กอล์ฟ-อัครนันท์ สส.เพื่อไทย ไฟแรง เตรียมจัดทำโครงการ พัฒนาบ้านเกิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/746276

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย เขต 1 ได้นำรูปภาพรถยนต์ตู้ที่มีรูปของตนเองติดอยู่ด้านข้างมาโพสต์ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมกับระบุว่า “ผมกับทีมงาน เตรียมความพร้อม ทำโครงการ สส.กอล์ฟ พบประชาชน ไปทุกพื้นที่ ของเขต 1 ไปทำงานเหมือนตอนเราไปหาเสียง ไปฟัง ไปดูปัญหาของพี่น้องในทุกๆ พื้นที่ และกลับมาช่วยแก้ไขให้กับพี่น้องเขต 1 ทุกท่าน #วันนี้ผมอาสามาแล้วผมอยากพัฒนาบ้านผม ผมจะทำให้เต็มที่ครับแล้วพบกันครับ!!”

ทั้งนี้ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ หรือ สส.กอล์ฟ เปิดเผยว่า “หลังจากเข้าปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 จังหวัดกาญจนบุรี อย่างสมบูรณ์ ตนได้ยื่นกระทู้สดต่อสภาผู้แทนราษฏรเพื่อขอหารือเกี่ยวกับปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนใน 2 เรื่อง เรื่องแรกคือการแก้ไขปัญหาน้ำป่าไหลบ่าจากพื้นที่สูงและจากภูเขาไหลลงสู่พื้นที่ราบลุ่มรับน้ำในเขตชุมชนเมือง ทำให้เกิดปัญหาน้ำป่าไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนต่างๆ และเกิดปัญหาน้ำท่วมขังซ้ำซากในเขตชุมชนเทศบาลเมืองกาญจนบุรี เทศบาลเมืองปากแพรก เทศบาลตำบลแก่งเสี้ยน อบต.แก่งเสี้ยน และเขตเทศบาลตำบลท่ามะขาม เรื่องที่สอง คือการแก้ปัญหาความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของราษฎรที่ทับซ้อนกับที่ดินรัฐ ซึ่งเป็นปัญหาที่ก่อผลกระทบสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนชาวกาญจนบุรีจำนวนมาก อาทิ การปลูกสร้างบ้านในที่ดินที่เป็นเอกสารการเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภบท.5) ที่ไม่สามารถขอใช้ไฟฟ้าได้ อีกเรื่องคือการทับซ้อนระหว่างที่ทำกินกับการประกาศกฎหมายที่ดินของรัฐที่ครอบคลุมพื้นที่ในจังหวัดกาญจนบุรีจำนวนมาก ทำให้จังหวัดกาญจนบุรีเกิดปัญหากับประชาชนทั่วไป และที่สำคัญอีกประการคือการเจริญเติบโตภาพรวมของเศรษฐกิจมหภาค ด้านการพัฒนาของภาคธุรกิจและการลงทุน”

รองปลัดฯถกคณะทำงานไทย-ฟิลิปปินส์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/746271

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมคณะทำงานร่วมด้านการเกษตรไทย-ฟิลิปปินส์ ครั้งที่ 2 (The 2nd Thailand – Philippines Joint Agriculture Working Group (JAWG) Meeting) โดยมีการติดตามความก้าวหน้าโครงการซึ่งเป็นผลจากการประชุมคณะทำงานร่วมฯ ครั้งที่ 1โดยมีโครงการที่ดำเนินการแล้วเสร็จ ได้แก่ 1.โครงการ Project on Promotion and Development of Coconut Supply Chain Management โดยกรมส่งเสริมการเกษตร 2.โครงการ Application of Geographic Information System (GIS) Technology for Sustainable Soil and Water Conservation โดยกรมพัฒนาที่ดิน และ 3.โครงการ The Study Exchange Programme on Potential Development of Farm Women โดยกรมส่งเสริมการเกษตร และมีโครงการของไทยที่ฝ่ายฟิลิปปินส์สนใจจะดำเนินการต่อในระยะที่ 2 คือโครงการ Knowledge Exchange Project on “Participatory Irrigation Management” (PIM) ของกรมชลประทาน

นอกจากนี้ ยังรับทราบข้อเสนอโครงการใหม่ 6 โครงการ ที่เสนอโดยฝ่ายไทย 3 โครงการ และเสนอโดยฝ่ายฟิลิปปินส์ 3 โครงการ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองฝ่ายหารือและพัฒนาโครงการร่วมกันต่อไป ซึ่งฝ่ายฟิลิปปินส์แจ้งความประสงค์ให้มีการต่ออายุข้อตกลง Implementing Arrangement (IA)
on Specific Areas of Cooperation between the Department of Fisheries of the Kingdom of Thailand and the Department ofAgriculture Bureau of Fisheries and Aquatic Resources (BFAR) of the Republic of the Philippines เพื่อเป็นกลไกในการดำเนินการพัฒนาความร่วมมือด้านการป้องกัน ยับยั้ง และขจัดการทำประมงผิดกฎหมาย โดยที่ประชุมขอให้ทั้งสองฝ่ายหารือกันในรายละเอียดต่อไป ทั้งนี้ ในที่ประชุมยังเห็นชอบให้จัดการประชุมหารือระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งสองฝ่ายด้วย

‘อธิบดีกรมชลฯ’มั่นใจพื้นที่ EEC ผันน้ำเพียงพอ อุปโภคบริโภคแม้ไทยเจอผลกระทบเอลนีโญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/746255

‘อธิบดีกรมชลฯ’มั่นใจพื้นที่ EEC ผันน้ำเพียงพอ อุปโภคบริโภคแม้ไทยเจอผลกระทบเอลนีโญ

‘อธิบดีกรมชลฯ’มั่นใจพื้นที่ EEC ผันน้ำเพียงพอ อุปโภคบริโภคแม้ไทยเจอผลกระทบเอลนีโญ

วันพุธ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 18.48 น.

26 กรกฎาคม 2566 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำในเขตพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จังหวัดระยอง โดยมี นายทินกร เหลือล้น ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 นายสุรชัย นำนาผล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานระยอง นายจิรพงษ์ ศาสตร์แย้ม ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาประแสร์ นายประสพโชค มั่งจิตร ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา นายราม ธนาคุณ ผู้อำนวยการส่วนเครื่องจักรกล และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่และรายงานสรุป 

นายประพิศ เปิดเผยว่า จากปรากฏการณ์เอลนีโญที่ส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ซึ่งคาดว่าจะยาวนานไปจนถึงกลางปี 2567 และอาจจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่เศรษฐกิจได้ กรมชลประทาน จึงได้วางแผนรับมือเพื่อสร้างความมั่นใจด้านน้ำให้กับพื้นที่ EEC ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจภาคตะวันออกและเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการใช้โครงข่ายน้ำภาคตะวันออกที่มีอยู่ ผันน้ำจากคลองสะพานมาเก็บไว้ที่อ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง ซึ่งมีศักยภาพสูบผันน้ำได้ประมาณ 470,000 ลบ.ม./วัน จากนั้นจะใช้อ่างฯ ประแสร์เป็นศูนย์กลางในการสูบผันส่งกระจายน้ำไปยังอ่างฯ คลองใหญ่ และผันน้ำต่อไปยังอ่างฯ หนองปลาไหล เพื่อกระจายน้ำสำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภค  และอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC ได้อย่างทั่วถึงเพียงพอ นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้สำนักเครื่องจักรกล เร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่บริเวณปากคลองผันน้ำเชื่อมอ่างฯคลองใหญ่-อ่างฯ หนองปลาไหลเพิ่มเติม เพื่อเร่งการผันน้ำ(Gravity)จากอ่างฯ คลองใหญ่ ไปเติมอ่างฯ หนองปลาไหล ได้เร็วยิ่งขึ้น พร้อมกำชับให้ใช้ระบบชลประทานและโครงข่ายการสูบผันน้ำที่มีอยู่อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับพื้นที่ EEC สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ ในพื้นที่ได้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอ 

‘กรมการข้าว’ร่วมกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาด้านการเกษตร’เราทำความดี ด้วยหัวใจ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/746178

'กรมการข้าว'ร่วมกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาด้านการเกษตร'เราทำความดี ด้วยหัวใจ'

‘กรมการข้าว’ร่วมกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาด้านการเกษตร’เราทำความดี ด้วยหัวใจ’

วันพุธ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 15.16 น.

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2566 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ จัดโครงการจิตอาสาพัฒนาด้านการเกษตร​ โดยมี​ ดร.เฉลิมชั​ย​ ศรีอ่อน​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงาน และมี นายประยูร​ อิน​สกุล​ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์​​ นายไพรัตน์ เพชรยวน รองผู้ว่าราชการจังหวัดอยุธยา นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว​ พร้อมด้วยผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ และคณะจิตอาสา​กว่า​ 700​ คน​ เข้าร่วมพิธี ณ​ บริเวณริมคลองเปรมประชากร​ ต.เชียงรากน้อย​ อ.บางปะอิน​ จ.พระนครศรีอยุธยา

ในโอกาสนี้​ คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ พร้อมด้วยคณะจิตอาสา​ ได้ร่วมกันทำกิจกรรมปล่อยพันธุ์ปลา จำนวน 100,000 ตัว ลงสู่คลองเปรมประชากร กิจกรรมทำความสะอาดบริเวณหน้าวัดเปรมประชากรและการเก็บวัชพืชรอบคลองเปรมประชากร ตลอดจนนิทรรศการให้ความรู้ด้านการเกษตรแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม โดยมีหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน คณะจิตอาสา และประชาชนในชุมชนเข้าร่วมกิจกรรมตามจุดต่างๆ

– 006

เกษตรฯจัดงานจิตอาสา ฟื้นฟูคลองเปรมฯพื้นที่กรุงเก่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/746056

วันพุธ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือซักซ้อมความเข้าใจ และเตรียมความพร้อมการจัดงาน โครงการจิตอาสาพัฒนาด้านการเกษตร “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บริเวณคลองเปรมประชากร ต.เชียงรากน้อย อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีกองประสานงานโครงการพระราชดำริ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง เข้าร่วม

ทั้งนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ กองประสานงานโครงการพระราชดำริ ในฐานะเป็นศูนย์ประสานงานจิตอาสา 904 กระทรวงเกษตรฯ ตระหนักถึงความสำคัญในการขยายผลโครงการจิตอาสาพระราชทานตามแนวพระราชดำริ และการจัดทำกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” จึงได้จัดทำโครงการจิตอาสาพัฒนาด้านการเกษตรพื้นที่ดังกล่าว โดยมี ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ เป็นประธาน มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายพระพรเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2566 (พระชนมพรรษาครบ 71 พรรษา) และปลูกฝังจิตสำนึกในด้านจิตสาธารณะและจิตอาสาพัฒนา ให้บุคลากรของส่วนราชการ และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ตลอดจนเพื่อปรับภูมิทัศน์และพัฒนาพื้นที่สาธารณะ โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนราชการ และหน่วยงานต่างๆ กลุ่มเป้าหมายผู้เข้าร่วมกิจกรรม 700 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ บุคลากรส่วนราชการ/หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ จิตอาสา บุคลากรในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่/จังหวัด ผู้นำชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น/เทศบาล เกษตรกร และประชาชนจิตอาสา

รองปลัดฯหารือ บริษัทเอกชนจีน มุ่งขยายการผลิต สินค้าเกษตรไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/746050

วันพุธ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจากนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ให้หารือร่วมกับนายฝาง เจี้ยนจู กรรมการผู้จัดการ บริษัท Yili Group (Thailand)Co., Ltd. และคณะ โดยมี ดร.วนิดา กำเนิดเพ็ชร์ ผอ.สำนักการเกษตรต่างประเทศ ผู้แทนกรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ทั้งนี้ สำหรับการหารือดังกล่าว ทางฝ่ายจีนได้แนะนำบริษัท Yili Group (Thailand)Co., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นมที่ใหญ่ที่สุดของจีนและขณะนี้ได้เข้ามาลงทุนในกิจการผลิตไอศกรีมในประเทศไทย โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้หยิบยกประเด็นหารือถึงความเป็นไปได้ในการขยายการผลิตสินค้าให้มีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อสนับสนุนสินค้าเกษตรของไทยโดยเฉพาะนมและผลไม้โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยจะให้การดูแลเรื่องมาตรฐานและความปลอดภัย ซึ่งฝ่ายจีนยินดีที่จะพิจารณาขยายการผลิตรวมถึงให้การสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ของกระทรวงเกษตรฯ ในอนาคตต่อไป

ปลัดฯถกร่วมมืออินโดฯ ด้านเกษตร-อาหารในอาเซียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/746052

วันพุธ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือกับนายเบอร์นาดิโน เวก้ารองประธานสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน(ASEAN Business AdvisoryCouncil : ASEAN-BAC) และ ประธานสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมอินโดนีเซีย (Indonesian Chamber of Commerce and Industry : KADIN) พร้อมคณะ ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ โดยมีผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม เพื่อนำเสนอประเด็นสำคัญ วิสัยทัศน์ และแผนสำหรับการดำรงตำแหน่งประธานสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน ที่จะผลักดันให้ภาคธุรกิจของอาเซียนมีความมั่งคั่งยั่งยืน ตลอดจนหารือถึงความเป็นไปได้ในการเสริมสร้างความร่วมมือในกรอบ ASEAN Business and Investment Summit (ABIS)

สำหรับการหารือครั้งนี้ มีการผลักดันมาตรการ 5 ด้าน เพื่อดำเนินงานและขับเคลื่อนความมั่นคงอาหารอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งสู่ความยั่งยืนด้านการผลิตสินค้าเกษตรและอาหาร ซึ่งฝ่ายอินโดนีเซีย แลกเปลี่ยนการดำเนินงานด้านการเกษตร โดยให้ความสำคัญด้านการประเด็นความมั่นคงของอาหาร การส่งเสริมเกษตรกรรายย่อยเชื่อมโยงกับการตลาดตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดย ASEAN-BAC กำหนดเป้าหมายที่จะลดการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีในภูมิภาคอาเซียน การลงทุนในโครงการพื้นฐานภาคการเกษตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเกษตรกรรายย่อย ซึ่งทาง ASEAN-BAC ได้นำเสนอโครงการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ โครงการ Inclusive Closed-Loop Model for Agricultural Product ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมภาคสาธารณูปโภคภาคเกษตร เพื่อหาแนวทางความร่วมมือ

นายประยูรกล่าวอีกว่า ฝ่ายไทยพร้อมจะสนับสนุนและให้ความร่วมมือกับทางอินโดนีเซีย ไม่ว่าจะเป็นด้านเกษตร ด้านความมั่นคงทางอาหารและด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และยินดีให้การสนับสนุนประเด็นด้านเศรษฐกิจของอินโดนีเซียในวาระประธานอาเซียนปี 2566 ที่จะผลักดันในอาเซียนให้ร่วมกันขับเคลื่อนดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2566 (PriorityEconomic Deliverables: PEDs)ซึ่งเกี่ยวข้องภายใต้กรอบการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ (Senior Officials’ Meeting of theASEAN Ministers on Agriculture and Forestry: SOM-AMAF) โดย SOM-AMAF ของไทยได้ให้ความเห็นชอบต่อร่างปฏิญญาผู้นำอาเซียนว่าด้วยการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการในภาวะวิกฤตแล้ว ซึ่งสำนักเลขาธิการอาเซียนจะเสนอให้รัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ (ASEAN Ministers on Agriculture and Forestry: AMAF) พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

ชาวประมง จ.กาญจนบุรี ร่วมกับหน่วยป้องปรามฯ เฝ้าระวัง ลอบจับสัตว์น้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/746057

วันพุธ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ธิดาวรรณ โพธิเพ็ชร หัวหน้ากลุ่มบริหารจัดการด้านการประมง สำนักงานประมงจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วยอาสาสมัครกลุ่มใบไม้ ลงเรือเร็วออกตรวจการลักลอบทำประมงด้วยเครื่องมือประมงต่างๆ ในพื้นที่ ลำห้วยบีคลี่ ตั้งแต่บริเวณสามประสบ หรือจุดที่แม่น้ำซองกาเลีย รันตี และบีคลี่ ไหลลงมาบรรจบกัน เพื่อป้องกันการลักลอบจับสัตว์น้ำในช่วงฤดูปลาวางไข่ ระหว่างวันที่ 1 มิ.ย. – 31 ส.ค.2566 ตามประกาศของประมงจังหวัดกาญจนบุรี เนื่องจากช่วงนี้เริ่มมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปลาอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณเริ่มขึ้นไปวางไข่บริเวณต้นน้ำห้วยบีคลี่ ซึ่งพื้นที่บริเวณแม่น้ำบีคลี่เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญ เนื่องจากเป็นพื้นที่วางไข่และอนุบาลลูกปลา และสัตว์น้ำนานาชนิด โดยเฉพาะปลาประจำถิ่นสำคัญ รวมทั้งตะพาบน้ำ เนื่องจากมีแหล่งอาหาร แร่ธาตุที่อุดมสมบูรณ์ รวมทั้งเป็นแหล่งอาศัยหลบภัยโดยเฉพาะบริเวณประตูเมือง ซึ่งกรมประมงและจังหวัดกาญจนบุรี ได้ร่วมประกาศให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำห้ามจับสัตว์น้ำทุกชนิด โดยในพื้นที่มีลักษณะทางกายภาพเป็นทุ่งกว้าง ที่ชุ่มน้ำที่มีพื้นที่กว้างใหญ่หลายพันไร่ ตลอดสองฟากฝั่งของลำห้วย ซึ่งเป็นระบบนิเวศที่เหมาะในการขยายพันธุ์ของปลาในฤดูวางไข่ และอนุบาลลูกปลาวัยอ่อน ลูกปลาระยะแรก เพื่อการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ก่อนจะเดินทางลงมาสู่ด้านล่างของอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณซึ่งปัญหาที่ผ่านมามักพบการลักลอบเข้าไปจับปลาในพื้นที่ดังกล่าวมาตลอด 

สศก.ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กองทุนFTA

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/746053

วันพุธ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์กองทุน FTA ระยะ 5 ปี (พ.ศ.2565-2570) ว่ามีเป้าหมายสำคัญ 2 ประการ คือ 1.สนับสนุนเงินทุนค่าใช้จ่ายให้หน่วยงานราชการและสถาบันเกษตรกรสำหรับการดำเนินโครงการเพื่อลดผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าทุกข้อตกลง และสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของสินค้าเกษตรไม่น้อยกว่า 10 โครงการ และ 2.เน้นช่วยเหลือเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าให้ได้รับประโยชน์และเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอีก 5 ปีข้างหน้า ไม่น้อยกว่า 1,500 ราย เพื่อมุ่งเน้นเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้แก่เกษตรกร ลดผลกระทบจากเปิดเสรีทางการค้า โดยมีการบริหารจัดการอย่างมีธรรมาภิบาล ด้วยวิสัยทัศน์ “มุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้แก่เกษตรกร ลดผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า โดยมีการบริหารจัดการอย่างมีธรรมาภิบาล”

ทั้งนี้ จากการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ (กองทุน FTA) ครั้งที่ 3/2566 มีการติดตามผลการดำเนินงานกองทุน FTA ตั้งแต่ปี 2562-2565 ซึ่งมีโครงการเสนอขอรับการสนับสนุนจากกองทุน FTA แล้วประมาณ 10 โครงการ โดยกองทุนฯ ได้พิจารณาให้การสนับสนุนเรียบร้อยแล้ว 6 โครงการ มีผู้ได้รับประโยชน์ประมาณ5,000 ราย จากโครงการสินค้าโคเนื้อ 3 โครงการสินค้าโคนม 2 โครงการ และสินค้าข้าว 1 โครงการ รวมงบประมาณ 296.92 ล้านบาท และอยู่ระหว่างเร่งพิจารณาโครงการที่เสนอเข้ามา

อย่างไรก็ดี สศก.โดยกองทุนฯ FTA ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว ให้เกิดประโยชน์ทุกภาคส่วนช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าทั้งทางตรงและทางอ้อม และมุ่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันตลอดห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain)

วัตถุดิบอาหารสัตว์ส่อบานปลาย สวนทางราคาหมูดิ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/745966

วัตถุดิบอาหารสัตว์ส่อบานปลาย สวนทางราคาหมูดิ่ง

วัตถุดิบอาหารสัตว์ส่อบานปลาย สวนทางราคาหมูดิ่ง

วันอังคาร ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 15.54 น.

วัตถุดิบอาหารสัตว์ส่อบานปลาย สวนทางราคาหมูดิ่ง 

ความมั่นคงทางอาหารทั่วโลกสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อรัสเซียตัดสินใจถอนตัวจากข้อตกลงซึ่งอนุญาตให้ยูเครนส่งออกธัญพืชผ่านทางทะเลดำ หลังเกิดเหตุโดรนโจมตีสะพานสำคัญที่เชื่อมไครเมียกับแผ่นดินใหญ่ของรัสเซีย ซึ่งต่อมารัสเซียก็โต้กลับด้วยการโจมตีโกดังเก็บธัญพืชหลายจุดที่ท่าเรือติดทะเลดำของยูเครนทำให้ธัญพืชเสียหายถึงกว่า 60,000 ตัน  ตลอดเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา ข้อตกลงธัญพืชทะเลดำซึ่งมีสหประชาชาติกับตุรกีเป็นตัวกลางเจรจา ทำให้ยูเครนสามารถส่งออกธัญพืชได้มากกว่า 32 ล้านตัน แต่การปฏิเสธต่ออายุสัญญาของรัสเซีย อาจทำให้การส่งออกต้องหยุดลง และนั่นหมายถึงปริมาณผลผลิตธัญพืชในตลาดโลกย่อมได้รับผลกระทบ 

เมื่อผนวกปัญหาเอลนิโญก็ยิ่งต้องคิดหนัก เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและความแห้งแล้ง กำลังส่งผลลบโดยตรงต่อธัญพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์และผลผลิตทางการเกษตรในหลายๆพื้นที่เกษตรของโลก เมื่อความต้องการไม่ได้ลดลงแต่ผลผลิตหายไป ประเมินได้ไม่ยากเลยว่า ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์จะพุ่งสูงขึ้น และมีแนวโน้มสูงต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า หรืออย่างน้อยก็ถึงช่วงที่สถานการณ์เอลนีโญสงบลง รวมถึงการยุติสงครามสองประเทศ ยูเครน-รัสเซีย และก็เป็นดังคาด เมื่อราคาข้าวสาลี, ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และถั่วเหลืองในตลาดโลกยังคงพุ่งขึ้นต่อเนื่อง โดยราคาสัญญาล่วงหน้าข้าวสาลีที่มีการซื้อขายในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ CBOT ทะยานขึ้นกว่า 8% ขณะที่ราคาสัญญาล่วงหน้าข้าวโพดพุ่งขึ้นเกือบ 5% ส่วนราคาสัญญาล่วงหน้าถั่วเหลืองดีดตัวกว่า 1%

เมื่อราคาพืชวัตถุดิบต่างๆ ของทั้งโลกมีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์สูงเช่นนี้ คงถึงเวลาที่ประเทศไทยของเราต้องกลับมาทบทวนโยบายวัตถุดิบอาหารสัตว์ในประเทศที่ซ้ำเติมภาวะต้นทุนให้คนเลี้ยงสัตว์บอบช้ำเสมอมา  การที่เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูมีต้นทุนการผลิตสูงมาก ล่าสุด สูงถึง 96 บาท/กก. แต่ขายหมูหน้าฟาร์มได้เพียง 58-62 บาท/กก.  ไม่สอดคล้องกับต้นทุนแบบนี้ นับเป็นหายนะไม่ใช่เพียงของเกษตรกร แต่ของประเทศไทยทั้งประเทศ เพราะไม่มีธุรกิจใดจะอยู่รอดได้ และหากรัฐเพิกเฉยไม่พยายามลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร อาจล้มกันระเนระนาดกันทั้งระบบ  

จริงอยู่ว่าราคาหมูที่ดิ่งลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ “หมูเถื่อน” แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่าเพราะต้นทุนที่สูงของหมูไทยจึงเป็นช่องว่างให้หมูเถื่อนแทรกตลาดเข้ามาได้ง่าย การจัดการเรื่องต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ซึ่งเป็น 60-70% ของต้นทุนทั้งหมด จึงถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรไทยอยู่รอดได้

ปัญหาลูกโซ่เช่นนี้เรียกได้ว่าวัดกึ๋นการบริหารจัดการของรัฐบาล จะอ้างว่าเพราะเป็นรัฐบาลรักษาการก็คงฟังไม่ขึ้น เพราะเรื่องนี้มีสัญญาณเตือนมานานโข  หรือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ทั้งข้าราชการและบรรดารัฐมนตรีต้อง “เกียร์ว่าง”  ปล่อยเกษตรกรเดือดร้อนต่อไปเรื่อยๆ รอจนกว่าจะได้ ครม.ชุดใหม่ ซึ่งไม่รู้ต้องใช้เวลาอีกเท่าไหร่ คนเป็นเกษตรกรคงทำได้เพียง วาดฝันกับ “รัฐบาลใหม่” ที่จะเข้ามาเผชิญความท้าทายนี้ และฝันต่อไปถึง “เจ้ากระทรวงพาณิชย์คนใหม่” ที่หวังว่าจะเร่งแก้ปัญหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้รอบคอบ กวาดบ้านตัวเอง ปรับโครงสร้างราคาวัตถุดิบในประเทศให้เรียบร้อย ก่อนลุกลามบานปลายเป็นความไม่มั่นคงทางอาหารของชาติ

โดย สมรรถพล ยุทธพิชัย