สัมผัสวิถีล้านนา ในงาน ‘LAMPHUN BRAND FAIR 2026’ หนุนสินค้าไทยสู่สากล

สัมผัสวิถีล้านนา ในงาน 'LAMPHUN BRAND FAIR 2026' หนุนสินค้าไทยสู่สากล

สัมผัสวิถีล้านนา ในงาน ‘LAMPHUN BRAND FAIR 2026’ หนุนสินค้าไทยสู่สากล

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.19 น.

จังหวัดลำพูนเดินหน้าขับเคลื่อน “ลำพูนแบรนด์” เปิดงาน “LAMPHUN BRAND FAIR 2026” ยกทัพสินค้าอัตลักษณ์ “ลำพูนแบรนด์” สู่สากล ชวนช้อปฟินฟีลล้านนา 29 พ.ค. – 2 มิ.ย. นี้ ณ พาราไดซ์ พาร์ค กรุงเทพมหานคร
 
จังหวัดลำพูน มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน ยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าท้องถิ่นสู่ตลาดสากล จัดงาน “LAMPHUN BRAND FAIR 2026” กิจกรรมขยายโอกาสทางการตลาดสินค้าอัตลักษณ์ของจังหวัดลำพูน ภายใต้ตราสัญลักษณ์ผลิตภัณฑ์จังหวัดลำพูน (Lamphun Brand) ชวนชาวกรุงเทพมหานคร และใกล้เคียง ร่วมสัมผัสเสน่ห์หัตถกรรมและวิถีล้านนาอย่างเต็มอิ่มตลอด 5 วันเต็ม ตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน 2569 ณ ชั้น 1 ลาน Royal Park Plaza ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค กรุงเทพมหานคร


 
นายปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน ประธานในพิธีเปิดงาน กล่าวว่า จังหวัดลำพูนได้กำหนดตราสัญลักษณ์ผลิตภัณฑ์จังหวัดลำพูน หรือ “ลำพูนแบรนด์” ขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องหมายยืนยันและรับรองแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือบริการที่มีแหล่งผลิตในจังหวัดลำพูน โดยมุ่งเน้นสินค้าที่มีคุณภาพ มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ บ่งบอกถึงเอกลักษณ์และวัฒนธรรมอันดีงามของจังหวัด ซึ่งสะท้อนถึงภาพลักษณ์ที่ดี 3 ด้าน (3 Image) ได้แก่ ภาพลักษณ์ที่ดีของผลิตภัณฑ์ (Brand Image) ภาพลักษณ์ที่ดีของผู้ผลิต (Corporate Image) และภาพลักษณ์ที่ดีของจังหวัด (Provincial Image) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ พร้อมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการในท้องถิ่นเติบโตอย่างยั่งยืน 


 
ด้าน นางสาวจุฬารัตน์ นุ่มนิ่ม พาณิชย์จังหวัดลำพูน กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานในครั้งนี้อยู่ภายใต้โครงการส่งเสริมและเพิ่มมูลค่าสินค้าอัตลักษณ์จังหวัดลำพูน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อพัฒนาและส่งเสริมสินค้าดี สินค้าเด่น สินค้าอัตลักษณ์ของจังหวัดลำพูนให้เข้าสู่ตลาดในวงกว้าง ซึ่งภายในงาน มีกิจกรรมไฮไลท์ที่น่าสนใจมากมาย ประกอบด้วย ช้อปฟินกับ 43 ร้านค้าชื่อดัง การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าชุมชน สินค้าท้องถิ่น และสินค้าอัตลักษณ์ที่มีศักยภาพสูงภายใต้ตรา Lamphun Brand , การเจรจาการค้าจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เปิดโอกาสสร้างเครือข่ายธุรกิจทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อผลักดันสินค้าสู่ตลาดระดับสากล , นิทรรศการ Display สุดพิเศษ จัดแสดงผลิตภัณฑ์ชั้นเยี่ยมที่ได้รับการการันตีจากตราสัญลักษณ์ลำพูนแบรนด์ , สัมผัสกลิ่นอายวัฒนธรรมล้านนา ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมและการแสดงดนตรีโฟล์คซองล้านนาทุกวันจาก ตู่ ดารณี , หนึ่ง เดอะสะล้อ และ 2 มิ.ย. 69 พบไรอัล กาจบัณฑิต , กิจกรรมแชะ & แชร์ บริการให้เช่าชุดล้านนาเพื่อเก็บภาพความประทับใจภายในงาน

พิเศษ โปรโมชันส่งเสริมการขาย กิจกรรม “สินค้านาทีกอง” แจกคูปองส่วนลดแทนเงินสด และร่วมสนุกกับเกมแจกของรางวัลรวมมูลค่า 20,000 บาทต่อวัน
 
จังหวัดลำพูนจึงขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมอุดหนุนสินค้าคุณภาพจากผู้ประกอบการโดยตรง และร่วมสืบสานคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมในงาน “LAMPHUN BRAND FAIR 2026” ระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค กรุงเทพมหานคร

ป.ป.ช. จัดฉาย ‘แกะดำ’ ผลลัพธ์ทุจริตลิขิตชะตากรรม ปี 2 สร้างการรับรู้ผลกระทบการทุจริต

ป.ป.ช. จัดฉาย 'แกะดำ' ผลลัพธ์ทุจริตลิขิตชะตากรรม ปี 2 สร้างการรับรู้ผลกระทบการทุจริต

ป.ป.ช. จัดฉาย ‘แกะดำ’ ผลลัพธ์ทุจริตลิขิตชะตากรรม ปี 2 สร้างการรับรู้ผลกระทบการทุจริต

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.08 น.

คณะกรรมการป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ปลุกจิตสำนึกผลกระทบการทุจริตคอร์รัปชัน จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ฉายภาพยนตร์เรื่อง “แกะดำ” โครงการผลลัพธ์ทุจริตลิขิตชะตากรรม ปี 2 หวังกระตุ้น และสร้างการรับรู้ผลกระทบการทุจริตในรูปแบบหนังสั้น

นายประทีป คงสนิท รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมเปิดงานแถลงข่าวจัดฉายภาพยนตร์ “แกะดำ” จากโครงการผลลัพธ์ทุจริตลิขิตชะตากรรม ปี 2 โดยนายประทีป คงสนิท เปิดเผยว่า การทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาสำคัญระดับสากลและเป็นภัยร้ายแรงที่บ่อนทำลายการพัฒนาประเทศในทุก มิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง อีกทั้งยังทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าหลายประเทศได้ก้าวเข้าสู่ความทันสมัย มีระบบการบริหารราชการสมัยใหม่มีการรณณรงค์จากองค์กรของรัฐหรือองค์กรอิสระต่างๆ ที่เห็นพ้องกันว่าการคอร์รัปชั่นและการการทุจริตเป็นปัญหาที่นําไปสู่ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการพัฒนาอย่างแท้จริง สําหรับประเทศไทยนั้นเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าดัชนี CPI (Corruption Perceptions Index : ดัชนีที่สะท้อนภาพลักษณ์การทุจริตของประเทศ) มีคะแนนระดับต่ำซึ่งมีผลต่อการพัฒนาและภาพลักษณ์ของประเทศเป็นอย่างมาก ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นมาช้านานจนฝังรากลึกในระบบสังคมไทย การจัดโครงการผลลัพธ์ทุจริตลิขิตชะตากรรม ปี 2 เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนจัดขึ้นเพื่อร่วมกระตุ้น ปลุกจิตสำนึกให้ ประชาชน คนรุ่นใหม่ กลุ่มคนรากหญ้า ให้ ตระหนักถึงผลกระทบของการทุจริต คอร์รัปชั่นถ่ายทอดผ่านสื่อภาพยนตร์

นายประทีป คงสนิท กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ฉายภาพยนตร์เรื่อง “แกะดำ” ภายใต้โครงการผลลัพธ์ทุจริตลิขิตชะตากรรม ปี 2 โดย บริษัท ทรีสตูดิโอ จำกัด มีวัตถุประสงค์เพิ่มความตระหนัก และความเข้าใจในเรื่องการทุจริตที่มีผลกระทบต่อสังคม ผ่านสื่อภาพยนตร์ จากข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงในสังคม เพื่อหวังสร้างสังคมที่ไม่ทนการทุจริตคอร์รัปชัน ปลูกฝังค่านิยมทางสังคมในเชิงบวกโดยการไม่ข้องแวะกับการโกงและสร้างความโปร่งใสในสังคม อีกทั้งยังสนับสนุนการสร้างเครือข่ายสังคมที่ร่วมมือกันในการป้องกันการทุจริตในทุกรูปแบบ ส่งเสริมความซื่อสัตย์และคุณธรรมจริยธรรมของคนทั้งประเทศ ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนการทำกิจกรรมจาก กองทุน ป.ป.ช. ปี 69  ทางโครงการได้เลือกผลของบางคดีเรื่องราวในสังคมที่เกิดขึ้นจริงมาสร้างเป็นภาพยนตร์สั้น 5 เรื่องภายใต้โปรเจคภาพยนตร์ในชื่อ “แกะดำ”   โดยนักแสดงมายมายอาทิ องอาจ เจียมเจริญพรกุล / บุญส่ง นาคภู่ / ปวิตร มหาสารินันทน์ / วัฒนชัย ตรีเดชา / วรรัตน์ กาญจนราช / สุพิชญา ณ สงขลา / อชิตา วงษ์โพธิ์ / ชาลี อิ่มมาก / จำปา แสนพรม / กวินธร แสงสาคร และกลุ่ม 6 ผู้กำกับมากฝีมือ เปลว ศิริสุวรรณ / รักศักดิ์ จันทร์พิสุ /บุญส่ง นาคภู่ / เชิดศักดิ์ ประทุมศรีสาคร / พลสิน แซ่หล่อ / กฤษณะ จิตรเนาวรัตน์

สำหรับโครงการผลลัพธ์ทุจริตลิขิตชะตากรรม ปี 2 จะมี 3 กิจกรรม ประกอบด้วย ผลิตภาพยนตร์สั้น 5 เรื่องภายใต้ชื่อเรื่อง “แกะดำ” ประชาสัมพันธ์ฉายภาพยนตร์กลางแปลงรอบสื่อมวลชน 1 แห่ง และเผยแพร่ภาพยนตร์ผ่านสื่อช่องออนไลน์ 3 Applecation ประกอบด้วย Facebook, Youtube  และ Tiktok โดยในวันนี้ได้มีการมอบป้ายสนับสนุนการเผยแพร่ภาพยนตร์ให้กับตัวแทนกลุ่มฉายภาพยนตร์กลางแปลงเพื่อกระจายการฉาย มอบสิทธิ์ภาพยนตร์เพื่อเก็บเป็นเก็บรักษาไว้กับหอภาพยนตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) มอบสิทธิ์ภาพยนตร์ให้ทาง Mono Max เพื่อฉายในระบบ Streaming มอบสิทธิ์ภาพยนตร์ให้ทาง บริษัท นครชัยแอร์ เพื่อฉายในระบบรถโดยสารของบริษัทฯ และเผยแพร่ผ่านทางช่องเนชั่นทีวี อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนการเผยแพร่ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีโดยคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน ภายหลังจัดฉายรอบสื่อมวลชนยังสามารถรับชมได้ฟรีในระบบโซเชียลเน็คเวิร์คผ่านแอพพิเคชั่น Facebook , Youtube ,  TikTok และช่องNationTV การดำเนินการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันมีกันมาอย่างยาวนานแต่การทำงานของ ป.ป.ช. เพียงลำพังไม่สามารถปราบปรามทุจริตให้หมดสิ้นไปได้ถ้าขาดการสนับสนุนของภาคประชาชน การร่วมมือภาคประชาชนจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่ายพันธมิตรต่อต้านคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อหวังผลให้การทุจริตลดลงได้ในอนาคต

Around W. By หมูอ้วน : เปิดใจ ‘GrabRanger’ ฮีโร่แห่งท้องถนน กับภารกิจส่งต่อสิ่งดีๆในสังคม

Around W. By หมูอ้วน : เปิดใจ ‘GrabRanger’ ฮีโร่แห่งท้องถนน กับภารกิจส่งต่อสิ่งดีๆในสังคม

Around W. By หมูอ้วน : เปิดใจ ‘GrabRanger’ ฮีโร่แห่งท้องถนน กับภารกิจส่งต่อสิ่งดีๆในสังคม

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เวลาบนท้องถนนทุกนาทีล้วนมีค่า โดยเฉพาะกลุ่มไรเดอร์ เพราะนั่นคือโอกาสทองในการสร้างรายได้ แต่มีไรเดอร์กลุ่มหนึ่งที่เลือก “เสียสละ” เวลาในการหารายได้เพื่อช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน โดยไม่เคยคาดหวังคำขอบคุณ หรือค่าตอบแทนใดๆ พวกเขาเหล่านี้เรียกตัวเองว่า “GrabRanger” กลุ่มไรเดอร์จิตอาสาที่จะคอยช่วยเหลือกันในคอมมูนิตี้คนขับ รวมถึงผู้ใช้ถนนคนอื่นๆที่พวกเขาพบเห็น แม้จะมีเส้นทางชีวิตที่ต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่  GrabRanger มีเหมือนกันคือ “จิตสาธารณะ” ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือ ซึ่งช่วยเติมเต็มวันดีๆให้กับพวกเขาและส่งต่อพลังบวกให้เกิดขึ้นในสังคมในฐานะ “ฮีโร่แห่งท้องถนน”

จุดเริ่มต้นกลุ่ม GrabRanger เริ่มจาก “ประสบการณ์ตรง” ของ เชิดชัย ภานุวงศ์ หรือ “พี่เชิด” ไรเดอร์วัย 58 ปี หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง GrabRanger ที่เคยเผชิญปัญหาบนถนนเพียงลำพัง “ตอนนั้นผมน้ำมันหมดกลางทาง ต้องเข็นรถบนถนนอยู่คนเดียวไกลมากๆ มีรถเป็นร้อยๆ คันที่ขับผ่านมา ก็ขับผ่านไปเฉยๆ ไม่มีใครช่วยเลย มันรู้สึกท้อใจมาก แต่แล้วก็มีคนหนึ่งยอมจอดลงมาช่วยเข็นรถผมไปด้วยกันจนถึงปั๊มใกล้เคียง วินาทีนั้นผมรู้สึกตื้นตันมาก มันเปลี่ยนความรู้สึกผมไปเลยทำให้ผมตั้งใจว่า หากมีโอกาสจะไม่ปล่อยให้ใครต้องเผชิญปัญหาแบบเดียวกันอีก ตั้งแต่นั้นมา วันไหนที่ผมเจอคนที่ลำบากบนท้องถนนแล้วผมพอจะช่วยได้ ผมจะช่วยทันทีโดยไม่ลังเล”

นับจากวันนั้น พี่เชิดเดินหน้าช่วยเหลือสังคมเป็นชีวิตจิตใจ โดยแบ่งเวลาจากการวิ่งงานมาเป็นไรเดอร์จิตอาสา จนได้เจอกับเพื่อนไรเดอร์ที่มีแนวคิดเดียวกันอีกหลายคน จากการช่วยเหลือกันแบบเล็กๆ ของไรเดอร์ไม่กี่คน ก็ค่อยๆขยายเป็นกลุ่มก้อนที่แข็งแรงขึ้น จนรวมตัวกันเป็นกลุ่ม GrabRanger ในปีที่ 2568

วันนี้ GrabRanger ได้กลายเป็นเครือข่ายที่มีสมาชิกกระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ ไปจนถึงปริมณฑล โดยใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางในการรับแจ้งเหตุและประสานงาน เพื่อให้ไรเดอร์ที่อยู่ใกล้ที่สุดเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังเป็นพื้นที่ในการแชร์และโพสต์คอนเทนต์ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการส่งเสริมจิตอาสาและช่วยเหลือสังคมให้กับคนอื่นๆ

สำหรับ GrabRanger “ความช่วยเหลือ” ไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่กลุ่มไรเดอร์ด้วยกัน แต่ครอบคลุมไปถึงคนบนท้องถนนที่พวกเขาพบเจอและสามารถช่วยได้ เพราะเหตุฉุกเฉินสามารถเกิดได้กับทุกคน อนุกูล คชฤทธิ์ หรือ “สมดุ่ย” ไรเดอร์รุ่นใหม่ไฟแรงวัย 30 ปีที่เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของทีม GrabRanger เล่าถึงบทบาทในทีมว่า ผมเป็นหนึ่งในทีมแอดมินที่ดูแลเรื่องประสานงาน ตั้งแต่รับแจ้งเหตุ และแจ้งไปยังคนที่อยู่บริเวณใกล้เคียง หลายครั้งก็ได้ลงพื้นที่ไปช่วยหน้างานด้วยตัวเอง เราช่วยทุกคนที่เจอ ไม่เฉพาะไรเดอร์ เหตุที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ก็จะมีทั้งน้ำมันหมด ยางรั่ว ยางแตก แบตรถหมด ไปจนถึงอุบัติเหตุเฉี่ยวชน เราก็ช่วยหมด

“มีหลายเคสที่เราช่วยแก้ปัญหาให้แบบครบวงจร ครั้งนึงมีไรเดอร์โดนรถเฉี่ยวชนแล้วเขาอยู่คนเดียว ไม่มีเพื่อน ไม่มีญาติ จากทีแรกเราตั้งใจจะไปช่วยแค่จุดเกิดเหตุ แต่สุดท้ายก็พาเขาไปโรงพยาบาล รวมถึงอาสาช่วยไปลงบันทึกประจำวันให้ที่สถานีตำรวจ จากนั้นก็เอาเอกสารไปส่งให้โรงพยาบาลต่อให้เลยครับ คนที่บาดเจ็บจะได้ไม่ต้องกังวลหลายเรื่องพร้อมกัน บางเคสก็ช่วยแบ่งน้ำมันให้คนที่น้ำมันหมดกลางทาง หรือช่วยคนที่รถเสียตอนฝนตกกลางดึก บางคันก็ไปไหนไม่ได้ตากฝนอยู่กับลูกเล็กๆเราก็ไปช่วยให้เขาได้กลับบ้านปลอดภัย”

“มันอาจจะดูเป็นเรื่องเล็กๆนะครับ แต่มันสำคัญมากสำหรับคนที่กำลังเจอปัญหาอยู่ตอนนั้น บ่อยครั้งผมก็รับรู้ว่าคนที่ได้รับความช่วยเหลือเขามีความสุขมากที่มีคนมาช่วย แต่พอกลับบ้านไปผมพบว่าใจผมมีความสุขมาก มันเป็นความรู้สึกดีๆที่เกินความคาดหมาย นึกถึงทีไรก็รู้สึกดีกับตัวเอง” สมดุ่ย กล่าว

สำหรับ พงษ์ศักดิ์ คันธโชติ หรือ “พี่ฮาท” ไรเดอร์วัย 51 ปี การช่วยเหลือผู้อื่นไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเขาเคยทำกิจกรรมจิตอาสามาก่อนมากมายนับไม่ถ้วน “จริงๆ ผมทำจิตอาสามานานแล้วครับ เช่นเหตุการณ์ใหญ่ๆ อย่างตึกถล่มก็ได้เข้าไปช่วยเหลือคนหน้างาน ถึงจะต้องเสียเวลางานไปบ้าง แต่เราก็อยากช่วย เพราะผมอยากเห็นสังคมของเราน่าอยู่ขึ้นจากการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน” พี่ฮาทกล่าวและว่า เมื่อมาเข้าร่วม GrabRanger เขาเห็นโอกาสในการขยายพลังเล็กๆนี้ให้กว้างขึ้น ผ่านการทำคอนเทนต์ในทีมเพื่อแชร์เรื่องราวของพวกเขาให้มีคนเห็นมากขึ้น เป็นการชักชวนคนที่มีจิตอาสาเหมือนกันมาเข้าร่วมทีม GrabRanger พร้อมทั้งเป็นตัวอย่างให้สังคมเห็นว่ายังมีกลุ่มคนอย่างพวกเขาที่พร้อมเคียงข้างและช่วยเหลือกันในทุกเส้นทาง

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ในวันนั้น สู่ GrabRanger ในวันนี้ที่เติบโตเกินความคาดหมาย โดยพี่ฮาทกล่าวอย่างภูมิใจว่า GrabRanger มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้มีมากกว่า 1,300 คนแล้ว กระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ กว่า 50 เขต รวมถึงปริมณฑล แล้วเพจของเราที่ตอนแรกคิดว่าคงมีคนติดตามแค่หลักพัน แต่ตอนนี้พุ่งไปถึง 2 หมื่นกว่าคน ซึ่งถือเป็นกำลังใจที่สะท้อนว่ามีหลายคนเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำจริงๆ

“แปลกนะ ผมไม่เคยจำได้ว่าเคยไปช่วยใครบ้าง แต่หลายคนตอนเขามาเจอผม เขาจะจำผมได้แม่น บอกว่าเราเคยช่วยเหลือเขานะแล้วก็ยิ้มใหญ่เลย ทำให้เราใจฟูมาก บางคนกลับมาขอบคุณ มาทักทายเรา หรือกลับมาร่วมทีมกับเราด้วยก็มี มันเหมือนเป็นการส่งต่อสิ่งดีๆกันไปเรื่อยๆไม่สิ้นสุด” พี่ฮาท กล่าวเสริม

เป้าหมายต่อไปของ GrabRanger คือการขยายเครือข่ายนี้ไปยังพื้นที่อื่นๆทั่วประเทศ เพื่อคอยช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนในทุกพื้นที่ มอบความอุ่นใจให้ทุกคนบนทุกเส้นทาง ตามสโลแกนของทีม #ถึงขับไม่ซิ่งแต่น้ำใจพี่วิ่งไม่หยุด #ทุกเส้นทางเราพร้อมเคียงข้างคุณ

“แค่เรามีจิตอาสา ยอมเสียสละเวลาวิ่งงานบ้าง แล้วลงมือทำโดยไม่หวังอะไรตอบแทน สังคมมันจะดีขึ้นได้จริงๆ และเราก็มีความสุขกับสิ่งที่เราทำด้วยครับ” พี่ฮาท กล่าวทิ้งท้าย

ปลุกพลัง ‘อาหารท้องถิ่น’ ชู 30 เมนูต้นแบบ สร้างมูลค่าเพิ่ม เชื่อมองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ปลุกพลัง ‘อาหารท้องถิ่น’ ชู 30 เมนูต้นแบบ สร้างมูลค่าเพิ่ม เชื่อมองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ปลุกพลัง ‘อาหารท้องถิ่น’ ชู 30 เมนูต้นแบบ สร้างมูลค่าเพิ่ม เชื่อมองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เป็นประธานแถลงข่าวความร่วมมือ โครงการยกระดับภูมิปัญญาอาหารสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในพื้นที่อีอีซี โดยมี เชฟชุมพล แจ้งไพร ผู้เชี่ยวชาญด้านการประกอบอาหารไทย เกรียงไกร แสงสุวรรณ์ General Manager Novotel Rayong Star Convention Center รศ.ดร.พรรณี พิมาพันธุ์ศรี คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยบูรพา และ ชวินโรจน์ สุทธิธรรมชนะ ผู้ประกอบการร้านเมฆไอศกรีม จ.ชลบุรี ร่วมเสวนาในหัวข้อ “รากฐานแห่งภูมิปัญญา สร้างมูลค่าให้ชุมชนอย่างยั่งยืน” ณ ห้องประชุมแสนสำราญ โรงแรมบางแสน เฮอริเทจ  ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ. เปิดเผยว่า “อาหารท้องถิ่น” ถือเป็นต้นทุนของพื้นที่ที่สามารถนำมาต่อยอดสู่นวัตกรรมอาหารท้องถิ่นสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและโอกาสในการการสร้างรายได้ให้กับชุมชนเชื่อมโยงสู่ภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม ภาคการท่องเที่ยว เพื่อสร้างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ชุมชนที่ยั่งยืน โดย สกพอ. ได้ลงพื้นที่จัดเก็บองค์ความรู้ภูมิปัญญาด้านอาหาร 3 จังหวัด พร้อมกับประชุมหารือสร้างการมีส่วนร่วมต่อการพัฒนายกระดับนวัตกรรมอาหารถิ่นให้เป็น 30 เมนูต้นแบบ สร้างตำรับอาหารถิ่นถ่ายทอดส่งต่อสู่การเรียนการสอนในสู่สถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการ และชุมชน

โดยความร่วมมือครั้งนี้ครอบคลุมสถาบันการศึกษา 6 แห่ง ในพื้นที่อีอีซี ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์, วิทยาลัยอาชีวศึกษาฉะเชิงเทรา, มหาวิทยาลัยบูรพา, วิทยาลัยเทคโนโลยีอักษรพัทยา, วิทยาลัยเทคนิคระยอง,วิทยาลัยเทคนิคนิคมอุตสาหกรรมระยอง พร้อมทั้งต่อยอดและขยายผลสู่ภาคธุรกิจบริการและภาคอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้สู่การสร้างนวัตกรรมอาหารเพิ่มมูลค่าในเชิงพาณิชย์ ภายใต้การนำของ เชฟชุมพล แจ้งไพร และทีมผู้เชี่ยวชาญ ที่ร่วมกันยกระดับภูมิปัญญาอาหารสู่มาตรฐาน พร้อมทั้งมุ่งเป้าการยกระดับองค์ความรู้โดยมุ่งเน้นสร้างสรรค์นวัตกรรมต่อยอดองค์ความรู้เดิม ยกระดับให้เป็นองค์ความรู้ใหม่และขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมในทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อพื้นที่และชุมชน

นอกจากนี้ โครงการยังเดินหน้าเตรียมขยายผลสู่สาธารณะผ่านกิจกรรมต่างๆ ด้วยความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย ได้แก่ ธุรกิจบริการ สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรมในพื้นที่อีอีซี ซึ่งจะมีการจัดแสดงและถ่ายทอดองค์ความรู้ในงาน EEC Sustainability Expo 2026 ในวันที่ 12-13 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ระยอง รวมทั้งมีการจัดทำ E-book รวบรวม 30 เมนูต้นแบบพร้อมสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบวีดีโอเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เผยแพร่สู่ผู้สนใจในวงกว้างสู่การสร้างอาชีพและรายได้ของประชาชนในพื้นที่

“ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการ เชื่อมอดีตสู่อนาคต เชื่อมชุมชนสู่ภาคอุตสาหกรรม เชื่อมประโยชน์การลงทุนสู่พื้นที่ชุมชน โดยให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาท้องถิ่นมาพัฒนาอย่างเป็นระบบ สร้างมาตรฐาน เพิ่มคุณค่า และต่อยอดสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่อีอีซี โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งชุมชน ภาครัฐ และเอกชน เพื่อผลักดันให้พื้นที่อีอีซีเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืนต่อไป” ดร.จุฬา กล่าวทิ้งท้าย

สกู๊ปพิเศษ : อุบัติเหตุซ้ำซาก กับ..‘คำถาม?’ ‘ความปลอดภัย’ จุดตัดรถไฟของไทย

สกู๊ปพิเศษ : อุบัติเหตุซ้ำซาก กับ..‘คำถาม?’ ‘ความปลอดภัย’ จุดตัดรถไฟของไทย

สกู๊ปพิเศษ : อุบัติเหตุซ้ำซาก กับ..‘คำถาม?’ ‘ความปลอดภัย’ จุดตัดรถไฟของไทย

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โศกนาฏกรรมบริเวณจุดตัดทางรถไฟใกล้แยกอโศก–เพชรบุรี หรือ “แยกมักกะสัน” เมื่อวันที่ 16 พ.ค.69 ที่ผ่านมา กลายเป็นอุบัติเหตุทางรางครั้งใหญ่ที่สร้างความสูญเสียอย่างรุนแรงอีกครั้งหนึ่งของไทย หลังรถไฟสินค้าขบวนที่ 2126 สายแหลมฉบัง–ชุมทางบางซื่อ พุ่งชนรถโดยสารปรับอากาศสาย 206 จนเกิดเพลิงลุกไหม้ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย บาดเจ็บมากกว่า 30 ราย และสร้างความเสียหายต่อยานพาหนะของประชาชนในบริเวณดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

อุบัติเหตุนี้ได้สะท้อนคำถามสำคัญต่อระบบความปลอดภัยทางรางของไทย ทั้งในเรื่องระบบสัญญาณ การสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่ การออกแบบจุดตัดทางรถไฟ รวมถึงกลไกการสอบสวนอุบัติเหตุหลังเกิดเหตุ ว่าเหตุใดประเทศไทยจึงยังไม่สามารถถอดบทเรียนจากอุบัติเหตุในอดีตมาพัฒนาเป็นมาตรการป้องกันเชิงระบบได้อย่างจริงจังเสียที

อุบัติเหตุระหว่างรถไฟกับรถยนต์ รถโดยสาร และรถบรรทุก บริเวณจุดตัดทางรถไฟ เกิดขึ้นซ้ำอย่างต่อเนื่องตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา และทุกครั้งล้วนสร้างความสูญเสียอย่างมาก

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญคือ เหตุรถไฟชนรถรับส่งนักเรียนที่แยกหนองแสง จ.บุรีรัมย์ เมื่อปี 2552 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 ราย จุดเกิดเหตุเป็นทางตัดเสมอระดับที่ไม่มีเครื่องกั้น แม้จะมีป้ายและสัญญาณเตือนแล้วก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัยบริเวณจุดตัดทางรถไฟของไทยอย่างกว้างขวาง

หลังจากนั้นยังเกิดเหตุลักษณะคล้ายกันอีกหลายครั้ง เช่น รถไฟชนรถบัสสองชั้นที่ จ.นครปฐม ปี 2559 , เหตุกาณ์รถไฟชนรถบัสคณะกฐินที่ จ.ฉะเชิงเทรา ปี 2563 , รถไฟสินค้าชนรถกระบะคนงานที่ จ.ฉะเชิงเทรา ปี 2566 และล่าสุดกับเหตุรถไฟชนรถเมล์ที่แยกมักกะสันในปีนี้ แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือ อุบัติเหตุรุนแรงลักษณะนี้กลับเกิดบ่อยครั้งขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งที่เทคโนโลยีด้านระบบความปลอดภัย และการเตือนต่างๆ ซึ่งมาตรการความปลอดภัยควรพัฒนาขึ้นตามเวลา

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่แยกมักกะสันมีลักษณะซับซ้อนกว่าอุบัติเหตุในอดีต เพราะเกิดขึ้นกลางเมืองที่มีโครงสร้างการจราจรซับซ้อน ไม่ใช่เพียงปัญหาการไม่มีไม้กั้น หรือสัญญาณเตือนเท่านั้น เพราะบริเวณดังกล่าวมีทางแยกสำคัญหลายจุดอยู่ใกล้กัน ได้แก่ แยกอโศก–ดินแดง และ แยกอโศก–เพชรบุรี ส่งผลให้มีระบบสัญญาณไฟจราจรหลายชุดทำงานพร้อมกัน การระบายรถในช่วงเวลาเร่งด่วนจึงติดขัดได้ง่าย ผู้ขับขี่จำนวนมากเร่งผ่านทางแยกเมื่อไฟเขียว และบางครั้งหยุดรถคร่อมรางโดยไม่เหลือพื้นที่ให้รถไฟผ่าน

ข้อมูลอุบัติเหตุจาก ThaiRSC ยังพบว่า พื้นที่โดยรอบแยกอโศก–เพชรบุรีมีอุบัติเหตุสะสมจำนวนมากในรัศมี 500 เมตร สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่เฉพาะบริเวณรางรถไฟ แต่เกี่ยวข้องกับการออกแบบระบบจราจรและการจัดการพื้นที่โดยรวม นอกจากนี้ ยังมีจุดตัดทางรถไฟในกรุงเทพฯ อีกหลายแห่งที่มีลักษณะเสี่ยงคล้ายกัน เช่น แยกพญาไท และแยกเทอดดำริ ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ที่มีทั้งปริมาณจราจรหนาแน่นและขบวนรถไฟผ่านจำนวนมากในแต่ละวัน

การสอบสวนอุบัติเหตุทางรางของไทยที่ผ่านมา มักดำเนินการผ่านคณะกรรมการเฉพาะกิจที่แต่งตั้งขึ้นเป็นรายกรณี โดยมุ่งไปที่การอธิบายว่า “เกิดอะไรขึ้น” และ “ใครผิดพลาด” มากกว่าการตั้งคำถามถึงระบบบริหารจัดการ มาตรฐานความปลอดภัย หรือโครงสร้างการกำกับดูแลที่เอื้อต่อการเกิดอุบัติเหตุดังกล่าว ส่งผลให้อุบัติเหตุในลักษณะใกล้เคียงกันยังคงเกิดขึ้นซ้ำอยู่เป็นระยะ ขณะเดียวกัน คณะกรรมการสอบสวนยังถูกแต่งตั้งโดยหน่วยงานผู้ดำเนินกิจการเอง จึงอาจก่อให้เกิดข้อกังวลเรื่องความเป็นอิสระของการสอบสวน และความสามารถในการตรวจสอบปัญหาเชิงโครงสร้างของหน่วยงานต้นสังกัดอย่างตรงไปตรงมา

ในความเป็นจริง ช่องว่างของการสอบสวนอุบัติเหตุเชิงลึกอย่างเป็นอิสระไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระบบราง แต่ยังพบได้ในระบบความปลอดภัยทางถนนของไทยด้วยเช่นกัน โดยการสอบสวนอุบัติเหตุทางถนนจำนวนมากยังมุ่งไปที่การหาผู้กระทำผิด มากกว่าการวิเคราะห์ปัจจัยด้านสภาพถนน การออกแบบทางแยก ระบบควบคุมความเร็ว หรือมาตรการด้านความปลอดภัยที่อาจเอื้อต่อการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง แตกต่างจากแนวทางของระบบการสอบสวนอากาศยานอุบัติเหตุของไทย ซึ่งใช้หลักการตามภาคผนวกที่ 13 ของอนุสัญญาการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ โดยแยกการสอบสวนเพื่อความปลอดภัยออกจากกระบวนการแสวงหาความรับผิดอย่างชัดเจน เพื่อเปิดโอกาสให้สามารถค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุ และนำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

แนวคิดเรื่อง “การสอบสวนเพื่อความปลอดภัย” ไม่ใช่เรื่องใหม่ในระดับสากล ตัวอย่างสำคัญคือ สหราชอาณาจักร ซึ่งจัดตั้งหน่วยงานอิสระชื่อ Railway Accident Investigation Branch (RAIB) ขึ้นในปี 2548 หลังเกิดอุบัติเหตุรถไฟร้ายแรงหลายครั้ง โดยเฉพาะเหตุรถไฟชนกันที่ Ladbroke Grove ในปี 2542 ซึ่งนำไปสู่ข้อวิจารณ์ว่าระบบสอบสวนในขณะนั้นมุ่งหาผู้รับผิดเช่นเดียวกับประเทศไทยในปัจจุบัน โดยหน่วยงานดังกล่าวมีหน้าที่สอบสวนอุบัติเหตุทางรางโดยมีเป้าหมายหลักเพื่อ “ค้นหาสาเหตุและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ” และมีความเป็นอิสระจากผู้ประกอบกิจการรถไฟ หน่วยงานกำกับดูแล และตำรวจ ทำให้สามารถตรวจสอบปัญหาได้อย่างตรงไปตรงมา

ที่ผ่านมา RAIB มีบทบาทสำคัญในการผลักดันมาตรการด้านความปลอดภัย เช่น กรณีเหตุรถไฟตกรางที่เมือง Carmont ประเทศสกอตแลนด์ ในปี 2563 ซึ่งพบว่าปัญหาไม่ได้อยู่เพียงการเดินรถ แต่รวมถึงระบบระบายน้ำ การออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน และการประเมินความเสี่ยงจากสภาพอากาศรุนแรง จนนำไปสู่การทบทวนมาตรฐานโครงสร้างทางรางทั่วประเทศ รวมถึงกรณีรถไฟชนกันที่ Salisbury ในปี 2564 ซึ่ง RAIB ชี้ให้เห็นปัจจัยร่วมทั้งด้านระบบสัญญาณ สภาพราง และกระบวนการบริหารความเสี่ยง มากกว่าการมองว่าเกิดจากความผิดพลาดของพนักงานเพียงคนเดียว

แนวคิดดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวทาง “Safe System Approach” ที่หลายประเทศนำมาใช้กับความปลอดภัยทางถนน โดยมองว่าอุบัติเหตุเกิดจากข้อจำกัดของระบบโดยรวม ซึ่งรัฐมีหน้าที่ออกแบบระบบให้สามารถรองรับความผิดพลาดของมนุษย์โดยไม่ทำให้เกิดการสูญเสียร้ายแรง

พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ.2568 หรือ พ.ร.บ.ราง ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2568 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ.2569 โดยมีหัวใจสำคัญคือการวางระบบสอบสวนอุบัติเหตุทางราง ให้มีสถานะตามกฎหมายอย่างชัดเจน หลังจากในอดีตที่ผ่านมาการสอบสวนอุบัติเหตุทางรางมักดำเนินการผ่านคณะกรรมการเฉพาะกิจที่แต่งตั้งขึ้นเป็นรายกรณี โดยมีกลไกลดังนี้ 1.กำหนดให้มี “คณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์” เพื่อแยกการสอบสวนด้านความปลอดภัยออกจากการสอบสวนทางคดี 2.คุ้มกันคณะกรรมการหรืออนุกรรมการ รวมถึงผู้ที่ได้รับมอบหมายจากการถูกเรียกไปเป็นพยานในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการสอบสวนในประเด็นนั้นๆ 3.คณะกรรมการต้องไม่มีตำแหน่งหรือผลประโยชน์ที่อาจก่อให้เกิดความขัดกันแห่งผลประโยชน์กับภารกิจของคณะกรรมการ และ 4.ให้มีการจัดทำรายงานและเสนอมาตรการป้องกันเชิงรุก รวมถึงอำนาจดำเนินการใดๆ ในกรณีเร่งด่วน

กล่าวได้ว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นความพยายามในการเปลี่ยนระบบสอบสวนอุบัติเหตุทางรางของไทย จากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นครั้งๆไป สู่การมีกลไกถาวรที่สามารถสะสมองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยและใช้ข้อมูลอุบัติเหตุเพื่อป้องกันความสูญเสียในระยะยาว อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายจะมีผลใช้บังคับแล้ว แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

จากบทเรียนอุบัติเหตุที่แยกมักกะสัน รวมถึงอุบัติเหตุทางรางที่เกิดขึ้นซ้ำในหลายพื้นที่ที่ผ่านมา การลดความเสี่ยงในระยะยาวนั้นอาจจำเป็นต้องอาศัยมาตรการหลายด้านควบคู่กัน ดังนี้ 1.เร่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุทางรางอย่างอิสระ รัฐบาลควรเร่งจัดตั้งกลไกสอบสวนอิสระตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ.2568 พร้อมจัดสรรงบประมาณ บุคลากร และอำนาจที่เพียงพอ 2.ปรับปรุงจุดตัดทางรถไฟในเขตเมือง จุดตัดเสี่ยงในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลควรถูกสำรวจและจัดลำดับความเสี่ยงใหม่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีปริมาณจราจรสูง เช่น มักกะสัน พญาไท และเทอดดำริ พร้อมพิจารณามาตรการ เช่น ปรับจังหวะสัญญาณไฟจราจรให้สัมพันธ์กับการเดินรถไฟ, ติดตั้งระบบตรวจจับรถติดค้างบนราง, เชื่อมระบบสัญญาณรถไฟกับศูนย์ควบคุมจราจรแบบเรียลไทม์, รวมถึงการพิจารณาสร้างทางลอดหรือทางยกระดับในระยะยาว 3.ยกระดับมาตรฐานการออกแบบจุดตัดทางรถไฟ หลายจุดตัดในประเทศไทยถูกออกแบบในยุคที่ปริมาณรถยนต์ยังไม่สูงเท่าปัจจุบัน จึงควรมีการทบทวนมาตรฐานการออกแบบใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพการจราจรในเมืองขนาดใหญ่ 4.พัฒนาระบบสอบสวนอุบัติเหตุคมนาคมแบบบูรณาการ พร้อมใช้ข้อมูลเชิงรุก ประเทศไทยควรพัฒนาระบบสอบสวนอุบัติเหตุเชิงลึกอย่างเป็นอิสระให้ครอบคลุมทั้งระบบราง ถนน และขนส่งสาธารณะอื่นๆ โดยในระหว่างนี้ ให้คณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ (ทางราง) ทำงานร่วมกับ ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน เพื่อสอบสวนอุบัติเหตุเชิงลึก ทั้งด้านระบบราง และระบบถนน เพื่อสรุปสาเหตุและเสนอข้อเสนอเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจุดตัดรถไฟร่วมกัน พร้อมพัฒนาฐานข้อมูลอุบัติเหตุและเหตุการณ์เฉียดอุบัติเหตุ (near miss) ข้ามโหมดการขนส่ง เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงล่วงหน้า แทนการรอให้เกิดเหตุก่อนจึงแก้ไข

5. แยก “การสอบสวนเพื่อความปลอดภัย” ออกจาก “การหาผู้กระทำผิด” แนวทางนี้จะช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องกล้าให้ข้อมูลข้อเท็จจริงมากขึ้น และเปิดโอกาสให้สามารถค้นพบปัญหาเชิงโครงสร้างได้จริง 6.เพิ่มความโปร่งใสของรายงานสอบสวน ผลการสอบสวนควรถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ พร้อมติดตามว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามข้อเสนอแล้วหรือไม่ เพื่อให้การสอบสวนไม่จบลงเพียงการตั้งคณะกรรมการชั่วคราวหลังเกิดเหตุ 7.พัฒนาวัฒนธรรมความปลอดภัย การลดอุบัติเหตุไม่สามารถพึ่งเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทั้งในหน่วยงานรัฐ ผู้ประกอบกิจการ และประชาชนผู้ใช้ถนน โดยเฉพาะการลดพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การฝ่าไม้กั้นหรือหยุดรถคร่อมราง ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทั้งการตรวจจับการกระทำผิด การติดตั้งกล้องบริเวณจุดตัดทางรถไฟ และการดำเนินคดีกับผู้ฝ่าฝืน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการปฏิบัติตามกฎจราจรและลดพฤติกรรมเสี่ยงในระยะยาว

โศกนาฏกรรมที่แยกมักกะสันอาจไม่ได้สะท้อนเพียงปัญหาของระบบรางไทยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนช่องว่างสำคัญของระบบความปลอดภัยด้านคมนาคมของไทยโดยรวม หากประเทศไทยยังคงมองอุบัติเหตุเป็นเพียงความผิดพลาดเฉพาะหน้า มากกว่าจะมองว่าเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาเชิงระบบ โศกนาฏกรรมลักษณะเดียวกันก็อาจเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ใครต้องรับผิด” แต่คือรัฐไทยพร้อมหรือยังที่จะเปลี่ยนบทเรียนจากความสูญเสีย ให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูประบบความปลอดภัยด้านคมนาคมอย่างจริงจัง

บทความวิเคราะห์จาก TDRI

ตะลอนเที่ยว : โคมไฟกระดาษบนเกาะมิยาจิมะ ฮิโรชิมะ

ตะลอนเที่ยว : โคมไฟกระดาษบนเกาะมิยาจิมะ ฮิโรชิมะ

ตะลอนเที่ยว : โคมไฟกระดาษบนเกาะมิยาจิมะ ฮิโรชิมะ

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สัปดาห์ก่อน พาคุณไปเที่ยวเกาะมิยาจิมะ แล้วได้นำภาพโคมไฟกระดาษที่ติดอยู่หน้าบ้านของชาวเกาะแห่งนี้มาฝากสองภาพ ทำให้มีคำถามต่อเนื่องว่าเขาติดโคมไฟกระดาษที่เขียนรูปสัตว์ต่าง ๆ ไว้ ซึ่งดูเป็นงาน hand made ที่มีความงามแบบธรรมชาติไว้เพื่ออะไร 

ดังนั้น สัปดาห์นี้จึงขอเล่าเรื่องโคมไฟกระดาษบนเกาะมิยาจิมะให้คุณได้ทราบโดยสังเขป สำหรับชาวญี่ปุ่นแล้ว มักมีประเพณีเกี่ยวกับไฟอยู่หลายหลากมากมาย เพราะเป็นความเชื่อมาตั้งแต่บรรพกาลว่าไฟเกี่ยวข้องกับดวงวิญญาณและการรำลึกถึงบรรพชนผู้ล่วงลับ และไฟยังช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ ให้มลายหายไป ดังนั้น จึงมีเทศกาลเกี่ยวกับไฟมากมาย เช่น เทศกาลไฟโอบัง เทศกาลไฟโยชิดะ เทศกาลไฟโนซาวะ และเทศกาลพลุดอกไม้ไฟฮานามิ เป็นต้น 

ส่วนที่เกาะมิยาจิมะ ฮิโรชิมะ ก็มีประเพณีประดับโคมไฟกระดาษ และประเพณีลอนโคมไฟกระดาษ เช่นกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลโบราณ เพื่อเคารพบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำถิ่น และเพื่อรำลึกถึงดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ และอีกประการหนึ่งคือเพื่อให้เกิดความสุขสงบในชุมชน โดยเทศกาลนี้จะเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อน ในช่วงวันที่ 17 เดือน 7 ตามปฏิทินจันทรคติ ซึ่งตรงกับช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นสิงหาคม

เทศกาลโคมไฟสำคัญบนเกาะแห่งนี้ชื่อว่าเทศกาลคังเก็นไซ หรือ Miyajima Kangensai Boat Festival เป็นเทศกาลลอยเรือที่งดงามที่สุดของศาลเจ้าอิทสึคุชิมะ แต่ช่วงที่ Mr. Flower ไปเที่ยวเกาะนี้เป็นช่วงปลายเดือนเมษายน ดังนั้น จึงไม่มีภาพการลอยเรือที่งดงามมาฝาก (แต่วันหน้าจะพาคุณไปเที่ยวครับ) เพราะฉะนั้น ในสัปดาห์นี้จึงเน้นการสำเสนอภาพโคมไฟกระดาษ hand made ที่ติดอยู่หน้าบ้านของชาวเกาะมาให้ชม

ทั้งนี้ ในช่วงเทศกาลจะมีการตั้งขบวนแห่โคมไฟกระดาษที่ศาลเจ้านางาฮามะ โดยมีไฟศักดิ์สิทธิ์ถูกจุดขึ้นเพื่อรับขบวนเรือของขุนนาง โดยมีบทเพลงคลาสสิกของพื้นเมืองบรรเลงตลอดเวลา ส่วนบรรยากาศของงานก็จะสุกสว่างไสวไปด้วยแสงไฟจากโคมทำให้ท้องน้ำของเกาะมิยาจิมะเรืองรองจากแสงไฟ

ขณะเดียวกันยังมีเทศกาลลอยโคมโทโรนากาชิ จัดในเขตใกล้เคียงกับเกาะมิยาจิมะ ในฮิโรชิมะ ในวันที่ 6 สิงหาคมของทุกปี เพื่อรำลึกวันที่ถูกสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณูใส่เมืองฮิโรชิมะ เทศกาลนี้จัดเพื่อให้ชาวญี่ปุ่นและผู้ร่วมงานได้ร่วมกันภาวนาแล้วส่งส่วนกุศลให้กับผู้ล่วงลับ โดยเขียนข้อความลงบนโคมกระดาษและนำไปลอยในท้องทะเล ในวันดังกล่าวจะมีภาพประทับใจปรากฏคือแสงไฟระยิบระยับจากโคมไฟสะท้อนบนท้องน้ำแล้วมีภาพเสาโทเรอิสีแดง สัญลักษณ์ของเมืองฮิโรชิมะเป็นเครื่องประกอบ

ส่วนที่วัดไดโชอิน บนเกาะมิยาจิมะ ยังมีเทศกาลโคมไฟกระดาษ เพื่อรำลึกถึงพระสงฆ์ที่ชื่อ Kukai ที่มีอายุในช่วง ค.ศ. 774-835 โดยท่านได้ขึ้นไปบำเพ็ญเพียรบนเขามิเซน บนเกาะมิยาจิมะ ดังนั้น จึงมีเทศกาลโคมไฟ 1,250 สีเพื่อรำลึกถึงพระสงฆ์รูปดังกล่าว แล้วยังมีการประดับประดาโคมไฟภายในถ้ำของวัดสำคัญอื่น ๆ บนเกาะอีกด้วย 

ขอกระซิบให้ทราบว่าหากคุณ ๆ ได้ไปอยู่ในบรรยากาศวันลอยโคมไฟบนเกาะมิยาจิมะ คุณจะประทับใจแบบไม่รู้ลืม โดยเฉพาะภาพเสาโทเรอิสีแดงที่ดูแล้วดุจดั่งลอยอยู่บนน้ำทะเล ที่สุกสกาวไปด้วยแสงไฟจากโคมที่ลอยล่องอยู่กลางทะเลหลายพันดวง

สนใจร่วมท่องเที่ยวแบบละมุนละไมไปกับ Mr. Flower โดยเน้นการเที่ยวแบบ slow trip ดื่มด่ำกับขนบประเพณี ซึมซับศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น เที่ยวกันแบบกลุ่มเล็ก ๆ รับสมาชิกไม่เกิน 14 ราย โปรดติดต่อ 091 7233615 

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower 

NIA จัดงาน ‘SITE 2026’ สตาร์ตอัปไทยเชื่อมทุนโลก!

NIA จัดงาน ‘SITE 2026’ สตาร์ตอัปไทยเชื่อมทุนโลก!

NIA จัดงาน ‘SITE 2026’ สตาร์ตอัปไทยเชื่อมทุนโลก!

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) แถลงข่าวการจัดงาน SITE 2026 ภายใต้แนวคิด “Global Innovation Impact: The Year of Investment” ระหว่างวันที่ 25 – 27 มิ.ย.2569 ณ Paragon Hall พร้อมขยายพื้นที่ครอบคลุม Nex Hall ชั้น 5 และ SCBx Next Stage ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ว่า งาน SITE 2026 ปีนี้จะก้าวจากเวทีแห่งการเชื่อมโยงสู่เวทีที่มุ่งสร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยต่อยอดจากทิศทางของงานในปีที่ผ่านมา ซึ่งเน้นการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือ มาสู่ปีนี้ที่มุ่งผลักดันให้เครือข่ายดังกล่าวนำไปสู่การลงทุน ความร่วมมือใหม่ และโอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจริง ทั้งในมิติของการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ การสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยเติบโต และการเปิดประตูสู่ตลาดระดับภูมิภาคและนานาชาติ

“ปีนี้ เราต้องการให้ SITE 2026 เป็นแพลตฟอร์มที่โอกาสพบกับเงินทุน และนวัตกรรมพบกับพันธมิตรระดับโลก  เพราะ Innovation Impact ไม่ได้วัดจากความใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากคุณค่าและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้จริง” ดร.กริชผกา กล่าวและว่า

สำหรับไฮไลต์ของงาน SITE 2026 ปีนี้ NIA ได้ออกแบบกิจกรรมให้ครบทั้งเวทีแห่งอนาคต เวทีแห่งโอกาสการลงทุน และเวทีแห่ง ecosystem ไทย  ตั้งแต่เวทีเสวนาและฟอรัมระดับโลก การรวม 100 สตาร์ตอัปกลุ่มเทคโนโลยีแห่งอนาคต และ 100 นวัตกรรมที่พร้อมใช้งานจริง เวที Pitch และกิจกรรม Business Matching ไปจนถึง International Pavilion พื้นที่ของคนรุ่นใหม่ผ่าน Startup Thailand League  จุดรวมพลังหน่วยงานสนับสนุนจากภาครัฐ ความร่วมมือใหม่ในมิติ design, business และ innovation ผ่าน SYNC Design & Innovation ตลอดจนพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับนักประดิษฐ์ นักสร้างสรรค์ และคนรุ่นใหม่ผ่าน Maker Faire Bangkok ที่จะเข้ามาเติมมิติของการลงมือสร้างจริงและวัฒนธรรมนวัตกรรมให้เข้มข้นยิ่งขึ้น

ผอ.NIA กล่าวด้วยว่า ในมิติของการลงทุน SITE 2026 ตั้งเป้าให้เป็น “ตลาดนัดการลงทุนจริง” ของปี โดยเชื่อมสตาร์ตอัปไทยเข้ากับ VC, CVC, นักลงทุนต่างประเทศ และพันธมิตรทางธุรกิจในงานเดียว ขณะเดียวกันยังเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทยได้เข้าถึงเทคโนโลยี เครือข่าย และโอกาสการลงทุนข้ามพรมแดน ผ่านความร่วมมือจากประเทศสำคัญ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน ฮ่องกง และสิงคโปร์

สปสส.ขานรับวันงดสูบบุหรี่โลก ปี 2569 หยุดยั้งเยาวชนจากยาเสพติด พร้อมขับเคลื่อนวิจัยและวิชาการสนับสนุนการทำงานในระดับพื้นที่

สปสส.ขานรับวันงดสูบบุหรี่โลก ปี 2569 หยุดยั้งเยาวชนจากยาเสพติด พร้อมขับเคลื่อนวิจัยและวิชาการสนับสนุนการทำงานในระดับพื้นที่

สปสส.ขานรับวันงดสูบบุหรี่โลก ปี 2569 หยุดยั้งเยาวชนจากยาเสพติด พร้อมขับเคลื่อนวิจัยและวิชาการสนับสนุนการทำงานในระดับพื้นที่

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.52 น.

หน่วยวิชาการเครือข่ายนักสาธารณสุขจัดการปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ (สปสส.) ขานรับวันงดสูบบุหรี่โลก ปี 2569 “หยุดยั้งเยาวชนจากยาเสพติด #นิโคติน เสพติด จน ตาย”ด้วยการขับเคลื่อนวิจัยและวิชาการสนับสนุนการทำงานในระดับพื้นที่

อ.ดร.วศิน พิพัฒนฉัตร ผู้จัดการหน่วยวิชาการเครือข่ายนักสาธารณสุขจัดการปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ (สปสส.) ได้กล่าวถึง กิจกรรมของหน่วยวิชาการฯ ในเดือนแห่งการรณรงค์วันงดสูบบุหรี่โลกว่า “ทางหน่วยวิชาการฯในฐานะเครือข่ายวิชาการและวิชาชีพสาธารณสุข ซึ่งประกอบไปด้วยคณาจารย์จากหลากหลายมหาวิทยาลัย อาทิ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดพิษณุโลก โครงการจัดตั้ง วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดลำปาง มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด และมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ตลอดจนเครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุขชุมชน ทั้งเครือข่ายสร้างสุขพังงา สมาคมหมออนามัยวิชาการ และสมาคมทันติบาลแห่งประเทศไทย ได้จัดกิจกรรมที่ขับเคลื่อนงานวิจัยและนำงานวิจัยและวิชาการสู่การทำงานในระดับพื้นที่ ในปี 2569 นี้ใน 4 กิจกรรม

กิจกรรมแรก จัดอบรมพัฒนาศักยภาพให้กับผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุขชุมชน หัวข้อ “Change Agents ยุคดิจิทัล: การพัฒนาศักยภาพนักสาธารณสุขด้านการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้าในบริบทดิจิทัล” จัดจำนวน 2 รุ่น วันที่ 25 และ 26 มิถุนายน 2569 ได้ 6 หน่วยคะแนนวิชาชีพ โดยมี ผศ.ดร.ปริญญา จิตอร่าม ผู้อำนวยการ วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดพิษณุโลก และ ผศ.ดร.สมตระกูล ราศิริ รองเลขาธิการสภาการสาธารณสุขชุมชน และผู้อำนวยการโครงการจัดตั้งวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดลำปาง เป็นสถาบันหลักของสภาการสาธารณสุขชุมชนในการผลักดันให้เกิดกิจกรรมครั้งนี้

กิจกรรมที่สอง โครงการพัฒนาเครือข่ายนักสาธารณสุข เพื่อการควบคุมยาสูบ บุหรี่ไฟฟ้า และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับชุมชน ซึ่งเปิดโอกาสให้เครือข่ายนักสาธารณสุขทั้งจาก สถาบันการศึกษา และเครือข่ายวิชาชีพสาธารณสุขชุมชน พัฒนานวัตกรรมโครงการกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาวะในระดับพื้นที่โดยทำงานร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเปิดรับสมัครพฤษภาคม 2569 และประกาศผลผู้ได้รับการสนับสนุนในการขับเคลื่อนในพื้นที่ เดือนมิถุนายน 2569

กิจกรรมที่สาม โครงการจัดประชุมวิชาการและอบรมพัฒนาศักยภาพเครือข่ายนักวิจัยและนักสาธารณสุขด้านการควบคุมยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้า (ภาคกลางและปริมณฑล) ความร่วมมือระหว่าง ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) กับ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี หัวข้อ “ความหลากหลายทางเพศกับการควบคุมยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้า” โดยจะจัดกิจกรรมในวันที่ 17 มิถุนายน 2569 เพื่อพัฒนาศักยภาพนักวิจัย ประจำภาคกลางของ ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยมีพื้นที่ครอบคลุม กรุงเทพมหานคร และจังหวัดดังต่อไปนี้ นนทบุรี, ปทุมธานี, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร, นครปฐม, อยุธยา, สระบุรี, ลพบุรี, ชัยนาท, สิงห์บุรี, อ่างทอง, สุพรรณบุรี, นครนายก, ฉะเชิงเทรา และสมุทรสงคราม ซึ่งในจังหวัด ดังกล่าวมีเครือข่ายที่ประกอบด้วย เครือข่ายนักสาธารณสุขทั้งในภาควิชาการและภาควิชาชีพสามารถมีบทบาทในการรร่วมแก้ปัญหาเรื่องการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าได้

กิจกรรมที่สี่ คณะนักวิชาการโครงการ สปสส. นำโดย อ.ชลิตา ชยุตรากรณ์ อ.ศรัญญา แจ้งขำ และ ดร.วศิน พิพัฒนฉัตร ได้ร่วมนำเสนอผลการศึกษา “ประมาณการณ์การสูบบุหรี่ทั้งประเทศของกลุ่มนักท่องเที่ยวและแรงงานข้ามชาติ ช่วงปีพ.ศ. 2561-2566” ในงานการประชุมวิชาการเครือข่ายหมออนามัยแห่งชาติ ครั้งที่ 6 ระหว่างวันที่ 21–22 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมกระบี่ มาริไทม์ รีสอร์ท จังหวัดกระบี่

ในการนี้ อ.ดร.วศิน พิพัฒนฉัตร กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับท่านที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมสามารถติดตามได้จากทางเพจ facebook ของทางโครงการได้ที่ “สปสส. – หน่วยวิชาการเครือข่ายนักสาธารณสุขจัดการปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ” https://www.facebook.com/ph4healthrisk?locale=th_TH 

สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับแบรนด์ SIRIVANNAVARI จัดงานเทิดพระเกียรติ A Legacy in Bloom: Designing Royal Heritage Across Generations

สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับแบรนด์ SIRIVANNAVARI จัดงานเทิดพระเกียรติ A Legacy in Bloom: Designing Royal Heritage Across Generations

สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับแบรนด์ SIRIVANNAVARI จัดงานเทิดพระเกียรติ A Legacy in Bloom: Designing Royal Heritage Across Generations

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.20 น.

สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับแบรนด์ SIRIVANNAVARI จัดงานเทิดพระเกียรติ “A Legacy in Bloom: Designing Royal Heritage Across Generations” พร้อมเผยโฉมผ้าพันคอและเนคไทรุ่นพิเศษ  ซึ่งออกแบบโดยแบรนด์ SIRIVANNAVARI ภายใต้ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

สถาบันพระปกเกล้า โดย พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสำนักงานเลขาธิการ จัดงานเทิดพระเกียรติครั้งยิ่งใหญ่ ภายใต้ชื่อ  “A Legacy in Bloom: Designing Royal Heritage Across Generations” เพื่อเปิดตัวผ้าพันคอและเนคไทของสถาบันพระปกเกล้า เนื่องในวาระพิเศษแห่งการน้อมรำลึกและเฉลิมพระเกียรติแด่ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 ผู้ทรงมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูงานหัตถกรรมพื้นถิ่น และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงยกระดับงานศิลปาชีพไทยให้มีคุณค่าและร่วมสมัย 
โดยได้รับพระกรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงออกแบบลวดลายจากแรงบันดาลใจเกี่ยวเนื่องกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ภายใต้แบรนด์ SIRIVANNAVARI

A Legacy in Bloom: Designing Royal Heritage Across Generations เป็นส่วนหนึ่งของโครงการกิจกรรมเทิดพระเกียรติ ‘สิริรำไพพรรณ พัสตราภรณ์’  ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระราชกรณียกิจด้านการศึกษา การพัฒนาสังคม และความเสมอภาคทางเพศ ของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ในโอกาสมหามงคล 120 ปี แห่งวันพระราชสมภพ และโอกาส 100 ปี แห่งวันสถาปนาพระบรมราชินี 

อีกทั้งยังเป็นวาระสำคัญที่องค์การยูเนสโก (UNESCO) มีมติรับรองการประกาศยกย่องให้ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก ประจำปี 2569 – 2570 พร้อมกันนี้ ยังเป็นการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในด้านการส่งเสริมหัตถศิลป์และผ้าไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล  

ในการนี้ ได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และคุณรติรส จุลชาติ ผู้บริหาร แบรนด์ SIRIVANNAVARI พร้อมด้วย คณะผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า เข้าร่วมงาน 

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้ทรงสืบสานและต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมไทยผ่านงานออกแบบและแฟชั่นร่วมสมัย โดยมี “บุรพราชินี” ทั้งสองพระองค์เป็นปฐมบทแห่งแรงบันดาลใจอันสูงสุดในการศึกษาศิลปะและการออกแบบ ได้ทรงรังสรรค์อัตลักษณ์ของสถาบันพระปกเกล้าผ่านการตีความใหม่ด้วยศิลปะแฟชั่นชั้นสูง ในผลิตภัณฑ์ 3 รูปแบบ
• เนคไทสำหรับนักศึกษาชาย: ออกแบบบนพื้นผ้าสีเขียวอันเป็นสีประจำสถาบันพระปกเกล้า โดดเด่นด้วยลวดลาย “ดอกไอริส” สีเหลือง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ SIRIVANNAVARI พร้อมประดับตราสัญลักษณ์สถาบันฯ ตรงกึ่งกลางของลวดลาย ซึ่งรังสรรค์ขึ้นเพื่อสะท้อนภาพลักษณ์  อันวิจิตรที่ผสานตัวตนของสองสถาบันไว้อย่างกลมกลืน เปี่ยมด้วยความหมาย  

• เนคไทสำหรับผู้บริหาร:รังสรรค์ด้วยสีดำที่สื่อถึงความสง่างามและความน่าเชื่อถือ ตกแต่งด้วยลวดลายโลโก้ของสถาบันพระปกเกล้า ถือเป็นเนคไทรุ่นพิเศษสำหรับผู้บริหารของสถาบันฯ

• ผ้าพันคอสำหรับนักศึกษาหญิง: ลายพิมพ์ภาพวาด ‘ต้นประดู่’ พรรณไม้ประจำรัชกาลที่ 7 ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะสถาบันที่จัดตั้งขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จ
พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมตีกรอบด้วยสีเขียวและประดับตราสัญลักษณ์สถาบันฯ ทั้ง 4 มุม สะท้อนความสง่างามเหนือกาลเวลา และความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของสถาบัน


 
ภายในงานยังจัดแบ่งพื้นที่นิทรรศการออกเป็น 3 โซน เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวพระเกียรติคุณ การสืบสานรสนิยมความงาม และการพัฒนางานหัตถศิลป์ไทยของทั้ง 3 พระองค์ เริ่มจาก โซนเฉลิมพระเกียรติ นำเสนอพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และความเชื่อมโยงของทั้ง 3 พระองค์ในฐานะผู้ทรงส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมไทย ตั้งแต่สมเด็จพระนางเจ้ารําไพพรรณี ผู้ทรงมีพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ  ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎร ฟื้นฟูงานหัตถกรรมพื้นถิ่นของจันทบุรี และพัฒนาเป็นกิจการ S.B.K. อุตสาหกรรมชาวบ้าน ต่อด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงก่อตั้งศูนย์ศิลปาชีพและยกระดับงานหัตถกรรมไทยให้ดำรงอยู่ได้อย่างสง่างามในโลกปัจจุบัน และสมเด็จพระเจ้า    ลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้ทรงต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมไทยผ่านงานออกแบบและแฟชั่นร่วมสมัยภายใต้แบรนด์ SIRIVANNAVARI

นิทรรศการเทิดพระเกียรติ เปิดให้ผู้ที่สนใจและประชาชนทั่วไปเข้าชม ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม ถึง 30 มิถุนายน 2569 วันอังคาร – วันอาทิตย์ เวลา 09.00-16.00 นาฬิกา ณ พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (หลานหลวง กรุงเทพฯ) 

สามารถติดตามรายละเอียดและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  02 142 7703

ZARA เผยโฉมร้านคอนเซปต์ใหม่แห่งแรกในไทย ณ เซ็นทรัล พาร์ค กรุงเทพฯ

ZARA เผยโฉมร้านคอนเซปต์ใหม่แห่งแรกในไทย ณ เซ็นทรัล พาร์ค กรุงเทพฯ

ZARA เผยโฉมร้านคอนเซปต์ใหม่แห่งแรกในไทย ณ เซ็นทรัล พาร์ค กรุงเทพฯ

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.50 น.

Zara (ซาร่า) เปิดร้านสาขาใหม่ล่าสุด ณ เซ็นทรัล พาร์ค ที่มาพร้อมกับคอนเซปต์การออกแบบร้านใหม่ของแบรนด์ในระดับสากล ตอกย้ำการขยายการเติบโตในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

ร้านแห่งใหม่นี้ ปักหมุดใจกลางย่านธุรกิจการค้าของกรุงเทพฯ บนพื้นที่กว่า 2,000 ตารางเมตร ครอบคลุมถึง 2 ชั้น โดยนำเสนอคอลเลคชันสำหรับผู้หญิงและผู้ชายอย่างหลากหลาย รวมถึงโซนสำหรับน้ำหอม รองเท้าและกระเป๋าโดยเฉพาะ

ซึ่งสาขานี้ได้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Zara ในด้านนวัตกรรมการค้าปลีก เพื่อให้แบรนด์ได้กลายเป็นจุดหมายแห่งใหม่ให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ผสานแฟชั่น สถาปัตยกรรม และเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

คอนเซปต์ร้านถูกออกแบบโดยทีม Zara Architecture Studio ภายใต้แนวคิดการสร้างพื้นที่แห่งการค้นพบ ที่ค่อยๆ พาเหล่าผู้มาเยือนเข้าไปสัมผัสประสบการณ์ช้อปปิ้งอย่างต่อเนื่องและมีชีวิตชีวา แนวคิดด้านสถาปัตยกรรมได้นำองค์ประกอบคลาสสิคอย่างซุ้มเสาและคานเหนือประตูมาตีความใหม่ในรูปแบบร่วมสมัย จนเกิดเป็นบรรยากาศของร้านที่ทั้งเหนือกาลเวลาและเปี่ยมไปด้วยความหรูหรา

ร้านตั้งอยู่บริเวณพลาซ่าหลักของ เซ็นทรัล พาร์ค โดดเด่นด้วยเพดานสูงสองชั้นด้านหน้าร้านที่เปิดมุมมองสู่ลานกลางของร้าน ภายในถูกออกแบบให้มีบรรยากาศที่เสมือนเข้าไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งอย่างเป็นมิตร พร้อมพื้นที่เฉพาะสำหรับคอลเลคชันผู้หญิงและผู้ชาย รวมถึงโซน รองเท้า กระเป๋า และน้ำหอมโดยเฉพาะ วัสดุตกแต่งภายในผสานพื้นผิวลักษณะคล้ายหิน พื้นไม้โอ๊ค ตกแต่งรายละเอียดต่างๆ ด้วยสแตนเลส เพื่อสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและร่วมสมัยในทุกโซนของร้าน

โดยการออกแบบสะท้อนให้เห็นถึงคอนเซปต์ใหม่ล่าสุดของ Zara สำหรับแฟลกชิพสโตร์ทั่วโลก ผ่านภาพลักษณ์ใหม่และพื้นที่จัดแสดงสินค้ารูปแบบใหม่ ที่ช่วยส่งเสริมคอลเลคชันของแบรนด์ และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างลูกค้าและสินค้าอีกด้วย

นวัตกรรมด้านการบริการลูกค้า

สำหรับร้านค้าคอนเซปต์ใหม่แห่งนี้ได้นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ เพื่อมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งอย่างไร้รอยต่อแบบ Omnichannel เชื่อมโยงระหว่างร้านและแพลตฟอร์มออนไลน์ของแบรนด์ ลูกค้าสามารถเชื่อมต่อกับแบรนด์ได้ทั้งภายในร้าน ผ่านเว็บไซต์ zara.com และแอปพลิเคชัน Zara ซึ่งช่วยให้สามารถตรวจสอบสต็อกสินค้าแบบเรียลไทม์ ค้นหาสินค้าได้อย่างรวดเร็ว และรับสินค้าออนไลน์ภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง โดยบริการสำคัญที่นำมาใช้เพื่อยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้ง ได้แก่

จุดรับคืนสินค้าแบบมีผู้ช่วยบริการ เพื่อความรวดเร็วและสะดวกสบายยิ่งขึ้นในการคืนสินค้า
พื้นที่ชำระเงินแบบมีผู้ช่วยบริการในทุกโซน โดยติดตั้งเครื่องชำระเงินที่สามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกสบาย

นอกจากนี้ ภายในร้านยังมีจุดรับคืนบรรจุภัณฑ์ต่างๆ จากการสั่งซื้อออนไลน์สำหรับรีไซเคิล เพื่อเชิญชวนลูกค้าให้มีส่วนร่วมด้านความยั่งยืน อีกทั้งยังมีจุดรับบริจาคเสื้อผ้ามือสอง เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานของเสื้อผ้าผ่านความร่วมมือกับองค์กรการกุศลอีกด้วย