โอ๊ยเล่าเรื่อง : โดราเอม่อน เพื่อนกันตลอดไป 2 (Stand By Me 2) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/563520

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โดราเอม่อน เพื่อนกันตลอดไป 2  (Stand By Me 2)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โดราเอม่อน เพื่อนกันตลอดไป 2 (Stand By Me 2)

วันเสาร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กลับมาอีกครั้งสำหรับเพื่อนเก่าในวัยเด็ก ที่ปีนี้มีอายุครบ 50 ปี โดราเอม่อน เพื่อนกันตลอดไป 2 (Stand By Me2)  ได้หยิบเอาเนื้อหาจากฉบับมังงะในตอน ความทรงจำของคุณย่า กับในหนังสั้น Doraemon :A Grandmother’s Recollections (2000) และ The Day When I Was Born (2002) มาดัดแปลงใหม่

“โนบิตะ” บังเอิญเจอตุ๊กตาหมีตัวเก่า ทำให้คิดถึงคุณย่าผู้แสนใจดีในวัยเด็ก เขาจึงชวนโดราเอม่อนย้อนเวลากลับไปหาคุณย่าอีกครั้ง คุณย่ามีความหวัง อยากจะพบเจ้าสาวของโนบิตะสักครั้ง เพื่อทำความต้องการของคุณย่าให้เป็นจริง โนบิตะและโดราเอม่อนจึงมุ่งหน้าสู่โลกอนาคตเพื่อตามหาชิซูกะ ผู้เป็นเจ้าสาวของโนบิตะ ก่อนจะพบว่าโนบิตะในวัยผู้ใหญ่ได้หนีหายออกจากงานแต่งงานของเขากับชิซูกะไป โดราเอม่อนและผองเพื่อนจึงต้องร่วมมือกันออกตามหาโนบิตะที่หายตัวไป เนื้อหาเรียบๆ ง่ายๆ แต่ซาบซึ้งกินใจในเรื่องราวความรัก มิตรภาพที่ดีระหว่างเพื่อนๆครอบครัว ที่มีครบทุกรส รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ คราบน้ำตา 

“โนบิตะ” กับ “โดราเอม่อน” คือ ตัวหลักๆ ในตอนนี้เดินเรื่องคู่ไปกับ “โนบิตะ” กับ “ชิซูกะ” ตอนโต ในขณะที่ผองเพื่อนมากันครบทีม ไจแอ้นท์, ซูเนโอะ, ไจโกะ มาทั้งตอนเป็นเด็กน้อยที่คุ้นตา และตอนโตเป็นผู้ใหญ่ รวมทั้งพ่อแม่ของสองครอบครัวเจ้าบ่าว-เจ้าสาว คุณครู และคุณย่า ที่ได้คะแนนความรักจากคนดูไปแบบเต็มๆ

โต๋-ศักดิ์สิทธิ์ ควงคู่หวานใจ ไบรท์-พิชญทัฬห์ มาให้เสียงภาษาไทยของ “โนบิตะ” กับ “ชิซูกะ” ที่ฟังแล้วกลมกลืนใช่เลย ดูลื่นไหล รวมถึงเหล่าบรรดานักพากย์เสียงไทยออริจินัลกลับมารวมตัวกันอีกครั้งแบบพร้อมหน้าพร้อมตา นำทีมโดยน้าต๋อย เซมเบ้-นิรันดร์ บุญยรัตพันธุ์ (ไจแอนท์), ศันสนีย์ สมานวรวงศ์ (โนบิตะ), ศรีอาภา เรือนนาค(ชิซุกะ), ฉันทนา ธาราจันทร์ (โดราเอม่อน) เสียงที่คุ้นเคยกับภาพที่ชินตาทำให้เวอร์ชั่นภาษาไทยออกมาสมบูรณ์ดูสนุกแบบสุดๆ อิ่มเอมมากๆ ปิดท้ายด้วย เพลงสายรุ้ง ของสุดะ อาซากิ ที่มีความไพเราะ เนื้อหากินใจ “โดราเอม่อนเพื่อนกันตลอดไป 2 (Stand By Me 2)” ไม่ใช่เป็นแค่การ์ตูนสำหรับครอบครัว แต่เป็นแอนิเมชั่นที่มีความเป็นหนังดราม่า รักโรแมนติกที่ดีมากๆ เยี่ยมมากๆ สุดยอดอีกเรื่องหนึ่งทีเดียว รัก ชอบ เสียน้ำตา สนุก ยิ้ม มาครบแบบจัดเต็มในอารมณ์กับความรู้สึกที่ต่างไปจากในการ์ตูนที่รักมาตั้งแต่เด็กๆ หรือถ้าเฉพาะ โดราเอม่อน ในยุค 3D ไม่แบนๆ หรือสมัยก่อน ภาคนี้ซาบซึ้งกินใจไม่แพ้ในภาคแรก10/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ก็อตซิลล่า ปะทะ คอง (Godzilla vs. Kong) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/562024

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ก็อตซิลล่า ปะทะ คอง (Godzilla vs. Kong)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ก็อตซิลล่า ปะทะ คอง (Godzilla vs. Kong)

วันเสาร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สิ้นสุดการรอคอยหลังจากที่ถูกนำมารีโนเวทให้เข้ากับยุคสมัย จนมีหนังเป็นของตัวเอง ทั้งก็อตซิลล่าที่มีทั้งฝั่งฝรั่งและญี่ปุ่น หรือ “คอง” ที่หลายคนนำมาทำใหม่ไม่ขาดช่วงและตามที่เชื่อไว้ว่ามาเจอกันแน่ ก็มาเจอกันซะทีทั้ง“ก็อตซิลล่า” และ “คอง”

ตัวหนังชัดเจนมุ่งประเด็นขายตัว “ก็อตซิลล่า”กับ “คอง” เป็นหลัก เน้นโชว์ฉากต่อสู้ของสองราชากันแบบจะจะเต็มๆ ใหญ่โตมโหฬาร ชนิดไม่มีใครยอมใคร ทั้งในทะเลบนบก หรือแม้แต่ในฮ่องกง และไม่เพียงแค่หนังสัตว์ยักษ์ถล่มเมืองเท่านั้น ยังมีในส่วนของยานสำรวจ เทคโนโลยีหุ่นยนต์ จนเกือบหลงทางนึกว่ามาดูทีม Avengers ออกตามหาพลังงาน

บทหนังดูรกไปหมด ง่ายๆ ไม่มีเหตุผล ทุกอย่างดูลอยๆ 

“คอง” ดูบทจะเด่นกว่ามากๆ มีส่วนดราม่าควบคู่ไปกับตัวเด็กสาวตัวน้อย เรื่องบ้าน การพลัดพราก/การหาทางกลับบ้านทำให้ดูมีสีสัน คนดูรัก คนดูชอบ และเอาใจช่วย 

“คอง” ฉบับนี้ยังคงดูเป็นยักษ์ใหญ่ราชาลิงที่ดูทะมึนสมจริง แต่ก็มีความอ่อนโยน ดูไม่น่ากลัวเท่าไรนัก แค่ร่างใหญ่ไปหน่อยก็แค่นั้นเอง มีภาพกุ๊กกิ๊กน่ารัก ใส่เพลงเบาๆสบายๆ พอให้เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะได้ตลอดเวลา

“ก็อตซิลล่า” มาในมาดเต็มแบบเดิมๆ ที่มีเสน่ห์มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่มีอะไรที่ฉีกออกไป เดินหน้าลุย เดินดุ่มๆไปข้างหน้า รัศมีทำลายล้าง มาแบบจัดเต็ม ที่เพิ่มเติมคือรอดูเฉลยว่าทำไม! ต้องบุกเมือง ตามราวีลิงยักษ์ เพราะตำนานราชาอสุรกายมีเพียงหนึ่ง หรือว่าเหตุผลอื่นๆ กันแน่

ตัว “ก็อตซิลล่า” บทอาจจะด้อยกว่า “คอง” แบบชัดเจนเพราะมีมิติเดียว ลุยๆ ไม่เน้นดราม่า ซึ่งด้วยความเป็น “ก็อตซิลล่า”มันต้องออกมาในรูปแบบนี้อยู่แล้ว แต่บังเอิญ “คอง” ดันมีความเป็นสัตว์ เลยทำให้รู้สึกว่า “ก็อตซิลล่า” ดูด้อยกว่าไปโดยปริยาย

ในส่วนของมนุษย์ดูหมอง ไม่มีออร่าอะไรมากมาย ดูจิ๋วตัวนิดเดียวไปเลย ทั้งบท การแสดง ตัวละครหลักๆมีทั้งจิตใจดีอยากช่วย แฟนคลับทั้งคอง/ก็อตซิลล่า อยากหาสาเหตุของการบุกเมือง คนที่หาพลังงานเพื่อให้มนุษย์เป็นผู้ล่าในเรื่อง น่าจะมีแค่เด็กน้อยคนเดียวที่พอจะ ทำให้รู้สึกน่ารักๆกับเรื่อง ดูไม่เลอะ มีอะไรๆ มากกว่าคนอื่น

“ก็อตซิลล่า” ปะทะ “คอง” (Godzilla vs. Kong)ชอบมากในทุกส่วนของทั้งสองสัตว์ยักษ์ สนุกและเพลิดเพลินจำเริญใจ แต่รำคาญและเบื่อมากๆ จนเผลอหาวไปหลายตอนในหลายๆ ช่วงที่เป็นคน อาจจะไม่ใช่หนังที่เลิศเลอ เฟอร์เฟกท์แต่แค่จับสองยักษ์มาปะทะกันแบบมันส์ๆ ได้ใจไปเต็มๆ แบบไม่ต้องติดอะไรมากมาย สำหรับเรื่องนี้ให้ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เฮย ภูตแมวมหัศจรรย์ (The Legend of Hei) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/560329

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เฮย ภูตแมวมหัศจรรย์  (The Legend of Hei)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เฮย ภูตแมวมหัศจรรย์ (The Legend of Hei)

วันเสาร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

แค่เห็นภาพ “แมวดำตาโต” ก็เกิดความอยากดูรอดู และเชื่อแน่ว่าหนังเรื่องนี้จะต้องโดนใจได้อย่างแน่นอน และพอได้เข้าไปดูก็ไม่ผิดหวัง เพียงแต่ภาพของหนังอาจจะไม่ใสๆ เป็นการ์ตูนแบ๋วๆ อย่างที่คิด “เฮย ภูตน้อยในร่างแมวดำ”ที่เร่ร่อนไร้บ้าน หลบหนีการไล่ล่าจากมนุษย์ ได้รับความช่วยเหลือจาก “เฟิงซี” ภูตหนุ่มรูปหล่อ พาเข้ากลุ่มภูต “อู๋เสี้ยน” มนุษย์หนุ่มในสำนักคุ้มกันภัย 

“เฮย ภูตแมวมหัศจรรย์ (The Legend of Hei)” มาในรูปแบบแอนิเมชั่นการ์ตูนภาพ 3D ลายเส้นสวยงามน่ารักๆที่ดูสบาย ให้ความรู้สึกของงานวาดสวยๆ มากกว่าจะเน้นความสมจริง จากการสร้างงานด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ลายเส้นคมภาพสวยชวนให้นึกถึงภาพวาดลายเส้นของจีนโบราณ ชัดเจนในความเป็นแอนิเมชั่นจากจีน หนังเดินเรื่องแบบสบายๆ เล่าเรื่องง่ายๆ ชัดเจน แม้ว่าเอาเข้าจริงๆ แล้ว เนื้อเรื่องอาจจะดูหนักสะท้อนสาระ ปัญหาเรื่องการอยู่ร่วมกันของยุคเก่ายุคใหม่ทุกตัวละครไม่มีใครถูกไม่มีใครผิด อยู่ที่จะหาทางออก หาทางแก้ปัญหาด้วยวิธีใดเท่านั้น แต่หนังก็ใช้ความน่ารัก ความใสๆ ของตัวละครมาช่วยลดความเครียดให้กับตัวหนัง

“ภูต” ในอดีต “มนุษย์” เคยกราบไหว้บูชา แต่มาปัจจุบันกลับถูกมนุษย์รุกราน ตัดไม้ทำลายป่า ทำลายที่อยู่อาศัย จนต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ “อู๋เสี้ยน” มนุษย์ที่เข้ามาช่วย “ภูต” ในสำนักคุ้มกันภัย เพื่อให้ภูตกับมนุษย์อยู่ร่วมกันได้แบบสันติ

ส่วน “ภูตเฟิงซี” พยายามทุกวิธีทางที่จะสร้างพลัง ในการขับไล่มนุษย์ออกไปจากเมืองเพื่อจะได้ไม่ต้องอยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ ในขณะเดียวกัน “เสี่ยวเฮย ภูตแมวดำ” ตัวน้อย เร่ร่อน อะไรก็ได้ แต่อยากหาบ้านให้ตัวเอง

“แมวเฮย” มาสร้างรอยยิ้มจากความน่ารักทั้งในร่างแมวดำตาโต ตอนกลายร่างเป็นแมวยักษ์ และตอนกลายร่างเป็นเด็กน้อยอิ้งค์-วรัญธร เปานิล นำเสียงใสๆ มาให้เสียงภาษาไทย เพิ่มความน่ารักให้กับ “เจ้าแมวเฮย” ได้มากขึ้นทีเดียว ในขณะเดียวกันตัว “อู๋เสี้ยน” กับ “เฟิงซี” ก็ดูหล่อเหลา เท่ๆ ในแบบจอมยุทธ์

ตัวหนังแบ่งเป็นช่วงๆ ที่ให้ความสนุกต่างกัน ช่วงของการผจญภัย การออกเดินทางไปสู่เมืองคุ้มกันภัย อู๋เสี้ยนกับเสี่ยวเฮยสนุกสนานไปกับการพยายามหลบหนี การฝึกฝนตัวเอง

1 มนุษย์ กับ1 ภูตแมว มาในมุมที่สบายๆ การเรียนรู้การฝึกฝนตัวเอง เน้นเฮฮา สร้างความผูกพันของตัวละเอียด

มาในช่วงหลัง หนังเปลี่ยนโทนมาเป็นแอ๊กชั่น การสู้กันระหว่างภูตรักสันติ หรือภูตเทพ กับภูตที่ต้องการทำลายล้างหรือภูตมาร อารมณ์หนังแนวเทพปะทะมาร ขาวปะทะดำ มาแบบจัดเต็ม

ก่อนที่จะปิดฉาก สรุปสุดท้ายของตัวละครหลักแต่ละตัว “เฮย ภูตแมวมหัศจรรย์ (The Legend of Hei)” เป็นหนังที่ดูไปยิ้มไป มีความสุข สีสันสดใส สบายตา ดูแล้วมีความสุข ปล.ท้ายเครดิตหนังยังแถม MV เพลง “หยุดที่เธอ” เสียงร้องของ “อิ้งค์-วรัญธร เปานิล” แบบเต็มเพลงอีกด้วย อย่าเพิ่งลุกนะครับสำหรับเรื่องนี้ให้ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : สาวซ่าส์ล่าบัญชีแค้น (Promising Young Woman) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/558717

โอ๊ยเล่าเรื่อง : สาวซ่าส์ล่าบัญชีแค้น  (Promising Young Woman)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : สาวซ่าส์ล่าบัญชีแค้น (Promising Young Woman)

วันเสาร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในตอนกลางวัน “แคสซี่” เป็นพนักงานร้านกาแฟตกค่ำคืนกลายร่างเป็นสาวสวยในร้านเหล้าที่รอให้ผู้ชายหิ้วเก็บแต้มก่อนเอา “สาวซ่าส์ล่าบัญชีแค้น” (PromisingYoung Woman) ชัดเจนในการเป็นหนังผู้หญิง ที่ผู้หญิงโดนกระทำ ถูกรังแก โดนบูลลี่ การกลับมาแก้แค้น หนังเปิดเรื่องได้น่าสนใจชวนติดตาม มีกลิ่นอายของความเป็นหนังฆาตกรรม ถึงเลือดถึงเนื้อ เลือดสาด แต่เอาจริงๆ หนังกลับไม่ได้ให้ภาพความรุนแรงที่รุนแรงชัดเจน สนุกสนานไปกับวิธีการหลบเลี่ยงไปในทางของหนังตลกร้ายที่ยังคงบรรยากาศความรู้สึกถึงความรุนแรงได้ครบถ้วน

“แครี่ มัลลิแกน” แบกหนังไว้คนเดียว ดูดีเล่นดีมีคาแร็กเตอร์ออกไปในแบบแนวๆ ติสท์ซ่าส์ ดิบเถื่อน จิตๆประสาทๆ ออกไปแนวเฮฮา ตลกร้าย ดราม่าก็ได้ เซ็กซี่ดูดีสวยแบบแปลกๆ ขณะเดียวกันออร่าความโหดเต็มที่ทั้งข้างนอกข้างใน เธอทำให้คนดูผูกพันไปกับ แคสซี่ ได้แบบเต็มที่ในทุกรูปแบบ ทั้งสนุก ขำๆ หัวเราะๆ ยิ้มๆ ดุดัน เหี้ยมๆ หรือในส่วนของดราม่า

เอเมอรัลด์ เฟนเนลล์ ผู้กำกับหญิงหน้าใหม่สนุกสนานไปกับการนำเสนอเรื่องของตัวละครผู้หญิงสะท้อนปัญหาการถูกกระทำจากผู้ชาย ทั้งในสังคม การงานเพศ ผู้ชายที่มีหน้าตาชื่อเสียงโปรไฟล์ดี ไม่ว่าจะวัยไหนยุคไหน ตั้งแต่วัยเด็กวัยรุ่น คนทำงาน หรือผู้ใหญ่ ผู้ชายทุกคนในเรื่องชัดเจนในด้านลบ เลวมากเลวน้อย ไม่ดีมากไม่ดีน้อยมีครบ เบาๆ สุดก็คือ อ่อนแอ แย่ๆ เป็นผู้ตาม ส่วนผู้หญิงมีครบหลายมุม อ่อนแอ น่าสงสาร เก่ง สตรอง แข็งแรง

โทนหนังออกมาในแนวหนังตลก เขย่าขวัญ แบบร้ายๆดาร์กๆ ที่ไม่มืดมิด ไม่หม่นหมอง ไม่สลดหดหู่ ออกไปในทางสดใส สีสันจัดจ้าน เซอร์ๆ ในแนวทางของหนังคัลท์หนังอินดี้ หนังนอกกระแส หนังทดลอง บทหนังค่อยๆ เล่าเรื่องค่อยๆ พาย้อนกลับหาคำตอบจากที่มาที่ไปของการแก้แค้นในอดีต  เล่าได้แบบมีลูกเล่น ชวนติดตาม มีการหักมุมหลอกให้เขวหรือหลงทางไปบ้าง เพลงประกอบคือสิ่งที่ดีใส่มาแบบได้เข้าจังหวะ เข้ากับเรื่องในช่วงนั้น สถานการณ์นั้นๆเสียดสี เพิ่มอารมณ์ขัน รอยยิ้มให้กับตัวหนังได้มาก

เรียกได้ว่าเป็นหนังแนวดูสนุกเพลินๆ เรื่องแรงๆ ชวนให้ติดตามหาคำตอบสะท้อนสังคม นักแสดงมันส์ เดินเรื่องไวมีหักมุม มีเซอร์ไพรส์ หลายๆ ตอน ในแบบสดใสๆ ไม่หดหู่ผสมเพลงไพเราะ แนวๆ สนุกครับ น่าเสียดายแค่หนังออกจากแนวๆ ไปสักนิดเลยดูไม่สุดสักทาง ทั้งภาพความรุนแรง เลือด เซ็กซ์ เลยลดความตื่นเต้นลงไปเยอะทีเดียวงานนี้ได้คะแนนไประดับ 6/10 

โอ๊ยเล่าเรื่อง : จดหมายฉบับสุดท้าย… แด่เธอผู้เป็นที่รัก (Violet Evergarden: The Movie) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/557150

โอ๊ยเล่าเรื่อง : จดหมายฉบับสุดท้าย... แด่เธอผู้เป็นที่รัก (Violet Evergarden: The Movie)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : จดหมายฉบับสุดท้าย… แด่เธอผู้เป็นที่รัก (Violet Evergarden: The Movie)

วันเสาร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ฉันเป็นดอล ให้ฉันช่วยเธอเขียนจดหมายไหม?“ดอล” ตุ๊กตาบันทึกคำหรือร่างจดหมาย “ดอล” คือ คนรับเขียนจดหมาย ช่วยเขียนคำสวยๆ ส่งให้คนรับ “ไวโอเล็ตเอเวอร์กรีน” คือ “ดอล” ผู้โด่งดัง เก่งที่สุด เนื้อหอมที่สุดเธอเขียนความรู้สึกมากมาย สร้างความสุข/ความหวังให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการ

“ไวโอเล็ต” เด็กกำพร้าที่ถูก “กิลเบิร์ต” นายทหารหนุ่มครอบครัวทหารใหญ่ รับไปดูแลและเลี้ยงดู สั่งสอนทุกอย่าง โดยเฉพาะเรื่องการอ่าน/เขียนหนังสือ เมื่อสงครามเกิดขึ้น เธอติดตามนายน้อยออกสู่สมรภูมิรบด้วย เด็กสาว รอดจากสมรภูมิ มาพร้อมๆ กับ บาดแผลทั้งทางกาย และทางใจ จากการสูญเสีย“กิลเบิร์ต” โดยที่เธอยังไม่ได้บอกรัก “ไวโอเล็ต” กลายมาเป็น “ดอล” ที่เก่งกาจ เพื่อช่วยคนให้มีความสุข ภายใต้ ปมในใจ บาดแผลจากสงคราม

จดหมาย ภาษาสวยๆ ถูกนำมาใส่ในหนังได้อย่างมีพลังสวยงาม กินใจ ชวนให้ย้อนนึกกลับไปในสมัยการเขียนจดหมายกำลังฮิตแม้จดหมายจะค่อยๆ ถูกเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างโทรศัพท์เข้ามาแทนที่ แต่ก็ยังมีคนที่ต้องการไออุ่นการสื่อความรู้สึกจาก ถ้อยคำในจดหมาย ภาษาสวยๆที่ถ่ายทอดออกมาจากจิตใจ “ดอล” ยังคงรับหน้าที่ส่งความรู้สึกผ่านจดหมาย ตามที่ลูกค้าเรียกใช้บริการ แม้เวลาจะผ่านไปกี่ปีแล้วก็ตาม

“ไวโอเล็ต เอเวอร์กรีน” สวยงาม น่ารัก ดูมีอะไรๆอยู่ในตัว ความเป็นผู้หญิงเก่ง สตรอง ช่วยทำให้คนที่กำลังมีความทุกข์สามารถคลายทุกข์ ทำชีวิตได้อย่างมีความสุข เดินต่อไปในข้างหน้าได้ เพียงแต่ข้อความในจดหมายที่เธอทำหน้าที่เป็น ดอล ในอีกมุมหนึ่ง เธอดูโดดเดี่ยวเดียวดายมีโลกส่วนตัว อันเนื่องมาจากเธอมีบาดแผลการสูญเสียอันเกิดจากตอนที่เธอไปรบ

“จดหมายฉบับสุดท้าย…แด่เธอผู้เป็นที่รัก (VioletEvergarden : The Movie)” สวยงามสะกดสายตาด้วย ลายเส้นที่สวยงาม สดใส ดูมีมิติมีพลัง ชวนให้นึกถึงในยุค การ์ตูนกุหลาบแวร์ซาย เพียงแต่ดูบ้านๆ กว่า ผสมๆ กับหนูน้อยแคนดี้ที่มีเสน่ห์น่ารัก มีแต่คนรัก เป็นเด็กกำพร้าสู้ชีวิต ต่างกันแค่ “ไวโอเล็ต”ดูจริงจัง เหงาๆ เศร้าๆ มากกว่าดัดแปลงจาก Kana Akatsuki(light novel series) เป็นซีีรี่ส์ความยาว 14 ep ในปี 2018ภาพตัวละคร แบล็กกราวนด์ที่เห็นบนจอ สวยงาม โดนใจผสมกับดนตรีประกอบไพเราะๆ เนื้อเรื่องโดนใจ ทำให้เรื่องออกมาโดนใจสุดทุกๆ สิ่งที่พูดถึงในหนังไม่ว่าจะเป็น จดหมาย โทรเลข แสตมป์ กระดาษจดหมาย ตราครั่ง ข้อความในจดหมาย โดนใจ/ชอบมากๆ ให้อารมณ์แบบสุดๆ ในทุกๆ ด้านดูไปยิ้มไปอย่างมีความสุข หัวเราะเล็กๆ หรือแม้กระทั่งเสียน้ำตามากมาย ร้องไห้ออกมาแบบไม่รู้ตัว สวยงาม/งดงาม/กินใจ ในระดับ 9/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แก๊งม่วนป่วนโตเกียว (Detective Chinatown 3) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/553899

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แก๊งม่วนป่วนโตเกียว  (Detective Chinatown 3)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แก๊งม่วนป่วนโตเกียว (Detective Chinatown 3)

วันเสาร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หลังจากที่ “แก๊งม่วนป่วนเยาวราช” (Detective Chinatown)ในปี 2558 สร้างความป่วนแจ้งเกิดหนังชุดนี้จนทำรายได้ สูงเป็นประวัติการณ์ จนมีการสร้างภาค 2 ได้ตะลุยนิวยอร์ก ในปี 2561 อีกทั้ง
ยังมีทีวีซีรี่ส์ในปี 2563 เป็นทีมนี้อีกด้วย มาวันนี้ “แก๊งม่วนป่วนโตเกียว”(Detective Chinatown 3) ที่ยกทีมไปไกลถึงโตเกียว

ซึ่งเป็นเรื่องราวของคู่หูนักสืบแก๊งม่วนสองลุงหลาน “ถังเหริน”(หวัง เป่าเชียง) กับ “ฉินเฟิง” (หลิว ห่าวหราน) และ “โนดะ ฮิโรชิ”(ซาโตชิ ซึมาบุกิ) นักสืบตัวท็อปของญี่ปุ่น ถูก “วาตานาเบ้” ยากูซ่ามาเฟียญี่ปุ่นเชิญตัวมาคลี่คลายคดีฆาตกรรมที่เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกร ทีมสามนักสืบเดินหน้าสืบคดีแต่ถูก “แจ็ค จา” (จา-พนม ยีรัมย์)ตำรวจไทยกับตำรวจมือปราบจากญี่ปุ่นตามวุ่นวาย แถมงานนี้ “ถังเหริน”ยังต้องตกหลุมรัก “โกบายาชิ แอนนา” เลขาสาวของเหยื่อ และมีกลุ่มคนลึกลับนำทีมโดย Q เข้ามาเล่นเกมชิงไหวชิงพริบ สามนักสืบสามชาติ ญี่ปุ่น/จีน/ไทย จึงต้องจับมือกับสะสางคดี โดยนำเสนอในแบบสนุกสนานเฮฮาในสไตล์หนังชุด แก๊งม่วนจอมป่วน ที่เดินมาถึง3 ตอนแล้ว จนทำให้หลายคนมองตัวหนังเป็นหนังตลกธรรมดาๆผสมๆ คลุกเคล้าเติมฉากแอ๊กชั่นให้หนังเผ็ดร้อน ฉากขำๆ เฮฮาในมุขที่คุ้นๆ ไม่มีอะไรใหม่ แต่ก็ยังคงเรียกเสียงหัวเราะออกมาได้ฉากดราม่า ครอบครัว ที่เรียกน้ำตาเล็กๆ หนังมีครบรส ขาดแต่เพียงเรื่องรักโรแมนติกกินใจเท่านั้น

“หลิว ห่าวหราน” หล่อเหลาน่ารักๆ มีเสน่ห์ ดูดีกับบท “ฉินเฟิง”นักสืบอัจฉริยะที่ชวนให้นึกถึง “โคนัน” ขึ้นมาในทันที บทเด่นมากๆโดยมี “หวัง เป่าเชียง” มาเป็นลูกคู่ได้แบบเข้าขา 

“จา-พนม ยีรัมย์” มารับบทน่ารักๆ สบายๆ ทึ่มๆ ลุยๆ เข้ากับบุคลิก ได้โชว์ลีลาคิวบู๊ที่ถนัด แต่มาในแบบสบายๆ รีแล็กซ์ แต่ดูดีเหมือนมาผ่อนคลาย บท “แจ็ค จา” ตำรวจไทย เป็นบทเสริม ความสนุกที่ดูดีกับหนังมากทีเดียว ตอนแรกดูจากในใบปิดจำ “จา” แทบไม่ได้ไปๆ มาๆ ช่วงนี้ได้ดูหนังที่ “จา พนม” เล่นติดๆ กันถึง 3 เรื่อง

“ซาโตชิ ซึมาบุกิ” หล่อสมาร์ท ดูดีมีตังค์ เก่ง เจ้าเสน่ห์ กับบทนักสืบดูดีมีตังค์ชาวญี่ปุ่น “ซาดาโนบุ อาซาโน่ง” ดูแปลกตาไปจนเกือบจำไม่ได้ ในบทสารวัตรมือปราบ  “มิอุระ โทโมคะซุ” รับบท “วาตานาเบ้”มาเฟียผู้ต้องหา

“มาซามิ นากาซาวะ” บทเด่นมากๆ ในบท “โกบายาชิ แอนนา”เลขาสาวสวยของ “สุวัจชัย” เหยื่อในคดี ที่สวยจนคุณลุงนักสืบหลงรัก“ชางหยูเชียน” สวยน่ารักในบทหนึ่งในสมาชิกทัพเสริมของแก๊งม่วนป่วนโตเกียว (Detective Chinatown 3) ใช้โลเกชั่นในญี่ปุ่นเป็นหลัก มีแว่บๆ ไปจีนบ้าง รวมทั้งยังอุตส่าห์กลับมาเยือนไทยอีกครั้งด้วย นอกจากนี้ ยังเพิ่มความสนุกสนานแบบเฮฮาในเสียงภาษาไทยโดย พันธมิตร เจ้าเก่า แม้หนังจะยาวถึง 136 นาที แต่รับประกันความสนุก ขำกระจายได้ตลอดเรื่อง เพลิดเพลินจำเริญใจ ในระดับ7/10 คะแนนครับ

ปล.หนังมี “หลิวเต๋อหัว” โผล่มาเซอร์ไพรส์ด้วย แต่จะมาตอนไหนห้ามกะพริบตา ต้องตั้งตาดูให้ดี ขำกระจายแน่นอน หลังเครดิตท้ายเรื่องมีทิ้งติ่งให้ดูกันเพื่อเป็นการโยงไปส่วนภาค 4 ภารกิจม่วนของสมาชิกแก๊งนี้ด้วย

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ผีโยคะ (The Cursed Lesson) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/552307

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ผีโยคะ (The Cursed Lesson)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ผีโยคะ (The Cursed Lesson)

วันเสาร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หลังจากที่มีผีต่างๆ มามากมาย ทั้งตู้ เตียง กระจก ห้อง สารพัดผีมาวันนี้ก็ถึงคิวของ “ผีโยคะ” ด้วยความที่เป็นคนชอบเล่นโยคะอยู่แล้วเลยทำให้สะดุดชื่อ ตั้งหน้าตั้งตารอดู

“ฮโยจอง”’ นางแบบชื่อดังเริ่มตกกระป๋องด้วยวัย จนเธอได้เจออดีตเพื่อนเก่าสมัยเด็กที่ผิวพรรณ หน้าตาดูเด็กกว่าวัยได้แนะนำโยคะสตูดิโอบนชายหาดส่วนตัว ที่ทำให้สาวๆ กลับมาสาวอีกครั้ง“ฮโยจอง” ตัดสินใจใช้บริการ พร้อมกับอีก 3 สาว ที่มีเหตุผลต่างกันท่ามกลางการฝึกโยคะอย่างหนักของทุกๆ คน เริ่มมีเหตุการณ์แปลกๆ ค่อยคืบคลาน

หนังสยองขวัญ รวมรสจากฝั่งเกาหลี สารพัดยำใหญ่ทั้งผีฆาตกร ปมปัญหาทางจิต ลัทธิ ความเชื่อ เซ็กซ์ ดราม่า ปมความแค้นหนังเดินเรื่องเป็นสองเหตุการณ์ขนานกัน สองนายตำรวจที่ตามสืบคดีฆาตกรรมสามสาวฆ่าเพื่อนร่วมตึก กับตัวเอกที่ไปเข้าคอร์สโยคะที่ค่อยๆ เจอเรื่องแปลก เรื่องหลอน น่ากลัว ก่อนจะค่อยขมวดความสยอง ที่เกี่ยวข้องกับปมในใจของตัวเอกแต่ละคน และสองเส้นเรื่องมาบรรจบกันโดยบังเอิญ

น่าเสียดายที่ “ผีโยคะ” ไม่สามารถจับสองเหตุการณ์เข้ามาสร้างความสนุก ความน่ากลัว ความน่าสนใจให้กับภาพรวมของหนังได้เหมือนต่างคนต่างนำเสนอ เหมือนดูหนังสั้นๆ 2 เรื่อง ที่ถูกจับมาเชื่อมกันแบบกำปั้นทุบดิน ง่ายๆ เพื่อให้หนังมีบทสรุป สองตำรวจหนุ่มตามสืบคดีได้แบบง่ายๆ ไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคให้ลุ้นหรือตื่นเต้น 

บทเด่นจริงๆ อยู่ที่สาวๆ ทั้ง 4 คน ที่ไปเข้าคอร์สบนเกาะตัวหนังทำได้ดี ชวนติดตาม ชวนให้ค้นหา ในช่วงต้นๆ บรรยากาศ ทึมๆหลอนๆ ฟุ้งๆ ทำได้ดี ในช่วงต้นๆ แต่พอเริ่มเข้ากลางๆ เรื่อง หนังเริ่มเป๋ เริ่มรู้สึกอึดอัดไปพร้อมกับตัวละคร เริ่มไม่สนุก พอจะเดาทางได้ว่าจะเกิดอะไร “ผีโยคะ” มีบรรยากาศที่ชวนหลอนๆ ผีที่ดูน่ากลัวในแบบผีเกาหลี เพียงแต่แทบจะไม่มีตกใจตะลุ่งตุ้งแช่มาในฉากสยองเลือดกระฉูด 

สำหรับคนที่ชอบเล่นโยคะ ท่าที่ใส่ในหนัง ดูดี สวยงามไม่ซ้ำเพียงแต่อาจจะดูธรรมดาไปสักนิด ไม่ค่อยสมกับที่ในเรื่องจะทุ่มเทเป็นท่ายาก เป็นสตูดิโอโยคะหรือจักระขั้นสูง ขั้นกุณฑาลินี สำหรับคนที่ศึกษาทั้งเรื่องของโยคะกับจักระ ในด้านทฤษฎีน่าจะสนุกเข้าใจแต่กับคนทั่วไปอาจจะงงนิดๆ และการฝึกขั้นนี้ในความเป็นจริงแล้วมีโอกาสหลุด/เพี้ยน หรือผิดวิธี ที่ยังพอตรึงใจคือสาวๆ ตัวเอกที่หุ่นดีมากๆ สมกับที่เล่นโยคะ แถมยังมีฉากโชว์หุ่นไร้เสื้อผ้าในฉากเลิฟซีนบนเสื้อโยคะที่ดูดีมีลีลา ทั้งสวยหุ่นดีลีลาเร่าร้อนค่อยๆ โชว์ลีลาคั่นสลับที่ละคร จนชวนให้นึกถึงหนังโป๊ หนังอีโรติก ที่นิยมนำเสนอแบบนี้เพียงแต่คุณหลอกดาว โชว์ไม่ครบองค์ หยุดโชว์ซะดื้อๆ 

“ลีแชยอง” ดูดีกับบท “ฮโยจอง” บทเรียกได้ว่าเด่นกว่าทุกคนตอนฝึกโยคะ หน้าแจ่มๆ ผ่องขึ้นมาเหมือนใช้แอปช่วย ดูไม่ค่อยธรรมชาตินัก “ฮันเซมิน” มาแย่งซีนเอาดื้อๆ เปลื้องผ้า โชว์ลีลาเลิฟซีน ในแบบไหลลื่นแบบโยคะ แต่ที่ชอบส่วนตัวคือ  “โจจุงมิน” ดาวรุ่งวงการเพลงของเกาหลีที่ชิมลางงานแสดงเป็นเรื่องแรกมารับบท“มียน” นักกีฬาสาวผู้มาฝึกโยคะ เธอดูสวยใสๆ น่ารักดี “ผีโยคะ”ดูได้แบบเรื่อยๆ สบายๆ ตื่นตาตื่นใจไปกับสาวสวยหุ่นดีฉากเลิฟซีนเร้าร้อน 5/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โคตรคนชนเอเลี่ยน (Jiu Jitsu) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/550666

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โคตรคนชนเอเลี่ยน (Jiu Jitsu)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โคตรคนชนเอเลี่ยน (Jiu Jitsu)

วันเสาร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“โคตรคนชนเอเลี่ยน (Jiu Jitsu)” หนังแอ๊กชั่นไซไฟที่สร้างจาก “การ์ตูนคอมิกซ์” ที่เขียนขึ้นมาในปี 2017 โดย“ดิมิทรี โลโกเธติส” และ “จิม แม็คกัท” ซึ่ง “ดิมิทรี” ก็ก้าวมานั่งเก้าอี้ผู้กำกับด้วยตัวเอง ซึ่งแน่นอนจุดขายหลักๆ ที่ดึงให้เข้ามาดูเรื่องนี้คือ “จา พนม” ดีไม่ดีก็อยากดูให้เห็นกับตา เป็นหนังแอ๊กชั่นไซไฟ ต่างดาว เรื่องที่สองในช่วงใกล้ๆ กันของ “โทนี่ จา”ต่อจาก “Monster Hunter”

“โคตรคนชนเอเลี่ยน (Jiu Jisu)” ตัวหนังเบาโหว่งๆเปิดเรื่องมาในแบบที่เป็นปริศนา ชวนให้คนสงสัย ชวนหาคำตอบแต่พอเข้าเรื่อง เรื่องราวกลับไม่มีอะไร บทหนังอ่อนปวกเปียกเหตุผล คำตอบต่างๆ ดูล่องลอย ง่ายๆ ไร้ที่มาที่ไป ค้านกันไป-มาหลายเรื่อง พล็อตหนังชัดเจนง่ายๆ ไม่ซับซ้อน แค่มนุษย์โลกต้องร่วมมือกันรับมือกับนักรบต่างดาว

ดูไปๆ ชวนให้นึกถึง “พรีเดเตอร์” ที่เน้นแอ๊กชั่นการต่อสู้ ไม่ได้มีความเป็นเอเลี่ยนฆ่าคนแบบสยดสยองตามชื่อไทยที่ตั้งแต่อย่างใด ชัดเจนทั้งชุด ความสามารถ รูปร่าง อาวุธ หรือถ้าดูชื่ออังกฤษ Jiu Jitsu ก็ชัดเจนว่าเป็นหนังอะไร ระหว่างดูชวนให้นึกย้อนไปถึงหนังจีนจอมยุทธ์ในอดีต จอมยุทธ์ผู้เก่งกาจ ออกท่องยุทธภพ ตามหาคนที่จะต่อกรด้วย เหล่าจอมยุทธ์จึงรวมตัวกันฝึกวิชาเพื่อรับภัยพิบัติยุทธภพ

“นิโคลัส เคจ” มาทำไม!!! มาแบบเสียของ ไม่มีความจำเป็น นักรบซ่อนตัวแกล้งบ้าๆ บอๆ เร่ร่อน แต่เก่งกาจ ฝีมือสุดยอดใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากการเล่นแบบเยอะๆ เว่อร์เต็มเกินยิ่งไฮไลท์ ไคลแม็กซ์ ฉากดวลกับต่างดาวตัวร้าย ที่หนังพยายามให้ออกมาดูสมศักดิ์ศรีสูสีกัน กลับดูหลอกๆ ไม่สมกับเป็นหนึ่งในฉากโชว์ ฉากกลางๆ เรื่อง ตอนสู้นัวเนียๆ กับพระเอก ที่แม้จะไม่ดีก็ยังดูดีกว่า แต่แม้จะไม่มีอะไรดี แต่การมี นิโคลัส เคจ ในหนังช่วยให้หนังดูมีดาราดังๆ มาแสดง ออร่า!! ข่มคนอื่นจนหมด

เอาเข้าจริงๆ “จา-พนม ยีรัมย์” ในบท หนึ่งใน 9นักรบ ดูเด่นมากที่สุด ดูดีที่ได้โชว์คิวบู๊ คิวการต่อสู้ ลีลาการต่อสู้แบบตัวต่อตัวหรือเป็นหมู่ สไตล์สตันท์แมน ทั้งมือเปล่า อาวุธใกล้ตัว ที่ดูดีเด่นมากๆ เด่นดูดีเท่ ดูเก่งกว่าทุกๆ คนในเรื่องดูเก่งกว่ามนุษย์ต่างดาวตัวร้ายซะอีก แต่หนังกลับไม่ใช้ประโยชน์กับ “จา พนม” อย่างเต็มที่ มาโชว์แอ๊กชั่นสวยๆ แล้วจากไปบทลอยๆ มากมาย มาเป็นตัวดันพระเอกเท่านั้น

ในเรื่อง จา พนม ยังคงพูดน้อย นับคำได้ แถมสำเนียงฟังดูแปร่งๆ แถมหลายตอนในหนังโดยเฉพาะฉากที่รวมนักสู้หลายๆ คน เหมือนกับไม่มีเขาอยู่ จนดูไปดูมาอดสงสัยไม่ได้ว่าอาจไม่มีคิว หมดคิว เลยมาแบบผลุบๆ โผล่ๆ “โทนี่ จา” มาเป็นแค่ตัวเพิ่มสีสัน เรียกแขก เรียก FC แฟนคลับ เข้ามาดูหนังเท่านั้นเอง

บท “เจค” พระเอกที่รับบทโดย “อัลเลน เมาส์ซี”ดูกระจอกงอกง่อย ไม่เด่น ไม่มีความเก่งอยู่ในตัว สู้ดูแบบหลอกๆเช่นเดียวกับนักแสดงสมทบคนอื่นๆ ก็แทบจะไม่มีใครโอเคเลยสักคนเดียว “โคตรคนชนเอเลี่ยน (Jiu Jitsu)” เป็นหนังที่ไม่มีอะไรน่าจดจำ นึกเสียว่ามาดูลีลาการบู๊ มาดู “จา พนม” ในแบบที่เป็นตัวของตัวเอง แค่ดูได้เรื่อยๆ จบแล้วจบกัน สนุกระดับ 2 เต็ม 10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : The End of The Storm #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/549012

โอ๊ยเล่าเรื่อง : The End of The Storm

โอ๊ยเล่าเรื่อง : The End of The Storm

วันเสาร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ต้องออกตัวก่อนนะครับว่าปกติแล้วเป็นคนที่ทั้งชีวิตไม่เคยดูฟุตบอล ไม่รู้จักฟุตบอลนักฟุตบอล หรืออะไรๆ ที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็นไทย/เทศสมัยเรียนก็เรียนปทุมคงคาโรงเรียนชายที่มีชื่อเสียงด้านฟุตบอล เขาเตะกันทั้งโรงเรียน แต่ก็ไม่เคยเล่นกับเขาสอบวิชานี้ก็แค่ผ่านเท่านั้น จะมารู้จักก็ต่อเมื่อคนที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลเข้ามาสู่วงการบันเทิงหรือมีข่าวคราวก็จะรู้จักจากตรงนั้น ไม่ได้รู้จักจากในสนาม สโมสรดังๆลีกดังๆ ก็รู้จักแค่ชื่อ/ฉายา

แต่ก็ยังสนุกกับการดูฟุตบอลที่โผล่อยู่บนจอในหนังในละครเท่านั้น นักฟุตบอลที่รู้จักจริงๆ จังๆ แถมเป็นขวัญใจคือ “กัปตันซึบาสะ”ในการ์ตูนเท่านั้น

“The End of The Storm” น่าจะเป็นหนังที่เกี่ยวกับฟุตบอลตรงๆที่ได้ดูแบบจริงๆ จังๆ เป็นเรื่องแรก โดยนำเสนอเรื่องราวของลิเวอร์พูล นับตั้งแต่  เจอร์เก้น คล็อปป์ เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมตั้งแต่ปี 2015 เรื่อยมาจนถึงเจอะเจอวิกฤติโควิด-19 เมื่อปีที่แล้ว เหมือนดูภาพบันทึกความทรงจำตลอด 6 ปีที่ผ่านมา ได้เห็นการทำงานของผู้จัดการคนใหม่ชาวเยอรมัน ได้รู้จักนักเตะคนสำคัญๆ ภาพประทับใจกับการทำประตูสวยๆ พูดคุยกับ FC บางคนบางกลุ่มหลากหลายมุมโลก

ทางด้านของแฟนหงส์น่าจะชื่นชอบ สนุก ที่ได้เห็นบรรดาคนสำคัญๆ ภาพจากแมทช์ดังๆ ของทีมโปรด แต่ถ้ามองในมุมของคนที่ไม่ใช่แฟนฟุตบอล ไม่ใช่เป็นแฟนหงส์ แต่เข้ามาดู “The End of The Storm”ในความเป็นหนังสารคดี อาจจะไม่ได้อะไรมากมาย ไม่อิน ไม่รู้สึกอะไรมากนัก นอกจากแค่รู้ว่าตลอดเวลา 6 ปี ที่ เจอร์เก้น มาเป็นผู้นำทีมเจอะเจออะไรมาบ้าง แต่ได้รู้จักนักเตะคนสำคัญๆ 

หนังเล่าเรื่องในแบบสบายๆ ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน มีการแทรกอารมณ์ขันในแบบน่ารักๆ สบายๆ มีการใส่การ์ตูนภาพเข้ามาเพื่อเรียกรอยยิ้มเสียงหัวเราะ การพูดถึงนักเตะสำคัญแต่ละคน อาทิ เคนนี่ ดัลกลิช ตำนานสโมสร  จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ซาดิโอ มาเน่, โรเบอร์โต้เฟอร์มิโน่, เวอร์จิล ฟาน ไดค์ และ อลิสซอน เบ็คเกอร์ ที่หนังดึงออกมาพูดถึง ดูมีสีสัน เลือกเอามุมเด่นๆ น่ารักๆ สิ่งที่น่าจดจำมาบอกกล่าวในแบบสั้นๆ ง่ายๆ และไม่ซ้ำคน ทำให้ไม่น่าเบื่อ เข้าใจ รู้สึกและจดจำง่ายสำหรับคนดูที่ไม่ใช่แฟนฟุตบอล แฟนคลับดูแล้วน่าจะมีความสุข

แต่ตัวหนังก็ดูอ่อนเบา ออกแรงสำหรับคนที่เข้ามาดู ที่ใม่ใช่บรรดา FC เราแทบจะไม่ได้เห็นเลยว่า “เจอร์เก้น” เก่งกาจอย่างไร ในการนำทีมให้เก่งขึ้น นอกจากเป็นคนตรงๆ โหวกเหวกโวยวายนักเตะที่นำมาพูดถึง บางคนใส่รายละเอียดขยี้อีกหน่อยน่าจะดีกว่า ที่ออกมาแบบขาดๆ เกินๆ ในหนัง ภาพการแข่งขันใส่มาแต่ภาพยิงประตูสั้นๆมาแบบเร็วๆ ดูไปๆ รู้สึกเหมือนมาดูสรุปภาพข่าว คนดูที่ไม่ใช่แฟนคลับเลยไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไร บรรดาทีมดังๆ ในลีกอังกฤษ กลายเป็นทีมประกอบสารคดี ที่ดูธรรมดามากๆ น่าจะนำภาพเด็กๆ ที่ดูสูสีกันมาใส่จะได้รู้สึกว่าหงส์แดงเก่งจริงหรือ บรรดาแฟนคลับที่หนังนำมาใส่ดูไม่หลากหลาย ซ้ำไปซ้ำมา มากไปนิด เลยดูอลังการมากนัก “The End of The Storm” ใส่เพลงเพราะๆ เข้ามาหลายเพลง แทรกเข้ามาได้อย่างถูกจังหวะ เป็นบทเพลงเกี่ยวกับลิเวอร์พูล ที่แฟนๆ น่าจะคุ้นหูกันดี เข้ามาช่วยสร้างสีสัน ความน่าดู และทำให้หนังไม่เงียบเพลง You’ll Never Walk Alone ที่เป็นเวอร์ชั่นพิเศษจากศิลปินแกรมมี่อย่าง “ลาน่า เดล เรย์” แฟนตัวยงของทีมลิเวอร์พูล ทำให้ขนลุกขึ้นมาในทันที ดูได้เรื่อยๆ เผลองีบหลับไปเป็นพักๆ ดูจบแล้วจบเลย ไม่มีคาใจหรือประทับใจ และไม่ได้รู้สึกอะไรกับฟุตบอลมากขึ้น 5/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โควิด 23 ไวรัสล้างโลก (Songbird) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/547320

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โควิด 23 ไวรัสล้างโลก  (Songbird)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โควิด 23 ไวรัสล้างโลก (Songbird)

วันเสาร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หลังจากอัดอั้นมานานกว่า 3 อาทิตย์ในที่สุด “เอ็มพิคเจอร์”ก็เป็นเจ้าแรกที่ส่งหนังเข้าใหม่เข้าโรงเป็นเรื่องแรกในรอบปี 2021หรือ 2564 แถมเป็นหนังที่เข้ากับสถานการณ์ “โควิด”

โลกอนาคตปี 2024 เชื้อไวรัสโควิดได้เกิดการแพร่ระบาดร้ายแรง และกลายพันธุ์มาเป็นสายพันธุ์ร้ายแรงที่ชื่อว่าโควิด 23คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 110 ล้านรายทั่วโลก! เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อทั้งโลกจึงต้องอยู่ในภาวะล็อกดาวน์ มีการประกาศเคอร์ฟิวชาวอเมริกันที่ติดเชื้อได้ถูกส่งไปยังคิว-โซน ค่ายกักกันปิดตายคนที่เข้าไปแล้วไม่เคยมีใครได้กลับออกมา พลเมืองปกติไม่ได้รับอนุญาตให้ออกนอกบ้านต้องอยู่แต่ในอาคาร ใครฝ่าฝืนจะถูกรัฐบาลใช้มาตรการรุนแรงเข้าปราบปราม แต่จะมีพลเมืองที่มีภูมิคุ้มกันสามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติ ไปไหนมาไหนได้ แต่ต้องแยกตัวออกมาอยู่ตามลำพัง ห้ามสัมผัสผู้คน

“นิโค” อดีตทนายความผู้มีภูมิต้านไวรัส ต้องมาทำหน้าที่ส่งสินค้าไปตามที่ต่างๆ จนมาพบรักกับ “ซาร่า” สาวที่ต้องกักตัวอยู่ในอพาร์ทเมนท์จากการล็อกดาวน์ ทั้งคู่ได้แต่พบกันผ่านทางโซเชียล
หรือใกล้กันแต่มีกำแพงกั้น ไม่อาจสัมผัสกันได้ สุดท้ายเมื่อ “ซาร่า”อยู่ความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ “นิโค” จึงออกเดินทางข้ามเมือง เพื่อหาทางช่วยคนรัก

“โควิด 23 ไวรัสล้างโลก (Songbird)” ชัดเจนในการนำเอา“โควิด” มาเป็นพล็อตเรื่อง ในทุกๆ อารมณ์ความรู้สึก ความน่ากลัวผลกระทบ ดราม่าการดำรงชีวิตของมวลมนุษย์ การเอาตัวรอดความเห็นแก่ตัว ผลประโยชน์ และที่ขาดไม่ได้คือในส่วนของฉากแอ๊กชั่นตื่นเต้นเร้าใจ ลุ้นเอาใจช่วยไปกับทางรอด ทางออกของตัวละคร

ด้วยความที่เราพอจะรู้จัก “โควิด” กันเป็นอย่างดี หนังจึงไม่ต้องอธิบายอะไรมากมาย แค่เกริ่น พูดถึง และนำเอาสิ่งที่เกิดขึ้นจริง มาปูเรื่อง ผูกเรื่อง ในช่วงต้นๆ เท่านั้น หนังเดินเรื่องแบบไปเรื่อยๆ สบายๆ ตัวละครไม่เยอะ ไม่ซับซ้อน พอจะเดาเรื่องได้
แต่ก็ดูสนุกดี เข้าไปสู่ฉากแอ๊กชั่นไล่ล่ากันในช่วงท้ายเรื่อง เป็นเรื่องที่อาจจะไม่ยิ่งใหญ่อลังการงานสร้าง ดูธรรมดาๆ เรียบๆ แต่ก็ยังให้ความรู้สึกสนุกไปกับหนัง

“เคเจ อาปา” รับบท “นิโค“ ที่ดูดีปราดเปรียว ดูมีเสน่ห์ บทครบทั้งดราม่า/โรแมนติก หรือแอ๊กชั่น โซเฟีย คาร์สัน มารับบทซาร่าที่มีความน่ารัก สดใสในแบบของสาวสเปนตามเนื้อเรื่อง

“แบรดลีย์ วิตฟอร์ด” และ “เดมี มัวร์” รับบท“วิลเลี่ยม-ไพเปอร์ กรินฟิน” สามี-ภรรยา ลูกค้าของ “นิโค” ที่ต้องอยู่ในคฤหาสน์เพื่อดูแลลูกสาวขี้โรคที่เสี่ยงกับการติดโรค 

อเล็กซานดร้า ดาแดริโอ สวยมีเสน่ห์ในบท “เมย์” นักร้องผู้กำลังพัวพันกับเรื่องชู้สาวต้องห้าม พอลวอลเตอร์ ฮาวเซอร์รับบท โดเซอร์ อดีตทหารผ่านศึกพิการผู้อาศัยหุ่นโดรนชื่อแม็กซ์เป็นหูและตาแทนร่างกายบนวีลแชร์ เคร็ก โรบินสัน รับบท ร็อบเตอร์
เจ้านายของ นิโค และ ปีเตอร์ สตอร์แมร์ รับบท ฮาร์แลนด์หัวหน้าสุดเลวประจำแผนก “กำจัดเชื้อ” ที่คอยกวาดต้อนผู้ติดเชื้อและส่งไปยังคิว-โซน

“โควิด 23 ไวรัสล้างโลก (Songbird)” เป็นหนัง ดราม่า/แอ๊กชั่น/ไซไฟ ที่ดูฟอร์มเล็กๆ ไม่ได้ยิ่งใหญ่อลังการงานสร้าง แต่ก็มาได้ถูกจังหวะ เข้ากับสถานการณ์ ดูกันได้แบบเข้าใจ อิน ดูเรื่อยๆ
สบายๆ แม้จะไม่มีอะไรใหม่ ไม่มีอะไรที่ฉีก เดาได้ แต่สุดท้ายก็ยังเกิดความรู้สึก…ลุ้น..ไปกับตัวเอกว่าจะรอดไม่รอด จบแบบ Happyหรือหักมุม แบบทำร้ายจิตใจคนดูเรื่อยๆ สบายๆ ระดับ 5/10 คะแนน