Asean’s Generation Z more connected and democracy-minded, survey shows #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30404628

Asean’s Generation Z more connected and democracy-minded, survey shows

LivingApr 08. 2021

By THE NATION

A Japanese think-tank has unveiled an in-depth study of Asean’s Generation Z, offering insights into the future of the region.

So-called Gen Z citizens – those born between 1997 and 2012 and now aged 9-24 – account for about 24 per cent of Southeast Asia’s population, according to the Hakuhodo Institute of Life and Living Asean (HILL Asean).

As the first generation born in the internet age, they also have an outsized influence on society and the economy, according to HILL Asean’s survey, titled “Now you Z me: Debunking myths about Asean’s Generation Z”.

The survey of six countries – Thailand, Singapore, Indonesia, Malaysia, Vietnam, Philippines – revealed that Asean’s Gen Z are more connected with the outside world via their smartphones and take a dispassionate view of the words and deeds of previous generations. The survey showed a more democratic viewpoint among Gen Z members, who are keen to solve the social challenges caused by previous generations by valuing themselves, their families and others around them equally while tolerating each other’s differences.

HILL Asean dubs these Gen Zers who value harmony and synergy, “SynergiZers”.

It identifies SynergiZers as sharing several core characteristics.

Generally, Asean Gen Zers were raised in a more liberal atmosphere and encouraged by parents to have their own opinions. The survey found 46 per cent agreed with the statement “I was encouraged to question things, form arguments, and have a point of view”.

However, 63 per cent agreed they were “Encouraged to follow traditions and norms set by others” to maintain good relations with society and those around them.

Only 7 per cent agreed that “Success is making family and friends proud”.

Meanwhile, 86% agreed with the statements “Life is about fulfilling responsibility” and “Life is about self-love”. They value both themselves and their families, said HILL Asean. They think those around them can’t be happy if they are not happy.

Also, 74 per cent agreed that “Success is being happy with who I am despite what others say”, indicating that high positions and money are not the only “proof of success” to Gen Z.

Gen Z also understands the rules (how to behave) on the various social media platforms, and keep distinct identities for each in line with these. But none of these identities is false; they’re all their real selves. 82 per cent agreed with the statement “When posting on social media, I’m very conscious about my character”, and 68 per cent agreed with “I want to show my natural self on social media”.

Compared to older generations, they prefer posting in formats that can be enjoyed intuitively and sensorially, like stories and memes. The top three contents they view on social media were 1) Text and photos, 60% (Generation Y: 65%); 2) Videos, 52% (Generation Y: 49%); and 3) Stories, 46% (Generation Y: 41%).

In interviews conducted in conjunction with the survey, many Gen Z-ers said they wanted to work on social issues. 85 per cent agreed they were “Willing to pay 10 per cent more if a brand contributes to social issues in the community”. They had high expectations of brands and looked to them to fulfil many roles.

เริงร่าไปกับเหล่าดอกไม้และผีเสื้อในช่วงสปริงซีซั่น กับ Armitron คอลเลคชั่นใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/648467

วันที่ 22 มี.ค. 2564 เวลา 10:51 น.เริงร่าไปกับเหล่าดอกไม้และผีเสื้อในช่วงสปริงซีซั่น กับ Armitron คอลเลคชั่นใหม่ถึงเวลาเริงร่าไปกับเหล่าดอกไม้และผีเสื้อในช่วงสปริงซีซั่นนี้ กับคอลเลคชั่นใหม่จาก Armitron ที่รับรองว่าแค่เห็นก็ต้องตกหลุมรัก!

นาฬิกา Armitron แบรนด์นำเข้าสุดฮิตจากประเทศสหรัฐอเมริกา ขอเปิดตัวซีซั่นใหม่เอาใจสาวคิวท์ด้วยคอลเลคชั่นที่ยกขบวนความหวานมาแบบขีดสุด กับไฮไลท์เด่นอย่างผีเสื้อตัวน้อยที่พร้อมโลดแล่นอยู่บนข้อมือของคุณในทุกวัน ผ่านการดีไซน์อย่างลงตัวบนหน้าปัดนาฬิกา ที่รับรองว่าเพียงแค่เห็นก็ทำให้หัวใจของคุณเบ่งบานแข่งกับดอกไม้ได้แล้ว

สำหรับความพิเศษของคอลเลคชั่นนี้นอกจากเหล่าผีเสื้อที่พร้อมมาเติมเต็มความสมบูรณ์แบบของช่วงเวลานี้แล้ว หน้าปัดของทุกเรือนยังประดับไปด้วยคริสตัลหลากสี เพื่อเพิ่มความเปล่งประกายและสดใสมากกว่าที่เคย โดยคอลเลคชั่นนี้มาพร้อมทั้งสายหนัง และสายสแตนเลสสตีล ให้คุณเลือกสนุกกับการแต่งตัวในแบบฉบับของคุณเองได้แบบไม่รู้จบ

สำหรับใครที่กำลังมองหานาฬิกาที่มีความยูนีค ใส่ได้ทุกวัน ราคาน่ารัก แต่คุณภาพแสนเริ่ดต้องห้ามพลาดแบรนด์นี้เลย ช้อปนาฬิกา Armitron ได้แล้ววันนี้ที่ร้าน Watch Else Shop, Time deco Shop และห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป หรือช่องทางออนไลน์ที่ shopee, lazada และ central online

#onewatchmanyfaces #ArmitronTH

คอลเลคชั่นยีนส์รักษ์โลกสไตล์วินเทจยุค 90 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/648465

วันที่ 22 มี.ค. 2564 เวลา 09:35 น.คอลเลคชั่นยีนส์รักษ์โลกสไตล์วินเทจยุค 90 ลีวายส์ ผู้นำแห่งแฟชั่นยั่งยืน เผยคอลเลคชั่นยีนส์รักษ์โลกอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกับสไตล์วินเทจยุค 90 ใน Levi’s 551TM Z สำหรับผู้ชาย และ Levi’s Loose Fit สำหรับผู้หญิง

ตอกย้ำความเป็นผู้นำแห่งแฟชั่นยั่งยืนผ่านกิจกรรมและแคมเปญมากมายเลยทีเดียว สำหรับ ลีวายส์ (Levi’s) แบรนด์ยีนส์ที่เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมไปทั่วโลก ล่าสุดเตรียมเผยแคมเปญ Better Clothes, Better Choices, Better Planet นำเสนอคอลเลคชั่นแฟชั่นรักษ์โลก พาสไตล์สู่ความยั่งยืนด้วยนวัตกรรม Cottonized Hemp (การผสมใยกัญชงกับคอตตอน) อย่าง Levi’s 551TM Z Authentic Straight fit สำหรับผู้ชาย และ Levi’s Women’s Loose Fit สำหรับผู้หญิง ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสไตล์ยุค 90 หยิบทรงกางเกงสุดฮิตกลับมาให้เหล่าแฟนๆ ได้หายคิดถึงอีกครั้ง

กว่าหลายสิบปีที่ลีวายส์ เฝ้าพัฒนาศักยภาพในการเป็นเจ้าแห่งแฟชั่นที่ยั่งยืน ผุดแคมเปญหลากหลายเพื่อรณรงค์ให้คนตระหนักถึงความสำคัญของผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะลีวายส์ตระหนักและเข้าใจในอุตสาหกรรมแฟชั่นที่มีส่วนส่งผลกระทบมากมายต่อธรรมชาติทั้งในกระบวนการผลิต การฟอก การทำสี รวมถึงขยะจากฟาสแฟชั่นที่มาไวไปไว ก่อให้เกิดเป็นขยะในอนาคตจำนวนมหาศาล ฉะนั้นลีวายส์ จึงได้รังสรรค์นวัตกรรมแฟชั่นรักษ์โลก โดยครอบคลุมทั้งสายการผลิต ตั้งแต่การเฟ้นหาวัตถุดิบ กระบวนการผลิต รวมไปถึงได้ริเริ่มชวนยืดอายุให้กับยีนส์ตัวโปรด เพื่อให้ได้มาซึ่งแฟชั่นที่ยั่งยืนมากกว่า (Better Clothes)

นวัตกรรมยีนส์รักษ์โลกได้ริเริ่มตั้งแต่ ปี 2011 ด้วยนวัตกรรม Water< LessTM ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ใช้น้ำน้อยในการผลิตยีนส์ ต่อมาได้พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง โดยในปี 2020 ได้มีการนำวัตถุดิบที่เป็นมิตรและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อาทิเช่น Tencel และ Hemp พร้อมทั้งจัดกิจกรรม Customization ทำการตกแต่งยีนส์ กระตุ้นให้ลูกค้าได้นำยีนส์มาชุบชีวิตใหม่ เพื่อยืดอายุยีนส์ตัวเก่งให้อยู่คู่คุณไปอีกนาน และ ในปี 2021 เพื่อแฟชั่นที่ยั่งยืนยิ่งกว่า ลีวายส์ มุ่งมั่นพัฒนาและตอกย้ำความเป็นผู้นำในแฟชั่นยีนส์ และได้ผลิตสินค้าที่ได้ใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพิ่มขึ้นอีกจำนวนมากมาย (Better Choices) อาทิ

  • Tencel เส้นใยที่ทำจากเปลือกต้นยูคาลิปตัสและต้นสน ที่เติบโตได้ง่าย ปลอดสารเคมี ลดการใช้น้ำ เส้นใยอ่อนนุ่ม ระบายอากาศได้ดี สามารถย่อยสลายได้ในทางชีวภาพ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 
  • Hemp ใยกัญชงพืชที่ยั่งยืนมากกว่า ใช้น้ำน้อย เจริญเติบโตได้ง่าย ปลอดสารเคมี ต้องการการดูแลน้อยมากกว่าฝ้ายหลายเท่า สามารถประหยัดน้ำในการปลูกถึง 30% ซึ่งในการปลูกกัญชง 10 ไร่ สามารถให้ผลผลิตเส้นใยเท่ากับการปลูกฝ้าย 20-30 ไร่ นอกจากนี้ลีวายส์ ยังคิดค้นนวัตกรรมผลิตยีนส์ยั่งยืนจากนวัตกรรม Cottonized Hemp ซึ่งเป็นการนำ Hemp มาผสมกับฝ้ายเพื่อให้ยีนส์มีอายุการใช้งานที่ยืนยาวยิ่งกว่าเดิม
  • Organic Cotton ลีวายส์ เลือกใช้เฉพาะฝ้ายออร์แกนิคเพาะปลูกด้วยวิธีเกษตรอินทรีย์ที่ปลอดสารเคมี
  • Recycled Poly เส้นใยจากพลาสติก เปลี่ยนขยะพลาสติกให้กลายเป็นยีนส์ตัวเก่ง ลดขยะที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

จากวัตถุดิบสู่นวัตกรรม Water< LessTM ซึ่งเป็นนวัตกรรมผลิตยีนส์น้ำน้อยที่ลีวายส์ คิดค้นและทำขึ้นอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2011 จนปัจจุบัน ซึ่งประหยัดน้ำได้มากกว่า 3.5 พันล้านลิตร และนำน้ำที่เสียจากการผลิตยีนส์ผ่านกระบวนการบำบัดกลับมา รีไซเคิลใช้ได้อีกกว่า 5 พันล้านลิตร และยังเป็นนวัตกรรมสำคัญที่ลีวายส์ ใช้ในการผลิตยีนส์จนถึงปัจจุบัน

จากหัวใจสำคัญที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมแฟชั่น ในการผลักดัน ค้นคว้า และสร้างสรรค์แฟชั่นรักษ์โลก นำสไตล์สู่ความยั่งยืนอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อการเป็นทางเลือกที่ดียิ่งกว่า (Better Choices) ให้กับเหล่าเจเนอเรชั่นใหม่ที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ และใส่ใจในสิ่งแวดล้อม ได้เลือกแฟชั่นที่ถูกใจและสวมใส่แฟชั่นยั่งยืนอย่างแท้จริง เพื่อสภาพแวดล้อม เพื่อโลกที่ดียิ่งกว่า น่าอยู่มากยิ่งขึ้น (Better Planet)

“ความยั่งยืน” ถือเป็นความสำคัญอันดับแรกของเรา มันเป็นแรงผลักดันให้เราเฟ้นหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพ รวมถึงกระบวนการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม มันเป็นหัวใจสำคัญที่เราใช้สร้างสรรค์สไตล์เดนิมให้คู่ไปกับความยั่งยืน“ กล่าวโดย Jill Guenza Levis Vice President of Women’s Design

จากแคมเปญ (Better Clothes, Better Choices, Better Planet ) ลีวายส์ สานต่อแนวคิดความยั่งยืนอย่างไม่หยุดยั้ง นำสไตล์สตรีทจากยุค 90 กลับมาอีกครั้ง ด้วย นวัตกรรม Cottonized Hemp ใยกัญชง สร้างสรรค์ยีนส์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่มีสัมผัสอันนุ่มนวลใส่สบายผ่าน Levi’s 551TM Z Authentic Straight Fit ฟิตใหม่สำหรับหนุ่มๆ ทรงกระบอกสไตล์วินเทจที่คุ้นเคย แต่ที่ไม่เหมือนเดิม เป็นการกลับมาของยีนส์ 1961 Levi’s 551TM ZIP FLY รุ่นดั้งเดิม Levi’s 551TM Z Authentic Straight Fit ถูกดีไซน์ใหม่เป็นแบบขาตรงทรงหลวมดูร่วมสมัยแต่ยังคงกลิ่นอายความย้อนยุค พร้อมกับเนื้อผ้าที่ให้ความยืดหยุ่นสูง เพิ่มความพิเศษด้วยการใช้ซิปแทนกระดุม และมีแถบ “E” Red Tab สีแดงขนาดใหญ่สองด้าน สามารถใส่ทำกิจกรรมสุดฮิตอย่างเล่น สเก็ตบอร์ด, Surf Skate หรือสาวกสตรีทแวร์

Levi’s Women’s Loose Fit สำหรับสาวๆ ที่หยิบความนิยมจากแฟชั่นยุค 80 และ 90 มาใช้ในการออกแบบ และคำนึงถึงความสะดวกสบายในการสวมใส่เป็นหลัก โดย High Loose ถูกดีไซน์ให้เอวสูงเป็นพิเศษขาตรงกว้าง มาในสียีนส์ซีดใส่คู่กับเสื้อเชิ้ตให้ความรู้สึกถึงความวินเทจไปในตัว High Loose Taper เป็นรุ่นที่มีความเป็นผู้หญิงสูง ถูกออกแบบมาให้เน้นสัดส่วนช่วงเอวให้ดูคอด ขาสอบไล่ระดับความกว้างตั้งแต่บนลงมาถึงปลายขา มาพร้อมสียีนส์สุดคลาสสิก สามารถใส่คู่กับเสื้อเบลาส์หรือเสื้อครอป คอมพลีทลุคให้ดูหวานยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมี High Waisted Taper สีเข้มเอวสูงทรงขากระบอกเล็ก และ High Waisted Straight สียีนส์ซีดทรงบอย มาให้เหล่าแฟนๆได้เลือกไปมิกซ์แอนด์แมทช์ตามสไตล์ 

ทั้งหมดนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจของลีวายส์ เราทำให้ผลิตภัณฑ์ของเรา สร้างขยะ มลพิษ รวมถึงทรัพยากรให้น้อยที่สุด แต่ยังคงนำเสนอสไตล์และมีอายุการใช้งานที่ยืนยาวและยั่งยืนที่สุดเท่าที่เคยมีมา มาร่วมกันใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน คืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับโลกใบนี้ด้วยการบริโภคอย่างมีสติสู่การซื้อที่ดีขึ้น และร่วมกันในการสร้างโลกใบใหม่ที่ยั่งยืนยิ่งกว่าเดิม

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้าคอลเลคชั่น Levi’s 551Z และ Levi’s Loose Fit ได้ที่ https://www.levis.co.th/sustainability-th/

www.levis.co.th/551z-th

และ www.levis.co.th/highloose-th/

#LiveInLevis #Sustainability #Hemp #ที่สุดแห่งแฟชั่นยั่งยืน #ใยกัญชง

วิกฤติโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการนอนหลับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/648424

วันที่ 22 มี.ค. 2564 เวลา 07:20 น.วิกฤติโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการนอนหลับฟิลิปส์เผยสถิติใหม่ วิกฤติโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการนอนหลับ แนะคนไทยใส่ใจการนอนอย่างมีคุณภาพเนื่องในวันนอนหลับโลก

  • 71% ของกลุ่มตัวอย่างในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บอกว่าพวกเขามีสุขภาพการนอนที่แย่ลงเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลเสียต่อการทำงาน การเข้านอน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความสามารถในการนอน
  • ในปีพ.ศ.2563 พบว่าประชากรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีเวลาในการนอนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7.2 ชม. ต่อคืน แต่กว่า 41% บอกว่าพวกเขายังรู้สึกไม่พึงพอใจต่อคุณภาพการนอน
  • ประชากรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้เปิดรับการใช้เทคโนโลยี เทเลเฮลท์ (Telehealth) และการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพและการนอนหลับบนออนไลน์มากขึ้น แต่ความกังวลยังคงขัดขวางการเข้ารับการตรวจภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับอยู่

รอยัล ฟิลิปส์ (NYSE: PHG, AEX: PHIA) ผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพระดับโลก เผยสถิติใหม่จากผลสำรวจประจำปีเกี่ยวกับการนอนหลับครั้งที่ 6 เนื่องในวันนอนหลับโลก ซึ่งตรงกับวันที่  19 มีนาคม ในหัวข้อ “Seeking Solutions: How COVID-19 Changed Sleep Around the World” พบว่าการระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คนทั่วโลก ไม่เพียงแต่เรื่องระบบทางเดินหายใจเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพการนอนอีกด้วย จากการสำรวจข้อมูลด้านการนอนหลับของกลุ่มตัวอย่างในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกพบว่ากว่าสองในสามหรือ 71% มีสุขภาพการนอนที่แย่ลงเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 

เนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้สร้างความรู้สึกกังวลและตื่นตระหนกให้กับประชากรทั่วโลก ซึ่งความเครียดและความวิตกกังวลนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อการนอนหลับของผู้คนทั่วโลก นับเป็นเวลาปีกว่าที่ทั่วโลกเผชิญหน้ากับวิกฤติการณ์ในครั้งนี้ จากข้อมูลพบว่าในปี พ.ศ. 2563 ประชากรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกใช้เวลาในการนอนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7.2 ชม.ต่อคืน (เทียบกับปีก่อนหน้าที่ใช้เวลาในการนอน 7.1 ชั่วโมง) แต่กว่า 41% กลับบอกว่าพวกเขารู้สึกไม่พึงพอใจต่อคุณภาพการนอน ซึ่งส่งผลให้ประชากรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกต้องการปรับเปลี่ยนคุณภาพการนอนให้ดียิ่งขึ้น โดยการเข้าถึงข้อมูลบนออนไลน์หรือการใช้เทคโนโลยีเทเลเฮลท์ (Telehealth) เพื่อปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

ประชากรในภูมิภาคต่างเผชิญกับภาวะการนอนที่ไม่มีคุณภาพ

จากผลสำรวจประชากรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พบว่ากว่า 50% รู้สึกว่าการระบาดของโควิด-19 ส่งผลต่อคุณภาพการนอนที่แย่ลง โดย 22% กล่าวว่าพวกเขารู้สึกว่านอนน้อยลงในตอนกลางคืน และอีก 44% เปิดเผยว่าพวกเขามีอาการง่วงนอนในช่วงกลางวัน แต่ในขณะที่ 38% ให้ความเห็นว่าพวกเขารู้สึกว่านอนหลับอย่างมีคุณภาพ หลายๆ คน ยังมีปัญหาการนอนหลับสนิทอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืน ซึ่งจากการสำรวจพบว่า 42% มีปัญหาตื่นนอนในช่วงกลางดึก และ 33% มีอาการเผลอหลับโดยไม่รู้ตัว ในขณะที่ 26% มีอาการนอนไม่หลับ      โดยสาเหตุอันดับแรกของการนอนไม่หลับมาจาก ความเครียดและวิตกกังวล (21%) รองลงมาคือ การใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต (17%) และสภาพแวดล้อมของการนอน (16%)

ความเครียดและวิตกกังวลที่ส่งผลต่อคุณภาพการนอนอันดับแรก คือความวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องการเงิน (54%) รองลงมาคือ เรื่องการทำงาน (52%) ต่อมาคือสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัว (38%) และเรื่องภายในครอบครัว (34%) แต่ที่น่าสนใจคือ กว่า 42% ยังคงมีความกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่มีทีท่าจะคลี่คลายในเร็ววัน

โทรศัพท์มือถือ ขัดขวางการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ

จากการสำรวจพบว่าประชากร 50% ใช้โทรศัพท์ขณะอยู่บนเตียงนอน และกว่า 50% ยอมรับว่าการเล่นโทรศัพท์เป็นสิ่งสุดท้ายที่พวกเขาทำก่อนนอน และเป็นสิ่งแรกที่เขาทำเมื่อตื่นนอนในตอนเช้า โดยส่วนมาก 49%  ใช้โทรศัพท์เพื่อความบันเทิง ในขณะที่ 37% ชาร์จโทรศัพท์ข้างเตียงทิ้งไว้ตลอดทั้งคืน ส่วนอีก 22% กล่าวว่าพวกเขามีการตื่นขึ้นมาเพื่อรับสายโทรศัพท์ หรือตอบข้อความกลางดึก

นอกจากนี้ ผู้คนส่วนใหญ่กว่า 78% ยอมรับว่าการเล่นโทรศัพท์บนเตียงเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขานอนหลับช้าลง โดยพวกเขามักใช้เวลาไปกับการดูโซเชียลมีเดียต่างๆ (75%) ดูวิดีโอ (67%) เช็คอีเมล (39%) ส่งข้อความ (37%) และติดตามข่าวสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 (45%)

ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่เพื่อยกระดับคุณภาพการนอนหลับ

เพื่อให้เกิดการนอนที่มีคุณภาพมากขึ้น ประชากรในเอเชียแปซิฟิกได้มีการใช้วิธีต่างๆ เพื่อช่วยปรับพฤติกรรมการนอนหลับให้ดีขึ้น ทั้งการใช้ดนตรีบำบัด (41%) การอ่านหนังสือ (50%) ดูโทรทัศน์ (39%) การเข้านอนและตื่นนอนเป็นเวลา (35%) ลดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน (25%) รวมถึงการใช้เครื่องมือตรวจจับภาวะการนอนหลับ (18%)

อย่างไรก็ตาม จากการระบาดของโควิด-19 ส่งผลดีต่อการผลักดันให้ประชากรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกตระหนักถึงความสำคัญของการนอนหลับมากขึ้น พร้อมทั้งหันมาใช้ระบบเทเลเฮลท์ และการเข้าถึงข้อมูลทางออนไลน์มากขึ้น เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาด้านการนอนให้ตัวเอง โดยพบว่ากว่า 50% ได้ใช้เทคโนโลยีเทเลเฮลท์เป็นครั้งแรกเพื่อทำการนัดหมายเข้าปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 โดย 62% ของผู้ที่ใช้เทเลเฮลท์รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก และพวกเขาบอกว่าจะยังคงใช้เทคโนโลยีเทเลเฮลท์ต่อไปในอนาคต หากพวกเขาต้องการคำปรึกษาหรือตรวจสอบคุณภาพการนอนอีกด้วย 

จากปัญหาเรื่องการนอนหลับที่เพิ่มขึ้น ทำให้ประชากรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเข้ารับการปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับ (45%) เข้าปรึกษาแพทย์ประจำตัว (41%) ค้นหาข้อมูลสุขภาพออนไลน์ และบนเว็บไซต์ต่างๆ (41%) แล เลือกปรึกษาผู้เชี่ยวชาญผ่านระบบเทเลเฮลท์ (40%)

ตรวจสอบคุณภาพการนอนอย่างใกล้ชิด เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงด้านการนอน

ในขณะที่ประชากรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกหันมาให้ความสำคัญและแก้ไขปัญหาการนอนหลับให้ดีขึ้น แต่ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกกลัวที่จะเข้ารับการตรวจวินิจฉัยภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (Obstructive Sleep Apnea :OSA) จากสถิติพบว่าหนึ่งในสาม หรือประมาณ 31% มีความกังวลที่จะเข้ารับการตรวจด้านการนอนหลับ (Sleep Test) เพราะกลัวว่าจะได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ ในขณะที่ 27% เชื่อว่าไม่มีความจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาภาวะการหยุดหายใจขณะหลับ

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เกิดจากการอุดกั้นของทางเดินหายใจขณะนอนหลับ ทำให้อากาศไม่สามารถผ่าน หรือผ่านได้น้อย ส่งผลให้เกิดภาวะออกซิเจนในเลือดลดลง มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูงขึ้น ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ จากสถิติพบว่าคนไทยมีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับอยู่ที่ 11.4% โดยอาการที่เด่นชัดของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ คือ อาการนอนกรน และมีเสียงกรนที่เหมือนคนหยุดหายใจเป็นพักๆ โดยอุบัติการณ์ของอาการนอนกรนในคนไทย พบอยู่ที่ 26.4% นอกจากนี้ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับยังทำให้ผู้ป่วยนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ จึงมีอาการเพลียตอนตื่นนอน และง่วงตอนกลางวัน และหากมีอาการรุนแรงอาจอันตรายถึงเสียชีวิตได้อีกด้วย

นายวิโรจน์ วิทยาเวโรจน์ ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและวิถีชีวิตของพวกเราทุกคน หนึ่งในนั้น คือ คุณภาพการนอนของเราด้วย ถึงแม้ว่าผู้คนจะ Work from Home หรือทำงานผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้ได้อยู่บ้านมากขึ้น แต่ความเครียดและความกังวลจากสถานการณ์ดังกล่าวกลับส่งผลกระทบด้านลบต่อการนอนหลับได้เช่นกัน เนื่องในวันนอนหลับโลกปีนี้ ฟิลิปส์ จึงต้องการรณรงค์ให้ประชาชนชาวไทยหันมาใส่ใจการนอนที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น เพราะการนอนหลับที่ดีและเพียงพอ มีส่วนช่วยเพิ่มศักยภาพการทำงานและการใช้ชีวิตในแต่ละวันและยังเป็นจุดเริ่มต้นของสุขภาพที่ดีในระยะยาวอีกด้วย จึงอยากแนะนำให้ทุกท่านสังเกตตัวเองและคนรอบข้าง หากสงสัยว่ามีความผิดปกติเกี่ยวกับการนอนหลับ ให้เข้าปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อเข้ารับการดูแลและรักษาอย่างถูกวิธี” 

หากต้องการทราบถึงข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลสำหรับ Global Sleep Survey และนวัตกรรมเพื่อการนอนหลับจากฟิลิปส์ สามารถติดตามได้ที่ Philips.com/WorldSleepDay

เท่ล้ำสไตล์ไปอีกขั้นกับ Lee X-Line จากกลิ่นอายของสตรีทแฟชั่นที่มาแรงของ Surf-Skate และวัฒนธรรมดนตรีแบบ Hip Hop Culture #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/648401

วันที่ 20 มี.ค. 2564 เวลา 16:01 น.เท่ล้ำสไตล์ไปอีกขั้นกับ Lee X-Line จากกลิ่นอายของสตรีทแฟชั่นที่มาแรงของ Surf-Skate และวัฒนธรรมดนตรีแบบ Hip Hop Cultureจัดเต็มความเท่แบบสตรีทแฟชั่น กับ Lee X-Line เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทย และ SouthEast Asia! เท่ ล้ำสไตล์ไปอีกขั้น กับเสื้อผ้าทรง Oversized สุดฮิต และเทคนิคการตัดเย็บแบบใหม่ พร้อมให้คุณดูโดดเด่นไม่ซ้ำใคร

เพราะคนรุ่นใหม่ไม่ชอบอะไรที่จำเจ ล่าสุด Lee หนึ่งในแบรนด์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลกในด้านคุณภาพ นวัตกรรม และความชำนาญในการตัดเย็บมากว่า 130  ปี ได้พัฒนา Lee X-LINE เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์วัยรุ่นยุคใหม่ที่เป็นตัวของตัวเอง ชอบความโด่ดเด่นไม่เหมือนใคร เพื่อให้ทุกคนพร้อมโชว์สเตตัสและไลฟ์สไตล์สายแฟกับเพื่อนในโลกออนไลน์อย่างเต็มที่

สำหรับคอลเลคชั่น Lee X-LINE ได้รับแรงบันดาลใจจากตัวตน กระแสโลก (Trend) และกลิ่นอายของ Street Fashion ที่กำลังเป็นที่นิยมจาก Surf-Skate และวัฒนธรรมดนตรีแบบ Hip Hop Culture ซึ่งสอดแทรกไปกับเสื้อผ้าทุกชิ้น ทั้งฟิตติ้งแบบ Oversize ที่กำลังได้รับความนิยม ปลายผ้าตัดเฉียงไม่เหมือนใคร การใช้เทคนิคการปริ้นท์ลวดลายแบบใหม่ที่โดดเด่นสะดุดตา และเลือกใช้วัสดุตัดเย็บที่มีเอกลักษณ์ กอปรกับแฟชั่นยุคนี้ที่ไม่มีคำว่าถูกผิด ช่วยให้ทุกคนสนุกกับการ Mix & Match เพื่อสร้างสไตล์เฉพาะตัวได้ง่ายยิ่งขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นการใส่เสื้อเชิ้ตทับซ้อนเลเยอร์กับเสื้อยืด หรือใส่เสื้อโอเวอร์ไซส์สุดเท่กับกางเกงทรงขากระบอก (Tapered) ที่หลวมช่วงบน และไต่ระดับความฟิตที่บริเวณท่อนล่าง ก็ตอบโจทย์ลุคเท่แบบ Street Fashion ได้อย่างลงตัว 

กางเกงยีนส์ในคอลเลคชั่นนี้ Lee หยิบเอา Iconic Fit อย่างทรง Tapered, Slim และ Shorts มาออกแบบให้ทันสมัยและมีสไตล์ยิ่งขึ้น รวมถึงการฟอกสีแบบใหม่ ที่ให้สีซีดสวยแบบบลูยีนส์ พร้อมทำรอยขาดกำลังพอเหมาะ เมื่อ Match กับท่อนบนแบบ Oversized แล้วก็ได้อารมณ์เท่ๆแบบโมเดิร์นแต่ยังคงความเท่แบบ Denim ได้เป็นอย่างดี

กล้าที่จะแตกต่างในแบบของคุณไปกับ Lee X-LINE ได้ที่ร้านและเคาน์เตอร์ Lee ทุกที่โรบินสันทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดสินค้าได้ที่

Facebook : Lee Jeans Thailand

IG : LeeJeansTH

TW : Lee Jeans Thailand

Line@ >> @LeeJeansTh

#LeeX-LINE #LeeJeansTH #StandTall #มีลีมีดีต้องโชว์

Q&A : เปิดใจผู้บริหาร CMG ถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จขององค์กร หลังคว้ารางวัลนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทยสองปีซ้อน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/648080

วันที่ 17 มี.ค. 2564 เวลา 09:05 น.Q&A : เปิดใจผู้บริหาร CMG ถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จขององค์กร หลังคว้ารางวัลนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทยสองปีซ้อนมุ่งมั่นขับเคลื่อนสู่ความเป็นเลิศ ถอดบทสัมภาษณ์ ‘เอ็ดวิน ยัป ฮอสัน’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลมาร์เก็ตติ้งกรุ๊ป (CMG) ในเครือเซ็นทรัลรีเทล สำรวจเส้นทางความร่วมมือหลังรักษามาตรฐานจนคว้ารางวัลนายจ้างดีเด่น “Best Employers Awards of Thailand“ สองปีซ้อน

รางวัล Best Employers Awards of Thailand 2020 คืออะไร มีส่วนช่วยให้องค์กรดีขึ้นอย่างไร?

คุณเอ็ดวิน ยัป ฮอสัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลมาร์เก็ตติ้งกรุ๊ป (CMG) บริษัทผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์แบรนด์ดังระดับโลกกว่า 40 แบรนด์ ตั้งแต่แฟชั่น ยีนส์ ความงาม นาฬิกา รองเท้า เครื่องประดับ และผลิตภัณฑ์สำหรับบ้านและไลฟ์สไตล์ อาทิ เช่น DYSON, CASIO, GARMIN, CLARINS, Aesop, THREE, THE BODY SHOP, CALVIN KLEIN JEANS, POLO RALPH LAUREN, MLB, GUESS, LEE, WRANGLER, FITFLOP, JOCKEY, HUSH PUPPIES ซึ่งอยู่ในเครือเซ็นทรัลรีเทล เล่าให้เราฟังว่า รางวัล Best Employers Awards of Thailand จัดตั้งโดย Kincentric มีเป้าหมายเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลและแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการมีส่วนร่วมของพนักงาน เพื่อส่งเสริมการปรับปรุงด้านทรัพยากรบุคคลในประเทศไทย โดยมุ่งหวังช่วยพัฒนาบรรยากาศในการทำงานให้องค์กร และสามารถดึงดูดบุคลากรคุณภาพมากฝีมือได้

ซึ่งเกณฑ์การให้คะแนนประกอบด้วย 4 เกณฑ์ ได้แก่ 1)ระดับการให้ความร่วมมือของพนักงาน 2)ความคล่องตัวขององค์กร 3)ระดับความใส่ใจของหัวหน้า 4)ระดับการให้ความสำคัญของพนักงานที่มีความสามารถ

เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย CMG จึงพัฒนาเป็นแผนปฏิบัติการที่ชื่อ “โครงการ i-Care” ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ถูกออกแบบมาเพื่อพัฒนาองค์กรให้ดียิ่งขึ้น โดยพวกเราได้ส่งใบสมัครสำหรับการคัดเลือกในปี 2018 และโชคดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัทที่ได้รับรางวัลในปี 2019 นับตั้งแต่นั้นมาเราได้รักษามาตรฐานและพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนได้รับรางวัล Best Employer Award ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 2 ในปี 2020

การได้รับรางวัลนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทย (Best Employers Awards of Thailand) ทำให้เราได้รับประโยชน์หลายประการ กล่าวคือ ภายในองค์กร ช่วยให้เราเกิดความภาคภูมิใจ เฉลิมฉลองผลงานการมีส่วนร่วมของพนักงานและวัฒนธรรมขององค์กร กระตุ้นให้ทุกคนดูแลเอาใจใส่พนักงานและวัฒนธรรมองค์กรของเราท่ามกลางความไม่แน่นอนมากมายในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบัน ด้านภายนอกองค์กร เราได้รับความชื่นชมจากพันธมิตรทางธุรกิจของเราจากทั่วทุกมุมโลก และช่วยเพิ่มความพยายามในการหาบุคลากรที่มีความสามารถที่สุดเข้าสู่ CMG

จึงกล่าวได้ว่า รางวัล Best Employer Award เป็นทั้งการยกย่องและเป็นแรงผลักดันให้เราทุกคนมุ่งมั่นขับเคลื่อนสู่ความเป็นเลิศในทุกสิ่งที่เราทำ

อะไรคือปัจจัยแห่งความสำเร็จที่ทำให้ CMG ได้รับรางวัลติดต่อกันถึงสองปีซ้อน?

ในปี 2019 เกณฑ์ที่ 1 ในการตัดสินคือ คะแนนการมีส่วนร่วม 90% เราได้คะแนนการมีส่วนร่วมเหนือมาตรฐานจากทุกด้าน Kincentric ประเมินเราจากแนวทางปฏิบัติด้านทรัพยากรบุคคล 23 ด้าน ซึ่งนับเป็นช่วงการตัดสินใจที่ยากลำบาก จากนั้นพวกเขาจึงสรุปปัจจัยสำคัญและแนวทางปฏิบัติว่า ทำไมเราถึงกลายเป็น Best Employer

ปัจจัยสำคัญที่พิจารณาในการคัดเลือก Best Employers คือคะแนนการมีส่วนร่วม และเราใน CMG ได้รับคะแนนการมีส่วนร่วมสูงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เราได้รับคะแนนการมีส่วนร่วมที่สูงนี้ด้วยการรักษาวัฒนธรรมองค์กรและอยู่กันเหมือนครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุข ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมความคิดเติบโตและการขับเคลื่อนให้เป็นแนวหน้าของนวัตกรรมในอุตสาหกรรมค้าปลีก

Kincentric ยังประเมินเราใน 23 ด้านการปฏิบัติงานด้านทรัพยากรบุคคล ตั้งแต่การจัดแนวกลยุทธ์ด้านทรัพยากรบุคคลไปจนถึงกลยุทธ์ของบริษัททั้งหมด พร้อมทั้งการฝึกอบรมและการพัฒนา ไปจนถึงการสรรหาและการรักษาไว้และประเด็นสำคัญอื่นๆ

CMG รับมือหรือจัดการอย่างไร เพื่อดูแลพนักงานในช่วงสถานการณ์ COVID-19?

ในช่วงสถานการณ์ COVID-19 ลูกค้าของเราได้เปลี่ยนพฤติกรรมจากการซื้อของที่ร้านไปสู่การซื้อของทางออนไลน์มากขึ้น เราได้ทำการเปิดใช้งานด้านการตลาดค่อนข้างกว้าง เช่น การจัดสรรผู้ช่วยร้านค้าเพื่อจัดการคำสั่งซื้อออนไลน์ เชิญให้พวกเขามาเป็นคนขาย Facebook Live เพื่อรับมือกับพฤติกรรมการจับจ่ายแบบใหม่ เรามอบโอกาสใหม่ๆ ให้กับพนักงานในร้านที่ยังคงทำงานอยู่

COVID-19 เป็นการหยุดชะงักครั้งใหญ่ที่ทำให้โลกค้าปลีกและพฤติกรรมการจับจ่ายของลูกค้าเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดเจน ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการสร้างยอดขาย แม้ว่าจะไม่มีนักท่องเที่ยวและร้านค้าจะปิดตัวลงแล้วก็ตาม เรามุ่งเน้นไปที่ช่องทางการขายที่รวดเร็วยิ่งขึ้น เช่น อีคอมเมิร์ซ แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook และ IG การโทรหาลูกค้า และสนับสนุนให้พนักงานของเราเป็นผู้ประกอบการ เมื่อเราเพิ่มขีดความสามารถให้ทีมของเราได้ลองใช้แนวคิดและแนวทางใหม่ๆ มันกลายเป็นช่วงเวลาแห่งพลังสำหรับความคิดสร้างสรรค์และความเป็นผู้นำจากทุกระดับและทีมแบรนด์ในบริษัทของเรา จากนั้นเราได้ระบุแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นใหม่และทำให้มีโครงสร้างมากขึ้นและสามารถนำไปใช้ซ้ำได้ในแบรนด์ของเรา เป็นผลให้แบรนด์ CMG ในผลิตภัณฑ์ความงาม เครื่องแต่งกาย รองเท้า นาฬิกา และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นผู้นำในการมีส่วนร่วมกับลูกค้าในรูปแบบใหม่ๆ และกลายเป็นมาตรฐานสำหรับคู่แข่งของเราในการปฏิบัติตาม

ใน CMG ทีมของเราเรียกการมารวมตัวกันว่า “WIN AS ONE” สิ่งนี้เป็นสิ่งพิเศษที่เกิดขึ้นในช่วง COVID :

1] เพื่อนร่วมงานของเราหลายคนเปลี่ยนจากบทบาทเดิมมาเป็นช่วยงานในพื้นที่ที่ท้าทายที่สุดในการดำเนินงานของเรา พนักงานร้านค้าและทีมงานหลังบ้านเข้ามามีบทบาทในคลังสินค้าของเราเพื่อช่วยในการจัดเรียงสินค้าลงคลังการเลือก การบรรจุ และการจัดส่งสำหรับอีคอมเมิร์ซ ทีมแบรนด์ของเราได้มีช่วง Facebook Live และทำงานใหม่ๆ เช่นการโฮสต์โปรแกรม แชทออนไลน์กับลูกค้า และดำเนินการตามคำสั่งซื้อ

2] มีการใช้มาตรการด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยอย่างเคร่งครัดรวมถึง WFH บางส่วน การสวมหน้ากาก การใช้น้ำยาฆ่าเชื้อมือ และอุปกรณ์ UV เพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่กระจายของไวรัสทั้งในร้านค้าของเราและในสำนักงาน

3] ทีมสำนักงานใหญ่ของเราได้ดำเนินการผลักดันการบริจาคโรงรถและการประมูล โดยรายได้จะมอบให้กับทีมร้านค้าของเราที่ไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากการปิดร้าน นั่นเป็นเรื่องน่ายินดีที่ได้เห็นการดูแลและติดต่อกับทีมของเราเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากสถานการณ์ COVID

Work-From-Home เป็นสิ่งที่เราทุกองค์กรถูกบังคับให้นำมาใช้อย่างกะทันหัน อยากให้ช่วยแบ่งปันวิธีที่ CMG ออกแบบหลักการทำงานเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีประสิทธิภาพได้อย่างไร?

เพื่อลดการแพร่ระบาดของ COVID-19 เราให้ความสำคัญกับสุขภาพของบุคคลากรเป็นอันดับแรกอย่างเคร่งครัด ก่อนที่จะทำงานจากที่บ้าน เรากำลังฝึกฝนแพลตฟอร์มการสื่อสารออนไลน์ เช่น Microsoft Team ทีมสามารถติดต่อกันได้อย่างง่ายดายและสามารถปรับปรุงหลักการทำงานที่มีประสิทธิภาพเพื่อผลลัพธ์สูงสุด เช่นเดียวกับบริษัทอื่นๆ เราได้จัดคิวการทำงานแบบ WFH สลับการมาออฟฟิศ และอนุญาตให้ทุกคนที่มีความกลัวหรือกังวลด้านสุขภาพทำ WFH ได้แบบเต็มเวลา เราอาศัย Workchat ของเราโดยอิงจากทีมของเราตามหัวข้อหรือโครงการเพื่อให้แน่ใจว่าเราก้าวไปข้างหน้าด้วยการสื่อสารและการดำเนินการอย่างรวดเร็ว และการประสานงานที่มีประสิทธิภาพ เราใช้ซอฟต์แวร์ทีม MS เป็นประจำและการโทรแบบกลุ่มเพื่อทำการประชุม นอกจากนี้ เรายังตระหนักดีว่าการประสานงานเป็นวิธีหนึ่งในการส่งเสริมการผลิต ดังนั้น เราจึงสนับสนุนให้คนกลุ่มเล็กๆติดต่อกันบ่อยๆ ส่วนในระดับผู้นำเรายังจัดประชุมทุกๆ 2 สัปดาห์เพื่อแบ่งปันแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดตลอดจนตอบคำถามจากทีมของเรา

การพัฒนาความสามารถของพนักงานอย่างสม่ำเสมอมีความสำคัญต่อการเติบโตของบริษัทอย่างไร คุณช่วยแบ่งปันมุมมองของ CMG ได้ไหม?

พวกเราได้เรียนรู้มากมายเกี่ยวกับตัวเองในช่วง COVID ทีมงานของเราพิสูจน์แล้วว่าเรามีความยืดหยุ่น มีความคล่องตัว เป็นผู้ประกอบการ และมีความคิดสร้างสรรค์ และเราสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วต่อความท้าทายในสภาพแวดล้อมการค้าปลีกที่กระจัดกระจาย ในอนาคตเราจะสนับสนุนให้ทีมของเราแสดงให้เห็นถึงลักษณะเหล่านี้ต่อไป ทุกครั้งที่มีสิ่งใหม่ๆ ให้เรียนรู้เราจะช่วยให้พนักงานจากทุกระดับได้ลองสิ่งใหม่ๆ จากนั้นระบุแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด จัดระเบียบการเรียนรู้ และทำหลัก “การเรียนรู้” เพื่อให้ทีมอื่นๆ ของเรานำไปใช้ใหม่ได้พร้อมทั้งปรับปรุงแนวทางและกระบวนการของเราอย่างต่อเนื่องสำหรับพื้นที่ใหม่ๆ เช่น อีคอมเมิร์ซ การติดต่อสื่อสารกับลูกค้าที่หลากหลายช่องทาง เป้าหมายการตลาดของลูกค้า Facebook Live แชทไลน์ และร้านค้า ฯลฯ เพื่อให้ทีมของเราอยู่ในระดับแนวหน้าในการเอาชนะใจลูกค้าใหม่ๆ และสร้างความรักในแบรนด์

ตาม 4 เกณฑ์หลักในการให้คะแนน Best Employers Awards of Thailand ได้พัฒนาโปรแกรม i-Care อยากให้กล่าวถึงว่าโปรแกรม i-Care คืออะไร? และโปรแกรมนี้เป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จของ CMG ได้อย่างไร?

ที่ CMG เราส่งเสริมและสร้างค่านิยมและวัฒนธรรม I-CARE ของเราอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นโครงการของ Central Group ที่ดำเนินการในทุกหน่วยธุรกิจ

I-CARE ย่อมาจาก : Innovation, Customer, Alliance, Relationship, Ethic ในทุกสิ่งที่เราทำ เราเตือนตัวเองตลอดเวลาให้ประพฤติและปฏิบัติตามกรอบ I-CARE เรายังมีกิจกรรมการรับรู้และจดจำ I-CARE เป็นประจำทุกปีเพื่อให้ความรู้แก่พนักงานใหม่เกี่ยวกับ I-CARE ตลอดจนจัดแสดงตัวอย่างพฤติกรรม I-CARE ที่ดีที่สุดที่พนักงานของเราแสดงให้เห็นใน CMG เรานำคุณค่าของ I-CARE มาใช้กับทีม “WIN AS ONE” ที่เรามารวมตัวกัน เราส่งเสริมการทำงานร่วมกัน การเอาใจใส่ ความเข้าใจ และการดูแลกันและกัน เราอาจจะมีความหลากหลายในวัย ภูมิหลัง และสภาพแวดล้อม แต่เมื่อเราทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวกันเราก็จะแข็งแกร่งขึ้น

ทิ้งท้ายจากใจผู้บริหาร : ในฐานะองค์กรที่ได้รับรางวัล Best Employers Awards of Thailand สองปีซ้อน อยากให้แบ่งปันเคล็ดลับเพื่อช่วยปรับปรุงธุรกิจอื่นๆ ที่กำลังเติบโต

ผมสรุปได้ดังนี้ ผมขอแนะนำให้ผู้นำทางธุรกิจทุกคนมีส่วนร่วมกับทีมผ่านแนวทาง Head, Heart and Hands 

ใช้แนวทาง Head – สร้างกลยุทธ์ทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง ระบุพื้นที่ของการเติบโต ฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรเพื่อให้ได้รับทักษะและความสามารถใหม่ๆ และให้รางวัลแก่ผู้ที่ปฏิบัติได้ยอดเยี่ยม พนักงานมีความภาคภูมิใจในการทำงานในองค์กรที่ได้รับรางวัล โดยมีแนวทางเชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจนพร้อมทั้งความเป็นเลิศในการดำเนินการและโอกาสในการเรียนรู้

ใช้แนวทาง Heart  ดูแลพนักงาน แสดงความเห็นอกเห็นใจ อยู่กันอบอุ่นเหมือนครอบครัว มีกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ทำเพื่อให้ผู้คนมารวมกันและสร้างขวัญกำลังใจในทีม ยกตัวอย่างกิจกรรมของเรา เช่น Happy Friday การแต่งกาย และ Simple Joys (ขนมขบเคี้ยว) เป็นวิธีที่ประหยัดต้นทุน แต่มีประสิทธิภาพในการมอบความสุขและรอยยิ้มให้กับทีมของเรา

ใช้แนวทาง Hands – เราสนับสนุนให้ทีมของเรามีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้น ได้ลองสิ่งใหม่ๆ เรียนรู้ด้วยการลงมือทำ ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นด้วยความถ่อมตน รับประสบการณ์ที่หลากหลายนอกเหนือจากขอบเขตการทำงานปกติ และช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของทีม

…พื้นฐานทั้งหมดนี้ คือความรักสำหรับทีมงาน แบรนด์ และลูกค้าของเรา

สัมผัสสเน่ห์สไตล์สแกนดิเนเวียนย่านใจกลางเมือง @Central Embassy #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/647930

วันที่ 16 มี.ค. 2564 เวลา 10:40 น.สัมผัสสเน่ห์สไตล์สแกนดิเนเวียนย่านใจกลางเมือง @Central Embassyพบสเน่ห์สไตล์สแกนดิเนเวียนย่านใจกลางเมือง กับ Marimekko Concept Store สาขาใหม่ล่าสุด Central Embassy

Marimekko (มารีเมกโกะ) แฟชั่นและไลฟ์สไตล์แบรนด์ที่โดดเด่นด้วยลายพิมพ์และสีสันอันเป็นเอกลักษณ์จากประเทศฟินแลนด์ เผยโฉม Concept Store รูปโฉมใหม่ ของสาขาใหม่ล่าสุด ซึ่งเป็นสาขาที่ 7 ในประเทศไทย ที่สะท้อนถึงดีเอ็นเอของแบรนด์ผ่านศิลปะแห่งการดีไซน์ในฉบับสแกนดิเนเวียน ออกแบบโดย Pentagram design ผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบแฟล็กชิฟสโตร์ แบรนด์ดังทั่วโลก โดยมีเอกลักษณ์อันโดดเด่นระหว่างสีสันและลายพิมพ์อันหลากหลาย ที่นำมาจากความเรียบง่ายของธรรมชาติและสิ่งรอบตัว จึงเป็นเสน่ห์ของแบรนด์ที่ไม่มีใครเหมือน

คอนเซ็ปต์ดีไซน์ของ มารีเมกโกะ ณ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี เริ่มตั้งแต่ฟาซาด (Façade) ที่ดูโล่ง กว้าง และโปร่งใส โดดเด่นด้วยไฟของโลโก้ “Marimekko” สีขาวสว่างตา อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ตกแต่งอยู่บนไม้สนแท้ที่ถูกแกะสลักให้เป็นแพทเทิร์นสี่เหลี่ยมวางเรียงติดกัน ในแบบฉบับสแกนดิเนเวียนที่เน้นความเรียบนิ่งผสานกับวัสดุจากธรรมชาติที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งใดๆ

ภายในร้านจะพบกับมุม Ready-to-Wear ที่เปี่ยมไปด้วยลูกเล่นของลายพิมพ์ของเสื้อผ้า และแอคเซสซอรี่ ที่ดูโดดเด่นผ่านการจัดแสงที่เน้นการส่องเฉพาะจุด ในสี “Warm White” เสมือนบรรยากาศในช่วงฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาวของสแกนดิเนเวีย ที่ไม่ค่อยมีแสงแดดปกคลุมมากนัก ภายในมุมต่างๆ ถูกตกแต่งด้วยภาพถ่ายจากคอลเลคชั่นซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงไลฟ์สไตล์ในแบบฉบับของมารีเมกโกะ ที่ไม่เสแสร้ง รักความสงบ และสนุกกับการใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ

อีกหนึ่งมุมที่สื่อให้เห็นถึงการใช้ชีวิตแบบชาวสแกนดิเนเวียที่แท้จริงคือมุมผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้าน การจัดวางที่ให้ความรู้สึกราวกับเข้าไปอยู่ในส่วนของห้องนั่งเล่น และห้องอาหารในบ้านอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องครัว แก้วน้ำ จาน ชาม ตลอดจนผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้านต่างๆ ถูกวางเรียง ให้เห็นว่ามุมต่างๆ ในบ้านจะมีความสวยงามเช่นไร โดดเด่นด้วยลายพิมพ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสวนหลังบ้าน อาทิ Unikko (ดอกป็อปปี้), Siirtolapuutarha (สวน), และ Kivet (ก้อนหิน)

คอนเซ็ปต์สโตร์โฉมใหม่นี้จะสะท้อนกลิ่นอายวิถีชีวิตของชาวฟินแลนด์ ประกอบกับความเป็นรีเทลกึ่งแกลเลอรี่ ที่ผ่านการดีไซน์แบบเรียบง่ายตั้งแต่สีสันที่คุมโทน ไปจนถึงวัสดุจริงจากธรรมชาติ ที่เน้นย้ำหัวใจหลักของแบรนด์ที่ Positive และใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานในทุกโมเมนต์ด้วยลายพิมพ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติและสิ่งใกล้ตัวทั้งหมด ร้านมารีเมกโกะทั่วโลกจึงมีนิยามเดียวกัน คือ Bring joy to everyday life

ตามไปสัมผัสกลิ่นอายสไตล์สแกนดิเนเวียนของ Marimekko Concept Store สาขาใหม่ล่าสุด ได้ที่ชั้น 1 Central Embassy

ยลโฉม Leica Q2 Daniel Craig x Greg Williams 750 ตัวในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/647919

วันที่ 15 มี.ค. 2564 เวลา 16:01 น.ยลโฉม Leica Q2 Daniel Craig x Greg Williams 750 ตัวในโลกเปิดแล้ว ไลก้า บูติค แห่งใหม่ ณ ดิ เอ็มโพเรียม พร้อมยลโฉม Leica Q2 Daniel Craig x Greg Williams ผลิตเพียง 750 ตัวในโลก!

เหล่าคนรักการถ่ายภาพแฮปปี้ เมื่อ Leica Camera Thailand (ไลก้า คาเมร่า ไทยแลนด์) โดย ดนัย สรไกรกิติกูล ผู้บริหารเอลิส (ALIST) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย Leica (ไลก้า) แบรนด์กล้องและอุปกรณ์ถ่ายภาพคลาสสิกระดับโลก สัญชาติเยอรมนี จัดงานฉลองเปิด Leica Boutique Emporium (ไลก้า บูติค เอ็มโพเรียม) แห่งใหม่ ใจกลางเมือง บนพื้นที่ 70 ตารางเมตร ในโทนสีใหม่แต่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นไลก้า รวมถึงโซนสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับบริการกลุ่มคนรักไลก้าให้ได้มาแลกเปลี่ยนมุมมมองและเทคนิคการถ่ายภาพ โดยงานนี้ได้เผยโฉมกล้อง Leica Q2 Special Edition รุ่นล่าสุด – Leica Q2 Daniel Craig x Greg Williams ผลิตเพียง 750 ตัวในโลก โดยได้รับการรังสรรค์ขึ้นจากความร่วมมือกันระหว่าง นักแสดงมือรางวัลอย่าง แดเนียล เคร็ก (Daniel Craig) ผู้รับบท เจมส์ บอนด์ คนที่ 6 กับ เกร็ก วิลเลียมส์ (Greg Williams) หนึ่งในช่างภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดของอังกฤษและมีผลงานโดดเด่นในการบันทึกภาพช่วงเวลาสำคัญอันเป็นที่จดจำของฮอลลีวูดในสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์

Leica Boutique Emporium (ไลก้า บูติค เอ็มโพเรียม) มาในโทนสีขาว ซึ่งแตกต่างจาก Leica Store อื่นๆ ในไทย แต่ยังคงเอกลักษณ์ของไลก้า อย่าง สีแดง สีดำ และสีเทา ซึ่งมีความโมเดิร์นและกลิ่นอายที่โคซี่ รีแล็กซ์ และเป็นกันเอง เพื่อการสัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับคนรักไลก้าได้ตลอดทั้งวัน ทั้งมุมดิสเพลย์แสดงกล้องและเลนส์ต่างๆ ให้ได้เลือกซื้อ และให้คำปรึกษาการใช้งาน นอกจากนี้ยังจัดมุมพักผ่อนเพื่อให้กลุ่มคนรักไลก้าสามารถใช้เวลาพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน รวมถึงการจัดพื้นที่ให้จัดแสดงภาพถ่ายจากศิลปิน หรือช่างภาพหน้าใหม่ที่มีผลงานน่าจับตามองจาก Leica Akademie อีกด้วย

สำหรับ Leica Q2 Special Edition รุ่นล่าสุด – Leica Q2 Daniel Craig x Greg Williams เป็นกล้องรุ่นพิเศษ ที่ผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 750 ตัวในโลกเท่านั้น จำหน่ายในราคา 221,400 บาท โดยได้รับ การรังสรรค์ขึ้นจากความร่วมมือกันระหว่างนักแสดงมือรางวัลอย่าง แดเนียล เคร็ก (Daniel Craig) กับ เกร็ก วิลเลียมส์ (Greg Williams) หนึ่งในช่างภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดของอังกฤษ ซึ่งทั้งคู่หลงใหลการถ่ายภาพและเป็นแฟนตัวยงของ Leica จึงเรียกได้ว่าไม่มีความร่วมมือครั้งไหนจะเหมาะสมลงตัวไปมากกว่าครั้งนี้อีกแล้ว โดย เกร็ก วิลเลียมส์ มีผลงานโดดเด่นในการบันทึกภาพช่วงเวลาสำคัญอันเป็นที่จดจำของฮอลลีวูดในสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์และยังได้ถ่ายภาพ James Bond ตั้งแต่ภาคแรกที่ แดเนียล เคร็ก เข้ามารับบทนี้ พร้อมกับจัดทำหนังสือเบื้องหลังและภาพชุดพิเศษ รวมถึงถ่ายภาพโปสเตอร์ภาพยนตร์ของ แดเนียล เคร็ก อีกหลายเรื่อง

แดเนียล เคร็ก (Daniel Craig) กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “สำหรับผมแล้ว Q2 ถือเป็นกล้องที่สมบูรณ์แบบและไม่จำเป็นต้องปรับปรุงอะไรอีกแล้ว ดังนั้นการได้มีโอกาสร่วมงานกับหลายๆ ท่านที่น่าทึ่งจาก Leica และเพื่อนของผม Greg Williams เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เช่นนี้ จึงถือเป็นความภูมิใจและเป็นเกียรติของผมจริงๆ”

เกร็ก วิลเลียมส์ (Greg Williams) กล่าวว่า “เราทั้งคู่มีความผูกพันเพราะต่างชื่นชอบกล้องที่ใช้ในเรื่อง ‘Casino Royale’ เหมือนกัน แล้ว Daniel ก็ถ่ายรูปสวยและมีสายตาที่เฉียบคมด้วย กล้อง Leica Q2 เป็นเหมือนส่วนต่อขยายของผม เรียกได้ว่าคุณแทบไม่เคยเห็นผมตอนไม่มีกล้องรุ่นนี้คล้องคออยู่เลย ดังนั้นการได้ร่วมงานกับ Daniel และทีมงาน Leica เพื่อสร้างกล้อง Limited Edition รุ่นนี้จึงเป็นเรื่องที่พิเศษมาก”

Leica Q2 Daniel Craig x Greg Williams ยังคงคุณสมบัติเฉกเช่นเดียวกับ Leica Q2 แต่โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่สวยหรูไม่เหมือนใคร ตัวบอดี้ภายนอกของกล้องเน้นการใช้สีดำและสีทอง โดยสลักข้อความทั้งหมดบนตัวกล้องและเลนส์เป็นสีทอง อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกที่มีการใช้เลเซอร์สลักชื่อและหมายเลขประจำตัวกล้อง (Serial Number) อยู่ใต้กระจกครอบจอของกล้องอีกด้วย และยังมีการนำโลโก้ Leica แบบดั้งเดิมมาพลิกแพลงด้วยการเปลี่ยนจุดสีแดงที่มีชื่อ Leica เป็นจุดสีดำพร้อมตัวอักษรสีทองเป็นครั้งแรกอีกด้วย

สายสะพายทำมาจากหนัง Nappa ย้อมสีธรรมชาติคุณภาพสูงและสลักโลโก้ Leica เป็นลายนูนพร้อมด้วยที่คล้องสายเคลือบทอง และยังมีการนำแผ่นหนังแบบเดียวกันนี้ ซึ่งมีการสลักลายนูนเป็นรูปข้าวหลามตัดอย่างเรียบหรู มาปิดบนตัวกล้องอีกด้วย นอกจากนี้กล้องแต่ละตัวรวมถึงอุปกรณ์เสริม ยังมาพร้อมกล่องบานพับสำหรับจัดแสดงกล้องที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ อย่างเช่นตัวอักษรสีทองและการบุภายในด้วยไหมสีดำ

ร่วมสัมผัสกล้อง Leica Q2 Daniel Craig x Greg Williams ได้ที่ Leica Store สาขา เกษรวิลเลจ ชั้น 2 โทร. 02-656-1102, Leica Boutique สาขา ดิ เอ็มโพเรียม ชั้น G โทร. 02-664-8369 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมทาง Line Official: @leicath

How to ทำงานยังไงไม่ให้บ้าไปซะก่อน! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/647872

วันที่ 15 มี.ค. 2564 เวลา 08:18 น.How to ทำงานยังไงไม่ให้บ้าไปซะก่อน!รวม 12 ข้อต้องรู้ ทำงานยังไงไม่ให้บ้าไปซะก่อน! และเราไม่ต้องยอมแลกทุกอย่างเพื่องานก็ได้ โดย เจสัน ฟรีด และเดวิด ไฮเนอไมเออร์ แฮนส์สัน

1. จำไว้เสมอเรา คือ พนักงาน ไม่ใช่คนในครอบครัวของเค้า

2. ตั้งเป้าให้เป็นเป้า เมื่อถึงแล้วก็พักได้ หากผลตอบแทนมีเพียงคำชม

3. มีสิทธิลาก็ใช้ไป ไม่ต้องคิดมาก บริษัทเดินงานต่อได้เสมอ

4. ปกป้องบริษัทได้ แต่อย่าลืมปกป้องตัวเองด้วย

5. อย่าเป็นคนสุดท้ายที่รู้ข่าวสารขององค์กร เก็บของมูลเพื่อไว้ตั้งรับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทัน

6. เลือกปฏิบัติ ดีมาก็ดีกลับ แย่มาก็แย่กลับได้

7. ตอบ “ไม่” ให้เป็น ไม่งั้นงานจะเข้าเยอะมาก

8. รับผิดชอบให้ดีที่สุด ในขอบเขตงานของเราก่อนอันดับแรก

9. ติดต่อกลับเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นแหละ ไม่ต้องทำทันทีในทุกๆเรื่องก็ได้ หากไม่เป็นงานด่วน

10. รู้ว่าคำพูดใครมีน้ำหนักที่จะออกคำสั่งกับเราได้

11. อย่ายอมอดนอนเพื่อลุยงาน มันไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง

12. ไม่ต้องรีบปล่อยของ วางแผนการแสดงผลงานให้ถูกจังหวะพอเพื่อให้ตัวเองไม่ดูว่างงาน

ที่มาหนังสือ : ทำงานยังไง ไม่ให้บ้าไปซะก่อน!

ผู้เขียน : เจสัน ฟรีด และเดวิด ไฮเนอไมเออร์ แฮนส์สัน

ภาพ : จากหนังสือสู่จักรวาล

ผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับความมั่นคงทางอารมณ์ (EQ) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/647742

วันที่ 15 มี.ค. 2564 เวลา 07:10 น.ผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับความมั่นคงทางอารมณ์ (EQ)โดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

ทำไม ภาวะความมั่นคงทางอารมณ์จึงสำคัญสังคมอ่อนไหว ซับซ้อน ไม่เคยหยุดนิ่ง โลกยุคดิจิทัลสร้างความท้าทายใหม่ๆ และแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง องค์กรธุรกิจต้องปรับตามเพื่อความอยู่รอด ในการปรับตัว องค์กรต้องการผู้นำการเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติสำคัญประการหนึ่งของความเป็นผู้นำองค์กรที่ประสบความสำเร็จก็คือ ความมั่นคงทางอารมณ์ (EQ) และเป็นที่ประจักษ์ว่า ประเด็นด้านอารมณ์คือตัวกำหนดศักยภาพ และเป็นตัวตัดสินว่าใครจะก้าวสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นเพื่อนำองค์กรให้อยู่รอดได้อย่างยั่งยืน ผลกระทบจาก EQ ต่ำ เป็นอย่างไร

เมื่อพิจารณาถึงปัญหาด้านอารมณ์ มักจะมีประเด็นต่อไปนี้ มันเป็นภาวะที่ขาดความมั่นใจ ไม่กล้าแสดงออก กลัวผิด บ่อยครั้ง ทั้งๆ ที่ตนมีความคิดดีๆ แต่คิดและกลัวไปว่ามันจะไม่เข้าท่า จึงเก็บเงียบเข้าลิ้นชัก บ่อยครั้ง ชอบเปรียบเทียบ รู้สึกว่าตนด้อยกว่า สู้คนอื่นไม่ได้ บางครั้ง รู้สึกว่าตนไม่ได้รับการยอมรับ ทำไมจึงไม่มีใครเข้าใจเลย บางครั้งที่ตนแสดงความยินดีกับผู้ที่ประสบความสำเร็จ แต่ภายในกลับรู้สึกกัดกินใจตนเอง เหมือนมีใครมาแย่งของของตนไป บางคนชอบคุยข่ม ตีตรา ตัดสินคนอื่น มองคนอื่นว่าด้อยกว่า บางคนติดความสมบูรณ์แบบ ทำอะไรต้องเป๊ะ เมื่อไม่ได้ดังใจ ก็หงุดหงิด บางคนคิดมาก วิตกจริต หยุมหยิม ขี้โมโห ชอบเหวี่ยงใส่คนอื่น ใช้อารมณ์ตัดสิน ที่สำคัญบางคนประสบความสำเร็จอย่างสูงในหน้าที่การงาน แต่ต้องจ่ายด้วยราคาแพงที่บ้าน ชีวิตครอบครัวขาดสมดุล ขาดความรัก ขาดความอบอุ่น ไม่เข้าใจกัน ไม่มีความสุข ตนเองก็รู้สึกเหนื่อยล้า แล้วกลับมาถามตนเองว่า ความสำเร็จที่ได้นั้น มันคุ้มไหม

ว่าไปแล้ว การขาดความมั่นคงทางอารมณ์ดังกล่าว มันเป็นภาวะที่สะท้อนถึงสภาพจิตใจที่เปราะบาง อ่อนไหว ขาดความเข้มแข็ง ขาดภูมิต้านทาน ขาดความเชื่อมั่น หวั่นไหว ขาดการนำตนเอง ชีวิตเต้นไปมาตามแรงกดดันจากภายนอก และเพื่อชดเชยกับภาวะดังกล่าว ตนจึงแสดงออกมาอย่างขาดการยับยั้งชั่งใจ ขาดการไตร่ตรอง นำไปสู่การตัดสินใจชั่ววูบ บางครั้งแสดงออกมาเป็นความรุนแรงต่อตนเอง รวมทั้งผู้อื่น

ประเด็นทั้งหมดเหล่านี้ นอกจากจะทำร้ายตนเองแล้ว ยังทำลายในทุกความสัมพันธ์ด้วย และเป็นเหตุผลหลักต่อภาวะถดถอยของศักยภาพของบุคลากรในองค์กร ไม่สามารถผลักดันศักยภาพภายในตนเองออกมาได้อย่างเต็มที่ องค์กรไม่บรรลุเป้าหมาย ส่วนรวมก็เสียหาย ตนเองก็เสียโอกาส

แล้วทางออกคืออะไร

เราพบว่า ทุกการแสดงออกใดๆ มันล้วนสะท้อนมาจากกรอบความคิด ที่สำคัญคือมันเป็นกรอบเชิงลบ แต่ที่แย่ยิ่งกว่านั้นก็คือ มันเป็นกรอบเชิงลบที่มีต่อตนเอง และที่แย่ที่สุดคือ มันเป็นอะไรที่ตนสร้างขึ้นเอง

กรอบเชิงลบที่มีต่อตนเองนี้มีรากมาจากความผิดหวัง และความเสียใจที่สั่งสมเกาะกัดกินใจมายาวนาน ตั้งแต่ครั้งอดีตและฝังลึกลงในใจเป็นภาพ (กรอบความคิด) ตนเองเชิงลบ นานๆ เข้า จนเป็นความรู้สึกที่ไม่เห็นคุณค่าตนเอง เกิดเป็นความรู้สึกผิดต่อตนเอง เห็นตนเองไร้ค่า ไร้ความสามารถ สู้คนอื่นไม่ได้ ไม่ว่าจะทำอะไร ก็ผิดไปหมด

เมื่อพูดถึงความรู้สึกผิด ว่าไปแล้วคนเราทำพลาดพลั้งมามากมายทั้งชีวิต แต่บางคนกลับไปรับรู้และเข้าใจมันว่าเป็น “ความผิด” อย่างเข้าใจผิด แล้วเอาความรู้สึกผิดนั้น กลับมาทำร้ายตนเอง นานเข้า กลายเป็นความรู้สึกที่ไม่เห็นคุณค่าตนเอง ประเด็นตรงนี้เองที่สำคัญที่สุดต่อภาวะที่ตนขาดภูมิต้านทาน ภายในเปราะบาง อ่อนไหวต่อแรงกดดันจากภายนอก ไม่อาจทนต่อแรงเสียดทานจากภายนอกได้ ทำให้ตนขาดความเชื่อมั่น ขาดความมั่นคง ขาดความเข้มแข็ง

ที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ มันเป็นกรอบติดลบของตนเองที่มีต่อตนเองมันคือภาพติดลบที่ตนสร้างขึ้นเองจากความเข้าใจผิดต่อความรู้สึกผิด ภาวะถดถอยของศักยภาพจึงเป็นเรื่องที่ตนสร้างขึ้นเองทั้งสิ้นอย่างเข้าใจผิด และนอกจากจะทำร้ายตนเองแล้ว ยังทำลายความสัมพันธ์กับผู้อื่นด้วย และนี่คือเหตุผลหลักที่นำไปสู่ การขาดคุณสมบัติของความเป็นผู้นำ ประเด็นมันจึงอยู่ที่ว่า เจ้าตัวนั้นเองเข้าใจผิดต่อความรู้สึกผิด มันเป็นความรู้สึกแพ้ที่มีต่อตนเอง และที่น่าเจ็บใจก็คือ มันเป็นอะไรที่ตนสร้างขึ้นเองทั้งสิ้นอย่างเข้าใจผิด นอกจากนี้ เราต้องเข้าใจว่า ความพลาดพลั้ง มันเป็นธรรมชาติของกระบวนการเรียนรู้เพื่อการเติบโตและเข้มแข็งต่างหาก เราจึงพลาดอีกครั้งที่สอง

ดังนั้น เราจึงต้องมาทำความเข้าใจกับภาวะความพลาดพลั้งที่ผ่านมานั้นเสียใหม่ เพื่อนำชีวิตกลับสู่ภาวะปกติ เพราะที่ผ่านมาตนไปไม่ถึงไหน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตนไม่อาจก้าวข้ามความเข้าใจผิดต่อความรู้สึกผิดได้

ท่านคิดว่า ภาวะแพ้ตนเองคืออะไร ท่านเข้าใจคำว่า “ความเข้าใจผิดต่อความรู้สึกผิด” ว่าอย่างไรท่านคิดว่า อะไรคือรากของปัญหาที่แท้จริงที่คอยฉุดรั้งท่านไว้ รวมทั้งทีมงานไม่ให้ก้าวไปข้างหน้า ที่คอยปิดกั้นมิให้ท่านแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่และทำลายความสัมพันธ์กับผู้อื่น

ท่านในฐานะผู้นำองค์กร ท่านคิดว่าท่านต้องทำอะไร ท่านคิดว่าอะไรคือรากของปัญหาทางอารมณ์ อะไรทำให้บุคคลและองค์กรแตกต่างกัน และท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวไปกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อปรับเปลี่ยนภาวะติดลบดังกล่าวให้เป็นแรงผลักดันทั้งต่อตนเองและทีมงานให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงยั่งยืนได้อย่างไร และท่านคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากท่านสามารถตีทะลุผ่านภาวะติดลบดังกล่าวนั้นไปได้ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอารมณ์ มีความเชื่อมั่น มีภูมิต้านทาน เข้มแข็ง และความมั่นคงภายในให้กลับมาทั้งต่อท่านเองและทีมงาน ท่านคิดว่าต้องเริ่มที่ไหน ที่ใคร อย่างไร

และสิ่งที่กล่าวมทั้งหมดนี้ก็เป็นจริงที่บ้านด้วย