พช.ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน วัดเสนาสนารามฯเมืองกรุงเก่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/636428

วันที่ 25 ต.ค. 2563 เวลา 15:00 น.พช.ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน วัดเสนาสนารามฯเมืองกรุงเก่ากรมการพัฒนาชุมชนถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน วัดเสนาสนาราม ราชวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา  ได้เงินบำรุงพระพุทธศาสนา กว่า 4 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานผ้าพระกฐินให้ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ตามที่ได้ขอพระราชทานเพื่อน้อมนำไปถวายพระสงฆ์จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส โดยมีนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปีพุทธศักราช 2563 ในการนี้ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์และประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน นายภานุ แย้มศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา คณะผู้บริหาร ข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชนส่วนกลางและส่วนภูมิภาคจากจังหวัดต่าง ๆ ภาคีเครือข่าย รวมทั้งพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาเข้าร่วมในพิธีฯ ณ วัดเสนาสนาราม ราชวรวิหาร อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน(พช.)กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานผ้าพระกฐินให้กรมการพัฒนาชุมชน น้อมนำไปถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ที่จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ณ วัดเสนาสนาราม ราชวรวิหาร โดยมีพิธีสมโภชองค์พระกฐินพระราชทานไป เมื่อวันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา สำหรับการถวายผ้าพระกฐินพระราชทานในครั้งนี้ เพื่อเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ขอปวารณาถวายจตุปัจจัยถวายเป็นพระราชกุศล รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,209,805 บาท ในการนี้ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์และประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชนได้ร่วมบริจาคเงินจำนวน 1 ล้านบาท เข้ากองกฐินเพื่อนำเงินไปบูรณปฏิสังขรณ์โรงเรียนพระปริยัติธรรม “ลมาอมบุญนิธิ” ที่สร้างมานานเกือบร้อยปี ที่ชำรุดทรุดโทรมมาก

สำหรับ ประวัติและความเป็นมาของ วัดเสนาสนาราม ราชวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ตำบลหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ฝ่ายธรรมยุตนิกาย เดิมชื่อวัดเสื่อ สร้างตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาพร้อมพระราชวังจันทรเกษม ที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นมหาอุปราชครองเมืองพิษณุโลกในยามเสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงศรีอยุธยา ตัววัดสร้างขึ้นด้านหลังเพื่อเป็นวัดประจำพระราชวัง วัดเสื่อได้เจริญรุ่งเรืองมาพร้อมกับพระราชวังจันทรเกษมและได้กลายเป็นวัดร้างไปคู่กันเมื่อกรุงศรีแตกใน พ.ศ. 2310 จวบจนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ 300 ชั่งเศษและโปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชสงคราม (ทัด หงสกุล) เป็นประธานในการบูรณะวัดเสื่อจนแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2406 โดยพระราชทานนามใหม่ว่า วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร หรือเรียกกันทั่วไปว่าวัดเสนาสน์แล้วถวายเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกฝ่ายธรรมยุตนิกาย สถาปัตยกรรมงดงามภายในวัดที่น่าชม ได้แก่ พระอุโบสถศิลปะสมัยอยุธยา หน้าบันไม้แกะสลักปิดทอง มีพระราชลัญจกรในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รูปพระมหามงกุฏ บ่งบอกว่าพระองค์เป็นผู้โปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดนี้ ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเทพชุมนุมและภาพพระราชพิธีเดือนสิบสองที่วาดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 มีพระประธานในพระอุโบสถ คือ พระสัมพุทธมุนี เป็นพระพุทธรูปหล่อปางมารวิชัยลงรักปิดทองศิลปะสมัยอยุธยา ประดับด้วยซุ้มเรือนแก้วยอดพระมหามงกุฎ มีขนาดหน้าตักกว้าง 2 ศอก 2 นิ้ว สูงตลอดพระรัศมี 3 ศอก 1 นิ้ว ที่ซุ้มเรือนแก้วมีอักษรขอมจารึกไว้

ถัดมาคือพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ศิลปะสมัยอยุธยาที่นำศิลามาเรียงต่อกันแล้วแกะสลักยาว 14.2 เมตร ซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธไสยาสน์องค์นี้มาจากวัดมหาธาตุ และยังมีพระวิหารพระอินทร์แปลง เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ขนาด 5 ห้อง กว้าง 2.5 ห้อง หลังคามุงกระเบื้องดินเผาเคลือบหน้าบันและเครื่องประดับเป็นปูนปั้น มีประตูด้านหน้า 2 ประตู ตอนกลางระหว่างประตูมีหน้าต่าง 1 บาน หน้าต่างด้านข้างด้านละ 4 บาน บานสุดท้ายทางด้านหลังทำเป็นประตูออกข้างผนังด้านหลังติดต่อกับวิหารพระพุทธไสยาสน์ จึงเป็นผนังทึบด้านหน้ามีมุข สร้างสกัดหน้า ทำช่องซุ้มโค้งเป็นประตูหน้าต่าง ทุกซุ้มประตูหน้าต่างประดับลายปูนปั้นถอดพิมพ์ บานประตูหน้าต่างด้านนอกเขียนลายรดน้ำ ด้านในเขียนสีลายทวารบาล พื้นปูหินอ่อน ยกพื้นขึ้นเป็นอาสนสงฆ์ เพดานปิดทองลายฉลุ รูปดาวล้อมเดือน ตรงกลางผนังด้านหลังสร้างเป็นห้องประดิษฐานพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ ตอนหน้าของห้องสร้างเรือนแก้ว ประดิษฐาน “พระอินทร์แปลง” เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่อัญเชิญมาจากนครเวียงจันทน์ เป็นพระพุทธรูปศิลปะล้านช้าง หล่อด้วยโลหะสำริดปางมารวิชัย และพระสาวกยืนถวายสักการะอยู่ทั้ง 2 ข้าง สามารถเดินชมเสนาสนะและงานพุทธศิลป์ต่าง ๆ ได้ทั่วบริเวณวัด เช่น ซุ้มศรีมหาโพธิ์ ธรรมาสน์หินปิดทอง 2 แท่น ภาพจิตรกรรมฝาผนังตำนานพระอินทร์ ภาพจิตรกรรมฝาผนังวิถีชีวิตผู้คนวัดในสมัยรัชกาลที่ 4

ปัจจุบันวัดเสนาสนารามเป็นวัดเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ธรรมยุต) มี พระเทพมงคลโสภณ (โสภณ ปญฺญาโสภโณ) เป็นเจ้าอาวาส และเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดำรงสมณศักดิ์พระราชาคณะชั้นเทพ ที่พระเทพมงคลโสภณ โกศลวิหารกิจ นิวิฐธรรมสุนทร ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี วัดเสนาสนารามเป็นคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนมาอย่างยาวนาน และได้รับกฐินพระราชทานเป็นประจำทุกปี

คุณูปการ“สถาบันพระมหากษัตริย์”ต่อข้าพเจ้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/636391

วันที่ 25 ต.ค. 2563 เวลา 09:05 น.คุณูปการ“สถาบันพระมหากษัตริย์”ต่อข้าพเจ้าโดย อุทัย มณี    

****************

ผู้เขียนเคยเขียนเตือนในขณะที่เหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองยังกรุ่น ๆ อยู่แล้วว่าระวัง วัฒนธรรมสองขั้วปะทะสองความคิด คือ ความคิดของคนรุ่นใหม่กลุ่มหนึ่งที่มองว่า วิกฤติความคิดวัฒนธรรมกำลังถูกท้าทาย หนึ่ง คนรุ่นใหม่ กำลังหมดศรัทธากับวัฒนธรรมแบบเดิมของไทย สองคนรุ่นเก่า มองว่า คนรุ่นใหม่กำลังทำลาย สิ่งที่มีอยู่เดิมของสังคมไทย

สุดท้ายก็เป็นไปตามนั้น

ผู้เขียนเติบโตมาในยุคที่ถูกสอนให้เชื่อในความดี และ การเห็นแบบอย่างที่ดีของคนที่สังคมประทับตราให้ว่าเป็นคนดี เราจึงมีแบบอย่างที่ดีให้เจริญรอยตามตามทัศนะของพระพุทธศาสนา ผู้เขียนจึงภักดีทั้งในสถาบันพระมหากษัตริย์และสถาบันสงฆ์

ผู้เขียน“มาจากคนยากจนชีวิตติดลบ”เรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ที่ก่อตั้งริเริ่มและผลักดันโดย “สมเด็จย่า” สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และโรงเรียน ตชด. ส่วนใหญ่ก็อยู่ตามป่าเขา ถิ่นทุรกันดาร รสชาติความอดอยาก ความหิวโหย ในยุคผู้เขียนเป็นเด็กคนเมืองไม่เคยรับรู้

ทุกปีในเทศกาลวันเด็กซึ่งมีของเล่นและเสื้อผ้ามือสอง วันนั้นคือ วันที่พวกเรามีเสื้อผ้าใหม่ใส่กัน ชื่อที่ปักไว้บนเสื้อที่พวกเราสวมใส่ ไม่เคยมีนักเรียนคนไหนสวมใส่ตรงกับตัวจริงสักคน

หลังสมเด็จย่าสวรรคต “สมเด็จพระเทพฯ” สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  พระองค์ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอด จากสมเด็จย่า เจริญรอยตามดูแลเยี่ยมชมโรงเรียน ตชด.ทั่วประเทศ

ด้วยพระบารมีของพระองค์ ปัจจุบันโรงเรียน ตชด.ทั้งอาหารกลางวัน ทั้งทุนให้นักเรียนได้ศึกษาต่อทั้งการรับราชการเป็นครุทายาทพระองค์ก็ทรงสนับสนุนให้พวกเรา

อันนี้คือ พระคุณที่ผู้เขียนได้รับจากสถาบันพระมหากษัตริย์

หลังจบประถม 6 บวชเรียนเร่ร่อนอยู่หลายวัดหลายจังหวัด สุดท้าย มาอยู่วัดอรุณราชวรารามและวัดสังกระจายวรวิหาร เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพ ฯ ทั้งสองวัดก็เป็นวัดหลวง อยู่ภายในการอุปถัมภ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม

เมื่อศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ก้าวแรกที่เหยียบบนพื้นหินอ่อนก็เป็นสถาบันที่สถาปนาโดยสถาบันพระมหากษัตริย์ คือ องค์รัชกาลที่ 5

หากไม่มีพระองค์ท่านที่ทรงเห็นคุณค่าของพระภิกษุ-สามเณร เด็กยากจนขาดโอกาสแบบผู้เขียน ทุกวันนี้ก็คงไม่มีที่ยืนในสังคม

ผู้เขียนจึงภักดีและกตัญญูกตเวทีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และสถาบันพระพุทธศาสนา มีอยู่ มีกินทุกวันนี้ ก็เพราะทั้งสองสถาบันแห่งนี้มีส่วนสนับสนุนและส่งเสริม

ส่วนใครจะคิดอย่างไรถือว่าเป็นสิทธิ ไม่โกรธหรือต่อว่ากัน เพราะสิ่งที่ได้รับไม่เหมือนกัน

และคิดว่า เรื่องราวที่บานปลายทุกวันนี้ คนวัยกลางคนและวัยสูงอายุ ต้องหัดปล่อยวางและโทษตัวเองให้เป็นบ้าง..มองคนรุ่นใหม่แบบลูกหลาน ที่จะต้องรับภาระนำพาประเทศชาตินี้ต่อไป

ขอบคุณภาพ : อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

มหัศจรรย์งานจุลกฐิน วัดพระธรรมวรนายก โนนแต้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/635388

วันที่ 13 ต.ค. 2563 เวลา 18:53 น.มหัศจรรย์งานจุลกฐิน วัดพระธรรมวรนายก โนนแต้วโดย สมาน สุดโต

***************

งานจุลกฐิน ประเพณีที่หาคนประกอบการได้ยาก เพราะเป็นงานที่ต้องมีองค์ประกอบหลายอย่าง ตั้งแต่กำลังความสามัคคีของชุมชนที่มีเวลาทำงานเพียง 1 วัน และการวางแผนงานที่ต้องติดตามใกล้ชิดเป็นเดือน แต่ได้เกิดขึ้นแล้วที่วัดพระธรรมวรนายก โนนแต้ว ตำบลตู อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 11-12 ตุลาคม 2563  เพราะได้ผู้นำ ผู้อุปถัมภฺ์และคนวางแผนที่ดี ประกอบกับชุมชนสามัคคี

วัดพระธรรมวรนายกโนนแต้ว อายุ 12 ปี สร้างในนามพระธรรมวรนายก ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา บนที่ดินที่เคยเป็นป่าช้ามาก่อน ผู้ที่ให้การอุปถัมภ์จุลกฐิน คือ มูลนิธิวีระภุชงค์ ที่วินัย วีระภุชงค์ เป็นประธาน ชมรมโพธิคยาวิชชาลัย 980 ที่มี สุภชัย วีระภุชงค์ เป็นเลขาธิการมูลนิธิฯ พร้อมด้วยสมาชิกชมรมอีกจำนวนหนึ่ง

สุภะชัย วีระภุชงค์ นักธุรกิจระดับอินเตอร์ ที่ไม่เคยละเลยพระพุทธศาสนา นอกจากเรียนรู้พระธรรมคำสอนแล้วยังเป็นนักปฏิบัติธรรมสม่ำเสมอ ได้กล่าวว่า ขมรมโพธิคยา อุปถัมภ์งานจุลกฐิน เพราะต้องการสานเจตนารมณฺ์หลวงพ่อพระธรรมวรนายก ที่ต้องการรักษาโบราณประเพณีไม่ให้สูญหาย และได้รับความร่วมมือจาก ดร.สายพุทธศาสนา 2 สาว คือ ดร.อัจ และ ดร.โอ ช่วยวางแผนตั้งแต่หาพันธุ์ฝ้ายมาปลูกเป็นต้น

ดร.อัจฉราวดี กล่าวว่า การได้พันธุ์ฝ้ายมาปลูกที่โนนแต้ว บนพื้นที่ 1 งานเศษ ก็ได้รับความอุปถัมภ์จากผู้มีประสบการณ์ โดยมอบเมล็ดพันธุ์ที่ให้ปุยฝ้ายเป็นสีกรัก นำมาปลูกในวันวิสาขบูชา เก็บเกี่ยวเดือนกันยายน 2563 และนำมาใช้ในการทำพิธีจุลกฐินวันที่ 11-12 ตุลาคม

งานจุลกฐินที่ต้องทำให้เสร็จใน 1 วัน เริ่มนับเมื่อนำปุยฝ้ายมาผ่านกรรมพิธีต่างๆ เช่น หีบฝ้าย ดีดฝ้าย ปั่นฝ้าย ทำเป็นเส้นด้ายแล้วนำเข้ากี่เพื่อทอเป็นผ้าผืน เพื่อไปตัดเป็นจีวร สังฆาฏิ หรือ ผ้าสบง อย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อถวายเป็นผ้ากฐินแก่พระสงฆ์ อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำผืนผ้านั้น เป็นอุปกรณ์โบราณที่คนในชนบทสมัยก่อนใช้ในการทอผ้าใช้เอง ใครที่ได้เห็นก็พากันอัศจรรย์ เช่น เครื่องปั่นด้าย ที่มหาตมะคานธี ใช้จนเป็นโลโก้ ประจำตัวมหาบุรุษท่านนี้ คนไทยโบราณก็ใช้เป็นเรื่องปกติ

พระธรรมวรนายก ประธานสงฆ์กล่าวว่า คำว่ายุ่งเหมือนจุลกฐินนั้น นำมาใช้ที่วัดโนนแต้วไม่ได้ เพราะที่นี่ชุมชนมีความสามัคคี มีจิตอาสา ทำงานตามหน้าที่ มีความรับผิดชอบ ทุกอย่างจึงราบรื่น เป็นไปตามเจตนารมณ์ ท่านเห็นแล้วมีความพึงพอใจถึง 90%  ส่วนบริวารกฐิน หรือปัจจัยถวายวัดนั้น สถาบันโพธิคยา พร้อมทั้งสมาชิกมูลนิธิวีระภุชงค์ รวบรวมได้ 2 ล้านบาทเศษ ได้ถวายสงฆ์ ซึ่งทางวัดจะนำไปใช้ในการถก่อสร้างเสนาสนะที่ขาดเหลือต่อไป

งานอัศจรรย์จุลกฐินครั้งแรกที่วัดพระธรรมวรนายก โนนแต้ว ปักธงชัยสำเร็จเสร็จเรีบยร้อยลุล่วงลงด้วยดี ซึ่งได้รับการอนุโมทนาจากทุกฝ่าย….สาธุ

สมเด็จพระสังฆราชบำเพ็ญกุศลน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณร.9 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/635365

วันที่ 13 ต.ค. 2563 เวลา 14:33 น.สมเด็จพระสังฆราชบำเพ็ญกุศลน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณร.9สมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานสงฆ์นำประชาชนบำเพ็ญกุศลเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวงรัชกาลที่ 9 พร้อมรับผ้าป่าสมทบทุน “โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย”ตามพระราชดำริ

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จลงพระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ทรงเป็นประธานสงฆ์รับผ้าป่าสมทบทุน “โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย” ตามพระราชดำริใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

โอกาสนี้ทรงมีพระดำรัสความว่า “ตลอดระยะเวลา 70 ปี แห่งการครองราชย์ ตั้งแต่พุทธศักราช 2489 ตราบจนกระทั่งเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงดำรงมั่นอยู่ในทศพิธราชธรรม และทรงยึดมั่นในพระปฐมบรมราชโองการ “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” อีกทั้งทรงพระวิริยะ อุตสาหะปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการ หยาดพระเสโทอันเกิดจากการที่พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายเพื่อประชาชน เปรียบเสมือนหยาดน้ำทิพย์ที่ชโลมผืนแผ่นดินและจิตใจของพสกนิกรให้ได้รับความร่มเย็น ตลอดจนทุกคราที่ชาติบ้านเมืองประสบความทุกข์ยากจากวิกฤตภัยต่างๆ พระองค์ได้ทรงพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ และพระราชทานแนวทางเพื่อคลี่คลายขจัดปัญหาให้ผ่านพ้นไปด้วยดี นำความผาสุกมาสู่ประเทศและอาณาประชาราษฎร์โดยถ้วนหน้า”

ทั้งนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน นำคณะผู้บริหารข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมทอดผ้าป่าการศึกษาสมทบทุน “โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย” และทำบุญใส่บาตรพระภิกษุ 50 รูปร่วมกับประชาชนจำนวนมากณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีต่อเหล่าปวงชนชาวไทย ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหมดจะขอสืบสานพระราชปณิธานด้วยการ “ปฏิบัติบูชา” ตามคำพ่อสอน ด้วยความจงรักภักดี จะยึดมั่นในการปฏิบัติดี รักษาชาติบ้านเมือง และสร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาขน สนองพระมหากรุณาธิคุณตลอดไป และ ตลอดทั้งเดือนตุลาคมนี้ กรมการพัฒนาชุมชนขอเชิญชวนให้ข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชนร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนและพี่น้องประชาชนร่วมกันจัดกิจกรรมจิตอาสาต่างๆ ตามความเหมาะสม เพื่อเป็นปฏิบัติบูชาถวายแด่พ่อของแผ่นดิน

หุ่นพยนต์ อ.ลอย โพธิ์เงิน วัดสุวรรณ จ.พระนครศรีอยุธยา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/635255

วันที่ 11 ต.ค. 2563 เวลา 21:58 น.หุ่นพยนต์ อ.ลอย โพธิ์เงิน วัดสุวรรณ จ.พระนครศรีอยุธยาโดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com       

*******************************

วันนี้มาชมเครื่องรางอีกแบบหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมกันมากเช่นกันนั่นคือหุ่นพยนต์ เป็นการจัดสร้างหุ่นจำลองรูปคนโดยครูบาอาจารย์ผู้มีวิชาอาคม และยังถือได้ว่าเป็นเครื่องรางหุ่นพยนต์อันดับต้นของวงการเครื่องรางในทุกวันนี้ มาชมหุ่นพยนต์ของ อาจารย์ลอย โพธิ์เงิน วัดสุวรรณ อยุธยากันครับ

การสร้างหุ่นพยนต์นั้นเป็นความเชื่อในทางไสยศาสตร์มาแต่โบราณวัสดุที่ใช้ในการสร้างมีหลายชนิดเช่น ก้านใบลาน หญ้าแพรก ไม้ไผ่ และขี้ผึ้งมาปั้นเป็นหุ่น เป็นต้น

หุ่นพยนต์ตนนี้ผ่านการชุบรักมา มีร่องรอยผ่านการใช้งาน ผ่านการสัมผัสมา ปรากฏความเก่าของน้ำรักที่แห้งแบบมีเสน่ห์ ว่าเก่าถึงยุคท่านแน่นอนครับ

อาจมีคำถามว่า หุ่นพยนต์ส่วนใหญ่ของอาจารย์ลอย มักจะไม่มีการชุบรัก เพราะเมื่อท่านสร้างแล้วก็จะใส่กรอบพลาสติคให้ แต่สำหรับองค์นี้น่าเชื่อได้ว่าเป็นการสร้างในยุคแรกของท่าน เจ้าของคงนำมาชุบรักเพื่อรักษาหุ่นไว้ กลับกลายเป็นจุดพิจารณาอย่างหนึ่งว่าน้ำรักนั้นเก่าได้อายุการสร้างครับ

ด้านโครงสร้างของหุ่น เส้นลานที่นำมาสานเป็นหุ่นมีความเสมอกัน ทั้งในส่วนของแนวตั้งและในส่วนของแนวนอนเส้นลานที่นำมาสานก็มีขนาดเท่ากัน มีความกลมมนน่ารัก ด้านลำตัวของหุ่นก็มี 6 ปล้องตามแบบมาตรฐานหุ่นยนต์อาจารย์ลอยครับ

มีบันทึกถึงวิธีการสร้างหุ่นพยนต์โดยสรุปจาก อาจารย์มโนมัย อัศวธีระนันท์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญพระเครื่องกรุงเก่าและท่านมีรูปหุ่นพยนต์ของอาจารย์ลอย ที่ถ่ายเก็บเอาไว้มากที่สุดว่า หุ่นพยนต์อาจารย์ลอย น่าจะจัดสร้างจากก้านลาน เพราะมีความเหนียวมีความยืดหยุ่นสูง เป็นคุณลักษณะของก้านลานที่ว่า หากมีรอยปริแตกก็จะแตกออกเป็นเส้นแยกออกไปไม่ได้เป็นขุย และมีขนาดเล็กเหมาะที่จะผูกทำหุ่นมากกว่าไม้ไผ่ที่ต้องมานั่งเหลา  อีกทั้งหุ่นบางตัวจะมีการต่อเส้นหรือขึ้นเส้นใหม่แสดงว่าวัสดุที่นำมาใช้มีความยาวจำกัด

การนำก้านลานมาสาน เริ่มจากเจาะแผ่นสังกะสี หรือฝากระป๋องนมให้เป็นรู และสอดวัสดุเข้าไป ดึงรูดออกมาให้คมของรูกระป๋องนมหรือสังกะสี รูดบังคับให้ไม้หรือก้านลานมีขนาดเท่ากันทั้งเส้น เมื่อนำก้านลานที่ผ่านกรรมวิธี รูดผ่านรูสังกะสีที่ว่านี้มาสานเป็นหุ่น แนวสานตามขวางทุก ๆ แนวต้องมีขนาดเท่ากันทั้งเส้น วัสดุที่ผ่านการรูดนี้ จะมีลักษณะมนน้อย ๆ เทียบให้เห็นภาพก็คือลักษณะเหมือนหลอดกาแฟผ่าครึ่ง เนื่องจากถูกขอบรูสังกะสีลบคมทั้งสองด้าน มองดูก็จะรู้สึกถึงความเหนียวแน่นได้ชัดเจน

ความกว้างของไม้ที่สานตามแนวนอนและแนวตั้งต้องมีสันฐานเท่ากัน ตรงนี้สำคัญมากเหตุเพราะเมื่อดึงผ่านรูสังกะสี จึงมีสันฐานเท่ากัน หากใช้เหลาแบบเก๊บางสำนักทำออกมา ก็จะเห็นว่าบางแถวแคบบางแถวกว้าง ทั้งนี้แนวตั้งกับแนวขวางไม่จำเป็นต้องเท่ากันเพราะใช้ไม้คนละเส้นกัน ของเก๊โดยมากมักนำไม้ไผ่มาเหลา ๆ ขอบคมเป็นสันไม่โค้งมน

ศิลปของหุ่นพยนต์จะมีหลายยุค แต่รูปแบบจะใกล้เคียงกันมาก รูปแบบของหุ่นลักษณะจากหัวไหล่ที่คอดและค่อย ๆ บานออกตรงส่วนหัว และส่วนหัวจะมีลักษณะแบบหัวหมุด ซึ่งแบบนี้จะพบมากที่สุดและเป็นมาตรฐานทางศิลปของหุ่นพยนต์ อ.ลอย

ส่วนลำตัวแนวตั้งซึ่งเป็นโครง แต่ละโครงจะเว้นช่องไฟไว้พอประมาณ หุ่นตัวนึงส่วนใหญ่ที่พบมักจะมีโครงแนวตั้งนี้อยู่ด้วยกัน 6 แถว แต่ละแถวมักจะประกอบไม้สองเส้นแทบทุกตัว และแนวนอนจะเป็นไม้เส้นเดียวสานไขว้หุ้มส่วนที่เป็นโครงเอาไว้ ทั้งนี้แนวตั้งกับแนวขวางไม่จำเป็นต้องมีความกว้างของไม้เท่ากันเพราะใช้ไม้คนละเส้นกัน

การสานหุ้มโครงลักษณะนี้ ทำให้ลำตัวของหุ่นพยนต์ มีลักษณะเป็นปล้อง ๆ มักจะมีอยู่หกปล้องล้อมโครงหุ่น เป็นทรงกระบอกตั้งแต่ส่วนหัวลงมา ส่วนแขนต่อออกมาจากใต้คอ ไม้มักจะมีขนาดเท่ากับส่วนโครง จะมีอยู่ด้วยกันสามซี่สานแบบถักเปีย บางตัวจะใช้ไม้สองเส้นรวมกันเป็นหนึ่งซี่ ส่วนขาเช่นเดียวกับส่วนแขนคือมีสามซี่ แต่เท่าที่พบโดยมาก แต่ละซี่จะมีสองเส้น อาจจะเจตนาให้ส่วนขามีสัดส่วนใหญ่กว่าส่วนแขนถักไขว้เป็นเปียเช่นกัน

ด้านพุทธคุณของหุ่นพยนต์นั้น ดีทางด้านเมตตามหานิยม ค้าขายร่ำรวย ขอสิ่งใดก็มักจะได้สมตามความปรารถนาเสมอ เหมือนมีเพื่อนคู่คิด มิตรคู่กายดีที่คอยคุ้มครองเรา ที่สำคัญคือควรจะทำบุญกรวดน้ำให้แก่หุ่นพยนต์ที่เราใช้อยู่เป็นประจำ มีข้อห้ามคืองดถวายเหล้ายาอย่างเด็ดขาด

สำหรับบางคนที่ไม่ได้เชิญหุ่นพยนต์ติดตัวขึ้นคอ ก็สามารถวางบนพานพุ่ม ถวายน้ำ ถวายบุหรี่ เวลาจะกินข้าวก็เรียกให้หุ่นพยนต์มากินด้วยกัน เท่านั้นก็พอ

พิธีมงคลในโอกาสครบรอบ 24 ปี เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/635129

วันที่ 09 ต.ค. 2563 เวลา 21:11 น.พิธีมงคลในโอกาสครบรอบ 24 ปี เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯซีพี ออลล์ จัดโครงการ”เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ” ครบรอบ 24 ปีนิมนต์พระเทพปฏิภาณวาทีมาเจริญพระพุทธมนต์ ตามนโยบาย มุ่งส่งเสริมการศึกษา พัฒนาคุณธรรม – จริยธรรม

“พุทธปัญญาชมรม” โดย บมจ. ซีพี ออลล์ ผู้บริหารออลล์ ออนไลน์ และเซเว่น อีเลฟเว่น จัดพิธีมงคล ในโอกาสครบรอบ 24 ปี เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ นิมนต์พระสงฆ์จากวัดสุทัศน์เจริญพระพุทธมนต์ เสริมมงคล ให้พนักงานและประชาชน และเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ร่วมทำบุญทอดกฐิน 4 ภาค 4 วัด ณ อาคารซี.พี. ทาวเวอร์ ถนนสีลม ตามนโยบาย มุ่งส่งเสริมการศึกษา พัฒนาคุณธรรม – จริยธรรมตามหลักพระพุทธศาสนาสู่ชุมชนและสังคม ตามปณิธาน “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน”

นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ. ซีพี ออลล์ ผู้บริหารออลล์ ออนไลน์ และเซเว่น อีเลฟเว่น เปิดเผยว่า ในโอกาสครบรอบ 24 ปี ของโครงการ “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ” ซีพี ออลล์ได้จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ โดยนิมนต์ พระเทพปฏิภาณวาที พร้อมด้วยพระสงฆ์จากวัดสุทัศนเทพวรารามร่วมเจริญพระพุทธมนต์

ด้าน นางปรางรัตน์ เกียรติทรงศักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.ซีพี ออลล์ และผู้ก่อตั้งโครงการ “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ” กล่าวว่า โครงการเรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ จัดขึ้นทุกวันศุกร์ ณ อาคารซีพีทาวเวอร์ เป็นพิธีฉลองครบรอบ 24 ปี ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก โดยปีอื่นๆ จะมีผู้เข้าร่วมงานกว่าพันคน แต่ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 ทำให้การจัดงานครั้งนี้จำเป็นต้องจำกัดผู้เข้าร่วมงานประมาณ 300 คน ผ่านการลงทะเบียนล่วงหน้า

“นอกจากนี้ในส่วนของกิจกรรมทำบุญทอดกฐิน 4 ภาค 4 วัด ก็ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากผู้ใจบุญทั้งหลาย ซึ่งทางบมจ.ซีพี ออลล์ จะนำเงินกฐินในครั้งนี้ ไปถวายวัดในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ที่ยังไม่มีเจ้าภาพทอดกฐินด้วย เราควรเพิ่มบุญ เพิ่มกุศลให้กับตัวเราเอง ด้วยการสวดมนต์ไหว้พระ เจริญสมาธิ ภาวนา ฟังธรรมะบรรยาย เพิ่มพูนสติปัญญา และเชื่อว่าบุญกุศลจะช่วยเราในโอกาสต่อๆ ไปค่ะ ถ้าท่านใดว่างและสนใจ ทุกเที่ยงวันศุกร์ขอเชิญร่วมฟังการบรรยายธรรมร่วมกันได้นะคะ ณ อาคารซีพีทาวเวอร์ ชั้น 11 โดยสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้เลย” นางปรางรัตน์กล่าว

สำหรับ บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างอบอุ่น มีประชาชนและพนักงาน เข้าร่วมงานอย่างคึกคัก ซึ่งจัดในรูปแบบปกติใหม่ หรือ New Normal และยังเปิดโอกาสให้ทุกคนร่วมทำบุญทอดกฐิน 4 ภาค 4 วัด ซึ่งจัดขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสร่วมทำบุญครั้งใหญ่ โดยมีพุทธปัญญาชมรมเป็นสะพานบุญในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม ตลอด 24 ปีที่ผ่านมา โครงการเรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ ได้จัดธรรมบรรยายทุกวันศุกร์อย่างต่อเนื่องกว่าพันครั้ง โดยในแต่ละเดือนจะนิมนต์พระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงมาเทศนาธรรม บรรยาย 3 – 4 ครั้ง และฆราวาสที่มีชื่อเสียงมาแบ่งปันประสบการณ์ธรรมะ 1 ครั้ง ซึ่งมีประชาชนและพนักงานร่วมงานไม่ต่ำกว่าครั้งละ 300 คน เป็นเสมือนพื้นที่ให้ได้ร่วมกันทำบุญ และสร้างพื้นที่ธรรมะสำหรับคนเมือง ย่านสีลม สาทร และบริเวณใกล้เคียง ตลอดจนพนักงานได้ร่วมฟังธรรมบรรยาย ศึกษา และน้อมนำหลักธรรมไปปฏิบัติและประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

นอกจากโครงการดังกล่าวแล้ว ซีพี ออลล์ ยังมีการส่งเสริมการศึกษา พัฒนาคุณธรรมอีกหลายโครงการ อาทิ โครงการส่งเสริมการสอบธรรมศึกษาให้แก่พนักงาน เพื่อสนับสนุนให้พนักงานได้ศึกษาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาพร้อม โดยได้ดำเนินโครงการมาจนถึง โครงการเรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ สัญจร “ธรรมสู่เยาวชน” เพื่อนำหลักธรรมทางพุทธศาสนาไปเผยแผ่สู่เยาวชนของชาติ เพื่อเป็นการบ่มเพาะเยาวชนให้เป็นทั้งคนเก่งและคนดีของสังคมไทยต่อไป

สำหรับ ผู้สนใจร่วมฟังธรรมบรรยายดี ๆ ในโครงการ “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ” บุคคลทั่วไปสามารถลงทะเบียนเพื่อร่วมฟังธรรมบรรยายในรูปแบบ New Normal จำนวน 80 ที่นั่ง ลงทะเบียนผ่าน https://forms.gle/QFeQK7FnZWsnDCmE8 เพื่อสำรองที่นั่ง หรือติดตามรับชมผ่านระบบ live สด ทุกวันศุกร์ เวลา 12:00-13:30 น. ทางช่องทาง facebook fanpage CPALL และสามารถรับฟังย้อนหลังได้ที่ช่องทางเดียวกัน

การสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงบนฐานของคุณค่ามนุษย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/636446

วันที่ 26 ต.ค. 2563 เวลา 06:33 น.การสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงบนฐานของคุณค่ามนุษย์โดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

เพราะโลกไม่เคยหยุดนิ่ง สร้างความไม่แน่นอนและความเสี่ยงในทุกกิจกรรมการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะในยุคศตวรรษที่ 21 ที่เป้าหมายขององค์กรคือ ความยั่งยืน และความยั่งยืนจะเป็นจริงได้ บุคลากรต้องเปลี่ยน จึงเกิดคำถามที่สำคัญว่า แล้วสถานการณ์ดังกล่าวนำไปสู่ความท้าทายอะไร แล้วทำไมต้องเปลี่ยน เราต้องเปลี่ยนอะไร และเราตระหนักดีว่า เราต้องการผู้นำการเปลี่ยนแปลง ถ้าเช่นนั้นแล้วภาวะผู้นำคืออะไร สำคัญอย่างไร ภาวะนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร เราจะสร้างภาวะนี้ขึ้นมาได้อย่างไร เพื่อนำองค์กรสู่ความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

ทำไมต้องเปลี่ยน

ก็เพราะโลกเปลี่ยนไม่แน่นอนซับซ้อนคลุมเครือเพราะเทคโนโลยีก้าวล้ำสมัยในอัตราเร่งแต่ก็ล้าสมัยชั่วข้ามคืนใครตามไม่ทันต้องถูกทิ้งและล่มสลายและจากความไม่แน่นอนดังกล่าวนำไปสู่ความท้าทายที่สำคัญอย่างยิ่งคือทำอย่างไรองค์กรจึงจะอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนหนึ่งในคำตอบนั้นคือองค์กรต้องการผู้นำการเปลี่ยนแปลง

แล้วภาวะผู้นำคืออะไร สำคัญอย่างไร เราจะพัฒนาภาวะนี้ขึ้นมาได้อย่างไร

ภาวะผู้นำมิใช่ตำแหน่งผู้นำภาวะผู้นำไม่เกี่ยวกับอายุหรืออายุงานหรือการศึกษาหรือฐานะตำแหน่งผู้นำมันเป็นเรื่องสมมติมันแต่งตั้งกันได้แต่ภาวะผู้นำมันตั้งกันขึ้นมาเองไม่ได้เรียกร้องก็ไม่ได้มันต้องสร้างขึ้นเองเพราะภาวะผู้นำเป็นเรื่องของสถานะของการยอมรับที่ฝ่ายหนึ่งให้กับอีกฝ่ายหนึ่ง 

แต่การที่ตนจะยอมรับอีกฝ่ายว่ามีภาวะผู้นำนั้น ก็ต่อเมื่อตนต้องได้รับการยอมรับจากผู้นั้นเสียก่อน การยอมรับที่ว่านี้มิใช่การยอมรับในเรื่องความสามารถด้านเทคนิคหรือการบริหารจัดการเท่านั้น เพราะนั่นเป็นเรื่องฉาบฉวย ผิวเผินเกินไป แต่ที่มีความหมายมากกว่าคือ การยอมรับในคุณค่าความเป็นมนุษย์ เพราะมนุษย์คือชีวิตที่ต้องการคุณค่าและความหมาย

เมื่อตนได้รับการยอมรับ ตนจึงแสดงการยอมรับตอบ มันคือการยอมรับว่าเขามีภาวะผู้นำ เมื่อผู้นั้นอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า ดังนั้น เมื่อเขาพูดอะไร เราจะฟังและทำตาม “เพราะใครก็ตามที่เห็นฉันมีค่า ฉันก็เห็นเขามีค่าเช่นกัน” และเนื่องจากมนุษย์เราแตกต่างกัน ดังนั้น ที่ว่าการยอมรับนั้น มันก็คือการยอมรับในความแตกต่างกัน นั่นเอง กล่าวอีกนัยหนึ่ง มันคือการเห็นคุณค่าและความหมายในความมีชีวิตของเพื่อนร่วมงาน

การเห็นคุณค่าในความแตกต่างนี้เองตนจึงรู้สึกว่าได้รับการยอมรับเมื่อตนได้รับการยอมรับบุคคลจึงเปิดใจกว้างรับฟังสื่อสารกันอย่างเข้าใจกันเกิดความไว้วางใจเชื่อมั่นและศรัทธาภาวะนี้เท่านั้นที่บุคคลจะสามารถขับศักยภาพและสร้างพลังร่วมได้อย่างเป็นหนึ่งเดียวภาวะนี้เท่านั้นจึงจะสามารถพัฒนาภาวะผู้นำที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีส่วนร่วมเกิดความร่วมมือสามารถสร้างทีมงานและเครือข่ายที่เข้มแข็งได้อย่างยั่งยืน

ดังนั้น ผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่สามารถนำองค์กรสู่ความยั่งยืนได้จึงต้องตั้งอยู่บนฐานของการเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์เมื่อผู้นำโดยตำแหน่งมีภาวะผู้นำที่สอดคล้องกันก็สามารถนำการเปลี่ยนแปลงและสร้างทีมงานให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นหนึ่งเดียวอย่างมีเอกภาพได้

โดยสรุป ผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อนำองค์กรสู่ความยั่งยืนได้ต้องตั้งอยู่บนฐานของการเห็นคนเป็นมนุษย์ เพื่อนำไปสู่

  1. การเหนี่ยวนำให้บุคลากรปรับออกจากกรอบความคิดเดิมๆ มีทัศนคติเชิงบวก สามารถระเบิดศักยภาพภายในตนเองออกมาได้อย่างเต็มที่ ให้สามารถนำตนเองได้ เพื่อเล่นเชิงรุก มองปัญหาเป็นความท้าทาย มีทางออก
  2. การสร้างองค์กรให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ สามารถแก้ปัญหาเชิงซ้อน และการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ ผ่านการคิดเชิงระบบ และการมองภาพเชิงองค์รวม
  3. การส่งเสริมให้บุคลากรเห็นคุณค่าตนเอง มีความมั่นคงทางอารมณ์ มีความเชื่อมั่น มีภูมิต้านทาน มีความเข้มแข็ง ไม่หวั่นไหว สามารถรับมือกับปัญหาได้อย่างยืนหยัด อดทน
  4. การสร้างทีมงานที่แข็งแกร่ง สามารถปลดปล่อยศักยภาพร่วมออกมาเสริมกัน ด้วยใจที่เปิดกว้างบนฐานของความเข้าใจ ความไว้วางใจ และศรัทธา
  5. การสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างทีมงานอย่างมีส่วนร่วม เกื้อกูล ยื่นมือช่วยเหลือ เพื่อให้องค์กรดำเนินไปอย่างสอดคล้องไปในแนวเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพ 

ท่านในฐานะผู้นำองค์กร ท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์ เพื่อการพัฒนาภาวะผู้นำเพื่อสร้างวัฒนธรรมการเปลี่ยนแปลงจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อสร้างองค์กรให้เข้มแข็ง มั่นคงยั่งยืนได้อย่างไร

ไอเดียรักษ์โลกของคอกาแฟสายกรีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/636333

วันที่ 24 ต.ค. 2563 เวลา 08:20 น.ไอเดียรักษ์โลกของคอกาแฟสายกรีนคอฟฟี่เลิฟเวอร์สายกรีนแชร์หลากไอเดียรักษ์โลก พร้อมสนับสนุนแคมเปญรีไซเคิลจากเนสเพรสโซ ภายใต้แนวคิด “การมอบชีวิตใหม่ให้อะลูมิเนียมและกากกาแฟ”

ยังคงสานต่อโครงการรีไซเคิลผ่านแคมเปญ “Doing is Everything” อย่างต่อเนื่อง สำหรับ เนสเพรสโซ (Nespresso) ที่ส่งมอบช่วงเวลาแห่งความสุขด้วยกาแฟหนึ่งแก้วจากแคปชูลให้แก่ผู้บริโภค พร้อมสร้างประโยชน์และความยั่งยืนให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน ด้วยการชวนลูกค้าให้นำกาแฟแคปซูลใช้แล้วมาคืนเพื่อให้เนสเพรสโซได้นำไปเข้าสู่กระบวนการย่อยสลายและรีไซเคิลให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ภายใต้แนวคิด “การมอบชีวิตใหม่ให้อะลูมิเนียมและกากกาแฟ”

“นับเป็นระยะเวลากว่า 3 ปีที่เราริเริ่มโครงการรีไซเคิลในประเทศไทย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เรามุ่งมั่นในการส่งมอบกาแฟที่มีคุณภาพให้แก่ผู้บริโภคควบคู่กับการใส่ใจดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งแนวคิดนี้เป็นหนึ่งในปณิธานหลักของเรา รวมถึงการส่งเสริมและผลักดันโครงการ รีไซเคิล และสนับสนุนให้ลูกค้านำกาแฟแคปซูลใช้แล้วกลับมาคืนที่ร้าน เพื่อนำแคปซูลเหล่านั้นเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลให้ได้มากที่สุด ซึ่งที่ผ่านมา เราได้นำแคปซูลกาแฟใช้แล้วไปย่อยสลายให้กลายเป็นปุ๋ยและผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ปากกา หรือ จักรยาน โดยได้ร่วมมือกับแบรนด์ระดับโลกในการรังสรรค์ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวขึ้นมา เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจพร้อมกับการขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน” ปรีติ ฮาลัย ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจ เนสเพรสโซ ประเทศไทย กล่าว

“เชฟตาม” ชุดารี เทพาคำ เชฟสาวซึ่งยึดแนวคิดอาหารปลอดภัยและยั่งยืน เล่าว่า ทุกๆ วันที่ปรุงอาหารในร้านของตัวเองนั้น จะเน้นลดปริมาณขยะต่างๆ ที่สร้างขึ้นมาโดยวิธีการหมักปุ๋ยเองจากเศษอาหารในครัว รวมถึงปลูกผักสมุนไพรที่ใช้ในรายการอาหาร เป็นการช่วยให้ลดเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์ หรือ ภาวะเรือนกระจก ซึ่งตัวเองค่อนข้างให้ความสำคัญ อันที่จริงทุกครัวเรือนก็สามารถทำได้ เพราะต้องทำอาหารและรับประทานอาหารอยู่แล้ว ไม่เพียงจะช่วยลดปริมาณขยะในทางตรง เรายังมีปุ๋ยไว้ปลูกพืชในทางอ้อมอีกด้วย

ทางด้านสาวช่างแต่งตัวผู้ให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมไม่น้อย “บุ๊ค” พิมพ์เลิศ ใบหยก เผยว่า เพราะชอบแต่งตัวชอบแฟชั่น เมื่อก่อนเน้นช็อปปิ้งแบบฟาสต์แฟชั่น คือ ซื้อเสื้อผ้าใส่ครั้งเดียวทิ้ง พอโตมาตระหนักได้ว่านี่คือการทำลายสิ่งแวดล้อมโลก เป็นการสร้างขยะ จึงเกิดจุดเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวหันมาเลือกซื้อแฟชั่นที่สามารถใช้ได้หลายครั้ง เพื่อให้เราสามารถหยิบขึ้นมาสวมใส่ได้เรื่อยๆ เป็นการลดขยะ ลดมลพิษ พอเริ่มจากเสื้อผ้าก็ไปสู่เรื่องอื่นๆ เช่น การดื่มกาแฟ จากแก้วใช้ครั้งเดียวทิ้งก็เริ่มใช้แก้วส่วนตัวซึ่งสามารถใช้ได้หลายครั้ง อย่างไรก็ตาม การดื่มกาแฟทุกวันก็ยังสร้างขยะอยู่ดี ดังนั้นการที่แบรนด์เนสเพรสโซจัดโครงการ “Doing is Everything” เพื่อรณรงค์ให้ทุกคนนำแคปซูลใช้แล้วมาคืนเพื่อนำอะลูมิเนียมไปแปรสภาพให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ รู้สึกชื่นชมโครงการดังกล่าว แค่เปลี่ยนที่ทิ้งขยะ จากเดิมทิ้งที่บ้านแค่รวบรวมแคปชูลแล้วหิ้วมาทิ้งที่ช็อป นับว่าเป็นวิธีการรักษ์โลกที่ง่ายนิดเดียว

เพราะเติบโตมาในครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว “จูน” สาวิตรี โรจนพฤษ์ พิธีกรสาวชื่อดังกล่าวว่า ตัวเองไม่ได้เพิ่งสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมตามเทรนด์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ แต่เป็นการดำเนินชีวิตที่คำนึงถึงเรื่องนี้มาโดยตลอด โดยเฉพาะเรื่องการจัดการขยะ ซึ่งได้รับการปลูกฝังมาโดยตลอดว่าห้ามทิ้งขยะไม่ว่าที่ไหนก็ตามหากไม่ใช่ที่รองรับ อีกเรื่องที่ให้ความสำคัญมาก คืออาหารที่รับประทานจะไม่ให้เหลือทิ้งขว้าง เมื่อไรที่สั่งอาหารมาแล้วมีไซส์ใหญ่ เราจะแบ่งเก็บไว้รับประทานมื้อต่อไป หรืออาจจะแบ่งให้คนอื่นๆ เพื่อไม่ให้กลายเป็นของเหลือและสุดท้ายกลายเป็นขยะในที่สุด เพียงแค่ทำให้รอบตัวเรามีขยะน้อยลงก็เท่ากับว่าเป็นการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้แบบง่ายๆ

“ปุ๊ก” จงกล พลาฤทธิ์ แม้ไม่ถึงขั้นเป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแต่คุณแม่ลูกหนึ่ง บอกว่า ชีวิตในแต่ละวันค่อนข้างใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมพอสมควร ประการแรกพยายามสร้างขยะให้น้อยที่สุด ง่ายที่สุดคือการลดใช้ถุงพลาสติกโดยการพกถุงผ้าติดรถไว้ เมื่อต้องการซื้อของก็หยิบถุงติดมือลงไปด้วย หรือแม้แต่ของเล่นให้ลูกชาย ส่วนใหญ่เลือกสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือของเล่นรีไซเคิล อีกข้อคือจะไม่เปลี่ยนของเล่นให้ลูกบ่อยๆ ไม่ใช่เบื่อแล้วทิ้งจนกลายเป็นขยะในที่สุด ทั้งนี้ตัวเองเชื่อว่าสิ่งที่ปฏิบัติเป็นประจำเหล่านี้ แม้ว่าไม่ได้ช่วยในภาพใหญ่ แต่ว่าความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ สักวันหนึ่งต้องบังเกิดผลดีแน่นอน โดยเฉพาะลูก เชื่อว่าเขาจะค่อยๆ ซึมซับแล้วนำไปปฏิบัติตาม

สำหรับนายแบบหนุ่มที่ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยว “ดัช” ณัฐกิจ แตงไทย บอกว่า เขาเป็นอีกคนหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการดูแลและรักษาสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเองก่อน ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่ทำงาน ชุมชน หรือสถานที่ท่องเที่ยวที่เดินทางไปเยือน โดยลดการสร้างขยะหรือหากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็พยายามสร้างขยะให้น้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็น อาหาร เสื้อผ้า หรือสิ่งของต่างๆ อีกทั้งยังเชื่อว่าหากทุกคนตระหนักและเริ่มปฏิบัติจากตัวเองก่อนในวันนี้ แล้วค่อยๆ ขยายเป็นวงกว้างไปเรื่อยๆ และเมื่อถึงวันนั้นจะเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นว่าโลกที่มีสิ่งแวดล้อมดี มันดีแค่ไหน

BIRKENSTOCK 2020 FALL/WINTER คอลเลคชั่นใหม่ที่จะทำให้รู้สึกอบอุ่นในฤดูหนาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/636051

วันที่ 21 ต.ค. 2563 เวลา 11:14 น.BIRKENSTOCK 2020 FALL/WINTER คอลเลคชั่นใหม่ที่จะทำให้รู้สึกอบอุ่นในฤดูหนาวBIRKENSTOCK ออกไลน์รองเท้าผ้าใบและรองเท้าบู๊ต พร้อมเฉดสีที่จะทำให้ทุกคนรู้สึกอบอุ่นในฤดูหนาว กับ BIRKENSTOCK 2020 FALL/WINTER

คอลเลคชั่นประจำฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2020 ของ BIRKENSTOCK (เบอร์เคนสต็อก) ออกไลน์รองเท้าผ้าใบและรองเท้าบู๊ตหลากหลายรุ่น ที่มาพร้อมเฉดสีที่จะทำให้คุณรู้สึกอบอุ่นในฤดูหนาว ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าผ้าใบรุ่นใหม่อย่าง ซีรีส์เบนด์ (Bend Series) เป็นรองเท้าหนังที่มีฟังก์ชั่นใหม่และสวมใส่สบายแม้จะใส่เป็นระยะเวลานานแค่ไหน,รองเท้ากึ่งแตะรองเท้ารุ่นบัคลีย์ (Buckley) ซึ่งเป็นรุ่นคลาสสิกประจำฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว และรองเท้าแตะดีไซน์คลาสสิกที่นำวัสดุหลายชนิดมาใช้ ทั้งรองเท้ารุ่นฟรังก้า (Franca) รุ่นแอริโซน่า (Arizona) และรุ่นกิเซ่ (Gizeh) เรียกได้ว่ารองเท้าในซีซั่นนี้มีให้เลือกหลายแบบ ทำให้รองเท้าของเบอร์เคนสต๊อกขยายจากไลน์สินค้าจากรองเท้าแตะลำลองไปจนถึงรองเท้าสนีกเกอร์ระดับพรีเมียม

รองเท้าทุกรุ่นมาพร้อมพื้นไม้ค็อก (Cock Footbed) ซึ่งเป็นดีเอ็นเอของแบรนด์ การันตีได้ถึงความสบายยามสวมใส่ ซึ่งไม่ใช่แค่รองเท้าแตะเท่านั้น แต่ยังรวมถึงรองเท้าสนีกเกอร์และรองเท้าบู้ทด้วย ยิ่งคุณใส่รองเท้าที่พื้นไม้ทำจากไม้ค็อกนี้มากเท่าไร พื้นรองเท้าก็จะปรับให้พอดีกับรูปเท้าและกลายเป็นรองเท้าคู่ที่ดีที่สุดของคุณ

รองเท้ารุ่น BEND LOW

เป็นกลุ่มรองเท้าผ้าใบหนังที่เพิ่มเข้ามาใหม่ในคอลเลคชั่นรองเท้าของฤดูกาลนี้ รุ่น BEND LOW เป็นรองเท้าสนีกเกอร์สไตล์โลว์คัต มีดีไซน์แบบพื้นไม้ค็อกอันเป็นเอกลักษณ์ที่สามารถมองเห็นได้จากช่วงส้นรองเท้า มีการใช้ไม้ค็อก-พียู (PU) แบบใหม่สำหรับพื้นรองเท้าชั้นกลางและไม้ค็อกจะดูดซับแรงกระแทกเมื่อมีการทิ้งน้ำหนักลงไป ช่วงปลายเท้ายังมีความยืดหยุ่นสูง ช่วยรักษาความมั่นคงและรองรับการเดินอย่างเป็นธรรมชาติ มาพร้อมพื้นรองเท้าด้านในที่ถอดออกได้และซับในที่สามารถระบายอากาศได้ดี รองเท้าผ้าใบหนังรุ่นนี้ช่วยให้ผู้ใส่ไม่มีอาการเมื่อยล้าแม้จะสวมใส่เป็นเวลานาน นอกจากสีขาวและสีดำที่เรียบง่ายแล้วยังมีสีให้เลือกอีก ได้แก่สี Ochre และ White ซึ่งเป็นสีที่เหมาะกับฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว

รองเท้ารุ่น Buckley Suede Leather

รองเท้ารุ่น Buckley (บัคลีย์) เป็นรองเท้ากึ่งรองเท้าแตะ โดยมีเอกลักษณ์เป็นพื้นรองเท้าไม้ค็อกแบบเปิดโล่ง ที่สามารถจดจำได้ทันทีว่าเป็นของแท้จากเบอร์เคนสต๊อก ส่วนด้านบนรองเท้าทำจากหนังกลับเนื้อนุ่มชนิดเดียวกับที่ใช้ทำสายคาดรองเท้าและซับที่ใช้บุพื้นรองเท้าด้านใน ซึ่งตัวซับนั้นมีความยืดหยุ่นและอ่อนโยนต่อผิว โอบรับเท้าของผู้สวมใส่อย่างนุ่มนวลและปรับให้เข้ากับรูปทรง นอกจากนี้ยังสามารถระบายอากาศได้ดี มีสองเฉดสีให้เลือกได้แก่สี Black และTea

รองเท้ารุ่น Franca

อีกหนึ่งรองเท้าแตะแสนสบายที่สะดุดตาด้วยสายไขว้แบบบาง ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างดีไซน์และความสบายอันน่าประทับใจยามสวมใส่ ทำให้สาวๆ สายแฟชั่นมีทั้งความสง่างามและความสะดวกสบายตลอดวัน ในส่วนของพื้นรองเท้าบุด้วยหนังเปียอูมาโตเนื้อนุ่ม (Soft Piumato) ทำให้สวมใส่สบายเป็นพิเศษ สายด้านบนรองเท้ามีทั้งที่ทำจากหนังนูบัคสองชนิด ได้แก่ แบบเคลือบเงาและแบบด้าน มีด้วยกันสองเฉดสี ได้แก่ สี Black และ Cognac

รองเท้ารุ่น Arizona และ Gizeh (Patent Fuchsia Tulip)

ไม่ว่าจะฤดูกาลไหน รองเท้ารุ่นยอดนิยม Arizona ก็สามารถหยิบมาใส่ได้ไม่มีปัญหา สำหรับซีซั่นนี้โดดเด่นสดใสด้วยสายรัดสีทิวลิปฟิวเชียที่ทำจาก Birko – Flor ซึ่งเป็นวัสดุที่มีโครงสร้างคล้ายหนังฟอก ทนต่อการฉีกขาด และง่ายแก่การบำรุงรักษา มาพร้อมพื้นรองเท้าไม้ค็อกอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ นอกจากนี้ยังมีรุ่นยอดนิยมอีกหนึ่งรุ่นคือ รุ่น Gizeh ที่ใช้วัสดุและเฉดสีเดียวกัน

ช้อปฯ รองเท้ารุ่นล่าสุดได้แล้วที่เว็บไซต์ www.ikonthailand.com

เชื่อมต่อไลฟ์สไตล์การเงิน LINE BK แชท-โอน-ยืม-จ่ายได้ในแอพเดียว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/636029

วันที่ 20 ต.ค. 2563 เวลา 18:02 น.เชื่อมต่อไลฟ์สไตล์การเงิน LINE BK แชท-โอน-ยืม-จ่ายได้ในแอพเดียวเปิดประสบการณ์ใหม่ “เรื่องเงินง่ายใน LINE คุณ” LINE BK เชื่อมต่อไลฟ์สไตล์การเงิน พร้อมให้บริการ Social Banking แชท-โอน-ยืม-จ่าย สะดวกครบจบใน LINE

ตอบสนองความต้องการในโลกดิจิทัลด้วยบริการทางการเงิน หรือ Social Banking เต็มรูปแบบรายแรกของไทย โดยความร่วมมือระหว่าง KBank กับบริษัทระดับโลกอย่าง LINE พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ให้คนไทย ด้วยคอนเซ็ปต์ “เรื่องเงินง่ายใน LINE คุณ” นำเสนอไลฟ์สไตล์การเงินออนไลน์รูปแบบใหม่ ที่แชท-โอน-ยืม-จ่าย ทำได้เสร็จครบจบใน LINE ลื่นไหล ไม่สะดุด สะดวกและปลอดภัย รวมถึงบริการสินเชื่อที่จะปลดล็อคข้อจำกัดให้กลุ่มฟรีแลนซ์หรือคนไม่มีรายได้ประจำสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น พร้อมวิสัยทัศน์ที่จะมุ่งมั่นพัฒนานำเสนอนวัตกรรมใหม่เพื่อตอบโจทย์ทางการเงินให้กับผู้ใช้งานทุกราย 

“ปัจจุบันคนไทยมีความพร้อมที่จะเปิดรับบริการทางดิจิทัลใหม่ๆ โดยจะเห็นได้จากตัวเลขการใช้เวลาบนโซเชียลแพลตฟอร์มและการใช้งานดิจิทัลแบงกิ้งที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จึงเป็นโอกาสดีที่ LINE BK จะเข้ามาเชื่อมโลกโซเชียล และโลกดิจิทัลแบงกิ้งเข้าด้วยกัน LINE BK จะยกระดับประสบการณ์การเงินออนไลน์ให้สะดวกและรวดเร็ว โดยยังคงความปลอดภัยในมาตรฐานระดับเดียวกับธนาคารกสิกรไทย” นายธนา โพธิกำจร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กสิกร ไลน์ จำกัด กล่าว

สำหรับการเปิดตัว LINE BK ในครั้งนี้จะเป็นการเปิดบริการเต็มรูปแบบผ่านบริการและผลิตภัณฑ์ทางการเงิน 4 รูปแบบ ดังนี้

  1. บริการบัญชีเงินฝาก (Powered by KBank) : ครอบคลุมบริการโอน ถอน จ่าย ทำทุกอย่างได้บน LINE ไม่ต้องสลับแอปพลิเคชัน ไม่ต้องจำเลขบัญชี  ทั้งการโอนเงินได้ในแชทพร้อมการแจ้งเตือนยอดเงินเข้า-ออก เช็คยอดได้เรียลไทม์  และฟีเจอร์อื่น ๆ เช่น การส่งสลิปแบบพิเศษพร้อมลายคาแรคเตอร์ จาก LINE ได้ทันที, บริการขอเรียกเก็บเงินและการหารค่าใช้จ่ายกับเพื่อนใน LINE  รวมไปถึงการถอนเงินสดไม่ต้องใช้บัตรได้ที่ตู้ ATM ของธนาคารกสิกรไทยทั่วประเทศ
  2. บริการบัญชีเงินออมดอกพิเศษ (Powered by KBank) : บัญชีเงินฝากดอกเบี้ยพิเศษสูงสุดถึง 1.5% ต่อปี โดยมี บราวน์ โคนี และ แซลลี มาเป็นผู้ช่วยในการเก็บเงิน ทำให้การเก็บเงินเป็นประสบการณ์ใหม่ ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป สามารถกำหนดระยะเวลาออมเงินได้เอง ทั้งแบบระยะสั้น 6 เดือน หรือระยะยาว 12 เดือน
  3. บริการบัตรเดบิต (Powered by KBank) : บัตรเดบิตวีซ่า LINE BK ให้เงินคืน 0.5% เมื่อชอปออนไลน์ 100 บาทขึ้นไป โดยมีบัตรให้เลือกถึง 3 ประเภท เหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์ ทั้ง บัตรเดบิต (Debit Card) ที่มาพร้อมลายคาแรคเตอร์น่ารักสดใส จาก LINE ทั้งบราวน์? โคนี และ แซลลี บัตรเดบิตออนไลน์ (Online Debit Card) ที่สามารถสมัครและใช้งานได้ทันทีบนแอปพลิเคชัน LINE และ บัตรเดบิตคู่วงเงิน (Debit Card with Credit Line) ที่สามารถแจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อยอดเงินในบัญชีไม่เพียงพอ พร้อมให้ดึงเงินจากวงเงินให้ยืมมาใช้จ่ายต่อได้ทันที ไม่มีสะดุด
  4. บริการวงเงินให้ยืม (Credit Line): บริการสินเชื่อส่วนบุคคลแบบดิจิทัล ผู้ใช้บริการสามารถขอวงเงินสินเชื่อได้ด้วยตัวเอง ทุกที่ ทุกเวลา อนุมัติไว เบิกเงินเข้าบัญชีได้ทันที โดยผู้มีรายได้ขั้นต่ำแค่ 7 พันบาทก็สามารถขอสินเชื่อได้ ช่วยปลดล็อคข้อจำกัดให้กับผู้ที่ไม่มีรายได้ประจำและไม่มีสลิปเงินเดือน เช่น ฟรีแลนซ์ และผู้ที่ทำธุรกิจส่วนตัวขนาดเล็ก 

ด้านจุดเด่นของ LINE BK คือเข้าใจง่าย เข้าถึงง่ายและไว้ใจได้ ทำธุรกรรมได้รวดเร็วเหมือนการแชทบน LINE เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งานในปัจจุบัน โดยเฉพาะในสถานการณ์ตอนนี้ที่มีความต้องการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ยืมที่มากขึ้น การให้บริการวงเงินให้ยืมจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะฉีกกรอบการกู้ยืมเงินในรูปแบบเดิม” เมื่อเปรียบเทียบกับการกู้ยืมเงินแบบทั่วไป  LINE BK จะมีขั้นตอนการประเมินความเสี่ยงของการอนุมัติสินเชื่อที่แตกต่าง โดยใช้รูปแบบเฉพาะที่จะนำข้อมูลทางการเงินและโซเชียลมีเดียมาวิเคราะห์ร่วมกัน ทั้งนี้ LINE BK มีการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลในทุก ๆ ส่วน โดย LINE BK จะไม่สามารถเข้าถึงเนื้อหาของการสื่อสารของลูกค้าและจะไม่นำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลอย่างเด็ดขาด 

ส่วนในด้านการรักษาความปลอดภัยให้กับลูกค้า LINE BK มีขั้นตอนการรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ใช้อย่างเป็นระบบ โดยมีการปัองกันและรักษาความปลอดภัยแบบหลายชั้น รวมถึงการเข้ารหัสความปลอดภัยของโครงสร้างระบบเครือข่ายและบริการ (Network and Application Encryption) และ การปกป้องข้อมูลด้วยการเข้ารหัสฐานข้อมูลในรูปแบบเฉพาะ (Database Encryption) เพื่อให้ผู้ใช้บริการ LINE BK มั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลด้วยมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด

ผู้ใช้งาน LINE สามารถใช้บริการ LINE BK ได้ เพียงกดไปที่หน้า Wallet ในแอปพลิเคชัน LINE แล้วกดปุ่ม LINE BK เพื่อเริ่มสมัครบริการได้ฟรีไม่จำเป็นต้องโหลดแอปใด ๆ เพิ่มเติม สำหรับลูกค้าที่มีบัญชี K PLUS อยู่แล้วยังสามารถนำบัญชีใน K PLUS มาใช้บริการใน LINE BK ได้อีกด้วย ลูกค้าที่มีบัญชีเงินฝากใน LINE BK แล้วจะสามารถสมัครขอวงเงินให้ยืมแล้วรับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน  2 เดือน โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใด ๆเพิ่มเติม นอกจากนี้ลูกค้า LINE BK จะได้รับสิทธิพิเศษจากบริการต่าง ๆ ของ LINE BK และพันธมิตร อาทิ LINE MAN Wongnai, Rabbit LINE Pay, Lazada และ Agoda ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID:@linebk หรือดูคลิปการสมัครได้ที่ https://youtube.com/c/linebk