ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี
http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07076010958&srcday=2015-09-01&search=no
| วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380 |
เที่ยวไปตามแผนที่
ภควิตา อัจจาธร srangbun@hotmail.com
ท่องอัลมาตี ส่องเทือกเขาเทียนซาน
หากถามนักเดินทางว่าอยากจะไปประเทศไหนในโลก เชื่อว่ามีไม่มากที่จะตอบว่าอยากไปคาซัคสถาน (Republic of Kazakhstan) แต่ถ้าใครได้ไปดินแดนแห่งนี้แล้ว รับรองได้ว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผู้มาเยือนต้องติดอกติดใจ โดยเฉพาะอัธยาศัยใจคอของผู้คนที่ค่อนข้างเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว ซึ่งประชากรของที่นี่ 17 ล้านคน ส่วนใหญ่ 70 เปอร์เซ็นต์ นับถือศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่ แต่มีวิถีชีวิตแบบอิสลามที่ผสมผสานกับความเป็นรัสเซีย สรุปคือไม่ค่อยเคร่งนัก
ว่าไปแล้วในบรรดาประเทศต่างๆ ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตนั้น คาซัคสถาน โดดเด่นกว่าเพื่อน เพราะนอกจากจะเป็นประเทศส่งออกน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และแร่ธาตุต่างๆ แล้ว ยังมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 9 ของโลก โดยมีพื้นที่กว้างขวางถึง 2.7 ล้านตารางกิโลเมตร พอๆ กับภูมิภาคยุโรปตะวันตก และใหญ่เป็น 5 เท่าของประเทศไทย ทิศตะวันออกติดจีน ทิศตะวันตกติดทะเลสาบแคสเปียน ทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดคีร์กีซสถาน ทิศตะวันตกเฉียงใต้ติดเติร์กเมนิสถาน ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่กึ่งทะเลทราย (Steppe)
มอสโกแห่งเอเชียกลาง
เมื่อไม่นานมานี้ “คุณเอื้อมพร จิรกาลวิศัลย์” ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานมอสโก ชักชวนนักข่าว 4 ชีวิตจากกรุงเทพฯ ให้ไปร่วมงานว่า “Amazing Thailand Road Show To Kazakhstan 2015” โดยมีหลายหน่วยงานร่วมกันจัด ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เจ้าภาพหลักๆ คือ ททท.สำนักงานมอสโก สถานทูตไทยในกรุงอัสตานา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงมอสโก สายการบินแอร์อัสตานา ฯลฯ โดยยกขบวนผู้ประกอบการของไทยเกือบร้อยชีวิตไปด้วย ทั้งภาคธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการ รวมทั้งบรรดาผู้ผลิตสินค้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแปรรูปอาหาร เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง ฯลฯ ซึ่งปรากฏว่าผลตอบรับเป็นไปด้วยดี หลายรายคู่ค้าจะเดินทางมาไทยเพื่อติดต่อธุรกิจกันต่อไป
คุณเอื้อมพร ให้ข้อมูลว่า ชาวคาซัคฯ นิยมไปเที่ยวทะเลเมืองไทยมาก เนื่องจากประเทศนี้ไม่มีทางออกทางทะเล โดยบ้านเราติด 1 ใน 5 ประเทศยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวคาซัคฯ ชอบมาเยือน ซึ่งมักจะไปกันตอนหน้าหนาวที่บ้านเขาบางเมืองติดลบ 40-50 องศาเซลเซียส
โชคดีช่วงที่เราไปเป็นต้นฤดูร้อน อากาศโดยรวม 20 กว่าองศา ไม่ร้อนไม่หนาวนัก บางช่วงมีฝนตก ที่สำคัญ ยังได้มีโอกาสเห็นหิมะปกคลุมเทือกเขาเทียนซานอยู่แต่ไกล ซึ่งเป็นพรมแดนกั้นระหว่างคาซัคฯ กับจีน และเทือกเขาแห่งนี้ก็ยังเป็นแนวพรมแดนธรรมชาติกั้นระหว่างคาซัคสถานกับคีร์กีซสถานอีกด้วย
นครอัลมาตีนี้เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของคาซัคสถาน ฉะนั้น จึงเป็นเมืองศูนย์กลางในทุกๆ ด้าน ทั้งอุตสาหกรรม การค้าการลงทุน การศึกษา และศิลปวัฒนธรรม มีอาคารสถานที่เก่าๆ สวยๆ ในสมัยที่ยังเคยอยู่กับสหภาพโซเวียตมาก่อน จนได้รับฉายาว่า “มอสโกแห่งเอเชียกลาง” เป็นเมืองยุทธศาสตร์สำคัญเพราะติดกับชายแดนจีน
สวนสาธารณะร่มรื่นด้วยต้นไม้
ชอบเมืองนี้ตรงที่มองไปจุดไหนก็จะเห็นแต่ต้นไม้สีเขียว เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสวนสาธารณะ และสองข้างทางก็มีต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่นตลอด โดยลำต้นบางส่วนเป็นสีขาว นัยว่าเพื่อให้เห็นเด่นชัดในเวลากลางคืน
เมืองนี้ในอดีตเป็นเมืองที่เคยปลูกแอปเปิ้ลกันเป็นล่ำเป็นสันมาก่อน ต่อมาเมื่อความเจริญมาถึง พื้นที่ปลูกก็ลดน้อยลงไป ตอนนี้รัฐบาลกำลังฟื้นฟูให้กลับมาปลูกแอปเปิ้ลและผลไม้เมืองหนาวต่างๆ
ใครมาอัลมาตีสถานที่จะขาดเสียไม่ได้คือ อนุสาวรีย์อิสรภาพ (Monument of Independence) สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงการเป็นอิสรภาพ หลังแยกออกจากสหภาพโซเวียต ในปี 2534
ส่วนสวนสาธารณะแพนฟิลอฟ (Panfilov Park) มีอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงความหาญกล้าของวีรบุรุษชาวคาซัคฯ ที่ช่วยโซเวียตรบกับนาซีในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่นี่มีเปลวไฟลุกโชนตลอดไม่มีดับ
ในบริเวณเดียวกับสวนสาธารณะแพนฟิลอฟ เดินไปไม่เท่าไหร่เป็นโบสถ์คริสต์เซนคอฟ (Zenkov Cathedral) อายุกว่า 100 ปี เป็นโบสถ์นิกายอีสเทิร์นออโธดอกซ์ ยอดโดมเป็นสีทอง สร้างด้วยไม้โดยไม่ใช้ตะปูเลย ด้วยเหตุนี้ จึงรอดพ้นจากแผ่นดินไหวมาได้ เสียดายข้างในก็สวยแต่เขาห้ามถ่ายรูป
วันที่ไปอากาศกำลังดีฝนไม่ตกไม่ร้อน มีผู้คนออกมาเดินเที่ยวในสวนสาธารณะแห่งนี้จำนวนมาก ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ด้านหน้าโบสถ์มีรถม้าให้นักท่องเที่ยวใช้บริการด้วย เป็นสวนที่ร่มรื่นจริงๆ ต้นไม้แต่ละต้นใหญ่ยักษ์ เขาตกแต่งสวนได้สวยงามเป็นระเบียบ
นั่งกระเช้าลอยฟ้าชมวิว
ไม่ไกลกันนักเป็นพิพิธภัณฑ์เครื่องดนตรีพื้นเมือง ซึ่งได้แต่ถ่ายรูปข้างนอก หลังออกจากสวนแห่งนี้ คณะเราก็มุ่งหน้าตรงไปที่ตลาด กรีน บาซาร์ เหมือนตลาดสดบ้านเรา แต่แตกต่างกันสุดๆ เพราะที่อัลมาตีสะอาด จัดเป็นโซนให้ง่ายต่อการซื้อ ไม่มีเสียงจ้อกแจ้กจอแจวุ่นวาย
แม้จะเป็นตลาดไม่ใหญ่แต่ใช้เวลาอยู่ที่นี่นานเป็นชั่วโมงเพราะต้องซื้อของกันหลายอย่างก่อนที่จะไม่มีโอกาส โดยซื้อผลไม้แห้งต่างๆ ที่บ้านเราไม่มี อย่าง อินทผาลัม ลูกเกด รวมทั้งจำพวกถั่ว อาทิ วอลนัท พิสตาชิโอ ฯลฯ ซึ่งถูกกว่าบ้านเรามากกิโลละหลายร้อยบาท แต่ใช้เงินเต็งเก (Tenge) ของเขาซื้อ โดยต้องเอาเงินไทยไปแลกเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ จากนั้นไปแลกเป็นเต็งเกอีกทอด ตก 1 ดอลลาร์ ได้ 184 เต็งเก
ตลาดสดแห่งนี้ยังมีโซนขายเนื้อหลากประเภท มีโซนสมุนไพรและโซนที่ขายน้ำผึ้งโดยเฉพาะ ทำให้เดินจ่ายตลาดได้ง่ายขึ้น ผลไม้เมืองหนาวก็เต็มไปหมด น่าซื้อมาก ส่วนด้านนอกก็เป็นสินค้าเบ็ดเตล็ดทั่วไป เท่าที่เห็นเป็นสินค้ามาจากจีนเยอะ เพราะอย่างที่บอกนครอัลมาตีติดกับชายแดนจีน
ความจริงอัลมาตีมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายจุดที่น่าไป อย่าง พิพิธภัณฑ์กลาง อันเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในอัลมาตี บอกเล่าประวัติศาสตร์ชาติคาซัคสถาน
หุบเหวชาริน (Charyn Canyon) ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ฟาร์มเหยี่ยว และถนนอาร์บัต (Arbat) ถนนคนเดิน แหล่งรวมสินค้าราคาถูกนานาชนิด ประเภทคนทำเอามาขายเอง
โชคดีบางวันมีเวลาเหลือหลายชั่วโมงเลยได้ออกจากตัวเมืองไปยัง Medeu Skating Rink and Ski Resort ซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 2,000 กว่าเมตร ตอนขึ้นไปอากาศเย็นสบายดี อุณหภูมิประมาณ 20 องศาเซลเซียส แค่ใส่แจ๊กเก็ตก็เอาอยู่ แต่ลมอาจจะแรงหน่อย
ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตอีกแห่งของทั้งนักท่องเที่ยวคาซัคฯ และชาวต่างชาติ เพราะนอกจากจะเห็นวิวทิวทัศน์ของภูเขาน้อยใหญ่ในเทือกเขาเทียนซานแล้ว ยังมีอะไรให้ผู้คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้สนุกสนานกันอย่างเต็มที่ อย่างเช่น เครื่องเล่นนานาชนิด มีเหยี่ยวตัวเป็นๆ ให้จับต้องให้ถ่ายรูปใกล้ชิด ใครอยากจะนั่งกระเช้าลอยฟ้าชมวิวก็มีไว้บริการ หรือถ้าหน้าหนาวก็สามารถเล่นสกีได้ด้วย หิวก็มีอาหารการกินตลอด มีมุมถ่ายรูปสวยๆ ให้เซลฟี่เยอะแยะ
พูดถึงเหยี่ยว ช่วงเวลาไปยืนดูเจ้าหนุ่มเจ้าของเหยี่ยวได้ลูกค้าหลายรายทีเดียว ค่าถ่ายรูปครั้งหนึ่งตก 200 บาท ซึ่งเขาจะต้องปิดตาเหยี่ยวด้วย เพื่อไม่ให้มันเห็น สอบถามได้ความว่าเนื่องจากมันเป็นสัตว์นักล่าและดุร้าย ถ้าไม่ปิดมันอาจจะทำร้ายคนได้
นิยมกินเนื้อสัตว์รวมทั้งเนื้อม้า
มาคาซัคฯ ทั้งที ถ้าใครไม่ได้กินเนื้อม้า ขอบอกยังมาไม่ถึงเพราะที่นี่เขาทานเนื้อม้ากันเป็นเรื่องปกติแถมมีหลากหลายเมนู ด้วยเหตุนี้ ทางททท.สำนักงานมอสโก จึงได้เลี้ยงอาหารท้องถิ่น 2 มื้อ โดยสั่งเมนูเนื้อม้าและอื่นๆ ที่พวกเราคนต่างชาติสมควรจะได้หม่ำกัน ขนมหวานบางอย่างก็คล้ายๆ กับบ้านเรา นั่นคือ จัก จัก (Chak-Chak) เหมือนเส้นหมี่ใหญ่ทอดฉาบน้ำเชื่อมหรือน้ำผึ้ง ทำเป็นก้อนๆ แล้วโรยหน้าด้วยผลไม้แห้ง อาทิ ลูกเกด ลูกพลับ หรืออัลมอนด์ รสชาติอร่อยดีแต่หวานมาก เลยชิมไปนิดหน่อยพอให้รู้รสชาติ
ในมื้อที่ทานอาหารร่วมกับคณะททท.สำนักงานมอสโกที่อัลมาตีนั้น สองสาวคาซัคฯ ในทีมงาน เธอดื่มเบียร์แบบเป็นเรื่องปกติ และในเมนูที่สั่งล้วนเต็มไปด้วยเนื้อสัตว์หลากชนิด พอกลับมาถึงเมืองไทย หาข้อมูลดูจึงรู้ว่าชาวคาซัคฯ ชอบบริโภคเนื้อสัตว์ อย่างที่เว็บไซต์ของสถานทูตไทยในกรุงอัสตานาระบุว่า อาหารของชาวคาซัคฯ มักจะมีเนื้อเป็นองค์ประกอบหลัก โดยเฉพาะเนื้อม้า เนื้อแกะ นม และนมเปรี้ยว รวมทั้งอาหารที่มีลักษณะใกล้เคียงอาหารเอเชีย เนื่องจากมีพรมแดนติดกับจีน นอกจากนี้ ชาวมุสลิมในประเทศเครือรัฐเอกราชส่วนมากนิยมดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะวอดก้า เนื่องจากอิทธิพลวัฒนธรรมของรัสเซียและเงื่อนไขทางสภาพอากาศที่หนาวเย็น
นอกจากนี้ ยังแนะนำด้วยว่าตลาดเอเชียกลางมีการผลิตสินค้าเกษตรประเภทพืชผักผลไม้ แต่ยังมีการพัฒนาด้านการแปรรูปและการเก็บรักษาอาหารไม่มากนัก ผู้ประกอบการไทยอาจพิจารณาการร่วมลงทุนในอุตสาหกรรมแปรรูปผักผลไม้ และอุตสาหกรรมอาหารกระป๋อง (เนื้อสัตว์ ไส้กรอก ปลาแปรรูป น้ำมันพืช อาหารกระป๋อง ขนมหวานผลิตภัณฑ์จากแป้ง ฯลฯ) เพื่อตอบสนองความต้องการสินค้าในภูมิภาค และแก้ไขข้อจำกัดในด้านการขนส่งและเก็บรักษาสินค้าเพื่อการส่งต่อไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค
ข้อมูลทั้งหมดนี้ สอดรับกับที่ผอ.ททท.สำนักงานมอสโกบอกว่า ทั้งรัสเซียและประเทศอื่นๆ ที่เคยอยู่ในสหภาพโซเวียตมาก่อน เป็นตลาดที่มีศักยภาพที่สินค้าไทยน่าจะเข้าไปทำตลาดที่นั่นได้ไม่ยาก เพราะอย่างคาซัคสถานนั้นชอบสปาไทย ชอบนวดไทยมาก แต่ละแห่งจะตั้งชื่อเป็นนวดไทย นวดสยาม แต่เจ้าของเป็นชาวคาซัคฯ ที่สำคัญ ชอบมาเที่ยวทะเลเมืองไทยมาก
คราวหน้าจะพาไปเที่ยวกรุงอัสตานา ซึ่งเป็นเมืองหลวงที่มุนษย์เสกสรรปั้นแต่งอย่างวิลิศมาหรา มีตึกระฟ้าตระการตาไปหมด มาที่นี่แล้วจะรู้ว่าอำนาจเงินเนรมิตได้อย่างสวยงามจริงๆ