานการณ์จะรุนแรงเทียบเท่าปี 2554

เนื่องจากสถานการณ์น้ำในปี 2565 แม้จะเกิดปรากฏการณ์ลานีญา ทำให้ฝนมาเร็ว หลายพื้นที่ของประเทศมีปริมาณน้ำฝนสะสมสูงขึ้นเช่นเดียวกับปี 2554 ก็ตาม แต่ความรุนแรงจนถึงขณะนี้ยังไม่เท่ากับปี 2554 รวมทั้งพายุที่เกิดขึ้นมีเพียง 2-3 ลูก ที่มีอิทธิพลต่อประเทศไทย แต่ก็ไม่ได้พัดผ่านโดยตรง

ในขณะเดียวกันรัฐบาลได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตาม 13 มาตรการรับมือฤดูฝนอย่างเคร่งครัดอีกด้วย ประกอบด้วย 1.คาดการณ์ชี้เป้าพื้นที่เสี่ยง 2.การบริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำ 3.ทบทวน ปรับปรุงเกณฑ์บริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำ 4.ซ่อมแซม ปรับปรุงอาคารชลศาสตร์ 5.ปรับปรุงแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำ 6.ขุดลอกคูคลองและกำจัดผักตบชวา 7.เตรียมพร้อมวางแผนเครื่องจักร เครื่องมือ ประจำพื้นที่เสี่ยง 8.เพิ่มประสิทธิภาพและปรับปรุงวิธีการส่งน้ำ 9.ตรวจความมั่นคงปลอดภัยคันทำนบพนังกั้นน้ำ 10.เตรียมพื้นที่อพยพและซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ 11.ตั้งศูนย์ส่วนหน้าก่อนเกิดภัย12.การสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ 13.ติดตามประเมินผล ปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์

ปัญหาหลายอย่างที่เกิดขึ้นในปี 2554 ได้ถูกนำมาถอดบทเรียนวางแผนแก้ไข รับมือสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำ ได้มีการมีแก้ไขปรับปรุงขุดลอกคลอง กำจัดผักตบชวา ขยะ ต้นไม้ กิ่งไม้ อย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำออกสู่ทะเล เช่นเดียวกับปัญหาความซ้ำซ้อน ไม่มีเอกภาพก็ได้รับการแก้ไขเช่นกัน

ในขณะที่การบริหารจัดการน้ำภาพรวมทัั้งประเทศ ได้จัดตั้ง กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) ซึ่งมี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นผู้อำนวยการ ขึ้นมาบูรณาการหน่วยงานด้านน้ำที่เกี่ยวข้องทั้งหมดร่วมกันวางแผนบริหารจัดการน้ำให้เป็นหนึ่งเดียว และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตลอดจนติดตาม เฝ้าระวังป้องกัน และเตือนภัยสถานการณ์น้ำ พร้อมทั้งมีการประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่องทุกช่วงเวลา โดยล่าสุด พลเอกประวิตรได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ฝนตกอย่างเข้มข้น พร้อมทั้งได้กำชับให้ดำเนินงานตาม 13 มาตรการรับมือฤดูฝนที่ได้วางแผนไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อที่จะสามารถแก้ไขปัญหาลดปัญหาน้ำท่วมให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และทั่วถึงทุกพื้นที่

ส่วนปริมาณน้ำในเขื่อนใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศในปีนี้ก็แตกต่างจากปี 2554 ณ วันที่ 10 กันยายน 2565 มีปริมาณน้ำใช้การรวม 49,887 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 65% ของปริมาณการกักเก็บเท่านั้น ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกถึง 26,201 ล้านลบ.ม. ในขณะที่ปี 2554 ใ่นช่วงเวลาเดียวกันมีปริมาณน้ำในเขื่อนใหญ่และขนาดกลางมากถึง 58,563 ล้านลบ.ม. เฉพาะลุ่มเจ้าพระยาปริมาณใน 4 เขื่อนหลัก คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ณ วันที่ 10 กันยายน 2565 มีปริมาณน้ำรวม 13,792 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 55% ของปริมาณการกักเก็บ ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกถึง 11,079 ล้านลบ.ม. เมื่อเทียบกับปริมาณปี 2554 ในช่วงเวลาเดียวกัน 4 เขื่อนหลักมีปริมาณน้ำรวมกันถึง 21,416 ล้านลบ.ม. ต่างกันมากกว่า 10,000 ล้านลบ.ม.

นอกจากนี้ ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ยังจะใช้พื้นที่ลุ่มต่ำ10 ทุ่ง สำรองเพิ่มเติมกรณีที่จำเป็น เพื่อไว้เป็นแก้มลิงรองรับน้ำหลากในช่วงกลางเดือนก.ย.-ต.ค.นี้ จะสามารถหน่วงปริมาณน้ำหลากได้ประมาณ 1,500 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งขณะนี้เกษตรกรเริ่มทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วคาดว่า จะแล้วเสร็จทั้งหมดในช่วงกลางเดือน ก.ย.นี้ เช่นเดียวกับกรุงเทพมหานคร(กทม.) ก็ได้เตรียมพื้นที่รับน้ำไว้เช่นกัน

หากวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในปีนี้จนถึงปัจจุบัน ตลอดจนการดำเนินงานตามมาตรการต่างๆ ในการรับมือฤดูฝนของหน่วยงานภาครัฐแล้ว “พลเอกประวิตร” ได้ออกมาการันตีว่า…

เหตุการณ์จะไม่ซ้ำรอยมหาอุทกภัยปี 2554 แน่นอน !!!!!

สกู๊ปพิเศษ : ‘มหกรรมมหาวิทยาลัยขอนแก่นบริการชุมชน’ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/675753

สกู๊ปพิเศษ : ‘มหกรรมมหาวิทยาลัยขอนแก่นบริการชุมชน’ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย!

สกู๊ปพิเศษ : ‘มหกรรมมหาวิทยาลัยขอนแก่นบริการชุมชน’ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย!

วันศุกร์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ได้จัดการประชุมเตรียมความพร้อมการจัดกิจกรรม “มหกรรมมหาวิทยาลัยขอนแก่นบริการชุมชน” ในโครงการ KKU CSV  มหาวิทยาลัยขอนแก่นร่วมสร้างคุณค่าสู่สังคม ประจำปีงบประมาณ 2565 โดยมี อาจารย์ณัฐสมล  ธนกุลรังสฤษดิ์  ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นประธานในที่ประชุม และมีผู้บริหาร และตัวแทนจากคณะ หน่วยงาน ภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่น  บุคลากรกองสื่อสารองค์กร และเครือข่ายสื่อและวิทยุมวลชน เข้าร่วมประชุม ที่ ห้องประชุมสารสิน อาคารสิริคุณากร สำนักงานอธิการบดี      

อาจารย์ณัฐสมล ธนกุลรังสฤษดิ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า ในที่ประชุมได้ร่วมลงมติเห็นชอบในการจะจัดกิจกรรม “มหกรรมมหาวิทยาลัยขอนแก่นบริการชุมชน” ประจำปี 2565 ขึ้น ในวันที่ 16 กันยายน 2565 ณ สถานีรถไฟจังหวัดขอนแก่น นับเป็นโอกาสดีที่คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ร่วมสร้างคุณค่าสู่สังคม และเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างมหาวิทยาลัยขอนแก่นและชุมชน  

มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีโครงการดีๆ โดยจะนำองค์ความรู้ และการบริการสู่ชุมชนสำหรับประชาชนในจังหวัดขอนแก่น โดยจะจัดกิจกรรมหลากหลายสำหรับทุกวัย ทั้งผู้ใหญ่ เด็ก นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป มีหลายคณะ/หน่วยงานแจ้งร่วมกิจกรรมเปิดบูธให้บริการประชาชน อาทิ ในด้านสุขภาพ จะมีคณะแพทยศาสตร์ จะให้บริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก การให้ความรู้เรื่องการเตรียมตัวเข้าห้องผ่าตัด การปฐมพยาบาลขั้นพื้นฐานการฝังเข็ม การตรวจคัดกรองมะเร็งท่อน้ำดี ความรู้ด้านการดูแลหัวใจของศูนย์หัวใจสิริกิติ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไปจนถึงการตรวจรักษาสุขภาพช่องปากโดยทีมแพทย์คณะทันตแพทยศาสตร์มีบูธของคณะเทคโนโลยี จะให้บริการด้านอุตสาหกรรมเกษตร ด้านอาหาร การประกอบอาหาร การแปรรูปอาหาร และการตรวจคุณภาพน้ำในบ้านเบื้องต้น  

“นอกจากนั้น  ยังมีการให้ความรู้ในเรื่องของการประกอบการต่างๆ ในเรื่องวิชาชีพ ความรู้ใกล้ตัวด้านกฎหมาย โดยทีมนิติกรของกองกฎหมาย ความรู้ด้านเด็กสมาธิสั้น พัฒนาการเรียนรู้ช้า มีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาจากคณะศึกษาศาสตร์  พร้อมกับจัดกิจกรรมการฝึกทักษะสำหรับเด็กเล็ก มีกิจกรรมเปิดประสบการณ์ในโลกเสมือนทางดิจิทัล หรือ metaverse experience ของสำนักหอสมุด สำหรับผู้ที่มีสัตว์เลี้ยง สามารถนำสัตว์เลี้ยงไปตรวจสุขภาพ  ตรวจโรคเห็บหมัด  และรับวัคซีนพิษสุนัขบ้าฟรี รวมถึงการรับคำปรึกษาได้ นับว่าเป็นกิจกรรมใหญ่ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นจะนำองค์ความรู้ไปให้บริการสำหรับตอบสนองความต้องการของประชาชนทุกกลุ่มช่วงวัย โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น” อาจารย์ณัฐสมล  ธนกุลรังสฤษดิ์ กล่าว 

สำหรับประชาชนที่สนใจสามารถมาร่วม “มหกรรมมหาวิทยาลัยขอนแก่นบริการชุมชน” ได้ในวันที่ 16 กันยายน 2565 เวลา 09.00 น. เป็นต้นไปณ สถานีรถไฟจังหวัดขอนแก่น ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย!