Unknown's avatar

About SoClaimon

สุทิน คล้ายมนต์; Sootin Claimon; สอ คล้ายมนต์; SoClaimon; Bangkok Thailand; KU23,1963; NCSU USA,1974; SoilFertilizer; ชมรมดินปุ๋ยบนเว็บ; ทำบล็อกแรก วันที่ 26 กันยายน 2552 เวลา 17.48 น.

ผู้อพยพจากโมร็อกโกทะลักเข้าแดนสเปนกว่า 49,000 คนใน 24 ชม. เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ราย

ผู้อพยพจากโมร็อกโกทะลักเข้าแดนสเปนกว่า 49,000 คนใน 24 ชม. เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ราย

31 ก.ค. 2569 16:33 น.

ผู้อพยพจากโมร็อกโกทะลักเข้าแดนสเปนกว่า 49,000 คนใน 24 ชม. เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ราย

กระทรวงมหาดไทยของสเปนเปิดเผยว่า มีผู้อพยพประมาณ 49,000 คน เดินทางข้ามพรมแดนทั้งทางบกและทางทะเลจากโมร็อกโกเข้าสู่เมืองเซวตา ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองของสเปนบนชายฝั่งแอฟริกาเหนือ ภายในช่วงเวลาเพียง 24 ชั่วโมง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 18 ราย รัฐบาลสเปนต้องตรึงกำลังทหารพร้อมรถถังคุมเข้ม และเตรียมผลักดันกลับอย่างเร่งด่วน

กระทรวงมหาดไทยสเปนเปิดเผยตัวเลขประเมินล่าสุดวันนี้ (31 ก.ค.) ว่า มีผู้อพยพเดินทางข้ามพรมแดนจากประเทศโมร็อกโกเข้าสู่เมืองเซวตา (Ceuta) ดินแดนปกครองตนเองของสเปน ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา รวมแล้วประมาณ 49,000 คน ภายในระยะเวลาเพียง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ผู้อพยพจำนวนมากใช้วิธีว่ายน้ำอ้อมเขื่อนกันคลื่นบริเวณชายหาดตาราฆาล (Tarajal) ระยะทางราว 5 กิโลเมตร ขณะที่อีกจำนวนมากพยายามเดินเท้าลัดเลาะเรียบแนวรั้วกั้นพรมแดน และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 18 ราย โดยมีสาเหตุทั้งจากการจมน้ำขณะว่ายน้ำข้ามแดนและการเหยียบกัน ในช่วงที่ฝูงชนพยายามเบียดเสียดข้ามกั้นพรมแดน

ผู้แทนสมาคมเจ้าหน้าที่พิทักษ์ดินแดนในพื้นที่ ระบุว่า “นี่คือวิกฤตการณ์มนุษยธรรมขั้นรุนแรง สถานการณ์เต็มไปด้วยความโกลาหล ผู้คนยังคงทะลักเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ศูนย์พักพิงเต็มล้นจนผู้คนรวมถึงเด็กที่ไม่มีผู้ปกครองต้องนอนตามสวนสาธารณะหรือฟุตบาท”

เพื่อรับมือกับคลื่นผู้อพยพมหาศาล กองทัพสเปนได้ส่งกำลังทหารพร้อมรถถัง เข้าปิดล้อมบริเวณจุดเชื่อมต่อชายหาดตาราฆาล เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ผู้อพยพกระจายตัวเข้าสู่ใจกลางเมือง และต้อนกลุ่มคนเหล่านี้ไปยังเขตนิคมอุตสาหกรรมตาราฆาลซึ่งมีโกดังขนาดใหญ่สำหรับกักตัว

สถานการณ์ความแออัดวิกฤตหนักในศูนย์พักพิงผู้อพยพชั่วคราว ซึ่งเดิมทีรองรับได้เพียง 512 คน แต่ปัจจุบันมีผู้อพยพเข้าไปอยู่แออัดมากกว่า 1,000 คน และยังมีผู้ตกค้างอยู่นอกศูนย์อีกนับพันราย รวมถึงศูนย์ดูแลเด็กและเยาวชนที่ระบบล่มสลายจนทางการต้องเปิดศูนย์พักพิงแห่งใหม่เพิ่มอีกหลายแห่ง

ด้านกระทรวงมหาดไทยสเปนเปิดเผยว่า ได้บรรลุข้อตกลงกับทางการโมร็อกโกแล้ว เพื่อเตรียมดำเนินการ “ส่งตัวกลับ” ผู้อพยพผิดกฎหมายทั้งหมดโดยเร็วที่สุด ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรี เปโดร ซานเชซ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เร่งเดินทางลงพื้นที่เมืองเซวตาเพื่อบัญชาการและแก้ไขวิกฤตการณ์บนดินแดนส่วนแยกแห่งนี้ด้วยตนเอง

สำหรับสาเหตุของการทะลักข้ามแดนครั้งใหญ่นี้ ยังไม่มีคำชี้แจงอย่างเป็นทางการจากฝั่งรัฐบาลโมร็อกโก อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สเปนส่วนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกี่ยวข้องกับคำตัดสินของศาลสูงสุดสเปนเมื่อช่วงต้นเดือน ที่ห้ามไม่ให้ทางการส่งตัวผู้อพยพที่มาทางทะเลกลับในทันทีโดยปราศจากกระบวนการทางกฎหมาย อย่างไรก็ดี นักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนมองว่า ผู้อพยพส่วนใหญ่ซึ่งเป็นชาวโมร็อกโก ไม่น่าจะรับรู้ถึงคำตัดสินทางกฎหมายดังกล่าว แต่อาจเกิดจากกระแสข่าวลือและการอพยพตามๆ กัน

ขณะเดียวกัน วิกฤตการณ์ครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบลามไปถึงประเทศเพื่อนบ้านในยุโรป โดย นายกรัฐมนตรี เจอร์เจีย เมโลนี ของอิตาลี ได้ออกมาขู่ว่าจะระงับความตกลงเชงเกน  หรือเขตเสรีการเดินทางกับสเปน เพื่อป้องกันพรมแดนและความปลอดภัยของพลเมืองอิตาลี แม้อิตาลีจะไม่ได้มีพรมแดนติดกับสเปนโดยตรงก็ตาม.

ที่มา Diario Área / Associated Press

สิงคโปร์สอบ “Massive Attack” วงดังอังกฤษ ชูธง-ตะโกนเชียร์ “ปาเลสไตน์” บนเวทีคอนเสิร์ต

สิงคโปร์สอบ "Massive Attack" วงดังอังกฤษ ชูธง-ตะโกนเชียร์ "ปาเลสไตน์" บนเวทีคอนเสิร์ต

31 ก.ค. 2569 14:58 น.

สิงคโปร์สอบ “Massive Attack” วงดังอังกฤษ ชูธง-ตะโกนเชียร์ “ปาเลสไตน์” บนเวทีคอนเสิร์ต

ตำรวจและสำนักงานพัฒนาสื่อสารสนเทศและสื่อของสิงคโปร์ เปิดการสอบสวนวงดนตรีอังกฤษ “Massive Attack” หลังสมาชิกวงชูธงปาเลสไตน์ และตะโกนคำว่า “ปลดปล่อยปาเลสไตน์” ระหว่างการแสดงคอนเสิร์ตในสิงคโปร์ ซึ่งอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนเงื่อนไขใบอนุญาตจัดการแสดงและกฎหมายเกี่ยวกับการแสดงสัญลักษณ์ของต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต

สำนักงานตำรวจสิงคโปร์ ร่วมกับองค์กรพัฒนาสื่อสารและสารสนเทศแห่งสิงคโปร์ (IMDA) ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งความและอยู่ระหว่างการดำเนินคดีสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการ เพื่อตรวจสอบว่าการกระทำของวงดนตรี “แมสซีฟ แอทแทก” (Massive Attack) เข้าข่ายฝ่าฝืนเงื่อนไขในการจัดแสดงหรือไม่

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในคอนเสิร์ตของทางวงซึ่งจัดขึ้นที่ The Star Performing Arts Centre ประเทศสิงคโปร์ โดยผู้เข้าชมคอนเสิร์ตระบุว่า สมาชิกของวงได้ตะโกนคำว่า “ปลดปล่อยปาเลสไตน์” บนเวที ส่งผลให้ผู้ชมในฮอลล์ร่วมตะโกนตามเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ คลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์ยังปรากฏภาพสมาชิกวง 2 คน ร่วมกันชูธงชาติปาเลสไตน์บนเวทีท่ามกลางเสียงเชียร์ของแฟนเพลง

ทั้งนี้ กฎหมายของประเทศสิงคโปร์ระบุไว้อย่างเข้มงวดว่า ห้ามมิให้มีการแสดงสัญลักษณ์หรือตราแผ่นดินของต่างชาติในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือได้รับการยกเว้นเป็นพิเศษ ผู้ฝ่าฝืนอาจต้องระโทษปรับสูงสุด 500 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 13,000 บาท) จำคุกสูงสุด 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ

ประเด็นความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและฮามาสถือเป็นเรื่องที่มีความอ่อนไหวสูงในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติและศาสนา ซึ่งประกอบด้วยชาวจีน 74%, ชาวมลายู 13.6%, ชาวอินเดีย 9% และอื่นๆ โดยมีประชากรนับถือศาสนาอิสลามราว 15%

ก่อนหน้านี้ในปี 2023 กระทรวงมหาดไทยสิงคโปร์เคยออกแถลงการณ์เตือนประชาชนเกี่ยวกับการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ต่อความขัดแย้งดังกล่าว โดยเน้นย้ำว่า “สันติภาพและความรักใคร่กลมเกลียวระหว่างเชื้อชาติและศาสนาในสิงคโปร์เป็นสิ่งที่ต้องร่วมกันปกป้อง เราต้องไม่ปล่อยให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายนอกประเทศเข้ามาส่งผลกระทบต่อความสงบสุขภายในประเทศของเรา”

นอกเหนือจากกรณีการชูธง ทางวง Massive Attack ยังระบุว่า พวกเขาจำเป็นต้องถอดเพลงบางเพลงออกจากลิสต์ที่จะใช้เล่นในคอนเสิร์ตครั้งนี้ โดยอ้างเพียงสั้นๆ ว่าเป็นผลมาจาก “กฎหมายท้องถิ่น” ซึ่งสื่อมวลชนกำลังอยู่ระหว่างการประสานงานกับ IMDA และผู้จัดงานอย่าง Lushington Entertainments เพื่อยืนยันข้อเท็จจริง

สำหรับ Massive Attack เป็นวงดนตรีแนวทริปฮอป ระดับรางวัลจากเมืองบริสตอล สหราชอาณาจักร ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1988 เจ้าของเพลงฮิตอย่าง Teardrop มีจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจนและเปิดเผยมาโดยตลอด โดยมักใช้วิดีโอประกอบการแสดงตั้งคำถามถึงประเด็นสงคราม ความขัดแย้งระดับโลก เช่น ในซูดาน กาซา และยูเครน รวมทั้งเคยออกมาประณามปฏิบัติการทางการทหารของอิสราเอลในฉนวนกาซาว่าเป็น “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” อีกด้วย.

ที่มา CNA / Reuters

เผยเศรษฐกิจเกาหลีเหนือขยายตัวเกิน 3% โตต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ผลพวงสัมพันธ์แนบแน่น “รัสเซีย-จีน”

เผยเศรษฐกิจเกาหลีเหนือขยายตัวเกิน 3% โตต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ผลพวงสัมพันธ์แนบแน่น "รัสเซีย-จีน"

31 ก.ค. 2569 14:14 น.

เผยเศรษฐกิจเกาหลีเหนือขยายตัวเกิน 3% โตต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ผลพวงสัมพันธ์แนบแน่น “รัสเซีย-จีน”

ธนาคารกลางเกาหลีใต้ประเมินว่า เศรษฐกิจเกาหลีเหนือขยายตัว 3.5% ในปี 2025 นับเป็นการเติบโตเกิน 3% ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 โดยมีปัจจัยสำคัญจากความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการทหารกับรัสเซีย การค้ากับจีนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงโครงการพัฒนาของรัฐบาลเกาหลีเหนือ ขณะที่รายได้ประชาชาติต่อหัวของเกาหลีเหนือคิดเป็นเพียง 3.6% ของเกาหลีใต้

รายงานจากธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของเกาหลีเหนือในปี 2025 ขยายตัว 3.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า หลังจากเติบโต 3.7% ในปี 2024 และ 3.1% ในปี 2023 ส่งผลให้มูลค่าจีดีพีที่แท้จริงของเกาหลีเหนือพุ่งสูงเกินระดับของปี 2017 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่สหประชาชาติจะยกระดับมาตรการคว่ำบาตรอย่างเข้มงวด

เนื่องจากรัฐบาลเกาหลีเหนือถือว่าข้อมูลสถิติทางเศรษฐกิจเป็นความลับขั้นสูงสุดของรัฐ BOK จึงต้องทำการประเมินตัวเลขเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือเป็นประจำทุกปีนับตั้งแต่ปี 1991 โดยอาศัยข้อมูลการข่าว และสถิติการค้าระหว่างประเทศเป็นหลัก

เจ้าหน้าที่ของ BOK ระบุว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องเป็นผลมาจากการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับรัสเซีย การค้าที่เพิ่มขึ้นกับจีน รวมถึงโครงการพัฒนาตามนโยบายระดับชาติของเกาหลีเหนือเอง

ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ และนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ได้ร่วมลงนามในสนธิสัญญาหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์เมื่อเดือนมิถุนายน 2024 โดยเกาหลีเหนือได้ส่งกำลังทหารเข้าร่วมการสู้รบในสงครามยูเครนประมาณ 15,000 นาย พร้อมทั้งสนับสนุนยุทธโธปกรณ์และกระสุนปืนใหญ่ให้แก่กองทัพรัสเซีย

เพื่อเป็นการตอบแทน รัสเซียได้ให้การสนับสนุนด้านการเงิน อาหาร พลังงาน และเทคโนโลยีทางการทหาร นอกจากนี้ รายได้ในรูปเงินตราต่างประเทศของเกาหลีเหนือยังพุ่งสูงขึ้นจากการส่งกำลังพลไปปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว

ด้านภาคอุตสาหกรรมที่เติบโตโดดเด่น ได้แก่ภาคเหมืองแร่และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่เติบโตขึ้น 4.9% ซึ่งได้อานิสงส์โดยตรงจากการเร่งผลิตอาวุธเพื่อส่งออกให้แก่รัสเซีย ส่วนภาคการก่อสร้าง ขยายตัว 6.3% จากการก่อสร้างอาคารที่ไม่ใช่อาคารพักอาศัย โครงการสาธารณูปโภคตามนโยบายพัฒนาภูมิภาคของรัฐบาล ที่ตั้งเป้าสร้างโรงพยาบาลทันสมัยใน 20 เมืองและอำเภอทุกปี รวมถึงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมต่อกับรัสเซีย เช่น สะพานข้ามแดนแห่งใหม่

ขณะที่ภาคการเกษตร ขยายตัว 3.6% และภาคบริการขยายตัว 1.8% โดยได้แรงหนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียที่เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การส่งออกของเกาหลีเหนือในปี 2025 พุ่งสูงขึ้นถึง 30% คิดเป็นมูลค่าราว 470 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ ขนสัตว์อุตสาหกรรม วิกผม ของเล่น และอุปกรณ์กีฬา สำหรับสัดส่วนในโครงสร้างเศรษฐกิจ ภาคเหมืองแร่และอุตสาหกรรมคิดเป็น 30.1% ของ จีดีพีทั้งหมด ตามด้วยภาคบริการ 29.6% และภาคการเกษตร 21.2%

ส่วนรายได้มวลรวมประชาชาติ (GNI) ของเกาหลีเหนือในปี 2025 อยู่ที่ 48.5 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 33,790 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเพียง 1.8% ของรายได้ประชาชาติรวมของเกาหลีใต้ ซึ่งมีมูลค่า 2,717.1 ล้านล้านวอน ส่วนรายได้ประชาชาติต่อหัวของชาวเกาหลีเหนืออยู่ที่ 1.87 ล้านวอน หรือเพียง 3.6% ของรายได้ต่อหัวชาวเกาหลีใต้ที่อยู่ที่ 52.57 ล้านวอน.

ที่มา Reuters / Yonhap / KBS

เหมืองถ่านหินปากีสถานระเบิด เสียชีวิตพุ่ง 34 ราย โอกาสพบผู้รอดชีวิตริบหรี่

เหมืองถ่านหินปากีสถานระเบิด เสียชีวิตพุ่ง 34 ราย โอกาสพบผู้รอดชีวิตริบหรี่

31 ก.ค. 2569 12:46 น.

เหมืองถ่านหินปากีสถานระเบิด เสียชีวิตพุ่ง 34 ราย โอกาสพบผู้รอดชีวิตริบหรี่

ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดภายในเหมืองถ่านหินในจังหวัดบาโลจิสถาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของปากีสถาน เพิ่มเป็นอย่างน้อย 34 ราย ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งค้นหาคนงานที่อาจติดอยู่ใต้ดิน ท่ามกลางความหวังที่เลือนราง โดยเชื่อว่าสาเหตุของเหตุครั้งนี้เกิดจากการสะสมของก๊าซมีเทนภายในเหมือง

สำนักงานบริหารจัดการภัยพิบัติประจำจังหวัดบาโลจิสถาน เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถนำร่างผู้เสียชีวิตออกจากเหมืองถ่านหินในพื้นที่โซรังจ์ ใกล้เมืองเควตตา เมืองเอกของจังหวัด ได้แล้วอย่างน้อย 34 ราย

เหตุระเบิดเกิดขึ้นเมื่อช่วงเที่ยงวันพฤหัสบดี (30 ก.ค.) ภายในเหมืองถ่านหิน ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองเควตตาประมาณ 50 กิโลเมตร โดยแรงระเบิดได้สร้างความเสียหายให้กับเหมืองที่อยู่ติดกันถึง 2 แห่ง และทำให้เกิดปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยที่ดำเนินต่อเนื่องตลอดทั้งคืน

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ปฏิบัติการค้นหายังคงดำเนินต่อไปเพื่อค้นหาและนำคนงานที่ยังติดอยู่ใต้ดินออกมา แม้ยังไม่สามารถยืนยันจำนวนผู้ที่อยู่ในเหมืองขณะเกิดเหตุได้อย่างชัดเจน เจ้าหน้าที่เชื่อว่าสาเหตุของการระเบิดน่าจะเกิดจากการสะสมของก๊าซมีเทนภายในเหมือง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของอุบัติเหตุในเหมืองถ่านหินทั่วโลก

ก่อนหน้านี้ นายมูฮัมหมัด อาติฟ หัวหน้าผู้ตรวจการเหมืองของจังหวัด เปิดเผยว่า ขณะเกิดเหตุมีคนงานอยู่ภายในเหมืองประมาณ 36 คน ด้านเจ้าหน้าที่กู้ภัยระบุว่าแม้ยังคงค้นหาผู้ที่อาจติดอยู่ภายในเหมือง แต่เวลาที่ผ่านไปนานกว่า 12 ชั่วโมง ประกอบกับสภาพภายในเหมืองทำให้โอกาสพบผู้รอดชีวิตมีน้อยลงอย่างมาก

อาห์เหม็ด ซาดา คนงานเหมืองซึ่งอยู่ในพื้นที่ เล่าว่า หลังได้ยินเสียงระเบิด คนงานเหมืองจำนวนหนึ่งรีบลงไปภายในอุโมงค์เพื่อช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานที่ติดอยู่ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ลงไปช่วยเหลือหลายคนกลับเสียชีวิตจากแรงระเบิดและสภาพอากาศภายในเหมืองเช่นกัน

บริเวณปากเหมืองเต็มไปด้วยญาติของผู้ประสบเหตุ คนงาน และเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่เฝ้ารอการค้นหา ขณะที่เจ้าหน้าที่ทยอยลำเลียงร่างผู้เสียชีวิตซึ่งบางรายมีเขม่าถ่านหินปกคลุมทั่วร่าง ออกจากอุโมงค์ด้วยเปลสนามก่อนนำส่งรถพยาบาลและรถขนย้ายศพ

อุบัติเหตุในเหมืองถ่านหินเกิดขึ้นบ่อยครั้งในปากีสถาน โดยเฉพาะในจังหวัดบาโลจิสถาน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตถ่านหินสำคัญของประเทศ แต่เหมืองจำนวนมากยังขาดระบบระบายอากาศ ระบบตรวจจับก๊าซ และอุปกรณ์ความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน

สหภาพแรงงานและองค์กรด้านสิทธิแรงงานวิพากษ์วิจารณ์ผู้ประกอบการเหมืองมาอย่างต่อเนื่องว่า ไม่บังคับใช้มาตรการด้านความปลอดภัยอย่างจริงจัง และจัดหาอุปกรณ์ป้องกันให้คนงานไม่เพียงพอ

แม้ต้องเผชิญความเสี่ยงสูงและค่าจ้างต่ำ แต่แรงงานหลายพันคนยังคงต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมเหมืองถ่านหินเพื่อเลี้ยงชีพ เนื่องจากจังหวัดบาลูจิสถาน ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดของปากีสถาน ยังคงเผชิญปัญหาความยากจน การว่างงาน และการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ล้าหลังกว่าพื้นที่อื่นของประเทศ แม้จะอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งถ่านหิน ทองคำ และทองแดงก็ตาม.

ที่มา AFP

รวบนักบินมาเลเซียลอบขนยาอีเข้าอินโดนีเซียกว่า 70,000 เม็ด เสี่ยงโทษประหารชีวิต

รวบนักบินมาเลเซียลอบขนยาอีเข้าอินโดนีเซียกว่า 70,000 เม็ด เสี่ยงโทษประหารชีวิต

31 ก.ค. 2569 12:14 น.

รวบนักบินมาเลเซียลอบขนยาอีเข้าอินโดนีเซียกว่า 70,000 เม็ด เสี่ยงโทษประหารชีวิต

ตำรวจอินโดนีเซียจับกุมนักบินสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ส ชาวมาเลเซียวัย 39 ปี หลังพบยาเสพติดกว่า 25 กิโลกรัม ซุกในกระเป๋าเดินทางที่สนามบินนานาชาติกรุงจาการ์ตา รวมยาอีมากกว่า 70,000 เม็ด พร้อมยาไอซ์และอุปกรณ์เสพ ผลตรวจปัสสาวะพบใช้ยาเสพติดหลายชนิด ขณะที่ผู้ต้องหารับสารภาพเคยลักลอบขนยาเสพติดมาแล้วก่อนหน้านี้ 2 ครั้ง หากศาลตัดสินว่ามีความผิด อาจต้องโทษประหารชีวิตตามกฎหมายอินโดนีเซีย

สำนักงานสืบสวนคดีอาชญากรรมแห่งชาติอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้จับกุมนักบินชาวมาเลเซียวัย 39 ปี ซึ่งระบุเพียงอักษรย่อ MSBO หลังพยายามลักลอบนำยาเสพติดจำนวนมากเข้าประเทศผ่านท่าอากาศยานนานาชาติซูการ์โน-ฮัตตา กรุงจาการ์ตา โดยผู้ต้องหาถูกจับกุมเมื่อช่วงค่ำวันอังคาร (28 ก.ค.) หลังเดินทางมาจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย และผ่านจุดตรวจสัมภาระที่อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ เทอร์มินัล 3

พล.ต.ต.เอโก ฮาดี ซันโตโซ ผู้อำนวยการกองปราบปรามยาเสพติดของกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ศุลกากรพบวัตถุต้องสงสัยจากเครื่องเอกซเรย์ จึงเปิดตรวจสอบกระเป๋าเดินทางของผู้ต้องหา ภายในพบยาอีบรรจุอยู่ใน 14 ห่อใหญ่ รวม 70,114 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 25,194.83 กรัม หรือประมาณ 25.2 กิโลกรัม นอกจากนี้ยังพบยาไอซ์ น้ำหนัก 2.74 กรัม และอุปกรณ์เสพที่มีคราบสารเมทแอมเฟตามีน

เจ้าหน้าที่ยังยึดของกลางอื่น ๆ ได้แก่ หนังสือเดินทางมาเลเซีย บัตรประชาชน ใบอนุญาตขับขี่ โทรศัพท์มือถือไอโฟน กระเป๋าสะพาย และเครื่องแบบนักบิน

จากการสอบสวน ผู้ต้องหารับสารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างจากผู้ประสานงานในมาเลเซียเป็นเงิน 50,000 ริงกิตมาเลเซีย (ราว 408,700 บาท) เพื่อขนยาเสพติดมายังกรุงจาการ์ตา เมื่อเดินทางถึงอินโดนีเซีย จะมีบุคคลอีกคน ซึ่งเชื่อว่าอยู่ในมาเลเซีย แจ้งสถานที่นัดหมายให้ผู้ร่วมขบวนการมารับยาเสพติดที่โรงแรมหรือที่พักของผู้ต้องหา

ผู้ต้องหายังรับว่า เคยทำหน้าที่เป็นผู้ลำเลียงยาเสพติดมาแล้ว 2 ครั้ง โดยครั้งแรกขนยาไอซ์ไปยังรัฐซาบาห์ของมาเลเซีย และครั้งที่สองลักลอบขนยาไอซ์หนัก 7 กิโลกรัม เข้ากรุงจาการ์ตา ส่วนครั้งล่าสุดเป็นการขนยาอีและยาไอซ์ แต่ถูกจับกุมเสียก่อน

ตำรวจเปิดเผยว่าผลตรวจปัสสาวะของผู้ต้องหาให้ผลเป็นบวก พบสารเสพติดหลายชนิด ได้แก่ เมทแอมเฟตามีน (ยาไอซ์), เอ็มดีเอ็มเอ (MDMA) ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ในยาอี และโคเคน

สื่อท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุเพิ่มเติมว่า ผู้ต้องหามีอาชีพเป็นนักบินของสายการบินระหว่างประเทศ และจากการสืบสวนพบว่า เขามีสารเสพติดอยู่ในร่างกายขณะทำหน้าที่บินเครื่องบินโดยสารขณะนี้ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวไว้ที่ศูนย์ควบคุมของสำนักงานสืบสวนคดีอาชญากรรมแห่งชาติอินโดนีเซียเพื่อดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม

เขาถูกแจ้งข้อหาตามมาตรา 113 วรรค 2 มาตรา 114 วรรค 2 และมาตรา 132 วรรค 1 ของกฎหมายยาเสพติดอินโดนีเซีย ฉบับที่ 35 ปี 2009 ซึ่งกำหนดโทษรุนแรงสำหรับการผลิต ครอบครอง และลักลอบค้ายาเสพติดในปริมาณมาก โดยในคดีร้ายแรงศาลสามารถพิพากษาลงโทษประหารชีวิตได้

อินโดนีเซียนับเป็นหนึ่งในประเทศที่บังคับใช้กฎหมายยาเสพติดเข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และยังคงมีโทษประหารชีวิตสำหรับผู้กระทำผิดในคดียาเสพติดร้ายแรง แม้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การบังคับใช้โทษประหารจะเกิดขึ้นไม่บ่อยนักก็ตาม.

ที่มา New Straits Times / ANTARA / AFP / Reuters

นักปีนเขาชื่อดัง “นิมาล ปูร์จา” สูญหายพร้อมคณะ 10 คน หลังหิมะถล่มบนยอดเขาบรอดพีกในปากีสถาน

นักปีนเขาชื่อดัง "นิมาล ปูร์จา" สูญหายพร้อมคณะ 10 คน หลังหิมะถล่มบนยอดเขาบรอดพีกในปากีสถาน

31 ก.ค. 2569 11:17 น.

นักปีนเขาชื่อดัง “นิมาล ปูร์จา” สูญหายพร้อมคณะ 10 คน หลังหิมะถล่มบนยอดเขาบรอดพีกในปากีสถาน

เกิดเหตุหิมะถล่มบนยอดเขา “บรอดพีก” ความสูง 8,047 เมตร ในเทือกเขาคาราโครัม ประเทศปากีสถาน ส่งผลให้นักปีนเขานานาชาติ 10 คน สูญหาย รวมถึง “นิมาล ปูร์จา” นักปีนเขาระดับโลกชาวเนปาล เจ้าของสถิติตะลุยพิชิตยอดเขาสูงกว่า 8,000 เมตรครบทั้ง 14 แห่งในเวลาเพียง 6 เดือน โดยเจ้าหน้าที่เตรียมเปิดปฏิบัติการค้นหาทันทีที่สภาพอากาศเอื้ออำนวย

เจ้าหน้าที่ด้านการปีนเขาของปากีสถานเปิดเผยว่า เหตุหิมะถล่มเกิดขึ้นเมื่อช่วงเที่ยงวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา บนยอดเขาบรอดพีก (Broad Peak) ซึ่งมีความสูง 8,047 เมตร ในเทือกเขาคาราโครัม ทางตอนเหนือของประเทศ หลังเกิดเหตุ คณะนักปีนเขาทั้งหมดขาดการติดต่อทันที และจนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถติดต่อสมาชิกในทีมได้ ทำให้เจ้าหน้าที่เกรงว่าทั้ง 10 คนอาจประสบอันตรายจากเหตุการณ์ดังกล่าว

สโมสรอัลไพน์แห่งปากีสถานระบุว่า ขณะนี้กำลังประสานงานกับรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อระดมเฮลิคอปเตอร์และทีมกู้ภัยเข้าสู่พื้นที่ทันทีที่สภาพอากาศและเงื่อนไขการบินเอื้ออำนวย

หนึ่งในผู้สูญหายคือ นิมาล “นิมส์” ปูร์จา นักปีนเขาชาวเนปาลวัย 43 ปี อดีตทหารกองทัพอังกฤษและหน่วยนาวิกโยธินราชนาวีอังกฤษ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักปีนเขาที่เก่งที่สุดในโลก

ปูร์จาสร้างประวัติศาสตร์เมื่อปี 2019 ด้วยการพิชิตยอดเขาที่มีความสูงเกิน 8,000 เมตรครบทั้ง 14 ยอดของโลกภายในเวลาเพียง 6 เดือนเศษ ทำลายสถิติเดิมที่ใช้เวลาถึง 7 ปี 10 เดือน และยังครองสถิติโลกกินเนสส์อีกหลายรายการจากการพิชิตยอดเขาสูงด้วยเวลาที่รวดเร็วที่สุด

ก่อนออกเดินทาง เขาโพสต์ข้อความผ่าน X ว่า เดิมตั้งใจจะปีนเพียงยอดเขาแกชเชอร์บรัม 2  แต่ตัดสินใจเพิ่มบรอดพีกเข้าในภารกิจ เพราะหากทำสำเร็จ จะเหลือเพียงยอดเดียวก็จะกลายเป็นบุคคลแรกของโลกที่พิชิตยอดเขาสูงกว่า 8,000 เมตรครบทั้ง 14 ยอด เป็นครั้งที่สองโดยไม่ใช้ออกซิเจนเสริม

สโมสรอัลไพน์แห่งปากีสถานระบุว่า คณะนักปีนเขาที่สูญหายประกอบด้วยสมาชิกจากหลายประเทศ ได้แก่ นักปีนเขาชาวเนปาล 5 คน นำโดยนิมส์ ปูร์จา, นักปีนเขาชาวปากีสถาน 1 คน คือ โซเฮล ซาคี จากแคว้นฮุนซา, นักปีนเขาชาวโอมาน 1 คน, นักปีนเขาชาวสหรัฐฯ 1 คน, นักปีนเขาชาวจีน 1 คน ซึ่งระบุชื่อว่า นายหวัง และนักปีนเขาต่างชาติอีก 1 คน ซึ่งยังไม่มีการเปิดเผยสัญชาติ

ล่าสุด หนังสือพิมพ์ Kantipur ของเนปาลรายงานว่า อุปกรณ์ติดตามตำแหน่งของปูร์จายังแสดงการเคลื่อนไหวอยู่ โดยมิงมา กียาบู เชอร์ปา หุ้นส่วนธุรกิจของปูร์จา ระบุว่าตำแหน่งในระบบยังมีการเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นการเคลื่อนที่ของตัวนักปีนเขาเองหรือเกิดจากปัจจัยอื่น

บรอดพีกเป็นยอดเขาที่สูงเป็นอันดับ 12 ของโลก และเป็นหนึ่งในยอดเขาความสูงเกิน 8,000 เมตร หรือที่นักปีนเขาเรียกว่า “เขตมรณะ” เนื่องจากระดับออกซิเจนเบาบางจนร่างกายมนุษย์ไม่สามารถดำรงชีวิตได้เป็นเวลานาน

ยอดเขาแห่งนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในเส้นทางปีนเขาที่ท้าทายและอันตรายที่สุดของโลก ทั้งจากสภาพอากาศที่แปรปรวน หิมะถล่ม และภูมิประเทศที่ยากลำบาก โดยในปี 2022 ยังเป็นแรงบันดาลใจให้สารคดีและภาพยนตร์ของเน็ตฟลิกซ์เรื่อง “Broad Peak” ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวของนักปีนเขาชาวโปแลนด์ที่พยายามพิชิตยอดเขาแห่งนี้ในฤดูหนาว

ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ปากีสถานยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมเริ่มภารกิจค้นหาและกู้ภัยทันทีที่สภาพอากาศเปิด เพื่อค้นหานักปีนเขาทั้ง 10 คน ซึ่งยังคงมีสถานะสูญหาย.

ที่มา BBC

ฮามาสยอมปลดอาวุธตามแผนสหรัฐ “ทรัมป์” ประกาศข้อตกลงสันติภาพกาซาระยะใหม่ อิสราเอลยังไม่ตอบรับ

ฮามาสยอมปลดอาวุธตามแผนสหรัฐ “ทรัมป์” ประกาศข้อตกลงสันติภาพกาซาระยะใหม่ อิสราเอลยังไม่ตอบรับ

31 ก.ค. 2569 10:55 น.

ฮามาสยอมปลดอาวุธตามแผนสหรัฐ “ทรัมป์” ประกาศข้อตกลงสันติภาพกาซาระยะใหม่ อิสราเอลยังไม่ตอบรับ

กลุ่มฮามาสประกาศยอมรับแผนปลดอาวุธทั้งหมดในฉนวนกาซาตามข้อเสนอของ “คณะกรรมการสันติภาพ” ที่ได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระยะที่สองของแผนหยุดยิงและฟื้นฟูกาซา โดยมีเงื่อนไขให้อิสราเอลถอนทหารออกจากพื้นที่อย่างเป็นขั้นตอน อย่างไรก็ตาม อิสราเอลยังไม่แสดงท่าทีตอบรับ และระบุว่าเงื่อนไขบางส่วนยังไม่เป็นไปตามข้อเรียกร้องของตน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศว่า “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ได้บรรลุข้อตกลงกับกลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธอื่น ๆ ในฉนวนกาซา เพื่อให้มีการปลดอาวุธอย่างสมบูรณ์ ถือเป็นความคืบหน้าครั้งสำคัญของแผนสันติภาพกาซาที่สหรัฐฯ เป็นผู้ผลักดัน

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของฮามาสเปิดเผยกับสำนักข่าวบีบีซีว่า กลุ่มฮามาสเห็นชอบต่อแผนปลดอาวุธทั้งหมดในกาซา และจะออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้ ขณะที่คณะกรรมการสันติภาพระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นผลจากการเจรจาอย่างเข้มข้นตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา และขณะนี้เข้าสู่ขั้นตอนการปฏิบัติจริง

ข้อตกลงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของระยะที่สองของแผนหยุดยิงในฉนวนกาซาที่สหรัฐฯ เป็นคนกลาง โดยมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การปลดอาวุธของฮามาส การถอนกำลังทหารอิสราเอลออกจากกาซา และการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากสงคราม

ทรัมป์ระบุผ่านทรูธโซเชียลว่า เมื่อกระบวนการปลดอาวุธเสร็จสิ้น อิสราเอลจะถอนทหารออกจากกาซา และกองกำลังรักษาเสถียรภาพระหว่างประเทศ จะร่วมกับตำรวจปาเลสไตน์ชุดใหม่ในการดูแลความมั่นคงของพื้นที่ เพื่อให้กาซาปลอดภัยทั้งต่อประชาชนและประเทศเพื่อนบ้าน

แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาเปิดเผยว่า อาวุธหนักที่เหลือของฮามาสจะถูกจัดเก็บและตรวจสอบภายใต้การกำกับดูแลของฝ่ายปาเลสไตน์ โดยกลุ่มติดอาวุธขนาดเล็กจะเป็นฝ่ายปลดอาวุธก่อน จากนั้นฮามาสจะทยอยยุบโครงสร้างทางทหาร รวมถึงอุโมงค์ คลังอาวุธ และโรงงานผลิตอาวุธ ซึ่งเป็นกระบวนการที่คาดว่าจะใช้เวลานาน

แผนดังกล่าวยังวางระบบตรวจสอบแบบ “ไม่ไว้วางใจฝ่ายใด” หรือ Zero Trust โดยทั้งฮามาสและอิสราเอลจะไม่สามารถก้าวสู่ขั้นตอนถัดไปได้ หากอีกฝ่ายยังไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงครบถ้วน

ด้านเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ แสดงความเชื่อมั่นว่า อิสราเอลจะปฏิบัติตามแผน 20 ข้อที่เคยเห็นชอบไว้ก่อนหน้านี้ แต่หากอิสราเอลปฏิเสธการถอนกำลัง ทรัมป์จะรู้สึก “ผิดหวังอย่างมาก”

อย่างไรก็ตาม มีรายงานจากสื่ออิสราเอลว่า รัฐบาลอิสราเอลยังไม่พอใจกับเงื่อนไขของข้อตกลง โดยยืนยันว่าการปลดอาวุธของฮามาสต้องครอบคลุมถึงการนำอาวุธทั้งหมดออกจากฉนวนกาซา และต้องทำให้พื้นที่ปลอดทหารอย่างสมบูรณ์ก่อนเข้าสู่กระบวนการทางการเมือง

คาดว่าในเร็ว ๆ นี้ กรุงไคโรของอียิปต์จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมของประเทศคนกลาง ซึ่งประกอบด้วยสหรัฐฯ กาตาร์ ตุรกี และอียิปต์ เพื่อหารือรายละเอียดของระยะที่สองของข้อตกลงหยุดยิงและกระบวนการฟื้นฟูกาซา

สงครามในฉนวนกาซาปะทุขึ้นหลังกลุ่มฮามาสโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในอิสราเอลราว 1,200 คน และมีตัวประกัน 251 คน ขณะที่ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในกาซาทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 73,000 คน ตามข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขกาซาที่อยู่ภายใต้การบริหารของฮามาส ซึ่งองค์การสหประชาชาติระบุว่าตัวเลขดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือ.

ที่มา BBC / AFP

รายได้ท่องเที่ยวจอร์เจียลด หลังนทท.ตะวันออกกลางลดฮวบ ขณะสหรัฐฯ-อังกฤษยังคงแนะนำพลเมืองระมัดระวัง

รายได้ท่องเที่ยวจอร์เจียลด หลังนทท.ตะวันออกกลางลดฮวบ ขณะสหรัฐฯ-อังกฤษยังคงแนะนำพลเมืองระมัดระวัง

31 ก.ค. 2569 10:47 น.

รายได้ท่องเที่ยวจอร์เจียลด หลังนทท.ตะวันออกกลางลดฮวบ ขณะสหรัฐฯ-อังกฤษยังคงแนะนำพลเมืองระมัดระวัง

รายได้ท่องเที่ยวจอร์เจียลดลง 3.8% หลังนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางลดฮวบ ขณะที่ทั้งสหรัฐและอังกฤษยังคงคำแนะนำสำหรับพลเมืองให้เพิ่มความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเข้าไปในบางพื้นที่

ภาคการท่องเที่ยวของจอร์เจียเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว หลังรายได้จากการท่องเที่ยวในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ลดลง 3.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เหลือ 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีสาเหตุหลักจากจำนวนนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางที่ลดลงอย่างมาก ขณะที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรยังคงออกคำแนะนำให้นักเดินทางเพิ่มความระมัดระวังเมื่อเดินทางไปยังจอร์เจีย

ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์เศรษฐกิจ Galt & Taggart ระบุว่า จำนวนนักท่องเที่ยวจากอิหร่านลดลงถึง 65.1% ขณะที่นักท่องเที่ยวจากซาอุดีอาระเบียลดลง 61.9% และนักท่องเที่ยวจากตุรกีลดลง 10.9%

อย่างไรก็ตาม การหดตัวดังกล่าวได้รับการชดเชยบางส่วนจากรายได้ของนักท่องเที่ยวจากสหภาพยุโรป (EU) ที่เพิ่มขึ้น 12.1% รัสเซียเพิ่มขึ้น 10.1% ยูเครนเพิ่มขึ้น 49.8% และอาเซอร์ไบจานเพิ่มขึ้น 10.3%

เมื่อรวมช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จอร์เจียมีรายได้จากการท่องเที่ยว 1.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 2% จากปีก่อน ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ารายได้ตลอดทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ 4.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ข้อมูลจากธนาคารแห่งชาติจอร์เจียยังระบุว่า นักท่องเที่ยวจากอิสราเอลเป็นกลุ่มที่ใช้จ่ายสูงที่สุด เฉลี่ย 1,519 ดอลลาร์สหรัฐต่อทริป รองลงมาคือซาอุดีอาระเบีย 1,469 ดอลลาร์สหรัฐ ยูเครน 1,429 ดอลลาร์สหรัฐ และนักท่องเที่ยวจากสหภาพยุโรป 1,347 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน

ในช่วง 6 เดือนแรกของปี มีชาวรัสเซียเดินทางเข้าจอร์เจียกว่า 610,800 คน สร้างรายได้รวม 307 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเฉลี่ย 503 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน ขณะที่นักท่องเที่ยวจากสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรมีจำนวน 249,200 คน แต่สร้างรายได้รวมสูงถึง 336 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนสูงกว่านักท่องเที่ยวชาวรัสเซียเกือบ 2.7 เท่า

สหรัฐฯ และอังกฤษแนะเพิ่มความระมัดระวัง แม้ยังไม่ยกระดับคำเตือน

แม้ว่าจอร์เจียยังคงได้รับการจัดอันดับจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ให้อยู่ในระดับ Level 1: Exercise Normal Precautions หรือ “ใช้ความระมัดระวังตามปกติ” ซึ่งเป็นระดับคำแนะนำการเดินทางต่ำที่สุด แต่ทางการสหรัฐฯ ยังคงเตือนไม่ให้เดินทางไปยัง แคว้นอับคาเซีย (Abkhazia) และ แคว้นเซาท์ออสซีเชีย (South Ossetia) ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทที่อยู่ภายใต้การยึดครองของรัสเซีย เนื่องจากมีความเสี่ยงด้านความมั่นคง การก่ออาชญากรรม การควบคุมตัว และยังมีทุ่นระเบิดหรือวัตถุระเบิดที่ยังไม่ถูกเก็บกู้ในบางพื้นที่

ด้านกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักร ก็มีคำแนะนำในทิศทางเดียวกัน โดยระบุว่าไม่ควรเดินทางเข้าไปในสองภูมิภาคดังกล่าว รวมถึงพื้นที่ใกล้แนวแบ่งเขตการปกครอง พร้อมแนะนำให้นักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงการชุมนุมทางการเมืองในกรุงทบิลิซี ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่แจ้งล่วงหน้า และติดตามประกาศจากทางการอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ รัฐบาลอังกฤษยังแนะนำให้นักท่องเที่ยวระมัดระวังการล้วงกระเป๋าในระบบขนส่งสาธารณะและสถานที่ท่องเที่ยวที่มีผู้คนหนาแน่น ไม่วางเครื่องดื่มทิ้งไว้โดยไม่มีคนดูแลในสถานบันเทิง ใช้บริการรถแท็กซี่ผ่านแอปพลิเคชันที่น่าเชื่อถือแทนการเรียกรถริมถนน และเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ เนื่องจากผู้ใช้รถใช้ถนนบางส่วนขับรถค่อนข้างหวาดเสียว ขณะที่ถนนในพื้นที่ชนบทหลายแห่งมีไฟส่องสว่างและป้ายจราจรไม่เพียงพอ

แม้คำแนะนำด้านการเดินทางของสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรจะไม่ได้มีการยกระดับในช่วงที่ผ่านมา แต่ข้อมูลดังกล่าวได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังจอร์เจียตกเป็นกระแสข่าวในหลายประเทศ และเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับผู้ที่วางแผนเดินทางไปเยือนประเทศในภูมิภาคคอเคซัสแห่งนี้.

ที่มา : aliber.azUS department of stateGOV.uk

ฮือฮา พบซากแมมมอธขนยาว สูงเกือบ 5 เมตร ฝังในโคลน หลังแม่น้ำดานูบลดระดับ

ฮือฮา พบซากแมมมอธขนยาว สูงเกือบ 5 เมตร ฝังในโคลน หลังแม่น้ำดานูบลดระดับ

31 ก.ค. 2569 09:56 น.

ฮือฮา พบซากแมมมอธขนยาว สูงเกือบ 5 เมตร ฝังในโคลน หลังแม่น้ำดานูบลดระดับ

นักโบราณคดีของบัลแกเรีย เร่งขุดค้นและเก็บกู้ซากสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่เชื่อว่าเป็น แมมมอธขนยาว หลังระดับน้ำในแม่น้ำดานูบลดลง จนเผยให้เห็นกระดูกโผล่ขึ้นมาบริเวณริมฝั่งใกล้หมู่บ้านไรยาโฮโว 

ผลการประเมินเบื้องต้นระบุว่า ซากที่ค้นพบมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นของแมมมอธขนยาว สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดมหึมาที่เคยอาศัยอยู่ทั่วทวีปยุโรปในยุคน้ำแข็ง โดยจนถึงขณะนี้ นักวิจัยสามารถขุดพบ กระดูกขากรรไกรล่าง งายาว กระดูกสะบัก ซี่โครง และชิ้นส่วนกระดูกอีกหลายชิ้น พร้อมเชื่อว่ายังมีโครงกระดูกอีกเป็นจำนวนมากฝังอยู่ใต้ดิน รอการขุดค้นในอนาคต

นายคราสซิเมียร์ คีรอฟ ภัณฑารักษ์แผนกธรรมชาติวิทยาของพิพิธภัณฑ์เปิดเผยว่า แมมมอธตัวนี้มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษมีความสูงเกือบ 5 เมตร และมีน้ำหนักมากกว่า 7-8 ตัน พร้อมตั้งข้อสันนิษฐานว่า ซากของมันอาจถูกกระแสน้ำในแม่น้ำดานูบพัดพามาสะสมในบริเวณนี้ ซึ่งตลอดหลายพันปีที่ผ่านมาเป็นแหล่งทับถมของซากสัตว์ยุคก่อนประวัติศาสตร์จำนวนมาก

ด้านนางฮริสตินา อิวาโนวา นายกเทศมนตรีหมู่บ้านไรยาโฮโวกล่าวว่า พื้นที่ริมแม่น้ำแห่งนี้เคยมีการค้นพบโบราณวัตถุและซากสัตว์มาแล้วหลายครั้ง ทั้งเศษภาชนะดินเผาและวัตถุโบราณอื่น ๆ สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่แห่งนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า แมมมอธขนยาวเป็นสัตว์ที่มีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ 500,000-800,000 ปีก่อน และสูญพันธุ์ไปเมื่อราว 7,000-10,000 ปีก่อน ขณะที่ซากกระดูกที่เพิ่งถูกค้นพบมีสภาพเปราะบาง เนื่องจากแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานาน การนำขึ้นจากน้ำจึงต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันความเสียหายเมื่อสัมผัสอากาศ

หลังเสร็จสิ้นกระบวนการอนุรักษ์และการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ซากแมมมอธชุดนี้มีแผนจะนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์อีโคมิวเซียม ในเมืองรูเซ หากสภาพของชิ้นส่วนกระดูกเอื้ออำนวย

การค้นพบครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหลักฐานสำคัญที่ช่วยต่อภาพโลกยุคก่อนประวัติศาสตร์ของยุโรป และอาจนำไปสู่การค้นพบโครงกระดูกแมมมอธที่สมบูรณ์ยิ่งกว่านี้ หากการขุดค้นในพื้นที่ยังคงดำเนินต่อไป.

ที่มา : Reuters

ย้อนรอยโศกนาฏกรรมในจอร์เจีย นักท่องเที่ยว-แรงงานต่างชาติเคยเสียชีวิตหมู่จากก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์

ย้อนรอยโศกนาฏกรรมในจอร์เจีย นักท่องเที่ยว-แรงงานต่างชาติเคยเสียชีวิตหมู่จากก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์

31 ก.ค. 2569 09:46 น.

ย้อนรอยโศกนาฏกรรมในจอร์เจีย นักท่องเที่ยว-แรงงานต่างชาติเคยเสียชีวิตหมู่จากก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์

หลังการเสียชีวิตของ ฮลุน โซโล่ ยูทูบเบอร์ไทยในประเทศจอร์เจียอย่างปริศนา ทำให้หลายฝ่ายย้อนนึกถึงเหตุโศกนาฏกรรมที่มีผู้เสียชีวิตจากก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์พร้อมกัน 12 คนในจอร์เจียเมื่อหลายปีก่อน

จนถึงตอนนี้ สาเหตุการเสียชีวิตของ ฮลุน โซโล่ ยังไม่ปรากฏแน่ชัด แต่จากข้อมูลที่สื่อต่างชาติระบุว่าเขาเสียชีวิตเหมือนนอนหลับ และไม่มีร่องรอยการถูกทำร้ายร่างกาย จึงมีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะเกิดจากการสูดดมก๊าซกำมะถันจากบ่อน้ำพุร้อนที่มีอยู่โดยรอบที่พัก หรือมีการรั่วไหลของก๊าซบางชนิดที่ทำให้เขาสูดดมเข้าไปหรือไม่ ซึ่งจากการค้นหาข้อมูลข่าวย้อนหลังก็พบว่าเคยเกิดเหตุการณ์การเสียชีวิตหมู่จากสูดดมก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ในจอร์เจียมาแล้วเมื่อ 14 ธันวาคม 2024 

โดยเหตุโศกนาฏกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นที่เมืองสกีรีสอร์ต กูดาอูรี แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของจอร์เจีย เจ้าหน้าที่พบผู้เสียชีวิต 12 ราย ภายในอาคารที่พักเหนือร้านอาหารอินเดีย ประกอบด้วยชาวอินเดีย 11 คน และชาวจอร์เจีย 1 คน

ผลการสอบสวนเบื้องต้นของกระทรวงมหาดไทยจอร์เจียระบุว่า ผู้เสียชีวิตทั้งหมดไม่มีร่องรอยการถูกทำร้ายหรือบาดแผลจากความรุนแรง โดยเชื่อว่าสาเหตุเกิดจากการได้รับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งรั่วไหลจากเครื่องปั่นไฟที่ถูกนำมาเปิดใช้งานใกล้ห้องนอน หลังระบบไฟฟ้าของอาคารขัดข้อง

ในบรรดาผู้เสียชีวิตมีนายซามีร์ กุมาร์ ชายชาวอินเดียวัย 26 ปี ซึ่งเพิ่งย้ายมาทำงานในจอร์เจียได้ไม่นาน และเสียชีวิตก่อนวันคล้ายวันเกิดเพียงหนึ่งวัน รวมถึงคู่สามีภรรยา ราวินเดอร์ ซิงห์ และกูรวินเดอร์ กอร์ ที่เดินทางมาจอร์เจียเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่

ทางการจอร์เจียระบุว่า กำลังพิจารณาว่าจะดำเนินคดีในข้อหาประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือไม่ หากพบว่ามีผู้ละเลยมาตรการด้านความปลอดภัย

ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ เป็นก๊าซไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และไม่มีรส จนได้รับฉายาว่าฆาตกรเงียบ โดยเกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่ไม่สมบูรณ์ เช่น เครื่องยนต์ เครื่องปั่นไฟ เตาแก๊ส หรืออุปกรณ์ให้ความร้อน เมื่อสูดดมเข้าไป ก๊าซจะเข้าไปขัดขวางการลำเลียงออกซิเจนในกระแสเลือด ทำให้หมดสติ และอาจเสียชีวิตได้หากได้รับในปริมาณมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ปิดที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก

แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะเป็นคนละกรณีกับการเสียชีวิตของยูทูบเบอร์ชาวไทย แต่ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุสะเทือนขวัญที่สะท้อนให้เห็นถึงอันตรายของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ และความสำคัญของการใช้อุปกรณ์ที่ก่อให้เกิดการเผาไหม้อย่างปลอดภัยภายในอาคารหรือที่พัก.

ที่มา : BBC