แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนห้องภาพที่ใหญ่ที่สุดของสเปน National Museum d’Art de Catalunya #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/527241

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนห้องภาพที่ใหญ่ที่สุดของสเปน  National Museum d’Art de Catalunya

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนห้องภาพที่ใหญ่ที่สุดของสเปน National Museum d’Art de Catalunya

วันอาทิตย์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

National Museum d’Art de Catalunya หรือ National Art Museum of Catalonia ที่มีชื่อย่อว่า MNAC นี้เป็นมิวเซียมศิลปะที่อยู่ ณ ส่วนปลายสุดของ Avinquda de la Reina Maria Cristina ใกล้ Plaza Espanya เขา Montjuic ในเมืองบาร์เซโลน่า แคว้น Catalonia มิวเซียมที่เป็นที่จัดแสดงภาพเขียนยุค Romanesque จากโบสถ์ในยุคเดียวกันรวมทั้งงานศิลปะและงานออกแบบของแคว้น Catalan ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ต่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 นี้ ตั้งอยู่ในอาคารที่สร้างด้วยศิลปะแนวอิตาเลียนตั้งแต่ปี 1929

ต้นกำเนิดมิวเซียมมาจากการเก็บสะสมของใช้จากหอสวดมนต์ Santa Agata ไว้ใน Museu Provincial d’Antiguitats ซึ่งได้รับการสถาปนาเป็นมิวเซียมครั้งแรกใน
วันที่ 15 มีนาคม 1880 โดยมีเป้าหมายที่จะเก็บของสะสมโบราณคดีแนว Catalan Renaissance ต่อมามิวเซียมแห่งนี้ได้ยกระดับขึ้นเป็น The Municipal Museum of Fine Arts เพื่อเก็บสะสมของจัดแสดงจากนิทรรศการในปี 1888 ที่จัดขึ้นที่ Ciutadella อันเป็นหอจัดแสดงงานศิลปะนานาชาติส่งผลให้ที่นี่เน้นมาเก็บของสะสมแนวร่วมสมัยของคริสต์ศตวรรษที่ 19 แทน

เมื่อของจัดแสดงทั้งโบราณวัตถุและงานศิลปะเพิ่มขึ้น เทศบาลจึงขยายมิวเซียมให้ใหญ่ขึ้นและตั้งชื่อใหม่เป็น Museum of Art and Archaeology ซึ่งเปิดทำการครั้งแรกในวันที่ 7 พฤศจิกายน 1915 ต่อมาในปี 1929 เทศบาลได้จัดให้มีนิทรรศการขึ้นที่ตึก ณ เขา Montjuic และนำผลงานนิทรรศการกลับมาเก็บที่ Museum of the Ciutadella ซึ่งภายหลังได้จัดตั้งเป็น Museu d’Art de Catalunya หลังสงคราม การบริหารจัดการมิวเซียมศิลปะต่างๆ ได้ถูกโอนย้ายไปให้กับเทศบาลเมืองบาร์เซโลน่า โดยได้แต่งตั้งให้ Joan Ainaud de Lasarte เป็นผู้อำนวยการเขาได้เก็บสะสมของจัดแสดงเพิ่มขึ้นเป็นช่วงๆ อาทิ Romanesque (1972), Gothic (1981) และ Renaissance กับBaroque (1985)

หลังปี 1990 เทศบาลเมืองได้มีดำริที่จะจัดระบบมิวเซียมใหม่โดยควบรวมมิวเซียมหลายแห่งเข้าไว้ด้วยกันประกอบด้วย Museu d’Art Catalunya, Muse d’Art Modern และของจัดแสดงประเภทภาพร่างจากห้องสมุดอีกหลายแห่งเข้าไว้ด้วยกันจนถือกำเนิดเป็น Museu National d’Art de Catalunya โดยได้มีการเปิดทำการครั้งแรกในวันที่ 16 ธันวาคม 2004 มิวเซียมแห่งนี้มีของสะสมมากมายซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานศิลปะของภายในแคว้น Catalan แต่ยังคงมีงานของศิลปินอื่นในชาติและนานาชาติ ในปี 2010 คณะกรรมการบริหารได้ปรับปรุงการจัดแสดงงานแนว Gothic ใหม่ ส่วนการปรับปรุงการจัดแสดงงานแนว Romanesque ซึ่งเป็นงานยุคแรกนั้นกลับทำในปี 2011 และในปี 2014 ทางมิวเซียมได้เพิ่มงานแนว Modern ขึ้นมาอีกจนทำให้มิวเซียมแห่งนี้เป็นมิวเซียมทางด้านศิลปะที่ใหญ่ที่สุดของสเปน

ส่วนของอาคารที่เรียกว่า Palau Nacional นั้นก่อสร้างขึ้นระหว่างปี 1926-9 โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดแสดงนิทรรศการที่ชื่อ 1929 Barcelona InternationalExposition ซึ่งเป็นนิทรรศการที่จัดแสดงผลงานศิลปะของสเปนโดยเฉพาะ อาคารที่ถูกสร้างขึ้นตามแนวทางศิลปะแบบคลาสสิกซึ่งมีพื้นที่ขนาด 5 หมื่นตารางเมตรนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ ของกรุงโรม ที่นี่ยังมีความพิเศษอีกอย่างตรงที่เป็นที่ตั้งของออร์แกนที่ใหญ่ที่สุดชิ้นหนึ่งของยุโรป นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนจะสัมผัสได้ถึงความโอ่อ่าของอาคารตั้งแต่ทางขึ้นบันไดที่ใหญ่โตและหรูหราซึ่งได้รับการออกแบบโดย Carles Buigas สถาปนิก วิศวกร และนักประพันธ์ชาว Catalan เมื่อเข้าไปในอาคาร นักท่องเที่ยวยังจะสามารถดื่มด่ำไม่รู้ลืมกับความอลังการของอาคารแนว Modernism ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นปอดและศูนย์กลางของเมืองบาร์เซโลน่าที่ได้รับการออกแบบโดย Josep Puig I Cadafalch สถาปนิกแนว Modernism ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดผู้หนึ่งในช่วงเวลานั้นโดยยังไม่จำเป็นต้องได้ชื่นชมของจัดแสดงเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Ethnology Museum Barcelona #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/525709

แหวกฟ้าหาฝัน : Ethnology Museum Barcelona

แหวกฟ้าหาฝัน : Ethnology Museum Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

โดยทั่วไป Ethnology Museum หรือมิวเซียมชาติพันธุ์มักพบได้ในประเทศยุโรปขนาดเล็ก อาทิSlovenia, Croatia แต่สำหรับสเปน เรากลับพบ Ethnology Museum ในเมืองใหญ่อย่างบาร์เซโลนาซึ่งไม่ใช่เมืองหลวงอย่าง Madrid ทำไม ก่อนจะอธิบายถึงการจัดตั้งมิวเซียมชาติพันธุ์ในบาร์เซโลนานั้น นักท่องเที่ยวคงอยากทราบว่ามิวเซียมชาติพันธุ์คือมิวเซียมเกี่ยวกับอะไรกันแน่ มิวเซียมชาติพันธุ์ในโลกตะวันตกนั้นมีรากฐานมาตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 16 ผู้จัดตั้งมักมีความปรารถนาที่จะจัดแสดงของที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง วัฒนธรรมและสังคมทั้งหลาย อาทิ การแต่งตัว ประเพณี การทำมาหากินในแต่ละยุคสมัย เป้าหมายของมิวเซียมประเภทนี้ก็คือเป็นบริการสาธารณะที่จะกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดตั้ง ค้นคว้า และจัดแสดงนิทรรศการ

ภัณฑารักษ์จึงมักทำงานร่วมกับชุมชนในการจัดนิทรรศการเพื่อหาหนทางในการตั้งปัญหาที่อนุญาตให้ผู้ชมมีปฏิสัมพันธ์กันอันจะนำมาซึ่งการค้นหาคำตอบและบทสรุปได้ด้วยตัวเอง ของจัดแสดงทั้งหลายจึงมักถูกเลือกมาอย่างพิถีพิถันโดยคำนึงถึงความสนใจโดยรวมของคนในสังคม ผู้เข้าชมทั้งเพื่อการศึกษาจากสถาบันศึกษาและคนทั่วไปที่ใฝ่หาความจริงจะได้ความรู้และสามารถที่จะปรับใช้กับสังคมร่วมสมัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การถือกำเนิดและการควบรวมกันของชาติพันธุ์ทั้งทางด้านทฤษฎีและปฏิบัติเป็นผลมาจากการล่าอาณานิคมและการปฏิวัติอุตสาหกรรมจนทำให้เกิดการเน้นย้ำไปที่สิ่งพิเศษทั้งทางด้านภูมิศาสตร์ เวลา กิจกรรมพื้นบ้านที่ปัจจุบันส่วนใหญ่สูญหายไปแล้ว ส่วนขบวนการเป็นอิสระจากการเป็นอาณานิคมและโลกาภิวัตน์ที่เริ่มต้นในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 20 นั้นได้ทำให้ภาพการแบ่งแยกระหว่างเมืองและชนบทเลือนรางลงส่งผลให้ขบวนการทางมานุษยวิทยาที่เคยเป็นบทสรุปของสังคมล้าหลังและพัฒนา ป่าเถื่อนและศิวิไลซ์เลือนหายไปสู่การศึกษาถึงเมืองและอุตสาหกรรมแทนที่แทบไม่มีความแตกต่างกันเลยระหว่างโครงสร้างทางสังคมและความซับซ้อนทางด้านวัฒนธรรมในแต่ละชนชาติ

เมื่อความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมมีน้อยลง วิวัฒนาการของแนวคิดในการจัดมิวเซียมชาติพันธุ์ก็เปลี่ยนแปลงไปเฉกเช่นเดียวกันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม วัฒนธรรมและมานุษยวิทยาทั่วไป แต่ยังคงทำหน้าที่หลักในการรักษาและดูแลมรดกของแต่ละชาติ ภัณฑารักษ์จึงจำเป็นต้องหาหนทางให้วิธีการจัดแสดงผลงานดูทันสมัย ดึงดูดใจและตอบโจทย์ผู้เยี่ยมชมให้มากขึ้นด้วยการจัดแสดงที่มีมิติมากขึ้นและให้ของจัดแสดงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเรียนรู้เท่านั้น ความอิ่มเอมใจจากประสบการณ์เยี่ยมเยือนมิวเซียมได้ถูกเพิ่มเติมขึ้นจากการใช้สื่อต่างๆ ทั้งวีดีโอ คอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่ AI ยิ่งกว่านั้นภัณฑารักษ์ยังส่งเสริมให้ผู้เยี่ยมเยือนเข้าทำ workshop และสัมมนาเพื่อเพิ่มปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันอันจะเป็นการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ได้อย่างลึกซึ้งกว่าเพียงการเดินชมของจัดแสดงและนิทรรศการเท่านั้น

การที่บาร์เซโลนาจะได้เป็นเมืองที่จัดแสดงโอลิมปิกในปี 1992 ทำให้ชาวเมืองต้องการให้เมืองดูเป็นนานาชาติ พวกเขาจึงตัดสินใจจัดตั้ง Ethnology Museum
Barcelona ขึ้นเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรมของชาวบาร์เซโลนาที่เปลี่ยนไปสู่การเป็นเมืองนานาชาติ เทศบาลเมืองยังได้มีการวางแผนเมืองใหม่หมดด้วย นักท่องเที่ยวจะเห็นของจัดแสดงเริ่มต้นจากการอธิบายชีวิตมนุษย์เริ่มที่บ้าน ศาสนา การเล่น การเรียน การทำงาน festival อันเป็นฐานรากของการสร้างวัฒนธรรม สิ่งที่นักท่องเที่ยวที่มาเยือนมิวเซียมจะสังเกตได้ว่าเป็นตัวสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นสากลมากที่สุดก็คือ ถนน festival ที่นักท่องเที่ยวจะสามารถย้อนเวลากลับไปเพลิดเพลินด้วยได้มากที่สุดนั่นเอง

แหวกฟ้าหาฝัน : Foundation Joan Miro #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/524131

แหวกฟ้าหาฝัน : Foundation Joan Miro

แหวกฟ้าหาฝัน : Foundation Joan Miro

วันอาทิตย์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Painting

สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตแห่งหนึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงาน Contemporary Art เมื่อได้เยือนเมืองบาร์เซโลน่า นั่นคือ Foundation Joan Miro มูลนิธิที่ Joan Miro ตั้งใจก่อตั้งขึ้นเพื่อเก็บสะสมงานของตัวเองเพื่อเป็นการรำลึกถึงงานของเขาในเมืองบาร์เซโลน่าและเป็นที่พบปะสังสรรค์และสะสมงานแนวศิลปะร่วมสมัย Joan Miro เกิดในเมืองบาร์เซโลน่า วันที่ 20 เมษายน ณ บ้านเลขที่ 4 Passatge del Credit ในครอบครัวของช่างเงิน และช่างทำตู้ เขาเข้าเรียนหนังสือในเมืองและได้มีโอกาสเรียนการร่างกับ Mr. Civil ก่อนเข้าเรียนที่ Escola de Comerc จนถึงปี 1910 จึงเข้าเรียนต่อด้านศิลปะอย่างจริงจังที่ Escola Superior d’Arts Industrial I Belles Arts กับ Modest Urgell และ Josep Pasco

เขาเริ่มทำงานเป็นเสมียนที่ Dalmau I Oliveres และได้จัดแสดงผลงานครั้งแรกที่เทศบาลเมือง ปี 1911 เขาป่วยเป็นไทฟอยด์และต้องหยุดงานมาอยู่บ้านที่พ่อแม่ซื้อไว้ที่ Mont roig เขาเลยตัดสินใจเข้าเรียนศิลปะกับ Francesc Gali จนถึงปี 1915 ร่วมกับ Jaon Prats จนกลายเป็นเพื่อนสนิทก่อนเข้าร่วมสมาคมศิลปะด้วยกัน ในปี 1916 เขาได้พบกับ Josep Dalmau ตัวแทนขายภาพผู้ให้ความสนใจในผลงานของเขา ทั้งสองช่วยกันก่อตั้งห้องภาพขึ้นและร่วมกันศึกษาความรู้เพิ่มเติมทั้งในด้านงานศิลปะและบทกวี ในปี 1920 ทั้งสองได้เดินทางไปปารีสเพื่อหาลู่ทางในการจัดแสดงผลงานและได้พบกับ Picasso ก่อนที่จะได้จัดแสดงผลงานเดี่ยวในปีต่อมา

Woman Bird Star

ในปี 1923 เขากลับมาอยู่ Mont riog และได้เริ่มสร้างงาน Tilled Field, CatalanLandscape และ Pastoral อันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเขา ต่อมาในปี 1926 เขาย้ายไปเปิดห้องภาพใหม่ใกล้กับ Max Ernst และได้รับโอกาสจาก Sergei Diaghilev ให้ออกแบบเสื้อผ้าและฉากเรื่อง Romeo and Juliet ร่วมกัน หลังจากนั้นอีก 2 ปีเขาก็ได้สร้างงานตัดต่อชิ้นแรกที่ชื่อ Spanish Dancer ต่อมาเขาแต่งงานกับ Pilar Juncosa และย้ายไปอยู่ปารีสก่อนที่จะย้ายกลับไปอยู่บาร์เซโลน่าอีกครั้งตอนได้ลูกสาวคนเดียวที่ชื่อ Maria Dolors เมื่อสงครามกลางเมืองปะทุขึ้นในสเปน เขาตัดสินใจพาครอบครัวย้ายกลับมาอยู่ปารีสก่อนย้ายไปอยู่ Normandy จนถึงปี 1940

ในปี 1944 เขาเริ่มใช้วัสดุที่เผาไม่สำเร็จจาก Josep Llorens มาสร้างงานเซรามิกและสามารถนำมาจัดแสดงในชื่อ Barcelona Series หลังจากนั้นเขาเริ่มมี
ชื่อเสียงมากขึ้นโดยเฉพาะในสหรัฐ จวบจนกระทั่งปี 1968 เขาได้รับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดหลังจากนั้นเขาไม่เคยหวนกลับไปสหรัฐอีกเลย แต่กลับสร้างสรรค์งานในบ้านเกิด อาทิอนุสาวรีย์ในสนามบินบาร์เซโลน่า และก่อตั้งมูลนิธิ Joan Miro-Centre d’Estudis d’Art Contemporani ในปี 1975 เพื่อเก็บสะสมผลงานเด่นๆ ของเขาไม่ว่าจะเป็นงานจิตรกรรม งานผ้า ประติมากรรมและงานพิมพ์ นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยือน Foundation Joan Miro ไม่เพียงจะได้ชื่นชมกับผลงานที่น่าประทับใจจากศิลปินแล้ว ยังจะได้มีโอกาสสัมผัสกับอาคารที่ถูกออกแบบเพื่อการจัดแสดงงานศิลปะโดยเฉพาะเจาะจงแห่งเดียวในโลกจาก Josep Lluis Sert

Sculpture at La Defense Paris

แม้งานของ Joan Miro จะมีอัตลักษณ์ แต่กว่าเขาจะหาตัวตนจนพบ เขาก็ได้ผ่านการพัฒนามาอย่างยาวนานโดยได้รับอิทธิพลจากการอาศัยอยู่ทั้งที่ Mont-roig, Paris, Majorca และนิวยอร์กเขาเป็นศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานโดยพยายามหลีกเลี่ยงแนวทางตามสายวิชาการจนทำให้งานของเขาไม่สามารถที่จะแบ่งแยกเข้าสู่ school ไหนได้เลย เขายังใช้ผลงานเพื่อแสดงความเป็นกบฏต่อการเมืองและสังคมรอบตัว นักท่องเที่ยวจะเห็นว่างานของเขาแทบทุกชิ้นยากต่อการตีความงานอันเป็นผลจากการที่ศิลปินพยายามที่จะจับภาพช่วงเวลาในการมีชีวิตอยู่ในแต่ละจังหวะของมนุษย์ ความปรารถนาที่โดดเด่นของเขาก็คือการแสดงตัวตนถึงความสัมพันธ์ระหว่างช่วงเวลาในชีวิตของเขากับ Mont roig สถานที่สำคัญในชีวิตเขา ผลงานทุกชิ้นของเขาจึงไม่เพียงมีเอกลักษณ์ที่ยากต่อการเลียนแบบแต่ยากแก่การเข้าใจด้วยจนทำให้เขาได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20

แหวกฟ้าหาฝัน : Josep Llimona i Bruguera ใน Museum of Modernism Barcelona #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/522624

แหวกฟ้าหาฝัน : Josep Llimona i Bruguera  ใน Museum of Modernism Barcelona

แหวกฟ้าหาฝัน : Josep Llimona i Bruguera ใน Museum of Modernism Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Desolation

ใน Museum of Modernism Barcelona ไม่เพียงมีงานของ Miguel Blay y Fabregas และ Lambert Escaler I Mila ที่เป็นศิลปินพื้นเมืองเท่านั้น ที่นี่ยังมีผลงานของ Josep Llimona i Bruguera ศิลปินชาวบาร์เซโลน่าอีกผู้หนึ่งด้วย เขาเกิดวันที่ 8 เมษายน 1864 ที่เมืองบาร์เซโลน่า เขาเข้าเรียนหนังสือที่แรกที่ Llotja School ตามด้วยการเรียนที่ Studio กับพี่น้อง Agapit และ Venaci Vallmitjana ประติมากรชาว Catalan ก่อนที่จะฝึกงานกับ Rossend Nobas ประติมากรและช่างทองชาว Catalanอยู่ 2 ปี แล้วจึงเรียนต่อกับ Marti I Alsinaจิตรกรที่ School of Fine Arts เมืองบาร์เซโลน่า เมื่อเขาอายุได้ 16 ปี เขาก็ได้รับทุน3,600 เหรียญจากเทศบาลเมืองเพื่อไปเรียนศิลปะต่อที่โรมภายใต้เงื่อนไขที่ต้องผลิตผลงานตามคำสั่งของเทศบาลเมือง เขาได้บรรจงแกะสลักรูป Count of Barcelona Ramon Berenguer the Great จนทำให้เขาได้รับการขยายทุนออกไปอีกเพื่อให้ทำงานจนเสร็จสมบูรณ์ ผลงานชิ้นนี้ของเขาส่งผลให้เขาได้รับรางวัลเหรียญทองในการจัดแสดงที่ Exposition Universal de Barcelonaในปี 1888 ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดระดับนานาชาติของจิตรกรตั้งแต่ยังเยาว์

นอกจากผลงานประติมากรรมทองแดงของ Ramon Berenguer ที่ตั้งอยู่ ณ Salo de Sant Joan ในบาร์เซโลน่าแล้ว เขายังได้รับรางวัลจากงานประติมากรรม Joan Prim I Prats ที่จัด ณ เมืองTerragona ซึ่งทำให้ชื่อเสียงของเขากึกก้องมากยิ่งขึ้นไปอีก เขายังสร้างสรรค์ผลงานที่สร้างชื่ออีกหลายชิ้น อาทิ Desconsol ที่จัดแสดงในงาน International fine arts exhibitionเมืองบาร์เซโลน่า ปี 1907 ซึ่งงานชิ้นนี้ถูกนำไปจัดแสดงที่มิวเซียมประจำเมืองในเวลาต่อมา Idil-li งานสะสมส่วนตัวของคหบดีชาวอาร์เจนตินา อนุสาวรีย์ Senora de Chopitea เมือง Buenos Aires ประเทศอาร์เจนตินา Amor a la Infancia ซึ่งจัดแสดงที่โรงเรียน Bosc เมือง Montjuic และอนุสาวรีย์ Doctor Robert ที่เดิมจัดแสดงที่ Placa de la University ในเมืองบาร์เซโลน่าก่อนย้ายไปที่ Placa Tetuan

Danaide by Auguste Rodin

นอกจากงานแนวอนุสาวรีย์แล้วLlimona ยังชอบสร้างสรรค์งานแนว Nude ด้วย แม้ในช่วงต้นของคริสต์ศตวรรษที่ 20ที่เขาเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่ม Artistic Circle of SantLluc เพื่อรักษางานแนว Contemporary Artจะถูกห้ามสร้างสรรค์งานแนว Nudeแต่เมื่อราชการอนุญาตให้สร้างงานแนว Nude ได้ เขาก็ได้สร้างผลงานที่ดีที่สุด ออกมานั่นคือ Desolation ในปี 1907 อันเป็นผลงานที่ได้รับการยกย่องว่าที่ดีที่สุดของศิลปิน Catalan ยุค Modernism ซึ่งปัจจุบันจัดแสดงอยู่ ณ Museum ofModernism เมืองบาร์เซโลน่า Desolationเป็นผลงานที่สื่อให้เห็นถึงความรู้สึกที่หยั่งลึกเข้าไปในธรรมชาติของมนุษย์ผ่านร่างกายที่เปลือยเปล่า แม้งานนี้จะได้รับแรงบันดาลใจจาก Danaide ของ AugusteRodin แต่ชิ้นงานกลับมีรายละเอียดมากกว่าโดยเฉพาะผิวสัมผัสตลอดเรือนร่างของสตรี นักท่องเที่ยวจะเห็นถึงความแตกต่างระหว่าง Desolation ที่ดูแปลกแยกระหว่างความซึมเศร้าและความบริสุทธิ์กับความมีชีวิตชีวาและความแข็งแกร่งของงาน Danaideของ Auguste Rodin อย่างเห็นได้ชัดยิ่งกว่านั้น นักท่องเที่ยวจะยังสัมผัสได้ว่าDesolation เป็นงาน Nude ที่เต็มไปด้วยอารมณ์อย่างยิ่งโดยมีลักษณะคล้ายนางไม้หรือภูตผีที่ดูลึกลับ สายตาที่ถูกซ่อนเร้นร่วมกับท่วงท่าที่ปิดบังของสงวนท่ามกลางความโค้งเว้าของรูปร่างเสมือนหนึ่งการเปิดเผยให้เห็นความเงียบสงบภายใน นอกจากนี้เขายังมีงานศิลปะประยุกต์ อาทิ คทาของ Bishop of Vic ชุดกาแฟสำหรับเป็นของขวัญงานแต่งงาน เครื่องประดับ อีกต่างหากด้วยInsomnia

InsomniaInsomnia another viewInsomnia another viewWoman’s head

Woman’s headNaive

NaiveNaive close upNaive close up

แหวกฟ้าหาฝัน : Miguel Blay y Fabregas ใน Museum of Modernism Barcelona #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/521159

แหวกฟ้าหาฝัน : Miguel Blay y Fabregas  ใน Museum of Modernism Barcelona

แหวกฟ้าหาฝัน : Miguel Blay y Fabregas ใน Museum of Modernism Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Day Dream

ใน Museum of Modernism Barcelona นอกจากจะมีผลงานของ Lambert Escalater ซึ่งเป็นศิลปินแนว Art Nouveau ชาวพื้นเมืองแล้ว ยังมีผลงานของ Miguel Blay y Fabregas ที่เป็นศิลปินพื้นเมืองอีกคนหนึ่งด้วย เขาเกิดที่เมือง Olot จังหวัด Girona ซึ่งเป็นจังหวัดหนึ่งในแคว้น Catalanเขาเข้าเรียนทางด้านศิลปะครั้งแรกที่Municipal Drawing School และ Studioof El Arte Cristiano โดยได้ฝึกงานกับJosep Berqa i Boix และ Joaquim Vayreda เขาได้รับทุนจากรัฐบาลท้องถิ่นให้ไปศึกษาต่อที่ปารีสปลายปี 1888 ณ Ecole des beauxartsและ Academie Julian ภายใต้การดูแลของ Henri Chapu นักประติมากรรมชาวฝรั่งเศส แนว Neoclassic ซึ่งกลายเป็นศิลปินที่มีอิทธิพลต่องานของเขานับจากนั้นมา หลังจากนั้นเขาได้ไปศึกษาต่อที่กรุงโรมแล้วจึงกลับบ้านเกิด

นับจากนั้นมาเขาก็กลายเป็นนักล่ารางวัลตัวยง ในปี 1889 เขาได้รับรางวัลเหรียญทองในการแข่งขัน Universal Exhibition ในกรุงปารีสและได้รับเหรียญเกียรติยศ French Legion of Honor ต่อมาอีก 3 ปี เขาได้เข้าแข่งขันใน NationalExposition of Fine Arts และได้รับรางวัลที่หนึ่งจากงาน Los primeros frios ซึ่งงานชิ้นนี้ก็ได้รับรางวัลเหรียญทองในการแข่งขันที่บาร์เซโลน่าในปี 1894 เช่นกัน ในปี 1906 เขาได้ย้ายไปอยู่มาดริด และได้รับรางวัลจากงาน National Exhibition of Fine Arts ในมาดริดอีกจากงาน Eclosion อันเป็นงานที่เขาได้รับรางวัลมาก่อนหน้านี้แล้วในบาร์เซโลน่า การที่เขาเป็นผู้มีความสามารถมากทำให้เขาได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกของ Real Academia de Bellas Artes de San Fernando ในปี 1909 และได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ที่ Special School of Fine Arts เมืองมาดริด ในปี 1910 เขาก็ได้รับรางวัล Grand Prix จาก International Exhibition of Art ในกรุงบัวโนสไอเรสเขาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ Academyof Fine Art กรุงโรม ระหว่าง 1925-1932 และเสียชีวิตด้วยโรคเส้นเลือดสมองในปี 1936

ผลงานของเขามีชื่อเสียงในด้านคุณภาพ ความหรูหรา และมีความเป็นธรรมชาติ ไม่ว่างานนั้นจะเป็นงานที่ถูกกำหนดให้ทำจากภาครัฐหรือเอกชนก็ตามโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่คหบดีจ้างทำนั้น เขายิ่งสามารถทำได้วิจิตรบรรจงจากการที่เขาสามารถแสดงออกทางอารมณ์ได้อย่างเต็มที่โดยไม่ถูกปิดกั้น นอกจากนี้ เขายังได้มีโอกาสแสดงผลงานตามอนุสาวรีย์ของเมืองต่างๆไม่ว่าจะเป็นในสเปน ฝรั่งเศส หลายประเทศในอเมริกาใต้ โดยเฉพาะอาร์เจนตินา นอกจากนี้เขายังได้ฝากฝีไม้ลายมือไว้ตามเมืองต่างๆ อาทิ Santiago de Chile, Montevideo, เมือง Panama และ San Juan ใน Puerto Rico

ผลงานชิ้นสำคัญที่สุดของเขาไม่มีชิ้นใดเกิน Los Primeros frios อันเป็นผลงานที่เขาสร้างขึ้นจากวัสดุ 2 ชนิด คือหินอ่อนซึ่งถูกจัดแสดงใน MNAC เมืองบาร์เซโลนา และในสวนในกรุงบัวโนสไอเรส และทองแดงซึ่งอยู่ใน Museo Regionalde la Garrocha ในเมือง Olot บ้านเกิดของเขา ผลงานทั้งสองชิ้นเกิดขึ้นต่างวาระกัน ชิ้นที่ทำจากหินอ่อนจะออกแนว idealistic ซึ่งเน้นในแง่ความแตกต่างของรายละเอียด เช่น ความเหี่ยวย่นของผิวหนังชายชรา และความเรียบรื่นของผิวหนังหญิงสาว ส่วนงานที่ทำจากทองแดงซึ่งได้รับอิทธิพลจากงานของ Augustus Rodin นักประติมากรรมชาวฝรั่งเศสจะเป็นการสังเคราะห์ระหว่าง Realism และอารมณ์ ผลงานชิ้นนี้ของเขาสร้างอิทธิพลต่อนักประติมากรรมชาว Catalan อีกหลายปี

นักท่องเที่ยวที่ได้ชม Day Dream อีกหนึ่งผลงานที่สำคัญของศิลปินใน Museum of Modernism Barcelona จะพบว่า ศิลปินสามารถผสมผสานความเป็นธรรมชาติของสตรีด้วยท่วงท่าที่อ่อนช้อยแต่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์เสมือนหนึ่งการผนึกเอาความแตกต่างระหว่างการแกะสลักอย่างละเอียดอ่อนของส่วนผิวกับความหยาบของหินอ่อนตรงฐาน สำหรับ Margheritina นั้น Blay ก็ผลิตผลงานได้อย่างน่าชื่นชมเพราะแม้งานชิ้นนี้จะมิได้ละเอียดมาก แต่ก็สามารถแสดงออกถึงอารมณ์ได้อย่างถึงแก่น เขาได้ชื่อว่าเป็นผู้สร้างตัวอย่างงานประติมากรรมที่สำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านของยุค Modernismใน Catalan เพราะเขาวิวัฒน์สไตล์ในการผลิตผลงานจาก Modernism สู่Symbolism สู่ Realism จนมาถึง Naturalismจนได้ฉายานามว่า Prince of Elegance and Correctness

Los Primeros frios

แหวกฟ้าหาฝัน : Lambert Escaler I Mila ใน Museum of Modernism Barcelona #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/519475

แหวกฟ้าหาฝัน : Lambert Escaler I Mila  ใน Museum of Modernism Barcelona

แหวกฟ้าหาฝัน : Lambert Escaler I Mila ใน Museum of Modernism Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นอกจากใน Museum of Modernism Barcelona จะมีผลงานของ Antoni Gaudi ศิลปินหลักของแคว้น Catalan แล้ว ที่นี่ยังมีงานของ Lambert Escaler I Mila นักตกแต่งและนักประติมากรรมชาวบาร์เซโลนาอีกด้วย เขาเกิดที่ Vilafracnca del Penedes เมืองหนึ่งในแคว้น Catalan ในปี 1874 เขาย้ายตามครอบครัวมาอยู่ที่เมืองบาร์เซโลนาตั้งแต่อายุได้ 7 ปี พ่อของเขาได้เปิดร้านตัดเสื้อและขายของเกี่ยวกับโรงละคร รวมทั้งละครสัตว์ เมื่อละครสัตว์โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้ากากกลายเป็นของที่คนนิยม ครอบครัวเขาจึงมั่งคั่งขึ้น

การที่พ่อของเขาชอบงานประติมากรรมจึงกลายเป็นครูคนแรกของเขาต่อมาเขาได้เรียนรู้จาก JosepCampeny I Santamariaและได้รับการถ่ายทอดวิชาแนว Realistic มาด้วย นอกจากนี้เขายังได้รับการฝึกฝนกับ Ramon Escaler I Ullastre ลุงที่เป็นตัวตลกโดยได้เดินทางไปปารีสด้วยกันและเข้าเรียนที่ Llotia School เป็นเวลาสั้นๆหลังจากกลับจากปารีส เขาได้มีโอกาสโชว์ผลงานThe Master is Sick ที่งานRoyal Artistic Circle of Barcelonaในปี 1900 ซึ่งได้รับความชื่นชมอย่างสูงหลังจากนั้นเขาได้พัฒนาฝีมือมาผลิตเซรามิกขนาดเล็กและของตกแต่ง โดยได้รับอิทธิพลมาจากธรรมชาติและรูปร่างของผู้หญิงจนทำให้เขามีชื่อเสียงโด่งดังความสำเร็จนี้เป็นผลมาจากการที่เขามีประสบการณ์ทั้งในด้านการค้าและชัยชนะของแนวทางศิลปะแบบ Art Nouveauในงาน Universal Exhibition ในปารีสในปี 1900 เขาสำเหนียกได้ว่างานแนวใหม่ที่เขาพัฒนาขึ้นนี้มีความเฉพาะเจาะจง และทำให้กลายเป็นศิลปินชั้นนำของทั้งแคว้น Catalan และสเปน

การที่เขามีวิสัยทัศน์ทางการค้าประกอบกับอยู่ในแวดวงธุรกิจมานานทำให้สื่อช่วยส่งเสริมการขายผลงานและชื่อเสียงของเขาอยู่เป็นประจำ เขาสามารถนำผลงานเซรามิกมาขายในร้านใหญ่ๆ อาทิ Faianc Catala, Casa Boada จนทำให้ผลงานของเขาเป็นที่ต้องการของสาธารณชนอย่างมาก อีกทั้งยังส่งเสริมให้แนวทางศิลปะแบบ Modernism กลายเป็นที่นิยมความสำเร็จทางการค้าของเขายังเป็นผลมาจากการที่เขาเลือกใช้วัสดุที่ราคาไม่สูงมากอาทิ ปูนปาสเตอร์ทำให้งานของเขาสามารถหาซื้อได้ในราคาไม่สูงมาก ยิ่งกว่านั้นเขายังเป็นผู้ชำนาญในการใช้สีได้อย่างกลมกลืน แม้งานของเขาจะสามารถผลิตได้ทีละจำนวนมาก แต่งานแต่ละชิ้นก็ยังได้รับการผลิตจากฝีมือของศิลปินเองทั้งหมดอยู่ดี วิธีการผลิตเยี่ยงนี้ของเขาเสมือนการผลิตของ William Morrison ที่ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับธรรมเนียมเก่าในการประยุกต์งานศิลป์เข้ากับของใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อให้การดำรงชีวิตโอบล้อมด้วยสิ่งสวยงามที่ทรงคุณค่าทางศิลปะ

การที่ราคาผลงานของเขาอยู่ในระดับจับต้องได้ และมีความเป็นธรรมชาติ เหมือนจริงและง่ายๆ ทำให้งานของเขาติดตลาดได้ไม่ยากและเป็นที่ต้องการตลอดเวลายิ่งผลงานของเขาเป็นรูปหญิงสาวที่ดูลึกลับและได้รับการจัดวางตามที่ต่างๆ ในบ้าน อาทิ สวน หน้าบ้าน ยิ่งทำให้ผลงานของเขาดูโดดเด่นและส่งเสริมชื่อเสียงให้กับเขามากขึ้นไปอีก การที่งานประติมากรรมผู้หญิงของเขาดูล่องลอยห่างไกลและลึกลับทำให้ผู้หญิงของเขาดูเหมือนมาจากอดีตแปลกประหลาด และเหมือนอยู่ในความฝัน นักท่องเที่ยวที่ได้ชื่นชมงานของเขาใน Museum of Modernism Barcelona จะสัมผัสได้ว่าผลงานผู้หญิงของเขาราวกับมาจากสรวงสวรรค์ที่ได้รับการประดับประดาด้วยต้นไม้ ดอกไม้ และความเป็นนิรันดร์แห่งชีวิต

Escaler ไม่เพียงมีงานด้านประติมากรรม ยังมีงานด้านสถาปัตยกรรมด้วยโดยเฉพาะการตกแต่งภายในและระเบียง งานด้านนี้ของเขาไม่เพียงเน้นแนวทางศิลปะแบบ Art Nouveau ยังเน้น Art Deco และ Noucentistaด้วย ถึงกระนั้นก็ตาม งานด้านสถาปัตยกรรมของเขากลับไม่หลงเหลือให้เห็นมากนัก เพราะงานแนวนี้หมดความนิยมอย่างรวดเร็ว

แหวกฟ้าหาฝัน : Art Nouveau in Museum of Modernism Barcelona #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/517907

แหวกฟ้าหาฝัน : Art Nouveau in Museum of Modernism Barcelona

แหวกฟ้าหาฝัน : Art Nouveau in Museum of Modernism Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Museum of Modernism Barcelona อาจรู้สึกแปลกใจตั้งแต่หน้าประตูว่า เหตุใดมิวเซียมประเภทนี้ของเมืองนี้จึงใช้ Art Nouveau เป็นธีมที่หน้าประตู การที่ Museum of ModernismBarcelona ใช้ Art Nouveau เป็นธีมหลักก็เพราะแนวทางศิลปะที่รุ่งเรืองที่สุดในแคว้น Catalan รองจาก Gothic ก็คือ Art Nouveauยิ่งกว่านั้นบาร์เซโลน่ายังได้ชื่อว่าเป็นเมืองมรดกโลกทางด้าน Art Nouveau อันดับหนึ่งของโลกด้วย

แท้ที่จริงแล้วการเคลื่อนไหวทางศิลปะแนว Art Nouveau หรือการเคลื่อนไหวทางศิลปะช่วงระหว่าง 1890-1910 ที่มีต้นกำเนิดจากฝรั่งเศสนี้เป็นปฏิกิริยาต่อต้านแนวทางศิลปะแบบ Academic และHistoricism Art Nouveau เป็นแนวทางศิลปะที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติโดยเฉพาะต้นไม้ใบหญ้าที่มักไม่สมมาตรและดูเคลื่อนไหวตลอดเวลา แนวทางศิลปะรุ่นใหม่นี้โดดเด่นที่สุดในช่วงเวลานั้นโดยเฉพาะงานตกแต่งและสถาปัตยกรรม การที่ Art Nouveau รุ่งเรืองมากในแคว้น Catalan เป็นเพราะในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 บาร์เซโลน่ามีจำนวนคหบดีเพิ่มขึ้นมากอันเป็นผลมาจากการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมจนทำให้ชาวเมืองมั่งคั่งและมีความมั่นใจในตัวเองสูง อีกทั้งยังมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งมีสิ่งแวดล้อมที่มั่นคง แม้เมืองอื่นในสเปนจะประสบกับปัญหาทางด้านเศรษฐกิจจนเข้าสู่ภาวะถดถอยอันเนื่องจากการสูญเสียคิวบา เปอร์โตริโก และฟิลิปปินส์ ก็ตาม ชาว Catalanจึงมีความเป็นชาตินิยมสูง และเริ่มต้นหวนกลับสู่วัฒนธรรมดั้งเดิมแบบ Catalan คหบดีจึงฉวยโอกาสนี้ส่งเสริมศิลปะตามความนิยมของตัวเอง ศิลปินพื้นเมืองโดยเฉพาะกลุ่มสถาปนิกก็มั่นใจที่จะสร้างสรรค์ผลงานตามแนวทางที่ตัวเองต้องการจนทำให้ศิลปินเองก็มั่งคั่งและกลายเป็นคนดัง แนวทางในการอุปถัมภ์ค้ำจุนทั้งศิลปะและผู้คนก็เลยยิ่งสร้างความมีชื่อเสียงและความโดดเด่นทางด้านศิลปะยิ่งขึ้นไปอีก

ในขบวนคหบดีที่มั่งคั่งที่สุดในยุคนั้นไม่มีใครเกิน Eusebi Guell เขาได้ค้นพบศิลปิน Antoni Gaudi และได้สร้างสัมพันธไมตรีที่แน่นแฟ้นผ่านทางธุรกิจ รวมทั้งโครงการใหญ่ที่ชื่อ Park Guell และ Palace Guell ส่วน Gaudiก็ได้ใช้โอกาสที่ Guell มอบให้สร้างสรรค์งานที่แสดงออกถึงความต้องการอิสรภาพและชาตินิยมจนทำให้ผลงานตามแนวทางศิลปะแบบ Art Nouveau ของเมืองนี้มีอัตลักษณ์ของตัวเองที่แตกต่างจากที่ใดในโลก นอกจากผลงานด้านสถาปัตยกรรมแล้ว ศิลปินอื่น อาทิLluis Domench I Montaner ก็ได้นำเสนอบทความ National Architecture เกี่ยวกับทฤษฎีความมีอิสระของสถาปัตยกรรม Catalanเขายังนำทฤษฎีของเขาเป็นต้นแบบในการออกแบบคาเฟ่ รวมทั้ง Castle of the three dragons ซึ่งกลายเป็นสถานที่ตั้งของZoological Museum ในเวลาต่อมาด้วย

เนื่องจาก Museum of Modernism Barcelona ที่มีพื้นที่จัดแสดงถึง 1,000 ตารางเมตรนั้น เป็นมิวเซียมแห่งเดียวในโลกที่จัดแสดงงานแนว Modernism ของศิลปิน Catalan ภัณฑรักษ์จึงจัดให้ของจัดแสดงส่วนใหญ่สะท้อนอัตลักษณ์ของศิลปิน เช่น งานเฟอร์นิเจอร์ที่ประกอบไปด้วย ตู้ โต๊ะกินข้าว เก้าอี้ เซรามิก อันเป็นของใช้ประจำวันของทั้งคหบดีและชนชั้นกลางทั่วไปที่ออกแบบอย่างงดงาม และใช้งานได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้เพราะเครื่องเรือนเหล่านี้ในสมัยนั้นเป็นของมีราคาสูงสำหรับทุกครอบครัว ในชั้น 1 นั้นยังมีผลงานการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่นำมาจาก Casa Calvet, Casa Mila และ Casa Batllo ของ Antoni Gaudi ศิลปินสำคัญที่สุดและเป็นตัวแทนที่ดีที่สุดของศิลปินแนวนี้ของเมืองจัดแสดงอยู่ด้วย

นอกจากมิวเซียมที่มีผลงานกว่า350 ชิ้น ของศิลปิน 42 คนนี้ จะมีงานของ Gaudiแล้ว ยังมีผลงานทัศนศิลป์ ประติมากรรม เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่ง รวมทั้งเครื่องประดับของ Fernando und Maria Pinos Guira เจ้าของร้านเครื่องประดับชื่อดังของเมืองด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Modernism Barcelona #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/516369

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Modernism Barcelona

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Modernism Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2563, 08.15 น.

Museum of Modernism เมืองบาร์เซโลน่ามิวเซียมเอกชนที่เปิดตัวครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2010 นี้ มีประวัติย้อนไปราว 70 ปีจาก Fernando Pinos และMaria Guirao นักสะสมของเก่าสามี-ภรรยาที่เริ่มสะสมงานในช่วงที่ยังไม่มีใครให้ความสำคัญกับการสะสมของเก่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานของศิลปะของแคว้น Catalan งานที่ทั้งสองสะสมเป็นงานที่น่ากลัวอันเป็นผลมาจากการที่งาน Expressionism ซึ่งเป็นที่นิยมในห้วงเวลานั้นมีลักษณะเช่นนั้น ส่วนตึกรามบ้านช่องและงานศิลปะอื่นๆ ในช่วงเวลานั้นส่วนหนึ่งก็ถูกขายหรือถูกเก็บสะสมไปส่งผลให้ไม่มีงานวิจัยหรือการศึกษางานศิลปะในช่วงเวลานั้นอย่างจริงจังจนถูกลืมไปอยู่นานหลายปี

ปัจจุบันนักวิจัยรุ่นใหม่ได้เริ่มให้การศึกษาแนวทางศิลปะExpressionism ในฐานะศิลปะแนวใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลปะของแคว้น Catalan ซึ่งเป็นงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่แพ้งานของเมืองหรือประเทศอื่น ผลงานศิลปะที่ Fernando Pinos และ Maria Guirao เก็บสะสมจึงกลายเป็นแหล่งการศึกษาวิจัยชั้นดีและกลายมาเป็น Museum of Modernism Barcelona ที่เปิดบริการให้คนทั่วไปได้ชื่นชมงานศิลปะในที่สุด ส่วนสถานที่ตั้งมิวเซียมที่อยู่ในตึกที่Enric Sagnier ออกแบบไว้ในปี 1902 นั้นอยู่ในย่านที่ทันสมัยและเต็มไปด้วยอาคารรุ่นใหม่ภายใต้การวางแผนของ Ildefons Cerda นักออกแบบผังเมืองที่ออกแบบการขยายเมืองบาร์เซโลน่าให้ใหญ่โตและทันสมัยขึ้นในช่วงสิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 เพื่อสะท้อนความมีอัตลักษณ์ของแคว้น Catalan

อาคารที่เคยเป็นโกดังเก็บผ้าที่ชื่อ Fabra & Coats และถูกปรับปรุงให้เป็นที่จัดแสดงงานศิลปะซึ่งเน้นงานเก็บหลังคาโค้งของสถานที่รอบๆ อาคารบริเวณ Passage de Gracia และ Rambla Catalunya นี้อยู่ไม่ไกลจากอาคารที่ถูกออกแบบโดยสถาปนิกดังๆ ชาวพื้นเมือง อาทิ Antoni Gaudi, Lluis Domenech I Muntaner และ Josep Puig I Cadafalch การที่อาคารได้ Enric SagnierI Vilavecchia สถาปนิกชาวพื้นเมืองที่ออกแบบอาคารมากว่า 300 แห่ง จนเป็นสถาปนิกที่โด่งดังที่สุดในช่วงเวลานั้นมาเป็นผู้ออกแบบทำให้อาคารนี้ได้รับการออกแบบอย่างวิจิตรบรรจงภายใต้สถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่าง Classicism, Historicism และ Modernism สมกับการเป็น Museum of Modernism

Modernism เป็นการเคลื่อนไหวทางศิลปะที่เริ่มขึ้นในยุโรปในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยรากฐานและสุนทรียภาพเน้นไปในการเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของศิลปะที่ผสมผสานกับธรรมชาติเพื่อให้เกิดสัญลักษณ์ใหม่ ในการตอบสนองต่อการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สองนี้ศิลปินต้องการให้แนวทางศิลปะตอบสนองต่อการเริ่มต้นยุคใหม่อย่างแท้จริงโดยอาศัยการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการมีปฏิสัมพันธ์กันของคนในสังคมและการใช้ชีวิตประจำวันเพื่อเสริมอำนาจและอิทธิพลของชนชั้นกลางรุ่นใหม่

วิวัฒนาการของ Modernism ในยุโรปในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันอันเป็นผลมาจากการยอมรับและอิทธิพลทางด้านวัฒนธรรมแต่ละท้องถิ่น ควาเปลี่ยนแปลงในแต่ละประเทศจึงแตกต่างกันทั้งในด้านรูปแบบ บุคลิกภาพ ตามแต่ลักษณะของประเทศไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส เบลเยียม อังกฤษ ออสเตรียรวมทั้งสเปน เอง การเคลื่อนไหวทางศิลปะในแคว้น Catalan ก็ไม่เพียงอิงอยู่บนพื้นฐานของสุนทรียภาพ แต่ยังขยายไปยังเมืองใกล้เคียงด้วย ต้นกำเนิดModernism ของแคว้นเกิดจากงานนิทรรศการ Barcelona Universal Exposition ในปี 1888 แม้ว่าแนวทางศิลปะแบบ Expressionismจะได้ถือกำเนิดและปรากฏขึ้นในเมืองมาก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม ศิลปินใหม่ในช่วงเวลานั้นได้แสดงงานศิลปะที่มีเอกลักษณ์หลากหลายอันเป็นผลจากการที่พวกเขามีอิสระอย่างเต็มที่ในการแสดงผลงานจากการส่งเสริมของสถาบันการศึกษา รูปร่างหน้าตาของที่อยู่อาศัย อาคาร สิ่งแวดล้อม และวัตถุที่ใช้ในชีวิตประจำวันทั้งในด้านการใช้งานและสุนทรียภาพได้เปลี่ยนแปลงจนเกิดการเลียนแบบจนเป็นไปตามความสามารถของชาวเมืองที่สามารถเข้าถึงสังคมโลก

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานแนว modern มากๆ ที่ได้มีโอกาสมาเยือนมิวเซียมแห่งนี้อาจรู้สึกผิดหวังและแปลกใจ เพราะที่นี่ไม่ได้มีงานแนว modern มากนักสมชื่อ ของจัดแสดงส่วนใหญ่เป็นงานแนว Art Nouveau ของศิลปิน Catalan เป็นส่วนใหญ่ แต่รับรองได้ว่า หากได้มาเยือนจะประทับใจกับของจัดแสดงมากมาย อีกทั้งยังสามารถสนุกสนานกับการถ่ายภาพได้อย่างไม่รู้เบื่อเลยทีเดียวMuseum of Modernism BarcelonaMuseum of Modernism Barcelonaร้านขายของที่ระลึกในมิวเซียม

ร้านขายของที่ระลึกในมิวเซียมinside museuminside museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Magazine cover design ใน Museum of Decorative Art Barcelona #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/514931

แหวกฟ้าหาฝัน : Magazine cover design ใน Museum of Decorative Art Barcelona

แหวกฟ้าหาฝัน : Magazine cover design ใน Museum of Decorative Art Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่งเป็นสุภาษิตที่คนไทยทุกคนรู้จักกันดี การทำให้สิ่งปกปิดดูดีและเป็นแรงจูงใจในการซื้อจึงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่แต่เฉพาะกับคนหรือสัตว์ แต่ยังรวมถึงของทุกชนิดที่ถูกขายกันในตลาดและนิตยสารด้วย การออกแบบหน้าปกนิตยสารได้มีวิวัฒนาการกันมาหลายศตวรรษแล้ว นิตยสารที่ถูกขายตามท้องตลาดเป็นตัวแทนของการแสดงออกทางด้านการศึกษา วัฒนธรรม สังคมและเทคโนโลยีตั้งแต่มนุษย์ส่วนใหญ่สามารถอ่านออกเขียนได้ Review นิตยสารที่ถูกผลิตออกสู่สาธารณชนในปี 1704 โดย Daniel Defore ผู้เขียน Robinson Crusoe นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับบรรยากาศทางการเมืองในสมัยสมเด็จพระนางเจ้าแอนน์ ถือเป็นฉบับแรกของโลก หลังจากนั้นสำนักพิมพ์ต่างๆ ก็เริ่มนำเสนอนิตยสารออกสู่สาธารณะ อาทิ Gentleman’s Magazine ที่ถูกนำเสนอในปี 1731 ก็เป็นนิตยสารที่ได้รับความนิยมมากในช่วงเวลานั้น เพราะนำเสนอเรื่องราวที่มีความหลากหลายทั้งทางวัฒนธรรมและเนื้อหา ส่วนผู้ที่นำเสนอนิตยสารฉบับแรกในสหรัฐฯ ในปี 1741 ก็คือ Benjamin Franklin และ Andrew Bradford แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จมากนัก

ในช่วงต้น การนำเสนอนิตยสารเน้นแต่ในเรื่องเนื้อหา การออกแบบปกนิตยสารอย่างจริงจังเริ่มในปี 1833 เมื่อ Samuel Goodrich นำเสนอ Peter Parley’s Magazine ซึ่งนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับวงการบันเทิงและข้อเท็จจริงในการออกแบบเพื่อสอนเด็กๆ ถึงกระนั้นก็ตามการแข่งขันออกแบบปกนิตยสารยังไม่เข้มข้น
อันเป็นผลมาจากการมีนิตยสารออกขายไม่มากนักจวบจนกระทั่ง Eliakim Littell ได้นำเสนอ Littell’sLiving Age ออกสู่สายตาประชาชน นิตยสารฉบับนี้เน้นให้ปกใช้รูปที่มีชีวิตชีวาที่สื่อถึงเนื้อหาภายในเล่มไม่ว่าจะเป็นเรื่องสงคราม หรือการเมืองจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเน้นการออกแบบปกนิตยสารด้วย

ถึงกระนั้นก็ตาม สำนักพิมพ์ส่วนใหญ่ยังคงเน้นให้เนื้อหาในนิตยสารเป็นส่วนสำคัญที่เรียกยอดขายจวบจนกระทั่งปี 1902 เมื่อ ClarkW.Bryan ได้ตีพิมพ์นิตยสาร Good Housekeepingที่มีเป้าหมายในการสร้างสรรค์ให้บ้านที่น่าอยู่ เขาได้เชิญ R.K.Ryland ศิลปินที่มีชื่อเสียงมาเป็นผู้ออกแบบปกนิตยสาร นับจากนั้นมาปกนิตยสารกลายเป็นส่วนสำคัญในการเรียกยอดขายไม่น้อยไปกว่าเนื้อหา ส่วนนิตยสารที่ทำให้ปกนิตยสารมีความสำคัญถึงขีดสุดก็คือ Vogue ในช่วงแรกนิตยสารฉบับนี้มิได้หารายได้จากการโฆษณาจากการที่เจ้าของตั้งเป้าไว้ที่สังคมหญิงชั้นสูงที่ถือว่ามีกำลังซื้อสูง แต่เมื่อราคากระดาษเพิ่มขึ้น พวกเขาก็หันมาหารายได้จากโฆษณาแทน การดึงดูดผู้ซื้อและโฆษณาจึงจำเป็นต้องทำให้ปกหนังสือมีภาพประกอบที่น่าสนใจและมีความเป็นศิลปะ นับจากนั้นมาผู้ผลิตนิตยสารทุกเล่มก็หันมาให้ความสำคัญกับการออกแบบปกให้มีความน่าสนใจ และเป็นศิลปะที่น่าทึ่งเพื่อเรียกยอดขาย บางเล่มสามารถทำรายได้อย่างถล่มทลายจากหน้าปกเลยก็มี

การออกแบบปกนิตยสารวิวัฒน์ไปเป็นงานศิลปะที่มีความซับซ้อนหรือที่เรียกว่า Golden Age of American Illustration ในปี 1880 อันเป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีการพิมพ์ และการกระจายการขนส่งที่ดีขึ้น ในยุคนั้นทั้งสำนักพิมพ์และผู้ออกค่าโฆษณาต่างต้องการให้ศิลปินสร้างงานศิลปะเพื่อสื่อสารให้กับผู้ฟังโดยเน้นถึงรสนิยมที่ดี พวกเขายินดีที่จะจ่ายค่าธรรมเนียมในราคาสูงสำหรับผลงานของศิลปินมากความสามารถ การสื่อสารศิลปะกลายเป็นความท้าทายสำหรับศิลปินในการที่จะสร้างสื่อศิลปะให้เป็นรูปธรรมจากแนวคิดที่เป็นนามธรรมเพื่อกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ร่วม หรือสร้างภาพพจน์ที่ดี ยิ่งกว่านั้นศิลปินยังต้องทำงานด้วยความรีบเร่งเพราะนิตยสารแต่ละฉบับมีกำหนดเวลาในการปิดเล่ม

งานปกนิตยสารกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับงานศิลปะแนว Abstract Expressionismปกเหล่านี้ได้สะท้อนมุมมองความคิดทั้งในเรื่องวัฒนธรรมและสังคมในช่วงเวลานั้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความตึงเครียดระหว่างวัฒนธรรม ประสบการณ์ มุมมอง รวมทั้งความกระสับกระส่ายในสังคม ภาพปกเหล่านี้สามารถที่จะบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์สังคมในแต่ละยุคสมัยได้เป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเชื้อชาติ ชนชั้น ศาสนา รวมทั้งความขัดแย้งทางการเมือง

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Museum of Decorative Art Barcelona และได้ชมนิทรรศการเกี่ยวกับการออกแบบปกนิตยสารจะเห็นพัฒนาการของการออกแบบปกนิตยสารโดยเฉพาะผลงานของศิลปินชาวสเปน และได้เรียนรู้ว่า งานระหว่างปี 1980-90 นั้น เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของการออกแบบกราฟิกของสเปน หลังการเสียชีวิตของนายพลฟรังโก สเปนก็เข้าสู่การควบรวมกับยุโรปอย่างแท้จริงภายใต้ระบอบประชาธิปไตย นักออกแบบก็ได้รับโอกาสที่จะสร้างสรรค์งานอย่างอิสระนอกกรอบความเป็นสถาบันรัฐสู่องค์กรเอกชน มันจึงเป็นยุคสมัยที่มีความพิเศษสำหรับชาวสเปนที่จะเฉลิมฉลองหรือเรียกว่าช่วงบูมของการออกแบบ ยิ่งกว่านั้นการที่สถาบันทั้งการศึกษาและสื่อเริ่มเข้มแข็งจึงทำให้การออกแบบสะท้อนความเป็นตัวตนของศิลปินและสังคมได้มากขึ้น ศิลปินบางคนจึงได้ควบรวมผลงานของตัวเองเข้าสู่กระแสโลกก่อนถึงยุคดิจิทัลที่สื่อสิ่งพิมพ์เริ่มมีความสำคัญน้อยลงจนถึงล้มหายตายจาก ยิ่งกว่านั้นในนิทรรศการยังมีผลงานวิวัฒนาการของการทำโปสเตอร์ปกหนังสือและถุงกระดาษที่น่าสนใจให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษาและชื่นชมอีกต่างหากด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : งาน Jewelry ใน Museum of Decorative Art Barcelona #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/513438

แหวกฟ้าหาฝัน : งาน Jewelry ใน Museum of Decorative Art Barcelona

แหวกฟ้าหาฝัน : งาน Jewelry ใน Museum of Decorative Art Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Jewelry มีความหมายตามพจนานุกรมว่า เครื่องประดับ ไม่ว่าจะเป็นแหวน ต่างหู หรือสร้อยคอ ที่ทำจากวัสดุที่มีราคาสูงหรือไม่ก็ตาม อาทิ พลาสติก ทอง เงิน แก้ว อัญมณีซึ่งผู้สวมใส่มีวัตถุประสงค์เพื่อประดับประดา เครื่องประดับเหล่านี้อาจอยู่ติดตัวหรือติดกับเสื้อผ้าก็ได้ ในมุมมองของโลกตะวันตกนั้น เครื่องประดับจะต้องทำจากวัสดุคงทนถาวรจึงไม่รวมดอกไม้ ในอดีตเครื่องประดับมักทำจากวัสดุที่มีราคาสูงโดยเฉพาะทองคำ ร่วมกับอัญมณีราคาสูง อาทิ เพชร มรกต ไพลิน ทับทิม แต่ยังรวมถึงเปลือกหอย และส่วนของเปลือกไม้ด้วย นักโบราณคดีเชื่อว่าเครื่องประดับเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์มาก่อนที่จะมีการบันทึกประวัติศาสตร์ด้วยซ้ำ เครื่องประดับในยุคเริ่มต้นไม่ได้ถูกสร้างอย่างพิถีพิถันอย่างปัจจุบัน บางส่วนทำจากขนนก กระดูก เปลือกหอย หรือก้อนกรวดสีที่มีความคงทนและสวยงาม ส่วนเพชรเริ่มเป็นที่นิยมภายหลังเมื่อมนุษย์สามารถที่จะเจียระไนให้เพชรสามารถส่องประกายจนสวยงามราวปี 1300

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า เครื่องประดับเป็นสัญลักษณ์แสดงสถานะที่สำคัญ มันจึงเป็นสิ่งของที่ไว้ตกแต่งได้ทั่วร่างกาย ตั้งแต่ศีรษะจนถึงเท้า รวมทั้งข้อเท้าและ
นิ้วเท้า หรือแม้แต่อวัยวะเพศที่ปกติเป็นอวัยวะปกปิดตามความหลากหลายของวัฒนธรรมสร้อยคอที่ทำจากกระดูกปลาในถ้ำประเทศโมนาโกคราวที่เจ้าหญิงได้รับจากเจ้าชายเป็นของขวัญในการคลอดบุตรชายนั้นถือเป็นเครื่องประดับชิ้นแรกในประวัติศาสตร์มีอายุกว่า 25,000 ปีเมื่อเครื่องประดับเป็นเครื่องแสดงสถานะ มันจึงเป็นของสำหรับราชวงศ์ ขุนนางชั้นสูงและเจ้านาย ถึงกระนั้นก็ตามคนทั่วไปในยุคโบราณก็ยังมีโอกาสสวมใส่เครื่องประดับที่ทำจากสิ่งที่พวกเขาล่าหรือฆ่าได้เพื่อนำโชคดีมาให้สำหรับการล่าครั้งต่อไป เครื่องประดับของนายพรานจึงไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์แสดงความกล้าหาญ ยังเป็นเครื่องหมายแสดงอำนาจด้วย สังคมในอดีตยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับโชคลาภและโชคดีจากการสวมใส่เครื่องประดับ อาทิ เพื่อให้มีลูกดก มั่งคั่ง หรือโชคดีในความรัก แหวนแต่งงานแสดงถึงคำมั่นสัญญาของหนุ่มสาวก็เป็นสิ่งที่มีมาแต่โบราณแล้ว

วิวัฒนาการของเครื่องประดับพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จากอิหร่านและเมดิเตอร์เรเนียน อียิปต์ บาห์เรน กรีก โรมัน และขึ้นถึงขีดสุดในสมัยจักรวรรดิไบเซนไทน์ที่ได้รับมรดกตกทอดมาจากจักรพรรดิ Constantine ผู้ย้ายเมืองหลวงมายังคอนแสตนติโนเปิล พระองค์ทรงรวบรวมความยิ่งใหญ่และความมั่งคั่งของกรีก อียิปต์ ตะวันออก ใกล้รัสเซียและแอฟริกาเหนือ เข้าไว้ด้วยกันจนก่อให้เกิดการหลอมรวมเอาการใช้สีสันสดใส สัญลักษณ์ของอัญมณีเข้าไว้จวบจนถึงยุคกลางที่การออกแบบถูกเคลื่อนย้ายเข้าสู่ยุโรปผ่านการค้าการแต่งงานและสงคราม

หลังการล่มสลายของกรุงโรม ชาวบ้านก็มีชีวิตอยู่อย่างลำบาก ความมั่งคั่งแทบทั้งหมดตกอยู่กับศาสนจักรเท่านั้น ระหว่างสงครามครูเสด นักรบได้เดินทางไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์และกลับมาพร้อมกับอัญมณี และเครื่องประดับ ศาสนจักรได้รับประโยชน์มากมายจากการปล้น แต่สมบัติบางส่วนก็ตกหล่นไปยังทหาร และชาวนา ในยุคกลาง ขุนนางในสมัยนั้นไม่ต้องการให้ชาวบ้านได้สวมใส่อัญมณีจึงออกกฎหมายส่งเสริมความมัธยัสถ์และจำกัดการสวมใส่เครื่องประดับโดยเฉพาะแหวนซึ่งแต่ละชนิดให้ความหมายต่างกัน อาทิ แหวนของนักบวช สำหรับคนป่วย สัญลักษณ์ของความรัก และแหวนสำหรับอุปกรณ์ต่างๆ

วิวัฒนาการของเครื่องประดับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในคริสต์ศตวรรษที่ 16 เมื่อฝรั่งเศสเป็นผู้นำทางด้านแฟชั่น พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสเป็นเป็นกษัตริย์ที่เฟื่องฟูมาก พระองค์นำเข้าเพชรจากอินเดียมามหาศาล แต่พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 กษัตริย์อังกฤษ กลับเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่มีเครื่องประดับมากที่สุดในยุโรป โดยทรงมีแหวนมากถึง 234 วง เข็มกลัดถึง 324 อัน อีกทั้งยังมีสร้อยเพชรและมุกอีกเป็นจำนวนมาก พระนางอลิซาเบธที่ 1 พระธิดาของพระองค์ก็โปรดแต่งพระองค์มากเช่นกัน โดยมีเสื้อผ้ามากถึง 2,000 กว่าชุดที่ประดับด้วยมุก

แม้นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือน Museum of Decorative Art Barcelona จะไม่ได้เห็นตัวอย่างของเครื่องประดับโบราณมากนัก แต่ก็ได้โอกาสเห็นตัวอย่างของเครื่องประดับที่ถูกออกแบบอย่างทันสมัยโดยศิลปินท้องถิ่นเป็นจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว