ชายคาพระพิรุณ : 6 กันยายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600083

ชายคาพระพิรุณ : 6 กันยายน 2564

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ระบบสหกรณ์ ถือเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และมีส่วนสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจฐานราก การสร้างความเข้มแข็งให้ระบบสหกรณ์จึงเป็นนโยบายสำคัญที่นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เน้นย้ำให้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ดำเนินการขับเคลื่อนงานตามภารกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและโปร่งใสในระบบสหกรณ์ ซึ่งการตรวจสอบกิจการสหกรณ์ ถือเป็นกลไกสำคัญของระบบการตรวจสอบด้วยสหกรณ์เอง เป็นการดำเนินงานของสหกรณ์ที่จัดให้มีขึ้นเพื่อให้ความเชื่อมั่นเพิ่มคุณค่าและปรับปรุงการปฏิบัติงานของสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นนายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงมีนโยบายที่จะพัฒนาการตรวจสอบกิจการสหกรณ์ พร้อมทั้งเสริมองค์ความรู้ให้ผู้ตรวจสอบกิจการ เพื่อเป็นกลไกสร้างความเข้มแข็งให้ระบบสหกรณ์ดำเนินงานได้อย่างโปร่งใส เพิ่มความเชื่อมั่นให้สมาชิก ให้ได้รับการดูแลจากสหกรณ์และได้รับผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม โดยผู้ตรวจสอบกิจการเมื่อได้รับเลือกตั้งให้ทำหน้าที่แล้ว จำเป็นต้องศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายสหกรณ์ ระเบียบ ประกาศและคำแนะนำนายทะเบียนสหกรณ์ ระเบียบและข้อบังคับสหกรณ์ เพื่อให้สามารถตรวจสอบกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งประกอบด้วย การศึกษาและสำรวจ เพื่อให้ผู้ตรวจสอบกิจการมีความเข้าใจเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับสหกรณ์ที่ตรวจสอบ เช่น ลักษณะการดำเนินงาน วิธีปฏิบัติงาน นโยบาย เป้าหมาย กฎหมายและระเบียบปฏิบัติของสหกรณ์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนการตรวจสอบให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ของสหกรณ์และยังสามารถใช้เป็นหลักฐานในการตรวจสอบได้อีกทางหนึ่ง

2.การวางแผนการตรวจสอบ เป็นการคิดล่วงหน้าก่อนที่จะลงมือปฏิบัติงานจริง การวางแผนที่ดีจึงช่วยให้การปฏิบัติงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์ภายในระยะเวลางบประมาณและอัตรากำลังที่มี ตลอดจนเป็นทิศทางให้งานดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด

3.การปฏิบัติงานตรวจสอบ เป็นกระบวนการตรวจสอบ สอบทาน และรวบรวมหลักฐานเพื่อวิเคราะห์และประเมินผลการปฏิบัติงานต่างๆ ว่าเป็นไปตามนโยบาย แผนงาน ข้อบังคับและระเบียบปฏิบัติของสหกรณ์ รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

4.การรายงานผลการตรวจสอบกิจการ เป็นการสรุปผลการตรวจสอบที่ผู้ตรวจสอบกิจการเห็นว่า จำเป็นต้องรายงานให้สหกรณ์ทราบ ทั้งในด้านข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบริหารงานของคณะกรรมการดำเนินการการปฏิบัติงานของฝ่ายจัดการในด้านต่าง ๆ รวมทั้งข้อสังเกตที่ตรวจพบ และข้อเสนอแนะที่สหกรณ์ควรแก้ไขปรับปรุง ให้เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับและระเบียบที่สหกรณ์กำหนด

5.การติดตามแก้ไข ในการปฏิบัติงานตรวจสอบกิจการในคราวต่อไป ผู้ตรวจสอบกิจการต้องติดตามผลการแก้ไขและเขียนไว้ในรายงานผลการตรวจสอบกิจการในคราวนั้นด้วย หากมีกรณีผู้ตรวจสอบกิจการตรวจพบว่า มีเหตุการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายกับสหกรณ์หรือสหกรณ์มีการปฏิบัติไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบคำสั่ง ประกาศหรือคำแนะนำของทางราชการรวมทั้งข้อบังคับระเบียบมติที่ประชุมที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่สมาชิกและสหกรณ์ ให้ผู้ตรวจสอบกิจการแจ้งผลการตรวจสอบกิจการต่อคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ทันที และแจ้งให้สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ในพื้นที่และสำนักงานสหกรณ์จังหวัดหรือสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครทราบโดยเร็วในทันที…เห็นว่าเป็นข้อมูลที่ดี มีประโยชน์ต่อสมาชิกสหกรณ์ จึงนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

ขุนเกษตรา

สกู๊ปพิเศษ : มรภ.สวนสุนันทา เดินหน้าสู่นานาชาติ หนุนนักวิจัยส่งผลงานประกวดในเวทีโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600084

สกู๊ปพิเศษ : มรภ.สวนสุนันทา เดินหน้าสู่นานาชาติ  หนุนนักวิจัยส่งผลงานประกวดในเวทีโลก

สกู๊ปพิเศษ : มรภ.สวนสุนันทา เดินหน้าสู่นานาชาติ หนุนนักวิจัยส่งผลงานประกวดในเวทีโลก

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รองศาสตราจารย์ ดร.รจนา จันทราสา ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กล่าวว่า ขณะนี้ได้ผลักดันให้มีการจัดทำ “โครงการส่งเสริมการประกวดผลงานวิชาการสู่เวทีระดับชาติและนานาชาติ” มาตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมให้อาจารย์ และนักวิจัยของ มรภ.สวนสุนันทา ได้พัฒนาสร้างสรรค์งานวิจัยหรือสิ่งประดิษฐ์ โดยเปิดโอกาสให้นักวิจัยได้มีพื้นที่แสดงความสามารถของตนให้เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวไทยและชาวต่างชาติ เรียกได้ว่า “เป็นคลังความรู้ สร้างปัญญาและนวัตกรรมด้านวิจัย บริการวิชาการเพื่อพัฒนาท้องถิ่นสู่สากล” ที่สามารถส่งเสริมในการสร้างชื่อเสียงให้มหาวิทยาลัยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับสากล ที่สำคัญ คือนักวิจัยสามารถพัฒนาผลงานของตนเองไปสู่นวัตกรรมเชิงพาณิชย์ต่อไป

ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนถึงปัจจุบัน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา สามารถคว้ารางวัลมาได้กว่า 100 รางวัล โดยแต่ละผลงานที่ส่งเข้าประกวดจะมีผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถเป็นที่ปรึกษาและเป็นผู้พิจารณาประเมินผลงานให้กับนักวิจัยที่ต้องการเข้าร่วมการประกวดผลงานวิชาการในเวทีระดับชาติและนานาชาติ โดยคัดเลือกจากผลงานวิจัยนวัตกรรมที่มีความโดดเด่น และมีศักยภาพ ที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยได้ จากนั้นสถาบันวิจัยและพัฒนา ส่งเสริมนักวิจัยให้ไปแข่งขันยังเวทีของแต่ละประเทศ ประกอบไปด้วยเวที เกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง รัสเซีย โรมาเนีย และแคนาดา ทั้งนี้ ที่ผ่านมาผู้เข้าร่วมการประกวดจะต้องนำผลงาน โปสเตอร์ และข้อมูลสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ ไปจัดแสดงในแต่ละเวทีเพื่อให้คณะกรรมการตัดสิน แต่นับตั้งแต่ปี 2563 มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จึงมีการเปลี่ยนเป็นรูปแบบการประกวดออนไลน์ ซึ่งแต่ละเวทีรูปแบบการนำเสนอแตกต่างกัน โดยการส่งผลงานเข้าประกวด จะเป็นการนำเสนอแบบ Poster หรือการนำเสนอแบบ Presentation

โดยในปีนี้มีผลงานเข้าร่วมประกวด ทั้งสิ้นจำนวน 29 ผลงาน ตัวอย่างผลงานที่มีความโดดเด่นและได้รับรางวัลจากเวทีนานาชาติ ได้แก่ ผลงาน “ภาชนะจากเส้นใยหญ้าแฝก Eco-friendly containers from vetiver fibers” ได้รับรางวัล เหรียญทอง (Gold Medal) จากเวที 2020 International Innovation & Invention
Competition (2020IIIC) ประเทศไต้หวัน ผลงาน “กระดาษจากสาหร่ายในนากุ้ง RE-NO-WASTE” ได้รับรางวัล เหรียญทอง(Gold Medal) จากเวที 2020 IIDC Hong Kong International Invention and Design Competition เกาะฮ่องกง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และ ผลงาน “กระดาษจากเปลือกถั่ว Peanut shell Paper” ได้รับรางวัลเหรียญทอง (Gold Medal) จากเวที X European Exhibition of Creativity and Innovation : E U R O I N V E N T 2021 ประเทศโรมาเนีย

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภานุ พัฒนปณิธิพงศ์ รองคณบดีฝ่ายแผนงานและประกันคุณภาพ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มรภ.สวนสุนันทา กล่าว ถึงผลงานภาชนะจากเส้นใยหญ้าแฝกว่า จากการวิจัยพัฒนาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานจากใบหญ้าแฝกร่วมกับชุมชนเครือข่ายกลุ่มหัตถกรรมจักสานหญ้าแฝกจังหวัดพะเยา อุดรธานีและสุรินทร์ ซึ่งพบว่าใบหญ้าแฝกสามารถนำมาทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้มากมาย จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเรื่องของการแปรรูปใบหญ้าแฝกที่สามารถนำไปใช้ได้หลากหลายมากขึ้น หรือมีคุณลักษณะของสมบัติทางกายภาพที่มีคุณภาพสูงขึ้น จนได้ออกมาเป็นผลงานจานจากกระดาษหญ้าแฝก ที่มีคุณสมบัติมีความเหนียว แข็งแรงทนทานต่อการดึงและการฉีกขาดได้ดี สามารถนำไปใช้เป็นภาชนะใส่อาหารที่ปลอดภัยได้มาตรฐาน สามารถตอบโจทย์ด้านการอนุรักษ์และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า รวมทั้งได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมรองรับกระแสนิยมการอนุรักษ์ธรรมชาติของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน

ส่วน ผู้ช่วยศาสตราจารย์นภดล สังวาลเพ็ชร รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะศิลปกรรมศาสตร์ มรภ.สวนสุนันทา กล่าวว่า แนวคิดในการออกแบบผลงาน “กระดาษจากสาหร่ายในนากุ้ง” เป็นการนำทรัพยากรที่มีในธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากสาหร่ายในนากุ้ง ที่ชาวบ้านเรียกว่าสาหร่ายผมนาง (วัชพืชที่เกิดจากกระบวนการเลี้ยงกุ้ง) ลักษะคล้ายเส้นใย มีความเหนียว เงา สีเขียวอ่อน แต่ถ้ามีสาหร่ายมากเกินไปจะทำให้น้ำเน่าเสีย เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจะตักสาหร่ายขึ้นจากบ่อนำไปทิ้งทำให้เกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม จึงเป็นแนวคิดที่จะนำสาหร่ายในนากุ้งนี้มาพัฒนาเป็นวัสดุหรือผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกรได้ จากการวิเคราะห์ทั้งลักษณะของสาหร่ายและสภาพแวดล้อมชุมชน พบว่าการแปรรูปที่มีความเหมาะสม ควรเป็นการแปรรูปเป็นกระดาษสาจากสาหร่ายในนากุ้ง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกพงศ์ อินเกื้อ คณบดีศิลปกรรมศาสตร์ มรภ.สวนสุนันทา กล่าวถึงผลงานกระดาษจากเปลือกถั่วว่า แนวคิดการออกแบบผลงานกระดาษจากเปลือกถั่ว เริ่มต้นจากต้องการเพิ่มมูลค่ากับสิ่งเหลือทิ้งจากการเกษตรด้วยเทคโนโลยีที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อนและชุมชนสามารถผลิตได้เอง กิจกรรมทั้งหมดชาวบ้านสามารถทำได้และได้ผลผลิตที่เหมาะสมกับความต้องการของตลาด โดยจุดที่น่าสนใจคือการสร้างพื้นผิวของกระดาษจากเปลือกถั่ว ซึ่งปกติไม่เป็นที่นิยมนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ส่วนใหญ่จะพบในการนำไปทำปุ๋ย กระดาษจากเปลือกถั่วจึงมีความน่าสนใจในตัวของมันเอง

ในกระบวนการผลิตก็สามารถใช้กระบวนการที่ไม่ซับซ้อนนั่นคือการทำกระดาษสา แต่เรามีสูตรพิเศษในสัดส่วนและการเตรียมเปลือกถั่วในขั้นต้น นอกจากนี้ยังมีซังข้าวโพดซึ่งมีความเป็นเส้นใยสูงพอสมควรเป็นส่วนประกอบในอัตราส่วนที่เหมาะสมก็จะได้กระดาษที่มีพื้นผิวสวยงามและเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับเปลือกถั่วอย่างไรก็ตาม หัวใจของงานออกแบบในลักษณะนี้คือการมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งเหลือทิ้งทางการเกษตร ประเทศไทยยังมีสินค้าเกษตรจำนวนมาก ถ้าเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งเหลือทิ้งเหล่านี้ได้จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาล

เร่งก่อสร้างระบบส่งน้ำอ่างฯนฤบดินทรจินดา หนุนยุทธศาสตร์พัฒนาพื้นที่ฯใช้น้ำอย่างคุ้มค่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600081

เร่งก่อสร้างระบบส่งน้ำอ่างฯนฤบดินทรจินดา หนุนยุทธศาสตร์พัฒนาพื้นที่ฯใช้น้ำอย่างคุ้มค่า

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมชลประทานเร่งก่อสร้างระบบส่งน้ำอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา คาดแล้วเสร็จปีหน้า เผยราษฎร 34 หมู่บ้าน กว่า 110,000 ไร่ ได้รับประโยชน์ พร้อมเดินหน้าบูรณาการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ฯ มั่นใจระบบส่งน้ำจะช่วยสร้างความมั่นคง ประชาชนได้รับน้ำอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรม

นายวิเชียร เหลืองอ่อน ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานฤบดินทรจินดากรมชลประทาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการก่อสร้างระบบส่งน้ำอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา จ.ปราจีนบุรี (โครงการห้วยโสมงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ) ในส่วนการก่อสร้างตัวเขื่อนและอาคารประกอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างระบบส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทาน ซึ่งมีความคืบหน้ากว่าร้อยละ 65 คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2565

อย่างไรก็ตามแม้การก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ แต่ได้เริ่มทำการส่งน้ำจากระบบส่งน้ำในส่วนที่ดำเนินการแล้วเสร็จตั้งแต่เดือนมกราคม 2562 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน สามารถส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรไม่ว่าจะเป็น ไม้ผล ปาล์ม น้ำมัน ไผ่ พืชไร่ ข้าว และการอุปโภค-บริโภค ครอบคลุมพื้นที่ 5 หมู่บ้าน กว่า 11,040 ไร่ มีประชาชนได้รับประโยชน์ จำนวน 1,325 ครัวเรือน

“หากการก่อสร้างระบบส่งน้ำเสร็จสมบูรณ์ จะสามารถเปิดพื้นที่ชลประทานฝั่งซ้ายได้ 94,800 ไร่ ครอบคลุม 27 หมู่บ้าน และเปิดพื้นที่ชลประทานฝั่งขวาได้ 16,500 ไร่ ครอบคลุม 7 หมู่บ้าน รวมระบบส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานทั้งหมดจำนวน 111,300 ไร่ ครอบคลุม ต.แก่งดินสอ อ.นาดี ต.บ้านนา ต.บ่อทอง ต.เมืองเก่า และเทศบาลกบินทร์ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ได้มีน้ำใช้เพื่อการอุปโภค-บริโภคตลอดทั้งปีรวมทั้งยังช่วยบรรเทาอุทกภัยและรักษาระบบนิเวศในพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรีอีกด้วย” นายวิเชียรกล่าว

ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานฤบดินทรจินดา กล่าวด้วยว่า จากการติดตามความก้าวหน้าโครงการห้วยโสมงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยนายจรัญธาดา กรรณสูต องคมนตรี เมื่อวันที่12 กรกฎาคม 2560 ได้มีดำริให้หาแนวทางพัฒนาพื้นที่โครงการฯ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและใช้งานพื้นที่ได้คุ้มค่ากับการลงทุนจังหวัดปราจีนบุรีจึงได้มีคำสั่งจังหวัดปราจีนบุรีที่ 2699/2563 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2563 แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการและคณะทำงานการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่โครงการอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ ด้านการบริหารจัดการน้ำ ด้านการปรับโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตร ด้านเมืองสมุนไพร และด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

ทั้งนี้ในส่วนของกรมชลประทานนั้นรับผิดชอบในด้านการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งได้มีการผลักให้ภาคเกษตรกรและภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำด้วยการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน ตั้งแต่ปี 2561-2564 จำนวน 32 กลุ่ม และมีแผนดำเนินการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำให้ครอบคลุมพื้นที่ชลประทานทั้งหมด มีการจดทะเบียนองค์กรผู้ใช้น้ำตามพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 แล้วจำนวน 2 กลุ่ม พร้อมร่วมกับสำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง นำระบบการจ่ายน้ำ ระบบคูน้ำ ชักน้ำจากคลองสายใหญ่ให้เข้าถึงพื้นที่ที่ส่งน้ำไปได้ยาก เช่น บริเวณ แก่งดินสอ ซึ่งมีลักษณะพื้นที่สูง ต่ำ ไม่เท่ากันให้ได้รับน้ำโดยทั่วกัน

“เมื่อระบบส่งน้ำฯ ดังที่เรียนข้างต้นแล้วเสร็จสมบูรณ์จะสามารถส่งน้ำเข้าถึงผู้ใช้น้ำในพื้นที่ได้ ทุกครัวเรือน ครอบคลุมทุกพื้นที่อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ประกอบกับการร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่โครงการฯ จากทุกภาคส่วน จะทำให้การใช้น้ำที่มีอยู่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สร้างความมั่นคง เพิ่มรายได้ และประโยชน์ระยะยาวต่อพี่น้องเกษตรกรและประชาชน” ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานฤบดินทรจินดา กล่าวในตอนท้าย

‘กรมชลประทาน’ ชู 3 โครงการ นำร่องหวังแก้ปัญหาทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนให้ชาวขอนแก่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599647

'กรมชลประทาน'ชู3โครงการ นำร่องหวังแก้ปัญหาทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนให้ชาวขอนแก่น

‘กรมชลประทาน’ชู3โครงการ นำร่องหวังแก้ปัญหาทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนให้ชาวขอนแก่น

วันศุกร์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2564, 16.31 น.

กรมชลประทาน ชู 3 โครงการ นำร่อง หวังแก้ปัญหาทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนให้ชาวขอนแก่น

กรมชลประทาน จัดกิจกรรมสื่อสัญจร โครงการศึกษาแผนหลักการพัฒนาแหล่งน้ำและการชลประทานอย่างยั่งยืน จังหวัดขอนแก่น ชู 3 โครงการนำร่องในพื้นที่ อำเภอสีชมพู หวังแก้ปัญหาแบบบูรณาการอย่างยั่งยืน

3 กันยายน 2564 นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน ร่วมกับ นายสุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ เปิดเผยภายหลังให้สัมภาษณ์สรุปรายละเอียด โครงการศึกษาแผนหลักการพัฒนาแหล่งน้ำและการชลประทานอย่างยั่งยืน จังหวัดขอนแก่น แก่สื่อมวลชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ผ่านระบบ Video Conference โปรแกรม Zoom ว่า ตามที่ กรมชลประทาน ศึกษาภาพรวมของการดำเนินโครงการดังกล่าว โดยได้ บูรณาการแผนพัฒนาแหล่งน้ำในทุกมิติจากหน่วยงานกรมชลประทานในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งผลการศึกษาได้จัดกลุ่มแผนงานโครงการ ออกเป็น 5 กลุ่ม สอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ 20 ปี ตามนโยบายของรัฐบาล ประกอบด้วย แผนการจัดการน้ำอุปโภคบริโภค ,แผนพัฒนาโครงการในพื้นที่เกษตรน้ำฝน ,แผนงานแก้ไขปัญหาในพื้นที่ชลประทาน , แผนพัฒนาโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ และแผนการบรรเทาอุทกภัย  ซึ่งหากดำเนินงานตามแผนการพัฒนาแหล่งน้ำและการชลประทานตามผลการศึกษาแล้ว จะทำให้จังหวัดขอนแก่น มีพื้นที่กักเก็บน้ำเพิ่มขึ้น 675 ล้านลูกบาศก์เมตร  มีพื้นที่ชลประทาน 698,622 ไร่ พื้นที่รับประโยชน์ 289,313 ไร่ รวมทั้งพื้นที่ชุมชนที่ได้รับการป้องกันจากน้ำท่วม 49,920 ไร่

สำหรับ โครงการศึกษาแผนหลักการพัฒนาแหล่งน้ำและการชลประทานอย่างยั่งยืน จังหวัดขอนแก่น  มีโครงการสำคัญ 3 โครงการ ในตำบลสีชมพู อำเภอสีชมพู ซึ่งเป็นพื้นที่นำร่องหลักในการแก้ปัญหาแบบบูรณาการอย่างยั่งยืน ได้แก่

1.โครงการอาคารบังคับน้ำลำน้ำพองตอนบน เป็นการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำเพื่อยกระดับน้ำในลำน้าพองและนำน้ำจากลำน้ำพอง เข้าสู่พื้นที่ชลประทานบริเวณฝั่งขวาของลำน้ำพอง

2. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านป่าน2 (ใหม่) เป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านป่าน 2 ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรได้เพิ่มขึ้น

3. โครงการประตูระบายน้ำบ้านโคกป่ากุง เป็นการก่อสร้างประตูระบายน้ำเพื่อยกระดับน้ำในลำห้วยโคกป่ากุง เพื่อนำน้ำเข้าสู่พื้นที่ชลประทานท้ายลำห้วยสายหนัง

“ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาโดยการมองภาพรวมของปัญหาในเชิงพื้นที่ (Area base) ซึ่งแต่ละพื้นที่อาจมีสภาพปัญหาและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน จำเป็นต้องกำหนดแนวทางการแก้ไขตามบริบทของพื้นที่นั้นๆ รวมถึงการบูรณาการจากทุกภาคส่วนกรมชลประทาน จึงได้ดำเนินโครงการศึกษาแผนหลักการพัฒนาแหล่งน้ำและการชลประทานอย่างยั่งยืน จังหวัดขอนแก่น เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และใช้ในการขับเคลื่อนการพัฒนาแหล่งน้ำของจังหวัดขอนแก่น ซึ่งจะช่วยให้แหล่งน้ำ มีน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้น พื้นที่ชลประทานการเกษตรเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ บรรเทาปัญหาอุทกภัย สามารถแก้ไขปัญหาด้านทรัพยากรน้ำในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นได้อย่างยั่งยืนต่อไป” รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ‘บิ๊กป้อม’ซ้อมรับมือน้ำท่วมเพชรบุรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599394

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ‘บิ๊กป้อม’ซ้อมรับมือน้ำท่วมเพชรบุรี

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ‘บิ๊กป้อม’ซ้อมรับมือน้ำท่วมเพชรบุรี

วันศุกร์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในครั้งนี้ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ไม่มีรายชื่อที่ถูกอภิปราย ด้วยเพราะผลงานเข้าตาฝ่ายค้าน โดยเฉพาะผลงานการแก้ไขปัญหาด้านทรัพยากรน้ำหรือเปล่าไม่รู้….?

แม้บางครั้งจะไม่ได้ลงพื้นที่เอง แต่ก็สั่งการและมอบหมายตัวแทนโดยเฉพาะ ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ที่กำลังจะเกษียนอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2564 นี้ ลงพื้นที่ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเรื่องน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม น้ำท่วมแล้ง คุณภาพน้ำ อยู่ตลอดเวลา

ล่าสุดเมื่อวันก่อน ดร.สมเกียรติ พร้อมคณะได้ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำหลากในพื้นที่ จ.เพชรบุรีบริเวณคลองระบายน้ำ D9 ต.ท่าคอย อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี

“รัฐบาลให้ความสำคัญในการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเพชรบุรี เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะ จ.เพชรบุรี ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมหนักในช่วงปี 2559 – 2561 ซึ่งรัฐบาลได้สนับสนุนแผนงานโครงการแก้ไขปัญหาในพื้นที่เร่งด่วน ภายใต้โครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ใช้แนวทางระบายน้ำออกทะเลอ่าวไทยให้เร็วที่สุด” เลขาธิการ สทนช.กล่าว

จากการดำเนินแผนงานโครงการแก้ไขปัญหาในพื้นที่เร่งด่วนดังกล่าว ทำให้ฤดูฝนในปี 2563 ที่ผ่านมาตัวเมืองเพชรบุรีไม่ได้รับกระทบจากน้ำท่วมแต่อย่างใด โดยได้บริหารจัดการน้ำผ่านคลองระบายน้ำ D9 ที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างฯ ลงสู่อ่าวไทยโดยตรง สามารถตัดมวลน้ำบางส่วนจากคลองชลประทานสาย 3 และหน่วงน้ำหน้าเขื่อนเพชรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ พลเอกประวิตร ยังสั่งการให้ ดร.สมเกียรติตรวจความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงานตาม 10 มาตรการของรัฐบาลในการรับมือสถานการณ์ฝนตกหนัก โดยเฉพาะหากมีพายุจรเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งคาดว่าในเดือนกันยายนจะมีปริมาณฝนตกเพิ่มมากขึ้น

โดยได้เร่งให้แก้ไขปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำ เตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และสร้างความเข้าใจกลุ่มผู้ใช้น้ำ ผู้นำท้องถิ่น เพื่อแจ้งเตือน เฝ้าระวัง สถานการณ์น้ำล่วงหน้า ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นได้

ทั้งนี้ ลุ่มน้ำเพชรบุรีมีแหล่งน้ำเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ปัจจุบันมีปริมาณน้ำเก็บกักรวม 434 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 61% ของความจุ ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกประมาณ 276 ล้านลบ.ม. และเขื่อนปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปริมาณน้ำ 208 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 53% ของความจุ ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกมากกว่า 180 ล้านลบ.ม.

“สทนช.จะเร่งรัดแผนงานโครงการปรับปรุงคลองระบายน้ำ D1 และคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวา RMC1 พร้อมอาคารประกอบ ซึ่งช่วยเพิ่มการระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยรวมทั้งสิ้น550 ลบ.ม./วินาที นอกเหนือจากการใช้คลอง D9 เพียงเส้นทางเดียวที่อาจมีข้อจำกัดไม่สามารถระบายน้ำได้ทันเมื่อมีปริมาณน้ำมาก ซึ่งกรมชลประทานมีแผนดำเนินการในปี 2566-2569 ขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจออกแบบ” เลขาธิการ สทนช.กล่าว

ถ้าหากสามารถดำเนินการก่อสร้างคลอง D1 ได้ ก็จะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากของจ.เพชรบุรี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก จ.เพชรบุรี ได้อย่างยั่งยืนนั้น ได้มีการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์และแผนหลักการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พบว่า นอกจากการดำเนินงานตามแผนงานที่กล่าวมาแล้ว ยังจะต้องดำเนินมาตรกรอื่นๆ ด้วย เช่น เพิ่มความจุและปรับปรุงอาคารระบายน้ำล้นเขื่อนแก่งกระจาน เพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ประจันต์ เพิ่มช่องทางระบายน้ำเพื่อผันน้ำจากแม่น้ำเพชรบุรีลงสู่ทะเล ปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำ ติดตั้งสถานีอัตโนมัติวัดน้ำฝนและน้ำท่าในพื้นที่ต้นน้ำใช้มาตรการผังเมือง เป็นต้น

“บิ๊กป้อม” แม้จะพูดน้อย อายุมาก แต่ต้องยอมรับน้ำ ขยันทำงาน บ่อยครั้งที่ลงพื้นที่เพื่อเร่งขับเคลื่อนงานโครงการต่างๆ ด้วยตนเอง ถ้าติดภารกิจก็จะให้เลขาธิการ สทนช.ลงพื้นที่แทน เพื่อให้แก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ำเกิดผลเป็นรูปธรรม…..ไม่ได้เชียร์นะครับ แต่ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

รายงานพิเศษ : สสก.5 สงขลา ดันผลิตสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน GAP #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599396

รายงานพิเศษ : สสก.5 สงขลา ดันผลิตสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน GAP

รายงานพิเศษ : สสก.5 สงขลา ดันผลิตสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน GAP

วันศุกร์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร โดย สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา ได้มีการดำเนินงานร่วมกับกรมวิชาการเกษตร ตามคำสั่งคณะทำงานความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาการเกษตร ระดับเขต ประกอบด้วย สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 7 และ 8 สำนักงานเกษตรจังหวัด 14 จังหวัดภาคใต้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจังหวัด 15 ศูนย์ และศูนย์ปฏิบัติการของกรมส่งเสริมการเกษตร 8 ศูนย์ โดยมีการประชุมหารือวางแผนการทำงานร่วมกัน ในปีงบประมาณ 2564 จำนวน 3 ครั้ง โดยได้ประชุมสรุปผลการดำเนินงานปี 2564 ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีการดำเนินงานตามความร่วมมือใน 4 ประเด็น คือ

1) ความร่วมมือในการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร GAP และเกษตรอินทรีย์ 2) การวิจัยในพื้นที่แบบ On Farm Research ให้ดำเนินการในพื้นที่เดียวกับเป้าหมายการส่งเสริมเกษตรเชิงพื้นที่ของกรมส่งเสริมการเกษตร 3) การถ่ายทอดเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้ศึกษาวิจัย และสามารถนำมาส่งเสริมให้กับเกษตรกรได้ และ 4) การแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรในพื้นที่

นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า ปัจจุบันข้อจำกัดทางด้านการค้าระหว่างประเทศในการส่งผลผลิตทางการเกษตรไปจำหน่าย มีข้อบังคับว่าด้วยสินค้าทางการเกษตรต้องผ่านมาตรฐานการรับรองที่เป็นสากล ดังนั้นสินค้าทางการเกษตรจึงควรมีมาตรฐานการรับรองที่เป็นสากล เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกร GAP (Good Agricultural Practice) หรือการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีเป็นแนวทางในการทำการเกษตร เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี และปลอดภัยตามมาตรฐานที่กำหนด GAP จึงเป็นมาตรฐานที่ครอบคลุมการผลิตสินค้าเกษตรครบวงจร ช่วยยกระดับผลผลิตขึ้นห้าง เป็นใบเบิกทางส่งออกคู่ค้าสำคัญทั้งจีน สหรัฐ และสหภาพยุโรป ซึ่งในการประชุมคณะทำงานฯ ด้านความร่วมมือในการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร GAP และเกษตรอินทรีย์ นั้น แม้ว่า มาตรฐาน GAP จะดำเนินการออกใบรับรองโดยกรมวิชาการเกษตร แต่ในทางปฏิบัติเกษตรต้องการข้อมูล ความรู้ และความเข้าใจในการปฏิบัติ เพื่อผลิตสินค้าเกษตรให้ได้ตามข้อกำหนดมาตรฐาน GAP โดยกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานที่เป็นแกนหลักในการพัฒนาเกษตรกรให้เข้าสู่ระบบมาตรฐาน GAP โดยใช้กลไกของอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน เกษตรกรผู้นำ ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร เกษตรกรกลุ่มแปลงใหญ่ ร่วมเป็น GAP อาสา ซึ่งได้ผ่านการอบรมจาก มกอช. ช่วยแนะนำส่งเสริมให้ความรู้เกษตรกรให้ปฏิบัติตามข้อกำหนด GAP และมีนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรประจำตำบล เป็นพี่เลี้ยง ร่วมกันตรวจประเมินแปลงเบื้องต้น ก่อนนำส่งข้อมูลให้กรมวิชาการเกษตรดำเนินการตรวจรับรอง

นายสุพิท จิตรภักดี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สินค้าเกษตรที่เร่งดำเนินการเนื่องจากมีการส่งออกที่สำคัญในภาคใต้ คือ ไม้ผลซึ่งปลูกกันในระบบแปลงใหญ่ เพราะเป็นเชิงบังคับ ส่งผลให้สวนผลไม้ในภาคใต้ประมาณ 90%ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP แล้ว คงเหลืออีกเพียงไม่กี่แห่งที่ยังไม่ผ่านการรับรอง GAPซึ่งกำลังเร่งรณรงค์ ขณะที่ผู้ประกอบการล้งทุเรียนในภาคใต้จะมีศูนย์รวบรวมผลผลิตใหญ่อยู่ที่จังหวัดชุมพร และล้งมังคุด มีแหล่งรวบรวมผลผลิตใหญ่อยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ผ่านการรับรองมาตรฐาน GMP แล้วดังนั้นการส่งออกผลไม้โดยเฉพาะทุเรียนและมังคุดในภาคใต้จึงไม่น่าวิตกกังวลเรื่องการตรวจพบแมลงศัตรูพืชและสารตกค้างต่างๆ เกินค่ามาตรฐาน ในส่วนปี 2564 กรมวิชาการเกษตรได้ตรวจรับรองแปลงไม้ผลตามความร่วมมือ (MOU) ไปแล้ว 3,098 ราย 3,412 แปลง และได้มีการดำเนินการรับรองเพิ่มเติมจากเป้าหมายอีก 2,179 ราย 2,429 แปลง รวมพื้นที่ 11,698 ไร่ สำหรับปี 2565 ทราบว่ากรมวิชาการเกษตรเพิ่มเป้าหมายการตรวจรับรอง GAP ทั่วประเทศเป็น 150,000 แปลง

นอกจากความร่วมมือด้านการรับรองแหล่งผลิตพืชแล้ว ยังได้มีการร่วมมือกันในการนำงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตรมาขยายผลในพื้นที่ เพื่อแก้ปัญหาหรือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกรในพื้นที่ โดยเฉพาะการนำแหนแดงมาใช้ในการลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตในพืชผัก และการใช้เป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์ สำนักงานเกษตรจังหวัดในภาคใต้ได้นำงานวิจัยเรื่องการใช้
แหนแดงมาเป็นฐานเรียนรู้ในศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และขยายผลไปยังเกษตรกรในพื้นที่ ทั้งที่เป็นแปลงเรียนรู้และเกษตรกรทั่วไป เช่น จังหวัดสงขลาได้นำไปส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกผักปลอดภัยอำเภอคลองหอยโข่งใช้ในการผลิตผักแบบยกแคร่ ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนในการใช้ปุ๋ยได้ จังหวัดนราธิวาสได้มีการส่งเสริมการเลี้ยงแหนแดงในฟาร์มตัวอย่าง เพื่อเป็นจุดเรียนรู้ของเกษตรกรในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีการดำเนินงานร่วมกันในการจัดตั้งศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชน (ศชช.) โดยมีการจัดตั้งในพื้นที่อำเภอสิงหนคร และอำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา โดยมีการบูรณาการร่วมกันระหว่างสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 8 ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลา ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสงขลา สำนักงานเกษตรอำเภอสิงหนคร และสำนักงานเกษตรอำเภอสทิงพระ ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่พึงพอใจต่อการตั้งศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชน เนื่องจากในพื้นที่เกษตรกรมีการผลิตผักปลอดภัยไม่มีการใช้สารเคมี จึงมักพบปัญหาการทำลายพืชผักของศัตรูพืช การมีศูนย์ชีวภัณฑ์ตั้งอยู๋ในพื้นที่จึงทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงการใช้สารชีวภัณฑ์ต่างๆ ได้มากขึ้น คณะทำงานความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาเกษตรจึงเห็นควรให้มีการขยายผลศูนย์ภัณฑ์ชุมชนไปยังพื้นที่จังหวัดพัทลุง จำนวน 7 จุด เพื่อเป็นการแก้ปัญหาการผลิตพืชให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ต่อไป นายสุพิท กล่าวทิ้งท้าย

สกู๊ปพิเศษ : มฟล. ขับเคลื่อนแนวคิดปกป้องธรรมชาติด้วยวัฒนธรรม โครงการพัฒนาระบบนิเวศ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599157

สกู๊ปพิเศษ :  มฟล. ขับเคลื่อนแนวคิดปกป้องธรรมชาติด้วยวัฒนธรรม โครงการพัฒนาระบบนิเวศ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : มฟล. ขับเคลื่อนแนวคิดปกป้องธรรมชาติด้วยวัฒนธรรม โครงการพัฒนาระบบนิเวศ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ดำเนินกิจกรรมการปกป้องธรรมชาติอย่างยั่งยืนด้วยวัฒนธรรม โดยการต่อยอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม สู่ผลิตภัณฑ์ชุมชนเมืองเก่าเชียงแสนและน่าน เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ในโครงการพัฒนาระบบนิเวศ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (EPISG)  

โครงการพัฒนาระบบนิเวศเพื่อการปกป้องแหล่งท่องเที่ยว และมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อความยั่งยืนตามเกณฑ์ Global Sustainable Tourism Council (GSTC) ดำเนินงานภายใต้งบประมาณแผ่นดินปี พ.ศ. 2564 ในส่วนบูรณาการการท่องเที่ยวพื้นที่เมืองเก่า 2 แห่ง ได้แก่ เมืองเชียงแสน จ.เชียงราย และเมืองเก่าน่าน จ.น่าน

มีวัตถุประสงค์เพื่อการปกป้องแหล่งท่องเที่ยวทั้งทางธรรมชาติและวัฒนธรรม โดยจัดระบบความสัมพันธ์เชิงนิเวศระหว่างวัฒนธรรมกับธรรมชาติในรูปแบบมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ตามเกณฑ์ Intangible Cultural Heritage (ICH) ของ UNESCO เพื่อพัฒนาการผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับการปกป้องธรรมชาติ

“กระบวนการทำงานของเรา เริ่มจากทีมนักวิชาการการเข้าไปเก็บข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ตามแนวทางของยูเนสโก 200 รายการ มรดกวัฒนธรรมเหล่านี้จะต้องเป็นภูมิปัญญาที่มีความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติกับวัฒนธรรม โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคัดสรรให้เหลือ 50 รายการ นำมาประชุมเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมกับชุมชน โดยมีนักออกแบบมาร่วมกันเชื่อมโยงแนวคิดว่า จากความลับในมรดกภูมิปัญญาที่รักษาธรรมชาติให้ยั่งยืนนั้น สามารถเป็นผลิตภัณฑ์ใดเพื่อให้คนมีส่วนร่วมในการรักษาธรรมชาติได้บ้าง แล้วคัดเลือกให้เหลือ 20 รายการเพื่อนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ

โครงการนี้จะเชื่อมโยงระบบนิเวศของความรู้ไปสู่การปกป้องธรรมชาติอย่างยั่งยืน  เมื่อคนใช้ผลิตภัณฑ์จะสามารถเชื่อมโยงไปได้ว่า ธรรมชาติยังดีอยู่และมีคนกำลังปกป้องธรรมชาติไว้ด้วยภูมิปัญญาของเจ้าของวัฒนธรรม การใช้หรือการอุดหนุนผลิตภัณฑ์จึงเท่ากับการช่วยรักษา”

ผศ.ดร.พลวัฒ ประพัฒน์ทอง หัวหน้าโครงการฯ กล่าวถึงที่มาและกระบวนการทำงาน “มรดกภูมิปัญญา เปรียบเสมือนอาวุธลับในการปกป้องธรรมชาติมาอย่างยาวนาน  หน้าที่ของเรา คือ การนำภูมิปัญญาอันประกอบไปด้วย นิทาน ตำนาน วิถีชีวิตความเชื่อ ของ 2 เมืองเก่า น่าน และ เชียงแสน มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ (ประเภทสินค้าและบริการ) ต้นแบบ นอกจากจะต้องมีดีไซน์ ร่วมสมัยแล้ว ยังสามารถเชื่อมโยงได้ว่า ธรรมชาติยังดีอยู่และมีคนกำลังปกป้องธรรมชาติด้วยภูมิปัญญาของเจ้าของวัฒนธรรม โดยที่ผู้สนับสนุนผลิตภัณฑ์ก็เท่ากับว่ามีส่วนร่วมในการรักษาธรรมชาติและภูมิปัญญาไปพร้อมกัน”  

ในส่วนของการดำเนินงานนั้นนักวิจัยได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูล จัดอบรม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับชุมชนต่างๆ ในเมืองเก่าเชียงแสน และน่าน โดยผลงานที่ได้รับการคัดเลือกอยู่ระหว่างจัดทำผลิตภัณฑ์ต้นแบบ และขั้นตอนการจดลิขสิทธิ์ทางปัญญา

ประกอบไปด้วยผลิตภัณฑ์ประเภทสินค้า ได้แก่ ผ้าไหมลวดลายใหม่จากชุมชนบ้านสันธาตุเชียงแสนที่สื่อถึงความงดงามของแม่น้ำกกในแต่ละช่วงเวลา ผ้าพิมพ์ลายใบสักจากวัดป่าสัก
วัดสำคัญของเมืองเก่าเชียงแสน ผ้าทอลายผลึกเกลือ เครื่องสำอางจากไกของดีเมืองน่าน รวมทั้งผลิตภัณฑ์ด้านบริการ ได้แก่ การแสดงร่วมสมัยสำหรับทั้ง2 เมืองที่ได้กูรูทางดนตรี อาจารย์ บรูซ แกสตัน ให้เกียรติประพันธ์ดนตรี เป็นต้น

ทั้งนี้ในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่ได้คัดเลือกทั้ง 20 รายการ ทางมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจะประกาศให้ทราบ ในลำดับต่อไป หลังจากมีการจดลิขสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อย คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน

ผู้สนใจสามารถติดตามชมผลงานออกแบบผลิตภัณฑ์ต้นแบบ แนวทางการทำงาน และทำความรู้จักกับภูมิปัญญาของในชุมชนเมืองเก่าเชียงแสน จ.เชียงราย เช่น ชุมชนบ้านสันธาตุแหล่งผลิตผ้าไหมที่ใหญ่ที่สุดในเชียงราย ชุมชนบ้านห้วยกว๊านกับผ้าปักของชนเผ่าเมี่ยน (เย้า) เจ้าของตำนานลายผ้าสุนัขมังกร คติความเชื่อของคนน่านที่เชื่อมโยงระหว่าง นาค น้ำ (คน)น่าน รวมไปถึงเรื่องของผลึกเกลือใครจะเชื่อว่าเมื่อนำรูปทรงมาดีไซน์เป็นลายผ้าแล้วจะน่าตื่นเต้นเพียงใด

ติดตามชมกัน ได้ทาง เพจเฟซบุ๊ค“เชื่อม รัด มัด ร้อย” www.facebook.com/EPISG.MF

กยท.เดินหน้าถ่ายทอดเทคโนฯงานวิจัย ติดอาวุธเพิ่มศักยภาพเอกชนช่วยเกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598887

กยท.เดินหน้าถ่ายทอดเทคโนฯงานวิจัย ติดอาวุธเพิ่มศักยภาพเอกชนช่วยเกษตรกร

วันพุธ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กยท.จับมือผู้นำเข้าแผ่นใยสังเคราะห์รายใหญ่ ลงนาม MOU ถ่ายทอดเทคโนโลยีงานวิจัยน้ำยางคอมพาวนด์ สำหรับนำไปเคลือบบนแผ่นใยสังเคราะห์เข้าสู่กระบวนการผลิต ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มศักยภาพให้ทั้งภาคเอกชนและเกษตร และช่วยกระตุ้นการใช้น้ำยางในประเทศ สร้างเสถียรภาพให้ยางพารา

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ กยท.ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU) กับ บริษัท เท็กเซ็ท จำกัด ในการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ภายใต้ “โครงการนำผลงานวิจัยการทำแผ่นกั้นน้ำที่ทำจากแผ่นใยสังเคราะห์ขยายผลสู่ผู้ประกอบการ” โดยการนำเทคโนโลยีการผลิตน้ำยางคอมพาวนด์ สำหรับนำไปเคลือบบนแผ่นใยสังเคราะห์เข้าสู่กระบวนการผลิตในเชิงพาณิชย์อุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและการแข่งขัน

ทั้งนี้ บริษัท เท็กเซ็ท จำกัด เป็นบริษัทผู้นำเข้าแผ่นใยสังเคราะห์(Geotextile)รายใหญ่ของประเทศไทย เพื่อใช้ในงานวิศวกรรมและสิ่งแวดล้อม เช่น การสร้างเขื่อนการป้องกันชายฝั่งทะเล เขื่อนกักกั้นน้ำตามแหล่งน้ำธรรมชาติ การปรับภูมิทัศน์ การทำถนน เป็นต้น ในขณะที่ กยท. มีผลงานวิจัยเทคโนโลยีการผลิตน้ำยางคอมพาวนด์และการเคลือบน้ำยางคอมพาวนด์บนแผ่นใยสังเคราะห์ หากถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าวให้ภาคเอกชนที่มีศักยภาพนำไปพัฒนาต่อขยายผลในเชิงอุตสาหกรรมจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งภาคเอกชน และภาคการเกษตรเป็นอย่างยิ่ง

“โดยในส่วนของภาคเอกชนนั้น จะทำให้สามารถผลิตแผ่นใยสังเคราะห์ ที่มีคุณภาพ มีความทนทาน ไม่ฉีกขาดง่าย ช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ในขณะที่ภาคการเกษตรที่ใช้แผ่นใยสังเคราะห์ในหลากหลายกิจกรรม เช่น ปูพื้นรองบ่อเลี้ยงสัตว์ ทำบ่อน้ำ ทำฝาย สร้างแหล่งกักเก็บน้ำ เป็นต้น ได้ใช้แผ่นใยสังเคราะห์ที่มีคุณภาพรับน้ำหนักแรงดันน้ำได้มากขึ้น ยิึดอายุการใช้งาน ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรโดยตรง และที่สำคัญยังเป็นการส่งเสริมการใช้ยางพาราในประเทศ โดยผลงานวิจัยการเคลือบน้ำยางคอมพาวนด์บนแผ่นใยสังเคราะห์ในเบื้องต้นได้ผลว่า จะใช้น้ำยางธรรมชาติ 1 กิโลกรัมต่อพื้นผิว 1 ตารางเมตรยกตัวอย่าง การปูพื้นผิวอ่างเก็บน้ำขนาดมาตรฐาน 3,500 ตารางเมตร จะใช้ยางธรรมชาติประมาณ 3.5 ตัน เป็นต้น ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับยางพาราอีกด้วย” นายณกรณ์กล่าว

ผู้ว่าการ กยท.กล่าวต่อว่า กยท.มีนโยบายสนับสนุนนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ได้จากการวิจัยยางพารามาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นงานวิจัยที่จะสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มความได้เปรียบให้สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการให้นำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้ ในขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ยาง สร้างเสถียรภาพด้านราคาและเพิ่มมูลค่าให้ยางพารา ผลงานวิจัยที่ถูกนำออกไปใช้อย่างเป็นรูปธรรมจึงมีส่วนช่วยสร้างความมั่นคงให้อุตสาหกรรมยางในประเทศได้อย่างดี

“กยท.ยังคงศึกษาค้นคว้าวิจัยเชิงพาณิชย์เพื่อพัฒนารูปแบบการใช้ยางพาราไทยให้ได้ในหลากหลายวงการ เช่น ในงานก่อสร้าง งานวิศวกรรม อุปกรณ์การแพทย์ เป็นต้น เพื่อนำนวัตกรรมที่เราได้ออกไปช่วยสร้างรายได้ ช่วยยกระดับคุณภาพการใช้ชีวิต เพื่อจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมต่อไป เกษตรกร สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการใดสนใจ ติดต่อได้ที่ฝ่ายอุตสาหกรรมยาง การยางแห่งประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2940-5712” นายณกรณ์ กล่าว

ด้านนายสันติ สวัสดิศานต์ กรรมการบริษัท เท็กเซ็ท จำกัด กล่าวว่า การที่ กยท.ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีงานวิจัยในครั้งนี้ ทำให้เกิดการผสมผสานการระหว่างน้ำยางพาราและแผ่นใยสังเคราะห์ ภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ว่า Rubber Seal Geotextile หรือ RST ซึ่งมีคุณสมบัติเหนียว ทน ยืดหยุ่นกว่าของเดิมอย่างแน่นอน ช่วยประหยัดน้ำ ประหยัดเงินให้กับผู้ที่ทำงานในภาคเกษตร ช่วยแก้ปัญหาน้ำขาดแคลน ประหยัดค่าใช้จ่ายให้งานวิศวกรรม งานชลประทาน ขณะนี้ผลิตภัณฑ์ RST อยู่ระหว่างกระบวนการทดสอบการผลิต คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จพร้อมออกสู่ตลาดภายในระยะเวลา 1-2 ปีนี้ โดยในเบื้องต้นคาดว่าภาคการเกษตรจะใช้ RST ราว 10,000 ตารางเมตรต่อปี

ทต.เกล็ดแก้วเปิดจุดคัดกรองโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598886

ทต.เกล็ดแก้วเปิดจุดคัดกรองโควิด

วันพุธ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานจากศาลาประชาคม ชุมชนหมู่ที่ 7 อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี นายกิตติพงษ์กิติคุณ นายอำเภอสัตหีบ มาเป็นประธานในพิธีเปิดจุดบริการ คัดกรองโควิด-19 และ Local Quarantine one STOP SERVICE เทศบาลตำบลเกล็ดแก้ว รองรับผู้ป่วยโควิด-19โดยมี นายยศวัฒน์ ภูวรัตน์เลิศคุณ นายกเทศมนตรีตำบลเกล็ดแก้ว พร้อมคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุข และในส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมต้อนรับ พร้อมเยี่ยมชมความพร้อมของจุดบริการ คัดกรองโควิด-19 

สำหรับจุดบริการ คัดกรองโควิด-19และ Local Quarantine one STOPSEVICE เทศบาลตำบลเกล็ดแก้ววัตถุประสงค์  เป็นการแบ่งเบาภาระของหมอ และลดการรอของประชาชน ซึ่งจุดบริการแห่งนี้ หลังจากที่ประชาชน ได้รับการตรวจหาเชื้อโควิด แบบ ATK รอผลตรวจ 15 นาที เมื่อผลออกมาเป็นบวก จะดำเนินการตรวจ RT-PCR เพื่อส่งผลตรวจให้โรงพยาบาล ตรวจยืนยันผลอีกครั้งหนึ่ง ในระหว่างรอผลตรวจ นั้นทางเราจะให้ประชาชนผู้ป่วยพักรักษาตัว ชั่วคราวที่ ศูนย์ Local Quarantine one STOP SERVICE เทศบาลตำบลเกล็ดแก้ว ซึ่งมีทั้งหมด 14 เตียง แยกชาย หญิง และมอบกล่องยา ที่จัดเตรียมไว้ เพื่อให้ผู้ป่วยใช้รักษาในเบื้องต้น อีกทั้งยังเป็นการแยกตัวออกจากครอบครัว ชุมชน โดยที่ไม่ต้องเดินทางกลับบ้าน เป็นการป้องการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19

รายงานพิเศษ : สสก.5 สงขลา ขับเคลื่อนเครือข่ายทุเรียนภาคใต้ ตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนกลไกระดับพื้นที่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598891

รายงานพิเศษ : สสก.5 สงขลา ขับเคลื่อนเครือข่ายทุเรียนภาคใต้ ตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนกลไกระดับพื้นที่

รายงานพิเศษ : สสก.5 สงขลา ขับเคลื่อนเครือข่ายทุเรียนภาคใต้ ตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนกลไกระดับพื้นที่

วันพุธ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 (สสก.5) จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า “ทุเรียน” เป็นผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งสถานการณ์ตลาดทุเรียนในอาเซียนช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา (2554-2563) อินโดนีเซีย ครองแชมป์การผลิตทุเรียนมากที่สุดของโลกตามด้วยไทยมาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ คาดว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้า (2564-2568) ปริมาณการส่งออกทุเรียนไทยจะนำหน้าอินโดนีเซีย ตามมาด้วย มาเลเซีย และเวียดนาม แต่พบว่าปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อทุเรียนไทย ได้แก่

1. จีนอนุญาตให้นำเข้าทุเรียนจากประเทศอื่น 2. ไทยขาดระบบตรวจสอบย้อนกลับ 3. ปัญหาทุเรียนอ่อน และเครื่องมือในการตรวจ 4. จีนมีความเข้มงวดในการตรวจสินค้ามากขึ้น 5. มีการสวมสิทธิ์ทุเรียนจากประเทศเพื่อนบ้าน และ 6. ตลาดทุเรียนในประเทศถูกควบคุมโดยกลุ่มล้ง

ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรผู้ผลิตและแปรรูปทุเรียนในอนาคต และกรมส่งเสริมการเกษตรได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้มีนโยบายการส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบระบบส่งเสริมเกษตรแบบใหญ่ เป็นการดำเนินงานที่เน้นการรวมกลุ่มของเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ วางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ตามนโยบายการตลาดนำการผลิต สร้างเสถียรภาพของราคาสินค้าเกษตร ได้อย่างมั่นคงในอนาคตตามแผนปฏิรูปการเกษตร

ดังนั้น จึงจัดทำโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทุเรียนให้มีคุณภาพเพื่อการค้า (Quick Win ปี 2564) เพื่อพัฒนาความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรผู้ผลิตและแปรรูปทุเรียน เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการควบคุมคุณภาพทุเรียนเพื่อการค้า สร้างมูลค่าเพิ่ม ของทุเรียนผลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากทุเรียนให้ตรงกับความต้องการของตลาดและส่งเสริมการบริโภคทุเรียนคุณภาพ และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากทุเรียน สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา ในฐานะเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการผลผลิตไม้ผลของภาคใต้ให้มีเสถียรภาพ จึงได้จัดทำกิจกรรมอบรมพัฒนาศักยภาพเกษตรกร SF และ YSF ให้เป็นผู้ประกอบการด้านการเกษตรเบื้องต้น เพื่อพัฒนาความเข้มแข็งด้านธุรกิจเกษตรให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรผู้ผลิตและแปรรูปทุเรียน อีกทั้งยังเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนในพื้นที่ภาคใต้

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2564 นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา เป็นประธานการสัมมนาเชิงปฏิบัติการพัฒนาความเข้มแข็งเครือข่ายแปลงใหญ่ทุเรียนภาคใต้ออนไลน์ ณ ห้องประชุมสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา และสำนักงานเกษตรจังหวัด 14 จังหวัดภาคใต้ โดยมีบุคคลเป้าหมาย
เป็นเกษตรกรจากแปลงใหญ่ทุเรียน 14 จังหวัดภาคใต้ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรจากสำนักงานเกษตรจังหวัด เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การบริหารกลุ่มในเรื่องเงินทุนแก่สมาชิก ข้อมูลปัญหาของกลุ่มและของเกษตรกร ข้อมูลสถานการการผลิตคาดว่าทุเรียนในฤดูเหลือน้อยแล้ว ส่วนทุเรียนนอกฤดูจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ช่วงกลางเดือนธันวาคมเป็นต้นไป และร่วมหารือประเด็นปุ๋ยเคมีราคาสูงขึ้นมาก ซึ่งเป็นไปตามกลไกราคาตลาด จึงแก้ไขปัญหาโดยเสนอให้เกษตรกรแปลงใหญ่ได้เข้าร่วมโครงการปุ๋ยของกระทรวงพาณิชย์และใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินเพื่อลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยได้ และหาแนวทางการจำหน่ายแบบออนไลน์ให้ประสบผลสำเร็จ

นายสุพิท จิตรภักดี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ใน 14 จังหวัดภาคใต้ มีแปลงใหญ่ทุเรียนจำนวน 111 แปลง จังหวัดยะลา มีจำนวนมากที่สุด 29 แปลง รองลงมาได้แก่ จังหวัดชุมพร 24 แปลง และจังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดละจำนวน 10 แปลง ทั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5

จังหวัดสงขลา ได้ผลักดันให้จัดตั้งคณะทำงานเครือข่ายแปลงใหญ่ทุเรียนภาคใต้ เพื่อขับเคลื่อนให้แปลงใหญ่ทุเรียนผลิตทุเรียนภาคใต้มีประสิทธิภาพการบริหารจัดการควบคุมคุณภาพทุเรียนเพื่อการค้า สร้างมูลค่าเพิ่ม ของทุเรียนผลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากทุเรียนให้ตรงกับความต้องการของตลาด