ส่องเกษตร : ปรากฏการณ์น้ำมะพร้าว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556408

ส่องเกษตร : ปรากฏการณ์น้ำมะพร้าว

วันพุธ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่แสดงถึงอิทธิพลของ Social Media อย่างชัดเจน เมื่อกระแสน้ำมะพร้าวมาแรงมาก เมื่อก่อนนั้นพรรคพวกที่ทำสวนมะพร้าวแถวแม่กลองเพิ่งบ่นให้ฟังว่าโควิดมาทำให้มะพร้าวอ่อนราคาตกต่ำลงมามาก เหลือเพียงลูกละ 3-4 บาทเท่านั้น ไม่กี่วันที่ผ่านมาทราบข่าวว่ามะพร้าวอ่อนราคาขยับขึ้นไปลูกละ 10 กว่าบาท เพียงชั่วข้ามคืน

จะว่าไปแล้วลูกค้าหลักของชาวสวนมะพร้าวอ่อนย่านแม่กลอง บ้านแพ้ว ดำเนินสะดวก มักจะเป็นนักท่องเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน รวมถึงนักท่องเที่ยวย่านตะวันออกกลางที่มีความเชื่อว่าน้ำมะพร้าวเป็นน้ำที่พระเจ้าประทานมาให้ จึงเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังมีการส่งออกมะพร้าวอ่อนทั้งผลและน้ำมะพร้าวสำเร็จรูปออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศเป็นจำนวนมากทั้งในจีน ตะวันออกกลาง สหรัฐ และยุโรป สร้างมูลค่าเป็นจำนวนไม่น้อยในแต่ละปีทำให้มีการขยายการปลูกออกไปในพื้นที่แหล่งเดิม โดยเฉพาะลุ่มน้ำแม่กลอง และพื้นที่รอบๆ กรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นนครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และราชบุรี อุตสาหกรรมมะพร้าวก็ขยายตัวตามไปด้วยในพื้นที่ดังกล่าว

ผลกระทบจากโควิดทำให้การท่องเที่ยวหยุดชะงัก ลูกค้าหลักของมะพร้าวอ่อนก็หายไปเช่นกัน ตลาดของมะพร้าวอ่อนจึงซบเซาลงมามาก ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวสวนมะพร้าวอย่างรุนแรง จนกระทั่งเกิดเหตุสนั่น Social กรณีการปล่อย clip เหตุแห่งสรรพคุณของน้ำมะพร้าว สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ มีนักวิชาการออกมาให้ข้อเท็จจริงของสรรพคุณน้ำมะพร้าวออกมาหลายท่าน แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดกระแสของน้ำมะพร้าวได้ ผลที่เกิดขึ้นทันได้คือความต้องการมะพร้าวอ่อนเพิ่มสูงขึ้นเพียงข้ามคืน ราคาของมะพร้าวอ่อนจากสวนค่อยๆ ขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผ่านไปไม่เท่าไหร่ราคาขยับขึ้นไปเป็นหลักสิบ จากราคาไม่กี่บาท

ช่วงสิบปีที่ผ่านมา กระแสสังคมที่มีต่อการบริโภคพืชผลทางการเกษตรมีออกมาให้เห็นเป็นระยะๆ ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ ทั้งเป็นเรื่องจริงและเรื่องลวง กระแสต่างๆ ที่ออกมาส่งผลกระทบต่อความต้องการบริโภคและราคาที่เกษตรกรขายได้ ทั้งเรื่องของแตงโมที่ทำให้เกษตรกรขาดทุนไปหลายราย เรื่องของกระชายดำ มะขามป้อม น้ำมะนาว ลำไย ทุเรียน ต่างๆ ล้วนแต่เคยเกิดขึ้นและเงียบไป หรือบางอย่างก็ยังคงอยู่ด้วยมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มารองรับขณะเดียวกันการตอกย้ำข้อมูลอย่างต่อเนื่องแม้ว่าข้อมูลดังกล่าวจะไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มารองรับ ก็สามารถสร้างกระแสให้เกิดขึ้นได้เช่นกัน รวมไปถึงข่าวลือและการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหลายๆ อย่างไม่ว่าจะเป็นประเด็นสารเคมีทางการเกษตร หรือประเด็นใดก็ตาม จะสามารถสร้างประโยชน์ให้ตกอยู่กับคนบางกลุ่ม หากข้อมูลเหล่านั้นเป็นเท็จ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร อาจส่งผลให้เกษตรกรที่หลงไปกับกระแสนั้นต้องรับสภาพกับผลขาดทุนที่เกิดขึ้นและมีชีวิตที่ยากลำบากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม

สำหรับปรากฏการณ์น้ำมะพร้าวที่เกิดขึ้น คงต้องขอบคุณ clip ดังกล่าว ที่ทำให้เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวอ่อน สามารถฟื้นตัว มีรอยยิ้มขึ้นมาได้หลังจากที่อยู่แบบซบเซามานาน จากภาวะผลผลิตล้นตลาด กลายเป็นภาวะผลผลิตมีไม่พอจำหน่ายนับว่า clip ดังกล่าวเป็นมาตรการส่งเสริมการขายที่แยบยลมาก เมื่อเทียบกับสินค้าหลายชนิดที่ใช้ความมีชื่อเสียงในการขายสินค้าสร้างความร่ำรวยให้เกิดขึ้น โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพของสินค้าที่นำมาจำหน่าย ในที่สุดแล้วกระแสจะไม่สามารถยืนอยู่ในระยะยาวได้ หากคุณสมบัติของสินค้านั้นไม่ดีจริง ผมเชื่อว่ากระแสของน้ำมะพร้าว ซึ่งเป็นน้ำผลไม้ที่ดีต่อสุขภาพจะยังคงอยู่ต่อไป ด้วยคุณสมบัติของน้ำมะพร้าวที่คนไทยรู้จักกันมานาน อย่างน้อยการดื่มน้ำมะพร้าวทุกวันก็มีส่วนช่วยให้ชาวสวนมะพร้าวอ่อนมีกำลังในการปลูกมะพร้าวให้เราๆ ท่านๆ ได้ดื่มน้ำมะพร้าวกันต่อไป

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : พะยอม…บาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/553209

ส่องเกษตร : พะยอม…บาน

วันพุธ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กุมภาพันธ์เป็นเดือนแห่งความรักที่คนวัยหนุ่ม-สาวอาจจะเฝ้ารอให้วันแห่งความรักมาถึงซึ่งคนเราควรมีความรักให้แก่กันในทุกวัน เมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูแล้งก็ยังเป็นช่วงที่ต้นไม้หลายชนิดเฝ้ารอติดดอกออกผลเช่นกัน ทั้งไม้ผลหรือไม้ป่าพืชพรรณหลายชนิดถูกมนุษย์ใช้เป็นสัญลักษณ์ในหลายๆ อย่าง เช่น กุหลาบสีแดงเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักของหนุ่มสาว เทศกาลแห่งความรักจึงเป็นเทศกาลที่ดอกกุหลาบสีแดงราคาพุ่งสูงขึ้นกว่าช่วงเวลาอื่น เกษตรกรที่ปลูกกุหลาบมักจะวางแผนให้กุหลาบออกดอกในช่วงเวลานี้ นอกจากนี้ยังมีการนำต้นไม้อีกหลายชนิดมาเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัด หน่วยงาน หรือสถาบันต่างๆ นับเป็นกุศโลบายในการสร้างความผูกพันให้คนกับต้นไม้ ซึ่งจะว่าไปก็มีส่วนช่วยให้เกิดการอนุรักษ์และขยายพื้นที่ปลูกต้นไม้ชนิดนั้นเพิ่มมากขึ้นอีกทางหนึ่ง

เมื่อเอ่ยถึง ลูกนนทรี ก็จะเข้าใจว่าเป็นผู้ที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีสัญลักษณ์สีเขียวของต้นนนทรีที่สื่อถึงการเกษตร หรือ หากเป็นต้นจามจุรี ก็เข้าใจกันว่าเป็นต้นไม้สัญลักษณ์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในระดับหน่วยงานมีการนำต้นไม้มาเป็นสัญลักษณ์เช่นกัน เช่น ต้นพะยอม ต้นไม้ประจำกรมวิชาการเกษตร เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง-ใหญ่ สูงประมาณ 15-30 เมตร จัดเป็นพืชที่อยู่ในวงศ์ยาง เช่นเดียวกัน เต็ง รัง ชอบขึ้นในที่แล้ง ดินทรายไม่ชอบดินเค็ม ทรงต้นหากปลูกเดี่ยวๆ จะเป็นพุ่มสวยงามโดยไม่ต้องมีการตัดแต่งกิ่ง ปัจจุบันหลายคนนำมาปลูกไว้ในบ้าน โดยจะออกดอกปีละ1 ครั้ง ในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน ด้วยการทิ้งใบก่อนที่จะออกดอกทั้งต้น ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการรอคอยนานหลายปีกว่าจะออกดอก เพราะเป็นไม้ที่โตช้า ต้องเป็นคนรักไม้ชนิดนี้จริงๆ จึงจะนำมาปลูก ทำให้เป็นไม้ที่ค่อนข้างหายาก ลักษณะดอกเป็นช่อแยกแขนงออกที่ปลายกิ่ง โคนกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันปลายแยกเป็น 5 กลีบ เรียงเวียนแบบกังหัน มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ในช่วงเย็น คนไทยในยุคก่อนเชื่อกันว่าหากบ้านใดปลูกต้นพะยอมไว้ในบ้าน จะทำให้ผู้พักอาศัยเป็นผู้ที่มีนิสัยอ่อนน้อม ประณีประนอม ไม่ขัดสน เพราะบุคคลทั่วไปให้ความเห็นใจและยอมให้ในสิ่งที่ดีงามเสมอ อย่างไรก็ตาม จากการที่ต้นพะยอมเป็นไม้ที่โตช้า กว่าจะติดดอกต้องใช้เวลาปลูกนานหลายปี และยังออกดอกเพียงปีละครั้งเท่านั้น ในความเห็นของผม ต้นพะยอมถูกคัดเลือกให้เป็นต้นไม้ประจำกรมวิชาการเกษตร คงเป็นผลจากลักษณะของต้นพะยอม เพราะภารกิจหลักของกรมวิชาการเกษตร คือ การวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับพืชและเครื่องจักรกลการเกษตร การทำงานวิจัยและพัฒนาเป็นงานที่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการ เป็นงานที่ต้องคิดล่วงหน้า กำหนดเป้าหมายอย่างชัดเจน จึงต้องมีความอดทน ผ่านกระบวนการบ่มเพาะและสะสมองค์ความรู้ เมื่อได้เวลาที่เหมาะสมจึงจะนำเสนอต่อสาธารณะ เพื่อให้ผู้คนได้นำไปใช้ประโยชน์จากผลสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองไปตลอด

ดังนั้น ลักษณะของนักวิจัยจึงมักไม่แสดงตัวต่อสาธารณะ มุ่งมั่นกับงานวิจัยที่ตนรับผิดชอบไม่มีการออกมาสร้างภาพไปวันๆ โดยขาดหลักฐานงานวิจัยมารองรับ ดังนั้นจึงไม่ค่อยเห็นนักวิจัยที่ออกมาวุ่นวายนำเสนอข้อมูลพร่ำเพรื่อ หรือนำเสนอข้อมูลที่ไม่ใช่ผลจากงานวิจัยที่เกิดขึ้น หากงานวิจัยถูกบีบคั้นด้วยเหตุผลต่างๆ นานาให้นำเสนอผลงานออกมาโดยที่งานวิจัยนั้นยังไม่สมบูรณ์ครบถ้วน จะด้วยข้อจำกัดหรือข้อสั่งการต่างๆ ส่งผลให้งานวิจัยดังกล่าวไม่สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน และบางครั้งอาจเกิดผลเสียมากกว่าผลดีที่สร้างภาพขึ้นมาชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น โดยในบรรดานักวิจัยที่ผมระลึกถึงและเป็นแบบอย่างของนักวิจัยที่ดี คือ ดร.อาวุธ ณ ลำปาง ผู้คัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ถั่วลิสง สร้างพันธุ์ถั่วลิสงไทนาน 9 ที่ยังคงเป็นพันธุ์ถั่วลิสงที่มีการปลูกอย่างแพร่หลายมาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่า ดร.อาวุธ จะล่วงลับไปนานแล้วก็ตาม

หันกลับมามองความเป็นจริงในปัจจุบัน เกรงว่าความเข้าใจและไม่เข้าใจของผู้เกี่ยวข้องซึ่งเผชิญปัญหาในการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างผลงานที่มีประโยชน์และทรงคุณค่า กับการเร่งรัดสร้างผลงานให้เกิดขึ้นตามนโยบาย จะดำเนินไปในลักษณะใด ความเข้มแข็งของการวิจัยและพัฒนาของกรมวิชาการเกษตรที่เคยเป็นมาในอดีต จะยังคงอยู่หรืออ่อนแรงลงไปจนเลือนหายไปจากวงการวิจัยของชาติ ยังคงเป็นประเด็นที่น่าห่วงใย

ผมเห็นดอกพะยอมบานเต็มต้นไปเมื่อไม่กี่วันก่อน จึงหวนคิดถึงและย้อนกลับไปคิดเรื่องงานวิจัยที่ต้องอดทนและรอคอยกว่าจะได้ผลสำเร็จ เหมือนต้นพะยอมกว่าจะออกดอกก็ต้องใช้เวลาเป็นปี แต่เมื่อออกดอกแล้วก็สร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นกับผู้คนที่ได้พบเห็น เกิดประโยชน์ต่อทุกๆคน ผู้อาวุโสอดีตข้าราชการของกรมวิชาการเกษตรท่านหนึ่งได้กล่าวถึงต้นพะยอมไว้ว่า“โอ้พะยอมจงอยู่ยั่งยืนยง แต่ชีวิตเราคงปลดปลงลงแน่…” เหมือนจะสื่อให้คนกรมวิชาการเกษตรเชื่อมั่นในผลงานที่เกิดขึ้นจากการวิจัยและพัฒนาที่จะยังคงอยู่ตลอดไปเหมือนกับต้นพะยอมที่ยังคงเติบโตไปอย่างช้าๆ และออกดอกมาให้ชื่นชมกันทุกปี ในขณะที่ชีวิตคนผ่านมาแล้วก็ผ่านไปขึ้นกับว่าระหว่างทางจะเหลืออะไรไว้ให้เกิดประโยชน์ต่อแผ่นดินนี้หรือไม่ก็เท่านั้น

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ตั้งโจทย์ผิด คำตอบก็ผิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/549965

ส่องเกษตร : ตั้งโจทย์ผิด คำตอบก็ผิด

วันพุธ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การเกษตรในปัจจุบันถูกจัดให้เป็นกิจกรรมหนึ่งของภาคเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาที่มุ่งยกระดับเพื่อสร้างให้เกิดรายได้เป็นตัวเงิน เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น เมื่อมองว่าภาคการเกษตรเป็นส่วนหนึ่งของภาคการพัฒนาเศรษฐกิจก็ย่อมพิจารณาตัวแปรต่างๆที่จะมีผลต่อความคุ้มค่าในการลงทุน การใช้โอกาสและการสูญเสียโอกาสในการลงทุน หรือแม้แต่การนำเอาแรงงานภาคการเกษตรไปเปรียบเทียบกับการคำนวณผลตอบแทนกับสาขาอื่นๆ ของภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องไปกับภาคเศรษฐกิจของประเทศ

ผมมีโอกาสอ่านแผนปฏิรูปประเทศฉบับปรับปรุงที่กำลังจะนำมาใช้ในช่วงหลังสถานการณ์โควิค- 19 ซึ่งการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจที่รวมภาคการเกษตรไว้เป็นส่วนหนึ่งด้วย โดยมีจุดเน้นให้เกิดการผลิตภาคการเกษตรในลักษณะเกษตรมูลค่าสูง โดยแผนปฏิรูปฉบับดังกล่าวมีการพิจารณาลงในรายละเอียด เพื่อนำมาวิเคราะห์และกำหนดทิศทางไปสู่การกำหนดแนวทางการปฏิรูป โดยวิเคราะห์ว่าภาคการเกษตรมีการใช้แรงงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ ความสามารถในการให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของแรงงานภาคการเกษตร เมื่อเทียบกับผลตอบแทนของแรงงานจากภาคการเกษตรอื่นๆ พบว่า ภาคการเกษตรให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจต่ำสุดเมื่อคิดออกมาเป็นตัวเงินที่ได้จากจำนวนแรงงานที่ใช้ โดยมองว่าภาคการเกษตรใช้แรงงานผลิตสินค้าที่ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจาะจงไปที่การลงทุนด้านแรงงานเปรียบเทียบกับภาคธุรกิจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมหรือภาคบริการ ประกอบกับประเด็นการใช้พื้นที่ทำการเกษตรของประเทศไทยที่ต้องใช้พื้นที่ราว 149 ล้านไร่โดยมากกว่า 68 ล้านไร่ นำไปปลูกข้าว ซึ่งเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนต่อพื้นที่ต่ำมาก ขณะเดียวกัน ก็ต้องใช้การลงทุนปัจจัยการผลิตที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยต้นทุนด้านแรงงาน แล้วเสนอว่าประเทศไทยควรเปลี่ยนการทำการเกษตรจากการทำการเกษตรที่มูลลค่าผลตอบแทนต่ำไปยังพืชหรือกิจกรรมทางการเกษตรที่ให้ผลตอบแทนต่อหน่วยพื้นที่ที่สูงขึ้น ซึ่งมีการยกตัวอย่างพืชในกลุ่มที่เป็น cash crop ที่ควรจะนำมาใช้ทดแทนและให้มูลค่าสูง เช่น กระเจี๊ยบเขียว ข้าวโพดฝักอ่อน และหน่อไม้ฝรั่ง เป็นต้น

เรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสนใจ เพราะการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ การปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่กระทบกับคนส่วนใหญ่ทั้งทางตรงและทางอ้อม แนวคิดในการวิเคราะห์ดังกล่าวหากอยู่บนสมมุติฐานที่ไม่ครอบคลุม ไม่ถูกต้องย่อมกำหนดทิศทางไปในทางที่ไม่ถูกต้องเช่นกัน และจะกระทบต่อทุกภาคส่วนและประเทศชาติโดยรวม รวมถึงกระทบต่อความมั่นคงของประเทศทางด้านความมั่นคงด้านอาหาร ซึ่งถือเป็นปัจจัยสี่ที่สำคัญ หากชุมชนมีความมั่นคงทางอาหารสูง นั่นแสดงให้เห็นถึงความได้เปรียบและความสามารถในการรองรับผลกระทบหากเกิดภภาวะวิกฤติ และหากประเทศเราเป็นประเทศเกษตรกรรมที่มีความมั่นคงทางอาหารที่เข้มแข็ง หากเกิดเหตุการณ์ใดๆ ขึ้น ก็จะสามารถรองรับต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ และสามารถฟื้นตัวได้ง่ายเมื่อวิกฤตินั้นผ่านพ้น

หากประเทศไทยเลิกปลูกข้าว ด้วยเหตุผลของผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่อาจได้รับต่ำกว่าเมื่อเทียบกับภาคธุรกิจอื่นๆ ในภาคเศรษฐกิจแล้ว นึกไม่ออกว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เพราะคนไทยยังคงต้องรับประทานข้าวเป็นอาหารหลัก ถือเป็นความมั่นคงทางอาหารของครอบครัวคนไทย ชุมชน และประเทศชาติโดยรวม แต่หากจะทำให้เกิดความมั่นคงให้อาชีพทางการเกษตรที่จะส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่และความมั่นคงด้านอื่นๆ ต้องมองภาคการเกษตรโดยมิติองค์รวม มิใช่มองผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอย่างเดียว เช่นการที่นำเอาผลตอบแทนแรงงานมาเปรียบเทียบเท่านั้น ซึ่งย่อมทำให้หลงทิศทาง และกระทบต่อแผนงาน/โครงการที่จะดำเนินงานตามมาด้วย

ประสบการณ์ในการเดินทางไปหลายพื้นที่ทั้งพื้นที่สูงและพื้นที่ทำการเกษตรทั่วประเทศ สิ่งที่ผมเข้าใจและเรียนรู้คือ เกษตรกรหรือประชาชนในพื้นที่นั้นทุกครัวเรือนโดยเฉพาะชุมชนในชนบท ให้ความสำคัญกับการทำนาและมีข้าวไว้รับประทาน แม้แต่ชาวเขาในพื้นที่สูงขอให้มีพื้นที่สำหรับปลูกข้าวไว้ให้พอรับประทานในครัวเรือน ที่เหลือเป็นพื้นที่สำหรับอยู่อาศัย ส่วนรายได้ที่นำมาใช้จ่ายในครัวเรือนจะได้มาจากการรับจ้างหรือรายได้อื่นๆ นอกภาคการเกษตร นั่นคือ ให้ครอบครัวมีความมั่นคงทางอาหาร จากนั้นเป็นการหาเพิ่มเติมตามความจำเป็นในการดำรงชีพหรือเหตุจูงใจอื่นๆ ดังนั้น ภาคการเกษตรจึงเป็นภาคความมั่นคงทางอาหารของครอบครัวซึ่งลักษณะดังกล่าวเป็นลักษณะที่คล้ายคลึงกันของประชาชนและเกษตรกรในเกือบจะทั่วทุกพื้นที่ของไทย

ดังนั้น หากจะปฏิรูปการเกษตร ควรพิจารณาในทุกมิติว่าภาคการเกษตรนั้น ทำหน้าที่ส่วนใดของการพัฒนาประเทศ และจะส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อวิถีชีวิตอย่างไร เพราะถ้าคิดแล้วมองมุมเดียวโดยจัดวางผลตอบแทนทางเศรษฐกิจแล้วเอาเฉพาะประเด็นผลตอบแทนแรงงานเพียงอย่างเดียวมาเปรียบเทียบ ย่อมห่างจากความเป็นจริง สุดท้ายผลที่หวังจากการปฏิรูปประเทศในด้านนี้จะไมเกิดขึ้นจริง เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : เกษตรมูลค่าสูง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546579

ส่องเกษตร : เกษตรมูลค่าสูง

วันพุธ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในสถานการณ์ของการควบคุมการระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ผมเห็นรถบรรทุกตระเวนขายสินค้าจำพวกอาหารไปตามแหล่งชุมชนต่างๆ มากขึ้น ซึ่งช่วงนี้รถเร่ขายส้มจะมีมาให้เห็นมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งส้มสายน้ำผึ้ง มีตั้งแต่ 3 กิโลกรัม 100 บาท 4 กิโลกรัม 100 บาท หลายไซส์ หลายขนาดขณะเดียวกันยังมีส้มอีกบางประเภทที่มีราคาต่างไปจากส้มที่กล่าวถึง วางขายตามแผงผลไม้ข้างทาง หรือ แม้แต่ตามรถเร่เหล่านั้น เมื่อสอบถามว่าทำไมส้มเหล่านี้ราคาแพงกว่า มีทั้ง 3 กิโลกรัม 200 บาท หรือ กิโลกรัมละ 70-90 บาท ได้ความว่าส้มเหล่านี้ เป็นส้มโชกุนจากจังหวัดยะลาจึงมีราคาแตกต่างจากส้มสายน้ำผึ้งของจังหวัดเชียงใหม่

ย้อนไปเมื่อตอนที่ผมไปเมืองน่าน ซึ่งเป็นพื้นที่แหล่งต้นน้ำลำธาร และกลายเป็นแหล่งปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในปัจจุบัน ในอดีตนั้นผลไม้ที่ขึ้นชื่อของเมืองน่านแต่ดั้งเดิม คือ ส้ม ผมพยายามหาแหล่งส้มน่านที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันก็ยังหาไม่พบ พรรคพวกแวะซื้อส้มจากตลาดในเมืองน่านมารับประทาน แม่ค้าก็บอกว่าเป็นส้มสายน้ำผึ้งจากเชียงใหม่ เมื่อผมกลับเข้ามาในกรุงเทพฯ ส้มสายน้ำผึ้งจากเชียงใหม่ก็ตามมาเช่นกัน ในราคาที่ไม่แพงเลย เมื่อเทียบกับคุณภาพและรสชาติ เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของคนรักส้มอย่างแท้จริง แต่คงเป็นช่วงเวลาที่ไม่ค่อยดีนักสำหรับคนปลูกส้มหากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ปีนี้นับว่าส้มสายน้ำผึ้งราคาตกต่ำลงมามากจนน่าใจหาย ราคาที่ผู้บริโภคจ่ายยังถูกขนาดนี้ไม่อยากคิดว่าราคาต้นทางที่คนปลูกส้มได้รับจะเป็นราคาเท่าใด คุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ยิ่งเป็นไม้ผล ยิ่งต้องใช้ระยะเวลาและต้นทุนในการดูแลรักษามากเป็นพิเศษ

สาเหตุหนึ่งที่ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ส้มสายน้ำผึ้งออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก เนื่องจากปกติในช่วงตรุษจีน ความต้องการส้มจะเพิ่มมากขึ้นเป็นพิเศษ ชาวสวนส้มจึงพยายามทำให้ผลผลิตออกมาในช่วงเวลาดังกล่าวสำหรับปีนี้จะด้วยสภาพดินฟ้าอากาศมีความเหมาะสมหรืออย่างไร ผลผลิตจึงออกมาก่อนช่วงเวลาตรุษจีนเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเมื่อความต้องการขายมากกว่าความต้องการซื้อ ราคาจึงลดต่ำลงเป็นธรรมดาของกลไกการตลาด

เมื่อพิจารณาถึงแผนปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจที่ภาคเกษตรเป็นส่วนหนึ่งของแผนดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แผนปฏิรูปประเทศฉบับปรับปรุงหลังจากประเทศได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 โดยกำหนดให้ใช้แผนฉบับปรับปรุงดังกล่าวในช่วงปี 2564-2565 มีประเด็นที่น่าเป็นห่วงและสอดคล้องกับสิ่งที่ผมที่พบเห็นกรณีส้มราคาถูกที่กล่าวถึง เพราะส้มไม่ใช่อาหารพื้นฐานเหมือนข้าวที่ต้องรับประทานทุกวัน ซึ่งส้มถูกจัดให้เป็นไม้ผลในกลุ่มพืชมูลค่าสูง ภายใต้แนวคิดการปฏิรูปประเทศให้เปลี่ยนจากการปลูกพืชเกษตรมูลค่าต่ำมาเป็นพืชเกษตรมูลค่าสูง แนวคิดดังกล่าวถ้าจะปรับพื้นที่ที่ใช้ปลูกข้าว สร้างความมั่นคงทางอาหารและรายได้ให้เกษตรกรมายาวนาน มาเป็นพืชเกษตรมูลค่าสูงเช่นส้มตามที่จัดกลุ่มไว้ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องลงทุนตั้งแต่วันแรกที่ปลูกจนกว่าจะถึงวันที่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ อย่างน้อยต้องใช้เวลา 3-4 ปี ประเด็นเรื่องทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก และเมื่อให้ผลผลิตแล้ว มาเจอกับสถานการณ์ของผลผลิตและราคาตลาดตามที่กล่าวมาข้างต้น จะเกิดอะไรขึ้นกับเกษตรกรผู้ปลูกส้มที่ต้องปรับพื้นเปลี่ยนที่ ลงทุนในการพัฒนาเป็นสวนส้ม โดยที่ไม่มีสิ่งใดเป็นหลักประกันความเสี่ยง ประเด็นของตลาด ความต้องการของผู้บริโภค ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งมีสินค้าอื่นๆ ที่พร้อมจะเป็นสินค้าที่ทดแทนกันได้

ดังนั้น การวางแนวทางโดยเปลี่ยนพืชเกษตรภายใต้แนวคิดเป็นเกษตรมูลค่าสูงในขณะที่ไม่สามารถกำจัดตัวแปร และความเสี่ยงต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่ออาชีพของเกษตรกรได้ สุดท้ายแล้ว การปฏิรูปประเทศด้านนี้คงไม่พ้นความล้มเหลว หรือหากพอจะไปได้ก็ไม่อาจบรรลุเป้าหมายสูงสุดได้ ในส่วนตัวผมจึงเห็นว่าการเกษตรมูลค่าสูง ควรให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรมากกว่าการปรับเปลี่ยนชนิดพืชเท่านั้น รวมไปถึงการสร้างความมั่นใจต่อคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัยของสินค้าเกษตร ตลอดจนสร้างสมดุลระหว่าง Demand และ Supply ซึ่งคงไม่มีใครสามารถให้คำตอบที่แน่ชัดได้ในประเด็นความสมดุลของ demand และ Supply ที่สุดแล้วคงไม่แคล้วเกินภาวะ Supply ล้นในบางช่วงเวลาเช่นเดิม ขึ้นกับว่าจะมีความสามารถในการบริหารจัดการอย่างไรให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ก่อนจะสายเกินแก้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/544950

ส่องเกษตร : ก่อนจะสายเกินแก้

วันพุธ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมาผมเล่าเรื่องเมืองน่าน ซึ่งเป็นผลจากการไปเยือนน่านหลังจากไม่ได้ขึ้นไปบริเวณนั้นหลายปี ยังเห็นภาพจำของเมืองน่านที่ถูกกล่าวถึงว่าเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีการบุกรุกทำลายป่าและทำไร่เลื่อนลอย จนกลายเป็นภูเขาหัวโล้นปรากฏให้เห็นโดยทั่วไป ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชต้นเหตุที่ถูกนำเข้ามาส่งเสริมให้ปลูก มีการนำเมล็ดพันธุ์เข้ามาจำหน่าย ปัจจัยการผลิตต่างๆ รวมทั้งตั้งจุดรับซื้อผลผลิตในพื้นที่ เพียงระยะเวลาไม่นาน พื้นที่ป่าที่เคยมีอยู่ก็ค่อยๆหายไปกลายเป็นป่าข้าวโพดขึ้นมาแทน ผลจากการส่งเสริมการปลูกอย่างครบวงจรทั้งเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย สารเคมี และการรับซื้อผลผลิต จากที่เคยปลูกข้าวเพื่อใช้บริโภคและอาศัยผลผลิตจากป่าในการดำรงชีพ เมื่อแรงจูงใจเพิ่มขึ้นจากผลตอบแทนที่ได้รับและความสะดวกต่างๆ รวมถึงเห็นคนที่ทำก่อนได้ผลตอบแทนที่ดี จึงกระตุ้นให้มีการขยายพื้นที่ปลูกดังกล่าว ในบางพื้นที่เป็นยอดดอย มีความลาดชัดสูงมาก ก็ไม่เหลือไม้ใหญ่ให้เห็นอีกเลย จนในที่สุดแล้วความสมดุลของธรรมชาติที่เคยมีอยู่ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากที่เคยเป็นแหล่งต้นน้ำกลายเป็นเพียงภูเขาหญ้าในฤดูแล้งเท่านั้น อันเป็นผลมาจากระบบการส่งเสริมการปลูกและระบบการตลาดที่ไร้ความสำนึกต่อผลประโยชน์ของส่วนรวมดังกล่าว

ในอดีตสมัยที่ผมเริ่มรับราชการใหม่ๆที่จังหวัดนครสวรรค์ งานที่พวกเรารับผิดชอบเป็นงานด้านการส่งเสริมพืชไร่และพืชตระกูลถั่ว ซึ่งในสมัยนั้นแหล่งปลูกข้าวโพดที่สำคัญของประเทศ หรือเรียกกันว่า corn belt อยู่แถบภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบนแถวๆ จังหวัดนครสวรรค์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และต่อไปทางจังหวัดเลยซึ่งยังไม่มากนัก ส่วนภาคเหนือตอนบน ยังเป็นเขตป่าไม้และต้นน้ำลำธาร เกษตรกรถือครองพื้นที่ไม่มาก และสภาพพื้นที่ไม่เหมาะสมต่อการปลูกพืชไร่ จึงเหมาะต่อการปลูกพืชที่ให้ผลตอบแทนสูง โดยเป็นการพิจารณาตามข้อมูลพื้นฐานของการถือครองพื้นที่และสภาพพื้นที่อย่างแท้จริง ไม่ได้มองว่าเป็นพื้นที่เป้าหมายที่ต้องไปส่งเสริมให้ปลูกพืชไร่ที่ต้องใช้พื้นที่เป็นจำนวนมาก แต่เมื่อผลประโยชน์บังตา ผู้ที่เกี่ยวข้องและเป็นผู้รับผลประโยชน์โดยตรงก็ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อทรัพยากรของประเทศอันเกิดจากการส่งเสริมการปลูก จนกระทั่งสามารถสร้างภาพภูเขาหัวโล้นให้เกิดขึ้นได้ในเวลาไม่กี่ปี นึกถึงสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นดังกล่าวก็ยังเศร้าใจอยู่เสมอ

การเดินทางไปเมืองน่านครั้งล่าสุดของผม ความคาดหวังว่าภาพภูเขาหัวโล้นน่าจะลดทอนลงมาบ้าง ด้วยหวังว่าคนในพื้นที่ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรกๆ น่าจะสำนึกถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แม้ว่าคนในพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นชาวเขาชาวดอยห่างไกลจากแหล่งข้อมูลต่างๆ และน่ายินดีว่าเริ่มมีพื้นที่สีเขียวที่เกิดจากการปลูกไม้ยืนต้นเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ยังมีพื้นที่ที่ถูกแผ้วถางปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อยู่บ้าง ชาวบ้านในพื้นที่เล่าให้ฟังว่าคนในพื้นที่ส่วนใหญ่เปลี่ยนวิถีการเพาะปลูกกันเป็นส่วนใหญ่ ส่วนพื้นที่ยังมีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บนเขา ส่วนใหญ่เป็นคนต่างถิ่น เข้ามาปลูกข้าวโพดไว้แล้วก็จากไป มาอีกทีก็ตอนเก็บเกี่ยว พอชาวบ้านในพื้นที่เข้าไปสอบถามห้ามปรามก็มักจะเกิดปัญหาขึ้น เพราะคนเหล่านั้นจะอ้างว่าเป็นที่หลวง ไม่ใช่ที่ของชาวบ้าน ดังนั้นชาวบ้านจึงไม่มีสิทธิไปว่ากล่าวตักเตือนได้ เจ้าหน้าที่ไม่เห็นว่าอะไร จึงต้องปล่อยเลยตามเลยอย่างที่เห็น

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากกล่าวถึงสำหรับการเดินทางครั้งนี้ คือ ร้านกาแฟวิวดอยที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ตลอดเส้นทางจากตัวเมืองน่านสู่อำเภอสันติสุข และยาวไปถึงอำเภอบ่อเกลือ ลักษณะที่คล้ายคลึงกันของร้านกาแฟเหล่านี้คือเป็นร้านกาแฟที่นั่งชมวิวริมเส้นทางขึ้นเขา ไต่ไปยอดเขาต่างๆ ตามเส้นทาง ผมไม่แน่ใจว่ามีการขออนุญาตก่อสร้างหรือจัดการกันอย่างไรบ้าง บางพื้นที่ที่ผ่านขึ้นไปก็ยังอยู่ระหว่างการปรับปรุงพื้นที่เพื่อจะเปิดเป็นร้านกาแฟให้ทันกับฤดูท่องเที่ยวนี้ ยิ่งช่วงเวลาที่ผมเดินทางขึ้นไปยังไม่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระลอกใหม่ และอากาศเย็นแผ่ปกคลุมลงมาพอดี นักท่องเที่ยวที่ใช้เส้นทางนี้และใช้บริการของร้านกาแฟจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย หากปล่อยให้เติบโตและขยายตัวอย่างไร้ทิศทางเช่นปัจจุบัน ผมเกรงว่าจะเป็นปัญหาตามมา ทั้งประเด็นของการใช้พื้นที่ การจัดการขยะ รวมถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติต่างๆ ฝากไว้ด้วยความเป็นห่วงจริงๆ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : น่านกับเขา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/543214

ส่องเกษตร : น่านกับเขา

วันพุธ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สวัสดีปีใหม่ทุกท่าน ขอให้ปีนี้เป็นปีที่ดีประสบความสำเร็จดังหวังทุกประการในช่วงก่อนสัปดาห์สุดท้ายของวันสิ้นปี ในขณะที่การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่งจะระเบิดขึ้นมาใหม่ๆ เป็นช่วงที่ผมเดินทางไปยังจังหวัดน่านอีกครั้ง การเดินทางในครั้งนี้เป็นช่วงเวลาของการเก็บเกี่ยวจะว่าไปแล้วก็เป็นช่วงปลายๆฤดู อากาศเริ่มกลับมาหนาวอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ผมเดินทางไปแถวอำเภอบ่อเกลือและอำเภอสันติสุข เป้าหมายคือเตรียมงานสำหรับการลงพื้นที่ของคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ของวุฒิสภา เส้นทางยังคงเป็นเส้นทางบนสันเขา และคดเคี้ยวไปมาเหมือนเดิม ถนนหนทางดีขึ้นกว่าในยุคก่อนที่ผมไปพื้นที่นี้ในครั้งแรกๆ แต่ก็ยังไม่ถือว่าสมบูรณ์เต็มที่ แต่เส้นทางสายหลักระหว่างอำเภอก็นับว่าสัญจรกันได้ดีทีเดียว ผมเห็นนักท่องเที่ยวใช้เส้นทางนี้กันมากขึ้น ส่วนใหญ่จะใช้วิธีเดินทางมาเมืองน่านด้วยเครื่องบิน จากนั้นก็จะเช่ารถท่องเที่ยวในจังหวัดน่าน ทำให้ธุรกิจการให้เช่ารถในจังหวัดน่านเติบโตอย่างเห็นได้ชัด

ประเด็นที่เป็นปัญหาสำหรับพื้นที่จังหวัดน่านที่ทราบกันดี คือ ปัญหาภูเขาหัวโล้น อันเป็นผลจากการลับลอบตัดไม้ทำลายป่า เพื่อเปลี่ยนพื้นที่มาทำการเกษตรโดยเฉพาะการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บนพื้นที่เขา โดยในปี 2562 มีพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ประมาณ 630,000 ไร่ ซึ่งจะว่าไปก็ลดลงมาจากปี 2558 ซึ่งมีพื้นที่ปลูกเกือบ 800,000 ไร่ อยู่พอสมควร มาตรการต่างๆที่ภาครัฐและเอกชนดำเนินการ ส่งผลในระดับหนึ่ง ไม่ว่าด้วยเหตุปัจจัยใดก็ตามคงต้องทำกันต่อไป

พื้นที่ดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ แต่เป็นพื้นที่ที่มีการครอบครองทำประโยชน์ โดยคนในพื้นที่เองก็ไม่ใช่คนที่เข้าไปใช้พื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กันทั้งหมด กลายเป็นคนมาจากถิ่นอื่นเข้ามาเช่าปลูกข้าวโพดกันไป ผมรับฟังมาว่า พอถึงฤดูปลูกข้าวโพดช่วงต้นฝนก็จะเริ่มเข้ามาเตรียมพื้นที่ปลูก หลังจากการปลูกแล้ว อาจเข้ามาถอนแยก ทำรุ่นกันบ้าง ใส่ปุ๋ยบ้าง ก็ขึ้นกับเกษตรกรแต่ละราย จากนั้นก็ปล่อยให้ข้าวโพดเติบโต ถึงเวลาก็มาเก็บเกี่ยวกันไป เป็นการจบกระบวนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บนเขา ในปัจจุบันอาจต้องประสบปัญหาเพิ่มอีกอย่างหนึ่งคือการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด หรือ ที่เรียกกันว่า Fall Army Worm ซึ่งมีความสามารถในการทำลายอย่างรุนแรง และต้านทานต่อสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เกษตรกรบางรายอาจยอมลงทุนพ่นสารเคมีกำจัด หรือบางรายก็ปล่อยวัดดวงกันไป

สถานการณ์ที่เป็นอยู่คงต้องรอกันว่าตกลงแล้วอนาคตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศไทยจะเดินไปในทิศทางใด ต้นทุนการผลิตของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศกับต้นทุนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่นำเข้ามาแบบไหนคุ้มค่ากว่ากัน ซึ่งคงไม่สามารถคิดเฉพาะต้นทุนการผลิตเพียงอย่างเดียว อาจต้องคำนวณไปถึงต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมที่สูญเสียไป ต้นทุนการเสียโอกาสที่เกิดขึ้นจากการใช้ที่ดิน รวมไปถึง ต้องคิดต่อไปว่า หากไม่ให้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แล้ว เกษตรกรเหล่านั้นจะทำอะไรเป็นอาชีพ

เมื่อสอบถามเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในเชิงลึกแล้ว การปลูกข้าวโพดไม่ได้เป็นรายได้หลัก รายได้ที่เป็นรายได้หลักกลับเป็นรายได้นอกภาคการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการรับจ้างแรงงานในภาคการบริการ หรือแม้แต่รายได้จากบุตรหลานที่ไปทำงานต่างถิ่น เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว คงต้องคิดกันให้หนักว่าพื้นที่สูงดังกล่าวจะสามารถสร้างประโยชน์ให้สูงสุดได้อย่างไร โดยยังคงรักษาผืนป่าเมืองน่านให้คงอยู่ ไม่ให้ถูกทำลายลงไปด้วยมือของคนต่างถิ่นหรือคนในเมืองน่านเอง

ผมยังมีความหวังว่าเมืองน่าน จะยังคงเป็นเมืองที่ใช้ชีวิตได้อย่างเนิบๆ ท่ามกลางศิลปวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมที่ดีและอัชฌาสัยอันดีงามของคนเมืองน่านที่ยังคงประทับใจทุกครั้งที่ไปเยือนเมืองในหุบเขาแห่งนี้

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : พันธุ์พืชแบบพึ่งพาตนเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ส่องเกษตร : พันธุ์พืชแบบพึ่งพาตนเอง (naewna.com)

ส่องเกษตร : พันธุ์พืชแบบพึ่งพาตนเอง

วันพุธ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การเพาะปลูกพืชทุกชนิดนอกเหนือจากต้องมีพื้นที่แล้วก็คือพันธุ์พืช ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดพันธุ์ ท่อนพันธุ์ ต้นกล้า หรือกิ่งตาต่างๆ ซึ่งจัดเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้นๆ ที่ทุกคนต้องคำนึงถึง เริ่มตั้งแต่จะปลูกพืชชนิดใด พันธุ์อะไรจึงจะให้ผลตอบแทนที่ดี เป็นที่ต้องการของตลาด ปลูกและดูแลรักษาง่าย ให้ผลผลิตสูง คุ้มค่ากับการลงทุน รวมทั้งข้อจำกัดต่างๆ อีกเป็นจำนวนมากของเกษตรกรในการตัดสินใจเลือกพืชชนิดใดชนิดหนึ่ง ดังนั้นเมื่อถึงฤดูกาลเพาะปลูกพืช โดยเฉพาะพืชล้มลุกที่เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วต้องปลูกกันใหม่เป็นวัฏจักรไป จะเห็นภาพเกษตรกรเที่ยวแสวงหาแหล่งพันธุ์พืชที่ตนเองประสงค์จะปลูก หากมีข้อมูลว่าแหล่งไหนมีพันธุ์ดี ก็จะพยายามหามาปลูกให้ได้ อย่างกรณีของข้าว หากเกษตรกรทราบว่าหมู่บ้านไหนมีข้าวพันธุ์ดี เมื่อข่าวดังกล่าวกระจายออกไปเกษตรกรที่ทราบข่าวก็จะแห่กันมาซื้อเมล็ดพันธุ์จากแหล่งดังกล่าวมาปลูก ส่วนเมื่อนำมาปลูกในพื้นที่ของตนแล้วจะให้ผลผลิตอย่างไรนั้น ก็ต้องมาลุ้นกันอีกทีว่าสมกับคำโฆษณาหรือคำร่ำลือหรือไม่อย่างไร

ดังนั้น เมื่อถึงฤดูเพาะปลูกพืชล้มลุกเหล่านี้ สิ่งที่ต้องดำเนินการลำดับแรก คือ การจัดหาเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดี จากนั้นถึงจะไปเตรียมการประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องตามมา ทั้งเรื่องของการเตรียมดิน แหล่งน้ำแรงงาน ปัจจัยการผลิตต่างๆ รวมไปถึงเงินทุนที่จะใช้จ่าย ประเด็นแหล่งเมล็ดพันธุ์จากทางราชการยังไม่สามารถเป็นที่พึ่งของเกษตรกรเหล่านี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แม้ว่าทางราชการจะมีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาพันธุ์พืชเป็นจำนวนมาก แต่เกษตรกรก็ไม่สามารถเข้าถึงผลงานวิจัยเหล่านั้นได้ ปัญหานี้น่าขบคิดกันให้มาก มองดูเหมือนว่างานวิจัยที่พัฒนาโดยหน่วยงานภาครัฐกับเกษตรกรที่ต้องการใช้ผลงานวิจัยเหล่านั้น ไม่มาบรรจบกัน ต่างคนต่างมองตากัน และยื่นมือมาหากันได้แค่จุดเล็กๆ ไม่สามารถสร้างผลกระทบให้เกิดได้อย่างกว้างขวาง

หน่วยงานของภาครัฐที่ทำหน้าที่ในการวิจัยและพัฒนาการเกษตรที่ผ่านมาในอดีต งานวิจัยและพัฒนา และงานขยายพันธุ์ ถูกวางว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ถึงกับตั้งเป็นสถาบันวิจัยพืชแต่ละชนิดแยกกันไปทั้งข้าวพืชไร่ พืชสวน ยางพารา และหม่อนไหม ขณะเดียวกันนอกจากงานวิจัยแล้วยังมีการจัดตั้งกองขยายพันธุ์พืช เพื่อรับผลงานวิจัยด้านพันธุ์พืชจากหน่วยงานวิจัยดังกล่าว นำไปผลิตและขยายพันธุ์สู่เกษตรกร แม้ว่าจะไม่สามารถสนับสนุนได้เต็มพื้นที่ อย่างน้อยก็มีแหล่งพันธุ์ดีของภาครัฐกระจายสู่พื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกรได้ในระดับหนึ่ง เป็นที่พึ่งของเกษตรกรได้บางส่วน ไม่จำเป็นต้องพึ่งเอกชนแต่ฝ่ายเดียว

เมื่อมีการปรับโครงสร้างหน่วยราชการในราวปี 2542 ในทัศนะของผู้นำองค์กรขณะนั้น ซึ่งอาจยังไม่เข้าใจลึกซึ้งในกระบวนการวิจัยพัฒนาและขยายพันธุ์พืช ส่งผลให้หน่วยงานที่ทำหน้าที่ขยายพันธุ์พืช ถูกปรับลดบทบาทให้ทำหน้าที่เพียงการขยายพันธุ์ข้าวเท่านั้น จึงเท่ากับปิดโอกาสเกษตรกรในการเข้าถึงพืชพันธุ์ดีอื่นๆ ของทางราชการ ส่งผลให้เกษตรกรหันไปพึ่งพาแหล่งพันธุ์ดีจากภาคเอกชนเป็นหลัก ซึ่งการใช้พันธุ์ของภาคเอกชนที่พัฒนาขึ้นภายใต้เงื่อนไขและสภาพแวดล้อมที่เฉพาะเจาะจง จำเป็นต้องเพิ่มการลงทุน เพื่อให้ได้ผลผลิตตามต้องการอีกด้วย ขณะที่งานวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชของราชการยังคงดำเนินการต่อไป แต่โอกาสในการถ่ายทอดผลงานวิจัยดังกล่าวลงสู่เกษตรกรโดยตรงถูกปิดไป วงของการขยายผลงานวิจัยจึงจำกัดอยู่ในกลุ่มเกษตรกรผู้นำไม่กี่คน ซึ่งนับว่าเป็นการสูญเสียโอกาสและงบประมาณไปอย่างไม่คุ้มค่า เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยดังกล่าว สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากความผิดพลาดในการตัดสินใจของผู้นำองค์กรที่ขาดความเข้าใจในระบบงานวิจัยพัฒนาและขยายพันธุ์พืชที่กล่าวถึงข้างต้น หรืออาจเข้าใจแต่มีความประสงค์อย่างอื่น ก็ไม่อาจทราบได้เช่นกัน

เมื่อกลับมาพิจารณาการพึ่งพาพันธุ์พืชของเกษตรกรในปัจจุบัน จะเห็นว่าในส่วนของภาครัฐมีน้อยมากที่จะสามารถให้บริการเกษตรกรได้ ทำให้ตกเป็นเบี้ยล่าง และส่งผลกระทบต่อต้นทุนที่ต้องใช้ปัจจัยการผลิตตามความต้องการของพันธุ์พืชนั้นที่เอกชนพัฒนาขึ้น จึงเหมือนซ้ำเติมเกษตรกร เพราะไม่มีสิ่งใดประกันได้ว่าทุนลงไปกับผลผลิตที่ตอบแทนกลับมาจะคุ้มค่าหรือไม่อย่างไร เกษตรกรบางส่วนมีความพยายามในการพัฒนาพันธุ์พืชของตนเองขึ้นมาจึงเห็นการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อพัฒนาพันธุ์พืชอยู่หลายกลุ่ม ในลักษณะของการคัดเลือกพันธุ์และขยายพันธุ์ ซึ่งภาครัฐควรเข้าไปสนับสนุนและส่งเสริม เพื่อให้กลุ่มเกษตรเหล่านั้นสามารถเป็นเจ้าของพันธุ์อย่างถูกกฎหมาย ทั้งขั้นตอนการรับรองพันธุ์ พิสูจน์พันธุ์ การขึ้นทะเบียนพันธุ์พืช การคุ้มครองพันธุ์พืช การรวบรวมพันธุ์และจำหน่ายพันธุ์พืชตามกฎหมายว่าด้วยพันธุ์พืช สิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการภายใต้ข้อจำกัดของภาครัฐที่มีอยู่ ก่อนที่ภาคการเกษตรของไทยในส่วนของพันธุ์พืชจะถูกกินรวบจากเอกชนทั้งหมด และเกษตรกรจะกลายเป็นเพียงเครื่องจักรในการผลิตของภาคเอกชนเท่านั้น

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบจริงจัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ส่องเกษตร : ท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบจริงจัง (naewna.com)

ส่องเกษตร : ท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบจริงจัง

วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หากจะว่ากันแล้วการเกษตรไม่ว่าจะในระดับโลกหรือระดับประเทศ นอกจากจะเป็นแหล่งอาหารแล้ว ยังถูกนำไปเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นคั่งทางเศรษฐกิจ ทั้งจากผลของการเกษตรโดยตรงหรืออาจใช้เป็นฐานในการสนับสนุนส่วนธุรกิจอื่นมาต่อยอดสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจนั้น และขยายไปสู่ธุรกิจอื่นๆ สำหรับผู้ประกอบการที่มองเห็นช่องทางในการสร้างธุรกิจของตนให้กว้างขวางออกไป โดยอาจขยายไปยังธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวพันกัน เช่น ธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง หรือธุรกิจที่ไม่ได้เกี่ยวพันกันโดยตรง เช่น ธุรกิจสื่อสาร อสังหาริมทรัพย์ การก่อสร้าง เป็นต้น

นอกจากการเกษตรเป็นฐานของเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและพื้นฐานทางวัฒนธรรม โดยแต่ละท้องถิ่นต่างมีวิถีและวัฒนาธรรมเป็นของตนเองโดยผูกพันกับการทำการเกษตรในท้องถิ่นนั้น ในแต่ละขั้นตอนของการทำการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการทำนา ทำสวน ทำไร่ ทำการประมง หรือการเลี้ยงสัตว์ แต่ละท้องถิ่นจะมีวิถีทางวัฒนธรรมของตนเองสืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เป็นความเชื่อและความศรัทธาที่มีต่ออาชีพของบรรพบุรุษที่สืบต่อมายังคนรุ่นปัจจุบัน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ถูกนำมาถ่ายทอดผ่านบทเพลงพื้นบ้าน การละเล่นท้องถิ่น ประเพณีต่างๆ บทเพลงบางบทเพลงที่ถูกถ่ายทอดเมื่อในอดีตปัจจุบันไม่เหลือภาพดังกล่าวให้เห็นแล้ว เช่น ดอกฝ้ายบานที่เมืองเลย สาวสวนแตงแห่งเมืองสุพรรณ เป็นต้น ส่งผลให้ผู้คนเป็นจำนวนมากที่เติบโตมาในวิถีดังกล่าวโหยหาความเป็นอยู่และประเพณีวัฒนธรรมเมื่อครั้งก่อนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของกระแสวัฒนธรรมและวิธีการทำการเกษตรที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว

แนวคิดการพัฒนาการเกษตรให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวจึงเป็นการผูกความถวิลหาวิถีการเกษตรเข้ากับวิถีการท่องเที่ยว โดยมีหลายลักษณะด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการเที่ยวชมความงดงามของแปลงเกษตร เช่น แปลงทานตะวัน ทุ่งนา แปลงดอกไม้ ไร่ชา เป็นต้น บางพื้นที่ถึงกับจัดเป็นกิจกรรรมประจำปีอย่างกรณีของเทศกาลท่องเที่ยวทุ่งทานตะวัน การท่องเที่ยวเชิงเกษตรบางลักษณะรวมกันเป็นชุมชน ออกมาในรูปของการท่องเที่ยวชุมชน ในลักษณะของวิถีผู้คนในชุมชนนั้น โดยนักท่องเที่ยวมีโอกาสเข้าพักกับผู้คนในชุมชนในลักษณะของโฮมสเตย์ หรือ ฟาร์มสเตย์ ร่วมกิจกรรมการเกษตรในชุมชน กิจกรรมทางวัฒนธรรม ร่วมประกอบอาหารท้องถิ่น บางชุมชมผมเห็นให้นักท่องเที่ยวร่วมกิจกรรมตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการเพาะปลูก เช่น การทำนาปลูกข้าวมีการสื่อสารกันในแต่ละระยะของการเจริญเติบโตของข้าว และเชิญชวนให้มาร่วมกิจกรรมในแปลงนาที่ร่วมกันปลูกอย่างต่อเนื่องหรืออย่างไม้ผลก็มีการดำเนินการในลักษณะเดียวกัน โดยให้นักท่องเที่ยวมีโอกาสช่วยผสมเกสรทุเรียนและซื้อทุเรียนต้นที่ตัวเองผสม สามารถเป็นเจ้าของต้นทุเรียนได้โดยไม่ต้องมีสวนทุเรียนเป็นของตนเอง มีเกษตรกรตัวจริงคอยดูแลจัดการและส่งข้อมูลการเจริญเติบโตให้ทราบผ่านทางระบบไลน์ เมื่อถึงเวลาเก็นผลผลิตก็มาร่วมเก็บผลผลิตด้วยกัน เป็นการสร้างความผูกพันให้เกิดขึ้น ผลทุเรียนที่เก็บเกี่ยวนักท่องเที่ยวที่ซื้อไว้ สามารถซื้อผลผลิตทั้งหมด หรือบางส่วนก็ได้โดยราคาเป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ในครั้งแรก ซึ่งจะเห็นว่ารูปแบบการท่องเที่ยวเชิงการเกษตรมีรูปแบบที่หลากหลาย และมีวิวัฒนการมาโดยตลอด ตามสภาพแวดล้อมของแต่ละท้องถิ่นและความเข้มแข็งของท้องถิ่นนั้น ทั้งในลักษณะเกษตรกรรายย่อย ชุมชนท่องเที่ยว หรือบริษัทเอกชน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องพิจารณาทบทวนน่าจะเป็นนโยบายของภาครัฐในการสนับสนุนส่งเสริมการท่องเที่ยวดังกล่าว การผลักดันอย่างจริงจังเพื่อให้เกิดผมสัมฤทธิ์ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกยังไม่สามารถควบคุม ส่งผลกระทบต่อการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ จำเป็นต้องส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีไทยให้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้คนในประเทศเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น จากรูปแบบการท่องเที่ยวเติมๆ ทั้งการเที่ยวชมธรรมชาติ โบราณสถานเพียงอย่างเดียว มาเป็นการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ได้ความรู้ ความเพลิดเพลิน เพิ่มความหลากหลาย เป็นช่องทางในการสร้างความเข้าใจในอาชีพการเกษตรของพี่น้องเกษตรกรสาขาต่างๆ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมเห็นข่าวท่านนายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) และคณะ ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายๆจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยงเชิงเกษตรอยู่หลายแหล่ง ก็ได้แต่หวังว่าประเด็นดังกล่าวทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะนำไปดำเนินการอย่างจริงจังและเข้มเข็ง เพื่อความอยู่ดีกินดีของพี่น้องเกษตรกรและผลประโยขน์ของคนในชาติร่วมกัน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ทำการเกษตรอย่างมีเป้าหมายและมั่นคง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ส่องเกษตร : ทำการเกษตรอย่างมีเป้าหมายและมั่นคง (naewna.com)

ส่องเกษตร : ทำการเกษตรอย่างมีเป้าหมายและมั่นคง

วันพุธ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ช่วงเวลาปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงของการเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่วางไว้ เราต้องทำสิ่งใดบ้างเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ คือ ความอยู่ดีกินดีอย่างมีความสุขและยั่งยืนของคนในชาติในภาพรวม องค์ประกอบที่จะทำให้เกิดผลดังกล่าวตามยุทธศาสตร์ชาติกำหนดไว้ 23 ด้าน หนึ่งในนั้นคือด้านการเกษตร ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญของแผนปฏิรูปประเทศทั้ง 13 ด้าน โดยเป็นส่วนสำคัญของการผลักดันให้เกิดความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ

หากมองลึกลงในรายละเอียดของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็น การเกษตร พบว่าประกอบด้วย 6 ประเด็นย่อย คือเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น เกษตรปลอดภัย เกษตรชีวภาพ เกษตรแปรรูปเกษตรอัจฉริยะ และการพัฒนาระบบนิเวศการเกษตร โดยมีเป้าหมายสำคัญต้องทำให้เกษตรกรประกอบอาชีพด้านการเกษตรได้อย่างมั่นคง สร้างความมั่งคั่งให้กับครอบครัวและประเทศชาติได้โดยรวม และมุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปเพื่อสะสมปัญหา และสร้างปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม ตามที่ปรากฏให้เห็นกันบ่อยครั้ง

ประเด็นการดำเนินการตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ เช่น ประเด็นย่อยเกษตรอัจฉริยะได้ถูกนำมาสร้างเป็นแนวทางการพัฒนาหลายแนวทาง ภายใต้แนวทางต่างๆ ดังกล่าว จะต้องมีแผนงาน/โครงการ/กิจกรรมมารองรับต่อไปดังนั้น การดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ จึงประกอบด้วยหลายระดับในเชิงนโยบาย และครอบคลุมในทุกพื้นที่ แตกย่อยกันลงไป แต่เมื่อไล่ย้อนกลับมาขึ้นมาจะต้องสามารถตอบโจทย์ตามยุทธศาสตร์ชาติได้ ดังนั้น หากเจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติการ ซึ่งเป็นระดับล่างสุดของการนำนโยบายไปปฏิบัติ ไม่มีความเข้าใจที่ถ่องแท้ต่อยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูปประเทศ ต่างๆที่กล่าวมา การดำเนินการในระดับปฏิบัติการจึงยากที่จะบรรลุผลตามเป้าหมายได้ เหมือนกับว่าแต่ละโครงการ/กิจกรรมที่ถูกนำไปดำเนินการให้เกิดผลสำเร็จ เป็นจิ๊กซอว์ตัวเล็กๆ ของภาพรวมของผลสำเร็จตามยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อจิ๊กซอว์ตัวเล็กๆ ดังกล่าวไม่สอดคล้องกับภาพใหญ่ จึงไม่มีทางที่จะเป็ภาพที่สมบูรณ์ตามที่ต้องการได้ ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับบนสุดไปจนถึงระดับล่างสุดในระบบการบริหารบ้านเมืองจะต้องมีความเข้าใจที่ตรงกันและมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน ซึ่งจากการที่มีโอกาสได้ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติมาระยะหนึ่ง เห็นได้ว่า ยังมีความเข้าใจที่ไม่ตรงกันและไม่เป็นไปในแนวทางที่จะส่งผลต่อความสำเร็จของการปฏิรูปกระเทศและการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติให้เกิดผล และพบว่าบางหน่วยงานซึ่งเป็นกลไกของภาครัฐ ให้ความสนใจต่อการทำงานตาม Function มากกว่าการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ และขับเคลื่อนเน้นหนักงานนโยบายเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่าวางรากฐานเพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ ยิ่งส่งผลให้เป้าหมายของการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติห่างไกลออกไปทุกขณะ

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเดินทางไปจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อติดตามการดำเนินงานตามแนวทางการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นด้านการเกษตร เน้นประเด็นย่อยเกษตรอัจฉริยะ พบว่ามีประเด็นที่จะต้องเร่งรัดให้มากยิ่งขึ้น กำหนดเป้าหมายให้ตรงกัน จึงจะทำให้เกิดผลสำเร็จได้ รวมถึงเห็นความก้าวหน้าของการพัฒนาการเกษตรที่ใช้กลไกของแปลงใหญ่เป็นกลไกหลัก โดยการสร้างเกษตรกรปราดเปรื่อง(Smart Farmer) และเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งทำงานอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงและขยับเข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้น เกษตรกรมีการรวมตัวกันพัฒนาอาชีพและกิจกรรมต่อเนื่องต่างๆ เกิดผลดีต่อการบริหารแปลงใหญ่ มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการแปลง การจัดการด้านปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นเรื่องน้ำและการกำจัดศัตรูพืช รวมทั้งการยกระดับคุณภาพของผลผลิตไปสู๋ระดับ Premium การพัฒนาระบบสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อผู้บริโภค ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของการปฏิรูปด้านการเกษตรที่ชัดเจนมากขึ้น หากแปลงใหญ่มีการรวมตัวกันในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป พัฒนาแบบสมาชิกมีความพร้อมมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างสมาชิก ก่อนที่ภาครัฐจะเข้าไปส่งเสริมและสนับสนุน โดยไม่ต้องรอหรือเรียกร้องการช่วยเหลือจากภายนอกแต่อย่างใด สมาชิกในกลุ่มมีความสุขที่อยู่ร่วมกัน ทุกวันที่ 20 ของเดือนต้องมาประชุมปรึกษาหารือกัน โดยสมาชิกแต่ละรายจะนำข้าวหม้อแกงหม้อมาร่วมกัน มีการร่วมกิจกรรมสันทนาการหลังจากกิจกรรมหลัก หากมีเวลาเพียงพอ แสดงให้เห็นถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของสมาชิก เป็นที่น่ายินดีว่าสมาชิกกลุ่มแปลงใหญ่ดังกล่าวปลอดหนี้กันทุกคน และยังคงต้องก้าวเดินต่อไปด้วยความมั่นคง เป็นการก้าวที่ค่อยเป็นค่อยไป และมีความยั่งยืนสอดคล้องกับเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อย่างแท้จริง

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ต้องเข้าใจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ส่องเกษตร : ต้องเข้าใจ (naewna.com)

ส่องเกษตร : ต้องเข้าใจ

วันพุธ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อีกครั้งที่ต้องกล่าวถึงการปกป้องดูแลภาคการเกษตรของไทยด้วยมาตรการทางกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ เพราะปรากฏชัดเจนว่าเกิดความเข้าใจไม่ถูกต้องและมักจะพาดพิงไปบวกกับเรื่องอื่นๆมาประกอบ จนปัจจุบันมีการนำไปใช้ผิดจากวัตถุประสงค์เดิมที่มีมาตั้งแต่เริ่ม

การเคลื่อนย้ายพืช ส่วนต่างๆของพืชที่อาจกลายเป็นศัตรูพืช หรือแม้แต่ศัตรูพืชเอง รวมทั้งพาหะนำศัตรูพืช ได้ถูกหยิบยกนำมาเป็นประเด็นสำคัญ และหารือร่วมกันในระดับนานาชาติ เกิดข้อตกลงสำหรับการกำหนดมาตรการต่างๆ นำมาเป็นมาตรฐานระหว่างประเทศ เพื่อเป็นการปกป้องและป้องกันตัวเองของประเทศต่างๆ ที่ทำการเกษตร เพื่อเป็นแหล่งอาหาร กลายเป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศที่ชื่อว่า International Plant Protection Convention หรืออนุสัญญาว่าด้วยการอารักขาพืชระหว่างประเทศ (IPPC) ซึ่งมีหน่วยงานที่กำกับดูแลการดำเนินการตามอนุสัญญาดังกล่าว ประเทศที่เป็นภาคีสมาชิกทุกคนต้องร่วมกันในการกำหนดมาตรการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการอารักขาพืช ไม่ว่าจะเป็นพืชปลูกหรือไม่ก็ตาม และต้องดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด หลักสำคัญคือ เพื่อเป็นการป้องกันการเข้ามาและการระบาดทำลายของศัตรูพืชที่มีต่อพืชเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมทางการเกษตร และความมั่นคงทางอาหารของประเทศตนเอง และต่อมามาตรฐานที่กำหนดภายใต้อนุสัญญาดังกล่าว ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือสร้างความมั่นใจในมาตรฐานทางการค้าระหว่างประเทศในการนำเข้า-ส่งออกพืชและผลิตผล ภายใต้ความตกลงการค้าของ WTO ในส่วนของความตกลงว่าด้วยการใช้บังคับมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช หรือ ความตกลงว่าด้วย SPS ซึ่งเป็นมาตรการที่มิใช่ภาษี

ในส่วนของประเทศไทย มีการตราพระราชบัญญัติป้องกันโรคและศัตรูพืชขึ้นในปี 2495 และพัฒนาต่อเนื่องมาเป็นพระราชบัญญัติกักพืช ฉบับแรกในปี 2507 และมีการแก้ไขครั้งแรกในปี 2542 และแก้ไขครั้งล่าสุดในปี 2551 ซึ่งอาจต้องมีการแก้ไขกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดรับกับข้อตกลงระหว่างประเทศที่ไทยได้ไปผูกพันไว้และมาตรการต่างๆ ที่จำเป็นกับสถานการณ์การป้องกันการระบาดของศัตรูพืชในยุคที่มีการเคลื่อนย้ายกันอย่างเสรีและรวดเร็ว

จากมาตรฐานระหว่างประเทศและกฎหมายภายในประเทศของเรา หลักสำคัญจะเป็นการควบคุม ดูแล ด้วยวิธีการที่ได้รับการยอมรับทางวิชาการ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และไม่เป็นการสร้างภาระทางการค้า หรือถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกีดกันทางการค้าของประเทศสมาชิก ขณะเดียวกันก็สร้างความมั่นคงและมั่นใจต่อภาคการเกษตร ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ในส่วนของข้อตกลงทางการค้าที่ประเทศไทยยังต้องพึ่งพารายได้จากการส่งออกจากภาคการเกษตร การค้าขายระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องกำหนดมาตรการต่างๆเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประเทศคู่ค้า ในการนำเข้าสินค้าเกษตรเข้าไปยังประเทศคู่ค้าปลายทาง ขณะเดียวกันประเทศไทยก็ต้องมีมาตรการเป็นมาตรฐานในการดำเนินการที่จะสร้างความเชื่อมั่นว่าสามารถคุ้มครองภาคการเกษตรของเราได้เช่นกันเรียกได้ว่าต้องทัดเทียมกันทั้งสองฝ่าย และอิงกับมาตรฐานระหว่างประเทศ

มาตรการที่นำมาใช้ต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เกิดความเหมาะสม ทั้งข้อตกลงตามอนุสัญญา IPPC หรือความตกลงว่าด้วย SPS ภายใต้ WTO แม้แต่ผู้เจรจาการค้าของเรา จึงจะเห็นการเสนอเพื่อการแก้ไข หลักเกณฑ์ วิธีการปฏิบัติ ข้อบัญญัติต่างๆ ทั้งกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ และกฎหมายลำดับรอง ที่จะทำให้หน่วยงานสามารถนำไปดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และข้อตกลงได้ สำคัญที่สุด คือ การปกป้องตนเองและสร้างมูลค่าส่งเสริม สนับสนุนให้เกิดการค้า การนำเข้า-การส่งออก อย่างยั่งยืน ต่อเนื่อง ดังนั้น จำเป็นที่ระดับนโยบายและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะต้องมีความเข้าใจและดำเนินการให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ มิเช่นนั้น ความล่าหลังของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ย่อมกระทบต่อผลประโยชน์ที่ประเทศชาติจะได้รับ แทนที่ประเทศจะได้ประโยชน์กับการเปลี่ยนแปลง กลับกลายเป็นว่าเกิดผลเสียเกิดขึ้นแทน และอาจส่งผลรุนแรงสร้างหายนะให้เกิดขึ้นกับภาคการเกษตรและเศรษฐกิจโดยรวมได้ จากความไม่เข้าใจของคนไม่กี่คน ยุทธศาสตร์ชาติที่กำหนดไว้ หากผู้เกี่ยวข้องในระดับนโยบายไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วคงยากที่จะหาความสำเร็จได้

สมชาย ชาญณรงค์กุล