พระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อ ม.เกษตรฯ ผ่านพระเมตตาต่อสรรพสัตว์และการส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์อย่างยั่งยืน

พระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อ ม.เกษตรฯ ผ่านพระเมตตาต่อสรรพสัตว์และการส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์อย่างยั่งยืน

พระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อ ม.เกษตรฯ ผ่านพระเมตตาต่อสรรพสัตว์และการส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์อย่างยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ถวายงานด้านการดูแลรักษาสุนัขทรงเลี้ยงและสุนัขทรงอนุเคราะห์ ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา นับเป็นพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และเป็นความไว้วางพระทัยต่อคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ได้ถวายงานอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ด้วยองค์ความรู้ทางสัตวแพทย์และความมุ่งมั่นในการดูแลสวัสดิภาพสัตว์อย่างดีที่สุด

พระเมตตาที่ทรงมีต่อสรรพสัตว์ มิได้จำกัดอยู่เพียงการดูแลรักษาสัตว์ที่เจ็บป่วย หากยังทรงให้ความสำคัญกับการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของสัตว์เลี้ยง ทั้งด้านสุขภาพ การออกกำลังกาย และความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์เลี้ยง ซึ่งสะท้อนผ่านพระจริยวัตรที่ทรงปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ และทรงเป็นแบบอย่างด้านการเลี้ยงสัตว์อย่างมีความรับผิดชอบและคำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์อย่างแท้จริง

ภาพแห่งพระเมตตาและพระวิริยะอุตสาหะที่ยังคงประทับอยู่ในความทรงจำของคณาจารย์ บุคลากร และผู้เข้าร่วมงาน คือการที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เสด็จเข้าร่วมกิจกรรม Run for Wheels วิ่งเพื่อหมาให้ได้วิ่ง ครั้งที่ 2” ซึ่งคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับมูลนิธิศาสตราจารย์ ดร.จักร พิชัยรณรงค์สงคราม จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน 2561 เพื่อส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์ และเปิดโอกาสให้สุนัขพิการได้มีโอกาสออกกำลังกายและใช้ชีวิตร่วมกับเจ้าของอย่างมีความสุขเช่นเดียวกับสุนัขทั่วไป

การเสด็จเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนั้น มิได้ทรงเป็นเพียงองค์ประธานของงาน หากยังทรงร่วมกิจกรรมเช่นเดียวกับประชาชนผู้เข้าร่วมงาน โดยทรงร่วมวิ่งในระยะ 10 กิโลเมตร และทรงนำสุนัขทรงเลี้ยง ได้แก่ คุณวิลลาส คุณฟ้าคราม คุณเต้าหู้ คุณทะเล และคุณจีน่า เข้าร่วมกิจกรรมด้วย นับเป็นภาพแห่งความประทับใจที่สะท้อนถึงพระเมตตา ความเอาใจใส่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรงให้ความสำคัญต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของสัตว์เลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นสุนัขปกติหรือสุนัขพิการ

ภายหลังเสร็จสิ้นการวิ่ง แม้จะทรงใช้พระกำลังในการร่วมกิจกรรมตลอดระยะทาง แต่พระองค์ยังทรงฉายพระรูปร่วมกับสุนัขทรงเลี้ยงทุกสุนัขด้วยพระอิริยาบถอันเปี่ยมด้วยความรักและความเมตตา ภาพดังกล่าวสร้างความประทับใจแก่ผู้พบเห็น และสะท้อนให้เห็นว่าการเลี้ยงสัตว์มิใช่เพียงการจัดหาอาหารหรือที่อยู่อาศัยเท่านั้น หากยังหมายถึงการมอบเวลา ความรัก ความอบอุ่น และการดูแลเอาใจใส่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สัตว์เลี้ยงมีคุณภาพชีวิตที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ

ด้วยทรงสนพระทัยการดูแลสุนัขอย่างลึกซึ้ง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ยังทรงศึกษาหลักการดูแลและการฝึกสุนัขตามหลักสากล ทรงให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจธรรมชาติของสัตว์ การใช้ความรัก ความเมตตา และการเสริมสร้างพฤติกรรมที่เหมาะสม มากกว่าการลงโทษ รวมทั้งทรงใส่พระทัยในรายละเอียดของการเลี้ยงดู ตั้งแต่การออกแบบคอกสุนัข การเลือกวัสดุที่เหมาะสม การจัดสภาพแวดล้อมให้ถูกสุขลักษณะ ตลอดจนคำนึงถึงทิศทางลม แสงแดด และความเป็นอยู่ที่เหมาะสมกับสัตว์เลี้ยง

“พระจริยวัตรอันงดงามดังกล่าว สะท้อนถึงพระวิสัยทัศน์ในการส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์อย่างรอบด้าน และเป็นแรงบันดาลใจให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตสัตว์เลี้ยง การเลี้ยงสัตว์อย่างมีความรับผิดชอบ และการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนกับสัตว์ ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่มุ่งพัฒนาองค์ความรู้และสร้างสังคมที่เห็นคุณค่าของสวัสดิภาพสัตว์อย่างยั่งยืน”        

คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขอน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บุคลากร และวิชาชีพสัตวแพทย์ ตลอดจนพระเมตตาที่ทรงมีต่อสรรพสัตว์ ซึ่งจะยังคงเป็นแบบอย่างอันทรงคุณค่า และสถิตอยู่ในความทรงจำของพสกนิกรชาวไทยตราบนานเท่านาน

ข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ สถิตในใจนิรันดร์

น.สพ.นนทษิต ชุติญาณวัฒน์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ตะลอนเที่ยว : สมเด็จพระพันปีหลวง พระแม่มิ่งแผ่นดินไทย

ตะลอนเที่ยว : สมเด็จพระพันปีหลวง พระแม่มิ่งแผ่นดินไทย

ตะลอนเที่ยว : สมเด็จพระพันปีหลวง พระแม่มิ่งแผ่นดินไทย

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อีกเพียง 3 วัน ก็จะถึงวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แต่ในปีนี้นับเป็นปีแรกที่พระองค์ท่านมิได้ทรงอยู่เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในวโรกาสสำคัญของแผ่นดิน หลังจากที่ประเทศไทยกำหนดให้วันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติครั้งแรกเมื่อปี 2519 

อันที่จริงประเทศไทยเคยกำหนดให้วันที่ 10 มีนาคม 2486 เป็นวันแม่มาก่อน แต่ต้องยุติไปเพราะผลของสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากนั้นเปลี่ยนเป็นวันที่ 15 เมษายน 2493 แต่เมื่อกระทรวงวัฒนธรรมถูกยุบลง ก็จึงยุติการจัดงานวันแม่แห่งชาติ จนกระทั่งมาถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2515 ได้หวนกลับมาจัดงานวันแม่แห่งชาติอีกครั้งโดยสมาคมครูแคทอลิกแห่งประเทศไทย แต่จัดได้เพียงปีเดียว แต่เมื่อถึงช่วงปี 2519 โดยยึดเอาวันที่ 12 สิงหาคม วันเฉลิมพระชนมพรรษาเป็นวันจัดงาน โดยคณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ได้จัดงานวันแม่แห่งชาติขึ้นอีกครั้ง แล้วจัดงานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน และกำหนดให้ดอกมะลิเป็นดอกไม้ประจำวันแม่แห่งชาติ เหตุผลสำคัญที่ดอกมะลิกลายเป็นสัญลักษณ์วันแม่ เพราะว่ากลิ่นหอมที่ติดตรึงเป็นเวลานานแม้ดอกจะแห้งไปแล้วก็ยังมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ส่วนสีขาวบริสุทธิ์ เปรียบเสมือนรักแท้ที่ไม่มีเงื่อนไขจากแม่ที่มีให้ลูกตลอดเวลา ซึ่งถือเป็นรักบริสุทธิ์

ในโอกาสวันแม่แห่งชาติประจำปี 2569 คอลัมน์ตะลอนเที่ยวของอัญเชิญพระบรมฉายาสาทิศลักษณ์ และพระบรมฉายาลักษณ์ของพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งเป็นผลงานของศิลปินและจิตรกรผู้โด่งดังของไทยมาเป็นมิ่งขวัญแด่พสกนิกร และเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์ท่านที่พระราชทานแด่พสกนิกรมายาวนานหลายทศวรรษ 

โดยพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ และพระบรมฉายาลักษณ์ที่อัญเชิญมานี้เป็นผลงานของจักรพันธ์ุ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พ.ศ. 2543 ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พ.ศ. 2552 และถาวร โกอุดมวิทย์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพพิมพ์) พ.ศ. 2564 พิษณุ ศุภนิมิตร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพพิมพ์) พ.ศ. 2565 และงานของญาณวิทย์ กุญแจทอง ทินกร กาษรสุวรรณ อภิชาติ ผลประเสริฐ และสนั่น รัตนะ เป็นต้น 

นอกจากนี้ยังเชิญภาพบรรยากาศการแสดงเรื่อง “พระผู้ให้” ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่จัดแสดง ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เนื่องในโอกาสคล้ายวันสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครบ 109 ปี ซึ่งการแสดงเรื่อง “พระผู้ให้” จัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติ และถวายความอาลัยรักแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง  

แม้ในปีนี้ พสกนิกรไทยจะไม่มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงอีกต่อไป เพราะพระองค์ท่านเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว แต่พสกนิกรไทยยังคงระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์ท่าน ตราบนิจนิรันดร์

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

สกู๊ปพิเศษ : เปิดเมกะแล็บ ‘KMITL EXPO 2026’ ชวนนิวเจนค้นหาตัวตนผ่าน 9 Pavilions

สกู๊ปพิเศษ : เปิดเมกะแล็บ ‘KMITL EXPO 2026’ ชวนนิวเจนค้นหาตัวตนผ่าน 9 Pavilions

สกู๊ปพิเศษ : เปิดเมกะแล็บ ‘KMITL EXPO 2026’ ชวนนิวเจนค้นหาตัวตนผ่าน 9 Pavilions

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“โตขึ้นอยากเป็นอะไร?” อาจเป็นคำถามที่ตอบยาก ไม่ใช่เพราะไม่มีความฝัน แต่อาจเพราะยังไม่เคยได้ลองเรียนรู้มากพอ โดยเฉพาะในวันที่เทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นแทบทุกวัน และอาชีพจำนวนมากในอนาคตอาจยังไม่มีชื่อเรียกในวันนี้ จาก Issue เหล่านี้ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จึงเตรียมเปลี่ยน “KMITL EXPO 2026” หรืองานลาดกระบังนิทรรศน์ 69 ให้เป็นสนามลองของขนาดใหญ่ ชวนเยาวชนเริ่มค้นหาตัวเองจากการสำรวจนวัตกรรมจริง ทดลองสกิล ผ่านกิจกรรมและเวิร์กช็อป ก่อนเชื่อมสิ่งที่สนใจไปสู่คณะ สาขาวิชา และอาชีพที่อาจไม่เคยนึกถึง เพราะบางครั้งคำตอบของอนาคตอาจไม่ได้เริ่มจากการเลือกคณะ แต่เริ่มจากการเจอบางอย่างแล้วรู้สึกว่า “อยากลองทำสิ่งนี้”

แบบจำลองสถานีฐานบนดวงจันทร์ บ้านแมวที่ช่วยจัดการอาหาร น้ำ และอุณหภูมิได้จากระยะไกล เห็ดออรินจิที่ถูกพัฒนาให้กลายเป็นแฮม หรือผลิตภัณฑ์รูปร่างเหมือนข้าวซึ่งคิดขึ้นใหม่เพื่อเป็นทางเลือกด้านสุขภาพ ทั้งหมดไม่ใช่เพียงไอเดียจากโลกอนาคต แต่เป็นส่วนหนึ่งของผลงานที่พัฒนาขึ้นจริงโดยนักศึกษา อาจารย์ และนักวิจัยของ สจล.

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เล่าว่า ภายในงาน KMITL EXPO 2026 ผู้เข้าชมจะได้เดินสำรวจนวัตกรรม จาก 9 Innovation Pavilions ครบทุกเทรนด์นวัตกรรมยุคใหม่ทั้ง 1.NextGen Food Pavilion 2.Smart Living Pavilion 3.Health & Wellness Pavilion 4.Knowledge Pavilion 5.AgriTech Pavilion 6.AI-IoT Pavilion 7.Space Pavilion 8.EnergyTech Pavilion และ 9.Quantum & Nanotech Pavilion ที่เต็มไปด้วยไอเดียเหนือความคาดหมาย หลายผลงานอาจทำให้รู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในโลกอนาคต แต่เบื้องหลังทุกชิ้นล้วนเกิดจากองค์ความรู้ การเรียนการสอน และงานวิจัยที่นักศึกษา อาจารย์ และนักวิจัยของ สจล. ร่วมกันพัฒนาจนกลายเป็นนวัตกรรมที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้งานจริงแล้ว งาน KMITL EXPO ในปีนี้ได้รับความสนใจจากภาคเอกชนอันดับต้นๆ ของประเทศไทย อาทิ ธนาคารกรุงไทย บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กลุ่มธุรกิจ TCP เข้าร่วมสนับสนุนการจัดงาน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569 – KMITL EXPO 2026” และนำผลงานนวัตกรรมมาจัดแสดงในงานครั้งนี้ด้วย

เคยจินตนาการไหมว่า…หากวันหนึ่งมนุษย์ต้องไปใช้ชีวิตบนดวงจันทร์ เราจะอยู่อาศัยกันอย่างไร? รูปแบบจำลองสถานีฐานบนดวงจันทร์ หรือ Lunar Based Station จะพาผู้เข้าชมร่วมสำรวจแนวคิดของสถานีวิจัยสำหรับการอยู่อาศัย การทำงาน และการปฏิบัติภารกิจด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมอวกาศในอนาคต เป็นผลงานความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยที่ สจล. และสถาบันเทคโนโลยีฮาร์บิน (Harbin Institute of Technology : HIT) สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมอวกาศและเทคโนโลยีการสำรวจดวงจันทร์ ร่วมกันออกแบบและนำเสนอผลงาน “Lunar Based Station” ซึ่งความพิเศษของผลงานชิ้นนี้คือการนำ “ลายประจำยาม” ศิลปกรรมไทยที่สื่อถึงความมั่นคง ความสมดุล และการคุ้มครอง มาประยุกต์เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบโครงสร้างสถานีให้แข็งแรงและเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่รุนแรงของดวงจันทร์ พร้อมจำลองระบบสำคัญ ทั้งวัสดุป้องกันรังสีอวกาศ ระบบผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ พื้นที่อยู่อาศัย และห้องปฏิบัติการวิจัย เพื่อถ่ายทอดภาพการใช้ชีวิตของมนุษย์นอกโลกให้จับต้องได้มากยิ่งขึ้น สะท้อนให้เห็นว่า วิทยาศาสตร์ วิศวกรรม เทคโนโลยีอวกาศ และศิลปวัฒนธรรมไทย สามารถหลอมรวมกันจนกลายเป็นนวัตกรรมที่อาจเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจสำรวจอวกาศในอนาคต

ทาสแมวก็มีเรื่องให้ว้าวไม่แพ้กันกับบ้านแมวอัจฉริยะที่นำเทคโนโลยี IoT และการประมวลผลภาพมาช่วยยกระดับการดูแลสัตว์เลี้ยง เจ้าของสามารถตรวจสอบความเป็นอยู่ของน้องแมวผ่านแอปพลิเคชัน สั่งให้อาหาร เติมน้ำ เปลี่ยนทราย ควบคุมอุณหภูมิ และติดตามพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงได้จากระยะไกล ระบบยังสามารถแยกแยะระหว่างแมวกับคน ช่วยให้การดูแลสัตว์เลี้ยงสะดวก ปลอดภัย และสะท้อนว่าเทคโนโลยีสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของทั้งคนและสัตว์เลี้ยงได้จริง

อีกหนึ่งผลงานที่ชวนหยุดดูคือ Lucky Lakshmi เครื่องทำนายโชคชะตาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพระแม่ลักษมี เทพีแห่งความเจริญรุ่งเรือง และปรากฏการณ์ I Told พระแม่” ที่ได้รับความนิยมในโลกออนไลน์ นำความเชื่อที่หลายคนคุ้นเคยมาต่อยอดเป็นนวัตกรรมอินเทอร์แอกทีฟที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานร่วมสนุกกับการทำนายโชคชะตาในรูปแบบใหม่ พร้อมสะท้อนว่า ความเชื่อ ศิลปะ การออกแบบ เทคโนโลยี และการสร้างประสบการณ์ผู้ใช้ สามารถหลอมรวมกันจนเกิดเป็นผลงานที่ทั้งสร้างสรรค์และตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้คนในยุคดิจิทัล

ส่วนสายเฮลท์ตี้และคนรักอาหารแห่งอนาคต ต้องไม่พลาด Plant-based Ham” ต้นแบบผลิตภัณฑ์แฮมจากพืช ที่ใช้เห็ดออรินจิเป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการและเนื้อสัมผัสใกล้เคียงเนื้อสัตว์ พัฒนาจนได้ผลิตภัณฑ์ที่ให้ทั้งรสชาติและสัมผัสการรับประทานที่น่าพึงพอใจ ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม พร้อมแสดงให้เห็นว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหารสามารถต่อยอดวัตถุดิบธรรมดาให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และสร้างโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมโปรตีนทางเลือกที่กำลังเติบโตทั่วโลก

ใครจะคิดว่าของใกล้ตัวอย่าง “ข้าว” อาหารหลักของคนไทย จะสามารถถูกคิดใหม่จนกลายเป็น ผลิตภัณฑ์เลียนแบบข้าวเพื่อสุขภาพที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ซึ่งพัฒนาจากพืชท้องถิ่นและวัตถุดิบเหลือใช้ทางการเกษตรให้เป็นอีกทางเลือกสำหรับคนรักสุขภาพ ด้วยคุณสมบัติที่มีใยอาหารสูงและช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย นอกจากตอบโจทย์การดูแลสุขภาพแล้ว ยังสะท้อนศักยภาพของการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์อาหารมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรท้องถิ่นและผลักดันเศรษฐกิจชีวภาพไปพร้อมกัน

จากเรื่องใกล้ตัวในบ้าน ลองออกเดินทางสู่การท่องเที่ยวในมิติใหม่ผ่าน C(4)ulture Adventure Board Game บอร์ดเกมที่เปลี่ยนเมืองรองของไทยให้กลายเป็นสนามผจญภัยบนโต๊ะเกม ผู้เล่นจะได้เรียนรู้เรื่องราว วัฒนธรรม และเอกลักษณ์ของแต่ละภูมิภาคไปพร้อมกับความสนุกของการเล่นเกม แสดงให้เห็นว่า การท่องเที่ยวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเดินทาง แต่ยังสามารถต่อยอดผ่านการออกแบบเกม การเล่าเรื่อง และความคิดสร้างสรรค์ จนกลายเป็นเครื่องมือส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์รูปแบบใหม่

และนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนวัตกรรมที่รอให้ทุกคนมาค้นพบใน 9 Pavilions เพราะเบื้องหลังผลงานแต่ละชิ้น ไม่ได้มีเพียงไอเดียที่แปลกใหม่ แต่ยังซ่อนศาสตร์ ความรู้ และเส้นทางการเรียนรู้ที่แตกต่างกันไว้ให้ค้นหา บางที…นวัตกรรมเพียงชิ้นเดียว อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ค้นพบทั้งคณะที่ใช่และอาชีพที่ชอบในอนาคตก็เป็นได้

สิ่งที่น่าสนใจของ KMITL EXPO ไม่ได้อยู่ที่การได้เห็น “ของแปลก” หรือสิ่งประดิษฐ์สุดครีเอทีฟเพียงอย่างเดียว แต่คือการได้ค้นพบว่า เบื้องหลังของนวัตกรรมแต่ละชิ้นซ่อนศาสตร์และเส้นทางอาชีพไว้มากกว่าที่คิด อย่างแบบจำลองสถานีฐานบนดวงจันทร์ ที่พาไปเปิดโลกของเทคโนโลยีอวกาศ กลับเชื่อมโยงไปสู่อาชีพวิศวกรรมอวกาศและเทคโนโลยีการสำรวจดวงจันทร์ วิศวกรโครงสร้าง อุตสาหกรรมการบิน และสถาปนิก บ้านแมวอัจฉริยะ ที่ดูเป็นไอเดียแปลกแต่น่ารัก เชื่อมโยงไปถึงอาชีพวิศวกรระบบอัตโนมัติ วิศวกรเซนเซอร์ และนักวิเคราะห์ข้อมูลอาหารแห่งอนาคต เปิดประตูสู่อาชีพนักวิทยาศาสตร์การอาหาร นักเทคโนโลยีชีวภาพ และนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสุขภาพ ส่วนบอร์ดเกม เกี่ยวข้องกับอาชีพนักออกแบบเกม นักออกแบบกราฟิก นักการตลาด และคนทำงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่กำลังเติบโต และเมื่อเดินดูครบทั้งงาน หลายคนอาจค้นพบว่า แค่ความสนใจในของแปลกชิ้นเดียว ก็สามารถต่อยอดไปสู่เส้นทางอาชีพได้หลากหลายกว่าที่เคยคิด

เมื่อเริ่มมองเห็นว่าตัวเองสนใจอะไร ผู้เข้าชมสามารถเดินต่อไปยัง Open House ของทุกคณะและวิทยาลัยภายในงาน เพื่อพูดคุยกับอาจารย์และรุ่นพี่ สำรวจหลักสูตร ทดลองทำกิจกรรม เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการ และสัมผัสบรรยากาศการเรียนรู้จริง พร้อมค้นหาว่า ความสนใจที่เพิ่งค้นพบนั้นสามารถต่อยอดไปสู่ศาสตร์ สาขาวิชา และเส้นทางอาชีพในอนาคตได้อย่างไร

เพราะ KMITL EXPO 2026 ไม่ใช่เพียงงานจัดแสดงนวัตกรรม แต่คือพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้ลองคิด ลองถาม ลองลงมือทำ และค้นหาตัวเองผ่านประสบการณ์จริง ก่อนตัดสินใจเลือกเส้นทางการศึกษาที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของชีวิต ร่วมออกเดินทางเพื่อค้นพบความเป็นไปได้ใหม่ๆของตัวเอง พร้อมเปิดมุมมองสู่โลกแห่งนวัตกรรมที่จับต้องได้ ในงาน KMITL EXPO 2026 ระหว่างวันที่ 1-6 กันยายน 2569 ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน หรือจองสิทธิ์กิจกรรม Workshop จากทุกคณะ ทุกวิทยาลัย ได้ที่ https://expo.kmitl.ac.th

ไทยเป็นเจ้าภาพ ‘AAHRS 2026’ ชู AI – นวัตกรรมการแพทย์ ดัน Medical Hub และศูนย์กลางปลูกผมแห่งเอเชีย

ไทยเป็นเจ้าภาพ 'AAHRS 2026' ชู AI - นวัตกรรมการแพทย์ ดัน Medical Hub และศูนย์กลางปลูกผมแห่งเอเชีย

ไทยเป็นเจ้าภาพ ‘AAHRS 2026’ ชู AI – นวัตกรรมการแพทย์ ดัน Medical Hub และศูนย์กลางปลูกผมแห่งเอเชีย

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 21.42 น.

จังหวัดเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ The 10th AAHRS Scientific Meeting 2026 ระหว่างวันที่ 7–9 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรม InterContinental Chiang Mai The Mae Ping ภายใต้แนวคิด “Mega Trend in Hair Restoration Surgery” โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และบุคลากรทางการแพทย์จากทั่วโลก ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านศัลยกรรมปลูกผมและเวชศาสตร์ฟื้นฟูเส้นผม พร้อมนำเสนอเทคโนโลยีล่าสุด อาทิ AI, Precision Medicine, Regenerative Medicine, Stem Cell, Exosome, PRP,Energy base lasers และ Peptide therapy รวมถึงเทคนิค FUE และ DHI ตลอดจนการสาธิตผ่าตัดจริง (Live Surgery) และเวิร์กช็อป เพื่อยกระดับมาตรฐานการรักษาและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ

นพ.ดำเกิง ปฐมวาณิชย์ นายกสมาคมแพทย์ปลูกผมแห่งเอเชีย (AAHRS) กล่าวว่า การที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนานาชาติในศักยภาพของแพทย์ไทยและมาตรฐานการรักษาระดับสากล พร้อมเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ถ่ายทอดนวัตกรรม และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Medical Hub และศูนย์กลางด้านศัลยกรรมปลูกผมของภูมิภาคเอเชีย

ด้าน รศ.ดร.พญ.รัชต์ธร ปัญจประทีป ประธานฝ่ายวิชาการ (Chairman, Scientific Program) กล่าวว่า แนวโน้มสำคัญของวงการในอนาคตคือการนำ AI มาใช้วางแผนการรักษา ควบคู่กับเทคโนโลยีการเก็บและย้ายรากผมที่มีความแม่นยำมากขึ้น รวมถึงการประยุกต์ใช้ Regenerative Medicine, Stem Cell, Exosome และ PRP เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลลัพธ์ในการรักษาผู้ป่วย

พญ.กนกวรรณ จันทอุปฬี ประธานฝ่ายจัดการประชุม (Chairman, Program of Events) กล่าวว่า การเป็นเจ้าภาพจัดประชุมในครั้งนี้ไม่เพียงสร้างเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระดับนานาชาติ แต่ยังช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะ Medical Hub และเสริมศักยภาพสู่การเป็นศูนย์กลางด้านศัลยกรรมปลูกผมและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของภูมิภาคเอเชีย

ขณะที่ พญ.กุลกาญจน์ อมรพัฒนา, MD, FISHRS ประธานการสาธิตการผ่าตัด (Chairman, Live Surgery) กล่าวว่า การสาธิต Live Surgery ถือเป็นไฮไลต์สำคัญของการประชุม เพราะเปิดโอกาสให้แพทย์ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้จากการผ่าตัดจริง เห็นเทคนิคใหม่ มาตรฐานความปลอดภัย และสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการรักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การประชุม The 10th AAHRS Scientific Meeting 2026 จึงเป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก มากกว่า 200 คน พร้อมตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยและจังหวัดเชียงใหม่ในการก้าวสู่ศูนย์กลางด้านการแพทย์ การวิจัย และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในระดับนานาชาติ

คุณแหน : 8 สิงหาคม 2569

คุณแหน :  8 สิงหาคม 2569

คุณแหน : 8 สิงหาคม 2569

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • วันที่ 12 สิงหาคม ปี 2569 นับเป็นปีแรกที่ประเทศไทยไม่ได้จัดงานเฉลิมพระชนมพรรษา เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แต่เปลี่ยนเป็นจัดงานเพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ และเพื่อระลึกถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม ถึงแม้พระองค์ท่านเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว แต่พสกนิกรไทยทุกคนยังคงรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ตราบนิจนิรันดร์
  • การแสดงโขนประจำปีกำลังจะเวียนมาบรรจบอีกครั้งในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2569 โดยปีนี้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จัดแสดงโขนรามเกียรติ์ ตอนสีดา โดยการแสดงจะเริ่มวันที่ 5 พฤศจิกายน-10 ธันวาคม ณ หอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เปิดจองบัตรวันที่ 12 สิงหาคม ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์
  • เจ้าชายวิลเลียม และเจ้าหญิงเคท เจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ ทรงวางแผนรักษาความเป็นส่วนพระองค์ให้พระโอรสและพระธิดาที่กำลังเจริญพระชันษา โดยพระโอรสคือเจ้าชายจอร์จ 13 พรรษา เจ้าหญิงชาร์ลอตต์ 11 พรรษา และเจ้าชายหลุยส์ 8 พรรษา สมควรทรงได้รับการปกป้องเรื่องส่วนพระองค์จากสื่อมวลชน โดยยึดหลักข้อตกลงสุภาพบุรุษ (Gentleman’s Agreement) เพื่อป้องกันการล่วงละเมิดจากสื่อมวลชนที่ชอบละลาบละล้วงเรื่องส่วนพระองค์ที่มากเกินงาม
  • แซม-พ.อ. เฟื่องวิชช์ุ อนิรุทธเทวา ฝากบอกว่าจะเปิดให้บริการร้าน Deva Manor ณ พระตำหนักใหญ่ วังปากคลองผดุงกรุงเกษม อดีตพระตำหนักของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาท ถึงปลายเดือนสิงหาคมนี้
  • คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี พร้อมลูกหลานร่วมกันจัดงานวันเกิดให้ ดร. สุวิทย์ ยอดมณี อายุครบ 7 รอบ Cheers to 84 Years! โดยจัดงานที่หอประชุม AUA ถนนราชดำริ 22 สิงหาคม
  • ตำแหน่งย่ากับหลานสาวที่เข้ากันได้ดีมาก ๆ ต้องเป็นของ สุธัญญา บุญสูง กับ ด.ญ. อารีญา บุญสูง เพราะหลานสาวคนนี้เสมือนกับถอดแบบคุณย่ามาเลย แต่งตัวก็คล้ายกัน แต่ที่สำคัญคือชอบเครื่องประดับแสนสวยเหมือนกัน 
  • สุกัญญา จันทร์ชู ผู้คร่ำหวอดในวงการโรงแรมไทยมายาวนาน ล่าสุดรับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บ. โปรแมทซ์ จำกัด เป็นหัวเรือใหญ่จัดงานสัมมนา 8 โมดูลสำคัญ สำหรับสถานที่จัดการไมซ์ 24-27 สิงหาคมนี้ โดยนำขบวนสตรีที่เชี่ยวชาญด้านการโรงแรมไปให้ความรู้แบบอัดแน่น ผู้สนใจร่วมสัมมนาเพื่อ upskill & reskill ติดต่อสำรองที่นั่งด่วนที่ 065 598 9449 @

Victor Lee

สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (TNI: Thai-Nichi) ฉลองครบรอบ 19 ปี จัดงาน “TNI Day 2026” ประกาศความเป็นผู้นำด้านสถาบันการศึกษา ที่มุ่งมั่น พร้อมพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (TNI: Thai-Nichi) ฉลองครบรอบ 19 ปี จัดงาน “TNI Day 2026” ประกาศความเป็นผู้นำด้านสถาบันการศึกษา ที่มุ่งมั่น พร้อมพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (TNI: Thai-Nichi) ฉลองครบรอบ 19 ปี จัดงาน “TNI Day 2026” ประกาศความเป็นผู้นำด้านสถาบันการศึกษา ที่มุ่งมั่น พร้อมพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 19.54 น.

สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (TNI: Thai-Nichi) จัดงาน “TNI Day 2026” ฉลองครบรอบ 19 ปี พร้อมพิธีรำลึกถึงสองผู้วางรากฐานในการก่อตั้งสถาบัน  ได้แก่ ฯพณฯ นายสมหมาย ฮุนตระกูล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ อาจารย์โกอิจิ โฮซูมิ รวมทั้งพิธีมอบเกียรติบัตรขอบคุณแก่ผู้สนับสนุนทุนการศึกษาจากองค์กร บริษัท และผู้มีอุปการคุณต่อสถาบัน เพื่อแสดงความขอบคุณที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการศึกษาและพัฒนานักศึกษา รวมถึงการผลิตบัณฑิตคุณภาพ พร้อมเข้าสู่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมอย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ปราณี จงสุจริตธรรม นายกสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) มาเป็นประธานในพิธีดังกล่าว

รศ.รังสรรค์ เลิศในสัตย์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (TNI: Thai-Nichi)

ภายในงานมีการแสดงผลงานและจัดกิจกรรมต่างๆ มากมาย ของนักศึกษา คณาจารย์จากทุกคณะ ได้แก่ คณะวิศวกรรมศาสตร์  คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ  คณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีดิจิทัล คณะสื่อสารสากล คณะเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อธุรกิจอุตสาหกรรม และวิทยาลัยนานาชาติ (TNIC) รวมเทคโนโลยี นวัตกรรม และวัฒนธรรม ไว้ในงานเดียว ตอกย้ำถึงเจตนารมณ์การเป็นสถาบัน Monodzukuri ที่มุ่งมั่น พร้อมพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

ผู้บริหาร (จากซ้ายไปขวา) ผศ.ดร.ทิวา พาร์ค คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ , ผศ.ดร.วรรณวิมล รุ่งธีระ คณบดีคณะสื่อสารสากล ,ผศ.วิฐิณัฐ ภัคพรหมินทร์ คณบดีคณะเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อธุรกิจอุตสาหกรรม , ผศ.ดร.ปัณณฑัต จอมจักร์ รักษาการคณบดีคณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีดิจิทัล , ผศ.ดร.ฐิติพร เลิศรัตน์เดชากุล คณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ และ ผศ.ดร.พรชัย นิเวศน์รังสรรค์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์

รศ.ปราณี จงสุจริตธรรม นายกสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น)

สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น พร้อมก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 (Thai-Nichi Institute of Technology: Moving toward the 3rd decade)  เกี่ยวกับเรื่องนี้ รศ.รังสรรค์ เลิศในสัตย์ อธิการบดี กล่าวว่า  “ในปีนี้สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ครบรอบ 19 ปี  และในปี 2570 กำลังจะก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 TNI ยังคงมุ่งมั่นเป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งการเรียนรู้เชิงนวัตกรรมขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี-จุดประกายอนาคต ด้วยการศึกษาสไตล์ญี่ปุ่น: “TNI (Thai-Nichi) Tech& Innovative Learning University: Ignite your future with Japanese Style Education” สอดคล้องไปกับ Motto ทั้งด้าน “Sustainable,  Innovative และ Excellent” มุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน  พร้อมด้วยการก้าวไปสู่ความเป็นเลิศในด้านการศึกษา นวัตกรรมต่างๆ ในด้านการวิจัย และการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ผนวกเข้ากับการบ่มเพาะ “จิตวิญญาณความเป็นญี่ปุ่น”  ผ่าน TNI Core Value K-M-H-S  ให้แก่พนักงาน และนักศึกษาทุกคน ตามวิธีคิดสไตล์ญี่ปุ่น คือ

รศ.รังสรรค์ เลิศในสัตย์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (TNI: Thai-Nichi)

  • Kaizen (ไคเซ็น): ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง 
  • Monodzukuri (โมโนซูคูริ) : คิดเป็น ทำเป็น คิดจริง ทำจริง ด้วยการเรียนการสอนที่เรียกว่า 3PBL + P Learning Model” ซึ่งประกอบด้วยการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning) การเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง (Practice-Based Learning) และการเรียนรู้ที่ออกแบบให้เหมาะกับผู้เรียนแต่ละบุคคล (Personalized Learning) เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้กับการแก้ปัญหาและการทำงานจริงในภาคอุตสาหกรรม
  • Hansei (ฮันเซ): พิจารณาและปรับปรุงตนเองก่อน 
  • Seii (เซอิ): ความจริงใจ มีทั้งความซื่อสัตย์ การเคารพตนเองและผู้อื่น และ การทำสาธารณะประโยชน์  

อีกด้านหนึ่งได้สร้างจิตวิญญาณความเป็น TNI :Think Beyond | New Innovation | Ignite Your Future เพื่อมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้คิดนอกกรอบ ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี จุดประกายและดึงศักยภาพสูงสุดออกมา ควบคู่กับการสะสมประสบการณ์จริงจาก สหกิจศึกษา การฝึกงานในบริษัทญี่ปุ่นทั้งในไทยและประเทศญี่ปุ่น เพื่ออนาคตการทำงานที่สดใสและมั่นคง”  

ผู้ร่วมสนับสนุนทุนการศึกษาเพื่อส่งเสริมโอกาสทางการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพของนักศึกษา


  
รศ.รังสรรค์ เลิศในสัตย์ อธิการบดี กล่าวต่อว่า “สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ประสบความสำเร็จในก้าวแรกของการเป็น Digital University ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ทั้งด้านการจัดการเรียนการสอนและการบริหารจัดการภายในสถาบันอย่างครอบคลุม พร้อมกันนี้ สถาบันฯ ได้วางโรดแมปและมีเป้าหมายสู่การเป็น AI University ภายในปี 2570 และก้าวสู่ Smart University ภายในปี 2572 และจากความพร้อมด้านการวิจัยและนวัตกรรม สถาบันพร้อมยกระดับสู่สถาบันการศึกษาชั้นนำที่โดดเด่นด้านนวัตกรรม พร้อมๆ ไปกับการสร้างบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อสนองตอบความต้องการของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของประเทศไทย สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “สร้างนักคิด ผลิตนักปฏิบัติ พัฒนานักบริหาร” 

สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (TNI) จัดงาน TNI DAY 2026 เนื่องในโอกาสครบรอบ 19 ปี โดยได้รับเกียรติจากผู้บริหาร พันธมิตร และภาคอุตสาหกรรมเข้าร่วมงาน พร้อมร่วมสนับสนุนทุนการศึกษาเพื่อส่งเสริมโอกาสทางการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมในการร่วมพัฒนากำลังคนคุณภาพสำหรับอนาคต

นายกสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) พร้อมคณะผู้บริหาร อาจารย์ และสมาคมศิษย์เก่า ในพิธีวางพวงมาลา ครบรอบ 19 ปี สถาบันเทคโนโลยีไทย ญี่ปุ่น

ปัจจุบันสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น เปิดสอนในระดับปริญญาตรี ทั้งภาคปกติและภาคพิเศษ (หลักสูตรเทียบโอน) และระดับปริญญาโท ทั้งหมด 5 คณะ ประกอบด้วย 1.คณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีดิจิทัล 7 หลักสูตร 2.คณะวิศวกรรมศาสตร์ 6 หลักสูตร 3. คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ 6 หลักสูตร 4. คณะสื่อสารสากล 2 หลักสูตร 5. คณะเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อธุรกิจอุตสาหกรรม 2 หลักสูตร และยังมี วิทยาลัยนานาชาติ (TNIC) 3 หลักสูตร ซึ่งนักเรียนนักศึกษาที่สนใจ สามารถเข้าเยี่ยมชมประวัติและแนวนโยบายพร้อมการดำเนินงานของสถาบันฯ รวมทั้งเข้าชมการเรียนการสอนของแต่ละคณะ ได้ที่ www.tni.ac.th โทร 02-763-2783 

รูปปั้นสองผู้วางรากฐานในการก่อตั้งสถาบัน  ได้แก่ ฯพณฯ นายสมหมาย ฮุนตระกูล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ อาจารย์โกอิจิ โฮซูมิ

บรรยากาศภายในงาน TNI DAY 2026

บรรยากาศภายในงาน TNI DAY 2026

บรรยากาศภายในงาน TNI DAY 2026

สถาบันไทย-ญี่ปุ่น

ศจย.ชงภาษีสุขภาพ คุม ‘หวาน-เค็ม-เมา-ควัน’ สกัดสินค้าก่อโรคเรื้อรัง

ศจย.ชงภาษีสุขภาพ คุม ‘หวาน-เค็ม-เมา-ควัน’ สกัดสินค้าก่อโรคเรื้อรัง

ศจย.ชงภาษีสุขภาพ คุม ‘หวาน-เค็ม-เมา-ควัน’ สกัดสินค้าก่อโรคเรื้อรัง

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 19.42 น.

7 สิงหาคม 2569  ดร.นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณ สุข ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ นายแพทยสภา   นายสุทธิพงษ์ วสุโสภาพล รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ดร.โอลิเวีย นีเวรัส (Dr.Olivia Nieveras) ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขอาวุโส ประจำองค์การอนาโลกประเทศไทย  และศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ร่วมกันแถลงข่าว ภายใต้แนวคิดหลัก “หวาน เค็ม เมา ควัน : กับดักสินค้าทำลายสุขภาพเรื้อรัง” (Commercial Determinants of Health: CDoH) ณ ห้อง Grand Ballroom โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น โฮเทล จังหวัดนนทบุรี  วันที่ 2 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการจัดงานประชุมวิชาการสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 24  

นพ.โสภณ  กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเจอวิกฤติด้านสาธารณสุขจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง มีผลจากการสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ กินหวาน มัน เค็ม และพฤติ กรรมการขาดการออกกำลังกาย  นำมาซึ่งการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาลถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือ 9.7% ของ GDP โดยสินค้าทั้ง 4 ประเภท คือ อาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลและเกลือสูง สุรา และยาสูบ เรียกง่ายๆ ว่า “หวาน เค็ม เมา ควัน” เป็นสินค้าอันตรายที่กำหนดสุขภาพ หรือ Commercial Determinants of Health (CDoH)  

“กระทรวงสาธารณสุขมีจุดยืนชัดเจนในการไม่สนับสนุนบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าทุกรูปแบบ จำกัดการ โฆษณาและกิจกรรมการส่งเสริมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย ลดการ เข้าถึงอาหารหวาน มัน เค็ม และอาหารแปรรูปที่ไม่ดีต่อสุขภาพและเพิ่มเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพและ ปลอดภัย” 

ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี กล่าวถึงโรค NCDs คร่าชีวิตคนไทยไม่ต่ำกว่าปีละ  3-4 แสนคน ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรม การกิน หวาน มัน เค็ม  ขณะที่การดื่มสุราทำให้สมองเสีย การสูบบุหรี่มวนทำให้เกิดโรคถุงลมโปร่งพอง เกิดโรคมะเร็ง และล่าสุดบุหรี่ไฟฟ้า อันตรายจากนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้า  ถือเป็นภาระที่หนักมากของสาธารณสุขไทย 

ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี  ได้มีข้อเสนอเร่งด่วน 1.ช่วยกันผลักดันบรรจุกให้นิโคตินอยู่ในบัญชีสารเสพติดของประเทศ  ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายกับบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเด็ดขาด ไม่ให้เป็นสินค้าถูกกฎหมาย และใช้มาตรการทางภาษีที่เหมาะสมเพื่อแก้ไขปัญหาพฤติกรรมสุขภาพของคนไทย

ดร.โอลิเวีย กล่าวสนับสนุนภาษีเพื่อสุขภาพ จะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณสุข เศรษฐกิจและสังคม ประชาชนจะบริโภคสินค้าทำลายสุขภาพน้อยลง เพราะสินค้า หวาน เค็ม เมา ควัน เหล่านี้จะมีราคาแพงขึ้น ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยโรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน และโรค NCDs อื่นๆ ลดลงด้วยเช่นกัน

นายสุทธิพงษ์ วสุโสภาพล รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า แม้จะมีความพยายามในการสื่อสารเรื่องปัจจัยเสี่ยง ‘หวาน เค็ม เมา ควัน’ มาอย่างต่อเนื่อง แต่ความสำเร็จยังคงจำกัดเนื่องจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ทำให้สินค้าและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำลายสุขภาพ มีความได้เปรียบในการเข้าถึงมากกว่าทางเลือกเพื่อสุขภาพ ดังนั้นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหา NCDs ให้เป็นวาระแห่งชาติ  ทั้งมาตรการภาษีเพื่อสุขภาพ    เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ปรับสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา ที่ทำงาน และพื้นที่สาธารณะ ให้การเลือกสิ่งที่ดีต่อสุขภาพเป็นทางเลือกหลัก  สร้างระบบแรงจูงใจระดับประเทศ พัฒนาระบบคะแนนสะสมสุขภาพ (Health Point/CCC) จูงใจให้เกิดการปรับพฤติกรรมยั่งยืน  ลงทุนในพื้นที่สุขภาวะ ที่เอื้อต่อสุขภาพ หนุนเสริมให้ อปท. ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี และบูรณาการแบบองค์รวม  ยกระดับ NCDs Ecosystem เป็นวาระร่วม 

สุดท้าย ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ภาคีสมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อแห่งประเทศไทย กล่าวถึงมาตรการลดโรค NCDs ที่ดีที่สุด นอกจากการรณรงค์ให้ความรู้ถึงอันตรายที่จะเกิดจากสินค้าทำลายสุขภาพ และ แก่เด็ก/ครอบครัว โรงเรียน และการมีส่วนร่วมของชุมชนแล้ว รัฐบาลมีภาระหน้าที่ ที่จะต้องกำหนดนโยบายสาธารณะ  ซึ่งจะส่งผลถึงการควบคุม/การลดการเข้าถึงสินค้าทำลายสุขภาพ ด้วยการห้ามโฆษณาส่งเสริมการขาย การลดจำนวนจุดขายปลีก และการใช้มาตรการทางภาษีเพื่อให้สินค้าทำลายสุขภาพมีราคาแพงขึ้นเพื่อลดการบริโภค

“มาตรการควบคุมยาสูบ ที่ยังรอให้ดำเนินการมาเกือบ 8 ปี ทั้งปรับโครงสร้างบุหรี่มวนให้เหลืออัตราเดียว ขึ้นภาษียาเส้น ลดจำนวนร้านขายปลีกบุหรี่ ฯลฯ หากเราไม่จัดการนโยบายสาธารณะเหล่านี้ อัตราการสูบบุหรี่ของประเทศไทยจะไม่ลดลงไปกว่านี้อีกแล้ว กฎหมายเกี่ยวกับสาธารสุขออกมาหมดแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอ”

ศ.นพ.ประกิต กล่าวถึงจำนวนร้านขายปลีกบุหรี่ในประเทศไทย 4.8 แสนราย ขณะที่สหรัฐฯ มี 3.8 แสนราย งานวิจัยชี้ชัดยิ่งมีร้านขายบุหรี่มากเยาวชนยิ่งติดบุหรี่มาก ถามว่า เป็นไปได้อย่างไรไทยมีร้านฯ มากกว่าสหรัฐฯ  ฉะนั้น ปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศนี้ คือ  ผู้ใหญ่ในประเทศนี้คิดว่าการลดปัจจัยเสี่ยงทั้งหลายเป็นหน้าที่ของประชาชน และสสส.ถือเป็นความผิดพลาดและอันตรายอย่างยิ่ง ทำให้นโยบายสาธารณะไม่ถูกขับเคลื่อน

ทั้งนี้ ภายหลังจบการแถลงข่าว 4 ภาคีเครือข่าย หวาน เค็ม เมา ควัน ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบาย ร่วมด้วยดังนี้ 

โดยผศ.ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ เสนอ 7 นโยบายสำคัญเพื่อควบคุมบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า โดยเน้นย้ำจุดยืนในการคงกฎหมายห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า ,ผลักดันนโยบาย Nicotine-Free Generation เพื่อตัดวงจรการระบาดในกลุ่มเยาวชน พร้อมเสนอให้ปรับโครงสร้างภาษียาสูบเป็นอัตราเดียวเริ่มต้นที่ 30% เพื่อนำรายได้ไปจัดตั้งกองทุนเยียวยาชาวไร่ยาสูบ ปรับภาษียาเส้น ห้ามบุหรี่เมนทอล ตลอดจนนำเทคโนโลยี AI และภาคประชาชนมาช่วยแจ้งเบาะแสปราบปรามบุหรี่เถื่อน

นอกจากนี้ยังเน้นการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ทั้งกระทรวง DES, พม. และ ศธ. เพื่อควบคุมการเข้าถึงสื่อโซเชียลของเด็ก เสริมความเข้มแข็งให้สถาบันครอบครัว และเร่งขยายโครงการโรงเรียนปลอดบุหรี่ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ขณะที่เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน เสนอปรับมาตรการภาษีให้การจัดเก็บเครื่องดื่มในกลุ่มที่ใช้สารทดแทนความหวาน และ การทำให้เกิดฉลากสัญลักษณ์ ที่แสดงให้เห็น ปริมาณน้ำตาล เกลือ และไขมัน  เพื่อสร้างความรอบรู้ที่ให้ประชาชนและสามารถตัดสินใจในการซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีสุขภาพมากขึ้นและซื้อกลุ่มที่เสี่ยงต่อสุขภาพน้อยลง

เครือข่ายลดบริโภคเกลือและโซเดียมของประเทศไทย เสนอให้ปรับเปลี่ยนจากการขอความร่วมมือ มาเป็นการใช้ มาตรการบังคับทางกฎหมายผ่านภาษีโซเดียม (Sodium Tax) ควบคู่กับการกำหนด เกณฑ์มาตรฐานปริมาณโซเดียม (Sodium Benchmark) สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารประเภทต่างๆ ของประเทศ  และ

สุดท้าย ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา เสนอการปฏิรูประบบควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งระบบ ผ่านสนอ “นโยบาย 5 ป. ลดภัยแอลกอฮอล์”  ปลด (ล็อก) ให้ยาก, เป่าให้จริง, ประคองให้ถึง, ป้องให้ทัน และ ปรับให้แพง

เปลี่ยนเชื้อไฟเป็นพลังงาน ชุมชนลำพูนผนึก CPF–แม่โจ้ จัดการชีวมวลต้นทาง ลดไฟป่า–ฝุ่น PM2.5

เปลี่ยนเชื้อไฟเป็นพลังงาน ชุมชนลำพูนผนึก CPF–แม่โจ้ จัดการชีวมวลต้นทาง ลดไฟป่า–ฝุ่น PM2.5

เปลี่ยนเชื้อไฟเป็นพลังงาน ชุมชนลำพูนผนึก CPF–แม่โจ้ จัดการชีวมวลต้นทาง ลดไฟป่า–ฝุ่น PM2.5

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.29 น.

การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 และไฟป่าในภาคเหนือ ไม่ได้จบเพียงการดับไฟเมื่อเกิดเหตุ แต่ต้องเริ่มจากการลดเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่าและเศษวัสดุการเกษตรที่เป็นต้นเหตุของการเผา 

ล่าสุดที่อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ชุมชนร่วมกับ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ CPF และภาคีเครือข่าย พัฒนาระบบจัดการชีวมวล เปลี่ยนกิ่งไม้ ใบไม้แห้ง และเศษวัสดุหลังการเก็บเกี่ยวให้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวลและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ช่วยลดการเผา ลดไฟป่า ลดฝุ่น PM2.5 และสร้างรายได้ให้คนในชุมชน ภายใต้ “โครงการป้องกันไฟป่าและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5” ตัวแทนวิสาหกิจชุมชนจากตำบลทาปลาดุกและตำบลทาสบเส้า อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและการลงมือปฏิบัติ ตั้งแต่การสำรวจและคัดแยกวัสดุ การเลือกเครื่องจักร การแปรรูปอย่างปลอดภัย ตลอดจนการวางแผนตลาด เพื่อพัฒนาระบบจัดการชีวมวลที่สอดคล้องกับทรัพยากรและศักยภาพของแต่ละชุมชน

ลดเชื้อเพลิง ก่อนเข้าสู่ฤดูไฟป่า
ผศ.ดร.สุดเขต สกุลทอง วิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า ภาคเหนือมีเศษวัสดุชีวมวลจากพื้นที่ป่าและภาคเกษตรจำนวนมาก ขณะที่จังหวัดลำพูนเพียงจังหวัดเดียวมีเศษวัสดุจากแปลงเกษตรมากกว่า 900,000 ตันต่อปี หากไม่มีระบบจัดการที่เหมาะสม วัสดุส่วนหนึ่งอาจถูกทิ้งสะสมจนกลายเป็นเชื้อเพลิง และถูกกำจัดด้วยการเผา

การยกระดับความรู้ให้ชุมชนสามารถจัดการวัสดุชีวมวลอย่างเป็นระบบ จึงเป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์ป้องกันไฟป่าและฝุ่น PM2.5 โดยต้องเร่งจัดการวัสดุส่วนเกินที่เหมาะสมตามหลักวิชาการ ก่อนเข้าสู่ช่วงฤดูแล้ง พร้อมพัฒนาการใช้ประโยชน์และตลาดรองรับควบคู่กัน เป็นแนวทางที่สร้างแรงจูงใจให้เกิดความร่วมมือกันรวบรวมเศษวัสดุจากธรรมชาติและจากแปลงเกษตรเปลี่ยนเป็นของมีค่าแทนการเผาทิ้ง

สร้างมูลค่าจากวัสดุที่เคยถูกเผาทิ้ง
การฝึกอบรมมุ่งให้เครือข่ายป่าชุมชนมีทั้งองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายทางการตลาด เพื่อแปรรูปวัสดุแต่ละประเภทให้เหมาะกับการใช้งาน เช่น การผลิตเชื้อเพลิงอัดเม็ด หรือ wood pellet สำหรับใช้เป็นพลังงานทดแทนในกิจกรรมทางการเกษตร รวมถึงการผลิตไบโอชาร์เพื่อนำไปใช้ปรับปรุงดินและเป็นเชื้อเพลิงที่มีค่าความร้อนสูง

ลำพูนเป็นแหล่งผลิตลำไยสำคัญของประเทศและมีความต้องการพลังงานสำหรับกระบวนการอบแห้งจำนวนมาก เชื้อเพลิงชีวมวลที่ผลิตจากวัสดุในท้องถิ่นจึงมีโอกาสนำมาใช้ทดแทนเชื้อเพลิงแบบเดิมบางส่วน ภายใต้ระบบเผาไหม้และการควบคุมมลพิษที่เหมาะสม ช่วยเพิ่มมูลค่าให้เศษวัสดุ ลดต้นทุนการจัดการ และสร้างรายได้หมุนเวียนภายในชุมชน  แนวทางนี้สะท้อนหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy ซึ่งไม่ได้มองเศษวัสดุเป็นเพียงของที่ต้องทิ้ง มาสู่การบริหารวัสดุเหลือใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทน ใช้ประโยชน์ได้ เป็นที่ต้องการของตลาด

ความร่วมมือ 3 ปี สร้างระบบที่ชุมชนดูแลได้เอง

การอบรมครั้งนี้เป็นกิจกรรมต่อเนื่องภายใต้โครงการป้องกันไฟป่าและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กรมป่าไม้ CPF และภาคีที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมป่าชุมชนในตำบลทาปลาดุกและตำบลทาสบเส้า รวม 12 หมู่บ้าน บนพื้นที่กว่า 20,000 ไร่ และมีกำหนดดำเนินงานต่อเนื่อง 3 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2569–2571  เป้าหมายของความร่วมมือจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่จำนวนผู้ผ่านการอบรมหรือปริมาณวัสดุที่นำออกจากพื้นที่ แต่คือการสร้างระบบที่ชุมชนสามารถบริหารจัดการได้ด้วยตนเอง มีเครือข่ายรวบรวมวัสดุ มีเทคโนโลยีแปรรูป มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และมีตลาดรองรับผลิตภัณฑ์ชีวมวลอย่างต่อเนื่อง

สำหรับ CPF การสนับสนุนการจัดการชีวมวลเป็นหนึ่งในแนวทางที่สอดคล้องกับนโยบายการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ โดยบริษัทไม่รับซื้อและไม่นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากพื้นที่รุกป่าและพื้นที่เผาแปลง พร้อมใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกตั้งแต่ปี 2559 ควบคู่กับเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมในการติดตามความเสี่ยง เพื่อสนับสนุนการผลิตที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและลดการเผาในพื้นที่เกษตร

รูปแบบการทำงานที่ลำพูนจึงเป็นความพยายามเชื่อมมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ จากเดิมที่ชุมชนถูกขอให้ “หยุดเผา” ไปสู่การสร้างระบบที่ทำให้วัสดุเหลือใช้มีผู้รวบรวม มีผู้รับซื้อ และมีผู้ใช้ประโยชน์ หากเศษกิ่งไม้ ใบไม้แห้ง และเศษวัสดุการเกษตรมีระบบรวบรวม การแปรรูป และตลาดรองรับอย่างต่อเนื่อง วัสดุที่เคยเป็นเชื้อเพลิงของไฟป่า ก็สามารถเปลี่ยนเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลและพลังงานทดแทนที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ลดการเผา ลดฝุ่น PM2.5 ลดความเสี่ยงไฟป่า และสร้างรายได้หมุนเวียนให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

เมื่อผิวหนังคือความหวัง อีกรูปแบบของการบริจาคอวัยวะที่หลายคนอาจยังไม่รู้

เมื่อผิวหนังคือความหวัง อีกรูปแบบของการบริจาคอวัยวะที่หลายคนอาจยังไม่รู้

เมื่อผิวหนังคือความหวัง อีกรูปแบบของการบริจาคอวัยวะที่หลายคนอาจยังไม่รู้

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.41 น.

เมื่อพูดถึงอวัยวะที่สามารถบริจาคได้ หลายคนมักจะนึกถึง หัวใจ ตับ ไต และดวงตา แต่ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่าสามารถบริจาคได้เช่นกัน นั่นก็คือ “ผิวหนัง” ซึ่งผิวหนังบริจาคนั้นมีบทบาทสำคัญในการรักษาและช่วยชีวิตผู้ป่วยแผลไฟไหม้ที่รุนแรงได้

ผิวหนังที่ห่อหุ้มตัวเราตั้งแต่หัวจรดเท้าได้ชื่อว่าเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกายและทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันตามธรรมชาติ อาทิ ป้องกันเชื้อโรค ลดการสูญเสียน้ำและความร้อน รวมถึงช่วยรักษาสมดุลของร่างกาย แต่เมื่อใดที่ผิวหนังถูกทำลายจากแผลไฟไหม้เป็นบริเวณกว้าง ร่างกายก็สูญเสียเกราะป้องกันนี้ไปพร้อมกัน

“แผลไฟไหม้” โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 3 ระดับ แต่ระดับที่แพทย์ให้ความสำคัญในการรักษาผู้ป่วย คือ แผลระดับ 2 ที่ลึก และ ระดับ 3 ซึ่งเป็นระดับที่ผิวหนังถูกทำลายจนไม่สามารถฟื้นกลับมาได้เอง เพราะเป็นการสูญเสียผิวหนังไปโดยถาวร ร่างกายไม่สามารถรักษาตัวเองได้ ศ.นพ.อภิชัย อังสพัทธ์ กรรมการคลังเนื้อเยื่อ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย อธิบายถึงผลที่ตามมาหลังจากแผลไฟไหม้ที่อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อและเกิดภาวะแทรกซ้อน

“ถ้าระดับ 1 และ 2 เมื่อสัมผัสจะยังมีความรู้สึกเจ็บบ้างหรือแสบบ้าง แต่ระดับ 3 ผิวหนังและเส้นประสาททั้งหมดถูกทำลาย จะไม่มีความรู้สึกอะไรเลย ผิวหนังบริเวณนั้นจะแข็งและแห้งอันนี้อันตรายมาก การปลูกถ่ายผิวหนังบริจาคจึงเป็นอีกทางเลือกที่แพทย์จะใช้ในการรักษาแผลไฟไหม้ในระดับนี้ เพราะคนไข้ไม่สามารถมีผิวหนังมาทดแทนในตำแหน่งนี้ได้ ตามมาด้วยการติดเชื้อแล้ว สักระยะหนึ่งอวัยวะต่าง ๆ ก็จะไม่ทำงาน ก็จะเป็นสาเหตุหลักที่ผู้ป่วยเสียชีวิต”

“อันดับแรกเราต้องปลูกถ่ายด้วยผิวหนังของเราเองก่อนครับ” ศ.นพ.อภิชัย กล่าวเป็นประโยคแรกเมื่อพูดถึงกระบวนการรักษาแผลไฟไหม้รุนแรงระดับ 3 “แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่พื้นที่ผิวหนังดีของคนไข้อาจเหลือไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อร่างกายถูกไฟไหม้เป็นบริเวณกว้างผิวหนังจากผู้บริจาคจึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นผิวหนังทดแทนชั่วคราว ช่วยปิดบาดแผล ลดการสูญเสียน้ำและความร้อน รวมถึงลดโอกาสที่เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกาย เพื่อประคองผู้ป่วยให้ผ่านช่วงวิกฤตและซื้อเวลาให้ร่างกายฟื้นตัว”

“สิ่งที่แพทย์ทำ คือ การตัดผิวหนังที่ถูกทำลายออก ซึ่งหลังจากตัดออก ปัญหาใหม่ก็คือ ร่างกายจะสูญเสียผิวหนังซึ่งทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันตามธรรมชาติ แม้จะใช้วัสดุปิดแผลชนิดอื่นได้ แต่ก็ยังไม่ดีเท่าการสมานด้วยผิวหนังจากมนุษย์ เพราะผิวหนังด้วยกันเองถือว่าเป็นวัสดุทำแผลที่ดี แต่ถ้าผิวหนังของคนไข้ไม่เพียงพอจริง ๆ คลังผิวหนัง ที่ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ก็จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือ”

“การปลูกถ่ายผิวหนังจากผู้บริจาค ตัวผิวหนังจะอยู่กับผู้ป่วยเพียงชั่วคราว ประมาณ 2–3 สัปดาห์เท่านั้น หลังจากนั้นร่างกายจะเริ่มรับรู้ว่าผิวหนังนั้นไม่ใช่ของตัวเอง และค่อย ๆ ขับออกไปตามธรรมชาติ แต่ช่วงเวลา 2–3 สัปดาห์นั้นมีคุณค่ามหาศาล เพราะเป็นช่วงที่ช่วยให้ผู้ป่วยพร้อมสำหรับการปลูกถ่ายผิวหนังจริง และเป็นช่วงเวลาแห่งการรักษาชีวิต ที่ผู้บริจาคได้เป็นผู้ให้โดยแท้จริง”

“แล้วผิวหนังที่ใช้รักษาผู้ป่วยเหล่านี้มาจากไหน?” ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการรักษาผู้ป่วยแผลไฟไหม้รุนแรง คือ คลังผิวหนัง ภายใต้คลังเนื้อเยื่อ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ซึ่งทำหน้าที่รับผิวหนังจากผู้บริจาคเข้าสู่กระบวนการคัดกรอง แปรสภาพ และจัดเก็บตามมาตรฐาน เพื่อให้พร้อมส่งต่อไปยังโรงพยาบาลเมื่อมีผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ หลายคนอาจเข้าใจว่าผิวหนัง สามารถบริจาคได้ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ในความเป็นจริง การรับบริจาคผิวหนังจะดำเนินการจากผู้บริจาคหลังเสียชีวิต และเป็นเป็นผู้บริจาคกลุ่มเดียวกับผู้บริจาคอวัยวะ ปัจจุบันหากผู้บริจาคแสดงความจำนงไว้ เมื่อทีมผ่าตัดเข้าดำเนินการจัดเก็บอวัยวะ เช่น หัวใจ ปอด ตับ ไต หรือกระจกตา ก็จะสามารถจัดเก็บผิวหนังตามขั้นตอนได้เช่นกัน

“ก่อนรับผิวหนังเข้าสู่คลัง เราจะมีการคัดกรองหลายอย่าง เช่น หากผู้บริจาคมีโรคเกี่ยวกับผิวหนัง หรือมีรอยสักในตำแหน่งที่เราประเมินว่าอาจมีความเสี่ยง เราก็อาจไม่รับบริจาค แต่หากผ่านเกณฑ์แล้ว ผิวหนังทั้งหมดจะเข้าสู่กระบวนการเตรียมก่อนนำไปใช้งาน คลังผิวหนังของเราเปิดดำเนินการมาแล้วประมาณ 7–8 ปี มีการนำผิวหนังไปใช้รักษาผู้ป่วยมากกว่า 1-2 แสนตารางเซนติเมตร ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราไม่เคยพบภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากผิวหนังที่จัดเก็บในคลัง ไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อ ปฏิกิริยาต่อต้าน หรือความผิดปกติอื่นที่เกิดจากการปลูกถ่ายผิวหนัง”

“ช่วงเวลาทองของการปลูกถ่ายผิวหนัง ที่ผิวหนังผืนนั้นทำหน้าที่ปกป้องบาดแผลของผู้ป่วย เป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่ามหาศาลสำหรับการช่วยชีวิต เพราะช่วงเวลานั้นเปิดโอกาสให้บาดแผลได้รับการปกป้อง แผลบางส่วนฟื้นตัวได้เอง และเมื่อถึงเวลาปลูกถ่ายผิวหนังของผู้ป่วยเอง ก็มีโอกาสที่ผิวหนังจะติดได้ดีมากขึ้น” ศ.นพ.อภิชัย กล่าวทิ้งท้ายถึงความสำคัญของผิวหนังบริจาคเพื่อการรักษาชีวิต

หากวันนี้มีคำถามอีกครั้งว่า อวัยวะใดที่สามารถบริจาคเพื่อช่วยชีวิตผู้อื่นได้ จากคำตอบที่คุ้นเคยอย่าง หัวใจ ตับ ไต หรือดวงตา อาจมีคำว่า “ผิวหนัง” ผุดขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งคำตอบที่ไม่ถูกมองข้าม เพราะแม้ผิวหนังจะไม่ได้ทำหน้าที่อย่างชัดเจนแทนหัวใจหรือปอด แต่สำหรับผู้ป่วยแผลไฟไหม้รุนแรง ผิวหนังจากผู้บริจาคอาจเป็นสิ่งที่ช่วยให้พวกเขาผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤต และมีโอกาสมีชีวิตต่อได้อีกครั้ง

มูลนิธิศุภนิมิตฯ เร่งยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กไทย พ้นวิกฤตความเปราะบาง

มูลนิธิศุภนิมิตฯ เร่งยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กไทย พ้นวิกฤตความเปราะบาง

มูลนิธิศุภนิมิตฯ เร่งยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กไทย พ้นวิกฤตความเปราะบาง

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.30 น.

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย (World Vision Foundation of Thailand) ประกาศแผนยุทธศาสตร์ปีงบประมาณ 2026 – 2030 มุ่งเน้นยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กและครอบครัวเป้าหมาย 4 ล้านคน ลุยปรับรูปแบบการทำงานเชิงบูรณาการ เร่งแก้วิกฤตความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สุขภาพ ยุติความรุนแรง รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และขจัดความยากจนอย่างยั่งยืนทั่วประเทศ

ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี แม้ว่ามูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย จะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็ก ครอบครัว และชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง แต่สถานการณ์ความเปราะบางของเด็กในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม แผนยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ จึงเกิดขึ้นภายใต้แนวคิด “Bold Hope, Make Hope Real” เพื่อเปลี่ยนความหวังให้เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงกับเด็กและชุมชน

ตลอดช่วงปี 2021-2025 ที่ผ่านมา มูลนิธิศุภนิมิตฯ สามารถสร้างผลลัพธ์ให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างเป็นที่ประจักษ์ ในหลายด้าน อาทิ ด้านการพัฒนาและการศึกษาสนับสนุนเด็กเปราะบางกว่า 706,200 คน ด้านพัฒนาเยาวชนกว่า 238,365 คน ด้านการปกป้องคุ้มครองเด็ก เยาวชน และผู้ปกครองกว่า 260,000 คน ด้านการช่วยเหลือและฟื้นฟู เด็กและกลุ่มเปราะบางจากสถานการณ์ภัยพิบัติ กว่า 417,000 คน งานด้านรณรงค์และการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย เข้าถึงประชากรรวมกว่า 9.8 ล้านคน

ศ.ดร.บุญชัย หงส์จารุ ประธานกรรมการอำนวยการ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “การสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับเด็ก ไม่ใช่หน้าที่ขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน เพราะเมื่อเด็กได้รับโอกาส ประเทศไทยก็จะมีอนาคตที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น ตลอด 50 กว่าปีที่ผ่านมา มูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้ทำงานเคียงข้างเด็ก ครอบครัว และชุมชนเปราะบางทั่วประเทศ ด้วยความเชื่อว่า เด็กทุกคนมีคุณค่า และสมควรได้รับโอกาสที่จะมีชีวิตที่ดี ซึ่งผลสำเร็จที่ผ่านมาไม่ได้สะท้อนเพียงจำนวนผู้ได้รับประโยชน์ แต่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเด็ก ครอบครัว และชุมชน  ความสำเร็จไม่ได้วัดจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่คือเด็กที่ได้กลับเข้าสู่ห้องเรียน ครอบครัวที่กลับมามีความหวัง และชุมชนที่เข้มแข็งขึ้น แต่ความท้าทายที่ซับซ้อนมากขึ้นในโลกยุคปัจจุบัน ทำให้การทำงานเพื่อเด็กต้องก้าวเดินไปด้วยแนวคิดและความร่วมมือในรูปแบบใหม่ เกิดเป็นยุทธศาสตร์ภายใต้กรอบ Bold Hope ที่ไม่ได้เป็นเพียงแผนการดำเนินงานแต่เป็นกรอบความร่วมมือที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน และ Bold Hope จะไม่ได้เป็นเพียงความหวัง แต่คือความหวังที่จะนำไปสู่การลงมือทำให้เราสามารถ Make Hope Real และสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับเด็กได้จริง โดยภายในปี 2030 มูลนิธิศุภนิมิตฯ ตั้งเป้าให้เด็กอย่างน้อย 4 ล้านคน มีความอยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะเด็กที่เปราะบางและยากไร้ที่สุด พร้อมขยายการเข้าถึงเด็กทางอ้อมอีกกว่า 12 ล้านคน และผู้ใหญ่รวมถึงผู้ดูแลเด็กกว่า 3.3 ล้านคน ผ่านการดำเนินงานในพื้นที่มุ่งเน้น  57 แห่ง ครอบคลุม 35 จังหวัดทั่วประเทศ”

ด้าน รสลิน โกแวร์ ผู้อำนวยการ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘ความหวัง ความสุข และความเป็นธรรมสำหรับเด็กทุกคน’ ทำให้มูลนิธิศุภนิมิตฯ ใฝ่ฝันถึงโลกที่เด็กทุกคนจะมีชีวิตที่ดี ได้รับโอกาสในการพัฒนา เติบโตอย่างปลอดภัย และได้รับการปฏิบัติด้วยศักดิ์ศรีและความเป็นธรรม เพราะความหวังไม่ได้เป็นเพียงความฝันหรือความปรารถนา แต่เป็นพลังที่ผลักดันให้เกิดการลงมือทำอย่างจริงจังเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ จากตัวเลขเป้าหมายเด็กจำนวน 4 ล้านคนที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนภายในครอบครัวและชุมชน จึงหมายถึงเด็ก 4 ล้านชีวิต คือความหวัง 4 ล้านความหวัง และคือโอกาส 4 ล้านโอกาส ที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ ต้องกำหนดแผนยุทธศาสตร์ให้สอดรับกับภารกิจอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้”

ยุทธศาสตร์ฉบับใหม่นี้จะขับเคลื่อนผ่านกรอบการดำเนินงานแบบบูรณาการ (Integrated Programming Frameworks) 4 ด้าน ที่มุ่งตอบโจทย์ความต้องการสำคัญของเด็กและชุมชน ได้แก่

– การศึกษาและทักษะชีวิต (Education & Life Skill) มุ่งส่งเสริมและพัฒนาให้เด็กและเยาวชนได้รับการศึกษาและการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ เพื่อป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษา ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมและพัฒนาทักษะชีวิตเพื่อให้พร้อมก้าวสู่โลกการทำงานและการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนในสังคม 


– การคุ้มครองเด็ก (Child Protection) พัฒนาระบบคุ้มครองเด็กในชุมชน ส่งเสริมสิทธิขั้นพื้นฐาน ป้องกันความรุนแรง การแสวงหาผลประโยชน์ และภัยคุกคามในทุกรูปแบบ รวมถึงการคุ้มครองเด็กบนโลกออนไลน์   
– สุขภาพและโภชนาการ (Health & Nutrition) เพราะสุขภาพที่ดีคือรากฐานของคุณภาพชีวิตและการพัฒนาในทุกมิติ จึงเน้นส่งเสริมสุขภาพแม่และเด็ก สนับสนุนโภชนาการที่เหมาะสม  การป้องกันโรค  สร้างเสริมสุขภาพ และการดูแลสุขภาวะทางจิต    
– ความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม ภูมิอากาศ และการดำรงชีวิต (ESCA & Livelihoods) เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการรับมือภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งเสริมอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืน รวมถึงร่วมกันอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ  

โดยการดำเนินงานดังกล่าว มูลนิธิศุภนิมิตฯ จะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์โดยมุ่งเน้นการขยายการดำเนินงานโครงการพัฒนาเด็กใน 13 จังหวัด ที่มีความเปราะบางสูงสุด ควบคู่กับการดำเนินงานในพื้นที่อื่นตามพันธกิจของมูลนิธิฯ กับทำงานร่วมกับภาคีในพื้นที่ ใช้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ในการตัดสินใจ และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและการขยายผลการทำงาน เพื่อให้การดำเนินงานเกิดผลเป็นรูปธรรม รวมถึงเชิญชวนให้ภาคีทุกภาคส่วนมาเป็นผู้ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับเด็ก ด้วยการเปลี่ยนความหวังให้เป็นการลงมือทำ ที่จะเปลี่ยนผลลัพธ์ในพื้นที่ให้กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับประเทศและเปลี่ยนพลังของคนเพียงไม่กี่คนให้กลายเป็นการเคลื่อนไหวร่วมกันของทั้งสังคม

“นอกจากนี้ มูลนิธิศุภนิมิตฯ มุ่งใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร เพื่อเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการ การติดตามและประเมินผล ตลอดจนการวิเคราะห์และใช้ประโยชน์จากข้อมูลในการตัดสินใจและพัฒนาการดำเนินงาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากร การบริหารทรัพยากรอย่างโปร่งใส และการสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และขยายผลกระทบเชิงบวกต่อเด็กไทยและชุมชนได้อย่างยั่งยืน” นางรสลิน กล่าวสรุป

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรคริสเตียนสาธารณกุศล เพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการพัฒนาเด็กที่ดำเนินงานในประเทศไทยมานานกว่า 50 ปี และเป็นส่วนหนึ่งของศุภนิมิตสากล (World Vision International)  ที่มีเครือข่ายการทำงานในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ผู้ที่สนใจสนับสนุนโครงการ หรือร่วมเป็นพันธมิตรในการพัฒนา สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.worldvision.or.th