TURN LIFE ON WITH PIAGET POSSESSION : ความเรียบง่ายที่ไม่ธรรมดาของคอลเลคชั่น POSSESSION

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/683394

วันที่ 18 พ.ค. 2565 เวลา 13:05 น.TURN LIFE ON WITH PIAGET POSSESSION : ความเรียบง่ายที่ไม่ธรรมดาของคอลเลคชั่น POSSESSION

ร่วมเฉลิมฉลองและบันทึกความทรงจำอันล้ำค่า ถึงเวลา TURN LIFE ON ไปกับ POSSESSION คอลเลคชั่นที่เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณ การเฉลิมฉลอง และถ้อยแถลงแห่งคำสัญญา

จุดเริ่มต้นความเรียบง่ายที่ไม่ธรรมดาของ Possession ที่ถือกำเนิดขึ้นในปี 1990 จนกลายเป็นไอคอนนิคไอเท็มของใครหลาย ๆ คน ที่ได้รับการจับตามองอย่างมาก ทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากไอเดียการหมุนแหวนแบบเรียบง่าย ซึ่งปัจจุบันไลน์อัพของคอลเลคชั่นก็ครบครันตั้งแต่ แหวน กำไลข้อมือ ตุ้มหู ไปจนถึงสร้อยคอ ที่สำคัญแม้ดีเอ็นเอหลักยังคงอยู่ในซีซั่นนี้ แต่เมซงก็เลือกนำเสนอชิ้นงานในคอลเลคชั่นล่าสุดให้แปลกใหม่มากขึ้น มาซูมดูไปพร้อมกันได้เลย

Possession – คอลเลคชั่นที่โฟกัสไปที่ Movement, Shape และ Spin ดีไซน์ที่เรียบง่ายแต่ก็แฝงไปด้วยความขี้เล่น ทั้งยังสอดแทรกดีเทลตามองค์ประกอบต่าง ๆ ไว้อย่างพอดิบพอดี ช่วยเติมเต็มชีวิตให้มีสีสันและมอบความสดใสให้กับฤดูใบไม้ผลินี้อย่างแท้จริง

มากกว่าการเป็นหนึ่งในคอลเลคชั่น ชื่อของ Possession ยังเหมือนเป็นเทียบเชิญที่ให้เราข้ามผ่านกฏเกณฑ์ กล้าที่จะสนุกและปลดปล่อยตัวตนไปกับนิยามบทใหม่

มากกว่าแหวน เพราะมันคือท่วงท่าที่เปี่ยมด้วยสไตล์, มากกว่ากำไล เพราะมันคือปณิธานที่ย้ำเตือน, มากกว่าสร้อยคอ เพราะมันคือสิ่งที่เชื่อมโยงและหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของผู้สวมใส่และแบรนด์ไว้ด้วยกัน

เหมือนจะเรียบง่ายแต่ก็ดูซับซ้อนน่าค้นหา ผลลัพธ์ที่ทุกคนเห็นจึงสะท้อนตัวตนของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น ขอบเขตใหม่ของความคิดสร้างสรรค์ที่ผลักดันให้เราก้าวไปข้างหน้า เป็นดั่งหมุดหมายในการพบปะ ที่รวบรวมเอาเหล่าผู้กล้าที่ไม่เลือกเดินตามใคร และพร้อมเต็มที่ไปกับช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง

หากถามว่าที่สุดของไอเดียสร้างสรรค์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นอิสระของโลกแฟชั่น และให้คุณได้อัพเลเวลการมิกซ์แอนด์แมตช์แบบสุดขั้วคืออะไร นาทีนี้ต้องยกให้เครื่องประดับจากคอลเลคชั่น Possession นั่นเอง อาทิ คอมพลีตลุคด้วยสร้อยคอหลายเลเยอร์ การฉีกกรอบเดิม ๆ ด้วยการหยิบจับสิ่งที่ดูเป็นคู่ตรงข้ามมาไว้ด้วยกัน อย่างการเลือกแมตช์แหวนทองประดับหินสีน้ำเงินสดกับตุ้มหูหินโทนสีเขียว ซึ่งถือเป็นสไตล์ที่เมซงชื่นชอบมาโดยตลอด

สำหรับซีซั่นนี้ แบรนด์ยังคงไม่ละทิ้งสไตล์เดิมแต่อย่างใด แต่มาพร้อมวิธีแบบใหม่ในการนำเสนอ ที่ตอบโจทย์ทุกสไตล์การแต่งตัว โดยแซฟไฟร์ มรกต และทับทิม (ที่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันตามมาตรฐานสูงสุดที่เมซงกำหนด) คือ 3 อัญมณีหลักที่ถูกนำเสนอในคอลเลคชั่น Possession ล่าสุดนี้ นอกจากนี้ ยังมีตุ้มหู 3 ดีไซน์ใหม่ที่เปล่งประกายด้วยเพชร มีให้เลือกทั้งแบบตัวเรือนไวท์โกลด์ และ โรสโกลด์ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถช็อปได้ตามชอบใจ เพราะแบรนด์จำหน่ายแบบแยกคู่ จะเลือกซื้อแบบเดี่ยว สอง หรือสี่! ที่ให้คุณสนุกกับการครีเอทลุคแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร

ร่วมเฉลิมฉลองและบันทึกความทรงจำอันล้ำค่า ถึงเวลา TURN LIFE ON ไปกับ Possession – คอลเลคชั่นที่เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณ การเฉลิมฉลอง และถ้อยแถลงแห่งคำสัญญา

สัมผัสเรือนเวลาและเครื่องประดับชั้นสูงจากเพียเจต์ (Piaget) ได้แล้ววันนี้ ณ เพียเจต์ บูติค โดย เอส ที ไดเมนชั่น ชั้น M สยามพารากอน โทร . 02-610-9678

สุขภาพดีต้องมาก่อนหุ่นที่ใช่!! ชาริช เฮลท์ เปิดตัว SharisMeta เอาใจสายเฮลตี้ไดเอท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/683391

วันที่ 18 พ.ค. 2565 เวลา 12:23 น.สุขภาพดีต้องมาก่อนหุ่นที่ใช่!! ชาริช เฮลท์ เปิดตัว SharisMeta  เอาใจสายเฮลตี้ไดเอท

สองผู้บริหารคนเก่งแห่งชาริช เฮลท์ ได้ฤกษ์เปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้องใหม่ในชื่อ SharisMeta ตอบโจทย์ความสุขด้านสุขภาพ

Sharich Health (ชาริช เฮลท์) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อมุ่งเน้นให้คนไทยสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์สุขภาพดีระดับโลก นำโดย ม.ล.พลอยนภัส ลีนุตพงษ์ Founder / Chief Happiness Officer และ อภิชาติ ลีนุตพงษ์ Co-Founder / Chief Executive Officer บริษัท ชาริช เฮลท์ จำกัด จัดงาน “Into The Meta By Sharisma พบกับการดูแลสุขภาพและรูปร่างอย่างไม่มีที่สิ้นสุด” ต่อยอดความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่กับการเปิดตัว “SharisMeta” (ชาริชเมทา) นวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารระดับพรีเมียมที่เน้นการดูแลสุขภาพและการเผาผลาญระดับเซลล์ โดยนับเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในประเทศไทยกับการรวบรวมสารสกัดธรรมชาติสุดเข้มข้นที่ดีที่สุดและมีผลวิจัยรองรับโดยตรงจากทั่วโลกมาไว้ในผลิตภัณฑ์เดียว ซึ่งนอกจากแขกผู้มีเกียรติและเหล่า คนรักสุขภาพจะได้ร่วมเซอร์ไพรส์ไปกับความยิ่งใหญ่ของผลิตภัณฑ์ใหม่พร้อมกันแล้ว ยังได้พบกับเรื่องราวความสำเร็จของ Super Supplement อย่าง Sharisma ผ่านการนำเสนอในรูปแบบเอ็กซิบิชั่น พร้อม Session สุดพิเศษโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มาให้ความรู้ในเรื่องระบบเผาผลาญซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการมีสุขภาพดี แล้วไปฟินส่งท้ายกันให้สุดกับสองนักแสดงหนุ่มชื่อดัง นนน-กรภัทร์ เกิดพันธุ์ และ โอม-ภวัต จิตต์สว่างดี ที่ควงคู่กันมาร้องเพลงสร้างสีสัน โดยภายในงานมีแขกคนสำคัญและเหล่า เซเลบริตี้ร่วมงานคับคั่ง อาทิ ภัคคณวัฒน์ เหมะธนานันท์, ดนัย -ดิษยา สรไกรกิติกูล, เมลนีย์ อยู่วิทยา, นที มาเสถียรวงศ์, ภชสร ลีนุตพงษ์ และ ภูริ หิรัญพฤกษ์ 

ชาริช เฮลท์ ก่อตั้งขึ้นจากความตั้งใจที่จะแบ่งปันสิ่งที่ดีที่สุดที่คัดสรรแล้วเพื่อคุณ ครอบครัว และคนที่คุณรัก ด้วยนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ลํ้าหน้าของโลกวันนี้ เพื่อให้ทุกคนมีความสุขกับการมีชีวิตที่ยืนยาวและการแบ่งปันที่ไม่รู้จบ โดยหลังจากประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายกับ Sharisma ที่สุดแห่ง Super Supplement ชะลอวัย ซึ่งเป็นรายแรกและรายเดียวในประเทศไทยที่มีสารสกัดหลักโดดเด่นอย่าง Telos95 ที่มาพร้อมนวัตกรรม ลดอายุระดับเซลล์ ซึ่งมีงานวิจัยรองรับศาสตร์แห่งรางวัลโนเบล ที่สามารถคืนความยาวให้กับเทโลเมียร์ ส่วนประกอบสำคัญที่คอยปกป้องดีเอ็นเอ ตัวแปรที่บ่งบอกอายุเซลล์ ซึ่งช่วยลดอายุเซลล์และคืนความอ่อนเยาว์ทั้งสุขภาพและผิวพรรณได้ในระยะยาว

ล่าสุดสองผู้บริหารคนเก่งจึงได้ฤกษ์เปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้องใหม่แกะกล่องชนิดแคปซูล ในชื่อ SharisMeta (ชาริชเมทา) ตอบโจทย์ความสุขด้านสุขภาพของทุกคนอีกครั้ง โดยยังคงเริ่มต้นจากแนวคิดและแรงบันดาลใจของการ อยากมีชีวิตอยู่กับคนที่รักไปนานๆ ซึ่งคงเป็นคำตอบอื่นไปไม่ได้นอกจากการมีสุขภาพที่ดีและแข็งแรง โดยผลิตภัณฑ์ SharisMeta จะเข้ามาช่วยฟื้นสมดุลระบบเผาผลาญระดับเซลล์ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะทางการแพทย์เชื่อมั่นว่าระบบเผาผลาญหรือ Metabolism (เมทาบอลิซึม) คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่างที่ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายโดยตรงซึ่งจะเสื่อมลงตามอายุขัยและการใช้ชีวิต อีกทั้งยังเป็นหัวใจสำคัญในการลดหรือควบคุมน้ำหนักอีกด้วย โดยผสาน 6 สารสกัดจากธรรมชาติ จากผู้ผลิต 4 ประเทศ โดย 5 ผู้ผลิตชั้นนำ ซึ่งประกอบไปด้วย SelectSIEVE Libra (สารสกัดจาก ใบหม่อนและใบเสจนำเข้าจากอิตาลี), Actiponin (สารสกัดจากเจียวกู่หลานนำเข้าจากเกาหลี), Afperfit (สารสกัดจากเมล็ดพริกไทยนำเข้าจากอินเดีย), Capzfuel (สารสกัดจากพริกนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา) และ Morosil (สารสกัดจากส้มสีแดงนำเข้าจากอิตาลี) มาเป็น Active Ingredients (สารออกฤทธิ์หลัก) ที่ทำงานร่วมกันในการจัดการปัญหาสุขภาพและสัดส่วนจากต้นตอที่ลึกที่สุด ซึ่งถือเป็น Dietary Supplement แรกของประเทศไทยที่มีสารสกัด SelectSIEVE Libra และ CapZfuel อีกด้วย

โดยภายในงานได้เนรมิตบริเวณแฟชั่น ฮอลล์ สยามพารากอน ให้กลายเป็นจุดนัดพบของเหล่าคนรักสุขภาพที่ อัดแน่นไปด้วยกิจกรรมมากมาย โดดเด่นแต่ไกลด้วยการตกแต่งสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ สะท้อนตัวตนของทั้งสองผลิตภัณฑ์อย่าง Sharisma และ SharisMeta ได้เป็นอย่างดี สะดุดตากับกล่อง SharisMeta ขนาดยักษ์ที่ตั้งเด่นอยู่กึ่งกลาง รายล้อมไปด้วยการจัดแสดงในรูปแบบกึ่งห้องทดลองเพื่อบอกเล่าประวัติความเป็นมา, ไฮไลท์ของผลิตภัณฑ์, นวัตกรรม รวมไปถึงความเลอค่าของสารสกัดไว้อย่างน่าสนใจและลงตัว ซึ่งหากใครเดินชมแล้วอยากมีผลิตภัณฑ์ไว้ในครอบครองก็สามารถเลือกช้อปได้ทันทีกับโปรโมชั่นพิเศษภายในโซนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ และพบ กับโซนตรวจเช็คสุขภาพที่นำเครื่องวัดมวลกายสุดไฮเทค พร้อมผู้เชี่ยวชาญที่จะมาให้คำแนะนำเกี่ยวกับความสมดุลของมวลกาย จากนั้นพักลิ้มรสเพิ่มความสดชื่นกับ 6 เมนูซุปเปอร์ดริงค์สูตรพิเศษเพื่อสุขภาพที่ชาริช เฮลท์ร่วมกับแบรนด์น้ำแร่ระดับโลกอย่าง San Pellegrino และ Acqua Panna รังสรรค์ขึ้นมาโดยเฉพาะได้ที่บริเวณบาร์ แล้วมาเพลิดเพลินต่อกันที่โซน Photo Booth สนุกกับกิมมิคการถ่ายภาพในรูปแบบใหม่ ก่อนเข้าสู่งานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ SharisMeta อย่างเป็นทางการ โดยมีสองผู้บริหารคนสำคัญต้อนรับแขกผู้มีเกียรติอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง เติมเต็มความรู้ใหม่ๆ พร้อมกันไปกับ Talk Session โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย แพทย์หญิง อัจจิมา สุวรรณจินดา ผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์ผสมผสานเพื่อสุขภาพและความงามเมดดิไซน์ ที่มาให้ความรู้ พร้อมเผยถึงจุดเริ่มต้นของการมีสุขภาพดีระดับเซลล์ รวมทั้งต้นตอของปัญหาสุขภาพที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง แล้วมาปิดท้ายความฟินกับการแสดงสุดเอ็กซ์คลูซีฟของสองซุปตาร์สายเฮลตี้ นนน-กรภัทร์ เกิดพันธุ์ และ โอม-ภวัต จิตต์สว่างดี ที่ควงคู่มาโชว์บทเพลงเอาใจแฟนๆ พร้อมเรียกเสียงกรี๊ดกันสนั่นฮอลล์จากเหล่าเอฟซี

The PARQ Life ปลุกความสดชื่นต้อนรับหน้าฝนด้วยแคมเปญ RAINY REFRESH

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/683381

วันที่ 18 พ.ค. 2565 เวลา 11:55 น.The PARQ Life ปลุกความสดชื่นต้อนรับหน้าฝนด้วยแคมเปญ RAINY REFRESH

ช้อป ชิม ชิลล์ เมนูใหม่และโปรโมชั่นไฮไลท์สุดพิเศษมากมายจากร้านค้าใน เดอะ ปาร์ค ไลฟ์ (The PARQ Life) ต้อนรับบรรยากาศแสนสดชื่นของหน้าฝนด้วยแคมเปญ “RAINY REFRESH” พบโปรโมชั่นพิเศษ พร้อมสะสมใบเสร็จรับหมวกสุดเท่และร่มสุดชิค วันนี้-30 มิ.ย. 2565

หน้าฝนปีนี้ เดอะ ปาร์ค ไลฟ์ (The PARQ Life) รีเทลไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม ภายใต้แนวคิด “Life Well Balanced” จับมือร้านอาหาร คาเฟ่ และบริการด้านไลฟ์สไตล์ชั้นนำ ต้อนรับบรรยากาศแสนสดชื่นของหน้าฝนที่จะมาถึงด้วยแคมเปญ RAINY REFRESH กับโปรโมชั่นพิเศษ เพียงสะสมใบเสร็จจากร้านค้าที่ร่วมรายการภายในศูนย์ฯ และมีการใช้จ่ายวันเดียวกันให้ครบ 1,000 บาท รับไปเลย หมวกสุดเท่ หรือใช้จ่ายตั้งแต่ 1,500 บาทขึ้นไป รับฟรี ร่ม Rainy PARQER สุดชิค ไว้ปกป้องคุณจากสายฝนอย่างมีสไตล์ ไม่ซ้ำใคร ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2565

เพลิดเพลินกับประสบการณ์ช้อป ชิม ชิลล์ กับร้านอาหาร และบริการพิเศษต่าง ๆ ที่ เดอะ ปาร์ค ไลฟ์ ได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจ พร้อมเพลิดเพลินไปกับมุมถ่ายภาพกับผลงานศิลปะจาก เดอะ ปาร์ค คอลเลคชัน รังสรรค์จากศิลปินระดับโลกอย่าง Studio Drift และศิลปินไทยระดับแนวหน้า ที่จะพบได้ที่เดอะ ปาร์คเท่านั้น

ให้หน้าฝนปีนี้ของทุกคนไม่เงียบเหงา ด้วยเมนูใหม่และโปรโมชั่นไฮไลท์สุดพิเศษมากมายจากร้านค้าในเดอะปาร์ค ไลฟ์ ดังนี้

· KFC ‘Lifestyle Store’ KFC คาเฟ่สาขาแรกในประเทศไทยโดดเด่นด้วยการออกแบบภายในร้านสุดพิเศษ เติมเต็มโมเมนต์สุดชิลล์ได้ฟีลสังสรรค์หลังเลิกงาน พร้อมเติมประสบการณ์ความสุข ด้วยเมนูโปรดที่จับคู่กับ ‘Signature Drink’

· CHEAT DAY By Modish กินให้จุใจแก้เหงาหน้าฝนกับเมนูใหม่ที่ไม่ธรรมดาเอาใจสาย Fusion Healthy กับ พาสต้าน้ำพริกปลาสลิดไข่กุ้ง แซลมอนย่าง และซุปกุ้ง ที่มีน้ำตาลไม่เกิน 3 กรัม ไม่มีไขมันทรานส์ และอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ช่วยบำรุงหัวใจและสมอง

· Peace Oriental Teahouse พบกับเมนูใหม่อย่าง The all-new Clear Sencha และ The all-new Clear Matcha ที่เหมือนพาทุกคนไปดื่มชาแท้ ๆ ในหน้าฝนกันที่ประเทศญี่ปุ่น

· TONIC มาเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงสู้หน้าฝนนี้กับแพ็คเกจสุดพิเศษ 5 Days Subscription Package ที่รวบรวมอาหารสุขภาพทางเลือกและมาพร้อมความอร่อย ประกอบไปด้วย 5 TONIC Box or Bowl, 5 TONIC Juices, 5 TONIC Snacks ในราคา 1,000 บาท จากปกติ 1,600 บาท

· MAMA PASTA ขอเอาใจ Pasta Lovers จัดโปรโมชั่น ซื้อ 1 แถม 1 กับทุกเมนูพาสต้า ที่ยกขบวนเส้นโฮมเมดมาให้แบบจัดเต็มทั้งสปาเก็ตตี้, เฟตตูชินี่ และริกาโตนี ชวนเพื่อนสายเส้นมาช่วยกันเลือกเมนูได้เฉพาะที่สาขา The PARQ เท่านั้น

· BUYA Salon รับส่วนลดทรีตเมนต์บำรุงผม 20% เมื่อเปลี่ยนสีผมต้อนรับหน้าฝน ด้วยผลิตภัณฑ์ทำสีแบบออแกนิคในราคาสุดพิเศษ

พบกับโปรโมชั่นสุดพิเศษเรียกความสดชื่นอีกครั้งในช่วงหน้าฝน กับร้านค้าและบริการที่ร่วมรายการ ภายในเดอะ ปาร์ค ไลฟ์

· ร้านอาหารและเครื่องดื่ม อาทิ mx cakes & bakery, Peace Oriental Teahouse, Sanyod WOK, TONIC, Shari Shari, Brave Roasters, MAMA PASTA, CHEAT DAY by Modish, Ekkamai Macchiato, BAB Café, BAIMIANG Natural and Organic

· บริการด้านความงามและสุขภาพ อาทิ Jetts Black Fitness, Nanitcha Clinic, BUYA Salon

เริ่มสะสมพร้อมแลกของพรีเมียมไอเท็มต้องมีหน้าฝนได้แล้ววันนี้ – 30 มิถุนายน 2565 นี้ เฉพาะที่เดอะ ปาร์ค ไลฟ์เท่านั้น (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด) สามารถตรวจสอบรายละเอียดของร้านค้าเพิ่มเติมได้ที่ https://www.theparq.com/highlights/promotions หรือ https://www.facebook.com/theparqbkk

บรรยากาศสุดชิล “ร้านอาหารบ้านเบียร์” เชียงราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/683377

วันที่ 18 พ.ค. 2565 เวลา 11:15 น.บรรยากาศสุดชิล “ร้านอาหารบ้านเบียร์” เชียงราย

เปิดปัจจัยแห่งความสำเร็จของธุรกิจร้านอาหารในยุคโควิด 19 พร้อมชิมอาหารอร่อยท่ามกลางบรรยากาศดีๆ ที่ “ร้านอาหารบ้านเบียร์” เชียงราย

ท่ามกลางวิกฤติโรคระบาดโควิด 19 ธุรกิจด้านร้านอาหารถือว่าเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากธุรกิจหนึ่ง เนื่องด้วยทางร้านต้องทำตามมาตรกาการควบคุมโรคของรัฐอย่างเข้มงวด เช่นมาตรการลดการสัมผัสและเว้นระยะห่างทางสังคม การตรวจเช็ควัคซีนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ ส่งผลให้จำนวนลูกค้าลดลงเป็นอย่างมาก จนถึงความซบเซาของธุรกิจการท่องเที่ยว ทั้งหมดนี้มีผลส่งต่อกันเป็นลูกโซ่ซึ่งกระทบต่อธุรกิจร้านอาหารสาหัสอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ร้านอาหารบ้านเบียร์เป็นร้านอาหารที่เปิดให้บริการมาอย่างยาวนานจนกลายมาเป็นหนึ่งในร้านอาหารที่ขึ้นชื่อและเป็นที่รู้จักกันดีของชาวเชียงราย หากนึกถึงร้านอาหารในจังหวัดเชียงรายที่สามารถ นั่งรับประทานอาหารท่ามกลางบรรยากาศดีๆ อาหารอร่อย ดนตรีไพเราะ รวมไปถึงการบริการดูแลท่านดุจครอบครัว อีกทั้งยังมีเครื่องดื่มที่มีให้เลือกหลากหลายคงหนีไม่พ้น “ร้านอาหารบ้านเบียร์” ถึงอย่างไรก็ตาม ทางร้านก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโรคระบาดโควิด 19 เช่นกัน เพื่อที่จะยืดหยัดต่อสู้ให้อยู่รอดในสภาวะวิกฤตรอบด้านเช่นนี้

คุณอภิสรา เตชนกันต์กุล อายุ 25 ปี ผู้จัดการร้านบ้านเบียร์ เปิดเผยว่า “ร้านอาหารบ้านเบียร์ถือว่าเป็นร้านอาหารแนวนั่งชิลที่สามารถนั่งรับประทานอาหารอร่อยๆ ท่ามกลางบรรยากาศดีๆ โดยมีแนวคิดที่ว่า อาหารอร่อย ดนตรีไพเราะ เครื่องดื่มหลากหลาย  และการดูแลด้วยความอบอุ่นอย่างเป็นกันเอง ซึ่งด้วยแนวคิดที่มั่นคงนี้ทำให้ร้านอาหารของเราสามารถเปิดดำเนินกิจการมายาวนานกว่า 16 ปี”

ช่วงระหว่างวิกฤตโควิด-19 คุณศรันย์ เนมหาวรรณ์ และทีมงานบ้านเบียร์ของเราทุกคนพยายามประคับประคองร้านอาหารในตำนานแห่งนี้ ด้วยหลักการ 3 ข้อคือ

หลักการที่ 1 ลูกค้าต้องได้รับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่สดใหม่ ปลอดภัย ราคาเป็นกันเอง โดยทางเรายังยึดเอาราคาเดิมก่อนวิกฤตโควิดมาเป็นบรรทัดฐานของราคาอาหารและเครื่องดื่ม ถึงแม้เราจะมีภาระเพิ่มเติม ทั้งราคาวัตถุดิบ และต้นทุนอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นสูงขึ้น แต่เพื่อรักษาฐานลูกค้าเก่า สร้างฐานลูกค้าใหม่ และยังต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายให้ลูกค้าที่มีอุปการะคุณ เราจึงยังคงยึดหลักการนี้

หลักการที่ 2 การดูแลอย่างอบอุ่น และรวดเร็วทั่วถึง ทางเราคอยอบรมเน้นย้ำให้พนักงานทุกคนในร้านเข้าใจและตระหนักถึงหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเอง ให้พนักงานทุกคนทำงานในส่วนของตัวเองให้ดีที่สุด ทำงานด้วยความรักใน 4 รัก 3 มี  1.รักงานที่ทำ 2.รักเพื่อนร่วมงาน 3.รักเครื่องมือ 4.รักสถานที่

หลักการที่ 3 มีคือ 1.มีความรับผิดชอบ 2.มีความเป็นระเบียบ 3.มีความตรงต่อเวลาหลักการที่ 3 บรรยากาศที่ดี บรรยากาศในที่นี้ 1 หมายถึงบรรยากาศภายนอกภายในร้าน โดยบริเวณด้านหน้า มีลานจอดรถที่กว้างขวาง ในส่วนของบรรยากาศในร้านจะเน้นแบบโล่ง โปร่ง สบาย สไตล์ Open Air ตกแต่งภายในเรียบง่ายอย่างเป็นกันเอง เน้นสีเขียวตัดกับสีเหลืองที่มองดูแล้วเย็นสดชื่น สบายตา ทางร้านจะแบ่งออกเป็น 2 โซน คือโซนด้านในที่เป็นพื้นที่ที่มีหลังคาปกคลุม กับโซนด้านนอกที่เปิดโล่งรับลม

บรรยากาศที่ 2 หมายถึงบรรยากาศของเสียงเพลง ว่ากันว่าการนั่งรับประทานอาหารหรือดื่มสังสรรค์ คงจะสนุกไม่เต็มร้อยอย่างแน่นอน หากขาดซึ่งเสียงเพลงและเสียงดนตรีอันไพเราะ ในทุกค่ำคืนทางร้านจะจัดแสดงดนตรีสด โดยวงดนตรีคุณภาพ น้ำเสียงไพเพราะถูกใจผู้ฟัง เพื่อให้ท่านเพลิดเพลินกับการนั่งรับประทานอาหารและเครื่องดื่มอย่างมีความสุข

ภาวะวิกฤติเช่นนี้ถึงแม้ว่าธุรกิจร้านอาหารยังไม่ฟื้นฟูเต็มตัว แต่ทางเรา เจ้าของกิจการ รวมถึงทีมผู้บริหาร มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างมากที่ทางร้านเรา ยังคงยืนหยัดและมั่นคงในแนวคิดของเรา เราถือว่าวิกฤตินี้ สร้างโอกาสในแง่ทางหนึ่งอีกทั้งยังทำให้เราเข้มแข็งขึ้น เราใส่ใจมากๆในทุกกระบวนการเพื่อแสดงว่าเราคือตำนานของจริง เราจะไม่ยอมแพ้ต่อวิกฤตต่างๆและตั้งใจสร้างตำนานร้านอาหารบ้านเบียร์ให้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 17-18-19-20 ต่อไป

ในวันที่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการทำงานมาทั้งวัน ร้านอาหารบ้านเบียร์เชิญชวนให้ท่านได้มานั่งผ่อนคลาย นั่งสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อนฟังดนตรีสด เครื่องดื่มเย็นๆสักแก้ว พร้อมกับรับประทานอาหารอร่อยๆ ที่ทางร้านเราคัดสรรค์มาเป็นอย่างดี สดใหม่สะอาด

เมนูซิกเนเจอร์

พลาดไม่ได้เลยกับเมนูซิกเนเจอร์ของทางร้านนั่นคือเมนู “ยำสาวบ้านเบียร์” ซึ่งประกอบไปด้วยหมึกแห้ง กุ้งแห้ง และเม็ดมะม่วงหิมพานต์ คลุกเคล้ากับน้ำปรุงสูตรพิเศษของทางร้าน นอกจากนี้ยังมีเมนู กะพรุนน้ำมันงา, ปลาทับทิมนึ่งซีอิ้ว, กุ้งเผาสดๆ หากจะถามถึงอาหารจานเด็ดๆทานคู่กับเครื่องดื่มก็มีเมนูให้เลือกสรรมากมายเลยทีเดียว อย่าง หมูกรอบน้ำจิ้มแจ่ว, หมึกทอดกระเทียม, เอ็นไก่ทอดงา ฯลฯ

อีกหนึ่งสิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ ท่านจะได้รับการดูแลอย่างเป็นกันเองจากพนักงานเสิร์ฟสุดเป็นมิตร คอยเทคแคร์และบริการท่านตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาจวบจนก้าวสุดท้ายที่ท่านเดินออกไป เรียกได้ว่าท่านทั้งหลายจะได้ทั้งความอิ่มท้อง ไปพร้อมๆ กับบรรยากาศดีๆ เคล้าเสียงเพลงที่เพิ่มอรรถรสในการรับประทาน

จากที่กล่าวมาข้างต้น ร้านอาหารบ้านเบียร์ถือว่าเป็นร้านอาหารที่คู่ควรให้ท่านเปิดใจ เข้ามาลิ้มลองดูสักครั้ง โดยร้านตั้งอยู่ที่ถนนพหลโยธิน บ้านเลขที่ 392/14 หมู่ 13  ต.รอบเวียง อ.เมือง จ.เชียงราย

ร้านเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 17:00 น. – 24:00 น.  สามารถสรองที่นั่งได้ที่ Line add : Baanbeer

เบอร์โทรศัพท์ 096-9902280 หรือ 096-9198189

Meals Me Thai Cuisine ร้านอาหารไทยสไตล์โมเดิร์นริมแม่น้ำเจ้าพระยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/683154

วันที่ 17 พ.ค. 2565 เวลา 10:30 น.Meals Me Thai Cuisine ร้านอาหารไทยสไตล์โมเดิร์นริมแม่น้ำเจ้าพระยา

ไอคอนสยาม พร้อมเสิร์ฟสุดยอดเมนูความอร่อย จากร้าน Meals Me Thai Cuisine ร้านอาหารไทยสไตล์โมเดิร์น รสชาติสุดจี๊ดโดนใจ พร้อมสัมผัสบรรยากาศผ่อนคลายริมแม่น้ำเจ้าพระยา

ณ แลนด์มาร์คระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ไอคอนสยาม มีความอร่อยใหม่จากร้าน Meals Me Thai Cuisine มาแนะนำ เป็นร้านอาหารไทยสไตล์โมเดิร์นที่มีรสชาติเปรี้ยว เผ็ด จี๊ดจ๊าด จัดจ้านถึงใจ เน้นอาหารไทยภาคกลาง ผสานอาหารจากภาคเหนือและใต้บางเมนู ขึ้นชื่อเรื่องของแกงที่มีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น แกงรัญจวน แกงเลียง แกงเขียวหวาน ต้มข่า แกงคั่วสับปะรด แกงมัสมั่นเนื้อ เสิร์ฟคู่กับโรตีมะตะบะ หรือจะเป็นแกงกะหรี่ไก่ เสิร์ฟพร้อมแป้งโรตี ซึ่งมาเปิดขายความอร่อยที่ไอคอนสยามเป็นที่แรก โดยได้เชฟฝีมือดีผู้คร่ำหวอดในวงการอาหารภัตตาคารโรงแรม 5 ดาว ที่มีประสบการณ์กว่า 22 ปี มาปรุงรสอาหารสุดพิเศษให้ได้ลิ้มลองกัน

พูดถึงความอร่อยของร้าน Meals Me Thai Cuisine ก็พลาดไม่ได้เลยกับเมนูไฮไลท์สุดพิเศษที่มาแล้วต้องลอง เมนูแรก ได้แก่ เมนูกุ้งอยุธยาซอสมะขาม ซึ่งทางร้านใช้กุ้งแม่น้ำอยุธยาตัวโตๆ เนื้อแน่นเต็มปากเต็มคำ สั่งตรงจากอยุธยาแบบวันต่อวัน และนำน้ำมะขามเปียกที่คั้นสดๆ มาราดบนตัวกุ้ง ทำให้ได้รสชาติจี๊ดจ๊าดถึงใจมาก และตอนนี้ทางร้านยังจัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับเมนูกุ้งอยุธยาซอสมะขาม จากปกติราคา 1,200 บาท เหลือเพียง 790 บาท ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 พ.ค. 65 เท่านั้น !!

ไฮไลท์ต่อมาคือ เมนูหอยเชลล์ผัดใบโหระพา ซึ่งทางร้านคัดสรรหอยเชลล์เกรด USA ตัวใหญ่ๆ เนื้อแน่นๆ สีขาวนวล นำมาทอดกรอบ ผัดกับใบโหระพาให้กลิ่นหอมโชย ชวนกินที่สุด

นอกเหนือจากเมนูไฮไลท์แล้วทางร้านยังมีเมนูสุดอร่อยไม่แพ้กันให้ลองทานอีกด้วย อย่างเช่น เมนูเมี่ยงกลีบบัว อาหารทานเล่นโบราณ เสิร์ฟบนกลีบบัวสีชมพูงามตา ทางร้านนำเนื้อส้มโอมาใส่ในเมี่ยง เพราะเนื้อส้มโอเป็นผลไม้ที่มีรสชาติหวาน ทำให้ทานกับเมี่ยงแล้วมีความเข้ากันที่สุด จากนั้นนำมะพร้าวคั่วและเครื่องเทศไทยมาใส่เพื่อเพิ่มกลิ่นหอม เป็นสูตรโบราณเฉพาะของทางร้าน ทานแล้วให้ความรู้สึกสดชื่น ชุ่มฉ่ำ เป็นอย่างมาก

ต่อมาคือเมนูปลากะพงนึ่งมะนาว ทางร้านเสิร์ฟปลากะพงสดตัวใหญ่ เนื้อนุ่ม ละมุนลิ้น ที่เน้นย้ำความสดเป็นอย่างมาก ไม่ใช้ปลาค้างคืน และใช้มะนาวแท้มาคั้นสดๆ เท่านั้น วัตถุดิบมีการปรุงที่พิถีพิถัน เพื่อให้ได้สัมผัสถึงรสชาติจากความสดของวัตถุดิบ ได้ทานแล้วรับรองว่าถูกใจแน่นอน และตอนนี้ทางร้านยังจัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับเมนูปลากะพงนึ่งมะนาว จากปกติราคา 1,200 บาท ลดเหลือเพียง 790 บาท ตั้งแต่วันนี้ – 31 พ.ค. 65 เท่านั้น !!

ทานอาหารคาวอิ่มแล้วก็มาต่อด้วยของหวานสุดอร่อยจากทางร้าน เมนูแรกคือ เมนูไอศกรีมกะทิ เป็นไอศกรีมกะทิสไตล์ไทย โดยเป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน น้ำกะทิทำจากกะทิสด คั้นเองกับมือ โรยด้วยมันเชื่อม ลูกชิด ถั่วแดง รสชาติหวานมันถูกปากที่สุด ปิดท้ายด้วยเครื่องดื่มเย็นชื่นใจ ได้แก่ เมนูน้ำลำไยซินนามอน (น้ำลำไยอบเชย) เพิ่มรสชาติแปลกใหม่ไม่เหมือนใครด้วยไซรัปเพิ่มความหอมหวานด้วยกลิ่นคาราเมล พร้อมกับตกแต่งก้านอบเชยและใบโรสแมรี่ ทำให้น้ำลำไยมีความหอมของลำไย คาราเมลและกลิ่นอบเชยเบาๆ ได้รสชาติของน้ำสมุนไพรที่หอมสดชื่น ถัดมากับเครื่องดื่ม เมนูน้ำอัญชันมะนาว Forget Me Not น้ำอัญชันสีม่วงละมุนตา รสชาติละมุนลิ้น เปรี้ยวหวานกำลังดี ดื่มแล้วสดชื่น ช่วยคลายร้อนได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ทางร้านยังมีเมนูที่รสชาติอร่อยโดนใจ อีกมากมายหลายเมนูให้เลือกทานกันอีกด้วย

ตามมาสัมผัสรสชาติอาหารไทยที่อร่อยไม่แพ้ชาติใดในโลกได้ที่ ร้าน Meals Me Thai Cuisine ร้านอาหารไทยสไตล์โมเดิร์นสุดพิเศษ ที่ชั้น G ไอคอนสยาม ถนนเจริญนคร เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 น. – 22.00 น. สามารถเดินทางมาได้ด้วยรถไฟฟ้าสายสีทอง ลงสถานีเจริญนคร G2 สอบถามเพิ่มเติมโทร. 1338 หรือ www.iconsiam.com

ทุกเรื่องต้องรู้!! ก่อนรักษา ‘โรคหัวใจ’ ด้วยการผ่าตัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/683145

วันที่ 17 พ.ค. 2565 เวลา 07:03 น.ทุกเรื่องต้องรู้!! ก่อนรักษา ‘โรคหัวใจ’ ด้วยการผ่าตัด

คุยกับศัลยศาสตร์ทรวงอก ศูนย์โรคหัวใจและทรวงอก ไขความสงสัยการผ่าตัดหัวใจเหมาะกับใคร? การผ่าตัดหัวใจมีวิธีอย่างไร? พร้อมฟังแนวทางการเตรียมตัว ตลอดจนวิธีการดูแลร่างกาย รวมไปถึงความเสี่ยงในการผ่าตัดหัวใจ ช่วยคลายความกังวลให้กับผู้ป่วยในเบื้องต้น

ในแต่ละปีประเทศไทยมีอัตราการสูญเสียประชากรอันมีสาเหตุมาจาก “โรคหัวใจ” เป็นจำนวนไม่น้อย การรักษาด้วย “การผ่าตัด” จึงนับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญ ที่จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจให้กับคนไทย เนื่องจากในปัจจุบันวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า ประกอบกับการมีแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจที่มีประสบการณ์มาก ทำให้การผ่าตัดหัวใจมีความปลอดภัยสูงและไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

นพ.บุลวัชร์ หอมวิเศษ

นพ.บุลวัชร์ หอมวิเศษ ศัลยศาสตร์ทรวงอก ศูนย์โรคหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลนวเวช ได้อธิบายถึงการรักษาโรคหัวใจด้วยการผ่าตัดไว้อย่างละเอียด ตั้งแต่การผ่าตัดหัวใจเหมาะกับใคร รูปแบบการผ่าตัดหัวใจเป็นอย่างไร การเตรียมตัว วิธีการดูแลร่างกาย รวมไปถึงความเสี่ยงในการผ่าตัดหัวใจ เพื่อให้เข้าใจและเห็นถึงความปลอดภัยในการผ่าตัด พร้อมทั้งช่วยคลายความกังวลให้กับผู้ป่วยในเบื้องต้น

โดยปกติการรักษาหัวใจจะแบ่งออกเป็น 3 วิธี คือ การใช้ยา การทำหัตถการพิเศษผ่านสายสวน และสุดท้ายคือ การผ่าตัด โดยปกติการใช้ยาถือเป็นการรักษาหลักในผู้ป่วยทุกราย แต่ก็จะมีข้อจำกัดว่าถ้าเส้นเลือดตีบรุนแรง ตีบจำนวนหลายเส้น หรือ ผู้ป่วยมีอาการมาก ก็ไม่สามารถใช้ยาอย่างเดียวได้และต้องมาพิจารณาถึงหัตถการหรือการผ่าตัดเพิ่มเติม

การผ่าตัดหัวใจมีหลักการเป็นอย่างไร?

สำหรับการผ่าตัดจะแบ่งออกเป็น 2 วิธี คือ

1.การผ่าตัดเปิดแบบปกติ

ศัลยแพทย์จำเป็นต้องตัดแยกกระดูกหน้าอกออก เพื่อที่จะสามารถทำการผ่าตัดได้ง่ายขึ้น ซึ่งวิธีนี้คือ แผลผ่าตัดมีขนาดใหญ่ ถือเป็นการผ่าตัดมาตรฐาน ข้อดีของวิธีนี้สามารถผ่าตัดหัวใจได้ทุกชนิด แต่มีข้อจำกัดคือ กระดูกจะต้องถูกตัด ซึ่งจะทำให้เกิดอาการเจ็บปวดหลังผ่าตัดได้

2.การผ่าตัดแบบแผลเล็ก

ปัจจุบันมีการพัฒนาการผ่าตัดมากขึ้น เป็นการผ่าตัดแบบแผลเล็ก ซึ่งแผลผ่าตัดจะมีขนาดเล็กลงมาก แค่ 6-8 ซม. และมักจะอยู่บริเวณด้านข้างของผนังทรวงอก ทำให้ผู้ป่วยมีรอยแผลเป็นที่สวยงามมากขึ้น สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วขึ้น แต่อย่างไรก็ตามการผ่าตัดแบบแผลเล็ก ยังมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก สามารถทำได้กับผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพเฉพาะ และไม่รุนแรงจนเกินไปเท่านั้น ประกอบกับยังต้องอาศัย

ศัลยแพทย์ที่มีความชำนาญการ ทีมแพทย์ รวมถึงโรงพยาบาลที่มีเครื่องมือครบ วิธีการผ่าตัดแบบแผลเล็กจึงไม่สามารถใช้ได้กับผู้ป่วยทุกราย ต้องให้ศัลยแพทย์เป็นผู้ตัดสินใจเลือกวิธีการผ่าตัดเฉพาะให้แก่ผู้ป่วยแต่ละราย

การผ่าตัดหัวใจ มีวิธีอย่างไร?

การผ่าตัดหัวใจทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับโรคของคนไข้ ซึ่งโรคที่เราพบบ่อยในประเทศไทยเป็นอันดับที่ 1 ก็คือ โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจของคนไข้ได้ ซึ่งหลักการผ่าตัดคือ เราจะนำเส้นเลือดแดงหรือเส้นเลือดดำจากบริเวณอวัยวะอื่น เช่น ใต้กระดูกหน้าอก ขา หรือ แขน มาทำเป็นทางเบี่ยง เพื่อเพิ่มเลือดไปเลี้ยงหัวใจให้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น และมีอายุที่ยืนยาวมากขึ้น

โรคกลุ่มที่ 2 คือ โรคลิ้นหัวใจ จะแบ่งได้เป็น ลิ้นหัวใจตีบ และ ลิ้นหัวใจรั่ว ซึ่งการผ่าตัดจะมี 2 วิธี คือ การซ่อมลิ้นหัวใจ และ การเปลี่ยนลิ้นหัวใจ โดยปกติแล้วการซ่อมลิ้นหัวใจ เราถือว่าจะมีผลในการรักษาระยะยาวที่ดีกว่า จึงแนะนำเป็นทางเลือกแรกของการรักษา แต่ในบางกรณีศัลยแพทย์ก็ไม่สามารถซ่อมลิ้นหัวใจให้คนไข้ได้ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนลิ้นหัวใจแทน

การเตรียมตัว เมื่อต้องผ่าตัดหัวใจ

ผู้ป่วยต้องเตรียมตัวทั้งทางร่างกาย คือ พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่ดี และรับประทานยาให้ครบตามที่แพทย์สั่ง นอกจากนั้นผู้ป่วยยังต้องเตรียมตัวทางด้านจิตใจด้วย คือ การทำจิตใจให้สบาย ไม่จำเป็นต้องเครียด หรือ วิตกกังวล เนื่องจากการผ่าตัดหัวใจมีความปลอดภัยสูงและไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

การดูแลร่างกาย เมื่อผ่าตัดหัวใจ

หลังจากการผ่าตัดจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง

• ช่วงแรก คือ หลังผ่าตัดทันที ซึ่งจะกินเวลาประมาณ 7 วัน โดยปกติหลังจากการผ่าตัดเสร็จ ภายใน 1-2 วันแรกคนไข้จะได้รับการรักษาอยู่ในห้องไอซียู หรือ หอผู้ป่วยวิกฤตหัวใจ โดยมีจุดประสงค์เพื่อที่จะดูแลคนไข้อย่างใกล้ชิดเพราะถ้าเกิดภาวะแทรกซ้อนก็สามารถที่จะรักษาและแก้ไขได้ทันที โดยในระยะเวลานี้คนไข้จะมีการใส่ท่อช่วยหายใจ การใช้เครื่องช่วยหายใจ การใส่สายวัดความดันในหัวใจ สายสวนปัสสาวะ และ สายระบายเลือดที่ค้างจากการผ่าตัด เมื่ออาการผู้ป่วยคงที่ก็จะนำสายทั้งหมดออกและย้ายผู้ป่วยกลับหอผู้ป่วยปกติ เพื่อทำกายภาพบำบัดและฟื้นฟูสมรรถนะของร่างกาย เมื่อผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ระดับหนึ่ง ก็จะอนุญาตให้กลับบ้านได้

• ช่วงที่ 2 คือ หลังจากผู้ป่วยกลับบ้าน โดยปกติจะแนะนำให้มีคนช่วยดูแลผู้ป่วยอีก 1-2 สัปดาห์ที่บ้าน โดยผู้ป่วยจะรู้สึกดีขึ้นประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ หลังจากการผ่าตัดเป็นระยะเวลา 1 เดือน และเมื่อถึงเวลา 3 เดือน ผู้ป่วยเกือบทั้งหมดจะสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ 100 เปอร์เซ็นต์

ความเสี่ยงในการผ่าตัดหัวใจ

ความเสี่ยงที่ผ่าตัดแล้ว จะเสียชีวิต หรือ ไม่ตื่น เป็นสิ่งที่ผู้ป่วยและญาติส่วนใหญ่มักจะกังวลอย่างมาก ก่อนที่จะมารับการผ่าตัดหัวใจ แต่ในความเป็นจริง การผ่าตัดหัวใจเป็นการผ่าตัดที่ค่อนข้างปลอดภัยมาก ศัลยแพทย์จะประเมินความเสี่ยงผู้ป่วยแต่ละราย โดยอาศัยการพิจารณาจากประวัติ โรคประจำตัว การตรวจร่างกาย และผลตรวจทางห้องปฎิบัติการ

ซึ่งโดยปกติแล้ว ประมาณ 80-90 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยที่เข้ามารับการผ่าตัด จะถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ โดยจะมีโอกาสเสียชีวิตจากการผ่าตัดเพียงแค่ 1-2 เปอร์เซ็นต์ และมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น อัมพาต ไตวาย ปอดติดเชื้อ หรือ แผลติดเชื้อรุนแรง รวมกันไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น จะมีเพียง 10-20 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ป่วยที่อาจจะมีความเสี่ยงจากการผ่าตัดสูงกว่าปกติ ซึ่งมักจะพบในผู้ป่วยที่สูงอายุมาก ๆ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยมีโรคประจำตัวที่ยังควบคุมไม่ได้ หรือ ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดฉุกเฉิน

โดยศัลยแพทย์จะนำความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากการผ่าตัด มาเปรียบเทียบกับความเสี่ยงของโรคที่อาจจะเกิดขึ้นหากไม่ได้รับการรักษา แล้วนำมาปรึกษาร่วมกันพร้อมกับผู้ป่วยและญาติ เพื่อพิจารณาหาแนวทางการรักษาที่ดีสุดให้กับผู้ป่วยโรคหัวใจ

5 คอร์สเมนู BRAND’s นำเสนอคุณค่าสิ่งดีๆ จากธรรมชาติ สู่ความพิเศษแบบ Fine Dinning

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/683153

วันที่ 16 พ.ค. 2565 เวลา 10:10 น.5 คอร์สเมนู BRAND’s นำเสนอคุณค่าสิ่งดีๆ จากธรรมชาติ สู่ความพิเศษแบบ Fine Dinning

“ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด” จับมือร้านดัง MICHELIN GUIDE Selection “วอเตอร์ ไลบรารี่ จามจุรี” รังสรรค์เมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากผลิตภัณฑ์ “แบรนด์” นำเสนอคุณค่าสิ่งดีๆจากธรรมชาติ สู่ความพิเศษแบบ Fine Dinning

กินเที่ยวนำเสนอประสบการณ์รูปแบบใหม่ เมื่อ ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) ตอกย้ำการเป็น King of Essence ผ่านการนำเสนอคุณค่าสิ่งดีๆ จากธรรมชาติด้วยเมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่รังสรรค์จากผลิตภัณฑ์ แบรนด์ (BRAND’s) ภายใต้ความร่วมมือกับ วอเตอร์ ไลบรารี่ จามจุรี ร้านอาหาร Fine Dining ชั้นนำที่ได้รับคัดเลือกเป็นร้านอาหารใน MICHELIN GUIDE Selection ประจำปี 2022 โดยเชฟเจ้าของรางวัลมิชลิน เป็นผู้นำทีมสร้างสรรค์ 5 เมนูอาหารสุดพิเศษด้วยวัตถุดิบที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์อาหาร Fine Dinning ที่อร่อยและมีประโยชน์ต่อร่างกาย ร่วมเปิดประสบการณ์การรับประทานผลิตภัณฑ์แบรนด์ในรูปแบบใหม่ที่พิเศษยิ่งขึ้นกว่าเดิมได้ตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2565 ณ ร้านวอเตอร์ ไลบรารี่ สาขาจามจุรี สแควร์

นายอัชวิน ราชโกปาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด ประเทศไทย และอินโดไชน่า กล่าวว่า “การร่วมมือกับ วอเตอร์ ไลบรารี่ จามจุรี ภายใต้โปรเจกต์ “Immunity Boosting by Water Library X BRAND’s” ในครั้งนี้เป็นการตอกย้ำจุดยืนการเป็น King of Essence ด้วยการนำเสนอคุณค่าสิ่งดีๆ จากธรรมชาติให้กับผู้บริโภคผ่านผลิตภัณฑ์ “แบรนด์” ในประสบการณ์รูปแบบใหม่ ผ่านเมนูสุดพิเศษที่เชฟของ Water Library ได้รังสรรค์ขึ้น จากการผสานรสชาติและคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายของ ‘แบรนด์’ ใน 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย กลุ่มผลิตภัณฑ์แบรนด์ซุปไก่สกัด ที่สกัดจากไก่คุณภาพดีนานกว่า 8 ชั่วโมง กลุ่มผลิตภัณฑ์แบรนด์รังนกแท้ ที่ผลิตจากรังนกแท้เกรดคุณภาพ มีนานะ (NANA) และกรดอะมิโน 16 ชนิด และกลุ่มผลิตภัณฑ์แบรนด์แพลนท์เบสท์สกัด ประกอบด้วย แบรนด์ ไฟโตดริ๊งค์ น้ำผลไม้มีส่วนผสมของไฟโตนิวเทรียนท์ และแบรนด์จินเซนโนไซด์ โปร สกัดจากโสมอเมริกาและ โสมเอเชีย อุดมด้วยวิตามินบีที่มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง มาเป็นวัตถุดิบสำคัญในการรังสรรค์ เมนูพิเศษในครั้งนี้”

“วอเตอร์ ไลบรารี่ จามจุรี เป็นร้านอาหารระดับ Fine Dinning สไตล์ยุโรปสมัยใหม่ ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการรังสรรค์ เมนูด้วยวัตถุดิบชั้นยอด และเครื่องดื่มเลิศรส เมื่อผสานกับความเชี่ยวชาญของซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด ที่มีผลิตภัณฑ์ ที่ถือว่าเป็น King of Essence เราจึงมั่นใจว่าเมนูพิเศษที่นำเสนอในครั้งนี้จะมอบประสบการณ์การลิ้มรสผลิตภัณฑ์แบรนด์ ในรูปแบบอาหารระดับ Fine Dinning ได้อย่างน่าประทับใจ และถือว่าเป็นโอกาสที่ดีในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพผลิตโดยใช้เทคโนโลยีการบำรุงสุขภาพให้กับผู้บริโภคในรูปแบบที่แปลกใหม่ ตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน ที่ต้องการทั้งคุณภาพและประสบการณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับมื้ออาหารสุดพิเศษ”

เชฟเติ้ล – ภูวเดช เตชจิรัชกาล หัวหน้าเชฟร้านวอเตอร์ ไลบรารี่ จามจุรี กล่าวว่า “ร้านวอเตอร์ ไลบรารี่ จามจุรี ก่อตั้งขึ้นในปี 2552 โดยคุณพจน์ ลี นักธุรกิจสิ่งพิมพ์ระดับนานาชาติและเจ้าของบริษัทนำเข้าเครื่องดื่มชั้นนำมากมาย ด้วยระยะเวลาที่มากกว่า 10 ปี ทำให้วอเตอร์ ไลบรารี่ เป็นหนึ่งในร้านอาหารที่บุกเบิกการรับประทานอาหารแบบ Fine Dinning ในประเทศไทย โดดเด่นด้วยคอนเซปต์ “ห้องสมุดน้ำแร่” จากการคัดสรรน้ำแร่จากทั่วโลกมาให้ได้ลิ้มลอง รวมถึงการนำเสนออาหารยุโรปสไตล์โมเดิร์น การจับมือกับ ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด ประเทศไทย เพื่อรังสรรค์เมนูคอร์สพิเศษในครั้งนี้จึงเน้นไปที่การคงไว้ซึ่งรสชาติของวัตถุดิบหลักที่ทางร้านคัดสรรมาผสานกับผลิตภัณฑ์แบรนด์เอาไว้ให้ได้มากที่สุด จึงตั้งใจทำแต่ละเมนูออกมาให้ยังมีรสชาติที่คุ้นเคย สดชื่น และรับประทานง่าย

ซึ่งทั้ง 5 เมนูประจำคอร์สนี้ เริ่มที่ Hamaji ใช้วัตถุดิบหลัก คือ ปลาฮามาจิ และแบรนด์จินเซนโนไซด์ โปร โดยเสิร์ฟปลาฮามาจิพร้อมหัวไชเท้าญี่ปุ่นดอง วาซาบิ และคาเวียร์ ผสานกับซอสรสกลมกล่อมที่ทำมาจากแบรนด์จินเซนโนไซด์ โปร สกัดจากโสมอเมริกาและโสมเอเชีย อุดมไปด้วยวิตามินบี ช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง

ต่ด้วย Madagascar Prawn วัตถุดิบหลักคือกุ้งมาดากัสการ์ และแบรนด์ ไฟโตดริ้งค์ รสเสาวรส โดยเสิร์ฟกุ้งมาดากัสการ์ย่างพร้อมหน่อไม้ฝรั่งขาว และซอสเสาวรสจากผลิตภัณฑ์แบรนด์ไฟโตดริ้งค์ รสเสาวรส เสริมรสเปรี้ยวตัดกับความหวานหอมของเนื้อกุ้งมาดากัสการ์ย่าง อีกทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามินและไฟโตนิวเทรียนท์

สำหรับจานที่ 3 Barbary Duck ใช้อกเป็ดเป็นวัตถุดิบหลัก และแบรนด์ไฟโตดริ้งค์ รสทับทิม โดยเสิร์ฟอกเป็ดพร้อมบรอคโคลี มะม่วง และซอสทับทิมจากผลิตภัณฑ์ แบรนด์ไฟโตดริ้งค์ รสทับทิม เติมรสชาติให้ครบรสทั้งความเปรี้ยวหวานคู่กับอกเป็ดชั้นดี ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและอุดมไปด้วยวิตามิน

ถัดมาเป็น Coral Grouper ใช้วัตถุดิบหลักคือ ปลากุดสลาด และแบรนด์ซุปไก่สกัด โดยเสิร์ฟปลากุดสลาดพร้อมอาร์ติโชค กระเทียมต้น และซอสซุปไก่สกัดจาก แบรนด์ซุปไก่สกัดเข้มข้นจากไก่คุณภาพดีช่วยเติมเต็มรสชาติให้เข้มข้นและ เสริมรสชาติที่เผ็ดร้อน เสริมความสดชื่นให้กับสมองและคลายความเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดี

ปิดท้ายที่ Bird Nest ใช้วัตถุดิบหลักคือ รังนก โดยนำรังนกแท้ชั้นดีจากแบรนด์รังนกแท้ มาทำในรูปแบบเหมือนรังนก เสิร์ฟพร้อมเค้กชิฟฟอนมะพร้าวอ่อนเสิร์ฟพร้อมครีมมะพร้าวรสละมุน ตัดกับซอสซอล์ตเต็ดคาราเมล เป็นของหวานที่ปิดท้ายคอร์สได้อย่างสมบูรณ์แบบ

“การสร้างสรรค์เมนูพิเศษจากผลิตภัณฑ์แบรนด์ในครั้งนี้นับเป็นความพิเศษที่ท้าทายมากเพราะเป็นครั้งแรกของทาง วอเตอร์ ไลบรารี่ ที่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับผลิตภัณฑ์อื่น โดยเฉพาะ ผลิตภัณฑ์แบรนด์ ที่เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่คนไทยรู้จักและไว้วางใจมานาน ทำให้เราพยายามคิดและออกแบบรสชาติของผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับอาหารสไตล์ของเราให้ได้มากที่สุด พร้อมกับคัดสรรวัตถุดิบที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ความอร่อยเพื่อสุขภาพ” เชฟเติ้ล กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับผู้ที่สนใจลิ้มรสเมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟนี้ สามารถจองคอร์สอาหารนี้ได้ที่ร้านวอเตอร์ ไลบรารี่ สาขาจามจุรี สแควร์ ตั้งแต่วันนี้-30 มิถุนายน 2565 ในราคา 3,900++ บาทต่อท่าน สำหรับเซ็ทเมนู อาหารกลางวัน และอาหารเย็น ณ ร้านวอเตอร์ ไลบรารี่ สาขาจามจุรี สแควร์ เท่านั้น ติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. 095-085-7777 และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/waterlibrary

BIOlongevity: ชีวิตยืนยาว 120 ปีที่เป็นจริงได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/683149

วันที่ 16 พ.ค. 2565 เวลา 08:35 น.BIOlongevity: ชีวิตยืนยาว 120 ปีที่เป็นจริงได้

“เมดีซ กรุ๊ป” เปิดโลกนวัตกรรมการดูแลสุขภาพแนวใหม่ด้วย “BIOlongevity Technology” ดึง 3 แพทย์-นักวิจัยระดับโลกร่วมเสวนาในหัวข้อ “BIOlongevity: ชีวิตยืนยาว 120 ปีที่เป็นจริงได้”

ตอกย้ำความสำเร็จในการเป็นแบรนด์แรกและแบรนด์เดียวในอาเซียนที่มีความเชี่ยวชาญระดับ State-of-the-Art BIOlongevity มุ่งพัฒนาการแพทย์ที่ใช้ประโยชน์จากเซลล์ของไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับโลก บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด สถาบันชั้นนำด้านการฝากเก็บ คัดแยก เพาะเลี้ยง และวิจัยเซลล์ต้นกำเนิดแบบครบวงจร พร้อมรางวัลการันตีคุณภาพมาตรฐานระดับโลก ชูจุดเด่นด้านนวัตกรรม “BIOlongevity” เปิดเวทีเสวนาพิเศษภายใต้หัวข้อ “BIOlongevity: ชีวิตยืนยาว 120 ปีที่เป็นจริงได้” โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ และนำเสนอมุมมองใหม่ให้แก่องค์กร สังคม และคนไทย ก้าวทันไปกับปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพครั้งยิ่งใหญ่ในปัจุบัน

โดยนวัตกรรมและความก้าวหน้าด้านเซลล์และเนื้อเยื่อจะเข้ามาเป็นมากกว่า ‘ทางเลือก’ ในการฟื้นฟูสภาวะความเสื่อมของร่างกายมนุษย์ และจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการมอบชีวิตที่ยืนยาวที่มีสุขภาพดีให้แก่ผู้คน ทีมผู้บริหารจากบริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด นำโดย นายแพทย์ วีรพล เขมะรังสรรค์ ประธานกรรมการบริหาร แพทย์ชาวไทยเพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับเกียรตินิยมในสาขาการจัดตั้งธนาคารฝากเก็บเนื้อเยื่อและการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อ จากมหาวิทยาลัยเเห่งชาติสิงคโปร์ ร่วมด้วย รศ.ดร.รังสรรค์ พาลพ่าย ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานที่ปรึกษา เจ้าของรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติปี 2564 จากผลงาน วิจัย “โคลนนิ่งสัตว์” และ ดร.ฌีวาตรา ตาลชัย กรรมการอิสระ เจ้าของรางวัลนักวิจัยรุ่นใหม่ดีเด่น จากสมาคมต่อมไร้ท่อแห่งสหรัฐอเมริกา 

นายแพทย์วีรพล เขมะรังสรรค์ ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด และหนึ่งในคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของ American Board of Anti-Aging Medicine (ABAARM) และ American Board Certified in Fellowship in Stem Cell Therapies, American Academy of Anti-Ageing Medicine เปิดเผยว่า  “ผู้คนในโลกปัจจุบันกำลังประสบปัญหาอย่างหนักจากวิกฤติด้านสุขภาวะที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม มลพิษ จำนวนประชากรสูงอายุที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบมายาวนานมากกว่า 2 ปี เมดีซ กรุ๊ป ตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวในทั่วโลก และได้ดำเนินธุรกิจของเราอย่างต่อเนื่องมาถึง 12 ปี เพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนด้านสุขภาพให้กับคนทั่วโลก เราจึงมุ่งมั่นนำเสนอทางเลือกใหม่ที่จะทำให้ผู้คนสามารถมีชีวิตอันยืนยาวและใช้ชีวิตในวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่าเดิมได้ ผ่านพันธกิจใหม่ของเราในฐานะ ‘แบรนด์แรกและแบรนด์เดียวในอาเซียนที่มีความเชี่ยวชาญระดับ State-of-the-Art BIOlongevity’ ที่ครบวงจรที่สุด โดยคำว่า ‘BIOlongevity’ ก็คือวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ที่จะช่วยปูทางไปสู่การมีอายุขัยถึง 120 ปีได้ของมนุษย์ โดยเป็นการผสมคำระหว่างคำว่า ‘BIO’ ซึ่งหมายถึงชีวภาพ คือสิ่งที่เกี่ยวกับการมีชีวิตอยู่ของเรา บวกกับคำว่า ‘Longevity’ ซึ่งแปลว่าความยืนยาวหรือการมีอายุยืนนั่นเอง ทั้งนี้ในวงการแพทย์ มีข้อมูลที่แพร่หลายจากการวิจัยมากมายว่า มนุษย์เราสามารถมีชีวิตอยู่ได้ถึง 120 ปี ด้วยการวิเคราะห์ผลตรวจนับเม็ดเลือดของประชากรในวัยที่ต่างกันเพื่อดูสัดส่วนระหว่างเม็ดเลือดขาวสองชนิด กับความแตกต่างของขนาดเม็ดเลือดแดงที่ร่างกายผลิตออกมา โดยเมื่อคนเรายิ่งมีอายุมากขึ้น ความเปลี่ยนแปลงทั้งปริมาณและขนาดของเม็ดเลือดสองประการนี้ก็จะยิ่งปรากฏชัดขึ้น เห็นได้จากการเสื่อมสภาวะของเซลล์ร่างกาย เช่น การมีผมหงอก เป็นโรคไขข้อ หรือมีผิวหนังที่เหี่ยวย่นลง โดยข้อมูลความเปลี่ยนแปลงของเม็ดเลือดดังกล่าวเป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่เรียกว่า Biomarker ที่สามารถบอกได้ถึงระดับความชราหรืออายุทางชีวภาพ (Biological Age) ที่แท้จริงของคนเรา โดยมีการนำข้อมูลเหล่านี้มาสร้างเป็นแบบจำลองคอมพิวเตอร์ เพื่อคำนวณหาค่าบ่งชี้สภาพของสิ่งมีชีวิตแบบมีพลวัต (DOSI) ซึ่งตัวเลขนี้จะแสดงถึงความสามารถของมนุษย์ในการฟื้นตัวจากภาวะป่วยไข้หรืออาการบาดเจ็บ โดยผลการคำนวณปรากฏว่า ความสามารถในการฟื้นตัวจากสภาวะร่างกายเสื่อมของมนุษย์จะหมดไปอย่างสิ้นเชิงในช่วงอายุประมาณ 120 ปี”

“สเต็มเซลล์หรือเซลล์ต้นกำเนิดนั้นจึงถือว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและประโยชน์อย่างมหาศาล เพราะเป็นเซลล์ที่มีคุณสมบัติพิเศษและแตกต่างจากเซลล์ทั่วไปอยู่ 3 ประการ คือ 1) เป็นเซลล์ที่ยังไม่มีหน้าที่จำเพาะใดๆ 2) เป็นเซลล์ที่แบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้นได้อย่างไม่จำกัด และ 3) สามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ชนิดต่างๆ ได้เกือบทุกชนิดในร่างกาย เช่น เซลล์ผิวหนัง เซลล์สมอง เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์เม็ดเลือด ฯลฯ ในปัจจุบัน จึงมีการเก็บเซลล์แช่แข็งเอาไว้เพื่อใช้ในอนาคตหากจำเป็น โดยในการเก็บสเต็มเซลล์ เราสามารถเก็บได้ทั้งจากเด็กแรกเกิด คือจากเลือดในสายสะดือและเนื้อเยื่อสายสะดือ และจากผู้ใหญ่ทุกอายุ คือจากเนื้อเยื่อไขมันหรือไขกระดูก ทั้งนี้ ความก้าวหน้าในด้านวิจัยและพัฒนาด้านสเต็มเซลล์ในปัจจุบันได้รุดหน้าไปไกลอย่างรวดเร็ว นวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่ๆ ในการประยุกต์ใช้สเต็มเซลล์เพื่อรองรับการรักษาให้สัมฤทธิ์ผลได้จริงนั้น เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยหนึ่งในศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับและเริ่มมีการใช้งานในวงกว้างมากขึ้นได้แก่ เวชศาสตร์ฟื้นฟูสภาวะเสื่อม (Regenerative Medicine) ซึ่งเน้นการใช้งานเซลล์ต้นกำเนิดที่มีคุณสมบัติในการแบ่งเซลล์และเปลี่ยนแปลงไปทดแทนเนื้อเยื่อต่างๆ ที่เสื่อมลงของร่างกายเมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น เช่น ข้อเข่าหรือข้อสะโพกเสื่อม รวมถึงการเสริมความอ่อนเยาว์ให้กับร่างกาย เช่น การลดริ้วรอยของผิวพรรณ การสร้างเส้นผมใหม่ ไปจนถึงการเพิ่มจำนวนเซลล์ป้องกัน อย่างเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด NK Cell (Natural Killer Cell) ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสและเซลล์มะเร็ง ซึ่งวิทยาการเหล่านี้ เมื่อได้รับแรงส่งจาก ‘BIOlongevity Technology’ ที่ล้ำหน้าที่สุดจากเมดีซ กรุ๊ป อันประกอบด้วย ทีมนักวิทยาศาสตร์และบุคลากรผู้ทรงคุณวุฒิ กระบวนการตรวจสอบคุณภาพเซลล์อันเข้มงวด ฝ่ายวิจัยและพัฒนาอันแข็งแกร่ง เครือข่ายแพทย์ นักวิจัยและบุคลากรชั้นนำในวงการเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) ไปจนถึงห้องปฏิบัติการปลอดเชื้อระดับคลีนรูมคลาส 100 ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และพรั่งพร้อมด้วยอุปกรณ์และเทคโนโลยีอันทันสมัยที่สุดในวงการธนาคารจัดเก็บสเต็มเซลล์ เมดีซ กรุ๊ป จึงมั่นใจว่าภารกิจในการสร้างชีวิตที่ยืนยาวหรือ Longevity ให้กับผู้คน จะไม่เป็นเพียง ‘ความหวัง’ ในอนาคตอีกต่อไป แต่จะสามารถเป็น ‘อีกทางเลือก’ ที่ทุกคนสามารถมีได้ เพื่อยืดเวลาแห่งความสุขในการใช้ชีวิตอยู่กับคนที่เรารัก และเพื่อสานต่อความฝันต่างๆ ที่ยังอยากทำต่อไปให้สำเร็จเป็นจริงได้”

ทางด้าน รศ.ดร.รังสรรค์ พาลพ่าย ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานที่ปรึกษา บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด เจ้าของรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติปี 2564 จากผลงานวิจัย “โคลนนิ่งสัตว์” โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และผู้ก่อตั้งชมรมสเต็มเซลล์แห่งประเทศไทย กล่าวเสริม “จากข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีธุรกิจที่จดทะเบียนการวิจัยและพัฒนาเชิงทดลองด้านเทคโนโลยีชีวภาพในประเทศไทยอยู่ทั้งสิ้น 84 กิจการ1 (ข้อมูลล่าสุด: มีนาคม 2565) โดยมีถึง 64 กิจการที่มีการจดทะเบียนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ จากสถานการณ์ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในทั่วโลก ส่งผลให้เทคโนโลยีชีวภาพก้าวเข้ามามีบทบาทมากขึ้นด้วยการรักษาด้วยเซลล์บำบัดจากสเต็มเซลล์ โดยเน้นไปที่การฟื้นฟูเซลล์ปอดของผู้ป่วยโรคโควิด-19 ซึ่งมีงานวิจัยมากกว่า 70 งานวิจัยที่กำลังศึกษาถึงการใช้งานของสเต็มเซลล์ในผู้ป่วยโควิด-192 แต่กระแสการใช้งานของสเต็มเซลล์นั้นได้เป็นที่สนใจมาก่อนหน้านี้แล้ว ที่จำกัดอยู่เฉพาะผู้ป่วยโรคเลือดหรือเฉพาะในธุรกิจความงาม ในส่วนของนวัตกรรมและความก้าวหน้าของงานวิจัย สเต็มเซลล์ ในประเทศไทยถือได้ว่าเราไม่เป็นสองรองใครในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยบริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด ถือเป็นสถาบันผู้บุกเบิกเรื่องเทคโนโลยีชีวภาพในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นในด้านนวัตกรรมด้านการฝากเก็บ คัดแยกและเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์แบบครบวงจร และเปิดให้บริการมากว่า 12 ปี นอกจากนี้ เมดีซ ยังเป็นบริษัทแรกในโลกที่ให้บริการเชิงพาณิชย์ในด้านการตรวจทดสอบศักยภาพของเซลล์เม็ดเลือดขาวเพื่อดูความแข็งแรงและความสามารถในการฆ่ามะเร็ง ในด้านวิจัยและพัฒนา เมดีซมีความแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่งด้วยศูนย์ R&D ที่มุ่งเน้นการพัฒนาอย่างไม่สิ้นสุด เพื่อให้ได้มาซึ่งองค์ความรู้ใหม่ที่จะสามารถนำไปประยุกต์และพัฒนาการบริการใหม่อันมีนวัตกรรมที่ล้ำหน้าสูงสุดอยู่เสมอ โดยในปัจจุบัน เมดีซ มีการพัฒนาโครงการต่างๆ ร่วมกับหน่วยงานชั้นนำระดับประเทศมากมายเพื่อต่อยอดการใช้งานสเต็มเซลล์ในวงการแพทย์ไทย อาทิ การสร้างกระจกตาเทียมจากสเต็มเซลล์ของมนุษย์ลงบนโครงสร้างคอลลาเจน โดยทดลองร่วมกับคณะ สัตวแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การเพิ่มความจำเพาะของ NK Cell ผ่านการดัดแปลงตัวรับของเซลล์ ร่วมกับสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ การพัฒนานวัตกรรมการเลี้ยงเซลล์รากผมและจัดเก็บเซลล์ในระยะยาวสำหรับคนผมบาง และการนำเซลล์ที่จัดเก็บไปใช้ในคนจริงๆ เช่น นำเซลล์ไขมันที่จัดเก็บไปใช้รักษาภาวะข้อเข่าเสื่อม โดยร่วมมือกับโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าฯ เป็นต้น จะเห็นได้ว่าการต่อยอดงานวิจัยด้านสเต็มเซลล์เหล่านี้เป็นการตอกย้ำความก้าวหน้าในด้าน ‘BIOlongevity’ ของเมดีซ กรุ๊ป ในการมอบชีวิตที่ยืนยาวแก่ทุกคนให้เป็นจริงได้ในอนาคต”

สำหรับ ดร.ฌีวาตรา ตาลชัย กรรมการอิสระ บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด เจ้าของรางวัลนักวิจัยรุ่นใหม่ดีเด่น จากสมาคมต่อมไร้ท่อแห่งสหรัฐอเมริกา และผู้เป็นร่วมประดิษฐ์สิทธิบัตรการใช้สเต็มเซลล์ลำไส้ผลิตอินซูลินเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน ตอกย้ำความมั่นใจแบรนด์เมดีซ ด้วยรางวัลการันตีคุณภาพระดับโลก “เมดีซ กรุ๊ป มียอดรวมจำนวนการเก็บ สเต็มเซลล์มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียนและได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าในทั่วโลก เพราะทุกกระบวนการตั้งแต่การฝากเก็บ จนถึงการเพาะเลี้ยงเซลล์ ถูกคิดขึ้นจากงานวิจัยที่ได้รับการรับรองจากสถาบันระดับโลกมากมาย เราพิถีพิถันในทุกรายละเอียดจนได้รับรางวัลการันตีคุณภาพจากเวทีระดับสากล อาทิ รางวัลยอดเยี่ยมต่อเนื่องถึง 4 ปีซ้อนจาก Frost & Sullivan ในฐานะธนาคารสเต็มเซลล์ที่ดีที่สุดของประเทศไทย (Thailand’s Stem Cell Banking Company of the Year) รางวัล World Branding Awards โดย World Branding Forum รางวัลระดับอนุภูมิภาค South East Asia Stem Cell Banking Technology Innovation Leadership Award และล่าสุด เรายังได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลกเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งสถาบัน นั่นคือ The American Association of Blood Banks (AABB) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้การรับรองและกำหนดมาตรฐานแนวทางการดำเนินงานของธนาคารสเต็มเซลล์ที่เข้มงวดที่สุดในโลก โดยเป็นมาตรฐานคุณภาพที่ครอบคลุมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเลือดจากสายสะดือทั้งกระบวนการดำเนินการ ตั้งแต่การจัดเก็บในระยะยาว ไปจนถึงการกระจายขนส่งเพื่อรองรับการรักษาให้กับผู้ป่วยในทั่วโลก”

ภายในงานเสวนาดังกล่าว เมดีซ กรุ๊ป ยังได้เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ที่สร้างสรรค์ขึ้นภายใต้คอนเซปต์ “เลือกพรุ่งนี้ที่ดีกว่า” (Live A Better Tomorrow) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมี ‘ทางเลือก’ ของผู้คนในการมีสุขภาพที่ดีและชีวิตที่ยืนยาวขึ้น เพื่อสานต่อความฝันและภารกิจต่างๆ ในชีวิตที่ยังอยากทำให้สำเร็จเป็นจริงได้ โดยภาพยนตร์ไวรัลชุดใหม่ดังกล่าว จะเริ่มออกอากาศทางสื่อออนไลน์ทั่วประเทศตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยสามารถรับชมวิดีโอได้ที่ Live a better tomorrow, Live with Longevity

“ในฐานะหนึ่งในบริษัทที่มีการเติบโตขึ้นอย่างมหาศาลท่ามกลางเศรษฐกิจกระแสใหม่ (New Economy) และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ความสำเร็จของเราสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการช่วยผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมด้าน สเต็มเซลล์ของไทยให้ก้าวสู่ระดับเวิลด์คลาสได้อย่างเต็มภาคภูมิ โดยเราได้รับความเชื่อมั่นจากนานาประเทศในด้านคุณภาพซึ่งตรงตามมาตรฐานสากลและจริยธรรมทางการแพทย์ ดังนั้นการนำสเต็มเซลล์ที่ผ่านการดูแลโดยเมดีซ กรุ๊ป ไปใช้รองรับการรักษาในอนาคต ย่อมยืนยันได้ถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุดของลูกค้า ทั้งหมดเหล่านี้ ล้วนเป็นเครื่องตอกย้ำถึงภาพลักษณ์อันแข็งแกร่งของเมดีซ กรุ๊ป ในการเป็น แบรนด์แรกและแบรนด์เดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความเชี่ยวชาญในระดับ State-of-the-Art BIOlongevity Technology” นายแพทย์วีรพล กล่าวสรุป

อ้างอิง:

1. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ข้อมูลนิติบุคคลด้านการวิจัยและพัฒนาเชิงทดลองด้านเทคโนโลยีชีวภาพ [Online] 2022 (https://datawarehouse.dbd.go.th/searchJuristicInfo)

2. Golchin A, Seyedjafari E, Ardeshirylajimi A. Mesenchymal stem cell therapy for COVID-19: present or future. Stem cell reviews and reports. 2020 Jun; 16(3): 427-33

เตือนภัย อาหารหวาน! มัน! เค็ม! ดันตัวเลขคนไทยเสี่ยงโรคเรื้อรัง ไต-หัวใจพังก่อนวัยอันควร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/683151

วันที่ 16 พ.ค. 2565 เวลา 07:30 น.เตือนภัย อาหารหวาน! มัน! เค็ม! ดันตัวเลขคนไทยเสี่ยงโรคเรื้อรัง ไต-หัวใจพังก่อนวัยอันควร

เครือข่ายลดบริโภคเค็มและเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน เตือนภัยอาหารหวานหนัก มัน เค็มจัด เกลื่อนแอพ หวั่นคนไทยเสี่ยงโรคเรื้อรัง ไต หัวใจพังก่อนวัยอันควร

เครือข่ายลดบริโภคเค็ม และเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานเผยเตือนภัยเงียบ จากการสั่งอาหารออนไลน์ผ่านแอพ เพื่อนำอาหารมาส่งให้ลูกค้า (Online Food Dedlivery apps หรือ OFD) ควรเพิ่มหรือให้ทางเลือกแก่ผู้บริโภคเมื่อสั่งซื้ออาหาร หลังผลสำรวจพบว่ามีอาหารและเครื่องดื่มหลากหลายชนิด มีความหวาน มัน เค็มจัด เกินปริมาณตามเกณฑ์มาตรฐาน พร้อมแนะอาหารและเครื่องดื่ม ควรคำนึงถึงสุขภาพผู้บริโภคให้มากยิ่งขึ้นและควรมีตัวตัวเลือก เช่น เกลือน้อย น้ำตาลน้อย เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคได้สั่งอาหารเพื่อเป็นทางเลือกสุขภาพที่ดีให้กับสังคม ลดภาวะเสี่ยงเป็นโรคไม่ติดต่อไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ก่อนวัยอันควร

รศ.นพ. สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม และอาจารย์ประจำหน่วยโรคไต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

รศ.นพ. สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม และอาจารย์ประจำหน่วยโรคไต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยว่า จากการสำรวจภายใต้โครงการข้อมูลความเสี่ยงด้านอาหารที่เกี่ยวข้องกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของอาหารพร้อมส่งพร้อมรับประทานยอดนิยมในกรุงเทพฯ ประเทศไทย (NCD dietary risk profile of popular Ready-to-Eat Delivery Foods in Bangkok, Thailand)โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก Family Health International (FHI360) ซึ่งรายงานการวิเคราะห์สารอาหารของอาหารและเครื่องดื่ม 40 รายการในแอพพลิเคชั่นอาหารออนไลน์ ปี พ.ศ.2565 แบ่งเป็นอาหารจานเดียว 25 รายการ ขนมหวาน 5 รายการและเครื่องดื่มรสหวาน 10 รายการ ซึ่งการวิเคราะห์สารอาหารเหล่านี้ยังไม่รวมเครื่องปรุง เช่น น้ำปลาพริก น้ำจิ้ม

พบอาหารจานเดียว 23 รายการ จากทั้งหมด 25 รายการ มีปริมาณโซเดียมสูงกว่า 0.6 กรัมต่อมื้อ ตามที่กรมอนามัยแนะนำให้บริโภคโดยอาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูงสุด คือ ส้มตำปูปลาร้า มีปริมาณโซเดียมเฉลี่ย 5 กรัม ต่อ 1 จาน ซึ่งสูงกว่าปริมาณที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ที่ 2 กรัมต่อวัน ซึ่งหมายความว่าส้มตำปูปลาร้า 1 จาน มีปริมาณความเค็มสูงเกือบ 3 เท่า ของการบริโภคโซเดียมตลอดหนึ่งวัน หรือคิดเป็นปริมาณโซเดียมสูงมากถึง 8 เท่าต่อ 1 มื้อ อีกทั้งยังพบปริมาณโซเดียมสูงมากเกินกว่า 0.6 กรัมต่อมื้อ ในกาแฟเย็น ซาลาเปาไส้หมูสับ ชิฟฟอนใบเตยและปาท่องโก๋ นับเป็นปัญหาสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งช่วยกันแก้ไข

ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ทันตแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน

ด้าน ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ทันตแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน กล่าวเสริมว่า ในส่วนของเครื่องดื่มรสหวาน จาก 10 รายการ มีจำนวน 8 รายการที่มีน้ำตาลเกินกว่าปริมาณที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ที่ 25 กรัมต่อวันและมีเพียงเมนู 2 รายการเท่านั้น คือ อเมริกาโน่เย็น และน้ำเต้าหู้ ที่มีปริมาณน้ำตาลเฉลี่ยไม่ถึง 16 กรัม

ส่วนชาน้ำผึ้งมะนาว มีปริมาณน้ำตาลเฉลี่ย 53.1 กรัม ซึ่งมีปริมาณน้ำตาลเกิน 2 เท่า ต่อ 1 วัน หรือเทียบเท่าน้ำตาลเกือบ 13 ช้อนชา หากคิดต่อ 1 มื้ออาหารควรมีปริมาณน้ำตาลเฉลี่ยประมาณ 8 กรัมต่อมื้อ ซึ่งทั้ง 10 รายการ มีปริมาณน้ำตาลเกิน 8 กรัมต่อมื้อ โดยชาน้ำผึ้งมะนาว มีปริมาณน้ำตาลเกือบ 7 เท่าต่อมื้อ ซึ่งถือว่าปริมาณน้ำตาลเกินกว่าความต้องการของร่างกายในแต่ละมื้อ อีกทั้งเครื่องดื่มรสหวานเหล่านี้ยังเป็นพลังงานว่างเปล่าหรืออาหารที่แทบจะไม่มีสารอาหาร วิตามินและแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ให้พลังงานหรือมีปริมาณแคลอรี่ที่สามารถทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ ไม่เพียงเครื่องดื่มรสวานที่มีปริมาณน้ำตาลเกินเกณฑ์ที่แนะนำเท่านั้น อาหารจานเดียว เช่น ส้มตำไทย หมูปิ้ง ไข่พะโล้และของหวานอย่าง ชิฟฟ่อนใบเตย และไอศกรีมกะทิสด ยังมีปริมาณน้ำตาลสูงมากต่อมื้อและสูงเกินกว่าที่องค์การอนามัยโลกแนะนำอีกด้วย

ด้าน รศ.พญ.ประพิมพ์พร ฉัตรานุกูลชัย คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกแนะนำไม่ควรบริโภคไขมันเกิน 30 % ของปริมาณพลังงานที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน หรือคิดเป็นปริมาณไขมันต่อ 1 มื้อ เฉลี่ยอยู่ที่ 25 กรัม และอาหารทีมีไขมันสูง เช่น หมูสามสั้นทอด มีไขมันเฉลี่ยสูงถึง 67.1 กรัม ซึ่งถือว่ามีปริมาณไขมันสูงเกือบ 3 เท่าต่อมื้อ หรือคิดเป็นร้อยละ 86 ของปริมาณพลังงานที่ร่างกายควรได้รับใน 1 วัน

ส่วนหมูปิ้ง (55.6 กรัม) คอหมูย่าง (48.6 กรัม) มีปริมาณไขมันเกินถึง 2 เท่า ต่อมื้อ และคิดเป็นร้อยละ 71 และ ร้อยละ 62 ของปริมาณพลังงานที่ร่างกายควรได้รับตลอดทั้งวัน

ยิ่งไปกว่านั้นเนื้อสัตว์ติดมันและอาหารที่นำไปทอด ไขมันที่ได้จากอาหารเหล่านี้เป็นไขมันอิ่มตัว ซึ่งจัดเป็นไขมันที่ไม่ดีต่อสุขภาพและการกินอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวมากเกินไป อาจทำให้คอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น จะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจตามมา ดังนั้นการแสดงปริมาณสารอาหารโดยเฉพาะเกลือ น้ำตาลและไขมัน ในรายการอาหารบนแอพพลิเคชั่นอาหารออนไลน์ จะสามารถช่วยให้ผู้บริโภคทราบถึงปริมาณสารอาหารดังกล่าว นอกจากนี้ แอพพลิเคชั่นอาหารออนไลน์ควรเพิ่มหรือให้ทางเลือกแก่ผู้บริโภคในการกรองตัวเลือกเมื่อสั่งซื้ออาหาร เช่นส้มตำ ควรมีตัวเลือก เกลือน้อย น้ำตาลน้อย เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคได้สั่งอาหารโดยคำนึงถึงสุขภาพได้มากยิ่งขึ้น

ด้าน ทพญ.จิราพร ขีดดี ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวเพิ่มเติมว่า อาหารที่มีไขมันสูงมักจะให้พลังงานหรือแคลอรี่สูงตามไปด้วย เช่น ชิฟฟ่อนใบเตย มีปริมาณไขมันสูงมาก เฉลี่ยประมาณ 65.3 กรัม ให้พลังงานสูงถึง 1,098.8 แคลอรี่ ซึ่งสูงเกินครึ่งหนึ่งของปริมาณพลังงานที่ร่างกายต้องการขององค์การอนามัยโลกแนะนำไว้ 2,100 แคลอรี่ต่อวัน ถ้าคิดเป็น 1 มื้อ ควรได้ปริมาณพลังงานประมาณ 600 แคลอรี่ ขนมดังกล่าวมีปริมาณพลังงานเกินเกือบ 2 เท่าต่อมื้อหรือคิดเป็นร้อยละ 52 ของปริมาณพลังงานที่ร่างกายต้องการใน 1 วัน อีกทั้ง การบริโภคอาหารที่มีรสหวาน มัน เค็มสูง เหล่านี้และหากบริโภคบ่อย ๆ อาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคไต และโรคเบาหวาน ซึ่งอาจนำไปสู่การเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้

ค้นสาเหตุผิวแห้งขาดน้ำตัวการเกิดริ้วรอย และเทคนิคดูแลผิวให้กลับมาชุ่มชื้นสุขภาพดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/683085

วันที่ 15 พ.ค. 2565 เวลา 10:48 น.ค้นสาเหตุผิวแห้งขาดน้ำตัวการเกิดริ้วรอย และเทคนิคดูแลผิวให้กลับมาชุ่มชื้นสุขภาพดี

‘ธัญ’ (THANN) ร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แนะนำวิธีสังเกตุอาการผิวแห้งขาดน้ำ ที่ส่งผลให้เกิดริ้วรอย พร้อมเทคนิคดูแลผิวให้กลับมาชุ่มชื้นสุขภาพดี

การมีผิวสวยสุขภาพดีช่วยเสริมความมั่นใจได้เป็นอย่างดี แต่บ่อยครั้งที่เราต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ มลภาวะ การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ รวมถึงการปรนนิบัติดูแลผิวแบบไม่ถูกวิธี ทำให้ประสบกับปัญหาผิวแห้งขาดน้ำ ผิวขาดความเรียบเนียน ลอกเป็นขุย รวมถึงปัญหาการเกิดริ้วรอย แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและความงาม ‘ธัญ’ (THANN) เชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แพทย์หญิงอวิกา รงค์ทอง มาแนะวิธีสังเกตอาการผิวแห้งขาดน้ำที่ส่งผลให้เกิดปัญหาริ้วรอย พร้อมเทคนิคดูแลผิวให้กลับมาชุ่มชื้นมีสุขภาพดี กับผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพผิวในกลุ่ม Shiso Collection โดยมีเซเลบริตี้สาวสวยร่วมเผยวิธีการดูแลสุขภาพผิวหน้าให้ชุ่มชื้นไร้ริ้วรอยตามแบบฉบับตนเอง

แพทย์หญิงอวิกา รงค์ทอง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม

สังเกตุอาการผิวแห้งขาดน้ำตัวการเกิดริ้วรอย พร้อมเทคนิคดูแลผิวให้กลับมาชุ่มชื้นสุขภาพดี

แพทย์หญิงอวิกา รงค์ทอง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม ได้แนะนำวิธีสังเกตุอาการผิวแห้งขาดน้ำที่ส่งผลให้เกิดริ้วรอยพร้อมเทคนิคดูแลผิวให้กลับมาชุ่มชื้นสุขภาพดีว่า “ผิวแห้ง (Dry skin) และผิวแห้งขาดน้ำ (Dehydrated skin) อาจทำให้หลายคนเกิดความสับสนว่าทั้งสองอย่างคือสิ่งเดียวกัน เพราะมีลักษณะอาการที่เหมือนกัน แต่หากหมั่นสังเกตอาการจะทราบถึงความต่างกัน ผิวแห้งขาดน้ำจะเป็นแค่อาการที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น ไม่ได้เป็นลักษณะผิวที่เป็นมาแต่กำเนิด

ผิวแห้งขาดน้ำ (Dehydrated skin)

เป็นภาวะปัญหาที่ผิวขาดความชุ่มชื้น หรือขาดน้ำไปหล่อเลี้ยงเซลล์ผิวใต้ชั้นผิวหนังทำให้ผิวเกิดการแห้งกร้าน สามารถเกิดได้กับทุกสภาพผิว โดยผิวแห้งขาดน้ำมักจะมีผิวที่ทั้งแห้งและมันในเวลาเดียวกัน สามารถสังเกตลักษณะอาการได้ เช่น หลังล้างหน้าจะรู้สึกว่าผิวหน้าแห้งตึง หยาบกร้าน และแตกลอก แต่ในขณะเดียวกันระหว่างวันผิวจะมัน เป็นสิวง่าย แต่งหน้าไม่ติด ซึ่งเกิดจากการผลิตน้ำมันบนผิวมากเกินไปเพื่อชดเชยความชุ่มชื้นที่เสียไป ทำให้ดูผิวมัน รูขุมขนกว้าง หากปล่อยไว้นานอาจทำให้ผิวสูญเสียการทำงาน เกิดการแพ้ระคายเคือง ส่งผลให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้า

สาเหตุของการเกิดผิวแห้งขาดน้ำ

เกิดได้ทั้งจากปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก โดยปัจจัยภายใน ได้แก่ โรคทางพันธุกรรม เช่น โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ ที่ทำให้รักษาน้ำไว้ที่ผิวหนังไม่ได้ และอายุของเรา โดยอายุที่มากขึ้นนั้นจะส่งผลให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันน้อยลง ไขมันระหว่างเซลล์ก็ลดลง ทำให้ผิวหนังสูญเสียน้ำได้ง่าย

ปัจจัยภายนอก ได้แก่ สารเคมีหรือสารทำความสะอาดชนิดรุนแรงที่ไปชะล้างน้ำมันเคลือบผิวมากเกินไป ทำให้ผิวหนังสูญเสียน้ำง่ายขึ้น การลอกผิวหรือผลัดเปลี่ยนผิวชั้นหนังกำพร้าเร็วกว่าปกติ จนไม่สามารถสร้างชั้นไขมันได้ทัน ส่วนใหญ่จะพบในผู้ที่มีประวัติการใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดผิวที่มีความเข้มข้นสูง และใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศร้อนและเย็น ทำให้ผิวสูญเสียน้ำง่ายและมากขึ้น ผิวก็จะแห้งและเกิดการอักเสบ นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่เคยชินแบบผิดๆ เช่น การดื่มน้ำสะอาดน้อย การตากแดดโดยไม่ทาครีมกันแดด รวมถึงการนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ

วิธีการดูแลผิวแห้งขาดน้ำให้กลับมาชุ่มชื้นอย่างสุขภาพดี

จำเป็นต้องเร่งฟื้นฟูบำรุงและเติมน้ำให้แก่ผิวอยู่เสมอด้วยการเลือกผลิตภัณฑ์ที่มอบความชุ่มชื้นกับผิวได้อย่างยาวนาน โดยไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง หรือรบกวนชั้นผิวที่บอบบาง อย่างผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากใบชิโซะ (Shiso) ที่มีความโดดเด่นในด้านการให้ความชุ่มชื้น ช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวจากความแห้งกร้านและการเสื่อมสภาพของผิว อีกทั้งยังช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase Inhibitor) ในกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานิน (Melanin) หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมน้ำมันธรรมชาติ เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันโจโจ้บา น้ำมันอิฟนิ่งพริมโรส และงดกิจกรรมที่ส่งผลรบกวนผิวอย่างเช่น การสครับหน้า การลอกหน้า การใช้แปรงนวดหน้าที่มีขนหยาบเกินไป ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความเป็นกรดสูง หลีกเลี่ยงการใช้น้ำอุ่นล้างหน้า ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ เพื่อทดแทนน้ำที่ร่างกายสูญเสียไป สามารถคำนวณได้จากน้ำหนักตัว (ก.ก.) x 33 =… ซีซี (1,000 ซีซี = 1 ลิตร, 1 ลิตร = 4 แก้ว) รับประทานอาหารที่มีโอเมก้า 3, วิตามิน เอ ซี อี เพื่อลดการอักเสบของผิวหนัง และอีกสิ่งที่สำคัญ คือ ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ”

ด้านเซเลบริตี้สาวสวยต่างร่วมทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ พร้อมเผยวิธีการดูแลสุขภาพผิวหน้าให้ชุ่มชื้นไร้ริ้วรอยตามแบบฉบับตนเอง เริ่มที่สาวสังคม ธัญวรรณ เทพหัสดิน ณ อยุธยา เผยว่า “โดยส่วนตัวแล้วเอยจะเป็นคนที่มีสภาพผิวแห้งอยู่แล้ว เมื่ออายุมากขึ้นก็จะเกิดริ้วรอยได้ง่าย ยิ่งเวลายิ้มก็จะเกิดร่องแก้ม และเห็นริ้วรอยรอบดวงตาได้อย่างชัดเจน ดังนั้นผิวแห้งแบบเราจึงไม่สามารถละเลยการดูแลผิวได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการดูแลใส่ใจเรื่องอาหารการกิน การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการเติมเต็มความชุ่มชื้น และลดเลือนริ้วรอยอย่าง เอจ อินเวอร์ชั่น เฟซ ครีม และ ไรซ์ เอ็กซ์แทร็ก มอยซ์เจอร์ไรซิ่ง ครีม เนื้อครีมไม่เหนียวเหนอะหนะ ซึบซาบได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่อุดตันรูขุมขน เพียงเท่านี้ผิวก็จะชุ่มชื้น ไม่แห้งกร้าน ปราศจากริ้วรอยและมีสุขภาพดีในทุกๆ วัน”

ถัดมาที่สาวหวาน รินทร์รตา อินทามระ เล่าว่า “เบลเป็นคนที่ผิวค่อนข้างบอบบางและแพ้ง่าย ถึงกับเคยไปพบแพทย์ทำการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังเพื่อให้ทราบว่าผิวของเราแพ้อะไรบ้าง เพื่อจะได้เลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวได้อย่างถูกวิธีและเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ผิวที่บอบบ้างแพ้ง่ายก็ย่อมเจอกับปัญหาระคายเคือง ลอก เป็นขุย ยิ่งเวลาที่ต้องเจอแสงแดดแรงๆ ผิวก็จะแห้งกร้านเกิดริ้วรอยได้ง่าย เวลาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวก็จะพิจารณาจากส่วนผสมที่เป็นสารสกัดธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการมอบความชุ่มชื้นสู่ผิวโดยไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้หรือระคายเคือง อย่าง เอจ อินเวอร์ชั่น เฟซ ครีม นอกจากจะช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นให้กับผิวแล้ว ยังสามารถช่วยเรื่องลดเลือนริ้วรอยได้อีกด้วย นอกจากการใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวแล้ว เบลก็ยังต้องดูแลตัวเองด้วยการดื่มน้ำสะอาดวันละ 2 – 3 ลิตร เพื่อชดเชยเหงื่อที่เสียไป และไม่ทำให้ร่างกายขาดน้ำ รวมถึงนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย หากเราเครียดผิวก็จะเครียดตามและทำให้เกิดอาการผิวแห้งขาดน้ำด้วย”

ปิดท้ายที่เวิร์กกิ้งวูแมน โศภิดา จิระไตรธาร กล่าวว่า “นิ้งเป็นคนผิวแห้งขาดน้ำเป็นประจำ สังเกตุได้เลยว่าถ้าวันไหนดื่มน้ำน้อย ผิวหน้าก็จะแห้งอย่างเห็นได้ชัดและเกิดริ้วรอยได้ง่าย ยิ่งตอนนี้มีลูกแล้วยิ่งรู้สึกว่าคอลลาเจนในผิวลดลง หากวันไหนพักผ่อนน้อย ผิวก็จะขาดความเปล่งปลั่งดูไม่สดใส วิธีการแก้ปัญหาของเรา คือ การดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอในแต่ละวัน เพื่อป้องกันปัญหาผิวขาดน้ำ รวมถึงการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่คุณสมบัติในการมอบความชุ่มชื้นได้อย่างยาวนานอย่าง ไฮเดรติ้ง อิมัลชั่น ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยแก้ปัญหาผิวขาดน้ำโดยเฉพาะ เนื้อครีมบางเบา ดูดซึมง่าย ช่วยฟื้นฟู และปกป้องผิวจากความแห้งกร้าน พยายามแบ่งเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์กับผิว อย่าง ปลาแซลมอน อะโวคาโด มะเขือเทศ รวมถึงธัญพืชต่างๆ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีน เพื่อชะลอการสูญเสียน้ำของร่างกาย”