แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนหอศิลป์สิงคโปร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/707315

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนหอศิลป์สิงคโปร์

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนหอศิลป์สิงคโปร์

วันอาทิตย์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานศิลปะและมีโอกาสมาเยือนสิงคโปร์ สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ควรมาให้ได้ก็คือ National Gallery Singapore หอศิลป์แห่งนี้อยู่ในจุดที่เข้าถึงได้ไม่ยากจากสนามบิน เพราะอยู่ตรงตำแหน่งจอดรถของ MRT สายสีเขียวที่ป้าย City Hall อันเป็นจุดเชื่อมสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเปลี่ยนจากรถสายสีเขียวไปสายสีแดงที่จะไป orchard ถนนช้อปปิ้งโดยเฉพาะของ brand name ที่สำคัญที่สุดของเมือง 

National Gallery Singapore หรือที่คนสิงคโปร์เรียกว่า National Gallery นี้เป็นสถาบันและเป็นหอศิลป์ที่อุทิศให้กับศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ หอศิลป์ที่ได้ชื่อว่าเป็นหอศิลป์ที่จัดแสดงผลงานพื้นเมืองของชาวตะวันออกที่ใหญ่ที่สุดโดยเฉพาะชาวตะวันออกเฉียงใต้นี้มีของจัดแสดงมากถึง 9 พันชิ้น เป้าหมายในการจัดตั้งหอศิลป์ก็คือ เพิ่มความเข้าใจและความสนใจในด้านศิลปะและวัฒนธรรมผ่านสื่อต่างๆ โดยเน้นไปที่วัฒนธรรมของชาวสิงคโปร์และสมบัติชาติ รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างสิงคโปร์ชาติอาเซียนด้วยกันในระดับนานาชาติหอศิลป์นี้จัดตั้งจากอาคาร 2 ส่วนที่เคยเป็นสถานที่ตั้งศาลสูงสุดและศาลาว่าการเมืองจึงมีพื้นที่มากถึง 64,000 ตารางเมตร ส่งผลให้ที่นี่เป็นสถานที่ตั้งของหอศิลป์ที่ใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์ โดยมีค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงเพื่อให้เป็นหอศิลป์มากถึง 532 ล้านเหรียญสิงคโปร์ หรือประมาณ 13,300 ล้านบาท

อาคารศาลสูงเก่านี้ตั้งอยู่บนตำแหน่งที่เคยเป็น Grand Hotel de I’Europe โรงแรมที่โอ่อ่าที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งถูกรื้อทิ้งในปี 1936 Frank Dorrington Ward สถาปนิกหัวหน้าแผนกออกแบบโครงสร้างของรัฐบาลเป็นผู้ออกแบบอาคารศาลสูงใหม่ และเปิดทำการได้ในวันที่ 8 สิงหาคม 1939 สำนักงานศาลสูงสิงคโปร์ ได้ย้ายเข้าสู่ตึกใหม่ในปี 2005ส่วนศาลาว่าการเมืองที่สร้างระหว่างปี 1926-29 ได้รับการออกแบบโดย A.Gordon และ S.D.Meadows ระหว่างปี 1963-91ที่นี่เป็นที่ทำการของสำนักงานหลายแผนกของรัฐบาลรวมทั้งศาลด้วยก่อนที่จะย้ายไปในปี 2006

ในวันชาติสิงคโปร์ที่ 21 สิงหาคม 2005 นายกรัฐมนตรีลี เซียนลุง ได้เกริ่นไว้ว่ารัฐบาลมีแผนที่จะเปลี่ยนอาคารศาลสูงและศาลาว่าการเมืองเป็น National GalleryMuseum วันที่ 2 กันยายนปี 2006นาย Lee Boon Yang รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีและศิลปะ จึงได้ประกาศจัดตั้ง National Gallery Singapore อย่างเป็นทางการในงาน Singapore Biennale 2006 และได้แจ้งให้ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องระดมความคิดในการนำเสนอแผนการเกี่ยวกับโครงการนี้ ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2007 รัฐบาลร่วมกับสถาบันสถาปัตยกรรมแห่งชาติจัดการประกวดแบบเพื่อหาบริษัทสถาปนิกที่เหมาะสมที่สุด โดยมีบริษัทเข้าร่วมแข่งขันมากถึง 111 แห่ง จาก 29 ประเทศทั่วโลก

คณะกรรมการที่ตัดสินการประกวดยืนยันว่า อาคารหลายส่วนห้ามแตะต้องและต้องคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของความเป็นชาติ อีกทั้งยังต้องนำเสนอแผนการปรับปรุง
ภายใต้งบประมาณ 320 ล้านเหรียญสิงคโปร์เท่านั้น ในการประกวดรอบสุดท้ายที่เหลือผู้ออกแบบเพียงแค่ 5 ราย คณะกรรมการได้จัดการแสดงผลงานเพื่อรับคำติชมจากประชาชนด้วย เมื่อประกาศผลในปี 2008 คณะกรรมการได้แสดงเหตุผลของการเลือกผู้ชนะการประกวดเพื่อแสดงความโปร่งใสและเป็นบรรทัดฐานสำหรับการประกวดแบบในอนาคตด้วยโดยได้ผู้ชนะประกวดคือ Studio Milou Singapore บริษัทลูกของบริษัทสถาปนิกจากฝรั่งเศสที่เป็นหุ้นส่วนกับ CPG Consultants ที่มีประสบการณ์ในการปรับปรุงอาคารเก่าในสิงคโปร์หลังจากคณะกรรมการได้แบบที่ถูกใจแล้ว พวกเขาก็ได้จ้าง Takenaka-SingaporePiling Joint Venture เป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้าง โดยเริ่มก่อสร้างในเดือนมกราคม 2011 และหอศิลป์สามารถเปิดทำการได้ครั้งแรกในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2015

นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสเยือนหอศิลป์แห่งนี้สามารถประทับใจตั้งแต่อาคารภายนอกที่มีความโอ่อ่าสง่างาม บรรยากาศภายในมีความเรียบหรูไม่ต่างจากห้องภาพของชาติยุโรป ข้อดีเหนือห้องภาพของยุโรปก็คือชาวสิงคโปร์สามารถเข้าฟรีส่วนชาวต่างชาติมีค่าใช้จ่ายเพียงแค่ 3 เหรียญเท่านั้น อย่างไรก็ดี หากบัตรเครดิตที่ชาวต่างชาติใช้มี promotion ร่วมกับทางหอศิลป์ อาทิ Citibank ก็สามารถเข้าชมฟรีได้ด้วยไม่ต่างจากชาวสิงคโปร์ ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างแปลกสำหรับบัตรเครดิตของชาวต่างชาติเลยทีเดียว  

แหวกฟ้าหาฝัน : ไปสิงคโปร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/705798

แหวกฟ้าหาฝัน : ไปสิงคโปร์

แหวกฟ้าหาฝัน : ไปสิงคโปร์

วันอาทิตย์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เป็นที่ทราบดีว่าสิงคโปร์เป็นเมืองท่าอันดับหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็น hub หรือ region ของบริษัทมากมาย อีกทั้งยังเคยเป็นแหล่งท่องเที่ยว free tax ที่คนไทยมากมายเคยมาซื้อของตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อน ปัจจุบันการเดินทางมาสิงคโปร์ง่ายดายมากขึ้น เพราะนอกจากการบินไทยและสิงคโปร์แอร์ไลน์ สายการบิน full service ที่มีค่าตั๋วแสนแพงแล้ว ยังมีสายการบินlow cost มากมายที่บินจากเมืองไทย แต่การเลือกสายการบิน low cost ก็อาจไม่ใช่เรื่องง่าย

นักท่องเที่ยวแต่ละคนก็อาจมีหลักในการเลือกต่างกัน อาทิ เลือกจากราคาตั้งต้นถูกที่สุด แต่หากนักท่องเที่ยวต้องการใช้เวลาในสิงคโปร์ให้มากสุดก็น่าจะต้องเลือกขาไปเที่ยวบินเช้าสุด และขากลับเครื่องบินเย็นสุด แต่ถ้าต้องการคุมค่าใช้จ่ายก็ต้องเลือกเวลาที่คนเดินทางน้อยสุด ถึงกระนั้นก็ตาม การซื้อตั๋วให้ถูกที่สุดยังคงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะระหว่างทางการจองตั๋ว ยังมีกับดักมากมาย

หลังจากที่นักท่องเที่ยวพอจะตัดสินใจได้แล้วว่าจะเลือกสายการบินไหน เวลาใดแล้วนั้น นักท่องเที่ยวยิ่งต้องใช้ความตั้งใจอย่างยิ่งยวดในการจอง ทั้งนี้เพราะสายการบินแต่ละแห่งไม่ว่าจะเป็น Jetstar, Scoot, Airasia,etc ล้วนมีวิธีที่จะเพิ่มค่าใช้จ่ายในทุกเพจที่นักท่องเที่ยวทำการจอง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่ม package ตั้งแต่กระเป๋า เพิ่มเงินค่าจองที่นั่งค่าอาหาร ค่าประกันเยอะแยะมากมายจนนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะรู้สึกว่ากว่าจะถึงหน้าสุดท้ายที่จ่ายเงิน ค่าใช้จ่ายได้แตกต่างจากราคาแรกที่เข้ามาจองไม่ต่ำกว่า 40% เกือบทุกสายการบิน จนนักท่องเที่ยวอาจต้องเริ่มต้นไปที่สายการบินอื่น เวลาอื่นอีก

ยกตัวอย่างเช่น นักท่องเที่ยวเลือกสายการบิน scoot เพราะราคาถูกกว่าการบินไทยและออกจากเมืองไทยไม่สายมาก หลังจากเลือกทุกอย่างเสร็จหมดนักท่องเที่ยวจะเห็นว่าค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายจริง ขนาดไม่เลือกน้ำหนักกระเป๋าเพิ่ม ไม่เลือกอาหาร ค่าใช้จ่ายยังน้อยกว่าการบินไทยไม่ถึง 30% แต่หากนักท่องเที่ยวเลือกสายการบิน Jetstar ที่เวลาเดียวกันกับ Scootนักท่องเที่ยวอาจได้ค่าใช้จ่ายถูกกว่า Scoot ถึง 30% ก็ได้ พอเห็นราคาต่างกันขนาดนี้นักท่องเที่ยวก็ต้องคิดหนักว่า ทำไมอีกสายการบินจึงถูกกว่านัก นักท่องเที่ยวก็อาจต้องเสียเวลาในการอ่านรีวิวว่า สองสายการบินนี้ต่างกันยังไงแน่เพื่อให้การตัดสินใจได้อย่างถูกต้องมากยิ่งขึ้นไปอีก หากนักท่องเที่ยวต้องการคุมค่าใช้จ่ายแบบสุดๆ ก็สามารถเลือกสายการบินที่ถูกสุดไปเลยก็ทำได้เลย

ส่วนการเดินทางเข้าสิงคโปร์หลังการระบาดของโควิด และจีนเปิดประเทศนักท่องเที่ยวก็ต้องไปดูข้อกำหนดเกี่ยวกับวัคซีนว่าตัวเองเข้าข้อกำหนดของการเข้าประเทศแล้วหรือไม่ มีวัคซีนครบ 2 เข็มหรือไม่ ยี่ห้อวัคซีนที่ฉีดเป็นยี่ห้อที่ได้รับอนุญาตหรือไม่นักท่องเที่ยวต้องเตรียม vaccine certificateไว้ในมือเพื่อให้สามารถตรวจได้ตอนผ่าน ตม.และต้องมีการลง application myICAmobile กรอกข้อมูลไปล่วงหน้าก่อนเพื่อให้มี SG Arrival Card อันจะทำให้นักท่องเที่ยวผ่าน ตม. ไปได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องเสียเวลาเงอะๆ งะๆ ที่หน้าการตรวจคนเข้าเมือง

สนามบินชางฮีเป็นสนามบินที่ใหญ่และเพิ่งมีการปรับปรุงใหญ่ไม่นานมานี้นั้นมีส่วนที่นักท่องเที่ยวชอบแวะเที่ยวกันก็คือjewel ซึ่งไม่ได้อยู่ในส่วนของ terminal1, 2, 3 เลย แต่ต้องนั่งรถไฟ transferไปอีกต่อหนึ่ง หากนักท่องเที่ยวลงเครื่องแล้วควรไปผ่าน ตม. ก่อน นักท่องเที่ยวที่ทำ SG Arrival pass มาแล้ว ก็สามารถผ่าน ตม. ได้อย่างง่ายดาย เพราะบันทึกที่อยู่ใน app จะปรากฏอยู่ในข้อมูล passport แล้ว แต่หากไม่ได้ลง app มาก็จำเป็นต้องลง app ตรงหน้า ตม. ซึ่งจะมี QR code ให้ และค่อยๆ กรอกไปอันจะทำให้ค่อนข้างเสียเวลาโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวสูงอายุที่ใช้เครื่องไม่คล่อง และสายตาไม่ดีหลังผ่าน ตม. และรับกระเป๋าเรียบร้อยหากมีเวลาก็สามารถแวะเที่ยวส่วน Jewel ได้

ส่วนการเดินทางเข้าเมืองทำได้หลายวิธี วิธีที่ง่ายสุดแต่แพงสุดคือเรียก taxi ค่าใช้จ่ายประมาณ30 เหรียญขึ้นไป ขึ้นกับโรงแรมหรือสถานที่ปลายทางในเมือง แต่หากนักท่องเที่ยวมีสัมภาระต้องการประหยัดก็ควรเลือก mrt หรือ shuttle bus ข้อดีของ shuttle busเหนือ mrt คือ รถจะส่งถึงหน้าประตูโรงแรมได้ ด้วยค่าใช้จ่าย 10 เหรียญ หรือ 1/3 ของการนั่งแท็กซี่จึงเหมาะกับนักท่องเที่ยวที่สัมภาระมากหรือหนัก แต่หากนักท่องเที่ยวไม่มีสัมภาระ การเลือกmrt ก็สะดวกดี ค่าใช้จ่ายประมาณ 3 เหรียญกว่า หรือไม่ถึง 100 บาทปัจจุบันการขึ้น mrt และ bus ในเมืองสิงคโปร์ไม่จำเป็นต้องซื้อez card แล้วหากนักท่องเที่ยวมีบัตรเครดิตทั้ง visa, master, union payที่ใช้แตะได้ ก็สามารถใช้แทนบัตรโดยสารได้เลยเฉกเช่นเดียวกันกับการขึ้น mrt ในเมืองไทยปัจจุบันสิงคโปร์ยกเลิก single ticket ที่สนามบินแล้วด้วย ดังนั้นการใช้บัตรเครดิตแบบแตะไม่เพียงจะทำให้นักท่องเที่ยวไม่ต้องยุ่งยากมีธนบัตร 10 เหรียญ สำหรับซื้อ ez card และให้ความสะดวกสบายแล้ว ยังประหยัดกว่าการเสียค่า surcharge ออกบัตร 5 เหรียญของ ez card ด้วยเรียกว่าได้ประโยชน์หลายต่อ 

นักท่องเที่ยวที่เลือกใช้ mrt ควร download app SG mrt ไว้ก่อนเพื่อสะดวกในการดู map mrt หลังจากแตะบัตรผ่านประตู mrt นักท่องเที่ยวสามารถเลือกเข้าเมืองหรือไป terminal 1, 3, jewel เพื่อไปเที่ยวต่อ รถ mrt ที่ออกจากสนามบินเข้าเมืองจะเป็นรถสีเขียวที่วิ่งไปสิ้นสุดที่สถานี tanah merahเท่านั้น นักท่องเที่ยวต้องไปเปลี่ยนสถานีขบวนเดียวกันเพื่อเข้าเมืองทุกคนแม้จะเป็นสีเขียวเหมือนกันก็ตาม ข้อกำหนดของสิงคโปร์ในเรื่องสุขอนามัยปัจจุบันมีข้อเดียวคืต้องสวม mask บนรถสาธารณะทั้ง mrt และ bus

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนมิวเซียมเครื่องแก้วที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/704234

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนมิวเซียมเครื่องแก้วที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนมิวเซียมเครื่องแก้วที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

วันอาทิตย์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Passau สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องมาเยือนให้ได้ ไม่เช่นนั้นถือว่าพลาดโอกาสทองในชีวิตนั่นคือ Glass Museumทั้งนี้ เพราะมิวเซียมแห่งนี้เป็นมิวเซียมที่เก็บสะสมผลงานศิลปะเครื่องแก้วของยุโรปที่ใหญ่ที่สุดในโลก อีกทั้งยังเป็นมิวเซียมที่ได้รับการลงทะเบียนให้เป็นสมบัติของเยอรมนีที่มีคุณค่าทางด้านวัฒนธรรมด้วย มิวเซียมที่ตั้งอยู่บนนถนนSchrottgasse ใกล้กับศาลาว่าการเมืองณ ตำแหน่งเมืองเก่านี้มีทางเชื่อมกับโรงแรมWilder Mann

มิวเซียมที่ก่อตั้งโดย Georg Hoeltl เจ้าของโรงแรม Wilder Mann และผู้ประกอบการธุรกิจที่สำคัญประจำเมือง Passau นี้มีขนาดใหญ่มากครอบคลุมถึง 5 ชั้นในอาคาร 4 หลังซึ่งเชื่อมต่อกันโดยชั้นบนสุดเป็นชั้นแรกของการจัดแสดงมีพื้นที่มากเท่ากับสนามบอล มิวเซียมที่มีของสะสมมากถึง 3 หมื่นชิ้น และจัดแสดงไว้มากถึง 13,000 ชิ้นนี้ เป็นมิวเซียมที่จัดแสดงเครื่องแก้ว Bohemia จาก Bohemia และ Silesiaที่ใหญ่ที่สุดในโลก Silesia มีความสำคัญตรงที่เป็นแหล่งซิลิก้า โปแตส และหินปูนซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำแก้ว แก้วโบฮีเมียเป็นแก้วที่มีความหลากหลายสไตล์โดยมีการแกะสลัก และเคลือบสีสดใส นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นแหล่งสะสมเครื่องแก้วของ Johann Loetz ผู้ผลิตแก้วโบฮีเมียที่มีความสดใสและเป็นคู่แข่งที่สำคัญของบริษัท Louis Comfort Tiffany บริษัทผลิตเครื่องแก้วที่สำคัญของอเมริกันอีกต่างหากด้วย

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนมิวเซียมที่ได้ชื่อว่าเป็นมิวเซียมเครื่องแก้วที่สวยที่สุดและใหญ่ที่สุดในยุโรปซึ่งถูกออกแบบโดย Friedrich Durrenmatt แห่งนี้จะมีโอกาสได้ชื่นชมกับเครื่องแก้วจากยุคต่างๆ โดยเรียงลำดับตามเวลาตั้งแต่ยุคบาโรค (1590-1750) ยุค Empire(1650-1820) ยุค Biedermeier หรือยุคกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ยุคคลาสสิก ยุคประวัติศาสตร์(1850-1895) และงานของ Johann Loetz (1880-1940) นอกจากนี้ ยังมีงานแนว Art Deco,งานของ Ludwig Moser& Sons รวมทั้งงานแนวModern Art อีกต่างหากด้วย ยิ่งกว่านั้นในมิวเซียมที่มีอยู่มากถึง 25 ห้อง ที่สะสมเครื่องแก้วระหว่างปี 1650-1960 นั้น นักท่องเที่ยวยังจะได้เสพงานแนว Art Nouveau ซึ่งเป็นยุคทองของเครื่องแก้วอย่างเต็มอิ่ม ร่วมกับงานแจกันของ Hofstotter ที่จัดแสดงใน Paris Exposition ในปี 1900 ด้วย นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานเครื่องแก้วและของสวยงามที่มีเวลาและได้มีโอกาสพินิจพิจารณาของสวยงามที่จัดแสดงในมิวเซียมแห่งนี้อย่างเต็มที่ย่อมอิ่มอกอิ่มใจชนิดเรียกได้ว่าออกจากมิวเซียมไปไม่ต้องกินข้าวได้เลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : เที่ยวเมืองชายแดน Passau

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/700365

แหวกฟ้าหาฝัน : เที่ยวเมืองชายแดน Passau

แหวกฟ้าหาฝัน : เที่ยวเมืองชายแดน Passau

วันอาทิตย์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนมิวนิค และชอบแคว้นบาวาเรีย เมืองชายแดนเมืองหนึ่งที่มีความสวยงามและน่าสนใจ อีกทั้งอยู่ไม่ไกลจากมิวนิคมากนักก็คือ Passau เมืองทางทิศตะวันออกสุดของเยอรมนีที่อยู่ห่างจากมิวนิคทางรถไฟเพียงแค่ 2 ชั่วโมงเศษเท่านั้น มีความพิเศษตรงที่เป็นเมืองที่เป็นทางเชื่อมของแม่น้ำ 3 สาย คือ แม่น้ำ Danube, Inn และ Ilz

เมือง Passau มีประวัติย้อนไปถึงคริสต์ศตวรรษที่ 2 เมื่อชาว Boii ถูกไล่ออกจากทางเหนือของอิตาลีมาตั้งรกรากอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ ที่นี่เลยกลายเป็นอาณานิคมของโรมันโดยมีชื่อว่า Batavis ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 2-5 St.Severinus ได้ตั้งสำนักสงฆ์ขึ้นหลังจากนั้นอีกกว่า 200 ปี Archbishop Boniface จึงได้สถาปนา Diocese ofPassau ซึ่งถือเป็นสำนักสงฆ์ที่ใหญ่ที่สุดในเยอรมนีของจักรวรรดิโรมันโดยดูแลทั้งแคว้นบาวาเรียและออสเตรีย

ในยุครุ่งเรืองของเรอเนสซองส์ เมืองนี้เป็นโรงงานผลิตมีดดาบที่สำคัญ ผู้ผลิตต้องประทับตรายี่ห้อของตัวเองไว้จนเกิดความเชื่อที่ว่า มีดดาบจากเมืองนี้ทำให้ผู้ถือฟันแทงไม่เข้าจนกลายเป็นตัวอย่างให้กับเมืองอื่นเลียนแบบในการทำการตลาดของการค้าอาวุธ การตลาดมีดดาบของเมืองนำความรุ่งเรืองมาสู่เมืองอยู่หลายศตวรรษจวบจนกระทั่งปี 1662 เมืองก็ประสบหายนะจากไฟไหม้ หลังจากนั้นรัฐบาลต้องสร้างเมืองขึ้นใหม่ จึงหันมาใช้สถาปัตยกรรมแนวบาโรกซึ่งเป็นแนวทางที่ทันสมัยที่สุดในช่วงเวลานั้น Passau ยังคงให้ความสำคัญกับศาสนจักรเรื่อยมาจวบจนปี 1803 ที่รัฐบาลได้ทำการแยกศาสนจักรออกจากทางโลกอันเป็นผลมาจากการแบ่งแยกระหว่างแคว้นบาวาเรียกับซาล์สบวก

Dreiflusseeck

Passau เป็นอีกเมืองหนึ่งที่ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เคยมาอยู่ และเป็นเมืองสำคัญในการทำสงครามโลกครั้งที่สองโดยเป็นที่กักกันขนาดย่อมถึง 3 แห่ง ในการประกาศยอมแพ้อย่างเป็นทางการของเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สองนั้น Passau ก็เป็นอีกเมืองหนึ่งที่นายพล Stanley Eric Reinhart ผู้บังคับบัญชาที่อยู่ประจำเมืองนี้ประกาศยอมแพ้แบบไม่มีเงื่อนไข หลังสงครามโลก ทหารสหรัฐฯ ได้เป็นผู้ควบคุมดูแลเมืองนี้อยู่เป็นเวลานาน เมืองนี้จึงหมดความสำคัญลง หลังเยอรมันตะวันออกและตกควบรวมกันในปี 2000 เมืองนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นอีกครั้ง แต่โชคร้ายในวันที่ 2 มิถุนายน 2013 เกิดน้ำท่วมใหญ่ขึ้นกลางเมืองหลังฝนตกอย่างหนักหลายวันจนทำให้น้ำท่วมกลางเทศบาลเมืองเฉกเช่นเดียวกันกับหายนะที่เคยเกิดขึ้นในปี 1501 ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับเมืองเป็นอย่างมาก

ถึงกระนั้นก็ตาม นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยือนเมืองนี้ก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายให้เยือนโดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งปากน้ำที่แม่น้ำทั้งสามมาบรรจบกันที่เรียกว่า Dreiflusseeck ณ บริเวณ Niederhaus Castle โดยน้ำจากแม่น้ำทั้งสามจะมีสีต่างกันนั่นคือ สีเขียวจากแม่น้ำ Inn ซึ่งไหลตรงจากเทือกเขาแอลป์สีฟ้าจากแม่น้ำดานูป และสีดำจากแม่น้ำ Ilz นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายที่น่าสนใจ อาทิ เมืองเก่าที่มีตึกหลากสีห้างสรรพสินค้าที่มีดีไซน์สวยเก๋ St.Stephen Cathedral, Museum of Modern Art และ Glass Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Golf Museum of Regensburg

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698797

แหวกฟ้าหาฝัน : Golf Museum of Regensburg

แหวกฟ้าหาฝัน : Golf Museum of Regensburg

วันอาทิตย์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โดยทั่วไปนักท่องเที่ยวที่มีความชื่นชอบอะไรเป็นพิเศษ หากมีโอกาสมักพยายามหามิวเซียมประเภทนั้น ที่ตัวเองสนใจไว้เยือนนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบกอล์ฟก็เช่นกัน แต่ Golf Museum หรือมิวเซียมที่เกี่ยวเนื่องกับกอล์ฟเป็นมิวเซียมที่หาไม่ได้ง่ายนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป แม้กอล์ฟจะมีต้นกำเนิดครั้งแรกตั้งแต่ยุคกลางในสหราชอาณาจักรซึ่งเป็นประเทศในยุโรปก็ตาม กอล์ฟเป็นกีฬาที่ถูกบันทึกว่ามีการเล่นครั้งแรกโดย Loenen aan de Vecht ชาวดัทช์ ด้วยไม้และลูกบอลหนังโดยมีกติกาว่าผู้ชนะเป็นผู้ที่ตีด้วยจำนวนครั้งน้อยที่สุดโดยมีเป้าหมายอยู่ที่หลุมที่อยู่ไกลออกไปหลายร้อยหลา

ในช่วงแรกกีฬากอล์ฟไม่เป็นที่นิยมมากนัก กฎกติกาก็ไม่ค่อยเคร่งครัดแน่นอน บางเมืองในยุโรปก็ถูกห้ามเล่นหรือห้ามแข่งโดยเฉพาะแข่งกันโดยมีการพนันขันต่อ อาทิ เบลเยียม จวบจนกระทั่งกีฬานี้ได้แพร่ขยายเข้าไปในสกอตแลนด์ ประเทศนี้ได้กลายเป็นต้นแบบของการกำหนดกฎกติกาที่กอล์ฟต้องเล่นกัน 18 หลุม เป็นที่แรก
ในโลก แม้แต่คำว่ากอล์ฟ The Royal and Ancient Golf Club of St Andrews ก็เชื่อว่ามาจากคำสกอต

เอกสารแรกในสกอตแลนด์ที่ปรากฏเรื่องราวของกอล์ฟค้นพบในปี 1457 เมื่อพระเจ้าเจมส์ที่สองแห่งสกอตแลนด์ทรงออกกฎหมายห้ามเล่นกอล์ฟเนื่องจากพระองค์เห็นว่ากีฬานี้ก่อกวนใจนายทหารมากเกินไปจนทำให้เสียการเสียงาน อย่างไรก็ดีกีฬานี้กลับเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูง และถูกแอบเล่นกันเป็นประจำ แม้แต่ พระนางแมรี่ ราชินีแห่งสก๊อตก็ทรงแอบเล่นจนเป็นที่ติฉินนินทาในขณะที่พระองค์ทรงไว้ทุกข์ให้กับพระสวามีอยู่

แม้กฎหมายจะห้ามไว้ แต่กอล์ฟกลับเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างมากโดยชาวสก๊อตทุกระดับชั้นตั้งแต่กษัตริย์ เชื้อพระวงศ์ ทหาร รวมทั้งนักธุรกิจจึงทำให้กอล์ฟได้ถูกเผยแพร่ออกไปเมื่อชาวสก๊อตเดินทางออกนอกประเทศไม่ว่าจะเป็นที่ใดก็ตาม อาทิ อังกฤษ ฝรั่งเศส BunceIsland อาณานิคมของอังกฤษ รวมทั้งสหรัฐฯความนิยมในการเล่นกอล์ฟส่งผลให้หลายประเทศทั่วโลกได้ทำการจัดตั้งสมาคมกอล์ฟไว้ตามประเทศต่างๆ และร่วมกันจัดการกำหนดกฎกติกาให้เป็นมาตรฐานรวมทั้งจัดการแข่งขันระหว่างประเทศจนเป็นที่นิยมไปทั่วโลก

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือน Regensburg Cathedralและพอมีเวลา หรือนักกอล์ฟที่สนใจประวัติศาสตร์ของกีฬาที่ตนชื่นชอบควรสละเวลาเยือน Golf Museum มิวเซียมที่อยู่ไม่ไกลจาก RegensburgCathedral มากนัก ที่นี่จัดแสดงของสะสมของ Peter Insamนักประวัติศาสตร์เจ้าของตึกเกี่ยวกับกอล์ฟตั้งแต่ยุคกลางจนถึงปัจจุบันจำนวนมากถึง 1,200 ชิ้น นักท่องเที่ยวจะได้เดินทางย้อนไปถึง 400 ปี และได้มีโอกาสสัมผัสกับชุดกอล์ฟชุดแรกๆ ของโลกที่มีอายุกว่า 400 ปี อีกทั้งยังได้เห็นบรรยากาศของการเล่นกอล์ฟตั้งแต่สมัยโบราณโดยเฉพาะเสื้อผ้าของผู้หญิงที่แต่งตัวด้วยชุดกระโปรงยาวสุดแสนจะเรียบร้อยซึ่งดูแปลกประหลาดสำหรับคนยุคปัจจุบันอย่างมากอีกต่างหากด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนมหาวิหาร Regensburg

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/697351

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนมหาวิหาร Regensburg

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนมหาวิหาร Regensburg

วันอาทิตย์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Regensburg สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่น่าสนใจและใช้เวลาในการเยือนไม่มากนักนั่นคือ Regensburg Cathedral หรือ St. Peter Cathedral โบสถ์ที่ถูกก่อสร้างตามสถาปัตยกรรมแบบโกธิคของบาวาเรียแห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งของเมือง ดั้งเดิมนั้นโบสถ์แห่งนี้มาจากโบสถ์ที่ชื่อว่า Niedermunster ที่อยู่ทางทิศตะวันตก
ของสถานที่ตั้งในปัจจุบันซึ่งถูกสร้างขึ้นราวปี 700เพื่อไว้บรรจุศพของ Erhard of Regensburg และเพื่อให้มีห้องสวดมนต์ของราชวงศ์ ในปี 739St. Boniface ได้เลือกที่นี่เป็นที่ประทับของพระองค์ ที่นี่จึงรุ่งเรืองขึ้นอีก

ในปี 1156-1172 โชคร้ายที่โบสถ์แห่งนี้ถูกไฟไหม้ถึง 2 ครั้ง แต่ในช่วงเวลานั้น เศรษฐกิจของเมืองกำลังรุ่งเรือง ในปี 1273 เจ้าเมืองจึงมีดำริให้รีบก่อสร้างโบสถ์ขึ้นใหม่เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับชาวเมืองโดยเลือกสถาปนิกที่จบการศึกษาจากฝรั่งเศสส่งผลให้โบสถ์ได้รับการออกแบบตามแนวทางศิลปะแบบโกธิคฝรั่งเศส ระหว่าง 1385-1415 การก่อสร้างทางเข้าใหม่ด้านทิศตะวันตกก็เสร็จสมบูรณ์ หลังจากนั้นการก่อสร้างกลับเป็นไปอย่างเชื่องช้า ส่วนอาคารใหม่กว่าจะเสร็จสมบูรณ์ก็ปาไปปี 1520 หรือกว่า 200 ปี

ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 โบสถ์ได้รับการปรับปรุงอีกครั้งให้เป็นไปตามแนวทางศิลปะแบบบาโรคซึ่งเป็นแนวทางศิลปะที่นิยมในสมัยนั้นเพื่อให้มีความทันสมัยและหรูหรามากขึ้น การปรับปรุงครั้งนั้นทำให้เกิดการตกแต่งภาพปูนเปียกที่หอสวดมนต์ All Saints ขึ้น ระหว่าง 1828-41พระเจ้า Ludwig I แห่งบาวาเรียได้สั่งปรับปรุงโบสถ์อีกครั้งตามแนวทางศิลปะแบบ Neo-Gothic ทำให้ส่วนหลังคากลมถูกรื้อออกไประหว่างปี 1859-69 ส่วนหอคอยและยอดของโบสถ์ก็ได้รับการต่อเติมจนเสร็จเรียบร้อยในปี 1923 รัฐบาลได้มีดำริที่จะปรับปรุงโบสถ์อีกครั้ง แต่ใช้เวลานานมากในการปรับปรุงในทศวรรษที่ 1980 รัฐบาลได้ทำการปรับปรุงโดยยกเอาส่วนที่บรรจุพระศพของกษัตริย์ต่างๆออกไป

ส่วนรูปปั้นดั้งเดิมที่มีมาตั้งแต่ปี 1280 และยังคงอยู่ถึงปัจจุบันคือ พระแม่มารี และเทพ Gabriel อีกรูปหนึ่งคือ St. Peter และSt. Paul ที่สร้างขึ้นในปี 1320 และ 1370 ส่วนหอสวดมนต์ที่สร้างขึ้นในปี 1140 เพื่อใช้ฝังพระศพ Bishop Hartwig II ซึ่งถูกออกแบบโดยสถาปนิกกลุ่มเดียวกับโบสถ์ที่โคโมทางตอนเหนือของอิตาลีนั้นก็ยังคงอยู่ในปัจจุบันเช่นกันส่วนกระจกสีที่ติดตั้งระหว่างปี 1220-30 และ1320-70 นั้นใช้เวลาในการตกแต่งนานมากกว่าจะเสร็จเรียบร้อยก็ปาเข้าไปคริสต์ศตวรรษที่ 19 ระหว่าง 1967-68 ส่วนกระจกสีก็ได้รับการปรับปรุงอีกครั้งโดยProfessor Oberberger นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะได้ชื่นชมกับงานทัศนศิลป์ ประติมากรรมโบราณ รวมทั้งกระจกสีที่วิจิตรบรรจงอย่างเต็มอิ่มเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : ชมโบสถ์ St. Emmeram’s Abbey

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/695970

แหวกฟ้าหาฝัน : ชมโบสถ์ St. Emmeram’s Abbey

แหวกฟ้าหาฝัน : ชมโบสถ์ St. Emmeram’s Abbey

วันอาทิตย์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่เยือน Thurn and Taxis Palace และ Treasury Museum แล้ว หากยังมีเวลา สถานที่ท่องเที่ยวที่ใช้เวลาไม่มากในการเยือนอีกแห่งก็คือ Mew Museum ซึ่งอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกันกับ Treasury Museum ที่นี่คือ Riding Hall ที่ถูกก่อสร้างขึ้นในปี 1832 ไว้ใช้บรรจุม้าและรถม้าจำนวนกว่า 80 คัน และคนดูแลกว่า 50 คนของเจ้าชาย Maximilian Karl อาคารที่ถูกตกแต่งตามแนวทางศิลปะแบบ Neoclassic นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากปราสาทของพระเจ้า Ludwig I ที่นี่เป็นสมบัติของตระกูล Thurn and Taxis กว่า 100 ปีจวบจนปี 1955 นักท่องเที่ยวไม่เพียงสามารถเพลิดเพลินกับสถาปัตยกรรมที่ดูเรียบหรูตามแนวทางศิลปะแบบ Neoclassic ยังสามารถชื่นชมกับมิวเซียมรถม้าที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป และรถม้าแบบต่างๆ ที่มีอยู่หลายสิบคันได้อย่างเต็มอิ่ม

ถัดจากมิวเซียมแล้ว ในบริเวณใกล้กันยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่สวยงามอลังการและใช้เวลาในการเยี่ยมชมไม่นานนัก นั่นคือ St. Emmeram’s Abbey หรือปัจจุบันมีชื่อว่า St. Emmeram’s Basilica สำนักสงฆ์แห่งนี้เริ่มก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 739 ภายใต้อำนาจของ Bishops of Regensburg ก่อนที่ Wolfgang of Regengsburg บิชอปในปี 975 จะยกเลิกการครอบครองสำนักสงฆ์แห่งนี้และปล่อยให้ที่นี่เป็นอิสระจนกลายเป็นต้นตำรับของบิชอปองค์อื่นๆ ทั่วทั้งเยอรมัน

นอกจากนี้ St. Wolfgang ยังมีดำริให้สร้างห้องสมุดขึ้นในสำนักสงฆ์แห่งนี้อีกต่างหากด้วยจึงทำให้ที่นี่มีข้อมูลประวัติศาสตร์อยู่จำนวนหนึ่งแม้ไม่มากนักก็ตาม นับจากมีห้องสมุด พระสงฆ์ที่อาศัยอยู่ก็ได้ทำการทำสำเนางานทางด้านศาสนจักรสมัย Carolingian เพื่อแจกเป็นของขวัญจึงทำให้ที่นี่กลายเป็นแหล่งผลิตงานเกี่ยวกับศาสนจักรที่สำคัญให้กับที่อื่นๆ อาทิงานของ St. Augustine นอกจากนี้พระสงฆ์ที่นี่ยังเขียนหนังสือสร้างแรงบันดาลใจเพื่อใช้สำหรับการศึกษาในโรงเรียน อาทิ งานเกี่ยวกับตรรกะวิทยา คณิตศาสตร์ ศิลปะศาสตร์ ไวยกรณ์ดาราศาสตร์และดนตรี อีกต่างหากด้วย

ตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 11 เป็นต้นมา ห้องสมุดของ St. Emmeram ก็มีชื่อเสียงมากจนห้องสมุดของเมืองอื่นๆ ทั่วเยอรมันต้องมายืมหนังสือไปทำสำเนา ในปี 1295 St. Emmeram ก็มีอิสระมากขึ้นโดยขึ้นตรงกับจักรพรรดิเท่านั้นภายใต้พระราชานุญาตของพระเจ้า Adolf of Nassauโบสถ์มีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงคริสตวรรษที่ 18 จนกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของกลุ่มการศึกษาของเมืองมิวนิค ในปี 1731 ตระกูล Asamได้ทำการปรับปรุงโบสถ์ใหม่ให้มีความทันสมัยมากขึ้นตามแนวทางศิลปะแบบบาโรค ในปี 1803 โบสถ์เข้าสู่การครอบครองของ Prince PrimateCarl Theodor vonDalberg และได้บริจาคพื้นที่บางสวนให้เป็นสวนพฤกษศาสตร์ และสมบัติบางส่วนของห้องสมุดให้กับเมืองมิวนิค นักท่องเที่ยวที่มาเยือนโบสถ์แห่งนี้จะได้ชื่นชมกับความวิจิตรตระการตาของแท่นบูชา และอาคารที่ตกแต่งตามสถาปัตยกรรมแบบรอคโคโคอย่างเต็มอิ่มเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : ส่องสมบัติตระกูล Thurn and Taxis

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/694538

แหวกฟ้าหาฝัน : ส่องสมบัติตระกูล Thurn and Taxis

แหวกฟ้าหาฝัน : ส่องสมบัติตระกูล Thurn and Taxis

วันอาทิตย์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่เยือนคฤหาสน์ Thurn and Taxis ควรเผื่อเวลาส่องสมบัติของตระกูลนี้ที่ Treasury Museum ซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกันด้วย ที่นี่มีของสวยงามทั้งเฟอร์นิเจอร์กระเบื้อง กล่องใส่บุหรี่ และสิ่งละอันพันละน้อยที่ทำจากทอง และเงินประดับด้วยอัญมณีมากมาย มิวเซียมที่เป็นส่วนหนึ่งของ BavarianNational Museum นี้ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของปราสาท ณ ตำแหน่งที่เคยเป็นคอกม้าตั้งแต่ปี 1998 มิวเซียมที่ตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Neoclassic นี้ยังมีตัวอย่างของอาวุธสะสมของตระกูล Thurn and Taxis ที่เก็บมาตั้งแต่ปี 1748 ด้วย นอกจากนี้ของสะสมที่มีค่ามากมายหลายอย่างล้วนมาจากงานประดิษฐ์จากประเทศต่างๆ ทั่วยุโรปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเยอรมนีเอง

ตัวอย่างของจัดแสดงใน Treasury Museum ที่โดดเด่นก็คือ นาฬิกาตั้งพื้นที่เล่นดนตรีได้ซึ่งออกแบบโดย EtiennePomee นักออกแบบนาฬิกาชื่อดังชาวบาเยิร์นต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 นาฬิกาเรือนนี้ถูกออกแบบในเมือง Regensburg ราวปี 1760 โดยถูกผลิตด้วยเหล็ก ทองแดง เงิน แก้ว หิน คริสตัล นาฬิกาที่มีเสียงปลุกมากถึง 12 เสียงที่ตกแต่งตามแนวทางศิลปะแบบ Rococo นี้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อไว้ตกแต่งหอประชุมด้านนอกของตัวคฤหาสน์หลังนี้ในปี 1792 อันเป็นปีที่ Prince Carl Anselm von Thurn and Taxis ย้ายมาประทับอยู่

ในสมัยโบราณที่โลกยังไม่พัฒนา และยังไม่มีการผลิตอ่างล้างหน้า ล้างมือ กษัตริย์ เชื้อพระวงศ์ ขุนนางและคหบดีมักต้องมีผู้รับใช้คอยบริการจัดหาชุดทำความสะอาดหน้า และมือที่เรียกว่า Sink Set อันประกอบไปด้วยเหยือกและถาดมาให้ Sink Set ที่เคยอยู่ในวังของ Prince of Augsburg นี้ถูกออกแบบโดย Johann Christoph Stenglin จากเมือง Augsburg ในราวปี 1749 โดยทำด้วยเงินชุบทอง

อัญมณีที่มีชื่อเสียงอีกชิ้นในมิวเซียมก็คือ อัญมณีแห่งภาคีขนแกะทองคำที่ทำจากทองและเพชรปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 อัญมณีที่โดดเด่นที่สุดชิ้นหนึ่งของโลกแคทอลิกในช่วงเวลานั้นที่ถูกสั่งทำโดยเจ้าชาย AlexanderFerdinand ชิ้นนี้ประดับอยู่บนมงกุฎของราชวงศ์ Habsburg แห่งออสเตรีย ส่วนอัญมณีอีกชิ้นชื่อเดียวกันที่จัดแสดงอยู่ติดกันนี้ถูกสั่งทำจากมรกตคุณภาพสูงโดยเจ้าชาย Carl Anselm von Thurn and Taxisเพื่อนำมาติดไว้บนปกเสื้อให้เข้าคู่กันเป็นชุดยิ่งกว่านั้นที่นี่ยังมีกระดุมอัญมณีชุดใหญ่ที่ติดอยู่บนชุดกระโปรงดำของเจ้าชาย Carl Anselm ที่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษอีกกว่า 75 เม็ดซึ่งหาดูได้ยากยิ่ง

งานกระเบื้องที่สวยงามที่สุดชิ้นหนึ่งในมิวเซียมก็คือ กระเบื้องรูป Cupid และ Psyche เป็นเรื่องราวตอนที่ Psycheเชื่อว่าเธอกำลังจะตาย เพราะถูกจับตัวโดย Cupidเธอจึงคุกเข่าลงร้องขอชีวิตกับเทพเจ้า Zephirผลงานของ Johannpeter Melchoir ที่ถูกว่าจ้างโดย Count vonMontgelas เคยถูกจัดตั้งไว้ในพระราชวัง Nymphenburgก่อนที่จะถูกย้ายมาจัดแสดงที่นี่นั้นมีความสวยงามละเอียดอ่อนอย่างหาที่ติมิได้ นอกจากของจัดแสดงดังกล่าวข้างต้นแล้ว นักท่องเที่ยวยังมีโอกาสได้ชื่นชมกล่องใส่ของเล็กๆ น้อยๆ อีกหลายชิ้นที่มีความวิจิตรบรรจงอย่างยิ่งยวดสมกับเป็นสมบัติของคหบดีอย่างแท้จริง

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนวังเจ้าชาย Thurn & Taxis

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/693104

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนวังเจ้าชาย Thurn & Taxis

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนวังเจ้าชาย Thurn & Taxis

วันอาทิตย์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.10 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Regensburg สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องเยือนให้ได้ไม่เช่นนั้นเหมือนมาไม่ถึงเมืองมรดกโลกนี้ก็คือ Princely House of Thurn & Taxis บ้านของตระกูล Thurn & Taxis ที่สร้างมาตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 16 นี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเบอร์ 2 ของเมืองรองจากส่วนเมืองเก่า แต่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยที่สุดของเมืองก็ว่าได้ ตระกูล Tasso เจ้าของคฤหาสน์นี้นั้นเดิมเป็นครอบครัวที่อาศัยอยู่ที่ Bergamo ประเทศอิตาลีมาตั้งแต่ราวปี 1200

เมื่อมิลานครอบครอง Bergamo ในปี 1290 Omodeo Tasso ได้รวบรวมคนในครอบครัวจัดตั้งบริษัทขนส่งเชื่อมระหว่างมิลานกับเวนิสและโรม ส่วน Ruggiero de Tassis ก็ได้รับการแต่งตั้งจากจักรพรรดิ Frederick the Peaceful ในปี 1443 ให้บริหารจัดการการขนส่งระหว่าง Bergamo และเวียนนา ความสำเร็จในการทำธุรกิจที่สร้างความมั่งคั่งให้กับเมืองทำให้เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอัศวิน นอกจากนี้ Janetto von Taxis ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ดูแลการบริการขนส่งของ Innsbruck ในปี 1489 ด้วย ซ้ำ Francesco I de Tassis น้องชายของเขาก็ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าด้วยเช่นกันในปี 1502

หลังจากนั้นเพียงแค่ 4 ปี Francesco I de Tassis ก็มีปัญหาทะเลาะกับ Philip of Burgundy ผู้แต่งตั้งเขา เขาเลยตัดสินใจเปิดบริการขนส่งสาธารณะขึ้นในปี 1506 และย้ายไปอยู่บรัสเซลส์ในปี 1516 เมื่อ Francesco เสียชีวิตในปีต่อมา จักรพรรดิ Charles V ได้แต่งตั้ง Johann Baptista von Taxis หลานชายของเข้าขึ้นดำรงตำแหน่งแทน และ Franz II von Taxis ก็มาดำรงตำแหน่งแทนในเวลาไม่นาน Leonhard I von Taxis ลูกชายคนเล็กของเขาได้เข้าดำรงตำแหน่งต่อและกลายเป็นต้นตระกูลของ Thurn and Taxis พระเจ้า Charles V ได้แต่งตั้ง Gionvanni Battista de Tassis ให้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงขนส่ง เมื่อพระเจ้า Maximilian I ได้ขยายจักรวรรดิโรมัน และได้แต่งตั้งสมาชิกของตระกูลเป็นท่านเคานต์ พวกเขาเลยได้รับตำแหน่งเจ้าจากจักรพรรดิ Leopold I ตั้งแต่ปี 1695 เป็นต้นมา

หลังจากตระกูล Thurn and Taxis บริหารงานบริษัทขนส่งตัวเองได้ระยะหนึ่งในคริสต์ศตวรรษที่ 18 รัฐบาลปรัสเซียของเยอรมันก็ซื้อไปและพวกเขาก็ย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่เมือง Regensburg ที่ St.Emmeram Castle นับจากนั้นมาคนในตระกูลนี้ก็ได้แต่งงานกับชาวโบฮีเมียจนมีความสนิทสนมกับสาธารณรัฐเช็กทั้งทางด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ปัจจุบันเจ้าของคฤหาสน์หลังนี้คือ Albert II, เจ้าชาย Thurn and Taxis ที่สิบสองซึ่งเป็นหนึ่งในตระกูลที่มั่งคั่งที่สุดของเยอรมัน แม้พวกเขาจะขายโรงกลั่นเบียร์ไปแล้วให้กับบริษัท Paulaner จากมิวนิค แต่ยังคงมีการกลั่นเบียร์ยี่ห้อ Thurn and Taxis ขายอยู่

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยือน Thurn and Taxis แห่งนี้จะทึ่งตั้งแต่การบริหารจัดการด้านหน้าที่ขายตั๋วเลยทีเดียว การเข้าชมที่นี่ต้องซื้อตั๋วพร้อมแบบมีไกด์บรรยายเป็นรอบๆ โดยไกด์จะแจกหูฟังให้ฟังทุกภาษา ไกด์จะพาเดินผ่านห้องต่างๆ ที่มีอยู่มากมายราวกับเที่ยววังหรูหราซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้เรื่องราวชีวประวัติของผู้ครอบครองและสนุกสนานกับการถ่ายรูปอาคารและสิ่งตกแต่งอย่างไม่รู้เบื่อเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : เดินเล่นเมืองมรดกโลก Regensburg

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/691713

แหวกฟ้าหาฝัน : เดินเล่นเมืองมรดกโลก Regensburg

แหวกฟ้าหาฝัน : เดินเล่นเมืองมรดกโลก Regensburg

วันอาทิตย์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 02.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนมิวนิคและชอบเยือนเมืองมรดกโลก เมืองหนึ่งที่พลาดไม่ได้ก็คือ Regensburg เมืองที่อยู่ทางทิศตะวันออกของแคว้นบาวาเรียที่อยู่ ณ ตำแหน่งที่บรรจบกันระหว่างแม่น้ำ Danube, Naab และ Regen นี้เป็นเมืองที่ใหญ่อันดับสี่ของแคว้นบาวาเรีย เมืองที่เดิมมีชื่อเป็นภาษาเซลติกว่า Radasbona นี้มีประวัติย้อนไปถึงยุคหิน ในสมัยพระจักรพรรดิ Marcus Aurelius แห่งโรมได้สร้างป้อมปราการที่ชื่อว่าCastra Regina ขึ้นจนกลายเป็นที่พักสำคัญทางเหนือของแม่น้ำดานูบในช่วงปลายยุคโรมันที่นี่ยังเป็นที่ประทับของบิชอปจนมีการตั้ง Bishopric of Regensburg ในปี 739 ตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 6 เมืองนี้ตกอยู่ภายใต้การนำของตระกูล Agilolfings จนถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 13 ที่กลายเป็นเมืองหลวงของแคว้นบาวาเรีย Regensburgยังคงความสำคัญจนถึงสมัย พระเจ้าCharlemagne

ในช่วงแห่งความรุ่งเรืองนี้ Regensburg กลายเป็นที่ทำพิธีล้างบาปให้กับเจ้าชายจากโบฮีเมียจนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นคริสเตียนของชาวเช็ก และเมืองนี้กลายเป็นเมืองแม่ของศาสนาจักรแห่งกรุงปรากนับจากนั้นมา เมืองนี้ยังดำรงความสำคัญสำหรับศาสนจักรเรื่อยมาจนระหว่างปี 1135-46 รัฐบาลได้สร้างสะพานหินเพื่อข้ามแม่น้ำดานูปขึ้นเพื่อเปิดเส้นทางการค้าระหว่างยุโรปเหนือกับเวนิส และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของยุคทองทางการค้าและศูนย์กลางทางด้านวัฒนธรรม

ในปี 1245 Regensburg กลายเป็นอิสระและเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการพบปะระหว่างนานาชาติ จวบจนปี 1486 ที่เมืองนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นบาวาเรีย แต่ภายหลังก็ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระอีกครั้งในอีก 10 ปีต่อมา ในปี 1542 Regensburg ได้ปฏิวัติเข้าสู่นิกายโปแตสแตนท์ทำให้ชนกลุ่มน้อยที่ยังนับถือโรมันคาทอลิคถูกปฏิเสธสิทธิพลเมือง ถึงกระนั้นก็ตามที่นี่ก็ยังเป็นที่ตั้งของบิชอปของนิกายโรมันคาทอลิกอยู่ และมีสำนักสงฆ์มากถึง 3 แห่ง ในปี 1803 Regensburg ถูกควบรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ Principality of Regensburg และถูกยกให้ Archbishop-Elector of Mainz และ Archchancellor of the Holy RomanEmpire Carl von Dalberg ซึ่ง Dalberg ได้ยกระดับความเท่าเทียมกันของคริสเตียนทั้งสองกลุ่ม

ประวัติศาสตร์ของเมืองไม่ได้มีแต่เรื่องดี ระหว่าง 19-23 เมษายน 1809 Regensburg กลายเป็นสนามรบในสงคราม Ratisbon ส่งผลให้บ้านถูกไฟไหม้ถึง 150 หลัง หลังจากที่นาซีครองอำนาจในปี 1933 ชาวยิวก็ถูกข่มเหงจนทำให้ชาวยิวส่วนใหญ่ต้องหนีไปโปแลนด์ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองชาวยิวในเมืองก็ถูกเกณฑ์ไปเข้าแคมป์และกลายเป็นแรงงาน ส่วนหนึ่งก็ถูกฆ่าตาย ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเมืองนี้เป็นโรงงานผลิตเครื่องบินจึงทำให้กลายเป็นเป้าของการทิ้งระเบิดของพันธมิตร ถึงกระนั้นก็ตามส่วนเมืองเก่ากลับไม่ถูกทำลายมากนัก

ต้นทศวรรษที่ 1960 Regensburg ลงทุนในด้านโครงสร้างและเทคนิคมากมายเพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมส่งผลให้บริษัท Siemens เป็นบริษัทข้ามชาติแห่งแรกที่มาลงทุนซึ่งถือเป็นก้าวแรกของความก้าวหน้าหลังสงครามโลกครั้งที่สองในปี 1965 เทศบาลได้รับอนุมัติจากรัฐบาลให้ตั้งมหาวิทยาลัย Regensburg และในปี 1971เทศบาลก็ได้ก่อตั้ง RegensburgUniversity of AppliedSciences หลังจากนั้นเมืองนี้ก็ดึงดูดให้ BMW มาตั้งโรงงานได้ในปี 1986 และยังสามารถดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีอีกหลายแห่งมาลงทุนได้ อาทิ Infineon และ OSRAM ในปี 1997 Regengsburgได้รับรางวัลยุโรปทางด้านการควบรวม และในปี 2006 คณะกรรมการมรดกโลกก็ประกาศให้ Regengsburg เป็นเมืองมรดกโลก

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมืองโดยทางรถไฟสามารถเดินถึงใจกลางเมืองเพื่อชื่นชมเมืองเก่าได้ในเวลาไม่ถึง 10 นาที ส่วนที่สวยงามที่สุดของเมืองอยู่บริเวณสะพาน Eiserns ที่เชื่อมระหว่างสองฟากของแม่น้ำดานูบอันเป็นตำแหน่งที่มักคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่มาซื้อของร้านริมทางและข้ามสะพานไปทานอาหารเพื่อชื่นชมเมืองมรดกโลกจากริมแม่น้ำอีกฟากหนึ่ง