เกษตรฯถอดบทเรียน ทุเรียนส่งออกป้องกันปัญหา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/745531

วันจันทร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพและการสวมสิทธิ์ใช้ใบรับรองการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) ของเกษตรกรเพื่อการส่งออกทุเรียนของประเทศไทย ครั้งที่ 4/2566 โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

นายสุรเดชกล่าวว่า ผลการดำเนินงานของคณะทำงานแก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพฯ ที่ผ่านมา ได้ร่วมกันผลักดันการดำเนินงานทุเรียนคุณภาพทั้งภาคตะวันออกและภาคใต้กันอย่างเข้มข้น ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้มีการถอดบทเรียนทุเรียนภาคตะวันออก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับจัดระบบการผลิตทุเรียนคุณภาพให้เข้มข้นยิ่งขึ้น บูรณาการทำงานร่วมกันในการแก้ไขปัญหาเพื่อไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำ อีกทั้ง ที่ประชุมได้เห็นชอบให้พิจารณาแนวทางการจัดทำแอปพลิเคชั่นมาใช้กับระบบการผลิตทุเรียนคุณภาพ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกร และผู้ประกอบการ

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รายงานผลการดำเนินงานแก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพและการสวมสิทธิ์ใช้ใบรับรองการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) ปี 2566 ส่วนกรณีมีการสวมสิทธิ์ใช้ใบรับรอง GAP ของเกษตรกรเพื่อการส่งออกทุเรียนในพื้นที่ภาคใต้นั้น เพื่อให้เป็นการป้องกันและควบคุมคุณภาพทุเรียนเพื่อการส่งออก โดยเน้นย้ำและกำชับให้ดำเนินการอย่างเข้มงวด ดังนี้ 1.กรมวิชาการเกษตร กำกับ ควบคุม ตรวจสอบและประสานการดำเนินงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยตรวจสอบควบคุมคุณภาพการผลิตหลังการออกใบรับรอง GAP และ GMP ให้กับสวนทุเรียนและผู้ส่งออกทุเรียน ตรวจสอบและรับรองสุขอนามัยพืชในสินค้าทุเรียนและหากพบทุเรียนด้อยคุณภาพ ให้ใช้มาตรการทั้งทางการปกครองและทางกฎหมาย ดำเนินคดีผู้กระทำผิด เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวัง ควบคุม และการตรวจสอบกักกันทุเรียนส่งออกและนำเข้า กรณีที่มีการสวมสิทธิ์ทุเรียนให้มีการดำเนินการขั้นเด็ดขาด โดยการถอดถอนใบรับรอง GAP และ GMP และดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดทุกระดับ พร้อมทั้งสั่งการและควบคุม ดูแลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ หากพบการละเลยการปฏิบัติหน้าที่และทุจริต ให้ดำเนินการทางวินัยอย่างเคร่งครัด

2. กรมส่งเสริมการเกษตร ส่งเสริมการเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียนที่มีคุณภาพในทุกพื้นที่ทุกแปลง ทั้งการเก็บเกี่ยวผลผลิตนอกฤดูและตามฤดูกาลผลิต เพื่อให้มีการจำหน่ายผลผลิตคุณภาพ และให้ถือปฏิบัติตามคำสั่งของจังหวัดใน การควบคุม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาทุเรียนออกสู่ตลาด รวมทั้งสั่งการและควบคุม ดูแลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบทางราชการ โดยเคร่งครัด และ 3.สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด เกษตรจังหวัด และสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัดที่มีผลผลิตทุเรียน ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยหากมีสถานการณ์ขอให้รายงานกระทรวงเกษตรฯ ทราบโดยด่วน

‘กรมการข้าว’ส่งเสริมทำนาเปียกสลับแห้ง สร้างคาร์บอนเครดิต สร้างรายได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/745135

'กรมการข้าว'ส่งเสริมทำนาเปียกสลับแห้ง สร้างคาร์บอนเครดิต สร้างรายได้

‘กรมการข้าว’ส่งเสริมทำนาเปียกสลับแห้ง สร้างคาร์บอนเครดิต สร้างรายได้

วันศุกร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 15.01 น.

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ.2566 นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้ นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “ปลูกข้าวเปียกสลับแห้ง สร้างคาร์บอนเครดิต สร้างรายได้” โดยมีเกษตรกร และประชาชน เข้าร่วมงาน ณ นาเฮียใช้ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี

อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวได้ตระหนักถึงความสำคัญของการรณรงค์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดภาวะโลกร้อนที่กำลังทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในปัจจุบันมาโดยตลอด จึงได้มอบหมายให้สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ เข้ามาส่งเสริม ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับชาวนาในเรื่องของคาร์บอนเครดิต เพื่อทำความเข้าใจถึงคำว่าคาร์บอนเครดิต สร้างความตระหนักรู้ถึงประโยชน์ที่พี่น้องชาวนาจะได้รับหากมีการทำคาร์บอนเครดิตขึ้น ตลอดจนประโยชน์ของตลาดคาร์บอนเครดิตที่พี่น้องชาวนาจะได้รับ

สำหรับภายในงาน มีกิจกรรมให้ความรู้และบรรยายทิศทางในการขับเคลื่อนความยั่งยืนในภาคการเกษตร ทิศทางคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย ตลอดแนวทางในการทำปลูกข้าวเปียกสลับแห้ง เพื่อเข้าร่วมโครงการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เกษตรกร

– 006

กรมข้าวเตรียมKickoff ยกระดับกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/745020

กรมข้าวเตรียมKickoff  ยกระดับกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว

กรมข้าวเตรียมKickoff ยกระดับกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว

วันศุกร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร่วมมือ : นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว ร่วมทำบันทึกความเข้าใจกับทางกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เพื่อส่งเสริมการกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีมีคุณภาพให้เกษตรกรอย่างทั่วถึง ยกระดับผลผลิตให้มีคุณภาพและมีศักยภาพการผลิตสูง ต่อยอดความสำเร็จโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2566

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมร่างแนวทางการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อส่งเสริมการกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว ร่วมกับนายเบญจพล นาคประเสริฐ ผอ.สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ และคณะ โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่
ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

นายณัฏฐกิตติ์กล่าวว่า ตามที่มีแนวนโยบายมุ่งเน้นให้ชาวนามีเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีมีคุณภาพใช้ได้อย่างทั่วถึง ในปี 2566 จึงได้มีการจัดทำโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 2566 โดยโครงการดังกล่าวเป็นการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวมีคุณภาพในราคาถูก ที่ผ่านมาสามารถตอบสนองความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ดีของพี่น้องชาวนาอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ชาวนาที่เข้าร่วมโครงการสามารถยกระดับผลผลิตให้คุณภาพมากขึ้นและมีศักยภาพการผลิตที่สูงขึ้น และครั้งนี้มีการหารือร่วมกับสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เพื่อต่อยอดความสำเร็จของโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 2566

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อว่า การประชุมดังกล่าวเป็นการหารือถึงความร่วมมือและกำหนดกรอบการทำงานร่วมกันระหว่างกรมการข้าวและกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนโอกาสในการเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้ตรงความต้องการและทันต่อช่วงเวลาการเพาะปลูก โดยอาศัยกลไกของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เป็นช่องทางการส่งเสริมการกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ ซึ่งมุ่งหวังสร้างระบบและช่องทางกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวสู่เกษตรกรให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน พร้อมทั้งสนับสนุนและส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อเพิ่มผลผลิตให้แก่เกษตรกร ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อบูรณาการในการบริหารจัดการความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงการพัฒนาระบบ กลไก ฐานข้อมูลในการบริหารจัดการการเพาะปลูกของเกษตรกร

ส่วนการหารือถึงความร่วมมือการกระจายเมล็ดพันธุ์ครั้งนี้จะส่งผลในอนาคตระยะยาว ที่จะสามารถกำหนดกรอบพื้นที่การปลูกข้าว พื้นที่การกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว รวมไปถึงเทคโนโลยีต่างๆ ที่จะทำให้พี่น้องในระดับหมู่บ้านและชุมชนเมืองได้ใช้ประโยชน์ โดยในอนาคตอันใกล้จะจัดให้มีการแถลงข่าวถึงกรอบความร่วมมืออย่างเป็นทางการ และร่วมกัน Kick off เปิดตัวการดำเนินงานดังกล่าวในเร็วๆ นี้

สำหรับชาวนาท่านใดที่คุณสมบัติตกหล่นหรือไม่เข้าข่ายในการเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 2566 ยังมีโอกาสเข้าร่วมโครงการในปีถัดไป โดยให้รีบดำเนินการตรวจสอบการขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรเพื่อรักษาสิทธิ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว

รองอธิบดีฯลงพื้นที่ ตรวจศูนย์ข้าวชุมชน พื้นที่ทำเกษตรชุมพร รับฟังปัญหาผลิตข้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/745016

วันศุกร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอานนท์ นนทรีย์ รองอธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและรับฟังปัญหาเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ที่ศูนย์ข้าวชุมชน ต.บางสน อ.ปะทิว จ.ชุมพร และศูนย์ข้าวชุมชนบ้านดอนรักษ์พัฒนา ต.บางลึก อ.เมือง จ.ชุมพร โดยนายอานนท์กล่าวว่า แม้ว่าพื้นที่ปลูกข้าวในจังหวัดมีจำนวนน้อยมาก ประมาณ 2,000 ไร่ และมีเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ประมาณ 100 ครัวเรือน แต่เกษตรกรยังประสบปัญหาไม่สามารถสูบน้ำขึ้นมาใช้ในพื้นที่ได้ เนื่องจากค่าไฟฟ้าที่มีราคาสูง โดยเห็นว่าหากได้รับการติดตั้งระบบSolar Cell จะสามารถลดต้นทุนการค่าไฟจากการใช้เครื่องสูบน้ำได้อย่างมาก ทั้งนี้ ยังต้องการปัจจัยการผลิตที่ต้องการโรงอบข้าวขนาดกลางประมาณ 5 ตัน ที่จะตอบโจทย์การแปรรูปและพัฒนาผลผลิตข้าวชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันศูนย์ข้าวชุมชนบ้านดอนรักษ์พัฒนาได้รับการสนับสนุนเครื่องคัดแยกเมล็ด และเครื่องสีข้าวมาเกือบ 10 ปีแล้ว

นายอานนท์ กล่าวอีกว่า สำหรับศูนย์ข้าวชุมชน ต.บางสน มีข้าวเหลืองปะทิว ที่กำลังพัฒนาให้ได้มาตรฐานเป็นสินค้า GI เป็นข้าวที่มีเอกลักษณ์สูง เพราะมีความแข็ง โดยความแข็งของข้าวเหลืองปะทิวเป็นจุดแข็งสำคัญที่ทำให้ชุมชนสามารถนำไปแปรรูปเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นขนมจีน และโจ๊กสำเร็จรูป แต่กลุ่มเกษตรกรยังประสบปัญหารสชาติที่ยังไม่คงที่ การทำการตลาด และการประชาสัมพันธ์ ซึ่งหากได้รับการพัฒนาประเด็นดังกล่าว จะสามารถสร้างความสามารถในการแข่งขันขอผลิตภัณฑ์ของชุมชน

รองปลัดฯเข้าพบขอบคุณผอ.ใหญ่FAO

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/745017

วันศุกร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมคณะผู้แทนไทย เข้าเยี่ยมคารวะ ดร.ฉู ตงหยู (Dr.Qu Dongyu)ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)ที่สำนักงานใหญ่ FAO กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี ในโอกาสที่ ดร.ฉูตงหยู ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่ FAO สมัยที่ 2 และขอบคุณ FAO สนับสนุนประเทศไทยในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ อาทิ การจัดทำโครงการการสูญเสียอาหาร” (Food Loss) และขยะอาหาร (Food Waste) ในระหว่างห่วงโซ่อาหาร (Food Chain) ภายใต้ความร่วมมือHand in Hand Initiative และTechnical Cooperation Project (TCP) หรือโครงการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยในการปรับปรุงผลผลิตการเข้าถึงตลาดและห่วงโซ่คุณค่า เป็นต้นและการจัดงาน “วันดินโลก (World Soil Day)” วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปีเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรในหลวงรัชกาลที่ 9 นอกจากนี้ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ยืนยันความพร้อมของประเทศไทยที่จะทำงานร่วมกับ FAO อย่างใกล้ชิด เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและภูมิภาคต่อไป

ทั้งนี้ ดร.ฉู ตงหยู กล่าวชื่นชมประเทศไทยที่ให้ความร่วมมือกับ FAO เป็นอย่างดีเสมอมา และเล็งเห็นว่าประเทศไทย มีความพร้อมและมีศักยภาพในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศต่างๆ โดย FAO จะขอหารือกับฝ่ายไทยถึงประเด็นดังกล่าว รวมทั้งให้การชื่นชมอย่างสูงสุดแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการเป็นผู้นำแบบอย่าง
การดำเนินงานด้านเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่ง FAO จะนำมาปรับใช้ในการพัฒนาประเทศสมาชิกอื่นๆ

‘อภัย’หารือการส่งเสริม ปลูกกาแฟเพื่อทดแทนนำเข้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/745019

วันศุกร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมเรื่องการส่งเสริมการปลูกกาแฟเพื่อทดแทนการนำเข้า เพื่อพิจารณาความก้าวหน้าการดำเนินการตามที่นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายขับเคลื่อนนโยบายสำคัญและการแก้ปัญหาภาคเกษตร ประเด็นการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรทดแทนการนำเข้า/ส่งเสริมการส่งออก (กาแฟ) ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการเมล็ดกาแฟ ประมาณ 80,000 ตัน (กาแฟสาร) โดยสามารถผลิตได้ภายในประเทศ 20,000 ตัน และเป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ 60,000 ตัน

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการส่งเสริมการปลูกกาแฟร่วมกับพืชชนิดอื่นเพื่อทดแทนการนำเข้า ได้แก่ การส่งเสริมการปลูกกาแฟในพื้นที่สวนยางพารา โดยร่วมกับการยางแห่งประเทศไทย ผ่านโครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยเพื่อความยั่งยืนซึ่งจะมีเงินอุดหนุนให้เกษตรกรไร่ละ 10,000 บาท รายละไม่เกิน 10 ไร่ เพื่อลดพื้นที่ปลูกยางพาราและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมใหม่ทดแทนการทำสวนยางพาราโดยมีแผนการส่งเสริม 10,000 ไร่ ผลผลิตคาดว่าจะได้รับ (กาแฟสาร) ประมาณ 3,000 ตัน รวมถึงการส่งเสริมการปลูกกาแฟแทนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บนดอยเพื่อแก้ปัญหาหมอกควัน (PM2.5) ที่เกิดจากการเผาเศษซากวัสดุหลังจากการเก็บเกี่ยวในพื้นที่เขตจังหวัดภาคเหนือ 17 จังหวัดมีแผนการส่งเสริม 200,000 ไร่ ผลผลิตคาดว่าจะได้รับ (กาแฟสาร)ประมาณ 60,000 ตัน

นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) จัดทำโครงการวิจัยต้นแบบการส่งเสริมการผลิตกาแฟทดแทนการนำเข้าอย่างครบวงจรใน 3 ระยะ

รองปลัดฯให้โอวาท เยาวชน-คณาจารย์ ได้รางวัลแข่งขัน ‘RegeneronISEF’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744793

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวให้โอวาทและมอบของที่ระลึกแก่คณะนักเรียนและคณาจารย์ ที่เข้าเยี่ยมคารวะ หลังจากได้รับรางวัลจากงานแข่งขันประกวดประดิษฐกรรมด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม The Regeneron International Science and Engineer Fair 2023 สาขา Animal Sciences เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจสำหรับความสำเร็จของทีมนักเรียนไทย และเปิดโอกาสให้ได้รับทราบถึงบทบาทของกระทรวงเกษตรฯ ในการส่งเสริมการพัฒนางานวิจัยด้านเกษตรกรรม และการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย โดยมี ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผอ.องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ รศ.ดร.ธนัฏฐ์คุณ มงคลอัศวรัตน์นายกสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และ ดร.เศรษฐพันธ์ กระจ่างวงษ์ อัครราชทูตที่ปรึกษา สำนักงานที่ปรึกษาด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน เข้าร่วม

“ขอขอบคุณคณะนักเรียน คณะครูที่ปรึกษา ตลอดจนหน่วยงานของกระทรวงอุดมศึกษาฯ ที่ร่วมกันฝ่าฟันแก้ไขปัญหาต่างๆ รวมทั้งสนับสนุนและเสริมสร้างศักยภาพให้เหล่าเยาวชนไทย ให้เข้าร่วมการแข่งขันและได้รับรางวัลต่างๆ ปัจจุบันไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในส่วนภาคการเกษตรของไทยกำลังประสบกับสถานการณ์เดียวกัน ฉะนั้นนักเรียนทุกท่านเปรียบเสมือนเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer การที่เยาวชนไทยศึกษาการจัดทำโครงงานวิจัยในครั้งนี้ องค์ความรู้ที่ได้มานั้น ล้วนเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาภาคการเกษตรของไทย” รองปลัดฯ กล่าว

กรมข้าวเชื่อมโยงตลาด จำหน่ายข้าวมีคุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744794

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยนายสานิตย์ จิตต์นุพงษ์ ที่ปรึกษาอธิบดีกรมการข้าว และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมหารือการเชื่อมโยงตลาดการจำหน่ายข้าวคุณภาพ ภายใต้โครงการ“ข้าวรักษ์โลก” กับทีมงานบริหารสินค้าบริษัทเดอะมอลล์ กรุ๊ป

นายณัฏฐกิตติ์ กล่าวว่า ข้าวรักษ์โลก BCG Model เป็นการผลิตข้าวที่คำนึงถึงนิเวศ และช่วยลดภาวะโลกร้อน ผ่านกระบวนการผลิตข้าวที่ทุกกิจกรรมเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้จุลินทรีย์ สารชีวภัณฑ์ ไม่เผาฟาง และใช้เทคนิคเปียกสลับแห้ง ลดการเกิดก๊าซเรือนกระจก และยังเป็นการสร้างโอกาสให้เกษตรกรเข้าสู่เศรษฐกิจใหม่ BCG Model ด้วยผลผลิตปลอดสารพิษ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งการหารือในครั้งนี้ เพื่อหาแนวทางการขยายตลาดข้าวรักษ์โลก สู่ห้างฯ ค้าปลีกไทย เดอะมอลล์ กรุ๊ป ตลอดจนแนวทางส่งเสริมการขายข้าวรักษ์โลก เพื่อขยายตลาดและฐานการผลิตข้าวคุณภาพสูงต่อไป

“ปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพกันมากขึ้น โดยการเลือกรับประทานอาหารที่ดี มีคุณภาพ เช่น ข้าว กข43 เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง สูงประมาณ 103 เซนติเมตร เป็นข้าวขาวที่โดดเด่นเรื่องดัชนีน้ำตาลระดับปานกลางค่อนข้างต่ำ จึงช่วยให้ร่างกายอิ่มนาน เป็นทางเลือกให้แก่ผู้ป่วยโรคเบาหวาน” อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

เกษตรฯเดินหน้าพัฒนาสับปะรดไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744797

เกษตรฯเดินหน้าพัฒนาสับปะรดไทย

เกษตรฯเดินหน้าพัฒนาสับปะรดไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร่วมถก : นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาสับปะรด ครั้งที่ 1/2566 โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม โดยมอบหมายคณะอนุกรรมการฯ กำกับดูแลการดำเนินงานและให้หน่วยงานต่างๆ ดำเนินการตาม (ร่าง) แผนพัฒนาด้านสับปะรด

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาสับปะรด ครั้งที่ 1/2566 โดยมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าภายใน กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าตามที่คณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติมีมติเห็นชอบ (ร่าง) แผนพัฒนาด้านสับปะรด พ.ศ. 2566-2570 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2566 มีวิสัยทัศน์ คือ “ศูนย์กลางระดับโลกในการผลิต แปรรูป และสร้างคุณค่า มูลค่าทางเศรษฐกิจจากสับปะรดอย่างยั่งยืน” พร้อมทั้งมอบหมายคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาสับปะรด กำกับดูแลการดำเนินงาน และให้หน่วยงานรับผิดชอบดำเนินการตาม (ร่าง) แผนพัฒนาด้านสับปะรด พ.ศ.2566-2570 ซึ่งประกอบด้วย 3 ประเด็น รวม 32 โครงการ 16 กิจกรรม

ที่ประชุมได้รายงานความคืบหน้าผลการดำเนินงานโครงการภายใต้ (ร่าง) แผนพัฒนาสับปะรดฯ ปีงบประมาณ 2566 มีทั้งหมด 20 โครงการ 16 กิจกรรม บรรลุเป้าหมายแล้ว 7 โครงการ 2 กิจกรรม และอยู่ระหว่างดำเนินการ 13 โครงการ 14 กิจกรรม นอกจากนี้ยังเห็นชอบแนวทางการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาสับปะรด รวมทั้งมีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาจัดทำร่างกฎหมายพืชสับปะรด เพื่อหาแนวทางในการจัดทำและการเสนอร่างกฎหมาย ที่ใช้กำกับดูแลระบบอุตสาหกรรมสับปะรดของประเทศไทย โดยมีรองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับมอบหมายให้ฝ่ายเลขาฯ เสนอปลัดกระทรวงเกษตรฯ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาสับปะรดลงนามต่อไป

สศก.มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่ม วัสดุเหลือใช้การเกษตร-ลดต้นทุน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744795

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงโครงการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการนําเศษวัสดุการเกษตรมาใช้ประโยชน์ สามารถลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม โดยในปีงบประมาณ 2566 โครงการฯ ได้กำหนดเป้าหมายพื้นที่ 77 จังหวัด

ทั่วประเทศ เกษตรกร 24,900 ราย ดำเนินกิจกรรมต่างๆ เช่น การจัดการฟางข้าวหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อความยั่งยืน การพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี นวัตกรรม การบริหารจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นอาหารสัตว์ การจัดการวัสดุเหลือใช้โดยยึดแนวคิดระบบธุรกิจปิดวงจรและระบบการจัดการวัตถุดิบเหลือใช้สู่โรงงานแปรรูปเป็นต้นแบบ และแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เป็นต้น

จากการติดตามโครงการฯ รอบ 6 เดือน (ตุลาคม 2565-มิถุนายน 2566) ภาพรวมโครงการทั้งประเทศ พบว่าสามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้แก่เกษตรกรแล้ว 21,271 ราย (ร้อยละ 85.43 ของเป้าหมาย 24,900 ราย) ซึ่งมีเกษตรกรมาใช้บริการแล้ว 4,878 ราย(ร้อยละ 64.18 ของเป้าหมาย 7,600 ราย) นอกจากนี้ยังเปิดศูนย์บริการอาหารสัตว์ (Feed Center)14 แห่ง โดยผลิตพืชอาหารสัตว์เพื่อให้เกษตรกรใช้เลี้ยงสัตว์ มีเกษตรกรมาใช้บริการแล้ว 993 ราย (ร้อยละ 70.93 ของเป้าหมาย 1,400 ราย)

เบื้องต้นจากการลงพื้นที่ติดตามกลุ่มตัวอย่างเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 74 ราย ใน 6 จังหวัด ได้แก่ หนองคาย อุดรธานี ขอนแก่น ฉะเชิงเทรา สระแก้ว และจันทบุรี เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม 2566 พบว่า หลังจากการดำเนินโครงการ เกษตรกรสามารถลดรายจ่ายด้านอาหารเพื่อบริโภคและลดรายจ่ายปัจจัยการผลิต เช่น เห็ดตะกร้า พืชผักสวนครัว ผลิตปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยอินทรีย์ ลดรายจ่ายในครัวเรือนเฉลี่ย 1,124 บาท/ครัวเรือน/ปี และสามารถลดค่าใช้จ่ายโดยเปลี่ยนมาใช้บริการยืมเครื่องจักรกลตามโครงการฯ ทดแทนเพื่อจัดการฟางข้าวเป็นอาหารสัตว์ ลดค่าใช้จ่ายได้ 7,425 บาท/ครัวเรือน/ปี ส่งผลให้ภาพรวมทั้ง 2 กิจกรรม สามารถลดรายจ่ายได้ทั้งสิ้น 8,549 บาท/ครัวเรือน/ปี รวมถึงสามารถสร้างรายได้เสริมจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร อาทิ ผลิตกระถางต้นไม้จากฟางข้าวจำหน่ายในตลาดชุมชน ได้เฉลี่ย 720 บาท/ครัวเรือน/ปี

ทั้งนี้ ภาพรวมโครงการฯ เกษตรกรที่เข้าร่วมมีความพึงพอใจต่อโครงการฯ ในระดับมากที่สุดโดยเห็นว่า สามารถจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ลดค่าใช้จ่ายจากการจ้างเอกชนมาจัดการวัสดุเหลือใช้ จึงอยากให้มีการสนับสนุนจากโครงการฯ ต่อเนื่อง และต่อยอดจากกิจกรรมที่ทำอยู่เพื่อให้เกิดผลยิ่งๆ ขึ้นไป อย่างไรก็ดี ในส่วนของกิจกรรมอื่นๆ เช่น การจัดการแปลงเรียนรู้ฟางข้าวหลังการเก็บเกี่ยว และการจัดการวัสดุเหลือใช้โดยยึดแนวคิดระบบธุรกิจปิดวงจรและระบบการจัดการวัตถุดิบเหลือใช้สู่โรงงานแปรรูปเป็นต้นแบบ ทาง สศก.มีแผนจะติดตามประเมินกิจกรรมโครงการฯ ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2566 ในพื้นที่ จ.ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ สุพรรณบุรี และเชียงใหม่ ต่อไป