สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : จับตาสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604278

วันศุกร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อวาน “บิ๊กป้อม” พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และคณะ ได้ลงพื้นที่ติดตามความพร้อมของการบริหารจัดการน้ำหลากในพื้นที่ลุ่มต่ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ณ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบางบาล อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

รองนายกฯ ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตาม 10 มาตรการรับมือฤดูฝนของรัฐบาล พร้อมเตรียมแผนปฏิบัติการรับมืออย่างเคร่งครัด

อย่างไรช่วงนี้ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างโดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล รวมทั้งจังหวัดใกล้เคียง ฝนตกอย่างต่อเนืื่อง หลายคนมีความกังวลว่า เหตุการณ์จะซ้ำรอยมหาอุทกภัยปี 2554 หรือไม่?

ฟันธงได้เลยว่า…ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างไม่เกิดมหาอุทกภัยอย่างแน่นอน!!

เพราะสถานการณ์น้ำเหนือที่จะไหลหลากลงมานั้นสามารถควบคุมได้ 4 เขื่อนหลักที่มีผลต่อลุ่มเจ้าพระยาคือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปริมาณน้ำยังน้อย ล่าสุดมีปริมาณรวมกันอยู่ที่ 10,572 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็น 43% ของปริมาณความจุ ยังไม่ถึงครึ่งความจุของเขื่อนเลย ยังสามารถรองรับปริมาณน้ำได้อีกมากกว่า 14,000 ล้านลบ.ม. ในขณะที่ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนทั้ง 4 แห่งรวมอยู่ที่ประมาณวันละ 100 ล้านลบ.ม.เท่านั้น และมีแนวโน้มที่ลดลง ต่างจากปี 2554 ที่มีปริมาณน้ำรวมกันมากกว่า 22,000 ล้าน ลบ.ม. เกือบเต็มเขื่อนทั้ง 4 แห่ง

มวลน้ำเหนือที่น่ากังวล จะมีเฉพาะที่ไหลมาจากลุ่มน้ำยมเนื่องจากไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ และฝนที่ตกท้ายเขื่อนเท่่านั้น แต่เชื่อว่าวางแผนบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการภายใต้ “กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ” ที่วางแผนระบายน้ำผ่านคลองต่างๆ และโครงข่ายน้ำที่มีอยู่ ผนวกกับการใช้พื้นที่ลุ่มต่ำทั้ง 11 แห่งเป็นแก้มลิงเก็บกักตัดยอดน้ำได้ถึง 1,500 ล้านลบ.แล้วน่าจะ “เอาอยู่”

สำหรับปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาล่าสุดไหลผ่านในอัตรา 1,481 ลบ.ม./วินาที ยังต่ำกว่าปี 2554 เยอะครับ ในปีนั้นจำได้ว่า ไหลผ่านมากกว่า 3,500 ลบ.ม./วินาที เกินความจุของแม่น้ำเจ้าพระยา

อัตราการไหลผ่านเขื่อน 1,481 ลบ.ม./วินาทีดังกล่าวอาจจะทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณ คลองโผงเผง คลองบางบาล และแม่น้ำน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีประมาณ 602 ครัวเรือน ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมบ้าง แต่เหตุการณ์เช่่นนี้เป็นเรื่องปกติที่ชาวบ้านในพื้นที่ ที่รับรู้ว่าจะเกิดขึ้นเป็นประจำในช่วงฤดูน้ำหลากอยู่แล้ว

สำหรับการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างอย่างยั่งยืนนั้น คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.) ได้เห็นชอบแผนหลักการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง จำนวน 9 แผนหลัก ระยะเวลาดำเนินการ 13 ปี(2560-72) กรอบวงเงินประมาณ 329,151 ล้านบาท

ขณะนี้ดำเนินการเสร็จแล้วมีเพียงแผนงานเดียวคือ แผนพื้นที่ีรับน้ำนอง ซึ่งใช้พื้นที่ลุ่มต่ำ 11 แห่งดังกล่าว ส่วนที่อยู่ระหว่างการดำเนินมี 6 แผนงาน คือ แผนการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง แผนการปรับปรุงโครงข่ายระบบชลประทานฝั่งตะวันตก แผนการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา แผนการบริหารจัดการพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ แผนขุดคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร และแผนการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน

ที่เหลืออีก 2 แผนงานที่อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อม คือ แผนขุดคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย และ แผนขุดคลองระบายน้ำควบคู่ถนนวงแหวนรอบที่ 3

เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จทั้ง 9 แผน จะทำให้การแก้ปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหาน้ำท่วมหนักอย่างเช่นปี 2554 จะไม่เกิดขึ้นอย่างถาวรแน่นอน

อย่างไรก็ตามสิ่งที่รัฐบาลกังวลในปีนี้ไม่น่าจะเป็นสถานการณ์น้ำท่วม แต่น่าจะเป็นสถานการณ์ภัยแล้งที่อาจจะเกิดขึ้นในปี 2565 มากกว่า โดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยา
“อู่ข้าวอู่น้ำ” ของประเทศนี่แหละ ปัจจุบัน 4 เขื่อนหลักมีปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เพียง 3,876 ล้านลบ.ม. หรือ 21% ของปริมาณน้ำที่ใช้การได้เท่านั้น

“บิ๊กป้อม” น่าจะมองข้ามช็อตสถานการณ์น้ำท่วมไปถึงฤดูแล้งปีหน้าแล้ว จะเห็นได้จากการสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนและอ่างเก็บน้ำในทุกภูมิภาค พร้อมทั้งวางแผนเก็บน้ําสํารองจากทุกแหล่ง ทั้งผิวดินและใต้ดิน ไว้รองรับในช่วงฤดูแล้งหน้า


รัฐศักดิ์ พลสิงห์

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ราคายางไตรมาสสุดท้าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602685

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ราคายางไตรมาสสุดท้าย

วันศุกร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สถานการณ์ยางพารากำลังเดินเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2564 ราคา ณ วันที่ 13 กันยายน 2564 ณ ตลาดกลางยางพารา จ.สงขลา ราคายางแผ่นดิบ อยู่ที่ 51.89 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 50.22 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนราคาน้ำยางสดหน้าโรงงานอยู่ที่ 47.00 บาทต่อกิโลกรัม

ทิศทางราคายางในไตรมาสสุดท้ายจะเป็นอย่างไร?

วันก่อนได้มีโอกาสนั่งสนทนากับผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) “นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท”

ผู้ว่าฯกยท.เล่าว่า ในช่วงเดือนกันยายนของทุกๆ ปีผลผลิตออกค่อนข้างเยอะ แต่ปีนี้มีสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แม้จะมีแนวโน้มการระบาดจะลดลงแต่ก็ยังอยู่ในอัตราที่สูง ทำให้ทิศทางราคายางยังไม่แน่นอน สวิงตัวในลักษณะที่เป็น side way

“ตลาดระหว่างผู้ใช้กับผู้ผลิตยางยังมีความกังวลในสถานการณ์ขณะนี้ แต่ถ้ามองในระยะยาวแล้วจะมีทิศทางที่ดี” ผู้ว่าฯณกรณ์กล่าวด้วยความมั่นใจ

ขณะนี้ผลผลิตยางเริ่มออกสู่ตลาดมากขึ้น ในขณะที่โรงงานที่ใช้ยางเป็นวัตถุดิบก็ยังเดินเครื่องไม่เต็มกำลังการผลิต ราคาจึงยังทรงๆตัว ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากการระบาดของโควิด-19 แต่ถ้าหากสถานการณ์การระบาดคลี่คลายลงราคายางจะพุ่งขึ้นอย่างแน่นอน เพราะโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้ยางเป็นวัตถุดิบ โดยเฉพาะโรงงานผลิตยางล้อยานยนต์ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของยางพารา จะต้องเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อมาชดเชยในส่วนที่ขาดหายไปในช่วงการระบาดของโควิด-19

อย่างไรก็ตามถ้าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย ราคาก็ไม่น่าจะลงไปมากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ราคาจะทรงตัว เพราะไม่มีปัจจัยอื่นๆมากดดัน การระบายยางในสต๊อกของ กยท. ดำเนินการสิ้นสุดไปแล้วไม่มีผลใดๆกระทบต่อราคาในตลาดเลย

ส่วนตลาดอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ โดยเฉพาะถุงมือยาง แม้การระบาดของโควิด-19 ทำให้ตลาดเติบโตขึ้นก็ตาม แต่ถ้าเทียบปริมาณยางที่ใช้ผลิตถุงมือยางแล้วจะมีปริมาณไม่มากเท่่ากับการผลิตยางล้อยานยนต์ และตลาดถุงมือยางส่วนหนึ่งก็ถูกยางสังเคราะห์แชร์ส่วนแบ่งทางการตลาดได้ด้วย

ดังนั้น ตลาดใหญ่ของยางมากกว่า 60% ก็ยังเป็นอุตสาหกรรมยางล้อยานยนต์ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางของราคายาง แต่เเชื่อว่าในอนาคตสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 จะต้องคลี่คลายลงอย่างแน่นอน เพราะมีการฉีดวัคซีนในสัดส่วนมากกว่า 70% ของจำนวนประชากร

เมื่อเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว ความต้องการใช้รถยนต์น่าจะเพิ่มขึ้น เพราะการระบายของโควิด-19 ทำให้คนหันมาใช้รถยนต์ส่วนตัวเพิ่มขึ้น เพื่อเว้นระยะห่าง ซึ่งจะส่งต่อความต้องการของยางล้อก็จะเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ส่วนมาตรการที่จะช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19นั้นผู้ว่าฯณกรณ์ บอกว่า ดร.เฉลิมชัยศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมที่จะดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 3หลังจากประสบผลสำเร็จในการดำเนินโครงการในระยะที่ 1 และระยะที่ 2 โดยจะเริ่มตั้งแต่ ตุลาคม 2564-มีนาคม 2565

อย่างไรก็ตามจะต้องนำเสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติก่อนที่จะดำเนินการ ซึ่งจะมียาง 3 ชนิดที่จะประกันรายได้ คือ ยางแผ่นดิบคุณภาพดีราคา 60 บาท/กก. น้ำยางสด(DRC 100%) ราคา 57 บาท /กก. และยางก้อนถ้วย (DRC 50%) ราคา 23 บาทต่อกิโลกรัม โดยกำหนดปริมาณผลผลิตยางที่จะประกันรายได้ คือ ผลผลิตยางแห้ง (DRC 100%) จำนวนไม่เกิน 20 กิโลกรัม/ไร่/เดือน และผลผลิตยางก้อนถ้วย (DRC 50%) จำนวนไม่เกิน 40 กิโลกรัม/ไร่/เดือน

นอกจากนี้ กยท. เตรียมจัดสรรงบประมาณสนับสนุนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรชาวสวนยางทำการเกษตรผสมผสานแบบใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวคือยางพาราอย่างเดียว และยังจะทำให้เกษตรกรมีรายได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ซึ่งจะสร้างความมั่นคงในการทำสวนยางอย่างยั่งยืน

ถ้าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 คลี่คลาย ความต้องการใช้ยางจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ผนวกกับโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 3 และมาตรการสนับสนุนการทำสวนยางแบบผสมผสาน…ราคายางในอนาคตน่าจะสดใสมีเสถียรภาพแน่นอน….

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : อาสาสมัครขับเคลื่อนงานชลประทาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601068

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : อาสาสมัครขับเคลื่อนงานชลประทาน

วันศุกร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมชลประทานได้กำหนดการขับเคลื่อนงานภายใต้แนวคิด RID TEAM หรือ “เราจะก้าวไปด้วยกัน” ซึ่งเป็นแนวคิดที่มีความมุ่งมั่นร่วมกันพัฒนากรมชลประทานให้เป็นองค์กรที่ดี สืบสาน พัฒนา ต่อยอด จากแนวคิด RID No.1 Express ที่ดำเนินการมาก่อน โดยได้กำหนดเป้าหมายในการขับเคลื่อนงานไว้ 3 ประเด็นหลัก

โดยเฉพาะประเด็นที่ 3 คือ เพิ่มคุณค่าการบริการ ซึ่งได้กำหนดกลยุทธ์ที่จะเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของผู้รับบริการและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน

อย่างไรก็ตามเมื่อกำหนดแนวคิดการทำงานแล้ว จำเป็นจะต้องขับเคลื่อนให้เป็นจริง กรมชลประทานจึงได้ตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแนวทางดังกล่าวขึ้นมา โดยมี ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธาน

รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การขับเคลื่อนการดำเนินงาน ภายใต้แนวคิด RID TEAM ในประเด็นที่ 3ดังกล่าวนั้น คณะทำงานฯ ได้เร่งรัดการจัดตั้งคณะกรรมการจัดการชลประทาน (JMC) กลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน และอาสาสมัครชลประทาน

คณะกรรมการ JMC และกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน กรมชลประทานจะจัดตั้งให้เต็มพื้นที่ชลประทาน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้น้ำที่มีศักยภาพ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการน้ำในระดับพื้นที่ กรมชลประทานได้แนะนำให้จดทะเบียนเป็นองค์กรผู้ใช้น้ำตามกฎกระทรวง ภายใต้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ 2561 เพื่อจะได้มีสิทธิ์ที่จะได้รับการคัดเลือกเป็นกรรมการลุ่มน้ำเพื่อบริหารจัดการน้ำในระดับลุ่มน้ำ รวมทั้งมีสิทธิ์ที่จะได้รับคัดเลือกเป็นกรรมการในคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.) เพื่อบริหารจัดการน้ำระดับชาติ

ส่วนอาสาสมัครชลประทาน กรมชลประทานได้ให้ความสำคัญเช่นกัน เนื่องจากเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานชลประทานในพื้นที่

อาสาสมัครชลประทาน มาจากเกษตรกรหรือบุคคลที่ีจิตอาสา มีความเสียสละ ไม่จำกัดเพศ อายุ และได้รับการคัดเลือกจากกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ชลประทานในการประสานงานกับกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทานในการส่งน้ำและบำรุงรักษาแบบมีส่วนร่วมทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการส่งน้ำ

จุดเริ่มต้นของอาสาสมัครชลประทาน มีมาตั้งแต่ปี 2552 หรือเมื่อ 12 ที่ผ่านมา โดยกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กรมชลประทาน ได้จัดงาน “ชลประทานอาสา ประชาร่วมใจ” เมื่อวันเสาร์ที่ 25 เมษายน 2552 ณ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ถือเป็นวันแรกของการจัดตั้งอาสาสมัครชลประทาน กลุ่มแรกจำนวน 70 คน

ล่าสุดคณะทำงานฯ ยังได้กำหนดให้วันที่ 25 เมษายน ของทุกปี เป็นวันอาสาสมัครชลประทาน เพื่อเป็นการรำลึกถึงวันแรกที่มีการจัดตั้งอาสาสมัครชลประทาน ต้องการให้เห็นคุณค่าและความสำคัญของการมีจิตอาสาในการร่วมพัฒนางานชลประทาน ตลอดจนสร้างขวัญกำลังใจให้อาสาสมัครชลประทาน และยังเป็นการประชาสัมพันธ์การจัดโครงการหรือกิจกรรมต่างๆของกรมชลประทานอีกด้วย

จากวันนั้นถึงวันนี้อาสาสมัครชลประทานได้เติบโตขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันกรมชลประทานมีอาสาสมัครชลประทานที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชลประทานที่มีการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทานแล้ว จำนวน 4,300 คน

“กรมชลประทานมีเป้าหมายจะต้องจัดตั้งอาสาสมัครชลประทานใหม่เพิ่มขึ้นให้เต็มพื้นที่ชลประทาน ให้ได้จำนวนทั้งสิ้น 9,400 คน เพื่อเป็นการเพิ่มคุณค่าการบริการ อันจะเป็นการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของผู้รับบริการและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนตามนโยบาย RID TEAM” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

นี่แหละคือ ส่วนหนึ่งของ RID TEAM ที่จะนำกรมชลประทานสู่เป้าหมายการเป็น “องค์กรสู่ความอัจฉริยะด้านน้ำ”ภายในปี 2580


รัฐศักดิ์ พลสิงห์

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ‘บิ๊กป้อม’ซ้อมรับมือน้ำท่วมเพชรบุรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599394

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ‘บิ๊กป้อม’ซ้อมรับมือน้ำท่วมเพชรบุรี

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ‘บิ๊กป้อม’ซ้อมรับมือน้ำท่วมเพชรบุรี

วันศุกร์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในครั้งนี้ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ไม่มีรายชื่อที่ถูกอภิปราย ด้วยเพราะผลงานเข้าตาฝ่ายค้าน โดยเฉพาะผลงานการแก้ไขปัญหาด้านทรัพยากรน้ำหรือเปล่าไม่รู้….?

แม้บางครั้งจะไม่ได้ลงพื้นที่เอง แต่ก็สั่งการและมอบหมายตัวแทนโดยเฉพาะ ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ที่กำลังจะเกษียนอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2564 นี้ ลงพื้นที่ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเรื่องน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม น้ำท่วมแล้ง คุณภาพน้ำ อยู่ตลอดเวลา

ล่าสุดเมื่อวันก่อน ดร.สมเกียรติ พร้อมคณะได้ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำหลากในพื้นที่ จ.เพชรบุรีบริเวณคลองระบายน้ำ D9 ต.ท่าคอย อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี

“รัฐบาลให้ความสำคัญในการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเพชรบุรี เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะ จ.เพชรบุรี ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมหนักในช่วงปี 2559 – 2561 ซึ่งรัฐบาลได้สนับสนุนแผนงานโครงการแก้ไขปัญหาในพื้นที่เร่งด่วน ภายใต้โครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ใช้แนวทางระบายน้ำออกทะเลอ่าวไทยให้เร็วที่สุด” เลขาธิการ สทนช.กล่าว

จากการดำเนินแผนงานโครงการแก้ไขปัญหาในพื้นที่เร่งด่วนดังกล่าว ทำให้ฤดูฝนในปี 2563 ที่ผ่านมาตัวเมืองเพชรบุรีไม่ได้รับกระทบจากน้ำท่วมแต่อย่างใด โดยได้บริหารจัดการน้ำผ่านคลองระบายน้ำ D9 ที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างฯ ลงสู่อ่าวไทยโดยตรง สามารถตัดมวลน้ำบางส่วนจากคลองชลประทานสาย 3 และหน่วงน้ำหน้าเขื่อนเพชรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ พลเอกประวิตร ยังสั่งการให้ ดร.สมเกียรติตรวจความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงานตาม 10 มาตรการของรัฐบาลในการรับมือสถานการณ์ฝนตกหนัก โดยเฉพาะหากมีพายุจรเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งคาดว่าในเดือนกันยายนจะมีปริมาณฝนตกเพิ่มมากขึ้น

โดยได้เร่งให้แก้ไขปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำ เตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และสร้างความเข้าใจกลุ่มผู้ใช้น้ำ ผู้นำท้องถิ่น เพื่อแจ้งเตือน เฝ้าระวัง สถานการณ์น้ำล่วงหน้า ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นได้

ทั้งนี้ ลุ่มน้ำเพชรบุรีมีแหล่งน้ำเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ปัจจุบันมีปริมาณน้ำเก็บกักรวม 434 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 61% ของความจุ ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกประมาณ 276 ล้านลบ.ม. และเขื่อนปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปริมาณน้ำ 208 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 53% ของความจุ ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกมากกว่า 180 ล้านลบ.ม.

“สทนช.จะเร่งรัดแผนงานโครงการปรับปรุงคลองระบายน้ำ D1 และคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวา RMC1 พร้อมอาคารประกอบ ซึ่งช่วยเพิ่มการระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยรวมทั้งสิ้น550 ลบ.ม./วินาที นอกเหนือจากการใช้คลอง D9 เพียงเส้นทางเดียวที่อาจมีข้อจำกัดไม่สามารถระบายน้ำได้ทันเมื่อมีปริมาณน้ำมาก ซึ่งกรมชลประทานมีแผนดำเนินการในปี 2566-2569 ขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจออกแบบ” เลขาธิการ สทนช.กล่าว

ถ้าหากสามารถดำเนินการก่อสร้างคลอง D1 ได้ ก็จะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากของจ.เพชรบุรี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก จ.เพชรบุรี ได้อย่างยั่งยืนนั้น ได้มีการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์และแผนหลักการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พบว่า นอกจากการดำเนินงานตามแผนงานที่กล่าวมาแล้ว ยังจะต้องดำเนินมาตรกรอื่นๆ ด้วย เช่น เพิ่มความจุและปรับปรุงอาคารระบายน้ำล้นเขื่อนแก่งกระจาน เพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ประจันต์ เพิ่มช่องทางระบายน้ำเพื่อผันน้ำจากแม่น้ำเพชรบุรีลงสู่ทะเล ปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำ ติดตั้งสถานีอัตโนมัติวัดน้ำฝนและน้ำท่าในพื้นที่ต้นน้ำใช้มาตรการผังเมือง เป็นต้น

“บิ๊กป้อม” แม้จะพูดน้อย อายุมาก แต่ต้องยอมรับน้ำ ขยันทำงาน บ่อยครั้งที่ลงพื้นที่เพื่อเร่งขับเคลื่อนงานโครงการต่างๆ ด้วยตนเอง ถ้าติดภารกิจก็จะให้เลขาธิการ สทนช.ลงพื้นที่แทน เพื่อให้แก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ำเกิดผลเป็นรูปธรรม…..ไม่ได้เชียร์นะครับ แต่ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : รับมือฝนหนักท้ายฤดู..ต้องไม่ซ้ำเติมปชช. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597801

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : รับมือฝนหนักท้ายฤดู..ต้องไม่ซ้ำเติมปชช.

วันศุกร์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมอุตุนิยมวิทยา ได้พยากรณ์ภูมิอากาศของประเทศในเดืิอนกันยายน 2564นี้ ว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทยยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่นเกือบทั่วไปเฉลี่ยร้อยละ 60–80 ของพื้นที่ และตกหนักมากในบางพื้นที่ อาจจะก่อให้เกิดสภาวะน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก รวมทั้งน้ำล้นตลิ่งได้

ขณะที่สถานการณ์น้ำในปัจจุบัน มีปริมาณน้ำในแหล่งกักเก็บน้ำทั่วประเทศ 41,088 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 50 ของปริมาณการกักเก็บ โดยเป็นปริมาณน้ำในแหล่งน้ำขนาดใหญ่ 36,555 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ51 ของปริมาณการกักเก็บ สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 41,000 ล้าน ลบ.ม.

เป็นที่น่าเป็นห่วงว่า หากไม่มีการเตรียมความพร้อมรับมือ สถานการณ์ฝนตกหนักจะซ้ำเติมประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)แน่นอน ซึ่งล่าสุด ณ วันที่ 25สิงหาคม 2564 มียอดผู้ติดเชื้อใหม่ยังอยู่ในระดับสูงคือ 18,417 คน และยอดสะสมกว่า 1.07 ล้านคน

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) กล่าวว่า เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงปลายฤดูฝน และเพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำเติมประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 พลเอกประวิตรวงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานทุกด้านน้ำที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการตาม 10 มาตรการรับมือฤดูฝนของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามจากการติดตามผลการดำเนินงานตาม 10 มาตรการดังกล่าวก็น่าจะอุ่นใจได้ระดับหนึ่ง เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่สามารถดำเนินการตาม
เป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการคาดการณ์ชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและฝนน้อยกว่าค่าปกติ การบริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำเพื่อรองรับน้ำหลาก ขณะนี้ได้ดำเนินเสร็จเรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกับการปรับปรุงเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำขนาดใหญ่ได้ดำเนินการไปแล้ว 36 แห่ง ขนาดกลาง 415 แห่ง และเขื่อนระบายน้ำ
42 แห่ง

ส่วนการซ่อมแซมปรับปรุงอาคารชลศาสตร์และระบบระบายน้ำให้พร้อมใช้งานนั้น อาคารชลศาสตร์ได้ดำเนินการไปแล้ว 2,312 แห่ง คิดเป็น 99% และสถานีโทรมาตร 4,209 แห่งคิดเป็น 89% คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ครบทุกแห่งในเร็วๆ นี้ ในขณะที่การปรับปรุงและแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำ ได้ดำเนินการไปแล้ว 400 แห่ง จากทั้งหมด 625 แห่ง คิดเป็น 44% การขุดลอกคูคลองและกำจัดผักตบชวา ขณะนี้สามารถดำเนินการได้กว่า 3.78 ล้านตัน การเตรียมความพร้อมและวางแผนเครื่องจักรเครื่องมือประจำพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและฝนน้อยกว่าค่าปกติ ได้เตรียมเครื่องมือเครื่องจักรแล้ว 40,604 เครื่อง และมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานและปรับปรุงวิธีการส่งน้ำ ขณะนี้ได้มีการขุดเจาะน้ำบาดาลแล้ว 2,498 บ่อ เติมน้ำใต้ดิน 998 แห่ง พร้อมทั้งได้วางแผนที่จะลดการสูญเสียน้ำลงอย่างน้อย 5%

สำหรับมาตรการสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเตรียมความพร้อม ได้มีการสร้างเครือข่าย 20 กระทรวง เพื่อขยายผลการรับรู้จากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น และให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลอย่างทั่วถึงมีการจัดทำเว็บไซต์ “ศูนย์ข้อมูลทรัพยากรน้ำระดัจังหวัด” http://pwrc.thaiwater.net/ ซึ่งจะมีข้อมูลสถานการณ์น้ำฝน พายุ ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำต่าง ๆ เพื่อใช้ในการเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำในภาวะปกติและภาวะวิกฤติ ในพื้นที่ทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศโดยคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับท้องถิ่นสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้เพื่อแจ้งเตือนประชาชนได้ล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน ส่วนมาตรการสุดท้ายคือ การติดตามประเมินผลและปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภัย
นั้น ขณะนี้ได้มีการเชื่อมโยง 7 เครือข่ายหลัก เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ สทนช. ยังได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลได้แสดงผลผ่านเว็บไซต์ National Thai Water.onwr.go.th พร้อมแอปพลิเคชั่นบนมือถือ เพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับหน่วยงานและประชาชน ในการติดตามสถานการณ์น้ำ วิเคราะห์คาดการณ์สภาพภูมิอากาศและสถานการณ์น้ำ และเป็นข้อมูลสำหรับสนับสนุนการสั่งการการบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพและทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอีกด้วย

มีความพร้อมอย่างนี้…คงจะพอสู้กับฝนหนักท้ายฤดูได้นะครับ


รัฐศักดิ์ พลสิงห์

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : พัฒนา ฟื้นฟู คลองแสนแสบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/596225

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : พัฒนา ฟื้นฟู คลองแสนแสบ

วันศุกร์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นึกถึง “คลองแสนแสบ” คนรุ่นเก่าๆ จะไม่นึกถึงภาพยนตร์เรื่องแผลเก่า ตำนานรักของ “ขวัญ” กับ “เรียม” ที่น้ำในคลองใสสะอาดลงเล่นน้ำได้ แต่คนในยุคปัจจุบันก็จะนึกถึงสภาพ น้ำเน่าเสีย สีดำขุ่น โดยเฉพาะในช่วงย่านธุรกิจในเมืองกรุง

ที่ผ่านมามี หลายหน่วยงานพยายามหาทางแก้ปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองแสนแสบ ให้พลิกฟื้นเป็นคลองน้ำใสเหมือนในอดีต และดูเหมือนจะเป็นจริงไม่ไกลเกินฝัน เมื่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.) ซึ่งมี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้เห็นชอบแผนปฏิบัติการพัฒนา ฟื้นฟูสภาพแวดล้อมคลองแสนแสบ ตลอดความยาว 74 กิโลเมตร

คลองแสนแสบเป็นคลองที่ขุดขึ้นตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เพื่อเชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำบางปะกงเข้าด้วยกัน เมื่อปี พ.ศ. 2380 ด้วยพระราชประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งอาวุธยุทธภัณฑ์ กำลังรบ และเสบียงอาหารไปยังญวน (เวียดนาม) ในราชการสงครามไทย-ญวน ซึ่งใช้เวลารบนานถึง 14 ปี

สำหรับแผนปฏิบัติการพัฒนา ฟื้นฟูสภาพแวดล้อมคลองแสนแสบครั้งนี้ มีหน่วยงานที่จะต้องร่วมกันทำงานถึง 8 หน่วยงาน ได้แก่ กรุงเทพมหานคร กรมควบคุมมลพิษ องค์การจัดการน้ำเสีย กรมชลประทาน กรมเจ้าท่า จังหวัดฉะเชิงเทรา กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และกรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยมี สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.)เป็นหน่วยงานกลางในการบูรณาการปฏิบัติงานให้สัมฤทธิผล

แผนการปฏิบัติการดังกล่าว จะแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะเร่งด่วน (ปี2564) ระยะกลาง (ปี 2565-2570) และระยะยาว (พ.ศ. 2571 เป็นต้นไป) มีโครงการที่จะต้องดำเนินการจำนวน 84 โครงการ วงเงินรวมกว่า 79,955 ล้านบาท โดยงบประมาณส่วนใหญ่จะใช้ในการดำเนินการเกี่ยวกับ การแก้ไขปัญหามลภาวะและคุณภาพน้ำในคลองแสนแสบจำนวน 44 โครงการ วงเงิน 70,874 ล้านบาท ซึ่งมีกรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรุงเทพมหานคร องค์การจัดการน้ำเสีย และจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบดำเนินการ

ส่วนวงเงินที่เหลือจะดำเนินการเกี่ยวกับ การเสริมสร้างความปลอดภัยในการสัญจรทางน้ำของประชาชน จำนวน 10 โครง การ วงเงิน 356 ล้านบาทโดย กรุงเทพมหานคร กรมเจ้าท่า และจังหวัดฉะเชิงเทรา การปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์บริเวณคลองแสนแสบ จำนวน 14 โครงการ วงเงิน 10 ล้านบาทโดย กรุงเทพมหานคร และจังหวัดฉะเชิงเทรา และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในคลองแสนแสบ จำนวน 15 โครงการ วงเงิน 8,716 ล้านบาท โดย กรุงเทพมหานคร กรมชลประทาน กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จังหวัดฉะเชิงเทรา

นอกจากนี้มีโครงการเกี่ยวกับ การป้องกันปราบปราม การบุกรุกทำลายทรัพยากรในคลองแสนแสบ อีก 1 โครงการ โดยใช้งบปกติของกรุงเทพมหานคร

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสทนช. กล่าวว่า เมื่อแผนปฏิบัติการพัฒนา ฟื้นฟูสภาพแวดล้อมคลองแสนแสบดำเนินการแล้วเสร็จ จะทำให้มีการพัฒนาระบบส่งและความปลอดภัยทางน้ำ โดยมีท่าเทียบเรือเพิ่มขึ้นครอบคลุมคลองแสนแสบในกรุงเทพมหานครทั้งสาย โดยใช้เรือไฟฟ้าในการสัญจร รองรับการใช้บริการ 800-1,000 คน/วัน พร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิดในท่าเรือคลองแสนแสบ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของผู้โดยสาร มีการแก้ไขปัญหามลภาวะและคุณภาพน้ำในคลองแสนแสบอย่างครบวงจร ทั้งด้านการบังคับใช้กฎหมายกับโรงงาน และอาคารประเภทต่างๆ พร้อมมีระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียรวม 39 แห่ง รองรับการบำบัดน้ำเสียในคลองแสนแสบได้ 1,355,525 ลบ.ม./วัน

นอกจากนี้จะมีการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในคลองแสนแสบ โดยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีอุโมงค์ระบายน้ำสามารถเร่งการระบายน้ำได้ 30 ลบ.ม./วินาที และเขื่อนป้องกันตลิ่ง 33.32 กม. ช่วยเพิ่มพื้นที่ที่ได้รับการป้องกันน้ำท่วม 96,875 ไร่ และในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา มีสถานีสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำ และปรับปรุงคลอง ช่วยให้คลองระบายน้ำได้ 60 ลบ.ม./วินาที ช่วยเพิ่มพื้นที่ที่ได้รับการป้องกันน้ำท่วม 10,000 ไร่

และที่สำคัญคลองแสนแสบจะกลับมาเป็นคลองสวย น้ำใส เหมือนในอดีต

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : กรมชลฯใช้เทคโนโลยีสู้โควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/593000

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : กรมชลฯใช้เทคโนโลยีสู้โควิด-19

วันศุกร์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (COVID-19) อย่างหนักอยู่ในขณะนี้  ได้ส่งผลกระทบต่อการทำงานของหน่วยงานราชการแทบทุุกหน่วยงานก็ว่าได้   รัฐบาลมีนโยบายให้ทำงานที่บ้าน (WFH) เพื่อลดการการแพร่ระบายของ COVID-19

กรมชลประทาน ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบเรื่องการบริหารจัดการน้ำของประเทศก็เช่นเดียวกันได้รับผลกระทบในการทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการระบาดของCOVID-19ดังกล่าว   เนื่องจากบุคลากรส่วนใหญ่จะต้องทำงานที่บ้าน และบางส่วนยังต้องกักตัวอีกด้วย

แต่การบริการจัดการน้ำของกรมชลประทานยังสามารถขับเคลื่อนได้โดยไม่สะดุด  เพราะได้มีการนำเทค โนโลยีสมัยใหม่มาใช้

ดร.ทวีศักดิ์   ธนเดโชพล รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา กรมชลประทาน กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมชลประทานได้การพัฒนาเทคโนโลยีนี้ก็เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ อันจะเกิดขึ้นในอนาคตมาอย่างต่อเนื่อง  ไม่ว่าจะเป็น การดำเนินการติดตามสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำ   โดย ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(Smart Water Operation Center : SWOC ) ที่ดำเนินการร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information Communication Technology : ICT)    เพื่อการนำเทคโนโลยีมาใช้  เช่น ระบบโทรมาตรและ CCTV เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและการพยากรณ์แบบ Real Time รวมทั้งการพัฒนาระบบ IOT (Internet Of Thing) และระบบSCADA  เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีใช้เทคโนลียีที่ทันสมัยด้านการสำรวจ ติดตามสถานการณ์น้ำของอ่างเก็บน้ำและในลำน้ำ ตลอดจนการเพาะปลูก โดยใช้อากาศยานไร้คนขับ ทุ่นวัดระดับน้ำโดยใช้พิกัดดาวเทียม และการใช้โดรน  ดำเนินการโดยสำนักสำรวจด้านวิศวกรรมและธรณีวิทยา

รวมทั้งยังได้ดำเนินการตรวจสอบความมั่นคงของเขื่อน กรมชลประทานใช้ระบบMechatronics  ตรวจดูโครงสร้างเขื่อน เพื่อตรวจสอบความมั่นคงของเขื่อนให้มีความพร้อมในการกักเก็บน้ำและการระบายน้ำ   โดยข้อมูลในทุกส่วนงานจะถูกบูรณาการในรูปแบบ Big Data โดยมี SWOC เป็นศูนย์กลาง ช่วยให้บริหารจัดการน้ำของกรม ชลประทานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

SWOC ก่อตั้งในปี 2557 มีการพัฒนาระบบ ICT มาอย่างต่อเนื่อง  โดยมีสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา ทำหน้าที่เปรียบเสมือนเลขานุการ ทำหน้าที่บูรณาการกับหน่วยงานภายในกรมชลประทาน และนอกกรมชลประทาน ในการบูรณาการข้อมูล ติดตามสถานการณ์น้ำ และการบริหารจัดการ

“ภายใต้สภาวะโรคระบาดCOVID-19ในปัจจุบัน การสั่งการ ติดตามงานต่าง ๆ จากกรมชลประทานโดยอธิบดีและรองอธิบดีกรมชลประทานทุกสายงาน สามารถดำเนินการผ่าน SWOC ที่ตั้งอยู่ในส่วนกลาง  และSWOC ของสำนักชลประทานทั่วประเทศรวม 17 แห่ง รวมถึงการประชุมผ่านวิดีโอร่วมกับหน่วยงานของกรมชลประทานทั่วประเทศได้โดยไม่ต้องเดินทางเข้า-ออกในพื้นที่เสี่ยง” ดร.ทวีศักดิ์กล่าว

กรมชลประทานยังนำเทคโนโลยีไปใช้ในเรื่องการมีส่วนร่วมของเกษตรกรผู้ใช้น้ำ  โดยได้ออกแบบ Application  ที่ใช้งานบนสมาร์ทโฟน เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลสถานการณ์น้ำ สภาพการส่งน้ำ ระดับน้ำ   ระบบโทรมาตร  ตลอดจนการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำได้ตลอดเวลา ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของในระบบชลประทาน  นอกจากนี้ Application ยังเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ และ GISDA เพื่อให้เกิดความถูกต้องแม่นยำแก่ผู้รับข่าวสาร 

รวมทั้งมีการนำ แพลทฟอร์ม LINE Messenger มาใช้ในการสื่อสารระหว่างกรมชลประทานกับเกษตรกร กลุ่มผู้ใช้น้ำ เพื่อเว้นระยะห่างลดการพบปะแบบตัวต่อตัว ตามมาตรการของรัฐบาล   ในขณะที่การขับเคลื่อนงานยังเดินหน้าต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ

รัฐศักดิ์  พลสิงห์

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ขับเคลื่อนพระราชปณิธานในหลวง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/591296

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ขับเคลื่อนพระราชปณิธานในหลวง

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ขับเคลื่อนพระราชปณิธานในหลวง

วันศุกร์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี  ในฐานะประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) มอบหมายให้สทนช. เป็นหน่วยงานหลักบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการน้อมนำพระราชปณิธาน สืบสาน รักษา และต่อยอด ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มาขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ให้แล้วเสร็จตามพระราชประสงค์ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเรื่องน้ำของราษฎรในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสทนช. กล่าวต่อว่า ตั้งแต่ปี 2564-2566 กนช.ได้รับทราบแผนการขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน 151 โครงการ หากดำเนินแล้วเสร็จทั้งหมด จะสามารถเพิ่มความจุได้869 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ 959,203 ไร่ ราษฎรได้รับประโยชน์กว่า 78,738 ครัวเรือน และป้องกันน้ำท่วม 64,550 ไร่

โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่สทนช.บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการนั้น มีทั้งที่พัฒนาแหล่งน้ำบนดินที่สำคัญๆ ที่ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างแล้ว อาทิ    

โครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านคลองเกตุ จ.ตาก โครงการอ่างเก็บน้ำคลองน้ำขาว จ.กำแพงเพชร โครงการฝายบ้านโป่งสอพร้อมระบบส่งน้ำ จ.พิษณุโลก โครงการจัดหาน้ำช่วยเหลือศูนย์การเรียนราษฎรบ้านปกาเกอะญอจ.เพชรบุรี และโครงการบรรเทาอุทกภัย อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้น

ส่วนที่มีแผนจะเร่งดำเนินการขับเคลื่อน ในระยะต่อไป เช่น โครงการฝายต้นน้ำห้วยแม่มุพร้อมระบบส่งน้ำและบ่อเก็บน้ำ จ.เชียงใหม่ โครงการอ่างเก็บน้ำแม่สะป๊วด จ.ลำพูน โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำลาย จ.เลย โครงการอ่างเก็บน้ำโป่งพรหม จ.ราชบุรี และโครงการอ่างเก็บน้ำลำพะยา จ.ยะลา เป็นต้น

นอกจากบนดินแล้ว ใต้ดิน สทนช.ได้บูรณาการขับเคลื่อนโครงการจัดหาน้ำบาดาลขนาดใหญ่แก้ปัญหาภัยแล้งอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน 15 โครงการ สามารถเพิ่มปริมาณน้ำไม่น้อยกว่า 10.73 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี พื้นที่ได้รับประโยชน์ 261,494 ไร่และราษฎรได้รับประโยชน์ 29,011 ครัวเรือน โดยมีโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ จำนวน 6 โครงการ เช่น โครงการจัดหาน้ำบาดาลให้กับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ ต.ดงเค็งอ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น ภาคตะวันออกในพื้นที่ ต.บางแก้ว อ.เมืองฉะเชิงเทรา จ.ฉะเชิงเทรา และภาคตะวันตกในพื้นที่ ต.หนองฝ้าย อ.เลาขวัญ จ.กาญจนบุรี 

โครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการขอรับงบประมาณ จำนวน 9 โครงการ เช่น โครงการจัดหาน้ำบาดาลให้กับพื้นที่ภาคเหนือที่ต.บ้านกลาง อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ภาคกลางในพื้นที่ ต.หนองงูเหลือม อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม ภาคตะวันออกในพื้นที่ ต.โพรงอากาศ อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา และภาคใต้ในพื้นที่ ต.เกาะนางคำ อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง เป็นต้น

โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้งจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวในหลวงรัชกาลปัจจุบัน และพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 รวมทั้งพระราชดำริของพระบรมวงศ์ทุกพระองค์ ล้วนแต่มุ่งเน้นแก้ปัญหาน้ำในทุกๆ มิติ นอกจากจะสร้างความสุข ความมั่นคงในชีวิตให้พสกนิกรของพระองค์แล้วยังสร้างประโยชน์กับประเทศและสังคมได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย


รัฐศักดิ์ พลสิงห์
 

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ลุ่มน้ำชีมั่นคงด้วยพระราชดำริ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/589665

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ลุ่มน้ำชีมั่นคงด้วยพระราชดำริ

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ลุ่มน้ำชีมั่นคงด้วยพระราชดำริ

วันศุกร์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ประพิศ จันทร์มา

กรมชลประทานเป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาแหล่งน้ำได้น้อมนำพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้เกิดสัมฤทธิผลสู่พสกนิกรทั่วทั้งแผ่นดิน มาขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติที่ให้เกิดเป็นรูปธรรม

ประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานได้ให้ความสำคัญโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นอันดับแรก โดยจะเร่งขับเคลื่อนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่ยังค้างคาไม่ได้ดำเนินการก่อสร้าง มาดำเนินการให้แล้วเสร็จสัมฤทธิผลตามเป้าหมายโดยเร็วที่สุด

อธิบดีประพิศ ได้ยกตัวอย่างการพัฒนาลุ่มน้ำชีตอนบน ซึ่งประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง น้ำท่วมในฤดูฝน เกือบทุกปี กรมชลประทานได้ “สืบสาน” พระราชปณิธาน ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริถึง 3 โครงการ ประกอบด้วย

โครงการอ่างเก็บน้ำลำน้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.บ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ โครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ และโครงการอ่างเก็บน้ำลำเจียงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ภักดีชุมพล และ อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ ทั้ง 3โครงการสามารถกักเก็บน้ำรวมกันได้ถึง 163.38 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 145,000 ไร่ และมีประชาชนได้รับประโยชน์มากกว่า 50,000 คน

เมืิ่อก่อสร้างแล้วเสร็จกรมชลประทานมีแผนจะ “ต่อยอด” พระราชปณิธานดำเนินโครงการอ่างพ่วงในลุ่มน้ำชีตอนบน โดยจะเชื่อมโยงอ่างเก็บน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้ง 3 โครงการดังกล่าว ร่วมกับอ่างเก็บน้ำที่กรมชลประทานดำเนินการอีก 2 แห่ง คือ อ่างเก็บน้ำโปร่งขุนเพชร ที่ดำเนินการเสร็จแล้ว และ อ่างเก็บน้ำพระอาจารย์จื่อ ที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง รวมเป็นโครงข่ายอ่างเก็บน้ำ 5 แห่งด้วยกัน จะทำให้มีปริมาณน้ำเก็บกักรวมถึง 239.43 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) มีพื้นที่รับประโยชน์มากกว่า 223,000 ไร่

เมื่อโครงการแล้วเสร็จสมบูรณ์ ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ในพื้นที่จ.ชัยภูมิและพื้นที่ใกล้เคียงจะบรรเทาลงอย่างแน่นอน ซึ่งจะทำให้ลุ่มน้ำชีตอนบนเป็นลุ่มน้ำตัวอย่างที่มีความมั่นคงในเรื่องน้ำอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ สืบสาน และต่อยอดแล้ว กรมชลประทานยังจะดำเนินการ “รักษา” ตามพระราชปณิธาน โดยจะดำเนินการบำรุงรักษาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ดำเนินการเสร็จสมบูรณ์ ให้สามารถดำเนินงานได้เต็มประสิทธิภาพเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด

ตลอดระยะเวลา 119 ปี กรมชลประทาน ได้ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริมาแล้วมากกว่า 3,220 โครงการ สามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้นประมาณ 6,773 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ 4.9 ล้านไร่ และมีราษฎรได้รับประโยชน์กว่า 590,000 ครัวเรือน ขยายพื้นที่ชลประทานได้กว่า 3.41 ล้านไร่

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : กนช.กับการปฏิรูปทรัพยากรน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587942

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : กนช.กับการปฏิรูปทรัพยากรน้ำ

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : กนช.กับการปฏิรูปทรัพยากรน้ำ

วันศุกร์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ภายใต้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) จะมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับชาติ

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) กล่าวว่า กนช.มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศในทุกมิติ ไม่ว่่าจะเป็นการจัดทำนโยบายและแผนแม่บทเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรน้ำที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ การพิจารณาและให้ความเห็นชอบในแผนปฏิบัติการของหน่วยงานของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ

นอกจากนี้ยังพิจารณาแผนงบประมาณการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล รวมทั้งเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาในการจัดทำงบประมาณประจำปี การพิจารณาและให้ความเห็นชอบแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำต่างๆ ตามที่คณะกรรมการลุ่มน้ำเสนอ เป็นต้น

กนช.ในปัจจุบันยังเป็นชุดเดิม ที่มี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

อย่างไรก็ตามเมื่อ พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 มีผลบังคับใช้ จำเป็นจะต้องมี กนช.ชุดใหม่ขึ้นมาบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

กนช.ชุดใหม่จะประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ และรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นรองประธานกรรมการ ส่วนกรรมการนั้นจะเป็นโดยตำแหน่งจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง 9 คน จากผู้ทรงคุณวุฒิ 4 คน และจากผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำอีก 6 คน โดยมีเลขาธิการ สทนช. ปฏิบัติหน้าที่กรรมการและเลขานุการ

จุดเปลี่ยนของ กนช.ชุดใหม่ คือ การให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมผ่านทาง กรรมการลุ่มน้ำทั้ง 6 คน ซึ่งจะทำให้สามารถตอบโจทย์การแก้ปัญหาทรัพยากรน้ำในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะคัดเลือกมาจากกรรมการลุ่มน้ำทั้ง 22 ลุ่มน้ำ สทนช.ยืนยันว่า จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2565

อย่างไรก็ตามก่อนที่จะได้ผู้แทนกรรมการลุ่มน้ำทั้ง 6 คนดังกล่าว จะต้องจัดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำในแต่ละลุ่มน้ำให้แล้วเสร็จก่อน ซึ่งสทนช.จะดำเนินให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2564

เช่นเดียวกัน ก่อนที่จะได้คณะกรรมการลุ่มน้ำแต่ละลุ่มน้ำ จะองค์การผู้ใช้น้ำให้แล้วเสร็จก่อน เพราะในคณะกรรมการลุ่มน้ำแต่ละลุ่มน้ำนั้นจะต้องมีผู้แทนจากองค์กรผู้ใช้น้ำถึง 9 คน ร่วมเป็นกรรมการลุ่มน้ำด้วย

องค์กรใช้น้ำคือ ผู้ใช้น้ำในระดับรากหญ้า

“องค์กรผู้ใช้น้ำจะเข้าใจสภาพปัญหาและความต้องการใช้น้ำ สามารถสะท้อนแนวทางแก้ไขปัญหาตรงต่อตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง และเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยให้การพัฒนาทรัพยากรน้ำของประเทศครอบคลุมในทุกมิติมากยิ่งขึ้น” เลขาธิการ สทนช.กล่าว

ล่าสุดขณะนี้กลุ่มบุคคลที่สนใจยื่นคำขอจดทะเบียนก่อตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำกว่า 2,674 องค์กรสทนช.อนุมัติแล้ว 2,487 องค์กร

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำยุคใหม่จะเกีี่ยวโยงกัน ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น คือ องค์กรผู้ใช้น้ำ ต่อเนื่องมาระดับลุ่มน้ำ คือ คณะกรรมการลุ่มน้ำ จนถึงระดับชาติ คือ กนช.

จึงมั่นใจได้ว่าภายหลัง กนช.ชุดใหม่ เริ่มปฏิบัติหน้าที่ก็จะสามารถขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ที่ต้องการให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ เป็นไปบนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง สามารถนำมาใช้ในการวิเคราะห์ด้านการบริหารจัดการแหล่งน้ำแบบองค์รวมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพครอบคลุมทุกมิติ และรวดเร็วทันต่อสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน รวมทั้งสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างเบ็ดเสร็จในแต่ละลุ่มน้ำอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ยังจะสามารถตอบสนองต่อการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคม การอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนยังช่วยเสริมศักยภาพในการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศอีกด้วย

จะเรียกว่า ปี 2565 เป็นปีเริ่มต้นทุนของการปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศก็ว่าได้….

รัฐศักดิ์ พลสิงห์