จีนเตือนพื้นที่ทะเลทรายเสี่ยงน้ำท่วมรุนแรง หลังอากาศร้อนจัด-ฝนหนัก-ธารน้ำแข็งละลายเร็วผิดปกติ

จีนเตือนพื้นที่ทะเลทรายเสี่ยงน้ำท่วมรุนแรง หลังอากาศร้อนจัด-ฝนหนัก-ธารน้ำแข็งละลายเร็วผิดปกติ

13 มิ.ย. 2569 10:50 น.

จีนเตือนพื้นที่ทะเลทรายเสี่ยงน้ำท่วมรุนแรง หลังอากาศร้อนจัด-ฝนหนัก-ธารน้ำแข็งละลายเร็วผิดปกติ

จีนเตือนประชาชนในซินเจียงอุยกูร์และพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ รับมือกับความเสี่ยงจากน้ำท่วมรุนแรง ช่วงฤดูร้อนนี้ หลังอากาศร้อนผิดปกติ ฝนตกหนัก และการละลายอย่างรวดเร็วของธารน้ำแข็ง

รายงานจากสื่อทางการจีนระบุว่า ทะเลทรายทากลามากัน ซึ่งเป็นทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดของจีน ได้เผชิญเหตุน้ำท่วมครั้งแรกของปีตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมิถุนายน โดยมีภาพน้ำจำนวนมากไหลเข้าท่วมเนินทรายที่ปกติแห้งแล้งอย่างยิ่ง

แม้ว่าทะเลทรายทากลามากันจะเคยเกิดน้ำท่วมในลักษณะคล้ายกันมาตั้งแต่ปี 2021 แต่โดยปกติเหตุการณ์ดังกล่าวมักเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงที่อุณหภูมิสูงที่สุดของปี

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้อุณหภูมิพุ่งสูงเร็วกว่าปกติอย่างมาก โดยเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน อุณหภูมิในซินเจียงสูงกว่าค่าเฉลี่ยของช่วงเวลาเดียวกันถึง 7.3 องศาเซลเซียส และแตะระดับ 38 องศาเซลเซียส

ขณะเดียวกัน พื้นที่ทางตะวันตกและตอนใต้ของซินเจียงยังเผชิญฝนตกบ่อยครั้งขึ้น โดยบางพื้นที่มีปริมาณฝนสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตสำหรับช่วงต้นเดือนมิถุนายนถึง 2-3 เท่า

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า น้ำท่วมในทะเลทรายครั้งนี้เป็นผลจากการผสมผสานระหว่างคลื่นความร้อนและฝนตกหนัก ส่งผลให้ธารน้ำแข็งและหิมะสะสมบนเทือกเขาเทียนซาน และเทือกเขาคุนหลุน ละลายอย่างรวดเร็ว

มวลน้ำจำนวนมหาศาลได้ไหลลงสู่แม่น้ำทาริม ซึ่งเป็นแม่น้ำภายในแผ่นดินที่ยาวที่สุดของจีน ก่อนที่ระดับน้ำจะเพิ่มสูงจนล้นตลิ่ง และไหลทะลักเข้าสู่พื้นที่ลุ่มต่ำในเขตทะเลทราย

แม้ปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจทำให้เกิดโอเอซิสชั่วคราวกลางทะเลทราย แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าไม่น่าจะคงอยู่ได้นาน เนื่องจากทะเลทรายทากลามากันตั้งอยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินและถูกล้อมรอบด้วยเทือกเขาสูง ทำให้มีความชื้นต่ำและอัตราการระเหยของน้ำสูงมาก

แม้น้ำที่เพิ่มขึ้นจะช่วยหล่อเลี้ยงพื้นที่ป่าไม้และระบบนิเวศในบางส่วนของภูมิภาค แต่ทางการจีนเตือนว่าความเสี่ยงด้านภัยพิบัติยังคงอยู่ในระดับสูง

ซุน เชียนเชียน นักวิเคราะห์จากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาจีนกล่าวว่า น้ำท่วมรุนแรงอาจสร้างความเสียหายต่อถนน ทางรถไฟ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นระบบสำคัญของภูมิภาค

เจ้าหน้าที่ยังแนะนำให้ประชาชนและนักเดินทางติดตามประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด ปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางตามสถานการณ์ และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก.

ที่มา : channelnewsasia

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ยอมรับ Meta ทำพลาดระหว่างปรับองค์กรสู่ AI หลังปลดพนักงาน-โยกคนนับพันตำแหน่ง

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ยอมรับ Meta ทำพลาดระหว่างปรับองค์กรสู่ AI หลังปลดพนักงาน-โยกคนนับพันตำแหน่ง

13 มิ.ย. 2569 08:17 น.

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ยอมรับ Meta ทำพลาดระหว่างปรับองค์กรสู่ AI หลังปลดพนักงาน-โยกคนนับพันตำแหน่ง

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเมตายอมรับว่า บริษัททำผิดพลาดหลายอย่างระหว่างปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อมุ่งสู่บริษัทที่ขับเคลื่อนด้วย AI ยืนยันไม่มีแผนปลดพนักงานรอบใหญ่เพิ่ม

การยอมรับดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ Meta กำลังทุ่มงบลงทุนมหาศาลหลายแสนล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี AI และปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานภายในองค์กร ซึ่งสะท้อนแนวโน้มของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ ที่กำลังเร่งแข่งขันด้าน AI อย่างเข้มข้นในปีนี้

ในบันทึกภายใน ซักเคอร์เบิร์กระบุว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI ทำให้เกิดความท้าทายจำนวนมากต่อองค์กร และด้วยความซับซ้อนของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ เขาได้ทำผิดพลาด 

อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าบริษัทพยายามสร้างเสถียรภาพให้กับองค์กรให้มากที่สุดในช่วงที่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง และไม่ต้องการให้พนักงานกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตมากเกินไป

ซักเคอร์เบิร์กยังยืนยันอีกครั้งว่า Meta ไม่มีแผนปลดพนักงานทั่วทั้งองค์กรเพิ่มเติมในปีนี้ แม้ว่าจะยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วก็ตาม

ก่อนหน้านี้ Meta ได้ดำเนินการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยลดจำนวนพนักงานทั่วโลกลงประมาณ 10% ของกำลังคนทั้งหมด

ขณะเดียวกัน บริษัทได้โยกย้ายพนักงานกว่า 7,000 คนเข้าสู่โครงการใหม่ที่เกี่ยวข้องกับระบบการทำงานและกระบวนการพัฒนา AI

ซักเคอร์เบิร์กอธิบายว่า การสร้างตำแหน่งงานใหม่ด้าน AI ทำให้บริษัทสามารถลดขนาดบางทีมลงได้ ขณะเดียวกันก็ยังสามารถโยกย้ายพนักงานกลับไปยังหน่วยงานเดิมได้หากพบว่าการปรับโครงสร้างในบางส่วนไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย

นอกจากการปรับโครงสร้างบุคลากรแล้ว Meta ยังมีแผนเพิ่มการลงทุนด้านการสร้างทีมและวัฒนธรรมองค์กร เพื่อช่วยให้พนักงานปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลง

ซักเคอร์เบิร์กระบุว่าบริษัทจะเพิ่มงบประมาณสำหรับกิจกรรมภายในองค์กร การประชุมนอกสถานที่ และงานอีเวนต์ต่าง ๆ มากขึ้น พร้อมเตรียมจัดงาน Hackathon ขนาดใหญ่ในเดือนกรกฎาคม เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างทีมงานและเร่งพัฒนาโมเดล AI รุ่นใหม่

ความเคลื่อนไหวล่าสุดสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Meta ในการแข่งขันด้าน AI กับคู่แข่งรายสำคัญอย่าง OpenAI, Google และ Microsoft

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา Meta ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์งบลงทุนประจำปี 2026 เป็นระหว่าง 125,000 ล้านถึง 145,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ศูนย์ข้อมูล และเทคโนโลยี AI รุ่นใหม่

แม้ซักเคอร์เบิร์กจะยอมรับว่าการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เต็มไปด้วยความผิดพลาดและความท้าทาย แต่ Meta ยังคงเดินหน้าปรับองค์กรครั้งใหญ่ต่อไป โดยมีเป้าหมายสำคัญในการก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์ของโลกในอนาคต.

ที่มา : channelnewsasia

นักศึกษาอินโดฯ นับพันคนชุมนุมกลางกรุงจาการ์ตา กดดันปธน.ปราโบโว ปมเศรษฐกิจทรุด-ค่าครองชีพพุ่ง

นักศึกษาอินโดฯ นับพันคนชุมนุมกลางกรุงจาการ์ตา กดดันปธน.ปราโบโว ปมเศรษฐกิจทรุด-ค่าครองชีพพุ่ง

13 มิ.ย. 2569 07:55 น.

นักศึกษาอินโดฯ นับพันคนชุมนุมกลางกรุงจาการ์ตา กดดันปธน.ปราโบโว ปมเศรษฐกิจทรุด-ค่าครองชีพพุ่ง

นักศึกษาชาวอินโดนีเซียกว่า 1,500 คน เดินขบวนประท้วงรัฐบาลประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต เรียกร้องลดราคาน้ำมัน อาหาร พร้อมยกเลิกโครงการรัฐที่มองว่าสิ้นเปลือง ขณะเกิดเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

วันที่ 13 มิถุนายน 2569 นักศึกษาจากหลายมหาวิทยาลัยในอินโดนีเซียรวมตัวชุมนุมในกรุงจาการ์ตา เพื่อประท้วงนโยบายเศรษฐกิจและสังคมของรัฐบาลประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ท่ามกลางความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่เพิ่มสูงขึ้น และภาระหนี้สาธารณะที่ขยายตัว

โดยการชุมนุมครั้งนี้ ใช้ชื่อว่า “อินโดนีเซียกำลังมุ่งหน้าสู่ภาวะล้มละลาย” (Heading to Bankrupt Indonesia) มีผู้เข้าร่วมประมาณ 1,500 คน โดยผู้ประท้วงสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีเหลืองซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของนักศึกษา ก่อนเคลื่อนขบวนไปยังบริเวณอนุสาวรีย์แห่งชาติและวงเวียนโรงแรมอินโดนีเซีย ใจกลางกรุงจาการ์ตา

คณะผู้บริหารนักศึกษามหาวิทยาลัยอินโดนีเซีย (BEMUI) ซึ่งเป็นผู้จัดการชุมนุม ระบุว่า เศรษฐกิจของประเทศกำลังเผชิญปัญหารุนแรง ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลง ราคาสินค้าจำเป็นปรับตัวสูงขึ้น ตำแหน่งงานลดลง หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น และประชาชนได้รับความเดือดร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ

ผู้ชุมนุมยื่นข้อเรียกร้องหลัก 5 ประการ โดยเฉพาะการลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้าอาหาร รวมถึงเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกโครงการสวัสดิการบางส่วนที่มองว่าใช้งบประมาณจำนวนมากและไม่คุ้มค่า เช่น โครงการอาหารฟรีสำหรับนักเรียน ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงของปราโบโว และโครงการสหกรณ์หมู่บ้านทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ผู้ประท้วงยังแสดงความไม่พอใจต่อการใช้งบประมาณภาครัฐ การปรับขึ้นราคาพลังงาน และบทบาทที่เพิ่มขึ้นของกองทัพในภาคพลเรือน ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าอาจสะท้อนแนวโน้มรวมศูนย์อำนาจมากขึ้นภายใต้รัฐบาลชุดปัจจุบัน

ระหว่างการชุมนุมเกิดเหตุปะทะเป็นระยะ เมื่อผู้ประท้วงบางส่วนพยายามฝ่าแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจและรั้วเหล็กรักษาความปลอดภัย พร้อมขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่ ส่งผลให้เกิดการชุลมุนบริเวณพื้นที่ชุมนุม ฝ่ายจัดงานอ้างว่า มีผู้ชุมนุมบางส่วนถูกสกัดไม่ให้เข้าร่วมการประท้วงโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร ขณะที่ทางการได้ระดมกำลังตำรวจและทหารราว 6,000 นาย เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยและป้องกันเหตุรุนแรง

ทั้งนี้ การชุมนุมครั้งนี้นับเป็นหนึ่งในแรงกดดันทางการเมืองครั้งสำคัญที่รัฐบาลปราโบโวต้องเผชิญ หลังถูกวิจารณ์เพิ่มขึ้นทั้งในประเด็นเศรษฐกิจ การใช้จ่ายงบประมาณ และแนวทางการบริหารประเทศที่ถูกมองว่ามีลักษณะรวมศูนย์อำนาจมากขึ้น.

เที่ยวบินโป๊ปขัดข้องกลางสนามบิน กษัตริย์สเปนส่งเครื่องบินส่วนพระองค์รับกลับโรม

เที่ยวบินโป๊ปขัดข้องกลางสนามบิน กษัตริย์สเปนส่งเครื่องบินส่วนพระองค์รับกลับโรม

13 มิ.ย. 2569 05:34 น.

เที่ยวบินโป๊ปขัดข้องกลางสนามบิน กษัตริย์สเปนส่งเครื่องบินส่วนพระองค์รับกลับโรม

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 เดินทางกลับนครรัฐวาติกันล่าช้ากว่า 3 ชั่วโมง หลังเครื่องบินเช่าเหมาลำของ อิเบเรียเกิดปัญหาทางเทคนิค กษัตริย์สเปนทรงเสนอเครื่องบินส่วนพระองค์ให้ใช้เดินทางแทน

วันที่ 13 มิถุนายน 2569 สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 องค์ประมุขแห่งคริสตจักร นิกายโรมันคาทอลิก ประสบเหตุเที่ยวบินล่าช้าระหว่างเตรียมเดินทางกลับกรุงโรม หลังเสร็จสิ้นภารกิจการเยือนประเทศสเปน เป็นเวลา 1 สัปดาห์ เมื่อเครื่องบินเช่าเหมาลำของสายการบินอิเบเรียที่เตรียมนำพระองค์กลับนครรัฐวาติกัน เกิดปัญหาทางเทคนิคที่สนามบินเมืองซานตาครูซ เด เตเนริเฟ ในหมู่เกาะคานารี

รายงานข่าวระบุว่า กษัตริย์เฟลิเปที่ 6 แห่งสเปน จึงทรงเสนอให้สมเด็จพระสันตะปาปาใช้เครื่องบินส่วนพระองค์แบบฟอลคอนเดินทางกลับแทน โดยเสด็จไปส่งพระองค์ถึงลานจอดเครื่องบิน ก่อนที่สมเด็จพระสันตะปาปาและคณะผู้ติดตามจะขึ้นเครื่องออกเดินทาง

นักบินของสายการบินอิเบเรียแจ้งผ่านระบบเสียงบนเครื่องบินว่า เครื่องยนต์ไม่สามารถสตาร์ตได้ โดยระบุว่าปัญหาเกี่ยวข้องกับตำแหน่งจอดเครื่องและทิศทางลม แม้จะมีความพยายามเคลื่อนย้ายเครื่องบินและแก้ไขปัญหาแล้ว แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ทำให้ผู้โดยสารทั้งหมดต้องลงจากเครื่อง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ส่งผลให้กำหนดการเดินทางของสมเด็จพระสันตะปาปาล่าช้าออกไปมากกว่า 3 ชั่วโมง ขณะที่สายการบินอิเบเรียได้ส่งเครื่องบินอีกลำจากกรุงมาดริดมารับเจ้าหน้าที่วาติกันและผู้สื่อข่าวที่ไม่ได้ร่วมเดินทางไปกับพระองค์บนเครื่องบินพระราชทาน

การเดินทางครั้งนี้เป็นการปิดฉากภารกิจเยือนสเปนของสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ซึ่งครอบคลุมกรุงมาดริด เมืองบาร์เซโลนา และหมู่เกาะคานารี อันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของเส้นทางผู้อพยพจากแอฟริกาตะวันตกเข้าสู่ยุโรป โดยสื่อหลายสำนักระบุว่า นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่เที่ยวบินของสมเด็จพระสันตะปาปาเกิดปัญหาร้ายแรงจนต้องเปลี่ยนเครื่องบินระหว่างการเดินทาง.

ปากีสถานเผยสหรัฐฯ-อิหร่านตกลงร่างสุดท้ายข้อตกลงสันติภาพแล้ว จ่อปิดดีลนิวเคลียร์

ปากีสถานเผยสหรัฐฯ-อิหร่านตกลงร่างสุดท้ายข้อตกลงสันติภาพแล้ว จ่อปิดดีลนิวเคลียร์

13 มิ.ย. 2569 04:50 น.

ปากีสถานเผยสหรัฐฯ-อิหร่านตกลงร่างสุดท้ายข้อตกลงสันติภาพแล้ว จ่อปิดดีลนิวเคลียร์

นายกฯ ปากีสถานเผยสหรัฐฯ และอิหร่านเห็นชอบร่างสุดท้ายของข้อตกลงสันติภาพแล้ว เหลือเพียงกำหนดขั้นตอนดำเนินการ ขณะที่อิหร่านยอมรับว่าใกล้บรรลุข้อตกลงมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

วันที่ 13 มิถุนายน 2569 นายเชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน เปิดเผยว่า สหรัฐฯ และอิหร่านสามารถบรรลุ ร่างสุดท้ายที่เห็นชอบร่วมกันของข้อตกลงสันติภาพได้แล้ว โดยขณะนี้เหลือเพียงการกำหนดรายละเอียดของขั้นตอนถัดไปก่อนนำไปสู่การปฏิบัติจริง

ด้านนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า บันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ เข้าใกล้การบรรลุข้อตกลงมากกว่าช่วงเวลาใดที่ผ่านมา พร้อมขอให้สื่อมวลชนหลีกเลี่ยงการคาดเดาเนื้อหาของข้อตกลงก่อนที่จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการ

นายอารักชีระบุว่า ขณะนี้ทั้งสองฝ่ายอยู่ในช่วงสำคัญของการเจรจา และอาจมีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมภายในไม่กี่วันข้างหน้า โดยยังมีการหารืออย่างเข้มข้นภายในอิหร่าน ระหว่างสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด ผู้นำระดับสูง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านย้ำว่า ข้อตกลงนี้ไม่ได้เกิดจากแรงกดดันของสหรัฐฯ แต่เป็นผลจากการยืนหยัดในจุดยืนและเส้นแดงของอิหร่าน ท่ามกลางความตึงเครียดและการเผชิญหน้าที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตลอดช่วงที่ผ่านมา โดยเขาอธิบายว่า บันทึกความเข้าใจฉบับนี้แบ่งออกเป็น 2 ระยะ โดยระยะแรกมุ่งเน้นการยุติความขัดแย้งในทุกสมรภูมิ โดยเฉพาะในเลบานอน ส่วนระยะที่สองจะเข้าสู่ประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง ได้แก่ โครงการนิวเคลียร์อิหร่าน การครอบครองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง และมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวล่าสุดถือเป็นสัญญาณบวกครั้งสำคัญของความพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังทั้งสองฝ่ายเผชิญความตึงเครียดอย่างต่อเนื่องจากปัญหานิวเคลียร์และความขัดแย้งในตะวันออกกลางตลอดหลายปีที่ผ่านมา.

มือปืนกราดยิงเมืองมิดแลนด์ รัฐเทกซัส ดับ 1 เจ็บอย่างน้อย 10 ราย ก่อนพบเสียชีวิตในอาคารร้าง

มือปืนกราดยิงเมืองมิดแลนด์ รัฐเทกซัส ดับ 1 เจ็บอย่างน้อย 10 ราย ก่อนพบเสียชีวิตในอาคารร้าง

13 มิ.ย. 2569 04:36 น.

มือปืนกราดยิงเมืองมิดแลนด์ รัฐเทกซัส ดับ 1 เจ็บอย่างน้อย 10 ราย ก่อนพบเสียชีวิตในอาคารร้าง

ชายวัย 45 ปี ก่อเหตุกราดยิงในเมืองมิดแลนด์ รัฐเทกซัส ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บอย่างน้อย 10 ราย ก่อนถูกพบเสียชีวิตภายในอาคารร้าง หลังเคยก่อเหตุยิงใส่ตำรวจระหว่างการไล่ล่าเมื่อไม่กี่วันก่อน

วันที่ 13 มิถุนายน 2569 เกิดเหตุกราดยิงในเมืองมิดแลนด์ รัฐเทกซัส ของสหรัฐฯ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ และบาดเจ็บอย่างน้อย 10 ราย โดยเจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงปิดล้อมและรับมือสถานการณ์ ก่อนพบผู้ก่อเหตุเสียชีวิตภายในอาคารคลินิกสัตวแพทย์ร้าง

ตำรวจเมืองมิดแลนด์ได้รับแจ้งเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนกราดยิงเมื่อเวลา 08.03 น. ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนเข้าตรวจสอบพื้นที่และเผชิญหน้ากับผู้ก่อเหตุ ซึ่งยิงตอบโต้เจ้าหน้าที่จนตำรวจหลายนายต้องหลบอยู่หลังรถสายตรวจ และต้องใช้รถหุ้มเกราะเข้าช่วยเหลือ

ผู้ก่อเหตุถูกระบุว่าเป็นนายวิกเตอร์ มาตา บียาร์เรอัล อายุ 45 ปี ชาวเมืองโอเดสซา ซึ่งอยู่ใกล้เคียง โดยก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่กำลังตามล่าตัวเขาในข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน หลังจากก่อเหตุยิงใส่ตำรวจเมืองมิดแลนด์หลายนัดระหว่างการไล่ล่าเมื่อวันพุธที่ผ่านมา แม้ตำรวจจะไม่ได้รับบาดเจ็บก็ตาม

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่หน่วยสวาตและหน่วยงานอื่น ๆ เข้าปิดล้อมพื้นที่โดยรอบ ขณะที่นายกเทศมนตรีเมืองมิดแลนด์ นางลอรี บลอง กล่าวว่าทางการใช้หุ่นยนต์และโดรนตรวจสอบภายในอาคาร ก่อนยืนยันว่ามือปืนเสียชีวิตแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิตของเขา

โรงพยาบาลมิดแลนด์ เมโมเรียล เปิดเผยว่า รับผู้บาดเจ็บ 9 ราย โดย 4 รายอยู่ระหว่างการผ่าตัด ส่วนอีก 5 รายมีอาการคงที่ ขณะที่ผู้บาดเจ็บอีก 1 รายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในเมืองโอเดสซา ในขณะที่เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บทั้งหมด แต่ยืนยันว่าไม่มีตำรวจได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้

สำหรับเมืองมิดแลนด์เคยเผชิญเหตุกราดยิงครั้งใหญ่เมื่อปี 2562 เมื่ออดีตพนักงานบริษัทน้ำมันขับรถตระเวนยิงผู้คนแบบไม่เลือกหน้าในเมืองมิดแลนด์และโอเดสซา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 7 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 20 ราย.

WHO เตือนอีโบลาระบาดลามพื้นที่ใหม่ในคองโก ยอดติดเชื้อพุ่งเกือบ 700 ราย

WHO เตือนอีโบลาระบาดลามพื้นที่ใหม่ในคองโก ยอดติดเชื้อพุ่งเกือบ 700 ราย

12 มิ.ย. 2569 23:16 น.

WHO เตือนอีโบลาระบาดลามพื้นที่ใหม่ในคองโก ยอดติดเชื้อพุ่งเกือบ 700 ราย

องค์การอนามัยโลกเตือนการระบาดของอีโบลาในคองโกกำลังขยายวงสู่พื้นที่ใหม่ ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อยืนยันแล้ว 676 ราย เสียชีวิต 136 ศพ และยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับการรับรอง

วันที่ 12 มิถุนายน 2569 องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกมาเตือนว่า การระบาดของโรคอีโบลาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของคองโก กำลังขยายตัวไปยังพื้นที่ใหม่ และจำเป็นต้องเร่งยกระดับมาตรการควบคุมโรคอย่างเร่งด่วน โดยระบุว่า จำนวนเตียงสำหรับแยกผู้ป่วยยังต่ำกว่าความต้องการอย่างมาก เมื่อเทียบกับแนวโน้มการแพร่ระบาดของโรคในขณะนี้

โดยการระบาดครั้งนี้มีศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดอีตูรี  แต่ขณะนี้พบผู้ติดเชื้อในจังหวัดนอร์ทคิวู  และเซาท์คิวู  ด้วย สะท้อนให้เห็นว่าเชื้อกำลังแพร่กระจายออกนอกพื้นที่เดิม นับตั้งแต่มีการประกาศการระบาดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา พบผู้ติดเชื้ออีโบลาที่ยืนยันแล้ว 676 ราย เสียชีวิต 136 ศพ ขณะที่ยังมีผู้ป่วยต้องสงสัยอีก 119 ราย และมีผู้ป่วย 32 รายที่รักษาหายแล้ว

ทั้งนี้ เชื้อไวรัสที่เป็นต้นเหตุของการระบาดครั้งนี้คือไวรัสอีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูเกียว (Bundibugyo) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบได้ไม่บ่อย และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ WHO เตือนว่า หากไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาผู้ป่วย การแยกกัก และการรักษาได้อย่างรวดเร็ว การระบาดอาจขยายวงกว้างมากขึ้นและสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อระบบสาธารณสุขของคองโกและประเทศเพื่อนบ้าน.

ที่มา AFP

“อีลอน มัสก์” ขึ้นแท่นมหาเศรษฐีล้านล้านดอลลาร์คนแรกของโลก หลัง “สเปซเอ็กซ์” เข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ

"อีลอน มัสก์" ขึ้นแท่นมหาเศรษฐีล้านล้านดอลลาร์คนแรกของโลก หลัง "สเปซเอ็กซ์" เข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ

12 มิ.ย. 2569 23:02 น.

“อีลอน มัสก์” ขึ้นแท่นมหาเศรษฐีล้านล้านดอลลาร์คนแรกของโลก หลัง “สเปซเอ็กซ์” เข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ

“อีลอน มัสก์” กลายเป็นบุคคลแรกของโลกที่มีทรัพย์สินทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ หลังหุ้น สเปซเอ็กซ์ เปิดซื้อขายในตลาดแนสแด็ก ด้วยมูลค่าบริษัทกว่า 2.2 ล้านล้านดอลลาร์

วันที่ 13 มิถุนายน 2569 นายอีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีและผู้ก่อตั้งบริษัทสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) กำลังจะสร้างประวัติศาสตร์เป็นบุคคลแรกของโลกที่มีทรัพย์สินสุทธิเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 36 ล้านล้านบาท หลังบริษัทสเปซเอ็กซ์ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ เป็นครั้งแรก

สเปซเอ็กซ์สามารถระดมทุนจากการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) ได้ถึง 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.75 ล้านล้านบาท ทำลายสถิติการระดมทุนสูงสุดในประวัติศาสตร์ แซงหน้าบริษัทซาอุดี อารัมโก ที่เคยทำไว้ 25,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2562 แม้บริษัทจะกำหนดราคาเสนอขายหุ้นไว้ที่ 135 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น แต่มีรายงานว่าหุ้นได้เปิดซื้อขายในตลาดแนสแด็กที่ระดับ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น จากความต้องการลงทุนที่สูงมาก ซึ่งจะส่งผลให้สเปซเอ็กซ์มีมูลค่าตลาดราว 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่มัสก์ซึ่งถือหุ้นในบริษัทมากกว่า 80% จะมีมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้นจนทะลุหลัก 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรก

ทั้งนี้ สเปซเอ็กซ์เป็นบริษัทเทคโนโลยีอวกาศที่พัฒนาจรวดและระบบขนส่งอวกาศสำหรับองค์การนาซา รวมถึงเป็นเจ้าของบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมสตาร์ลิงก์ (Starlink) และมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ AI ของมัสก์.

ที่มา BBC

จีนจับกุมนักวิชาการสหรัฐฯ ผู้เชี่ยวชาญเมียนมา ต้องสงสัยพัวพันคดีจารกรรมข้อมูล

จีนจับกุมนักวิชาการสหรัฐฯ ผู้เชี่ยวชาญเมียนมา ต้องสงสัยพัวพันคดีจารกรรมข้อมูล

12 มิ.ย. 2569 15:57 น.

จีนจับกุมนักวิชาการสหรัฐฯ ผู้เชี่ยวชาญเมียนมา ต้องสงสัยพัวพันคดีจารกรรมข้อมูล

กระทรวงการต่างประเทศจีนยืนยันการควบคุมตัว “มิน ซิน” นักวิชาการชาวอเมริกันและผู้อำนวยการสถาบันวิจัยด้านเมียนมา โดยระบุว่าถูกสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการจารกรรมและการกระทำที่เป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติของจีน ขณะที่สหรัฐฯ ยังไม่ได้แสดงความเห็นอย่างเป็นทางการต่อกรณีดังกล่าว

หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าวประจำวันว่า นายอู มิน ซิน ได้ถูกเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องควบคุมตัวทางอาญาตามกฎหมาย เนื่องจากต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมจารกรรมข้อมูลที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ

แหล่งข่าวที่ไม่ประสงค์ออกนามเนื่องจากความอ่อนไหวของประเด็นดังกล่าวเปิดเผยว่า นายมิน ซิน ซึ่งเป็นผู้อำนวยการบริหารของสถาบันยุทธศาสตร์และนโยบายเมียนมา หรือ ไอเอสพี-เมียนมา (ISP-Myanmar) ถูกเจ้าหน้าที่จีนเข้าจับกุมตัวตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา ทันทีที่เขาเดินทางมาถึงท่าอากาศยานนานาชาติคุนหมิง ในมณฑลยูนนาน ซึ่งเป็นมณฑลที่มีพรมแดนติดกับประเทศเมียนมา โดยแหล่งข่าวระบุว่าเขาเดินทางมาเพื่อเข้าร่วมการประชุมแห่งหนึ่งในจีน ขณะนี้ครอบครัวและเพื่อนร่วมงานกำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสถานกงสุลสหรัฐฯ ด้วยความวิตกกังวล

สำหรับประวัติของ นายมิน ซิน ในอดีตเขาเคยเป็นแกนนำนักศึกษาที่เข้าร่วมขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งใหญ่ในเมียนมาเมื่อปี 1988 หรือเหตุการณ์ 8888 ก่อนจะเดินทางไปศึกษาต่อด้านรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ในสหรัฐฯ และได้รับสัญชาติอเมริกันในเวลาต่อมา

นายมิน ซิน เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งสถาบัน ISP-Myanmar ซึ่งเดิมทีตั้งอยู่ในประเทศเมียนมา แต่จำเป็นต้องลี้ภัยและย้ายฐานปฏิบัติการมายังจังหวัดเชียงใหม่ ของไทย ซึ่งเป็นศูนย์กลางของกลุ่มการเมืองผู้ลี้ภัยชาวเมียนมา ภายหลังเกิดเหตุการณ์รัฐประหารในปี 2021 ที่กองทัพเมียนมาเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งของนางอองซาน ซูจี

สถาบัน ISP-Myanmar ภายใต้การนำของมิน ซิน เป็นหน่วยงานคลังสมองที่จับตาและศึกษาวิจัยเกี่ยวกับพลวัตทางการเมือง ทรัพยากรธรรมชาติ และความขัดแย้งในเมียนมาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเหตุการณ์สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อระหว่างกองทัพเมียนมากับกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์และกลุ่มติดอาวุธฝักใฝ่ประชาธิปไตย

บทความและรายงานวิจัยหลายชิ้นที่เผยแพร่โดย ISP-Myanmar ในระยะหลัง ได้เจาะลึกถึงประเด็นการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของเมียนมา หลังจากที่พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหาร ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีหลังการเลือกตั้งที่จัดขึ้นโดยกองทัพ ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเนื่องจากกีดกันพรรคฝ่ายค้านหลัก รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจที่ล้มเหลวของเมียนมา

นอกจากนี้ รายงานบางฉบับยังได้เปิดโปงและวิเคราะห์ถึง “อิทธิพลของจีน” บริเวณพื้นที่ชายแดนเมียนมา โดยนักวิเคราะห์และสถาบัน ISP-Myanmar มักระบุว่า รัฐบาลจีนได้เข้ามามีบทบาทและให้การสนับสนุนทั้งฝั่งกองทัพเมียนมาและกลุ่มกบฏชาติพันธุ์สลับกันไปตามช่วงเวลา เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของจีนเอง ซึ่งขัดแย้งกับท่าทีของจีนในปัจจุบันที่ประกาศตัวสนับสนุนรัฐบาลชุดใหม่ของเมียนมาอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดแน่ชัดจากทางการจีนว่า นายมิน ซิน ได้กระทำการใดที่เข้าข่ายการจารกรรมข้อมูล และด้านกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ รวมถึงสถาบัน ISP-Myanmar ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมอย่างเป็นทางการต่อเหตุการณ์จับกุมที่เกิดขึ้นในครั้งนี้.

ที่มา Reuters / AFP

ชาวแอลเบเนียประท้วงเมกะโปรเจกต์ “ลูกเขยทรัมป์” 1.5 แสนล้าน หวั่นทำลายธรรมชาติ

ชาวแอลเบเนียประท้วงเมกะโปรเจกต์ "ลูกเขยทรัมป์" 1.5 แสนล้าน หวั่นทำลายธรรมชาติ

12 มิ.ย. 2569 14:11 น.

ชาวแอลเบเนียประท้วงเมกะโปรเจกต์ “ลูกเขยทรัมป์” 1.5 แสนล้าน หวั่นทำลายธรรมชาติ

ชาวแอลเบเนียหลายหมื่นคนออกมาชุมนุมในกรุงติรานา ต่อต้านโครงการรีสอร์ตหรูมูลค่ากว่า 4.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1.5 แสนล้านบาท ที่เชื่อมโยงกับอิวานกา ทรัมป์ บุตรสาว และจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยผู้ประท้วงกังวลว่าโครงการจะสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศชายฝั่งทะเลเอเดรียติกและพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก

การชุมนุมประท้วงที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่าหนึ่งสัปดาห์ในกรุงติรานา ทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากเกิดการเผชิญหน้ากันเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หลังบริษัทผู้พัฒนาโครงการได้เข้าติดตั้งลวดหนามเพื่อปิดกั้นพื้นที่บางส่วนในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติหมู่บ้านซแวร์เนก จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนโลกออนไลน์เมื่อมีภาพรถแบคโฮเข้าปรับพื้นที่ชายหาดและเกิดการปะทะกับกลุ่มรักษาความปลอดภัยเอกชน

โครงการรีสอร์ตหรูระดับห้าดาวดังกล่าว เป็นแนวคิดของนายจาเร็ด คุชเนอร์ และ อิวังกา ทรัมป์ ที่รู้สึกประทับใจในแอลเบเนียระหว่างการล่องเรือยอชต์เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยแผนการพัฒนานอกจากโรงแรมหรูแล้ว ยังตั้งเป้าจะเปลี่ยนโฉม “เกาะซาซาน” เกาะร้างซึ่งในอดีตเคยเป็นฐานทัพทหารลับในยุคคอมมิวนิสต์ ให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวระดับโลก

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ประท้วงและนักอนุรักษ์ชี้ว่า พื้นที่ก่อสร้างอยู่ในเขตชุ่มน้ำที่มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกแฟลมิงโก แมวน้ำ และจุดวางไข่ของเต่าทะเล ซึ่งหากโครงการเดินหน้าจะทำลายธรรมชาติรอบลากูนอย่างถาวร

ผู้ประท้วงรายหนึ่งกล่าวว่า “โครงการที่ซแวร์เนกจะทำลายธรรมชาติของเรา มันถูกสร้างบนที่ดินคุ้มครองและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า สิ่งนี้จะบั่นทอนศักยภาพด้านการท่องเที่ยวในระยะยาวของประเทศเรา” 

ในระหว่างการเดินขบวนครั้งล่าสุด กลุ่มผู้ประท้วงได้เคลื่อนขบวนไปยังอาคารที่ทำการรัฐบาลบนถนนสายหลักของเมืองหลวง โดยถือป้ายข้อความขนาดใหญ่ระบุว่า “แอลเบเนียไม่ได้มีไว้ขาย” และพากันตะโกนเรียกร้องให้ นายกรัฐมนตรี เอดิ รามา ลาออกจากตำแหน่ง

บรรยากาศการประท้วงเต็มไปด้วยความตึงเครียด นักวิชาการและคนรุ่นใหม่ระบุว่า ความอดทนของประชาชนสิ้นสุดลงแล้วหลังจากที่นายกรัฐมนตรีรามาบริหารประเทศมาตั้งแต่ปี 2013 แต่กลับไม่สามารถขจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่แพร่สะพัด หรือพัฒนาบริการขั้นพื้นฐาน เช่น ระบบสาธารณสุขให้ดีขึ้นได้

นอกจากนี้ การประท้วงดังกล่าวยังทวีความรุนแรงจากการที่ก่อนหน้านี้ไม่นาน ประชาชนเพิ่งจะลุกฮือขับไล่รองนายกรัฐมนตรี เบลินดา บัลลูคู จนทำให้เธอถูกปลดจากตำแหน่งจากข้อกล่าวหาพัวพันการทุจริต ส่งผลให้ความไม่ไว้วางใจต่อรัฐบาลพุ่งสูงถึงขีดสุด

ความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากโครงการนี้ ไม่เพียงแต่จุดชนวนความขัดแย้งในประเทศเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่การส่งสัญญาณเตือนจากสหภาพยุโรป ที่ระบุว่าโครงการนี้อาจส่งผลกระทบและทำให้กระบวนการพิจารณาแอลเบเนียเข้าเป็นสมาชิกอียูล่าช้าออกไป ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายทางการเมืองที่สำคัญที่สุดของนายกรัฐมนตรีรามา

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเอดิ รามา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์สอย่างชัดเจน โดยกล่าวว่าโครงการนี้จะยังคงดำเนินต่อไปและจะเสร็จสิ้นอย่างรับผิดชอบ พร้อมปฏิเสธความกังวลของกลุ่มผู้ประท้วง โดยระบุว่าโครงการยังอยู่ในขั้นตอนและไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง

รามายังอ้างว่ารัฐบาลมีความก้าวหน้าอย่างมากในการลดปัญหาทุจริต โดยระบุถึงการตั้งสำนักงานอัยการพิเศษที่ได้เปิดการสอบสวนคดีฉ้อโกงระดับชาติหลายคดีในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่สำหรับกลุ่มผู้ประท้วงแล้ว พวกเขามองว่านี่คือมหากาพย์ผลประโยชน์ร่วมระหว่างรัฐบาลและกลุ่มทุนต่างชาติที่ไร้ความโปร่งใส ซึ่งประชาชนจะไม่ยอมทนอีกต่อไป.

ที่มา AFP / Reuters