แหวกฟ้าหาฝัน : Old Master Masterpiece in Bilbao Fine Arts Museum #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/565285

แหวกฟ้าหาฝัน : Old Master Masterpiece in Bilbao Fine Arts Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Old Master Masterpiece in Bilbao Fine Arts Museum

วันอาทิตย์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Lot and His Daughters 

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยือนมิวเซียมแต่มีเวลาไม่มาก ผลงานที่นักท่องเที่ยวสนใจจึงมักเป็นงานMasterpiece ณ Bilbao Fine ArtsMuseum งานจิตรกรรม Masterpieceรุ่นเก่าที่สำคัญจากศิลปินดังก็มีหลายชิ้นอาทิ The Rape of Europa byMartin De Vos ศิลปินชาวดัชท์ที่มีชื่อเสียงในการสร้างสรรค์งานแนวเปรียบเทียบในครึ่งหลังของศตวรรษที่ 16 ภาพ The Rape of Europa เป็นภาพที่ดีที่สุดภาพหนึ่งของศิลปินซึ่งนำมาจากตอนที่พระเจ้า Jupiter ที่ตกหลุมรักEuropa ลูกสาวของ Agenor กษัตริย์ของPhenicia พระองค์จึงปลอมตัวเป็นวัวและลักพานางไปยังเกาะ Crete ผู้ชมจะเห็นว่าในภาพประกอบด้วย 2 ส่วนส่วนแรกเป็นเสมือนฉากอันเป็นช่วงเวลาก่อนที่ Europa จะถูกลักพาตัวนั่นคือ เป็นภาพที่นางเอกกำลังเล่นกับเพื่อนหญิงคนอื่นที่ริมหาด โดยมีเทพลอยล่องและถือศรของ Jupiter อยู่บนฟ้า ส่วนด้านหน้าเป็นภาพสาวงามสวยสะพรั่งนั่งอยู่บนหลังวัวตัวผู้ที่แสนจะสง่างามซึ่งก็คือ Jupiter ที่กำลังลอยละล่องในน้ำ ผู้ชมจะเห็นว่าผลงานชิ้นนี้มีการถ่ายทอดรายละเอียดที่งดงามผ่านส่วนประกอบทั้งดอกไม้และแพรพรรณบนภาพนางแบบที่เปลือยเปล่า ร่วมกับแววตาและมัดกล้ามเนื้อที่เขม็งตึงบนขาหน้าของวัวได้อย่างเยี่ยมยอด

Lot and His Daughters by Orazio Gentileschi ศิลปินแนว Mannerism ชาวอิตาเลียนที่ได้รับอิทธิพลจากงานของ Caravaggio บิดาของ ArtemisiaGentileschi ศิลปินหญิงที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของอิตาลี ผลงานที่เป็นเรื่องในพระคัมภีร์ตอนที่ Lot ได้ข่าวว่าเมือง Sodom จะถูกทำลายจึงออกเดินทางพร้อมครอบครัวเพื่อหนีหายนะ ระหว่างทางภรรยาของเขาถูกสาปจนกลายเป็นหิน ลูกสาวสองคนเกรงว่าทั้งสองจะไม่สามารถมีสามีได้และต้องอยู่ลำพังจึงได้มอมเหล้าบิดาเพื่อได้มีโอกาสหลับนอนด้วย ผลงานชิ้นนี้ศิลปินใช้สัญลักษณ์หลายอย่างเพื่อแสดงเรื่องราว อาทิ เหล้าไวน์ที่หกเพื่อบ่งบอกถึงการถูกมอม นักท่องเที่ยวจะสามารถสัมผัสถึงอัจฉริยภาพของศิลปินผ่านทางการใช้สี ความเนียนของผิวพรรณ ความละเอียดของอาภรณ์และเส้นผมสมกับเป็นหนึ่งใน Masterpiece ของเขา

Lot and His Daughters detail

The Virgin with the Infant Jesus and the infant Saint John the Baptist by Francisco de Zurbaran ศิลปินชาวสเปนที่มีชื่อเล่นว่า Spanish Caravaggio นี้เป็นผู้ที่มีฝีไม้ลายมือยอดเยี่ยมและได้รับการว่าจ้างจากทั้งศาสนจักรและราชวงศ์อยู่เป็นประจำ แม้เขาจะใช้ชีวิตส่วนใหญ่ใน Seville ผลงานชิ้นนี้เป็นช่วงที่เขาปฏิวัติแนวทางการสร้างสรรค์หลังจากที่ย้ายมาอยู่ที่มาดริดและถือเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดชิ้นหนึ่งของเขา ผู้ชมจะเห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับการจัดวางตำแหน่งของภาพ และรายละเอียดของทุกสิ่งในภาพไม่ว่าจะเป็นแอปเปิ้ล ลูกแพร ถาดขนแกะ สีหน้าแววตาของพระแม่มารีโดยยังคงใช้แนวทางศิลปะของ Caravaggioที่เน้นให้ภาพดูมีชีวิตชีวาและลอยเด่นบนพื้นดำ

Saint Sebastian cured by the Holy Women by Jose de Ribera ศิลปินชาวบาเลนเซียผู้มีแนวทางศิลปะตามอย่าง Caravaggio นักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกับงาน old master ของอิตาลีเป็นอย่างดีคงเคยได้ยินคำว่า Caravaggioismมาแล้ว คำนี้มาจาก Michelangelo da Caravaggio ศิลปินที่มีสไตล์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใครนั่นคือ มีความเหมือนจริงและใช้สีที่ตัดกันอย่างลุ่มลึกระหว่างความมืดกับความสว่าง ผลงานของเขาส่วนใหญ่ เป็นภาพเกี่ยวกับศาสนจักรโดยเน้นให้พื้นเป็นสีดำเพื่อให้ตัวละครของภาพแสดงออกได้อย่างโดดเด่น ภาพที่ Irene กำลังดึงศรออกจากร่าง St.Sebastian ที่นอนเหยียดยาวบนพื้นมือหนึ่งยังถูกแขวนห้อยโดยมี Lucilaถือโอ่งใส่น้ำมันให้ความช่วยเหลืออยู่นั้นเป็นผลงานที่แสดงออกให้เห็นถึงอิทธิพลของCaravaggio อย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งสีหน้าท่านอนหงายเหยียดแขนด้วยสีหน้าสิ้นหวังของ St.Sebastian บนพื้นดำ ผลงานชิ้นนี้แสดงให้เห็นอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัดโดยเฉพาะส่วนของเท้า ผ้ารองตัวและสีหน้าของ St.Sebastian เหมือนจริงราวกับภาพถ่ายเลยทีเดียวThe Rape of Europa

The Rape of EuropaSaint Sebastian cured by the Holy WomenSaint Sebastian cured by the Holy WomenThe Virgin with the Infant Jesus and the infant Saint John the BaptistThe Virgin with the Infant Jesus and the infant Saint John the Baptist

แหวกฟ้าหาฝัน : Bilbao Fine Arts Museum #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/563720

แหวกฟ้าหาฝัน : Bilbao Fine Arts Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Bilbao Fine Arts Museum

วันอาทิตย์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Contemporary art work

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบศิลปะและได้มาเยือน Bilbao มิวเซียมที่ต้องเยือนให้ได้แห่งหนึ่งก็คือ Bilbao Fine Arts Museum มิวเซียมที่ใหญ่เป็นอันดับสองและมีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากอันดับสองของ Basque County นี้เป็นมิวเซียมที่มั่งคั่งที่สุดแห่งหนึ่งของสเปน มิวเซียมที่ก่อตั้งในปี 1908 และเปิดตัวในปี 1914 นี้ มีเป้าหมายสำคัญในการก่อตั้งก็เพื่อให้เป็นที่จัดแสดงศิลปะร่วมสมัย และใช้เป็นที่สังสรรค์สำหรับคนรุ่นใหม่ รวมทั้งเป็นแบบอย่างให้กับชุมชนศิลปินพื้นเมืองได้มีสถานที่สำหรับฝึกฝน และแบ่งปันความรู้ร่วมกับศิลปินเมืองอื่นและชาติอื่น อีกทั้งยังใช้จัดแสดงผลงานใหม่ๆ ร่วมสมัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลปินชาว Basque

Bilbao Fine Arts Museum เป็นมิวเซียมที่เกิดจากการควบรวม Museum of Fine Arts ที่ก่อตั้งในปี 1908 กับ Modern Art Museum ที่ก่อตั้งในปี 1924 เข้าด้วยกันในปี 1945 โดยใช้อาคารเก่า ณ สถานที่ปัจจุบันเป็นที่ทำการก่อนก่อสร้างอาคารใหม่เพิ่มเติมหลังสงครามกลางเมืองในปี 1970 มิวเซียมที่เน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนและสถาบันแห่งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนและเป็นต้นแบบวัฒนธรรม และค่านิยมอันดีให้กับสังคม ส่วนต่อขยายจากพื้นที่ 6 พันกว่าตารางเมตร เป็น 13,000 กว่าตารางเมตรนั้นเกิดขึ้นได้จากเงินบริจาคกว่า 15 ล้านยูโร แบบก่อสร้างที่ชนะการประกวดเพื่อเชื่อมอาคารทั้งสองและจัดพื้นที่ใหม่ให้มีพื้นที่ของร้านอาหาร ร้านหนังสือห้องสมุดและห้องเรียนนำทีมโดย Luis Uriarteส่วนการบริหารจัดการภายในของมิวเซียมเป็นของเทศบาลจวบจนกระทั่งปี 1991รัฐบาล Basque ได้เริ่มมีบทบาทเพิ่มขึ้นยิ่งเมื่อได้ Miguel Zugaza อดีตผู้อำนวยการมิวเซียม Prado มาเป็นผู้อำนวยการก็ยิ่งมีความทันสมัยมากขึ้น

Contemporary sculpture

เนื่องจาก Bilbao Fine Arts Museum เป็นมิวเซียมที่ควบรวมเอาส่วนของ Museum of Modern Art เข้ามาด้วย ของจัดแสดงของมิวเซียมจึงเริ่มต้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 12 จวบจนถึงปัจจุบัน ของจัดแสดงถูกจัดเป็น 5 หมวด 33 ห้อง นั่นคือศิลปะโบราณ งานยุคใหม่และงานร่วมสมัย ศิลปะ Basque งานสิ่งพิมพ์ และศิลปะประยุกต์จำนวนหลายหมื่นชิ้นประกอบด้วย งานจิตรกรรม 1500 ชิ้น งานประติมากรรม 400 ชิ้น

แกนหลักของการจัดแสดงจะเรียงลำดับตามเวลาโดยเป็นงานของสเปนตั้งแต่โบราณ และศิลปะ Basque โดยมีงานนานาชาติของกลุ่ม Flemish และดัชท์ระหว่าง
คริสต์ศตวรรษที่ 15-17 รวมทั้ง Italian school บ้าง นักท่องเที่ยวจะได้เพลิดเพลินกับงานของศิลปินดังๆ ประกอบด้วย Cranach,El Greco, Van Dyck, Goya, Baconรวมทั้งกลุ่มล้ำยุค และ Post Impressionismของศิลปินสเปนและศิลปินชาว Basque อย่างเต็มอิ่มเลยทีเดียวPost ImpressionismPost Impressionism

Front door sculpture

Front door sculptureModern art work

Modern art workEl Greco

El Greco

Flemish school

Flemish school

แหวกฟ้าหาฝัน : Basque Museum #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/562162

แหวกฟ้าหาฝัน : Basque Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Basque Museum

วันอาทิตย์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์และได้มีโอกาสเดินทางมา Bilbao สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ควรไปให้ได้ก็คือ BasqueMuseum ที่นี่เป็นมิวเซียมที่พูดถึงประวัติของชาว Basque ซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองย่านนี้ มิวเซียมที่บอกเล่าเรื่องราวของชาว Basque ที่เปิดสู่สาธารณชนตั้งแต่ปี 1921 นี้ จัดตั้งขึ้นในอาคารเก่าแก่สไตล์ Basque ณ ตำแหน่งเมืองเก่าของ Bilbao มิวเซียมที่มีประวัติยาวนานย้อนไปถึงคริสต์ศตวรรษที่ 15 นี้เคยเป็นโรงเรียนและโบสถ์มาก่อนโดยถูกสร้างขึ้นจากกลุ่ม Jesuit จากการที่นายกเทศมนตรีเมือง Toledo ท่าน Cardinal Domingo de Gorgolla ต้องการให้มีโรงเรียนและโบสถ์ในที่เดียวกัน สถานที่นี้ได้อบรมนักศึกษาหลากหลายสาขาเรื่อยมาจวบจนปี 1767 เมื่อพระเจ้าชาร์ลที่ 3 ได้ขับคณะ Jesuit ออกจากสเปนและยึดทรัพย์สินมาเป็นของพระองค์ พระองค์มีบัญชาให้คณะสงฆ์ St.John ย้ายมาอยู่ที่นี่แทน คณะสงฆ์ที่ครอบครองต่อมาอีกหลายร้อยปีได้ใช้สถานที่แห่งนี้ดูแลผู้เจ็บป่วยคนยากจนรวมทั้งอบรมอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการทำขนมปังปั่นด้าย ทอผ้า รวมทั้งการทำเครื่องกระเบื้องหลังปี 1879 รัฐบาลได้ก่อตั้งโรงเรียนสอนศิลปะขึ้นแทน และยังใช้สถานที่แห่งเดียวกันนี้เป็นที่ว่าการศาลจนถึงปี 1911 เทศบาลเมืองได้ย้ายอารามไปไว้กับ Archeological Museumof Bizkaia

หลังการควบรวมกันมิวเซียมจึงได้รับของสะสมเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นของจัดแสดงเกี่ยวกับการเกษตรการประมง การเลี้ยงสัตว์ การทำฟาร์มเสื้อผ้า เครื่องกระเบื้อง ฯลฯ จนทำให้มิวเซียมแห่งนี้มีชื่อเสียงไปทั่วประเทศ ต่อมาผู้บริหาร Ethnographic Museum ได้พยายามระดมทุนและหาหนทางในการบริหารจัดการเพื่อควบรวมเข้ากับ ArchaeologicalMuseum จนสำเร็จในวันที่ 3 กรกฎาคม 1921 เมื่อสงครามปะทุขึ้นในปี 1936 ทั้งภัณฑรักษ์และนักวิจัยประจำมิวเซียมได้ถูกขับไล่ไปส่งผลให้การจัดแสดงมิวเซียมชะงักงันซ้ำร้ายของจัดแสดงบางส่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากมิวเซียมชาติพันธุ์ได้ถูกเคลื่อนย้ายไปและกลับคืนมาอย่างเสียหาย หลังปี 1956ที่ Mario Grande Ramos ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการมิวเซียม เขาได้ส่งเสริมการขุดหาสมบัติใน Bizkaia อย่างมากจนตั้งเป็นส่วนวิจัยของมิวเซียมในเวลานั้น เขาถึงกับมีแนวคิดที่จะเปลี่ยนชื่อมิวเซียมเป็น Historic Museum of Bizkaia แต่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ

ในปี 1967 มิวเซียมมีของจัดแสดงเพิ่มขึ้นมากจนไม่พอเก็บรักษาจึงทำการขยายพื้นที่และปรับปรุงอาคารใหม่ให้ใหญ่ขึ้นรวมทั้งมีการปรับปรุงวิธีการจัดแสดงของใหม่ให้ดูน่าสนใจมากขึ้นและทำการเปิดตัวใหม่ในวันที่ 3 ตุลาคม 1970 หลังจากสเปนเปลี่ยนการปกครองเป็นประชาธิปไตย KarmeleGoni Auzmendi ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการ และได้ทำการจัดการกับวิธีการจัดแสดงใหม่โดยมีการจัดแสดงแบบ 2 ภาษาและเปลี่ยนชื่อมิวเซียมเป็น Basque ArcheologicalEthnography and Legend Museumเพื่อเป็นเกียรติแก่ดินแดนแถบนี้ที่ถูกเรียกว่า Basque Country อันเป็นดินแดนที่ได้รับการอนุญาตให้มีสถานะเป็นชาติภายในสเปนตามรัฐธรรมนูญของสเปนปี 1978 แต่รัฐธรรมนูญปัจจุบันได้ยกเลิกกฎหมายข้อนี้ไปแล้ว

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือน Basque Museum จะสนุกสนานกับของจัดแสดงที่เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเขตแดน Vizcaya ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับทะเล การเดินเรือ การตกปลา อาวุธ การค้า การทอผ้าเครื่องใช้ไม้สอย เครื่องกระเบื้องของชาว Basqueกันอย่างเต็มอิ่มกันเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Bilbao Cathedral #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/560571

แหวกฟ้าหาฝัน : Bilbao Cathedral

แหวกฟ้าหาฝัน : Bilbao Cathedral

วันอาทิตย์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

La Ribera Market 

Bilbao เมืองที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือที่อยู่ห่างจากมาดริดโดยรถไฟร่วม 8 ชั่วโมงนี้ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 14 โดย Diego Lopez V de Haro ต้นตระกูล Haro ผู้ทรงอิทธิพลทางตอนเหนือของสเปน เขาได้พัฒนาหมู่บ้านแถบนี้ให้กลายเป็นศูนย์กลางของการค้าขายของเขต Basque นับจากนั้นมาเมืองนี้ก็ได้รับการพัฒนาขึ้นจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่กลายเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมที่เป็นรองแค่เมืองบาร์เซโลน่าเท่านั้น ที่นี่กลายเป็นเมืองที่มีชื่อเสียง เมื่อเมืองได้รับรางวัล Lee Kuan Yew World City จากสิงคโปร์ซึ่งเป็นเสมือนรางวัลโนเบลที่มอบให้กับเมืองในปี 2010 หลังจากนั้น 3 ปี Inaki Azkuna นายกเทศมนตรีเมือง Bilbao ก็ได้รับรางวัล World Mayor ชื่อเสียงของเมืองขึ้นสู่จุดสูงสุดเมื่อ Bilbao ได้รับรางวัลเมืองที่ดีที่สุดในยุโรปจาก The Academy of Urbanism ในปี 2018

นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้า Bilbao ด้วยรถไฟจะเห็นว่า สถานีรถไฟ Abando Indalecio Prieto เป็นหนึ่งในสถานีรถไฟที่สวยที่สุดของสเปนโดยเฉพาะกระจกสีด้านหน้า อีกทั้งยังมีความทันสมัยและหรูหรา ถึงกระนั้นก็ตาม เมื่อเมืองได้รับรางวัลมาหลายหน รัฐบาลสเปนจึงต้องการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจึงได้ให้กำเนิดโครงการที่จะพัฒนาสถานีนี้ให้ใหญ่โตมากยิ่งขึ้นไปอีกด้วยการปรับปรุงเพิ่มเติมให้ทันสมัยในปี 2020 และจะแล้วเสร็จในปี 2023

Bilbao Cathedral

ออกจากสถานีรถไฟเพียงแค่ 850 เมตร นักท่องเที่ยวก็จะได้พบกับตลาดที่ได้ชื่อว่าใหญ่ที่สุดในโลกในปี 1990 นั่นคือ La Ribera Market ตลาดที่อยู่ริมน้ำ Nervion ปลูกสร้างด้วยอาคารแนวArt Deco ที่ถูกออกแบบโดย Pedro Ispizua ซึ่งได้รับการฝึกงานพร้อมๆ กับ Antonio Gaudiสถาปนิกที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งแห่งบาร์เซโลน่านี้ก่อสร้างขึ้นในปี 1929 ตลาดรุ่งเรืองเรื่อยมาอันเป็นผลมาจากการที่มีร้านค้าเป็นจำนวนมากและมีสินค้าที่หลากหลาย แต่ในปี 1970 เทศบาลได้เปิดตลาดใหม่ขึ้นในบริเวณไม่ไกลกันนักประกอบกับอาคารที่เริ่มเก่า ร่วมกับเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปี 1983 เทศบาลจึงได้มีดำริที่จะปรับปรุง ถึงกระนั้นก็ตาม ตลาดยังคงไม่ทันสมัย

จวบจนปี 2010 เทศบาลจึงได้ทำการขยายตลาดโดยเพิ่มจำนวนชั้นเป็น 3 ชั้นกว่า 10,000 ตารางเมตร รองรับร้านค้ากว่า 180 ร้านจึงมีความทันสมัย ปลอดภัยและได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามด้วยกระจกสี หลังปี 2015 ตลาดได้ทำการเพิ่มเติมส่วนขายอาหารสำเร็จรูปแบบ food courtจึงเต็มไปด้วยร้านอาหารนานาชนิดทั้งอาหารคาว- หวาน เบเกอรี่ และไวน์นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบหมูน่าที่จะถูกใจกับตลาดแห่งนี้เพราะมี Tapas หลากหลายแบบ รวมทั้งหมูเค็มอันลือลั่นของสเปนขายหลายร้านมาก แต่นักท่องเที่ยวที่คาดหวังจะรับประทานอาหารทะเล และ lobster อาจผิดหวังเพราะอาหารทะเลสดมีน้อยมาก มีแต่ของดองซ้ำไม่มี lobster อีกต่างหาก ทั้งๆ ที่เป็นเมืองติดทะเล ถึงกระนั้นก็ตาม อาหารที่หลากหลาย อร่อยและสวยงามยังคงเป็นที่ถูกใจจนทำให้ตลาดกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะสายกินที่มาเยือน Bilbaoอย่างไม่ต้องสงสัย

Black Madonna in Bilbao Cathedral

หลังจากช็อปปิ้ง และแวะกินดื่มจากตลาดแล้ว เลยตลาดไปเพียงร้อยกว่าเมตรก็ถือ Bilbao Cathedral หรืออีกชื่อว่า The Cathedral de Santiago de Bilbao มหาวิหารที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกของ St. James เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 15 ตามแนวทางศิลปะแบบโกธิคนี้ได้รับการปรับปรุงต่อมาอีกหลายครั้งจึงมีบางส่วนที่เป็นแนวทางศิลปะแบบ Renaissance และ Neoclassic โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนของหอสวดมนต์ซึ่งเป็นส่วนที่เก่าแก่ของมหาวิหารที่ถูกสร้างขึ้นและยังคงดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากมหาวิหารถูกไฟไหม้และน้ำท่วมหลายครั้ง หลายส่วนที่เห็นในปัจจุบันจึงเป็นของใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งออแกน ที่ถูกสร้างขึ้นโดย Pellerin&Uys นั้นติดตั้งในปี 1994 นี่เองfood court in La Ribera Market

food court in La Ribera Marketออแกน

ออแกนบรรยากาศในมหาวิหาร

บรรยากาศในมหาวิหารบรรยากาศในตลาด

บรรยากาศในตลาดกระจกสีในสถานีรถไฟ

กระจกสีในสถานีรถไฟกระจกสีในมหาวิหาร

กระจกสีในมหาวิหารTapas ของดอง

Tapas ของดอง

แหวกฟ้าหาฝัน : ชมเมือง Valladolid #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/558800

แหวกฟ้าหาฝัน : ชมเมือง Valladolid

แหวกฟ้าหาฝัน : ชมเมือง Valladolid

วันเสาร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โดยทั่วไปนักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนแต่ละเมืองก็มักไม่เพียงเยี่ยมเยือนส่วนเมืองเก่า และโบสถ์ ยังมักใช้เวลาชมมิวเซียมต่างๆ ด้วย แต่หากมาในวันจันทร์มักติดปัญหา เพราะมิวเซียมส่วนใหญ่แทบทุกเมืองในยุโรปปิดวันจันทร์ แต่มิวเซียมบางแห่ง แม้ไม่มีโอกาสเข้าชมแค่ได้ไปเดินวนรอบก็สามารถที่จะชื่นชมกับสถาปัตยกรรมสวยๆ ได้แล้ว อาทิ Museo Nacional de Cultura Valladolid หรือ National Museum of Sculpture นี้เป็นมิวเซียมของกระทรวงวัฒนธรรมสเปนที่เก็บสะสมงานประติมากรรมตั้งแต่ยุคกลางถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19 มิวเซียมนี้ตั้งอยู่ใน Colegiode San Gregorio ที่ก่อสร้างขึ้นด้วยแนวทางศิลปะแบบIsabelline style หรือIsabelline Gothic ซึ่งเป็นแนวทางศิลปะเฉพาะของสเปนที่เกิดขึ้นในยุคของพระนางเจ้า Isabella ที่หนึ่งแห่ง Castile และพระเจ้าเฟอร์ดินันที่สองแห่ง Aragon ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 ต่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 ส่วนสำคัญของอาคารมิวเซียมที่เป็นที่เชิดหน้าชูตาก็คือประตูและหน้าบันที่ได้รับการตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง อาทิ เหนือประตูเป็นเหตุการณ์การออกว่าราชการของพระนางเจ้า Isabella เป็นต้น

นอกจากมิวเซียมแล้ว นักท่องเที่ยวที่นิยมหาสถาปัตยกรรมสวยๆ ไว้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก นอกจาก old town แล้ว สถานที่หนึ่งที่แนะนำเมื่อมีโอกาสเยือน Valladolidก็คือ San Pablo Valladolid โบสถ์ที่แต่เดิมเป็นอารามนี้ถูกสร้างขึ้นภายใต้คำบัญชาของ Cardinal Juan de Torquemada ตั้งแต่ปี 1445 ถูกปรับปรุงครั้งใหญ่ในปี 1616 และเป็นสถานที่แบ๊บติสพระเจ้าฟิลิปที่สองและสี่ แห่งสเปน อาคารเก่าแก่ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมแบบโกธิคนี้มีประตูและหน้าบันที่สวยงามมีรายละเอียดซับซ้อน หากนักท่องเที่ยวสังเกตจะพบว่าเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนจักร อาทิ ด้านบนของประตูเป็นเรื่องเกี่ยวกับการราชาภิเษกของพระแม่มารี เป็นต้น

นอกจากนี้เพื่อให้ได้มีโอกาสเข้าถึงบรรยากาศท้องถิ่นด้วย สถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวควรไปให้ได้ถ้ามีเวลาก็คือ ตลาด ทั้งนี้เพราะไม่เพียงจะได้ชมบรรยากาศการซื้อขายสินค้าพื้นเมือง ตลาดในยุโรปแทบทุกเมืองยังมีอาหารท้องถิ่นที่สำคัญให้ได้ลิ้มลอง นักท่องเที่ยวที่ชอบรับประทานหมู ไม่เพียงจะได้ลิ้มลองขาหมูเค็มที่ได้เห็นทั่วทั้งสเปนแล้ว ที่ Valladolid ยังมีหมูสามชั้นทอดที่ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ พอดีคำ หนังกรอบเนื้อนุ่มกินกับขนมปังนุ่มเหนียวเป็นอาหารเด็ดให้ลิ้มลองคู่กับไวน์แดงท้องถิ่นด้วย

หลังจากเดินเที่ยวและพักขาเรียบร้อย สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งของValladolid ก็คือ Gutierrez Passage หรือช้อปปิ้งมอลล์ที่อยู่ระหว่างถนน Fray Luis de Leon และ Castelar ช้อปปิ้งมอลล์แห่งนี้เกิดขึ้นตามอย่างฝรั่งเศสในสมัยปฏิวัติอุตสาหกรรมในคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยอยู่ภายใต้โดมกระจกขนาดใหญ่และมีหลังคาที่ได้รับการตกแต่งด้วยงานจิตรกรรมที่เป็นเรื่องราวในนิยายปรัมปราอย่างสวยงามจากฝีมือของ SalvadorSeijas และมีร้านค้าเล็กๆ อยู่สองข้างทางบริเวณตรงกลางมีจุดถ่ายรูปสำคัญคือประติมากรรม Renaissance Mercury เทพเจ้าแห่งการค้าฝีมือ Juan de Bolonia นักท่องเที่ยวที่มา Valladolid และได้เยือนสถานที่ทั้ง 4 แห่งนี้ครบ ไม่เพียงจะอิ่มท้องอิ่มใจ ยังได้รูปสวยๆ มาเต็มอย่างแน่นอน

แหวกฟ้าหาฝัน : Plaza Moyor ที่สวยที่สุดในสเปน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/557296

แหวกฟ้าหาฝัน : Plaza Moyor ที่สวยที่สุดในสเปน

แหวกฟ้าหาฝัน : Plaza Moyor ที่สวยที่สุดในสเปน

วันอาทิตย์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Valladolid เมืองใหญ่ที่สุดทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของสเปนที่ห่างจากมาดริดทางรถไฟเป็นเวลา 1 ชั่วโมง แห่งนี้เป็นอีกเมืองหนึ่งที่มีความน่าสนใจ ดั้งเดิมนั้นที่นี่เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชาว Celtic กลางหุบเขาริมแม่น้ำ Duero สถานที่ซึ่งปัจจุบันยังสามารถขุดพบซากสิ่งของของชาว Celtic และชาวโรมัน ตัวเมืองเดิมตั้งอยู่บริเวณจัตุรัส San Miguel y el Rosarillo ในปัจจุบัน ในช่วงที่ชาวมุสลิมปกครองสเปน กษัตริย์คริสเตียนได้เคลื่อนย้ายประชากรไปทางเหนือเพื่อป้องกันมิให้ชาวมัวร์มารุกราน

ในปี 1469 พระนางเจ้า Isabella I of Castile และพระเจ้า Ferdinand of Aragon ได้อภิเษกสมรสกันในเมืองนี้ เท่ากับเป็นการยกระดับเมืองให้เป็นที่ประทับของกษัตริย์ ระหว่าง 1554-9 Joanna of Austria น้องสาวของพระเจ้า ฟิลิปที่สองได้มาเป็นผู้สำเร็จราชการ ณ เมืองนี้จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของศูนย์กลางของราชวงศ์สเปนยุคใหม่ เมืองขึ้นสู่จุดสูงสุดอีกครั้งเมื่อ Valladolid ได้รับการสถาปนาให้เป็นเมืองและเป็นที่ประทับของบิชอปในปี 1596 ในระหว่างปี 1601-6 ที่พระเจ้าฟิลิปที่สามครองราชย์ Valladolid ได้เป็นเมืองหลวงของประเทศ ระหว่างนั้น Duke of Lerma ได้สะสมที่ดินในกรุงมาดริด เมื่อ Valladolid เกิดโรคระบาด Duke of Lerma ได้แนะนำให้พระเจ้าฟิลิปย้ายเมืองหลวงกลับไปมาดริด เขาสามารถสร้างกำไรอย่างงามจากการที่ที่ดินในเมืองมาดริดมีราคาสูงขึ้นอีกครั้ง

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองก็คือ Plaza Mayor จัตุรัสกลางเมืองแห่งแรกและสวยที่สุดของสเปนที่ได้กลายเป็นต้นแบบของเมืองอื่นๆ นี้ มีประวัติย้อนไปกลางคริสต์ศตวรรษที่ 13 จัตุรัสที่ถูกย้ายมาจากตลาด Santa Malia นี้เริ่มมีอาคารมากขึ้น และเป็นที่ตั้งของ Convent of San Francisco ตั้งแต่ปี 1499 ซึ่งได้กลายเป็นที่ว่าการของเมืองในเวลาต่อมา

เมื่อส่วนเมืองเก่าถูกไฟไหม้ไปในปี 1561 พระเจ้าฟิลิปที่สองจึงได้โปรดให้สร้างอาคารใหม่ขึ้น 2 หลังซึ่งได้รับการออกแบบโดย Juan Bautista de Toledo และ Francisco de Salamanca สถาปนิกประจำราชสำนัก อาคารสำนักงานของเทศบาลเมืองที่กลายเป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรม Baroque แบบสเปนเริ่มก่อตั้งขึ้นในปี 1892 ได้รับการออกแบบโดย Antonio Iturralde และ Enrique Repulles y Vargas สถาปนิกที่มีชื่อเสียงในช่วงเวลานั้น จัตุรัสที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นที่เฉลิมฉลองของประชาชนต่อราชวงศ์ได้ถูกออกแบบให้มีหน้ามุขขนาดใหญ่เพื่อให้ราชวงศ์และข้าราชบริพารสามารถมองเห็นการแสดงและความเป็นไปที่ลานกลางนี้ได้กลายเป็นต้นแบบของจัตุรัสกลางเมืองอีกหลายเมืองในสเปนไม่ว่าจะเป็นมาดริด Salamanca รวมทั้งเมืองในอิตาลี

Valladolid ยังได้ชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดภาษาสเปนและถือว่าเป็นเมืองที่ภาษาสเปนบริสุทธิ์ที่สุดทำให้มีชื่อเสียงทางด้านปัญญาจึงดึงดูดนักปรัชญามากมายมายังเมือง แม้หลังจากที่พระเจ้าฟิลิปย้ายเมืองหลวงกลับไปที่มาดริดซึ่งทำให้ความสำคัญของเมืองด้อยลงก็ตาม กระทั่งคริสต์ศตวรรษที่19 เมื่อเมืองเริ่มมีการวางรางรถไฟ ความเจริญของเมืองก็ขึ้นถึงขีดสุดอีกครั้ง หลังปี 1950 เมื่อบริษัทใหญ่ๆ อาทิ ENDASA, FASA, TECNAUTO, SAVA ก่อตั้งบริษัทขึ้นในเมืองนี้ ที่นี่จึงกลายเป็นศูนย์กลางทางด้านอุตสาหกรรมยังผลให้มีผู้อพยพเข้ามาในเมืองเป็นจำนวนมากกว่า 2 ทศวรรษ เมืองจึงขยายไปทางทิศตะวันตกของแม่น้ำ Pisuerga หลังทศวรรษที่ 1960 นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือน Valladolid จะเห็นว่าอาคารรายรอบ Plaza Mayor ของเมืองนี้เป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม และมีร้านอาหารรายรอบสมเป็นต้นแบบของ Plaza Moyor ทั่วทั้งสเปนอย่างแท้จริง

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of San Joaquin and Santa Ana Valladolid #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/555661

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of San Joaquin and Santa Ana Valladolid

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of San Joaquin and Santa Ana Valladolid

วันอาทิตย์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เนื่องจากสเปนเป็นชาติที่มีโบสถ์มากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก การเที่ยวเมืองต่างๆในสเปน นอกจากนักท่องเที่ยวจะได้เยือนพระราชวัง มิวเซียมและโบสถ์แล้ว นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบมิวเซียมและเรื่องราวเกี่ยวกับคริสต์ศาสนา ยังสามารถที่จะเยือนมิวเซียมที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรได้ด้วย มิวเซียมหนึ่งที่น่าสนใจเมื่อมาเยือน Valladolidก็คือ Museum of San Joaquin and SantaAna อารามที่ในช่วงเริ่มแรกถูกจัดตั้งโดย Count Nuno Perez de Lara แต่ถูกรวมเข้ากับอาราม Santa Ana ที่ถูกก่อตั้งโดยพระเจ้าฟิลิปที่สอง ส่วนของตัวมิวเซียมนั้นก่อตั้งขึ้นในปี 1978 นี่เองเพื่อไว้เก็บของสะสมสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักร

อาคารของทั้งอารามและมิวเซียมเป็นอาคารแนว Neoclassic ที่ได้รับการออกแบบโดย Francisco Sabatini สถาปนิกประจำราชสำนักสมัยพระเจ้าคาร์ลอสที่สาม อาคารที่ได้ชื่อว่ามีความสมดุลและดูสะอาดเรียบร้อยที่สุดนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นต้นแบบสถาปัตยกรรม Neoclassic ที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของสเปน

ของจัดแสดงเด่นๆ ในมิวเซียมของอารามมีหลากหลาย อาทิ แท่นบูชาที่ทำจากไม้และหินอ่อนของโบสถ์ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นของจัดแสดงที่สำคัญที่สุดของมิวเซียมนี้ยังได้รับการเสริมแต่งให้ดูขลังยิ่งขึ้นด้วยงานจิตรกรรมข้างๆ The Death of St.Joseph และ St.Ludgarda ของFrancisco de Goya ศิลปินประจำราชสำนักสเปนผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง รวมทั้งศิลปินดังท่านอื่นด้วย อาทิ Ramon Bayeu นักท่องเที่ยวจะเห็นว่างานจิตรกรรมเด่นทั้งสามภาพให้ความรู้สึกอบอุ่น มีพลัง และร่มเย็นอย่างยิ่งจนได้ชื่อว่าเป็นชุดงานของศิลปินสเปนที่ถูกจัดแสดงได้อย่างกลมกลืนที่สุดชุดหนึ่งเลยก็ว่าได้

Ecce Homo – s. XVII

ส่วนงานประติมากรรมที่โดดเด่นในมิวเซียมก็มีหลายชิ้น อาทิ Dead ofChrist และ Ecce Homoประติกรรมพระเยซูหลังจากถูกเฆี่ยนที่ดูเหมือนจริงมากทั้งแววตา และหยดเลือดตามตัวโดย Gregorio Fernández นักประติมากรรมที่มีชื่อเสียงประจำเมือง Valladolid, SaintBernard receiving milk from the breast ofthe Virgin Mary งานประติมากรรมที่ St. Bernard of Clairvaux ทรงคุกเข่าลงต่อหน้าพระแม่มารีและขอให้พระนางแสดงความเป็นมารดาให้ดูหน่อย พระนางจึงทรงรีดพระอุราเพื่อให้น้ำนมกับ St. Bernard จากฝีมือของ Luis Salvador Carmona นักประติกรรมยุคบาโรคชาวสเปน, Our Lady of Sorrow พระแม่มารีที่ดูเศร้าสร้อยระทมทุกข์โดย Pedro de Mena นักประติมากรรมชาว Granada

นอกจากนักท่องเที่ยวจะได้ชื่นชมงานจิตรกรรมและประติมากรรมอย่างจุใจแล้ว ที่นี่ยังมีงานเสื้อของบิชอปที่ได้รับการตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงอีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งตุ๊กตาตกแต่งที่มีความอ่อนช้อยและเหมือนจริงให้ชื่นชมอยู่อีกไม่น้อยเลยทีเดียว

Saint Bernard receiving milk from the breast of the Virgin Mary-Luis Salvador Carmona s. XVIIISaint Bernard receiving milk from the breast of the Virgin Mary-Luis Salvador Carmona s. XVIIISt.Ludgarda by Francisco de GoyaSt.Ludgarda by Francisco de GoyaThe Death of St.Joseph by Francisco de GoyaThe Death of St.Joseph by Francisco de Goya

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Decorative Art Salamanca #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/554111

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Decorative Art Salamanca

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Decorative Art Salamanca

วันอาทิตย์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Museum of Decorative Art

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานตกแต่งและศิลปะแนว Art Nouveau และ Art Deco หากมีโอกาสมาเยือน Salamancaมิวเซียมหนึ่งที่ต้องเยือนให้ได้ก็คือ Museum of DecorativeArt มิวเซียมที่รู้จักกันในนาม Art Nouveau and Art Deco Museumอันเป็นที่เก็บสะสมงานตกแต่งแนว Art Nouveau ตั้งแต่สิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง รวมไปถึงงานแนว Art Deco ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งช่วงเวลา 60 ปีนี้ เป็นเวลาที่งานตกแต่งรุ่งเรืองถึงขีดสุดด้วย

มิวเซียมที่ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1995 เพื่อจัดแสดงของสะสมของมูลนิธิ Manuel Ramos Andrade ศิลปินพื้นเมืองนี้ จัดตั้งขึ้นที่ Casa Lis ที่ได้รับการตกแต่งด้วยกระจกสีอย่างวิจิตรบรรจงเลียนแบบบาร์เซโลน่า อาคารได้รับการปรับปรุงใหม่และเพิ่มความอลังการให้เหมาะสมกับการจัดแสดงงานแนวตกแต่งที่มีความหรูหราโดยทำการประดับประดาด้วยกระจกสีบริเวณหลังคาที่ออกแบบโดย Ramos Andrade และประดิดประดอยจากฝีมือของ Juan Villaplana จำนวน 2,000 ชิ้น

Manuel Ramos Andrade ย้ายมาอยู่ทางตอนเหนือของสเปนกับพี่สาว ก่อนเข้าเรียนหนังสือ เขาเรียนภาษาฝรั่งเศสใกล้กับเมือง Lyon และเริ่มทำงานเป็นบ๋อยที่ร้านอาหาร เขาได้มีโอกาสเดินทางไปออสเตรเลีย และพบว่าเขาชื่นชอบของเก่า เขาจึงเช่าที่และเริ่มเก็บสะสมเฟอร์นิเจอร์เก่ารวมทั้งสิ่งละอันพันละน้อยที่ไม่มีใครสนใจ ภายหลังเมื่อเขามีของสะสมมากขึ้น เขาก็เริ่มเปิดร้านขายของเก่าจนมีชื่อเสียงในเรื่องการสะสมของเก่า

coffee shop

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่ผลผลิตจากโรงงานเริ่มมีเพิ่มขึ้นทำให้งานตกแต่งมิได้รับความสนใจที่จะพัฒนาให้มีความละเอียดอ่อนมากนัก ยังผลให้ศิลปินทั้งหลายเริ่มหาหนทางใหม่ที่จะแสดงออกในด้านความสร้างสรรค์ งานแนว Art Nouveau ที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสในมิวเซียมแห่งนี้เป็นงานที่ศิลปินให้ความสนใจกับความสวยงามวิจิตรบรรจงอ่อนช้อยมากกว่าสร้างสรรค์งานเพื่อตลาดใหญ่ที่แข่งขันกันที่ราคา

นักท่องเที่ยวจะได้ชื่นชมงานตกแต่งไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับจากฝีมือของ Masiera, Faberge กระจกสีจากฝีมือของ Lotz, Kralik, Pallme Konig เฟอร์นิเจอร์ฝีมือของ Mariano Benlliure, Gustave Gudtant และ Zuloaga พัด ผ้า เครื่องทองแดง กระจกสีกันอย่างจุใจ รวมทั้งงานตุ๊กตากระเบื้องของฝรั่งเศส ที่ผู้เชี่ยวชาญยกให้เป็นงานออกแบบที่ยอดเยี่ยมที่สุดของยุคอีกต่างหากด้วย งานตกแต่งเหล่านี้บางชิ้นกลายเป็นของใช้ในชีวิตประจำวันเรื่อยมา บางชิ้นก็ยังคงจัดแสดงอยู่ในมิวเซียมเท่านั้น

coffee shop2

หลังจากที่นักท่องเที่ยวอิ่มตาอิ่มใจกับของสวยๆ งามๆในมิวเซียมแล้ว หากมีเวลานักท่องเที่ยวควรแวะพักเหนื่อยเติมพลัง และเป็นนางแบบ-นายแบบย้อนยุคในร้านกาแฟแสนสวยที่ตกแต่งตามแนวทางศิลปะแบบ Art Nouveau ของมิวเซียมก่อนแวะช็อปปิ้งของที่ระลึกกลับบ้านด้วย

การที่นักท่องเที่ยวเสียค่าเข้าชมมิวเซียมแห่งนี้ ไม่เพียงจะได้ชื่นชมความงามของศิลปะอย่างจุใจแล้ว ยังมีส่วนร่วมในการทำบุญด้วย ทั้งนี้เพราะมูลนิธิ ManuelRamos Andrade ไม่เพียงจัดตั้งขึ้นเพื่อสร้างมิวเซียมเท่านั้น มูลนิธิยังมีการให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุ และให้ทุนการศึกษากับเด็กในหมู่บ้าน Navafrias ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ ManuelRamos Andradeถือกำเนิดอีกต่างหากด้วยนักท่องเที่ยวจะได้ทั้งอิ่มตา อิ่มใจ อิ่มท้องและอิ่มบุญด้วยไปในคราเดียวGlasswareGlasswareHallwayHallway

แหวกฟ้าหาฝัน : Salamanca Cathedral มหาวิหารเมืองมรดกโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/552481

แหวกฟ้าหาฝัน : Salamanca Cathedral  มหาวิหารเมืองมรดกโลก

แหวกฟ้าหาฝัน : Salamanca Cathedral มหาวิหารเมืองมรดกโลก

วันอาทิตย์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมา Salamanca นอกจากต้องเยือนเมืองเก่าแล้ว สถานที่อีกแห่งที่ต้องเยือนให้ได้ไม่เช่นนั้นเหมือนมาไม่ถึงเมืองนี้ก็คือCathedral นักท่องเที่ยวที่อ่านคู่มือท่องเที่ยวจะพบว่า เมืองนี้มีทั้ง Old Cathedral และ New Cathedral แล้วทั้งสองแห่งอยู่ห่างกันหรือไม่ แตกต่างกันอย่างไร เพราะอ่านแล้วรู้สึกงงๆ Old Cathedral หรือมหาวิหารเก่าเป็นมหาวิหารที่ถูกก่อตั้งขึ้นโดย Jerome of Perigord บิชอปในคริสต์ศตวรรษที่ 12 ด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Romanesque ผสมกับ Gothic เพื่ออุทิศให้กับพระแม่มารี

ส่วน New Cathedral หรือมหาวิหารใหม่เป็นมหาวิหารที่สร้างขึ้นข้างๆ มหาวิหารเก่าตามแนวทางศิลปะแบบ Late Gothic และ Baroque โดยเริ่มสร้างในปี 1513 และแล้วเสร็จในปี 1733 ภายใต้การบัญชาของพระเจ้าFerdinand V แห่ง Castile เมื่อเริ่มก่อสร้างวิหารนั้น พระองค์ต้องการให้สร้างตามแนวทางศิลปะแบบ Late Gothic แต่เนื่องจากแนวทางศิลปะนี้เริ่มล้าหลัง ภายหลังการต่อเติมจึงต้องทำให้ทันสมัยขึ้นแต่ยังต้องคงเค้าเดิมอยู่บ้างเพื่อให้กลมกลืนกัน ที่แปลกกว่านั้นคือ มหาวิหารใหม่มิได้แตะต้องส่วนของวิหารเก่าซึ่งมักเป็นที่นิยมทำกัน มหาวิหารใหม่เพียงแต่มีกำแพงทางทิศเหนือเชื่อมกับมหาวิหารเก่าเท่านั้น

Astronaut

มหาวิหารได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่บริเวณหอระฆังเล็ก และหอคอยในปี 1755 อันเป็นผลจากกรุงลิสบอนเมืองหลวงของโปรตุเกส เกิดแผ่นดินไหวแต่ส่วนของหน้าต่างยังคงเหลือร่องรอยแตกอยู่จนถึงปัจจุบัน ความเสียหายครั้งใหญ่หลวงนี้ได้มีงานรำลึกถึงทุกปีในวันที่ 31 ตุลาคม โดยชาวเมืองจะเข้าไปเล่นดนตรีในหอระฆังเล็กแม้มหาวิหารใหม่จะได้ถูกสร้างตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 แต่กว่าจะได้รับการสถาปนาก็ปาเข้าไปปี 1733 เพราะแนวทางศิลปะที่เลือกสร้างไม่ทันสมัยในช่วงต้นจึงสร้างไม่สำเร็จเสียที สถาปนิกเลยต้องปรับแก้เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยโดยปรับภายในให้เป็นแบบบาโรกมากขึ้น

นักท่องเที่ยวที่เข้าไปเยือนในมหาวิหารที่แสนใหญ่โตนี้ไม่เพียงจะได้สัมผัสกับความอลังการที่ยากจะได้เห็นที่ใดในโลกจนทำให้เข้าใจได้เลยว่าเหตุใดสเปนจึงยากจน คงเพราะต้องใช้เงินมากมายมาทำนุบำรุงมหาวิหารนี่เอง อีกทั้งยังจะได้เห็นสิ่งแปลกประหลาดมากมายที่ไม่คาดคิด อาทิหัวกะโหลกคริสตัลที่พบในทศวรรษที่ 1920 ซึ่งตอนแรกถูกเชื่อว่าเป็นของมายาที่มีอายุกว่า 3,600 ปี แต่ภายหลังกลับพบว่าของชิ้นเดียวกันนี้ถูกอ้างถึงใน Voynich ว่าถูกสร้างขึ้นในปี 1840 นอกจากของชิ้นนี้แล้ว หลายสิ่งหลายอย่างในมหาวิหารยังถูกทำให้เข้าใจผิดในเรื่องเกี่ยวกับวันเวลาในปีที่ถูกสร้างขึ้น เช่น นักบินอวกาศที่ล่องลอยอยู่ในไร่องุ่น มังกรรับประทานไอศกรีมโคน กระต่าย แมวป่าขายาว วัว นกกระสา กุ้งนางที่ถูกใส่ไว้โดย Jeronimo Gracia เมื่อครั้งปรับปรุงมหาวิหารในปี 1992 นักท่องเที่ยวคงสงสัยว่าจิตรกรรมเหล่านี้เข้ามาอยู่ในมหาวิหารที่แสนจะยิ่งใหญ่นี้ได้อย่างไร แท้ที่จริงแล้วสิ่งที่ Gracia ใส่เข้าไปเป็นสิ่งที่ได้รับการอนุญาตเพื่อเพิ่มความแปลกใหม่ แต่ย่อมสร้างความสับสนให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือนในอีกหลายร้อยปีข้างหน้าอย่างไม่ต้องสงสัยAstronautAstronautIce cream coneIce cream cone

แหวกฟ้าหาฝัน : Salamanca เมืองมรดกโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/550837

แหวกฟ้าหาฝัน : Salamanca เมืองมรดกโลก

แหวกฟ้าหาฝัน : Salamanca เมืองมรดกโลก

วันอาทิตย์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

City Hall

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาสเปน และได้เยือนเมืองใหญ่ อาทิ มาดริด บาร์เซโลน่า แล้ว คงอยากได้เสพบรรยากาศเมืองแปลกๆ บ้างโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองมรดกโลก สเปนเป็นชาติที่มีเมืองมรดกโลกหลายแห่งเช่นกัน อาทิ Salamanca เมืองทางทิศตะวันตกของสเปนที่เป็นเมืองหลวงของแคว้น Salamanca เมืองที่เป็นทางผ่านจากปอร์โต ประเทศโปรตุเกสมีมาดริดเมืองหลวงของสเปนและเป็นเมืองมรดกโลกตั้งแต่ปี 1988 นี้ เป็นเมืองมหาวิทยาลัยที่มีความสำคัญที่สุดของสเปนแม้เมืองนี้จะเป็นเมืองที่มีประชากรเพียงแค่ 143,978 คนก็ตาม

เมืองที่ตั้งอยู่บนแม่น้ำ Tormes ด้วยระยะห่าง 120 กม. ทางทิศตะวันตกของมาดริดและอยู่ห่างจากชายแดนโปรตุเกสเพียงแค่ 80 กิโลเมตรนี้ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ก่อนสมัยโรม เมื่อจักรวรรดิโรมันสิ้นสุดลง ที่นี่ก็ถูกยึดครองโดย Visigoth และกลายเป็นที่ประทับของบิชอปแห่ง Salamanca อีก 500 ปี ต่อมาเมืองนี้กลายเป็นสนามรบระหว่างคริสเตียนและมุสลิม ในปี 1218 พระเจ้า Alfonso ที่ 11 ได้สถาปนา University of Salamanca ขึ้นจึงทำให้เมืองนี้กลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาที่สำคัญของยุโรปนับจากนั้นมา

Iberica shop

ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 มหาวิทยาลัย Salamanca มีนักศึกษามากถึง 6,500 คนในขณะที่มีประชากรเพียงแค่ 24,000 คนเท่านั้นมหาวิทยาลัยแห่งนี้จึงกลายเป็นมหาวิทยาลัยที่สำคัญที่สุดของประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านกฎหมาย นักศึกษาที่จบการศึกษาด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้กลายเป็นผู้นำคนสำคัญของประเทศต่างๆ และเป็นผู้ออกกฎหมายที่สำคัญของยุโรป รวมทั้งแนวคิดเรื่องกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน สิทธิในชีวิต สิทธิในการนับถือศาสนาต่อมาอีกหลายศตวรรษ

ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 Salamanca เป็นเมืองที่รุ่งเรืองอีกครั้งเมื่อโบสถ์และจัตุรัสแนวบาโรคสร้างเสร็จ แต่ในสงครามที่นโปเลียนบุกสเปน วันที่ 22 กรกฎาคม 1812 ทิศตะวันตกของเมืองถูกเผาทำลายลงไปอย่างมาก และกลายเป็นบาดแผลสำคัญของเมืองจากการสูญเสียทหารถึง 13,000 คนภายในวันเดียวในช่วงสงครามกลางเมืองสเปนระหว่าง 1936-9 นั้นเมืองนี้ได้กลายเป็นศูนย์บัญชาการของฝ่ายกบฏ นายพล Francisco Franco ได้สถาปนาตัวเองเป็นนายพลขณะอาศัยอยู่ในเมืองนี้ และได้บัญชาการรบที่นี่จึงทำให้เมืองนี้เป็นศูนย์กลางของอำนาจในช่วงเวลานั้น

Plaza Mayor

ย่านเมืองเก่าของ Salamancaได้รับการสถาปนาเป็นมรดกโลกในปี 1988 และในปี 1998 ได้รับประกาศให้เป็นเมืองหลวงทางวัฒนธรรมของยุโรปในปี 2002 สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองในย่านกรุงเก่าก็คือ Plaza Mayor หรือจัตุรัสมหาชนที่ถูกออกแบบตามแนวทางศิลปะแบบบาโรค จัตุรัสที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดในสเปนนี้ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1729และแล้วเสร็จในปี 1755 ในยุคของพระเจ้า Felipe V ซึ่งพระองค์บัญชาให้ตระกูลChurriguera ออกแบบ หลังก่อสร้างเสร็จ สถานที่แห่งนี้ถูกใช้เป็นที่แข่งวัวกระทิงจนถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ก่อนจะเริ่มออกแบบอาคารสำนักงานของเมือง อาคารสีทองทั้งหมดนี้เป็นที่มาของคำว่าเมืองทอง “The Golden City”นักท่องเที่ยวที่ช่างสังเกตจะพบว่า อาคารนี้ไม่เพียงสวยงามแต่มีความแปลกตรงที่หน้าบันทั้งหมดไม่เท่ากัน นักท่องเที่ยวที่มาเยือนบริเวณนี้สามารถนั่งพักเหนื่อยเพื่อสัมผัสอาหารพื้นเมือง หรือจิบกาแฟ เพื่อชมบรรยากาศรายรอบที่ไม่เพียงน่าตื่นตาตื่นใจเท่านั้น ยังเต็มไปด้วยชีวิตชีวาอีกต่างหากด้วยSalamanca train statioinSalamanca train statioinวณิพกวณิพกร้านขาย Ibericoร้านขาย Ibericoบรรยากาศในร้านอาหาร

บรรยากาศในร้านอาหารWall sculptureWall sculptureSculpture

Sculpture