พี่ชายเผยไทม์ไลน์ “ฮลุน” ถึงจอร์เจีย ไปโรงพยาบาล พบแพทย์รับยา

พี่ชายเผยไทม์ไลน์ "ฮลุน" ถึงจอร์เจีย ไปโรงพยาบาล พบแพทย์รับยา

20 ส.ค. 2569 18:05 น.

พี่ชายเผยไทม์ไลน์ “ฮลุน” ถึงจอร์เจีย ไปโรงพยาบาล พบแพทย์รับยา

พี่ชายโพสต์เฟซบุ๊ก เผยไทม์ไลน์ “ฮลุน โซโล่” ที่ได้รับแจ้งจากกระทรวงการต่างประเทศจอร์เจีย ถึงทบิลิซี ได้ไปโรงพยาบาล พบแพทย์รับยา แต่ยังไม่สามารถระบุรายละเอียดได้ ซึ่งคดีอยู่ระหว่างตรวจสอบ

เมื่อเวลา 16.34 น. วันที่ 20 สิงหาคม 2569 เฟซบุ๊ก Klose Mos ของพี่ชายนายบวรทัต เป็งสุข หรือ “ฮลุน โซโล่” หนุ่มยูทูบเบอร์สายท่องเที่ยวชื่อดัง ซึ่งพบว่าเสียชีวิตที่ประเทศจอร์เจีย ได้โพสต์ข้อความอัปเดตความคืบหน้ากรณีการเสียชีวิตของน้อง โดยระบุว่า ขออนุญาตแจ้งความคืบหน้าให้ทุกคนที่ติดตามเรื่องของน้องได้รับทราบนะครับ

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ทางสถานทูตได้รับแจ้งความคืบหน้าจาก กระทรวงการต่างประเทศจอร์เจีย ตามหนังสือที่ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2569 เกี่ยวกับสถานะการสืบสวนสอบสวนกรณีการเสียชีวิตของน้อง โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้ครับ

1. ความคืบหน้าของการสืบสวนสอบสวน ขณะนี้คดียังอยู่ระหว่างกระบวนการสืบสวนสอบสวน และยังไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับคดี รวมถึงผลชันสูตรอย่างเป็นทางการ โดยทางการจอร์เจียแจ้งว่าจำเป็นต้องใช้เวลาในการตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานต่าง ๆ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ครบถ้วนและสมบูรณ์ที่สุด

2. ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวันที่น้องเดินทางถึงจอร์เจีย ทางกระทรวงการต่างประเทศจอร์เจียได้แจ้งไทม์ไลน์เบื้องต้นของกรณี ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่ทางสถานทูตได้รับก่อนหน้านี้ โดยมีข้อมูลเพิ่มเติมว่า วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่น้องเดินทางมาถึงประเทศจอร์เจีย น้องได้เดินทางไปพบแพทย์ที่ LLC American Hospital Network ในกรุงทบิลิซี และทางโรงพยาบาลได้จ่ายยาให้น้อง อย่างไรก็ตาม ในข้อมูลที่ได้รับขณะนี้ ยังไม่ได้มีการระบุรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อหรือชนิดของยาที่ได้รับจากโรงพยาบาลครับ

3. การตรวจสอบสิ่งของส่วนตัวของน้อง เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบสิ่งของส่วนตัวของน้อง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ดูแลตนเอง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เอกสาร เสื้อผ้า และยาประจำตัว จากการตรวจสอบ ไม่พบสารพิษ ยาเสพติด หรือสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ในสิ่งของดังกล่าว อย่างไรก็ตาม สิ่งของส่วนตัวยังไม่สามารถส่งคืนให้กับครอบครัวได้ในขณะนี้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ยังมีความจำเป็นต้องเก็บไว้เพื่อใช้ประกอบการสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติม

ในส่วนของครอบครัว ทางครอบครัวขอยืนยันว่า การแจ้งข้อมูลครั้งนี้ ไม่ได้มีเจตนาที่จะกดดันการทำงานของหน่วยงานใด และไม่ได้ต้องการให้เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด พวกเราเข้าใจดีว่าการสืบสวนสอบสวนจำเป็นต้องใช้เวลา และเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องตรวจสอบหลักฐานและข้อมูลต่าง ๆ อย่างรอบคอบ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนที่สุด สิ่งเดียวที่ครอบครัวต้องการ คือ ขอให้กระบวนการทุกอย่างเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และให้ความเป็นธรรมกับน้องและครอบครัว เราไม่ได้ต้องการคำตอบที่รวดเร็วเพียงอย่างเดียว แต่เราอยากได้คำตอบที่ชัดเจนและอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง เพราะสำหรับครอบครัวแล้ว นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของคดีหนึ่งคดี แต่คือการค้นหาความจริงให้กับคนในครอบครัวที่จากไป

ทางครอบครัวขอขอบคุณ กระทรวงการต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตไทย และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ที่ช่วยประสานงานและติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด รวมถึงขอบคุณเจ้าหน้าที่ทางการจอร์เจียที่กำลังดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมาย

และที่สำคัญที่สุด ขอขอบคุณ FC ของน้องทุกคนจากหัวใจ ตั้งแต่วันที่เกิดเรื่องจนถึงวันนี้ หลายคนยังคงติดตามข่าวสาร ส่งข้อความมาให้กำลังใจ ถามไถ่ถึงครอบครัว และยังคงรอฟังความจริงไปพร้อมกับพวกเรา บางคนอาจไม่เคยรู้จักน้องเป็นการส่วนตัว แต่ก็ยังรักและเอ็นดูน้องเหมือนเป็นคนในครอบครัวคนหนึ่ง สิ่งเหล่านี้มีความหมายกับครอบครัวมากจริง ๆ ครับ ขอบคุณที่ไม่เร่งรัด ขอบคุณที่เข้าใจ และขอบคุณที่ยังอยู่ตรงนี้กับครอบครัวในวันที่พวกเรายังต้องเดินต่อเพื่อค้นหาคำตอบ

พวกเราจะติดตามเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง และเมื่อมีข้อมูลที่สามารถเปิดเผยได้ ทางครอบครัวจะนำมาแจ้งให้ทุกคนทราบอย่างตรงไปตรงมาครับ ขอให้ความจริงปรากฏ และขอให้น้องได้รับความเป็นธรรม

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ 10 ลูกลงทะเลตะวันออก หลังทรัมป์ประกาศเตรียมพบ “คิม จองอึน”

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ 10 ลูกลงทะเลตะวันออก หลังทรัมป์ประกาศเตรียมพบ "คิม จองอึน"

20 ส.ค. 2569 16:50 น.

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ 10 ลูกลงทะเลตะวันออก หลังทรัมป์ประกาศเตรียมพบ “คิม จองอึน”

กองทัพเกาหลีใต้เผย เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธนำวิถีแบบทิ้งตัวพิสัยใกล้ประมาณ 10 ลูก จากพื้นที่กรุงเปียงยาง มุ่งหน้าสู่ทะเลตะวันออก ขณะที่สหรัฐฯ และเกาหลีใต้กำลังซ้อมรบร่วมประจำปี ซึ่งปีนี้ลดขนาดและระยะเวลาลงตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังทรัมป์ประกาศว่าเตรียมพบคิม จองอึนอีกครั้งภายในปีนี้

กองทัพเกาหลีใต้เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธนำวิถีแบบทิ้งตัวพิสัยใกล้ประมาณ 10 ลูก จากพื้นที่กรุงเปียงยาง มุ่งหน้าไปทางทะเลตะวันออก หรือทะเลญี่ปุ่น คณะเสนาธิการร่วมเกาหลีใต้ หรือ JCS ระบุว่า ตรวจพบการยิงขีปนาวุธเมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นวันนี้ (20 ส.ค.) แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับระยะทางหรือจุดตกของขีปนาวุธ

กองทัพเกาหลีใต้ยกระดับการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือกับความเป็นไปได้ที่เกาหลีเหนืออาจยิงขีปนาวุธเพิ่มเติม พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลกับกองทัพสหรัฐฯ และญี่ปุ่น และยังคงรักษาความพร้อมรบในระดับสูง ด้านสำนักงานนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นระบุเช่นกันว่า ตรวจพบสิ่งที่คาดว่าเป็น ขีปนาวุธที่เกาหลีเหนือยิงออกมา และขีปนาวุธดังกล่าวได้ตกลงในทะเลแล้ว  

การยิงครั้งล่าสุดเกิดขึ้นประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธนำวิถีพิสัยใกล้อีกลูกไปทางตะวันออกเมื่อวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา

การยิงขีปนาวุธครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่กองทัพสหรัฐฯ และเกาหลีใต้กำลังจัดการซ้อมรบร่วมประจำปี “Ulchi Freedom Shield” ซึ่งในปีนี้ถูกลดขนาดและระยะเวลาลง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งให้ปรับลดการซ้อมรบ โดยการซ้อมรบมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 21 ส.ค. ซึ่งเร็วกว่ากำหนดเดิมประมาณหนึ่งสัปดาห์ โดยเกาหลีใต้ระบุว่าเป็นไปตามข้อเสนอจากฝ่ายสหรัฐฯ

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยืนยันว่า การลดขนาดการฝึกจะไม่ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายด้านการฝึกทางทหารของสหรัฐฯ การซ้อมรบดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมของกองทัพพันธมิตรสำหรับรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดการโจมตีจากเกาหลีเหนือ

อย่างไรก็ตาม เกาหลีเหนือมองการซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้มานานแล้วว่าเป็นการซ้อมเพื่อเตรียมรุกรานเกาหลีเหนือ และมักตอบโต้ด้วยการทดสอบขีปนาวุธหรืออาวุธประเภทต่าง ๆ ในช่วงที่มีการฝึก

คิม โย-จอง น้องสาวของคิม จองอึน กล่าวเมื่อวันพุธว่า การลดขนาดการซ้อมรบของสหรัฐฯ และเกาหลีใต้เป็นเรื่องที่ “ไม่คู่ควรกับการแสดงความคิดเห็น” และไม่ได้ทำให้เปียงยางสนใจที่จะเปลี่ยนจุดยืน

การยิงขีปนาวุธครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า เขามีแผนพบกับ คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนืออีกครั้งภายในปีนี้ ซึ่งเป็นความพยายามที่จะรื้อฟื้นความสัมพันธ์ที่ทั้งสองฝ่ายสร้างขึ้นระหว่างการพบกันในสมัยแรกที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ทรัมป์กล่าวที่ทำเนียบขาวว่า เขาเชื่อว่าการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคิมเป็นเรื่องสำคัญ พร้อมระบุว่า เกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ที่ทรงพลังมาก จำนวน 57 ลูก

ตัวเลขดังกล่าวแตกต่างจากการประเมินของเกาหลีใต้ ซึ่งรัฐมนตรีกลาโหมอัน กยู-แบ็ก ระบุว่า โดยทั่วไปเกาหลีใต้ประเมินว่าเกาหลีเหนือมีหัวรบนิวเคลียร์ประมาณ 80-120 ลูก แม้ไม่สามารถยืนยันตัวเลขที่แน่นอนได้

เกาหลีใต้ยังคงไม่ยอมรับเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการในฐานะรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์ และยืนยันนโยบายไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของตนเอง โดยอาศัยศักยภาพการยับยั้งทางนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ

ก่อนหน้านี้ คิม โย-จอง กล่าวว่า คิม จองอึน ยังคงมี “ความทรงจำและความรู้สึกที่ดี” ต่อทรัมป์ และความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างผู้นำทั้งสองยังคง “ยอดเยี่ยม” อย่างไรก็ตาม เธอกล่าวว่าไม่ทราบว่าทรัมป์และคิมมีการติดต่อกันในช่วงที่ผ่านมาแล้วหรือไม่

การแสดงท่าทีดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่ทรัมป์พยายามรื้อฟื้นการเจรจากับเกาหลีเหนือ หลังการทูตระหว่างสองฝ่ายหยุดชะงักจากความล้มเหลวในการเจรจาเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์และการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร โดยทรัมป์และคิมเคยพบกันในการประชุมสุดยอดถึง 3 ครั้งในช่วงปี 2018-2019 แต่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ

สหรัฐฯ มีทหารประจำการในเกาหลีใต้ประมาณ 28,500 นาย เพื่อสนับสนุนการป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นมรดกจากสงครามเกาหลีระหว่างปี 1950-1953 ที่ยุติลงด้วยข้อตกลงสงบศึก แต่ทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้ลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพอย่างเป็นทางการ

ประธานาธิบดี อี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ ซึ่งสนับสนุนการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศของเกาหลีใต้เอง เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อสนับสนุนความพยายามของทรัมป์ในการสร้างสันติภาพกับเกาหลีเหนือ

 ขณะที่อัน กยู-แบ็ก รัฐมนตรีกลาโหมเกาหลีใต้กล่าวว่า เกาหลีใต้ยังคงเชื่อว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ละทิ้งเป้าหมายการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ แม้ทรัมป์จะส่งสัญญาณว่าต้องการกลับมาเปิดการเจรจากับคิมอีกครั้ง.

ที่มา AFP / Yonhap

อิสราเอลยอมรับทหารยิงรถ “ฮินด์ ราจับ” ด.ญ.ปาเลสไตน์วัย 5 ขวบ เปิดสอบสวนอาญา

อิสราเอลยอมรับทหารยิงรถ “ฮินด์ ราจับ” ด.ญ.ปาเลสไตน์วัย 5 ขวบ เปิดสอบสวนอาญา

20 ส.ค. 2569 15:42 น.

อิสราเอลยอมรับทหารยิงรถ “ฮินด์ ราจับ” ด.ญ.ปาเลสไตน์วัย 5 ขวบ เปิดสอบสวนอาญา

กองทัพอิสราเอลยอมรับเป็นครั้งแรกว่า ทหารของตนได้เปิดฉากยิงใส่รถยนต์ของ “ฮินด์ ราจับ” (Hind Rajab) เด็กหญิงชาวปาเลสไตน์วัย 5 ขวบ และสมาชิกในครอบครัวของเธอในฉนวนกาซาเมื่อปี 2024 จนเป็นเหตุให้ทุกคนเสียชีวิต และได้เปิดการสอบสวนทางอาญาต่อเหตุการณ์ดังกล่าว หลังจากปฏิเสธมาตลอดว่าไม่มีกำลังพลอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม กลุ่มสิทธิมนุษยชนและครอบครัวผู้เสียชีวิตระบุว่า การสอบสวนภายในของอิสราเอลแทบไม่เคยนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำผิดจริง

กองทัพอิสราเอลยอมรับเมื่อวันพุธว่า ทหารของตนได้เปิดฉากยิงใส่รถยนต์ที่มี “ฮินด์ ราจับ” (Hind Rajab) เด็กหญิงชาวปาเลสไตน์วัย 5 ขวบ และสมาชิกครอบครัวอยู่ภายใน ในฉนวนกาซาเมื่อปี 2024 พร้อมประกาศเปิดการสอบสวนทางอาญา หลังจากก่อนหน้านี้กองทัพเคยปฏิเสธว่า ทหารอิสราเอลไม่ได้อยู่ในบริเวณดังกล่าว

ฮินด์เสียชีวิตหลังติดอยู่ภายในรถเป็นเวลาหลายชั่วโมง ท่ามกลางร่างของสมาชิกครอบครัวที่ถูกยิงเสียชีวิตไปแล้ว โดยเธอสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่การแพทย์ปาเลสไตน์ทางโทรศัพท์และร้องขอความช่วยเหลืออย่างสิ้นหวัง

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นหนึ่งในกรณีการเสียชีวิตของพลเรือนในสงครามกาซาที่ได้รับความสนใจจากนานาชาติมากที่สุด และทำให้ฮินด์กลายเป็นสัญลักษณ์ของความทุกข์ทรมานของเด็กชาวปาเลสไตน์จากสงคราม

เหตุเกิดเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2024 หลังครอบครัวของฮินด์ถูกบังคับให้ออกจากพื้นที่ในเมืองกาซา โดยพยายามเดินทางตามคำสั่งของกองทัพอิสราเอล แต่ระหว่างทางรถยนต์คันดังกล่าวถูกยิง สมาชิกครอบครัวของฮินด์เสียชีวิตหลายคน ขณะที่เธอยังคงติดอยู่ภายในรถและเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว

ก่อนหน้านี้ ฮินด์สามารถพูดคุยทางโทรศัพท์กับเจ้าหน้าที่ของสมาคมเสี้ยววงเดือนแดงปาเลสไตน์ (PRCS) เพื่อขอความช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่จึงส่งรถพยาบาลเข้าไปช่วยเหลือ แต่หลังจากรถพยาบาลเดินทางถึงพื้นที่ ก็ขาดการติดต่อทั้งกับฮินด์และเจ้าหน้าที่กู้ภัย และในอีก 12 วันต่อมา เจ้าหน้าที่พบร่างของฮินด์ สมาชิกครอบครัวของเธอ และเจ้าหน้าที่รถพยาบาล 2 คนในพื้นที่ดังกล่าว

กองทัพอิสราเอลระบุว่า การสอบสวนภายในที่ดำเนินมานานหลายเดือนพบว่า ทหารได้ยิงใส่รถยนต์ของฮินด์ในขณะที่รถกำลังเข้าใกล้ตำแหน่งของทหาร นี่ถือเป็นครั้งแรกที่กองทัพอิสราเอลยอมรับว่า ทหารของตนเปิดฉากยิงใส่รถคันดังกล่าว กองทัพยังระบุว่า ต่อมามีการยิงกระสุนใส่รถพยาบาลของสมาคมเสี้ยววงเดือนแดงปาเลสไตน์ ซึ่งถูกส่งเข้าไปช่วยเหลือเด็กหญิง

กองทัพอิสราเอลกล่าวว่า หลังพิจารณาผลการตรวจสอบและพบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความล้มเหลวในการประสานงานการเคลื่อนย้ายรถพยาบาล จึงมีคำสั่งให้เปิดการสอบสวนทางอาญาเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม กองทัพไม่ได้ระบุว่าการสอบสวนจะนำไปสู่การตั้งข้อหาทหารคนใดโดยเฉพาะหรือไม่

การตัดสินใจเปิดสอบสวนได้รับการจับตามองอย่างมาก เนื่องจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่า การสอบสวนความผิดทางอาญาของทหารอิสราเอลที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของชาวปาเลสไตน์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีเพียงส่วนน้อยมากที่นำไปสู่การตั้งข้อหาและการลงโทษ

แดน โอเวน นักวิจัยจากองค์กรสิทธิมนุษยชนอิสราเอล Yesh Din กล่าวว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีเพียงสัดส่วน “เพียงเล็กน้อยมาก” ของการสอบสวนที่นำไปสู่การตั้งข้อหา พร้อมเตือนว่าแรงกดดันทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นยิ่งทำให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของอิสราเอลลังเลที่จะดำเนินคดีกับผู้ที่ต้องรับผิด แม้จะมีหลักฐานชัดเจนก็ตาม

ด้านผู้เป็นยายของเด็กหญิง กล่าวว่า ครอบครัวไม่ไว้วางใจกระบวนการยุติธรรมของอิสราเอล และต้องการให้มีการสอบสวนโดยกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ “เราหวังว่าความยุติธรรมจะมาจากทั้งโลก เราขอเรียกร้องต่อกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศทั้งหมด”

ครอบครัวยังเรียกร้องให้มีการสอบสวนระหว่างประเทศ ไม่เพียงเฉพาะกรณีของฮินด์ แต่รวมถึงการเสียชีวิตของเด็กหลายพันคนในฉนวนกาซาตลอดช่วงสงคราม

เสียงบันทึกการสนทนาทางโทรศัพท์ของฮินด์ ขณะร้องขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือเธอ ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกและสร้างกระแสประณามอย่างรุนแรง การสืบสวนของสื่อก่อนหน้านี้พบข้อมูลที่ชี้ว่า รถถังอิสราเอลอาจอยู่ห่างจากรถของฮินด์เพียงประมาณ 13-23 เมตร ในช่วงเกิดเหตุ ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าทหารสามารถมองเห็นพลเรือนที่อยู่ภายในรถได้หรือไม่

เรื่องราวของฮินด์ยังถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง “The Voice of Hind Rajab” โดยภาพยนตร์เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวได้รับรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์เวนิส และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมในปี 2026

กองทัพอิสราเอลยังประกาศเปิดการสอบสวนทางอาญาอีกคดีหนึ่งเกี่ยวกับการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่กู้ภัยและเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือ 15 คน ในเดือนมีนาคม 2025 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ได้รับความสนใจจากนานาชาติอย่างกว้างขวางเช่นกัน

การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังคณะตรวจสอบของกองทัพพิจารณาเหตุการณ์การปฏิบัติหน้าที่ของทหารประมาณ 150 กรณีระหว่างสงครามกาซา อย่างไรก็ตาม กองทัพอิสราเอลระบุว่า จะไม่เปิดการสอบสวนทางอาญาในเหตุโจมตีอีก 3 กรณี ซึ่งรวมถึงการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือจากองค์กร World Central Kitchen (WCK) และแพทย์ไร้พรมแดน

WCK ออกแถลงการณ์คัดค้านการตัดสินใจดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นการตัดสินใจที่ไม่สอดคล้องกับความจริงทั้งหมดและเป็นเรื่องน่ารังเกียจอย่างยิ่ง พร้อมย้ำว่าเจ้าหน้าที่ขององค์กรในกาซาเป็นบุคคลไม่มีอาวุธ และกองทัพอิสราเอลได้รับข้อมูลพิกัดของทีมงานอย่างชัดเจน

ในเดือนเมษายน 2024 เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือนานาชาติ 7 คนและคนขับรถชาวปาเลสไตน์ 1 คนของ WCK เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล 3 ครั้ง แม้พวกเขาจะเดินทางด้วยรถที่มีเครื่องหมายชัดเจนและได้แจ้งพิกัดให้กองทัพอิสราเอลทราบแล้ว

กองทัพอิสราเอลระบุว่า ปฏิบัติการทางทหารของตนมุ่งเป้าไปที่กลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธ แต่การโจมตีที่ทำให้พลเรือนเสียชีวิตจำนวนมากยังคงเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ

สงครามในกาซาที่เริ่มขึ้นหลังการโจมตีอิสราเอลโดยกลุ่มฮามาสในปี 2023 ทำให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วมากกว่า 73,000 คน ตามข้อมูลจากฝ่ายสาธารณสุขในกาซา โดยผู้เสียชีวิตรวมถึงเด็ก เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือ และผู้สื่อข่าวจำนวนมาก

แม้มีการประกาศหยุดยิงในกาซาเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา แต่ยังคงเกิดการโจมตีเป็นระยะ โดยอิสราเอลให้เหตุผลว่ามีเป้าหมายเพื่อป้องกันการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นจากกลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธอื่น ๆ

นับตั้งแต่การหยุดยิง มีชาวปาเลสไตน์มากกว่า 1,200 คน และทหารอิสราเอล 4 นายเสียชีวิต ตามข้อมูลของหน่วยงานสาธารณสุขในกาซาและกองทัพอิสราเอล

การที่กองทัพอิสราเอลยอมรับเป็นครั้งแรกว่าทหารยิงรถของฮินด์ ราจับ และเปิดการสอบสวนทางอาญา ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญจากท่าทีเดิมที่ปฏิเสธว่าทหารอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ แต่สำหรับครอบครัวของฮินด์และกลุ่มสิทธิมนุษยชน คำถามสำคัญยังคงอยู่ที่ว่า การสอบสวนครั้งนี้จะนำไปสู่การตั้งข้อหาและความรับผิดทางอาญาต่อผู้เกี่ยวข้องได้จริงหรือไม่.

ที่มา Reuters / Al Jazeera

เกาหลีใต้ประเมิน เกาหลีเหนือมีหัวรบนิวเคลียร์ 80-120 ลูก สูงกว่าตัวเลขที่ทรัมป์ระบุ

เกาหลีใต้ประเมิน เกาหลีเหนือมีหัวรบนิวเคลียร์ 80-120 ลูก สูงกว่าตัวเลขที่ทรัมป์ระบุ

20 ส.ค. 2569 14:56 น.

เกาหลีใต้ประเมิน เกาหลีเหนือมีหัวรบนิวเคลียร์ 80-120 ลูก สูงกว่าตัวเลขที่ทรัมป์ระบุ

รมว.กลาโหมเกาหลีใต้เปิดเผยต่อสภาฯ คาดการณ์เกาหลีเหนือถือครองหัวรบนิวเคลียร์ ระหว่าง 80 ถึง 120 ลูก ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุไว้อย่างชัดเจน ยืนยันเกาหลีใต้ไม่ยอมรับสถานะ “รัฐอาวุธนิวเคลียร์” ของเกาหลีเหนือ และไม่คิดพัฒนานิวเคลียร์เอง

อัน กยู-แบ็ก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ เปิดเผยต่อรัฐสภาว่า เกาหลีใต้ประเมินว่า เกาหลีเหนืออาจมีหัวรบนิวเคลียร์ประมาณ 80-120 ลูก แต่ไม่สามารถเปิดเผยหรือยืนยันตัวเลขที่แน่นอนได้ เนื่องจากเป็นข้อมูลด้านความมั่นคงที่มีความอ่อนไหวสูง

คำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่า เกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ที่ทรงพลังมากจำนวน 57 ลูก ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ทรัมป์เปิดเผยตัวเลขที่เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับคลังอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือต่อสาธารณะ

นายอันกล่าวต่อสมาชิกสภานิติบัญญัติว่า โดยทั่วไปเกาหลีใต้ประเมินว่าเกาหลีเหนือมีหัวรบนิวเคลียร์ประมาณ 80-120 ลูก แต่ย้ำว่าเป็นเรื่องยากอย่างยิ่งที่จะระบุจำนวนที่แน่นอน ต่อมารัฐมนตรีกลาโหมเกาหลีใต้ชี้แจงว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินจากองค์กรวิจัยเอกชนหลายแห่ง และ กองทัพเกาหลีใต้ไม่สามารถยืนยันตัวเลขดังกล่าวอย่างเป็นทางการได้ เมื่อถูกถามถึงตัวเลข 57 ลูกที่ทรัมป์กล่าว นายอันระบุเพียงว่า ตัวเลขประมาณการของเกาหลีใต้และสหรัฐฯ “ดูเหมือนจะแตกต่างกันอยู่บ้าง”

การเปิดเผยตัวเลขดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อย เนื่องจากข้อมูลเกี่ยวกับขนาดคลังอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือเป็นข้อมูลลับระดับสูง และการเปิดเผยตัวเลขอย่างเป็นทางการอาจถูกตีความว่าเป็นการยอมรับเกาหลีเหนือในฐานะ รัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์

เกาหลีใต้และสหรัฐฯ ยังคงยึดจุดยืนว่า เกาหลีเหนือไม่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าเป็นรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์ โดยโซลยังคงสนับสนุนเป้าหมายการปลดอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี

เมื่อสมาชิกฝ่ายค้านถามว่า รัฐบาลเกาหลีใต้ยอมรับหรือไม่ว่าเกาหลีเหนือมีคลังอาวุธนิวเคลียร์ นายอันตอบว่า “เราไม่สามารถยอมรับเรื่องนั้นอย่างเป็นทางการได้”

รัฐมนตรีกลาโหมเกาหลีใต้ยังปฏิเสธที่จะประเมินว่าคำกล่าวของทรัมป์เกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์ 57 ลูก หมายถึงสหรัฐฯ กำลังยอมรับสถานะของเกาหลีเหนือในฐานะรัฐนิวเคลียร์หรือไม่ โดยระบุว่าไม่เหมาะสมที่รัฐมนตรีกลาโหมเกาหลีใต้จะออกความเห็นประเมินถ้อยแถลงของประธานาธิบดีสหรัฐฯ

อัน กยู-แบ็ก ย้ำว่า เกาหลีใต้ไม่มีแผนพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของตนเอง และจะยังคงพึ่งพา “ร่มนิวเคลียร์” ของสหรัฐฯ ภายใต้กรอบการยับยั้งทางนิวเคลียร์ระหว่างสองประเทศ เขาระบุว่า เกาหลีใต้ไม่สามารถพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เอง และไม่ควรยอมรับการนำอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธีของสหรัฐฯ มาประจำการในเกาหลีใต้

จุดยืนดังกล่าวสะท้อนนโยบายระยะยาวของรัฐบาลเกาหลีใต้ที่เลือกพึ่งพาความสามารถในการยับยั้งของสหรัฐฯ แทนการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของตนเอง ขณะที่ภัยคุกคามจากโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือยังคงเป็นประเด็นด้านความมั่นคงสำคัญของภูมิภาค

การเปิดเผยตัวเลขคลังอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีใต้เกิดขึ้นในช่วงที่ทรัมป์กำลังพยายามรื้อฟื้นการเจรจากับนายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ หลังการเจรจาทางการทูตหยุดชะงักไปหลายปี

ทรัมป์กล่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันพุธว่า เขาคาดว่าจะพบคิมอีกครั้งภายในปีนี้ ซึ่งอาจเป็นการเปิดทางให้การทูตระหว่างสองฝ่ายกลับมาเดินหน้าอีกครั้ง หลังการประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์ในปี 2018 และ 2019 ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรและโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ยังสั่งลดขนาดการซ้อมรบร่วมระหว่างกองทัพสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ โดยกล่าวว่าการซ้อมรบดังกล่าวเป็นการกระทำที่เกาหลีเหนือมองว่าเป็นปฏิปักษ์ อย่างไรก็ตาม เกาหลีเหนือไม่ได้แสดงท่าทีประนีประนอมอย่างชัดเจนต่อการลดการซ้อมรบดังกล่าว

คิม โย-จอง น้องสาวและหนึ่งในเจ้าหน้าที่ระดับสูงของคิม จองอึน กล่าวว่า แม้จะลดระยะเวลาการซ้อมรบ แต่การฝึกยังคงเป็นการกระทำที่ยั่วยุและก้าวร้าว พร้อมปฏิเสธว่าเกาหลีเหนือจะมองการลดการซ้อมรบเป็นสัญญาณไมตรีที่มีความหมาย คิม โย-จอง ยังกล่าวว่า เธอไม่ทราบว่าทรัมป์และคิม จองอึน มีการติดต่อกันเมื่อไม่นานมานี้หรือไม่ แม้จะระบุว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างผู้นำทั้งสองยังคงอยู่ในระดับ “ยอดเยี่ยม”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดจึงสะท้อนความย้อนแย้งของสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลี คือ สหรัฐฯ พยายามเปิดช่องทางการทูตกับเกาหลีเหนือ ขณะที่โครงการนิวเคลียร์ของเปียงยางยังคงขยายตัว และตัวเลขประมาณการคลังหัวรบนิวเคลียร์ก็ยังมีความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างแต่ละหน่วยงานและองค์กรวิจัย.

ที่มา Yonhap / Reuters

ศาลจีนสั่งจำคุกตลอดชีวิต “สวี่ เจียอิน” ผู้ก่อตั้ง “เอเวอร์แกรนด์” คดีฉ้อโกง

ศาลจีนสั่งจำคุกตลอดชีวิต "สวี่ เจียอิน" ผู้ก่อตั้ง "เอเวอร์แกรนด์" คดีฉ้อโกง

20 ส.ค. 2569 13:36 น.

ศาลจีนสั่งจำคุกตลอดชีวิต “สวี่ เจียอิน” ผู้ก่อตั้ง “เอเวอร์แกรนด์” คดีฉ้อโกง

ศาลจีนพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต นายสวี่ เจียอิน หรือ “ฮุย คา ยัน” ผู้ก่อตั้งอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ “เอเวอร์แกรนด์” (Evergrande) พร้อมสั่งยึดทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมด และสั่งปรับบริษัทในเครือเป็นจำนวนเงินรวมกว่า 8,820 ล้านหยวน หรือกว่า 43,000 ล้านบาท ปิดฉากวิกฤตคดีฉ้อโกงทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน

ศาลประชาชนชั้นกลางเมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง  มีคำพิพากษาวันนี้ (20 ส.ค.) ให้ นายสวี่ เจียอิ้น ผู้ก่อตั้งและอดีตประธานบริษัท เอเวอร์แกรนด์ กรุ๊ป จำคุกตลอดชีวิต จากความผิดหลายข้อหา รวมถึงการฉ้อโกงทางการเงินครั้งใหญ่ พร้อมเพิกถอนสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต และยึดทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมด

ศาลยังสั่งปรับเอเวอร์แกรนด์ กรุ๊ป และบริษัทเอเวอร์แกรนด์ เรียลเอสเตท กรุ๊ป ซึ่งเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเครือ รวมกว่า 8,820 ล้านหยวน หรือกว่า 43,000 ล้านบาท

ศาลประชาชนชั้นกลางเมืองเซินเจิ้นระบุว่า ระหว่างปี 2016-2021 นายสวี่ เจียอิ้น และเอเวอร์แกรนด์ กรุ๊ป กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายด้วยการฉ้อโกงทางการเงินในวงกว้างและต่อเนื่อง รวมถึงการใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อทำให้มูลค่าสินทรัพย์ของบริษัทสูงเกินจริง และปกปิดภาระหนี้สิน

ศาลยังระบุว่า นายสวี่และผู้เกี่ยวข้องใช้อำนาจและการติดสินบนเพื่อเข้าควบคุมสถาบันการเงินบางแห่ง แม้ศาลไม่ได้เปิดเผยชื่อสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้อง

นายสวี่ หรือที่รู้จักในชื่อ ฮุย คา ยัน ในภาษาจีนกวางตุ้ง ให้การรับสารภาพต่อข้อกล่าวหาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยนอกจากข้อหาฉ้อโกงแล้ว ยังรวมถึงการยักยอกทรัพย์และการติดสินบน

ขณะเดียวกัน ผู้บริหารระดับสูงของเอเวอร์แกรนด์อีก 5 คนก็ถูกศาลพิพากษาจำคุกในวันเดียวกัน โดยมีโทษตั้งแต่ 6-18 ปี จากความผิดที่รวมถึงการฉ้อโกง

สวี่ เจียอิ้น เติบโตมาจากครอบครัวในชนบทของจีน และได้รับการเลี้ยงดูโดยคุณย่า ก่อนเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อตั้งเอเวอร์แกรนด์ ในปี 1996

ภายใต้การบริหารของสวี่ บริษัทขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วด้วยการกู้ยืมเงินจำนวนมหาศาลเพื่อใช้ลงทุนในโครงการต่าง ๆ จนเอเวอร์แกรนด์กลายเป็นหนึ่งในบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่สุดของจีน และเคยมีมูลค่าตลาดมากกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความสำเร็จดังกล่าวทำให้สวี่ เจียอิ้น เคยได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในเอเชีย

อย่างไรก็ตาม โมเดลธุรกิจที่พึ่งพาหนี้จำนวนมหาศาลเริ่มเผชิญปัญหา หลังรัฐบาลจีนออกมาตรการในปี 2020 เพื่อควบคุมการก่อหนี้และการเก็งกำไรในภาคอสังหาริมทรัพย์ เอเวอร์แกรนด์ซึ่งไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายเหมือนเดิม ต้องเร่งขายโครงการและอสังหาริมทรัพย์ในราคาลดกระหน่ำเพื่อหาเงินมาชำระหนี้ ก่อนจะผิดนัดชำระหนี้ในปี 2021

ศาลพิจารณาคดีเมื่อเดือนเมษายนพบว่าเอเวอร์แกรนด์รับเงินจำนวนหลายล้านดอลลาร์จากผู้ซื้อบ้านผ่านระบบการขายโครงการล่วงหน้า แต่เงินจำนวนดังกล่าวไม่ได้ถูกนำไปใช้ก่อสร้างโครงการตามวัตถุประสงค์ โดยเงินบางส่วนถูกนำไปใช้กับโครงการอสังหาริมทรัพย์แห่งใหม่ ส่งผลให้เกิดโครงการบ้านที่ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จหลายร้อยแห่ง และสร้างความเสียหายแก่ผู้ซื้อบ้านและเจ้าหนี้จำนวนมาก

การล่มสลายของเอเวอร์แกรนด์จึงไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อบริษัทและผู้ถือหุ้น แต่ยังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบอสังหาริมทรัพย์จีน ธนาคารในประเทศ นักลงทุน และความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจจีนโดยรวม

ก่อนหน้านี้ ในเดือนมีนาคม 2024 หน่วยงานกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์จีนได้ปรับสวี เจียอิ้น เป็นเงินประมาณ 6.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และห้ามเขาเข้าสู่ตลาดทุนจีนตลอดชีวิต หลังพบว่าเอเวอร์แกรนด์ รายงานรายได้เกินจริงถึงประมาณ 78,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

วิกฤตของเอเวอร์แกรนด์ส่งผลให้มูลค่าหุ้นของบริษัทลดลงถึง 99% จากระดับสูงสุด ก่อนที่หุ้นของบริษัทจะถูกถอดออกจากตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงในเดือนสิงหาคม 2025 หลังซื้อขายในตลาดมานานกว่า 15 ปี การล่มสลายของเอเวอร์แกรนด์กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของวิกฤตอสังหาริมทรัพย์จีน ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจของประเทศมาจนถึงปัจจุบัน

ภาคอสังหาริมทรัพย์เคยเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจจีน แต่หลังจากราคาบ้านและยอดขายชะลอตัว บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำนวนมากประสบปัญหาหนี้สิน โครงการก่อสร้างล่าช้าหรือหยุดชะงัก และผู้บริโภคสูญเสียความเชื่อมั่น

คำพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตของสวี่ เจียอิ้น จึงถือเป็นบทสรุปครั้งสำคัญของวิกฤตเอเวอร์แกรนด์และเป็นสัญญาณชัดเจนจากรัฐบาลจีนว่า ผู้บริหารบริษัทที่ใช้การฉ้อโกงและการบิดเบือนข้อมูลเพื่อขยายธุรกิจด้วยหนี้มหาศาล จะต้องรับผิดทางอาญา แม้จะเคยเป็นหนึ่งในบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในภาคอสังหาริมทรัพย์ของประเทศก็ตาม.

ที่มา BBC / AFP

รถไฟด่วนชน 4 คนงานเสียชีวิต ขณะถอนวัชพืช ที่สถานีชิน-คานุมะ ใกล้โตเกียว

รถไฟด่วนชน 4 คนงานเสียชีวิต ขณะถอนวัชพืช ที่สถานีชิน-คานุมะ ใกล้โตเกียว

20 ส.ค. 2569 12:53 น.

รถไฟด่วนชน 4 คนงานเสียชีวิต ขณะถอนวัชพืช ที่สถานีชิน-คานุมะ ใกล้โตเกียว

เกิดอุบัติเหตุรถไฟชนคนงาน 4 คน ที่กำลังทำการถอนวัชพืชบนราง ที่สถานีชิน-คานุมะ ในจังหวัดโทจิงิ ทางตอนเหนือของกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อช่วงสายวันนี้ (20 ส.ค.) ส่งผลให้คนงานทั้งหมดเสียชีวิต ท่ามกลางความสนใจ เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีมาตรฐานความปลอดภัยทางรถไฟอยู่ในระดับสูง และอุบัติเหตุรถไฟที่มีผู้เสียชีวิตเกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก

เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 10.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น บริเวณสถานีชิน-คานุมะ บนเส้นทางรถไฟสายโทบุ นิกโก โดยตำรวจและผู้ให้บริการรถไฟระบุว่า คนงานชาย 4 คนกำลังทำงานกำจัดวัชพืชอยู่บนราง ขณะที่รถไฟด่วน “สเปเซีย เอ็กซ์” มุ่งหน้าเข้าสู่สถานี

เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินเมื่อเวลา 10.47 น. หลังมีการโทรแจ้งว่าคนงานถูกขบวนรถไฟชน โดยรายงานระบุว่า รถไฟกำลังลดความเร็วเพื่อเตรียมจอดที่สถานีในขณะเกิดเหตุ

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงระบุว่า ในจำนวนคนงาน 4 คน มี 3 คนติดอยู่ใต้ขบวนรถไฟ ส่วนอีก 1 คนอยู่บริเวณชานชาลา เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งเข้าช่วยเหลือและนำผู้ประสบเหตุส่งโรงพยาบาล แต่ทั้งหมดไม่รู้สึกตัว และต่อมาได้รับการยืนยันว่า เสียชีวิตทั้ง 4 คน

รายงานข่าวท้องถิ่นระบุว่า คนงานทั้ง 4 คนเป็นชายอายุประมาณ 50-60 ปี และขณะเกิดเหตุมีคนงานอย่างน้อย 7 คนปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนว่าเหตุใดคนงานทั้ง 4 คนจึงอยู่บนรางในขณะที่รถไฟกำลังเข้าสู่สถานี

ด้านตำรวจและบริษัทผู้ให้บริการรถไฟกำลังตรวจสอบรายละเอียดของอุบัติเหตุ รวมถึงขั้นตอนด้านความปลอดภัยในการทำงานบนราง และสัญญาณหรือมาตรการแจ้งเตือนที่ใช้ก่อนรถไฟเข้าสู่พื้นที่ปฏิบัติงาน

สำหรับขบวนรถที่เกิดเหตุเป็นรถด่วน สเปเซีย เอ็กซ์ 2 ซึ่งกำลังเดินทางขึ้นไปยังกรุงโตเกียว โดยมุ่งหน้าไปยังสถานีอาซากุสะ ขณะเกิดเหตุไม่มีรายงานว่าผู้โดยสารหรือพนักงานประจำขบวนรถได้รับบาดเจ็บ

อุบัติเหตุส่งผลให้การเดินรถไฟสายโทบุ นิกโก ต้องหยุดให้บริการชั่วคราวทั้งขาขึ้นและขาล่องในช่วงระหว่าง สถานีชิน-โทจิงิ และสถานีชิโม-อิมาอิจิ เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและกู้ภัย โดยคาดว่าจะกลับมาให้บริการได้ในช่วงบ่าย

เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความสนใจอย่างมาก เนื่องจากระบบรถไฟของญี่ปุ่นได้รับการยอมรับว่ามีมาตรฐานความปลอดภัยสูง ด้วยการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ การฝึกอบรมบุคลากร และการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะรถไฟความเร็วสูง ชินคันเซ็น ของญี่ปุ่น ซึ่งมีสถิติด้านความปลอดภัยโดดเด่น และไม่เคยมีผู้โดยสารเสียชีวิตจากเหตุรถไฟชินคันเซ็นตกรางหรือชนกันตลอดประวัติการให้บริการของระบบดังกล่าว

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นยังคงสอบสวนสาเหตุของอุบัติเหตุ รวมถึงมาตรการป้องกันอันตรายสำหรับคนงานที่ต้องปฏิบัติงานบนรางรถไฟ เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุสลดครั้งนี้ขึ้นในพื้นที่สถานีที่รถไฟกำลังเข้าสู่ชานชาลา.

ที่มา news.yahoo.co.jp / TBS /AFP

“ทรัมป์” อวดโฉม “ลานจอดเฮลิคอปเตอร์” ใหม่แกะกล่องกลางทำเนียบขาว เดินหน้าโปรเจกต์ก่อสร้างใหม่

"ทรัมป์" อวดโฉม "ลานจอดเฮลิคอปเตอร์" ใหม่แกะกล่องกลางทำเนียบขาว เดินหน้าโปรเจกต์ก่อสร้างใหม่

20 ส.ค. 2569 12:05 น.

“ทรัมป์” อวดโฉม “ลานจอดเฮลิคอปเตอร์” ใหม่แกะกล่องกลางทำเนียบขาว เดินหน้าโปรเจกต์ก่อสร้างใหม่

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พาสื่อชมลานจอดเฮลิคอปเตอร์แห่งใหม่บริเวณสนามหญ้าด้านใต้ของทำเนียบขาว พร้อมเปิดเผยรายละเอียดโครงการปรับปรุงพื้นที่โดยรอบ ขณะที่การก่อสร้างห้องบอลรูมขนาดใหญ่ยังเดินหน้าอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางเสียงวิจารณ์เรื่องการรื้อพื้นที่ประวัติศาสตร์และข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้งบประมาณของรัฐ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เปิดตัว ลานจอดเฮลิคอปเตอร์แห่งใหม่ของทำเนียบขาว เมื่อวันพุธ พร้อมพาสื่อมวลชนเดินชมพื้นที่ก่อสร้างบริเวณสนามหญ้าด้านใต้ของทำเนียบขาว ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายโครงการก่อสร้างและปรับปรุงครั้งใหญ่ที่รัฐบาลทรัมป์กำลังเร่งดำเนินการ เพื่อทิ้งผลงานและสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ทรัมป์ ซึ่งมีประสบการณ์ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างพาชมพื้นที่ว่า “สิ่งหนึ่งที่ผมรู้วิธีทำก็คือการก่อสร้าง” พร้อมแสดงความสนใจในรายละเอียดของงาน ตั้งแต่การวางเสาหลัก การตัดแผ่นหินแกรนิต ไปจนถึงการปรับพื้นผิวและกำจัดหลุมบ่อ

ทรัมป์กล่าวว่า ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ปูด้วยหินแกรนิต เนื่องจากเฮลิคอปเตอร์ Marine One รุ่นใหม่ที่จะเข้าประจำการ อาจสร้างความเสียหายหรือทำให้สนามหญ้าบริเวณสนามด้านใต้เสียหายจากความร้อนและแรงลมจากใบพัด เขากล่าวว่า การมีลานจอดที่ปูด้วยหินจะช่วยป้องกันไม่ให้สนามหญ้าได้รับความเสียหาย พร้อมระบุว่าโครงการจะแล้วเสร็จทันกำหนดการเยือนสหรัฐฯ ของ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ในวันที่ 24 กันยายน

ทรัมป์ยังยืนยันว่า ก่อนหน้านี้เขาเป็นผู้สั่งให้รื้อและทำส่วนหนึ่งของลานจอดเฮลิคอปเตอร์ใหม่ หลังพบว่าพื้นที่เดิมมีความลาดเอียงมากเกินไป แม้การลาดเอียงจะช่วยระบายน้ำฝนก็ตาม เขากล่าวว่า ต้องการให้ลานจอดใหม่มีลักษณะ “ราบเรียบสนิท” และยอมรับกับกลุ่มคนงานว่า การรื้อและปรับปรุงงานเดิมทำให้โครงการต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นประมาณหนึ่งสัปดาห์ครึ่ง

บริเวณลานจอดจะมีตราประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขนาดใหญ่ฝังอยู่บนพื้น โดยทรัมป์ได้ลงลายมือชื่อไว้ด้านหลังแผ่นหินที่แกะสลักเป็นรูปหัวนกอินทรี ก่อนที่แผ่นหินดังกล่าวจะถูกนำไปติดตั้งเป็นส่วนหนึ่งของตราประธานาธิบดี

นอกจากลานจอดเฮลิคอปเตอร์แล้ว ทรัมป์ยังเปิดเผยว่า ทางทำเนียบขาวได้ปรับปรุงถนนทางเข้าด้านหนึ่งที่เดิมเป็นพื้นยางมะตอย โดยเปลี่ยนเป็นหินแกรนิตสีขาวที่นำมาจากรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเขาระบุว่าเป็นหินชนิดพิเศษและเหมาะสมกับทำเนียบขาวมากกว่า ทรัมป์ยังพาสื่อชมการปรับปรุงส่วนต่าง ๆ ของตัวอาคารทำเนียบขาว รวมถึงการลอกสีและทาสีบริเวณด้านหน้าใหม่ พร้อมชี้ให้เห็นพื้นหินและสนามหญ้าที่ได้รับการปรับปรุง

การก่อสร้างลานจอดเฮลิคอปเตอร์ส่งผลให้พื้นที่ส่วนใหญ่ของสนามหญ้าประวัติศาสตร์บริเวณสนามหญ้าด้านใต้ถูกขุดและปรับพื้นที่ ซึ่งสนามแห่งนี้เคยเป็นสถานที่สำหรับเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ หลายครั้ง

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญคือการที่อดีตประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน เดินทางออกจากทำเนียบขาวหลังประกาศลาออกจากตำแหน่งในปี 1974 และพื้นที่ดังกล่าวยังเกี่ยวข้องกับพิธีการสำคัญด้านการทูต รวมถึงการลงนามข้อตกลงออสโลในปี 1993

การเดินหน้าก่อสร้างอย่างต่อเนื่องของทรัมป์ในสมัยที่สอง ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะโครงการก่อสร้าง ห้องบอลรูมขนาดประมาณ 90,000 ตารางฟุต ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรื้อพื้นที่บริเวณปีกตะวันออกของทำเนียบขาว

แม้ห้องบอลรูมจะไม่ได้อยู่ในเส้นทางการเดินชมครั้งนี้ แต่ทรัมป์กล่าวถึงโครงการดังกล่าวหลายครั้ง โดยระบุว่าโครงการจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านความมั่นคงใต้ดิน รวมถึงบังเกอร์ลับและพื้นที่สำหรับโดรนบนหลังคา ทรัมป์ถึงกับเรียกโครงการนี้ว่า “ศูนย์บัญชาการทางทหารผสมห้องบอลรูมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก”

อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวเผชิญกระบวนการทางกฎหมาย โดยรัฐบาลทรัมป์ได้ยื่นเรื่องต่อศาลสูงสุดสหรัฐฯ ขอให้อนุญาตให้สามารถเดินหน้าก่อสร้างต่อได้ โดยให้เหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ทรัมป์กล่าวว่า เขาไม่คิดว่าศาลสูงสุดจะมีคำตัดสินที่ขัดขวางโครงการ และบอกว่าแทบไม่สามารถจินตนาการถึงสถานการณ์ดังกล่าวได้

เอกสารที่รัฐบาลยื่นต่อศาลระบุว่า การก่อสร้างห้องบอลรูมดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดยมีคนงานประมาณ 250 คนทำงานวันละ 20 ชั่วโมง ตลอด 7 วันต่อสัปดาห์ และโครงการก่อสร้างทั้งหมดมีความคืบหน้าประมาณ 65%

ทรัมป์ยืนยันมาโดยตลอดว่า ห้องบอลรูมจะได้รับเงินสนับสนุนจากภาคเอกชน แต่รายงานข่าวก่อนหน้านี้ระบุว่า มีการใช้งบประมาณจากผู้เสียภาษีจำนวนมากกับโครงการดังกล่าว ซึ่งอาจมีมูลค่าสูงถึง 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การก่อสร้างลานจอดเฮลิคอปเตอร์และห้องบอลรูมเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานขนาดใหญ่ของทรัมป์ในการปรับปรุงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ก่อนสิ้นสุดวาระที่สองในเดือนมกราคม 2029 โครงการอื่น ๆ ยังรวมถึงการปรับปรุง สระสะท้อนน้ำหน้าอนุสรณ์สถานลินคอล์น และสวนสาธารณะหลายแห่ง ตลอดจนแผนก่อสร้างซุ้มประตูชัยขนาดใหญ่

ประธานาธิบดียังมองถึงการใช้พื้นที่ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่เพื่อรองรับการเยือนของผู้นำต่างประเทศ โดยจินตนาการว่าแขกสามารถลงจากรถบนถนนสายใหม่ เดินผ่านทางเดินไปยังลานจอดเฮลิคอปเตอร์ จัดงานเลี้ยงรับรองกลางแจ้ง ก่อนเข้าสู่ห้องบอลรูม

การพาสื่อเดินชมพื้นที่ก่อสร้างแบบไม่เป็นทางการครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่สองในปีนี้ และสะท้อนให้เห็นว่า งานก่อสร้างและการปรับปรุงสถานที่สำคัญในกรุงวอชิงตันกลายเป็นส่วนสำคัญของภาพลักษณ์และแนวคิดเรื่องมรดกทางการเมืองที่ทรัมป์ต้องการทิ้งไว้ในช่วงดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง ขณะที่โครงการเหล่านี้ยังคงเผชิญทั้งคำถามด้านกฎหมาย งบประมาณ และการอนุรักษ์พื้นที่ประวัติศาสตร์ของทำเนียบขาว.

ที่มา CNN / AFP

เวียดนามเสนอยกเลิก “โทษประหารชีวิต” 6 ฐานความผิด รวมค้ายาเสพติด-ข่มขืนเด็ก

เวียดนามเสนอยกเลิก "โทษประหารชีวิต"  6 ฐานความผิด รวมค้ายาเสพติด-ข่มขืนเด็ก

20 ส.ค. 2569 11:29 น.

เวียดนามเสนอยกเลิก “โทษประหารชีวิต” 6 ฐานความผิด รวมค้ายาเสพติด-ข่มขืนเด็ก

รัฐบาลเวียดนามเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ลดจำนวนความผิดที่มีโทษประหารชีวิตจาก 10 เหลือเพียง 4 ความผิด โดยยกเลิกโทษประหารใน 6 ความผิด รวมถึงค้ายาเสพติดและข่มขืนผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปี ขณะที่รัฐสภาจะพิจารณาร่างกฎหมายในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า และคาดว่าจะลงมติในเดือนตุลาคม หากผ่านความเห็นชอบ กฎหมายฉบับใหม่จะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 มีนาคม 2027

รัฐบาลเวียดนามเสนอปรับลดขอบเขตการใช้โทษประหารชีวิตลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเสนอให้ยกเลิกโทษประหารสำหรับความผิด 6 ประเภท และคงโทษประหารไว้สำหรับความผิดเพียง 4 ประเภท ภายใต้ร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาที่นำเสนอต่อที่ประชุมสมัชชาแห่งชาติ หรือรัฐสภาเวียดนาม เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม

พลตำรวจเอกเลือง ตาม กวาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะเวียดนาม กล่าวว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อแยกแยะระดับความรับผิดทางอาญาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และทำให้ประเภทความผิดกับบทลงโทษสอดคล้องกับลักษณะและความร้ายแรงของการกระทำผิด

ภายใต้ร่างกฎหมายใหม่ เวียดนามจะ ยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับ 6 ความผิด ได้แก่ การกบฏ การข่มขืนบุคคลอายุต่ำกว่า 16 ปี การลักลอบค้ายาเสพติด อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ อาชญากรรมสงคราม และการก่อการร้ายที่มีเป้าหมายต่อต้านรัฐบาลประชาชน ส่วนโทษประหารชีวิตจะยังคงไว้สำหรับ 4 ความผิด ได้แก่ การทรยศต่อชาติ การฆาตกรรม การก่อการร้าย และการผลิตยาเสพติดผิดกฎหมาย

กระทรวงความมั่นคงสาธารณะระบุว่า การลดขอบเขตการใช้โทษประหารเป็นการทำให้แนวนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามมีผลในทางกฎหมาย สอดคล้องกับแนวโน้มการพัฒนากฎหมายในระดับสากล และช่วยยกระดับสถานะของเวียดนามในความร่วมมือด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญา การส่งผู้ร้ายข้ามแดน และความช่วยเหลือทางกฎหมายระหว่างประเทศ

ข้อเสนอล่าสุดเกิดขึ้นหลังเวียดนามแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาและมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 โดยครั้งนั้นได้ยกเลิกโทษประหารสำหรับความผิด 8 ประเภท รวมถึง การยักยอกทรัพย์ และความผิดเกี่ยวกับการล้มล้างรัฐบาล

การแก้ไขครั้งก่อนมีความสำคัญต่อคดีของนางเจือง หมี ลาน นักธุรกิจหญิงด้านอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งถูกตัดสินประหารชีวิตจากคดีฉ้อโกงมูลค่าประมาณ 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนที่โทษจะได้รับการเปลี่ยนแปลงตามหลักเกณฑ์ใหม่

คณะกรรมาธิการกฎหมายและกิจการยุติธรรมของสมัชชาแห่งชาติเวียดนามสนับสนุนหลักการลดขอบเขตการใช้โทษประหารชีวิต แต่สมาชิกบางส่วนเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการยกเลิกโทษประหารสำหรับ การค้ายาเสพติด การข่มขืนผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปี อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และอาชญากรรมสงคราม

ฟาน จี้ เหียว ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า การตัดสินใจดังกล่าวต้องพิจารณาจากความร้ายแรงของความผิด ประสิทธิภาพของมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ตลอดจนผลกระทบต่อการยับยั้งอาชญากรรม เพื่อไม่ให้การลดโทษทำให้ประสิทธิภาพในการป้องปรามผู้กระทำผิดลดลง

ที่ผ่านมา จำนวนความผิดที่มีโทษประหารในเวียดนามลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 44 ความผิด ภายใต้ประมวลกฎหมายอาญาปี 1985 เหลือ 29 ความผิดในปี 1999, 22 ความผิดในปี 2009, 18 ความผิดในประมวลกฎหมายปี 2015 และเหลือ 10 ความผิดภายใต้กฎหมายฉบับปัจจุบันซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2025

หากร่างฉบับใหม่ผ่านความเห็นชอบ จำนวนความผิดที่มีโทษประหารจะลดลงเหลือเพียง 4 ความผิด ถือเป็นการลดขอบเขตการใช้โทษประหารครั้งสำคัญของเวียดนาม

นอกจากเรื่องโทษประหารแล้ว ร่างประมวลกฎหมายอาญาฉบับใหม่ยังเสนอให้เพิ่ม ความผิดทางอาญาใหม่ 9 ประเภท โดยครอบคลุมประเด็นด้านการบริหารเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางไซเบอร์ เทคโนโลยีขั้นสูง สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยสาธารณะ และการแพร่ขยายอาวุธทำลายล้างสูง

ร่างกฎหมายยังเสนอเพิ่มรูปแบบการกระทำผิดใหม่เข้าไปในความผิดที่มีอยู่เดิม โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โทรคมนาคม กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้า รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญา เพื่ออุดช่องโหว่ของกฎหมายและป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดหลุดพ้นจากการดำเนินคดี

ขณะเดียวกัน รัฐบาลเสนอให้ขยายการใช้มาตรการ ปรับปรุงแก้ไขโดยไม่ควบคุมตัว สำหรับความผิด 10 ประเภท และเสนอให้เพิ่มเกณฑ์ค่าปรับ รวมถึงเกณฑ์มูลค่าความเสียหายที่ใช้กำหนดประเภทความผิดและระดับโทษโดยประมาณ 2 เท่า

ร่างกฎหมายยังเปิดทางให้เลื่อนการดำเนินคดีหรือยกเว้นความรับผิดทางอาญาในบางกรณีที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายทางเศรษฐกิจ ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการดำเนินโครงการเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม หรือเพื่อเป้าหมายด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคง โดยต้องไม่มีการทุจริต และการกระทำนั้นต้องก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือสังคมแก่ท้องถิ่นหรือประเทศ

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการฯ เรียกร้องให้กำหนดขอบเขตการใช้ข้อยกเว้นดังกล่าวให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ถูกนำไปใช้โดยพลการหรือกลายเป็นช่องทางสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำผิดทางเศรษฐกิจ

ร่างประมวลกฎหมายอาญาฉบับใหม่ยังเพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับ อาชญากรรมที่เป็นองค์กร และความผิดฐานจัดตั้งหรือเข้าร่วมกลุ่มอาชญากรรม รวมถึงปรับปรุง แยก และรวมความผิดหลายประเภท เพื่อให้สามารถกำหนดระดับความรับผิดทางอาญาได้ละเอียดและเหมาะสมมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ขยายกรณีที่สามารถยกเว้นความรับผิดทางอาญาในการวิจัย การทดลอง และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ รวมถึงการทดสอบแบบมีการควบคุมสำหรับเทคโนโลยี กระบวนการ ผลิตภัณฑ์ บริการ และรูปแบบธุรกิจใหม่ในภาคเทคโนโลยีและนวัตกรรม

มีข้อเสนอในลักษณะเดียวกันสำหรับภารกิจด้านกลาโหมและความมั่นคง รวมถึงการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมโดยกองทัพ ขณะที่บางกรณีจะเปิดโอกาสให้เลื่อนการดำเนินคดี เพื่อให้ผู้กระทำผิดมีเวลาชดใช้หรือแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้น ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด

เมื่อเปรียบเทียบกับประมวลกฎหมายอาญาฉบับปัจจุบัน ร่างใหม่ประกอบด้วย 3 ภาค 25 บท และ 415 มาตรา โดยยกเลิก 8 มาตรา เพิ่มใหม่ 14 มาตรา แก้ไข 301 มาตรา และคงไว้ 100 มาตรา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะกล่าวว่า เนื่องจากร่างกฎหมายมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน รัฐบาลจึงเสนอให้รัฐสภาออกมติสำหรับกำกับการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญาฉบับแก้ไข เพื่อให้การตีความและการบังคับใช้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

สมัชชาแห่งชาติเวียดนามจะพิจารณาร่างกฎหมายในช่วงสัปดาห์ต่อ ๆ ไป ก่อนเสนอเข้าสู่การลงมติในสมัยประชุมช่วงปลายปี ซึ่งจะเริ่มในเดือนตุลาคม 2026 หากได้รับความเห็นชอบ คาดว่าประมวลกฎหมายอาญาฉบับแก้ไขจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2027

ปัจจุบัน ข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนผู้ต้องโทษประหารชีวิตในเวียดนามถือเป็น ความลับของรัฐ จึงไม่มีข้อมูลอย่างเป็นทางการว่ามีผู้ต้องขังรอการประหารชีวิตอยู่กี่คน โดยหลังจากเวียดนามยกเลิกการประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าในปี 2011 วิธีประหารชีวิตที่ใช้ตามกฎหมายในปัจจุบันคือ การฉีดยาพิษ.

ที่มา VOV Voice of Vietnam / Tuoi Tre Newspaper

ผู้เชี่ยวชาญชี้ “เจ้าชายวิลเลียม” ยังไม่หายเคือง “เจ้าชายแฮร์รี่” ส่อเกิดดราม่าครั้งใหญ่ในปีหน้า

ผู้เชี่ยวชาญชี้ "เจ้าชายวิลเลียม" ยังไม่หายเคือง "เจ้าชายแฮร์รี่" ส่อเกิดดราม่าครั้งใหญ่ในปีหน้า

20 ส.ค. 2569 10:59 น.

ผู้เชี่ยวชาญชี้ “เจ้าชายวิลเลียม” ยังไม่หายเคือง “เจ้าชายแฮร์รี่” ส่อเกิดดราม่าครั้งใหญ่ในปีหน้า

ผู้เชี่ยวชาญเผย เจ้าชายวิลเลียมยังทรงรู้สึก “ถูกหักหลัง” จากการเปิดเผยเรื่องภายในราชวงศ์ของเจ้าชายแฮร์รี มองความสัมพันธ์ของสองพี่น้องยังตึงเครียด และอาจมีดราม่าครั้งใหญ่ในปีหน้า

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์ข่าวเดอะ มิเรอร์ แท็บลอยด์ชื่อดังของอังกฤษ รายงานว่า เจ้าชายวิลเลียม มกุฎราชกุมาร ยังคงทรงมีความรู้สึกโกรธเคืองต่อเจ้าชายแฮร์รี พระอนุชาของพระองค์ หลังจากเจ้าชายแฮร์รีเปิดเผยเรื่องราวภายในครอบครัวราชวงศ์อังกฤษผ่านหนังสือบันทึกความทรงจำ “Spare” ซึ่งสร้างความสั่นสะเทือนอย่างมากเมื่อออกเผยแพร่

โดยนางเจนนี บอนด์ อดีตผู้สื่อข่าวราชวงศ์ และผู้เชี่ยวชาญด้านราชวงศ์อังกฤษ กล่าวว่า เจ้าชายวิลเลียมทรงรู้สึกว่าพระองค์ถูกเจ้าชายแฮร์รีหักหลัง และการคาดหวังให้สมาชิกครอบครัวให้อภัยและลืมเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น อาจเป็นเรื่องยาก ในขณะที่มีรายงานว่า เจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน พระชายา กับครอบครัว กำลังวางแผนที่จะย้ายถิ่นฐานจากสหรัฐอเมริกา กลับมาพำนักในสหราชอาณาจักรในช่วงปลายเดือนนี้

บอนด์ระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสองพี่น้องมีปัญหาสะสมมานานหลายปี โดยมีรายงานว่าทั้งสองพระองค์ไม่ได้พูดคุยกันมาตั้งแต่พระราชพิธีพระบรมศพของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 พระอัยยิกา ในเดือนกันยายน 2565 และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าทั้งคู่จะกลับมาคืนดีกันในเร็วๆ นี้ ซึ่งแม้ความโกรธของเจ้าชายแฮร์รีในช่วงวัยหนุ่มจะลดลงไปมากแล้ว แต่ความไม่พอใจที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ในพระทัยของเจ้าชายวิลเลียม ซึ่งทรงมีพระอุปนิสัยค่อนข้างเด็ดเดี่ยว อาจเป็นเรื่องที่ยากกว่าจะคลี่คลาย

ความสัมพันธ์ของสองพี่น้องอาจกลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอีกครั้งในปี 2570 ซึ่งจะมีการจัดงานรำลึกหลายงานเนื่องในวาระครบรอบ 30 ปีการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอานา พระมารดาของทั้งสองพระองค์ โดยยังไม่มีความชัดเจนว่าเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าชายแฮร์รีจะเสด็จฯ ร่วมงานและปรากฏพระองค์เคียงข้างกันเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระมารดาหรือไม่.

ที่มา Mirror

หนี้สาธารณะสหรัฐฯ ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ หลังพุ่งเท่าตัวในยุคทรัมป์-ไบเดน

หนี้สาธารณะสหรัฐฯ ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ หลังพุ่งเท่าตัวในยุคทรัมป์-ไบเดน

20 ส.ค. 2569 10:58 น.

หนี้สาธารณะสหรัฐฯ ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ หลังพุ่งเท่าตัวในยุคทรัมป์-ไบเดน

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลล่าสุดว่า ยอดหนี้สาธารณะคงค้างของสหรัฐฯ ได้ทะลุผ่านระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,314 ล้านล้านบาท เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งถือเป็นหมุดหมายอันตรายที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า กำลังผลักดันให้ประเทศก้าวเข้าสู่วิกฤตการคลัง จากภาระค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคมและดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด สวนทางกับรายได้ที่ลดลงจากการลดภาษี

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ยอดหนี้สาธารณะของประเทศทะลุระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นครั้งแรก โดยข้อมูล ณ วันที่ 18 ส.ค. ระบุว่า หนี้คงค้างทั้งหมดอยู่ที่ 40.047 ล้านล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นพันธบัตรและหลักทรัพย์รัฐบาลที่ถือโดยภาคเอกชนและสาธารณะราว 32.266 ล้านล้านดอลลาร์ และหนี้ที่หน่วยงานรัฐบาลถือครองระหว่างกันอีก 7.782 ล้านล้านดอลลาร์

ตัวเลขดังกล่าวเกิดขึ้นไม่ถึง 5 เดือน หลังหนี้สหรัฐฯ เพิ่งแตะระดับ 39 ล้านล้านดอลลาร์ และเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าในเวลาไม่ถึง 20 ปี จากระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ที่สหรัฐฯ ใช้เวลาถึงปี 1981 จึงจะก้าวข้ามได้เป็นครั้งแรก

มายา แมคกินเนส ประธานคณะกรรมการเพื่อความรับผิดชอบด้านงบประมาณของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ซึ่งเป็นองค์กรไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด กล่าวว่า หนี้ 40 ล้านล้านดอลลาร์ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในบัญชีของรัฐบาล แต่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและท้ายที่สุดตกไปอยู่ในภาระของประชาชน

เธอเตือนว่า ยิ่งรัฐบาลกู้ยืมมากขึ้น ก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ เบียดบังงบประมาณสำหรับภารกิจอื่น ๆ และทำให้ประเทศเปราะบางมากขึ้นเมื่อเกิดวิกฤตภายในประเทศหรือความไม่แน่นอนในต่างประเทศ

ข้อมูลกระทรวงการคลังยังชี้ว่า หนี้สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่ในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2026 รัฐบาลขาดดุลงบประมาณแล้วประมาณ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ และคาดว่าการขาดดุลทั้งปีจะยังเพิ่มขึ้นอีก ก่อนสิ้นสุดปีงบประมาณในวันที่ 30 กันยายน

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์น่ากังวลมากขึ้น คือภาระดอกเบี้ยหนี้รัฐบาลที่พุ่งสูงขึ้น หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นหลังการระบาดของโควิด-19

คาดว่าปีงบประมาณนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องจ่ายดอกเบี้ยหนี้มากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ในปีงบประมาณ 2025 ค่าใช้จ่ายในการชำระดอกเบี้ยหนี้แซงหน้างบประมาณด้านกลาโหมของสหรัฐฯ เป็นครั้งแรก ขณะที่ในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2026 ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยแซงหน้ารายจ่ายด้านโครงการประกันสุขภาพ (Medicare) สำหรับผู้สูงอายุ และกลายเป็นรายการใช้จ่ายขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของรัฐบาล รองจากระบบประกันสังคม 

มาร์ก โกลด์ไวน์ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายอาวุโสของคณะกรรมการเพื่อความรับผิดชอบด้านงบประมาณของรัฐบาลกลาง กล่าวว่า สหรัฐฯ กำลังใช้เงินเพื่อชำระหนี้ในอดีตมากกว่าการลงทุนเพื่ออนาคต และกำลังเข้าสู่วงจรที่หนี้ก่อให้เกิดหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

หนี้สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยในสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ วาระแรก หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นประมาณ 7.8 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งเกิดขึ้นในช่วง 9 เดือนสุดท้ายของการดำรงตำแหน่ง ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อรับมือกับการระบาดของโควิด-19

หลังทรัมป์กลับเข้ารับตำแหน่งสมัยที่สองในเดือนมกราคม 2025 หนี้สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 3.8 ล้านล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ตลอดสองวาระของทรัมป์ หนี้เพิ่มขึ้นรวมประมาณ 11.6 ล้านล้านดอลลาร์

ส่วนในสมัยประธานาธิบดี โจ ไบเดน หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นประมาณ 8.4 ล้านล้านดอลลาร์ นอกจากรายจ่ายเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจจากโควิด-19 แล้ว ยังรวมถึงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เงินอุดหนุนพลังงานสะอาด และโครงการอื่น ๆ ที่เป็นนโยบายสำคัญของพรรคเดโมแครต

คณะกรรมการเพื่อความรับผิดชอบด้านงบประมาณของรัฐบาลกลางประเมินว่า นโยบายของทั้งทรัมป์และไบเดนมีส่วนทำให้แนวโน้มหนี้รัฐบาลกลางเพิ่มขึ้นมากกว่าระดับที่ควรจะเป็น หากรัฐบาลยังคงดำเนินตามกฎหมายด้านการใช้จ่ายเดิมที่มีอยู่ก่อนทั้งสองเข้ารับตำแหน่ง

สำหรับกฎหมายสำคัญของทรัมป์ในสมัยที่สอง หรือ One Big Beautiful Bill Act สำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐฯ หรือ CBO ประเมินว่า จะเพิ่มภาระหนี้ของรัฐบาลอีกประมาณ 4.7 ล้านล้านดอลลาร์

แม้ทรัมป์ประกาศให้การลดต้นทุนเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของรัฐบาล และมีการลดจำนวนบุคลากรในหน่วยงานรัฐบาล แต่การลดค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่โครงการประเภท “ดุลพินิจ” ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เล็กที่สุดของงบประมาณรัฐบาล

สหรัฐฯ ใช้จ่ายเงินประมาณ 7 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี โดยราว 60% เป็นรายจ่ายภาคบังคับ เช่น ระบบประกันสังคม, โครงการประกันสุขภาพ, Medicaid และการดูแลทหารผ่านศึก ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามค่าครองชีพและจำนวนผู้รับสิทธิ

อีกปัจจัยสำคัญคือการเข้าสู่สังคมสูงวัยของสหรัฐฯ โดยมีชาวอเมริกันกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ เกษียณอายุประมาณ 10,000 คนต่อวัน และประชาชนมีอายุยืนยาวขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับระบบประกันสังคมและโครงการประกันสุขภาพ

ขณะเดียวกัน รายได้จากภาษีเงินได้และภาษีเงินเดือนกลับไม่เพียงพอที่จะรองรับค่าใช้จ่ายของรัฐบาล ทำให้กองทุนที่ใช้สนับสนุนระบบประกันสังคมและโครงการประกันสุขภาพ เผชิญแรงกดดันทางการเงินมากขึ้น

รัฐบาลสหรัฐฯ ยังรายงานว่า เดือนกรกฎาคมเพียงเดือนเดียว ขาดดุลงบประมาณถึง 432,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการขาดดุลรายเดือนสูงสุดเป็นอันดับ 4 ในประวัติศาสตร์ โดยรายได้จากภาษีศุลกากรได้รับผลกระทบจากการคืนเงินภาษี ขณะที่รายจ่ายด้านประกันสังคมและโครงการประกันสุขภาพ ยังคงเพิ่มขึ้น

ภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลต่อตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดยนักลงทุนต่างประเทศซึ่งถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เกือบหนึ่งในสามของทั้งหมด เริ่มมีความต้องการลดลงในช่วงปีที่ผ่านมา

เมื่อไม่นานมานี้ การประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี มูลค่า 25,000 ล้านดอลลาร์ ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2021 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวเมื่อวันอังคารพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี เนื่องจากนักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงจากการถือครองหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ยังแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ขณะที่พันธบัตรอายุ 10 ปีซื้อขายใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ทรัมป์เริ่มดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง

เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มขึ้น ต้นทุนการกู้ยืมทั่วทั้งเศรษฐกิจก็มักเพิ่มขึ้นตาม ทั้งอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ และสินเชื่อธุรกิจ ซึ่งอาจกดดันการใช้จ่ายของผู้บริโภคและทำให้ภาคธุรกิจชะลอการลงทุน

ท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าว สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ประกาศว่ากระทรวงการคลังจะเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10-30 ปีเป็นอย่างน้อย 4,000 ล้านดอลลาร์ต่อการดำเนินการ จากเดิม เพื่อพยายามลดแรงกดดันต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว

ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงเรียกร้องให้ลดอัตราดอกเบี้ย โดยเมื่อถูกถามที่ทำเนียบขาวว่าชาวอเมริกันควรกังวลเกี่ยวกับความผันผวนในตลาดพันธบัตรหรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า เขาไม่คิดว่าประชาชนควรกังวล พร้อมระบุว่า สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่ง และเมื่อประเทศแข็งแกร่ง อัตราดอกเบี้ยก็ควรลดลง

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านงบประมาณเตือนว่า หากแนวโน้มปัจจุบันยังดำเนินต่อไป หนี้สหรัฐฯ อาจแตะระดับ 50 ล้านล้านดอลลาร์ภายในประมาณ 6 ปี จากระดับ 20 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อไม่ถึง 10 ปีก่อน

ขณะที่มูดี้ส์ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือรายใหญ่ ได้ลดอันดับเครดิตของสหรัฐฯ ในปี 2025 ทำให้สหรัฐฯ สูญเสียอันดับความน่าเชื่อถือระดับสูงสุดเป็นครั้งสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ แม้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงได้รับการจัดอันดับสูงกว่าหนี้ของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อื่น ๆ เช่น ฝรั่งเศสและญี่ปุ่น

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ปัญหาหนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะสหรัฐฯ แต่ประเทศเศรษฐกิจหลักอื่น ๆ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และญี่ปุ่น ต่างเผชิญแรงกดดันจากรายจ่ายภาครัฐและการขาดดุลงบประมาณเช่นกัน ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของหลายประเทศอยู่ในระดับสูงสุดในรอบหลายปี

จุดเปลี่ยนสำคัญของสถานการณ์ครั้งนี้คือ หนี้สหรัฐฯ ไม่เพียงเพิ่มขึ้นถึงระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์เท่านั้น แต่ยังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤตรุนแรง ทำให้ความกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนทางการคลังและต้นทุนดอกเบี้ยในระยะยาวทวีความรุนแรงขึ้น.

ที่มา Reuters / CNN