‘ยูนิลีเวอร์’ ชวนคุณเริ่มต้นสิ่งดีๆ รับปีใหม่ กับโปรโมชั่นในแคมเปญ ‘Shopee 2.2 Free Shipping Sale’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/548520

'ยูนิลีเวอร์'ชวนคุณเริ่มต้นสิ่งดีๆ รับปีใหม่ กับโปรโมชั่นในแคมเปญ 'Shopee 2.2 Free Shipping Sale'

‘ยูนิลีเวอร์’ชวนคุณเริ่มต้นสิ่งดีๆ รับปีใหม่ กับโปรโมชั่นในแคมเปญ ‘Shopee 2.2 Free Shipping Sale’

วันพุธ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2564, 17.09 น.

เปิดปีใหม่มา หลายคนตั้งปณิธานว่าอยากจะเป็น “คุณคนใหม่” โดยเฉพาะสาวๆ ต้องมี Wish list ที่อยากให้ตัวเองดูดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น สุขภาพกายที่ดีขึ้น ออกกำลังกายมากขึ้น กินอาหารที่ดีมีประโยชน์ พยายามเครียดให้น้อยลง ปล่อยวางแล้วออกไปหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ และที่ขาดไม่ได้ นั่นคือ การทำอย่างไรให้ตัวเองดูสวยสดใสกว่าเดิม

“ความสวย” ไม่ได้จำกัดแค่ว่า แต่งหน้าสวย แต่งตัวเป็น แต่นิยามของคำว่า “ความสวย” ในยุคนี้ จะต้องหลวมรวมจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอก ที่จะทำให้เปล่งประกายดูดี “มีออร่า” ในแบบของคุณ สามารถสะกดสายตา และทำให้คนรอบข้าง ของคุณสัมผัสหรือรู้สึกได้ว่าคุณปรับและเปลี่ยนตัวเองไปในทางที่ดีอย่างไรบ้าง ครั้งนี้ ยูนิลีเวอร์ อาสาเป็นผู้ช่วย ชวนคุณเริ่มต้นสิ่งดีๆ รับปีใหม่ ด้วยไอเท็มที่ต้องมีไว้!!! ให้คุณสวยสะกดตาเปล่งออร่ามากกว่าปีไหนๆ กับโปรโมชั่นสุดเลอค่า   ในแคมเปญ Shopee 2.2 Free Shipping Sale

บอกลาผิวแห้ง ดูแล้วขาดชีวิตชีวา

ช่วงนี้ หลายๆ คนต้องใช้เวลาส่วนมากอยู่หน้าจอเป็นส่วนใหญ่ เพื่อทำงานหรือว่าเรียนออนไลน์ จนทำให้หลายๆ คนลืมที่จะต้องดูแลตัวเอง อย่างสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่าการดื่มน้ำ ซึ่งความมหัศจรรย์ของ “น้ำ” คือตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้ผิวดีขึ้น ชุ่มฉ่ำขึ้น โดยดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพออย่างน้อย 1.5 – 2.0 ลิตร เป็นประจำทุกวัน ใช้วิธีการจิบบ่อยๆ แทนการดื่มทีละมากๆ เพราะนอกจากจะช่วยเรื่องรักษาสมดุล pH  พร้อมล้างของเสียออกจากร่างกาย ยังจะทำให้เราหมดกังวลเรื่องริ้วรอยเหี่ยวย่น เพราะน้ำจะช่วยหล่อเลี้ยงเซลล์ผิวให้เต่งตึง ชุบชีวิตผิวให้เปล่งประกายจากภายใน ไม่แห้งเหี่ยวและหย่อนคล้อยนั่นเอง

นอกจากการดูแลผิวด้วยการดื่มน้ำแล้ว ควรมีตัวช่วยอื่นเสริม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการใช้การใช้โลชั่นบำรุงผิว เพิ่มความชุ่มชื้น หรือกระตุ้นสร้างความชุ่มชื้นให้เกิดขึ้นในชั้นผิวอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วย วาสลีน โลชั่น ดีพ รีสโตร์ (Vaseline Body Lotion Deep Restore) ขวดสีเหลือง เพื่อผิวกระจ่างใส มีส่วนผสมของ AHA และ โปร-เรตินอล พร้อมคุณประโยชน์ 10 ประการ บำรุงล้ำลึก พร้อมปรนนิบัติผิวเนียนสวย ดูมีชีวิตชีวา 

เครียดง่าย วายร้ายทำลายผิว

โลกยุคดิสรัปชั่น แถมพ่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เชื่อว่า เป็นตัวกระตุ้นให้คนเกิดความเครียดมากขึ้น ต้องทำงานแข่งกับเวลามากยิ่งขึ้น ความเครียดนี่แหละ ถือเป็นสาเหตุหลักที่ทำลายผิวและสุขภาพทั้งภายนอกและภายในได้ในระยะยาว เพราะเมื่อเราเกิดความเครียด ร่างกายจะหลั่งสารเคมีออกมาตัวหนึ่ง ชื่อว่า ฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ศัตรูตัวฉกาจของคอลลาเจนในชั้นผิว และหากยิ่งเครียด แล้วอดนอนหรือ นอนไม่หลับ จะส่งผลให้เกิดการขัดขวางกระบวนการฟื้นฟูซ่อมแซมผิวต่างๆ ทำให้วงจรการผลัดเซลล์ผิวเก่าไม่เป็นไปตามธรรมชาติ ส่งผลให้ผิวดูโทรม หมองคล้ำ และแห้งกร้านจากการทับถมของเซลล์ผิวที่ตายแล้ว

เพราะฉะนั้น เริ่มต้นปีนี้ ต้องรู้จักปรับสมดุลและรู้จักการบริหารนาฬิกาชีวิตในแต่ละวัน  โดยจะต้องรู้เท่าทันอารมณ์ของตน และ “ปล่อยวาง” ให้มากยิ่งขึ้น ควรตระหนักไว้เสมอว่า ถ้าคุณเครียด ผิวคุณก็เครียดไปด้วย นอกจากบริหารจิตใจแล้ว อีกหนึ่งวิธีแก้ปัญหา ผิวเครียดช่วยลดเลือนริ้วรอยที่ทำให้คุณดูไม่สดใส ลองใช้ พอนด์ส เอจ มิราเคิล อัลทิเมท ยูธ เอสเซนส์ (Pond’s Age Miracle Ultimate Youth Essence) ให้คุณเผยผิว   เปล่งประกายความอ่อนเยาว์ ริ้วรอยดูลดเลือน ผิวใส เนียนนุ่ม ดูอ่อนเยาว์

ผลัดเซลล์ผิว กระตุ้นให้ผิวกระจ่างใส

เมื่อคนเราอายุมากขึ้น ความสามารถและระบบการแบ่งตัวของเซลล์ผิวจะไม่ค่อยดี  และลดน้อยลง เซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วมักจะไม่ยอมหลุดหรือผลัดออกไปง่ายๆ หนำซ้ำ   ยิ่งจะมีการเกาะกลุ่มรวมตัวกัน เป็นตัวการขัดขวางไม่ให้เซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาทดแทน  จนทำให้ผิวเกิดความหมองคล้ำ เกิดปัญหาสิวอุดตัน รวมถึงปัญหาผิวอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้น การดูแลตัวเองด้วยการผลัดเซลล์ผิว จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะคืนความสดใสให้กับผิวของคุณ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการเลือกหาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะและตรงกับสภาพผิวของตนเองเพื่อให้ได้ผลลัพธ์และเสริมประสิทธิภาพการผลัดเซลล์ผิวที่ดีขึ้น

ผลัดเซลล์ผิวด้วยตัวคุณเองง่ายๆ ด้วย พอนด์ส เพียว ไวท์ โพลูชั่น ดีท็อกซ์ เฟเซียล โฟม (Pond’s Pure White Anti Pollution Facial Foam) ที่ช่วยทำความสะอาดได้อย่างล้ำลึกถึงรูขุมขน ด้วยส่วนผสมของ แอ็คทิเวตเท็ด คาร์บอน ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยดูดซับ สิ่งสกปรก และมลภาวะตกค้างจากฝุ่นและควัน ช่วยปรับผิวให้ดูเรียบเนียน และสะอาดกระจ่างใสขึ้น

สะกดใจตัวเองให้ได้ ลุกขึ้นมาออกกำลังกาย เพื่อตัวคุณเอง

หากยังจะเอาพฤติกรรมเก่าๆ ที่สะสมจากหลายๆ ปีที่ผ่านมา ติดมาด้วย โดยไม่คิดเปลี่ยนแปลงอะไร แน่นอนว่า ไม่มีทางจะเป็นคุณคนใหม่ได้อย่างที่ตั้งใจไว้แน่นอน หลายๆ คนพอใช้เวลาอยู่บ้านนานๆ โดนไม่ได้ทำกิจกรรมที่ต้องแอ็คทีฟ ก็จะติดกับดัก “ผลัดวันประกันพรุ่ง” กับเรื่องของการออกกำลังกาย จนทำให้ละเลยในสิ่งที่เป็นตัวช่วย ชั้นเยี่ยมที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสุขภาพกายและใจของคุณในระยะยาว 

ปีนี้ ต้องรู้จักสะกดใจ ตั้งมั่นเป้าหมายในการลุกขึ้นมาออกกำลังกาย เพื่อเรียกเหงื่อ กระตุ้นอะดรีนาลีน และ เอ็นโดรฟิน เพื่อฟื้นฟูร่างกาย โดยเลือกรูปแบบหรือกิจกรรมที่ชอบ ทำได้ง่ายๆ จากที่บ้าน และเหมาะสมกับตัวเองให้มากที่สุด โดยแนะนำให้ออกกำลังกายอย่างน้อย 20-30 นาทีต่อวัน ทำอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ ที่สำคัญหลังจากออกกำลังกายทุกครั้ง ต้องทำความสะอาดร่างกาย เพื่อชำระล้างคราบเหงื่อไคล และสิ่งสกปรกต่างๆ ลองใช้ ลักส์ ครีมอาบน้ำ ซอฟท์ โรส (Lux Shower Cream Soft Rose) ที่มาพร้อมกับความหอมของกลิ่นกุหลาบฝรั่งเศส ผสานซิลค์ เอสเซ้นส์ ที่ช่วยบำรุงและเติมมอยเจอร์ไรเซอร์ให้ผิวในขณะอาบน้ำ    

อย่าลืม!!! ปรับบุคลิกในทุกท่วงท่า มั่นใจทุกเวลาไม่ว่าจะยืน นั่ง หรือเดิน

นอกจากนี้ ออร่าของคุณจะพุ่งหรือจะพัง ยังขึ้นอยู่กับบุคลิกและท่วงท่าในเวลาต่างๆ           อีกด้วย เพราะฉะนั้น คุณควรให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตในแต่ละวัน แม้ว่าเวลา  ส่วนใหญ่จะนั่งทำงานเกือบทั้งวัน ก็ควรนั่งด้วยท่าที่ถูกต้อง พยายามให้หลังตรง แต่ต้อง ไม่เกร็งจนเกินไป เพื่อเสริมบุคลิกภาพให้ดูสมาร์ท และเพิ่มเสน่ห์ดึงดูดได้ในเวลาเดียวกัน เวลาจะเดิน ควรเดินอย่างมั่นใจ เดินหลังตรง ตัวตรง อย่าเดินเรื่อยๆ เปื่อยๆ หรือเดิน ขาลาก เดินขาแบะ หรือเดินกระแทกเท้า ให้คิดไว้เสมอว่า ทุกย่างก้าวต้องดูสง่างาม  ส่วนการยืน ควรรู้จักจัดระเบียบร่างกาย ให้ดูผ่อนคลายและเป็นตัวเองที่สุดแต่ต้องไม่ละเลยความสง่า ที่สำคัญไม่ว่าจะท่าไหน ต้องทำด้วยความมั่นใจเต็มร้อย

อีกหนึ่งตัวช่วยเสริมความมั่นใจ ให้ทุกท่วงมีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ลองใช้ โดฟ แชมพู วอลลุ่ม นอริชเม้นท์ (Dove Shampoo Volume Nourishment Light Blue) นวัตกรรมแห่งยาสระผมที่ใช้ออกซิฟิวชัน เทคโนโลยี มีส่วนผสมที่มีออกซิเจนเป็นองค์ประกอบ สูตรเพื่อให้เส้นผมเบาสบาย เรียบลื่น พร้อมเพิ่มวอลลุ่มมากถึง 95% ช่วยทำความสะอาดและบำรุงเส้นผมอย่างอ่อนโยนทุกวัน เพื่อให้ผมแห้งหรือเคยลีบแบน กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

เปิดปีใหม่มาทั้งที แม้ว่าหลายๆ คนจะไม่ได้ออกจากบ้านไปไหน ต้องทำงานที่บ้าน หรือเรียนที่บ้าน แต่อย่างไรเราก็ต้องอย่าลืมที่จะดูแลตัวเองอยู่อย่างเสมอๆ และมีเป้าหมายให้ชีวิตมีสีสัน หลายคนเขียน To do lists หรือ wish list สิ่งที่จะลงมือทำในปีนี้  ยาวเป็นหางว่าว  ที่สำคัญเขียนแล้ว ก็อย่าลืมจัดสรรเวลาและเริ่มลงมือทำสารพัดสิ่งที่ปรารถนาให้เกิดขึ้น โดยค่อยๆ บรรลุทีละเป้าหมายตามที่ได้ตั้งใจเอาไว้ เพื่อเป็นคุณคนใหม่ได้อย่างแท้จริง ที่สำคัญอย่าลืม เคล็ดลับที่พร้อมสร้างออร่าให้คุณสะกดสายตา กับโปรโมชั่นสุดพิเศษจาก ยูนิลีเวอร์ ในแคมเปญ Shopee 2.2 Free Shipping Sale ที่ให้คุณสวยปังไม่มีโป๊ะ กับบิวตี้ไอเท็มที่จัดเต็มตั้งแต่หัวจรดเท้า ด้วยส่วนลดสูงสุด 50% แถมด้วยโค้ดส่วนลดเพิ่ม 300 บาท และรับโค้ดส่งฟรีไม่มีขั้นต่ำ เมื่อชำระเงินผ่าน AirPay Wallet  ให้สาวๆ ช้อปได้แบบไม่ต้องยั้ง กดสั่งได้อย่างจุใจไร้กังวล

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของ Unilever Beauty Hot Pro บน Shopee หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมและช้อป       โปรโมชั่นเด็ด รวมถึงลุ้นรับสิทธิพิเศษที่เหนือกว่าได้ที่ https://shopee.co.th/unilever_beautyhotpro

###

แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นำเสนอโครงการ Travel Good with Marriott Bonvoy #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/548423

แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นำเสนอโครงการ Travel Good with Marriott Bonvoy

แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นำเสนอโครงการ Travel Good with Marriott Bonvoy

วันพุธ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2564, 13.28 น.

โครงการนำร่องที่จะทำให้แขกผู้เข้าพัก ได้มีการเชื่อมต่อกับชุมชนท้องถิ่น เพื่อการท่องเที่ยวที่มีความหมายทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ประกาศเปิดตัวโครงการ Travel Good ไปกับแมริออท บอนวอย โครงการที่จะทำให้นักเดินทางได้สัมผัสกับการท่องเที่ยวที่มีความหมายทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แม้จะเป็นช่วงเวลาที่มีโรคระบาดทั่วโลก แต่บรรดานักเดินทางต่างมีความมุ่งมั่นมากขึ้นในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้แก่[A1] ชุมชนที่ตนไปเยี่ยมเยียน โครงการ Travel Good with Marriott Bonvoy จะสร้างโอกาสให้บรรดาแขกของโรงแรมได้มีปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับสภาพแวดล้อมและชุมชนในระหว่างการเข้าพัก

โครงการ Travel Good with Marriott Bonvoy เริ่มต้นกับโรงแรมของแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล 15 แห่งทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นำเสนอประสบการณ์ที่คัดสรรมาแล้ว ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่โดดเด่นและแตกต่าง 3 เรื่อง ประกอบด้วย การอนุรักษ์สัตว์ทะเล มีจุดมุ่งหมายเพื่อฟื้นฟูและรักษาระบบนิเวศทางทะเลและพันธุ์สัตว์ต่างๆการปกป้องสภาพภาพแวดล้อม โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนความยั่งยืนของสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติซึ่งได้รับผลกระทบจากการทำลายสภาพแวดล้อม จากมลภาวะ และการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และการมีส่วนร่วมกับชุมชน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างให้เกิดผลลัพธ์ในทางบวกต่อชุมชนที่โรงแรมของแมริออทดำเนินกิจการอยู่ พร้อมมอบประสบการณ์เชิงมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

ในฐานะผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ แพลตฟอร์ม เสิร์ฟ 360 : การทำดีในทุกทิศทาง (Serve 360 : Doing Good in Every Direction) ที่มุ่งสร้างความยั่งยืนและผลกระทบต่อสังคมของแมริออท เป็นสิ่งนำทางให้บริษัทฯ มุ่งมั่นสร้างผลกระทบในด้านบวกและความยั่งยืนในทุกๆ ที่ที่เข้าไปดำเนินธุรกิจ ส่งต่อค่านิยมองค์กรให้แก่พนักงาน ลูกค้า เจ้าของ สภาพแวดล้อม และชุมชนทั่วโลก เพื่อเป็นการสนับสนุนเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs) แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล มุ่งมั่นที่จะเป็นผู้สร้างให้เกิดปฏิสัมพันธ์ด้านบวก และนำประโยชน์ต่างๆ ของการเดินทางที่ให้ความหมายมายังแขกผู้เข้าพัก พนักงาน และชุมชนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ตั้งแต่การอนุรักษ์ป่าชายเลนที่ ฟิจิ แมริออท รีสอร์ท โมมิ เบย์ จนถึงการปลูกปะการังกับเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน โอกินาวา, การทำความสะอาดชายหาดที่โรงแรมเดอะ ซานยา เอดิชั่น จนถึงการแจกจ่ายอาหารกับโรงแรมดับเบิลยู บาหลี-เซมินยัค โครงการ Travel Good ไปกับ แมริออท บอนวอย เชิญชวนให้แขกได้เข้าร่วมสัมผัสประสบการณ์ที่มีความหมาย และทรงคุณค่าในระหว่างการเข้าพักกับแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล

“หนึ่งในเทรนด์ที่กำลังเติบโตที่เราเฝ้าจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบรรดาแขกวัยเยาว์ คือการให้ความสนใจกับผลกระทบที่ตัวเองมีต่อสภาพแวดล้อม และจุดหมายที่พวกเขาเดินทางไป โครงการ Travel Good with Marriott Bonvoy ได้สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านการรับรู้เกี่ยวกับการพักผ่อนในโรงแรม จากการพักผ่อนเพียงอย่างเดียว สู่โอกาสที่มีคุณค่าในการสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และสร้างการเชื่อมต่อใหม่ๆ ระหว่างแขก พนักงาน และชุมชนท้องถิ่น” บาร์ท บุยริง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายและการตลาด แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าว

“ความตั้งใจของเรา คือการทำให้ โครงการ Travel Good with Marriott Bonvoy มีอยู่ในโรงแรมของเราทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เราเชื่อว่าโรงแรมที่กำลังเติบโต 800 แห่ง และอีก 24 แบรนด์ในภูมิภาคนี้ แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล อยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งในการมอบประสบการณ์ที่มีความหมายให้ภายในประเทศของคุณและต่างประเทศ รวมถึงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีเมื่อเราคิดถึงการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงระหว่างการเกิดโรคระบาด หรือหลังจากนั้น”

จากการเน้นย้ำเรื่องการปกป้องสิทธิมนุษยชน และทำงานกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรชั้นนำหลายแห่ง จนถึงการลดผลกระทบของเราที่มีต่อสภาพแวดล้อม และการบริหารจัดการโรงแรมในแนวทางของความยั่งยืน แมริออทยังเดินหน้า มุ่งมั่นให้บริการชุมชนต่างๆ โลก และผู้คนทั่วโลก ซึ่งถือเป็นความสำคัญลำดับแรก ในปี 2020 ความช่วยเหลือและความร่วมมือกันเพื่อชุมชน ในที่ที่โรงแรมของแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ดำเนินกิจการอยู่ยังคงเข้มข้น ตั้งแต่การบริจาคสิ่งของจำเป็นจนถึงการให้อัตราราคาพิเศษ และที่พักสำหรับผู้ทำงานในด่านหน้า ตลอดจนพนักงานจากโรงแรมทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ทำงานจิตอาสากว่า 200,000 ชั่วโมงเพื่อรับใช้ชุมชนที่ต้องการความช่วยเหลือ

รายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาเยี่ยมชมที่ http://www.marriottbonvoyasia.com/travelforgood

โรงแรมต้นแบบที่เข้าร่วมโครงการ

1. The Ritz-Carlton, Nanjing

2. JW Marriott Marquis Hotel Shanghai Pudong

3. W Guangzhou

4. The Sanya EDITION

5. Sheraton Grand Zhengzhou Hotel

6. Sheraton Hong Kong Tung Chung Hotel

7. JW Marriott Mussoorie Walnut Grove Resort & Spa

8. W Bali – Seminyak

9. Sheraton Grand Bangalore Hotel at Brigade Gateway

10. The Ritz-Carlton, Okinawa

11. Sheraton Maldives Full Moon Resort & Spa

12. JW Marriott Phuket Resort & Spa

13. Fiji Marriott Resort Momi Bay

14. The Westin Denarau Island Resort Fiji

15. Fairfield by Marriott Busan Songdo Beach

แพทย์แนะ! ดูแลผิวรอบดวงตาตั้งแต่ 20 ต้นๆ ชะลอก่อนเกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/548399

แพทย์แนะ! ดูแลผิวรอบดวงตาตั้งแต่ 20 ต้นๆ ชะลอก่อนเกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร

แพทย์แนะ! ดูแลผิวรอบดวงตาตั้งแต่ 20 ต้นๆ ชะลอก่อนเกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร

วันพุธ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2564, 11.58 น.

บนใบหน้าของสาวๆ ส่วนที่บอบบางและน่าทะนุถนอมที่สุด คงต้องยกให้บริเวณรอบดวงตา โดยผู้เชี่ยวชาญจาก รมย์รวินท์ คลินิก (Romrawin Clinic)ออกมาเปิดเผยแล้วว่า ริ้วรอยรอบดวงตาเริ่มมาเยือนตั้งแต่อายุยังน้อยเพียง20 ต้นๆส่วนริ้วรอยและร่องลึกพบมากในวัย 30 สำหรับสาวๆ วัย 40 หนีไม่พ้นปัญหาถุงใต้ตา และปัญหาความหมองคล้ำเป็นปัญหาของทุกช่วงวัย ขึ้นอยู่กับการดูแลและป้องกัน แต่ปัญหาเหล่านี้สาวๆ หลีกเลี่ยงได้ หากดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการปรึกษาแพทย์ผู้มีประสบการณ์เป็นประจำ

แพทย์หญิงธิรดา  จิตตการ ได้แชร์ถึงวิธีการดูแลผิวรอบดวงตา พร้อมวิธีป้องกันเบื้องต้นว่าสาวๆ ควรเริ่มดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะสาเหตุการเกิดริ้วรอยแต่ละปัจจัยมีความแตกต่างกันแต่มีพื้นฐานที่ใกล้เคียงกันมาก ฉะนั้นการป้องกันเบื้องต้น คือต้องหมั่นสังเกตการเปลี่ยนแปลงบริเวณรอบดวงตา บางปัญหาอาจต้องปรึกษาแพทย์ผู้มีประสบการณ์ดีที่สุด

“จากประสบการณ์ที่ผ่านมา พบว่าปัญหาผิวรอบดวงตาที่เจอเยอะ จะพบตั้งแต่อายุยังน้อย มี 4 สาเหตุหลัก เริ่มจาก รอยหมองคล้ำ ถัดไปคือริ้วรอยบริเวณหางตาและหน้าผาก พออายุเข้าเลข 3 ก็เริ่มเป็นปัญหาความหย่อยคล้อยและร่องลึก สุดท้ายเมื่อเข้าสู่เลข 4 ปัญหาถุงใต้ตาเริ่มมาเยือนอย่างเห็นได้ชัด”

โดยปัญหาทั้ง 4 สามารถป้องกันได้ตามแบบฉบับคุณหมอ ดังนี้

1.ปัญหาหมองคล้ำรอบดวงตาเกิดขึ้นได้ทุกช่วงวัย ปัจจัยที่มีผลหลักเลยก็คือ กรรมพันธุ์อย่างโรคภูมิแพ้ หรือการขยี้ตาบ่อยๆ เมื่อมีอาการระคายเคืองบริเวณรอบดวงตา ซึ่งเป็นสาเหตุให้เส้นเลือดฝอยบริเวณนั้นขยายตัว จนเกิดเป็นรอยหมองคล้ำขึ้นได้ หรือปัจจัยร่วมอย่างการนอนดึก การพักผ่อนน้อย ความหมองคล้ำก็ทยอยมาเยือนโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว

วิธีป้องกันง่ายที่สุดเลยเราก็อาจจะใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมเพิ่มความกระจ่างใส ซึ่งเป็นพื้นฐานของการดูแลทุกปัญหารอบดวงตา  จะช่วยบำรุงป้องกันได้ตั้งแต่ปัญหายังไม่เกิด แต่ก็จะมีหลากหลายผลิตภัณฑ์ให้เลือก แก้ปัญหาแต่ละจุดไม่เหมือนกัน ดังนั้นควรศึกษาก่อนนำมาบำรุง

2.ปัญหาริ้วรอยริ้วๆ รอบดวงตา อายุ 20 ต้นๆ ก็เริ่มมีกันแล้ว สาเหตุหลักเกิดจากการที่ขยับกล้ามเนื้อบริเวณนั้นบ่อยๆ หรือการเกร็งกล้ามเนื้อเมื่อมีอาการเครียด ส่งผลให้มีริ้วรอยชัดขึ้น บวกกับอายุที่มากขึ้น เป็นเหตุให้คอลลาเจนและอิลาสตินบริเวณนั้นเสื่อมถอยลง ทำให้เกิดริ้วรอยเล็กๆ ขึ้นมาได้ และถ้าหากไม่ดูแลป้องกันจะเกิดริ้วรอยขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากบริเวณหางตา และลามไปถึงบริเวณหน้าผาก

วิธีป้องกัน นอกจากผลิตภัณฑ์บำรุงที่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนและอิลาสตินแล้ว การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย โดยการ เลเซอร์ ก็จะช่วยในการกระตุ้นผิวด้านบน อย่างเช่น คลื่นวิทยุทำให้ผิวด้านบนมีการกระตุ้นคอลลาเจนทำให้ริ้วรอยแลดูบางลง หรืออีกวิธีคือการฉีดท็อกซินเข้าเส้นเพื่อคลายกล้ามเนื้อบริเวณนั้นให้ริ้วรอยตื้นขึ้น

3.ปัญหาใต้ตาหย่อนคล้อยและมีร่องลึก สาเหตุเกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงภาวะการหย่อนในทุกๆ ส่วนของชั้นผิว ตั้งแต่กระดูกที่ทรุดตัวลง พังผืดใต้ผิวมีความหย่อนคล้อย ก็เลยทำให้พังผืดที่ควรจะตึงมันหย่อนลง จึงต้องมีการช่วยด้วยเทคโนโลยีเพื่อช่วยให้พังผืดบริเวณเนื้อตึงขึ้น

วิธีป้องกัน อย่างที่ย้ำว่าเกิดจากทรุดตัวในทุกชั้นผิว เพราะฉะนั้นอย่างแรกอาจใช้เครื่องมือแพทย์ในการแก้ปัญหา เช่น การทำThermageกับ Ultheraคือการส่งคลื่นวิทยุ เพื่อช่วยในการกระตุ้นความแข็งแรงของชั้นใต้ผิว รวมทั้งพังผืดใต้ตาที่มันหย่อนลงให้มีความแข็งแรงขึ้น และอาจจะใช้กลุ่มฉีดอย่างเช่น Hyaluronic Acid หรือ HA (Filler)ฉีดเพื่อเติมเต็มในจุดที่หย่อนลงไป เพื่อหนุนบริเวณที่หายไปแล้วให้มันมีความตื้นขึ้น

4.ปัญหาถุงใต้ตา ที่เจอกันบ่อยมากเลยก็เรื่องของกรรมพันธุ์ เนื่องจากมีไขมันมาสะสมบริเวณใต้ตา การรักษาดีที่สุดคือ การศัลยกรรมดีที่สุดเลย แต่การดูแลเบื้องต้นคือการใช้เครื่องมือThermageกับ Ultheraช่วยให้ถุงใต้ตาดูกระชับขึ้น และอาจจะใช้ฟิลเลอร์หรือ HA ช่วยในการอำพรางถุงใต้ตาได้ 

จะเห็นว่าแต่ละปัญหาเริ่มต้นไล่ไปตามอายุ เพราะฉะนั้นการป้องกันปัญหาต่างๆ คือเราต้องดูแลตัวเองได้ทุกวัน นั่นคือการบำรุงด้วยอายครีม หรือเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลด้วยการมาส์ก หรือการทำทรีทเม้นท์ ที่สามารถทำเองได้ที่บ้าน สำหรับปัญหาบางปัญหาที่ไม่สามารถช่วยได้ด้วยตัวเองก็อาจจะมาปรึกษาแพทย์ เพื่อใช้เครื่องมือในการช่วยป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นก่อนวัยอันควร

สามารถติดตามรายละเอียดโปรแกรมต่างๆ ได้ที่ Facebook : Romrawin Clinic หรือ https://www.romrawin.com/

นาฬิกาสปอร์ตที่ท้าทายทุกสภาพอากาศ Mido Ocean Star 200C #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/548175

นาฬิกาสปอร์ตที่ท้าทายทุกสภาพอากาศ  Mido Ocean Star 200C

นาฬิกาสปอร์ตที่ท้าทายทุกสภาพอากาศ Mido Ocean Star 200C

วันพุธ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Mido (มิโด) แบรนด์นาฬิกาชั้นนำจากสวิตเซอร์แลนด์ เปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ล่าสุด Ocean Star 200C(โอเชี่ยน สตาร์ 200ซี) ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสถาปัตยกรรมทางตอนใต้ของทวีปยุโรป เพื่อท้าทายทุกพายุที่อยู่ในท้องทะเล ทำหน้าที่สอดส่องและนำทางให้กับเรือเดินสมุทรที่แล่นเข้าสู่ช่องแคบยิบรอลตา นับตั้งแต่ปี 1841โอเชี่ยน สตาร์ 200ซี โดดเด่นด้วยหน้าปัดสีเขียวและดีไซน์สปอร์ตโฉบเฉี่ยว พิเศษสุดด้วยขอบหน้าปัดนาฬิกาเซรามิกแบบหมุนได้ที่ช่วยกันรอยขีดข่วนได้อย่างดีเยี่ยม แถมยังกันน้ำได้ถึง 200 เมตร

สามารถเป็นเจ้าของ Ocean Star 200C ในราคาเริ่มต้น 35,900 บาท ได้ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป หรือทางออนไลน์ที่ Mido Official Store @Shopee และ www.midowatches.com/th/ocean-star-200c-x-kim-soo-hyun

‘สมเด็จพระสังฆราช’ ทรงบำเพ็ญพระกุศล 151 ปี วันสถาปนาวัดราชบพิธฯ และทรงเททองหล่อพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/548169

‘สมเด็จพระสังฆราช’ ทรงบำเพ็ญพระกุศล 151 ปี วันสถาปนาวัดราชบพิธฯ  และทรงเททองหล่อพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร

‘สมเด็จพระสังฆราช’ ทรงบำเพ็ญพระกุศล 151 ปี วันสถาปนาวัดราชบพิธฯ และทรงเททองหล่อพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร

วันพุธ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จลงพระวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามทรงบำเพ็ญพระกุศลอุทิศถวาย สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช ผู้ทรงสถาปนาและพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์พระอาราม พร้อมด้วยอดีตเจ้าอาวาส และบูรพาจารย์วัดราชบพิธ เนื่องในมงคลสมัย 151 ปีแห่งการสถาปนาวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เมื่อวันศุกร์ที่ 22 มกราคม 2564พร้อมกันนี้ ทรงอธิษฐานจิตเพื่อความเป็นสวัสดิมงคลของผู้ได้รับปูชนียมงคล ซึ่งจัดสร้างเป็นที่ระลึกสำหรับผู้สมทบทุนสร้างสถานปฏิบัติธรรม สมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี แล้วเสด็จออกลานพระอนุสาวรีย์ เจ้าประคุณพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระอรุณนิภาคุณากรสมเด็จพระพุฒาจารย์ ทรงเททองหล่อพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร ผู้มีจิตศรัทธาจะร่วมบริจาคสมทบทุนสร้างสถานปฏิบัติธรรม สมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) เพื่อรับปูชนียมงคลดังกล่าว โปรดดูรายละเอียดและแสดงความจำนงได้ที่เพจสมโภช 150 ปี วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

กิฟฟารีนแนะวิธีรู้รอดปลอดโควิด-19 เร่งผลิตเจล-สเปรย์แอลกอฮอล์คุณภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/548176

กิฟฟารีนแนะวิธีรู้รอดปลอดโควิด-19  เร่งผลิตเจล-สเปรย์แอลกอฮอล์คุณภาพ

กิฟฟารีนแนะวิธีรู้รอดปลอดโควิด-19 เร่งผลิตเจล-สเปรย์แอลกอฮอล์คุณภาพ

วันพุธ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กิฟฟารีน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของคนไทยให้ห่างไกลจากโรคโควิด-19 เร่งผลิตสินค้าในกลุ่มไฮจีนิคแอลกออล์ ที่เลือกใช้แอลกอออลล์ 75 เปอร์เซ็นต์ ระดับ Food Grade (ฟู้ดเกรด) ด้วยมาตรฐานการผลิตที่ใส่ใจในการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพ รักษาสิ่งแวดล้อม และส่งผลดีต่อสุขภาพทุกเพศทุกวัย พร้อมการรักษามาตรฐานคุณภาพ และราคาที่คุ้มค่า เพื่อเคียงข้างกับคนไทยในทุกสถานการณ์  สอดคล้องกับแนวคิดของแบรนด์ในการผลิตสินค้าเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทยอย่างแท้จริง

แพทย์หญิงนลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด กล่าวว่า จากสถานการณ์โควิด-19 ที่มีต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2020 และการแพร่ระบาดระลอกใหม่ในปี 2021 นี้ พบว่า ไลฟ์สไตล์ของคนไทยส่วนใหญ่ หันมาดูแลใส่ใจสุขภาพตนเองกันมากขึ้น และแนะนำให้คนไทยตระหนักแต่ไม่ตระหนก รู้จักวิธีรู้รอดปลอดโควิดอย่างถูกวิธี กับผลิตภัณฑ์คุณภาพ  ที่สามารถช่วยป้องกันตัวคุณเองและคนทีคุณรักให้ปลอดภัยจากโรคโควิด-19  โดยมีวิธีดังต่อไปนี้  1.ใส่หน้ากากอนามัย หรือ มาส์ก 100% ทุกครั้งเมื่อออกนอกบ้าน  โดยการใส่มาส์กที่ถูกวิธี คือ อย่าเอามือไปแตะตัวหน้ากากด้านนอก ถ้าจะรับประทานอาหารแนะนำให้ใช้นิ้วเกี่ยวตรงเชือกคล้องหูทั้ง 2 ข้าง พับหน้ากากเอาด้านสกปรกออกด้านนอกแล้วเอามาคล้องใส่ที่แขน   (ชมคลิปเพิ่มเติม >> https://bit.ly/3nL1Bc5)  สำหรับใครที่ใช้หน้ากากผ้า แนะนำหลังใช้เสร็จในแต่ละวันให้ซักตากแห้ง หลังจากนั้นใช้สเปรย์ฉีดหน้ากากผ้า  กิฟฟารีน ไฮจีนิค รีเฟรชชิ่ง แอลกอฮอล์ สเปรย์ (Giffarine Hygienic Refreshing Alcohol Spray) ที่มาพร้อมกลิ่นหอมสดชื่นจาก น้ำมันหอมระเหย เปปเปอร์มิ้นท์ น้ำมันหอมระเหยยูคาลิปตัส และน้ำมันหอมระเหย สเปียร์มินท์ เพียงวางหน้ากากผ้า บนกระดาษทิชชู่ที่สะอาด ฉีดสเปรย์ 1-2 ครั้ง ด้านในหน้ากากผ้า และวางทิ้งไว้ 10 นาที ในช่วงเวลาที่พักจากการสวมใส่หน้ากาก หรือในช่วงเวลาที่รับประทานอาหารและไม่ได้ใส่หน้ากาก

2.ทำความสะอาดมือบ่อยๆ  โดยวิธีการล้างมือ คือ ล้างมือให้เปียกด้วยน้ำ ต่อจากนั้นถูมือด้วยสบู่หรือโฟมล้างมือที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ปลอดภัยจากสารเคมี สะอาด สดชื่น กลิ่นหอม พร้อมถนอมมือ กับการเลือกใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ เข้ามาช่วยดูแลบำรุงผิว ถนอมมือไม่ให้แห้งกร้าน เพิ่มความชุ่มชื้น ไม่เหนียวเหนอะหนะ เช่น ว่านหางจระเข้ ออร์แกนิคจากธรรมชาติ 100% ในโฟมล้างมือ กิฟฟารีน โฟมมิ่ง แฮนด์ วอช (Giffarine Foaming Hand Wash) โฟมล้างมือที่ช่วยลดการสะสมของแบคทีเรีย (Anti-Bacterial) ได้ถึง 99.99% ด้วยสารฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ออกฤทธิ์นานแต่ปลอดภัยต่อผู้ใช้ ถูมือด้วยโฟมให้ทั่วหลังมือ ซอกนิ้ว ข้อมือ หัวแม่มือ ใต้เล็บ เป็นเวลา 20 – 30 วินาที เสร็จแล้วล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและเช็ดให้แห้ง

3.การพกสเปรย์หรือเจลแอลกอฮอล์ เมื่อคุณอยู่นอกบ้าน และเดินทางไปยังสถานที่สาธารณะต่างๆ ถ้าจะล้างมือในทุกสถานที่ก็อาจจจะเป็นไปได้ยาก ดังนั้นจำเป็นอย่างมากสำหรับการพกสเปรย์หรือเจลแอลกอฮอล์ฉีดมือแทนการล้างมือ  เพราะสะดวกสามารถใช้ได้ทันท่วงที่โดยใช้เวลาแค่ 30 วินาที ในแต่ละครั้งของการทำความสะอาดเท่านั้น  โดยกิฟฟารีนได้คิดค้นผลิตภัณฑ์สำหรับที่ใช้ในครัวเรือนและผู้บริโภคทุกเพศ ทุกวัย พกพาง่าย สามารถฉีดทำความสะอาดมือทุกครั้งที่สัมผัสจุดสัมผัสสาธารณะ และฉีดพ่นสิ่งของต่างๆรอบตัวเพื่อทำความสะอาด โดยไม่ต้องล้างออก  สำหรับคุณหนูๆ ผู้ปกครองควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสำหรับเด็ก  ตั้งแต่อายุ 6 ปีขึ้นไป ขอแนะนำ  กิฟฟารีน ไฮจีนิค แอลกอฮอล์ สเปรย์ ลิตเติ้ล ออเรนจ์ (Giffarine Hygienic Alcohol Spray Little Orange) สเปรย์แอลกอฮอล์สำหรับเด็ก กลิ่นไม่ฉุน หอมกลิ่นส้ม สดชื่นทั้งวัน                   

                สำหรับผู้ใหญ่ คือ สเปรย์แอลกอฮอล์ กิฟฟารีน ไฮจีนิค แฮนด์ สเปรย์ โรสพีช (Giffarine Hygienic Hand Spray Rose Peach) กลิ่นหอมของพีชที่จะทำให้คุณสดชื่นทุกครั้งที่ใช้ และทำให้คุณลืมไปเลยว่าที่ใช้คือแอลกอฮอล์ หรือจะเลือกใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ กิฟฟารีน ไฮจีนิค แฮนด์ ซานิไทเซอร์ เจล  (Giffarine Hygienic Hand Sanitizer Gel) ที่ผสมสารสกัดจากผลทับทิบ และ Panthenol ช่วยถนอมผิวมือให้นุ่มอยู่เสมอ   ที่สำคัญต้องจดจำเสมอว่า การล้างมือ ฉีดสเปรย์ ทำความสะอาดมือในขั้นตอนต่างๆ  เป็นแค่การชำระสิ่งที่มีติดอยู่กับมืออยู่ในขณะนั้น และเมื่อได้สัมผัสกับสิ่งอื่นๆ  ก็ต้องทำความสะอาดซ้ำอีกครั้งทันที  ก่อนที่จะนำมือไปสัมผัสที่ใบหน้า ขยี้ตาอย่างลืมตัว ไม่ต้องกังวลในการที่จะใช้สเปรย์หรือเจลแอลกอฮอลล์ล้างมือบ่อยๆ ให้คุณเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัยสูงระดับ Food Garde  คุณภาพ ที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ทั้งนี้ กิฟฟารีน มุ่งมั่นพัฒนาสินค้าเพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ผู้บริโภคมาโดยตลอด ยิ่งสถานการณ์การแพร่ระบาดที่มีเชื้อไวรัสสามารถแพร่กระจายไปได้ทั่วทุกที่ ซึ่งทุกคนควรตระหนักถึงการให้ความร่วมมือ  ป้องกันตัวเองและครอบครัวด้วยการสวมใส่หน้ากากอนามัย  ล้างมือ ทำความสะอาดมือ วัดอุณหภูมิเช็คร่างกาย และหลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงการรักษาระยะห่างทางสังคม  บันทึกการเดินทางประจำวันเป็นอย่างดี  การ์ดไม่ตก  และทุกคนจะปลอดภัยจากการติดเชื้อได้          

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นักธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ หรือโทร.กิฟฟารีน 1101 กิฟฟารีน เดลิเวอรี่ โทร.02-619-5222 และสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ Facebook: giffarineofficial Line@giffarinethailand http://www.giffarine.com, Shopee และ Lazada

Life & Health : ข้อแนะเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาจากการใช้ยา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/548179

Life & Health : ข้อแนะเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาจากการใช้ยา

Life & Health : ข้อแนะเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาจากการใช้ยา

วันพุธ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น หลายท่านมักมีโรคต่างๆ ตามมา และมีโอกาสใช้ยา วิตามิน สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากขึ้นตามไปด้วย โดยส่วนใหญ่มักใช้ยามากกว่า 1 ชนิด และต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง ยามีคุณอนันต์ในการรักษาโรค แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจก่อให้เกิดปัญหาได้เช่นกัน

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.ภญ.ภูริดา เวียนทองและ ภญ.อลิสา แป้นมงคล คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แนะนำให้ลองทำแบบทดสอบข้างล่างนี้เพื่อประเมินว่าท่านมีความเสี่ยงจะเกิดปัญหาจากการใช้ยามากน้อยเพียงใด

l กำลังใช้ยาตั้งแต่ 4-5 รายการขึ้นไปใช่หรือไม่

l รับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามิน เกลือแร่อยู่หรือไม่

l รับประทานผลิตภัณฑ์สมุนไพรใดๆหรือไม่

l หาหมอตั้งแต่ 2 แห่งขึ้นไป หรือเป็นลูกค้าร้านยาหลายร้านหรือไม่

l ใช้ยามากกว่า 1 มื้อต่อวันหรือไม่

l สายตาไม่ดี หรือหูได้ยินไม่ค่อยดีหรือไม่

ยิ่งท่านตอบว่าใช่หลายข้อ ยิ่งมีโอกาสเกิดปัญหาจากการใช้ยามากขึ้น ปัญหาจากการใช้ยาที่สำคัญ เช่น การลืมกินยา กินยาไม่ถูกขนาด กินยาไม่ถูกกับโรค ได้รับยาซ้ำซ้อนยาตีกันเอง (drug interaction) ยาตีกับโรคอื่น (drug-disease interaction) เกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา เป็นต้น

อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา คือผลจากยาที่เราไม่ต้องการให้เกิดขึ้น ที่สำคัญมี 2 ประเภท คือ ผลข้างเคียงจากยาและการแพ้ยา ผลข้างเคียงจากยา ยาแทบทุกตัวเมื่อใช้ในขนาดปกติ อาจจะมีผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้
ซึ่งผลข้างเคียงนี้สามารถทำนายได้จากการฅออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา แต่อาจเกิดมากหรือน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละคน เช่น รับประทานยาลดน้ำมูกคลอเฟนิรามีนแล้วมีอาการง่วงนอนหรือรับประทานยาแก้ปวดลดอักเสบของกล้ามเนื้อบางตัวแล้วระคายเคืองกระเพาะอาหาร

ผลข้างเคียงจากยาสามารถลดความรุนแรงหรือแก้ไขได้ ถ้าผู้ใช้ยาเข้าใจและปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม เช่น ยาที่ใช้แล้วง่วงไม่ควรขับรถหรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ยาที่ระคายเคืองกระเพาะ ควรรับประทานหลังอาหารทันที และดื่มน้ำตามมากๆ

การแพ้ยา เป็นการที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อต้านยาที่ได้รับเข้าไป ลักษณะอาการแพ้ยา เช่น หลังทานยาแล้วมีผื่นคัน เปลือกตาบวมริมฝีปากบวม หายใจขัด โดยทั่วไปจะไม่สามารถคาดเดาได้ล่วงหน้าว่าผู้ใดจะแพ้ยาตัวไหนแต่หากพบว่าทานยาแล้วมีอาการแพ้ยาควรหยุดยาและรีบกลับมาพบแพทย์เพื่อรักษาอาการแพ้ที่เกิดขึ้น และไม่ควรทานยาที่แพ้อีก เพราะจะทำให้เกิดการแพซ้ำและอาการแพ้อาจรุนแรงขึ้นจนบางครั้ง เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ท่านควรสอบถามชื่อยาและควรจดจำชื่อยาที่แพ้ให้ได้ เภสัชกรอาจออกบัตรแพ้ยาแก่ท่านเพื่อเป็นหลักฐาน ในครั้งต่อๆ ไปที่เข้ารับการรักษา ควรแจ้งชื่อยาที่แพ้ทุกครั้ง แพทย์และเภสัชกรจะได้หลีกเลี่ยงการจ่ายยาที่แพ้ เพื่อไม่ให้ท่านเกิดการแพ้ยาซ้ำ

ข้อแนะนำเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาจากการใช้ยา

1.ทำความคุ้นเคยกับยาที่ตนเองต้องใช้ อ่านฉลากยา จำชื่อยาและวัตถุประสงค์การใช้ศึกษาผลข้างเคียงของยาจากเภสัชกรหรือแพทย์ หรือแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ

2.ควรแจ้งแพทย์และเภสัชกร ว่าท่านใช้ยา สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพอะไรอยู่บ้างมีโรคประจำตัวอะไร แพ้ยาอะไร เพื่อแพทย์และเภสัชกรจะได้จัดยาที่เหมาะสมแก่ท่านเพื่อป้องกันปัญหาการใช้ยาซ้ำซ้อนหรือการเกิดปฏิกิริยาต่อกันของยา

3. หากมีปัญหาเกี่ยวกับการกลืนยา ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเพื่อจะได้เลือกชนิดยาที่เหมาะสม เช่น ให้ยาน้ำแทนยาเม็ด หรือเลือกยาเม็ดที่มีขนาดเล็กแทน เป็นต้น

4.กรณีที่สายตาไม่ค่อยดี อ่านฉลากได้ไม่ชัดเจน อาจเตรียมแว่นขยายไว้เพื่ออ่านฉลากยาหรือเอกสารกำกับยา

5.ควรเขียนขนาดและวิธีรับประทานยาด้วยตัวหนังสือขนาดใหญ่พอต่อการอ่านติดบนฉลากยา หรืออาจจัดยาใส่กล่องยาแยกช่องตามมื้อรับประทาน เช่น มื้อเช้า มื้อกลางวัน มื้อเย็น และก่อนนอน

6.เลี่ยงการหาหมอหลายคน สำหรับโรคเดียว เพราะอาจได้ยาซ้ำซ้อน

7.อย่าใช้ยาของผู้อื่น โดยไม่รู้จักยานั้นอย่างแน่ชัด

8.รับประทานยาตามที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ อย่างเคร่งครัด อย่าปรับลดหรือหยุดยาเองเพราะกลัวว่ากินยามากแล้วจะเป็นโรคตับหรือไต เพราะยาบางชนิดจำเป็นต้องรับประทานอย่างต่อเนื่องเพื่อควบคุมอาการ หากหยุดยาเองอาจเกิดอันตรายจากภาวะแทรกซ้อนของโรคได้

9.ในรายที่มีอาการหลงลืม ควรใช้สิ่งช่วยจดจำ เช่น ปฏิทิน หรือกล่องใส่ยาชนิดที่รับประทานหรือควรมีผู้ช่วย ดูแลการใช้ยาจะได้ไม่ลืมรับประทานยา หรือรับประทานยาซ้ำซ้อน

10. หากเกิดอาการแพ้ยา เช่น มีผื่นขึ้น คัน หน้าบวม แน่นหน้าอก หายใจไม่ออกให้หยุดยาทันทีและรีบมาพบแพทย์ และควรจำชื่อยาที่แพ้ไว้เพื่อแจ้งประวัติแพ้ยาให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ทราบทุกครั้งเวลาไปรับบริการที่โรงพยาบาลหรือร้านยา

หากท่านมีปัญหาเรื่องยา สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพ โปรดปรึกษาเภสัชกรที่ร้านยาหรือโรงพยาบาลใกล้บ้าน

อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้อย่าลืมเว้นระยะห่างทางสังคม ล้างมือด้วยสบู่เป็นประจำใส่หน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นและทุกครั้งที่ออกจากบ้าน การเช็ดทำความสะอาดพื้นที่อยู่อาศัยด้วยน้ำยาที่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ งดเดินทางโดยยานพาหนะสาธารณะที่ไม่จำเป็น หรือการรับประทานอาหารส่วนตัวและใช้อุปกรณ์ในการรับประทานอาหารที่สะอาดและผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว เป็นต้น

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

คุณแหน : 27 มกราคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/548274

คุณแหน : 27 มกราคม 2564

คุณแหน : 27 มกราคม 2564

วันพุธ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ll ดร.วัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าฯศรีสะเกษเป็นประธานในพิธีเชิญผ้าห่มกันหนาวพระราชทานของ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี มอบแก่ปชช.ใน จ.ศรีสะเกษที่ประสบภัยหนาวรวม 1,000 ผืน เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น.

.ll ปกติร่วมเดินทางไปเที่ยวยุโรปด้วยกันทุกปี ยามนี้ไปไหนไม่ได้ เฉลิมพันธุ์ สุวรรณประกร ชวนคณะ อาทิ ระพีพรรณ-คุณวรรณ รุจิรัตน์, พญ.ม.ล.แสงจันทร์ วุฒิกานนท์,อัธยาศัย ชมพูพงศ์,โอษริศ อมาตยกุล,อุรุยา อัตถศาสตร์,สกาวรัตน์เอี่ยมอุตมะ,จิราภา สุวรรณประกร มาสังสรรค์ที่บ้านแบบนิว นอร์มอล โดยมี กอบทิพย์ศรีจอมขวัญ น้องสาวสุดเลิฟมาช่วยรับแขก.

.llชื่นชม นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปธ.กก. องค์การเภสัชกรรม(อภ.)และบอร์ด อภ. ได้อนุมัติจัดซื้อเครื่องจักรผลิตหน้ากากอนามัย เพิ่มอีกจำนวน 5 สายการผลิต รวมเป็น 6 สายการผลิตจะผลิตได้ไม่น้อยกว่าวันละ 489,000 ชิ้น หรือประมาณ 10 ล้านชิ้นต่อเดือน โดยสายการผลิตที่เพิ่มขึ้นทั้ง 5 นี้ จะทยอยเปิดทำการผลิตได้ในเดือนมี.ค. 2 สายการผลิต และจะครบทั้ง 5 สายการผลิตในเดือน พ.ค.นี้.

.ll เพื่อนๆ ร่วมรุ่น BRAIN 2 กระหน่ำไลน์ร่วมยินดีกับนักบริหารหญิงเก่งแห่งเสนา ดีเวลลอปเม้นท์ ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ ที่ได้เป็นศิษย์เก่าบัญชีจุฬาฯ ดีเด่น 2563.

.ll ดีใจแทนผู้ประกอบการที่ พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กก.ผจก.ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ได้ช่วยขยายเวลาสินเชื่อเพื่อการลงทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตหลังมีการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่.

.llยินดีกับ นพ.นพพร ชื่นกลิ่น ที่ได้เป็นผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขต่ออีกวาระ.

.ll สุเมธ สุรบถโสภณ ประธาน BCC รุ่น 129 แจ้งว่าจากการประชุมกรรมการรุ่นฯ มีมติว่าช่วงโควิด-19 นี้ ขอเลื่อนงานทำบุญประจำปีให้เพื่อนๆ ที่ล่วงลับไปก่อนจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น.

.ll การศึกษานิวซีแลนด์ สถานทูตนิวซีแลนด์ ประจำประเทศไทย ร่วมกับ ม.เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี(RMUTT)และ ม.โอทาโก ของนิวซีแลนด์ เชิญร่วมงานออนไลน์เปิดตัวหลักสูตรป.ตรีไฮบริดและแนะแนวการศึกษาต่อด้านธุรกิจ เพื่อแนะนำหลักสูตรพิเศษที่จัดขึ้นเพื่อนักเรียนไทยโดยเฉพาะ“หลักสูตรปรับพื้นฐานด้านธุรกิจ”มุ่งสู่ป.ตรีนิวซีแลนด์แบบไฮบริดกับมหาวิทยาลัยติดอันดับโลก สอบถามได้ที่ https://line.me/ti/p/%40nzenglish.

.ll ชนัญญารักษ์ เพ็ชร์รัตน์ CEO บมจ.แม็คกรุ๊ป ที่นำแม็คยีนส์ผนึกพรีเมียร์ลีกปั้นแคมเปญ Legend on Legend บุกตลาดต่างประเทศ พร้อมดึงนักฟุตบอลระดับโลกอย่าง ไมเคิล โอเว่น และ ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟมาใส่เสื้อผ้าของแบรนด์แม็คยีนส์ให้คนทั้งโลกได้เห็นอีกด้วย.

.ll สวด ประภาพร ธนทรัพย์ไพศาล แม่ยาย ดร.เฉลิมชัย ผู้พัฒน์ ศาลา 1 วัดเทวสุนทร ซ.งามวงศ์วาน 25-29 ม.ค. 18.00 น….ฌาปนกิจ 30 ม.ค. 13.00 น. .

.ll ขรรค์ ประจวบเหมาะ พร้อมด้วย รศ.พญ.สุชาดาศรีทิพยวรรณ รับมอบผลิตภัณฑ์ผ้าอ้อมเด็กฮักกี้ ของ บจ.คิมเบอร์ลี่ย์-คล๊าค ประเทศไทย เพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กยากไร้ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย..ll

น้องใหม่

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แนะเคล็ด (ไม่) ลับดูแลผิวพร้อมวิธีรับมือกับฝุ่น PM 2.5 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/548180

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม  แนะเคล็ด (ไม่) ลับดูแลผิวพร้อมวิธีรับมือกับฝุ่น PM 2.5

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แนะเคล็ด (ไม่) ลับดูแลผิวพร้อมวิธีรับมือกับฝุ่น PM 2.5

วันพุธ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

บรรยากาศในช่วงนี้มองไปทางไหนก็มักจะได้เห็นหมอกขาวๆ หนาแน่นลอยเหนือยอดตึกสูงเต็มไปหมด แต่ทราบหรือไม่ว่าแท้จริงแล้วหมอกที่เราเห็นนั้นคือ มลพิษที่ลอยในอากาศ (Airborne particulate matter pollution) อย่าง PM 2.5 (Particulate Matter) หรือฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน เป็นสิ่งที่เราต้องเผชิญในชีวิตประจำวันซึ่งมิอาจหลีกเลี่ยงได้ และส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ และสุขภาพผิวโดยตรง โดยฝุ่น PM 2.5 จะไปทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation) กับชั้นฟิล์มไขมันเคลือบผิว (Sebum) ที่ทำหน้าเสมือนเกราะปกป้องผิวให้เกิดการระคายเคือง อักเสบ อุดตัน นำมาซึ่งปัญหาผิว อาทิ สิว ริ้วรอย รวมถึงความหมองคล้ำ แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ‘ธัญ’ (THANN) คำนึงถึงปัญหาผิวพรรณที่เกิดจากการเผชิญกับมลภาวะฝุ่นละอองในปัจจุบัน จึงได้เชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แพทย์หญิงกนกวรรณ เศรษฐพงศ์วนิช จัดกิจกรรมแนะเคล็ด(ไม่)ลับ ‘ดูแลผิวสวยอย่างไม่กลัวผิวเสีย พร้อมวิธีรับมือกับฝุ่น PM 2.5’ กับผลิตภัณฑ์ดูแลผิว โดยมีเหล่าเซเลบริตี้สาวสวยร่วมทำกิจกรรม อาทิ ปาวา นาคาศัย, รินทร์รตา อินทามระ และ กมลพร วงศ์รักมิตร ที่ เดอะ เอสเคป แบงค็อก เอ็มควอเทียร์

พญ.กนกวรรณ เศรษฐพงศ์วนิช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม ได้แนะเคล็ด (ไม่) ลับการดูแลผิวสวยอย่างไม่กลัวผิวเสีย พร้อมวิธีรับมือกับฝุ่น PM 2.5 ว่า “ปัญหาผิวพรรณของเรานั้นมีสาเหตุเกิดขึ้นได้จาก 2 ปัจจัยก็คือปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ซึ่งปัจจัยภายในจะเกี่ยวข้องกับระบบของร่างกายเรา เช่น การรับประทานอาหาร ระบบขับถ่าย การพักผ่อน อารมณ์ และความเครียด ส่วนปัจจัยภายนอกที่คอยทำร้ายผิวสามารถแบ่งได้ 5 สาเหตุ ประกอบด้วย การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ การอาบน้ำร้อน แสงแดด และมลพิษทางอากาศ

แสงแดดและมลพิษทางอากาศถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำร้ายผิวได้รุนแรงกว่าเมื่อเทียบกับสาเหตุอื่นๆ ปัจจุบันโลกของเรามีแนวโน้มที่จะเผชิญกับปัญหามลพิษทางอากาศมากขึ้น ยิ่งในช่วงนี้ประเทศไทยของเรากำลังประสบปัญหาเรื่องฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน เนื่องจากฝุ่น PM 2.5 นั้นมีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน ซึ่งเล็กกว่ารูขุมขนคนเราถึง 20 เท่า จึงสามารถแทรกซึมเข้าสู่รูขุมขนได้ง่าย และส่งผลกระทบกับผิวหนังโดยตรงขึ้นอยู่กับระดับความเข้มข้น และระยะเวลาการสัมผัสกับฝุ่น PM 2.5 โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ

ระยะเฉียบพลัน ก่อให้เกิดอาการอักเสบ ระคายเคืองของผิว ทำให้ผิวเสียสมดุลความชุ่มชื้น เนื่องจาก PM 2.5 สามารถทำลายเซลล์ผิวชั้นนอก หรือชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) และทำลายโปรตีนฟิลแลกกริน (Filaggrin) ที่มีหน้าที่ป้องกันผิวหนัง (epidermal barrier protein)

ระยะเรื้อรัง เกิดจากการสัมผัสฝุ่น PM 2.5 เป็นระยะเวลานาน โดยฝุ่น PM 2.5 จะไปกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระรบกวนการทำงานของเซลล์ผิว ทำให้ผิวเสื่อมเร็วกว่าปกติ ทำลายคอลลาเจน ทำให้ผิวเหี่ยวย่น เกิดริ้วรอย กระตุ้นให้ผิวผลิตเม็ดสีสาเหตุของการเกิดฝ้า กระ และจุดด่างดำ

สำหรับเคล็ดลับในการป้องกันและการดูแลผิวนั้น ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับฝุ่น PM 2.5 ให้มากที่สุด โดยเฉพาะในผู้ที่มีภูมิต้านทานของผิวหนังน้อยหรือผู้ที่เป็นโรคผิวหนังอยู่แล้ว ด้วยการสวมใส่เสื้อผ้าแขนยาว ขายาว หมวก แว่นตา เพื่อปกปิดไม่ให้ผิวเราสัมผัสกับอนุภาคฝุ่น PM 2.5 ใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นอีกขั้น

การดูแลผิวเมื่อกลับถึงบ้าน ควรรีบอาบน้ำชำระล้างผิวให้สะอาด ควรฟื้นฟูสภาพผิวด้วยผลิตภัณฑ์ดีท็อกซ์ผิวสัปดาห์ละครั้ง โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติเป็นสารแอนตี้ออกซิแด้นท์ที่มีส่วนผสมของวิตามินซี วิตามินอี ประกอบด้วย จะช่วยเสริมให้สุขภาพผิวแข็งแรงขึ้น นอกจากนี้ควรสครับผิวเพื่อกระตุ้นกระบวนการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพสัปดาห์ละครั้ง แนะนำให้เลือกแบบที่เป็นสูตรอ่อนโยน ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว

และขาดไม่ได้ คือ การเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวด้วยมอยเจอร์ไรซิ่งครีม และเสริมเกราะป้องกันให้กับผิว ด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวจากแสงแดด ซึ่งทำหน้าที่เสมือนเป็นฟิล์มบางๆ เคลือบผิวกันไม่ฝุ่นสัมผัสกับผิวได้โดยตรง  นอกจากนี้การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งผัก ผลไม้ รวมถึงงดการทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง โดยสามารถปรับเปลี่ยนมาออกกำลังในร่มแทน นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และควรดื่มน้ำสะอาดในระหว่างวันให้มากๆ”

สำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ใช้ในกิจกรรมดังกล่าวประกอบด้วย  อาทิ  ดีท็อกซิฟายอิ้ง เคลย์ มาส์ก  มาส์กสูตรดีท็อกซ์ผิวจากโคลนธรรมชาติ 3 ชนิด ได้แก่ ทานากุระ เคลย์ (Tanakura Clay) จากประเทศญี่ปุ่น, เกาลิน เคลย์ (Kaolin Clay) และเบนโทไนต์ เคลย์ (Bentonite Clay)  พร้อมทำความสะอาดสิ่งสกปรกตกค้างได้อย่างดีเยี่ยม 

 ‘โอ๊ตมีล เฟซ สครับ’  สครับสำหรับผิวหน้า สูตรอ่อนโยน จากธรรมชาติช่วยฟื้นฟูและเสริมสร้างความแข็งแรงให้ผิว เผยผิวเนียนนุ่ม กระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ

‘ไรซ์ เอ็กซ์แทร็ก มอยซ์เจอร์ไรซิ่ง ครีม’  ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มอบความชุ่มชื้นสู่ผิวได้ยาวนาน พร้อมคืนความกระจ่างใสสู่ผิว เหมาะสำหรับผู้มีผิวแห้งหรือแพ้ง่าย อุดมด้วยคุณค่าของสารสกัดธรรมชาติทรงประสิทธิภาพ

‘เวรี่ วอเตอร์ รีซิสแทนต์ เฟเชียล ซันสกรีน’  เสริมเกราะปกป้องผิวจากรังสี UVA และ UVB พร้อมรับมือกับปัญหาริ้วรอย และผิวคล้ำเสียจากแสงแดด ด้วยเนื้อครีมที่มอบสัมผัสแห้งสบาย ไม่มันวาว ไม่ทิ้งคราบขาวไว้บนใบหน้า ปกป้องผิวจากแสงแดดได้ดีแม้ผิวเปียกน้ำ (Water Resistant) กันน้ำ กันเหงื่อ อุดมด้วยสารสกัดธรรมชาติที่มอบคุณค่าการบำรุงด้วยส่วนผสมธรรมชาตินานาชนิด

‘ผ่าตัดผ่านกล้อง’ ทางเลือกการรักษาผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/548178

‘ผ่าตัดผ่านกล้อง’ ทางเลือกการรักษาผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่

‘ผ่าตัดผ่านกล้อง’ ทางเลือกการรักษาผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่

วันพุธ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มะเร็งลำไส้ใหญ่ ถือว่าเป็นมะเร็งที่พบได้มากทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย ซึ่งความน่ากลัวของมะเร็งลำไส้ใหญ่คือในระยะแรกจะไม่แสดงอาการ ดังนั้น ในกลุ่มเสี่ยงจึงจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เพราะยิ่งพบมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะแรก ก็ยิ่งมีทางเลือกในการรักษาด้วยการผ่าตัดผ่านกล้อง ทำให้ฟื้นตัวได้ไวหลังการรักษา

นายแพทย์นเรนทร์ สันติกุลานนท์ ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เกิดจากความผิดปกติของเซลล์เนื้อเยื่อบริเวณลำไส้ และมากกว่า 90% ของมะเร็งลำไส้ใหญ่ มักพบในคนที่อายุมากกว่า 50 ปี โดยมักไม่แสดงอาการในช่วงแรก แต่สามารถตรวจพบได้จากการส่องกล้องลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ซึ่งโดยทั่วไปก่อนที่เซลล์ที่ผิดปกติจะกลายเป็นมะเร็งอาจพบลักษณะคล้ายติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ และค่อยๆ ใหญ่ขึ้นจนพัฒนากลายเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่

ทั้งนี้ แต่ละระยะมีอัตรการหายขาดจากโรคที่แตกต่างกันไป ดังนี้ มะเร็งระยะที่ 1 – เป็นระยะที่ยังไม่มีการลุกลาม อัตราการหายขาดสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด,มะเร็งระยะที่ 2 – เป็นระยะที่เริ่มลุกลาม เซลล์มะเร็งจะเข้ามาในชั้นกล้ามเนื้อของลำไส้ และอาจลามไปถึงเยื่อหุ้มลำไส้ เนื้อเยื่อส่วนอื่น ๆ หรือ อวัยวะข้างเคียง,มะเร็งระยะที่ 3 – เป็นระยะที่เริ่มลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลือง ต้องผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองออกให้มากที่สุด และทำเคมีบำบัดเพื่อไม่ให้มะเร็งฟื้นตัวและกลับมาลุกลาม,มะเร็งระยะที่ 4 – เป็นระยะที่ค่อนข้างรุนแรง มะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะต่าง ๆ การรักษาต้องทำการผ่าตัดเพื่อตัดอวัยวะบางส่วนที่เป็นมะเร็งออก และทำเคมีบำบัดร่วมด้วย

การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ จะใช้การรักษาหลายวิธีร่วมกัน ได้แก่ การผ่าตัด การฉายแสง และการทำเคมีบำบัด ขึ้นอยู่กับการพิจารณาโดยทีมแพทย์ในการวางแผนการรักษา ที่จะทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ในส่วนของการรักษาหลัก คือการผ่าตัด เดิมทีการผ่าตัดรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นการผ่าตัดแบบแผลเปิด ซึ่งความยาวของแผลจะอยู่ที่ประมาณ 15 – 30 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของก้อนมะเร็ง แต่ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันการผ่าตัดมะเร็งลำไส้ใหญ่นิยมใช้เทคนิค “ผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic Colectomy)” เป็นการผ่าตัดโดยใช้กล้องขนาดเล็ก ที่สามารถขยายภาพและเห็นภาพได้ชัดกว่าปกติส่องเข้าไปในช่องท้อง และตัดลำไส้ส่วนที่เป็นมะเร็งออกพร้อมกับต่อมน้ำเหลืองในบริเวณที่เป็นมะเร็ง โดยข้อดีของการผ่าตัดผ่านกล้องคือ แผลเล็ก เสียเลือดลดลง เจ็บน้อย ลดระยะเวลาการพักฟื้น และลดการเกิดผลแทรกซ้อนจากการผ่าตัด เช่น การติดเชื้อที่แผล ผู้ป่วยจึงกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผลการผ่าตัดผ่านกล้องยังรักษาได้ดีเทียบเท่าการผ่าตัดแบบแผลเปิด แต่ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ จะได้รับการรักษาผ่าตัดแบบใด จะขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์เป็นสำคัญ เพื่อผลลัพธ์การรักษาที่ดีที่สุด