เลาะรั้วเกษตร : เสียแชมป์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461263

x

เลาะรั้วเกษตร : เสียแชมป์

วันศุกร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อปลายเดือน พฤศจิกายน ที่ผ่านมา มีข่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เฉลิมชัย ศรีอ่อน สั่งให้กรมการข้าว เร่งพัฒนาสายพันธุ์ข้าวหอมมะลิ โดยให้ไปศึกษาข้าวกัมพูชา และข้าวเวียดนาม มีลักษณะเด่นอะไรบ้าง เพื่อจะได้พัฒนาข้าวของไทยให้ดีกว่า

เช่นเดียวกับ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ประภัตร โพธสุธน ในฐานะที่ดูแลกรมการข้าว ก็เรียกประชุมผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวทุกแห่ง เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุ และจุดอ่อนทำไมข้าวหอมมะลิของไทย จึงพ่ายแพ้ให้กับข้าวเวียดนาม และให้ปรับปรุงข้าวหอมมะลิของไทยให้เมล็ดข้าวมีความยาวมากขึ้น

จากข้อสั่งการของทั้งสองรัฐมนตรี สาเหตุเนื่องมาจากในการประชุมข้าวโลก ประจำปี 2019 ของผู้ค้าข้าวทั่วโลก ที่กรุงมะนิลาประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 10-13 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา มีการประกวดข้าวที่ดีที่สุดของโลก หรือ World’s Best Rice ซึ่งผลปรากฏว่า ข้าวหอมมะลิของไทย ต้องพ่ายแพ้ให้กับข้าว ST24 ของเวียดนาม

หลังจากเมื่อปีที่แล้ว ข้าวหอมมะลิของไทย ก็พ่ายแพ้ให้กับข้าว Cambodia Jasmine ของกัมพูชา มาแล้วครั้งหนึ่ง นับเป็นความพ่ายแพ้ติดต่อกัน 2 ปี ถ้าย้อนดูสถิติการประกวด World’s Best Rice ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 2552 ข้าวหอมมะลิของไทยก็เคยเสียแชมป์ให้กับข้าวของประเทศอื่นๆ มาแล้ว กล่าวคือ ในปี 2552 และ2553 ข้าวหอมมะลิของไทย ได้รางวัลชนะเลิศ ติดต่อกัน 2 ปี ในปี 2554 เสียแชมป์ให้กับ ข้าวพอซาน ของเมียนมา

ในปี 2555 ข้าว Cambodia Jasmine หรือข้าวมาลีอังกอร์ของกัมพูชา ได้รางวัลชนะเลิศ ในปี 2556 ข้าว Cambodia Jasmine ของกัมพูชา และข้าว California Calrose ของสหรัฐอเมริกา ครองแชมป์ร่วมกัน ในปี 2557 ข้าวหอมมะลิของไทย กับ ข้าว Cambodia Jasmine ของกัมพูชา ครองแชมป์ร่วมกัน ปี 2558 ข้าว Calrose ของสหรัฐอเมริกา ได้รางวัลชนะเลิศ ในปี 2559 และ 25560 ข้าวหอมมะลิของไทย ได้รางวัลชนะเลิศ 2 ปีซ้อน

แต่ในปี 2561 ข้าว Cambodia Jasmine ของกัมพูชา กลับมาคว้าแชมป์อีกครั้ง ผลักข้าวหอมมะลิของไทยไปอยู่ในลำดับที่ 2 และ ในปี 2562 นี้ ข้าว ST24 ของเวียดนาม คว้าแชมป์ไปครอง ในขณะที่ ข้าวหอมมะลิของไทย ได้รางวัลที่ 2 อีกเช่นเคย

ข้าว ST24 เป็นข้าวที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดข้าว ในงานเทศกาลข้าวเวียดนามครั้งที่ 3 ในปี 2561 เป็นข้าวที่ได้มีการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ต่อเนื่องมาเป็นเวลานานถึง 20 ปี จนในปี 2557-2558 ได้ทำการปลูกทดสอบคุณสมบัติต่างๆ จนมีความเชื่อมั่น และในปี 2559 เริ่มทำการผลิตในเชิงพาณิชย์ และในปี 2562 ได้รับการรับรอง จากกระทรวงเกษตรของเวียดนาม ให้เป็นพันธุ์ข้าวแห่งชาติ

ข้าว ST24 มีลักษณะเมล็ดยาว สีขาวใส มีกลิ่นหอม ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง และปรับตัวต่อสภาพดินเค็มได้ดี ให้ผลผลิตสูงกว่า 1,300 กิโลกรัมต่อไร่

สำหรับข้าว Cambodia Jasmine ซึ่งชนะเลิศถึง 4 ครั้ง ในปี 2555 2556 2557 และ 2561 นั้น เป็นข้าวเมล็ดยาว มีกลิ่นหอม ลักษณะการหุงต้ม เหมือนข้าวหอมมะลิของไทยมาก จึงมีการวิเคราะห์กันว่า น่าจะเป็นข้าวหอมมะลิที่ไปปลูกที่กัมพูชา ซึ่งข้าวหอมของกัมพูชา มีหลายสายพันธุ์ เช่น ข้าวผกามะลิ ผกาลำดวล ผกาเขนย เป็นต้น

ในการประกวด World’s Best Rice นั้น กรรมการตัดสินจะประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร สมาคมบริษัทที่ปรึกษาเกี่ยวกับการทำอาหารในสหรัฐอเมริกา และเชฟผู้มีชื่อเสียงจากประเทศต่างๆ โดยพิจารณาองค์ประกอบ 4 ด้าน คือ กลิ่น รสชาติ ความเหนียวนุ่ม และรูปร่างลักษณะ

การที่ปีนี้ ข้าวหอมมะลิของไทยตกอันดับมาอยู่ที่ 2 โดยเสียแชมป์ให้กับข้าว TS24 ของเวียดนาม ไม่น่าห่วง หรือวิตกกังวลแต่อย่างใด เพราะเวียดนามส่งออกข้าวประมาณปีละ 7 ล้านตันเท่านั้น ขณะเดียวกันรัฐบาลเวียดนามมีนโยบายลดพื้นที่ปลูกข้าวลง 4.1 ล้านไร่ ภายใน 5 ปี (พ.ศ. 2559-2563)โดยหันมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แทน เพราะทุกวันนี้เวียดนามต้องนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จำนวนมากเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์

การที่เรียกร้องให้มีการเร่งปรับปรุงพันธุ์ข้าว เพื่อให้แข่งขันกับประเทศอื่นได้นั้น เท่าที่ผ่านมากรมการข้าวก็มีข้าวพันธุ์ใหม่ ๆ ออกมาอยู่เสมอแทบทุกปี เพียงแต่ว่าคุณสมบัติของข้าวที่ออกมามีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ไม่ใช่ปรับปรุงพันธุ์มาเพื่อประกวด ลำพังข้าวหอมมะลิของไทย ก็เป็นข้าวที่สุดยอดอยู่แล้ว อยู่ที่ทำอย่างไรจึงจะควบคุมให้ข้าวที่บรรจุถุงจำหน่ายในต่างประเทศ เป็นข้าวที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานและเป็นข้าวหอมมะลิแท้ ๆ ไม่มีข้าวพันธุ์อื่นมาผสม

อีกประการหนึ่งคือชื่อ จะใช้ชื่ออะไรให้เป็นเอกลักษณ์ของไทย ก็ใช้ให้แน่นอน แม้แต่ในการประกวด World’s Best Rice นี้ก็ตาม บางทีใช้ว่า Thai Jasmine Rice บางทีก็ใช้ Thai Hom Mali Rice

ข้าวแต่ละพันธุ์ที่มีการปรับปรุงและพัฒนาขึ้นมาเป็นข้าวพันธุ์ใหม่นั้น ไม่ใช่จะทำได้ภายใน 1-2 ปี แต่ใช้เวลานับ 10 ปี อย่างพันธุ์ TS24 ของเวียดนามนี้ ก็ใช้เวลาถึง 20 ปี การที่ประเทศอื่นจะพัฒนาพันธุ์ข้าวขึ้นมา และชนะการประกวดบ้างก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร ผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ อย่าไปซีเรียส มาซีเรียสกับการผลิตข้าวให้ได้คุณภาพมาตรฐาน และราคาที่เป็นธรรมตามกลไกตลาดโดยรัฐไม่ต้องอุ้มทุกปีจะดีกว่า….

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ถึงเวลาต้องเติบโต

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459830

x

เลาะรั้วเกษตร : ถึงเวลาต้องเติบโต

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และ 2 ปีต่อแต่นี้ จะมีข้าราชการที่อยู่ในเจเนอเรชั่น เบบี้บูมเกษียณอายุราชการจำนวนมาก ประกอบกับข้าราชการในเจเนอเรชั่นนี้เข้าร่วมโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด หรือ เออร์รี่ รีไทร์ จำนวนมากเช่นเดียวกัน แถมในช่วงเวลาหนึ่งรัฐบาลก็มีนโยบายการคุมกำเนิดข้าราชการ ทำให้หลายหน่วยงานประสบปัญหาขาดแคลนบุคคลากรที่มีประสบการณ์ หรือผู้เชี่ยวชาญที่จะถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้ข้าราชการรุ่นต่อๆ ไปให้มีความรู้และประสบการณ์มากพอที่จะขึ้นมาแทนรุ่นพี่ หรือที่มักจะกล่าวกันว่า “โตไม่ทัน”

หลายหน่วยงานเริ่มประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจของหน่วยงาน โดยเฉพาะหน่วยงานที่เป็นหน่วยงานที่มีมานานแต่พัฒนา หรือจัดตั้งขึ้นเป็นหน่วยงานใหม่ ที่ใหญ่ขึ้น และมีภารกิจเพิ่มมากขึ้น อย่างกรมฝนหลวงและการบินเกษตร

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นหน่วยงานที่พัฒนาขึ้นมาจากสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2518 สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อรองรับโครงการพระราชดำริฝนหลวง ของในหลวง รัชกาลที่ 9

ต่อมาในปี พ.ศ. 2535 ได้มีการรวมสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวง และกองบินเกษตรจัดตั้งเป็นสำนักฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อปฏิบัติการทำฝนหลวงให้แก่เกษตรกรและประชาชน เติมน้ำในแหล่งเก็บกักน้ำต่างๆ วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีการดัดแปรสภาพอากาศ และบินบริการสนับสนุนการปฏิบัติ งานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสนับสนุนการปฏิบัติงานด้านการเกษตรอื่นๆ

ในปี 2554 เริ่มมีแนวคิดในการยกฐานะสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวงและกองบินเกษตร ขึ้นเป็นกรม มีการนำเสนอ ครม. และ ครม.เห็นชอบในหลักการ จนกระทั่ง 24 มกราคม 2556 ได้มีพ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม จัดตั้ง “กรมฝนหลวงและการบินเกษตร”ขึ้น เพื่อให้การบริหารจัดการการปฏิบัติการฝนหลวงเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และมีความคล่องตัวในการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น

กาลเวลาผ่านไปไม่ถึง 10 ปี กรมฝนหลวงฯประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากร ในขณะที่ภารกิจมีเพิ่มมากขึ้น เหมือนอย่างที่อดีตอธิบดีกรมฝนหลวงฯ วราวุธ ขันติยานันท์ เคยเล่าว่าเมื่อปี 2520 มีหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงอยู่เพียง 4 หน่วย จะออกปฏิบัติการช่วยเหลือภัยแล้งเฉพาะกรณีที่มีการร้องขอผ่านมาทางผู้ว่าราชการจังหวัด ช่วงนั้นซึ่งบางปีแล้งมาก บางปีแล้งน้อยสลับกันไป แต่ต่อมาสถานการณ์ภัยแล้งเริ่มเป็นไปอย่างกว้างขวาง จากที่เคยมีเพียง10-15 จังหวัด เพิ่มเป็น 30-40 จังหวัด เมื่อมีการร้องขอมาให้ไปทำฝนหลวงพร้อมๆ กัน หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเริ่มไม่พอ

ปัจจุบัน กรมฝนหลวงฯมีศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง 5 ศูนย์ ประจำ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้
แต่ละศูนย์มีหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 3-4หน่วย รับผิดชอบพื้นที่ทั่วประเทศทั้ง 77 จังหวัด

อธิบดีกรมฝนหลวงฯ สุรสีห์ กิตติมณฑล บอกว่า ปัจจุบัน กรมฝนหลวงฯ มีอัตรากำลังข้าราชการเพียง 205 อัตรา ลูกจ้าง 144 อัตรา พนักงานราชการ 144 อัตรา ในจำนวนอัตรากำลังทั้งหมดนี้ เป็นนักบิน 75 อัตรา จากภารกิจที่เพิ่มขึ้น คำนวณอัตรากำลังแล้วกรมฝนหลวงฯ ควรมีอัตรากำลังข้าราชการเพิ่มอีก 321 อัตรา พนักงานราชการเพิ่มอีก 475 อัตรา โดยเป็นนักบินอีก 58 อัตรา

จำนวนอัตรากำลังที่เพิ่มขึ้นอีกเกือบ 800 อัตรา หรือเพิ่มขึ้น 2 เท่า ของที่มีอยู่เดิมนี้ คงไม่สามารถเพิ่มได้ภายในบัดดล กปร. หรือ ก.พ. จะมีความเห็นว่าอย่างไร คงต้องใช้เวลาเวลา แต่อธิบดีสุรสีห์ ก็ยังอยากเพิ่มนักบินภายในปี 2563 นี้อีกสัก 44 อัตรา ที่เหลือก็ทยอยเพิ่มไปจนถึงปี 2565 คงต้องฝากความหวังไว้กับ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่าว่าจะมีกำลังภายในผลักดันได้มากน้อยเพียงไร

แต่ก็น่าจะวางใจได้ เพราะรัฐมนตรีช่วย ธรรมนัส ประกาศว่า ต้องปรับโครงสร้างกรมฝนหลวงฯให้สอดคล้องกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น ภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้นทุกปี ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตร เกษตรกรเดือดร้อน การขาดแคลนน้ำทำให้ผลผลิตเสียหาย ที่ผ่านมาใครจะทำหรือไม่ทำไม่รู้ แต่ในยุคของรัฐมนตรีช่วยธรรมนัส จะต้องทำให้สำเร็จ งานเพิ่ม คนต้องเพิ่ม……ว่ากันไป

บุคลากรที่สำคัญของกรมฝนหลวงฯ คือ นักบิน เพราะการทำฝนหลวง ต้องใช้เครื่องบินเป็นพาหนะนำสารเคมีสำหรับทำฝนขึ้นไปโปรยบนก้อนเมฆ ดังนั้นจึงไม่ใช่นักบินธรรมดา แต่เป็นนักบินที่ต้องมีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีการทำฝน รู้ลักษณะการก่อตัวของก้อนเมฆ รู้ขั้นตอนและกรรมวิธีทำฝนเทียมด้วย

การปรับโครงสร้างกรมฝนหลวง ถ้าไม่ดำเนินการภายใน 5 ปีนี้ จะมีปัญหามาก เพราะนักบินที่มีอยู่จะทยอยเกษียณอายุราชการไปหมด นักบินใหม่ๆ ที่เข้ามาแทนจำเป็นต้องมีการเรียนรู้จากนักบินรุ่นพี่ก่อน ที่สำคัญคือนักบินใหม่ๆ ส่วนใหญ่เป็นพนักงานราชการ จะอยู่กับราชการไม่ได้นานเพราะสถานะไม่มั่นคง ค่าตอบแทนไม่จูงใจ ถ้าเขามีประสบการณ์แล้ว ก็มักจะลาออกไปทำงานกับสายการบินพาณิชย์

จะมีมาตรการจูงใจอย่างไรให้นักบิน เห็นภารกิจการทำฝนหลวงเพื่อบรรเทาภัยแล้ง ซึ่งจะมีผลกระทบกับคนไทยทั้งประเทศ เป็นภารกิจที่มีเกียรติ น่าภาคภูมิใจ สามารถช่วยเหลือคนไทยได้ทั้งประเทศ ที่สำคัญคือ เป็นการสืบสานพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 ให้ยั่งยืนตลอดไป……การปรับโครงสร้างอย่างเดียวคงช่วยไม่ได้มากนัก เพราะการมีแต่ปริมาณ แต่ไม่มีคุณภาพ คือไม่มีจิตใจรักองค์ ไม่ทุ่มเทการทำงานเพื่อองค์กร…การมีคนมากก็ไม่เกิดประโยชน์…..ผู้บริหารกรมฝนหลวงและการบินเกษตร คงต้องช่วยกันคิด…

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : การจัดการสารเคมีแห่งชาติ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458350

x

เลาะรั้วเกษตร : การจัดการสารเคมีแห่งชาติ

วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

วันเดียวกับที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดปัจจุบัน ประชุมครั้งแรก เพื่อพิจารณาการแบนสารเคมี 3 ชนิดอีกข่าวหนึ่งที่ออกมาพร้อมๆ กัน คือ นายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แต่งตั้งให้ รองนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายการจัดการสารเคมีแห่งชาติ

ทำให้ต้องย้อนกลับไปค้นหาที่มาที่ไปของคณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งดูเหมือนจะมีบทบาทสำคัญต่อวงการสารเคมีอยู่มากทีเดียว และน่าจะมีบทบาทในเรื่องของการยกเลิกการใช้สารเคมีชนิดต่างๆ เสียด้วยซ้ำ แต่คณะกรรมการชุดนี้กลับเงียบเชียบ และไม่มีใครเอ่ยถึงเลยแม้แต่น้อย

เมื่อปี 2540 รัฐบาลได้จัดทำแผนแม่บทพัฒนาความปลอดภัยด้านสารเคมีแห่งชาติ ฉบับที่ 1(พ.ศ. 2540-2544) ต่อมา พ.ศ. 2545 มีแผนแม่บทพัฒนาความปลอดภัยด้านสารเคมีแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2545-2549) ซึ่ง แผนแม่บททั้ง 2ฉบับ เป็นความพยายามที่จะบริหารจัดการสารเคมีทุกชนิดที่หลายหน่วยงานกำกับดูแลรับผิดชอบให้เป็นเอกภาพ

ในปี 2550 มีแผนยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมีแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2550-2554) ซึ่งมีทิศทางที่ต่อเนื่องจากแผนแม่บทพัฒนาความปลอดภัยด้านสารเคมีแห่งชาติ ฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2 และมีการบูรณาการแผนแม่บทพัฒนาความปลอดภัยด้านสารเคมีแห่งชาติ และยุทธศาสตร์การดำเนินงานระหว่างประเทศว่าด้วยการจัดการสารเคมี เพื่อให้มีนโยบายเดียวในการบริหารจัดการสารเคมีของประเทศในการป้องกันอันตราย และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการใช้สารเคมีต่อสุขภาพอนามัย และสิ่งแวดล้อมของประชาชน

วัตถุประสงค์ที่สำคัญของแผนยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมีแห่งชาติ ฉบับที่ 3 คือ ต้องการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ ก่อให้เกิดการจัดการสารเคมีของประเทศที่เป็นระบบและมีทิศทางเดียวกัน เพื่อนำไปสู่เป้าหมาย “สังคมที่ปลอดภัยจากอันตรายด้านสารเคมี สู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนและแข่งขันได้ในระดับสากล” รวมทั้งเป้าหมายของการจัดการสารเคมีของโลก คือ ลดการผลิต และใช้สารเคมีในทางที่จะนำไปสู่การลดผลกระทบอันไม่พึงประสงค์ต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมภายในปี 2563

การขับเคลื่อนแผนแม่บทพัฒนาความปลอดภัยด้านสารเคมีแห่งชาติ ดำเนินการโดย คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยความปลอดภัยด้านสารเคมี ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน เมื่อพัฒนามาเป็น แผนยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมีแห่งชาติ คณะกรรมการจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนานยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมี โดยองค์ประกอบของคณะกรรมการยังคงเดิม คือประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม หรือองค์กรพัฒนาเอกชน ภาควิชาการและเครือข่ายวิชาชีพ รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศ

เมื่อระยะเวลาของแผนยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมีแห่งชาติฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2550-2554) ใกล้จะสิ้นสุด ได้มีการเสนอแผนยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมีแห่งชาติฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2555-2564) เป็นแผนระยะยาว 10 ปี เสนอในสมัยที่ พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนายุทธศาสตร์การจัดการสารเคมี เมื่อเดือนเมษายน 2554

ฉบับที่ 4 นี้ มีเป้าประสงค์ว่า “ภายในปี 2564 สังคม และสิ่งแวดล้อมปลอดภัย บนพื้นฐานของการจัดการสารเคมีที่มีประสิทธิภาพ มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ” โดยมียุทธศาสตร์ที่สำคัญ 3 ยุทธศาสตร์

ยุทธศาสตร์แรก คือ พัฒนาฐานข้อมูล กลไก เครื่องมือในการจัดการสารเคมีอย่างเป็นระบบครบวงจร ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาศักยภาพและบทบาทในการบริหารจัดการสารเคมีของทุกภาคส่วน และยุทธศาสตร์ที่ 3 คือ ลดความเสี่ยงอันตรายจากสารเคมีใน 3 แนวทาง คือ ป้องกันอันตรายจากสารเคมี เฝ้าระวังและตรวจสอบผลกระทบจากสารเคมี รับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน การรักษาเยียวยา และฟื้นฟู

กำหนดให้มีการทบทวนผลการดำเนินงานทุก 2 ปี และแบ่งระยะเวลาการดำเนินงานออกเป็น 3ระยะ คือ ระยะต้น (พ.ศ. 2555 – 2558) ระยะกลาง (พ.ศ. 2559 – 2561) และระยะปลาย (พ.ศ. 2562 – 2564) มีเป้าหมาย คือ มีกลไกและระบบบริหารจัดการสารเคมีของประเทศที่คุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม ทุกภาคส่วนมีศักยภาพในการป้องกันและควบคุมผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากสารเคมี และมีเครือข่ายที่เข้มแข็งในการจัดการสารเคมีของประเทศ

ในแผนปฏิบัติการระยะต้น ได้มีการเสนอให้พิจารณาปรับปรุงกฎหมายการจัดการสารเคมี เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการจัดการสารเคมี และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยจัดตั้งคณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมายสารเคมีขึ้นมาภายใต้ คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนายุทธศาสตร์การจัดการสารเคมี ซึ่งเปลี่ยนชื่อใหม่ เป็น คณะกรรมการนโยบายการจัดการสารเคมีแห่งชาติ ในปัจจุบัน

คณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมายสารเคมี โดย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข พยายามผลักดัน พ.ร.บ. สารเคมี พ.ศ…….ขึ้นมาใช้แทน พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยมีการทำประชาพิจารณ์ เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม – 18 ตุลาคม 2562

แต่มีคนตั้งข้อสังเกตว่า คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนายุทธศาสตร์การจัดการสารเคมี เมื่อปี 2561 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมายสารเคมีไว้เพียงให้ทบทวน วิเคราะห์กฎหมายเกี่ยวกับการจัดการสารเคมี ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะในการพัฒนากฎหมายสารเคมี เท่านั้น ไม่ได้ให้มีอำนาจในการยกร่างกฎหมายขึ้นมาใหม่

จึงน่าจับตาว่า คณะกรรมการนโยบายการจัดการสารเคมีแห่งชาติในปัจจุบัน จะจัดการสารเคมีของประเทศต่อไปอย่างไร และตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากว่า 20 ปี การดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการสารเคมีของประเทศ ตั้งแต่ยุทธศาสตร์ฉบับที่1-4 ได้บรรลุเป้าหมายในแต่ละฉบับบ้างหรือไม่…..เพราะเท่าที่มีข้อมูล ดูเหมือนจะยังไม่มีการจัดการอะไรที่เป็นระบบสักเท่าไร เพราะถ้าเป็นระบบจริงแล้ว ปัญหาการแบนสารเคมี 3 ชนิดจะต้องไม่เกิดความขัดแย้งเหมือนอย่างที่ผ่านมา……

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ด้วยความเป็นห่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457018

x

เลาะรั้วเกษตร : ด้วยความเป็นห่วง

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ระยะนี้มีข่าวคราวเกี่ยวกับภาคเกษตรขึ้นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ และข่าวที่สื่อมวลชนนำมาเป็นประเด็นร้อนอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรก คือ เรื่องของที่ดิน ส.ป.ก. ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝีปากกล้าของจังหวัดราชบุรี ปารีณา ไกรคุปต์ ที่ทำให้มีชื่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กลับมาอยู่ในหน้าสื่ออีกครั้ง หลังจากหายหน้าไปจากวงการนานนับเดือน

อีกข่าวหนึ่ง คงไม่พ้นเรื่องการแบน 3 สารเคมี คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ อีกท่านหนึ่ง คือ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ตามติดการตรวจสอบสต๊อกสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ที่ยังคงเหลืออยู่ในมือผู้ประกอบการแบบเรียลไทม์เลยทีเดียว แถมยังมอบหมายประธานที่ปรึกษา ฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ แจงกับสื่อเกี่ยวกับตัวเลขสต๊อกที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอด (สต๊อกมีชีวิต) ละเอียดยิบ แบบไม่รักษาหน้าหน่วยงานที่เคยนั่งในตำแหน่งอธิบดีมาก่อน แถมยังยืนยันมาตรา 52 ของพ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติมว่า ผู้ประกอบการต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำลายสารเคมีที่มีไว้ในครอบครองนั้นเอง

เงื่อนไขนี้น่าจะใช้ในกรณีของสารเคมีที่ไม่ได้มาตรฐานมากกว่า แต่นี่เป็นสารเคมีที่เขาเสียเงินซื้อและนำเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย วันดีคืนร้ายบอกให้เขาเสียเงินทำลายของของเขาเอง…เขาคงยอมกัน..

วันที่ 26 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาเกษตรกรและสมาคมที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีเกษตร ออกมารวมพลังสวมเสื้อดำที่มีข้อความบนอกเสื้อว่า “แบน NGO # SAVE เกษตรกรไทย”และแยกกันเดินทางไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรี เฉลิมชัย ศรีอ่อน ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ที่กระทรวงอุตสาหกรรม

สาระสำคัญของหนังสือทั้ง 3 ฉบับ กล่าวถึงผลกระทบของการแบนสารเคมี 3 ชนิด และให้รัฐบาลทบทวนมติของ คณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา พร้อมเรียกร้องให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ หยุดปฏิบัติหน้าที่เพราะเป็นผู้ที่ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน

การออกมารวมพลังกันครั้งนี้ เกษตรกรมาจากหลายจังหวัด จำนวนหลายพันคน มีสายข่าวบอกว่า บางจังหวัดถูกผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งสกัดไม่ให้มาร่วมเรียกร้องในครั้งนี้ ถึงอย่างนั้นก็นับว่าเป็นการรวมพลังที่ใช้ได้ทีเดียว นี่ขนาดเปลี่ยนวันจากวันที่ 28 พฤศจิกายน มาเป็นวันที่26 พฤศจิกายน เพื่อที่จะส่งเสียงไปถึงคณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดใหม่ ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นประธาน ซึ่งจะมีการประชุมคณะกรรมการ กันในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562

ผลการประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา สร้างความไม่พอใจให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อนุทิน ชาญวีรกูล และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ อย่างมากเพราะคณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ปรับระดับคลอร์ไพริฟอส และ พาราควอต จากวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4แต่ให้ชะลอกการยกเลิกการใช้ออกไป 6 เดือน เพื่อให้หาวิธีการและสารทดแทนอย่างเหมาะสมส่วนไกลโฟเซตนั้นไม่ยกเลิกการใช้แต่ให้จำกัดการใช้ งานนี้จะสร้างรอยร้าวระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ ต้องรอดูกันต่อไป

เช่นเดียวกับเรื่องสารเคมี 3 ชนิด ก็ยังคงต้องว่ากันต่อไป เพราะยังไม่จบเพียงเท่านี้แน่ฝากท่านผู้มีอำนาจทั้งหลาย จะทำอะไรกรุณาพิจารณาให้รอบคอบเพราะประเทศไทยไม่ได้อยู่คนเดียว ยังต้องค้าขายกับประเทศอื่นๆ และยังเป็นสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศอีกหลายองค์กรที่มีกฎ กติกา มารยาท ต้องปฏิบัติตามอีกหลายประการ ก่อนจะประกาศนโยบายอะไรออกมา กรุณาศึกษากันอย่างรอบด้าน และปรึกษาหลายๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องมิเช่นนั้นก็จะเกิดเหตุการณ์อย่างที่ผ่านมาอีก

ระหว่างที่เกษตรกรออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม ก็มีข่าวว่า นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่งตั้ง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานกรรมการนโยบายการจัดการสารเคมีแห่งชาติ

คณะกรรมการชุดนี้ มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายและแผนแม่บทการจัดการสารเคมีให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ให้ข้อเสนอแนะการปรับปรุงกฎหมายกฎระเบียบเกี่ยวกับการจัดการสารเคมีเพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม กำกับเร่งรัดติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของแผนแม่บทการจัดการสารเคมี และสนับสนุนให้มีการบูรณาการทำงานและงบประมาณเกี่ยวกับการจัดการสารเคมีระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ยังส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาวิจัยเพื่อให้เกิดการจัดการสารเคมีที่เหมาะสมรวมถึงการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ และคณะทำงานเพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการสารเคมีที่เหมาะสมตามความจำเป็น และปฏิบัติงาน หรือดำเนินการอื่นใดตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

คณะกรรมการชุดนี้เดิม ชื่อ “คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนายุทธศาสตร์การจัดการสารเคมี” จัดตั้งขึ้นภายใต้ แผนยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมี ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 เป็นแผนที่บูรณาการทำงานร่วมกันโดยหลายกระทรวงและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง คณะรัฐมนตรีจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนายุทธศาสตร์การจัดการสารเคมี ขึ้น มีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน

ที่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะเป็นห่วงว่า รองนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล มาเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายการจัดการสารเคมีแห่งชาติ ชุดนี้ ท่านจะจัดการเป็นเพียงอย่างเดียวคือ การแบน เท่านั้น ด้วยเหตุผล เพื่อสุขภาพของประชาชน…เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้…

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : แปลกดีนะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455496

x

เลาะรั้วเกษตร : แปลกดีนะ

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ยังไม่ทันที่กระทรวงอุตสาหกรรมจะประกาศให้สารเคมี 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งจะต้องห้ามผลิต ห้ามจำหน่าย ห้ามนำเข้า ห้ามส่งออกและห้ามมีไว้ในครอบครอง กรมวิชาการเกษตร ก็ชิงมีคำสั่งกรมวิชาการเกษตร ลงนามโดยอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เสริมสุข สลักเพ็ชร์เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2562

คำสั่งดังกล่าว ระบุให้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด ในส่วนที่กรมวิชาการเกษตรดูแล เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ดังนั้นผู้มีไว้ในครอบครองต้องแจ้งปริมาณที่มีไว้ในครอบครองให้กรมวิชาการเกษตร ทราบภายใน 15 วัน นับแต่ประกาศกำหนดให้วัตถุอันตรายดังกล่าว เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 (โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป)

นอกจากนี้ผู้มีไว้ในครอบครองจะต้องส่งมอบวัตถุอันตรายตามปริมาณที่แจ้งให้กับกรมวิชาการเกษตร ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่แจ้งให้กรมวิชาการเกษตรทราบ

หน่วยงานที่รับแจ้ง และรับมอบวัตถุอันตราย 3 ชนิดดังกล่าว ประกอบด้วย สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ในส่วนภูมิภาค แจ้งและส่งมอบได้ที่ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตทั้ง8 เขต ของกรมวิชาการเกษตร ที่ เชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น อุบลราชธานี ชัยนาท จันทบุรี สุราษฎร์ธานี และ สงขลา

คำสั่งกรมวิชาการเกษตรดังกล่าวนี้อ้างว่าอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 41 มาตรา 43 และมาตรา 52 แห่งพระราช
บัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2551 อำนาจนั้นมีว่าอย่างไร ไปตรวจสอบกันเองนะขอรับ…

ว่าแต่เสียงสะท้อนจากการเปิดรับฟังความคิดเห็นเรื่องการประกาศให้สารเคมี 3 ชนิด เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ไม่เห็นแถลงให้ทราบกันบ้างเลย…

ที่สำคัญ คำสั่งนี้น่าจะไม่เป็นธรรมสำหรับผู้ประกอบการเพราะตอนที่เขานำเข้ามาอนุญาตให้เขานำเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย วันดีคืนร้ายกลับมายึดของเขาไปโดยไม่พูดถึงการชดเชยหรือการเยียวยาความเสียหาย….แปลกดี..

วันที่ 18 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาเช่นเดียวกันสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้รวบรวมความเห็นจากสมาคมต่างๆ
ที่สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด ที่มีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศในด้านต่างๆ เพื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา สมาคมที่เสนอความเห็นมานี้ล้วนมีบทบาทต่อภาคการผลิต การค้า การลงทุน และการส่งออก เช่น สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป สมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองและรำข้าว สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย เป็นต้น

ส่วนใหญ่เสนอความเห็นให้มีการทบทวนมติการยกเลิกการใช้สารเคมี ซึ่งจะให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 นี้เป็นต้นไป โดยอยากให้ชะลอการยกเลิกไว้ระยะหนึ่ง เพื่อหาวิธีการหรือหาสารทดแทนที่ชัดเจนก่อนที่จะยกเลิก และระยะเวลาที่ชะลอออกไปนี้ก็ให้ใช้วิธีจำกัดการใช้ รวมทั้งให้ความรู้กับเกษตรกรให้ใช้สารเคมีอย่างถูกต้องพร้อมกันไปด้วย

ถ้าคิดอย่างรอบด้าน การชลอการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด ออกไป น่าจะมีผลดีมากกว่าผลเสีย เกษตรกรยังมีสารเคมี 3 ชนิด ใช้ในการผลิตพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ด้วยวิธีการที่ถูกต้องตามที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้มาจากการอบรมอุตสาหกรรมที่ใช้ผลผลิตพืชสำคัญ เช่น อ้อย ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด ยางพารา ก็จะไม่ได้รับผลกระทบ ผู้ประกอบการก็สามารถจำหน่ายสารเคมีที่ผลิต หรือนำเข้ามาอย่างถูกกฎหมายก่อนหน้านี้จนกว่าจะหมด หรือเหลือน้อยที่สุด การค้นหาวิธีการ หรือสารทดแทน ก็มีเวลาที่จะศึกษาค้นคว้า ทดลองจนแน่ใจว่าสามารถกำจัดวัชพืช/ศัตรูพืช ได้อย่างมีประสิทธิภาพและราคาเท่าเทียมกับสารเคมีชนิดเดิม

ขออย่างเดียว อย่าอ้างสุขภาพของประชาชนรอไม่ได้อย่างที่เคยอ้าง เพราะตราบใดที่ยังมีเหล้า และบุหรี่ที่ทำลายสุขภาพของประชาชน ขายอยู่ในท้องตลาด การที่สารเคมี 3 ชนิด ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนยังคงมีขายอยู่ ก็ไม่ต่างกัน….

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าว กระทรวงยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และกรมวิชาการเกษตร สนธิกำลังเข้าตรวจค้นสถานที่ผลิตและจำหน่ายปัจจัยการผลิต ที่อ้างว่าเป็นผลิตภัณฑ์อินทรีย์ และชีวภาพ รวม 5 แห่ง ใน 3 จังหวัด คือ ปทุมธานี 1 แห่ง นนทบุรี 2 แห่ง และนครราชสีมา 2 แห่ง ซึ่งมีทั้งสถานที่ผลิต ร้านค้าจำหน่ายปัจจัยการผลิต และโกดังเก็บวัตถุอันตราย

จากการที่มีผู้ร้องทุกข์ผ่านทางศูนย์ยุติธรรมสร้างสุข และจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปตรวจค้นพบว่าผลิตภัณฑ์อินทรีย์และชีวภาพเหล่านั้นไม่ได้มีการขึ้นทะเบียน หรือไม่ได้รับอนุญาตให้ทำการผลิตเพื่อจำหน่าย ยิ่งไปกว่านั้นผลิตภัณฑ์ดังกล่าวยังผสมสารเคมีกำจัดวัชพืชพาราควอตและไกลโฟเซต ที่กรมวิชาการเกษตรมีคำสั่งล่าสุดให้เป็นวัตถุอันตราย ชนิดที่ 4 เสียด้วย

เรื่องสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืช ผสมพาราควอต และไกลโฟเซต เคยมีข่าวมาก่อนนี้แล้ว จากกรณีที่ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านหนึ่ง มีบัญชีรายชื่อสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ แต่โป๊ะแตก เพราะจากการตรวจสอบพบว่า สารชีวภัณฑ์ดังกล่าวมีส่วนผสมของ ไกลโฟเซต และพาราควอต แบบเดียวกันนี้เลย…..และเชื่อว่ายังมีอีกเยอะที่ยังตรวจไม่พบ….

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ยังสู้ไหม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454022

x

เลาะรั้วเกษตร : ยังสู้ไหม

วันศุกร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมกรณีจะเปลี่ยนสถานะสารเคมี 3 ชนิด คือพาราควอต ไกลโฟเซตคลอร์ไพริฟอส เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งจะมีผลให้ไม่สามารถผลิตจำหน่ายและมีไว้ในครอบครองได้เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย สุกรรณ สังข์วรรณะเกษตรกรตัวจริงที่ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด จึงได้รวบรวมข้อคิดเห็นของเกษตรกรที่ไม่เห็นด้วยกับการจะออกประกาศดังกล่าวขนใส่กล่องกระดาษหลายกล่องรวม 13,441 ราย นำไปมอบให้กับกรมวิชาการเกษตร แทนการแสดงความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ของกรมเนื่องจากเกษตรกรจำนวนมากไม่อาจเข้าถึงวิธีการดังกล่าวได้

กรมวิชาการเกษตรมอบให้ผู้อำนวยการกลุ่มนิติการเป็นผู้รับเอกสารดังกล่าวซึ่งไม่ทราบว่าสรุปรายงานท่านอธิบดีกรมวิชาการเกษตรเรียบร้อยแล้วหรือยังแต่ที่แน่ๆ คือกรมยังไม่ได้สรุปแจ้งแถลงไขให้สาธารณชนได้ทราบผลการรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้แต่ได้มีการสั่งการไปยังหน่วยงานในส่วนภูมิภาคให้สำรวจสต๊อกสารเมี 3 ชนิดที่ยังเหลือ อยู่โดยกำหนดให้ผู้ผลิตผู้นำเข้าผู้ส่งออกและผู้มีไว้ในครอบครองแจ้งปริมาณวัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด เพื่อเตรียมส่งมอบให้กับกรมวิชาการเกษตรทันทีหลังจากประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม มีผลบังคับใช้จึงมีคำถามฝากมาว่าการรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ถึงแม้ฝ่ายไม่เห็นด้วยมีมากกว่าก็จะไม่มีผลใช่หรือไม่

นอกจากนี้การสำรวจสต๊อกยังต้องแจ้งให้คณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกการใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด ซึ่งมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานทราบด้วยเพื่อหาทางเยียวยาเกษตรกรต่อไปเกษตรกรที่อุตส่าห์แสดงความเห็นเข้ามา..คงต้องทำใจ..เพราะเขาดำเนินการไปก่อนที่เสียงของท่านจะไปถึง..

อย่างไรก็ตาม ท่านยังมีศาลปกครองเป็นที่พึ่งอีกครั้งหลังจากศาลยกฟ้องมาครั้งที่แล้วเพราะการยกเลิกการใข้ครั้งนั้น เป็นเพียงความเห็นของคระกรรมการวัตถุอันตราย ยังไม่ได้มีผลทางกฎหมายอยู่ที่พี่น้องเกษตรกรว่าจะยกธงขาวยอมแพ้หรือสู้กันต่อไป

วันเดียวกันกับวันสุดท้ายของการรับฟังความคิดเห็นสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยจะรวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับผลกระทบจากการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด ที่มีต่อเกษตรกรผู้บริโภคและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเสนอนายกรัฐมนตรีให้พิจารณาทบทวนโดยสภาหอการค้าเห็นควรให้ใช้มติเดิมของคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 คือการจำกัดการใช้มาดำเนินการแทนการยกเลิกการใช้

พร้อมกันนี้มีข้อมูลจากราชบัณฑิตยสภาเกี่ยวกับอันตรายต่างๆที่ฝ่ายสนับสนุนการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดนี้ เผยแพร่สู่สาธารณชนตลอดมายืนยันว่าไม่มีข้อมูลเชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับข้อกล่าวอ้างดังกล่าวโดยมีหลายท่านให้ความเห็นดังที่สื่อมวลชนนำเสนอดังนี้

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นายแพทย์สมชัย บวรกิตติ ราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสภา อดีตแพทย์โรคระบบการหายใจ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อธิบายว่า แพทย์ทั่วไปจะทราบว่า โรคเนื้อเน่าเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย การเดินลุยน้ำที่อาจมีสารพาราควอต จะได้สัมผัสกับพาราควอตที่เจือจางมาก เพราะสารที่ใช้พ่นต้องเจือจางก่อน และจะถูกเจือจางอีกโดยน้ำที่ขังอยู่ และจะถูกทำให้หมดฤทธิ์เมื่อสัมผัสกับน้ำโคลนดิน

ส่วนการรายงานผลการตรวจพบพาราควอต ในเลือดของหญิงใกล้คลอดและเลือดสายสะดือทารกน่าสงสัยว่าได้มาอย่างไร รวมทั้งขาดการศึกษาในระดับดีเอ็นเอ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัยโรคต่างๆ และในรายงานไม่ได้ระบุว่าแม่และลูกมีความผิดปกติจากพิษพาราควอต และยังไม่เคยมีรายงานการเกิดพิษพาราควอตในผู้ใช้สารพาราควอตฆ่าหญ้าเลย นอกจากไปดื่มกิน

ศาสตราจารย์ ดร.รังสิต สุวรรณมรรคา ผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืช ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชี้แจงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับพาราควอตเพิ่มเติมว่า มีข้อกล่าวอ้างที่ขาดข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์มากมาย อาทิ พาราควอตทำให้ดินแข็ง ซึ่งไม่มีรายงานทางวิทยาศาสตร์ที่ระบุว่าเป็นเช่นนั้น เนื่องจากคุณสมบัติของพาราควอตทำลายเฉพาะส่วนที่เป็นสีเขียวของวัชพืชเหนือดิน ไม่ทำลายระบบรากใต้ดิน

ดร.รังสิตยังบอกด้วยว่า โดยส่วนตัวสนับสนุนให้ใช้พาราควอตในแปลงเกษตร เพราะยังเห็นประโยชน์ เนื่องจากพาราควอตตกค้างในสิ่งแวดล้อมน้อยมากต่างจากสารเคมีชนิดอื่นๆ คนที่รู้ความแล้วคงพอรู้ว่า สารทุกชนิดที่คนนำมาใช้ในชีวิตประจำวันใช้ทางเกษตรกรรมหรือทางแพทย์เป็นสารพิษทั้งนั้น มากน้อยแล้วแต่ชนิดสาร แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้สารพิษจริงๆก็หาวิธีการควบคุมการใช้ให้ถูกต้อง ยาที่หมอรักษาคนไข้หากใช้ไม่ถูกก็มีพิษ หากใช้อย่างถูกต้องก็เกิดประโยชน์และไม่เกิดโทษ

ภาษาหมอภาษานักวิชาการอาจจะเข้าใจยากสักหน่อยสรุปได้ง่ายๆ คือ สารเคมี 3 ชนิดนี้ ไม่ได้อันตรายร้ายแรงอย่างที่เข้าใจกันตามคำบอกเล่าของคนกลุ่มหนึ่งนั่นเอง ขนาดราชบัณฑิต และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านออกมายืนยันเช่นนี้ ถ้ายังไม่มีใครหันมาฟังบ้างเห็นที..ประเทศนี้จะอยู่ยากเสียแล้ว….

ไม่รู้ว่าเรื่อง 3 สารนี้จะจบลงอย่างไรแต่ที่แน่ๆประเทศชาติเสียหายมหาศาล

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : น่าห่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452435

x

เลาะรั้วเกษตร : น่าห่วง

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

น่าสงสารข้าราชการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในยุคนี้ คงหัวปั่นสับสนกันไปหมด ด้วยผู้บริหารของกระทรวง สายการเมือง สั่งงานแบบไม่รู้ขอบเขตและหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน แถมบางท่านยังสั่งงานข้ามหน้าข้ามตารัฐมนตรีคนอื่น เพราะไม่ได้เป็นหน่วยงานที่ตนดูแลแต่ก็เผลอไปสั่งให้ทำโน่นทำนี่ตามใจตนเอง ไม่ทราบว่ารัฐมนตรีแต่ละท่านได้คุยกันบ้างไหม ประชุมกันบ้างหรือเปล่า….

อ่านข่าวที่เกี่ยวกับกระทรวงเกษตรฯ แต่ละข่าว ยิ่งทำให้ห่วงกังวลถึงอนาคตของภาคการเกษตรของไทย โดยเฉพาะผลต่อเนื่องจากการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด ซึ่งได้ยินได้ฟังจากเพื่อนพ้องน้องพี่ในวงการอาหารสัตว์บ่นว่า จากการที่ประเทศไทยยกเลิกการใช้ไกลโฟเซต แต่สหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศยังใช้อยู่ ความห่วงกังวลคือถ้าไทยยังยืนยันยกเลิกการใช้ไกลโฟเซต เราจะค้าขายกับประเทศเหล่านั้นที่ยังใช้ไกลโฟเซตอยู่ไม่ได้ ถ้าคนที่ไม่รู้เรื่องก็จะยักไหล่ไม่ยี่หระกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ แต่คนในวงการอาหารสัตว์บอกว่าจะเสียหายใหญ่หลวง เพราะวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยเฉพาะถั่วเหลืองและกากถั่วเหลืองนำเข้ามาจากสหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศ เช่น บราซิล แคนาดา และออสเตรเลีย

เมื่อนำเข้าวัตถุดิบไม่ได้ โรงงานผลิตอาหารสัตว์คงต้องปิดตัวลง เป็นอันว่า หมู ไก่ คงหายสาบสูญไปด้วย เนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ คงแพงหูดับตับไหม้ หรือไม่ก็ไม่มีหมู ไม่มีไก่กินกันทั้งประเทศ ที่ว่ามานี้ไม่ได้กล่าวเกินจริง มันมีแนวโน้มที่จะเป็นเช่นนั้นถ้ารัฐบาลไม่ลงมาแก้ไขเรื่องนี้ ลำพังให้กระทรวงเกษตรฯ ว่าไปเองสงสัยจะไม่รอด ดูท่ารัฐมนตรีแต่ละท่านก็น่าจะรู้คำตอบ…

ยังมีเรื่องห่วงกังวลอีกเรื่อง คือ เรื่องของการขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช ที่หลายคนพยายามจะบอกว่าให้ใช้สารชีวภัณฑ์แทนสาร 3 ชนิดที่จะยกเลิก เพราะมีความปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม แต่จากการชี้แจงของกรมวิชาการเกษตรเมื่อเร็วๆ นี้ การขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์ ไม่ใช่จะทำได้ง่ายๆ ต้องมีการประเมินความเป็นพิษ หรือภาษาวิชาการเขาเรียกว่า ข้อมูลพิษวิทยา เช่น คุณสมบัติทางกายภาพ คุณสมบัติทางเคมีสารพิษตกค้างในอาหารและสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาการขอนำเข้า และการผลิตตัวอย่างสารชีวภัณฑ์เพื่อนำมาทดสอบประสิทธิภาพ และรายละเอียดต่างๆ ไม่แตกต่างจากการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายมากนัก
แม้ว่ากรมวิชาการเกษตรจะยืนยันว่ามีสารชีวภัณฑ์ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนจากกรมวิชาการเกษตรไปแล้ว 73 ทะเบียน แต่เท่าที่ดูจากข้อมูลแล้วส่วนใหญ่ เป็นสารชีวภัณฑ์สำหรับกำจัดโรค และแมลงศัตรูพืช ไม่ใช่สารที่ใช้กำจัดวัชพืชอย่างที่เกษตรกรมีความต้องการสูงส่วนที่เคยมีอดีตรัฐมนตรีบางท่านแนะนำให้ใช้สารชีวภัณฑ์บางชนิดกำจัดวัชพืชนั้น ตรวจสอบแล้วพบว่า มีไกลโฟเซต เป็นส่วนผสมอยู่ด้วย…เลยโป๊ะแตกไปเรียบร้อย….

มีผู้ห่วงใยต่อการชี้แจงของกรมวิชาการเกษตรว่า อาจจะถูกใครบางคนมากดดันให้กรมรีบรับขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์ต่างๆ มากขึ้น เพราะมีการปูทางนโยบายเกษตรอินทรีย์ไว้แล้ว….

ห่วงกังวลต่อมาคือ รัฐมนตรีช่วย กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เริ่มจะแขวะกันออกสื่อ เรื่องที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เฉลิมชัย ศรีอ่อน ตั้งคณะทำงานศึกษาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรและหาสารทดแทนสารเคมี 3 ชนิด โดยให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ อนันต์ สุวรรณรัตน์ เป็นประธาน แทนที่จะเป็น รัฐมนตรีช่วยฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ซึ่งกำลังเป็นรัฐมนตรี ป๊อปปูลาร์โหวต ว่ามีผลงานดีเด่นอยู่ในลำดับที่ 3 รองจากรองนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

รัฐมนตรีฯ มนัญญา ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว เชิงตัดพ้อว่า รัฐมนตรีว่าการ เฉลิมชัย น่าจะให้ตนเป็นคณะทำงาน เพราะเป็นคนที่ทำเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น นอกจากนี้ตนเองยังดูแลกรมวิชาการเกษตรด้วย…ข่าวนี้เลยสะท้อนไปถึง ปลัดกระทรวง อนันต์ สุวรรณรัตน์ นอกจากงานเข้าแล้ว ยังไม่รู้ว่าจะถูกกดดันจากใครอีกกี่คน…แต่สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ…ถ้าท่านปลัดกระทรวง ทำงานเพื่อเกษตรกรจริงๆ สมกับที่เป็นผู้บริหารสูงสุดของกระทรวงเกษตรฯ ฝ่ายข้าราชการประจำ งานนี้ก็จะเป็นผลงานชิ้นโบแดงก่อนที่ท่านจะเกษียณอายุราชการ….แต่ถ้าทำงานนี้ไม่ได้เพราะแรงกดดันจากใครต่อใคร…ก็ยิ่งน่ากังวลว่าการเกษตรของไทยจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร….

ที่น่าห่วงเรื่องล่าสุด…เป็นเรื่องของพี่แอ๊ด คาราบาว ไม่ใช่เรื่องการโพสต์ fb ของพี่เทียร์รี่ ที่ทำให้มองกันว่าท่าทางวงคาราบาวจะถึงคราววงแตก… แต่เป็นเรื่องที่มีการแชร์กันว่อนภาพอินโฟกราฟิกโฆษณา ของวงคาราบาว ในอดีตที่มีงานแสดงคอนเสิร์ตที่จังหวัดพิษณุโลก เมื่อเดือนมกราคม 2562 แสดงคอนเสิร์ตคงไม่น่าห่วง แต่ที่ห่วงคือสปอนเซอร์ในการแสดงคอนเสิร์ตในครั้งนั้น คือบริษัทสารเคมีเกษตร และยังมีภาพโฆษณาอีกภาพหนึ่ง เป็นคอนเสิร์ตที่จจะจัดในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ ที่จังหวัดจันทบุรีผู้จัดก็เป็นบริษัทสารเคมีเกษตรอีกเช่นกัน….เรื่องจริงหรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่แชร์กันมาหลายช่องทาง ถ้าจริงก็น่าห่วงพี่แอ๊ด..ว่าพี่จะสับสนอะไรหรือเปล่า…

วันนี้ 8 พฤศจิกายน 2562 เป็นวันสุดท้ายของการรับฟังความคิดเห็นทางเว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตรเกี่ยวกับร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย โดยจะประกาศให้สารเคมี 3 ชนิดนั้น เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งห้ามผลิต ห้ามจำหน่าย ห้ามมีไว้ในครอบครอง ขอเชิญท่านเข้าไปแสดงความคิดเห็นได้ที่เว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตร…ห่วงแต่เกษตรกรเท่านั้น..อยากแสดงความคิดเห็นแต่ไม่รู้จะเข้าไปแสดงความคิดเห็นได้อย่างไร เพราะทำไม่เป็น….ห่วงจริงๆ

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : บังเอิญจริงๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450969

x

เลาะรั้วเกษตร : บังเอิญจริงๆ

วันศุกร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

บอกแล้วว่า เรื่องของการยกเลิกสารเคมี3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ยังไม่จบง่ายๆ ในขณะที่ผู้ที่เป็นหัวหอกการเรียกร้องและกดดันให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายลงมติให้ยกเลิกการใช้ทั้ง 3 สาร อย่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อนุทิน ชาญวีรกูล และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ต่างยินดีในชัยชนะ

ก่อนที่จะมีการลงมติยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิดนี้ รัฐมนตรีทั้ง 2 ท่านรวมทั้งฝ่ายเรียกร้องให้ยกเลิก ต่างก็สาดใส่คณะกรรมการวัตถุอันตรายว่า ไม่โปร่งใส รับผลประโยชน์จากบริษัทจำหน่ายสารเคมี โดยไม่สนใจว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายแต่งตั้งขึ้นภายใต้ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย มีองค์ประกอบของคณะกรรมการมาจากหลายหน่วยงานมีผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถในการพิจารณาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นเหตุเป็นผล และเป็นธรรม

แต่พอคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเสียงข้างมากให้ยกเลิกการใช้ 3 สาร ก็ออกมาชื่นชม พร้อมกับยืนยันว่าเป็นคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นตามกฎหมาย ที่ลงมติไปนั้นถูกต้องแล้ว… อย่างนี้ก็มีด้วย….แม้จะไม่รู้ว่าใครยกมือให้ยกเลิกบ้าง แต่พอจะเดาได้ว่า ฝ่ายไม่เห็นด้วยกับการยกเลิก ส่วนใหญ่น่าจะเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งไม่ได้อยู่ใต้อาณัติของรัฐมนตรีท่านใด หรือถ้าจะมีฝ่ายราชการอยู่บ้างก็ต้องขอคารวะท่านผู้นั้น ที่ยืนหยัดอยู่บนหลักการและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง

ภายหลังการมีมติยกเลิกการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด ของคณะกรรมการวัตถุอันตรายเพียงวันเดียว ก็มีข่าวว่าสถานทูตสหรัฐอเมริกา ได้ส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐมนตรีว่าการฯอีกหลายกระทรวง ทั้งกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ
กระทรวงคมนาคม และกระทรวงการต่างประเทศแสดงความกังวลว่าการยกเลิกดังกล่าวจะกระทบกับการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกา กับไทย(อันที่จริงสถานทูตสหรัฐ ส่งหนังสือนี้มาก่อนที่จะลงมติแล้ว โดยขอให้รัฐบาลไทยพิจารณาชะลอการตัดสินใจออกไปก่อน แต่ความล่าช้าของเส้นทางเดินของหนังสือในหน่วยราชการของไทยมักไม่ทันการณ์เสมอ)

เหตุผลคือ สินค้าของสหรัฐอเมริกาหลายชนิดที่ประเทศไทยนำเข้า โดยเฉพาะถั่วเหลือง ข้าวสาลี กาแฟ แอปเปิ้ล และองุ่นนั้น เกษตรกรอเมริกันยังใช้สารไกลโฟเซต ในกระบวนการผลิตอยู่ ซึ่งตามกฎระเบียบขององค์การการค้าโลก หรือ WTO ซึ่งประเทศไทย และสหรัฐอเมริกา เป็นสมาชิกอยู่นี้ ถ้าประเทศใดยกเลิกการใช้สารเคมีชนิดใด แต่ประเทศคู่ค้ายังใช้อยู่ ก็ไม่สามารถทำการค้าขายกันได้

พร้อมกับหนังสือฉบับดังกล่าว สหรัฐอเมริกายังยืนยันผลการประเมินของ EPA ซึ่งเป็นหน่วยงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา และ USDA หรือกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา ว่า สารไกลโฟเซตไม่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์ ซึ่งตรงกับข้อพิจารณาจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ของประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย รวมทั้ง องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO ด้วย

ทั้งยังบอกอีกว่า ไกลโฟเซต เป็นสารเคมีทางการเกษตรที่ใช้กันอย่างแพร่หลายและศึกษากันอย่างจริงจังในประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งสหรัฐอเมริกาก็ยังใช้อยู่ ซึ่งสอดคล้องกับคำบอกเล่าของเพื่อนคนไทยที่อยู่ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งภาพถ่ายร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตรในสหรัฐฯ โดยมีสารไกลโฟเซตวางขายอยู่บนชั้นอย่างมากมายหลายยี่ห้อ เหมือนผงซักฟอกเลยทีเดียว เช่นเดียวกับเพื่อนที่ญี่ปุ่น ก็ส่งภาพถ่ายชั้นวางขายไกลโฟเซต ในร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตมาให้ดูเช่นกัน ซึ่งญี่ปุ่นนี้ได้ชื่อว่าให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้บริโภคสูงมาก มากกว่าไทยเสียด้วยซ้ำ

หลายท่านอาจจะคิดว่า ค้าขายกับสหรัฐไม่ได้ ก็ค้าขายกับประเทศอื่นก็ได้… แต่ถ้าประเทศอื่นเขายังใช้ไกลโฟเซตอยู่ก็จะเข้าทำนองเดียวกับสหรัฐอเมริกาอีก
โดยเฉพาะ จีนที่เป็นตลาดส่งออกหลักของไทยอันดับที่ 1 มูลค่าการส่งออก 9.66แสนล้านบาท ในขณะที่สหรัฐอเมริกาอยู่ในอันดับที่ 2 มูลค่าการส่งออก 8.98แสนล้านบาท

สหรัฐอเมริกา เห็นว่า การส่งจดหมายแสดงความกังวลดังกล่าว ไม่ได้ผล คณะกรรมการวัตถุอันตรายลงมติยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดไปเสียแล้ว แถมรัฐมนตรีบางท่านยังบอกไม่ให้สนใจหนังสือฉบับนั้น เพราะสุขภาพของคนไทยสำคัญกว่า สหรัฐฯ จึงดำเนินมาตรการต่อ ด้วยการประกาศตัด GSP สินค้าไทย 573 รายการ พร้อมทั้งใจดีให้ไทยมีเวลาตั้งหลัก 6 เดือน โดยจะเริ่มในวันที่ 25 เมษายน 2563

GSP (General of System of Preferences) คือ สิทธิทางภาษีที่สหรัฐอเมริกา ให้กับไทย โดยสินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าจากไทยบางรายการไม่ต้องเสียภาษีสินค้านำเข้า ซึ่งจะทำให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันกับสินค้าของประเทศอื่นในตลาดสหรัฐอเมริกาได้ แต่ถ้าถูกตัดสิทธิ์ GSP เสียแล้ว ไทยต้องเสียภาษีนำเข้าให้สหรัฐฯ ราคาสินค้าไทยที่จำหน่ายในสหรัฐก็จะแพงกว่าของประเทศอื่นๆ

แม้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีทั้งหลายจะออกมาบอกว่า การตัด GSP ของสหรัฐไม่เกี่ยวกับการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิด แต่ก็น่าสังเกตว่า ทำไมสหรัฐจึงมาประกาศเอาตอนนี้ ตอนที่จดหมายที่ส่งมาถึงรัฐบาลไทย ถูกเมิน และประเมินความสำคัญต่ำไปหน่อย….เอ้า…ไม่เกี่ยวก็ไม่เกี่ยว

จะพยายามทำใจว่า เป็นความบังเอิญ ระหว่าง การยกเลิก 3 สารเคมีของไทย กับการยกเลิก GSP ของสหรัฐอเมริกา ขอให้การเจรจาต่อรองกับสหรัฐประสบความสำเร็จนะพี่น้อง…

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : จำไว้เลย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449376

x

เลาะรั้วเกษตร : จำไว้เลย

วันศุกร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คงต้องบันทึกบนหน้าประวัติศาสตร์ของวงการเกษตรไทย พร้อมทำเครื่องหมายดอกจัน และขีดเส้นใต้หลายๆ เส้นว่า “เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 คณะกรรมการวัตถุอันตราย ได้มีมติให้ยกเลิกการใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ตามกระแสกดดันรอบด้าน ทั้งการเมืองเอ็นจีโอ สื่อมวลชน และโซเชียลมีเดีย”

การเมือง คือ รัฐมนตรีผู้กำกับดูแลหน่วยงานที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการขอให้ยกเลิกสารเคมีทั้ง 3 ชนิด คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงอุตสาหกรรม

รัฐมนตรีของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเข้ามาทำงานได้ไม่กี่วัน ก็ประกาศว่าต้องยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด ให้ได้ภายในปี 2562 โดยไม่ศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน แถมยังหาความชอบธรรมให้กับตนเองโดยการตั้งคณะทำงานซึ่งมีแต่ฝ่ายสนับสนุนให้แบนและคนของตนเองขึ้นมาพิจารณา เพื่อให้มติที่ประชุมออกมาเป็นเอกฉันท์ในการให้ยกเลิก และนำมติของคณะทำงานนี้ส่งให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายว่าเป็นความเห็นของกระทรวงเกษตรฯ

กระทรวงสาธารณสุข หน่วยงานซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการให้ยกเลิกการใช้ตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้ว โดยการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาความเป็นพิษของสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ตามการชี้เป้าของเอ็นจีโอและข้อมูลสนับสนุนจากผลงานวิจัยที่บิดเบือนอย่างผิดจรรยาบรรณของนักวิจัย

กระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะที่ประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย คือ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย

รัฐมนตรีของทั้ง 3 กระทรวง ต่างให้นโยบายแก่ผู้แทนจากหน่วยงานในสังกัดของตนออกเสียงให้ยกเลิกการใช้ ในที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ในวันที่ 22 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา

เอ็นจีโอ เป็นกลุ่มคนที่นำข้อมูลที่บิดเบือน หรือข้อมูลของสารเคมีทั้ง 3 ชนิดมาเผยแพร่ ผ่านสื่อมวลชน และโซเชียลมีเดีย แต่เผยแพร่ไม่หมด เลือกเผยแพร่แต่ด้านที่เป็นลบหรือความเป็นพิษ หรืออันตราย แต่ไม่เคยเอาข้อมูลด้านที่ดี หรือเป็นประโยชน์มาเผยแพร่ ทั้งๆ ที่สารเคมีทุกชนิดที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีทั้งประโยชน์และโทษ

สื่อมวลชน และ โซเชียลมีเดีย ทั้งนักข่าว คอลัมนิสต์ และคนเล่าข่าว บางคน (ส่วนใหญ่)นำเสนอข้อมูลของฝ่ายที่ต้องการให้ยกเลิกซึ่งเป็นข่าวเชิงลบเสียมาก สร้างให้ประชาชนหรือผู้บริโภคส่วนใหญ่เกิดความตื่นกลัวและสรุปรวบยอดความคิดเอาเองว่าสารเคมีทั้ง 3 ชนิดนี้มีพิษร้ายแรงและเป็นอันตราย โดยจะไม่เสียเวลาค้นหาข้อมูลอื่นๆ ที่เป็นด้านบวก ซึ่งฝ่ายไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกพยายามจะเผยแพร่

กลุ่มบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งที่กล่าวถึงกันมากในกรณีของการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดนี้คือ“คณะกรรมการวัตถุอันตราย”แต่หลายคนไม่ทราบที่มาและบทบาทของคณะกรรมการชุดนี้ จึงมีการกล่าวหาเนือง ๆ ในทำนองว่าไม่โปร่งใส

คณะกรรมการวัตถุอันตราย แต่งตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ก่อนฉบับล่าสุด ปีพ.ศ. 2562) มีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน กรรมการอีก 27 คน ประกอบด้วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระดับอธิบดีจาก 13 หน่วยงาน คือ กรมการขนส่งทางบก กรมการค้าภายใน กรมการแพทย์ กรมควบคุมมลพิษ กรมธุรกิจพลังงาน กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมวิชาการเกษตร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมส่งเสริมการเกษตร คณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ผู้แทนจาก 3 หน่วยงานคือกระทรวงกลาโหม กระทรวงคมนาคม สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งไม่เกิน 10 คน

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต้องเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ มีผลงานและประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาเคมี วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ หรือกฎหมายโดยจะอยู่ในตำแหน่งคราวละ 3 ปี

เมื่อมีการปรับปรุง พ.ร.บ. วัตถุอันตรายล่าสุด ปี พ.ศ. 2562 คณะกรรมการวัตถุอันตราย ก็มีการปรับเปลี่ยนเช่นกัน โดยจะมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานโดยตำแหน่ง กรรมการลดลงเหลือ 26 คนกรรมการโดยตำแหน่ง 17 คน ได้แก่ ปลัดกระทรวง4 กระทรวง คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม ระดับอธิบดี 9 จากหน่วยงาน คือ กรมการขนส่งทางบก กรมควบคุมมลพิษ กรมเจ้าท่า กรมธุรกิจพลังงาน กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมวิชาการเกษตร กรมศุลกากร เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ผู้แทนจาก 4 หน่วยงาน คือ กระทรวงกลาโหม กรมการค้าต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากเดิม 10 คน ลดลงเหลือ 8 คน

คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีหน้าที่ที่สำคัญ คือ กำหนดนโยบาย มาตรการ และแผนการบริหารจัดการวัตถุอันตรายเพื่อขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษา แก่รัฐมนตรี และหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับวัตถุอันตราย รวมทั้งพิจารณาเรื่องร้องเรียนจากผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากวัตถุอันตราย

การทำหน้าที่ของคณะกรรมการวัตถุอันตราย เท่าที่ผ่านมาน่าจะไม่เคยมีการเมืองมาแทรกแซงหรือกดดัน แต่สำหรับการทำหน้าที่ เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ที่ผ่านมาใคร ๆ ก็รู้ว่าอยู่ในสถานการณ์เช่นไร…คะแนนจึงออกมาท่วมท้น..แต่ก็ยังดีที่ไม่ใช่คะแนนซึ่งเป็นเอกฉันท์ ขอคาราวะท่านที่ออกเสียงให้จำกัดการใช้….

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : สารที่ 4

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447962

x

เลาะรั้วเกษตร : สารที่ 4

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเรื่องของการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซตและคลอร์ไพริฟอส เป็นประเด็นร้อนที่สื่อหลัก และสื่อออนไลน์เกือบทุกสำนักหันมาให้ความสนใจ นำเสนอกันหลากหลายมุมมอง ทั้งจากฝ่ายสนับสนุนให้ยกเลิก และฝ่ายที่ยังมีความต้องการใช้ นับเป็นการทำสงครามข้อมูลกันอย่างเข้มข้น แต่ข้อมูลที่นำเสนอของหลายฝ่ายยังมีความคลาดเคลื่อน และเข้าใจไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ที่หลายคนจะเหมารวมว่าเป็นสารพิษที่อันตรายต่อผู้ใช้ และตกค้างในสิ่งแวดล้อมและผลผลิตจึงอยากจะขอแยกแยะทำความเข้าใจเสียใหม่เป็นรายชนิด

พาราควอต เป็นสารกำจัดวัชพืช ที่หยุดยั้งการเติบโตของเซลล์วัชพืชเฉพาะส่วนที่เป็นสีเขียว และทำให้เนื้อเยื่อของเซลล์นั้นแห้งลงโดยไม่แพร่กระจายเข้าสู่เนื้อเยื่อพาราควอตไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ด้วยตัวของมันเอง นอกจากจะถูกเคลื่อนย้ายจากผฝีมือมนุษย์ และธรรมชาติ และสารพาราควอตจะไม่ออกฤทธิ์ในดิน จึงไม่ทำให้เกิดการปนเปื้อนในแหล่งน้ำใต้ดิน และจะถูกย่อยสลายเองตามธรรมชาติ โดยแสงแดด และจุลินทรีย์ในดินหากปนเปื้อนลงในแหล่งน้ำก็จะเกาะติดกับตะกอนดินและจะถูกย่อยสลายตัวเองไปเรื่อยๆ

ไกลโฟเซต เป็นสารกำจัดวัชพืช ที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ในพืชซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างกรดอะมิโนที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งเอนไซม์ดังกล่าวนี้ไม่พบในมนุษย์ หรือสัตว์ ไกลโฟเซตถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์หลายชนิดในดิน และน้ำ โดยที่จุลินทรีย์เหล่านั้นจะย่อยสลายไกลโฟเซตเพื่อใช้เป็นอาหาร และให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นธาตุคาร์บอนที่จุลินทรีย์นำไปใช้ได้ รวมทั้งสารชนิดอื่นที่พบอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์

คลอร์ไพริฟอส เป็นสารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืชในกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต โมเลกุลของสารประกอบไปด้วยธาตุ คาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส ซัลเฟอร์ และคลอรีน สามารถกำจัดแมลงศัตรูพืชได้หลากหลาย ทั้งแมลงปากดูด แมลงปากกัด มีคุณสมบัติถูกตัวตาย และกินตาย (หมายถึงตัวแมลง สัมผัสสาร หรือกินสารเข้าไปก็จะทำให้ตาย)

ในบรรดาสารเคมี 3 ชนิดนี้ คลอร์ไพริฟอสดูจะเป็นอันตรายกว่าชนิดอื่นเพราะสารคลอร์ไพริฟอสเป็นพิษต่อปลา ต้องระมัดระวังการชะล้างลงสู่แหล่งน้ำ รวมทั้งเป็นพิษต่อผึ้ง จึงห้ามใช้ในระยะดอกกำลังบาน และมีความเป็นพิษต่อตัวห้ำและตัวเบียนศัตรูธรรมชาติของศัตรูพืช จึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง สำหรับระยะปลอดภัยหลังการใช้สารต้องเว้นระยะเวลาก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตหลังพ่นสารครั้งสุดท้าย 7 – 14 วัน เป็นอย่างน้อย

จากมาตรการจำกัดการใช้ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ประกาศออกมาก่อนหน้านี้กำหนดให้ใช้ คลอร์ไพริฟอส และ ไกลโฟเซต เฉพาะกับพืช 6 ชนิด คือ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง และไม้ผล ส่วนคลอร์ไพริฟอส ให้ใช้เฉพาะการกำจัดหนอนเจาะลำต้นเท่านั้น และไม่ให้ใช้สารเคมี 3 ชนิดนี้ ในนาข้าว แปลงพืชผัก และสมุนไพร ไม่ให้ใช้ในพื้นที่สาธารณะ และพื้นที่ต้นน้ำ แต่การนำเสนอของสื่อหลายสำนัก รวมทั้งฝ่ายนับสนุนให้ยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดนี้ ไม่ได้คำนึงถึงความแตกต่างของสารเคมีทั้ง 3 ชนิด จึงเห็นภาพที่นำเสนอมีการฉีดพ่นสารในนาข้าว และในแปลงผัก รวมทั้งอ้างถึงสารตกค้างในผักด้วย ซึ่งไม่เป็นความจริงเพราะเกษตรกรไม่ได้ใช้กับผัก

นอกจากนี้ยังเห็นภาพการฉีดพ่นสารเคมีของเกษตรกรที่ไม่ได้สวมเครื่องป้องกัน เช่น ไม่สวมหน้ากาก ไม่สวมเสื้อแขนยาว ไม่สวมรองเท้ายาง ในขณะที่ฉีดพ่นละอองสาร (หรือน้ำเปล่าก็ไม่ทราบ) ฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ เพราะถ้าเกษตรกรปฏิบัติเช่นนั้นจริง ไม่ว่าสารเคมีชนิดใดก็เป็นอันตรายทั้งสิ้น

ตามที่ฝ่ายเกษตรกรผู้ยังมีความจำเป็นต้องใช้สารกำจัดวัชพืช 2 ชนิดนั้น ออกมาเรียกร้องให้คนที่อยากยกเลิก หาสารอื่น หรือ วิธีการอื่นมาทดแทนเสียก่อนจึงค่อยยกเลิกสารเคมีที่เขาใช้มา 30-40 ปี และก่อนหน้านี้มีผู้ที่สนับสนุนการยกเลิกเผลอเอ่ยชื่อสารเคมีที่แนะนำให้เกษตรกรใช้ทดแทนสารกำจัดวัชพืชออกมาชนิดหนึ่งที่กล่าวถึงกันมากเป็นสารที่ 4 นั่นคือ สารกลูโฟซิเนต แต่เกษตรกรยังไม่ยอมรับ เพราะราคาแพงกว่าสารเดิม 4-5 เท่า และประสิทธิภาพยังไม่ดีเท่าสารชนิดเดิม

กลูโฟซิเนตตามข้อมูลของผู้ขาย ว่าเป็นสารกำจัดวัชพืชหลังงอกแบบไม่เลือกทำลาย ใช้กำจัดได้ทั้งวัชพืชใบแคบและใบกว้าง กำจัดได้ทั้งสัมผัส และแทรกซึม ไม่ดูดซึมเข้าทางรากของพืชที่ปลูก สลายตัวง่าย ไม่ตกค้างในดิน แต่ข้อมูลจากเอ็นจีโอของอังกฤษ บอกว่าสารนี้มีความคงทนสูง ไม่สลายตัวง่าย และสามารถเคลื่อนย้ายได้ในดิน จึงสามารถลงไปสะสมในแหล่งนน้ำใต้ดินได้ และยังมีพิษต่อจุลินทรีย์ในดินและสิ่งมีชีวิตในน้ำ (ไม่รู้ว่า เอ็นจีโอของอังกฤษ จะบิดเบือนข้อมูลเหมือนเอ็นจีโอของประเทศอื่นหรือไม่)

เข้าไปในเว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตร เพื่อดูข้อมูลการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย พบว่าในช่วงปี 2554-2560 มีการขึ้นทะเบียนสารกลูโฟซิเนตปีละ 4-7 ทะเบียน มีทั้งทะเบียนการนำเข้า ส่งออก และทะเบียนผลิต ต่อมาในปี 2561 หลังจากที่มีมาตรการห้ามนำเข้าและขึ้นทะเบียน พาราควอต และไกลโฟเซต ปรากฏว่า มีสารกลูโฟซิเนตมาขึ้นทะเบียนนำเข้า และผลิตรวม 37 ทะเบียน เพิ่มขึ้น 5-6 เท่าตัว ส่วนใหญ่ทะเบียนจะหมดอายุในปี 2567

ในปี 2554 บริษัทที่ขึ้นทะเบียนกลูโฟซิเนตคือ บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด แหล่งผลิตมาจากเยอรมนี และมาเลเซีย ขึ้นทะเบียนประเภทส่งออก และมีอีก 2 บริษัท ขึ้นทะเบียนนำเข้า และ ผลิต แหล่งผลิตมาจากมาเลเซีย มาในระยะหลังมีบริษัทขึ้นทะเบียนกลูโฟซิเนตหลายบริษัท และแหล่งผลิตส่วนใหญ่มาจากจีนโดยเฉพาะในปี 2561 ในจำนวน 37 ทะเบียน เป็นทะเบียนนำเข้า15 ทะเบียน ที่เหลือเป็นทะเบียนผลิต มีบริษัทที่ขึ้นทะเบียนทั้งหมด 16 บริษัท และมีแหล่งผลิตสารมาจากจีนถึง 34 ทะเบียน

ไม่มีอะไรมาก แค่อยากแชร์ข้อมูลเฉยๆ ว่าแต่ข้อมูลนี้ เป็นข้อมูลชุดเดียวกับที่ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์บุกไปเอามาจากกรมวิชาการเกษตรหรือเปล่าไม่รู้….

แว่นขยาย