เกาหลีใต้ชี้ “คิม จูแอ” ลูกสาวคิมจองอึน อาจมีพี่ชายหรือน้อง แต่ไม่น่าขึ้นเป็นผู้นำเกาหลีเหนือ

เกาหลีใต้ชี้ "คิม จูแอ" ลูกสาวคิมจองอึน อาจมีพี่ชายหรือน้อง แต่ไม่น่าขึ้นเป็นผู้นำเกาหลีเหนือ

10 ก.ย. 2569 16:27 น.

เกาหลีใต้ชี้ “คิม จูแอ” ลูกสาวคิมจองอึน อาจมีพี่ชายหรือน้อง แต่ไม่น่าขึ้นเป็นผู้นำเกาหลีเหนือ

สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติของเกาหลีใต้ประเมินว่า คิมจูแอ บุตรสาวของคิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ อยู่ในขั้นตอนการวางตัวเป็นผู้สืบทอดอำนาจคนต่อไป และแม้เธอจะมีพี่ชายอยู่จริง ก็ไม่น่าจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำคนต่อไป ขณะที่หน่วยข่าวกรองยังติดตามข้อมูลเกี่ยวกับน้องอีกคนที่ยังไม่ทราบเพศ

สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติของเกาหลีใต้ หรือ NIS เปิดเผยวันนี้ ( 10 ก.ย.) ว่า ขณะนี้ประเมินว่า คิม จูแอ บุตรสาวของคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ อยู่ในขั้นตอน “การวางตัวเป็นผู้สืบทอดอำนาจ” พร้อมระบุว่า กำลังตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับน้องอีกคนหนึ่งซึ่งยังไม่ทราบเพศ

สำหรับกระแสข่าวเรื่องคิมจูแออาจมีพี่ชาย NIS ระบุว่า ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าพี่ชายมีตัวตนจริงหรือไม่ แต่แม้จะมีอยู่จริง หน่วยข่าวกรองประเมินว่า ไม่น่าจะอยู่ในสถานะที่จะขึ้นเป็นผู้สืบทอดอำนาจ โดยไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดหรือหลักฐานที่ใช้ประกอบการประเมินดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ NIS เคยเปิดความเป็นไปได้ว่า คิมจองอึนอาจมีบุตรคนโตที่เป็นชายและมีอายุมากกว่าคิมจูแอ แต่ต่อมาได้ปรับการประเมินเป็นการตรวจสอบต่อเนื่องว่าบุตรชายดังกล่าวมีตัวตนจริงหรือไม่

ในเดือนกรกฎาคม 2567 NIS เคยประเมินคิมจูแอว่าเป็นผู้สืบทอดอำนาจที่มีความเป็นไปได้สูง แต่ยังไม่ตัดความเป็นไปได้ที่บุตรคนอื่นอาจเข้ามารับช่วงอำนาจในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การประเมินล่าสุดมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา NIS รายงานต่อคณะกรรมาธิการข่าวกรองของรัฐสภาเกาหลีใต้ว่า คิมจูแอเริ่มแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายบางประเด็น ซึ่งสะท้อนว่าเธอได้เข้าสู่ขั้นตอนการวางตัวเป็นผู้สืบทอดอำนาจแล้ว และเมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา NIS ยังคงประเมินว่าเธออยู่ในขั้นตอนดังกล่าวในทางพฤตินัย

หน่วยข่าวกรองยังมองว่า การปรากฏตัวต่อสาธารณะของคิมจูแอที่เพิ่มขึ้นในระยะหลัง เป็นความพยายามสร้างการรับรู้ให้ประชาชนเกาหลีเหนือจดจำเธอในฐานะผู้นำในอนาคต

เจ้าหน้าที่กระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่สามารถยืนยันเรื่องดังกล่าวได้ แต่จะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

ความเคลื่อนไหวล่าสุดสอดคล้องกับการปรากฏตัวของคิมจูแอในกิจกรรมสำคัญของรัฐบาลเกาหลีเหนืออย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 7 กันยายน เธอเข้าร่วมพิธีเข้าประจำการของเรือพิฆาตรุ่นใหม่ “คังกอน” พร้อมกับคิมจองอึน และรีซอลจู ผู้เป็นมารดา

ในการปรากฏตัวครั้งนั้น คิมจูแอสวมชุดสองชิ้นสีขาวและรองเท้าส้นสูงสีขาว ซึ่งโดดเด่นจากสมาชิกครอบครัวคนอื่น ๆ อีกทั้งยังได้รับการปฏิบัติด้วยพิธีการระดับสูงในงาน ทั้งการทำความเคารพต่อธงทหารและร่วมถ่ายภาพกับกำลังพลประจำเรือ

ก่อนหน้านี้ รีอิลกยู อดีตอัครราชทูตเกาหลีเหนือประจำคิวบาซึ่งแปรพักตร์มายังเกาหลีใต้ในปี 2566 กล่าวว่า ในช่วงแรกเขาไม่ได้มองว่าคิมจูแอจะเป็นผู้สืบทอดอำนาจ แต่เมื่อคำเรียกเธอเปลี่ยนจาก “บุตรสาวที่รัก” เป็น “บุตรสาวที่เคารพ” และเริ่มเห็นรูปแบบการสร้างภาพลักษณ์ในลักษณะเดียวกับการเทิดทูนผู้นำ เขาจึงมองเห็นสัญญาณของการเตรียมตัวเพื่อรับช่วงอำนาจ

การประเมินของ NIS ครั้งล่าสุดจึงสะท้อนว่า แนวโน้มการสืบทอดอำนาจของเกาหลีเหนือกำลังถูกวางน้ำหนักไปที่คิมจูแอมากขึ้น แม้ข้อมูลเกี่ยวกับสมาชิกคนอื่นในครอบครัวคิมจองอึนยังไม่สามารถยืนยันได้ทั้งหมดก็ตาม.

ที่มา TV Chosun / YTN / AFP

ศาลฎีกาศรีลังกาเพิกถอนอภัยโทษ “พระสงฆ์ชาตินิยม” สั่งกลับเข้าเรือนจำ

ศาลฎีกาศรีลังกาเพิกถอนอภัยโทษ "พระสงฆ์ชาตินิยม" สั่งกลับเข้าเรือนจำ

10 ก.ย. 2569 15:27 น.

ศาลฎีกาศรีลังกาเพิกถอนอภัยโทษ “พระสงฆ์ชาตินิยม” สั่งกลับเข้าเรือนจำ

ศาลฎีกาศรีลังกามีคำพิพากษาเพิกถอนการอภัยโทษของประธานาธิบดี ที่เคยให้แก่ “กาลาโกดาอัตเต ญาณสาระ” พระภิกษุชาตินิยมสุดโต่ง ซึ่งถูกตัดสินจำคุก 6 ปีจากพฤติกรรมข่มขู่คุกคามภรรยาของนักเขียนการ์ตูนการเมืองที่สูญหาย พร้อมสั่งให้กลับไปรับโทษจำคุกส่วนที่เหลือ โดยศาลชี้ว่าการอภัยโทษดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจโดยพลการและไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลฎีกาศรีลังกามีคำพิพากษาวันนี้ (10 ก.ย.) ให้เพิกถอนการอภัยโทษของอดีตประธานาธิบดีไมตรีปาละ สิริเสนา ที่มอบให้แก่พระภิกษุ กาลาโกดาอัตเต ญาณสาระ หรือพระญาณสาระ ผู้นำระดับสูงของกลุ่มพุทธพละเสนา หรือ BBS ซึ่งเป็นกลุ่มชาตินิยมชาวพุทธ พร้อมมีคำสั่งให้พระญาณสาระกลับเข้าเรือนจำเพื่อรับโทษจำคุก 6 ปีในส่วนที่เหลือ

คณะผู้พิพากษาศาลฎีกา 3 คน ซึ่งมีผู้พิพากษาจานัก เด ซิลวา เป็นประธาน วินิจฉัยว่า การอภัยโทษที่อดีตประธานาธิบดีสิริเสนามอบให้พระญาณสาระเมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 เป็นการตัดสินใจที่ “เป็นไปโดยพลการและไม่ชอบด้วยกฎหมาย” พร้อมให้มีผลยกเลิกการอภัยโทษดังกล่าว และคืนโทษจำคุกเดิมของพระญาณสาระ

คดีนี้เกิดจากคำร้องด้านสิทธิขั้นพื้นฐานที่ยื่นโดยศูนย์ทางเลือกนโยบาย หรือ CPA และนางแซนดียา เอกนาลิโกดา ภรรยาของนายปราจีธ เอกนาลิโกดา นักเขียนการ์ตูนการเมืองและนักข่าวที่หายตัวไปตั้งแต่ปี 2553 และจนถึงขณะนี้ยังไม่พบตัว

พระญาณสาระถูกศาลตัดสินจำคุก 6 ปี จากพฤติกรรมที่เข้าข่ายดูหมิ่นศาลและข่มขู่ระหว่างการพิจารณาคดีที่ศาลแขวงโฮมากามา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสืบสวนการหายตัวไปของนายปราจีธ เอกนาลิโกดา โดยพระญาณสาระเดินทางไปปรากฏตัวต่อศาลเพื่อสนับสนุนเจ้าหน้าที่ข่าวกรองทางทหารที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักพาตัวนักเขียนการ์ตูนรายนี้

ปราจีธ เอกนาลิโกดา เป็นที่รู้จักจากผลงานการ์ตูนการเมืองที่วิพากษ์วิจารณ์อดีตประธานาธิบดีมหินทา ราชปักษา ระหว่างการโต้เถียงอย่างรุนแรงภายในศาล พระญาณสาระกล่าวหาปราจีธและภรรยาว่าสนับสนุนกลุ่มหัวรุนแรงชาวทมิฬ และทำลายชื่อเสียงของกองทัพ

ในเดือนสิงหาคม 2561 ศาลอุทธรณ์ศรีลังกาพิพากษาจำคุกพระญาณสาระรวม 19 ปี โดยให้รับโทษพร้อมกันเหลือ 6 ปี จากพฤติกรรมดูหมิ่นศาลระหว่างการพิจารณาคดีที่ศาลแขวงโฮมากามา ต่อมาเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2561 ศาลฎีกายืนตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ และยืนยันความผิดของพระญาณสาระในข้อหาดูหมิ่นศาล จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในศาลแขวงโฮมากามาเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2559

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2562 พระญาณสาระได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำเวลิกาดา หลังอดีตประธานาธิบดีไมตรีปาละ สิริเสนา ใช้อำนาจพระราชทานอภัยโทษให้ แม้พระญาณสาระจะรับโทษจำคุกมาไม่ถึง 1 ปี การตัดสินใจดังกล่าวสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกลุ่มสิทธิมนุษยชน ซึ่งเห็นว่าเป็นการบั่นทอนหลักนิติธรรม

คำพิพากษาครั้งล่าสุดถือเป็นความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญของพระญาณสาระ วัย 51 ปี ซึ่งเป็นพระสงฆ์ชาตินิยมชาวพุทธที่มีบทบาททางการเมืองและสังคมอย่างมาก โดยฝ่ายวิจารณ์กล่าวหาว่าเขามีส่วนทำให้กระแสต่อต้านชาวมุสลิมและความตึงเครียดทางศาสนาในศรีลังกาทวีความรุนแรงขึ้น

แม้ได้รับการปล่อยตัว พระญาณสาระยังคงมีอิทธิพลทางการเมือง โดยในปี 2563 ประธานาธิบดีโกตาบายา ราชปักษาในขณะนั้น แต่งตั้งให้เขาเป็นประธานคณะกรรมการศึกษาการปฏิรูปกฎหมาย

ต่อมา พระญาณสาระยังต้องรับโทษจำคุกอีก 9 เดือนในคดีแยกต่างหาก จากถ้อยคำที่ถูกมองว่าเป็นการดูหมิ่นศาสนาอิสลามและปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังทางศาสนาในศรีลังกา ซึ่งประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ นอกจากนี้ พระญาณสาระยังถูกกล่าวหาว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระวีราธู พระสงฆ์ชาตินิยมสุดโต่งจากเมียนมา ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีส่วนปลุกกระแสความขัดแย้งทางศาสนาในประเทศ

พระวีราธูเดินทางเยือนศรีลังกาตามคำเชิญของพระญาณสาระ หลังเกิดเหตุจลาจลต่อต้านชาวมุสลิมในปี 2557 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 คน พระสงฆ์ทั้งสองรูปมักนำเสนอตนเองว่าเป็นผู้ปกป้องพระพุทธศาสนาจากสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “ลัทธิสุดโต่งของอิสลาม” อย่างไรก็ตาม พระญาณสาระปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุจลาจลดังกล่าว

ในการพิจารณาคดีล่าสุด กลุ่ม CPA และนางแซนดียา เอกนาลิโกดา เป็นฝ่ายยื่นคำร้องคัดค้านการอภัยโทษของอดีตประธานาธิบดีสิริเสนา โดยให้เหตุผลว่าการใช้อำนาจดังกล่าวไม่เป็นไปตามหลักกฎหมาย

คำพิพากษาครั้งนี้ทำให้พระญาณสาระต้องกลับเข้าสู่เรือนจำเพื่อรับโทษที่เหลือจากโทษจำคุก 6 ปี และถือเป็นคำตัดสินสำคัญที่ย้ำถึงหลักการใช้อำนาจอภัยโทษของประธานาธิบดีภายใต้กรอบของกฎหมายและหลักนิติธรรม.

ที่มา AFP / Daily Mirror – Sri Lanka

ฟูจิปิดฤดูปีนเขา เจอฝนถล่ม-ดินถล่มฝังรถ 3 คัน นักปีนเขา 2 รายหมดสติ

ฟูจิปิดฤดูปีนเขา เจอฝนถล่ม-ดินถล่มฝังรถ 3 คัน นักปีนเขา 2 รายหมดสติ

10 ก.ย. 2569 14:00 น.

ฟูจิปิดฤดูปีนเขา เจอฝนถล่ม-ดินถล่มฝังรถ 3 คัน นักปีนเขา 2 รายหมดสติ

วันสุดท้ายของฤดูปีนเขาที่ภูเขาไฟฟูจิป่วน หลังเจอสภาพอากาศแปรปรวน ฝนตกหนัก ลมแรง และหมอกหนาจัด ก่อนเกิดดินถล่มลานจอดรถฝังกลบรถเจ้าหน้าที่บางส่วน และยังพบนักปีนเขา 2 รายหมดสติบนเส้นทาง

ภูเขาไฟฟูจิของญี่ปุ่นเผชิญสภาพอากาศเลวร้ายในวันสุดท้ายของฤดูปีนเขาอย่างเป็นทางการ เมื่อฝนตกหนักและหมอกหนาปกคลุมพื้นที่ ก่อนเกิดเหตุดินถล่มในลานจอดรถแห่งหนึ่ง ส่งผลให้รถ 3 คันของเจ้าหน้าที่ ที่ทำงานอยู่บนภูเขาถูกดินและเศษวัสดุฝังกลบบางส่วน โดยลานจอดรถดังกล่าวอยู่บริเวณหนึ่งใน 4 จุดทางขึ้นหลักของภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งมีความสูง 3,776 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

ฮิซายูกิ โมโตฮาชิ เจ้าหน้าที่ดูแลบำรุงรักษาถนนของรัฐบาลท้องถิ่นจังหวัดชิซูโอกะ เปิดเผยว่า รถ 3 คันถูกดินถล่มฝังกลบบางส่วน แต่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ตำรวจจังหวัดชิซูโอกะได้รับแจ้งให้เข้าช่วยเหลือนักปีนเขาอีก 2 รายในวันเดียวกัน โดยรายแรกเป็นชายที่คาดว่าอายุประมาณ 30-40 ปี ถูกพบล้มหมดสติอยู่ใกล้บริเวณยอดเขา ส่วนอีกรายเป็นชายที่คาดว่าอายุประมาณ 60 ปี ถูกพบล้มลงบนเส้นทางปีนเขา แต่ตำรวจไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับอาการของนักปีนเขาทั้งสองราย

ภาพจากรัฐบาลท้องถิ่นจังหวัดชิซูโอกะและไกด์ภูเขาอย่างเป็นทางการ ซึ่งเผยแพร่ในช่วงเช้าวันที่ 10 กันยายน แสดงให้เห็นถนนทางขึ้นและเส้นทางที่ปกคลุมไปด้วยหมอกหนาและฝน ทำให้ทัศนวิสัยในพื้นที่ลดลงอย่างมาก

โดยภูเขาไฟฟูจิเปิดให้นักปีนเขาเข้าพื้นที่อย่างเป็นทางการในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวมากกว่า 200,000 คนต่อปี ในช่วงฤดูปีนเขา โดยในแต่ละปีตำรวจท้องถิ่นต้องออกปฏิบัติการช่วยเหลือนักปีนเขาหลายสิบราย และมีรายงานผู้เสียชีวิตอยู่เป็นระยะ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชุมชนโดยรอบภูเขาไฟฟูจิได้เพิ่มมาตรการควบคุมการเข้าถึงพื้นที่ เพื่อรับมือกับปัญหานักท่องเที่ยวล้นพื้นที่ หรือ โอเวอร์ทัวริซึม รวมถึงพยายามป้องกันนักปีนเขาที่เตรียมอุปกรณ์มาไม่พร้อมไม่ให้ขึ้นสู่ยอดเขา

ทางการยังออกมาตรการกำหนดให้นักปีนเขาต้องพักค้างคืนอย่างน้อย 1 คืนในกระท่อมพักแรมตามเส้นทาง เพื่อป้องกันการปีนเขาแบบเร่งรีบและลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ

ทั้งนี้ สภาพอากาศเลวร้ายยังส่งผลกระทบต่อพื้นที่อื่นของญี่ปุ่นด้วย โดยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา นักกีฬาหลายร้อยคนที่เข้าร่วมการแข่งขันเอเชียนเกมส์ในญี่ปุ่น ต้องอพยพออกจากที่พักชั่วคราว หลังเมืองนาโกยาเผชิญฝนตกหนักในระดับทำลายสถิติ.

ที่มา : channelnewsasia

เครื่องบิน “เซเลนสกี” เกือบถูกโดรนรัสเซียพุ่งชน ขณะเตรียมบินร่วมงานพระราชพิธีศพกษัตริย์นอร์เวย์

เครื่องบิน "เซเลนสกี" เกือบถูกโดรนรัสเซียพุ่งชน ขณะเตรียมบินร่วมงานพระราชพิธีศพกษัตริย์นอร์เวย์

10 ก.ย. 2569 12:57 น.

เครื่องบิน “เซเลนสกี” เกือบถูกโดรนรัสเซียพุ่งชน ขณะเตรียมบินร่วมงานพระราชพิธีศพกษัตริย์นอร์เวย์

นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์เปิดเผยว่า เครื่องบินที่นำประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน เดินทางจากมอลโดวาไปยังกรุงออสโล เพื่อร่วมพระราชพิธีพระศพสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 เกือบถูกโดรนโจมตี ขณะที่ฝ่ายยูเครนระบุว่าเป็นเหตุเตือนภัย หลังโดรนรัสเซียล้ำเข้าน่านฟ้ามอลโดวาและโรมาเนีย

นายกรัฐมนตรีโยนาส การ์ สเตอเรอ ของนอร์เวย์ เปิดเผยว่า เครื่องบินที่นำประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน เดินทางจากมอลโดวาไปยังกรุงออสโล เกือบถูกโดรนโจมตี ขณะกำลังเตรียมขึ้นบินจากมอลโดวา เพื่อเดินทางไปร่วมพระราชพิธีพระศพสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์

นายสเตอเรอให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ NRK ของนอร์เวย์ว่า เครื่องบินของเซเลนสกี “เกือบถูกโดรนโจมตี” ขณะกำลังขึ้นบินจากมอลโดวา พร้อมระบุว่า นี่คือความเป็นจริงที่ผู้นำยูเครนต้องเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว

แหล่งข่าวจากสำนักงานประธานาธิบดียูเครนให้ข้อมูลที่แตกต่างออกไปเล็กน้อย โดยระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือการแจ้งเตือนภัยในมอลโดวา หลังโดรนของรัสเซียลำหนึ่งล้ำเข้าสู่น่านฟ้ามอลโดวาและโรมาเนีย พร้อมย้ำว่า การกล่าวว่าเซเลนสกีตกอยู่ในอันตรายนั้นเป็นการกล่าวเกินจริง

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เที่ยวบินของเซเลนสกีต้องล่าช้าขณะจอดรออยู่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติคีชีเนา เมืองหลวงของมอลโดวา โดยเครื่องบินได้รับอนุญาตให้ขึ้นบินหลังเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและยืนยันว่าโดรนลำดังกล่าวตกลงในดินแดนมอลโดวาแล้ว โดยมีรายงานว่าโดรนดังกล่าวเป็นโดรนขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ไอพ่น และตกห่างจากสนามบินราว 160 กิโลเมตร โดยเกิดการระเบิดหลังตกลงในพื้นที่ดังกล่าว

วลาดิสลาฟ คุลมินสกี เอกอัครราชทูตมอลโดวาประจำสหรัฐฯ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มว่าจะ “ไม่ใช่อุบัติเหตุ” พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ไม่น่าเป็นไปได้ที่โดรนขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ไอพ่นจะบินเข้ามาในดินแดนมอลโดวาเพียงเพื่อภารกิจลาดตระเวน ในขณะที่เครื่องบินของประธานาธิบดียูเครนกำลังจอดอยู่ที่สนามบิน

เมื่อถูกถามว่าเจ้าหน้าที่มอลโดวาสงสัยว่าโดรนอาจมุ่งเป้าไปที่เซเลนสกีหรือไม่ คุลมินสกีระบุว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุป เนื่องจากการสอบสวนยังดำเนินอยู่ แต่ยอมรับว่าเป็นที่ทราบกันดีว่าเซเลนสกีใช้เส้นทางน่านฟ้ามอลโดวาในการเดินทางไปต่างประเทศ และเหตุการณ์ลักษณะนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ด้านรัฐบาลรัสเซียยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ดังกล่าว

เจ้าหน้าที่มอลโดวาระบุว่า นอกจากโดรนลำแรกแล้ว ยังมีโดรนอีกหนึ่งลำล้ำเข้าน่านฟ้ามอลโดวาเมื่อวันอังคาร (8 ก.ย.) ก่อนบินต่อเข้าสู่น่านฟ้าโรมาเนีย มอลโดวาซึ่งมีพรมแดนติดกับยูเครน ได้สั่งปิดน่านฟ้าชั่วคราวหลังตรวจพบโดรนล้ำเขต ขณะที่ทางการระบุว่า โดรนของรัสเซียมักล้ำเข้าน่านฟ้าของทั้งมอลโดวาและโรมาเนียในช่วงสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ดำเนินมานานกว่า 4 ปี

ประธานาธิบดีไมอา ซานดู ของมอลโดวา ประณามการล่วงล้ำน่านฟ้าว่าเป็น “ภัยคุกคามร้ายแรงต่อชีวิตประชาชน” และประณามการโจมตีของโดรนรัสเซียบริเวณจุดผ่านแดนที่ติดกับยูเครนเมื่อวันอังคาร ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน

ทั้งนี้ เซเลนสกีเดินทางถึงกรุงออสโลในช่วงค่ำวันอังคาร และเข้าพบนายสเตอเรอ รวมถึงนายเยนส์ สโตลเทนเบิร์ก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  และเอสเพน บาร์ธ ไอเดอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อหารือเกี่ยวกับความช่วยเหลือทางทหารแก่อูเครน โดยเฉพาะการสนับสนุนระบบป้องกันภัยทางอากาศ ตลอดจนความช่วยเหลือด้านพลเรือน

ส่วนในวันพุธ (9 ก.ย.) เซเลนสกีเข้าร่วมพระราชพิธีพระศพของสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 ซึ่งสวรรคตเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ขณะพระชนมพรรษา 89 พรรษา โดยมีผู้นำและบุคคลสำคัญจากต่างประเทศกว่า 20 ประเทศเข้าร่วม ในบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ต่างประเทศที่เข้าร่วมพระราชพิธี ได้แก่ เจ้าชายวิลเลียม มกุฎราชกุมารแห่งสหราชอาณาจักร และเจ้าชายอากิชิโนะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น

นายสเตอเรอระบุว่า หลังเสร็จสิ้นพระราชพิธี เซเลนสกีเดินทางต่อไปยังแคนาดา เพื่อพบหารือกับผู้นำแคนาดา สเตอเรอกล่าวว่า ก่อนเข้าร่วมพระราชพิธีพระศพ เซเลนสกีได้เข้าพบเขาอีกครั้ง และเล่าถึงสถานการณ์ในคืนก่อนหน้านั้น โดยระบุว่าเซเลนสกีต้องนั่งติดตามข่าวทางโทรศัพท์เกี่ยวกับจุดที่ขีปนาวุธโจมตีในยูเครน ทำให้แทบไม่ได้พักผ่อน

ด้านสโตลเทนเบิร์ก ซึ่งเข้าร่วมการหารือกับเซเลนสกีในคืนวันอังคาร กล่าวว่า ผู้นำยูเครนเล่าถึงเหตุการณ์ที่ทำให้เที่ยวบินออกจากมอลโดวาล่าช้า และยืนยันว่ามีภัยคุกคามต่อเครื่องบิน แต่เขาไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้มากกว่านี้

สโตลเทนเบิร์กกล่าวว่า การเดินทางออกจากยูเครนไม่เคยเป็นเรื่องง่าย และสิ่งสำคัญคือเซเลนสกีใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อเดินทางมาร่วมพระราชพิธีในนอร์เวย์ ด้านอีเนอ เอริกเซน เซอไรเดอ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศนอร์เวย์ กล่าวว่า สถานการณ์ที่เซเลนสกีต้องเผชิญถือว่ารุนแรงอย่างยิ่ง เพราะผู้นำยูเครนตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคามอย่างต่อเนื่อง แต่ยังยืนยันว่าจะไม่หลบหนีออกจากประเทศ และยังคงเดินทางพบผู้นำทั่วโลกเพื่อรักษาการสนับสนุนยูเครน.

ที่มา CNN / NRK

เหมืองดีบุกยักษ์เมียนมากลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้ง เร่งส่งออกจีน

เหมืองดีบุกยักษ์เมียนมากลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้ง เร่งส่งออกจีน

10 ก.ย. 2569 12:32 น.

เหมืองดีบุกยักษ์เมียนมากลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้ง เร่งส่งออกจีน

เหมืองดีบุกหม่านหม่อว์ หนึ่งในแหล่งผลิตดีบุกรายใหญ่ที่สุดของโลกในรัฐว้า ประเทศเมียนมา เริ่มกลับมาดำเนินงานอีกครั้ง หลังระงับการผลิตมาตั้งแต่ปี 2566 พร้อมเพิ่มการส่งออกแร่ดีบุกไปยังจีน ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือน การฟื้นตัวของเหมืองอาจส่งผลสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานโลหะที่มีความจำเป็นต่ออุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI

กลุ่มคลังสมอง International Crisis Group เปิดเผยว่า เหมืองหม่านหม่อว์ (Man Maw) ซึ่งเป็นหนึ่งในเหมืองดีบุกใหญ่ที่สุดของโลก ตั้งอยู่ในเขตปกครองตนเองว้า ทางตะวันออกของเมียนมา กำลังเริ่มกลับมาดำเนินการอีกครั้ง หลังระงับการผลิตมาตั้งแต่ปี 2566 และกำลังเพิ่มการส่งออกแร่ดีบุกไปยังจีน

ดีบุกเป็นโลหะสำคัญต่ออุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ เนื่องจากใช้เป็นวัสดุบัดกรีสำหรับเชื่อมไมโครชิปเข้ากับแผงวงจร รวมถึงเชื่อมต่อชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ที่ใช้ในศูนย์ข้อมูล

เหมืองหม่านหม่อว์กลายเป็นแหล่งจัดหาดีบุกรายสำคัญของโลกอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษ 2010 ส่งผลให้เมียนมาก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตดีบุกรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก และเป็นแหล่งจัดหาดีบุกรายใหญ่ที่สุดให้แก่จีน

การปิดเหมืองอย่างกะทันหันโดยกองกำลังติดอาวุธที่มีอำนาจควบคุมพื้นที่ในปี 2566 เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการเริ่มต้นของกระแสการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรม AI ส่งผลให้ราคาดีบุกพุ่งสูงขึ้น และเกิดการแข่งขันทั่วโลกเพื่อแสวงหาแหล่งโลหะดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม International Crisis Group ระบุว่า ขณะนี้เหมืองกำลังอยู่ในช่วง “กลับมาเปิดดำเนินการอย่างช้า ๆ” โดยพบว่าแร่กำลังถูกขนย้ายอีกครั้ง แม้ปริมาณการผลิตจะยังต่ำกว่าระดับก่อนระงับการดำเนินงานอย่างมาก

ข้อมูลศุลกากรจีนระบุว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 จีนนำเข้าแร่ดีบุกและหัวแร่ดีบอกจากเมียนมารวมเกือบ 40,000 เมตริกตัน ซึ่งสูงกว่ายอดนำเข้าตลอดทั้งปี 2568 แล้ว

รายงานของ International Crisis Group ยังระบุว่า ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นว่ามีการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่แห่งใหม่หลายแห่งบริเวณพื้นที่เหมืองหม่านหม่อว์ ขณะที่แสงสว่างในเวลากลางคืนรอบพื้นที่เหมืองกลับมาเพิ่มขึ้น หลังจากลดลงอย่างมากภายหลังการระงับการดำเนินงาน ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่ากิจกรรมในพื้นที่กำลังเพิ่มขึ้น

แม้การดำเนินงานจะเริ่มฟื้นตัว แต่ระดับการผลิตยังห่างไกลจากช่วงที่เหมืองมีผลผลิตสูงสุด โดยข้อมูลศุลกากรจีนระบุว่า ในปี 2559 เมียนมาส่งแร่ดีบุกและหัวแร่ดีบุกให้จีนเกือบ 500,000 เมตริกตัน คิดเป็นมากกว่า 99 เปอร์เซ็นต์ของการนำเข้าดีบุกประเภทดังกล่าวของจีน

ริชาร์ด ฮอร์ซีย์ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านเอเชียของ International Crisis Group กล่าวว่า มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าเหมืองกำลังเพิ่มระดับการผลิตอย่างต่อเนื่อง แม้การฟื้นตัวจะไม่สม่ำเสมอในทุกพื้นที่

การกลับมาดำเนินงานของเหมือง ไม่ว่าจะเป็นไปอย่างช้าเพียงใด มีแนวโน้มส่งผลในวงกว้าง ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างประเทศเพื่อรักษาความมั่นคงด้านทรัพยากรที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรม AI

ก่อนหน้านี้ ปัญหาอุปทานดีบุกที่เปราะบาง ประกอบกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของการผลิตไมโครชิปสำหรับการประมวลผลข้อมูล ส่งผลให้ราคาดีบุกพุ่งทำสถิติสูงสุดในเดือนมกราคมที่ผ่านมา

การเข้าถึงเหมืองหม่านหม่อว์และข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานถูกจำกัดอย่างเข้มงวดโดยกองทัพสหรัฐว้า (United Wa State Army-UWSA) หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า “ว้าแดง” ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ควบคุมพื้นที่รัฐว้า ทางตะวันออกของเมียนมา และมีพรมแดนติดกับจีน

UWSA ถือเป็นหนึ่งในองค์กรติดอาวุธนอกภาครัฐที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และมีประวัติเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากต่างประเทศมาเป็นเวลานาน เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด

นักวิเคราะห์ระบุว่า การสนับสนุนจากจีน รวมถึงความสัมพันธ์ทางธุรกิจของกลุ่มว้ากับจีน ช่วยให้รัฐว้าสามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากสงครามกลางเมืองที่กำลังทำลายเสถียรภาพของพื้นที่ส่วนใหญ่ในเมียนมา นับตั้งแต่กองทัพยึดอำนาจในปี 2564

International Crisis Group ประเมินว่า การปิดเหมืองหม่านหม่อว์ในปี 2566 น่าจะเกิดจากความขัดแย้งเพื่อแย่งชิงอำนาจควบคุมระหว่างกลุ่มตระกูลผู้มีอิทธิพลในรัฐว้า มากกว่าจะเป็นผลโดยตรงจากการสู้รบ

อย่างไรก็ตาม องค์กรดังกล่าวเตือนว่า เหมืองยังเผชิญความท้าทายด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ทั้งปัญหาอุโมงค์เหมืองถูกน้ำท่วม และการลดลงของแหล่งแร่ดีบุกที่มีความเข้มข้นสูง ซึ่งอาจทำให้การเพิ่มกำลังการผลิตในระยะต่อไปทำได้ยากขึ้น.

ที่มา AFP

เดือนสิงหาคมทุบสถิติ “เดือนที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก”

เดือนสิงหาคมทุบสถิติ "เดือนที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก"

10 ก.ย. 2569 11:21 น.

เดือนสิงหาคมทุบสถิติ “เดือนที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก”

หน่วยงานบริการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัสของสหภาพยุโรป เปิดเผยว่า เดือนสิงหาคมที่ผ่านมาเป็นเดือนที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ โดยอุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศทั่วโลกอยู่ที่ 16.96 องศาเซลเซียส สูงกว่าสถิติเดิมที่บันทึกไว้ในเดือนกรกฎาคม 2023 อยู่ 0.01 องศาเซลเซียส

อย่างไรก็ตาม โคเปอร์นิคัสระบุว่า ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยทำให้เดือนสิงหาคมปีนี้ และกรกฎาคม 2566 ถือเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดร่วมกันในทางสถิติ โดยข้อมูลการสังเกตการณ์ของโคเปอร์นิคัสย้อนหลังไปถึงปี 2483 ขณะที่หลักฐานจากธรรมชาติ เช่น แกนน้ำแข็ง วงปีของต้นไม้ และโครงกระดูกปะการัง ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถเปรียบเทียบสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันกับช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่านั้น

ซาแมนธา เบอร์เจส จากศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางแห่งยุโรป หรือ ECMWF ซึ่งกำกับดูแลโคเปอร์นิคัส กล่าวว่า มนุษย์อาจไม่เคยเผชิญอุณหภูมิที่ร้อนเท่าปัจจุบันตลอดช่วงอย่างน้อย 100,000 ปีที่ผ่านมา

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่ากิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะการเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นราว 1.4 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม และทำให้สภาพอากาศสุดขั้วมีความรุนแรงและเกิดขึ้นได้บ่อยขึ้น ขณะที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่กักเก็บความร้อนกลับเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดครั้งใหม่ในปี 2568

ไซมอน สตีล หัวหน้าฝ่ายภูมิอากาศของสหประชาชาติ กล่าวว่า หลักฐานที่มีอยู่ไม่อาจโต้แย้งได้ และสถานการณ์ดังกล่าวเป็นผลกระทบที่เพิ่มขึ้นจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลของมนุษย์ ซึ่งกำลังเร่งให้วิกฤตสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้น

อุณหภูมิผิวน้ำทะเลทั่วโลกยังทำสถิติสูงสุดรายวันครั้งใหม่ และถือเป็นหนึ่งในเดือนสิงหาคมที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา ส่งผลให้มหาสมุทรทั่วโลกมีอุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องเป็นเดือนที่สาม

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของความร้อนส่วนเกินที่เกิดจากก๊าซเรือนกระจกถูกดูดซับไว้โดยมหาสมุทร ช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิบนผืนดิน แต่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล แนวปะการัง และชุมชนตามชายฝั่ง

อุณหภูมิทำสถิติสูงขึ้นในหลายพื้นที่ที่มีอากาศร้อนจัด ทั้งมหาสมุทรแอตแลนติก ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน ซึ่งกำลังได้รับอิทธิพลจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น

เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ภูมิอากาศตามธรรมชาติที่ทำให้น้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณตะวันออกมีอุณหภูมิสูงผิดปกติ ส่งผลให้ความร้อนจำนวนมากที่สะสมอยู่ในมหาสมุทรถูกปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ และทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นชั่วคราวเป็นเวลาประมาณหนึ่งปี

ปรากฏการณ์ดังกล่าวยังเพิ่มโอกาสเกิดสภาพอากาศรุนแรงในพื้นที่ห่างไกลออกไปหลายพันกิโลเมตร ตั้งแต่น้ำท่วมในเปรู ภัยแล้งในแอฟริกา ไปจนถึงไฟป่าในออสเตรเลีย

นักวิทยาศาสตร์คาดว่า สถิติอุณหภูมิอาจยังถูกทำลายต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนข้างหน้า เนื่องจากเอลนีโญกำลังเพิ่มความรุนแรงและคาดว่าจะเข้าใกล้จุดสูงสุดในช่วงเดือนธันวาคม ขณะที่ปี 2569 และ 2570 อาจกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา

ฟรีเดอริเก ออตโต นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศจาก Imperial College London กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ปรากฏการณ์เอลนีโญแต่ละครั้งร้อนขึ้น และตราบใดที่มนุษย์ยังคงเผาถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เดือนที่ทำลายสถิติความร้อนจะยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โคเปอร์นิคัสระบุว่า เดือนสิงหาคมยังเป็นการปิดฉากฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกในยุโรปตะวันตก โดยทำลายสถิติเดิมที่บันทึกไว้ในปี 2546

ช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมเต็มไปด้วยคลื่นความร้อนรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้โรงเรียนต้องปิด แม่น้ำหลายสายมีระดับน้ำลดลง และพื้นที่จำนวนมากแห้งแล้งจนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่ารุนแรง

ข้อมูลจากแพลตฟอร์ม EuroMomo ซึ่งติดตามการเสียชีวิตในยุโรป ประเมินว่า ระหว่างกลางเดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนสิงหาคม ยุโรปมีผู้เสียชีวิตมากกว่าปกติราว 32,000 คน ขณะเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์จากเครือข่าย World Weather Attribution สรุปว่า คลื่นความร้อนรุนแรงที่เกิดขึ้นในเดือนมิถุนายนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยหากไม่มีอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ผลกระทบจากความร้อนรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในยุโรป โดยสำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NOAA ระบุว่า สหรัฐฯ ในพื้นที่ติดกันทั้งหมด 48 รัฐเพิ่งเผชิญฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึก นอกจากนี้ การวิเคราะห์ข้อมูลของโคเปอร์นิคัสโดยสำนักข่าวเอเอฟพียังพบว่า ประชากรราว 900 ล้านคนในหลายภูมิภาคทั่วโลกต้องเผชิญเดือนกรกฎาคมที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก

เบอร์เจสระบุว่า ฤดูร้อนที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ผิดปกติอย่างมาก ไม่ใช่เพียงในยุโรป แต่ยังรวมถึงพื้นที่อื่น ๆ ของโลกที่สถิติอุณหภูมิซึ่งเคยยืนยาวมาเกือบหนึ่งศตวรรษถูกทำลายลง เธอเตือนว่า สภาพภูมิอากาศทั่วโลกจะยังคงรุนแรงขึ้น หากมนุษย์ไม่สามารถลดและยุติการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างจริงจัง

ทั้งนี้ เดือนสิงหาคมมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมประมาณ 1.65 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียสที่นานาประเทศกำหนดไว้เป็นเป้าหมายเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบรุนแรงที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างไรก็ตาม การที่อุณหภูมิสูงกว่า 1.5 องศาเซลเซียสเพียงเดือนเดียว ไม่ได้หมายความว่าโลกได้ก้าวข้ามระดับดังกล่าวอย่างถาวร แต่เป็นสัญญาณชัดเจนว่าโลกกำลังเข้าใกล้การฝ่าฝืนขีดจำกัดดังกล่าวมากขึ้น.

ที่มา AFP

อิหร่านอาจ “แยกชิ้นส่วน-ศึกษา” โดรนใต้น้ำสหรัฐฯ หลังกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติยึดได้ทั้งลำ

อิหร่านอาจ "แยกชิ้นส่วน-ศึกษา" โดรนใต้น้ำสหรัฐฯ หลังกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติยึดได้ทั้งลำ

10 ก.ย. 2569 10:56 น.

อิหร่านอาจ “แยกชิ้นส่วน-ศึกษา” โดรนใต้น้ำสหรัฐฯ หลังกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติยึดได้ทั้งลำ

กองกำลังอิหร่านยึดโดรนใต้น้ำรุ่น Dive-LD ของกองทัพสหรัฐฯ ที่ลอยเคว้งกลางทะเลได้ทั้งลำ เปิดโอกาสให้อิหร่านนำเทคโนโลยีไปศึกษาและถอดแบบ หรือที่เรียกว่า “วิศวกรรมย้อนกลับ” ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า อาจไม่ได้ทำให้อิหร่านได้เปรียบทางทหาร แต่ถือเป็นชัยชนะด้านการโฆษณาชวนเชื่อ และเป็นความเสียหายต่อภาพลักษณ์ความเหนือกว่าทางเทคโนโลยีของสหรัฐฯ

การที่อิหร่านสามารถยึดโดรนใต้น้ำของกองทัพสหรัฐฯ ไว้ได้ เปิดโอกาสให้อิหร่านศึกษาวิเคราะห์และมีความเป็นไปได้สูงที่จะนำมาทำวิศวกรรมย้อนกลับ (Reverse Engineering) หรือกระบวนการแกะรอย วิเคราะห์ และศึกษาโครงสร้างหรือการทำงานของชิ้นงาน อุปกรณ์ หรือซอฟต์แวร์ที่มีอยู่แล้ว เพื่อทำความเข้าใจวิธีการสร้าง ก่อนนำไปพัฒนาต่อยอดหรือสร้างชิ้นงานใหม่ ซึ่งถือเป็นความเพลี่ยงพล้ำครั้งสำคัญของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ และบริษัทผู้ผลิตอย่าง แอนดูริล (Anduril)

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับโดรนใต้น้ำอัตโนมัติ (AUV) รุ่น Dive-LD ซึ่งออกแบบมาสำหรับภารกิจลาดตระเวนระยะไกลและปฏิบัติการใต้ทะเลล้ำสมัยที่สามารถทำงานได้นานหลายวันโดยแทบไม่ต้องพึ่งพามนุษย์ แม้ว่ากองทัพสหรัฐฯ และบริษัทแอนดูริลจะพยายามลดทอนความสำคัญ โดยระบุว่าเป็นโดรนรุ่นเก่าที่เกิดข้อขัดข้องทางเทคนิคและลอยลำอยู่กลางน้ำก่อนถูกเก็บกู้ แต่เหตุการณ์นี้ได้กลายเป็นประเด็นอับอายของวอชิงตัน

ในอดีต สหรัฐฯ เคยเผชิญปัญหาลักษณะเดียวกันนี้มาแล้ว เช่น กรณีอิหร่านยึดโดรนสอดแนมไร้คนขับ RQ-170 Sentinel ได้ในปี 2011 ซึ่งต่อมาอิหร่านอ้างว่าสามารถแกะรอยและผลิตโดรนเลียนแบบขึ้นมาได้เองในประเทศ รวมถึงความพยายามของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในปี 2022 ที่ต้องส่งเรือลาดตระเวนและเฮลิคอปเตอร์เข้าสกัดกั้นกองเรืออิหร่านที่พยายามลากจูงโดรนผิวน้ำ Saildrone ในอ่าวเปอร์เซีย

สถานเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศต่างๆ ได้โพสต์ข้อความเยาะเย้ยสหรัฐฯ ผ่านแพลตฟอร์ม X อย่างต่อเนื่อง โดยสถานทูตอิหร่านประจำกานาโพสต์ข้อความระบุว่าเจ้าหน้าที่สามารถเก็บกู้ยานดำน้ำดังกล่าวได้ในช่องแคบที่อยู่ภายใต้การควบคุม พร้อมเปรียบเปรยว่าเหมือนการเก็บขวดพลาสติกจากอวนจับปลา ขณะที่สถานทูตอิหร่านประจำเมืองไฮเดอราบาด ประเทศอินเดีย โพสต์ติดตลกว่าจะมีพิธีแกะกล่องโดยทีมวิศวกรย้อนกลับในเช้าวันรุ่งขึ้น

ฟาร์ซิน นาดิมิ นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันนโยบายตะวันออกใกล้ มองว่า อิหร่านใช้ทุกโอกาสเปลี่ยนเหตุการณ์นี้ให้เป็นชัยชนะทางโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งช่วยให้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) สามารถนำไปต่อยอดพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองได้

ด้านไบรอัน คลาร์ก ผู้อำนวยการศูนย์แนวคิดและเทคโนโลยีการป้องกันประเทศจากสถาบันฮัดสัน ระบุว่า วิศวกรอิหร่านน่าจะสามารถแกะระบบกลไกทางกายภาพของโดรนได้อย่างแน่นอน เนื่องจากมีประวัติความสำเร็จในลักษณะนี้มาหลายครั้งแล้ว แต่อาจติดข้อจำกัดด้านระบบป้องกันซอฟต์แวร์ภายในที่ออกแบบมาเพื่อความปลอดภัยของข้อมูล

เหตุการณ์ดังกล่าวยังสะท้อนถึงความขัดแย้งในการสื่อสารระหว่างบริษัทแอนดูริลและกองทัพเรือสหรัฐฯ โดยในขณะที่กองทัพเรือพยายามระบุว่าเป็นโดรนรุ่นเก่าและไม่มีข้อมูลชั้นความลับ แต่แอนดูริลกลับทำการตลาดโดรนรุ่น Dive-LD ว่าเป็นยานใต้น้ำอัตโนมัติที่มีความยืดหยุ่นและน่าเชื่อถือสูงที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาด รวมถึงใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนายานดำน้ำขนาดใหญ่อย่าง Ghost Shark ของออสเตรเลีย

โมนา ยาคูเบียน ผู้อำนวยการโครงการตะวันออกกลางจากศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และนานาชาติ (CSIS) สรุปว่า เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญของอิหร่านในการใช้ประโยชน์เพื่อสร้างภาพลักษณ์ความไร้ประสิทธิภาพของสหรัฐฯ และตอกย้ำความสามารถในการควบคุมพื้นที่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซของตนเองได้อย่างชัดเจน.

ที่มา Reuters

20 รัฐฟ้องทรัมป์ ปมลดทอนกฎหมายคุ้มครองสัตว์ใกล้สูญพันธุ์

20 รัฐฟ้องทรัมป์ ปมลดทอนกฎหมายคุ้มครองสัตว์ใกล้สูญพันธุ์

10 ก.ย. 2569 10:14 น.

20 รัฐฟ้องทรัมป์ ปมลดทอนกฎหมายคุ้มครองสัตว์ใกล้สูญพันธุ์

อัยการสูงสุดจาก 20 พร้อมกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ยื่นฟ้องรัฐบาลทรัมป์ กล่าวหาลดทอนมาตรการคุ้มครองสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ ขัดต่อกฎหมายสหรัฐฯ

วันที่ 9 กันยายน 2569 อัยการสูงสุดจาก 20 รัฐของสหรัฐฯ ที่นำโดยพรรคเดโมแครต พร้อมกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ยื่นฟ้องรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ 2 คดี โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลกำลังลดทอนมาตรการคุ้มครองสัตว์และพืชใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งอาจเปิดทางให้บริษัทต่างๆ เข้าไปพัฒนาพื้นที่เปราะบางที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น โดยการฟ้องร้องมีขึ้นไม่ถึง 2 เดือน หลังจากกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ประกาศกฎระเบียบฉบับใหม่ ซึ่งอาจทำให้บริษัทต่างๆ สามารถเข้าไปพัฒนาพื้นที่ที่เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ได้มากขึ้น

นายนิค บราวน์ อัยการสูงสุดรัฐวอชิงตัน กล่าวว่า รัฐบาลทรัมป์กำลังพยายามบ่อนทำลายกฎหมาย เจตนารมณ์ของสภาคองเกรส และความต้องการของประชาชนที่ส่วนใหญ่สนับสนุนมาตรการคุ้มครองสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ พร้อมวิจารณ์ว่า แทนที่จะดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ รัฐบาลกลับมุ่งแสวงหาประโยชน์จากผืนดินและแหล่งน้ำ

รายงานข่าวระบุว่า หนึ่งในคดีที่ยื่นฟ้อง โต้แย้งว่ารัฐบาลได้ตีความคำว่า “อันตราย” (harm) ในกฎหมายว่าด้วยสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ปี 2516 แคบลงอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยกฎหมายฉบับสำคัญนี้มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองสัตว์และพืชที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

โดยที่ผ่านมา คำว่า “อันตราย” ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ถูกตีความให้ครอบคลุมถึงภัยคุกคามต่อถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์และพืชเหล่านั้นด้วย แต่รัฐที่ยื่นฟ้องระบุว่า กฎใหม่ของรัฐบาลทรัมป์ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และอาจเปิดทางให้มีการทำเหมืองหรือขุดเจาะน้ำมันในพื้นที่ถิ่นอาศัยที่มีความอ่อนไหวได้ ตราบใดที่กิจกรรมนั้นไม่ได้มุ่งกระทำต่อสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่ง “โดยตรงและโดยเจตนา” ซึ่งกลุ่มสิ่งแวดล้อมหลายกลุ่มได้ยื่นฟ้องคัดค้านการเปลี่ยนแปลงกฎนี้เช่นกัน

ส่วนคดีที่สองซึ่งยื่นฟ้องในวันที่ 9 กันยายน มุ่งคัดค้านกฎใหม่ 2 ฉบับ โดยฉบับหนึ่งยกเลิกมาตรการคุ้มครองในวงกว้างสำหรับสัตว์และพืชที่เพิ่งถูกจัดให้เป็นชนิดพันธุ์ที่อยู่ในภาวะถูกคุกคาม เว้นแต่สำนักงานบริการปลาและสัตว์ป่าสหรัฐฯ จะออกกฎเฉพาะสำหรับแต่ละชนิดพันธุ์.

ที่มา Aljazeera

ทรัมป์หาเสียงเดือด! ลั่นแจกเงินคนอเมริกันคนละ 5,000 ดอลลาร์ หากรีพับลิกันชนะเลือกตั้งกลางเทอม

ทรัมป์หาเสียงเดือด! ลั่นแจกเงินคนอเมริกันคนละ 5,000 ดอลลาร์ หากรีพับลิกันชนะเลือกตั้งกลางเทอม

10 ก.ย. 2569 10:10 น.

ทรัมป์หาเสียงเดือด! ลั่นแจกเงินคนอเมริกันคนละ 5,000 ดอลลาร์ หากรีพับลิกันชนะเลือกตั้งกลางเทอม

ทรัมป์ประกาศกลางเวทีประชุมพรรครีพับลิกันในเท็กซัส สัญญาแจกเงินชาวอเมริกันคนละ 5,000 ดอลลาร์ หากพรรคคว้าชัยทั้งสภาผู้แทนฯ และวุฒิสภา พร้อมอ้อนขอให้รัฐบาลได้ทำงานต่อเพื่อทำภารกิจให้เสร็จ

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ สร้างเสียงฮือฮาในการประชุมใหญ่พรรครีพับลิกันเตรียมสู้ศึกเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส เมื่อวันที่ 9 กันยายน โดยให้คำมั่นว่าหากพรรครีพับลิกันสามารถครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาในการเลือกตั้งกลางเทอมช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ ชาวอเมริกันทุกคนจะได้รับเงินคนละ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 160,000 บาท พร้อมเรียกแนวคิดนี้ว่า “เงินปันผลทรัมป์”

ทรัมป์เปรียบเทียบการจ่ายเงินดังกล่าวกับการที่บริษัทแจกเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นเมื่อธุรกิจประสบความสำเร็จ พร้อมระบุว่า เงินที่ชาวอเมริกันได้รับจากโครงการดังกล่าวจะต้องนำไปใช้จ่ายภายในสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่า รัฐบาลจะนำเงินจำนวนมหาศาลดังกล่าวมาจ่ายอย่างไร ใครจะมีสิทธิได้รับเงิน และแนวคิดนี้สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมายหรือไม่

นอกจากการเสนอจะแจกเงิน 5,000 ดอลลาร์แล้ว ทรัมป์ยังใช้เวทีประชุมพรรคเรียกร้องให้ชาวอเมริกันลงคะแนนให้พรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอม โดยเตือนว่าหากส่งมอบอนาคตของสหรัฐฯ ให้กับพรรคเดโมแครต ประเทศอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะฟื้นตัว

ทรัมป์กล่าวต่อผู้สนับสนุนว่าขอให้ช่วยกันโหวตให้รีพับลิกัน และประกาศว่า หากพรรคได้รับชัยชนะ สหรัฐฯ จะก้าวไปข้างหน้าและทิ้งประเทศอื่นไว้เบื้องหลังไปอีกหลายชั่วอายุคน

การหาเสียงครั้งนี้ยังสะท้อนความพยายามของทรัมป์ในการรักษาแรงสนับสนุนจากฐานเสียงรีพับลิกัน ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญต่อการบริหารประเทศของเขา

บนเวที ทรัมป์ยังส่งสารขอให้ผู้สนับสนุนช่วยเปิดทางให้พรรคเดินหน้าสานงานต่อ โดยใช้แนวคิด “Let us finish the job” หรือ “ขอให้เราได้ทำงานให้เสร็จ” ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อความสำคัญในการระดมคะแนนเสียงในครั้งนี้.

ที่มา : reuters

บังกลาเทศวิกฤต โรคหัดระบาด เด็กดับทะลุ 1,000 ราย ติดเชื้อเกือบ 2 แสนคน

บังกลาเทศวิกฤต โรคหัดระบาด เด็กดับทะลุ 1,000 ราย ติดเชื้อเกือบ 2 แสนคน

10 ก.ย. 2569 09:53 น.

บังกลาเทศวิกฤต โรคหัดระบาด เด็กดับทะลุ 1,000 ราย ติดเชื้อเกือบ 2 แสนคน

บังกลาเทศเผชิญการระบาดของโรคหัดครั้งเลวร้ายที่สุดในหลายทศวรรษ มีเด็กเสียชีวิตแล้ว 1,002 รายตั้งแต่เดือนมีนาคม ติดเชื้อกว่า 187,000 คน โดยทางการยอมรับเด็กประมาณ 4 ล้านคนตกหล่นไม่ได้รับวัคซีน

บังกลาเทศกำลังเผชิญวิกฤตโรคหัดครั้งรุนแรง หลังมีเด็กเสียชีวิตจากโรคหัดแล้วอย่างน้อย 1,002 ราย ตั้งแต่เดือนมีนาคม และพบผู้ติดเชื้อในกลุ่มเด็กมากกว่า 187,000 คน โดยหน่วยงานสาธารณสุขยอมรับว่า ความล้มเหลวในการรณรงค์ฉีดวัคซีนอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้การระบาดรุนแรงขึ้น

ข้อมูลจากกรมบริการสุขภาพทั่วไปของบังกลาเทศ (DGHS) ระบุว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตและผู้ติดเชื้อทำให้การระบาดของโรคหัดในปีนี้กลายเป็น การระบาดที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษของบังกลาเทศ

โรคหัดเป็นโรคติดต่อได้ง่ายมาก แพร่กระจายผ่านละอองจากการไอหรือจาม และยังไม่มีวิธีรักษาเฉพาะเมื่อผู้ป่วยติดเชื้อแล้ว โดยอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น สมองบวมและปัญหาการหายใจ ขณะที่เด็กเล็กถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง

แม้ทางการบังกลาเทศจะเร่งฉีดวัคซีนครั้งใหญ่เพื่อควบคุมการระบาด แต่โรคยังคงแพร่กระจายต่อเนื่อง โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า ขณะนี้มีเด็กได้รับวัคซีนแล้วมากกว่า 18 ล้านคน และกำลังเร่งติดตามเด็กที่ยังไม่ได้รับวัคซีน

ซาฮิด ไรฮาน โฆษก DGHS ยอมรับว่า บังกลาเทศยังไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้สำเร็จ เนื่องจากมีเด็กประมาณ 4 ล้านคน ที่ตกหล่นจากโครงการฉีดวัคซีน ทำให้ยังมีพื้นที่ที่ประชากรกลุ่มเสี่ยงจำนวนมาก และอาจเป็นช่องโหว่ให้โรคแพร่ระบาดต่อไป

เจ้าหน้าที่ระบุว่า การควบคุมโรคหัดไม่สามารถพึ่งพาการฉีดวัคซีนเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องแก้ปัญหาภาวะทุพโภชนาการในเด็ก ซึ่งอาจทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต

ขณะเดียวกัน ระบบสาธารณสุขของบังกลาเทศยังต้องรับมือกับการระบาดของ ไข้เลือดออก ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทำให้โรงพยาบาลหลายแห่งต้องแบกรับผู้ป่วยเกินขีดความสามารถ โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า โรงพยาบาลที่รองรับผู้ป่วยไข้เลือดออกได้ประมาณ 50 คน กำลังต้องรับมือกับผู้ป่วยมากถึง 500 คน

เฉพาะวันที่ 8 กันยายน มีผู้เสียชีวิตจากไข้เลือดออก 9 ราย และมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 1,571 คน ขณะที่ตั้งแต่ต้นปี บังกลาเทศพบผู้ป่วยไข้เลือดออกแล้ว 45,475 ราย เสียชีวิต 130 ราย

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เอ. มูฮิต เตือนว่า จำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกอาจเพิ่มขึ้นอีกในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนช่วยกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง โดยเตือนว่าหากไม่เร่งดำเนินมาตรการควบคุม ไข้เลือดออกอาจเข้าสู่สถานการณ์อันตรายในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม

ด้านนายกรัฐมนตรีตารีเก ราห์มาน มีกำหนดเปิดตัวโครงการรณรงค์ป้องกันและควบคุมไข้เลือดออกทั่วประเทศเป็นเวลา 3 เดือนในวันเสาร์นี้.

ที่มา : channelnewsasia