โซไซตี้ : ‘ทหารพรานจิตอาสา’ ร่วมกับ ‘ชาวบ้านสร้างฝายชะลอน้ำล้น’ กักเก็บน้ำใช้ในช่วงฤดูแล้ง แก้ปัญหาภัยแล้งให้กับชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/565101

โซไซตี้ : ‘ทหารพรานจิตอาสา’ ร่วมกับ ‘ชาวบ้านสร้างฝายชะลอน้ำล้น’  กักเก็บน้ำใช้ในช่วงฤดูแล้ง แก้ปัญหาภัยแล้งให้กับชุมชน

โซไซตี้ : ‘ทหารพรานจิตอาสา’ ร่วมกับ ‘ชาวบ้านสร้างฝายชะลอน้ำล้น’ กักเก็บน้ำใช้ในช่วงฤดูแล้ง แก้ปัญหาภัยแล้งให้กับชุมชน

วันเสาร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พันเอกภูมิสิน สอนสุภาพ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 33 นำกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน ร่วมกับส่วนราชการและประชาชนจิตอาสาในพื้นที่ จัดกิจกรรมจิตอาสาสร้างฝายชะลอน้ำ เนื่องในวันที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเพื่อให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้ร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ อีกทั้งเพื่อเป็นการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งโดยการสร้างฝายในวันนี้ได้มีการใช้กระสอบปุ๋ยบรรจุทรายและนำมาวางเรียงกันกลางลำน้ำเพื่อชะลอการไหลของน้ำ และให้บริเวณต้นน้ำลำธารมีน้ำกักเก็บไว้ให้มากที่สุดและค่อยๆ ไหลลงสู่แหล่งน้ำอย่างช้าๆ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้ใช้น้ำอุปโภค-บริโภคไม่ขาดแคลนในช่วงฤดูแล้งนี้ ณ ฝายกักเก็บน้ำ สะพานเขียวบ้านพาน หมู่ที่ 4 ตำบลแงง อำเภอปัวจังหวัดน่าน เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2564

โซไซตี้ : ‘ซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง’ สร้างแหล่งอาหารยั่งยืน เรียนรู้อนุรักษ์ป่าผ่านห้องเรียนธรรมชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/563755

โซไซตี้ : ‘ซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง’  สร้างแหล่งอาหารยั่งยืน เรียนรู้อนุรักษ์ป่าผ่านห้องเรียนธรรมชาติ

โซไซตี้ : ‘ซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง’ สร้างแหล่งอาหารยั่งยืน เรียนรู้อนุรักษ์ป่าผ่านห้องเรียนธรรมชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ความร่วมมือ 3 ประสาน โดยภาครัฐภาคเอกชน และชุมชน เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูป่า ในโครงการ “ซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง” เดินหน้าเข้าสู่ระยะที่ 2 (ปี 2564-2568) ซึ่งกรมป่าไม้ ชุมชนพื้นที่เขาพระยาเดินธง อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟมีเป้าหมายอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า เพิ่มเป็น 7,000 ไร่ จากระยะที่หนึ่ง (ปี 2559-2563) ที่ดำเนินการแล้วเสร็จรวม 5,971 ไร่ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ร่วมบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และต่อยอดสู่การสร้างความมั่นคงทางอาหารของชุมชนอย่างยั่งยืน

นำร่องด้วยกิจกรรมแรกของปีนี้ ซึ่งเข้าสู่ปีที่ 6 ของโครงการฯ จิตอาสาซีพีเอฟ เจ้าหน้าที่จากสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 5 (สระบุรี) ชุมชนรวมทั้งอาจารย์และนักศึกษาจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลพบุรี ร่วมแรงร่วมใจกันซ่อมแซมฝายชะลอน้ำเพิ่มประสิทธิภาพการชะลอการไหลของน้ำและดักตะกอนก่อนเข้าสู่ฤดูฝน โดยมี ว่าที่ร้อยตรีทรงพล แป้นแก้ว นายอำเภอพัฒนานิคม เป็นประธานเปิดกิจกรรม พร้อมด้วย ภูมินพศ์ บุญบันดาร ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 5 (สระบุรี) นำเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ ร่วมกิจกรรม และ บัญชา ขาวเมืองน้อย รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ ในฐานะรองประธานคณะทำงานโครงการซีพีเอฟ รักษ์นิเวศลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง นำจิตอาสาซีพีเอฟจากสายธุรกิจต่างๆ 200 คน ลงพื้นที่

โครงการ “ซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง” เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ซีพีเอฟดำเนินต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเป้าหมายความยั่งยืนของซีพีเอฟและสอดรับกับเป้าหมายความยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SustainableDevelopment Goals : SDGs) และยังเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้อนุรักษ์และฟื้นฟูป่าผ่านห้องเรียนธรรมชาติ สำหรับนักเรียน นักศึกษา และประชาชนที่สนใจ

นายอำเภอพัฒนานิคม กล่าวว่า ผืนป่าเขาพระยาเดินธง เป็นป่าต้นน้ำของภาคเกษตรและอุตสาหกรรมของประเทศ ความร่วมมือดำเนินโครงการนี้ให้เกิดความยั่งยืน จะส่งผลดีต่อชุมชนในพื้นที่ ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่นและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว และยังเป็นการสร้างจิตสำนึกด้วยการเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเยาวชนคนรุ่นหลัง เห็นความสำคัญของการช่วยกันดูแลทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่

ด้านรองประธานคณะทำงานโครงการยุทธศาสตร์รักษ์นิเวศ กล่าวว่า ซีพีเอฟดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้กลยุทธ์ 3 เสาหลักอาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน ดินน้ำป่าคงอยู่ โดยในด้านดินน้ำป่าคงอยู่ โครงการ“ซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง”มีเป้าหมายบรรเทาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ และต่อยอดสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

“ซีพีเอฟขอเป็นส่วนหนึ่งของการส่งมอบผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ประเทศ เป็นแหล่งต้นน้ำ และเป็นแหล่งอาหารที่ยั่งยืนของชุมชน” รองประธานคณะทำงานฯ กล่าว

นอกจากนี้ ผืนป่าเขาพระยาเดินธงยังเป็นต้นแบบการปลูกป่า จากความสำเร็จในการนำรูปแบบปลูกป่า 4 รูปแบบมาใช้ทำป่าฟื้นตัวเร็วขึ้น เป็นห้องเรียนธรรมชาติและแหล่งเรียนรู้ของเด็ก เยาวชน และประชาชนที่สนใจเกี่ยวกับการปลูกป่า โดยที่ผ่านมา มีหน่วยงานต่างๆ และสถานศึกษาที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงาน อาทิมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี สาขาชีววิทยาเชิงอนุรักษ์ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลพบุรี บริษัท บี.กริม ดร.เกฮาร์ด ลิงค์ บิวดิ้ง จำกัด บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด เป็นต้น

บริษัทยังได้นำความสำเร็จการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไปขยายผลในการสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืนให้กับชุมชนใกล้เคียง โดยส่งเสริมให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมผลิตอาหารที่ปลอดภัย จากการทำโครงการปลูกผักวิถีธรรมชาติ และโครงการปล่อยปลาลงเขื่อน พร้อมทั้งมอบเงินเป็นกองทุนหมุนเวียนให้กับทั้งสองโครงการ เพื่อให้ชุมชนสามารถนำไปพัฒนาให้การดำเนินโครงการมีความยั่งยืน ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้และมีส่วนร่วมดูแลรักษาป่าในพื้นที่บ้านเกิดของตัวเองให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

โซไซตี้ : ‘สยามยีเอสแบตเตอรี่’ คว้ารางวัล Golden Award โชว์ผลงานยอดเยี่ยมขั้นเทพ เวที Thailand 5S Award 2020 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/562181

โซไซตี้ : ‘สยามยีเอสแบตเตอรี่’ คว้ารางวัล Golden Award  โชว์ผลงานยอดเยี่ยมขั้นเทพ เวที Thailand 5S Award 2020

โซไซตี้ : ‘สยามยีเอสแบตเตอรี่’ คว้ารางวัล Golden Award โชว์ผลงานยอดเยี่ยมขั้นเทพ เวที Thailand 5S Award 2020

วันอาทิตย์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“กล้าคิด…กล้าทำ…กล้าแสดงออก และกล้าสร้างสรรค์ผลงาน ชนะใจกรรมการกับองค์กรธุรกิจขั้นเทพ ชั้นนำของเมืองไทยในกลุ่มสยามกลการ ที่ได้ฝ่าวิกฤติ COVID-19 ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ และคว้ารางวัล ต่างๆ ในการนำเสนอผลงานแห่งปี Thailand 5S AWARD 2020 จัดโดย สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น)

ที่สำคัญ องค์กรที่ประสบความสำเร็จ คว้ารางวัลแห่งความภูมิใจ ในเวที Thailand 5S AWARD 2020 ได้แก่บริษัท สยามยีเอสแบตเตอรี่ จำกัดชนะเลิศคว้ารางวัล Golden Award เพียงบริษัทเดียว, รางวัล Silver Award ได้แก่ บริษัทบางกอกโคมัตสุ จำกัด, บริษัท มาห์เล สยามฟิลเตอร์ ซิสเต็มส์ จำกัด, บริษัท บางกอกโคมัตสุเซลส์ จำกัด, บริษัท บางกอโคมัตสุ ฟอร์คลิฟท์ จำกัด และรางวัล Bronze Award บริษัท เอ๊กเซดี้(ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท ยีเอส ยัวซ่า สยามเซลส์ จำกัด นอกจากนี้ ยังมีรางวัล Popular Vote ได้แก่ บางกอกโคมัตสุ, มาห์เล สยามฟิลเตอร์ ซิสเต็มส์

นอกจากนี้ ยังมีอีก 7 องค์กรได้ส่งพื้นที่เข้าประกวดและรับรางวัล5S Model Award 2020 ได้แก่บริษัท สยามกลการ จำกัด, บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด, บริษัท สยามยีเอสเซลส์ จำกัด, บริษัท สยามกลการอะไหล่จำกัด, บริษัท สยามกลการโลจิสติกส์ จำกัด,บริษัท โคมัตสุ บางกอก ลีสซิ่ง จำกัด และสยามคันทรีคลับ พัทยา โอลด์คอร์ส

ความสำเร็จในวันนี้ เสมือนเป็นพลังใจในการพัฒนาบุคลากร พร้อมที่จะขับเคลื่อนธุรกิจก้าวไปอย่างมั่นคงและยั่งยืนตามเป้าหมายขององค์กรตามค่านิยมองค์กร 3 คำ คือ ซื่อสัตย์…สามารถ…ขยัน

โซไซตี้ : ‘The Art Of Escape’ เสพงานศิลป์ในสไตล์ที่แตกต่าง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/562033

โซไซตี้ : ‘The Art Of Escape’  เสพงานศิลป์ในสไตล์ที่แตกต่าง

โซไซตี้ : ‘The Art Of Escape’ เสพงานศิลป์ในสไตล์ที่แตกต่าง

วันเสาร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ร่วมอิสสระ” ชวนชมนิทรรศการ “The Art Of Escape sponsored by SASARA Hua Hin” สัมผัสประสบการณ์ งานศิลป์ที่โชว์ความแตกต่างของการสื่อสารเรื่องราวผ่านรูปแบบงานศิลปะในแต่ละศาสตร์ ที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านผลงานภาพถ่าย ภาพวาด รวมไปถึงผลงานด้านอินทีเรีย ดีไซน์ ผลงานด้านอาคิเต็กเจอน่าค้นหาของธรรมชาติ ชุมชน ความเป็นอยู่ และวัฒนธรรมท้องถิ่น อบอวลไปด้วยวิถีชีวิตชาวประมง รายล้อมด้วยทะเล เกลียวคลื่น ชายหาด สายลม และร่มไม้

ดิฐวัฒน์ อิสสระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ร่วมอิสสระ จำกัด กล่าวถึงนิทรรศการในครั้งนี้ว่า ART เป็นศิลปะ ที่สะท้อนออกมาในมุมมองหลากหลายรูปแบบ ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านผลงานภาพถ่าย ภาพวาด รวมไปถึงผลงานด้านอินทีเรีย ดีไซน์ ผลงานด้านอาคิเต็กเจอ เหล่านี้ถือเป็นงานศิลปะที่สร้างความสวยงามที่แตกต่างกันออกไป แต่ทุกผลงานความเป็น ART ศิลปินมักจะมีจุดเริ่มต้นมาจากแรงบันดาลใจที่เป็นตัวช่วยสร้างสรรค์ผลงานออกมาที่มีความเป็นเอกลักษณ์ถ่ายทอดความเป็นตัวตนของศิลปินในแง่มุมต่างๆ ที่เขาเหล่านั้นได้พบเจอมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่พบเจอการเดินทาง สถานที่ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างผลงานศิลปะออกมา ผ่านความเป็นตัวตนของพวกเขา

The Art Of Escape นิทรรศการที่โชว์ความแตกต่างของการสื่อสารเรื่องราวผ่านรูปแบบงานศิลปะในแต่ละศาสตร์ ผ่านศิลปิน 3 ท่าน ที่มีเอกลักษณ์และความโดดเด่นเฉพาะตัวอย่าง “เตว-จารุวัฒน์ น้อมรับพร” ศิลปินวาดภาพประกอบอิสระ “เป็ด-ชญานี ชมแสงจันทร์” กราฟิกดีไซเนอร์และช่างภาพฟรีแลนซ์ ผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวธรรมชาติ และ “เอก-สุเทพ พาทสุธีสุทธิ” อินทีเรียดีไซน์ที่สร้างแนวคิดการตกแต่งสถานที่อยู่อาศัยผ่านแง่มุมของการนำศิลปะ เข้ามาผสมผสานกับการออกแบบ ที่จะมาร่วมจัดแสดงภาพถ่ายบนฝาผนังให้ได้ชมกัน

“เตว-จารุวัฒน์ น้อมรับพร” กล่าวถึง ผลงานที่นำมาจัดแสดงในครั้งนี้ว่า ได้รับแรงบันดาลใจจากการได้ไปพักผ่อนที่เขาตะเกียบแล้วแสดงออกมาผ่านภาพวาดสีน้ำมันที่สัมผัสได้ถึงบรรยากาศของความผ่อนคลาย การพักผ่อน และความเงียบสงบ

ด้าน “เป็ด-ชญานี ชมแสงจันทร์” กล่าวว่า “เป็ดชอบท่องเที่ยวอยู่กับธรรมชาติอยู่แล้ว อยู่กับน้ำกับดินกับทราย ชอบถ่ายรายละเอียดเกี่ยวกับธรรมชาติต่างๆ น้ำ ต้นไม้ทราย ท้องฟ้า” ให้อารมณ์ที่หลากหลาย เรียบง่ายอ่อนหวาน เซ็กซี่ จึงเป็นคอนเซ็ปต์ของภาพต่างๆ ที่ต้องการจะสื่อออกมาเพื่อให้ทุกท่านได้อยู่กับธรรมชาติไปพร้อมๆ กับผลงานที่นำมาจัดแสดง

ขณะที่ “เอก-สุเทพ พาทสุธีสุทธิ”กล่าวว่า งานอินทีเรียดีไซน์ก็เป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะ ที่ต้องการถ่ายทอดผลงานการอินทีเรียดีไซน์ให้มีบรรยากาศที่ต่อเนื่องกลมกลืนกับบรรยากาศของ แดด ลม จากภายนอกวัสดุผิวต่างๆ จะสะท้อนบุคลิกความเคลื่อนไหวของธรรมชาติ สีแทนอ่อนๆ ของหาดทราย สีหยกของน้ำทะเล และขาวปะการังของฟองคลื่น ผิวสัมผัสของผนังมีความไม่สม่ำเสมอ เมื่อถูกกับแสงที่เข้ามากระทบเหมือนกับเม็ดทรายที่ถูกแดด การใช้พื้นไม้ในแพลตเทิร์นแบบก้างปลาให้ความรู้สึกเคลื่อนไหว ในบางขณะก็ล้อกันกับการกระทบคลื่น งานศิลปะบนผนัง ( Wall art work) เป็นสีของทรายที่สะท้อนแดดยามเย็น แสดงเส้นสายที่เป็นเหมือนกับลมที่เคลื่อนไปมาบนผิวทราย หรืออาจเป็นระลอกคลื่นเอื่อยๆ ที่กระทบกับแสงอาทิตย์”

นิทรรศการ The Art Of Escape sponsored by SASARA Hua Hin เป็นอีกหนึ่งงานศิลป์ที่อยากจะเชิญชวนให้ชมงานศิลปะได้เต็มอิ่มกับผลงานที่มีความหลากหลาย พร้อมนำศิลปะเหล่านี้มาร่วมสร้างสรรค์ผ่านโครงการ ศศรา หัวหินลักชัวรี่ บีช ฟรอนท์ เรสซิเดนซ์ ที่จะช่วยเติมเต็มความสุขให้กับทุกวันพักผ่อน จัดแสดงโดยบริษัทร่วมอิสสระ จำกัด จนถึงวันที่28 มีนาคม 2564 ณ ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)ปทุมวัน

โซไซตี้ : ‘CPF Jump Start ก้าวแรกอย่างมืออาชีพ’ เติมทักษะน้องๆ อาชีวศึกษา ตอบรับตลาดแรงงาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/560600

โซไซตี้ : ‘CPF Jump Start ก้าวแรกอย่างมืออาชีพ’  เติมทักษะน้องๆ อาชีวศึกษา ตอบรับตลาดแรงงาน

โซไซตี้ : ‘CPF Jump Start ก้าวแรกอย่างมืออาชีพ’ เติมทักษะน้องๆ อาชีวศึกษา ตอบรับตลาดแรงงาน

วันอาทิตย์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เยาวชนคนรุ่นใหม่ เป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ ที่จะต้องได้รับโอกาสในการศึกษาเพื่อส่งเสริมการเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้ฝึกภาคปฏิบัติ เป็นการเติมทักษะการทำงานก่อนที่จะจบการศึกษา เพื่อไปประกอบอาชีพต่อไป เป็นโอกาสในการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้จากธุรกิจจริง

โครงการ “CPF Jump Start ก้าวแรกอย่างมืออาชีพ” เป็นความร่วมมือในรูปแบบทวิภาคีระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ผู้นำด้านเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร ที่มีห่วงโซ่การผลิตสินค้าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำคือ Feed Farm Food และ Retail เปิดโอกาสให้นักเรียนและนักศึกษาสังกัด สอศ.ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัท ฝึกงานและบ่มเพาะความเป็นผู้ประกอบการกับส่วนงานต่างๆ และนำผลการทำงานมาคิดเป็นผลการเรียนภาคปฏิบัติหรือชั่วโมงฝึกงานได้ สร้างทักษะความชำนาญ เป็นการพัฒนากำลังคนสายอาชีพ ส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการรายใหม่ สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

สุธิดา สุขเฉลิมศรี นักศึกษา ปวช. ปี 2 วิทยาลัยเทคโนโลยีวิมลบริหารธุรกิจ สาขาธุรกิจค้าปลีกและการจัดการร้านอาหารและบริการ เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้รับโอกาสเข้าฝึกงานที่ร้านเชสเตอร์ สาขาเดอะมอลล์งามวงศ์วาน เล่าว่า วิทยาลัยแนะนำว่ามีโครงการที่นักศึกษาสามารถเรียนไปและทำงานไป มีรายได้ระหว่างเรียนหนูสนใจและอยากฝึกประสบการณ์ทำงานจริงจึงสมัครเข้าโครงการฯ ช่วงที่ต้องเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย เหนื่อยมาก แต่พอทำไปได้ประมาณ 2 สัปดาห์ ก็เริ่มปรับตัวได้ ตอนนี้ฝึกงานมาเป็นเดือนที่ 4 แล้ว นอกจากได้ประสบการณ์ทำงาน ยังเปลี่ยนแปลงความคิดของเรา ได้เรียนรู้การปรับตัว เรียนรู้ลูกค้าที่มีหลากหลาย รู้จักแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า ได้เรียนรู้การทำงานอย่างเป็นระบบและเป็นขั้นตอนสามารถนำประสบการณ์ไปใช้กับการทำงานในอนาคตหลังจากที่จบการศึกษาแล้ว

“อยากมีธุรกิจของตัวเอง พอได้มีโอกาสมาฝึกงานในธุรกิจร้านอาหาร รู้สึกว่ายากมาก แต่ก็ทำให้ได้เรียนรู้การทำงานที่เป็นขั้นตอนและนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ มีความรับผิดชอบงานในหน้าที่ของตัวเอง ขอบคุณซีพีเอฟที่เปิดโอกาสให้เข้ามาฝึกงานและทำให้หนูมีรายได้ระหว่างเรียนด้วย” สุธิดา กล่าว

ทิพวรรณ แก้วสีหมอก นักศึกษาปี 2 วิทยาลัยพณิชยการเชตุพน สาขาวิชาธุรกิจค้าปลีก กล่าวว่า สาขาวิชาที่เรียนต้องนับชั่วโมงฝึกงาน ซึ่งได้ฝึกงานที่ร้านเชสเตอร์ สาขาโลตัส บางปะกอก มาเป็นเวลา 7 เดือนแล้ว ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน คือวันพฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ทำหน้าที่เสิร์ฟอาหาร เก็บถาดอาหาร ดูแลลูกค้าหน้าร้าน รับออเดอร์ คอยดูแลการลงของในครัว เป็นต้น ชอบและสนุก ได้เรียนรู้การทำงานที่เป็นระบบและขั้นตอนได้เรียนรู้การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และในระหว่างที่ฝึกงานก็มีรายได้ด้วย ขอขอบคุณทางซีพีเอฟที่ให้โอกาสนักศึกษามาฝึกงานและเรียนรู้ประสบการณ์จากการทำงานจริง

ด้าน ธีรพล โฆษิตตารักษ์ นักศึกษาปี 2 วิทยาลัยพณิชยการเชตุพน สาขาวิชาธุรกิจค้าปลีก เล่าว่า อยู่ระหว่างการฝึกงานที่ร้านเชสเตอร์ สาขาเดอะมอลล์ ท่าพระ ทำหน้าที่ดูแลความสะอาดร้าน ความสะอาดของโต๊ะ การที่ได้ลงมือปฏิบัติจริง ทำให้ได้ประสบการณ์หลายอย่างที่แตกต่างจากการเรียนในห้องเรียน ได้เห็นระบบการทำงานที่เป็นขั้นตอน ต้องทำงานแข่งกับเวลา ได้เรียนรู้เรื่องการวางแผน การขาย ฯลฯ สามารถนำประสบการณ์เหล่านี้มาประยุกต์กับความรู้ทางทฤษฎีได้และสามารถนำไปใช้ได้กับการทำงานจริงต่อไป

ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการอาชีวศึกษา กล่าวว่า สอศ. จะเป็นผู้จัดส่งนักเรียนนักศึกษาเข้าฝึกงานหรือฝึกอาชีพในโปรแกรมต่างๆ ที่บริษัทฯในสาขาวิชาธุรกิจค้าปลีก สาขาอาหารและโภชนาการ และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับบริษัท ในช่วงเวลาที่ตกลงร่วมกัน เชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการศึกษาสายวิชาชีพให้มีศักยภาพ นำไปสู่การผลิตและการพัฒนากำลังคนที่มีคุณภาพ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

โครงการ “CPF Jump Start ก้าวแรกอย่างมืออาชีพ” เป็นโครงการนำร่องประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการจัดอาชีวศึกษา เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนให้มีความรู้ ความสามารถ มีทักษะในการประกอบอาชีพ ซึ่งบริษัทฯมีแผนที่จะขยายผลโครงการไปยังสถานศึกษาทั่วประเทศ โดยนอกจากความร่วมมือในรูปแบบทวิภาคีแล้ว ซีพีเอฟยังได้จัดโครงการ CPF TOP Dish ส่งเสริมให้นักศึกษาที่อยากเป็นเจ้าของร้านอาหารในยุค NewNormal ได้สร้างกิจการของตัวเองในรูปแบบCloud Kitchen และโครงการฟาร์มในโรงเรียนโรงเรียนในฟาร์ม ส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการเกษตรสมัยใหม่อย่างเป็นระบบ นำเทคโนโลยี Smart Farming มาใช้ ร่วมสร้างเกษตรกรต้นแบบในอนาคต

โซไซตี้ : ผนึกกำลังร่วมติดตั้ง ‘ฟ้าใส 2’ หอฟอกอากาศระดับเมืองเพื่อประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/557333

โซไซตี้ : ผนึกกำลังร่วมติดตั้ง ‘ฟ้าใส 2’ หอฟอกอากาศระดับเมืองเพื่อประชาชน

โซไซตี้ : ผนึกกำลังร่วมติดตั้ง ‘ฟ้าใส 2’ หอฟอกอากาศระดับเมืองเพื่อประชาชน

วันอาทิตย์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หอฟอกอากาศฟ้าใส

เมื่อเร็วๆ นี้ การรถไฟแห่งประเทศไทยนำโดย สุจิตต์ เชาว์ศิริกุล รองผู้ว่าการกลุ่มบริหารรถไฟฟ้า การรถไฟแห่งประเทศไทยพร้อมด้วย ธิติฏฐ์ นันทพัฒน์สิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด สุเทพพันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด และ รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต หัวหน้าคณะที่ปรึกษา ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISCby MQDC) ร่วมติดตั้ง “ฟ้าใส” หอฟอกอากาศระดับเมืองเพื่อประชาชน โดยมี ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ์ ผู้ช่วยบริหาร สำนักประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และทวีพร โชตินุชิต ผู้อำนวยการเขตราชเทวีร่วมงาน ณ สถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิ้งค์มักกะสัน

สุจิตต์ เชาว์ศิริกุล รองผู้ว่าการ กลุ่มบริหารรถไฟฟ้า การรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวว่า พื้นที่เขตมักกะสันเป็นจุดหนึ่งที่พบปัญหา PM2.5 ค่อนข้างมากจากสภาพการจราจรที่หนาแน่น และยังเป็นจุดที่มีประชาชนเข้ามาใช้บริการทั้งรถไฟฟ้าใต้ดิน และรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงค์ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ เครือซีพี โดยบริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัดได้นำหอฟอกอากาศระดับเมือง Fahsai 2มาติดตั้งในพื้นที่ ซึ่งหวังว่าหอฟอกอากาศนี้จะเปรียบเสมือนปอดเพื่อคอยฟอกอากาศให้แก่ประชาชน

ด้าน ธิติฏฐ์ นันทพัฒน์สิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด กล่าวว่าบริษัทฯ ขอบคุณการรถไฟแห่งประเทศไทย รวมทั้ง บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ที่ได้ให้การสนับสนุนพื้นที่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิ้งค์ มักกะสัน สำหรับติดตั้งหอฟอกอากาศระดับเมือง Fahsai 2 ซึ่งเป็นนวัตกรรมของคนไทยและศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC by MQDC) ซึ่งเป็นผู้ออกแบบและพัฒนาหอฟอกอากาศดังกล่าว โดยเป็นรุ่นที่ 2 ทำงานด้วยเทคโนโลยีหอฟอกอากาศอัตโนมัติแบบไฮบริด (Hybrid Air Purifier Tower) มีขนาดความสูงจากฐาน 5.10 เมตร และฐานขนาด2.40 เมตร ใช้พลังงานที่ได้จากแผงโซลาร์เซลล์มาใช้ร่วมกันกับระบบพลังงานไฟฟ้าทั่วไป

ขณะที่ สุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัดกล่าวว่า การนำหอฟอกอากาศ “ฟ้าใส” มาติดตั้งบริเวณหน้าสถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิ้งค์ มักกะสัน ถือเป็นการสร้างประโยชน์และแก้ปัญหามลภาวะให้แก่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อประชาชนที่เข้ามาใช้รถไฟฟ้าฯ ที่มีมากกว่า 10,000 คนต่อวัน รวมทั้งประชาชนทั่วไปที่สัญจรไปมาในเขตอโศก-ดินแดง ซึ่งมีความแออัดและการจราจรติดขัดมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาเร่งด่วน

สุจิตต์ เชาว์ศิริกุล รองผู้ว่าการ กลุ่มบริหารรถไฟฟ้า การรถไฟแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย ธิติฏฐ์ นันทพัฒน์สิริ กก.ผจญ.บจ.รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน, สุเทพ พันธุ์เพ็ง กก.ผอ.ใหญ่ บจ.รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท.และ รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต หน.คณะที่ปรึกษา ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน ร่วมติดตั้ง “ฟ้าใส” หอฟอกอากาศระดับเมืองเพื่อประชาชน โดยมี ทวีพร โชตินุชิต ผอ.เขตราชเทวี,ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ์ ผช.บริหาร สำนักประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ เหว่ยเหวย หวง ผอ.ฝ่ายปฏิบัติการ บจ.รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน ร่วมงาน

รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต กล่าวว่า ฟ้าใส 2 เป็นหอฟอกอากาศระดับเมืองที่พัฒนาโดยศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC) บริษัทแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) ออกแบบภายใต้แนวคิดเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางสุขภาวะและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และช่วยส่งเสริมชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ให้ดีขึ้น ทำงานด้วยการนำพลังงานที่ได้จากแผงโซลาร์เซลล์มาใช้ร่วมกันกับระบบพลังงานไฟฟ้าทั่วไป เพื่อลดภาระการใช้ไฟฟ้าในเวลากลางวัน โดยออกแบบให้แผงโซลาร์เซลล์ปรับเปลี่ยนได้ตามเวลา ซึ่งเวลากลางคืนแผงจะหุบลงอัตโนมัติพร้อมกับเปิดไฟฟ้าแสงสว่างเพื่อสร้างความปลอดภัยให้พื้นที่โดยรอบมีระบบฟอกอากาศอัตโนมัติแบบไฮบริด (HybridAir Purifier Tower) ซึ่งนอกจากช่วยฟอกอากาศให้บริสุทธิ์แล้วยังได้พัฒนาให้มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรคในน้ำ โดยการเติมโอโซน (O3)และเพิ่มการฆ่าเชื้อของอากาศด้วยการผ่านรังสียูวีซี (UVC) ให้สามารถฆ่าเชื้อโรครวมทั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และไวรัสได้ถึง 99%

“RISC by MQDC ตั้งใจพัฒนาหอฟอกอากาศระดับเมือง “ฟ้าใส 2” หลังจากได้สร้าง “ฟ้าใส 1” ในปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่พบว่า COVID-19 เริ่มระบาด จึงคิดและวิจัยต่อทันที จนเกิดเป็น “ฟ้าใส 2” ที่สามารถเพิ่มการจัดการกับเชื้อแบคทีเรียและไวรัสได้ ซึ่งเราตั้งใจพัฒนาขึ้นมาให้ทันต่อสถานการณ์ และได้ทำการทดลองและพัฒนาประสิทธิภาพจนได้เป็นที่น่าพอใจโดยหวังว่าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศนี้ สำหรับหลายๆ พื้นที่ต่อไป”

ทั้งนี้การติดตั้งหอฟอกอากาศฟ้าใสนับเป็นอีกหนึ่งในกิจกรรมเพื่อสังคมของ เครือซีพีโดย บริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด ที่มุ่งเน้นดำเนินงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชน สอดคล้องกับเป้าหมายความยั่งยืนเครือเจริญโภคภัณฑ์ ด้วยการส่งเสริมสุขภาพและสุขภาวะที่ดี (Health and Well-Being) ส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดี (Well-Being) ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม เพื่อให้เกิดการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนร่วมกันสุจิตต์ เชาว์ศิริกุล สุจิตต์ เชาว์ศิริกุลธิติฏฐ์ นันทพัฒน์สิริธิติฏฐ์ นันทพัฒน์สิริสุเทพ พันธุ์เพ็งสุเทพ พันธุ์เพ็งรศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโตรศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต

โซไซตี้ : มอบเงินสินไหมทดแทน โครงการ ‘นักรบเสื้อขาวสู้ภัย COVID-19’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/555686

โซไซตี้ : มอบเงินสินไหมทดแทน  โครงการ ‘นักรบเสื้อขาวสู้ภัย COVID-19’

โซไซตี้ : มอบเงินสินไหมทดแทน โครงการ ‘นักรบเสื้อขาวสู้ภัย COVID-19’

วันอาทิตย์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 ณ อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร ลีลารัศมี นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ เป็นประธานในพิธีมอบเงินสินไหมทดแทน กรมธรรม์ประกันชีวิต ในโครงการ “นักรบเสื้อขาวสู้ภัย COVID-19” ให้แก่ครอบครัว นพ.ปัญญา หาญพาณิชย์พันธุ์ ซึ่งเป็นบุคลากรทางการแพทย์รายแรกของประเทศไทยที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โรคโควิด-19)โดยมีผู้บริหาร บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์จำกัด (มหาชน) รังสิน กฤตลักษณ์ ผู้อำนวยการใหญ่สายปฏิบัติการ นริศรา ศรีสันต์ ที่ปรึกษากลยุทธ์สื่อสารองค์กร และ สวัสดิ์ นฤวรวงศ์รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยประกันชีวิตจำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นเกียรติในพิธี

แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ โดยคณะกรรมการมีมติให้เสนอบริษัท ไทยประกันชีวิตจำกัด (มหาชน) ให้สินไหมทดแทน จากกรมธรรม์ประกันชีวิตกลุ่ม ในโครงการดังกล่าว แก่ทายาทของ นพ.ปัญญา หาญพาณิชย์พันธุ์เป็นจำนวนเงิน 5,000,000 บาท ซึ่งกรมธรรม์ฉบับนี้ ได้รับทุนสนับสนุนหลักจากคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) โดยได้มอบเงินให้แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ และยังมีองค์กร และผู้ร่วมบริจาคอีกมากมายในการซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิต ให้แพทย์ที่ติดเชื้อโรคโควิด-19 จากการทำหน้าที่ของตนรวมทั้งได้รับการสนับสนุนในการจัดทำกรมธรรม์จากบริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) อีกด้วย

ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร ลีลารัศมี นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ กล่าวว่า นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในวงการแพทย์ของประเทศไทย ต่อการจากไปของนพ.ปัญญา หาญพาณิชย์พันธุ์ ทั้งนี้ แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อการเสียชีวิตของท่านที่ได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ผู้ป่วย และชุมชนมหาสารคามมาโดยตลอด เรารู้สึกเสียดายอาลัยที่ชาวมหาสารคามได้สูญเสียแพทย์ผู้เสียสละทำงานให้แก่ประชาชน และยังสูญเสียชีวิตของครูแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ รักในการเป็นอาชีพแพทย์ และให้ความรู้ช่วยสอนนักศึกษาแพทย์ เพื่อให้นักศึกษาแพทย์ทุกคนที่จบไป ได้เป็นแพทย์ที่มีคุณธรรม ทำให้ผู้ป่วยมีความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust) เหมือนอย่างที่มีให้แก่ท่านแม้ท่านไม่ได้เป็นสมาชิกของแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ แต่ท่านได้ทำเวชปฏิบัติสมกับเป็นแพทย์ที่ทำให้คนไข้ และประชาชนมีความไว้เนื้อเชื่อใจในตัวท่าน และประกอบอาชีพแพทย์จนท่านถึงแก่ชีวิต สอดคล้องกับ “จิตวิญญาณ” ของแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ที่ได้ปฏิบัติงานอย่างเสียสละเพื่อสังคมโดยตลอดมา แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ฯ จึงได้พิจารณาเห็นชอบในการมอบเงินสินไหมจากกรมธรรม์ดังกล่าว ให้แก่ครอบครัวท่าน เพื่อให้เป็นขวัญและกำลังใจแก่บุคลากรทางการแพทย์ทุกคนที่เสียสละตนเอง เพื่อคนไข้ทุกคน

นพ.ปัญญา หาญพาณิชย์พันธุ์ อายุ 66 ปี อดีตแพทย์อายุรกรรม เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมสาขาอายุรกรรม โรงพยาบาลมหาสารคาม นายแพทย์เกษียณที่ทำการรักษาผู้ป่วยในจังหวัดมหาสารคาม เป็นที่เคารพรักของชาวมหาสารคาม เป็นคุณหมอผู้เสียสละ และทุ่มเทที่สุดให้กับคนไข้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหน ในพื้นที่ห่างไกล รวมทั้งคนไข้ติดเตียง ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาจากการติดเชื้อโรคโควิด-19 เนื่องมาจากการรักษาคนไข้อย่างไม่ย่อท้อ จนวันที่ท่านได้รักษาผู้ป่วยที่มาตรวจที่คลินิกเวชกรรม ปัญญาการแพทย์ของท่าน นพ.ปัญญา เคยกล่าวไว้ว่า “ผมรักการเป็นหมอ และเป็นหมอต้องรักคนไข้นะ” คำกล่าว ของ นพ.ปัญญา แพทย์ในดวงใจของพวกเราชาวมหาสารคาม

โซไซตี้ : ถอดบทเรียนความสำเร็จ ‘ศูนย์ปฐมพยาบาล’ ที่ใช้งานได้จริง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/555545

โซไซตี้ : ถอดบทเรียนความสำเร็จ  ‘ศูนย์ปฐมพยาบาล’ ที่ใช้งานได้จริง

โซไซตี้ : ถอดบทเรียนความสำเร็จ ‘ศูนย์ปฐมพยาบาล’ ที่ใช้งานได้จริง

วันเสาร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ศูนย์ปฐมพยาบาลชุมชน(Pfizer First-aid Center)โรงเรียนกลุ่มนักข่าวหญิง 2(บ้านบ่อหวี) อ.สวนผึ้งจ.ราชบุรี

เพราะความเจ็บป่วยเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ และความเร่งด่วนของคนเราไม่เท่ากัน “ศูนย์ปฐมพยาบาล” อาจจะดูไม่มีความจำเป็นเท่าไรหากเราอยู่อาศัยในเขตเมืองหรือชุมชนใหญ่ แต่สำหรับบางพื้นที่ที่ห่างไกลออกไปอีกหลายแห่งทั่วประเทศ ศูนย์ปฐมพยาบาลของชุมชนคือที่พึ่งพาแห่งแรก เพราะอาการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่อันตรายถึงชีวิตได้จากความสำเร็จของศูนย์ปฐมพยาบาลชุมชนโรงเรียนกลุ่มนักข่าวหญิง 2 (บ้านบ่อหวี) อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ทำให้มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทยและมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยเตรียมขยายอีก 3 จังหวัดในปีนี้ คือ อุทัยธานี ระนอง และบุรีรัมย์

เปลว ปุริสาร ผู้อำนวยการโรงเรียนกลุ่มนักข่าวหญิง 2 (บ้านบ่อหวี) เล่าถึงปัญหาความขาดแคลน ก่อนจะมีการสร้างศูนย์ปฐมพยาบาลฯ แห่งนี้ว่า “โรงเรียนมีห้องพยาบาลเพียง 1 เตียง อุปกรณ์การรักษาและยาก็มีไม่มาก ในขณะที่เรามีนักเรียนจำนวน 302 คนที่เป็นทั้งชาวไทยและกลุ่มชนกะเหรี่ยงเผ่าโปว์เมื่อเด็กๆ เกิดอุบัติเหตุหรือมีอาการเจ็บป่วยจึงไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึงมีโรงพยาบาลใหญ่คือโรงพยาบาลสวนผึ้งซึ่งอยู่ห่างจากชุมชน ในระยะทางไป-กลับกว่า 60 กิโลเมตรผู้ปกครองไม่มีรถในการพาเด็กๆ ไปหาหมอ และเนื่องจากโรงเรียนตั้งอยู่ในป่าจึงพบปัญหาไข้เลือดออกสูง ปี 2557 พบผู้ป่วยไข้เลือดออกสูงเป็นอันดับ 4 ของประเทศ นอกจากนี้ยังมีการตรวจพบโรคมาลาเรีย และโรคชิคุนกุนยาด้วย

“เมื่อปี 2562 มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทยและมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยได้เข้ามาร่วมพูดคุยถึงแนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าว พร้อมมอบศูนย์ปฐมพยาบาลชุมชน (Pfizer First-aid Center) ให้กับโรงเรียน จนถึงตอนนี้เป็นระยะเวลา 1 ปีกว่า เห็นได้ชัดเจนว่าสุขภาพอนามัยของเด็กนักเรียนดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะช่วยเรื่องการดูแลรักษาได้ทันท่วงที แต่หากเด็กมีอาการหนักโรงเรียนจะรีบติดต่อไปที่ รพ.สต. ให้เข้ามาช่วยดูแล”

รุ่งลาวัลย์ ทองลิ่ม พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ รพ.สต.บ้านบ่อหวี เล่าว่า“ศูนย์ปฐมพยาบาลเบื้องต้น ทำให้การบริหารจัดการด้านสุขภาพนักเรียนของเจ้าหน้าที่พยาบาลจาก รพ.สต.สะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์ของโควิด-19 จากเดิมที่ต้องเดินตรวจตามห้องเรียนทำให้รบกวนเวลาเรียนของห้องใกล้เคียง ก็สามารถตรวจสุขภาพนักเรียนได้ทีละห้องอย่างเป็นระเบียบในสถานที่ที่เหมาะสม นอกจากนี้ การมีศูนย์ฯ นั้นช่วยแบ่งเบาปริมาณคนไข้ของ รพ.สต.ได้มากสำหรับคนไข้ที่ไม่ได้มีอาการหนัก อย่าง โรคทางเดินหายใจหรือไข้หวัด การประสบอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย และโรคผิวหนังที่มักจะเกิดขึ้นกับเด็กๆ คุณครูประจำศูนย์ปฐมพยาบาลจะสามารถช่วยดูแลได้ก่อน ซึ่งที่นี่มีเตียงคนไข้ 4 เตียง ยาสามัญประจำบ้าน และเครื่องมือปฐมพยาบาลเบื้องต้น ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางมาที่โรงพยาบาลที่ในแต่ละวันมีคนไข้จำนวนมาก”

การสร้างศูนย์ปฐมพยาบาลที่โรงเรียนแห่งนี้ ทำให้นักเรียนในโรงเรียนสามารถเข้าถึงปฐมพยาบาลได้อย่างทันท่วงที ดังที่ด.ญ.พรทิพา โฉมยง หรือ น้องมายด์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เล่าถึงการใช้ศูนย์ฯ ว่า “มักจะได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาอยู่บ่อยครั้ง แต่จะพบปัญหายารักษาที่ไม่เพียงพอรวมถึงเตียงนอนพักฟื้นที่มีไว้สำหรับคนที่มีอาการหนักมาก เพราะมีแค่เตียงเดียว ทำให้ต้องเดินทางกลับไปรักษาตัวต่อที่บ้านซึ่งมีระยะทางไกลจากโรงเรียนมาก และไม่มีคนคอยดูแลที่บ้านเพราะผู้ปกครองออกไปทำงานต่างจากปัจจุบันที่มีศูนย์ปฐมพยาบาลขนาดใหญ่พร้อมยารักษาและอุปกรณ์ที่เพียงพอ ทำให้สามารถรักษาตัวที่นี่ได้เลย”

ด.ญ.ลลิตา คำภาวะ หรือ น้องวี่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เล่าว่า “มาใช้ศูนย์ปฐมพยาบาลเวลามีอาการปวดหัว เป็นไข้ได้ครูประจำห้องพยาบาลคอยดูแล เพียงพอต่อความต้องการมากขึ้น ไม่เพียงแค่เพื่อนๆที่เป็นนักเรียนไทยเท่านั้น แต่เพื่อนๆ ที่มีผู้ปกครองเป็นชาวไทยกะเหรี่ยงก็มักจะมาขอยาสามัญจากศูนย์ปฐมพยาบาลแห่งนี้ไปให้ครอบครัวเวลาเจ็บป่วย เพราะไม่สามารถไปใช้สิทธิ์การรักษาในโรงพยาบาลได้ นอกจากมีอาการหนักจริงๆ จึงจะยอมไปโรงพยาบาล”

การสร้างศูนย์ปฐมพยาบาล ณ พื้นที่แห่งนี้ ที่สามารถให้บริการแก่คนไทยในพื้นที่และชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่จำนวนมาก จึงมีคุณค่าต่อผู้ที่ขาดโอกาสเข้าถึงการดูแลสุขอนามัยโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ

ศูนย์ปฐมพยาบาลแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงห้องพยาบาลเท่านั้น แต่ยังถูกใช้เป็นสถานที่ตรวจสุขภาพของเด็กๆ รวมถึงจัดกิจกรรมให้ความรู้ในเรื่องการดูแลสุขภาพอนามัย โดยทางรพ.สต.จะมาให้ความรู้ที่ มุ่งเน้นสร้างพฤติกรรมการป้องกันโรคให้เป็นอุปนิสัย อาทิ สวมหน้ากากอนามัยเป็นประจำทุกวันล้างมือทุกครั้งที่สัมผัสสิ่งของ ก่อนและหลังรับประทานอาหาร ซึ่งนักเรียนสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปบอกต่อให้ผู้ปกครองได้รู้ถึงวิธีในการดูแลตัวเองด้วย โดยในอนาคตจะมีการสร้างบุคลากรที่สามารถให้ความรู้ รวมถึงการพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ส่งเสริมด้านสุขภาพอนามัยให้แก่คนในชุมชนเพิ่มเติมต่อไปนอกจากนี้ ศูนย์ปฐมพยาบาลแห่งนี้นับเป็นตัวแทนของความร่วมมือจากหลายภาคส่วนที่เห็นเป็นรูปธรรม เพราะถึงแม้มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย และมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยจะเป็นผู้สนับสนุนและดำเนินโครงการ แต่หากสร้างไว้แล้วไม่ได้รับการดูแล ต่อยอด และใช้งานโดยผู้คนในชุมชนอาคารแห่งนี้ก็จะเป็นเพียงอาคารที่ถูกทิ้งร้างไม่มีประโยชน์ใช้สอย แต่สำหรับศูนย์ปฐมพยาบาลที่โรงเรียนกลุ่มนักข่าวหญิง 2(บ้านบ่อหวี) แห่งนี้ หลังจากเปิดให้บริการมาแล้ว 1 ปี แต่มีผู้เข้ามาใช้บริการอยู่ตลอดไม่ว่าจะเป็นนักเรียน คุณครู ผู้ปกครอง ได้รับการต่อยอดประโยชน์ใช้สอยโดยเจ้าหน้าที่จากรพ.สต. และผู้นำชุมชนให้เป็นศูนย์กลางการดูแลสุขอนามัยของชุมชน และมีผู้คนในชุมชนคอยดูแลรักษา ทำให้เราเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เมื่อชุมชนเห็นถึงคุณค่าและความสำคัญ ศูนย์ปฐมพยาบาลแห่งนี้จึงได้ใช้ประโยชน์ และตอบสนองความต้องการของชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความสำเร็จของศูนย์ปฐมพยาบาลชุมชน โรงเรียนกลุ่มนักข่าวหญิง 2 (บ้านบ่อหวี)อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี (Pfizer First-AidCenter) เกิดจากการวิเคราะห์ความต้องการที่แท้จริงของคนในชุมชน และหยิบยื่นในสิ่งที่เกิดประโยชน์ได้จริง ทำให้ทางมูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทยและมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยเตรียมนำโมเดลนี้ขยายการจัดสร้างเพิ่มเติมในโรงเรียนที่ห่างไกล อีก 9 แห่ง ภายในระยะเวลา 3 ปี ได้แก่ ใน จ.อุทัยธานี, ระนอง, บุรีรัมย์, เชียงใหม่ (2 โรงเรียน), พังงา, เพชรบุรี, จันทบุรี และสตูล เพื่อเป็นศูนย์กลางการดูแลด้านสุขอนามัย เป็นศูนย์กลางการให้ความรู้ การอบรมและปฏิบัติจริง เพื่อให้นักเรียน บุคลากรในโรงเรียน รวมถึงคนในชุมชนสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพอย่างทั่วถึง ดังปณิธานตลอดระยะเวลา 20 ปี ของมูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทยที่ต้องการให้คนไทยมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเปลว ปุริสาร ผอ.โรงเรียน กลุ่มนักข่าวหญิง 2 (บ้านบ่อหวี)เปลว ปุริสาร ผอ.โรงเรียน กลุ่มนักข่าวหญิง 2 (บ้านบ่อหวี)รุ่งลาวัลย์ ทองลิ่ม พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ รพ.สต.บ้านบ่อหวีรุ่งลาวัลย์ ทองลิ่ม พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ รพ.สต.บ้านบ่อหวีด.ญ.พรทิพา โฉมยง หรือ น้องมายด์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5ด.ญ.พรทิพา โฉมยง หรือ น้องมายด์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5ด.ญ.ลลิตา คำภาวะ หรือ น้องวี่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5ด.ญ.ลลิตา คำภาวะ หรือ น้องวี่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

โซไซตี้ : ซาโนฟี่ฯ สานต่อปณิธานการสร้างครอบครัว ทดแทนถาวรให้แก่น้องๆ มูลนิธิเด็กโสสะฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/554141

โซไซตี้ : ซาโนฟี่ฯ สานต่อปณิธานการสร้างครอบครัว ทดแทนถาวรให้แก่น้องๆ มูลนิธิเด็กโสสะฯ

โซไซตี้ : ซาโนฟี่ฯ สานต่อปณิธานการสร้างครอบครัว ทดแทนถาวรให้แก่น้องๆ มูลนิธิเด็กโสสะฯ

วันอาทิตย์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

อาภาภรณ์ สมะพันธุ ผอ.กลุ่มธุรกิจ ซาโนฟี่ฯ

การมีครอบครัวที่แข็งแรงคือรากฐานที่สำคัญสำหรับเด็กหนึ่งคนที่จะเติบโตไปเป็นประชาชนที่มีคุณภาพ ซาโนฟี่ บริษัทชั้นนำด้านสุขภาพระดับโลก เล็งเห็นความสำคัญของการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ชุมชน ผ่านการทำกิจกรรมเพื่อสังคม โดยปีนี้คณะผู้บริหารและจิตอาสาซาโนฟี่ ประเทศไทยร่วมกันส่งต่อความสุขให้แก่น้องๆ และเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ (SOS Children’s Villages Thailand)

มารีน คินยาร์ค สตูยาโนวิช ผู้จัดการใหญ่ ซาโนฟี่ ประจำประเทศไทยและมาเลเซีย กล่าวว่า “ความมุ่งมั่นในการสร้างเสริมคุณภาพชีวิต หรือ Empowering Life ให้กับชุมชนที่ด้อยโอกาส ซาโนฟี่ได้จัดกิจกรรม CSR Virtual Run ภายในองค์กรโดยพนักงานได้ร่วมสะสมกิโลเมตรจากการวิ่งซึ่งในทุกๆ กิโลเมตรที่พนักงานทำได้ทางบริษัทจะเปลี่ยนเป็นเงินบริจาคให้กับมูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทยฯ เพื่อสนับสนุนโครงการสร้างครอบครัวทดแทนถาวร ซึ่งในการนี้พนักงานซาโนฟี่ในประเทศไทยร่วมแรงร่วมใจกันสะสมระยะกิโลเมตรได้ถึง 13,883 กิโลเมตร เพื่อส่งมอบสิ่งดีๆ และโอกาสให้กับเด็กที่ด้อยโอกาสในสังคมไทย ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของซาโนฟี่อย่างแท้จริง”

และเมื่อเร็วๆ นี้ ผู้บริหารซาโนฟี่ พร้อมด้วยจิตอาสากว่า 30 คน ร่วมเป็นตัวแทนส่งมอบทุนการศึกษา สิ่งของอุปโภค-บริโภคและอุปกรณ์กีฬา ให้แก่มูลนิธิเด็กโสสะฯบ้านบางปู จังหวัดสมุทรปราการ โดยมี จันทิรา สมบุญเกิด ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาทุนและการสื่อสาร เป็นตัวแทนรับมอบ

ธนา เตรัตนชัย เลขาธิการ มูลนิธิเด็กโสสะฯ

อาภาภรณ์ สมะพันธุ ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจ ซาโนฟี่ Consumer Healthcareประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า“ขอบคุณมูลนิธิเด็กโสสะฯ ที่เปิดโอกาสให้ซาโนฟี่ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่เด็กๆ และเหนือสิ่งอื่นใดความรักจากครอบครัวทดแทนถาวรจะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้เด็กเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพได้อย่างสมบูรณ์ และขอขอบคุณจิตอาสาซาโนฟี่ทุกคนที่ได้มาร่วมกิจกรรมในวันนี้ และส่งต่อพลังบวกให้แก่น้องๆ ในมูลนิธิเด็กโสสะฯ ด้วยกัน”

ปัจจุบัน มูลนิธิเด็กโสสะฯ มีเด็กอยู่ในการดูแลของครอบครัวโสสะประมาณ 700 คนกระจายอยู่ในหมู่บ้านเด็กโสสะฯ ทั้งหมด5 แห่งในประเทศไทย ได้แก่ บางปู หาดใหญ่ หนองคาย เชียงราย และภูเก็ต โดยตลอดเวลาที่ผ่านมา มีเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูจากครอบครัวโสสะ จนเติบโตเป็นผู้ใหญ่สามารถประกอบอาชีพและเลี้ยงดูตัวเองได้กว่า500 คน

ธนา เตรัตนชัย เลขาธิการ มูลนิธิเด็กโสสะฯ กล่าวว่า “มูลนิธิฯ ขอบคุณซาโนฟี่ประเทศไทยในความมุ่งมั่นในการร่วมสานต่อเจตนารมณ์ในการสร้างครอบครัวทดแทนถาวรให้แก่เด็กๆ ในหมู่บ้านเด็กโสสะฯ สำหรับมูลนิธิเด็กโสสะฯ เราใช้หลักการดำเนินงานเดียวกับหมู่บ้านเด็ก SOS ทั่วโลก โดยเราจะรับอุปการะเด็กที่สูญเสียบิดามารดาขาดญาติมิตร หรือ เด็กที่ครอบครัวดั้งเดิมไม่สามารถเลี้ยงดูได้ เพื่อให้พวกเขาได้เติบโตขึ้นและเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวอีกครั้งโดยการสร้างครอบครัวทดแทนถาวรที่ให้การเลี้ยงดูเด็กในบรรยากาศของครอบครัวที่อบอุ่นเต็มเปี่ยมด้วยความรัก สำหรับหมู่บ้านเด็กโสสะบางปู สมุทรปราการ มีเด็กรวมทั้งหมดประมาณ 120 คน โดยจะพักอาศัยอยู่ในบ้านซึ่งแบ่งออกเป็น 12 หลัง แต่ละหลังจะมีคุณแม่โสสะ 1 คน ที่อุทิศตนทำหน้าที่เป็นคุณแม่คอยเลี้ยงดูเด็กๆ ประมาณ 10 คนต่อหลัง โดยแม่โสสะพร้อมรับลูกทุกคนให้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวโสสะโดยไม่มีเงื่อนไข ก่อเกิดเป็นสายสัมพันธ์อันแนบแน่นและมั่นคงเสมือนแม่และลูก ซึ่งบทบาทหน้าที่ความเป็นแม่โสสะถือว่ามีคุณค่าอย่างมากเสมือนการมอบชีวิตใหม่ให้กับเด็กๆ คุณแม่โสสะจะสอนการใช้ชีวิตประจำวัน ในสภาพแวดล้อมเช่นเดียวกับเด็กในครอบครัวที่สมบูรณ์แบบและได้รับการศึกษาสูงสุดตามกำลังความสามารถของเด็กๆ เพื่อให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ สามารถเลี้ยงดูตนเองได้และอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างมีความสุข”

กิจกรรม CSR ในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของซาโนฟี่ ในการให้การสนับสนุนชุมชนที่ด้อยโอกาส เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของเด็กๆ และเยาวชนในมูลนิธิเด็กโสสะฯ ทั้งด้านการศึกษาและการใช้ชีวิตประจำวัน ภายใต้หลักการของมูลนิธิฯ ที่ส่งเสริมให้เด็กทุกคนมีแม่ผู้ให้การเลี้ยงดูด้วยความรักและความอบอุ่น ทำให้พวกเขารู้สึกมั่นคงและปลอดภัย ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะช่วยหล่อหลอมให้พวกเขาสามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในสังคมต่อไป ถือเป็นอีกโมเดลชุมชนที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันและเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนท้องถิ่นที่พึ่งพาอาศัยกันจันทิรา สมบุญเกิด ผอ.ฝ่ายพัฒนาทุนและการสื่อสาร มูลนิธิเด็กโสสะฯจันทิรา สมบุญเกิด ผอ.ฝ่ายพัฒนาทุนและการสื่อสาร มูลนิธิเด็กโสสะฯอาภาภรณ์ สมะพันธุ นำคณะผู้บริหารและทีมจิตอาสาซาโนฟี่ กว่า 30 คน ร่วมเป็นตัวแทน ส่งมอบเงินบริจาค สิ่งของอุปโภค-บริโภค และอุปกรณ์กีฬา เพื่อส่งมอบความสุขและสร้างรอยยิ้มให้กับน้องๆ มูลนิธิเด็กโสสะฯอาภาภรณ์ สมะพันธุ นำคณะผู้บริหารและทีมจิตอาสาซาโนฟี่ กว่า 30 คน ร่วมเป็นตัวแทน ส่งมอบเงินบริจาค สิ่งของอุปโภค-บริโภค และอุปกรณ์กีฬา เพื่อส่งมอบความสุขและสร้างรอยยิ้มให้กับน้องๆ มูลนิธิเด็กโสสะฯ

เด็กๆ มูลนิธิเด็กโสสะฯเด็กๆ มูลนิธิเด็กโสสะฯ

จิตอาสาซาโนฟี่ และเด็กๆ มูลนิธิเด็กโสสะฯจิตอาสาซาโนฟี่ และเด็กๆ มูลนิธิเด็กโสสะฯ

คุณแม่กรองทิพย์ และลูกๆ ครอบครัวโสสะคุณแม่กรองทิพย์ และลูกๆ ครอบครัวโสสะการดูแลของมูลนิธิเด็กโสสะฯ ด้วยหลักการ “ครอบครัวทดแทนถาวร” ในบรรยากาศของครอบครัวที่อบอุ่น ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันการดูแลของมูลนิธิเด็กโสสะฯ ด้วยหลักการ “ครอบครัวทดแทนถาวร” ในบรรยากาศของครอบครัวที่อบอุ่น ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

โซไซตี้ : ‘ซิกน่ารวมใจ เพิ่มโลหิต จิตอาสา สานต่อชีวิตให้เพื่อนมนุษย์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/552500

โซไซตี้ : ‘ซิกน่ารวมใจ เพิ่มโลหิต จิตอาสา สานต่อชีวิตให้เพื่อนมนุษย์’

โซไซตี้ : ‘ซิกน่ารวมใจ เพิ่มโลหิต จิตอาสา สานต่อชีวิตให้เพื่อนมนุษย์’

วันอาทิตย์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

บริษัท ซิกน่า ประกันภัย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติสภากาชาดไทย จัดกิจกรรม “ซิกน่ารวมใจเพิ่มโลหิต จิตอาสา สานต่อชีวิตให้เพื่อนมนุษย์” ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อให้คณะผู้บริหารและพนักงานซิกน่าทุกคน สามารถเข้าร่วมกิจกรรมบริจาคโลหิตได้อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกไตรมาส โดยกิจกรรมดังกล่าว จัดขึ้นตามพันธกิจขององค์กร ที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมและการสร้างจิตสำนึกในการทำความดีตอบแทนสังคมทุกครั้งที่มีโอกาส โดยเฉพาะด้านการช่วยเหลือผู้คนในชุมชนที่เราดำเนินธุรกิจอยู่ เพื่อให้มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น อีกทั้งเพื่อให้ผู้คนมีความสุขอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะสุขจากการเป็นผู้ให้ หรือสุขจากการเป็นผู้รับ

อลิสา มหอานิชานนท์ รองประธานอาวุโสฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ซิกน่า ประกันภัยจำกัด (มหาชน) กล่าวว่า“ในปีนี้ เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ยังคงดำเนินต่ออย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ทางสภากาชาดไทยมีความจำเป็นในการใช้โลหิตเป็นจำนวนมาก เพื่อส่งต่อให้กับทีมแพทย์ทั่วประเทศ ในทางกลับกัน ยอดบริจาคโลหิตกลับมีจำนวนลดลง ทางซิกน่าได้เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงจัดกิจกรรมนี้ขึ้น ซึ่งโดยปกติแล้วเรามีการจัดกิจกรรมนี้ในทุกๆ ปีเพียงแต่ปีนี้ เราเพิ่มจำนวนรอบมากยิ่งขึ้นเป็น 4 ครั้งต่อปี เพื่อให้เพื่อนพนักงานซิกน่าทุกคน สามารถหมุนเวียนกันเข้าร่วมบริจาคโลหิตได้ ทั้งนี้เราอยากเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมรณรงค์ เชิญชวนให้พี่น้องชาวไทยทุกคน หันมาให้ความสำคัญกับการบริจาคเลือด เพื่อช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยกันและเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถได้รับโอกาสในการรักษาเพิ่มมากขึ้น ถือเป็นการสร้างความสุขง่ายๆ ด้วยตนเองผ่านการให้ และยังเป็นการสร้างรอยยิ้มให้แก่ผู้รับได้ในเวลาเดียวกันอีกด้วย”

สำหรับผู้ที่สนใจอยากร่วมบริจาคโลหิต ร่วมสร้างกุศลทำความดี ต่อชีวิตให้เพื่อนมนุษย์ไปพร้อมๆ กับซิกน่า สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ
สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์ ในวันจันทร์- ศุกร์ เวลา 07.30-19.30 น. และวันเสาร์,อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.30- 15.30 น. โทรศัพท์ 02-2639600-99,02-2564300 www.blooddonationthai.com