ต้องทำให้อร่อย จนกว่าจะดี ที่มาของร้าน “อร่อยดี” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/635197

วันที่ 11 ต.ค. 2563 เวลา 10:12 น.ต้องทำให้อร่อย จนกว่าจะดี ที่มาของร้าน “อร่อยดี”เจาะลึกที่มาต้นกำเนิดแบรนด์ร้านอาหารไทยจานด่วนในเครือ CRG “อร่อยดี” ทำให้ “อร่อย” จนกว่าจะ “ดี” เพื่อ “รสชาติคุ้น อิ่มครบ จบทุกมื้อ”

  • “อร่อย” เป็นคำวิเศษณ์ ใช้อธิบายความมีรสดี ถูกปาก ใช้กับของกิน ฉะนั้นที่ผ่านมาเราจึงคุ้นหูกับคำว่า “อร่อยดี”
  • ชีวิตประจำวันอยากทานอะไรง่ายๆ ที่อร่อย สะอาด รสชาติมาตรฐาน ราคาจับต้องได้
  • เปิดร้าน “อร่อยดี” ที่สีลม 32 ไม่เรียกสาขาแรก แต่เป็น Pilot store เพื่อทดสอบ ปรากฏได้รับการตอบรับเกินคาด และเติบโตในช่วงโควิด ขยายไปอีกหลายสาขา
  • สิ่งสำคัญและจุดเด่นที่ทำให้ร้านแจ้งเกิด คือความรู้สึกที่ได้ย้อนวันวานกับจานที่คุ้นเคย ตามสโลแกนของร้านอร่อยดีที่ว่า “รสชาติคุ้น อิ่มครบ จบทุกมื้อ”

“อร่อยดี” แบรนด์ร้านอาหารไทยจานด่วนในเครือ Central Restaurants Group (CRG) เปิดตั้งแต่ปี 2562 ด้วยความมุ่งมั่นส่งมอบอาหารไทย รสชาติคุ้น อิ่มครบ จบทุกมื้อ คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพ และเปิดในทำเลคนพลุกพล่าน ฯลฯ ปัจจุบันมีสาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 20 สาขา

วิสัยทัศน์ คือต้องการเป็นแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกด้านเครือข่ายธุรกิจอาหารไทยที่ส่งมอบความสะดวก และคุณภาพชีวิตที่ดีแก่มนุษยชาติ และพันธกิจการมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรม เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับชุมชน และสังคม บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด ที่ดำเนินกิจการด้านอาหารมา 42 ปี จึงขยายไลน์เปิดร้านอาหารจานด่วนที่ส่งมอบอาหารไทย รสชาติคุ้น อิ่มครบ จบทุกมื้อ ด้วยวัตดุดิบที่มีคุณภาพ ทำเลที่ตั้งสะดวก ภายใต้ชื่อร้านแบรนด์ “อร่อยดี”

โดยตั้งใจให้ที่นี่เป็นศูนย์รวมความอร่อย ด้วยเมนูตามสั่งหลักๆ ของร้านเอง อาทิ ข้าวผัดกระเพราดั้งเดิม ข้าวผัดพริกแกง ข้าวกระเทียมพริกไทย ฯลฯ เมนูแกงต้ม, เมนูทานเล่น ฯลฯ รวมยี่สิบกว่าเมนู พร้อมเมนูเสริมจากร้านดัง อาทิ โจ๊กกองปราบ,โตเกียว โบวล์ และเจ๊เกียงหมูทอด ข้าวเหนียวนุ่ม ฯลฯ เพื่อให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ พนักงานออฟฟิศ คนทำธุรกิจส่วนตัว อายุระหว่าง 25–45 ปี ที่ชื่นชอบอาหารไทย รสชาติอร่อย มองหาร้านอยู่ในทำเลที่ตั้งที่สะดวก สามารถเลือกมาเป็นจุดแวะ เติมความอิ่มในเวลารีบเร่งได้ นอกจาก “อิ่มกาย” แล้ว ยังได้ความรู้สึก “อิ่มอกอิ่มใจ” เพราะมานั่งทานที่ร้านแล้ว เหมือนได้ย้อนวันวานกับจานที่คุ้นเคย ตามสโลแกนหลักของร้านอร่อยดีที่มอบให้ “รสชาติคุ้น อิ่มครบ จบทุกมื้อ”

คุณธนพล ธรรพสิทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด ให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิด ขั้นตอนกว่าจะมาเป็นร้าน “อร่อยดี” ขายเมนูอาหารพื้นบ้านตามสั่งง่ายๆ แต่กว่าจะพร้อมเสิร์ฟแต่ละจานนั้นไม่ง่ายเลยว่า

จุดกำเนิดของร้านอร่อยดี?

จากความต้องการพื้นฐานเลย ในชีวิตประจำวัน เชื่อว่าทุกคนจะต้องเผชิญกับคำถามว่ากินอะไรดี? อย่างเราทำงานทุกวัน ไม่ว่าจะอยู่ออฟฟิศ ประชุมหรือนอกสถานที่ ก็จะพบกับอุปสรรคอย่างหนึ่ง คือในเรื่องการทานอาหารในแต่ละมื้อนั้น เรามักพยายามมองหาร้านอาหารที่ตอบโจทย์ตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทานง่ายๆ เข้าถึงง่ายๆ มีเมนูที่เรียบง่าย ทานได้ทุกวัน ที่สำคัญราคาที่จับต้องได้และต้องสะอาดด้วย ซึ่งปัจจุบันนั้นยังไม่ค่อยมีเท่าไหร่นะ ก็เลยเกิดเป็นไอเดียขึ้นมาว่า ทำไมเราไม่ทำร้านขึ้นมาสักร้านหนึ่ง ให้มันอยู่ตรงกลางระหว่างมาตรฐานความสะอาด มีเมนูที่เรียบง่าย และราคาที่สมเหตุสมผล พอได้ไอเดียเลยคิดกันขึ้นมาและตั้งชื่อแบรนด์ขึ้นมาว่า ”อร่อยดี” ซึ่งคำว่า “อร่อยดี” ก็ฟังดูง่ายๆ ตัวเมนูก็เป็นเมนูง่ายๆ ที่เราทานกันทุกวันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น กระเพรา มาม่าผัด แต่ในความง่ายนั้นมีความยากแฝงอยู่นะ คือวัตถุดิบต้องดีได้มาตรฐานความสะอาด ร้านต้องอยู่ในโลเคชั่นที่ดี ลูกค้าสามารถเข้าไปทานได้สะดวกและมีแอร์เย็นๆ และราคาก็ต้องสมเหตุสมผล จับต้องได้สามารถสั่งซื้อได้ทุกวัน

ประสบการณ์บริหารธุรกิจร้านอาหาร?

ตัวผมเองอยู่ในวงการธุรกิจอาหารมาทั้งชีวิต ไม่ว่าจะเป็นระดับ food and beverage ของโรงแรมห้าดาว มาจนถึงร้านสตรีทฟู๊ด รวมถึงประสบการณ์ที่เคยเปิดร้านอาหารของตัวเอง 2 ร้านที่เมือง Bracknell ซึ่งก็ขายดีมาก จากนั้นก็มาเปิดร้านที่ 2 ที่เมือง Croydon ประเทศอังกฤษเป็นร้านอาหารไทยที่มีเมนูง่ายๆ มีแกงเหลือง แกงแดง แกงเขียว ทำอาหารเป็นจานเดียว มีข้าวเปล่า มีแกงหนึ่งถ้วย และก็สตาร์ตเตอร์เป็นหมูสเต๊ะ ปอเปี๊ยะ หรือทอดมันขายจานละ 5 ปอนด์ 20 เรียกว่าผมคลุกคลีในธุรกิจเกี่ยวกับร้านอาหาร ตั้งแต่อยู่ในครัว จนถึงการบริหารการจัดการร้านอาหารตั้งแต่เกิด

ความท้าทายของธุรกิจอาหารคืออะไร?

ด้วยการแข่งขันในธุรกิจร้านอาหารในปัจจุบันที่รุนแรงมากขึ้น มีการนำเสนอโปรดักส์ในรูปแบบใหม่ๆ ผู้ประกอบการมีการผนึกกำลังกันเพื่อพัฒนาช่องทางการขายรูปแบบใหม่ๆ มีการเริ่มต้นเข้ามาสู่ธุรกิจร้านอาหารของกลุ่มคนที่รักและชื่นชอบการทำอาหาร รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป การตอบสนองกับผู้บริโภคบางกลุ่มที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่, กลุ่มผู้รักสุขภาพ รวมถึงผู้บริโภคกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งในประเทศไทยกำลังมีจำนวนเพิ่มขึ้น ล้วนเป็นความท้าทายที่ผู้ประกอบการในธุรกิจอาหารทุกรายจำเป็นต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจึงต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับและตอบโจทย์ผู้บริโภค ทั้งในด้านเมนูอาหาร ความคุ้มค่า การบริการ รวมไปถึงการสื่อสารกับลูกค้าด้วย

กว่าจะถึงวันนี้ “อร่อยดี” ผ่านการคิดวิเคราะห์มาหลายตลบ?

ต้องบอกก่อนว่าวิวัฒนาการของอร่อยดีจากวันแรกจนถึงวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงเยอะพอสมควร ทั้งรูปแบบร้านที่ปรับมาหลายแบบ เมนูที่ปรับปรุงและพัฒนามาหลายเมนูมาก แต่เรายังคงพยายามยึดครองแวลู 3 ข้อ คือ

1. อาหารเรียบง่าย คือบางครั้งเชฟอาจจะเมนูที่เหมาะกับภัตตาคารมากเกินไป เราก็ต้องปรับ

2. ราคาขาย ราคาต้องสมเหตุสมผล ลูกค้าจะมาทานวันหนึ่งประมาณ 150 บาททุกมื้อก็ไม่ได้เราก็ต้องมีการปรับให้เหมาะสม

3. คือเรื่องของความสะดวกสบาย รูปแบบร้านเราไม่เอาร้านที่หรูหรา แต่จะเป็นบรรยากาศสบายๆ อยู่ในโลเคชั่นที่สะดวก และก็สะอาดตามมาตรฐาน เพื่อที่จะเสิร์ฟลูกค้าได้ทุกๆ วัน

กว่าจะเป็นอร่อยดีในวันนี้ มันผ่านการกลั่นกรองมาเยอะพอสมควร ทั้ง 3 ข้อที่กล่าวไป จนสุดท้ายก็มาลงตัว และเราคิดว่าสิ่งที่เราเป็นอยู่บาลานซ์ทั้งหมดแล้ว บาลานซ์ในการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นตัวบริษัทฯ เอง หรือผู้ลงทุนที่จะมาซื้อแฟรนไชส์เราในอนาคต ต้องมั่นใจได้ว่ามันต้องมีผลกำไร และลูกค้าที่มารับประทานอาหารของเราในแต่ละวันก็ได้รับของดีมีคุณภาพ

เบื้องต้นวางไว้ไหมว่าจะเปิดกี่สาขา?

เราเปิดสาขาแรกที่สีลม 32 แต่เราไม่อยากเรียกว่าสาขาแรก เราเป็นไพลอตพอตแคช (Pilot Podcast ) ในเรื่องของเมนู เรื่องของต้นทุน เรื่องของโพซีเยอร์ (ขบวนการ,วิธีการ) ทุกอย่างในการคุกกิ้ง ซึ่งที่สีลม 32 เราเปิดประมาณเดือนธันวาคม 2018 ปรากฏว่าผลตอบรับดี มีลูกค้ามาใช้บริการเยอะพอสมควร ในปี 2019 ก็เลยเปิดอีกประมาณ 15 สาขา ในปีนี้ 2520 คาดว่าเราจะจบที่ 25 สาขานะครับ

ทำเลที่จะเปิด และกลุ่มเป้าหมายที่มองไว้น่าจะเป็นอย่างไร?

โลเคชั่นสำหรับการลงทุน หรือความเหมาะสมที่จะเปิดร้านอร่อยดี ผมอยากให้มองร้านสะดวกซื้อเป็นหลัก เพราะของเราเป็นร้านสะดวกกิน เมนูเรากินง่าย ราคาจับต้องได้ เราจึงสามารถไปได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นคอนโด แหล่งที่อยู่อาศัย โรงพยาบาล หรือตรอก ซอก ซอย 

ความพิเศษของเมนู ยกตัวอย่าง กระเพราที่นี่แตกต่างจากที่อื่นตรงไหน?

1. สูตรอาหารมาจากแม่ครัวระดับตำนานที่ทำร้านอาหารไทยต้นตำรับมาเป็นคนทำสูตรให้

2. วัตถุดิบที่เราใช้เป็นวัตถุดิบอย่างดี จากซัพพลายเออร์ที่เป็นมาตรฐาน

3. ในเรื่องรสชาติ เราทำการสำรวจจากรสชาติที่คนไทยชอบ และมีระดับความจัดจ้านให้เลือกไม่ว่าจะเป็นเผ็ดน้อย เผ็ดกลาง เผ็ดมาก

ปัจจุบันทางร้านมี เมนูตามสั่ง 15 รายการ เมนูแกงต้ม 3 รายการ และเมนูทานเล่นอีก 7 รายการ ที่เป็นหลักๆ ของร้าน นอกจากนั้นยังมีเมนูเสริมของร้านดังที่เป็นพันธมิตรอีกด้วย อาทิ เจ๊เกียง โจ๊กกองปราบ

ราคาเริ่มต้นเท่าไหร่?

ถ้าเป็นกระเพราหรือเมนูของอร่อยดีจะเริ่มต้นที่ 70 บาท แต่ถ้าเป็นเมนูโจ๊ก อย่างโจ๊กหมูเจ๊เกียง (กองปราบ) จะเริ่มต้นที่ 45 บาท ผมว่าลูกค้าบางประเภทที่สนใจเรื่องราคา ลูกค้าบางคนที่สนใจเรื่องวาไรตี้ของอาหาร คือเราขายผัดกระเพรายืนพื้น แต่เราก็ต้องมีอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ เสริมเข้ามา เพื่อเพิ่มความหลากหลายให้ลูกค้าได้เปลี่ยนบรรยากาศบ้าง

ที่ผ่านมาช่วงโควิด แทบไม่มีผลกระทบ ยอดขายไม่ตกเลย เพราะว่าช่วงที่เคอร์ฟิว ห้ามประชาชนออกจากบ้าน ปรากฏร้านอร่อยดีตอบโจทย์ผู้บริโภคมากๆ เพราะเขาสามารถสั่งทานที่บ้านได้ทีเดียว 3 มื้อ มื้อหนึ่งอยู่ที่ประมาณร้อยกว่าบาท 3 มื้อก็ 500 กว่าบาท ทานกันได้ 2 คน

ท้ายสุด ถามว่าถ้าแทนตัวเองเป็นผู้บริโภคจะเลือกเข้าร้านนี้เพราะเหตุผลอะไร?

1.ต้องอร่อย

2. วัตถุดิบและกระบวนการปรุงอาหารถูกสุขลักษณะตามมาตรฐานร้านอาหาร

3. ความสะอาด

และนี่คือ 3 สิ่งที่เราตอบโจทย์และยึดปฏิบัติ เพื่อเสิร์ฟความอร่อยให้อิ่มครบจบทุกมื้อได้ที่ “อร่อยดี”

4 สาวเซเลบริตี้เผยไลฟ์สไตล์การช้อปสุดตื่นเต้นที่ “ห้างเซ็นทรัล อุดรธานี” ครบครันเหมือนช้อปเซ็นทรัลที่กรุงเทพฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/635194

วันที่ 11 ต.ค. 2563 เวลา 09:10 น.4 สาวเซเลบริตี้เผยไลฟ์สไตล์การช้อปสุดตื่นเต้นที่ “ห้างเซ็นทรัล อุดรธานี” ครบครันเหมือนช้อปเซ็นทรัลที่กรุงเทพฯห้างเซ็นทรัล อุดรธานี ห้างใหม่ในภาคอีสาน ปักหมุดช้อปปิ้งบนพื้นที่กว่า 20,000 ตร.ม. พบสินค้าคุณภาพทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์อินเตอร์กว่า 1,000 แบรนด์ ครั้งแรกของการยกต้นแบบห้างออมนิชาแนล เพื่อมอบความสะดวกสบายให้ชาวอุดร เสมือนยกห้างเซ็นทรัลที่กรุงเทพฯ ไปไว้ที่จังหวัดอุดรธานี

เปิดใหม่ไปสดๆ ร้อนๆ สำหรับ “ห้างเซ็นทรัล อุดรธานี” เซ็นทรัลสาขาที่ 2 ในภาคอีสาน (สาขาแรก จ.นครราชสีมา) และสาขาที่ 24 ในประเทศไทย ตั้งอยู่ที่ถนนประจักษ์ศิลปาคม ต.หมากแข้ง อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี มีพื้นที่ใช้สอย 3 ชั้น นำสินค้าแบรนด์ดังทั้งแบรนด์ไทยและอินเตอร์ จำนวนกว่า 1,000 แบรนด์มาให้ช้อป เสมือนยกห้างเซ็นทรัลที่กรุงเทพฯ ไปไว้ที่จังหวัดอุดรธานี อาทิ

  • BEAUTY GALERIE ครบครันด้วยแบรนด์ความงามระดับไฮเอนด์ชั้นนำทั้งของไทย และของโลก อาทิ CHANEL เครื่องสำอางค์แบรนด์ดังระดับโลก (พร้อมบริการเดือน พ.ย.63), KIS BEAUTY STORE มัลติแบรนด์ บิวตี้ สโตร์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ The Ultimate Beauty Destination (ดิ อัลติเมต บิวตี้ เดสทิเนชั่น) รวมแบรนด์กว่า 300 แบรนด์ รวมถึง Dyson Beauty Shop พร้อมเปิดบริการด้วย
  • WOMEN’S FASHION พร้อมอัปเดตเทรนด์สินค้าแบรนด์ใหม่ที่เป็น Exclusive Brands เฉพาะห้างเซ็นทรัล อาทิ DOROTHY PERKINS, MISS SELFRIDGE, DEFRY 01 และ MARKS &SPENCER (เปิดบริการประมาณเดือน พ.ย.63) แบรนด์สัญชาติอังกฤษที่ครองใจเหล่าแฟชั่นนิสต้ากว่า 125 ปี โดดเด่นด้วยสไตล์แบบอังกฤษแท้ๆ คุ้มราคาด้วยวัตถุดิบคุณภาพสูง
  • WOMEN’S ACCESSORIES, SHOES & HANDBAGS ครบครันทุกไอเทม แม็ชได้ทุกสไตล์ สวมใส่ได้ทุกโอกาส อาทิ NINE WEST, STEVE MADDEN และยังมี Exclusive brands อาทิ ECLIPSE, PRETTYFIT, PAZZION, LUNA แผนก UNISEX, MEN & YOUNG FASHION โซนรวมไอเทมแฟชั่นไฮสตรีทแบรนด์ชื่อดัง อาทิ MLB, UNDER ARMOUR, PUMA และยังมีโซนสนีกเกอร์รุ่นฮิต รวมถึงแก็ดเจทและไอเทมใหม่ๆที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์
  • BABY & KIDS โลกแห่งจินตนาการของเด็กๆ เสริมทักษะการเรียนรู้ มีแบรนด์ Exclusive อาทิ SMIGGLE แบรนด์ระดับโลกจากประเทศออสเตรเลีย มีจำหน่ายในประเทศไทยที่ห้างเซ็นทรัลเท่านั้น และกองทัพสินค้าสุดคิ้วต์จาก SANRIO ยังมีของใช้เด็กอ่อนแบรนด์ชั้นนำ อาทิ COMBI
  • HOME สร้างบรรยากาศเป็น Room Concept และมีบริการพิเศษ Pillow testing Room ห้องลองหมอน เพื่อให้ลูกค้าสามารถทดลองใช้หมอนได้เสมือนจริงก่อนตัดสินใจซื้อ นอกจากนี้ ยังมีแบรนด์ไฮไลท์ เช่น IROBOT, NESPRESSO, TEFAL, LESASHA เป็นต้น

ณัฐธีรา จิราธิวัฒน์ บุญศรี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ในเครือเซ็นทรัลรีเทล เล่าว่า ห้างเซ็นทรัล มีความตั้งใจเป็นอย่างยิ่งในการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดเพื่อลูกค้าคนสำคัญให้ได้รับความประทับใจสูงสุดที่มาห้างเซ็นทรัล จากประสบการณ์ในการบริหารค้าปลีกมายาวนาน ทำให้เราเล็งเห็นศักยภาพของจังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นจังหวัดใหญ่ เป็นศูนย์กลางการคมนาคม และการท่องเที่ยวทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และยังเชื่อมต่อไปยัง นครเวียงจันทน์ ประเทศลาว จึงเปิดบริการ ‘ห้างเซ็นทรัล อุดรธานี’ เฟสแรก 1 ต.ค. 63 ซึ่งนับเป็นห้างเซ็นทรัล สาขาที่ 24 ในประเทศไทย พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ที่มากกว่าการช้อปปิ้ง บนพื้นที่กว่า 20,000 ตร.ม. แลนด์มาร์กใหม่ของนักช้อปภาคอีสาน ยกทัพสินค้ากว่า 1,000 แบรนด์ ทั้งแบรนด์ไทย และแบรนด์อินเตอร์ ครบครันทั้งสินค้าและบริการ เสมือนยกห้างเซ็นทรัลที่กรุงเทพฯ ไปไว้ที่ จังหวัดอุดรธานี พร้อมมอบความสะดวกสบายให้ลูกค้าช้อปปิ้ง ทั้งออฟไลน์และออนไลน์อย่างไร้รอยต่อ ผ่านบริการ “Central Anytime Anywhere” ช้อปสะดวก ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ นับเป็นต้นแบบห้างออมนิชาแนลได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อเติมสีสันการท่องเที่ยวจังหวัดอุดรธานี ส่งมอบประสบการณ์ใหม่ในการช้อปปิ้ง และเชื่อมั่นว่า ห้างเซ็นทรัล อุดรธานี จะเป็นจุดหมายปลายทางใหม่ ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้าทั้งในจังหวัดอุดรธานี จังหวัดใกล้เคียง ตลอดจนนักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้าน ให้ได้มาจับจ่ายใช้สอยสินค้าคุณภาพ มาตรฐานเดียวกันกับห้างเซ็นทรัลสาขาในกรุงเทพฯ พร้อมบริการที่ครบครัน เพื่อให้ลูกค้าทุกกลุ่มวัยได้มาใช้ชีวิต และรับความพึงพอใจสูงสุดเสมือนบ้านเป็นหลังที่ 2

นอกจากนี้ ยังนับเป็นครั้งแรกของชาวอุดรธานี ที่จะได้สัมผัสประสบการณ์ช้อปปิ้งอย่างไร้รอยต่อ ทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ คือหน้าร้าน และ “Central Anytime Anywhere” บริการช้อปสะดวก ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ เสมือนมีห้างเซ็นทรัลไปกับคุณทุกที่ทุกเวลา ได้แก่ 

  1. ช้อปผ่านเว็บไซต์ www.central.co.th ตลอด 24 ชั่วโมง
  2. Central Chat & Shop : ช้อปผ่านแชตบอกผู้ช่วยส่วนตัวที่ไลน์ @centralofficial
  3. Central Call & Shop : โทรช้อปผ่าน เบอร์ 1425 โทรปุ๊บ สั่งปั๊บ รับของทันใจ
  4. ช้อปผ่านกล่องข้อความของเฟซบุ๊กแฟนเพจ CentralDepartmentStore และยังสามารถซื้อสินค้าได้ทันทีในช่วง Facebook Live 

โอกาสนี้ “ห้างเซ็นทรัล อุดรธานี” ได้เชิญเหล่าเซเลบริตี้ ซึ่งมีธุรกิจและคุ้นเคยกับจังหวัดอุดรธานี อาทิ ลาลีวรรณ โกมลสุทธิ์, ทิตา ปทุมเทวาภิบาล, พิมพ์ญาดา วิไลลักษณ์, กมลพร วงศ์รักมิตร ร่วมบอกเล่าถึงเสน่ห์ของจังหวัดอุดรธานี พร้อมเผยไลฟ์สไตล์การช้อปปิ้ง และความตื่นเต้นกับจุดหมายปลายทางการช้อปปิ้งแห่งใหม่ ที่มาสร้างสีสันการท่องเที่ยวให้กับจังหวัดอุดธานี

เริ่มที่ ขวัญ-ลาลีวรรณ โกมลสุทธิ์ เล่าว่า “จังหวัดอุดรธานี เป็นอีกจังหวัดที่มีความเจริญ และทันสมัยมาก มีเสน่ห์ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว อาหารพื้นเมืองอร่อยๆ และยังมีคาเฟ่เก๋ๆ หลายแห่งเหมือนกรุงเทพฯ เลยค่ะ และด้วยธุรกิจของขวัญทำกระเป๋าแบรนด์ BEACHDAZE BAG ซึ่งสานจากผักตบชวา มีการตอบรับค่อนข้างดีมากๆ ทำให้มีโอกาสเดินทางมาจังหวัดอุดรธานี เพื่อดูตลาด ดูสิ่งทอต่างๆ อยู่เรื่อยๆ เพราะตั้งใจอยากมีส่วนอนุรักษ์ภูมิปัญญาชาวบ้าน เมื่อวัยรุ่นเลือกใช้กระเป๋าของเรา จะได้ชื่นชมและเห็นคุณค่าผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นไทย” ขวัญ ลาลีวรรณ กล่าวด้วยว่า “รู้สึกดีใจกับชาวอุดรธานีและจังหวัดใกล้เคียง ที่จะได้มาช้อปที่ห้างเซ็นทรัล ปกติขวัญจะชอบเดินห้าง มากกว่าช้อปออนไลน์ เพราะการเดินเลือกสินค้าเราอาจจะได้ของมากกว่าหนึ่งอย่าง แต่ด้วยความที่แต่ละวันมีงานค่อนข้างเยอะ หรือเวลาที่รถติดมากและมาที่ห้างไม่ได้ การช้อปออนไลน์จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยคลายเครียดได้ (หัวเราะ) ที่สำคัญขวัญจะดูเรื่องโปรโมชั่นด้วย ว่าช้อปที่ห้าง กับช้อปออนไลน์ อันไหนข้อเสนอดีกว่า เพราะยุคนี้ ต้องฉลาดช้อปค่ะ”

ด้าน ทราย-ทิตา ปทุมเทวาภิบาล ความที่ธุรกิจของครอบครัว Chana Handmade เกี่ยวข้องกับผ้าไทย จึงจำเป็นต้องเดินทางไปทุกภาคโดยเฉพาะภาคอีสาน “ทุกครั้งที่เดินทางมักจะได้แรงบันดาลใจใหม่ๆ มาต่อยอดให้กับผลิตภัณฑ์เสมอ ซึ่งจำเป็นต้องศึกษา ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของคนแต่ละท้องถิ่น ทรายชอบความเป็นท้องถิ่น ซึ่งแต่ละภาคก็จะโดดเด่นต่างกัน ทั้งอาหารการกิน เครื่องแต่งกายมีเอกลักษณ์ และต้องยอมรับว่าภาคอีสานมีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะจังหวัดอุดรธานี แข็งแรงทั้งจำนวนประชากร และมีภูมิศาสตร์ที่ดีมาก ทรายจึงไปเปิดตลาดที่นั่น ยิ่งพอรู้ว่าห้างเซ็นทรัล มาเปิดสาขาด้วย ยิ่งดีใจ เพราะจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัดให้คึกคักยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อนบ้านอย่างประเทศลาวก็สามารถข้ามมาจับจ่ายในบ้านเราได้” ทราย ทิตา เผยถึงไลฟ์สไตล์การช้อปด้วยว่า “เวลาไปต่างจังหวัด จะชอบเดินสำรวจตลาดเอง แม้ทุกวันนี้ตลาดออนไลน์จะโตมาก แต่ส่วนตัวจะชอบเดินห้าง เพราะเราจะได้เห็นสินค้า ได้เห็นอะไรใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้างที่อยู่ต่างจังหวัดเดินสนุกค่ะ”

ขณะที่ เพิร์ล-พิมพ์ญาดา วิไลลักษณ์ ซึ่งเคยทำงานประชาสัมพันธ์ที่ต่างประเทศให้กับ แบรนด์แฟชั่นชื่อดังหลายแบรนด์ และประสานกับซูเปอร์สตาร์หลายคน แต่เหตุเพราะโควิด-19 (COVID-19) ทำให้ต้องบินกลับมาช่วยธุรกิจโรงแรม และธุรกิจไวน์นำเข้าของครอบครัว เมื่อถามถึงไลฟ์สไตล์การ ช้อปปิ้ง เธอเผยว่า “ความที่ทำงานสายแฟชั่นมาโดยตลอด เพิร์ลมองว่าการช้อปออนไลน์สนุกและสะดวกกว่า แต่ไลฟ์สไตล์ของคนไทยส่วนใหญ่ยังชอบเดินห้างมากกว่า ส่วนตัวถ้าอยากได้อะไรจะช้อปออนไลน์ ตอนอยู่ที่สหรัฐฯ ถึงแม้จะเป็นแบรนด์ไฮเอนด์ก็ช้อปออนไลน์ และเราสามารถลองที่บ้านก่อนได้ การเดินห้างของเพิร์ลจะแค่อัปเดตเทรนด์ พอกลับมาอยู่เมืองไทย ความที่พี่เลี้ยงเพิร์ลเป็นคนจังหวัดอุดรธานี จึงมักทำอาหารอีสานให้ครอบครัวเรารับประทานบ่อยๆ ทุกคนชอบมาก ยิ่งตอนสมัยเรียน ปิดเทอมทีไรครอบครัวเราก็ชอบไปเที่ยวอุดรธานี ถือเป็นจังหวัดที่ผู้คนน่ารักสัมผัสได้ถึงความจริงใจ และความมีน้ำใจ และรู้สึกดีใจมากๆ ที่ห้างเซ็นทรัล มาเปิดที่อุดรธานี คนในจังหวัด และจังหวัดใกล้เคียงได้สนุกกับการช้อปปิ้ง มีอะไรแปลกใหม่ น่าตื่นตาตื่นใจ เหมือนเดินห้างที่กรุงเทพค่ะ”

ปิดท้ายที่ หมิว-กมลพร วงศ์รักมิตร ความที่เติบโตมาพร้อมกับธุรกิจขนส่งเอกชน “นครชัยแอร์” ของครอบครัวที่อยู่คู่กับคนไทยมายาวนาน ทำให้คุ้นเคยกับผู้คน และเส้นทางในหลายจังหวัด ได้เห็นความเจริญทั้งด้านเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ แทบจะเทียบเท่ากับกรุงเทพฯ โดยเฉพาะเมืองใหญ่อีสานตอนบน อย่างจังหวัดอุดรธานี ถือเป็นทำเลทอง รู้สึกดีใจกับชาวอุดรฯ และจังหวัดใกล้เคียงที่ห้างใหญ่อย่างเซ็นทรัลไปเปิด เชื่อว่าหลายคนรอคอยมานาน” หมิว กมลพร เล่าต่อไปว่า โดยส่วนตัวชอบไปอัปเดตเครื่องสำอาง ที่ห้างเซ็นทรัล “จริงๆ ก็สามารถสั่งผ่านช่องทางออนไลน์ได้นะคะ แต่ถ้าว่างและเลือกได้ หมิวชอบมาเดินห้างมากกว่า เพราะได้เห็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้เทสต์สี ได้ลองเนื้อครีม จะได้รู้ว่าตัวไหนเหมาะกับสภาพผิวของเรา อีกอย่างที่ชอบ คือ โปรโมชั่นดีมากๆ ช้อปเพลินไปเลยค่ะ”

นั่นคือ คำบอกเล่าของเหล่าเซเลบริตี้ที่หลงใหลในเสน่ห์ของจังหวัดอุดรธานี จนอดใจไม่ไหวที่จะไปเยือนเมืองสำคัญของอีสานตอนบน ที่พร้อมเปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกฤดูกาล ขณะที่ ห้างเซ็นทรัล อุดรธานี ก็พร้อมจะเป็นเสมือนบ้านหลังที่สองของทุกคนเช่นกัน โดยจะจัดกิจกรรมฉลองเปิดให้บริการอย่างต่อเนื่อง อาทิ ร่วมสนุกที่บูธเกมบริเวณถุงช้อปปิ้งยักษ์ รับฟรี! คูปองส่วนลดแทนเงินสดสูงสุด 100 บาท (วันที่ 10-13 ต.ค. 63 ), ขบวนทรูป Promotion ที่จะช่วยสร้างสีสันในการช้อปปิ้งให้ลูกค้า คอยมอบความสนุกสุดคึกคักในแต่ละชั้นได้อย่างเพลิดเพลิน ตลอดจนความสนุกอื่นๆ อีกมากมาย

How to ช้อปอย่างไรให้คุ้มแบบ 10 เต็ม 10 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/634788

วันที่ 06 ต.ค. 2563 เวลา 10:15 น.How to ช้อปอย่างไรให้คุ้มแบบ 10 เต็ม 1010 ทริคสุดปัง! ช้อปอย่างไรให้คุ้มแบบ 10 เต็ม 10 กับ Central Retail 10.10 Double Mega Sale

นับเวลาถอยหลังเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลที่ทุกคนรอคอย ใกล้สิ้นปีแบบนี้หลายแบรนด์ก็เริ่มทยอยปล่อยโปรโมชั่นเด็ดๆ มามัดใจขาช้อป ให้ได้ช้อปแบบกระหน่ำส่งท้ายปี แถมตอนนี้ยังง่ายและสะดวกยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยช่องทางการช้อปทั้งหน้าร้านและหน้าเว็บ โปรฯ เด็ดขนาดนี้กลัวจะช้อปเพลินเกินห้ามใจกันซะก่อน วันนี้เราจึงนำเคล็ดลับดีๆ จาก เซ็นทรัล รีเทล ที่แชร์ 10 เทคนิคสำหรับขาช้อปให้ได้ซื้อสินค้าที่ชอบ ในราคาที่ใช่ แถมยังมีเงินเหลือไว้เอาไปปาร์ตี้ปีใหม่ได้อีกด้วย ไปดูกันเลยว่ามีเทคนิคอะไรบ้าง

1.ตั้งสติก่อนสตาร์ท แพลนการช้อปให้ดี เพราะเราต้องมีสติตลอดเวลา ใช่ว่าสินค้าราคาถูกจะ ตอบโจทย์และเหมาะกับเราเสมอไป หากซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้ก็จะเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

2.อัพเดตเทรนด์ก่อนพุ่งตัวไปซื้อ เช็กให้ชัวร์คอลเลคชั่นวินเทอร์นี้อะไรเด็ด อะไรปัง แพนโทนสีฮิตต้องมา หาข้อมูลให้ดีก่อนไปซื้อ ถ้ามั่นใจแล้วก็ไปช้อปได้เลยที่หน้าร้าน หรือหน้าเว็บ รับรองงานนี้ไม่มีตกเทรนด์

3.จัดหนัก จัดเต็ม เน้นช้อปช่วงโปรโมชั่น อย่าปล่อยให้คลาดสายตา โปรโมชั่นปังๆ จากแบรนด์ต่างๆ ไม่ว่าจะผ่านทาง Display ในห้างสรรพสินค้า เว็บไซต์ และสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ จับตามองวันที่มีโปรโมชั่นเด็ดๆ ของแต่ละเดือนให้ดี เช่น 10.10, 11.11, และ 12.12 ล่าสุด เช็นทรัล รีเทล ส่งแคมเปญ Central Retail 10.10 Double Mega Sale (เซ็นทรัล รีเทล 10.10 ดับเบิ้ล เมกา เซลล์) มอบส่วนลดสูงสุดถึง 90% ทั้งหน้าร้านและหน้าเว็บ ขาช้อปเตรียมตัวให้พร้อม มาเจอกันได้ตั้งแต่วันนี้-11 ต.ค.นี้

4.ยุคนี้บริการต้องเป๊ะ ยุคที่เราเลือกช้อปกันได้หลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นหน้าร้านหรือหน้าเว็บ นอกจากโปรโมชั่นสุดคุ้มแล้ว ไม่ควรมองข้ามบริการก่อนและหลังการขาย เช่น เลือกช้อปร้านที่ให้ลองก่อนตัดสินใจซื้อ หรือหากไม่ถูกใจสามารถเปลี่ยน-คืนสินค้าได้ฟรี อย่างที่เซ็นทรัล รีเทล เค้าก็มีบริการรับคืนสินค้าฟรีที่ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล โรบินสัน ซูเปอร์สปอร์ต เพาเวอร์บาย ซีเอ็มจี บีทูเอส ไทวัสดุ บ้านแอนด์บียอนด์ มากกว่า 1,000 สาขาทั่วประเทศเลยนะ

5. ปังสุดๆ กับ Membership ที่โดนใจ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ แค่บัตรสมาชิกไม่พอแล้ว ยุคนี้เค้าต้องมี Loyalty Platform ที่ให้โปรโมชั่นและสิทธิพิเศษที่ตรงใจ ถ้าขาช้อปไม่อยากพลาดสิทธิประโยชน์ดี ๆ เราขอแนะนำให้สมัครเป็นสมาชิกของแอป The 1 (เดอะวัน) แอปเดียวเอาอยู่ ทั้งในการสะสมคะแนน แลกคะแนน เพื่อใช้เป็นส่วนลด on top สำหรับร้านค้าในเครือเซ็นทรัล รีเทล และกลุ่มเซ็นทรัล โดยสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น The 1 ได้ที่ App Store และ Google Play หรือคลิก https://app-download.onelink.me/oxGp/d1e8d876

6.สะสมมาก ยิ่งลดมาก พร้อมให้แลกคะแนนอีกเพียบ สมัครเข้าเป็น Membership เลย เพราะทุกครั้งที่ใช้จ่าย สมาชิกจะได้รับคะแนนสะสมแต้ม โดยสามารถนำคะแนนที่สะสมไว้ไปแลกซื้อหรือนำไปเป็นส่วนลดสำหรับการซื้อสินค้าได้ ซึ่งในแคมเปญ Central Retail 10.10 Double Mega Sale จัดให้พิเศษสุดกับ สมาชิก The 1 แลกคะแนนเพียง 100 คะแนน ใช้เป็นส่วนลด 100 บาท (แลกคะแนนผ่าน The 1 Application ตั้งแต่วันที่ 8-10 ตุลาคม ส่วนลดใช้ได้เฉพาะวันที่ 10 ตุลาคมนี้เท่านั้น) ขาช้อปต้องรีบไปตำ! 

7.ช้อปไม่มีสะดุดทุกช่องทาง จากหน้าร้านถึงหน้าบ้าน แม้จะเป็นขาช้อปที่ไม่สะดวกออกจากบ้าน หรือมีเวลาจำกัด ก็สามารถเลือกซื้อสินค้าได้สบายมากขึ้น ด้วยช่องทางการช้อปหลากหลายช่องทาง อย่างในแคมเปญ Central Retail 10.10 Double Mega Sale นี้ ลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ได้ทั้งเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่น, บริการ Chat & Shop, Call & Shop ซึ่งสามารถเลือกวิธีรับสินค้าได้ ไม่ว่าจะเป็นบริการส่งฟรีให้ถึงที่บ้าน (Free Delivery) และบริการ Click & Collect เพียงแค่คลิ๊กจากหน้าเว็บก็สามารถมารับสินค้าได้ที่หน้าร้าน สะดวก รวดเร็ว แถมยังได้คูปองส่วนลด x2 ให้ไปช้อปกันต่อแบบดับเบิ้ลๆ อีกจ้า

8.เช็กราคาให้ชัวร์ ไม่มั่วนิ่ม! หมั่นเดินรีวิวสินค้าตาม Window shopping ที่ร้านค้าในห้างสรรพสินค้าหรือเช็คราคาจากทางเว็บไซต์อยู่เสมอ เพื่อให้ได้สินค้าราคาโดนใจ แต่ถ้าไม่อยากไปคอยเช็คราคาให้เสียเวลา ก็ต้องมาช้อปในแคมเปญ Central Retail 10.10 Double Mega Sale รับรองว่าจะได้สินค้าลดสูงสุด 90% แน่นอน

9.จะรูดปื๊ดๆ แค่ไหน ส่วนลดก็จุใจ ด้วยการใช้บัตรเครดิตช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้จ่าย ช้อปปิ้งให้มากขึ้น ซึ่งบัตรเครดิตหลาย ๆ ค่าย ปล่อยโปร เด็ดๆมากมาย ให้เราได้ช้อปสินค้าในราคาที่คุ้มค่าที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ถือบัตรเครดิต Central The 1 เมื่อใช้จ่ายครบ 1,010 บาท รับคะแนน The 1 สูงสุด 1,010 คะแนน (ลงทะเบียนรับสิทธิ์ระหว่างวันที่ 8-10 ตุลาคม) สามารถนำส่วนลดไปใช้แบบคุ้มค่าที่ร้านค้าที่ร่วมรายการในเครือเซ็นทรัล รีเทล

10.ขาช้อปยุคใหม่ ต้องของแบรนด์แท้เท่านั้น อีกหนึ่งเทคนิคที่จะช่วยให้ช้อปได้แบบคุ้มๆ คือซื้อสินค้าจากแบรนด์โดยตรง เพราะเราสามารถมั่นใจได้ว่าจะได้รับสินค้าคุณภาพดี รับประกันของแท้แน่นอน ใช้งานได้นานกว่า และคุ้มค่ายิ่งกว่า มาช้อปกับแคมเปญ Central Retail 10.10 Double Mega Sale มั่นใจได้ว่าจะได้สินค้าการันตีคุณภาพของแท้ 100% ทุกรายการแน่นอนจ้า

รู้ 10 ทริคดีๆ แบบนี้แล้ว ขาช้อปทั้งหลายก็อย่าลืมเอาไปใช้ให้เป็นประโยชน์เวลาไปช้อปปิ้ง รับรองว่าจะช้อปกี่ครั้งก็ยังไหว แต่ถ้าอยากจุใจมากกว่านี้ ก็ต้องมาช้อปกับแคมเปญ Central Retail 10.10 Double Mega Sale ให้ได้ส่วนลดแบบดับเบิ้ล ๆ กับกองทัพสินค้ากว่า 1,000,000 รายการ จาก 1,000 ร้านค้า ตั้งแต่วันนี้ถึง 11 ตุลาคม 2563 นี้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.centralretail.com/1010doublemegasale ขาช้อปตัวจริงห้ามพลาด!

การสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ที่ฉีกทุกกรอบตำรา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/634695

วันที่ 05 ต.ค. 2563 เวลา 07:57 น.การสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ที่ฉีกทุกกรอบตำราการรับมือกับปัญหาไวรัสโควิด 19 เชิงองค์รวม : การสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ที่ฉีกทุกกรอบตำรา

โดย : ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

ความท้าทายด้านการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

โลกมีความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นพลวัต ปรับตัวตลอดเวลาเพื่อเข้าสู่สมดุลใหม่ อย่างการระบาดของไวรัสโควิด 19 ส่งผลกระทบสูงมากเป็นวงกว้าง ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การดำเนินธุรกิจ ตลอดจนพฤติกรรมผู้บริโภค ห่วงโซ่การผลิตขาดความต่อเนื่อง การดำเนินธุรกิจต้องหยุดชะงัก หลายธุรกิจต้องล่มสลาย การปรับตัวเกิดในทุกภาคส่วนของธุรกิจเพื่อความอยู่รอด ไม่มียกเว้น ทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รุนแรง ไม่ทันตั้งตัว จนเกิดเป็นภาวะปกติใหม่ที่ไม่อาจกลับสู่สภาพเดิมได้ และการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้จะเกิดขึ้นอีก และเชื่อว่าจะมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ประเด็นนั้นอยู่ที่ว่าเราจะพัฒนาศักยภาพมนุษย์ให้สามารถรับมือกับความท้าทายใหม่ที่กำลังจะมานั้นได้อย่างไร แต่ที่แน่ๆ คือ เราต้องมีความรู้ มีปัญญา มีกระบวนการเรียนรู้ สามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

แล้วปัญหาด้านการเรียนรู้ในปัจจุบันคืออะไร

ระบบการศึกษาและกระบวนการหาความรู้ในปัจจุบัน เรายังเน้นที่การท่องจำ ชอบทางลัด ให้ความสำคัญแต่ผลลัพธ์สุดท้าย แต่ขาดกระบวนการเรียนรู้ที่แท้จริง ไม่มีการตั้งเป้าหมาย หรือมีแต่ก็ไม่ชัด การจัดการจึงคลุมเครือและไม่ไปในแนวเดียวกัน ขาดกระบวนการคิดเชิงระบบ จึงไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนได้ ขาดการมองภาพเชิงองค์รวม จึงไม่สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมที่แตกต่างที่แปลกใหม่ นั่นเป็นเพราะกระบวนการเรียนรู้ถูกตีกรอบอยู่ในบริบทเฉพาะตามรายวิชาด้วยมุมมองอย่างแยกส่วน เช่น เคมี ฟิสิกส์ ชีวะ คณิศาสตร์ สังคม ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ วรรณคดี และอื่นๆ แต่เราไม่สามารถบูรณาการวิชาเหล่านี้เพื่อเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่เหนือกว่าเดิม กล่าวโดยรวมแล้วคือ เราขาดกระบวนการเรียนรู้เชิงองค์รวม

กระบวนการเรียนรู้เชิงองค์รวมคืออะไร มีธรรมชาติเป็นอย่างไร

ธรรมชาติของความเป็นองค์รวมคือ ภาวะของสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ (New Normal) จากการเชื่อมโยงขององค์ประกอบ ภาวะดังกล่าวสามารถแสดงศักยภาพหรือคุณสมบัติที่เหนือกว่า หรือแตกต่างจากองค์ประกอบเดิมได้อย่างมีคุณค่าและความหมาย ภาวะดังกล่าวเป็นจริงของทุกสรรพสิ่ง ไม่มียกเว้น ไม่ว่ารูปธรรมหรือนามธรรม

เพื่อความเข้าใจ ผมขอชวนท่านพิจารณาตัวอย่างต่อไปนี้ ท่านสงสัยไหมว่า เวลาท่านจะกินกาแฟร้อน ทำไมต้องเอาผงกาแฟ ครีม น้ำตาล และน้ำร้อนมาชงเข้าด้วยกัน ทำไมท่านไม่ทานทีละอย่าง

ทำไมเวลาจะทานส้มตำ ต้องเอาองค์ประกอบสิบกว่าอย่างมาตำ มาคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน ก่อนจะตักเข้าปาก

ทำไมก๊าซไฮโดรเจนซึ่งติดไฟ และก๊าซออกซิเจนที่ช่วยให้ไฟติด แต่เมื่อนำทั้งสองมารวมกันแล้ว จะได้น้ำที่สามารถดับตัวมันเองได้

และหากเราเติมโลหะโซเดียมลงในน้ำ มันจะระเบิด สร้างความเสียหาย และหากเราสัมผัสกับกรดเกลือหรือกรดไฮโดรคลอริก (HCL) โดยตรง เราจะรู้สึกปวดแสบปวดร้อนอย่างมาก เพราะมันจะกัดทะลุถึงกระดูกเลยทีเดียว แต่เมื่อนำสารอันตรายทั้งสองมารวมกัน เรากลับได้เกลือแกง สีขาว เค็มๆ คราวนี้กินได้

และไม่ว่าเราจะยกอะไรขึ้นมาพิจารณาก็ตาม มันล้วนมีธรรมชาติเป็นแบบเดียวกันหมด ไม่มียกเว้น

ทั้งกาแฟร้อน ส้มตำ น้ำ และเกลือแกง ต่างล้วนมีธรรมชาติของความเป็นองค์รวมที่เกิดจากการเชื่อมโยงขององค์ประกอบ

ทีนี้เรามาสังเกตการเกิดขึ้นของความรู้ ความเข้าใจบ้าง เวลาเราอ่านหนังสือ เราจะขีดเส้นใต้หรือระบายสีคำสำคัญๆ แล้วเราก็เอาคำสำคัญเหล่านั้นมาเชื่อมโยงกัน ในขณะที่เราเชื่อมโยงนั้นเอง ภาวะองค์รวมใหม่ที่เรียกว่าความรู้ ความเข้าใจก็เกิดขึ้น เกิดเป็นปัญญาที่สูงกว่าคำสำคัญเหล่านั้นโดดๆ   

จะเห็นได้ว่าทั้งกาแฟร้อน ส้มตำ น้ำ เกลือแกง และความรู้ความเข้าใจใหม่ที่เกิดขึ้น ต่างก็เป็นภาวะองค์รวมที่มีธรรมชาติอย่างเดียวกัน กล่าวคือ ต่างก็เกิดจากการเชื่อมโยงขององค์ประกอบ การหาความรู้ที่แท้จริงจึงต้องเป็นกระบวนการเรียนรู้เชิงองค์รวมที่สะท้อนถึงความจริงที่ว่า กระบวนการเรียนรู้ใดๆ มีธรรมชาติของความเป็นองค์รวมที่ผุดขึ้นจากการเชื่อมโยงองค์ประกอบ และสามารถแสดงศักยภาพที่แตกต่างจากเดิมได้อย่างมีคุณค่าและความหมาย

แล้วเราจะพัฒนากระบวนการเรียนรู้เชิงองค์รวมขึ้นมาได้อย่างไร

1. การศึกษาใดๆ ต้องมีเป้าหมายเพื่อจัดการกับความท้าทายตามบริบทที่เกิดขึ้นตรงหน้า โดยการเปิดโลกเพื่อเข้าใจในปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดจากองค์ประกอบต่างๆ ที่เชื่อมโยงกัน อีกทั้งการขยายกรอบออกจากการพิจารณาในระดับบุคคลเดี่ยวๆ มาเป็นการมองโลกในมุมมองที่กว้างขึ้น เข้าใจปรากฏการณ์และความสัมพันธ์ขององค์ประกอบที่อยู่ตรงหน้าตามปรากฏการณ์ที่แท้จริง

2. เพราะกระบวนการเรียนรู้ใดๆ ต้องมาจากการเชื่อมโยงที่แตกต่างขององค์ประกอบที่หลากหลาย ดังนั้น การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เราจึงต้องปรับมุมมองการเรียนรู้เสียใหม่ คือต้องเป็นการศึกษาแบบเปิดโลกที่ตีทะลุกรอบความคิดออกจากรายวิชาที่จำกัดขอบเขตกระบวนการเรียนรู้ให้อยู่ในมุมมองที่คับแคบที่เป็นเรื่องเฉพาะและเป็นมุมมองเชิงเดี่ยว มาเป็นการมองภาพเชิงองค์รวม หาองค์ประกอบที่หลากหลายที่เป็นสาระสำคัญจากศาสตร์ต่างๆ อย่างเปิดกว้าง ไร้ขอบเขต แล้วนำมาเชื่อมให้แตกต่าง เพื่อผุดขึ้นเป็นทางเลือกที่มีคุณค่าเพื่อการตัดสินใจอย่างเหมาะสม

3. เวลาเราแก้ปัญหา ทางออกจึงมีได้อย่างไร้ขีดจำกัด ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเอาองค์ประกอบอะไรเข้ามาพิจารณา

แล้วจะเชื่อมโยงองค์ประกอบเหล่านั้นให้หลากหลายได้อย่างไร ดังนั้น การแสวงหาคำตอบและกระบวนการเรียนรู้จึงต้องเกิดจากความเชื่อโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่างตามบริบทที่เปลี่ยนไปอย่างเป็นพลวัตไร้ขีดจำกัด ซึ่งคำตอบหนึ่ง ณ เวลาหนึ่งอาจดีที่สุด ณ เวลานั้น แต่อาจจะไม่ดีที่สุดในบริบทที่ต่างออกไป  ดังนั้น คำตอบใดๆ ที่ได้ เราจึงไม่อาจกล่าวได้ว่ามันดีที่สุด แต่มันก็เป็นเพียงแค่ทางเลือกหนึ่งเท่านั้น

4. เมื่อพิจารณาถึงการสร้างองค์กรให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ คุณสมบัตินี้จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันเป็นทีม เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แบ่งปันข้อมูลกัน เพื่อให้เกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่มีคุณค่าและความหมายเหนือกว่าเดิมที่แต่ละคนมี เพื่อนำไปสร้างความสามารถในการแข่งขันและสร้างให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและเพื่อนมนุษย์

5. การพัฒนากระบวนการเรียนรู้สามารถสร้างได้อย่างหลากหลาย โดยที่เราจะต้องทะลายรูปแบบการเรียนรู้ในปัจจุบันที่จำกัดอยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยม เพื่อออกไปดูโลกภายนอก ศึกษาค้นคว้าวิจัย โดยใช้ศาสตร์ต่างๆ มาเชื่อมโยงกัน เพื่อดูว่าองค์ความรู้และความเข้าใจที่เกิดขึ้นใหม่นั้นจะสามารถนำไปสู่การมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมีความสุข และต่อยอดกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างภูมิปัญญาที่สูงขึ้น เพื่อประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติได้อย่างไร

6. และไม่ว่าเราจะตั้งเป้าหมายไว้ว่าอย่างไร เวลานำไปปฏิบัติ ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมเบี่ยงเบนไปจากความคาดหวังเสมอ แต่เราต้องเข้าใจว่าความพลาดพลั้งนั้นเองคือกระบวนการเรียนรู้ที่แท้จริง

7. กระบวนการเรียนรู้เชิงองค์รวมจะเป็นจริงได้ต้องอาศัยความร่วมมือในทุกภาคส่วน ทั้งตัวผู้เรียน ครูผู้สอน ผู้ปกครอง ผู้บริหารสถานศึกษา ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและสังคมโดยรวม ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องเข้าใจถึงกระบวนการเรียนรู้แบบใหม่นี้เพื่อยกระดับศักยภาพทางปัญญา เพื่อนำไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง 

8. ยิ่งไปกว่านั้น เราต้องเข้าใจว่าชีวิตเป็นความสืบเนื่องเชื่อมโยง ฉะนั้น กระบวนการเรียนรู้จึงเป็นกระบวนการต่อเนื่องตลอดชีวิต การศึกษาและการเรียนรู้ที่แท้จริงจึงต้องเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต

เพราะชีวิตไม่ใช่เกิดมาเพื่อการเรียนรู้ แต่ชีวิตคือกระบวนการเรียนรู้โดยตัวของมันเอง

Dusit Thani offers complimentary stay for big spenders #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

Dusit Thani offers complimentary stay for big spenders

LivingOct 08. 2020Baan Dusit ThaniBaan Dusit Thani 

By The Nation

Baan Dusit Thani, Dusit International’s unique group of restaurants in the heart of Bangkok, is giving diners a chance to enjoy complimentary accommodation of up to two nights at participating Dusit Hotels and Resorts in Thailand.

From now until October 31, diners who spend Bt7,000 or more on food and beverage at any of the outlets in the Baan Dusit Thani complex – Benjarong Thai Restaurant, Thien Duong Vietnamese restaurant, or the Dusit Gourmet and Garden Bar – will be instantly rewarded with a Dusit Treats Stay Voucher redeemable for a midweek stay at a Dusit property of their choice through March 31 next year.

Voucher holders can choose to spend one night at Dusit Thani Hua Hin, Dusit Thani Pattaya, Dusit Thani Krabi Beach Resort, dusitD2 Ao Nang Krabi, Dusit Suites Hotel Ratchadamri, Pathumwan Princess MBK Centre or ASAI Bangkok Chinatown or two nights at Dusit Thani Laguna Phuket or dusitD2 Chiang Mai.

Voucher holders who are members of Dusit Gold will receive an exclusive complimentary room upgrade.

ครีเอทีฟไดเร็คเตอร์เผยมุมมองการเลือกชุดแต่งงานที่เปลี่ยนไปเพราะโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/634680

วันที่ 04 ต.ค. 2563 เวลา 17:55 น.ครีเอทีฟไดเร็คเตอร์เผยมุมมองการเลือกชุดแต่งงานที่เปลี่ยนไปเพราะโควิด-19เปิดมุมมองการเลือกชุดแต่งงานที่ตอบรับกับยุค New Normal ความเปลี่ยนแปลงที่ก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมใหม่ ผ่านสายตาของ ‘ฌอน-ชวนล ไคสิริ’ ครีเอทีฟไดเร็คเตอร์ฝีมือเฉียบจากแบรนด์เครื่องแต่งกาย ‘โพเอม’ (POEM)

ในยุคของการเปลี่ยนแปลงแบบ New Normal ที่ทุกคนต้องปรับตัวในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของหลายคนได้เปลี่ยนไป คนส่วนใหญ่หันมาปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ ทำอาหาร มีความสุขกับสิ่งเล็กน้อยรอบตัว รวมไปถึงแนวความคิดเกี่ยวกับการจัดงานแต่งงานด้วยเช่นกัน

ฌอน-ชวนล ไคสิริ ครีเอทีฟไดเร็คเตอร์ฝีมือเฉียบจากแบรนด์ ‘โพเอม’ (POEM) บอกเล่าถึงรูปแบบการเลือกชุดแต่งงานของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวในช่วงที่ผ่านมาที่เปลี่ยนแปลงไป โดยสะท้อนจากความนิยมของรูปแบบจัดงานแต่งงาน พร้อมเปิดตัวคอลเลกชั่น ไทม์เลส (Timeless collection) เครื่องแต่งกายคุณภาพสูง ดีไซน์เรียบโก้อยู่เหนือกาลเวลา ที่คู่แต่งงานสามารถเลือกสวมใส่และดูดีได้ในแบบที่ตัวเองพึงพอใจ

‘โพเอม’ (POEM) แบรนด์เสื้อผ้าสุภาพสตรี และสุภาพบุรุษคุณภาพสูง ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2006 กับการดีไซน์ที่ผสมผสานการตัดเย็บเสื้อผ้าแบบบูติคเข้ากับไลฟ์สไตล์ของหนุ่มสาวในปัจจุบัน โดยมีแนวคิดหลักจากการนำมุมมองในเรื่องโครงสร้าง รูปทรง และเส้นสายทางสถาปัตยกรรมมาผสมผสานเข้ากับสัดส่วนสรีระของหนุ่มสาว ผ่านไอเดียของ ฌอน–ชวนล ไคสิริ ผู้หลงใหลในสไตล์โมเดิร์นคลาสสิก ที่ใช้เทคนิคการตัดเย็บเสื้อผ้าแบบเดรสเมคกิ้งจากประเทศฝรั่งเศส อีกทั้งยังมี โพเอม กูตูร์ (POEM Couture) ชุดราตรีและชุดแต่งงานที่รังสรรค์ขึ้นจากคาแรคเตอร์ของผู้สวมใส่โดยเฉพาะ

ฌอน กล่าวถึงความนิยมในการเลือกชุดแต่งงานในปัจจุบันว่า “ตั้งแต่คนไทยเริ่มเรียนรู้ และรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 ได้ เราจะเห็นว่าไลฟ์สไตล์ของคนนั้นเปลี่ยนไป คนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย มีความสุขกับสิ่งรอบตัว รวมไปถึงการจัดงานแต่งงานด้วยเช่นกัน จริงอยู่ว่าอาจเป็นเพราะกฎระเบียบของการจัดงานที่ต้องจำกัดจำนวนคน แต่เรากลับมองว่าค่านิยมของคนนั้นเริ่มเปลี่ยนไปด้วย เห็นได้จากตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ก็จะมีว่าที่บ่าวสาวหลายๆ คู่ ที่เข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องชุดแต่งงาน โดยอยากได้เพียงชุดแต่งงานที่เรียบง่าย และเป็นสไตล์ของตัวเองมากที่สุด ราคาจับต้องได้ ไม่หวือหวาเหมือนแต่ก่อน เนื่องจากรูปแบบการจัดงานเป็นเพียงพิธีเลี้ยงพระ ยกน้ำชา และรับประทานอาหารกลางวันกับครอบครัวหรือคนสนิท การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมันเหมือนเป็นวัฒนธรรมใหม่ที่คนเริ่มเปลี่ยนมุมมองหันมามีความสุขกับสิ่งเรียบง่ายกันมากขึ้น อย่างว่าที่เจ้าสาวหลายๆ คน ก็ไม่ค่อยนิยมสั่งตัดชุดแล้ว แต่จะเลือกใช้ชุดสำเร็จรูปที่สามารถใส่เป็นชุดเจ้าสาวได้ บางคนก็จะสั่งตัดแต่ก็จะเลือกดีไซน์ที่เรียบง่าย ไม่หวือหวา ส่วนคนที่ยังนิยมชุดราตรีกลางคืนก็ยังมีบ้าง”

นอกจากนี้ ครีเอทีฟไดเร็คเตอร์ฝีมือเฉียบยังเผยอีกว่ารูปแบบการจัดงานส่วนใหญ่เป็นงานกลางวันมากขึ้น คนนิยมจัดในบรรยากาศที่อบอุ่น จึงทำให้ทิศทางชุดของเจ้าบ่าว และเจ้าสาว มีความเรียบง่ายเหมาะกับรูปแบบของงาน โดยทาง แบรนด์ ‘โพเอม’ (POEM) จึงได้แรงบันดาลใจการออกแบบ คอลเลกชั่นไทม์เลส (Timeless collection) เครื่องแต่งกายที่มีดีไซน์เรียบโก้ที่สามารถสวมใส่เป็นชุดแต่งงานได้ อีกทั้งยังสามารถขับบุคลิกของหนุ่มสาวผู้สวมใส่ดูสง่างาม และมั่นใจมากยิ่งขึ้นด้วยเส้นสายการตัดเย็บที่มีคุณภาพตามแบบฉบับเดรสเมคกิ้ง โดยมีลุคเด่นเป็นเสื้อเชิ้ตใส่กับกระโปรง เป็นชุดที่ได้รับความนิยมในกลุ่มคนเอเชียเป็นอย่างมาก เนื่องจากคนเอเชียมีช่วงลำตัวที่ยาว แต่มีช่วงขาสั้น การสวมใส่กระโปรงที่มีขอบเอวจะทำให้เจ้าสาวดูตัวสูงขึ้น ถัดมาที่ลุคแพนท์สูท (Pant suit) เหมาะกับเจ้าสาวที่มีรูปร่างสูง และไม่ต้องการเน้นส่วนโค้งเว้า รวมถึงลุคที่เป็นคอร์เซ็ท ไอเทมที่มีสามารถเนรมิตส่วนโค้งเว้าให้หญิงสาวได้อวดเรือนร่างชวนหลงใหลก็ยังเป็นที่นิยมอยู่เช่นกัน สำหรับเจ้าบ่าวหากเป็นกลางวัน อาจจะลองเลือกชุดสูทสีเทาอ่อน หรือสีกากี ที่ดูไม่เป็นทางการมากนัก

สำหรับแนะนำเคล็ดลับการเลือกชุดสำหรับว่าที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาว

อันดับแรก ต้องเลือกชุดที่เป็นตัวเองใส่แล้วมั่นใจ ต้องลองใส่แล้วถ่ายรูปดูว่าเรามั่นใจไหมถ้าต้องใส่ชุดนี้ในวันสำคัญ สำหรับเจ้าสาวที่จะเลือกใส่ชุดแบบเรดี้ทูแวร์ (Ready-to-Wear) หากไม่ได้เป็นคนหวานมาก ในช่วงพิธีเช้าก็สามารถใส่เสื้อเชิ้ตกับกระโปรงบานทรงเอ (A-Line)

ส่วนช่วงรับประทานอาหารที่ต้องถ่ายรูปกับแขกอาจจะเปลี่ยนท่อนล่างเป็นกระโปรงยาวหางปลาก็ได้ เพื่อให้ยืนถ่ายรูปแล้วดูสง่าขึ้น หรือใส่เป็นเดรสสั้นก็ได้ เจ้าสาวบางคนอยากใส่สูทก็มี ถ้าใส่แล้วเขามั่นใจขึ้น เราก็จะแนะนำ หรือถ้าเจ้าสาวบางคนที่ชื่นชอบความโมเดิร์นก็จะเลือกใส่ชุดสีควันบุหรี่ สีนู้ด สีเบจ แต่ถ้าคุณเลือกชุดที่ซิลลูเอทมีความแตกต่างจากชุดเจ้าสาวแบบเดิมๆ เราก็อยากแนะนำให้ใส่สีขาว เพราะสีขาวจะเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าคุณคือเจ้าสาวของงานนี้

สำหรับชุดเจ้าบ่าว ควรจะไปในทิศทางเดียวกันกับเจ้าสาว อาจเป็นชุดที่สีแมทช์กัน หรือซิลลูเอทไปในทิศทางเดียวกัน อย่างถ้าเป็นงานกลางวันที่เจ้าสาวไม่ได้ใส่ชุดยาว เจ้าบ่าวก็อาจจะใส่เป็นสูทสีเทาอ่อน สีกากี ที่ทำให้ลุคดูลำลองขึ้น ดูสบายขึ้น แต่ก็ต้องระวังเรื่องการเลือกสี โดยเทียบกับสีของชุดเพื่อนเจ้าบ่าวด้วย ถ้าเพื่อนเจ้าบ่าวใส่สีกรมหรือสีน้ำตาล เจ้าบ่าวก็อาจจะใส่สีเบจ บ่าวสาวที่เข้ามาปรึกษาเรื่องชุดกับเรา ถ้าได้ไอเดียกันทั้งคู่แล้ว เราจะให้เขาถ่ายรูปคู่กันว่ามันออกเป็นยังไง เราจะช่วยเขาคุมโทนให้ทุกอย่างไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้ทางแบรนด์ยังสามารถให้คำปรึกษาเรื่องชุดให้กับทางครอบครัว รวมไปถึงเพื่อนเจ้าบ่าว เพื่อนเจ้าสาวได้อีกด้วย เพื่อให้งานออกมาสมบูรณ์แบบมากที่สุด

สำหรับเจ้าสาว นอกจากการเลือกชุดให้เหมาะกับคาแรคเตอร์แล้ว การแต่งหน้าทำผมก็ควรที่เป็นสไตล์ที่เหมาะกับตัวเองเช่นกัน เจ้าสาวทุกคนอาจจะต้องทำการบ้านว่าการแต่งหน้าทำผมแบบไหนที่ทำออกมาแล้วมั่นใจ และเป็นสไตล์ของตัวเองที่สุด

และอีกหนึ่งเคล็ดลับในการสวมใส่ชุดของ ‘โพเอม’ (POEM) ให้ออกมาดูดีนั้นทางครีเอทีฟไดเร็คเตอร์ได้เสริมว่า “ชุดของเราผู้หญิงรูปร่างไหนก็ใส่ได้ ไม่จำเป็นต้องผอมหรือหุ่นดีเสมอไป เพียงแค่คุณต้องมั่นใจ ผู้หญิงที่ใส่โพเอมทุกคนต้องรู้จักตัวเองในระดับหนึ่ง รู้ว่าชอบอะไร มีจุดเด่นตรงไหน ถ้าคุณรู้จักตัวเองแล้ว ชุดของโพเอมจะช่วยดึงความมั่นใจของคุณออกมา เพราะเราจะมีการพูดคุยอ่านคาแรคเตอร์ และวัดตัวของลูกค้าทุกคนด้วยตัวเอง เพื่อนำมาดีไซน์ชุดที่ตรงกับบุคลิกและรูปร่างของเขาที่สุด”

และด้วยวิถีของเดรสเมคเกอร์ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดนี้ ทำให้แบรนด์ ‘โพเอม’ (POEM) ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และได้เป็นแบรนด์ไทยแบรนด์แรกที่ได้เปิดตัวแฟล็กชิพสโตร์ที่เมืองเซียงไฮ้ ในห้างสรรพสินค้า Plaza 66 ประเทศจีน

พบกับ คอลเลกชั่นไทม์เลส (Timeless collection) ได้แล้ววันนี้ ที่ร้าน ‘โพเอม’ (POEM) ชั้น 2 เกษรวิลเลจ, ชั้น 3 สยาม สแควร์ วัน, ชั้น 1 สยาม พารากอน, ชั้น 1 เอ็มโพเรียม, ชั้น 2 เซ็นทรัลเวิลด์ รวมถึงช่องทางออนไลน์ทาง LINE ID: @poembkk และ Instagram: @poem_official สำหรับ ‘โพเอม เมนส์แวร์’ (POEM Menswear) สามารถเยี่ยมชมได้ที่ ชั้น 3 เกษรวิลเลจ หรือ LINE ID: @poem_menswear, Instagram: @poem_menswear และเว็บไซต์ www.poembangkok.com

ส่องไฮไลท์ในมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 25 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/634679

วันที่ 04 ต.ค. 2563 เวลา 17:33 น.ส่องไฮไลท์ในมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 25“Noกองดอง” งานใหญ่แห่งปีที่จะไปพาเหล่านักอ่านไปพบกับความคิดสร้างสรรค์ผ่านตัวหนังสือในรูปแบบต่างๆ

เริ่มแล้วสำหรับ “มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 25” (Book Expo Thailand 2020) ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 11 ตุลาคม ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Noกองดอง” งานใหญ่แห่งปีที่จะไปพาเหล่านักอ่านไปพบกับความคิดสร้างสรรค์ผ่านตัวหนังสือในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือหลากหลายโซน นิทรรศการ รวมทั้งภารกิจชวนนักอ่านทลายกองดอง ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นในแบบไฮบริด อีเว้นท์ (Hybrid Event) ผสานกิจกรรมออนกราวด์และออนไลน์เข้าด้วยกัน พร้อมขนไฮไลท์ดีๆ มาเอาใจหนอนหนังสือเพียบ

7 โซนหนังสือยอดนิยม

  • Book Wonderland ที่รวบรวมหนังสือการ์ตูนและหนังสือสำหรับคนรุ่นใหม่เอาไว้มากมาย 
  • หนังสือทั่วไป ความรู้รอบตัว และไลฟ์สไตล์ต่างๆ 
  • นิยาย/วรรณกรรม สนุกไปกับจินตนาการและประสบการณ์ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยนักเขียนคนโปรด 
  • หนังสือต่างประเทศ ตอบโจทย์นักอ่านหลากภาษา ไม่ต้องเสียเวลาสั่งหนังสือจากต่างประเทศ 
  • หนังสือเด็กและสื่อเพื่อการศึกษา สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังมองหาหนังสือและสื่อเสริมทักษะสำหรับเด็ก 
  • การศึกษา สำหรับวัยเรียนที่ต้องการคู่มือเรียนเตรียมสอบหรือความรู้เฉพาะทาง
  • หนังสือเก่า  เอาใจนักสะสม

ทั้งหมดนี้พร้อมใจกันมอบส่วนลดสูงสุดถึง 60% และหากช้อบครบ 500 บาท สามารถนำใบเสร็จไปแลกรับคูปองส่วนลด 100 บาท เพื่อไปช้อปต่อใน www.ThaiBookFair.com ได้ด้วย (50 ใบต่อวัน)

Talk สร้างสรรค์

แวะอัปเกรดความรู้และจินตนาการกับกิจกรรม Book Talk พร้อมค้นหาแรงบันดาลใจจากเหล่านักเขียนนักคิดที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนไอเดียในหัวข้อต่างๆ อาทิ อ่าน ท่อง ร้อง เล่น นิทานเล่มใหม่กับตุ๊บปอง โดยคุณเรืองศักด์ ปิ่นประทีป, ฝูงนกอพยพ : Birds on A Wire วรรณกรรมข้ามพรมแดน โดยเรวัตร์  พันธุ์พิพัฒน์, ดร.อรองค์  ชาคร และมร.ชาง เชง, 20 ปี แฮร์รี่ พอตเตอร์ เปลี่ยนชีวิตคุณยังไง โดย Apolar ศิลปินวาดภาพ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ครบรอบ 20 ปี ฉบับภาษาไทย พร้อมศิลปิน-นักแสดงที่มาถ่ายทอดแง่มุมทางความคิดผ่านตัวหนังสือ ไม่ว่าจะเป็น เฌอปราง อารีย์กุล สมาชิกวง BNK48 รุ่นที่ 1, ป๊อด-ศภุกร ศรีโพธิ์ทอง และข้าวตัง-ธนวัฒน์ รัตนกิจไพศาล จากซีรีส์ต้นหนชลธี, เอิร์ท-พิรพัฒน์ วัฒนเศรษสิริ และ มิกซ์-สหภาพ วงศ์ราษฎร์ จากซีรีส์นิทานพันดาว

Exhibition สุดอาร์ต

นิทรรศการ “Art of กองดอง” ที่โดดเด่นอยู่ด้านหน้าฮอลล์ ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้นักอ่านได้รู้จักและเรียนรู้เกี่ยวกับการอ่านมากยิ่งขึ้น โดยนิทรรศการต้องการจะสื่อว่าหนังสือเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตของเรา การอ่านส่วนหนึ่งเป็นพฤติกรรม และอีกส่วนหนึ่งเป็นความรู้สึกนึกคิด ภายในถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ Reading and Emotion – กองแห่งความรู้สึก ในส่วนนี้จะเป็นการจัดแสดงเกี่ยวกับความรู้ที่เกิดขึ้นจากการอ่านไม่ว่าจะเป็น สุข เศร้า รัก ตื่นเต้น กลัว โกรธ เข้าใจ และ มั่นใจ, The Reader – กองทับนักอ่าน (กองหนังสือที่ทับนักอ่าน) ในแต่ละประเทศมีคำที่ใช้เรียกคนรักหนังสือและชอบอยู่กับกองหนังสือจำนวนมากที่ต่างกันไป อาทิ Bibliomania, Tsundoku และหนอนหนังสือ เป็นต้น  และ Reading mission – ภารกิจอ่านทลายกอง พบกับวิธีอ่านในรูปแบบต่างๆ เชิงสร้างสรรค์ อาทิ ซื้อแล้วอ่านทันที, พกหนังสือไปด้วยทุกที่ และจัดระเบียบให้พร้อมอ่าน เป็นต้น

ตั้งเป้าหมายทลายภารกิจ

สนุกกับกิจกรรม ภารกิจอ่านทลายกอง ที่ให้นักอ่านได้ปฏิบัติภารกิจใน 3 จุดเช็คพ้อยท์ ได้แก่ ปราสาทบัลลังก์ดอง มีลักษณะเป็นบัลลังก์ที่ทำมาจากกองหนังสือ โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากซีรีส์ Game of Thrones เพื่อให้นักอ่านได้ขึ้นไปนั่งเป็นราชา หรือราชินีแห่งกองดอง, วิหารเทพเจ้าการอ่าน ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเทศกาลทานาบาตะของประเทศญี่ปุ่น ให้นักอ่านได้เขียนคำอธิษฐานหรือคำปณิธานการอ่านแล้วนำไปแขวนกับด้ายศักดิ์สิทธิ์ทิศใดทิศหนึ่งใน 6 ทิศ และ ลานอ่านปราบมังกร มังกรหนังสือตัวใหญ่ที่รอให้ทุกคนไปปราบทลายกองดองด้วยดาบจำลอง หลังจากได้รับการประทับตราครบทั้ง 3 จุด พร้อมเพิ่มหนังสือใส่เวบแอปฯ Noกองดอง  แอปอวดอ่าน จากการสแกนบาร์โค้ดของหนังสือในจุดสุดท้าย รับเลยทันทีกระเป๋าผ้า “มาดองกัน” เพียง 1,000 ท่านแรกต่อวัน!!

Delivery Service ส่งไวถึงบ้าน

เก็บสารพัดกระเป๋าแสนเทอะทะไว้ที่บ้านได้เลย เพราะมีบริการที่จะทำให้เหล่านักอ่านเดินตัวปลิวกลับบ้านสบายๆ กับ บริการจัดส่งหนังสือจาก Kerry Express ที่บูธ B23 ด้านหลังฮอลล์ฝั่งซ้ายใกล้กับโซนหนังสือ Book Wonderland พร้อมมอบส่วนลดพิเศษ บางขนาดลดราคาสูงสุดถึง 50% ฟรีอุปกรณ์แพ็ค และบริการเก็บเงินปลายทาง (COD)

อีกช่องทางช้อปในยุค New Normal

สำหรับนักอ่านคนไหนที่ไม่สะดวกมาเดินเล่นที่งานก็สามารถเลือกดูหนังสือที่เล็งเอาไว้เพิ่มกองดอง ได้ที่ www.ThaiBookFair.com พร้อมโปรโมชั่น Flash Sale 30% up  WOW price 59 ถึง 999 บาท และเมื่อซื้อครบ 300 บาท รับคูปอง 30 บาท, ครบ 500 บาท รับคูปอง 50 บาท และซื้อครบ 1,000 บาท รับคูปอง 100 บาท เตรียมกดรับคูปองส่วนลดได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และยังมีคูปองส่วนลดให้เก็บจาก Lazada และ Shopee อีกกว่า 1.7 ล้านบาทด้วย       

แวะมาสัมผัสบรรยากาศเหล่านี้ได้ที่ “มหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 25” (Book Expo Thailand 2020) ตั้งแต่วันนี้ถึง – 11 ตุลาคม 2563 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี บริการรถตู้รับ-ส่งฟรีจาก MRT หัวลำโพง, MRT พระราม 9 และ BTS วัดพระศรีมหาธาตุ จำนวน 5 คัน/วัน/สถานี และช้อปผ่าน www.ThaiBookFair.com ติดตามรายละเอียดกิจกรรมได้ทาง Facebook Fanpage: Thai Book Fair

เผยลุคโฉบเฉี่ยวสุดมั่นใจในแบบฉบับสายลับสาว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/634407

วันที่ 01 ต.ค. 2563 เวลา 11:12 น.เผยลุคโฉบเฉี่ยวสุดมั่นใจในแบบฉบับสายลับสาว“ลา บูทีคส์” (La Boutique) ชวนเหล่าหญิงสาวต้อนรับฤดูกาลออทั่ม/วินเทอร์ 2020 ในคอลเลคชั่น “สปาย เกม” (SPY GAME) แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ชื่อดังในยุค 90’s “นิกิต้า” (La Femme Nikita)

พร้อมให้เหล่าสาวๆ ได้สัมผัสประสบการณ์แสนสนุกในการแปลงโฉมลุคของตนเองไปกับแบรนด์ “ลา บูทีคส์” (La Boutique) ที่ล่าสุด พัชรวัฒน์ ตระกาลสันติกูล ครีเอทีฟไดเร็คเตอร์ฝีมือเฉียบ จะพาเหล่าสาวๆ มาเพลิดเพลินไปกับการครีเอทลุคโมเดิร์นในแบบฉบับสปายสาวสุดมั่นใจในคอลเลกชั่นออทั่ม/วินเทอร์ ประจำปี 2020 นี้ ที่ชื่อว่า “สปาย เกม” (SPY GAME) แรงบันดาลใจจากภาพยนต์ฝรั่งเศสชื่อดังแห่งยุค 90’s กับเรื่อง “นิกิต้า” (La Femme Nikita) เรื่องราวของสายลับสาวแกร่งสุดมั่นที่ต้องปฏิบัติภารกิจให้กับรัฐบาลฝรั่งเศส ถ่ายทอดสู่ชุดสวยในสไตล์มาสคิวลีนผสมผสานเข้ากับสไตล์เฟมินีนตามแบบฉบับสาว “ลา บูทีคส์” ได้อย่างลงตัว

‘ลา บูทีคส์’ (La Boutique) แบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นสตรี ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘นีโอ โรแมนติก’ ที่ถ่ายทอดความงดงามทางแฟชั่นกับกลิ่นอายประวัติศาสตร์ทางศิลปะอันน่าจดจำมาผสมผสานด้วยแนวความคิดที่ร่วมสมัย หล่อหลอมผ่านมุมมองการออกแบบอันสร้างสรรค์ออกมาเป็นเครื่องแต่งกายดีไซน์ทันสมัย พร้อมการตัดเย็บสุดประณีตตามแบบฉบับของห้องเสื้อชั้นสูงสไตล์ฝรั่งเศส ให้ผู้สวมใส่มีเสน่ห์โดดเด่นเกินกว่าใครทั้งในชีวิตประจำวันจวบจนถึงกระทั่งปาร์ตี้ในยามค่ำคืน

พัชรวัฒน์ ตระกาลสันติกูล ได้กล่าวถึงแนวคิดหลักในการออกแบบเสื้อผ้าคอลเลกชั่นนี้ว่า “หลังจากสถานการณ์ล็อคดาวน์ที่ต้องอยู่กับการกักตัวเองมาพักใหญ่ ในครั้งนี้เราจึงคิดออกแบบเสื้อผ้าที่เหล่าสาวๆ จะได้กลับมาสนุกสนานในการครีเอทลุคสุดมั่นใจอีกครั้ง โดยในครั้งนี้เราจะพาสาวๆ ลา บูทีคส์ มาแปลงโฉมตนเองสู่ลุค โฉบเฉี่ยวในแบบฉบับสปายสาว โดยหยิบยกแรงบันดาลใจมากจากภาพยนตร์ชื่อดังในยุค 90’s เรื่อง “นิกิต้า” (La Femme Nikita) ที่ถือเป็นภาพยนตร์สายลับสาวที่สร้างชื่อให้กับนักแสดงนำอย่างแอนน์ ปาริลโย ที่ส่งให้เธอกลายเป็นภาพจำต้นแบบสาวแกร่งในยุคนั้น ซึ่งโจทย์ในครั้งนี้คือการเนรมิตลุคสุดสตรองให้สาวลา บูทีคส์ ดูสวยโดดเด่นอย่างน่าจับตามอง ผ่านมุมมองอันน่าสนุกสุดสร้างสรรค์ภายใต้ชื่อ “SPY GAME” ที่จะจำลองสถานกาณ์ เปลี่ยนตัวเองเป็นสายลับสุดเซ็กซี่ โดยสะท้อนผ่านลุคสไตล์มาสคิวลีนที่ดูแข็งแกร่งแต่ทว่ายังคงมีเสน่ห์อันน่าค้นหา ในโครงร่างใหม่ที่ผสานกลิ่นอายจากยุค 90’s เข้าไปอย่างบอดี้สูทตัวยาวพิมพ์ลายกราฟฟิตี้, เสื้อคอร์เซ็ทคอกว้าง สวมทับด้วยโค้ททรงโอเวอร์ไซส์ตัวยาวเสริมไหล่ที่เป็นคีย์ลุคเด่นประจำคอลเลกชั่นนี้”

สำหรับคอลเลกชั่นออทั่ม/วินเทอร์ 2020 ในชื่อว่า “สปาย เกม” (SPY GAME) โดดเด่นด้วยสไตล์มาสคิวลีนที่ดู โฉบเฉี่ยว แต่ทว่ายังคงความเฟมินีนในแบบฉบับสาวลา บูทีคส์เอาไว้ได้อย่างลงตัว ผ่านแพทเทิร์นชุดทรงคอร์เซ็ท หรือมินิเดรสรัดรูปช่วยเสริมรูปร่างให้ดูมีสัดส่วนอย่างมั่นใจ รวมถึงเสื้อครอปท็อปคอกว้างแขนกุด โดยทั้งหมดนี้ถูกนํามาปรับดีไซน์ให้ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น โดยการลดทอนโครงร่างให้สวมใส่สบายขึ้น ซึ่งสามารถเลือกใส่คู่กันกับกางเกงยีนส์ในลุคสบาย ๆ หรือจะสวมทับด้วยเสื้อยืดอีกชั้นเพิ่มเลเยอร์ดูมีมิติ เสริมลุคเท่ด้วยเสื้อเบลเซอร์ (Blazer) ทั้งแบบตัวสั้นและแบบโค้ทยาว ตัดเย็บด้วย

เทคนิคงานเทเลอร์คัตติ้ง เสริมไหล่ พร้อมลายพิมพ์กราฟฟิตี้ประจำคอลเลกชั่นอย่าง “Evidence 001” ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากลายเส้นกราฟฟิตี้สัญลักษณ์ปริศนาชวนสงสัยของสายลับสาว ด้วยข้อความต่างๆ ที่แฝงซ่อนอยู่บนลายผ้า ที่ถ่ายทอดบนกางเกงเลกกิ้ง และเสื้อยืดคอเต่าผ้าไลคร่า (Lycra) นอกจากนี้ยังมีเดรสหลวมทรงเอที่เพิ่มลูกเล่นด้วยเทคนิครูดระบาย พร้อมเสื้อยืดหนุนไหล่ตกแต่งด้วยโมเสคคริสตัลสะท้อนแสงที่ถูกวางเรียงประดับเป็นชื่อแบรนด์ โดยคอลเลกชั่นนี้ความหรูหราและความสบายเมื่อสวมใส่คือหัวใจหลักในการเลือกใช้วัสดุและเนื้อผ้า อย่างผ้าทวิลทอลายทางที่สามารถสร้างลุคอันโดดเด่นที่เป็นการผสมผสานระหว่างสไตล์มาสคิวลีนและเฟมินีนได้อย่างลงตัว และผ้าทอผิวสัมผัสที่หรูหรา อย่างผ้าซิลค์ซาตินช่วยเพิ่มมิติให้ดูหรูหราอย่างน่าจับตามอง ส่วนด้านโทนสีนั้นได้หยิบทั้งโทนสีเข้มและสีสว่างมาผสมผสานกันเพื่อสร้างมิติให้การแต่งตัวของสาวๆ ดูงดงามอย่างมีชั้นเชิง ทั้งโทนสีเบสิกอย่างสีขาว สีดำ สีเทา และสีเบจ และยังคงสไตล์คาแรคเตอร์สาวสุดมั่นใจเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน ด้วยโทนสีสดใส อย่างสีแดงเชอร์รี่ หรือสีม่วงลาเวนเดอร์

นอกจากนี้ พัชรวัฒน์ ตระกาลสันติกูล ยังได้แนะนำเทคนิคการเลือกชุดสวยให้ดูโดดเด่นในสไตล์แบบมาสคิวลีนแต่ทว่ายังคงความเป็นเฟมินีนเอาไว้ได้อย่างลงตัวว่า “ผู้หญิงหลายคนอาจจะคิดว่าการแต่งตัวสไตล์มาสคิวลีนนั้นทำให้ลุคที่ออกมาดูเทอะทะ แข็งแกร่ง หรือดูแมนเกินไป ซี่งเราอยากให้สาวๆ ลองเปิดใจมาสนุกสนานกับการเลือกมิกซ์แอนด์แมทช์ชุด สร้างสรรค์ลุคทะมัดทะแมงให้ดูอ่อนหวานแบบเฟมินีนได้ไม่ยาก อย่างในวันทำงานอาจเลือกสวมเสื้อเชิ้ตที่มีดีไซน์พิเศษ ตัดเย็บเสริมฟองน้ำบริเวณหัวไหล่เพิ่มความเรียบโก้ แมทช์เข้ากับกางเกงเอวสูงให้ลุคเวิร์คกิ้งวูแมนคล่องตัว นอกจากนี้ยังสามารถสวมทับด้วยเบลเซอร์ทรงโอเวอร์ไซส์ ก็จะช่วยเสริมสไตล์ให้ดูน่าค้นหามากยิ่งขึ้น ต่อมาที่ลุคปาร์ตี้หลังดินเนอร์ อาจจะเปลี่ยนจากเสื้อเชิ้ตเป็นเสื้อรัดรูปคอเต่าที่มีลายพิมพ์เก๋ๆ พร้อมสวมทับด้วยคอร์เซ็ทที่จะเน้นอวดโชว์สัดส่วนเพิ่มความมั่นใจ และในลุควันสบายๆ จะเดินเล่น หรือนั่งชิลล์ เพื่อถ่ายรูปลงในสื่อโซเชียลของตนเอง อาจจะเลือกสวมเป็นเสื้อยืดคอเต่าแมทช์กับกางเกงเลกกิ้งขาสามส่วนพิมพ์ลายกราฟฟิตี้สวยๆ และสวมทับด้วยเสื้อยืดสีสันสดใสเพิ่มเลเยอร์ เสริมลุคให้ดูมีมิติมากยิ่งขึ้น”

ร่วมสนุกสนานไปกับการครีเอทลุคสุดสร้างสรรค์ในแบบฉบับสายลับสาวในคอลเลกชั่น “สปาย เกม” (SPY GAME) จากแบรนด์ ‘ลา บูทีคส์’ (La Boutique) ได้แล้ววันนี้ที่แฟลกชิพสโตร์ทุกสาขา และสามารถช้อปปิ้งสินค้าออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ www.laboutiqueofficial.com

5 อาวุธคู่กายนักอ่าน ลุยภารกิจเพิ่มกองดองจากงานหนังสือ Book Expo Thailand 2020 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/634199

วันที่ 30 ก.ย. 2563 เวลา 07:45 น.5 อาวุธคู่กายนักอ่าน ลุยภารกิจเพิ่มกองดองจากงานหนังสือ Book Expo Thailand 2020เริ่มแล้วสำหรับงาน “มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 25” (Book Expo Thailand 2020) ที่มาในคอนเซ็ปต์ “Noกองดอง”

5 อาวุธคู่กายนักอ่าน ลุยภารกิจเพิ่มกองดองจากงานหนังสือวันนี้เริ่มแล้วสำหรับงาน “มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 25” (Book Expo Thailand 2020) ที่มาในคอนเซ็ปต์ “Noกองดอง” งานนี้เหล่านักอ่าน นอกจากจะต้องฟิตร่างกายให้พร้อมแล้ว ยังต้องเตรียม 5 อาวุธคู่กายเพื่อไปลุยภารกิจพิชิตหนังสือในดวงใจ ได้แก่

1 สมุดจดลิสต์พิชิตเข้ากองดอง สิ่งสำคัญที่เหล่านักอ่านควรมีติดตัว เพื่อใช้ดูลิสต์หนังสือที่อยากได้นั่นเอง อาจจะสงสัยว่าทำไมถึงไม่ใช้สมาร์ทโฟนล่ะ ในเมื่อสามารถบันทึกสิ่งต่าง ๆ ได้เช่นกัน แต่ก็ต้องคอยปลดล็อกหน้าจออยู่เสมอ บางคนอาจใช้การปลดล็อกด้วยใบหน้า ซึ่งในสถานการณ์ที่ต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยไว้ตลอดเวลาในสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน คงไม่สะดวกเท่ากับการดูจากสมุดโน้ตเล่มเล็กๆ ที่สามารถยกขึ้นมาดูได้โดยไม่ต้องเสียเวลาปลดล็อกใด ๆ และยังช่วยประหยัดแบตเตอรี่สมาร์ทโฟน ของนักอ่านได้อีกด้วย

2 ลายแทงพิกัดสำนักพิมพ์ในดวงใจ ที่จะช่วยให้นักอ่านตามหาบูธสำนักพิมพ์ และจุดกิจกรรมต่างๆ เจอได้อย่างรวดเร็ว โดยสามารถดาวน์โหลดแผนผังบูธจากเว็บไซต์ pubat.or.th เพื่อนำมาทำการบ้านก่อนลงสนามจริงในวันงาน หรือรับได้ที่จุดลงทะเบียนก่อนเข้างาน

3 อุปกรณ์การขนต้องพร้อม สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้หนังสือเล่มโปรดของนักอ่านกลับถึงบ้านไปอย่างปลอดภัย ซึ่งก็แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคน แต่สิ่งสำคัญคือต้องสามารถบรรจุหนังสือได้ตามจำนวนที่ต้องการโดยที่ไม่เกิดความเสียหาย เช่น กระเป๋าเป้ หรือกระเป๋าลากแบบกระเป๋าเดินทาง แต่หากยังไม่พอใส่ให้เดินตรงไปที่จุดบริการ เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (Kerry Express) เพื่อช่วยส่งหนังสือกลับบ้านแทนก็ได้ มีส่วนลดพิเศษและพัสดุบางขนาดยังลดราคาส่งสูงสุดถึง 50% พร้อมฟรีอุปกรณ์การแพ็ค แถมบริการเก็บเงินปลายทางด้วยนะ

4 เงินสดหรือบัตรเครดิต ต้องไม่ลืมเตรียมค่าใช้จ่ายให้พร้อม โดยคำนวณทั้งค่าหนังสือ ค่าเดินทาง และค่าอาหาร รวมถึงเผื่อใช้ในกรณีฉุกเฉินต่างๆ ซึ่งในยุคที่ต้องใส่ใจการดูแลความสะอาดเป็นพิเศษแบบนี้ นักอ่านอาจจะใช้ระบบแบบ สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) เข้ามาช่วยลดการสัมผัสกับธนบัตร ด้วยการใช้จ่ายผ่านบัตรต่างๆ หรือ แอปพลิเคชันธนาคารต่างๆ (Internet Banking) แทน ทั้งยังสะดวกในการพกพา และไม่ต้องเสียเวลาลุยภารกิจไปต่อคิวตู้ ATM อีกด้วย

5 อาวุธป้องกันประจำกาย อย่าง “หน้ากากอนามัย” และ “เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ” สิ่งสำคัญสุดท้ายที่ห้ามลืมก่อนออกจากบ้าน แม้ว่าภายในงานจะมีจุดบริการเจลแอลกอฮอล์ แต่คงไม่สะดวกเท่ากับการพกติดกระเป๋ามาเอง เพราะนักอ่านต้องสัมผัสหนังสือต่าง ๆ อยู่เสมอ

เตรียมอาวุธให้พร้อมแล้วไปพบกันใน “มหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 25” (Book Expo Thailand 2020) ตั้งแต่วันนี้–11 ตุลาคม 2563 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี และเว็บไซต์ http://www.ThaiBookFair.com ติดตามรายละเอียดกิจกรรมภายในงานได้ทาง Fanpage: Thai Book Fair

PROGRESS ก้าวไปข้างหน้าด้วยคุณค่าในแบบของตัวเอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/634197

วันที่ 29 ก.ย. 2563 เวลา 10:01 น.PROGRESS  ก้าวไปข้างหน้าด้วยคุณค่าในแบบของตัวเองส่องที่มาของคำว่า “สนีกเกอร์” พร้อมติดตามการปัดฝุ่นใหม่ของ Keds Autumn/Winter 2020 ตอกย้ำความเป็นแบรนด์ที่ยังคงสนับสนุนให้ผู้หญิงมีคุณค่าในแบบของตัวเอง ในชื่อธีมที่ว่า “PROGRESS”

Keds (เคดส์) แม่ของ Sneakers ทุกสถาบัน

รองเท้าสนีกเกอร์ผู้หญิงจากอเมริกา Keds (เคดส์) ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1916 และเป็นแบรนด์แรกที่ใช้ชื่อเรียกว่า “Sneaker” (สนีกเกอร์) โดย Henry Nelson McKinney ตัวแทนของบริษัทโฆษณา N. W. Ayer & Son คำว่า Sneaker ถูกให้ความหมายว่าเป็นรองเท้าที่มีพื้นยางนุ่ม และไม่มีเสียง ทำให้ผู้สวมใส่สามารถ “แอบย่องหนี” ออกไปเที่ยวได้ รองเท้า Keds ได้ผลิตมาจากยางล้อรถ ในปี ค.ศ.1892 โดยบริษัท US Rubber Company จากนั้นเป็นเวลาหลายสิบปีที่ Keds ได้กลายเป็นรองเท้าคู่โปรดของนักแสดง ดารา เซเลบริตี้ นักกีฬา ตลอดจนแฟชั่นไอคอน ไม่ว่าจะเป็น ออเดรย์ เฮปเบิร์น, มาริลิน มอนโร, แจ็กเกอลีน เคนเนดี โอนาสซิ และโยโกะ โอโนะเป็นต้น

ในปี 1916 ยุคที่ผู้ชายเป็นใหญ่ และผู้หญิงยังถูกกดขี่ให้อยู่ในกรอบจารีตประเพณี Keds ไม่ได้เป็นเพียงแค่แบรนด์รองเท้าสำหรับผู้หญิง แต่เป็นแบรนด์ที่ริเริ่มผลักดัน และสนับสนุนให้ผู้หญิงมีสิทธิเสรีภาพ กล้าที่จะออกจากกรอบและขนบแบบเดิมๆ โดยเริ่มจากการทำหนังสือออกมาในชื่อว่า “Hand-Book for Girls” ซึ่งเนื้อหาภายในเล่มเป็นการให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ในหัวข้อต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเด็กสาววัยรุ่นซึ่งถือได้ว่าเป็นการปฏิรูปแนวคิดเกี่ยวกับผู้หญิงในยุคนั้นเลยทีเดียว

ในปี 2020 Keds อยากตอกย้ำความเป็นแบรนด์ที่ยังคงสนับสนุนให้ผู้หญิงมีคุณค่าในแบบของตัวเอง จึงได้นำแคมเปญ “Hand-Book for Girls” มาปัดฝุ่นใหม่โดยการปรับเป็น “Hand-Book for Women” เพื่อให้ตอบโจทย์ผู้หญิงทุกเพศทุกวัย และเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยจึงจัดทำในรูปแบบดิจิทัล และกำหนดแนวทางการนำเสนอเนื้อหาใหม่ เป็นการนำเรื่องราวที่เป็นแรงบันดาลใจจากชีวิตจริงของผู้หญิงทั่วทุกมุมโลก พวกเธอไม่ใช่คนดัง หรือไอดอลสวยหรู แต่มีอัตลักษณ์ ความเชื่อมั่น และประสบความสำเร็จบนเส้นทางในแบบของตัวเอง พร้อมรวบรวมภาพรองเท้า Keds ประจำซีซั่นที่ปรากฎในเรื่องราวของผู้หญิงแต่ละคนควบคู่ไปอีกด้วย

แคมเปญ “Hand-Book for Women” มีการเปลี่ยนธีมประจำซีซั่นที่แตกต่างกันออกไป โดย Autumn/Winter 2020 นี้ Keds ใช้ชื่อธีมว่า “Progress” โดยทางแบรนด์ได้คัดเลือกผู้หญิง 13 คน จาก 5 ประเทศ มาถ่ายทอดเรื่องราวของพวกเธอผ่านบทสัมภาษณ์และภาพถ่ายยามสวมใส่รองเท้า Keds คู่โปรด เพื่อสะท้อนสไตล์ที่เป็นตัวเอง โดย 1 ใน 13 คนนั้นมีชื่อของสาวไทยอย่าง “โรส- พวงสร้อย อักษรสว่าง” ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง นคร-สวรรค์ (Nakorn-Sawan) ร่วมอยู่ด้วย โรสเป็นผู้กำกับรุ่นใหม่ ควบคู่กับการเป็นนักเขียนบท และกำลังมีชื่อเสียงในแวดวงภาพยนตร์ไทยในขณะนี้

“อย่าให้ความคิดของคนอื่นมารั้งให้เราไม่ได้ทำในสิ่งที่ต้องการ เชื่อในเส้นทางและเรื่องราวของตัวเอง พยายามมองหาโอกาสแล้วลงมือทำ”

โรส-พวงสร้อย อักษรสวรรค์ เป็นผู้หญิงเพียงไม่กี่คนที่สามารถยืนอยู่ในแวดวงผู้กำกับภาพยนตร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยถูกจำกัดไว้ให้เฉพาะผู้ชายเท่านั้น โรสเริ่มกรุยทางสู่วงการแผ่นฟิล์มด้วยการเป็นผู้ช่วยผู้กำกับภาพยนตร์ให้เจ้าพ่อสายอินดี้อย่าง เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ในภาพยนตร์เรื่อง “36” ก่อนตัดสินใจบินไปศึกษาต่อด้านภาพยนตร์ที่ประเทศเยอรมนี โดยระหว่างนั้นเธอได้แสดงทักษะการเล่าเรื่องผ่านตัวหนังสือ ด้วยการเขียนพ็อกเก็ตบุ๊ค “My Best Friend is Me” และได้นำการสื่อสารระหว่างแม่กับตัวเธอตลอดเวลา 4 ปีที่อยู่ต่างแดน มาเป็นแรงบันดาลใจในการกำกับภาพยนตร์เรื่องยาวเรื่องแรกชื่อว่า “นคร-สวรรค์” และได้ไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ (Busan international Film Festival 2018) ทำให้ชื่อของโรส -พวงสร้อยอักษรสวรรค์ขึ้นแท่นผู้กำกับฯหญิงไทยที่มีฝีมือโดดเด่นและน่าจับตามอง

ล่าสุดโรสได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในทีมเขียนบทของภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ “One For The Road” ที่เป็น การร่วมมือระหว่าง บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ และ หว่อง กาไว เจ้าพ่อหนังอาร์ตระดับฮอลลีวู้ด ซึ่งเรื่องราวของโรสนี้ได้ถูกหยิบยกมาเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงมี “PROGRESS” ในแบบของตัวเอง

“สิ่งที่เราอยากแนะนำผู้กำกับภาพยนตร์หญิงรุ่นใหม่ทุกคน คือการเล่าเรื่องราวในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ สิ่งที่ตัวเองรู้สึกจริงใจกับมัน ถ้าคุณรู้สึกเชื่อในเรื่องรักๆ ก็ทำเลย อย่าให้ความคิดของคนอื่นมารั้งให้เราไม่ได้ทำในสิ่งที่ต้องการ เชื่อในเส้นทางและเรื่องราวของตัวเอง พยายามมองหาโอกาสแล้วลงมือทำ อีกอย่างคือ การมีแค่ไอเดียอย่างเดียวไม่พอ เราต้องหาทางที่จะแชร์เรื่องราวของเราด้วย เช่น เทศกาลหนังต่างๆ เพื่อให้คนอื่นได้เห็นผลงานของเราด้วย”