โอ๊ยเล่าเรื่อง : โควิด 23 ไวรัสล้างโลก (Songbird) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/547320

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โควิด 23 ไวรัสล้างโลก  (Songbird)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โควิด 23 ไวรัสล้างโลก (Songbird)

วันเสาร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หลังจากอัดอั้นมานานกว่า 3 อาทิตย์ในที่สุด “เอ็มพิคเจอร์”ก็เป็นเจ้าแรกที่ส่งหนังเข้าใหม่เข้าโรงเป็นเรื่องแรกในรอบปี 2021หรือ 2564 แถมเป็นหนังที่เข้ากับสถานการณ์ “โควิด”

โลกอนาคตปี 2024 เชื้อไวรัสโควิดได้เกิดการแพร่ระบาดร้ายแรง และกลายพันธุ์มาเป็นสายพันธุ์ร้ายแรงที่ชื่อว่าโควิด 23คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 110 ล้านรายทั่วโลก! เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อทั้งโลกจึงต้องอยู่ในภาวะล็อกดาวน์ มีการประกาศเคอร์ฟิวชาวอเมริกันที่ติดเชื้อได้ถูกส่งไปยังคิว-โซน ค่ายกักกันปิดตายคนที่เข้าไปแล้วไม่เคยมีใครได้กลับออกมา พลเมืองปกติไม่ได้รับอนุญาตให้ออกนอกบ้านต้องอยู่แต่ในอาคาร ใครฝ่าฝืนจะถูกรัฐบาลใช้มาตรการรุนแรงเข้าปราบปราม แต่จะมีพลเมืองที่มีภูมิคุ้มกันสามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติ ไปไหนมาไหนได้ แต่ต้องแยกตัวออกมาอยู่ตามลำพัง ห้ามสัมผัสผู้คน

“นิโค” อดีตทนายความผู้มีภูมิต้านไวรัส ต้องมาทำหน้าที่ส่งสินค้าไปตามที่ต่างๆ จนมาพบรักกับ “ซาร่า” สาวที่ต้องกักตัวอยู่ในอพาร์ทเมนท์จากการล็อกดาวน์ ทั้งคู่ได้แต่พบกันผ่านทางโซเชียล
หรือใกล้กันแต่มีกำแพงกั้น ไม่อาจสัมผัสกันได้ สุดท้ายเมื่อ “ซาร่า”อยู่ความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ “นิโค” จึงออกเดินทางข้ามเมือง เพื่อหาทางช่วยคนรัก

“โควิด 23 ไวรัสล้างโลก (Songbird)” ชัดเจนในการนำเอา“โควิด” มาเป็นพล็อตเรื่อง ในทุกๆ อารมณ์ความรู้สึก ความน่ากลัวผลกระทบ ดราม่าการดำรงชีวิตของมวลมนุษย์ การเอาตัวรอดความเห็นแก่ตัว ผลประโยชน์ และที่ขาดไม่ได้คือในส่วนของฉากแอ๊กชั่นตื่นเต้นเร้าใจ ลุ้นเอาใจช่วยไปกับทางรอด ทางออกของตัวละคร

ด้วยความที่เราพอจะรู้จัก “โควิด” กันเป็นอย่างดี หนังจึงไม่ต้องอธิบายอะไรมากมาย แค่เกริ่น พูดถึง และนำเอาสิ่งที่เกิดขึ้นจริง มาปูเรื่อง ผูกเรื่อง ในช่วงต้นๆ เท่านั้น หนังเดินเรื่องแบบไปเรื่อยๆ สบายๆ ตัวละครไม่เยอะ ไม่ซับซ้อน พอจะเดาเรื่องได้
แต่ก็ดูสนุกดี เข้าไปสู่ฉากแอ๊กชั่นไล่ล่ากันในช่วงท้ายเรื่อง เป็นเรื่องที่อาจจะไม่ยิ่งใหญ่อลังการงานสร้าง ดูธรรมดาๆ เรียบๆ แต่ก็ยังให้ความรู้สึกสนุกไปกับหนัง

“เคเจ อาปา” รับบท “นิโค“ ที่ดูดีปราดเปรียว ดูมีเสน่ห์ บทครบทั้งดราม่า/โรแมนติก หรือแอ๊กชั่น โซเฟีย คาร์สัน มารับบทซาร่าที่มีความน่ารัก สดใสในแบบของสาวสเปนตามเนื้อเรื่อง

“แบรดลีย์ วิตฟอร์ด” และ “เดมี มัวร์” รับบท“วิลเลี่ยม-ไพเปอร์ กรินฟิน” สามี-ภรรยา ลูกค้าของ “นิโค” ที่ต้องอยู่ในคฤหาสน์เพื่อดูแลลูกสาวขี้โรคที่เสี่ยงกับการติดโรค 

อเล็กซานดร้า ดาแดริโอ สวยมีเสน่ห์ในบท “เมย์” นักร้องผู้กำลังพัวพันกับเรื่องชู้สาวต้องห้าม พอลวอลเตอร์ ฮาวเซอร์รับบท โดเซอร์ อดีตทหารผ่านศึกพิการผู้อาศัยหุ่นโดรนชื่อแม็กซ์เป็นหูและตาแทนร่างกายบนวีลแชร์ เคร็ก โรบินสัน รับบท ร็อบเตอร์
เจ้านายของ นิโค และ ปีเตอร์ สตอร์แมร์ รับบท ฮาร์แลนด์หัวหน้าสุดเลวประจำแผนก “กำจัดเชื้อ” ที่คอยกวาดต้อนผู้ติดเชื้อและส่งไปยังคิว-โซน

“โควิด 23 ไวรัสล้างโลก (Songbird)” เป็นหนัง ดราม่า/แอ๊กชั่น/ไซไฟ ที่ดูฟอร์มเล็กๆ ไม่ได้ยิ่งใหญ่อลังการงานสร้าง แต่ก็มาได้ถูกจังหวะ เข้ากับสถานการณ์ ดูกันได้แบบเข้าใจ อิน ดูเรื่อยๆ
สบายๆ แม้จะไม่มีอะไรใหม่ ไม่มีอะไรที่ฉีก เดาได้ แต่สุดท้ายก็ยังเกิดความรู้สึก…ลุ้น..ไปกับตัวเอกว่าจะรอดไม่รอด จบแบบ Happyหรือหักมุม แบบทำร้ายจิตใจคนดูเรื่อยๆ สบายๆ ระดับ 5/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Ito : Our Taprestry Of Love ตลอดมาตลอดไปคือเธอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/545875

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Ito : Our Taprestry Of Love ตลอดมาตลอดไปคือเธอ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Ito : Our Taprestry Of Love ตลอดมาตลอดไปคือเธอ

วันอาทิตย์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“เหมือนด้ายแนวนอน คือเธอ เหมือนด้ายแนวตั้ง คือฉันถักทอเป็นผ้าหนึ่งฝืนจะใช้ประโยชน์ ในสักวันหนึ่งจะให้ความอบอุ่นกับใครสักคน”

จากบทเพลง “Ito” คือเพลงที่อยู่ในซิงเกิ้ลที่ 35 ของ มิยูกิ นากาจีม่า ที่แต่งขึ้นในรัชสมัยเฮย์เซย์ที่ 10 (1998) ที่ฮิตติดอันดับ กลายเป็นอมตะมาจนถึงทุกวันนี้ กลายมาเป็นแรงบันดาลใจ ทำให้เกิด“Ito ตลอดมา ตลอดไป คือเธอ” ขึ้นมา

เรื่องราวความรักระหว่าง “เร็น” และ“อาโออิ” จากยุค “เฮย์เซย์” สู่ “เรวะ” ทั้งคู่เกิดในปีเฮย์เซย์ที่ 1 รู้จักกันตอนอายุ 13 ที่ฮอกไกโด เป็นรักแรกของกันและกัน แต่ไม่นานก็ต้องแยกจากกัน “เร็น” ยังคงรอ “อาโออิ” อยู่ที่ซัปโปโร ทั้งคู่กลับมาเจอกันอีกครั้งตอนอายุ 21 ที่โตเกียว แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง จังหวะความรักของ “เร็น” และ “อาโออิ”ก็ต้องเดินสวนทางกันอีกครั้ง จนเวลาล่วงเลยมาในปีเฮย์เซย์สุดท้าย ที่ทั้งคู่อายุ 31 ในวันสิ้นปีโชคชะตาจะทำให้พวกเขาได้กลับมาพบกันอีกครั้งไหม?

“นานะ โคมัตสึ” ในบท “อาโออิ” เล่นดีไม่ทำให้ผิดหวัง บทหนังเอาอยู่ เธอยิ้ม หัวเราะน่ารัก ผิดหวัง ดราม่า สู้ชีวิต ที่ดึงเราให้อยู่กับ“อาโออิ” ได้ตลอด และเพิ่มความรักความเข้าใจ หลงรักตัวละครนี้มากขึ้น นอกจากจะเสียน้ำตาให้กับเธอโดยไม่รู้ตัวแล้วยังอยากโดด เข้าไปช่วยปลอบใจ เช็ดน้ำตาให้กับเธอ

“มาซากิ สุดะ” ดูดีเข้ากับบท “เร็น” หน้าตาอาจจะไม่หล่อขั้นเทพ แต่ด้วยบุคลิกท่าทางความจริงใจ เลยทำให้ เร็น เป็นที่รักของคนดูและตัวละครในเรื่อง จนคอยลุ้นว่า สุดท้ายจะสมหวังในความรักที่รอคอยหรือไม่ และอาจจะเพราะความเป็นคู่จิ้นคู่รักกันจริงๆ ของ นานะ กับ มาซากิ นอกจอ ที่มาช่วยเพิ่มออร่า ความรู้สึกลุ้น สมหวังให้กับ อาโออิ กับเร็น บนจอ

นอกจากสองตัวละครหลักๆ แล้ว ตัวละครอื่นๆ ก็เล่นได้เข้ามาเสริมเพิ่มเติม ทำให้เรื่องเข้มข้นขึ้น และมีส่วนเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงชีวิตคุณป้าข้างบ้าน ที่ให้อาหารเธอกินในวัยเด็ก นักธุรกิจเพลย์บอยหนุ่มรูปหล่อที่อุ้ม “อาโออิ” ขึ้นมาจากสาวนั่งดริ้งค์ ชุบตัวให้เธอใหม่

อดีตเพื่อนสาวนั่งดริ้งค์กับการเริ่มต้นทำธุรกิจด้วยตัวเอง หนุ่มพนักงานลูกน้องที่คอยช่วยเหลือเธอมาตลอดรุ่นพี่สาวที่คอยช่วยเหลือดูแล “เร็น” แต่ยังมีความทรงจำดีๆ กับอดีตแฟนเก่า

เพื่อนซี้ตั้งแต่เด็ก ที่สมหวังกับสาวคนรักตั้งแต่เด็กก่อนที่จะมาใช้ชีวิตเรียบๆ กับสาวบ้านๆ ธรรมดาๆเด็กสาวตัวน้อย ลูกสาวเร็น น่ารักจนอดรักตามไม่ได้ มีปาดน้ำตากับเจ้าตัวน้อยนี้ด้วยนะ

ดูเผินๆ ผ่านๆ “Ito” มีหน้าหนังเป็นหนังรักวัยรุ่น แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว กลับเป็นหนังรักที่เน้นดราม่า ความพลัดพราก เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ตัวหนังเอาเราจนอยู่หมัด จนเสียน้ำตาออกมา ต้องปาดน้ำตาโดยไม่รู้ตัว เร็น หนุ่มผู้ใฝ่ฝันจะเป็นนักฟุตบอลโลก เพื่อสาวที่รักในวัยเด็ก ก่อนจะหยุดฝันปักหลักรอเธอกลับบ้าน อยู่เมืองเล็กๆ บ้านเกิด อาโออิสาวที่ชะตากรรมเล่นงานตั้งแต่เด็ก อยากมีชีวิตที่เรียบง่ายถูกพรากคนรัก พ่อเลี้ยงทำร้าย เป็นสาวนั่งดริ้งค์ เมียนักธุรกิจ เติบโตจากธุรกิจ ทำเล็บในสิงคโปร์ ชีวิตมีขึ้น- มีลง ขึ้นสุดลงสุดตลอดเวลา เดินจากที่เคยอยู่รอคอยวันที่จะกลับมาที่เดิมชีวิตของ เร็น มีแต่คนเดินเข้ามาหาและอยู่ด้วย ส่วน อาโออิ คนเข้ามาแล้วก็จากไป

Ito : Our Taprestry Of Love ตลอดมาตลอดไป คือเธอ เอาอยู่ทุกหมัด นักแสดงดี บทดีขยี้จิตใจ สร้างแรงบันดาลใจในการสู้ชีวิต ล้มแล้วลุกชีวิตมีขึ้น-มีลง ความรักที่มีพบมีจาก และที่ชอบมากๆ คือเพลงประกอบความหมายดีๆ ที่อยู่ในหนังโดยเฉพาะ เพลง Ito กับเพลงสาว ม.สามสมัครงานไม่มีใครรับ ที่ร้องเล่นในคาราโอเกะ แต่กินใจสุดๆรักหนังเรื่องนี้ เสียน้ำตา อึ้ง!! และรัก นานะ เพิ่มมากขึ้น 10/10 คะแนน 

“เราอาจไม่สามารถจับมือใครไว้ได้ตลอดไป เมื่อถึงเวลาปล่อยก็ต้องปล่อยไป ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม”

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มอนสเตอร์ ฮันเตอร์ (Monster Hunter) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/543972

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มอนสเตอร์ ฮันเตอร์ (Monster Hunter)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มอนสเตอร์ ฮันเตอร์ (Monster Hunter)

วันเสาร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

งานหนังแอ๊กชั่นไซไฟ ผลงานเรื่องล่าสุดของ มิลล่า โจโววิช กับผู้กำกับ พอล แอนเดอร์สัน ที่จับคู่กันแจ้งเกิดจากในหนังชุด ผีชีวะ(Resident Evil) ที่ครั้งนี้หยิบเอาเกมส์ดังสุดฮิตมาสร้างขึ้นจอ และดึงเอาจา-พนม ยีรัมย์ มาเรียกแขก

“Monster Hunter” เล่าเรื่องของผู้กองสาวกับลูกน้องในหน่วยที่กำลังปฏิบัติภารกิจอยู่ดีๆ เกิดหลงเข้าไปสู่โลกคู่ขนานต้องเผชิญหน้ากับกองทัพสัตว์ประหลาดตัวร้ายกระหาย จนได้รับความช่วยเหลือจากนักล่าแห่งโลกยุคนั้น จนสุดท้ายต้องออกเดินทางกลางทะเลทราย ฝ่าดงสัตว์ประหลาดเพื่อหาทางกลับสู่โลกปัจจุบัน

“มิลล่า โจโววิช” มาพร้อมกับความสวยในแบบอึดถึกลุย ในแบบที่คุ้นตากันดีจนแทบจะถอดแบบมาแบบเป๊ะๆ จากในผีชีวะ (Resident Evil) จนดูเผินๆเป็นภาคต่อที่แวบจากการสู้กับ “ผีดิบซอมบี้” มาสู้กับ “สัตว์ประหลาด” จะต่างกันก็ตรงชุด จากชุดรัดรูปคุ้นตามาเป็นชุดทหารและชุดนักรบในแดนดิบๆ เถื่อนๆ รวมไปถึงวัยที่ดูสูงขึ้นจากในผีชีวะ (Resident Evil) เท่านั้น

“จา-พนม” มารับบทนำสำหรับชื่อ “โทนี่ จา” ในบทที่เด่น ดูเหมาะเข้ากับบุคลิกและลีลาท่าทาง ได้โชว์คิวบู๊ลีลาสวยเท่ออกมาในแบบเต็มที่ดูดิบๆ เถื่อนๆ ในแบบที่พอเชื่อได้ ไม่เหมือนในเรื่องอื่นๆ ที่ความรู้สึกแค่เป็นตัวเสริม นักแสดงสมทบ ดูต่ำต้อยด้อยค่า แต่กับเรื่องนี้คือใช่เลย ลีลาท่าทาง การจับอาวุธทั้งดาบ ธนูมือ อาวุธรอบๆ ตัวอื่นๆ รวมไปถึงการต่อสู้ด้วยมือเปล่าดูดีไปหมด นอกจากจะเด่นแล้ว “จา-พนม” ยังดูเข้าขารับ-ส่งบทกันได้ดีกับ “มิลล่า โจโววิช” เข้ากันได้ดีไม่ว่าจะเป็นคิวบู๊ ฉากพ่อแง่แม่งอน กระทบกระทั่งกันหรือฮาเฮเบาๆ สบายๆ

ที่สำคัญเวลา “มิลล่า” กับ “จา-พนม” สู้กันมันดูดิบเถื่อนดูรุนแรง ไม่อ่อนข้อให้แก่กันและกัน ดูเป็นนักรบในแดนเถื่อนทั้งคู่ ต่างกันแค่คนหนึ่งดูหนักแน่นอึดๆ แบบทหาร อีกคนลีลาพลิ้วไหว ดิบเถื่อนเหมือนนักรบในอีกยุคสมัย

ในเรื่องตัดปัญหา เรื่องภาษาของ “จา-พนม” ในแบบง่ายๆ ให้มีภาษาเฉพาะไปเลย สื่อกันแบบคนละภาษาพูดกันแบบไม่รู้เรื่อง มีเพียงแค่คำว่า “ช็อกโกแลต” เพียงคำเดียวสั้นๆ เท่านั้น แต่คนดูเข้าใจไปกับการสื่อสารของตัวละคร และหนังก็หาทางออกแบบดื้อๆ ทื่อๆ ง่ายๆ ให้มีตัวละครในยุคคู่ขนานที่ดูดีๆ ก็พูดภาษายุคเราได้ เพียงเพราะเคยมีคนหลุดมาแล้วมาสอนภาษาให้ เอากันง่ายๆ กำปั้นทุบดินแบบนี้ 

“Monster Hunter” ชัดเจนในการขาย “มิลล่า โจโววิช” กับ “จา-พนม”และผองสัตว์ประหลาด ทำให้นักแสดงคนอื่นๆ ทั้งหน่วยทหารของมิลล่าที่ดูฝรั้งฝรั่งหรือบรรดานักล่าของจาที่ออกแนวเอเชี้ยเอเชียที่ดูไม่เลว ทำท่าเหมือนจะมีอะไรๆ มาโชว์กลับถูกลดความเด่นลงไปโดยปริยาย

“พอล แอนเดอร์สัน” ผู้กำกับทำ Monster Hunter ออกมาดูสนุกสบายๆ เอาใจแฟนคลับหนังแอ๊กชั่นไซไฟแนวนี้ เว่อร์วังอลังการงานสร้าง ไม่ต้องเอาเหตุผลใดมาอ้างอิง สนุกไปกับการสู้ไปหนีไปของตัวละครหลักกับสัตว์ประหลาด ที่ชวนให้นึกถึงพวกเอเลี่ยนที่ยุคนี้ พ.ศ.นี้ คุ้นกันดีเนื้อเรื่องง่ายๆ เดาเรื่องไม่ยาก แทบไม่ต้องลุ้น ยิ่งสร้างมาจากเกมส์ฮิต คอยดูแค่ตัวละครหลักๆ ว่า ในแต่ละช่วงแต่ละด่านแต่ละตอนจะเอาตัวรอดได้อย่างไร เรียกได้ว่าเอามันส์อย่างเดียว จะว่าไปแล้ว “Monster Hunter” ยังเป็นงานที่ดูสนุกมากกว่า ผีชีวะ (Resident Evil) ภาคท้ายๆ ที่ออกทะเลไปไหนต่อไหนแบบกู่ไม่กลับ และไม่รู้ว่าเป็นเพราะร่วมสร้างกับ “โตโฮ”ของญี่ปุ่นหรือเป็นเพราะผูกพันกับหนังของ “โตโฮ” มาตั้งแต่เด็กๆ พอเห็นบรรดาทัพสัตว์ประหลาดตัวใหญ่ๆ ในหนัง อารมณ์ความรู้สึกเหมือนย้อนกลับไปดูหนังสัตว์ประหลาดยี่ห้อโตโฮขึ้นมาในทันที

“Monster Hunter” ดูสนุกในแบบของหนังที่พัฒนามาจากเกมฮิตซีจีสัตว์ประหลาดงานภาพของโลกคู่ขนาน ดูอลังการงานสร้างพอๆ กับการแสดงของสองดารานำ ทั้ง มิลล่า โจโววิช และ จา-พนม ดูกันแบบเพลินๆสบายๆ ไม่ต้องคิดอะไรมากและเป็นหนังอีกเรื่องที่ตัวอย่างหนังเล่าเรื่องในหนังเรียงไปตั้งแต่ต้นจนจบ ชัดๆ ตัวหนังแค่ขยายภาพจาก 2-3 นาที มาเป็นหนังยาว 90 นาทีมันส์ๆ เพลินๆ รับปีใหม่ในระดับ 6/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คุณชายใหญ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/541172

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คุณชายใหญ่

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คุณชายใหญ่

วันเสาร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หลังจากที่ประสบความสำเร็จกับ “หลวงพี่กับอีปอบ”ทาง “พระนครฟิล์ม” ก็กลับมาลุยหนังไทยอีกครั้ง “คุณชายใหญ่”ผลงานของ “บั้งไฟฟิล์ม” ที่ “เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา” หรือ“หม่ำ จ๊กมก” มากำกับหนังในค่าย “พระนครฟิล์ม” เป็นครั้งแรก

เรื่องราวในบ้าน “วงศ์คำเหลา” ตระกูลใหญ่ ในยุคที่ “คุณชายใหญ่”เป็นผู้ดูแล ท่านพ่อ, หญิงกลาง, หญิงน้อย, ชายเล็ก รวมทั้งมี“ทนายสงกรานต์” ญาติห่างๆ คอยดูแล

คุณชายใหญ่ พยายามจะมีลูกกับ “พิรมล” เมียสาวสุดสวยเพื่อสืบทอดมรดกตระกูล หญิงน้อย กับ อนุรัตน์ สามี พยายามจะยึดบ้านเรื่องวุ่นวายในบ้าน “วงศ์คำเหลา” ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น

“คุณชายใหญ่” ยังคงเป็นงานที่ “หม่ำ” นำเอาพล็อตหนังไทยมาล้อเลียน เสียดสี จิกกัด เหมือนงานเดิมๆ หลายๆ เรื่องซึ่งทำออกมาได้ดีทีเดียว โดยเรื่องนี้ชัดเจนในการนำ “บ้านทรายทอง”มาเป็นธีมหลักในการยำใหญ่เสียดสี

จุดขายหลักที่เป็นเสน่ห์อยู่ที่ความเก๋ไก๋ในไอเดียการที่“หม่ำ” เล่นเป็นตัวละครทุกตัวในตะกูลวงศ์คำเหลา ที่ชวนให้นึกไปถึงหนังฝรั่งบางเรื่องที่ใช้วิธีนี้มาแล้ว การรับบทเป็นหลายตัวละครทำกันแบบง่ายๆ ไม่มีการใช้ซีจีสร้างภาพ ใช้การแต่งหน้า คุยกับตัวแสดงแทน กล้องรับตัดกันไปมา ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีภาพทุกตัวอยู่ร่วมเฟรมกันแบบชัดๆ จะๆ กันเลย ไม่ว่าจะเป็นตัวๆ หรือครบทุกคนเลยทำให้ความรู้สึกความสนุก ความสมจริง ลดน้อยลง ทำให้หนังดูหลอกๆ ดูเชย ไปจนถึงไม่มีงบทำซีจี

“หม่ำ” สนุกสนานไปกับการเหมาเล่นเป็นทุกๆ ตัวละครใน“บ้านวงศ์คำเหลา” ที่มีคาแร็กเตอร์ต่างๆ กันออกไป เน้นขายขำเป็นหลักในแบบที่เคยผ่านตากันมาแล้ว 

“เบสท์-รักษ์วนีย์ คำสิงห์” ดูขึ้นกล้อง สวยสบายๆ น่ารักๆ ในบทพิรมล  การแสดงถือว่าสอบผ่านสบายๆ บทส่งบทเด่นมากๆ รับ-ส่งบทกับคนอื่นๆ ได้ดี

“นาย ดิคอมเมเดี้ยน” รับบท อนุรักษ์ ตัวร้าย สามีหญิงน้อยที่เป็นเหมือนตัวตาม มาในแบบตัวช่วยขยี้บท ตัวขโมยซีน เป็นตัวเสริมที่ดี

“หนูเล็ก ก่อนบ่าย” รับบท นิ้ง สาวใช้จากใต้ คนสนิทของพิรมล เป็นคู่ฟัดกับ นางฟ้า-กานติมา นันคำ ในบท เอื้องสาวเหนือคนสนิทหญิงน้อย บทไม่มีอะไรมากๆ ตัวตาม บทคนรับใช้ ที่จำเป็นต้องมี

“สมรักษ์ คำสิงห์” มารับบท คำสิงห์ คนเฝ้าบ้านสวน ชัดเจนในการมาช่วยเป็นจุดขายร่วมกับ เบสท์ ลูกสาวคนสวย เน้นความเป็นตัวเอง สุดๆ เช่นเดียกับ โอบะ เสียงเหน่อ, ยาว นาโยงบรรดาตัวเสริมคนรับใช้ในบ้าน หรือ โซเฟีย ลา ที่มารับบทเป็นตัวเอง

โดยส่วนตัวแล้ว “คุณชายใหญ่” ออกจะเป็นหนังตลกของ “หม่ำ” ที่ดูแล้ว ไม่ค่อยชอบเท่าไร ไม่สนุก ไม่ขำ แม้จะอินเข้าใจกับมุข แต่มันออกมาไม่ขำมันดูเสแสร้ง ไม่เป็นธรรมชาติเหมือนพยายามให้ขำไปกับคาแร็กเตอร์ตัวละคร หรือเพราะความไม่พิถีพิถันของตัวหนังไม่ค่อยสนุกกับคุณชายใหญ่มาก แต่มีทั้งมุขแป้กกับมุขที่โดน เฮฮาระดับ 4/10 

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อ้าย..คนหล่อลวง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

บันเทิง – โอ๊ยเล่าเรื่อง : อ้าย..คนหล่อลวง (naewna.com)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อ้าย..คนหล่อลวง

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อ้าย..คนหล่อลวง

วันเสาร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 09.00 น.

“GDH” นำเสนอผลงานหนังไทยเรื่องแรกเรื่องเดียวของปี 2563 หนังที่มีการอ้างอิงพูดถึงและออกฉายในช่วงโควิด-19 “อ้าย..คนหล่อลวง”หนังตลกเฮฮาแต่แฝงสาระ ที่หยิบเอาเรื่องของแก๊งต้มตุ๋นมาเป็นพล็อตหลักของเรื่อง

“ทาวเวอร์” นักต้มตุ๋นหล่อรูปหล่อความซวยมาเยือน เมื่อมาหลอก“อินา จิตมั่นคง” พนักงานสาวบริษัท ผู้กำลังมีปัญหาทางการเงิน “ทาวเวอร์” จำใจต้องช่วย “อินา” ในการแก้แค้น “เพชร” แฟนหนุ่มรุ่นน้องของ “อินา” ที่หลอกเอาเงินไป ภารกิจต้มตุ๋นครั้งใหญ่จึงเริ่มขึ้น โดยมีผู้ช่วยเฉพาะกิจชั้นเซียน(เหรอ) มาร่วมทีมด้วย

“อ้าย..คนหล่อลวง” ชัดเจนมากๆ ในการขายความเป็นสนุกเฮฮาในแบบของหนังต้มตุ๋น หลอกลวง หักเหลี่ยมกันไป-มาโดยใช้ตัวหลักๆ ไม่กี่ตัว มากันเป็นทีม ทำกันเป็นทีม เพียงแต่พอหนังใช้เรื่องการโกงเงินเลยอาจจะดูยาก เข้าใจยากไปสักนิด แต่ยังดีที่หนังใส่อย่างอื่นเข้ามาทดแทนเข้ามาเสริมแทรกมุขตลกเบาๆ ง่ายๆ ทำให้หนังออกมาไม่เครียด

“เมษ-ธราธร” ยังคงลายเซ็นการกำกับหนังตลกในแบบของตัวเอง เรื่องราวเกิดในต่างจังหวัด หยิบเอาเรื่องใกล้ๆ ตัวในยุคนี้เข้ามาเป็นพล็อตหลัก เรื่องปากท้อง ความเป็นอยู่ของคน เหมือนที่เคยหยิบเอา ATM มาใช้ใน ATM เออรักเออเร่อ หรือเรื่องการสอนภาษาใน“ไอฟาย แต้งกิ้ว เลิฟยู้” ครั้งนี้เปลี่ยนมาเป็นนักต้มตุ๋น

ความสนุกสนาน รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ดราม่า ที่มีทั้งซึม เงียบ เศร้า การหักหลัง พลิกไปพลิกมา มีให้ดูครบ เพียงแต่…ไม่รู้เป็นไร ดูไปดูไปรู้สึกว่าหนังขาดเสน่ห์ที่จะทำให้รักหรืออินไปกับตัวหนัง รู้สึกเหมือนมาดูหนังมากกว่าจะดิ่งมีอารมณ์ร่วมไปกับตัวหนัง พอจะเดาออกว่าต่อไปจะเป็นอย่างไร ต่อไปต้องมีการหลอกกันไป-มา หลายตอนมันดูง่ายไปสักนิดมุขตลกมีทั้งที่แป้กและสนุก โดยออกในแบบที่คุ้นเคยกันดีในหนังของ GDH น่าเสียดายหนังมีครบเครื่อง ขาดอารมณ์บางอย่างทำให้ขาดเสน่ห์ขาดความประทับใจ เลยทำให้ไม่รู้สึกสุดๆ ไปกับตัวหนัง ทั้งที่ทุกอย่างเอื้อให้ฟิลสุดๆ ได้ไม่ยาก

แต่ที่เด่นมากๆ คือ ทีมนักแสดงที่เด่น เล่นดี เล่นกันเป็นทีมทีมนักแสดงคือส่วนที่ดีที่สุดของ “อ้าย..คนหล่อลวง”

“ณเดชน์ คูกิมิยะ” จับคู่เข้าขารับส่งบทกับ “ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์” ได้เป็นอย่างดี เคมีเข้ากั๊นเข้ากัน หนุ่มลื่นไหลนักต้มตุ๋น กับสาวสวยผู้ดูซื่อๆ อารมณ์ดี หนุ่มหล่อ-สาวสวยออร่า พระเอกนางเอกชัดเจน ความเข้าขากัน การแสดงที่สุดยอด คู่ที่ใช่ ดูแล้วตรงกันช่วยทำให้หนังดูสนุกมากขึ้น เพียงแต่…บทหนังให้น้ำหนักในส่วนของการต้มตุ๋นมากไป แต่กลับไม่ทำให้รู้สึกได้ว่าทั้งคู่มีใจให้กันตอนไหน เห็นใจ/เข้าใจ พอรู้สึกได้ แต่รักกันกลับไม่รู้สึก

แหม่ม-คัทลียา แมคอินทอช ดูดีกับการแสดงหนังจอเงินเป็นเรื่องแรก บุคลิกท่าทาง เล่นเป็น “ครูนงนุช” ที่มีความชัดเจนมากๆ ว่าเป็นคนอย่างไร เล่นได้น่ารัก สวยสง่า สมกับเป็นหนึ่งในทีมนักต้มตุ๋น

แบงค์-ธิติ มหาโยธารักษ์ รับบท “เพชร” ที่ดูกะล่อน หล่อเหลาในแบบที่เชื่อได้เลยว่าหล่อเตะตาสาวมีอายุได้ ขณะเดียวกันก็มีความเจ้าเล่ห์ทันคน มีความร้ายกาจในตัวเอง

เผือก-พงศธร จงวิลาส ในบท “โจร” พี่ชายร่วมคุก กับ ทาวเวอร์มาน้อยต่อยหนัก ทุกฉากดูขำ เห็นหน้าปุ๊บ รอเลยเตรียมหัวเราะกันได้

เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี รับเชิญมารับบท “พี่แซม” ฝ่ายขายโรงแรม ผู้มาพร้อมน้ำหมากกระจาย หาความหล่อแทบไม่เจอ มีแต่ความสกปรก ซกม๊ก ตลกแบบดาร์กๆ ดิบๆ เป็นตัวเสริม ที่เรียกเสียงหัวเราะได้ไม่เลวทีเดียว

“อ้าย..คนหล่อลวง” มีความเป็นหนังต้มตุ๋นแบบไทยๆ ที่นานๆ จะมีออกมาให้ดูกันสักเรื่องมีน้อยมากๆ ตัวหนังก็มีความสนุกในระดับที่น่าพอใจไม่ถึงกับโดนใจอะไรมากมายนักแค่สนุกไปกับนักแสดง ตัวละคร แต่เรื่องยังไม่โดนเท่าไรนัก หล่อ/ลวง ในระดับ 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะครู้ดส์ ตะลุยโลกใบใหม่ (The Croods A New Age) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

บันเทิง – โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะครู้ดส์ ตะลุยโลกใบใหม่ (The Croods A New Age) (naewna.com)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะครู้ดส์ ตะลุยโลกใบใหม่  (The Croods A New Age)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะครู้ดส์ ตะลุยโลกใบใหม่ (The Croods A New Age)

วันเสาร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“เดอะครู้ดส์ มนุษย์ถ้ำผจญภัย” (The Croods) หนังแอนิเมชั่น ประจำปี 2013 ที่มาพร้อมกับตัวละครยุคมนุษย์ถ้ำที่มาพร้อมกับความน่ารักๆ มาเรียกเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม ผ่านมากว่า 7 ปี ครอบครัวครู้ดส์ กลับมาอีกครั้งด้วยวัยที่โตขึ้น ความสัมพันธ์ที่พัฒนาเพิ่มขึ้นใน เดอะครู้ดส์ ตะลุยโลกใบใหม่ (The Croods A New Age)

“กาย” กับ “อีฟ” เดินใจออกเดินทางตามหาวันพรุ่งนี้ที่พ่อแม่ของกายเคยสั่งเสียไว้ก่อนตายครอบครัว “ครู้ดส์”เลยต้องออกเดินทางไปด้วยเพื่อช่วยเหลือทั้งคู่ และเพราะคำว่าครอบครัว จนกระทั่งมาหยุดอยู่เมื่อเจอครอบครัวดีเลิศครอบครัวหลังกำแพงใหญ่ที่เต็มไปด้วยสิ่งใหม่ๆ  “เดอะครู้ดส์ตะลุยโลกใบใหม่” (The Croods A New Age) เดินเรื่องต่อจากภาคที่แล้ว ดูแบบสบายๆ ดูง่ายๆ เน้นๆ ขำๆ ไปกับบรรยากาศของโลกสมัยมนุษย์ถ้ำ ที่นำเอาเรื่องต่างๆ มาล้อเลียนดัดแปลงในแบบถ้ำๆ ผสมๆ กับตัวละครหลักที่มีความน่ารักเด่นเฉพาะตัว 

ตัวหนังใช้เวลาไม่นาน พาย้อนเรื่องราวบอกเล่าที่มาที่ไปของตัวละครในแบบย่อๆ น่ารักๆ เผื่อคนที่ไม่เคยดูภาคแรกหรืออาจจะลืมเลือนไปแล้วจะได้ต่อเรื่องติดดูได้อย่างรู้เรื่องและสนุกหรือถ้าตัดความเป็นภาคต่อออกไปก็มีความเป็นหนังเรื่องเดี่ยวๆ  หนังอาจจะดูเป็นหนังเด็กๆแต่จริงๆ หนังน่าจะสนุกกับผู้ใหญ่มากกว่า สิ่งที่หนังพูดถึงสาระที่แฝงอยู่ มุขล้อเลียน รายละเอียดต่างๆ อาจต้องตีความ คิดตามสักนิดถึงจะเก็ตหรือสนุก ขำตาม ในขณะที่เด็กๆ อาจจะงงๆ ไปบ้าง หนังเน้นไปในการตามหาวันพรุ่งนี้ของกาย  พรุ่งนี้ที่ทำให้ชีวิตเขาสมบูรณ์ สิ่งที่หนังสรุปคือ สุดท้ายแล้ว ต้องหันหน้าเข้าหากัน การปรับตัวเข้าหากันสิ่งเก่าๆ กับของใหม่ๆ และจริงๆ วันพรุ่งนี้อาจจะไม่ใช่สถานที่เป็นครอบครัวหรือคนอื่นก็ได้

นอกจากเนื้อเรื่องบรรยากาศหนังที่สนุกสนานแล้วหนังยังมีภาพที่สวยงาม สดใส ในแบบของ 3D ที่มีมิติน่ารักๆ แต่ที่เด่นมากๆ คือ การใส่เพลงเพราะๆ ในหลากหลายรูปแบบ หลายยุคหลายสมัยที่คุ้นหูติดหู แทรกเข้ามาให้ฟังแบบเต็มๆ ตลอดทั้งเรื่อง “เดอะครู้ดส์ ตะลุยโลกใบใหม่” (The Croods A New Age) คือ แอนิเมชั่นน่ารักๆ เรื่องล่าสุด ที่ดูลงตัว สนุกสนานเฮฮาที่แม้พล็อตอาจไม่ใหม่ เดาเรื่องได้ แต่ก็ยังดูสนุก เพลงเพราะ สนุกสนานน่ารักๆ ในระดับ 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘อีเรียมซิ่ง’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

บันเทิง – โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘อีเรียมซิ่ง’ (naewna.com)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘อีเรียมซิ่ง’

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘อีเรียมซิ่ง’

วันเสาร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หนังตลกเฮฮาเรื่องล่าสุดของ “เวิร์คพ้อยท์เอ็มพิคเจอร์”และ “รฤก” ที่นำเอา “เบลล่า-ราณี แคมเปน” มาพลิกบทบาทเป็นนางเอกหนังเรื่องแรก

“อีเรียมซิ่ง” เป็นเรื่องราวในหมู่บ้านบางน้ำกร่อย“อีเรียม” ตัวอิจฉา สาวห้าวประจำหมู่บ้าน โดย อีเรียม มักจะอิจฉาพี่สาว เพราะคิดว่าแม่รักพี่สาวมากกว่าตนเองเลยแกล้ง “แรม” เป็นประจำ จนวันหนึ่งเกิดเรื่องวุ่นๆ ขึ้น เมื่อสามโจรฟันแดง บุกมาที่หมู่บ้านเพื่อตามหา เรียม สาวพรหมจรรย์คนที่ 7 ในตำนานที่จะมาทำให้ “เสือไท” หัวหน้าโจรคงกะพัน“เรียม” จึงนำทีมเพื่อนๆ ทุยทุย ควายเพื่อนซี้ ต้องผจญภัยไปกับ ทัพงู จระเข้ยักษ์ สามผีเจ้าแม่ เพื่อไปจัดการกับโจรร้ายและช่วยครอบครัวของเธอ 

“เบลล่า-ราณี” ปล่อยของแบบเต็มที่ เล่นแบบลื่นไหลในบทที่หลากหลาย เล่นแบบครบรส ทั้งบทสนุกสนานเฮฮา ดราม่าเรียกน้ำตา และแอ๊กชั่น ไม่ว่าจะมาแบบไหนดูดีและน่ารักไปหมด ด้วยความเด่นของบทที่ส่งและเอื้อต่อการโชว์ความสามารถ ผสมกับฝีมือการแสดงและความน่ารักทำให้ เบลล่า ดูเด่นมากๆ เด่นกว่าทุกคน เป็นศูนย์กลางของเรื่องคนเดียวเน้นๆ 

“แพท-ณปภา ตันตระกูล” มารับบท “แรม” พี่สาวเรียม ในแบบที่น่ารักๆ สองบุคลิก ทั้งสวยใสเรียบร้อยยั่วยวน เฮฮา น่ารัก น่าสงสาร เล่นเก่งมากๆ โดยเฉพาะฉากหลุดๆ รั่วๆ ฉากทำบีคบ็อกร้องเพลงกับ เบลล่า ขำมากๆขำจนแทบตกเก้าอี้

น้าค่อม ชวนชื่น, โรเบิร์ต สายควัน, บอล เชิญยิ้มรับบทตลกขำๆ ในแบบที่กำลังพอดีๆ ไม่เยอะไม่น้อยไม่ล้นจนเกินไป ตลกแบบบ้านๆ ที่ไม่หยาบ ไม่เน้นลามก ดูสบายๆเล่นกันแบบเข้าขากัน ทั้งสามหนุ่มและเบลล่าส่งบทกันไป-มาช่วยขยี้ความสนุกสนาน

“พฤกษ์ เอมะรุจิ” ทำ “อีเรียมซิ่ง” ออกมาเน้นตลกเฮฮาล้วนๆ ดูกันแบบสบายๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก เนื้อหาง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เดินเรื่องในแบบมุขต่อมุข ขยี้เป็นตอนๆ ไปโดยยังคงลายเซ็นงานชิ้นก่อนๆ เอาไว้ชัดเจน ใช้ตัวละครน้อย เน้นขายตัวเอกเป็นหลัก “อีเรียมซิ่ง” ชวนให้นึกถึงบรรยากาศของหนังไทยเก่าๆ หนังตลกในแบบที่นางเอกทะโมน แก่นเซี้ยว บู๊ๆ ลุย แต่มีความสวยน่ารักซ่อนอยู่ และมักจะมีพี่สาวสวยน่ารัก  “อีเรียมซิ่ง” เป็นหนังไทยที่มีครบรสตลกเฮฮา ดราม่าครอบครัว เรียกน้ำตาความซึ้งเล็กๆ แอ๊กชั่นบู๊กระจาย และมีเพลงลาวดวงเดือน ที่นำมาทำใหม่ให้ฟังแม้โปรดักชั่นอาจจะไม่เนี้ยบ ไม่ใช่หนังดีสมบูรณ์มากมายแต่ด้วยความหลุดๆ รั่วๆ น่ารักๆ ทำให้ดูได้แบบไม่น่าเบื่อจนเป็นหนังสนุกมากๆ อีกเรื่องหนึ่งของปี

ดูกันเพลินๆ ดูไปเรื่อยๆ ขำตลอดทาง จนเวลาเกือบๆ 2 ชั่วโมงผ่านไปแบบรวดเร็ว 

“อีเรียมซิ่ง” เอาไปเลย 7/10 คะแนน ปล.ส่งท้ายด้วยความระลึกถึง “โรเบิร์ต สายควัน” ที่น่าจะเป็นเรื่องสุดท้ายบนจอที่ออกฉายจริงๆ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : รักหนูมั้ย เรือนแพ…ในแบบ ‘ไทบ้าน เดอะซีรี่ส์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/531632

โอ๊ยเล่าเรื่อง : รักหนูมั้ย  เรือนแพ...ในแบบ‘ไทบ้าน เดอะซีรี่ส์’

โอ๊ยเล่าเรื่อง : รักหนูมั้ย เรือนแพ…ในแบบ‘ไทบ้าน เดอะซีรี่ส์’

วันเสาร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“รักหนูมั้ย” คือ หนังนอกจักรวาลไทบ้าน เดอะซีรี่ส์ เรื่องแรกที่ฉีกตัวออกมามีเรื่องราว เส้นเรื่องของตัวเอง ภายใต้ทีมงาน และสามพระเอกนักแสดงนำที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีจากทีม “ไทบ้าน” ภายใต้ชื่อ“เซิ้งโปรดักชั่น”

“รักหนูมั้ย” เป็นหนังไทยบ้านๆ ที่มีเสน่ห์ ความน่ารัก ในแบบครบรส มีทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ อยู่ดีๆ ก็เปลี่ยนโทน มาทำให้อึ้งทำให้เสียน้ำตา ตัวหนังทำได้ลงตัว ผสมกันได้แบบกลมกล่อม เดินเรื่องเรื่อยๆ สบายๆ และนักแสดงที่เล่นแบบน่ารักๆ ในคาแร็กเตอร์ บุคลิกของตัวเองในความเป็นจริง สิ่งที่ “รักหนูมั้ย” หยิบมานำเสนอ นำมาพูดถึง เป็นเรื่องที่ค่อนข้างหนัก เป็นปัญหาเรื่องราวของเด็กวัยรุ่นในยุคนี้ การมีเด็ก การสร้างครอบครัว สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

“กุ๊งกิ๊ง-ปฏิมา ฉ่ำฟ้า” สวยใส น่ารักมากๆ ในบท “พลอย”ที่สะกดหยุดทุกสิ่งทุกอย่างไว้บนจอ เล่นดี ดูเป็นธรรมชาติชม้ายชายตาโลกดูสดใส พอถึงช่วงเครียด พอพร้อมที่จะเสียน้ำตาไปกับตัวเธอ ใครที่ดูแล้ว ไม่หลงรักเธอ ก็เกินไปแล้ว

“ต้องเต-ธิติ ศรีนวล” รับบท “จอห์น” ที่ดูเป็นพระเอ้กพระเอกดูน่าสงสาร น่ารัก เป็นคนเสียสละ ทำทุกอย่างเพื่อสาวคนรักเล่นนิ่งๆเรื่อยๆ บิ้วอารมณ์คนดูได้ในทุกอารมณ์ ยิ้มแบบมีความสุข หัวเราะในความอารมณ์ดี หรือสงสาร/เห็นใจจนน้ำตาไหลออกมาไม่รู้ตัว 

“ด้งเด้ง-ณัฐวุฒิ แสนยะบุตร” รับบท “อ๊อฟ” ที่มาเรื่อยๆเข้ามาช่วยเสริมในแต่ละช่วง ชงบทด้วยบุคลิกที่ดูนิ่งๆ เซอร์ๆ มาดลุยๆแม้บทจะถูกแฟนทิ้ง ตามง้อแฟน ก่อนจะเปลี่ยนใจมาชอบ “พลอย”นิ่งๆ เรื่อยๆ แต่ทำให้หนังสนุกขึ้น 

“ตาต้า-ชาติชาย ชินศรี” รับบท “กิม” หนุ่มที่ดูไร้ความรับผิดชอบ ดูแย่ที่สุดในกลุ่ม ทำให้คนดูเกลียดในตอนต้นเรื่องก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนมารัก เอาใจช่วย ขำๆ ยิ้มๆ กับมุขตลกเจ็บตัว หลังจากที่ถูกรถชน จนคนที่บ้านต้องดูแล และดูแลเด็กน้อยถึงจะดูแย่สุด ทำผิดพลาดตลอด แต่กลับเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ สู้จนหยดสุดท้าย

“รักหนูมั้ย” มีอะไรหลายๆ อย่างที่ชวนให้นึกไปถึง “เรือนแพ”หนังไทยคลาสสิก ที่เชื่อแน่ว่าทีมงานหนังเรื่องนี้ ต้องมีแรงบันดาลใจหรือนำเอาเรื่องนี้มีดัดแปลง ทำให้แบบของตัวเอง

“โน่-ภูวเนตร สีชมพู” ผู้กำกับทำ “รักหนูมั้ย” ออกมาเป็นหนังไทยธรรมดาๆ บ้านๆ แต่ออกมาดูดี ตัวหนังดูง่าย เล่าเรื่องสบายๆค่อยๆ ทำให้คนดูอิน ติดไปกับตัวละคร เข้าใจความคิด และเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนมุขตลก อารมณ์ขันมาตลอด แทรกเป็นระยะๆ มาในจังหวะที่กำลังพอดี พอจะเปลี่ยนอารมณ์ก็สามารถบิ้วบีบน้ำตาจากคนดูออกมาได้ชะงัด

ในความเรียบง่ายของการเล่าเรื่อง แต่ในตัวหนังเต็มไปด้วยภาษาหนัง สัญลักษณ์ การตีความ ช่วยเพิ่มความไม่ธรรมดา “รักหนูมั้ย”ถือเป็นความสำเร็จที่ฉีกออกจากจักรวาลของหนัง ไทบ้าน เดอะซีรี่ส์ดูดี มีความเป็นตัวเอง ดีงาม!! แบบไม่ต้องอิง!! ความดังจาก “ไทบ้าน”

รักหนูมั้ย…ตอบได้เลย รักหนู…รักมากมาย รักในระดับ บ้านๆรักหนูมั้ย…รักหนูพลอย

รักหนูมั้ย…รักเจ้าหนูน้อย 10/10 คะแนน ปล.หนังจบอย่าเพิ่งลุกท้ายเครดิตยังมีติ่งทิ้งท้าย

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แม่มด (The Witches) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/530201

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แม่มด (The Witches)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แม่มด (The Witches)

วันเสาร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“แม่มด (The Witches)” คือวรรณกรรมเรื่องของโรอัลด์ ดาห์ล นักเขียนชาวอังกฤษ (เขียนในปี 1983(2526))ที่เคยถูกแปลเป็นไทย โดย สาลินี คำฉันท์ ในปี 2531 ที่เคยคิดจะหยิบมาอ่านนานมาแล้ว ตั้งแต่สมัยวัยรุ่นๆ นิยมอ่านวรรณกรรมเด็ก แต่จนถึงป่านนี้ก็ยังไม่ได้อ่านเรื่องนี้เคยถูกนำมาสร้างเป็น หนังอังกฤษมาแล้ว เมื่อปี 1990 (2533) ในชื่อเดียวกับตัวนิยาย นำแสดงโดย แองเจลิกา ฮุสตัน  เคยดู แต่จำอะไรไม่ได้เลย

เมื่อ “แม่มด (The Witches)” ถูกนำมาขึ้นจอ เลยเป็นหนังอีกเรื่องหนึ่งที่คนดูรอชม เพราะเป็นงานกำกับของ โรเบิร์ตเซสิคิส และนำแสดงโดย แอน แคททาเวย์ บรรยากาศของการเสพวรรณกรรมเด็กในช่วงวัยรุ่นของชีวิต หวนคืนมาอีกครั้งในรูปแบบของการขึ้นจอเป็นหนัง ที่แม้จะไม่มีอะไรใหม่ ไม่หวือหวาไปเรื่อยๆ ธรรมดาๆ แต่งานที่ออกมาก็โดนใจไม่น้อย

“โรเบิร์ต เซมิคิส” ทำ “แม่มด (The Witches)” ออกมาในแบบสบายๆ เหมือนเป็นงานผ่อนคลาย ทำหนังแบบพักผ่อนในการทำงานของตัวเอง ให้คนดูได้เข้ามาดูหนังพักผ่อน ไม่ต้องคิดมาก เข้ามาเอนกายสบายๆ ในโรงหนังโดยยังไลเซนส์ในเรื่องการโชว์เทคนิคพิเศษ งานสร้างภาพที่สมจริง ของตัวเซมิคิสเองซึ่งแม้จะไม่มีอะไรใหม่ ดูธรรมดาในยุคนี้ แต่ก็เป็นส่วนที่ดูดีเนียนดูสนุก โดดเข้าไปสู่โลกแห่งแม่มดในเรื่อง ได้อย่างเต็มที่

“แอน แคททาเวย์” สวยสง่า เด่นมากมายในบท “ราชินีแม่มด” จอมโหด มาดเนี้ยบ ร้ายในแบบการ์ตูนเล่นแบบสบายๆปล่อยวาง ไม่ซีเรียส ทุกอย่างที่ออกมาข่มคนอื่นจนหมด สมกับเป็นราชินีในเรื่อง และแม้จะต้องแปลงร่าง ก็ยังไม่สามารถทำลายความสวย ในตัวเธอได้

“ออคตาเวีย สเปนเซอร์” นิ่งๆ สบายๆ ในบท คุณยายที่หลบหนีจากแม่มดมานานตั้งแต่เด็ก จนต้องมาเจอ แม่มด อีกครั้งเพื่อช่วยหลานชายตัวน้อย บทเยอะ เดินเรื่อง ทำให้ เกิดรอยยิ้มได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ชอบมากๆ เวลาเธอเล่นแบบลอยหน้าลอยตา

“จาห์เซีย คาดีมบรูโน”  รับบท เป็นคุณหลาน “คริสตีนเชโนเวธ” เป็น หนูขาวเดซี่  “โคดี ลี อีตสติก” เป็นบรูโน่หนูอ้วนจอมหิว สามเกลอหนูคือตัวสร้างสีสันรอยยิ้ม ความน่ารักให้เกิดกับตัวหนัง หรือแม้แต่บรรดากองทัพหนูแม่มด ที่ดูน่าเกลียดแต่ก็เรียกเสียงหัวเราะให้กับเรื่อง “สเปซี่ ทุชชี่” รับบทผู้จัดการโรงแรมจอมเฮี้ยบ “คริส ร็อค” มารับหน้าที่ให้เสียงบรรยายเล่าเรื่อง “แม่มด (The Witches)” อาจจะไม่ใช่หนังที่มีอะไรใหม่ๆฉีก สำหรับหนังแฟนตาซี ในยุคนี้ เป็นงานที่ย้อนกลับไปในรูปแบบของหนังผจญภัยแบบเด็กๆ ในยุคเก่า ที่ดูสบายๆ ง่ายๆ ไม่มีพิษมีภัย เกือบ 2 ชั่วโมง ที่ได้ผ่อนคลายสบายๆ ในโรงหนังดูได้เพลินๆ สำหรับคนที่ชอบนิยายเรื่องนี้ ชื่นชอบในงานวรรณกรรมเด็ก หรือเป็นแฟนหนังเอฟเฟกท์ในแบบของ “โรเบิร์ต เซมิคิส”แต่อาจจะไม่โดนใจ คนที่ชอบอะไรที่ดูยาก คิดมาก ซับซ้อน หักมุมหรือโชว์เทคนิคพิเศษ อลังการงานสร้างมากมายนัก เพลิดเพลินเจริญใจ แบบเด็กๆ ในระดับ 6/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง : กลับมาเยี่ยมผี (Relic) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/528588

โอ๊ยเล่าเรื่อง : กลับมาเยี่ยมผี (Relic)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : กลับมาเยี่ยมผี (Relic)

วันเสาร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

…เรื่องราวชวนขวัญผวา ได้เริ่มต้นขึ้น

เมื่อคนที่คุณรักบ้านที่คุ้นเคย ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ทุกสิ่ง…กำลังจะเน่าสลาย…

“กลับมาเยี่ยมผี(Relic)” คือ หนังผีสัญชาติออสเตรเลีย ที่ตั้งชื่อไทยได้เรียบๆ ง่ายๆ แต่ตรงประเด็น ชัดเจนว่าเข้าไปดูแล้วจะเจอะเจออะไรบ้าง ตัวหนังได้รับคำชมอย่างดีใน “เทศกาลซันแดนซ์ ฟิล์ม เฟสติวัล”

“เคย์” พา “แซม” ลูกสาววัยรุ่น เดินทางกลับมาบ้านเก่าในชนบท เพื่อออกตามหา “เอ็ดม่า” คุณแม่วัยชราที่หายตัวไปอย่างลึกลับในบ้านเก่าดูทรุดโทรม เต็มไปด้วยร่องรอยประหลาดเต็มไปด้วยความเสื่อมถอยของสังขาร หลังจากตามหามานานจนถอดใจ คุณยายเอ็ดม่า ก็ปรากฏตัวกลับมาที่บ้านอย่างลึกลับพร้อมพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ความลึกลับ ความสยดสยอง กำลังคืบคลานเข้ามาหาสองแม่-ลูกไปพร้อมๆ กับปม/ปัญหา/ความไม่เข้าใจกัน/ความสัมพันธ์ของสองแม่-ลูก คุณยายกับคุณแม่คุณยายกับหลานสาวเริ่มถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง

หนังผี (ผีจริงๆ) จากออสเตรเลีย ที่มาพร้อมบรรยากาศชวนขนหัวลุก ชวนหลอนในแบบใกล้ๆ ตัว ไม่คิดมากคิดเยอะปัญหาครอบครัว ความไม่เข้าใจกัน ความห่างเหินของแม่กับลูก “กลับมาเยี่ยมผี (Relic)” ดูดีในแง่ของการสร้างความน่ากลัวจากทุกๆ สิ่งที่มีอยู่ในหนัง ใช้สิ่งรอบตัวที่มีอยู่มาสร้างความหลอนความขนหัวลุก ความมืดมิด ป่าเขา ต้นไม้ ท้องทุ่ง ความเงียบหรือแม้แต่ภายในบ้านหลังเล็กที่ดูแล้วมีความอึดอัด รู้สึกได้ทันทีว่ามีอะไรแฝงอยู่

รวมๆ แล้ว น่าจะดูสนุก หลอน ชวนติดตาม ชวนค้นหามาตามสูตรแบบไม่ต้องคิดมาก แต่…ดูไป…เรื่องยิ่งเดินไปข้างหน้า กำลังสนุกอยู่ดีๆ บทสรุปสุดท้ายกลับทำให้เกิดอาการงง!!!คำถาม??? ตามขึ้นมา ทำไม!!! เกิดอะไรขึ้นกับตัวละครทำไม?? คิดยังไง 

เดินออกมาจากโรงแบบงงๆๆๆ แต่สิ่งที่ชัดเจนที่ตัวหนังต้องการจะพูดถึงคือเรื่องของสังขาร การเสื่อม การเน่าสลายการทำใจ/การยอมรับ/การเรียนรู้ที่จะยอมรับและอยู่กับมันให้ได้…สังขารไม่เที่ยง…

“นาตาลี อาริกะ เจมส์” กับงานกำกับหนังเรื่องแรกที่ดูดี โอเค ด้วยความเป็นผู้กำกับหญิง เลยถ่ายทอดเรื่องราวดึงอารมณ์ความเป็นผู้หญิงมาใส่ในหนังได้อย่างดี นักแสดงนำหลักๆ มีเพียงแค่ 3 ตัวละคร หน้าตาท่าทาง บุคลิก ดูเข้ากับบท “โรบิน เนวิน” รับบท “เอ็ดม่า” คุณยาย (คุณแม่ของแม่) ที่ดูหลงๆ ลืมๆ แฝงความลึกลับ ผีเข้าผีออก อารมณ์แปรปรวนด้วยโรคสมองเสื่อม “เอมีลี่ มอร์ติเมอร์” รับบท “เคย์”คุณแม่ (คุณแม่ของหลานของคุณยาย) ตัวคีย์ตัวเชื่อมความสัมพันธ์ของยาย/หลาน ตัวเดินเรื่อง และยังเป็นตัวละครที่สร้างความสับสนงงงวยให้กับตอนจบของเรื่อง

“เบลล่า ดีธโดล” รับบท “แซม” คุณหลาน (ลูกของแม่หลานของคุณยาย) ดูสวยน่ารัก มาช่วยขยี้ในส่วนของดราม่าและตามสูตร บางช่วงบางตอนก็รู้สึกถึงความงี่เง่าของตัวละครด้วยวัยที่ห่างกัน “กลับมาเยี่ยมผี (Relic)” ทำหน้าที่ในการเป็นหนังผีที่ดี หลอนๆ จังหวะตุ้งแช่ ไม่เยอะ มาแบบได้จังหวะ ตัวหนังเต็มไปด้วยบรรยากาศหลอนๆ ชวนให้เสียวสันหลัง สะดุ้งบ่อยๆนักแสดงโอเค…ติดแค่อย่างเดียว คือ จบแบบงง!!! ขนาดคิดมาอาทิตย์หนึ่งแล้วยังหาคำตอบให้ไม่ได้เลย หลอนระดับ 5/10 กะโหลกกลางๆติดแค่ตอนจบเท่านั้น…บรื๋ออออออ…