Unknown's avatar

About SoClaimon

สุทิน คล้ายมนต์; Sootin Claimon; สอ คล้ายมนต์; SoClaimon; Bangkok Thailand; KU23,1963; NCSU USA,1974; SoilFertilizer; ชมรมดินปุ๋ยบนเว็บ; ทำบล็อกแรก วันที่ 26 กันยายน 2552 เวลา 17.48 น.

อัปเดตราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 14 พฤษภาคม 2569 น้ำมันเบนซิน ดีเซล แต่ละปั๊มลิตรละเท่าไร

อัปเดตราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 14 พฤษภาคม 2569 น้ำมันเบนซิน ดีเซล แต่ละปั๊มลิตรละเท่าไร

13 พ.ค. 2569 17:00 น.

อัปเดตราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 14 พฤษภาคม 2569 น้ำมันเบนซิน ดีเซล แต่ละปั๊มลิตรละเท่าไร

อัปเดตราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 14 พฤษภาคม 2569 เช็กราคาน้ำมันทุกชนิด กลุ่มเบนซิน, แก๊สโซฮอล์, ดีเซล จากปั๊มน้ำมัน ปตท., บางจาก, พีที, คาลเท็กซ์, ซัสโก้ และเชลล์ ล่าสุดราคาลิตรละกี่บาทแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานการอัปเดต ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 14 พฤษภาคม 2569 กลุ่มเบนซิน, แก๊สโซฮอล์ และดีเซล ล่าสุด จากเว็บไซต์ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด, บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน), บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด โดยราคาน้ำมันพรุ่งนี้ มีดังนี้

อัปเดตล่าสุด ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 14 พฤษภาคม 2569

ราคาน้ำมัน “บางจาก” วันที่ 14 พฤษภาคม 2569

  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 33.75 บาท/ลิตร
  • ไฮดีเซล S อยู่ที่ 40.75 บาท/ลิตร
  • ไฮพรีเมียมดีเซล S อยู่ที่ 61.25 บาท/ลิตร
  • ไฮพรีเมียม 98 อยู่ที่ 55.09 บาท/ลิตร
  • GSH E85S EVO อยู่ที่ 32.29 บาท/ลิตร
  • GSH E20S EVO อยู่ที่ 36.35 บาท/ลิตร
  • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.98 บาท/ลิตร
  • GSH95S EVO อยู่ที่ 43.35 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมัน “ปตท.” วันที่ 14 พฤษภาคม 2569

  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 33.75 บาท/ลิตร
  • ดีเซล อยู่ที่ 40.75 บาท/ลิตร
  • GSH E85S EVO อยู่ที่ 32.29 บาท/ลิตร
  • GSH E20S EVO อยู่ที่ 36.35 บาท/ลิตร
  • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.98 บาท/ลิตร
  • GSH95S EVO อยู่ที่ 43.35 บาท/ลิตร
  • เบนซิน อยู่ที่ 52.94 บาท/ลิตร
  • ซูเปอร์พาวเวอร์ดีเซล 61.25 บาท/ลิตร
  • ซูเปอร์พาวเวอร์ GSH95 อยู่ที่ 51.54 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมันปั๊ม “เชลล์” วันที่ 14 พฤษภาคม 2569

  • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 36.85 บาท/ลิตร
  • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 43.48 บาท/ลิตร
  • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 43.85 บาท/ลิตร
  • เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร
  • เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล อยู่ที่ 40.75 บาท/ลิตร
  • เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมันปั๊ม “พีที” วันที่ 14 พฤษภาคม 2569

  • ดีเซล อยู่ที่ 40.75 บาท/ลิตร
  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 33.75 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 43.35 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 42.98 บาท/ลิตร
  • เบนซิน อยู่ที่ 53.44 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 36.35 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมันปั๊ม “ซัสโก้” วันที่ 14 พฤษภาคม 2569

  • ดีเซล อยู่ที่ 40.75 บาท/ลิตร
  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 33.75 บาท/ลิตร
  • เบนซิน อยู่ที่ 53.09 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 43.35 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 42.98 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 36.35 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมันปั๊ม “คาลเท็กซ์” วันที่ 14 พฤษภาคม 2569

  • โกลด์ 95 เทครอน อยู่ที่ 55.06 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 95 เทครอน อยู่ที่ 43.35 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 91 เทครอน อยู่ที่ 42.98 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 36.35 บาท/ลิตร
  • ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 40.75 บาท/ลิตร
  • พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 61.25 บาท/ลิตร

อย่างไรก็ตาม ราคาข้างต้นเป็นราคากลางที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งอาจมีความแตกต่างในแต่ละพื้นที่.

ผอ.เอฟบีไอ โต้เดือดกลางที่ประชุมวุฒิสภา หลังถูกกล่าวหาว่าดื่มหนักระหว่างปฏิบัติหน้าที่

ผอ.เอฟบีไอ โต้เดือดกลางที่ประชุมวุฒิสภา หลังถูกกล่าวหาว่าดื่มหนักระหว่างปฏิบัติหน้าที่

13 พ.ค. 2569 10:44 น.

ผอ.เอฟบีไอ โต้เดือดกลางที่ประชุมวุฒิสภา หลังถูกกล่าวหาว่าดื่มหนักระหว่างปฏิบัติหน้าที่

ผอ.เอฟบีไอ โต้เดือดกลางที่ประชุมวุฒิสภา หลังถูกกล่าวหาว่าดื่มหนักระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ถึงขั้นบางครั้งลูกน้องไม่สามารถติดต่อได้ ซัด ส.ว.เดโมแครตกล่าวหาไร้หลักฐาน

วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 นายคาช พาเทล ผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือเอฟบีไอ โต้เดือดกลางที่ประชุมวุฒิสภา หลังถูกสมาชิกพรรคเดโมแครตกล่าวหาว่าดื่มแอลกอฮอล์หนักระหว่างปฏิบัติหน้าที่ และบางครั้งลูกน้องไม่สามารถติดต่อได้ โดยยืนยันว่าเป็นข้อกล่าวหาไร้หลักฐานที่ไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง

รายงานข่าวระบุว่า นายพาเทลได้เข้าให้ข้อมูลระหว่างการไต่สวนงบประมาณประจำปีของวุฒิสภาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม เพื่อชี้แจงกรณีที่ส.ว.คริส แวน ฮอลเลน จากพรรคเดโมแครต อ้างถึงบทความของนิตยสาร ดิแอตแลนติก ที่ตีแผ่ภาพลักษณ์ด้านลบของพาเทลในการบริหารเอฟบีไอ

โดยนายพาเทลตอบโต้ด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวพร้อมกล่าวว่าจะไม่ยอมให้ใครมาทำลายชื่อเสียงด้วยข้อกล่าวหาไร้มูล ก่อนที่จะตะโกนขัดจังหวะ ส.ว.แวน ฮอลเลน ระหว่างการซักถาม นอกจากนี้ เขายังย้อนโจมตีฝ่ายเดโมแครต โดยกล่าวหาแวน ฮอลเลนว่าเคยนั่งดื่มมาร์การิตา ในเอลซัลวาดอร์ อ้างอิงถึงกรณีที่เขาเดินทางไปเยี่ยมผู้ต้องขังรายหนึ่งเมื่อปีที่ผ่านมา ด้าน นิตยสาร ดิแอตแลนติก ยืนยันว่ารายงานข่าวมีความถูกต้อง พร้อมประกาศจะต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ หลังพาเทลยื่นฟ้องฐานหมิ่นประมาท

ทั้งนี้ การปะทะคารมครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนเข้าสู่การเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งประเด็นความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของหน่วยงานความมั่นคง กลายเป็นอีกหนึ่งหัวข้อสำคัญในการโจมตีกันระหว่างสองพรรคใหญ่ของสหรัฐฯ.

“นาอูรู” เตรียมลงประชามติ เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น “นาโอเอโร” เพื่อรื้อฟื้นอัตลักษณ์ดั้งเดิม

"นาอูรู" เตรียมลงประชามติ เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น "นาโอเอโร" เพื่อรื้อฟื้นอัตลักษณ์ดั้งเดิม

13 พ.ค. 2569 09:13 น.

“นาอูรู” เตรียมลงประชามติ เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น “นาโอเอโร” เพื่อรื้อฟื้นอัตลักษณ์ดั้งเดิม

รัฐสภา “นาอูรู” ผ่านร่างแก้รัฐธรรมนูญ เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น “นาโอเอโร” ชื่อภาษาท้องถิ่น เตรียมทำประชามติขั้นตอนสุดท้าย หวังรืิ้อฟื้นอัตลักษณ์ดั้งเดิม ยกเลิกการออกเสียงแบบเก่าตามชาวต่างชาติ

วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า รัฐสภาของประเทศนาอูรู ประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กในมหาสมุทรแปซิฟิก มีมติเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “นาอูรู” (Nauru) เป็น “นาโอเอโร” (Naoero) ซึ่งเป็นชื่อดั้งเดิมในภาษาท้องถิ่น

โดยการลงมติครั้งนี้ได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภาทั้ง 16 คนที่เข้าร่วมประชุม และผ่านเกณฑ์เสียงข้างมากสองในสามตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด หลังจากที่ประธานาธิบดีเดวิด อาเดียง เป็นผู้เสนอแนวคิดเปลี่ยนชื่อประเทศ ต่อรัฐสภาเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยระบุว่า แม้ชื่อ “นาอูรู” จะได้รับการยอมรับในเวทีระหว่างประเทศมาตั้งแต่ประเทศได้รับเอกราช แต่การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้เกียรติมรดก ภาษา และอัตลักษณ์ของชาติอย่างแท้จริง

ขั้นตอนต่อไป รัฐบาลจะจัดการลงประชามติระดับชาติ เพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างสมบูรณ์ หากผ่านความเห็นชอบ ชื่อใหม่จะถูกใช้ในเอกสารราชการ สัญลักษณ์ของรัฐ รวมถึงการใช้ชื่อประเทศในเวทีระหว่างประเทศและองค์การสหประชาชาติ 

รัฐบาลนาอูรูอธิบายว่า ชื่อ “นาอูรู” เป็นการเรียกตามชาวต่างชาติในอดีตที่ไม่สามารถออกเสียงคำว่า “นาโอเอโร” ได้อย่างถูกต้อง จึงถูกเปลี่ยนให้เรียกง่ายขึ้น ไม่ใช่จากความต้องการของประชาชน แต่เพื่อความสะดวก รัฐบาลยังยกตัวอย่างหลายประเทศที่เปลี่ยนชื่อเพื่อสะท้อนวัฒนธรรมและภาษาให้ชัดเจนขึ้น เช่น เอสวาตินี (Eswatini) ตุรกีที่เปลี่ยนเป็น เตอร์กีเย (Türkiye) รวมถึงรัฐชุก (Chuuk)

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศและการค้านิวซีแลนด์ระบุว่า นาอูรูเป็นสาธารณรัฐเอกราชที่เล็กที่สุดในโลก  มีประชากรราว 12,000 คน และมีพื้นที่เพียง 21 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น.

ที่มา AFP

ทรัมป์โพสต์ภาพเวเนซุเอลา เป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ จุดกระแสวิจารณ์ทั่วโลก

ทรัมป์โพสต์ภาพเวเนซุเอลา เป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ จุดกระแสวิจารณ์ทั่วโลก

13 พ.ค. 2569 08:45 น.

ทรัมป์โพสต์ภาพเวเนซุเอลา เป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ จุดกระแสวิจารณ์ทั่วโลก

ทรัมป์สร้างกระแสฮือฮาอีกครั้ง หลังโพสต์ภาพกราฟิกบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย Truth Social แสดงแผนที่ประเทศเวเนซุเอลา พร้อมธงชาติสหรัฐฯ และข้อความว่ารัฐที่ 51 ของอเมริกา จุดประเด็นร้อนอีกรอบ

โพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ขณะที่ทรัมป์เดินทางไปยังประเทศจีนเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดสำคัญ และเกิดขึ้นเพียง 1 วัน หลัง เดลซี โรดริเกซ ผู้นำรักษาการของเวเนซุเอลา ออกมายืนยันว่า ประเทศของเธอไม่เคยพิจารณาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ แม้ก่อนหน้านี้อดีตผู้นำ นิโกลัส มาดูโรจะถูกกองกำลังสหรัฐฯ จับกุมเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา 

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ Fox News ว่า เขากำลังพิจารณาอย่างจริงจัง ถึงความเป็นไปได้ในการให้เวเนซุเอลาเข้าร่วมเป็นรัฐใหม่ของสหรัฐฯ พร้อมกล่าวถึงทรัพยากรน้ำมันมหาศาลของประเทศดังกล่าว ซึ่งเขาอ้างว่ามีมูลค่ากว่า 40 ล้านล้านดอลลาร์ 

ด้านรัฐบาลรักษาการของเวเนซุเอลายังคงยืนยันจุดยืนเรื่องอธิปไตยของประเทศ โดยโรดริเกซระบุว่า ชาวเวเนซุเอลาภาคภูมิใจในเอกราชของตน และไม่ต้องการให้ประเทศถูกผนวกรวมกับชาติใด 

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลาเริ่มผ่อนคลายมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา หลังรัฐบาลรักษาการเปิดภาคน้ำมันและเหมืองแร่ให้บริษัทต่างชาติเข้าลงทุน โดยเฉพาะบริษัทจากสหรัฐฯ ขณะที่ฝ่ายฝ่ายค้านเวเนซุเอลายังคงเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ 

การเคลื่อนไหวล่าสุดของทรัมป์ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนโลกออนไลน์ และถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งท่าทีทางการเมืองที่อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคลาตินอเมริกา.

ที่มา : channelnewsasia

จีนเรียกร้องปากีสถานเพิ่มบทบาทไกล่เกลี่ยระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

จีนเรียกร้องปากีสถานเพิ่มบทบาทไกล่เกลี่ยระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

13 พ.ค. 2569 08:38 น.

จีนเรียกร้องปากีสถานเพิ่มบทบาทไกล่เกลี่ยระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

จีนเรียกร้องให้ปากีสถานเพิ่มบทบาทไกล่เกลี่ยระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมช่วยผลักดันการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ก่อนโดนัลด์ ทรัมป์ เยือนปักกิ่งหารือสี จิ้นผิง

วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงานว่า นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ได้หารือทางโทรศัพท์กับนายอิสฮัก ดาร์ รัฐมนตรีต่างประเทศปากีสถาน โดยเรียกร้องให้ปากีสถานเพิ่มบทบาทในการเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังจากที่ผ่านมา ปากีสถานกลายเป็นตัวกลางสำคัญในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังทั้งสองฝ่ายพยายามเดินหน้าสู่ข้อตกลงสันติภาพเพื่อยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

รายงานระบุว่านายหวัง อี้ ขอให้ปากีสถาน เพิ่มความพยายามด้านการไกล่เกลี่ย และช่วยผลักดันการแก้ไขปัญหาเรื่องการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเหมาะสม พร้อมยืนยันว่า จีนจะสนับสนุนบทบาทการไกล่เกลี่ยของปากีสถาน และร่วมมีส่วนช่วยคลี่คลายสถานการณ์ 

ความเคลื่อนไหวของฝ่ายจีนเกิดขึ้นก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จะเดินทางถึงกรุงปักกิ่งในคืนวันพุธ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ซึ่งจีนถือเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจสำคัญของอิหร่าน  

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอิหร่านเพิ่งออกมาปฏิเสธแนวคิดการแก้ไขข้อเสนอเจรจา เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา หลังทรัมป์วิจารณ์ข้อเสนอของเตหะรานว่าเป็นขยะ 

ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางเดินเรือน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยวิกฤตความตึงเครียดในพื้นที่ส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานและราคาน้ำมันทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา AFP

ระทึกมือปืนกราดยิงใส่รถไม่เลือกหน้าในสหรัฐฯ เจ็บ 2 ราย ก่อนถูกตำรวจยิงสกัด

ระทึกมือปืนกราดยิงใส่รถไม่เลือกหน้าในสหรัฐฯ เจ็บ 2 ราย ก่อนถูกตำรวจยิงสกัด

13 พ.ค. 2569 08:04 น.

ระทึกมือปืนกราดยิงใส่รถไม่เลือกหน้าในสหรัฐฯ เจ็บ 2 ราย ก่อนถูกตำรวจยิงสกัด

เกิดเหตุระทึกในเมืองเคมบริดจ์ ของสหรัฐอเมริกา เมื่อชายคนหนึ่งใช้อาวุธปืน กราดยิงใส่รถยนต์ที่ขับผ่านไปมาบนถนนสายหลักใกล้แม่น้ำชาร์ลส์ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย จนเกิดความโกลาหล

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า ผู้ก่อเหตุเดินยิงปืนอย่างต่อเนื่องกลางถนนที่มีการจราจรหนาแน่น ขณะที่คนขับรถหลายคนต้องรีบทิ้งรถ วิ่งหนีเอาชีวิตรอด หรือบางรายถึงกับหมอบซ่อนตัวใต้รถ หลังเสียงปืนดังสนั่นทั่วพื้นที่

อัยการและตำรวจรัฐแมสซาชูเซตส์ระบุว่า กระสุนปืนพุ่งใส่รถยนต์อย่างน้อย 12 คัน รวมถึงรถสายตรวจของตำรวจรัฐด้วย โดยผู้ก่อเหตุยิงกระสุนออกมามากกว่า 60 นัดในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงบ่ายวันจันทร์ที่ผ่านมา

พื้นที่เกิดเหตุอยู่บนถนนสายสำคัญเลียบแม่น้ำชาร์ลส์ ในเมืองเคมบริดจ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยชื่อดังอย่าง มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หรือ MIT โดยบริเวณดังกล่าวมักมีประชาชน นักวิ่ง นักปั่นจักรยาน และนักศึกษาสัญจรจำนวนมาก

ผู้ต้องสงสัยถูกระบุชื่อว่า ไทเลอร์ บราวน์ อายุ 46 ปี ชาวเมืองบอสตัน โดยเขาถูกยิงหลายนัดบริเวณแขนและขา หลังตำรวจรัฐและอดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ ที่อยู่ในพื้นที่ช่วยกันยิงตอบโต้เพื่อหยุดเหตุการณ์

เบื้องต้น บราวน์เตรียมเผชิญข้อหาร้ายแรงหลายกระทง รวมถึงข้อหาใช้อาวุธทำร้ายผู้อื่นโดยมีเจตนาฆ่า 2 กระทง และความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนอื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม ศาลแขวงเมืองเคมบริดจ์เปิดเผยเมื่อวันอังคารว่า ผู้ต้องหายังมีอาการบาดเจ็บและไม่พร้อมขึ้นศาลเพื่อรับการไต่สวนเบื้องต้น ขณะที่หน่วยงานด้านกฎหมายของรัฐได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ทนายฝ่ายจำเลยแล้ว และยังไม่มีการแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมจากฝ่ายดังกล่าว.

ที่มา : seattletimes.com

ทรัมป์ลั่น ไม่ต้องพึ่งจีนช่วยจบสงครามอิหร่าน ก่อนเยือนปักกิ่ง

ทรัมป์ลั่น ไม่ต้องพึ่งจีนช่วยจบสงครามอิหร่าน ก่อนเยือนปักกิ่ง

13 พ.ค. 2569 06:14 น.

ทรัมป์ลั่น ไม่ต้องพึ่งจีนช่วยจบสงครามอิหร่าน ก่อนเยือนปักกิ่ง

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยัน ไม่จำเป็นต้องดึงจีนเข้ามาเพื่อช่วยเหลือในการยุติการทำสงครามกับอิหร่าน โดยย้ำว่า สหรัฐฯ จะชนะไม่ว่าจะด้วยสันติวิธีหรือวิธีอื่น

เมื่อ 12 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาไม่คิดว่าจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากจีนในการยุติสงครามกับอิหร่าน แม้ว่าความหวังที่จะบรรลุข้อตกลงสันติภาพที่ยั่งยืนจะเริ่มริบหรี่ลง และทางรัฐบาลเตหะรานได้เพิ่มการควบคุมเหนือช่องแคบฮอร์มุซอย่างเข้มงวดมากขึ้น

ก่อนการประชุมสุดยอดครั้งสำคัญที่กรุงปักกิ่ง ทรัมป์ระบุว่าเขาไม่คิดว่าตนเองจำเป็นต้องดึงประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เข้ามาช่วยคลี่คลายความขัดแย้ง ซึ่งส่งผลให้การจราจรในช่องแคบฮอร์มุซ ที่ปกติจะเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบถึง 1 ใน 5 ของโลกต้องหยุดชะงักลง

“ผมไม่คิดว่าเราต้องการความช่วยเหลือใด ๆ ในเรื่องอิหร่าน เราจะชนะไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ว่าจะด้วยสันติวิธีหรือวิธีอื่นก็ตาม” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าว

ทั้งนี้ ผ่านไปนานกว่าหนึ่งเดือนหลังจากข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเริ่มมีผลบังคับใช้ ทั้งสองฝ่ายยังไม่มีความคืบหน้าในการทำข้อตกลงที่จะยุติความเป็นศัตรูระหว่างกัน

ในขณะเดียวกัน แหล่งข่าวที่มีความใกล้ชิดกับเรื่องนี้ระบุว่า อิหร่านดูเหมือนจะกระชับอำนาจการควบคุมเหนือช่องแคบฮอร์มุซให้แน่นหนาขึ้นอีก โดยมีการทำข้อตกลงกับอิรักและปากีสถานในการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวจากภูมิภาค นอกจากนี้ยังมีประเทศอื่น ๆ ที่กำลังพิจารณาข้อตกลงในลักษณะเดียวกัน ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้อาจทำให้การเข้าควบคุมเส้นทางน้ำของเตหะรานกลายเป็นเรื่องปกติในระยะยาว

เมื่อวันอังคาร ฝ่ายบริหารของทรัมป์เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ และจีนได้เห็นพ้องกันเมื่อเดือนที่แล้วว่า ไม่ควรมีประเทศใดสามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางจากการจราจรในภูมิภาคนี้ได้ เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความเห็นพ้องร่วมกันในประเด็นนี้ก่อนการประชุมสุดยอดจะเริ่มขึ้น

ด้านประเทศจีน ซึ่งยังคงรักษาความสัมพันธ์กับอิหร่านและเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ของอิหร่าน ก็ไม่ได้ออกมาโต้แย้งต่อท่าทีดังกล่าว

อนึ่ง ทรัมป์มีกำหนดการหารือเรื่องสงครามกับสี จิ้นผิง ในสัปดาห์นี้ และมีการคาดการณ์กันอย่างกว้างขวางว่าเขาจะกระตุ้นให้จีนช่วยโน้มน้าวเตหะรานให้ยอมทำข้อตกลงกับวอชิงตันเพื่อยุติความขัดแย้ง

การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงอยู่ในภาวะชะงักงัน โดยข้อเรียกร้องหลักของสหรัฐฯ คือ ให้อิหร่านยุติโครงการนิวเคลียร์ และยกเลิกการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนอิหร่านเรียกร้องให้สหรัฐฯ ชดเชยความเสียหายจากสงคราม, ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล และยุติสงครามในทุกแนวรบ รวมถึงในเลบานอน ซึ่งอิสราเอลกำลังโจมตีอย่างหนัก

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทรัมป์ออกมาปฏิเสธข้อเรียกร้องดังกล่าวของอิหร่านแล้ว โดยระบุว่า ข้อเรียกร้องเหล่านั้นคือ “ขยะ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์จวกสื่อ รายงานว่าอิหร่าน “ยังอยู่ดี” ชี้เป็นพฤติกรรม “เสมือนกบฏ”

ทรัมป์จวกสื่อ รายงานว่าอิหร่าน “ยังอยู่ดี” ชี้เป็นพฤติกรรม “เสมือนกบฏ”

13 พ.ค. 2569 04:38 น.

ทรัมป์จวกสื่อ รายงานว่าอิหร่าน “ยังอยู่ดี” ชี้เป็นพฤติกรรม “เสมือนกบฏ”

โดนัลด์ ทรัมป์ ออกโรงโจมตีสื่อว่า การรายงานข่าวว่ากองทัพอิหร่าน “ยังอยู่ดี” ในการทำสงครามกับสหรัฐอเมริกานั้น ถือเป็นพฤติกรรม เสมือนกบฏ

เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social โจมตีสื่อในประเทศที่รายงานข่าวในทำนองว่า กองทัพของอิหร่านยังคงอยู่ดี หลังจากผ่านการทำสงครามกับสหรัฐอเมริกา โดยระบุว่าการรายงานเช่นนี้ถือเป็นการกบฏ

“เมื่อพวกข่าวปลอมบอกว่าศัตรูอย่างอิหร่านกำลังไปได้สวยในทางทหารในการสู้กับเรา มันคือพฤติกรรมเสมือนกบฏ (virtual TREASON) เพราะมันเป็นคำกล่าวที่เท็จและไร้สาระสิ้นดี พวกเขากำลังให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนศัตรู! สิ่งที่ทำลงไปมีแต่จะทำให้อิหร่านมีความหวังลมๆ แล้งๆ ในเวลาที่ไม่ควรจะมีความหวังเลยด้วยซ้ำ”

“มีเพียงพวกขี้แพ้ พวกเนรคุณ และพวกโง่เขลาเท่านั้นที่กล้าสร้างเรื่องโจมตีอเมริกา!” ข้อความของทรัมป์ระบุ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์ออกมากล่าวหาเรื่องการกบฏ แม้ว่าความเห็นก่อนหน้านี้ของเขาจะไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ผู้สื่อข่าวโดยเฉพาะก็ตาม นอกจากนี้ สำนักข่าว CNN ยังรายงานว่า ทรัมป์ได้ผลักดันให้กระทรวงยุติธรรมออกหมายเรียกผู้สื่อข่าวที่ทำข่าวสงครามในอิหร่าน เพื่อให้เปิดเผยแหล่งข่าวของพวกเขาด้วย

เจ้าหน้าที่เผยกับ CNN ว่า ประธานาธิบดีได้ส่งข้อความนี้ผ่านกระดาษโน้ตที่เขียนคำว่า “กบฏ” (Treason) ด้วยปากกาเมจิก Sharpie โดยวางไว้บนปึกบทความที่พิมพ์ออกมา ซึ่งเขาส่งให้กับ นายท็อดด์ แบลนช์ รักษาการอัยการสูงสุด ระหว่างการประชุมที่ทำเนียบขาวด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

นายกเล็กเมืองในแคลิฟอร์เนีย ลาออกหลังถูกตั้งข้อหาเป็นสายลับจีน

นายกเล็กเมืองในแคลิฟอร์เนีย ลาออกหลังถูกตั้งข้อหาเป็นสายลับจีน

13 พ.ค. 2569 04:14 น.

นายกเล็กเมืองในแคลิฟอร์เนีย ลาออกหลังถูกตั้งข้อหาเป็นสายลับจีน

นายกเทศมนตรีเมืองในรัฐแคลิฟอร์เนีย ลาออกจากตำแหน่ง หลังถูกตั้งข้อหาว่าทำตัวเป็นตัวแทนของรัฐบาลจีนอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

เมื่อ 12 พ.ค. 2569 ไอลีน หวัง นายกเทศมนตรีวัย 58 ปี ของเมืองอาร์คาเดีย ทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งแล้ว หลังจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ตั้งข้อหาเธอในฐานะเป็นตัวแทนของรัฐบาลจีนอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

นางหวังตกลงที่จะรับสารภาพในข้อหาอุกฉกรรจ์ ขณะที่สภาเมืองอาร์คาเดียระบุว่าเธอได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

หากถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง นางหวังอาจต้องเผชิญโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี โดยเจสัน เหลียง และไบรอัน ซุน ทนายความของเธอ ออกแถลงการณ์ในนามของเธอว่า “เธอขออภัยและเสียใจกับความผิดพลาดที่ได้กระทำลงไปในชีวิตส่วนตัวของเธอ”

ด้าน บิล เอสไซลี ผู้ช่วยอัยการสหรัฐฯ ลำดับที่หนึ่ง กล่าวว่า “ข้อตกลงรับสารภาพนี้คือความสำเร็จล่าสุดในความมุ่งมั่นของเราที่จะปกป้องมาตุภูมิจากการพยายามของจีนในการบ่อนทำลายสถาบันต่าง ๆ ของเรา”

“บุคคลในประเทศของเราที่แอบทำตามคำบงการของรัฐบาลต่างชาติอย่างลับ ๆ กำลังทำลายระบอบประชาธิปไตยของเรา” เอสไซลีกล่าวเสริม

ตามรายงานของกระทรวงยุติธรรม นางหวังถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่จีน ซึ่งรวมถึงการแบ่งปันบทความที่สร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้กับรัฐบาลปักกิ่ง โดยไม่มีการแจ้งให้รัฐบาลสหรัฐฯ ทราบตามที่กฎหมายกำหนด

ทั้งนี้ เธอได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาเมืองอาร์คาเดียในเดือนพฤศจิกายน 2565 ซึ่งเป็นคณะผู้ปกครองที่มีสมาชิก 5 คน โดยสมาชิกแต่ละคนจะสลับกันขึ้นดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตามวาระการหมุนเวียน

กระทรวงยุติธรรมระบุด้วยว่า นางหวังร่วมมือกับนาย ซุน เหยาหนิง หรือ ไมค์ อายุ 65 ปี ในการบริหารเว็บไซต์ “US News Center” ที่อ้างตัวว่าเป็นแหล่งข่าวสำหรับชาวอเมริกันเชื้อสายจีนที่อาศัยอยู่ในเมืองอาร์คาเดีย และเว็บไซต์นี้ถูกใช้เป็นช่องทางเผยแพร่บทความที่มีเนื้อหาเข้าข้างจีน

บทความชิ้นหนึ่งมีเนื้อหาปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการบังคับใช้แรงงานและการละเมิดสิทธิในมณฑลซินเจียงของจีนด้วย

โดมินิก ลาซซาเร็ตโต ผู้บริหารเมืองอาร์คาเดีย ชี้แจงผ่านทางเว็บไซต์ของเมืองว่า “ข้อกล่าวหาที่เป็นหัวใจสำคัญของคดีนี้ ซึ่งระบุว่ารัฐบาลต่างชาติพยายามใช้อิทธิพลเหนือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง และเราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกฯ อังกฤษระส่ำ รัฐมนตรีช่วยลาออกแล้ว 4 คน บีบให้ลงจากตำแหน่ง

นายกฯ อังกฤษระส่ำ รัฐมนตรีช่วยลาออกแล้ว 4 คน บีบให้ลงจากตำแหน่ง

13 พ.ค. 2569 02:43 น.

นายกฯ อังกฤษระส่ำ รัฐมนตรีช่วยลาออกแล้ว 4 คน บีบให้ลงจากตำแหน่ง

เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักให้ลาออก ล่าสุดบุคคลระดับรัฐมนตรีช่วยประกาศลาออกแล้ว 4 คน แต่ยังมี สส.อีกส่วนที่ยังสนับสนุนเขา

เมื่อ 12 พ.ค. 2569 รัฐมนตรีในรัฐบาลของ เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ ลาออกถึง 4 คนภายในเวลาใกล้เคียงกัน เพื่อกดดันให้เขาลาออกจากตำแหน่ง ท่ามกลางแรงกดดันอย่างหนักจากทั้งฝ่ายค้านและภายในพรรคของเขาเองที่มองว่า สตาร์เมอร์ขาดภาวะผู้นำ

การลาออกครั้งแรกของวันเริ่มจาก มีอัตตา ฟาห์นบุลเลห์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงชุมนุมและการเคหะ ซึ่งระบุในจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีว่า ประเทศกำลังเรียกร้องความเปลี่ยนแปลง แต่ “สาธารณชนไม่เชื่อมั่นว่าท่านจะสามารถนำพาความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ และข้าพเจ้าเองก็ไม่เชื่อเช่นกัน”

เจส ฟิลลิปส์ ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีด้านการคุ้มครองความปลอดภัยและต่อต้านความรุนแรงต่อสตรีและเด็กหญิง โดยแถลงต่อสตาร์เมอร์ว่า “การกระทำสำคัญกว่าคำพูด”

ตามมาด้วย อเล็กซ์ เดวีส์-โจนส์ ที่ประกาศลาออกในเวลาไล่เลี่ยกัน พร้อมทั้งเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี “กระทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ และกำหนดช่วงเวลาในการก้าวลงจากตำแหน่งให้ชัดเจน”

และรายล่าสุดคือ ซูเบียร์ อาเหม็ด รัฐมนตรีช่วยด้านความปลอดภัยและนวัตกรรมสุขภาพ โดยระบุว่า เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าสาธารณชนได้ “สูญเสียความเชื่อมั่นในตัวท่านในฐานะนายกรัฐมนตรีไปอย่างไม่อาจกู้คืนได้”

ทั้งนี้ เซอร์ สตาร์เมอร์กำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างรุนแรงให้ลาออกจากตำแหน่ง หลังจากพรรคแรงงานของเขาพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งล่าสุดอย่างยับเยิน โดยสูญเสียคะแนนเสียงให้แก่ทั้งพรรคฝ่ายซ้ายและพรรคฝ่ายขวา

สส. พรรคแรงงานมากกว่า 70–80 คน ออกมาเรียกร้องให้เขาลาออกอย่างเป็นทางการ หรือกำหนดช่วงเวลาในการลงจากตำแหน่งที่ชัดเจน โดยมองว่า สตาร์เมอร์ขาดภาวะผู้นำ, ล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ซบเซา และปัญหาการย้ายถิ่นฐานผิดกฎหมายที่เพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนั้น ยังมีกรณีอื้อฉาวเกี่ยวกับการแต่งตั้ง ปีเตอร์ แมนเดลสัน เป็นเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐฯ โดยเพิกเฉยต่อความเชื่อมโยงของแมนเดลสันกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินชื่อฉาวผู้ล่วงลับ ยิ่งทำให้ชื่อเสียงของสตาร์เมอร์ย่ำแย่ลงอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม แม้จะเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มสูงขึ้น แต่สตาร์เมอร์ยังคงปฏิเสธที่จะลาออก โดยระบุว่าการชิงชัยตำแหน่งผู้นำพรรคในขณะนี้จะนำพา “ความวุ่นวาย” มาสู่ประเทศ ขณะเดียวกัน สส. พรรคแรงงานอีกกว่า 100 คนได้ลงนามในจดหมายสนับสนุนเขาด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc