ส่องเกษตร : ก่อนจะสายเกินแก้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/544950

ส่องเกษตร : ก่อนจะสายเกินแก้

วันพุธ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมาผมเล่าเรื่องเมืองน่าน ซึ่งเป็นผลจากการไปเยือนน่านหลังจากไม่ได้ขึ้นไปบริเวณนั้นหลายปี ยังเห็นภาพจำของเมืองน่านที่ถูกกล่าวถึงว่าเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีการบุกรุกทำลายป่าและทำไร่เลื่อนลอย จนกลายเป็นภูเขาหัวโล้นปรากฏให้เห็นโดยทั่วไป ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชต้นเหตุที่ถูกนำเข้ามาส่งเสริมให้ปลูก มีการนำเมล็ดพันธุ์เข้ามาจำหน่าย ปัจจัยการผลิตต่างๆ รวมทั้งตั้งจุดรับซื้อผลผลิตในพื้นที่ เพียงระยะเวลาไม่นาน พื้นที่ป่าที่เคยมีอยู่ก็ค่อยๆหายไปกลายเป็นป่าข้าวโพดขึ้นมาแทน ผลจากการส่งเสริมการปลูกอย่างครบวงจรทั้งเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย สารเคมี และการรับซื้อผลผลิต จากที่เคยปลูกข้าวเพื่อใช้บริโภคและอาศัยผลผลิตจากป่าในการดำรงชีพ เมื่อแรงจูงใจเพิ่มขึ้นจากผลตอบแทนที่ได้รับและความสะดวกต่างๆ รวมถึงเห็นคนที่ทำก่อนได้ผลตอบแทนที่ดี จึงกระตุ้นให้มีการขยายพื้นที่ปลูกดังกล่าว ในบางพื้นที่เป็นยอดดอย มีความลาดชัดสูงมาก ก็ไม่เหลือไม้ใหญ่ให้เห็นอีกเลย จนในที่สุดแล้วความสมดุลของธรรมชาติที่เคยมีอยู่ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากที่เคยเป็นแหล่งต้นน้ำกลายเป็นเพียงภูเขาหญ้าในฤดูแล้งเท่านั้น อันเป็นผลมาจากระบบการส่งเสริมการปลูกและระบบการตลาดที่ไร้ความสำนึกต่อผลประโยชน์ของส่วนรวมดังกล่าว

ในอดีตสมัยที่ผมเริ่มรับราชการใหม่ๆที่จังหวัดนครสวรรค์ งานที่พวกเรารับผิดชอบเป็นงานด้านการส่งเสริมพืชไร่และพืชตระกูลถั่ว ซึ่งในสมัยนั้นแหล่งปลูกข้าวโพดที่สำคัญของประเทศ หรือเรียกกันว่า corn belt อยู่แถบภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบนแถวๆ จังหวัดนครสวรรค์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และต่อไปทางจังหวัดเลยซึ่งยังไม่มากนัก ส่วนภาคเหนือตอนบน ยังเป็นเขตป่าไม้และต้นน้ำลำธาร เกษตรกรถือครองพื้นที่ไม่มาก และสภาพพื้นที่ไม่เหมาะสมต่อการปลูกพืชไร่ จึงเหมาะต่อการปลูกพืชที่ให้ผลตอบแทนสูง โดยเป็นการพิจารณาตามข้อมูลพื้นฐานของการถือครองพื้นที่และสภาพพื้นที่อย่างแท้จริง ไม่ได้มองว่าเป็นพื้นที่เป้าหมายที่ต้องไปส่งเสริมให้ปลูกพืชไร่ที่ต้องใช้พื้นที่เป็นจำนวนมาก แต่เมื่อผลประโยชน์บังตา ผู้ที่เกี่ยวข้องและเป็นผู้รับผลประโยชน์โดยตรงก็ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อทรัพยากรของประเทศอันเกิดจากการส่งเสริมการปลูก จนกระทั่งสามารถสร้างภาพภูเขาหัวโล้นให้เกิดขึ้นได้ในเวลาไม่กี่ปี นึกถึงสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นดังกล่าวก็ยังเศร้าใจอยู่เสมอ

การเดินทางไปเมืองน่านครั้งล่าสุดของผม ความคาดหวังว่าภาพภูเขาหัวโล้นน่าจะลดทอนลงมาบ้าง ด้วยหวังว่าคนในพื้นที่ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรกๆ น่าจะสำนึกถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แม้ว่าคนในพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นชาวเขาชาวดอยห่างไกลจากแหล่งข้อมูลต่างๆ และน่ายินดีว่าเริ่มมีพื้นที่สีเขียวที่เกิดจากการปลูกไม้ยืนต้นเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ยังมีพื้นที่ที่ถูกแผ้วถางปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อยู่บ้าง ชาวบ้านในพื้นที่เล่าให้ฟังว่าคนในพื้นที่ส่วนใหญ่เปลี่ยนวิถีการเพาะปลูกกันเป็นส่วนใหญ่ ส่วนพื้นที่ยังมีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บนเขา ส่วนใหญ่เป็นคนต่างถิ่น เข้ามาปลูกข้าวโพดไว้แล้วก็จากไป มาอีกทีก็ตอนเก็บเกี่ยว พอชาวบ้านในพื้นที่เข้าไปสอบถามห้ามปรามก็มักจะเกิดปัญหาขึ้น เพราะคนเหล่านั้นจะอ้างว่าเป็นที่หลวง ไม่ใช่ที่ของชาวบ้าน ดังนั้นชาวบ้านจึงไม่มีสิทธิไปว่ากล่าวตักเตือนได้ เจ้าหน้าที่ไม่เห็นว่าอะไร จึงต้องปล่อยเลยตามเลยอย่างที่เห็น

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากกล่าวถึงสำหรับการเดินทางครั้งนี้ คือ ร้านกาแฟวิวดอยที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ตลอดเส้นทางจากตัวเมืองน่านสู่อำเภอสันติสุข และยาวไปถึงอำเภอบ่อเกลือ ลักษณะที่คล้ายคลึงกันของร้านกาแฟเหล่านี้คือเป็นร้านกาแฟที่นั่งชมวิวริมเส้นทางขึ้นเขา ไต่ไปยอดเขาต่างๆ ตามเส้นทาง ผมไม่แน่ใจว่ามีการขออนุญาตก่อสร้างหรือจัดการกันอย่างไรบ้าง บางพื้นที่ที่ผ่านขึ้นไปก็ยังอยู่ระหว่างการปรับปรุงพื้นที่เพื่อจะเปิดเป็นร้านกาแฟให้ทันกับฤดูท่องเที่ยวนี้ ยิ่งช่วงเวลาที่ผมเดินทางขึ้นไปยังไม่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระลอกใหม่ และอากาศเย็นแผ่ปกคลุมลงมาพอดี นักท่องเที่ยวที่ใช้เส้นทางนี้และใช้บริการของร้านกาแฟจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย หากปล่อยให้เติบโตและขยายตัวอย่างไร้ทิศทางเช่นปัจจุบัน ผมเกรงว่าจะเป็นปัญหาตามมา ทั้งประเด็นของการใช้พื้นที่ การจัดการขยะ รวมถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติต่างๆ ฝากไว้ด้วยความเป็นห่วงจริงๆ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : น่านกับเขา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/543214

ส่องเกษตร : น่านกับเขา

วันพุธ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สวัสดีปีใหม่ทุกท่าน ขอให้ปีนี้เป็นปีที่ดีประสบความสำเร็จดังหวังทุกประการในช่วงก่อนสัปดาห์สุดท้ายของวันสิ้นปี ในขณะที่การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่งจะระเบิดขึ้นมาใหม่ๆ เป็นช่วงที่ผมเดินทางไปยังจังหวัดน่านอีกครั้ง การเดินทางในครั้งนี้เป็นช่วงเวลาของการเก็บเกี่ยวจะว่าไปแล้วก็เป็นช่วงปลายๆฤดู อากาศเริ่มกลับมาหนาวอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ผมเดินทางไปแถวอำเภอบ่อเกลือและอำเภอสันติสุข เป้าหมายคือเตรียมงานสำหรับการลงพื้นที่ของคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ของวุฒิสภา เส้นทางยังคงเป็นเส้นทางบนสันเขา และคดเคี้ยวไปมาเหมือนเดิม ถนนหนทางดีขึ้นกว่าในยุคก่อนที่ผมไปพื้นที่นี้ในครั้งแรกๆ แต่ก็ยังไม่ถือว่าสมบูรณ์เต็มที่ แต่เส้นทางสายหลักระหว่างอำเภอก็นับว่าสัญจรกันได้ดีทีเดียว ผมเห็นนักท่องเที่ยวใช้เส้นทางนี้กันมากขึ้น ส่วนใหญ่จะใช้วิธีเดินทางมาเมืองน่านด้วยเครื่องบิน จากนั้นก็จะเช่ารถท่องเที่ยวในจังหวัดน่าน ทำให้ธุรกิจการให้เช่ารถในจังหวัดน่านเติบโตอย่างเห็นได้ชัด

ประเด็นที่เป็นปัญหาสำหรับพื้นที่จังหวัดน่านที่ทราบกันดี คือ ปัญหาภูเขาหัวโล้น อันเป็นผลจากการลับลอบตัดไม้ทำลายป่า เพื่อเปลี่ยนพื้นที่มาทำการเกษตรโดยเฉพาะการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บนพื้นที่เขา โดยในปี 2562 มีพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ประมาณ 630,000 ไร่ ซึ่งจะว่าไปก็ลดลงมาจากปี 2558 ซึ่งมีพื้นที่ปลูกเกือบ 800,000 ไร่ อยู่พอสมควร มาตรการต่างๆที่ภาครัฐและเอกชนดำเนินการ ส่งผลในระดับหนึ่ง ไม่ว่าด้วยเหตุปัจจัยใดก็ตามคงต้องทำกันต่อไป

พื้นที่ดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ แต่เป็นพื้นที่ที่มีการครอบครองทำประโยชน์ โดยคนในพื้นที่เองก็ไม่ใช่คนที่เข้าไปใช้พื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กันทั้งหมด กลายเป็นคนมาจากถิ่นอื่นเข้ามาเช่าปลูกข้าวโพดกันไป ผมรับฟังมาว่า พอถึงฤดูปลูกข้าวโพดช่วงต้นฝนก็จะเริ่มเข้ามาเตรียมพื้นที่ปลูก หลังจากการปลูกแล้ว อาจเข้ามาถอนแยก ทำรุ่นกันบ้าง ใส่ปุ๋ยบ้าง ก็ขึ้นกับเกษตรกรแต่ละราย จากนั้นก็ปล่อยให้ข้าวโพดเติบโต ถึงเวลาก็มาเก็บเกี่ยวกันไป เป็นการจบกระบวนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บนเขา ในปัจจุบันอาจต้องประสบปัญหาเพิ่มอีกอย่างหนึ่งคือการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด หรือ ที่เรียกกันว่า Fall Army Worm ซึ่งมีความสามารถในการทำลายอย่างรุนแรง และต้านทานต่อสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เกษตรกรบางรายอาจยอมลงทุนพ่นสารเคมีกำจัด หรือบางรายก็ปล่อยวัดดวงกันไป

สถานการณ์ที่เป็นอยู่คงต้องรอกันว่าตกลงแล้วอนาคตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศไทยจะเดินไปในทิศทางใด ต้นทุนการผลิตของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศกับต้นทุนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่นำเข้ามาแบบไหนคุ้มค่ากว่ากัน ซึ่งคงไม่สามารถคิดเฉพาะต้นทุนการผลิตเพียงอย่างเดียว อาจต้องคำนวณไปถึงต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมที่สูญเสียไป ต้นทุนการเสียโอกาสที่เกิดขึ้นจากการใช้ที่ดิน รวมไปถึง ต้องคิดต่อไปว่า หากไม่ให้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แล้ว เกษตรกรเหล่านั้นจะทำอะไรเป็นอาชีพ

เมื่อสอบถามเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในเชิงลึกแล้ว การปลูกข้าวโพดไม่ได้เป็นรายได้หลัก รายได้ที่เป็นรายได้หลักกลับเป็นรายได้นอกภาคการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการรับจ้างแรงงานในภาคการบริการ หรือแม้แต่รายได้จากบุตรหลานที่ไปทำงานต่างถิ่น เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว คงต้องคิดกันให้หนักว่าพื้นที่สูงดังกล่าวจะสามารถสร้างประโยชน์ให้สูงสุดได้อย่างไร โดยยังคงรักษาผืนป่าเมืองน่านให้คงอยู่ ไม่ให้ถูกทำลายลงไปด้วยมือของคนต่างถิ่นหรือคนในเมืองน่านเอง

ผมยังมีความหวังว่าเมืองน่าน จะยังคงเป็นเมืองที่ใช้ชีวิตได้อย่างเนิบๆ ท่ามกลางศิลปวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมที่ดีและอัชฌาสัยอันดีงามของคนเมืองน่านที่ยังคงประทับใจทุกครั้งที่ไปเยือนเมืองในหุบเขาแห่งนี้

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : พันธุ์พืชแบบพึ่งพาตนเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ส่องเกษตร : พันธุ์พืชแบบพึ่งพาตนเอง (naewna.com)

ส่องเกษตร : พันธุ์พืชแบบพึ่งพาตนเอง

วันพุธ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การเพาะปลูกพืชทุกชนิดนอกเหนือจากต้องมีพื้นที่แล้วก็คือพันธุ์พืช ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดพันธุ์ ท่อนพันธุ์ ต้นกล้า หรือกิ่งตาต่างๆ ซึ่งจัดเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้นๆ ที่ทุกคนต้องคำนึงถึง เริ่มตั้งแต่จะปลูกพืชชนิดใด พันธุ์อะไรจึงจะให้ผลตอบแทนที่ดี เป็นที่ต้องการของตลาด ปลูกและดูแลรักษาง่าย ให้ผลผลิตสูง คุ้มค่ากับการลงทุน รวมทั้งข้อจำกัดต่างๆ อีกเป็นจำนวนมากของเกษตรกรในการตัดสินใจเลือกพืชชนิดใดชนิดหนึ่ง ดังนั้นเมื่อถึงฤดูกาลเพาะปลูกพืช โดยเฉพาะพืชล้มลุกที่เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วต้องปลูกกันใหม่เป็นวัฏจักรไป จะเห็นภาพเกษตรกรเที่ยวแสวงหาแหล่งพันธุ์พืชที่ตนเองประสงค์จะปลูก หากมีข้อมูลว่าแหล่งไหนมีพันธุ์ดี ก็จะพยายามหามาปลูกให้ได้ อย่างกรณีของข้าว หากเกษตรกรทราบว่าหมู่บ้านไหนมีข้าวพันธุ์ดี เมื่อข่าวดังกล่าวกระจายออกไปเกษตรกรที่ทราบข่าวก็จะแห่กันมาซื้อเมล็ดพันธุ์จากแหล่งดังกล่าวมาปลูก ส่วนเมื่อนำมาปลูกในพื้นที่ของตนแล้วจะให้ผลผลิตอย่างไรนั้น ก็ต้องมาลุ้นกันอีกทีว่าสมกับคำโฆษณาหรือคำร่ำลือหรือไม่อย่างไร

ดังนั้น เมื่อถึงฤดูเพาะปลูกพืชล้มลุกเหล่านี้ สิ่งที่ต้องดำเนินการลำดับแรก คือ การจัดหาเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดี จากนั้นถึงจะไปเตรียมการประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องตามมา ทั้งเรื่องของการเตรียมดิน แหล่งน้ำแรงงาน ปัจจัยการผลิตต่างๆ รวมไปถึงเงินทุนที่จะใช้จ่าย ประเด็นแหล่งเมล็ดพันธุ์จากทางราชการยังไม่สามารถเป็นที่พึ่งของเกษตรกรเหล่านี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แม้ว่าทางราชการจะมีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาพันธุ์พืชเป็นจำนวนมาก แต่เกษตรกรก็ไม่สามารถเข้าถึงผลงานวิจัยเหล่านั้นได้ ปัญหานี้น่าขบคิดกันให้มาก มองดูเหมือนว่างานวิจัยที่พัฒนาโดยหน่วยงานภาครัฐกับเกษตรกรที่ต้องการใช้ผลงานวิจัยเหล่านั้น ไม่มาบรรจบกัน ต่างคนต่างมองตากัน และยื่นมือมาหากันได้แค่จุดเล็กๆ ไม่สามารถสร้างผลกระทบให้เกิดได้อย่างกว้างขวาง

หน่วยงานของภาครัฐที่ทำหน้าที่ในการวิจัยและพัฒนาการเกษตรที่ผ่านมาในอดีต งานวิจัยและพัฒนา และงานขยายพันธุ์ ถูกวางว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ถึงกับตั้งเป็นสถาบันวิจัยพืชแต่ละชนิดแยกกันไปทั้งข้าวพืชไร่ พืชสวน ยางพารา และหม่อนไหม ขณะเดียวกันนอกจากงานวิจัยแล้วยังมีการจัดตั้งกองขยายพันธุ์พืช เพื่อรับผลงานวิจัยด้านพันธุ์พืชจากหน่วยงานวิจัยดังกล่าว นำไปผลิตและขยายพันธุ์สู่เกษตรกร แม้ว่าจะไม่สามารถสนับสนุนได้เต็มพื้นที่ อย่างน้อยก็มีแหล่งพันธุ์ดีของภาครัฐกระจายสู่พื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกรได้ในระดับหนึ่ง เป็นที่พึ่งของเกษตรกรได้บางส่วน ไม่จำเป็นต้องพึ่งเอกชนแต่ฝ่ายเดียว

เมื่อมีการปรับโครงสร้างหน่วยราชการในราวปี 2542 ในทัศนะของผู้นำองค์กรขณะนั้น ซึ่งอาจยังไม่เข้าใจลึกซึ้งในกระบวนการวิจัยพัฒนาและขยายพันธุ์พืช ส่งผลให้หน่วยงานที่ทำหน้าที่ขยายพันธุ์พืช ถูกปรับลดบทบาทให้ทำหน้าที่เพียงการขยายพันธุ์ข้าวเท่านั้น จึงเท่ากับปิดโอกาสเกษตรกรในการเข้าถึงพืชพันธุ์ดีอื่นๆ ของทางราชการ ส่งผลให้เกษตรกรหันไปพึ่งพาแหล่งพันธุ์ดีจากภาคเอกชนเป็นหลัก ซึ่งการใช้พันธุ์ของภาคเอกชนที่พัฒนาขึ้นภายใต้เงื่อนไขและสภาพแวดล้อมที่เฉพาะเจาะจง จำเป็นต้องเพิ่มการลงทุน เพื่อให้ได้ผลผลิตตามต้องการอีกด้วย ขณะที่งานวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชของราชการยังคงดำเนินการต่อไป แต่โอกาสในการถ่ายทอดผลงานวิจัยดังกล่าวลงสู่เกษตรกรโดยตรงถูกปิดไป วงของการขยายผลงานวิจัยจึงจำกัดอยู่ในกลุ่มเกษตรกรผู้นำไม่กี่คน ซึ่งนับว่าเป็นการสูญเสียโอกาสและงบประมาณไปอย่างไม่คุ้มค่า เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยดังกล่าว สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากความผิดพลาดในการตัดสินใจของผู้นำองค์กรที่ขาดความเข้าใจในระบบงานวิจัยพัฒนาและขยายพันธุ์พืชที่กล่าวถึงข้างต้น หรืออาจเข้าใจแต่มีความประสงค์อย่างอื่น ก็ไม่อาจทราบได้เช่นกัน

เมื่อกลับมาพิจารณาการพึ่งพาพันธุ์พืชของเกษตรกรในปัจจุบัน จะเห็นว่าในส่วนของภาครัฐมีน้อยมากที่จะสามารถให้บริการเกษตรกรได้ ทำให้ตกเป็นเบี้ยล่าง และส่งผลกระทบต่อต้นทุนที่ต้องใช้ปัจจัยการผลิตตามความต้องการของพันธุ์พืชนั้นที่เอกชนพัฒนาขึ้น จึงเหมือนซ้ำเติมเกษตรกร เพราะไม่มีสิ่งใดประกันได้ว่าทุนลงไปกับผลผลิตที่ตอบแทนกลับมาจะคุ้มค่าหรือไม่อย่างไร เกษตรกรบางส่วนมีความพยายามในการพัฒนาพันธุ์พืชของตนเองขึ้นมาจึงเห็นการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อพัฒนาพันธุ์พืชอยู่หลายกลุ่ม ในลักษณะของการคัดเลือกพันธุ์และขยายพันธุ์ ซึ่งภาครัฐควรเข้าไปสนับสนุนและส่งเสริม เพื่อให้กลุ่มเกษตรเหล่านั้นสามารถเป็นเจ้าของพันธุ์อย่างถูกกฎหมาย ทั้งขั้นตอนการรับรองพันธุ์ พิสูจน์พันธุ์ การขึ้นทะเบียนพันธุ์พืช การคุ้มครองพันธุ์พืช การรวบรวมพันธุ์และจำหน่ายพันธุ์พืชตามกฎหมายว่าด้วยพันธุ์พืช สิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการภายใต้ข้อจำกัดของภาครัฐที่มีอยู่ ก่อนที่ภาคการเกษตรของไทยในส่วนของพันธุ์พืชจะถูกกินรวบจากเอกชนทั้งหมด และเกษตรกรจะกลายเป็นเพียงเครื่องจักรในการผลิตของภาคเอกชนเท่านั้น

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบจริงจัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ส่องเกษตร : ท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบจริงจัง (naewna.com)

ส่องเกษตร : ท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบจริงจัง

วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หากจะว่ากันแล้วการเกษตรไม่ว่าจะในระดับโลกหรือระดับประเทศ นอกจากจะเป็นแหล่งอาหารแล้ว ยังถูกนำไปเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นคั่งทางเศรษฐกิจ ทั้งจากผลของการเกษตรโดยตรงหรืออาจใช้เป็นฐานในการสนับสนุนส่วนธุรกิจอื่นมาต่อยอดสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจนั้น และขยายไปสู่ธุรกิจอื่นๆ สำหรับผู้ประกอบการที่มองเห็นช่องทางในการสร้างธุรกิจของตนให้กว้างขวางออกไป โดยอาจขยายไปยังธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวพันกัน เช่น ธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง หรือธุรกิจที่ไม่ได้เกี่ยวพันกันโดยตรง เช่น ธุรกิจสื่อสาร อสังหาริมทรัพย์ การก่อสร้าง เป็นต้น

นอกจากการเกษตรเป็นฐานของเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและพื้นฐานทางวัฒนธรรม โดยแต่ละท้องถิ่นต่างมีวิถีและวัฒนาธรรมเป็นของตนเองโดยผูกพันกับการทำการเกษตรในท้องถิ่นนั้น ในแต่ละขั้นตอนของการทำการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการทำนา ทำสวน ทำไร่ ทำการประมง หรือการเลี้ยงสัตว์ แต่ละท้องถิ่นจะมีวิถีทางวัฒนธรรมของตนเองสืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เป็นความเชื่อและความศรัทธาที่มีต่ออาชีพของบรรพบุรุษที่สืบต่อมายังคนรุ่นปัจจุบัน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ถูกนำมาถ่ายทอดผ่านบทเพลงพื้นบ้าน การละเล่นท้องถิ่น ประเพณีต่างๆ บทเพลงบางบทเพลงที่ถูกถ่ายทอดเมื่อในอดีตปัจจุบันไม่เหลือภาพดังกล่าวให้เห็นแล้ว เช่น ดอกฝ้ายบานที่เมืองเลย สาวสวนแตงแห่งเมืองสุพรรณ เป็นต้น ส่งผลให้ผู้คนเป็นจำนวนมากที่เติบโตมาในวิถีดังกล่าวโหยหาความเป็นอยู่และประเพณีวัฒนธรรมเมื่อครั้งก่อนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของกระแสวัฒนธรรมและวิธีการทำการเกษตรที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว

แนวคิดการพัฒนาการเกษตรให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวจึงเป็นการผูกความถวิลหาวิถีการเกษตรเข้ากับวิถีการท่องเที่ยว โดยมีหลายลักษณะด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการเที่ยวชมความงดงามของแปลงเกษตร เช่น แปลงทานตะวัน ทุ่งนา แปลงดอกไม้ ไร่ชา เป็นต้น บางพื้นที่ถึงกับจัดเป็นกิจกรรรมประจำปีอย่างกรณีของเทศกาลท่องเที่ยวทุ่งทานตะวัน การท่องเที่ยวเชิงเกษตรบางลักษณะรวมกันเป็นชุมชน ออกมาในรูปของการท่องเที่ยวชุมชน ในลักษณะของวิถีผู้คนในชุมชนนั้น โดยนักท่องเที่ยวมีโอกาสเข้าพักกับผู้คนในชุมชนในลักษณะของโฮมสเตย์ หรือ ฟาร์มสเตย์ ร่วมกิจกรรมการเกษตรในชุมชน กิจกรรมทางวัฒนธรรม ร่วมประกอบอาหารท้องถิ่น บางชุมชมผมเห็นให้นักท่องเที่ยวร่วมกิจกรรมตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการเพาะปลูก เช่น การทำนาปลูกข้าวมีการสื่อสารกันในแต่ละระยะของการเจริญเติบโตของข้าว และเชิญชวนให้มาร่วมกิจกรรมในแปลงนาที่ร่วมกันปลูกอย่างต่อเนื่องหรืออย่างไม้ผลก็มีการดำเนินการในลักษณะเดียวกัน โดยให้นักท่องเที่ยวมีโอกาสช่วยผสมเกสรทุเรียนและซื้อทุเรียนต้นที่ตัวเองผสม สามารถเป็นเจ้าของต้นทุเรียนได้โดยไม่ต้องมีสวนทุเรียนเป็นของตนเอง มีเกษตรกรตัวจริงคอยดูแลจัดการและส่งข้อมูลการเจริญเติบโตให้ทราบผ่านทางระบบไลน์ เมื่อถึงเวลาเก็นผลผลิตก็มาร่วมเก็บผลผลิตด้วยกัน เป็นการสร้างความผูกพันให้เกิดขึ้น ผลทุเรียนที่เก็บเกี่ยวนักท่องเที่ยวที่ซื้อไว้ สามารถซื้อผลผลิตทั้งหมด หรือบางส่วนก็ได้โดยราคาเป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ในครั้งแรก ซึ่งจะเห็นว่ารูปแบบการท่องเที่ยวเชิงการเกษตรมีรูปแบบที่หลากหลาย และมีวิวัฒนการมาโดยตลอด ตามสภาพแวดล้อมของแต่ละท้องถิ่นและความเข้มแข็งของท้องถิ่นนั้น ทั้งในลักษณะเกษตรกรรายย่อย ชุมชนท่องเที่ยว หรือบริษัทเอกชน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องพิจารณาทบทวนน่าจะเป็นนโยบายของภาครัฐในการสนับสนุนส่งเสริมการท่องเที่ยวดังกล่าว การผลักดันอย่างจริงจังเพื่อให้เกิดผมสัมฤทธิ์ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกยังไม่สามารถควบคุม ส่งผลกระทบต่อการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ จำเป็นต้องส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีไทยให้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้คนในประเทศเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น จากรูปแบบการท่องเที่ยวเติมๆ ทั้งการเที่ยวชมธรรมชาติ โบราณสถานเพียงอย่างเดียว มาเป็นการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ได้ความรู้ ความเพลิดเพลิน เพิ่มความหลากหลาย เป็นช่องทางในการสร้างความเข้าใจในอาชีพการเกษตรของพี่น้องเกษตรกรสาขาต่างๆ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมเห็นข่าวท่านนายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) และคณะ ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายๆจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยงเชิงเกษตรอยู่หลายแหล่ง ก็ได้แต่หวังว่าประเด็นดังกล่าวทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะนำไปดำเนินการอย่างจริงจังและเข้มเข็ง เพื่อความอยู่ดีกินดีของพี่น้องเกษตรกรและผลประโยขน์ของคนในชาติร่วมกัน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ทำการเกษตรอย่างมีเป้าหมายและมั่นคง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ส่องเกษตร : ทำการเกษตรอย่างมีเป้าหมายและมั่นคง (naewna.com)

ส่องเกษตร : ทำการเกษตรอย่างมีเป้าหมายและมั่นคง

วันพุธ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ช่วงเวลาปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงของการเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่วางไว้ เราต้องทำสิ่งใดบ้างเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ คือ ความอยู่ดีกินดีอย่างมีความสุขและยั่งยืนของคนในชาติในภาพรวม องค์ประกอบที่จะทำให้เกิดผลดังกล่าวตามยุทธศาสตร์ชาติกำหนดไว้ 23 ด้าน หนึ่งในนั้นคือด้านการเกษตร ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญของแผนปฏิรูปประเทศทั้ง 13 ด้าน โดยเป็นส่วนสำคัญของการผลักดันให้เกิดความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ

หากมองลึกลงในรายละเอียดของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็น การเกษตร พบว่าประกอบด้วย 6 ประเด็นย่อย คือเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น เกษตรปลอดภัย เกษตรชีวภาพ เกษตรแปรรูปเกษตรอัจฉริยะ และการพัฒนาระบบนิเวศการเกษตร โดยมีเป้าหมายสำคัญต้องทำให้เกษตรกรประกอบอาชีพด้านการเกษตรได้อย่างมั่นคง สร้างความมั่งคั่งให้กับครอบครัวและประเทศชาติได้โดยรวม และมุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปเพื่อสะสมปัญหา และสร้างปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม ตามที่ปรากฏให้เห็นกันบ่อยครั้ง

ประเด็นการดำเนินการตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ เช่น ประเด็นย่อยเกษตรอัจฉริยะได้ถูกนำมาสร้างเป็นแนวทางการพัฒนาหลายแนวทาง ภายใต้แนวทางต่างๆ ดังกล่าว จะต้องมีแผนงาน/โครงการ/กิจกรรมมารองรับต่อไปดังนั้น การดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ จึงประกอบด้วยหลายระดับในเชิงนโยบาย และครอบคลุมในทุกพื้นที่ แตกย่อยกันลงไป แต่เมื่อไล่ย้อนกลับมาขึ้นมาจะต้องสามารถตอบโจทย์ตามยุทธศาสตร์ชาติได้ ดังนั้น หากเจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติการ ซึ่งเป็นระดับล่างสุดของการนำนโยบายไปปฏิบัติ ไม่มีความเข้าใจที่ถ่องแท้ต่อยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูปประเทศ ต่างๆที่กล่าวมา การดำเนินการในระดับปฏิบัติการจึงยากที่จะบรรลุผลตามเป้าหมายได้ เหมือนกับว่าแต่ละโครงการ/กิจกรรมที่ถูกนำไปดำเนินการให้เกิดผลสำเร็จ เป็นจิ๊กซอว์ตัวเล็กๆ ของภาพรวมของผลสำเร็จตามยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อจิ๊กซอว์ตัวเล็กๆ ดังกล่าวไม่สอดคล้องกับภาพใหญ่ จึงไม่มีทางที่จะเป็ภาพที่สมบูรณ์ตามที่ต้องการได้ ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับบนสุดไปจนถึงระดับล่างสุดในระบบการบริหารบ้านเมืองจะต้องมีความเข้าใจที่ตรงกันและมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน ซึ่งจากการที่มีโอกาสได้ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติมาระยะหนึ่ง เห็นได้ว่า ยังมีความเข้าใจที่ไม่ตรงกันและไม่เป็นไปในแนวทางที่จะส่งผลต่อความสำเร็จของการปฏิรูปกระเทศและการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติให้เกิดผล และพบว่าบางหน่วยงานซึ่งเป็นกลไกของภาครัฐ ให้ความสนใจต่อการทำงานตาม Function มากกว่าการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ และขับเคลื่อนเน้นหนักงานนโยบายเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่าวางรากฐานเพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ ยิ่งส่งผลให้เป้าหมายของการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติห่างไกลออกไปทุกขณะ

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเดินทางไปจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อติดตามการดำเนินงานตามแนวทางการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นด้านการเกษตร เน้นประเด็นย่อยเกษตรอัจฉริยะ พบว่ามีประเด็นที่จะต้องเร่งรัดให้มากยิ่งขึ้น กำหนดเป้าหมายให้ตรงกัน จึงจะทำให้เกิดผลสำเร็จได้ รวมถึงเห็นความก้าวหน้าของการพัฒนาการเกษตรที่ใช้กลไกของแปลงใหญ่เป็นกลไกหลัก โดยการสร้างเกษตรกรปราดเปรื่อง(Smart Farmer) และเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งทำงานอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงและขยับเข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้น เกษตรกรมีการรวมตัวกันพัฒนาอาชีพและกิจกรรมต่อเนื่องต่างๆ เกิดผลดีต่อการบริหารแปลงใหญ่ มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการแปลง การจัดการด้านปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นเรื่องน้ำและการกำจัดศัตรูพืช รวมทั้งการยกระดับคุณภาพของผลผลิตไปสู๋ระดับ Premium การพัฒนาระบบสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อผู้บริโภค ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของการปฏิรูปด้านการเกษตรที่ชัดเจนมากขึ้น หากแปลงใหญ่มีการรวมตัวกันในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป พัฒนาแบบสมาชิกมีความพร้อมมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างสมาชิก ก่อนที่ภาครัฐจะเข้าไปส่งเสริมและสนับสนุน โดยไม่ต้องรอหรือเรียกร้องการช่วยเหลือจากภายนอกแต่อย่างใด สมาชิกในกลุ่มมีความสุขที่อยู่ร่วมกัน ทุกวันที่ 20 ของเดือนต้องมาประชุมปรึกษาหารือกัน โดยสมาชิกแต่ละรายจะนำข้าวหม้อแกงหม้อมาร่วมกัน มีการร่วมกิจกรรมสันทนาการหลังจากกิจกรรมหลัก หากมีเวลาเพียงพอ แสดงให้เห็นถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของสมาชิก เป็นที่น่ายินดีว่าสมาชิกกลุ่มแปลงใหญ่ดังกล่าวปลอดหนี้กันทุกคน และยังคงต้องก้าวเดินต่อไปด้วยความมั่นคง เป็นการก้าวที่ค่อยเป็นค่อยไป และมีความยั่งยืนสอดคล้องกับเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อย่างแท้จริง

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ต้องเข้าใจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ส่องเกษตร : ต้องเข้าใจ (naewna.com)

ส่องเกษตร : ต้องเข้าใจ

วันพุธ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อีกครั้งที่ต้องกล่าวถึงการปกป้องดูแลภาคการเกษตรของไทยด้วยมาตรการทางกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ เพราะปรากฏชัดเจนว่าเกิดความเข้าใจไม่ถูกต้องและมักจะพาดพิงไปบวกกับเรื่องอื่นๆมาประกอบ จนปัจจุบันมีการนำไปใช้ผิดจากวัตถุประสงค์เดิมที่มีมาตั้งแต่เริ่ม

การเคลื่อนย้ายพืช ส่วนต่างๆของพืชที่อาจกลายเป็นศัตรูพืช หรือแม้แต่ศัตรูพืชเอง รวมทั้งพาหะนำศัตรูพืช ได้ถูกหยิบยกนำมาเป็นประเด็นสำคัญ และหารือร่วมกันในระดับนานาชาติ เกิดข้อตกลงสำหรับการกำหนดมาตรการต่างๆ นำมาเป็นมาตรฐานระหว่างประเทศ เพื่อเป็นการปกป้องและป้องกันตัวเองของประเทศต่างๆ ที่ทำการเกษตร เพื่อเป็นแหล่งอาหาร กลายเป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศที่ชื่อว่า International Plant Protection Convention หรืออนุสัญญาว่าด้วยการอารักขาพืชระหว่างประเทศ (IPPC) ซึ่งมีหน่วยงานที่กำกับดูแลการดำเนินการตามอนุสัญญาดังกล่าว ประเทศที่เป็นภาคีสมาชิกทุกคนต้องร่วมกันในการกำหนดมาตรการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการอารักขาพืช ไม่ว่าจะเป็นพืชปลูกหรือไม่ก็ตาม และต้องดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด หลักสำคัญคือ เพื่อเป็นการป้องกันการเข้ามาและการระบาดทำลายของศัตรูพืชที่มีต่อพืชเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมทางการเกษตร และความมั่นคงทางอาหารของประเทศตนเอง และต่อมามาตรฐานที่กำหนดภายใต้อนุสัญญาดังกล่าว ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือสร้างความมั่นใจในมาตรฐานทางการค้าระหว่างประเทศในการนำเข้า-ส่งออกพืชและผลิตผล ภายใต้ความตกลงการค้าของ WTO ในส่วนของความตกลงว่าด้วยการใช้บังคับมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช หรือ ความตกลงว่าด้วย SPS ซึ่งเป็นมาตรการที่มิใช่ภาษี

ในส่วนของประเทศไทย มีการตราพระราชบัญญัติป้องกันโรคและศัตรูพืชขึ้นในปี 2495 และพัฒนาต่อเนื่องมาเป็นพระราชบัญญัติกักพืช ฉบับแรกในปี 2507 และมีการแก้ไขครั้งแรกในปี 2542 และแก้ไขครั้งล่าสุดในปี 2551 ซึ่งอาจต้องมีการแก้ไขกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดรับกับข้อตกลงระหว่างประเทศที่ไทยได้ไปผูกพันไว้และมาตรการต่างๆ ที่จำเป็นกับสถานการณ์การป้องกันการระบาดของศัตรูพืชในยุคที่มีการเคลื่อนย้ายกันอย่างเสรีและรวดเร็ว

จากมาตรฐานระหว่างประเทศและกฎหมายภายในประเทศของเรา หลักสำคัญจะเป็นการควบคุม ดูแล ด้วยวิธีการที่ได้รับการยอมรับทางวิชาการ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และไม่เป็นการสร้างภาระทางการค้า หรือถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกีดกันทางการค้าของประเทศสมาชิก ขณะเดียวกันก็สร้างความมั่นคงและมั่นใจต่อภาคการเกษตร ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ในส่วนของข้อตกลงทางการค้าที่ประเทศไทยยังต้องพึ่งพารายได้จากการส่งออกจากภาคการเกษตร การค้าขายระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องกำหนดมาตรการต่างๆเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประเทศคู่ค้า ในการนำเข้าสินค้าเกษตรเข้าไปยังประเทศคู่ค้าปลายทาง ขณะเดียวกันประเทศไทยก็ต้องมีมาตรการเป็นมาตรฐานในการดำเนินการที่จะสร้างความเชื่อมั่นว่าสามารถคุ้มครองภาคการเกษตรของเราได้เช่นกันเรียกได้ว่าต้องทัดเทียมกันทั้งสองฝ่าย และอิงกับมาตรฐานระหว่างประเทศ

มาตรการที่นำมาใช้ต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เกิดความเหมาะสม ทั้งข้อตกลงตามอนุสัญญา IPPC หรือความตกลงว่าด้วย SPS ภายใต้ WTO แม้แต่ผู้เจรจาการค้าของเรา จึงจะเห็นการเสนอเพื่อการแก้ไข หลักเกณฑ์ วิธีการปฏิบัติ ข้อบัญญัติต่างๆ ทั้งกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ และกฎหมายลำดับรอง ที่จะทำให้หน่วยงานสามารถนำไปดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และข้อตกลงได้ สำคัญที่สุด คือ การปกป้องตนเองและสร้างมูลค่าส่งเสริม สนับสนุนให้เกิดการค้า การนำเข้า-การส่งออก อย่างยั่งยืน ต่อเนื่อง ดังนั้น จำเป็นที่ระดับนโยบายและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะต้องมีความเข้าใจและดำเนินการให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ มิเช่นนั้น ความล่าหลังของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ย่อมกระทบต่อผลประโยชน์ที่ประเทศชาติจะได้รับ แทนที่ประเทศจะได้ประโยชน์กับการเปลี่ยนแปลง กลับกลายเป็นว่าเกิดผลเสียเกิดขึ้นแทน และอาจส่งผลรุนแรงสร้างหายนะให้เกิดขึ้นกับภาคการเกษตรและเศรษฐกิจโดยรวมได้ จากความไม่เข้าใจของคนไม่กี่คน ยุทธศาสตร์ชาติที่กำหนดไว้ หากผู้เกี่ยวข้องในระดับนโยบายไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วคงยากที่จะหาความสำเร็จได้

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ทิศทางที่ต้องปรับกับหนทางที่ควรเป็น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/532478

ส่องเกษตร : ทิศทางที่ต้องปรับกับหนทางที่ควรเป็น

วันพุธ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ช่วงเวลาปลายปีเป็นช่วงเวลาของการเข้าสู่ฤดูหนาว ลมหนาวเริ่มพัดโชยมา เข้าสู่ฤดูของการเก็บเกี่ยว ข้าวเริ่มสุกแก่พอที่จะเก็บเกี่ยวกันได้แล้ว ในอดีตนับว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่พี่น้องเกษตรกรมีความสุขกันทั่วหน้า มีการลงแขกกันเกี่ยวข้าว ขนข้าวขึ้นยุ้งฉาง ก่อนที่จะทยอยขายข้าวเพื่อนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในครองครัว การลงแขกเป็นวิถีของสังคมเกษตรในยุคก่อน เป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ร่วมมือกัน ทำให้เกิดความผูกพันกันในสังคมนั้น ข้อมูลการปลูกการเก็บเกี่ยวของเกษตรกรในแต่รายของชุมชนนั้นเป็นที่รู้จักกันไปทั่วทั้งชุมชน เหตุจากการมีส่วนร่วมในการดำเนินการร่วมกันผ่านกิจกรรมลงแขก หรือบางที่ก็เรียกว่าเอาแรงกัน ไม่ต้องไปลงทุนทำข้อมูลกันให้ยุ่งยาก ใครทำอะไร อย่างไร รู้กันไปทั่ว

ณ ปัจจุบัน หลายคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า Big Data เป็นเรื่องที่จำเป็นและสำคัญสำหรับการทำการเกษตร ซึ่งการได้มาซึ่ง Big Data เป็นเรื่องที่ต้องลงทุนเป็นเม็ดเงินไม่น้อย ทั้งการแก้ไขกฎหมาย hardware software ต่างๆ ในยุคก่อนนั้น ในชุมชนต่างรู้จักการเตรียมการและการจัดการของคนในชุมชนเป็นอย่างดี ทุกครัวเรือนทราบดีว่าจะจัดสรรข้าวที่ได้มาอย่างไร วางแผนการปลูกในฤดูต่อไปอย่างไร ก่อนการปลูกข้าวและหลังการปลูกข้าวจะจัดการแปลงนาของตนเองอย่างไร ทราบข้อจำกัดเรื่องดินเรื่องน้ำของตนเอง นาในที่ลุ่ม นาในที่ดอน มองฟ้า ดูทิศทางลม ดูแสงแดดก็สามารถตัดสินใจกันได้ ข้อมูลเหล่านี้ถูกบรรจุอยู่ในวิถีของชุมชน ถ่ายทอดและส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น

เมื่อการเกษตรถูกเปลี่ยนจากการทำการเกษตรเพื่อการดำรงชีพ สู่การทำการเกษตรเพื่อสะสมความมั่งคั่ง เป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ จุดเปลี่ยนดังกล่าวส่งผลให้วิธีการทำการเกษตร ความสัมพันธ์ในชุมชนเปลี่ยนแปลงไปทุกคนต่างคิดถึงต้นทุนและผลกำไรในทางเศรษฐกิจทั้งหมด ความสามัคคีร่วมมือร่วมใจกันค่อนๆ เลือนหายไป ความเห็นแก่ตัวเริ่มเข้ามาแทนที่ ทำอย่างไรจะได้ผลผลิตสูงๆ จากผืนดินที่มี เกิดการว่าจ้างแรงงาน คิดค่าตอบแทนในการจ้างแรงงานทุกขั้นตอนส่งผลให้เกิดความเหินห่าง ทำลายวัฒนธรรมและวิถีทำการเกษตรของชุมชน กลายเป็นสังคมการเกษตรที่ต่างคนต่างอยู่และไม่รู้จักกันอีกต่อไป

จากการปรับเปลี่ยนการทำการเกษตรที่กล่าวมา การทำการเกษตรที่เป็นการลงทุน การใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด จนผลักดันให้เกิดนโยบายการตลาดและการดูแลการเกษตรที่ปลายทาง เน้นผลตอบแทนที่สูงเพื่อให้คุ้มกับการลงทุน แต่ไม่ได้พิจารณาต้นทุนที่ดันให้สูงขึ้น มีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด เช่น พันธุ์ข้าวเดิมชาวนาจะมีการคัดเลือกและกันข้าวในแปลงนาของตนเองไว้เผื่อทำพันธุ์ในฤดูถัดไปแต่ในปัจจุบันกลายเป็นว่าชาวนาต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวมาปลูกใหม่กันทุกครั้ง ไม่สามารถพึงตนเองได้ กลายเป็นเกิดธุรกิจเมล็ดพันธุ์ข้าวขึ้นมาแทน เช่นเดียวกับพืชอีกหลายชนิด ทั้งพืชไร่ พืชผัก และไม้ผล ที่ต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์ และพันธุ์พืชจากบริษัทข้ามชาติ เกิดการผูกขาด การจำกัดการเข้าถึงพันธุ์พืชของชุมชนและเกษตรกร ในเวลาเดียวกันภาครัฐโดยนโยบายที่ต้องการให้เอกชนทำธุรกิจได้ รัฐจะไม่ทำแข่ง จึงนำมาสู่การผูกขาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือ การครอบงำการเกษตรโดยใช้พันธุ์พืชเป็นตัวกำหนดปัจจัยอื่นๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ย และสารเคมีทางการเกษตรอื่นๆ หมายความว่า พันธุ์พืชชนิดนี้ถูกปรับปรุงพันธุ์มาเพื่อให้ผลผลิตสูงสุด เกษตรกรจะต้องมีการใช้ปุ๋ยและสารเคมีทางการเกษตรอื่นๆ ตามคำแนะนำที่ให้ไว้เท่านั้น จึงจะได้ผลผลิตตามที่หวัง หากยังปล่อยให้การเกษตรของไทยเป็นไปในทิศทางนี้ โดยไม่ได้มองความยั่งยืนในการพัฒนาบนพื้นฐานของการพึ่งพาตนเองได้ นั่นคือ ความล้มเหลวด้านการเกษตร และจะเป็นความล้มเหลวด้านความมั่นคงทางอาหารตามมา ท้ายสุดแล้วจะส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและประเทศชาติต่อไป

การเปิดตลาดทางการค้าผ่านการเจรจาทางการค้าที่ส่งผลกระทบต่อการเกษตรไม่ว่าจะในแง่มุมใด หากเกิดขึ้นโดยขาดการเตรียมความพร้อมของตัวเราเองแล้ว ในที่สุดแทนที่จะเกิดผลดี กลับจะเป็นการซ้ำเติมความสูญสลายของภาคการเกษตร แหล่งอาหาร วัฒนธรรม วิถีชีวิตดั้งเดิมที่อยู่บนความพอเพียง พึ่งพาตนเองได้ และมีความยั่งยืน กว่าจะไปยังจุดของการเจรจาดังกล่าว คงต้องทบทวนกันก่อนว่าวันนี้เราอยู่หรืออยากอยู่ ณ จุดใด

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร :เรื่องของถั่วเขียว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/531024

ส่องเกษตร :เรื่องของถั่วเขียว

วันพุธ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ถั่วเขียวเป็นพืชดั้งเดิมที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี ทั้งขนมหวานอย่างถั่วเขียวต้มน้ำตาล วุ้นเส้นจากแป้งถั่วเขียวที่นับเป็นอาหารสุขภาพ หรือขนมไทยอีกหลายชนิดก็ใช้ถั่วเขียวเป็นส่วนประกอบ ถั่วเขียวจึงเป็นพืชที่อยู่ในระบบการปลูกพืชของเกษตรกรไทยมาอย่างยาวนาน

ชาวนา ผู้เป็นกระดูกสันหลังของชาติได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์การทำนาจากรุ่นสู่รุ่น มักจะใช้พืชตระกูลถั่วเป็นพืชที่เข้ามาอยู่ในระบบการปลูกข้าวเสมอ โดยเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อการทำนาในฤดูถัดมานักวิชาการเองก็ได้ศึกษาจากพื้นฐานการปฏิบัติของชาวนาดังกล่าวจนทราบว่าพืชตระกูลถั่วสามารถที่จะเพิ่มไนโตรเจนเข้าไปในดิน ทำให้ดินมีธาตุอาหารและอินทรียวัตถุเพิ่มมากขึ้น ปรับโครงสร้างของดิน ส่งผลให้เป็นประโยชน์ต่อข้าวที่ปลูกเป็นพืชหลัก รวมถึงพืชตระกูลถั่วยังเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย อายุสั้น จึงเหมาะที่จะนำมาปลูกเป็นพืชก่อนหรือหลังนาดังนั้นพืชตระกูลถั่วจึงเป็นตัวเลือกที่นักวิชาการแนะนำแก่เกษตรกรเสมอส่วนจะเป็นถั่วชนิดไหนก็ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่างทั้งปริมาณน้ำ สภาพพื้นที่ สภาพภูมิอากาศ ตลาด หรือแม้แต่ความคุ้นเคยของเกษตรกรเอง

อย่างไรก็ตาม เมื่อการปลูกข้าวเปลี่ยนแปลงไปตามนโยบายการส่งเสริมของรัฐ ระบบการปลูกข้าวของเกษตรกรกลายเป็นการปลูกข้าวอย่างต่อเนื่อง ไม่มีการว่างเว้นที่นาให้ไม่มีข้าวเลย พืชตระกูลถั่วที่อยู่ในระบบการปลูกข้าวจึงทยอยหายไป การปลูกข้าวอย่างต่อเนื่องทำให้ธาตุอาหารที่อยู่ในดินถูกใช้และชะล้างออกไป ต้องใช้ปุ๋ยเคมีในอัตราที่สูงมากขึ้น และเป็นแหล่งสะสมของโรคและแมลงศัตรูพืช สามารถเกิดการระบาดได้อย่างต่อเนื่อง เพราะโรคแมลงเหล่านี้มีพืชอาหารหรือพืชอาศัยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตที่เกษตรกรจะได้รับ เกษตรกรต้องหันมาใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชเพิ่มมากขึ้น ทำลายระบบนิเวศการเกษตรแบบเดิม และเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับเกษตรกรเอง ในขณะที่ผลผลิตไม่ได้เพิ่มขึ้นจากเดิมมากนัก ผลตอบแทนที่เกษตรกรได้รับจึงลดต่ำลง ในที่สุดอาชีพทำนาในรูปแบบดังกล่าวก็ไม่สามารถอยู่ได้ในปัจจุบัน

สำหรับถั่วเขียวจัดเป็นพืชตระกูลถั่วอายุสั้น ประมาณ 60-70 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ ได้รับการปรับปรุงพันธุ์มายาวนานให้มีความเหมาะสมกับระบบการปลูกพืช ทนทานต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อในฤดูถัดไปได้ รวมทั้งมีโครงการส่งเสริมการปลูกอย่างเป็นระบบ ขยายความต้องการใช้ประโยชน์ให้เพิ่มขึ้น มีอุตสาหกรรมโรงงานวุ้นเส้นรองรับ และถั่วเขียวถูกนำไปใช้ในวัตถุประสงค์ต่างๆมากขึ้น แต่เมื่อระบบการปลูกพืชเปลี่ยนไปทั้งข้าว และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือแม้แต่การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่ไม่ทันการณ์ ส่งผลให้ถั่วเขียว ถั่วเหลือง และถั่วลิสงที่ใช้ในประเทศต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นทุกปี

เป็นธรรมดาของการปลูกพืชที่ต้องมีโรคและแมลงศัตรูพืช เพราะพืชเองก็เป็นแหล่งอาหารของเขาเช่นเดียวกันกับการเป็นอาหารของมนุษย์ มนุษย์จึงพยายามหาวิธีการทำลายศัตรูพืชเหล่านั้น เพื่อให้ตนได้ผลผลิตตามต้องการ เมื่อไม่นานมานี้มีประเด็นโรคใบด่างถั่วเขียวระบาดอย่างรุนแรงในแหล่งปลูกถั่วเขียวต้นฝน โรคดังกล่าวเคยปรากฏมานานมากกว่า 20 ปีได้ จำได้ว่าอาการของโรคจะปรากฏช่วงใกล้เก็บเกี่ยว พบกระจายเป็นหย่อมๆในแปลง โรคดังกล่าวไม่ได้รับความสนใจเท่าใดนัก เนื่องจากเป็นในระยะใกล้เก็บเกี่ยว และเมื่อเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกก็ยังให้ผลผลิตได้ หลังจากนั้น 2-3 ปี โรคดังกล่าวก็หายไป นานกว่า 20 ปี จึงมีข่าวว่ากลับมาปรากฏให้เห็นกันใหม่ในช่วงฤดูการเก็บเกี่ยวถั่วเขียวในปีนี้ แต่ในรอบนี้เห็นว่ามีคำแนะนำจากทางราชการไม่ให้เกษตรกรเก็บเมล็ดในแปลงที่เป็นโรคไปปลูกต่อในฤดูถัดไป ไม่แน่ใจว่ามีข้อมูลทางวิชาการอันใหม่หรือไม่อย่างไร พร้อมกันนั้นก็มีข่าวออกมาว่า เตรียมการจะนำเข้าเมล็ดถั่วเขียวจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อนำมาเป็นเมล็ดพันธุ์ คงต้องเฝ้าระวังกันให้ดีว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นหรือไม่ เพราะเมล็ดกับเมล็ดพันธุ์นั้นคุณสมบัติมันไม่เหมือนกันการด่วนสรุปโดยข้อมูลทางวิชาการที่ไม่ชัดเจน อาจส่งผลกระทบสูงมากกว่าที่คิด อย่าให้เกษตรกรต้องบอบช้ำจากการทำงานของภาครัฐอีกเลย

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : เข้าใจ ตระหนัก ร่วมมือกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529834

ส่องเกษตร : เข้าใจ ตระหนัก ร่วมมือกัน

วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 21.40 น.

ประเทศไทยของเราตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้นเหมือนกับอีกหลายๆ ประเทศในภูมิภาคแถบนี้ จึงมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมีพืชพรรณหลายชนิดเจริญเติบโตให้ผลผลิตแตกต่างกันไป ถึงกับมีคนกล่าวไว้ว่าประเทศไทยมีผักผลไม้บริโภคได้ตลอดทั้งปี สลับชนิดมาให้ผู้บริโภคได้เลือก มากบ้างน้อยบ้างตามฤดูกาล หรือพืชพรรณชนิดอื่นก็ตาม ต่างก็ให้ผลผลิตอย่างหลากหลายตลอดฤดูกาลหมุนเวียนไปในแต่ละรอบปีขณะเดียวกันบนความหลากหลายของชนิดพืชที่สามารถเติบโตและให้ผลผลิตได้ในสภาพแวดล้อมของประเทศไทย ศัตรูพืชก็ไม่ต่างกัน ทั้งความหลากหลายของชนิดศัตรูพืช แหล่งอาหาร จึงส่งผลให้ศัตรูพืชสามารถขยายแพร่พันธุ์และเพิ่มจำนวนประชากรได้เป็นจำนวนมากเช่นกัน จนบางครั้งส่งผลให้เกิดความเสียหายกับผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรอย่างมหาศาล ดังที่เคยปรากฏมาบ่อยครั้งเมื่อในอดีต ไม่ว่าจะเป็นตั๊กแตนปาทังก้า เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล หรือแม้แต่หนอนหัวดำในมะพร้าว หรือในยุคปัจจุบันที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ คือ โรคใบด่างมันสำปะหลัง เป็นต้น

จากสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมดังกล่าว พืชบางชนิดอาจไม่ใช่พืชในท้องถิ่นมีการนำเข้ามาจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลก บ้างก็นำมาปลูกทดสอบ เพื่อคัดเลือกให้ได้ผลผลิตที่ดีตอบสนองความต้องการใช้ประโยชน์ บ้างก็นำเข้ามาเพราะความสวยงาม แต่สุดท้ายกลายเป็นวัชพืชไป เช่น ผักตบชวา เป็นต้น หรือบ้างก็นำเข้ามาใช้ประโยชน์อีกอย่างหนึ่ง แต่ไม่คาดคิดว่าจะกลายเป็นวัชพืชไป เช่น ไมยราพยักษ์เป็นต้น พืชบางชนิดที่ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกทำรายได้หลายหมื่นล้านกลับไม่ใช่พืชที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย หากเป็นการนำเข้ามาทดสอบและทดลองปลูกตามที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อได้ผลดีจึงมีการนำมาขยายการผลิตอย่างกว้างขวาง จนคนในยุคปัจจุบันเข้าใจไปเองว่าเป็นพืชผลที่มีอยู่ในประเทศแต่เดิม ด้วยเหตุผลว่าเราสามารถผลิตได้ดีมีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาด และที่สำคัญเราสามารถผลิตให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ จึงดูเหมือนว่าประเทศไทยเป็นแหล่งกำเนิดของพืชชนิดนั้น ไม่ว่าจะเป็นลำไย ลิ้นจี่ หรือ ยางพารา ที่นำเข้าปลูกทางใต้ของประเทศ ปัจจุบันขยายพื้นที่ปลูกไปเกือบทั่วประเทศ

ผลจากการนำเข้าพืชชนิดต่างๆ เข้ามาในประเทศ ย่อมมีโอกาสติดเข้ามาของศัตรูพืชด้วยเช่นกัน หากศัตรูพืชที่ติดเข้ามาสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของประเทศไทยได้ และมีพืชอาศัยค่อนข้างกว้าง จะส่งผลให้กลายเป็นศัตรูพืชของพืชที่มีอยู่ในประเทศไทยได้ และก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา จึงต้องมีการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชชนิดนั้นให้หมดสิ้นไป จากเหตุผลดังกล่าว

เพื่อเป็นการป้องกันและรักษาไว้ซึ่งสภาพแวดล้อมที่ดีของการผลิตทางการเกษตร ป้องกันไม่ให้ศัตรูพืช ทั้งที่อาจเป็นโรค แมลง หรือ แม้แต่ตัวพืชนั่นเองอาจกลายเป็นวัชพืชหรือพืชรุกรานทำลายพืชเศรษฐกิจหลักของไทยได้ จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติป้องกันโรคและศัตรูพืช พ.ศ.2495 ก่อนที่จะปรับมาเป็นพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 ซึ่งเป็นเวลาเกือบจะ 70 ปีแล้ว โดยหวังที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันการรุกรานเข้ามาของศัตรูพืชต่างถิ่นที่จะเข้ามาทำลายพืชผลทางการเกษตรของไทย โดยกฎหมายฉบับนี้กำหนดสิ่งที่ต้องควบคุมออกเป็น 3 กลุ่ม คือ สิ่งต้องห้าม สิ่งกำกัด และสิ่งไม่ต้องห้าม เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามอนุสัญญาการอารักขาพืชระหว่างประเทศ หรือ International Plant Protection Convention (IPPC) ซึ่งเป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศในระดับโลก เพื่อกำหนดมาตรการในการควบคุม กำกับ ดูแล มิให้เกิดการนำเข้ามา แล้วมาก่อให้เกิดความเสียหายให้กับพืชผลภายในประเทศ ซึ่งกฎหมายฉบับดังกล่าวนี้มีการปรับปรุงเพิ่มเติมมาตามลำดับ คือ ในปี 2542 และในปี 2551 แต่ก็ยังมีอีกหลายประเด็นที่ยังไม่สอดคล้องกับอนุสัญญาฯดังกล่าว คงต้องปรับปรุงเพิ่มเติมกันต่อไป ประเด็นสำคัญที่การดำเนินการป้องกันและควบคุมการเข้ามาของศัตรูพืชต่างถิ่นไม่ได้อยู่ที่ข้อบังคับตามกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นกับสามัญสำนึกของการปกป้องผลประโยชน์ชาติที่ทุกคนต้องตระหนักและร่วมมือกันเพื่อความมั่นคงด้านอาหารและเศรษฐกิจชาติ เพื่ออนาคตของลูกหลานไทยในรุ่นต่อไป ต้องเข้าใจและร่วมมือกันเท่านั้น

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ยั่งยืน ต้องยืนหยัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/527970

ส่องเกษตร : ยั่งยืน ต้องยืนหยัด

วันพุธ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ถ้าย้อนหลังดูการพัฒนาการเกษตรของประเทศไทยจะเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปตามความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการในแต่ละยุคสมัย หรือเปลี่ยนไปตามนโยบายที่เน้นหนักของผู้บริหารประเทศในยุคนั้นๆ แต่เดิมการเกษตรอาจเป็นเพียงวิถีชีวิตของชาวบ้านทำการเกษตรไว้เพื่อบริโภคภายในครัวเรือน เหลือเผื่อแผ่ให้ญาติมิตรเพื่อนบ้าน มีการลงแรงร่วมกันในการทำการเกษตร ผู้คนในชุมชนได้ช่วยเหลือกัน แบ่งปันกัน ไม่ว่าจะเป็นการลงแรงในการดำนา เกี่ยวข้าว เกิดเป็นประเพณีอันดีงามในท้องถิ่น มีการละเล่น ศิลปะพื้นบ้านต่างๆ ก็มีแหล่งกำเนิดมาจากวิถีชีวิตของชาวบ้าน เป็นสื่อแสดงถึงวัฒนธรรมและความผูกพันกับการทำการเกษตร เพลงพื้นบ้านเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตอย่างแท้จริง และสะท้อนถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี ทั้งน้ำท่วม ฝนแล้ง นาล่ม ต่างสะท้อนเป็นบทเพลงหลายๆ บทเพลง และเป็นที่นิยมมาถึงปัจจุบัน

ภาคการเกษตรเมื่อถูกพิจารณาเป็นภาคเศรษฐกิจสำคัญภาคหนึ่งของประเทศ จึงได้เกิดการเปลี่ยนแปลง มีการปฏิวัติเขียว ปรับเปลี่ยนภาคการเกษตรจากวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม มาเป็นวิถีชีวิตที่ต้องมีการลงทุน เพื่อหวังผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเป็นหลัก จึงเกิดการจ้างงาน การลงทุนด้านปัจจัยการผลิตในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ปุ๋ย สารเคมีปัองกันกำจัดศัตรูพืช เรื่อยไปถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยวที่ไม่สามารถใช้แรงงานคนได้ทัน เครื่องจักรจึงเข้ามาทดแทน โดยเน้นผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ จนบางครั้งหากคิดต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกับรายได้ที่ได้รับจากผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นอาจไม่เป็นอย่างที่หวัง และบางครั้งอาจถึงขั้นขาดทุนเลยก็เป็นได้

ขณะที่ทุกฝ่ายต่างมุ่งทำการเกษตรโดยมองที่ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ได้รับกลับมา ความสัมพันธ์ เชื่อมโยง การช่วยเหลือกันและกันตามวิถีชาวบ้าน วิถีของการพัฒนาชนบทก็เลือนหายไป จนแทบไม่มีปรากฏให้เห็น เมื่อถึงจุดหนึ่งเกิดแนวคิดของการรวมกันเป็นกลุ่มก้อนหรือองค์กรเพื่อช่วยเหลือกัน มุ่งหวังให้เกิดพลังในการขับเคลื่อนกิจกรรมด้านการเกษตรในทุกๆ ขั้นตอนตั้งแต่รวมกันผลิต จัดหาปัจจัยการผลิต จัดการผลิตร่วมกัน เพื่อให้ได้ราคาและคุณภาพที่สมเหตุสมผล รวมกันขาย สร้างพลังต่อรองทางธุรกิจเหล่านี้ล้วนเป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดผลตามมาจากการที่ชุมชนถูกทำให้แตกแยก แข่งขันกันผลิต ผลผลิตชนิดใดให้ผลตอบแทนดี เป็นราคา ก็แห่กันไปทำการผลิตสินค้านั้น เมื่อแข่งกันผลผลิต ผลผลิตออกมาสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ราคาตกต่ำลงตามกลไกตลาด ปัจจัยเหล่านี้ถูกกดดันให้มีการรวมกลุ่มเพื่อสร้างพลังต่อรองในรูปแบบต่างๆ เช่น กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์การเกษตรทั้งหลาย แต่ด้วยข้อจำกัดด้านระเบียบ ข้อกฎหมาย การวัดผลสำเร็จของผู้บริหารสถาบันเกษตรกรเหล่านั้น ทำให้แทนที่จะรวมตัวกันเพื่อสร้างพลังต่อรอง กลายเป็นถูกใช้เป็นเครื่องมือทางธุรกิจของพ่อค้าหรือผู้มีผลประโยชน์ในองค์กรแทน ไม่ได้เป็นองค์กรที่ปกป้องผลประโยชน์ของสมาชิก การรวมกลุ่มดังกล่าวจำนวนมากกลายเป็นกลุ่มที่อ่อนแอไม่สามารถสร้างพลังในการต่อรองได้อย่างที่หวัง

ในยุคการปฏิรูปภาคเกษตรที่มุ่งหวังสร้างความเข้มแข็งให้ภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน หวังให้เกษตรกรสร้างความพร้อมในการประกอบอาชีพการเกษตร มีการตั้งศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร หรือ ศพก. จากเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการทำการเกษตรในพื้นที่สิ่งแวดล้อมของชุมชนนั้นๆ โดยเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปทำหน้าที่ประสานงานเท่านั้น เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องสมเหตุสมผลในสิ่งแวดล้อมการผลิตทางการเกษตรนั้น เกษตรกรที่เข้ามาเรียนรู้ใน ศพก. สามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้กลับไปรวมตัวกับเกษตรกรที่ผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ช่วยเหลือ แบ่งปันประสบการณ์ระหว่างกัน พัฒนาการผลิตไปในทิศทางเดียวกัน ขยายแนวคิดออกไป เพิ่มจำนวนแปลงให้มากขึ้น กลายเป็นการทำการเกษตรแบบแปลงใหญ่ภายใต้แนวคิดและเทคโนโลยีเดียวกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ค่อยๆ พัฒนาไปพร้อมๆ กัน เกิดความยั่งยืนในการพัฒนาไปด้วยกัน โดยร่วมกันวางแผนการผลิต การตลาด การจัดหาปัจจัยการผลิต การใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมตามสภาพแวดล้อมของตน มุ่งลดต้นทุนการผลิต สร้างผลผลิตคุณภาพมีมาตรฐาน ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพตามความต้องการของตลาด มีการบริหารจัดการที่ดี สมาชิกในกลุ่มแปลงใหญ่จึงได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม โดยกลุ่มแปลงใหญ่ต้องมีผู้จัดการแปลงที่มีประสิทธิภาพ สามารถประสานการดำเนินการและการจัดการได้ทั้งระบบ มีการนำความรู้ความสามารถของสมาชิกแต่ละคนมาใช้ประโยชน์ ดึงลูกหลานเข้ามาร่วมดำเนินการในส่วนที่ตนเองถนัด จึงสามารถสร้างความต่อเนื่อง ขยายผล และสร้างความเข้มแข็งได้อย่างยั่งยืน

จากรากฐานและเป้าหมายของแปลงใหญ่ที่กล่าวมา หากผู้บริหารประเทศมองว่าแปลงใหญ่คือการอุดหนุน ให้เปล่า โดยขาดจิตสำนึกของการพัฒนาร่วมที่จะสร้างความยั่งยืนอย่างแท้จริง สุดท้ายแปลงใหญ่จะกลายเป็นองค์กรเกษตรกรอีกองค์กรหนึ่งที่ล้มเหลวในการพัฒนา เหมือนกับหลายๆองค์กรที่เป็นมาในอดีตที่ถูกทำลายลงด้วยแนวคิดการอุดหนุนของผู้กำหนดนโยบาย บางทีต้องย้อนกลับไปพิจารณากันใหม่ให้ดีๆ คำว่า “อุดหนุน-ให้เปล่า” ในลักษณะที่กำลังคิดและทำ ยังจำเป็นต่อสภาพแวดล้อมปัจจุบันหรือไม่ หรือ เป็นสารเร่งความอ่อนแอให้เกิดขึ้นกับองค์กรเกษตรกร คิดผิด คิดใหม่ได้

สมชาย ชาญณรงค์กุล