จับตาพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ “โกโก้ไทย”ไปต่อไม่รอแล้วนะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/447032

จับตาพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ “โกโก้ไทย”ไปต่อไม่รอแล้วนะ

จับตาพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ "โกโก้ไทย"ไปต่อไม่รอแล้วนะ

24 ตุลาคม 2563 – 19:47 น.

จับตาพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ “โกโก้ไทย”ไปต่อไม่รอแล้วนะ

การเปิดตัวโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์โกโก้ของบริษัท โกโก้ไทย โปรดักส์ จำกัด ม.2 ต.กุดนกเปล้า อ.เมือง จ.สระบุรี โดยมีนายอลงกรณ์พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานในพิธี เป็นสิ่งยืนยันและสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรที่ปลูกพืชโกโก้ในระดับหนึ่งว่าจากนี้ไปผลผลิตโกโก้จะไม่มีปัญหาในเรื่องตลาดรองรับอย่างแน่นอน
 โกโก้ เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ อีกชนิดที่รัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก เพราะมองว่าเป็นพืชแห่งอนาคตที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยได้นำเข้าผลิตภัณฑ์จากโกโก้และช็อคโกแลตหลายหมื่นตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ขณะที่ประเทศไทยมีสภาพพื้นที่และภูมิอากาศเหมาะสมสำหรับการปลูกโกโก้ไม่แพ้ที่ใดโลก

จับตาพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ "โกโก้ไทย"ไปต่อไม่รอแล้วนะ

                              อลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว.เกษตรฯ

“เบลเยี่ยมเป็นประเทศชั้นนำของโลกที่ผลิตช็อคโกแลตคุณภาพดีเยี่ยมที่ใช้วัตถุดิบในการผลิตจากโกโก้ แต่เราไม่ได้ถือเป็นคู่แข่ง เราถือเป็นคู่ค้าคู่ขาย รัฐบาลได้ประกาศนโยบายฟิวเจอครอปหรือพืชแห่งอนาคต ซึ่งก็มีหลายตัว หนึ่งในนั้นก็คือโกโก้” บางช่วงบางตอนที่นายอลงกรณ์ พลบุตรกล่าวในระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์โกโก้ของบริษัท โกโก้ไทย 2017 จำกัด พร้อมยืนยันว่า
 รัฐบาลต้องการให้ประเทศไทยเป็นฮับของอาเซียนในการปลูกรูปโกโก้ เป็นเป้าหมายที่หนึ่ง หลังจากทุกวันนี้ไทยอยู่อันดับ2 รองจากอินโดนีเซียในการผลิตพืชเศรษฐกิจอย่างโกโก้
  จากข้อมูลศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยระบุว่า ปี 2560 ผลผลิตโกโก้โลกอยู่ที่ 4.6 ล้านตัน   ผลผลิตจากทวีปแอฟริกามีมากที่สุด 72% ของผลผลิตโลก ตามด้วยลาตินอเมริกา 18% และเอเชีย 10%   ขณะที่ความต้องการของโลกอยู่ที่ 3.5 ล้านตัน โดย ยุโรปเป็นตลาดใหญ่ที่สุดที่มีความต้องการคิดเป็นสัดส่วน 40%  
 ขณะที่ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อินโดนีเซียได้ลดการผลิตลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากหันไปปลูกปาล์มแทน โดยในปี 2560 ผลิตได้ 2.9 แสนตัน กว่า 70% ของผลผลิตปลูกอยู่ที่เกาะสุลาเวสี ทางตอนใต้ของประเทศ   จึงเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะเป็นผู้นำในการปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดนี้แทน
  “บีที โกโก้ ที่อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นบริษัทผลิตและแปรรูปโกโก้ใหญ่ที่สุดในเอเชีย เขาบอกว่าถ้าประเทศไทยมีผลผลิตมมากพอ เขาก็พร้อมย้ายโรงงานผลิตมาที่ประเทศไทย”ที่ปรึกษารมว.เกษตรฯกล่าวย้ำ 

จับตาพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ "โกโก้ไทย"ไปต่อไม่รอแล้วนะ

                                ดร.อานนท์ สุทนต์  นักวิจัยผู้คิดค้นสายพันธุ์โกโก้ไทย1
  ขณะที่   ดร.อานนท์ สุทนต์  ผู้อำนวยการศูนย์สาธิตเกษตรศิลป์แม่โจ้ จ.เชียงใหม่ ในฐานะผู้วิจัยคิดค้นสายพันธุ์โกโก้ไทย1 เผยว่า ปกติโกโก้เป็นพืชประจำถิ่นของใต้ โดยมีสายพันธุ์ที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ชุมพร ซึ่งเป็นพื้นเมืองมีปัญหาผลผลิตน้อย ไม่ทนต่อโรคและแมลง ที่สำคัญมีการแยกเพศตัวผู้ตัวเมีย ซึ่งจะเป็นปัญหาหากเกษตรกรนำไปปลูก
 แต่หลังจากบริษัท โกโก้ 2017 จำกัดได้ให้งบมาเพื่อปรับรุงพันธุ์ จนในที่สุดได้พันธุ์ที่เหมาะในทุกสภาพอากาศในประเทศไทย ได้แก่โกโก้ไทย1 ซึ่งใช้เวลาในการทดลองวิจัยมาก 10 ปีกว่าสายพันธุ์จะนิ่ง   เป็นสายพันธุ์ที่ทนแล้งได้ดี   สามารถปลูกได้ในทุกภูมิภาคของประเทศ  โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสาน
 “หลายพื้นที่ปลูกในอีสานให้ผลผลิตดีมาก ปลูกได้ทั้งเชิงเดี่ยวและเป็นพืชอาศัยไม่ว่าจะปลูกในสวนปาล์ม ยางพาราหรือสวนไม้ผลอื่น ๆ ก็ให้ผลผลิตดี ตอนนี้เราพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ากว่า 20 จังหวัดสามารถปลูกโกโก้ได้”
  นักวิจัยเจ้าของสายพันธุ์โกโก้ไทย1 กล่าวถึงข้อดีของโกโก้สายพันธุ์นี้ 1.ทนแล้งสามารถปลูกได้ทุกจังหวัดในประเทศไทย 2.ต้นเตี้ยเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ง่าย 3.แตกกอขยายกิ่งรวดเร็ว ซึ่งไม่มีไม้ผลไหนจะแตกกอได้รวดเร็วเหมือนโกโก้ไทย1 เนื่องจากยิ่งแตกกอขยายกิ่งเพิ่มก็จะทำให้ผลผลิตมากขึ้นตามไปด้วย
  “โกโก้จะออกลูกตามกิ่ง ตามต้น ถ้ากิ่งยิ่งเยอะ ผลผลิตจะเยอะตาม จะเห็นว่าโกโก้ไทย1ให้ผลผลิตมากกว่าพันธุ์อื่นถึง 3-5 เท่า ซึ่งมีทั้งผลงานวิจัยและแปลงปลูกของเกษตรยืนยันได้อย่างชัดเจน”
  ดร.อานนท์ ย้ำด้วยว่าสำหรับข้อดีอีกอย่างของโกโก้ไทย1 ที่แตกต่างจากสายพันธุ์อื่นก็คือจะไม่มีการแยกเพศ โกโก้สายพันธุ์นี้จะไม่มีต้นตัวผู้ตัวเมีย  จึงทำให้มั่นใจได้ว่าให้ผลผลิตทุกต้นที่ปลูกลงดิน ทำให้เกษตรกรไม่ต้องกังวลในเรื่องผลผลิตแต่อย่างใด และที่สำคัญสายพันธุ์โกโก้ไทย1นั้นได้รับการรับรองพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

จับตาพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ "โกโก้ไทย"ไปต่อไม่รอแล้วนะ
  ด้าน ดร.รุ่งโรจน์ วรามิตร ประธานบริษัท โกโก้ไทย 2017 จำกัดกล่าวว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทางบริษัท โกโก้ไทย 2017 จำกัดได้ส่งเสริมการปลูกโกโก้กับเกษตรกรหลายจังหวัดทั่วประเทศ โดยใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่9มาปรับใช้เพื่อให้เกษตรกรมีอาชีพที่มั่นคงอยู่แบบพอเพียง อีกทั้งยังสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในระยะยาว
 “สาเหตุที่เกษตรกรตัดสินใจร่วมปลูกโกโก้กับเรา เพราะมองว่าโกโก้เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่ตลาดโลกต้องการสูงและยังได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลอีกด้ว0ย ที่สำคัญเรายังการันตีราคารับซื้อขั้นต่ำตามเกษตรพันธสัญญาหรือคอนแทกฟาร์มมิ่งในการรับซื้อจากเกษตรกรเพื่อให้เกษตรกรเกิดความมั่นใจแล้วยังมีทีมงานเข้าไปส่งเสริมดูแลการบริหารจัดการแปลงของสมาชิกในเครือข่ายตัง้แต่เริ่มต้นปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิตอีกด้วย”
  ประธานบริษัท โกโก้ไทย 2017 จำกัดยอมรับว่าประเทศไทยมีพืชเศรษฐกิจหลายตัวที่ปลูกก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่จะมีปัญหาด้านการตลาด เมื่อผลผลิตออกมาเป็นจำนวนมากส่งผลให้ราคาจะไม่ดี  จึงเป็นประเด็นที่ตนเองผลักดันเรื่องโกโก้  เนื่องจากเมืองไทยเป็นพื้นที่ปลูกโกโก้ที่มีคุณภาพอันดับต้น ๆ ของโลก  แต่ที่ผ่านมากลับไม่ได้รับการส่งเสริมปลูกอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันจุดอ่อนของโกโก้ไทยคือเรื่องการตลาด เพราะยังไม่มีการตลาดมากพอ ทำให้เกษตรกรไม่มีความมั่นใจในการปลูก ทั้ง ๆ ที่เป็นพืชที่มีความต้องการของตลาดโลกสูงมาก
 “นโยบายตลาดนำการผลิตของรัฐบาลเป็นการตอบโจทย์โกโก้ไทย ตอนนี้มีเกษตรกรร่วมกับเราประมาณ 1.3 หมื่นไร่ ถือว่าพร้อมแล้วสำหรับการเปิดโรงงานนำร่อง เป็นโมเดลเพื่อให้เกษตรกรเห็นว่าเรารับซื้อจริง  ขณะนี้ได้ขยายพื้นที่ปลูกไปตามภูมิภาคต่าง ๆ มากกว่า 20 จังหวัด หากจังหวัดใดหรือมีพื้นที่ใดปลูกโกโก้เกิน 3 หมื่นไร่เราก็จะมีการตั้งโรงงานที่นั่นทันทีเพื่อรองรับผลผลิต”
 ดร.รุ่งโรจน์ระบุอีกว่า ขณะที่ทางภาคใต้เรามองพื้นที่ตั้งโรงงานไว้ที่จ.สงขาและพัทลุง  เพราอยู่กึ่งกลางของภูมิภาคและเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกโกโก้มากที่สุดในภาคใต้ขณะนี้   โดยจะมีการทำสัญญารับซื้อผลผลิตตามเกษตรพันธสัญญาหรือคอนแทคฟาร์มมิ่ง คือรับซื้อในราคาประกันถึงสวนเกษตรกร  
 “เราประกันราคาขั้นต่ำอยู่ที่ตันละ 5 พันบาท หรือกิโลละ 5 บาท โดยราคาจะอิงตลาดโลก ณ ปัจจุบันตลาดโลกอยุ่ที่ 7.8 บาทต่อกิโล  แต่เราบวกเพิ่มให้อีก 2 บาท เป็น 9.8 บาทต่อกิโล เนื่องจากเราไม่มีการนำเข้า ไม่ต้องจ่ายภาษี จึงนำเงินส่วนนี้มาเพิ่มให้กับเกษตรกร เพราะจากการคำนวณต้นทุนแล้วพบว่าอย่าให้ต่ำกว่า 5 บาทเกษตรกรสามารถอยู่ได้”ดร.รุ่งโรจน์กล่าวในที่สุด 

รองอธิบดีกรมชลฯ เตรียมขุดลอกแก้มลิง เพื่อเพิ่มพื้นที่เกษตรลุ่มน้ำชี 3.5 หมื่นไร่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/527035

รองอธิบดีกรมชลฯ เตรียมขุดลอกแก้มลิง เพื่อเพิ่มพื้นที่เกษตรลุ่มน้ำชี 3.5หมื่นไร่

รองอธิบดีกรมชลฯ เตรียมขุดลอกแก้มลิง เพื่อเพิ่มพื้นที่เกษตรลุ่มน้ำชี 3.5หมื่นไร่

วันศุกร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 20.00 น.

23 ตุลาคม 2563 นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานเตรียมดำเนินโครงการแก้มลิงแก่งน้ำต้อน พร้อมอาคารประกอบ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นแก้มลิงในพื้นที่ลุ่มน้ำชี เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 3.5 หมื่นไร่ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรทั้งนาปี-นาปรัง และการเกษตรอื่นๆ ขณะเดียวกันในกรณีที่แม่น้ำชีมีปริมาณน้ำมากยังสามารถช่วยบรรเทาผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยได้ส่วนหนึ่ง โดยโครงการนี้จะเริ่มดำเนินโครงการได้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564

“โครงการนี้จะช่วยป้องกันน้ำท่วมตัวเมืองขอนแก่นในช่วงที่มีฝนตกหนัก ขณะเดียวกันก็จะเป็นการสำรองน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง เนื่องจากที่ผ่านมาในฤดูฝนปริมาณน้ำในลุ่มน้ำชีจะมีปริมาณน้ำมาก จนส่งผลกระทบกับประชาชนตามแนวลำน้ำชี ก่อนที่จะไหลลงไปรวมกับแม่น้ำมูลที่อำเภอวารินชำราบและไหลลงแม่น้ำโขงที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี แต่ในฤดูแล้งก็จะเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำในภาคการเกษตรและการอุปโภคบริโภค โครงการแก้มลิงจะเป็นแหล่งน้ำให้กับประชาชนได้เป็นอย่างดี  สำหรับโครงการนี้ใช้พื้นที่ในการดำเนินการจำนวน 6,196 ไร่ แต่ประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่โครงการจะได้รับประโยชน์ 3.5 หมื่นไร่ นอกจากนี้แล้วกรมชลประทานยังมีแผนงานอีกหลายโครงการตามแนวสองฝั่งแม่น้ำชี เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งให้กับประชาชน” นายประพิศกล่าว

สำหรับโครงการแก้มลิงน้ำต้อนพร้อมอาคารประกอบ (ระยะที่1 ) อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น จากเดิมเป็นหนองน้ำธรรมชาติมีความจุ 7.4 ล้านลูกบาศก์เมตร กรมชลประทานจะดำเนินการขุดลอกให้มีความลึกประมาณ 3 – 5 เมตร พร้อมทำคันดินโดยรอบ และมีอาคารบังคับน้ำ 9 แห่ง จะทำให้มีความจุเพิ่มขึ้นอีก 27.62 ล้านลูกบาศก์เมตร  รวมเป็นความจุ 35.02 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งปริมาณน้ำจะเพียงพอสำหรับส่งน้ำให้พื้นที่รับประโยชน์ 35,000 ไร่ ในพื้นที่ 7 ตำบล  3 อำเภอ คืออำเภอเมืองขอนแก่น อำเภอพระยืน อำเภอบ้านฝาง ทั้งนี้กรมชลประทานจะดำเนินการด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเข้มข้น เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงการ.

ชุมทางอีสาน : 23 ตุลาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/526944

ชุมทางอีสาน : 23 ตุลาคม 2563

วันศุกร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

nn…เดือน “ตุลาอาถรรพ์” จะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นแทบทุกปี โดยเฉพาะการเรียกร้องประชาธิปไตย ตุลาคมปีนี้ก็เช่นกัน ท่ามกลางการแพร่ระบาดโควิดทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกวัน ไทยเราโชคดีไม่ระบาดหนักเหมือนประเทศอื่น แต่ต้องมาเกิดเหตุความวุ่นวายขึ้นในประเทศ กลุ่มนักศึกษา “ราษฎร” รวมตัวกันชุมนุมทำให้รัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในเขต กทม.นำไปสู่การสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา…

nn แม้แกนนำถูกจับหลายคนการชุมนุมที่ไม่มีแกนนำยังชุมนุมต่อเนื่องทุกวันตอนเย็นบอกว่าทุกคนคือแกนนำชุมนุมแบบ “ดาวกระจาย” หลายจุดลามไปต่างจังหวัดด้วย โดยข้อเรียกร้อง 1. ให้ พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกฯ ลาออก 2. แก้ไขรัฐธรรมนูญ  3. ยุบสภาฯ เลือกตั้งใหม่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่รู้จะจบลงอย่างไร เฮ้อ…เหนื่อยใจกรรมของประเทศไทย…

nn ผศ.ดร.สุทิน เวียนวิวัฒน์ หน.โครงการอีสานโพล เผยผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจระดับจังหวัด ไตรมาส 3/2563 จากกลุ่มอายุ 18 ปีขึ้นไป 1,121 ราย 20 จังหวัดภาคอีสาน พบว่า  ต่ำกว่า 100 เป็นไตรมาสที่ 13 ติดต่อกัน และคาดว่าไตรมาสถัดไป (ต.ค.-ธ.ค. 2563) จะแย่ลงกว่าเดิม ส่วนคะแนนด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลได้ 26.5 จากเต็ม 100 ลดลงจากไตรมาสก่อนที่ได้ 29.6 ครึ่งหนึ่ง…

nn ถามว่าถ้ามีเลือกตั้งใหม่ ต้องการคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ มาเป็นนายกฯ เพื่อกอบกู้เศรษฐกิจ ตามด้วย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา…

nn ขอแสดงความยินดีกับ ทน.ขอนแก่น โดยการนำของ ธีระศักดิ์ฑีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น ที่ได้รับรางวัลพระปกเกล้าทองคำ ประจำปี 2563 ด้านการเสริมสร้างสันติสุขและความสมานฉันท์ การได้รับรางวัลครั้งนี้ ทำให้เทศบาลนครขอนแก่น เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับรางวัลพระปกเกล้าทองคำครบทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ด้านการเสริมสร้างเครือข่าย รัฐ เอกชน และประชาสังคม และด้านการเสริมสร้างสันติสุขและความสมานฉันท์…

nn นักเรียน ม.2 สร้างชื่อ สอบไอเอล ระดับ 8 มีสิทธิ์ยื่นเรียน ม.ระดับโลก คุณครู อักษรศรี ชาติศรี ชื่นชมน้อง “โบนัส” ด.ช.ชวัลวิทย์ ภูมิสะอาด อายุ 13 ปี ชั้น ม.2/14 โรงเรียนขอนแก่นวิทยายนที่ทำคะแนน IELTS Score Band 8.0 (คะแนนเต็มสูงสุดของ IELTS คือระดับ 9) ซึ่งการสอบ IELTS สอบวัดระดับภาษาอังกฤษนานาชาติมาตรฐานสากลของมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วโลก มหาวิทยาลัย 100 อันดับแรกของโลกจะใช้คะแนนระดับ 6.5 ขึ้นไป ส่วนมหาวิทยาลัยดัง เช่น มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดใช้คะแนนระดับ 7 ขึ้นไป ด.ช.วัลวิทย์ สอบได้ 8.0  มีสิทธิ์ยื่นเรียนมหาวิทยาลัยดังได้ทั่วโลก ยินดีกับน้องโบนัสด้วยครับ…nn 

สมใจ นามสุดตา

สกู๊ปพิเศษ : พลังพลเมืองตื่นรู้กับภารกิจขับเคลื่อน ‘ความมั่นคงทางอาหาร’ วาระแห่งชาติในสมัชชาสุขภาพฯ ปีนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/526945

สกู๊ปพิเศษ : พลังพลเมืองตื่นรู้กับภารกิจขับเคลื่อน ‘ความมั่นคงทางอาหาร’  วาระแห่งชาติในสมัชชาสุขภาพฯ ปีนี้

สกู๊ปพิเศษ : พลังพลเมืองตื่นรู้กับภารกิจขับเคลื่อน ‘ความมั่นคงทางอาหาร’ วาระแห่งชาติในสมัชชาสุขภาพฯ ปีนี้

วันศุกร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

วิกฤติโควิด-19 ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีรายได้น้อย หลายชุมชนทั้งในเขตเมืองและชนบทต่างต้องหาวิธีจัดการเพื่อให้ผ่านพ้นช่วงเวลายากลำบากนี้ให้ได้ เนื่องจากปัญหาปากท้องเป็นเรื่องพื้นฐานสำคัญที่ต้องขับเคลื่อนร่วมกันเพื่อให้เกิดนโยบายสาธารณะที่เหมาะสม

การจัดประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 13 ในวันที่ 16-17 ธันวาคม 2563 ภายใต้แนวคิดหลัก“พลังพลเมืองตื่นรู้ สู้วิกฤตสุขภาพ” จึงมีเรื่อง “ความมั่นคงทางอาหารในภาวะวิกฤต” เป็นหนึ่งในร่างระเบียบวาระในงานดังกล่าว ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.), มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้(side event) “ความมั่นคงทางอาหารในภาวะวิกฤต” เพื่อให้ภาคีเครือข่ายได้มีส่วนร่วมและให้ข้อเสนอต่อการพัฒนานโยบายสาธารณะในประเด็นดังกล่าว โดยจัดในพื้นที่ของสวนผักคนเมือง มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2563 ซึ่งในเวทีดังกล่าวมีตลาดสินค้าเพื่อเป็นพื้นที่เชื่อมโยงและกระจายอาหารจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคตามแนวทางของวิถีเกษตรกรรมยั่งยืนและสร้างความมั่นคงทางอาหารด้วย

สร้างพลเมืองตื่นรู้ ดันวาระความมั่นคงทางอาหาร

นายเจษฎา มิ่งสมร ประธานอนุกรรมการการมีส่วนร่วมและสร้างการเรียนรู้ของภาคีเครือข่าย กล่าวในเวทีฯ ว่า “การทำเกษตรกรรมยั่งยืนที่ผู้ผลิตและผู้บริโภคเชื่อมถึงกันโดยตรงเป็นเศรษฐกิจที่วางอยู่บนฐานของความเชื่อใจ ช่วยให้ผู้ผลิตลดภาระจากการกู้หนี้ยืมสิน ที่ดินไม่หลุดมือ ลดการใช้สารเคมี ซึ่งจะย้อนกลับมาส่งผลดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค และเป็นเศรษฐกิจในมิติใหม่ที่ประเทศไทยควรใช้ในอนาคต”

ภายในงานมีเครือข่ายต่างๆ มาร่วมเปิดร้านขายอาหารที่ใช้วัตถุดิบจากฐานทรัพยากรชุมชน ผักอินทรีย์ ข้าวอินทรีย์และอื่นๆ ให้เลือกซื้อหา โดยมีวิธีคิดเบื้องหลังในการทำเกษตรกรรมที่ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ ขณะเดียวกันก็สามารถผลิตอาหารที่มีคุณภาพและพอเพียงตามความจำเป็นพื้นฐานเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของเกษตรกรและผู้บริโภค พึ่งพาตนเองได้ในทางเศรษฐกิจ รวมทั้งเอื้ออำนวยให้เกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นสามารถพัฒนาได้อย่างเป็นอิสระ

นอกจากนี้ ยังมีเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “ความมั่นคงทางอาหารในภาวะวิกฤติ” ซึ่งมีตัวแทนจากกลุ่มต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิดมาร่วมพูดคุย ให้ข้อมูล และให้ข้อเสนอแนะที่ควรนำไปผลักดันเป็นนโยบาย

โควิด-19 กับการขาดแคลนอาหาร

นายมานพ แก้วผกา ผู้ประสานงานกลุ่มโรงงานสมานฉันท์ เล่าถึงความยากลำบากจากสถานการณ์โควิด-19 ว่า เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กลุ่มของเขาไม่มีงานตัดเย็บเสื้อผ้า สมาชิกในกลุ่มจะกลับบ้านก็ไม่มีค่ารถ ที่ดินทำกินในต่างจังหวัดก็ไม่มีเหลือแล้ว ส่งผลให้มีปัญหาเรื่องอาหารการกิน ยังดีที่มีการปลูกผักอายุสั้นไว้ ช่วยให้สามารถมีอาหารพอประทังชีวิตไปได้

“มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืนทำโครงการปันอาหารปันชีวิต รวบรวมผู้คนที่สนับสนุนเงินซื้อผักปลอดสารพิษจากเกษตรกรทั่วประเทศแล้วมาบริจาคให้กับกลุ่มคนที่มีปัญหา ทำให้พวกเราพออยู่ได้ เปิดครัวกลางสองเดือน ทำอาหารปันให้คนในชุมชนสองร้อยห้าสิบคน รวมทั้งให้คนไร้บ้านด้วย” มานพเล่า

ผลักดัน “ความมั่นคงทางอาหาร” เป็นวาระแห่งชาติ

เรื่องราวข้างต้นแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ความมั่นคงทางอาหารมีความสำคัญเพียงใด ทั้งในยามปกติและโดยเฉพาะในช่วงภาวะวิกฤติ รศ.ดร.ประพาส ปิ่นตบแต่ง จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะทำงานวิชาการในประเด็นนี้ เห็นว่าในแง่รัฐศาสตร์การสร้างนโยบายสาธารณะที่มาจากการมีส่วนร่วมมีความสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงทางอาหารเป็นสิ่งที่ควรผลักดันให้รัฐนำไปปฏิบัติ

“ความมั่นคงทางอาหารคือการที่ผู้คนเข้าถึงอาหารอย่างเสมอหน้า ทั้งปริมาณและคุณภาพ และในกระบวนการการผลิตอาหารยังเกี่ยวข้องกับชีวิตผู้คน เกษตรกรรายย่อย การผลิต การกระจาย การมีอาหารอินทรีย์ที่ผลิตโดยบริษัทใหญ่ๆ จะนำไปสู่ความเปราะบางของเกษตรกรรายย่อยและอธิปไตยทางอาหาร ดังนั้น ความมั่นคงทางอาหารต้องนิยามให้กว้าง เพราะเกี่ยวพันกับการพึ่งตนเอง อิสรภาพทางเมล็ดพันธุ์ และอื่นๆ” รศ.ดร.ประพาสกล่าว

“ในยามวิกฤติควรมีนโยบายให้ทุกคนเข้าถึงอาหารที่เพียงพอหนุนเสริมความมั่นคงทางอาหารจากฐานของชุมชน เช่น ตู้เย็นรอบบ้าน ธนาคารอาหารชุมชน ตลาดชุมชน ตลาดทางเลือก สังคมเห็นว่ากลไกเหล่านี้ควรได้รับการหนุนเสริมในระยะยาว” รศ.ดร.ประพาส กล่าว สอดคล้องกับนายมานพและนางสาวพรทิพย์ที่มีข้อเสนอไปยังรัฐบาลคล้ายคลึงกันว่า ควรทำให้การเข้าถึงแหล่งเงินกู้เพื่อการประกอบอาชีพและการทำโครงการต่างๆ ที่เพิ่มความมั่นคงด้านอาหารของชุมชนเป็นไปอย่างสะดวก ง่าย ไม่ซับซ้อน ไม่ติดอยู่กับแนวทางของราชการ เพื่อเปิดให้ชุมชนสามารถออกแบบการทำงานที่สอดคล้องกับตนเองได้

สิ่งสำคัญที่สุด…คงถึงเวลาแล้วที่ “เราทุกคน” ต้องผันตัวเป็น“พลเมืองตื่นรู้” ร่วมกันสร้าง “ความมั่นคงทางอาหาร” เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของพวกเราทุกคนนั่นเอง

53ปีกรมส่งเสริมการเกษตร ก้าวสู่เกษตรวิถีใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/526942

53ปีกรมส่งเสริมการเกษตร ก้าวสู่เกษตรวิถีใหม่

วันศุกร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเนื่องในวันที่ระลึกวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเกษตร ครบรอบ 53 ปี วันที่ 21 ตุลาคมว่า “สำหรับปี 2564 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายด้านการเกษตรและอาหารที่สนับสนุนและมุ่งเป้าให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลก เน้นกรอบการทำงานในการขับเคลื่อนร่วมกันหรือที่เรียกว่า “3 S” คือ ความปลอดภัยของอาหาร (Safety) ความมั่นคงของภาคการเกษตรและอาหาร (Security) และความยั่งยืนของภาคการเกษตร (Sustainability) ตลอดจนขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติร่วมกับภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม นอกจากนี้ ยังได้ส่งเสริมนโยบายตลาดนำการผลิต โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ที่จะเข้ามาเพิ่มช่องทางในการตลาดให้กับผู้ผลิตสินค้าเกษตร ดังนั้นการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรจึงเป็นภารกิจสำคัญที่จะต้องช่วยเหลือดูแลเกษตรกรและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพองค์กรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและการปรับวิธีการทำงานสู่ความปกติใหม่ (New Normal) ยึดหลักตลาดนำการผลิต ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ส่งเสริมการใช้และบริหารจัดการปัจจัยการผลิตเพื่อยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้คุณภาพมาตรฐาน ใช้กลไกและเครือข่ายการทำงานส่งเสริมการเกษตรเชื่อมโยงทุกระดับ สร้างต้นแบบการส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่และการถ่ายทอดความรู้ รวมถึงการช่วยเหลือดูแลและให้บริการแก่เกษตรกร สร้างและขยายผลเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้พร้อมเพื่อพัฒนาสู่การเป็นผู้ประกอบการและขยายความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ในการพัฒนาการเกษตร”

ด้านนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับประเด็นหลักในปี 2564 ที่กรมส่งเสริมการเกษตรต้องขับเคลื่อน ได้แก่ การสืบสานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นนโยบายสำคัญที่ยึดถือและปฏิบัติ เพื่อที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอด ตามที่ได้พระราชทานแนวทาง การดำเนินการเน้นขยายผลและบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยการจัดทำแผนปฏิบัติงานในแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจน เพื่อให้เกษตรกรกลุ่มเป้าหมายมีอาชีพที่สอดคล้องกับพื้นที่และมีรายได้ที่มั่นคง การสานต่อภารกิจตลาดนำการผลิต โดยขับเคลื่อนผ่านกลไกการเกษตรแปลงใหญ่ให้ครอบคลุมสินค้าและกลุ่มเกษตรกรที่มีคุณภาพมีเป้าหมายในการยกระดับและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม บริหารจัดการปัจจัยการผลิตอย่างสมดุลและยั่งยืนและเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน โดยการส่งเสริมพืชที่มีศักยภาพและเป็นที่ต้องการของตลาด เช่น พืชสมุนไพร, ไม้ดอกไม้ประดับ,ไผ่, หวาย, กาแฟ, พืชเคี้ยวมัน (มะคาเดเมีย,มะม่วงหิมพานต์), แมลงเศรษฐกิจ เป็นต้น

การปรับระบบการผลิตสินค้าเกษตรตามแผนที่เกษตร Agri – mapในพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, มันสำปะหลัง, สับปะรด, ปาล์มน้ำมัน, มะพร้าว เป็นต้น สนับสนุนให้เกษตรกรใช้พืชพันธุ์ดีและมีแหล่งผลิตพืชพันธุ์ดีในชุมชน รวมทั้งสร้างการยอมรับและความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าเกษตรจากการส่งเสริมการเกษตร มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับ พัฒนาระบบบริหารจัดการสินค้าและการขนส่ง ทั้งตลาดค้าส่ง ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ และตลาดออนไลน์ รวมถึงส่งเสริมการแปรรูปสินค้า พัฒนาบรรจุภัณฑ์และการสร้างตราสินค้า และส่งเสริมการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อเพิ่มโอกาสในการจำหน่ายสินค้าเกษตร การยกระดับเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการเกษตร โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพเกษตรกร Young SmartFarmer Smart Farmer และวิสาหกิจชุมชน ให้ก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตร รองรับการก้าวสู่เกษตรวิถีใหม่ รวมทั้งสร้างเครือข่ายการทำงานที่เข้มแข็ง ให้เกษตรกรเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง เกิดเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้โดยมุ่งพัฒนาให้เป็น New Startup เปลี่ยนสินค้าเกษตรให้เป็นอาหารหรือผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง รวมถึงยกระดับบทบาทอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ให้เป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ภาครัฐเชื่อมโยงกลไกงานส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ ภายใต้สโลแกน “รวดเร็ว ทั่วถึง แม่นยำ นำความรู้ สู่บริการ ประสานความช่วยเหลือ เพื่อเกษตรกร” การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม มุ่งส่งเสริมการเกษตรบนพื้นฐานของข้อมูลวิชาการ นำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการกับสถาบันการศึกษา หน่วยงานวิชาการ รวมถึงการนำเทคโนโลยี นวัตกรรมการเกษตร

กตส.ระดมความเห็นสร้างภูมิคุ้มกัน พัฒนาสหกรณ์เข้มแข็งด้านบัญชี-การเงิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/526941

กตส.ระดมความเห็นสร้างภูมิคุ้มกัน พัฒนาสหกรณ์เข้มแข็งด้านบัญชี-การเงิน

วันศุกร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังเป็นประธานเปิดสัมมนา “ทิศทางการขับเคลื่อนภารกิจกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ปี 2564”จัดโดย กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์ สถาบันเกษตรกร และเกษตรกรเพื่อช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนผ่านระบบสหกรณ์ ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศชาติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนในการประกอบอาชีพ และส่งเสริมการออม เพิ่มรายได้ลดรายจ่าย มีวินัยทางการเงินที่ดี สร้างความเข้มแข็งให้ประชาชน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงเป็นหน่วยงานสำคัญต่อการเสริมสร้างความเข้มแข็ง ให้สถาบันเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงยั่งยืน ทั้งด้านการสอบบัญชีและวางระบบบัญชีให้สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรทำบัญชีและงบการเงินได้ และด้านการบัญชีให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการต่างๆตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อช่วยให้เกษตรกรรู้รายรับ รายจ่ายเห็นช่องทางลดต้นทุนการผลิต ลดรายจ่าย ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ช่วยส่งเสริมการออม และสร้างวินัยการเงินที่ดี เป็นการช่วยให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่มั่นคง พึ่งพาตนเองได้ รวมไปถึงสร้างเสริมองค์ความรู้ทางบัญชีสู่เยาวชนและประชาชนทั่วไป ให้ได้เรียนรู้การจัดทำบัญชี เพื่อใช้เป็นข้อมูลประเมินวางแผนจัดระเบียบรายรับ รายจ่าย ช่วยแก้ปัญหาหนี้สิน รู้จักความพอมี พอกิน พอใช้ เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันเข้มแข็งแก่ตนเองและครอบครัว ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมกำหนดแผนกลยุทธ์กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เพื่อเป็นกรอบทิศทางการขับเคลื่อนภารกิจของกรมให้สอดคล้องกับเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติ ตอบสนองต่อนโยบายรัฐบาล และกระทรวงเกษตรฯที่ให้ความสำคัญในการพัฒนาภาคเกษตรให้มีความเข้มแข็งและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน โดยกำหนดโมเดลพัฒนาเป็น “CAD 4.0 : Value – Based Strategies”ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้วยนวัตกรรม เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์“ภายในปี 2565สหกรณ์และเกษตรกรมีความเข้มแข็งด้านการเงินการบัญชีที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้มุ่งเป้าหมายการบริการคือ สหกรณ์เข้มแข็งด้านการเงินการบัญชี และเกษตรกรมีภูมิคุ้มกันทางการเงิน ประกอบด้วยกลยุทธ์ 3 ด้าน คือ 1.พัฒนาความเข้มแข็งด้านการเงินการบัญชีแก่สหกรณ์และสถาบันเกษตรกร มุ่งเน้นด้านการทำงานการสอบบัญชีของสถาบันเกษตรกรเป็นหลัก 2.ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพการจัดทำบัญชีแก่เกษตรกร มุ่งเน้นด้านการทำงานการสอนจัดทำบัญชีแก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป เพื่อสร้างวินัยในการใช้จ่ายและสร้างความเคยชินในการออม นำมาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและ 3.พัฒนาระบบการบริหารจัดการสู่องค์กรดิจิทัล มุ่งเน้นด้านการพัฒนาองค์กรให้ทันสมัยรองรับการเปลี่ยนแปลงพร้อมให้บริการแบบมืออาชีพ

ในปีงบประมาณ 2564 กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มีเป้าหมายพัฒนามาตรฐานการบัญชีและการสอบบัญชีแก่สหกรณ์และสถาบันเกษตรกรเพื่อให้ทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง และมุ่งสู่มาตรฐานสากลอาทิ การพัฒนาระบบการควบคุมคุณภาพการสอบบัญชี เพื่อเพิ่มศักยภาพการจัดทำบัญชีและงบการเงินยกระดับชั้นคุณภาพการควบคุมภายใน การพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของสหกรณ์และสถาบันเกษตรกรให้สามารถนำข้อมูลทางบัญชีมาใช้บริหารจัดการ สามารถพึ่งพาตนเองได้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่สมาชิกสหกรณ์และสถาบันเกษตรกรได้อย่างสูงสุด

นอกจากนี้ ได้พัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพระบบศูนย์ข้อมูลสารสนเทศทางการเงินของสหกรณ์เพื่อให้สมาชิก ผู้บริหาร ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและหน่วยงานภาครัฐ ได้รับรู้ถึงการขับเคลื่อนของภาคสหกรณ์ไทยต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และให้สหกรณ์ได้ใช้ประโยชน์จากการนำข้อมูลดังกล่าวไปวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน สถานภาพความผิดปกติทางการเงิน แนวโน้มการบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างรวดเร็วรวมไปถึงการพัฒนาโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพ ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงและมีความพร้อมการใช้งานได้ต่อเนื่อง โดยการยกระดับโปรแกรมระบบบัญชีที่พัฒนาโดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ให้รองรับการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Nationale – Payment) รองรับการทำงานรูปแบบ Cloudและยกระดับสหกรณ์ที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร โดยนำร่องสินค้ากาแฟและน้ำนมดิบอีกทั้งการพัฒนาและปรับปรุงนวัตกรรมเพื่อสร้างข้อมูลที่มีคุณค่า(Smart4M) ให้มีเสถียรภาพเพิ่มขึ้น เป็นต้น ที่สำคัญคือ การพัฒนาบุคลากรกรมตรวจบัญชีสหกรณ์สู่ความเป็นมืออาชีพเตรียมความพร้อมสู่การปรับเปลี่ยนเป็นองค์กรดิจิทัลในอนาคต

เร่งจ่ายเยียวยาชาวสวนลำไย2แสนครัวเรือน56จว. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/526940

เร่งจ่ายเยียวยาชาวสวนลำไย2แสนครัวเรือน56จว.

วันศุกร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าตามที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบโครงการเยียวยาเกษตรกรชาวสวนลำไย ฤดูกาลผลิตปี 2563 เพื่อช่วยเหลือชาวสวนลำไยที่ได้รับผลกระทบทั้งด้านการผลิตและการตลาด ตามข้อเสนอของคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ที่มีนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน โดยมีเป้าหมายเยียวยาชาวสวนลำไยที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร 200,000 ครัวเรือน อัตราไร่ละ 2,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ไร่ หรือคิดเป็นวงเงินเยียวยาไม่เกินรายละ 50,000 บาท นั้น มีเกษตรกรชาวสวนลำไยที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร และผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจากคณะทำงานตรวจสอบสิทธิ์ 3 ระดับ ได้แก่ ระดับตำบล อำเภอ และจังหวัด และกรมส่งเสริมการเกษตรตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง เป็นจำนวน 202,013 รายคิดเป็นพื้นที่รวม 1,429,021 ไร่ ใน 56 จังหวัด ครอบคลุมชาวสวนลำไยในภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง โดยรายชื่อทั้งหมดส่งให้ ธ.ก.ส. แล้ว และธ.ก.ส.จะทยอยโอนเงินเข้าบัญชีของเกษตรกรชาวสวนลำไย 200,000 ราย ทันทีที่ธ.ก.ส. ตรวจสอบบัญชีธนาคารของเกษตรกรแล้วเสร็จภายในปลายสัปดาห์นี้

นายอลงกรณ์กล่าวต่อว่า รมว.เกษตรฯมอบนโยบายให้ดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความโปร่งใสเป็นธรรมและดูแลชาวสวนลำไยอย่างทั่วถึง อย่าให้ตกหล่นเพราะชาวสวนลำไยฤดูกาลผลิตปี 2563 เดือดร้อนอย่างมากจากผลกระทบด้านการผลิตและผลผลิตเพราะสภาพอากาศที่ร้อนแล้งรวมทั้งเกิดการระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดปัญหาด้านตลาดและราคา

สำหรับเกษตรกรชาวสวนลำไยที่ได้รับความเดือดร้อนและผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติถูกต้องที่เกินจากกรอบของมติคณะรัฐมนตรีจำนวน 2,013 ราย นั้นคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ที่มี ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานจะจัดประชุมเพื่อมีมติเสนอคณะรัฐมนตรีเพิ่มจำนวนเกษตรกรให้ครบถ้วน ทั้งนี้จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลาโครงการเยียวยาที่ ธ.ก.ส.จะต้องโอนเงินช่วยเหลือไม่เกินวันที่ 15 ธันวาคมของปีนี้

นอกจากนี้ จะมีการจัดตั้งสถาบันลำไย ภายใต้ศูนย์แห่งความเป็นเลิศผลไม้เมืองร้อน ของศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation Center : AIC) ภายในเดือนหน้า โดยจะทำหน้าที่ในการวิจัยพัฒนา ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการตลาด ทั้งในประเทศและต่างประเทศเนื่องจากลำไยเป็นพืชเศรษฐกิจ ซึ่งในปี 2562 มีมูลค่าการส่งออกลำไยสด 583,297 ตัน คิดเป็น 20,812 ล้านบาท การส่งออกลำไยอบแห้ง 164,575 ตัน คิดเป็นมูลค่า 8,780 ล้านบาท ประเทศคู่ค้าสำคัญได้แก่ จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย ฯลฯ โดยมีเกษตรกร 2 แสนครัวเรือนพื้นที่การผลิตกว่า 1.4 ล้านไร่ ครอบคลุม 56 จังหวัด

ขอนแก่นรับมอบเงิน จีนสนับสนุน 1.2 ล้าน แก้ไขความยากจน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/526939

ขอนแก่นรับมอบเงิน จีนสนับสนุน1.2ล้าน แก้ไขความยากจน

วันศุกร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.สมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นรับมอบเงินสนับสนุนสมทบโครงการคู่เสี่ยว เกี่ยวก้อย คนขอนแก่น จาก นายเลี่ยว จวิ้นหวิน กงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำ จ.ขอนแก่น ประเทศไทย จำนวน 1,200,000 บาท ตามที่รัฐบาลจีน และรัฐบาลไทย ได้ร่วมกันกำหนดทิศทางและแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจนร่วมกันในแต่ละพื้นที่ ที่ห้องปฏิบัติราชการชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น

ดร.สมศักดิ์กล่าวว่า การให้การสนับสนุนและช่วยเหลือจากรัฐบาลจีน ผ่านสถานกงสุลใหญ่ฯ เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนในพื้นที่ จ.ขอนแก่น ซึ่งจากการหารือร่วมกันนั้นขอนแก่น มีความชัดเจนในการแก้ไขปัญหาความยากจน ด้วยการจัดทำโครงการคู่เสี่ยวเกี่ยวก้อยคนขอนแก่นขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนทั้งระบบ ปัจจุบันขอนแก่นมีคนยากจนที่จัดอยู่ในเกณฑ์ที่ประเมินไว้รวมทั้งสิ้น 1,174 ครอบครัว ในจำนวนนี้ประมาณครึ่งหนึ่งจัดอยู่ในกลุ่มที่ต้องช่วยเหลือ โดยมอบหมายให้ข้าราชการแต่ละคนรับผิดชอบคู่เสี่ยวเกี่ยวก้อยแก้จนคนขอนแก่น แบบมีส่วนร่วมและรับผิดชอบอย่างชัดเจน จึงทำให้การทำงานร่วมกันระหว่างผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนกับการให้ความช่วยเหลือนั้นเป็นรูปธรรม เพราะเราไม่ได้เน้นเฉพาะการช่วยเหลือแบบช่วยเหลือเป็นทรัพย์หรือสิ่งของเพียงอย่างเดียวแต่เราให้การช่วยเหลือแบบครบวงจร โดยงบประมาณ 1,200,000 บาท ที่ได้รับจากรัฐบาลจีนจะนำไปต่อยอดแนวทางการทำงานของโครงการในพื้นที่ของจังหวัดในภาพรวม ตามแนวทางที่กำหนด

ซอกแซกอาเซียน : 22 ตุลาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/526697

ซอกแซกอาเซียน : 22 ตุลาคม 2563

ซอกแซกอาเซียน : 22 ตุลาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

วันที่ผมนั่งเขียนบทความนี้เป็นช่วงต้นเดือนกันยายนทางสำนักเลขานุการแอปเตอร์เรามีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่อยากจะเล่าให้ท่านผู้ติดตามได้รับทราบว่า หลังจากที่แอปเตอร์เราจัดตั้งอย่างเป็นทางการ โดยการลงนามของรัฐมนตรีด้านการเกษตรของประเทศสมาชิกอาเซียนบวกสาม (จีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้) เมื่อปี 2554 แล้ว และจากนั้นก็ได้มีการเริ่มต้นดำเนินงานจริงในอีกปีต่อมา โดยในด้านของสถานที่งาน หลังจากที่คณะมนตรีแอปเตอร์เห็นชอบให้ประเทศไทยเป็นที่ตั้งของสำนักเลขานุการแอปเตอร์ ก็ได้อาศัยการอนุเคราะห์สนับสนุนของรัฐบาลไทย ซึ่งได้ยกชั้นสองของอาคารสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (ตึก 8 ชั้น) ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กลางบางเขน ให้เป็นที่ทำงานมากระทั่งจวบจนปัจจุบันเกือบจะ 10 ปีเข้าไปแล้ว แต่ด้วยความกรุณาเอื้อเฟื้อเพิ่มเติมของผู้บริหารของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ท่านจึงได้เสนอของบประมาณจัดสร้างอาคารที่ทำงานหลังใหม่ในบริเวณใกล้ๆ กัน เป็นอาคารทรงทันสมัยสวยงามสูงน่าจะใกล้เคียงอาคาร 8 ชั้นเดิม มีการตั้งชื่ออาคารหลังใหม่นี้ว่า อาคารนวัตกรรม หรือมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Innovation Building และก็เชื้อเชิญให้สำนักเลขานุการแอปเตอร์ย้ายจากที่เดิมเข้ามาอยู่ด้วย ทั้งนี้ ท่านเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในขณะนั้นคือ ท่านระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ท่านได้ยกชั้นที่สองของอาคารนวัตกรรมทั้งชั้นให้แอปเตอร์อยู่ร่วมกับสำนักเลขานุการ AFSIS ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศอีกแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย นัยว่าชั้นนี้ทั้งชั้นจะว่าด้วยเรื่องกิจการอาเซียนไปทั้งหมดเลย พวกเราก็เลยโชคดีได้ที่อยู่ใหม่ที่โอ่อ่าสง่างามสมฐานะกว่าเดิม ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณผู้บริหารสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรตั้งแต่ในอดีตมากระทั่งปัจจุบันที่ผลักดันการของบประมาณจากรัฐบาลไทยมาสนับสนุนให้แอปเตอร์ส่วนหนึ่งครับ

สำนักงานแอปเตอร์ใหม่ของพวกเรา ตอนนี้ยังปรับปรุงไม่สำเร็จสมบูรณ์ ส่วนที่ยังต้องรองบประมาณเพิ่มเติม คือ การตกแต่งภายในห้องประชุมขนาดใหญ่และการจัดตั้งป้ายชื่อ โลโก้ สัญลักษณ์ต่างๆ แต่ส่วนที่สมบูรณ์แล้วนั้น ได้แก่ ห้องทำงานซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ฝ่ายด้วยกัน และก็มีห้องผู้บริหาร ประกอบด้วยห้องผู้จัดการทั่วไป และอีก 3 ห้องสำหรับ รองผู้จัดการทั่วไปและผู้เชี่ยวชาญที่อาจมีในอนาคต แต่ตอนนี้มีผู้เชี่ยวชาญคนเดียวจากประเทศญี่ปุ่น เลยยังว่างอยู่ 2 ห้องด้วยกัน รวมทั้งโต๊ะตู้เอกสาร ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกค่อนข้างครบครันและสวยหรูทันสมัย นอกจากนี้ยังมีห้องแม่บ้านขนาดใหญ่มาก เป็นทั้งห้องเก็บของ ห้องครัว ซักล้าง และสามารถนั่งรับประทานอาหารได้จนกังวลไปว่า แม่บ้านเรามีเพียง 1 คน จะดูแลไหวไหม

ที่พิเศษที่เราขอให้กั้นเป็นห้องเพิ่มเติม คือ ห้องรับแขก เพราะทำไว้ใหญ่มาก มีโซฟาหรูตั้งอยู่ถึง 3 ชุด เผื่อแขกผู้มาเยือนมีมากถึง 3 ประเทศในคราวเดียวกัน ก็นั่งแยกกันคุยได้ ซึ่งวัสดุอุปกรณ์และสถานที่ใหม่นี้ใหญ่โตโอ่อ่ากว่าที่เดิมซึ่งค่อนข้างคับแคบมาก ห้องประชุมเดิมนั้นถ้าผู้แทนสมาชิกมาพร้อมกัน 13 ประเทศก็นั่งไม่หมดแล้ว แต่ห้องประชุมใหม่นี้พอเพียงเหลือเฟือ แถมตามแผนก็จะมีจอภาพอิเล็กทรอนิกส์ทันสมัย พร้อมห้องควบคุมครบครัน ก็ถือว่าสามารถโชว์เป็นหน้าเป็นตาแก่ประเทศเจ้าภาพ คือ ประเทศไทยได้มากทีเดียว และในโอกาสที่อาคารนวัตกรรมนี้ที่ชั้น 4 ก็เป็นห้องทำงานของท่านเลขาธิการ สศก. ผมเลยชวนผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นพร้อมเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องบางท่านเดินขึ้นไปคารวะท่าน พร้อมรายงานตัวเองว่า คณะเจ้าหน้าที่แอปเตอร์ได้ย้ายเข้ามาทำงานในอาคารนี้แล้ว ท่านเลขาธิการท่านก็ดีใจมากที่ได้มาอยู่ใกล้กัน อีกทั้งยังได้เดินลงมาเยี่ยมชมพบปะพร้อมกับถ่ายรูปกับพวกเราชาวแอปเตอร์ทุกคน ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านไว้ ณ ที่นี้อีกครั้งหนึ่ง แถมท่านยังรับปากว่า ถ้ามีอะไรขาดหกตกหล่นก็ขอให้บอกท่านได้เลย ท่านยินดีจะสั่งการให้เจ้าหน้าที่มาช่วย

ก็ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีและเป็นอีกบทหนึ่งของแอปเตอร์ ที่เรากำลังก้าวเดินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งในการปฏิบัติหน้าที่ตามความตกลงของอาเซียนบวกสาม คือ การช่วยเหลือประชาชนในภูมิภาคนี้เพื่อขจัดซึ่งปัญหาอันมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร ภายใต้การสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัฐบาลไทยโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี
chanpithya@apterr.org

ก.เกษตรฯเกาะติดสถานการณ์อุทกภัย พร้อมเสนอโครงการสร้างรายได้-พัฒนาอาชีพให้ปชช. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/526692

ก.เกษตรฯเกาะติดสถานการณ์อุทกภัย พร้อมเสนอโครงการสร้างรายได้-พัฒนาอาชีพให้ปชช.

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรว่า ที่ประชุมรับฟังรายงานสถานการณ์อุทกภัย น้ำไหลหลาก น้ำเอ่อล้นตลิ่งและวาตภัยจากเกษตรและสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ มีจังหวัดที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว จำนวน 26 จังหวัด ซึ่งขณะนี้กลับสู่ภาวะปกติแล้ว 10 จังหวัดและยังคงมีอีก 16 จังหวัดที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา อุบลราชธานี ชัยภูมิ บุรีรัมย์ กำแพงเพชร อุทัยธานี ลพบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว กาญจนบุรี เพชรบุรี ตรัง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และจังหวัดสตูล

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯโดยกรมชลประทานได้มีการติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยได้มีการรายงานปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง (ข้อมูล ณ วันที่ 18 ต.ค. 2563) มีจำนวน 44,982 ล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 21,050 ล้าน ลบ.ม. สามารถรับน้ำได้อีก 31,115 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนี้ ยังได้มีการสำรวจความเสียหายและประสิทธิภาพการรองรับน้ำของเขื่อน โดยใช้เครื่องมือวัดพฤติกรรมเขื่อน ซึ่งขณะนี้สามารถรับมือและควบคุมสถานการณ์ได้ และได้มีการส่งเจ้าหน้าที่ให้ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้มีการสร้างการรับรู้และสร้างความมั่นใจต่อพี่น้องประชาชนให้มากที่สุดด้วย

สำหรับการรายงานสถานการณ์การเพาะปลูกข้าวนาปี รอบที่ 1 ปีการผลิต 2563 กรมชลประทานและกรมส่งเสริมการเกษตร ได้รายงานพื้นที่เป้าหมายการส่งเสริมการปลูกข้าว จำนวน 59.883 ล้านไร่ แบ่งเป็น พื้นที่ในเขตชลประทาน 16.787 ล้านไร่ ได้มีการเพาะปลูกไปแล้ว 14.04 ล้านไร่ และนอกเขตชลประทาน 43.096 ล้านไร่ สำหรับในส่วนของผลกระทบด้านการเกษตร (ด้านพืช)มี 12 จังหวัด ที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ จังหวัดอุทัยธานี นครราชสีมา บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี เพชรบุรี สุพรรณบุรี ฉะเชิงเทรา สตูล และจังหวัดตรัง มีเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ 75,834 รายพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย 281,964 ไร่แบ่งเป็น ข้าว 116,099 ไร่ พืชไร่ 120,043 ไร่พืชสวนและอื่นๆ 45,822 ไร่

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังเตรียมเสนอโครงการสร้างรายได้และพัฒนาอาชีพเกษตรให้สมาชิกสถาบันเกษตรกร เพื่อช่วยเหลือสมาชิกสถาบันเกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงปี 2563/64 ประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอยให้สามารถประกอบอาชีพเกษตรกรรมต่อไปได้ รวมถึงเพื่อสร้างรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาสในครัวเรือนและส่งเสริมพัฒนาระบบการบริหารจัดการน้ำในแปลงเกษตรกรรมของสมาชิกของสถาบันเกษตรกรให้เกิดประสิทธิภาพ โดยวางเป้าหมาย 51 จังหวัด ไปยังสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 161 แห่ง และวางเป้าหมายเข้าถึงสมาชิกสถาบันเกษตรกร 3,000 ราย ทั้งนี้จะรวบรวมข้อมูลและประชุมสรุปทางการดำเนินงานมีนายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน และจะนำเสนอนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯพิจารณาเห็นชอบต่อไป