บทความ : เงินกู้ 4 แสนล้าน… กับโครงการที่เสี่ยงต่อการทุจริตสูง (ตอนที่ 2) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580204

บทความ : เงินกู้4แสนล้าน… กับโครงการที่เสี่ยงต่อการทุจริตสูง (ตอนที่2)

วันอังคาร ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โครงการนี้กรมส่งเสริมการเกษตรยืนยันว่าจะช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ผ่านศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ของกรมส่งเสริมการเกษตรโดยจะทำให้เกษตรกรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการวิเคราะห์ดินและการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินทำให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีน้อยลงในสภาวะที่ปุ๋ยเคมีมีราคาสูงขึ้นในปัจจุบัน

การดำเนินโครงการนี้ งบประมาณส่วนใหญ่ใช้ไปในการจัดซื้อชุดตรวจวิเคราะห์ดินให้ ศดปช. ศูนย์ละ 10 ชุด จัดซื้อแม่ปุ๋ยให้กับศูนย์ 3 สูตร คือ 46-0-0 จำนวน 60 กระสอบ/ศูนย์ 18-46-0 จำนวน 30 กระสอบ/ศูนย์ และสูตร 0-0-60 จำนวน 30 กระสอบ/ศูนย์ และจัดซื้อเครื่องผสมปุ๋ยให้แก่ ศดปช. ที่นำร่อง 394 ศูนย์ ใน 63 จังหวัด ศูนย์ละ 1 เครื่อง ศดปช. จะดำเนินการให้บริการตรวจวิเคราะห์ดิน แนะนำการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยเบื้องต้น รวบรวมความต้องการและจัดหาแม่ปุ๋ยมาจำหน่ายให้แก่สมาชิกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ และเกษตรกรทั่วไป รวมทั้งให้บริการผสมปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน

การจัดหาครุภัณฑ์ ทั้งชุดตรวจวิเคราะห์ดิน และเครื่องผสมปุ๋ย ก็ว่าไปตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง แต่เชื่อได้ว่าคงมีการร้องเรียนกันเกิดขึ้นตามมา ส่วนการจัดหาวัสดุ คือ แม่ปุ๋ยนั้น มีความเสี่ยงสูงกว่าอย่างอื่น ในอดีตโครงการที่เกี่ยวกับปุ๋ย มีการทุจริตเกิดขึ้นถึงขั้นทำให้ผู้บริหารระดับสูงทั้งฝ่ายข้าราชการประจำ และฝ่ายการเมืองเสียอนาคตก็มีให้เห็นกันแล้ว เช่น กรณีการจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อปี 2546 ซึ่งเสนอโครงการโดยกรมส่งเสริมการเกษตร มีการดำเนินการแบบรวบรัด มีการผลักดันโดยคนใกล้ชิดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯในสมัยนั้น มีข้อมูลส่อไปในทางทุจริต กระทำการโดยละเลยกฎระเบียบ และอ้างความเดือดร้อนของเกษตรกรเป็นเหตุผลในการดำเนินการ คดีนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้มีคำพิพากษาตัดสินจำคุก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในสมัยนั้น คนละ 6 ปี (ศาลตัดสินเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2559 ใช้เวลาในการพิจารณาคดีถึง 15 ปี) นอกจากนี้ในเวลาต่อมายังมีอดีตอธิบดี และรองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร รวมทั้งเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง กับโครงการนี้ถูกดำเนินคดีและจำคุกไปแล้วส่วนหนึ่ง และอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาอีกหลายส่วนหนึ่ง

กลับมาที่โครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน ที่กำลังกล่าวถึง เกี่ยวกับการจัดหาปุ๋ยมาจำหน่ายยิ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะดำเนินการ เพราะไม่ใช่ภารกิจของกรมส่งเสริมการเกษตร ศดชป. ควรเน้นภารกิจด้านวิชาการและส่งเสริมให้เกษตรกรปฏิบัติให้ถูกต้อง ไม่ควรดำเนินธุรกิจให้เรื่องเงินๆ ทองๆ มาพัวพันกับหน่วยงาน

ทั้ง 2 โครงการที่กล่าวมาข้างต้น ทั้ง ป.ป.ท. และ สตง. รวมทั้งองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เตือนมาแล้ว ก็ขอให้นำไปทบทวน ซึ่งอาจจะช้าไปเพราะโครงการจะสิ้นสุดลงในเดือนกันยายน 2564 นี้แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม กระบวนการต่าง ๆ ขอให้รอบคอบ รัดกุม ตรวจสอบ และอธิบายได้ โดยเฉพาะข้าราชการ เพราะเวลาเกิดเป็นคดีความครั้งไร นักการเมืองลอยตัวทุกที คนรับกรรมคือข้าราชการแทบทั้งสิ้น….

อดไม่ได้ที่จะห่วงกังวลไปถึงโครงการโคกหนองนาโมเดล ของกรมการพัฒนาชุมชน ซึ่งเป็นโครงการที่เสี่ยงต่อการทุจริตสูงลำดับที่ 2 ตามที่ ป.ป.ท. ประเมินไว้ เพราะโครงการนี้มีรูปแบบและการดำเนินงานใกล้เคียงกับ โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ แต่แยกกันทำคนละพื้นที่ ที่สำคัญของโครงการนี้คือการจ้างขุดสระน้ำที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริตสูง ตั้งแต่การประกวดราคาที่หน่วยงานในส่วนกลางเป็นผู้ดำเนินการ โดยให้ผู้รับเหมาไปดำเนินการขุดสระในตำบลที่มีเกษตรกรร่วมโครงการ การขุดสระน้ำในแต่ละตำบล ซึ่งมีพื้นที่ และภูมิประเทศที่แตกต่างกัน หากไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ เกษตรกรไม่ยอมรับ ก็จะเกิดผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจรับงาน ผมเกรงว่าเจ้าหน้าที่ตรวจรับจะกลายเป็นแพะรับบาปของโครงการนี้

เป็นที่น่าสังเกตว่า โครงการที่กล่าวมาทั้ง 3 โครงการนี้ เป็นโครงการที่เป็นลักษณะ ท็อปดาวน์ คือสั่งการมาจากข้างบน ขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของเกษตรกรโดยสิ้นเชิง มีความเสี่ยงสูงทั้งในแง่ของการทุจริต และความสำเร็จที่จะส่งผลประโยชน์ให้กับเกษตรกรอย่างแท้จริง เป็นโครงการที่สูญเปล่า เพราะเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณจากเงินกู้4 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลบอกว่าจะนำมาใช้กอบกู้สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ซึ่งอาจจะสูญเปล่าเหมือนโครงการของกระทรวงเกษตรฯ ที่ผ่านมาเมื่อปี 2560 และ 2561 ในยุค คสช. ที่ใช้เงินโครงการละหลายหมื่นล้านบาท

ในฐานะที่ผมเป็นอดีตข้าราชการของกรมส่งเสริมการเกษตร ไม่อยากเห็นชะตากรรมของข้าราชการรุ่นน้อง รุ่นลูก รุ่นหลาน ที่อาจจะได้รับผลกรรมจากการทำงานตามความต้องการของนักการเมือง และผู้บริหารระดับสูงเหมือนเช่น โครงการ ปุ๋ยอินทรีย์ ผักสวนครัวรั้วกินได้ และอีกหลายโครงการในอดีตไม่อยากเห็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอย….

อนันต์ ดาโลดม

นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย

‘ประวิตร’ นำลงพื้นที่ภาคตะวันออก ลุยพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อความมั่นคง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580201

‘ประวิตร’นำลงพื้นที่ภาคตะวันออก ลุยพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อความมั่นคง

วันอังคาร ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าแผนการพัฒนาแหล่งน้ำ และความพร้อมรับมือฤดูฝน’64 ในพื้นที่ภาคตะวันออก ที่ อ.วังจันทร์ จ.ระยอง โดยมี นายชาญนะ เอี่ยมแสง ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ต้อนรับ พร้อมรับฟังการบรรยายสรุปจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ การดำเนินการตามมาตรการรับมือฤดูฝนในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาพรวม การจัดการน้ำสนับสนุนอีอีซี ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของอีอีซี และความต้องการใช้น้ำในอนาคต

พลเอกประวิตรกล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อติดตามผลการดำเนินงานโครงการการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกและอีอีซี รวมถึงเน้นย้ำความพร้อมในการขับเคลื่อนมาตรการรับมือฤดูฝนปี 2564 ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) เพื่อให้พื้นที่ภาคตะวันออกมีความมั่นคงเรื่องน้ำ นักลงทุนเกิดความมั่นใจ โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หารือและกำหนดแนวทางร่วมกันถึงความเป็นไปได้ในการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่ รวมถึงเร่งดำเนินการเพิ่มน้ำต้นทุนโดยการพัฒนาระบบโครงข่ายน้ำต่างๆ ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว

2.การนิคมอุตสาหกรรมต้องจัดหาแหล่งน้ำสำรองของตนเอง พร้อมทั้งสนับสนุนให้ภาคเอกชนใช้น้ำแบบ 3R รวมถึงเร่งดำเนินการเพิ่มน้ำต้นทุนโดยจัดทำระบบเปลี่ยนน้ำทะเลเป็นน้ำจืด ซึ่งต้องดำเนินการอย่างประหยัด และคุ้มค่ามากที่สุด และ 3.ขอให้ทุกหน่วยปฏิบัติตาม 10 มาตรการ รับมือฝนปี’64 เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก รวมถึงวางแผนเก็บน้ำสำรองทุกแหล่งทั้งผิวดินและใต้ดินไว้รองรับในช่วงฤดูแล้งหน้าด้วย   

โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2561 – 2563) รัฐบาลได้เร่งรัดโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในภาคตะวันออกในทุกรูปแบบ เพื่อให้มีพื้นที่เก็บกักน้ำฝนให้มากที่สุด สามารถรองรับความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ทั้งภาคประชาชน เศรษฐกิจ เกษตร อุตสาหกรรมได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในพื้นที่กลุ่มจังหวัดอีอีซี ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง มีโครงการแหล่งน้ำเกิดขึ้นแล้วถึง 2,872 โครงการ พื้นที่รับประโยชน์ 372,950 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์ 136,751 ครัวเรือน ปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้นประมาณ 138 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)

สกู๊ปพิเศษ : ระยองเปิดอีกจุดแลนด์มาร์คแห่งใหม่ เช็คอินใต้ต้นก้ามปูยักษ์อายุมากกว่า 150 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580203

สกู๊ปพิเศษ : ระยองเปิดอีกจุดแลนด์มาร์คแห่งใหม่  เช็คอินใต้ต้นก้ามปูยักษ์อายุมากกว่า150ปี

สกู๊ปพิเศษ : ระยองเปิดอีกจุดแลนด์มาร์คแห่งใหม่ เช็คอินใต้ต้นก้ามปูยักษ์อายุมากกว่า150ปี

วันอังคาร ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ต้นก้ามปูยักษ์ หรือต้นจามจุรี ต้นนี้ ขึ้นอยู่ในพื้นที่ ตำบลชากบก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง กำลังเป็นที่ฮือฮา จากความแปลกตาของรูปทรงที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ บรรยากาศ ร่มรื่นจนกลายเป็นจุดเช็คอินของนักท่องเที่ยว เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ในจังหวัดระยอง โด่งดังอยู่ในโลกออนไลน์ ใครมาก็ต้องบันทึกภาพ ซึ่งมีความสวยในทุกมุม  

นางอยู่เย็น ปะโภชน์ อายุ 56  ปีอยู่บ้านเลขที่ 15/3 ม. 8 ต.ชากบก อ.บ้านค่าย จ.ระยอง บอกว่า ต้นก้ามปูต้นนี้ มีอายุกว่า 150 ปี ตนเองเกิดมาก็เห็นต้นก้ามปูยักษ์ต้นนี้ ซึ่งจะเป็นจุดศูนย์รวมของประชาชน เพราะมีการจัดงานประเพณีต่างๆ ที่นี่ โดยเฉพาะการแห่นางแมวขอฝน ชาวบ้านที่ทำพิธีก็จะขึ้นไปขอฝนกันบนต้นก้ามปูต้นนี้ พอสมัยนี้ยังไม่มีการจัดงานเพราะช่วงโควิดแต่มีการพัฒนาพื้นที่โดยเทศบาลตำบลชากบก พัฒนาให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยว ประชาชนเข้ามาเที่ยว ชาวชุมชนก็นำข้าวของมาขายมีรายได้ในช่วงโควิดเพราะที่ตลาดนัดขายของไม่ค่อยได้  ถึงแม้จะเป็นช่วงโควิดกลัวการติดเชื้อ แต่คนที่มาเที่ยวและคนขายของ ก็ระมัดระวัง โดยเฉพาะวันหยุดจะมีคนมาเที่ยวเยอะก็ไม่ให้อยู่กันหนาแน่น และต้องสวมแมส 

นายตรีเทพ คงมณี (ด้วง) อายุ 54 ปี บ้านเลขที่ 19/9 ม.8 ต.ชากบก อ.เมือง จ.ระยอง บอกว่า เดิมที่ดินผืนนี้เป็นของพ่อคุณเสริม ซึ่งเป็นแพทย์ประจำตำบล สมัยนั้นคือ หมอพื้นบ้าน รับรักษา คนที่เจ็บป่วย ท่านเป็นคนใจบุญชอบทำบุญมาก และเห็นความสำคัญของการจัดงานประเพณี โดยเฉพาะงานสงกรานต์ จึงได้ยกที่ดินผืนนี้ให้ใช้ประโยชน์สาธารณะ เพื่อทำบุญหมู่บ้านและจัดงานประเพณีทุกปี ชาวชุมชน ก็จะใช้ที่ดินจัดงาน โดยอาศัยร่มเงาของต้นก้ามปูที่แผ่กิ่งก้านสาขา เพราะสมัยก่อนไม่มีจุดที่พักให้ประชาชน ก็จะมาอยู่ใต้ต้นก้ามปูต้นนี้ ซึ่งร่มเงาเย็นสบายมากที่สุด เด็กจะพากันมาวิ่งเล่นใต้ต้นก้ามปูกันทุกวัน และยังได้เชื่อว่าการที่ต้นไม้ออกกิ่งก้านสาขาสวยงาม และร่มรื่นแบบนี้ ต้องมีรุกขเทวดาประจำอยู่  ซึ่งทาง นายนาค ระยอง นายกเทศมนตรีตำบลชากบก เล็งเห็นความสำคัญจึงจัดสรรงบประมาณ พัฒนาให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยว

สำหรับ ต้นก้ามปู ใหญ่ต้นนี้ มีลำต้นขนาดประมาณ 5 คนโอบ รูปทรงไม่สูง แต่กลับแผ่กิ่งก้านสาขาเป็นทรงพุ่มสวยงามปกคลุมพื้นที่กว่า 1 ไร่ ทำให้ภายใต้ต้นโล่ง โปร่ง และร่มรื่น จากธรรมชาติรังสรรค์ อีกทั้งเทศบาลตำบลชากบก ได้พัฒนาพื้นที่ สร้างที่นั่งไม้ล้อมรอบโคนต้น โดยออกแบบให้กลมกลืน เข้ากับธรรมชาติ จนเกิดความงดงามที่ลงตัว เมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามา ชาวชุมชนชากบก ต่างก็นำสินค้าพื้นบ้านมาวางจำหน่าย  เช่น ผลไม้ตามฤดูกาล อาหารพื้นเมือง ขนมและน้ำ สร้างรายได้ให้กับชาวชุมชนในช่วงโควิด-19อีกด้วย ต้นก้ามปูยักษ์ บ้านค่ายระยอง อยู่ใกล้สี่แยกไฟแดงชากกอไผ่ อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ถ้ามาไม่ถูก ปักหมุดที่ต้นก้ามปูยักษ์ บ้านค่ายระยอง นำทางมาถึงที่

เมืองกาญจน์ระงับ นำเข้า-ส่งออกสินค้า ด่านเจดีย์สามองค์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580202

เมืองกาญจน์ระงับ นำเข้า-ส่งออกสินค้า ด่านเจดีย์สามองค์

วันอังคาร ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายจีระเกียรติ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ได้ออกประกาศคำสั่งคณะกรรมการโรคติดต่อ จ.กาญจนบุรี ที่ 2786/2564 เรื่องระงับการใช้ช่องทางสำหรับการนำเข้า-ส่งออกขนส่งสินค้าและสินค้าผ่านแดนทุกประเภท ณ จุดผ่อนปรนทางการค้าด่านพระเจดีย์สามองค์(จุดผ่านแดนชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยว)ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี และช่องทางผ่านแดนที่เป็นช่องทางธรรมชาติ

ทั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังคงพบผู้ติดเชื้อและมีแนวโน้มที่จะพบการแพร่ระบาดไปยังผู้ติดเชื้อรายใหม่ และกระจายออกไปในหลายพื้นที่ค่อนข้างรวดเร็ว ซึ่งศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19  ได้กำหนดมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดในพื้นที่จังหวัดชายแดนให้มีประสิทธิภาพ

ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกัน ควบคุมไม่ให้เกิดการแพร่ระบาด จังหวัดกาญจนบุรี จึงมีคำสั่ง ดังนี้ 1.ระงับการใช้ช่องทางสำหรับการนำเข้า-ส่งออก ขนส่งสินค้าและสินค้าผ่านแดนทุกประเภท ณ จุดผ่อนปรนทางการค้าด่านพระเจดีย์สามองค์ และช่องทางผ่านแดนที่เป็นช่องทางธรรมชาติ  โดยให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่โดยเข้มงวด ตั้งแต่วันที่ 14 มิ.ย. 2564 จนถึงวันที่ 27 มิ.ย. 2564

2.เนื่องจากเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน หากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรงแก่สาธารณชน หรือผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ จึงไม่อาจให้คู่กรณีใช้สิทธิโต้แย้ง ตามมาตรา 30 วรรค 2 (1) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539

เร่งอุดช่องว่างคัดเลือกกรรมการลุ่มน้ำ ขีดเส้น ก.ย. 64 แล้วเสร็จทั้ง 22 ลุ่มน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580205

เร่งอุดช่องว่างคัดเลือกกรรมการลุ่มน้ำ  ขีดเส้นก.ย.64แล้วเสร็จทั้ง22ลุ่มน้ำ

เร่งอุดช่องว่างคัดเลือกกรรมการลุ่มน้ำ ขีดเส้นก.ย.64แล้วเสร็จทั้ง22ลุ่มน้ำ

วันอังคาร ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สทนช.เดินหน้าแก้ไขกฎกระทรวงการได้มาซึ่งกรรมการลุ่มน้ำใหม่ทั้ง 22 ลุ่มน้ำ ขีดเส้นแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2564 พร้อมเร่งขับเคลื่อนการคัดเลือกกรรมการลุ่มน้ำในกนช. ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2565 เพื่อร่วมวิเคราะห์แผนงานด้านน้ำในพื้นที่ แก้ปัญหาน้ำได้อย่างตรงจุด

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ภายหลังจากพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำ พ.ศ.2564 และกฎกระทรวงการได้มาซึ่งกรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำ และกรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการลุ่มน้ำพ.ศ. 2564 ซึ่งเป็นกฎหมายลำดับรองภายใต้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำพ.ศ.2561 มีผลบังคับใช้ ขณะนี้ สทนช.กำลังดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำทั้ง 22 ลุ่มน้ำใหม่ ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2564 นี้ จากนั้นก็จะดำเนินการคัดเลือกกรรมการ ผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำในคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.) ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2565

สำหรับคณะกรรมการลุ่มน้ำในแต่ละลุ่มน้ำนั้น จะประกอบด้วย กรรมการลุ่มน้ำโดยตำแหน่ง ได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตลุ่มน้ำนั้น และผู้แทนจากหน่วยภาครัฐ 13 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่หากเป็นลุ่มน้ำที่อยู่ในพื้นที่ชายแดนจะมีผู้แทนจากกระทรวงกลาโหม ส่วนลุ่มน้ำที่มีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเล จะมีผู้แทนจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ลุ่มน้ำที่อยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะต้องมีผู้แทนจากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ร่วมเป็นกรรมการลุ่มน้ำนั้นๆ ด้วย นอกจากนี้ยังต้องมีผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จังหวัดละ 1 คน รวมทั้งผู้แทนจากองค์กรปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษอีก 1 คน กรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำ ที่มาจากภาคเกษตรกรรม 3 คน ภาคอุตสาหกรรม 3 คนและภาคพาณิชยกรรม 3 คน และกรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ จำนวน 4 คน ร่วมเป็นกรรมการลุ่มน้ำด้วย

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกรรมการลุ่มน้ำผู้แทนจาก อปท. นั้น เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีผู้บริหาร อปท. ครบทั้ง 3 ประเภท ทั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกเทศมนตรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบล และยังไม่มีประธานกรรมการลุ่มน้ำที่จะทำหน้าที่แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหา กรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ ทำให้กรรมการลุ่มน้ำไม่ครบตามองค์ประกอบของกฎหมาย สทนช.จึงได้เสนอให้มีการแก้ไขกฎกระทรวงการได้มาซึ่งกรรมการลุ่มน้ำฯ เพื่อให้มีคณะกรรมการลุ่มน้ำประจำลุ่มน้ำชุดแรกเกิดขึ้นโดยเร็ว โดยเปิดโอกาสให้ อปท. ใน 3 ประเภทข้างต้นที่มีผู้บริหารแล้วส่งรายชื่อผู้บริหาร จำนวน 1 คน เข้ารับการคัดเลือกเป็นคณะกรรมการลุ่มน้ำ และท่านที่ได้รับคัดเลือกเป็นกรรมการลุ่มน้ำแล้วสามารถเป็นกรรมการลุ่มน้ำในลุ่มน้ำข้างเคียงได้ ถ้าเป็นพื้นที่ติดต่อกัน ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาที่บางพื้นที่ยังมีผู้บริหาร อปท. ไม่ครบทั้ง 3 ประเภท

นอกจากนี้ สทนช. ยังได้เสนอให้เพิ่มเติมบทเฉพาะกาล เพื่อกำหนดบุคคลผู้มีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยทรัพยากรน้ำ แต่งตั้งบุคคลทำหน้าที่คณะกรรมการสรรหาเพื่อดำเนินการสรรหากรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ จากเดิมที่ประธานคณะกรรมการลุ่มน้ำจะเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหา เป็นเลขาธิการ สทนช. เนื่องจากขณะนี้ทุกลุ่มน้ำยังไม่มีประธานกรรมการลุ่มน้ำ

“หลังจากจัดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำให้ครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำแล้ว ก็จะเริ่มดำเนินการคัดเลือกกรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำใน กนช. จำนวน 6 คน ประกอบด้วย กรรมการลุ่มน้ำผู้แทน อปท. 1 คน กรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำ 4 คน และกรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ 1 คนโดยประธาน กนช. จะเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกจำนวน 11 คน ซึ่งจะมีเลขาธิการ สทนช. เป็นประธานกรรมการคัดเลือก และจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2565 เพื่อให้ทันต่อกรอบการเสนอแผนงาน/โครงการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 เนื่องจากกรรมการลุ่มน้ำจะมีบทบาทหน้าที่ที่สำคัญในการพิจารณาแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับท้องถิ่นและมีส่วนร่วมในการให้ความคิดเห็นต่อแผนงาน/โครงการด้านพัฒนาแหล่งน้ำที่จะเสนอในปี 2566 ด้วย ซึ่งจะทำให้การพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพครอบคลุมทุกมิติ สามารถแก้ปัญหาในพื้นที่ได้อย่างตรงจุดสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน และอยู่บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริงรวมทั้งตอบสนองต่อการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ช่วยเสริมศักยภาพในการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศตรงตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561” เลขาธิการ สทนช. กล่าวในตอนท้าย

บทความ : เงินกู้ 4 แสนล้าน… กับโครงการที่เสี่ยงต่อการทุจริตสูง (ตอนที่ 1) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/579990

บทความ : เงินกู้ 4 แสนล้าน… กับโครงการที่เสี่ยงต่อการทุจริตสูง (ตอนที่ 1 )

วันจันทร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ได้อ่านข้อเขียนของ รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค และ ผศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค เรื่อง “ต่อต้านคอร์รัปชั่น” ในคอลัมน์การเมือง แนวหน้าออนไลน์ เมื่อวันพุธที่ 5 พฤษภาคม 2564 มีสาระสำคัญที่น่าเป็นห่วงหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพราะข้อเขียนดังกล่าวได้ระบุว่ามีโครงการของกระทรวงเกษตรฯ 2 โครงการภายใต้ “งบเงินกู้สู้โควิด 4 แสนล้านบาท” ซึ่งเป็นโครงการที่ “มีความเสี่ยงการทุจริตอยู่ในระดับสูง” (ลำดับที่ 1 และ 3) ตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ประเมินไว้

โครงการที่มีความเสี่ยงการทุจริตสูงลำดับที่ 1 คือ “โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่” งบประมาณ 3,550 ล้านบาท มีสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้รับผิดชอบหลัก ป.ป.ท. ตั้งข้อสังเกตว่า การทุจริตอาจเกิดจาก การจ้างแรงงานที่อาจมีการช่วยเหลือพวกพ้อง และอาจไม่ได้ทำงานจริง การจัดซื้อจัดจ้างที่อาจเอื้อประโยชน์คนบางกลุ่ม มีการล็อกสเปก หรือซื้อวัสดุต่างๆ ที่ไม่เหมาะสมในการใช้งานจริง การเบิกงบประมาณในการจัดอบรมสัมมนาไม่ตรงกับที่จ่ายจริง งบประมาณอื่นๆ สามารถจัดทำเอกสารเท็จได้ที่สำคัญคือ สตง. พบว่า โครงการนี้ไม่มีความพร้อมในการดำเนินงานเกษตรกรเข้าร่วมโครงการต่ำกว่าเป้าหมายเพราะเงื่อนไขต่างๆ ที่กำหนดขึ้น รวมทั้งการจัดสรรเงินกู้ล่าช้าด้วย

โครงการนี้ แม้สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ จะเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก แต่หน่วยงานที่ร่วมดำเนินการในพื้นที่ไม่พ้น กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมพัฒนาที่ดิน และ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โดย กรมส่งเสริมการเกษตรพัฒนาอาชีพด้านพืช กรมปศุสัตว์ พัฒนาอาชีพด้านปศุสัตว์ กรมประมงพัฒนาอาชีพด้านประมง กรมพัฒนาที่ดิน ขุดบ่อเก็บน้ำ สนับสนุนวัสดุปรับปรุงดิน และ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ประเมินผลโครงการ หน่วยงานอื่น ๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นหน่วยงานสนับสนุน สรุปคือ ทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ มีชื่อปรากฏอยู่ในโครงการนี้ทั้งหมด ส่วนหน่วยงานไหนจะรับผิดชอบด้านใดขึ้นอยู่กับภารกิจของหน่วยงานนั้นๆ

เป้าหมายของโครงการ จะดำเนินการในพื้นที่ 4,009 ตำบล ใน 75 จังหวัด เกษตรกรตำบลละ 16 ราย รวม 64,144 ราย พื้นที่ดำเนินการรายละ 3 ไร่ รวม 192,432 ไร่ มีการจ้างงานในระดับตำบล ตำบลละ 8 ราย รวม 32,072 ราย มีการรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการผ่านระบบออนไลน์ หรือยื่นใบสมัครที่เกษตรตำบล โดยมีคณะทำงานขับเคลื่อนระดับอำเภอเป็นผู้คัดเลือก ซึ่งจากข้อมูลที่ได้รับจากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ทราบมาว่า มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการน้อยมาก แม้เจ้าหน้าที่จะเข้าไปขอให้สมัครก็ยังยากเย็น

ที่ ป.ป.ท.ตั้งข้อสังเกต เกี่ยวกับการจ้างแรงงานเกษตรทฤษฎีใหม่ระดับตำบล ตำบลละ 8 ราย ว่าอาจจะมีการจ้างพวกพ้องนี่ก็น่าคิด เพราะคณะกรรมการขับเคลื่อนระดับอำเภอเป็นคนคัดเลือกด้วยการสัมภาษณ์ แรงงานนี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด จ้างมาเพื่อทำหน้าที่ประสานเชื่อมโยงการทำงานโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ให้เข้าถึงแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ ประสานงานในการถ่ายทอดความรู้ และแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรให้กับเกษตรกร สำรวจ จัดเก็บและรายงานข้อมูลพื้นฐานทางการเกษตรให้เป็นปัจจุบัน รวมถึงติดตามการดำเนินงานรายแปลงด้วย อีกทั้งยังคาดหมายให้แรงงานเหล่านี้เป็นตัวแทนกระทรวงเกษตรฯ ในการจัดทำแผน และขับเคลื่อนแผนเกษตรกรรมยั่งยืนในระดับตำบล เป็นการคาดหวังที่สูงมาก แต่เท่าที่เคยสัมผัสแรงงานเหล่านี้บางคนยังไม่รู้จักว่าทฤษฎีใหม่ คืออะไร…และยังไม่ทราบบทบาทหน้าที่ของตนเองว่าต้องทำอะไรบ้าง

การดำเนินการฝึกอบรมเกษตรกรตามโครงการนี้ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด ทำให้ต้องอบรมออนไลน์ กิจกรรมนี้น่าห่วงที่สุด เพราะลำพังนำเกษตรกรมานั่งอบรมแบบเห็นหน้าเห็นตากันตัวเป็นๆ เกษตรกรที่สนใจฟัง หรือเรียนรู้อย่างจริงจังมีน้อย แต่นี่ใช้การอบรมระบบออนไลน์ จึงไม่น่าจะสัมฤทธิผล

อีกโครงการหนึ่งของกระทรวงเกษตรฯ ที่มีความเสี่ยงทุจริตอยู่ในระดับกลาง (ลำดับที่ 3 รองจาก โครงการโคกหนอง นา โมเดล ของกรมการพัฒนาชุมชน) คือ “โครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service)” งบประมาณ 170 ล้านบาท มีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ป.ป.ท. ตั้งข้อสังเกตว่า การทุจริตในโครงการนี้ มีช่องทางจากการจัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะ วัสดุทางการเกษตรมีการกำหนดเงื่อนไขที่กีดกันผู้เสนอราคารายย่อย การส่งมอบปุ๋ยให้กลุ่มเป้าหมายอาจไม่ครบถ้วนตามที่จัดซื้อจริง การจัดซื้อครุภัณฑ์ การจ้างผลิตสื่อ การจ้างที่ปรึกษา อาจใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่าและมีการเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง การจัดอบรมสัมมนาอาจมีการเบิกจ่ายที่ไม่ตรงกับการอบรมจริง

นอกจากนี้ สตง. ยังพบว่ามีความล่าช้าในการจ้างทำแพลตฟอร์ม และแอปพลิเคชั่น ในการให้คำแนะนำการใช้ปุ๋ย และเก็บข้อมูล Data Base การกำหนดเงื่อนไขของโครงการไม่สอดคล้องกับความต้องการ โครงการไม่มีความเหมาะสมในแง่ของการปฏิบัติจริง

โครงการนี้กรมส่งเสริมการเกษตร ยืนยันว่าจะช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ผ่านศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ของกรมส่งเสริมการเกษตร โดยจะทำให้เกษตรกรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการวิเคราะห์ดิน และการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ทำให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีน้อยลงในสภาวะที่ปุ๋ยเคมีมีราคาสูงขึ้นในปัจจุบัน

อนันต์ ดาโลดม

นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย

ชายคาพระพิรุณ : 14 มิถุนายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/579987

ชายคาพระพิรุณ :  14 มิถุนายน 2564

ชายคาพระพิรุณ : 14 มิถุนายน 2564

วันจันทร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่ยังพบตัวเลขการติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องให้บริการเกษตรกรและประชาชนทั่วไป ยังต้องปรับตัวและปรับเปลี่ยนวิธีทำงานเพื่อให้อำนวยความสะดวกแก่เกษตรกร ตามมาตรการป้องกันเชื้อโควิด-19 โดยเฉพาะการนำระบบออนไลน์เข้ามาเป็นเครื่องมือเพื่อลดการพบปะโดยตรง ล่าสุด กรมหม่อนไหมก็ได้แจ้งข่าวการปรับปรุงวิธีการให้บริการตรวจรับรองมาตรฐานตรานกยูงพระราชทาน ในขั้นตอนการตรวจประเมินสถานที่ผลิตและวัสดุอุปกรณ์การผลิตผ้าไหม ด้วยการตรวจประเมินทางไกล ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการให้บริการเกษตรกรที่รวดเร็วขึ้นและลดการเสียโอกาสของเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งนายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหมแจ้งว่า กรมหม่อนไหมได้ปรับปรุงวิธีการให้บริการตรวจรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) จากเดิมที่ผู้ตรวจประเมินมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) ต้องมีการตรวจประเมินทุกขั้นตอนในสถานที่ผลิตจริง ตั้งแต่การตรวจสถานที่ผลิตและวัสดุอุปกรณ์การผลิตผ้าไหม การตรวจวัตถุดิบ (พันธุ์ไหม เส้นไหม และเส้นใยอื่น) การตรวจกระบวนการผลิต (การสาวไหม การฟอกย้อมสี และการทอผ้า) การตรวจคุณภาพผ้าไหม (การทดสอบตกสี ความสม่ำเสมอของสี ลวดลาย และเนื้อผ้า) และการรับรองโดยการติดดวงตรานกยูงพระราชทาน พร้อม 2D barcode เพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถลงพื้นที่ปฏิบัติงานได้ จึงปรับเปลี่ยนมาเป็นการตรวจประเมินทางไกล (Remote Inspection) ผ่านระบบปฏิบัติการสื่อสารออนไลน์ (Social Online) ในบางขั้นตอน ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรที่ต้องการขอการตรวจรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) สอดคล้องกับมาตรการการป้องการการแพร่ระบาดของโรค ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)

สำหรับรูปแบบวิธีการตรวจประเมินผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) ทางไกล (Remote Inspection) ผ่านระบบปฏิบัติการสื่อสารออนไลน์ (Social Online) ในขั้นตอนการตรวจประเมินสถานที่ผลิตและวัสดุอุปกรณ์การผลิตผ้าไหมนั้นผู้ตรวจประเมินสามารถประเมินด้วยวิธีทางไกล ทั้งผ้าไหมตรานกยูงสีทอง สีเงิน สีน้ำเงินและสีเขียว ส่วนขั้นตอนของการตรวจประเมินวัตถุดิบที่ใช้สำหรับผลิตผ้าไหมไทยและกระบวนการผลิต ผู้ตรวจประเมินจะเข้าตรวจประเมินในสถานที่จริง ในการตรวจรับรองผ้าไหมตรานกยูงทั้ง 4 ชนิด และผ้าไหมตรานกยูงสีน้ำเงินและสีเขียวยังสามารถตรวจประเมินทางไกลได้อีกช่องทาง ส่วนขั้นตอนการตรวจประเมินคุณภาพผ้าไหมไทยตรานกยูงพระราชทางทั้ง 4 ชนิด ผู้ตรวจประเมินจะลงพื้นที่ตรวจประเมินในพื้นที่จริง เพื่อให้ได้ผ้าไหมไทยที่มีคุณภาพตามมาตรฐานตรานกยูงพระราชทานของกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นับว่าเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการเพื่อลดการเสียโอกาสต่างๆ ได้ เนื่องจากผ้าไหมก็ถือเป็นสินค้าเกษตรที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่ง สำหรับท่านใดที่สนใจและต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมท่านอธิบดีกรมหม่อนไหม บอกว่าสามารถติดต่อสอบถามได้ที่กรมหม่อนไหม โทร. 0-2940-6564 ต่อ 14 ได้เลยครับ

ขุนเกษตรา

เกษตรกรเฮ! ราคาดี ปาล์มแตะ 7 บาท/กก. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/579820

เกษตรกรเฮ!ราคาดี  ปาล์มแตะ7บาท/กก.

เกษตรกรเฮ!ราคาดี ปาล์มแตะ7บาท/กก.

วันอาทิตย์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เกษตรกรเฮ!ราคาดี ปาล์มแตะ7บาท/กก.

เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน เฮราคาผลปาล์ม แตะ 7 บาทต่อกิโลกรัม ราคาดี! จุรินทร์ ชู “บริหารเชิงรุก”ทำราคาพุ่ง

12 มิถุนายน 2564 เวลา 10.00 น.ที่อําเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายไชยยศ จิรเมธากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นางสาวพิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ นายสาคร เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกระบี่ เขต 1 นายสมชาย หาญภักดีปฏิมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ นายณธรรมรักษ์ จงรักษ์ นายกเทศมนตรีตำบลคลองพนพัฒนา พบปะกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่อําเภอคลองท่อม และมอบถุงยังชีพ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับ ผลกระทบจากโควิด-19 ณ เทศบาลตําบลคลองพนพัฒนา อําเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่

นายจุรินทร์ กล่าวแสดงความยินดีกับชาวสวนปาล์มที่วันนี้ปาล์มราคาดี 6.80 บาท และ 7 บาทในบางช่วง ซึ่งเป็นเพราะมาตรการบริหารจัดการเชิงรุกที่กระทรวงพาณิชย์ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและคณะกรรมการนโยบายปาล์มแห่งชาติกำหนดมาตรการหลายเรื่องเช่น สกัดการลักลอบนำเข้าปาล์มจากต่างประเทศ ออกประกาศกระทรวงเป็นคำสั่งห้ามนำเข้าปาล์มทางบก และออกทางด่านที่กำหนดเท่านั้น และสนับสนุนผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มกิโลกรัมละ 2 บาทเพื่อส่งเสริมให้ส่งออก รับซื้อผลปาล์มในประเทศแต่มีเงื่อนไข 1.สต๊อกปาล์มในประเทศต้องเกิน 300,000 ตัน 2.ราคาปาล์มต่างประเทศต้องต่ำกว่าในประเทศ เพื่อให้ส่งออกปาล์มในประเทศ

“ แต่ถ้าราคาตก พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายประกันรายได้เกษตรกร ในการเข้าร่วมรัฐบาล ช่วยชาวสวนปาล์มให้ได้รับเงินส่วนต่าง ถ้าราคาปาล์มตกกว่า 4 บาท จะพยายามช่วยสุดความสามารถ “ นายจุรินทร์ กล่าว

นายจุรินทร์ กล่าวถึงข้อกังวลของเกษตรกรเกี่ยวกับประเด็นปุ๋ยแพงด้วยว่ามีสาเหตุมาจาก บริษัทผลิตแม่ปุ๋ยใหญ่คือประเทศจีน มีประเทศอินเดียมาประมูลแม่ปุ๋ยจากประเทศจีนไปล็อตใหญ่เพื่อใช้ในการเกษตร และประเทศจีนก็เริ่มฤดูไถหว่านฤดูใหม่ทำให้ต้องสต๊อกปุ๋ยเพื่อให้พอใช้ในประเทศทำให้ปุ๋ยในตลาดโลกค่าขาดแคลน

“ได้ให้เรียกผู้นำเข้าปุ๋ยมาคุย หาจุดสมดุล 1.โดยกดราคาปุ๋ยลงมาแต่ให้พอมีกำไรบ้างไม่ให้กระทบกับเกษตรกรเกินไป โดยมีมาตรการเสริม ให้เกษตรกรรวมกลุ่มเป็นกลุ่มเกษตรกรจะสามารถซื้อปุ๋ยราคาพิเศษได้โดยกระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงเกษตรจับมือการช่วยแก้ปัญหา ประสานงานกับพาณิชย์จังหวัด เกษตรจังหวัด ให้รวมตัวกันซื้อปุ๋ยราคาพิเศษในนามกลุ่มจะช่วยลดราคาลงไปได้ “นายจุรินทร์ กล่าว

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/579376

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

วันศุกร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ปีนี้แม้ฝนมาเร็ว แต่ก็ทิ้งช่วงเร็วๆเหมือนกัน สถานการณ์น้ำในขณะนี้หลายพื้นที่น้ำน้อยส่อเค้าจะเจอภัยแล้งในช่วงต้นฤดูฝน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) มีบทบาทแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร ทำอะไรบ้างไหม หรือแค่ไปรวบรวมผลงานของหน่วยงานด้านน้ำที่ทำอยู่แล้วมาเป็นของตัวเอง จับนู้นชนนี้ มั่วกันไปหมด

สทนช.เป็นอย่างนี้ จริงๆหรือ?

ถ้าคนที่เข้าใจบทบาทของ สทนช. ตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร และเห็นการเปลี่ยนแปลงของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศในปัจจุบัน และกำลังก้าวไปในอนาคต รวมทั้งผลงานที่ปรากฏออกมา จะไม่พูดอย่างนี้ครับ

สทนช.ตั้งขึ้นมาตามคำสั่งของ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ 46/2560 เพื่อต้องการให้การบริหารจัดการน้ำของประเทศทั้งระบบมีเอกภาพเป็นหนึ่งเดียว ลดความซ้ำซ้อน ของหน่วยงานด้านน้ำที่มีอยู่กว่า 53 หน่วยงาน จาก 13 กระทรวง รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อีก 7,850 แห่ง โดยจะทำหน้าที่ในการบูรณาการงาน ข้อมูล แผนงาน โครงการ งบประมาณ ตลอดจนการติดตามประเมินผล และการควบคุมการปฏิบัติงาน ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำ

พร้อมมีคำสั่งให้ ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ ย้ายจากอธิบดีกรมชลประทาน มานั่งเป็นหัวเรือ ในตำแหน่งเลขาธิการ สทนช.

สทนช.เป็นหน่วยงาน Regulator กำกับนโยบายลงไปสู่ระดับพื้นที่ โดยทำหน้าที่บูรณาการรวบรวมข้อมูล มาวางแผนงานวางโครงการ และหางบประมาณ ให้หน่วยงานภาคปฏิบัติไปดำเนินการจากนั้นก็ติดตาม ขับเคลื่อนงานให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ไม่ใช่หน่วยงาน Operation ที่จะต้องไปสร้างเขื่อนสร้างฝาย สร้างประตูระบายน้ำ ขุดอุโมงค์ขุดบ่อ ทำแก้มลิง เจาะบาดาล หรือสร้างอะไรต่อมิอะไร ที่เห็นเป็นรูปธรรม

การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำก่อนที่จะมี สทนช. อยู่ในลักษณะต่างคนต่างทำ ไม่เป็นระบบ ซ้ำซ้อนกัน เคยเห็นการสร้างถนนไหมครับ หน่วยงานหนึ่งสร้างถนนเสร็จ อีกหน่วยงานที่รื้อถนนเพื่อวางท่อประปาทำเสร็จ อีกหน่วยงานก็ไปรื้ออีกเพื่อวางสายไฟฟ้า ระบบสื่อสาร พอเกิดน้ำท่วมอีกหน่วยงานก็ไปรื้อท่อระบายน้ำ สูญเสียงบประมาณ ไปไม่รู้เท่าไร

การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำก็เช่นกัน หน่วยงานหนึ่งทำแล้ว อีกหน่วยงานก็ยังทำอีก หรือไม่ก็อีกหน่วยงานหนึ่งทำอีกหน่วยงานก็ขวาง การแก้ไขปัญหาก็ล่าช้า ซ้ำซ้อน ไม่มีประสิทธิภาพ สิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ แต่เมื่อมี สทนช.เกิดขึ้น ปัญหาเหล่านี้ค่อยๆหมดไป การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศเริ่มมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ถ้าเปรียบเทียบกับร่างกายมนุษย์สทนช.ก็คือ สมอง ที่จะต้องสั่งการไปส่วนต่างๆของร่างกายให้ทำงานตามที่วางแผนเอาไว้ เช่น สั่งไปที่ขาให้เดินไปข้างหน้า ก็ต้องเดินไปข้างหน้าทั้ง 2 ขา ไม่ใช่ขาหนึ่งไปเดินทางข้างหน้า อีกขาเดินถอยหลัง อย่างนี้ก็คงไปไม่ถึงไหน เช่นเดียวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน โดยมี สทนช.เป็นหน่วยงาน Regulator

การสร้างบ้าน จะต้องมีการวางแผน ออกแบบ จัดหางบประมาณ ควบคุมการก่อสร้าง เมื่อสร้างแล้วเสร็จ ถือเป็นผลงานของคนที่วางแผน ออกแบบ จัดหางบประมาณ และควบคุมหรือไม่ หรือเป็นผลงานของคนที่ก่อสร้างเท่านั้น

ไม่ต่างจากการแก้ไขปัญหาน้ำในขณะนี้สทนช.มีบทบาทสำคัญในการบูรณาการวางแผนแก้ไขปัญหา ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติ ผ่านกลไกการทำงานของกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) ที่มีรองนายกฯ ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้อำนวยการ

ผลงานที่ผ่านมา ได้มีการบริหารจัดการน้ำในเชิงป้องกัน วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง และหาแหล่งน้ำสำรอง ทำให้ 2563-64 ที่ผ่านมา พบว่าไม่มีพื้นที่ประกาศภัยแล้งเลย ในขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมก็ลดลง 2562 มีความเสียหายเพียง 94 ล้านบาท ปี 2563 ความเสียหาย 223 ล้านบาท ถือว่าน้อยมาก

จะผิดไหมถ้าผมจะพูดว่า “สทนช.เป็นหน่วยงานหลักที่กำกับ ดูแล และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศอย่างเป็นระบบ”

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

บทความพิเศษ : เกษตรกรจันทบุรีตั้งธนาคารชันโรงแห่งแรกของไทย ช่วยผสมเกสรได้ผล100%-เพิ่มรายได้จากน้ำผึ้งชันโรงคุณภาพสูง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/579377

บทความพิเศษ : เกษตรกรจันทบุรีตั้งธนาคารชันโรงแห่งแรกของไทย ช่วยผสมเกสรได้ผล100%-เพิ่มรายได้จากน้ำผึ้งชันโรงคุณภาพสูง

บทความพิเศษ : เกษตรกรจันทบุรีตั้งธนาคารชันโรงแห่งแรกของไทย ช่วยผสมเกสรได้ผล100%-เพิ่มรายได้จากน้ำผึ้งชันโรงคุณภาพสูง

วันศุกร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รัฐไท พงษ์ศักดิ์

น้ำผึ้งชันโรง มีสรรพคุณทางยา สามารถนำไปใช้ในการแพทย์ และเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง จึงเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคอย่างมาก เกษตรกรในชุมชนปัถวี จังหวัดจันทบุรี จึงรวมตัวกันเลี้ยงชันโรงในสวนผลไม้เพื่อช่วยผสมเกสร โดยจัดตั้งเป็นธนาคารชันโรง ขึ้นเป็นแห่งแรกของประเทศไทย เพื่อหมุนเวียนการนำชันโรงไปใช้ประโยชน์ในสวนของสมาชิก การันตีช่วยผสมเกสรได้ 100% และยังมีผลพลอยได้จากการจำหน่ายน้ำผึ้งชันโรงในราคาที่สูงถึงขวดละ 2,000 บาท

คุณรัฐไท พงษ์ศักดิ์ ประธานศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจชุมชนปัถวี จังหวัดจันทบุรี ผู้จัดการธนาคารชันโรงชุมชนปัถวี เปิดเผยว่า ทำสวนผลไม้อยู่ 45 ไร่ ปลูกทั้ง เงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง โดยเน้นการทำแบบอินทรีย์ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีมาเร่งให้ออกดอกออกผล เพราะเป็นห่วงสุขภาพของตัวเอง จึงมาพึ่งกลไกธรรมชาติ โดยใช้ชันโรงช่วยผสมเกสร ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่เกษตรตำบล กรมส่งเสริมการเกษตรโดยเข้าร่วมฝึกอบรมการเลี้ยงชันโรงกับศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดจันทบุรี และเริ่มเลี้ยงชันโรงในสวนผลไม้ของตัวเองเรื่อยมา ซึ่งพบว่าประสิทธิภาพในการช่วยผสมเกสรได้ผล 100% และเมื่อเห็นประโยชน์ในการช่วยผสมเกสรจากการเลี้ยงชันโรง จึงชักชวนเกษตรกรในพื้นที่ให้หันมาเลี้ยงชันโรง พร้อมทั้งจัดตั้งธนาคารชันโรงขึ้นในวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2560 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรสมาชิกในกลุ่มที่ยังไม่มีองค์ความรู้และทุนทรัพย์ในการลงทุนเลี้ยงชันโรง ได้มีรังชันโรงไปเลี้ยงเพื่อช่วยผสมเกสรภายในสวน รวมทั้งเป็นการอนุรักษ์และขยายพันธุ์ชันโรงให้มากขึ้นเพื่อช่วยรักษาระบบนิเวศอย่างยั่งยืน

สำหรับธนาคารชันโรงมีรูปแบบการจัดการเหมือนธนาคารทั่วไป คือมีทั้งในด้านการรับฝากรังพันธุ์ชันโรง และการขอยืมรังพันธุ์ชันโรง โดยมีกฎกติกาคือ สมาชิกที่นำรังพันธุ์ชันโรงมาฝากกับธนาคาร เมื่อทำการฝากรังพันธุ์ชันโรงไว้กับธนาคารครบ 1 ปี สมาชิกจะได้รับดอกเบี้ยเป็นรังพันธุ์ชันโรงเพิ่มขึ้น เช่น นำมาฝาก 5 รังจะได้ดอกเบี้ยเป็นรังชันโรงเพิ่ม 1 รัง รวมเป็น 6 รัง ส่วนสมาชิกที่ต้องการขอยืมรังพันธุ์ชันโรงจากธนาคารไปเลี้ยง เมื่อครบ 1 ปี สมาชิกผู้ยืมจะต้องนำรังพันธุ์ชันโรงกลับมาคืนให้ธนาคารชันโรงในจำนวนที่เพิ่มขึ้นจากตอนที่ขอยืมไปจากธนาคาร เช่น ถ้ายืมรังพันธุ์ชันโรงจำนวน 5 รัง สมาชิกผู้ยืมจะต้องคืนรังพันธุ์ชันโรงให้กับธนาคารชันโรง เพิ่มขึ้น 2 รัง รวมเป็น 7 รัง โดยมีข้อแม้ว่าสมาชิกที่จะนำชันโรงไปเลี้ยง ต้องเป็นสวนผลไม้อินทรีย์ที่ไม่มีการใช้สารเคมีและต้องผ่านการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand มีการรักษาระบบนิเวศภายในสวนที่ดี

ปัจจุบันธนาคารชันโรงมีสมาชิกจำนวน 100 กว่าราย มีจำนวนรังพันธุ์ชันโรงที่สมาชิกมาฝากไว้ในธนาคารจำนวน 125 รัง ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการให้สมาชิกยืมไปเลี้ยง ธนาคารชันโรงจึงมีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อกำกับดูแลบริหารจัดการให้สมาชิกที่ประสงค์จะยืมไปเลี้ยงได้รายละไม่เกิน 5 รัง แล้วนำไปขยายรังต่อ เพื่อลดต้นทุนในการซื้อรังชันโรงเข้ามาเลี้ยง ซึ่งมีราคาสูงถึงรังละ 1,500 บาท โดยธนาคารจะให้คำปรึกษา แนะนำการเลี้ยงที่ถูกต้อง การจัดหาแหล่งพืชอาหารให้เพียงพอต่อการแยกขยายรังชันโรง ซึ่งธนาคารชันโรงจะมีการประชุมชี้แจงและรายงานผลการดำเนินงานให้สมาชิกภายในกลุ่มได้ทราบเป็นระยะ รวมถึงจะทำหน้าที่รวบรวมผลผลิตน้ำผึ้งจากสมาชิกเพื่อบรรจุภัณฑ์จำหน่ายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยมีช่องทางการจำหน่ายทั้งที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจชุมชนปัถวี และช่องทางออนไลน์ เพจปัถวีโมเดล ในราคาขวดละ 2,000 บาท(700 ml) ซึ่งตลาดให้การตอบรับดีมาก ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มจากการจำหน่ายน้ำผึ้งชันโรงหลักหมื่นบาทต่อปี ขึ้นอยู่กับจำนวนที่เลี้ยง (ผึ้งชันโรง 1 รังให้ผลผลิตน้ำผึ้ง 1 ขวดต่อปี)

“อยากเชิญชวนเกษตรกรให้หันมาเลี้ยงชันโรงในสวนเพื่อช่วยผสมเกสร เพราะชันโรงเป็นแมลงช่วยผสมเกสรที่มีประสิทธิภาพ และเป็นตัวชี้วัดความสมดุลของระบบนิเวศได้เป็นอย่างดี สามารถการันตีผลผลิตทางการเกษตรได้ว่าปลอดภัยจากสารเคมี และเกษตรกรยังสามารถจำหน่ายน้ำผึ้งชันโรง ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการเลี้ยงชันโรงได้อีกทางหนึ่งด้วย” คุณรัฐไท ฝากทิ้งท้าย