ภัณฑิล เปรียบ สิทธิโชติ เป็นเห็บ รีบกระโดดออกจาก หมา กลัวติดคุก ฝากบอก กกต. 5 คน โดน ม. 157 แน่

16 กันยายน 2569 เวลา 14:52 น.

ภัณฑิล เปรียบ สิทธิโชติ เป็นเห็บ รีบกระโดดออกมาจาก หมา กลัวติดคุก ฉะ ประธาน กกต. ทำตัวเป็นพยานจำเลยเสียเอง ฝาก แสวง บอก กกต. 5 คน โดน ม. 157 แน่

เมื่อวันที่ 16 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม วาระรับทราบรายงานผลปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และพ.ศ.2568

โดยนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายถึงผลคดีฮั้ว สว. ว่า ช้างตายไป 77 ตัว สุดท้ายสำนวนกว่า 70,000 หน้า ปิดอย่างไรก็ปิดไม่มิด ท่านประชุม 11 ครั้งมีมติส่ง 77 คนไปศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา ตนไม่ได้ต่อว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพราะเชื่อว่าทำงานขยันขันแข็งมีสำนวนเยอะมาก แต่แน่นอนว่าเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับ กกต.ทั้ง 7 คน คดีนี้ใหญ่มาก ไม่ใช่คดีที่ไม่มีอะไร

แต่ผู้ถูกดำเนินคดีที่เป็นกรรมการบริหารและคนการเมืองเท่ากับ 0 ไม่มีเลย แม้ผู้ที่ถูกฟ้องในสัดส่วนของบุคคลอื่น 15 คน ประกอบไปด้วยอดีตผู้ช่วย สส. พรรคภูมิใจไทย, อดีตผู้สมัครของพรรค, อดีตคนทำงาน และอดีต สส. ตนจึงถามว่าสอบกันเกือบ 80,000 หน้า แต่พอเข้าเขตการเมืองทำไมสายตามันถึงพร่า มองอะไรกันไม่เห็น

นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า ยกตัวอย่างนายหัวภาคใต้ ซึ่งนายสุบิน ศักดา ผู้ที่มีรายชื่อถูกสั่งฟ้องในมติ 7:0 ออกมาเปิดเผยว่านายหัวคนนี้จะช่วยค่าใช้จ่ายให้ และมีเส้นเงินเชื่อมโยงกัน 11 ราย ตนจึงตั้งคำถามว่าหาก กกต.ทั้ง 7 คน เห็นนายสุบิน แล้วคนที่เหนือนายสุบินปลิวหายไปไหน มันมีคนเอาเงินมาให้นายสุบิน นายสุบินไม่ได้ร่ำรวยจ่ายเงินเอง

นอกจากนี้ ยังมีเอกสารลงนามโดยนายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการ เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2568 ซึ่งมีความเห็นว่ามีพยานหลักฐานรองรับ เพียงพอ ไปถึง สส.พิชัย ชมภูพล ในฐานะสนับสนุนหรือรู้เห็นเป็นใจ จึงเสนอให้ดำเนินการตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง รวมถึงพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนหนึ่งด้วย เพราะเห็นว่ามีพยานเพียงพอเรื่องการยินยอมรับความช่วยเหลือ วันนี้มาดูผล พิชัยหาย ปลิว พล.อ.เกรียงไกร หาย ปลิว ต้องไปไล่ต่อ ตนเชื่อว่า กกต. อีก 5 คนคงอยู่ไม่สุข สำนวนเดียวกัน ทำไมเห็นไม่เท่ากัน กกต. ก็ยังเห็นไม่เท่ากัน แตกกันภายใน จนนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต. ต้องออกมาพลีชีพ

นายภัณฑิล กล่าวว่า ประธาน กกต. ทำตัวเป็นพยานจำเลยเสียเอง ดังนั้น หากเสียงข้างมากใช้เกณฑ์ที่สูงกว่ากฎหมาย จนตัดบุคคลบางกลุ่มออกจากกระบวนการตรวจสอบ นี่ไม่ใช่แค่ใครชนะโหวต 5:2 แต่เป็นคำถามที่ กกต. ใช้อำนาจถูกต้องหรือไม่ ท่านสิทธิโชติเลยรีบกระโดดออกจากหมาเลย รีบเป็นเห็บออกทันที กลัวติดคุก และหากพิสูจน์ได้ว่ามีการตัดตอนให้บุคคลใดพ้นจากการตรวจสอบย้อนกลับมาถึงผู้ลงมติเอง ฝากไปบอก กกต.อีก 5 ท่านด้วย ท่านแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ท่านเป็นบุรุษไปรษณีย์คนหนึ่ง ฝากคำพูดผมไปบอกว่าโดนแน่นอน มาตรา 157”

นายภัณฑิล ยังกล่าวถึงนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะสส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ที่ออกมาระบุว่าไม่ฉลาดคิดระบบเลือก สว. ว่า บริหารประเทศไม่เก่ง ไม่ได้หมายความว่าฮั้ว สว.ไม่ได้ และคำว่าผมไม่ฉลาดพอ ท่านน่าจะถ่อมตัวมากเกินไป คดีนี้ไม่ได้สอบไอคิว แต่สอบคน เงิน โทรศัพท์ โพย และผลคะแนน

สุทิน แนะ กกต. ทำตัวเป็นตะแกรงกรองคนดี ชี้เจ้าของเงินคือประชาชน อย่าไปกลัวมารแทรกแซง

16 กันยายน 2569 เวลา 14:51 น.

16 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม วาระรับทราบรายงานผลปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 และ พ.ศ.2568

โดย นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า กกต.เป็นองค์กรที่สำคัญยิ่งต่อประเทศ และยืนยันว่า กกต.ยังมีความจำเป็นที่จะอยู่คู่กับคนไทยต่อไป ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.เป็นเรื่องที่คนไทยต้องตระหนักว่ามีผลต่อทุกชีวิต และประเทศ จึงอยากให้ กกต.ดำรงคงอยู่ประเทศด้วยความสง่างาม และได้รับการยอมรับ แต่ตอนนี้ฟังแล้วเป็นห่วง กังวลและหนักใจ และจะเดินต่อไปในสังคมอย่างไร

นายสุทิน กล่าวต่อว่า พันธกิจที่เขียนว่าการเลือกตั้งต้องทำให้บริสุทธิ์ ให้ได้คนดีเข้ามาบริหารบ้านเมืองแต่ที่เราเดินทางมาถึงวันนี้พันธกิจลุล่วงหรือไม่ จึงชวนคิดว่า ประเทศเราจะดำรงคงอยู่ได้ ต้องมีคนดีมาบริหารบ้านเมือง ซึ่งการได้คนดีเข้ามานั้น ด่านแรกที่จะกรองเอาคนดีคนชั่วเข้ามาก็คือ การเลือกตั้ง หากตะแกรงกรองคนดีลอดเข้ามา คนชั่วติดตะแกรง ก็ถือเป็นตะแกรงที่ส่งผล และมีคุณค่าต่อประเทศ คนที่ดูแล และบริหารตะแกรงก็คือ กกต.ดังนั้น ถ้าตะแกรงพิการบิดเบี้ยว สังคมก็จะชี้หน้าว่าได้คนเลวไม่เหมาะสมเข้ามา

นายสุทิน กล่าวอีกว่า การเลือกตั้ง จึงมีคุณค่าต่อประเทศ เป็นด่านแรกในการคัดเอาคนเข้ามาสู่ระบบการเมือง ดังนั้น ต้องคิดเรื่องนี้ให้หนัก หากปล่อยให้คนชั่วลอดเข้ามา จะเป็นบาปกรรมต่อประเทศ ถือเป็นความบกพร่องของ กกต.โดยการเลือกตั้ง เป็นเครื่องมือ และเป็นทางออกของประเทศ เมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้น เมื่อเกิดความขัดแย้งในสังคม ใช้การเลือกตั้งเป็นทางออกสยบปัญหาของประเทศ ดังนั้น กกต.ต้องตระหนักว่า การเลือกตั้งเป็นทางออกของปัญหาในบางโอกาส ในทางตรงกันข้ามหากบริหารการเลือกตั้งผิดพลาด แทนที่จะเป็นทางออกในการแก้ปัญหา ก็จะเป็นการสร้างปัญหา

“วันนี้ผมก็ไม่สบายใจว่าในการเลือกตั้ง สว.ที่ผ่านมา หากฟังวันนี้ก็ไม่สบายใจว่าจะเป็นการหาทางออกแก้ปัญหา สยบปัญหาของคนในประเทศได้ หรือจะเป็นการสร้างปัญหาอีกละลอกหนึ่ง วิกฤตจะเกิดหรือไม่ ผมก็ขอภาวนาไม่ให้เกิด แต่การพิจารณาชี้ขาดวันที่ 14 ก.ย.ต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่าได้เกิดความคิดสองฝ่าย ทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย วันนี้จึงควรมีเวลา และโอกาสที่จะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งกับประเทศคนอื่นหาทางออกไม่ได้ แต่ กกต.เป็นด่านแรก และศาลอาจเป็นด่านต่อไป” นายสุทิน กล่าว

นายสุทิน กล่าวอีกว่า ทางออกในการแก้ไขปัญหา ให้ระวังสิ่งที่จะเป็นมาร ก็คืออำนาจที่จะมาแทรกแซงการทำงานของของ กกต.มี ไม่มี ตนเองก็ไม่ทราบ แต่ที่สังคมพูดมาไม่สบายใจก็ควรเก็บมาคิด คนที่มีบุญคุณต่อ กกต.ที่สำคัญยิ่งยวด ก็คือคนที่เอาเงินไปให้ กกต.ใช้คืองบประมาณแผ่นดิน คือภาษีประชาชน ซึ่งเจ้าของภาษีก็คือประชาชน ดังนั้น คนที่มีบุญคุณที่สุดก็คือประชาชน ไม่ใช่ใครกลุ่มใดกลุ่มนึง ที่จะมาล่อตาล่อใจ ตนไม่ได้เป็นพระมาเทศ แต่ก็ตระหนักว่าคนที่มีบุญคุณต่อตน คือประชาชน เพราะเงินเดือนมาจากที่นั่น กกต.ก็เช่นเดียวกัน หากมีมารมาบุญคุณที่ต้องทดแทนคือเจ้าของเงินก้อนใหญ่ถ้าคิดได้ดังนี้แล้ว เชื่อว่าภารกิจจะราบรื่น และองค์กรนี้จะอยู่กับสังคมและรับใช้สังคมธรรมรงประเทศให้ดำรงคงหมั้นต่อ

นายสุทิน กล้าวด้วยว่า ภารกิจของ กกต.คือการเลือกตั้งคุณประโยชน์ของการเลือกตั้ง คือการคัดคนดีคนเลวเข้ามาการเมือง และการเลือกตั้งคือทางออกในการแก้ปัญหาที่สันติ ที่สังคมทั่วโลก สังคมประชาธิปไตยยอมรับที่สุด

รัดเกล้า เหลืออด! ซัดแหลก กกต.ไม่ทำงาน หนูมันถึงร่าเริง ขยายพันธุ์เติบโต ลั่นนามสกุลสุวรรณคีรี ต่อสู้เพื่อความถูกต้องมาตลอด

16 กันยายน 2569 เวลา 13:58 น.

16 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ทำหน้าที่ประธานในการประชุม วาระรับทราบรายงานผลปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 และ พ.ศ.2568

โดย นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ตนขอเริ่มด้วยการขอบคุณ กกต.เสียงข้างน้อย โดยเฉพาะ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ ที่ออกมาอธิบายเหตุผลของการลงมติให้ประชาชนในคดีฮั้ว สว.ได้รับทราบอย่างชัดเจน ท่านคือความภูมิใจของชาวตรัง ความกล้าหาญของท่านนอกจากสร้างความภูมิใจแล้ว ยังทำให้ประชาชนโล่งใจว่าใน กกต.ยังพอมีคนดีอยู่บ้าง

นางรัดเกล้า กล่าวต่อว่า เจตนารมย์สูงสุดของรัฐธรรมนูญ คือ กกต.ต้องเป็นผู้ควบคุมผู้จัดการและตรวจสอบการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม แต่เมื่อตนลองพลิกดูเอกสารของ กกต.ดู ตนกังวลใจ เพราะสิ่งที่เจอ ชี้ได้เลยว่าประสิทธิภาพของการทำงานไม่นำไปสู่ผลสำเร็จตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ งบประมาณปี 2567 งบในส่วนของยุทธศาสตร์การเร่งรัดพัฒนาการเมือง บริหารการเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรม ได้รับอนุมัติงบประมาณไป 51.3 ล้านบาท เบิกจ่ายจริงไปเพียง 20 กว่าล้านบาท ใช้ไปไม่ถึง 40% ของงบประมาณที่ได้รับ และในปี 2568 ปัญหานี้ก็ไม่ได้ถูกแก้ไข เบิกจ่ายไป 41% การทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทย ตอนนี้พัฒนาการไปรวดเร็วมาก แต่ กกต.กลับปล่อยให้งบสำหรับการไปใช้เพื่อปราบปรามการทุจริตค้างท่ออยู่ 60% เลยหรือ

“มิน่าล่ะหนูมันถึงเริงร่านักหนา แมวไม่จับหนูไง แมวไม่ทำงาน วัฒนธรรมการโกงในประเทศไทยขยายพันธุ์เติบโตไปอย่างรวดเร็วมาก ดัชนีการรับรู้การทุจริต ชาวบ้านชาวช่องทั่วโลกเขามองประเทศไทยว่าเรามีระดับความทุจริตขนาดไหน เราอยู่อันดับที่ 116 จากทั่วโลก น่าอาย สังคมเราถามกันให้ว่อนว่าตอนนี้ว่าเรามีกกต.ไว้ทำไม ดิฉันก็ไม่รู้จะช่วยแก้ต่างอย่างไร” นางรัดเกล้า กล่าว

นางรัดเกล้า กล่าวว่า ตนอยากจะช่วย กกต.แต่หาเหตุผลไปช่วยไม่ได้ ประเทศไทยเราอยากมีระบอบประชาธิปไตยที่เชื่อถือได้ เราเชื่อว่าท่านสำคัญ หลายองค์กร หลายคนโอดโอย ไม่ได้รับจัดสรรงบประมาณ ท่านได้รับงบประมาณ แต่ท่านดันไม่ใช้ แล้วยังจะใช้ข้ออ้างว่าช่วยประหยัดงบประมาณ เราคาดหวังให้ท่านทำงาน แต่ท่านไม่ทำ ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้สะท้อนวัฒนธรรมงานค้างที่เรื้อรัง ปี 2567 – 2568 มีงานค้างทำไม่ทันต้องยกไปปีต่อไป

นางรัดเกล้า กล่าวว่า ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความไม่ยุติธรรม จริงๆตนเห็นใจและเป็นห่วง กกต.มากๆ สัปดาห์ที่แล้ว ที่เราควรจะมีการพิจารณารายงานฉบับนี้นั้น ตนยังเผื่อใจไว้ว่าที่สังคมเขาครหากันว่ามีการเมืองสีนั้นสีนี้ ชี้นกให้เป็นนก ชี้ไม้ให้เป็นไม้ ตนเผื่อใจไว้ว่าอาจจะไม่ใช่ก็ได้ แต่เมื่อผลคดีฮั้ว สว.ออกมา สุดท้ายแล้วสั่งดำเนินคดีบุคคลเพียง 77 คน มันตอกย้ำหรือไม่ ตนฟังแถลงการณ์ของท่าน พยายามฟังเหตุผลทุกถ้อยคำ แต่ยิ่งฟังก็ยิ่งสงสัยว่าท่านเกรงใจใคร กกต.ที่เป็นคนดีมีไม่น้อย เช่น เสียงข้างน้อยที่มีความกล้าหาญออกมาชี้แจง แต่ตนเป็นห่วง กกต.ที่เป็นคนดีอีกหลายคน พวกเขาเดินไปบนถนนตอนนี้คงจะอาย สถานการณ์การเมืองไทยตอนนี้น่าเป็นห่วง

“ดิฉันใช้นามสกุลสุวรรณคีรี นามสกุลของดิฉันสู้เพื่อความถูกต้องมาตลอด ตั้งแต่ยุคสมัยของรัชกาลที่หนึ่ง ดิฉันสู้เพื่อความถูกต้องด้วยความเป็นเลือดเนื้อสุวรรณคีรี ดิฉันยอมไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในทุกวันนี้ ดิฉันออกไปต่อสู้ เพราะเห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เกิดอะไรขึ้นคะ ดิฉันโดนป้ายสีทางการเมือง สังคมไทยเดี๋ยวนี้มันบิดเบี้ยว ขนาดแยกแยะผิดชอบชั่วดีออกจากกันไม่ได้แล้ว” นางรัดเกล้า กล่าว

นางรัดเกล้า กล่าวว่า สถานการณ์ของ กกต.น่าเป็นห่วงงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า ที่ทำร่วมกับสำนักงานสถิติ และ สตง.พบว่า กกต.คะแนนต่ำที่สุด คะแนนของท่านต่ำขนาดนี้ก็ไม่รู้ว่าจะดีขึ้นกว่านี้ได้อย่างไร ในเมื่อเมื่อวันจันทร์ สิ่งที่ท่านทำไปมันช่างตอกย้ำ ตอนนี้ความอิสระของท่านมันชัดยิ่งกว่าชัดแล้วว่ามันหาไม่มี หาไม่ได้แล้วประชาธิปไตยของประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อ เรากำลังสร้างประเทศอย่างไรให้ลูกให้หลานของเรา ตอนนี้สิ่งที่ตนทำได้อย่างเดียว คือพนมมือแล้วคิดถึงคำสอนของพุทธทาสภิกขุว่า “ถ้าคนไม่ดี ยิ่งประชาธิปไตยเท่าไหร่ ยิ่งตกนรกมากเท่านั้น เพราะมติหรือความคิดความเห็นของคนไม่ดี เอามารวมกันเข้า มันก็เลวมากขึ้น แล้วเอามาใช้บังคับกันทั้งประเทศ มันก็กลายเป็นเมืองนรก”

สะพัดอีก! จนท.DSI ขู่พยานคดีฮั้ว สว.รายเดิม ถูกร้องเรียนเพิ่ม ปมใช้เงินหลวงจ้างพยานให้การเท็จ ใส่ร้ายพรรคภูมิใจไทย

16 กันยายน 2569 เวลา 13:25 น.

16 กันยายน 2569 จากกรณีที่กระทรวงยุติธรรม มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รายหนึ่ง ข่มขู่พยานในคดีฮั้ว สว. ซึ่งต่อมาพยานรายดังกล่าวได้กลับคำให้การ พร้อมระบุว่ามีขบวนการสร้างหลักฐานเท็จใส่ร้ายพรรคภูมิใจไทยนั้น

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ล่าสุดมีผู้ยื่นหนังสือร้องเรียนให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง เจ้าหน้าที่ DSI รายเดิม ในประเด็นอื่นเพิ่มเติม กล่าวคือ ได้ปรากฏความผิดปกติว่า ระหว่างการลงพื้นที่สืบสวนสอบสวนพยานของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ DSI ที่เกิดข้อพิพาทในคดีนี้ อาจมีการทุจริตเบิกเงินราชการของ DSI จำนวนหลายสิบล้านบาท เป็นจำนวนเงินสูงเกินปกติวิสัยอย่างมีนัยยะสำคัญ ทางสืบสวนมีเหตุอันควรสงสัยและพยานหลักฐานเชื่อมโยงว่าอาจมีการนำเงินของทางราชการดังกล่าวไปใช้นอกวัตถุประสงค์ของทางราชการ นำไปใช้จ้างวานพยานเพื่อจูงใจพยานให้การเท็จใส่ร้ายพรรคภูมิใจไทย และบุคคลต่างๆ เกี่ยวกับการฮั้ว สว.ในคดีนี้ และผู้บังคับบัญชาระดับสูงของ DSI อาจมีส่วนร่วมรู้เห็นเป็นใจอนุมัติให้จัดทำเอกสารขออนุมัติเบิกจ่ายเงินราชการเพื่อการสืบสวนอันเป็นเท็จและส่อไปในทางทุจริต

“นอกจากจะมีการบังคับ ขู่เข็ญ ข่มขู่ ล่อลวง เพื่อกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายประการอื่นใดๆ เพื่อจูงใจให้พยานได้ให้การตามบทหรือถ้อยคำสำนวนที่ได้จัดเตรียมไว้ โดยบางส่วนมีการสร้างแรงจูงใจแก่พยาน โดยการให้เสนอให้หรือรับว่าจะให้ผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายในรูปแบบต่างๆ หรือให้ผลประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินเพื่อจูงใจเป็นค่าตอบแทนให้พยานแลกเปลี่ยนกับการให้พยานให้ถ้อยคำอย่างหนึ่งอย่างใดที่พนักงานสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ อาจได้มีการจัดเตรียมหรือซักซ้อมพยานไว้แล้วโดยมิชอบด้วยกฎหมาย” แหล่งข่าวระบุ

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ดังกล่าวยังรับบทบาทแถลงรายงานการสืบสวนเพื่อสนับสนุนอธิบดี DSI และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้น ให้มีการรับคดีฮั้ว สว.เป็นคดีพิเศษที่ 24/2568 และเจ้าหน้าที่รายดังกล่าวยังเป็นกลจักรสำคัญผู้ตรวจสอบข้อมูลการโทรศัพท์บุคคลต่างๆ เพื่อเชื่อมโยงพยานหลักฐานในคดี เพราะเคยเป็นหน้าห้องอดีตรองอธิบดี DSI เพื่อนของอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

ไอติม ขยี้ซ้ำ กกต. ไม่สั่งฟ้อง อนุทิน-แกนนำ ภท. ซัด จงใจมองไม่เห็น ช้าง 3 ตัว ร่วมป้องบิ๊กสีน้ำเงิน

16 กันยายน 2569 เวลา 13:24 น.

ถกรายงานกกต.เดือดตามคาด! ไอติม เปิดฉากขยี้ซ้ำ กกต. ไม่สั่งฟ้อง อนุทิน-แกนนำภูมิใจไทย ซัด จงใจมองไม่เห็น ช้าง3ตัว ร่วมป้อง ระดับบิ๊กสีน้ำเงิน เจอ สส.ภท. ระดมประท้วง

เมื่อวันที่ 16 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาการรับทราบผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปี 2567 และปี 2568 โดยให้เวลาการอภิปราย 5 ชั่วโมง เริ่มจากนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า กกต.มีมติเสียงข้างมาก สั่งฟ้องคดีฮั้วสว. 77คน ถือว่าน้อยมาก แบ่งเป็นสว. 26 คน แกนนำ สส. กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย 1 คน เป็นมติขัดหลักการกฎหมาย เข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่มิชอบ

สะท้อนว่า เสียงข้างมาก กกต. จงใจมองไม่เห็นช้าง 3 ตัว ได้แก่ 1.ความเป็นขบวนการโกงสว.ที่ตีกรอบว่า ขบวนการโกงต่างๆไม่เกี่ยวกัน ต่างคนต่างโกง ขัดหลักฐานว่า การโกงทำเป็นขบวนการ มีทั้งโพยใบสั่ง 12 เวอร์ชั่น ที่มี สว.130 กว่าคน อยู่ในโพย เป็นขวนการเดียวกัน สถิติลงคะแนนระดับประเทศ ยืนยันมีการแลกคะแนนเป็นขบวนการ และศูนย์ทำโพยที่มีผู้สมัครสว.ไปปรากฏตัวตามโรงแรมต่างๆ ใช้วิทยากรคนเดียวกันวนไปทำหน้าที่ตามที่ต่างๆ รวมถึงมีการปฐมนิเทศสว. หลังได้รับเลือก พบว่า วันที่ 21ก.ค.2567 หลัง 200 สว.ได้รับการรับรองจากกกต. มีสว.หลายสิบคนไปประชุมที่โรงแรมพูลแมน เพื่อไปปฐมนิเทศ ตกลงจะเลือกใครเป็นประธานและรองประธานวุฒิสภา

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า 2.ความเชื่อมโยงไปถึงแกนนำ รัฐมนตรี สส.พรรคภูมิใจไทย แม้กกต.ปัดตกคำให้การของนายเอกราช ช่างเหลา พยานคดีนี้ แต่หลักฐานที่โยงไปถึงกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่แค่คำให้การของนายเอกราช แต่มีหลักฐานอื่นๆ เช่น ประวัติการโทรศัพท์ โดยเฉพาะของนางรัตนา บ่อถ้ำ ผู้เชี่ยวชาญประจำตัวของนายชลัฐ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และยังเป็นเจ้าหน้าที่พรรคภูมิใจไทย จึงสงสัยหากพรรคภูมิใจไทยไม่เกี่ยวโกงสว. เหตุใดนางรัตนาจึงโทรคุยกับสว. 19คน 62ครั้ง ในช่วงเวลา 80วัน ที่คาบเกี่ยวกับการเลือกสว.

ทำให้นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ประท้วงทันทีว่า นายพริษฐ์นำสำนวนที่เป็นความลับการสอบสวนของราชการมาเปิดเผย ขอให้ประธานควบคุมการประชุม ไม่ให้เอาของไม่ชอบ ของเถื่อน มาอภิปรายในสภา แต่นายโสภณวินิจฉัยให้นายพริษฐ์พูดต่อ โดยนายพริษฐ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยเคยออกประกาศไม่ให้ลูกพรรคไปยุ่งเกี่ยวการเลือกสว. แต่การที่กกต.ยังสั่งฟ้องบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย จึงเป็นได้ 2 ทางคือ 1.นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่ได้เรื่องในการกำชับลูกพรรคไม่ให้ยุ่งเกี่ยวการเลือกสว. 2.นายอนุทิน และพรรคภูมิใจไทยร่วมกันโกงเลือกสว.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นบรรยากาศการประชุมคุกรุ่นขึ้นทันที เมื่อสส.พรรคภูมิใจไทย รุมประท้วงขอให้นายพริษฐ์ถอนคำพูด ขณะที่นายโสภณ ที่ทำหน้าที่ประธานการประชุม ขอให้นายพริษฐ์ถอนคำพูด เพราะเป็นการกล่าวหานายกฯ เนื่องจากกกต.วินิจฉัยแล้ว ยืนยันว่า นายอนุทินไม่เกี่ยวข้อง จึงไม่สั่งฟ้อง แต่ตนจะไม่ให้ถอนคำพูด แต่ต้องไม่พูดอีก ถ้าพูดจะไม่ให้อภิปราย ก่อนให้นายพริษฐ์อภิปรายต่อว่า 3.มาตรฐานกกต. ที่ปีที่แล้วเคยสั่งฟ้องการโกงสว.ไปที่ศาล โดยมีหลักฐานแค่แชทไลน์ของ คน2คน ที่มีข้อความแลกเปลี่ยนคะแนนกัน แต่ปีนี้ไม่ฟ้องสว.ร้อยกว่าคน ที่อยู่ในโพยใบสั่ง มีการแลกคะแนนเป็นระบบ ขัดกับมาตรฐานการสั่งฟ้องในอดีต

นายพริษฐ์ กล่าวว่า สิ่งที่กกต.ต้องทำมี 4ข้อคือ 1.ต้องเปิดเผยมติของกกต.ทุกคนว่า ใครลงมติว่าอย่างไร 2.กกต.ต้องส่งสำนวนสอบสวน รวมถึงความเห็นอนุกรรมการชุดที่26 และความเห็นของนายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการกกต.ไปที่ศาลฎีกา 3. ให้ยืนยันจะเดินหน้าสอบคดีโกงสว.ที่ไม่ได้อยู่ในสำนวนนี้ 4.หากกระบวนการไต่สวนของศาลฎีกาพบความเชื่อมโยงการโกงสว.มากกว่า 77คน กกต.ต้องรื้อฟื้นคดีและสั่งฟ้องเพิ่มเติม ทั้งนี้หากตัดความเห็น 4กกต.ที่มาจากสว.สีน้ำเงิน จะเห็นว่า กกต. 3เสียงที่ให้สั่งฟ้องแกนนำภูมิใจไทย และนายอนุทินไปที่ศาลฎีกา ดังนั้นข้อเท็จจริงที่แกนนำภูมิใจไทยและนายอนุทินไม่ถูกสั่งฟ้อง เพราะดุลยพินิจ 4กกต.ที่มาจากการเลือกของสว.สีน้ำเงิน ใช้ดุลยพินิจเป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหา หากกกต.ใช้อำนาจต่างตอบแทนมากกว่าปฏิบัติหน้าที่ตรงไปตรงมา ก็กังวลใจแทนกกต.ว่า ความน่าเชื่อถือของกกต.ในสายตาประชาชน จะเหลือเท่าไรในการกลับมารายงานการปฏิบัติหน้าที่ต่อสภาฯในปีหน้า

พิชิต คปท.ซัด กกต.ข้างมาก ตกเป็นผู้ต้องสงสัยเสียเอง

16 กันยายน 2569 เวลา 12:35 น.

16 กันยายน 2569 นายพิชิต ไชยมงคล คือ แกนนำกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ออกมาเคลื่อนไหวผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ตั้งคำถามถึงการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยระบุว่า “กกต.ใช้หลักพิจารณา คือ “เหตุอันควรสงสัย” พิจารณาจาก กกต.เสียงข้างน้อย แล้ว เช่นนี้ กกต.เสียงข้างมาก”ตกเป็นผู้ต้องสงสัย”เสียเอง”

ศาลฎีกานักการเมือง สั่งจำคุก 8 เดือน ไม่รอลงอาญา ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ คดีเสียบบัตรแทนกัน ชี้พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง

16 กันยายน 2569 เวลา 12:18 น.

16 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (อม.) สนามหลวง ศาลอ่านคำพิพากษาคดีเสียบบัตรแทนกัน หมายเลขดำที่ อม 14/2568ที่ อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ อดีต ส.ส.อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย (ขณะนั้น) เป็นจำลย กรณีเสียบเสียบบัตรแทนกันในการประชุมสภา

โจทก์ฟ้องว่า ขณะจำเลยดำรงตำแหน่ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 2 จ.อุตรดิตถ์ สังกัดพรรคเพื่อไทย

โดยเมื่อวันที่ 20 ก.ย.2556 สภาผู้แทนราษฎรนัดประชุมเป็นพิเศษเพื่อพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. …. มาตรา 3 , 4 และมาตรา 5 ซึ่งจำเลยเดินทางไปจ.สุโขทัยโดยไม่อยู่ในที่ประชุมสภาฯ แต่จำเลยฝากบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไว้แก่ ส.ส.รายอื่น ใช้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยกดปุ่มแสดงตนและออกเสียงลงคะแนนแทนจำเลยในการพิจารณาและลงมติร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวทำให้การออกเสียงลงคะแนนของสภาผู้แทนราษฎร เป็นการออกเสียงลงคะแนนที่ทุจริต บิดเบือน ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2551 ขอให้ลงโทษจำเลยตาม พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 และมาตรา 192

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิเคราะห์พยานหลักฐานตามทางไต่สวนประกอบสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่

องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากเห็นว่า บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์มีภาพถ่าย ชื่อและชื่อสกุลของ สส.เจ้าของบัตรไว้อย่างชัดเจน ยากที่ สส.อื่นจะนำบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไปใช้โดยผิดหลง การใช้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ลงคะแนนในแต่ละครั้งเป็นเรื่องที่ต้องกระทำหลายขั้นตอน แต่กลับมี สส.อื่นนำบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยมาใช้แสดงตนและลงคะแนนในระหว่างที่จำเลยไม่อยู่ในที่ประชุมหลายครั้งอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน แสดงว่า สส.นั้นต้องรู้ก่อนว่าจำเลยไม่อยู่ในที่ประชุมตั้งแต่เวลาใดจะกลับเข้าที่ประชุมอีกเวลาใด โดยต้องมีหรือได้รับบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไว้ในครอบครองเพื่อแสดงตนและลงคะแนนแทนด้วย ซึ่งหากจำเลยไม่แจ้งข้อมูลหรือไม่ยินยอมมอบบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ให้ไปกระทำการดังกล่าวแล้วก็ไม่อาจสำเร็จได้ ประกอบกับการลงคะแนนแทนในแต่ละมาตราที่มีผลการลงคะแนนเห็นด้วย ยังสอดคล้องกับการลงคะแนนของจำเลยก่อนนั้น และสอดคล้องกับมติของพรรคการเมืองที่จำเลยเป็นสมาชิกซึ่งอยู่ การที่ ส.ส.อื่นจะตัดสินใจกระทำไปโดยพลการย่อมเสี่ยงที่จะถูกตรวจสอบได้ในภายหลังและอาจถูกดำเนินคดีได้หากจำเลยปฏิเสธ

การกระทำดังกล่าวเป็นการขัดต่อหลักการออกเสียงลงคะแนน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 126 วรรคสาม และฝ่าฝืนต่อข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2551 ข้อ 72 วรรคสาม

แม้จากการไต่สวนจะไม่ปรากฏจากหลักฐานที่เป็นประจักษ์พยานได้ชัดเจนว่าจำเลยฝากบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ไว้แก่ สส.รายใดให้ลงคะแนนแทนก็ตาม แต่ที่จำเลยให้การว่า หลังจากประชุมเสร็จจำเลยไม่ได้เก็บประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ไปด้วย นั้น

โดยมีนางเสริมศรี เก็บบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลย นำไปเสียบจองที่นั่งให้เป็นประจำ แต่นางเสริมศรี ได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ดูแลสำนักรักษาความปลอดภัย (ตำรวจรัฐสภา) ตั้งแต่เดือน พ.ค.2556 โดยมี น.ส.สายฝน ดำรงตำแหน่งและทำหน้าที่ดูแลการประชุมแทน ระหว่างเกิดเหตุนางเสริมศรี จึงไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการดูแลอำนวยความสะดวกภายในห้องประชุมแต่อย่างใด ทั้งยังขัดแย้งกับที่ น.ส.สายฝน ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาเจ้าหน้าที่ที่ดูแลการประชุมได้เบิกความว่าเจ้าหน้าที่ที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในเวลาที่มีการประชุมไม่อาจเข้ามาในที่ประชุมได้

ส่วนกรณี สส.หลงลืมบัตรประจำตัวไว้ เจ้าหน้าที่จะไม่เก็บไว้กับตัวเอง แต่จะเก็บรวบรวมมาจัดเรียงตามลำดับเพื่อง่ายต่อการค้นหาในเวลาที่ สส.มาขอรับคืน และจะไม่นำบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์จองที่นั่งให้

ทั้งการที่นางเสริมศรี ถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ดูแลสำนักรักษาความปลอดภัย (ตำรวจรัฐสภา) ตั้งแต่เดือน พ.ค.2556 เนื่องจากเหตุเสียบบัตรลงคะแนนแทนกันทำนองเดียวกับคดีนี้ จึงไม่เชื่อว่านางเสริมศรีที่พ้นหน้าที่ไปเพราะเหตุดังกล่าวจะกล้ากระทำเช่นนั้นอีก

ส่วนที่นายนริศร ไปแจ้งความที่ สภ.เมืองสกลนคร เมื่อวันที่ 17 มี.ค.2568 ว่าในคดีที่ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษนายนริศร เป็นผู้เสียบบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของ สส.รายอื่น และแสดงตนกับออกเสียงลงคะแนนแทนนั้น จำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เป็นการแจ้งความหลังเกิดเหตุนานกว่า 10 ปี อาจเป็นการกระทำเพื่อช่วยเหลือจำเลยให้พ้นผิดมากกว่าจะเกิดจากการกล่าวความจริงหรือสำนึกในความผิด จึงไม่สมเหตุผลเป็นพิรุธ

ทั้งคำฟ้องโจทก์คดีดังกล่าวมิได้บรรยายฟ้องระบุว่า สส.รายอื่นนั้นคือจำเลย และเป็นการฟ้องว่านายนริศรกระทำความผิดโดยแสดงตนและออกเสียงลงคะแนนแทนในมาตรา 6 และมาตรา 20 เท่านั้น ซึ่งเป็นคนละมาตรากันกับคดีนี้ และในชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ศาลฎีกามิได้มีคำวินิจฉัยว่า นายนริศร เป็นผู้นำบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไปใช้แสดงตนและออกเสียงลงคะแนนแทนจำเลย

นอกจากนี้ นายนริศรไม่เคยให้ถ้อยคำในชั้นไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.หรือเบิกความในระหว่างการพิจารณาของศาลในคดีของตนเองมาก่อน ที่จำเลยอ้างว่า ได้อภิปรายพาดพิง พล.อ.ประวิทย์ วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ อย่างรุนแรงเกี่ยวกับการอนุมัติเงินให้บริษัทเอกชน ซึ่งขณะนั้นประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีความใกล้ชิดกับ พล.อ.ประวิทย์ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้จำเลยถูกไต่สวนนั้น พยานหลักฐานจากการไต่สวนไม่ปรากฏว่ามีพยานบุคคลใดถูกบังคับขู่เข็ญ หลอกลวง เพื่อให้ถ้อยคำหรือเบิกความโดยไม่สมัครใจ หรือมีพยานเอกสารใดเป็นเอกสารปลอมหรือเอกสารเท็จ หรือมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ผิดไปจากความจริง ทั้งมูลคดีเกิดจากการที่จำเลยไม่อยู่ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีหลักฐานการเดินทางของจำเลยด้วยเครื่องบินทั้งไปและกลับ

โดยจำเลยยอมรับว่าช่วงที่จำเลยไม่เข้าประชุมนั้นมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอื่นแสดงตนและลงคะแนนแทนโดยจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มีเหตุผลเพียงพอที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะดำเนินการไต่สวนจำเลย ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะฟังว่าจำเลยถูกกลั่นแกล้งเพราะเหตุทำหน้าที่ดังกล่าว

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยยินยอมให้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไปอยู่ในความครอบครองของ สส.รายอื่น เพื่อให้ สส.นั้นใช้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยแสดงตนและออกเสียงลงคะแนนแทนจำเลยในการพิจารณาและลงมติร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. ….

เมื่อการแสดงตนและการออกเสียงลงคะแนนเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ที่เป็นสมาชิกรัฐสภา ผู้ที่จะมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนได้คือผู้ที่มาแสดงตนในการประชุมและอยู่ในที่ประชุมในขณะที่มีการออกเสียงลงคะแนนเท่านั้น การกระทำใดที่เป็นเหตุให้มีการออกเสียงลงคะแนนแทนกัน การกระทำนั้นย่อมไม่ชอบด้วยบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ขัดต่อหลักการออกเสียงลงคะแนนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 126 วรรคสาม

ที่ให้สมาชิกคนหนึ่งย่อมมีเสียงหนึ่งในการออกเสียงลงคะแนน และไม่ชอบด้วยข้อบังคับการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2551 ข้อ 72 วรรคสาม ที่กำหนดให้การออกเสียงลงคะแนนจะกระทำการแทนกันมิได้ จึงเป็นการออกเสียงลงคะแนนที่ไม่สุจริต ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของผู้แทนปวงชนชาวไทย ขัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาที่ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรคสอง ขัดต่อหลักการพื้นฐานของการเป็น สส.ที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทยโดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามมาตรา 122 และขัดต่อหลักความซื่อสัตย์สุจริตที่สมาชิกรัฐสภาได้ปฏิญาณตนไว้ตามมาตรา 123 จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นกระทำทุจริตต่อหน้าที่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ของ สส.ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน หรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นความผิดตามมาตรา 123/1 แห่ง พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542

โดยขณะกระทำความผิดจำเลยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย แต่กลับกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ เป็นเหตุให้การพิจารณาและลงมติร่าง พ.ร.บ.ตกไป ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงและบั่นทอนความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนต่อองค์กรนิติบัญญัติ พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง

ส่วนที่จำเลยอ้างเหตุเจ็บป่วย จำเลยก็ยังมีสิทธิที่จะได้รับการรักษาตัวตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนหรือมีเหตุอื่นตามที่กล่าวอ้างมา ก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย

พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 จำคุก 1 ปี คำรับของจำเลยในชั้นตรวจพยานหลักฐานเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน

ภายหลังมีคำพิพากษา จำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว

โดยศาลฎีกา อม. อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยระหว่างอุทธรณ์คำพิพากษาไปยังที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา โดยตีราคาประกัน 1 ล้านบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

สว.สำรอง ร้องศาลฎีกา ปมคำวินิจฉัย กกต.ไม่รอบด้าน ยันใช้สิทธิในกรอบเวลา 3 วัน หวังศาลให้ความเป็นธรรมรับคำฟ้องไต่สวน

16 กันยายน 2569 เวลา 12:05 น.

16 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 10.00 น.ที่ศาลฎีกา ถ.ราชดำเนินใน กลุ่ม สว.สำรอง ได้รวมตัวกันยื่นคำร้องเพื่อคัดค้านคำวินิจฉัยและมติของ กกต.เรื่องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งเพิกถอนคําวินิจฉัยของ กกต.กรณีที่ กกต.มีคำสั่งยกคําร้อง 3 ข้อกล่าวหาคดีฮั้ว สว.โดยให้เหตุผลว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ

พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว แกนนำกลุ่ม สว.สำรอง กล่าวว่า ทั้ง 3 ข้อกล่าวหาที่ กกต.ยกคําร้อง โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่ 3 ซึ่ง กกต.ชี้แจงว่าโพยไม่ผิดนั้น ตนเองยืนยันได้ว่ามีขบวนการในการจัดทําขึ้นและโพยฉบับแรกที่ไปพบนั้นถือเป็นโพยฉบับแรกที่ไม่มีการต่อเติมเสริมแต่งขึ้นมา จึงถือเป็นข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริง แต่เมื่อ กกต.พยายามวินิจฉัยเป็นความผิดส่วนบุคคล จึงมองว่า กกต.ไม่วินิจฉัยตามพยานหลักฐาน

โดยสรุปแล้วทั้ง สว.ทั้ง 77 ราย กกต.วินิจฉัยในลักษณะของคดีอาญาเป็นหลัก แต่ยังมีความผิดตามมาตรา 62 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ที่ระบุว่าเมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ศาลจะต้องยื่นคําร้องเพื่อเพิกถอนสิทธิการเลือกของผู้ที่ได้มาโดยไม่สุจริตเที่ยงธรรม ซึ่ง กกต.ไม่ได้พูดถึงมาตรา 62 เลย หรือเจตนาจะปล่อยปะละเลยหรือไม่ จึงถือว่า กกต.ไม่ปฏิบัติไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องรวมทั้งไม่เป็นไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฎในสํานวน

ในส่วนนี้จึงถือว่า กกต.ได้ละเมิดตามมาตรา 32 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา กําหนดไว้ว่า กกต.หรือเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ทําให้การเลือก สว.เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม หากละเลยหรือหลีกเลี่ยงไม่ให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบถือว่ามีความผิด ระวางโทษจําคุก 10 ปี

ดังนั้น กลุ่ม สว.สํารอง จึงใช้สิทธิในการยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาได้ภายใน 3 วัน ตามมาตรา 44 โดยขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งเพิกถอนคําวินิจฉัยที่ กกต.วินิจฉัยว่า ผู้เกี่ยวข้องที่ถูกกล่าวหาในข้อกล่าวที่ 1 – 3 ที่บอกว่าไม่ผิด ขอให้ศาลเพิกถอนคําสั่งนี้ และขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยใหม่ และขอให้ไต่สวนว่าเมื่อมีการทุจริตเป็นรูปแบบหรือขบวนการที่ทําให้การเลือก สว.ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ต้องให้ กกต.ดําเนินการพิจารณา สว. 138 คน และส่งให้ศาลฎีกาพิจารณาใหม่ “โดยสรุปคือ ขอให้ศาลไต่สวน หากไม่ถูกต้องขอให้ศาลสั่งให้ กกต.ทบทวนเหมือน ทําการบ้านส่งขึ้นมาใหม่”

พล.ต.ท.คำรบ ระบุอีกว่า คาดหวังว่าศาลให้ความเมตตาในการพิจารณารับคําร้องในวันนี้และเปิดองค์คณะไต่สวนเพื่อพิสูจน์ความจริงในเรื่องของการวินิจฉัยของ กกต.และยอมรับว่าไม่หนักใจที่ กกต.มีการเตรียมความพร้อมไว้อยู่แล้วว่าจะมีการฟ้องร้อง เพราะการที่มาร้องในวันนี้ได้มีการคาดการณ์ไว้แล้ว มีการร่างหนังสือมาเป็นเดือน

ส่วนการที่ กกต.ชุดใหญ่ มีความพยายามโยนความผิดให้อนุกรรมการชุด 36 ที่อ้างว่าพยานหลักฐานมาไม่ถึง กกต.ชุดใหญ่ จึงอ้างว่าไม่มีพยานหลักฐานที่สามารถพิจารณาความผิดได้ พล.ต.ท.คำรบ ระบุว่า ในฐานะผู้บริหารต้องไม่โทษหรือโยนความผิดให้ใครต้องมีการวินิจฉัยหรือพิจาณาให้รอบครอบ เมื่อผู้บริหารตัดสินใจหรือวินิจฉัยแล้วต้องรับผิดชอบในส่วนที่วินิจฉัยด้วยตัวเอง

ส่วนตำถามหากคดีถึงที่สุดและศาลรับคําร้องสั่ง สว. 26 ราย หยุดปฏิบัติหน้าที่ กลุ่ม สว.สํารอง ยินดีรับตําแหน่งหรือไม่ พล.ต.ท.คำรบ ระบุว่า แม้ผลจะออกมาอย่างไรก็น้อมรับเพราะที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้สังคมตระหนักถึงความไม่ชอบธรรมในการเลือกตั้ง สว.ครั้งที่ผ่านมา ดังนั้น ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย

ทั้งนี้ กลุ่ม สว.สํารอง ได้อ่านแถลงการณ์ระบุว่า ประเด็นสำคัญคือ ขอให้ศาลฎีกาตรวจสอบพยานหลักฐานทั้งหมด โดยเห็นว่า มาตรา 62 ใช้เกณฑ์ หลักฐานอันควรเชื่อได้ ว่าการเลือกอาจไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม ไม่จำเป็นต้องถึงระดับพิสูจน์ความผิดทางอาญา และการตรวจสอบไม่ควรจำกัดเฉพาะหลักฐานการจ่ายเงิน แต่รวมถึงพฤติการณ์และความเชื่อมโยงของเครือข่าย ด้วย

โดย สว.สำรองบางคน ย้ำว่า การยื่นคำร้องไม่ได้มุ่งช่วยบุคคลใดหรือกดดันศาล แต่ต้องการให้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานได้รับการตรวจสอบอย่างครบถ้วน เพื่อรักษาความสุจริตเที่ยงธรรมของกระบวนการเลือก สว.

สอนมวย สมชัย-พรรคการเมือง ชูชาติ ศรีแสง เปิด รธน. ชี้ฟ้อง กกต.เองไม่ได้ ต้องยื่นร้องผ่าน ป.ป.ช.เท่านั้น

16 กันยายน 2569 เวลา 11:50 น.

16 กันยายน 2569 นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Chuchart Srisaeng ระบุว่า …..รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 บัญญัติไว้ดังนี้

…..มาตรา 234 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่และอำนาจไต่สวนและมีความเห็น กรณีที่มีการกล่าวหาว่า ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์อิสระ ทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริธรรมอย่างร้ายแรง

…..มาตรา 235 เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนแล้ว เห็นว่า

……..1.ถ้าเป็นกรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน

จริธรรมอย่างร้ายแรง ก็ให้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาวินิจฉัย

……..2.กรณีอื่นนอกจาก(1) ให้ส่งสำนวนการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

…..กล่าวโดยสรุปก็คือคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ถ้า กกต.ท่านหนึ่งท่านใดหรือทุกท่าน ปฏิบัติหน้าโดยทุจริตหรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อกฎหมาย เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ต้องทำการไต่สวนและหากไต่สวนแล้วเห็นว่ามีความผิด ก็ต้องส่งสำนวนการไต่สวนไปให้อัยการสูงสุดฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

…..เมื่อการพิจารณาพิพากษาคดีเป็นอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงทางการเมือง ศาลอื่น ๆ จึงไม่มีอำนาจรับฟ้องไว้พิจารณาพิพากษา และผู้มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็มีเพียงอัยการสูงสุดและคณะกรรมการ ป.ป.ช. เท่านั้น

…..กรณีที่เคยมีผู้เป็นโจทก์ฟ้อง กกต. ชุดที่ 2 ต่อศาลอาญาและคดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกามีคำพิพากษาลงโทษจำคุกนั้น มีการกระทำความผิดในปี 2549 อยู่ในช่วงเวลาที่ใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ซึ่งไม่มีบทบัญญัติในลักษณะเดียวกับมาตรา 234 และ 235 ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ประชาชนที่ได้รับความเสียหายจึงเป็นโจทก์ฟ้อง กกต. ต่อศาลได้

…..ข่าวอดีต กกต.ท่านหนึ่งขอใช้เงินกองทุน หนึ่งล้านบาท จ้างทนายที่ดีที่สุดฟ้อง กกต. ทุกศาล หรือพรรคการเมืองบางพรรค หรือบุคคลอื่น ๆ ที่ประกาศว่าจะฟ้อง กกต. อ่านรัฐธรรมนูญกันบ้างหรือไม่

…..เมื่อรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ดังกล่าวข้างต้นก็ไม่อาจฟ้อง กกต.ได้ มีเพียงการไปร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เท่านั้นที่สามารถกระทำได้

ทั้งนี้ วานนี้ (15 ก.ย.69) นายสมชัย ศรีสุทธยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ขอฉันทามติจากประชาชน ใช้เงินกองทุนสู้ กกต. 1 ล้านบาท จ้างทีมทนายที่ดีที่สุด เปิดกฎหมายทุกฉบับ ฟ้อง กกต.ทุกชุดที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. ทุกมาตรา ทุกศาล ทุกช่องทาง ภายใน 26 วัน เท่ากับจำนวน สว. 26 คน ที่เขาส่งฟ้องศาล (อ่านข่าวประกอบ : สมชัย ท้าชน! ขอฉันทามติ ปชช.ใช้เงินกองทุน 1 ล้าน จ้างทีมทนายที่ดีที่สุด เปิดกฎหมายทุกฉบับ ลุยฟ้อง กกต. คดีฮั้ว สว.)

วงใน กกต.แฉ สิทธิโชติ ชงตั้งคณะที่ 26 สอบฮั้ว สว. พบพิรุธ 3 สำนวนไม่คืบ เหตุสอบ สีส้ม-สว.อิสระ อืด

16 กันยายน 2569 เวลา 11:38 น.

16 กันยายน 2569 จากกรณีที่ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงการลงมติผู้ถูกร้องเป็นรายบุคคลเมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยมีมติเสียงข้างมากส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 77 ราย จาก 229 ราย อีกทั้งว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต.ได้ระบุว่าสำหรับผู้ถูกร้องทั้งหมดในคดีโกงเลือก สว.มี 427 คน ต่อมาวันที่ 15 ก.ย.2569 นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.ออกมายืนยันว่าตัวเอง และนายชาย นครชัย คือ กกต.เสียงข้างน้อยที่ลงมติให้ส่งฟ้องแกนนำผู้บริหารพรรคภูมิใจไทย เพราะมีหลักฐานเพียงพอว่ามีส่วนร่วมในคดีฮั้ว สว.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 14 ก.ย.69 นายณรงค์ ได้กล่าวตอนหนึ่งถึงการทำงานของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 ของ กกต.ซึ่งทำหน้าที่สอบสวนคดีฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ปี 2567 ร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่าที่เสนอส่งฟ้อง 229 คน (ฮั้ว สว.สีน้ำเงิน และพรรคภูมิใจไทย) พร้อมทั้งระบุว่า ยังมีอีก 3 สำนวน ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 ยังดำเนินการอยู่และยังไม่เสร็จสิ้นนั้น

รายงานข่าวจากสำนักงาน กกต.เเจ้งว่า 3 สำนวนดังกล่าว ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 ดำเนินการไต่สวนในเวลาใกล้เคียงกับสำนวน 229 คน คือ การนัดประชุมกันเพื่อเตรียมการเลือก สว.ของ 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1. สว.พรรคประชาชน/คณะก้าวหน้า/ไอลอว์ ระดับจังหวัด 2. สว.พรรคประชาชน/คณะก้าวหน้า/ไอลอว์ ระดับประเทศ 3. กลุ่ม สว.อิสระ

รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะเดียวกันยังพบว่า การเเต่งตั้งคณะฯ ที่ 26 นายสิทธิโชติ เสนอต่อที่ประชุม กกต.ว่าควรแต่งตั้งคณะนี้ขึ้นมาเพิ่ม ซึ่งปกติ กกต.มี 25 คณะ เพราะคดีมีความสำคัญและผู้ร่วมกระทำผิดมีจำนวนมาก จนมีการแต่งตั้ง นายชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.เป็นประธานคณะอนุกรรมการ ชุดที่ 26 และร่วมงานกับดีเอสไอ จนได้ข้อสรุปในสำนวนจำนวน 75,722 หน้า โดยเสนอให้ส่งฟ้อง 229 คน ทำให้ นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.ในขณะนั้น แต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 เพื่อมาพิจารณามติของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 อีกชั้นหนึ่ง

แหล่งข่าวจาก กกต.แจ้งว่า การทำงานของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 นั้น มีสิ่งผิดปกติบางประการ เช่น มีการดึงบุคลากรหลายคนของดีเอสไอมาร่วมในคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 และนำสำนวนการสืบสวนของดีเอสไอมาประกอบทันที ซึ่งมีข้อพิรุธ อาทิ การสอบพยานเป็นการสอบพยานที่อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ ทั้งที่ กกต.ต้องดำเนินการในกรณีนี้เอง

รวมทั้งกรณี นาย อ. นักการเมืองจาก จ.ขอนแก่น ที่มาให้การเองกับดีเอสไอ และอ้างว่าแกนนำพรรคภูมิใจไทยเกี่ยวข้องกับการฮั้ว สว.ก็พบว่าไม่มีการเรียก รปภ. เจ้าหน้าที่พรรค ไปให้การ และไม่ได้ไปตรวจสอบที่ทำการพรรคตามที่ นาย อ. อ้างว่า ที่ทำการพรรคคือหนึ่งในสถานที่จัดประชุมการฮั้ว สว.เเต่คณะอนุกรรมการฯ ที่ 26 กลับเชื่อถือข้อมูลของนาย อ.

นอกจากนี้ กรณีการร้องเรียนการจัดประขุมผู้สมัคร สว.ที่ห้องจูปิเตอร์ อิมเเพค เมืองทองธานี พบว่า มีการร้องเรียนในเรื่องนี้เข้ามาในคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 เช่นกัน และอยู่ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับการร้องเรียนฮั้ว สว.ที่พาดพิงพรรคภูมิใจไทย

“การสืบสวนของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 ที่พบพิรุธตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีความล่าช้า เช่น กรณีห้องจูปิเตอร์ อิมเเพค เมืองทองธานี เพราะพบข้อมูลเบื้องต้นว่า มีผู้ออกเงินการจัดประชุม จัดเลี้ยงอาหารให้ผู้ร่วมประชุม และผู้สมัคร สว.ไม่ได้ออกเงิน เเม้จะมี สว.บางคนอ้างว่าไปประชุมที่อิมเเพค เมืองทองธานี จริง แต่ชำระเงินค่าประชุมด้วยตัวเอง โดยหย่อนเงินใส่กล่องหน้าห้องประชุม และซื้ออาหารกินเอง แต่ผู้จัดงานไม่ได้ออกมาชี้แจงเรื่องนี้” แหล่งข่าวระบุ และว่า กรณีนี้เท่ากับว่ามีการจัดเลี้ยงแล้ว และ สว.ที่ไปร่วมงานเท่ากับมีความผิดแล้วเช่นกัน