ไอเดีย Collab เมื่อแนวคิดตรงกัน สินค้าใหม่ก็เกิดขึ้นได้ไม่ยาก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/663590

วันที่ 20 ก.ย. 2564 เวลา 11:19 น.ไอเดีย Collab เมื่อแนวคิดตรงกัน สินค้าใหม่ก็เกิดขึ้นได้ไม่ยากCollaboration อย่างไร ให้เกิดสินค้าใหม่เพื่อชีวิตและธุรกิจที่ยั่งยืนกว่า

แนวคิด BCG (BIO-CIRCULAR-GREEN) คงไม่ใช่แค่คำที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้สวยหรูดูดีอีกต่อไป เพราะขณะนี้ตลาดการค้าทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ทำให้ผู้ประกอบการสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นไทยต้องหันกลับมาพิจารณากระบวนการสร้างสรรค์สินค้ากันใหม่ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง โครงการพัฒนาสินค้าไลฟ์สไตล์ใหม่สำหรับงานแสดงสินค้า STYLE Bangkok หรือ STYLE BANGKOK COLLABORATION 2021 ภายใต้แนวคิด เพื่อชีวิตและธุรกิจที่ยั่งยืนกว่า (Sustainable Life) ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจัดขึ้นในปีนี้ มีผู้ประกอบการให้ความสนใจเข้าร่วมหลากหลายแบรนด์เพื่อสร้างพันธมิตรใหม่ๆ ที่จะร่วมกันสร้างสรรค์สินค้าที่ดึงดูดใจผู้ซื้อและยังสอดคล้องไปกับเทรนด์ของตลาดโลกอย่าง BCG

เริ่ม Collab เพื่อไปต่อ

นายจิรชัย ตั้งกิจงามวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อุตสาหกรรม ดีสวัสดิ์ จำกัด เจ้าของแบรนด์ Deesawat เล่าในฐานะผู้ที่เข้าร่วมโครงการมาตลอด 2 ปีว่า “ปีนี้แบรนด์ที่เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นแบรนด์น้องใหม่ที่เพิ่งสร้างแบรนด์ไม่นาน ได้ความรู้สึกเหมือนพี่จูงน้อง มีโอกาสให้คำแนะนำจากประสบการณ์ที่มากกว่า ขณะที่แบรนด์รุ่นน้องก็มีไอเดียใหม่ๆ มาแชร์หรือนำเสนอวัสดุที่แปลกออกไปเช่นกัน ข้อดีของปีนี้คือมีคอนเซ็ปต์หลักของการสร้างสรรค์สินค้าคือเรื่อง BCG ทำให้มีเรื่องราวชัดเจนเพื่อสื่อสารกับลูกค้า หลังจากที่พูดคุยกันพบว่าหลายแบรนด์ไม่เข้าใจเรื่อง BCG ซึ่งทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ จึงช่วยกันดึงเรื่องราวเหล่านี้ออกมาสื่อสาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดที่จะเริ่มตอบโจทย์ BCG คือการกำจัดหรือลดขยะที่เกิดจากการผลิตสินค้าของตัวเองให้ได้ก่อน 

ปีนี้ ดีสวัสดิ์ได้ Collab กับวาสุ (Wasoo) แปรรูปขี้เลื่อยไม้สักของโรงงานไปเป็นอิฐบล็อคในรูปแบบ Wall Art เนื่องจากปัจจุบันขี้เลื่อยจากโรงงานจะถูกส่งไปที่โรงงานผลิตธูป แต่อนาคตก็ไม่แน่ใจว่าโรงงานผลิตธูปจะยังอยู่ได้ไหม จึงต้องมองหาปลายทางใหม่ให้กับขยะจากดีสวัสดิ์  สิ่งที่เกิดขึ้นและเห็นได้ชัดในโครงการคือการเป็นจุดเริ่มต้นให้หลายๆ แบรนด์ได้มีโอกาสสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ ได้แลกเปลี่ยนแนวคิดเพื่อนำไปสู่การพัฒนาสินค้าร่วมกันในอนาคต ไม่ได้สิ้นสุดแค่การผลิตสินค้าสำหรับโครงการ แม้โครงการจะจบลงแต่เชื่อว่ารูปแบบของ Collaboration จะทำให้เกิดการต่อยอด นำไปสู่การสร้างสรรค์ความแปลกใหม่ของผลิตภัณฑ์ได้ในอนาคต”

เมื่อเซรามิคและพลาสติกมาเจอกัน

นางสาวณพกมล อัครพงศ์ไพศาล และนายนล เนตรพรหม เจ้าของแบรนด์ละมุนละไม (Lamunlamai) เล่าว่า สินค้าของละมุนละไมเป็นงานเซรามิคแฮนด์คราฟท์ซึ่งปั้นขึ้นรูปด้วยมือทั้งหมด ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร และของประดับตกแต่งบ้าน มีจุดเด่นมาจากลวดลายและสีสันที่มาจากแร่ธาตุธรรมชาติ ได้ร่วมกับแบรนด์ Qualy ซึ่งเป็นแบรนด์สินค้าพลาสติกรักษ์โลก โดยทั้งสองแบรนด์มีเป้าหมายร่วมกันในด้านความยั่งยืน ต้องการนำเศษเหลือจากการบริโภคในแต่ละวัน ได้แก่ บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ขวดแก้ว และกากกาแฟ กลับมาเป็นวัสดุและส่วนผสมในการสร้างสรรค์ผลงาน ไม่ว่าจะเป็นชุดถ้วยกาแฟ ขวด ถาดใส่ขนม และกระถางต้นไม้ เพื่อลดปริมาณขยะในสิ่งแวดล้อมและลดการใช้ทรัพยากรใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Landscape on the table” การจำลองภูมิทัศน์ธรรมชาติมาไว้บนโต๊ะทำงาน เพื่อให้ผู้ใช้ได้ตระหนักถึงผลกระทบจากการบริโภคในแต่ละวันที่มีต่อระบบนิเวศน์ในธรรมชาติ โดยผลงานที่ออกแบบจะมีองค์ประกอบที่เป็นตัวแทนของก้อนหิน น้ำ สัตว์ (นก) และต้นไม้ มีการผสานวัสดุและรูปทรงของงานคราฟท์ที่ดูเป็นธรรมชาติจากละมุนละไมเข้ากับงานพลาสติกในระบบอุตสาหกรรมของ Qualy ได้อย่างลงตัว ทั้งหมดนี้ต้องการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานอยู่ที่บ้าน ให้อยู่แล้วมีความสุข สร้างบรรยากาศที่ดีให้กับบ้าน ซึ่งตั้งใจว่าจะพัฒนาต่อเพื่อวางตลาดจริงได้ทั้งในและต่างประเทศ

“ปัจจุบันโลกของการออกแบบไม่ได้ขึ้นอยู่กับการผลิตสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างเดียวไปตลอดเท่านั้น แต่อาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างแบรนด์และนักออกแบบ มากขึ้นเพื่อขยายขอบเขตจากสิ่งที่แต่ละคนถนัด ได้ทำความเข้าใจกลุ่มลูกค้า และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เพื่อต่อยอดเกิดการสร้างสรรค์สินค้าใหม่ที่ดีกว่าเดิม การเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้เป็นโอกาสดีที่ได้โฟกัสกับการออกแบบที่ตอบรับนโยบาย BCG Economy ซึ่งในต่างประเทศให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มานานแล้ว ผู้ผลิตต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ในกระบวนการออกแบบและผลิตออกสู่ตลาด อีกทั้งมีโอกาสขยายศักยภาพของแบรนด์ รวมถึงกลุ่มลูกค้าสินค้าไลฟ์สไตล์และเฟอร์นิเจอร์ที่ไป collab ด้วย ได้เห็นมุมมองใหม่ว่าแบรนด์อื่นมองภาพสินค้าของละมุนละไม. เข้าไปร่วมด้วยได้อย่างไร และได้ร่วมกันผลิตสินค้าที่มุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกันด้วยการคำนึงถึง people – planet และ profit อย่างยั่งยืน ซึ่งประสบการณ์ที่ได้เป็นสิ่งที่สามารถนำไปขยายต่อยอดทั้งกับแบรนด์ตัวเอง และการจะร่วมมือกับแบรนด์อื่นในอนาคตได้อีกด้วย”

ใครว่าสินค้า Mass Production จะใส่ความครีเอทีฟไม่ได้

ฐากร เท็กซ์ ไทล์ สตูดิโอ (Takorn Textile Studio) สตูดิโอผู้สร้างสรรค์สิ่งทอซึ่งเน้น Innovative Textile การทดลองโครงสร้างทางสิ่งทอใหม่ๆ เพื่อให้เกิด texture และ visual ที่แปลกออกไป นายฐากร ถาวรโชติวงศ์ เล่าว่า “ได้ร่วมพัฒนาสินค้ากับแบรนด์ชูส์เฮาส์ (Shoes House) ผู้ผลิตรองเท้าเพื่อส่งออก ซึ่งเห็นว่าวัสดุของฐากรน่าจะไปต่อยอดรองเท้าที่เจาะตลาดยุโรปได้ โดยออกแบบเป็นรองเท้าบูต 3 คอลเล็คชั่น ภายใต้คอนเซ็ปต์ futuristic และ exotic เพราะมองว่าในยุคหลังโควิด สิ่งที่เกิดขึ้นใหม่หรือวัฒนธรรมที่เกิดหลังจากนี้น่าจะก้าวล้ำมากๆ คนโหยหาการแต่งตัวและแฟชั่น จึงต้องดีไซน์สิ่งที่ล้ำจริงๆ ขณะเดียวกันยังเป็นการ upcycle ของวัสดุเหลือใช้ด้วย โดยทางชูส์เฮาส์นำเศษหนังที่เหลือจากโรงงานมาผลิตร่วมกับเส้นใยของฐากรซึ่งมีการผสมเส้นใยรีไซเคิลจากขวดน้ำพลาสติกใช้แล้วเข้าไปด้วย ถือเป็นความร่วมมือที่ท้าทายเพราะเป็นการทำร่วมกันแบบออนไลน์ 100% ผ่านการสเก็ตช์แบบกันทางออนไลน์ แล้วนำไปตัดเย็บขึ้นเป็นต้นแบบ การเข้าร่วมโครงการนี้เป็นการเปิดโอกาสที่ดีในการนำเอาความคิดสร้างสรรค์ไปผนวกเข้ากับโรงงานผลิตสินค้าในเชิง Mass Production ซึ่งก็สามารถทำเพื่อจำหน่ายได้จริง” 

แนวคิดตรงกัน สินค้าใหม่ก็เกิดขึ้นได้ไม่ยาก

นายชนน วระพงษ์สิทธิกุล และนางสาวณัฐฏิยา รัชตราเชนชัย จากฮาร์ฟแบรนด์ (HARVBRAND) ผู้ผลิตสินค้าตกแต่งบ้านที่ขยายตัวจากโรงงานเฟอร์นิเจอร์ปาร์ติเคิลบอร์ด เน้นการออกแบบและผลิตสินค้าที่ใช้วัสดุอย่างคุ้มค่า ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพผู้ใช้ เล่าว่า ปาร์ติเกิ้ลบอร์ดเป็นวัสดุที่เกิดจากไม้เหลือใช้หมุนเวียนนำกลับมาใช้ใหม่ โดยมาจากต้นยางที่ลำต้นถูกนำไปผลิตเฟอร์นิเจอร์แล้ว เหลือกิ่งก้านต่างๆ ซัพพลายเออร์จึงนำมาย่อยให้เล็กลงผสมกาวคุณภาพดีที่มีการปล่อยสารฟอร์มัลดไฮด์ต่ำหรือไม่มีเลย แล้วบีบอัดด้วยความดันสูง เมื่อเข้าร่วมโครงการจึงมองหาแบรนด์ที่มีวัสดุแนวทางเดียวกันอย่าง Qualy เพื่อออกแบบสินค้าใหม่ที่ใช้จุดเด่นของทั้งสองแบรนด์มาร่วมกัน ให้เกิดเป็นสินค้าในรูปแบบโมดูล่า ขนาดต่อชิ้นนั้นไม่ใหญ่แต่สามารถนำไปต่อกันเพื่อขยายประโยชน์การใช้งานได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นชั้นวางหนังสือ วางของแต่งบ้าน ต้นไม้ หรือคอนโดแมว เป็นต้น โดยเสากิ่งไม้ทำจากพลาสติกรีไซเคิลของ Qualy ส่วนชั้นเป็นเศษไม้จากโรงงานที่ตัดเหลือจากเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ อาทิ เตียง ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้ง ซึ่งจัดเป็นเซ็ทจำหน่ายให้ลูกค้าเลือกขนาด S M L วางแผนที่จะจำหน่ายให้ได้ภายในปีนี้ และจะต่อยอดไปในสินค้าแบบอื่นๆ เพราะทั้งสองแบรนด์มีแนวคิดตรงกันในด้านการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ ต่างเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน คือช่วยขยายรูปแบบให้กับการจำหน่ายสินค้าของ Qualy เพราะจากเดิมจำหน่ายสินค้าเป็นชิ้นแต่เมื่อมาทำเป็นรูปแบบเฟอร์นิเจอร์ทำให้จำหน่ายได้ทีละหลายชิ้น ส่วนทาง HARVBRAND เองก็สามารถใช้เศษไม้ได้อย่างคุ้มค่าและเต็มที่มากขึ้น

“เทรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่มาทาง BCG (Bio-Circular-Green) จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้ชัดจากยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่มีแบรนด์ลักษณะนี้เพิ่มขึ้นมาก มีผู้คนให้ความสนใจและซื้อสินค้า รัฐบาลยุโรปเองก็มีมาตรการในการอนุญาตสินค้าเพื่อจำหน่ายในประเทศมากขึ้นด้วย ในประเทศไทยแม้จะเป็นวาระแห่งชาติก็จริงแต่ก็ยังมีจำนวนผู้ใช้สินค้าแบบนี้ไม่มาก อาจเพราะติดในเรื่องของราคา แต่คิดว่าในอนาคตหากความต้องการเพิ่มสูงขึ้น ผู้ผลิตก็จะสามารถผลิตได้ในต้นทุนที่ถูกลง สำหรับประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการนี้อันดับแรกคือการได้รู้จักผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญที่ช่วยเพิ่มเครือข่ายในการทำธุรกิจ อันดับสองคือการได้รับมุมมองใหม่ๆ ที่ไม่เคยนึกถึงมาก่อน เกิดเป็นคอมมูนิตี้ของแบรนด์ที่สนใจเรื่องเดียวกัน เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมอง ทำให้มีพลังบางอย่างที่จะส่งถึงลูกค้าในอนาคตให้หันมาใช้วัสดุที่เป็น BCG มากขึ้น เพื่อช่วยกันลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติน้อยลง”

การได้ค้นหาวัสดุแปลกใหม่เป็นเรื่องดี

ประสบการณ์การเข้าร่วมโครงการ STYLE BANGKOK COLLABORATION ในปีที่ผ่านมาทำให้ นางสาวจุไรรัตน์ คุณาวิชยานนท์ เจ้าของแบรนด์ คุณเดคอเรด (KUN decorate) ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์จากอลูมิเนียมตัดสินใจเข้าร่วมโครงการในปีนี้ได้ไม่ยากโดยเล่าว่า “การเข้าร่วมโครงการในปีที่แล้วทำให้เห็นถึงข้อดีของการได้รู้จักวัสดุแปลกใหม่ มีโอกาสในการพัฒนาสินค้าใหม่ที่ต่อยอดจากเฟอร์นิเจอร์ จึงตัดสินใจเข้าร่วมในปีนี้ ซึ่งได้ร่วม Collab กับ 6 แบรนด์ ใน 4 คอลเล็คชั่น มีโอกาสในการนำอลูมิเนียมจาก KUN DECORATE ไปร่วมกับวัสดุอื่น ไม่ว่าจะเป็นเศษหนังรีไซเคิลจากแบรนด์ธาอีส (THAIS) สำหรับการผลิตสินค้าเพื่อกิจกรรมแค้มป์ปิ้ง ช่วยเพิ่มคุณค่าใหม่ๆ ให้กับการใช้งาน หรือการทำให้อลูมิเนียมดูนุ่มนวลลงด้วยการไปผนวกกับเส้นใยจากผักตบชวาและใยผ้าจากแบรนด์ มูเน่ (Munie) และใส่ใจ (SAI JAI) เพื่อทำเป็นโคมไฟกระเป๋าหิ้ว ขณะที่แบรนด์วินเทค (Wintech) ซึ่งเป็นกระจกก็มาชวนทำเฟอร์นิเจอร์ที่แปลกออกไปโดยใช้กระจกเป็นขาแต่อลูมิเนียมกลายไปเป็นส่วนท็อป ส่วนคอลเล็คชั่นสุดท้ายคือการร่วมกับ หนึ่งศูนย์สามเปเปอร์ (103paper) และฮิวมีม (Humeme) เพื่อทำสินค้าขนาดเล็กที่ใส่ของได้โดยมีปิ่นโตเป็นแกนของคอนเซ็ปต์ การร่วมมือเหล่านี้คือความท้าทายใหม่ๆ ที่สามารถต่อยอดความร่วมมือได้ต่อไปในอนาคต”

ความร่วมมือกันหรือการ Collaboration นั้น เกิดขึ้นได้ในทุกอุตสาหกรรม เมื่อแบรนด์มีเป้าหมายเดียวกัน ย่อมพัฒนาความร่วมมือต่อกันได้ในหลายๆ ด้าน และต่อยอดไปยังอนาคต เพื่อให้เกิดสินค้าใหม่ที่สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืนในโลกของการค้า และส่งเสริมการใช้ชีวิตของมนุษย์ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ต่อไป

Luxe Monster Sale 2021 งานเซลส์ที่คนรักแบรนด์เนมต้องร้อง WoW !! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/663527

วันที่ 19 ก.ย. 2564 เวลา 11:45 น.Luxe Monster Sale 2021 งานเซลส์ที่คนรักแบรนด์เนมต้องร้อง WoW !!เซ็นทรัลเล่นใหญ่ลดเอาใจคนรักแบรนด์เนม กับ Luxe Monster Sale 2021 งานเซลส์ครั้งใหญ่รวมเสื้อผ้าและเครื่องประดับแบรนด์เนมมาให้ช้อป พร้อมมอบส่วนลดสูงสุด 80%

ห้างเซ็นทรัล เอาใจคนรักแบรนด์เนม จัดงานเซลส์ครั้งใหญ่ของเสื้อผ้าและเครื่องประดับแบรนด์เนม มาให้ช้อปด้วยส่วนลดสูงสุด 80% และรับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 12.5 % เมื่อใช้คะแนนเดอะวัน รับสิทธิพิเศษเพิ่มจากบัตรเครดิตชั้นนำ ภายใต้มาตรการความปลอดภัยทางสาธารณสุข ที่จะทำให้คุณช้อปอย่างมั่นใจ อุ่นใจเสมือนอยู่บ้าน ตั้งแต่วันที่ 19 – 22 กันยายน 2564 ที่ The Event Hall ชั้น 3 ห้างเซ็นทรัลชิดลม

พบกับแบรนด์ดัง อาทิ TORY BURCH, BALLY, KATE SPADE NEW YORK DVF, REBECCA MINKOFF, VILEBREQUIN, TUMI, CHLOE STORA, CLUB MONACO, EILEEN FISHER, ELIE TAHARI, GERARD DAREL, MAJE, PORTS PURE, SANDRO และแบรนด์ดัง จาก Luxe Galerie, Luxe Kids, CMG และ SIWILAI

นอกจากนี้ เฉพาะสมาชิกบัตรเครดิตเดอะวัน เดอะแบล็ค, แบล็ค และลักซ์ รับพวงกุญแจ Swarovski มูลค่า 1,550 บาท เมื่อช้อปสะสมภายในวันครบ 100,000 บาท (จำกัด 1 สิทธิ์ต่อหมายเลขบัตร ต่อวัน และจำกัดของรางวัลจำนวน 10 รางวัล ตลอดรายการ) มาสเตอร์การ์ด รับบัตรของขวัญสูงสุด 1,500 บาท ยูเนียนเพย์ รับบัตรของขวัญ 300 บาท และรับเพิ่มกระเป๋าผ้ารักษ์โลก มูลค่า 899 บาท และรางวัลสำหรับ Top spenders 3 ท่าน รับเครื่องประดับสุดหรู จาก Beauty Gems (เงื่อนไขเป็นไปตามที่กำหนด)

พร้อมกันนี้ ยังมีหลากหลายช่องทางสะดวกจากห้างเซ็นทรัล ทั้ง Central Chat & Shop ช้อปและแชตผ่านไลน์ @Centralofficial, บริการ Central Personal Shopper On Demand โทร.1425 ผู้ช่วยช้อปส่วนตัวสำหรับทุกคน รวมถึงช้อปฝ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ และอินบ็อกซ์ผ่านเฟซบุ๊กเพจ Central Department Store และที่ห้างเซ็นทรัล ทุกสาขาทั่วประเทศ

Bolon X Transition สร้างเซอร์ไพรส์เอาใจสายแฟ กับ Special Edition 2 รุ่น 2 แบบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/663468

วันที่ 18 ก.ย. 2564 เวลา 10:05 น.Bolon X Transition สร้างเซอร์ไพรส์เอาใจสายแฟ กับ Special Edition 2 รุ่น 2 แบบ BOLON สร้างเซอร์ไพรส์เอาใจสายแฟ เปิดตัว Special Edition “BOLONXTRANSITIONS” จับคู่กรอบแฟชั่นสุดเก๋ กับเลนส์สุดเท่ห์เปลี่ยนสีได้

โบลอน (BOLON) เปิดตัว Special Edition จับเทรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ โชว์คอนเซ็ปต์ ‘แฟชั่นไร้ขีดจำกัด’ (I Have No Limit) ด้วยการ Mix & Match กรอบแว่นตาแฟชั่น BOLON เข้ากับเลนส์เปลี่ยนสีสุดพรีเมี่ยม รุ่น TRANSITIONS มาพร้อมเสื้อยืดแนวสตรีท ที่บรรจุมาในกล่องสุดชิค มีให้เลือก 2 รุ่น 2 แบบ ให้สายแฟได้ตอบโจทย์การใส่ทั้ง Indoor-Outdoor แล้ววันนี้

BOLON ผู้นำด้านกรอบแว่นตาแฟชั่น ในเครือบริษัท เอสซีลอร์ ผู้นำด้านเลนส์สายตาระดับโลก ต้องการมอบความคุ้มค่าให้ผู้ใช้มากกว่าที่เคย จัดเต็มด้วยการออก Special Edition Set ‘Bolon X Transition’ ตอบโจทย์การใช้งานครบทุกองศา ให้ความสำคัญกับการปกป้องดวงตาอย่างที่สุดเพราะดวงตามีคู่เดียว และคนยุคใหม่ ใช้งานดวงตามากขึ้นตั้งแต่ตื่นเช้าจนเข้านอน ทำให้ด้วยตาต้องเผชิญมลภาวะทั้งจาก แสงแดด แสงUV หน้าจอมือถือ และจอคอมพิวเตอร์ ตลอดเวลา

สำหรับรูปลักษณ์และดีไซน์ของกรอบแว่น Bolon รุ่น “BolonXTransitions” ได้แรงบันดาลใจจากแฟชั่น ยุค 70’s ที่การแต่งตัวและการแสดงออกบ่งบอกถึงอารมณ์ เน้น Mix & Match โดยการสวมใส่เสื้อผ้าของเพศตรงข้าม เพื่อแสดงอัตลักษณ์ของตัวตนผ่านแฟชั่นที่ไร้ขีดจำกัด (NO LIMIT) โดย BOLON เลือกดีไซน์กรอบแว่น 2 รุ่น พร้อม สีเลนส์ทรานสิชั่น 2 สี ได้แก่

รุ่นมายา (MYA) กรอบสี Clear หรือสีใสโปร่งแสง ทรงเหลี่ยมที่ออกแบบให้ดู Vintage มาพร้อมความพิเศษของตัวกรอบ Acetate นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ขาแว่นใช้วัสดุ TR90 ที่สามารถโค้งงอได้ตามใจ เบาสบายเมื่อสวมใส่ รับกับรูปทรงของใบหน้าทุกแบบ แมทช์มากับเลนส์ Transitions สีน้ำตาลทอง (Amber) ส่งให้ใบหน้าละมุน สว่าง เหมาะกับสาวๆที่ต้องการลุคซอฟท์ใส หรือหนุ่มๆที่มีสไตล์อ่อนโยน น่ารัก

รุ่นแซ็ค (ZACK) มาพร้อมเทรนด์ Oversize ที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย วัสดุทำจากไทเทเนียม เพิ่มความสบายที่ปลายขาแว่นด้วยการห่อหุ้ม rubber กระชับนุ่มเมื่อสวมใส่ กรอบแว่นสี Rose Gold ซึ่งเป็นสีท็อปฮิตของแบรนด์อย่างมีเอกลักษณ์ แมทช์มากับเลนส์ Transitions สีฟ้าน้ำเงิน (Sapphire) โชว์ความเท่ห์ เฉี่ยว ให้ผู้สวมใส่มั่นใจ คล่องแคล่ว เข้าได้กับทุกลุคทุกสไตล์

Bolon’s Special Edition จัดทำขึ้นแบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะในประเทศไทย มีเพียงรุ่นละ 1,000 ชิ้น จำหน่ายในรูปแบบ Box Set สุดชิคพร้อมเสื้อยืดเอาใจสายแฟ สายสตรีท รุ่น MYA ราคา 5,800 บาท และ รุ่น ZACK ราคา 6,300 บาท วางจำหน่ายแล้วที่ร้านแว่นตาตัวแทนจำหน่าย BOLON EYEWEAR ทั่วประเทศ หรือสอบถามได้ที่ Facebook : Bolon Eyewear Thailand และ IG : boloneyewearth

ห้างเซ็นทรัลชวนย้อนไทม์ไลน์ 7 โมเม้นต์แห่งความทรงจำของคนไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/663476

วันที่ 18 ก.ย. 2564 เวลา 08:30 น.ห้างเซ็นทรัลชวนย้อนไทม์ไลน์ 7 โมเม้นต์แห่งความทรงจำของคนไทยเปิดวาร์ปบ้านหลังที่สองของคนไทย ย้อน “ไทม์ไลน์” 7 โมเม้นต์แห่งความทรงจำผ่านคลิปสุดประทับใจ สะท้อนการอยู่เคียงข้างคนไทยตลอด 7 ทศวรรษของ “เซ็นทรัล”

ห้างเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล พาย้อนนึกถึงช่วงเวลาแห่งความทรงจำที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 7 ทศวรรษ จนเป็นมากกว่าคำว่าห้างสรรพสินค้า แต่เสมือนบ้านหลังที่สองของคนไทยจากรุ่นสู่รุ่นทุกเพศวัย และตลอดช่วงเวลานั้น ห้างเซ็นทรัลได้สร้างโมเม้นต์ดีๆ ให้กับคนไทยผ่านภาพยนตร์โฆษณาระดับ “ไวรัล” ของทุกๆ เจน

ยุวดี จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า วันนี้ “เซ็นทรัล” พาคนไทยย้อนความทรงจำผ่านคลิปวีดิโอออนไลน์ในชื่อ “ไทม์ไลน์” ซึ่งเป็นการเล่าเรื่องผ่าน 7 โมเม้นต์ ในแต่ละยุคที่ต้องร้อง “อ๋อ” ควบคู่กับโฆษณาของเซ็นทรัลที่ฮิตติดหูติดตาคนไทยในระดับ “ไวรัล” ผสมผสานกิจกรรมและโครงการของ “เซ็นทรัล” ที่สะท้อนการอยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนานกว่า 7 ทศวรรษ พร้อมอยู่เคียงข้างคนไทยเสมอทั้งในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคต เป็นดั่งสถานที่แห่งความสุขที่ทุกคนในครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่นจะได้มาใช้เวลาด้วยกันได้ทุกวัน โดย “โมเม้นต์” ดังกล่าวประกอบไปด้วย

• การสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ในปี พ.ศ. 2525 ถือเป็นปีแห่งความครื้นเครงของคนไทย ประเทศไทยมีการจัดกิจกรรม รถแห่ ประดับดอกไม้รอบเมือง พร้อมกับการที่เซ็นทรัลได้สร้างสัญลักษณ์ความสุขแห่งใหม่ คือการเปิดบริการ “เซ็นทรัล ลาดพร้าว” ศูนย์การค้าครบวงจรแห่งแรก เป็นเสมือนแหล่งรวมสิ่งทันสมัย ความบันเทิง สินค้าแบรนด์คุณภาพ นำเทรนด์แฟชั่น ที่วัยรุ่นยุคนั้นไม่พลาดที่จะไปเช็คอิน

• ยุคการประกาศห้ามสูบบุหรี่ในห้าง ในปี พ.ศ. 2535 เซ็นทรัล ถือเป็นองค์กรแรกของประเทศไทยในการประกาศพื้นที่ห้ามสูบบุหรี่ เพื่อสร้างสุขภาพที่ดีให้กับคนไทย และผู้ใช้บริการ ซึ่งการประกาศดังกล่าวของห้างเซ็นทรัลเกิดขึ้นก่อนที่กฎหมายจะกำหนดห้ามสูบบุหรี่ในพื้นที่สาธารณะถึง 27 ปี

• เทศกาลตรุษจีนที่น่าจดจำปี พ.ศ. 2537 เซ็นทรัลเชื่อมความสัมพันธ์ชาวไทยเชื้อสายจีน ด้วยการปล่อยโฆษณาตรุษจีนน่ารักๆ กับประโยคยอดฮิต “ตรุษจีนนี้อาม่าอยากไปเที่ยวไหน…ไป เซ็นทรัล” เกิดกระแส ‘ไวรัล’ ในยุคที่ยังไม่มีสมาร์ทโฟนหรือเฟซบุ๊ก

• เปิดจอเจอโฆษณาทอล์คออฟเดอะทาวน์ “พี่แม็คกับหนูผี” ในปี พ.ศ. 2541 โฆษณาที่ทำให้คนไทยในยุคนั้นฟินตามๆ กัน ด้วยความรักใสๆ วัยรุ่น ก่อนยุคปัดซ้ายขวาในแอปหาคู่ พร้อมประโยคฮิตติดหูที่ว่า “ที่เซ็นทรัล คุณจะได้สิ่งที่ดีที่สุดกลับไปเสมอ”

• คนไทยฉลองการเปิด “สุวรรณภูมิ” สนามบินแห่งใหม่ ในปี พ.ศ. 2549 พร้อมๆ กับการที่เซ็นทรัลได้สร้างบัตรที่เชื่อมเซ็นทรัล และ คนไทย ให้ใกล้กันมากขึ้น นั่นคือ “The 1 Loyalty card” ที่ปัจจุบันมีสมาชิกถึง 18 ล้านคน

• สมาร์ทโฟนเครื่องแรกได้เข้าสู่ประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2550 ซึ่งมาพร้อมกับการที่ห้างเซ็นทรัล ฉลองครบรอบ 60 ปี ผ่านแคมเปญ “เพราะมีคุณ…ถึงมีเรา” และเกิดประโยคคุ้นหู “ความสุขเกิดขึ้นได้ทุกที่ ที่เซ็นทรัล”

• ยุควิกฤตโควิด-19 ในปี พ.ศ. 2563 เซ็นทรัล ได้เปิดตัวไวรัลคลิปสุดประทับใจ เรื่อง “พร้อม…” เพื่อให้กำลังใจคนไทยในการก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน พร้อมประโยคฮิตติดหูที่ว่า “ถ้ามัวแต่ก้มหน้า เราก็จะมองไม่เห็นสายรุ้ง” ซึ่งสร้างความประทับใจ และทำให้มียอดวิวถล่มทลายกว่า 17 ล้านวิว

ยุวดี กล่าวปิดท้ายว่า “กว่า 7 ทศวรรษ ที่ห้างเซ็นทรัลอยู่เคียงข้างคนไทย เราได้เติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง และกลายเป็นห้างสรรพสินค้าชั้นนำระดับโลกที่น่าภาคภูมิใจของประเทศ ตลอดจนเป็นแหล่งรวมแบรนด์ชั้นนำ เพื่อให้บริการสังคมไทยอย่างครบวงจร เป็นดั่งศูนย์กลางในการขับเคลื่อนทุกชีวิต ทุกธุรกิจ และสังคม เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน และยังกลายเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงสายใยความผูกพันของคนไทยจากรุ่นสู่รุ่น โดยการจัดทำคลิปวีดีโอชุด “ไทม์ไลน์” ในครั้งนี้ เปรียบเหมือนการพาทุกคนนั่งไทม์แมชชีน เพื่อย้อนกลับไปรำลึกความทรงจำดีๆ ร่วมกันตลอด 70 กว่าปีที่ผ่านมา และเป็นดั่งคำมั่นสัญญาของเซ็นทรัล ที่จะไม่หยุดสร้างสรรค์สิ่งดีๆ เพื่อเป็นการตอบแทนคนไทยตลอดไป”

สำหรับคลิปวีดีโอ “ไทม์ไลน์” และข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ เฟซบุ๊ก: www.facebook.com/CentralRetail

SRICHAND Skin Moisture Burst Series สกินแคร์บำรุงผิวหน้าซีรีส์แรกของแบรนด์ SRICHAND #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/663475

วันที่ 18 ก.ย. 2564 เวลา 07:50 น.SRICHAND Skin Moisture Burst Series สกินแคร์บำรุงผิวหน้าซีรีส์แรกของแบรนด์ SRICHANDSRICHAND (ศรีจันทร์) สร้างความตื่นเต้นครั้งใหม่ ครั้งแรกในไทย!! กับ SRICHAND Skin Moisture Burst Series ตุนน้ำลึก ล็อคผิวฉ่ำนาน เพิ่มพลังความชุ่มชื่น 72 ชั่วโมง พร้อมเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ระดับซุป’ตาร์ มาร์กี้ ราศรี

ต้องยอมรับว่าไลฟ์สไตล์ของเรามีการปรับเปลี่ยนไปเพราะสถานการณ์โควิด ทำให้หลายคนอยู่บ้านมากขึ้น ออกนอกบ้านน้อยลง และหน้ากากอนามัยกลายเป็นไอเท็มติดกายที่ขาดไม่ได้ แต่การมีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้นหรือนานเกินไปก็กลับทำให้บางคนลืมที่จะดูแลตัวเอง หรือถึงขึ้น ปล่อยปละละเลยการดูแลผิวพรรณ

เมื่อดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ ผิวพรรณก็บ่งบอกถึงความแข็งแรงของสุขภาพกายและใจได้เช่นกัน ทุกครั้งที่ส่องกระจก ลองสังเกตว่าผิวขาดความชุ่มชื่น หมองคล้ำ มีริ้วรอย ขาดความสดชื่นหรือไม่ ดังนั้น การดูแลผิวพรรณยิ่งต้องใส่ใจเป็นพิเศษมากกว่าเดิม การได้ชาร์จแบตให้ร่างกายเสมือนเป็นการเพิ่มพลังบวกให้กับชีวิต ให้กับจิตใจ เมื่อใจสดชื่นร่างกายก็สดชื่นกระปรี้กระเปร่าไปด้วย SRICHAND (ศรีจันทร์) ผู้เชี่ยวชาญด้านเมคอัพ แบรนด์เครื่องสำอางไทยที่สาวๆ หลายคนรู้จักกันดีกับ “แป้งม่วงในตำนาน”  ได้เล็งเห็นและพร้อมให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ จึงอยากขอเป็นตัวแทนส่งมอบพลังบวกให้ความสุข เติมความสดชื่นได้ทุกเวลาให้กับผิวคุณถึงบ้าน โดยไม่ต้องออกไปไหน เรียกได้ว่าเป็นสกินแคร์ตอบโจทย์คนยุคนี้อย่างแท้จริง เพราะโควิดทำให้ทุกคนต้องอยู่กับตัวเอง อดทนและมีความหวังว่าพรุ่งนี้จะต้องดีขึ้น แล้วเราจะผ่านมันไปได้ด้วยกัน

ทิปส์ง่ายๆ สร้างพลังบวกให้กับตัวเองและเติมความสดใสให้ร่างกายและการดูแลสุขภาพผิว

  • ยิ้มบ่อยๆ มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ
  • เปิดใจให้กว้าง มองโลกในแง่ดี คิดดีทำดี
  • เห็นคุณค่าของตัวเอง
  • ปล่อยวาง อดทน และเข้มแข็ง
  • ตื่นเช้าขึ้น ออกกำลังกายอย่างน้อย 3-4 วัน / สัปดาห์
  • กินอาหารที่มีประโยชน์พักผ่อนให้เพียงพอดื่มน้ำเยอะๆ
  • พักวางจากความเครียด หากิจกรรมที่ชอบทำ ให้เรามีความสุข เช่น วาดรูป เล่นดนตรี ปลูกต้นไม่ นั่งสมาธิ
  • แต่งหน้าแต่งตัวสวยแม้ไม่ได้ออกไปไหน ให้จิตใจรู้สึกกระชุ่มกระชวย
  • ดูแลบำรุงผิวเป็นประจำทุกเช้าและก่อนนอน
คุณรวิศ หาญอุตสาหะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด

SRICHAND (ศรีจันทร์) แบรนด์เครื่องสำอางไทยครองใจสาวๆ SRICHAND เน้นย้ำถึงการคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความเชื่อ ความมุ่งมั่น ของแบรนด์ในเรื่องคำนึงถึงความต้องการของลูกค้า ยกให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลางในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการ อยากส่งต่อผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าของเรา เพราะเราเชื่อว่าการดูแลผิวทุกประเภท ไม่ว่าจะอยู่วัยใด พื้นฐานที่จำเป็นและสำคัญที่สุดในขั้นตอนการดูแลผิว นั่นก็คือ เรื่องของความชุ่มชื่น ดังนั้นหากมีมอยเจอร์ไรเซอร์ในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าที่ดีมีประสิทธิภาพ มาคอยช่วยเติมเต็มความชุ่มชื่นให้กับผิวได้อย่างเพียงพอ จะถือเป็นพื้นฐานที่จำเป็นในการช่วยแก้ปัญหาผิวต่างๆ รวมถึงมอบผลลัพธ์การแต่งหน้าให้ติดทนได้นานตลอดวัน

ครั้งนี้ SRICHAND พร้อมสร้างความตื่นเต้นครั้งใหม่ ครั้งแรกในประเทศไทย ด้วยการคิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ “SRICHAND Skin Moisture Burst” สกินแคร์บำรุงผิวหน้าซีรีส์แรกของแบรนด์ใน “กลุ่ม Hydration” ผสานด้วยนวัตกรรม (GG) เติมน้ำให้ผิวใหม่ ผิวคงความชุ่มชื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพยาวนานถึง 72 ชั่วโมงปรารถนาให้ผู้หญิงไทยเป็นเจ้าของผิวสวยแลดูสุขภาพดีช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นแบบจัดเต็มเตรียมผิวอิ่มฟูเปล่งปลั่งและยังช่วยให้การแต่งหน้าติดง่ายขึ้น

สำหรับ SRICHAND Skin Moisture Burst โดดเด่นด้วย Glyceryl Glucoside (GG) ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติช่วย เติมน้ำให้ผิว ช่วยดูแลระดับความชุ่มชื่นให้กับผิว เพื่อให้ผิวมีความชุ่มชื่นอยู่เสมอ การที่ผิวมีสุขภาพที่ดี ไม่ใช่เพียงแค่มีผิวที่แข็งแรงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผิวที่เนียนนุ่ม ชุ่มชื่น และมีความยืดหยุ่น ได้รับการเติมน้ำให้ผิวอย่างเพียงพอ เพื่อไม่ให้เกิดผิวขาดน้ำจนทำให้ผิวหมองคล้ำ แห้งกร้าน ไม่เปล่งปลั่ง โดยใน Glyceryl Glucoside จะมีลักษณะเป็น Aquaporin ทำหน้าที่ดูแลรักษาระดับความชุ่มชื่นให้ผิวอย่างเหมาะสม โดยเป็นช่องทางการผ่านเข้า – ออก ของโมเลกุลน้ำ ดังนั้นกระบวนการส่งผ่านน้ำของ Aquaporin สามารถเพิ่มความชุ่มชื่นในผิวได้ ถ้ายิ่งมี  Aquaporin มากเท่าไหร่ การส่งผ่านโมเลกุลน้ำจะยิ่งมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ผิวมีความชุ่มชื่นเพิ่มมากขึ้น ผสานด้วย moisturizing agents อื่นๆ ที่ช่วยผนึกกำลังทำให้ผิวมีความอิ่มฟูและเปล่งปลั่ง

SRICHAND Skin Moisture Burst ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม ประกอบไปด้วย SRICHAND Skin Moisture Burst Essence น้ำตบเอสเซนส์เตรียมผิว ,  SRICHAND Skin Moisture Burst Serum เซรั่มบูสต์ความชุ่มชื่น และ SRICHAND Skin Moisture Burst Gel Cream: เจลครีมล็อคผิวอิ่มน้ำ

ในโอกาสเปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ SRICHAND Skin Moisture Burst Series ครั้งนี้ ได้เปิดตัวพรีเซ็นเตอร์สกินแคร์คนแรกในประเทศไทย มาร์กี้ – ราศรี บาเล็นซิเอก้า นักแสดงสาวสวย เก่ง มีเสน่ห์ มากความสามารถ รวมถึงบุคลิกและความมั่นใจที่ตอบโจทย์คอนเซ็ปต์ Ready, Happy, Lucky, Smart ได้เป็นอย่างดี สะท้อนภาพลักษณ์ของ SRICHAND (ศรีจันทร์) ที่เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบการดูแลปรนนิบัติผิวอย่างเป็นประจำ มีสุขภาพผิวหน้าที่ดี สวยเปล่งประกาย และมีสไตล์ในแบบของตัวเอง ตามสโลแกน “Beauty Ready Go” หรือ “สวยก่อน พร้อมกว่า” เป็นแบรนด์ที่ยืนอยู่เคียงข้างกับสาวไทย พร้อมส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยทำให้ตัวเองดูดีขึ้นในแบบฉบับของตน และเตรียมตัวให้พร้อมรับกับทุกสถานการณ์ในการใช้ชีวิต

“รู้สึกดีใจ ตื่นเต้นเป็นอย่างมาก นอกจากพอรู้ว่าได้เป็นพรีเซ็นเตอร์ของศรีจันทร์แล้ว ยังตื่นเต้นเข้าไปอีก เพราะว่ามีโอกาสได้เป็นพรีเซ็นเตอร์ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าคนแรกของศรีจันทร์ด้วย ก็เลยตื่นเต้นมากเนื่องจากเป็นคนแรกก็เลยอยากทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มาร์กี้ได้มีโอกาสทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ก่อนจะออกวางจำหน่าย ทั้ง Essence, Serum, Gel Cream รู้สึกได้ถึงความเบาสบายผิว ไม่หนักหน้า ไม่เหนียวเหนอะหนะ รู้สึกสบาย สดชื่นตั้งแต่เช้าและก่อนนอน ตอนแรกก็กังวลว่าความเบาสบายนี้ จะบำรุงผิวหน้าอยู่ไหม เพราะไม่ได้อายุน้อยขนาดนั้น แต่รู้สึกได้เลยว่า ตัวนี้ช่วยได้อย่างล้ำลึกจริงๆ และได้มีโอกาสพูดคุยกับทางทีมศรีจันทร์ พบว่าผลิตภัณฑ์นี้มีตัว GG ซึ่งนอกจากจะมีผิวสัมผัสที่เบาสบายแล้ว ยังช่วยดูแลเรา ซัพพอร์ตผิวอย่างเต็มที่ สำหรับมาร์กี้มีผิวหน้าประเภท หน้าแห้งบางส่วน และหน้ามันบางส่วน เรียกได้ว่าเป็นผิวผสม เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์แล้ว รู้สึกว่าบริเวณที่แห้งก็ชุ่มชื่นดีขึ้น ส่วนบริเวณที่มัน ก็สร้างความ Balance ดีขึ้น ไม่ได้รู้สึกมัน เหนียวเหนอะ หรือ Creamy จนเกินไป รู้สึกว่ากำลังพอดีกับผิวเลยค่ะ และถ้าพูดถึงผลิตภัณฑ์แล้ว ก็ต้องพูดถึง Packaging ด้วยค่ะ ที่ทำออกมาได้ดูดี น่ารัก Minimal สบายตา และมีความละมุน ทันสมัย พกใส่กระเป๋าไปที่ไหนก็ดูดี น่ารัก”

เปิดประสบการณ์ใหม่ไปพร้อมกับมาร์กี้ได้แล้ววันนี้ที่ 7-Eleven, Watsons, EVEANDBOY, Boots, Konvy, Beautrium, Big C, Tops, King Power และร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ หรือสั่งซื้อออนไลน์ที่ 1948beauty.com และช่องทาง Lazada และ Shopee official สามารถดูข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้เพิ่มเติมที่ www.1948beauty.com หรือ Call Center 02-718 3183-7 ชมโฆษณาได้ที่ : https://youtu.be/ht1mBBmGXrk

เปิดเซฟนาฬิกาหรูคู่ใจนักลงทุน ‘มาร์ค ธาวิน พี เซียวตง’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/663467

วันที่ 18 ก.ย. 2564 เวลา 06:30 น.เปิดเซฟนาฬิกาหรูคู่ใจนักลงทุน 'มาร์ค ธาวิน พี เซียวตง'เปิดตู้เซฟชมเรือนนาฬิกาหรูของนักลงทุนแถวหน้าในเมืองไทย “มาร์ค ธาวิน พี เซียวตง” ลงทุนกับสิ่งที่ชอบ อีกหนึ่งทางเลือกที่สร้างกำไรและให้ผลตอบแทนคุ้มค่า เผยพร้อม 4 แบรนด์ที่กำลังได้รับความนิยม

การลงทุนในของสะสมไม่ได้เป็นแค่เรื่องรสนิยมหรือความฟุ่มเฟือยเสมอไป หากแต่คือการลงทุนที่สามารถสร้างโอกาสในการทำกำไรให้กับเราได้อีกทางหนึ่ง โดยเฉพาะนาฬิกาที่ยังคงเป็นตัวเลือกในทางเลือกการลงทุนยอดนิยมตลอดกาล เพราะนาฬิกาหรูถือเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่า สามารถให้ดอกและผลที่งอกงามได้เป็นอย่างดี ซึ่งนักลงทุนมากประสบการณ์อย่าง ‘มาร์ค ธาวิน พี เซียวตง’ ก็ไม่พลาดที่จะสะสมนาฬิกาสุดหรู เพราะถือเป็นการลงทุนลงทุนที่คุ้มค่า อีกทั้งยังสร้างกำไรและให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าจากการถือครอง

มาร์ค ธาวิน พี เซียวตง กล่าวถึงความน่าสนใจของการลงทุนนาฬิกา ว่า “เครื่องประดับติดตัวที่หลายคนขาดไม่ได้ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงคงหนีไม่พ้นนาฬิกา เครื่องมือบอกเวลาที่เรียบง่ายและคลาสสิก เป็นได้ทั้งเครื่องประดับที่สวยงามเวลาสวมใส่ แต่ในอีกด้านก็เป็นของสะสมและการลงทุนได้ด้วย สำหรับคนที่ชื่นชอบและหลงใหลนาฬิกาต้องถามตัวเองก่อนว่าชอบนาฬิกาเพราะอะไร หากชอบเพราะแพชชั่น แค่อยากสะสมเก็บไว้ก็ไม่จำเป็นต้องศึกษาเกี่ยวกับแบรนด์ หรือเทรนด์ความต้องการในตลาดเลย เพราะถือว่าเป็นความชอบส่วนตัวของเรา แต่หากมองว่านาฬิกาเป็นเครื่องมือในการลงทุนก็จำเป็นที่จะต้องศึกษาประวัติความเป็นมา ความนิยม ราคาและความต้องการในตลาดว่า มีแนวโน้มเป็นอย่างไร นาฬิกาหรูระดับไฮเอนด์ราคาค่อนข้างสูง ดังนั้นเราจึงควรศึกษาข้อมูลให้เป็นอย่างดี ซึ่งหากเราสามารถคาดการณ์แนวโน้มเกี่ยวกับความต้องการนาฬิกาเรือนนั้นได้ ก็สามารถสร้างผลตอบแทนให้เราได้ 10-15% ในทุกๆปี ก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าได้เช่นกัน”

“นาฬิกาหรู” ถือเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ทางเลือกที่น่าลงทุนและเป็นที่นิยมไม่น้อยไปกว่าการลงทุนในด้านอื่นๆ แต่การลงทุนนาฬิกาก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ง่าย ต้องพิจารณาจากข้อมูลและสถิติความต้องการของตลาดในทุกด้าน เพราะไม่ใช่ว่าจะซื้อโดยอ้างแต่ แบรนด์ดังๆ และตลาดต้องการเท่านั้น แต่ต้องอาศัยประสบการณ์และการคาดการณ์ล่วงหน้าด้วย ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลของตลาดมือหนึ่ง มือสอง ราคาช็อป ราคาขายต่อ รวมถึงการประเมินราคาที่เหมาะสมว่ามีช่องว่างในการทำกำไรได้อีกหรือไม่ อีกทั้งยังต้องวางแผนเรื่องการเงินเพราะสภาพคล่องในการซื้อขายของแต่ละรุ่นก็สูงต่ำแตกต่างกัน และบางครั้งก็อาจจะต้องใช้เวลานานกว่านาฬิกาเรือนนั้นจะสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจ

จากประสบการณ์ด้านการลงทุนที่ผ่านมา แบรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอยากมากในขณะนี้จะมี 4 แบรนด์ด้วยกัน เริ่มด้วยแบรนด์นาฬิกาที่ไม่มีใครไม่รู้จักอย่าง แบรนด์ปาเต็ก ฟิลิปป์ (Patek Phillip) แบรนด์นาฬิกาสวิสสุดหรูที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานร่วม 180 ปี ที่มีความโดดเด่นเรื่องฟังก์ชั่นความซับซ้อนในการบอกหน่วยเวลาต่างๆมากที่สุดในโลก โดยแต่ละเรือนใช้ช่างฝีมือประกอบชิ้นนาฬิกาด้วยมือเท่านั้น พิถีพิถันทุกขั้นตอน จึงทำให้นาฬิกาของ Patek Philippe มีมูลค่าเพิ่มขึ้นหลายเท่าทุกปี ทั้งรุ่น Modern และ Vintage ถือได้ว่าเป็นนาฬิกาที่คุ้มค่าต่อการลงทุน โดยรุ่นที่อยากแนะนำให้สะสมจะเป็นรุ่นที่ผู้ชายสวมใส่ เริ่มต้นที่ ปาเต็ก ฟิลิปป์ นอติลุส สตีล บลู (Patek Philippe Nautilus Steel Blue) รุ่น 5711/1A-010 รุ่นนี้ถือว่าเป็นสุดยอดแรร์ไอเท็ม ตัวเรือนผลิตด้วยสแตนเลสสตีล (Stainless Steel) หน้าปัดสีน้ำเงิน นาฬิกาสไตล์สปอร์ตที่ยังคงความคลาสสิก เป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมมากในหมู่คนดัง และรุ่นนี้ได้ยกเลิกการผลิตไปแล้วเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทำให้ราคาในปัจจุบันพุ่งสูงขึ้นถึง 3,800,000-4,000,000 บาท ทั้งๆ ที่ราคาทุนที่ซื้อมาอยู่ที่ประมาณ 981,000 บาท หลังจากที่รุ่นนี้ได้ยกเลิกการผลิตไป ทางแบรนด์ก็ออก ปาเต็ก ฟิลิปป์ นอติลุส สตีล โอลีฟ กรีน (Patek Philippe Nautilus Steel Olive Green) รุ่น 5711/1A-014 มาทดแทน โดยรุ่นนี้จะมีความแตกต่างตรงที่หน้าปัดเป็นสีเขียวโอลีฟ เลยยิ่งทำให้ความต้องการในตลาดสูงขึ้นไปอีก ราคาป้ายอยู่ที่ 1,071,800 บาท ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 14-16 ล้านบาท ต่อมาที่ ปาเต็ก ฟิลิปป์ นอติลุส มูนเฟส (Patek Philippe Nautilus Moonphase) รุ่น 5712/11A-001 ตัวเรือนหนา ดีไซน์หรูหรามีความสปอร์ตผสมอิลิแกนซ์ มี 4 หน้าปัดใน 1 เรือน อีกทั้งยังมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่เอาไว้ดูวงโคจรของดวงจันทร์ได้อีกด้วย ราคาที่ซื้อมาเมื่อ 10 ปีที่แล้วอยู่ที่ 1,380,600 บาท ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 3,750,000 – 3,850,000 บาท

ถัดมาที่แบรนด์ โอเดอมาร์ส ปิเกต์ (Audemars Piguet) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า AP แบรนด์นาฬิกาชั้นสูงจากสวิตเซอร์แลนด์ ก่อตั้งมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1875 ซึ่งมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นต่างจากแบรนด์อื่น ด้วยรูปทรงตัวเรือนแปดเหลี่ยมแปลกตา ทำจากสแตนเลสสตีลอย่างรอยัล โอ๊ค (Royal Oak) ถือเป็นไอคอนิกของแบรนด์ที่ผู้คนจดจำได้เป็นอย่างดีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยรุ่นที่อยากแนะนำจะเป็น โอเดอะมาร์ส ปิเกต์ รอยัล โอ๊ค เพอเพชชวล เซ้าท์ อีสต์ เอเชีย (Audemars Piguet Royal Oak perpetual Southeast Asia Ltd) รุ่น 26614OR.ZZ.1220OR.01 เรือนนี้มีความพิเศษตรงที่มีจำนวนน้อย เพราะผลิตออกมาเพียงแค่ 20 เรือนทั่วโลกเท่านั้น จึงเป็นที่หมายปองของนักลงทุนที่สนใจทำให้ราคาสูงถึง 13-14 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ราคาทุนซื้อมาเพียง 5.1 ล้านบาท

ต่อมาที่แบรนด์ที่รู้จักกันดีอย่างแบรนด์ โรเล็กซ์ (Rolex) แบรนด์นาฬิกาที่ไม่เคยตกยุคด้วยการผสมผสานทั้งศาสตร์และศิลป์เข้าด้วยกัน ทั้งความเที่ยงตรงแม่นยำของการบอกเวลา รวมถึงความทนทานทุกสภาพแวดล้อมจากวัสดุชั้นเลิศ อีกทั้งดีไซน์การออกแบบสุดคลาสสิก ถือเป็นแบรนด์นาฬิกาที่ทุกคนหมายปอง ซึ่ง โรเล็กซ์ (Rolex) เป็นแบรนด์นาฬิกาที่มีสภาพคล่องการซื้อขายในตลาดสูง แต่ในความเป็นจริงก็อาจไม่ได้ซื้อขายง่ายกันทุกรุ่น โดยจะต้องพิจารณาให้ดีถึงกระแสความนิยมในตลาดของผู้สะสมนาฬิกา โดยรุ่นที่นิยมมาก เหมาะสำหรับคนที่เริ่มต้นลงทุนนาฬิกาลักชัวรี่แบรนด์คงหนีไม่พ้น โรเล็กซ์ ซับมารีน โนเดต (Rolex Submariner No Date) 114060 ไซส์ 41 มม. ถือเป็นรุ่นไอคอนิก โดดเด่นด้านความทนทาน สามารถใส่ดำน้ำลึกได้ และมีระบบความแม่นยำสูง ราคาซื้อมาอยู่ที่ 300,000 บาท ส่วนราคาปัจจุบันอยู่ที่ 350,000 – 380,000 บาท และราคาจะปรับขึ้น 10% ในทุกๆ ปี โดยประมาณ ต่อมาที่ โรเล็กซ์ เดตจัส (Rolex Datejust) 31 หน้าปัดสีเทาเข้ม มีเพชรประดับด้วยทองคำ 18 กะรัต ตัวเรือนผลิตจากวัสดุที่ผสมผสานระว่างออยสเตอร์สตีล (Oystersteel) และทองคำขาวรวมกัน เรียกว่า White Rolesor ราคาซื้อมาอยู่ที่ประมาณ 1.45 ล้านบาท ส่วนราคาปัจจุบันอยู่ที่ 2.5 ล้านบาท

ปิดท้ายด้วยแบรนด์ ริชาร์ด มิลล์ (Richard Mille) หรือ RM แบรนด์น้องใหม่มาแรงที่ก่อตั้งเมื่อปี 2001 ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมร.ริชาร์ด มิลล์ ผู้ก่อตั้งมีความชื่นชอบและหลงใหลในสมรรถนะของรถฟอร์มูล่าวัน จึงมุ่งมั่นสร้างสรรค์พัฒนานาฬิกาให้สมบูรณ์แบบที่สุด และด้วยการออกแบบที่ความละเอียดสูงในทุกจุดจึงทำให้มีราคาที่ค่อนข้างสูง จนทำให้ติดอันดับนาฬิกาที่มีราคาแพงที่สุดในโลก และในแง่ของการลงทุนแนะนำว่าต้องศึกษาหาข้อมูลเป็นอย่างก่อนการลทุน สำหรับรุ่นที่แนะนำจะเป็น ริชาร์ด มิลล์ โรสโกลด์ เพฟ ไดมอนด์ วอช (Richard Mille Rose Gold Pave Diamond Watch) 11-03 เป็นเรือนที่ซื้อมาเมื่อปลายปี 2020 ราคาออกจากช็อปประมาณ 10 ล้านบาท แต่ราคาปัจจุบันประมาณ 20 ล้านบาท โดยเรือนนี้มีความพิเศษตรงที่มีระบบ Fly-Back สามารถจับเวลาต่อเนื่องได้โดยที่ไม่ต้องกดปุ่มเพื่อหยุดเวลา และ ริชาร์ด มิลล์ (Richard Mille) 11-02 เหมาะสำหรับคนที่ชื่อชอบการท่องเที่ยวเป็นพิเศษ เพราะแผ่นรองฐานทำจากไทเทเนี่ยม (Titanium) grade 5 ซึ่งมีความต้านทานการกัดกร่อนในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ราคาซื้อมาประมาณ 6.3 ล้านบาท ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 7.9 ล้านบาท ถือว่าซื้อขายง่ายมากในช่วงนี้

สำหรับแหล่งซื้อขายนาฬิกา สามารถหาซื้อได้จาก 2 ช่องทางหลัก คือจากช็อปโดยตรง และจากผู้ขายที่นำนาฬิกาจากช็อปมาขายต่อ (Resell) ซึ่งถ้าหากสามารถซื้อจากช็อปโดยตรงก็จะเป็นการดีที่สุด แต่ข้อเสียคือก่อนที่จะได้สิทธิ์ในการซื้อนาฬิการุ่นที่อยากได้นั้น เราก็อาจจะต้องซื้อรุ่นอื่นที่ทางแบรนด์ต้องการขายร่วมด้วยถึงจะได้รุ่นที่เราต้องการ ซึ่งรุ่นที่ร่วมมามักจะเป็นรุ่นที่ไม่ค่อยได้รับความนิยม แต่ข้อดีของการซื้อจากช็อปก็คือจะได้ในราคาที่ถูกกว่าการซื้อจากการขายต่อแน่นอน เพราะถ้าหากซื้อจากผู้ขายที่นำนาฬิกาจากช็อปมาขายต่อก็มักจะเป็นราคาที่บวกเพิ่ม และราคาก็อาจเปลี่ยนไปตามความต้องการของตลาด ซึ่งผู้ซื้อต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนทุกครั้งก่อนซื้อ และเช็คเครดิตย้อนหลังของผู้ขายอย่างละเอียด เพื่อป้องกันการถูกหลอก สามารถรับชมเรื่องราวการลงทุนนาฬิกาลักชัวรี่แบรนด์ เพิ่มเติมได้ที่ The World of Mark Thawin หรือติดตามคอนเทนต์ดีๆ เกี่ยวกับการลงทุนโดยเซเลบริตี้นักลงทุนแบรนด์เนมชื่อดัง ‘มาร์ค ธาวิน พี เซียวตง’ ได้ทาง Facebook, Instagram และ YouTube ชื่อ The World of Mark Thawin

เขย่าวงการสตรีทแฟชั่น G-SHOCK ปล่อยนาฬิกาโมเดลใหม่ล่าสุด GM-2100 และ GM-S2100 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/663383

วันที่ 16 ก.ย. 2564 เวลา 17:23 น.เขย่าวงการสตรีทแฟชั่น G-SHOCK ปล่อยนาฬิกาโมเดลใหม่ล่าสุด GM-2100 และ GM-S2100สลัดความน่าเบื่อทิ้งไป แล้วโชว์ Vibe ในสไตล์คุณให้โลกเห็น G-SHOCK เปิดตัวนาฬิกาโมเดลใหม่ล่าสุด GM-2100 และ GM-S2100 แรงบันดาลใจจากดีไซน์รุ่นยอดนิยม GA-2100 โชว์รูปทรงหน้าปัดแปดเหลี่ยม Metal Face เพรียวบางคล่องตัว

กลับมาเขย่าวงการสตรีทแฟชั่นครั้งใหญ่เลยทีเดียว สำหรับ G-SHOCK (จีช๊อค) แบรนด์นาฬิกาชั้นนำ ที่ล่าสุดได้เปิดตัวนาฬิกาโมเดลใหม่รุ่น GM-2100 สำหรับผู้ชาย และ GM-S2100 สำหรับผู้หญิง ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดีไซน์ของรุ่น GA-2100 ซึ่งเป็นรุ่นยอดนิยมสำหรับรูปทรงหน้าปัดแปดเหลี่ยม มีการออกแบบให้เพรียวบางคล่องตัว เสริมด้วยกรอบตัวเรือน Metal Face ในทั้งสองรุ่นเพื่อให้ดูมีสไตล์มากยิ่งขึ้น มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “Wear Your Vibe” ชวนวัยรุ่นสายแฟลุกขึ้นมาสลัดความน่าเบื่อทิ้งไป แล้วโชว์ Vibe ในสไตล์คุณให้โลกเห็น โดยนาฬิการุ่นดังกล่าวจะเริ่มจำหน่ายทั่วประเทศในเดือนกันยายน 2564

WEAR YOUR VIBE: เติมเต็มชีวิตที่ใช่ (ให้ Cool) ในโอกาสที่ชอบ

ในยุคที่เราต้องเผชิญกับโรคระบาดจนทำให้ชีวิตต้องปรับตัวในหลายๆด้าน จนเรียกได้ว่าเป็น New Normal Lifestyle  ทั้งการ Work from home ที่การทำงานที่ไม่เป็นเวลา ทั้งการไม่ได้เจอเพื่อน การเดินทางท่องเที่ยวก็โดนจำกัด ผู้คนย่อมมีความเครียด ความเบื่อหน่ายได้ง่าย G-Shock ก็ไม่อยากให้ Vibe แห่งความสนุกในชีวิตของคุณขาดหายไป เราจึงอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเติมเต็ม Vibe แห่งความ Fun, Cool, Confident ให้คุณ ซึ่งคุณสามารถหยิบนาฬิกา G-SHOCK GM-2100 และ GM-S2100 ขึ้นมาใส่เพื่อเพิ่มความ Cool ได้ในทุกวัน ทุกลุค และทุกโอกาส

ดีไซน์ใหม่ ให้ Cool กระแทกใจสายแฟ

ในปี 2019 G-SHOCK ได้เปิดตัวนาฬิการุ่น GA-2100 โดยสืบทอดแนวคิดจากรุ่น DW-5000C ซึ่งเป็น G-SHOCK รุ่นแรกที่ผสมผสานระหว่างระบบดิจิตอลกับอะนาล็อกได้อย่างลงตัว พร้อมรูปทรงที่เพรียวบางคล่องตัวโดยนาฬิการุ่นพื้นฐาน GA-2100 นี้ มีความโดดเด่นด้วยรูปทรงแปดเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ และการออกแบบที่เรียบง่ายแต่มีสไตล์ ทำให้เป็นที่นิยมของกลุ่มผู้ใช้ทั่วโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มวัยรุ่น

GM-2100 รุ่นใหม่สำหรับผู้ชาย ยังคงเอกลักษณ์ที่เน้นความเพรียวบางคล่องตัวจากรุ่น GA-2100 ไว้ เสริมด้วยกรอบตัวเรือน Metal Face ทำให้นาฬิกามีรูปลักษณ์ที่เฉียบคมยิ่งขึ้น พื้นผิวด้านบนของกรอบนาฬิกาขัดด้าน ด้านข้างของตัวเรือนขัดเงาสร้างความประกายแวววาวจากโลหะอันสวยงาม โดย GM-2100 รุ่นใหม่มาพร้อมกับกรอบตัวเรือนเคลือบไอพีสองสี ได้แก่ สีน้ำเงินเทา (GM-2100N) และสีเทาเข้ม (GM-2100B) เพื่อให้เหมาะกับหลากหลายสไตล์ หน้าปัดเคลือบเฉดสีน้ำเงิน เขียว และแดงโทนสีเมทัลลิก สายนาฬิกามีลวดลายจุดสี่เหลี่ยมจัตุรัสหลากหลายขนาด ให้รูปลักษณ์ที่คมชัด สอดคล้องกับดีไซน์ของหน้าปัด

GM-S2100 รุ่นใหม่สำหรับผู้หญิง ยังคงเน้นการออกแบบที่เรียบง่าย กะทัดรัด สวยงามสไตล์มินิมอล เสริมกรอบตัวเรือน Metal Face เน้นความแข็งแกร่งและความสวยงามเฉพาะตัว GM-S2100 รุ่นใหม่หน้าปัดมีการออกแบบอย่างประณีต พร้อมตำแหน่งบอกชั่วโมงแบบขัดเงา โดดเด่นยิ่งขึ้นเมื่อจับคู่กับกรอบตัวเรือนขัดด้าน ทำให้นาฬิกามีรูปลักษณ์ที่ซับซ้อนแต่ทรงพลัง กรอบตัวเรือนมีการเคลือบไอพีสองแบบ ได้แก่ สีพิงค์โกลด์ (GM-S2100PG) และ สีเทาเข้ม (GM-S2100B) ลงตัวกับแฟชั่นหลากหลายสไตล์

นาฬิกาทั้งสองรุ่นใหม่นี้คงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ตามสไตล์ G-SHOCK อย่างแท้จริง โดยมีโครงสร้างกันกระแทก พร้อมกรอบตัวเรือนโลหะและตัวเรือนเรซินที่แข็งแกร่งและทนทาน สามารถกันน้ำได้ลึกถึง 200 เมตร อีกทั้งยังมีฟังก์ชันต่าง ๆ อาทิ การแสดงเวลาโลก นาฬิกาจับเวลา นาฬิกาปลุก ไฟ LED และอื่น ๆ อีกมากมายที่ออกแบบมาอย่างครบครันทั้งด้านประโยชน์ใช้สอยและแฟชั่น เพื่อเป็นนาฬิกาคู่ใจที่สามารถสวมใส่ได้ทุกวันสำหรับทุกคน

ติดตามข้อมูลใหม่ๆ ได้ที่

Facebook >> Casio Watches Thailand

Instagram >> @casiothailand

CHAT & SHOP >> https://lin.ee/a96lBTJ

Website >> www.casio-cmg.com

ดูข้อมูลเพิ่มเติมโมเดลใหม่ล่าสุด GM-2100 ได้ที่ : https://www.casio-intl.com/asia/en/wat/g_shock/mcovered/ และ GM-S2100 : https://www.casio-intl.com/asia/en/wat/g_shock/s_series/

#GSHOCKTH

#MetalFace

#WearYourVibe

Timeless Accessories ที่นางเอกเลือก Madison Bag กระเป๋าหนังเอ็กโซติกรุ่นพิเศษจาก S’uvimol #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/663325

วันที่ 16 ก.ย. 2564 เวลา 10:10 น.Timeless Accessories ที่นางเอกเลือก Madison Bag กระเป๋าหนังเอ็กโซติกรุ่นพิเศษจาก S’uvimolสาวแพนเค้กร่วมสัมผัส “Madison Bag” กระเป๋าหนังเอ็กโซติกรุ่นพิเศษจาก S’uvimol พร้อมเผยเทคนิคเลือกกระเป๋า ดีไซน์สวย สีโดนใจ ใช้ได้หลากหลายโอกาส

S’uvimol (สุวิมล) แบรนด์กระเป๋าหนังเอ็กโซติก ชวนนางเอกสาว แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์ มาช้อปปิ้งและร่วมสัมผัสกระเป๋ารุ่นพิเศษ Madison Bag (เมดิสัน แบ็ก) แบบเอ็กซ์คลูซีฟ โดยมีวางจำหน่ายเฉพาะ S’uvimol Flagship Store ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเอ็มบาสซี เท่านั้น งานนี้สาวแพนเค้กสนุกกับการเลือกกระเป๋ารุ่นที่ถูกใจ และสีสันที่ชอบเป็นพิเศษ

ชวมณฑ์ ปวโรดม ดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์  S’uvimol กล่าวว่า “S’uvimol แบรนด์กระเป๋าหนังเอ็กโซติกที่โลดแล่นในตลาดแฟชั่นระดับโลกมากว่า 10 ปี ผลิตแต่กระเป๋าหนังเอ็กโซติกซึ่งเป็นหนังหายากเท่านั้น สำหรับกระเป๋ารุ่นพิเศษ ‘Madison Bag’ ดีไซน์ตามคอนเซ็ปต์และความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ภายใต้ความทันสมัย สามารถใช้งานได้หลายโอกาส ซึ่งเป็น Timeless Accessories และไม่ตกเทรนด์ ด้วยตัวกระเป๋าที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรูปทรงของเรขาคณิตอันโดดเด่น ทรงของกระเป๋าเป็นแบบ Slope ที่มีความแคบจากด้านบนลงมาขยายความกว้างที่ฐานด้านล่าง ทำให้กระเป๋าดูเพรียว สำหรับส่วนหูหิ้วของกระเป๋าถูกออกแบบมาให้สูงเป็นพิเศษ เพื่อเพิ่มความภูมิฐาน และมาพร้อมกับสายสะพายแบบยาวใช้สำหรับสะพายไหล่ มีให้เลือกด้วยกัน 3 ขนาด ได้แก่ Large , Regular และ Mini ในส่วนของประเภทของหนังก็มีมาให้เลือกถึง 3 แบบ ได้แก่ ‘หนังจระเข้’ สุดยอดหนังที่ได้ชื่อว่าเป็น The King of Leather, ‘หนัง LIZARD (ลิซาร์ด)’ โดดเด่นด้วยเท็กซ์เจอร์ผิวสัมผัส และความยูนิคของลวดลาย  และ ‘หนังงูหลามหรืองูเหลือม (PYTHON)’ ซึ่งหายากและมีขนาดใหญ่ ลวดลายของหนังงูมีรูปทรงคล้ายกับเพชร (Diamond Shape) ให้อารมณ์กราฟฟิกที่ทันสมัย สมกับเป็นแบรนด์ที่ได้ชื่อว่า Queen of Exotic (ควีน ออฟ  เอ็กโซติก) ผลิตแต่กระเป๋าหนังเอ็กโซติกที่หายากเท่านั้นค่ะ”

ทางด้านแพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์ กล่าวถึงการเลือกกระเป๋าในสไตล์ของตัวเองว่า “ถ้าจะซื้อกระเป๋าสักใบ แพนจะคำนึงถึงประโยชน์การใช้งานเป็นหลักค่ะ ซื้อมาแล้วต้องใช้ได้จริง มีขนาดที่พอดี สามารถใส่ของจำเป็นอย่างมือถือ, กระเป๋าสตางค์ใบเล็ก, สเปรย์แอลกอฮอล์ ,หน้ากากอนามัย ฯลฯ  ที่สำคัญสามารถแมทช์กับเสื้อผ้าของเราได้ก็โอเคแล้วค่ะ  แพนเป็นคนชอบแต่งตัว ดังนั้น ถ้าเจอกระเป๋าที่ดีไซน์สวย และสีที่โดนใจ ก็จะยิ่งชอบเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกระเป๋าแบรนด์ของคนไทยมีที่เอกลักษณ์เป็นของตัวเอง แพนจะรู้สึกว่ามันยูนิคมากๆ อย่างเช่น กระเป๋าหนังเอ็กโซติก เมื่อก่อนคนจะมองว่ากระเป๋าประเภทนี้จะเหมาะกับรุ่นคุณแม่ แต่สำหรับตอนนี้แพนว่าไม่ใช่แล้ว ยิ่งของแบรนด์สุวิมล เค้ามีดีไซน์ที่หลากหลายตามแฟชั่น มีสีสันที่ทันสมัย คนรุ่นแพน หรือเด็กๆ ก็สามารถใช้ได้ไม่มีตกเทรนด์แน่นอนค่ะ”

ร่วมสัมผัส Madison Bag กระเป๋าหนังเอ็กโซติก ได้ที่ S’uvimol Flagship Store ชั้น 1 เซ็นทรัลเอ็มบาสซี  หรือเลือกชมสินค้ารุ่นอื่นๆ ได้ที่สาขา สยาม พารากอน ชั้น M, สาขา เซ็นทรัล ชิดลม ชั้น 1 และช่องทางออนไลน์  www.suvimol.com,  Line Official @suvimolbkk , IG : suvimolbkk

ถูกใจนักช้อปนักสะสม กับคอลเลคชั่นพิเศษ Tops 25th Anniversary X Gongkan #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/663274

วันที่ 15 ก.ย. 2564 เวลา 15:40 น.ถูกใจนักช้อปนักสะสม กับคอลเลคชั่นพิเศษ Tops 25th Anniversary X Gongkanนักช้อปต้องชอบ! นักสะสมต้องมี! ท็อปส์ฉลองครบรอบ 25 ปี คว้า “ก้องกาน” ศิลปินป็อปอาร์ตชื่อดังออกแบบสินค้าคอลเลคชั่นพิเศษ Tops 25th Anniversary X Gongkan

ส่องโปรเจ็กต์สุดพิเศษ เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 25 ปี “ท็อปส์” ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ชวนลูกค้าทุกคนร่วมเดินทางไปยังโลกอนาคตที่เต็มไปด้วยสีสันแห่งการช้อปปิ้ง ผ่านผลงานศิลปะที่มีลายเซ็นโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของศิลปินหนุ่มป็อปอาร์ตชื่อดังของไทยที่โด่งดังไกลระดับโลก ก้อง-กันตภณ เมธีกุล หรือ “Gongkan” (ก้องกาน) กับโปรเจ็กต์สุดพิเศษ “Tops 25th Anniversary X Gongkan” มาร่วมคอลลาบอเรชั่นออกแบบสินค้าลิมิเต็ดเอดิชั่นฉลองครบรอบ 25 ปี ผ่านมุมมองประสบการณ์ช้อปปิ้งของศิลปินรุ่นใหม่ในคอนเซ็ปต์ “The Future of Shopping”

ตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมา ท็อปส์ร่วมเดินทางเคียงข้างนักช้อปทุกรุ่น ทุกวัย มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพของสินค้าและบริการให้ทันยุคสมัย ในโอกาสฉลองครบรอบ 25 ปี ท็อปส์อยากเชิญชวนลูกค้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการก้าวไปข้างหน้าสู่โลกอนาคตของการช้อปปิ้งที่ไม่เคยหยุดนิ่งผ่านมุมมองศิลปินหนุ่ม “ก้องกาน” ที่มาพร้อมผลงานสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Tops 25th Anniversary X Gongkan” กับการออกแบบสินค้าลิมิเต็ดอิดิชั่นซึ่งสะท้อนเรื่องราวการข้ามมิติหรือ Teleport เพื่อตอกย้ำว่า ท็อปส์ พร้อมแล้วในการก้าวไปสู่โลกอนาคตในฐานะผู้นำธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตของไทย

สำหรับการออกแบบสินค้าลวดลายลิมิเต็ดอิดิชั่น ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Future of Shopping” เกิดจากการผสมผสานภาพจินตนาการของการช้อปปิ้งที่ท็อปส์ในอนาคตข้างหน้า ซึ่งเต็มไปด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัยไม่ว่าจะเป็นรถเข็นหรือตะกร้าลอยได้ หุ่นยนต์ผู้ช่วยนักช้อปที่ให้บริการอย่างอบอุ่นมีกลิ่นอายของคนคุ้นเคยที่รู้ใจนักช้อปไม่ต่างจากเพื่อนสนิท ทำให้การช้อปปิ้งมีสีสัน สนุกสนาน เกิดเป็นความประทับใจยิ่งขึ้นกว่าเดิม โดย “ก้องกาน” เลือกใช้ซิกเนเจอร์ดีไซน์ที่สร้างชื่อให้ตนเองอย่าง ‘เทเลพอร์ต’ ผลงานการเล่นกับสเปซผ่านพื้นที่วงกลมสีดำ (Teleport Art) มาประยุกต์ออกแบบให้เหมาะกับผลงานคอลลาบอเรชั่น “Tops 25th Anniversary X Gongkan” ให้เลือกช้อปและสะสม ได้แก่

· Tops X Gongkan Gift Card บัตรของขวัญที่ใครได้รับก็แฮปปี้ เพราะช้อปเสร็จก็สามารถเก็บสะสมได้ มีให้เลือกถึง 10 ดีไซน์ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ! รับฟรี Exclusive Bag มูลค่า 99 บาท เมื่อซื้อ Tops X Gongkan Gift Card ครบ 5 ใบ และเติมเงินขั้นต่ำใบละ 500 บาท

· Tops X Gongkan Bag ถุงผ้าดีไซน์มินิมอล ผลิตจากผ้าฝ้าย 100% คุณภาพดี ทรงสวย บรรจุของได้เยอะ เป็นกระเป๋าช้อปปิ้งก็เหมาะ หรือจะใช้ในชีวิตประจำวันก็เก๋ มีให้เลือก 4 ลวดลาย ราคาใบละ 169 บาท

· Tops X Gongkan Cooler Bag กระเป๋าเก็บความเย็น ผลิตจากวัสดุคุณภาพดี ใบใหญ่ ใส่ของได้เยอะ ช่วยให้สินค้าคงความสด คุณภาพคุ้มค่าในราคาเบาๆ เพียงใบละ 249 บาท 

มาเทเลพอร์ตไปยังโลกอนาคตในแบบฉบับท็อปส์ และรีบเป็นเจ้าของคอลเลคชั่น “Tops 25th Anniversary X Gongkan” ได้แล้ววันนี้ที่ ท็อปส์ มาร์เก็ต, ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์, เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ทุกสาขา และ www.tops.co.th รายละเอียดเพิ่มเติมที่เฟซบุ๊ก TopsThailand หรือ แอปพลิเคชั่นไลน์ @TopsThailand

Jaspal จับมือแบรนด์ดังระดับโลก Diane von Furstenberg ปล่อยคอลลาบอเรชั่นพิเศษแห่งปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/663134

วันที่ 14 ก.ย. 2564 เวลา 11:16 น.Jaspal จับมือแบรนด์ดังระดับโลก Diane von Furstenberg ปล่อยคอลลาบอเรชั่นพิเศษแห่งปีเขย่าวงการแฟชั่นไทย Jaspal จับมือแบรนด์ดังระดับโลก Diane von Furstenberg ส่งคอลเลคชั่นใหม่สุดปัง! เอาใจผู้หญิงทุกเจเนอเรชั่น 28 ก.ย.นี้

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ล้วนเป็นรสนิยมของแต่ละบุคคล ไม่เว้นแต่ผู้สวมใส่เท่านั้นการสร้างสรรค์ผลงาน หรือการออกแบบ ของผู้ที่ถูกเรียกว่าดีไซเนอร์ก็ย่อมมีเอกลักษณ์และจุดเด่นของตนเอง ซึ่งแน่นอนว่ากว่าคนเหล่านี้จะได้รับการยอมรับไม่ใช่เรื่องง่ายในวงการแฟชั่นที่มีดีไซเนอร์มากมายไม่ใช่เรื่องง่าย

วันนี้จะชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับดีไซเนอร์ผู้สร้างสรรค์แบรนด์เสื้อผ้าผู้หญิงระดับแนวหน้าของวงการแฟชั่นของสหรัฐอเมริกา ‘ไดแอน วอน เฟิร์สเทนเบิร์ก’ ดีไซเนอร์สาวผู้ที่ได้รับการขนานนามว่า สร้างความมุ่งมั่นและเพิ่มขีดความสามารถให้กับผู้หญิงในการเดินทางสู่การเป็นผู้หญิง  InCharge เพื่อเอาชนะเป้าหมายของตนเอง และเร็วๆ นี้ Jaspal แบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำสัญชาติไทยขวัญใจสาวกแฟชั่นในทุกวงการ ได้เชิญ ไดแอน วอน ดีไซเนอร์ที่มีความโดดเด่น ได้รับการยอมรับระดับแนวหน้าในวงการแฟชั่นอเมริกา มาสร้างสรรค์ผลงานในคอลเลคชั่น FW2021 ที่ได้รวบรวมความงามและแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ

ไดแอน วอน เฟิร์สเทนเบิร์ก นักออกแบบแฟชั่นที่เกิดในเบลเยี่ยม ก้าวเข้าสู่โลกแฟชั่นในปี 2513 และ 2 ปีต่อมา (ปี 2515) เธอได้ก่อตั้งแบรนด์ Diane von Fürstenberg (DVF) ซึ่งเป็นแบรนด์เสื้อผ้าผู้หญิงระดับแนวหน้าของวงการแฟชั่นสหรัฐอเมริกา โดยผลงานที่สร้างไดแอนให้เป็นตำนานในอุตสาหกรรมแฟชั่นก็คือ เสื้อถัก”ชุดเดรสรัดรูป” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพลังและความเป็นอิสระสำหรับผู้หญิงรุ่นหนึ่ง และด้วยความสามารถด้านการออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เธอได้รับคัดเลือกให้ขึ้นปกนิตยสารนิวส์วีก ซึ่งเป็นนิตยสารข่าวรายสัปดาห์ของสหรัฐที่โด่งดังมาก และในปี 2540ไดแอน ได้กลับมาขึ้นแท่นอีกครั้งด้วยการเปิดตัวแบรนด์ ที่มีชีวิตชีวาในแบบฉบับของเธอ ซึ่งในปีนี้ถือว่าเธอได้ก้าวสู่ความสำเร็จอย่างเต็มตัว เพราะได้รับรางวัลมากมาย หนึ่งในนั้นคือ รางวัล Lifetime Achievement Award จาก Council of Fashion Designers of America (CFDA) รางวัลใหญ่แห่งวงการแฟชั่นในสหรัฐอเมริกาที่เหล่าดีไซเนอร์หลายคน ใฝ่ฝันตั้งเป้าหมายจะคว้ามันมาให้ได้

ไดแอน วอน เฟิร์สเทนเบิร์ก เป็นดีไซเนอร์ที่มีความโดดเด่นด้านการออกแบบเสื้อผ้า และมุ่งมั่นเพิ่มขีดความสามารถให้กับผู้หญิงผ่านงานแฟชั่น และสัญลักษณ์อันโดดเด่นนั้นคือ Iconic Wrap Dress เธอยังให้คำปรึกษาและก่อตั้งมูลนิธิ The Diller – von Furstenberg Family (องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร-DVF)  และได้มอบรางวัล DVF Awards ให้กับผู้หญิงที่แสดงความเป็นผู้นำความเข้มแข็งและความกล้าหาญในความมุ่งมั่นต่อเป้าหมายของตนเอง และล่าสุดไดแอน วอน เฟิร์สเทนเบิร์ก เปิดตัวรายการ InCharge เพื่อสนับสนุนและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงในการเพิ่มขีดความสามารถและเป็นแนวทางให้ผู้หญิงลุกขึ้นมาเอาชนะเป้าหมายของตัวเอง

ในวันที่ 28 กันยายนนี้ ไดแอน วอน เฟิร์สเทนเบิร์ก จะมาส่งมอบพลังบวก สร้างความประทับใจขั้นสุดให้กับวงการแฟชั่นไทยด้วยการ จับมือกับ Jaspal แบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำสัญชาติไทย ในการส่งคอลเลคชั่นที่ดึงจุดเด่นด้านดีไซน์ของ ไดแอน ในเรื่อง Wrap dress และ Floral print มาผสมผสานกับตัวตนของผู้หญิงแบบฉบับ Jaspal ที่หลงใหลในลายดอกไม้ แฝงด้วยความหวานน่าทะนุทนอม  แต่ในขณะเดียวกัน ก็ดูสมาร์ท มีความเป็นผู้นำ กล้าคิด กล้าทำสิ่งใหม่ๆ และมุ่งมั่นไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะสะท้อนความเป็นผู้หญิง #InCharge อย่างชัดเจน

ห้ามพลาด! กับคอลลาบอเรชั่นพิเศษแห่งปี ที่จะถ่ายทอดพลังบวกให้ผู้หญิงอันทรงพลังผ่านแฟชั่นดีไซน์สุดประทับใจ ให้สาวๆ Incharge ในทุกเจเนอเรชั่น!