โซไซตี้ : เป็นต่อกรุ๊ป คิกออฟ โครงการ ‘เป็นต่อ เพื่อโอกาสที่ยั่งยืน’ มอบทุนการศึกษา ให้โรงเรียนในอยุธยาที่ขาดแคลน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/662734

โซไซตี้ : เป็นต่อกรุ๊ป คิกออฟ โครงการ ‘เป็นต่อ เพื่อโอกาสที่ยั่งยืน’  มอบทุนการศึกษา ให้โรงเรียนในอยุธยาที่ขาดแคลน

วันอาทิตย์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้ว สำหรับโครงการ CSR “โครงการเป็นต่อ เพื่อโอกาสที่ยั่งยืน” เฟส 1 โดย บริษัท เป็นต่อกรุ๊ป (PENTOR GROUP) หรือ PTG กลุ่มธุรกิจครบวงจรเพื่อไลฟ์สไตล์ล้ำสมัยของคนยุคใหม่ ทุ่มกว่า 1 ล้านบาท จัดกิจกรรม “มอบทุนการศึกษา” ให้กลุ่มโรงเรียนแควน้อย 7 แห่ง ใน จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ขาดแคลนหวังสร้างแรงบันดาลใจ ร่วมกันสร้างสรรค์สังคมแห่งการแบ่งปันกิจกรรมเมื่อวันก่อน จัดขึ้นที่ โรงเรียนวัดไทรโสภณ (ปราสาททองโอสถสงเคราะห์) อ.บางไทรจ.พระนครศรีอยุธยา ภายในงานมีคณะผู้บริหารนำโดย วสวัตติ์ มุครสกุล ที่ปรึกษาระดับสูง ฝ่ายบริหารกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ บริษัท เป็นต่อ กรุ๊ปโดยมี สุวรรณ บู่บาง ผู้อำนวยการโรงเรียนสินสังวาลย์อุทิศและประธานกลุ่มโรงเรียนแควน้อย,นันท์นลิน โปร่งทอง รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนวัดไทรโสภณ (ปราสาททองโอสถสงเคราะห์) และคณะครู ตลอดจนบุคลากรทางการศึกษา ในกลุ่โรงเรียนแควน้อย ทั้ง 7 แห่งต้อนรับ ท่ามกลางผู้มีเกียรติและพี่น้องชาวบางไทร ร่วมงาน

วสวัตติ์ มุครสกุล กล่าวภายในงานว่าPTG เป็นกลุ่มธุรกิจครบวงจรเพื่อไลฟ์สไตล์ล้ำสมัยของคนรุ่นใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มธุรกิจพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์ม, ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, บริการรับแลกเปลี่ยนเงินตรา, แพลตฟอร์มเภสัชกรออนไลน์ และกลุ่มธุรกิจใหม่ล่าสุดอย่าง WiPayที่กำลังจะเปิดตัวกลางปีนี้ กับมิติใหม่ ในการใช้จ่ายและชำระเงินแบบครบวงจร “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราได้มุ่งมั่นในการพัฒนาจนธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว และมั่นคง แต่เราเชื่อว่า การจะทำธุรกิจที่ยั่งยืนนั้น จะต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และประเทศชาติ ให้มีความมั่นคงอย่างยั่งยืนด้วย บริษัทจึงมีนโยบาย CSR เพื่อแสดงความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคม โครงการ“เป็นต่อ เพื่อโอกาสที่ยั่งยืน” ในครั้งแรกนี้ เราจะมอบทุนการศึกษาให้แก่น้องๆ นักเรียนที่มีฐานะยากจน ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษา โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า น้ำใจและโอกาสที่เรามอบให้ในครั้งนี้จะก่อเกิดเป็นความหวัง สร้างกำลังใจ ให้กับน้องๆได้มีความมุมานะในด้านการศึกษา เพื่อจะเติบโตขึ้นเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ ร่วมกันพัฒนาสังคม และประเทศชาติให้ดีต่อไปในอนาคต”

วสวัตติ์ มุครสกุล

ภายในงาน ได้จัดให้มีการมอบทุนการศึกษาให้กับตัวแทนกลุ่มโรงเรียนแควน้อยทั้ง 7 แห่ง ซึ่งมีนักเรียนตัวแทนในสังกัดตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงประถมศึกษาตอนปลาย โดยมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนที่เรียนดีแต่ขาดแคลน จำนวน 140 ทุน พร้อมมอบ อุปกรณ์การศึกษาและสิ่งจำเป็นเพื่อช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของเด็กๆ รวมมูลค่ากว่า 3 แสนบาท สำหรับกลุ่มโรงเรียนแควน้อยรวม 7 โรงเรียน ประกอบด้วย โรงเรียนวัดไทรโสภณ(ปราสาททองโอสถสงเคราะห์), โรงเรียนบ้านบางพลี,โรงเรียนวัดสุนทราราม, โรงเรียนวัดช่างเหล็ก, โรงเรียนวัดศิริสุขาราม, โรงเรียนสินสังวาลย์อุทิศและโรงเรียนวัดหน้าต่างใน

ภายหลังจากนั้น คณะครูได้นำคณะผู้บริหารเยี่ยมชมภายในบริเวณโรงเรียน อาทิ จุดแปลงเกษตรพืชผักสวนครัวเพื่ออาหารกลางวัน, ห้องคอมพิวเตอร์และห้องสมุด รวมถึงได้มีการตักอาหารกลางวันแจกให้กับเด็กนักเรียนอีกด้วย กิจกรรมจบลงด้วยความประทับใจ เรียกว่าอิ่มใจทั้งผู้ให้ สุขใจทั้งผู้รับนอกจากกิจกรรมในครั้งนี้แล้ว เร็วๆ นี้ คณะผู้บริหารและพนักงานเป็นต่อกรุ๊ป มีแผนจะเดินทางไปมอบทุนการศึกษา และอุปกรณ์การเรียน การศึกษา อุปกรณ์กีฬายังกลุ่มโรงเรียนเป้าหมายที่ขาดแคลนให้เสร็จสิ้นภายในเดือนสิงหาคมนี้ ด้วยงบประมาณรวมกว่า1 ล้านบาท

สุวรรณ บู่บาง

สุวรรณ บู่บาง

ลงมือปลูกผักร่วมกับน้องๆ

ลงมือปลูกผักร่วมกับน้องๆ

เยี่ยมชมห้องคอมพิวเตอร์

เยี่ยมชมห้องคอมพิวเตอร์

น้องๆ มีความสุขกับห้องสมุดใหม่

น้องๆ มีความสุขกับห้องสมุดใหม่

นันท์นลิน โปร่งทอง นำคณะผู้บริหารเยี่ยมชมโรงเรียน

นันท์นลิน โปร่งทอง นำคณะผู้บริหารเยี่ยมชมโรงเรียน

เป็นต่อ กรุ๊ป มอบทุนการศึกษา

เป็นต่อ กรุ๊ป มอบทุนการศึกษา

โซไซตี้ : ‘ไทยประกันชีวิต’ จัดทำบุญทอดผ้าป่ามหากุศล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/661183

โซไซตี้ : ‘ไทยประกันชีวิต’ จัดทำบุญทอดผ้าป่ามหากุศล

วันอาทิตย์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ไชย ไชยวรรณ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธีทอดผ้าป่ามหากุศล เนื่องในวาระที่บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจครบ 80 ปี เพื่อให้พนักงาน ผู้บริหาร และฝ่ายขายของบริษัทฯได้มีส่วนร่วมในการสืบสานพระพุทธศาสนาโดยในปีนี้จัดกิจกรรมครอบคลุมทุกภูมิภาคใน9 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ สิงห์บุรี ระยอง ตรัง หนองคาย กรุงเทพฯ ราชบุรี บุรีรัมย์ และแพร่ณ วัดป่าถ้ำแกลบวิสุทธิญาณ จ.เชียงใหม่

โซไซตี้ : รมว.ศธ.ตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษา กศน. จ.สระแก้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/660994

โซไซตี้ : รมว.ศธ.ตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษา กศน. จ.สระแก้ว

วันเสาร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ของหน่วยงานสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) โดยตรวจเยี่ยมการจัดกิจกรรมการศึกษาตลอดชีวิตเพื่อคงสมรรถนะทางกาย จิต และสมองของผู้สูงอายุ กศน.ตำบลหนองแวง กศน.อำเภอวัฒนานคร กศน.อำเภอคลองหาด และดูงานศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนสระแก้ว เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2565 ที่จังหวัดสระแก้ว

โดย รมว.ศธ.กล่าวว่า ปี 2565 นี้ ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์คือ มีประชากรสูงอายุถึง 20% และ พบว่าผู้สูงอายุ95% มีโรคประจำตัว ขณะเดียวกันในด้านเศรษฐกิจ พบว่า ผู้สูงอายุ 34.3% มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน ต้องรับการเลี้ยงดู ด้านสภาพแวดล้อม และด้านสังคม พบว่าผู้สูงอายุต้องอยู่ลำพังเพียงคนเดียวหรืออยู่ลำพังกับคู่สมรสมีแนวโน้มสูงขึ้น รวมถึงคนรุ่นใหม่มีทัศนคติเชิงลบต่อผู้สูงอายุ ซึ่งรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญในการเตรียมและพัฒนาคนในทุกช่วงวัย โดยส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม การจัดการศึกษาตลอดชีวิต ซึ่งในมิติของสำนักงาน กศน. ในปีงบประมาณ 2565 นี้ ก็ได้มีโครงการการจัดและส่งเสริมการจัดการศึกษาตลอดชีวิตเพื่อคงสมรรถนะทางกาย จิต และสมองของผู้สูงอายุ ด้วยการออกแบบการจัดกิจกรรมให้มีความเหมาะสมกับองค์ความรู้ในเรื่องนั้นๆ และเหมาะสมกับผู้สูงอายุ ที่มีการคัดกรองโดยหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขแล้ว และจากการตรวจเยี่ยมติดตามผลการดำเนินโครงการฯ พบว่า กิจกรรมที่ กศน.ร่วมกับผู้นำท้องถิ่น และหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ได้จัดให้ผู้สูงอายุ 60-70 ปี เช่น การออกกำลังกาย,นันทนาการ บันเทิง เพื่อการดูแลสุขภาพจิตและสมอง, น้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ, อาหารเพื่อสุขภาพ, การนวดเพื่อสุขภาพ ทำให้ผู้สูงอายุมีความเข้าใจ ในการรักษาสุขภาพกาย สุขภาพใจ และรู้วิธีการป้องกันตนเองให้ไร้ภาวะซึมเศร้า มีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

โซไซตี้ : ปลด ซ.โซ่ ให้ ช. ช้าง “เครือสหพัฒน์” จัดงานรับขวัญช้าง คืนชีวิตให้ช้างชราสู่การดูแลภายใต้โครงการโลกของช้าง จ.สุรินทร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/659641

โซไซตี้ : ปลด ซ.โซ่ ให้ ช. ช้าง “เครือสหพัฒน์” จัดงานรับขวัญช้าง  คืนชีวิตให้ช้างชราสู่การดูแลภายใต้โครงการโลกของช้าง จ.สุรินทร์

วันอาทิตย์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ในระบบนิเวศ “ช้าง” ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากสามารถสร้างประโยชน์ให้กับสัตว์ป่าอื่นๆ ได้นานัปการ ไม่ว่าจะเป็นช่วยเดินเปิดเส้นทางให้สัตว์อื่นๆ สร้างแหล่งน้ำโดยการใช้งาขุดเจาะพื้นดิน รวมทั้งยังมีส่วนช่วยในการกระจายเมล็ดพันธุ์พืชไปยังบริเวณต่างๆ ของผืนป่าผ่านการขับถ่าย

ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญของ “ช้าง” สัตว์คู่บ้านคู่เมืองที่เป็นมรดกทางธรรมชาติ และเป็นสมบัติทางวัฒนธรรม “เครือสหพัฒน์” นำโดย บุญเกียรติ โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท เอส แอนด์ เจ อินเตอร์เนชั่นแนลอินเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) ทิพาภรณ์โชควัฒนา รองประธานกรรมการบริษัทเอสแอนด์เจฯพร้อมด้วยบริษัทในเครือฯ ได้แก่ บริษัท ท็อปเทรนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด และ บริษัท คิวพี (ประเทศไทย) จำกัด ได้ร่วมใจจัด “งานรับขวัญช้าง” เข้าสู่บ้านใหม่ในโครงการโลกของช้าง ซึ่งจะมีพิธีเซ่นไหว้ศาลปะกำอันเป็นประเพณีที่ตกทอดกันมาอย่างยาวนานของชาวสุรินทร์ในการทำกิจกรรมเกี่ยวกับช้าง เช่น รับขวัญช้างที่จัดขึ้น ณ ศูนย์คชศึกษา บ้านตากลาง ตำบลกระโพอำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์

กิจกรรมการรับขวัญช้างครั้งนี้เป็นการรวมพลังของบริษัทในเครือสหพัฒน์ หลังจากที่ได้มีการไถ่ชีวิตช้างชรา ภายใต้โครงการอนุรักษ์ช้างชราที่เริ่มต้นโดยบริษัทเอส แอนด์ เจฯ ได้ไถ่ชีวิตช้างเชือกแรกเมื่อปี 2554 ตามนโยบายของบุญเกียรติ โชควัฒนา ที่ต้องการให้ช้างชราที่ปลดเกษียณจากการทำงานได้มีโอกาสพักผ่อนในบั้นปลายชีวิต และในปี 2565 ได้ขยายผลต่อไปยังบริษัท ท็อปเทรนด์ฯ และบริษัท คิวพี (ประเทศไทย) ตามลำดับ ในโครงการมีช้างรวม 7 เชือก ล้มไปเมื่อปี 2563 จำนวน 1 เชือก ปี 2564 จำนวน 1 เชือก ปัจจุบันมีช้างรวม 5 เชือก ได้แก่ สีดอบารมี พังมรกตพังบุญรวม พังมีสิทธิ์ และพังท็อป “ถึงเวลาปลด ซ. โซ่ แห่งหน้าที่ คืนวิถีแห่งชีวิตให้กับช้าง”

ประวัติความเป็นมาของโครงการช้างได้เริ่มต้น โดยย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน บริษัท เอส แอนด์ เจอินเตอร์เนชั่นแนลอินเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) ได้จัดตั้ง“โครงการอนุรักษ์ช้าง” เริ่มจากโครงการอนุรักษ์ช้างศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย โดยในปี พ.ศ. 2547 บริษัท เอส แอนด์ เจฯ ได้จัดสร้าง “สถานีอนามัยช้างบ้านตึก”ตำบลบ้านตึก อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย เพื่อทำการรักษาช้าง และสัตว์ต่างๆ ที่เจ็บป่วย หรือได้รับบาดเจ็บเบื้องต้น ก่อนส่งไปรักษาในโรงพยาบาลสัตว์ ด้วยการสนับสนุนเจ้าหน้าที่และเวชภัณฑ์ยา รวมถึงค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ทำให้ชาวบ้านมีโอกาสที่ดีในการเลี้ยงสัตว์ และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษา โดย ณ ขณะนั้นมีช้างที่อยู่ในการดูแลด้านเวชภัณฑ์ยา และด้านความเป็นอยู่ จำนวนทั้งสิ้น 7 เชือก และมีช้างที่ได้รับการสนับสนุนเวชภัณฑ์ยาอีกกว่า 15 เชือก นอกจากนี้บริษัท เอส แอนด์ เจฯ ยังให้การสนับสนุนการจัดทำโฮมสเตย์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และการอนุรักษ์ช้างจังหวัดสุโขทัย อีกทั้งยังร่วมส่งเสริมประเพณีของชาวศรีสัชนาลัย ไม่ว่าจะเป็นพิธีบวชช้างหาดเสี้ยว หรือ ประเพณีแห่น้ำขึ้นโฮม ส่งน้ำเจ้าหมื่นด้ง ซึ่งการดำเนินกิจกรรมดังกล่าวสร้างให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่าง
บริษัทกับชุมชน

หลังจากนั้นอีก 2 ปี บริษัท เอส แอนด์ เจฯ ได้จัดสร้างสถานีอนามัยช้างแห่งที่ 2 ณ บ้าน ช.ช้างชรา จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งมีช้างในการดูแลมากกว่า 20 เชือก และมีโครงการหลักๆ ในการช่วยเหลือช้าง นอกเหนือจากการสนับสนุนเวชภัณฑ์ยา ได้แก่โครงการไถ่ชีวิตช้างชรา โครงการสวดส่งวิญญาณช้างและโครงการอาหารช้าง ภายใต้สโลแกน “ช้างหิว ช้างป่วยผู้ช่วยคือ เอสแอนด์เจฯ” สำหรับ “โครงการไถ่ชีวิตช้างชรา” พังวาสนาในวัย 50 ปีนับเป็นช้างชราเชือกแรกที่บริษัท เอส แอนด์ เจฯ ได้ปลดโซ่ออกจากขาโดยการไถ่ชีวิตและคืนอิสรภาพให้ในปี พ.ศ. 2554 และต่อมาในปี พ.ศ. 2559 บริษัท เอส แอนด์ เจฯ ได้ขยายโครงการช้างไปยังจังหวัดตาก โดยสร้าง “สถานีอนามัยช้าง”อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อดูแลช้างใน 5 อำเภอ จำนวนกว่า 200 เชือก

ตลอดระยะเวลาในการดำเนินธุรกิจมากว่า 40 ปีบริษัท เอส แอนด์ เจ อินเตอร์เนชั่นแนล อินเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) ยืนหยัดอยู่บนเส้นทางการดำเนินธุรกิจ โดยยึดแนวทางตามนโยบายที่ดำรงไว้ซึ่งการเป็นบรรษัทภิบาลที่ดี ด้วยจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นเรื่องที่บริษัทให้ความสำคัญมาโดยตลอดตั้งแต่การกำหนดนโยบายการจัดตั้งคณะทำงานการกำหนดทิศทางการดำเนินกิจกรรม ซึ่งครอบคลุมทั้งในด้านเด็กและเยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาสและศาสนกุศลต่างๆ ทั้งนี้ ยังรวมไปถึงโครงการช่วยเหลือดูแลรักษาสัตว์ ทั้งสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ โดยเฉพาะ “ช้าง”ที่ถือเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมือง

“ช้าง” จึงไม่ใช่แค่สัตว์ แต่ช้างได้เชื่อมชีวิตผู้คนทั้งภายในและภายนอกบริษัท เอส แอนด์ เจฯที่เกี่ยวข้องไว้ด้วยกัน โดยมีจุดประสงค์เป็นหนึ่งเดียวในการที่จะอนุรักษ์ให้ช้างได้อยู่คู่กับคนไทยและประเทศไทยสืบต่อไป

โซไซตี้ : บี.กริม – แคเรียร์ : 60 ปี แห่งความผูกพัน มุ่งสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับผู้คน สู่การพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/658125

โซไซตี้ : บี.กริม - แคเรียร์ : 60 ปี แห่งความผูกพัน  มุ่งสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับผู้คน สู่การพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พ.ศ. 2458 วิลลิส แคเรียร์ ก่อตั้งบริษัท Carrier Engineering Corporation ร่วมกับวิศวกรอีก6 คน ผลิตและจำหน่ายเครื่องปรับอากาศ แบรนด์Carrier

“ตั้งเป้าหมาย ที่แม้แต่ตัวคุณเอง ก็ไม่รู้ว่า จะทำให้มันสำเร็จได้อย่างไร แต่ที่สำคัญ สิ่งนั้นต้องสร้างคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อสังคม” ดร. ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริมบอกเล่าถึงสิ่งที่ยึดถือปฏิบัติในการดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี สะท้อนความหมาย ที่ทำให้ บี.กริม และ แคเรียร์ต่างเป็นทั้งผู้ริเริ่มสิ่งใหม่และเป็นทั้งนักพัฒนา ที่มีปรัชญาการดำเนินธุรกิจ ค่านิยมองค์กร และจริยธรรมที่สอดประสานกันอย่างแนบแน่น พร้อมสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเพื่อส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้คนในสังคมมากว่าศตวรรษ

ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม ชวนนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลาว่า “บี.กริม และ แคเรียร์ต่างมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ทั้งสองบริษัทมีจุดเริ่มต้นเดียวกันคือ ความตั้งใจที่จะพัฒนาความเป็นอยู่ของผู้คนให้ดีขึ้น บี.กริม ผ่านร้อนผ่านหนาวมา 144 ปีแล้ว โดยก่อตั้งในปี พ.ศ. 2421 เปิดธุรกิจร้านขายยาชื่อ สยามดิสเปนซารี ที่นำยาสมัยใหม่ตำรับยุโรปมาสู่สยามประเทศเพื่อช่วยรักษาอาการเจ็บป่วยของประชาชน และร่วมเป็นผู้ริเริ่มพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศไทยด้วยการขุดคลองรังสิตความยาว 1,500กิโลเมตร นับเป็นระบบชลประทานที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในขณะนั้น รวมถึงการได้รับใบอนุญาตให้วางระบบโทรเลขครั้งแรกในประเทศไทย ต่อยอดถึงปัจจุบันด้วยการขยายขอบเขตไปยังหลากหลายธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจด้านอุตสาหกรรม เราร่วมมือกับ แคเรียร์ ส่งมอบเครื่องปรับอากาศที่ดีที่สุดให้คนไทยมาถึง 60 ปี และได้รับความไว้วางจากใจจากลูกค้าทุกกลุ่มตลอดมา”

อดิศักดิ์ รัมมณีย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แคเรียร์(ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เป็นเวลาถึง 120 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2445 ที่ วิลลิส แคเรียร์ วิศวกรชาวอเมริกัน ได้คิดค้นเครื่องปรับอากาศเครื่องแรกของโลกได้สำเร็จจนได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งเครื่องปรับอากาศ” และยังสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งเครื่องฟอกอากาศและเพิ่มความชื้นในอากาศไปจนถึงเครื่องปรับอากาศแบบรวมศูนย์หรือเครื่องทำน้ำเย็น โดยได้ขยายธุรกิจมายังประเทศไทย มีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศแคเรียร์เครื่องแรกที่ศาลาเฉลิมกรุง ซึ่งในขณะนั้นเป็นโรงภาพยนตร์ที่ติดเครื่องปรับอากาศเครื่องแรกในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปัจจุบัน แคเรียร์ ยังคงพัฒนาศักยภาพขององค์กรอย่างไม่หยุดนิ่ง มีการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาวิเคราะห์ตลาดและออกแบบแผนงาน เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ด้วยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองอัจฉริยะและระบบนิเวศอัจฉริยะอื่นๆ ที่กำลังขยายตัวมากขึ้น และสิ่งสำคัญ คือ ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด”

ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม

“ความสัมพันธ์ของบี.กริม และ แคเรียร์ เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2505 ด้วยวิสัยทัศน์ของคุณลุงเฮอร์เบิร์ต ลิงค์ที่มองว่าควรมีนวัตกรรมช่วยแก้ปัญหาอากาศที่ร้อนอบอ้าวของเมืองไทย จึงได้ติดต่อไปยังแคเรียร์ สหรัฐอเมริกา ในนามของบริษัท บี.กริมแอนโก จำกัด และได้รับสิทธิจำหน่ายเครื่องปรับอากาศภายใต้แบรนด์แคเรียร์ รวมถึงได้รับความไว้วางใจให้ติดตั้งแอร์แคเรียร์ภายในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง และท้องฟ้าจำลอง ต่อมาได้ร่วมทุนกับ แคเรียร์ คอร์เปอเรชั่น สหรัฐอเมริกา จัดตั้งบริษัท แคเรียร์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท บี.กริม แคเรียร์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้บริการระบบทำความเย็น ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องปรับอากาศขนาดเล็กตามครัวเรือนไปจนถึงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั่วประเทศไทย

ปัจจุบัน บี.กริม ได้รวบรวมนวัตกรรมจาก แคเรียร์ และทุกบริษัทภายในเครือ ในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ IoT มาใช้พัฒนาโซลูชั่นเพื่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพที่ดี (Energy-efficient and Healthy Living Solution) เช่น ระบบปรับอากาศประหยัดพลังงาน พร้อมด้วยระบบกำจัดเชื้อโรคที่สามารถป้องกันPM2.5 และ COVID-19 พร้อมทั้งพัฒนาระบบอื่นๆ เช่น ระบบคอลเซ็นเตอร์ซึ่งสามารถรวบรวมและจัดการคำขอรับบริการจากหลากหลายช่องทาง (Omni channel) เข้ากับฐานข้อมูลของลูกค้า เพื่อให้การบริการและติดตามงานได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น และการพัฒนาระบบปรับอากาศแบบรวมศูนย์ (District Cooling System) สำหรับเมืองอัจฉริยะ เป็นต้น” ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ กล่าวเสริม

วรเศรษฐ์ ตันติศิริวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บี.กริม แคเรียร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “บี.กริม และ แคเรียร์ นอกจากประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจแล้วเรายังส่งมอบสิ่งดีๆ กลับคืนสู่สังคม ด้วยการสนับสนุนอย่างเป็นทางการของสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ส่งเสริมความรู้ความสามารถของช่างฝีมือในประเทศไทยให้มากยิ่งขึ้นอีกทั้งยังสนับสนุนเครื่องปรับอากาศและอุปกรณ์เพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอนให้กับสถาบันต่างๆ ในการพัฒนาทักษะการประกอบอาชีพในอนาคต ต่อไป สะท้อน Pioneering Spirit ของทั้ง บี.กริม และ แคเรียร์ ที่ต่างให้ความสำคัญกับลูกค้าและคู่ค้า ควบคู่การพัฒนาสังคม และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน”

ประเทศไทยมีองค์กรมากมายที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป แต่ บี.กริม – แคเรียร์ ยังคงหนักแน่นกับปณิธานที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้คนในสังคมไทย พร้อมก้าวไปสู่บริบททุกยุคทุกสมัยได้อย่างแท้จริง

วรเศรษฐ์ ตันติศิริวัฒน์ กก.ผจก.บจ.บี.กริม แคเรียร์ (ประเทศไทย)

วรเศรษฐ์ ตันติศิริวัฒน์ กก.ผจก.บจ.บี.กริม แคเรียร์ (ประเทศไทย)

อดิศักดิ์ รัมมณีย์ กก.ผจก.บจ.แคเรียร์ (ประเทศไทย)

อดิศักดิ์ รัมมณีย์ กก.ผจก.บจ.แคเรียร์ (ประเทศไทย)

พ.ศ. 2445 วิลลิส แคเรียร์ ผู้คิดค้น เครื่องปรับอากาศเครื่องแรกของโลก

พ.ศ. 2445 วิลลิส แคเรียร์ ผู้คิดค้น เครื่องปรับอากาศเครื่องแรกของโลก

พ.ศ. 2431 คลองรังสิต ยาว 1,500 กม. เป็นระบบชลประทานที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในขณะนั้น

พ.ศ. 2431 คลองรังสิต ยาว 1,500 กม. เป็นระบบชลประทานที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในขณะนั้น

พ.ศ. 2505 เครื่องปรับอากาศแคเรียร์ ได้รับการติดตั้งภายในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง

พ.ศ. 2505 เครื่องปรับอากาศแคเรียร์ ได้รับการติดตั้งภายในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง

พ.ศ. 2505 เครื่องปรับอากาศแคเรียร์ ได้รับการติดตั้งภายในท้องฟ้าจำลอง

พ.ศ. 2505 เครื่องปรับอากาศแคเรียร์ ได้รับการติดตั้งภายในท้องฟ้าจำลอง

พ.ศ. 2493 วิลลิส ตรวจเช็ค Centrifugal เครื่องแรกของเขาตั้งแต่ปี 2465 และพบว่าเครื่องอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์แบบ

พ.ศ. 2493 วิลลิส ตรวจเช็ค Centrifugal เครื่องแรกของเขาตั้งแต่ปี 2465 และพบว่าเครื่องอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์แบบ

พ.ศ. 2474 เครื่องปรับอากาศแคเรียร์เครื่องแรกในประเทศไทยได้รับการติดตั้งที่ศาลาเฉลิมกรุง

พ.ศ. 2474 เครื่องปรับอากาศแคเรียร์เครื่องแรกในประเทศไทยได้รับการติดตั้งที่ศาลาเฉลิมกรุง

พ.ศ. 2450 แคเรียร์ เปิดตัวเครื่องฟอกอากาศและเพิ่มความชื้นในอากาศ เป็นครั้งแรก

พ.ศ. 2450 แคเรียร์ เปิดตัวเครื่องฟอกอากาศและเพิ่มความชื้นในอากาศ เป็นครั้งแรก

พ.ศ. 2421 ร้านขายยา “สยามดิสเปนซารี” ร้านขายยาตำรับตะวันตก
ร้านแรกในสยาม

พ.ศ. 2421 ร้านขายยา “สยามดิสเปนซารี” ร้านขายยาตำรับตะวันตก ร้านแรกในสยาม

โซไซตี้ : มูลนิธิจักรพันธุ์ มอบ ‘พระตะเลงพ่าย’ ให้วัดสามจังหวัดใต้ พร้อมเตรียมสร้างพิพิธภัณฑ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/656644

โซไซตี้ : มูลนิธิจักรพันธุ์ มอบ ‘พระตะเลงพ่าย’  ให้วัดสามจังหวัดใต้ พร้อมเตรียมสร้างพิพิธภัณฑ์

วันอาทิตย์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต จัดสร้างพระพุทธมหาปารมีนุภาพพิสุทธิ์อนุตตรสังคามวิชัย หรือ“พระตะเลงพ่าย” มอบให้วัดในสามจังหวัดภาคใต้ พร้อมสร้างองค์จำลองให้ผู้สนใจบูชา หารายได้บำรุงพระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งจัดสร้างพิพิธภัณฑ์รวบรวมศิลปวัตถุผลงานของ อ.จักรพันธุ์โปษยกฤต เผยการจัดสร้างที่ผ่านพิธีและมวลสารอย่างดีมีคุณค่า

วัลลภิศร์ สดประเสริฐ รองประธานมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานมูลนิธิฯเปิดเผยว่ามูลนิธิฯ ร่วมกับพุทธศาสนิกชนชาวไทยผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมจัดสร้าง “พระพุทธมหาปารมีนุภาพพิสุทธิ์อนุตตรสังคามวิชัย” พระพุทธรูปสำริด หน้าตัก 30 นิ้ว ผลงานออกแบบโดย อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต ประธานมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต(ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2543)เพื่อน้อมถวายและอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ วัดในสามจังหวัดภาคใต้ เพื่อให้ศรัทธาสาธุชนได้สักการบูชาเป็นสิริมงคล

“พระพุทธมหาปารมีนุภาพพิสุทธิ์อนุตตรสังคามวิชัย หรือ “พระตะเลงพ่าย” มีความหมายว่า “พระชนะมารด้วยอานุภาพพระบารมีอันบริสุทธิ์ยิ่ง”นับเป็นพระพุทธรูปที่มีความงดงามด้วยพุทธลักษณะและวิจิตรศิลป์อย่างสมบูรณ์ พระพักตร์งามสงบเปี่ยมด้วยพระเมตตา เป็นศิลปะสกุลช่างรัตนโกสินทร์ยุคปัจจุบันที่งดงามสมบูรณ์แบบที่สุด”

วัลลภิศร์ กล่าวอีกว่านอกจากนั้นยังได้จัดสร้างพระพุทธมหาปารมีนุภาพพิสุทธิ์อนุตตรสังคามวิชัย (จำลอง) ขนาดหน้าตัก 9 นิ้ว และ 5 นิ้ว เนื้อโลหะผิวชุบทอง และเนื้อสัมฤทธิ์ พระทุกองค์บรรจุมวลสารศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้นำไปสักการบูชาเป็นสิริมงคลโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อหารายได้เป็นกองทุนทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งจัดสร้างพิพิธภัณฑ์รวบรวมศิลปวัตถุผลงานของ อ.จักรพันธุ์โปษยกฤต ทั้งศิลปวัตถุประเภทงานหุ่น ทั้งหุ่นโบราณและหุ่นที่สร้างขึ้นใหม่ และเครื่องดนตรีจำนวนกว่า 100 ชิ้นซึ่งสมควรเก็บรักษาไว้เป็นมรดกของชาติ เพื่อให้ประชาชนและเยาวชนรุ่นต่อไป ได้ค้นคว้าศึกษาความเป็นมา และได้เห็นแหล่งกำเนิดของสกุลช่างศิลปะสกุลหนึ่งในแผ่นดิน

“การจัดสร้าง “พระพุทธมหาปารมีนุภาพพิสุทธิ์อนุตตรสังคามวิชัย” รุ่นนี้ ได้นำโลหะชนวนที่ผสมหล่อองค์พระ ซึ่งผ่านพิธีพุทธาภิเษกโดยพระคณาจารย์ศิษย์สายพระอาจารย์สมชาย ฐิตวิริโย ทุกวันพระขึ้น 15 ค่ำตลอดพรรษาปี 2551 ณ วัดเขาสุกิม อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี อันเป็นวัดที่พระอาจารย์สมชาย พระเถระฝ่ายอรัญวาสี ผู้เชี่ยวชาญด้านสมถะกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน ในสายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้ก่อตั้งขึ้นและอยู่จำพรรษาจนถึงวันมรณภาพ นอกจากนี้ยังมีทองชนวนเก่าจากรูปหล่อหลวงพ่อทอง พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำวัดเขาสุกิม” รองประธานมูลนิธิฯ กล่าว

ด้าน ยุพิน แมคคลาวด์ ตัวแทนมูลนิธิฯ และผู้ประสานการอัญเชิญองค์พระพุทธรูปและประกอบพิธีมงคลฉลองพระฯ กับทางวัด กล่าวว่า มูลนิธิฯ จะจัดมอบพระพุทธมหาปารมีนุภาพพิสุทธิ์อนุตตรสังคามวิชัยให้กับทางวัดในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ประกอบไปด้วยอัญเชิญพระปฏิมาลำดับที่ 1 ไปประดิษฐาน ณ วัดชลธาราสิงเห หรือวัดพิทักษ์แผ่นดินไทย พระอารามหลวงชั้นตรี ที่ ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ส่วนพระปฏิมาลำดับที่ 2 น้อมถวายประดิษฐาน ณ วัดตานีนรสโมสรพระอารามหลวงชั้นตรี ที่ ต.อาเนาะรูอ.เมือง จ.ปัตตานี ส่วนพระปฏิมาลำดับที่ 3 น้อมถวายประดิษฐาน ณวัดเมืองยะลา พระอารามหลวงชั้นตรี ที่ ต.สะเตง อ.เมือง จ.ยะลา

“โดยทั้งสามแห่งมีพุทธศาสนิกชนชาวไทยร่วมกับเจ้าภาพหลักในการดำเนินการทั้งสิ้น เช่นที่ จ.ยะลาก็ได้ พิสิฐ พุฒิโรจน์ เป็นเจ้าภาพหลัก หรือที่ จ.ปัตตานีก็ได้ ประจวบ และ สิริจันทร์ ภิรมย์ภักดี เป็นเจ้าภาพหลักเป็นต้น ทางมูลนิธิฯหวังว่าการดำเนินงานครั้งนี้จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการดำเนินโครงการในการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์รวบรวมศิลปวัตถุผลงานของอ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต” ยุพิน กล่าว

โซไซตี้ : IFC ในเครือ World Bank สนับสนุน PRINC ขยายบริการสาธารณสุขตามเป้าหมาย รพ.ยั่งยืน ปี 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/655040

โซไซตี้ : IFC ในเครือ World Bank สนับสนุน PRINC  ขยายบริการสาธารณสุขตามเป้าหมาย รพ.ยั่งยืน ปี 2566

วันเสาร์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 17.52 น.

มัคทาร์ ดิออป กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยอัลฟาโซ การ์เซีย มอร่า รองประธานประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (International Finance Corporation: IFC) ซึ่งเป็นสถาบันการเงินในเครือธนาคารโลก พร้อมคณะ เข้าเยี่ยมชมโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยมี จอห์นลีโกะชุน ประธานคณะกรรมการบริษัท, ดร.สาธิตวิทยากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) พร้อมคณะผู้บริหาร บุคลากรการแพทย์ และพนักงานต้อนรับ

โดย มัคทาร์ ดิออป กรรมการผู้จัดการ บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (International Finance Corporation: IFC) ยังคงประกาศพร้อมสนับสนุนเครือโรงพยาบาลพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ ที่มุ่งขยายบริการสาธารณสุขที่ได้คุณภาพให้เข้าถึงคนในพื้นที่เมืองรองในประเทศไทยตามเป้าหมาย และมองว่าประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งเป้าหมายสำคัญของภูมิภาคอาเซียนในการเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน และขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชนโดยเฉพาะการฟื้นตัวหลังจากสถานการณ์ โควิด-19ด้วยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว และการใช้เทคโนโลยีเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาคต่างๆ เช่น ธุรกิจบริการสาธารณสุขในไทย เป็นต้น ทั้งนี้ในปีงบประมาณที่ผ่านมา IFC ลงทุนในไทยรวม721 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ด้าน ธานี มณีนุตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ PRINC ผู้ประกอบธุรกิจบริหารจัดการโรงพยาบาลเอกชนและธุรกิจสุขภาพในนาม “เครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์” กล่าวว่า บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ(International FinanceCorporation: IFC)ถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรร่วมลงทุนที่สำคัญของเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ และมีวิสัยทัศน์ในการดำเนินงานที่สอดคล้องกับทิศทางการขยายธุรกิจบริการสาธารณสุข โดยยังคงตั้งเป้าหมายขยายโรงพยาบาลรวม 20 แห่ง จากปัจจุบันมีโรงพยาบาล 13 แห่ง เปิดดำเนินการทั้งสิ้น 12 แห่งใน 10 จังหวัด, คลินิกใกล้บ้านใกล้ใจ ซึ่งเป็นคลินิกปฐมภูมิ จำนวน 40 แห่ง พร้อมตั้งเป้าหมายเป็นเครือโรงพยาบาลยั่งยืน (Sustainable Hospital) ในปี 2023 และยังคงเปิดรับผู้ลงทุนในท้องถิ่นที่มีศักยภาพในการร่วมขยายบริการสาธารณสุขต่อเนื่อง

สำหรับบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ(International Finance Corporation: IFC)ร่วมสนับสนุนในฐานะพันธมิตรร่วมลงทุนในบริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ PRINC มาตั้งแต่ปี 2019 ซึ่งถือเป็นเครือโรงพยาบาลเอกชนแห่งแรกที่เข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ ถือเป็นสถาบันการเงินในเครือของธนาคารโลก มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมและสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชน โดยเฉพาะประเทศสมาชิกที่เป็นประเทศกำลังพัฒนา ทั้งในด้านการเงินและด้านการจัดการ โดยมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในมิติด้านต่างๆ สอดคล้องกับปณิธานและแนวทางการดำเนินธุรกิจของโรงพยาบาลเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ ที่มุ่งเป็นองค์กรที่สร้างคนให้มีจิตใจของความเป็นผู้ให้ และมีเป้าหมายขยายบริการสาธารณสุขที่ได้คุณภาพไปยังพื้นที่เมืองรองในประเทศ

โซไซตี้ : เครือ Grande Centre Point เตรียมเผยมิติใหม่แห่งการพักผ่อน แลนด์มาร์คแห่งใหม่ใจกลางเมือง มองเห็นท้องฟ้าเหนืออ่าวพัทยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/653531

โซไซตี้ : เครือ Grande Centre Point เตรียมเผยมิติใหม่แห่งการพักผ่อน  แลนด์มาร์คแห่งใหม่ใจกลางเมือง มองเห็นท้องฟ้าเหนืออ่าวพัทยา

วันอาทิตย์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เปิดสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษครั้งแรกในไทย ที่แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยา แลนด์มาร์คแห่งใหม่ใจกลางพัทยา หลบหนีจากความวุ่นวาย สำรวจมิติใหม่แห่งการพักผ่อน ในโรงแรมคอนเซ็ปต์ดีไซน์ ธีมอวกาศเต็มรูปแบบโรงแรมแรกในไทยพร้อมเปิดให้บริการ 1 สิงหาคม 2565พาคุณทะยานไปสู่มิติใหม่แห่งการพักผ่อนสุดล้ำหนึ่งเดียวในไทย

ในที่สุด โอกาสที่เราจะได้ยลโฉม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยา โรงแรมเปิดใหม่ที่นำเอาการท่องเที่ยวสู่อวกาศ เป็นต้นแบบ ตั้งแต่ดีไซน์ตัวอาคารที่มาจากกระสวยอวกาศ ให้บริการห้องพักที่ตกแต่งเหมือนพักบนยานอวกาศพร้อมแสงออโรร่าและดวงดาวที่เป็นซิกเนเจอร์ของโรงแรม จำนวน490 ห้อง ขนาดเริ่มต้น 45 ถึง 133 ตารางเมตร พร้อมระเบียงส่วนตัวรับวิวทะเลพัทยาทุกห้องพัก รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

ความน่าสนใจของโรงแรมธีมอวกาศเต็มรูปแบบแห่งแรกในไทยจากเครือ LH Mall &Hotel แห่งนี้คือ ดีไซน์การออกแบบที่โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์และสนุกสนาน โดยนำเอาการท่องเที่ยวในอวกาศเป็นต้นแบบดีไซน์ แต่ไม่ทิ้งความใส่ใจในความสะดวกสบายของผู้เข้าพัก ทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่สวนน้ำขนาดใหญ่ 11,500 ตร.ม. ที่ครอบคลุมพื้นที่ 4 โซน เหมือนได้ผจญภัยไปในป่าอวกาศทั้ง Space Pirate Beach ที่นำความโดดเด่นของเมืองชายทะเลคือชายหาดขาว มาประยุกต์กับธีมอวกาศโดยมีเรืออวกาศเป็นไฮไลท์ Lazy River ที่นักผจญภัยได้ล่องไปตามกระแสน้ำผ่านถ้ำ น้ำตก จากุซซี่ และป่าอวกาศ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่เล่นทั้ง ยานอวกาศที่มาพร้อมเทคโนโลยีทันสมัย ให้บริการคิดส์คลับและเกมส์ และพื้นที่กิจกรรมภายนอกทั้ง เพลย์กราวนด์และ มินิกอล์ฟ

Space Pirate Beach กับหาดทรายสีขาวเทียม

แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยาจัดเป็นโรงแรมระดับแฟลกชิปแห่งใหม่ของเครือแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ตั้งอยู่ใจกลางย่านที่ไม่เคยหลับใหล ครึกครื้นไปด้วยผู้คนอย่างพัทยา ที่นอกจากจะให้บริการห้องพักและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน ประกอบด้วย ร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านอาหารรูฟท็อป และพื้นที่ห้องประชุมขนาดใหญ่ SpaceConvention Centre ที่สามารถรองรับผู้เข้าประชุมได้สูงสุด 900 คน พร้อมเทคโนโลยีล่าสุด เช่น บริการจอ LED ขนาด 12.48 x 5.40 ม. รองรับแขกและผู้ใช้บริการที่เดินทางมาพักผ่อน สังสรรค์ หรือประชุมสัมมนา หนึ่งในไฮไลท์เด็ดอีกส่วนคือ Let’sRelax Onsen & Spa ขนาดพื้นที่ถึง 3,000 ตร.ม. ซึ่งจะให้บริการออนเซนวิวทะเลแห่งแรกในประเทศไทย และทรีทเมนต์ยอดนิยมทั้งสปาและนวดไทย

การเดินทางไปสู่อวกาศเข้าใกล้ความเป็นจริงขึ้นไปทุกที โดย แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยา พร้อมเปิดรับสำรองห้องพัก และพรีวิวภาพจริงของทุกโซนและห้องพักของโรงแรมออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยโปรโมชั่นเปิดตัวโรงแรม รวมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน และเครดิตที่มาในรูปแบบเหรียญ token โดยโปรโมชั่นนี้สามารถใช้เพื่อเข้าพักได้ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2565 จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2565

เพราะที่นี่คือจุดมุ่งหมายแห่งการพักผ่อนที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ #การเดินทางสู่ห้วงอวกาศครั้งแรกของไทย ผสมผสานรวมไว้ทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกสุดล้ำและนวัตกรรมการออกแบบสุดอลังการมาพร้อมการบริการสุดเหนือชั้น บนพื้นที่ขนาดใหญ่ที่จะทำให้คุณรู้สึกเหมือนได้ก้าวไปบนดาวดวงใหม่สุดเหนือจินตนาการ ติดตามข้อมูล แกรนด์ เซนเตอร์พอยต์ สเปซ พัทยา https://www.spacepattaya.com, Line@:@gcpspace, Facebook:@gcpspacepattaya, Email : spacepattaya@gcphotels.com และเบอร์โทร: 033-268888

Mountain Zone กับถ้ำน้ำตกที่อยู่ในโซนภูเขา

Mountain Zone กับถ้ำน้ำตกที่อยู่ในโซนภูเขา

Flying Rock Zone รางน้ำ 2 ราง, หอสไลด์ที่ใหญ่ที่สุด และอื่นๆ อีกมากมาย

Flying Rock Zone รางน้ำ 2 ราง, หอสไลด์ที่ใหญ่ที่สุด และอื่นๆ อีกมากมาย

Sky Pool สระว่ายน้ำลอยฟ้ากลางแจ้งที่สวยงามมองเห็นท้องฟ้าได้ไม่รู้จบ

Sky Pool สระว่ายน้ำลอยฟ้ากลางแจ้งที่สวยงามมองเห็นท้องฟ้าได้ไม่รู้จบ

Astro Club-Games Zone พื้นที่สำหรับเด็กออกแบบเหมือนตึกยานอวกาศ

Astro Club-Games Zone พื้นที่สำหรับเด็กออกแบบเหมือนตึกยานอวกาศ

Interactive Wall โดยการขยับมือบนกำแพงธีมอวกาศแบบอินเทอร์แอ๊กทีฟ

Interactive Wall โดยการขยับมือบนกำแพงธีมอวกาศแบบอินเทอร์แอ๊กทีฟ

Space Convention Centre มีเทคโนโลยีล้ำสมัย หน้าจอเทคโนโลยี LED

Space Convention Centre มีเทคโนโลยีล้ำสมัย หน้าจอเทคโนโลยี LED

Orbit Restaurant มีบุฟเฟ่ต์ให้เลือกมากมาย

Orbit Restaurant มีบุฟเฟ่ต์ให้เลือกมากมาย

Planet Zone

Planet Zone

Space Suite

Space Suite

Space Premium

Space Premium

โซไซตี้ : วว.- EXIM BANK – ธ.ก.ส. ภาคีเครือข่ายพันธมิตรภาครัฐ-เอกชน สัมมนา เปิดโลกการค้า เจรจาธุรกิจ พิชิตตลาดส่งออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/652015

โซไซตี้ : วว.- EXIM BANK - ธ.ก.ส. ภาคีเครือข่ายพันธมิตรภาครัฐ-เอกชน  สัมมนา เปิดโลกการค้า เจรจาธุรกิจ พิชิตตลาดส่งออก

วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมกับ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดงานสัมมนา “เปิดโลกการค้า เจรจาธุรกิจ พิชิตตลาดส่งออก 2022” (e – Commerce Episode) โอกาสนี้ ธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการ ธ.ก.ส. เป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยมี ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. กล่าวถึงแนวทางความร่วมมือในฐานะ วว. เป็น 1 ใน 3 หน่วยงานหลักซึ่งมีความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่องในการพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs ภาคการเกษตรตั้งแต่ระดับต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ สร้างโอกาสทางการตลาดต่างประเทศ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถส่งออกได้มากขึ้น และสร้างผู้ประกอบการส่งออกรายใหม่ โดยงานสัมมนาดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อให้ผู้ประกอบการ ได้แลกเปลี่ยน เรียนรู้ และนำความรู้ไปขยายผลในทางการปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจอย่างมีกระบวนการและรูปแบบที่เป็นระบบ ผ่านการถ่ายทอดความรู้โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญที่จะนำผู้ประกอบการไปสู่เส้นทางแห่งความสำเร็จ พร้อมทั้งเรียนรู้แนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG Model ที่เชื่อมโยงสอดรับกับการดำเนินธุรกิจในด้านต่างๆ โอกาสนี้ ดร.อาภากร สุปัญญา รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์และจัดการนวัตกรรม วว. พร้อมผู้บริหารและบุคลากรร่วมเป็นเกียรติ เมื่อวันที่27 เมษายน 2565 ณ ห้องไฮเดนเยีย 1 ชั้น 6อาคารแกรนด์คอนเวนชั่น โรงแรม ทีเค พาเลซ & คอนเวนชั่น

ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่าในความร่วมมือดังกล่าวของ วว. EXIM BANK และ ธ.ก.ส. นั้น วว. ดำเนินบทบาทหลักในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) เสริมแกร่งให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียวหรือ BCG Model (Bio-Circular-GreenEconomy) ซึ่งเป็นโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนที่เป็นวาระแห่งชาติ มาใช้ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานร่วมกัน โดย วว. มีบทบาทในการใช้วทน. สร้าง Value Creation จากฐานความหลากหลายทางชีวภาพ และสอดรับกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำโดยมุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG กลุ่มจุลินทรีย์และสมุนไพร ด้านเกษตรปลอดภัย อาหาร สารสกัดและสิ่งแวดล้อม

ในด้านเทคโนโลยีและการพัฒนากระบวนการผลิต วว. มี ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหลายด้าน ที่เป็นหน่วยงานที่มีประสบการณ์และสามารถให้การสนับสนุนและให้ความรู้กับผู้ประกอบการเพื่อหนุนเสริมผู้ส่งออกให้ประสบความสำเร็จในตลาดต่างประเทศ อาทิ การสร้างนวัตกรรมอาหารชนิดใหม่ขึ้นจากการทดลองผลิตในโรงงานนำทาง ซึ่งเรามีการให้บริการสำหรับนวัตกรรมอาหารรูปแบบใหม่ และมีสำนักรับรองระบบคุณภาพ (สรร.) เป็นหน่วยงานที่สามารถให้การรับรองมาตรฐานสินค้าเพื่อการจำหน่ายและส่งออกเพื่อสร้างโอกาสแห่งความสำเร็จให้แก่ผู้ประกอบการที่มองเห็นโอกาส และมีความมุ่งมั่น จริงจัง

“ในปี 2565 วว. ขอปวารณาตนในการเป็นเพื่อนคู่คิดในการประกอบธุรกิจให้สำเร็จ หรือ Partner for your Success ของผู้ประกอบทั้งหลาย ภายใต้ความร่วมมือ “โครงการเปิดโลกการค้า เจรจาธุรกิจ พิชิตตลาดส่งออก 2022” ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสทางการตลาดต่างประเทศซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถส่งออกได้มากขึ้นและสร้างผู้ประกอบการส่งออกรายใหม่ได้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้เข้าอบรมจะได้ใช้เวทีนี้เป็นแหล่งขุมทรัพย์ที่จะขุดค้น ตักตวงความรู้ให้ได้มากที่สุด เพื่อสร้างความสำเร็จทางธุรกิจบนพื้นฐานขององค์ความรู้อย่างแท้จริง เชื่อมั่นว่าความร่วมมือที่เข้มแข็งของทั้ง 3 หน่วยงาน และภาคีเครือข่ายพันธมิตร จะสามารถบ่มเพาะ ยกระดับ และต่อยอดให้กับผู้ประกอบการ SMEs ให้มีความเข้มแข็งทรงพลัง และยั่งยืนต่อไป ” ผู้ว่าการ วว. กล่าว

โซไซตี้ : นางแบบ-นายแบบขึ้นเวทีแฟชั่นโชว์ 5 กลุ่มชาติพันธุ์ ในงาน ‘วิถีถิ่น วิถีวัฒนธรรมชาติพันธุ์ล้านนา ลำพูน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/651801

โซไซตี้ : นางแบบ-นายแบบขึ้นเวทีแฟชั่นโชว์ 5 กลุ่มชาติพันธุ์  ในงาน ‘วิถีถิ่น วิถีวัฒนธรรมชาติพันธุ์ล้านนา ลำพูน’

วันเสาร์ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

วรยุทธ เนาวรัตน์ ผวจ.ลำพูน ประธานเปิดงาน “วิถีถิ่น วิถีวัฒนธรรมชาติพันธุ์ล้านนา ลำพูน” พร้อมด้วย บพิตร วิทยาวิโรจน์ วัฒนธรรม จ.ลำพูน, หัวหน้าส่วนราชการรัฐวิสาหกิจ องค์กรเอกชน และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมงาน

นส.ลำปาง-นส.เชียงใหม่ ยกทีม นางแบบ-นายแบบ ชั้นนำขึ้นเวทีแฟชั่นโชว์ 5 กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่จังหวัดลำพูน ในงาน “วิถีถิ่น วิถีวัฒนธรรมชาติพันธุ์ล้านนา ลำพูน” สืบสานวิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ จ.ลำพูน โดยมี วรยุทธ เนาวรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานเปิดงาน โครงการ :ลําพูนเมืองวัฒนธรรมสร้างสรรค์ สู่เศรษฐกิจสรรสร้าง สู่ความมั่นคงยั่งยืน กิจกรรมหลัก :ส่งเสริมอัตลักษณ์ประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่นของชาติพันธุ์ กิจกรรมย่อยที่ ๓ : กิจกรรมงานประเพณีและวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ในจังหวัดลําพูน พร้อมด้วย บพิตร วิทยาวิโรจน์ วัฒนธรรมจังหวัดลำพูน หัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรเอกชน และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมงาน ณ ศูนย์แสดงสินค้าโอท็อป สวนเฉลิมพระเกียรติ80 พรรษา ตำบลเวียงยอง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน เมื่อวันที่ 29 เมษายน-1 พฤษภาคมที่ผ่านมา

การจัดงานในครั้งนี้ เป็นการส่งเสริมและเผยแพร่วิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี รวมทั้งมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ทั้ง 5 กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่จังหวัดลำพูน ได้แก่ ไทยอง ไทลื้อ ไทยวน กะเหรี่ยง และมอญ ให้เป็นที่รับรู้และเข้าใจแก่สาธารณชนทั่วไป ทั้งในกลุ่มเด็ก เยาวชน รวมถึงประชาชนในพื้นที่จังหวัดลำพูนและใกล้เคียง ซึ่งจะเป็นการช่วยสืบสานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ ผ่านกระบวนการสร้างการรับรู้ให้เป็นที่รู้จัก และกระบวนการ สร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นกับสาธารณชนทั่วไป เมื่อมีผู้รู้จักและเข้าใจ ก็จะช่วยรักษาวิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้ ให้คงอยู่ได้สืบไป

ภายในงานมีการจัดกิจกรรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์เมนูอาหารเพื่อสุขภาพและสินค้าชุมชน การออกร้านค้าผลิตภัณฑ์ของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่จังหวัดลำพูนกว่า 30 ร้านค้าการจำหน่ายสินค้าทำมือ งานหัตถกรรมและอาหารพื้นถิ่นของชาติพันธุ์ การจัดนิทรรศการอัตลักษณ์แสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ ร่วมสัมผัสกับประเพณีวัฒนธรรม ความเชื่อ ภูมิปัญญาของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ ลิ้มรสอาหารของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ ภายในโซนบ้านกลุ่มชาติพันธุ์จำลอง มีการละเล่นงานประเพณี จำลองการจำหน่ายและสาธิตอาหาร งานหัตถกรรม ภูมิปัญญา ความเชื่อ สับเปลี่ยนกันในแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ ให้มีความตื่นเต้นและน่าประทับใจ โดยมีไฮไลท์คือการเดินแฟชั่นโชว์ ของ 5 กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่จังหวัดลำพูนซึ่งแรงบันดาลใจเกิดจากชาติพันธุ์ที่มีความหลากหลายอยู่ในจังหวัดลำพูน โดยตัวเนื้อผ้าที่เป็นตัวแทนบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของแต่ละชาติพันธุ์นำมาตัดเย็บในรูปแบบที่ทันสมัย เพิ่มลูกเล่นและการตกแต่งด้วยเครื่องประดับเงินของ 5 กลุ่มชาติพันธุ์ล้านนา ลำพูน ฝีมือการออกแบบของดีไซเนอร์ครูซาเด ไทลื้อบ้านธิ และ มิงมอง ดีไซน์ โดยมีเหล่านายแบบ-นางแบบชั้นนำขึ้นบนเวที นำโดย “น้องแอปเปิ้ล” วชิราภรณ์ นันทวาศ รองอันดับ 1มิสแกรนด์ลำพูน, “น้องลูกเกด” ฐิติชญา แข็งแรงดีกรีนางสาวลำปาง, ชฎากาญจน์ สายวังจิต เทพียี่เป็งบ้านธิ, “น้องน้ำ” นรินทร์ทญา ธนากิจจ์โภคินรองอันดับ 2 มิสไทยแลนด์ล้านนา ฯลฯ นอกจากนั้นยังมี โซนลานขันโตกและเวทีกลางแจ้ง ชมการแสดงที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาแสดงเป็นช่วงๆ สลับกับเสียงดนตรีเคล้าคลอกับบรรยากาศในงานการแสดง แสง สี เสียง ประกอบการรับประทานอาหารแบบขันโตก ที่นำอาหารมาเสิร์ฟแบบพื้นถิ่น และอาหารกลุ่มชาติพันธุ์ โดยไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน กิจกรรมเหล่านี้ ถือเป็นกระบวนการหนึ่งที่จะช่วยอนุรักษ์และสืบสานวิถีชีวิต ประเพณีและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่จังหวัดลำพูน