แหวกฟ้าหาฝัน : Stuttgart เมืองรถยนต์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/655004

แหวกฟ้าหาฝัน : Stuttgart เมืองรถยนต์

วันอาทิตย์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนเยอรมนี ไม่ว่าจะบินมาเข้าเมืองทาง Munich หรือ Frankfurt เมืองหนึ่งที่ต้องมาเยือนให้ได้ นั่นคือ Stuttgart แม้เมืองนี้จะไม่ใช่เมืองปลายทางที่นักท่องเที่ยวไทยชอบเที่ยว เพราะไม่มีCastle สำคัญเหมือนอย่างเมือง Munich ที่มีNeuschwanstein หรือเมือง Heidelberg ที่มี Heidelberg Castle แต่ Stuttgart ก็เป็นเมืองที่น่าสนใจโดยเฉพาะคนรักรถ เพราะที่นี่เป็นที่ตั้งของMercedes Benz Museum รถแบรนด์หรูที่เป็นขวัญใจของคนไทย และ Porsche Museum รถแข่งในฝันสุดเท่ การเดินทางจากสนามบิน Frankfurtมายัง Stuttgart ก็ไม่ยาก ใช้เวลาเพียงแค่ชั่วโมง10 นาที โดยสามารถเลือกรถตรงหรือเปลี่ยนรถที่เมือง Mannheim ก็ได้แล้วแต่เวลาอำนวย หรือถ้าเข้าเมืองจาก Munich ก็ใช้เวลามากหน่อยโดยนั่งรถเข้าไปยัง Munich Central Station แล้วต่อมายัง Stuttgart โดยใช้เวลา 2 ชั่วโมงเศษ

Stuttgart เมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของแคว้น Baden Wurttemberg นี้ ตั้งอยู่บนแม่น้ำ Neckar ในหุบเขาที่อุดมสมบูรณ์ที่มีชื่อว่า Stuttgarter Kessel ซึ่งอยู่ไม่ไกลกับป่าดำสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของเยอรมนี เมืองที่มีประชากร 635,000 คน และเป็นเมืองที่มีคุณภาพชีวิตดีอันดับ 20 ของยุโรปแห่งนี้เป็นเมืองแห่งนวัตกรรมที่สำคัญของเยอรมนี ดั้งเดิมนั้นเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมัน โดยถูกปกครองโดยโรมันตั้งแต่ 83 ปีก่อนคริสตกาล ต่อมาที่นี่เป็นพื้นที่เพาะปลูกที่สำคัญตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 7 เมืองค่อยๆโตขึ้นจนได้รับการสถาปนาให้ปกครองอย่างอิสระในปี 1320 ความมั่งคั่งของเมืองก็เป็นไปตามความสามารถของราชวงศ์ Wurttembergซึ่งได้สถาปนาให้Stuttgart เป็นเมืองหลวงในคริสต์ศตวรรษที่ 15

พระเจ้า Frederick ที่หนึ่งแห่ง Wurttem berg เป็นกษัตริย์ที่มีอิทธิพลมากในกลุ่มผู้ปกครองสหพันธรัฐเยอรมัน พระองค์ได้สร้าง Wilhelm Palace และโรงพยาบาล Katharina รวมทั้ง State Galleryขึ้น ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมืองแห่งนี้ก็มีก่อสร้างปราสาทขึ้นอีกหลายแห่ง อาทิRosenstein, Wilhelmspalais อีกทั้งยังก่อตั้งมหาวิทยาลัย University of Stuttgart ขึ้นในปี 1829 และ University of Music and PerformingArts ในปี 1857 ในช่วงที่เยอรมันเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม Stuttgart กลายเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรม Karl Benz และ Gottlieb Daimlerและ Wilhelm Maybach ซึ่งร่วมกันตั้งบริษัทขึ้นจึงเลือกให้ Stuttgart เป็นศูนย์กลางของการผลิตรถส่งผลให้เมืองนี้กลายเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมรถแห่งแรกในโลก อีกทั้งยังทำให้เมืองนี้กลายเป็นสำนักงานใหญ่ของMercedes Benz และ Porsche รวมทั้ง Bosch และ Mahle ผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ด้วย

หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง กลุ่มปฏิวัติในเดือนพฤศจิกายนพยายามบังคับให้พระเจ้า Wilhelm II สละราชย์ เมื่อพระองค์ยอมสละราชย์ส่งผลให้ Stuttgart กลายเป็นส่วนหนึ่งของWeimar Republic และถูกเลือกให้เป็นเมืองหลวงแต่เมื่อนาซีเรืองอำนาจ Stuttgart ก็หมดความสำคัญทางการเมืองลง ซ้ำชาวเมืองที่เป็นชาวยิวยังถูกขับไล่ออกจากเมือง ถึงกระนั้นก็ตาม Stuttgart ก็ยังเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางด้านอุตสาหกรรมรถยนต์ และเริ่มมีการผลิตรถVolkswagen รุ่น Beetle ขึ้นครั้งแรก

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เยอรมันแพ้สงครามและต้องเข้ารับการฟื้นฟูผ่าน Marshall Plan ที่มีสหรัฐฯ เป็นผู้นำ Stuttgart เข้าแข่งขันเพื่อเป็นเมืองหลวงของเยอรมันตะวันตก แต่พ่ายแพ้ต่อเมือง Bonn ถึงกระนั้นก็ตาม Stuttgartก็เดินหน้าปรับปรุงเมืองโดยแบ่งโซนเป็นอุตสาหกรรมและที่อยู่อาศัยส่งผลให้ Stuttgart กลายเป็นเมืองหลวงของแคว้น และเป็นเมืองที่ใหญ่อันดับสามของเยอรมันนับจากปี 1950 การที่ Stuttgart เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมรถจึงดึงดูดแรงงานอพยพต่างชาติเข้ามาเป็นจำนวนมากส่งผลให้จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและเมืองก็ได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างมากจนมีโอกาสต้อนรับอาคันตุกะสำคัญๆอาทิ สมเด็จพระราชินีนาถ เอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษ รวมทั้งเป็นสนามแข่งบอลโลกในปี 2006อีกต่างหากด้วย

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Stuttgart ไม่เพียงจะสามารถจะสามารถช้อปปิ้งได้ตั้งแต่ออกจากสถานีรถไฟโดยเลือกถนน Konigstrasse ซึ่งจะทำให้ผ่านร้านรวงมากมายและยังสามารถเยี่ยมชม Kunstmuseum, Schlossplatz, Historymuseum, Staatsgalerie, Alt staatgalerie, Staatheater, Wilhelm palais เฉกเช่นเดียวกันกับเมืองอื่นได้ในเวลาไม่ถึงชั่วโมง เนื่องจากอาคารต่างๆ อยู่ไม่ไกลกันมากนัก ยิ่งหากมาเยือนในช่วงเดือนธันวาคมด้วยแล้ว นักท่องเที่ยวจะสามารถสัมผัสกับบรรยากาศครึกครื้นสไตล์เยอรมันอย่างแท้จริงได้ตั้งแต่ออกจากสถานีรถไฟ ตลาดคริสต์มาสของเมืองนี้ตกแต่งอย่างสวยงามมีอาหาร และขนมหลากหลาย รวมทั้งของที่ระลึกสำหรับคริสต์มาสไว้ตกแต่งบ้านแทบนั้นแทบจะตั้งอยู่หน้าสถานีรถไฟเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Dmitrij Kavarga in City Museum Szentendre

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/653493

แหวกฟ้าหาฝัน : Dmitrij Kavarga in City Museum Szentendre

วันอาทิตย์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่เดินทางไป Szentendre และชื่นชอบงาน Contemporary Art สถานที่หนึ่งที่น่าไปเยือนหากมีเวลาก็คือSzentendre City Museum มิวเซียมประจำเมืองที่ถูกก่อตั้งขึ้นภายใต้ชื่อของ Karoly Ferenczy ศิลปินพื้นเมืองชาวฮังกาเรียนผู้นำแนวทางศิลปะ Nagybanya ในปี 1951 ดั้งเดิมนั้นมิวเซียมตั้งอยู่ที่ในอาคาร Greek-Oriental Serbian school บนถนน Kossuth Lajos เมื่อมิวเซียมของ Pest Countyได้ย้ายมาอยู่ที่ศูนย์กลางของSzentendre ร่วมกับการก่อตั้ง CountyMuseum เทศบาลก็ได้ขยายขนาดของตึกเพื่อรองรับการจัดแสดงผลงานของตระกูล Ferenczy และตั้งชื่อว่า Ferenczy Museum ในปี 1973 แต่ในปี 2000 คณะสงฆ์ Serbian Orthodox Church ได้ทวงสิทธิอาคาร และจ่ายเงินชดเชยให้ มิวเซียมจึงย้ายที่ทำการไปยัง Pajor Mansion โดยอาศัยเงินชดเชยมาก่อสร้างและเปิดทำการในวันที่ 18 มิถุนายน 2013

Ferenczy Museum นี้มักจัดนิทรรศการเพื่อเปิดโอกาสให้ศิลปินแนว Contemporary Artทั้งท้องถิ่นและนานาชาติได้มีโอกาสแสดงผลงาน DmitrijKavarga ศิลปินชาวรัสเซียก็เป็นศิลปินอีกผู้หนึ่งที่ได้รับโอกาส เขาเกิดที่มอสโกเมืองหลวงของรัสเซีย และเริ่มต้นการเป็นศิลปินด้วยการทำงานด้านจิตรกรรมเฉกเช่นศิลปินยุคเก่าก่อนที่จะหันมาทำงานประติมากรรม เขาเป็นศิลปินที่แปลกและเก็บตัว ไม่เคยมีภาพหรือวีดีโอของเขาปรากฏที่ใดเลย เขาปกปิดอายุและการศึกษา คนทั่วไปทราบจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ว่าเขาไม่ได้จบศิลปะอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่ไม่มีใครทราบเหตุผลที่เขาปกปิดตัวตน งานของเขาก็แทบแยกไม่ได้จากบุคลิกภาพ เขาเชื่อว่าการที่ผู้ชมคุ้นเคยกับงานก็เพียงพอที่จะเป็นตัวแทนของเขาแล้ว เขาทำงานและอาศัยอยู่ในมอสโก ในปี 1988 เขาเริ่มที่จะได้มีโอกาสจัดงานนิทรรศการของตัวเองทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ เขาเริ่มทดลองและทำวิจัยที่นำไปสู่การทำงานประติมากรรมเกี่ยวกับหุ่นยนต์ที่เรียกว่าBiomorphism ซึ่งเป็นคำกรีกมาจากคำว่า bio ที่แปลว่าชีวิต กับ Morphe ที่แปลว่ารูปแบบ

เขาเป็นคนที่มีชีวิตอยู่กับอินเตอร์เนตตลอดเวลาภายใต้ชื่อ biomorphic radical โดยคิดว่าตัวเองเป็นนักทดลองวิจัยผู้ซึ่งทำการทดลองในการนำวัสดุอุปกรณ์ภายนอกมาแสดงออกถึงความรู้สึกเกี่ยวกับจิตใจที่สัมพันธ์กับความเป็นจริง ผลงานที่เขาสร้างขึ้นเป็นแบบจำลองเกี่ยวกับการรับรู้ ขบวนการคิดทั้งในระดับสำนึกและจิตใต้สำนึกโดยออกแบบอย่างซับซ้อนเสมือนกับเส้นปราสาทที่โยงใยกันในสมองก่อให้เกิดความสวยงาม เขาเริ่มจัดแสดงนิทรรศการครั้งแรกที่ Malaya Gruziskaya Gallery ในกรุงมอสโก ในปี 1988 หลังจากนั้นมาผลงานของเขาก็ยิ่งซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มร่วมงานกับศิลปินอื่นๆ อาทิ Vladimir Beshekov

ผลงานของเขาที่ถูกเรียกว่า Post Human Art นี้ มักใช้สารโพลิเมอร์และทำเหมือนการพิมพ์ 3 มิติโดยจะเป็นแบบมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ดูให้เกิดจินตนาการ หรือเป็นแบบภาพยนตร์ วีดีโอ ผลงานนิทรรศการที่จัดขึ้นในฮังการีนี้มีชื่อว่า AnthropocentrismToxicosis ซึ่งเป็นธีมที่แสดงให้เห็นถึงความอ่อนไหวของมวลมนุษยชาติทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ในความเห็นของเขานั้นมนุษย์ยุคปัจจุบันมักทำกิจกรรมที่ทำลายไม่เพียงแต่กับธรรมชาติ แต่ยังเป็นการทำลายตัวเองด้วย แทนที่มนุษย์จะใช้ความสามารถในการสร้างสรรค์กลับทำให้ทั้งโลก สัตว์ร่วมโลกธรรมชาติ รวมทั้งตัวเองวุ่นวายและจมหายไปในกองขยะ และพลาสติกจนส่งผลให้ร่างกายมนุษย์เน่าเปื่อยและแตกสลาย นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Ferenczy Museum จะเห็น และเข้าใจแนวคิด รวมทั้งความเป็นตัวของตัวเองที่ดูสับสนวุ่นวายเต็มไปด้วยจินตนาการที่ไร้ขอบจำกัดจากนิทรรศการของเขา นอกจากนี้เขายังมีผลงานจัดแสดงในมิวเซียมอีกหลายแห่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Museum of Contemporary Art Museum เมือง St.Petersburg รัสเซีย

แหวกฟ้าหาฝัน : Bela Czobel Museum in Szentendre

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/651970

แหวกฟ้าหาฝัน : Bela Czobel Museum in Szentendre

วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

Self Portrait

แม้เมือง Szentendre จะเป็นเมืองเล็ก แต่ที่นี่ก็มีมิวเซียมของจิตรกรที่น่าสนใจ นั่นคือ Bela Czobel Museum ซึ่งเป็นมิวเซียมของศิลปินพื้นเมืองลูกครึ่งยิวฮังกาเรียน Bela Czobel เกิดที่เมืองบูดาเปสต์ในปี1883 เขาร่ำเรียนกับ Bela Ivanvi Grunwald จิตรกรชั้นนำในกลุ่ม Nagybanya ซึ่งปัจจุบันอยู่ในโรมาเนีย ในปี 1902 เขาเดินทางไปศึกษาต่อที่มิวนิก เยอรมนี และเป็นเพื่อนกับ Jules Pascin, Rudolf Levy และ Walter Bondy ซึ่งต่อมาทั้ง4 คน เดินทางไปศึกษาต่อที่ปารีสด้วยกัน เขาเข้าเรียนต่อกับ Jean Paul Laurens จิตรกรและนักประติมากรที่มีชื่อเสียงชาวฝรั่งเศสที่ AcademiaJulian และชนะประกวดตั้งแต่ปีแรกที่เข้าแข่งขัน

แนวทางศิลปะเริ่มแรกของเขาเป็นแบบ Naturalism ตามแบบ Nagybanya School แต่หลังจากได้พบกับศิลปินกลุ่ม Fauves ในปารีสในปี 1905 และได้รับอิทธิพลจากงานนิทรรศการ Salon d’Automne เขาก็เริ่มหันมาใช้สีสันที่รุนแรงมากขึ้นหรือเปลี่ยนไปตามแนวทางศิลปะแบบ Fauvism หลังกลับมาบูดาเปสต์ เขาและศิลปินรุ่นเดียวกันได้เริ่มตั้งกลุ่มที่เรียกว่า Neos ที่มีแนวทางศิลปะแตกต่างจาก Nagybanya ที่เป็นแนวทางศิลปะที่โดดเด่นในช่วงเวลานั้นในปี 1909 เขาและเพื่อนได้ตั้งกลุ่มที่เรียกว่า The Eight ซึ่งประกอบด้วยศิลปิน 8 คน ขึ้นเพื่อจัดแสดงผลงานตามแนวทางศิลปะแบบ Post Impressionism อันประกอบด้วยงานจิตรกรรม ดนตรี และวรรณกรรมจนเป็นที่มาของ Modernism ในฮังการี

Berlin Street 1920

พวกเขาทั้ง 8 คนได้จัดนิทรรศการแรกที่มีชื่อว่า New Pictures ขึ้นในปี 1911 หลังจากนั้นพวกเขาได้จัดนิทรรศการขึ้นอีกหลายครั้งในฮังการีและออสเตรีย ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง Czobelย้ายไปอยู่เมือง Bergen เนเธอร์แลนด์ แต่เขายังคงเน้นสร้างงานแนว Fauvisim อยู่ ก่อนที่เขาจะย้ายไปร่วมงานกับกลุ่ม Die Brucke ในช่วงที่ย้ายไปอยู่เบอร์ลินและพัฒนางานสู่Secession หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เขาย้ายไปเปิดห้องภาพที่ Montparnasse ย่านศิลปะในกรุงปารีส และได้มีโอกาสจัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวทั้งในปารีสและนิวยอร์กอีกหลายครั้งก่อนที่เขาจะย้ายกลับมาอยู่ที่ Szentendre ฮังการีและไม่ย้ายไปไหนอีกเลยในปี 1965 เขาเป็นศิลปินคนแรกของฮังการีที่มีมิวเซียมของตัวเองตั้งแต่เขายังมีชีวิตอยู่

มิวเซียมที่เปิดตัวตั้งแต่ปี 1975 นี้นั้นได้รับของจัดแสดงจาก Lisa Czobel ลูกสาวของศิลปินโดยของจัดแสดงถาวรไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่หลังจากการปรับปรุงมิวเซียมในปี 2016 แนวทางการจัดแสดงของสะสมได้เปลี่ยนแปลงไปโดยไม่เน้นของจัดแสดงแบบถาวรเท่านั้น แต่มีการเปลี่ยนแปลงทุกๆ ปีโดยมีการนำงาน Graphic ของ Czobel มาจัดแสดงด้วย อีกทั้งยังมีการนำของสะสมของศิลปินที่อยู่ภายใต้การครอบครองส่วนตัวและของรัฐจากที่ต่างๆ มาร่วมจัดแสดงเป็นครั้งคราว นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือนจะได้รับความรู้และเห็นการพัฒนาของศิลปินได้อย่างเป็นลำดับจากงานที่ดูเป็นธรรมชาติ สู่งานที่มีจินตนาการและใช้สีสันที่สดใสมากขึ้น

Boy with Ball 1916

Boy with Ball 1916

Sitting Man 1906

Sitting Man 1906

Sitting Female Nude 1974

Sitting Female Nude 1974

Seaside Landscape with Boats 1930s

Seaside Landscape with Boats 1930s

Muse 1930

Muse 1930

Maria in the Garden 1963

Maria in the Garden 1963

แหวกฟ้าหาฝัน : เมืองน่ารัก Szentendre

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/650633

แหวกฟ้าหาฝัน : เมืองน่ารัก Szentendre

วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยือนฮังการี เที่ยวบูดาเปสต์อย่างจุใจและชื่นชอบเมืองเล็กๆที่ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงชั่วโมง เมืองที่น่าสนใจที่จะไปเยือนก็คือ Szentendre เมืองที่อยู่ห่างจากบูดาเปสต์ไปทางทิศเหนือเพียงแค่ 20 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวที่มีเวลาอาจและไม่เน้นการเข้ามิวเซียมใดๆ อาจใช้เวลาตอนบ่ายสักวันเพื่อเดินทางไปเยือนเมืองบาโรคแห่งนี้ วิธีการเดินทางไปยัง Szentendre ที่ดีที่สุดคือทางเรือ เพราะเป็นเส้นทางที่สวยงามมาก แต่ทำได้เฉพาะในช่วงฤดูร้อนเท่านั้น หากนักท่องเที่ยวมีกำลังทรัพย์และชอบจิบไวน์อาจซื้อทัวร์ครึ่งวันที่มีทัวร์ชิมไวน์เพื่อลิ้มลองไวน์และคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์ได้ด้วย

นอกจากเดินทางด้วยเรือแล้ว การขับรถก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ใช้เวลาน้อยมาก แต่หากนักท่องเที่ยวไม่ได้เช่ารถขับ ทางเลือกอีกทางคือการนั่งรถโดยสารประจำทางหรือรถบัสนักท่องเที่ยวสามารถขึ้นรถบัส เบอร์ 880 หรือ 889 ที่สถานี Volanbusz ซึ่งอยู่ทางเหนือของบูดาเปสต์ได้ นักท่องเที่ยวที่อยู่ในเมืองสามารถเดินทางโดยรถใต้ดินเบอร์ 3 ไปยังสถานี Voanbusz ได้ อีกทั้งยังสามารถเช็คตารางเวลารถบัสได้จากอินเตอร์เนตซึ่งสะดวกสบายและตรงเวลามาก สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ชอบนั่งรถบัสและเรือก็สามารถนั่งรถไฟไปได้ โดยสามารถขึ้นที่สถานี Batthyany Square หรือ Margaret Bridge ที่ฝั่งบูดาฯ แล้วเลือกรถเบอร์ H5 โดยซื้อตั๋วที่ตู้ในสถานีกับเจ้าหน้าที่หรือตู้อัตโนมัติก็ได้ แต่หากนักท่องเที่ยวไม่แน่ใจควรซื้อกับเจ้าหน้าที่และถามทางไปด้วยในตัวเพื่อกันการผิดพลาด การเดินทางไปยังสถานีทั้งสองจากในเมืองก็ใช้รถใต้ดิน M2 ได้อย่างไม่ยากเย็น

Szentendre เมืองริมน้ำใน Pest County ที่อยู่ระหว่างบูดาเปสต์ และเขาPilis-Visegrad นี้ เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงทางด้าน Open Air Ethnographic Museum และห้องภาพ เมืองที่มีความสวยงามทั้งทางด้านสถาปัตยกรรมและเข้าถึงง่ายทางเรือนี้จึงเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของฮังการี ชื่อของเมืองมาจากคำละตินโบราณที่ว่า Sankt Andrae หรือ St.Andrew เมืองที่ตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1146 นี้ ยังมีอีกหลายชื่อแล้วแต่ภาษาก่อนที่ชาว Magyar จะมาตั้งถิ่นฐานบริเวณนี้ ในคริสต์ศตวรรษที่ 9 พื้นที่แห่งนี้ไม่มีคนอาศัยอยู่เลย เมื่อเจ้าชาย Kurszan ได้มาตั้งถิ่นฐาน พระองค์จึงตั้งป้อมปราการขึ้น ภายหลังเมืองนี้ก็ร้างผู้คนไปอีก ในช่วงสงครามกับตุรกี ฮังการีเชิญชาวเซิร์ฟให้เข้ามาขับไล่จักรวรรดิ Ottoman หลังจากนั้นชาวเซิร์ฟก็ได้มาอาศัยอยู่ในเมืองและสร้างวัฒนธรรมหลากหลายทิ้งไว้ให้โดยเฉพาะงานทางด้านสถาปัตยกรรม

ความสงบและสวยงามของเมืองกลายเป็นที่ดึงดูดใจของศิลปินตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 จนมีชื่อเสียงระดับที่เรียกว่า Szentendre school ถึงกระนั้นก็ตาม เมืองนี้ก็ยังเป็นเมืองเล็กที่มีประชากรเพียงแค่ 4 พันคน จนถึงทศวรรษที่ 1970 เมืองได้รับการขยายให้ใหญ่ขึ้นและมีประชากรมากขึ้นเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 21 จนทำให้การเกษตรของเมืองลดน้อยลง

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Szentendre ไม่เพียงจะมีโอกาสเยือน Ethnographic Museum ยังสามารถเดินเล่นชมเมืองที่เต็มไปด้วยร้านอาหารที่ตกแต่งอย่างสวยงามจนน่าที่จะลิ้มลองอาหารมื้อหนักสักมื้อ หรือพักจิบกาแฟ ดื่มชารับประทานเค้กกินก่อนจะช้อปปิ้งเรื่อยเปื่อยในบรรยากาศที่แสนจะผ่อนคลายสมกับเป็นเมืองที่ดึงดูดศิลปินได้อย่างดีจริงๆ

แหวกฟ้าหาฝัน : Koller Gallery Budapest

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/649189

แหวกฟ้าหาฝัน : Koller Gallery Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนบูดาเปสต์และมีเวลามากพอ อยากหาห้องภาพที่มีความแปลกตาเยือน สถานที่น่าสนใจที่ควรเลือกไปก็คือ Koller Gallery ห้องภาพเอกชนที่เก่าแก่ที่สุดของบูดาเปสต์ห้องภาพที่ถูกจัดตั้งขึ้นโดย Gyorgy Koller หรือ George Koller ผู้ก่อตั้ง Association of Hungarian Engravers ในปี 1950 การที่ Koller เป็นคนที่อดทน ทำงานหนัก มีความตั้งใจสูงและมีความกล้าหาญ อีกทั้งยังเป็นคนที่มีทัศนคติที่ไม่ยอมแพ้เขาเชื่อว่าไม่มีอะไรในโลกที่ทำไม่ได้ ประกอบกับการที่เขาเป็นคนหน้าตาดีเฉลียวฉลาด มีพละกำลังและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นทำให้เขาประสบความสำเร็จในการสร้างองค์กรและได้รับความเคารพและชนะใจศิลปินมากมายแม้ช่วงเวลานั้นฮังการีจะปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์ก็ตาม เพื่อนศิลปินอีกหลายคน อาทิIstván Csók, István Szőnyi, OszkárGlatz ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด Koller จะสามารถจัดการได้ เขาจะดูแลทุกสิ่งอย่างไม่เพียงด้านการเงิน แต่ยังช่วยเหลือในด้านส่วนตัวด้วย อาทิ ช่วยให้ศิลปินมีบ้านหรือรถซึ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างยิ่ง เพื่อนของเขาบางคนถึงกับกล่าวว่า ห้องทำงานของ Koller เป็นเหมือนห้องสารภาพบาปและกาสิโนไปพร้อมๆ กัน

แม้ในช่วงเวลานั้น ฮังการียังปกครองโดยระบอบคอมมิวนิสต์ ในที่สุด Ferenc Erdei นายกรัฐมนตรีฮังการีก็ส่งเสริมให้ Koller ขยับขยายสมาคมและทำงานอย่าง
เป็นทางการภายใต้การควบคุมอย่างใกล้ชิดโดยอาศัยอาคารบนถนน MunkacsyMihaly ในช่วงเวลานั้นสังคมกำลังต้องการงานศิลปะที่มีคุณภาพและเป็นของแท้ สมาคมเลยได้รับความสนใจและกลายเป็นศูนย์กลางของการค้าขายงานศิลปะที่สำคัญซึ่งส่งผลให้ศิลปินที่เป็นสมาชิกของสมาคมได้มีโอกาสที่จะสร้างสรรค์งานอย่างอิสระเพื่อที่จะได้มีรายได้ในการยังชีพและไร้ขอบเขตมากกว่าศิลปินทั่วไปที่อยู่ภายใต้ข้อบังคับที่แสนจำกัดของรัฐบาลคอมมิวนิสต์

ปี 1980 Koller ได้เปิดห้องภาพเอกชนขึ้นอย่างเป็นทางการที่บ้านของ Amerigo Tot นักประติมากรรมลูกครึ่งฮังการีอิตาลี ซึ่งทำให้ Koller Gallery สามารถที่จะจัดแสดงผลงานไม่เพียงแต่งานแนว Graphicแต่ยังรวมถึงงานประติมากรรมและจิตรกรรมด้วย ในปี 1984 Hungarian NationalGallery ได้ร่วมมือกับ Koller Galleryสร้างห้องจัดแสดงและห้องประมูลขึ้น อีกทั้งยังมีการเปิดห้องจัดนิทรรศการขึ้นบนถนนSandor Petofi ในโรงแรม Hilton ย่าน Castle District

ของจัดแสดงใน Koller Gallery ประกอบด้วยงานแนว Contemporary Artทั้งงานแกะสลัก และงานกราฟฟิกของ Miklós Borsos, Lajos Szalay, János Kass, Vladimir Szabó และ Gyula Hincz งานประติมากรรมของ Miklós Borsos, Imre Varga, Miklós Melocco และ Péter Párkányi และงานจิตรกรรมของ István Szőnyi, István Csók, Bertalan Por,István Mács ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นศิลปินหน้าใหม่ของฮังกาเรียนทั้งสิ้น นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือน Koller Gallery ไม่เพียงสามารถศึกษางานของจิตรกรและนักประติมากรรุ่นใหม่ชาวฮังการี ยังสามารถสนุกสนานกับการถ่ายภาพอย่างใกล้ชิดกับผลงานที่ดูแปลกตาสร้างสรรค์ และมีอัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครอีกต่างหากด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานประติมากรรมตั้งแต่หน้าประตูที่จะสามารถสร้างความประทับใจไม่รู้ลืมเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Vasarely Museum Budapest

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/646666

แหวกฟ้าหาฝัน : Vasarely Museum Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานแนว Contemporary Art แบบสีสัน สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องไปเยือนให้ได้ไม่เช่นนั้นจะเสียดายมากหากได้เดินทางมาบูดาเปสต์ นั่นคือ Vasarely Museum มิวเซียมของ Victor Vasarely บิดาแห่งแนวทางศิลปะแบบ Opt Art ศิลปินชาวฮังกาเรียนที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของประเทศ

Victor Vasarely เกิดที่เมือง Pec ในวันที่ 9 เมษายน 1906 เขาเติบโตที่เมือง Posteny และเข้าเรียนวิชาแพทย์ที่มหาวิทยาลัย Eotvos Lorand บูดาเปสต์ในปี1925 แต่เขาไม่สามารถอดทนเรียนในวิชาที่เขาไม่สนใจได้จึงลาออกไปเข้าศึกษาต่อที่ Podolini Volkmann Academy เพื่อเรียนทางด้านศิลปะในปี 1927 และสมัครเข้าเรียนต่อทางด้านศิลปะในโรงเรียนเอกชนที่ชื่อ Sandor Bortnyik ในปี 1929 ซึ่งในขณะนั้นเป็นศูนย์กลางของการเรียนแบบ Bauhaus ในเมืองบูดาเปสต์ ในปี 1929 เขาแต่งงานกับนักเรียนด้วยกันที่ชื่อ Claire Spinner และมีบุตรด้วยกัน 2 คนโดยคนเล็กที่ชื่อ Jean Pierre ก็กลายเป็นศิลปินเช่นกันแต่ใช้ชื่อว่า Yvaral ในทศวรรษที่ 1930 เขาออกจากบูดาเปสต์ไปอยู่ปารีสเพื่อทำงานเป็นนักออกแบบโปสเตอร์และกราฟิกกับบริษัท Havas, Draeger and Devambez

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขาได้ทดลองงานใหม่ๆ อาทิ แนว cubism, Futurism,Expressionism, Symbolism และ Surrealismโดยไม่สามารถสร้างอัตลักษณ์อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เขารู้สึกว่าตัวเองไปผิดทางหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง เขาได้เปิดห้องศิลป์ที่ Arcueil ชานเมืองปารีสและเริ่มหันเหทางเข้าสู่ Optical Art หรือ Geometric abstract art ซึ่งเขารู้สึกว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้องและเป็นตัวตนของเขา แนวทางศิลปะแบบ Opt Art หรือ OpticalArt นี้เป็นการพัฒนาศิลปะจากเรขาคณิตเมื่อเขาสามารถพัฒนาเทคนิคผสมผสานจนถึงขีดสุด เขาก็จดลิขสิทธิ์วิธีการสร้างสรรค์งานของเขาโดยเรียกว่า Unite Plastique หลังจากนั้นเขาก็ใช้แนวทางศิลปะที่เขาริเริ่มเทคนิคชิ้นนี้สร้างสรรค์งานเป็นชุดๆ และจัดแสดงนิทรรศการเรื่อยมาจวบจนกระทั่งอายุ 90 ปี

สำหรับ Victor Vasarely Museum Budapest นี้เป็นหนึ่งในสองของ Vasarely Museum ซึ่งศิลปินจัดตั้งขึ้นในฮังการีซึ่งอีกแห่งอยู่ที่เมืองเกิดของเขาคือเมือง Pec นอกจากมิวเซียมในฮังการีแล้ว เขายังมีมิวเซียมอีก 2 แห่งในฝรั่งเศสด้วยนั่นคือที่ Gordes และ Aix en Provenceนักท่องเที่ยวที่ได้เข้าชมจะสามารถเพลิดเพลินกับผลงานของเขาที่ถูกแบ่งเป็นชุดๆ โดยแต่ละชุดจะมีลักษณะเฉพาะตัวอันจะทำให้นักท่องเที่ยวได้เห็นพัฒนาการของความคิดสร้างสรรค์และการเพิ่มความยากลำบากในการสร้างงาน การเพิ่มสีสันและเหลี่ยมมุมรวมทั้งความเป็น 3 มิติที่ทำให้ดูสนุก แม้นักท่องเที่ยวบางคนอาจรู้สึกว่างาน Opt Art แบบนี้น่าจะทำง่ายไม่น่ายากในการสร้างสรรค์ แต่หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่างานในช่วงที่เขาสามารถพัฒนาถึงขีดสุดแล้วเป็นงานที่ไม่ง่ายเลยที่จะเลียนแบบ และยังยากที่จะอธิบายพื้นฐานความคิดและวิธีการในการสร้างงานอีกต่างหากด้วยสมแล้วที่เขาจดลิขสิทธิ์

แหวกฟ้าหาฝัน : Kassak Museum Budapest

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/645202

แหวกฟ้าหาฝัน : Kassak Museum Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงาน Constructivism และเดินทางมาเที่ยวบูดาเปสต์ มิวเซียมหนึ่งที่ต้องเยือนให้ได้ก็คือ Kassak Museum มิวเซียมที่ตั้งชื่อตาม Lajos Kassak ศิลปินแนว Constructivism ที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของฮังการี เขาเกิดที่ Ersekujvar เมืองในปกครองของจักรวรรดิ Austria Hungary ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ Nove Zamky ประเทศสโลวาเกีย บิดาของเขาเป็นผู้ช่วยเภสัชกร และมารดาทำงานซักรีด แม้ครอบครัวของเขาต้องการให้เขาได้มีโอกาสเรียนหนังสือสูงๆ แต่เขากลับลาออกมาทำงานเป็นผู้ช่วยช่างซ่อมในปี 1904 เขาย้ายไปอยู่บูดาเปสต์ และทำงานในโรงงานโดยเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานและร่วมกลุ่มกับพวกประท้วงหยุดงาน รวมทั้งเข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรค Social Democratจนถูกไล่ออกในปี 1905 ต่อมาในปี 1907 เขาได้ออกเดินทางด้วยเท้าโดยไม่มีเงินติดกระเป๋าเลยโดยมีเป้าหมายอยู่ที่ปารีสเมืองที่ดึงดูดศิลปิน และเหล่านักคิดทั่วทั้งยุโรปตะวันออก

นอกจากงานกิจกรรมแล้ว เขายังชื่นชอบเขียนบทกวี บทกวีของเขาบทหนึ่งได้ถูกตีพิมพ์ในนิตยสาร Ujpest ส่งผลให้เขาได้พบกับ Jolan Simon ซึ่งต่อมาทั้งสองได้แต่งงานกัน แม้ Kassak จะเป็นกลุ่มที่เรียนหนังสือด้วยตัวเองและชอบเข้าร่วมกลุ่มการเมืองสังคมทำให้เขากลายเป็นคนหัวรุนแรง เขาถูกปฏิเสธห้ามเข้าเบลเยียมและเยอรมัน แต่ได้รับการต้อนรับอย่างดีในปารีส เขาได้เยือนมิวเซียมต่างๆ และใช้เวลาพักผ่อนในการเขียนหนังสือ ในปี 1910 เขาถูกไล่ออกมาจากปารีสกลับมาบูดาเปสต์ เขาเริ่มเขียนบทกวีทางการเมืองและส่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ในปี 1915 เขาเริ่มเข้าไปมีบทบาทใน A Tett นิตยสารที่นักเขียนและศิลปินที่มีแนวทางเดียวกันร่วมกันก่อตั้ง นิตยสารนี้เริ่มจากการวิพากษ์วิจารณ์สงครามจนกลายเป็นต่อต้านสงคราม

Architectural Structure

แม้เขาจะไม่ได้ร่ำเรียนในโรงเรียนอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่เขาก็ยืนกรานที่จะเป็นกวีและหมั่นตีพิมพ์บทกวีของตัวเองที่เน้นแนวสันติภาพ ระหว่างที่ฮังการีอยู่ภายใต้การปกครองแบบสังคมนิยมในปี 1919 นั้นเขากลายเป็นนักเขียนพิเศษ แต่เมื่อเขาทะเลาะกับผู้นำแนวบอลเชวิค เขาก็ถอยห่างออกจากผู้ปกครองแต่ยังยืนกรานเป็นฝ่ายซ้ายในปี 1947 เขากลับเข้าไปทำงานการเมืองอีกครั้งในช่วงเวลาที่คอมมิวนิสต์เข้าปกครองฮังการี เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็น Social Democratic Party’sArt Commission และได้รับแต่งตั้งเป็นถึง สส. แต่ภายหลังการเมืองเปลี่ยนแปลง เขาจำต้องลาออก เมื่อเขาวิพากษ์วิจารณ์พรรคมากเกินไป เขาก็ถูกไล่ออกจากพรรคด้วย หลังปี 1957 เขาถูกรัฐบาลบีบไม่ให้เดินทางไม่ให้แสดงความเห็น และไม่ให้ตีพิมพ์ผลงาน ถึงกระนั้นก็ตามความเห็นของเขายังคงมีอิทธิพลต่อฮังการีและนานาชาติต่อมาอีกหลายปี

แม้ Kassak จะมีชื่อเสียงทางด้านงานเขียนมานาน แต่กว่าเขาจะเป็นที่รู้จักในนามของจิตรกรก็เป็นช่วงปลายของชีวิตแล้ว งานจิตรกรรมของเขาเกิดขึ้นจากความต้องการของเขาที่จะสื่อสารแนวคิดทางการเมืองและสังคมผ่านช่องทางอื่นที่ไม่ใช่บทความหรือบทกวี เขาเลือกแนวทางศิลปะแบบ Constructivism ที่ใช้เพียงรูปร่างทางคณิตศาสตร์ร่วมกับสีซึ่งง่ายต่อการสร้างสรรค์เพื่อสื่อสารแนวคิด ส่วน Kassak Museum Budapest นี้เป็นส่วนหนึ่งของ Petofi Literary Museum ที่เปิดทำการตั้งแต่ปี 1976 เพื่อเก็บและจัดแสดงผลงานของ Lajos Kassak ให้สาธารณชนได้ศึกษาและเข้าใจแนวคิดของเขาเกี่ยวกับการเมือง สังคม และวัฒนธรรม นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า Kassak ใช้วิธีการที่ง่ายไม่ซับซ้อนในการถ่ายทอดความคิดและอารมณ์ผ่านทางเส้นสายและสีได้อย่างน่าทึ่ง

แหวกฟ้าหาฝัน : Bauhaus Exhibition in Ludwig Museum Budapest

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/643828

แหวกฟ้าหาฝัน : Bauhaus Exhibition in Ludwig Museum Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โดยทั่วไปความสนุกของการเยือน Modern Art Museum หรือ ContemporaryArt Museum ก็คือการชม Exhibitionหรือนิทรรศการ ยิ่งนิทรรศการที่จัดน่าสนใจมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวพื้นเมืองเท่านั้น Bauhaus เป็น Art School หนึ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้ศึกษาศิลปะเยอรมัน นักท่องเที่ยวที่ไปเยือนเยอรมันบ่อยๆ อาจรู้จัก Bauhaus มาบ้าง

Staatliches Bauhaus หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า Bauhaus นี้เป็น Art School ที่เริ่มต้นขึ้นในปี 1919 โรงเรียนสอนศิลปะและหัตถกรรมที่มีชื่อเสียงในการออกแบบและรวบรวมหลักการในการผลิตแบบอุตสาหกรรมนี้ถูกก่อตั้งขึ้นโดย WalterGropius สถาปนิกจากเมือง Weimar โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะสร้างงานศิลปะที่เข้าใจได้ไม่ยากให้กับผู้ใช้งานทั่วไป ผลงานของ Bauhausประสบความสำเร็จอย่างมากและส่งอิทธิพลต่องานออกแบบยุคปัจจุบัน งานออกแบบพิมพ์งานตกแต่งภายใน งานออกแบบอุตสาหกรรมงานสถาปัตยกรรมรุ่นใหม่ และการทำแผนที่ของเยอรมันด้วย โรงเรียนแห่งนี้ได้เป็นสถานทีศึกษาของศิลปินดังๆ รุ่นใหม่จำนวนมาก อาทิ Paul Klee, Wassily Kandinsky และ Laszlo Moholy-Nagy

แม้โรงเรียนสอนศิลปะแห่งนี้จะถูกเคลื่อนย้ายไปหลายแห่งจาก Weimar (1919-25)สู่ Dessau (1925-32) และ Berlin (1932-33)และปิดตัวลงอย่างสิ้นเชิงในปี 1933 จากแรงกดดันของนาซี และอยู่ภายใต้ผู้อำนวยการหลายคน รวมทั้งมีการปรับเปลี่ยนนโยบาย แนวทางการสอนและการเมืองตลอดมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางในการผลิตและสร้างงานที่เกี่ยวเนื่องกับเครื่องเคลือบ และเครื่องปั้นดินเผา แต่แนวคิดหลักของนักเรียนและครูจากสถาบันแห่งนี้ยังคงอยู่ตลอดมาจวบจนปัจจุบันและยังถูกเผยแพร่ไปทั่วยุโรปอีกด้วย

แนวทางการออกแบบของ Bauhaus จะมีลักษณะเป็นเรขาคณิตแบบง่ายๆ อาทิวงกลม สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยมโดยไม่มีการตกแต่งใดๆ ไม่ว่าจะเป็นตึก เครื่องเรือน ตัวอักษรเครื่องใช้ในครัว หลังเยอรมันพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งจึงถือกำเนิด Weimar Republic ขึ้นเป็นที่มาของความพยายามที่จะฟื้นฟูอิสรภาพทางด้านศิลปะ ชาวเยอรมันซ้ายที่เชื่อถือการปฏิวัติแบบรัสเซียได้เข้ามามีอิทธิพลทางด้านวัฒนธรรมตามแนวทางศิลปะแบบ Constructivism ที่เน้นการใช้สอย แม้ผู้ก่อตั้ง Bauhaus จะเน้นย้ำว่าพวกเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่แนวทางศิลปะก็ยังคงต้องตอบสนองต่อความต้องการของสังคมทั้งในด้านรูปแบบและการใช้งาน เมื่อสังคมเข้าใกล้แนวทางอุตสาหกรรมและการปฏิวัติสังคม แนวทางศิลปะจาก Bauhaus จึงกลายเป็นแบบนานาชาติที่ละทิ้งการตกแต่งฟุ่มเฟือย แต่เน้นความกลมกลืนกับวัตถุประสงค์ของการใช้ได้อย่างทันสมัยมากกว่า

นิทรรศการที่จัดที่ Ludwig Museum จะเล่าเรื่องราวตั้งแต่แนวทางการก่อตั้งโรงเรียนที่มีรากฐานมาจากJohannes Itten โดยก่อนที่นักศึกษาจะได้เข้าเรียนต้องได้รับการอบรมขั้นเริ่มต้นก่อนสัก 1-2 เทอมเพื่อปูพื้นฐาน ผู้ที่จบการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งด้านทฤษฎีและปฏิบัติจะได้รับเข้าเป็นนักเรียนต่อเมื่อได้รับการอนุญาตจาก Masters’ Council ชั้นเรียนหลักจะประกอบด้วย การศึกษาด้านธรรมชาติและวัสดุ การวิเคราะห์งานศิลปะพื้นฐาน และการวาดภาพนู้ด การศึกษาเหล่านี้จะทำให้นักเรียนได้เข้าใจและคุ้นเคยกับศิลปะ และวัสดุที่จะนำมาใช้ในอนาคตเพื่อที่จะสามารถสร้างงานได้อย่างสร้างสรรค์และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดไปจนถึงตัวอย่างผลงานต่างๆ อันจะทำให้นักท่องเที่ยวได้เข้าใจถึง Bauhaus และได้มีโอกาสเพลิดเพลินกับแนวคิดศิลปะที่หรูดูดีและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : ผลงานจัดแสดงใน Ludwig Museum Budapest

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/642437

แหวกฟ้าหาฝัน : ผลงานจัดแสดงใน Ludwig Museum Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

Marcel Odenbach’s film 

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยือน Ludwig| Museum Budapest ไม่เพียงจะได้ยลผลงานของ Pablo Picasso แล้ว ที่นี่ยังเป็นสถานที่แรกของยุโรปตะวันออกที่จัดแสดงงานของยุโรปตะวันตกในชาติที่เคยอยู่ในกลุ่มสังคมนิยมมาก่อน Peter และ Irene Ludwig ไม่เพียงบริจาคของสะสมที่ทั้งคู่เก็บไว้ ยังได้วางรากฐานวิธีการจัดแสดงผลงานไว้ด้วย

Westkunst-Ostkunst วิธีการจัดแสดงที่ทั้งคู่เลือกไว้ให้เป็นการแบ่งศิลปะออกเป็นสองค่ายคือ อเมริกันและยุโรปตะวันตก อาทิ Pop Art, Photorealism และอีกกลุ่มเป็นผลงานของศิลปินยุโรปตะวันออกยุคสังคมนิยมที่เรียกว่างานหลังม่านเหล็ก งานของศิลปินกลุ่มสังคมนิยมจะสะท้อนรูปแบบของสังคมที่พวกเขาได้รับการถ่ายทอดวัฒนธรรมมาซึ่งค่อนข้างแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับโลกตะวันตก Ludwig Museum มักเป็นมิวเซียมแห่งแรกในภูมิภาคที่ค้นพบศิลปินรุ่นเยาว์ที่มีแววจะยิ่งใหญ่และมักจัดการแสดงนิทรรศการเพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิชาชีพให้กับศิลปินเหล่านี้ก่อนที่พวกเขาจะเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ การจัดแสดงผลงานแบบตะวันออกตะวันตกนี้เน้นการถ่ายทอดวัฒนธรรมความเป็นอยู่วิถีชีวิตที่แตกต่างกันบนโลกคู่ขนานที่มีความเห็นขัดแย้งในเรื่องการเมืองและแนวทางความเป็นอยู่ของประชาชน

Double Portrait by Dmitry Dmitrievich Zhilinsky

ชื่อของวิธีการจัดแสดงยืมมาจาก Westkunst ในการจัดการแสดงนิทรรศการที่เมืองโคโลญจน์ประเทศเยอรมนีในปี 1981 ซึ่งในช่วงนั้นถือเป็นสัญลักษณ์ของการอธิบายตำแหน่งของศิลปะระหว่างสองวัฒนธรรมทางการเมืองก่อนปี 1989อันเป็นจุดเริ่มต้นของการควบรวมเยอรมันตะวันออกและตกเข้าด้วยกัน และเป็นจุดพลิกผันของวิวัฒนาการของศิลปะสู่แนว Modernism ของกลุ่มยุโรปตะวันออก

ตัวอย่างผลงานที่จัดแสดงได้อย่างโดดเด่น อาทิ ภาพเหมือนของนักสะสม มิวเซียมส่วนใหญ่โดยเฉพาะของเอกชนหรือไม่ใช่ของประเทศมั่งคั่งมักเริ่มต้นจากของบริจาคจากนักสะสม Peter และ Irene Ludwig เป็นนักสะสมภาพที่สำคัญที่บริจาคงานให้กับ Ludwig Museum เขาต้องการใช้ภารกิจทางวัฒนธรรมแสดงบทบาทสำคัญในระดับการเมืองนานาชาติในช่วงสงครามเย็นผ่านทางศิลปะ นับจากทศวรรษที่ 1970 เขาจึงเริ่มซื้อผลงานของศิลปินเยอรมันตะวันออกซึ่งช่วงเวลานั้นยังเป็นสังคมนิยมอยู่ การซื้อของเขาสร้างความสับสนให้กับผู้คนที่เน้นแนวทางแบบทุนนิยมเป็นอย่างมาก แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังคงให้ความเคารพในการตัดสินใจของเขา การแสดงที่แตกต่างของความเปิดกว้างของเขาได้รับความนิยมในหมู่สังคมนิยมจนเขาได้รับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จาก Leipzig’s Karl Marx University ในปี 1983 และ Sofia’s Academy of Art ในปี 1985

Marcel Odenbach’s film งานยืมเพื่อจัดนิทรรศการเป็นผลงานที่ Peter Ludwig กำลังพูดถึงบทคัดย่อของภาพยนตร์สารคดีที่มีฉากหลังเป็นตึกสีหม่นสะท้อนถึงความอึมครึมของช่วงเวลาสงครามเย็น Double Portrait ของ Dmitry DmitrievichZhilinsky ผลงานที่ศิลปินรังสรรค์ตอนเขาอาศัยอยู่ที่ Aachen เยอรมันนี้เขียนเหมือนภาพในประวัติศาสตร์ Peter และ IreneLudwig กำลังนั่งอยู่ในห้องรับแขกที่มีภาพเขียนหลายภาพจากศิลปินหลายคน และบนโต๊ะมีภาพของ Pablo Picasso เพื่อสะท้อนถึงความสนใจของ Peter ต่อการสะสมงานและตัว Picasso งานจิตรกรรมของนักสะสมทั้งคู่ที่จัดแสดงนี้จัดแสดงตามแนวคิดของ Andy Warhol’s pop art ที่ใช้คนคนเดียวหรือเรื่องๆ เดียวแสดงออกถึงความแตกต่างทางด้านอารมณ์ แนวคิด สีสัน และแรงบันดาลใจเฉกเช่นเดียวกันกับแนวคิดของคนทั้งคู่ที่เปิดโอกาสให้กับศิลปินและประชาชนได้เห็นความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมผ่านทางของสะสมที่ทั้งคู่เลือกสรร นอกจากนี้ ยังมีงานประติมากรรมและงานของศิลปินอีกหลายคนให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมกันอย่างเต็มอิ่มเลยทีเดียว

G Head by George Baselitz

G Head by George Baselitz

Ritual

Ritual

แหวกฟ้าหาฝัน : Picasso in Ludwig Museum Budapest

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/640960

แหวกฟ้าหาฝัน : Picasso in Ludwig Museum Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงาน Modern Art และได้มีโอกาสเยือนมิวเซียมแนว ContemporaryArt ผลงานของศิลปินผู้หนึ่งที่โดดเด่นและมีอัตลักษณ์เรียกได้ว่าเห็นปุ๊บรู้ปั๊บว่าเป็นผลงานของใคร นั่นคือ Pablo Picasso จิตรกร ผู้ออกแบบโรงละครผู้ออกแบบเซรามิก และผู้ก่อตั้งแนวทางศิลปะแบบ Cubismที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของสเปน เขาเกิดวันที่ 25 ตุลาคม ปี 1881 ณ เมืองมะลากา แคว้น Andalusia ทางตอนใต้ของสเปนในครอบครัวชนชั้นกลางที่มีพ่อเป็นจิตรกรที่มีความสามารถพิเศษในการวาดภาพนก และเป็นศาสตราจารย์ทางด้านศิลปะที่ School of Crafts และภัณฑารักษ์ของมิวเซียมประจำเมือง

Picasso หลงใหลในการร่างภาพและมีทักษะที่ดีตั้งแต่อายุยังน้อย เลยได้รับการอบรมทางด้านศิลปะทั้งด้านร่างภาพและเขียนสีน้ำมันตั้งแต่อายุเพียงแค่ 7 ปีจากบิดา หลังจากที่ครอบครัวของเขาย้ายไปยัง Coruna สถานที่ซึ่งบิดาของเขาไปรับตำแหน่งศาสตราจารย์ที่ School of Fine Arts บิดาเขาสังเกตว่า Picasso มีความสามารถในการสร้างสรรค์งานจิตรกรรมมากกว่าเขาเสียอีก หลังจากที่พี่สาวของ Picasso เสียชีวิตจากโรคคอตีบในปี 1895 ครอบครัวเขาได้พาเขาย้ายไปบาร์เซโลนา บิดาของเขาได้ไปรับตำแหน่งอาจารย์ที่ School of Fine Arts อีกและได้พยายามที่จะขอร้องมหาวิทยาลัยอนุญาตให้บุตรชายได้เข้าสอบเพื่อเป็นนักศึกษา Picasso สามารถที่จะเข้าเรียนได้ตั้งแต่อายุเพียงแค่ 13 ปี แต่เขากลับขาดวินัยอย่างยิ่งจนภายหลังบิดาและลุงจึงตัดสินใจส่ง Picasso ไปเรียนที่ Madrid’s RealAcademia de Bellas Arts de San Fernandoโรงเรียนสอนศิลปะที่มีชื่อเสียงที่สุดและดีที่สุดของประเทศ ถึงกระนั้นก็ตาม Picassoก็ยังคงทำตัวเช่นเดิมและขาดความสนใจในการศึกษาอย่างเป็นทางการ

Matador and Nude

สถานที่ที่เขาชอบและให้ความสนใจกลับเป็นห้องภาพ Prado ห้องภาพที่ใหญ่ที่สุดของประเทศที่มีผลงานของ Diego Velázquez, Francisco Goya, Francisco Zurbarán โดยเฉพาะ El Greco ศิลปินที่ชอบวาดภาพด้วยสีสันเข้ม กับมือเท้าที่ยาวผิดปกติ เขาเริ่มงานจริงจังตั้งแต่ปี 1894 และเก็บรักษาผลงานเป็นอย่างดีเห็นได้จากพัฒนาการของฝีมือที่จัดแสดงไว้ใน Museum Picasso ณ เมืองบาร์เซโลน่า เขาได้เริ่มพัฒนางานสู่ Symbolism ในปี 1897 ก่อนเดินทางไปปารีสในปี 1900 เพื่อพบกับ Max Jacob ที่ช่วยให้เขาได้เรียนรู้และตีความศิลปะเพิ่มขึ้น ทั้งคู่อาศัยอยู่ด้วยกันในห้องพักเล็กๆ โดยสลับเวลากันนอน และใช้ผลงานร่างมาทำฟืนเพื่อให้ความอบอุ่น แม้จะยากจนแต่เขาก็พัฒนาฝีมือเรื่อยมาจนปี 1915 เขาเริ่มพัฒนาแนวทางศิลปะใหม่ที่เรียกว่า Synthetic Cubism จากแนวคิดที่เขาต้องการสร้างสรรค์งานที่มีความแหวกแนว หลังจากนั้นเขาเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้น และพัฒนาแนวทางศิลปะต่อไปเรื่อยๆ จนถึงแนวทางศิลปะแบบ Surrealism

แม้ Ludwig Museum Budapest จะมีผลงานของPicasso อยู่ไม่มาก อาทิMusketeer with Sword อัศวินเป็นหัวข้อที่ Picasso มักนำมารังสรรค์งานตั้งแต่ปี 1966 อัศวินเหล่านี้มักมาพร้อมไปป์ ดาบ หมวกปีกกว้าง ชุดแนวบาโรคผมที่ยาวประบ่า หนวดที่โดดเด่น และรูปหน้าที่มีอัตลักษณ์ แม้ผลงานชิ้นนี้จะไม่ได้มีตา 2 ข้างในด้านเดียว แต่ก็เป็นผลงานที่นักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกับงานของ Picasso จะคาดเดาไม่ยากว่าผลงานชิ้นนี้เป็นของเขา Matadorand Nude ภาพในยุคท้ายๆ ของเขาชิ้นนี้มีความโดดเด่นไม่เหมือนใครสังเกตได้จากการที่ตาทั้งสองข้างอยู่ในด้านเดียวกันอันเป็นภาพเขียนที่ไม่มีศิลปินคนใดในโลกกล้าที่จะรังสรรค์เช่นนี้มาก่อน เขายังเน้นการแสดงถึงสัญลักษณ์การข่มทางเพศให้โดดเด่นด้วยการวาดอวัยวะเพศชายไว้บนโล่เพื่อสะท้อนถึงความมั่นใจของ Matador นอกจากนี้ที่นี่ยังมีงานจิตรกรรมที่ชื่อ Musketeer และงานประติมากรรมของเขาให้ชื่นชมด้วย นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานของเขาสามารถอิ่มเอมกับอัตลักษณ์ของเขาจากงานที่จัดแสดง ณ Ludwig MuseumBudapest ให้หายคิดถึงได้บ้างไม่มากก็น้อย

Bullfight on Eight

Bullfight on Eight

The Musketeer

The Musketeer

Musketeer with Sword

Musketeer with Sword