‘สุชาติ’ ลุยทับลาน ปิดปมปัญหาทับซ้อนกว่า 40 ปี พร้อมสั่งรื้อ 3 รีสอร์ต เพื่อทวงผืนป่าคืนแผ่นดิน

'สุชาติ' ลุยทับลาน ปิดปมปัญหาทับซ้อนกว่า 40 ปี พร้อมสั่งรื้อ 3 รีสอร์ต เพื่อทวงผืนป่าคืนแผ่นดิน

‘สุชาติ’ ลุยทับลาน ปิดปมปัญหาทับซ้อนกว่า 40 ปี พร้อมสั่งรื้อ 3 รีสอร์ต เพื่อทวงผืนป่าคืนแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.10 น.

28 มิถุนายน 2569  นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) พร้อมด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัด​ ทส. นำคณะผู้บริหาร ทส. นายวิจิตร​ กิจวิรัตน์​ รอง​ ผวจ.นครราชสีมา​ และนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร นายชัยวัฒน์  ลิ้มลิขิตอักษร นายเทวินทร์ มีทรัพย์ อดีต มือปราบกรมป่าไม้ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ท้องที่จังหวัดนครราชสีมา  เพื่อชี้แจงแนวทางการแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนตามแผนที่ One Map และรับฟังปัญหาจากประชาชนในพื้นที่จริง มุ่งหวังสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง โปร่งใส ตลอดจนสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และการคุ้มครองสิทธิของชุมชนดั้งเดิมอย่างเป็นธรรม​ ณ โรงเรียนบ้านราษฎร์พัฒนา อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา

โดยมีนายประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) เพื่อร่วมกันชี้แจงแนวทางการดำเนินการการสอบพิสูจน์สิทธิ์ และข้อกฎหมายตามมติคณะกรรมการอุทยานฯ ให้ประชาชนได้รับทราบอย่างชัดเจน พร้อมแสดงแผนที่พื้นที่ทับซ้อน จากนั้นคณะได้ลงพื้นที่ชุมชน “โครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อความมั่นคง” (พมพ.) และ “โครงการจัดสรรที่ดินทำกินแก่ราษฎรผู้ยากไร้ในพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรม” (คจก.) เพื่อพบปะและรับฟังเสียงสะท้อนจากราษฎรดั้งเดิมที่รัฐเคยอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในยุคปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งยังคงประสบปัญหาขาดความชัดเจนเรื่องเอกสารสิทธิ์ที่ดินทำกินมานานหลายสิบปี ก่อนที่รัฐมนตรีฯ จะขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อสำรวจสภาพพื้นที่และการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตอำเภอเสิงสาง อำเภอครบุรี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา และอำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีนโยบายเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหานี้​ คือ การเร่งรัดตรวจสอบและพิสูจน์สิทธิของชาวบ้านดั้งเดิมผู้ยากไร้เป็นรายแปลงอย่างรัดกุม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และการบังคับใช้กฎหมายกับรีสอร์ทที่บุกรุกป่าอย่างเข้มงวด โดยไม่มีการเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนใด ๆ ทั้งสิ้น และยืนยันว่าจะไม่มีการตัดผืนป่าธรรมชาติอย่างแน่นอน​

“การดำเนินการทุกขั้นตอนภายใต้กรอบของกฎหมาย ยึดหลักข้อเท็จจริงและข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างโปร่งใส การปรับปรุงแนวเขตครั้งนี้ไม่ใช่การเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานทั้งหมด แต่เป็นการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของชุมชนดั้งเดิม ควบคู่ไปกับการเตรียมประกาศพื้นที่เพิ่มเติมเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ส่วนคดีบุกรุกป่าที่อยู่ในกระบวนการศาล ยืนยันจะดำเนินคดีตามกฎหมายจนถึงที่สุด​ โดยในวันนี้ได้ลงพื้นที่พบกับคุณตาสถิตย์ พันหอม อายุ 87 ปี ซึ่ง​ เป็นส่วนหนึ่งของราษฎรที่มาอยู่อาศัยในพื้นที่ตั้งแต่ก่อนการประกาศเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานและช่วงที่มีการอพยพราษฎรมาอยู่ในพื้นที่โดยหน่วยงานความมั่นคงในยุคสงครามแย่งชิงประชาชน​

นายสุชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า​ “สำหรับการบังคับใช้กฎหมาย​ ในวันนี้ทางอุทยานแห่งชาติทับลานได้นำหนังสือแจ้งเตือนให้ผู้ครอบครองโรงแรมรีสอร์ทที่คดีถึงที่สุดแล้วดำเนินการรื้อถอน สิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่ภายใน 15 วัน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุปัน ตามกฎหมาย ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน 2542 ความผิดมูลฐานมาตรา 3 (15) ทําผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ หรือสิ่งแวดล้อม โดยการใช้ ยึดถือ หรือครอบครอง ทรัพยากรธรรมชาติ หรือกระบวน การแสวงหา ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีลักษณะเป็นการค้า​ ซึ่งขณะนี้อุทยานแห่งชาติทับลานได้นำประกาศแจ้งเตือนให้รื้อถอนไปติด​ 3 รีสอร์ท ในท้องที่อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา และจะเริ่มต้นรื้อถอนโรงแรมหรือรีสอร์ททุกราย เพื่อนำที่ดินคืนมาให้อุทยานแห่งชาติฟื้นฟูป่าต่อไป​”

สำหรับแนวทางแก้ปัญหาทับซ้อนแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน รัฐบาลได้กำหนดแนวทางจัดการปัญหาที่ดินทับซ้อนในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน โดยแบ่งการดำเนินการออกเป็น 5 กลุ่ม ตามลักษณะการถือครองและวัตถุประสงค์การใช้ประโยชน์พื้นที่ ดังนี้

1. ​​พื้นที่ ส.ป.ก. (53,416 ไร่) เห็นควรเพิกถอนจากเขตอุทยานฯ เพื่อดำเนินการตามหลักการ One Map

2. ​โครงการหมู่บ้านตัวอย่างไทยสามัคคี (8,328 ไร่) เร่งตรวจสอบสิทธิ์และจัดการคดีความให้สิ้นสุดก่อนดำเนินการตามระเบียบ

3. ​พื้นที่ พมพ./คจก. (87,500 ไร่) เห็นควรเพิกถอนออกจากเขตอุทยานฯ โดยจะทำประชามติสอบถามความต้องการรูปแบบสิทธิ์ของราษฎร

4. ​พื้นที่อื่นนอกเขต ส.ป.ก. และโครงการมั่นคง (109,420 ไร่) ตรวจสอบสิทธิ์รายแปลงอย่างเข้มงวด เพื่อคัดกรองกลุ่มทุนออกก่อนดำเนินการตามกฎหมาย

5. ​พื้นที่ราชพัสดุ (6,621 ไร่) เห็นควรเพิกถอนจากเขตอุทยานฯ เพื่อให้เป็นไปตามการใช้ประโยชน์ในราชการทหารตามสถานะเดิม

สำหรับขั้นตอนต่อไป จะนำข้อเสนอแนะและข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ได้จากการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ประสานงานร่วมกับ สคทช. เพื่อนำเรื่องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีในการพิจารณาทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 ตามข้อเสนอที่ปรับปรุงใหม่ รวมถึงการกำหนดแนวกันชน (Buffer Zone) เพื่อป้องกันผลกระทบต่อระบบนิเวศในระยะยาว กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ขอยืนยันว่าจะมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาโดยยึดมั่นในความถูกต้องทางกฎหมาย เพื่อคืนความเป็นธรรมให้แก่ประชาชน ควบคู่กับการรักษาผืนป่าสมบูรณ์ไว้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติสืบไป

ชัชชาติส่อทำสถิติใหม่! นิดาโพลฟันธงชนะขาด ทิ้ง มัลลิกา-ชัยวัฒน์-อนุชา-หม่อมกร

ชัชชาติส่อทำสถิติใหม่! นิดาโพลฟันธงชนะขาด ทิ้ง มัลลิกา-ชัยวัฒน์-อนุชา-หม่อมกร

ชัชชาติส่อทำสถิติใหม่! นิดาโพลฟันธงชนะขาด ทิ้ง มัลลิกา-ชัยวัฒน์-อนุชา-หม่อมกร

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.04 น.

วันที่ 28 มิถุนายน 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “ทำนายผลการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. 69” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 22-25 มิถุนายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 3,000 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะเลือกให้เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 73.70 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) อันดับ 2 ร้อยละ 12.10 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) อันดับ 3 ร้อยละ 8.37 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) อันดับ 4 ร้อยละ 3.43 ระบุว่าเป็น นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 5 ร้อยละ 1.40 ระบุว่าเป็น หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี (อิสระ) และร้อยละ 1.00 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ นายสมัย ละเลิศ (อิสระ) นายพงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์ (อิสระ) นายคมสัน พันธุ์ชาติกุล (อิสระ) นายประทีป วัชรโชคเกษม (อิสระ) พลตำรวจโทชาญเทพ เสสะเวช (พรรคเศรษฐกิจ) นายพิศาล กิตติเยาวมาลย์ (อิสระ) นายภาสพงศ์ ไชยวิริญญะวาณิชย์ (อิสระ) นายประยูร ครองยศ (อิสระ) นายวีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล (อิสระ) นายสมชัย เจริญวรเกียรติ (อิสระ) และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)  

เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างทั้งหมดมีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านอยู่กรุงเทพมหานคร โดยตัวอย่าง ร้อยละ 45.43 เป็นเพศชาย และร้อยละ 54.57 เป็นเพศหญิง

ตัวอย่าง ร้อยละ 10.67 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 16.87 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.57 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 25.60 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 29.29 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 94.07 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 4.80 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 1.13 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

ตัวอย่าง ร้อยละ 43.70 สถานภาพโสด ร้อยละ 53.63 สมรส และร้อยละ 2.67 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.47 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 10.83 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 24.57 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 7.57 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 45.39 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 11.17 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

ตัวอย่าง ร้อยละ 7.07 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 28.50 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 27.70 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 0.13 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 8.03 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 23.50 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงานและร้อยละ 5.07 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

ตัวอย่าง ร้อยละ 23.27 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 0.23 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 4.37
รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 27.27 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 17.57
รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 7.93 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 5.67
รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 3.23 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.99
รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.63 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 1.77
รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 7.07 ไม่ระบุรายได้

ทั้งนีเในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2565 นายชัชชาติ ได้คะแนน 1,386,215 คะแนน

รมว.กลาโหม โยน ‘สีหศักดิ์‘ แจงปม ‘ฮุน มาเนต’ ดอดเยือน จีน กระชับสัมพันธ์

รมว.กลาโหม โยน ‘สีหศักดิ์‘ แจงปม ‘ฮุน มาเนต’ ดอดเยือน จีน กระชับสัมพันธ์

รมว.กลาโหม โยน ‘สีหศักดิ์‘ แจงปม ‘ฮุน มาเนต’ ดอดเยือน จีน กระชับสัมพันธ์

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.42 น.

’รมว.กลาโหม‘ โยน ‘สีหศักดิ์‘ แจงปม ‘ฮุน มาเนต’ ดอดเยือน ’จีน‘ กระชับสัมพันธ์

วันที่ 28 มิถุนายน 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย(ภท.) พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์กรณีที่ นายนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ โดยระบุสั้นๆว่า ให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศ เป็นผู้ชี้แจงรายละเอียด

เอกนัฏ-พลพีร์ ประสานเสียงคอนเฟิร์ม เร่งดึงค่าไฟสาธารณะ ออกจากบิลประชาชน คาดค่าไฟลด ก.ค.-ส.ค.นี้

เอกนัฏ-พลพีร์ ประสานเสียงคอนเฟิร์ม เร่งดึงค่าไฟสาธารณะ ออกจากบิลประชาชน คาดค่าไฟลด ก.ค.-ส.ค.นี้

เอกนัฏ-พลพีร์ ประสานเสียงคอนเฟิร์ม เร่งดึงค่าไฟสาธารณะ ออกจากบิลประชาชน คาดค่าไฟลด ก.ค.-ส.ค.นี้

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.30 น.

‘เอกนัฏ-พลพีร์’ ประสานเสียงเฟิร์ม! เร่งลดภาระประชาชน ดึง ‘ค่าไฟสาธารณะ’ ออกจาก ‘บิลประชาชน’ คาดเริ่มเห็นผลช่วง ก.ค.-ส.ค.นี้ ขอรอถก ‘เอกนิติ’ ก่อนชง ‘นายกฯ’ เคาะเป็นแพทเทิร์นเดียวกัน

วันที่ 28 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 14.30 น. ที่พรรคภูมิใจไทย(ภท.) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน  กล่าวถึงความคืบหน้าในการแยกค่าไฟทางสาธารณะออกจากบิลค่าไฟประชาชนว่า ทุกคนเห็นด้วยว่าจะต้องแจ้งให้ประชาชนรับทราบ และส่วนที่ถูกผลักไปในบิลค่าไฟจะต้องแยกออกมา โดยทุกหน่วยงานยินดีที่จะรับผิดชอบร่วมกันเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ไม่นำเงินค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปซ่อนอยู่ในบิลค่าไฟของประชาชน ซึ่งหลังจากนี้จะมีการพูดคุยกันว่าจะทำอย่างไร ให้เกิดผลเร็วที่สุด โดยตนเตรียมประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อแยกค่าไฟสาธารณะออกมาโดยเร็วที่สุด ซึ่งจะต้องมีการแยกบัญชีออกมาก่อน เนื่องจากไปซ่อนอยู่ในไฟฐาน เมื่อดึงออกมาจะทำให้ค่าไฟลดลง และใช้กลไกของกพช. ไปกำหนดอัตราค่าไฟใหม่ ซึ่งหากถามว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ในที่สุดทั้ง 3 การไฟฟ้า จะต้องมาดูเรื่องของการเสริมประสิทธิภาพ การจัดการต้นทุน เพื่อที่จะชดเชยในส่วนที่หายไป ซึ่งก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ในภาพใหญ่ต้องพูดคุยกับกระทรวงการคลัง ท้องถิ่นกทม. กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และทุกหน่วยงาน ว่าในที่สุดจะบริหารจัดการกันอย่างไร แต่จะต้องดึงออกมาจากบิลค่าไฟของประชาชนก่อน

นายเอกนัฏ กล่าวต่อว่า ในขั้นตอนแรกเมื่อแยกค่าไฟสาธารณะ ออกจากบิลค่าไฟประชาชน จะต้องเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และกพช. ซึ่งสามารถจัดการได้ในทันที ส่วนขั้นตอนที่ 2 สามารถทำได้พร้อมกัน เมื่อดึงค่าไฟสาธารณะออกมาแล้ว ก็ไปลดอัตราค่าไฟที่ชาร์จกับประชาชนได้ ขั้นตอนที่ 1 และ 2 สามารถเกิดขึ้นได้โดยเร็ว ส่วนขั้นตอนที่ 3 ตัวรายได้ของการไฟฟ้าทั้ง 3 การไฟฟ้า จะมีรายได้ลดลง แต่ในที่สุด การไฟฟ้าทั้ง 3 ก็จะหาวิธีเพิ่มประสิทธิภาพว่าจะให้ทางหลวง ทางหลวงชนบท ท้องถิ่น กทม. จะร่วมกันรับผิดชอบอย่างไร ซึ่งยังมีเวลาอยู่ แต่สิ่งที่เร่งด่วนที่สุดคือการดึงค่าไฟสาธารณะออกจากบิลค่าไฟประชาชน ซึ่งทุกฝ่ายตกลงกันว่าจะดำเนินการตามนี้

เมื่อถามว่าจะสามารถดึงค่าไฟสาธารณะออกจากบิลค่าไฟประชาชนได้เร็วที่สุดเมื่อใด รมว.พลังงาน กล่าวว่า ย้ำว่าทำเลยและทำเร็วที่สุด ซึ่งเข้าใจว่าในการประชุม กพช. นัดต่อไปเดือนกรกฎาคมจะนำเรื่องนี้เข้าหารือ เสร็จแล้วจะนำเข้าสู่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เพื่อรับฟังความคิดเห็น และจะพยายามทำให้เสร็จ ในการคำนวณรอบไฟใหม่ ช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมก็น่าจะเห็นผล

เมื่อถามว่าหากพูดง่ายๆค่าไฟจะลดลงกี่เปอร์เซ็นต์ นายเอกนัฏ กล่าวว่า เมื่อดึงไฟฐานออกมา เรามีความตั้งใจว่า จะนำไปใช้ ในส่วนที่จำเป็นเร่งด่วนก่อน ส่วนที่จำเป็นที่ต้องใช้มากที่สุดคือบ้านอยู่อาศัย ตนคิดว่า ตรงกับนโยบายที่จะลดค่าไฟของประชาชน ลงมาให้เหลือ 3 บาท โดยไม่ต้องให้ประชาชนมาแบก ส่วนนี้เราสามารถทำได้เลยทันทีที่ดึงออกมาจะทำให้ค่าไฟลดลง

เมื่อถามว่าจะต้องนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรีหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า จะต้องนำเข้าสู่ที่ประชุม กพช. และ กบง. 

เมื่อถามว่า ยังมีอะไรแอบแฝงในบิลค่าไฟที่ประชาชนไม่รู้อีกหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่าภาพรวมในการลดค่าไฟตนพูดอยู่ทุกครั้งว่า ส่วนที่ตนออกมาเปิดเผยอย่างค่าไฟทาง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายเรื่องที่ต้องทำ แม้กระทั่งเรื่องที่เราสูญเสีย ที่เกิดขึ้นจริงก็ต้องช่วยการบริหารจัดการ เพื่อให้มีประสิทธิภาพ ทุกคนรับผิดชอบก็ต้องบริหารจัดการ และสิ่งสำคัญ ที่เราทำมาตลอดคือการบริหารจัดการ ประสิทธิภาพ ต้นทุนตรงไหนที่แพง ไปผูกสัญญาในอดีต ผูกสัญญาซื้อไฟฟ้าแพงจากโรงไฟฟ้า สัญญาแอดเดอร์ กลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก ที่เขาเรียกว่า SPP แล้วมาบังคับให้การไฟฟ้าซื้อไฟในราคาแพง หรือในอดีตมีการประมาณการใช้ไฟที่สูงเกินไป ให้เอกชนสร้างโรงไฟฟ้า และไม่มีการผลิตไฟในที่สุดก็ต้องเสีย ค่าพร้อมจ่าย รวมไปถึงบางประเภทผู้ใช้ไฟ อย่าง Data Center ที่เข้ามา โดยที่เราไม่เคยมีการทบทวน ถึงอัตราที่เหมาะสม ก็จะต้องมีการกำหนด ดังนั้นเมื่อทำ 3 เรื่องนี้ก็จะทำให้ค่าไฟของประชาชนถูกลง ดังนั้น นี่คือการลดค่าไฟลงโดยไม่ได้ผลักภาระให้ใคร แต่ต้องจัดการให้ระบบมีประสิทธิภาพ และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ด้านนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย กล่าวเสริมว่า ต้องการหาสมการที่ประชาชนไม่ต้องแบกรับภาระค่าไฟและต้องมีหน่วยงานมาแบกรับค่าใช้จ่ายตรงนี้ เพราะเฉพาะค่าไฟสาธารณะ 1 ปีมีมูลค่าเกือบ 20,000 ล้านบาท ซึ่งตอนนี้ได้สมการพอสมควรแล้ว แต่ต้องขอหารือ กับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพราะมีบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลัง จากนั้นก็จะหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และจะเป็นขั้นตอนตามกฎหมายต่อไป ส่วนจะต้องนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีหรือไม่ ต้องรอหารือตามขั้นตอนก่อน เพื่อหาสมการที่จะสามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้เลย แล้วเดี๋ยวค่อยว่ากันอีกที

“หลักเกณฑ์เดียวกันคือเอาภาระออกจากประชาชน และจะต้องไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกับประชาชนอีก และต้องขอโทษประชาชนด้วย เพราะมาตรการเก็บค่าไฟในบิลของประชาชน เป็นมา 30 กว่าปีแล้ว ตอนนั้นผมก็อายุแค่ 10 ต้นๆ เราก็เกิดมาพร้อมกับค่าไฟ Ft ที่อยู่ในบิลค่าไฟฟ้า ต้องขอบคุณคุณเอกนัฏ ที่หยิบปัญหานี้ขึ้นมา รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับการลดค่าใช้จ่ายให้พี่น้องประชาชน เร็ววันนี้น่าจะรู้ว่าสมการเป็นอย่างไร” นายพลพีร์ กล่าว

เมื่อถามถึงเงินส่วนเพิ่มที่รัฐบาลบวกเพิ่มให้ หรือค่าไฟแบบแอดเดอร์(Adder) จะต้องแก้ไขอย่างไร นายพลพีร์ กล่าวว่า มีหลายสมการที่คุยกัน แต่ขอให้ตกผลึกทีเดียว ก่อนแถลงให้พี่น้องประชาชน และสื่อมวลชนรับทราบ เพราะต้องการให้ เป็นข้อความเดียวกันว่าเราจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร

ทรงศักดิ์ เผย มอบฝ่าย กม.รวบรวมหลักฐาน จ่อดำเนินคดีปมคลิปเสียงพาดพิงเอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น

ทรงศักดิ์ เผย มอบฝ่าย กม.รวบรวมหลักฐาน จ่อดำเนินคดีปมคลิปเสียงพาดพิงเอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น

ทรงศักดิ์ เผย มอบฝ่าย กม.รวบรวมหลักฐาน จ่อดำเนินคดีปมคลิปเสียงพาดพิงเอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.06 น.

ทรงศักดิ์ เผยมอบฝ่ายกฎหมายกำลังรวบรวมหลักฐานจ่อดำเนินคดีปมคลิปเสียง ส้ม-กิจ พาดพิงลามเชื่อมโยงเคส ทุจริตสอบท้องถิ่น ทำเสียหาย ยันไม่รู้จัก-ไม่เคยทำเรื่องแบบนี้ เชื่อความจริงจะปรากฏ เชียร์รับเป็น คดีพิเศษ ฟันยึดทรัพย์จมเขี้ยว ดำเนินคดีเด็ดขาด เมินคนมอง มท. ป่วนเกาเหลากันเองภายใน

เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2569 เมื่อเวลา 14.20 น. ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีตรมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีคลิปเสียงที่พาดพิงมีส่วนร่วมในขบวนการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นว่า ขณะนี้ตนได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายอยู่ระหว่างการรวบรวมว่ามีใครออกมาพูดบ้าง รวมถึงรวบรวมคลิปเสียงว่ามีการพาดพิงถึงใคร พาดพิงถึงตนหรือไม่ ส่วนคนที่สนทนาในคลิปเสียง ไม่ได้ยืนยันขนาดนั้น เป็นแค่การสนทนาพาดพิง และตนก็ไม่รู้จักว่าคนชื่อ “ส้ม” กับคนชื่อ “กิจ” เป็นใคร ยอมรับว่าขณะนี้ได้ชื่อมาบางส่วนแล้ว จะต้องให้ฝ่ายกฎหมายดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพราะตนอยากให้เกิดความชัดเจน ไม่อยากให้เอาคลิปมาพูดกันแบบกำกวม ตนไม่เห็นด้วยกับการพูดกลับไปกลับมา ถ้าเรายืนยันว่าไม่ได้ทำ และคลิปทำให้ประชาชนเข้าใจผิด คิดว่าเรามีส่วนเกี่ยวข้อง เราก็ถือเป็นผู้เสียหาย

“ที่มีการพาดพิงถึงรัฐมนตรีช่วย จากที่ผมดูข่าว เป็นเสียงจริงๆ แต่มีการดูดเสียงออกไป แต่หากดูในคลิปเต็มก็มีอยู่บ้าง ซึ่งในคลิปเองก็พูดจาสับสนอยู่พอสมควรว่าใช่ผมหรือไม่ แต่ดูแล้วคิดว่าไม่ถึงผมโดยตรง ไปพาดพิงถึงคนอื่น แต่มาเกี่ยวกับผมเพราะเป็นรัฐมนตรีช่วยในขณะนั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมต้องติดตาม ยืนยันเป็นเรื่องที่ไม่จริง ผมไม่เคยทำสิ่งเหล่านี้” นายทรงศักดิ์ กล่าว

เมื่อถามว่า ในฐานะที่เคยกำกับดูแลกระทรวงมหาดไทยมานาน มองปัญหาที่เกิดขึ้นในกระทรวงอย่างไร นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ได้มีปัญหาอะไร กระทรวงนี้เป็นกระทรวงเก่าแก่ ทำงานเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขมาโดยตลอด ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ปัญหาที่เกิดเป็นมุมมองที่มีความแตกต่าง

เมื่อถามว่า มีนักวิชาการวิเคราะห์ว่า ปัญหาส่วนหนึ่งเป็นเพราะการกระทบกระทั่งกันเองของราชการภายใน นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องคนมอง แต่ตอนที่ตนอยู่ในกระทรวงก็ไม่มีอะไร วันนี้ก็เหมือนกัน ตนก็ดูตามที่เป็นข่าวก็ไม่มีอะไร เป็นเรื่องของการทำงาน บางครั้งการทำงานคนก็มองความแตกต่าง เมื่อมองต่างกันก็มีความเห็นไม่ตรงกัน เป็นความขัดแย้ง แต่ไม่ได้มีอะไร เป็นเรื่องปกติของกระทรวงมหาดไทยอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ข่าวที่ออกมาจากกระทรวงมหาดไทย จะทำให้เกิดเป็นวิกฤตศรัทธาของประชาชนหรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ไม่มีอะไรทำให้คิดถึงขนาดนั้น เพียงแต่วันนี้คนอาจจะดูข่าว จนมองเป็นเรื่องความขัดแย้ง

นายทรงศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ในขณะที่ตนเป็นรมช.มหาดไทย ยอมรับว่าได้ยินข่าวการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น จาก สส.ที่ไปตั้งกระทู้ถามในสภาฯก่อนหน้านี้แล้วครั้งหนึ่ง เราก็ได้นำบทเรียนมาปิดช่องว่าง ในสมัยที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ก็ได้กำชับไป และได้มีการเชิญหน่วยงานเข้ามาบูรณาการป้องกันการทุจริต เพื่ออุดช่องว่าง ตอนที่เราอยู่ก็ป้องกันอย่างเต็มที่ นายอนุทินก็ได้ย้ำกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปแล้วว่า ต้องรับคดีนี้เป็นคดีพิเศษ ต้องยึดทรัพย์ และดำเนินคดีตามกฎหมายสูงสุด ดังนั้นเรื่องนี้ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด เมื่อข้อสอบจริงมีอยู่แล้ว และนำข้อสอบไปใส่ในห้องมั่นคงเพื่อสแกนคำตอบไว้ เมื่ออยากรู้ว่าคนไหนสอบได้จริงหรือไม่ ก็เอาคำตอบจริงที่อยู่ในห้องมั่นคงมาตรวจ ตนเชื่อว่าความจริงจะปรากฏ

สีหศักดิ์ เผย รอ 2 ฝ่าย หาผู้ประนอมคนที่ 5-ประธานฯ ก่อนเคลียร์ข้อพิพาททางทะเลUNCLOSไทย-เขมร

สีหศักดิ์ เผย รอ 2 ฝ่าย หาผู้ประนอมคนที่ 5-ประธานฯ ก่อนเคลียร์ข้อพิพาททางทะเลUNCLOSไทย-เขมร

สีหศักดิ์ เผย รอ 2 ฝ่าย หาผู้ประนอมคนที่ 5-ประธานฯ ก่อนเคลียร์ข้อพิพาททางทะเลUNCLOSไทย-เขมร

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.53 น.

ให้เวลาเขาหน่อย! สีหศักดิ์ เผย กำลังรอทั้ง 2 ฝ่ายหา ผู้ประนอมคนที่ 5 – ประธานฯ ก่อนเดินหน้าเคลียร์ข้อพิพาททางทะเลUNCLOSไทย-กัมพูชา ชี้มีเวลาอีก 30 วันในการตอบรับเข้าร่วม

เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2569 เมื่อเวลา 14.15 น. ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากระบวนการประนอมภาคบังคับตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล(UNCLOS) ในประเด็นข้อพิพาททางทะเลโดยเฉพาะบริเวณเกาะกูด จ.ตราดว่า ขณะนี้กำลังรอให้ผู้ประนอมทั้ง2ฝั่ง หาผู้ประนอมคนที่5 เมื่อหาได้ก็คงจะมีการนัดประชุมกัน ซึ่งมีเวลา30วันในการตอบรับที่จะเข้าสู่UNCLOS ส่วนตัวประธานUNCLOS ทางฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการหากันเอง ก็ต้องให้เวลาเขาหน่อย

‘แสวง’ สอนมวย ‘คริส’ หยุดทำปชช.สับสน หลังโวยไม่ได้เลือกสก. เพราะย้ายทะเบียนบ้านไม่ถึงปี

'แสวง' สอนมวย 'คริส' หยุดทำปชช.สับสน หลังโวยไม่ได้เลือกสก. เพราะย้ายทะเบียนบ้านไม่ถึงปี

‘แสวง’ สอนมวย ‘คริส’ หยุดทำปชช.สับสน หลังโวยไม่ได้เลือกสก. เพราะย้ายทะเบียนบ้านไม่ถึงปี

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.47 น.

วันที่ 28 มิ.ย.69 นายแสวง บุญมี เลขาธิการสำนักงาน กกต. กล่าวถึงกรณีที่นายคริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ออกมาระบุว่าไม่สามารถใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ก. ได้ เนื่องจากย้ายทะเบียนบ้านไม่ถึงปี ทำให้ถูกจำกัดสิทธิ ว่า “ก่อนพูดอะไร ควรจะศึกษาให้ถ่องแท้ก่อน ว่าเป็นกฎหมายหรือเป็นระเบียบ ถ้าเป็นกฎหมายทุกคนก็ต้องปฏิบัติตาม สำนักงานกกต. ก็ต้องปฏิบัติตามเช่นกัน อย่าทำให้ประชาชนสับสน “

เลขาธิการสำนักงาน กกต. กล่าวอีกว่า เพราะ พ.ร.บ.กกต.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น (ฉบับ2) พ.ศ.2566 มีข้อกำหนดระบุชัดเจนว่า ประชาชนที่มีชื่อในทะเบียนบ้านใน กทม. ไม่ว่าจะเขตใดก็ตาม เกิน 1 ปี แต่มีการย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาอยู่ในเขตใหม่น้อยกว่า 1 ปี จะมีสิทธิเลือกตั้งเฉพาะ ผู้ว่าราชการกรุงเทพ มหานครเท่านั้น หากต้องการใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ก. จะต้องไปขอเพิ่มชื่อในเขตเดิมที่เคยมีชื่ออยู่ ติดต่อกันเกิน 1 ปี ภายในวันที่ 17 มิ.ย. 69 ที่ฝ่ายทะเบียน สำนักงานเขตที่ท่านมีสิทธิเลือกตั้ง

ดังนั้น แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้กลับไปใช้สิทธิในเขตเดิมได้ แต่ก็กำหนดชัดว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องมาแจ้งขอลงทะเบียนล่วงหน้าก่อนวันเลือกตั้งอย่างน้อย 10 วัน เพราะย้ายทะเบียนบ้านไปเขตใหม่ไม่ถึง 1 ปี ต้องไปเพิ่มชื่อ เพื่อขอสิทธิ เลือก ส.ก. ที่เขตเดิมหากไม่ได้แจ้งล่วงหน้าก่อนวันเลือกตั้งก็ไม่สามารถใช้สิทธิตามระเบียบกำหนดไว้ได้

กทม. เตือนฝนมาแล้ว ใครยังไม่ไปใช้สิทธิ ให้รีบเลย

กทม. เตือนฝนมาแล้ว ใครยังไม่ไปใช้สิทธิ ให้รีบเลย

กทม. เตือนฝนมาแล้ว ใครยังไม่ไปใช้สิทธิ ให้รีบเลย

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.25 น.

วันที่ 28 มิ.ย.69 เวลา 15.00 น. กรุงเทพมหานครรายงานสภาพอากาศในพื้นที่ กทม. มีฝนเล็กน้อยเขตหนองแขม บางขุนเทียน บางบอน จอมทอง ภาษีเจริญ เคลื่อนตัวทิศตะวันออก แนวโน้มคงที่ ใครยังไม่ไปใช้สิทธิ ให้รีบออกมา โดยประชาชนสามารถติดตามคาดการณ์ฝนล่วงหน้า 3 ชั่วโมงได้ที่ dds.bangkok.go.th

เช็กสภาพอากาศกทม. แบบเรียลไทม์ได้ที่ เฟซบุ๊ก ศูนย์ป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพมหานครสถานีเรดาร์หนองจอกสถานีเรดาร์หนองแขม

ฝน
ฝน

ทร. แจงจัดหา เรือฟริเกต ย้ำทุกขั้นตอนโปร่งใส ยันพร้อมเปิดข้อมูล ในส่วนที่ไม่กระทบมั่นคง

ทร. แจงจัดหา เรือฟริเกต ย้ำทุกขั้นตอนโปร่งใส  ยันพร้อมเปิดข้อมูล ในส่วนที่ไม่กระทบมั่นคง

ทร. แจงจัดหา เรือฟริเกต ย้ำทุกขั้นตอนโปร่งใส ยันพร้อมเปิดข้อมูล ในส่วนที่ไม่กระทบมั่นคง

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.25 น.

ทร.เปิดเกมกู้ความเชื่อมั่น! แจงจัดหา “เรือฟริเกต” ย้ำทุกขั้นตอนโปร่งใส รับฟังเสียงสังคม ชี้ความมั่นคงทางทะเลไม่ใช่เรื่องไกลตัว ยืนยันกองทัพเรือพร้อมเปิดข้อมูลในส่วนที่ไม่กระทบความมั่นคง เดินหน้าชี้แจงเหตุผล ความคุ้มค่า และมาตรการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือรับทราบและรับฟังข้อกังวลของสังคมที่กำลังติดตามโครงการจัดหาเรือฟริเกตลำใหม่อย่างใกล้ชิด โดยประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงคำถามว่า “เรือฟริเกตมีความจำเป็นหรือไม่” แต่ยังครอบคลุมถึงกระบวนการจัดหา หลักเกณฑ์การตัดสินใจ ความคุ้มค่าของงบประมาณ ค่าใช้จ่ายตลอดอายุการใช้งาน รวมถึงบทเรียนจากโครงการในอดีตว่าจะถูกนำมาปรับปรุงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำได้อย่างไร

โฆษกกองทัพเรือ ระบุว่า คำถามดังกล่าวเป็นประเด็นที่กองทัพเรือต้องรับฟังอย่างจริงจัง เนื่องจากยุทโธปกรณ์ทุกชิ้นถือเป็นทรัพยากรของประเทศ ไม่ใช่เพียงทรัพย์สินของกองทัพเรือ และสะท้อนถึงความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อภาครัฐในการดูแลความมั่นคงของชาติ

ทั้งนี้ กองทัพเรือเห็นว่าหน้าที่ขององค์กรไม่ได้มีเพียงการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์ที่กำหนดเท่านั้น แต่ยังต้องสามารถอธิบายต่อสาธารณชนได้ว่า ประเทศกำลังเผชิญภัยคุกคามทางทะเลในมิติใด เรือฟริเกตจะตอบสนองภารกิจด้านความมั่นคงอย่างไร มีทางเลือกใดบ้าง และเหตุใดแนวทางที่เลือกจึงเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ

พล.ร.ต.ปารัช ย้ำว่า ความเชื่อมั่นจะไม่เกิดขึ้นจากการกล่าวอ้างว่ากระบวนการมีความโปร่งใสเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิสูจน์ได้ว่าการดำเนินงานทุกขั้นตอนอยู่ภายใต้กฎหมาย ระเบียบ และหลักธรรมาภิบาล สามารถตรวจสอบได้ พร้อมอธิบายเหตุผลของการตัดสินใจโดยยึดหลักความจำเป็นทางยุทธศาสตร์ ความคุ้มค่า ความพร้อมในการใช้งาน การซ่อมบำรุง และผลประโยชน์สูงสุดของประเทศเป็นสำคัญ

โฆษกกองทัพเรือ ยอมรับว่า สังคมยังคงมีความกังวลจากบทเรียนในอดีต ซึ่งกองทัพเรือจะนำข้อกังวลดังกล่าวมาใช้เป็นแรงผลักดันในการยกระดับกระบวนการดำเนินงานให้มีความรอบคอบมากขึ้น พร้อมเปิดเผยข้อมูลในส่วนที่สามารถเปิดเผยได้โดยไม่กระทบต่อความมั่นคง และตอบข้อซักถามของประชาชนอย่างชัดเจน

พร้อมกันนี้ กองทัพเรือจะทยอยเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับความจำเป็นของการจัดหาเรือฟริเกต หลักการประเมินความคุ้มค่า ค่าใช้จ่ายตลอดอายุการใช้งาน ระบบซ่อมบำรุง การถ่ายทอดเทคโนโลยี ผลประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ ตลอดจนมาตรการกำกับดูแลให้กระบวนการจัดหาเป็นไปอย่างรอบคอบ โปร่งใส และตรวจสอบได้

โฆษกกองทัพเรือกล่าวทิ้งท้ายว่า ความมั่นคงทางทะเลเกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงด้านพลังงาน การค้า เส้นทางเดินเรือ ทรัพยากรทางทะเล เศรษฐกิจ และความปลอดภัยของประชาชนในระยะยาว ดังนั้น คำถามเรื่องเรือฟริเกตจึงไม่ใช่เพียงเรื่องการจัดหายุทโธปกรณ์ แต่เป็นคำถามว่ากองทัพเรือจะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สังคมได้อย่างไร ซึ่งคำตอบจะต้องเกิดจากการรับฟัง การอธิบายด้วยข้อมูลที่ตรวจสอบได้ และการดำเนินงานที่ตั้งอยู่บนหลักนิติธรรมและประโยชน์สูงสุดของประเทศ

เอาผิดถึงที่สุด อธิบดี ปภ. เร่ง ขยายผลจับทุจริสอบราชการ หาต้นตอผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

เอาผิดถึงที่สุด อธิบดี ปภ. เร่ง ขยายผลจับทุจริสอบราชการ หาต้นตอผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

เอาผิดถึงที่สุด อธิบดี ปภ. เร่ง ขยายผลจับทุจริสอบราชการ หาต้นตอผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.08 น.

‘อธิบดี ปภ.’ ลั่นเอาผิดถึงที่สุด! ปมจับผู้สวมสิทธิสอบขรก.กรมป้องกันฯ เร่งขยายผลหาผู้จ้างวาน-ขบวนการรับจ้างสอบ จับพิรุธอ้างทำคีโมหน้าเปลี่ยน ก่อนตรวจลายนิ้วมือพบเป็นคนละคน ย้ำระบบสอบรัดกุม ไม่กระทบผู้เข้าสอบคนอื่น ด้าน ’ปลัด มท.‘ ฮึ่มอย่าคิดว่าช่างมัน เพราะเป็นการปล่อยคนชั่วลอยนวล

28มิ.ย.2569 เมื่อเวลา​11.50น.​ ที่กระทรวงมหาดไทย(มท.)  นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวถึงกรณีพบการทุจริตสวมสิทธิสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการของ ปภ.ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาว่า จะดำเนินคดีตามกฎหมาย และขยายผลถึงผู้จ้างวานรวมถึงขบวนการรับจ้างสอบ

อธิบดี ปภ.

นายธีรพัฒน์ กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. เป็นการสอบคัดเลือกข้าราชการของ ปภ.ซึ่งดำเนินการสอบมาตั้งแต่เดือนเมษายน โดยเมื่อวานเป็นการสอบครึ่งวัน มีสนามสอบทั้งหมด 4 แห่ง ตนได้ลงพื้นที่ตรวจความเรียบร้อยทุกสนามสอบ และกำชับให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำทุกศูนย์สอบ เพื่อป้องกันการทุจริตในทุกรูปแบบ ซึ่งระหว่างการสอบคณะกรรมการคุมสอบประจำสนามสอบ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา สังเกตเห็นว่าผู้เข้าสอบรายหนึ่งมีใบหน้าดูสูงวัย ไม่สอดคล้องกับภาพในบัตรประจำตัวประชาชน จึงเกิดข้อสงสัยและแจ้งมายังตน ตนจึงสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาควบคุมหน้าห้องสอบ ไม่ให้บุคคลดังกล่าวออกจากห้องจนกว่าจะสอบเสร็จ เนื่องจากมาตรการสอบของ ปภ.เข้มงวด ผู้เข้าสอบสามารถนำเข้าได้เพียงดินสอ 2B เท่านั้น

นายธีรพัฒน์ กล่าวอีกว่า ภายหลังสอบเสร็จ บุคคลดังกล่าวอ้างว่าทำคีโม จึงทำให้ใบหน้าเปลี่ยนไป แต่ตนเห็นว่าไม่น่าเป็นเหตุให้เปลี่ยนแปลงจนจำไม่ได้ จึงสั่งตรวจสอบลายนิ้วมือ ก่อนพบว่าเป็นบุคคลอื่นที่มาสอบแทน จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัว และผู้อำนวยการสนามสอบได้ดำเนินคดีตามกฎหมายทันที

นายธีรพัฒน์ กล่าวว่า ได้ประสานตำรวจให้ดำเนินคดีอย่างเคร่งครัด และขยายผลหาต้นตอของขบวนการ เบื้องต้นทราบว่าบุคคลดังกล่าวอาจเคยรับจ้างสอบแทนมาแล้วหลายครั้ง เนื่องจากมีท่าทีค่อนข้างนิ่ง จึงต้องให้ตำรวจสืบสวนว่าผู้ว่าจ้างเป็นใคร พร้อมย้ำว่าเรื่องลักษณะนี้จะปล่อยให้เกิดขึ้นไม่ได้ และ ปภ. ได้วางมาตรการป้องกันอย่างเต็มที่

เมื่อถามว่า จะประเมินหรือไม่ว่ามีบุคคลอื่นเกี่ยวข้อง นายธีรพัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบันได้ยกระดับมาตรการสอบ โดยกำหนดให้ผู้เข้าสอบสวมเสื้อยืดสีขาวของกรม กางเกงวอร์ม รองเท้าแตะ และนำสัมภาระออกจากตัวทั้งหมด เพื่อป้องกันการส่งสัญญาณหรือการทุจริต ซึ่งที่ผ่านมาเคยตรวจพบและจับกุมได้หลายครั้ง ส่วนกรณีผู้ต้องหารายนี้เคยก่อเหตุลักษณะเดียวกันหรือไม่ เป็นเรื่องในสำนวนที่ตำรวจจะดำเนินการต่อ

เมื่ถามว่าจะเป็นขบวนการหรือไม่ อธิบดีปภ. กล่าวว่า เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบเพียงผู้ต้องหารายเดียว ตนได้เดินตรวจเกือบทุกห้องสอบ การสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่พบความผิดปกติอื่น ขอให้มั่นใจว่า ขณะนี้เป็นกรณีของผู้เข้าสอบแทนเพียงคนเดียว ไม่กระทบผลการสอบของผู้สมัครรายอื่น เพราะเราเตรียมระบบสอบและมาตรการป้องกันมาอย่างรัดกุมทุกขั้นตอน พยายามอุดทุกช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้นให้มากที่สุด เนื่องจากเป็นเรื่องที่สังคมจับตา และเราตั้งใจทำให้ดีที่สุด

ด้านนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เราต้องตรวจสอบจนถึงต้นตอคนสำคัญ และไม่เอาแค่คนที่จับได้ว่ามีความผิดในการกระทำ แต่ต้องสืบไปถึงต้นตอว่ามีการติดต่อกับใคร และทำเรื่องทุจริตให้เคลียร์ทั้งหมดหน้ากระดาน ใครที่เกี่ยวข้องถือว่ามีความผิด

เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนมั่นใจ เพราะพบว่าการสอบข้าราชการแทบทุกสนามมีการทุจริต ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ยืนยันว่า มีการตรวจสอบทั้งประเทศ และแจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแจ้งและกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของตนเอง สำหรับผู้เสียหายอย่านิ่งนอนใจ บางทีการคิดว่าช่างมันคือการปล่อยให้คนชั่วลอยนวล