แหวกฟ้าหาฝัน : เพลิดเพลินกับทะเลสาบคอนสแตน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/682177

แหวกฟ้าหาฝัน : เพลิดเพลินกับทะเลสาบคอนสแตน

แหวกฟ้าหาฝัน : เพลิดเพลินกับทะเลสาบคอนสแตน

วันอาทิตย์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนเยอรมนีทางตอนใต้ ในฤดูร้อนไม่เพียงสามารถมีประสบการณ์กับมิวเซียม วัง วัด เฉกเช่นการเยือนยุโรปเหนือทั่วไปที่ทำในฤดูหนาวแล้ว ยังสามารถมีประสบการณ์กับทะเลสาบได้อย่างไม่ยากเย็นด้วย นั่นคือ การไปเยือนทะเลสาบคอนสแตน ทะเลสาบทางตอนใต้ของเยอรมนีที่เป็นจุดเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านอีก 2 แห่ง นั่นคือ สวิสและออสเตรีย

ทะเลสาบคอนสแตนนี้ถือกำเนิดจากธารน้ำแข็งไรน์ตั้งแต่ยุคน้ำแข็ง หลังสิ้นสุดยุคน้ำแข็งเมื่อ 1 หมื่นปีก่อน ส่วนของทะเลสาบประกอบด้วย Obersee และ Untersee ส่วนที่เชื่อมต่อเรียกว่า Seerhein ส่วนของแม่น้ำไรน์ตรงตำแหน่งเทือกเขาแอลป์ หรือ Alpine Rhine นั้น เป็นจุดเริ่มต้นของเขตแดนระหว่างออสเตรียและสวิส โดยน้ำจะไหลเข้าไปยังทะเลสาบจากทางใต้ ส่วนทางเหนือหรือ High Rhine จะไหลจากทิศตะวันตกออกไปยังน้ำตก Schaffhausenซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเขตแดนระหว่างเยอรมนีกับสวิสจนถึงเมือง Basel ของสวิส

ทะเลสาบที่ชาวเยอรมันใช้ชื่อว่า Bodensee ที่มาจากหมู่บ้าน Bodman นี้ เป็นทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของยุโรปตอนกลางและตะวันตกโดยเป็นรองแค่ทะเลสาบเจนีวา และ Balaton เท่านั้นโดยมีขนาดกว้าง 14 กิโลเมตร ยาว 63 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่536 ตารางกิโลเมตร โดยอยู่เหนือระดับน้ำทะเล395 เมตร ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ทะเลสาบแห่งนี้มีเวลาต่างกัน 5 ช่วงตามความรับผิดชอบของแต่ละประเทศแม้จะมีความยาวเพียงแค่ 46 กิโลเมตร ก็ตามอันเป็นผลมาจากที่นี่เป็นจุดนัดพบของกษัตริย์ของแต่ละประเทศในช่วงที่แต่ละประเทศต่างไม่ลงให้แก่กัน นาฬิกาที่ท่าเรือของแต่ละประเทศจึงต้องมีถึง 3 เรือนโดยตั้งเวลาตามแต่การเข้า-ออกของแต่ละประเทศส่งผลให้เกิดความสับสนในการปฏิบัติการเดินทางในทะเลสาบอย่างมาก อย่างไรก็ดี ภายหลังประเทศทั้งหมดรอบทะเลสาบได้หันมาใช้เวลาใน time zone เดียวกัน การตั้งนาฬิกาที่ต่างกันตามท่าเรือจึงสิ้นสุดลง

ส่วน Obersee ที่มีพื้นที่ 473 ตารางกิโลเมต รในฝั่งเยอรมนีมีเมืองท่องเที่ยวอยู่หลายเมืองที่เป็นที่นิยม อาทิ Friedrichshafen, Bregenz, Lindau, Meersburg เมืองที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดคือเมือง Meersburg ส่วนเมืองที่เดินทางไปเที่ยวง่ายที่สุดจากเมืองมิวนิกคือ เมือง Lindau

เมือง Lindau เป็นเมืองสำคัญบนเกาะทางทิศตะวันออกของทะเลสาบคอนสแตนซึ่งอยู่ในแคว้นบาวาเรีย เมืองนี้ปรากฏขึ้นครั้งแรกตั้งแต่สมัยต้นโรมันราวคริสต์ศตวรรษที่ 1 แต่อยู่ในชื่อ Aeschach ก่อนที่จะมีชื่อปรากฏว่า Lindau ในปี 882 โดยพระสงฆ์จาก St.Gallenในปี 1274 Lindau ก็ได้รับการสถาปนาเป็นรัฐอิสระภายใต้รัชสมัยของพระเจ้า Rudolf I ต่อมาในปี 1528 พลเมืองของเมืองนี้ก็ยอมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปโปรแตสแตน ในปี 1802 Lindau สูญเสียความเป็นรัฐอิสระและเข้าสู่การปกครองของ Karl August von Bretzenheim ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออสเตรียก่อนที่ Lindau จะกลับมาเป็นของแคว้นบาวาเรียเยอรมัน ในปี 1853 รัฐบาลแคว้นบาวาเรียตัดสินใจสร้างทางรถไฟเพื่อเชื่อมเกาะเข้ากับแผ่นดิน และอีก 3 ปีต่อมาก็ตัดสินใจสร้างท่าเรือขนาดใหญ่ และสร้างประภาคาร รวมทั้งให้รูปปั้นสิงโตเป็นสัญลักษณ์ของเมือง หลังสงครามโลกครั้งที่สองLindau กลายเป็นส่วนหนึ่งของฝรั่งเศส ก่อนที่จะได้กลับเข้ามาเป็นของแคว้นบาวาเรียใหม่อีกครั้งในปี 1955

นักท่องเที่ยวที่มาพักผ่อนที่ Lindau สามารถเพลิดเพลินกับสิ่งละอันพันละน้อยของเมืองตั้งแต่ บรรยากาศริมทะเลสาบ ประภาคาร ศาลาว่าการเมือง สวนสาธารณะที่เต็มไปด้วยดอกไม้ ร้านอาหาร ร้านเบเกอรี่ รวมทั้งร้านไอติมที่ตั้งอยู่ด้านหน้าทะเลสาบเต็มไปหมด

Town Hall

Town Hall

Lake Constance

Lake Constance

แหวกฟ้าหาฝัน : St.Peter เมือง Munich

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/680662

แหวกฟ้าหาฝัน : St.Peter เมือง Munich

แหวกฟ้าหาฝัน : St.Peter เมือง Munich

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมืองเก่ามิวนิค และชื่นชอบการชมวิวสูงๆ สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องเยือนให้ได้ก็คือ St.Peter Tower โบสถ์ที่มีหอคอยสูงที่สุดในมิวนิคนี้มีประวัติย้อนไปถึงคริสต์ศตวรรษที่ 8 ที่มีพระมาอาศัยอยู่ในเทือกเขาที่มีชื่อว่า Peterbergl สิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 12จึงมีการสร้างโบสถ์ตามแนวทางศิลปะแบบ Bavarian Romanesque ขึ้นก่อนที่จะมีการขยายขนาดโบสถ์และปรับปรุงให้เป็นไปตามแนวทางศิลปะแบบโกธิค เป็นที่น่าเสียดายว่าหลังปรับปรุงโบสถ์ได้ไม่นาน ในปี 1327 โบสถ์กลับถูกไฟไหม้ และได้รับการสร้างขึ้นใหม่ในปี 1368 โบสถ์ได้รับการเพิ่มส่วนของหอคอยความสูง 91 เมตร 2 หอ พร้อมจุดสังเกตการณ์ และนาฬิกาประจำเมืองในปี 1381

หลังจากหอสังเกตการณ์ถูกฟ้าผ่าในปี 1607 Heinrich Schon d. A. สถาปนิกชาวเยอรมันได้ออกแบบหอคอยใหม่ที่มีรูปร่างอย่างที่เห็นในปัจจุบันโดยสร้างเสร็จในปี 1621 ในปี 1630 ซึ่งเข้าสู่ยุคบาโรค ศาสนจักรจึงมีดำริที่จะตกแต่งโบสถ์ใหม่ให้มีสถาปัตยกรรมที่ทันสมัยขึ้น จึงได้ทำการรื้อถอนส่วนที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบโกธิค อีก 10 ปีต่อมา ศาสนจักรก็ได้ให้ Heinrich Schon d.J. และ Marx Schienagl สองสถาปนิกชาวมิวนิคออกแบบแท่นบูชาใหม่โดยเลียนแบบแท่นบูชาที่ออกแบบโดย Bernini ณ St.Peter ที่กรุงโรม เลียนแบบ Asamkirche ส่วนบริเวณเวทีประสานเสียงก็ได้รับการออกแบบใหม่โดย IgnazAnton Gunetzrhainer ผู้คุมงานก่อสร้างสำคัญชาวเยอรมัน สำหรับภาพปูนปั้นบริเวณพลับพลาและภาพปูนเปียกรอบหน้าต่างที่แสนวิจิตรพิสดารได้รับการออกแบบและสรรสร้างโดย John Baptist Zimmermann ศิลปินยุคบาโรคชาวมิวนิค

Alter Peter & Christkindlmarkt

ในคริสต์ศตวรรษที่ 19-20 ศาสนจักรได้ดำเนินการปรับปรุงโบสถ์ 3 ครั้ง ครั้งแรกในปี 1844 เรียกว่าการปรับปรุงสีเขียว (green renovation) ครั้งที่สองทำในปี 1882 เรียกว่าการปรับปรุงสีเหลือง (yellow renovation) ครั้งที่สามในปี 1911 เรียกว่าการปรับปรุงสีเทา (grey renovation) หลังการปรับปรุงครั้งที่สามเกิดสงครามโลกขึ้น 2 ครั้ง ครั้งแรกโบสถ์อยู่รอดปลอดภัย แต่ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 1945 ซึ่งเป็นช่วงปลายของสงครามโลกครั้งที่สองโบสถ์ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากการโจมตีทางอากาศ ถึงกระนั้นก็ตาม ผลงานทางศิลปะหลายชิ้นที่ประดิษฐานอยู่ในนั้นกลับมิได้รับความเสียหายเนื่องจากเทศบาลได้นำงานบางชิ้นไปแอบซ่อนไว้ตั้งแต่เริ่มสงคราม

หลังสงคราม Max Sritter และ Max Zistl บาทหลวงประจำโบสถ์ได้เร่งให้รัฐบาลทำการเร่งปรับปรุงโบสถ์ครั้งใหญ่โดยได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากชาวคาทอลิกในสหรัฐฯ ในวันที่ 8 กันยายน 1951 โบสถ์ก็สามารถเฉลิมฉลองความสำเร็จในการซ่อมแซมหอคอย และในวันที่ 27 มิถุนายน 1954 แท่นบูชาใหญ่ที่เพิ่งได้รับการปรับปรุงก็ได้รับการเฉลิมฉลองภายใต้การนำของคาร์ดินัล Joseph Wendl ส่วนการปรับปรุงภายในภายใต้การอำนวยการของ Rudolf Estererและ Erwin Schleich นั้นกลับใช้เวลายาวนานมาก อย่างไรก็ดีในปี 2000 Hermenegild Peikerก็สามารถปรับปรุงเพดานปูนเปียกได้สำเร็จภายใต้การสนับสนุนของ Herbert Kuglastatterเจ้าคณะสงฆ์พระจำเมืองซึ่งเท่ากับว่าความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่สองได้รับการปรับปรุงจนเรียบร้อย

ไม่เพียง St.Peter จะเป็นโบสถ์ที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากความวิจิตรตระการตาของการตกแต่งภายใน และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของเมือง แต่วิวบนหอคอยที่ระดับ 56 เมตร ยังสามารถเห็นได้ทุกทิศทางของเมืองทั้ง Marianplatz, Church of Our Lady หรือ Frauenkirche จึงทำให้ที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คู่ควรกับการเยือนของนักท่องเที่ยวอย่างแท้จริง

แหวกฟ้าหาฝัน : ชม Asam Kirche โบสถ์แนวบาโรคที่สวยที่สุดใน Munich

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/679147

แหวกฟ้าหาฝัน : ชม Asam Kirche โบสถ์แนวบาโรคที่สวยที่สุดใน Munich

แหวกฟ้าหาฝัน : ชม Asam Kirche โบสถ์แนวบาโรคที่สวยที่สุดใน Munich

วันอาทิตย์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มามิวนิค และได้มีโอกาสเยือน MUCA (Museum of Urban and Contemporary Art) สามารถไปเยือนโบสถ์แห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้กัน นั่นคือ
Asam Kirche หรือ St.Johann Nepomuk โบสถ์แนวบาโรคที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ โบสถ์แห่งนี้มีประวัติความเป็นมาที่แปลกกว่าโบสถ์แห่งใดในโลก
ทั้งนี้เพราะโบสถ์แห่งนี้เริ่มต้นจากการเป็นห้องสวดมนต์ของพี่น้องตระกูล Asam ไม่ได้เกิดจากการได้รับมอบหมายให้จัดตั้งโบสถ์โดยคณะสงฆ์เหมือนอย่างทั่วๆ ไป พี่น้องตระกูล Asam จึงมีอิสระอย่างเต็มที่ในการออกแบบตามแนวความคิดของตัวเอง เริ่มต้นนั้นพี่น้อง Asam ได้ซื้อบ้าน 4 หลัง Egid Quirin Asamนักประติมากรชาวมิวนิคแนวบาโรคได้เริ่มต้นงานประติมากรรมภายนอกก่อนด้วยการพอกปูนและตกแต่งด้านหน้าให้เป็นไปตามแนวทางแบบ Southern German Rococo ด้วยเทคนิคซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Luftlmalerie ศิลปินแนว Expressionism

ในปี 1733 Egid Quirin Asam มีดำริที่สร้างโบสถ์จึงได้ให้ Cosmas Domian Asam สถาปนิกน้องชายของเขาออกแบบให้โดยเขามีข้อกำหนดให้เขาสามารถเห็นแท่นบูชาได้จากหน้าต่างบ้านตัวเองซึ่งอยู่ติดกับโบสถ์ และต้องการให้โบสถ์แห่งนี้เป็นที่สารภาพบาปของเด็กๆ ชาวเมืองจนทำให้โบสถ์มีห้องสารภาพบาปมากถึง 7 ห้อง เพื่อให้เป็นไปตามความประสงค์ของพี่ชาย สถาปนิกผู้น้องจึงได้ออกแบบให้หน้าบันของโบสถ์ควบรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของบ้านบนถนน Sendlinger แม้โบสถ์แห่งนี้จะมิได้ถูกสร้างจากศาสนจักร แต่ด้วยความสามารถของสองพี่น้องการออกแบบโบสถ์ที่เป็นส่วนหนึ่งของบ้านตัวเองจึงวิจิตรตระการตามากตั้งแต่ภายนอกที่หน้าบันขนาด 22×8 เมตร มีหน้าจั่วที่พูดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับความศรัทธา ความรัก และความหวัง

ส่วนภายในอาคารถูกแบ่งไว้เป็น 3 ส่วน ตามการส่องสว่าง ส่วนที่ต่ำที่สุดคือส่วนเก้าอี้ของผู้มาเยือนในโบสถ์ซึ่งจะค่อนข้างมืดอันหมายถึงความทุกข์ทรมานบนโลก ส่วนที่สองอยู่ด้านบนซึ่งจะเป็นสีฟ้าขาวถูกเก็บไว้สำหรับจักรพรรดิ และส่วนบนสุดจะถูกเก็บไว้อย่างซ่อนเร้นแต่จะได้รับแสงส่องสะท้อนอย่างเจิดจ้าซึ่งอุทิศให้กับพระเจ้าและความเป็นนิจนิรันดร์ นอกจากนี้ พี่น้องทั้งสองยังใช้ความสามารถในการเล่นแสงด้วยการให้แสงส่องตรงไปยังบริเวณตำแหน่งของเวทีของนักร้องเสียงประสานอย่างสวยงามโดยไม่เห็นตำแหน่งของหน้าต่างเลย ซ้ำยังมีประติมากรรม Trinity หรือองค์ประกอบทั้งสามภาคของพระเจ้า นั่นคือ พระบิดา พระบุตร และพระจิต เป็นฉากหลังอีกต่างหากด้วย

ส่วนหลังคาก็ตกแต่งด้วยภาพปูนเปียกเป็นเรื่องราวชีวิตของ Saint Nepomuk หรือ Johannes Nepomuk ในภาษาเยอรมันนั้น คือ นักบุญของโบฮีเมียหรือ Czech Republic ซึ่งจมแม่น้ำVltava เสียชีวิตก็ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของ Cosmas DamianAsam สถาปนิกผู้ออกแบบโบสถ์ ส่วนแท่นบูชาที่ประกอบด้วยเสาหลัก 4 ต้นนั้นก็เป็นตัวแทนเสาหลักของ Bernini ที่อยู่บนหลุมศพของ St.Peter ในโบสถ์ St.Peter ที่กรุงโรมเพื่อรำลึกถึงการที่พี่น้องทั้งสองได้เรียนที่อิตาลีกับ Lorenzo Bernini มาก่อน แม้โบสถ์จะสร้างตามแนวทางศิลปะแบบบาโรค แต่เนื่องจากไม่ได้รับคำสั่งจากศาสนจักร พวกเขาจึงสร้างให้แท่นบูชาอยู่ทางทิศตะวันตกแทนที่จะเป็นทิศตะวันออก และไม้กางเขนใต้ธรรมาสน์ก็ตั้งไว้ต่ำกว่าปกติด้วย ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เวทีนักร้องเสียงประสานถูกทำลายลง แต่ก็ได้รับการปรับปรุงแก้ไขในปี 1975

แม้โบสถ์นี้จะเป็นของตระกูล Asam แต่พวกเขาก็ถูกชาวเมืองกดดันจนต้องเปิดให้สาธารณชนเข้าใช้ นักท่องเที่ยวที่มาเยือนสามารถได้รับความประทับใจตั้งแต่เดินยังไม่ถึงประตู เพราะด้านหน้าที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบบาโรกสะดุดตามาก เมื่อมาถึงประตู นักท่องเที่ยวสามารถชื่นชมกับประตูไม้ที่ตกแต่งด้วยงานประติมากรรมนูนต่ำ 4 ชิ้นบนบานทั้งสองก่อนจะเข้าไปสัมผัสกับความสวยงามในโบสถ์ที่ตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงโดยเฉพาะแท่นบูชา และยังสามารถสารภาพบาปได้อย่างเป็นอิสระกับห้องสารภาพบาปที่มีมากมายถึง 7 ห้องเลยทีเดียว

Main Door Panel-Asam Church-Munich

Main Door Panel-Asam Church-Munich

St.Nepomuk_retusche

St.Nepomuk_retusche

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือน MUCA มิวนิค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/677639

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือน MUCA มิวนิค

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือน MUCA มิวนิค

วันอาทิตย์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชอบ Contemporary Art เมื่อมาถึงเมืองใหญ่ สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องเยือนให้ได้ก็คือ Contemporary Art Museum มิวนิคก็เป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งที่มีมิวเซียมประเภทนี้ชื่อว่า Museum of Urban and Contemporary Art ที่เรียกอย่างย่อว่า MUCA มิวเซียมแห่งนี้ของมิวนิคอยู่ในเขตเมืองเก่าใกล้กับสถานีรถไฟกลาง แต่ไม่ได้อยู่ใกล้จุดท่องเที่ยวสำคัญอาทิ Old town มากนักหากนักท่องเที่ยวต้องการเยือนจำเป็นต้องเดินทางออกนอกเส้นทางปกติสักหน่อย แต่ก็อยู่ในระยะเดินไม่ยาก มิวเซียมแห่งนี้อยู่ใกล้กับ Asamkirche โบสถ์สวยสำคัญแห่งหนึ่งของเมือง และใกล้กับร้าน Swatch หากใครต้องการไปล่านาฬิกา Moonswatch ที่กำลังโด่งดังก็สามารถทำได้

มิวเซียมที่ตั้งอยู่บนถนน Hotter ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2016 นี้เป็นที่จัดแสดงศิลปะของศิลปินพื้นเมืองบนพื้นที่ 2000 ตารางเมตร มิวเซียมที่ก่อตั้งโดย Christian and Stephanie Utz นี้เน้นการพัฒนา Street art and graffiti หรือการวาดภาพลวดลายลงบนพื้นถนนและกำแพงต่างๆ เพื่อหวังลบอคติที่มีต่อศิลปะแนวนี้ แม้คนส่วนใหญ่จะมองว่า Street art and graffiti เป็นงานที่ทำลายข้าวของสาธารณะก็ตาม ทั้งคู่เห็นว่า street art เป็นรูปแบบหนึ่งของศิลปะที่สำคัญของคริสต์ศตวรรษที่ 21 การแบ่งแยกศิลปะแนวนี้กับการทำลายข้าวของน่าจะมาจากการตอบคำถามให้ได้ว่าสิ่งที่กำลังทำถูกหรือผิดกฎหมายกันแน่ หากทำอย่างถูกกฎหมายก็สามารถเรียกว่าศิลปะ ทั้งคู่เชื่อว่า street artมีอิทธิพลเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงมุมมองต่อโลก

เป้าหมายของทั้งคู่ในการสร้างมิวเซียมก็เพื่อให้คนรุ่นใหม่ที่เป็นศิลปินและยังกำลังพัฒนาตัวเองเป็นศิลปินมีพื้นที่ในการแสดงออก และแบ่งปันความคิด ความรู้เพื่อการเติบโต และสร้างทัศนคติใหม่ ทั้งคู่จึงมักเชิญศิลปินที่ทำงานแนวนี้มาถกและจัดแสดงผลงานทั้งคู่หวังให้มิวเซียมนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญขึ้น ณ เมืองมิวนิค เพื่อให้เป็นสะพานเชื่อมระหว่างศิลปินพื้นเมืองและศิลปินระดับนานาชาติ รวมทั้งมวลชนด้วย นอกจากนี้มิวเซียมแห่งนี้ยังเปิดพื้นที่ให้กับงาน Contemporaryart แนวอื่นในการถ่ายทอดความคิดและผลงานผ่านทางนิทรรศการต่างๆ เพื่อให้ศิลปินและนักท่องเที่ยวได้มีโอกาสสัมผัสสิ่งแปลกใหม่ รวมทั้งตอบคำถามมุมมองเกี่ยวกับศิลปะด้วย

เพื่อให้อาคารเป็นตัวอย่างของงานแนว street art ผู้ก่อตั้งจึงเชิญ Christoph Haessler หรืออีกชื่อว่า Stohead ซึ่งเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงในเรื่อง street art มาวาดตึกให้ เขามีประสบการณ์ครั้งแรกในการสร้างงานแนวนี้ตั้งแต่ปี 1989 และในปี 1999 เขาได้ร่วมกันก่อตั้งกลุ่ม Getting up with ซึ่งเป็นกลุ่มที่สร้างงานแนวนี้ที่ใหญ่ที่สุดนักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนจะเห็นตระหนักถึงแนวคิดสำคัญของผู้ก่อตั้งได้ตั้งแต่หน้าประตูไปถึงภายในอาคารและห้องน้ำ ของจัดแสดงต่างๆ ก็สะท้อนมุมมองและความต้องการของผู้จัดตั้งเพราะเต็มไปด้วยศิลปะแนว Pop art, Public art, Socio-politicalart ไปจนถึง Figurative art ซึ่งสามารถสร้างความสนุกสนานและได้แทบทุกอณูเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนตึก BMW Welt มิวนิค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/676109

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนตึก BMW Welt มิวนิค

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนตึก BMW Welt มิวนิค

วันอาทิตย์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนมิวเซียม BMW จะเห็นตึกข้างๆ ที่แสนทันสมัย มีทางเชื่อมกันอยู่ซึ่งเป็นอาณาจักรหนึ่งของ BMW ด้วยนั่นคือ BMW Welt อาคารนี้คืออะไร สัมพันธ์อย่างไรกับ BMW อาคาร BMW Welt นี้เป็นสถาปัตยกรรมที่สุดแสนทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของคริสต์ศตวรรษที่ 21 ที่นี่เป็นจุดสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบริษัท BMW กับลูกค้าอาคารนี้เปิดทำการเช้ามากก่อนเวลาเปิดของมิวเซียมเสียอีก นักท่องเที่ยวที่ไม่ชื่นชอบประวัติศาสตร์ แต่อยากชมผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของบริษัทในเครือ BMW สามารถที่จะเดินทางมาชมได้แต่เช้า โดยวันจันทร์ถึงเสาร์จะเปิดตั้งแต่ 07.30 น. และปิดในเวลาเที่ยงคืนส่วนวันอาทิตย์จะเปิดสายกว่านิดหน่อย คือ เปิดเวลา 9 โมง อาคารนี้แทบจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งเดียวในเยอรมนีที่อยู่ภายในอาคารที่มีเวลาทำการยาวนานที่สุด

ในปี 2001 สำนักงานใหญ่ BMW มีแนวคิดที่จะสร้างอาคารใหม่เพื่อใช้เป็นห้องขายยานพาหนะ และเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความล้ำสมัยของผลิตภัณฑ์ คณะกรรมการบริหารบริษัทจึงได้ลงคะแนนเสียให้ Coop Himmelb(I)au เป็นบริษัทสถาปนิกที่ชนะการประกวดออกแบบให้มีลักษณะโดยที่ตัวอาคารจะมีหลังคาแบบ Double Cone และส่วนหลังคาที่มีพื้นที่มากถึง 16,000 ตารางเมตร นี้ลอยอยู่เหนือเสา 12 ต้น สถาปนิกออกแบบอาคารด้วยความตั้งใจที่จะให้ตัวอาคารแห่งอนาคตนี้มีความกลมกลืนไปกับทั้งส่วนมิวเซียม และ Olympia park อีกทั้งยังใช้กระจกที่เปิดโล่งเพื่อให้แสงส่องถึงจึงทำให้ภายในดูสว่าง และประหยัดพลังงาน

ไม่เพียงสถาปัตยกรรมภายนอกจะดูล้ำสมัยและน่าทึ่งแล้ว ภายในอาคารยังพิสูจน์ให้เห็นถึงความอัศจรรย์ของงานสถาปนิก แม้แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังมีอัตลักษณ์ ห้องแต่ละห้องที่นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมเยือนจะมีความสะดวกสบาย บรรยากาศอบอุ่นทันสมัยและเป็นกันเอง นักท่องเที่ยวจะได้มีโอกาสใช้ประสาทสัมผัสอย่างเต็มที่ เริ่มตั้งแต่การชมผลิตภัณฑ์รถหลากยี่ห้อภายใต้กลุ่มบริษัท BMW ไม่ว่าจะเป็น BMW, Mini และ Rolls-Royceการฟังคำบรรยายจากไกด์หรือพนักงานขายแล้วแต่นักท่องเที่ยวจะเลือกการเยี่ยมชม และการชิมอาหารจากร้านอาหารที่มีความสวยงาม และมีอาหารอร่อย ข้อดีที่สุดสำหรับการเที่ยว BMW Welt ที่เหนือกว่า BMW Museum ก็คือ นักท่องเที่ยวสามารถสนุกสนานกับการลองนั่งและถ่ายรูปกับยานพาหนะรุ่นใหม่ๆ ทั้งรถยนต์รุ่นใหม่หลากสี รุ่น limited และมอเตอร์ไซค์big bike ซึ่งสามารถสร้างประสบการณ์ไม่รู้ลืมให้กับผู้มาชมสมความตั้งใจของบริษัทเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : ชม BMW Museum เมืองมิวนิค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/674573

แหวกฟ้าหาฝัน : ชม BMW Museum เมืองมิวนิค

แหวกฟ้าหาฝัน : ชม BMW Museum เมืองมิวนิค

วันอาทิตย์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยอรมนีและมีโอกาสเยือนมิวเซียมรถหรูมาแล้ว 2 แห่งที่ Stuttgart อาจติดใจและอยากหามิวเซียมประเภทเดียวกันดูอีก มิวเซียมรถหรูอีกแห่งที่น่าสนใจก็คือ BMW Museum มิวเซียมรถ BMW แห่งนี้ไม่ได้อยู่ที่เมือง Stuttgart แต่อยู่ที่เมืองมิวนิคเมืองปลายทางของสายการบินไทย และ Lufthanza การเยือนมิวเซียมนี้จึงสะดวกสบายกว่าหากเป็นวันที่ลงเครื่องมาถึงเยอรมนีหรือกำลังจะกลับเมืองไทย

นักท่องเที่ยวที่ลงเครื่องการบินไทยแค่มา Stopover ก่อนไปเมืองอื่นต่อ หากต้องการเยือนมิวเซียมนี้ก็สามารถที่จะฝากกระเป๋าไว้ที่สถานีรถไฟกลางได้เฉกเช่นเดียวกันกับสถานีรถไฟใหญ่เมืองอื่นๆ ของยุโรป การเดินทางไปมิวเซียมแห่งนี้ก็ไม่ยาก หากเดินทางจาก Munich Hbf หรือ central station ด้วยรถ U2 ต่อ U3 ไปลงที่ Olympiazentrum เป็นวิธีที่ง่ายและใช้เวลาน้อยที่สุด แต่ถ้านักท่องเที่ยวไม่ชอบต่อรถ ก็สามารถใช้รถ U2 แล้วเดิน 1.5 กม ไปยังมิวเซียมได้เลย หากนักท่องเที่ยวมีบัตร 9 euro ที่จะหมดอายุในเดือนสิงหาคมนี้ก็สามารถใช้ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มซึ่งถือว่าเป็นโอกาสทองเลยทีเดียว นักท่องเที่ยวสามารถเช็คตารางวิธีการเดินทางด้วยรถไฟ และรถใต้ดินได้ด้วย DB app ซึ่งทำให้ง่ายต่อการวางแผนการเดินทางได้อีกต่างหากด้วย เรียกได้ว่าสะดวกสบายมาก

แท้ที่จริงแล้วมิวเซียมนี้เป็นมิวเซียมเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่ปี 1973 ตั้งอยู่ที่ Olympia Park โดยเปิดตัวหลังการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนที่เมืองมิวนิคในปี 1973 ได้ไม่นาน นักท่องเที่ยวที่มาเยือนมิวนิคพร้อมทัวร์มักได้มีโอกาสมาถ่ายรูปแถว Olympia Park แล้ว แต่ทัวร์มักไม่ค่อยได้มีโปรแกรมเยี่ยมชมภายในมิวเซียม ทั้งนี้อาจเป็นเพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่ชอบมิวเซียม เลยไม่อยากเสียเวลาก็เป็นได้ มิวเซียมแห่งนี้ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่เพื่อเชื่อมต่อกับ BMW Welt และเพิ่งเปิดตัวในวันที่ 21 มิถุนายน 2008 โดยเพิ่มพื้นที่จัดแสดงรถให้กว้างขวางขึ้นเป็น 5 พันตารางเมตร จึงมีความน่าสนใจมากขึ้นโดยเฉพาะกับกลุ่มคนรักรถหรูหรือสาวกแบรนด์ BMW

อาคารที่ปรับปรุงใหม่หน้าตาเหมือนชามสลัดหรือหม้อใบใหญ่สีเงินนี้ถูกออกแบบโดย Karl Schwanzer ศาสตราจารย์ด้านสถาปัตยกรรมชาวออสเตรียที่มีชื่อเสียงที่สุดผู้หนึ่งยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองผู้ออกแบบสำนักงานใหญ่ BMW ด้วย อาคารที่มีพื้นกว้าง 20 เมตร และหลังคากว้าง 40 เมตรนี้มีทางเข้าอยู่บนชั้นหนึ่งที่ใช้เป็นห้องเก็บเสื้อผ้าและประชาสัมพันธ์ เมื่อนักท่องเที่ยวซื้อตั๋วเรียบร้อยแล้วจะได้หูฟังพร้อมเชือกคล้องที่มีตรา BMW เพื่อใช้ในการฟังคำบรรยาย

หลังจาก scan barcode ผ่านประตู นักท่องเที่ยวจะเดินวนเป็นวงแบบหอยโข่งขึ้นไปตามทางเดินเพื่อชมของจัดแสดงจากชั้นล่างสุดวนไปยังชั้นบนสุดก่อนที่นักท่องเที่ยวจะลงบันไดเลื่อนกลับลงมาชั้นหนึ่งโดยระหว่างทางจะมีรถ เรือ เครื่องบิน เครื่องจักรต่างๆ รวมทั้งภาพยนตร์สั้นๆ จัดแสดงระหว่างทาง หูฟังที่นักท่องเที่ยวได้รับมาพร้อมตั๋วนี้มีความเฉลียวฉลาดมาก นั่นคือ เมื่อไปถึงจุดต่างๆ เสียงคำบรรยายก็จะดังขึ้นมาเองทำให้การเยี่ยมเยือนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ส่วนการออกแบบทางเดินแบบกลับทางของวงแบบหอยโข่งนี้เป็นไปตามหลักการของการบริหารจัดการของ Frank Lloyd Wright ที่เคยทำให้กับ Guggenheim Museum

หลังจบการเยี่ยมชม นักท่องเที่ยวไม่เพียงแต่ได้มีโอกาสเพลิดเพลินกับของจัดแสดงที่มากมายแล้ว ยังได้รับความรู้จากการบรรยายที่เริ่มต้นจากประวัติศาสตร์ของบริษัท การพัฒนาการของเทคโนโลยีที่ประกอบไปด้วยเครื่องยนต์ กังหัน เครื่องบิน รถมอเตอร์ไซค์ และพาหนะประเภทรถต่างๆ รวมทั้งแนวคิดในการประกอบพาหนะแต่ละชนิดตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาอันจะสามารถทำให้เข้าใจประวัติศาสตร์รถยนต์ และสนุกสนานกับการถ่ายรูปกับของจัดแสดงของ BMW โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถต้นแบบใหม่ๆ ซึ่งสามารถสร้างความประทับใจได้อย่างไม่รู้ลืมเลยทีเดียวโดยเฉพาะกับผู้เป็นเจ้าของ BMW

แหวกฟ้าหาฝัน : Esslingen เมืองน่ารัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/673122

แหวกฟ้าหาฝัน : Esslingen เมืองน่ารัก

แหวกฟ้าหาฝัน : Esslingen เมืองน่ารัก

วันอาทิตย์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Stuttgart และนอนเมืองนี้หลายวัน อาจอยากมีโอกาสสัมผัสเมืองใกล้ชิดขนาดเล็ก ทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือ เมือง Esslingen เมืองทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ที่อยู่ห่างไปเพียง 15 กม. หรือนั่งรถ S1 หรือ RE จาก Stuttgart Hbf ไปเพียงแค่ 15 นาทีเท่านั้น รถสายนี้เป็นรถสายเดียวกันกับรถที่ไป Mercedes Benz Museum นักท่องเที่ยวอาจเลือกไปกินอาหารเช้าที่ Esslingen แล้วนั่งรถกลับมาเพียงแค่ไม่กี่นาทีมาที่ Mercedes Benz Museum หรือจะเลือกไปเที่ยวมิวเซียมเสร็จก่อน แล้วไปกินอาหารเที่ยงหรือเย็นที่Esslingen ก็แล้วแต่แผนการเที่ยวที่วางไว้

Esslingen มีชื่อเต็มว่า Esslingen am Neckar หรือแปลว่าเมือง Esslingen บนแม่น้ำ Neckar นี้เป็นเมืองในเขต Stuttgart ของแคว้น Baden Wurttemberg ทางตอนใต้ของเยอรมัน ประวัติของเมืองนี้จากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่ามีมนุษย์อยู่ตั้งแต่ 1,000 ปีก่อนคริสตกาลหรือสมัย Neolithic ในศตวรรษที่หนึ่งเมืองนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมันโดยเป็นที่เก็บของ คำว่า Esslingen ถูกกล่าวถึงครั้งแรกในปี 777 ในชื่อ Ezelinga ในพินัยกรรมของ Abbot Fulrad แห่ง Saint Denis โดยเขานำกระดูกของ Saint Vitalis มาที่เมืองนี้และทำให้เมืองนี้กลายเป็นเส้นทางการของนักแสวงบุญ ในช่วงปี 800 เมืองนี้เริ่มกลายเป็นเมืองตลาดโดยได้รับใบอนุญาตในปี 866 เมืองนี้ตกเป็นของ Liudolf,Duke of Swabia ในปี 949 ก่อนจะได้รับสิทธิกลายเป็นเมืองอย่างแท้จริงจากจักรพรรดิFrederick II ในปี 1229 ในช่วงเวลานั้น รัฐบาลได้ทำการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำ Neckar เพื่อให้เมืองนี้เป็นศูนย์กลางของการค้าเชื่อมระหว่างเยอรมันกับอิตาลี และสวิสโดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกไวน์ที่ผลิตในย่านนี้

ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 13-16 เมืองนี้เกิดความวุ่นวายจากปัญหาระหว่างเมืองกับกับ Counts of Wurttemberg หลังจากนั้นในระหว่างปี 1618-48 เมืองก็เข้าสู่ Thirty Years War สงครามที่สร้างความเสียหายให้กับเยอรมันอย่างมากจนทำให้เมืองนี้สูญเสียพลเมืองไปมากถึงครึ่งหนึ่ง ยิ่งในสมัยนโปเลียนด้วยแล้ว เมืองนี้สูญเสียเอกราชไป 1 ปี และกลายเป็นส่วนหนึ่งของDuchy of Wurttemberg ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19ซึ่งเป็นช่วงต้นของการปฏิวัติอุตสาหกรรมเมืองนี้กลายเป็นแหล่งผลิตถุงมือ ผ้า งานโลหะ และอาหารสำเร็จรูปจนทำให้เมืองเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจึงเป็นที่มาของการสร้างทางรถไฟเชื่อมกับ Cannstatt

ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพสหรัฐฯ บุกยึดเมืองในเดือนเมษายน 1945 แต่มิได้สร้างความเสียหายให้กับเมืองมากนัก เพราะพลเมืองยอมแต่โดยดีจึงทำให้อาคารประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่ถูกทำลาย หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงเนื่องจากเมืองไม่บอบช้ำมากจึงดึงดูดให้ชาวเยอรมันและผู้อพยพย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองมากถึง 47,000 คน ส่งผลให้การก่อสร้างบ้านเพิ่มขึ้นมากแถว Oberesslingen และZollberg นับจากนั้นมาเมืองก็ขยายตัวขึ้นอีกจากการควบรวมเอา Nurtingen เข้าเป็นส่วนหนึ่งของเมือง

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมืองเล็กๆ ที่เดินทางง่าย แสนสะดวกแห่งนี้ไม่เพียงจะได้มีโอกาสชมสถาปัตยกรรมเมืองเล็กของเยอรมันที่มีอัตลักษณ์อย่างเต็มอิ่มโดยไม่จำเป็นต้องเข้าชมมิวเซียมอะไรเลยเท่านั้น แต่ยังสามารถสัมผัสกับร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านแล้วร้านเล่าที่ตกแต่งอย่างน่ารัก ร้านค้าที่มีของขายแปลกตา ผู้คนที่ยิ้มแย้มแจ่มใสไม่รู้เบื่อเรียกได้ว่านักท่องเที่ยวสามารถอยู่ในบรรยากาศที่สนุกสนาน และสดชื่นกับความเป็นเยอรมันที่สามารถสร้างความประทับใจได้ไม่รู้ลืมเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนมิวเซียมรถหรู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/671588

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนมิวเซียมรถหรู

วันอาทิตย์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบรถและความหรูหรา หากได้มีโอกาสเยือน Stuttgart คงไม่เพียงพอใจที่จะเยือน PorscheMuseum มิวเซียมในฝันเท่านั้น สถานที่หนึ่งที่ต้องไปให้ได้ไม่เช่นนั้นเหมือนมาไม่ถึงเมืองนี้เลยนั่นคือ Mercedes BenzMuseum มิวเซียมที่อยู่ไม่ไกลจาก Stuttgart Hbf มากนักวิธีการที่ง่ายและเร็วที่สุดก็คือนั่งรถ S1 เพียง 2 ป้ายลงที่Stuttgart Neckarpark แล้วเดินอีก 950 เมตร ก็ถึงมิวเซียมแล้วโดยใช้เวลารวมไม่ถึง 20 นาทีรถ S เป็นรถไฟท้องถิ่นที่มีความถี่ค่อนข้างสูงในเวลากลางวันแม้จะน้อยกว่ารถ U หรือรถใต้ดินก็ตาม หากนักท่องเที่ยวซื้อตั๋ว 9 euro ที่คาดว่าจะไม่ต่ออายุหลังเดือนสิงหาคม 2022 นี้ ก็สามารถใช้ได้เลย

Mercedes Benz Museum เป็นมิวเซียมรถที่ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองรถคันแรกที่ถูกสร้างโดยCarl Benz ในปี 1886 การนำเสนอของมิวเซียมเล่าถึงเรื่องราวในประวัติศาสตร์ทั้งวิธีการ สถานที่ เทคโนโลยีชีวิตประจำวัน ประวัติศาสตร์สังคม และวัฒนธรรมเรื่อยไปพร้อมกับการจัดแสดงรถมากถึง 160 คัน ในรูปแบบต่างๆเรียงตามลำดับระยะเวลาที่ถือกำเนิดของพาหนะแต่ละคันบนพื้นที่ 12 ห้อง 16,500ตารางเมตร มิวเซียมที่ก่อตั้งหน้าโรงงาน Daimler แห่งนี้ถูกออกแบบโดย UN Studioบริษัทสถาปนิกสัญชาติดัทช์ด้วยแนวคิดดอกจิกสามดอกซ้อนกันเพื่อให้เกิดสามเหลี่ยมอันเป็นการรำลึกถึงรูปร่างของเครื่องยนต์ Wankel หรือเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ถูกออกแบบโดย Felix Wankel วิศวกรชาวเยอรมันที่เป็นต้นแบบการผลิตรถครั้งแรกของบริษัท

อาคารที่ก่อสร้างเสร็จในปี 2006 นี้ได้รับการออกแบบการจัดแสดงภายในโดย HG Merz สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบภายในมิวเซียมชาวเยอรมันโดยได้รับแรงบันดาลใจจากรูปเกลียวคู่ของ DNAที่เป็นส่วนประกอบของพันธุกรรมมนุษย์ซึ่งสะท้อนให้เห็นปรัชญาของแบรนด์Mercedes Benz ที่จะพัฒนาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีความก้าวหน้าเพื่อการเคลื่อนย้ายให้กับมวลมนุษย์ สถาปนิกออกแบบความสูงและส่วนเกลียวภายในเพื่อให้มิวเซียมสามารถใช้พื้นที่ได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งยังทำให้การจัดแสดงเป็นไปอย่างราบรื่นต่อเนื่องสร้างความเพลิดเพลินให้กับนักท่องเที่ยวได้โดยไม่สะดุด

ตลอดเวลาที่นักท่องเที่ยวเยี่ยมชมนั้นพวกเขาจะได้ประสบการณ์เสมือนหนึ่งการเดินทางไปในประวัติศาสตร์ของการผลิตรถยนต์ที่ย้อนไปตั้งแต่ปี 1886 เรื่อยมาจากชิ้นงานกว่า 160 ชิ้น อันประกอบไปด้วยยานพาหนะที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์ไซค์ รถยนต์ รถบัส รถดับเพลิงรวมทั้งเครื่องยนต์เครื่องบินผ่านการเล่าถึงพัฒนาการด้านเทคโนโลยีที่สัมพันธ์กับการเมือง สังคมและวัฒนธรรมตามลำดับเวลาอันนำมาซึ่งความรู้และความสนุกสนานอย่างเต็มที่จนสามารถสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวได้อย่างไม่รู้ลืมเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนมิวเซียมในฝัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/670022

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนมิวเซียมในฝัน

วันอาทิตย์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบความเร็ว และรถหรู เมื่อได้มีโอกาสเยือน Stuttgart คง ไม่พอใจเพียงแค่ชมเมือง ชมตลาด ห้องภาพ เท่านั้น สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องไปให้ได้ไม่งั้นเหมือนมาไม่ถึงเมืองนี้ก็คือ Porsche Museum มิวเซียมรถหรูที่อยู่ในความฝันของหลายๆ คน ไฮไลต์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของ Stuttgart หรือบางคนถือเป็นจุดมุ่งหมายหลักของการมาเยือน Stuttgart เลยก็ว่าได้

การเดินทางไป Porsche Museum ก็ไม่ยาก สามารถขึ้นรถ S6 หรือ S60 จากสถานีรถไฟกลาง Stuttgart HBF โดยนั่งเพียงแค่ 4 ป้าย ก็ถึงหน้ามิวเซียมเลย รถจะออกทุกๆ ประมาณ 10-15 นาที ยิ่งถ้านักท่องเที่ยวมีบัตร 9 เหรียญ ของ DB ที่สามารถขึ้นขนส่งสาธารณะได้ในเวลา 1 เดือน แล้วยิ่งดีใหญ่ เพราะต้นทุนในการเดินทางจะถูกมาก ข้อเสียคือ รถมักจะยกเลิก หรือ delay เป็นประจำอันเป็นผลมาจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะคนทำงานน้อยจากการถูกให้ออกไปเมื่อตอนมีวิกฤตเศรษฐกิจ จากคลื่นความร้อนที่มากเกินไปจากค่าพลังงานที่สูงเสียดฟ้า หรือจากการนัดหยุดงานของพนักงาน แต่หากใครมาเยอรมันบ่อยๆ จะทราบดีว่าการ delay ของรถไฟเป็นเรื่องปกติ และไม่ว่าจะอย่างไร สุดท้ายเราจะได้ขึ้นรถอยู่ดี เพียงแต่ต้องเตรียมการเผื่อเวลาล่วงหน้า อย่าใช้รถไฟเที่ยวสุดท้ายทุกครั้งเท่านั้น

สถานที่ในฝันของใครหลายคนแห่งนี้อยู่ติดสถานีรถใต้ดินเลยทีเดียว เรียกได้ว่าพอเงยหน้าจากบันไดเลื่อนก็ถึงเขตมิวเซี่ยมเลยไม่ต้องกังวลว่าจะหาไม่เจอ มิวเซียมเป็นอาคารขนาดใหญ่ด้วยสถาปัตยกรรมที่แสนจะทันสมัย ด้านหน้าติดตั้งรถ porches คัน งามทแยงอยู่บนฟ้าให้เป็นที่ตื่นตาตื่นใจตั้งแต่เหยียบย่าง มิวเซียมที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1976 และตั้งอยู่ใกล้กับโรงงาน Porsche นั้น เริ่มต้นจากขนาดเล็กๆ ที่จัดแสดงรถได้เพียงครั้งละ 20 คันหมุนเวียนกันไป วัตถุประสงค์เริ่มแรกของผู้จัดตั้งต้องการให้เป็นมิวเซียมที่จัดแสดงแบบหมุนเวียนโดยมีคลังรถอยู่ 300 คัน

เมื่อบริษัทรู้สึกว่าสถานที่เดิมคับแคบเกินไปและต้องการขยายมิวเซียมในช่วงแรกนั้น พวกเขามีแนวคิดที่จะจัดตั้งมิวเซียม Porsche ข้าง Mercedes Benz ณ Killesberg แต่เมื่อบริษัท Mercedes Benz เปิดตัวมิวเซียมใหม่ในปี 2006 บริษัท Porsche จึงตัดสินใจขยายมิวเซียมใหม่ไปยัง Zuffenhausen ใกล้กับสำนักงานใหญ่ของตัวเองภายใต้งบประมาณ 60 ล้านยูโร มิวเซียมแห่งใหม่ที่มีพื้นที่ 5600 ตารางเมตรนี้ ออกแบบโดย Delugan Meissl Associated Architects บริษัทสถาปนิกสัญชาติออสเตรียผู้ออกแบบ Film Museum เมือง Amsterdam ส่วนภายในการจัดแสดงรถกว่า 80 คันที่มีประวัติหลากหลายนั้นถูกออกแบบโดย HG Merz บริษัทที่ชนะประกวดการออกแบบ Mercedes Benz Museum การก่อสร้างเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 17 ตุลาคม 2005 และเสร็จสิ้นในวันที่ 8 ธันวาคม 2008 ในที่สุดมิวเซียมที่งบก่อสร้างบานปลายกลายเป็นกว่า 100 ล้านยูโรนี้ ก็สามารถเปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 31 มกราคม 2009

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนจะสามารถประทับใจตั้งแต่ขึ้นจากรถไฟใต้ดิน เพราะไม่เพียงมิวเซียมจะอยู่ในตึกใหญ่สวยงามทันสมัย ติดสถานีชนิดที่ไม่ต้องไปเดินหาให้เสียเวลาเพิ่ม มีประติมากรรมรถหรือความจริงคือตัวรถจอดตะแคงลอยฟ้าอยู่แล้ว ยังมีรถ Porsche รุ่นใหม่จอดด้านหน้าอีกหลายคันรอไว้ให้ทดลองขับ ส่วนภายในอาคารก็มีการตกแต่งอย่างสวยงาม ทันสมัย การเข้าชมหลังซื้อตั๋วก็ใช้ระบบ bar code scan ผ่านประตู นักท่องเที่ยวจะได้พบกับรถ Porsche จำนวนมากมายเรียงลำดับตามวิวัฒนาการรออยู่ และสามารถฟังประวัติบริษัทและรถแต่ละคันที่มีรายละเอียดไม่มากนักไปเรื่อยๆ จากหูฟังที่แจกมาพร้อมตั๋วตามภาษาที่นักท่องเที่ยวเลือก ยิ่งกว่านั้นนักท่องเที่ยวจะยิ่งถูกใจเพราะสามารถถ่ายรูปคู่กับรถแบบต่างๆ ที่แออัดยัดทะนานได้อย่างค่อนข้างใกล้ชิดเมื่อเทียบกับมิวเซียมอื่นๆ ได้อย่างเพลิดเพลินสนุกสนาน ไฮไลท์อีกอย่างที่สำคัญสำหรับการเยือนมิวเซียมรถในฝัน ก็คือ นักท่องเที่ยวสามารถที่จะเข้าไปนั่งถ่ายรูปกับในรถ Porsche รุ่นล่าสุดได้ด้วยเสมือนหนึ่งเป็นเจ้าของได้เลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : ชมตลาดเมือง Stuttgart

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/668682

แหวกฟ้าหาฝัน : ชมตลาดเมือง Stuttgart

วันอาทิตย์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมา Stuttgart และชื่นชอบการเดินตลาด หากได้มีโอกาสมาเยือนในวันเสาร์ก็จะสามารถมีประสบการณ์พิเศษมากกว่าวันอื่นๆ กับ Flea Market ของเมืองได้ที่ Karlplatz จัตุรัสกลางเมือง ตลาดนัดที่มีชื่อว่า Flea market with a heart หรือตลาดนัดที่มีหัวใจนี้ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ 25 ปีก่อน โดยจะจัดขึ้นทุกวันเสาร์ระหว่าง 08.00-16.00 น. ที่นี่จะเป็นสถานที่ที่ชาวพื้นเมืองที่เป็นเกษตรกร ไม่ว่าจะขายดอกไม้ ผลไม้ อาหารแห้ง เสื้อผ้าต่างๆ นำสินค้าที่ตัวเองผลิตกว่า 100 ราย มาขายให้กับชาวเมืองและนักท่องเที่ยว

นักท่องเที่ยวสามารถตื่นตาตื่นใจกับของที่วางขายมากมายละลานตาในราคาที่สมเหตุผล นักท่องเที่ยวไทยบางคนก็ยังอาจรู้สึกว่าราคาสินค้ายังค่อนข้างสูงโดยเฉพาะของสำเร็จ อาทิ ชีส แต่สำหรับผลไม้แล้วถือว่าราคาถูกมากๆ ถึงกระนั้นก็ตามนักท่องเที่ยวที่ชอบต่อรองราคาสินค้าอาจรู้สึกขัดใจ เพราะของที่ขายไม่สามารถต่อรองราคาได้เหมือนอย่างเมืองไทย แต่ก็มีให้เลือกหลากหลายมาก ข้อดีคือพ่อค้าแม่ค้าชาวเยอรมันจะใจดี ไม่ค่อยหวงของ และยอมให้ถ่ายรูปได้อย่างสบายใจ ยกเว้นผลไม้นักท่องเที่ยวไม่สามารถเลือกหยิบเองตามใจได้แม้จะต่อรองราคาไม่ได้ก็ตาม ส่วนดอกไม้จะถูกจัดไว้เป็นช่อๆ ก็เลือกเอาตามแบบที่พอใจในราคาที่ต้องการ ราคาดอกไม้ก็ไม่แพงมากเทียบกับความสวยงาม

นอกจากตลาดนัดแล้ว ในบริเวณใกล้ๆ กันยังมี Markthalle ตลาดผักที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจากดำริของพระเจ้า Wilhelm I แห่ง Wurttemberg ตามอย่างตลาด Les Halles ของปารีสนี้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์ที่จะให้ภรรยาและลูกสาวของเกษตรกรได้มีโอกาสนำผลิตภัณฑ์ของชาวไร่ ชาวนา ชาวสวนและชาวบ้านมาขายให้กับประชาชนทั่วไปในราคาที่สมเหตุสมผลตามฤดูกาลตลาดผักแห่งนี้ได้รับการออกแบบโดย Georg von Morlok วิศวกรออกแบบรางรถไฟ และเปิดตัวในวันที่ 27 ธันวาคม 1864 หกเดือนหลังการสวรรคตของพระเจ้า Wilhelm I ผู้ดำริ

ตลาดผักที่มีโครงสร้างเป็นเหล็กที่ยาว 40 เมตร หันหน้าเข้าหาประสาทเก่าและจัตุรัสตลาดนี้มีการจัดแบ่งที่ค่อนข้างคับแคบ 50 ปีต่อมา ราวปี 1910 เทศบาลเมืองจึงมีดำริที่จะปรับปรุงและขยายตลาดใหม่เพื่อให้สามารถบริการประชาชนได้ดียิ่งขึ้นไปอีกจึงได้จัดการประกวดแบบ ผู้ที่ชนะการประกวดจากจำนวน 77 บริษัท คือ Martin Elsaesser สถาปนิกประจำเมือง เขาได้ดูแลการก่อสร้างตามแผนงานระหว่างปี 1911-14 ด้วยค่าก่อสร้างมากถึง 1.85 ล้านมาร์ค โดยเปิดทำการในเดือนมกราคมปี 1914 ตัวตลาดสร้างโดยบริษัท Buchheim& Heister ที่มีบริษัทแม่อยู่ที่เมืองแฟร้งเฟิร์ต ในช่วงที่ทำการเปิดตัวครั้งแรกนั้น ตัวตลาดทำไว้สำหรับร้านค้ามากถึง 400 ร้าน ตัวตลาดถูกระเบิดทำลายลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี 1944 แต่ได้รับการปรับปรุงให้กลับมาทำการได้ใหม่เมื่อสงครามสิ้นสุดลงในปี 1947

ต้นทศวรรษที่ 1970 เทศบาลมีดำริจะรื้อตลาดและสร้างใหม่ แต่กลับถูกต่อต้านจากผู้เช่า ลูกค้าและสื่อจึงล้มเลิกความคิดไปชาวเมืองจึงดำริที่จะพิจารณาให้ตลาดได้รับการดำรงสถานะเป็นสถานที่สำคัญทางด้านวัฒนธรรมของเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญมาตรา 12 เพื่อให้ได้รับการปกป้อง และพิจารณาเสร็จในปี 1978 นักท่องเที่ยวที่มาเยือนในปัจจุบันจะได้มีโอกาสตื่นตาตื่นใจกับตลาดที่มีโครงสร้างภายในสวยงาม สะอาดสะอ้าน และละลานตาไปกับร้านขายของประเภทผัก ผลไม้ ชีส อาหารทะเลดอง ขนม และขนมปังที่มีคิวยาวเหยียด บนชั้นหนึ่งด้านหลังยังจะมีร้านอาหารที่รับทำอาหารจากของทะเลสดๆ ให้ลิ้มลองพร้อมจิบไวน์หรือเบียร์ด้วย ส่วนชั้นบนจะเป็นร้านเสื้อผ้า และเฟอร์นิเจอร์แบบหรูๆที่ราคายากเกินจับต้องให้ชื่นชมอีกมากมายอันจะสามารถสร้างความประทับใจไม่รู้ลืมเลยทีเดียว

ด้านหน้า Markthalle

ด้านหน้า Markthalle

Flea Market

Flea Market