เผยเคล็ด รวยแรงเร็ว ยุค 9 ต้องไหว้ ‘เจ้าแม่จิ่วเทียน’

25 กันยายน 2569 เวลา 15:14 น.

สิ้นสุดยุค 8 แล้ว ใครที่ชอบไปไหว้พระขอพรที่ฮ่องกงเป็นประจำทุกปีตลอด 20 ปีที่ผ่านมา จากนี้ไปการไหว้ที่เดิมๆ อาจไม่ตอบโจทย์เหมือนเดิม เพราะตอนนี้เราก้าวเข้าสู่ยุค 9 เกิดการเปลี่ยนแปลงของพลังงานจักรวาลตามหลักฮวงจุ้ยครั้งใหญ่ และพลังงานแห่งยุค 9 นี้จะยาวนานไปอีก 20 ปี

หากใครรู้สึกว่ามูมาหลายที่แล้วยังไม่ปัง อาจเป็นเพราะกำลัง “ไหว้ผิดองค์” ผู้เชี่ยวชาญและกูรูสายมูฮ่องกงระดับท็อปอย่าง “ฮองเฮาตาต้า” รัชต์สกล พันธ์ดาสุวรรณ ผู้บริหารบริษัท ริชเวิลด์ โฮลเซล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัททัวร์อันดับ 1 ของฮ่องกง การันตีด้วยยอดการออกทัวร์กว่า 300 กรุ๊ปต่อ 1เดือน เรียกว่าเป็นตัวแม่ยืนหนึ่งเรื่องการมูที่ฮ่องกง และ “ซินแสตงฟาง” ได้ออกมาเปิดเผยความจริง ของการไหว้ยุค 9 ที่ถูกต้อง ถูกที่ และขอให้ถูกองค์ ตามตำราบรรพกาลจีน

ตามตำราฉีเหมินตุ้นเจี่ย ในผังดาว 9 ช่อง ตำแหน่งประธานแห่งยุค 9 คือพลังงานธาตุไฟหลีเกอ ซึ่งมี “เจ้าแม่จิ่วเทียนเสวหนี่” องค์มหาเทพบรมครูแห่งสวรรค์ชั้นเก้า เป็นองค์ประธานผู้ปกปักรักษาและกุมพลังงานทั้งหมดของยุคนี้ การไหว้เจ้าแม่จิ่วเทียนเสวหนี่จึงถือเป็น “หัวใจสำคัญที่สุดในยุค 9”

รู้จัก “พระแม่จิ่วเทียนเสวหนี่” ประธานแห่งยุค 9 ต้นกำเนิดศาสตร์ฮวงจุ้ยตัวจริง

เจ้าแม่จิ่วเทียนเป็นเทพองค์แรกๆ ที่มาก่อนยุคเจ้าแม่กวนอิม เจ้าแม่ทับทิม หรือเทพแชกง มีพลังทั้ง “บุ๋นและบู๊” ในร่างเดียวกัน มีจิตวิญญาณแห่งความหยิน-หยางที่สมดุล เป็นทั้งนักรบและเป็นอาจารย์ของขงเบ้ง

เจ้าแม่จิ่วเทียนคือต้นกำเนิดวิชาฮวงจุ้ย ตามตำราบรรพกาลยุคสร้างชาติจีน (ยุคฮ่องเต้เหลือง) เจ้าแม่จิ่วเทียนเป็นต้นกำเนิดของ 3 ตำราวิชาศักดิ์สิทธิ์ ได้แก่: ตำราฮวงจุ้ยบรรพกาล (กลยุทธ์ทิศทางมังกร/ประตูมังกร) ตำรากลยุทธ์การพิชัยสงครามและการต่อสู้ วิชาฉีเหมินตุ้นเจี๋ย (ศาสตร์การวางแผนคิดวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์)

ความโดดเด่นและพรอันศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่จิ่วเทียน

ยุค 9 เป็นยุคแห่งธาตุไฟ เจ้าแม่กิ่วเทียนเป็นผู้กุมอำนาจธาตุไฟ ยุคนี้คือยุคของไฟและความรวดเร็ว การสักการะองค์ประธานยุคจะช่วยปรับพลังงานในตัวให้สอดคล้องกับทิศทางจักรวาล เป็นยุคที่ธุรกิจแข่งขันสูง เจ้าแม่ได้ชื่อว่าเป็นเลิศด้านปัญญาการวางกลยุทธ วิชาค่ายกลและกลยุทธ์ของเจ้าแม่จะช่วยให้ผู้บูชาชนะคู่แข่ง รู้อ่านใจคน และมองขาดในทุกโอกาส และยุค 9 เป็นยุคของความสวยความงามและภาพลักษณ์ พระแม่จิ่วเทียนจะประทานเมตตามหานิยม ความสง่างาม และชื่อเสียงเงินทองแก่ผู้ที่มาขอพร

เจ้าแม่จิ่วเทียนเป็นหนึ่งในเทพผู้หญิงของจีนองค์แรกที่ได้แต่งงาน จึงโดดเด่นอย่างมากในการให้พรครอบคลุมครบทุกมิติชีวิต เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหาร นักธุรกิจ และผู้หญิงยุคใหม่ โดยท่านจะประทานพร 4 ประการ ความกล้าหาญและสติปัญญา: เสริมพลังการตัดสินใจ คิดวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ เอาชนะอุปสรรคและคู่แข่งความสำเร็จด้านการงานและการเงิน: พลิกชีวิต ชี้ช่องทางโชคลาภ สร้างโอกาสทางธุรกิจความยิ่งใหญ่และอำนาจบารมี: โดดเด่นในสายงาน เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับความรักและความสัมพันธ์: เสริมเสน่ห์และความสมหวังในชีวิตคู่

ทำไมยุค 9 ถึง “ต้องไหว้” เจ้าแม่จิ่วเทียน

ในศาสตร์ฉีเหมินตุ้นเจี๋ย ดาวประจำยุค 9 ธาตุไฟ (หลี่กว้า) มีชื่อว่า “ดาวจิ่วเทียน” ซึ่งตรงกับพระนามของท่าน สัญลักษณ์ของยุคนี้คือ “พลังงานของผู้หญิงและความสมดุล” ดังนั้น การขอพรโดยตรงกับองค์ประธานแห่งฮวงจุ้ยยุค 9 จะช่วยหนุนดวงชะตาให้ประสบความสำเร็จ ผู้ที่ต้องการก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ชนะคู่แข่ง เสริมชื่อเสียง โดดเด่นในสายงานความงาม นวัตกรรม หรือการบริหารจัดการระดับสูง จำเป็นต้องมาสักการะขอพรจากองค์มหาประธานแห่งยุค เพื่อรับพลังงานธาตุไฟที่ถูกต้องและบริสุทธิ์ที่สุด หนุนดวงชะตาให้เจริญรุ่งเรืองต่อเนื่องยาวนานตลอดช่วงเปลี่ยนผ่านยุคไปอีกหลายสิบปี

พิกัดรับพลังงาน เจ้าแม่จิ่วเทียน “ห้อง 9 สวรรค์” ฮ่องกง

การไหว้รับพลังให้ตรงจุดที่สุดตามคำแนะนำของฮองเฮาตาต้าและซินแสตงฟาง คือการเดินทางไปขอพรเจ้าแม่จิ่วเทียนที่ฮ่องกง ณ วัดต่างๆ ที่มีเจ้าแม่จิ่วเทียน แต่ที่พิเศษ Exclusive มาก คือการเดินทางไปดึงพลังโชคลาภที่ “ห้อง 9 สวรรค์” รับพลังงาน 8 ทิศหยินหยาง ที่โอเรียลทอลโฮริเฮอริเทจ ซึ่งเป็นห้องรับพลังยุค  9 ที่ถูกวางฮวงจุ้ย ดาวมงคลบนท้องฟ้า เพื่อทำการเปิดโองการสวรรค์ ทิศทางโชคลาภ รับพลังเจ้าแม่จิ่วเทียนและมหาเทพยุค 9 ส่งเสริมให้รุ่งเรืองตลอดยุค 9 รวยไปอีก 20 ปี

ORLEBAR BROWN เปิดตัวคอลเลกชัน AUTUMN 2026: แสงอรุณบนทะเลสาบโคโม

25 กันยายน 2569 เวลา 15:05 น.

Orlebar Brown (OB) นำเสนอคอลเลกชัน Autumn 2026 ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความโรแมนติกมนต์เสน่ห์อันน่าค้นหา และความสง่างามอันเป็นธรรมชาติของทะเลสาบโคโม (Lake Como)

หัวใจสำคัญของคอลเลกชันนี้คือการเฉลิมฉลองให้กับงานฝีมืออันประณีตชั้นสูงของประเทศอิตาลี โดดเด่นด้วยผ้าไหมพิมพ์ลายสุดหรูหราที่พัฒนาร่วมกับโรงทอผ้าชื่อดังบนชายฝั่งทะเลสาบโคโม ควบคู่ไปกับผ้าลินินเนื้อละเอียด, เสื้อเชิ้ตผ้าถัก, ผ้าเซียร์ซักเกอร์, ผ้าไหม, ชุดตัดเย็บ และเสื้อตัวนอกสำหรับช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูกาล

คอลเลกชันนี้ดึงเอาแรงบันดาลใจจากมุมมองอันเงียบสงบและเป็นส่วนตัวของโคโม ซึ่งไม่ใช่ภาพจากโปสการ์ดหรือความอู้ฟู่ฉูดฉาด แต่เป็นเรื่องราวของวิลล่าที่ซ่อนอยู่ สวนส่วนตัว และผู้คนที่เปี่ยมด้วยสีสันซึ่งดำเนินชีวิตอยู่พ้นจากสายตาของผู้คนทั่วไป บรรยากาศที่มีความเป็นสากลทว่าลึกลับ น่าค้นหา มั่นใจ แต่ยังคงความเรียบหรู โลกของพวกเขาถูกนิยามด้วยเสน่ห์ ปริศนา และสไตล์อันไร้ที่ติ

Autumn 2026 ถ่ายทอดอารมณ์นี้ผ่านความหรูหราแบบคลาสสิกจากโทนสีที่คล้ายความซีดจางจากแสงแดด (Sun-faded Elegance) ลายพิมพ์ที่สะท้อนการแสดงออกถึงตัวตน และผิวสัมผัสอันหรูหรา โดยสร้างสมดุลระหว่างความซับซ้อนประณีตและความมีชีวิตชีวาในแบบฉบับที่กำหนดความเป็น Orlebar Brown มาอย่างยาวนาน

ในฐานะของการเป็นจุดหมายปลายทาง ทะเลสาบโคโมได้สะท้อนคุณค่าหลักที่เป็นหัวใจของแบรนด์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งเรื่องราวของสายน้ำและการหลีกหนี ประวัติศาสตร์และความทันสมัย งานฝีมือและการผจญภัย สถานที่ซึ่งเรื่องราวต่างๆ ยังคงอบอวลอยู่ใต้ผืนน้ำ และเป็นที่ซึ่งทุกวันอันสดใสเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ที่ไม่สิ้นสุด

คอลเลกชัน Orlebar Brown Autumn ’26 วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ร้าน Orlebar Brown ทุกสาขา

เกี่ยวกับ ORLEBAR BROWN

Orlebar Brown แบรนด์เสื้อผ้ารีสอร์ทและไลฟ์สไตล์จากอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นในปี 2007 โดยได้สร้างสรรค์สไตล์สำหรับวันหยุดของคุณผู้ชายขึ้นมา ไอเทมคลาสสิกอย่างกางเกงขาสั้นรุ่น Bulldog เป็นกางเกงขาสั้นที่ ‘ดีที่สุดที่จะสวมใส่ว่ายน้ำ’ หลายคนจดจำได้จากตัวล็อคด้านข้างอันเป็นเอกลักษณ์ กางเกงของแบรนด์ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล 100% การันตีสินค้ายาวนาน 5 ปี เป็นข้อพิสูจน์ถึงคุณภาพและความทนทาน

ไม่ว่าจะเป็นกางเกงว่ายน้ำขาสั้น เสื้อเชิ้ต กางเกงขายาว เสื้อโปโล กางเกงขาสั้น รองเท้า แว่นกันแดด และอื่นๆ อีกมากมาย สำหรับ Orlebar Brown มีพร้อมทุกสิ่งที่ต้องการสำหรับช่วงเวลาของวันหยุดอย่างมีสไตล์

Orlebar Brown เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Chanel มาตั้งแต่ปี 2561 เป็นแบรนด์ระดับโลกที่มีหน้าร้านค้ามากกว่า 40 แห่ง และสาขาต่างๆ กว่า 250 แห่งทั่วโลก อาทิ ลอนดอน ปารีส นิวยอร์ก ไมอามี่ ลอสแองเจลิส ซิดนีย์ ดูไบ เซนต์โตรเปซ มาร์เบลลา อิบิซา ไมโคนอส เอเธนส์ มอนเตซิโต เซนต์บาร์ต และอีสต์แฮมป์ตัน

กรมการแพทย์แผนไทยฯ ประกาศพร้อมเจ้าภาพ GWS 2026 ภูเก็ต ชูภูมิปัญญาไทย นวัตกรรม ดันเศรษฐกิจสุขภาพ

25 กันยายน 2569 เวลา 15:03 น.

กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ประกาศความพร้อมประเทศไทย เป็นเจ้าภาพ Global Wellness Summit (GWS 2026) ครั้งที่ 20 จังหวัดภูเก็ต ระดมผู้นำความคิด นักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญกว่า 600 คน ทั่วโลก พร้อมชู 4 ไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ เปิดตัวรายงาน 2026 Global Wellness Economy Monitor เผยทิศทางเศรษฐกิจเวลเนสโลกและเอเชีย นำเสนอศักยภาพสุขภาพไทยผ่านการแพทย์แผนไทย นวดไทย อาหารและสมุนไพรบำบัด จัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีเวลเนส และเวทีจับคู่ธุรกิจ เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยสู่เครือข่ายการลงทุนระดับโลก มุ่งยกระดับไทยสู่ Global Wellness Hub และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพอย่างยั่งยืน

ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยว่า ประเทศไทยเตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Global Wellness Summit (GWS 2026) ครั้งที่ 20 ระหว่างวันที่ 10–13 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรมอังสนา ลากูน่า ภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ภายใต้แนวคิด “The Science, Art and Soul of Wellness” ในโอกาสครบรอบ 20 ปีของเวทีเวลเนสระดับโลก พร้อมเปิดบ้านต้อนรับผู้นำความคิด ซีอีโอ นักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญ และนักวิจัยด้านสุขภาพกว่า 600 คน จากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และกำหนดทิศทางอนาคตของเศรษฐกิจเวลเนส ตอกย้ำศักยภาพประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพระดับโลก

สำหรับไฮไลต์สำคัญภายในงาน GWS 2026 จัดแน่นด้วยเนื้อหาครอบคลุมมิติวิทยาศาสตร์ ศิลปะ และ จิตวิญญาณแห่งสุขภาพ เช่น กระทบไหล่ผู้นำความคิดระดับสากล (Global Keynote Speakers & Visionaries) ร่วมฟังวิสัยทัศน์จากวิทยากรชื่อดังระดับโลก อาทิ Dan Buettner ผู้เชี่ยวชาญและผู้ค้นพบ Blue Zones, Dr. Andrea Maier ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย (Longevity Medicine) ระดับโลก, วิลเลียม เอ็อลส์ ไฮเน็ค ประธานกรรมการ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ตลอดจนผู้บริหารระดับสูงจาก แบรนด์เวลเนสชั้นนำที่จะมาร่วมเจาะลึก อนาคตของการมีอายุยืนอย่างมีสุขภาพดี (Longevity), สุขภาพและการแพทย์สำหรับผู้หญิง (Women’s Health), เวชศาสตร์เพื่อการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ (Longevity Medicine), ศิลปะและประสาทสุนทรียศาสตร์บำบัด (Neuroaesthetics) และทิศทางการท่องเที่ยวเวลเนสในภูมิภาคเอเชีย, การเปิดตัวรายงานวิจัยระดับโลก (2026 Global Wellness Economy Monitor) สถาบัน Global Wellness Institute (GWI) ที่เตรียมเปิดเผยตัวเลขสถิติ ผลวิจัยทางการตลาด และข้อมูลเจาะลึกมูลค่าเศรษฐกิจเวลเนสฉบับล่าสุดของโลกและภูมิภาคเอเชีย เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปใช้กำหนดยุทธศาสตร์ธุรกิจ

สำหรับประเทศไทย ได้เตรียม Thai Wellness & Cultural Experience เพื่อถ่ายทอดเอกลักษณ์สุขภาพแบบไทยอย่างครบวงจร ทั้งการนำเสนอ ความล้ำหน้าด้านการแพทย์ การบูรณาการภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย นวดไทย อาหารสมุนไพรบำบัด และมิติทางจิตวิญญาณ ที่หลอมรวมระหว่างธรรมชาติและการดูแลสุขภาพสมัยใหม่ เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่ผู้นำเวลเนสทั่วโลก Innovation Village & Business Matching พื้นที่จัดแสดงนวัตกรรมสุขภาพ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร และเทคโนโลยีเวลเนสยุคใหม่ พร้อมเปิดเวทีเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยสู่เครือข่ายความร่วมมือและการลงทุนระดับสากล

ดร.นพ.พงศธร กล่าวในตอนท้ายว่า “การได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพการจัดงาน GWS 2026 ในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสครั้งใหญ่ในการประกาศศักยภาพ “Thai Wellness” สู่สายตานานาชาติ โดยกระทรวงสาธารณสุขเตรียมนำเสนอจุดแข็ง ของไทยอย่างครบมิติ ทั้งการแพทย์สมัยใหม่ การแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่น นวัตกรรมสมุนไพร และบริการสุขภาพ ที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพแห่งอนาคต และขับเคลื่อนเศรษฐกิจเวลเนสไทย ให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป”

Dr.TATTOF Clinic เดินหน้าบุกอีสาน ปักหมุดสาขาเซ็นทรัลโคราช

25 กันยายน 2569 เวลา 14:57 น.

Dr.TATTOF Clinic แบรนด์ผู้นำการรักษาด้วยนวัตกรรมเลเซอร์ เดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เปิดให้บริการสาขาใหม่ สาขาศูนย์การค้าเซ็นทรัลโคราช ชั้น 3 เป็นสาขาที่ 12 ตอกย้ำการขยายฐานลูกค้า สู่ตลาดภูมิภาค เล็งเห็นถึงศักยภาพของจังหวัดนครราชสีมา ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจ การเดินทาง และกำลังซื้อที่มีต่อตลาดความงามที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ลุยเปิดสาขาที่ 12 ปักหมุดประตูอีสานเมืองย่าโม

สำหรับการเปิดสาขาที่ 12 ของ Dr.TATTOF Clinic ครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ทำให้ Dr.TATTOF เข้าถึงฐานลูกค้าในแถบภูมิภาค และพร้อมมอบประสบการณ์ด้านการดูแลผิวด้วยนวัตกรรมเลเซอร์ มาตรฐานระดับ GOLD STANDARD ภายใต้การบริการ “ผู้นำการรักษาด้วยนวัตกรรมเลเซอร์” ให้ใกล้ชิด กับผู้บริโภคในพื้นที่มากยิ่งขึ้น โดยงาน Soft Opening ในครั้งนี้จัดขึ้นในวันที่ 18 กันยายน 2569 ณ เซ็นทรัล โคราช ชั้น 3 ภายในงานมีอินฟลูเอนเซอร์ สื่อมวลชนท้องถิ่นของจังหวัดนครราชสีมา มาร่วมงาน และแสดงความยินดีกับ Dr.TATTOF สาขาเปิดใหม่อย่างเป็นทางการ

ประธานประกาศลั่น ยืนหนึ่ง! ผู้นำการลบรอยทุกรูปแบบ ดูแลผิวโดยผู้เชี่ยวชาญประสบการณ์นานกว่า 11 ปี

นายแพทย์นัทธพงศ์ จิรุระวงศ์ ประธานบริษัท กล่าวว่า “การเปิดสาขาโคราชในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ Dr.TATTOF เราไม่ได้ต้องการขยายเพียงสาขาเท่านั้น แต่เราอยากนำความเชี่ยวชาญ พร้อมประสบการณ์ที่สั่งสมมากว่า 11 ปี นำมาให้บริการและให้ลูกค้าเข้าถึงได้ในระดับภูมิภาค โคราชจึงเป็น จุดหมายสำคัญที่เรามองเห็นศักยภาพ และเป็นจุดเริ่มต้นการเติบโตของแบรนด์เราในภาคอีสานครับ”

สุดยอดเทคโนโลยีมาตรฐานระดับ GOLD STANDARD

ด้านคุณพงศยา ตราชูนิตย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ กล่าวเสริมถึงการขยายสาขาว่า “เรานำนวัตกรรมเลเซอร์และมาตรฐานการรักษาของ Dr.TATTOF ตั้งแต่การเลือกใช้เทคโนโลยี การวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่า ไม่ว่าจะใช้บริการที่กรุงเทพฯ หรือสาขาใดก็ตาม จะได้รับประสบการณ์และมาตรฐานการรักษาเดียวกันทั้งหมด”

ฉลองเปิดสาขาใหม่ จัดโปรฯแรงเอาใจลูกค้า

Dr.TATTOF ฉลองเปิดสาขาใหม่ เซ็นทรัลโคราช ชั้น 3 จัดโปรฯ พิเศษเฉพาะสาขาเซ็นทรัลโคราชเท่านั้น อาทิ ซื้อโปรฯ ทดลองครั้งแรก ลด 60%

การันตรีผลลัพธ์ความพึงพอใจ

การเปิดตัว Dr.TATTOF สาขาเซ็นทรัลโคราชในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการขยายสาขาเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำถึงความมุ่งมั่น ในการยกระดับมาตรฐานการรักษา และความพร้อมที่จะดูแล รักษาปัญหาผิว ของผู้ใช้บริการในทุกภูมิภาคอย่างแท้จริง สำหรับผู้ที่สนใจบริการลบรอยสัก ลบรอยแผลเป็น หรือรักษาปัญหาผิว สามารถเข้ารับคำปรึกษาจากทีมแพทย์ได้แล้ววันนี้ที่ Dr.TATTOF สาขาเซ็นทรัลโคราช ชั้น 3 โทร 064-697-2424 Inbox: http://m.me/dr.tattof หรือ Line@: http://line.me/ti/p/~@dr.tattof

คุณแหน : 25 กันยายน 2569

25 กันยายน 2569 เวลา 14:47 น.

  • ปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผวจ.ลำพูน เป็นประธานเปิดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “การใช้ทรัพยากรในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและการสื่อสารในภาวะฉุกเฉิน”
  • ยินดีกับ พุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ ที่สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ตอกย้ำ 10 ปีแห่งความเป็นเลิศด้านการบริการ หลังเป็นผู้ชนะ 2 รางวัลเกียรติยศจาก SKYTRAX World Airline Awards 2026 ได้แก่ “สายการบินระดับภูมิภาคที่ดีที่สุดในโลก และ “สายการบินระดับภูมิภาคที่ดีที่สุดในเอเชีย” ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 10
  • ข่าวสุดยินดีของ จีรานุช ภิรมย์ภักดี คุณย่าป้ายแดง ที่ได้หลานชายชื่อน้อง Rocky ลูกชายคนแรกของ สุนิษฐ์ สก๊อต และ ลภัสลัล จิรเวชสุนทรกุล
  • ประภาพรรณ พิชัยคำ พร้อม ศรีวิรัตน์ ฉัตรจุฑามาส, ชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์, พล.ท.นพ.นพดล วีรยางกูร, ดร.ลักขณา
    ลีละยุทธโยธิน, สินชัย ลือสุขประเสริฐ, สุภัค ลายเลิศ, เกศนรี จองโชติศิริกุล, ยิ่งศักดิ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา, ศิรชัช พิทยาธิคุณ
    ไปเที่ยวเจาะลึกเมืองเก่ามรดกโลกในโปแลนด์ทั้งเมืองวอร์ซอ โทรูน และคราคอฟ ได้เจออากาศเย็นสบาย 1 อาทิตย์ ได้รูปสวยๆ กันถ้วนหน้า
  • เพื่อนๆ ยินดีกับ สันทวัฒน์ สินาเจริญ ที่ได้เป็น คณะทำงานสืบสานพระราชปณิธานด้านโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช ในคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาคุณูปการของสถาบันพระมหากษัตริย์วุฒิสภา
  • จิตติ พงศ์กุศลจิตต์ และครอบครัว มอบเงินบริจาคแก่มูลนิธิรามาธิบดีฯ สมทบทุนเพื่อสร้างอาคาร รพ.รามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี โดยมี รศ.นพ.ประกาศิต จิรัปปภา รับมอบ
  • ยามว่าง วันเพ็ญ ธนธรรมสิริ ชวน ณัฐญา นิยมานุสร, ดร.ศรีกัญญา ยาทิพย์, พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี, วีรศักดิ์ ชุณหจักร ไปเที่ยวทริปทะเลสวยๆ พักรีสอร์ทลับติดทะเลบนเกาะยาวน้อย ที่ Amber Yao Noi ต่างติดใจบรรยากาศดี อากาศดี เงียบสงบและอาหารอร่อยทุกมื้อ
  • จีรภัทร พิมานทิพย์ วันเกิดปีนี้ไปถวายเพลและสังฆทาน ณ วัดด่าน และร่วมทำบุญสร้างพระอุโบสถใหม่ของวัดบางน้ำชน พร้อมบริจาคช่วยการศึกษาเด็กพิเศษของ รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์
  • ชาว Digital CEO#7 ยินดีกับ ชานนท โตวิกกัย ที่ บจ.ลอนดรี้บาร์ ไทยได้รับรางวัลสุดยอด SME แห่งชาติ ครั้งที่ 18 ประจำปี 2569 จัดโดย สนง.ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
  • ม.เชียงใหม่ ร่วมกับ สมาคมนักศึกษาเก่า ม.เชียงใหม่ สมาคมนักศึกษาเก่า ม.เชียงใหม่ กรุงเทพฯ และเครือข่ายศิษย์เก่า ม.เชียงใหม่ในหลายจังหวัด จัดกิจกรรม “ปั่นเพื่อน้อง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ครั้งที่ 9” ระหว่าง 14-19 พ.ย. เพื่อระดมทุนสนับสนุนทุนการศึกษาและกิจกรรมสาธารณประโยชน์ โดยตั้งเป้าระดมทุนไม่น้อยกว่า 4 ล้านบาท
  • ทนบ ศิริปิยนาค ผอ.สวนสัตว์อุบลราชธานี เชิญชมสมาชิกใหม่ได้แก่ เสียงแคน และ ขามแก่น-สิงโตแอฟริกา เพศผู้ 2 ตัว และ ลิลลี่-ยีราฟ เพศเมีย สร้างสีสันและเพิ่มความหลากหลายให้กับการเรียนรู้ด้านสัตว์ป่าและการอนุรักษ์ ภายในสวนสัตว์อุบลราชธานี

ไทยเร่งเครื่อง “วิจัยทางคลินิก” ปลดล็อคคอขวด ดันไทยแข่งขันระดับภูมิภาค ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน เร่งกระบวนการวิจัย ชู “ความเร็ว–ความร่วมมือ” ดึงการลงทุน หนุนผู้ป่วยไทยเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาเร็วขึ้น

25 กันยายน 2569 เวลา 14:35 น.

ประเทศไทยเร่งเครื่องระบบวิจัยทางคลินิก เดินหน้าขับเคลื่อน “ศักยภาพ” ที่มีอยู่ สู่การ “ลงมือทำ” อย่างเป็นรูปธรรม ภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล สถาบันวิจัย และภาคอุตสาหกรรม ผนึกกำลังแก้คอขวด ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน และเร่งกระบวนการวิจัยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเปลี่ยนความพร้อมของประเทศให้เป็นความได้เปรียบในการแข่งขันระดับภูมิภาค ดึงดูดการวิจัยและการลงทุน พร้อมเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาได้เร็วขึ้น

ทิศทางดังกล่าวเป็นประเด็นสำคัญจากงานเสวนาเชิงนโยบาย “การวิจัยทางคลินิกกับอนาคตประเทศไทย: พลิกโฉมระบบนิเวศนวัตกรรม สู่การลงทุนและการเข้าถึงการรักษา” จัดโดย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมกับ สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) โดยผู้แทนจากภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล สถาบันวิจัย และภาคอุตสาหกรรม เห็นตรงกันว่า ประเทศไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ โครงสร้างพื้นฐาน และความพร้อมในการรองรับการวิจัยทางคลินิก

โจทย์สำคัญจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการสร้างศักยภาพเพิ่ม แต่คือการทำให้กระบวนการ “เร็วขึ้น เชื่อมกันมากขึ้น และแข่งขันได้จริง” เพื่อเปลี่ยนความพร้อมที่ประเทศไทยมีอยู่ให้เป็นความได้เปรียบในการแข่งขันด้านการวิจัยทางคลินิกในระดับภูมิภาค

ดร.อลัน พอล ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ประจำภูมิภาค บริษัท แกล็กโซสมิธไคลน์ (GSK) และตัวแทนจาก PReMA กล่าวว่า “ประเทศไทยมีทั้งโครงสร้างพื้นฐานและความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว แต่ยังคงต้องการ ‘ความเร็ว’ และ ‘ความร่วมมือ’ จากทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”

ดร.อลัน พอล

“ความเร็ว” ปลดล็อคคอขวด เปลี่ยนความพร้อมให้เป็นความได้เปรียบ

ความเปลี่ยนแปลงเริ่มเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดย นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เปิดเผยถึงโมเดล “Team Thailand” ที่มุ่งขยายเครือข่ายโรงพยาบาลที่มีศักยภาพรองรับการวิจัยทางคลินิกตามมาตรฐานสากลให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน พร้อมตั้งเป้าหมายในการลดข้อจำกัดด้านกระบวนการสนับสนุนงบประมาณวิจัย โดยคาดว่าจะช่วยย่นระยะเวลาจากเดิมที่อาจใช้ราว 2 ปี เหลือเพียง 6 เดือน สะท้อนความพยายามลดข้อจำกัดด้านเวลา ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันด้านการวิจัยทางคลินิก

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์

ด้าน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เดินหน้าปรับบทบาทจากการเป็นหน่วยงานกำกับดูแล สู่การเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวก โดย ภก.ปราโมทย์ อัครภานนท์ ระบุว่า อย. เปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าปรึกษาตั้งแต่ต้นกระบวนการ พร้อมทำงานร่วมกับ สวรส. และคณะกรรมการกลางพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในคน เพื่อลดการพิจารณาที่ซ้ำซ้อน โดยยังคงมาตรฐานด้านวิทยาศาสตร์ จริยธรรม และความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นหัวใจสำคัญ

นายแฮโรลด์ สเปร็งเกอร์

ขณะที่ ศ.พญ.ขวัญชนก ยิ้มแต้ ประธานมูลนิธิส่งเสริมการวิจัยในคนในประเทศไทย ชี้ถึงความคืบหน้าของ Collaborative Review Model ว่าได้มีการขยายเครือข่ายจาก 24 เป็นกว่า 56 สถาบัน พร้อมเดินหน้าต่อยอดระบบ “One Time Review” เพื่อลดการพิจารณาซ้ำซ้อนและย่นระยะเวลาการเริ่มโครงการวิจัย ให้ครอบคลุมทั้งการพิจารณาด้านจริยธรรม สัญญาการวิจัยทางคลินิก และข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง

“ความร่วมมือ” เชื่อมทั้งระบบ ลดความซ้ำซ้อน–เพิ่มความคล่องตัว

อย่างไรก็ตาม การเร่งกระบวนการเพียงด้านเดียวอาจไม่เพียงพอ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังทำงานแยกส่วน การเชื่อมศักยภาพและทรัพยากรที่มีอยู่ให้ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน จึงเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญของประเทศไทย

รศ.นพ.พงศกร ตันติลีปิกร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยคลินิก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล (SICRES) เสนอว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมี “Quarterback” หรือกลไกกลางที่ทำหน้าที่ประสานศักยภาพของแต่ละหน่วยงานให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มความคล่องตัวในการขับเคลื่อนงานวิจัย

ในมุมภาคอุตสาหกรรม PReMA ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมองค์ความรู้ เครือข่ายการวิจัย และมุมมองจากอุตสาหกรรมระดับโลกเข้ากับทิศทางนโยบายของไทย เพื่อยกระดับระบบวิจัยให้ตอบโจทย์ทั้งการแข่งขัน การลงทุน และการเข้าถึงนวัตกรรมของผู้ป่วย

นายแฮโรลด์ สเปร็งเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) กล่าวว่า “การสร้างระบบนิเวศนี้ให้สำเร็จ ไม่มีภาคส่วนใดสามารถทำได้โดยลำพัง ภาคอุตสาหกรรมเองมีความสำคัญในการสนับสนุนในหลายด้าน ไม่เฉพาะแต่ในด้านการลงทุนเท่านั้น แต่เรายังมีภารกิจสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายระดับโลก ทั้งการวิจัย เทคโนโลยี และมาตรฐานกับประเทศด้วย”

ปลายทางไม่ใช่แค่ “งานวิจัย” แต่ผู้ป่วยต้องเข้าถึงนวัตกรรมเร็วขึ้น

การดึงดูดโครงการวิจัยทางคลินิกเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้นจึงไม่ใช่เป้าหมายเพียงอย่างเดียว หัวใจสำคัญคือการสร้างระบบวิจัยที่รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และทำงานเชื่อมโยงกัน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาได้เร็วขึ้น พร้อมยกระดับขีดความสามารถด้านการวิจัย ระบบสาธารณสุข และบริการทางการแพทย์ของประเทศในระยะยาว

ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์

ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เน้นย้ำว่า เป้าหมายสูงสุดของการทำงานวิจัยไม่ได้อยู่ที่ “จำนวน” แต่คือประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับอย่างแท้จริง และความสามารถของงานวิจัยเหล่านั้นในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น

ก้าวต่อไปของประเทศไทยจึงอยู่ที่การเชื่อมการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นเข้าสู่ โรดแมประดับชาติ ที่มีเป้าหมาย กลไก และทิศทางการขับเคลื่อนร่วมกันอย่างชัดเจน เพื่อเปลี่ยนศักยภาพที่ประเทศไทยมีอยู่ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ และสร้างความสามารถในการแข่งขันด้านการวิจัยทางคลินิกอย่างยั่งยืน

เพราะการแข่งขันด้านการวิจัยทางคลินิกไม่ได้วัดเพียงว่า “ใครมีศักยภาพมากกว่า” แต่ขึ้นอยู่กับว่า “ใครเปลี่ยนศักยภาพให้เกิดผลได้เร็วกว่า”  ความเร็วสร้างความได้เปรียบ ความร่วมมือทำให้ทั้งระบบสามารถเดินไปด้วยกันได้ และการที่ผู้ป่วยเข้าถึงนวัตกรรมได้เร็วขึ้น คือเครื่องชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญที่สุด

สมาพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังระหว่างประเทศ จับมือ ลอรีอัล กรุ๊ป เปิดรายงานประเมินการเข้าถึงการดูแลสุขภาพผิวระดับโลกครั้งแรก

25 กันยายน 2569 เวลา 14:35 น.

เปิดรายงานการประเมินการเข้าถึงการดูแลสุขภาพผิวระดับโลกฉบับแรก ชี้ให้เห็นว่า มีเพียง 1 ใน 6 ประเทศทั่วโลกที่มีแพทย์ผิวหนังเพียงพอต่อความต้องการของประชากร โดยประเทศร่ำรวยมีโอกาสที่จะมีแพทย์ผิวหนังเพียงพอกว่าประเทศรายได้น้อยถึงเกือบ 9 เท่า

งานวิจัย “การศึกษาวิเคราะห์การเข้าถึงสุขภาพผิวระดับโลก” (Global Access to Skin Health Observatory Study) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Dermatology ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง ILDS สหพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังนานาชาติ และแผนกผลิตภัณฑ์เวชสำอาง ลอรีอัล กรุ๊ป (L’Oréal Dermatological Beauty) ได้สำรวจอัตราส่วนแพทย์ผิวหนัง อุปสรรคในการรักษา และบริการเฉพาะทางใน 158 ประเทศ ซึ่งครอบคลุม 97% ของประชากรโลก

ปัจจุบัน ประชากรกว่า 2,000 ล้านคนทั่วโลกต้องเผชิญกับโรคผิวหนัง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยและติด 10 อันดับแรกของสาเหตุความพิการ อย่างไรก็ตาม 74% ของประเทศที่สำรวจระบุว่า ภาครัฐยังไม่ได้ให้ความสำคัญในระดับนโยบายกับประเด็นสุขภาพผิว งานวิจัยชิ้นนี้จึงช่วยสนับสนุนมติสมัชชาอนามัยโลกปี 2025 ในการผลักดันโรคผิวหนังให้เป็นวาระสาธารณสุขโลก พร้อมเปลี่ยนความมุ่งมั่นให้เป็นการปฏิบัติจริงด้วยข้อมูลที่จับต้องได้

วิกฤตขาดแคลนแพทย์ผิวหนังทั่วโลก

ผลการศึกษาได้กำหนดเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับจำนวนแพทย์ผิวหนังที่จำเป็นสำหรับการดูแลรักษา โดยในภาพทั่วโลกมีแพทย์ผิวหนังเฉลี่ยเพียง 2.66 คนต่อประชากร 100,000 คน ซึ่งยังต่ำกว่าเกณฑ์ที่ควรจะเป็นที่ 5.63 คน ส่งผลให้กว่า 80% ของประเทศทั่วโลกมีจำนวนบุคลากรไม่ถึงเกณฑ์มาตรฐาน

ความเหลื่อมล้ำดังกล่าวปรากฏชัดเจนมากระหว่างประเทศที่มีรายได้สูงและรายได้น้อย โดยอัตราส่วนของแพทย์ผิวหนังมีตั้งแต่ 0.37 คนต่อประชากร 100,000 คนในประเทศรายได้น้อย ไปจนถึง 5.05 คนในประเทศรายได้สูง ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจุบันยังไม่มีประเทศใดในภูมิภาคแอฟริกาหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานนี้เลย

สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากการศึกษาพบว่า มีแพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง (Board Certified Dermatologist) จำนวน 846 คน หรือคิดเป็นอัตรา 1.18 คนต่อประชากร 100,000 คน ซึ่งยังคงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากลอย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น โครงสร้างการกระจายตัวของบุคลากรยังสะท้อนความเหลื่อมล้ำที่เด่นชัด โดยสัดส่วนถึง 50% กระจุกตัวอยู่ในเขตเมือง และอีก 50% ปฏิบัติงานในภาคเอกชน ปัญหานี้ส่งผลให้ประชาชนในส่วนภูมิภาค นอกเขตเมือง หรือผู้ป่วยในระบบสาธารณสุขของรัฐ เข้าถึงการรักษาเฉพาะทางได้ยากลำบากยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นโจทย์ท้าทายสำคัญในการวางแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพและการกระจายบุคลากรให้มีความเท่าเทียมในอนาคต

ดร. เอสเธอร์ ฟรีแมน (Dr. Esther Freeman) หัวหน้าคณะผู้วิจัย และรองประธานมูลนิธิโรคผิวหนังนานาชาติ (International Foundation for Dermatology – IFD) และรองศาสตราจารย์ด้านผิวหนัง คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวว่า “นี่เป็นครั้งแรกที่เราเปลี่ยนข้อมูลเชิงบอกเล่าให้กลายมาเป็นชุดข้อมูลเชิงประจักษ์ที่เราสามารถนำไปใช้ลงมือทำได้จริง โครงการ Global Access to Skin Health Observatory ทำให้เราได้เห็นภาพที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจริงเป็นครั้งแรกว่า ผู้คนนับพันล้านคนที่ต้องเผชิญกับโรคผิวหนังทั่วโลกนั้นเข้าถึงการรักษาพยาบาลในรูปแบบใดบ้าง สถานที่ที่คุณอาศัยอยู่ไม่ควรเป็นตัวกำหนดโอกาสในการเข้าถึงการดูแลสุขภาพผิวของคุณ แต่มันกลับเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในทุกวันนี้ หน้าที่ของเราคือการชี้ให้เห็นช่องว่างเหล่านี้ และร่วมมือกันในฐานะประชาคมโลกเพื่อหาทางแก้ไขร่วมกัน”

จากข้อมูลเชิงประจักษ์สู่การลงมือปฏิบัติจริง

ผลการศึกษาชี้ให้เห็นโอกาสที่เป็นรูปธรรมในการสร้างความเปลี่ยนแปลง ซึ่งรวมถึงการขยายหลักสูตรฝึกอบรมด้านผิวหนังในระดับภูมิภาค การยกระดับทักษะของบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า ตลอดจนการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) มาประยุกต์ใช้ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยในพื้นที่ที่ยังเข้าไม่ถึงบริการ สามารถเข้าถึงการวินิจฉัยและความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสำหรับสีผิวที่หลากหลายได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น

ข้อมูลทั้งหมดจากการศึกษาถูกรวบรวมไว้ใน Skin Observatory Data Explorer ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มอินเทอร์แอกทีฟที่เปิดโอกาสให้กระทรวงสาธารณสุข องค์กรต่างๆ นักวิจัย และผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงและวิเคราะห์ข้อมูลได้ ผู้ใช้งานสามารถคัดกรองข้อมูลตามประเทศ ภูมิภาค และตัวแปรอื่นๆ พร้อมทั้งแบ่งปันข้อมูลเชิงลึก ตลอดจนดาวน์โหลดข้อมูลไปใช้ในการจัดทำรายงาน งานนำเสนอ และการวางแผนกลยุทธ์ ทั้งนี้ จะมีการอัพเดตข้อมูลใหม่ๆ เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แพลตฟอร์มนี้ช่วยติดตามความคืบหน้าและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถดูผลการศึกษาฉบับเต็มและเข้าใช้งาน Skin Observatory Data Explorer ได้ที่ skinobservatory.org

ศาสตราจารย์ เฮนรี ดับเบิลยู. ลิม (Professor Henry W. Lim) ประธานสมาพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังระหว่างประเทศ (ILDS) กล่าวว่า “ผลการศึกษาชิ้นนี้ช่วยสนับสนุนการดำเนินตามมติของสมัชชาอนามัยโลก (World Health Assembly) ในการผลักดันให้โรคผิวหนังเป็นวาระด้านสาธารณสุขของโลก โครงการศึกษานี้จะเดินหน้าขยายผลอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งทยอยอัปเดตข้อมูลใหม่ๆ เพื่อช่วยให้เราติดตามความคืบหน้าและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวได้ เมื่อโรคผิวหนังคือหนึ่งใน 10 สาเหตุหลักของความพิการทั่วโลก เราจึงขอเชิญชวนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนมาร่วมมือกับเรา เพื่อเปลี่ยนองค์ความรู้ที่สำคัญนี้ให้กลายเป็นผลลัพธ์เชิงบวกแก่ผู้ป่วยโรคผิวหนังทุกคน”

มิเรียม โกเอน-เวลกริน (Myriam Cohen-Welgryn) ประธานแผนกผลิตภัณฑ์เวชสำอาง ลอรีอัล กรุ๊ป (L’Oréal Dermatological Beauty) กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำระดับโลกด้านเวชสำอาง เรามีทั้งศักยภาพและหน้าที่ความรับผิดชอบที่จะต้องลงมือทำ แผนกผลิตภัณฑ์เวชสำอาง ลอรีอัล กรุ๊ป มุ่งมั่นที่จะยกระดับการเข้าถึงสุขภาพผิวทั่วโลก พร้อมทั้งสนับสนุนแพทย์ผิวหนังและบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลง — เพราะการเข้าถึงสุขภาพผิวควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่สิทธิพิเศษ เรามีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุนโครงการ Global Access to Skin Health Observatory ผ่านโครงการ Act For Dermatology ของเรา”

ทั้งนี้ โครงการ Global Access to Skin Health Observatory เกิดจากความร่วมมือระหว่าง สมาพันธ์สมาคมแพทย์

รพ.จุฬาภรณ์ จัดกิจกรรม ‘วันมะเร็งต่อมน้ำเหลืองโลก 2596’ ย้ำ “มะเร็งต่อมน้ำเหลือง รู้เร็ว มีโอกาสหายได้”

25 กันยายน 2569 เวลา 14:13 น.

โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดกิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมสุขภาพประชาชนเนื่องใน “วันมะเร็งต่อมน้ำเหลืองโลก” (World Lymphoma Awareness Day) ประจำปี 2569 ภายใต้แคมเปญ “Stronger Together, Brighter Tomorrow : พลังแห่งความหวัง เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า” เพื่อสร้างความตระหนักรู้ ส่งเสริมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และขับเคลื่อนนโยบายการรักษาโรคมะเร็งอย่างยั่งยืน โดยมี นายแพทย์ดำรงค์  สุกิจปัญญาโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ นำโดย แพทย์หญิงเอมวิภา ลือประสิทธิ์สกุล หัวหน้างานอายุรกรรมโลหิตวิทยาโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และทีมแพทย์เฉพาะทางด้านอายุรกรรมโลหิตวิทยาและสหสาขา โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ร่วมให้ความรู้และถ่ายทอดแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ณ โถงทางเชื่อม ชั้น 3 อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์

หน่วยอายุรกรรมโลหิตวิทยา โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้มุ่งเน้นให้บริการทางการแพทย์และวิจัยนวัตกรรมด้านโรคมะเร็งที่เป็นเลิศ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการตรวจรักษาที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากลอย่างเท่าเทียม สำหรับปีนี้ สมาพันธ์ควบคุมโรคมะเร็งสากล (UICC) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดสารรณรงค์คือ ‘UNITED BY UNIQUE: Places People at The Centre of Care’ ซึ่งเน้นย้ำถึงการให้ผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางในการดูแล โดยคำนึงถึงความต้องการและความแตกต่างของแต่ละบุคคล ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพเชิงรุก ทั้งนี้ แม้โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองจะดูน่ากลัว แต่ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าอย่างมากในปัจจุบัน ทำให้เราย้ำเตือนเสมอว่า ‘มะเร็งต่อมน้ำเหลืองไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการรักษาที่มีความหวัง’ และเป็นหนึ่งในโรคมะเร็งไม่กี่ชนิดที่มีโอกาสรักษาให้หายได้สูงมาก หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มแรกและได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง”

ภายในงานมีกิจกรรมบริการทางวิชาการและส่งเสริมสุขภาพที่ได้รับความสนใจจากประชาชน ผู้ป่วย และครอบครัวอย่างคับคั่ง ประกอบด้วย การเสวนาให้ความรู้ทางการแพทย์ ในด้านการตรวจวินิจฉัยและการรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โดยแพทย์เฉพาะทางด้านอายุรกรรมโลหิตวิทยา โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โดยแพทย์ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยี CAR-T Cell Therapy ซึ่งเป็นนวัตกรรมเซลล์บำบัดด้วยการนำเซลล์ภูมิคุ้มกัน (T-Cell) ของผู้ป่วยมาดัดแปลงพันธุกรรมในห้องปฏิบัติการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับและทำลายเซลล์มะเร็งอย่างจำเพาะเจาะจงและตรงจุด ถือเป็นทางเลือกใหม่ที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดรักษายากหรือกลับมาเป็นซ้ำ ควบคู่ไปกับการให้ความรู้ด้าน การเก็บและปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell Collection & Transplantation) เพื่อฟื้นฟูระบบไขกระดูกและสร้างเม็ดเลือดใหม่ที่แข็งแรง ช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตและการหายจากโรคอย่างปลอดภัย

ทั้งนี้ ทีมแพทย์ได้เน้นย้ำเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่า “การปลูกถ่ายไขกระดูกไม่ใช่การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ” แต่เป็นกระบวนการรักษามาตรฐานสากลที่ใช้รักษาโรคมะเร็งทางโลหิตวิทยา เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งเม็ดเลือดขาว (ลูคีเมีย) และมะเร็งไขกระดูก โดยเริ่มต้นจากการให้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็ง เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่มีความผิดปกติ หลังจากนั้น แพทย์จะทำการปลูกถ่ายไขกระดูกที่ปกติซึ่งอาจเก็บสะสมไว้จากตัวผู้ป่วยเองหรือได้รับบริจาคจากผู้อื่นเข้าสู่หลอดเลือดดำ เพื่อฟื้นฟูระบบไขกระดูกและสร้างเม็ดเลือดใหม่ที่แข็งแรง ช่วยเพิ่มโอกาสการหายขาดจากโรคอย่างปลอดภัย ทั้งนี้ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ มีการวางแผนกระบวนการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดอย่างเป็นระบบ 6 ขั้นตอน ได้แก่:

  1. การกระตุ้นเซลล์: ฉีดยากระตุ้นให้เซลล์ต้นกำเนิดหลั่งออกจากไขกระดูกสู่กระแสเลือด
  2. การเก็บเซลล์ (Apheresis): คัดแยกและเก็บเซลล์ต้นกำเนิดด้วยเครื่องมือการแพทย์อันทันสมัย
  3. การแช่แข็งเซลล์: นำเซลล์ที่เก็บได้ไปจัดเก็บในสภาวะแช่แข็งอุณหภูมิต่ำเพื่อรอการปลูกถ่าย
  4. การเตรียมร่างกาย: ให้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงแก่ผู้ป่วยเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งที่หลงเหลือ
  5. การปลูกถ่ายเซลล์: ฉีดเซลล์ต้นกำเนิดที่ผ่านการละลายกลับเข้าสู่ร่างกายทางหลอดเลือดดำ
  6. การฟื้นฟูและติดตามผล: ดูแลรักษาในห้องปลอดเชื้ออย่างใกล้ชิดโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจนระดับเม็ดเลือดกลับสู่ภาวะปกติ และทำการประเมินผลการรักษาอีกครั้งประมาณ 3 เดือนหลังการปลูกถ่าย

นอกจากนี้ ยังให้บริการคำแนะนำโภชนาการสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง การดูแลเรื่องอาหารและภาวะโภชนาการที่เหมาะสม โดยทีมนักกำหนดอาหารวิชาชีพ การออกกำลังกายและฟื้นฟูร่างกาย คำแนะนำการออกกำลังกายที่ปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับผู้ป่วย โดยนักวิทยาศาสตร์การกีฬา และการรับบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (Stem Cell) โดยศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย

โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ มุ่งมั่นดำเนินงานโดยยึดมั่นตามพระปณิธานของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ผู้ทรงก่อตั้งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ขึ้น เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็ง ตลอดจนส่งเสริมการค้นคว้าวิจัย พัฒนานวัตกรรมการรักษาใหม่ ๆ เพื่อเป็นที่พึ่งทางสุขภาพของประชาชนชาวไทย และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน อัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสุขภาพโดยเพิ่มเป็นเพื่อนกับโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ทาง LINE OA @chulabhornhospital , Facebook โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ หรือติดตามข่าวสารของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้ทาง www.cra.ac.th

‘เมดอินไทยแรงสสส์’ งานรวมพลังความสร้างสรรค์ของแบรนด์ไทยที่ไม่ธรรมดา

25 กันยายน 2569 เวลา 14:07 น.

1981 Soul & Sold (รามคำแหง 15) พื้นที่สร้างสรรค์แห่งใหม่ที่รวบรวมแรงบันดาลใจ ศิลปะ วัฒนธรรม และผู้คนที่หลงใหลในความเป็นไทย ชวนทุกคนมาร่วมค้นพบเสน่ห์และศักยภาพของแบรนด์ไทย ในงาน “เมดอินไทยแรงสสส์ – แบรนด์ไทยไม่ธรรมดา” ระหว่างวันที่ 23-29 กันยายน 2569 ณ 1981 Soul & Sold บริเวณยานนาล็อก ชั้น 1

งานนี้ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์บทบาทของ 1981 Soul & Sold ในฐานะจุดหมายปลายทางแห่งความคิดสร้างสรรค์ ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ผลิต นักออกแบบ ศิลปิน และแบรนด์ไทยรุ่นใหม่ได้มาพบปะ แลกเปลี่ยน และถ่ายทอดเรื่องราวผ่านผลงานที่สะท้อนอัตลักษณ์ไทยในมิติร่วมสมัยอย่างน่าสนใจ

ภายในงานพบกับ “Thai Brand Market” ตลาดรวมแบรนด์ไทยที่คัดสรรสินค้าดีไซน์โดดเด่น งานคราฟต์ และผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์จากผู้ประกอบการไทยทั่วประเทศ ถ่ายทอดมุมมองใหม่ของความเป็นไทยที่ทันสมัย มีเอกลักษณ์ และแข่งขันได้ในระดับสากล พร้อมร่วมเปิดประสบการณ์ผ่าน Workshop งานฝีมือ ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ลงมือสร้างสรรค์ผลงานด้วยตนเอง เรียนรู้ภูมิปัญญาจากช่างฝีมือและแม่ๆ ชนเผ่า ผู้สืบทอดองค์ความรู้ท้องถิ่นสู่คนรุ่นใหม่

ช่วงค่ำ 1981 Soul & Sold จะเปลี่ยนบรรยากาศสู่พื้นที่แห่งเสียงดนตรีและแรงบันดาลใจ กับคอนเสิร์ตจากศิลปินคุณภาพตลอด 3 คืน ได้แก่ “ไววิทย์” ศิลปินขวัญใจคนรักดนตรีเพื่อชีวิตยุคใหม่ ที่จะมาถ่ายทอดบทเพลงและบรรยากาศทางดนตรีอันเป็นเอกลักษณ์ (25 กันยายน), Hot Like Hell (26 กันยายน) และไฮไลต์พิเศษกับคอนเสิร์ตเต็มวงจาก คาราบาว ในวันที่ 27 กันยายน พร้อมกิจกรรมประมูลของสะสมจากคาราบาว พร้อมลายเซ็น แอ๊ด คาราบาว ที่จะมาสร้างสีสันและความทรงจำสุดเอ็กซ์คลูซีฟให้กับแฟนเพลง

ปิดท้ายด้วย Fashion Show จากผลงานของนักออกแบบรุ่นใหม่และ Brand Nation Craft ที่สะท้อนพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ ผสานรากวัฒนธรรมไทยเข้ากับมุมมองร่วมสมัย แสดงให้เห็นว่าคนไทยและแบรนด์ไทยมีศักยภาพในการสร้างสรรค์ผลงานที่โดดเด่นไม่แพ้ชาติใดในโลก

งานนี้ไม่ได้มีเพียงของดีจากแบรนด์ไทยเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยเรื่องราว ความคิดสร้างสรรค์ และพลังของคนไทยที่อยากให้ทุกคนได้เห็นและสัมผัสด้วยตัวเอง เพราะแบรนด์ไทย…ไม่ธรรมดา และความเป็นไทยก็เท่ได้ในแบบของเราเอง พบกันที่ 1981 Soul & Sold วันที่ 23-29 กันยายน 2569

ไทยเบฟ สนับสนุนโครงการติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ เฉลิมพระเกียรติครบ 100 ปีวันพระบรมราชสมภพ ร.9

25 กันยายน 2569 เวลา 14:03 น.

Processed With Darkroom

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (“ไทยเบฟ”) สนับสนุนโครงการติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติจำนวน 31 สถานี ให้กับมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวาระครบ 100 ปี วันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงในการบริหารจัดการน้ำและเตรียมความพร้อมในการเฝ้าระวังภัยธรรมชาติ รวมถึงช่วยยกระดับศักยภาพระบบศูนย์บูรณาการข้อมูลน้ำของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เพื่อใช้ในการคาดการณ์ วางแผน และบริหารจัดการอุทกภัยได้อย่างเป็นระบบและทันท่วงที

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้มอบเงินสนับสนุนการติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ จำนวน 7,495,000 บาท ให้แก่ ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) โดยมี นางต้องใจ ธนะชานันท์ นางธารทิพย์ ศิรินุพงศ์ นายวิรัช เมฆสัมพันธ์ นางสาวน้ำฝน อังศุธรรังสี ดร.ณัฐธยาน์ โชคกนกนภา นายภัทริศร์ ถนอมสิงห์ และ ดร.นภัส พันธ์พงษ์เจริญ ร่วมด้วย
นับตั้งแต่ปี 2568 ไทยเบฟได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติให้กับ มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ข้อมูลและการพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการน้ำและทรัพยากรธรรมชาติในระดับประเทศอย่างเป็นระบบ ผ่านการสนับสนุนการติดตั้งสถานีโทรมาตรไปแล้วทั้งสิ้นจำนวน 103 สถานี ในภาคเหนือ และภาคใต้ ครอบคลุมพื้นที่ 22 จังหวัดของประเทศไทย