โรคลมพิษ…หนึ่งในโรคยอดฮิตที่กวนใจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/636473

วันที่ 26 ต.ค. 2563 เวลา 11:05 น.โรคลมพิษ…หนึ่งในโรคยอดฮิตที่กวนใจศ.พญ.กนกวลัย กุลทนันทน์ เจาะลึกเรื่องโรคลมพิษ…หนึ่งในโรคยอดฮิตที่กวนใจ

เนื่องในวันที่ 1 ตุลาคมของทุกปีเป็นวันโรคลมพิษโลก ในปีนี้ศูนย์โรคลมพิษและแองจิโออีดีมา ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้จัดกิจกรรม “ศิริราชห่วงใย ชวนใส่ใจ โรคลมพิษ” ครั้งที่ 5 เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคลมพิษ เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ปีนี้จึงจัดกิจกรรมในรูปแบบการประชุมออนไลน์เพื่อประชาชน (virtual meeting) ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับความรู้เกี่ยวกับโรคลมพิษ ร่วมแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับโรคลมพิษ และมีโอกาสสอบถามในประเด็นที่สนใจเกี่ยวกับโรคลมพิษ โดยในงานประชุมครั้งนี้มีกลุ่มผู้ป่วยและบุคคลทั่วไปเข้าร่วมงานจำนวนกว่า 60 คน

ศ.พญ.กนกวลัย กุลทนันทน์ หัวหน้าศูนย์โรคลมพิษและแองจิโออีดีมา ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า “โรคลมพิษเป็นโรคหนึ่งที่คนในสังคมรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าโรคลมพิษสามารถแบ่งออกได้หลายประเภทและมีความรุนแรงของอาการที่แตกต่างกัน ดังนั้น การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโรคลมพิษอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งที่คนไทยไม่ควรละเลยเป็นอย่างยิ่ง เพราะโรคดังกล่าวอาจเกิดขึ้นกับคุณหรือคนใกล้ชิดก็เป็นได้”

โรคลมพิษ เป็นโรคผิวหนังที่มีลักษณะเป็นผื่นหรือปื้นนูนแดง ไม่มีขุย ขนาดของผื่นเกิดได้ตั้งแต่ 0.5 เซนติเมตรหรืออาจจะมีขนาดใหญ่ถึง 10 เซนติเมตรก็ได้ อาการมักเกิดขึ้นเร็วและกระจายตามตัว แขน และขา ร่วมกับมีอาการคัน แต่ผื่นลมพิษมักจะคงอยู่ไม่นาน ส่วนใหญ่ผื่นจะราบหายไปภายใน 24 ชั่วโมงโดยไม่ทิ้งร่องรอย แต่ก็อาจจะมีผื่นขึ้นใหม่ที่บริเวณอื่น ในผู้ป่วยบางรายอาจมีริมฝีปากบวมหรือตาบวม (angioedema) ร่วมด้วย ในบางรายอาจมีอาการปวดท้อง แน่นจมูก คอ หายใจไม่สะดวก รายที่เป็นรุนแรงอาจมีอาการหอบหืด เป็นลมจากความดันโลหิตต่ำได้ แต่ผู้ป่วยกลุ่มที่เป็นรุนแรงนี้ มีเพียงจำนวนน้อย

โรคลมพิษแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่

1) โรคลมพิษชนิดเฉียบพลัน คือ อาการผื่นลมพิษที่เป็นมาไม่เกิน 6 สัปดาห์

2) โรคลมพิษชนิดเรื้อรัง คือ อาการผื่นลมพิษเป็นๆ หายๆ อย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ เกิดต่อเนื่องกันนานเกิน 6 สัปดาห์ขึ้นไป

ในต่างประเทศมีรายงานอุบัติการณ์ของโรคลมพิษเรื้อรังประมาณร้อยละ 0.5-1 ของประชากร ส่วนข้อมูลในประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน สาเหตุของโรคลมพิษเรื้อรังเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ยา การติดเชื้อ โรคระบบต่อมไร้ท่อ หรือปฏิกิริยาของผิวหนังที่ตอบสนองผิดปกติต่ออิทธิพลทางกายภาพ แต่ปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่เกิดจากความแปรปรวนของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเอง โดยทั่วไปโรคลมพิษเรื้อรังสามารถพบได้ในทุกกลุ่มอายุ แต่อุบัติการณ์สูงสุดในกลุ่มประชากรวัยทำงานอายุระหว่าง 20-40 ปี อาจเป็นได้ว่ากลุ่มวัยทำงานมักมีอาการเครียดสะสมและอาจจะละเลยต่อการดูแลสุขภาพอนามัยของตนเอง จึงทำให้เกิดโรคดังกล่าวได้มากขึ้น โรคลมพิษส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยค่อนข้างมาก ทำให้ผู้ป่วยมีความกังวลในการดำเนินชีวิต ดังนั้นการหมั่นสังเกตตนเองและคนใกล้ชิดที่อาจอยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็นับเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม และเนื่องจากผู้ป่วยโรคลมพิษจำนวนมากอาจจะไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน ดังนั้นการมีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสาเหตุของโรคลมพิษจึงนับเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ในการสังเกตตนเองและหลีกเลี่ยงภาวะที่อาจกระตุ้นให้ผื่นลมพิษแย่ลง หรือช่วยให้การวินิจฉัยของแพทย์สามารถทำได้ง่ายขึ้น

สำหรับผู้ป่วยโรคลมพิษที่มีอาการรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยโรคลมพิษเฉียบพลันที่มีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก หรือมีภาวะความดันโลหิตต่ำ ควรรีบพบแพทย์โดยเร็วเนื่องจากอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ ส่วนผู้ป่วยโรคลมพิษเรื้อรังที่มีอาการเป็น ๆ หาย ๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อดูแลรักษาอาการต่อเนื่องตามแนวทางการรักษามาตรฐาน แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการมากและไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาต้านฮีสตามีน อาจมีความจำเป็นต้องให้ยาตั้งแต่ 1 ชนิดขึ้นไปหรือยาฉีดชนิดอื่น ๆ เพื่อควบคุมอาการผื่นลมพิษ เมื่อควบคุมอาการได้แล้วจึงค่อย ๆ ปรับลดยาลง จนถึงพยายามหยุดยาเพื่อควบคุมโรคในระยะยาว แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการเรื้อรังต่อเนื่องหลายปี ดังนั้น การรักษาภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อปรับยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายก็จะช่วยให้ควบคุมอาการของโรคได้ดีขึ้น ซึ่งย่อมทำให้คุณภาพชีวิตโดยรวมของผู้ป่วยดีขึ้นด้วย 

“แต่อย่างไรก็ตาม ผื่นลมพิษเรื้อรังส่วนใหญ่มักจะไม่รุนแรง ผู้ป่วยและญาติจึงไม่ควรวิตกกังวลมากเกินไป” ศ.พญ.กนกวลัย กุลทนันทน์ กล่าวเพิ่มเติม

พัฒนาการของลูกน้อยที่เสี่ยงต่อโรค “มือ เท้า ปาก” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/636341

วันที่ 25 ต.ค. 2563 เวลา 07:02 น.พัฒนาการของลูกน้อยที่เสี่ยงต่อโรค "มือ เท้า ปาก"กุมารแพทย์แนะจับจุดสังเกตอาการแบบไหนใช่ “โรคมือ เท้า ปาก” แน่ๆ พร้อมเผย “ดูดนิ้ว หยิบของเข้าปาก” หากลูกน้อยกำลังอยู่ในวัยนี้ พึงระวังอาจเสี่ยงเป็นโรคท็อปฮิตนี้ได้ง่ายๆ

การได้เห็นลูกน้อยมีพัฒนาการที่ดีตามวัยเป็นความสุขของคนเป็นพ่อแม่ โดยเฉพาะในวัยเด็กเล็กที่กำลังมีพัฒนาการของกล้ามเนื้อมัดเล็ก ชอบใช้มือหยิบจับของเล่น หยิบอาหารเข้าปาก เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริมแต่ก็ต้องเฝ้าระวังเชื้อโรคด้วยเช่นกัน เพราะมีความเสี่ยงที่เชื้อไวรัสจะเข้าสู่ร่างกาย และอาจเป็น “โรคมือ เท้า ปาก” ได้

ข้อมูลโดยแพทย์หญิงชุติมา กอจรัญจิตต์ และแพทย์หญิงศณิตา ศรุติสุต กุมารแพทย์ประจำโรงพยาบาลพิษณุเวช อุตรดิตถ์ ในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ เผยการสังเกตและเฝ้าระวัง “โรคมือ เท้า ปาก” ในเด็กเล็ก ดังนี้

รู้จักโรคมือ เท้า ปาก

โรคมือ เท้า ปาก นับเป็นอีกโรคท็อปฮิตที่มักแพร่ระบาดในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ติดต่อกันผ่านการสัมผัสเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) ทำให้มีไข้ แผลในปาก ตุ่มพองใส มีผื่นแดงหรือตุ่มใส บริเวณฝ่ามือ นิ้วมือ ฝ่าเท้า หรือก้น ถึงไม่เป็นโรคร้ายแรงแต่สร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่อยู่ไม่น้อย โรคนี้สามารถพบได้ตลอดทั้งปี แต่จะพบมากที่สุดในช่วงฤดูฝน ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกัน แพทย์จะให้การรักษาตามอาการและเฝ้าติดตามอาการของโรค ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรเฝ้าระวังและศึกษาวิธีป้องกันภัยใกล้ตัวลูกน้อย 

แหล่งที่มีเด็กอยู่เยอะยิ่งเสี่ยง

ในโรงเรียนหรือสถานที่ที่มีเด็กอยู่รวมกันจำนวนมาก จัดเป็นสถานที่เสี่ยง หากมีเด็กคนหนึ่งติดโรคขึ้นมาก็สามารถติดต่อไปยังเด็กคนอื่น ๆ ได้ง่าย โดยเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัสมาจากสารคัดหลั่งต่าง ๆ เช่น น้ำมูก น้ำลาย จากการไอจามของเด็กที่ป่วย น้ำจากตุ่มแผล และอุจจาระของผู้ป่วย ซึ่งสารคัดหลั่งพวกนี้จะติดอยู่กับของเล่นและของใช้ต่าง ๆ หากเด็กนำมือที่สัมผัสเชื้อมาเข้าปาก ไม่ว่าจะหยิบของกิน เอาของเล่นเข้าปาก หรือแม้แต่ดูดนิ้ว ก็ทำให้เชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายได้

อาการแบบไหนใช่ “โรคมือ เท้า ปาก” แน่ๆ

ลูกน้อยของคุณจะเริ่มแสดงอาการป่วยภายใน 3 – 6 วันหลังได้รับเชื้อ โดยอาจมีไข้ต่ำหรือสูงก็ได้ จากนั้นอีก 1 – 2 วัน จะเริ่มมีอาการเจ็บปาก น้ำลายไหล ทานอาหารไม่ได้ เนื่องจากมีแผลในช่องปาก ไม่ว่าจะที่ลิ้น เหงือก หรือกระพุ้งแก้ม และเริ่มมีตุ่มน้ำ ตามบริเวณนิ้วมือ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือก้น 

การดูแลเจ้าตัวน้อยหากติดเชื้อ

แพทย์จะให้ยารักษาตามอาการ และควรเช็ดตัวเด็กเป็นระยะๆ เพื่อลดไข้ ควรให้เด็กรับประทานอาหารอ่อน หรือเป็นอาหารที่เย็น เพราะความเย็นจะทำให้ไม่เจ็บปากขณะรับประทาน หากเป็นเด็กทารกอาจต้องป้อนนมแทนการให้ดูดจากขวด ปกติอาการของโรคมักหายเองใน 5-7 วัน มักไม่มีอาการรุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อน

อาการแบบไหนถึงเรียกว่ารุนแรงที่ควรพาไปพบแพทย์ทันที

หากมีอาการซึม ไม่ยอมทานอาหารหรือนํ้าดื่ม ปวดต้นคอ อาเจียนบ่อย หอบ แขนขาอ่อนแรง ชัก สะดุ้งผวา ตัวสั่น เขียวคล้ำที่บริเวณลำตัว มือ และเท้า ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจเกิดภาวะสมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือนํ้าท่วมปอดได้ ซึ่งโอกาสที่จะเกิดขึ้นมีน้อยแต่หากเป็นแล้วรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

การป้องกันโรค

คำแนะนำสำหรับผู้ปกครอง ควรสอนและฝึกวินัยเด็กให้ล้างมือให้สะอาดเป็นประจำด้วยน้ำและสบู่ สอนเด็กให้ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เช่น แก้วน้ำ หลอด ผ้าเช็ดหน้า หากรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่นต้องใช้ช้อนกลาง ไม่ควรให้เด็กไปเล่นในบริเวณที่พบว่ามีการระบาดของโรค โดยตัวผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กเองต้องล้างมือทุกครั้ง ทั้งก่อนและหลังเตรียมอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร หลังการขับถ่ายหรือเปลี่ยนผ้าอ้อม และหลังการดูแลเด็กป่วย

คำแนะนำสำหรับโรงเรียน สถานรับเลี้ยงเด็ก ควรหมั่นดูแลรักษาสุขลักษณะของสถานที่และอุปกรณ์เครื่องใช้ ทำความสะอาดเครื่องเล่น ของเล่น และห้องน้ำ อยู่เสมอ หากพบเด็กที่ป่วยควรให้หยุดเรียนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด

สามารถติดตามสาระดีๆ เกี่ยวกับการแพทย์ได้ที่เฟซบุ๊ก Principal Healthcare Company

หลังมือฟ้องอายุ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/636343

วันที่ 24 ต.ค. 2563 เวลา 10:20 น.หลังมือฟ้องอายุรู้หรือไม่ว่าผิวที่หลังมือนั้นสามารถบ่งบอกอายุของคุณได้เช่นกัน มาดู 3 วิธีการจัดการกับปัญหาผิวที่มือไปพร้อมๆ กัน

ปัจจุบันด้วยศาสตร์แห่งการชะลอวัยเป็นที่รู้จักมากขึ้นส่งผลให้คนหันมาดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้นด้วยในศาสตร์ของการชะลอวัยนั้นจะต้องมีการปรับสมดุลของร่างกายทั้งสองส่วนไปพร้อมๆ กัน กล่าวคือ ระบบภายในร่างกายซึ่งสามารถทำได้หลายอย่าง เช่น การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การพักผ่อนที่เพียงพอ การออกกำลังกาย ฯลฯ  และระบบภายนอกร่างกายสามารถจัดการด้วยนวัตกรรมทางเวชศาสตร์ความงามที่มีการใช้เครื่องมือและผลิตภัณฑ์ในการดูแลผิวซึ่งจะช่วยให้เราดูเด็กกว่าอายุจริงโดยเฉพาะบริเวณที่ถูกจับตามองเป็นอันดับต้นๆ ได้แก่ใบหน้าลำคอ

แต่คุณรู้หรือไม่ว่า…ผิวที่หลังมือนั้นก็สามารถบ่งบอกอายุของคุณได้เช่นกัน

ปัญหาผิวหลังมือเหี่ยวแห้งที่เกิดจากอายุที่เพิ่มขึ้น เป็นการถูกทำลายจากรังสียูวีในแสงแดดและพฤติกรรมการในชีวิตประจำวัน เช่น การล้างมือบ่อยๆ การแพ้สารเคมีที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้ผิวเกิดการอักเสบ เป็นต้น

ด้วยสาเหตุต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ผิวหลังมือจากเดิมที่เคยเรียบเนียน กลายเป็นผิวที่แห้งกร้านเกิดริ้วรอย ตอบโรยเห็นกระดูกและเส้นเอ็นโผล่ รวมทั้งเส้นเลือดดำที่ปูดนูนชัดเป็นเส้น ดูแล้วทำลายความมั่นใจของเราไปเลยทีเดียว รมย์รวินท์ คลินิก (Romrawin Clinic) แนะนำวิธีการจัดการกับปัญหาผิวที่มือ

  1. การบำรุงผิวบริเวณมือให้ชุ่มชื้นตลอดเวลา โดยเลือกล้างมือด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิวและรีบทาครีมบำรุงหลังล้างมือทันที จะช่วยลดความแห้งและป้องกันการเกิดริ้วรอยบริเวณผิวหลังมือได้
  2. การใช้เลเซอร์ปรับสภาพผิวร่วมกับการให้วิตามินผิวทางเส้นเลือดดำ ในกรณีที่ผิวหลังมือเหี่ยวย่นมาก อาจช่วยทำให้ผิวชุ่มชื่น มีสีผิวที่สม่ำเสมอ และหลังมือเรียบเนียนขึ้น
  3. การใช้ฟิลเลอร์หรือสารเติมเต็ม แก้ปัญหาหลังมือที่ตอบโรยจนมองเห็นกระดูกและเส้นเอ็นโผล่ จะช่วยบดบังเส้นเลือดดำบริเวณหลังมือที่ปูดนูนชัดเป็นเส้น เพื่อทำให้ผิวบริเวณหลังมือกลับมาฟูและดูอวบอิ่มดูย้อนวัยอีกครั้ง

เพียงเท่านี้…ก็สามารถมีมือที่ดูอ่อนเยาว์ รับกับใบหน้าและลำคอ ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง ไม่ว่าต้องสวมแหวน โชว์นาฬิกาหรือไปงานสำคัญไหนๆ ก็สามารถโชว์มือได้อย่างมั่นใจ

นวัตกรรมใหม่ช่วยให้อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/636049

วันที่ 21 ต.ค. 2563 เวลา 06:48 น.นวัตกรรมใหม่ช่วยให้อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งปอดเพิ่มขึ้นแพทย์ชี้นวัตกรรมใหม่เพื่อการรักษาและวินิจฉัยโรคมะเร็งปอด ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วย

มะเร็งปอด โรคร้ายที่จัดเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญอันดับต้นๆ ของโลกและประเทศไทย สถิติชี้ว่าในประเทศไทยมีอุบัติการณ์สูงสุดอันดับ 1 และมีอัตราการเสียชีวิตมากเป็นอันดับที่ 2  เมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่นๆ นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี เนื่องจากมะเร็งปอดในระยะเริ่มแรกมักไม่แสดงอาการ จึงทำให้ผู้ป่วยมะเร็งปอดส่วนใหญ่ตรวจพบในระยะที่แพร่กระจายหรือลุกลามไปตามบริเวณต่างๆ ของร่างกายแล้ว

โดยข้อมูลตามสถิติเผยว่า ผู้ป่วยในระยะที่ 4 หรือระยะสุดท้ายมีไม่ถึง 5% เท่านั้น ที่มีอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี  ซึ่งปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอด มีหลายสาเหตุด้วยกัน โดยสาเหตุหลักมาจากการสูบบุหรี่ รวมถึงการได้รับสารพิษ และมลภาวะจากสิ่งแวดล้อม อายุ หรือมีประวัติของคนในครอบครัวที่พบมะเร็งปอดมาก่อน ก็ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอดทั้งสิ้น

มะเร็งปอดแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 2 ประเภทตามพยาธิสภาพของมะเร็ง คือชนิดเซลล์ขนาดเล็ก (Small Cell Lung Cancer – SCLC) และชนิดเซลล์ที่ขนาดไม่เล็ก (Non-Small Cell Lung Cancer – NSCLC) โดยอุบัติการณ์ของมะเร็งปอดในชนิดเซลล์ที่ขนาดไม่เล็ก จะพบมากถึง 80-85%

ในอดีตการรักษาผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิด NSCLC ที่แพร่กระจายแล้วมีเพียงทางเลือกเดียว คือการให้ยาเคมีบำบัด ซึ่งมีผลข้างเคียงบางอย่างที่อาจรุนแรงจนทำให้ผู้ป่วยบางรายไม่สามารถใช้ยาต่อเนื่องได้ แต่ในปัจจุบัน นวัตกรรมทางการแพทย์ทั้งในด้านการวินิจฉัยและการรักษาก้าวหน้าขึ้นเป็นอันมาก ทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดมีโอกาสการรอดชีวิตที่เพิ่มขึ้นและคุณภาพชีวิตโดยรวมดีขึ้นอีกด้วย การรักษามะเร็งปอดนั้นมีด้วยกันหลายวิธี ได้แก่ การผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด การให้ยาแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy) ซึ่งออกฤทธิ์มุ่งเป้าต่อเซลล์มะเร็งที่มีลักษณะทางพันธุกรรมที่เฉพาะเจาะจง หรือการใช้ยาภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ซึ่งช่วยปรับให้การทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันมะเร็งในร่างกายผู้ป่วยสามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้ โดยการรักษาด้วยการให้ยาแบบมุ่งเป้าและภูมิคุ้มกันบำบัดมักมีผลข้างเคียงน้อยกว่าวิธีการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ทั้งนี้ การเลือกวิธีการรักษาจำเป็นต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญคัดเลือกให้เหมาะกับปัจจัยต่างๆ ได้แก่ ระยะและตำแหน่งของโรค ขนาดของก้อนเนื้อ รวมไปถึงสภาพร่างกายของผู้ป่วยในแต่ละบุคคล

สำหรับความก้าวหน้าในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งด้วยการใช้ยาภูมิคุ้มกันบำบัดพัฒนาไปมากจากอดีต โดยปัจจุบันได้นำมารักษาผู้ป่วยมะเร็งปอดที่มีโปรตีน PD-L1 สูง และไม่มีความผิดปกติของยีน Epidermal Growth Factor Receptor (EGFR) และ Anaplastic Lymphoma Kinase (ALK) โดยเซลล์มะเร็งปอดสามารถหลบเลี่ยงการทำลายจากระบบภูมิคุ้มกันมะเร็งด้วยการสร้างโปรตีน PD-L1 บนผิวเซลล์เพื่อยับยั้งการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันชนิด cytotoxic T cell ที่มีหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย รวมทั้งเซลล์มะเร็ง ความรู้เรื่องนี้นำไปสู่การคิดค้นวิธีการรักษาเพื่อยับยั้งการทำงานของ PD-L1 บนเซลล์มะเร็ง โดยใช้ยาภูมิคุ้มกันบำบัดเพื่อต่อต้านการทำงานของ PD-L1 พบว่าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผู้ป่วยในการกำจัดเซลล์มะเร็งปอดได้ดีขึ้น ลดอัตราการเสียชีวิตถึง 41% เมื่อเทียบกับการรักษาด้วยเคมีบำบัด อีกทั้งช่วยให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงอาการข้างเคียงจากยาเคมีบำบัด เช่น ผมร่วง คลื่นไส้ อาเจียน และภาวะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ จากการศึกษาพบว่ามีผู้ป่วยที่รับการรักษาด้วยยาภูมิคุ้มกันบำบัด เกิดผลข้างเคียงรุนแรง 12.9% ในขณะที่ผู้ป่วยที่รับยาเคมีบำบัด เกิดผลข้างเคียงรุนแรง 44.1% ด้วยนวัตกรรมการรักษาใหม่นี้ สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้ป่วยในระยะยาว

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า การจำแนกผู้ป่วยมะเร็งปอดที่มีความผิดปกติทั้งในด้านพันธุกรรมของมะเร็งและลักษณะของเซลล์มะเร็งที่ต่อต้านระบบภูมิคุ้มกันมะเร็งให้ชัดเจนจึงมีความสำคัญอย่างมากต่อการตัดสินใจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการเลือกแผนและวิธีการรักษาให้เหมาะสมต่อผู้ป่วยแต่ละรายให้มากที่สุด ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีการตรวจวิเคราะห์ลักษณะทางพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งที่พบในตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยด้วยชุดตรวจ FoundationOne Liquid CDx ซึ่งเป็นการตรวจยีนมะเร็งอย่างครอบคลุม (Comprehensive Genomic Profiling) และเป็นเทคนิคการตรวจพันธุกรรมของมะเร็งที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (Food and Drug Administration) โดย FoundationOne Liquid CDx สามารถตรวจหารูปแบบการกลายพันธุ์ของยีนมะเร็งได้มากกว่า 300 ชนิดต่อการตรวจตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยเพียง 1 ครั้ง ทำให้สามารถเห็นภาพรวมของการกลายพันธุ์ในเซลล์มะเร็ง และโอกาสที่อาจจะเกิดการกลายพันธุ์ได้ในอนาคต เพื่อเป็นข้อมูลช่วยให้แพทย์วางแผนและเลือกวิธีการรักษาได้อย่างเหมาะสมและเฉพาะเจาะจงต่อผู้ป่วยแต่ละบุคคล

“สมัยก่อน การรักษามะเร็งปอดมีเพียงการรักษาด้วยเคมีบำบัด แต่ด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ในปัจจุบันมีการการค้นคว้าและพัฒนาตัวยาใหม่ ๆ ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิตและยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น การพบการกลายพันธุ์ของยีนหลากหลายรูปแบบในผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิด NSCLC ด้วยเทคโนโลยีการวินิจฉัยทางการแพทย์สมัยใหม่ ยังช่วยให้แพทย์ทราบข้อมูลพันธุกรรมของมะเร็งได้ง่ายและครบถ้วนมากขึ้น ทำให้แพทย์กำหนดแนวทางการรักษาและเลือกยาที่เหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย ส่งผลให้การรักษาและการกำจัดเซลล์มะเร็งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด” รศ.ดร.นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์ อดีตนายกมะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย (Thai Society of Clinical Oncology: TSCO), คณะทำงานมะเร็งปอดเพื่อคนไทย (Thai Lung Cancer Group: TLCG), หัวหน้าหน่วยมะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

How to เสพข่าวอย่างไรไม่ให้เครียด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/635845

วันที่ 19 ต.ค. 2563 เวลา 09:02 น.How to เสพข่าวอย่างไรไม่ให้เครียดรู้แนวทางไว้..จะได้ไม่เครียด กรมสุขภาพจิตแนะหลัก 5 วิธีเสพข่าวการเมืองไม่เครียด

หนึ่งในผลกระทบจากสถานการณ์การชุมนุมรายวัน อาจกระทบกับสุขภาพของคนที่ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ทั้งอาการทางกาย เช่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ หายใจไม่อิ่ม ปวดท้อง ใจสั่น หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ นอนไม่หลับ ส่วนอาการทางจิตใจ ได้แก่ อาการวิตกกังวลครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา หงุดหงิดง่าย ฉุนเฉียว ก้าวร้าว สมาธิไม่ดี ฟุ้งซ่านหรือหมกมุ่นมากเกินไป เบื่อหน่าย มีปัญหาพฤติกรรมและสัมพันธภาพกับผู้อื่น

สำหรับการติดตามข่าวสารให้ห่างไกลความเครียดนั้น ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต แนะให้ใช้หลัก 5 วิธีที่ควรปฏิบัติ ได้แก่

  1. แบ่งเวลาติดตามข่าวสารบ้านเมืองอย่างพอดี โดยการติดตามข่าวสารไม่ควรติดตามต่อเนื่องนานเกิน 2 ชั่วโมงขึ้นไป เพราะจะทำให้เครียดมากขึ้น
  2. ทำกิจวัตรประจำวันให้เป็นปกติ หันเหความสนใจจากข่าวสารไปเรื่องอื่น ละเว้นการรับรู้ข่าวสารการเมืองบ้าง โดยหันไปทำหน้าที่ของตนเอง เรียนหนังสือ การทำงาน และการให้เวลากับครอบครัว
  3. เคารพความคิดเห็นแบบประชาธิปไตยที่มีความแตกต่างหลากหลายได้ โดยไม่ดูข่าวหรือรับข้อมูลข่าวสารเพียงด้านเดียว จะทำให้เกิดอารมณ์รุนแรง ควรเปิดกว้างและรับข้อมูลข่าวสารที่แตกต่าง
  4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง ซึ่งการพักผ่อนจะทำให้ความเครียดลดลง และ
  5. การผ่อนคลายความเครียด เช่น การออกกำลังกาย ฝึกโยคะ ทำสมาธิ ฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การฝึกหายใจคลายเครียด การกำหนดลมหายใจเข้า-ออก เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม หากอาการยังไม่ดีขึ้น เช่น ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ มีความเครียดรุนแรง สามารถขอรับบริการปรึกษาที่สถานบริการสาธารณสุขที่อยู่ใกล้บ้าน หรือโทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อหาทางแก้ไขที่เหมาะสม

สำหรับเรื่องนี้ นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกรมสุขภาพจิต เผยว่า ในปัจจุบันในโลกโซเชียลมีการรับรู้ข่าวสารได้รวดเร็ว และบางข่าวอาจทำให้เรามีอารมณ์ร่วม โดยบางคนอาจคิดว่าเรื่องราวที่เสพอยู่มีบางอย่างเหมือนตัวเอง พออ่านรู้สึกโกรธ เสียใจ หงุดหงิด จึงทำให้ผู้ที่เสพข่าวมีอารมณ์ร่วมกับข่าวนั้นๆ และติดตามข่าวนั้นไปเรื่อยจนสะสม 

เมื่อเราอ่านหรือติดตามข่าวนานๆ อยู่ในโลกออนไลน์ 2-3ชั่วโมง แล้ววนอยู่อย่างนั้นซ้ำๆ อาจทำให้อารมณ์เรารุนแรงมากขึ้น มีการจิตนาการ และระแวง อาทิ ติดตามข่าวนอกใจ ตามอ่านคอมเม้นต์ ทำให้เกิดความวิตกกังวล และรู้สึกโกรธไปด้วย 

อย่างแรกเลยให้เรารู้สึกตัวเองก่อนว่าติดตามข่าวนั้นมากเกินไป เมื่อเกิดความรู้สึกแบบนั้นขึ้นมา ต้องพยายามดึงตัวเองออกมาทันที โดยการหากิจกรรมอย่างอื่นทำ อาทิ ออกกำลังกาย ออกไปกินข้าวนอกบ้าน ไปดูหนังฟังเพลง เป็นต้น เพราะถ้าเราปล่อยให้ตัวเองติดตามข่าวมากเกินไปจะทำให้เราเกิดผลกระทบตามมา 

ปัจจุบันหากใครที่เสพข่าวดราม่ามากเกินไป หรือรู้สึกว่าตัวเองมีอารมณ์ร่วมจนนอนไม่หลับ เครียด และหงุดหงิดง่าย สามารถเข้าไปปรึกษาจิตแพทย์ได้ หรือโทรที่หมายเลข 1323 ทั้งนี้ ปัจจุบันมีคนเข้ามาปรึกษาจำนวนมากขึ้น เพราะปัญหาและปัจจัยหลายๆ อย่าง

สุดท้ายอยากฝากว่าการรับรู้ข่าวสารเป็นเรื่องที่ดี แต่หากรับรู้มากเกินไปจะทำให้เกิดอารมณ์ร่วม ซึ่งข่าวบางข่าวอธิบายเหตุผลได้ไม่ครบ 100% เราจึงต้องมีสติ เพราะเรื่องราวที่เราได้รู้อาจจะไม่ใช่ทั้งหมด เราเลือกที่จะไม่อินกับมันได้

ลดได้ลด เลี่ยงได้เลี่ยง ของกิน vs โรคประจำตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/635400

วันที่ 14 ต.ค. 2563 เวลา 07:33 น.ลดได้ลด เลี่ยงได้เลี่ยง ของกิน vs โรคประจำตัวเพราะอาหารมีส่วนทำให้อาการของ 7 โรคที่เป็นอยู่นี้แย่ลงกว่าเดิม! ถ้าไม่อยากทรุดไว ไม่แนะนำให้กิน…เตือนแล้วนะ!!

หวานๆ มันๆ vs โรคเบาหวาน

แป้งและน้ำตาลคือส่วนสำคัญที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นหากคนที่เป็นเบาหวานกินอาหารที่มีรสหวานจัดหรือมีน้ำตาลสูงมากเกินไปจะทำให้อาการกำเริบได้จึงควรทานผลไม้น้ำตาลน้อยเช่นแอปเปิลชมพู่ผักใบเขียวเนื้อสัตว์ไม่ติดมันไข่ขาวหรือเต้าหู้

ส่วนอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเลยก็คือ อาหารหวานๆ มันๆ เช่น ข้าวเหนียวมะม่วง น้ำหวานต่างๆ มาการีน โยเกิร์ตรสผลไม้ ขนมที่ราดกะทิ หรือแม้แต่ชากาแฟก็ไม่ควรใส่น้ำตาลในปริมาณมาก

เค็มๆ แปรรูป vs โรคไต

อาหารที่คนป่วยเป็นโรคไตควรหลีกเลี่ยง คืออาหารที่มีโซเดียมสูง โพแทสเซียมสูง และโปรตีน เช่น อาหารที่มีรสเค็ม เบคอน เนยแข็ง ซอสต่างๆ อาหารหมักดอง อาหารเปรี้ยว เนื้อสัตว์ หมูหวาน หมูหยอง อาหารแช่แข็ง ส่วนโปรตีนถึงแม้จะทำให้อาการทรุดได้ ก็ไม่ควรเลิกทานเด็ดขาด เพราะจะทำให้ขาดสารอาหาร ผู้ที่เป็นโรคไตระยะแรกๆ จึงควรกินเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมันและปรุงสุก หรือจะดื่มนมก็ได้ แต่ควรเป็นนมพร่องมันเนยไขมันต่ำ และอย่าลืมว่าต้องจำกัดปริมาณให้ดี เพราะถึงแม้จะมีประโยชน์ แต่ถ้ากินมากเกินไปก็จะส่งผลให้มีโพแทสเซียมคั่งค้างในไต และส่งผลให้อาการทรุดลง

มันๆ เค็มๆ vs โรคความดันโลหิตสูง

สำหรับคนที่มีความดันโลหิตสูงนั้น การควบคุมอาหารและควบคุมน้ำหนักเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก จึงต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันและเกลือสูง เช่น น้ำมันปาล์ม เบคอน ไส้กรอก รวมทั้งอาหารแปรรูป หรืออาหารหมักดอง แล้วให้หันมากินอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น ผักใบเขียว นมพร่องมันเนยไขมันต่ำ และถ้าจะกินไขมัน ก็ให้เลือกเป็นไขมันจากพืชแทน เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันดอกคำฝอย หรือน้ำมันถั่วเหลืองนั่นเอง

ทอดๆ แป้งๆ vs โรคข้อเข่าเสื่อม

ใครมีอาการของโรคข้อเข้าเสื่อม ควรเลือกกินอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 อาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินซีสูงรวมทั้งอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระและสารไบโอฟลาโวนอยด์ด้วยเช่นปลาทะเลแซลมอนแครอทมะเขือเทศอัลมอนด์งาดำฝรั่งส้มบลูเบอร์รี่หรือแอปเปิล

ส่วนอาหารที่ไม่ควรกินก็คือ อาหารเค็มหรือมีโซเดียมสูง แป้งขัดขาว อาหารทอด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มผสมกาเฟอีน

เผ็ดๆ เปรี้ยวๆ vs โรคกระเพาะ

อาหารที่มีไฟเบอร์มีไขมันต่ำและมีโพรไบโอติกส์นั้นส่งผลดีต่อกระเพาะอาหารเพราะไม่ทำให้กระเพาะต้องทำงานหนักและช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นด้วยเช่นพืชตระกูลถั่วแครอทผักใบเขียวอกไก่เนื้อปลาโยเกิร์ตบร็อกโคลีหรือข้าวกล้อง

ส่วนอาหารที่จะทำให้กระเพาะของเราทำงานหนักขึ้น ก็คือของทอด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารรสจัด หรือมีส่วนผสมของพริก ผลิตภัณฑ์จากนม เช่น ช็อกโกแลต ชีส หรือแม้แต่ผลไม้รสเปรี้ยวอย่างส้มและเสาวรสก็ไม่เหมาะกับคนที่เป็นโรคกระเพาะ

ครีมๆ เครื่องใน vs โรคหัวใจ

คนที่เป็นโรคหัวใจจะต้องควบคุมอาหารที่มีไขมันทรานส์และไขมันอิ่มตัว  เพราะไขมันจะเข้าไปเกาะตามผนังเส้นเลือด ทำให้เกิดหัวใจวาย หรือโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตจากเส้นเลือดสมองตีบได้ ซึ่งตัวอย่างอาหารก็เช่น เนย มาการีน อาหารทอด ครีมต่างๆ หรือของหวาน รวมทั้งเครื่องในสัตว์ ไข่แดง อาหารกระป๋อง และอาหารแปรรูป 

ส่วนอาหารที่ช่วยบำรุงหัวใจก็คืออาหารไขมันต่ำ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ถั่วประเภทต่างๆ ผักและผลไม้สด หรือธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต และขนมปังโฮลวีท

ไหม้ๆ ดิบๆ vs โรคมะเร็ง

อาหารที่คนป่วยมะเร็งควรหลีกเลี่ยงนอกจากอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง เช่น อาหารทะเลจำพวกกุ้ง ปู หอย ปลาหมึก เครื่องในสัตว์ต่างๆ เนื้อสัตว์แปรรูป และเนื้อแดง เช่น แฮม ไส้กรอก เบคอน หรือแม้กระทั่งอาหารรสหวานจัดหรือน้ำตาลที่มีส่วนกระตุ้นให้อาการของโรคมะเร็งแย่ลงกว่าเดิมแล้ว อันตรายอีกอย่างคืออาหารปิ้งย่าง ควันๆ ไหม้ๆ อาหารดิบๆ ที่เป็นตัวการร้ายของมะเร็งลำไส้และกระเพาะอาหาร

เตือนภัยจากการใช้คอนแทคเลนส์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/635314

วันที่ 12 ต.ค. 2563 เวลา 17:07 น.เตือนภัยจากการใช้คอนแทคเลนส์กรมการแพทย์ โดยรพ.เมตตาฯ เตือนภาวะผิดปกติและโรคที่อาจเกิดจากการใช้คอนแทคเลนส์ไม่ถูกต้อง ใช้คอนแทคเลนส์ร่วมกัน เสี่ยงติดเชื้อแบคทีเรีย เยื่อบุตาอักเสบ เอดส์ หรืออาจถึงขั้นตาบอดถาวร

กรมการแพทย์ โดยโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) เตือนภาวะผิดปกติ หรือโรคที่อาจเกิดจากการใช้คอนแทคเลนส์ไม่ถูกต้อง ใช้คอนแทคเลนส์ร่วมกัน ทำให้กระจกตาเป็นแผลถลอกอักเสบ ติดเชื้อแบคทีเรีย เยื่อบุตาอักเสบ และอาจติดเชื้อไวรัสเอดส์ โรคตับอักเสบ หรืออาจถึงขั้นตาบอดถาวร

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า การใส่คอนแทคเลนส์เพื่อความสวยงาม ทำให้มีดวงตาโตหรือดวงตามีสีสันเป็นที่นิยมในกลุ่มเด็กนักเรียน วัยรุ่น วัยทำงาน และผู้ใหญ่ เนื่องจากสามารถซื้อหาได้ง่าย มีราคาถูก

ปัจจุบันคอนแทคเลนส์มีหลายสีสันแตกต่างกัน กลุ่มที่นิยมจึงแลกกันใช้ในหมู่เพื่อน หรือหาซื้อคอนแทคเลนส์มือสองทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากคอนแทคเลนส์เป็นของใช้ที่ควรใช้เฉพาะตัวไม่ควรใช้ปะปนกับคนอื่น เพราะเสี่ยงต่อกระจกตาเป็นแผลถลอก การอักเสบของกระจกตา และเยื่อบุตา

ดังนั้น หากมีความจำเป็นต้องใช้ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อให้ได้คอนแทคเลนส์ที่เหมาะสมกับดวงต าและได้รับคำแนะนำในการใช้และการดูแลรักษาที่ถูกต้อง หรือหากมีอาการผิดปกติจากการใช้คอนแทคเลนส์ ควรรีบพบจักษุแพทย์ทันที

ทางด้าน นายแพทย์เกรียงไกร นามไธสง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) กล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้คอนแทคเลนส์ควรปรึกษาจักษุแพทย์และตรวจติดตามทุกปี พบจักษุแพทย์เพื่อตรวจดวงตาและวัดค่าสายตา ผู้ใช้คอนแทคเลนส์ควรทราบถึงวิธีใช้ที่ถูกต้องตามชนิดของคอนแทคเลนส์

เช่น คอนแทคเลนส์รายเดือน ต้องถอดคอนแทคเลนส์แช่น้ำยาฆ่าเชื้อทำความสะอาดหลังใช้ทุกครั้ง คอนแทคเลนส์รายวันใช้ครั้งเดียวทิ้ง และควรพบจักษุแพทย์ทันที หากมีอาการเจ็บ ปวด เคือง ตาแดง มองไม่ชัด มีขี้ตา น้ำตาไหลมาก ตาไม่สู้แสง และไม่ควรใช้คอนแทคเลนส์ร่วมกับผู้อื่นโดยเด็ดขาด

การใส่คอนแทคเลนส์ร่วมกันอาจเป็นการได้รับเชื้อโรค โดยไม่รู้ตัว เชื้อไวรัสเอดส์ โรคตับอักเสบที่อาจแฝงอยู่ในน้ำตาที่ติดอยู่ในคอนแทคเลนส์ และที่สำคัญไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์นานเกิน 8 ชั่วโมง และไม่ควรใส่นอน ไม่ควรใส่ว่ายน้ำ ทั้งนี้หากจะใช้คอนแทคเลนส์ผู้สวมใส่ควรดูตามความเหมาะสม ข้อบ่งชี้ในการใช้ และการดูแลคอนแทคเลนส์อย่างถูกต้อง ถูกหลักทางการแพทย์ เมื่อมีอาการผิดปกติจากการใส่คอนแทคเลนส์ควรปรึกษาจักษุแพทย์ทันที

J Lifestyle กินเจ ไม่จำเจ 2020 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/635300

วันที่ 12 ต.ค. 2563 เวลา 16:17 น.J Lifestyle กินเจ ไม่จำเจ 2020กินเจแบบมีสไตล์ เซเลบริตี้รุ่นใหม่กลุ่ม ‘New J Lifestyle’ ร่วมแชร์ไลฟ์สไตล์การกินเจ “แบบไม่จำเจ” ให้ได้อิ่มบุญอิ่มใจกันตลอดเทศกาลกินเจปีนี้

ใกล้เข้ามาแล้ว สำหรับเทศกาลกินเจ 2563 ซึ่งเริ่มต้นในวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม และสิ้นสุดในวันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม รวมระยะเวลา 9 วัน เทศกาลถือศีลกินผัก หรือการกินเจ เป็นประเพณีของชาวไทยเชื้อสายจีนที่อาศัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อละเว้นจากการบริโภคเนื้อสัตว์ งดเว้นการเบียดเบียนชีวิตอื่น งดเว้นการกระทำรวมทั้งคำพูด รักษาศีล นอกจากนี้ การกินเจยังมีประโยชน์ด้านสุขภาพอีกด้วย

ซึ่งในปีนี้ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัลพลาซา, เซ็นทรัลเฟสติวัล, เซ็นทรัล ภูเก็ต และเซ็นทรัล วิลเลจ ร่วมกับพันธมิตรธุรกิจ จัดแคมเปญ “กินเจ ไม่จำเจ 2020” ระหว่างวันที่ 15-26 ต.ค. 2563 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล 33 สาขาทั่วประเทศ เต็มอิ่มกับทัพอาหารเจกว่า 5,000 เมนู ทั้งอาหารเจต้นตำรับ อาหารเจฟิวชั่น ร้านดังระดับตำนาน ร้านสตรีทฟู้ด และวัตถุดิบอาหารเจคุณภาพดี พลาดไม่ได้กับ ‘J Lifestyle’ แนวใหม่ในกิจกรรมเอ็กซ์คลูซีฟและโปรโมชั่นพิเศษที่จะมาเพิ่มความเก๋ เท่ ในสไตล์คลีนๆ ให้ J Festival ปีนี้ “ไม่จำเจ” อีกต่อไป

ปอนด์-หฤทัย ไชยันต์ ณ อยุธยา ดีไซเนอร์สาวสวยหุ่นเป๊ะ เซเลบริตี้รุ่นใหม่ที่เรียกได้ว่าเป็นกลุ่ม ‘New J Lifestyle’ ตัวจริง ได้ร่วมแชร์ไลฟ์สไตล์การกินเจแบบไม่จำเจ ว่า “การกินเจของปอนด์ เราไม่ได้เป็นสายเคร่งอยู่แล้ว จะชอบเลือกทานเมนูใหม่ๆ มากกว่า อย่างเวลามาเดินงานเจที่เซ็นทรัลจะเห็นเลยว่ามีบูธอาหารเจให้เลือกเยอะมาก ทั้งของคาว ของหวาน ขนมทานเล่น ไม่ได้มีแต่เมนูเดิมๆ ที่อาจจะหนักแป้งและไขมัน ปอนด์ว่ามันทำให้เราสนุกที่ได้เลือกเมนูเจกินได้แบบไม่ซ้ำ บางทีอาจจะลืมไปเลยด้วยว่ากำลังทานอาหารเจอยู่ และยิ่งปีนี้ทางเซ็นทรัลก็มีโปรโมชั่นดีๆ White Items จากแบรนด์ชั้นนำมาให้เลือกช้อปด้วย ปอนด์ว่าเป็นอะไรที่สะดวกสบาย มาที่เดียวได้ทำอะไรหลายอย่างเลยค่ะ”

ส่วนทางด้านเทรนเนอร์หนุ่มอารมณ์ดีที่ใส่ใจการดูแลตัวเอง พีเจ-จิรวุฒิ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา กล่าวว่า “ปกติที่บ้านทานเจอยู่แล้ว แต่ตัวพีเจเองจะเลือกทานตามความสะดวก อย่างเราเป็นเทรนเนอร์ก็เลยจะใส่ใจกับการคำนวณแคลอรี่เป็นพิเศษ อย่างปีนี้ที่เซ็นทรัลจัด 10 เมนูไฮไลท์ที่คำนวณแคลอรี่มาให้เลย สะดวกมากๆ เมนูน่าสนใจอย่างเช่น ปลาอินทรีย์ผัดพริกแกง ผมว่าทำได้ออกมาสะดุดตาต่างจากเมนูเจแบบเดิมๆ ซึ่งก็ดูน่าทานมากๆ แม้ว่าจะไม่ใช่ปลาอินทรีย์จริงๆ ก็ตาม ส่วนตัวมองว่าอาหารเจสมัยนี้หาทานไม่ยาก แต่ถ้ามาที่เซ็นทรัลก็จะสะดวกมากกว่า เพราะรวมร้านดังๆ มาไว้ให้แล้ว แถมยังได้เดินดูสินค้า Sports จากแบรนด์ดังๆ อีกด้วย เรียกได้ว่าครบในแบบ New J Lifestyle เลยครับ”

ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า การกินเจของคนรุ่นใหม่จะเป็นการเสพไลฟ์สไตล์มากขึ้น มีการใส่ไอเดีย ความครีเอทีฟต่างๆ เข้าไปทำให้การกินเจเป็นการทำบุญและยังได้ดูแลสุขภาพ ดังนั้น ศูนย์การค้าเซ็นทรัลในฐานะที่เราเป็น J Lifestyle Destination จึงได้พลิกโฉมให้การกินเจเป็นไลฟ์สไตล์ 360 องศารอบด้านทั้ง Food, Fashion, Sport, และ Home Cooking ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ด้วย Vegan Food เก๋ๆ, อาหารคลีน, อาหารเจฟิวชั่น, แฟชั่นไอเท็มสีขาว รวมไปถึงอุปกรณ์ทำครัวให้เลือกซื้อไปพร้อมกับวัตถุดิบคุณภาพดีเพื่อประกอบอาหารเจที่บ้านก็ยังได้ และสำหรับสายเจดั้งเดิม เราก็ได้ขนทัพอาหารเจต้นตำรับ เมนูเจจากร้านชื่อดังระดับตำนานจากย่านต่างๆ อย่างถนนเจริญกรุง, ตลาดเยาวราช หรือตลาดดังๆ ประจำจังหวัด, รวมถึงกิจกรรมสักการะขอพรพระโพธิสัตว์กวนอิมและบูชาวัตถุมงคลจากศาลเจ้าชื่อให้ได้อิ่มบุญอิ่มใจกันตลอดเทศกาลกินเจปีนี้

4 ไฮไลท์ห้ามพลาดให้กินเจปีนี้ “ไม่จำเจ” ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล

1) เซ็ตเมนูเจเพื่อสุขภาพที่ศูนย์อาหาร Central FoodPark ทุกสาขา ซึ่งผ่านการคำนวณแคลอรี่โดยนักโภชนาการ ให้ผู้บริโภคได้เลือกอย่างหลากหลาย อาทิ ลาบเจ 180 กิโลแคลอรี่, ชุดข้าวแกงจืดเต้าหู้ผักกาดขาว 250 กิโลแคลอรี่, ชุดข้าวกับผัดหน่อไม้ฝรั่ง 397 กิโลแคลอรี่ และ ชุดข้าวกะเพราหมูสับเจ 403 กิโลแคลอรี่ เป็นต้น พร้อมตอบรับเทรนด์รักษ์โลกกับส่วนลด 6 บาททันทีเมื่อนำปิ่นโตหรือกล่องใส่อาหารมาซื้ออาหารเจที่ศูนย์อาหารเซ็นทรัล

2) White Fashion Mini Exhibition นำโดยแบรนด์แฟชั่นชั้นนำ อาทิ Topshop, Uniqlo, Lyn Around, Fred Perry ที่จะมาปฏิวัติการแต่งกายชุดขาวแบบเดิมๆ เปิดประสบการณ์ Fashionista สายเจรูปแบบใหม่ที่เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต, เซ็นทรัลเฟสติวัล หาดใหญ่ และเซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่

3) โปรโมชั่นพิเศษตอบโจทย์ J Lifestyle เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กลดเพิ่มสูงสุด 10,000 บาทที่ Power Buy, ช้อปเพลินกับส่วนลด10% หนังสืออาหารเจและอาหารเพื่อสุขภาพจากสำนักพิมพ์แสงแดดและอมรินทร์ Cuisine ที่ B2S, และพบกับ Picked Up Items เสื้อกีฬาและรองเท้า NIKE ที่ Supersports เป็นต้น

4) กิจกรรมกับพันธมิตรธุรกิจ เวิร์คช้อปพิเศษเมนูเจ จาก “ภูเขาทอง” กับ เชฟ “เป่าเป้-เจสสิก้า หวัง” แชมป์คนล่าสุดจากรายการ MasterChef All Stars Thailand เฉพาะที่เซ็นทรัลพลาซา บางนา วันที่ 17 ต.ค. 63 เวลา 14.00 น. และเซ็นทรัลพลาซา พระราม 3 วันที่ 24 ต.ค. 63 เวลา 16.00 น. ร่วมด้วยบริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) พบกับบูธจำหน่ายเครื่องดื่ม มินิทเมด สแปลช และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในเครือ พร้อมร่วมสนุกกับกิจกรรมภายในงาน เพื่อลุ้นรับ Gift Set สุดพิเศษ ที่เซ็นทรัลเฟสติวัลหาดใหญ่ และเซ็นทรัลพลาซา สุราษฎร์ธานี

พลาดไม่ได้เมนูเจและกิจกรรมไฮไลท์ อาทิ เซ็นทรัลเวิลด์ ร่วมกับ Central Foodhall จัดงาน World of Vegetarian รวมเมนูเจจากร้านดังระดับตำนาน พร้อม Exclusive Menu มากกว่า 100 เมนู พบกับร้านหลงโถว คาเฟ่, เจ๊เอ็งตลาดพลู, เจ๊ทิพย์เต้าหู้ทอดสามย่าน เซ็นทรัลพลาซา พระราม 3 เมนูเจแบบ Street Style และโซนร้านดังระดับตำนานกว่า 10 ร้านที่หากินได้ที่นี่ที่เดียว อาทิ ร้านคั้นกี่น้ำเต้าทอง ถนนเจริญกรุง, ร้านเลี่ยวเลี่ยงเซ้ง ภัตตาคารจีนแต้จิ๋ว 6 แผ่นดิน, ร้านลิ้มอ่วงซุย ติ่มซำสูตรแต้จิ๋ว จากตลาดเยาวราช เซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ เต็มอิ่มไปกับอาหารเจคาวหวานกว่า 100 เมนูจากร้านค้าชื่อดังเชียงใหม่ ซึ่งจะมารังสรรค์เมนูพิเศษเจฟิวชั่นมากมาย พบกับเมนูไฮไลท์ในงาน อาทิ ข้าวผัดโฮลเกรย์, สไปซีสแปนิชพาสต้า, ผัดไทยดีท็อกซ์ เซ็นทรัลเฟสติวัล หาดใหญ่ เนรมิตสำนักเทพเจ้าสักการะเจ้าแม่กวนอิม และเทพเจ้าต่างๆ ให้ได้ไหว้สักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล เซ็นทรัลพลาซา อุดรธานี พบกับเมนูไฮไลท์ในงาน อาทิ เต้าหู้ทอดทรงเครื่อง ราดหน้าเจ ส้มตำเจสุดแซ่บ ยำเห็ดเจรสเด็ด เมนูพิเศษที่รังสรรค์โดยเชฟจากโรงแรม เซ็นทารา เซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9 พบกับเมนูอาหารเจหลากหลาย อาทิ ผัดหมี่เจ ขนมจุ๋ยก๊วยเจ้าเก่าจากเยาวราช ชมการสาธิตวิธีทำขนมหนวดมังกรที่สืบทอดมาแต่โบราณ เซ็นทรัลพลาซา บางนา พบกับร้านอาหารเจชื่อดัง อาทิ ร้านมังกรหลวง, ภัตตาคารจีนฮองมิน, เกาลัดเยาวราช ,ร้านเจต้นผล, กุ้ยช่ายตลาดพลู และสุดเอ็กซ์คลูซีฟเวิร์คช้อปเมนูเจกับภูเขาทองกับ เชฟ “เป่าเป้-เจสสิก้า หวัง” วันที่ 17 ต.ค. 2563 เวลา 14.00 น.

ปรับไลฟ์สไตล์ให้หัวใจแข็งแรงในยุค New Normal #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/635291

วันที่ 12 ต.ค. 2563 เวลา 13:58 น.ปรับไลฟ์สไตล์ให้หัวใจแข็งแรงในยุค New NormalEvery Beat Matters “เพราะทุกจังหวะมีความหมาย” แพทย์แนะการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว สอดรับวิถีชีวิต New Norma

ในยุค New Normal หรือความปกติใหม่ ณ เวลานี้คงเป็นคำที่คุ้นชินกันโดยทั่วไป กับแนววิถีการใช้ชีวิตแบบใหม่ที่พ่วงท้ายมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ 2019 (โควิด-19) โรคอุบัติใหม่ที่ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและฉับพลันให้กับประชาคมโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในด้านชีวิตความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ และสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องสุขอนามัยและการดูแลสุขภาพที่ยิ่งได้รับความสนใจ และเน้นย้ำให้ผู้คนต้องดูแลใส่ใจในเรื่องนี้กันอย่างเคร่งครัดกว่าที่เคยมีมา

และสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจและมีภาวะเสี่ยงต่ออาการหัวใจล้มเหลวแล้วซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่นื้ ยิ่งมีความจำเป็นที่จะต้องดูแลการใช้ชีวิตให้เหมาะสมในยุคความปกติใหม่ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและหัวใจแข็งแรง

โครงการ Every Beat Matters “เพราะทุกจังหวะมีความหมาย” ได้ร่วมมือกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจัดทำวิดีโอ เพื่อให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้ชีวิตให้เหมาะสมในยุคความปกติใหม่ ที่มีความเกี่ยวข้องกับภาวะหัวใจล้มเหลว ที่จะช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวเพื่อดูแลตนเองและป้องกันตนเองและสมาชิกในครอบครัวให้ปลอดภัย ทั้งยังเป็นการลดความเสี่ยงในการเพิ่มจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ในประเทศไทยอีกด้วย

ศาสตราจารย์ นายแพทย์รุ่งโรจน์ กฤตยพงษ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาตร์โรคหัวใจ คณะแพทย์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ให้คำแนะนำว่า “สำหรับคนไข้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว จำเป็นต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับแนวทางยุคความปกติใหม่ เพื่อให้ปลอดภัยจากการเจ็บป่วยและมีสุขภาพที่ใกล้เคียงกับคนปกติให้มากที่สุด เนื่องจากผู้ที่มีโรคประจําตัวเป็นโรคหัวใจจะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงกว่าคนธรรมดาถึง 5 เท่า หากติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่นี้”

โดยวิธีการดูแลง่าย ๆ เบื้องต้นสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด คือการเลือกวิธีการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ผ่านช่องทางออนไลน์ (Telemedicine) เพื่อช่วยลดความแออัด และการสัมผัสกันของผู้มาใช้บริการที่สถานพยาบาล อันเป็นการใช้เทคโนโลยีมาช่วยเสริมบริการทางการแพทย์ ที่ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษา และติดตามสุขภาพได้อย่างต่อเนื่อง และด้วยการจำกัดการเดินทาง และการรักษาระยะห่างทางสังคมที่กลายมาเป็นบรรทัดฐานใหม่ของการใช้ชีวิตร่วมกันในสังคม โดยผู้ป่วยและผู้ที่มีภาวะเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดสามารถใช้ช่วงเวลาที่อยู่ในที่พักอาศัย ในการทำกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรงได้ เช่น หมั่นออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินออกกำลังกาย ยืนแกว่งแขวน อย่างน้อย 20 นาที ต่อครั้ง แค่นี้ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ และความดันโลหิต ได้เป็นต้น

นอกจากนี้ การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดนับเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะเสริมสร้างสุขภาพหัวใจให้แข็งแรงขึ้นได้ ยิ่งเวลานี้การสั่งอาหารพร้อมรับประทานผ่านบริการจัดส่งที่เป็นที่นิยมขึ้นเป็นอย่างมากในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผู้ที่มีภาวะเสี่ยงยิ่งต้องเพิ่มความใส่ใจในการเลือกอาหารที่ดีมีประโยชน์ รวมทั้งความสะอาดถูกสุขลักษณะ เช่น เลี่ยงอาหารทอด มัน เค็ม ให้เน้นการรับประทานผัก ผลไม้ อาทิ พืชตระกูลถั่ว ผักโขม มะเขือเทศ องุ่น ทับทิม แอปเปิ้ล ฯลฯ

การดูแลอารมณ์ให้ปกติ โดยการผ่อนคลาย หรือฝึกสมาธิ เพื่อคลายความกังวลและวุ่นวายจิตใจ หรือแม้กระทั่งการการเลี่ยงการบริโภคข่าวสาร โดยเฉพาะจากช่องทางออนไลน์จนมากเกินไป ก็สามารถลดการเกิดอาการได้ ในทางกลับกันควรจะทำกิจกรรมหรือสื่อสารกับคนในครอบครัวให้มากขึ้น เพื่อเติมเต็มความต้องการในการเข้าสังคมในช่วงที่ต้องถอยห่างจากสังคมภายนอกระหว่างการระบาดของโรคเช่นนี้

และเมื่อต้องออกจากที่พักไปพบปะกับผู้คนภายนอก ก็ไม่ควรละเลยการป้องกันตัวเองจากความเสี่ยงในการติดเชื้อโรค ด้วยการสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าที่มีมาตราฐาน และหมั่นทำความสะอาดมืออยู่เสมอ ที่สำคัญสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับควันบุหรี่ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม จะเป็นการดูแลหัวใจของเราให้แข็งแรงในยุคความปกติใหม่นี้ได้เป็นอย่างดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์รุ่งโรจน์ กฤตยพงษ์ กล่าวเสริม

https://www.facebook.com/plugins/video.php?height=314&href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FEveryBeatMatters.in.th%2Fvideos%2F318616085926555%2F&show_text=false&width=560

วิดีโอเผยแพร่ความรู้ฯ จากโครงการ Every Beat Matters: วิถีชีวิต New Normal กับการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว

ทุกคนสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Every Beat Matters “เพราะทุกจังหวะมีความหมาย” ได้ โดยสามารถเข้าไปรับชมวิดีโอและแบ่งปันข้อมูลที่เป็นประโยชน์ รวมทั้งข้อมูลความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับภาวะหัวใจล้มเหลวได้ที่ facebook : Every Beat Matters

Trump campaign flouted agreement to follow health guidelines at Duluth rally, documents show #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

Trump campaign flouted agreement to follow health guidelines at Duluth rally, documents show

Health & BeautyOct 25. 2020President Donald Trump throws hats to the crowd as he arrives for a campaign event at the Duluth International Airport on Sept. 30, in Duluth, Minn. MUST CREDIT: Washington Post photo by Jabin BotsfordPresident Donald Trump throws hats to the crowd as he arrives for a campaign event at the Duluth International Airport on Sept. 30, in Duluth, Minn. MUST CREDIT: Washington Post photo by Jabin Botsford 

By The Washington Post · Shawn Boburg · NATIONAL, HEALTH, POLITICS, WHITEHOUSE, HEALTH-NEWS 
The start of President Donald Trump’s rally was still hours away when it became clear his campaign would not keep its promise.

In the days leading up to the Sept. 30 event in Duluth, Minn., local officials had privately pressed the campaign to abide by state public health guidelines aimed at slowing the spread of the novel coronavirus, documents show. In response, the campaign signed an agreement pledging to follow those rules, limiting attendance to 250 people.

On the day of the rally, however, Trump supporters flooded onto the tarmac at Duluth International Airport. They stood shoulder to shoulder, many without masks. 

“We have been notified that the 250 person limit has been exceeded,” an airport representative emailed a campaign official late that afternoon. “This email serves as our notice of a contract violation and we are requesting you remedy the situation.”

The warning went unheeded – and unanswered.

Held two days before Trump was diagnosed with covid-19, the rally was attended by more than 2,500 people, airport officials estimated.

The Duluth event shows the dilemma local officials face as Trump turns to his signature rallies in the closing weeks of the campaign: They can enforce local guidelines intended to protect the public, and risk antagonizing the campaign and its supporters, or they can look the other way as the campaign holds massive gatherings at a time when coronavirus cases are surging in many states.

Emails and other documents obtained by The Washington Post through open-records requests show that Duluth officials insisted on adherence to the rules, and the campaign responded by making commitments it ultimately did not keep. The documents also show that local officials suspected the campaign would violate the agreement, but shied away from enforcing public health orders for fear of provoking a backlash.

“We will not incite an incident by unilaterally taking physical action to close the event,” the airport’s executive director, Tom Werner, wrote to the airport’s appointed board members the morning before the event.

Minnesota public health officials have traced 19 coronavirus cases to a pair of Trump rallies held in the state in September, three of them to the event in Duluth. 

A spokesman for the Trump campaign did not respond to a request for comment.

In a statement, the Duluth Airport Authority said it takes state health mandates seriously. “It was made clear to the Trump Campaign, in the lead up to the event, that compliance with the State of Minnesota’s current public health executive orders was an expectation of the DAA,” the statement said.

In the early months of the pandemic, Trump refrained from holding large gatherings. That changed in June, when he hosted an indoor rally in Tulsa against the advice of local public health officials. With the novel coronavirus raging, Trump has now resumed daily campaign rallies. As of Friday, he had held 14 events in the previous 12 days, often defying limits on crowd size and requirements for social distancing – and sometimes mocking those rules.

Airports are the campaign’s venue of choice for these campaign stops. Because airports are often run by local government entities, their public records provide a window into the private negotiations that take place before the events.

In early September, the Reno-Tahoe Airport Authority told one of its tenants it could not hold a planned 5,000-person Trump rally in a hangar leased at Reno-Tahoe International Airport, citing the state’s 50-person crowd limit, according to a letter obtained by The Post.

Airport officials in Reno publicly said at the time that the decision had nothing to do with politics, but the Trump campaign hit back, saying “Democrats are trying to keep President Trump from speaking to voters.” Trump rescheduled at another Nevada airport that agreed to host the event.

In late September, emails show, the campaign approached Duluth airport officials about holding a rally there. Local officials in the Democratic stronghold almost immediately expressed concerns.

The region was already beginning to see a spike in coronavirus cases. And Minnesota Gov. Tim Walz, D, had issued an executive order in June limiting outdoor gatherings to 250 people.

The campaign initially told city officials it expected up to 9,000 people, according to a Sept. 25 email the local fire chief, Shawn Krizaj, sent to his deputies. Krizaj wrote that he was trying to work with airport officials and the campaign to ensure the rally complied with the governor’s cap on public gatherings.

The following day, City Council member Joel Sipress emailed the city’s Democratic mayor, Emily Larson. “Whether the event is indoors or outdoors, under the law the attendance must be limited to 250 people,” he wrote.

Larson responded that she was still getting more information about the event but added: “We have been explicit and clear on this with them.”

Sipress, a Democrat, also wrote to two airport authority board members that he believed the airport was “legally obliged” to ensure the campaign obeyed the state’s limit. The Duluth Airport Authority, or DAA, has a seven-member board appointed by the mayor.

As airport officials fielded emails and calls, Werner, the airport’s executive director, sought to assure the members of the DAA. He wrote that he would require the campaign to sign a written agreement pledging to follow public health orders.

“That’s all DAA can do,” he said in an email on Sept. 27. “We do not have the resources for enforcement at the event. We will rely on the City’s emergency management and police for strict enforcement.”

The emails show that city officials looked to the state to step in and enforce the governor’s order.

Krizaj, the city’s fire chief, spoke to state officials about the rally but was told they were “not going to actively enforce” the 250-person cap and were “washing their hands of it,” according to a Sept. 28 email Werner sent to airport board members. 

In an interview with The Post, Krizaj confirmed that officials in the state’s Department of Public Safety said they would not enforce the governor’s order.

“The message was, ‘It was going to be up to local jurisdictions,’ ” he said.

The Minnesota Department of Public Safety said in a statement that it did not have the authority to enforce the governor’s order. A spokesman for the state’s Department of Public Health said it when it has learned about plans for large events it has “worked to make sure the organizers understand both the executive order requirements and the public health guidance.” The agency also has limited authority to enforce the state guidelines at rallies, said spokesman Doug Schultz.

In his email to board members, Werner wrote that the state balked at enforcing the crowd limit partly because of a provision exempting federal workers conducting official business.

“They said, practically we’ll have a hard time proving POTUS is not acting in his official capacity during his visit, even though we know it’s a campaign. . . . Bottom line, the State will not provide any help here,” Werner wrote.

The following day, Werner and the campaign signed an agreement, a copy of which was released to The Post. It shows the airport was to provide space for the rally, parking, circulation and staging and support facilities for a $20,000 fee. It includes a clause citing the state’s public health emergency and specifying that compliance with the governor’s executive orders is required.

Werner informed the airport’s board members that he had also signed a nondisclosure agreement that would prevent him from discussing details of the agreement with board members or others. “All airports have had to sign them who have seen rallies at their facilities,” he wrote. 

Werner declined to comment on the nondisclosure agreement for this story. A clause in the contract he signed prohibited him from disclosing the campaign’s “confidential information” but includes few details about the parameters. There was no separate nondisclosure agreement, according to the DAA’s attorney, Steven Hanke.

The morning of the rally, Werner told the airport’s board that he would reinforce his plea to the campaign to keep the crowds small.

“I will make another appeal to the campaign, this morning, asking for their plan to comply with the 250 person cap on crowds,” he wrote. The records do not show whether the campaign responded. 

“If they violate the cap, the security guard will inform DAA senior staff and move on to other duties,” Werner wrote to board members.

Airport personnel would then inform the campaign by email, Werner explained. He also said the airport would later send a formal letter to the campaign, but he said he couldn’t elaborate on that due to the nondisclosure agreement. 

“Of course, it is possible things will go just fine,” he wrote. “However, I want to outline the steps in case things go a certain way.”

That afternoon, an airport board member wrote to Werner asking how many people were expected at the rally that night.

Werner said the most recent estimate from the campaign was 1,000. “Perhaps the rain will keep folks home,” he added.

That evening, the crowd filtered in, triggering the contract violation notification from the airport.

Airport officials estimated that between 2,500 and 3,000 people showed up, according to emails. 

Krizaj told The Post that city officials expected that the campaign would encourage social distancing and masks. “We were kind of under the impression that there would be a little bit more enforcement from campaign staff and volunteers, which we did not see,” he said.

“It’s really hard to stand up to a president who insists on holding an event that puts the health of your community at risk because presidents have a lot of power,” said Sipress, the city council member.

A little more than 30 hours after the rally, Trump’s diagnosis prompted a flood of media inquiries about the rally and the airport’s decision to host it, records show. Airport officials said nothing about the contract requirement or the violation, only issuing the same statement provided to The Post for this story.

Documents show that the DAA had prepared a public statement before the rally, for possible release afterward, saying: “We are disappointed the Trump campaign did not comply.” That line was ultimately not included in DAA’s statements to the media.

On Oct. 5, Hanke, the attorney for the airport, sent the campaign a formal letter asserting that it had breached the agreement’s 250-person limit. The letter also said the Trump campaign had not paid the airport the $20,000 fee for hosting the event. 

Two weeks later, officials won’t say whether that fee has been paid. “That information is covered under our nondisclosure agreement and cannot be released,” a spokeswoman for the airport said in an email.