ส่องเกษตร : ร่างแผนแม่บทเฉพาะกิจ : ช่วยกันคิดและเสนอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/524824

ส่องเกษตร : ร่างแผนแม่บทเฉพาะกิจ : ช่วยกันคิดและเสนอ

วันพุธ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการนำเสนอประเด็นของการพัฒนาที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ โดยเฉพาะด้านความเป็นอยู่และเศรษฐกิจของชาติ เพื่อจะเปิดโอกาสให้ทุกคนในสังคมช่วยกันคิดและกลั่นกรองก่อนที่จะประกาศให้เป็นแผนการพัฒนาของคนทั้งชาติ โดยเฉพาะในภาวะที่ประเทศไทยและทุกประเทศทั่วโลกได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 เป็นผลกระทบในวงกว้างและแผ่ขยายออกไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีมาตรการมาหยุดยั้งการระบาด โดยเฉพาะวัคซีนซึ่งแต่ละชาติเร่งดำเนินการอยู่

รัฐบาลโดยสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สคช.) ได้นำเสนอร่างแผนแม่บทเฉพาะกิจภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อันเป็นผลมาจากสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 เป็นแผน 2 ปีระหว่างปี 2564-2565 เข้าใจว่าเป็นแผนเฉพาะกิจที่ต้องการปรับบางส่วนของการดำเนินการตามแนวทางของยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเป็นแผนระดับ 1 ระยะเวลา 20 ปี โดยยุทธศาสตร์ชาติหวังผลและวางตำแหน่งความสำเร็จไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่ระหว่างทางที่เดินไปตามแผน อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์แวดล้อมที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา เช่นเดียวกับสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้
ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งด้านการส่งออกโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคบริการและการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง กระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ไปยังภาคอื่นๆ ไม่เว้นแม้แต่ภาคการเกษตร

ในร่างแผนเฉพาะกิจดังกล่าว ได้นำเสนอการใช้แนวคิด“ล้มแล้วลุกไว” (Resilience) ประกอบด้วยมิติแนวทางการพัฒนา3 ประการ คือ(1) การพร้อมรับ (Cope) เพื่อให้เกิดความสามารถในการบริหารในภาวะวิกฤติได้ดี (2) การปรับตัว (Adapt) เป็นการปรับรูปแบบและทิศทางการพัฒนารองรับการเปลี่ยนแปลงได้ และ (3) การเปลี่ยนแปลงเพื่อพร้อมเติบโตอย่างยั่งยืน (Transform) นับว่าเป็นมิติการพัฒนาที่ถูกต้อง เหมาะสม และครอบคลุมในภาวะวิกฤติเช่นนี้เป็นอย่างดี รวมถึงมีการนำเสนอแนวคิดประกอบเพื่อชี้นำไปสู่การกำหนดเป็นแนวทางการพัฒนา 4 แนวทาง และรองรับด้วย 250 โครงการ ซึ่งแนวทางที่ 1เป็นการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากในประเทศ(local economy) จำนวน 22 โครงการ แนวทางที่ 2 คือการยกระดับขีดความสามารถของประเทศเพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว (future growth) จำนวน 98 โครงการ ใน 5 วิธีการพัฒนา เช่น การเกษตรมูลค่าสูง อุตสาหกรรมอาหารเป็นต้น แนวทางที่ 3 เป็นการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตของคนให้เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนประเทศ (humancapital) จำนวน 52 โครงการ ใน 3 วิธีการพัฒนา และแนวทางที่ 4 คือการปรับปรุงและพัฒนาปัจจัยพื้นฐานเพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูและพัฒนาประเทศ (enabling factors) กำหนดไว้5 วิธีการ จำนวน 78 โครงการ

เมื่อพิจารณารายละเอียดของโครงการจะเห็นว่า แนวคิด วิธีการนำเสนอ ตลอดจนการกำหนดมิติการพัฒนาต่างๆ มีความเหมาะสมและดูดี แต่ยังมีหลายจุดที่ไม่สามารถรองรับได้อย่างแท้จริง เพราะยังคงใช้หลักคิดในการรวมโครงการจากหน่วยงานต่างๆ ที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนในปี 2564 มาเป็นโครงการภายใต้แผนดังกล่าว โดยขาดการบูรณาการสรรพกำลังให้มุ่งไปในทิศทางเดียวกัน จึงเป็นการยากที่จะประสบความสำเร็จได้ เหตุเกิดจากการเริ่มต้นของโครงการที่ขาดความใส่ใจในประเด็นฐานราก เป็นเพียงการนำกิจกรรมต่างๆ รวมกัน ขาดการบูรณาการ จึงขาดพลังในการสร้างให้บรรลุเป้าหมาย ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจึงไม่มากเพียงพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะโครงการที่ดำเนินการโดยหน่วยงาน ที่เรียกกันว่างบ Function หรือเป็นงานประจำที่ต้องทำตามหน้าที่ จึงยากที่จะมุ่งผลสัมฤทธิ์ตามที่คาดหวัง เห็นได้จากที่ผ่านมาการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ ก็ออกมาในลักษณะเดียวกันส่งผลให้ขาดพลังในการขับเคลื่อน การนำงานประจำเข้าไปอยู่ในแผนปฏิรูปประเทศเพื่อให้ครบองค์ประกอบในการพิจารณาสนับสนุนงบประมาณเท่านั้น จึงตอบโจทย์เป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศได้น้อยมาก

ร่างแผนแม่บทเฉพาะกิจฯ ฉบับนี้ คนไทยทุกคนต้องช่วยกันให้ความเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อให้สามารถตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาของชาติได้ สำหรับภาคการเกษตรซึ่งเป็นฐานการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่สำคัญ จำเป็นต้องได้รับการดูแลและดำเนินการอย่างมีเป้าหมายและจริงจัง มิเช่นนั้นจะเหมือนกันที่ผ่านๆ มา ที่อุดมไปด้วยโครงการที่พัฒนาขึ้นมาเป็นการเฉพาะกิจ ไม่มีเป้าหมายในการพัฒนาในระยะยาวสุดท้ายความสำเร็จจะหาไม่เจอ จะเจอแต่โครงการที่เสร็จแล้วเท่านั้น ดังนั้นอย่าได้นิ่งดูดายขอให้มาร่วมกันช่วยคิดและเสนอแนะเพื่อให้การลงทุนของประเทศในครั้งนี้ประสบความสำเร็จตามที่หวัง

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : จากบางเขนสู่ทุ่งรังสิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/523303

ส่องเกษตร : จากบางเขนสู่ทุ่งรังสิต

วันพุธ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้เสนอเรื่องการเดินทางจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไปยังจังหวัดทางภาคเหนือโดยรถยนต์ ผ่านจุดต่างๆ ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการทำการเกษตรระหว่างเส้นทางที่ผ่านไป เริ่มจากการออกจากสถาบันการศึกษาทางการเกษตรที่เก่าแก่ของชาติ สร้างบัญฑิตออกมารับใช้สังคม ประเทศชาติมายาวนาน จากย่านบางเขนที่เดิมเป็นทุ่งนา ต่อมาที่ดินถูกเปลี่ยนมือกลายเป็นที่อยู่อาศัย บ้านจัดสรร สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปจากเดิม และทิ้งท้ายประเด็นของทุ่งรังสิตที่มีเรื่องราวในอดีตมากมาย

เมื่อย่านดอนเมือง ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองทัพอากาศ และมีสนามบินดอนเมือง เข้าใจว่าการเลือกทำเลในครั้งอดีต มั่นใจว่าเป็นที่ดอน น้ำไม่ท่วม แต่เมื่อปี 2554 สนามบินแห่งนี้ก็ไม่รอดจากน้ำท่วมใหญ่เช่นกัน เลยไปทุ่งรังสิตกลายเป็นแหล่งรวมของหมู่บ้านจัดสรรตลอดแนวคลองรังสิตทุกสาย ทั้งที่เดิมนั้นรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริให้ขุดคลองรังสิตเพื่อใช้เป็นที่นาปลูกข้าว เป็นแหล่งอู่ข้าวอู่น้ำ และมีการตั้งสถานีทดลองข้าวรังสิตขึ้นมาในแถวคลอง 6 เมืองธัญบุรี เป็นแหล่งวิจัยและพัฒนาการผลิตข้าวที่สำคัญของประเทศ รวมทั้งเป็นพื้นที่ที่มีการจัดระบบชลประทานเพื่อการเกษตรที่ค่อนข้างสมบูรณ์ แต่เมื่อประชากรเมืองเพิ่มมากขึ้น ความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มตามไปด้วย และรูปแบบของการพัฒนาที่กระจุกตัวอยู่ในแถบเมืองหลวง ส่งผลให้ความจำเป็นของทุ่งรังสิตในการเป็นอู่ข้าวอู่น้ำลดลง กลายเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่สำคัญแทน เมื่อที่อยู่อาศัยเต็มพื้นที่ การสร้างถนนหนทาง การวางผังเมืองที่บกพร่อง ส่งผลต่อความสามารถในการระบายน้ำและการรับน้ำในฤดูน้ำหลาก ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่าหากปีไหนน้ำมาก รับรองว่าปัญหาน้ำท่วมมาถึงแน่นอน

สถานีทดลองข้าวรังสิต ปัจจุบันคือ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี สังกัดกรมการข้าว นับว่าเป็นศูนย์วิจัยข้าวที่เข้มแข็งแห่งหนึ่ง ในอดีตมีนักวิจัยระดับนานาชาติที่เก่งๆ หลายท่าน สร้างผลงานไว้กับประเทศหลายอย่าง ปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่อาจทราบได้ บริเวณเดียวกันยังเป็นที่ตั้งของธนาคารเชื้อพันธุกรรมพืช หรือ Gene Bank เป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ สังกัดกรมวิชาการเกษตร ซึ่งอันที่จริงแล้วศูนย์วิจัยข้าวเดิมอยู่ภายใต้สถาบันวิจัยข้าว สังกัดกรมวิชาการเกษตร ก่อนที่จะปรับโครงสร้างมาสังกัดกรมการข้าว ย้อนไปที่ธนาคารเชื้อพันธุกรรมพืช เป็นแหล่งเก็บรวบรวมเชื้อพันธุกรรมของพืชด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อใช้ประโยชน์ให้กับลูกหลานในอนาคต

ทุ่งรังสิตในอดีตนอกจากจะเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญแล้ว ตามแนวถนนพหลโยธินในยุคนั้น จะมีแผงขายแตงโมอยู่ริมข้างทาง ถึงกับครูเพลงนำไปแต่งเป็นเพลงลูกทุ่งกลายเป็นเพลงฮิตติดอันดับของไทย และอมตะมาจนถึงปัจจุบัน จึงอาจเป็นหลักฐานว่าเมื่อสิ้นสุดฤดูการทำนาแล้ว ชาวนาจะปลูกแตงหลังทำนา บางข้อสันนิษฐานก็มองว่าแตงดังกล่าวอาจนำมาจากสุพรรณบุรีก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามชี้ให้เห็นว่ามีการจัดระบบการปลูกพืชมากันตั้งแต่ครั้งอดีต ไม่ใช่การทำนาอย่างต่อเนื่องเช่นปัจจุบัน นอกจากนี้บริเวณปากคลองรังสิตดังกล่าวยังเป็นแหล่งรวมของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่สำคัญในอตีดอีกด้วย จึงเป็นพื้นที่หนึ่งที่เป็นย่านการค้าสินค้าการเกษตรที่สำคัญด้วยเช่นกัน ปัจจุบันพื้นที่กลายเป็นที่พักอาศัย ศูนย์การค้า โรงงาน และยังคงมีตลาดค้าส่งสินค้าเกษตรที่สำคัญหลายตลาดอยู่ในย่านนี้ไม่ว่าจะเป็นตลาดไท หรือ ตลาดสี่มุมเมือง

การพัฒนาต่างๆ ที่เกิดขึ้นย่อมนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือความต้องการของอาหารของมวลมนุษยชาติ เพราะอาหารยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต ในขณะที่ความต้องการอาหารขยายตัวมากขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร แต่ก็ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทำการเกษตรด้วยเช่นกัน ดังนั้นภาคการเกษตรจะต้องปรับตัวด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้มากขึ้น ผลตอบแทน ผลผลิตต่อพื้นที่ต้องเพิ่มขึ้น จึงจะสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ ดูเหมือนเป็นประเด็นที่ผู้คนในวงการเกษตรทราบกันดี แต่ทำกันไม่ดีหรือไม่คงต้องติดตามกันต่อไป

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ภาพที่เห็น..บนเวลาที่ผ่าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521729

ส่องเกษตร : ภาพที่เห็น..บนเวลาที่ผ่าน

วันพุธ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ช่วงนี้จัดได้ว่าเป็นช่วงกลางค่อนข้างปลายฤดูฝนแล้ว อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันออกพรรษาแล้ว และก็แน่นอนว่าเป็นเครื่องบ่งชี้ความผูกพันระหว่างความเชื่อ วิธีปฏิบัติทางศาสนากับสภาพธรรมชาติ และก็เป็นสภาพธรรมชาติที่เอื้ออำนวยต่ออาชีพการเกษตรที่ผูกติดกับวัฒนธรรมประเพณี บนองค์ประกอบสำคัญคือธรรมชาติ

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสนั่งรถยนต์เดินทางขึ้นภาคเหนือกับกลุ่มผู้สูงวัย และก็เช่นเดียวกับทุกๆครั้งที่ได้มีโอกาสเดินทางผ่านไปยังพื้นที่ ชุมชนหรือแม้แต่บริเวณพื้นที่การเกษตรระหว่างทาง ตลอดเส้นทาง ตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปี ที่ทำงานในหน้าที่มา เมื่อต้องเดินทางด้วยรถยนต์ออกปฏิบัติงานในต่างจังหวัด ผมมักจะชอบที่จะนั่งดูภาพที่ปรากฏแก่สายตาตลอดสองข้างทางที่ผ่าน เห็นการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ การใช้ประโยชน์จากพื้นที่เพื่อทำการเกษตรอันเป็นอาชีพดั้งเดิมและเป็นอาชีพหลักของคนไทยมาแต่นมนาน ได้เห็นการเปลี่ยนแปลง เห็นความแตกต่างของชนิดกิจกรรมด้านการเกษตรในแต่ละพื้นที่ที่ขับรถผ่าน หรือแม้บนเส้นทางเดิมแต่ต่างเวลา ก็ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงและแตกต่างกัน ตามห้วงเวลาที่ปรากฏแก่สายตา บางช่วงเดินทางในช่วงฤดูแล้งก็ได้เห็นสภาพข้อเท็จจริงที่ปรากฏบางครั้งเกิดความรู้สึกมากว่าทำไมประเทศไทยที่มีความอุดมสมบูรณ์มากมาย จึงมีสภาพเช่นนี้ต้นข้าวที่ยืนแห้งตาย ต้นไม้ที่เหี่ยวเฉา ปรากฏร่องรอยการเผาไหม้หรือแม้แต่บางพื้นที่ก็ปล่อยให้เป็นพื้นที่ว่างเปล่า มิได้นำพื้นที่มาใช้ให้เกิดประโยชน์แต่อย่างใด และยิ่งเมื่อเปรียบเทียบในพื้นที่ของต่างประเทศในช่วงที่ผมได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมเยียน ดูงาน ซึ่งผมก็ชอบที่จะเดินทางโดยรถยนต์เพื่อถือโอกาสชมทิวทัศน์สองข้างทางไปด้วย แล้วก็อดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบกับภาพที่ปรากฏกับของบ้านเรา เห็นความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ที่ขับรถผ่าน การใช้ประโยชน์ของพื้นที่ดิน เพื่ออยู่อาศัยและประกอบอาชีพ ล้วนแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ซึ่งเราได้ยิน ได้รับทราบเรื่องอย่างนี้มาโดยตลอด แต่นานวัน ประเทศที่เคยยิ่งใหญ่ เป็นผู้นำด้านการเกษตร กลับมีสภาพของการเปลี่ยนวิถีชีวิตเกษตรกร หรือพื้นที่เกษตรกรรมอย่างมากจนบางพื้นที่แทบจะไม่เหลือร่องรอยของความยิ่งใหญ่ด้านการเกษตรในอดีตเลย เริ่มตั้งแต่ผมขับรถออกมาจากที่นัดหมายคือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ผลิตบัณฑิตด้านการเกษตรออกไปรับใช้แผ่นดิน ขับรถผ่าน บางเขน หลักสี่ ดอนเมือง ซึ่งก็
ล้วนมีประวัติความเป็นมาทั้งสิ้น เคยได้รับฟังบางเรื่องราวจากผู้หลักผู้ใหญ่ที่ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่การเกษตรในเขตพื้นที่บางเขน เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อน พื้นที่ตรงนี้เป็นทุ่งนา แต่เมื่อเมืองเริ่มขยาย ความต้องการพื้นที่อยู่อาศัยก็มีมากขึ้น มีการเข้ามากว้านซื้อที่ดินเพื่อนำไปทำเป็นหมู่บ้านจัดสรร หรือแม้แต่เป็นที่อยู่อาศัยของตนเอง มีเกิดขึ้นมากมาย ท่านเองในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่เกษตรในพื้นที่ดังกล่าว ก็จะเป็นผู้หนึ่งที่ทราบสภาพพื้นที่เป็นอย่างดี จนวันหนึ่ง มีเจ้าของพื้นที่นามาขอพบและมีของฝากพร้อมกับคำขอบคุณว่าเขาสามารถขายที่นาเขาได้แล้ว ด้วยความช่วยเหลือที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่ท่านนี้ ท่านจึงได้ถามไถ่จนได้ความจริงว่าเขาได้ขายพื้นที่นาดังกล่าวไปแล้ว ได้ราคาดีพอสมควร และเมื่อท่านได้ทบทวนย้อนหลังไปประมาณหนึ่งสัปดาห์ ที่ผ่านมา มีผู้มาพบและสอบถามข้อมูลสภาพพื้นที่ในแถบดังกล่าวและท่านก็ได้นำเสนอข้อมูลถึงสภาพความเหมาะสมในการทำการเกษตรไป จึงได้ทราบว่าเป็นการนำข้อมูลไปประกอบการตัดสินใจซื้อพื้นที่นาดังกล่าวนั่นเอง จนปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าว เกิดเป็นหมู่บ้านจัดสรรใหญ่โตมีผู้อยู่อาศัยมากมาย กลายเป็นเมืองโดยสมบูรณ์ไปแล้ว ภาพท้องทุ่งบางเขนที่เป็นเรือกสวนไร่นา หายไปโดยสิ้นเชิง กลายเป็นตึกรามบ้านช่อง เกิดขึ้นเต็มไปหมด ยิ่งช่วงนี้มีรถไฟฟ้าผ่านไปถึงคูคต และจะมีอีกหลายสายตามมา จึงเห็นอาคารที่อยู่อาศัยสูงๆ เกิดขึ้นมากมายตลอดสายทาง จนจำพื้นที่เดิมไม่ได้เลย นี่ขนาดเป็นพื้นที่ที่ผมเริ่มออกเดินทางขึ้นเหนือยังไม่พ้นเขตกรุงเทพมหานครเลย ยังมีเรื่องราวมากมาย ยิ่งเมื่อกำลังจะขับรถผ่านรังสิต ยิ่งมีประเด็นอีกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องราวของพื้นที่ดังกล่าวถึงกับเป็นส่วนหนึ่งของเพลงลูกทุ่งเพลงดังในอดีต ซึ่งก็คงต้องนำมาเสนอในโอกาสต่อไปครับ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : YSF คือ ความหวัง? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520216

ส่องเกษตร : YSF คือ ความหวัง?

วันพุธ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ข้าราชการและพนักงานกรมป่าไม้ ร่วมทำพิธีถวายเครื่องสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 และวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนป่าไม้ เพื่อรำลึกถึงคุณความดีของบรรพชนและวีรชนป่าไม้ เนื่องในโอกาสครบรอบ 124 ปี วันสถาปนากรมป่าไม้ ภายในงานมีพิธีมอบโล่รางวัล เกียรติบัตร หนังสือชมเชยแก่ผู้ช่วยเหลือราชการกรมป่าไม้และรางวัลอื่น โดยมีนายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯเป็นประธานมอบรางวัล

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 124 ปี กรมป่าไม้มุ่งมั่นปฏิบัติภารกิจการบริหารทรัพยากรป่าไม้ของชาติให้เกิดความสมดุลยั่งยืน ปัจจุบันกำหนดวิสัยทัศน์การเป็นหน่วยงานที่มุ่งมั่นรักษาป่า ส่งเสริมไม้มีค่า ป่าชุมชน คนอยู่กับป่า เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อความสุขของคนไทย โดยมีภารกิจ 5 ด้านที่เรามุ่งมั่นดำเนินการช่วง 1 ปีที่ผ่านมาประกอบด้วย การป้องกันและรักษาป่า โดย กรมป่าไม้ร่วมกับ GISTDA พัฒนาระบบปฏิบัติการพิทักษ์ไพร โดยนำเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูง มาวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่าสามารถมองเห็นในพื้นที่ลับตา เช่น หลังเขา หรือ ในหุบ ทำให้การตรวจสอบจับกุมเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ระยะหลังไม่ค่อยมีข่าวบุกรุกพื้นที่ป่ารายใหญ่ เพราะเราป้องปรามตั้งแต่ต้น จนตรึงพื้นที่ป่าไว้ที่ 32% ของเนื้อที่ประเทศ และมีแนวโน้มทำให้เพิ่มขึ้นได้

สำหรับภารกิจที่ 2 คือ ส่งเสริมไม้มีค่าและเรื่องป่าชุมชน โดยรอบปีที่ผ่านมา กรมป่าไม้เร่งผลักดันการออกอนุบัญญัติหรือกฎหมายลูกภายใต้ พ.ร.บ.ป่าชุมชน พ.ศ.2562 เพื่อสร้างกลไกขับเคลื่อนดูแลป่าชุมชนในระดับต่างๆ เช่น คณะกรรมการระดับชุมชน คณะกรรมการระดับจังหวัด และคณะกรรมการระดับนโยบาย ซึ่งทั้งหมดดำเนินการจนเสร็จแล้ว ขณะเดียวกัน มีการรับรองจัดตั้งป่าชุมชนไปแล้ว 11,327 แห่ง ซึ่งใกล้จะบรรลุเป้าหมาย 15,000 แห่ง เนื้อที่ 10 ล้านไร่ทั่วประเทศแล้ว

ภารกิจต่อมา การส่งเสริมคนอยู่กับป่า หรือการจัดสรรที่ดินทำกินให้กับราษฎรยากไร้ส่วนภารกิจสุดท้ายคือ เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อความสุขของคนไทย นอกจากภารกิจหลักทั้ง 5 ด้านดังกล่าว ในรอบปีที่ผ่านมา กรมป่าไม้ ยังเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยจ้างงานให้ประชาชนเข้าไปช่วยงานป่าไม้ทั่วประเทศ 5,000 คน และในปี 2564 ยังได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาล เพื่อนำมาจ้างงานในตำแหน่งต่างๆ รวม 30,000 คน ในอัตราค่าจ้างเดือนละ 9,000 บาท เป็นเวลา 12 เดือน

“ภารกิจทั้ง 6 ด้านนี้คือ สิ่งที่เราลงมือทำตลอดปีที่ผ่านมา และเป็นเป้าหมายสำคัญที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องให้สำเร็จในช่วงก้าวย่างสู่ปีที่ 125 ของกรมป่าไม้ ทั้งเรื่องรักษาป่าที่ต้องเข้มงวดต่อไป การส่งเสริมการปลูกไม้มีค่าขยายผลป่าชุมชนให้ครบ 15,000 ชุมชน จัดสรรที่ดินทำกินให้แล้วเสร็จในทุกพื้นที่ และการรณรงค์เพิ่มพื้นที่สีเขียวทั้งหมดนี้คือ ความท้าทายที่เราต้องทำให้บรรลุตามเป้าหมายให้เร็วที่สุด” อธิบดีกรมป่าไม้กล่าว

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ภาพที่ปรับเปลี่ยน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518568

ส่องเกษตร : ภาพที่ปรับเปลี่ยน

วันพุธ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสเดินทางไปเกาะสมุยร่วมกับกลุ่มผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรหนึ่งนับว่าเป็นการเดินทางไปเกาะสมุยในรอบหลายปีของผม โดยที่สมาชิกท่านหนึ่งเป็นเจ้าของกิจการโรงแรมในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเกาะสมุย ขอให้พวกเราไปช่วยเพิ่มความคึกคักให้เกาะสมุยกันบ้างหลังจากสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี

ภาพจำเมื่อครั้งเดินทางไปประชุมที่เกาะสมุยก่อนหน้าที่จะเกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เกาะสมุยเป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวหนึ่งของไทยที่เต็มไปด้วยผู้คนและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก มีการก่อสร้างอาคารต่างๆ ร้านอาหาร โรงแรม คลับบาร์ แหล่งบันเทิงหลากหลายเต็มไปหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณชายหาดที่เป็นที่นิยมเช่นหาดเฉวง หาดละไม เป็นต้น ถ้าเราขับรถในเส้นทางเหล่านี้แทบจะมองไม่เห็นหาดเลย แต่ภาพปัจจุบันเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาผมมองเห็นความซบเซาที่เกิดขึ้นทำให้ผมนึกถึงเมื่อเดินทางไปเกาะแห่งนี้ครั้งแรกราวปี 2527 หรือกว่า 35 ปีมาแล้วมีทั้งความเหมือนและความแตกต่าง ส่วนที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคืออาคารตึกรามบ้านช่อง ห้องอาหาร โรงแรม คลับ บาร์สารพัด เกิดขึ้นเต็มไปหมด ในยุคนั้นยังไม่มีสภาพแบบนี้ให้เห็น แต่สิ่งที่เหมือนกับ 35 ปีที่แล้ว คือความสงบ ความเงียบ ครั้งแรกที่ไปนั้น ผมขึ้นไปพักบนเรือนพักในสวนทุเรียนของเพื่อน และยังได้รับการบอกกล่าวว่า เพราะเป็นลูกรักจึงได้สวนจากบรรพบุรุษ ส่วนลูกชังได้รับมรดกเป็นที่ดินติดทะเล ปลูกมะพร้าวไม่ได้ลูก ปลูกทุเรียนก็ไม่ได้ กาลต่อมาเมื่อราคาที่ดินบริเวณชายหาดมีราคาสูงขึ้นมาก จึงเกิดคำพูดแรงๆ ตามมาว่า ใครกันแน่ที่เป็นลูกรัก ใครกันแน่เป็นลูกชัง ที่ดินชายหาดที่สร้างมูลค่า นำไปสู่ความมั่งคั่งมากมาย เมื่อเปรียบเทียบกับที่ดินบนเขา สวนมะพร้าว สวนทุเรียนด้อยค่าลงไปมาก

แต่เมื่อเวลาหมุนมาสู่ยุคโควิด วันนี้ทุกคนเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เวียนกลับมาอยู่ที่เดิม เห็นการเก็บเกี่ยวทุเรียน มังคุด ดูคึกคัก เห็นรถขนส่งผลไม้วิ่งกันไปมาเห็นล้งเปิดรับซื้อผลไม้ถึงในสวน และเมื่อติดตามข้อมูลลึกลงไปอีก สมาชิกของกลุ่มดังกล่าวมีทั้งกิจการโรงแรมและสวนผลไม้ด้วย วันนี้ต้องปรับตัว ปรับธุรกิจ อย่างที่เรียกว่าสลับขั้วกันเลยทีเดียว กิจการโรงแรมต้องหยุดและปิดตัวลงหรือเปิดให้บริการได้บางส่วนเท่านั้น พนักงานเกือบ 200 คนต้องปรับลด บางส่วนก็นำไปช่วยกันทำสวนเพื่อสร้างรายได้มาใช้เลี้ยงกิจการ ภาพของการทำสวนจึงหันกลับมาคึกคัก มีการขยายและดูแลสวนอย่างเอาจริงเอาจังมากกว่าแต่ก่อนที่ปล่อยเป็นทุเรียนป่า นานๆ จะเข้าสวนหรือไม่ก็เข้าสวนเมื่อจะเก็บผลผลิตเท่านั้น แต่วันนี้มีการตัดหญ้ากำจัดวัชพืช ใส่ปุ๋ยบำรุงต้น บำรุงผลกันมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อราคาทุเรียนปีนี้ ค่อนข้างดี ยิ่งจูงใจให้มีการลงทุนเพิ่ม มีการปลูกเพิ่ม เพื่อเพิ่มจำนวนต้นต่อพื้นที่และขยายการปลูกเพิ่มขึ้น เห็นได้จากต้นทุเรียนปลูกใหม่และต้นทุเรียนขนาดเล็กที่อยู่กระจัดกระจายในสวน พื้นที่บนเขาจึงมีผู้คนมากมาย คึกคักกว่าพื้นที่ริมหาด เห็นการเข้าไปเฝ้าสวนและดูแลสวนกันมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก

ขณะเดียวกันอีกภาพที่เห็นคือ การสร้างรีสอร์ท หรือบ้านพัก ของชุมชนบนเขาเพิ่มมากขึ้น แหล่งท่องเที่ยวบนเขามีการพัฒนาและขยายตัวมากกว่าชายทะเล สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นภาพของเกาะสมุยที่เปลี่ยนไป นอกจากผลไม้หลักๆแล้ว ยังมีผู้สนใจขยายการผลิตไปสู่พืชชนิดอื่นๆที่จำเป็นต้องใช้ และต้องนำเข้าจากพื้นที่บนฝั่งหลายชนิด เริ่มมีการผลิตและวางจำหน่ายบ้างแล้ว เห็นได้ว่าวิถีชีวิตเริ่มเปลี่ยนไป เพิ่มทางเลือกเพื่อความอยู่รอด สร้างผลผลิตจากแหล่งที่ถูกลืม หลังจากที่เพลิดเพลินกับแหล่งเงินหรือความมั่งคั่งด้านอื่นๆ สุดท้ายเมื่อเกิดเหตุที่ทำให้เกิดความผันผวน ก็หนีไม่พ้นภาคเกษตร ที่เป็นผู้ผลิตอาหาร ยังคงทำหน้าที่เป็นแหล่งพักพิง แหล่งดูดซับความเสี่ยง ความล้มเหลวจากสาขาอาชีพต่างๆ เป็นเสมือนฐานให้กับสังคมได้อย่างดี สมควรเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้โอกาสนี้ สร้างการปรับเปลี่ยน พัฒนาไปสู่ความมั่นคงในอาชีพนี้ให้ได้ นอกเหนือจากการที่ทำหน้าที่แค่ตัวดูดซับความเสี่ยง ความล้มเหลวจากสาขาเศรษฐกิจอื่นๆ ของสังคม สำคัญที่สุด ต้องปรับแนวคิดกันใหม่ว่า “การเกษตรสร้างชาติ” ได้จริง เพราะ “เงินทองคือมายา ข้าวปลาคือของจริง” เหมือนที่หม่อนเจ้าสิทธิพร กฤษดากร ท่านได้กล่าวไว้

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ร่วมคิด ร่วมทำ สู่ความสำเร็จ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516940

ส่องเกษตร : ร่วมคิด ร่วมทำ สู่ความสำเร็จ

วันพุธ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สถานการณ์ ณ ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากันสิ่งต่างๆ มากมาย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ การทำมาหากิน ฝนฟ้าที่ไม่เป็นใจ หรือแม้แต่สถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายฝ่ายออกมาเตือนและแสดงความห่วงใยต่อการกลับมาของโควิด-19 ในรอบ 100 วัน ของการตรวจพบในคนที่อยู่ภายในประเทศ ช่วงเวลาเดียวกันรัฐบาลได้ทบทวน ปรับปรุง แต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ โดยกำหนดให้มีการปรับปรุงการปฏิรูปประเทศทุกด้าน จัดทำให้เสร็จสิ้นและเสนอเข้าให้ ครม.พิจารณาให้เสร็จสิ้นภายในธันวาคม 2563 นี้ โดยกำหนดขั้นตอนสำคัญประการหนึ่ง คือ เมื่อร่างและปรับปรุงแผนการปฏิรูปประเทศแล้วเสร็จ ต้องนำเข้ารับฟังความเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก่อนจะนำมาปรับปรุงและนำเสนอเป็นแผนการปฏิรูปประเทศต่อไปได้

ภาคการเกษตรซึ่งเป็นหนึ่งใน 23 ประเด็นยุทธศาสตร์ชาติแต่อยู่ภายใต้แผนปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ มุ่งเน้นให้เกิดการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน คณะกรรมการปฏิรูปประเทศภาคเกษตร ชุดปัจจุบันได้มีการนำเสนอแนวทางการสร้างการผลิตการเกษตรมูลค่าสูง โดยมุ่งหวังให้มีการปรับระบบการผลิตจาก กิจกรรมด้านการเกษตรในกลุ่มสินค้าให้ผลตอบแทนต่ำไปสู่การผลิตสินค้าเกษตรที่ให้ผลตอบแทนสูง โดยมีโครงการ/แผนงาน/กิจกรรมต่างๆ มารองรับแนวคิดดังกล่าวเป็นจำนวนมาก โดยเริ่มตั้งแต่คนซึ่งหมายถึงเกษตรกรที่ต้องปรับตัวตั้งแต่รายเล็กไปจนถึงรายใหญ่ มีการกำหนดกลยุทธในแต่ละกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน ทั้งการพัฒนาให้เป็นผู้ประกอบการ พัฒนาการรวมกลุ่มให้มีกิจกรรมกลุ่มทั้งกลุ่มธรรมชาติ จนไปสู่กลุ่มที่มีกฎหมายรองรับ เช่น สหกรณ์ หรือ วิสาหกิจชุมชน เป็นต้น

ในส่วนของระบบการผลิต นอกจากจะเน้นให้มีการปรับเปลี่ยนแล้ว ยังเสนอให้มีการใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมการเกษตรอีกหลากหลาย มุ่งพัฒนาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในทุกระดับไปจนถึงขั้นตอนการจำหน่ายผลผลิต ส่วนของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร พยายามให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง และให้มีการสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินค้าดังกล่าวทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม การผลิตที่ต้องได้รับมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับทุกขั้นตอนของการผลิตจนถึงการแปรรูปหรือแม้แต่บรรจุภัณฑ์เพื่อส่งต่อไปยังผู้บริโภค ทั้งยังต้องเกี่ยวเนื่องไปกับระบบ Logistic ที่นำไปสู่งการผลิตและการสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือรักษาคุณค่า คุณภาพ และมาตรฐานในห่วงโซ่คุณค่าการผลิตด้วย

การดำเนินการดังกล่าวข้างต้นมีการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งระดับนโยบายและระดับของผู้ปฏิบัติ แต่ระดับที่สำคัญที่สุดคือระดับเกษตรกรหรือกลุ่มบุคคลเป้าหมายที่มีส่วนสำคัญที่สุดของการพัฒนาและการปฏิรูปประเทศได้จริง กลุ่มคนเหล่านั้นมีส่วนหรือไม่ในการคิดและวางแนวทางที่จะให้มีการปฏิรูปประเทศในกลุ่มอาชีพของเขา เพราะการเกษตรมิใช่ทำหน้าที่เป็นส่วนขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เป็นวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตของชุมชน การปรับหรือเปลี่ยนย่อมส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของกลุ่มคนเหล่านี้ วิถีกับเทคโนโลยีจะก้าวไปในทิศทางเดียวกันจึงเป็นประเด็นที่ท้าทาย ดังนั้นหากจะปรับหรือเปลี่ยนเพื่อให้เกิดการปฏิรูปประเทศประการใดคงต้องคำนึงถึงและนำประเด็นเหล่านี้มาเป็นประเด็นสำคัญของการปรับปรุงเพื่อปรับเปลี่ยนด้วย มิเช่นนั้นจะเหมือนที่ผ่านมาที่ผลสุดท้ายไม่สามารถปรับเปลี่ยนสิ่งใดได้ เพราะคนที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไม่ได้มีส่วนคิดส่วนผลักดันและวางแนวทางของตนเองอย่างไร สงสารความตั้งใจดี อย่าให้เสียของกันเลย

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : เส้นทางสู่เป้าหมาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515487

ส่องเกษตร : เส้นทางสู่เป้าหมาย

วันพุธ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การเกษตรเป็นพลวัต มีการปรับเปลี่ยนและแก้ไขปัญหา รวมทั้งสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา ด้วยว่าวิธีการหนึ่งอาจเหมาะสมถูกต้องกับสถานการณ์ ณ ขณะนั้น เมื่อวันเวลาผ่านไปวิธีการดังกล่าวอาจไม่ใช่อีกต่อไป ด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างออกไป รวมถึงบริบทอื่นๆ ไม่ว่าจะทางด้านเศรษฐกิจหรือสังคมก็ตาม

ผมนั่งทบทวนเวลากลับไปกว่า 40 ปีที่ผ่านมาในการทำงานและวนเวียนอยู่กับแนวทางการบริหารการเกษตร จะเห็นความแตกต่างของแต่ละยุคแต่ละสมัย แนวทางในแต่ละยุคนั้น ณ ขณะนั้นถูกมองว่าถูกต้องแล้ว เป็นการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดแต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปไม่เท่าไรวิธีการดังกล่าวที่ว่าถูกต้องเหมาะสมกลับไม่สามารถตอบโจทย์ต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้

ช่วงปี 2519-2529 เป็นช่วงเวลาที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างเสนอและเห็นถึงความจำเป็นในการมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรประจำตำบล ภายใต้สมมุติฐานที่ว่าความรู้ วิทยาการของการทำการเกษตรสมัยใหม่ที่อยู่ตามหน่วยงานวิจัยหรือสถาบันการศึกษาต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ไม่สามารถถ่ายทอดไปยังเกษตรกรได้ จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรระดับตำบลเพื่อเป็นผู้เปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีดังกล่าว มีการจัดระบบที่ผู้คนในวงการคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี คือ ระบบ T&V เป็นการนำเอาระบบของอิสราเอลมาใช้ โดยให้มีการฝึกอบรมความรู้วิทยาการใหม่ๆ ให้เกษตรตำบล เพื่อเป็นผู้นำไปถ่ายทอด เผยแพร่ให้กับเกษตรกร ทั้งเกษตรกรโดยทั่วไปและเกษตรกรผู้นำ ซึ่งสมัยนั้นเรียกว่า CoF มีการจัดระบบการเยี่ยมเยือนของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในทุกระดับวนไปถึงระดับตำบล แต่เมื่อผ่านไป 10 ปี มีการประเมินผล พบว่า มีจุดอ่อนในระบบดังกล่าวหลายประการ มีการเพิ่มประเด็นและเนื้อหาเฉพาะเจาะจงเขาไปในระบบ จัดทำหมู่บ้านส่งเสริมการเกษตรเพื่อให้เป็นหมู่บ้านศูนย์กลางนำการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีการเกษตรไปยังหมู่บ้านบริวารหรือเครือข่ายได้ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดหลายประการจึงมีความพยายามในการปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการดำเนินการเฉพาะเจาะจงเป็นกลุ่ม โดยพัฒนาจากกลุ่มพื้นฐานหรือยุคปัจจุบันใช้คำว่าฐานราก เป็นการแบ่งกลุ่มและพัฒนา จากเกษตรกรรายย่อยก่อนด้วยโครงการและมาตรการต่างๆ เป็นจำนวนมาก มีการจัดทำแผนการผลิตของเกษตรกรรายครัวเรือน เพื่อนำไปสู่การทำธุรกิจแบบครบวงจร หวังผลการพัฒนาในลักษณะปรับปรุงการผลิตตั้งแต่โซ่การผลิตโซ่แรกไปจนสิ้นสุดห่วงโซ่อุปทาน จนมีการตั้งกองส่งเสริมธุรกิจเกษตรขึ้นมาในกรมส่งเสริมการเกษตรตามเจตนารมณ์ที่กล่าวมาขณะเดียวกันการดำเนินการพัฒนาในระดับเกษตรกรรายย่อยก็ยังคงอยู่ ในรูปแบบของกลุ่มเกษตรกร กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร รวมถึงกลุ่มยุวเกษตรกร

การที่เกษตรกรยังคงทำการผลิตในรูปแบบเดิม ถูกมองว่าเป็นจุดด้อยของการพัฒนา จึงเกิดโครงการกระจายความเสี่ยงด้านการเกษตร จนถึงการปรับโครงสร้างการผลิตทางการเกษตร ร่วมกับการทำงานแบบยึดระบบอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อย้อนหลังไปประเมินผลที่เกิดขึ้น ทั้งด้านความเป็นอยู่ ความสำเร็จต่อการผลิตทั้งระบบ ผลตอบแทนเปรียบเทียบ รวมทั้งความยั่งยืนของระบบการเกษตร พบว่า จากจุดเริ่มต้นจนถึงปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนไปไม่มาก เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัวที่เปลี่ยนไปอย่างมาก ทั้งภาวะเศรษฐกิจ การประกอบธุรกิจ ผลตอบแทน หรือแม้แต่สิ่งแวดล้อมที่จะส่งผลต่อการพัฒนาการเกษตร สถาบันเกษตรกรถูกนำไปเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา แต่ยิ่งนานวันปัญหาของสถาบันเกษตรกรยิ่งไปสร้างความซับซ้อนของปัญหามากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูปประเทศที่ต้องดำเนินการในส่วนของประเด็นทางการเกษตร หวังว่าจะเกิดการพัฒนาและส่งผลต่อวิถีของเกษตรกรอย่างมีทิศทาง ไม่ว่าจะวางตำแหน่งอนาคตไว้ว่าต้องเป็นเกษตรอัจฉริยะ การเกษตรสร้างมูลค่าสูง การสร้างเกษตรปราดเปรื่องและอีกหลายประเด็นสิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนผ่านการคิดและศึกษาบทเรียนจากอดีตมาอย่างรอบด้าน แต่สำคัญที่สุดที่ต้องคำนึงถึงและสำคัญอย่างยิ่ง คือ “คน” ที่เกี่ยวข้อง หากถามว่ามีความพร้อมแล้วหรือไม่ที่จะก้าวไปบนเส้นทางสายใหม่ คงต้องกลับไปคิดและทบทวนกันอีกหลายตลบ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ให้คิดต่อ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514070

ส่องเกษตร : ให้คิดต่อ

วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.01 น.

ข้อมูล ข้อเท็จจริงบางอย่างที่จะนำมาวิเคราะห์เพื่อกำหนดกิจกรรมและทิศทางในการปฏิบัติหรือวางนโยบาย บางครั้งการใช้ตัวชี้วัดเพียงด้านใดด้านหนึ่ง การวางกรอบทิศทางการดำเนินการตามมาก็อาจเกิดข้อผิดพลาดได้ ภาคการเกษตรในวันนี้หากจะวางตำแหน่งการพัฒนาไปด้านใดด้านหนึ่ง เช่นเน้นไปด้านเศรษฐกิจ เราจะพบข้อเท็จจริงไปในอีกลักษณะหนึ่ง นั่นคือ ต้องใช้พื้นที่ของประเทศราว 149 ล้านไร่เพื่อทำการผลิตทางการเกษตร และใช้แรงงานประมาณ 28 ล้านคน แต่ทั้งหมดนี้คิดเป็นสัดส่วนของ GDP ทั้งหมดประมาณ 8% ยิ่งเมื่อเทียบตัวเลขดังกล่าวกับสาขาอื่น จะเห็นว่าสัดส่วนของการใช้แรงงานแตกต่างกันมาก และให้ผลต่อ GDP ในสัดส่วนที่สูงกว่าภาคการเกษตรกว่า 2-3 เท่า ดังนั้นการใช้ข้อมูลตัวชี้วัดทางด้านเศรษฐกิจอย่างเดียวอาจไม่สะท้อนข้อเท็จจริงได้ ตรงกันข้ามมีหลายกูรูที่มักจะให้คำนิยามภาคการเกษตรที่ผูกพันกับวิถีชีวิต วัฒนธรรมและประเพณีต่างๆ ที่ไม่สามารถนำมาคิดในทางเศรษฐกิจได้โดยตรง แต่ได้สร้างคุณค่าและมูลค่าให้เกิดขึ้นในทางอ้อม เป็นองค์ประกอบที่ทำให้โครงสร้างสังคมไทยสามารถดำรงอยู่ได้เช่นปัจจุบัน สร้างความเข้มแข็งในกับชุมชน ครัวเรือน และโครงสร้างของเศรษฐกิจของประเทศ มีความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงของครัวเรือนรองรับ เหมือนกับข้อเท็จจริงของตัวเลข GDP ในไตรมาสที่ผ่านมา พบว่าภาพรวมเศรษฐกิจของไทยอยู่ในภาวะถดถอย ประมาณการว่าภาพรวมของ GDP ในปีนี้จะลดลงกว่า 12% และ GDP ภาคการเกษตรจะลดเหลือลงราว2.3 % เท่านั้น หมายความว่าภาคการเกษตรในภาวะที่เศรษฐกิจถดถอยกลับเป็นภาคที่ช่วยหนุนเศรษฐกิจของไทยมิให้ตกต่ำลงไป เมื่อเทียบกับภาคการท่องเที่ยวและบริการที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง แสดงให้เห็นว่าภาคการเกษตรสามารถดูดซับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้ในระดับหนึ่ง

สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาในสถานการณ์ปัจจุบันและจำเป็นต้องนำไปคิดต่อเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและประสบผลสำเร็จด้วยดี คือ ประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตรที่เรียกกันว่าProductivity โดยภาคการเกษตรจะต้องทบทวนและวางแผนการดำเนินการใหม่ เพื่อให้ภาคการเกษตรยังสามารถเป็นเครื่องจักรสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในภาวะวิกฤติเช่นนี้ ทั้งผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิค-19 หรือเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้พบปะกับอดีตเกษตรกร part time ที่มีอาชีพรับราชการเป็นหลัก ปัจจุบันผันตัวเองมาเป็นเกษตรกร full time หลังจากเกษียณอายุราชการ โดยสิ่งที่สะท้อนจากการเป็นเกษตรกร full time คือการยอมรับว่าความจริงว่า แม้ตัวเกษตรกรมีความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตของตนเองให้ทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป อยากเพิ่ม productivity แต่หากปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่างๆ ไม่เอื้ออำนวย สุดท้ายก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงไปในแบบที่อยากให้เป็นได้ เช่น การทำนา จำเป็นต้องใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ มีการเตรียมดินด้วยการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรที่เหมาะสม ที่สำคัญยังต้องอาศัยธรรมชาติว่าฟ้าฝนจะเป็นใจหรือไม่ จึงเป็นประเด็นที่ยากลำบากต่อความสำเร็จของการทำนา โดยในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ต้องเสาะหาเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อจะมาปลูกในพื้นที่นา 30 ไร่ กว่าจะหามาได้ก็แทบจะเลิกทำนา พอได้มาก็ไม่แน่ใจว่าเป็นข้าวปลูกพันธุ์ดี มีคุณภาพตามที่โฆษณาหรือไม่ แต่ต้องยอมเพราะไม่มีทางเลือกอื่นต้องมาลุ้นช่วงหว่านกันอีกที เมื่อหว่านข้าวไปแล้ว ในสัปดาห์แรกๆ ยังต้องลุ้นต่อว่าน้ำจะมามากน้อยเพียงใด ถ้ามามากเมล็ดพันธุ์ข้าวที่หว่านไว้จะไหลไปตามน้ำจนหมดหรือไม่ หากน้ำไม่มาจริงๆ ความชื้นที่มีจะพอให้ต้นข้าวงอกรอฝนหรือไม่ หากน้ำดี ฝนมาได้จังหวะพันธุ์ข้าวที่หว่านไว้จะกลายเป็นข้าวพันธุ์ดีจริงหรือข้าวดีด-ข้าวเด้ง ชีวิตมีลุ้นกว่าตอนทำราชการเสียอีกตกในอยู่ภาวะหัวเราะมิได้ ร่ำไห้มิออกตามสำนวนหนังจีนกำลังภายใน ตัวอย่างที่ยกมาดังกล่าวเป็นเกษตรกรระดับมีความรู้ และมีเครือข่ายกว้างขวางในระดับหนึ่ง ถึงกระนั้นยังมีปัญหาในเรื่องเทคโนโลยีและการเข้าถึง หากเป็นกลุ่มที่โอกาสและเครือข่ายแคบกว่าจะปรับตัวและอยู่ในสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างไร คงต้องฝากเป็นประเด็นให้คิดกันต่อ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ไม้ ทำให้มีค่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512551

ส่องเกษตร : ไม้ ทำให้มีค่า

วันพุธ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ต้นไม้ไม่ว่าจะเป็นต้นอะไร ขึ้นอยู่ ณ ที่ใด จัดว่าเป็นสิ่งมีค่าทั้งนั้น เพราะอย่างน้อยแม้ว่าผู้ปลูกจะไม่ได้ผลผลิต ก็ยังได้ร่มเงา สร้างความร่มเย็นและชุ่มชื้นให้กับพื้นดิน รวมทั้งเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินได้อีกด้วย หรือสุดท้ายหากถูกโค่นลงก็ยังสามารถเกิดประโยชน์ตั้งแต่การเป็นเชื้อเพลิง ทำเครื่องใช้ไม้สอย เฟอร์นิเจอร์ สร้างเป็นที่พักอาศัย หรือใช้ประกอบในการตกแต่งอาคารบ้านเรือนให้สวยงาม แม้แต่อาคารรัฐสภาหลังใหม่ก็มีการนำไม้มีค่ามาตกแต่งให้สวยงามตามแนวคิดของผู้ออกแบบ ในบางครั้งการปลูกต้นไม้ ผู้ปลูกเองอาจไม่ได้มองไปไกลนัก ส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับผลผลิตที่จะได้มากกว่า เราจึงเห็นการแบ่งต้นไม้ออกเป็นไม้เศรษฐกิจที่เน้นเรื่องผลผลิต ขณะเดียวกันก็เริ่มมีการกล่าวถึงไม้มีค่ากันมากขึ้นตามไปด้วย

นับตั้งแต่รัฐบาลให้ความสำคัญและให้คุณค่ากับการนำไม้มีค่าเหล่านั้นมาค้ำประกันเงินกู้ได้ จึงเป็นการสร้างกระแสให้เกิดการรับรู้ถึงมูลค่าของไม้มีค่าโดยมีการวัดเป็นจำนวนเงินที่ชัดเจน เทียบได้กับการตีค่าทองคำเป็นตัวเงิน แต่เป็นการตีค่าต้นไม้เป็นตัวเงิน ซึ่งหากจะคิดไปก็นับว่าต้นไม้มีค่าเหล่านี้คือทองคำในอนาคตนั่นเอง หลายหน่วยงานจึงมีความพยายามที่จะรณรงค์ให้มีการปลูกและขยายพันธุ์ไม้มีค่าเหล่านี้ไปในพื้นที่ต่างๆ ทั้งในพื้นที่ทำการเกษตรเดิม หัวไร่ปลายนา พื้นที่รกร้างว่างเปล่าพื้นที่สาธารณประโยชน์ โดยในพื้นที่สาธารณะอาจไม่สามารถนำมาค้ำประกันเงินกู้ได้ แต่ก็สร้างประโยชน์ในกับส่วนรวม ทั้งการสร้างความร่มรื่นรักษาสิ่งแวดล้อม และสร้างทัศนียภาพที่สวยงามให้เกิดขึ้น

เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ผมมีโอกาสใช้เส้นทางถนนเพชรเกษมช่วงอำเภอเขาย้อยยาว ไปถึงอำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี พอผ่านเส้นทางนี้ครั้งใดจะทราบได้ทันทีว่าเข้าสู่เขตจังหวัดเพชรบุรีแล้ว เนื่องจากมีการปลูกต้นสักไว้เป็นแนวตรงกลางของถนนฝั่งซ้ายและขวา ในช่วงฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงที่ต้นสักเหล่านี้แตกใบใหม่จึงเห็นเป็นแนวสีเขียวตลอดเส้นทาง มีความร่มรื่น สบายตาเป็นอย่างมาก นับว่าเป็นเส้นทางอีกเส้นทางหนึ่งที่สวยงาม ทำให้ผมรำลึกถึงผู้ที่ดำริให้มีการปลูกต้นสักตลอดแนวถนนดังกล่าว คือ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีท่านหนึ่ง ผมจำชื่อท่านได้ไม่แน่ชัด โดยท่านเป็นผู้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันดำเนินการเนื่องจากไม้สักเป็นไม้มีค่าและเป็นสัญลักษณ์ของไทยทั้งในการสร้างบ้านหรือการนำมาทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ ในอดีตประเทศไทยก็เป็นประเทศผู้ส่งออกไม้สัก นำเงินตราเข้ามาสู่ประเทศเป็นจำนวนมาก ถึงแม้ว่าจะเป็นอดีตที่นานมามากแล้วก็ตาม การดูแลต้นสักให้สามารถเจริญเติบโต โดยไม่เป็นอุปสรรคต่อการสัญจรเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก ต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้และเข้าใจต้นไม้อย่างแท้จริงที่เรียกกันว่า รุกขกร จึงจะทำให้ต้นสักยังเจริญเติบโตสูงใหญ่เท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นมรดกสำคัญให้กับคนรุ่นต่อไปได้

ในขณะที่หลายๆ เส้นทางไม่ว่าจะเป็นเส้นทางสายบ้านบึง-แกลง หรือ แม้แต่เส้นรอบเมืองชะอำ-หัวหิน-ปราณบุรี และอีกหลายๆ เส้นทาง ต้นไม้ใหญ่ที่มีค่าไม่ว่าจะเป็นมะฮอกกานี อินทนิล สะเดาช้าง หรือไม้อื่นๆ ที่ปลูกไว้แนวข้างทางหรือตรงกลางของถนนถูกตัดแบบที่เรียกว่า ไม่แน่จริงไม่รอด เพราะวิธีการตัดคือ ตัดครึ่งต้นตามระดับความสูงที่ต้องการ จึงพบต้นไม้ยืนต้นตายอยู่เป็นจำนวนมาก จะอ้างว่าเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุหรืออย่างไรก็สุดจะเดา หากจะตัดต้นไม้แบบนั้นก็อย่าปลูกเลยจะดีกว่าไหม ผมรู้สึกสะท้อนใจทุกครั้งที่ผ่านเส้นทางที่มีการตัดต้นไม้ลักษณะดังกล่าว จะดีกว่าหรือไม่ถ้าผู้ที่รับผิดชอบจะปรึกษาหารือกับผู้รู้ว่าควรตัดต้นไม้อย่างไร ควรเลือกต้นไม้ประเภทไหนจึงจะเหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ อย่าสักแต่ว่าทำให้เสร็จๆไป ผลสำเร็จจะเป็นอย่างไร ไม่เคยใส่ใจจะสร้างไม้มีค่าเป็นมรดกให้ลูกหลาน หรือจะปล่อยให้สีเขียวหายไปจากท้องถนน ต้องทบทวนกันให้ดีๆ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ว่ายไม่ถึงฝั่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/511159

ส่องเกษตร : ว่ายไม่ถึงฝั่ง

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำว่า “เกษตรสร้างมูลค่า” เป็นคำที่มักจะได้ยินบ่อยๆ และมีความถี่มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อกล่าวถึงยุทธศาสตร์ชาติหรือการปฏิรูปประเทศด้านการเกษตร เพราะทุกคนเห็นตรงกันว่าการเกษตรจะต้องเปลี่ยนไปไม่สามารถทำเหมือนกับที่เคยทำมาแบบเดิมๆ ได้ เพราะสถานการณ์ปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก การเกษตรที่ถูกเรียกว่าเป็นเศรษฐกิจฐานราก หรือ กระดูกสันหลังของชาติ ตามแต่การประดิษฐ์คำขึ้นมาเพื่อเชิดชู หรือสร้างความชอบธรรมในการดำเนินการใดๆก็ตาม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ถูกมองว่าเป็นการพัฒนาการเกษตร โดยต่อยอดจากแนวความคิดต่างๆ ที่หลากหลาย และนำไปสู่การพัฒนาโครงการต่างๆ ขึ้นมาภายใต้สมมุติฐานดังกล่าว ผลจากโครงการที่พัฒนาอาจเกิดประโยชน์มากบ้างน้อยบ้าง หรืออาจเป็นเพียงการจัดฉากหรูๆ เพื่อซ่อนกลโกงต่างๆไว้ อย่างที่ปรากฏให้เห็นกันอยู่ก็มีมิใช่น้อย

การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น ล้วนมาจากการปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคม มีการจัดระเบียบสังคมโลก การพัฒนาของเทคโนโลยี หรือแม้แต่ความต้องการพื้นฐานที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะทางด้านอาหารและโภชนาการ ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละสังคม สินค้าเกษตรจึงเป็นสินค้าอีกประเภทหนึ่งที่ต้องรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเช่นกัน การผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรในรูปแบบของวัตถุดิบขั้นต้นจำเป็นต้องปรับตัว หากต้องการผลตอบแทนที่ดีขึ้น จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนระบบการผลิต มีการใช้เทคโนโลยีเข้าไปจัดการระบบการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอน ส่งผลให้เกิดผลตอบแทนที่คุ้มค่าต่อการปรับเปลี่ยนไป และเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค

ในอดีตการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร จะถูกมองว่าเป็นขั้นตอนที่ยุ่งยาก ต้นทุนสูง เกษตรกรไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง จึงจำหน่ายในรูปของวัตถุดิบเพื่อให้ผู้ประกอบการนำมาแปรรูปแทน อย่างไรก็ตามมีเกษตรกรหลายรายที่เรียนรู้และปรับตัวมาเป็นผู้แปรรูปสินค้าเอง เพิ่มมูลค่า สร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นด้วยการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ และการใช้ประโยชน์จากผลผลิตที่แปรรูปให้กว้างขวางมากขึ้น เป็นต้นแบบในการดำเนินการให้กับเกษตรกรรายอื่นๆ ผมได้มีโอกาสเดินทางพบปะกับกลุ่มเกษตรกรที่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่สำคัญของภาครัฐ เช่น เกษตรกรในกลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียนจังหวัดชุมพร ซึ่งกลุ่มดังกล่าวมีการรวมกลุ่มประมาณ 30 ราย โดยมุ่งมั่นที่จะสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้เกิดขึ้นกับธุรกิจของกลุ่ม ด้วยการร่วมแรงร่วมใจ ทุ่มเท และมีความสามัคคีกันในการพัฒนากระบวนการผลิตและการบริหารจัดการของตน จากที่เคยรวบรวมทุเรียนขายให้กับล้งทุเรียนซึ่งสมาชิกกลุ่มมองว่ามีความเสี่ยงสูง จึงพยายามปรับปรุงกระบวนการผลิตและบริหารจัดการกันใหม่ ทั้งการผลิตทุเรียนคุณภาพ การแปรรูปทุเรียนในรูปแบบของทุเรียนแช่เยือกแข็ง โดยเก็บรักษาทุเรียนที่อุณหภูมิ-18 องศาเซลเซียล เพื่อรอการจำหน่าย และการทำทุเรียน fresh dry เป็นการดึงน้ำออกจากเนื้อทุเรียน สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆขึ้นมา และนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ๆ ในขณะที่การบริหารจัดการมีการพัฒนา Application ของตนเองขึ้นมา เพื่อนำข้อมูลการผลิตของสมาชิกเข้ามาอยู่ในระบบข้อมูล ทำให้สามารถติดตาม ประเมินสถานการณ์ได้ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด จึงสามารถจัดการปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นได้อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้กลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียนดังกล่าว เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการ สมาชิกมีความสุขในการร่วมมือร่วมใจกัน ใช้ชีวิตตามวิถีของตนเอง

ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งทำสวนทุเรียนร่วมกับการปลูกกล้วยเล็บมือนางแซม ได้รับการอุดหนุนและช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงาน เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ นับว่าสมบูรณ์มาก ไม่ว่าจะเป็นโรงอบพลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องบรรจุ ตลอดจนเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปแต่สิ่งที่ขาดคือระบบการบริหารจัดการกลุ่มที่ดีและมีความเหมาะสม ส่งผลให้มีปัญหาด้านวัตถุดิบไม่เพียงพอ ขาดความต่อเนื่องในการดำเนินการ เครื่องจักรอุปกรณ์ต่างๆ จึงใช้งานไม่เต็มประสิทธิภาพ สะท้อนให้เห็นว่า จากฐานความคิดที่ว่า ผลผลิตล้นตลาด จำเป็นต้องมีการแปรรูป มีการลงทุนเครื่องจักรอุปกรณ์เข้าไป ผลที่ตามมาคือ ผลผลิตไม่ล้นตลาด แต่ผลผลิตไม่เพียงพอที่จะคุ้มทุนในการแปรรูป กลายเป็นปัญหาวนกันไปมา เหมือนว่ายน้ำไปไม่ถึงฝั่งสักที เพราะปัญหามันวนๆ กันอยู่ สุดท้ายอาจถึงกับยกธงขาวยอมแพ้กันไปเอง หรือกัดฟันสู้แล้วอ่อนแรงจมหายกันไป สภาพการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้ได้คิดว่าการแก้ปัญหาทางการเกษตรอย่าได้มองกันแค่มิติเดียว มองให้ลึก มองให้ขาด จากตัวตนของแต่ละกลุ่ม ฝั่งคงไม่ไกลเกินไปถึง

สมชาย ชาญณรงค์กุล