โอ๊ยเล่าเรื่อง : ผีดิบคลั่ง บัลลังก์เดือด: อาซินแห่งเผ่าเหนือ (Kingdom: Ashin of the North) ..พืชชนิดนี้คืนชีพคนตายได้ แต่ต้องมีราคาให้ชดใช้.. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/591499

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ผีดิบคลั่ง บัลลังก์เดือด: อาซินแห่งเผ่าเหนือ (Kingdom: Ashin of the North) ..พืชชนิดนี้คืนชีพคนตายได้ แต่ต้องมีราคาให้ชดใช้..

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ผีดิบคลั่ง บัลลังก์เดือด: อาซินแห่งเผ่าเหนือ (Kingdom: Ashin of the North) ..พืชชนิดนี้คืนชีพคนตายได้ แต่ต้องมีราคาให้ชดใช้..

วันเสาร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รอคอยกันมาข้ามปี กับ ตอนต่อของ Kingdom ซีรี่ส์ผีดิบซอมบี้ถล่มเมือง ที่สร้างจาก Kingdom of Gods คอมมิกส์ดังของเกาหลี หนังของ Netflix ทำออกมาถึง 2 ซีซั่น พร้อมกับทิ้งเหตุการณ์ต่อไปยัง ซีซั่น3

องค์ชายรัชทายาท พาหมอซอบี และ ยองซิน เดินทางขึ้นเหนือ เพื่อสืบสวนเรื่องราวต่างๆ โดยมีการปรากฏตัวของสาวสวยลึกลับ ที่เล่นเอาฮือฮากับคนดู เพียงการปรากฏตัวเพียงนิดเดียวแต่ เปรี้ยงปร้างไม่แพ้ตัวซีรี่ส์ทั้งเรื่องคือ “จวนจีฮุน” 

Kingdom : Ashin of the North ไม่ใช่ซีซั่น 3 แต่เป็นหนังความยาว 93 นาที ที่หยิบเอา “อาซิน” สาวปริศนา ท้ายซีซั่น 2 ออกมามีเรื่องราวเป็นของตัวเองสั้นๆ ง่ายๆ เส้นเรื่องหลักKingdom ตัวหนังพาเราย้อนกลับไป ในช่วงเวลาก่อนที่เกิดผีดิบบุกถล่มเมือง ใน Kingdom ซีซั่น 1-2 มีพล็อตเรื่องตามสูตรที่คุ้นเคยกันดี ชวนให้นึกถึงแนวหนังกำลังภายในการทรยศหักหลัง ครอบครัวถูกทำลาย กำพร้า ฝึกวิชา รอการเวลาในการกลับมาแก้แค้น การเอาคืน ตัวหนังชัดเจนในความเป็นหนังดราม่าแอ๊กชั่น แต่ด้วยความเป็นตอนย่อยของซีรี่ส์ซอมบี้ มีการใส่บรรยากาศรวมๆ ทั้งภาพ เสียง อารมณ์ มาแบบเน้นๆ เลยทำให้ความรู้สึก ความหลอนของบรรดาผีดิบ อบอวลอยู่กับหนังตลอดเรื่อง

จวนจีฮุน มารับบท อาซิน ที่มีพลัง ไม่ทำให้ผิดหวังกับบทดราม่าหนักๆ บีบคั้น บู๊กระจาย สู้สนั่น ฉีกไปจากภาพเดิมบทเดิมๆ ที่เคยเห็น บท “อาซิน” เด่นมากๆ ทั่งตอนโตที่ จวนจีฮุน นำแสดง หรือแม้แต่ช่วงวัยเด็ก เล่นดี ถอดบุคลิกกันมาแบบชัดๆ เน้นๆ ทุกคน และถึงแม้ตัวหนังจะแบ่งกันครึ่งๆ ระหว่างวัยเด็กกับวัยสาว แต่ก็ยังรู้สึกว่า “จวนจีฮุน”อยู่กับเราทั้งเรื่อง และ Kingdom : Ashin of the North ก็ยังเป็นหนังของ “จวนจีฮุน” โดยเฉพาะ นักแสดงคนอื่นถูกกลบลบหมดจนกลายเป็นแค่เพียงแค่ตัวประกอบ นักแสดงสมทบ เท่านั้น 

Kingdom : Ashin of the North เป็น หนัง Netfixที่ดูสนุกเพลินๆ เรื่องหนึ่งที่ดูได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องเคยดูตัว Kingdom ซีรี่ส์หลักทั้ง 2 ซีซั่น มาก่อน 

ต่อจาก Kingdom : Ashin of the North จะมีการทำภาคแยกอีก 1 เรื่อง ใน The Crown Prince เรื่องราวของ “องค์ชายรัชทายาท” โดยจะเริ่มถ่ายทำปลายปีนี้ และมีกำหนดออกฉายในปี2023 ส่วนตัว Kingdom Season 3 นั้น ยังไม่มีกำหนดหรือข่าวคราวใดๆ ออกมา แม้ว่าอาจจะไม่สนุก เร้าใจ ตื่นเต้นเท่า Kingdom ชอบระดับ 8/10 คะแนน ที่ให้กับ“จวนจีฮุน” ล้วนๆ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Loki #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/589887

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Loki

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Loki

วันเสาร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

…โลกิ รอดเสมอเป็นทักษะพิเศษ เป็นเทพจอมแปลกแยกหักหลังทุกคนที่เคยรักหักหลังท่านพ่อ ท่านพี่ แอสการ์ด…

หลังจากรักเฮฮาไปกับ Wanda Vision มันส์ไปกับ The Falcon and the Winter Soldier ก็มาถึงคิวของ Loki ซีรี่ส์ เรื่องที่ 3 ที่ Disney+ Hotstar นำเอาจักรวาลมาร์เวล มาเปิดเฟสใหม่ต่อกันในปี 2021 นี้ Loki ออกไปในแนวไซไฟที่มีกลิ่นอายการนำเสนอในแบบของ Thor

Loki ขายความเป็น โลกิ เทพเจ้าเล่ห์ แบบเน้นๆเค้นๆ มาแบบข้ามาคนเดียวตั้งแต่ EP1-7 ตั้งแต่เปิดเรื่องจนจบทุกฉากทุกตอนคนเดียวเอาอยู่โดยไม่ต้องมีคนอื่นในจักรวาลมาร์เวลเข้ามายุ่งหรือมาขโมยซีน จะมีก็เพียงแต่อาจจะพูดถึงอ้างอิงกับบางคนที่จัดเจน คือ ธอร์ พี่ชายกับท่านแม่ และแอสการ์ด เท่านั้น 

โลกิ มาในภาพลักษณ์ที่ไม่ต้องอธิบายอะไรมากสำหรับแฟนๆ จักรวาลมาร์เวล ภาพชัดเจน ความกะล่อนเอาตัวรอดภาพเทพที่มีสองด้าน ด้านขาวด้านดำ ด้านมืดด้านสว่างเหมือนจะเก่ง แต่เอาเข้าจริงๆ แทบจะไม่มีอะไร เพียงแต่นี้เป็นเรื่องของโลกิคนเดียว มาแบบจัดเต็ม ความรู้สึก ความเป็นพระเอกมาแบบเน้นๆ

ทอม ฮิดเดิลสตัน ยังคงดูดี มีเสน่ห์ออร่ากับความเป็นโลกิ เทพเจ้าเล่ห์ ผู้เก่งในการเอาตัวรอด มาในลุคที่ฉีกไปจากการใส่ชุดเทพ มาใส่เสื้อแขนยาวผูกไท

โซเฟีย ดิ มาร์ติโน มารับบท ซิลวี่ ที่จับคู่กับ โลกิ ได้อย่างลงตัว ออร่าพอๆ กันทำให้เรื่องดูเข้มข้นชวนติด เป็นทั้งคู่รักคู่ฟัดที่สูสีสมน้ำสมเนื้อกัน นอกจากนี้ ยังได้ โอเวน วินสันมารับบท โมเบียส นักวิเคราะห์คู่หูคู่ปรับของ โลกิ กูกูอึมบาทา-รอว์ ราวอนน่า ผู้พิพากษา วันมี โมทากู ในบทนิมิตแมน รหัส B15 คู่ปรับ ซิลวี่

ใน Loki มีการสร้าง ทีวีเอ องค์การกำกับสาขาเวลาซึ่งอาจจะทำให้คนดูงงสับสน สงสัย แต่พอปะติดปะต่อเรื่องได้ ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเข้าใจ เริ่มรอดู สนุกไปกับการที่จะตามเรื่อง รอดูคำอธิบาย ที่ตอนท้ายๆ ก็น่าจะพอมีบทสรุปและยังชวนให้รอที่จะตามดูต่อในซีซั่นสองทีวีเอ ที่อยู่ๆ ก็โผล่มาจริงๆ แล้ว ก็คือการนำเอาเส้นเวลาคู่ขนาน ที่ถูกพูดถึงหนักๆ เน้นๆ มาแล้วใน Avengers 2 ตอนท้าย มาขยายให้เป็นเรื่อง

Loki ไม่ยาวนักแค่ 6EP ก็จบซีซั่นแรก จบลงแค่การเฉลยบางสิ่งบางอย่าง เพื่อโยงเข้าสู่การเข้าไปจัดการ ความลับต่างๆ หรือแม้แต่การอาจจะโยงเข้าสู่เส้นหลักของจักรวาลมาร์เวล ในเฟสต่อไปก็ได้ ปล.ในช่วงเอนเครดิตท้าย EP5-6มีติ่งต่อ เพื่อเชื่อมกับ EP ต่อไป อย่าลืมดูให้จบเอนเครดิตนะครับ รอดูกันเลยครับ ส่วน Loki ซีซั่นนี้ถูกใจในระดับ 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : The Falcon and the Winter Soldier (2021) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/588152

โอ๊ยเล่าเรื่อง : The Falcon and  the Winter Soldier (2021)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : The Falcon and the Winter Soldier (2021)

วันเสาร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โล่กัปตัน เป็นเพียงแค่อนุสรณ์ถึงยุคที่มันผ่านไปแล้ว เป็นสิ่งเตือนใจถึงผู้คนที่ประวัติศาสตร์ไม่ได้พูดถึง จริงๆ แล้วควรทำลายโล่นั้นไปซะ..หลังจากที่สนุกสนานไปกับ WandaVision ซีรี่ส์เปิดตัว Disney+ Hotstar จักรวาลมาร์เวล ที่ฉีกรูปแบบการนำเสนอไปแล้ว ก็มาถึงคิวของ The Falcon and the Winter Soldierที่มาพร้อมบรรยากาศการนำเสนอในแบบที่คุ้นเคย (ถ้าใครสนุกไปกับสองเรื่องนี้ ก็ตามดู Loki ต่อได้เลย รับรอง สนุกไม่แพ้กัน)

The Falcon and the Winter Soldier จัดเต็มในความเป็น มาร์เวล ที่แฝงกลิ่นอายที่ชวนให้นึกถึงการนำเสนอในชุดของกัปตันอเมริกา โดยมี ตัวละครอื่นๆ ที่มีความเกี่ยวข้องเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกับ กัปตันอเมริกา เข้ามาแจม ฟอลคอน กับ วินเทอร์ โซลเยอร์ ถูกดึงออกมานำเสนอ เป็นเรื่องราวของตัวเอง เป็นคู่หูบัดดี้ มาเป็นแพ็ก

The Falcon and the Winter Soldier เดินเรื่องต่อจาก Avengers: Endgame (2019) ใน หลังเหตุการณ์สงบ คนครึ่งโลกกลับมา ตัวหนังทำได้สนุก ผสมผสานในส่วนของ ดราม่า ปมต่างๆ ในใจที่ค้างคาของตัวละคร ที่เกาะติดตัวทุกๆ คนค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นก่อนที่จะค่อยๆ ถูกปลดปล่อยและคลี่คลาย ผสมผสานกับ ในส่วนของแอ๊กชั่นที่ดูสนุกสมราคาหนังทุนสร้าง 150 ล้านเหรียญ แต่ต้องบอกว่า ฉากแอ๊กชั่น ระเบิดภูเขาเผาเมือง ดูดีในความเป็นหนังซีรี่ส์ อาจจะไม่ถึงขั้น อลังการงานสร้าง เหมือนจักรวาลมาร์เวล จอใหญ่

หนังชัดเจนในการพูดถึง ฮีโร่ ที่ช่วยเหลือโลก แต่สุดท้ายก็ไร้ความเหลียวแล ชีวิตจริงตกอับ การเมืองที่เห็นแก่อำนาจจนลืมเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ผลกระทบจากคนครึ่งโลกที่หายไปกว่า 5 ปี กลับมาทำให้คนอีกครึ่งโลกที่ชีวิตเริ่มเข้าที่ถูกกระทบ เรื่องผิวสี การเหยียดผิวสีในกองทัพ การให้อภัย การค้นหาตัวเอง การก้าวต่อไปข้างหน้า 

เซบาสเตียน สแตน ในบท วิทเทอร์ โซลเยอร์ กับ แอนโธนีแม็คคี ในบท ฟอลคอน เล่นได้แบบเข้าขาดูดี เด่นมากๆ เอาอยู่ แบกหนังให้ดูสนุก ชวนติดตามได้ตลอดทั้งเรื่อง ไม่ดูเป็นแค่ ตัวสมทบเมื่อตอนไปโผล่บนจอใหญ่ 

นอกจาก ฟอลคอน กับ วินเทอร์โซลเยอร์ ตัวละคร ใน จักรวาลมาร์เวล ก็กลับให้หายคิดถึงหลายคน อาทิ อาโย นักรบสาวกับหน่วยโดรา มิลาเจนะ จาก วาคันด้า ชารอน คาร์เตอร์ สายลับสาวตัวแสบที่เคยช่วยทีมอเวนเจอร์ บารอนซีโม่ จอมวายร้ายที่วากันด้าต้องการตัวรวมไปถึง สตีฟ โรเจอร์ หรือ กัปตันอเมริกา ที่ถูกพูดถึงกล่าวถึง จนรู้สึกว่า เขายังอยู่ ตลอดเรื่อง

และมีตัวละครใหม่ๆ อย่าง กัปตันอเมริกาคนใหม่ แบล็คฟอลคอน กัปตันอเมริกาผิวดำ 

The Falcon and the Winter Soldier เป็น จักรวาลมาร์เวลที่ดูสนุก ในรูปแบบของความเป็น มาร์เวล เพื่อรอต่อยอดไปสู่เรื่องราวต่อไปในเฟสใหม่ รุ่นใหม่ แต่ในขณะเดียวกัน คนที่ ไม่ใช่แฟน มาร์เวล ก็ยังดูสนุก ดูรู้เรื่อง แค่อาจจะไม่อินเข้าใจ ที่มาที่ไปเท่าไรนัก ถ้าจะดูแบบรวบรัด เน้นไปที่ หนังของ กัปตันอเมริกา กับ แบล็คเธอร์ น่าจะเป็นทางลัดที่ดีที่สุดในการทำความเข้าใจเรื่องรอเจอกันใหม่ใน Captain America and Winter Soldier  8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : WandaVision #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/586370

โอ๊ยเล่าเรื่อง : WandaVision

วันเสาร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

..จักรวาลสร้างซิทคอม ให้ Avengers 2 คนแสดงที่เราดูอยู่คือ จักรวาลคู่ขนาน หรือย้อนเวลา..กันแน่..หลังจากที่ Avengers : Endgame (2019) ปิดตำนาน จักรวาล

มาร์เวล เฟส3 และ Black Widow ที่จะเปิดตัว เฟส 4 แต่โดนพิษโควิด-19 เลื่อนมาเป็นปี ดีสนีย์+ฮอตสตาร์ ที่เพิ่งเปิดตัวในบ้านเรา ก็ส่ง จักรวาลมาร์เวล ในรูปแบบ ซีรี่ส์ ออกมาให้ดูในเวลาไล่ๆ กัน ถึง สามเรื่อง WandaVision  ตามด้วย The Falcon and the Winter Soldier และ Logi ชื่อเรื่อง ชัดเจน
มากๆ ว่า เป็นเรื่องราวของใคร แฟนๆ ประจำ น่าจะเดาออกว่า ในแต่ละเรื่อง จะมีตัวละครตัวใด มาโผล่บ้าง และที่แน่ๆ คือ ทุกเรื่องจะเดินเรื่อง เชื่อมต่อจาก เหตุการณ์ดีดนิ้วของ ทานอส ใน Avengers : Endgame (2019)

จริงๆ แล้ว ได้ดู The Falcon and the Winter Soldierก่อน แต่ถ้าตามลำดับเวลาแล้ว Wanda Visipn น่าจะมาก่อนเลยขอเล่าเรื่องนี้ก่อน ส่วน Logi ยังไม่ได้ดู รอดูให้ครบทีเดียว 8 EP วัลด้า คือ วันด้าแม็กซิมอฟฟ์ สาวน้อยผู้มีพลังจิต ที่อยู่ในทีมก่อการร้ายก่อนที่จะกลับใจ มาอยู่กับทีม อแวนเจอร์ เมื่อเปโตรหรือควิกซิลเวอร์ คู่แฝดถูกฆ่าตาย วิชั่น เครื่องจักรกลมีชีวิต ผู้มี มณีแห่งจิตใจที่มาพบรักกับ วันด้า ในทีมอเวนเจอร์ ก่อนที่สุดท้าย จะถูก ทานอส สังหาร

WandaVision ซีรี่ส์แรกที่จับเอา วันด้า กับ วิชั่น ออกมาเป็นตอนเดี่ยวของตัวเอง ในซีซั่นแรก ความยาวตอนละประมาณ 30 นาทีนิดๆ ยาวแค่ 9 ตอน แต่เป็น 9 ตอนที่มีความสนุก ในรูปแบบที่ไม่เหมือนใคร โดยเดินเรื่องต่อจากAvengers : Endgame (2019) หลังจากเกิดเหตุการณ์ทานอสดีดนิ้ว วันด้ากับวิชั่น มาปรากฏตัวอยู่ใน ซิทคอมมีครอบครัวเรียบง่าย มีความสุข จนมี ทอมสี่, บิลลี่ ลูกแฝดผู้มีพลังพิเศษ เรื่องวุ่นๆ เริ่มขึ้น 

WandaVision ซีรี่ส์เล็กๆ มาร์เวล ที่มีครบรส ดราม่า/ขำๆ/รอยยิ้ม/เสียงหัวเราะ ดราม่า/สะเทือนใจ จุกอก และแอ๊กชั่นยิงแสงปล่อยแสงถล่มทลาย เอาเข้าจริงๆ ผลจากการดีดนิ้วของ ทานอส เป็นแค่ตัวเชื่อมเป็นจุดเริ่มต้นเรื่อง ส่วนเนื้อหาจริงๆ คือ ขยายที่มาที่ไปของ ตัววันด้า มากกว่า รวมทั้งขยี้ความสัมพันธ์กับวิชั่น และเป็นการเปิดตัว สการ์เล็ต วิตช์เนื้อหลักของการหยิบเอา วันด้า ใน คอมมิคส์ มาผสมผสานมายำเข้าเป็นเรื่องเดียวกัน ทั้งเหตุการณ์และตัวละคร ซึ่งถ้าตามต้นฉบับ จะผสมกันไขว้กันระหว่าง X-Men กับ Avengers 

อลิซาเบธ โอลเซ่น รับบท วันด้า ได้แบบยอดเยี่ยมและลื่นไหล เด่นมากๆ จับคู่เข้าขากับ พอล เบ็ตตานีย์ ที่เป็น วิชั่น ที่ดูน่ารัก เชยเรียบๆ แต่ดูจริงใจ การแสดงของทั้งคู่ นับเป็นส่วนดีที่สุดอีกสิ่งหนึ่ง ที่ทำให้หนังมีชีวิตชีวา ดูได้แบบสนุก ชวนติดตาม ไม่น่าเบื่อ WandaVision เปิดตัว จักรวาลซีรี่ส์มาร์เวล ได้อย่างยอดเยี่ยม และน่าสนใจ  โดนใจ FC มาร์เวล

ปล. …ในท้าย EP8 หลังเอนเครดิต มีติ่งเพื่อโยงไปตอนจบ และทั้ง Ep9 ยังมีติ่งแถมให้ดู 2 ติ่ง ทั้งโยงไปต่อในซีซั่น 2 และโยงเข้าหา ทีม Avengers อย่าเพิ่งปิด ดูให้จบสนิทเดี๋ยวจะพลาดความสนุกส่งท้าย..ทั้งหมดเป็นแค่ฝันร้าย ไม่มีเรื่องจริงเลย แม่มดหนูน้อย ผู้คลั่งไคล้ซิทคอมและมีแผลใจต้องบำบัดเป็นปีๆ.. 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : สัมผัสเสียงมรณะ (Voice) ล่าเสียงมรณะ 2-3 (Voice season 2-3) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/584730

โอ๊ยเล่าเรื่อง : สัมผัสเสียงมรณะ (Voice) ล่าเสียงมรณะ 2-3 (Voice season 2-3)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : สัมผัสเสียงมรณะ (Voice) ล่าเสียงมรณะ 2-3 (Voice season 2-3)

วันเสาร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สัมผัสเสียงมรณะ (Voice) (2562/2019) คือ ซีรี่ส์ไทยของ True4U ที่รีเมคหนังเรื่องดังจากเกาหลี ในปี 2017กำกับโดย เตอร์-นพชัย ชัยนาม นำแสดงโดย แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์ กับ แอนดริว เกร็กสัน เป็นอีกหนึ่งซีรี่ส์ที่ดูแล้วชอบมากจนอยากดูต้นฉบับเกาหลี แต่พอมีโอกาสกลับดูไปแค่ EP แรกตอนเดียว มันเหมือนกันมากจนขี้เกียจดูต่อ

Voice เกาหลี ซีซั่นแรกในปี 2017 (16 EP) มีตามต่อมา ซีซั่น 2 ในปี 2018 (12 EP) ซีซั่น 3 ในปี 2019 (16 EP)และล่าสุด EP4 เพิ่งออกอากาศในปี 2021 ปีนี้ (14 EP) 

จากเวอร์ชั่นไทย กระโดดข้ามมาดู ซีซั่น 2-3 ต่อเลยดูแบบต่อเนื่อง

ล่าเสียงมรณะ 2 (Voice 2) เดินเรื่องต่อจากซีซั่นแรกทีมโกลเด้นไทม์ กลับมาแบบพร้อมหน้าพร้อมตา จะมีหายไป2 คน คือ ตัวพระเอก และเจ้าหน้าที่หนุ่มที่เก่งในเรื่องไอทีในซีซั่น 2 ยังคงเดินเล่าเรื่องในแบบ Voice แรก ตามหาฆาตกร คนร้าย ตัดสลับกับการช่วยเหลือผู้คนโดยทีมโกลเด้นไทม์ ซึ่งเคสที่นำเสนอมักจะถูกโยงเข้ากับตัวคนร้ายหลักๆ ที่ค่อยเปิดตัวมาทีละคนทีละเคส ก่อนที่จะมาถึงตัวใหญ่จริงๆ Voice 2 ค่อนข้างที่เอื่อยๆ ไปสักนิด ฉากแอ๊กชั่นยังไม่ค่อยโดนเท่าไหร่นัก แต่ละเคสดูธรรมดาไปนิด

ส่วน ล่าเสียงมรณะ 3 (Voice 3) เดินเรื่องต่อจากใน Voice 2 เนื่องเรื่องเชื่อมกัน ตัวละครต่อเนื่อง คดี สถานการณ์ต่อเนื่องกันมีตัวละครใหม่ๆ เพิ่มเข้ามา ทำให้ดูสนุกตื่นเต้นมีฉากแอ๊กชั่น ฉากโหดๆ เข้ามาเป็นระยะๆ เคสช่วยคนอาจจะดูน้อยไปนิด แต่มาเน้นๆ 

สิ่งที่เหมือนกันทั่ง 3 ซีซั่น คือ แม้จะปิดตัวคนร้ายมีแค่เสียง เอกลักษณ์ประจำตัวให้นางเอกได้ตามสืบ (เสียงใส่ถุงมือ/2 เสียงไฟแช็ก/3) แต่พอมาครึ่งทางก็เปิดตัวให้เห็นแบบจะจะไม่ต้องซ่อน เปลี่ยนมาให้ดูไปลุ้นไปว่าตัวร้ายจะโรคจิตโหดขนาดไหน และที่สนุกไปกับเรื่อง พอจะเดาออกแล้วคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องร้ายๆ ทั้งหมดคือใคร รวมไปถึงบุคคลปริศนาที่โผล่มาท้ายซีซั่นสาม ซึ่ง Voice 3 จบแบบทำร้ายจิตใจคนดูพอสมควร เหมือนจะจบแบบบริบูรณ์ แต่ก็ยังทิ้งท้ายเปิดตัวสาวปริศนาเล่นเปียโน กับหนุ่มหล่อเซอร์ไพรส์(ที่มาใน 2-3) เพื่อบอกว่ามีซีซั่น 4 รออยู่

Voice 4 มีพล็อตเรื่องคร่าวๆ น่าสนใจ สาวหูทิพย์ของเราต้องมาเจอคู่ปรับสาวที่หูทิพย์เหมือนกัน แถมยังมีหน้าตาเหมือนกันอีก โดยมีคู่หูคนใหม่ เป็นตำรวจหนุ่มบินตรงมาจากCSI อเมริกาเลย Voice 4 มีความยาว 14 EP เพิ่งออกอากาศในเกาหลีไปได้แค่ 4 EP ใน Netfix มีให้ดูแค่ฉบับไทย(ดูตอนออกอากาศสดครั้งในช่วง True 4U) กับเกาหลีซีซั่น 1-2ส่วน 3 ยังไม่มี ต้องไปหาดูในเว็บหนังเถื่อน 555 น่าเสียดาย ที่ไทยทำแค่ซีซั่นแรก อยากดู 2-3 ในแบบไทยๆ สัมผัสเสียงมรณะ (Voice) เวอร์ชั่นไทย 10/10 คะแนน, ล่าเสียงมรณะ 2 (Voice 2) ได้ใจ 6/10 คะแนน, ล่าเสียงมรณะ 3 (Voice 3)เอาไป 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ใครสั่งเก็บตาย (Those Who Wish Me Dead) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/582967

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ใครสั่งเก็บตาย  (Those Who Wish Me Dead)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ใครสั่งเก็บตาย (Those Who Wish Me Dead)

วันเสาร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หนังใหม่เรื่องล่าสุดของ แองเจลินา โจลี กับการเล่นหนังดราม่าแอ๊กชั่นเขย่าขวัญผจญภัยผจญเพลิงกลางป่าแต่ด้วยพิษโควิด-19 หนังถูกเลื่อนฉายมาพักใหญ่ ล่าสุด“วอร์เนอร์” นำมาเข้าโรงหนัง แบบจำกัดโรง ฉายเฉพาะโรงหนังที่ยังเปิดฉาย ไม่ถูกปิดเพราะโควิด

ฮันนาห์ (แองเจลีนา โจลี) เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสโมคจัมพ์เปอร์ หน่วยดับไฟป่าทางอากาศ ที่ต้องทนทุกข์อยู่กับความเจ็บปวด หลังล้มเหลวในภารกิจช่วยผู้ประสบภัยเหตุไฟไหม้กว่าสามชีวิต “คอนเนอร์” เด็กน้อยวัย 12 ปี ที่ต้องหลบหนีการไล่ล่าของนักฆ่าจอมโหด เพื่อปิดปากหลักฐานทุจริตที่อยู่กับพ่อเขา “ฮันนาห์” ต้องพาเด็กน้อยเอาชีวิตรอดในป่าใหญ่ จากการถูกไล่ล่าจากคนร้าย ท่ามกลางไฟกองใหญ่ที่ล้อมทุกคนเข้ามาทุกทีๆ 

ดูจบแล้ว ที่ชอบที่สุดคือ ชื่อไทย “ใครสั่งเก็บตาย”ใช่เลย อยากถามจริงๆ ว่าคือใคร? ตัวหนังบางเบาไปแทบจะทุกๆ ส่วน พล็อตเรื่องเชยๆ มาตามสูตรเก่าๆ เป๊ะๆ ง่ายๆตัวละครมีปมในอาชีพ หมดอาลัยตายอยาก ต้องมาช่วยเหลือเด็กน้อยโดยบังเอิญ จากนั้นก็เน้นขายแอ๊กชั่น ตื่นเต้นตัวหนังมาทางนี้ และขายตรงนี้ชัดๆ จนไม่สนใจรายละเอียดใดๆทั้งสิ้น ดูจนจบยังไม่รู้ว่านักฆ่าตัวร้าย รับคำสั่งมาจากใคร 

ฉากแอ๊กชั่นแทบจะไม่มีอะไรเด่น ตัวร้ายเหี้ยมสุดๆแต่พอเอาเข้าจริงๆ เหมือนเป็นผู้ร้ายในการ์ตูน ไม่เห็นจะเก่ง และมีแค่ 2 คน แค่นั้นทั้งเรื่อง ส่วนที่ชอบในหนังคือ มุขตลกที่สองตัวร้าย พูดอยู่ตลอดเวลาคือ ขอกองหนุนทีมสองมาช่วยลุย แต่เจ้านายตัดงบเลยมีแค่นี้ ไม่รู้…จิกกัดหนังที่มีงบแค่นี้หรือเปล่า หรือตัว “อาลิซัน” สาวผิวดำ ท้องแก่ ที่ตัวหนังปูว่าทำอาชีพ อบรมการเอาตัวรอดในป่า และเอาจริงๆ กลายเป็นตัวลุย ที่มีเสน่ห์ และรอดูเธอจัดการกับตัวร้าย

แองเจลินา โจลี ออร่าจัดๆ เด่นเด้งออกมาคนเดียวฟิตตัวดูดีกว่าในช่วงหลังๆ ที่ผ่านมา ตัวหนังชัดเจนขายเธอแบบเน้นๆ แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ทำอะไรมาก จะขายแอ๊กชั่น
ก็ธรรมดาๆ สิวๆ ขายตื่นเต้นความเป็นนักผจญเพลิงก็ไม่เห็นได้ทำอะไรเลย ดราม่าก็ดูหลอกๆ ที่แย่มากๆ คือ ดูแล้วแทบจะไม่รู้สึก ไม่ได้เห็นเธอจะโชว์ความเก่งความเก๋าที่ตรงไหน 

ใครสั่งเก็บตาย (Those Who Wish Me Dead) คือหนังที่ดูแล้ว รู้สึกแค่ หนังเล็กๆ หนังธรรมดา ที่นำเอาแองเจลินา โจลี มาเป็นจุดขาย มีเท่านี้จริงๆ ดูดีพอได้ถ้าดูทางทีวี หรือสตรีมมิ่ง นอกนั้นไม่มีอะไรเลย ดูปลอมไปหมด ทั้งดราม่า/ผจญเพลิง/แอ๊กชั่นเรื่อยๆ เรียบๆ จบแล้วจบเลย ในระดับ 4/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : รักหวานอมเปรี้ยว (Sweet & Sour) (2021) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/581255

โอ๊ยเล่าเรื่อง : รักหวานอมเปรี้ยว (Sweet & Sour) (2021)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : รักหวานอมเปรี้ยว (Sweet & Sour) (2021)

วันเสาร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

..ถ้าพลาดแท็กซี่สักหนึ่งคัน นายอาจจะรอคันอื่นได้แต่ถ้าทำใครสักคนหลุดมือ..

รักหวานอมเปรี้ยว (Sweet & Sour) (2021) หนังรักจาก “แดนกิมจิ” ผลงานเรื่องล่าสุดที่ Netfix ภูมิใจนำเสนอ หนังเกาหลีที่ภายนอกอาจจะดูธรรมดา แต่บอกเลยว่าดูแล้วชอบมากๆรักมากๆ หนังแบ่งออกเป็น 3 องค์ เรียกแต่ละตอนว่า รองเท้าคู่ที่ 1รองเท้าคู่ที่ 2 และ รองเท้าสองคู่ แทนรองเท้าที่ “ดาอึน” ให้กับ “ฮยอก” ความสัมพันธ์ในแต่ละช่วง 

Sweet & Sour เล่าเรื่องสบายๆ ง่ายๆ ดูเพลินๆ ไปเรื่อยๆชัดเจนในการเปลี่ยนแปลงการกระทำของตัวละคร เน้นๆ ไปที่ตัวละครหลักๆ แค่สาม-สี่คน พล็อตเรื่องน่าจะเป็นหนังรักสามเส้าธรรมดาๆ เดาเรื่องได้ แต่..หนังกลับมาหักมุมในช่วงท้าย ทำได้ดี มีลูกเล่น สรุปทุกสิ่งที่ดูกันมา ชนิดที่ว่าต้องอ้าปากค้าง บท/การนำเสนอ มีลูกเล่นดีมากๆ ทุกอย่างถูกพูดถึงมาตลอดเรื่อง เพียงแต่ว่าเรานึกไม่ถึงในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และเพราะตอนนี้จบนี่เอง ได้ใจไปเต็มๆ รักหวานอมเปรี้ยว (Sweet & Sour) สร้างมาจากนิยายขายดี イニシエーション・ラブ (2007) ของ อินูอิ คิรุมิ แปลเป็นภาษาไทยในชื่อ แรกรัก (2019)และเคยสร้างเป็นหนังญี่ปุ่น จุดเริ่มต้นของความรัก (Initiation Love) (2015)

และเพราะสนุกชื่นชอบไปกับ Sweet & Sour เลยต้องรีบหาจุดเริ่มต้นของความรัก (Initiation Love) (2015) ที่หลายคนบอกว่าดีเยี่ยม สนุกไม่แพ้กัน..เหมือนมีใครบางคนเปลี่ยนเทปคาสเซ็ตต์จากหน้าเอไปเป็นหน้าบี..

จุดเริ่มต้นของความรัก 

(Initiation Love) (2015) (เกาหลี ควบ ญี่ปุ่น)

Initiation Love (2015) เล่าเรื่อง เดินเรื่องหลักๆ เรียงร้อยเรื่องเหมือนกันกับ Sweet & Sour จะต่างด้วยรายละเอียดปลีกย่อย อาชีพ ตัวละครสมทบ ตัวเสริม หนังแบ่งเป็นสามองค์ในชื่อ SidaA SideB กลับหน้าเทปไป-มาบรรยากาศโทนหนังของ Initiation Love ดูสดใส สว่างไสว ไม่เศร้าหมอง มีเพลงเพราะๆในยุค 80 แทรกเข้ามาเป็นระยะๆ เพิ่มความฟิน อินไปกับตัวหนังเพิ่มมากขึ้นส่วน Sweet & Sour อารมณ์ ออกมาในแบบเหงาๆ มืดๆ ทึมๆ ดูอึดอัดไปกับสังคมเมือง ภาพตึกสูงยามค่ำคืนสภาพการจราจรที่ติดขัด ชัดเจนมากๆ

แต่สิ่งที่ Initiation Love เยี่ยมกว่าและดูดีกว่า การพาคนดูย้อนกลับไปสู่ยุค 80 เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงปี 1988 เพลงเพราะๆ ข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย การทำผมมาแบบจัดเต็ม จุดหักเห ความสัมพันธ์  อารมณ์ต่างกันเล็กน้อย

Initiation Love  รักแท้แพ้ระยะทางกับความใกล้ชิด ส่วน Sweet & Sour รักแท้แพ้รถติด (ถ้าเป็นกรุงเทพฯ บ้านเราก็ประมาณ ขับรถจากจังหวัดชานๆ เมือง นครปฐม พระนครศรีอยุธยาชลบุรี เข้ามาทำงานแบบไป-กลับกรุงเทพฯ)

ความดีงามแบบสุดๆ คือ บทสรุปหักมุมช่วงท้ายเรื่องดูแล้วห้ามสปอย จบเหมือนกับของญี่ปุ่น ทิ้งให้คิดว่าจะเกิดอะไรต่อแต่เกาหลีสะใจ Initiation Love/8 คะแนนส่วน Sweet & Sour/8 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โกงพลิกเกม (Game Changer) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/579579

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โกงพลิกเกม (Game Changer)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โกงพลิกเกม (Game Changer)

วันเสาร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หลังจากที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามกับหนังผีมาหลายเรื่อง “ไฟว์สตาร์” ก็ฉีกแนวหันมาทำหนังแอ๊กชั่นรุนแรงนำแร็พเปอร์ชื่อดังมาร่วมแสดง โกงพลิกเกม (Game Changer)เป็นผลงานของ ทิวา เมยไธสง ผู้กำกับที่ผ่านงานกำกับมาแล้วหลายเรื่องและยังทำงานด้านกำกับภาพให้กับผู้กำกับหลายคน

โกงพลิกเกม (Game Changer) เล่าเรื่องของ 4 หนุ่มเพื่อนซี้เป็นเส้นเรื่องหลัก นิสัยใจคอบุคลิกต่างกัน มีที่มาที่ไป เหตุผลในการโกงต่างกันออกไป ทั้งอยากรวย ดูแลครอบครัวทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ หรือทำเพื่อความรัก เดินเรื่องผ่านเข้าไปสู่การชิงอำนาจ การแย่งกันเป็นใหญ่ของบรรดาแก๊งต่างๆ ในพัทยาที่แต่ละแก๊งต่างไม่ธรรมดา ทั้งเจ้านายและลูกสมุน

บรรยากาศความเป็นหนังมาเฟีย แก๊งสเตอร์ หักหลัง เน้นๆ ความรุนแรงเถื่อนดิบเชือดเฉือน แอ๊กชั่นหนักๆ ที่ชวนให้นึกถึงหนังฮ่องกงยุค’90 หรือหนังไทยในยุคที่หนังแผ่นเฟื่องฟู
ที่เน้นพล็อตความรุนแรง นำเอาคนดังๆ ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นดาราเบอร์หนึ่งมาร่วมแสดง

ทิวา เมยไธสง กลับมาอีกครั้งนั่งเก้าอี้ผู้กำกับที่เปลี่ยนแนวผลงานเดิมๆ ออกมาในแนวหนังผีหรือหนังรัก มาเป็นหนังแอ๊กชั่น ซึ่งจริงๆ แล้ว หนังแนวนี้ ทิวา ก็เคยผ่านงานด้านกำกับภาพมาแล้วหลายเรื่อง ใน โกงพลิกเกม (Game Changer)ทิวา เลยใส่มุมกล้องเก๋แปลกสวยเท่เข้ามาแบบจัดเต็มจนดูโดดเด่น เด้งออกมาช่วยเสริมให้ทั้งหนังและนักแสดง ในขณะเดียวกันก็ชดเชยในส่วนของความเชย หรือบทหนังที่ยังดูไม่ค่อยดีนัก

โต้ง-พิทวัส  พฤกษกิจ หรือ โต้ง Twopee ในบท ตี๋ ดูมีความเป็นพระเอก ดูเป็นผู้นำมากกว่าคนอื่น แถมยังมีเรื่องความรักยิ่งเพิ่มพลัง เพิ่มความเด่น แซงหน้าคนอื่น

ทอม-อิศรา กิจนิตย์ชีว์, ปอนด์-คุณพัทธ์ พิเชษฐ์วรวุฒิและ ซิม คิวเท สามเพื่อนซี้ เล่นกันแบบเข้าขา ทำให้เชื่อว่าทั้ง 4 คน เป็นเพื่อนซี้กันจริงๆ เล่นในแบบเยอะๆ โอเวอร์ๆ แต่เหมาะกับความเป็นแร็ปเปอร์ ไม่น่าเกลียดอะไร

พลอย-พลอยไพลิน ตั้งประภาพร มาพร้อมกับความน่ารักสดใสในแนวแร็พ ในบท จอย หวานใจ ตี๋ ดูแนวในกลุ่มเด็กๆ ของเด็กรุ่นใหม่ มาช่วยทำให้หนังผ่อนคลาย ลดความรุนแรงลง ภาพที่ออกมาต่างจากใน สุขสันต์วันโสด โดยสิ้นเชิงหลงรักเธอเพิ่มขึ้นและเป็นส่วนที่ชอบมากที่สุดสำหรับโกงพลิกเกม

เดย์ ไทเทเนียม ใช่เลยกับบท จอห์นนี่ ขาใหญ่ ที่มีความโหดเหี้ยมเน้นๆ ความรุนแรง บ้าอำนาจ พลังตัวร้ายมาแบบเต็มๆ

ปีเตอร์-นพชัย ชัยนาม มาน้อยต่อยหนักในลุคดิบสุดๆการันตีความแรง ทั้งออร่าและพลังในการแสดง ข่ม และส่งทุกคนที่ร่วมแสดงเหมือนเข้ามาดันให้นักแสดงคนอื่นๆ

โกงพลิกเกม (Game Changer) หนังแอ๊กชั่นแนวๆที่ดูสนุกเพลินๆ ดูเรื่อยๆ แม้จะไม่มีอะไรใหม่ ไม่มีอะไรฉีกแนวมีความเชยนิดๆ แต่ตัวหนังโดยรวมก็ไม่ได้เลวร้ายนัก

น่าสงสาร หนังโดนพิษโควิดรอบสาม ทำให้ต้องเลื่อนโปรแกรมฉายออกไปไม่มีกำหนด

โกงแบบแนวๆ สนุกในระดับ 6/10 คะแนน ครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Ghost Lab ฉีกกฎทดลองผี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/577890

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Ghost Lab ฉีกกฎทดลองผี

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Ghost Lab ฉีกกฎทดลองผี

วันเสาร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 09.00 น.

“คุณเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายไหม?”

“พลังงานผี=ความห่วง+ความแค้น”

Ghost Lab ฉีกกฎทดลองผี กลายเป็นหนังที่สร้างปรากฏการณ์อีกครั้งให้กับ GDH เป็นหนังเรื่องแรกที่ร่วมทุนสร้างกับ Netfix ออกฉายในรูปแบบ สตรีมมิ่ง แทนที่จะเข้าโรงฉาย

Ghost Lab ฉีกกฎทดลองผี กลายเป็นที่จับตา ของคนดูกระแสแรงมาก ยอดคนดูในวันแรกๆ มาแบบถล่มทลาย สวนทางกับกระแสวิจารณ์ ที่ออกมาแบบไม่ค่อยดีนักทั้งที่ตัวหนังไม่ได้แย่แต่คนดูอาจจะรอคอยคาดหวังกับหนังมากเกินไป “ผี มีหลายประเภท เป็นรูป เป็นร่าง เป็นพลังงาน แต่ไม่เคยมีกล้องใด จับภาพ ผี ได้เลย”

หมอกล้า-อาจอง ศัลยแพทย์หนุ่มไฟแรง ฝีมือดี อนาคตไกลทั้งการงาน และความรักกับ “ใหม่” ลูกสาวเจ้าของคนโดฯสาวสวย เขามีความเชื่อเรื่องผี หลังจากเคยเห็นวิญญาณพ่อกลับมาหาเขา “หมอวี-ชีวี” เพื่อนรักหมอหนุ่มนิสัยดีที่ทุ่มเทให้กับ การดูแลแม่ที่ป่วยเป็นผู้ป่วยติดเตียง หมอวี เป็นคนที่ไม่เชื่อ..เรื่องผีๆไม่มีจริง จนวันหนึ่งสองหมอหนุ่มได้เจอผีแบบจังๆ ทำให้ หมอกล้าตัดสินใจดึง หมอวี เข้ามาสู่การทดลองในการทำให้ผีปรากฏตัวออกมาให้เห็นโลกวิญญาณในแบบบ้านๆ กับด้านวิทยาศาสตร์ถูกนำมาจับมาผสมกันเป็นเส้นเรื่องหลักของ Ghost Lab 

ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร เป็น หมอวี ในลุคสไตล์พระเอกเกาหลี/ญี่ปุ่น ใส่เสื้อกราวน์แล้วดูเป็นหมอ เป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาจากบทเดิมๆ แต่ก็ยังแฝงไปด้วยความเป็น ยังไม่โต กำลังเรียนรู้ในด้านสว่าง ช่วงแรกมีความน่ารัก พอเข้าสู่ด้านมืด ก็ดูแรงเอาเรื่อง เล่นดี แบกเรื่องเอาไว้ได้ ไอซ์-พาริส อินทรโกมาลย์สุต เล่นดีเข้าขารับบทกับ ต่อ-ธนภพ ได้ดี ดูเป็น ผู้นำ บ้าๆ เต็มไปด้วยจินตนาการ เป็นหมอกล้า ที่ดู ใสๆ น่ารักๆ หล่อ (คนละแบบกับต่อ)ณิชา-ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิช สวยใสเสมอ เป็นสว่างสดใส เพียงหนึ่งเดียวของตัวหนัง บทอาจจะน้อยไปนิด แต่ก็อีกหนึ่งละครสำคัญที่มีผลกับตัวเรื่องและตัวเธอก็ทำได้ดี

กอล์ฟ-ปวีณ ภูริจิตปัญญา กับงาน Ghost Lab ยังคงได้มาตรฐาน งานเก่าๆ ที่ผ่านๆ มา เป็นงานที่จับต้องได้ ดูสนุกแชะน่ากลัว ผสมๆ กับดราม่าแรงๆ เพียงแต่ในส่วนของความเป็นหนังผี มันยังรู้สึกไปไม่ถึง ไปไม่สุด มันยังดูไม่กลมกล่อม ลงตัวมากนัก ทั้งๆ ที่สามารถ เพิ่มหรือขยี้ ใส่บางอย่างเพิ่มเข้ามาอีกนิด กับ ในส่วนของ ผีจากการทดลองที่น้อยไปนิด หรือ ผีที่กลับมาที่ออกไปในทางโชว์ซีจี ผีโหด มากกว่าจะเน้น ความน่ากลัวแบบผีๆ 

และพอมาเป็นหนังสตรีมมิ่งลง Netfix เลยทำให้รู้สึกสโคป ของหนังถูกลงจากจอใหญ่ลงสู่จอเล็กๆ ทุกสิ่งทุกอย่างมันถูกลดขนาดลง ไม่ว่าตัวละครที่เหลือน้อยนิด เรื่องที่บางเบา ดูอ่อนแรงไคลแมกซ์ ผีหลอก เลยมาแบบน้อยนิด เล็กๆ น้อยๆ ถ้าไม่ปะยี่ห้อ GDHกับโปรดักชั่น การโปรโมท เป็นหนังจอใหญ่ หรือทำ GhostLab ออกมาเป็นซีรี่ส์หรือหนังที่ฉายจอเล็กตั้งแต่แรก ก็อาจจะดูออกมาอินไปกว่านี้ เหมือนอย่างที่เคยสร้างความน่ากลัวมาแล้วใน เพื่อนเฮี้ยนโรงเรียนหลอน มาแล้วความรู้สึกนี้ ไม่ใช่เพิ่งเกิดกับ Ghost Lab แต่เป็นมาตลอด ในหลายๆ เรื่อง ที่ออกทางNetfix สนุกเพลิดเพลิน ดูได้เรื่อยๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ปลื้มมากนักไม่โดนใจ แต่ก็ไม่เลวร้ายอะไร ไม่ได้ตั้งความหวัง ไม่ได้รอคอยแค่ติดภาพ GDH เล็กๆ 7/10 กะโหลกครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Move to Heaven #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/576272

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Move to Heaven

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Move to Heaven

วันเสาร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“หากคนคนนั้นยังอยู่ในความทรงจำ เขาก็จะไม่ตายไปจากเรา”

หลังจากที่ดู ปักหมุดรักฉุกเฉิน (Crash Landing On You) ซีรี่ส์เกาหลีไปเมื่อช่วงโควิดระลอกแรกก็ไม่ได้ดูซีรี่ส์เกาหลีอีกเลยจนกระทั่งเห็นคำชม ทุกคนเสียน้ำตา ยืนยันถึงความดีของ Move to Heaven แต่ก็ยังไม่คิดจะดู เพราะคิดว่าเป็นหนังรักแนววาย จนมีโอกาสอ่านรีวิวดู เริ่มคิดว่าคิดผิด สุดท้ายก็ได้เดินทางไปสู่ Move to Heaven ซึ่งเป็นซีรี่ส์ออริจินอลของ Netflix ที่ทำออกมาซีซั่นแรก ความยาว 10 ตอนจบ ดูกันสบายๆ Move to Heaven คือบริษัทรับทำความสะอาดที่เกิดเหตุ เก็บข้าวของคนตายที่มีความหมายนำกลับไปคืนให้กับทายาทเพื่อบอกเล่าเรื่องสุดท้ายสิ่งที่คนตายอยากบอกกับพวกเขา

ฮันกือรู เด็กหนุ่มอัจฉริยะ ผู้ป่วยเป็นโรคแอสเพอร์เกอร์ช่วยกับ ฮันจิงอู เป็นผู้ก่อตั้ง Move to Heaven ขึ้นมาด้วยความสุข จนกระทั่งวันหนึ่งพ่อของเขาจากไปอย่างกะทันหัน โจซังกู อดีตคนคุก นักมวยข้างถนนดิบ เถื่อน ถ่อย คุณอาผู้มีปมฝังใจกับ ฮันจิงอู ต้องมารับหน้าที่เป็นผู้ปกครองจำเป็น สองอาหลานที่ต่างกันสุดขั้วต้องมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน เพื่อทำให้ Move to Heaven เดินหน้าต่อไป โดยมี นามู สาวข้างบ้านมาเป็นผู้ช่วย ฮันกือรู แต่หวาดระแวง คอยเป็นคู่กัดกับคุณอาหนุ่มตลอดเวลา

Move to Heaven เล่าเรื่องผ่านความสัมพันธ์ของ 3 พนักงานในบริษัท ความสัมพันธ์ที่มีความวุ่นวายเริ่มต้นแบบไม่ค่อยดี กระท่อนกระแท่นไปกันคนละทิศละทางการจะค่อยปรับตัวเปลี่ยนแปลง ปมในใจของแต่ละตัวค่อยๆ คลี่คลายขึ้นในแต่ละตอน จากเส้นเรื่องหลักที่ค่อยๆ พัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ จะเดินเข้าสู่ตัวละครที่พวกเขาต้องเข้าไปทำความสะอาด ซึ่งจะเป็นตัวละครที่จะขยี้อารมณ์ความรู้สึกให้เกิดกับคนดู คนตายต่างๆ ในแต่ละตอนไม่เพียงแต่จะสร้างความสะเทือนใจเท่านั้น จะมีส่วนที่จะโยงกับสองอาหลานด้วย

การทำความสะอาด ไม่เพียงแต่จะทำเพื่อคนตายยังเข้าไปเป็นการคลี่คลายปม แก้ไขความผิดพลาด ความเข้าใจผิด ทลายกำแพงให้คนเป็นที่ยังอยู่ นอกจากดราม่าแล้วตัวหนังยังแทรกวิพากษ์วิจารณ์บางส่วนในสังคมเกาหลีผ่านที่เกิดเหตุและคนตายอีกด้วย ตั้งใจไว้ว่าจะไม่เสียน้ำตา อย่างมากก็แค่น้ำตาซึม แต่สุดท้ายก็ไม่รอด Move to Heaven ดีครบรส สะเทือนใจ เสียน้ำตา มีความสุขยิ้มได้ 10 ตอนสวยงาม ดูแล้วรวดเดียวจบที่ไม่อยากให้จบรอดูซีซั่นใหม่ต่อไป ดู Move to Heaven อยากที่จะทำอาชีพแบบนี้จริงๆ ในเมืองไทย จะมีใครคิดทำบ้างไหมน้า…15/10 คะแนนกันไปเลย นานๆ จะมีซีรี่ส์กินใจมาให้ดูสักเรื่อง