สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : แบ่งลุ่มน้ำใหม่ได้อะไร? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556950

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : แบ่งลุ่มน้ำใหม่ได้อะไร?

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : แบ่งลุ่มน้ำใหม่ได้อะไร?

วันศุกร์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เดิมนั้นลุ่มน้ำหลักของประเทศไทยมีทั้งหมด 25 ลุ่มน้ำ แต่เพื่อให้ที่เหมาะสมสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและวิถีชีวิตของประชาชน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) จึงได้ดำเนินการศึกษาจัดแบ่งลุ่มน้ำใหม่ โดยพิจารณาจากจุดออกของลุ่มน้ำ
สภาพภูมิศาสตร์พื้นที่ วัฒนธรรมองค์กร การแบ่งเขตการปกครอง
การใช้น้ำ ตลอดจนการบริหารจัดการน้ำ และที่สำคัญพื้นที่ลุ่มน้ำไม่ควรอยู่ต่างภูมิภาค

ในที่สุดพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำใหม่ จาก 25 ลุ่มน้ำ
ลดลงเหลือ 22 ลุ่มน้ำก็มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา

สำหรับลุ่มน้ำหลักใหม่ทั้ง 22 ลุ่มน้ำนั้น ประกอบด้วย ลุ่มน้ำสาละวิน ลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำวัง ลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำน่าน ลุ่มน้ำโขงเหนือ
ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำป่าสัก ลุ่มน้ำบางปะกง ลุ่มน้ำโตนเลสาป ลุ่มน้ำ
แม่กลอง ลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ ลุ่มน้ำชี ลุ่มน้ำมูล ลุ่มน้ำสะแกกรัง ลุ่มน้ำท่าจีน ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก ลุ่มน้ำเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนบน ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนล่าง และลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันตก

อย่างไรก็ตามเมื่อมีการแบ่งลุ่มน้ำใหม่แล้ว ก็ยังจะไม่บริหาร
จัดการทรัพยากรน้ำได้ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ
พ.ศ.2561 ถ้ายังไม่มีกรรมการลุ่มน้ำ

เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 ต้องการให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ เป็นไปบนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน สามารถใช้ในการวิเคราะห์ด้านการบริหารจัดการแหล่งน้ำแบบองค์รวมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและรวดเร็วทันต่อสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน รวมทั้งสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างเบ็ดเสร็จในแต่ละลุ่มน้ำ

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. ยืนยันว่าสทนช.จะดำเนินการสรรหาและคัดเลือกกรรมการลุ่่มน้ำให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2564 ซึ่งประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตลุ่มน้ำนั้น และผู้แทนจากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำ และผู้ทรงคุณวุฒิ

หลังจากนั้นก็จะดำเนินการคัดเลือกกรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำ เพื่อไปนั่งในคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ( กนช.) จำนวน 6 คน ประกอบด้วย กรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 1 คน กรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำ 4 คน และกรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 1 คน จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2564

“ภายหลังจากได้คณะกรรมการลุ่มน้ำใหม่ครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำหลักและกรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำใน กนช.แล้วจะทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศบนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของทุกภาคอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับความต้องการสถานการณ์ในปัจจุบันและปัญหาในพื้นที่รวมทั้งตอบสนองต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ช่วยให้การพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพครอบคลุมทุกมิติมากยิ่งขึ้น” เลขาธิการ สทนช.ยืนยัน

ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2565 เป็นต้นไป มิติใหม่ของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศจะเริ่มนับ..หนึ่ง

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ยางแนวโน้มดีมีเสถียรภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555341

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ยางแนวโน้มดีมีเสถียรภาพ

วันศุกร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สัปดาห์ที่แล้วเขียนถึงโรคร้ายที่ทำลายสวนยางพาราคือ โรคใบร่วงชนิดใหม่ ซึ่งโรคนี้มีส่วนสำคัญทำให้แนวโน้มราคายางเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีเสถียรภาพในขณะนี้

ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) “ประพันธ์ บุณยเกียรติ” ได้วิเคราะห์สถานการณ์ราคายางพาราว่า สภาวะตลาดโลกที่มีการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบัน เอื้ออำนวยให้ราคายางยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ เนื่องจากมีความต้องการใช้ยางเป็นวัตถุดิบมากขึ้น ในขณะที่ปริมาณการผลผลิต
ลดลง

ยางพาราเป็นวัตถุดิบสำคัญ ในการผลิตถุงมือยาง และอุปกรณ์การแพทย์ต่างๆ เมื่อไวรัสโควิด-19 ระบาดอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ทำให้ความต้องการถุงมือยางและอุปกรณ์การแพทย์เพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนี้ ประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลก คือประเทศอินโดนีเซียและประเทศมาเลเซีย สวนยางนอกจากจะถูกโรคใบร่วงเข้าทำลายทำให้ผลผลิตลดลงแล้ว ยังประสบปัญหาน้ำท่วมอีกด้วย รวมความเสียหายกว่า 5 ล้านไร่ ประกอบกับในช่วงนี้ยางกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูปิดกรีด สวนยางพลัดใบ

เมื่อความต้องการใช้ยางมีมาก ในขณะที่ปริมาณการผลิตลดลง ราคาจึงเพิ่มสูงขึ้นตามกลไกทางการตลาดในเรื่องอุปสงค์อุปทาน โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมาราคา ณ ตลาดกลางยางพารา จ.สงขลา ยางแผ่นดิบราคากิโลกรัมละ 63.00 บาท ส่วนราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ได้ขึ้นมาอยู่ที่ 68.38 บาทต่อกิโลกรัม

“การเพิ่มขึ้นของราคายางควรจะเพิ่มขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ” ประธานกรรมการ กยท.กล่าว

ดังนั้นเพื่อให้ราคายางมีเสถียรภาพและสร้างความมั่นคงให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง กยท. ได้ดำเนินมาตรการต่างๆ หลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็น โครงการบริหารจัดการน้ำยางสด มีเป้าหมายที่จะดึงน้ำยางออกจากตลาดให้ได้ 200,000 ตัน ขณะนี้เริ่มดำเนินการแล้วที่ จ.นครศรีธรรมราช และอยู่ระหว่างการขยายโครงการไปยังจ.พัทลุง และ จ.สงขลา

โครงการนี้จะชะลอและขยายอายุการจัดเก็บน้ำยางสดจากเดิม 4-5 วัน เป็น 1-2 เดือน ให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร เป็นการป้องกันไม่ให้น้ำยางสดทะลักเข้าตลาดในเวลาเดียวกันเป็นจำนวนมากเกินไป และช่วยให้มีน้ำยางสดป้อนโรงงานเพื่อการผลิตอย่างสม่ำเสมอทุกฤดูกาล

อีกโครงการที่ที่ กยท.ได้ดำเนินการคือ โครงการชะลอการขายยางก้อนถ้วยเพื่อรักษาสภาพคล่องให้เกษตรกร ช่วยให้เกษตรกรสามารถรอจำหน่ายผลผลิตในช่วงเวลาที่เหมาะสมได้เช่นกัน โดยขณะนี้ได้นำร่องดำเนินโครงการกับสถาบันเกษตรกรทางภาคเหนือแล้ว

“ในอนาคตเมื่อเราบริหารจัดการสินค้ายางที่อยู่ในสต๊อกได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถจัดเก็บยางไว้ได้ในช่วงความต้องการน้อยและนำออกจำหน่ายเมื่อมีความต้องการใช้ยางมาก จะช่วยให้ราคายางเกิดเสถียรภาพ” ประธาน กยท.ฟันธง!!!


รัฐศักดิ์ พลสิงห์

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : จับตา…โรคใบร่วงยางพาราระบาด! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/553701

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : จับตา...โรคใบร่วงยางพาราระบาด!

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : จับตา…โรคใบร่วงยางพาราระบาด!

วันศุกร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆนี้ ท่านประธานกรรมการ การยางแห่งประเทศไทย(กยท.)“ประพันธ์ บุณยเกียรติ” ได้นำทีมล่องใต้สำรวจสวนยางพาราที่เป็นโรคใบร่วงชนิดใหม่ พบว่ามีการระบาดกว่า 900,000 ไร่ จังหวัดที่หนักที่สุดก็คือ นราธิวาส พบการระบาดถึง 720,000 ไร่

จริงๆที่แล้วโรคใบร่วงชนิดใหม่ดังกล่าว ไม่ได้ใหม่สำหรับประเทศไทยเสียทีเดียว เคยระบาดมาแล้วในปี 2562 ต่อเนื่องมาปี 2563 และเคยระบาดหนักมากๆ ในประเทศอินโดนีเซียมาก่อน มีสวนยางได้รับผลกระทบถึง 2.5 ล้านไร่ เยอะกว่าประเทศไทยหลายเท่า

ถ้าหากต้นยางต้นใดถูกโรคนี้เข้าทำลายอย่างรุนแรงแล้ว ผลผลิตน้ำยางจะลดลง ถึงขั้นไม่มีน้ำยางเลย และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้น้ำยางออกสู่ตลาดลดลง ราคายางจึงเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามแม้ราคายางจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ถ้าเกษตรกรไม่มียางขายก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้นจะต้องเร่งหาวิธีป้องกันและยับยั้งโรคนี้ให้ได้

“กยท.จะต้องเร่งดำเนินการทำแผนงานระงับยับยั้ง และควบคุมการแพร่ระบาดของโรคใบร่วงอย่างรัดกุมและมีประสิทธิภาพโดยด่วนที่สุดอย่างช้าภายในเดือนพฤษภาคมหรือก่อนฤดูฝนที่เป็นฤดูที่เหมาะแก่การเติบโตของเชื้อโรค” ประธานกรรมการ กยท.กล่าวยืนยัน

การระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ มีสาเหตุจากเชื้อรากลุ่ม Colletotrichum sp. และ Pestalotiopsis sp. บริเวณที่ระบาดหนักจะเป็นสวนยางพาราที่ปลูกบนภูเขาและมีความชื้นในอากาศสูง ซึ่งยังอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

วิธีสังเกตว่า ต้นยางพาราเป็นโรคใบร่วงชนิดใหม่นี้หรือไม่นั้น ดูง่ายๆ จากใบ อาการเริ่มแรกใต้ใบมีลักษณะรอยช้ำค่อนข้างกลม ผิวใบด้านบนบริเวณเดียวกันสีเหลืองกลม ระยะต่อมาเนื้อเยื่อบริเวณนี้เป็นแผลตายแห้งเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ และเป็นสีสนิมซีดรอบแผลไม่เป็นสีเหลือง รูปร่างแผลค่อนข้างกลมขนาดจำนวนจุดแผลบนแผ่นใบมีมากกว่า 1 แผลอาจเจริญลุกลามซ้อนกันเป็นแผลขนาดใหญ่ และใบจะร่วงในที่สุด อาจจะร่วงซ้ำถึง 3 รอบต่อปี

ส่วนวิธีป้องกันง่ายที่สุดในตอนนี้คือใช้กระบวนการจัดการสวนที่ดี สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับต้นยางพารา และสารการใช้สารเคมีในการป้องกันจำกัด ซึ่ง กยท.ได้ดำเนินการจัดทำเอกสารเผยแพร่เอกสารความรู้เรื่องโรคใบร่วงชนิดใหม่ ตลอดจนแนวทางการป้องกันและกำจัดแจกจ่ายไปในพื้นที่ทั้งหมดแล้ว

เกษตรกรชาวสวนยางสามารถติดต่อขอเอกสาร ได้ที่สำนักงานของ กยท.ที่อยู่ใกล้

อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้ยังโชคดีการระบาดยังไม่กระจายทั่วไป เพราะยางเริ่มผลัดใบ เชื้อหยุดระบาดเนื่องจากไม่มีอาหาร และยังโชคดีที่พืื้นที่ภาคใต้ตอนบน ภาคกลางภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังไม่พบการระบาด แต่เกษตรกรก็ไม่ควรตายใจ ราคายางแนวโน้มเริ่มดีขึ้น ควรจะดูแลรักษาสวนยางให้ดี

หากเกษตรกรให้ความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและกำจัดแล้ว เชื่อมั่นในการควบคุมโรคระบาดครั้งนี้ได้จะประสบผลสำเร็จแน่นอน…ฟันธง!!!

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : EEC มั่นคงเรื่องน้ำตลอดกาล? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552113

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : EEC มั่นคงเรื่องน้ำตลอดกาล?

วันศุกร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เขียนถึงการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในฤดูแล้งปีที่ผ่านมาประสบผลสำเร็จอย่างน่าพอใจ ทั้งๆ ที่ปริมาณน้ำต้นทุนมีจำนวนจำกัด แต่ก็ผ่านพ้นวิกฤติมาได้ ด้วยการทำงานแบบบูรณาการภายใต้กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.)

มาถึงฤดูแล้งปีนี้สถานการณ์น้ำในพื้นที่ EEC เป็นอย่างไร?

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) บอกว่า ปริมาณน้ำต้นทุนในภาคตะวันออกปีนี้มีปริมาณน้ำรวม 1,928 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 62%มีปริมาณน้ำมากกว่า 303 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งเป็นผลมาจากฝนที่ตกลงมากกว่าปีที่แล้ว ประกอบกับหลากหลายมาตรการที่ทุกหน่วยงานได้ดำเนินการร่วมกัน รวมทั้งรัฐบาลยังได้อนุมัติงบกลางเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำต่างๆ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักน้ำในช่วงฤดูฝนปี 2563 ที่ผ่านมารวมทั้งสิ้น 1,451 แห่ง ส่งผลให้ปริมาณน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและมากกว่าปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามหากพิจารณาถึงความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ EEC ในอนาคตนั้น เป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถในการวางแผนแก้ปัญหา ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีความต้องการใช้น้ำรวม 2,419 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 58 ของความต้องการใช้น้ำภาคตะวันอออก ในปี 2570 ความต้องการจะเพิ่มขึ้นเป็น 2,888 ล้านลบ.ม. และในปี 2580 ความต้องการจะพุ่งขึ้นถึง 3,089 ล้านลบ.ม.

ในขณะที่ปริมาณน้ำต้นทุนที่หล่อเลี้ยงพื้นที่ EEC ในปัจจุบันมีทั้งสิ้น 2,540 ล้านลบ.ม.ต่อปี โดยเป็นปริมาณน้ำจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และกลาง 1,368 ล้านลบ.ม. จากลุ่มเจ้าพระยา 597 ล้านลบ.ม. จากแม่น้ำปราจีนบุรี-นครนายก 395 ล้านลบ.ม. จากน้ำบาดาล 79 ล้านลบ.ม. ผันจากคลองพระองค์ไชยานุชิต 70 ล้านลบ.ม. และจากลุ่มน้ำบางปะกง 30 ล้านลบ.ม.

ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่มากกว่าความต้องการใช้น้ำในปัจจุบันประมาณ 100 กว่าล้านลบ.ม.เท่านั้น หากไม่หาแหล่งน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้น อีกไม่กี่ปีน้ำในพื้นที่ EEC จะขาดแน่นอน

“สทนช. ได้วางแผนในเชิงป้องกัน โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำเพื่อสร้างความมั่นคงน้ำในเขต EEC ระยะยาวไว้แล้ว” เลขาธิการ สทนช. กล่าวถึงแนวทางในการแก้ปัญหา

ระหว่างปี 2563-2580 จะดำเนินการทั้งหมด 38 โครงการ เน้นการบริหารจัดการน้ำต้นทุนในพื้นที่แหล่งน้ำนอกลุ่มน้ำ แหล่งน้ำผิวดิน น้ำบาดาล รวมถึงพัฒนาน้ำจืดจากน้ำทะเล โดยคำนึงถึงความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศมาใช้ในการพัฒนาโครงการด้วย โดยขณะนี้ได้แล้วเสร็จ 4 โครงการ ได้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 46.47 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการ 13 โครงการ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2567 ได้ปริมาณน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้นอีก 216.32 ล้าน ลบ.ม. ส่วนที่เหลิือจะดำเนินในระยะต่อๆ ไปจนครบตามแผน

นอกจากนี้ สทนช. ยังได้เร่งจัดทำผังน้ำของลุ่มน้ำบางปะกงขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการจัดสรรทรัพยากรน้ำตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ อย่างเป็นระบบและเป็นธรรม ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำต้นทุนให้พื้นที่ EEC อีกทางหนึ่ง

ฟันธง!!! “EEC จะมีความมั่นคงในเรื่องน้ำอย่างแน่นอน” ดร.สมเกียรติการันตี

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ผลงานแก้ปัญหาน้ำEEC #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/550512

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ผลงานแก้ปัญหาน้ำEEC

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ผลงานแก้ปัญหาน้ำEEC

วันศุกร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในฤดูแล้งปีที่แล้ว เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 3 จังหวัดคือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีความเสี่ยงสูงที่จะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ เพราะปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ในขณะนั้นมีไม่เพียงพอกับความต้องการ

แต่ก็สามารถบริหารจัดการน้ำผ่านพ้นวิกฤติขาดน้ำมาได้วิกฤติภัยแล้งที่รุนแรงทำให้รัฐบาลจัดตั้ง กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) ขึ้นมาโดยมี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการ เพื่อทำหน้าที่บูรณาการ ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควบคุมวิกฤติน้ำที่อยู่ในวงจำกัด รวมทั้งรวบรวม ติดตาม ประเมินสถานการณ์ อำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สร้างการรับรู้ และลดผลกระทบที่เกิดขึ้น ตลอดจนให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที

พื้นที่ EEC ขณะนั้นเข้าข่ายเป็นพื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติขาดแคลนน้ำ!!

EEC มีความต้องการใช้น้ำประมาณ 540 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) แต่ปริมาณต้นทุนขณะนี้มีเพียง 390 ล้านลบ.ม.เท่านั้น

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการ กอนช. เล่าให้ฟังว่า ขณะนั้นกอนช.ได้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดร่วมกันวางแผนจัดหาน้ำให้เพียงพอกับความต้องการใช้ในพื้นที่ EEC ไม่ว่าจะการใช้สูบผันน้ำคลองวังโตนด มาเติมอ่างฯประแสร์ และผันน้ำจากจากอ่างฯประแสร์มาช่วยพื้นที่ EEC รวมทั้งการแบ่งปันน้ำจากอ่างฯประแกตการเจรจาซื้อน้ำจากบ่อดินของเอกชน มาเสริมเข้าระบบน้ำการประปาส่วนภูมิภาค และของบริษัท East Water พร้อมทั้งจะดำเนินการขุดลอกคลองหลวง จากท้ายอ่างฯคลองหลวงถึงคลองพานทองเพื่อระบายน้ำมาที่สถานีสูบพานทอง และสูบผันมาเติมในอ่างฯบางพระ นอกจากนี้ยังวางแผนที่จะทำการสูบผันน้ำแม่น้ำบางปะกง มาเติมอ่างฯ บางพระ พร้อมๆ กับทำการรณรงค์ให้ผู้ใช้น้ำ ลดการใช้น้ำ 10% เจรจาให้โรงไฟฟ้าเอกชนหยุดเดินระบบอยู่ในโหมด Stand Bye เพื่อลดการใช้น้ำเพื่อหล่อเย็น เป็นต้น

ในที่สุด EEC ซึ่งเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมหลักของประเทศ ก็ผ่านพ้นวิกฤติขาดแคลนน้ำได้

อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน รัฐบาลยังได้เคลื่อนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ในพื้นที่ EEC ปี 2563-2580 อีกจำนวน 38โครงการ วงเงิน 52,191 ล้านบาท ได้ปริมาณน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้น 872 ล้าน ลบ.ม. โดยในจำนวนนี้ สทนช.ได้กำกับขับเคลื่อนโครงการ ไปแล้ว 16 โครงการ จะดำเนินการแล้วเสร็จ ในปี 2565 จะได้น้ำเพิ่มขึ้น 253.60 ล้าน ลบ.ม.

เรื่องดีๆ ผลงานชิ้นโบแดงของ กอนช. อย่างนี้ก็ต้องชมกันบ้างครับ จะได้เป็นกำลังใจในการทำงานและยังสามารถนำแนวทางดังกล่าวไปต่อยอด ขยายผล แก้ปัญหาน้ำในพื้นที่อื่นๆ ในปีนี้และปีต่อๆไปได้อีกด้วย

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : คลองมะเดื่อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548824

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : คลองมะเดื่อ

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : คลองมะเดื่อ

วันศุกร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คลองมะเดื่อเป็นลำน้ำสาขาหนึ่งของลุ่มน้ำนครนายก ต้นน้ำอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ปัจจุบันเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญอีกแห่งของจ.นครนายก ด้วยลำธารที่ใส น้ำเย็นสบาย และไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ในช่วงวันหยุดจึงมีนักท่องเที่ยวเข้าไปกางเต็นท์ แคมปิ้งจำนวนมาก แม้เส้นทางจะค่อนข้างลำบากสำหรับรถเก๋งก็ตาม

คลองมะเดื่อเหมือนเป็นลำน้ำคู่ขนานกับคลองท่าด่านถ้าหันหน้าเข้าเขาใหญ่ คลองท่าด่านจะอยู่ขวามือ ส่วนคลองมะเดื่อจะอยู่ซ้ายมือ

กรมชลประทานได้ทำการศึกษาโครงการพัฒนาลุ่มน้ำนครนายกตอนบน เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วม ขาดแคลนน้ำ และปัญหาดินเปรี้ยว ได้ผลสรุปว่า ควรจะดำเนินการสร้างเขื่อน 2 แห่งคือ เขื่อนคลองท่าด่าน และเขื่อนคลองมะเดื่อ

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสให้ดำเนินการก่อสร้างเขื่อนคลองท่าด่าน และกรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2548 ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทาน นามว่า เขื่อนขุนด่านปราการชล อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ส่วนเขื่อนคลองท่าด่าน ยังไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างได้ แต่บริเวณพื้นที่จะสร้างเขื่อนในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อนมากๆ

“เขื่อนคลองมะเดื่อ ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 บ้านดง ต.สาริกา อ.เมือง จ.นครนายก มีพื้นที่รับน้ำ 62.30 ตารางกิโลเมตร มีความจุ 85.17 ล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อแล้วเสร็จจะมีแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อการอุปโภค-บริโภค การเกษตร และช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัย รวมทั้งยังช่วยแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวและช่วยผลักดันน้ำเค็มที่ขึ้นมาทางแม่น้ำบางปะกงอีกด้วย” นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมโครงการ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยเปิดให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อนำไปสู่การศึกษาโครงการอย่างครบถ้วนสมบูรณ์และตรงความต้องการของประชาชนในพื้นที่

ผมเคยเข้าไปคลองมะเดื่อตั้งแต่ปี 2540 ที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักทั่วไป ช่วงนั้นสามารถเดินทางเข้าไปถึงจุดที่น้ำท่วมถึงหากมีการสร้างเขื่อน ซึ่งชาวบ้านเรียกว่าคลอง 5 (ถ้าจำไม่ผิด) อยู่ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ต่อมามีนักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวมากขึ้น โดยเฉพาะออฟโรดมีการแข่งรถในลำธารอย่างที่เป็นข่าวดังเมื่อหลายปีก่อน ยิ่งทำให้คนรู้จักคลองมะเดื่อมากขึ้น มีนักท่องเที่ยวไปเที่ยวเพิ่มขึ้นตามลำดับ จนต้องมีการออกกฎระเบียบที่เข้มขึ้นในปัจจุบัน และให้สามารถขับรถเข้าไปเที่ยวได้แค่คลอง 3 เท่านั้น

เมื่อก่อนผมเข้าไปท่องเที่ยวอีกครั้ง เห็นป้ายคัดค้านการสร้างเขื่อนคลองมะเดื่อ ตั้งแต่ทางเข้าบริเวณบ้านดงไปจนถึงคลอง 3 มีการลงทะเบียนนักท่องเที่ยวที่เข้าไปเที่ยว โดยเจ้าของแคมป์ เจ้าของรีสอร์ท ตามมาตรการของรัฐในช่วงการระบาดของโควิด-19

แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปมากคือ มีการรุกล้ำ พื้นที่ป่า ตัดถางป่าเพื่อใช้เป็นสถานที่กางเต็นท์ แคมปิ้งของนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมากๆ ไม่ทราบว่ากรมอุทยานแห่งชาติฯ รู้บ้างหรือเปล่า คัดค้านการสร้างเขื่อนแต่กลับปล่อยให้มีการรุกล้ำ ตัดไม้ ทำลายป่าแถมยังมีการเงินที่เก็บจากนักท่องเที่ยวโดยเจ้าของแคมป์ เจ้าของรีสอร์ท ที่รุกล้ำป่าเขาใหญ่อีกด้วย….ตรวจสอบด้วยครับ

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : การบริหารจัดการแม่น้ำโขง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/547128

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : การบริหารจัดการแม่น้ำโขง

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : การบริหารจัดการแม่น้ำโขง

วันศุกร์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำนานาชาติ ต้นกำเนิดอยู่ในประเทศจีน ไหลผ่านจีน เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา และออกสู่ทะเลที่ประเทศเวียดนาม ซึ่งในปัจจุบันมีการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงหลายแห่งทั้งในจีน และ สปป.ลาว ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงไม่เป็นไปตามธรรมชาติ

เมื่อวันก่อนได้อ่านข้อความที่ท่าน สส.เชียงราย นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ หรือ หมอเอก พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊คแสดงความเห็นถึงการไม่รักษาสุมดุลอำนาจระหว่างประเทศในการบริหารจัดการน้ำโขง ปล่อยให้ น้ำโขงแห้งเหือดส่งผลต่อระดับน้ำอิงที่เชียงแสนและส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนบนฝั่งน้ำ สาเหตุเพราะเขื่อนที่ขวางอยู่ตลอดแนวลำน้ำโขง โดยที่รัฐบาลไทยไม่ทำอะไรเลย

เรื่องนี้ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับ บิ๊กหมายเลข1ของข้าราชการประจำในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศไทย ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) ในเรื่องดังกล่าวว่า เป็นจริงหรือไม่ ประเทศไทยเป็นแค่ “มณฑลไท่กั๋ว” อย่างที่หมอเอกว่าเลยหรือ?

หน้ามือ…หลังมือเลย ครับ!

“รัฐบาลไทยทำงานเชิงรุกจัดการน้ำโขงมาอย่างต่อเนื่อง และยังปรับปรุงการเชื่อมต่อข้อมูลใกล้ชิดมากขึ้นโดยยึดผลประโยชน์ประเทศสูงสุดภายใต้กรอบเวทีความร่วมมือลุ่มน้ำโขงตลอดสาย” ดร.สมเกียรติกล่าวยืนยัน

เลขาธิการ สทนช.ได้ขยายความให้ฟังว่า การบริหารจัดการน้ำโขง ในระยะ 1-2 ปีที่ผ่านมานั้น มีการผลักดันให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลระดับน้ำและด้านอุทกวิทยาตลอดทั้งปีทุกเวทีการเจรจา ซึ่งทางจีนยินดีให้ข้อมูลระดับน้ำและปริมาณน้ำจากสถานีวัดน้ำ 2 แห่ง ได้แก่ สถานีจิ่งหง และสถานีหม่านอัน ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา ล่าสุดกระทรวงทรัพยากรน้ำของจีน กับสทนช. ได้มีการลงนามความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลตลอดทั้งปีมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2563ที่ผ่านมา จากเดิมเริ่มต้นเพียงช่วงฤดูฝนเท่านั้น

ส่วนกรณีที่เขื่อนจิ่นหง ของจีน ลดการระบายนั้น สทนช.ได้รับข้อมูลอุทกวิทยาจากสถานียุนจิ่นหง พบว่า มีระดับน้ำที่เปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2563 ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจได้เร่งติดต่อประสานงานทันที แต่ด้วยเป็นช่วงวันหยุดยาวสิ้นปี ทำให้เกิดช่องว่างในการแจ้งยืนยันข้อมูลอย่างเป็นทางการมาในวันที่ 5 ม.ค. 2564 ทำให้การแจ้งเตือนหน่วยงานระดับพื้นที่มีความล่าช้าลงบ้าง โดยระดับน้ำที่ อ.เชียงแสน ลดลงวันที่ 2-5 มกราคม 2564 ประมาณ 1 เมตร

คาดว่าในระยะนี้ ระดับน้ำในแม่น้ำโขงจะมีค่าคงที่ ซึ่งอยู่ต่ำกว่าระดับตลิ่ง ประมาณ 10.61 เมตร

อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาตัวเองเป็นเรื่องที่ดีที่สุด ดังนั้น สทนช.กำลังเร่งปรับปรุงระบบการได้ข้อมูลยืนยันที่เป็นทางการให้รวดเร็วมากขึ้น โดยในเร็วๆนี้ จะมีการตั้งสถานีอุทกวิทยาที่เชียงกก บริเวณพรมแดนของลาว-เมียนมา-จีน ซึ่งจะทำให้ไทยสามารถวิเคราะห์ข้อมูลระดับน้ำได้ถูกต้อง รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมทั้งจะใช้ดาวเทียมในการยืนยันข้อมูลอุทกวิทยาตลอดลำน้ำโขงอีกด้วย

จริงๆ แล้วจีนไม่ให้ข้อมูลด้านอุทกวิทยายังได้เลยเพราะเป็นเขื่อนที่สร้างก็เป็นของเขา สร้างกั้นแม่น้ำในประเทศเขาด้วย แต่ด้วยการเจรจาและความสัมพันธ์อันดีของไทยและจีน รวมทั้งอีก 4 ประเทศในลุ่มน้ำโขง ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงข้อมูลด้านอุทกวิทยา เพื่อให้ในการบริหารแม่น้ำโขงเกิดประสิทธิภาพสูงสุดและเกิดผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุดภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในปัจจุบัน

หวังว่าคงเข้าใจนะครับ…

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : เตรียมใจก่อนไป..ดอยเสมอดาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/545429

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : เตรียมใจก่อนไป..ดอยเสมอดาว

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : เตรียมใจก่อนไป..ดอยเสมอดาว

วันศุกร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ได้มีโอกาสไปเที่ยวที่ ดอยเสมอดาว และผาหัวสิงห์ อุทยานแห่งชาติศรีน่าน ประทับใจในความสวยงาม แต่เสียดายที่ไม่ได้กางเต็นท์แคมปิ้งบนดอยเสมอดาว เพราะสถานที่ไม่เอื้ออำนวยหลายอย่าง ต้องมากางเต็นท์พักแรมในพื้นที่ของชาวบ้าน

มองในแง่ดีคือ กระจายรายได้ให้ชุมชน

อุทยานแห่งชาติศรีน่าน มีพื้นที่ประมาณ 583,750 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่อ.เวียงสา อ.นาน้อย และอ.นาหมื่น เป็นผืนป่ารอยต่อประเทศไทยกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวจึงเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ เจ้าหน้าที่อุทยานบอกว่า ที่นี่มีสัตว์หายากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น นกยูง เสือดาว เสือดำ หมี กวาง หมาป่า และหมาไน นอกจากนี้ยังมี ช้างป่า วัวแดง และกระทิง

แต่ที่ไปครั้งนี้ไม่พบสัตว์ป่าสักชนิดเลย เพราะไม่ได้เดินป่าหรือไปนั่งห้างดูสัตว์ ตั้งใจจะไปสัมผัสอากาศที่หนาวเย็น นั่งผิงไฟ ดูดาว ดูทิวทัศน์พระอาทิตย์ขึ้น-ตก และที่สำคัญอยากจะเห็นทะเลหมอก

ผมเดินทางไปถึงด้วยรถยนต์ส่วนตัว ประมาณบ่าย 3 โมงกว่าๆ จ่ายค่าผ่านเข้าอุทยานฯตามระเบียบ ดอยเสมอดาว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีลานกว้าง มีเนินเข้าโค้งไปตามสันเขามองเห็นทิวทัศน์เกือบ 360 องศา ที่เป็นภูเขาขึ้นสลับทับซ้อนกันสวยงาม โดยเฉพาะทิศตะวันออกมองเห็นผาชู้ แม่น้ำน่านที่คดเคี้ยวของลำน้ำน่าน ก่อนที่จะไหลลงเขื่อนสิริกิติ์

บริเวณเดียวกันจะมองเห็นผาหัวสิงห์เป็นหน้าผามีรูปร่างเหมือนสิงโตนอนหมอบหันหน้าไปทางทิศตะวันออก เป็นอีกจุดที่นักท่องเที่ยวจะต้องถ่ายรูป ผมก็ไม่พลาดเช่นกัน

ครั้งแรกว่าจะกางเต็นท์ นอนแคมปิ้ง ที่ดอยเสมอดาว จึงได้ติดต่อสอบถามรายละเอียด

เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้ชี้จุดกางเต็นท์ส่วนตัวให้ผมดู เป็นทำเลไม่สวยงามนัก ไกลจากห้องน้ำ ที่จอดรถ และร้านค้าสวัสดิการแตกต่างจากเต็นท์ของอุทยานฯที่ถูกกางไว้เต็มพื้นที่ที่เป็นทำเลที่ดีๆ ผมบอกว่า ไม่เป็นไร ไกลจากผู้คนเงียบสงบดี แม้จะต้องขนสัมภาระจากรถไปไกลก็ตาม มองในแง่ดี ได้ดูดาวเงียบๆ ซึ่งทางอุทยานฯอนุญาตให้จอดรถขนสัมภาระได้ชั่วคราว จากนั้นแล้วค่อยนำไปจอดที่ลานจอดรถ

แต่เมื่อเจ้าหน้าที่บอกกฎเกณฑ์และระเบียบปฏิบัติแล้วผมเปลี่ยนใจไม่นอนที่ดอยเสมอดาวทันที

กฎเกณฑ์และระเบียบของอุทยานฯที่นี่ต่างจากที่อื่นที่ผมเคยไปท่องเที่ยว คือ ไม่ให้ทำอาหารหน้าเต็นท์ ไม่ให้ก่อกองไฟ รวมทั้งห้ามใช้เตาถ่านด้วย(อุทยานฯอื่นๆจะห้ามเฉพาะก่อกองไฟ แต่จะอนุญาตให้ใช้เตาถ่านได้)

อากาศที่หนาวเย็นอุณหภูมิเลขตัวเดียว ต้องขนสัมภาระแยกกันระหว่าง เต็นท์ เครื่องนอน กับ อาหาร เครื่องครัว ซึ่งจุดที่อนุญาตให้ประกอบอาหารนั้นมีเพียงจุดเดียว และอยู่ห่างจากจุดที่กางเต็นท์ส่วนตัวอีกด้วย จะนั่งดูดาวหน้าเต็นท์กับเตาถ่านอุ่นๆก็ทำไม่ได้

มันไม่ใช่การแคมปิ้ง อย่างเช่นอุทยานฯอื่นๆแล้วครับ

เจ้าหน้าที่บอกว่า ถ้าอยากจะทำอาหารหน้าเต็นท์ใช้เตาถ่านได้ จอดรถไม่ห่างจากจุดกางเต็นท์ ต้องไปที่ชาวบ้าน ซึ่งอยู่บริเวณใกล้เคียง จะได้เห็นดาวที่ไม่ต่างกัน ได้ชมพระอาทิตย์ขึ้น-ตก และทะเลหมอกบรรยากาศใกล้เคียงกัน ผมจึงตัดสินใจไปนอนที่ชาวบ้าน…และก็ไม่ผิดหวังครับ

เขียนมา..แค่อยากบอกให้รู้ว่า กฎระเบียบการพักแรมในพื้นที่ดอยเสมอดาว ไม่เหมือนที่อุทยานฯอื่นๆ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม? ทั้งๆ ที่กฎระเบียบการพักแรมในพื้นที่อุทยานฯน่าจะเป็นสากลเหมือนกันทุกอุทยานฯ และที่สำคัญทำเลสวยๆ น่าจะเหลือไว้ในนักท่องเที่ยวที่กางเต็นท์ส่วนตัวบ้างนะครับ


รัฐศักดิ์ พลสิงห์

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ‘ช่องเย็น’ ต้องบริการด้วย ‘ใจ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/543758

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ‘ช่องเย็น’ต้องบริการด้วย‘ใจ’

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ‘ช่องเย็น’ต้องบริการด้วย‘ใจ’

วันศุกร์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ที่ตั้งอยู่ในผืนป่าตะวันตกของประเทศไทยมีเนื้อที่กว่า 558,000 ไร่ ครอบคลุมท้องที่ อ.ปางศิลาทอง จ.กำแพงเพชร และ อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ เป็นต้นกำเนิดของลำน้ำแม่วงก์ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทุนแหล่งหนึ่งของลุ่มเจ้าพระยา

“ช่องเย็น” เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่ต้องการไปสัมผัสธรรมชาติอากาศท่่ี่หนาวเย็นตลอดทั้งปี และมีทิวทัศน์พระอาทิตย์ตกดินที่สวยงาม

ช่องเย็นเป็นจุดสิ้นสุดของทางหลวงหมายเลข 1117 เป็นถนนเพื่อความมั่นคงทางทหาร โดยจะสร้างถนน จากจ.กำแพงเพชร ไป อ.อุ้มผาง จ.ตาก ระยะทางรวมประมาณ 143 กม. แต่สามารถสร้างเสร็จสมบูรณ์ถึงกม.ที่ 115 ต้องหยุดไปเพราะสงครามกับคอมมิวนิสต์ได้สงบลง รัฐบาลในสมัยนั้นจึงได้มีมติยุติการก่อสร้างถนนเพราะเห็นว่าไม่มีประโยชน์ในทางการทหารและความมั่นคงแล้ว และต้องการรักษาสภาพป่าผืนที่สมบูรณ์ในด้านตะวันตกของไทยไว้โดยได้ทำการปิดถนนที่ “ช่องเย็น” กม.ที่ 93 เป็นระยะเวลามากว่า 30 ปีแล้ว

จริงๆแล้วอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ไม่ได้มีสถานที่ท่องเที่ยวเพียงช่องเย็นเท่านั้น ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวนิยมไปอีกมากมาย เช่นเขาโมโกจู

ยอดเขาโมโกจู เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในผืนป่าตะวันตก สูง 1,964 เมตร จากระดับน้ำทะเล ห่างจากที่ทำการอุทยาน ประมาณ 38 กิโลเมตร เป็นยอดเขาที่มีชื่อเสียงในกลุ่มท่องเที่ยวแบบเดินป่า ปีนเขา ที่ครั้งหนึ่งในชีวิิตจะต้องไปเยือนให้ได้

โมโกจู เป็นภาษากะเหรี่ยง แปลว่า เหมือนฝนจะตก เนื่องจากบนยอดเขามักถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกและมีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี ช่วงปีนเขาจะมีความลาดชันกว่า 60 องศา ดังนั้น นักเดินป่า นักปีนเขาที่สนใจจะต้องเตรียมร่างกายให้พร้อม และที่สำคัญจะต้องจองคิวในการออกทริปในแต่ละปีด้วย เพราะทางอุทยานฯจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว เพื่อสร้างความสมดุลให้กับธรรมชาติ โดยในการออกทริปในแต่ละครั้งจะใช้เวลาไป-กลับ 5 วัน

นอกจากนี้ อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมาย เช่น ภูสวรรค์ ซึ่งอยู่เหนือช่องเย็นไปประมาณ 300 เมตร ต้องเดินขึ้นเขาชันอย่างต่อเนื่อง แต่ทางอุทยานฯทำทางเดินขึ้นไว้ค่อนข้างดีถ้าไปช่องเย็น ต้องไม่พลาดปีนขึ้นภูสวรรค์ เพราะจะได้เห็นทิวทัศน์ 360 องศาที่สวยงาม

จุดชมวิวกิ่วกระทิง  ตั้งอยู่กม.ที่ 81 เป็นหน้าผาสูงชัน จุดนี้ต้องขึ้นไปเช้าๆ ดูพระอาทิตย์ขึ้นบริเวณช่องเขาสวยงามมากๆ โมโกจูน้อย เป็นเนินเขาเล็กที่คล้ายๆเขาโมโกจู ที่มองเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวประเภทนน้ำตกก็มีหลายแห่งเช่น น้ำตกแม่รีวา น้ำตกแม่กี น้ำตกแม่กระสา น้ำตกนางนวล น้ำตกเสือโคร่ง  เป็นต้น

อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญและสวยงามมากมายเช่นนี้ จำเป็นจะต้องมีเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ ความสามารถ และที่สำคัญจะต้องมีใจให้กับงานด้านการบริการและประชาสัมพันธ์ด้วย เพราะจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไปตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญๆ คำถามที่นักท่องเที่ยวถาม อาจจะเป็นคำถามเดียวกัน ที่จะต้องตอบซ้ำเหมือนเดิมวันละหลายๆครั้ง แต่นักท่องเที่ยวแต่ละคนจะได้ยินเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

ไม่ใช่…ถามคำ ตอบคำ ไม่อธิบาย ไม่ยิ้มหน้าบูดบึ้ง แสดงกิริยาเหมือนกับรำคาญที่นักท่องเที่ยวถาม อยากให้ทางอุทยานฯแก้ไขด้วยครับ หน้าตาสวยอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบ คำตอบคือ ต้องทำงานด้วย “ใจ”ครับ…


รัฐศักดิ์ พลสิงห์

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : โควิด-19พลิกวิกฤติเป็นโอกาส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541036

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : โควิด-19พลิกวิกฤติเป็นโอกาส

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : โควิด-19พลิกวิกฤติเป็นโอกาส

วันศุกร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศค่อนข้างรุนแรงครอบคลุมไปทั่วทุกธุรกิจ

ยางพาราก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน

ราคายางมีแนวโน้ม ปรับตัวลดลงตามราคาตลาดล่วงหน้าปรับตัวที่ปรับตัวลง เพราะมีความกังวลจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางปัจจัยลบ ก็มีปัจจัยบวกหนุนเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นค่าเงินบาทของไทยที่อ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งออกยางพาราของไทย

ในขณะเดียวกันราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ราคายางสังเคราะห์คู่แข่งสำคัญของยางธรรมชาติปรับตัวสูงขึ้นตลาดก็จะหันมาใช้ยางธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทำขาดแรงงานกรีดยาง เพราะในปัจจุนไทยใช้แรงงานจากประเทศพม่าในการกรีดยางเป็นหลัก

ปัจจัยเหล่านี้มีสำคัญที่จะช่วยพยุงราคายางให้อยู่ในระดับสูงกว่า 60 บาทต่อกิโลกรัม ล่าสุดเมื่อต้นสัปดาห์ราคาประมูลเฉลี่ย ราคายางแผ่นดิบอยู่ที่ 61.01 บาท/กก. ราคายางแผ่นรมควันอยู่ที่ 62.79 บาท/กก.

เมื่อเกิดสภาวะวิกฤติ ย่อมมีโอกาสเช่นเดียวกัน

การระบาดของโควิด-19 ทำเกิดกระแส New Normal คนหันมาตระหนักและใส่ใจในเรื่องสุขอนามัยมากขึ้นทำให้ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่แปรรูปมาจากยางธรรมชาติมีความต้องการมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นถุงมือยาง หรือหน้ากากอนามัยที่มีส่วนผสมของยาง โดยเฉพาะถุงมือยางธรรมชาติที่มีอัตราความต้องการใช้สูงขึ้นเป็นทวีคูณ

ช่วงก่อนมีการระบาด มูลค่าการส่งออกถุงมือยางประมาณ 37,000 ล้านบาท ต่อปี เมื่อมีการระบาดระลอกแรก ได้คาดการณ์ว่า มูลค่าการส่งออกจะเพิ่มถึง 50,000 ล้านบาท ต่อปี แต่เมื่อมีการระบาดระลอกที่ 2 การส่งออกถุงมือยางอาจจะเพิ่มขึ้นกว่าที่คาดการณ์ก็เป็นไปได้

ดังนั้นการระบาดของโควิด-19 ไม่ได้ปัจจัยลบสำหรับยางพาราเสียเลยทีเดียว แต่เป็นปัจจัยบวกที่จะหนุนราคายางให้มีเสถียรภาพด้วย เพราะทั่วโลกยังมีความต้องการใช้ถุงมือยางและหน้ากากอนามัยซึ่งใช้ยางเป็นวัตถุดิบ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตลาดโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

รัฐบาลควรจะเร่งสนับสนุนอุตสาหกรรมยางทั้งระบบ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตถุงมือยางและหน้ากากอนามัย เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศ ซึ่งนอกจากจะมีส่วนสำคัญที่จะทำให้ราคายางมีเสถียรภาพแล้ว ยังจะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ประเทศศูนย์กลางการพัฒนาอุตสาหกรรมยางธรรมชาติอีกด้วย

นิคมอุตสาหกรรมยางพาราครบวงจรจะต้องเกิดขึ้น!!

โดยจะต้องพัฒนาครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ คือการปลูกยางพาราที่ได้มาตรฐาน จนถึงกลางน้ำคือ การแปรรูปขั้นต้น และปลายน้ำคือ การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะถุงมือยางที่มีแนวโน้มความต้องการสูงมาก รวมทั้งระบบขนส่งและกิจกรรมส่งเสริมด้านการตลาด

อยู่ที่รัฐบาลว่า จะพลิกวิกฤติการระบาดของโควิด-19 ให้เป็นโอกาส เพื่อผลักดันประเทศไทยก้าวสู่ศูนย์กลางการพัฒนาอุตสาหกรรมยางธรรมชาติของโลกหรือไม่?


รัฐศักดิ์ พลสิงห์