รัฐบาล “รอด-ไม่รอด” หลังก๊วน “ธรรมนัส” ยกพวกพ้น พปชร.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/502104

21 ม.ค. 2565 |10:17 น.

รัฐบาล “รอด-ไม่รอด” หลังก๊วน “ธรรมนัส” ยกพวกพ้น พปชร.

นักวิชาการ ชี้กรณีก๊วน “ธรรมนัส” ยกพวกพ้นพลังประชารัฐ หากพรรคร่วมรัฐบาลสามัคคีกัน รัฐบาลก็รอด แต่ถ้าคุมเสียงในสภาไม่ได้ กรณีพิจารณากฎหมายสำคัญหรือญัตติซักฟอกรัฐบาล อาจเกิดการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ได้ หรือทหารเข้ายึดอำนาจ หากบ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะสุ่มเสี่ยง

รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ประธานคณะนิติศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย วิเคราะห์ถึงกรณีที่กลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ และสมาชิกพรรคพลังประชารัฐพวกอีก 20 คน ถูกขับพ้นจาก พรรคพลังประชารัฐ จะทำให้สถานการณ์ทางการเมืองเกิดการเปลี่ยนแปลงจนถึงขั้นยุบสภาและการเลือกตั้งส.ส.ขึ้นใหม่หรือไม่ว่า  ขณะนี้คงไม่ถึงขั้นจะยุบสภา เพราะถ้าดูโดยรวม ก็ไม่แน่ใจว่า ร.อ.ธรรมนัสและพวก จะไปอยู่ฝั่งไหน ถ้าไปอยู่ฝั่งพรรครัฐบาล ซึ่งไม่ใช่พรรคพลังประชารัฐ ก็ไม่กระทบการทำงานของรัฐบาล แต่ถ้าไปอยู่กับฝ่ายค้าน ก็คงต้องมาวัดกันดูในส่วนของสัดส่วนของส.ส.ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลจะส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ 

รัฐบาล “รอด-ไม่รอด” หลังก๊วน “ธรรมนัส” ยกพวกพ้น พปชร.

รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุว่า จำนวนส.ส.ในส่วนของฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลยังเกินกันอยู่ 20 คน ดังนั้น การที่ ร.อ.ธรรมนัส กับพวกออกจากพรรค พปชร.ไป ถ้าวัดกำลังกัน อย่างมากก็คงสูสี แต่สิ่งสำคัญคือต้องดูที่ปัจจัยดึงหรือดัน ถ้าเป็นปัจจัยดัน คือพรรคร่วมรัฐบาลสามารถพูดคุยกัน ทำงานช่วยงานกัน และทำงานร่วมกันด้วยดี รัฐบาลก็ยังคงอยู่ต่อไปได้ ถึงแม้ ร.อ.ธรรมนัสและพวกจะไปอยู่กับฝ่ายค้าน ถ้านับคะแนนเสียงแล้ว ฝั่งรัฐบาลมีความสามัคคีกันก็จะไม่มีปัญหาอะไร 

รัฐบาล “รอด-ไม่รอด” หลังก๊วน “ธรรมนัส” ยกพวกพ้น พปชร.

ส่วนปัจจัยดึงลง ซึ่งอาจจะมีส.ส.ฝ่ายรัฐบาลไม่มาประชุมบ้าง หรืองดออกเสียงบ้าง หรือพรรคเล็กไม่ลงคะแนนให้รัฐบาล แล้วผลไปตกให้อีกฝั่ง จุดนี้ก็จะทำให้รัฐบาลลำบาก เหนื่อยยาก  และจะส่งผลทำให้กระแสรัฐบาลตกต่ำ ถ้ามีการพิจารณากฎหมายสำคัญและลงมติ และรัฐบาลไม่สามารถคุมเสียงได้ หรือถ้าฝ่ายค้านเขายื่นญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาล แล้วเสียงโหวตฝั่งรัฐบาลไม่ผ่าน ฝ่ายค้านก็สามารถที่จะถอดถอนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้  

นอกจากนี้ ถ้าในมองระยะยาว ก็ไม่รู้ว่า ร.อ.ธรรมนัสและพวก จะไปอยู่กับพรรคการเมืองไหน แต่ถ้า ร.อ.ธรรมนัส ไม่ถูกกันกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม การจะร่วมมือกันนั้นก็เป็นไปไม่ได้เลย หรือ ร.อ.ธรรมนัส จะไปร่วมมือกับพรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล หรือพรรคร่วมรัฐบาลในขณะนี้จะเอายังไงต่อไป หรือแม้แต่กรณี พรรคสร้างอนาคตไทย ที่เพิ่งเปิดตัวไปนั้น ก็ตกอยู่ในลักษณะคล้ายๆ กับ ร.อ.ธรรมนัส คือบอบช้ำมาจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และก็ไม่ได้รับการเหลียวแลจากพล.อ.ประยุทธ์ ดังนั้น “ศัตรูของศัตรูคือมิตร” ซึ่งกลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัส และพรรคสร้างอนาคตไทย ก็อาจจะไปทอนกำลังของ พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งอันนี้เป็นปัจจัยภายนอกที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 

แต่ถ้าพิจารณาปัจจัยภายใน  การที่ ร.อ.ธรรมนัสและพวก ออกจาก พรรคพลังประชารัฐ ก็จะเป็นผลดีต่อพรรค หมดปัญหาการทะเลาะกันเอง ซึ่งที่ผ่านมาก็หาจุดลงตัวยาก มีการเล่นเอาล่อเอาเถิดกัน พอเคลียร์กันจบแบบนี้สภาวะอิหลักอิเหลื่อก็หายไป พรรคก็สามารถก็ทำงานต่อไปได้ 

รัฐบาล “รอด-ไม่รอด” หลังก๊วน “ธรรมนัส” ยกพวกพ้น พปชร.

หรือถ้าในกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส บาดหมางกันจริงกับ พล.อ.ประยุทธ์ และการที่ พล.อ.ประวิตร ยอมทำตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการมาโดยตลอด ทั้งกรณีการยอมให้ปลด ร.อ.ธรรมนัส ออกจากตำแหน่ง รมช.เกษตรฯ พล.อ.ประวิตรก็ไม่ว่าอะไร หรือกรณีล่าสุดที่ขับพ้นออกจากพรรคพลังประชารัฐ พล.อ.ประวิตร ก็ยังยอม ก็มีคำถามง่ายๆ ว่า “มีอะไรที่ป้อมไม่ทำให้ตู่ แต่ต่อให้ไม่บาดหมางกัน ยังไง ก็ต้องรู้สึกบ้าง” 

ส่วนกรณีถ้ามองข้ามช็อตว่า หากมีโอกาสถึงขั้นยุบสภา และมีการเลือกตั้งใหม่ขึ้นจริง แต่ขณะที่กฎหมายลูกประกอบการเลือกตั้ง คือ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.กับ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง สภายังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ แต่กฎหมายรัฐธรรมนูญให้ใช้บัตรเลือกตั้งแบบ 2 ใบในการเลือกตั้ง กรณีนี้จะใช้กฎหมายใด หรือมีทางออกใดบ้าง รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่าก่อนหน้านี้สภาได้คิดแนวทางแก้ไขไว้แล้วในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 โดยให้ระบุไว้ในบทเฉพาะกาล ว่า ถ้ากฎหมายลูกประกอบการเลือกตั้งยังไม่มีผลบังคับใช้ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สามารถออกข้อบังคับมาใช้เพื่อให้สามารถจัดการเลือกตั้งได้ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ แล้วก็ไปเขียนว่าให้ใช้กฎหมายลูกประกอบการเลือกตั้งฉบับใหม่ 

รัฐบาล “รอด-ไม่รอด” หลังก๊วน “ธรรมนัส” ยกพวกพ้น พปชร.

แต่ถ้ากฎหมายลูกประกอบการเลือกตั้งยังทำไม่เสร็จ ก็ให้กลับไปใช้ มาตรา 5 ของรัฐธรรมนูญปี 2560  ที่ระบุว่า “รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ หรือการกระทำใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทำนั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” 

ฉะนั้น หากดำเนินการตาม มาตรา 5 เมื่อไม่มีบทบัญญัติระบุไว้ ก็ให้กลับมาใช้รัฐธรรมนูญที่มีอยู่แล้ว โดยให้ใช้เท่าที่สามารถใช้ได้ อะไรที่ไม่เกี่ยวกับการกาบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ก็สามารถนำมาใช้ได้ ส่วนอันไหนที่เจาะจงไว้ ก็ให้ทำตามนั้น 

ดังนั้น ในประเด็นนี้ ก็สามารถที่จะให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ได้ ใน 2 หัวข้อสำคัญคือ 1.เพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 1 ไปเลย และ 2.ออกกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมมาอีกฉบับหนึ่ง แล้วไปเขียนในวาระที่ยังไม่ออกกฎหมายลูกประกอบการเลือกตั้งออกมา ให้กกต. สามารถออกระเบียบเพื่อให้สามารถจัดการเลือกตั้งได้ ขั้นตอนกฎหมายจะเป็นเช่นนี้ ฝ่ายค้านจะให้ยุบสภาและให้มีการเลือกตั้งเลย โดยไม่มีปัญหานั้นเป็นไปไม่ได้  หรืออีกกรณีหนึ่ง ก็อาจจะเป็นช่องทางให้ทหารเข้ามาคุมและมีอำนาจอีกครั้งก็ได้ ถ้าเกิดกรณีที่ทำให้บ้านเมืองมีความสุ่มเสี่ยง บ้านเมืองเกิดความย่ำแย่ลง ทหารก็อาจจะกลับเข้ามายึดอำนาจ และเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีจากพล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนใหม่ขึ้นทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ซึ่งก็อาจจะเป็นอดีต คสช.คนที่ยังไม่ช้ำมาเป็นนายกรัฐมนตรี  

แต่ถ้าจะออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การเลือกตั้งนั้น รัฐบาลไม่สามารถทำได้ เพราะ พ.ร.ก. มีศักดิ์ทางกฎหมายในลำดับที่น้อยกว่ากฎหมายลูกประกอบการเลือกตั้ง ซึ่ง พระราชกำหนดมีศักดิ์ลำดับทางกฎหมายเท่ากับพระราชบัญญัติ

รัฐบาล “รอด-ไม่รอด” หลังก๊วน “ธรรมนัส” ยกพวกพ้น พปชร.

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.เจษฎ์ วิเคราะห์เพิ่มเติมว่า ในสถานการณ์แบบนี้รัฐบาลจะรอด หรือไม่รอดนั้น คิดว่ารัฐบาลก็คงจะถูลู่ถูกัง และต้องพยายามรักษาเสถียรภาพของการเป็นรัฐบาลต่อไปให้ได้นานที่สุด แต่การที่เป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำนี้ ก็มีปัจจัยที่ต้องคอยระวัง  คือ

1.พรรคตัวเองต้องมาประชุมสภาอย่างพร้อมเพรียงกัน จะขาดไม่ได้เลย

2.พรรคฝ่ายรัฐบาต้องสามัคคีกันมากกว่าฝ่ายค้าน

3.ต้องรอดูว่าในระยะยาว รัฐบาลจะคุมเสียงได้หรือไม่

“เพราะคะแนนปริ่มน้ำ ใครขาดไม่ได้ ลงพื้นที่ไม่ได้ จะไปร่วมประชุมกรรมาธิการฯ ก็ไม่ได้ อันนี้จะลำบาก ก็หวังว่าสภา ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลจะทำกฎหมายลูกประกอบการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จ และยุบสภา หรือลาออกเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งก็สามารถจะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้ในปีนี้ ” รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุ

ละครการเมือง”ธรรมนัส” วันวาน เป็นเพียงฉากหนึ่งของหนังใหญ่ โดยนายหัวไทร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/502088

20 ม.ค. 2565 |22:56 น.

ละครการเมือง"ธรรมนัส" วันวาน เป็นเพียงฉากหนึ่งของหนังใหญ่ โดยนายหัวไทร

หลังจากนี้ไปอยู่ที่ ร.อ.ธรรมนัส จะวางฐานะของพรรคนี้ไว้ตรงไหน เป็นฝ่ายค้าน หรือฝ่ายรัฐบาล ติดตามเบื้องหน้าเบื้องหลังได้ที่นี่เจาะประเด็นร้อน โดย นายหัวไทร

หลังพรรคพลังประชารัฐแพ้การเลือกตั้งซ่อมส.ส.ที่จ.ชุมพร เขต 1 และจ.สงขลา เขต 6 โดยเฉพาะกรณี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ปราศรัยเปรียบคนรวย คนจน ให้ประชาชนเลือก ส.ส.ที่มีชาติตระกูลดี และเป็นคนมีตังค์ จนถูกมองและวิพากษ์วิจารณ์กันว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้พรรคพลังประชารัฐแพ้การเลือกตั้ง 


และต่อมามีแชทไลน์หลุดนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน และกรรมการบริหารพรรค เสนอให้ทำโพลว่า พรรคพลังประชารัฐตกต่ำ เพราะร.อ.ธรรมนัสหรือไม่นั้น

ถ้าเราสังเกตจะเห็นว่าการเลือกตั้งซ่อมคราวนี้พรรคพลังประชารัฐไม่ได้นำเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นตัวชูโรงเหมือนที่ผ่านๆมา ซึ่งอาจจะมองว่า กระแสของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ดีเหมือนแต่ก่อน

การหาเสียงเลือกตั้งซ่อมทั้งสองเขต เราจึงเห็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐไปขลุกอยู่ในพื้นที่ และขึ้นเวทีปราศรัยบ่อยครั้งมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
     

แต่หลังเสร็จศึกเลือกตั้งซ่อม พร้อมกับความพ่ายแพ้ กระแสในพรรคพลังประชารัฐ กับความไม่พอใจต่อ ร.อ.ธรรมนัส พุ่งขึ้นสู่จุดพีค ถึงขั้นเตรียมทำโพลแบบสอบถามชี้นำ อันมีเป้าหมาย “ปลดธรรมนัส” พ้นเลขาธิการพรรค


หมากเกมนี้ “ผู้กองธรรมนัส” รู้แกว เดินเกมที่ใหญ่กว่า “ล้มประยุทธ์ รอบ 2”

เมื่อวานมีเกมล้มประยุทธ์รอบสองจึงเริ่มขึ้นกับเกมในสภา เมื่อกฎหมายการเงินของรัฐบาลเข้าสภา (พ.ร.บ.เงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา) ซึ่งถ้ากฎหมายการเงินไม่ผ่าน นายกฯต้องรับผิดชอบ
     

เกมทำให้สภาล่มจึงเกิดขึ้น เมื่อถึงเวลาจะโหวต เสียงในสภาไม่ครบองค์แน่ๆ นายกฯประยุทธ์รู้ทัน ให้พรรคเล็กในรัฐบาล เสนอนับองค์ประชุมเอง และสุชาติ ตันเจริญที่ทำหน้าที่ประธานอยู่ในเวลานั้นก็ทันเกม สั่งปิดประชุมก่อน
     

เมื่อเกมที่วางไว้ไม่สำเร็จ ซีกผู้กองธรรมนัส เดินต่อบนตาหมากรุกที่เหนือกว่า ให้ ส.ส.ในสังกัด ลงชื่อลาออกจากพรรค 22 คนกดดันให้ยุบสภา เพราะถ้าลาออกมากขนาดนี้ แล้วเลือกตั้งซ่อมคนด่าทั้งเมือง กับสถานการณ์แบบนี้ และอายุของสภาก็เหลือน้อยแล้ว



พล.อ.ประวิตร ไม่ให้ลาออก ขอเป็นขับออกจากพรรค ถ้าขับออกจากพรรคก็ไม่ต้องเลือกตั้งใหม่ แต่ต้องหาพรรคสังกัดใน 30 วัน จะได้ไม่ต้องเลือกตั้งใหม่ และ พล.อ.ประวิตร ยังยกพรรคเศรษฐกิจไทยให้ผู้กองฯธรรมนัส ที่เคยเตรียมไว้ให้ พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีมหาดไทย กับ ฉัตรชัย พรหมเลิศ อดีตปลัดมหาดไทย ตั้งพรรค แต่ตั้งไม่สำเร็จ ตัวพรรคยังอยู่ มีสมาชิก มีสาขาพรรคอยู่บ้างแล้ว

พล.อ.ประวิตร กับ ร.อ.ธรรมนัส ยังตัดกันไม่ขาด “บัวยังเหลือใย” จึงยกพรรคเศรษฐกิจไทยให้ ร.อ.ธรรมนัสไปก่อร่างสร้างรังใหม่
แต่จะส่ง พล.อ.วิชย์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา น้องรัก ไปนั่งเป็นหัวหน้าพรรค และส่ง พล.ต.อ.พัชรวาท  วงษ์สุวรรณ น้องชายไปเป็นเลขาธิการพรรคด้วย

หลังจากนี้ไปอยู่ที่ ร.อ.ธรรมนัส จะวางฐานะของพรรคนี้ไว้ตรงไหน เป็นฝ่ายค้าน หรือฝ่ายรัฐบาล ถ้าเลือกที่จะไม่สนับสนุนรัฐบาล จะทำให้เสียงของรัฐบาลปริ่มน้ำอีกครั้ง เหลือเพียง 256 เสียง เกินกึ่งไปแค่ 5 เสียง ขนาดเสียง 277 เสียง สภายังล่มแล้วล่มอีก ยังนึกไม่ออกว่า ถ้า 256 เสียง งานในสภาจะเดินไปอย่างไร

ยิ่งถ้า ร.อ.ธรรมนัส เลือกไปอยู่กับฝ่ายค้านอีก จะยิ่งไปกันใหญ่ จะทำให้เสียงฝ่ายค้านเพิ่มจาก 209 เสียง เป็น 230 เสียงทันที

อย่าลืมว่าสัปดาห์หน้าพรรคฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปรัฐบาลแล้ว แม้จะเป็นการอภิปรายแบบไม่ลงมติก็ตาม แต่ก็ทำให้รัฐมนตรีเสียวสันหลังได้เหมือนกัน

หนังใหญ่ฉากสำคัญของการเมืองกำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว จึงมีแต่คนถามว่า “จะยุบสภาหรือเปล่า”  แม้นายกฯประยุทธ์จะออกมายืนยันว่า “ไม่ยุบ” แต่การเมืองมันเป็นเรื่องไม่แน่ไม่นอนครับ อะไรก็เกิดขึ้นได้
 #มากกว่าข่าว #นายหัวไทร #พลังประชารัฐ #ธรรมนัส

วงในพปชร.เผยแนวเจรจาหลังธรรมนัสและ20 ส.ส.ย้ายค่ายส่งคนในมุ้งเขย่าครม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/502074

20 ม.ค. 2565 |22:30 น.

วงในพปชร.เผยแนวเจรจาหลังธรรมนัสและ20 ส.ส.ย้ายค่ายส่งคนในมุ้งเขย่าครม.

วงในพลังประชารัฐอัพเดทสถานการณ์ภายหลัง ธรรมนัสและ 20 ส.ส. ย้ายค่ายใหม่รอผลการเจรจารอบสองดันคนในมุ้งชิงเก้าอี้คณะรัฐมนตรี หากไม่บรรลุผลมีอีกแนวทางใหม่ ติดตามสถานการณ์รัฐบาล อย่ากระพริบตาในเจาะประเด็นร้อน

รายงานข่าวจากพรรคพลังประชารัฐ แจ้งว่า กรณีที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคแถลงมติพรรคพลังประชารัฐว่า ได้ขับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคและส.ส.พะเยา รวมทั้งส.ส. 20 คนในสังกัดร.อ.ธรรมนัสออกจากพรรคเนื่องจากกระทำผิดร้ายแรง ตามข้อบังคับพรรคพลังประชารัฐ พ.ศ.2561 ข้อ54 (5)  โดยอ้างว่า ร.อ.ธรรมนัส พยายามเสนอปรับโครงสร้างพรรค แต่สมาชิกพรรคและกรรมการบริหารพรรคส่วนใหญ่ไม่เห็นชอบและหากปล่อยไว้จะเกิดความเสียหาย โดย ร.อ.ธรรมนัสและส.ส. 20 คนสามารถหาพรรคใหม่สังกัดได้ใน 30 วันนั้น


รายงานข่าว  กล่าวว่า กรรมการบริหารพรรคบางคนกังวลกับประเด็นดังกล่าวว่าหากไม่ชัดเจนอาจโดนยุบพรรค   แต่กรรมการบริหารพรรคฝั่งร.อ.ธรรมนัส ยืนยันว่า ใช้ข้อบังคับดังกล่าวได้ เพื่อที่จะแยกตัวไปตั้งพรรคเองและมีแรงต่อรองทางการเมืองในตอนนี้และโอกาสต่อไป


“ดังนั้น การดำเนินการครั้งนี้ของร.อ.ธรรมนัสเป็นกรณีต่อเนื่องจากหลายเดือนที่แล้ว( การอภิปรายไม่ไว้วางใจครม.ครั้งที่ผ่านมา ) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมรู้การเคลื่อนไหวของร.อ.ธรรมนัสกับพล.ต.อ.นอกราชการนายหนึ่งในการชวนส.ส.ลงมติไม่ไว้วางใจพลเอกประยุทธ์  และเสนอให้พล.อ.ประวิตรเป็นนายกรัฐมนตรีแทน รวมทั้งปรับครม.ครั้งใหญ่ โดยไปแตะมือกับพรรคเพื่อไทยให้มาร่วมรัฐบาล”    

รายงานข่าว กล่าวว่า พลเอกประยุทธ์จึงใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา171 ปลดร.อ.ธรรมนัส พ้นตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ พ้นรมช.แรงงาน และยังแจ้งพล.อ.ประวิตร  ให้ปรับทั้งสองคนพ้นจากเลขาธิการพรรคและเหรัญญิกพรรคด้วย แต่พล.อ.ประวิตรไม่ยินยอม และทำให้ความสัมพันธ์ของพล.อ. ประวิตรกับพลเอกประยุทธ์ไม่ค่อยดีนักในช่วงที่ผ่านมา  และล่าสุดพลเอกประยุทธ์ย้ำแล้วว่าไม่ยุบสภา – ไม่ปรับครม.ในตอนนี้ก็ตาม

รายงานข่าว  กล่าวว่า   การขับ ร.อ.ธรรมนัสพ้นพรรคในคราวนี้   น่าสังเกตว่าทำไม พล.อ.ประวิตรเพิ่งตัดสินใจเรียกกรรมการบริหารพรรคและส.ส.หารือและอ้างว่าการดำเนินการในคราวนี้เเจ้งนายกรัฐมนตรีให้ทราบแล้ว  เพื่อที่จะได้ยุติความขัดแย้งในพรรค รวมทั้งผลเลือกตั้งซ่อมส.ส.ชุมพรและสงขลาครั้งล่าสุดที่ ร.อ.ธรรมนัส ขึ้นปราศรัยและใช้ถ้อยคำที่ไม่ค่อยเหมาะสม จนพรรคแพ้ทั้งสองเขตเเละเเกนนำพรรคบางคนมองว่าการปราศรัยเกี่ยวกับการเลือกส.ส.ต้องตระกูลดี มีเงินในครั้งดังกล่าวของร.อ.ธรรมนัสนั้นจงใจพูดเพื่อให้คะเเนนนิยมของพรรคตกลงเเละเเพ้ในภาคใต้หรือไม่

รายงานข่าว กล่าวว่า การดำเนินการของพล.อ.ประวิตรในตอนนี้อาจจะเป็นการซ้อนกลทางการเมืองหรือตีบทสองหน้าหรือไม่ เพราะการขับไล่ร.อ.ธรรมนัส ให้ย้ายพรรคนั้น ร.อ.ธรรมนัสน่าจะเตรียมเเผนไว้ระยะหนึ่งแล้วกับพล.ต.อ.นอกราชการคนหนึ่งที่ใกล้ชิดหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และพลเอกวิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา อาจจะตามไปร่วมงานกับร.อ.ธรรมนัสเเละลุ้นเป็นรัฐมนตรีอีกคนหนึ่ง


“แกนนำพรรคซึ่งเป็นรัฐมนตรีคนหนึ่งยืนยันว่าการประชุมนัดล่าสุดของแกนนำพรรค ร.อ.ธรรมนัสได้ขอเก้าอี้รมว.และรมช.อย่างละหนึ่งตำแหน่งจริง ดังนันพรรคดังกล่าวนั้นจะตั้งขึ้นเพื่อต่อรองกับพล.อ.ประยุทธ์ อย่าลืมว่า ร.อ.ธรรมนัส มีความสัมพันธ์กับส.ส.หลายคนในพรรคพลังประชารัฐที่ไม่กล้าย้ายพรรคตามไป, ส.ส.พรรคขนาดจิ๋วหลายพรรครวมทั้งพรรคเพื่อไทยด้วย หากข้อต่อรองในการร่วมรัฐบาลไม่บรรลุ ร.อ.ธรรมนัสอาจไปแตะมือกับฝ่ายค้าน และส่งผลกับจำนวนส.ส.รัฐบาลที่เกินครึ่งหนึ่งมาไม่มากนัก และตอนนี้เกิดภาวะสภาล่มบ่อยครั้งซึ่งอาจมาจากการประสานงานของร.อ.ธรรมนัสก็เป็นได้

“ตำแหน่งรมว.นั้นร.อ.ธรรมนัสน่าจะมอบให้พล.ต.อ.นอกราชการคนดังกล่าวหรือพลเอกวิชญ์ ตอนนี้เป็นได้สองทาง ส่วนรมช.นั้น ร.อ.เอกธรรมนัสอาจมอบให้ส.ส.ในกลุ่มที่ย้ายออกมาได้รับตำแหน่ง แล้วร.อ.ธรรมนัสไปรอเป็นรมว.ในการเลือกตั้งครั้งหน้า  เพราะการเสนอชื่อบุคคลไปเป็นรัฐมนตรีหน้าใหม่นั้นอย่าลืมว่าพล.อ.ประยุทธ์ต้องตรวจสอบคุณสมบัติและทูลเกล้าฯตามลำดับ ร.อ.ธรรมนัส น่าจะมองออก”  คาดว่าพลเอกประวิตรน่าจะทราบเบื้องหลังของเรื่องนี้ที่ร.อ.ธรรมนัสดำเนินการแล้ว แต่ยังสงสัยว่าทำไมเพิ่งมายอมในตอนนี้” แหล่งข่าว เปิดเผย 

จุดแข็ง “ธรรมนัส” ปักธงอีสานล้านนา เชื่อมือเอกราช-วิรัช

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/502089

20 ม.ค. 2565 |21:23 น.

จุดแข็ง "ธรรมนัส" ปักธงอีสานล้านนา เชื่อมือเอกราช-วิรัช

หลังเปิดปฏิบัติการแหกค่าย “ธรรมนัส” ยังอุบชื่อพรรคใหม่ ย้อนดูพรรคอีสานล้านนา ความฝันผู้กองเมืองพะเยา พร้อมเพื่อนมิตรอย่างเอกราช-วิรัช คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

กองกำลังหลักของ “ธรรมนัส” ในการก่อการพรรคใหม่คือ ส.ส.ภาคเหนือ และภาคอีสาน มี ส.ส.ภาคอื่นไม่มากนัก

พรรคเศรษฐกิจไทยจริงหรือลวง “ธรรมนัส” อาจปัดฝุ่นพรรคอีสานล้านนา ที่เป็นจุดแข็งของซุ้มตัวเอง เพราะมี วิรัช รัตนเศรษฐ และเอกราช ช่างเหลา เป็นแม่ทัพ

คนมีเพื่อนมีพวก “ธรรมนัส” จึงมีพรรคสำรองส่วนตัว มินับแนวร่วมพรรคเล็กอีกมาก ดังนั้น ปลายทางซุ้มผู้กอง อาจไม่ใช่พรรคเศรษฐกิจไทย

เมื่อตรวจสอบรายชื่อ 21 ส.ส.ที่ถูกขับออกจากพรรคพลังประชารัฐ พร้อม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ปรากฏว่า มี 1 ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ 7 ส.ส.เขต

ภาคอีสาน ประกอบด้วย เอกราช ช่างเหลา, ส.ส.บัญชีรายชื่อ, วัฒนา ช่างเหลา ส.ส.ขอนแก่น ,สมศักดิ์ คุณเงิน ส.ส.ขอนแก่น ,ทัศนาพร เกษเมธีการุณ ส.ส.นครราชสีมา(หยุดปฏิบัติหน้าที่) , เกษม ศุภรานนท์ ส.ส.นครราชสีมา ,สมศักด์ พันธ์เกษม ส.ส.นครราชสีมา ,ณัฐพงษ์ จรัสพีพงษ์ ส.ส.สุรินทร์ และธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์ ส.ส.อุบลราชธานี

สำหรับ วิรัช รัตนเศรษฐ(หยุดปฏิบัติหน้าที่) เล่นเกมยื้อ โดยตัวเขาและภรรยา ทัศนียา รัตนเศรษฐ(หยุดปฏิบัติหน้าที่) พร้อมลูกชาย ทวิรัฐ รัตนเศรษฐ ,อธิรัฐ รัตนเศรษฐ ยังอยู่พรรคพลังประชารัฐ เพราะอธิรัฐ ยังเป็น รมช.คมนาคม แต่ในอนาคตก็คงย้ายไปอยู่กับ ร.อ.ธรรมนัส

สรุป ส.ส.อีสาน 12 คนของพรรคพลังประชารัฐ จึงเหลือแค่ จ.ชัยภูมิ 2 คนคือ เชิงชาย ชาลี รินทร์ และสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ที่สังกัดกลุ่มสามมิตร

‘อีสานล้านนา’

ย้อนไปดูช่วงที่ “ธรรมนัส” เพิ่งถูกปลดจากตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ ผู้กองเมืองพะเยาบอกกับนักข่าวว่า ขอเลือกตั้งทางเดินของตัวเอง อาจชื่อพรรคคนพะเยา หรือพรรคอีสานล้านนา

สอดรับกับกระแสข่าวจากขอนแก่น สมาชิกกลุ่มเอกราช ช่างเหลา กระซิบบอกนักข่าวว่า “นายให้คนที่พะเยา จดทะเบียนพรรคการเมืองไว้แล้ว นายจะทำพรรคขนาด 30 ที่นั่ง”

เมื่อเวลาผ่านไป ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้รับคำมั่นสัญญาจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ให้อยู่ในตำแหน่งเลขาธิการพรรคต่อไป ไม่มีใครมากดดันให้หัวหน้าพรรคได้ ร.อ.ธรรมนัสก็เหมือนจะพับแผนการแยกตัวไปตั้งพรรคใหม่

ด้านเอกราช ช่างเหลา ส.ส.บัญชีรายชื่อ ขุนพลเอกของธรรมนัส กลับส่งลูกชาย พิทักษ์ชน ช่างเหลา ไปสวมเสื้อพรรคภูมิใจไทย แถมอดีตผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น กลุ่มเพื่อนเอกราช อย่างเจริญ แซ่เต็ง และสมพงษ์ ปู่เพ็ง ก็ย้ายไปสังกัดค่ายสีน้ำเงิน

น่าจับตาดูว่า เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส ตัดสินใจแยกตัวออกจากพลังประชารัฐ มาสร้างพรรคใหม่ เอกราช ช่างเหลา จะดึงลูกชายคนเล็ก และสองอดีตผู้สมัคร ส.ส.เกรดเอ กลับมาจากค่ายบุรีรัมย์หรือไม่

‘โคราชเอายังไง’

ที่มั่นการเมืองของ “ธรรมนัส” อีกแห่งหนึ่งในอีสาน น่าจะเป็น จ.นครราชสีมา เพราะมี วิรัช รัตนเศรษฐ เป็นแม่ทัพใหญ่ และมี ส.ส.อยู่ในกลุ่มมากถึง 6 คน

อย่างไรก็ตาม วิรัช พร้อมกับภรรยา ทัศนียา รัตนเศรษฐ และน้องภรรยา ทัศนาพร เกษเมธีการุณ ยังมีคดีสนามฟุตซอลติดตัว หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง วิรัชคงต้องฝากลูกชาย ทวิรัฐ รัตนเศรษฐ และอธิรัฐ รัตนเศรษฐ ไว้กับธรรมนัส

ส่วน เกษม ศุภรานนท์ ส.ส.เขต 1 และสมศักดิ์ พันธ์เกษม ส.ส.เขต 11 ก็มีข่าวลือในพื้นที่ว่าจะย้ายไปค่ายสีน้ำเงิน แต่ตอนนี้ก็ชัดเจนว่า ไปกับผู้กองธรรมนัส

จะว่าไปแล้ว พรรคใหม่ของธรรมนัส ไม่ว่าจะชื่อเศรษฐกิจไทยหรือพรรคใด การต่อสู้ในสนามภาคอีสานไม่ง่าย เพราะอย่าลืมว่า เลือกตั้งครั้งที่แล้ว ที่โคราช ตระกูลรัตนเศรษฐ ตบเท้าเข้าสภาฯมากถึง 4 คน ด้วยเหตุปัจจัยใด คนโคราชก็รู้

ลำพัง ร.อ.ธรรมนัส ไม่ใช่แบรนด์ที่ติดตลาด และการที่จะหวังใช้ธรรมนัสโมเดล เหมือนการเลือกตั้งซ่อม ขอนแก่น เขต 7 เมื่อปี 2562 ที่เอาชนะเพื่อไทยได้นั้น ก็ไม่ใช่แบรนด์ธรรมนัส หากแต่เป็นเรื่องของอำนาจรัฐ

เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ต้องลงสนาม โดยไม่มีพลัง 3 ป.เป็นกองหนุน ก็ยากที่จะเอาชนะคู่แข่งที่มีกระแสทักษิณ อย่างเพื่อไทย ทั้งในภาคเหนือและภาคอีสาน

แผนเหนือเมฆ “ธรรมนัส” ปั้นเศรษฐกิจไทย รองรับดีลแดนไกล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/502069

20 ม.ค. 2565 |18:46 น.

แผนเหนือเมฆ "ธรรมนัส" ปั้นเศรษฐกิจไทย รองรับดีลแดนไกล

เปิดโฉมหน้าแกนนำพรรคเศรษฐกิจไทย “ธรรมนัส” นำเพื่อนร่วมตายสหายศึก จัดทัพรับอภิมหาดีลแดนไกล ดับฝันประยุทธ์ หลังเลือกตั้งสมัยหน้า คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

แผนซ้อนแผน “ธรรมนัส” นำทัพ ส.ส. 21 ชีวิตไปสร้างพรรคเศรษฐกิจไทย มองข้ามช็อตเลือกตั้งสมัยใหม่ ผู้กองคนดังจะเป็นพรรคขนาด 50 ที่นั่ง มีดีลล่วงหน้าเรียบร้อย

แท้จริงแล้ว พรรคเศรษฐกิจไทยของ “ธรรมนัส” และมิตรร่วมรบ ก็คือพรรคสำรองของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่เตรียมการไว้นานแล้ว

เกมอำนาจ “ธรรมนัส” ผนึก พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ สร้างฐานการเมืองใหม่ ไม่ต่างจากพรรคภูมิใจไทย ที่พร้อมพลิกเข้าได้กับทุกขั้ว

หลังปราชัยในศึกล้มประยุทธ์กลางสภาฯ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ก็เคยเสนอให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ขับออกจากพรรคพลังประชารัฐ เพื่อจะนำไพร่พลกว่า 20 คนไปตั้งพรรคใหม่ แต่บิ๊กป้อมรั้งไว้ไม่อยากไปไหน จึงตั้ง พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็นประธานกรรมการยุทธศาสตร์พรรค เนื่องจาก พล.อ.วิชญ์ กับ ร.อ.ธรรมนัส สนิทสนมกันมาก

นับจากนั้นมา สถานการณ์ในพลังประชารัฐเหมือนอยู่ในภาวะสงครามเย็น ระหว่างขั้วธรรมนัสกับขั้วประยุทธ์ มีการประลองกำลังกันเป็นระยะๆ ขั้วประยุทธ์รุกหนัก ถึงขั้นกดดันให้บิ๊กป้อมจัดการปรับโครงสร้างพรรคใหม่ แต่สุดท้ายธรรมนัสก็รอดมาได้ เพราะหัวหน้าพรรคไม่ยอมทำตามความต้องการของ พล.อ.ประยุทธ์

ในที่สุด ฟางเส้นสุดท้ายก็มาถึง หลังเลือกตั้งซ่อมที่ชุมพร และสงขลา พลังประชารัฐพ่ายทั้งสองเขต ขั้วประยุทธ์เปิดเกมกดดันให้ธรรมนัสลาออกจากเลขาธิการพรรค บิ๊กป้อมไฟเขียวให้ ร.อ.ธรรมนัส พา ส.ส.พลังประชารัฐ จำนวนหนึ่งไปสังกัดใหม่

วิธีการจะที่แยกจากกัน กลุ่มธรรมนัสขอให้พรรคมีมติขับออก เพื่อจะได้ไม่พ้นสถานะ ส.ส. และมีเวลาพรรคสังกัดใหม่

เบื้องหลังเกมปั้นพรรคใหม่ของ ร.อ.ธรรมนัส ก็มีชื่อของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ น้องชาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ โผล่มาเป็นที่ปรึกษาพรรคด้วย

‘โฉมหน้าคีย์แมน’

ที่มั่นการเมืองใหม่ของ “ธรรมนัส” ชื่อ พรรคเศรษฐกิจไทย เป็นพรรคที่เคยตกเป็นข่าวว่า ปลัดฉิ่งเตรียมการสำหรับเป็นพรรคสำรองของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อปลัดฉิ่งพับแผนดังกล่าว พรรคนี้เลยตกมาเป็นของ พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา มือทำงานของบิ๊กป้อม

ว่ากันว่า พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา จะเป็นหัวหน้าพรรค ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองหัวหน้าพรรค และอภิชัย เตชะอุบล เลขาธิการพรรค

เข้าใจว่า อภิชัย เตชะอุบล คงต้องยื่นลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อมารับตำแหน่งใหม่ในพรรคเศรษฐกิจไทย

พล.อ.วิชญ์ เป็นเตรียมทหารรุ่น 11 และ จปร.22 เป็นน้องรักบิ๊กป้อม และระยะหลัง พี่ใหญ่บ้านป่ารอยต่อฯ ใช้ไปทำงานด้านการกีฬา โดยเฉพาะที่สนามนางเลิ้ง พล.อ.วิชญ์ รู้จัก เสธ.ไอซ์ หรือ พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต ลูกพี่ของ ร.อ.ธรรมนัส เป็นอย่างดี

ส่วนเสี่ยโต หรืออภิชัย เตชะอุบล เจ้าของอาณาจักร บมจ.เจซีเค อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ JCK ประกอบธุรกิจโรงงานสำเร็จรูป,พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ธุรกิจอาหาร

อภิชัย เตชะอุบล ว่าที่เลขาธิการพรรคเศรษฐกิจไทยอภิชัย เตชะอุบล ว่าที่เลขาธิการพรรคเศรษฐกิจไทย

เส้นทางการเมืองของอภิชัยนั้น ถูกอัศวิน วิภูศิริ ชวนให้มาเป็นนายทุนพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเลือกตั้ง 2562 อภิชัยลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 18 และได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. แต่หลังการจัดรัฐบาลประยุทธ์ อภิชัยได้ยื่นจดหมายลาออกจากตำแหน่งเหรัญญิกพรรค แต่คงสถานะ ส.ส.ไว้

พักหลังอภิชัยมาขลุกอยู่ที่บ้านป่ารอยต่อฯ โดยการชักนำของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. นักข่าวยังนึกว่า อภิชัยเป็น ส.ส.พลังประชารัฐ

‘ผ่าก๊วน ส.ส.’

สำหรับ 20 ส.ส.(ไม่รับรวม ร.อ.ธรรมนัส) ที่เดินตาม “ธรรมนัส” ออกจากพรรคพลังประชารัฐ ส่วนใหญ่ก็เป็นกลุ่มก้อนที่เคยเตรียมการไว้ เพื่อยกมือไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์

กลุ่มสายเหนือ ได้แก่ บุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ, จีรเดช ศรีวิลาส ส.ส.พะเยา,ไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร, ปัญญา จีนาคำ ส.ส.แม่ฮ่องสอน ,วัฒนา สิทธิวัง ส.ส.ลำปาง ,ธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ ส.ส.ตาก ,ภาคภูมิ บุญประมุข ส.ส.ตาก และ พรชัย อินทร์สุข ส.ส.พิจิตร

กลุ่มจงอางผยอง ได้แก่ เอกราช ช่างเหลา, ส.ส.บัญชีรายชื่อ, วัฒนา ช่างเหลา ส.ส.ขอนแก่น และสมศักดิ์ คุณเงิน ส.ส.ขอนแก่น

กลุ่มบ้านรัตนเศรษฐ ได้แก่ ทัศนาพร เกษเมธีการุณ ส.ส.นครราชสีมา, เกษม ศุภรานนท์ ส.ส.นครราชสีมา ,สมศักด์ พันธ์เกษม ส.ส.นครราชสีมา ,ณัฐพงษ์ จรัสพีพงษ์ ส.ส.สุรินทร์ และธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์ ส.ส.อุบลราชธานี

กลุ่มสายตรงธรรมนัส ได้แก่ จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ส.ส.สมุทรสาคร, ยุทธนา โพธสุธน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ,พล.ต.ต.ยงยุทธ เทพจำนงค์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และสะถิระ เผือกประพันธุ์ ส.ส.ชลบุรี

คาดว่า หากมีการยุบสภาเมื่อใด จะมีกลุ่ม ส.ส.พลังประชารัฐ อีกจำนวนหนึ่งตามมาสบทบที่พรรคเศรษฐกิจไทย เพราะเชื่อมั่นในฝีมือ ร.อ.ธรรมนัส และพรรคนี้ได้เป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาลแน่นอน

เรื่อง “หมูๆ แต่ไม่หมู”…รู้ไว้ก่อนจะโดนเชือดแบบหมู…!โดยขุนเกษตรพิเรน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/502029

20 ม.ค. 2565 |15:43 น.

เรื่อง “หมูๆ แต่ไม่หมู”...รู้ไว้ก่อนจะโดนเชือดแบบหมู...!โดยขุนเกษตรพิเรน

เกิดคำถามสำหรับประชาชนทั่วไปว่า เหตุใดราคาหมูหน้าฟาร์มจึงมีราคาค่อนข้างต่ำ ภายใต้คำถามนี้ มีรายละเอียดซ่อนอยู่ภายในที่ต้องทำความเข้าใจกันสักหน่อย กับ คำว่า “เกษตรพันธสัญญา” คำที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในแวดลงเกษตรเวลานี้ โดยขุนเกษตรพิเรน 

ในปัจจุบันมีการนำระบบเกษตรพันธสัญญา (Contract farming) มาใช้ในการทำสัญญาอย่างแพร่หลาย 

แต่สัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญามีลักษณะผสมผสานระหว่างสัญญาจ้างทำของ จ้างแรงงาน และสัญญาซื้อขาย ซึ่งมีความซับซ้อน ดังนั้น จึงมีการตราพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 ขึ้น เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ในการทำสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญาให้ทุกฝ่ายสามารถบริหารสัญญาได้อย่างราบรื่น รวมทั้งกำหนดกลไกในการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาในประเทศไทย 

“ระบบเกษตรพันธสัญญา” หมายถึง ระบบการผลิตผลิตผลหรือบริการทางการเกษตรที่เกิดขึ้นจากสัญญาระหว่างผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรกับบุคคลธรรมดาซึ่งประกอบอาชีพเกษตรกรรมตั้งแต่สิบรายขึ้นไป หรือกับองค์กรทางการเกษตรที่มีกฎหมายรองรับ เช่น สหกรณ์การเกษตรหรือวิสาหกิจชุมชน โดยผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรเข้าไปมีส่วนในกระบวนการผลิต 

ความหมายของคำว่า  “เกษตรพันธสัญญา” (Contract farming)

1. เป็นระบบผลิตผลิตผลหรือบริการทางการเกษตร

2. เกิดขึ้นจากสัญญาประเภทเดียวกันระหว่างผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรกับเกษตรกรซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาตั้งแต่ 10 รายขึ้นไปหรือกับสหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชนหรือเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน (ที่มีกฎหมายรองรับ)

3. มีเงื่อนไขในการผลิต จำหน่าย หรือจ้างผลิตผลิตผลหรือบริการทางการเกษตรตามจำนวน คุณภาพ ราคา หรือระยะเวลาที่กำหนดไว้

4. ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรตกลงที่จะซื้อผลิตผลดังกล่าวหรือจ่ายค่าตอบแทนให้เกษตรกรตามที่กำหนดไว้ในสัญญา

5. ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรเข้าไปมีส่วนร่วมในการผลิตด้วย (เช่น .. ร่วมกันวางแผนการผลิต (ปลูก-เลี้ยง) การส่งยารักษาโรค อาหาร เวชภัณฑ์ต่าง ๆ ให้แก่ฝ่ายเกษตรกร เป็นต้น.)

จุดแข็งของ… พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ.2560


1. เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง ไม่เสี่ยงต่อความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร ไม่ต้องหาตลาดเอง ผลิตแล้ว (ปลูก/เลี้ยง) มีผู้รับซื้อที่ไว้วางใจได้


2. ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรได้รับผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพตามต้องการ และ ตรงตามระยะเวลาที่กำหนด รวมถึงกำหนดต้นทุนได้ล่วงหน้า

กรณีที่มีข่าวออกทางสื่อสังคม เกิดคำถามสำหรับประชาชนทั่วไปว่า .. เหตุใดราคาหมูหน้าฟาร์มจึงมีราคาค่อนข้างต่ำ บางรายขายได้แค่ 60 บาทต่อกิโลกรัมนั้น..

ขุนเกษตรพิเรน บอกได้เลยว่าต้องทำความเข้าใจในเบื้องต้น ต้องไปดูว่า เกษตรกรรายนั้น ๆ มีการทำสัญญากันไว้กับทางบริษัทที่เป็นคู่สัญญาหรือไม่เพียงใด ? สัญญานั้น มีลักษณะการจ้างเลี้ยงหรือการประกันราคา จุดนี้เป็นสาระสำคัญเลย 

ปกติจะเป็นการเลี้ยงแบบหักกลบหนี้กันโดยบริษัทจะจัดส่งอาหาร ยารักษาโรค ยาฆ่าเชื้อ วัคซีน รวมถึงเวชภัณฑ์ต่าง ๆ ให้แก่ฝ่ายเกษตรกรไปใช้ก่อน  ภายหลังเมื่อครบกำหนดจับหมูให้บริษัท  จึงค่อยมาทำการหักกลบกันดูว่า ..เกษตรกรใช้ปัจจัยการผลิตเหล่านั้นไปเท่าไร จึงมาหักกับราคาหมูที่เกษตรกรขายได้ โดยปกติมักจะมีการกำหนดไว้ในสัญญาแล้ว

หากเป็นการเลี้ยงแบบประกันราคาโดยมีการทำสัญญากันไว้ มีลักษณะเป็นสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญาตามกฎหมาย   พึงระวังการให้ข่าวที่เสียหายกับทางบริษัทฯ ที่เป็นคู่สัญญาด้วยนะครับ……หากทางบริษัทมองว่าการให้ข่าวไปนั้นอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายกับทางบริษัท  จะพาลให้เกิดการยกเลิกสัญญาได้นะครับ…..!!!!! 

“ขุนเกษตรพิเรน” สรุปใจความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้นั่นคือ…มีลักษณะที่ผู้ประกอบการมีการทำสัญญากับเกษตรกรโดยที่มีการตกลงในเรื่องราคารับซื้อไว้ล่วงหน้า  อย่าลืมว่า ราคาที่เคยทำสัญญากันไว้นั้น … เกิดก่อนหน้านี้แล้ว…!!!  ไม่ได้มากำหนดราคากันตอนเกิดปัญหา ณ ขณะนี้…

ดังนั้น จะไปโวยวายว่าบริษัทคู่สัญญาเอาเปรียบก็คงไม่แฟร์กับทางบริษัทนะครับ…!!!  ต้องให้ความเป็นธรรมกับทางบริษัทที่เป็นคู่สัญญาด้วย


ในทางกลับกัน ถ้าสมมติว่าตอนนี้ ราคาหมูในตลาดตกลงมาเหลือกิโลกรัมละ 40 บาท จะเกิดการโวยวายหรือไม่ ?  

เรื่องเกษตรพันธสัญญาเป็นเรื่องใหม่ และเป็นเรื่องที่เกษตรกรต้องให้ความใส่ใจ ส่วนเมื่อมีปัญหาใดๆเกิดขึ้น เกษตรกรสามารถ ติดต่อไปได้ที่ สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครับ

“บิ๊กตู่” อาการหนัก ขับ “ธรรมนัส” พ้นพรรค เหมือนอ้อยเข้าปากช้าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/502032

20 ม.ค. 2565 |15:20 น.

มวยคนละเชิง “ธรรมนัส” ได้ที ขี่ “พลเอกประยุทธ์” ขับ21ส.ส. พ้นพรรคพลังประชารัฐ ทำรัฐบาลอาการหนักเพราะเสียงปริ่มน้ำ

ทุกพรรคการเมืองคงต้องเตรียมเข้าสู่โหมดเตรียมการเลือกตั้ง เป็นคำตอบสุดท้ายจากการขับร้อยเอกธรรมนัส และส.ส.ในสังกัดกว่า 20 คน พ้นพรรคพลังประชารัฐ สภาพที่เกิดขึ้นภายในพรรคพลังประชารัฐนับหนึ่งมาจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อปีที่ผ่านมา  และผลการเลือกตั้งซ่อมสส.ปักษ์ใต้  ก็ทำให้เกิดฟางเส้นสุดท้าย จากกลุ่มไลน์ของแกนนำพรรคพลังประชารัฐ  ก่อนหน้านี้ร้อยเอกธรรมนัสยอมรับว่า หลังจากมีปัญหาเขาเคยคิดจะออกไปตั้งพรรคใหม่ แต่พลเอกประวิตรขอไว้ ให้ช่วยงานพรรคพลังประชารัฐไปก่อน

"บิ๊กตู่"  อาการหนัก ขับ "ธรรมนัส" พ้นพรรค เหมือนอ้อยเข้าปากช้าง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า 21 คน ที่ออกจากพลังประชารัฐไปส่งผลให้เสถียรภาพรัฐบาลเปราะบางอย่างยิ่ง  สถานะรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำไม่รู้ว่าจะเพลี่ยงพล้ำวันไหน  แม้กลุ่มนี้จะไม่ประกาศชัด ไปสังกัดฝ่ายไหน แต่หนทางที่จะรักษา 21 เสียงให้อยู่ฝั่งรัฐบาลได้ อาจต้องยอมตามเงื่อนไข คืนตำแหน่งรัฐมนตรีอย่างน้อย 2 เก้าอี้ คืนให้กลุ่มร้อยเอกธรรมนัส  จึงจะจัดอยู่ในเขตปลอดภัย มีเวลา 30 วัน ให้พลเอกประยุทธ์ กลับทบทวนว่าจะเลือกยุบสภา หรือ ปรับคณะรัฐมนตรี ตามที่ให้สัมภาษณ์ล่าสุดวันนี้ว่าจะไม่มีทั้งสองกรณีหรือไม่  ในเมื่อร้อยเอกธรรมนัส เคยประกาศไว้ ว่าเขาคือเส้นเลือดใหญ่ของพรรค

"บิ๊กตู่"  อาการหนัก ขับ "ธรรมนัส" พ้นพรรค เหมือนอ้อยเข้าปากช้าง

วิษณุ เครืองาม  รองนายกรัฐมนตรี เคยพยากรณ์ว่า ในปี 2565 จะมีเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงใหญ่ทางการเมืองในสองกรณี หนึ่งเรื่องวาระ การดำรงตำแหน่ง 8 ปีของนายกฯ สองคือเรื่องการเสนอกฎหมายที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี จ่อเป็นวาระการพิจารณาอยู่ในสภาขณะนี้ หลายฉบับ   น่าสนใจว่าความรัก ความปรารถนาดี และเคารพซึ่งกันและกัน  ที่พลเอกประยุทธ์พูดถึงพลเอกประวิตรเอาไว้  จะค้ำจุนรัฐบาลอยู่ได้อีกกี่วัน

"บิ๊กตู่"  อาการหนัก ขับ "ธรรมนัส" พ้นพรรค เหมือนอ้อยเข้าปากช้าง

ซินแสเข่ง ผ่าดวง 3 ผู้นำ “พรรคสร้างอนาคตไทย” ต่างดวงต่างชะตา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/501947

19 ม.ค. 2565 |22:41 น.

ซินแสเข่ง ผ่าดวง 3 ผู้นำ "พรรคสร้างอนาคตไทย" ต่างดวงต่างชะตา

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติ 3 ผู้นำ สมคิด-อุตตมะ-สนธิรัตน์ “พรรคสร้างอนาคตไทย” เมื่อผูกดวงแล้ว ต่างดวงต่างชะตา ไม่หนุนซึ่งกันและกัน ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง โอกาสที่จะก้าวสู่เป้าหมายคงยาก

ซินแสเข่ง อ.ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง ผู้อำนวยการ สถาบัน โหราศาสตร์ พยากรณ์ แห่งประเทศไทย ผ่าดวงวิกฤติผู้นำทัพ “พรรคสร้างอนาคตไทย” นำทีมโดย ดร.อุตตม สาวนายน  หัวหน้าพรรค พร้อมด้วยเลขาธิการพรรค สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ชู ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อผูกดวงแล้ว ต่างดวงต่างชะตา ไม่หนุนซึ่งกันและกัน

หากต่อสู้ไปก็อาจจะตัวใครตัวมัน เพราะจะดันสู่ตำแหน่งคู่เสริมดวงที่จะต้องแกร่งพอที่จะหนุนให้ประสพความสำเร็จได้ ประกอบกับดวงชะตาต่างคนต่างเดิน โอกาสที่จะก้าวสู้เป้าหมายคงยาก

ดร.อุตตม สาวนายน วัย 62 ปี เกิดวันพฤหัสที่ 19 พฤษภาคม 2503 ปีชวด ธาตุทอง ถึงแม้นจะมีความพยายามมีความอดทน มีความตั้งใจ แต่ชะตาชีวิตมีเหตุปะทะก่อให้เกิดความแตกแยก ไม่ไว้วางใจ ไม่ปรองดอง เบียดเบียนตนเอง อึดอัดสร้างความรำคาญให้จิตใจ กับลังเล ไม่ไว้วางใจ เรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ใจอ่อนใจดี มีครูบาอาจารย์อยู่ในตน ขาดดวงชะตาการเป็นผู้นำ ความหวังในปี 65 ไม่ประสพความสำเร็จ

ซินแสเข่ง ผ่าดวง 3 ผู้นำ "พรรคสร้างอนาคตไทย" ต่างดวงต่างชะตา

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ วัย 62 ปี ถึงมีความพยายามมีความตั้งใจ กล้าได้กล้าเสีย ทะเยอทะยานไม่นิ่งอยู่กับที่ คาดหวังในการทำสิ่งใดให้ประสพความสำเร็จ แต่ความลังเลไม่มั่นใจตนเอง ตกดวงชะตาสับสน ไม่ปรองดอง ไม่สมหวัง วุ่นวาย อีกทั้งมีเรื่องเบียดเบียนให้เดือดเนื้อร้อนใจกับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ให้อึดอัดใจ ถึงมีตำแหน่งที่ดี แต่ไม่มั่นคงในชีวิต

ซินแสเข่ง ผ่าดวง 3 ผู้นำ "พรรคสร้างอนาคตไทย" ต่างดวงต่างชะตา

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ วัย 69 ปี รอบนี้เหมือนต้องดูแลสุขภาพตนเองให้มาก ระวังเจ็บป่วย อีกทั้งในดวงชะตาเหมือนมีชีวิตที่ต้องดิ้นรนด้วยตนเอง ดื้อรั้นอยากรู้อยากเห็น ใจอ่อนใจดี มีเจ้าทุกข์มากชอบช่วยเหลือคนอื่น ปีนี้ตกดวงขัดแย้ง แบะเบียดเบียนตนเองให้เดือดเนื้อร้อนใจ ทั้งการกระทำของตนเอง และตกในรอบปีแห่งอุปสรรค ดาวเสาร์เข้าเบียดเบียนให้เดือดเนื้อร้อนใจ และตกดวงสุขภาพ

ซินแสเข่ง ผ่าดวง 3 ผู้นำ "พรรคสร้างอนาคตไทย" ต่างดวงต่างชะตา

ซินแสเข่ง สรุปเพิ่มเติมอีกว่า ในช่วงระหว่าง 2 ปี ของพรรคสร้างอนาคตไทย ไปจนถึงปี 2567 หากหัวหน้าพรรคไม่ท้อไม่หมดกำลัง ก็คงได้เห็นพรรคที่เข้มแข็งเกิดขึ้น แต่ต้องฝ่าอุปสรรคต่างๆในรอบปี 2565 และ 2566 และความสำเร็จจะอยู่ในช่วงปี 2567 เป็นต้นไป แต่ก็ถือว่าจะเป็นไปได้สูงสุดในการบริหารพรรคการเมือง ต้องเหนื่อยสุดกับมรสุมต่างๆ ที่จะต้องฟันฝ่าอุปสรรคให้ผ่านพ้นบนเส้นทางที่ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง

ผ่าเพลงร้อน “เฮ็ดนาเด้อบ่ได้เฮ็ดนม” ลาวปั้นงาน ไทยปั่นยอดวิว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/501935

19 ม.ค. 2565 |20:51 น.

ผ่าเพลงร้อน "เฮ็ดนาเด้อบ่ได้เฮ็ดนม" ลาวปั้นงาน ไทยปั่นยอดวิว

สูตรสำเร็จเพลงเรต18+ “เฮ็ดนาเด้อบ่ได้เฮ็ดนม” ศิลปินลาวปั้นงานเพลง ส่งต่อศิลปินไทยปั่นยอดวิว ทางการลาวเต้น ลุกขึ้นมางัดข้อกฎหมาย ปรามอินดี้ฝั่งซ้ายอย่าล้ำเส้น คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เพลงไร้พรมแดน “เฮ็ดนาเด้อบ่ได้เฮ็ดนม” ใช้เวลาเผยแพร่แค่ครึ่งเดือน ประเด็นดราม่าก็บังเกิดลามกอนาจารหรือไม่

ภาพสะท้อนลาวยุคดิจิทัล “เฮ็ดนาเด้อบ่ได้เฮ็ดนม” ศิลปินอินดี้ฝั่งซ้ายปั้นงาน ศิลปินฝั่งขวาปั่นยอดวิว สองฝั่งโขงประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย

อิทธิฤทธิ์ “เฮ็ดนาเด้อบ่ได้เฮ็ดนม” รัฐบาลลาวอยู่นิ่งไม่ได้ จึงออกโรงปรามศิลปินฝั่งซ้าย ขอให้สร้างผลงานอยู่ในกรอบกฎหมายศิลปะการแสดงและกฎหมายสื่อมวลชน

5 ปีมานี้ ศิลปินลาวค้นพบการเอาตัวรอดจากพายุดิจิทัลดิสรัปชัน โดยใช้สูตรสำเร็จ อินดี้ฝั่งซ้ายปั้นงาน อินดี้ฝั่งขวาปั่นยอดวิว เนื่องจากประชากรลาว มี 7 ล้านคน ขณะที่ประชากรไทยมีมากกว่า 60 ล้านคน

เพลง “เฮ็ดนาเด้อบ่ได้เฮ็ดนม” เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของศิลปินลาว ที่ประสบความสำเร็จตามสูตรลาวปั้น ไทยปั่น โดย SOMBATH.97 และ นัท ชนก ได้อัพเพลงเฮ็ดนาเด้อบ่ได้เฮ็ดนม ขึ้นยูทูบเมื่อ 1 ม.ค.2565 พร้อมกับตัดต่อท่อนฮุกไปเผยแพร่ผ่าน TikTok

แค่สัปดาห์เดียว ก็มีนักร้องไทยทั้งมืออาชีพและสมัครเล่นนำเอาเพลงเฮ็ดนาเด้อบ่ได้เฮ็ดนม มาคัฟเวอร์ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ทำให้ยอดวิวเพลงนี้ทะลุ 6 ล้านวิว

‘ผ่าเพลงฉาว’

สมบัดหรือ SOMBATH.97 ผู้สร้างเพลง “เฮ็ดนาเด้อบ่ได้เฮ็ดนม” รู้ดีว่า จะทำเพลงยังไงให้ดังและโดน จึงเลือกท่อนฮุกแบบสุ่มเสี่ยง “เฮ็ดนาเด้อบ่ได้เฮ็ดนม บ่ต้องมาจ่ม ว่านมข้อยบ่มี เนินนมอาจสิบ่มี แต่เนิน…อลังการ” ซึ่งก็ประสบความสำเร็จ

จริงๆแล้ว โดยภาพรวมของเพลง เป็นเพลงที่ดีเพลงหนึ่ง พูดถึงหญิงชาวนาตัดพ้อที่ถูกผู้ชายบูลลี่รูปร่างโดยเฉพาะส่วนหน้าอกหน้าใจ ว่าเป็นสาวจอแบน

ท่อนฮุกที่โด่งดังสองฝั่งโขง ทำให้กระทรวงแถลงข่าว วัฒนธรรม และท่องเที่ยว แห่ง สปป.ลาว อยู่นิ่งไม่ได้ เพราะมีกระแสเสียงว่า ทำไมทางการลาวจึงปล่อยปละละเลย ไม่มีการตรวจสอบเนื้อเพลง

ที่ผ่านมา ทางการลาว ได้ผ่อนปรนเรื่องการทำเพลงยุคดิจิทัล เพราะรู้ว่า ยุคสมัยเปลี่ยนไป ยากที่จะควบคุมกระแสโซเชียลได้ จึงปล่อยให้ศิลปินทำเพลงโดยเสรี ไม่ต้องมาทำเรื่องขออนุญาตจากแผนกวัฒนธรรม

เมื่อวันที่ 18 ม.ค.2565 กระทรวง แถลงข่าว วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ได้ออกคำสั่งให้ตรวจสอบผลงานเพลงและกลอนลำ ทั้งประเทศ 

เนื่องจาก ปัจจุบันมีการแต่งเพลง ขับ-ลำ ที่มีเนื้อหาลามก อนาจาร เผยแพร่ผ่านทางสื่อออนไลน์ ซึ่งผิดต่อกฎหมายว่าด้วยศิลปะการแสดง

ในอดีต ผู้ผลิตงานเพลงหรือศิลปิน จะต้องนำเอ็มวีทุกประเภท ก่อนจะนำออกแสดง เผยแพร่ ซื้อขาย หรือผ่านสื่อมวลชนทั้งภายใน และต่างประเทศ ต้องผ่านการตรวจตราและอนุญาตอย่างถูกต้องจากกระทรวงแถลงข่าวฯ

ฉะนั้น ทางการลาวจึงมอบให้หัวหน้าแผนกแถลงข่าวฯ 17 แขวงและนครหลวงเวียงจันทน์ ปฏิบัติดังนี้

1.ย้อนตรวจบทเพลง ขับ-ลำที่ไม่ผ่านการตรวจ และไม่ได้รับอนุญาตที่นำไปเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ และให้กล่าวเตือน ศึกษาอบรม ปฏิบัติวินัยตามกฎหมาย และระเบียบการที่กำหนดไว้

2.โฆษณาเผยแพร่กฎหมายว่าด้วยศิลปะการแสดงและกฎหมายว่าด้วยสื่อมวลชนให้ปวงชนได้รับรู้อย่างกว้างขวาง

ทางการลาวรู้ดีว่า ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว จะใช้กฎเกณฑ์แบบยุคสังคมนิยมไม่ได้ จึงอนุโลมให้สร้างงานเพลงได้ แต่การปล่อยเสรีเกินไป ก็เหมือนไร้การควบคุม จึงออกมากระตุกเตือนคนรุ่นใหม่บ้าง

นัท ชนก ผู้ร้องเพลงเฮ็ดนาเด้อบ่ได้เฮ็ดนม นัท ชนก ผู้ร้องเพลงเฮ็ดนาเด้อบ่ได้เฮ็ดนม

‘เพลงไร้พรมแดน’

กลุ่มผู้สร้างงานเพลง “เฮ็ดนาเด้อบ่ได้เฮ็ดนม” ได้เดินตามรอยความสำเร็จของเพลงลาวชื่อ อยากเป็นลูกเขย ที่ทำสถิติใหม่ในประวัติศาสตร์เพลงสองฝั่งโขง ใช้เวลา 1 ปี มียอดวิวทะลุ 170 ล้านวิว

นี่คือตัวอย่างของเพลงไร้พรมแดน เพราะแพลทฟอร์มอย่างเฟซบุ๊ก,ทวิตเตอร์ ,อินสตาแกรรม และติ๊กต็อก (TikTok) ได้ทลายเส้นแบ่งเขตแดนไทย-ลาว

เพลงอยากเป็นลูกเขย เป็นผลงานของโสพะนา ช่างภาพอิสระ ชาวเมืองปากเซ แขวงจำปาสัก อยากทำเพลงโปรโมทช่องยูทูบ Sophana CHANNEL จึงชวนมิตรสหายมาทำเพลง

เพลงอยากเป็นลูกเขยคือแบบอย่างแห่งความสำเร็จ ตามสูตรศิลปินฝั่งลาวปั้นเพลง ศิลปินฝั่งไทยปั่นกระแส ปั่นยอดวิว

ขายยาก “ธรรมนัส” พ่วงลุงป้อมคนใต้ให้คำตอบแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/501907

19 ม.ค. 2565 |18:10 น.

ขายยาก "ธรรมนัส" พ่วงลุงป้อมคนใต้ให้คำตอบแล้ว

บทเรียนจากสมรภูมิภาคใต้ “ธรรมนัส” พ่วง พล.อ.ประวิตร ขายยาก คนใต้ได้ให้คำตอบผ่านผลเลือกตั้งซ่อมแล้ว เลือกตั้งสมัยหน้า ไม่ชูลุงตู่สู้ ปชป.ไม่ได้แน่ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ศึกนอกจบแต่ศึกในไม่จบ “ธรรมนัส” เจอแรงเขย่าจากขั้วตรงข้าม เสี่ยเฮ้งเปิดหน้าสู้ หวังแปรความพ่ายแพ้เป็นจุดเปลี่ยนในพรรค

ไลน์หลุดเรื่องเล็ก “ธรรมนัส” รู้ตัวดีตกเป็นเป้าบ่อนเซาะให้ลุกจากเก้าอี้เลขาธิการพรรค จึงเปิดเกมโต้กลับ ต้องวัดใจลุงป้อมจะดันทุรังให้อยู่กันไปแบบนี้หรือ


บทเรียนสังเวียนปักษ์ใต้ “ธรรมนัส” ได้คำตอบแล้ว ขายป้อมยากกว่าขายตู่ ยิ่งขายตัวเองยิ่งกลายเป็นเป้าล่อของคู่แข่ง

กรณีความขัดแย้งระหว่าง สุชาติ ชมกลิ่น กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หลังพรรคพลังประชารัฐ พ่ายศึกเลือกตั้งซ่อมทั้งสองเขตในภาคใต้ ก็เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ เพราะเริ่มมีสัญญาณคุกรุ่นตั้งแต่ช่วงหาเสียงโค้งสุดท้าย อันเนื่องจากคำปราศรัยของธรรมนัส ว่าด้วยเลือกคนมีตังค์ เลือกคนรวย ที่กลายเป็นจุดอ่อน ถูกพรรค ปชป.นำไปขยี้ในเวทีปราศรัย และขยายผลตามร้านน้ำชากาแฟ

นัยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้แก่ สุชาติ ชมกลิ่น ในฐานะ ผอ.เลือกตั้งซ่อม เขต 6 สงขลา เพราะกระแสผู้กองปราศรัยหยามคนใต้ ฉุดคะแนนนิยมพรรคและตัวผู้สมัครลงวูบ

พิษพ่ายเลือกตั้ง จึงมาปะทุในไลน์กลุ่ม พปชร. และมีนักการเมืองขาใหญ่ในภาคอีสานแคปเจอร์ออกมาส่งต่อเพื่อสร้างประเด็นให้เป็นข่าวทำโพลไล่ธรรมนัส

นับจากเกิดเหตุกบฏล้มประยุทธ์ พลังประชารัฐก็กลับไปสู่สภาพพรรคร้อยพ่อพันแม่ ไม่ต่างจากวันที่นักเลือกตั้งหลายพรรคหลั่งไหลเข้ามาร่วมงานเมื่อปี 2561

การวัดกำลังกันระหว่างกลุ่มธรรมนัส กับกลุ่มไม่เอาธรรมนัส ดำเนินมาเป็นระยะๆ และศึกเลือกตั้งซ่อมชุมพรและสงขลา ก็เห็นร่องรอยการต่อสู้ของสองกลุ่มนี้

‘ขายป้อมพ่วงธรรมนัส’

หลังจากถูกปลดจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ “ธรรมนัส” ก็มุ่งมั่นทำหน้าที่เลขาธิการพรรค และพูดชัดเจนว่า เรื่องของพรรคอยู่ที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ โดยตัวเขาจะทำหน้าที่วางยุทธศาสตร์-ยุทธวิธีทั้งหมด

ร.อ.ธรรมนัส เจอนักข่าวถามหลายครั้งเรื่องเลือกตั้งครั้งหน้า จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี หรือไม่ ธรรมนัสก็ตอบสั้นๆว่า ใครจะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการบริหารพรรค และหัวหน้าพรรคจะเป็นผู้ชี้ขาด

ขายยาก "ธรรมนัส" พ่วงลุงป้อมคนใต้ให้คำตอบแล้ว

ป้ายเขียร์ พล.อ.ประวิตรและธรรมนัส ที่ชุมพรป้ายเขียร์ พล.อ.ประวิตรและธรรมนัส ที่ชุมพร

ในทางปฏิบัติ ธรรมนัสก็จัดคิวพา พล.อ.ประวิตร ขึ้นเหนือล่องใต้ไปอีสาน เพื่อสร้างภาพอดีตนายใหญ่ใจดี ผู้มีแต่ให้และดูแลประชาชนแบบใจถึงพึ่งได้

ร.อ.ธรรมนัส เน้นย้ำเรื่องพรรคพลังประชารัฐ ต้องสร้างนโยบายชุดใหม่ที่เข้าถึงคนทุกชั้นชน ประหนึ่งว่า เลือกตั้งครั้งหน้า ไม่ชูประยุทธ์ มีแค่ประวิตรและธรรมนัส พลังประชารัฐก็ชนะเลือกตั้งได้

ดังนั้น สนามเลือกตั้งซ่อมชุมพร และสงขลา จึงกลายเป็นการทดสอบความเชื่อของผู้กองธรรมนัสไปโดยปริยาย สังเกตได้จากภาพด้านหลังเวทีปราศรัยใหญ่ จะมีแต่ภาพของ พล.อ.ประวิตรและธรรมนัสเท่านั้น

‘สนามทดสอบภาคใต้’

ก่อนหน้าจะมีการเลือกตั้งซ่อม “ธรรมนัส” ได้ลงมาลุยพื้นที่ภาคใต้ โดยพุ่งเป้าไปที่นักการเมืองท้องถิ่น หรือบ้านใหญ่ในแต่ละจังหวัด

ด้านหนึ่ง ร.อ.ธรรมนัสรู้ดีว่า การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ส.ส.พลังประชารัฐ 12 คนในภาคใต้ ได้มาเพราะกระแสประยุทธ์ และผู้ดำเนินการหาเสียงก็คือ อดีตนายทหาร ตท.12 เพื่อนของ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเลือกเฟ้นตัวผู้สมัคร ส.ส. มาจากผู้นำภาคประชาสังคม ซึ่งตรงกันข้ามกับ ร.อ.ธรรมนัส ที่เลือกผู้มีบารมี ผู้กว้างขวางในพื้นที่

ฉะนั้น การเลือกตั้งซ่อมชุมพรและสงขลา ธรรมนัสจึงอุ้ม พล.อ.ประวิตร ไปขึ้นเวทีปราศรัยถึง 4 ครั้งใน 2 จังหวัด เฉพาะที่ชุมพร มีการชูป้ายที่มีภาพลุงป้อมและธรรมนัสด้วย

ดังที่รู้กัน บนเวทีปราศรัยใหญ่ของพลังประชารัฐไม่ขายภาพความเป็นผู้นำของ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ ปชป.กลับใช้กลยุทธ์ชูประยุทธ์ เหน็บป้อมและโจมตีธรรมนัส แถมทีมงานใต้ของพรรคเก่าแก่ ก็นำเรื่องเกมล้มประยุทธ์กลางสภาฯ มาขยายในร้านน้ำชากาแฟ

กระแสความหวาดระแวงบิ๊กป้อมและธรรมนัส จึงก่อตัวขึ้นในกลุ่มผู้นิยมชมชอบ พล.อ.ประยุทธ์ ถึงขั้นมีกระแสไม่กล้าเลือก พปชร.ในบางพื้นที่ของสงขลา หรือในชุมพร ความอหังการ์ของธรรมนัส ทำให้มีกระแสรักพวกพ้องทำนองว่า งูจงอางพลัดถิ่น หรือจะสู้งูดินเจ้าที่

บทสรุปจากสมรภูมิปักษ์ใต้สำหรับพลังประชารัฐ ปฏิเสธไม่ได้ว่า พล.อ.ประวิตร และ ร.อ.ธรรมนัสคือจุดอ่อน และเป็นเหตุปัจจัยหลักที่ทำให้แพ้ ปชป.