เกษตรแถวหน้า : ‘เจฮับ’โมเดลซิลิคอนวัลเลย์ผลิตอาหารแห่งอนาคต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520713

เกษตรแถวหน้า : ‘เจฮับ’โมเดลซิลิคอนวัลเลย์ผลิตอาหารแห่งอนาคต

วันศุกร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตามที่รัฐบาลกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (First S-Curve New S-Curve) เพื่อสร้างโอกาสและศักยภาพใหม่ให้กับประเทศ โดยหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่คืออาหารแห่งอนาคต เช่น โปรตีนจากแมลง อาหารที่ใช้โปรตีนจากพืชผลิตเป็นอาหารหรือที่เรียกว่าเนื้อจากพืช (Plant Based Meat) หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อของ “อาหารเจ” เป็นต้น ซึ่งประเทศไทยถือว่ามีศักยภาพที่จะเป็นฮับของการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และน่าจะเป็นสินค้าเกษตรอาหารตัวใหม่ในการสร้างรายได้สร้างอาชีพและธุรกิจการเกษตรใหม่ๆ ให้กับภาคเกษตรและกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารในยุคโควิดที่ผู้บริโภคทั่วโลกโดยเฉพาะในจีน อินเดีย ญี่ปุ่น อาเซียน สหรัฐและยุโรปซึ่งมีประชากรกว่า 4 พันล้านคน ต้องการอาหารเพื่อสุขภาพเพิ่มขึ้นนับเป็น New Normal ในยุคโควิดเป็นเทรนด์การรับประทานอาหารแนวใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก

เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 ได้ออกมาให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ กำลังจะสร้างโอกาสใหม่ให้เกษตรกรไทย โดยวาง 4 แนวทางเดินหน้าโครงการพืชแห่งอนาคต เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ยุคโควิด เร่งวางโรดแมปดันไทยเป็น“เจฮับ” โมเดลซิลิคอนวัลเลย์ผลิตอาหารแห่งอนาคต เจาะตลาด 4 พันล้านคน มูลค่า 5 แสนล้านบาท จับมือภาคเอกชนลุยโปรตีนทางเลือกจากพืช ซึ่งแนวโน้มตลาดส่งออกเนื้อจากพืช (Plant Based Meat) ในจีน อาเซียน ญี่ปุ่น สหรัฐและยุโรป เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยนายอลงกรณ์ได้ให้ข้อมูลอีกว่า องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ FAO (Food and Agriculture Organization) คาดการณ์ว่า จำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจะส่งผลให้ความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์ของโลกเพิ่มขึ้น 30% ภายใน 15 ปีข้างหน้าโดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสังคม หากการผลิตอาหารยังคงดำเนินไปในรูปแบบเดิม การสนับสนุนการบริโภคโปรตีนจากพืชจึงเป็นหนึ่งในแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด สอดคล้องกับยอดขายอาหารสำเร็จรูปของเนื้อจากพืชในสหรัฐขยายตัวต่อเนื่อง ระหว่างปี 2013-2018 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยถึงปีละ 15.4% เทียบกับเนื้อแปรรูป (Processed Meat) ที่เติบโตเพียงปีละ 1.2% สอดคล้องกับข้อมูลของ NPD Group ผู้ประกอบการในสหรัฐอเมริกาที่ขายเบอร์เกอร์และแซนด์วิชเนื้อที่ทำจากพืช ก็พบว่ายอดขายระหว่างเมษายน 2018 – มีนาคม 2019 เพิ่มขึ้นถึง 7.8% ซึ่งมากสุดเป็นประวัติการณ์ เช่นเดียวกับบริษัท Beyond Meat หนึ่งในโรงงานผลิตเนื้อจากพืชรายใหญ่สุดของโลกก็รายงานยอดขายไตรมาส 2 ของปี 2019 เติบโตถึง 287% ส่วนตลาดอาหารเจในจีนที่ใช้เนื้อจากพืชกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดมีมูลค่าถึง 3 แสนล้านบาท ในปีที่ผ่านมาและถ้ารวมมูลค่าตลาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะมีมูลค่าเกือบ 5 แสนล้านบาท ไม่ว่าค่ายอาลีบาบา ของจีน หรือสตาร์บัค เคเอฟซีและเนสท์เล่ของประเทศตะวันตก ต่างขยายการผลิตและการตลาดอาหาร ตั้งแต่ติ่มซำ ซาลาเปา เฝอ ก๋วยเตี๋ยวซูชิแกงกะหรี่ จนถึงไส้กรอก ไก่ย่างและแฮมเบอร์เกอร์ที่ผลิตจากโปรตีนพืช เช่นถั่วเหลือง ถั่วลันเตา มะเขือยาว เห็ด สาหร่ายพืชสมุนไพร พืชสวนครัว น้ำมันปาล์มมันสำปะหลัง ข้าวโพด ข้าว เป็นต้น

นายอลงกรณ์บอกว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มองทุกโอกาสในวิกฤติโควิดที่ผ่านมา โดยเฉพาะด้านอาหารจากโปรตีนพืชและแมลงที่มีตลาด 4 พันล้านคน รออยู่ และน่าจะเป็นโอกาสใหม่ๆ ของเกษตรกรไทย และในฐานะที่ประเทศไทยเป็นครัวโลกจะต้องเร่งวิจัยและพัฒนากระบวนการผลิต พัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร พัฒนาการแปรรูป การตลาด การสร้างธุรกิจและอุตสาหกรรม “เนื้อจากพืช” หรืออาหารเจป้อนตลาดในประเทศและส่งออกไปทั่วโลก

สุธิพงศ์ ถิ่นเขาน้อย

เกษตรแถวหน้า : ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ช่องทางกระจายสินค้าคุณภาพ สดจากฟาร์มถึงมือผู้บริโภค ในราคาที่เป็นธรรม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519079

เกษตรแถวหน้า : ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ช่องทางกระจายสินค้าคุณภาพ สดจากฟาร์มถึงมือผู้บริโภค ในราคาที่เป็นธรรม

วันศุกร์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากนโยบายตลาดนำการผลิตของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผลักดันให้เกิดโครงการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ เพื่อให้ร้านสหกรณ์เป็นศูนย์รวบรวมและจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพของเกษตรกรสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป ผ่านขบวนการสหกรณ์ ในราคาที่เป็นธรรม ได้นำร่องเปิดตัวซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์แห่งแรก ณ ร้านสหกรณ์พระนคร จำกัด กรุงเทพมหานคร ไปแล้วเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา ถือเป็นการขับเคลื่อนนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ภายใต้ความร่วมมือระหว่างเครือข่ายสหกรณ์ผู้ผลิตและสหกรณ์ร้านค้า เพื่อให้ผลิตผลและผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรมีช่องทางในการจำหน่ายมากขึ้นและเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสเข้าถึงสินค้าคุณภาพได้มาตรฐาน ปลอดภัย ในราคายุติธรรม สามารถตรวจสอบถึงที่มาของแหล่งผลิตสินค้าได้ด้วยตนเอง และจากความมุ่งมั่นเพื่อให้โครงการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ขยายไปในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ รมช.มนัญญา จึงได้ลงพื้นที่สหกรณ์ต่างๆ เพื่อเปิดโครงการประชาสัมพันธ์ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเจอ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในโอกาสที่ท่านไปเป็นประธานเปิดตัวซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ณ ร้านสหกรณ์ ธ.ก.ส. จำกัด ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรสำนักงานใหญ่ เพื่อนำร่องขับเคลื่อนซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ในร้านสหกรณ์ ธ.ก.ส.ทั่วประเทศต่อไปโดยท่านอธิบดีได้ให้ข้อมูลว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ดำเนินการขับเคลื่อนโครงการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาสินค้าระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตและสหกรณ์ร้านค้า รวมถึงเพิ่มโอกาสขยายตลาดผ่านร้านสหกรณ์ในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ให้เป็นจุดจำหน่ายสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่มีคุณภาพจากจังหวัดต่างๆ เช่น ข้าวสาร นม ไข่ไก่ ผัก ผลไม้เนื้อ ปลา อาหารแปรรูป เป็นการช่วยผลักดันให้สหกรณ์ เป็นศูนย์รวบรวมและจำหน่ายผลผลิตที่มีคุณภาพแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง โดยรูปแบบของซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ จะมีการจัดร้านสหกรณ์ให้มีความทันสมัย มีการส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ การสร้างเครือข่ายระหว่างสหกรณ์ โดยเน้นสินค้าที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ สด สะอาดและปลอดภัย ภายใต้แนวคิดสดจากฟาร์มถึงมือคุณ Fresh From Farm by Co-op ทั้งนี้ เนื่องจาก ในสถานการณ์ปัจจุบัน ร้านสหกรณ์ มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องปรับตัวรองรับการแข่งขันที่สูงขึ้น ทั้งในด้านการพัฒนามาตรฐาน คุณภาพสินค้า การจัดรูปแบบร้านค้า และกลยุทธ์ต่างๆ ในการจำหน่ายสินค้า รวมทั้งการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ การส่งข้อมูลข่าวสารระหว่างสหกรณ์กับสมาชิก ความปลอดภัยของสินค้าซึ่งในการขับเคลื่อนของโครงการ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ส่งเสริมองค์ความรู้ เทคนิคการจัดการร้าน การสร้างนวัตกรรมการบริการ การบริหารจัดการและพัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจร้านค้าสหกรณ์ในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ เพื่อให้เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร รวมถึงประชาชนทั่วไปด้วยปัจจุบัน มีสหกรณ์สนใจเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน 94 แห่ง

ท่านอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวอย่างมั่นใจด้วยว่าซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์จะมีส่วนช่วยสังคมและชุมชน ในบทบาทของผู้จำหน่ายสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ปลอดภัย เพื่อบริการแก่สมาชิกและชุมชน เป็นการจุดประกายให้ผู้บริโภคได้รับรู้และเห็นคุณค่าของสินค้าที่มาจากเกษตรกรสมาชิกผู้ผลิต ด้วยการใช้ ศักยภาพของเครือข่ายสหกรณ์ผู้ผลิต และความร่วมมือของร้านค้าสหกรณ์ ในการร่วมกันเสริมสร้างการสหกรณ์ ให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตของเกษตรกรสมาชิก รวมถึงชุมชนและสังคมได้บริโภคสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ในราคาที่เป็นธรรม ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ที่เรารวบรวมสินค้าคุณภาพจากเกษตรกรมาสู่ร้านโดยตรง โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้ผู้บริโภคมีโอกาสเข้าถึงสินค้าคุณภาพในราคาที่เป็นธรรม

ผมมองว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ผลักดันโครงการนี้ขึ้นมา เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าของเกษตรกร ด้วยการกระจายไปในซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ทั่วประเทศแล้ว ยังเป็นการตอกย้ำความเข้มแข็งของขบวนการสหกรณ์ ที่จำเป็นต้องอาศัยการเชื่อมโยง เพื่อขับเคลื่อนด้วยระบบการค้าที่สร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ตั้งแต่ ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และผู้บริโภค เป็นการประสานความร่วมมือ และเชื่อมโยงเครือข่าย สร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเป็นธรรม

สุธิพงศ์ ถิ่นเขาน้อย

เกษตรแถวหน้า : ทำเกษตรโดยใช้บัญชีนำทาง ช่วยวิเคราะห์วางแผนการผลิต-กำหนดราคาสินค้าได้เอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/517433

เกษตรแถวหน้า : ทำเกษตรโดยใช้บัญชีนำทาง ช่วยวิเคราะห์วางแผนการผลิต-กำหนดราคาสินค้าได้เอง

วันศุกร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อาชีพเกษตรกรรม เป็นอาชีพที่อยู่บนความไม่แน่นอนหลายๆ อย่าง หากไม่คิดวิเคราะห์วางแผนให้รอบคอบ โอกาสเพลี่ยงพล้ำสูง แต่สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้เป็นเกษตรกรมืออาชีพได้ คือการทำบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ เพื่อให้เรารู้ที่มาที่ไปของรายรับรายจ่ายรู้ต้นทุนการผลิตที่แท้จริง และรู้ว่าสิ่งที่ทำมาแล้ว ถูกต้อง เหมาะสมแล้วหรือยัง เพื่อจะได้นำไปเป็นข้อมูลในการคิดวิเคราะห์ก่อนลงมือทำในรอบการผลิตต่อๆ ไป ไม่ใช่ทำๆ ไปเรื่อย ไม่รู้ลงทุนอะไรไปบ้าง ถึงเวลาขายผลผลิตก็เอาเงินไปใช้หนี้จนหมด บางทีก็ไม่พอใช้หนี้ด้วยซ้ำ ต้องกู้ยืมเป็นหนี้ใหม่หมุนเวียนไม่จบสิ้น ดังนั้น ปัจจัยสำคัญหนึ่งที่จะช่วยให้ทำเกษตรประสบความสำเร็จคือการจดบันทึกทางบัญชีที่สม่ำเสมอ ให้เป็นเรื่องเคยชิน

วันก่อนผมได้มีโอกาสคุยกับ นายชยุตม์โตสำราญ เกษตรกรวัย 35 จากจังหวัดสิงห์บุรี ที่อดีตเคยเป็นพนักงานโรงงาน แต่ผันตัวมาทำเกษตรด้วยความคิดที่ว่า การเป็นลูกจ้างก็เพียงทำงานให้เจ้าของกิจการรวย แต่เราเองมีเงินเดือนเท่าเดิมแค่พออยู่พอกินเท่านั้น ไม่มีเงินเก็บเงินออม จึงตัดสินใจกลับบ้านและเลือกที่จะเป็นนายของตัวเอง ด้วยการทำเกษตรผสมผสาน และทำเกษตรปลอดสารพิษ โดยน้อมนำแนวทางที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ เมื่อประสบการณ์ยังไม่มี ก็ขวนขวายหาความรู้เติมเต็ม แม้ช่วงแรกจะล้มลุกคลุกคลานไปบ้าง แต่สุดท้ายก็ประสบความสำเร็จ เป็นเจ้าของสวนฝรั่งปลอดสารพิษและผักปลอดภัยที่ได้รับมาตรฐาน GAP มาตรฐานออแกนิกส์ไทยแลนด์ จากหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบ ตอกย้ำคุณภาพของผลผลิตจากสวน สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค มีร้านจำหน่ายผลผลิตในห้างสรรพสินค้าในจังหวัด มีจำหน่ายผ่านออนไลน์ จนผลิตแทบไม่ขายเลยทีเดียว

ซึ่ง นายชยุตม์ บอกกับผมว่า ปัจจัยแห่งความสำเร็จเหล่านี้ เกิดจากการวางแผนที่ดีโดยการนำข้อมูลทางบัญชีมาคิดวิเคราะห์ โดยมีสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์จังหวัดสิงห์บุรี เป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำปรึกษา เมื่อลงมือจดบันทึก จึงทำให้เรารู้ต้นทุนการผลิตในทุกๆ กิจกรรมที่ทำ ทั้งค่าแรง ค่าปัจจัยการผลิต ค่าแพ็กเกจ ค่าขนส่ง เป็นต้น และเมื่อเรารู้ต้นทุนที่แท้จริงเหล่านี้ ก็จะทำให้เราสามารถกำหนดราคาผลผลิตได้เองหรือสามารถต่อรองกับพ่อค้าได้ในราคาที่เรารับได้และมีกำไร การจดบันทึกทางบัญชีนอกจากจะช่วยให้เรารับรู้ รายรับ รายจ่ายแล้ว ยังจะช่วยให้เรามีระเบียบวินัยในการวางแผนการใช้จ่ายที่เหมาะสม ทั้งในส่วนของการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิต เป็นข้อมูลสำคัญต่อการวางแผนการผลิตที่เหมาะสม ว่าเราผลิตได้เท่าไหร่ ส่งจำหน่ายที่ไหนบ้าง มีสต๊อกสินค้าเท่าไหร่ มีการตีกลับสินค้าหรือไม่เพราะเหตุใด สินค้าประเภทไหนควรผลิตเมื่อไหร่เพื่อให้เป็นที่ต้องการของตลาดและขายได้ราคาดีในช่วงไหน เป็นต้น

จะเห็นว่า เรื่องของบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากเราจดบันทึกเป็นประจำจะทำให้เรารู้ตัวตนที่แท้จริง ว่ามีรายรับ รายจ่ายเท่าไหร่ จากทางไหนบ้าง โดยเฉพาะหากเรารู้ต้นทุนในการผลิตสินค้า เราก็จะกำหนดราคาสินค้าได้เอง เมื่อมีการต่อรองจากพ่อค้าเราก็จะรู้ราคาในระดับที่เราสามารถรับได้ ซึ่งจะช่วยให้เราไม่ขาดทุนและมีกำไรเพิ่มขึ้น…เริ่มต้นจดบันทึก ทำบัญชีกันตั้งแต่วันนี้นะครับ ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ติดต่อสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์จังหวัดในพื้นที่ของท่านได้เลยครับ

สุธิพงศ์ ถิ่นเขาน้อย

เกษตรแถวหน้า : กรมส่งเสริมสหกรณ์จับมือ3หน่วยงาน ให้ทุนเรียนฟรีบุตรหลานสมาชิกหวังสร้างคลื่นลูกใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514496

เกษตรแถวหน้า : กรมส่งเสริมสหกรณ์จับมือ3หน่วยงาน ให้ทุนเรียนฟรีบุตรหลานสมาชิกหวังสร้างคลื่นลูกใหม่

วันศุกร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากโครงการความร่วมมือทางการศึกษาเพื่อสานต่ออาชีพพระราชทาน ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนับสนุนทุนการศึกษาสาขาวิชาสัตวแพทยศาสตร์และสัตวศาสตร์แก่บุตร-หลานสมาชิกสหกรณ์โคนม และบุตร-หลานของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรที่สมาชิกเลี้ยงโคนม มาในปีนี้ กรม ได้ขยายโอกาสด้านทุนการศึกษาไปยังบุตร-หลานสมาชิกสหกรณ์ภาคการเกษตรที่มีอยู่ราว 3,500 แห่ง ทั่วประเทศ โดยประสานความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาทำข้อตกลง (MOU) เพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาระดับปวส. และปริญญาตรี ในสาขาวิชาด้านการเกษตรเพิ่มเติม ระยะเวลาโครงการ 3 ปี ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 – 2566

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ผ่านมาว่าการลงนามบันทึกความร่วมมือในครั้งนี้ มี 2 โครงการ โครงการแรก คือ “โครงการความร่วมมือทางการศึกษาเพื่อสานต่ออาชีพพระราชทาน” ผลการดำเนินโครงการที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน มีผู้ได้รับทุนการศึกษาในสาขาสัตวแพทยศาสตร์และสัตวศาสตร์รวมจำนวน 9 ราย และในปีนี้ กรม ได้รับการตอบรับเพิ่มจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เข้าร่วมในโครงการดังกล่าว โดยมหาวิทยาลัยให้โควตาบุตร-หลานสมาชิกสหกรณ์โคนม และบุตร-หลานของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรที่สมาชิกเลี้ยงโคนม เข้าศึกษาต่อในสาขาวิชาสัตวศาสตร์ และกรมฯ สนับสนุนทุนการศึกษาจนจบหลักสูตร จำนวน 13 ทุน ระยะเวลาโครงการระหว่างปีการศึกษา 2563-2565 รวมจำนวนทุนการศึกษาทั้งหมด 1.746 ล้านบาท

ส่วนอีกโครงการ คือ “โครงการสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับบุตร – หลานของสมาชิกสหกรณ์ภาคการเกษตร” ระยะเวลาโครงการ 3 ปี ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 – 2566 ประกอบด้วยความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาในการให้โควตาเข้าศึกษาต่อ และกรม สนับสนุนทุนการศึกษาระดับปวส. ถึงปริญญาตรี (ต่อเนื่อง) ในสาขาวิชาเกษตรกรรมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เช่น พืชศาสตร์ สัตวศาสตร์ ช่างกลเกษตร ประมง การเดินเรือ การเพาะเลี้ยงและแปรรูปด้านการเกษตรอุตสาหกรรมเกษตรเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร เทคโนโลยีภูมิทัศน์ ประกอบด้วยทุนการศึกษาระดับปวส. จำนวน 150 ทุน ระดับปริญญาตรี (ต่อเนื่อง) 2 ปี จำนวน 60 ทุน และความร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการศึกษาต่อสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร ระดับปริญญาตรี 4 ปี จำนวน 30 ทุน

ท่านอธิบดีพิเชษฐ์ บอกว่า โครงการที่กรม ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาต่างๆ ให้ทุนแก่บุตร-หลาน สมาชิกสหกรณ์การเกษตรนี้ ก็เพื่อต้องการผลักดันเด็กรุ่นใหม่ให้กลับมาอยู่ในภาคการเกษตร เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ และเป็นกำลังสำคัญที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาขบวนการสหกรณ์ จึงเริ่มจากการสร้างบุตร-หลานของสมาชิกสหกรณ์ก่อน ให้ทุนเรียนต่อเป็นการสร้างโอกาสด้านการศึกษา ให้ได้รับการพัฒนาเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่มีความรู้ ความเข้าใจ มีทักษะในการนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาปรับใช้ เพื่อจะได้เป็นเกษตรกรหรือผู้ประกอบการด้านการเกษตรมืออาชีพ อีกสักระยะหนึ่งก็นำเขาเข้าสู่ระบบสหกรณ์เป้าหมายสุดท้าย คือ ต้องการเห็นเด็กเหล่านี้กลับมาเป็นผู้บริหารสหกรณ์การเกษตรในอนาคต ทดแทนบุคลากรสหกรณ์การเกษตรที่สูงวัย ซึ่งจะทำให้องค์กรสหกรณ์ขับเคลื่อนต่อไปได้ จึงได้หารือกับผู้บริหารของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตรอยู่ และหารือกับทางเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้เรียนต่อในระดับปวส. และปริญญาตรีต่อเนื่อง ซึ่งปีนี้ กรมได้จัดสรรทุนการศึกษาจากดอกผลเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) ไว้ 23 ล้านบาท และถ้าได้ผลดีปีหน้าจะขยายเพิ่มขึ้น และจะเชิญชวนสหกรณ์เข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนด้านการศึกษาให้กับลูกหลานสมาชิกสหกรณ์ด้วยในปีต่อไป

ผมมองว่า นี่เป็นอีกหนึ่งโครงการดีๆ ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยท่านอธิบดีพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ ได้จัดทำขึ้นเพื่อพี่น้องชาวสหกรณ์ ที่นอกจากจะช่วยสานฝันให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าศึกษาต่อในสาขาที่ชอบและตรงกับความต้องการแล้ว ยังเป็นการสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถ นำความรู้กลับมาพัฒนาอาชีพของครอบครัวให้มีความทันสมัยและยกระดับอาชีพเกษตรกรให้เกิดความมั่นคง อีกทั้งคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้ยังจะเป็นเรี่ยวแรงสำคัญที่จะช่วยพัฒนาสหกรณ์ พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากจากชุมชน ให้มีความเข้มแข็งยั่งยืนต่อไปในอนาคต
 

สุธิพงศ์ ถิ่นเขาน้อย

เกษตรแถวหน้า : สร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์ด้วยระบบบัญชี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513078

เกษตรแถวหน้า : สร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์ด้วยระบบบัญชี

วันศุกร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

วันก่อนผมมีโอกาสติดตาม นายโอภาส ทองยงค์อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และ นางสาวอัญมณี ถิรสุทธิ์ รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ไปเยี่ยมชมการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด ซึ่งเป็นสหกรณ์ที่มีระบบการจัดการทางบัญชีที่เป็นระบบ มีความโปร่งใสกับมวลสมาชิก ด้วยการนำเทคโนโลยีของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เข้ามาเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการ นั่นคือโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS) ซึ่งสหกรณ์ได้ใช้ประโยชน์จากเครื่องมือดังกล่าวเป็นผลสำเร็จได้จริง นำข้อมูลต่างๆ มาช่วยวางแผนและวิเคราะห์ จนทำให้สหกรณ์มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น และมีการบริหารจัดการงานที่คล่องตัว ทั้งนี้ เนื่องจาก สหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด มีการดำเนินธุรกิจ ที่หลากหลายประเภท อาทิ ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจการให้บริการ ชั่งผลผลิตทางการเกษตร ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งการดำเนินงานในแต่ละกิจกรรมมีความแตกต่างกัน ทำให้เกิดความยุ่งยากในการจัดทำบัญชีที่จำเป็นต้องมีข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการสหกรณ์ให้มีความโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นในกับสมาชิก สหกรณ์ฯ จึงได้นำโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS) ซึ่งเป็นโปรแกรมที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์พัฒนาขึ้นมาใช้ในการบริหารจัดการให้สหกรณ์มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผู้แทนของสหกรณ์ฯ ได้อธิบายให้ฟังว่า การใช้งานโปรแกรมระบบบัญชีที่พัฒนาโดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์นั้น ทางสหกรณ์ฯ ได้เริ่มใช้งานแบบครบวงจรมาตั้งแต่ปี 2551 โดยได้รับความอนุเคราะห์จากเจ้าหน้าที่ของสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ราชบุรี และสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ 10 รวมทั้งเจ้าหน้าที่จากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการให้บริการติดตั้ง สอนแนะ และแก้ไขปัญหาจากการใช้งานอย่างทันทีเพื่อให้สามารถให้บริการสมาชิกได้อย่างต่อเนื่องและจากการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ในปี 2554 สหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด ได้รับรางวัลดีเด่น ด้านการใช้งานโปรแกรมระบบบัญชีครบวงจร จากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ รวมทั้งในปี 2556 ได้รับการประกาศเกียรติคุณว่าเป็นสหกรณ์ดีเด่นด้านการปิดบัญชีเร็วสำหรับสหกรณ์ภาคเกษตร จากผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี นอกจากนี้ยังได้รับการคัดเลือกเป็น “สหกรณ์ดีเด่น” ระดับจังหวัด “สหกรณ์ต้นแบบ” และได้รับการประเมินว่าเป็นหน่วยงานที่มีผลการประเมินธรรมาภิบาลในสหกรณ์อยู่ในระดับ “ดีมาก” อีกด้วย และในปัจจุบัน สหกรณ์ใช้บริการโปรแกรมระบบสมาชิกและระบบเงินให้กู้ ในการให้บริการสมาชิกด้านการดำเนินธุรกิจสินเชื่อ โดยใช้โปรแกรมระบบสินค้า ให้บริการด้านการดำเนินธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายและธุรกิจแปรรูป และใช้โปรแกรมระบบเงินรับฝาก ในการให้บริการด้านธุรกิจรับฝากเงิน โดยทุกโปรแกรมสหกรณ์ให้บริการแบบเต็มรูปแบบโดยสามารถจัดพิมพ์ใบกำกับสินค้า ใบเสร็จรับเงิน สมุดคู่มือสมาชิก สมุดเงินรับฝาก และสมุดคู่มือเงินกู้ โดยทุกสิ้นวันผู้รับผิดชอบแต่ละโปรแกรมจะต้องดำเนินการตรวจสอบเอกสารหลักฐานและจัดพิมพ์รายงานที่เกี่ยวข้องจัดส่งให้เจ้าหน้าที่บัญชีเพื่อใช้ในการบันทึกบัญชี และมีการสำรองข้อมูลที่เครื่องเซิร์ฟเวอร์ รวมทั้งจัดเก็บข้อมูลชุดสำรองไว้ตามระเบียบว่าด้วยมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับสหกรณ์ที่ใช้โปรแกรมระบบบัญชีในการประมวลผลข้อมูล

ซึ่งจากที่ผมได้ดูการสาธิตการบันทึกรายการในโปรแกรมระบบบัญชีครบวงจร (FAS) พบว่ามีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยากหรือซับซ้อนเลย เข้าใจง่าย และสามารถจัดทำได้อย่างรวดเร็ว สามารถใช้ข้อมูลของแต่ละโปรแกรมในการตรวจสอบกระทบยอดกับโปรแกรมระบบบัญชีแยกประเภทได้ทุกสิ้นวัน และในการปิดบัญชีประจำปีสามารถจัดพิมพ์รายงานการเคลื่อนไหวและยอดคงเหลือต่าง ๆ ในการจัดทำรายละเอียดประกอบงบการเงินเพื่อจัดส่งให้ผู้สอบบัญชีได้ นอกจากนี้ทุกสิ้นวันหลังจากมีการสอบทานการบันทึกบัญชีแล้ว ได้ดำเนินการอัพโหลดข้อมูลทางการเงินการบัญชีขึ้นไว้ในระบบฐานข้อมูลของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เพื่อให้คณะกรรมการ ผู้ตรวจสอบ และสมาชิก สามารถตรวจสอบข้อมูลผลการดำเนินงาน การดำเนินธุรกิจ และการทำธุรกรรมทางการเงินต่าง ๆ ได้ทันทีทุกสิ้นวันผ่านแอพพลิเคชั่นที่พัฒนาโดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้แก่ Smart Manage และ Smart Member ซึ่งจากนวัตกรรมดังกล่าว ได้ช่วยให้เกษตรกร สมาชิก กรรมการสหกรณ์ และผู้ที่เกี่ยวข้องได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลร่วมกันอย่างคุ้มค่าที่สุด

สุธิพงศ์ ถิ่นเขาน้อย

เกษตรแถวหน้า : ความก้าวหน้าเยียวยาเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510060

เกษตรแถวหน้า : ความก้าวหน้าเยียวยาเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตามที่กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดทำโครงการเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2563 ล่าสุด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดเผยถึงความก้าวหน้า การติดตามประเมินผลว่า ขณะนี้ สศก. ได้จัดส่งรายชื่อเกษตรกรที่ได้ตรวจสอบความซ้ำซ้อนของข้อมูลกับโครงการเราไม่ทิ้งกันของกระทรวงการคลัง ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ข้าราชการบำนาญของกรมบัญชีกลาง และระบบประกันสังคมของสำนักงานประกันสังคม ให้ ธ.ก.ส. เพื่อโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกร (ข้อมูล ณ 31 ก.ค.2563) รวมทั้งสิ้น 7,747,490 ราย โดย ธ.ก.ส. ดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกร ตั้งแต่ 15 พ.ค. – 31 ก.ค. 2563 รวม 3 งวด จำนวน 112,126.730 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 96.48 ของเป้าหมาย 116,212.35 ล้านบาท แบ่งเป็นงวดที่ 1 จำนวน 7,486,705 ราย จำนวนเงิน 37,433.525 ล้านบาท งวดที่ 2 จำนวน 7,472,114 ราย จำนวนเงิน37,360.570 ล้านบาท และงวดที่ 3 จำนวน 7,466,527 ราย จำนวนเงิน 37,332.635 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ยังพบว่ามีเกษตรกรที่ยังไม่สามารถโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรได้ เนื่องจากไม่ได้แจ้งเลขบัญชี ขณะนี้ได้เร่งให้หน่วยงานในพื้นที่ติดตามเกษตรกรเพื่อส่งเลขบัญชีให้กับ ธ.ก.ส. ดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกร โดยดำเนินการหลายช่องทาง เช่น ติดประกาศ ณ หน่วยงานในพื้นที่ โทรศัพท์แจ้งเกษตรกรโดยตรง รวมทั้งส่งรายชื่อให้กับผู้นำชุมชนเพื่อไปแจ้งเกษตรกรต่อไป และสำหรับเกษตรกรกลุ่มสุดท้าย ที่ได้แจ้งความจำนงเพาะปลูกและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรก่อนวันที่ 15 พฤษภาคม และเพาะปลูกพืชก่อนวันที่ 30 มิถุนายน ซึ่งมีจำนวน 38,737 ราย กลุ่มนี้จะได้รับเงินครั้งเดียว 15,000 บาท ภายในเดือนสิงหาคมนี้

สำหรับผลการอุทธรณ์ มีเกษตรกรที่มาขอยื่นเรื่องอุทธรณ์เยียวยาของทั้ง 8 หน่วยงาน โดยตรวจสอบความถูกต้องและซ้ำซ้อนแล้ว คงเหลือ 189,645 ราย ซึ่งล่าสุด การประชุมคณะกรรมการพิจารณาการอุทธรณ์ ครั้งที่ 6/2563เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ที่ผ่านมา พบว่า มีเกษตรกรที่เข้าหลักเกณฑ์ที่สามารถจ่ายเงินเยียวยาได้ จำนวน 70,338 ราย และอยู่ระหว่างการพิจารณาตรวจสอบสิทธิ์อีก 269 ราย ซึ่งคาดว่าจะจ่ายเงินได้เช่นกัน ซึ่ง นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุว่า จากการสำรวจ พบว่า เกษตรกร ร้อยละ 99 พึงพอใจต่อการดำเนินงานโครงการในระดับมาก มีเพียงบางส่วนเท่านั้น ไม่พึงพอใจเนื่องจากยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือจากโครงการ และอยู่ระหว่างอุทธรณ์ เกษตรกรร้อยละ 96เห็นว่าจำนวนเงินช่วยเหลือ เพียงพอต่อการบรรเทาความเดือดร้อน มีเพียงร้อยละ 4 ที่เห็นว่าจำนวนเงินที่ได้รับไม่เพียงพอ เนื่องจากความเสียหายจากการทำการเกษตรมีมากกว่าจำนวนเงินที่ได้รับ ส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้และการดำเนินโครงการดังกล่าว ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดทำระบบฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรที่เป็นฐานข้อมูลเดียวกัน ควรมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร กรมที่ดิน ส.ป.ก.เพราะจะทำให้การดำเนินงานอื่นๆ หรือการปรับปรุงข้อมูลของหน่วยงานมีความเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ การตรวจสอบคัดกรองข้อมูล จะดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น อีกทั้งหากมีการประชาสัมพันธ์ไปทางกระทรวงมหาดไทย ที่สามารถเข้าถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้านก็จะทั่วถึงและรวดเร็วกว่า จะช่วยให้การดำเนินงานโครงการต่างๆ ทำได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น…มีความก้าวหน้ามา เลยนำมาเล่าให้ฟังครับ

สุธิพงศ์ ถิ่นเขาน้อย

เกษตรแถวหน้า : ทำบัญชีและสร้างนิสัยการออม พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในยุค New Normal #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/507297

x

เกษตรแถวหน้า : ทำบัญชีและสร้างนิสัยการออม พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในยุค New Normal

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สถานการณ์ในปัจจุบันที่สังคมกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินชีวิตใหม่หรือที่เรียกว่า New Normal ส่งผลให้ประชาชนต้องรู้จักการปรับตัวเพื่อพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่อาจเกิดความผันผวนไม่แน่นอน การมีวินัยทางการเงิน จึงเป็นสิ่งสำคัญและมีความจำเป็นในการวางแผนการดำเนินชีวิตเป็นอย่างมาก ซึ่งการทำบัญชีจะเป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้แก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงทำให้ทราบรายรับ-รายจ่าย และข้อมูลทางการเงินเท่านั้น แต่ข้อมูลทางบัญชีสามารถนำมาเป็นข้อมูลในการตัดสินใจให้ผู้ทำบัญชีสามารถดำรงชีวิตได้อย่างประสบความสำเร็จ และหากจะพูดถึงเรื่องของส่งเสริมการทำบัญชีแล้ว ต้องยกให้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่เป็นผู้สอนแนะการจัดทำบัญชีครัวเรือนให้กับเกษตรกร ประชาชน และเยาวชนมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เคยบอกกับผมว่า แม้ภารกิจหลักของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ คือ การตรวจสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง เป็นมาตรฐานสากล แต่อีกภารกิจหนึ่งที่สำคัญและทำควบคู่กันคือการส่งเสริมการจัดทำบัญชีแก่เกษตรกร สมาชิกสถาบันเกษตรกร และประชาชนทั่วไป เพราะกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มองเห็นความสำคัญของการทำบัญชีว่าจะเป็นเครื่องมือ ที่เปรียบเป็นภูมิคุ้มกันและเป็นคู่มือชีวิตในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและประชาชนได้นำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นเพราะไม่ว่าจะประกอบอาชีพใด ข้อมูลทางการเงินที่ได้จัดการจดบันทึกเท่านั้นที่จะสามารถนำมาเป็นข้อมูลในการตัดสินใจและการพัฒนาในด้านต่างๆ อย่างประสบความสำเร็จ มีภูมิคุ้มกันไม่ให้เกิดความเสี่ยง ช่วยให้เกิดการจัดระเบียบวินัยในการใช้จ่ายและมองเห็นช่องทางในการออมและเพิ่มรายได้

ท่านอธิบดีโอภาส ยังย้ำกับผมอีกว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ดำเนินการสนับสนุนองค์ความรู้ทางบัญชีสู่เกษตรกร ให้ทำบัญชีได้ ใช้บัญชีเป็นในภาคครัวเรือนและภาคการเกษตรมาโดยตลอด เพราะถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านการประกอบอาชีพเกษตรกรรมให้กับเกษตรกรได้อย่างมั่นคง สามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเอง ให้รู้จักความพอมี พอกิน พอใช้ คำนึงถึงหลักเหตุผลและการประมาณตนเอง อันเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินชีวิต สามารถปรับเปลี่ยนอาชีพให้เกิดความมั่นคง และเป็นโอกาสในการต่อยอดสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เกิดภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและหลุดพ้นจากกับดักความยากจนได้ ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่า เรื่องของการทำบัญชีเป็นเรื่องยุ่งยาก จึงไม่ได้ให้ความสนใจ แต่ความจริงแล้ว การจดบันทึกบัญชีอย่างสม่ำเสมอแล้วคิดตามจะทำให้รู้ตัวเราเอง จะทำให้เรารู้ต้นทุนที่มีและรู้สภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวเรา ยกตัวอย่างอาชีพเกษตรกร หากมีการจดบันทึกบัญชีอย่างสม่ำเสมอ ก็จะทำให้ทราบข้อมูลแล้วนำมาวิเคราะห์เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตและนำไปสู่การวางแผนที่ดีต่อไปในอนาคตได้ เช่น ข้อมูลสภาพดินที่ทำเกษตรว่าเป็นอย่างไร ขาดธาตุอาหารอะไรหรือไม่ เพื่อจะได้ปรับปรุงบำรุงดินได้อย่างเหมาะสมกับพืชที่ปลูก หรือแม้แต่ข้อมูลจากการทำกิจกรรมต่างๆ ในสวน ในฟาร์ม ข้อมูลที่ได้จากการจดบันทึกจะสามารถนำมาวิเคราะห์ได้ว่าสิ่งไหนจำเป็นหรือไม่จำเป็น สิ่งไหนควรเดินต่อ สิ่งไหนควรหยุด ซึ่งที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า เกษตรกรบางรายอาจยังมีการวางแผนไม่เพียงพอ ด้วยข้อจำกัดบางประการ แต่หากทดลองทำบัญชีสม่ำเสมอ ก็จะหลุดพ้นจากขีดจำกัดเหล่านั้นได้อย่างแน่นอน และจะสามารถวางแผนสร้างชีวิตที่สมบูรณ์ได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ทุกคนต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงในยุค New Normal ซึ่งอาจจะไม่ได้ช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้นมากมาย แต่จะไม่มีรายจ่ายที่เกินกว่าความจำเป็นอย่างแน่นอน…อย่าลืมทำบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพกันนะครับ หากไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรลองเข้าไปขอคำแนะนำจากสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ได้ทุกจังหวัด หรือจากครูบัญชีอาสาในหมู่บ้านของท่านได้นะครับ

สุธิพงศ์ ถิ่นเขาน้อย

เกษตรแถวหน้า : ได้เวลาฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ให้กลับมาสร้างรายได้อีกครั้ง..หลังพักยาวเพราะโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505774

x

เกษตรแถวหน้า : ได้เวลาฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ให้กลับมาสร้างรายได้อีกครั้ง..หลังพักยาวเพราะโควิด-19

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ต้องยอมรับว่าสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบกับภาคเกษตรในหลายภาคส่วน ไม่เว้นแม้แต่ด้านท่องเที่ยวเชิงเกษตร ทั้งที่เป็นของเกษตรกรซึ่งเป็นศูนย์เรียนรู้ต่างๆ รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรของภาคเอกชนและของภาครัฐที่ต้องหยุดให้บริการชั่วคราวตามมาตรการของรัฐ ซึ่งระหว่างที่หยุดพัก หลายแห่งก็ได้ถือโอกาสฟื้นฟูปรับปรุงเพื่อเตรียมพร้อมให้บริการนักท่องเที่ยวกันตามความเหมาะสมและหลังจากที่หยุดพักกันมายาวๆ ขณะนี้ รัฐบาลได้มีนโยบายผ่อนคลายให้สามารถเปิดบริการได้ แต่ต้องอยู่ในมาตรการควบคุมและป้องกันโรคฯ ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 7)ก็ทำให้การท่องเที่ยวเชิงเกษตรเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง เพราะนักท่องเที่ยวสไตล์เกษตรอัดอั้นมานาน และอยากออกมาปลดปล่อยสัมผัสธรรมชาติกันอย่างเต็มที่

อ.ส.ค. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่แม้จะมีภารกิจหลักในการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมและพัฒนาอุตสาหกรรมนมในประเทศไทยแต่อีกภารกิจหนึ่งคือให้บริการด้านท่องเที่ยวเชิงเกษตรควบคู่กันไปด้วยเพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสและชื่นชมความงามของธรรมชาติ พร้อมแหล่งเรียนรู้วิถีโคนมอาชีพพระราชทาน และการดำเนินกิจการอุตสาหกรรมการผลิตนมแบบครบวงจร ตั้งแต่การเลี้ยงโคนม การสาธิตรีดนมโค การนำน้ำนมดิบเข้าสู่กระบวนการผลิตนม ยูเอชที และนมพาสเจอร์ไรส์ การทำปุ๋ยอินทรีย์นมสด เป็นต้น ซึ่งวันนี้ได้ประกาศความพร้อมที่จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์คอีกครั้ง ในสไตล์ NewNormal พร้อมอัดโปรโมชั่นพิเศษเอาใจนักท่องเที่ยวที่อยากเรียนรู้วิถีการเป็นชาวโคนมตามแนวทางพระราชดำริ โดย นายสุชาติ จริยาเลิศศักดิ์ รองผู้อำนวยการทำการแทนผู้อำนวยการ อ.ส.ค.บอกว่า หลังรัฐบาลมีนโยบายผ่อนคลายเกี่ยวกับมาตรการการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)ที่ลดลงโดยทางรัฐบาลมีประกาศให้สถานประกอบการสามารถเปิดกิจการได้แต่ต้องอยู่ในมาตรการควบคุมและป้องกันโรคฯ ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 7) ดังนั้นต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา อ.ส.ค.จึงได้มีการเปิดต้อนรับให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค ณ ฝ่ายท่องเที่ยวเชิงเกษตร อ.ส.ค. อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ได้ปกติ ภายใต้รูปแบบท่องเที่ยวตามชีวิตวิถีใหม่ (New Normal)โดยให้ความสำคัญตั้งแต่ด่านแรกคือนักท่องเที่ยว จะต้องผ่านการตรวจวัดอุณหภูมิและใช้เจแอลกอฮอล์ จากนั้นเช็คอินผ่านแพลตฟอร์มไทยชนะดอทคอมหลังจากที่เช็คอินแล้ว ก็มาสู่จุดที่จะให้ขึ้นรถนำเที่ยว เดิมจะมีคนเข้ามาเที่ยวฟาร์มเป็นจำนวนมากฉะนั้นตามมาตรการที่จะต้องเว้นระยะห่าง DISTANCING จากรถพ่วงที่ได้บรรทุกคนเข้ามาเที่ยวชมฟาร์มรอบละ 50-70 คนปัจจุบันก็ปรับลดจำนวนที่นั่งลง คันรถหนึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 10-16 คนต่อรอบ วันหนึ่งจะรับได้ประมาณ 6 รอบ ในทุกๆ จุดก็จะมีอ่างล้างมือก่อนเข้าสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจุดแรกก็คือจุดของตัวศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ แล้วก็เข้าไปชมคอกวัวรีดนมและจุดต่างๆแล้วก็กลับมาที่ฟาร์มม้าเป็นจุดท้าย เมื่อออกจากสถานที่ท่องเที่ยวฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์คแล้วเราก็จะให้เช็คเอาท์ไทยชนะดอทคอมเพื่อให้ปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด

และเพื่อเป็นการสนับสนุนมาตรการผ่อนคลายล็อกดาวน์ อ.ส.ค. ยังได้จัดโปรโมชั่นพิเศษ สำหรับวันธรรมดาค่าเข้าชมฟาร์มฯ ลด 50% สำหรับวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ค่าเข้าชมฟาร์มฯ ลด 20% ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2563 เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเรียนรู้การเลี้ยงโคนมและสัมผัสความสวยงามของฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์คให้มากขึ้น

นายสุชาติบอกอีกว่า อ.ส.ค.ยังมีแผนที่จะผลักดันฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค ให้เป็นฟาร์มตัวอย่างและศูนย์กลางการแปรรูปผลิตภัณฑ์นมในประเทศไทย โดยนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามา นอกจากจะได้ทำกิจกรรม ทดลองรีดนมแม่โคด้วยมือ ป้อนนมลูกวัวแล้ว ยังได้สัมผัสบรรยากาศคาวบอยที่มีฝูงโคนมใหญ่ที่สุดอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค จึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบธรรมชาติ เลือกเข้ามาเยี่ยมชมอันดับต้นๆ ของจังหวัดสระบุรี ซึ่งเหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย ในอัตราค่าบริการที่ถูกและคุ้มค่าหากท่านต้องการเปิดประสบการณ์วิถีอาชีพการเลี้ยงโคนมในรูปแบบตามวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายท่องเที่ยวเชิงเกษตร อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรีโทร. 03-6342-053 / 08-9901-8035

ขุนเกษตรา

เกษตรแถวหน้า : สวก.ให้ทุนปริญญาตรี พัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/504375

x

เกษตรแถวหน้า : สวก.ให้ทุนปริญญาตรี พัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตรสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ผู้นำด้านการพัฒนาบุคลากรด้านการเกษตร ได้แถลงข่าวที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถึงโครงการดีๆที่ทาง สวก. จะมอบให้คนรุ่นใหม่ที่สนใจอยากเรียนเกษตร ด้วยเล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้นำความรู้ที่ได้กลับไปเป็นผู้นำและสร้างรายได้ให้กับชุมชน โดย สวก. ได้ทุ่มงบประมาณกว่า 70 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 270 ทุน โดยในปี พ.ศ. 2562 สวก. ได้จัดโครงการนำร่อง “ทุนปริญญาตรีเฉลิมพระเกียรติ สืบสาน ร.9 เพื่อเกษตรกรรุ่นใหม่” ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระยะเวลาตลอดหลักสูตร 2 ปี ได้รับปริญญาวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาศาสตร์แห่งแผ่นดินเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน จำนวน 90 ทุน ภายใต้กรอบงบประมาณ 31.5 ล้าน จากการดำเนินการดังกล่าว พบว่านักเรียนทุนสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้กับประสบการณ์ทำการเกษตรในชุมชนที่อาศัยอยู่ได้จริง และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ

ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างทั่วถึงและขยายโอกาสทางการศึกษา สวก. จึงได้มีโครงการขยายผลภายใต้ชื่อ “โครงการทุนปริญญาตรีเพื่อเกษตรกรรุ่นใหม่ Smart Farmer” ในปี พ.ศ.2564-2566 เพิ่มอีก 180 ทุน ภายใต้กรอบงบประมาณ 40 ล้านบาท ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้รับปริญญาวิทยาศาสตร์บัณฑิต โดยมีสาขาตามความถนัดให้เลือก ได้แก่ สัตวศาสตร์ พืชไร่ ประมง และมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้รับปริญญาเกษตรศาสตรบัณฑิต สาขาการจัดการการเกษตร และในอนาคต สวก. จะขยายผลไปยังมหาวิทยาลัยตามภูมิภาคต่างๆ อย่างทั่วถึง เพื่อตอบสนองการพัฒนากำลังคนและพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศ มุ่งหวังให้ชุมชนเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรกรรม โดยมุ่งหวังการขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนภาคการเกษตรให้มีทักษะขั้นสูง พร้อมทั้งสามารถนำความรู้และทักษะมาใช้ในการแก้ปัญหาในพื้นที่ ด้วยการเสริมทักษะใหม่ Upskilling และการพัฒนาทักษะที่มีอยู่ Reskilling ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการพัฒนากำลังคนและพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศไทย

สำหรับจุดเด่นโครงการนี้ เน้นการฝึกปฏิบัติ (On-farm Trial) เพื่อให้สามารถสร้างงานวิจัยในชุมชน โดยการนำความรู้ด้านการวิจัยมาปรับใช้ในพื้นที่ ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนภาคการเกษตรได้จริง รวมถึงสามารถสร้างนักวิจัยด้านการเกษตรระดับชุมชน ผู้นำชุมชน ผู้ช่วยนักวิจัยในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตลอดจนสามารถทำงานวิจัยเชิงธุรกิจภาคการเกษตรในระดับชุมชน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม โครงการนี้ เหมาะสมสำหรับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) หรือเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง หรือ ปวส.ขึ้นไป ไม่จำกัดอายุและเป็นผู้มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับภาคการเกษตรของประเทศ ….เห็นว่าเป็นเรื่องราวดีๆ จึงนำมาเล่าสู่กันฟัง เผื่อใครสนใจส่งบุตรหลานเรียนด้านเกษตร ก็สามารถติดต่อสมัครรับทุนได้ที่ http://www.arda.or.th หรือ โทรศัพท์ 0-2579-7435 ต่อ 3616 ได้เลยครับในวัน เวลาราชการ

สุธิพงศ์ ถิ่นเขาน้อย

เกษตรแถวหน้า : Agri biz Idol ปั้นนักธุรกิจเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502966

x

เกษตรแถวหน้า : Agri biz Idol ปั้นนักธุรกิจเกษตร

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การทำการเกษตรในยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต มีการนำเทคโนโลยีเครื่องทุ่นแรงเข้ามาช่วยในการผลิตเพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับเกษตรกรมากมาย และในปัจจุบัน คนทำเกษตรล้วนเป็นคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาทดแทนรุ่นพ่อแม่ปู่ย่าตายายที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แต่การที่คนรุ่นใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เคยมีประสบการณ์ทำเกษตรมาก่อน จะมาทำการเกษตรแล้วจะประสบความสำเร็จเลยนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และเชื่อว่าคนรุ่นใหม่เหล่านี้ ก็คงไม่อยากทำเกษตรในแบบที่รุ่นพ่อแม่เคยทำมา เพราะเห็นถึงความยากลำบาก จะเห็นว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา มีเกษตรกรรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อย ที่ประสบความสำเร็จด้วยความสามารถ แนวความคิดและฝีมือของตนเอง และบางคนก็ไม่ใช่ลูกหลานของเกษตรกร ไม่ได้ร่ำเรียนมาทางด้านการเกษตรโดยตรง แต่มีความคิดสร้างสรรค์จากความรู้ที่มีบางส่วนเข้าไปผสมผสานกับภูมิปัญญาเดิมและกิจกรรมการเกษตรที่ตนเองสนใจ แล้วเป็นอะไรที่ลงตัว

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้มีความรู้ ความสามารถ มีความเข้มแข็ง และมีศักยภาพสูงในการผลิตทางการเกษตร เพื่อทดแทนเกษตรกรรุ่นเก่าที่ลดจำนวนลง ก็ยังเป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องสนับสนุนและต่อยอด เพื่อยกระดับให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้ เป็นมากกว่าเกษตรกร เป็นผู้ประกอบการเกษตรชั้นนำ เป็นกำลังสำคัญของภาคเกษตรในอนาคต ซึ่งการอบรมการพัฒนา smart farmer ผู้ประกอบการต้นแบบเพื่อยกระดับเป็นผู้ประกอบการเกษตรชั้นนำ (Agri Biz Idol Development Project) ก็เป็นอีกโครงการหนึ่ง ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรจัดขึ้น เพื่อต้องการพัฒนาเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer เพื่อรองรับเกษตร 4.0 รวมไปถึงพัฒนาสินค้าเกษตร ยกระดับให้เป็น Smart Production มีคุณภาพสูง ปลอดภัย มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ทำให้ต้องมีเกษตรกรต้นแบบที่ดำเนินกิจกรรมการเกษตรในลักษณะผู้ประกอบการ และต้องปรับวิธีทำการเกษตรจากรูปแบบเดิมจากปัจจุบันไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ (Smart Farming) และการเกษตรแม่นยำสูง (Precision Farming) ที่เน้นการผลิตสินค้าเกษตรด้วยการบริหารจัดการ ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ในการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้แรงงาน ลดต้นทุนการผลิต บริหารจัดการปัจจัยการผลิตและกิจการที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า รวมถึงเพิ่มคุณค่าและมูลค่าสินค้าเกษตร เพื่อให้เข้าสู่มาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรตามมาตรฐานการรับรองทั้งในประเทศและต่างประเทศ

สำหรับโครงการพัฒนา Smart Farmer ผู้ประกอบการต้นแบบเพื่อยกระดับเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการเกษตรชั้นนำ หรือ Agri BIZ Idol Development Project ได้ปิดรับสมัครเข้าร่วมโครงการมาตั้งแต่เดือนต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งพบว่ามีผู้สนใจสมัครจำนวนมาก แต่ก็ได้คัดเลือกเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีแผนธุรกิจ และอยากที่จะพัฒนาสินค้าเกษตรจากทั่วประเทศเหลือเพียง 80 คนเท่านั้น โดยเป็นเกษตรกรทั้งที่มาจากกลุ่ม Smart Farmer, Young Smart Farmer วิสาหกิจชุมชน แปลงใหญ่ และเกษตรกรทั่วไป ซึ่งเกษตรกรกลุ่มนี้จะได้รับการอบรมจากพี่เลี้ยงที่มากด้วยประสบการณ์ จาก 8 กลุ่มผู้ประกอบการเกษตร ได้แก่ เกษตรวิถีอินทรีย์ วิสาหกิจชุมชน เกษตรแปรรูปเพิ่มมูลค่า เกษตรท่องเที่ยว เกษตรไฮเทค เกษตรอุตสาหกรรม เกษตรแปลงใหญ่ และบริการเกษตร และยังมีเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการเป็นผู้ประกอบการเกษตร คอยสนับสนุนให้กับทีมเกษตรกร Agri Biz Idol เพื่อให้เกษตรกรได้เข้าสู่กระบวนการพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบเน้นแผนธุรกิจเกษตรที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม สามารถสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรของตัวเองที่มีอยู่ หรือต่อยอดการบริหารจัดการกิจการ และการตลาดสินค้าเกษตรได้ และยังมุ่งหวังให้ Agri biz Idol เหล่านี้ ช่วยสร้างแรงจูงใจให้กับเกษตรกรรายอื่นๆ ในการพัฒนาสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตร และก้าวสู่การเป็น นักธุรกิจเกษตร มีการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการเกษตรเพื่อสร้างพื้นฐานในการพัฒนาการประกอบการเกษตรสมัยใหม่ที่มีการเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์จากข้อมูล นวัตกรรม และเทคโนโลยีที่ทันสมัย…โดยการเปิดอบรมโครงการดังกล่าวนี้ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา มี นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาเป็นประธานเปิดงานด้วยตัวเองกันเลยทีเดียว….นับเป็นอีกก้าวหนึ่ง ที่จะช่วยพัฒนาคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาทำเกษตร ให้รู้จักบริหารจัดการการเกษตรด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถต่อยอดไปสู่การเป็นผู้ประกอบการ และเป็นผู้นำทางการเกษตรในท้องถิ่นได้

สุธิพงศ์ ถิ่นเขาน้อย