แม่น้ำยมสายเก่าแห้งขอด ชาวบ้านเร่งทำพนังกักน้ำ เพื่อสูบเข้านาตัวเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546270

แม่น้ำยมสายเก่าแห้งขอด ชาวบ้านเร่งทำพนังกักน้ำ เพื่อสูบเข้านาตัวเอง

แม่น้ำยมสายเก่าแห้งขอด ชาวบ้านเร่งทำพนังกักน้ำ เพื่อสูบเข้านาตัวเอง

วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564, 17.25 น.

สถานการณ์ภัยแล้ง กำลังเริ่มต้นแล้ว หลังจากแม่น้ำยมสายเก่า ที่ไหลผ่านจังหวัดพิษณุโลก แห้งขอดยาว จนชาวบ้านต้องใช้วิถีจ้างแบ็คโฮมาขุดกลางแม่น้ำ เพื่อกักเก็บไว้ทางการเกษตรของตนเอง ขณะที่ชลประทานจังหวัดพิษณุโลก วอนเกษตรกรหยุดทำนาปรังปีนี้ เพื่อน้ำน้อยมาก แต่ก็ยังมีชาวนาที่ฝืนทำนากว่า 2 แสนไร่

18 มกราคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงสถานการณ์ภัยแล้ง เริ่มต้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่จังหวัดพิษณุโลก แหล่งน้ำทางธรรมชาติ เริ่มแห้งขอด ไม่มีน้ำทางการเกษตร โดยเฉพาะแม่น้ำยมสายเก่า ที่ไหลจากจังหวัดสุโขทัย ผ่าน อ.พรหมพิราม อ.เมือง อ.บางระกำ ก่อนที่จะไหลเข้าสูจังหวัดพิจิตร และลุ่มเจ้าพระยา ขณะนี้ปริมาณน้ำน้อยมาก และบางช่วงแทบไม่มีน้ำหล่อเลี้ยงเลย โดยเฉพาะบริเวณหมู่ 10 และ หมู่  12 บ้านวังขี้เหล็ก ต.ท่าช้าง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ที่ขณะนี้น้ำแห้งขอด มาหลายวันแล้ว บางช่วงไม่มีน้ำเลย ทำให้ชาวนาที่ทำนาปรังต้องหาวิธีขุดเป็นแอ่ง เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ทางการเกษตรด้วยตนเอง เป็นทอดๆ และในช่วงน้ำในแม่น้ำยมสายเก่าแห้งขอดนั้น ส่งผลให้

นายประจบ  จงกรม อายุ 64 ปี ชาวนาหมู่12 บ้านคลองเมม ต.ท่าช้าง อ.พรหมพิราม กล่าวว่า ในปีนี้น้ำในแม่น้ำยมสายเก่า แห้งเร็วมาก เนื่องจากทางชลประทานยังไม่ปล่อยน้ำมา ทำให้ชาวนาในพื้นที่ต้องหาวิธีกักเก็บน้ำไว้ใช้ทางการเกษตรด้วยตนเอง ทั้งขุดบ่อบาดาล และขุดคันดินกลางแม่น้ำ เพื่อเก็บน้ำไว้สูบขึ้นมาในนาข้าว ซึ่งยังต้องใช้น้ำหล่อเลี้ยงอีกประมาณ 2 เดือน โดยตนเองนั้นได้จ้างแบ็คโฮ ขุดบ่อดินกลางแม่น้ำยม ร่วมกับเพื่อนบ้าน เป็นจำนวนเงินกว่า 10,000 บาท ซึ่งก็ต้องยอม เพื่อหาน้ำไว้หล่อเลี้ยงนาข้าว 

นายชำนาญ ชูเที่ยง ผู้อำนวยการโครงการชลประทานจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า ในปีนี้ปริมาณน้ำในเขื่อนหลักค่อนข้างน้อยมาก ทางกรมชลประทาน นั้นจัดแผนการจัดการน้ำในปีไว้ในการส่งน้ำเพื่ออุโปภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศ ในพื้นที่  22 จังหวัดเท่านั้น ยังไม่มีแผนในการปล่อยน้ำเพื่อการเกษตร เนื่องจากมีปริมาณน้ำค่อนข้าง จึงได้ขอความร่วมมือกับเกษตรกรว่าในปีนี้ให้งดทำนาปรัง เนื่องจากเสี่ยงต่อความเสียหายไม่มีน้ำใช้ แต่ก็ยังมีชาวนาในหลายพื้นที่ ที่ยังฝืนทำนาปรังกว่า 200,000 ไร่ ซึ่งเรายังต้องอยู่กับสถานการณ์ภัยแล้งไปอีกกว่า 270 วัน ถึงจะเข้าสู่ฤดูฝน จึงขอความร่วมให้เกษตรกรให้น้ำในระบบให้น้อยที่สุด

สกู๊ปพิเศษ : ผู้ปลูกสตรอเบอร์รี่บ้านร่องกล้ากระทบโควิด เร่งปรับตัวขายออนไลน์รับวิกฤตินักท่องเที่ยวหาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546088

สกู๊ปพิเศษ : ผู้ปลูกสตรอเบอร์รี่บ้านร่องกล้ากระทบโควิด เร่งปรับตัวขายออนไลน์รับวิกฤตินักท่องเที่ยวหาย

สกู๊ปพิเศษ : ผู้ปลูกสตรอเบอร์รี่บ้านร่องกล้ากระทบโควิด เร่งปรับตัวขายออนไลน์รับวิกฤตินักท่องเที่ยวหาย

วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สถานการณ์โควิด-19 ระลอกใหม่ส่งผลกระทบเกษตรผู้ปลูกสตรอเบอร์รี่บ้านร่องกล้า ที่ผลผลิตสตรอเบอร์รี่กำลังออก แต่จำนวนนักท่องเที่ยวที่ขึ้นสู่บ้านร่องกล้าน้อยลงทำให้กำลังซื้อลดลง ด้านสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือพิษณุโลก สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลก เร่งให้ความช่วยเหลือสนับสนุนให้เกษตรผู้ปลูกสตรอเบอร์รี่บ้านร่องกล้าเพิ่มช่องทางจำหน่ายผ่านออนไลน์

ที่แปลงปลูกสตรอเบอร์รี่ บ้านใหม่ร่องกล้า ตำบลเนินเพิ่ม อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก สมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือพิษณุโลก สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วยหลายหน่วยงาน ลงพื้นที่ส่งเสริมกลุ่มเกษตรผู้ปลูกสตรอเบอร์รี่บ้านร่องกล้า สำหรับการดำเนินโครงการในครั้งนี้ ทางนางศศิวัณย์ ศรีพรหม นายกสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือจังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดโรคโควิด-19 รอบใหม่ซึ่งมีสถานการณ์ที่รุนแรงมาก ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวและการจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรและของที่ระลึก ให้กับนักท่องเที่ยว ด้วยปีนี้มีอากาศที่ค่อนข้างหนาวเย็น ทำให้มีผลผลิตสตรอเบอร์ร่ี พันธุ์พระราชทาน 80 ออกมาสู่ท้องตลาดเป็นจำนวนมาก สมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือและสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลก ในฐานะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงได้ลงพื้นที่ให้ความรู้และแนะนำช่องทางการนำผลผลิตออกจำหน่ายผ่านทางช่องทางต่างๆ โดยเฉพาะการขายทางออนไลน์ ที่สอนให้เกษตรขายด้วยตนเองและรู้จักการสร้างเครือข่าย โดยครั้งนี้ต่างก็ได้รับความร่วมมือ จากผู้ที่มีความรู้ด้านการใช้สื่อออนไลน์ต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนมาให้ความรู้กับ กลุ่มผู้ปลูกสตรอเบอร์รี่ และพืชเมืองหนาวต่างๆ ในครั้งนี้

สำหรับ สตรอเบอร์รี่บ้านร่องกล้านั้น มีรสชาติหวาน กรอบอร่อย ตามลักษณะของสายพันธุ์ พระราชทาน 80 นอกจากนี้แล้วที่บ้านใหม่ร่องกล้าแห่งนี้ยังมีพืชเมืองหนาวอีกหลายชนิด โดยเฉพาะ กาแฟ บ้านร่องกล้า ซึ่งได้รับความสนใจไม่แพ้กัน ที่สำคัญหากนักท่องเที่ยวท่านใดได้ขึ้นมาเยือน พื้นที่แห่งนี้ก็จะได้ พบกับ หมู่บ้านที่เต็มไปด้วยซากุระเมืองไทย(ดอกนางพญาเสือโคร่ง) ที่กำลังบานสะพรั่งทั่วหมู่บ้าน สภา อุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลก จึงใคร่ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือนและเลือกซื้อสตรอเบอร์รี่และพืชผักเมืองหนาวได้ทั้งออนไลน์และมาด้วยตนเองที่ยึดตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม สามารถติดต่อได้ที่ นายผ้า แซ่หว้า ประธานกลุ่มท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านร่องกล้า หมายเลขโทรศัพท์ 08-6200-2842, 08-9959-5808

ด้าน นางสาว ดารุณี ลีชานนท์  หนึ่งในเกษตรกรผู้ปลูกสตรอเบอร์รี่บ้านร่องกล้า กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวที่บ้านใหม่ร่องกล้าจำนวนน้อยลงทำให้สตรอเบอร์รี่ ที่กำลังออกในไร่ที่ปลูกไว้ขายได้น้อยลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้วแต่ก็ยังพอจำหน่ายได้เรื่อยๆ ทำให้ผลผลิตที่เหลือบางส่วนก็ต้องนำมาแปรรูปเป็นแยมสตรอเบอร์รี่เก็บไว้

เปิด ‘ตลาดประมงปลอดภัยGAP’ ช่วยเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสู้โควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546081

เปิด‘ตลาดประมงปลอดภัยGAP’ ช่วยเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสู้โควิด

วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมประมง กรมการค้าภายใน ตลาดไทจับมือช่วยเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเปิด “ตลาดประมงปลอดภัย GAP” ในยุค COVID-19 บนพื้นที่ตลาดไทกว่า 7,750 ตร.ม. เตรียมปั้นเป็นศูนย์กลางค้าส่งสินค้าสัตว์น้ำแห่งใหม่

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(โควิด-19) รอบใหม่ ในประเทศไทย ที่มีแหล่งแพร่กระจายของเชื้อโรคจากตลาดกลางกุ้งในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร และได้ขยายวงกว้างไปยังพื้นที่อื่น สร้างความตื่นตระหนกให้พี่น้องประชาชนถึงความปลอดภัยและสุขอนามัยในการบริโภคสัตว์น้ำและธุรกิจต่อเนื่องกรมประมงเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ในการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ โดยที่ผ่านมาเร่งระบายสินค้าสัตว์น้ำ โดยเฉพาะกุ้งทะเล และกุ้งก้ามกรามออกสู่ตลาดเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรโดยเร็วที่สุด เช่น การเปิดพื้นที่ในกรมประมงให้เกษตรกรมาขายกุ้ง และในส่วนของภูมิภาคได้ให้สำนักงานประมงจังหวัดทั่วประเทศ เปิดให้เกษตรกรมาขายกุ้งโดยตรงแก่ผู้บริโภค นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือห้องเย็นโรงงานแปรรูปในการรับซื้อกุ้ง และประสานความร่วมมือไปทุกภาคส่วนในการช่วยประชาสัมพันธ์สร้างความมั่นใจในการบริโภคกุ้งและสินค้าสัตว์น้ำและช่วยเป็นแหล่งจำหน่ายกุ้งอีกด้วย อาทิ กรมอนามัย Modern Trade สื่อมวลชน กองทัพบก ฯลฯ

สำหรับการร่วมมือระหว่าง กรมประมง กรมการค้าภายใน และตลาดไท เปิดตลาดประมงปลอดภัย GAP ครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเพิ่มตลาดค้าส่งสินค้าสัตว์น้ำเพื่อเป็นสถานที่กระจายสินค้าสัตว์น้ำ เพราะด้วยทำเลที่ตั้งของตลาดไทนั้น มีความเหมาะสม เพราะเป็นตลาดใหญ่ที่ครบวงจร มีฐานลูกค้าที่สามารถกระจายสินค้าสัตว์น้ำไปสู่ภาคอีสานและภาคเหนือ รวมทั้ง Modern Trade ใหญ่ๆ ซึ่งประโยชน์ในระยะสั้นของการเปิดตลาดนี้สามารถช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำในภาวะวิกฤติ COVID-19 ซึ่งจะเปิดให้เกษตรกรนำสินค้ามาจำหน่ายได้ ส่วนในระยะยาว คือ การพัฒนาให้เกษตรกรเข้าสู่วัฏจักรการตลาดด้วยตนเอง ให้เกษตรกรได้เรียนรู้แนวคิดด้านการบริหารจัดการสินค้าเกษตรแบบใหม่ที่มีการวางแผนการผลิตสัตว์น้ำให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งจะสามารถช่วยแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ผลผลิตล้นตลาด ต้นทุนการผลิตสูง เข้าสู่กลไกการตลาดนำการผลิต เพื่อให้เกิดความมั่นคงในการประกอบอาชีพของเกษตรกรได้ โดยเบื้องต้นมีเกษตรกรเข้ามาร่วมจำหน่ายสินค้าประมงปลอดภัยในครั้งนี้ กว่า 200 ราย จาก 5 จังหวัด ได้แก่ ราชบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี กาญจนบุรี และฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกราม กุ้งขาวแวนาไม และปลากะพงขาว ซึ่งเป็นฟาร์มที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP จากกรมประมงทั้งสิ้น

ในส่วนของทางตลาดไท นายโชคชัย คลศรีชัย กรรมการผู้จัดการบริษัท ไทย แอ็กโกรเอ็กซเชนจ์ จำกัด (ตลาดไท) กล่าวว่าทางตลาดไทได้เปิดพื้นที่ส่วนหนึ่งของตลาดให้เป็นโซนจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำปลอดภัย โดยจัดสรรพื้นที่กว่า 7,750 ตารางเมตร สำหรับรองรับเกษตรกรและผู้ซื้อ มีการปรับโครงสร้าง และเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกเป็นไปตามมาตรฐานของกรมประมงพร้อมมีระบบการจัดจำหน่ายเป็นไปตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่เข้มงวด มีระบบ QR Code ที่ใช้ตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งที่มาของสินค้าได้ รวมไปถึงมาตรการ D-M-H-T ที่เว้นระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ล้างมือบ่อยๆ ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย สแกนไทยชนะ ก่อนเข้าตลาด เพื่อสุขอนามัยที่ดี ที่สำคัญทางตลาดไทยังยินดีเปิดให้บริการเกษตรกรนำสินค้ามาจำหน่ายฟรี เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม- 20 เมษายน 2564 อีกด้วย

ชายคาพระพิรุณ : 18 มกราคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546080

ชายคาพระพิรุณ : 18 มกราคม 2564

ชายคาพระพิรุณ : 18 มกราคม 2564

วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีคำสั่งแต่งตั้งตำแหน่งรองอธิบดีที่ว่างอยู่จำนวน 4 กรม หลังจากว่างเว้นมาหลายเดือน ประกอบด้วย กรมส่งเสริมการเกษตร คือ นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ ที่ข้ามห้วยมาจาก ผู้อำนวยการกองเมล็ดพันธุ์ข้าว กรมการข้าว ซึ่งแต่เดิมนายณัฏฐกิตติ์ เองก็เป็นลูกหม้อมาจากกรมส่งเสริมการเกษตร เคยเป็นเกษตรจังหวัดสกลนคร ก่อนจะโยกไปกินตำแหน่งผู้อำนวยการกองเมล็ดพันธุ์ข้าว ที่กรมการข้าวมาเมื่อไม่กี่ปีมานี้ก็ถือว่าเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถงานด้านส่งเสริมมาเป็นอย่างดีและฝากผลงานที่กรมการข้าวมาพอสมควร ก็ต้องมารอดูผลงานกันต่อไปเมื่อได้กลับมาสู่บ้านเก่าที่กรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งน่าจะเป็นงานที่ถนัดอยู่แล้ว อีกหน่วยงานคือ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ที่ได้ นายกฤษ อุตตมะเวทิน เลขานุการกรม คนหนุ่มไฟแรงขยับขึ้นมาเป็นรองเลขาธิการฯมกอช. ส่วนกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ นางนรีลักษณ์ วรรณสาย ขยับมาจากผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีฝนหลวง ด้านกรมประมง ได้ นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด และ นายถาวร ทันใจ ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผนพัฒนาการประมง ขึ้นมาเป็นรองอธิบดี ขุนเกษตรา ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับเลื่อนตำแหน่งครั้งนี้ทุกคนด้วยครับ…

มีข่าวฝากชี้แจงจากสมาคมทุเรียนไทย จากกรณีที่มีข่าวคลาดเคลื่อนว่าทุเรียนไทยส่งออกไปจีนไม่ได้เนื่องจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งขณะนี้ใกล้ฤดูกาลเก็บเกี่ยวทุเรียนในภาคตะวันออกประกอบกับสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่กำลังระบาดอยู่ในหลายจังหวัด ทำให้มีข่าวที่เกี่ยวกับทุเรียนไทยออกมาจากสำนักข่าวหลายแห่ง ที่มีการพาดหัวข่าวที่ค่อนข้างรุนแรง และไม่เป็นความจริงซึ่งเป็นข่าวที่ค่อนข้างอ่อนไหวมากและสร้างความตื่นตระหนกให้กับภาคเกษตรกรชาวสวนทุเรียนเป็นอย่างมาก ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อการส่งออกทุเรียนของทุเรียนไทยได้ ด้วยเหตุนี้ทางเกษตรกรชาวสวนทุเรียน และสมาคมทุเรียนไทย ได้ขอความร่วมมือ สื่อมวลชน ให้ช่วยเขียนข่าว นำเสนอข่าวด้วยความระมัดระวัง และเพื่อเป็นการป้องกันและสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ทั้งในและต่างประเทศ โดยสมาคมทุเรียนไทยร่วมกับภาครัฐและเอกชน จัดทำมาตรการป้องกันการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไว้แล้ว เช่น การพ่นฆ่าเชื้อตั้งแต่ต้นทางสวนทุเรียน การมีจุดตรวจวัดอุณหภูมิ จุดทำความสะอาด การรักษาระยะห่าง ตามแนวทางการป้องกันของภาครัฐ และได้มีการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างการรับรู้ และตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดกับเกษตรกรเองและอาจจะส่งผลถึงกระทบส่งออกทุเรียนด้วย ทั้งๆ ที่ การส่งออกทุเรียนและผลไม้ไปจีนยังดำเนินการได้ตามปกติ…ทุกวันนี้ต้องเสพข่าวอย่างมีสติครับ และสื่อมวลชนเองต้องมีข้อมูลรอบด้านครับ กรณีนี้ถือว่าเป็นการปล่อยข่าวเพื่อช่วยเหลือล้งจีนให้ทุบราคาเกษตรกรโดยแท้ยังไงเสียก็ฝากกระทรวงเกษตรฯช่วยดูกรณีนี้ด้วยนะครับ ว่าในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ จะช่วยดำเนินการอย่างไรได้บ้าง

ขุนเกษตรา

เดินหน้าจัดประกวดข้าวไทยหนุนพัฒนาส่งออก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546084

เดินหน้าจัดประกวดข้าวไทยหนุนพัฒนาส่งออก

เดินหน้าจัดประกวดข้าวไทยหนุนพัฒนาส่งออก

วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางสาวนนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดจัดงานการประกวดข้าว เพื่อรองรับและส่งเสริมการส่งออกของตลาดข้าวโลก ประจำปี 2564 ระหว่างวันที่ 14-15 มีนาคม 2564 ณ กรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกข้าวพันธุ์ดี เพื่อเป็นการรองรับและส่งเสริมการส่งออก และเป็นแนวทางในการพัฒนาข้าวไทยให้ตรงต่อความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งเกษตรกรและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และถือเป็นโอกาสที่ดีที่เชื่อมโยงการร่วมเฉลิมฉลองเนื่องในวันสถาปนากรมการข้าวครบรอบ 15 ปี ในวันที่16 มีนาคม 2564 ด้วย ทั้งนี้ ผู้ที่ชนะการประกวดจะได้รับโล่รางวัลและเงินรางวัลจากนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการพัฒนาข้าวไทยสู่การครองแชมป์ประเทศผู้ผลิตข้าวที่ดีที่สุดของโลกต่อไป

สำหรับตัวอย่างข้าวที่ส่งเข้าประกวดปีนี้กำหนดไว้ 3 ประเภท ได้แก่ ข้าวหอมมะลิไทย ข้าวหอมไทย และข้าวขาวพื้นนุ่ม มีหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกและตัดสินที่สำคัญคือข้าวที่ส่งเข้าประกวดต้องเป็นข้าวพันธุ์แท้และไม่มีข้าวพันธุ์อื่นปน ข้าวที่ส่งเข้าประกวดต้องไม่เป็นข้าวที่ละเมิดสิทธิทางปัญญาหรือลักลอบนำเข้าอย่างผิดกฎหมายหรือมีการดัดแปลงทางพันธุกรรม (GMOs) สามารถส่งข้าวเข้าประกวดได้มากกว่า 1 ประเภท โดยส่งตัวอย่างข้าวเปลือกแห้งประเภทละ 15 กิโลกรัม ทั้งนี้คณะกรรมการตัดสินการประกวดจะพิจารณาจากคุณภาพทางกายภาพ เช่น ความยาวเมล็ด ท้องไข่ คุณภาพการสี พิจารณาคุณภาพทางเคมี เช่น ปริมาณอมิโลส ความหอม และพิจารณาคุณภาพการหุงต้มและรับประทาน เช่น เนื้อสัมผัสและรสชาติ โดยจะมีการพิจารณาตัดสินในวันที่ 11 มีนาคม 2564 ณ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี และกำหนดมอบรางวัลในวันที่ 15 มีนาคม 2564

“ขณะนี้กรมการข้าวกำลังเปิดรับสมัครผู้สนใจเข้าร่วมการประกวด และเปิดกว้างการรับสมัครจากทุกภาคส่วนทั้งเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน สถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัย สมาคม ชมรม มูลนิธิหรือองค์กรอื่นๆรวมถึงประชาชนทั่วไป ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 29 มกราคม 2564 ผู้สนใจสามารถสมัครได้ด้วยตนเอง หรือสมัครทางไปรษณีย์ ได้ที่ กรมการข้าว เลขที่ 2177 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 หรือ http://www.ricethailand.go.thหรือ โทรศัพท์ 0-2579-3642 ในวันและเวลาราชการ” รองอธิบดีกรมการข้าวกล่าว

นอกจากนี้ กรมการข้าวยังมีแผนจัดการประกวดพันธุ์ข้าวใหม่พันธุ์ดีซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวที่ไม่เคยมีมาก่อนเพื่อการพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ๆของไทยและเพื่อให้มีศักยภาพในการแข่งขันกับตลาดโลกได้ โดยการประกวดพันธุ์ข้าวใหม่นี้จะเป็นการกระตุ้นให้นักวิชาการนักวิจัยพันธุ์ข้าวได้เกิดการตื่นตัวเร่งพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ที่ตรงกับความต้องการของตลาดมากขึ้น โดยใช้เกณฑ์อ้างอิงวัดจากพันธุ์ข้าวเดิมที่เป็นที่นิยมในตลาดเช่น กลุ่มข้าวหอมมะลิไทยอ้างอิงจากข้าวขาวดอกมะลิ 105 กลุ่มข้าวหอมไทยอ้างอิงจากข้าวปทุมธานี 1 กลุ่มข้าวขาวอ้างอิงจากข้าวชัยนาท 1 เป็นต้น โดยพันธุ์ข้าวใหม่นี้จะต้องดีกว่าพันธุ์เดิมทุกด้านทั้งในเรื่องของอายุเก็บเกี่ยว ความหอม ความนุ่ม ผลผลิตต่อไร่ ทรงต้นเตี้ยเหมาะกับเครื่องเกี่ยว ความทนทานต่อโรคและแมลง เป็นต้นโดยกรมการข้าวจะประกาศเปิดรับสมัครประกวดในเร็วๆ นี้

พช.เน้นย้ำนักพัฒนาพลิกฟื้นวิถีชีวิตเกษตรกรสู่ความยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/545937

พช.เน้นย้ำนักพัฒนาพลิกฟื้นวิถีชีวิตเกษตรกรสู่ความยั่งยืน

พช.เน้นย้ำนักพัฒนาพลิกฟื้นวิถีชีวิตเกษตรกรสู่ความยั่งยืน

วันเสาร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2564, 20.37 น.

อธิบดี พช. ลงพื้นที่ติดตามความสำเร็จของโครงการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” แก่ครัวเรือนต้นแบบ เน้นย้ำนักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ learning by doing พลิกฟื้นวิถีชีวิตเกษตรกรสู่ความยั่งยืน

16 ม.ค.64 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วยนายณัฐภัทร สุวรรณประทีป ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี  นายสุรศักดิ์ อักษรกุล รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายเสน่ห์ บุญสุข ที่ปรึกษาอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และคณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมติดตามความสำเร็จของโครงการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” แก่ครัวเรือนต้นแบบ โดยมี นายศรีธรรม ราชแก้ว นายอำเภอเมืองสุพรรณบุรี และ นายสุภาพ สุขแก้ว พัฒนาการจังหวัดสุพรรณบุรีและเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับ พร้อมนำชมศูนย์เรียนรู้วงษ์ทอง (ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง) ณ บ้านรางกะทุ่ม หมู่ที่ 5 ตำบลไผ่ขวาง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวขอบคุณ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี นายอำเภอเมืองสุพรรณบุรี รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลไผ่ขวาง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านดอนกลาง และพี่น้องครัวเรือนต้นแบบ ครัวเรือเอามื้อสามัคคีที่ช่วยน้อมนำเอาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่มาประยุกต์สู่ โคก หนอง นา โมเดล โดยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 10 ทรงมีพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา ต่อยอดแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยพระองค์ได้ทรงพระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวความสุข ความหวัง ความรัก ความสามัคคี ที่เกิดขึ้นในครอบครัว กรมการพัฒนาชุมชนได้น้อมนำแนวพระราชดำริมาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่ไปด้วย อันส่งผลให้มีการลดรายจ่ายด้วยการปลูกพืชผักสวนครัว มีอาหารปลอดภัยรับประทานในครัวเรือน เน้นให้คนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความรักความสามัคคีผ่านกระบวนการเอามื้อสามัคคี จะเห็นได้จากหลักการบันได 9 ขั้น

โดยพื้นฐานคือ เริ่มจากตัวเอง ต้องพออยู่ พอกิน พอใช้ พอร่มเย็น ต่อมาคือจะได้เผื่อแผ่ให้เพื่อนบ้าน ทำบุญทำทาน นำไปสู่การเก็บผลผลิต การต่อยอดแปรรูปเพิ่มมูลค่าสร้างรายได้ และขั้นสุดยอดคือ ทุกคนสามารถผนึกกำลังเป็นเครือข่ายกันได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าดีใจอย่างมาก คือ โครงการได้รับเสียงตอบรับดีเกินคาดมี 25,000 กว่าครัวเรือน ใน 3,246 ตำบล ที่เข้าร่วมโครงการ มีเสียงเรียกร้องอยากให้รัฐบาลได้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้มีโอกาสชีวิตที่ดี และเป็นเรื่องโชคดีที่กรมการพัฒนาชุมชนได้รับงบประมาณในปี 2563 งบปกติกรมการพัฒนาชุมชนขับเคลื่อนได้ 32 ศูนย์เรียนรู้ 1,500 ครัวเรือนต้นแบบ และในปี 2563 จังหวัดสุพรรณบุรีมี 26 ราย และในงบประมาณปี 2564 งบปกติ ได้รับอนุมัติโดยประมาณ 14,000 ครัวเรือน งบเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ได้มาประมาณ 25,700 ครัวเรือน และได้งบเงินเดือนนักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ (นพต.) 9,000 บาทต่อเดือน รวมถึงโครงการพระราชทานโคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง พระราชทานให้กรมราชทัณฑ์ มีผู้สมัครเป็นนักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ 50 คนต้นแบบทั่วประเทศ มี15 ครัวเรือน ด้วยการสร้างโอกาสให้แก่บุคคลด้อยโอกาส โดยเฉพาะผู้กระทำความผิดให้ได้มีโอกาสกลับตัวและมีที่ยืนในสังคม เสริมสร้างสังคมไทยให้แข็งแรง ตามที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ พระราชทาน โครงการ “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง” โดยการประยุกต์ทฤษฎีใหม่แบบชาวบ้าน ปั้นโคกขุด หนอง ทำนา เป็นการสร้างต้นแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ในพื้นที่ขนาดเล็ก  โดยสามารถดำเนินการได้ในทุกเรื่อง และมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพื้นฐานความคิดการฝึกวินัย การลงมือปฏิบัติ ตลอดจนการแก้ไขปัญหาในสถานการณ์จริง เพื่อให้ผู้ต้องขังสามารถพึ่งพาตนเองและช่วยเหลือผู้อื่นที่ได้รับความเดือดร้อนได้เมื่อพ้นโทษออกไปสู่สังคมภายนอก

นอกจากนี้ แสดงให้เห็นถึงผลตอบรับที่ดีเกินคาดของการดำเนินโครงการ ซึ่งเป็นหนทางรอดของประเทศชาติอยู่ไม่ไกลเป็นสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระราชดำรัสไว้ว่า เศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ที่มีอยู่มากกว่า 40 ทฤษฎี 2 สิ่งนี้ จะเป็นเครื่องค้ำจุนให้ประเทศชาติเราอยู่รอดปลอดภัย โดยการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาปฏิบัติพระองค์ท่านทรงเล็งเห็นการณ์ไกล ให้พี่น้องชาวไทยน้อมนำพระราชดำริพระองค์ท่านมาใช้ในชีวิตประจำวัน เช่นเดียวกับสถานการณ์เกิดโรคระบาด ความแตกแยกในสังคม พระองค์ท่านก็ได้ทรงพระราชทานแนวทางแก้ปัญหาไว้แล้ว เห็นได้จาก ส.ค.ส. พระราชทานปี 2547 ที่ใจกลางภาพระบุว่า “สามัคคีเป็นพลังค้ำจุนแผ่นดินไทย” ซึ่งสามารถทำได้ด้วยแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จะกลายเป็น 4 เสาหลักช่วยกู้วิกฤตของโลกได้ ซึ่งคนเหล่านี้จะกลายเป็นต้นแบบ หัวหมู่ทะลวงฟัน ขณะเดียวกันจะเป็นครูพาทำ เป็นพี่เลี้ยง เมื่อทำงานเสร็จก็จะเห็นผลทันที เรื่องแรกคือ จะมีพื้นที่สวยงามเพราะปรับปรุงเป็นโคกหนองนา ตามหลักภูมิสังคม มี Landscape มีต้นไม้ มีแหล่งน้ำ เหมือนรีสอร์ทประจำครัวเรือน ประจำหมู่บ้านไปด้วย ขณะเดียวกันความดีของผลสำเร็จเห็นทันตา คือ จะพูดกันปากต่อปาก ขยายผลสำเร็จออกไป ที่สำคัญคือกรมการพัฒนาชุมชน ได้รับงบประมาณส่วนหนึ่งให้ Gistda ไปทำระบบสารสนเทศ จัดทำภาพถ่ายดาวเทียมพื้นที่ทั่วประเทศ เราจะมีแผนที่ของประเทศไทยที่ลงรายละเอียดถึงสภาพพื้นที่จริง ซึ่งกรมการพัฒนาชุมชนมีเป้าหมายไว้ว่า 1 ตำบล ต้องดำเนินการได้ 1 ศูนย์เรียนรู้ และอยากเห็นครัวเรือนต้นแบบอย่างน้อย 20 ครัวเรือน เข้าใจว่า กรุงโรมยังไม่สามารถสร้างวันเดียวสำเร็จต้องใช้เวลา จึงเชื่อว่าครัวเรือนต้นแบบต้องมีความเข้มแข็ง

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวเพิ่มเติมว่า นักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ (นพต.) มีความสำคัญอย่างมาก ต้องเอาใจใส่ ขยัน ขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่อง ให้ประสบผลสำเร็จ ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ในลักษณะ Learning by doing รวมถึงได้เสนอแนะให้กับ พัฒนาการจังหวัด พัฒนาการอำเภอ และครัวเรือนต้นแบบให้มีการจัดทำปฏิทินแผนการปฏิบัติงานประจำวันแก่นักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบให้ชัดเจนสอดคล้องกับภารกิจ พร้อมให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านพัฒนาการจังหวัด ท่านนายอำเภอ และครัวเรือนต้นแบบดูแลนักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบเหมือนดูแลลูกหลาน ให้ฝึกฝนเรียนรู้จนสามารถช่วยเหลือตนเองตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ ช่วยให้มีรายได้เพิ่มเติมจากการปฏิบัติงาน เช่น ตอนกิ่งพันธ์ุต้นไม้จำหน่าย นอกเหนือจากเงินเดือนที่รัฐบาลมอบให้เดือนละ 9,000 บาท เพื่อเสริมสร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนต่อไป

ทั้งนี้ นายณัฐภัทร สุวรรณประทีป ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวขอบคุณกรมการพัฒนาชุมชนที่ให้คำแนะนำความรู้ เป็นกำลังใจให้แก่ครัวเรือนต้นแบบทั้ง 323 ครัวเรือน ที่มีโอกาสเข้ามาสืบสาน สนองงานตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช และจะดำเนินงานด้วยความมุ่งมั่น และจะเป็นแรงสนับสนุนให้กับกรมการพัฒนาชุมชน อย่างต่อเนื่อง โดยความสำเร็จของโครงการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” มีผู้เข้าร่วมโครงการ 323 ครัวเรือน แยกออกเป็นงบปกติ 147 ครัวเรือน งบเงินกู้ ระยะแรก 88 ครัวเรือน ระยะที่สอง 88 ครัวเรือน ซึ่งมีผู้นำต้นแบบเข้ารับการอบรมที่ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนสระบุรีและได้ดำเนินการต่อเนื่องพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ มีศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นฐานการเรียนรู้ จำนวน 7 ฐาน สามารถรองรับผู้มาศึกษาดูงานจากผู้ที่สนใจ สุดท้ายนี้ ก็ฝากความหวังของคนสุพรรณบุรีแก่กรมพัฒนาชุมชนในการพลิกฟื้นวิถีชีวิตแก่เกษตรกรให้เกิดความยั่งยืน สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข ช่วยเหลือตนเองและประเทศชาติต่อไป

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกท่าน พี่น้อง ชาว พช. ผู้นำในภาคส่วนต่างๆ ร่วมในการขับเคลื่อนโครงการปลูกผักสวนครัวเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารไว้รับประทานภายในครัวเรือน มีอาหารไว้รับประทานอย่างปลอดภัยและเพียงพอ  เพื่อสุขภาพกาย สุขภาพใจ อีกทั้ง ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสมัครเป็นสมาชิก Fanpage Facebook “ปลูกพืช ปลูกผัก ปลูกรักกับ พช.” ด้วยการกด Like กด Share เพื่อเป็นช่องทางให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจร่วมกัน พร้อมเป็นการสร้างวัฒนธรรมการพึ่งพาตนเอง ด้วยการปลูกพืชผักสวนครัวไว้บริโภคเองในครัวเรือน จนเป็นอุปนิสัยเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร เป็นต้นแบบให้กับพี่น้องประชาชนทั่วโลกได้ชื่นชมต่อไป อธิบดี พช. กล่าวเชิญชวน

‘ธรรมนัส’ ตรวจราชการพะเยา ติดตามปัญหาหนี้สินเกษตร การพัฒนาลุ่มน้ำอิงตอนบน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/455363

‘ธรรมนัส’ ตรวจราชการพะเยา ติดตามปัญหาหนี้สินเกษตร การพัฒนาลุ่มน้ำอิงตอนบน

'ธรรมนัส' ตรวจราชการพะเยา ติดตามปัญหาหนี้สินเกษตร การพัฒนาลุ่มน้ำอิงตอนบน 15 มกราคม 2564 – 20:32 น.

รมช.เกษตรและสหกรณ์ ตรวจราชการ พะเยา ติดตามการแก้ไขปัญหาหนี้สิน เกษตรกร ในช่วงโควิด – 19 ระบาด ร่วมหาแนวทางพัฒนาลุ่มน้ำอิงตอนบน เพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำ ครอบคลุมทั้ง 7 อำเภอ ตอบสนองเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และรักษาระบบนิเวศน์ท้ายน้ำด้วย

วันที่ 15 มกราคม 2564 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์(รมช.เกษตรและสหกรณ์) เดินทางไปตรวจราชการ ในพื้นที่สำนักงานการปฎิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร (ส.ป.ก.)บ้านไฝ่สีทอง ต.หงษ์หิน อ.จุน จ.พะเยา เพื่อติดตามความก้าวหน้า การแก้ไขปัญหา เรื่องหนี้สินของเกษตรกร ในช่วงสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 19 ที่มีประชาชน ประกอบอาชีพเกษตรกรเคยมาร้องเรียน

'ธรรมนัส' ตรวจราชการพะเยา ติดตามปัญหาหนี้สินเกษตร การพัฒนาลุ่มน้ำอิงตอนบน

ในระหว่างการรับฟังผลการทำงาน รมช.เกษตรฯ ยังได้ร่วมหาแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำลุ่มน้ำอิงตอนบน แก้ไขปัญหาน้ำหลากในช่วงฤดูฝนหรือช่วงเกิดพายุ เนื่องจากแหล่งกักเก็บน้ำบริเวณต้นน้ำนั้นมีน้อย ไม่สามารถกักเก็บน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

'ธรรมนัส' ตรวจราชการพะเยา ติดตามปัญหาหนี้สินเกษตร การพัฒนาลุ่มน้ำอิงตอนบน

ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้เน้นย้ำการพัฒนาแหล่งน้ำในอนาคตในลุ่มน้ำอิงจะมุ่งเน้นการพัฒนาให้กระจายครอบคลุมทั้ง 7 อำเภอ ตามศักยภาพและความเหมาะสมของพื้นที่ เพื่อตอบสนองความต้องการการใช้น้ำของพี่น้องเกษตรกร และประชาชน ไม่ว่าจะเป็นใช้ในการอุปโภค – บริโภค การทำเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และเพื่อรักษาระบบนิเวศน์ท้ายน้ำอีกด้วย

หนุนเกษตรกรผลิตตามระบบ GAP หมื่นรายปี’64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/545425

หนุนเกษตรกรผลิตตามระบบGAPหมื่นรายปี’64

วันศุกร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรมีบทบาทเป็นหน่วยที่ปรึกษา (Advisory Body) ในการส่งเสริมพัฒนาเกษตรกรให้มีความรู้ ทักษะ ความชำนาญในการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยและได้มาตรฐานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยพัฒนาศักยภาพกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรของเกษตรกร (ต้นทาง) ให้ปลอดภัยได้มาตรฐานตามระบบปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices : GAP)เพิ่มขึ้น ด้วยการขับเคลื่อนงานส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตรในพื้นที่ที่มีศักยภาพทางการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตร ให้เกิดการพัฒนาระบบผลิตภาคการเกษตรปลอดภัย สินค้าเกษตรมีคุณภาพ ผู้ผลิตและผู้บริโภคมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และยั่งยืนในภาคเกษตรของประเทศไทย

ในปี 2564 กรมส่งเสริมการเกษตรจัดทำโครงการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร เพื่อพัฒนาเกษตรกรให้มีความรู้ความเข้าใจด้านผลิตตามระบบมาตรฐาน GAP และส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ผลิตสามารถเข้าสู่ระบบมาตรฐาน GAP เพิ่มมากขึ้น มีเป้าหมายเป็นเกษตรกรผู้ผลิตพืช (ยกเว้นข้าว) 10,000 รายในพื้นที่ 77 จังหวัด ทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ซึ่งมีแนวทางการดำเนินงาน ได้แก่ พัฒนาเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรให้เป็นที่ปรึกษาสำหรับเกษตรกร การคัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯเตรียมเข้าสู่ระบบมาตรฐาน GAP จัดอบรมเกษตรกรให้มีความรู้ด้านการผลิตตามระบบมาตรฐาน GAP และศึกษาดูงานตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ

นอกจากนี้ ยังจัดเจ้าหน้าที่ออกติดตามให้คำปรึกษาแนะนำด้านการผลิตและตรวจประเมินแปลงเบื้องต้นให้เกษตรกรก่อนยื่นขอการรับรอง GAP การจัดเวทีประชุมรับฟังความเห็นปัญหาและความต้องการของเกษตรกร และสนับสนุนด้านการจัดการผลผลิตร่วมกันในแบบกลุ่ม เช่น แปรรูปผลผลิต บรรจุภัณฑ์ ตราสินค้า การทำ QR- Code รวมทั้งขับเคลื่อนงานส่งเสริมมาตรฐานสินค้าเกษตร ระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาการเกษตร ในการตรวจรับรองมาตรฐาน GAP ให้มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ เกษตรกรหรือผู้สนใจสอบถามข้อมูลโครงการได้ ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ และหากสนใจแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการในปี 2565 ได้ต่อไป

‘เฉลิมชัย’ มุ่งยกระดับปศุสัตว์ไทย ปลื้มทุกภาคส่วนร่วมฝ่าวิกฤติโรคASF #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/545426

‘เฉลิมชัย’มุ่งยกระดับปศุสัตว์ไทย ปลื้มทุกภาคส่วนร่วมฝ่าวิกฤติโรคASF

วันศุกร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่าการเลี้ยงสุกรเป็นอาชีพเกษตรแขนงหนึ่งที่มีความสำคัญยิ่ง ต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกรไทย มีความแน่นอนของผลผลิต เกิดการสร้างอุปสงค์ให้ห่วงโซ่ต่อเนื่องในกลุ่มผลผลิตทางการเกษตรที่เป็นพืชอาหารสัตว์ของไทย เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง ผลพลอยได้จากข้าว เช่น ปลายข้าว รำข้าว ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องนอกเหนือจากการเป็นอาหารโปรตีนหลักของคนในชาติ อุตสาหกรรมสุกรยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่อง รวมแล้วกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี ภาคเกษตรปศุสัตว์จึงถือเป็นหนึ่งของภาคเกษตรที่มีรากฐานของประเทศและเชื่อมโยงกับการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันภาคการเลี้ยงสุกรของไทยเป็นมืออาชีพมากขึ้น มีความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษามากยิ่งขึ้น

สำหรับในส่วนกระทรวงเกษตรฯ มุ่งสนับสนุนการผลิตและการควบคุมคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตรให้มีความปลอดภัยได้มาตรฐาน และตรงความต้องการของตลาด อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯยังมุ่งพัฒนาภาคปศุสัตว์ของประเทศอย่างต่อเนื่องจึงต้องอาศัยความร่วมมือและการบูรณาการจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา และเกษตรกร เพื่อสร้างความตระหนักรู้ กระตุ้นให้เกิดการปรับตัว เสริมสร้างศักยภาพและความเข้มแข็งให้ภาคเกษตรและภาคเศรษฐกิจอื่นให้รับมือกับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ

“ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน เพื่อผ่านวิกฤติทั้งโรค ASF และโควิด-19ไปให้ได้ จึงต้องขอขอบคุณทั้งภาครัฐที่ทำงานเข้มแข็ง ผู้ประกอบการและเกษตรกรให้ความร่วมมืออย่างดี จนป้องกันการเกิดโรค ASF ในประเทศไทยได้ และที่สำคัญยังเป็นส่วนหนึ่งในการฟื้นเศรษฐกิจของประเทศด้วย”นายเฉลิมชัย กล่าว

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : เตรียมใจก่อนไป..ดอยเสมอดาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/545429

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : เตรียมใจก่อนไป..ดอยเสมอดาว

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : เตรียมใจก่อนไป..ดอยเสมอดาว

วันศุกร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ได้มีโอกาสไปเที่ยวที่ ดอยเสมอดาว และผาหัวสิงห์ อุทยานแห่งชาติศรีน่าน ประทับใจในความสวยงาม แต่เสียดายที่ไม่ได้กางเต็นท์แคมปิ้งบนดอยเสมอดาว เพราะสถานที่ไม่เอื้ออำนวยหลายอย่าง ต้องมากางเต็นท์พักแรมในพื้นที่ของชาวบ้าน

มองในแง่ดีคือ กระจายรายได้ให้ชุมชน

อุทยานแห่งชาติศรีน่าน มีพื้นที่ประมาณ 583,750 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่อ.เวียงสา อ.นาน้อย และอ.นาหมื่น เป็นผืนป่ารอยต่อประเทศไทยกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวจึงเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ เจ้าหน้าที่อุทยานบอกว่า ที่นี่มีสัตว์หายากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น นกยูง เสือดาว เสือดำ หมี กวาง หมาป่า และหมาไน นอกจากนี้ยังมี ช้างป่า วัวแดง และกระทิง

แต่ที่ไปครั้งนี้ไม่พบสัตว์ป่าสักชนิดเลย เพราะไม่ได้เดินป่าหรือไปนั่งห้างดูสัตว์ ตั้งใจจะไปสัมผัสอากาศที่หนาวเย็น นั่งผิงไฟ ดูดาว ดูทิวทัศน์พระอาทิตย์ขึ้น-ตก และที่สำคัญอยากจะเห็นทะเลหมอก

ผมเดินทางไปถึงด้วยรถยนต์ส่วนตัว ประมาณบ่าย 3 โมงกว่าๆ จ่ายค่าผ่านเข้าอุทยานฯตามระเบียบ ดอยเสมอดาว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีลานกว้าง มีเนินเข้าโค้งไปตามสันเขามองเห็นทิวทัศน์เกือบ 360 องศา ที่เป็นภูเขาขึ้นสลับทับซ้อนกันสวยงาม โดยเฉพาะทิศตะวันออกมองเห็นผาชู้ แม่น้ำน่านที่คดเคี้ยวของลำน้ำน่าน ก่อนที่จะไหลลงเขื่อนสิริกิติ์

บริเวณเดียวกันจะมองเห็นผาหัวสิงห์เป็นหน้าผามีรูปร่างเหมือนสิงโตนอนหมอบหันหน้าไปทางทิศตะวันออก เป็นอีกจุดที่นักท่องเที่ยวจะต้องถ่ายรูป ผมก็ไม่พลาดเช่นกัน

ครั้งแรกว่าจะกางเต็นท์ นอนแคมปิ้ง ที่ดอยเสมอดาว จึงได้ติดต่อสอบถามรายละเอียด

เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้ชี้จุดกางเต็นท์ส่วนตัวให้ผมดู เป็นทำเลไม่สวยงามนัก ไกลจากห้องน้ำ ที่จอดรถ และร้านค้าสวัสดิการแตกต่างจากเต็นท์ของอุทยานฯที่ถูกกางไว้เต็มพื้นที่ที่เป็นทำเลที่ดีๆ ผมบอกว่า ไม่เป็นไร ไกลจากผู้คนเงียบสงบดี แม้จะต้องขนสัมภาระจากรถไปไกลก็ตาม มองในแง่ดี ได้ดูดาวเงียบๆ ซึ่งทางอุทยานฯอนุญาตให้จอดรถขนสัมภาระได้ชั่วคราว จากนั้นแล้วค่อยนำไปจอดที่ลานจอดรถ

แต่เมื่อเจ้าหน้าที่บอกกฎเกณฑ์และระเบียบปฏิบัติแล้วผมเปลี่ยนใจไม่นอนที่ดอยเสมอดาวทันที

กฎเกณฑ์และระเบียบของอุทยานฯที่นี่ต่างจากที่อื่นที่ผมเคยไปท่องเที่ยว คือ ไม่ให้ทำอาหารหน้าเต็นท์ ไม่ให้ก่อกองไฟ รวมทั้งห้ามใช้เตาถ่านด้วย(อุทยานฯอื่นๆจะห้ามเฉพาะก่อกองไฟ แต่จะอนุญาตให้ใช้เตาถ่านได้)

อากาศที่หนาวเย็นอุณหภูมิเลขตัวเดียว ต้องขนสัมภาระแยกกันระหว่าง เต็นท์ เครื่องนอน กับ อาหาร เครื่องครัว ซึ่งจุดที่อนุญาตให้ประกอบอาหารนั้นมีเพียงจุดเดียว และอยู่ห่างจากจุดที่กางเต็นท์ส่วนตัวอีกด้วย จะนั่งดูดาวหน้าเต็นท์กับเตาถ่านอุ่นๆก็ทำไม่ได้

มันไม่ใช่การแคมปิ้ง อย่างเช่นอุทยานฯอื่นๆแล้วครับ

เจ้าหน้าที่บอกว่า ถ้าอยากจะทำอาหารหน้าเต็นท์ใช้เตาถ่านได้ จอดรถไม่ห่างจากจุดกางเต็นท์ ต้องไปที่ชาวบ้าน ซึ่งอยู่บริเวณใกล้เคียง จะได้เห็นดาวที่ไม่ต่างกัน ได้ชมพระอาทิตย์ขึ้น-ตก และทะเลหมอกบรรยากาศใกล้เคียงกัน ผมจึงตัดสินใจไปนอนที่ชาวบ้าน…และก็ไม่ผิดหวังครับ

เขียนมา..แค่อยากบอกให้รู้ว่า กฎระเบียบการพักแรมในพื้นที่ดอยเสมอดาว ไม่เหมือนที่อุทยานฯอื่นๆ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม? ทั้งๆ ที่กฎระเบียบการพักแรมในพื้นที่อุทยานฯน่าจะเป็นสากลเหมือนกันทุกอุทยานฯ และที่สำคัญทำเลสวยๆ น่าจะเหลือไว้ในนักท่องเที่ยวที่กางเต็นท์ส่วนตัวบ้างนะครับ


รัฐศักดิ์ พลสิงห์