แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนรัฐสภาที่สวยที่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/609329

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนรัฐสภาที่สวยที่สุดในโลก

วันอาทิตย์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 08.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยือนบูดาเปสต์ สถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องไปเยือนให้ได้ไม่เช่นนั้นเหมือนมาไม่ถึงเมืองมรดกโลกริมแม่น้ำดานูบนี้ก็คือ รัฐสภา ทั้งนี้เพราะรัฐสภาแห่งนี้ถือเป็นรัฐสภาที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูงสุดของบูดาเปสต์ที่ตั้งอยู่กลางจัตุรัสKossuth ฝั่งเปสต์ทางทิศตะวันออกของน้ำดานูบนี้ได้รับการออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Neogothic โดย Imre Steindleผู้ช่วยศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย HungarianAcademy of Sciences

อาคารที่มีต้นกำเนิดหลังจากการรวมตัวกันของ 3 เมืองคือ Buda, Obuda และ Pest ได้ 7 ปีนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชาติ การก่อสร้างอาคารเริ่มต้นในปี 1885 และได้รับการเปิดตัวในปี 1896 เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบประเทศ 1,000 ปีแม้จะยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ดีก็ตาม รัฐสภาที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลกแห่งนี้ใช้คนงานก่อสร้างมากถึง 1 แสนคนใช้อิฐมากถึง 400 ล้านชิ้น และใช้หินมีค่ากว่าครึ่งล้าน รวมทั้งทองอีก 40 กิโลกรัมอาคารที่มีขนาด 123×268 เมตรนี้ก่อสร้างอย่างสมมาตรและมีโดมอยู่ตรงกลาง อีกทั้งยังมีห้องประชุมสองห้องเหมือนกันอยู่ตรงข้ามกันโดยปัจจุบันห้องหนึ่งไว้จัดประชุมสภา อีกห้องไว้สำหรับให้นักท่องเที่ยวเข้าชม

ส่วนประกอบอื่นๆ ของอาคารประกอบด้วย สนาม 10 แห่ง ลิฟต์ 13 ตัว ประตู 27 บานบันได 29 ขั้น และยังมีห้องอีก 691 ห้องซึ่งเป็นสำนักงานอีก 200 ออฟฟิศ อาคารที่สูงที่สุดในเมืองสูงถึง 96 เมตรนี้ กำหนดความสูงเพื่อรำลึกถึงชัยชนะของประเทศในปี 1896 และการก่อตั้งประเทศในปี 896ด้านหน้าของอาคารที่สวยที่สุดเห็นได้จากแม่น้ำดานูบจึงเป็นจุดถ่ายรูปที่สวยที่สุดของเมือง แต่ทางเข้าหลักอาคารกลับอยู่ในจัตุรัสทางทิศตะวันออกของอาคาร ด้านหน้าทางเข้าหลักจะมีงานประติมากรรมสำคัญเกี่ยวกับผู้ปกครองเมือง ผู้นำ และสัญลักษณ์ทางทหารที่สำคัญ

ภายในอาคารจะได้สัมผัสกับความอลังการตั้งแต่บันไดที่ตกแต่งอย่างสวยงามและใหญ่โต บนหลังคามีภาพเขียนสีน้ำมันบนพื้นปูนเปียก และได้เห็นหน้าค่าตา Imre Steindl สถาปนิกผู้ออกแบบอาคารเป็นชิ้นงานประติมากรรมตกแต่งด้วย นอกจากนี้ระหว่างทางยังมีกระจกสีและภาพโมเสกฝีมือ Miksa Roth จิตรกรที่มีชื่อเสียงที่สุดในด้านกระจกสีและโมเสกชาวฮังกาเรียนให้ชื่นชมอีกมากมาย หนึ่งในส่วนที่มีชื่อเสียงของอาคารคือห้องโถงกลางทรงสิบหกด้านโดยมีห้องขนาดใหญ่ที่อยู่ติดกันคือ สภาล่างและสภาสูง นอกจากอาคารและเครื่องประดับต่างๆ แล้ว นักท่องเที่ยวยังจะได้ชื่นชมกับสมบัติที่ราคาแพงที่สุดแห่งหนึ่งของฮังการีก็คือ มงกุฎที่มีชื่อว่า The Crown of Saint Stephen ซึ่งกษัตริย์ฮังการีทุกพระองค์ต้องสวมเพื่อให้การครองราชย์เป็นไปอย่างถูกกฎหมาย

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนบูดาเปสต์ควรเจียดเวลาสักครึ่งวันเพื่อถ่ายรูปกับรัฐสภาที่สวยที่สุดของโลกจากหลากหลายมุม และจองเวลาเพื่อเข้าชมภายในอาคารด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์และการเมืองเพื่อสัมผัสกับบรรยากาศที่แปลกใหม่ อลังการอันจะสร้างความประทับใจไม่รู้ลืมเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Budapest เสน่ห์แห่งแม่น้ำดานูบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/607711

แหวกฟ้าหาฝัน : Budapest เสน่ห์แห่งแม่น้ำดานูบ

วันอาทิตย์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Buda Castle

Budapest เมืองหลวงและเมืองที่มีประชากรมากที่สุดของฮังการีประเทศยุโรปตะวันออกติดกับออสเตรียนี้เป็นเมืองที่ได้ชื่อว่าสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นเป้าหมายของนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมและจิตรกรรมดั้งเดิมนั้นเมืองนี้เป็นที่ตั้งของชาว Celtic ก่อนที่จะถูกโรมครอบครอง ชาวฮังกาเรียนเดินทางมาถึงดินแดนแห่งนี้ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 9 แต่กลับถูกรุกรานโดยชาวมองโกลในปี 1241 ดินแดนนี้จึงนับถือศาสนาพุทธ พวกเขาสามารถกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้งและได้กลายเป็นศูนย์กลางของศิลปะแบบ Renaissance ในคริสต์ศตวรรษที่ 15หลังพ่ายแพ้ในสงคราม Mohacs เมืองนี้ก็ถูกครอบครองโดยออตโตมานกว่า 150 ปี เมื่อศาสนาพุทธกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งในปี 1686 เมืองนี้ก็รุ่งโรจน์อีกครั้งและกลายเป็นศูนย์กลางของการค้าหลังการควบรวมเป็น Pest-Buda และได้ชื่อว่า Budapest

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 นั้นเป็นช่วงเวลาแห่งความยากลำบากของชาวฮังการีอันเป็นผลมาจากการที่พวกเขาพยายามที่จะประกาศอิสรภาพจากราชวงศ์ Habsburgs แห่งออสเตรีย และพยายามที่จะพัฒนาตัวเองให้มีความทันสมัย แม้พวกเขาจะประกาศอิสรภาพจากราชวงศ์ Habsburgs ได้ชั่วคราว แต่พวกเขา
กลับจำเป็นต้องกลับมาสวามิภักดิ์ภายหลังจนเป็นต้นกำเนิดของจักรวรรดิ Austria-Hungaryส่งผลให้บูดาเปสต์กลายเป็นเมืองหลวงคู่แฝดของราชวงศ์ Habsburgs และความเจริญของเมืองนี้ขึ้นถึงขีดสุด

Budapest’s Shoes

ในปี 1849 รัฐบาลได้สร้างสะพานโซ่ขึ้นเพื่อเชื่อมระหว่างฝั่งเปสต์และบูดา ส่งผลให้สะพานนี้เป็นสะพานถาวรแห่งแรกที่ใช้ข้ามแม่น้ำดานูบ ในปี 1873 เมืองเปสต์และบูดาได้ควบรวมเป็นหนึ่งเดียวอย่างเป็นทางการ การที่บูดาเปสต์ถูกครอบครองโดยราชวงศ์ Habsburgs ทำให้มีชาวเยอรมันและชาวออสเตรียเป็นจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาในเมือง แม้เมื่อพวกเขาเป็นไทจากราชวงศ์ Habsburgs แล้ว กว่าชาวฮังกาเรียนจะมีจำนวนมากกว่าชาวเยอรมันก็ปาเข้าไปถึงปี 1910 นอกจากกลุ่มคนที่พูดภาษาเยอรมันแล้ว บูดาเปสต์ยังถูกครอบครองโดยชาวยิวเป็นจำนวนมากและเมืองนี้กลายเป็นชุมชนใหญ่ของชาวยิวตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมาจนมีอีกชื่อว่า Judapest หรือ Jewish Mecca หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จักรวรรดิ Austria-Hungary สิ้นสุดลงจากการแพ้สงคราม ฮังการีจึงประกาศตัวเป็นอิสระแต่ก็ต้องสูญเสียดินแดนไปถึง 2 ใน 3 รวมทั้งประชากรมากถึง 3.3 ล้านคน

ในปี 1944 ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองจะปะทุขึ้น บูดาเปสต์ก็ถูกกองทัพอากาศของอังกฤษและสหรัฐฯ เข้าโจมตี หลังจากนั้นเมืองนี้ก็กลายเป็นสมรภูมิระหว่างเยอรมันกับสหภาพโซเวียตทำให้ประชาชนล้มตายลงมากกว่า 38,000 คน อีกทั้งสะพานข้ามแม่น้ำยังถูกทำลายลงไปด้วย ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองชาวยิวที่มีอยู่จำนวนมากในบูดาเปสต์ก็เสียชีวิตไปเกือบ 40% โดยเฉพาะในช่วงที่เยอรมันครอบครองเมือง แม้ชาวยิวส่วนหนึ่งจะได้รับความช่วยเหลือจากข้าราชการชาวสวิสแล้วก็ตาม

Chain Bridge

เมืองที่กลายเป็นศูนย์กลางของการปฏิวัติฮังการีในปี 1948 นี้ต้องเผชิญกับสงครามกลางเมืองอีกหลายครั้ง อาทิ สงครามกลางเมืองในบูดาเปสต์ในปี 1945 และ ปฏิวัติของฮังการีในปี 1956 เมืองบูดาเปสต์เป็นเมืองที่มีความเป็นโลกาภิวัตน์ตลอดมาเพราะมีความสำคัญทั้งทางด้านการค้า การเงิน ศิลปะ แฟชั่น การวิจัย เทคโนโลยี การศึกษา มีเดีย และสันทนาการโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางการเงินจากการที่มีการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจที่รวดเร็วเป็นอันดับสองของยุโรป ที่นี่ยังเป็นศูนย์กลางของสำนักงานใหญ่ขององค์กรระหว่างประเทศ และสหภาพยุโรปอีกหลายองค์กร อาทิ European Institute of Innovation and Technology, European Police College, China Investment Promotion Agency รวมทั้งมหาวิทยาลัยดังๆ อีกกว่า 40 แห่ง

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนเมืองมรดกโลกแห่งนี้ควรจัดเวลาไว้เดินชมเมืองสักอย่างน้อยครึ่งวันเพื่อแวะถ่ายภาพและชื่นชมกับสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่สองฝั่งแม่น้ำดานูบไม่ว่าจะเป็น Buda Castle, สะพานโซ่ สะพาน Magaret และดื่มด่ำกับรัฐสภาที่สวยที่สุดในโลกที่มาของเพลง Blue Danube จากศิลปินชื่อก้องโลก Johann Strauss ชาวออสเตรียนั่นเองFisherman Bastion

Fisherman BastionPaliamentPaliamentMagaret BridgeMagaret Bridge

แหวกฟ้าหาฝัน : ทัศนาหอคอย และชมภาพยนตร์ที่เมือง Valencia #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/603022

แหวกฟ้าหาฝัน : ทัศนาหอคอย และชมภาพยนตร์ที่เมือง Valencia

แหวกฟ้าหาฝัน : ทัศนาหอคอย และชมภาพยนตร์ที่เมือง Valencia

วันอาทิตย์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Valencia สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องไปเยือนให้ได้ เพราะเป็นจุดถ่ายรูปที่น่าประทับใจ นั่นคือ Quart Towers หรือในภาษาสเปนที่ชื่อ Torres de Quart นี้ เป็นหนึ่งใน 12 ประตูโบราณของกำแพงเมืองที่ล้อมรอบเมือง Valencia ชื่อของประตูมาจากตำแหน่งที่ตั้งของประตูที่อยู่บนถนนซึ่งลากจากกลางเมืองณ Plaza de La Virgen อันเป็นที่ตั้งของมหาวิหาร Valencia กับ Cuart dePoblet หอคอยที่ถูกสร้างขึ้นโดย Pere Bonfill ตั้งแต่ปี 1441 ตามแนวทางศิลปะแบบ Valencian Gothic โดยเลียนแบบมาจาก Torres de Triomphe of the Castel Nuovo เมืองเนเปิล ประเทศอิตาลี ภายใต้การออกแบบของ Guillem Sagrera สถาปนิกชาวโมร็อกโก

กำแพงของหอคอยที่สูงใหญ่ที่มีลักษณะคล้ายกับหอคอยในเมือง Genoa อิตาลีนี้ มีความแข็งแรงมากจนสามารถที่จะทนทานต่อการรบในสงครามประกาศอิสรภาพจากฝรั่งเศส และสงครามกลางเมือง หอคอยนี้เป็นส่วนที่เหลืออยู่ของกำแพงเก่าร่วมกับ Torres de Serranos ที่อยู่ทางเหนือ ส่วนของประตูทางทิศใต้และทิศตะวันออกได้สูญหายไปตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยคำสั่งของ Cirilo Amoros เพื่อทำการก่อสร้างขยายเมืองใหม่ให้ใหญ่โตขึ้น และเพื่อสร้างงานให้กับประชาชน แม้หอคอยจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติชาติและยังคงอยู่ แต่กลายเป็นที่ทำรังตามรูต่างๆ บนหอคอยและกำแพงของนกแก้ว และนกอื่นๆ อีกหลายชนิดต้นคริสต์ศตวรรษที่ 21 เทศบาลจึงตัดสินใจซ่อมแซมหน้าบรรณเพื่อให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยือนหอคอยแห่งนี้ ไม่เพียงจะได้ถ่ายรูปกับหอคอยขนาดใหญ่แล้ว หากเดินขึ้นไปถึงชั้นบนจะได้เห็นร่องรอยการต่อสู้ตามกำแพงที่ถูกถล่มโดยปืนใหญ่จากสงครามประกาศอิสรภาพด้วย อีกทั้งยังจะได้ถ่ายภาพเมืองทั้งเมืองอย่างจุใจเลยทีเดียว

นอกจากหอคอยแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่ต้องเยือนให้ได้เมื่อมาถึง Valencia ก็คือ City of Arts and Sciences หรือเมืองแห่งศิลปะและวิทยาศาสตร์ หมู่อาคารทางด้านศิลปะและสถาปัตยกรรมที่ถือได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญสมัยใหม่ของ Valencia และเป็น 1 ใน 12 ทรัพย์สมบัติมีค่าสูงของสเปนแห่งนี้ประกอบด้วยมิวเซียม และโรงภาพยนตร์ที่เรียกว่า Hemisferic สถานที่ที่ออกแบบโดย Santiago Calatrava สถาปนิก วิศวกรโครงสร้าง นักประติมากรรมและจิตรกรที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของสเปนผู้ออกแบบสนามกีฬาโอลิมปิกกรุงเอเธนส์ และ Milwaukee Art Museum รวมทั้ง World Trade Center Transportation Hub กรุงนิวยอร์ก และ Felix Candela สถาปนิกสเปนที่ย้ายไปอยู่เม็กซิโกเมื่ออายุได้ 26 ปี ผู้พัฒนาโครงสร้างเปลือกบางที่เรียกว่า Cascarones

โครงการที่เริ่มก่อสร้างในเดือนกรกฎาคม ปี 1996 และเปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 16 เมษายน 1998 ใช้งบประมาณไปมากกว่า 900 พันล้านยูโร มากกว่างบประมาณที่เคยตั้งไว้ถึง 3 เท่านี้ มีหน้าตาเหมือนดวงตาขนาดใหญ่ อาคารที่มีพื้นที่มากถึง 13,000 ตารางเมตรและมีฉายาว่า ดวงตาแห่งความรู้นี้เป็นหัวใจของเมืองแห่งศิลปะและวิทยาศาสตร์ อาคารหน้าตาเสมือนเปลือกตาที่เปิดไปสู่สระน้ำรอบๆ นี้มีความยาว 110 เมตร และกว้าง 55.5 เมตรถูกแบ่งครึ่งด้วยชุดบันไดที่ลงไปยังล็อบบี้คอนกรีตโค้ง ส่วนพื้นที่ใต้ดินจะสว่างไสวอันเป็นผลจากการใช้แผ่นกระจกโปร่งแสงภายในทางเดิน อาคารนี้ใช้สำหรับเป็นโรงภาพยนตร์ที่ฉายภาพยนตร์ IMAX และ 3 มิตินักท่องเที่ยวที่มาเยือน Hemisferic นี้ ไม่เพียงจะได้ถ่ายรูปกับทัศนียภาพรอบๆ ชื่นชมอาคารที่มีรูปร่างแปลกตา ทันสมัย และน่าทึ่งแล้ว ยังสามารถซื้อตั๋วเพื่อเข้าชมภาพยนตร์เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์อีกหลายเรื่อง อาทิAmazon Adventure, Secret of theUniverse, Kaluoka’hina, The Enchanted Reefได้อีกด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : Valencia Cathedral #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/601423

แหวกฟ้าหาฝัน : Valencia Cathedral

แหวกฟ้าหาฝัน : Valencia Cathedral

วันอาทิตย์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Altar

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยือนเมืองใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและเป็นเมืองที่เคยมี Bishop มาพำนักอยู่ก็มักต้องหาโอกาสมาเยือนมหาวิหารประจำเมืองเพื่อชื่นชมความหรูหรา Valencia Cathedral จึงเป็น the must ที่อยู่ในแผนการเที่ยว Valencia Cathedral หรือที่มีชื่อเต็มว่า The Metropolitan Cathedral Basilica of the Assumption of Our Lady of Valencia หรือ Saint Mary’s Cathedral นี้ เป็นโบสถ์เก่าแก่ที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1238 โดยคำบัญชาของ Pere d’Albalat อาร์คบิชอบแห่ง Tarragona ซึ่งเป็น Bishop องค์แรกประจำเมือง Valencia และพระเจ้า James I the Conqueror เพื่ออุทิศให้กับพระนางมารีโดยสร้างขึ้นบน Visigothic Cathedral ภายใต้การออกแบบของ Arnau Vidal สถาปนิกผู้มีชื่อเสียงในสมัยนั้น

ในการก่อสร้างครั้งนั้น นักประวัติศาสตร์พบว่ามหาวิหารนี้ตั้งขึ้นบนมัสยิดเก่าเพราะมีการขุดพบซากของมัสยิดที่ตำแหน่งปีกของมหาวิหารโดยคาดว่าประตูนักบุญเป็นตำแหน่งทางเข้าของมัสยิดเช่นกัน การก่อสร้างในช่วงแรกใช้หินจากบริเวณใกล้เคียง แต่ก็มีส่วนหนึ่งที่นำมาจาก Benidorm โดยบรรทุกเรือมาการที่วัสดุส่วนใหญ่มาจากบริเวณข้างเคียงเป็นเพราะคหบดีประจำเมืองทั้งหลายต้องการแสดงตำแหน่งแห่งที่ของคริสเตียนเหนือมุสลิม ระหว่างปี 1300-1350 มหาวิหารได้รับการขยับขยาย และมีการสร้างหอคอยเพิ่มขึ้นโดยใช้แนวทางศิลปะแบบบาโรค ส่วน Holy Grail Chapel นั้นถูกสร้างขึ้นในปี 1356หอระฆังที่แยกออกจากตัวโบสถ์ถูกสร้างขึ้นในปี 1381 สำหรับส่วนปีกของโบสถ์ที่ถูกออกแบบโดย Francesco Baldomar สถาปนิกชื่อดังแห่งยุคปลายโกธิคและ Pere Compte สถาปนิกชาวสเปนชื่อดังชาว Aragon นั้นได้ทำการเชื่อมต่อกับส่วนอื่นๆ ของโบสถ์จนสมบูรณ์

Chapel

แม้ในช่วงระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 15-16 อันเป็นยุครุ่งเรืองของเรอเนสซองส์นั้นจะไม่มีการทำการขยายหรือตกแต่งส่วนของโบสถ์มากนัก แต่กลับมีการเพิ่มเติมประดับประดางานจิตรกรรมและประติมากรรมส่วนของแท่นบูชาและหอสวดมนต์ให้วิจิตรบรรจง หลังจากนั้นในยุคบาโรค Konrad Rudolf สถาปนิกชาวเยอรมันได้ทำการออกแบบประตูหน้าที่ทำจากเหล็กซึ่งถือว่าทันสมัยมากในช่วงเวลานั้น แต่เนื่องจากเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นส่งผลให้เขาไม่สามารถทำงานจนสำเร็จ แล้วเลยต้องให้ Francisco Vergara และ IgnacioVergara ทำต่อ หลังจากนั้นมหาวิหารไม่ได้รับการดูแลมายาวนาน ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ศาสนจักรจึงมีแผนปรับปรุงมหาวิหารใหม่ให้มีลักษณะแบบ Neoclassic ที่แตกต่างอย่างชัดเจนกับ Gothic โดยเริ่มต้นก่อสร้างในปี 1774 ภายใต้การออกแบบของ Antoni Gilabert Fornes สถาปนิกชาวสเปน หลังจากนั้นมหาวิหารไม่ได้รับการบูรณะอีกเลยจนถึงปี 1931 ที่มหาวิหารได้รับการสถาปนาให้เป็นศาสนสถานสำคัญของรัฐจวบจนกระทั่งสงครามกลางเมืองสเปนซึ่งมหาวิหารโดนไฟไหม้จนทำให้ส่วนตกแต่งที่ทำลายลงอย่างราบคาบ รวมทั้งตัวออแกนด้วย

การบูรณะมหาวิหารครั้งใหญ่เกิดขึ้นอีกครั้งในปี 1972 โดยมีเป้าหมายที่จะฟื้นฟูให้มหาวิหารหวนกลับไปใช้แนวทางศิลปะแบบโกธิคแทนที่ Neoclassic อีกครั้งยกเว้นส่วนหอสวดมนต์และงานประติมากรรมที่ฐานของโดม หลังการบูรณะครั้งนั้นมหาวิหารก็ได้รับการสถาปนาเป็นสมบัติสำคัญของชาติอีกครั้งในปี 1999 นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยือนมหาวิหารจะได้สัมผัสกับความอลังการตั้งแต่ด้านหน้าประตู แท่นบูชา และหอคอยที่เป็นศิลปะผสมผสานระหว่างโกธิค เรอเนสซองส์ บาเลนเซียโกธิค บาโรค และนีโอคลาสสิกอย่างจุใจเลยทีเดียวDomeDomeDoorDoorTowerTower

แหวกฟ้าหาฝัน : The Center del Carme Cultura Contemporania Valencia #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/599826

แหวกฟ้าหาฝัน : The Center del Carme Cultura Contemporania Valencia

แหวกฟ้าหาฝัน : The Center del Carme Cultura Contemporania Valencia

วันอาทิตย์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Carmen

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานแนว Modern Art และได้มีโอกาสเยือน Valencia ไม่เพียงต้องไปเยือนIVAM แล้ว ยังควรไปเยือน The Center del Carme Cultura Contemporaniaที่เรียกสั้นๆ ว่า Center del Carme และมีชื่อย่อว่า CCCC ด้วย Center del Carme นี้เป็นคอนแวนต์เก่าที่ถูกปรับปรุงเพื่อใช้เป็นสำนักงานของConsortium of Museum of the Valencian Community ซึ่งต่อมาในปี 2017 ก็ได้ถูกใช้เป็นที่จัดแสดงศิลปะไม่ว่าจะเป็นการเต้นรำ ภาพยนตร์ ดนตรี การออกแบบ งานทัศนศิลป์ต่างๆ งานที่เกี่ยวเนื่องกับสังคมวิทยา สถาปัตยกรรม กฎหมาย การออกแบบเมือง รวมทั้งงานด้านการแพทย์

คอนแวนต์แห่งนี้มีประวัติยาวนานย้อนไปถึงปี 1280 โดยเป็นคอนแวนต์ที่ได้รับการบัญชาจากพระเจ้า Pedro III of Aragon ให้เจ้าคณะ Carmelite จัดตั้งขึ้น การก่อสร้างคอนแวนต์ในช่วงแรกมีการสร้างหอสวดมนต์ Virgen de la Vida ตามแนวทางศิลปะแบบโกธิคซึ่งเป็นแนวทางศิลปะที่โดดเด่นที่สุดในสมัยนั้น คอนแวนต์ได้มีการเพิ่มเติมส่วนโบสถ์ขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 15 โดยสร้างหลังจากหอสวดมนต์แรกตามแนวทางศิลปะแบบโกธิกแต่กลับทำได้ครึ่งๆ กลางๆ อีก ก่อนที่อารามที่สองได้เริ่มสร้างใหม่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 ทางทิศตะวันตกของคอนแวนต์ด้วยศิลปะแบบเรอเนสซองส์ ต่อมาในปี 1778 อารามได้รับการตกแต่งเพิ่มเติมอีกครั้งโดยใช้แนวทางศิลปะแบบ Neoclassic ที่ยังคงความกลมกลืนกันกับอารามเก่า แม้จะตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงกว่าก็ตาม

ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 รัฐบาลได้ยึดทรัพย์หลายอย่างของศาสนจักรมาเป็นของหลวงและจัดการให้คอนแวนต์เป็นที่ทำการของหลายสถาบันตั้งแต่ปี 1838 อาทิ สำนักงานใหญ่ของ Royal Academy of Fine Arts of San Carlos, Museum of Fine Arts of Valencia ซึ่งเป็นที่เก็บผลงานศิลปะแห่งชาติระหว่างช่วงสงครามกลางเมือง รวมทั้งสมบัติบางส่วนของ PradoMuseum ที่นำมาซ่อนไว้ให้พ้นจากการระเบิดในกรุงมาดริด อีกทั้งยังเป็นสำนักงานย่อยของ Valencian Institute of ModernArt และ Museum of the XIX Century

เมื่อหลายสำนักงานมาแออัดกันในคอนแวนต์ เทศบาลจึงมอบหมายให้ Luis Ferreres Soler สถาปนิกชาว Seville มาช่วยขยายส่วนที่เรียกว่า Sala Ferreres เพื่อให้มีห้องเล็กๆ มากขึ้นไว้จัดแสดงผลงานศิลปะบางส่วน แต่ก่อนที่เขาจะทำสำเร็จกลับเสียชีวิตไปก่อน เทศบาลจึงต้องมอบหมายให้ Javier Goerlich สถาปนิกที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของ Valencia ที่มีตำแหน่งเป็นสถาปนิกประจำเทศบาลเมืองตั้งแต่ปี 1922 มาทำต่อและตั้งชื่ออาคารหนึ่งว่า Goerlich Room เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนCCCC นี้ จึงไม่เพียงได้เยี่ยมชมสถาปัตยกรรมหลากหลายแนวที่มีประวัติอันยาวนาน ยังจะได้ชมงาน Modern Art ท้องถิ่นที่มีความหลากหลายจากการหมุนเวียนของนิทรรศการไปตลอด นั่นหมายความว่า ครั้งใดที่มาเยือนValencia ที่นี่ก็จะเป็น The Must ของนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานแนว Modern Art นั่นเอง

แหวกฟ้าหาฝัน : Valencian Institute of Modern Art #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/598187

แหวกฟ้าหาฝัน : Valencian Institute of Modern Art

แหวกฟ้าหาฝัน : Valencian Institute of Modern Art

วันอาทิตย์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

IVAM

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงาน Modern Art และ Contemporary Art หากมาเมืองใหญ่ย่อมต้องหามิวเซียมแนวนี้ดู Valencian Institute of Modern Art จึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องไปให้ได้ Valencian Institute of Modern Art ที่มีชื่อย่อว่าIVAM นี้ถือกำเนิดขึ้นจากกฎหมายระดับท้องถิ่นเพื่อให้เป็นสถาบันที่จะส่งเสริมความรู้ เผยแพร่ และปกป้องศิลปะยุคใหม่และศิลปะร่วมสมัย ที่นี่จึงเป็นแหล่งของการเก็บสะสมงานศิลปะ จัดนิทรรศการ จัดประชุมสัมมนา สอน จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ และจัดคอนเสิร์ต

IVAM ที่เป็นสถาบันทางด้านศิลปะสมัยใหม่แห่งแรกของสเปนนี้ตั้งอยู่ที่ CentreJulio Gonzalez ซึ่งออกแบบโดย Emilio Gimenez สถาปนิกชาวสเปนลูกศิษย์ JoseAntonio Coderch สถาปนิกที่มีชื่อเสียงที่สุดของสเปนหลังสงคราม และ CarlosSalvadores อาคารที่เปิดตัว ครั้งแรกในปี 1989 เองนี้ก็ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ในอีก 10 ปีต่อมา เพื่อขยายพื้นที่การจัดแสดงผลงานถาวรเป็น 18,200 ตารางเมตร แม้อาคารนี้จะค่อนข้างใหม่แต่ส่วนใต้ดินที่เรียกว่า Sala de laMuralla ใช้ของเก่าตั้งแต่ครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 14 เพื่อจัดนิทรรศการชั่วคราว ปัจจุบันที่นี่เป็นศูนย์กลางของศิลปะสมัยใหม่และศิลปะร่วมสมัยที่สำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งไม่เพียงของสเปน แต่เป็นของสหภาพยุโรปด้วย

ของจัดแสดงของสถาบันประกอบด้วยงานศิลปะและภาพถ่ายของคริสต์ศตวรรษที่ 20 จำนวนกว่า 10,000 ชิ้น รวมทั้งงานของ Julio Gonzalez จิตรกรและนักประติมากรชาว Barcelona ที่มีผลงานโดดเด่นในการใช้เหล็กในการสร้างงานประติมากรรมนอกจากของจัดแสดงถาวรแล้ว ที่นี่ยังมีของจัดแสดงสำหรับนิทรรศการประกอบด้วยสื่อ ภาพ ประติมากรรม แบบจำลองสถาปัตยกรรม งานออกแบบ ภาพถ่าย อีกต่างหากด้วย ยิ่งกว่านั้น ที่นี่ยังมักมีการร่วมงานกับ San Diego Museum of Art อีกต่างหากด้วย

ในช่วงระหว่าง 2014-20 ที่ Jose Miguel Garcia Cortes ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการนั้น เขาได้พัฒนาการจัดแสดงผลงานเป็นอันมากก่อนที่จะยกตำแหน่งให้กับ Nuria Enguita Mayo ผู้อำนวยการคนปัจจุบันที่เน้นให้ผลงานที่จัดแสดงในมิวเซียมเป็นงานระดับนานาชาติ การทำวิจัยและเพิ่มความร่วมมือกับองค์กรเอกชนต่างๆ ในการให้การศึกษากับบุคคลทั่วไปจนทำให้สถาบันแห่งนี้ได้รับยกย่องให้เป็นหนึ่งในมิวเซียมร่วมสมัยที่ดีที่สุดในยุโรปนักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนสถาบันแห่งนี้ไม่เพียงจะได้เพลิดเพลินกับงานประติมากรรมของ Julio Gonzalez อย่างจุใจแล้ว ยังจะได้ชมงาน multimedia ที่เป็นงานศิลปะร่วมสมัยอีกมากมายอันเป็นการ
เปิดโลกทัศน์ได้อย่างดีเลยทีเดียว

Reclining Head by Julio Gonzalez

Reclining Head by Julio Gonzalezงาน Julio Gonzalezงาน Julio Gonzalez

แหวกฟ้าหาฝัน : Valencian Museum of Ethnology #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/596607

แหวกฟ้าหาฝัน : Valencian Museum of Ethnology

แหวกฟ้าหาฝัน : Valencian Museum of Ethnology

วันอาทิตย์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โดยทั่วไปเมืองใหญ่มักมีมิวเซียมมากมายที่น่าสนใจให้เยือน แต่มิวเซียมชาติพันธุ์นั้นส่วนใหญ่มักมีในเมืองเล็ก หรือประเทศเล็ก อย่างไรก็ดี Valencia เมืองใหญ่อันดับ 3 ของสเปน กลับมี Valencian Museum of Ethnology ที่มีขนาดใหญ่และน่าสนใจด้วย มิวเซียมที่มีเป้าหมายในการเป็นสถาบันที่เก็บสะสม วิจัย และสื่อสารวัฒนธรรมเกี่ยวกับชาว Valencia นี้ ถูกตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 1983 โดยมีดำริการก่อตั้งย้อนไปตั้งแต่สมัยเผด็จการนายพล Franco ในทศวรรษที่ 1970 Joan Francesc Mira นักเขียนและนักสังคมวิทยาชาว Valencia ซึ่งเป็นประธาน Accio Cultural del Paris Valencia ซึ่งเป็นผู้มีความสนใจในวัฒนธรรม Valencia อย่างลึกซึ้งได้ก่อตั้งสถาบัน Diputacio de Valencia ขึ้นในปี 1982

เป้าหมายสำคัญของการก่อตั้งมิวเซียมก็คือ การเก็บของสะสมที่เกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรมดั้งเดิมของ Valencia เพื่อป้องกันการสูญหาย กิจกรรมส่วนใหญ่ของมิวเซียมจึงสัมพันธ์กับชุมชนรอบๆ โดยภัณฑรักษ์มักจัดกิจกรรมเพื่อให้คนในชุมชนมีโอกาสที่จะแลกเปลี่ยนความรู้และร่วมมือกันทางด้านวัฒนธรรม อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับมิวเซียมเล็กอื่นๆ รอบเมืองเพื่อให้มิวเซียมเหล่านี้สามารถเข้าถึงงานที่เกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรมที่มีคุณภาพ ส่งเสริมการให้ความรู้และเผยแพร่ความคิดเห็น

อาคารจัดแสดงเป็นโบสถ์ไบแซนไทน์ที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1841 อาคารที่ได้รับการปรับปรุงในปี 1995 ภายใต้การออกแบบของ Rafael Rivera สถาปนิกชาวเม็กซิกันได้ออกแบบ La Beneficencia ให้มีส่วนของร้านค้า คาเฟ่ และห้องจัดแสดงนิทรรศการชั่วคราวบนชั้น G ของจัดแสดงถาวรส่วนใหญ่จะอยู่ชั้นหนึ่ง ส่วนห้องสมุดจะอยู่ชั้นสอง ของจัดแสดงถาวรของมิวเซียมจะเริ่มต้นด้วยการบอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ก่อนจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับชาติพันธุ์ ประกอบด้วย เครื่องมือการทำเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การใช้ชีวิตประจำวัน อาทิ เสื้อผ้า ร้านอาหาร โต๊ะทำงาน ของใช้ที่เกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรมชนบทที่ส่วนใหญ่เป็นของพื้นเมือง อาทิ งานเทศกาล งานเฉลิมฉลอง แต่มีของประเทศคองโก และซาอีร์บ้างเล็กน้อย

นอกจากการจัดแสดงผลงานถาวรแล้ว ที่นี่ยังมีการจัดการศึกษาและการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อการศึกษาสำหรับเด็ก ครอบครัว การสัมมนา ภาพยนตร์ และการแสดงดนตรีอีกต่างหากด้วยโดยกิจกรรมเหล่านี้จะต้องเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม ส่วนงานด้านการวิจัยก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับชาติพันธุ์ และมานุษยวิทยา งานเด่นจะเป็นการเก็บถ้อยคำจากคนในชุมชนที่สามารถเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรมเมดิเตอร์เรเนียนทั้งในด้านประวัติศาสตร์ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ร่วมสมัย และภาษา ยิ่งกว่านั้นมิวเซียมยังมีห้องสมุด ห้องเก็บเอกสารที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับชาติพันธุ์และมานุษยวิทยาอีกต่างหากด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : Bullfighting Museum Valencia #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/593340

แหวกฟ้าหาฝัน : Bullfighting Museum Valencia

แหวกฟ้าหาฝัน : Bullfighting Museum Valencia

วันอาทิตย์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า สเปนเป็นชาติที่มีกีฬาชนิดหนึ่งที่เป็นที่ชื่นชอบและมีชื่อเสียงของประเทศนั่นคือ การสู้วัวกระทิง นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือน Valencia สถานที่ท่องเที่ยวแห่งที่น่าสนใจและต้องเยือนให้ได้ก็คือ Bull Fighting Museum หรือมิวเซียมการต่อสู้วัวกระทิงนั่นเอง

การสู้วัวกระทิงเกิดขึ้นครั้งแรกในคริสต์ศตวรรษที่ 17 โดยจัดเป็นเทศกาลใหญ่มีกฎระเบียบมากมายในการต่อสู้ การสู้วัวกระทิงจึงเป็นศิลปวัฒนธรรมชั้นสูงของสเปน มาทาดอร์ หรือนักสู้วัวกระทิง ซึ่งเป็นพระเอกของการต่อสู้จึงเป็นเสมือนหนึ่งอัศวินของสนามแข่ง พวกเขาจะเป็นฮีโร่ของสนามในแต่ละวันหรือเป็นเหยื่อก็ขึ้นกับฝีมือร่วมกับดวงในวันนั้นๆ ด้วย ในยุคแรกของการสู้วัวกระทิง มาทาดอร์จะนั่งบนหลังม้าก่อนที่จะกลายเป็นนักสู้บนภาคพื้นดิน ส่วนผู้ชมก็จัดเป็นองค์กรเพื่อการกุศลทางด้านศาสนาหรือโรงพยาบาล ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 19 การสู้วัวกระทิงถูกกำหนดแบบแผนมากขึ้นและมีกฎเกณฑ์ตายตัวจนกลายเป็นมืออาชีพ

วัวที่ถูกนำมาต่อสู้จะถูกเลี้ยงดูให้แข็งแรงอย่างดีในฟาร์มที่อยู่ภายในบริเวณใกล้เคียงกับสนามแข่ง สายพันธุ์วัวที่ถูกคัดเลือกอย่างดีที่สุดมาจากการผสมจากหลากหลายพื้นที่ทั่วทั้งสเปนโดยบางสายพันธุ์สามารถติดตามย้อนหลังไปนานถึง 3 ศตวรรษ วัวที่ถูกคัดเลือกจะได้รับการเลี้ยงด้วยนมแม่ถึงอายุ 8-10 เดือนหลังหย่านมจะได้รับการเลี้ยงในฟาร์มตามทุ่งหญ้าและถูกทำตำหนิด้วยเหล็กเพื่อบ่งบอกตัวตนด้วย 3 คุณลักษณะคือ สายพันธุ์ ลำดับการเกิด และปีเกิด นอกจากการทำตำหนิด้วยเหล็กที่น่องแล้ว ยังมีการทำตำหนิที่หูอีกด้วย หลังอายุ 2 ปี วัวจะถูกคัดเลือกว่าเหมาะกับการเป็นวัวต่อสู้หรือไม่ด้วยการทดสอบความกล้าหาญของมัน ตัวที่เหมาะสมจะได้รับการเลี้ยงดูเพื่อต่อสู้โดยอายุที่จะเข้าต่อสู้ได้ คือวัวอายุ 4-5 ปีเท่านั้น ส่วนตัวที่ไม่เหมาะสมจะถูกขายเข้าตลาด

มาทาดอร์ ซึ่งเป็นพระเอกของการแสดงนั้นต้องเป็นหัวหน้าทีม เขาจะมีผู้ช่วยอีก 3 คนเพื่อทำให้การแสดงสง่างามแม้เขาจะเป็นผู้เผชิญหน้ากับวัวแต่ผู้เดียวก็ตาม ไม่เพียงเขาต้องเผชิญความตายอย่างโดดเดี่ยว เขายังต้องแสดงความกล้าหาญความเฉลียวฉลาด และท่วงท่าที่สง่างามในการต่อสู้ นักสู้วัวกระทิงในอดีตจะฝึกฝนจากรุ่นพี่ และเป็นผู้ช่วย แต่ปัจจุบันพวกเขาสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนเพื่อฝึกฝนอย่างจริงจังแล้ว พวกเขาจะได้รับการฝึกฝนโดยให้สามารถต่อสู้และฆ่าวัวอายุน้อยๆ โดยเริ่มจาก 2-3 ปีก่อนเมื่อเรียนชั้นสูงขึ้นก่อนจบการศึกษา

มิวเซียม Bullfighting Valencia ที่ก่อตั้งขึ้น ณ ตำแหน่งชานเมืองเมื่อเวลาก่อตั้งนั้นเป็นประตูที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของกำแพงเมือง ในช่วงที่ก่อสร้างใหม่ๆ นั้น สนามสู้วัวกระทิงซึ่งทำจากกระเบื้องและไม้ที่จุได้ 20,000 คนนี้มีขนาดวงนอก 108 เมตร และวงใน 52 เมตรแต่ในปี 1967 เทศบาลเมืองได้ทำการปรับปรุงโดยเปลี่ยนส่วนที่ทำจากไม้ให้เป็นปูนและลดจำนวนแถวของผู้ชมลง 3 แถวร่วมกับปรับปรุงทางเข้าใหม่ให้ดูหรูหรามากขึ้น ในปี 2010 เทศบาลเมืองได้ปรับปรุงสนามใหม่อีกโดยขยายส่วนที่นั่งให้กว้างขึ้นทำให้จำนวนที่นั่งลดลงไปมากถึง 2,500 ที่นั่ง จนเหลือเพียง 10,500 ที่นั่งเท่านั้น

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะไม่เพียงได้ชมสนามแข่งจริงเท่านั้น ยังจะได้ชมมิวเซียมที่เล่าเรื่องราวประวัติเกี่ยวกับการสู้วัวกระทิง และได้ดูภาพถ่ายและประวัติของมาทาดอร์สุดหล่อฝีมือฉกาจหลายคน รวมทั้งชุดแต่งที่สง่างามสมกับเป็นศิลปะประจำชาติสเปนที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์อย่างแท้จริง

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนเมืองมรดกโลก Valencia #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/591712

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนเมืองมรดกโลก Valencia

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนเมืองมรดกโลก Valencia

วันอาทิตย์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนสเปน และชื่นชอบเยือนเมืองมรดกโลก เมืองหนึ่งที่ต้องมานอนหลายๆ วันให้ได้ก็คือ Valencia เมืองที่อยู่ห่างจากมาดริดทางรถไฟประมาณ 1.50-2.15 ชั่วโมง เมืองที่มีประชากรมากเป็นอันดับสาม ของสเปน รองจากมาดริดและบาร์เซโลน่านี้เป็นเมืองท่าที่สำคัญอันดับ 5 ของยุโรปและเป็นเมืองท่าที่มีตู้คอนเทนเนอร์ผ่านมากที่สุดของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมืองที่ถูกก่อตั้งขึ้นครั้งแรกโดยชาวโรมันตั้งแต่ 138 ปีก่อนคริสตกาลนี้เคยถูกครอบครองโดยชาวมัวร์มาก่อน พวกเขาจึงมีคนส่วนหนึ่งใช้ภาษา วัฒนธรรมและศาสนาตามชาวมัวร์ ต่อมาในปี 1238 พระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่ง Aragon ได้พิชิตมัวร์และสถาปนาให้เมืองนี้ กลายเป็นส่วนหนึ่งของสเปน และนับถือศาสนาคริสต์ ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 เมื่อพระเจ้าฟิลิปที่ 5 แห่งสเปนหวนกลับมามีอำนาจในเมืองอีกครั้งจึงยกเลิกสิทธิพิเศษเนื่องจากเจ้าเมือง Valencia เข้าข้างราชวงศ์ Habsburgในสงครามระหว่างสเปนกับออสเตรีย Valenciaกลับมามีความสำคัญอีกครั้งและกลายเป็นเมืองหลวงของสเปน เมื่อ Joseph Bonaparteมีอำนาจเหนือสเปนในปี 1812 และยังเป็นเมืองหลวงของสเปนในปี 1936-7 ในช่วงสงครามกลางเมืองสเปนอีกด้วย

เนื่องจากเมืองนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี 2016 และมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย นักท่องเที่ยวที่มีเวลาจึงควรมานอนค้างสัก 2-3 คืน เพื่อที่จะไม่เพียงได้มีโอกาสเดินเล่นในเมืองที่เต็มไปด้วยอาคารที่มีสถาปัตยกรรมงดงามควรค่าแก่การถ่ายภาพเท่านั้น แต่ยังจะได้มีเวลาเข้าชมมิวเซียมและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ อีกด้วย เป็นที่ทราบกันดีมานานแล้วว่า ชาวยุโรปตอนใต้ส่วนหนึ่งยังคงมีวัฒนธรรมการนอนตอนบ่าย ชาว Valencia ก็เป็นอีกชาวเมืองหนึ่งที่ยังยึดมั่นกับวัฒนธรรมนี้ สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ใน Valencia จึงยังมีการปิดเพื่อให้ชาวเมืองได้หยุดพักกลับบ้านไปกินข้าวและพักผ่อนตอนกลางวันอยู่วันละ 2 ชั่วโมง นักท่องเที่ยวจึงต้องทำการบ้านเรื่องเวลาเปิดปิดสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ รวมทั้งร้านค้าและร้านอาหารด้วยเพื่อให้ไม่พลาดการเข้าชม การเที่ยวเมืองนี้จึงต้องใช้เวลาค่อนข้างมากกว่าเมืองอื่นๆ

Central Market

สถานที่ท่องเที่ยวเด่นๆ ที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นได้ง่าย อาทิ ตลาด สถานที่ก่อตั้งตลาด ณ ปัจจุบันนี้ถูกคัดเลือกมาตั้งแต่ปี 1839 เรียกว่าตลาดใหม่โดยเป็นตลาดแบบไม่มีหลังคา หรือ open air แต่สิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 เทศบาลเมืองตัดสินใจก่อสร้างส่วนหลังคาใหม่ และในปี 1910 เทศบาลเมืองก็ได้คัดเลือกแบบของ Alexandre Soler และFrancesc Gaurdia Vidal สถาปนิกที่จบจากSchool of Architecture of Barcelonaเป็นผู้ออกแบบตลาดใหม่ทั้งหมด ตลาดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรปที่มีพื้นที่ 8,000 ตารางเมตรนี้ จึงได้รับการออกแบบตามแนวทางศิลปะแบบ Art Nouveau โดยใช้ทั้งเหล็ก ไม้ กระเบื้องตกแต่ง นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเที่ยวตลาด ไม่เพียงจะได้ชื่นชมกับสถาปัตยกรรมที่สวยงามน่าประทับใจแล้วยังได้มีโอกาสสัมผัสชีวิตท้องถิ่น ผู้คน อาหารสดอาหารแห้ง และผักผลไม้หลากหลายที่สดใหม่และมีขนาดใหญ่โตกว่าที่พบเห็นในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพริกหวานมะเขือเทศ ขาหมู เห็ดทรัฟเฟิล และสตรอว์เบอร์รี่ในราคาที่ถูกแสนถูกอีกต่างหาก

นอกจากตลาดแล้ว Silk Exchange หรือ Llotja de la Seda ยังเป็นอาคารอีกแห่งที่อยู่ใกล้กันที่น่าสนใจ อาคารที่ถูกปลูกสร้างตามแนวทางศิลปะแบบ Valencian Gothicตั้งแต่ปี 1482 นี้ ประกอบด้วย 3 ส่วน คือส่วน Main Hall อันเป็นศูนย์กลางของการค้าที่พ่อค้าใช้ทำการซื้อของ ส่วนปีกที่มีชื่อว่าPavilion of the Consulate เป็นที่ตั้งของการท่าเรือ อาคารที่มีหลังคาทำจากไม้ลวดลายปิดทองสวยงามนี้เป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่สามารถสามารถเข้าชมได้ฟรี

Llotja de la SedaLlotja de la SedaTruffle

Truffleหลังคา Llotja de la Sedaหลังคา Llotja de la Seda

แหวกฟ้าหาฝัน : Goya Museum Zaragoza #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/590070

แหวกฟ้าหาฝัน : Goya Museum Zaragoza

แหวกฟ้าหาฝัน : Goya Museum Zaragoza

วันอาทิตย์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

The Second of May

โดยทั่วไปศิลปินพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงมักมีมิวเซียมอยู่ในเมืองเกิด เมืองที่อาศัยอยู่นานหรือในเมืองที่เสียชีวิต Francisco Goya ศิลปินที่มีชื่อเสียงและสำคัญที่สุดของสเปนในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ก็เช่นกัน เขาเกิดในครอบครัวชนชั้นกลางในแคว้น Aragon ในปี 1746 และครอบครัวได้ย้ายมาอยู่ Zaragoza ในปีเดียวกันเมื่อเขาอายุได้ 14 ปี เขาเข้าเรียนกับ Jose Luzanจิตรกรที่สอนเขาให้ทำสำเนาแสตมป์อยู่ 4 ปีก่อนย้ายไปมาดริดเพื่อเรียนกับ Anton RaphaelMengs ศิลปินในราชสำนักที่มีชื่อเสียงในเวลานั้นแต่เขากลับไม่ลงรอยกับอาจารย์เลยสมัครเพื่อเข้าเรียนที่ Real Academia de Bellas Artes de San Fernando ในปี 1763 แต่จนถึงปี 1766 เขาก็ยังไม่ได้รับการตอบรับให้เข้าเรียนเขาจึงตัดสินใจย้ายไปเรียนที่โรม ในปี 1771 เขาได้รับรางวัลที่สองในการแข่งขันวาดภาพในเมือง Parma อิตาลีก่อนเดินทางกลับมา Zaragoza บ้านเกิดและได้รับงานตกแต่งที่ Basilica of the Pillar งาน Fresco สำหรับสำนักสงฆ์ Charterhouse of Aula dei และ Sobradiel Palace

เมื่อ Goya เริ่มมีชื่อเสียง เขาก็เริ่มมีเพื่อนฝูงและงานมากขึ้นจนได้แต่งงานกับน้องสาวของ Francisco Bayeu ในปี 1773 อีกสองปีต่อมา เขาได้เป็นสมาชิกของ Real Academia de Bellas Artes de SanFernando และกลายเป็นผู้ควบคุมงานสิ่งทอ และรับจ้างทอพรมให้กับโรงงาน Royal Tapestryในช่วง 5 ปีที่เขาทำงาน เขาได้ออกแบบลายมากถึง 42 แบบสำหรับตกแต่งผนังใน El Escorialและ Palacio Real del Pardo แม้งานทอพรมจะไม่ได้สร้างรายได้ให้เขามากนัก แต่ก็ทำให้เขากลายเป็นที่สนใจของคหบดีและราชสำนัก และได้รับงานทำสำเนาของ Marcantonio Raimondi และ Velazquez ศิลปินชื่อดังของสเปนในสมัยนั้น

หลังแต่งงาน เขาทุกข์ทรมานกับการที่ภรรยาแท้งบุตรหลายครั้งกว่าจะได้บุตรชาย 1 คน มาเลี้ยงจนเติบโต แต่เขากลับโชคดีที่ได้กลายเป็นศิลปินในราชสำนักตั้งแต่ปี 1786 และมีหน้าที่สร้างสรรค์งานภาพเหมือนให้กับราชวงศ์ รวมทั้งออกแบบพระราชวังด้วย ถึงกระนั้นก็ตาม เขากลับป่วยและได้รับการวินิจฉัยโรคผิดจนทำให้หูหนวกในปี 1793 ส่งผลให้งานในช่วงหลังจากนั้นของเขาเต็มไปด้วยความมืดมิดและมองโลกในแง่ร้าย ถึงกระนั้นก็ตาม การงานของเขากลับรุ่งโรจน์มากขึ้นและได้รับตำแหน่ง Prime Court Painter ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งศิลปินประจำราชสำนักอันดับสูงสุดของสเปน

ชีวิตของเขาหลังจากนั้นอยู่ในช่วงสงครามตลอด แม้เขาจะไม่เคยเขียนหนังสือ แต่ผลงานจิตรกรรมของเขาสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของเขาต่อสงครามและความทุกข์ยากได้เป็นอย่างดี หลังจากทนความทุกข์ยากของสงครามในสเปนหลายปี เขาตัดสินใจย้ายออกมาอยู่เมือง Bordeaux ฝรั่งเศสร่วมกับภรรยาใหม่ เมื่ออายุมากขึ้นเขาต้องทนทุกข์กับโรคอัมพฤกษ์ หูหนวก และตาฟางก่อนเสียชีวิตเมื่ออายุได้ 82 ปี ร่างของเขาได้รับการย้ายกลับมาอยู่มาดริดประเทศบ้านเกิด แต่กลับมาแบบไม่มีศีรษะ

Goya Museum ที่ตั้งอยู่ใน Zaragoza และเปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 30 พฤศจิกายน 1979 นี้ ถือกำเนิดขึ้นจากงานสะสมของ Jose Camon Aznar ศาสตราจารย์ชาว Aragon และภรรยา เทศบาลเมืองได้ซื้ออาคารที่มีJeronimo Cosida และ Violante de Albion เป็นเจ้าของโดยก่อสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1535 ตามแนวทางศิลปะแบบ Renaissance ภายใต้การออกแบบของ Juan deLanuza ลักษณะเด่นของอาคารก็คือส่วนของระเบียงที่ได้รับการตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงอันสะท้อนให้เห็นถึงรสนิยมและความมั่งคั่งของผู้เป็นเจ้าของได้เป็นอย่างดี

ส่วนของจัดแสดงของ Goya ภายในมิวเซียมประกอบด้วยงานจิตรกรรม 14 ชิ้นและงานแกะสลักชุดใหญ่อีก 5 ชุดโดยจัดแสดงตามลำดับเวลาตั้งแต่สมัยที่ศิลปินยังเยาว์และอาศัยอยู่ใน Zaragoza จนกระทั่งเขาย้ายไปเสียชีวิตที่ Bordeaux ฝรั่งเศส งานมีหลากหลายธีมตั้งแต่ภาพเหมือน ภาพร่างที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาและสงครามอันสะท้อนให้เห็นมุมมองและความทุกข์ยากอย่างที่สุดของเขาได้เป็นอย่างแทบไม่ต้องใช้จินตนาการใดๆ เลย

Self Portrait

Self PortraitTHE SLEEP OF REASON PRODUCES MONSTERS

THE SLEEP OF REASON PRODUCES MONSTERS