ระเบิด 2 จุดกลางกรุงดามัสกัส ระหว่าง “มาครง” เยือนซีเรีย ผู้นำฝรั่งเศสปลอดภัย

ระเบิด 2 จุดกลางกรุงดามัสกัส ระหว่าง "มาครง" เยือนซีเรีย ผู้นำฝรั่งเศสปลอดภัย

7 ก.ค. 2569 15:57 น.

ระเบิด 2 จุดกลางกรุงดามัสกัส ระหว่าง “มาครง” เยือนซีเรีย ผู้นำฝรั่งเศสปลอดภัย

เกิดเหตุระเบิด 2 จุดใกล้โรงแรมที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส พักระหว่างเยือนกรุงดามัสกัส ประเทศซีเรีย ก่อนเข้าพบประธานาธิบดีอาเหม็ด อัล-ชารา ไม่กี่นาที โดยผู้นำฝรั่งเศสปลอดภัยและเดินหน้ากำหนดการตามปกติ

แหล่งข่าวความมั่นคงของซีเรียเปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า เกิดเหตุระเบิดรุนแรงขึ้น 2 ครั้งในย่านใจกลางกรุงดามัสกัส เมืองหลวงของประเทศซีเรีย เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (7 ก.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยจุดเกิดเหตุอยู่ใกล้กับโรงแรมโฟร์ซีซันส์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสใช้พำนักค้างคืนในระหว่างการเดินทางเยือนซีเรียอย่างเป็นทางการ

เหตุระเบิดดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่นาทีก่อนที่สถานีโทรทัศน์รัฐบาลซีเรียจะประกาศว่า ประธานาธิบดีมาครงได้เดินทางถึงทำเนียบประธานาธิบดีซีเรียแล้ว เพื่อเข้าพบหารือกับนายอาห์เหม็ด อัล-ชารา ผู้นำคนใหม่ของซีเรีย ทั้งนี้ ทำเนียบเอลิเซของฝรั่งเศสได้ออกแถลงการณ์ยืนยันอย่างเร่งด่วนว่า ผู้นำฝรั่งเศส “ปลอดภัยดี” โดยเขาไม่ได้ยินเสียงระเบิดเนื่องจากขบวนรถผู้นำได้เดินทางออกจากโรงแรมไปก่อนหน้านั้นแล้ว และมาครงจะยังคงดำเนินกำหนดการเยือนซีเรียต่อไปตามปกติ

ทางการซีเรียกล่าวว่า มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 18 คน รวมถึงตำรวจ 4 นาย กระทรวงมหาดไทยซีเรียระบุว่า “มีผู้บาดเจ็บ 18 คน รวมถึงตำรวจ 4 นาย” จากเหตุระเบิดที่เกิดจาก “ระเบิดแสวงเครื่องสองลูก แหล่งข่าวความมั่นคงระบุว่า ระเบิดลูกแรกถูกนำไปซุกซ่อนไว้ในถังขยะ และลูกที่สองซ่อนไว้ในยานพาหนะคันหนึ่งที่จอดอยู่ใกล้กับโรงแรมโฟร์ซีซันส์ 

ผู้สื่อข่าวของเอเอฟพีในพื้นที่รายงานว่า ได้ยินเสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่วเมืองหลวงและเห็นกลุ่มควันสีดำหนาทึบลอยขึ้นมาจากบริเวณใกล้โรงแรม ขณะที่ช่างภาพเอเอฟพีระบุว่า กระจกหน้าต่างของอาคารกระทรวงการท่องเที่ยวซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามโรงแรมได้รับความเสียหายอย่างหนักจากแรงอัดระเบิด

ฮามาม ฮัมมูด ชาวซีเรีย ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์เล่าว่า “ผมเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร 3 นายได้รับบาดเจ็บนอนอยู่บนพื้น ก่อนที่เจ้าหน้าที่ความมั่นคงจะเร่งอพยพผู้คนออกจากพื้นที่และสั่งปิดถนนทุกสายที่มุ่งหน้าเข้าสู่จุดเกิดเหตุ” โดยมีรถพยาบาลเปิดไซเรนพุ่งตรงไปยังที่เกิดเหตุจำนวนมาก ขณะที่ภาพที่แชร์บนโลกออนไลน์เผยให้เห็นรถยนต์คันหนึ่งกำลังถูกไฟลุกไหม้และมีคราบเลือดกระจายอยู่บนท้องถนน

เหตุอุกอาจในครั้งนี้นับเป็นเหตุระเบิดครั้งที่สองในรอบไม่กี่วัน หลังจากเพิ่งเกิดเหตุลอบวางระเบิดที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งใกล้ศาลยุติธรรมในกรุงดามัสกัสเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 10 ศพ และบาดเจ็บอีก 20 ราย โดยในปัจจุบันยังไม่มีกลุ่มใดออกมาประกาศตัวว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีทั้งสองครั้ง

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ถือเป็นผู้นำประเทศตะวันตกและสหภาพยุโรปคนแรกที่เดินทางเยือนซีเรียนับตั้งแต่ฝ่ายกบฏซึ่งนำโดยนายอัล-ชารา อดีตผู้บัญชาการกลุ่มอัลกออิดะฮ์ สามารถโค่นล้มระบอบการปกครองอันยาวนานกว่า 5 ทศวรรษของอดีตประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ลงได้ในปี 2024 โดยมาครงจงใจไม่เปิดเผยกำหนดการเดินทางและเพิ่งประกาศวันเยือนซีเรียหลังจากเครื่องบินลงจอดเมื่อคืนวันจันทร์ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ซึ่งในคืนนั้นเขาได้ร่วมรับประทานอาหารค่ำกับผู้นำซีเรียและเยี่ยมชมมัสยิดอุมัยยะฮ์อันเลื่องชื่อ

การมาเยือนของมาครงในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ของซีเรียภายใต้การนำของนายอัล-ชารา ผู้ซึ่งพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับกลุ่มประเทศตะวันตกและตะวันออกกลาง หลังจากที่ซีเรียถูกตัดขาดในยุคของอัสซาด เพื่อหวังฟื้นฟูประเทศที่พังทลายจากสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมานานกว่า 13 ปี

แม้ว่านายอัล-ชารา ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มชาวมุสลิมสุหนี่กลุ่มใหญ่ในประเทศ จะให้คำมั่นสัญญาว่าจะสร้างระเบียบสังคมใหม่ที่เปิดกว้างและมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย แต่เหตุระเบิดใจกลางเมืองหลวงครั้งล่าสุดนี้ เป็นสิ่งตอกย้ำถึงความท้าทายครั้งใหญ่ด้านความมั่นคงในซีเรีย ซึ่งยังมีกลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรงรวมถึงกลุ่มรัฐอิสลามแฝงตัวอยู่ และความพยายามรักษาความสงบเรียบร้อยของรัฐบาลใหม่ยังคงถูกทดสอบด้วยเหตุความรุนแรงระหว่างกองกำลังรัฐบาลกับกลุ่มชาติพันธุ์และกลุ่มศาสนาหัวรุนแรงที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วหลายร้อยคนตลอดช่วงปีที่ผ่านมา.

ที่มา Associated Press / AFP / Le Figaro

เมียนมาสั่งจำคุก 5 ปี เจ้าของบริษัทก่อสร้าง “สกาย วิลลา” ถล่มจากแผ่นดินไหวปี 2025 คร่า 206 ศพ

เมียนมาสั่งจำคุก 5 ปี เจ้าของบริษัทก่อสร้าง "สกาย วิลลา" ถล่มจากแผ่นดินไหวปี 2025 คร่า 206 ศพ

7 ก.ค. 2569 15:27 น.

เมียนมาสั่งจำคุก 5 ปี เจ้าของบริษัทก่อสร้าง “สกาย วิลลา” ถล่มจากแผ่นดินไหวปี 2025 คร่า 206 ศพ

สื่อท้องถิ่นเมียนมารายงานว่า ศาลแขวงอองมเยธาซาน ในภูมิภาคมัณฑะเลย์ ได้มีคำพิพากษา ให้ลงโทษจำคุกเป็นเวลา 5 ปี พร้อมใช้แรงงานหนัก แก่ “อู หน่าย ตุน ลิน” เจ้าของและกรรมการผู้จัดการบริษัท เอ็นทีแอล คอนสตรัคชัน (NTL Construction) ซึ่งเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการคอนโดมิเนียม “สกาย วิลลา”  หลังเกิดเหตุโครงสร้างอาคารพังถล่มลงมาทับผู้อยู่อาศัยจนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากในเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 7.7 เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2025

เหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.7 ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มีนาคม  2025 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั่วเมียนมารวมกันอย่างน้อย 2,700 ราย โดยอาคารคอนโดมิเนียมสกาย วิลลา ซึ่งเป็นอาคารพักอาศัยระดับหรูความสูง 11 ชั้น ตั้งอยู่บนถนนสาย 60 ในแขวงอองมเยธาซาน ได้พังยุบตัวลงมาทั้งหมดในลักษณะแซนด์วิช ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 206 ศพ นับเป็นจุดที่พบผู้เสียชีวิตจากการพังถล่มของอาคารหลังเดียวมากที่สุดในประเทศ ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องระดมกำลังกู้ภัยอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งสามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตรายสุดท้ายขึ้นมาได้ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน

เจ้าหน้าที่ฝ่ายข้อมูลของศาลแขวงอองมเยธาซาน เปิดเผยว่า คดีดังกล่าวมี อู ซอ โม ออง เจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนพิเศษเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง โดยนายหน่าย ตุน ลิน ถูกตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการที่สถานีตำรวจภูธรอองมเยธาซาน เขต 1 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2026 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 304-A ฐานกระทำการโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

ในตอนแรกจำเลยได้รับการประกันตัวเพื่อสู้คดีภายนอกคุก แต่ต่อมาในวันที่ 17 มีนาคม ศาลได้สั่งเพิกถอนสิทธิ์การประกันตัวและสั่งควบคุมตัวเขาเข้าเรือนจำทันทีเพื่อดำเนินกระบวนการพิจารณาคดี จนกระทั่งศาลมีคำพิพากษาตัดสินจำคุก 5 ปีพร้อมใช้แรงงานหนักในวันที่ 23 มิถุนายน

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ศาลเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ศาลจังหวัดอองมเยธาซานได้ยื่นคำร้องขอเรียกตรวจสอบสำนวนคดีดังกล่าวทั้งหมดเพื่อนำไปทบทวนและพิจารณาซ้ำ ขณะที่แหล่งข่าวระบุว่า ทั้งฝ่ายอัยการโจทก์และฝ่ายจำเลยต่างกำลังเตรียมดำเนินการยื่นอุทธรณ์และต่อสู้คดีในชั้นศาลที่สูงขึ้นต่อไป

หลังจากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมตึกถล่มดังกล่าวนางเทต ไข่  ภรรยาของนายหน่าย ทุน ลิน ร่วมกับทีมงานของบริษัท เอ็นทีแอล คอนสตรัคชัน ได้เดินทางไปจัดพิธีทางศาสนาและกล่าวคำขอโทษต่อครอบครัวของผู้สูญเสียรวม 3 ครั้ง

ทั้งนี้ ทางบริษัทได้มอบเงินชดเชยเยียวยาให้แก่ญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์คอนโดมิเนียมถล่มในครั้งนี้ รายละ 10 ล้านจัต (ประมาณ 160,000 บาท) เพื่อเป็นการบรรเทาความสูญเสียในเบื้องต้น

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า ได้พยายามติดต่อขอความคิดเห็นเพิ่มเติมไปยังโฆษกรัฐบาลเมียนมา ศาลภูมิภาคมัณฑะเลย์ รวมถึงตัวแทนของบริษัท เอ็นทีแอล คอนสตรัคชัน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการตอบกลับ.

ที่มา AFP / Eleven Media

เกาหลีใต้เริ่มใช้กฎหมายคุมข่าวปลอม ฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ 5 เท่า นักข่าวหวั่นกระทบเสรีภาพสื่อ

เกาหลีใต้เริ่มใช้กฎหมายคุมข่าวปลอม ฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ 5 เท่า นักข่าวหวั่นกระทบเสรีภาพสื่อ

7 ก.ค. 2569 14:32 น.

เกาหลีใต้เริ่มใช้กฎหมายคุมข่าวปลอม ฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ 5 เท่า นักข่าวหวั่นกระทบเสรีภาพสื่อ

เกาหลีใต้เริ่มบังคับใช้กฎหมายใหม่ปราบปรามข่าวปลอมเริ่มวันนี้ สามารถเอาผิดครอบคลุมสื่อและผู้สร้างคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียด้วย ฟ้องค่าเสียหายได้สูงสุดถึง 5 เท่าของความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง

กฎหมายฉบับใหม่กำหนดให้สำนักข่าว สื่อออนไลน์ รวมถึงผู้มีอิทธิพลบนโซเชียลมีเดียหรืออินฟลูเอนเซอร์ และช่อง YouTube ขนาดใหญ่ ที่เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ บิดเบือน หรือดัดแปลงข้อมูลโดยผิดกฎหมาย เพื่อสร้างความเสียหายหรือแสวงหาผลประโยชน์ อาจถูกศาลสั่งให้จ่ายค่าเสียหายได้สูงสุด 5 เท่าของมูลค่าความเสียหายที่พิสูจน์ได้

นอกจากนี้ หากบุคคลหรือองค์กรยังคงเผยแพร่ข้อมูลเดิมซ้ำมากกว่า 2 ครั้ง หลังศาลมีคำพิพากษาว่าเป็นข้อมูลเท็จหรือบิดเบือนแล้ว อาจถูกคณะกรรมการกำกับดูแลสื่อของเกาหลีใต้ ปรับสูงสุดถึง 1,000 ล้านวอน หรือราว 26 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีผู้ใช้งานเฉลี่ยมากกว่า 1 ล้านคนต่อวัน ยังมีหน้าที่ดำเนินการกับเนื้อหาที่ถูกร้องเรียนว่าเป็นข้อมูลเท็จ เช่น ลบโพสต์ ระงับบัญชีผู้ใช้ หรือใช้มาตรการอื่น ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด

กฎหมายฉบับนี้ได้รับการผลักดันจากรัฐบาลของประธานาธิบดี อี แจ-มยอง และพรรคประชาธิปไตย ก่อนผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาเมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา แม้ฝ่ายค้านสายอนุรักษ์นิยมจะคว่ำบาตรการลงมติก็ตาม โดยรัฐบาลให้เหตุผลว่า ปัญหาข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือนกำลังกลายเป็นภัยคุกคามต่อประชาธิปไตย เพราะเป็นชนวนสร้างความแตกแยก ความเกลียดชัง และความเข้าใจผิดในสังคม

อย่างไรก็ตาม สมาคมผู้สื่อข่าวเกาหลีได้แสดงจุดยืนคัดค้านกฎหมายดังกล่าว โดยระบุว่า แม้เจตนารมณ์ของกฎหมายจะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่การเปิดช่องให้มีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายมหาศาล อาจทำให้สื่อจำนวนมากเลือกเซ็นเซอร์ตัวเอง (Self-censorship) เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางกฎหมาย

องค์กรยังเตือนว่า หากกฎหมายถูกใช้ในลักษณะที่ทำให้ประชาชนและสื่อไม่กล้าวิจารณ์รัฐบาล นักการเมือง หรือผู้มีอำนาจ ก็อาจบั่นทอนรากฐานของระบอบประชาธิปไตยได้

ด้าน Seoul Foreign Correspondents’ Club ซึ่งเป็นสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศในกรุงโซล ก็แสดงความกังวลว่า กฎหมายดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของสื่อและการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารอย่างเสรีเช่นกัน

การผลักดันกฎหมายครั้งนี้เกิดขึ้นหลังเกาหลีใต้เผชิญความวุ่นวายทางการเมือง จากกรณีที่อดีตประธานาธิบดี ยุน ซอก-ยอล ประกาศใช้กฎอัยการศึกชั่วคราวในปี 2567 ก่อนถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง และภายหลังถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในคดีก่อกบฏ ซึ่งอยู่ระหว่างอุทธรณ์

ตลอดช่วงวิกฤตดังกล่าว มีการเผยแพร่ข้อมูลอ้างว่าเกิดการโกงเลือกตั้งผ่าน YouTube และสื่อออนไลน์จำนวนมาก แม้ไม่มีหลักฐานรองรับ ส่งผลให้สังคมเกาหลีใต้เกิดความแตกแยกทางการเมืองอย่างรุนแรง

แม้คณะกรรมการสื่อและการสื่อสารเกาหลีจะยืนยันว่า รัฐบาลจะไม่เป็นผู้ตัดสินเองว่าเนื้อหาใดเป็นข่าวปลอม แต่จะให้แพลตฟอร์มออนไลน์เป็นผู้ดำเนินการตามการร้องเรียน พร้อมยกเว้นการรายงานข่าวที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะจากการถูกฟ้องเรียกค่าเสียหาย แต่นักวิชาการหลายฝ่ายยังมองว่า บริษัทเทคโนโลยีอาจเลือกใช้มาตรการที่เข้มงวดเกินความจำเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดทางกฎหมาย ส่งผลให้เนื้อหาที่ถูกต้องหรือการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตถูกลบออกไปด้วย

ขณะนี้บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของเกาหลีใต้ เช่น Naver และ Kakao เริ่มปรับปรุงระบบรับแจ้งและจัดการข้อมูลเท็จแล้ว แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าแพลตฟอร์มต่างชาติอย่าง YouTube ซึ่งเป็นของ Google จะดำเนินการตามกฎหมายฉบับนี้อย่างไร.

ที่มา : channelnewsasia

ทรัมป์สั่นระฆังเปิดตัว “Trump Accounts” บัญชีออม-ลงทุนเด็ก มอบเงินตั้งต้น 1,000 ดอลลาร์

ทรัมป์สั่นระฆังเปิดตัว "Trump Accounts" บัญชีออม-ลงทุนเด็ก มอบเงินตั้งต้น 1,000 ดอลลาร์

7 ก.ค. 2569 14:27 น.

ทรัมป์สั่นระฆังเปิดตัว “Trump Accounts” บัญชีออม-ลงทุนเด็ก มอบเงินตั้งต้น 1,000 ดอลลาร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดตัวโครงการ “Trump Accounts” บัญชีออมและลงทุนสำหรับเด็ก พร้อมสั่นระฆังเปิดการซื้อขายตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กและแนสแด็ก จากห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาว โดยรัฐบาลมอบเงินตั้งต้น 1,000 ดอลลาร์ ให้เด็กที่เกิดระหว่างปี 2025-2028 ซึ่งเป็นสมัยการดำรงตำแหน่งวาระที่ 2 ของทรัมป์ หวังปลูกฝังการลงทุนและสร้างความมั่งคั่งให้คนรุ่นใหม่

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ สั่นระฆังเปิดการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กและ ตลาดหุ้นแนสแด็ก จากห้องทำงานรูปไข่ภายในทำเนียบขาว เพื่อเปิดการซื้อขายประจำวัน พร้อมเปิดตัวโครงการ “Trump Accounts” อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นบัญชีออมและลงทุนสำหรับเด็กที่รัฐบาลผลักดันภายใต้กฎหมายลดภาษีและงบประมาณ

ทรัมป์กล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะยังคงปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่า “ตลาดจะพุ่งขึ้นอย่างมาก” พร้อมย้ำว่านโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันการเติบโตของตลาดทุน

โครงการ Trump Accounts เปิดโอกาสให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองเปิดบัญชีลงทุนสำหรับเด็กทุกคนที่เกิดระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2025 ถึง 31 ธันวาคม 2028 ซึ่งครอบคลุมช่วงการดำรงตำแหน่งสมัยที่สองของทรัมป์ โดยรัฐบาลจะโอนเงินตั้งต้น 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ เข้าบัญชีให้โดยอัตโนมัติ สำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปีซึ่งเกิดก่อนช่วงเวลาดังกล่าว ยังสามารถเปิดบัญชีได้ แต่จะไม่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า โครงการเริ่มเปิดรับเงินฝากอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม ซึ่งตรงกับวันชาติสหรัฐฯ และเป็นวันที่รัฐบาลเริ่มโอนเงินสนับสนุนให้ผู้มีสิทธิ์

เงินในบัญชีสามารถนำไปลงทุนในกองทุนรวมและกองทุน ETF ที่อ้างอิงดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เช่น S&P 500 โดยรัฐบาลกำหนดให้กองทุนหลักในช่วงเริ่มต้นเป็น State Street SPDR Portfolio S&P 500 ETF (SPYM) และมีแผนเพิ่มตัวเลือกกองทุนอื่นในระยะต่อไป ขณะที่ค่าธรรมเนียมการบริหารจะถูกจำกัดไม่เกิน 0.1% ต่อปี ของมูลค่าสินทรัพย์

กระทรวงการคลังยังระบุว่า ปัจจุบันมีการเปิดบัญชี Trump Accounts แล้วมากกว่า 6 ล้านบัญชี โดยในจำนวนนี้ประมาณ 1.4 ล้านบัญชี มีสิทธิได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลจำนวน 1,000 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม จำนวนบัญชีดังกล่าวยังถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเด็กที่มีสิทธิ์ทั่วประเทศ

นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ปัจจุบัน 38% ของครอบครัวชาวอเมริกันไม่มีการลงทุนในตลาดหุ้น ทำให้คนจำนวนมากไม่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจและตลาดทุน โครงการนี้จึงมีเป้าหมายสร้างโอกาสให้เด็กทุกคนเริ่มสะสมความมั่งคั่งตั้งแต่แรกเกิด

โครงการยังได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนและมหาเศรษฐีหลายราย โดย ไมเคิล เดลล์ ผู้ก่อตั้ง Dell Technologies และภรรยา ซูซาน เดลล์ ประกาศบริจาคเงิน 6.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนโครงการ ขณะที่ เรย์ ดาลิโอ นักลงทุนชื่อดัง และ กวินน์ ชอตเวลล์ ประธานบริษัท SpaceX ก็ประกาศร่วมบริจาคหุ้นเพื่อเพิ่มเงินลงทุนให้กับบัญชีของเด็กเช่นกัน

ทรัมป์กล่าวติดตลกว่า หากรัฐบาลเปิดโครงการได้เร็วกว่านี้ เด็ก ๆ คงได้รับประโยชน์จากการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นตั้งแต่ก่อนหน้านี้ พร้อมระบุว่า “เราน่าจะดำเนินการเร็วกว่านี้”

ทั้งนี้ โครงการ Trump Accounts ถือเป็นหนึ่งในนโยบายเศรษฐกิจสำคัญของรัฐบาลทรัมป์ ที่มุ่งส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาว พร้อมขยายการมีส่วนร่วมของประชาชนในตลาดทุนสหรัฐฯ โดยหวังว่าจะช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับคนรุ่นใหม่ในอนาคต.

ที่มา CNN / AP

พายุฝนฟ้าคะนองถล่มภาคกลาง-ใต้จีน ดับแล้ว 15 เจ็บเกือบ 300 ราย

พายุฝนฟ้าคะนองถล่มภาคกลาง-ใต้จีน ดับแล้ว 15 เจ็บเกือบ 300 ราย

7 ก.ค. 2569 12:08 น.

พายุฝนฟ้าคะนองถล่มภาคกลาง-ใต้จีน ดับแล้ว 15 เจ็บเกือบ 300 ราย

จีนเผชิญสภาพอากาศรุนแรงต่อเนื่องในภาคกลางและภาคใต้ ทั้งพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง น้ำท่วม และดินถล่ม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 คน บาดเจ็บ 275 คน ขณะที่ประชาชนในกว่างซีกว่า 48,000 คนต้องอพยพหนีน้ำท่วม และเกิดเหตุดินถล่มในมณฑลกานซูฝังประชาชน 33 คน เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือออกมาได้แล้ว 17 คน

สื่อจีนรายงานสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่ในหลายภูมิภาคโดยเมื่อวันจันทร์และวันอังคารที่ผ่านมา (6-7 ก.ค.) หลายพื้นที่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวนรุนแรง ทั้งพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง พายุทอร์นาโด และดินโคลนถล่ม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รวมถึงสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและพื้นที่เกษตรกรรมอย่างหนัก

สถานีโทรทัศน์ CCTV  และสำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ในช่วงเย็นของวันจันทร์ที่ผ่านมา พายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงความเร็วสูงสุดถึง 149 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้พัดถล่มหลายเมืองในมณฑลหูเป่ยทางตอนกลางของประเทศ รวมถึงเมืองหวงสือ, หวงกัง, เอ้อโจว และเสียนหนิง ภายในเวลาเพียง 4 ชั่วโมง

ภัยพิบัติครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในมณฑลหูเป่ยแล้วอย่างน้อย 11 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 275 รายในเขตหวงโจวของเมืองหวงกัง นอกจากนี้ยังมีรายงานการเกิดพายุทอร์นาโดในบางพื้นที่ และมีผู้สูญหายอีก 1 ราย ทางการท้องถิ่นต้องอพยพประชาชนอย่างเร่งด่วนแล้วกว่า 408 รายไปยังพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งในขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังคงระดมกำลังกู้ภัยและบรรเทาทุกข์อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ อิทธิพลจากพายุโซนร้อน “ไมสัก” ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักถึงขั้นวิกฤตทั่วนครหนานนิง เมืองเอกของกว่างซี ตั้งแต่วันที่ 4-6 ก.ค. ที่ผ่านมา

เวย เจียง รองนายกเทศมนตรีนครหนานนิง แถลงข่าวในช่วงเย็นวันจันทร์ว่า ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างบ้าคลั่งส่งผลให้อ่างเก็บน้ำหลิ่วหลาน และอ่างเก็บน้ำอวิ๋นเปียว ในเมืองเหิงโจว เกิดเอ่อล้นและพนังกั้นน้ำแตกพังทลาย ส่งผลให้มวลน้ำโคลนมหึมาทะลักเข้าท่วมพัดถล่มเมืองอวิ๋นเปียวและพื้นที่โดยรอบอย่างรุนแรง บ้านเรือนและรถยนต์จำนวนมากจมอยู่ใต้บาดาล มีผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมนี้แล้ว 4 ศพ และมีประชาชนได้รับผลกระทบสูงถึง 55,000 คน ซึ่งทางการสามารถอพยพประชาชนล่วงหน้าและย้ายกลุ่มเสี่ยงหนีน้ำได้ทันท่วงทีราว 48,000 คน

จากความรุนแรงของสถานการณ์ กระทรวงทรัพยากรน้ำของจีนได้ประกาศยกระดับมาตรการตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อควบคุมอุทกภัยในมณฑลกว่างซีจากระดับ 3 ขึ้นสู่ “ระดับ 2” พร้อมกันนี้กระทรวงการจัดการภาวะฉุกเฉินได้จัดสรรสิ่งของบรรเทาทุกข์กว่า 150,000 ชิ้น ไปยังพื้นที่ประสบภัยในกว่างซี รวมถึงเมืองกุ้ยกังและฝางเฉินก่างแล้ว

นอกจากภัยพิบัติจากพายุและน้ำท่วมทางตอนใต้แล้ว ในช่วงเช้ามืดของวันอังคาร เวลาประมาณ 06.56 น. ได้เกิดเหตุดินถล่มรุนแรงขึ้นที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในตำบลหนานเหอ อำเภอถ่านชาง เมืองหลงหนาน มณฑลกานซู ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ทางการท้องถิ่นคาดว่ามีชาวบ้านถูกดินโคลนถล่มทับและฝังอยู่ใต้ดินรวม 33 ราย โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตขึ้นมาได้แล้ว 17 ราย และกำลังเร่งระดมกำลังค้นหาผู้สูญหายที่เหลืออย่างสุดความสามารถ

ศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของจีนยังแจ้งเตือนว่า พื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้และมณฑลทางตะวันออก เช่น เจียงซู และซานตง ต้องเตรียมรับมือกับปริมาณน้ำฝนที่สูงถึง 260 มิลลิเมตรในอีก 24 ชั่วโมงข้างหน้า ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดดินถล่มเพิ่มเติม ขณะที่พื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือและตอนใต้ก็ยังมีโอกาสเกิดพายุทอร์นาโด ซึ่งสภาพอากาศแปรปรวนรอบใหม่นี้จะกระทบต่อประชากรรวมกันกว่า 200 ล้านคนในพื้นที่เสี่ยง และอาจสร้างความเสียหายรุนแรงต่อพืชเศรษฐกิจที่รอการเก็บเกี่ยว เช่น ข้าวโพด ถั่วลิสง และพืชผัก

ยิ่งไปกว่านั้น จีนยังต้องสั่งเฝ้าระวัง “ซูเปอร์ไต้ฝุ่นบาหวี่”  ที่กำลังเคลื่อนตัวผ่านมหาสมุทรแปซิฟิกมุ่งหน้าสู่ไต้หวัน โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของสหรัฐฯ ระบุว่าพายุดังกล่าวพัดด้วยความเร็วลมสูงสุดถึง 290 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะเคลื่อนผ่านเกาะกวมและหมู่เกาะมาเรียนาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

นักวิทยาศาสตร์และนักอุตุนิยมวิทยาเตือนว่า ความรุนแรงและความถี่ของสภาพอากาศสุดขั้วเหล่านี้เป็นผลกระทบโดยตรงจาก “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”  ที่โลกกำลังร้อนขึ้นจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งภัยธรรมชาตินี้กำลังสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจแก่จีนคิดเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ในแต่ละปี ท่ามกลางความพยายามของจีนที่ตั้งเป้าหมายจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้บรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2060.

ที่มา AFP / REUTERS / Xinhua

ชาวทิเบตทั่วอินเดีย-เนปาล ร่วมฉลองวันประสูติองค์ทะไลลามะ ครบ 91 ปี

ชาวทิเบตทั่วอินเดีย-เนปาล ร่วมฉลองวันประสูติองค์ทะไลลามะ ครบ 91 ปี

7 ก.ค. 2569 11:20 น.

ชาวทิเบตทั่วอินเดีย-เนปาล ร่วมฉลองวันประสูติองค์ทะไลลามะ ครบ 91 ปี

ชาวทิเบตในอินเดียและเนปาลร่วมเฉลิมฉลองวันคล้ายวันประสูติครบ 91 ปีขององค์ทะไลลามะที่ 14 จัดพิธีสวดมนต์ การแสดงวัฒนธรรม และตัดเค้ก ขณะที่ผู้นำจิตวิญญาณชาวทิเบตยังคงใช้ชีวิตลี้ภัยในอินเดีย

วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 รายงานข่าวระบุว่า ชาวทิเบตในอินเดียและเนปาลร่วมจัดพิธีเฉลิมฉลองวันคล้ายวันประสูติครบ 91 ปี ของ องค์ทะไลลามะที่ 14 หรือ เทนซิน เกียตโซ ผู้นำจิตวิญญาณของชาวพุทธทิเบต ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยการสวดมนต์ การแสดงศิลปวัฒนธรรม และการประกอบพิธีทางศาสนา

องค์ทะไลลามะเสด็จเข้าร่วมพิธีเฉลิมฉลองที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในเมืองเลห์ (Leh) เมืองบนที่ราบสูงในดินแดนสหภาพลาดักห์ ทางตอนเหนือของอินเดีย โดยมีพระสงฆ์และชาวทิเบตจำนวนมากเข้าร่วมถวายพระพร ขณะเดียวกัน ที่เมืองธรรมศาลา รัฐหิมาจัลประเทศ ซึ่งเป็นที่ตั้งของรัฐบาลทิเบตพลัดถิ่นและเป็นสถานที่ประทับขององค์ทะไลลามะ ชาวทิเบตที่ลี้ภัยในอินเดียได้จัดการแสดงทางวัฒนธรรม เพื่อเฉลิมฉลองวันสำคัญ  ส่วนที่กรุงกาฐมาณฑุ (Kathmandu) ของเนปาล ชาวทิเบตพลัดถิ่นร่วมกันตัดเค้ก สวดมนต์ และแสดงระบำพื้นเมือง เพื่อถวายพระพรแด่องค์ทะไลลามะ

ทั้งนี้ องค์ทะไลลามะที่ 14 ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดของชาวทิเบตเมื่อปี 2480 ก่อนที่กองทัพจีนจะเข้าควบคุมทิเบตในช่วงทศวรรษ 2490 และปราบปรามการลุกฮือของชาวทิเบตในปี 2502 ส่งผลให้องค์ทะไลลามะต้องลี้ภัยออกจากทิเบต พร้อมผู้ติดตามหลายพันคน และมาตั้งรัฐบาลทิเบตพลัดถิ่นในอินเดีย แม้องค์ทะไลลามะจะอธิบายพระองค์เองว่าเป็นเพียง “พระภิกษุชาวพุทธธรรมดารูปหนึ่ง” แต่สำหรับชาวพุทธทิเบตหลายล้านคนทั่วโลก พระองค์ได้รับการเคารพศรัทธาในฐานะ อวตารของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือพระโพธิสัตว์แห่งความเมตตากรุณา ผู้เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวทิเบตมาจนถึงปัจจุบัน.

จีนตัดสินประหารชีวิต จนท.ระดับสูงหนานจิง คดีรับสินบน 1 หมื่นล้านบาท นาน 30 ปี

จีนตัดสินประหารชีวิต จนท.ระดับสูงหนานจิง คดีรับสินบน 1 หมื่นล้านบาท นาน 30 ปี

7 ก.ค. 2569 11:12 น.

จีนตัดสินประหารชีวิต จนท.ระดับสูงหนานจิง คดีรับสินบน 1 หมื่นล้านบาท นาน 30 ปี

ศาลจีนมีคำพิพากษาประหารชีวิตอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของนครหนานจิง หลังรับสินบนมูลค่ารวมกว่า 2.21 พันล้านหยวน หรือราว 1.08 หมื่นล้านบาท ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี พร้อมตัดสินความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ฟอกเงิน และใช้อำนาจโดยมิชอบ ถือเป็นหนึ่งในคดีทุจริตที่มีมูลค่าความเสียหายสูงที่สุดของจีนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ศาลประชาชนระดับกลางแห่งเมืองฉางโจว มณฑลเจียงซู ทางตะวันออกของประเทศจีน มีคำพิพากษาให้ประหารชีวิต “หยาง โหย่วหลิน” วัย 69 ปี อดีตเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงของเมืองหนานจิง ในข้อหารับเงินสินบน ยักยอกทรัพย์ พลอยได้จากการทุจริต มิชอบต่อหน้าที่ และฟอกเงิน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคดีคอร์รัปชันที่มีมูลค่าความเสียหายสูงที่สุดในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา

รายงานข่าวจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า นายหยาง ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่งในเมืองหนานจิงตั้งแต่ปี 1993 ถึง 2023 โดยเฉพาะด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ได้ใช้เก้าอี้ตำแหน่งหน้าที่ของตนเองเอื้อประโยชน์ให้แก่บุคคลอื่นในการจัดหาโครงการวิศวกรรม การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน และการจัดหาเงินทุนหมุนเวียน เพื่อแลกกับเงินสดและทรัพย์สินมีค่ารวมเป็นมูลค่ากว่า 2,210 ล้านหยวน (ราว 1.08 หมื่นล้านบาท)

ศาลเมืองฉางโจวระบุในแถลงการณ์ว่า พฤติกรรมของนายหยางมี “ลักษณะที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง” และ “ก่อให้เกิดความเสียหายอันใหญ่หลวงต่อผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน”

แม้ว่าในขั้นตอนการสอบสวน นายหยางจะให้ความร่วมมือกับทางการโดยการให้ข้อมูลและเบาะแสเกี่ยวกับผู้กระทำความผิดคนอื่นๆ รวมถึงการที่เจ้าตัวได้แถลงยอมรับความผิดและแสดงความสำนึกผิดในศาล แต่ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ความผิดที่เขาก่อขึ้นนั้นร้ายแรงเกินกว่าที่ข้ออ้างในการให้ความร่วมมือจะสมควรได้รับการลดหย่อนโทษ นอกจากนี้ ศาลยังสั่งยึดทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมดของเขา และเตรียมดำเนินการยึดคืนทรัพย์สินที่ได้มาจากการทุจริตทั้งหมดให้ตกเป็นของแผ่นดิน

คดีของนายหยางเป็นผลสืบเนื่องมาจากแคมเปญต่อต้านการคอร์รัปชันที่ยาวนานของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ซึ่งกวาดล้างทุจริตตั้งแต่ในกองทัพ ธนาคารระดับสูง ไปจนถึงข้าราชการท้องถิ่น แม้ว่านักวิจารณ์บางส่วนจะมองว่าแคมเปญนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการกำจัดคู่แข่ง แต่อัตราการลงโทษประหารชีวิตในคดีอาชญากรรมทางการเงิน ในจีนนั้นยังคงเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ยกเว้นในกรณีที่มีการทุจริตเงินจำนวนมหาศาลเกินกว่า 1,000 ล้านหยวน

ก่อนหน้านี้ มีอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ถูกลงโทษประหารชีวิตและถูกประหารชีวิตจริงไปแล้ว เช่น “ไหล เสี่ยวหมิน” อดีตประธานบริษัทการเงินของรัฐ ที่ถูกประหารชีวิตในปี 2021 จากคดีรับสินบน 1.8 พันล้านหยวน และล่าสุดใน ปี 2024 “หลี่ เจี้ยนผิง” อดีตเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ก็ถูกประหารชีวิตหลังพบความผิดฐานยักยอกทรัพย์และรับสินบนรวมกันกว่า 3,000 ล้านหยวน

ทั้งนี้ ในคดีคอร์รัปชันส่วนใหญ่ของจีน ศาลมักจะลงโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือให้รอการลงโทษประหารชีวิต ซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นจำคุกตลอดชีวิตในภายหลังหากประพฤติตัวดี แต่นายหยาง โหย่วหลิน ถือเป็นหนึ่งในข้าราชการรายล่าสุดที่ต้องโทษประหารชีวิตสถานเดียวโดยไม่มีสิทธิ์รอลงอาญา เนื่องจากขนาดและความร้ายแรงของคดีป้อนสินบนที่กัดกินระบบราชการจีนมานานร่วม 30 ปี.

ที่มา BBC / Associated Press

ซัมซุงกำไรพุ่ง 1,800% รับอานิสงส์ AI บูม แต่ตลาดยังกังวล หุ้นร่วงกว่า 7%

ซัมซุงกำไรพุ่ง 1,800% รับอานิสงส์ AI บูม แต่ตลาดยังกังวล หุ้นร่วงกว่า 7%

7 ก.ค. 2569 10:49 น.

ซัมซุงกำไรพุ่ง 1,800% รับอานิสงส์ AI บูม แต่ตลาดยังกังวล หุ้นร่วงกว่า 7%

ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของเกาหลีใต้และผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดของโลก เปิดเผยตัวเลขคาดการณ์ผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 2 (เมษายน-มิถุนายน) โดยระบุว่า กำไรจากการดำเนินงาน จะพุ่งสูงถึง 89.4 ล้านล้านวอน (ราว 1.95 ล้านล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้นถึง 1,810% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งมีกำไรเพียง 4.7 ล้านล้านวอน

ขณะเดียวกัน ซัมซุงคาดว่ารายได้รวมในไตรมาสนี้จะเติบโตขึ้น 129% แตะระดับ 171 ล้านล้านวอน โดยตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าที่นักวิเคราะห์จาก LSEG SmartEstimate คาดการณ์ไว้ และนักวิเคราะห์มองว่านี่คือการทำกำไรรายไตรมาสที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท แซงหน้ายักษ์ใหญ่ด้านชิป AI อย่าง อินวิเดีย (Nvidia) เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งหากรักษาระดับนี้ไว้ได้ ซัมซุงอาจก้าวขึ้นเป็นบริษัทผู้ผลิตชั้นนำอันดับหนึ่งของโลก

คิม แด-จง ศาสตราจารย์ด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยเซจง ระบุว่า ความต้องการชิปหน่วยความจำขั้นสูงสำหรับใช้ในศูนย์ข้อมูล ของระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ขยายตัวทั่วโลก เป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ทำให้ทั้ง ซัมซุง และ เอสเค ไฮนิกซ์ (SK hynix) ทำกำไรได้อย่างมหาศาล โดยในไตรมาสนี้ ราคาขายเฉลี่ยของชิป DRAM และ NAND พุ่งสูงขึ้นถึง 44% และ 53% ตามลำดับเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

ความต้องการที่ล้นหลามนี้ยังทำให้ชิปหน่วยความจำขาดแคลน ส่งผลให้ผู้ผลิตหันไปโฟกัสการผลิตชิป AI ที่สร้างกำไรได้มากกว่า และลดกำลังการผลิตชิปทั่วไปที่ใช้ในสมาร์ตโฟนและแล็ปท็อป ซึ่งอาจส่งผลให้อุปกรณ์ไอทีในชีวิตประจำวันมีราคาแพงขึ้นตามไปด้วย

อย่างไรก็ดี ผลกำไรที่ก้าวกระโดดนี้เกิดขึ้นแม้ว่าซัมซุงจะต้องกันสำรองเงินจำนวนมหาศาลเพื่อจ่ายโบนัสให้แก่พนักงานในแผนกเซมิคอนดักเตอร์ ตามข้อตกลงร่วมกันเมื่อเดือนพฤษภาคมเพื่อหลีกเลี่ยงการประท้วงหยุดงาน ซึ่งนักวิเคราะห์ชี้ว่า หากไม่มีการหักงบโบนัสก้อนนี้ กำไรจากการดำเนินงานของซัมซุงอาจทะลุ 100 ล้านล้านวอนไปแล้ว

แม้ผลประกอบการจะออกมาอย่างสวยหรู แต่ราคาหุ้นของซัมซุงในตลาดช่วงเช้าวันอังคารกลับร่วงลงรุนแรงถึง 7.9% เช่นเดียวกับหุ้นของคู่แข่งอย่าง เอสเค ไฮนิกซ์ ที่ดิ่งลง 7.3% ฉุดให้ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ร่วงลง 6%

อัลเบิร์ต ยอง ผู้บริหารจัดการพอร์ตลงทุนของ Petra Capital Management อธิบายว่า ตลาดได้รับรู้ข่าวดีเรื่องผลกำไรไปล่วงหน้าแล้ว และนักลงทุนบางส่วนคาดหวังไว้สูงว่ากำไรอาจแตะ 90 ล้านล้านวอน นอกจากนี้ ตลาดยังเกิดความกังวลอย่างหนักเกี่ยวกับ “ความยั่งยืนของกระแส AI บูม” และความเสี่ยงที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อาจชะลอการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI เนื่องจากข้อจำกัดด้านแรงงาน พลังงาน หรือภาระหนี้สินจากการกู้ยืมเงินมาลงทุนในโครงการที่ยังไม่เห็นผลตอบแทนที่แน่ชัด

ความสำเร็จของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์กำลังส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคมของเกาหลีใต้อย่างมีนัยสำคัญ โดยรัฐบาลเกาหลีใต้เตรียมนำรายได้จากภาษีที่เพิ่มขึ้นจากซัมซุงและเอสเค ไฮนิกซ์ ไปใช้เป็นทุนในโครงการพัฒนา AI และชิปขนาดใหญ่ รวมถึงช่วยเหลือคนรุ่นใหม่ในการจัดหาที่อยู่อาศัยและการสร้างสตาร์ตอัป

นอกจากนี้ กระแสความสำเร็จของชิปยังลามไปถึงชีวิตประจำวัน โดยภาพเสื้อแจ็กเก็ตของบริษัท เอสเค ไฮนิกซ์ กลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ในฐานะสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งและความสำเร็จ ขณะที่บริษัทจัดหาคู่ชื่อดังอย่าง Sunoo เปิดเผยว่า ปัจจุบันอาชีพวิศวกรหรือพนักงานในซัมซุงและเอสเค ไฮนิกซ์ มี “ดัชนีความน่าปรารถนาในตลาดแต่งงาน” พุ่งสูงขึ้นจนเทียบเท่ากับอาชีพแพทย์และทนายความแล้ว

ทั้งนี้ ซัมซุงมีกำหนดจะประกาศผลประกอบการอย่างเป็นทางการและแจกแจงรายละเอียดของแต่ละกลุ่มธุรกิจในวันที่ 30 กรกฎาคมนี้ โดยบริษัทเพิ่งประกาศแผนการลงทุนมูลค่า 2,100 ล้านล้านวอนในเกาหลีใต้จนถึงปี 2040 แต่ระบุว่าจะมีการปรับเปลี่ยนเม็ดเงินตามสภาวะตลาดในอนาคต.

ที่มา AFP / Reuters

LEGO เปิดตัวถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลกที่ต่อจากเลโกกว่า 1.36 ล้านชิ้น ความสูง 27 ฟุต กลางนิวยอร์ก

LEGO เปิดตัวถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลกที่ต่อจากเลโกกว่า 1.36 ล้านชิ้น ความสูง 27 ฟุต กลางนิวยอร์ก

7 ก.ค. 2569 09:58 น.

LEGO เปิดตัวถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลกที่ต่อจากเลโกกว่า 1.36 ล้านชิ้น ความสูง 27 ฟุต กลางนิวยอร์ก

LEGO สร้างความฮือฮาใจกลางนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ด้วยการเปิดตัวแบบจำลองถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลกขนาดยักษ์ ที่สร้างจากตัวต่อ LEGO กว่า 1.36 ล้านชิ้น มีประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมชมอย่างคึกคัก

แบบจำลองถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลกถูกนำมาตั้งแสดงที่ ร็อกกี้เฟลเลอร์ พลาซา ใจกลางย่านแมนฮัตตัน มีความสูงถึง 27 ฟุต หรือ ราว 8.2 เมตร โดยสร้างขึ้นจากตัวต่อ LEGO กว่า 1.36 ล้านชิ้น ที่ประกอบร่างที่สาธารณรัฐเช็ก ก่อนลำเลียงมายังนครนิวยอร์ก

LEGO เปิดเผยว่า การก่อสร้างถ้วยรางวัลยักษ์ชิ้นนี้ใช้แรงงานผู้สร้าง 56 คน และใช้เวลารวมกว่า 7,000 ชั่วโมง จึงแล้วเสร็จ โดยได้แรงบันดาลใจมาจากชุดตัวต่อ LEGO FIFA World Cup Trophy สำหรับสะสมที่วางจำหน่ายทั่วไป

ผู้ออกแบบชุดตัวต่อดังกล่าวคือ คริสตอฟ วิเอตติ (Christophe Vietti) นักออกแบบโมเดลของ LEGO ซึ่งเดินทางมาร่วมเปิดตัวผลงานด้วยตนเอง พร้อมกับ “คาฟู” อดีตกัปตันทีมชาติบราซิล ชุดแชมป์ฟุตบอลโลก แม้ว่าพิธีเปิดจะจัดขึ้นท่ามกลางสายฝนก็ตาม

วิเอตติ เปิดเผยว่า เขาได้นำผลงานนี้ให้ คาฟู ชมก่อนเปิดตัว ซึ่งอดีตนักเตะทีมชาติบราซิลบอกว่ามันดูเหมือนถ้วยแชมป์ของจริงทุกอย่าง ซึ่งถือเป็นคำชมที่ทำให้ทีมงานภาคภูมิใจอย่างมาก

ภายในงาน ยังเปิดโอกาสให้แฟน LEGO ผู้โชคดีได้ร่วมวางตัวต่อชิ้นสุดท้ายลงบนถ้วยแชมป์ขนาดยักษ์ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์ผลงานครั้งประวัติศาสตร์

ด้านคาฟูกล่าวว่า ทั้งฟุตบอลและ LEGO ต่างมีพลังในการเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ๆ ที่รวมตัวกันเล่นฟุตบอลตามท้องถนน หรือเล่นต่อ LEGO อยู่ที่บ้าน ล้วนเป็นกิจกรรมที่สร้างความสุขและนำผู้คนจากหลากหลายประเทศมาพบกัน

ทั้งนี้ ถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลกจาก LEGO ถือเป็นไฮไลต์สำคัญของ LEGO World Cup Fan Zone ซึ่งเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมระหว่างวันที่ 6-19 กรกฎาคม 2569.

ที่มา : AP

ขบวนศพ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ถึงเมืองกอม ชาวอิหร่านแห่อำลาผู้นำสูงสุด

ขบวนศพ "อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี" ถึงเมืองกอม ชาวอิหร่านแห่อำลาผู้นำสูงสุด

7 ก.ค. 2569 09:58 น.

ขบวนศพ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ถึงเมืองกอม ชาวอิหร่านแห่อำลาผู้นำสูงสุด

ขบวนแห่โลงศพ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” เดินทางถึงเมืองกอม ศูนย์กลางศาสนาชีอะห์ของอิหร่าน ประชาชนหลั่งไหลร่วมไว้อาลัย ขณะที่รัฐบาลใช้พิธีศพแสดงพลังท่ามกลางการเจรจายุติสงครามกับสหรัฐฯ 

วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ขบวนแห่โลงศพของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เดินทางถึงเมืองกอม ซึ่งเป็นศูนย์กลางการศึกษาศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ของประเทศ เมื่อช่วงค่ำ โดยมีประชาชนจำนวนมากหลั่งไหลไปรวมตัวบริเวณมัสยิดจัมคาราน เพื่อร่วมแสดงความอาลัยเป็นครั้งสุดท้าย

สถานีโทรทัศน์ของทางการอิหร่านรายงานว่า จะมีการประกอบพิธีไว้อาลัยอย่างเป็นทางการที่เมืองกอมในวันอังคาร

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน ประชาชนจำนวนมหาศาลซึ่งแต่งกายด้วยชุดสีดำ ได้ออกมาร่วมขบวนแห่ศพในกรุงเตหะราน เพื่อไว้อาลัยต่อการเสียชีวิตของคาเมเนอี โดยมีผู้ร่วมพิธีจำนวนมากตะโกนคำขวัญเรียกร้องให้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกาเสียชีวิต

โลงศพของคาเมเนอี ซึ่งคลุมด้วยธงชาติอิหร่าน พร้อมโลงศพของสมาชิกในครอบครัวที่เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ในช่วงเริ่มต้นของสงครามที่อิสราเอลและสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่าน ถูกอัญเชิญบนรถบรรทุกที่ตกแต่งให้มีลักษณะคล้ายซุ้มลูกกรงประดับรอบสุสานของอิหม่าม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์

รัฐบาลอิหร่านสนับสนุนให้ประชาชนออกมาร่วมพิธีศพครั้งใหญ่ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพและความแข็งแกร่งของประเทศ ท่ามกลางการเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อหาทางยุติสงครามอย่างถาวร

พิธีศพของคาเมเนอีมีขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงดำเนินต่อไป และถูกจับตาว่าอาจมีนัยสำคัญต่อทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ในระยะต่อไป.