‘กรมการข้าว’จับมือภาคเอกชน ลงนาม MOU ร่วมกันวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744745

'กรมการข้าว'จับมือภาคเอกชน ลงนาม MOU ร่วมกันวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว

‘กรมการข้าว’จับมือภาคเอกชน ลงนาม MOU ร่วมกันวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว

วันพุธ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 16.45 น.

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2566 กรมการข้าว และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว โดยมี นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว และนายสุเมธ ภิญโญสนิท ประธานคณะผู้บริหาร บริษัทเจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง ซึ่งการลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความร่วมมือการวิจัย พัฒนาพันธุ์ข้าว และพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตด้านข้าวอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการขยายผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ และพัฒนาการเกษตรของไทยอย่างยั่งยืน ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลง ร่วมกับบริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด ในครั้งนี้ เป็นการร่วมมือทางวิชาการระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้วิชาการด้านงานวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าว และด้านงานวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตด้านข้าว รวมถึงความร่วมมือในการทดสอบพันธุ์ข้าว การตรวจสอบความต้านทานโรคและแมลง การตรวจสอบคุณสมบัติของข้าว นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาบุคลากรด้านงานวิจัยของทั้ง 2 องค์กร โดยกรมการข้าวจะสนับสนุนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือวิจัยระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการสนับสนุนการจัดทำยุทธศาสตร์ทางวิจัยและพัฒนาข้าว สนับสนุนด้านครุภัณฑ์ บุคลากร และสถานที่ในการดำเนินงานวิจัยและพัฒนาด้านข้าวภายใต้โครงการที่ร่วมมือกันนี้ เพื่อให้ปลายน้ำของบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ สามารถถ่ายทอดผลงานวิจัยและเทคโนโลยีที่ได้พัฒนาขึ้น ให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์อย่างกว้างขวางได้

– 006

‘พีรพันธ์’วางกรอบโครงการ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744578

วันพุธ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือการจัดทำโครงการเพื่อขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปีงบประมาณ 2568 ของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ โดยที่ประชุมได้มีการพิจารณาร่างข้อเสนอโครงการดังกล่าว และให้ความสำคัญในการจัดทำโครงการภายใต้แผนแม่บทที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรเป็นหลัก เน้นวางโครงการแบบบูรณาการมากขึ้น และมุ่งหวังให้เกิดการผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรไปต่างประเทศ และมีมติเห็นชอบร่างข้อเสนอ 5 โครงการสำคัญ ได้แก่ 1.โครงการตำบล มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนในจังหวัดชายแดนใต้ 2.โครงการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 3.โครงการขับเคลื่อนการเกษตรสู่การผลิตสินค้ามูลค่าสูงตามแนวทาง BCG Model 4.โครงการผลักดันการค้าสินค้าเกษตรและอาหารในตลาดต่างประเทศ และ 5.โครงการนำแนวทางพระราชดำริมาต่อยอดขยายผลเพื่อแก้ไขด้านการเกษตร

ทั้งนี้ สำหรับทั้ง 5 โครงการ จะนำเสนอเข้าที่ประชุมเชิงปฏิบัติการการจัดทำโครงการเพื่อขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปีงบประมาณ 2568 ต่อไป

รองปลัดฯแถลงแผนจัดการน้ำในไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744577

วันพุธ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมด้วยนายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ดร.วนิดา กำเนิดเพ็ชร์ ผอ.สำนักการเกษตรต่างประเทศน.ส.รัชนก แสงเพ็ญจันทร์ รักษาราชการแทนอัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายเกษตร) และนางศุภจิต ศรีอริยวัฒน์ที่ปรึกษา (ฝ่ายเกษตร) สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงโรม เข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่ FAO สมัยที่ 43 ในวาระการประชุม Agenda Item 10 เรื่อง การรายงานสถานภาพการเกษตรและอาหารของโลก (Review of the State of Food and Agriculture) ภายใต้หัวข้อ “Water resources management for the four betters: better production, better nutrition, better environment and better life”

ทั้งนี้ นายเศรษฐเกียรติ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนประเทศไทย ได้ร่วมกล่าวถ้อยแถลงภายใต้หัวข้อดังกล่าวว่าเนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่อาศัยน้ำจากฤดูฝนในการทำเกษตรกรรม และจากสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน ทำให้เกิดภาวะความแห้งแล้ง ภาวะน้ำท่วม และภาวะมลพิษทางน้ำ ประเทศไทยจึงประยุกต์ใช้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561–2580) เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาด้านทรัพยากรน้ำที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเน้นการสร้างความมั่นคงด้านการจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศไทยอย่างเป็นระบบนอกจากนี้ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของ “วันดินโลก (World Soil Day)” โดยในโอกาสครบรอบ 10 ปีวันดินโลก วันที่ 5 ธันวาคม 2566 จะมีการจัดกิจกรรมเพื่อเฉลิมฉลองวันดินโลกภายใต้แนวคิด “Soils and Water: a source of life”

นอกจากนี้ รองปลัดฯได้กล่าวเชิญชวนประเทศสมาชิก FAO เข้าร่วมกิจกรรม Healthy Soils for Healthy Food and Nutrition ซึ่งเป็นกิจกรรมย่อยภายใต้การประชุม Global Soil Partnership หัวข้อ Spirit of Soils, Spirit of Partnership

ประมงจับมืออ.ต.ก. เพิ่มช่องทางตลาด ขายสินค้าประมง สร้างความยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744584

วันพุธ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง กล่าวถึงการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เรื่อง ตลาดนำการผลิต ยกระดับเพิ่มมูลค่าสินค้าประมง และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าประมงคุณภาพ ระหว่างกรมประมง กับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ว่าเกิดขึ้นจากความต้องการพัฒนาขีดความสามารถด้านการส่งเสริม สนับสนุนกิจกรรมการตลาด การจัดจำหน่ายสินค้าประมง การประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้สินค้าประมง ให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงและมั่นใจในการเลือกซื้อสินค้าประมงคุณภาพ ภายใต้นโยบายตลาดนำการผลิตของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรชาวประมง มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี

ที่ผ่านมา กรมประมง ได้ช่วยเหลือพี่น้องชาวประมงและเกษตรกร ในการกระจายสินค้าประมงคุณภาพสู่ผู้บริโภคผ่านช่องทางร้าน Fisherman Shop ทุกจังหวัดทั่วประเทศ และผ่านระบบออนไลน์ในชื่อ Fisheries Shop by Fisherman เน้นการยกระดับคุณภาพ และมาตรฐานเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมง ภายใต้การรับรองตราสัญลักษณ์ประมงธงเขียวการันตีความสด สะอาด ได้มาตรฐาน ปลอดภัย และใส่ใจสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้พี่น้องชาวประมง และเกษตรกรมีอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคง โดยมีการกระจายรายได้สู่องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง มั่นคง และยั่งยืน ทั้งนี้ ตลาด อ.ต.ก.จัดอยู่ในตลาดที่มีความสำคัญติดอันดับ 4 ใน 10 ตลาดสดที่ดีที่สุดในโลก

ปลัดฯร่วมงานวันประมงฯ จัดกิจกรรม-ยกระดับเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744580

วันพุธ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า คณะกรรมการจัดงานวันประมงน้อมเกล้าฯ ครั้งที่ 33 ได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงพระกรุณาโปรดให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์เสด็จแทนพระองค์ทรงเป็นประธานในพิธีเปิดงานวันประมงน้อมเกล้าฯ ครั้งที่ 33 และพระราชทานรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศการประกวดต่างๆ พระราชทานโล่ ประกาศนียบัตร ของที่ระลึกแก่ผู้ให้การสนับสนุนการจัดงานฯ คณะกรรมการตัดสินการประกวด และผู้มีจิตศรัทธาน้อมเกล้าฯ ถวายเงินตู้ปลาพระราชทาน และโดยเสด็จพระราชกุศลสมทบทุนมูลนิธิจุฬาภรณ์เพื่อผู้ป่วยโรคมะเร็ง พร้อมเสด็จเยี่ยมชมนิทรรศการ โดยมีนายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง พร้อมคณะกรรมการจัดงานฯ รับเสด็จ

สำหรับการจัดงานดังกล่าว จัดขึ้นที่ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ รังสิต จ.ปทุมธานี โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจ ประกอบด้วย นิทรรศการความรู้ด้านการประมง การจัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำกว่า 80 สายพันธุ์ ภายใต้ในธีม Wonders of the Aquatic World มหัศจรรย์โลกใต้น้ำโดยผู้เข้าชมงานจะได้ร่วมสัมผัสกับความตระการ 7 สิ่งมหัศจรรย์โลกใต้น้ำ นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มหัศจรรย์อาหารสัตว์น้ำมีชีวิต นิทรรศการมาตรฐานสินค้าประมงไทยดังไกลระดับสากล นิทรรศการบันไดปลาเพื่อความยั่งยืนของทรัพยากร การประกวดวาดภาพระบายสีในหัวข้อ “มหัศจรรย์โลกใต้น้ำ”ของนักเรียนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น ฯลฯ

รวมทั้งมีนิทรรศการทางการแพทย์ : คอนเซ็ปต์ Healthy Thai คนไทยสุขภาพดีจัดนิทรรศการสุขภาพวัฒนะ หัวข้อต่างๆ อาทิ ทำความรู้จักกลุ่มโรค NCDs (โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง) โรคมะเร็ง โรคไตเรื้อรัง โรคทางผิวหนัง ภูมิคุ้มกันวัยรุ่น วิธีจัดการความเครียด อาหารสุขภาพ และอีกมากมาย เพื่อให้ประชาชนรู้เท่าทันธรรมชาติของร่างกาย นำไปสู่การออกแบบวิถีชีวิตที่สมดุล ผ่านตู้การเรียนรู้ด้วยตนเอง และยังจัดกิจกรรม “1 คนให้ 3 คนรับ…เลือดของท่านช่วยชีวิตผู้ป่วยได้” บริจาคโลหิตบนรถเคลื่อนที่

นอกจากนี้ยังมีการจัดประกวดปลาสวยงาม : ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารีปีนี้จะมีการจัดประกวดปลาสวยงามมากถึง7 ชนิด 75 ประเภท การแสดงโชว์จับจระเข้ด้วยมือเปล่า มาพร้อมกับ “ไททั่น” จระเข้ยักษ์แห่งลุ่มน้ำ และกิจกรรมปล่อยปลาออนไลน์ มหัศจรรย์การเกิดสู่แหล่งกำเนิด โดยมีการปล่อยสัตว์น้ำ8 ชนิด 7 สถานที่ ตลอดจนร่วมสัมผัสโลกใต้น้ำกับตู้ปลาขนาดยักษ์ Digital Aquarium และกิจกรรมอื่นๆ มากมาย และช่วยยกระดับเกษตรกรชาวประมง

เสียงจากเกษตรกร ‘ขอแค่ขายหมูได้พ้นต้นทุน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744612

เสียงจากเกษตรกร 'ขอแค่ขายหมูได้พ้นต้นทุน'

เสียงจากเกษตรกร ‘ขอแค่ขายหมูได้พ้นต้นทุน’

วันอังคาร ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 20.19 น.

เสียงจากเกษตรกร  “ขอแค่ขายหมูได้พ้นต้นทุน”

การเปิดตู้คอนเทนเนอร์ตกค้างเพื่อตรวจสอบของกลางในคดี “หมูเถื่อน” ณ ท่าเรือแหลมฉบัง แล้วเสร็จครบถ้วนทั้ง 161 ตู้ ภายใน 7 วันทำการ (5-13 กรกฎาคม 2566) สะท้อนให้เห็นประสิทธิภาพการทำงานที่ จริงจัง รวดเร็ว ฉับไว สมศักดิ์ศรีของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI  ส่งผลให้มีเสียงชื่นชมกึกก้องในแวดวงเกษตรกร พร้อมกับความเชื่อมั่นว่าจะได้เห็น “ตัวบงการ” ในระยะเวลาอีกไม่นาน รวมถึงมีความคืบหน้าในการเตรียมการฝังทำลายหมูเถื่อนกว่า 4.5 ล้านกิโลกรัมในพื้นที่ จ.สระแก้ว โดยไม่ต้องใช้งบประมาณรัฐ

การจัดการคดีหมูเถื่อนเมื่อถึงมือ DSI แล้วก็นับว่าเบาใจไปได้เปลาะใหญ่ แม้ 161 ตู้นี้จะเป็นเพียงจำนวนที่โผล่พ้นน้ำออกมาให้เห็นยอดภูเขาน้ำแข็ง ขณะที่ใต้ภูเขานั้นยังมีหมูเถื่อนอยู่อีกมาก ซึ่งต้องพึ่งพาการทำหน้าที่ของกรมศุลกากรและกรมปศุสัตว์เป็นสำคัญ แว่วว่าแม้ในพื้นที่แหลมฉบังเอง ก็ยังมีตู้ต้องสงสัยว่าเป็นหมูเถื่อนที่ยังไม่ได้เปิดตรวจสอบอีกนับร้อยตู้  ขณะเดียวกันผู้แทนเกษตรกรก็ได้ประสานความร่วมมือไปยัง การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ที่ดำเนินโครงการท่าเรือสีขาว ทั้งนี้เพื่อขอให้ตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ตกต้างต้องสงสัยในพื้นที่ท่าเรือคลองเตย ท่าเรือปากน้ำระนอง และท่าเรือสงขลา ด้วยแล้ว

อานัน ไตรเดชาพงศ์  ที่ปรึกษาด้านวิชาการ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันต้นทุนการผลิตหมูของไทยอยู่ที่ 96 บาท/กก. แต่ราคาขายหน้าฟาร์มขายได้เพียง 60 บาท/กก. ซึ่งเกษตรกรอยู่ไม่ได้ หมูจะชำแหละกันที่ขนาด 100 กก. คิดกลมๆ เท่ากับขาดทุนตัวละ 3,000 บาท และในแต่ละวันประเทศไทยชำแหละหมูวันละ 50,000 ตัว หมายความว่าเกษตรกรและผู้เลี้ยงหมูทั่วประเทศ ขาดทุนกันวันละ 150 ล้านบาท

“ต้นทุนการผลิตหมูส่วนใหญ่อยู่ที่อาหารสัตว์ซึ่งมีราคาวัตถุดิบเป็นตัวแปรสำคัญ อย่างหมูของจีนและเวียดนาม มีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 75 บาท ถ้าประเทศไทยดูแลโครงสร้างและการกำหนดต้นทางปลายทางของราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลืองให้มีโครงสร้างเหมือนในอดีต ก็จะทำให้ต้นทุนของไทยลงมาเท่ากับประเทศอื่นเขา โอกาสที่หมูเถื่อนจะแทรกตลาดเข้ามาก็ลดลงแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับว่าภาครัฐจะบรรเทาปัญหานี้ให้เกษตรกรหรือไม่ เพียงประกาศให้ซื้อหมูในราคาไม่ต่ำกว่าต้นทุน และเร่งดึงราคาวัตถุดิบลงมา ทุกอย่างก็จะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น” อานันกล่าว

ธัญพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์มีราคาสูงต่อเนื่อง ตั้งแต่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน และมีสัดส่วน 60-70% ของต้นทุนทั้งหมด เมื่อผนวกกับค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าแรง ค่ามาตรการป้องกันโรคที่เข้มงวด จึงทำให้ต้นทุนของเกษตรกรสูงขึ้นอย่างมาก

ทั้งนี้ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 (มาตรา 25) ระบุไว้ว่า  เมื่อได้มีการประกาศกําหนดสินค้าหรือบริการควบคุมตามมาตรา 24 แล้ว ให้คณะกรรมการมีอํานาจ ดังต่อไปนี้ (1) กําหนดราคาซื้อหรือราคาจําหน่ายสินค้าหรือบริการควบคุมให้ผู้ซื้อซื้อในราคาไม่ต่ํากว่าราคาที่กําหนด หรือให้ผู้จําหน่ายจําหน่ายในราคาไม่สูงกว่าราคาที่กําหนด หรือตรึงราคาไว้ ในราคาใดราคาหนึ่ง ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งในที่นี้สุกรและเนื้อสุกร เป็นสินค้าควบคุมของกรมการค้าภายในอยู่แล้ว

หากกรมฯ ประกาศคำสั่งให้ ซื้อหมูในราคาไม่ต่ำกว่าต้นทุน ย่อมนำไปสู่การจัดการต้นทุนตัวใหญ่ที่สุดให้เกษตรกร โดยการกำจัดอุปสรรคต่างๆ ที่ทำให้ราคาวัตถุดิบสูงเกินจริง จนหมูไทยสู้ราคาหมูนอกไม่ได้  อาทิ การไม่ตั้งราคาขั้นต่ำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ต้องแบกภาระ หรือ ยกเลิกมาตรการนำเข้าวัตถุดิบทดแทน 3:1 ตลอดจนลดภาษีนำเข้ากากถั่วเป็น 0% เหล่านี้จะทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงและเกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ในราคาเหนือต้นทุน เกษตรกรก็อยู่ได้ ผู้บริโภคก็ได้บริโภคอาหารปลอดภัย ห่วงโซ่การผลิตอาหารจะทำงานได้ต่อไปอย่างยั่งยืน เป็นประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่าย

รัฐมีหน้าที่ส่งเสริมให้ธุรกิจในประเทศดำเนินต่อไปได้ “เกษตรกร” ก็เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่หวังพึ่งพารัฐในประเด็นเหล่านี้ และเสียงที่เกษตรกรเปล่งออกมานั้น เขาก็ขอเพียง “ความอยู่รอด” ในอาชีพด้วยการขายผลผลิตให้พอมีกำไรเลี้ยงครอบครัวต่อไปได้…เท่านั้นเอง

โดย ปฐพี สวัสดิ์สุคนธ์

‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ทรงปลูกข้าว ณ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744512

'กรมสมเด็จพระเทพฯ'ทรงปลูกข้าว ณ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า

‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ทรงปลูกข้าว ณ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า

วันอังคาร ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 16.02 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปลูกข้าว ณ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จังหวัดนครนายก

วันที่ 18 กรกฎาคม 2566 เวลา 13.30 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปลูกข้าว พันธุ์ กข 87 ณ แปลงสาธิตการเกษตรโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า สำหรับข้าวที่ทรงปลูกในครั้งนี้คือข้าวพันธุ์ กข 87 เป็นพันธุ์ข้าวไมไวต่อแสง ที่กรมการข้าวประกาศรับรองพันธุ์ในปี 2563 เป็นพันธุ์ข้าวที่คอรวงยาว รวงค่อนข้างแน่น มีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 114 วัน มีคุณภาพเมล็ดทางกายภาพดี ท้องไข่น้อยคุณภาพการสีดีมาก มีปริมาณอมิโลสต่ำ และเมื่อหุงสุกค่อนข้างเหนียวนุ่ม ให้ผลผลิตเฉลี่ย 730 กิโลกรัม/ไร่ และสามารถให้ผลผลิตสูงสุดถึง 1,053 กิโลกรัม/ไร่ เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่นาชลประทานภาคกลางและภาคเหนือตอนล่างในการนี้ โดยในส่วนของกรมการข้าวได้กราบบังคมทูลผลการดำเนินงาน ดังนี้

ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ได้ดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ว่างเปล่าอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บริเวณโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ปี 2565 จำนวน 3 กิจกรรม คือ กิจกรรมที่ 1 การปลูกข้าวพันธุ์ กข 87 โดยวิธีหว่านน้ำตม ได้ดำเนินการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวฤดูนาปี 2565 วันที่18 พฤศจิกายน 2565 และเมื่อปรับปรุงสภาพเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวแล้ว ได้ผลผลิตทั้งสิ้นจำนวน 4,200 กิโลกรัม มอบให้โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า 2,200 กิโลกรัม สำนักงานเกษตรจังหวัดนครนายก 1,000 กิโลกรัม และมอบให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครนายก 1,000 กิโลกรัม เพื่อดำเนินโครงการส่งเสริมการจัดทำแปลงขยายพันธุ์ข้าว กข 87 ในพื้นที่นาแปลงใหญ่ จังหวัดนครนายก

กิจกรรมที่ 2 การปรับปรุงบำรุงดิน โดยดำเนินการไถดะ ไถแปร แล้วปลูกปอเทือง เพื่อไถกลบเป็นปุยพืชสดในพื้นที่ 7 ไร่ กิจกรรมที่ 3 การปลูกพืชหลังนา โดยดำเนินการปลูกข้าวโพดหวานพันธุ์สงขลา 84-1 ในพื้นที่ 1 ไร่ เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 และเก็บเกี่ยวผลผลิตวันที่ 24 เมษายน 2566 ให้ผลผลิต 1,560 กิโลกรัม โดยน้อมเกล้าฯถวาย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี 200 กิโลกรัม มอบให้โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า 400 กิโลกรัม และมอบให้ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานีหรือกรมการข้าว 960 กิโลกรัม

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า กรมการข้าว ได้จัดส่งเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าวจากศูนย์ปฏิบัติการและเก็บเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าวแห่งชาติ ไปเก็บรักษาไว้ในธนาคารเมล็ดพันธุ์พืชโลกสวาลบาร์ด ราชอาณาจักรนอร์เวย์ จำนวน 6 ครั้ง รวม 999 เชื้อพันธุ์ เพื่อเป็นแหล่งสำรองสุดท้ายของเมล็ดพันธุ์พืชอาหารของโลกเช่นกัน

– 006

‘พีรพันธ์’ปิดอบรมนักบริหารระดับสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744361

วันอังคาร ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานปิดโครงการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูง กระทรวงเกษตรฯ (นบส.กษ.) รุ่นที่ 6 ที่กรมชลประทาน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ว่า สถาบันเกษตราธิการ ได้จัดการอบรมดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม-29 มิถุนายน 2566 รวมระยะ 43 วันทำการ มีผู้เข้าอบรมทั้งหมด 64 คน จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานภายนอก ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง กระทรวงแรงงาน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงอุตสาหกรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประเภทบริหารระดับต้น ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้รับความเชื่อถือไว้วางใจ เชื่อมั่น ศรัทธา จากผู้เกี่ยวข้อง และเพื่อพัฒนาผู้เข้ารับการฝึกอบรมให้ตระหนักถึงคุณลักษณะ และพฤติกรรมที่บ่งชี้ถึงความสามารถทางการบริหารและการมีภาวะผู้นำตามสมรรถนะของ Smart Officer ของกระทรวงเกษตรฯ ทั้ง 7 ด้าน นอกจากนี้ได้เน้นย้ำถึงการพัฒนาบุคลากรโดยเฉพาะการพัฒนาภาวะผู้นำ และการสร้างเครือข่ายการทำงานในฐานะผู้นำหน่วยงานในอนาคต

“จากการเข้ารับการฝึกอบรมตลอดระยะเวลา 43 วัน ทุกท่านคงจะเห็นได้ชัดเจนว่าการเป็นผู้นำเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ เพราะจำเป็นต้องใช้ฐานความรู้ที่หลากหลาย มาใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้นำ และจำเป็นต้องประยุกต์ความรู้ทางวิชาการใช้กับสถานการณ์ต่างๆ เพราะสภาพการณ์ในความเป็นจริงนั้นไม่มีอะไรที่แน่นอนตายตัว ต้องใช้เทคนิค กลยุทธ์ที่หลากหลายในการปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้น การพัฒนาภาวะผู้นำจึงเป็นสิ่งที่ต้องศึกษาเรียนรู้อย่างต่อเนื่องไม่มีวันสิ้นสุด เพื่อเปิดมุมมอง สร้างเครือข่ายการทำงานในฐานะผู้นำหน่วยงานต่อไปในอนาคต” นายพีรพันธ์ กล่าว

รองปลัดฯเข้าร่วม ลงคะแนนเลือกตั้ง ผู้อำนวยการฯFAO ดำรงตำแหน่ง4ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744358

วันอังคาร ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้แทน ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ดร.วนิดา กำเนิดเพ็ชร์ ผอ.สำนักการเกษตรต่างประเทศ น.ส.รัชนก แสงเพ็ญจันทร์ รักษาราชการแทนอัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายเกษตร) และนางศุภจิต ศรีอริยวัฒน์ ที่ปรึกษา (ฝ่ายเกษตร) สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงโรม เข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) สมัยที่ 43 (The 43rd Session of the FAO Conference) และร่วมลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้อำนวยการใหญ่ FAO ที่ห้องประชุม Plenary สำนักงานใหญ่ FAO กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี

ทั้งนี้ ดร.ฉู ตงหยู (Dr.Qu Dongyu) เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้อำนวยการใหญ่ FAO เพียงท่านเดียวในการเลือกตั้งครั้งนี้ และได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนในการเลือกตั้งจากประเทศสมาชิก 168 เสียง จากประเทศสมาชิกทั้งหมด 182 เสียง ที่มาใช้สิทธิเลือกตั้งโดยมีประเทศสมาชิกไม่ออกเสียง 13 เสียง และคัดค้าน 1 เสียง ซึ่งจากผลการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งดังกล่าว ทำให้ ดร.ฉู ตงหยู ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่ FAO สมัยที่ 2มีวาระการดำรงตำแหน่งอีก 4 ปี(ตั้งแต่ปี 2566 – 2570) และรองปลัดฯ ได้รับโอกาสให้กล่าวแสดงความยินดีกับ ดร.ฉู ตงหยู เนื่องในโอกาสที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้อำนวยการใหญ่ FAO ด้วยคะแนนเสียงจากประเทศสมาชิกอย่างท่วมท้น

‘มนัญญา’ปิดทางทำกิน ผู้ลอบนำเข้าทุเรียนต่างประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744360

วันอังคาร ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้รับรายงานจากนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เรื่องดำเนินการระงับใบอนุญาตส่งออกทุเรียนบริษัทเอกชนที่ลักลอบนำเข้าทุเรียนจากประเทศเพื่อนบ้าน และล้งที่ร่วมกระทำผิด พร้อมดำเนินคดีอาญากับกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมดังกล่าว โดยเป็นไปตามนโยบายที่ได้ให้ไว้กับกรมวิชาการเกษตร

“เรื่องทุเรียนที่ลักลอบนำเข้าครั้งนี้เมื่อเกิดเรื่องได้เรียกอธิบดีกรมวิชาการเกษตร และเจ้าหน้าที่ศุลกากร เข้าชี้แจง และร่วมกันตรวจทุเรียนส่งออกอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ หากพบการกระทำผิดให้จับกุมดำเนินคดีและอายัดสินค้า และรายงานให้ทราบทุกครั้ง เรื่องนี้ต้องช่วยกันเพราะกระทรวงเกษตรฯ พยายามช่วยเหลือเกษตรกรรักษาการส่งออกทุเรียนไทย เช่น วิกฤตโควิด-19 ที่ประเทศคู่ค้า เช่น จีน ให้ความเชื่อมั่นประเทศไทย จนทำให้มูลค่าการส่งออกทุเรียนสูงเป็นแสนล้านบาทต่อปีต่อเนื่อง แม้ในยามยากลำบาก ดังนั้น อย่าให้ใครมักง่ายทำลายตลาดทุเรียนไทย ซึ่งในเรื่องนี้กำชับตลอดว่าให้กวดขันทุกด่านให้เฝ้าระวัง และให้ดำเนินคดีหากพบผิดโดยไม่ต้องเกรงใจใครทั้งสิ้น” น.ส.มนัญญา กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา นายระพีภัทร์ ได้สั่งฟ้องคดีอาญาบริษัทผู้ส่งออกพร้อมสั่งระงับใบอนุญาตล้งและระงับใบอนุญาตบริษัทผู้ส่งออก กรณีเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2566 กรมศุลกากรจับกุมทุเรียนลักลอบนำเข้าจากชายแดน ภายหลังตรวจสอบข้อเท็จจริงได้มอบอำนาจให้หัวหน้าด่านตรวจพืชนครพนม แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครพนม ให้ดำเนินคดีบริษัทผู้ส่งออก ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่เพื่อให้ได้รับรองสุขอนามัยพืช (ส่งออกทุเรียน) ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 พร้อมออกคำสั่งกรมวิชาการเกษตร ระงับหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเป็นผู้ส่งผลทุเรียนสดออกไปนอกราชอาณาจักร, ทะเบียน DU (ระงับบริษัทผู้ส่งออกที่กระทำความผิด)และระงับหนังสือสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียนโรงงานผลิตสินค้าพืช, ทะเบียน DOA (ระงับล้งที่กระทำความผิด) พร้อมกำชับให้ด่านตรวจพืชทุกด่าน เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบใบรับรองแหล่งผลิตพืช (GAP) ให้ถูกต้อง หากตรวจสอบพบว่าผู้ส่งออก หรือ โรงคัดบรรจุ (ล้ง)มีเจตนาแจ้งหรือให้ข้อมูลกับทางราชการในการออกใบรับรองสุขอนามัยพืช (พ.ก. 7)อันเป็นเท็จ ให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด