โซไซตี้ : การเดินทางและความสำเร็จ โครงการเพาะพันธุ์ดี NT Youth Club ปี 2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/695997

โซไซตี้ : การเดินทางและความสำเร็จ  โครงการเพาะพันธุ์ดี NT Youth Club ปี 2565

โซไซตี้ : การเดินทางและความสำเร็จ โครงการเพาะพันธุ์ดี NT Youth Club ปี 2565

วันอาทิตย์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT รับผิดชอบภารกิจในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและโทรคมนาคมยกระดับคุณภาพชีวิต สังคมและเศรษฐกิจของประเทศนอกเหนือจากการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานและบริการดิจิทัล โทรคมนาคม NT ยังได้ให้ความสำคัญกับการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการดิจิทัลโทรคมนาคมผ่านโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคมของ NT ในทุกพื้นที่ของประเทศ หลายโครงการด้าน Corporate Social Responsibility (CSR) รวมถึงการตอบสนองความต้องการของพันธมิตรและคู่ค้าควบคู่ไปกับการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมีแนวทางในการดำเนินงานที่ครอบคลุมประเด็นสำคัญทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านเศรษฐกิจ (Economic) ด้านสังคม (Social) และด้านสิ่งแวดล้อม(Environment) มุ่งเน้นที่จะเพิ่มโอกาสในการใช้ดิจิทัลโทรคมนาคม เป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ด้านเกษตรกรรม สาธารณสุข การศึกษา และความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

โครงการเพาะพันธุ์ดี NT Youth Club เป็นหนึ่งในกิจกรรมตามแผนแม่บทความรับผิดชอบขององค์กรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ดำเนินโครงการมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 จนถึงปัจจุบัน ภายใต้รูปแบบการพัฒนาสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดยการนำธุรกิจหลักของ NT ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เข้ามาประยุกต์ใช้กับงานด้าน CSR เพื่อสนับสนุนภาคชุมชนและมุ่งส่งเสริมพัฒนาเยาวชนคนรุ่นใหม่ ให้ได้เข้าถึงและนำความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น Internet of Thing : IoT ผ่านการทำเกษตรสมัยใหม่ (Smart Farming) แบบทุกมิติ รวมถึงการจัดอบรมการใช้ Social Media ทั้งแบบปฏิบัติการและการเรียนผ่าน E-Learning เพื่อพัฒนาความรู้ให้เยาวชนเรื่องการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างถูกต้องรวมถึงสอนเทคนิคด้านการถ่ายภาพ การตัดต่อวีดีโอการจัดทำ Content บนสื่อออนไลน์ ได้แก่ Facebook,YouTube, Website, Tiktok เป็นต้น เพื่อสร้างความน่าสนใจให้กับสินค้าของชุมชน และสร้างรายได้จากการขายสินค้าผ่านตลาดออนไลน์ พร้อมกันนี้ยังได้มีการจัดทำคลิปส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกับ YouTuberชื่อดังเพื่อสนับสนุนสินค้าผลิตภัณฑ์และแหล่งท่องเที่ยวชุมชนให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายสร้างให้ชุมชนเข้มแข็งและเศรษฐกิจฐานรากยั่งยืน

NT มุ่งหวังให้เยาวชนและผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้นำความรู้ เทรนด์เทคโนโลยีใหม่ๆ ไปใช้ประโยชน์ ยกระดับการประกอบอาชีพเกษตรกรรมของชุมชนสู่การทำเกษตรสมัยใหม่ ในฐานะเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) สนับสนุนอุปกรณ์เทคโนโลยีระบบอินเตอร์เนตและองค์ความรู้ ทักษะในการใช้แพลตฟอร์มเกษตรกรรมอัจฉริยะ(Smart Farming Application) อาทิ การพยากรณ์อากาศ ตรวจวัดสภาพแวดล้อม และภูมิอากาศในพื้นที่แบบเฉพาะเจาะจงตรงพื้นที่แปลงเกษตรของตนเองได้ รวมถึงบันทึกข้อมูลการเพาะปลูกและจำนวนผลผลิตเพื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์เปรียบเทียบให้เกษตรกรมีข้อมูลครบถ้วน สำหรับเป็นแนวทางในการวางแผน
และปรับปรุงการเพาะปลูกในแต่ละรอบได้ รวมถึงการลงพื้นที่ของทีมงาน NT เพื่อศึกษาปัญหาและความต้องการด้านการเกษตรของแต่ละพื้นที่ เพื่อสร้างสรรค์และนำนวัตกรรมพร้อมแอปพลิเคชั่นใหม่ๆ เสริมความรู้และนำไปปรับใช้ได้เหมาะสมกับพื้นที่เกษตรชุมชนนั้นๆ

โครงการเพาะพันธุ์ดี NT Youth Club มุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนโดยใช้ความสามารถหลัก (Core Competency) ในด้านบริการโทรคมนาคมและบริการดิจิทัลของ NT ได้พัฒนาเยาวชนจากชุมชนเดิมของโครงการกว่า 74 ชุมชน 68 จังหวัดทั่วประเทศ และชุมชนใหม่ต่อเนื่องของปีนี้อีก 4 ชุมชน รวมเป็น 78 ชุมชน 72 จังหวัด และในปี 2566 NT ได้เตรียมแผนงานด้าน CSR ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในโครงการฯ อีก 5 จังหวัดซึ่งจะทำให้มีชุมชนในโครงการฯ ครบทั้งประเทศรวม 77 จังหวัด ในอนาคตได้กำหนดแผนงานโครงการที่จะเพิ่มจำนวนชุมชนในพื้นที่ใหม่ควบคู่ไปกับการติดตามต่อยอดเพื่อเพิ่มทักษะและนวัตกรรมใหม่ๆกับเยาวชนและชุมชนเดิมให้มากขึ้น เพื่อสร้างเมล็ดพันธุ์ที่ดีตั้งแต่ระดับเยาวชนให้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัล ด้าน IoT หรือ Internet of Things เพื่อที่จะนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาต่อยอดให้กับตนเอง ครอบครัว ชุมชน รวมถึงให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลส่งเสริมให้เยาวชนนำไปประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์ พร้อมจัดให้มีกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนอย่างต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างสายสัมพันธ์และความร่วมมือของชุมชนให้เข้มแข็งและยั่งยืน เพื่อเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาและขับเคลื่อนโครงการให้เกิดผลในระยะยาวอย่างแท้จริง

โซไซตี้ : ซีพีเอฟ สร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจผู้สูงวัย ส่งเสริมสังคมแห่งความกตัญญู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/695850

โซไซตี้ : ซีพีเอฟ สร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจผู้สูงวัย  ส่งเสริมสังคมแห่งความกตัญญู

โซไซตี้ : ซีพีเอฟ สร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจผู้สูงวัย ส่งเสริมสังคมแห่งความกตัญญู

วันเสาร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

บ้านพักหลังน้อยของ ลุงบุญชม แกมรัมย์ วัย 64 ปี ชาวตำบลบ้านกลับ อ.หนองโดน จ.สระบุรีวันนี้เต็มไปด้วยความอบอุ่นจากน้ำใจของลูกหลานที่เป็นตัวแทนจากหน่วยงานราชการและภาคเอกชน เข้ามาเยี่ยมเยียน

ลุงชม เล่าว่า ก่อนที่จะมาอยู่ที่นี่ รอนแรมจากจังหวัดบุรีรัมย์บ้านเกิด เข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ จนได้พบกับ ป้าสุนีย์ อยู่สบาย ที่กลายเป็นคู่ทุกข์คู่ยากกันจนถึงปัจจุบัน สองคนช่วยกันทำมาหากิน หนักเอาเบาสู้ทั้งรับจ้างทั่วไป หักข้าวโพด เกี่ยวข้าวฟ่าง กระทั่งงานสุดท้ายคืองานก่อสร้าง ก่อนที่ลุงชมจะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ แต่ก็ไม่ได้ไปหาหมอเพื่อรักษาในทันที เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ลุงชมต้องกลายเป็นอัมพฤกษ์ แม้จะช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง แต่ไม่สามารถประกอบอาชีพใดๆ จึงขาดรายได้ มีเพียงเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเบี้ยยังชีพสำหรับผู้พิการ บัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อยรวม 1,700 บาท และมีสิทธิบัตรทอง แม้จะมีป้าสุนีย์คอยดูแล แต่ป้าเองก็เจ็บป่วยไม่ต่างกัน ทั้งโรคเบาหวาน ต้อกระจก และการเคลื่อนไหวไม่สะดวก จึงทำอาชีพรับจ้างอย่างแต่ก่อนไม่ได้ ทุกวันนี้ได้รับความช่วยเหลือจาก คำนึง หลักเมือง เพื่อนบ้าน ที่ให้พื้นที่ในการปลูกบ้านแบบไม่คิดค่าเช่า

“ความยากลำบากของลุง ทำให้บริษัทซีพีเอฟยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ เลือกให้เข้าร่วมโครงการ “ซีพีเอฟคืนสุขผู้สูงวัย” โดยมอบเงินช่วยเหลือให้ทุกเดือน ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น ได้กินอิ่มนอนหลับ ทีมงานจากฟาร์มซีพีเอฟพระพุทธบาท กับ ทีม อสม. เข้ามาดูแลสุขภาพ ตรวจวัดความดัน มาให้กำลังใจ ทำให้มีความสุข ขอขอบคุณทีมงานทุกๆ คนที่คอยห่วงใยไปมาหาสู่ถามข่าวคราว และจัดโครงการดีๆ แบบนี้ให้กับผู้สูงอายุ” ลุงชม กล่าวด้วยความรู้สึกปลาบปลื้มใจ

มนัสพันธ์ ดอนก้อนไพร นายอำเภอหนองโดน จ.สระบุรี กล่าวว่า ในช่วงที่ร่างกายยังปกติ ลุงชมเป็นผู้มีจิตอาสา สมัครเป็นตำรวจบ้านออกตรวจความเรียบร้อยร่วมกับเจ้าหน้าที่ โดยไม่มีสิ่งตอบแทน จึงกลายเป็นที่รักของคนในชุมชน เมื่อเจ็บป่วยก็ได้รับการดูแลอย่างดี การที่ซีพีเอฟคัดเลือกลุงชมเข้าร่วมโครงการนี้ เพื่อเป็นตัวแทน “ความกตัญญู” ตอบแทนความดีที่เคยสร้างมาถือเป็นแบบอย่างด้านการส่งเสริมการทำความดี โดยไม่หวังผลตอบแทน ซึ่งที่ผ่านมาทีมงานจิตอาสาจากธุรกิจสุกรของซีพีเอฟ ได้ร่วมกับภาครัฐ หน่วยงานบริหารส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร เข้ามาดูแลผู้สูงวัยไม่ทิ้งคนดีของสังคมให้โดดเดี่ยวและจะช่วยจนถึงที่สุดต่อไป

ส่วนที่บ้าน ยายสำลี โอภาพ วัย 74 ปี ชาวตำบลท่าคล้อ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ที่อาศัยอยู่เพียงลำพังบนพื้นที่สาธารณะของหมู่บ้าน ปลูกกระท่อมเพิงพักเล็กๆ กันแดดฝน หลังจากที่ย้ายมาอยู่กับสามีที่ท่าคล้อเมื่อ 20 กว่าปีที่ผ่านมา จนกระทั่งสามีเสียชีวิต ยายสำลีต้องกลายเป็นผู้สูงอายุไร้ที่พึ่ง เพราะพื้นเพไม่ใช่คนที่นี่ เมื่อไม่มีทรัพย์สมบัติติดตัว ขาดคนดูแล ก็ต้องอาศัยชาวชุมชนช่วยเหลือ ได้พื้นที่ปลูกสร้างที่พักพอให้ปลูกผักกินอยู่ในแต่ละวัน มีเพียงเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 700 บาทต่อเดือน และสิทธิบัตรทองเท่านั้น เมื่อซีพีเอฟรู้ถึงความเดือดร้อน ได้เร่งเข้ามาดูแลให้ร่วมโครงการ โดยมีทีมงานจิตอาสาจากฟาร์มท่าคล้อ ของธุรกิจไก่เนื้อ สระบุรี มาดูแล

“ดีใจมากที่บริษัทเข้ามาให้ความช่วยเหลือทุกอย่าง มามอบเงิน 2,000 บาททุกเดือน เพื่อช่วยด้านสุขภาพ เครื่องอุปโภค-บริโภค เพราะยายอายุมากแล้ว ถึงจะช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง แต่ก็ทำอาชีพไม่ได้เหมือนแต่ก่อน ทำให้ไม่มีรายได้ ทุกวันนี้ใช้ชีวิตอยู่คนเดียว แต่ก็ไม่เหงาเพราะมีทีมงานซีพีเอฟ กับ อบต. และอสม. มาเยี่ยมและตรวจสุขภาพเป็นประจำ ทุกคนเหมือนลูกหลานที่คอยห่วงใยใส่ใจ ทำให้คนแก่ที่ไม่มีที่พึ่งพิงได้กลับมามีกำลังใจต่อสู้ชีวิต” ยายสำลีกล่าว

จิราภรณ์ กิ่งสีดา ปลัดอำเภอแก่งคอยจ.สระบุรี บอกว่า ยายสำลี คือภาพสะท้อนของผู้สูงอายุที่เป็นคนดี มีจิตอาสาในช่วงที่ร่างกายสมบูรณ์ก็มีส่วนร่วมในงานชุมชนไม่เคยขาด จึงเป็นที่รักของคนในชุมชนแม้ปัจจุบันจะต้องอาศัยเพียงลำพังไร้ญาติ แต่ยังคงเข้าวัดฟังธรรม ทำบุญอยู่ตลอด เมื่อถูกทอดทิ้งชุมชนก็ช่วยกันดูแลเป็นอย่างดี เช่นเมื่อต้นปี 2565 ชาวชุมชนได้ช่วยกันปรับปรุงที่พักอาศัยให้คุณยาย และการที่ซีพีเอฟเข้ามาร่วมดูแลยายสำลี ในฐานะตัวแทน “ความกตัญญู”ที่มอบให้เพื่อตอบแทนความดี โดยไม่หวังผลตอบแทนที่ยายสำลีเคยสร้างไว้ ถือเป็นตัวอย่างของการส่งเสริมการทำความดีอีกรูปแบบหนึ่ง ขอขอบคุณโครงการดีๆที่มอบโอกาสให้ประชาชน และขอให้ดำเนินการเช่นนี้ตลอดไป

“ซีพีเอฟ ขอขอบคุณผู้สูงอายุทุกคนในโครงการ ที่เป็นเหมือนผู้เปิดโอกาสให้เราชาวฟาร์มและโรงงานที่กระจายอยู่ในชุมชนทั่วประเทศ ได้ทำความดีด้วยการเข้ามาดูแลผู้สูงวัยที่ไม่มีอาชีพ ขาดรายได้ บางรายมีความพิการของร่างกาย ถูกทอดทิ้งขาดคนเหลียวแล หรือบางรายก็ไม่ต้องการจะมีชีวิตอยู่ต่อไป เราอาสามาช่วยส่งเสริมให้ความเป็นอยู่และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้คลายความทุกข์ยากในเบื้องต้นไปได้” สมบูรณ์ สุชาติผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กิจการไก่เนื้อ 3 บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ กล่าว

ด้าน นิรัตน์ ฮ่อยี่ซี่ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ด้านระบบมาตรฐานและบริหารงานคุณภาพ ธุรกิจสุกร ซีพีเอฟ เล่าว่า โครงการนี้ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2554 ภายใต้กลยุทธ์ด้าน “สังคมพึ่งตน” ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ 3 เสาหลักสู่ความยั่งยืนของซีพีเอฟ คือ อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน และดินน้ำป่าคงอยู่ เพื่อช่วยเหลือผู้สูงวัยรอบสถานประกอบการของบริษัทที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างจากโรงงาน ฟาร์ม หรือสาขาของบริษัท ไม่เกิน 5 กิโลเมตร ซึ่งมีฐานะยากจน ไม่มีรายได้ ถูกทอดทิ้ง ไม่มีผู้ดูแล หรือไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เป็นการให้ความช่วยเหลือตลอดชีวิต โดยร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นเครือข่าย อาทิ อบต. เทศบาล และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ดูแลทั้งความเป็นอยู่ สุขภาพร่างกาย และจิตใจ สร้างสังคมแห่งความกตัญญู และลดความเหลื่อมล้ำ

ซีพีเอฟ มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจโดยยึดค่านิยม 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืน คือ ประโยชน์ต่อประเทศ ประชาชน และองค์กร รวมทั้งปลูกฝังพนักงานรู้จักการกตัญญู เกื้อกูล ร่วมกันดูแลผู้สูงอายุในชุมชน โดยตลอด 12 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2554-2565 ที่บริษัทฯดำเนินโครงการ “ซีพีเอฟ คืนสุขผู้สูงวัย” ได้ร่วมสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้แก่ผู้สูงอายุ รวมทั้งสิ้น 874 ราย ในภูมิภาค 52 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมีจิตอาสาของซีพีเอฟหลากหลายกลุ่มธุรกิจ อาทิ โรงงานผลิตอาหารสัตว์ ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์แก่เกษตรกร โรงฟักไข่และศูนย์คัดไข่ โรงเพาะฟักลูกกุ้งโรงงานแปรรูปอาหาร กิจการสาขาและเครือข่ายการขายศูนย์ผลิตและปรับปรุงพันธุ์ปลาน้ำจืด เข้าดูแลผู้สูงวัยเสมือนเป็นคนในครอบครัวตอกย้ำสังคมแห่งความกตัญญูและสร้างแรงบันดาลใจในการกระตุ้นให้คนในสังคมตระหนักถึงความสำคัญของผู้สูงวัยให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข

โซไซตี้ : ‘เครือ รพ.พญาไท-เปาโล’ เดินหน้ายกระดับธุรกิจสุขภาพ สู่ Digital Healthcare Provider เต็มรูปแบบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/694563

โซไซตี้ : ‘เครือ รพ.พญาไท-เปาโล’ เดินหน้ายกระดับธุรกิจสุขภาพ  สู่ Digital Healthcare Provider เต็มรูปแบบ

โซไซตี้ : ‘เครือ รพ.พญาไท-เปาโล’ เดินหน้ายกระดับธุรกิจสุขภาพ สู่ Digital Healthcare Provider เต็มรูปแบบ

วันอาทิตย์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล ทรานสฟอร์มธุรกิจสุขภาพสู่ Digital Healthcare Provider เต็มรูปแบบดึงจุดแข็งจากทุกแพลตฟอร์ม พัฒนาระบบการบริการ ด้านสุขภาพ ให้สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้สะดวก รวดเร็ว ไร้รอยต่อ ตอบโจทย์ ทุกความต้องการของผู้บริโภคทุกกลุ่มได้อย่างครอบคลุม นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยี มาผสานกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล พลิกโฉมภาพลักษณ์ของการพัฒนาระบบสาธารณสุขไทยให้ก้าวสู่ดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบพร้อมจัดงาน “The New Era Of Digital Healthร่วมเป็นผู้นำสู่วิถีใหม่ของการดูแลสุขภาพยุคดิจิทัล” ณ ลาน A ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามสแควร์ วัน เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2565

ศุภกร พะวันนา ผู้อำนวยการสายการตลาดเครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล เปิดเผยว่า ในช่วงมีผลสำรวจเรื่องเทรนด์สุขภาพ พบว่ากลุ่มคน Gen Y หรือกลุ่มมิลเลนเนียลที่อายุประมาณ 22-40 ปี และกลุ่มอายุช่วง 40-49 ปี จะให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น หากสุขภาพไม่ดีอาจมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นตามมา ส่งผลต่อสุขภาพจิตทำให้ทุกอย่างแย่ไปด้วยเครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล จึงได้มีการนำ DigitalEngagement Model เข้ามาปรับใช้ในสินค้าและบริการเพื่อให้สามารถเข้าใจถึงพฤติกรรมของผู้บริโภค องค์กรให้ความสำคัญกับการเก็บข้อมูล (Data) ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการทำ “Hyper Personalization” เนื่องจากมีความจำเป็นต้องใช้ข้อมูลต่างๆ มาประกอบการวิเคราะห์ข้อมูลของแต่ละบุคคล เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาตรงกลุ่มเป้าหมาย เป็นประโยชน์กับลูกค้ามากที่สุด นอกจากนี้
ข้อมูลด้านการรักษาของผู้เข้าใช้บริการโรงพยาบาล คำนึงถึงการรักษาความมั่นคงปลอดภัยและการเก็บรักษาข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วยตามพระราชบัญญัติ
คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือ PDPA เป็นสำคัญเรามีทีมทำ Futuristic Data ที่สามารถนำข้อมูลเชิงบุคคลมาช่วยวิเคราะห์ วางแผนโปรแกรมการดูแลรักษาแบบHuman Touch Service มุ่งเน้นเรื่องการส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) ลดความเสี่ยงของการเจ็บป่วยทำให้เสียค่าใช้จ่ายในด้านการรักษาโรคที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ยิ่งได้ข้อมูลมากเท่าไรก็จะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้เข้าใช้บริการที่จะได้รับคำแนะนำด้านสุขภาพในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค สามารถออกแบบโปรแกรมตรวจสุขภาพ ให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคลได้ เช่น โปรแกรมตรวจสุขภาพ All You Can Check เป็นต้น”

พญ.กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี ผู้อำนวยการศูนย์พรีเมี่ยมไลฟ์ โรงพยาบาลพญาไท 2 กล่าวว่า“ด้านการบริการมีการปรับตัวเป็นอย่างมากจากในอดีตที่แพทย์เน้นเรื่องการรักษา แต่ปัจจุบันเราให้ความสำคัญในเรื่องการป้องกัน (PreventiveCare) เปลี่ยนจากหมอผู้รักษาคนป่วยเป็น Health Coach ที่จะคอยให้คำแนะนำและติดตามดูแลใกล้ชิดจนสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมลูกค้าให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น ออกแบบโปรแกรมดูแลสุขภาพรูปแบบใหม่ที่เน้นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ได้แก่All You Can Check ที่จะคอยติดตามภาวะสุขภาพได้ตลอดทั้งปี มีทีมแพทย์ให้คำแนะนำวางแผนการดูแลสุขภาพ ปรับเปลี่ยนพฤติ กรรมการใช้ชีวิตได้อย่างตรงจุดการตรวจร่างกายด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ที่ละเอียดและแม่นยำ ลดความเสี่ยงในอนาคตจากโรคต่างๆนอกจากนี้ ยังมี All You Can Shine โปรแกรมตรวจสุขภาพเชิงลึกระดับ DNA ที่ช่วยในการวางแผนสุขภาพอนาคตด้วยเวชศาสตร์ชะลอวัย และโปรแกรม All You Can Fits ตรวจความสมดุลและสมรรถภาพร่างกายรายบุคคล การปรับพฤติกรรม เพื่อแก้ไขสาเหตุอาการบาดเจ็บของร่างกาย โดยเฉพาะโรคออฟฟิศซินโดรมที่เป็นกันมากในกลุ่มวัยทำงาน โดยจะมี Health Coach นักกายภาพคอยดูแลให้คำแนะนำ ช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมการแพทย์ Urine CTX II ซึ่งเป็นงานวิจัยการเสื่อมสลายข้อเข่าด้วยการตรวจปัสสาวะ ทำให้สามารถรู้ถึงภาวะสุขภาพและวางแผนชะลอความเสื่อมได้ตั้งแต่เนิ่นๆ”

ด้าน นพ.ยงยุทธ มัยลาภ ประธานคณะอนุกรรมการสื่อสารเครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล กล่าวว่า “เครือโรงพยาบาลฯ ให้ความสำคัญกับ Digital Healthcare เป็นอย่างมาก หลังจากที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเน้นส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและแพลตฟอร์ม ควบคู่ไปกับการลงทุนพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อนำ Digital Healthcare มาพัฒนาระบบการให้บริการแก่ผู้รับบริการได้อย่างไร้รอยต่อ ผ่านบริการต่างๆ อาทิ Telecare บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์แบบ Real-Time Video Call บริการเจาะเลือดที่บ้าน บริการจัดส่งยา ช่วยให้เข้าถึงบริการได้จากทุกที่ ง่าย สะดวก ประหยัดเวลา ไม่ต้องมาโรงพยาบาล ช่วยลดค่าใช้จ่าย แต่ยังได้รับการดูแลเหมือนมารับบริการที่โรงพยาบาล และยังมี “Health Up” แอปพลิเคชั่นที่รวบรวมข้อมูลด้านสุขภาพเข้าไปดูผลตรวจสุขภาพ ความรู้ด้านสุขภาพ การนัดหมายแพทย์ ตลอดจนซื้อแพ็กเกจตรวจสุขภาพได้ด้วยแอปพลิเคชั่นนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ปัจจุบันมียอดดาวน์โหลดใช้งานมากกว่า 265,000 ราย และมีผู้ใช้บริการทำนัดหมายพบแพทย์ผ่านแอปพลิเคชั่นแล้วประมาณ 57,000 ครั้งในรอบระยะเวลา 10 เดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาดูแลลูกค้าระบบประกันสุขภาพ (ประกันสังคม) ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 600,000 กว่าคน และยังมีแผนที่จะขยายบริการดังกล่าวต่อไปในโรงพยาบาลเครือข่ายของกลุ่ม BDMS ด้วยกัน เพื่อนำ Model เหล่านี้ไปขยายต่ออาทิ รพ.กรุงเทพ สนามจันทร์, รพ.กรุงเทพ ดีบุก เพื่อให้คนในชุมชนได้รับบริการด้านสุขภาพที่สะดวกสบายมากขึ้น และสร้างสุขภาพที่ดีในภาพรวมได้เช่นกัน”

โซไซตี้ : รางวัลการทูตสาธารณะคนแรกของไทย ‘หมอโรคหู’ เดินทางกว่า 80 เมือง 10 ประเทศ 30 ปีรักษา 7 หมื่นราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/691748

โซไซตี้ : รางวัลการทูตสาธารณะคนแรกของไทย ‘หมอโรคหู’  เดินทางกว่า 80 เมือง 10 ประเทศ 30 ปีรักษา 7 หมื่นราย

โซไซตี้ : รางวัลการทูตสาธารณะคนแรกของไทย ‘หมอโรคหู’ เดินทางกว่า 80 เมือง 10 ประเทศ 30 ปีรักษา 7 หมื่นราย

วันอาทิตย์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นพ.สุนทร อันตรเสน

กระทรวงการต่างประเทศและมูลนิธิไทย ร่วมกันแถลงข่าว ประกาศชื่อผู้ที่ได้รับรางวัลการทูตสาธารณะ 2565 หรือ Public Diplomacy Award 2022 คนแรก
ของประเทศไทย ได้แก่ นายแพทย์สุนทร อันตรเสน แพทย์เฉพาะทางแผนกหู คอ จมูก โรงพยาบาลราชวิถี ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาโรงพยาบาลราชวิถี และกรรมการ
มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี รวมทั้งเป็นประธานคณะกรรมการเพื่อพัฒนาความเป็นเลิศของหมอหู คอ จมูก ทั่วประเทศโดยนายแพทย์สุนทรได้จัดตั้งหน่วยแพทย์อาสา เดินทางไปรักษาผู้ป่วยโรคหูน้ำหนวกในประเทศต่างๆ กว่า 30 ปีรักษาผู้ป่วยไปแล้วกว่า 7 หมื่นราย เป็นภารกิจที่ทำให้ชาวต่างชาติชื่นชมและรู้สึกถึงมิตรภาพอันเอื้ออารีของคนไทย

ธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า “รางวัลการทูตสาธารณะเป็นรางวัลที่กระทรวงการต่างประเทศและมูลนิธิไทย ตั้งขึ้นเพื่อมอบให้กับบุคคล กลุ่มบุคคล หรือองค์กรที่ได้สร้างคุณูปการให้แก่ประเทศไทย ในด้านการสร้างมิตรภาพ ความเข้าใจอันดีหรือความนิยมไทยในระดับประชาชนในต่างประเทศ ส่งเสริมให้ชาวต่างประเทศได้รู้จัก ชื่นชอบและนิยมไทยมากยิ่งขึ้น วัตถุประสงค์หลักของรางวัล เพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณ และสนับสนุนบทบาทเหล่านั้นของผู้ที่ได้รับรางวัลให้เป็นที่ประจักษ์ รวมทั้งเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ของผู้ได้รับรางวัล ให้ดำเนินต่อไปด้วยดี อีกทั้งยังหวังว่ารางวัลนี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยทุกคนได้รับรู้ว่า งานด้านการทูตสาธารณะ ไม่ได้ทำได้เฉพาะกระทรวงการต่างประเทศหรือมูลนิธิไทยเท่านั้น แต่คนไทยทุกคนสามารถทำได้เช่นกัน”

นายแพทย์สุนทร อันตรเสน อายุ 82 ปี ผู้ที่ได้รับรางวัลการทูตสาธารณะคนแรกของประเทศไทย ได้ทุ่มเทแรงกายและแรงใจในการจัดตั้งหน่วยแพทย์อาสาไปรักษาผู้ป่วยโรคหูน้ำหนวกในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านของไทย ตลอดระยะเวลามากกว่า 30 ปีอาทิ ลาว กัมพูชา เวียดนาม พม่า จีนตอนใต้ อินเดีย เคนยา บังกลาเทศ ภูฏาน ติมอร์ตะวันออก รวมแล้วมากกว่า 80 เมือง ใน 10 ประเทศ และรักษาผู้ป่วยไปแล้วกว่า 70,000 ราย

มูลนิธิไทยและกระทรวงการต่างประเทศ

“ผมเริ่มสนใจเรื่องหน่วยแพทย์อาสา ตั้งแต่ตอนที่ไปอยู่โรงพยาบาลต่างจังหวัด สมัยนั้นมีแต่โรงพยาบาลจังหวัด ไม่มีโรงพยาบาลอำเภอ คนไข้จึงหาหมอยาก แล้วตอนที่ผมกลับมาจากศึกษาต่อที่ต่างประเทศ เมืองไทยมีหมอเฉพาะทางโรคหูแค่ 10 กว่าคนถือว่าน้อยมาก แล้วคนก็เป็นโรคหูน้ำหนวกกันเยอะผมเลยชวนเพื่อนๆ ตั้งกลุ่มแพทย์อาสากลุ่มเล็กๆ เริ่มจากใช้ทุนทรัพย์ส่วนตัว ไปรักษาคนไข้ตามต่างจังหวัดประมาณ 10 กว่าปี หลังจากนั้นก็เริ่มเดินทางไปรักษาโรคนี้ให้กับผู้ป่วยในต่างประเทศ เริ่มจากเมืองคุนหมิง ประเทศจีน ต่อมาก็ที่เมียนมา กัมพูชา แล้วก็ติดพันยาวนานมากกว่า 30 ปี โดยระยะหลังจะเน้นที่ประเทศเพื่อนบ้านติดชายแดนไทย เพราะน่าจะช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและประเทศเพื่อนบ้านแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นด้วย” นายแพทย์สุนทร ผู้ได้รับรางวัลการทูตสาธารณะกล่าว

ตลอดระยะเวลามากกว่า 30 ปี กับการเดินทางกว่า 80 เมือง 10 ประเทศ ย่อมต้องเกิดอุปสรรคบ้างนายแพทย์สุนทรเล่าว่า อุปสรรคมีทุกรูปแบบ ตั้งแต่ขั้นตอนยุ่งยากในการขออนุญาตนำเครื่องมือแพทย์และยารักษาข้ามประเทศ เพราะยาบางตัวจัดอยู่ในกลุ่ม ยาเสพติด เช่น มอร์ฟีน จึงต้องมีเอกสารและการอธิบายที่ค่อนข้างยุ่งยาก โดยทุกครั้งก่อนออกหน่วยแพทย์อาสา คุณหมอและภรรยาจะเดินทางไปสำรวจล่วงหน้า เพื่อประสานงานทุกอย่าง ตั้งแต่เรื่องที่พัก ห้องผ่าตัด อาหาร ห้องน้ำ ไปจนถึงติดต่อล่ามแปลภาษา ซึ่งในประเทศต่างๆ จะออกประกาศผ่านวิทยุและหนังสือพิมพ์ล่วงหน้าประมาณหนึ่งเดือนว่า จะมีหน่วยแพทย์อาสารักษาโรคหูโดยเฉพาะโรคหูน้ำหนวกจากประเทศไทยมารักษาให้ฟรี เมื่อถึงวันรักษาจริงก็จะมีคนไข้มาเข้าแถวรอยาวเหยียด บางวันก็ตรวจรักษาผู้ป่วยเป็น 1,000 คน ยืนผ่าตัดตั้งแต่เช้ายันเย็น คนป่วยยืนรอจนเป็นลม หรือต้องเดินเท้าข้ามภูเขามาสองสามลูกก็มี หรือบางครั้งระหว่างเดินทางก็เกิดอุบัติเหตุ รถเสีย รถชน เจอดินถล่ม น้ำท่วมหรือหมอเจ็บป่วยต้องนอนให้น้ำเกลือก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

ทีมแพทย์ของคุณหมอ

“โรคหูน้ำหนวก เกิดจากการเป็นหวัดเรื้อรัง ถ้าท่อระหว่างหูกับคออุดตัน จะทำให้หูชั้นกลางมีน้ำขังน้ำที่ขังจะดันแก้วหูทะลุออกมากลายเป็นหูน้ำหนวก ถ้าเป็นหูน้ำหนวกชนิดร้ายแรง จะมีน้ำหนวกไหลตลอดเวลามีกลิ่นเหม็นมากเพราะกระดูกเน่า ถ้าทะลุเข้าสมอง คนไข้ก็มักจะเสียชีวิต เหตุการณ์หนึ่งที่ประทับใจมากคือที่ภูฏาน เด็กผู้หญิงมาตรวจเพราะมีอาการหูตึง ไม่ค่อยได้ยินเสียง เก็บกดเพราะเพื่อนไม่ค่อยพูดคุยด้วย พอใส่เครื่องช่วยฟังให้ เขาได้ยินชัดขึ้น ก็ดีใจน้ำตาไหล เข้ามากอดทีมแพทย์ของเรา แล้วบอกว่าเขาเคยคิดฆ่าตัวตายเพราะโรคนี้ถึงแม้จะเหนื่อยบ้าง แต่พอเห็นคนป่วยเขามีชีวิตที่ดีขึ้น เราก็หายเหนื่อยและลุยกันต่อ” นายแพทย์สุนทรเล่าถึงความประทับใจของงานแพทย์อาสาในต่างแดน

ธฤต จรุงวัฒน์ เลขาธิการมูลนิธิไทย หน่วยงานที่ร่วมจัดตั้งรางวัลการทูตสาธารณะ กล่าวสรุปถึงโครงการนี้ว่า“เมื่อคณะกรรมการมูลนิธิไทยได้ตัดสินใจร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศจัดตั้งรางวัลนี้ขึ้นมา ก็เปิดโอกาสให้สถานทูตไทยในต่างประเทศและสาธารณชนในประเทศ รวมถึงกระจายข่าวผ่านสื่อมวลชน ให้มีการเสนอชื่อบุคคลที่สมควรได้รับรางวัลนี้เข้ามา ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ซึ่งได้รับการเสนอชื่อทั้งหมด 9 ท่านด้วยกัน จากนั้นคณะอนุกรรมการคัดเลือกทั้ง 9 ท่าน ประกอบไปด้วยผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงการต่างประเทศ ผู้บริหารของมูลนิธิไทยตัวแทนจากภาควิชาการ ภาคสื่อสารมวลชนและประชาคมต่างๆ ได้คัดเลือกเหลือ 3 ท่าน ต่อมาเมื่อวันที่ 12 กันยายน คณะกรรมการมูลนิธิไทย ได้ร่วมกันตัดสิน ผู้ที่สมควรได้รับรางวัลในปีนี้ ซึ่งก็คือนายแพทย์สุนทร อันตรเสน นอกจากผลงานโดดเด่นในการช่วยเหลือผู้คนจำนวนมากตามที่ได้แถลงไว้ ท่านยังได้สร้างบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมากทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ทำให้งานอาสาของคุณหมอไม่หยุดชะงัก สานต่อไปได้เรื่อยๆ จึงถือว่าเหมาะสมกับรางวัลนี้อย่างยิ่ง”

งานมอบรางวัลการทูตสาธารณะ 2565อย่างเป็นทางการจัดขึ้นผ่านไปเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2565ซึ่งผู้ที่ได้รับรางวัลการทูตสาธารณะคนแรกของประเทศไทยได้แก่ นายแพทย์สุนทร อันตรเสน จะได้รับโทรฟีหรือถ้วยรางวัล ที่มีชื่อว่า Goodwill หรือความปรารถนาดี และได้รับการสลักชื่อบนถ้วยรางวัลอันใหญ่ที่ตั้งโชว์ไว้ที่กระทรวงการต่างประเทศเป็นชื่อแรก พร้อมเงิน 5 แสนบาทเป็นทุนทรัพย์ในการสานต่อภารกิจอันดีงามต่อไปนายแพทย์สุนทรตั้งใจว่า ปีหน้าจะออกหน่วยแพทย์อาสาอีกครั้งกับ 3 เมืองชายแดนของไทย ได้แก่ วิคตอเรียพอยด์ที่อยู่ตอนใต้ของพม่า สันติคีรีของกัมพูชา และชายแดนลาวด้านที่ติดกับจังหวัดอุตรดิตถ์ของไทย

นพ.สุนทร อันตรเสน กับภาพภารกิจในอดีต

นพ.สุนทร อันตรเสน กับภาพภารกิจในอดีต

คุณหมอตรวจคนไข้

คุณหมอตรวจคนไข้

การผ่าตัดโรคหูในงานอาสาประเทศต่างๆ

การผ่าตัดโรคหูในงานอาสาประเทศต่างๆ

คนป่วยที่ภูฏานต่อแถวรอตรวจ

คนป่วยที่ภูฏานต่อแถวรอตรวจ

โซไซตี้ : กลุ่มทรู รวมพลังร่วมงานวันต่อต้านคอร์รัปชัน 2565 ยํ้าจุดยืนขับเคลื่อนธุรกิจด้วยความมุ่งมั่นปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/683746

โซไซตี้ : กลุ่มทรู รวมพลังร่วมงานวันต่อต้านคอร์รัปชัน 2565  ยํ้าจุดยืนขับเคลื่อนธุรกิจด้วยความมุ่งมั่นปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

โซไซตี้ : กลุ่มทรู รวมพลังร่วมงานวันต่อต้านคอร์รัปชัน 2565 ยํ้าจุดยืนขับเคลื่อนธุรกิจด้วยความมุ่งมั่นปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย กลุ่มทรู โดย พิมลพรรณศิริวงศ์วานงาม ผู้อำนวยการด้านสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์การตลาด ร่วมแสดงพลังในกิจกรรม “วันต่อต้านคอร์รัปชัน 2565” ที่ปีนี้องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) จัดขึ้นทั้งรูปแบบออนไซต์ ณ สถานีกลางบางซื่อ และออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊คแฟนเพจ “องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน” ภายใต้แนวคิด “ผู้นำ…กับการปราบโกง!!” โดย กลุ่มทรู ยังคงยึดมั่นจุดยืนขับเคลื่อนธุรกิจด้วยการปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศไทยที่จะต่อต้านการคอร์รัปชันทุกรูปแบบอย่างเคร่งครัด ตามหลักธรรมาภิบาลที่เป็นนโยบายชัดเจนขององค์กรมาโดยตลอด

ทั้งนี้ กลุ่มทรูได้เข้าร่วมและสนับสนุนโครงการต่อต้านการทุจริตอย่างต่อเนื่องหลายโครงการ อาทิ โครงการยุวทูต ป.ป.ช. ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติและโครงการประกวดเพลง “ช่อสะอาดต้านทุจริต”ปี 2560 โครงการประกวดมิวสิกวีดีโอ “ช่อสะอาดต้านทุจริต” ปี 2561 โครงการประกวด“ค่ายเยาวชนช่อสะอาดต้านทุจริต” ประจำปี 2562 โครงการประกวด “การต่อต้านการทุจริตผ่านศิลปะการแสดงพื้นบ้าน” ประจำปี 2563 โครงการประกวด “ต่อต้านการทุจริต ผ่าน TikTok” ประจำปี 2564 และโครงการประกวด“ต่อต้านการทุจริตผ่านศิลปะการแสดงพื้นบ้านไทยประยุกต์” ประจำปี 2565 ของมูลนิธิต่อต้านการทุจริต อีกทั้งยังเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ ของกลุ่มทรู อาทิ ทรูวิชั่นส์ ทรูโฟร์ยูTNN16 และสื่อสังคมออนไลน์

โซไซตี้ : ซีพีเอฟ คว้า 27 รางวัล CSR-DIW Continuous Award 2022 จากกระทรวงอุตสาหกรรม ต่อเนื่องปีที่ 14

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/682196

โซไซตี้ : ซีพีเอฟ คว้า 27 รางวัล CSR-DIW Continuous Award 2022  จากกระทรวงอุตสาหกรรม ต่อเนื่องปีที่ 14

โซไซตี้ : ซีพีเอฟ คว้า 27 รางวัล CSR-DIW Continuous Award 2022 จากกระทรวงอุตสาหกรรม ต่อเนื่องปีที่ 14

วันอาทิตย์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

วันชัย พนมชัย อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม มอบโล่รางวัลและเกียรติบัตร CSR-DIW Continuous Award 2022 ในโครงการส่งเสริมโรงงานอุตสาหกรรมให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชนเพื่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (CSR-DIW to achieve SDGs) ประจำปี2565 จัดโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม ให้แก่27 สถานประกอบการของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ โดยบริษัทได้รับรางวัลต่อเนื่องเป็นปีที่ 14

เรวัติ หทัยสัตยพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟเปิดเผยว่า บริษัทฯ เข้าร่วมโครงการ CSR-DIWของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมาโดยปีนี้มีสถานประกอบการ 27 โรงงานของบริษัทได้รับรางวัล CSR-DIW Continuous Award แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นในการรักษามาตรฐานการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงความยั่งยืน ร่วมดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนร่วมดูแลชุมชนและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในฐานะสมาชิกของชุมชน ตลอดจนการปฏิบัติตามมาตรฐานความรับผิดชอบของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่มีต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง

“สถานประกอบการของซีพีเอฟ ยึดแนวทางการดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์ 3 เสาหลัก คือ อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน และดินน้ำป่าคงอยู่ ส่งผลบวกทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องตามหลักปรัชญา 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ คือ ประโยชน์ต่อประเทศชาติประชาชน และบริษัท ทำให้บริษัทฯ ได้รับรางวัลและเกียรติบัตรในโครงการ CSR-DIW อย่างต่อเนื่อง”เรวัติ กล่าว

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ประกาศกลยุทธ์ความยั่งยืน CPF 2030 Sustainability in Action เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) ทางตรงทั้ง 17 เป้าหมาย ซึ่งภายใต้กลยุทธ์ดังกล่าว ซีพีเอฟให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรเกิดประโยชน์สูงสุด ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อาทิ การใช้พลังงานและการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพตลอดกระบวนการผลิต วางเป้าหมายเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero Emissions) ภายในปี 2050 (พ.ศ.2593) กำหนดนโยบายยกเลิกการใช้ถ่านหิน 100% สำหรับกิจการในประเทศไทยภายในปี 2565 และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ทั้งชีวมวล ก๊าซชีวภาพ แสงอาทิตย์ ปัจจุบันมีสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนอยู่ที่ 27% ของการใช้พลังงานทั้งหมด ผลิตบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกเพื่อผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน ขณะเดียวกัน บริษัทฯเดินหน้าร่วมปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำและป่าชายเลน ซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญและเป็นต้นทางของการสร้างความมั่นคงทางอาหาร

สำหรับสถานประกอบการประเภทโรงงานของซีพีเอฟ 27 แห่ง ที่ได้รับรางวัล CSR-DIW Continuous Award 2022 ได้แก่ โรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำบ้านพรุ, โรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำมหาชัย, โรงงานอาหารแปรรูปสัตว์น้ำแกลง, โรงงานผลิตอาหารสัตว์ขอนแก่น, โรงงานแปรรูปเนื้อไก่โชคชัย นครราชสีมา, โรงงานแปรรูปเนื้อไก่-เป็ดบางนา, โรงงานแปรรูปเนื้อไก่มีนบุรี, โรงงานแปรรูปเนื้อไก่ สระบุรี, โรงงานผลิตอาหารสัตว์โคกกรวด, โรงงานผลิตอาหารสัตว์ท่าเรือ, โรงงานผลิตอาหารสัตว์ธารเกษม, โรงงานผลิตอาหารสัตว์บกหนองแค, โรงงานผลิตอาหารสัตว์ปักธงชัย, โรงงานผลิตอาหารสัตว์ลำพูน, โรงงานอาหารแปรรูปมีนบุรี 1,โรงงานอาหารแปรรูปมีนบุรี 2, โรงงานอาหารสัตว์บกพิษณุโลก, โรงงานอาหารสำเร็จรูปแปดริ้ว, ธุรกิจซอส พรีมิกซ์ เครื่องปรุง, ธุรกิจผลิตอาหารสำเร็จรูปสระบุรี, โรงงานอาหารสำเร็จรูปมหาชัย,อสร.หนองจอก, โรงงานผลิตอาหารสัตว์บางนากม. 21, โรงงานผลิตอาหารสัตว์หาดใหญ่, โรงงานผลิตอาหารสัตว์ราชบุรี, โรงงานผลิตอาหารสัตว์ศรีราชา และโรงคัดไข่และแปรรูปไข่บ้านนา

โซไซตี้ : กรมราชทัณฑ์มุ่งทำงานอย่างโปร่งใส พร้อมยกระดับการดูแลเรือนจำให้อยู่ในมาตรฐานสากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/680680

โซไซตี้ : กรมราชทัณฑ์มุ่งทำงานอย่างโปร่งใส  พร้อมยกระดับการดูแลเรือนจำให้อยู่ในมาตรฐานสากล

โซไซตี้ : กรมราชทัณฑ์มุ่งทำงานอย่างโปร่งใส พร้อมยกระดับการดูแลเรือนจำให้อยู่ในมาตรฐานสากล

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

อายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวในพิธีลงนามข้อตกลงคุณธรรม หรือ Integrity Pact ว่าปัจจุบันกรมราชทัณฑ์ให้ความสำคัญกับการทำงานด้วยความโปร่งใสอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินงานเกี่ยวกับการดูแลเรือนจำ รวมถึงการทำงานของข้าราชการในทุกหน่วย ต้องตรวจสอบได้และเป็นไปตามมาตรฐานที่เที่ยงตรง โดยก่อนหน้านี้ กรมราชทัณฑ์ได้รับรางวัลสำหรับการประเมินคุณธรรม และความโปร่งใสในการดำเนินการของหน่วยงานภาครัฐ ประจำปี 2565 หรือ ITA Award 2022 เป็นเครื่องสะท้อนคุณภาพการทำงานที่ผ่านมา ของทุกภาคส่วนของกรมราชทัณฑ์ อยากให้ประชาชนและสังคมมั่นใจว่าทุกส่วนงานของกรมราชทัณฑ์ ปฏิบัติงานอย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมา

สำหรับการลงนามข้อตกลงคุณธรรมในครั้งนี้เป็นโครงการเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของเรือนจำซึ่งกรมราชทัณฑ์มีการศึกษาความเป็นอยู่ หลักสิทธิมนุษยชนที่เป็นสากล เช่น ต้องมีพื้นที่สำหรับนักโทษอย่างไร และดำเนินการตามมาตรฐานอย่างดีที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ โดยมีการจัดซื้อจัดจ้างงานทั้งสิ้น 4 โครงการด้วยกันคือ โครงการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลราชทัณฑ์ แห่งที่ 2 พร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ1 แห่ง, โครงการก่อสร้างเรือนจำจังหวัดระยอง พร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ 1 แห่ง, โครงการก่อสร้างเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ 1 แห่งและโครงการก่อสร้างเรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ 1 แห่ง

โครงการดังกล่าว นอกจากจะเป็นการยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของเรือนจำ ให้อยู่ในระดับสากล ซึ่งในปัจจุบันที่มีจำนวนนักโทษเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังต้องเน้นการทำงานที่ประชาชนและสังคมสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งได้ความร่วมมือจากฝ่ายต่างๆ เข้ามาร่วมคือ กรมราชทัณฑ์ ผู้สังเกตการณ์ที่คัดเลือกมาจากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และภาคประชาสังคมซึ่งเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์และมีความรู้ความสามารถ ในโครงการจัดซื้อจัดจ้างนั้นๆ

โครงการดังกล่าวนอกจากจะดำเนินการด้วยความโปร่งใสตรวจสอบได้แล้ว ยังเป็นการสะท้อน ถึงความมุ่งมั่นในการทำงานของข้าราชการของกรมราชทัณฑ์ที่เป็นแบบอย่างในความโปร่งใสไร้ทุจริต และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนได้ ซึ่งการก่อสร้างได้ตั้งเป้าหมายที่จะสร้างมาตรฐาน ในด้านความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังอยู่ในระดับมาตรฐานสากล มีการคำนึงถึงพื้นที่ของห้องพักผู้ต้องขัง ให้อยู่ในมาตรฐานสูงสุดที่สามารถดำเนินการได้ เมื่อโครงการแล้วเสร็จคาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของกรมราชทัณฑ์ต่อไปในอนาคตต่อไป

โซไซตี้ : มอบประกาศนียบัตรหลักสูตร การตรวจนักอัลตราซาวนด์ทางสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/679170

โซไซตี้ : มอบประกาศนียบัตรหลักสูตร  การตรวจนักอัลตราซาวนด์ทางสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา

โซไซตี้ : มอบประกาศนียบัตรหลักสูตร การตรวจนักอัลตราซาวนด์ทางสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา

วันอาทิตย์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดยศูนย์พัฒนาความร่วมมือด้านบริการทางการแพทย์และภาคีเครือข่าย และงานสูตินรีเวชกรรม โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ร่วมกับสาธารณสุขจังหวัดยะลา โรงพยาบาลยะลา จัดพิธีมอบประกาศนียบัตรหลักสูตรฝึกอบรม “การตรวจนักอัลตราซาวนด์ทางสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา” รุ่นที่ 1 จำนวน 26 คนเพื่อพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ ในหน่วยงานสาธารณสุขจังหวัดยะลา โดยมี ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นผู้มอบประกาศนียบัตรฯ เพื่อเป็นเกียรติแก่บุคลากรทางการแพทย์ที่ผ่านการฝึกอบรมในครั้งนี้ พร้อมด้วย พญ.ประนอม คำเที่ยงรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดยะลา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลยะลา ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมร่มประดู่ ชั้น 7 โรงพยาบาลยะลาอำเภอเมือง จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา

การจัดฝึกหลักสูตรระยะสั้นการตรวจอัลตราซาวนด์ทางสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์รุ่นที่ 1 จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อผลิตนักอัลตราซาวนด์ทางการแพทย์ซึ่งเป็นสาขาวิชาชีพที่ขาดแคลน และมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการให้บริการในโรงพยาบาลทุกระดับ ซึ่งมีหน้าที่ให้บริการดูแลอนามัยแม่และเด็กในหน่วยบริการปฐมภูมิ พัฒนาหลักสูตรโดยงานสูตินรีเวชกรรม โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ หลักสูตรประกอบด้วย ภาคทฤษฎี จำนวน 22.5 ชั่วโมง และภาคปฏิบัติ จำนวน 30 ชั่วโมง ซึ่งจัดฝึกอบรมภาคทฤษฎีผ่านระบบออนไลน์ไปแล้ว เมื่อวันที่ 6-8 กรกฎาคม 2565 และฝึกอบรมภาคปฏิบัติระหว่างวันที่ 23-24 สิงหาคม 2565 ณ โรงพยาบาลยะลา โดยมีทีมวิทยากรซึ่งเป็นแพทย์งานสูตินรีเวชกรรมนำโดย พญ.ราชาวดี ตันวิสุทธิ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสูติศาสตร์นรีเวชวิทยา สาขาเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ทีมแพทย์โรงพยาบาลยะลา และโรงพยาบาลเบตง ร่วมกันถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์โดยตรง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาการให้บริการมารดาในระหว่างตั้งครรภ์ ให้ได้รับการคัดกรองจากการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงหรืออัลตราซาวนด์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างยิ่งในหลายช่วงอายุครรภ์ เนื่องจากได้รับการตรวจหาความผิดปกติในไตรมาสแรก ลดการเกิดผลเสียต่อสุขภาพของมารดาและทารกในครรภ์ได้ รวมถึงการกำหนดอายุครรภ์และการประเมินความสมบูรณ์ทารกในครรภ์เพื่อลดปัญหาอนามัยแม่และเด็กโดยเฉพาะในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ที่มีอัตราการเสียชีวิตมารดาและทารกในครรภ์สูง นอกจากนี้ผู้ฝึกอบรมจะได้การเสริมทักษะความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเครื่องมือในการการวินิจฉัยเบื้องต้นจนนำไปสู่การวางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้องแม่นยำตลอดจนเสริมสร้างเจตคติที่ดีในการบริการมารดาในระหว่างตั้งครรภ์ด้วย

โซไซตี้ : วว. คว้ารางวัล Thailand Research Expo Award 2022 ผลงาน ‘สารชีวภัณฑ์ วว. ยกระดับผลผลิตการเกษตร พัฒนาเชิงพื้นที่ด้วย วทน.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/678989

โซไซตี้ : วว. คว้ารางวัล Thailand Research Expo Award 2022  ผลงาน ‘สารชีวภัณฑ์ วว. ยกระดับผลผลิตการเกษตร พัฒนาเชิงพื้นที่ด้วย วทน.’

โซไซตี้ : วว. คว้ารางวัล Thailand Research Expo Award 2022 ผลงาน ‘สารชีวภัณฑ์ วว. ยกระดับผลผลิตการเกษตร พัฒนาเชิงพื้นที่ด้วย วทน.’

วันเสาร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มอบรางวัลชมเชยจากการพิจารณาคัดเลือกผลงานที่มีกระบวนการนำเสนอที่เด่นในรูปแบบที่หลากหลายและสามารถเชื่อมโยงส่งต่องานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์ต่อไปได้ ให้แก่ ศ. (วิจัย) ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ในฐานะผู้แทน วว.จากการประกวดผลงานนิทรรศการ ThailandResearch Expo Award 2022 เนื่องในงานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2565 ซึ่ง วว. นำเสนอผลงาน “สารชีวภัณฑ์ วว. ยกระดับผลผลิตการเกษตร พัฒนาเชิงพื้นที่ด้วย วทน.” เข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการที่มีศักยภาพรองรับอุตสาหกรรมการเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพ ช่วยป้องกันกำจัดศัตรูพืชทดแทนสารเคมีทางการเกษตร จากการดำเนินงานส่งผลให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจำนวน 33.3418 ล้านบาท โดยมีผลงานวิจัยพัฒนาที่ วช. คัดสรรมานำเสนอกว่า 700 ผลงานจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ โอกาสนี้ ดร.ตันติมา กำลัง นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ รับโล่ขอบคุณหน่วยงานสนับสนุนในการร่วมจัดงาน เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2565 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ บางกอกคอนเวนชัน เซ็นทรัลเวิลด์

ทั้งนี้ วว. ร่วมสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการมุ่งเน้นวิจัยและพัฒนาด้านเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับทุกภาคส่วนของประเทศ ผ่านการดำเนินงานโดย ICPIM 2 หรือ ศูนย์นวัตกรรมผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์เพื่ออุตสาหกรรมอาหาร 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ วว. มีสายการผลิต“สารชีวภัณฑ์” ครอบคลุมตอบโจทย์ทั้งสายการผลิตเชื้อราและแบคทีเรีย ที่เป็นประโยชน์ทั้งระบบการผลิตพืช มีประสิทธิภาพควบคุมศัตรูพืช ปศุสัตว์ และประมง โดยมีกำลังการผลิตรวมต่อปี 115,000 ลิตรเพื่อการขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมของประเทศให้ยั่งยืน

การดำเนินงานด้านชีวภัณฑ์ของ วว. มีจุดแข็งคือ มีโครงสร้างพื้นฐานโรงงาน ICPIM 2 ที่มีศักยภาพตอบโจทย์ให้กับภาคอุตสาหกรรมของไทย ในการให้บริการครบวงจรทั้งในด้านการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์จุลินทรีย์ใหม่ๆ ในระดับห้องปฏิบัติการ และทดสอบกระบวนการผลิต ขยายจุลินทรีย์ในระดับกึ่งอุตสาหกรรม สามารถผลิตสารชีวภัณฑ์ได้จำนวน3 รูปแบบ คือ หัวเชื้อเหลว หัวเชื้อน้ำและหัวเชื้อผง ในส่วนของบรรจุภัณฑ์มี 3 ขนาด คือ เล็ก กลาง และใหญ่ สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้ชีวภัณฑ์ทั้งรายย่อยและรายใหญ่ นอกจากนี้ยังมีการวิจัยพัฒนาถังหมักระดับชุมชนที่สามารถตอบโจทย์เกษตรกร ผู้ประกอบการ ในการขยายชีวภัณฑ์ที่มีคุณภาพมาตรฐานให้เพียงพอกับการใช้ประโยชน์ด้านเกษตรกรรมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับ “สารชีวภัณฑ์”หรือขอรับบริการจากศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ วว. (ติดต่อ ICPIM 2) ได้ที่ โทร.02-5779016, 02-5779021 โทรสาร 0 25779009E-mail : tistr@tistr.or.th

โซไซตี้ : แถลงผลการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/676115

โซไซตี้ : แถลงผลการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา  แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

โซไซตี้ : แถลงผลการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

วันอาทิตย์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ร่วมกับราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์, ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน), กระทรวงวัฒนธรรม, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน), สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, การกีฬาแห่งประเทศไทย, สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน), สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
บูรณาการจัดแถลงผลการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ระหว่างปี พ.ศ. 2563-2565 ภายใต้แนวคิด ความร่วมมือด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ พลิกโฉมประเทศไทยสู่การเปลี่ยนแปลง : CSLH Thailand Collaboration for Change นำคณะแถลงผลโดย ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรมฯ พร้อมด้วยประธานอนุกรรมการหลักทั้ง 4 ด้าน ประกอบด้วย วีระ โรจน์พจนรัตน์ ด้าน
วัฒนธรรม คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ด้านกีฬา นคร ศิลปอาชา ด้านแรงงาน และ รณภพ ปัทมะดิษ ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยมี วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน ณ สุราลัยฮอลล์ ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม เมื่อวันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม 2565

ภายในงานยังมีการเสนอมุมมองแนวทางการปฏิรูปและพัฒนาประเทศในอนาคต ในหัวข้อ Building Human Capital for the Next Chapter of Thailand Development : สานต่อ เดินหน้าพัฒนาคนไทย ร่วมเสวนากับ ถกลเกียรติ วีรวรรณ CEO, The One Enterprise, ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน กรรมการและ
เลขานุการ มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี,ดวงพร พรหมอ่อน กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด และ เรือโทบุญศักดิ์พลสนะ อดีตนักกีฬาแบดมินตัน ตัวแทนประเทศไทยในการแข่งโอลิมปิก 5 สมัย พร้อมด้วยการร่วมขึ้นเวทีทอล์กเสนอมุมมองชีวิตจากเรื่องราวประสบการณ์จริง สร้างแรงบันดาลใจสู่เยาวชนคนรุ่นใหม่กล้าตามล่าหาฝัน และรัก(ษ์)ความสวยงามของวัฒนธรรมไทยร่วมสานพลังขับเคลื่อนพัฒนาประเทศไทยให้งดงาม โดยสองสาวงามจากเวทีประกวด Miss Universe Thailand 2022 โดย แอนนา เสืองามเอี่ยม มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2022 ร่วมทอล์กในหัวข้อ ใครๆ ก็ทำได้: Everyone can do! ความคิด ความฝัน ผลักดันให้เกิดความสำเร็จ และนิโคลีน พิชาภา ลิมศนุกาญจน์ รองมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2022 และในฐานะอนุกรรมการด้านการปฏิรูปอุตสาหกรรมบันเทิงเพื่อคุณธรรม วัฒนธรรมและสังคมร่วมทอล์กในหัวข้อ “ปลูกฝังการรักในสิ่งที่เราเป็น:In my soul วัฒนธรรมไทย ประเทศไทย หล่อหลอมตัวตนของฉัน” นอกจากนี้ ภายในงานแถลงผลการปฏิรูปด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ยังเปิดให้ประชาชนและผู้ที่สนใจเข้าร่วมชมผลงานและร่วมแสดงพลังขับเคลื่อนประเทศผ่านการแสดงความคิดเห็นเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยสู่ความสมดุลและยั่งยืน สามารถรับชมการถ่ายทอดการแถลงผลการปฏิรูปด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ย้อนหลังได้ทางช่อง YouTube CRA Chulabhorn Channel ของทางราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ >> https://youtu.be/0cit7wxkjro