โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘เฮ้ย! ลูกเพ่ นี่ลูกพ่อ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/525470

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘เฮ้ย! ลูกเพ่ นี่ลูกพ่อ’

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘เฮ้ย! ลูกเพ่ นี่ลูกพ่อ’

วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 09.15 น.

ความสัมพันธ์ของการย้อนเวลาที่มาพร้อม “มิตรภาพ”เพื่อบอก “ลูกเพ่” ว่านี่คือ “ลูกพ่อ” 

“ก๊อต” นักแข่งรถหนุ่มชื่อดัง ทะเลาะกับพ่อที่มีเรื่องคาใจกันอยู่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ

ในช่วงเวลาคาบเกี่ยวระหว่างความเป็นความตาย ทำให้ย้อนเวลากลับไปในอดีต

“ก๊อต” ได้พบกับ “เปรม” พ่อของเขาในวัยหนุ่มก่อนเขาเกิดจากพ่อในปัจจุบัน “เปรม” กลายเป็น “ลูกเพ่” ของ “ก๊อต” ในแก๊งเจ้าโลก แก๊งที่เรียกเก็บค่าคุ้มครองจากคลับบาร์คาราโอเกะ รวมทั้งได้เจอ “ดิว” แฟนสาวคนสวยของ “เปรม” ที่มีบางอย่างทำให้เขาสงสัยว่าจะใช่แม่ของเขาหรือเปล่า จากความใกล้ชิด ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน “ก๊อต” เริ่มเข้าใจในตัว “เปรม” ขณะที่เรื่องร้ายๆ จากนักเลงตัวร้ายกำลังคืบคลาน

“เฮ้ย! ลูกเพ่ นี่ลูกพ่อ” รีเมคมาจาก “Duckweed” หนังจีนปี 2017 ที่นำแสดงโดย “เอ็ดดี้เผิง เติ้งเชา” มี “จ้าวลี่อิง” เป็นนางเอก งานกำกับของ “หานหาน” ดัดแปลงเป็นไทยโดยมี เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี กับ โป๊ป-ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ มารับไม้ต่อในบทพ่อลูก แซมมี่ เคาวเวลล์ รับบทนางเอก ตัวหนังดูสนุก ขำขัน เรียกรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะได้เป็นระยะ เพียงแต่ยังมีความรู้สึกขัดๆ ในอารมณ์ มีบางสิ่งบางอย่างมันดูไม่สมูท ดูขัดๆ ทั้งอารมณ์ บรรยากาศ เลยทำให้ความสนุกมันไม่สุด ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะยังเดินตามต้นฉบับดัดแปลงมาแบบซีนต่อซีน บางช่วงบางตอนเรื่องของจีนมันอาจจะไม่ค่อยเข้ากันนักเมื่อดัดแปลงเป็นไทยทำให้ดูแล้วรู้สึกสะดุด

หรืออย่างที่มาที่ไปของการย้อนเวลา ทำง่ายๆ ไม่มีที่มาที่ไหน ตอนย้อนกลับไปอดีต อ้างอิง…แบบง่ายๆ แต่ตอนกลับสู่ปัจจุบันไม่มีอะไรรองรับเลย นึกจะกลับ กลับเลย

เทคนิคพิเศษมีไม่มาก แต่ก็เป็นหัวใจของหนัง อาจจะไม่มีอะไรแปลกใหม่ แต่ก็ไม่มีอะไรที่เด่นจนน่าจดจำ บางตอนก็ยังดูไม่เนียนนักฉากแข่งรถ ฉากเกิดอุบัติเหตุ ก่อนย้อนเวลา มันดูแปร่งๆ ชอบกล ตัวหนังเพิ่มความน่าดูด้วยการพาย้อนกลับไปในช่วงปี 2541 โชว์พร็อพ โชว์ของเก่าๆ บรรยากาศเก่าๆ สิ่งต่างๆ ที่อยู่ในช่วงนั้น ซึ่งก็ทำได้ดีแค่ในระดับหนึ่ง บางอย่างมันดูหลอกๆ ดูประดิษฐ์ โดยเฉพาะในทุกส่วนที่เกี่ยวกับหนังโรงหนังมันดูเป็นฉากทั้งนั้น ไม่สมจริง

“โป๊ป-ธนวรรธน์” กับ “เต๋อ-ฉันทวิชช์” น่าจะเป็นส่วนที่ดีที่สุดของหนัง ดูลื่นไหล เคมีเข้ากั๊นเข้ากันดี รับ-ส่งบทกันไป-มาได้อย่างมีพลัง มีเสน่ห์ ไม่แย่งหรือขโมยซีนกันเอง

“แซมมี่ เคาวเวลล์” ใช้ความสวย น่ารัก เสน่ห์เฉพาะตัว แสดงในแบบที่สบายๆ ดูเป็นตัวเอง เข้ามาช่วยเสริมกับสองหนุ่มได้เป็นอย่างดี ดูแล้ว…รักเลย

“ใหม่-ภวัต พนังคศิริ” ทำ “เฮ้ย! ลูกเพ่ นี่ลูกพ่อ” ออกมาในระดับที่ดีในระดับหนึ่ง ดีงามในเรื่องของความสนุก การดึงเอาตัวตนนักแสดงออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ โปรดักชั่นอยู่ในขั้นดี จะติดๆ ก็แค่บรรยากาศ/ฉากหลัง/อารมณ์ หนัง ที่ยังดูกระท่อนกระแท่น ดูไม่ลื่นไหลอย่างที่ควรจะเป็น ขำๆ ฮาๆ ดูไปยิ้มไป ในระดับ 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แวนการ์ด หน่วยพิทักษ์ฟัดข้ามโลก (Vanguard) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/523947

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แวนการ์ด หน่วยพิทักษ์ฟัดข้ามโลก (Vanguard)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แวนการ์ด หน่วยพิทักษ์ฟัดข้ามโลก (Vanguard)

วันเสาร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หลังจากที่มีกำหนดเจ้าฉายในช่วงตรุษจีนเมื่อตอนต้นปี แต่ติดพิษโควิด-19 ทำให้ไม่ได้ฉาย ในที่สุดทีแอนด์บี มีเดีย โกลบอล กับ วอร์เนอร์ ก็ได้ฤกษ์ส่งแวนการ์ด หน่วยพิทักษ์ฟัดข้ามโลก (Vanguard)ผลงานชิ้นล่าสุดของ เฉินหลง ก็ได้ฤกษ์เข้าฉายรับวันชาติจีน

“แวนการ์ด” บริษัทรับจ้างรักษาความปลอดภัย ที่ดีที่สุดในโลก มีทีมเก่งๆ มีอุปกรณ์เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มี “ถังฮ่วนถิง” เป็นหัวหน้าแวนการ์ด ต้องออกมาคุ้มครอง “ฉิน” นักธุรกิจใหญ่จาก “แก๊งหมีขาว” ข้ามชาติจนทำให้ “เหลยเจิ้นอี่” ลูกน้องมือดี ต้องไปผจญภัยกับ“ฟาริดา” ลูกสาวคนสวยของ “ฉิน” งานนี้ไม่ใช่แค่การแก้แค้นภายใน แต่กลับกลายเป็นเรื่องระดับประเทศ 

“สแตนลี่ ตง” ทำ Vanguard ออกมาในบรรยากาศหนัง “เฉินหลง” ในยุคบุกตลาดโลกแอ๊กชั่นเจ็บตัว ฮาๆ ขำ เสี่ยงตายระเบิดภูเขาเผากระท่อมเน้นโชว์คิวบู๊สวยๆ ของสตันท์แมน ท่ามกลางโลเกชั่น9 เมือง ใน 5 ประเทศ ได้แก่  ลอนดอน-อังกฤษ,แซมเบีย-แอฟริกา, ดูไบ-ตะวันออกลาง, อินเดีย, ไต้หวัน

ฉากแอ๊กชั่นออกมาดูสนุก คิวบู๊สวยๆ มาเพียบมีการใช้เทคโนโลยีใหม่มาใช้ในการต่อสู้ ความสนุกมาพร้อมกับฉากแอ๊กชั่นมาเป็นระยะฉากใหญ่ ลุยกันในป่าในแอฟริกา โดยเฉพาะในน้ำตก ออกมาดี ดูอลังการงานสร้างมากๆ น่าเสียดายที่ฉากจบ ฉากไคลแมกซ์สุดท้ายเรื่องดูง่ายๆ ไปนิด น่าเสียดายแทนรถทองคำ อาวุธทำลายล้างของตัวร้ายหรือความเก่งของตัวร้าย ระหว่างทางดูสนุก ขำๆ ตอนจบกลับธรรมดามากๆ ฉากสิงโตชาร์ลีก็ดูน่ารัก หนังเล่าเรื่องแบบสบายๆ เส้นเรื่องไม่ต้องเยอะ ไม่ต้องมีอะไรมากมาย ปูเหตุการณ์เพื่อโยงเข้าฉากแอ๊กชั่น ความสัมพันธ์ต่างๆ จึงออกมาแบบหลวมๆพอเดาเรื่องได้ ไม่มีอะไรซับซ้อน โดยเฉพาะตอนจบมักจะขมวดมาแบบง่ายๆ  ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของหนังเฉินหลงที่ต่างไปจากหนังของพระเอกนักบู๊คนอื่นๆ แต่ที่พิเศษใน“แวนการ์ด” คือขายความเป็นทีม มากันเป็นทีม ทุกคนเก่งหมด ดูดีมีเสน่ห์เฉพาะตัวทำให้คนดูชอบได้ไม่ยากโดยมี “เฉินหลง” มาเป็นหัวหน้า คอยดู สิ่งหนึ่งที่ชอบเวลาดูหนังแนวนี้ของ “เฉินหลง” คือ แม้จะเต็มไปด้วยฉากแอ๊กชั่นต่อสู้ เจ็บตัว เสี่ยงอันตราย มีเลือดบ้างแต่กลับไม่รู้สึกถึงความรุนแรง ไม่สยดสยอง สนุกๆในแบบการ์ตูน เรียกได้ว่าเป็นหนังเฉินหลงในยุคใหม่ที่ดูอลังการงานสร้าง ดูสนุก สบายใจ ตื่นตาไปกับคิวบู๊เจ็บจริงที่มีมุขตลกขำๆ สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะมาเป็นระยะ แม้จะไม่ใช่พระเอก แต่เฉินหลงก็ไม่ทำให้ผิดหวังสำหรับเรื่องนี้ให้ 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คุณผู้หญิงยืนหนึ่งหัวใจแกร่ง (I Am Woman) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/520967

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คุณผู้หญิงยืนหนึ่งหัวใจแกร่ง (I Am Woman)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คุณผู้หญิงยืนหนึ่งหัวใจแกร่ง (I Am Woman)

วันเสาร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หนังอัตชีวประวัติมาอีกแล้ว คราวนี้ถึงคิวของ “เฮเลน เรดดี้”นักร้องหญิงชาวออสเตรเลียคนแรกที่มาโด่งดังในอเมริกาในยุค 70 จากบทเพลง “I Am Woman”ที่ถูกหยิบมาเป็นชื่อหนัง ซึ่งชัดเจนในเรื่องของ “สิทธิสตรี” เส้นเรื่องของหนังที่เดินเรื่องมาคู่กับเรื่องราวชีวิตของ “เฮเลน” ต้องบอกก่อนว่า โดยส่วนตัวแล้วสำหรับนักร้องตะวันตกจะไม่ค่อยได้รู้จัก แค่ฟังเพลงอย่างเดียว 

“เฮเลน เรดดี้” หอบหิ้วลูกสาววัย 3 ขวบ จากออสเตรเลียเข้ามาในนิวยอร์ก เพื่อหางานร้องเพลง แต่ทำได้เพียงเป็นนักร้องในผับเล็กๆ ชีวิตเธอเริ่มเปลี่ยนเมื่อได้เจอ “ลิเลียน” นักวิจารณ์เพลงปากจัด จนกลายเป็นเพื่อนสนิทกันกับ “เจฟ วอร์น” ที่มาตามจีบเธอ จนเป็นสามีและผู้จัดการส่วนตัว จากการช่วยเหลือของ “เจฟ” และเสียงร้องอันโดดเด่น “เฮเลน”ฝ่ากำแพงกีดกันนักร้องหญิง จนกลายมาเป็นนักร้องดังในชั่วข้ามคืน เพลง“I Am Woman” แจ้งเกิดกับเธอและกลายเป็นเพลงชาติของการเรียกร้องสิทธิสตรี

“I Am Woman” เล่าเรื่องแบบไปเรื่อยๆ บอกเล่าชีวิตของ“เฮเลน” ในช่วงตั้งแต่เป็นนักร้องในบาร์เล็กๆ เจอคนรัก โด่งดังจนมีปัญหาทางด้านการเงิน จนออกจากวงการ มาจบลงบนเวทีการเมือง
ตัวหนังเก็บรายละเอียดชีวิตในแต่ละช่วงได้ดี โดยนำเสนอในรูปแบบของหนังดราม่า ไม่มีกลิ่นของความเป็นสารคดีทำให้หนังดูง่าย ดูสบาย แต่ถ้าขยี้!! อารมณ์อีกนิด น่าจะทำให้ตัวหนังสนุกมากกว่านี้ จุดพีคจุดเปลี่ยนของเฮเลน ดูง่ายๆ ไม่ต่อสู้ดิ้นรนเท่าไรนัก 

“อันจู มูน” ผู้กำกับหญิงอัดประเด็นเรื่องสตรี เข้ามาแบบเต็มๆเน้นๆ ผู้หญิงในเรื่องจะเด่นมากๆ โดยเฉพาะสองสาว คนหนึ่งนักร้องดังกับนักข่าวสาวสายเพลง ที่ทั้งคู่ต่อสู้จนเอาชนะการเหยียดผู้หญิง ทำให้ฝันของตัวเองเป็นจริง

ทิลดา คอปแฮม-เฮอร์วีย์ รับบทเป็น “เฮเลน” ที่ดูสวยมีเสน่ห์แบบบ้านๆ เรียบร้อยนิดๆ มีฉากแสดงอารมณ์หลายตอนแต่เหมือนจะเป็นเพราะบทหนังเลยรู้สึกเหมือนกั๊กๆ ปล่อยของออกมาได้ไม่เต็มที่ มาดบนเวทีตอนร้องเพลงดูดีฉายความเป็น “เฮเลน” ได้ดี มีพลังหรือฉากที่มาหา“ลิเลียน” เพื่อนซี้ในช่วงท้ายๆ เล่นเอาอึ้งไปเหมือนกันในขณะที่กับสามีนั้นยังดูธรรมดา

“อีวาน โรเบิร์ต” รับบท “เจฟ วอร์น” หน้าตาท่าทางดูร้ายๆแฝงความเจ้าเล่ห์ เหมาะกับการเป็นผู้จัดการส่วนตัวดารา ทันคน พอมาช่วงพีคของชีวิต ติดโคเคนก็ดูซกม๊กเหมือนกัน

ที่ฮาจนอดยิ้มไม่ได้ คือ สุดท้ายแล้ว “เจฟ” กลายมาเป็นผู้จัดการของ ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน เพราะชื่นชอบ Rocky 

“ลิเลียน” รับบทโดย “แดเนี่ยลล์ แม็กโดนัลด์” สาวร่างอวบเล่นนิ่งๆ เรื่อยๆ แต่ดูมีพลังในทุกตอนที่ออกมา

ความรู้สึกหนึ่งในระหว่างดูคือ ชีวิตของเฮเลน ดูเรียบๆ ง่ายๆ ไม่มีอะไรหวือหวา อุปสรรคโน่นนี่นั่นผ่านไปแบบง่ายๆ ทำให้ไม่ค่อยรู้สึกถึงมุมเศร้ารันทดสักเท่าไรนัก

คุณผู้หญิงยืนหนึ่งหัวใจแกร่ง (I Am Woman) หนังเล็กๆ หนังชีวประวัติที่ไม่ต้องเล่นท่ายาก ไม่พลิกแพลง ไม่มีหักมุมไม่ต้องตีความ เล่าเรื่องตรงไปตรงมา ไม่เสียดสี ไม่ออกนอกเส้นเรื่อง

ชัดเจนในการเล่าชีวิตในวงการของ เฮเลน เรดดี้ ดีว่าสาวยุค 70 กับการพูดถึงเรียกร้องสิทธิสตรี

และที่สุดยอดจริงๆ คือ มีเพลงไพเราะ คุ้นหู มาให้ฟังกับแบบเต็มๆ เพลงฟังกันแบบเต็มอิ่ม I Am Woman 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มู่หลาน (Mulan) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/519285

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มู่หลาน (Mulan)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มู่หลาน (Mulan)

วันเสาร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เรื่องราวตำนานของ“ฮัวมู่หลาน” ถูกนำมาขึ้นจอหลายครั้ง ได้ดูหลายเวอร์ชั่น ทั้งจอแก้วและจอเงิน  “ฮัวมู่หลาน” สาวชาวบ้านต้องปลอมตัวเป็นชายเข้าไปร่วมรบในกองทัพแทนบิดาที่ชรา จนสุดท้ายกลายเป็นแกนหลักในการเอาชนะศึก 

“มู่หลาน” คือ การรีเมคการ์ตูนขึ้นมาเป็นหนังไลฟ์แอ๊กชั่นคนแสดงที่ดูดีในบรรยากาศที่ให้ความเป็นหนังจีนที่ผลิตโดยคนจีนมากกว่าจะเป็นหนังที่ทำโดยฝรั่ง ที่ทำยังไงๆ ก็มักจะติดกลิ่นเนยให้ความรู้สึกเก้ๆ กังๆ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่เรื่องนี้กลับไม่มี ดูไปๆ หนังจีนชัดๆ เรื่องราวของ “มู่หลาน” มีการพูดถึงในหลายตำนานหลายเรื่องเล่า ในเวอร์ชั่นนี้ดัดแปลงมาจากบทกวีเรื่องเล่า “เดอะบัลลาด ออฟ มู่หลาน-The Ballad of Mulan”

“หลิวอี้เฟย” เป็น “ฮัวมู่หลาน” ที่ดูสดใสน่ารัก ดูแก่นๆ น่ารักในแบบของสาวชาวบ้าน พอแอบร่ายรำฝึกวิชาก็มาในท่วงท่าพลิ้วไหว พอปลอมตัวเป็น “ฮัวจุน” ดูอิน ชัดเจนในการเป็นผู้หญิงปลอมเป็นชายในแบบที่กำลังพอดีๆ

“กงลี่” รับบท “เซี่ยนเหนียง” จอมขมังเวทย์ จอมคาถาอาคมผู้ถูกมองว่าเป็นแม่มด มาในมาดนิ่งๆ ปิดครึ่งหน้าด้วยหน้ากาก ดูท่าทางเย็นชา มีอดีตมีปม ออร่าความเก่ง ความน่ากลัว มาแบบจัดเต็ม 

“ดอนนี่ เยน เจิ้นจื่อตัน” มาพร้อมกับมาดของแม่ทัพถัง มาดเข้มๆ ดูบารมี มีทั้งด้านเข้ม & ด้านอ่อนโยนกับลูกน้อง ได้โชว์ทั้งการร่ายรำวิทยายุทธ์สวยๆ ฉากต่อสู้ดุดันในสนามรบ 

“เจสัน สก็อต ลี” รังสีอำมหิตแผ่ซ่าน ในบท “โบรี่ ข่าน” ความเป็นตัวร้ายที่ออร่าความโหดเหี้ยม มาแบบดุดันเต็มๆ ไปกับร่างใหญ่ยักษ์ หน้าบาก ในแบบเผ่าป่าเถื่อนนอกด่านที่คุ้นตากันดีในหนังจีนแม้จะเด่นมากๆ แต่ภาพที่ออกมาชวนให้นึกถึงฉบับการ์ตูนที่ชอบมากๆก็เลยทำให้ออกมาทีไร ภาพในการ์ตูนลอยมาทันที

น่าเสียดาย “เจ็ท ลี” หรือ “หลี่ เหลียนเจี๋ย” ที่มารับบทฮ่องเต้บทน้อยไปนิด แถมยังแต่งหน้า หนวดเครารกรุงรัง ทำให้ความสง่าของฮ่องเต้ลดลงไปมากทีเดียว อุตส่าห์โชว์ลีลาจับผ้าแดงม้วนสู้ศัตรูลีลาถนัดที่คุ้นกันดี นึกว่าจะได้ดูลีลาคิวบู๊สวยๆ แต่มาแค่นี้จริงๆ 

“โยสัน อัน” รับบทเป็น “เช็ง ฮงฮุย” นายทหารในกองทัพพระเอกของเรื่องที่ดูไม่เด่น โดนพลังของความเป็นนักแสดงคนอื่นกลบจนหมด หน้าตาความน่ารักก็ธรรมดา แม้จะเล่นได้ดีทีเดียว

ดีใจที่ได้เห็น “เจิ้งเฟ่ยเฟ่ย” อดีตราชินีหนังบู๊ของชอว์บราเดอร์ทุกครั้งที่เห็นเธอคืนจอแล้วอดยิ้มไม่ได้ เรื่องนี้มาแบบน่ารักๆ ในบทแม่สื่อที่มาหาคู่ให้กับ “มู่หลาน”

“มู่หลาน” ในฉบับของ “นิกิ คาโร” ผู้กำกับ ทำออกมาได้สนุก ไม่ได้เดินตามฉบับการ์ตูนแบบเป๊ะๆ  มีการดัดแปลงเพิ่มเติมรายละเอียดปลีกย่อยเข้ามา ใส่ความเป็นจีนตำนานมาผสม ประเด็นเรื่องสิทธิสตรีในยุคนั้น ชอบระดับ 9/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : MOTHER GAMER เกมเมอร์เกมแม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/517655

โอ๊ยเล่าเรื่อง : MOTHER GAMER เกมเมอร์เกมแม่

โอ๊ยเล่าเรื่อง : MOTHER GAMER เกมเมอร์เกมแม่

วันเสาร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

…เกมนี้จะหยุดโลกหรือจะหยุดลูก

ผู้ชนะ มีได้เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น…

แจ้งเกิดจาก “App War แอปชนแอป” สำหรับ “เสือ-ยรรยง คุรุอังกูร” ครั้งนี้กลับมาอีกครั้งในงานชิ้นใหม่ที่ทำให้กับสหมงคลฟิล์ม“MOTHER GAMER เกมเมอร์เกมแม่”  โดยมี “อ้อม-พิยดาอัครเศรณี” หวนคืนจอเงิน กลับมาเล่นหนังอีกครั้งในรอบ 15 ปี 

“เบญจมาศ” ครูสาวสุดเป๊ะคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ผู้ปฏิเสธโลกดิจิทัลในโรงเรียน ต้องมาจับได้ว่า “โอม” ลูกชายสุดที่รัก แอบหนีไปแข่งเกมจนทำให้แม่ลูกทะเลาะกัน ทางเดียวที่จะดึง โอม กลับมาได้ “ครูเบญ” เลยแอบตั้งทีมขึ้นมา โดยดึง “กอบศักดิ์” ลูกศิษย์เจ้าปัญหา เป็นผู้พาเพื่อนๆ มารวมทีมเพื่อเอาชนะทีมของ “โอม” ในการแข่งขันระดับประเทศ“ครูเบญ” ต้องโดดเข้ามาสู่โลกของเกมเมอร์แบบไม่ตั้งใจ ชีวิตเธอจะเปลี่ยนไปตลอดกาล

“อ้อม-พิยดา” คือส่วนที่ดี ส่วนที่ชอบมากที่สุดของหนังทำให้หนังเดินหน้าไปแบบมีชีวิตชีวา ซึ่ง “อ้อม” เอาอยู่ทำให้เกิดรอยยิ้ม เสียงหัวเราะตลอดเวลา พอมาถึงมาบทจริงจังดราม่าเรื่องครอบครัวก็เล่นได้ดี 

“เติร์ด Trinity-ลภัส งามเชวง” ดูดี น่ารัก มีเสน่ห์ มีออร่าทำให้ “กอบศักดิ์” เด่นมากๆ ทั้งบทสนุกและดราม่า จับคู่กับ วี BNK48วีรยา จาง ในบท “มะปราง” เล่นเป็นสาวติสท์ๆ แนวๆ ที่บอกเลยน่ารักมากๆ เป็นคู่ที่สร้างสีสันรอยยิ้มให้กับเรื่อง

“ตน” (วง mints)-ต้นหน ตันติเวชกุล รับบท “โอม” หล่อ ดูดีมาดให้ แต่น่าเสียดายที่บทดูทิ้งๆ ขว้างๆ มาๆ หายๆ ฉากแข่งเกมดูดีมากๆถ่ายทอดความอ่อนแอในตัว ถูกแม่บังคับได้ดี แต่น่าเสียดายซีนอารมณ์กับแม่ในบ้าน หลายตอนดูตุ้งติ้งไปนิดหนึ่ง 

“เสือ-ยรรยงค์” ผู้กำกับ ยังคงนำเอาไอที เรื่องราวของโลกดิจิทัลออกมานำเสนอ หยิบเอาเกม ROV มีเป็นธีมเรื่อง ซึ่งดูแคบกว่าในApp War ที่หยิบเรื่องแอพมานำเสนอ เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวสังคมปัจจุบันพอมาเป็นเกมแล้ว ใช่ว่าทุกคนจะเล่นเกม “MOTHER GAMER เกมเมอร์เกมแม่” ถูก “ยรรยงค์” ทำออกมาในแนวการ์ตูนๆ บรรยากาศหนังน่ารักๆ สบายๆ ตัวละครเข้าถึงได้ไม่ยาก งานด้านโปรดักชั่น ออกมาดูแนวๆ ดูโมเดิร์น บรรยากาศการนำเสนองานในแบบคนรุ่นใหม่ มาแบบเต็มๆ ทั้งภาพแปลกๆ ประหลาดๆ พลิกแพลงไม่หยุดนิ่ง งานตัดต่อที่โอเค ดนตรีเพลงประกอบที่น่ารักๆ หลากหลายในแต่ละช่วง รวมไปถึงนักแสดงที่เล่นแบบน่ารักๆ น่าเสียดายที่ฉากแข่งเกม ถ้าไม่มีพื้นฐานไม่รู้จักไม่เคยเล่นมาก่อน งง!! แน่นอน ภาพที่ออกมายังไม่เด่น หรือฉากดวลแม่-ลูกในเกมก็ยังไม่อลังการพอ

“MOTHER GAMER เกมเมอร์เกมแม่” เป็นหนังไทย ยุค 5G ที่ดูสนุกสำหรับคนรุ่นใหม่ FC เกมส์หนังดูไม่ยากไม่ซับซ้อน ตามสูตรเป๊ะๆแต่กับคนที่ไม่รู้จัก ไม่เคยเล่นเกม บอกเลยไม่มีทางสนุกกับหนังแน่นอนยังดีที่ถ้าตัดในส่วนเกมออกไป เน้นตามติดตัวละครก็ยังพอสนุก ดูเพลินๆไปกับตัวหนังได้ แต่เป็นสนุกแบบงงๆ งวยๆ มันคืออะไรกันหว่า

อีกส่วนหนึ่งที่ชอบมากๆ คือการที่หนังมาถ่ายทำที่ “โรงเรียนดาราคาม”โรงเรียนในวัยประถม เห็นภาพตึกเก่าๆ ที่เคยเรียน เคยวิ่งเล่นก็มีความสุขแล้ว แต่ติดนิดหนึ่งในเครดิตท้ายเรื่องเขียนชื่อผิดเป็น“ดาราคราม” เรียกได้ว่าดูได้เรื่อยๆ เพลินๆ ดูไปงงไปไม่เข้าใจ ทั้งๆ ที่เป็นหนังสูตรแท้ๆ ถ้าวัดความสนุก เอาไป 4/10 คะแนนชอบ “อ้อม-พิยดา”เป็น “ครูเบญ” ที่น่ารัก เอาไป 5/10 คะแนน เพิ่มอีกหนึ่งเป็น 6/10 คะแนนเพราะ “ดาราคาม” ล้วนๆ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มหัศจรรย์ในสวนลับ (The Secret Garden) …ในสวนแห่งนี้ ความมหัศจรรย์กำลังจะบังเกิด… #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/516193

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มหัศจรรย์ในสวนลับ (The Secret Garden)  ...ในสวนแห่งนี้ ความมหัศจรรย์กำลังจะบังเกิด...

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มหัศจรรย์ในสวนลับ (The Secret Garden) …ในสวนแห่งนี้ ความมหัศจรรย์กำลังจะบังเกิด…

วันเสาร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“The Secret Garden” คือ หนังที่สร้างจากวรรณกรรมเด็ก เล่าเรื่องราว“แมรี่ เลนน็อกซ์”เด็กกำพร้า พ่อแม่เสียชีวิตจากโรคร้ายในสงครามอินเดีย/ปากีสถาน ถูกส่งมาอยู่กับ ลุง อาร์ชิบัลด์เครเวน ญาติเพียงคนเดียวในประเทศอังกฤษ ที่อาศัยอยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่ เธอถูกจำกัดบริเวณ และความเย็นชาของคุณลุง พร้อมกับแผลในใจเกี่ยวปมการตายของพ่อแม่ ทำให้กลายเป็นเด็กก้าวร้าว ในปราสาทแห่งนี้มีเพียง “เมดล็อค” แม่บ้านผู้ดูแลเจ้าระเบียบ กับหญิงรับใช้ ใจดี และ “โคลิน” ลูกชายของคุณลุงที่เดินไม่ได้ ต้องนั่งวีลแชร์ตลอดเวลา

“แมรี่” ได้ไปพบสวนลึกลับติดกับคฤหาสน์ที่เธอคิดว่าเป็นป่ามหัศจรรย์ มีมนต์วิเศษที่ทำให้เธอมีชีวิตชีวา มีความสุขมากขึ้น รวมทั้งได้พบกับ “ดิกสัน” เด็กผิวดำ และ “แฮ็คเตอร์” หมาน้อย จนกลายเป็นเพื่อนกัน และดึง “โคลิน” ให้เข้ามาสัมผัสกับความมหัศจรรย์ของสวนลึกลับหลังบ้าน มนต์วิเศษของสวนทำให้เด็กน้อยได้สัมผัสความรัก ของแม่อีกครั้ง ปมในใจเริ่มถูกปลดปล่อย

The Secret Garden วรรณกรรมเด็กคลาสสิกของอังกฤษของ ฟรานเซส ฮอดจ์สัน เบอร์เนทท์ ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี1910ที่มีการแปลออกมาหลายฉบับในบ้านเรา เช่น ในชื่อ “สวนปริศนา”,“ในสวนศรี” หรือ “ในสวนลับ” และยังเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาของนักเรียนด้วย

ในเวอร์ชั่นนี้ โปรดักชั่นของหนัง ช่วยเพิ่มความรู้สึกของความเป็นหนังเด็ก หนังครอบครัว ผสมๆ กันออกมา ดูแล้วสบายในความรู้สึกชอบดนตรีประกอบของหนังที่ฟังแล้วสบายหู เข้ากับในแต่ละฉากแต่ละตอนแมทช์กับหนังได้ดี ภาพของสวนในเรื่องดูสวยงาม สบายตา บทหนังถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างน่าสนใจ ชวนติดตาม เล่าเรื่องง่ายๆไม่ซับซ้อน 

คอลิน เฟิร์ธ รับบท ลุงที่ อาร์ชิบัลด์ เครเวน ยึดติดกับอดีตไม่ยอมปล่อยวาง จนมาลงกับลูกชาย และดูเย็นชากับหลานสาว บทนี้เหมาะมากๆ ดูดีเข้ากับตัวละคร แม้จะเล่นใหญ่เล่นเยอะ แต่ก็เข้ากับตัวเรื่อง ช่วยขยี้ในส่วนของดราม่า เมื่อผสมกับสภาพปล่อยเนื้อปล่อยตัวดูโทรมๆ ทำให้ตัวหนังไปเรียบๆ เรื่อยๆ จนน่าเบื่อ

ดิกซี่ เอเจอริกซ์  รับบท แมรี่ ได้อย่างน่ารัก ดูแรกๆ รู้สึกเฉยๆ แต่ดูไปๆ เริ่มรู้สึกเล่นดีนะ ดูเป็นเด็กเก็บกด เด็กเจ้าอารมณ์ เด็กมีปัญหา แต่พอทุกอย่างคลี่คลาย ก็ดูอารมณ์ดี ฉลาด น่ารักน่าติดตาม

เอแดน เฮย์เฮิร์สต์ หน้าตาน่ารัก เล่นเป็น โคลิน เด็กเก็บกดได้ดีเอเมียร์ วิลสัน เด็กผิวดำ ก็ดูเหมาะกับบท ดิกสัน เพื่อนในป่า นิสัยดีรู้สึกได้ถึงมิตรภาพ

เด็กทั้งสามคน เล่นกันได้แบบเข้ามา ทำให้สวนลับดูมีชีวิตชีวา โดยมี เจ้าหมาน้อย แฮ็คเตอร์ มาเป็นตัวช่วยเพิ่มความน่ารักให้กับเรื่อง

จูลี วอลเตอร์ส รับบท เมดล็อค แม่บ้าน ที่ดูเจ้าระเบียบ ดูไม่มีน้ำใจ ดูใจร้าย แต่จริงๆ แล้ว ในใจดี ขาประจำที่ต้องมีใน วรรณกรรมหนัง (มีปัญหา) ทั้งหลาย และยังมีเจ้านกน้อยสีเหลือง ผู้บินนำทาง เป็นอีกหนึ่งความน่ารัก

มหัศจรรย์ในสวนลับ (The Secret Garden) ดูได้เรื่อยๆ สนุกสนาน ไม่แพ้เวอร์ชั่น 1993 ดูแล้ว อยากมีสวนหลังบ้านแบบนี้จังเลยแพ้ทางหนังเด็ก น่ารักๆ อยู่แล้ว เอาไปเลย 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Tenet #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/514737

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Tenet

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Tenet

วันเสาร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

7/10 คะแนน (ตัวหนัง เดินทางย้อนสลับทิศ เรื่องนี้เลยขอเขียนจากคะแนนมาก่อนพูดถึงเนื้อหาเรื่องทีหลัง) โครงเรื่องของ Tenet ง่ายๆ เห็นกันชินตากับสายลับ โจรกรรม อาวุธร้ายทำลายโลก ตัวร้ายมหาเศรษฐี CIA รัสเซีย ก็น่าจะดูง่าย สนุกเพลิดเพลินไปกับฉากแอ๊กชั่นที่จะใส่อะไรก็ได้ ทำโน้นทำนี่ได้เยอะแต่ สไตล์ “คริสโตเฟอร์โนแลน” ต้องเล่นท่ายาก ทำอะไรง่ายๆ ไม่ได้ เดี๋ยวเสียยี่ห้อตั้งทฤษฎี ใส่เรื่องของเวลาเข้ามา ดูลีลาการเล่าเรื่องที่เข้าใจยากงงๆ จนมาถึงบางอ้อในตอนเฉลย ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำหนังที่เข้าใจยาก ทั้งๆ ที่ด้วยโครงของมันทำง่ายก็สนุกแล้ว

ขนาดตั้งใจดู กายพร้อมใจพร้อม บอกเลยไม่สนุกไปกับตัวหนังเลย…แค่โอเคกับโปรดักชั่น มีคนถามว่าจะกลับไปดูซ้ำเผื่อจะเข้าใจ อินมากขึ้น บอกเลยถ้าไม่จำเป็นคงต้องขอบาย “Tenet”มาพร้อมบรรยากาศของความเป็นหนังสายลับที่ออกมาปฏิบัติการหยุดยั้งตัวร้ายที่จะมาทำลายโลก ที่พยายามสร้างอาวุธร้ายแรง ที่รอส่วนประกอบครบชิ้น การเดินเรื่อง การเล่าเรื่อง คิวบู๊ บุคลิก ความเก่งกาจ หนังสายลับชัดๆ“Tenet” คือ เจมส์บอนด์ในแบบ “โนแลน เจมส์บอนด์” ผิวสี ที่อาจจะไม่มีอุปกรณ์ไฮเทคแต่ใช้ฝีมือล้วนๆ 

“Tenet” คือเรื่องราวของสายลับหนุ่มที่ถูกดึงเข้าไปสู่โครงการลับที่เกี่ยวข้องกับอาวุธที่เรียกกันว่า “Tenet คนในอนาคตสร้างส่งมาให้เราในปัจจุบันใช้” เขาต้องหยุดยั้งแผนการที่มีโลกเป็นเดิมพัน
การโจรกรรมข้ามชาติ โดยมีเรื่องของเวลาที่เหนือจริง เวลาสลับทิศเวลาย้อนกลับเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

Tenet ให้ความรู้สึกชัดเจนในความเป็นหนังของ “คริสโตเฟอร์โนแลน” ทั้งการเล่าเรื่องในแบบที่ไม่เหมือนใคร จินตนาการล้ำๆที่อาจต้องตีความจนอาจจะต้องดูซ้ำ ตัวละคร คาแร็กเตอร์หลักๆมุมกล้อง การตัดต่อ ดนตรีประกอบที่ฟังปุ๊บหน้า “โนแลน” ลอยมาเลย

ด้วยความเป็น “โนแลน” เรื่องเล่นกับเวลา การย้อนกลับไม่ใช่ข้ามเวลาอาจจะทำให้คนดูหลายคนงงๆ งงงวย สับสน เอ!!มันพูดอะไรกันวะ มันคืออะไร เอ๊ะ!! ยังไง แต่สำหรับ FC แฟนคลับ
สาวกแฟนพันธุ์แท้ของ “โนแลน” คงจะไม่มีปัญหา โนแลนมักจะมาพร้อมกับทฤษฎีใหม่ๆ ล้ำๆ เสมอ ดูไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยากต่อการค่อยๆ ทำความเข้าใจ หรือชวนที่จะทำให้กลับไปดูซ้ำๆ หลายรอบยังดีที่หนังยังมีฉากแอ๊กชั่นเก๋ๆ จัดหนัก อาวุธครบมือ ทั้งแบบเดี่ยวๆหรือมากันเป็นกองทัพ ทั้งบู๊เบาๆ แป๊บเดียวจอด ลากยาวจนเหนื่อยระเบิดภูเขาเผากระท่อม รถไล่บี้กับกลางถนน หรือฉากโชว์ตอนเปิดเรื่อง ฉากสังหารหมู่ในโรงโอเปรา ฉากนี้สุดๆ ดูดีจริงๆ ย้ำอีกครั้งก่อนจะเข้าไปสัมผัส Tenet “อย่าพยายามทำความเข้าใจมันใช้ความรู้สึกเอา”

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คืนยุติ-ธรรม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/513243

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คืนยุติ-ธรรม

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คืนยุติ-ธรรม

วันเสาร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

…ความยุติธรรมไม่มีอยู่จริง

คุณยังเชื่อในความ

ยุติธรรมอยู่อีกเหรอ…

“คืนยุติ-ธรรม” คือหนังไทยที่มีความชัดเจน ในสิ่งที่ต้องการพูดต้องการนำเสนอ เป็นอีกหนึ่งหนังไทยที่เจอโรคเลื่อนมาจาก“โควิด-19” เพิ่งจะได้เข้าฉายในช่วงนี้ มาถูกจังหวะถูกเวลาบังเอิญไปพ้องกับคดีดังๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้พอดิบพอดี ดูจากหน้าหนังในครั้งแรกนึกว่าสโคปหนังจะใหญ่ พูดถึงคนที่ใช้ความรุนแรง ศาลเตี้ยไปพิพากษาคนชั่ว แต่เอาเข้าจริงๆ ตัวเรื่องไม่กว้างขนาดนั้น เป็นแค่คนที่ออกมาตั้งศาลเตี้ย คืนความยุติธรรมให้กับคดีของตัวเอง

“กานดา ชลชาติ” จิตแพทย์สาว เข้ามารับอาสาบำบัด“มานพ” ชายหนุ่มที่เพิ่งพ้นโทษจากคดีฆาตกรรม “ดวงใจ” ภรรยาสาว“กานดา” นำ “อัญชลี พันธุ์พานิช” ลูกน้องสาวคนสนิทกับ “ชาติแซ่โค้ว” ตากล้อง มาสัมภาษณ์และตามดูชีวิต “มานพ” เพื่อเป็นกรณีศึกษาและหาทางรักษาอาการป่วยทางจิตของ “มานพ”ในคืนนั้นเอง “มานพ” กลายเป็น “ศิวะ” อีกหนึ่งบุคลิกภายในของเขาที่ลุกขึ้นออกมาใช้ความรุนแรง เป็นศาลเตี้ย จัดการกับคนที่เกี่ยวข้องกับการตายของ “ดวงใจ” เมียสุดที่รัก ตำรวจ พยาน หมอ ทนาย และ“สิทธิชล” เจ้าพ่อวงการสื่อกำลังถูก “ศิวะ” ตามทวงคืนความยุติธรรม 

“โน้ต-กัณฑ์ปวิตร ภูวดลวิศิษฏ์” ผู้กำกับหน้าใหม่ ทำ“คืนยุติ-ธรรม” ออกมาคนละเรื่องกับ “นมัสเตอินเดีย ส่งเกรียนไปเรียนพุทธ (2555)” งานชิ้นที่แล้ว จากใสๆ สบายๆ ใฝ่หาธรรมะมาเป็นมืดสนิท ชีวิตดำมืด มีแต่ความดาร์กของสังคมและระบบตลอดทั้งเรื่องไร้ซึ่งความสว่าง มองไม่เห็นทางออก

หนังเล่าเรื่องจบภายในคืนเดียว ปูตัวละครแบบรวดเร็วในตอนแรกจนจำแทบไม่ทัน ก่อนจะค่อยๆ ย้อนกลับไปเล่าเรื่องเพื่อเฉลยอีกครั้งขยายๆ รายละเอียดจากที่ปูไว้ตอนต้น ทำให้เข้าใจเรื่อง เข้าใจตัวละคร ไม่งง สนุก และสะใจ ตัวหนังมาพร้อมบรรยากาศตึงเครียดตั้งแต่เปิดเรื่องจนถึงฉากปิด ความมืดมิดในสังคมเมือง ความสว่างของไฟแสงสีไม่ได้ช่วยเพิ่มความสว่างให้กับตัวละคร  หนังใช้ภาพมาสร้างความกดดัน มุมกล้องที่สั่นไหว ไม่นิ่ง ดนตรีประกอบที่ฟังแล้วแฝงด้วยความกดดันหดหู่ ฮึกเหิม ผสมๆ กับเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความรู้สึกรุนแรง ภายใต้การแสดงอันยอดเยี่ยม หนังชัดเจนในการวิพากษ์พูดถึงระบบความยุติธรรมในบ้านเรา ด้วยเวลาที่จำกัด หนังไม่ได้เล่าเรื่องเยอะ นำข่าวดังๆ มาขยำรวมกัน ดูปุ๊บรู้ปั๊บ ที่ชัดๆ คือ“คดีกระทิงแดง” 

“คืนยุติ-ธรรม” คือหนังดราม่าแอ๊กชั่นเขย่าขวัญ แนวจิตที่ดูดีดูสนุก กล้าที่จะหยิบประเด็นแรงๆ มานำเสนอ แม้จะยังไม่สุดๆ มีสะดุดๆ ในอารมณ์อยู่บ้าง แต่โดยรวมๆ แล้ว อยู่ในขั้นพอดี โดยเฉพาะนักแสดงนำทุกคนรวมทั้ง เพลง “ยุติ-ธรรม”ผลงานเพลงของ วง Taitosmith ที่ฟังเพราะดูเข้ากับตัวหนัง และที่ขาดเสียไม่ได้คือ อุ๋ย-นนทรีย์ นิมิบุตร โปรดิวเซอร์คุมงานชิ้นนี้ที่ยังคงทำให้หนังออกมาดี เท่าที่จะทำได้ คืนยุติ-ธรรม ยุติธรรมในระดับ 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เฮียคลั่ง ดับเครื่องชน (Unhinged) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/511774

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เฮียคลั่ง ดับเครื่องชน (Unhinged)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เฮียคลั่ง ดับเครื่องชน (Unhinged)

วันเสาร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

…บีบแตรครั้งเดียวชีวิตเปลี่ยนตลอดกาล…

…ไฟแช็ก ไม้ขีดไฟมือถือ แท็บเลต กรรไกรมีด ไม้กอล์ฟ…

“เฮียคลั่ง ดับเครื่องชน (Unhinged)” คือหนังที่รอดูตั้งแต่เห็นตัวอย่าง อยากดู “รัสเซล โครว์” มาเล่นบทจิตๆ แบบนี้บ้างและโดยส่วนตัวชอบชื่อไทย เรียบๆ ง่ายๆ แต่ชัดเจนว่าจะได้เจออะไรเมื่อเข้ามาดู

ตอนที่ดูตัวอย่าง ตัวหนังชัดเจนว่านำเสนออะไร หนังแรงขนาดไหน พอเดาออก ตัวอย่างเผยอะไรหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะตัวละครหลักๆ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ตัวหนังจริง มีอะไรมากกว่าที่เห็นในตัวอย่างเป็นแค่ เกริ่นเปิดหัว เปิดตอนต้น โชว์ ฉากขับรถไล่กันบี้กันขยี้กันมาให้เห็นพอเรียกน้ำย่อยเชิญชวน ตัวหนังจริงไม่ได้มีตัวละครแต่เฮียคลั่ง แม่/ลูกชายที่ตกเป็นเหยื่อ หรือคนสนิทนางที่ถูกตบกบาลในร้านอาหารเท่านั้น ยังมีตัวละครอีกหลายตัว ที่ถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้อง มีเหยื่อ อีกหลายคนที่ต้องสังเวย ความโรคจิต

ผู้กำกับ เดอร์ริก บอร์ต ทำ “เฮียคลั่ง ดับเครื่องชน(Unhinged)” แบบดูแล้วเหนื่อย ปล่อยให้หายใจหายคอแปลบๆ แล้วกลับมาไล่ขยี้ไล่บี้กันต่อ พล็อตเรื่องไม่ใช่ของใหม่ ยังคงเป็นเรื่องของคนหัวร้อน จิตๆ โหดมากๆ ที่คุ้นกันมานานแล้ว ครั้งนี้หนังจับเอาเรื่องใกล้ตัวบนท้องถนน ความหัวร้อน การไม่ยอมกัน จากเรื่องกระทบกระทั่งเล็กๆ บานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่ มานำเสนอ หนังสนุกไปกับการตามดูความแรงของ “รัสเซล โครว์” กับการล่าเหยื่อ ลุ้นไปกับการเอาตัวรอดของเหยื่อ สะใจกับภาพความรุนแรงบนจอ ที่บอกเลยเรียบๆ ง่ายๆ ใกล้ตัว แต่โหดสุดๆ ผสมกับฉากขับรถไล่ล่า ทั้งรถใหญ่รถเล็กบนท้องถนน

“รัสเซล โครว์” เล่นแรงจัดหนักจัดเต็ม ดูโหด ทั้งบุคลิกท่าทางสีหน้าท่าทาง แววตา รังสีอำมหิตแผ่ซ่าน โผล่มาทีไรขนลุกทุกที ไม่มีตอนไหนที่จะรู้สึกผ่อนคลาย ดูกดดันทั้งตัวละครบนจอ และคนดู อะไรกันนักกันหนา จะโหดร้ายไปถึงไหน ทุกฉากออร่าข่มนักแสดงคนอื่นแย่งความเด่นมาแบบเน้นๆ คนเดียว ซึ่งก็เหมาะกับเรื่อง ที่ช่วยเพิ่มทำให้เอาใจช่วยเหยื่อ (ที่โดนข่ม) ได้มากขึ้น รวมไปถึงการเพิ่มบุคลิก รูปลักษณ์ ลงพุง ดูดิบๆ เถื่อนๆ ไว้หนวดไว้เครา การแต่งตัวระดับล่างมากๆ เมื่อผสมกับการแสดงแบบแรงๆ จัดเต็ม ทำให้หนังดูสนุกมากยิ่งขึ้น

คาเรน พิสตอริอุส ดูเหมาะกับบท เรเชล แรกๆ อาจจะรู้สึกเฉยๆ แต่พอดูไปกับการแสดงที่ดูเป็นธรรมชาติ อารมณ์หวาดกลัวทั้งสีหน้าท่าทาง เลยค่อยๆ เพิ่มความรู้สึกลุ้นและเอาใจช่วย พอถึงช่วงท้ายลุ้นเลยว่าเธอจะจัดการยังไงกับเฮียหัวร้อน 

เกเบรียล เบตแมน รับบท ไตล์ ลูกชาย ที่เรเชลต้องออกมาปกป้อง และเขาต้องมาช่วยแม่รับมือชายโรคจิต จิมมี่ ซิมป์สันรับบท แอนดี้ ทนายความเพื่อนสนิทเรเชล ที่พลอยซวยไปด้วยแบบไม่รู้เรื่องรู้ราว

“เฮียคลั่ง ดับเครื่องชน (Unhinged)” โหดสะใจในแบบที่กำลังพอดี ไม่แรงเกินจนรับไม่ได้ เนื้อเรื่องไม่เบาโหว่งจนเกินไป ฉากรถไล่กันก็กำลังดี แต่ที่ดีที่สุด คือการแสดง โดยเฉพาะ “รัสเซล โครว์”ดูไปเหนื่อยไป หายใจหายคอ ไม่ทันทั้งเรื่องจิตไม่จิตไม่รู้…แต่ได้ใจไปเต็มๆ 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ห้ามไม่ไหว หัวใจมันรักครู (Wet Season) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/510260

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ห้ามไม่ไหว หัวใจมันรักครู (Wet Season)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ห้ามไม่ไหว หัวใจมันรักครู (Wet Season)

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 08.45 น.

ในสมัยเรียนมัธยมต้นที่ปทุมคงคา มีรุ่นพี่ มศ.ปลายใกล้จบที่อยู่ในวงดนตรีไทยมาด้วยกันมีอะไรกับคุณครูสาวสวยสอนวิชาดนตรีไทย จนถึงขั้นตั้งท้อง แต่งงานกันตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ช่วงนั้นเป็นเรื่องที่เม้าท์กันสนั่น แต่ทั้งสองก็ไม่สนใจ ใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน สำหรับคนใกล้ชิดทั้งคู่ก็ไม่สนใจ ยังเป็นคนที่รักเหมือนเดิม สุดท้ายพี่ชายเข้าเรียนวิทยาลัยครู เดินออกมาจากบ้านกับคุณครู แล้วถูกยิงตายต่อหน้าภรรยาท้องแก่เด็กปทุมคงคา ที่เรียนทันปี 2524 น่าจะจำคดีนี้ได้ดี

ห้ามไม่ไหว หัวใจมันรักครู (Wet Season) คือหนังที่ดูแล้วชวนให้ย้อนอดีตกลับไปนึกถึงเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับคุณครูและรุ่นพี่ ในหนังกับชีวิตจริงมีหลายอย่างสิ่งที่คล้ายกันมากๆ

เรียกได้ว่า ดูไป ค่อนข้างจะเข้าใจตัวละคร อิงกับคนรู้จัก จนอดน้ำตาซึมไม่ได้

“หลิง” ครูสาวสอนภาษาจีนธรรมดาๆ ที่ใช้ความพยายามนานกว่า 8 ปี เพื่อมีลูกกับ “แอนดรูว์” นักธุรกิจการเงินชาวสิงคโปร์ แต่ก็ยังไร้วี่แวว เสร็จจากงานสอน “หลิง” ต้องกลับมาดูแล พ่อสามีที่ป่วยเป็นอัมพาต และปรึกษาหมอเพื่อมีลูก ในขณะที่สามีเริ่มเปลี่ยนไป

“ก๊กเหว่ยหลุน” นักเรียนที่คิดว่าถูกครอบครัวพ่อแม่ทอดทิ้งหันมา เอาดีทางกีฬา วูซู

และเจ้าตัวมีปัญหาเรื่องการเรียนภาษาจีน “หลิง” ต้องสอนพิเศษให้ เด็กหนุ่มเริ่มแอบชอบครูสาวที่ใส่ใจเขา ครูสาวเริ่มมีความสุขกับการที่ทำอะไรแล้วมีคนเห็นคุณค่า ความสัมพันธ์เลยเถิดไปจนกลายเป็นรักต้องห้าม ระหว่าง ครูกับลูกศิษย์

“ห้ามไม่ไหว หัวใจมันรักครู (Wet Season)” ไม่ใช่พล็อตใหม่ ครูรักกับนักเรียน มีบ่อย แต่การนำเสนอมาในรูปแบบ หนังไต้หวัน รุ่นใหม่ สายประกวด เดินเรื่องง่ายๆ ถ้าเป็นหนังไต้หวัน ในยุคก่อน ยุคหนังดราม่าเฟื่องฟู ยุค 70-80 จะเน้นขยี้อารมณ์ บีบน้ำตา 

ตัวเรื่องไม่ต้องเดา รู้ตั้งแต่เห็นหนังตัวอย่าง แค่รอดูว่า ตัวหนังจะปูความสัมพันธ์ เดินเรื่องอย่างไร ลุ้นว่า หนังจะทำให้สะใจหรือเสียน้ำตา เศร้าไปกับครูสาว-ศิษย์หนุ่ม และเรื่องจะจบลงอย่างไร ตัวหนังเน้นไปที่ “ครูหลิง” เป็นหลัก เดินเรื่องแบบเต็มๆ ตามดูตามติดชีวิตครอบครัว มีรายละเอียดแน่นปึ้ก ได้รู้จักตัวเธอ สิ่งที่เจอะเจอ รวมไปถึงความคิดต่างๆ หนังทำออกมาดูง่าย ไม่ซับซ้อน ดูได้เรื่อยๆ ใช้ช่วงฝนตกหนัก มาเป็นตัวสร้างสถานการณ์บีบคั้นตัวละคร อารมณ์ บรรยากาศตัวละครดูเปียกๆ แฉะ ไม่ราบรื่น ก่อนที่ทุกอย่างจะคลี่คลาย จบอย่างที่ควรจะเป็น ในวันที่ ฝนหยุด แดดออก ท้องฟ้าแจ่มใส เมฆฝนไม่มีอีกแล้ว

ในช่วงท้าย อาจจะดูรวบรัด ไม่เยิ่นเย้อ เศร้านิดๆ กับครูหลิงสิ่งที่รอมาทั้งชีวิต มาในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะ แต่ก็สะใจกับสิ่งที่เธอทำหนังจบแบบที่ควรจะเป็น ในสังคมจริงๆ ในยุคปัจจุบัน ไม่ได้จบแบบโศกนาฏกรรมชีวิต ขยี้น้ำตา เหมือนหนังไต้หวันในอดีต “ห้ามไม่ไหวหัวใจมันรักครู (Wet Season)” เอาไปเลย 5/10 คะแนน