For the love of greenery #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

For the love of greenery

LivingJan 15. 2021

By The Nation
Photos by Wanchai Kraisornkhajit

People flocked to Bangkok’s Chatuchak Market on Thursday to pick up plants, now that gardening has become popular among residents having to stay in due to the new wave of Covid-19.

Not only do plants help relieve stress, they also improve the quality of air. People have also been exchanging gardening ideas via social media.

Chatuchak Market’s green zone is open every Tuesday from 11am to 8pm and every Wednesday and Thursday from 5am to 6pm.

How to ดูแลผิวสวยไม่กลัวผิวเสีย พร้อมวิธีรับมือฝุ่น PM 2.5 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/642424

วันที่ 11 ม.ค. 2564 เวลา 09:15 น.How to ดูแลผิวสวยไม่กลัวผิวเสีย พร้อมวิธีรับมือฝุ่น PM 2.5แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แนะเคล็ด (ไม่) ลับการดูแลผิวสวยอย่างไม่กลัวผิวเสีย พร้อมวิธีรับมือกับฝุ่น PM 2.5

มลพิษที่ลอยในอากาศ (Airborne particulate matter pollution) อย่าง PM 2.5 (Particulate Matter) หรือฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน เป็นสิ่งที่เราต้องเผชิญในชีวิตประจำวันซึ่งมิอาจหลีกเลี่ยงได้ และส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ และสุขภาพผิวโดยตรง โดยฝุ่น PM 2.5 จะไปทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation) กับชั้นฟิล์มไขมันเคลือบผิว (Sebum) ที่ทำหน้าเสมือนเกราะปกป้องผิวให้เกินการระคายเคือง อักเสบ อุดตัน นำมาซึ่งปัญหาผิว อาทิ สิว ริ้วรอย รวมถึงความหมองคล้ำ แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ธัญ (THANN) คำนึงถึงปัญหาผิวพรรณที่เกิดจากการเผชิญกับมลภาวะฝุ่นละอองในปัจจุบัน จึงได้เชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แพทย์หญิงกนกวรรณ เศรษฐพงศ์วนิช จัดกิจกรรมแนะเคล็ด (ไม่) ลับ ‘ดูแลผิวสวยอย่างไม่กลัวผิวเสีย พร้อมวิธีรับมือกับฝุ่น PM 2.5’ 

สาเหตุของปัญหาผิวพรรณ

ปัญหาผิวพรรณของเรานั้นมีสาเหตุเกิดขึ้นได้จาก 2 ปัจจัยก็คือปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ซึ่งปัจจัยภายในจะเกี่ยวข้องกับระบบของร่างกายเรา เช่น การรับประทานอาหาร ระบบขับถ่าย การพักผ่อน อารมณ์ และความเครียด ส่วนปัจจัยภายนอกที่คอยทำร้ายผิวสามารถแบ่งได้ 5 สาเหตุ ประกอบด้วย การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ การอาบน้ำร้อน แสงแดด และมลพิษทางอากาศ

แสงแดดและมลพิษทางอากาศถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำร้ายผิวได้รุนแรงกว่าเมื่อเทียบกับสาเหตุอื่นๆ ปัจจุบันโลกของเรามีแนวโน้มที่จะเผชิญกับปัญหามลพิษทางอากาศมากขึ้น ยิ่งในช่วงนี้ประเทศไทยของเรากำลังประสบปัญหาเรื่องฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน เนื่องจากฝุ่น PM 2.5 นั้นมีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน ซึ่งเล็กกว่ารูขุมขนคนเราถึง 20 เท่า จึงสามารถแทรกซึมเข้าสู่รูขุมขนได้ง่าย และส่งผลกระทบกับผิวหนังโดยตรงขึ้นอยู่กับระดับความเข้มข้น ซึ่งระยะเวลาการสัมผัสกับฝุ่น PM 2.5 สามารถแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ

  • ระยะเฉียบพลัน ก่อให้เกิดอาการอักเสบ ระคายเคืองของผิว ทำให้ผิวเสียสมดุลความชุ่มชื้น เนื่องจาก PM 2.5 สามารถทำลายเซลล์ผิวชั้นนอก หรือชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) และทำลายโปรตีนฟิลแลกกริน (Filaggrin) ที่มีหน้าที่ป้องกันผิวหนัง (epidermal barrier protein)
  • ระยะเรื้อรัง เกิดจากการสัมผัสฝุ่น PM 2.5 เป็นระยะเวลานาน โดยฝุ่น PM 2.5 จะไปกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระรบกวนการทำงานของเซลล์ผิว ทำให้ผิวเสื่อมเร็วกว่าปกติ ทำลายคอลลาเจน ทำให้ผิวเหี่ยวย่น เกิดริ้วรอย กระตุ้นให้ผิวผลิตเม็ดสีสาเหตุของการเกิดฝ้า กระ และจุดด่างดำ

เคล็ดลับในการป้องกันและการดูแลผิว

ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับฝุ่น PM 2.5 ให้มากที่สุด หรือสัมผัสให้น้อยที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีภูมิต้านทานของผิวหนังน้อยหรือผู้ที่เป็นโรคผิวหนังอยู่แล้ว จะยิ่งต้องดูแลและป้องกันตัวเองให้มากเป็นพิเศษ ด้วยการสวมใส่เสื้อผ้าแขนยาว ขายาว หมวก แว่นตา เพื่อปกปิดไม่ให้ผิวเราสัมผัสกับอนุภาคฝุ่น PM 2.5 ใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นอีกขั้น

การดูแลผิวเมื่อกลับถึงบ้าน ควรรีบอาบน้ำชำระล้างผิวให้สะอาด ควรฟื้นฟูสภาพผิวด้วยผลิตภัณฑ์ดีท็อกซ์ผิวสัปดาห์ละครั้ง โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติเป็นสารแอนตี้ออกซิแด้นท์ที่มีส่วนผสมของวิตามินซี วิตามินอี ประกอบด้วย จะช่วยเสริมให้สุขภาพผิวแข็งแรงขึ้น นอกจากนี้ควรสครับผิวเพื่อกระตุ้นกระบวนการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพสัปดาห์ละครั้ง แนะนำให้เลือกแบบที่เป็นสูตรอ่อนโยน ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว

การบำรุง สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวด้วยมอยเจอร์ไรซิ่งครีม และเสริมเกราะป้องกันให้กับผิว ด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวจากแสงแดด ซึ่งทำหน้าที่เสมือนเป็นฟิล์มบางๆ เคลือบผิวกันไม่ฝุ่นสัมผัสกับผิวได้โดยตรง ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทิ้งความมันส่วนเกิน ไม่อุดตันรูขุมขน และมีส่วนผสมของสารสกัดธรรมชาติ รวมถึงควรทำให้ร่างกายแข็งแรง เพื่อเพิ่มภูมิต้านทานต่อมลภาวะ เพราะเมื่อร่างกายเราอ่อนแอ เวลาที่ได้รับเชื้อโรคหรือฝุ่นเข้ามาก็จะทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย นอกจากนี้การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งผัก ผลไม้ รวมถึงงดการทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง โดยสามารถปรับเปลี่ยนมาออกกำลังในร่มแทน นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และควรดื่มน้ำสะอาดในระหว่างวันให้มากๆ

การพัฒนาองค์กรเชิงองค์รวมเพื่อก้าวข้ามสู่ความยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/642419

วันที่ 11 ม.ค. 2564 เวลา 08:25 น.การพัฒนาองค์กรเชิงองค์รวมเพื่อก้าวข้ามสู่ความยั่งยืนโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

ทุกวันนี้โลกมีความสลับซับซ้อนยิ่งขึ้น เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่แน่นอน และคลุมเครือ ทั้งภาวะเสี่ยงจากการระบาดระลอกใหม่ของโควิด 19 ที่กลายพันธุ์ และส่งผลกระทบรุนแรงขึ้นเป็นวงกว้าง ทั้งล็อคดาวน์เต็มรูปแบบและบางส่วน รวมทั้งความสับสนในการจัดการเพื่อรักษาความสมดุลระหว่างการควบคุมโรคและการพยุงภาวะเศรษฐกิจ วัคซีนที่เป็นคำตอบก็ยังต้องใช้เวลาอีก 1-2 เดือน กว่าจะเริ่มฉีดและอีก 5-6 เดือนถึงจะครอบคลุมอย่างทั่วถึง อีกทั้งเทคโนโลยี เอไอ หุ่นยนต์ ก็ล้ำสมัยอย่างก้าวกระโดดในอัตราเร่ง ทำอย่างไรจึงจะตามให้ทัน สังคมทุกระดับจึงสั่นคลอน ระบบเดิมก็ล่มสลาย มีทิศทางสู่วิกฤติ การบริหารองค์กรจึงมีความเสี่ยง การปรับตัวจึงรุนแรงเพื่อรับมือผลกระทบจากโควิดและการเร่งสปีดการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี เพื่อความอยู่รอด ใครปรับไม่ทัน ต้องโดนทิ้ง

ประเด็นต่างๆ เหล่านี้เป็นความท้าทายอย่างยิ่ง การบริหารจัดการในรูปแบบเดิมๆ ไม่อาจก้าวข้ามความท้าทายเหล่านี้ไปได้ จำเป็นต้องพิจารณาถึงเป้าหมายสูงสุดองค์กร นั่นคือ ความอยู่รอด แต่จะรอดได้ องค์กรต้องสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้น คุณค่าดังกล่าวต้องมาจากบุคลากร การพัฒนาศักยภาพบุคลากรจึงเป็นคำตอบสุดท้าย คำถามที่สำคัญคือ เราต้องพัฒนาบุคลากรด้วยองค์ความรู้อะไรและอย่างไร องค์กรจึงจะมั่นคงยั่งยืนในระยะยาว คำตอบคือองค์รวม แล้วมันมีความหมายอย่างไร

ประการแรก บุคลากรต้องปรับมุมมองต่อการพัฒนาเสียใหม่ จากเดิมที่เน้นเพียงเพิ่มประสิทธิภาพซึ่งมันดี แต่ไม่พอ มาเป็นการพัฒนามุมมองเชิงยั่งยืนที่จะสร้างองค์กรให้มีการเติบโตอย่างสมดุลต่อเนื่อง

ประการที่สอง การพัฒนาเชิงยั่งยืนจำเป็นต้องเข้าใจถึงธรรมชาติของความเป็นองค์รวม โดยต้องสร้างความสมดุลของการพัฒนาทั้ง ทักษะด้านการบริหารจัดการ (Technical Skills) และทักษะชีวิต (Soft Skills) เพราะลำพังการพัฒนาด้านใดด้านหนึ่งไม่อาจสร้างความยั่งยืนได้

ประการที่สาม การพัฒนาเชิงองค์รวมจำเป็นต้องเปลี่ยนที่ฐานรากชีวิต นั่นคือ กรอบความคิดเพื่อระเบิดศักยภาพจากภายในและขับออกมาได้อย่างเต็มที่ มิใช่เพียงแค่การปรับแต่งพฤติกรรมอย่างฉาบฉวย ด้วยการปรับออกจากกรอบความคิดเดิมๆ บุคคลจึงสามารถพลิกฟื้นคืนสภาพตนเองได้ เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนภายในตนเองอย่างมุ่งมั่น พึ่งพาตนเองเป็นหลัก สามารถนำตนเองได้เพื่อเล่นเชิงรุก และที่สำคัญ มันให้ความหมายว่า การเปลี่ยนแปลงใดๆ ต้องเริ่มที่ตนเองก่อนเสมอ

ประการที่สี่ บุคลากรต้องไม่หยุดการใฝ่เรียนรู้ เพื่อพัฒนากระบวนการคิดและกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยพัฒนากระบวนการคิดเชิงระบบ บุคคลจึงสามารถแก้ปัญหาเชิงซ้อนได้ อีกทั้งการพัฒนามุมมองเชิงองค์รวม บุคคลจึงสามารถพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ ที่แตกต่าง เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ จึงจะสามารถสร้างองค์กรให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง

ประการที่ห้า บุคลากรต้องมีความมั่นคงทางอารมณ์ มีความเชื่อมั่นในตนเอง หนักแน่น เข้มแข็ง ไม่หวั่นไหว มีภูมิต้านทาน ควบคุมตนเองได้ จึงจะสามารถระเบิดศักยภาพจากภายใน รู้ว่าจะตอสนองอย่างไรให้เหมาะสม ผ่านการเห็นคุณค่าตนเอง

ประการที่หก เพราะบุคลากรหลากหลาย ต่างเจน ต่างวัย ต่างความคิด บุคลากรมีตัวตนสูง จึงมักเอาตนเองเป็นศูนย์กลาง การทำงานร่วมกันจึงมิใช่ว่าต้องทำทุกคนให้เหมือนเรา แต่ต้องเห็นคุณค่าในความแตกต่าง ด้วยมุมมองดังกล่าว บุคคลจึงต้องเปิดใจกว้างรับฟังความคิดที่แตกต่าง เพื่อสร้างความเข้าใจกัน ไว้วางใจกัน เชื่อใจกัน และศรัทธา นำไปสู่ทีมงานที่เข้มแข็ง

ประการที่เจ็ด การอยู่ร่วมกันเป็นองค์กร จำเป็นต้องเล่นเป็นทีม ทำงานอย่างมีส่วนร่วม ทั้งนี้ บุคลากรต้องมีภาวะผู้นำที่เข้าใจถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมให้สอดคล้องไปในแนวเดียวกัน เป็นหนึ่งเดียว อย่างมีเอกภาพ

ประเด็นต่างๆ เหล่านี้คือศักยภาพของบุคลากรที่แท้จริง เพื่อรับมือกับปัญหาที่มีความท้าทายมากขึ้นทุกวัน ประเด็นสำคัญคือ ท่านจะพัฒนาคุณสมบัติเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างไร ทำอย่างไรจึงจะสามารถระเบิดศักยภาพบุคลากรและขับออกมาได้อย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับองค์กร เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านการแข่งขัน และท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวไปกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ เพื่อพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส สร้างองค์กรให้เข้มแข็ง มั่นคงยั่งยืนอย่างแท้จริงได้อย่างไร

ทำไมศักยภาพบุคลากรจึงถดถอย ไม่ยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/641939

วันที่ 04 ม.ค. 2564 เวลา 17:50 น.ทำไมศักยภาพบุคลากรจึงถดถอย ไม่ยั่งยืนโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

โลกเปลี่ยนแปลง อ่อนไหว ซับซ้อน คลุมเครือ เทคโนโลยีก้าวกระโดด การแข่งขันรุนแรง เราต่างทราบดีว่า การปรับตัวคือหัวใจสำคัญเพื่อความอยู่รอดขององค์กร แล้วทำไม บุคลากรจึงไม่สามารถระเบิดศักยภาพภายในออกมาได้อย่างเต็มที่ เหมือนมีอะไรมาฉุดรั้งไว้ ทำให้ทีมงานขาดประสิทธิภาพ องค์กรไม่ถึงเป้าหมาย ส่วนรวมก็เสียหาย

แล้วนั่นเป็นเพราะอะไร รากของปัญหาช่วงชีวิตคนเรามีความท้าทายต่างๆ มากมายที่ผ่านเข้ามาอย่างต่อเนื่อง บางอย่างก็รับมือได้อย่างดี สำเร็จดังตั้งใจ แต่ส่วนใหญ่จะไม่ เรียกว่าพลาดพลั้ง เมื่อความพลาดพลั้งเกิดขึ้น ก็มักเก็บเอามาโทษตัวเอง ตำหนิตนเอง มองตนเองว่าไม่ได้เรื่อง ตรงนี้แหละคือประเด็น เพราะแยกไม่ออกระหว่างงานที่เป็นเรื่องรูปธรรมกับความรู้สึกที่สะท้อนตัวตน งานนั้นอาจไม่สำเร็จ พลาดเป้าหมาย แต่กับความรู้สึกต่อพลาดพลั้งนั้นมันคนละเรื่องกัน

ว่าไปแล้ว ความพลาดพลั้งเป็นเรื่องปกติ แต่บุคคลไปแปลความพลาดพลั้งเป็นความรู้สึกผิด เมื่อเกิดบ่อยๆ ก็เลยรู้สึกว่าตนสู้คนอื่นไม่ได้ ด้อยกว่า เกิดเป็นปมติดลบในใจ เอาเวลาส่วนใหญ่ไปมุ่งเน้นแต่ข้อผิดพลาดตนเอง จับผิดตนเอง เกิดเป็นความรู้สึกผิด ไม่เห็นคุณค่าตนเอง กลายเป็นคนอ่อนไหว เปราะบาง ขาดความเชื่อมั่น เมื่อเกิดขึ้นบ่อยๆ สะสมมากเข้า ก็เกิดความอึดอัด ขัดแย้งภายใน กดดัน เครียด วิตกกังวล ทั้งหมดนี้เป็นเพราะมุมมองที่ไม่ถูกต้องของตนเองที่มีต่อความพลาดพลัง เอาความผิดพลาดเชิงประจักษ์นั้นกลับมาทำร้ายความเป็นตัวตนของตนเอง ภาวะถดถอยจึงเป็นเรื่องของ “ความเข้าใจผิดต่อความรู้สึกผิด”

ภาวะความรู้สึกผิดนี้เอง คือสาเหตุสำคัญที่คอยบั่นทอนและฉุดรั้ง มิให้บุคคลขับศักยภาพภายในให้ออกมาได้อย่างเต็มที่และก้าวไปข้างหน้า ประสิทธิภาพการทำงานจึงลดลง และที่สำคัญไประบายออกที่คนอื่น นำไปสู่ความขัดแย้งในทีม ส่งผลเป็นขาดการมีส่วนร่วมในทีม ทำให้ส่วนรวมเสียหาย องค์กรก็ไม่บรรลุเป้าหมาย แล้วบ่อยครั้ง ไปลงที่ครอบครัว ทำให้ครอบครัวมีปัญหา ขาดความสุข ทุกคนพลอยได้รับผลกระทบและส่งต่อภาวะความรู้สึกผิดนั้นไปเรื่อยๆ เกิดเป็นตัวตนที่ติดลบในคนที่รักและสร้างปัญหาไปอย่างต่อเนื่อง

ทางออกของปัญหาจากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า ความสำเร็จมีสองระดับ คือ ความสำเร็จเชิงประจักษ์และคุณค่าความเป็นตัวตน ความสำเร็จเชิงเชิงประจักษ์เป็นเรื่องความสำเร็จที่เห็นและจับต้องได้ วัดได้ ประเมินได้ แต่คุณค่าความเป็นตัวตนเป็นความสำเร็จในระดับลึกและละเอียดกว่า มันคือความรู้สึกที่สะท้อนถึงคุณค่าและความภาคภูมิใจในตนเอง

การแยกความสำเร็จเชิงประจักษ์และความรู้สึกถึงคุณค่าตนเองเป็นเงื่อนไขสำคัญที่คนส่วนใหญ่มองข้ามไป และในมุมมองของความสำเร็จเชิงประจักษ์แล้ว ไม่ว่าเราจะพยายามให้ถึงที่สุดอย่างไรก็ตาม เราก็ไม่มีทางที่จะถึงเป้าหมายได้อย่างสมบูรณ์ 100% ในโลกแห่งความเป็นจริง มันจึงไม่มีความสำเร็จหรือความล้มเหลวใดๆ อย่างเป็นที่สุด เพราะทุกอย่างวิ่งอยู่ระหว่าง 0 ถึง 100 และทิ้งช่องว่างไว้ให้เราปรับปรุงเสมอ การบริหารความพลาดพลั้งจึงต้องแยกความสำเร็จเชิงประจักษ์ออกจากคุณค่าความเป็นตัวตน

โดยสรุปเราต้องปรับมุมมองที่มีต่อเป้าหมาย ความคาดหวัง ความสำเร็จ และศักยภาพ เสียใหม่ ดังนี้1. ความสำเร็จเชิงประจักษ์เป็นเรื่องหนึ่ง ภาวะของการเห็นตนเองมีคุณค่านั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แล้วไม่ว่าผลลัพธ์เชิงประจักษ์จะออกมาอย่างไร เราต้องรักษาคุณค่าและความหมายของตนเองไว้เสมอ

2. มองปัญหาเป็นความท้าทาย มันเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ไม่มีวันหมด บางปัญหาแก้ได้ บางปัญหาแก้ไม่ได้ เราจึงควรเอาเวลาไปรับมือกับปัญหาที่ท้าทายที่พอจะแก้ไขได้ดีกว่า

3. เพราะคนเราเกิดมาไม่เท่ากัน ศักยภาพไม่เท่ากัน ดังนั้น ต้องเลิกเปรียบเทียบ แต่พยายามพัฒนาและขับศักยภาพภายในตนเองออกมาให้ได้มากที่สุด อย่าหยุด อย่ายอมแพ้ เพื่อพิชิตเป้าหมายอย่างพอใจและมีความสุข

4. การที่จะผ่านมันไปได้นั้น เราต้องปรับเปลี่ยนตนเอง โดยต้องกล้าที่จะก้าวออกจากพื้นที่สบาย (Comfort Zone) เลิกยึดติดกับภาพความสำเร็จเก่าๆ นั่นคือ เราต้องสามารถนำตนเองได้ โดยการเอาชนะตนเอง มันคือการตีทะลุผ่านแนวกั้นภายในตนเอง

5. การจะตีทะลุผ่านตนเองได้ ต้องปรับมุมมองและทัศนคติที่มีต่อตนเองเสียใหม่ เห็นตนเองเชิงบวก เห็นตนเองมีค่า เข้าใจตนเอง ยอมรับและให้อภัยตนเอง

6. เพราะสรรพสิ่งไม่แน่นอน เราจึงต้องปรับตัวอย่างยืดหยุ่น การตั้งเป้าหมายจึงต้องมีทางเลือก เราต้องสร้างหลายๆ ทางเลือก เพราะชีวิตไม่ได้มีคำตอบเดียวที่ดีที่สุด แต่มีหลายคำตอบที่ดีที่สุด

7. ทางเลือกจะเกิดขึ้นได้ เราต้องมีความคิดสร้างสรรค์ที่แตกต่างและแปลกใหม่ และนวัตกรรมจะเกิดขึ้นได้ เราต้องพัฒนาแนวคิดเชิงระบบ และการมองภาพเชิงองค์รวมที่เห็นความเชื่อมโยงที่แตกต่างขององค์ประกอบที่หลากหลาย

แหล่งรวมแฟชั่นเกาหลีที่โด่งดังที่สุดจากย่านทงแดมุล apM ถึงไทยแล้ว!! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/641636

วันที่ 31 ธ.ค. 2563 เวลา 09:30 น.แหล่งรวมแฟชั่นเกาหลีที่โด่งดังที่สุดจากย่านทงแดมุล apM ถึงไทยแล้ว!!apM แหล่งรวมแฟชั่นเกาหลีที่โด่งดังที่สุดจากย่านทงแดมุล ถึงไทยแล้ว!! เปิดตัวในรูปแบบ Digital Showroom จากสยามเซ็นเตอร์พร้อมเสิร์ฟถึงบ้านคุณ

หากคุณเป็นอีกคนที่ชื่นชอบแบรนด์แฟชั่นเกาหลีและต้องคอยเกาะติดตามเทรนด์รับแรงบันดาลใจใหม่ๆอยู่เสมอ สยามเซ็นเตอร์ เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์ จัดทุกไลฟ์สไตล์แห่งแฟชั่นมาเอาใจสายเกาอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมแนะนำ apM (เอ พี เอ็ม) เจ้าแรกแห่งการเป็น Digital Showroom สาขาแรก และมีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย เปิดตัวในรูปแบบมัลติแบรนด์สโตร์ด้วยแบรนด์แฟชั่น และแอคเซสซอรี่ชั้นนำสุดเอ็กซ์คลูซีฟอิมพอร์ตเข้ามาให้เหล่าสยามดีเอ็นเอได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด เห็นของจริง และทดลองใส่ก่อนใคร ณ ชั้น 1 สยามเซ็นเตอร์

aPM แหล่งรวมแฟชั่นและมัลติแบรนด์กว่า 800 แบรนด์ดังใจกลางย่านทงแดมุน ครองแชมป์มานานกว่า 20 ปี การันตีด้วยความไว้วางใจจากเหล่าแฟชั่นนิสต้าทั่วโลกต่างปักหมุดมาอัพเดทเทรนด์ที่นี่ด้วยคอลเลคชั่นที่แตกต่างทุกซีซั่น มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัวพร้อมคุณภาพระดับพรีเมี่ยม อีกทั้งยังมีหลากหลายสไตล์ให้เลือกคอมพลีทลุคโดดเด่นตั้งแต่กลางวันจนถึงชุดออกงานกลางคืน ทั้ง Sophisticated Smart, Playful Dress Up, Sporty Denim และ Laidback Loungewear จึงทำให้ apM เป็นศูนย์รวมของเสื้อผ้าแฟชั่นที่ใครๆต่างต้องมา!!

apM เปิดให้บริการแล้ววันนี้ ณ ชั้น 1 สยามเซ็นเตอร์ พร้อมดึงแบรนด์ดังสุดจี๊ดมาให้อัพเดทแบบเรียลไทม์ ทันทีที่คอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดวางจำหน่ายที่เกาหลี เหล่าสาวกแฟชั่นจะได้ สัมผัสและลองของจริงได้พร้อมกันที่สยามเซ็นเตอร์ และยังอัพเดทแฟชั่นใหม่ๆอย่างต่อเนื่องทุกเดือน นำโดย Allover, Angelo, First Name, Dude, 2 d K ,Gentle Women, Top, Papermoon, Design by Youngmin, Maiden, One by Two, Pincode, Verveine, 101 Moon, Forming, Lamerei, Paris Match, Sof, Table, Where wear และอีกมากมาย

พิเศษ! เปิดให้บริการด้วยโมเดลการ Pre-Order สุดล้ำกับ Tap Try Buy เริ่มจาก Tap เลือกดูสินค้าได้จากทุกแพลตฟอร์ม (Facebook : apmthailand), (IG : @apm_th), (Line OA : @apm_th) Try ลองชุดจากของจริง และ Buy ได้ง่ายๆไม่ว่าจะเป็นการสั่งซื้อที่หน้าร้านหรือกลับไปสั่งจากแอพพลิเคชั่นที่ไหนก็ได้ การันตีส่งฟรีถึงหน้าบ้านภายใน 14 วัน ฉลอง aPM บุกใจกลางสยาม รับส่วนลดสุดพิเศษสูงถึง 2,500 บาท ฟรีค่าจัดส่ง!! พร้อมอัเดทเทรนด์ใส่ก่อนไม่ซ้อนใครได้แล้ววันนี้ที่ apM ชั้น 1 สยามเซ็นเตอร์ พร้อมติดตามและเลือกช้อปได้ทาง Facebook : apmthailand, IG : @apm_th และ Line OA : @apm_th) ตลอด 24 ชั่วโมง

2 สาวเซเลบริตี้ร่วมส่งความสุขส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/641632

วันที่ 31 ธ.ค. 2563 เวลา 08:45 น.2 สาวเซเลบริตี้ร่วมส่งความสุขส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ปีใหม่สร้างสุข ส่งรอยยิ้ม เซ็นทรัลพัฒนา ร่วมกับ ทรู ชวน 2 เซเลบสาวส่งมอบอาหารมื้อพิเศษ ให้กับน้องๆ โรงเรียนวัดกาหลง จ.สมุทรปราการ

โอกาสดีขึ้นปีใหม่ใครๆ ก็อยากเห็นรอยยิ้ม งานนี้ บริษัท เซ็นทรัล พัฒนา จำกัด (มหาชน) จึงร่วมกับ บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด ร่วมส่งมอบอาหารมื้อพิเศษจากการที่ลูกค้าใช้ทรูพอยท์แลกอิ่ม ภายใต้แคมเปญ “อิ่มกับทรู Exclusively at CPN ปี 9” ด้วยคอนเซ็ปต์ “อยากกินอะไรใช้ทรูพอยท์ จัดกิจกรรมอิ่มสุขทุกเมนู…ทรูพอยท์ร่วมแบ่งปัน เพื่อร่วมอิ่มปันสุขให้กับน้องๆ ได้อิ่มท้อง นอกจากนี้ยังได้บริจาคสิ่งของ อุปกรณ์การเรียน และ อุปกรณ์กีฬา รวมทั้งเงินบริจาคสมทบทุน เพื่อร่วมพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน และช่วยเสริมสร้างร่างกายน้องๆให้แข็งแรง อีกทั้งยังได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ให้กับเด็กๆ ณ โรงเรียนวัดกาหลง จ.สมุทรปราการ

สำหรับโรงเรียนวัดกาหลง เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งได้เปิดทำการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 2 ถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยมีนักเรียนจำนวน 110 คน และคุณครูผู้สอน จำนวน 8 คน โดยในครั้งนี้นอกจากจะมีคณะผู้บริหาร คุณขวัญแก้ว สิริจินดา ผู้อำนวยการ กลุ่มงานส่งเสริมธุรกิจ ฝ่ายการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) และ คุณนันทิญา อังคณากานต์ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารความสุขและความสัมพันธ์ลูกค้า บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด แล้วยังมี เซเลบบริตี้ 2 สาวสวยเพื่อนสนิท จิตใจดี

คุณปอนด์-หฤทัย ไชยันต์ ณ อยุธยา และคุณจุ๋ย-จรสพรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา มาร่วมแบ่งปันความสุขที่ยิ่งใหญ่ ให้กับเด็กๆ ทั้ง 2 สาว กล่าวว่า “เพราะการให้คือความสุข ที่ยิ่งใหญ่ เราทั้งคู่จึงขอเป็นตัวแทนร่วมส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่นี้ ส่งความสุขนี้ให้กับทุกท่านที่มีส่วนร่วมใน แคมเปญ อิ่มกับทรู Exclusively at CPN ปี 9 ทุกคน เพราะทุกท่านที่แลกอิ่มสุขทุกเมนู จากทรูพอยท์ ในแคมเปญนี้ ก็ได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมทำบุญ เพื่อนำไปมอบเป็นของขวัญ ให้กับเด็กๆ โรงเรียนวัดกาหลง จังหวัดสมุทรปราการ เราทั้งคู่อยากให้มีแคมเปญดีๆแบบนี้ต่อๆไป เพราะรู้สึกว่ามันเกินคุ้มจริงๆค่ะ ในยุคนี้ส่วนลดเป็นเรื่องง่ายมาก แลกพอยท์ แลกคะแนนผ่านหลายๆช่องทางก็มีส่วนลดมากมาย แต่การแลกพอยท์เพื่อได้ส่วนลดและได้ทำบุญไปด้วยนั้น ไม่ได้มีบ่อยๆ ถือเป็นโอกาสดีๆที่เราเองก็แฮปปี้ และยังรู้สึกได้ส่งต่อความสุข สิ่งดีๆ ทุกครั้งที่แลกพอยท์ในแคมเปญนี้ ยังมีคนอีกมากมาย และอีกหลายพื้นที่ในสังคมนี้ ที่รอคอยโอกาสดีๆ อยากให้มีแคมเปญดีๆแบบนี้อยู่เรื่อยๆนะคะ สวัสดีปีใหม่ค่ะ”

Strong in Style ช้อปปิ้งไอเท็มสุดชิคจากไทยดีไซเนอร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/641383

วันที่ 28 ธ.ค. 2563 เวลา 10:10 น.Strong in Style ช้อปปิ้งไอเท็มสุดชิคจากไทยดีไซเนอร์สยามเซ็นเตอร์ พรีเซนต์ Strong in Style Market ใช้ชีวิตนิวนอร์มอลแบบล้ำเทรนด์กับหลากไอเท็มสุดชิคจากไทยดีไซเนอร์

ยังคงเดินหน้าคัดสรรสินค้าสุดชิคหลากไอเท็มตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์วิถีนิวนอร์มอลของคนยุคนี้ สำหรับ สยามเซ็นเตอร์ เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์ ศูนย์กลางแห่งจินตนาการและงานสร้างสรรค์ไร้ขีดจำกัดในการศาสตร์แห่งสุนทรีย์ของศิลปะ แฟชั่น เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ ครั้งนี้ได้รวบรวมไอเท็มโดนๆ ไว้ในงาน “Siam Center presents Strong in Style Market : Make your healthy kit with style” เปิดพื้นที่ให้เหล่าไทยดีไซเนอร์ และศิลปินดัง มาปล่อยของจำหน่ายหน้ากากอนามัยและอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อเพื่อสุขภาพแบบมีสไตล์ ด้วยแฟชั่นไอเท็มที่ตอบสนองฟังก์ชั่นการใช้งานอย่างครบครัน ให้ทุกคนได้จับจองเป็นเจ้าของก่อนใคร ณ ชั้น G หน้าร้าน Sephora สยามเซ็นเตอร์

โดยสินค้าหลากไอเท็มที่สยามเซ็นเตอร์ คัดสรรมาให้นั้นครบครันไปด้วยหน้ากากอนามัยแบบผ้าแฟชั่นไอคอนสุดชิคจากเหล่าไทยดีไซเนอร์ ทั้ง Soda , Q Design And Play , PATTRIC BOYLE ,iCONiC , Adhoc , FLYNOW , Rotsaniyom , Greyhound , Smileyhound และ Senada ไม่เพียงเท่านี้ยังมี แอลกอฮอลล์เจล , แอลกอฮอลล์สเปรย์ , กระเป๋าใส่ขวดสเปรย์ และไอเท็มอื่นๆอีกมากมายมาให้เลือกสรร จาก YOSHINAMI (โยชินามิ) ,PHANNAPAST x Absolute Siam Store (ปัณพัท x แอ็บโซลูท สยาม สโตร์), COMMA (กอมมา), Kattara (แคททารา), Jap Fac (แจ็บแฟค), Cleanster (คลีนสเตอร์) , Life Grade (ไลฟ์เกรด), Klean Society (คลีน โซไซตี้) เป็นต้น

สำหรับใครที่กังวลว่าลวดลายของหน้ากากผ้าจะไม่เข้ากับหน้าของเรา มาที่นี่เรามี “Virtual Mask” ให้ทุกคนได้เห็นภาพจริงก่อนตัดสินใจซื้อ เพียงส่องหน้าไปที่ virtual mask และเลือกหน้ากากผ้าลายที่ต้องการ เพียงเท่านี้ก็สามารถเห็นภาพจริงของเราได้แล้ว ง่ายและสะดวกปลอดภัย หลีกเลี่ยงการลองด้วยหน้ากากจริง เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

มาร่วมเติมสีสันให้ชีวิตกับ “Siam Center presents Strong in Style Market : Make your healthy kit with style” เพื่อสุขอนามัยในการใช้ชีวิตแบบนิวนอร์มอลอย่างมีสไตล์ ณ ชั้น G สยามเซ็นเตอร์ เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์ หรือสั่งสินค้าผ่าน Chat & Shop ได้ที่ LINE @OneSiam

อะไรก็ตามที่ทำร้ายเราไม่ได้ จะทำให้เราเข้มแข็ง …นิชเช่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/641378

วันที่ 28 ธ.ค. 2563 เวลา 09:10 น.อะไรก็ตามที่ทำร้ายเราไม่ได้ จะทำให้เราเข้มแข็ง …นิชเช่โดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

หากจะถามว่า อะไรคือปัญหาร่วมของสังคมทุกวันนี้ และเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร เราพบว่าความท้าทายหลักๆ ของสังคมทุกวันนี้ คือบุคลากรขาดศักยภาพ ไม่สามารถนำตนเองได้ การแก้ปัญหา ก็ไม่เป็นระบบ โดยเฉพาะปัญหาซับซ้อน อีกทั้งขาดนวัตกรรมที่มีคุณค่า นอกจากนี้ ทีมงานก็ไม่เข้มแข็ง ไม่เป็นหนึ่งเดียว อีกทั้ง ขาดผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่จะนำองค์กรให้สอดคล้องไปในแนวเดียวกัน

เมื่อพิจารณาความเป็นครอบครัว แม้บริบทต่างกัน ปัญหาก็ไม่แตกต่าง หลักๆ คือขาดความรัก ความเข้าใจ ขาดความไว้วางใจ ขาดการเห็นคุณค่าระหว่างกัน ความรักจืดจาง อยู่ด้วยกันแต่เหมือนอยู่คนละบ้าน บ่อยครั้งใช้ความรุนแรง การสื่อสารก็มักจะเอาตนเองเป็นศูนย์กลาง เอาแต่ใจตนเอง ขาดความยืดหยุ่น

เมื่อพูดถึงวัยรุ่น คนรุ่นใหม่ยิ่งอ่อนไหว เปราะบาง เพราะหลงทาง ยึดติดค่านิยมผิดๆ เน้นวัตถุภายนอกเพื่อมาเสริมให้ตนดูดีมีคุณค่า แต่หารู้ไม่ว่านั่นเป็นเรื่องจอมปลอม เมื่อยิ่งเสพหนัก ยิ่งถลำลึก ยิ่งกลับมาทำร้ายตนเอง นำไปสู่การไม่เข้าใจตนเอง เกิดความขัดแย้งภายใน และนำไปสู่ความรุนแรงในทุกระดับ ทั้งทำร้ายตนเอง ครอบครัวขาดความสุข องค์กรขาดความเข้มแข็ง ไม่สามารถระเบิดศักยภาพออกมาเสริมกันได้ องค์กรก็ไม่ถึงเป้าหมาย ส่วนรวมก็เสียหาย

ท่านคิดว่าปัญหาทั้งหมดนี้เกิดจากอะไร อะไรคือฐานรากของปัญหาเหล่านี้ แล้วเราจะมีทางออกอย่างไร

เราพบว่าอาการทั้งหมดที่กลาวข้างต้นนี้ล้วนเป็นผลมาจาก การที่บุคคลขาดความสามารถในการนำตนเอง (Self-directed) กลาวคือ ไม่รู้ว่าจะโต้ตอบอย่างไรให้เหมาะสม เมื่อมีอะไรเข้ามากระทบ เพราะไม่รู้ว่าจริงๆ แล้ว ตนมีอำนาจในการเลือกตอบสนอง แล้วอำนาจดังกล่าวนี้คืออะไร

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้านักคิดในกลุ่มนี้กัน มันเป็นที่ประจักษ์ว่า การแสดงออกของคนเรานั้นล้วนมาจากกรอบความคิด ดังคำกล่าวของ เพลโต (427-347 BC) ที่ว่า “that the physical world is not as real or true as timeless, absolute, unchangeable ideas.” รวมทั้งคำกล่าวของ ไอน์สไตน์ (1879-1956) ที่ว่า “The world as we have created it is a process of our thinking. It cannot be changed without changing our thinking.” ดังนั้น การตอบสนองใดๆ ที่แสดงออกมาในรูปของพฤติกรรมจึงล้วนมาจากกรอบความคิด

กรอบความคิดนี้เองสะท้อนความเป็นตัวตน ด้วยวาทะอันโด่งดังของ เรอเน เดการ์ต (1596-1950) ที่ว่า “เพราะฉันคิด ฉันจึงมีอยู่ – I think, therefore I am.” ดังนั้น เมื่อเราคิด ตัวตนของเราจึงเกิดขึ้น มีอยู่

และตัวตนที่เกิดขึ้นนี้ต้องการคุณค่าและความหมาย คุณค่าและความหมายนี้เองทำให้เรายืนหยัดว่าอยู่ไปทำไม เพื่ออะไร ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ดังที่ นิชเช่ (1844-1900) ได้กล่าวไว้ว่า “He who has a why to live can bear almost any how.” และนิชเช่ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า การยืนหยัด ความอดทน มุ่งมั่นนี้เองทำให้เราเข้มแข็ง “That which does not kill us makes us stronger.”

ต่อมา ฌ็อง-ปอล ซาทร์ (1905-1980) ได้เสนอความคิดว่า ชีวิตมีทางเลือกเสมอ เราจึงต้องตัดสินใจเลือก และไม่ว่าเราจะแสดงอะไรออกมา มันล้วนมาจากการที่เราได้เลือกแล้วทั้งสิ้น “I can always choose, but I ought to know that if I do not choose, I am still choosing.” แก่นแท้ของมนุษย์จึงเป็นเสรีภาพ เสรีภาพดังกล่าวคือ ความสามารถในการตัดสินใจเลือกว่าจะตอบสนองอย่างไร เมื่อมีอะไรเข้ามากระทบ แต่เสรีภาพดังกล่าวต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ

จากนักคิดเหล่านี้ พอจะสรุปได้ว่า ทุกการแสดงออกเป็นสิ่งที่เราเลือกเองและมาจากกรอบความคิด กรอบความคิดสะท้อนตัวตน ตัวตนต้องการคุณค่าและความหมาย และการแสดงออกใดๆ เป็นสิ่งที่เราเลือกเอง (เพราะกรอบความคิดเป็นของตนเอง) และการที่เราเลือกหรือกำหนดทางเดินของตนได้นี้เอง เป็นตัวที่สะท้อนถึงความสามารถในการนำตนเอง ถ้าเราเลือกได้ว่าจะตอบสนองอย่างไร นั่นแสดงว่า ปัจจัยภายนอกใดๆ ก็ทำอะไรเราไม่ได้ และแม้ว่าเราจะไม่สามารถควบคุมเหตุการณ์ต่างๆ ภายนอกได้ แต่เราสามารถควบคุมตนเองได้ รับผิดชอบตนเองได้ นั่นคือ เราอยู่เหนือมัน เรามีอำนาจเหนือมัน ปัจจัยภายนอก มันทำอะไรเราไม่ได้ เมื่อการตัดสินใจใดๆ เป็นสิ่งที่เราเลือกเอง เราจึงเป็นอิสระจากมัน เมื่อเราเป็นอิสระจากมัน บุคคลจึงนำตนเองได้ การนำตนเองได้จึงเป็นฐานรากสำคัญของความเข้มแข็ง ดังนั้น อะไรก็ตามที่ทำร้ายเราไม่ได้ จะทำให้เราเข้มแข็ง …นิชเช่

ดังนั้น บุคคลที่สามารถนำตนเองได้ มักมีคุณสมบัติ ดังนี้

1. มีกรอบความคิดเชิงบวก มองปัญหาเป็นความท้าทาย บุคคลาเหล่านี้ ไม่ว่าจะทำอะไร ย่อมมีเป้าหมาย เขาจะวาดภาพถึงผลลัพธ์สุดท้ายทุกครั้ง ก่อนจะลงมือทำอะไร เขาจึงสามารถปรับกรอบความคิดเพื่อยกศักยภาพตนเอง สร้างแรงบันดาลใจ แรงขับเคลื่อนภายในได้อย่างมุ่งมั่น

2. คิดเชิงระบบ บุคคลที่สามารถนำตนเองได้ จะคิดวิเคราะห์เพื่อหาองค์ประกอบหลัก และเชื่อมโยงองค์ประกอบเหล่านั้น เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ใหม่ๆ ด้วยตนเอง อีกทั้งเข้าใจในความหมายของระบบซ้อนระบบ จึงสามารถแก้ปัญหาเชิงซ้อนได้ นอกจากนี้ ยังสามารถมองภาพเชิงองค์รวม นำไปสู่การเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่างเพื่อคิดสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ

3. มีความมั่นคงทางอารมณ์ ผู้ที่สามารถนำตนเองได้ จำเป็นต้องมีความหนักแน่น มีความเข้มแข็ง มีภูมิต้านทาน สามารถยืนหยัดและปรับตัวได้อย่างยืดหยุ่น สามารถปรับฟื้นคืนสภาพตนเองได้ แม้อยู่ในสภาพที่ยากลำบาก ผ่านการเห็นคุณค่าตนเอง อีกทั้ง เห็นคุณค่าในความแตกต่าง จึงเปิดใจกว้างรับฟัง เพื่อสร้างศรัทธา นำไปสู่การสร้างทีมงานที่เข้มแข็ง

4. มีภาวะผู้นำ ผู้ที่นำตนเองได้ ต้องสามารถนำผู้อื่นได้ด้วย เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง สามารถนำทีมงานให้ไปในแนวเดียวกันอย่างมีส่วนร่วม บนฐานของการเห็นคนเป็นมนุษย์

สังคมทุกวันนี้อ่อนแอ เปราะบาง กดดัน ซึมเศร้า ขาดความสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุคคลไม่อาจพัฒนาและขับศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ นั่นเป็นเพราะบุคคลไม่เป็นอิสระจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะโซเชียลมีเดีย แต่ยึดติดกับมัน แล้วกลับเอามันทำร้ายตนเอง มองในอีกมุมหนึ่ง เราเองต่างหากที่ยอมเอาตัวเองไปอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เราไม่อาจควบคุมได้ เราจึงต้องเต้นไปตามกระแส ไม่อาจนำตนเองได้ ด้วยเหตุนี้ ทั้งตนเอง ครอบครัว องค์กร รวมทั้งสังคมจึงขาดความเข้มแข็ง ไม่สามารถนำไปสู่ความสมดุล มั่นคงยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

A Sleepover คอลเลกชั่นใหม่ย้อนเวลาความสนุกในปาร์ตี้ยุค 60s #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/641339

วันที่ 27 ธ.ค. 2563 เวลา 13:10 น.A Sleepover คอลเลกชั่นใหม่ย้อนเวลาความสนุกในปาร์ตี้ยุค 60s สะเทือนวงการแฟชั่น! La Boutique เอาใจเหล่าแฟชั่นนิสต้า จับมือ Haus of abbi แพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ชั้นนำ โดย “แม่ชม” สร้างสรรค์คอลเลกชั่นชุดสวยสุดเอ็กซ์คลูซีฟต้อนรับปีใหม่ ในชื่อ A Sleepover 2021

สร้างสรรค์คาแรกเตอร์ให้โดดเด่นอย่างไร้กฎเกณฑ์ไปกับแบรนด์เสื้อผ้าสตรี ลา บูทีคส์ (La Boutique) ที่ล่าสุด พัชรวัฒน์ ตระกาลสันติกูล ครีเอทีฟไดเรคเตอร์ฝีมือเฉียบได้ถ่ายทอดไอเดียสดใหม่ที่ร่วมกับ เฮาส์ ออฟ แอบบี้ (Haus of abbi) แพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซของนักแสดงสาวชื่อดัง ชมพู่-อารยา เอ. ฮาร์เก็ต ที่รวบรวมแบรนด์แฟชั่นชั้นนำสุดเอ็กซ์คลูซีฟเอาไว้มากมาย โดยในคอลเลกชั่นสุดพิเศษนี้ทั้งคู่ได้ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานดีไซน์ชั้นเยี่ยมในคอลเลกชั่นที่ชื่อว่า อะ สลีปโอเวอร์ (A Sleepover) 2021 ซึ่งนำเสนอแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์เรื่อง พาจามา ปาร์ตี้, 1964 (Pajama party, 1964) ปาร์ตี้ที่ไร้กฎเกณฑ์และนอกกรอบของหนุ่มสาวในยุค 60s

ลา บูทีคส์ แบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นสตรี ภายใต้คอนเซ็ปต์นีโอ โรแมนติก ที่ถ่ายทอดความงดงามทางแฟชั่นกับกลิ่นอายประวัติศาสตร์ทางศิลปะอันน่าจดจำมาผสมผสานด้วยแนวความคิดที่ร่วมสมัย หล่อหลอมผ่านมุมมองการออกแบบอันสร้างสรรค์ออกมาเป็นเครื่องแต่งกายดีไซน์ทันสมัย พร้อมการตัดเย็บสุดประณีตตามแบบฉบับของห้องเสื้อชั้นสูงสไตล์ฝรั่งเศส ให้ผู้สวมใส่มีเสน่ห์โดดเด่นเกินกว่าใครทั้งในชีวิตประจำวันจวบจนถึงกระทั่งปาร์ตี้ในยามค่ำคืน

พัชรวัฒน์ ตระกาลสันติกูล กล่าวถึงแนวคิดหลักในการออกแบบคอลเลกชั่นนี้ว่า “สำหรับคอลเลกชั่นนี้เรามีไอเดียเริ่มต้นมาจากเทศกาลเฉลิมฉลองความสุขต้อนรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง ก็เลยอยากจะทำเสื้อผ้าคอลเลกชั่นพิเศษขึ้นที่สามารถสวมใส่ได้ทั้งเวลาอยู่บ้าน หรือออกไปปาร์ตี้นอกบ้านในลุคสบายๆ โดยคอลเลกชั่นนี้เราได้ร่วมกับ Haus of abbi และได้ ชมพู่-อารยา เอ. ฮาร์เก็ต มาร่วมสร้างสรรค์ไอเดียให้กับเสื้อผ้าคอลเลกชั่นนี้ให้มีความสนุก และสวมใส่ได้ง่ายขึ้น เพื่อให้สาวๆ ของลา บูทีคส์ ได้สนุกกับการแต่งตัวในสไตล์ใหม่ๆ ในช่วงเวลาปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้”

สำหรับคอลเลกชั่น A Sleepover 2021 ทางทีมดีไซน์ได้หยิบยกแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์เรื่อง พาจามา ปาร์ตี้ 1964 (Pajama party 1964) ที่บอกเล่าถึงช่วงเวลาความสนุกในงานปาร์ตี้ของหนุ่มสาวยุค 60s ที่สนุกกับการแต่งตัวกันอย่างไร้กฎเกณฑ์ และปลดเปลี้องทุกพันธนาการไปกับช่วงเวลาแห่งความสุขในค่ำคืนสุดหรรษาท่ามกลางบรรยากาศของเสียงดนตรีในยุค 60s โดยไอเดียดังกล่าวนี้ได้ถูกนำมาถ่ายทอดสู่งานดีไซน์ชิ้นเด่นทั้งหมด 10 ลุค โดยเลือกใช้โครงเสื้อแบบหลวมหรือโอเวอร์ไซส์มาเป็นซิลลูเอทหลัก เพื่อให้ความรู้สึกเบาสบาย และสะดวกต่อการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นซิลลูเอทแบบเอไลน์ทั้งชุดเดรส หรือกระโปรงทรงเอที่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับหญิงสาวผู้สวมใส่ได้ในทุกช่วงเวลา ตั้งแต่กลางวันจวบจนกระทั่งปาร์ตี้ในยามค่ำคืน ผ่านการใช้โทนสีสดใสในสไตล์ 60s อย่างสีพาสเทลที่ถูกนำมาใช้เป็นโทนสีหลักในการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นสีชมพูพาสเทล, สีเหลือง พริมโรส, สีฟ้าเบบี้บลูที่ตัดสลับกับสีม่วงไลแลค และสีเขียวอความารีน ด้วยเทคนิคการตัดเย็บแบบซิกแซกเพื่อตัดต่อลูกไม้เข้ากับผ้าเนื้อบางเบาที่ทางทีมออกแบบใช้วิธีการทำชิ้นงานแบบขึ้นหุ่นด้วยมือทีละตัวเพื่อให้ได้รูปทรงที่สวยงาม และความยืดหยุ่นตามต้องการ รวมถึงการใช้เทคนิคการอัดพลีทแสงอาทิตย์เพื่อช่วยเพิ่มวอลลุ่มให้กับเนื้อผ้า อีกทั้งยังมีการปักประดับตัวอักษร และการจับคู่สีที่แตกต่างกัน กับการเลือกใช้เนื้อผ้าที่สวมใส่สบาย โดยมีการใช้ผ้าซิลค์ชีฟอง, ผ้าซิลค์ซาติน, ผ้าลูกไม้ และผ้าคอตตอนสแปนเด็กซ์ เพื่อสร้างความพริ้วไหว หรูหรา และสวมใส่สบายในขณะเดียวกัน

นอกจากนี้ พัชรวัฒน์ ตระกาลสันติกูล ยังได้สร้างแรงบันดาลใจให้สาวๆ ได้สนุกกับการสร้างสรรค์ลุคสไตล์ใหม่ๆ ต้อนรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงว่า “ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เรามองว่าแฟชั่นนั้นเปลี่ยนไปมาก หลายคนสนุกกับการแต่งตัวมากขึ้น กล้าที่จะลองอะไรใหม่ๆ แต่ก็อาจจะมีบางคนที่ยังไม่กล้าลอง เพราะอาจจะรู้สึกไม่มั่นใจ หรือรู้สึกว่ามันไม่เป็นตัวเอง แต่จริงๆ แล้ว เมื่อโลกของแฟชั่นนั้นเปลี่ยนไป ดีไซน์เนอร์หลายคนหันมาทำงานดีไซน์ที่มีความสนุกขึ้น เป็นกันเองมากขึ้น เราก็อยากให้คนสวมใส่ลองเปิดใจ และหันมาสนุกกับการแต่งตัวสไตล์ใหม่ๆ กันดู เราอาจจะค้นพบตัวเองในมุมใหม่ๆ จากการเปลี่ยนเสื้อผ้าก็ได้ โดยเราอาจจะเริ่มต้นจากแมทช์ชิ้นที่ดีไซน์ต่างกันอย่างเสื้อยืดโอเวอร์ไซส์กับกางเกงลูกไม้ขาสั้น หรือกระโปรงอัดพลีท ส่วนใครที่เป็นสาวหวานอาจจะลองใส่เดรสยาวที่มีเทคนิคการตัดเย็บสองเนื้อผ้าอย่างผ้าลูกไม้กับผ้าเนื้อบางเพื่อเพิ่มความน่าค้นหา หรืออาจจะเป็นเสื้อครอปลูกไม้กับกางเกงผ้าซิลค์ซาตินขายาว ก็จะได้ลุคที่ดูแปลกใหม่ไปอีกแบบ”

พบกับคอลเลกชั่น A Sleepover 2021  ได้แล้ววันนี้ทาง Haus of abbi ที่ https://www.hausofabbi.com/brand/la-boutique/ เท่านั้น

อัปเดต skills ที่คนทำงานต้องรู้ในปี 2021 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/641068

วันที่ 24 ธ.ค. 2563 เวลา 07:40 น.อัปเดต skills ที่คนทำงานต้องรู้ในปี 2021เตรียมตัวอัปเดต Hard Skills – Soft Skills เหล่านี้ไว้ อุ่นใจในการทำงานตลอดปี 2021

จากการสำรวจความคิดเห็นของบริษัทและนายจ้างในปี 2021 พบว่าพนักงานที่พวกเขาจ้างอยู่ประมาณ 80% ขาดคุณสมบัติหลายอย่างที่ต้องการ ซึ่งสิ่งที่บริษัทตอนนี้กำลังต้องการมากที่สุดก็คือ ทักษะใหม่ๆ ดังนั้น สิ่งที่นักศึกษาจบใหม่และคนทำงานต้องเรียนรู้ในตอนนี้คือ การโฟกัสไปที่ ‘hard skills’ และ ‘soft skills’ ที่เป็นที่ต้องการในอนาคต การเรียนในมหาวิทยาลัยอาจไม่เพียงต่อความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบันอีกต่อไป ถ้าคุณกำลังมองหาทักษะใหม่ๆ เพื่อการเปลี่ยนโยกย้ายงาน skills เหล่านี้คือสิ่งที่นายจ้างกำลังมองหา

Hard Skills

UX Design หลายคนน่าจะเคยได้ยินอาชีพ UX/UI Designer กันมาบ้างแล้ว ซึ่งในปีนี้และอนาคตข้างหน้า ทักษะ UX Design ก็ยังคงเป็นที่ต้องการอยู่ อาชีพ UX Designer จะคอยออกแบบประสบการณ์ของผู้ใช้งาน โดยจะออกแบบให้ใช้งานง่ายและลื่นไหลที่สุด รวมไปถึงออกแบบการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทั้งเว็บ แอปพลิเคชั่น และโมบาย แอปพลิเคชั่น ให้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้งาน ที่สำคัญ ต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ด้วยว่า ดีไซน์นี้จะนำไปใช้งานจริงได้ไหม

Scientific Computing ทักษะการคำนวนทางวิทยาศาสตร์ ต้องได้รับการจัดทำโดยผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์, วิศวกร หรือนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ทักษะนี้มีความจำเป็นเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงสามเท่า หลายบริษัทมีความต้องการมืออาชีพในด้านนี้โดยเฉพาะ เพื่อพัฒนาเป็นโมเดลแมชชีน เลิร์นนิ่ง, สถิติประยุกต์ และการวิเคราะห์ด้วยบิ๊ก ดาต้า

การวิเคราะห์เชิงตรรกะ (Analytical Reasoning) คือทักษะความสามารถในการเชื่อมโยงตัวแปร การแตกแยกปัญหาใหญ่ออก และใช้ทรัพยากรที่มีจำกัด แก้ไข เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด กลายเป็นอีกทักษะที่หลายองค์กรต้องการและขาดไม่ได้ ในยุคที่มีข้อมูลข่าวสารมากมาย สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น องค์กรที่นำข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยผ่านกระบวนการวิเคราะห์เชิงตรรกะ จะกลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งกว่าผู้แข่งขันรายอื่นๆ

การตัดต่อวิดีโอ (Video production) อีกหนึ่งทักษะ hard skill ที่บางคนอาจมองว่า เป็นงานอดิเรกเสียด้วยซ้ำ คือทักษะการตัดต่อ ตลอดจนการถ่ายทำวีดีโอให้มีความน่าสนใจ ดึงดูดผู้บริโภค ปัจจุบันการบริโภคสื่อที่เปลี่ยนไปของผู้ซื้อ จากข้อความ รูปภาพ เป็นภาพเคลื่อนไหว หรือเนื้อหาในรูปแบบวีดีโอ ทำให้วิดีโอกลายเป็นสื่อชิ้นสำคัญที่บริษัทกำลังให้ความสนใจ ทำให้ทักษะการตัดต่อวิดีโอ เป็นที่ต้องการมากในตลาดเช่นกัน

Artificial Intelligence (AI) / Machine Learning Engineers Artificial Intelligence (AI) หรือปัญญาประดิษฐ์ คือสาขาวิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่มีจุดประสงค์ให้คอมพิวเตอร์มีพฤติกรรมและความสามารถคล้ายมนุษย์ คิดเองได้ และเรียนรู้ที่จะฉลาดได้ด้วยตัวมันเอง AI นั้นเกิดขึ้นมาเพื่อทำงานเพื่อมนุษย์โดยดำเนินการอัตโนมัติ มีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดความเป็นไปได้ในความผิดพลาดทักษะความรู้เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์เป็นที่ต้องการเป็นอย่างมากในตลาด เพราะปัจจุบัน AI ถูกพัฒนามาใช้ทำงานแทนมนุษย์ในหลายตำแหน่งงาน ช่วยลดปัญหา และต้นทุนให้กับผู้ประกอบการได้ คนที่สามารถพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI กับงานได้ จึงได้รับความสนใจจากองค์กรต่างๆ เป็นอย่างมาก

Soft Skills

ความฉลาดทางอารมณ์ เว็บไซต์นิตยสารฟอร์บส์รายงานว่า ทักษะความฉลาดทางอารมณ์อยู่ในลำดับต้นๆ ของลิสต์ทักษะสำคัญที่นายจ้างต้องการ หากคุณมีความสามารถในการตระหนักรู้และตอบสนองต่ออารมณ์ตนเอง และเพื่อนร่วมงานได้ดี ก็จะทำให้สำรวจความซับซ้อนของการปฏิสัมพันธ์ในสังคมที่ทำงานได้ดีขึ้น คนที่มีความฉลาดทางอารมณ์จะอยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างมีความสุข มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น แสดงออกทางอารมณ์ออกมาได้เหมาะสม มีคนรัก มีทัศนคติที่ดีเวลามีปัญหา ทำให้คนกลุ่มนี้อยากจะพัฒนาตัวเองต่อ และความก้าวหน้าก็จะตามมา

ศักยภาพในการแก้ปัญหา การแก้ไขปัญหาอาจจะดูเป็นทักษะที่ทุกคนต้องมีอยู่แล้ว แต่ทักษะการแก้ปัญหาที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้คือ ต้องเป็นการแก้ด้วยวิธีการที่สร้างสรรค์ มีความเข้าใจในปัญหาที่มีความสลับซับซ้อนได้ดี การตอบคำถามของผู้สมัครงานจะพิสูจน์นเบื้องต้นได้ว่า ในสภาวะเฉพาะหน้าที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนั้น ผู้สมัครคนนั้นสามารถแก้ไขปัญหาที่มีความละเอียดอ่อนได้หรือไม่อย่างไร

ความคิดสร้างสรรค์ที่มากกว่า บริษัทจำนวนมากต้องการความคิดสร้างสรรค์ที่นำมาต่อยอด-ประยุกต์ใช้ร่วมกับเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีความโดดเด่นและใช้งานได้จริง ซึ่งหลายบริษัทยืนยันว่า ทักษะนี้ยังคงโดดเด่นและเป็นที่ต้องการอยู่

การคิดเชิงวิพากษ์ การคิดเชิงวิพากษ์คือต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ปัญหาทุกอย่างไม่มีขาวและดำเสมอไป คนที่มีความคิดเชิงวิพากษ์ได้จะเข้าใจวิธีวิเคราะห์ และประเมินข้อมูลที่มีก่อนจะตัดสินใจทำอะไร จึงไม่ต้องแปลกใจหากนายจ้างมองหาผู้สมัครที่มีความสามารถระดับสูง ในการแก้ไขปัญหาซับซ้อน

การเจรจาต่อรอง นอกจากการมีผลิตภัณฑ์ที่สร้างสรรค์แล้ว ทักษะที่ต้องมีอีกอย่างเพื่อส่งเสริมให้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นที่รู้จักในวงกว้างได้ก็คือ บริษัทจะต้องมีพนักงานที่มีทักษะเจรจาต่อรองที่ดี เพราะทักษะนี้มีความพิเศษตรงที่เป็นความสามารถเฉพาะตัวของมนุษย์ เครื่องจักรยังไม่สามารถมาทดแทนได้ ฉะนั้น พนักงานควรฝึกเทคนิคการเจรจาต่อรองให้ประสบผลสำเร็จ อย่างการเตรียมฝึกพูด วางแผนกลวิธีโน้มน้าวใจ สร้างความน่าเชื่อถือ แสดงข้อมูลให้มาก และเรียนรู้ที่จะปรับกลยุทธ์การเจรจาเฉพาะหน้าได้ทุกเมื่อด้วย

ที่มา : https://online.maryville.edu/blog/2020-skills/