แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of World Cultures Barcelona #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/547535

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of World Cultures Barcelona

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of World Cultures Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Museum of World Cultures เป็นมิวเซียมเฉพาะทางประเภทหนึ่งที่มีอยู่ ไม่กี่ประเทศ อาทิ เยอรมนี สวีเดน และสเปน มิวเซียมประเภทนี้บางแห่งอาจรวมอยู่ใน Ethnology Museum หรือมิวเซียมชาติพันธุ์ มิวเซียมประเภทนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อจัดแสดงและตีความแนวคิดของวัฒนธรรมของประเทศในทวีปต่างๆ บนโลกที่แตกต่างกัน วัฒนธรรมของทวีปหนึ่งอาจเป็นต้นแบบหรือแนวคิดหรือกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือระหว่างต่างทวีปกัน วัฒนธรรมโลกไม่เพียงเป็นไปเพื่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนความคิด พึ่งพา แต่ยังเป็นไปเพื่อแสดงอัตลักษณ์ที่มีความเฉพาะเจาะจงทั้งในระดับบุคคลและสังคมด้วย

ต้นกำเนิดมิวเซียมแห่งนี้เกิดจากการที่เทศบาลเมืองบาร์เซโลน่าได้ก่อตั้ง Ethnology Museum ขึ้นในปี 1948 โดยได้ของสะสมมาจากแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Ethnology Collection of Museum of Archaeology of Catalonia, Ethnology section of the Martorell Museum และจาก Philippines Pavilion of the Universal Exhibition of 1888 ต่อมาในปี 1975 Folch Foundation ก็ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อจัดการกับงานศิลปะสะสมจำนวนเกือบ 2,400 ชิ้นของ Albert Folch ระหว่างที่เขาเดินทางไปยังส่วนต่างๆ ของโลก คณะกรรมการมูลนิธิได้ยกงานสะสมให้กับเทศบาลเมือง

Museum of Ethnology and World Cultures Barcelona จึงเป็นมิวเซียมที่เกิดจากการควบรวมของ Museum of World Cultures กับ Ethnological Museum of Barcelonaในปี 2017 มิวเซียมที่มีประสบการณ์ในการจัดแสดงของจัดแสดงที่มีความแตกต่างกันจากหลากวัฒนธรรมมากว่า 75 ปี และตั้งอยู่บนเขา MontJuic นี้ได้นำเอาความหลากหลายทางด้านศิลปะและวัฒนธรรมจากแอฟริกา เอเชีย อเมริกา และโอเชียเนียมาจัดแสดงให้ชาวพื้นเมืองและนักท่องเที่ยวได้เข้าชมของจัดแสดงจำนวนกว่า 3 หมื่นชิ้นโดยส่วนใหญ่โอนมาจาก Ethnological Museum of Barcelonaและ 2400 ชิ้นจาก Folch Foundation ที่คณะกรรมการเทศบาลเมืองได้รับมากว่า 20 ปี รวมทั้งของบริจาคจากมูลนิธิต่างๆ อาทิ Clos Archaeological Fundation และ Duran Vall-llossera ArchaeologicalCollection

เป้าหมายของมิวเซียมก็เพื่อให้นักท่องเที่ยวและชาวพื้นเมืองได้มีโอกาสที่จะรักษาและเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรม ได้สัมผัสศิลปะวัฒนธรรมแปลกๆ ที่หาดูได้ยาก อีกทั้งยังสะท้อนถึงที่มาของความขัดแย้งในสังคม รวมทั้งแบ่งปันความรู้ให้กับนักการศึกษา นักเรียนและประชาชนทั่วไป นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนมิวเซียมนี้จะได้ตื่นตาตื่นใจกับของจัดแสดงจากแอฟริกาและโอเชียเนียที่หาดูได้ยาก อีกทั้งยังจะได้สัมผัสและเรียนรู้วัฒนธรรมที่ไม่เคยคาดคิดว่ามีอยู่ในโลกเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : สุดยอด Portrait ใน Museum of European Modern Art Barcelona #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/545857

แหวกฟ้าหาฝัน : สุดยอด Portrait ใน Museum of European Modern Art Barcelona

แหวกฟ้าหาฝัน : สุดยอด Portrait ใน Museum of European Modern Art Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Red Flower Coat detail by Dongsheng Wang

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบศิลปะแนวใหม่ที่ได้มีโอกาสเยือนบาร์เซโลน่า มิวเซียมอีกแห่งที่ต้องไปเยือนให้ได้คือ Museum Europe d’Art de Barcelona หรือ Museum of European Modern Art มิวเซียมศิลปะร่วมสมัยแห่งแรกของเมือง มิวเซียมที่เปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 8 มิถุนายน 2011 จากดำริของJose Manuel Infiesta สถาปนิกที่มาจากFoundation of the arts and artists นี้ ตั้งอยู่ใน Palau Gomis ในย่านเมืองเก่าบนพื้นที่จัดแสดง 1,700 ตารางเมตร Palau Gomis อาคารที่มีประวัติย้อนไปในปี 1791 จากการที่ FrancesGomis ได้ซื้อบ้าน 2 หลังแล้วจ้าง Joan Garrido มาปรับปรุงและตกแต่งให้ทันสมัย หลังจากนั้นไม่นาน บาร์เซโลน่าถูกนโปเลียนเข้ายึดครองในปี 1808 อาคารแห่งนี้จึงถูกทหารฝรั่งเศสยึดไว้เพื่อเป็นที่อยู่ของ Guiseppe Lechi นายพลผู้บังคับบัญชา ที่นี่ก็ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยขึ้นเรื่อยมาจนหลังสงครามกลางเมืองสเปน ภายหลังอาคารแห่งนี้ได้รับรางวัลการปรับปรุงยอดเยี่ยม ในปี 2002 อีก 3 ปีต่อมา Foundation of thearts and artists ได้ซื้อตึกและทำการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งจนกลายเป็น Museum Europe of Modern Art ที่เปิดตัวในเดือนมิถุนายน 2011

ผู้ก่อตั้งต้องการให้มิวเซียมแห่งนี้เป็นที่ส่งเสริมงานศิลปะของคริสต์ศตวรรษที่ 20 และ 21 และเพื่อให้ศิลปินมีความกล้าที่จะแสดงออกโดยเน้นจัดแสดงศิลปะแนวFigurative art หรือศิลปะที่เหมือนจริง งานแนวหนึ่งที่ภัณฑรักษ์นิยมนำมาจัดแสดงทั้งในส่วนถาวรและนิทรรศการก็คือ ภาพเหมือน ภาพที่เน้นแสดงถึงมนุษย์และรายละเอียดเกี่ยวกับมนุษย์ ศิลปินแนวนี้ส่วนใหญ่มักทำงานตามคำสั่งของเจ้าของภาพ แม้บางคนจะสร้างสรรค์งานโดยได้รับแรงบันดาลใจจากนางแบบหรือนายแบบเองก็ตาม

Red Flower Coat by Dongsheng Wang

ภาพเหมือนมักมีส่วนสำคัญในการบันทึกประวัติศาสตร์ทั้งของบุคคลและของชาติ ดั้งเดิมนั้นภาพเหมือนมักเกิดขึ้นเพื่อเก็บความทรงจำของกษัตริย์ ผู้นำ และคหบดี แต่ปัจจุบันภาพเหมือนสามารถใช้เก็บความทรงจำของชนชั้นกลางและคนทั่วไปได้ ศิลปินที่วาดภาพเหมือนก็เพื่อเน้นให้เหมือนกับแบบมากที่สุดโดยให้มีความสวยงามไม่น้อยกว่าความเป็นจริงด้วย พวกเขาจึงต้องฝึกฝนอย่างหนัก ภาพเหมือนยิ่งเหมือนเท่าไหร่ศิลปินก็ยิ่งมีชื่อเสียงมากเท่านั้น แม้ในปัจจุบันการถ่ายภาพจะเกิดขึ้นอย่างหลากหลายและง่ายดายโดยแทบไม่มีต้นทุนเลย การเสพภาพเหมือนสำหรับคนชื่นชอบศิลป์ก็เหมือนกับการดื่มด่ำไปกับประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยอารมณ์

งานภาพเหมือนยุคใหม่สำหรับศิลปินรุ่นใหม่เริ่มต้นขึ้นราวทศวรรษที่ 1930 โดยศิลปินชาวรัสเซียซึ่งนำโดย Isaak Brodsky, Nikolai Fechin แต่เพียงทศวรรษเดียวงานแนวนี้เริ่มไม่เป็นที่นิยมในยุโรปแล้ว เพราะศิลปินส่วนใหญ่หันเหเข้าสู่งานแนว Abstract มากกว่าอันเป็นผลจากการวาดภาพเหมือนต้องใช้เวลา และต้องมีความสามารถมากจึงจะมีผู้จ้าง ประกอบกับภาพถ่ายเริ่มแพร่หลายมากขึ้น อย่างไรก็ดีราวทศวรรษที่ 1960 การวาดภาพเหมือนหวนกลับสู่สังคมอีกครั้ง แต่ในแนวทางศิลปะร่วมสมัยที่ใช้อัตลักษณ์ของตัวเองผสมผสาน

She doesn’t like her hair by Jesus Maria Saez de Vicuna Ochoa

Museum of European Modern Art แห่งนี้จะมีกิจกรรมหนึ่งที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีนั่นคือ การแข่งขันภาพเหมือนซึ่งเป็นงานแข่งขันระดับนานาชาติแห่งแรกสำหรับงานแนวนี้ของโลก ศิลปินกว่า 50 คนทั่วโลกจะนำผลงานภาพเหมือนของตัวเองมาเข้าแข่งขันนักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนมิวเซียมแห่งนี้ในช่วงที่มีการประกวดจะไม่เพียงได้มีโอกาสชื่นชมสถาปัตยกรรมยุคคลาสิกที่งดงามของตัวอาคาร ยังได้มีโอกาสชมงานภาพเหมือนจากศิลปินที่ฝีมือเลอเลิศทั่วโลกกันอย่างจุใจอาทิ Red Flower Coat by Dongsheng Wang ศิลปินจีนที่เกิดในกรุงปักกิ่งเมื่อปี 1960 นี่เอง เขาจบการศึกษาจาก Academy of Fine Arts of TsinghuaUniversity ปัจจุบันเป็นบรรณาธิการอาวุโสของChinese Federation ofLiterature, Portrait of Tove byJohannes Wessmark ศิลปินแนว Hyperealismชาวสวีเดน ที่เกิดในปี 1962 เขาไม่ได้เข้าเรียนทางด้านศิลปะจากสถาบันเลย แต่ผลงานของเขากลับได้รับความนิยมอย่างสูงในห้องภาพใหญ่ ในเมือง Los Angeles และ San Francisco

นอกจากผลงาน 2 ชิ้นนี้แล้ว ผลงานบางชิ้นต้องเดินเข้า-เดินออกพินิจพิจารณาอยู่นานว่าเป็นภาพเขียนหรือภาพถ่ายกันแน่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Shedoesn’t like her hair by Jesus Maria Saez deVicuna Ochoa ศิลปินที่ได้รับรางวัลในการวาดภาพเหมือนมากมาย รวมทั้ง BP Portrait Award ประจำปี 2017 ที่มีความสามารถในการวาดเส้นผมและดวงตาอย่างหาผู้ใดเปรียบเทียบได้นักท่องเที่ยวจะได้เสพสุขและอิ่มเต็มจากการเยือนมิวเซียมที่จัดแสดงผลงานของศิลปินร่วมสมัยที่มีฝีไม้ลายมือยอดเยี่ยมถือเป็นประสบการณ์ที่ยากจะลืมเลือนจริงๆ

She doesn’t like her hair detail by Jesus Maria Saez de Vicuna Ochoa

So Far From Nowhere by Amaya Corbacho Martin

แหวกฟ้าหาฝัน : Isidre Nonell in Museum d’Art de Catalunya #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/544163

แหวกฟ้าหาฝัน : Isidre Nonell in Museum d’Art de Catalunya

แหวกฟ้าหาฝัน : Isidre Nonell in Museum d’Art de Catalunya

วันอาทิตย์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Hardship

นอกจาก Pierre Daura ที่มีชีวิตที่ยากลำบากจากสงครามจนทำให้ผลงานของเขาออกแนวหมองหม่นแล้ว Museum d’Art de Catalunya ยังมี Isidre Nonell ศิลปินอีกคนหนึ่งที่สร้างงานแนวเดียวกันด้วย Isidre Nonelli Monturiol เกิดวันที่ 30 พฤศจิกายน 1972ในเมืองบาร์เซโลน่า ในครอบครัวเจ้าของกิจการทำโรงงานซุป เขาเป็นผู้ที่สนใจศิลปะตั้งแต่เด็กจึงได้เรียนกับ Josep Mirabent, Gabriel Martinez Altes และ Lluis Graner เขาเข้าเรียน Academy of Fine Arts Barcelona ในปี 1893 และได้พบกับศิลปินชาวบาร์เซโลน่าหลายคน อาทิ Richard Canals ศิลปินแนว Impressionism, Ramon Pichot เพื่อน Picasso และอาจารย์ Salvador Dali, Juli Vallmitjana นักเขียนและนักเขียนบทละคร, Adria Gual นักธุรกิจและนักเขียนบทละครและ Joaquin Sunyer จิตรกรแนว Noucentisme จึงทำให้เขามีความสนใจร่วมกันในการสร้างงานศิลปะที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นแนวทิวทัศน์ ภาพเหมือน และการใช้แสงซึ่งเป็นส่วนสำคัญของงานแนว Impressionism

Consuelo

ภายหลังเขาและ Richard Canals เดินทางไปยังชานเมืองด้วยกันเพื่อฝึกวาดภาพแนว Impressionism ที่ใช้สีโทนอบอุ่นจนเป็นที่มาของกลุ่ม Saffron Impressionism ชื่อที่มีที่มาจากเมืองที่พวกเขาไปฝึกวาดรูปด้วยกัน ในปี 1894 เขาเริ่มออกนิตยสาร La Vanquardia และยังมีนิตยสารตามมาอีกหลายฉบับ ปี 1896 เขาและ Richard Canals และ Juli Vallmitjana ได้เดินทาง ไปยัง Caldes de Boi ในแคว้น Pyrenees และทำงานในสปาของครอบครัว Vallmitjana สถานที่
ซึ่งพวกเขาได้พบกับผู้ป่วยโรค Critinism ซึ่งเป็นโรคขาดไทรอยด์ฮอร์โมนจนร่างกายเจริญเติบโตน้อยกว่าปกติมาก เขาได้จดรายละเอียดของผู้ป่วยโรคนี้อย่างละเอียดจนได้กลายมาเป็นหัวข้อในการสร้างงานจิตรกรรมของเขาในเวลาต่อมา

Amparo

ในปี 1897 เขาและ Richard Canals เดินทางไปปารีสและร่วมกันจัดตั้งห้องภาพกับ Picasso ระหว่างปี 1897-1900 ที่อยู่ในปารีส เขาได้พบปะกับศิลปินชาวฝรั่งเศสแนวImpressionism และ Post Impressionismหลายคน อาทิ Van Gogh, Toulousse Lautrecรวมทั้ง Raimon Casellas นักวิจารณ์ศิลป์ซึ่งล้วนแต่ชื่นชมผลงานของเขาทั้งนั้น หลังจากนั้นเขาเลิกงานแนวทิวทัศน์และเริ่มหันมาวาดภาพผู้คนที่ดูต่ำต้อยที่สุด คนถูกเนรเทศ ขอทาน คนชราที่ดูอ่อนระโหยโรยแรงไร้ความสามารถในการต่อสู้ พวกเร่ร่อน บาดเจ็บ ทหารที่ผ่านสงครามจากคิวบาในช่วงสิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 ภาพแนวใหม่เกี่ยวกับยิปซีที่ถูกเขียนด้วยภาษาใหม่นี้กระตุ้นนักวิจารณ์ศิลป์ทั้งเก่าและใหม่ แม้แต่ Raimon Casellas ซึ่งเคยสนับสนุนและชื่นชมเขามากก็ยังปฏิเสธแนวทางศิลปะใหม่นี้ของเขาที่เน้นไปที่คนต่ำต้อยที่สุดของสังคม ถึงกระนั้นก็ตาม เขายังคงเน้นผลิตงานแนวนี้เรื่อยไปโดยเน้นไปที่กลุ่มที่ถูกปฏิเสธ และมีทัศนคติเศร้าสร้อยหรือกลุ่มผิวสีอันเป็นชนชั้นต่ำต้อยของสังคมต่อไป

Dolores

ระหว่างปี 1906-1907 เขาหันมาวาดภาพที่สดใสและสว่างมากขึ้น อีกทั้งยังหันมาวาดภาพคนผิวขาวที่ดูใจดีและมีความสุขมากขึ้น รวมทั้งภาพร่างซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากสาธารณชน ในเดือนมกราคม 1910 เขาได้จัดแสดงผลงานส่วนตัวจำนวน 130 ชิ้นที่สำคัญที่ Faianc Catala ในเมืองบาร์เซโลน่าซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งต่อสาธารณชนและนักวิพากษ์ศิลป์ หลังประสบความสำเร็จในครั้งนั้น เขาก็เลิกสร้างงานที่หม่นหมองและเริ่มวาดภาพแนว Still Life ที่มีองค์ประกอบเพียงเล็กน้อยแต่ใช้สีสันสดใส เป็นที่น่าเสียดายที่เขาอายุสั้นเพียงแค่ 38 ปี เขาเสียชีวิตด้วยโรคไทฟอยด์

Falling sleep

นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า ผลงานของ Nonell ใน Museum d’Art de Catalunya ทุกชิ้นล้วนหมองหม่น เศร้าสร้อย อึดอัด ขมขื่น ราวกับโลกกำลังจะแตกสลายที่ดูแล้วทำให้จิตตกอย่างยิ่งสมแล้วที่นักวิจารณ์ศิลป์ที่เคยชื่นชอบเขาคัดค้านแนวทางศิลปะนี้ของเขา โชคดีที่เขาปรับตัวทันจึงทำให้เขากลายเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จแม้จะอายุสั้นก็ตาม

Gypsy woman with headscarf

Head of Gypsy woman

Pelona

Soledad

Thinking

Two Gypsy Woman

แหวกฟ้าหาฝัน : Pierre Daura in Museum d’Art de Catalunya #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/542515

แหวกฟ้าหาฝัน : Pierre Daura in Museum d’Art de Catalunya

แหวกฟ้าหาฝัน : Pierre Daura in Museum d’Art de Catalunya

วันอาทิตย์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Lyons

ใน Museum d’Art de Catalunyaยังมีผลงานของศิลปินอีกกลุ่มหนึ่งที่หาดูได้ยากในยุโรปนั่นคือ Circle and Square group แนวทางศิลปะนี้เป็นแนวทางศิลปะแบบ Abstract ที่ก่อตั้งขึ้นในปารีสในปี 1929 โดย Joaquin Torres Garcia, Michel Seuphor และ Pierre Daura ชาวบาร์เซโลน่า Pierre Daura หรือ Pere Daura เกิดในครอบครัวนักดนตรี วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 1896 ณ Menorca เกาะในสเปน ไม่กี่วันก่อนที่บิดาของเขาจะย้ายกลับไปบาร์เซโลน่า เขาเข้าเรียนทางด้านศิลปะที่ Academy of Fine Arts เมืองบาร์เซโลน่ากับ Jose Ruiz y Blasco บิดาของ Picasso และทำงานร่วมกับ Joaquim Jimenez I Sola นักออกแบบละครเวที เขาเป็นคนที่มีพรสวรรค์ทางด้านศิลปะตั้งแต่ยังเล็ก เขาและ Emili Bosch I Roger ได้ช่วยกันจัดตั้งห้องภาพตั้งแต่อายุเพียงแค่ 14 ปี และสามารถขายผลงานของตัวเองได้ในการจัดแสดงนิทรรศการในวันก่อตั้งห้องภาพในปี 1914 เขาเดินทางไปปารีสเพื่อศึกษาต่อทางด้านศิลปะ ในปีแรกนั้นเขาเข้าทำงานที่ห้องภาพของ Emile Bernard ก่อนเข้าเรียนแกะสลักกับ Andre Lambert

ในระหว่างปี 1917-20 เขาถูกบังคับให้เป็นทหาร ณ เมืองเกิดก่อนที่จะเขาจะกลับไปปารีส ในปี 1923 ระหว่างที่เขากำลังวาดภาพบนกำแพงในแคว้นนอร์มังดี นั่งร้านเกิดพังลงมาส่งผลให้เขาได้รับบาดเจ็บที่เส้นประสาทมือซ้ายจนใช้การไม่ได้นับจากนั้นมา ถึงกระนั้นก็ตามเขาก็ไม่ท้อถอยยังคงทำงานด้านศิลปะเรื่อยไป ระหว่างปี 1922-6 เขาได้จัดแสดงนิทรรศการที่ Salon d’Automne
ในกรุงปารีส ระหว่างปี 1925-7 เขาและ Gustavo Cochet ศิลปินสัญชาติอาร์เจนตินาได้ร่วมกันออกแบบเสื้อผ้าจวบจนกระทั่งเกิดไฟไหม้ที่ห้องทำงานของพวกเขาจนทำให้ธุรกิจเสียหายจนหมดสิ้น

Still Life

แม้ประสบปัญหาหนักหนาสากรรจ์อีก เขาก็ยังคงทำงานต่อไป ในปี 1927 เขาได้พบกับ Louise Heron Blair ซึ่งกำลังศึกษาศิลปะในกรุงปารีส ทั้งสองแต่งงานกันในปี 1928 ซึ่งเป็นปีที่ผลงานในนิทรรศการของเขาได้รับการวิพากษ์อย่างหนัก ระหว่าง 1929-30 เขาและ Michel Seuphor และ Torres-Garcia ได้ร่วมกันจัดตั้งกลุ่ม Circle and Squareที่ส่งเสริมงานก่อสร้างที่เน้นรูปทรงแบบเรขาคณิตและ Abstraction ซึ่งตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิงกับแนวทางศิลปะแบบ Surrealism ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในขณะนั้น ในเดือนเมษายน 1930 กลุ่ม Circle and Square ก็ร่วมกันจัดแสดงนิทรรศการขึ้น ณ Gallery 23 ในกรุงปารีสซึ่งสื่อฝรั่งเศสในช่วงเวลานั้นไม่ให้ความสนใจเลย แม้พวกเขาจะถือเป็นกลุ่มศิลปินที่มีความสำคัญอย่างมากต่อประวัติศาสตร์ศิลปะยุคใหม่

หลังแต่งงาน Daura ไปฮันนีมูน ณ หมู่บ้าน Village of Saint Cirq-Lapopieในฝรั่งเศสและติดใจ พวกเขาจึงซื้อบ้านแล้วย้ายเข้าไปอยู่ในเดือนพฤษภาคม 1930 และเริ่มปรับปรุงบ้านเรื่อยไป ปีต่อมา Dauroชนะรางวัล St. Celcilia ในการแข่งขันที่ Montserrat ก่อนสงครามกลางเมืองสเปนจะปะทุขึ้น เขาได้จัดแสดงผลงานหลายครั้งในหลายเมือง รวมทั้งในปารีสด้วย ยิ่งกว่านั้นระหว่าง 1934-5 เขายังเดินทางไปสหรัฐ เพื่อหาแรงบันดาลใจในการสร้างผลงานในปี 1937 เขาเข้าร่วมกับกองทัพเพื่อต่อสู้กับกองทัพนายพลฟรังโก และได้รับบาดเจ็บสาหัสจนถูกส่งกลับไปอยู่ฝรั่งเศสเพื่อพักฟื้น หลังหายป่วย เขาปฏิเสธที่จะเข้าร่วมสงครามสเปนอีก เขาและภรรยาจึงถูกยกเลิกสัญชาติสเปน เมื่อนายพลฟรังโกชนะสงคราม

Still Life with two Vases and two Pears

ต้นกรกฎาคม 1939 ภรรยาของเขาป่วยหนัก เขาจึงเดินทางไป Virginia เมืองที่ภรรยาของเขาได้รับบ้านเป็นมรดกจากมารดา แต่เมื่อเธอมีอาการดีขึ้น พวกเขากลับเดินทางกลับฝรั่งเศสไม่ได้เนื่องจากสงครามโลกครั้งที่สอง ปะทุขึ้น พวกเขาจึงตั้งรกรากอยู่ Virginia และได้รับสัญชาติอเมริกันในปี 1943 หลังสงครามโลกสิ้นสุดลง พวกเขาจึงเดินทางกลับไป St.Cirq ทุกฤดูร้อน เขาดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกศิลปะที่ Lynchburg College ระหว่าง 1945-6 และเป็นอาจารย์สอนศิลปะที่ Randolph-Macon Woman’s College ระหว่าง 1946-53 ก่อนหันกลับมาทำงานจิตรกรรมและประติมากรรมอย่างจริงจังอีกครั้งจวบจนเสียชีวิต

นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานของเขาแม้จะดูทึมๆ ขาดความสดใส แต่เขาสามารถที่จะใช้เพียงแค่วงกลมและสี่เหลี่ยมสื่อความหมายของสิ่งที่ต้องการได้อย่างเด่นชัด ผู้ที่คุ้นเคยกับงาน Modern Art ดีจะรู้สึกได้เลยว่างานของเขาล้ำสมัยมาก แต่มีกลิ่นอายของความหม่นหมองเจืออยู่อย่างไม่ต้องสงสัยThe Pit House

The Pit HouseVerticalsVerticals

แหวกฟ้าหาฝัน : Avant garde in Museum d’Art de Catalunya #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/541356

แหวกฟ้าหาฝัน : Avant garde in Museum d’Art de Catalunya

แหวกฟ้าหาฝัน : Avant garde in Museum d’Art de Catalunya

วันอาทิตย์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Nude with Cloud Joan Gonzalez

Noucentisme เป็นแนวทางวัฒนธรรมและศิลปะในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งต่อต้าน แนวทางศิลปะในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 นั่นคือ Art Nouveau และ Modernismอันเป็นผลมาจากการที่แนวทางศิลปะทั้งสองเน้นการตกแต่งมากเกินไป และขาดโครงสร้างที่มั่นคง การต่อต้านนั้นแบ่งออกเป็น 2 แนวทางคือ กลับเข้าสู่แนว Classicismแบบดั้งเดิม และ Avant gardes ที่ก้าวหน้ามากขึ้น โดยเน้นไปที่การใช้งาน ศิลปินพื้นเมืองส่วนใหญ่ที่สร้างสรรค์แนวทางศิลปะใหม่นี้ตั้งคำถามตามสังคมอุตสาหกรรมที่พวกเขาอยู่ว่ามันช่างไม่เข้ากันกับสังคมของชนชั้นกลางที่หรูหราฟุ่มเฟือยอย่างที่แสดงให้เห็นกัน แม้ว่างานแนว Avant garde จะยังคงเสมือนหนึ่งต่อเนื่องมาจาก Bohemia แต่ก็ยังสามารถแยกแยะได้โดยเฉพาะงานของศิลปินพื้นเมืองที่เน้นอัตลักษณ์ของตัวเองอย่างสร้างสรรค์

ศิลปินแนว Avant garde ที่สำคัญก็คือJulio Gonzalez จิตรกร นักประติมากรรมและนักประดิษฐ์อัญมณีชาวบาร์เซโลน่า เขาเกิดวันที่21 กันยายน 1876 ในครอบครัวที่มีปู่และบิดาเป็นช่างทอง เขาจึงมีโอกาสฝึกงานเทคนิคในการทำทอง เงิน และเหล็กตั้งแต่ยังเล็ก เขาและพี่อีก 2 คน เข้าเรียนที่ Circol Artist Sant Lucโรงเรียนฝึกช่างที่ก่อตั้งสมัยยุคกลาง เมื่อบิดาของเขาเสียชีวิต พี่ชายของเขาก็รับช่วงแทนเขาและพี่ชายหันมาให้ความสนใจกับงานเหล็ก นอกจากนั้น เขาและพี่ชายก็มักไปเยือน Els Quatre Gats Café อยู่เป็นประจำ และได้พบกับ Joan Miro และ Pablo Picassoพวกเขาจึงสนิทสนมกัน

ต้นปี 1902 Gonzalez ตัดสินใจย้ายไปอยู่ปารีส เขาได้เริ่มคบหากับ Pablo Gargallo, Juan Gris และ Max Jacob ซึ่งศิลปินทุกคนที่เขาคบหาล้วนมีอิทธิพลต่องานของเขาไม่มากก็น้อย ต่อมาในปี 1918 เขาได้เรียนเทคนิคการเชื่อมต่อจากโรงงาน Renault ที่ผลิตรถในเมือง Boulogne-Billancourt ซึ่งต่อมาได้มีอิทธิพลต่องานประติมากรรมและจิตรกรรมของเขาเรื่อยมา ในระหว่าง 1927-8 เขาและ Picasso สนิทสนมกันมากจนถึงกับร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานที่ชื่อว่า Woman in the Garden เขาเป็นคนเดียวที่มีอิทธิพลต่องานของ Picasso จนทำให้ Picasso ยอมเปลี่ยนแนวทางการสร้างงานของตัวเองจากทองแดงสู่งานเหล็ก

Cactus Man by González

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขาอยู่ในช่วงทุกข์ทรมานมากอันเป็นมาจากการที่ลูกสาวของเขาแต่งงานกับตำรวจลับชาวเยอรมันส่งผลให้ไม่เพียงเขาถูกเพ่งเล็ง เขายังไม่สามารถพบปะกับลูกสาวของตัวเองได้อย่างเปิดเผยด้วยเขาได้สร้างงานปูนปาสเตอร์ที่สะท้อนถึงความรู้สึกโศกาอาดูรยิ่งขึ้นในช่วงเวลานั้น ความทุกข์ได้กัดกินเขาจนทำให้เขาเสียชีวิต ณ เมือง Arcueil หลังสงครามโลกครั้งที่สองปะทุขึ้นได้เพียง 2 ปี

นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานของ Gonzalez ไม่ว่าจะเป็น Nude in the Cloud, Cuctus Man และ Paysage Bizarreล้วนดูล้ำสมัยและมีความโดดเด่นทางด้านความคิดโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Cuctus Man ที่จินตนาการดูล้ำสมัยราวหุ่นยนต์ของคริสต์ศตวรรษที่ 21 เลยทีเดียว

นอกจาก Gonzalez แล้ว JoseVictoriano หรือ Gonzalez Perez หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ Juan Gris เป็นจิตรกรอีกคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงที่สุดของกลุ่ม Avant garde เขาเกิดในเมืองมาดริด และเข้าศึกษาทางด้านวิศวกรรมที่ Madrid Spanish School of Arts andSciences ระหว่าง 1904-5 เขาได้มีโอกาสเรียนจิตกรรมกับ Jose Moreno Carbonero ผู้กลายเป็นแรงบันดาลใจของนับจากนั้นมา ระหว่างปี 1909-11 เขาย้ายไปอยู่ปารีสกับครอบครัวและได้รู้จักกับศิลปินชาวฝรั่งเศสดังๆ อีกหลายคน อาทิ Henri Matisse, George Brague, Fernand Leger และ Picasso ซึ่งล้วนทรงอิทธิพลต่องานของเขาในเวลาต่อมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างสรรค์งานแนว Cubism

Glass and Bottle by Juan Gris

Gris เริ่มเน้นสร้างงานจิตรกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งแนว Cubism ในช่วงแรกเขาสร้างสรรค์งานแบบ Analytical Cubism ที่มักมีการทับซ้อนกันระหว่างชั้นของภาพต่างๆ แต่ภายหลังเขาเริ่มหันเหสู่ Synthetic Cubism ที่เน้นรูปร่างง่ายๆ กับสีสันสดใสที่ไร้มิติแทนเสมือนหนี่งการเอาภาพหลากหลายมาตัดต่อ เขาเริ่มจัดแสดงนิทรรศการครั้งแรกในปี 1912 ที่ Salon des Independants ซึ่งผลงานส่วนใหญ่เป็นแนว Cubism แต่ก็มีอัตลักษณ์ของตัวเองอย่างเห็นได้ชัด หลังปี 1916 เขาเริ่มสร้างงานที่วัตถุและพื้นผิวดูแยกกันไม่เด่นชัด หรือดูทับซ้อนกันในบางชิ้นงาน นักท่องเที่ยวจะเห็นว่างานของ Gris ทั้ง The Envelope และ Glass and Bottle มีความเป็น Cubism อย่างครบถ้วน แต่ยังคงรักษามีความเป็น Synthetic Cubism ที่มีอัตลักษณ์ของตนเองที่แม้จะได้รับอิทธิพลจากงานของ Picasso แต่ก็มีจุดที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดPaysage bizarre by GonzalezPaysage bizarre by GonzalezThe Envelope by Juan GrisThe Envelope by Juan Gris

แหวกฟ้าหาฝัน : Symbolism in Museum d’Art de Catalunya #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – แหวกฟ้าหาฝัน : Symbolism in Museum d’Art de Catalunya (naewna.com)

แหวกฟ้าหาฝัน : Symbolism in Museum d’Art de Catalunya

แหวกฟ้าหาฝัน : Symbolism in Museum d’Art de Catalunya

วันอาทิตย์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Bust of Solome by Josep Masana

Symbolism แนวทางศิลปะที่มีต้นกำเนิดมาจากฝรั่งเศส เบลเยียมและรัสเซียในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 นี้เป็นแนวทางศิลปะที่เป็นขบถต่อแนวทางศิลปะแบบ Naturalism, Realism และ Impressionism ศิลปินแนว Symbolist เห็นว่าการตีความทางด้านศิลปะ ไม่เพียงจำเป็นต้องเหมือนธรรมชาติ สมจริง หรือเพ้อฝัน แต่สามารถสื่อได้โดยใช้สัญลักษณ์ที่จำเป็นต้องตีความอย่างซับซ้อนได้ด้วยจึงจะถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างลึกซึ้ง พวกเขาจึงนิยมสร้างงานที่ออกแนวจินตนาการแบบไร้ขอบเขต อาทิ เทพนิยาย ภูตผี กามารมณ์ที่ร้อนแรง ศิลปินแนวนี้ชอบที่จะสร้างงานทั้งแบบ จิตรกรรมภาพเดียวหรือหลายภาพต่อเนื่องเป็นเรื่องราว และภาพถ่าย รวมทั้งมีการนำเอาเรื่องราวทางศาสนามาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งาน

ใน Museum d’Art de Catalunya ก็มีงานของศิลปินชาวสเปนแนว Symbolism ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในระดับนานาชาติเช่นกัน อาทิ Nestor Martin Fernandezde la Torre หรือ Nestor เกิดวันที่ 4 พฤษภาคม 1887 ณ เมืองLas Palmas เมืองหลวงของ Gran Canaria เกาะทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกาเหนือที่มีชื่อเสียงในด้านท่าเรือและช้อปปิ้งดิวตี้ฟรี Nestor เข้าเรียนศิลปะที่ Colegio San Agustin โดยเรียนเขียนภาพร่างกับ Nicolas Massieu ตั้งแต่อายุได้เพียง 7 ปี ในปี 1899 เขาได้เรียนศิลปะอย่างจริงจังจาก Eliseu Meifren จิตรกรผู้ชำนาญด้านทิวทัศน์จนได้รับทุนจากเทศบาลเมือง Las Palmas เพื่อเข้าเรียนต่อที่กรุงมาดริดตั้งแต่อายุเพียงแค่ 15 ปี แต่เนื่องจากวิชาการในเมืองหลวงยากเกินไป เขาจึงไม่สามารถสอบเข้าที่ไหนได้เลย เขาจึงตัดสินใจเรียนด้วยตัวเองด้วยการหัดลอกเลียนแบบภาพเขียนใน Museo del Prado ห้องภาพที่ใหญ่ที่สุดในกรุงมาดริดไปพลางๆ ก่อน

Between Life and Death by Josep Masana

หลังจากนั้นเขาได้เข้าทำงานที่ Rafael Hidalgo de Caviedes อันเป็นแหล่งฝึกปรือฝีมือได้อย่างยอดเยี่ยม เขาตัดสินใจออกเดินทางไปยังเมืองหลวงหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นปารีส บรัสเซลส์ หรือแม้แต่กรุงลอนดอน เพื่อค้นหาวิธีการ และเทคนิคใหม่ๆ ในการสร้างสรรค์งาน เขาได้มีโอกาสออกแบบเสื้อผ้าและโรงละครในขณะอยู่ที่ปารีสด้วย ในปี 1907 เขาเปิดห้องภาพของตัวเองในเมืองบาร์เซโลน่า และจัดนิทรรศการครั้งแรกในปี 1908 ที่สโมสร Circulo Ecuestre เพื่อจัดแสดงงานจิตรกรรมเกี่ยวกับภาพเหมือนที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นในขณะพำนักอยู่ในอังกฤษ หลังจากนั้นเขาก็จัดแสดงนิทรรศการขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในกรุงปารีส ลอนดอน และมาดริด และในปี 1915 เขาก็ได้มีโอกาสออกแบบโรงละคร และเครื่องแต่งกายในกับละครเวทีเรื่อง El Amor Brujo ที่กำกับโดย Manuel de Falla ในกรุงมาดริด หลังจากประสบความสำเร็จจากละครเรื่องนี้เขาตัดสินใจกลับไปปารีสและเปิดห้องภาพของตัวเองในปี 1928 เพื่อออกแบบชุดบัลเล่ต์โอเปร่า สำหรับงานละครต่างๆ

หลังจากเดินทางไปยังที่ต่างๆ มาหลายปี รวมทั้งเกาะต่างๆ ในแอฟริกาที่เป็นอาณานิคมของสเปน เขาตัดสินใจเดินทางกลับ Las Palmas บ้านเกิดและเปิดห้องภาพที่นั่นในปี 1934 ในช่วงเวลานั้น เขาได้มีโอกาสตกแต่ง Casino de Tenerife ในเมืองSanta Cruz และโรงละคร Perez Galdos ในเมืองเกิดด้วย เป็นที่น่าเสียดายว่าเขาเสียชีวิตด้วยภาวะแทรกซ้อนจากโรคปอดอักเสบจึงทิ้งงานมากมายที่ทำไม่เสร็จไว้ อย่างไรก็ดี การที่เขาเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จมาก เทศบาลเมือง Las Palmas จึงตัดสินใจก่อตั้ง Museum Nestor ขึ้น ณ Pueblo Canario ในปี 1956 เพื่อเป็นเกียรติและไว้จัดแสดงผลงานจำนวนมากของเขาโดยมิวเซียมที่เป็นศูนย์วัฒนธรรมแห่งนี้ได้รับการออกแบบโดย Miguel MartinFernandez de la Torre น้องชายของเขาเอง นักท่องเที่ยวที่ได้ชมผลงานของ Nestor จะเห็นได้ว่า Possession ภาพเพียงฉากเดียวนี้สามารถใช้สัญลักษณ์ที่ซับซ้อนสร้างจินตนาการเรื่องราว รวมทั้งสื่อถึงอารมณ์ได้อย่างยอดเยี่ยมสมกับที่เทศบาลจัดตั้งมิวเซียมให้กับเขาเลยทีเดียว

Dream by Joan Brull

นอกจาก Nestor แล้ว ที่นี่ยังมีผลงานของ Josep Masana ศิลปินแนวเดียวกันที่น่าสนใจอีกคน เขาเป็นช่างภาพชาวสเปนที่ทำงานในบาร์เซโลน่าเป็นส่วนใหญ่ เขาเปิดห้องภาพที่ให้บริการกับดาราจึงมีผลงานเป็นภาพถ่ายของดาราเป็นจำนวนมาก ภาพถ่ายของเขาส่วนใหญ่เน้นแนวทางศิลปะแบบ Victoria โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของนิยายปรัมปราและคัมภีร์ไบเบิ้ล เขายังชื่นชอบงานโฆษณาและสามารถผลิตผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนได้รับรางวัลเหรียญทองจากงาน International Exhibition of Barcelona ในปี 1929 นักท่องเที่ยวที่ได้ชม Between Life and Death และ Bust of Salome ในมิวเซียมแห่งนี้จะทราบได้เลยทันทีว่าเหตุใดเขาจึงได้รับการยกย่องให้เป็นนักถ่ายภาพที่ดีที่สุดของแคว้น Catalan ในยุคนั้น นอกจากนี้ที่นี่ยังมีงานแนว Symbolism ของศิลปินผู้อื่นให้ได้ชมด้วย อาทิ Joan Brull และ Antoni Arissa

Dream detail by Joan Brull

Possession by Nestor

Possession deatil 1 by Nestor

Possession detail 2 by Nestor

Smiling Maja by Josep Masana

Spanish Maja by Josep Masana

The Slave by Antoni Arissa

แหวกฟ้าหาฝัน : Japonisme in Museum d’Art de Catalunya #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – แหวกฟ้าหาฝัน : Japonisme in Museum d’Art de Catalunya (naewna.com)

แหวกฟ้าหาฝัน : Japonisme in Museum d'Art de Catalunya

แหวกฟ้าหาฝัน : Japonisme in Museum d’Art de Catalunya

วันอาทิตย์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Woman from Granada by Herman Anglada Camarasa

Japonisme เป็นคำภาษาฝรั่งเศสที่ถูกนิยามขึ้นครั้งแรกโดย Philippe Burty นักสะสมภาพในปี 1872 หมายถึงความนิยมและอิทธิพลของศิลปะญี่ปุ่นต่อการออกแบบและศิลปะตะวันตกในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งเกิดขึ้นตามหลังการเปิดตลาดการค้าระหว่างญี่ปุ่นกับชาติตะวันตกในปี 1858 แนวทางศิลปะที่ได้รับอิทธิพลจากญี่ปุ่นนี้จะเห็นดาษดื่นในงานจิตรกรรม การแต่งสวน และพบได้บ้างในงานสถาปัตยกรรมและเสื้อผ้า นอกจากนี้งานบนกล่องไม้ Ukiyo-e ก็เป็นงานอีกแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในยุโรป ส่วนของตกแต่งไม่ว่าจะเป็นงานกระเบื้อง งานไม้ หรืองานโลหะของญี่ปุ่นก็เป็นที่นิยมเช่นกันโดยเฉพาะในรัชสมัยพระเจ้าเมจิที่ได้มีการส่งออกเครื่องครัวกระเบื้องสู่สังคมโลกเป็นจำนวนมาก

ยิ่งกว่านั้นอาวุธของพวกซามูไรที่ทำจากโลหะก็มีความก้าวหน้ามาก และใช้สีตกแต่งด้ามที่ทำจากเครื่องเคลือบที่ฉูดฉาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างปี 1890-1910 ซึ่งถือเป็นยุคทองของญี่ปุ่น ที่เคลือบเงาของญี่ปุ่นถือได้ว่ามีคุณภาพดีเหนือกว่าที่ใดๆ ในโลกด้วยซ้ำ งานศิลปะจากญี่ปุ่นจึงเป็นที่ต้องการอย่างมากในโลกตะวันตก ไม่ว่าจะเป็น Siegfried Bing นักสะสมชาวเยอรมัน-ฝรั่งเศส หรือ Christopher Dresser นักสะสมและนักวิพากษ์ศิลป์ชื่อดังต่างซื้อหาของญี่ปุ่นมาสะสมเป็นจำนวนมาก

Nightbird by Herman Anglada Camarasa

นักท่องเที่ยวที่ชมงานศิลป์เป็นประจำจะทราบดีว่า ศิลปินตะวันตกที่มีชื่อเสียงที่สุดที่ได้รับอิทธิพลจากญี่ปุ่นคงไม่มีใครเกิน Van Gogh รองลงมาคือ Edgar Degas นอกจากศิลปิน 2 คนนี้แล้ว ในสเปนเองก็มีศิลปินที่ได้รับอิทธิพลจากญี่ปุ่นเช่นกันโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Hermen Anglada Camarasa ศิลปินพื้นเมืองชาวบาร์เซโลน่า เขาเข้าเรียนศิลปะครั้งแรกในเมืองเกิดในโรงเรียน Llotja จึงได้รับอิทธิพลจาก Modest Urgell ในปี 1894 ย้ายไปปารีสเพื่อเข้าเรียนต่อที่ Academie Julian จึงได้รับอิทธิพลจากงานของ Edgar Degas และ Toulouse-Lautrec ถึงกระนั้นก็ตามงานของเขากลับมีสีสันที่สดใสกว่าเพราะได้รับอิทธิพลจากงานแนว Faurism ด้วย เขาได้รังสรรค์จิตรกรรมเกี่ยวกับชีวิตกลางคืนในปารีสจำนวนมากในช่วงเวลานั้นซึ่งเป็นงานที่สร้างชื่อให้กับเขาอย่างยิ่ง

เมื่อเขาย้ายไปอยู่ Valencia ซึ่งเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมที่สำคัญของสเปน เขาก็ได้ซึมซับงานตกแต่งเป็นอันมาก ประกอบกับช่วงเวลานั้นงานแนวตะวันออกกำลังรุ่งเรือง เขาจึงผสมผสานงานให้มีความเป็นตะวันออกมากขึ้นโดยมีกลิ่นอายของญี่ปุ่นและอาหรับ นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานทั้ง Woman From Granada และ Nightbird แสดงอัจฉริยภาพในการผสมผสานแนวทางศิลปะได้อย่างกลมกลืน อีกทั้งยังมีกลิ่นอายของญี่ปุ่นผสมกับงานแนว Art Nouveau โดยเฉพาะ Gustav Klimt เจ้าพ่อ Art Nouveau อย่างเต็มที่

Portrait of Magda Jocelyn by Herman Anglada Camarasa

นอกจาก Camarasa แล้ว ใน Museum d’Art de Catalunya ยังมีงานของ Eduardo Chicharro จิตรกรชาวสเปนอีกคนหนึ่งที่มีความเป็น Japonism มาก เขาเกิดในตระกูลช่าง แม้บิดาเขาเสียชีวิตตั้งแต่เขาอายุเพียงแค่ 2 ปี แต่มารดาของเขาก็สนับสนุนให้เขาเรียนศิลปะอย่างเต็มที่โดยให้เขาเข้าเรียนโรงเรียนศิลปะ Real Academia de BellasArtes de San Fernando ตั้งแต่อายุเพียงแค่ 15 ปีกับ Carlos de Haes ซึ่งกลายเป็นผู้มีอิทธิพลต่องานของเขาในเวลาต่อมา เขาได้เข้าร่วมจัดนิทรรศการทั้งในระดับชาติและนานาชาติหลายครั้ง และได้รับรางวัลจาก National Exhibition of Fine Arts ในปี 1899 ส่งผลให้เขาได้รับทุนการศึกษาในปีต่อมาที่ Academia de Espana en Roma ต่อมาอีก 4 ปีเขาได้รับรางวัลที่หนึ่งจาก National Exhibition หลังจากนั้นเขาก็ได้รับรางวัลที่หนึ่งเรื่อย ๆ ก่อนก่อตั้งสมาคม Association de pintores y Escultores โดยรับตำแหน่งประธานสมาคม

เขาเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จสูงมากทั้งในด้านการงานและการบริหาร ในปี 1912 เขาได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการ Academia Espanola de Bellas
Artes de Roma ซึ่งเป็นสาขาของมหาวิทยาลัยในกรุงโรม เขาและครอบครัวอาศัยอยู่ที่โรมจนถึงปี 1925 นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า แม้งานของเขาจะใช้สีฉูดฉาด แต่ก็ดูเป็นธรรมชาติและกลมกลืนอีกทั้งยังมีกลิ่นอายของความเป็นญี่ปุ่นอย่างเต็มเปี่ยมสมกับที่เขาสามารถพิชิตรางวัลอย่างสม่ำเสมอนั่นเอง

Woman with Kimono by Eduardo Chicharro

แหวกฟ้าหาฝัน : Orientalism in Museum d’Art de Catalunya #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – แหวกฟ้าหาฝัน : Orientalism in Museum d’Art de Catalunya (naewna.com)

แหวกฟ้าหาฝัน : Orientalism in Museum d’Art de Catalunya

แหวกฟ้าหาฝัน : Orientalism in Museum d’Art de Catalunya

วันอาทิตย์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Orientalism คือแนวทางศิลปะหรือการศึกษาวัฒนธรรมในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งมีรากฐานมาจากโลกตะวันออกโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานจิตรกรรมที่ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางตะวันออกกลาง จีน และญี่ปุ่น แนวทางศิลปะนี้เป็นผลมาจากการค้นพบโลกตะวันออกและการที่ยุโรปเรืองอำนาจมากพอที่จะรุกรานแอฟริกาเหนือจนได้เป็นอาณานิคม ร่วมกับจินตนาการของเหล่าศิลปินต่อโลกตะวันออกที่แตกต่างจากโลกตะวันตกอย่างเห็นได้ชัด Orientalismถูกนำมาผลิตวัตถุทางศิลป์หลายอย่าง อาทิ งานผ้า งานเซรามิก อันเป็นผลแนวทางศิลปะนี้เป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่พ่อค้าและคหบดี

ใน Museum d’Art de Catalunya นอกจากมี Maria Fortuny และ AntonioFabres ซึ่งเป็นศิลปินที่ผลิตงานแนว Orientalismแล้ว Francesc Masriera จิตรกรและช่างทองชาว Catalan ก็เป็นศิลปินเด่นอีกผู้หนึ่งที่ชื่นชอบผลิตผลงานแนว Orientalism ด้วย เขาเกิดวันที่ 21 ตุลาคม 1842 ในครอบครัวจิตรกร นักออกแบบและช่างเงิน เขาจึงได้รับการฝึกงานกับบิดาตั้งแต่ยังเล็ก เมื่อเขาอายุได้ 13 ปี เขาได้เดินทางไปเจนีวาเพื่อเรียนเทคนิคเขียนภาพบนเครื่องกระเบื้อง ในปี1857 เขาและ Josep Masriera พี่ชายได้เข้าฝึกงานกับ Josep Serra I Porson ศาสตราจารย์ที่ทำงานใน Escola de la Llotja ก่อนเดินทางไปลอนดอนและปารีสในปี 1865 เพื่อทำงานกับ Alexandre Cabanel จิตรกรชาวฝรั่งเศสผู้มีชื่อเสียงในการวาดภาพประวัติศาสตร์ ศาสนาและภาพเหมือน

Masriera เปิดห้องภาพของตัวเองในปี 1871 และเข้าร่วมในงานนิทรรศการประจำถิ่นที่ชื่อ Exposicio General Catalanaก่อนย้ายไปอยู่ปารีสในปีต่อมาเพื่อติดต่อกับ Goupil & Cie ตัวแทนขายภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในช่วงเวลานั้น ในปี1878 เขาได้รับรางวัลที่สองในงานประกวดที่ National Exhibition of Fine Arts จากภาพ The Slave ที่ภายหลังถูกพระเจ้า Alfonsoที่ 12 ซื้อไป

หลังจากนั้นเขาก็ได้รับรางวัลอีกหลายครั้ง เช่น เหรียญทองจากงานExposition Universelle เมื่อเขามีชื่อเสียงมากขึ้น ในปี 1882 เขาก็ร่วมกับพี่ชายเปิดห้องภาพบนถนน Bailen โดยสร้างเลียนแบบ Temple of Augustus ณ เขา Taber เพื่อไว้จัดแสดงงานของตัวเองซึ่งต่อมากลายเป็น Cultural Center และได้กลายเป็น TeatreStadium ในปี 1932 ก่อนจะกลายเป็นสำนักแม่ชีในปัจจุบัน นอกจากงานจิตรกรรมแล้ว เขายังเป็นช่างอัญมณีที่ใช้เทคนิคขั้นสูงในการผลิตผลงาน อีกทั้งยังเป็นนักเขียนบทละครและบรรณาธิการนิตยสารอีกต่างหากด้วย

นักท่องเที่ยวจะสัมผัสได้ถึงอัจฉริยภาพของศิลปินที่เหนือชั้นอย่างยิ่ง สังเกตได้จากความเหมือนจริงจากช่อดอกไม้ที่วางอยู่บนพื้นและอกเสื้อของหญิงชุดเขียวในภาพ After the BallมือของหญิงในภาพBefore the Ball และผ้าคลุมผมกับสร้อยคอในภาพ In the Presence of the Lord อีกทั้งยังมีกลิ่นอายของความเป็นตะวันออกที่ลุ่มลึกจากทรงผมของหญิงที่สวมชุดกิโมโนและลวดลายดอกไม้บนเสื้อผ้าในภาพ Afterthe Ball และสร้อยคอในภาพ In the Presence of the Lord

แหวกฟ้าหาฝัน : Antonio Fabres in Museum National d’Art de Catalunya #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – แหวกฟ้าหาฝัน : Antonio Fabres in Museum National d’Art de Catalunya (naewna.com)

แหวกฟ้าหาฝัน : Antonio Fabres in Museum National d’Art de Catalunya

แหวกฟ้าหาฝัน : Antonio Fabres in Museum National d’Art de Catalunya

วันอาทิตย์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Laura

นอกจาก Maria Fortuny แล้ว Museum National d’Art de Catalunya ยังมีผลงานของนักประติมากรรมและจิตรกรเลื่องชื่อท้องถิ่นอีกคนอยู่จำนวนมาก นั่นคือ Antoni Fabres เขาเกิดในครอบครัวช่างทองเมืองบาร์เซโลนาในปี 1854 และเข้าเรียนที่ Escola de la Llotjaตั้งแต่อายุ 13 ปี เขาได้รับทุนให้ไปเรียนต่อที่กรุงโรม เมื่ออายุได้ 21 ปี เขาเริ่มเรียนรู้ว่างานที่ใช้สีน้ำมันและสีน้ำของเขาเป็นที่ประทับใจและน่าจะสร้างชื่อได้ เขาจึงหมั่นฝึกฝนและเริ่มเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติจนสร้างความประทับใจให้กับคหบดีตามเมืองต่างๆ

ผลงานสีน้ำของเขามีความหลากหลายโดยเน้นไปทางตะวันออกเฉกเช่นเดียวกันกับงานของ Fortuny รวมทั้งงานตกแต่ง ภาพเหมือนภาพทิวทัศน์ และภาพชีวิตประจำวันทั่วไป ในปี 1885 เขาแต่งงานกับ Julia Llausasและย้ายกลับมาอยู่บาร์เซโลนาก่อนจะมีบุตรด้วยกัน 2 คน ในปี 1894 เขาย้ายไปอยู่ปารีสเพราะต้องการตามหาแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน เนื่องจากปารีสเป็นเมืองใหญ่และชื่อเสียงของเขาที่ได้มาตั้งแต่อยู่ที่โรมกำลังเป็นที่เฟื่องฟูทำให้เขาสามารถเปิดห้องภาพขนาดใหญ่และได้รับการตอบรับจากคหบดีทั้งหลายเป็นอย่างดี งานของเขาในช่วงนั้นเป็นผลงานชิ้นใหญ่ๆ และมีความซับซ้อนตามแต่คำสั่งของผู้ว่าจ้างที่มั่งคั่งทั้งหลาย ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 งานของเขาเน้นไปเรื่องธรรมชาติและชีวิตประจำวันมากขึ้นโดยเฉพาะเกี่ยวกับความยากจน ความบ้าบอ และความเจ็บปวด

Moroccan Pilgrimage

ในปี 1902 เขาย้ายไปแทนที่ Santiago Rebull ที่ Academia de San Carlos เมืองเม็กซิโก้ซิตี้และตัดสินใจเปลี่ยนเทคนิคการสร้างผลงานจากแนว Classic ไปเป็น Realismซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในช่วงเวลานั้น นักเรียนบางคนของเขาก็สามารถปรับตัวเข้ากับแนวทางศิลปะแบบ PostRevolutionary ของ MaxicanArt ได้ เขาได้สร้างผลงานตกแต่งที่สำคัญแนว Art Nouveau ไว้ที่ Porfirio Diaz Mansion ถึงกระนั้นก็ตามทั้งสถาบันกลับมีความยากลำบากในการยอมรับแนวทางศิลปะที่เขาเข้าไปจัดให้ใหม่ ในปี 1907 เขาจึงตัดสินใจย้ายกลับไปอยู่โรมอีกครั้ง

เขาเป็นคนโชคดีตรงที่ ไม่เพียงได้ภรรยาที่รู้ใจและเข้าใจจึงไม่เบื่อหน่ายกับการย้ายถิ่นและส่งเสริมเขาทางด้านอาชีพเป็นอย่างดี ผลงานของเขาเป็นที่รู้จักและชื่นชอบทุกหนแห่งที่เขาไปอาศัยอยู่ไม่ว่าจะเป็นบาร์เซโลนา ลอนดอน ปารีส เวียนนา ลียง และเม็กซิโกซิตี้ ในปี 1926 เขาได้บริจาคผลงานส่วนใหญ่ให้กับเทศบาลเมืองบาร์เซโลนาโดยขอให้มิวเซียมสร้างห้องจัดแสดงผลงานของเขาแยกต่างหากเป็นพิเศษเป็นการแลกเปลี่ยน แต่ทางมิวเซียมกลับปฏิเสธ ด้วยความน้อยใจเขาจึงย้ายกลับไปที่โรมอีกและไปเสียชีวิตที่นั่นในปี 1938

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Museum National d’Art de Catalunya จะได้มีโอกาสสัมผัสกับอัจฉริยภาพของศิลปินเป็นจำนวนมาก แม้ผลงานของเขาจะยังไม่ได้รับการจัดแสดงเป็นห้องพิเศษตามความปรารถนาดั้งเดิมของเขาก็ตาม อาทิ The Sculptor และ Laura เป็น Portrait ที่ศิลปินบรรจงรังสรรค์ไว้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นแววตา ปาก และเส้นผมที่ดูเหมือนจริงราวภาพ ส่วน MoroccanPilgrimage ก็ดูมีชีวิตชีวาจนผู้ชมสามารถสัมผัสถึงความร้อนของอากาศได้เช่นเดียวกัน สำหรับ Sultan’s Gift และ Warrior Response นั้นก็ใช้เทคนิคในการสร้างงานที่ดูเป็นสมัยใหม่ แต่มีกลิ่นอายของความเป็นตะวันออกอย่างเต็มเปี่ยมเลยทีเดียว

เขาเป็นคนที่ย้ายเมืองไปเรื่อยๆ จากโรม กลับมาบาร์เซโลนา ไปอยู่ปารีส เม็กซิโกซิตี้ก่อนย้ายกลับมาอยู่โรมจนเสียชีวิต เขาจึงมีลูกค้ามากมายและมีชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือThe Madwoman

The MadwomanThe Warrior ResponseThe Warrior ResponseThe Warrior ResponseThe Warrior ResponseThe Warrior ResponseThe Warrior ResponseThe Sultan’s GiftThe Sultan’s GiftThe SculptorThe Sculptor

แหวกฟ้าหาฝัน : Maria Fortuny in Museum National d’Art de Catalunya #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – แหวกฟ้าหาฝัน : Maria Fortuny in Museum National d’Art de Catalunya (naewna.com)

แหวกฟ้าหาฝัน : Maria Fortuny in Museum National d’Art de Catalunya

แหวกฟ้าหาฝัน : Maria Fortuny in Museum National d’Art de Catalunya

วันอาทิตย์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

The Battle of TeTuan

การที่นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสเยือนมิวเซียมประจำชาติหรือท้องถิ่น สิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวมองหามักเป็นผลงานของศิลปินประจำชาติหรือประจำท้องถิ่น ยิ่งมิวเซียมท้องถิ่นใหญ่ๆ หรือมิวเซียมภาพที่ใหญ่ที่สุดในประเทศด้วยแล้ว ยิ่งจะมีผลงานของศิลปินประจำชาติที่เด่นๆ ให้ศึกษาเป็นจำนวนมาก MuseumNational d’Art de Catalunya ก็เช่นกัน MariaFortuny ศิลปินที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งของสเปนก็เป็นศิลปินอีกผู้หนึ่งที่มีผลงานในมิวเซียมนี้เป็นจำนวนมาก

Maria Fortuny เกิดที่เมือง Reus ใกล้ Tarragona เมืองหนึ่งของแคว้น Catalonia บิดาของเขาเสียชีวิตตั้งแต่เขายังเล็กมาก เขาจึงได้รับการเลี้ยงดูจากปู่ที่เป็นช่างทำตู้ซึ่งสอนการลงทำตู้และลงแวกซ์ให้กับเขา เมื่อเขาอายุได้เพียง 9 ปี เขาก็เข้าแข่งขันทำตู้โดยได้รับการสนับสนุนจาก Domenec Soberano ก่อนจะย้ายไปอยู่บาร์เซโลน่าเมื่ออายุเพียงแค่14 ปี เขาได้รับเงินสนับสนุนจาก DomenecTalarn ให้เข้าเรียนที่ Escola Provincial de Belles Arts 4 ปี ภายใต้การดูแลของ Claudi Lorenzaleและ Pau Mila I Fortanals หลังจากนั้นเขาได้ทุนไปเรียนศิลปะต่อพร้อม Josep Armet I Portanell และ Ricado de Madrazoที่โรมอีก 2 ปี

นับจากสมัย Velazquez เป็นต้นมาชาวสเปนนิยมสร้างงานจิตรกรรมเกี่ยวกับสงคราม เนื่องจาก Fortuny เป็นนักเรียนทุนรัฐบาลเมืองบาร์เซโลน่าอยู่แล้ว ในปี 1859 รัฐบาลเมืองบาร์เซโลน่าอยากได้ภาพสงครามจึงได้ว่าจ้างเขาเขียนภาพ Spanish-Moroccan War ในการวางแผนที่จะวาดภาพขนาด 15 เมตรที่ camps of Muley-el-Abbas และ Muley-el-Hamed นั้น เขาต้องเดินทางไปโมร็อกโกและอาศัยอยู่ถึง 2 เดือนเพื่อเขียนภาพร่างสถานที่สงครามก่อนที่จะนำภาพร่างนี้ไปนำเสนอต่อสาธารณชนที่มาดริดและบาร์เซโลน่าภาพนี้เองที่กลายเป็นผลงานที่โดดเด่นที่สุดชิ้นหนึ่งของเขาที่ชื่อ The Battle of Tetuan ซึ่งจัดแสดงที่ Museum National d’Art de Catalunya ด้วยในปัจจุบัน

Carmen Bastian

ในการเดินทางไปโมร็อกโกครั้งนั้นยังกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาสร้างสรรค์งานส่วนตัวขึ้นอีกหลายชิ้นด้วย หลังกลับมาจากโมร็อกโก เขาได้เดินทางไปปารีสในปี 1868 และได้แต่งงานกับ Cecilia de Madrazo บุตรสาวของ Federico de Madrazo ภัณฑารักษ์ของมิวเซียม Prado ทั้งสองมีบุตรด้วยกันหนึ่งคนชื่อ Mariano Fortuny y Madrazo ซึ่งกลายเป็นนักออกแบบที่มีชื่อเสียง ในปี 1870 ศิลปินและครอบครัวตั้งใจเดินทางไปเที่ยว Granada แต่พวกเขาเกิดติดใจและอาศัยอยู่จนถึงปี 1872 หลังกลับจาก Granada เขาได้ไปปารีส 1 ครั้งแล้วเดินทางไปโรมและเสียชีวิตจากมาลาเรียจากการเขียนภาพนอกอาคารที่เมืองเนเปิลในวันที่ 21 พฤศจิกายน 1874 หลังจากที่เขาเสียชีวิต Ricardo de Madrazo น้องเขยได้เข้าดูแลห้องภาพของเขาและขายงานของเขาออกไป รวมทั้งจัดประมูลที่ Hotel Drouot

นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานของ Fortuny ใช้สีค่อนข้างสดใส ฝีแปรงดูมีชีวิตชีวาและอ่อนหวานตามแนวทางศิลปะแบบ Rococo แต่ภายหลังเขาได้พัฒนาแนวทางมาเป็นแบบRomanticism และ Academicism ด้วย เขาเป็นคนที่สามารถใช้ฝีแปรงแสดงออกทางอารมณ์ได้อย่างหลากหลาย แม้ว่าฝีแปรงจะมิได้ราบรื่นเท่าใดนักก็ตามสังเกตได้จากงาน The Battle of TeTuan นอกจากนี้เขายังชื่นชอบที่จะสร้างผลงานจากชีวิตคนทั่วไปที่ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ อาทิ Moroccan Horseshoer รวมทั้งภาพนู้ด อาทิ ภาพCarmen Bastian และ The Odalisque ที่แสดงให้เห็นถึงอัจริยภาพของศิลปินได้อย่างยอดเยี่ยม ยิ่งกว่านั้นเขายังมีผลงานบางส่วนที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานของ Goya ในแง่ของความขัดแย้งระหว่างความจริงกับความมีพิธีรีตอง อาทิ Spanish WeddingLandscape

LandscapeMoroccan Horseshoer detail

Moroccan Horseshoer detailMoroccan Horseshoer

Moroccan HorseshoerSpanish Wedding

Spanish WeddingThe Battle of TeTuan detail 1

The Battle of TeTuan detail 1The Battle of TeTuan detail 2

The Battle of TeTuan detail 2The OdalisqueThe OdalisqueThe Odalisque detail

The Odalisque detail