สกู๊ปพิเศษ : พลังพลเมืองตื่นรู้กับภารกิจขับเคลื่อน ‘ความมั่นคงทางอาหาร’ วาระแห่งชาติในสมัชชาสุขภาพฯ ปีนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/526945

สกู๊ปพิเศษ : พลังพลเมืองตื่นรู้กับภารกิจขับเคลื่อน ‘ความมั่นคงทางอาหาร’  วาระแห่งชาติในสมัชชาสุขภาพฯ ปีนี้

สกู๊ปพิเศษ : พลังพลเมืองตื่นรู้กับภารกิจขับเคลื่อน ‘ความมั่นคงทางอาหาร’ วาระแห่งชาติในสมัชชาสุขภาพฯ ปีนี้

วันศุกร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

วิกฤติโควิด-19 ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีรายได้น้อย หลายชุมชนทั้งในเขตเมืองและชนบทต่างต้องหาวิธีจัดการเพื่อให้ผ่านพ้นช่วงเวลายากลำบากนี้ให้ได้ เนื่องจากปัญหาปากท้องเป็นเรื่องพื้นฐานสำคัญที่ต้องขับเคลื่อนร่วมกันเพื่อให้เกิดนโยบายสาธารณะที่เหมาะสม

การจัดประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 13 ในวันที่ 16-17 ธันวาคม 2563 ภายใต้แนวคิดหลัก“พลังพลเมืองตื่นรู้ สู้วิกฤตสุขภาพ” จึงมีเรื่อง “ความมั่นคงทางอาหารในภาวะวิกฤต” เป็นหนึ่งในร่างระเบียบวาระในงานดังกล่าว ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.), มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้(side event) “ความมั่นคงทางอาหารในภาวะวิกฤต” เพื่อให้ภาคีเครือข่ายได้มีส่วนร่วมและให้ข้อเสนอต่อการพัฒนานโยบายสาธารณะในประเด็นดังกล่าว โดยจัดในพื้นที่ของสวนผักคนเมือง มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2563 ซึ่งในเวทีดังกล่าวมีตลาดสินค้าเพื่อเป็นพื้นที่เชื่อมโยงและกระจายอาหารจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคตามแนวทางของวิถีเกษตรกรรมยั่งยืนและสร้างความมั่นคงทางอาหารด้วย

สร้างพลเมืองตื่นรู้ ดันวาระความมั่นคงทางอาหาร

นายเจษฎา มิ่งสมร ประธานอนุกรรมการการมีส่วนร่วมและสร้างการเรียนรู้ของภาคีเครือข่าย กล่าวในเวทีฯ ว่า “การทำเกษตรกรรมยั่งยืนที่ผู้ผลิตและผู้บริโภคเชื่อมถึงกันโดยตรงเป็นเศรษฐกิจที่วางอยู่บนฐานของความเชื่อใจ ช่วยให้ผู้ผลิตลดภาระจากการกู้หนี้ยืมสิน ที่ดินไม่หลุดมือ ลดการใช้สารเคมี ซึ่งจะย้อนกลับมาส่งผลดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค และเป็นเศรษฐกิจในมิติใหม่ที่ประเทศไทยควรใช้ในอนาคต”

ภายในงานมีเครือข่ายต่างๆ มาร่วมเปิดร้านขายอาหารที่ใช้วัตถุดิบจากฐานทรัพยากรชุมชน ผักอินทรีย์ ข้าวอินทรีย์และอื่นๆ ให้เลือกซื้อหา โดยมีวิธีคิดเบื้องหลังในการทำเกษตรกรรมที่ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ ขณะเดียวกันก็สามารถผลิตอาหารที่มีคุณภาพและพอเพียงตามความจำเป็นพื้นฐานเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของเกษตรกรและผู้บริโภค พึ่งพาตนเองได้ในทางเศรษฐกิจ รวมทั้งเอื้ออำนวยให้เกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นสามารถพัฒนาได้อย่างเป็นอิสระ

นอกจากนี้ ยังมีเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “ความมั่นคงทางอาหารในภาวะวิกฤติ” ซึ่งมีตัวแทนจากกลุ่มต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิดมาร่วมพูดคุย ให้ข้อมูล และให้ข้อเสนอแนะที่ควรนำไปผลักดันเป็นนโยบาย

โควิด-19 กับการขาดแคลนอาหาร

นายมานพ แก้วผกา ผู้ประสานงานกลุ่มโรงงานสมานฉันท์ เล่าถึงความยากลำบากจากสถานการณ์โควิด-19 ว่า เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กลุ่มของเขาไม่มีงานตัดเย็บเสื้อผ้า สมาชิกในกลุ่มจะกลับบ้านก็ไม่มีค่ารถ ที่ดินทำกินในต่างจังหวัดก็ไม่มีเหลือแล้ว ส่งผลให้มีปัญหาเรื่องอาหารการกิน ยังดีที่มีการปลูกผักอายุสั้นไว้ ช่วยให้สามารถมีอาหารพอประทังชีวิตไปได้

“มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืนทำโครงการปันอาหารปันชีวิต รวบรวมผู้คนที่สนับสนุนเงินซื้อผักปลอดสารพิษจากเกษตรกรทั่วประเทศแล้วมาบริจาคให้กับกลุ่มคนที่มีปัญหา ทำให้พวกเราพออยู่ได้ เปิดครัวกลางสองเดือน ทำอาหารปันให้คนในชุมชนสองร้อยห้าสิบคน รวมทั้งให้คนไร้บ้านด้วย” มานพเล่า

ผลักดัน “ความมั่นคงทางอาหาร” เป็นวาระแห่งชาติ

เรื่องราวข้างต้นแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ความมั่นคงทางอาหารมีความสำคัญเพียงใด ทั้งในยามปกติและโดยเฉพาะในช่วงภาวะวิกฤติ รศ.ดร.ประพาส ปิ่นตบแต่ง จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะทำงานวิชาการในประเด็นนี้ เห็นว่าในแง่รัฐศาสตร์การสร้างนโยบายสาธารณะที่มาจากการมีส่วนร่วมมีความสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงทางอาหารเป็นสิ่งที่ควรผลักดันให้รัฐนำไปปฏิบัติ

“ความมั่นคงทางอาหารคือการที่ผู้คนเข้าถึงอาหารอย่างเสมอหน้า ทั้งปริมาณและคุณภาพ และในกระบวนการการผลิตอาหารยังเกี่ยวข้องกับชีวิตผู้คน เกษตรกรรายย่อย การผลิต การกระจาย การมีอาหารอินทรีย์ที่ผลิตโดยบริษัทใหญ่ๆ จะนำไปสู่ความเปราะบางของเกษตรกรรายย่อยและอธิปไตยทางอาหาร ดังนั้น ความมั่นคงทางอาหารต้องนิยามให้กว้าง เพราะเกี่ยวพันกับการพึ่งตนเอง อิสรภาพทางเมล็ดพันธุ์ และอื่นๆ” รศ.ดร.ประพาสกล่าว

“ในยามวิกฤติควรมีนโยบายให้ทุกคนเข้าถึงอาหารที่เพียงพอหนุนเสริมความมั่นคงทางอาหารจากฐานของชุมชน เช่น ตู้เย็นรอบบ้าน ธนาคารอาหารชุมชน ตลาดชุมชน ตลาดทางเลือก สังคมเห็นว่ากลไกเหล่านี้ควรได้รับการหนุนเสริมในระยะยาว” รศ.ดร.ประพาส กล่าว สอดคล้องกับนายมานพและนางสาวพรทิพย์ที่มีข้อเสนอไปยังรัฐบาลคล้ายคลึงกันว่า ควรทำให้การเข้าถึงแหล่งเงินกู้เพื่อการประกอบอาชีพและการทำโครงการต่างๆ ที่เพิ่มความมั่นคงด้านอาหารของชุมชนเป็นไปอย่างสะดวก ง่าย ไม่ซับซ้อน ไม่ติดอยู่กับแนวทางของราชการ เพื่อเปิดให้ชุมชนสามารถออกแบบการทำงานที่สอดคล้องกับตนเองได้

สิ่งสำคัญที่สุด…คงถึงเวลาแล้วที่ “เราทุกคน” ต้องผันตัวเป็น“พลเมืองตื่นรู้” ร่วมกันสร้าง “ความมั่นคงทางอาหาร” เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของพวกเราทุกคนนั่นเอง

สกู๊ปพิเศษ : นักท่องเที่ยวไม่พลาดเช็คอินสกายวอล์ก ชมวิวพาโนรามาแลนด์มาร์คใหม่ อ.เบตง จ.ยะลา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/525945

สกู๊ปพิเศษ : นักท่องเที่ยวไม่พลาดเช็คอินสกายวอล์ก  ชมวิวพาโนรามาแลนด์มาร์คใหม่ อ.เบตง จ.ยะลา

สกู๊ปพิเศษ : นักท่องเที่ยวไม่พลาดเช็คอินสกายวอล์ก ชมวิวพาโนรามาแลนด์มาร์คใหม่ อ.เบตง จ.ยะลา

วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

แลนด์มาร์คใหม่อำเภอเบตงนักท่องเที่ยวแห่ชม ถ่ายรูปทะเลหมอกที่สวยไม่แพ้ทางภาคเหนือ สามารถสัมผัสทะเลหมอกได้อย่างใกล้ชิดแบบ 360 องศา ต้องมาเช็คอินที่นี่เลย ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา ชมสกายวอล์กที่ยาวที่สุดในอาเซียน สร้างเสร็จ อวดโฉม พร้อมให้บริการแล้ว

ที่จุดชมสกายวอล์ก ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา ในวันหยุดสุดสัปดาห์นักท่องเที่ยวทั้งคนในพื้นที่และต่างพื้นที่เดินทางมาเฝ้ารอขึ้นชมสกายวอล์กอัยเยอร์เวง กันเป็นจำนวนมากตั้งแต่เช้ามืดจนรถติด และมีนักท่องเที่ยวต่อแถวเข้าคิวรอขึ้นสกายวอล์กอัยเยอร์เวง กันยาวเหยียด สร้างบรรยากาศทางการท่องเที่ยวในอำเภอเบตง โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลอัยเยอร์เวง ทำให้คึกคักเป็นอย่างยิ่ง โดยเมื่อขึ้นมายังจุดชมวิวทะเลหมอกนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสหมอกที่อยู่รอบๆ แถมเห็นวิวแบบพาโนรามา360 องศา อย่างสวยงาม ซึ่งจุดนี้สามารถมองจากบนสกายวอล์ก ที่ลอยอยู่เหนือแหล่งท่องเที่ยวสุดฮิตคือ “ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง” ที่นอกจากได้สัมผัสทะเลหมอกรอบๆ ตัวเราได้ตลอดทั้งปีแล้ว เรายังจะได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าตรู่ของวันใหม่มีวิวทิวทัศน์ของผืนป่าฮาลา-บาลา ทะเลสาบเขื่อนบางลาง และยังมองเห็นไปไกลได้ถึงประเทศมาเลเซียเลยทีเดียว

จุดชม “ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง” พิกัดอยู่ที่ ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา และในขณะนี้ สกายวอล์ก ที่อยู่บนระดับความสูง 2,038 ฟุต จากระดับน้ำทะเล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาคาร ที่ใช้งบประมาณการก่อสร้างกว่า 90 ล้านบาท อาคารเป็นโครงสร้างเหล็ก มีความสูง 45 เมตร มีบันไดให้นักท่องเที่ยวเดินขึ้นไปชมวิว และลิฟต์ให้บริการสำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ ไฮไลต์สำคัญ คือ ระเบียงทางเดิน หรือสกายวอล์ก ที่ยื่นออกไปจากฐาน มีความยาวรวม 63 เมตร ส่วนปลายเป็นระเบียงชมวิวพื้นกระจกใสแทมเพอร์ลามิเนต ที่มีความมั่นคงแข็งแรง ทนทาน หนา 4 เซนติเมตร ที่สามารถมองทะลุลงไปได้ถึงพื้นเบื้องล่างได้ เริ่มเปิดให้บริการแล้ว ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่จนถึงสายๆ เวลา 05.30-09.30 น.ทุกวัน ซึ่งช่วงนี้ขนาดยังไม่ได้เปิดอย่างเป็นทางการ ยังมีนักท่องเที่ยวมารวมแล้ว 2,000-3,000 คน สำหรับจำนวนคนที่จะขึ้นไปบนสกายวอล์กนี้ได้ จะมีการจัดระเบียบ คือมีเจ้าหน้าที่แจกบัตรคิว แบ่งเป็นรอบ รอบละ 70-100 คน แล้วเคลื่อนที่ไป 4-5 จุด ใช้เวลาจุดละไม่เกิน 15 นาที โดยใช้เวลาทั้งหมดบนสกายวอล์กราว 1 ชั่วโมง

ส่วนนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวที่ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง ส่วนใหญ่มาจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และมีบางส่วนที่เดินทางมาจากจังหวัดต่างๆ เช่น สงขลา พัทลุง ภูเก็ต และเมื่อเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคมนี้ จะมีการเก็บค่าธรรมเนียมการให้บริการสำหรับนักท่องเที่ยวในประเทศเบื้องต้น ราคา 50 บาท และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ราคา 100 บาท พร้อมถุงหุ้มรองเท้าเพื่อป้องกันพื้นกระจกที่ระเบียงชมวิวเสียหาย ซึ่งถุงเท้านี้ ก็เป็นฝีมือของชุมชนในพื้นที่ผลิต เพื่อสร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน ทั้งนี้เมื่อสกายวอล์ก ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ จะเป็นสิ่งดึงดูดให้ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทย และชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวมาเลเซีย (หลังเปิดประเทศในอนาคต) ให้เข้ามาเที่ยวในอำเภอเบตงเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่เป็นจำนวนมาก

สกู๊ปพิเศษ : ชมศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านโคกเจริญ ต้นแบบความสำเร็จของเกษตรกรที่ จ.อำนาจเจริญ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/524830

สกู๊ปพิเศษ : ชมศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านโคกเจริญ  ต้นแบบความสำเร็จของเกษตรกรที่ จ.อำนาจเจริญ

สกู๊ปพิเศษ : ชมศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านโคกเจริญ ต้นแบบความสำเร็จของเกษตรกรที่ จ.อำนาจเจริญ

วันพุธ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายประยงค์ บุญทอง ชาวนาผู้ปลูกข้าว บ้านโคกเจริญ ตำบลนาวัง อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญผู้ยึดหลัก เศรษฐกิจพอเพียง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 มายาวนานหลายสิบปี โดย ยึดอาชีพทำนาปลูกข้าวมาตั้งแต่เกิด รับมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ เรียนรู้ การทำนาปลูกข้าวจนเข้าใจและชำนาญดี ต่อมา บิดา มารดา แก่ชรา จึงมอบหน้าที่การทำนาปลูกข้าวให้ทำแทนอย่างเต็มตัวไม่ทำให้ บิดา มารดาผิดหวัง ทำหน้าที่เกษตรกรทำนาปลูกข้าว จำนวน 22 ไร่เศษ  กลายเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงดีเด่น รางวัล เข็มเชิดชูเกียรติพระราชทาน ต้นแบบความสำเร็จ ที่ผ่านมาเกษตรกรเดินทางไปศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง  

นายประยงค์ บุญทอง อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 152 หมู่ที่ 11 บ้านโคกเจริญ ตำบลนาวัง อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นชาวนายึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ในหลวงรัชกาลที่ 9 กล่าวว่า จำความได้ คลุกคลีกับท้องทุ่งนากลิ่นโคลนสาบควายมาโดยตลอด เมื่อถึงฤดูฝน จะติดตาม บิดา มารดาไปที่นา ซึ่งห่างจากหมู่บ้านโคกเจริญ ประมาณ 10 กิโลเมตร ทุกวัน แบบไปเช้า-เย็นกลับ จึงซึมซับเรียนรู้การทำนาปลูกข้าว จนเข้าใจดี มีความชำนาญมาก จากนั้นได้ช่วยบิดา มารดา ทำนาปลูกข้าว เป็นประจำทุกปี  

นายประยงค์ บุญทอง ผู้พลิกดินเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงเต็มรูปแบบ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทั่งแต่งงาน มีครอบครัว ประกอบกับ บิดา มารดา อายุมากแล้ว ก็เลยปล่อยให้ทำนาเองกับครอบครัว แรกๆ ยังอาศัยอยู่กับบิดา มารดา ในหมู่บ้านโคกเจริญ อยู่มาหลายปี เก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง จึงขยับขยาย ย้ายไปอยู่ที่นา ก่อสร้างบ้าน คสล. 1 ชั้น พอได้อยู่หลบแดดหลบฝน ตามแบบฉบับครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวหนึ่ง   

กระทั่ง อ่านเจอในหนังสือพิมพ์ เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็นำมาปรับใช้กับที่นา จำนวน22 ไร่ 2 งาน โดยการแบ่งปลูกข้าว อินทรีย์ จำนวน 13 ไร่ ขุดบ่อเลี้ยงปลา 6 บ่อ เลี้ยงปลานิล ปลาไน ปลาตะเพียน ปลายี่สก ฯลฯ นอกนั้น ปลูกไม้ผล จำนวน 7 ไร่ เลี้ยงวัว เป็ด หมู เลี้ยงกบบ่อซีเมนต์ เลี้ยงกบในท่อซีเมนต์ เป็นต้น และทำเป็นอาคารถาวร สำหรับเป็นที่อบรม สาธิต การทำเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตร แก่ผู้สนใจทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน เข้ามาศึกษาดูงานไม่ได้ขาด 

นายประยงค์ บุญทอง เกษตรกรผู้ประสบความสำเร็จ  กล่าวด้วยความภาคภูมิใจและปลื้มใจไม่หายว่า เมื่อปี พ.ศ.2560 นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมได้รับพระราชทานเข็มเชิดชูเกียรติ จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จนถึงวันนี้ ยังตื่นเต้นดีใจไม่หายเลย 

สำหรับแหล่งน้ำใช้น้ำฝนจากบ่อปลาและขุดบ่อบาดาลเพิ่มเติมอีก 2 บ่อ โดยใช้เครื่องสูบน้ำ ให้น้ำไหลผ่านท่อพีวีซีและสายยาง ไปทั่วทั้งโครงการ ซึ่งมีน้ำใช้ตลอดปี…

สนธยา ทิพย์อุตร

สกู๊ปพิเศษ : เปิดการท่องเที่ยวแบบ New Normal ที่บ้านน้ำจวง รับปลายฝนต้นหนาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/523532

สกู๊ปพิเศษ : เปิดการท่องเที่ยวแบบ New Normal ที่บ้านน้ำจวง รับปลายฝนต้นหนาว

สกู๊ปพิเศษ : เปิดการท่องเที่ยวแบบ New Normal ที่บ้านน้ำจวง รับปลายฝนต้นหนาว

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลก เปิดการท่องเที่ยวบ้านน้ำจวง หรือ ซาปาเมืองไทย แบบ New Normal พักโฮมสเตย์ ชมดอกไม้นานาพรรณที่ภูทับสี่ ชมความสวยงามของนาขั้นบันไดที่เนินสองเต้า ท่ามกลางสภาพอากาศ 15-18 องศาเซลเซียส

โดยในช่วงนี้นักท่องเที่ยวจำนวนมาก เริ่มขึ้นภูทับสี่บ้านน้ำจวง ต.บ่อภาค อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก เพื่อท่องเที่ยวบ้านน้ำจวง ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวในชุมชน โดยชุมชน อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน  โดยเฉพาะชมนาขั้นบันได ในช่วงปลายฝนต้นหนาว

สำหรับชุมชนบ้านน้ำจวง หรือ ซาปาเมืองไทยเป็นชุมชนที่มีธรรมชาติสวยงาม มีทั้งน้ำตก ภูเขา ป่าไม้และดอกไม้นานาพรรณ อากาศร่มเย็นเป็นชุมชนของชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง ซึ่งมีประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของชนเผ่าที่ยังคงอนุรักษ์เป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของชุมชน ที่สืบสาน รักษา ต่อยอด พัฒนาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรินาขั้นบันไดในรัชกาลที่ 9 สู่การท่องเที่ยวในชุมชนบ้านน้ำจวงอย่างยั่งยืน

โดยชาวบ้านทั้ง 2 หมู่บ้าน ได้ร่วมกันปลูกข้าวโค้ง หรือ ข้าวหอมมะลิม้ง และ ข้าวเจ้าเขา ทั้งสองพันธุ์เป็นข้าวเจ้าพันธุ์พื้นเมืองที่ชาวไทยภูเขาเผ่าม้งบ้านน้ำจวงจะปลูกไว้อุปโภคบริโภคกันทุกปี ในแปลงนาที่เตรียมไว้ บนเนิน 2 เต้า ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวนาขั้นบันไดบ้านน้ำจวง กว่า 500 ไร่ ที่สวยงาม เพื่อเตรียมรับนักท่องเที่ยวได้มาชมวิถีชีวิตของชนเขาเผ่ามั้งในการทำนาแบบขั้นบันได ที่เนินสองเต้า ที่สวยงามไม่แพ้ที่ใด นอกจากนี้ในพื้นที่บ้านน้ำจวงแห่งนี้ ตั้งแต่ช่วงฤดูฝนจนถึงสิ้นฤดูหนาว นักท่องเที่ยวยังสามารถสัมผัสกับธรรมชาติที่สวยงาม ทั้งชมน้ำตกตาดปลากั้งอ่างเก็บน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริบ้านน้ำจวง โฮมสเตย์ที่น่าพักผ่อน ซึ่งจะส่งผลให้ชาวบ้านบ้านน้ำจวง จะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีรายได้จากนักท่องเที่ยว

วิถีชีวิตการทำนาขั้นบันไดบ้านน้ำจวงบนเทือกเขาสูง 1,000 เมตร นอกเหนือจากเป็นการใช้ประโยชน์พื้นที่ที่มีจำกัดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ยังเป็นมนต์เสน่ห์ด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดพิษณุโลกอย่างมาก ในช่วงฤดูหนาว
บ้านน้ำจวงเหนือและบ้านน้ำจวงใต้สภาพอากาศจะหนาวเย็นถึงหนาวจัด ที่ศูนย์บริการการท่องเที่ยวบ้านน้ำจวง ได้ปรับพื้นที่นาขั้นบันได ปลูกไม้ดอก และพืชผลเมืองหนาว ช่วงเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไปจะงดงามอย่างมาก

ทั้งนี้ทาง สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลก  ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยนเรศวร และ หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 34 เข้าสนับสนุนสร้างความรู้และเตรียมพัฒนาการท่องเที่ยวของบ้านน้ำจวง อย่างยั่งยืน โดยเบื้องต้นได้เข้าพบปะกับชาวบ้านในการให้ความรู้รับนักท่องเที่ยวตามวิถีท่องเที่ยวแบบ New Normal  

นายมนิตย์ สีฆสัมบันน์ นายกสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า ทางสมาคมสมาพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือ จ.พิษณุโลก พร้อมด้วยหลายหน่วยงานจะได้เข้ามาส่งเสริมให้ชาวบ้านบ้านน้ำจวง หันมาทำนาแบบขั้นบันได้มากขึ้น เพื่อให้เป็นแหล่งปลูกข้าวม้ง อีกทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบยั้งยืน รวมทั้งการปลูกดอกไม้นานาพรรณให้เกิดความสวยงาม

โดยขณะนี้จากการสำรวจพบว่ามีขาวเขาเผ่าม้งบ้านน้ำจวง เริ่มหันมาให้ความสนใจเปลี่ยนพื้นที่ปลูกขิง มาทำนาแบบขั้นบันไดมากขึ้น เพราะว่าหลังจากเกี่ยวข้าวแล้ว พื้นที่ก็ยังสามารถปลูกดอกไม้ หรือผักที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อีกด้วยจึงอยากให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัส สำหรับระยะทางมาจากตัวเมืองพิษณุโลก ประมาณ 140 กิโลเมตร เส้นทางสะดวก มีโฮมสเตย์รองรับนักท่องเที่ยวกว่า 100 หลัง ซึ่งนักท่องเที่ยวสนใจมาชมความสวยงามของธรรมชาติที่บ้านน้ำจวงสามารถติดต่อได้ที่ผู้ใหญ่นิรันดร์ 06-3067-6100 หรือ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลก 09-6662-2219 และ 08-1701-1199

สกู๊ปพิเศษ : 5 มุมมองสะท้อนตัวตน เกรท-สพล อัศวมั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/405164

สกู๊ปพิเศษ : 5 มุมมองสะท้อนตัวตน  เกรท-สพล อัศวมั่นคง

สกู๊ปพิเศษ : 5 มุมมองสะท้อนตัวตน เกรท-สพล อัศวมั่นคง

วันจันทร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

มีนัดพิเศษกับหนุ่มเนื้อหอม เกรท-สพล อัศวมั่นคง ทั้งที งานนี้ไม่ปล่อยให้หลุดมือ อุ๊ปส์!! ปล่อยผ่านไปง่ายๆ … ขอดึงตัวมาซอกแซกค้นหาตัวตน ที่ทำสาวๆ ทั่วบ้านทั่วเมือง ตกหลุมรักได้ในเวลาอันรวดเร็ว!! มีทั้งผลงานละครกับทางช่อง 3 เรื่อง “พ่อยุ่งลุงไม่ว่าง” (2560) กับช่อง GMM 25 “Bangkok รัก Stories ตอน Please” (2560) ก่อนเซ็นสัญญาเข้าสังกัด ช่อง 7 HD มีผลงานต่อเนื่องอย่าง รักหวานบ้านวุ่น, เจ้าสาวช่างยนต์ และที่กำลังออนแอร์ทุกวันจันทร์-อังคาร อยู่ในขณะนี้ คือเรื่อง “หลงเงาจันทร์” รวมถึงบทบาทสำคัญในภาพยนตร์ดังอย่าง “แสงกระสือ” ยิ่งตอกย้ำความฮอตฮิตของหนุ่ม “เกรท” ณ เวลานี้ได้เป็นอย่างดี

มุมย้อนวันวาน

สมัยก่อนผมเป็นคนขี้อายมากครับ ไม่ค่อยกล้าพูด กล้าคุยกับใครเท่าไหร่จะเป็นคนที่ก้มหน้าก้มตา เดินก้มๆ แต่ไม่เชิงเก็บตัวนะครับ จะเป็นประเภทที่ไม่กล้าเริ่มคุยกับใครก่อน หรือเริ่มสร้างความสัมพันธ์ใหม่กับใคร เวลามีเพื่อนก็จะมีเพื่อนเป็นกลุ่มเดิมๆ ไม่ค่อยหาเพื่อนใหม่ คือผมไม่ชอบเป็นคนที่จะต้องมาคิดหาเรื่องคุยก่อน ผมรู้สึกชอบการที่จะโฟว์ไปเลย คือคุยกับใครก็คุยไปเองเลยมากกว่า ไม่ต้องมาปั้นเรื่องนู้นเรื่องนี้เพื่อจะคุยกับใคร ผมชอบให้ทุกอย่างเป็นธรรมชาติมากกว่า เช่น การพรีเซ็นต์งาน ก็เหมือนกัน เวลาผมโดนให้เป็นคนพรีเซ็นต์ก็จะเกร็ง เขิน อาย ลืมบทก็มี อย่างที่บอก ผมจะไม่ค่อยชอบการที่เราจะต้องเป็นที่จับตามองของใคร เรียกว่าผมไม่ใช่ทั้งเด็กเรียนและเด็กกิจกรรม เพราะตอนนั้นหาตัวเองยังไม่เจอ ไม่รู้ว่าเราชอบอะไร เป็นเด็กที่ค่อนข้างซน ติดเพื่อน ไม่ถึงกับนั่งหน้าห้องจดๆ แต่ก็ไม่กึ่งหลังห้องครับจะเป็นค่อนไปทางท้ายๆ ละกัน (หัวเราะ) ส่วนผลสอบก็อยู่กลางๆ มีบางวิชาที่ต้องซ่อมบ้าง ตามประสาเด็กผู้ชายวัยซนคนหนึ่ง

เมื่อก่อนผมจะทะเลาะกับพี่สาวบ่อยมาก เพราะอะไรก็ไม่รู้ คือตอนเด็กๆ ผมค่อนข้างเอาแต่ใจ เป็นลูกชายคนสุดท้องในบ้าน อยากได้อะไรก็ต้องได้ พี่สาวก็ไม่ยอมก็เลยทะเลาะกัน แต่พอโตมา คุยกันได้ปกติ เข้าใจกัน ซัพพอร์ตกันตลอด เหมือนไม่เคยทะเลาะกันมาก่อนเลย (หัวเราะ) ครอบครัวผมไม่ได้เลี้ยงแบบปล่อยเท่าไหร่นะครับ เพราะตอนเด็กๆ ไปโรงเรียน เวลากลับบ้านเราต้องนั่งรถโรงเรียนกลับบ้านนะ ถึงแม้ว่าโรงเรียนจะอยู่ห่างบ้านแค่ประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งจริงๆ แล้วผมสามารถเดินไปโรงเรียนได้ แต่พ่อแม่ก็อยากให้เรากลับบ้านตรงเวลา กลัวเราเถลไถล และเพื่อความปลอดภัย แต่พอมัธยมปลาย พ่อแม่เริ่มปล่อยมากขึ้น ก็กลับบ้านเองได้ ให้อิสระมากขึ้น

มุมกีฬา และสุขภาพ

ผมไม่ค่อยได้เล่นกีฬาชนิดไหนจริงจังครับ เพราะผมติดเพื่อน ฉะนั้นเพื่อนเล่นอะไร ผมเล่นได้ทุกอย่าง ตีแบดตีปิงปอง เตะบอล เล่นบาส ผมเล่นเป็นทุกอย่าง แต่ไม่ได้จริงจังถึงขั้นลงแข่งขัน จะเล่นเอาสนุก และมีความสุขที่ได้อยู่กับเพื่อนมากกว่า แต่ส่วนตัวกีฬาที่ชอบมากๆ เลยคือ ปิงปอง จำได้ว่าตอนนั้นวิชาพละ ผมได้เล่นตีปิงปอง ชอบมาก เลิกเรียนหรือพัก ต้องนัดเพื่อนไปจองโต๊ะตีปิงปองกัน แต่พอขึ้น ม.3 ก็เล่นน้อยลง ส่วนตอนนี้ถ้าจะให้กลับไปเล่น ก็เอ็นจอยและสนุกได้ แต่เพื่อนๆ ไม่เล่นกันแล้ว ก็เลยไม่รู้จะเล่นกับใคร (หัวเราะ)

ตอนนี้ผมจะชอบเข้ายิม เล่นฟิตเนสมากกว่า ชอบบิ้วท์หุ่น ชอบออกกำลังกาย มีช่วงหนึ่งต้องเป็นลีดเดอร์ (ลีดเดอร์ธรรมศาสตร์) แล้วก็จะสนุก เอ็นจอยกับการวิ่งรอบสนามกีฬามากๆ วิ่งได้ทั้งวัน แต่พอห่างไปสักพัก กลายเป็นวิ่งไม่ไหว เหนื่อยง่ายซะงั้น (หัวเราะ) เลยจะเน้นไปทาง เข้ายิม ฟิตเนส ยกเวทมากกว่า เป็นการปั๊มกล้าม บิ้วท์หุ่นตัวเอง คือผมเริ่มดูแลหุ่นตัวเองตอนที่ผมไปเรียนแลกเปลี่ยนที่เบลเยียม ตอนนั้นไป Exchange Student ประมาณ ม.5 เราไปอยู่กับเพื่อนๆ ที่นั่น แล้วรู้สึกเป็นเด็กประถมกว่าเขา เพราะเราตัวเล็ก ผอมด้วย แล้วทุกคนเหมือนมาประคบประหงมผม เอ็นดูเรา เด็กที่นู่นเขาไม่ต้องเข้ายิม แต่หุ่นเขาดีจัง เลยรู้สึกว่าเราต้องเริ่มฟิตล่ะ เลยสมัครสมาชิกฟิตเนสที่โน่นเลย พอเล่นไปสักระยะ ก็ตัวใหญ่ขึ้นมานิดหน่อย เพราะเรายังเล่นไม่เป็น ไม่ได้ศึกษาจริงจัง แต่พอกลับประเทศไทยมาปุ๊บ
เพื่อนก็ทักนะว่า อ้วนขึ้น มีน้ำมีนวลขึ้น เราก็รู้สึกดีใจที่เราเล่นแล้วเห็นผล เพราะตอนนั้นเล่นไปเรื่อยๆ ไม่ได้จริงจัง แต่เดี๋ยวนี้สามารถเปิดยูทูบเรียนรู้เองได้หมด ก็ถือว่าตรงนั้นแหละเป็นจุดเปลี่ยน พอกลับมาก็ออกกำลังกายต่อเนื่องขึ้นเรื่อยๆ

(อุปกรณ์กีฬาแน่นแค่ไหน?) ผมมีทุกอย่างเลย โดยเฉพาะรองเท้า ตอนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยใกล้เมืองทองฯ ซึ่งจะมี Outlet ผมก็เดินทั้งวัน ซื้อรองเท้า เสื้อผ้า ที่ลดราคา มีหมดเลย กางเกงขาสั้น ขายาว กางเกงรันนิ่ง ตอนนั้นบอกเลยว่ารองเท้าวางเรียงไว้แบบเยอะมาก ครบทุกรูปแบบ ทุกวันนี้ก็เยอะอยู่(หัวเราะ) แต่จะออกแนวแฟชั่นมากกว่า คือเหมือนเราเลยจุดหนึ่งมาแล้ว ก็จะรู้ว่าหาสักคู่ที่เข้ากับเราได้ก็พอแล้ว ไม่ต้องซื้อเยอะก็ได้มั้ง (หัวเราะ) แต่ตอนนั้นเราบ้าไง เห่อมากกว่า (หัวเราะ) แต่เอาจริง Accessory ก็สำคัญนะครับ เวลาเราออกกำลังกาย เพิ่มความปลอดภัยให้เราได้

(เคยน้ำหนักน้อยสุดเท่าไหร่?) ตอนนี้เลยครับ 67-68 กิโลกรัม ซึ่งผมไม่เคยหนักต่ำกว่า 70 กิโลกรัมเลย ตลอดระยะเวลา 8-9 ปี คือน้ำหนักจะคงที่ประมาณ 73-74-75 กิโลกรัม แต่ตอนนี้ลดลงมาเยอะครับ ไม่ทราบสาเหตุเหมือนกัน

มุมมองความสนใจ ณ ปัจจุบัน

ความสนใจตอนนี้ คืองานในวงการบันเทิงครับ แต่ความสนใจด้านนี้ไม่ได้มีมาตั้งแต่เด็กนะ เสียดายเหมือนกัน เรารู้ตัวช้า พอเรารู้สึกเอ็นจอยปุ๊บเราก็เริ่มแก่ละ(หัวเราะ) นี่ก็ 25 ปีแล้วนะสมัยนี้เด็ก 16-17 ปี เขาเริ่มเข้ามากันแล้ว เขาพัฒนาตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ พอมองตัวเองตอนนี้ ก็จะแบบอยากที่จะรีบพัฒนาตัวเองมากขึ้น คือก่อนหน้านี้ผมไม่รู้ตัวเองเลยว่าอยากจะเป็นอะไร การที่ผมเรียนเทคโนโลยีการจัดการ (สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) หลักสูตรนานาชาติ สาขาวิชาเทคโนโลยีการจัดการ วิศวกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ตอนนั้นเราเข้าเรียน เพราะรู้สึกว่าอยากจะมีที่เรียน ให้พ่อแม่อุ่นใจสบายใจก่อนซึ่งลึกๆ ตอนนั้นยังไม่รู้หรอกว่าอยากจะเป็นอะไร แต่พอก่อนจะจบ ก็ได้ทำงานเกี่ยวกับวงการบันเทิงบ้างเล็กๆ น้อยๆ เช่น เป็นดีเจเล่นซีรี่ส์ทำกิจกรรม เป็น เชียร์ลีดเดอร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็เลยทำให้ความเขินอายเรามีน้อยลง เรากล้าที่จะแสดงออก และคุยกับคนแปลกหน้ามากขึ้น กล้าคุยงานกับคนอื่นมากขึ้น ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เราเริ่มเข้ามาสนใจงานด้านนี้ แล้วพอมาได้รางวัล The Cleo Most Eligible Bachelor 2016 ก็เลยลุยเต็มที่ดูละกัน ตอนนี้ก็ประมาณสัก 2 ปีแล้วครับ ที่ผมเริ่มจริงจังกับวงการบันเทิง

(อาชีพในฝันก่อนหน้านี้?) ตอนจบใหม่ๆ ผมอยากจะเป็นนักบิน เพราะตั้งแต่เด็กๆ เรารู้สึกว่า เท่จัง แล้วช่วงนั้นเป็นปีที่การเป็นนักบินบูมมาก เลยอยากบ้าง (หัวเราะ) แล้วนักบินก็ขาด เขาเปิดรับเยอะด้วย ก็สนใจ แต่งานในวงการบันเทิงก็ติดต่อเข้ามาอีก เลยเกิดความลังเลกับสองอย่างนี้ จนไม่มีเวลาไปโฟกัสกับอย่างใดอย่างหนึ่ง จนสอบนักบินก็ไม่ได้ เพื่อนผมได้ไป 4 คน ผมยังไม่ได้สักที เลยตัดสินใจว่าจะต้องเลือกสักทางแล้วล่ะ เพราะว่าถ้ามัวแต่พะว้าพะวงสองทางนี้ คงไปไม่รอด เลยลองงานด้านวงการบันเทิงที่เปิดโอกาสมาให้เราแล้ว แบบเต็มที่เลย เริ่มเรียนรู้ทั้งการแสดง ร้องเพลง Performance ต่างๆ ผมรู้สึกว่าผมยังไม่เก่ง ผมยังรู้สึกว่ายังช้ากว่าเด็กรุ่นใหม่ ที่เขามาเร็วกว่าเรา รู้สึกว่าอายุเราเยอะกว่าเขา แต่เรายังตามเขาอยู่ ฉะนั้นต้องตามเขาให้ทันครับ

มุมความชอบส่วนตัว (ประกาศตัว“ผมก็เป็นติ่ง”)

สมัยก่อนผมแอนตี้ ติ่ง มากนะ เป็นอะไรกัน ทำไมแค่คนคนหนึ่ง ต้องมากรี๊ดกร๊าดอะไรขนาดนี้ ยิ่งติ่งเกาหลีนะ… พี่สาวผมก็เป็นติ่ง ผมก็แบบเป็นอะไรมากหรือเปล่า แต่ก็ไม่ได้ไปว่าเขานะ ซึ่งผมเห็นดราม่าเยอะมากเมื่อก่อน ติ่งเกาหลี โดนว่าตลอดเลย เราก็เหมือนซึมซับไป และเห็นด้านไม่ดีของเขา แต่พอเราได้มาเป็นเองแล้วได้ทำงานตรงนี้ด้วย ทำให้เรารู้ เห็นทั้งสองฝั่ง ว่าแต่ละฝั่งเขาเจออะไรบ้าง รู้สึกยังไงบ้าง คือผมก็ไม่ได้บอกว่าผมเป็นดารา นักแสดงที่ดังระดับที่คนจะต้องมาติ่งขนาดของเกาหลีหรือคนดังๆ แต่ว่าเราก็พอเข้าใจความรู้สึกเขา ในมุมมองของเราเล็กๆ ตรงนี้ พอเราได้มองกลับ ได้สะท้อนตัวเราเอง ทำให้เข้าใจว่าการที่เราติดตามใครสักคน ก็แค่เราอยากเห็นรอยยิ้มของเขา อยากเห็นความสำเร็จของเขามากกว่า อย่างการที่ผมชื่นชอบ “น้องชูใจ” ก็เพราะผมได้เข้าไปรู้จัก พี่กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ ทักมาตอนผมไลฟ์ ถามว่าผมชอบน้องชูใจมากใช่ไหม แล้วเขาก็ชวนไปบ้าน เลยได้พูดคุยกันเลยได้เริ่มก้าวเข้าสู่วงการติ่ง แต่ยังไม่เต็มตัวนะครับ

มาเต็มตัวตอนตามศิลปินเกาหลี คือ “ลิซ่า BLACKPINK” มีโอกาสได้ไปงานแฟนไซต์(แจกลายเซ็น) ที่เกาหลี คือเป็นจังหวะพอดีมาก ที่ตอนนั้นไปงานรับปริญญาพี่สาว ก็ถือว่าโชคดีเขาจัดงาน แล้วเราได้ไปพอดี ได้เจอกับแฟนคลับเขาที่เกาหลี ซึ่งเป็นคนไทย ผมเปลี่ยนมุมมอง
ไปเลย ติ่งไม่ใช่เรื่องที่เลวร้าย เพราะว่าตอนเด็กๆ ที่เราเจอ ที่เห็น เหมือนเราไปเห็นเนื้อร้ายน่ะ (หัวเราะ) เป็นกลุ่มเล็กๆ กลุ่มเดียว ผมก็จะบอกเสมอว่าทุกที่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม กลุ่มไหนก็จะมีคนแบบนี้อยู่ในทุกกลุ่ม แต่เรามักจะไปโฟกัสกลุ่มนี้ แล้วคิดว่าทั้งหมดนั้นคือไม่ดี แต่พอเราได้สัมผัสจริงๆ แล้ว โห…ไม่ใช่อย่างนั้นเลยนะจริงๆ เขาน่ารักมาก ผมสามารถเรียกตัวเองได้ว่าเป็นติ่ง โดยที่ไม่รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เลวร้าย ไม่ได้มีความคิดในแง่ลบกับติ่งเลยเขาเป็นแฟนคลับที่อยากจะซัพพอร์ตศิลปิน และปกป้องศิลปินแค่นั้นเอง แต่ว่าเราดันไปโฟกัสในจุดที่คนไม่โอเค คนที่เขาไม่ดี ทัศนคติไม่ดีเหล่านั้นมากกว่า ตอนนี้ผมกับพี่สาวเลยเป็นติ่งกันทั้งคู่(หัวเราะ) ไปวงไหนก็ไปกัน เที่ยวไหนก็ไป ตอนอยู่เกาหลีก็แยกกันไปติ่ง พี่ไปวงนู้น ผมไปวงนี้ (หัวเราะ) สนุกดีนะ ได้เปิดประสบการณ์ให้ตัวเองด้วย แล้วก็เป็นการเพิ่มไฟในตัวเองด้วยนะเพราะกว่าเขาจะมาอยู่ในจุดนี้ เขาต้องพยายามและเหนื่อยกว่าเราเยอะ เราแค่เห็นฉากหน้าสวยๆ เต้นสวย เต้นเก่ง คือพอเราได้ติดตามหาข้อมูลลงไปลึกๆ ก็จะได้เห็นความเหนื่อยยากที่กว่าเขาจะผ่านมาได้

มุมรักสัตว์

ผมเป็นคนรักสัตว์มาก หลายคนก็จะบอกว่าผมเป็นคนอบอุ่น เป็นคนที่ดูแบบอยู่ใกล้ๆ แล้วสบายใจ เป็นผู้ชายรักสัตว์รักครอบครัว จริงๆ แล้วก็ใช่มั้งครับ(หัวเราะร่วน) เพราะชีวิตผมก็จะอยู่กับครอบครัว อยู่กับน้องหมาที่บ้าน คือเวลาผมไปเจอสัตว์ที่ไหน ผมจะเรียกน้อง (หัวเราะ) ตอนนี้ที่บ้านมีน้องหมาอยู่ 1 ตัว เป็นพันธุ์อาคิตะ ตัวนี้รับมาจากที่ฟาร์ม ตอนแรกอยากเลี้ยง ชิบะ ครับ แต่ยังไม่เจอตัวที่ชอบและถูกชะตา คือพอเจอแล้ว ก็คิดเยอะไปหน่อย ผ่านไปแค่ไม่กี่วัน คนอื่นเอาไปแล้ว ส่วนน้องที่เลี้ยงอยู่ก็มาในจังหวะที่เรารอชิบะ คือผมก็ไปที่ฟาร์มเขาทุกอาทิตย์แหละ จำได้ที่เจอน้องครั้งแรกตัวปุ้มปุ้ย น่ารักมากเลย ถูกชะตากับน้องตัวนี้ ก็เลยได้น้องมา เป็นตัวผู้ครับ ตั้งชื่อให้ว่า “น้องจิโร่” เป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่าลูกชายคนที่สอง เพราะอยากจะให้เกียรติน้องหมาตัวแรกของผม ชื่อ “โกโก้” ซึ่งตอนนั้นเลี้ยงสมัยเรียนมหาวิทยาลัย แต่ไม่มีเวลาอยู่กับเขา วันที่เขาเสีย ผมไม่อยู่ด้วย ก็รู้สึกสงสารเขา ที่เราไม่ได้เทคแคร์เขา หรือให้ในสิ่งที่เขาควรจะได้ ไม่ว่าจะความรักหรือความสุขจากเรามากพอ ฉะนั้นเราก็เลยให้เกียรติเขา ด้วยการตั้งชื่อตัวนี้เป็นที่สอง และผมให้จิโร่เป็นพระอาทิตย์สำหรับผม เพราะผมตั้งชื่อ IG ให้เขาว่า Jirodetaiyo ซึ่ง Taiyo แปลว่าพระอาทิตย์ ก็เหมือนเป็นแสงสว่างในชีวิตของเรา ก็พยายามดูแลเขาให้มากที่สุด ตั้งแต่เล็กจนโต ดูแลทั้งการกินการอยู่ไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำแบบน้องตัวแรก ตอนนี้ก็อยากจะหาเพื่อนให้น้องจิโร่ มีแพลนจะเลี้ยงเพิ่ม แต่ยังไม่ผ่านคุณแม่ครับ(หัวเราะ) เพราะคุณแม่อยากให้ดูแลจิโร่ก่อนกลัวจะดูแลไม่ดี เพราะจิโร่ 2 ขวบ กำลังซนค่อนข้างจะโตเต็มวัย เป็นหมาผู้ใหญ่แล้ว เจอผมทีไรกระโดดใส่ผมทุกที แล้วผมก็ชอบอุ้มเขาไว้บนบ่า แล้วพาวิ่ง

เป็นยังไงกันบ้างคะ กับ 5 มุมมอง สะท้อนตัวตนของหนุ่ม “เกรท” แต่เชื่อว่าเท่านี้ยังไม่สมใจสาวๆ ใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นแถมให้อีกนิด กับ “มุมมองความรัก”ของผู้ชายคนนี้

มุมมองความรักตอนนี้ ผมมองว่าเป็นสิ่งที่จับต้องได้ และไม่ไกลตัว สมัยก่อนผมคิดว่าทำไมดารานักแสดงต้องตอบแบบ“ขอโฟกัสเรื่องงานก่อนครับ เรายังไม่พร้อม” แต่พอเราได้มาทำจริงๆ แล้ว จริงมากๆ ตรงที่ว่า ถ้าเรายังไม่เก่งพอ แล้วเรายังไม่สามารถดูแลตัวเอง ดูแลคนที่บ้านได้อย่างดี เราจะรีบมีแฟนไปทำไม จะรีบมีคนรักไปทำไม ทั้งที่เรามีเขามา เราก็ดูแลเขาได้ไม่ดี เรายังมีเวลาให้เขาไม่ได้เลย อะไรประมาณนี้ครับ ผมก็เลย ไว้ก่อนดีกว่า แต่ก็ไม่ใช่ว่าผมตายด้านนะ(หัวเราะ) เห็นคนสวย คนน่ารัก ก็สนใจ แต่ไม่ได้ต่อยอดไม่ได้โฟกัส แล้วคนก็จะถามว่าทำไมโสด ทำไมยังไม่มีใคร คือผมว่าถ้าผมพร้อมเมื่อไหร่ ก็น่าจะมีเอง

แต่ถ้าย้อนอดีต ผมก็คนทั่วไปเลย มีป๊อปปี้เลิฟ น่ารักใสๆ ไปกินข้าวดูหนังกันก็มีปกติตั้งแต่สมัยมัธยมแล้วครับ แต่พอเรียนจบมาก็เลิกกันไป แล้วเราก็โตขึ้นด้วย มีทางของเราที่จะไป ไม่ได้มีเวลาเจอกันบ่อย ก็โอเคแยกๆ กันไป จริงๆ แล้วผมว่าทุกคนมีความเหงา มีความต้องการความรักต้องการใครสักคนมาดูแล แต่ว่าพอถึงเวลาจริงๆ เอ๊ะ..เราต้องการสิ่งนั้นจริงๆ หรือเปล่า ตอนนี้เราต้องการอะไรกันแน่ ต้องถามตัวเองก่อนว่า สิ่งที่เราต้องการจริงๆ คืออะไร ถ้าเราไปโฟกัสกับตรงนั้นมากจนเกินไป ผมก็กลัวว่ามันจะไม่ได้ในสิ่งที่เราต้องการจริงๆ

จัดให้ครบทุกซอกทุกมุมกันแล้ว กับความน่ารักของ เกรท-สพล ผู้ชายอบอุ่นที่ชอบบอกว่าตนเองแก่สำหรับวงการบันเทิง ทั้งที่เพิ่งจะอายุ 25 เจ้าค่ะ…

กัลลัตตา

สกู๊ปพิเศษ : 2 นักแสดง 1 ผู้กำกับ คอนเฟิร์มความต่าง หนังผีไทย ‘พี่นาค’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/396080

สกู๊ปพิเศษ : 2 นักแสดง 1 ผู้กำกับ คอนเฟิร์มความต่าง หนังผีไทย ‘พี่นาค’

สกู๊ปพิเศษ : 2 นักแสดง 1 ผู้กำกับ คอนเฟิร์มความต่าง หนังผีไทย ‘พี่นาค’

วันจันทร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เตรียมบาตรให้พร้อม ซ้อมวิ่งให้ไว ไปกับ “พี่นาค” ภาพยนตร์แนว Horror comedy เรื่องใหม่จากค่าย ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น ผลงานการกำกับของ ไมค์-ภณธฤต โชติกฤษฎาโสภณที่เตรียมเข้าโรงฉาย 21 กุมภาพันธ์นี้ แต่ก่อนที่จะไปพิสูจน์ความสยองขวัญสั่นขากรรไกรผู้กำกับ “ไมค์” และ 2 นักแสดงนำ ออกัส-วชิรวิชญ์ ไพศาลกุลวงศ์ กับ เจมส์-ภูวดล เวชวงศา ได้จับกลุ่มเม้าท์ อุ๊ปส์!! แท็กทีมมาบอกเล่าความสนุกเกริ่นนำของหนัง “พี่นาค” แบบเอ็กซ์คลูซีฟกับ “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า”

ความน่าสนใจของพี่นาค

ไมค์ : เป็นหนังเกี่ยวกับนาคเรื่องแรกครับ หลังจากที่เรามีหนังเกี่ยวกับพระ เรื่องนี้ก็จะเป็นเรื่องแรกที่พูดถึงนาค เพราะยังไม่มีเรื่องไหนที่นำเรื่องของการบวชนาคมาอยู่ในภาพยนตร์ และมาบวกกับความเป็นผี ผมว่าน่าสนใจพอสมควร และหลังจากที่เราปล่อยทีเซอร์ โปสเตอร์ใบแรกของหนังออกไป ก็ได้รับเสียงตอบรับฮือฮาพอสมควร เรียกว่าเซอร์ไพรส์พวกเราเหมือนกัน ทำให้รู้ว่าหนังของเราตอบโจทย์คนดู เพราะคงแปลกใหม่กับการที่หยิบเรื่องนาคมานำเสนอครับ

สับสนกับ “แม่นาค” และ “พี่มาก”

ไมค์ : ใช่ครับ ด้วยความที่ชื่อ“พี่นาค” ก็มีความสับสนพอสมควร ตั้งแต่เราปล่อยชื่อไป ทุกคนก็จะ เอ๊ะ…เกี่ยวกับแม่นาครึเปล่า แม้แต่ตอนไปหาโลเกชั่น ไปติดต่อ ทุกคนก็จะเข้าใจว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับแม่นาค ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่ครับ คำว่า “พี่นาค” จริงๆ มาจากเณรในเรื่อง ที่เรียก “พี่นาค” หรืออย่างผู้ใหญ่จะเรียก “พ่อนาค” ตอนแรกจะใช้คำว่า “พ่อนาค” แต่คิดว่า “พี่นาค” ดูใกล้ชิดกับคนมากกว่า เราก็เลยใช้คำว่าพี่นาค แต่ทีนี้ก็อาจจะไปพ้องกับคนที่อินกับคำว่าพี่มาก แม่นาค ก็เลยทำให้คนเขวไปในช่วงแรก จนเราต้องทำสกู๊ปออกมาว่าไม่เกี่ยว เป็นนาคที่บวชพระครับ

เรื่องลี้ลับในการทำหนังผี

ไมค์ : ถ้าในกองถ่ายจะไม่ได้เจอครับ อาจจะเป็นเพราะเราทำเกี่ยวกับพญานาค แล้วทุกวัดที่ไปจะเจอพญานาคทุกที่ โบสถ์จะเป็นนาคปรก ทีมงานก็จะไหว้ตลอด สวดมนต์ตลอด บอกกล่าวทุกที่ที่เราไป เพราะทุกที่แรงแน่นอน เราเลือกไปถ่ายวัดป่าจริงๆ ที่มีสุสาน มีหลุมฝังศพเยอะมาก เราก็เชื่อว่าถ้าเรามาทำงานแล้วเราไม่ได้ขอ ก็อาจจะไม่รอด เราก็จะขอทุกครั้ง ทำให้ถ่ายทำไปได้ด้วยดี แต่ถ้าจะเจอก็เจอข้างนอก คือในโรงแรมที่เราไปพัก เขาก็จะตามไป เพราะทุกครั้งก่อนออกกองผมจะสวดมนต์ทุกครั้ง แล้วก็แผ่เมตตาให้เขาก่อน แต่มีอยู่วันหนึ่งผมไม่ได้สวด เพราะว่าผมไปถึงเย็น ผมก็ไปสวดที่โรงแรม เขาก็จะตามไปรับที่โรงแรม ซึ่งผมรู้สึกได้ว่าเขามารับ จริงๆ ผมไม่ได้เป็นคนมีเซ้นต์เรื่องนี้ แต่เราเชื่อไว้ก่อน เพราะว่าเราทำเรื่องของพญานาค เหมือนเราทำประวัติของท่าน ย้อนกลับไปช่วงพุทธกาลมีพญานาคเข้ามาเกี่ยว ผมก็ต้องให้ความเคารพ และที่สำคัญ คือโลเกชั่นที่ถ่ายเป็นป่าช้าด้วย เราก็เลยมีความเชื่อ และเชื่อว่าเขาได้รับจริงๆ การถ่ายทำเรื่องนี้จึงไม่ได้เจออุปสรรคอะไรครับ ส่วนของนักแสดงก็จะมีบ้าง อย่างพี่เอ้-ชุติมา ซึ่งเขาสายมูอยู่แล้ว ก็จะสัมผัสง่าย แต่เขามาดีครับ ทำให้การทำงานราบรื่นทุกอย่าง

โลเกชั่นหลัก

ไมค์ : วัดปลักไม้ลาย ที่นครปฐม เป็นโลเกชั่นหลักเลยครับ และมีทั้งที่นครนายก จันทบุรี ไปหลายที่ครับ เพื่อรวมกันให้เป็นวัดเดียว(หัวเราะ)

ทีมนักแสดง

ไมค์ : ถ้าเริ่มจากการแคส 3 ตัวแสดงหลัก ตัวพระเอก คือ “โหน่ง” โหน่งเขาจะเป็นคนไม่เชื่อเรื่องบวช หัวแข็ง มีความเป็นผู้ชายสูง เราเลยอยากได้คนที่แมน เพราะเขาต้องมีเพื่อนอีกสองคนเป็นตุ๊ด ซึ่งต้องคอนทาสต์กันมากๆ คือมีความแมน ไม่เชื่อเรื่องผี เรื่องโชคชะตา แต่ตัวเขาจะเจอเรื่องของเบญจเพสเลิกกับแฟน ตกงาน หรือแม้แต่เพื่อนเสียชีวิต แต่ก็ยังไม่เชื่อว่านี่คือเรื่องที่ต้องไปบวช แล้วแก้ไขได้ เราก็มองหาว่าใครที่จะเป็นโหน่ง ซึ่งไฟว์สตาร์ให้โจทย์มาว่า ต้อง Change ไปเลย เป็นคนที่คนไม่เชื่อว่าจะเล่นบทอย่างนี้ แต่พอได้ออกัส(ออกัส-วชิรวิชญ์ ไพศาลกุลวงศ์)มาเราก็เชื่อว่าถ้าเขาเล่นได้ คือ Change แน่ เพราะว่าภาพแรก ผมเห็นงานเก่าเขาอย่าง U-Prince Series เห็นความเป็นคุณชายหน้ามาแบบเจ้าชายมาก เราก็เคาะลองเรียกเขามาแคส และพอให้เขาลองเล่นบททะเลาะกับพ่อ แล้วอินเนอร์เกิด ผมเลยรู้สึกว่าตัวจริงเขาต้องไม่ใช่ในซีรี่ส์ และพอแคสเสร็จ ผมก็บอกเขาเลยว่าเป็นโหน่งให้พี่นะ ตอนแรกผู้ใหญ่ก็ไม่แน่ใจ แต่พอผู้ใหญ่เห็นเทปที่แคสออกัสก็โอเค เขาทำได้

มาถึง “บอลลูน” คาแรคเตอร์จะเป็นกะเทยบ้านๆ ปากจัดๆ ปากกับใจตรงกัน แล้วทีมงานก็ส่งเอม (เอม ตามใจตุ๊ด) มา แล้วเราเห็นไลฟ์สไตล์ของเอม เรารู้สึกว่าสนุก เป็นคนจริงใจ เราก็อยากได้ เพราะบอลลูนก็เป็นแบบนี้คิดอะไรก็พูด เราเลยเรียกเอมมาแคส แล้วความที่เขาเป็น เอม ตามใจตุ๊ด ทุกอย่างมันเข้ากันได้ดีมาก เขาไม่ใช่นักแสดง มาเล่นเรื่องแรก เราก็เลยบอกให้เป็นบอลลูน ในแบบฉบับของเอมเลย ไม่ต้องไปกังวลอะไรกับมัน ให้เขาครีเอตเองเลย เพราะคนชอบในความเป็นตัวตนของเขาอยู่แล้ว เราก็เลยเอาตรงนั้นมาอยู่ในหนัง แค่ขยับไปในสถานการณ์ที่เราสร้างขึ้น

อีกคนคือเฟิรส์ เราได้ เจมส์ (ภูวดล เวชวงศา) มาแสดง ผมร่วมงานกับน้องมาพอสมควร ก่อนหน้านี้ก็ “มอญซ่อนผี” ผมเลยบอกเขาว่าเจมส์ลองเปลี่ยนไหม จากเป็นวัยรุ่น ต่างด้าวในหนังเรื่องอื่น ก็ลองเปลี่ยนมาเป็นอะไรที่คนไม่เชื่อว่าเจมส์จะเป็น เรื่องนี้ก็เลยลองมาเป็นตุ๊ดดู แต่ความยากของเจมส์ คือทำยังไงก็ได้ให้คนดูเชื่อว่าเจมส์เป็นเพื่อนเอม ตามใจตุ๊ดเพราะถ้าเจมส์ไปไม่ถึง ก็จะโดนกลบทันที เพราะเอมเขาของแท้ คุณเป็น mirror (หัวเราะ) แต่ช่วงแรกๆ ก็จะยากหน่อย เพราะการที่เราจับผู้ชายมาเป็นตุ๊ด เขาก็จะคลำทางว่าจะไปเลเวลไหนดี เจมส์ก็จะทำการบ้านหนักเลย เพื่อเป็นคู่ซี้เอม แต่ที่สุดแล้วเขาก็ทำได้ และทำได้ดีด้วย

มาถึง จุ๋ย นางเอกซึ่งเราได้ พลอยชมพู(ญานนีน ภารวี ไวเกล) มา ในบทเขาต้องร้องไห้เยอะ เพราะเขาจะถูกเซตไม่ให้ตลก ต้องเป็นคนที่พูดแค่คำสองคำแล้วทำให้โหน่งสะดุดได้ มีส่วนสำคัญมากๆ ที่จะทำให้โหน่งคิดที่จะบวช เราก็เอาน้องพลอยมาแคส และมาเล่นซีนร้องไห้เลย ผมลองของน้องเขาด้วยแหละ(หัวเราะ) เพราะความเป็นพลอยชมพูผ่านพี่วิศิษฏ์มา (วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง-ผู้กำกับเรื่อง รุ่นพี่) ต้องให้เครดิตพี่วิศิษฏ์เลยครับ เพราะพลอยตีความเองในวันที่แคส แล้วออกมาเป็นจุ๋ยได้ถึง 70-80% เขาเก่งมากครับ

และถึงตัวละครสำคัญ ตัวแมสเลยคือ พี่นาค ตอนนั้นหายากครับ เพราะพี่นาคจะไม่เล่นเยอะ แต่มีพลังมาก หนังเล่าถึงเขาในแบบปริศนา เราก็พยายามหานักแสดง แล้วชิน (ชินวุฒ อินทรคูสิน) เขาเคยทำงานกับไฟว์สตาร์มาแล้ว ก็เลยลองดูไหม แล้วผมเคยแฮปปี้ประทับใจเขาตอน “ทองสุก” ชินเขาเป็นคนที่เป๊ะมาก ก็เลยลองคุยกับเขา และเขาโอเค ซึ่งพี่นาคต้องมีพลัง ทั้งเรื่องมีผีสำคัญแค่ตัวเดียวเพราะฉะนั้นต้องคุมทั้งเรื่อง พอได้ชินมาเราแฮปปี้แล้วครับ เขาคุมมันอยู่ในความเป็นพี่นาคเลย แม้แต่เสียงในหนัง เขาก็ครีเอตเป็นเสียงพี่นาคโดยเฉพาะ ด้วยความที่เขาเป็นนักร้องและก็เป็นนักพากย์ พอกับพี่นาค เขาบอกเสียงนี้ผมให้พี่เลย เสียงพี่นาคเป็นแบบนี้ ผมฟังแล้วขนลุก เพราะเสียงเท่ และดูมีพลังมาก

ความรู้สึกของ “ออกัส”

ออกัส : วินาทีแรกที่รู้ว่าได้เป็นโหน่ง ผมดีใจมากครับ เพราะถือเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของผมด้วย ตั้งใจมาก อยากทำให้ดีที่สุด เพราะชอบตั้งแต่ชื่อเรื่องแล้วครับ “พี่นาค” แล้วได้มาเจอพี่ไมค์ ผู้กำกับที่น่ารักมากๆ คุยกันถูกคอ คอนเนคกันติด แล้วผมเล่นละครมาก่อนพีเรียดด้วย ก็จะติดพูดชัด แต่หนังมีความเป็นธรรมชาติสูง ผมก็จะติดพูดชัดเกินไปก็ต้องพยายามปรับครับ แล้วบรรยากาศในกองมันน่าตื่นเต้นตั้งแต่ขับรถไปที่กองวันแรกแล้วครับ ไปที่นครปฐม ทางเข้าก็คือน่ากลัวแล้ว ต้องเข้าไปในป่า ที่แต่งหน้าก็คือเป็นเมรุเผาศพ แล้วต้องเดินเข้าไปในป่าอีก เพื่อเข้าซีนถ่ายทำ ตรงนั้นก็จะมีหลุมฝังศพอยู่ ทุกอย่างจริงหมดเลยครับ ถึงผมจะเป็นคนไม่กลัวผี แต่เจอแบบนี้ก็หวั่นๆ นิดนึงครับ(หัวเราะ) เวลาเราเหนื่อย เราเมื่อย จะไปเท้าแขน ก็อุ่ย…ไม่ได้ๆ บรรยากาศน่ากลัวจริงๆ …กับนักแสดงร่วม ตอนเวิร์กช็อปด้วยกันแรกๆ ยังรู้สึกว่าพี่เจมส์ไม่ได้ปล่อยมาเต็มที่ แต่พอเข้าซีนด้วยกัน เชื่อจริงๆเลยว่าพี่เจมส์เป็น ด้วยสายตา ด้วยทุกอย่าง ยอมรับว่าพี่เจมส์เก่งมาก(หัวเราะ) กลัวว่าเขาจะกินเราจริงๆ (หัวเราะ)

การปรับลุคครั้งสำคัญของ “เจมส์”

เจมส์ : ตอนที่รู้ว่าต้องเล่นบทตุ๊ดคิดไม่ออกเลยครับ ว่าต้องวางตัวเองยังไง ไปในทางไหน ตอนแรกก็วางคาแร็กเตอร์อีกแบบหนึ่ง คือเล่นใหญ่ไปเลย แต่พอไปผสมรวมกันสามคน ไม่เข้ากัน ผมก็เลยต้องปรับอีกแบบ เพราะกะเทยจริงๆ เขาไม่ได้เล่นใหญ่ขนาดนั้น แล้วตัวเฟิร์สจะเรีบยร้อยหน่อย ก็เลยต้องปรับกันหลายรอบพอสมควรครับ (ออกัส :ก็เลยต้องลองไปกินผู้ชายดู) ใช่ครับ เอ้ย!! ไม่ใช่ (ไมค์ : ด้วยความที่เอมมาเต็ม ถ้าเจมส์จะมาเบาๆ ก็จะดับ ซึ่งต้องให้เครดิตเจมส์ เพราะเขาไปปรับวิธีเล่นเอง แล้วมันสนุกขึ้น) ช่วง 2 เดือนที่ถ่ายทำ ผมจะติดท่าทางมาหมดเลย แล้วรู้สึกว่าการเป็นเพศที่สาม เป็นกะเทยเนี่ยใช้ชีวิตง่าย แล้วสนุกกว่าผู้ชาย (หัวเราะ) อย่างผู้ชายนั่งก็ต้องมีนิดนึง แต่กะเทยเขาปล่อยหมด สบายดีครับ (ไมค์ : คุณโจ๊กผู้บริหารไฟว์สตาร์ เขาเห็นว่าอยู่ในกองเจมส์จะนั่งไขว่ห้าง คือเขาติดมาไม่รู้ตัว เพราะเล่นแล้วอิน คุณโจ๊กก็เดินมาบอกผมว่าปิดกล้องแล้วเอาเขากลับมาเป็นเหมือนเดิมด้วยนะ)

ไฟว์สตาร์ทำหนังผีอีกแล้ว

ไมค์ : ไฟว์สตาร์ทำหนังผีมาเยอะ แต่หนังผีทุกเรื่องก็จะแตกต่างกันออกไปครับในแต่ละหมวดของผี ซึ่งผมเชื่อว่าเรื่องนี้แปลกแตกต่างแน่นอน ผมกล้าพูดคำนี้ เพราะเห็นจากกระแสที่ตอบรับกับทีเซอร์ตัวอย่างหนังที่ออกมาครับ ทุกคนชื่นชอบในความแปลกและไฟว์สตาร์ก็พยายามสร้างความต่าง ให้คนเห็นว่ามีอะไรใหม่ๆ ในความเป็นผีไทย และผลตอบรับจากต่างประเทศก็ดีมากๆ มีหลายประเทศที่ซื้อไปฉายแล้ว เราก็รู้สึกว่าตรงนี้ตอบโจทย์ ทั้งโปสเตอร์ ทีเซอร์ ทำงานของมันแล้ว ก็เหลือแต่ในหนังที่เราพยายามทำให้ดีที่สุดครับ

วิชวลเอฟเฟกท์ในส่วนของพญานาค

ไมค์ : เรื่องนี้พูดถึงพญานาค เราก็ได้ปั้นพญานาคขึ้นมา แต่ด้วยความที่คนไทยเห็นพญานาคมาบ้างแล้ว จากบางเรื่อง เราก็ต้องมาตีโจทย์ว่าอยากให้พญานาคออกมาแบบไหน ซึ่งผมมั่นใจว่าพญานาคของผม ไม่เหมือนกับที่ไหน แต่ความที่ไม่เหมือน ไม่ได้หมายความว่าของใครผิด ของใครถูกนะครับ แต่ผมตีความจากสิ่งที่เกิดขึ้นในพุทธกาล เราอาจจะตีความต่างออกไปเท่านั้นเองครับ การสร้างแอนิเมชั่นพญานาคขึ้นมา ก็เป็นโจทย์หนึ่งที่เตรียมใจไว้แล้วเหมือนกัน คนดูอาจจะบอกว่าพญานาคไม่ใช่แบบนั้นรึเปล่า 21 กุมภาพันธ์นี้ก็อยากให้ลองชมกันดูครับ แล้วแสดงความคิดเห็นกัน ผมพร้อมรับทุกคำติชมครับ

21 กุมภาพันธ์นี้ ได้เวลาพิสูจน์อีกหนึ่งเรื่องราวของหนังผีไทย ที่จะทำให้คุณขากรรไกรค้างกันค่ะ

กัลลัตตา

เจมส์-ภูวดล เวชวงศา

เจมส์-ภูวดล เวชวงศา

ไมค์-ภณธฤต โชติกฤษฎาโสภณ

ไมค์-ภณธฤต โชติกฤษฎาโสภณ

ออกัส-วชิรวิชญ์ ไพศาลกุลวงศ์

ออกัส-วชิรวิชญ์ ไพศาลกุลวงศ์

สกู๊ปพิเศษ : ผู้จัดไฟแรง‘ยังเติร์ก’คหบดี กัลย์จาฤก กับบทบาทใหม่ภายใต้‘บริษัท ดราเมจิก จำกัด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/392760

สกู๊ปพิเศษ : ผู้จัดไฟแรง‘ยังเติร์ก’คหบดี กัลย์จาฤก กับบทบาทใหม่ภายใต้‘บริษัท ดราเมจิก จำกัด’

สกู๊ปพิเศษ : ผู้จัดไฟแรง‘ยังเติร์ก’คหบดี กัลย์จาฤก กับบทบาทใหม่ภายใต้‘บริษัท ดราเมจิก จำกัด’

วันเสาร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผ่านประสบการณ์การเป็นนักแสดงและใช้ชีวิตอยู่เบื้องหลังในกองถ่ายมานับไม่ถ้วน สำหรับผู้บริหารและผู้ผลิตรุ่นใหม่ไฟแรง “ยังเติร์ก”(คหบดี กัลย์จาฤก) เจนเนอเรชั่น 3 แห่งตระกูล“กัลย์จาฤก” ลูกไม้ใต้ต้นของคุณพ่อ “ต๊ะ” นิรัตติศัยกัลย์จาฤก ที่เปิดตัวในฐานะผู้บริหารควบตำแหน่งผู้จัดภายใต้สังกัด “บริษัท ดราเมจิก จำกัด” ส่งละครเรื่อง “สารวัตรใหญ่” เป็นเรื่องแรกชิมลางสู่จอ 7 สี ซึ่งเพียงแค่เปิดตัวตอนแรกก็เรียกเรตติ้งพุ่งทะยานถึง 6.9 ได้อย่างงดงามและสมความภาคภูมิจนทำเอาเจ้าตัวถึงกับยิ้มไม่หุบ ล่าสุด “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” ได้มีโอกาสพิเศษสัมภาณ์ผู้จัดไฟแรง “ยังเติร์ก” คหบดี พร้อมทั้งล้วงลึกเปิดใจถึงเรื่องราวต่างๆ และไขปริศนาคำถามคาใจใครหลายคนว่าเหตุใดจึงแยกตัวออกมาจาก “บริษัทป๊าสั่งย่าสอน” กับความคาดหวังความกดดันภายใต้“ดราเมจิก”

l ‘ดราเมจิก’ เป็นบริษัทลูก ‘ป๊าสั่งย่าสอน’

เรียกว่าเป็นเครือเดียวกันแล้วกันครับพี่ก็ดูแลอีกบริษัทน้องชายก็ดูแลอีกบริษัท ตัวของน้องชาย (จูปีเตอร์-รฤกฤกษ์ กัลย์จาฤก) เขาก็ทำทั้งหน้าที่ผู้จัดและผู้กำกับ ของผมเองทำหน้าที่เป็นผู้จัดละครอย่างเดียวครับ

l แยกตัวออกมาเพราะมีปัญหากับน้องชาย?

ไม่มีแน่นอนเพียงแต่ว่าเราสองคนโตแล้วและรู้สึกว่าอยากใช้ความเป็นตัวเองในการบริหารงานมากกว่า สไตล์ของเราทั้งคู่ไม่เหมือนกันแม้ลายเส้นค่อนข้างจะใกล้เคียงกันก็ตาม ข้อดีคือบางครั้งเราผลิตละครให้ช่อง 7 ละครพี่ชายออกต้นปีน้องชายออกท้ายปีแบ่งกันผลิตจะได้ช่วยๆ กัน (ยิ้ม)

l ผลงานการผลิตและคาแร็กเตอร์มีความแตกต่าง?

จริงๆ ทางผมเองกำลังมีโปรเจกท์ใหญ่ที่จะทำในปีนี้ แต่ยังไม่สามารถบอกได้ ปีนี้คนจะได้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างสองบริษัทนี้ ของจูปีเตอร์จะเน้นหนักในเรื่องของโปรดักชั่นทั้งภาพยนตร์และละครที่เกี่ยวข้องกับความจริง หรือบู๊จัดจ้าน ฝั่งดราเมจิกก็มีความบู๊จัดจ้านแต่ผสมผสานความโรแมนติกคอเมดี้เข้าไปด้วย ในปีนี้คนจะเห็นความแตกต่างชัดเจนของสองพี่น้องที่สร้างคาแร็กเตอร์ของบริษัทขึ้นมาใหม่

ถ้านึกถึง ‘ป๊าสั่งย่าสอน’ คือโปรดักชั่นใหญ่ แล้ว ‘ดราเมจิก’ จะนึกถึงอะไร?

ดราเมจิก ผมอยากให้มองว่าเป็นนักมายากลมากกว่า dramagic magic beyond imagination ผมทำบริษัทขึ้นมาเพื่ออยากให้มีความตื่นเต้นเซอร์ไพรส์หลายๆ อย่างเกิดขึ้น ดราเมจิกก็คือแอ๊กชั่นผสมผสานรักโรแมนติกคอเมดี้ที่มีความกลมกล่อมอยู่ในละครหนึ่งเรื่องอาจจะบู๊ 60% มีฉากกุ๊กกิ๊กมาด้วย 40% พยายามทำให้กลมกล่อมครับ

l เมื่อแยกบริษัทออกมาทำให้มีความกดดันแค่ไหน?

ผมโชคดีที่มีคุณพ่อ (ต๊ะ-นิรัตติศัย กัลย์จาฤก) เป็นที่ปรึกษาให้ตลอด แม้ว่าตอนทำงานด้วยกันผมเป็นผู้จัดก็จริง น้องชายมาช่วยกำกับแต่ว่าทีมงานของเราก็ให้การช่วยเหลือและสนับสนุนตลอดเวลา ฉะนั้นการแยกบริษัทออกไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เหนื่อยหรือยาก เราสามารถสร้างคาแร็กเตอร์ให้กับสิ่งที่เราต้องการ เพียงแต่มันท้าทาย รู้สึกกดดันจากคนรอบๆ ว่าเราต้องทำให้สำเร็จให้ได้ ที่ชื่อบริษัทเป็นภาษาอังกฤษเพราะบริษัทกำลังขยายงานไปต่างประเทศเร็วๆ นี้ แต่ยังไม่สามารถพูดได้ เน้นหนักในเรื่องของการทำงานกับต่างประเทศ ส่วนตัวผมเองอยากร่วมงานกับต่างประเทศ ป๊าสั่งย่าสอนต่างประเทศอาจจะออกเสียงยาก อีกอย่างน้อยชายของผมอาจไม่สะดวก

l เปิดตัว‘สารวัตรใหญ่’เป็นเรื่องแรกเรตติ้งพุ่งถึง 6.9?

สารวัตรใหญ่ เราปิดกล้องมาได้ประมาณ1 ปี แล้วก็คุยกับทางช่องเพื่อจะหาเวลาลงมานานมาก ตอนที่ทำครั้งแรกรู้ว่าทางช่องอนุมัติปั๊บ สารวัตรใหญ่คุณพ่อเคยทำเอาไว้ฉายไม่จบเมื่อ 25 ปีที่แล้ว พ.ศ.2537 คือโซเชียลมีเดียยังไม่มี การควบคุมสื่ออยู่ที่ทีวี.ทั้งหมด ฉะนั้นพอนำเสนอในมุมมืดถึงแม้เป็นละครหรือบทประพันธ์ก็ตามเขาก็ดูว่าคุณนำเสนอตำรวจในทิศทางที่ไม่ดีหรือเปล่า พอออนแอร์ตอนแรกก็ลุ้นเป็นการเปิดตัวดราเมจิกเรื่องแรกด้วย พอเข้าไปดูไลฟ์ก็ลุ้นว่าคนดูจะถึงหนึ่งหมื่นหรือเปล่าถ้าถึงหมื่นถือว่าเยอะมากสำหรับละครช่อง 7 ที่มีการไลฟ์ผ่านโซเชียลมีเดีย ปรากฏว่ากระแสตอบรับมันดีมาก ทุกคนดีใจกันหมด คุณพ่อเองก็ปลื้มที่ลูกชายสามารถดูแลทีมงานแล้วทำให้ละครเรตติ้งขึ้นมาขนาดนี้ได้ ในตอนเช้าเรตติ้งออกมา 6.9 มันเกินกว่าที่คาดไว้มาก ผมคิดว่าสัก 4.9-5 ก็ดีใจแล้วอย่าต่ำกว่านี้เลย ทุกคนก็มาแสดงความยินดีแล้วผมเองก็รู้สึกดีใจที่มีทีมงานที่ดีสามารถทำงานแล้วทำให้เรตติ้งสูงได้ขนาดนี้

l คิดว่าอะไรทำให้เราประสบความสำเร็จจากละครเรื่องนี้?

หลายๆ องค์ประกอบ หนึ่งในองค์ประกอบคือนักแสดง คนที่จะมาเป็นสารวัตรใหญ่คือเป็นเหมือนซูเปอร์ฮีโร่คนหนึ่ง ไม่ใช่จะเอาใครมาเล่นก็ได้รับบทเป็นตำรวจต้องมีความน่าเชื่อถือ มีความรู้เรื่องกฎหมายและการจะเข้ามาเป็นตำรวจหรือเปล่า ในหัวของผมมีแค่ “พี่เอส” (กันตพงศ์บำรุงรักษ์) ผมไม่เคยได้ร่วมงานแต่ได้ไปดูและศึกษางานของเขา ตอนแรกเจ้าตัวก็คงไม่รู้คิดว่าคุณพ่อเป็นคนเลือก วันแรกที่ได้คุยกันเขาก็เล่าว่าที่บ้านทำงานในลักษณะนี้ พื้นฐานชีวิตและการพูดการจาผมรู้แล้วว่า ต้องคนนี้แหละ สารวัตรใหญ่ ซึ่งนักแสดงคนอื่นๆ ก็ทำหน้าที่ของเขาได้ดี “บทประพันธ์ของพล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร” เป็นอีกหนึ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จ ผมเชื่อว่าทุกคนอยากดูละครน้ำดีที่สามารถพูดถึงสังคมและตีแผ่ส่วนหนึ่งได้ แต่ไม่ได้จะบอกว่าวงการสีกากีไม่ดีเราเพียงต้องการเชิดชูตำรวจน้ำดีที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่

l ‘สารวัตรใหญ่’ออกมาถูกจังหวะ?

ผมคิดว่าถูกจังหวะ อย่างแรกคือต้นปีด้วยแล้วเชื่อว่าคนไทยมองหาฮีโร่คนใหม่แม้เป็นฮีโร่ที่มาจากละครที่ส่งเสริมให้คนคิดดีทำดี เปิดตัวแฮปปี้แต่ก็ลุ้นว่าละครเรื่องนี้จะไปได้ไกลแค่ไหน คุณพ่อทำไว้ไม่สามารถออกอากาศได้ทั้งหมด ผมอยากจะสานต่อในสิ่งที่คุณพ่อเคยทำเอาไว้ และอยากจะทำละครให้ที่บ้านให้ตระกูลกัลย์จาฤกภูมิใจ หรือให้ผู้ใหญ่ทางช่องภูมิใจว่าเด็กสมัยใหม่สามารถทำละครที่ให้ทุกคนดูอย่างมีความสุขดีต่อสังคม ผมโชคดีที่ได้ผู้กำกับ “พี่สโนวี่” (พลชย เมธา) เป็นคู่คิดที่ดี และมีทัศนคติในการทำงานที่ดี

l ยุคสมัยของละครไทยเปลี่ยนไป และช่องทางการรับชมที่มากขึ้น

เอาตามตรงไม่อ้อมค้อมและพูดให้ดูดี รู้สึกหนักใจในการที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทเราเองก็คุยกับผู้ใหญ่และคุณพ่อ อธิบายให้เขาฟังเยอะเลยว่าพฤติกรรมของคนดูมันเปลี่ยนไป เนื้อหาคอนเทนท์มันส่งผลโดยตรงจากละครที่เมื่อก่อนจะเห็นว่าเรตติ้งขึ้นถึง 10 ทุกวันนี้เป็นไปได้น้อยมากจะมีสักกี่เรื่องที่ทำแตะได้สองตัวเอง เอาแค่ 5 ก็ดีใจแล้ว ไม่สามารถทำละครยืดเยื้อได้อีกบางครั้งละครดีแต่ไม่มีคนดู ผู้ผลิตอย่างผมค่อนข้างหนักใจ ทุกอย่างต้องฉับไวไปไปหมดเลยแม้กระทั่งการตัดต่อ เราต้องทำคอนเทนท์ทำละครที่ชัดเจนเพื่อให้คนเลือกที่จะดูเราคู่แข่งเยอะไม่ได้มีช่องทางน้อยเหมือนเมื่อก่อน เป็นโจทย์ที่ยากสำหรับผมแต่ก็ต้องทำให้ได้ ถ้าผลิตงานออกมาแล้วไม่มีคนดูก็เสียดายเหมือนกัน ฉะนั้นต้องทำการบ้านการผลิตละครแต่ละเรื่องจะยืดเยื้อไม่ได้ ค่อยๆ ปรับและพัฒนาไปทีละขั้นต้องทำให้คนหลายๆกลุ่มพอใจในงานของเรา

l หลังจากนี้ ‘ดราเมจิก’ มีการวางแผนในอนาคตไว้อย่างไร?

ปีนี้มีจะเปิดตัวดราเมจิกที่เป็นโปรเจกท์ใหญ่ทั้งหมด ซึ่งยังไม่ขอพูดรายละเอียดแต่ปีนี้คนจะได้เห็นการเปิดตัว ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมเตรียมมาเพื่อบริษัทนี้ไม่ใช่แค่จะก้าวในประเทศไทยแต่จะออกไปสู่ต่างประเทศ มีมากกว่าละครเร็วๆ นี้ แต่จะมีอะไรบ้างก็อยากให้ทุกคนรอ ในปีนี้จะได้เห็นความชัดเจนมากขึ้นเรื่องละครเราอยู่กับช่อง 7 อยู่แล้ว แต่เราจะมีโปรเจกท์อื่นที่ร่วมกับต่างประเทศ ต้องรอดู ไม่แย้มแน่นอนครับอยากให้รอดูทีเดียว (ยิ้ม)

สกู๊ปพิเศษ : จุดเช็คอิน ‘คนมายา’ ปีใหม่อยู่ไหน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/386021

สกู๊ปพิเศษ : จุดเช็คอิน ‘คนมายา’ ปีใหม่อยู่ไหน?

สกู๊ปพิเศษ : จุดเช็คอิน ‘คนมายา’ ปีใหม่อยู่ไหน?

วันจันทร์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

 

พุฒิชัย เกษตรสิน “ปีใหม่ปีนี้ผมเคานท์ดาวน์อยู่ที่เซ็นทรัลเวิลด์ครับ แล้วหลังจากนั้นถึงจะไปฮันนีมูนกับคุณภรรยา ที่อังกฤษ สเปน และก็โปรตุเกส ไปกับพี่เป้-วิศวะ, คิริน และก็เพื่อนอีก 2 คนครับ ถือโอกาสไปเที่ยว แล้วก็ไปถ่ายคลิปลง เยอะทีวี. ในยูทูบด้วยครับ ไปกัน 15 วัน ไปยาวเลย(หัวเราะ) แล้วค่อยกลับมาทำงานต่อ (ไม่ได้จะไปปั๊บทายาทใช่ไหมคะ?) ก็คิดว่าอยู่ในแพลนด้วยครับผม”

 

อั๋น-ภูวนาท “ปีใหม่ปีนี้เกือบจะเป็นปีใหม่ปีแรก ที่ไม่ได้ทำอะไรเลยงานก็ไม่รับ เพราะอยากอยู่กับครอบครัว เพราะปกติไม่เคยได้พักเลย ก็งั้นพักละกัน แต่จะมีเดินทางก็คือไปเที่ยวก่อนปีใหม่ กับหลังปีใหม่ ก่อนปีใหม่ก็คือไปฮ่องกงมาเก๊าครับ เพราะว่าลูกไปได้ แล้วหลังปีใหม่ก็จะไปญี่ปุ่น ไปกันทั้งครอบครัวพ่อแม่ลูก ตัวติดกันหมด แล้วไม่ใช่แค่ 3 นะ ต้องเอาพี่เลี้ยงไปด้วย ทุกอย่างเปลืองไปหมด(หัวเราะ) ตั๋วเครื่องบินจากเดิม 2 กลายเป็น 4 ห้องก็ต้องเป็น 2 ห้องโอ้ยยย นี่บ่นนะเนี่ย(หัวเราะ) ในขณะที่ผมมีแค่เสียง โอ้ย ขอให้ดูหน้าพุฒพุฒบอกลืมคิดไปเลย คิดถึงแต่ตอนผลิตอย่างเดี่ยว”

 

เด่นคุณ งามเนตร “ผมไปเที่ยวก่อนปีใหม่มาแล้วครับ ไปเชียงใหม่เมื่อช่วงคริสต์มาส ไปเอาบรรยากาศ แล้วพอถึงปีใหม่ก็กลับมากรุงเทพฯ อยู่กับคุณพ่อคุณแม่ ไปสวดมนต์ข้ามปีกันครับ”

 

แม็ค-ปวิช “ไม่มีแพลนไปเที่ยวไหนเลยครับ ไม่ทำงานด้วย อยู่บ้านเฉยๆ ครับ(หัวเราะ) กรุงเทพฯโล่งดีครับ ไปไหน
ก็แย่งกันกิน แย่งกันใช้ พักผ่อนอยู่บ้านดีกว่าครับ”

 

ลลินา-ชูเอทท์ “ปีใหม่ไม่ได้ไปไหนเลยค่ะ ต้องซ้อมควงคทา ของมหา’ลัยค่ะ (จุฬาฯคทากร) ใช้พลังยิ่งกว่าถ่ายละครอีกค่ะ เพราะงานจะมีวันที่ 9 กุมภาฯ ก็ต้องซ้อมให้แม่นที่สุดค่ะปล่อยคุณพ่อคุณแม่ไปเที่ยวค่ะ หนูอยู่กรุงเทพฯ(หัวเราะ)”

 

มิว-ลักษณ์นารา “ปีใหม่อยู่บ้านค่ะ (หัวเราะ) ไม่อยากออกไปแย่งกันกิน แย่งกันเที่ยว คนเยอะมากเลย เราไป
ทีหลังดีกว่าค่ะ ให้คนอื่นเขาไปเที่ยวก่อน ถ้าไปส่วนใหญ่ก็จะขึ้นเหนือ ไปบ้านคุณพ่อที่จังหวัดน่านค่ะ หนีขึ้นดอยไปอยู่บนดอยค่ะ”

 

ดีเจอาทซ์-อรอานิชญ์ “เดินสายทำบุญค่ะ คิดว่าปีหน้าจะเป็นปีที่ดีของดิฉัน เพราะว่าปีหน้าเป็นปีชงค่ะ(หัวเราะ) ก็เลยตั้งใจว่าจะทำบุญค่ะ แต่พอดีไม่ได้เป็นสายมู เขามีอันไหนมา ก็ไปตามนั้นเลยค่ะ ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่เลยค่ะ(หัวเราะ)”

 

ดีเจโก-โกเมน “ของผมปีใหม่ไม่ค่อยไปไหนอยู่แล้วครับ เพราะว่าราคาแพง ไปแล้วก็ไปแย่งกันกิน ปกติผมไม่ค่อยนั่งเครื่องบินด้วย ใช้เป็นรถทัวร์อะไรไปเพราะปกติผมไม่ค่อยชอบเที่ยวที่คนเยอะๆ อยู่แล้วด้วย จะไปเที่ยวช่วงโลซีซั่น มีแพลนอีกทีก็ช่วงปลายกุมภาฯ เลยครับสไตล์การเที่ยวก็ถูกไว้ก่อน แล้วก็ธรรมชาติ ไปอะไรก็ได้ ขอที่อากาศเย็น”

 

อองตวน ปินโต “ไปฝรั่งเศสครับกลับบ้าน กลับไปหาครอบครัว เพราะว่าชิป (ชิปปี้-ศิรินทร์ ปรีดียานนท์ แฟนสาว)ยังไม่ค่อยได้ไป ก็เลยอยากพาไปไปตั้งแต่ช่วงคริสต์มาสครับ ประมาณ 10 วัน แล้วก็ถือโอกาสพาชิปเที่ยวด้วย ปกติปีหนึ่ง ผมจะแพลนไปเที่ยวด้วยกัน 2-3 ครั้งต่อปี เพื่อให้เวลาตัวเองได้พักผ่อน ปี’62 นี้ ผมคิดว่าเมืองไทยมีที่สวยๆ อีกเยอะ ที่เรายังไม่เคยได้ไป ก็เลยคิดว่าน่าจะเที่ยวในเมืองไทยกันมากกว่า อยากไปภูเก็ต กระบี่ เชียงราย คือผมอาจจะเคยไปแล้ว แต่ยังไม่เคยได้ไปด้วยกัน ก็เลยอยากไปด้วยกันครับ”

 

พลอยชมพู-จนีน ไวเกล “ปีใหม่ไปพัทยา ที่แหลมบาลีฮายค่ะ เป็นงานเคานท์ดาวน์ของ โมโนมิวสิค ทำงานข้ามปีไปเลย ปีนี้เป็นปีแรกที่ได้ไปทำงานวันเคานท์ดาวน์ค่ะ สำหรับงานเพลง ตอนนี้ก็หมดสัญญากับค่ายเก่าไปแล้ว ก็จะได้อิสระทำงานร่วมกับค่ายโน้นค่านี้ค่ะ ประมาณต้นเดือนมกราคม ก็จะมีโปรเจกท์ใหม่กับทางโมโนมิวสิค เป็นเพลงฟีทเจอริ่งกับพี่ปั๊ปปา เพลงเร็ว สนุกๆ อยากให้รอฟังกัน ปีหน้าจะเน้นงานเพลงค่อนข้างเยอะค่ะ เพลงไทยที่เสร็จแล้วตอนนี้มี3 เพลง ฟีทเจอริ่งหมดเลยค่ะ และก็จะมีสเปเชียลซิงเกิ้ล รวมถึงเพลงสากลจะมีออกมาอีก 2 เพลง และปลายปีจะมีอัลบั้มเพลงสากลกับทางยูนิเวอร์แซล มิวสิค สิงคโปร์ค่ะ เขาจะดูแลในส่วนของเอเชียให้หมดเลยค่ะ ส่วนของงานแสดงเพิ่งถ่ายซีรี่ส์ “ฝันให้สุด DRAM TEEN” เพิ่งจบไปค่ะ ของช่องไทยพีบีเอส และจะมีหนังเรื่อง “พี่นาค” ของค่ายไฟว์สตาร์ฯให้ชมกัน วันที่ 11 กุมภาพันธ์นี้ค่ะ ตื่นเต้นเหมือนกันค่ะ เพราะโปสเตอร์แรกเพิ่งออกมา แล้วคนแชร์เยอะมาก ขนาดยังไม่ได้เห็นนักแสดงคนอื่นๆ เลย ตกใจมาก ปลื้มเหมือนกัน รอลุ้นว่ากระแสวันจริงจะเป็นยังไงค่ะ”

สกู๊ปพิเศษ : 4 บทบาทชีวิต ลิขิตให้เขาเป็น… ท็อป-จรณ โสรัตน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/386023

สกู๊ปพิเศษ : 4 บทบาทชีวิต ลิขิตให้เขาเป็น... ท็อป-จรณ โสรัตน์

สกู๊ปพิเศษ : 4 บทบาทชีวิต ลิขิตให้เขาเป็น… ท็อป-จรณ โสรัตน์

วันจันทร์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ค้นหัวใจกันแบบล้วงลึก กับความเป็น ท็อป-จรณ โสรัตน์ พระเอกหนุ่มที่ส่งยิ้มหวานครั้งใด สาวๆ หัวใจละลายกันทุกครั้ง แต่ครั้งนี้เราขอละเรื่องความรัก ที่เจ้าตัวเพิ่งกลับมาครองความโสด เข้าสู่โหมดตัวตนความเป็น “ชาย” ท็อป-จรณ ใน 4 บทบาท ลูกชาย, พี่ชาย, ผู้ชาย และนักแสดงชาย จะมีเส้นกราฟชีวิตในรูปแบบไหน ตามไปค้นหาคำตอบกัน

 

<<ลูกชาย>>

ความสัมพันธ์ในครอบครัว?

ครอบครัวผมมีพี่น้อง 2 คนผมเป็นคนพี่คนโต มีน้องชายเป็นตำรวจ (ไทด์-ไพบูลย์ สอโส) ผมเป็นลูกชายที่ตามใจแม่ (แพรวพัตรา สอโส) คือที่บ้านจะแบ่งแบบ ผมจะเป็นลูกแม่น้องชายจะเป็นลูกพ่อ (พลโทเชาวน์โรจน์ สอโส) ผมก็จะเป็นสไตล์ตามใจแม่อยากได้อะไร หรือว่าจะให้พาไปไหน ก็พาไป ส่วนน้องชายจะขี้อ้อน ไทด์จะนิสัยเหมือนแม่ ผมจะนิสัยเหมือนพ่อ ก็เลยต้องแยกกัน คนเหมือนกันจะอยู่ด้วยกันไม่ค่อยได้ (หัวเราะ) แต่ผมก็อยู่กับพ่อได้นะ จะนิ่งๆ เงียบๆ ไทด์กับแม่จะคุยเก่ง

 

ลูกชายในแบบของท็อป?

ผมเป็นลูกชายที่อยู่ในกรอบนะเพราะเป็นครอบครัวทหารด้วยมั้งครับคุณแม่ก็จะดุมากกว่าคุณพ่อ เขาจะมีระเบียบวินัยค่อนข้างสูง แล้วแม่จะเป็นคนหัวโบราณมากๆ เพราะเขาก็เติบโตมาในครอบครัวที่เลี้ยงมาแบบโบราณจริงๆ จะมีความเป็นวัฒนธรรมไทยค่อนข้างสูงมาก สมมุติเดินผ่านผู้ใหญ่ต้องโค้ง แต่ผมจะต้องคลานเข่าเข้าไป จะโดนฝึกมาแบบนี้ตั้งแต่เด็ก หรืออย่างผมยาวก็ต้องตัดผม เสื้อก็ต้องเข้าในกางเกงตลอด ห้ามใส่รองเท้าแตะออกจากบ้าน ต้องใส่ถุงเท้ารองเท้าผ้าใบ ตอนนั้นก็อึดอัดนะ ด้วยความที่เราเป็นเด็ก อย่างเวลาวันหยุด เห็นเพื่อนเขาเอาเสื้อออกนอกกางเกง ดูเท่จังเลย ก็อยากทำบ้าง อยากออกนอกกรอบบ้าง แต่พอโตขึ้นมาก็ทำบ้าง โดนดุช่วงแรกๆ สักพักก็เริ่มชิน (หัวเราะ) (มีบทลงโทษแบบไหนจากคุณแม่?) ไม้แขวนเสื้อตีบ้าง มือตีบ้าง คือคุณแม่จะตี คุณพ่อจะคอยห้าม(หัวเราะ) บ้านผมค่อนข้างเข้มงวดเรื่องเวลากลับบ้านมาก สมัยผมอยู่มหาวิทยาลัย ก็จะกลับบ้านทุกอาทิตย์ เรามาเรียนต่างจังหวัดก็จริง เราก็ต้องกลับบ้านวันศุกร์ตอนเย็นแล้วเช้าวันจันทร์ก็มาเรียน ผมจะค่อนข้างติดบ้าน เวลามีวันสำคัญวันพ่อ วันแม่ วันหยุดยาวๆ ก็จะอยู่กับครอบครัวตลอด เหมือนเป็นกฎแต่มันทำให้กลายเป็นความเคยชิน กลายเป็นวัฒนธรรมของครอบครัวไป ทุกวันสำคัญของวัฒนธรรมไทยเราก็จะทำ เช่น เอาพวงมาลัยมาไหว้คุณพ่อคุณแม่ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ เหมือนถูกปลูกฝังมาแต่เด็ก โตมาพอเรามองย้อนไปแล้วรู้สึกดีนะครับที่ได้ทำ ได้สืบสานวัฒนธรรมไม่ได้หายไปไหน แล้วผมรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ดีงาม เวลาเรามีลูก เราจะได้สอนลูกได้

ความในใจถึงคุณพ่อคุณแม่?

ผมอยากขอโทษที่ตอนเด็กๆ เราไม่ตั้งใจเรียน โดดเรียนบ่อยไปเล่นเกม ตามประสาเด็ก ส่วนเรื่องที่ภูมิใจ ผมว่าทุกวันนี้ผมก็ภูมิใจนะอย่างแรกเลย สอบเอนทรานซ์ติด เขาก็ดีใจ ภูมิใจ แล้วก็พอทำงานทุกคนก็ได้ทำงานในหน้าที่การงานที่ดี เขาก็ภูมิใจ พ่อกับแม่เอาไปอวดเพื่อนๆ ได้(หัวเราะ) ดีใจที่ได้เลี้ยงดูท่านครับ แต่เขาก็เลี้ยงดูตัวเองได้นะ (หัวเราะ) คุณพ่อก็ใกล้เกษียณแล้ว อย่างที่บอก บ้านผมจะอยู่ติดบ้าน เทศกาลก็จะไม่ค่อยไปเที่ยวไหนกัน ต่างประเทศก็แทบจะไม่ไปด้วยกันเลยด้วยซ้ำ เพราะแม่กลัวเครื่องบิน ไม่ชอบไม่อยากไป แล้วก็เป็นบ้านที่สังสรรค์ตลอดเวลา ต้อนรับเพื่อนๆ พ่อ เพราะพ่อเป็นทหารเขาก็จะมีเพื่อนเยอะ เวลาผมกลับบ้านไปน้อยมากที่เราจะได้อยู่กันแค่ 4 คน ส่วนใหญ่จะมาเป็น 10 บ้านไม่เคยเงียบเหงาครับ

 

<<ผู้ชาย>>

ผู้ชายสไตล์ท็อป?

ผมเป็นผู้ชายที่สบายๆ เป็นคนใช้ชีวิตชิลมากมาตั้งแต่เด็กแล้วครับ เป็นคนขี้เกียจ ไม่ Active แม่ก็จะบอกว่าเป็นเด็กมีปัญหา จะชอบอยู่ในห้อง เป็นคนมีโลกส่วนตัวสูงอยู่คนเดียว ดูทีวี. นอน ถึงเวลากินข้าวก็ค่อยลงมากิน ไม่ค่อยพูด เงียบๆ ยิ้มๆ ไม่ทำการบ้าน แต่เป็นเด็กหัวดีนะ(หัวเราะ) อันนี้ตอนสมัยเด็กๆ นะครับ ฉะนั้นผมก็จะไม่ใช่เด็กที่ซน แม่ก็จะชอบ แล้วแม่ก็ดุด้วย ห้ามนอนบ้านเพื่อน เสาร์-อาทิตย์ ก็ไม่ได้ออกไปเที่ยวไหน แต่พอเวลาได้อยู่กับเพื่อนก็เลยจะค่อนข้างเกเร คือเด็กที่อยู่ในกรอบมากๆ พอวันหนึ่งที่แบบไม่ได้มีใครมาบังคับ มันก็จะพยายามออกจากรอบ อันนี้เป็นเรื่องปกติของคน เป็นธรรมดา เป็นวัยรุ่นที่ใช้ชีวิตผู้ชายเต็มที่ แม่ก็จะมีตกใจเล็กน้อย ทำไมลูกฉันเป็นแบบนี้(หัวเราะ) (วีรกรรมแบบไหนคะ?)แบบยกพวกตีกันก็มีครับ ตอนประมาณวัยรุ่นมัธยมต้น ตามเพื่อนไป แต่ไม่ได้ถึงขั้นขึ้นโรงพักหรืออะไรขนาดนั้นนะครับ เป็นอารมณ์เด็กๆ วัยรุ่นผู้ชายต่อยกันธรรมดา

คำสอนแม่?

แม่จะสอนให้เราเป็นคนอดออม แม่จะสอนให้เราเก็บเงิน อยากได้อะไรก็ต้องเก็บตังค์ซื้อเอง ผมก็จะเก็บตังค์ทุกวัน อย่างน้อยก็ 5 บาท ฉะนั้นก็จะขี้งกไม่ค่อยกินขนม เก็บ 5 บาท 10 บาทแล้วพอถึงเวลาก็จะมีไปซื้อดอกไม้ให้สาวที่จีบในวันวาเลนไทน์ อะไรแบบนี้ก็มีมุมแบบนั้นบ้าง ซึ่งตอนนี้ก็มีบ้างซื้อดอกไม้ให้สาว อันนี้ไม่ได้เก็บตังค์นะเพราะเราทำงานเป็นเงินของเราเองแล้ว (ยิ้ม)

 

โหมดนักกีฬาชาย?

“สมัย ม.ต้น ผมเล่นบาสเกตบอลครับ แต่ก็ไม่ได้จริงจังมาก คือที่บ้านจะมีสนามบาสอยู่ข้างบ้าน แล้วพี่สาวข้างบ้านจะชอบเล่นบาส ด้วย ก็จะปั่นจักรยานไปเล่นบาส ด้วยกัน รู้สึกว่าเล่นบาส เท่จัง ส่วนฟุตบอลมีเตะบ้างแต่เพื่อนไม่ได้เยอะเท่าบาส พอเข้าโรงเรียนก็จะเลือกเข้าชมรมบาส อยู่ไปได้ประมาณสองอาทิตย์ เลิกเลย(หัวเราะ) เพราะว่าเหนื่อยมาก ไม่ไหว กลับบ้านเย็น มือแตก ตอนนั้นเราผอมด้วย แล้วเพื่อนสนิทตัวใหญ่ เพราะเวลาซ้อมเขาให้ไถนา เพื่อนจับขาแล้วใช้แขนเดิน ใครแพ้โดนทำโทษเพื่อนตัวใหญ่ก็ไถใหญ่เลย ผมนี่มือเหวอะเลย พอเราจะต้องเข็นกลับก็ไม่ไหวไง เราตัวเล็ก ตอนหลังคุยกัน ซ้อมมาอาทิตย์หนึ่งแล้วนะ ยังไม่ได้ลงสนามเลย ย้ายชมรมเถอะ ไม่เวิร์ก (หัวเราะ)

<<พี่ชาย>>

บทบาทพี่ชาย?

จริงๆ ผมรู้สึกว่าไม่ค่อยได้ทำหน้าที่พี่ชายเท่าไหร่นะ (หัวเราะ) อาจจะเพราะอายุเราก็ไม่ได้ห่างกันเยอะด้วยแหละมั้งครับ ห่างกันแค่ 2 ปี ส่วนใหญ่ก็จะคุยกันเหมือนเพื่อนมากกว่า แต่ก็ไม่ถึงขั้นกูมึงอะไร มีความเคารพกันอยู่ผลัดกันดูแลแก้ไขปัญหากันบ้าง อย่างช่วงแรกๆ เราหาเงินได้เยอะกว่า ก็ช่วยน้องบ้าง เวลาเรามีปัญหาบางอย่างเกี่ยวกับกฎหมาย เขาเป็นตำรวจ ก็จะให้คำปรึกษาเรื่องกฎหมายเราบ้าง ผลัดกันครับ

ทะเลากันบ้างไหม?

มีครับตอนเด็กๆ แย่งของเล่นกันต่อยกันเลยแหละ แต่ก็รักกัน แล้วพอโดนทำโทษก็จะโดนตีทั้งคู่ แต่พอตอนโตมาเขาก็ปกป้องผมบ้าง เพราะเขาก็ไปฝึกมาเยอะ สไตล์ตำรวจแหละ เขาจะมีวิธีการในการสื่อสารที่ดีกว่าเรา แล้วน้องผมค่อนข้างเป็นคนที่ไม่อยากออกสื่อ ไปรายการก็ไม่ไป ถ่ายรูปลงหนังสือหรืออะไรก็ไม่เอา เขาบอกเขาไม่ชอบให้คนมารู้จักว่าเขาคือน้องเรา ซึ่งเราก็เข้าใจนะ เขาก็คงไม่อยากให้คนมาจับจ้อง อยากจะมีชีวิตส่วนตัว

 

<<นักแสดงชาย>>

เข้าวงการด้วยความไม่ตั้งใจ?

ใช่ครับ ไม่ได้ชอบ ผมเป็นเด็กขี้อาย จริงๆ อยากเป็นนักบิน เพราะคุณพ่อเป็นนักบิน ขับเฮลิคอปเตอร์ก็อยากเป็นนักบิน แต่พอไม่ได้เป็นทหาร ก็อยากจะเป็นพวกขับโบอิ้งหรืออะไรแบบนี้ ได้เที่ยวด้วย คือความใฝ่ฝันก็อยากจะไปเที่ยวหลายๆ ประเทศ แล้วนักบินเท่นะ ได้เงินดี แต่พอไม่ได้ ก็เรียนวิศวะ เพราะคิดว่าโอเค เท่ดี เงินดีด้วยเหมือนกัน จนกระทั่งตอนอยู่มหาวิทยาลัย มีโอกาสได้ไปแคสงานละครช่อง 3 แล้วก็ได้เล่นละคร แรกๆ ก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ เกี่ยวกับการแสดงแต่พอได้เรียนกับอาจารย์หลายท่าน ก็ค่อยๆ พัฒนามาเรื่อยๆ บวกกับรุ่นพี่ก็สอนวินัย โดยเฉพาะพี่นก-ฉัตรชัย เขาเข้มงวดกับเรามาก แล้วสิ่งที่เขาเข้มงวดก็เป็นเหมือนพื้นฐานให้เรามีแนวคิดที่จะเป็นนักแสดงที่ดี อยากรู้ว่าการแสดงคืออะไร เราต้องใส่ใจและเต็มที่กับมันมากแค่ไหน

ต่อสู้กับทุกปัญหา?

ผมว่านะเกิน 50% ที่เข้ามาในวงการ ก็คงคิดเรื่องเงินเป็นหลัก เพราะว่าเป็นอาชีพที่ค่าตอบแทนสูง เท่าที่เราเห็นและเคยได้ยินกันมา เป็นดาราเงินดีมีชื่อเสียง อะไรประมาณนั้น คือเราเด็กๆ เราก็คิดแค่แบบ ได้เงินก็โอเคแล้ว อยู่ได้ แต่พอเราได้มาเจอจริงๆงานในวงการเหนื่อยกว่าที่คิดเยอะ แล้วก็กดดันมาก นอนไม่หลับก็มี พรุ่งนี้ถ่ายละครท่องบททั้งวัน อ่านทั้งวัน 6-7 ชั่วโมงท่องไปเถอะ จำไม่ได้สักที (หัวเราะ) ก็เป็นเรื่องประสบการณ์และความเข้าใจ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมดีใจ แล้วก็ขอบคุณพี่นก และอาจารย์ทุกๆ ท่าน ทั้งหม่อมน้อย ครูเงาะ ที่ผมมีโอกาสไปเรียนด้วย คือแนวคิดแล้วก็การฝึกฝนของเราเองที่เราจะต้องเต็มที่ขนาดไหนในการแสดงแต่ละเรื่อง สุดท้ายมันก็เหมือนเรื่องเรียนแหละ ถ้าขยันอ่านหนังสือ นักแสดงก็คงไม่ต่างกัน ถ้าคุณฝึกฝนทำความเข้าใจกับบท ท่องบทแล้วก็ฝึกฝนร่างกาย คือการเตรียมพร้อมทุกๆ อย่าง การเป็นนักแสดงที่ดีคืออะไร ผมว่าแต่ละคน ตีความไม่เหมือนกัน ซึ่งในแบบของผม คือ นักแสดงที่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกของตัวละครออกมาให้คนดูได้รู้สึก ได้เชื่อและอินไปกับโมเม้นต์ สถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในละคร ผมรู้สึกว่าการที่จะทำอย่างนั้นได้ คงต้องมีหลายอย่างประกอบกัน ไม่ว่าจะการเรียนรู้ ทำความเข้าใจ แล้วก็เหนือสิ่งอื่นใด เป็นความเชื่อ สมาธิ อย่างเรื่องสมาธินี่สำคัญมาก เราจะทำยังไงให้สามารถเข้า-ออกสมาธิได้อย่างรวดเร็วที่สุด มันมีความเชื่ออยู่ เราจะทำยังไงให้เราเชื่อได้มากที่สุดเกือบ 100% และแน่นอนที่สุดเรื่อง ร่างกาย เพราะสุดท้ายแล้วการเป็นนักแสดงก็ต้องดูดี ฉะนั้นก็ต้องมีการฝึกฝนร่างกายให้เตรียมพร้อมตลอดเวลาว่าเราจะเล่นเป็นอะไรเล่นเป็นใคร มีอาชีพแบบไหน เขาจะต้องใช้ชีวิตยังไง เป็นเรื่องการทำการบ้านการเตรียมพร้อมร่างกายว่าจะต้องทำยังไง เรื่องเสียงก็ต้องฝึก แรกๆ ผมมีปัญหาเกือบหมดทุกอย่างเลยนะ การเดินเสียง ผมจะพูดเบาออกเสียงไม่ชัดก็พยายามปรับมาเรื่อยๆ ครับ

 

<< ตัวตนความเป็นท็อป>>

จริงๆ แล้วผมว่าประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต คือบทเรียนในชีวิตเราแล้วก็ทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญอะไรหลายๆ อย่างที่เราควรจะทำ บางทีก็อาจจะลืมเลือนไป การที่เราได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง มานั่งทบทวนว่า บางอย่างเราลืมไปนะ สิ่งที่ดีที่เราเคยทำ เราก็อาจจะมาย้ำเตือนกับตัวเองแล้วก็มาเริ่มทำ ผมรู้สึกว่าการที่เรา “สร้างเป้าหมาย” ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นสิ่งใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นกับตัวผมได้ไม่นาน และผมก็อยากส่งต่อถึงคนอื่นๆ ด้วย คือเราก็ไม่เคยมาถามตัวเองเลยว่า สุดท้ายแล้วชีวิตนี้เรามีเป้าหมายอะไร เป้าหมายแบบไกลสุด กับเป้าหมายระยะสั้น มันทำให้เรามี Motivation ในการที่จะก้าวเดินไปมากขึ้น สมมุติว่าเราทำงานหรือว่าทำอะไรสักอย่างมาสักพักหนึ่ง ก็จะเกิดความเคยชิน ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น จนกลายเป็นความน่าเบื่อ กราฟชีวิตก็จะเนิบๆ ฉะนั้นเราก็ต้องหาอะไรมากระตุ้น ให้กราฟขึ้น สร้างความกระตือรือร้นให้กับตัวเอง โดยเริ่มคิดถึงเรื่องเป้าหมาย ว่าจริงๆ เราอยากทำอะไร เป็นอะไร เห็นภาพอะไรแบบไหน ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ แล้วการที่จะทำให้ถึงเป้าหมายแน่นอนว่าไม่ใช่คิดอย่างเดียว ก็ต้องทำด้วย เตรียมพร้อม เตรียมตัว อะไรที่มันจะทำให้เราไปถึงตรงนั้น เราก็ต้องไปเก็บเกี่ยวมาให้หมดให้ได้

 

เป้าหมายของท็อป?

ตอนนี้ผมเองก็มีหลายๆ อย่างที่อยากจะไป อยากจะทำ จริงๆ ตอนนี้เริ่มทำบริษัทของตัวเองแล้วครับเริ่มสนใจทางธุรกิจมากขึ้น เริ่มไปเรียนแล้วก็ได้ความรู้มากขึ้น เริ่มอ่านหนังสือเยอะขึ้น ฟังพอดแคสต์ (Podcast) ที่เกี่ยวกับ How to motivatedตัวเอง การเซตเป้าหมาย ทำให้รู้ว่าจริงๆ แล้วศาสตร์ในด้านธุรกิจมันก็มีสิ่งที่น่าสนใจเยอะมากๆ แล้วสุดท้ายมันก็จะเป็นความยั่งยืน เป้าหมายผมคือ อยากมีบริษัทที่สามารถยั่งยืนได้จริงๆ เพราะคำว่ายั่งยืนมันยิ่งใหญ่มากนะ จากที่เราเคยฟังว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านบอกว่าอยู่อย่างพอเพียงทำยังไงให้ยั่งยื่น เศรษฐกิจยั่งยืนคืออะไร พอเราไปเรียนเราก็เลยเริ่มรู้สึกว่า อ๋อ ยั่งยืนมันคืออย่างนี้เหรอ มันคือการที่คุณสามารถมีธุรกิจที่ทำกำไรให้คุณด้วย แล้วคุณสามารถแชร์ทั้งประสบการณ์ ทั้งเงิน คืนสู่สังคมด้วย แล้วก็ในขณะที่พนักงานเองหรือคนที่มีโอกาสน้อยกว่าเรา ก็สามารถมีชีวิตที่มีความสุขได้จริงๆ ยั่งยืนมันคือตลอดไปจริงๆ แล้วก็มีคนสามารถทำได้จริงๆ เยอะแยะมากมาย ผมได้ไปเห็นตัวอย่างในหลายๆ ตัวอย่างที่เรานึกไม่ถึง เช่น ดอยคำ โครงการหลวงของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ท่านวางแนวทางเอาไว้ผมก็เพิ่งรู้ด้วยซ้ำว่าเป็นแนวทางที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง จนต่างประเทศเขาบินมาดูงานที่เมืองไทยเลยนะว่าเขาทำยังไงสุดยอดมากๆ ผมแบบโอ้โห มันมีเรื่องที่แบบมันยิ่งใหญ่อีกมากมายในโลกนี้เราเลยรู้สึกว่า โลกมันกว้างใหญ่มากๆ ยังมีสิ่งที่เราต้องไปเรียนรู้อีกเยอะมากๆ ผมฟังพอดแคสต์ หนึ่งของ คุณรวิทย์ คุณแท็บ ผมชอบมากเลย เขาบอกว่า ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จ แต่ว่าคุณยังใช้ชีวิตแบบเดิมๆ คุณจะประสบความสำเร็จได้ยังไง ถ้าคุณไม่เปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิตเลย มันจะมีสิ่งใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตได้ยังไง ผมฟังแล้วแบบโอ้โห! สุดยอดเลยผมเลยรู้สึกว่าชีวิตยังมีอะไรให้เราได้เรียนรู้อีกเยอะ อนาคตก็คงได้เห็นผมเป็นเจ้าของธุรกิจอะไรสักอย่างหนึ่งแน่นอนครับ เป็นความสนุกที่ได้ไปเรียนรู้ แล้วก็อยากจะสร้างมันขึ้นมาให้ได้จริงๆ

เห็นความมุ่งมั่นในแววตาของหนุ่มท็อปแล้ว เชื่อว่าอีกไม่นานแฟนๆ คงได้เห็นความสำเร็จที่เขาวางเป้าไว้ ว่าแต่…ที่มุ่งมั่นตั้งใจขนาดนี้ เพราะคิดจะสร้างหลักปักฐานสร้างครอบครัวด้วยหรือเปล่าเอ่ย!?

กัลลัตตา

สกู๊ปพิเศษ : ‘คนมายา’ ร้อยเรียงความสุขสันต์ ส่งผ่านคำอวยพร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/385893

สกู๊ปพิเศษ : ‘คนมายา’ ร้อยเรียงความสุขสันต์ ส่งผ่านคำอวยพร

สกู๊ปพิเศษ : ‘คนมายา’ ร้อยเรียงความสุขสันต์ ส่งผ่านคำอวยพร

วันอาทิตย์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จิณณ์-จิณณะ นวรัตน์

“เทศกาลแห่งความสุขแบบนี้ ขออวยพรให้แฟนๆ ทุกท่านมีความสุขขอให้เป็นช่วงเวลาที่ดีของทุกคน สุขภาพแข็งแรง เดินทางด้วยความระมัดระวัง ที่สำคัญเดินทางถึงที่หมายด้วยความปลอดภัย แวะเที่ยวที่ไหนก็ขอฝากแฟนๆ เปิดช่อง 7HD กด 35 สนุกกับละคร “พ่อตาปืนโต ตอนหลานข้าใครอย่าแตะ” (ทุกเย็นวันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 18.50 น.วันศุกร์ เวลา 18.30 น.) และละคร “กองพัน รักลั่นฟ้า” (ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 9 โมงเช้า) ที่กำลังเข้มข้น สนุกสนานสร้างความบันเทิงอยู่ในขณะนี้ครับ”

 

วง Clash (แคลช)

“ปีหน้า พี่หมู…พวกเราวงแคลชขอให้ปีใหม่นี้ ทุกๆ คนจงได้มาซึ่งความสุข ความรัก ความดี ความร่ำรวย ทั้งสุขภาพและเงินทอง อะไรที่เคยยากก็ขอให้ทุกท่านสำเร็จสมหวังแบบหมูๆ ทุกคนนะครับ…ด้วยรักจากวงแคลช

 

เป๊ก-ผลิตโชค

“ขอให้ทุกคนมีความสุขมากๆ ในปีใหม่ที่จะนี้ และขอให้เป็นปีที่ดีสำหรับทุกคน ขอให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง คิดสิ่งใดก็ขอให้สมความปรารถนาทุกประการ ที่สำคัญขอให้คุณร่ำรวยๆ แฮปปี้นิวเยียร์นะครับ”

 

โอ๊ต-ปราโมทย์ ปาทาน

“สำหรับปีใหม่นี้ ขอให้ทุกคนมีแต่ความสุข มีแต่ความสมหวัง มีแต่ความเจริญ ในหน้าที่การงาน สุขภาพแข็งแรง ปีใหม่…ขอให้ได้เริ่มอะไรใหม่ๆ รักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ”

 

ป๊อป-ปองกูล สืบซึ้ง

“สวัสดีปีใหม่ ปี 2562 นี้นะครับ ผมก็ขอให้ทุกคนมีความสุขสมหวังนะครับคิดสิ่งใดก็ขอให้สมความปรารถนาสุขภาพร่างกายแข็งแรง และก็อะไรที่ยังไม่ได้เริ่มต้นใหม่ก็ขอให้ลองเริ่มต้นใหม่ในปีนี้ดูนะครับ เผื่อปลายปีจะได้ประสบความสำเร็จ”

 

บอย พีซเมคเกอร์

“เนื่องในโอกาสปีใหม่นี้ ผมก็ขอให้คนไทยทุกๆ คน มีแต่ความสุขความเจริญ มีแต่รอยยิ้ม ปราศจากเรื่องร้ายๆ เรื่องไม่ดีต่างๆ ก็ขอให้พ้นไปจากชีวิต ขอพระเจ้าอวยพรคนไทยทุกๆ คนครับ”

 

อะตอม-ชนกันต์

“ช่วงนี้เราก็อยู่ในบรรยากาศของปีใหม่แล้ว ผมอยากจะบอกกับคุณทุกๆ คนว่า สวัสดีปีใหม่ครับขอให้เป็นปีที่ดี เจอแต่เรื่องที่ดีๆ เข้ามาในชีวิต ถ้าจะดื่มอย่าขับ ถ้าจะขับอย่าดื่มครับผม…สวัสดีปีใหม่ครับ”

 

อ๊อฟ-ปองศักดิ์ รัตนพงษ์

“แฮปปี้นิวเยียร์ทุกๆ คนนะครับขอให้มีความสุขมากๆ คิดสิ่งใดก็ขอให้สมปราถนา ดั่งที่ตั้งใจไว้ สุขภาพแข็งแรง มีความรักที่ดี มีการงานที่ดี มีการเงินที่ดี ขอให้ปี 2019 เป็นปีที่ดีแบบไม่ต้องมูเลยครับ”

 

วง Jetset’er (เจ็ตเซ็ตเตอร์)

“ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่นี้ก็ขอให้ทุกคนอุดมไปด้วยความสุขสมหวังมั่งคั่งขอให้งานน้อยๆ เงินเยอะๆ แล้วกันนะครับ (ยิ้ม) เรื่องหลักๆ ที่เงินซื้อไม่ได้ก็คือสุขภาพ ก็ขอให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี มีโชคมีลาภกันถ้วนหน้านะครับ”

 

คชา นนทนันท์

“ปีใหม่ 2562 นี้ ขอให้ทุกๆ คนมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงนะครับอะไรที่ไม่ดีก็ทิ้งไว้ในปีเก่าเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความสุขสวัสดีปีใหม่ 2562 นะครับ”

 

ซิน-ทศพร อาชวานันทกุล

“ปีนี้ขอให้ทุกคนสมหวังในทุกสิ่งที่อยากได้ ขอให้มีช่วงเวลาที่ดีกับคนที่คุณรักในทุกๆวัน เดินทางไปไหนก็ขอให้ปลอดภัย ฉลองปีใหม่กันอย่างมีสติและมีความสุขนะฮะ”

 

มาตัง-ระดับดาว ศรีระวงศ์

“สวัสดีปีใหม่นะคะ ขอให้ทุกคนมีความสุขมากๆ อะไรที่ไม่ดีที่แย่ๆก็ทิ้งไว้กับปีเก่านะคะ เดินทางไปเที่ยว หรือ เดินทางกลับบ้านต่างจังหวัด ก็อย่าลืมเช็คสภาพรถกันด้วย ขอให้เดินทางปลอดภัย สุขสันต์วันปีใหม่ค่ะ”

 

โอปอ-ประพุทธ์ พิมพามา

“สวัสดีทุกคนนะครับ ปีใหม่นี้ผมขออวยพรให้ทุกคนได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ได้อยู่กับครอบครัวและก็คนที่รักอย่างเต็มที่เลยนะครับเดินทางไปไหนก็ขอให้ปลอดภัยรวมถึงเรื่องสำคัญคือสุขภาพต้องแข็งแรงด้วยนะครับ”

 

แพม-เปมิกา สุขสวี

“ปีใหม่นี้แพมก็ขอให้ทุกคนมีความสุขกันมากๆ นะคะ ใครที่เคยมีแต่เรื่องที่ไม่สมหวัง ก็ขอให้มีแต่เรื่องดีๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินเรื่องการงานทุกอย่างก็ขอให้ประสบแต่ความสำเร็จปีหน้าเป็นปีกุน ทุกคนจะต้องร่ำรวยเหมือนกระปุกออมสินหมู
และก็อย่าลืมดูแลสุขภาพตัวเองด้วยนะคะ”

 

วง Smile Eyes (สไมล์อาย)

“สวัสดีปีใหม่ 2562 นะครับ ปีกุนปีนี้ก็ขอให้มาเกื้อกูล ค้ำชูทุกๆ คนให้ประสบพบเจอแต่ความสุขความสำเร็จ สมหวังในทุกๆ ด้าน สุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ เงินมีใช้ไม่ขาดมือ เฮงเฮงเฮง ครับ

 

เค + ก้อง + ภูมิ

“ปี 2019 นี้ พวกเราก็ขอให้มีแต่ความสุขสมหวัง ขอให้เป็นปีที่เริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ สิ่งที่ดีที่งดงามในชีวิตของทุกๆ คนนะครับ

สิ่งที่ไม่ดีที่ผิดพลาดขอให้ทิ้งไว้ในปีเก่า สวัสดีปีใหม่ครับ”