ด่วน!นายกฯสั่งถอนวาระ ตั้ง หมอคดีชั้น 14 นั่งผู้ช่วย ผบ.ตร.

ด่วน!นายกฯสั่งถอนวาระ ตั้ง หมอคดีชั้น 14 นั่งผู้ช่วย ผบ.ตร.

ด่วน!นายกฯสั่งถอนวาระ ตั้ง หมอคดีชั้น 14 นั่งผู้ช่วย ผบ.ตร.

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.52 น.

28 พฤษภาคม 2569 จากกรณีคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) นัดประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 5/2569 ในวันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีวาระการคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจนอกวาระประจำปี จำนวน 2 ตำแหน่ง คือการเสนอแต่งตั้ง พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) พร้อมทั้งเสนอโยกย้าย พล.ต.ท.ไพบูลย์ เจียมอนุกูลกิจ นายแพทย์ (สบ 8) รักษาราชการแทนนายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ ไปดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ 

ซึ่งประเด็นดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมอย่างมาก เนื่องจาก พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เคยถูกแพทย์สภา ลงโทษพักใบอนุญาต จากกรณีเกี่ยวกับการเข้าพักรักษาตัวของ นายทักษิณ ชินวัตร ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ 

ล่าสุด แนวหน้าออนไลน์ ได้รับการเปิดเผยจากแหล่งข่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.ตร.ได้สั่งถอนวาระการแต่งตั้ง พล.ต.ท.ทวีศิลป์ ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ช่วย ผบ.ตร.ออกไปแล้ว

อนึ่ง พล.ต.ท.ทวีศิลป์ จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2569

ร้องสอบ‘อธิบดีปกครอง’ เผยแชทไลน์อ้างเชื่อมโยงอุ้ม‘พรรคสีน้ำเงิน’

ร้องสอบ‘อธิบดีปกครอง’ เผยแชทไลน์อ้างเชื่อมโยงอุ้ม‘พรรคสีน้ำเงิน’

ร้องสอบ‘อธิบดีปกครอง’ เผยแชทไลน์อ้างเชื่อมโยงอุ้ม‘พรรคสีน้ำเงิน’

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.47 น.

28 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนาย อั๋นบุรีรัมย์ พร้อมด้วย นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ร่วมกันแถลงข่าวกรณีข้าราชการระดับสูงในกระทรวงมหาดไทยปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยนายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ระบุว่า วันนี้เดินทางมาเป็นตัวแทนของ 2 ส่วน ได้แก่ กลุ่มของปลัดจังหวัดภูเก็ต และกลุ่มข้าราชการน้ำดีจากภาคใต้ เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการ หลังเกิดกรณีคำสั่งย้าย 5 เสือฝ่ายปกครองจังหวัดภูเก็ต ไปช่วยราชการที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ประกอบด้วย 1.นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต 2.นายศิวัชฐ์ ระวังกุล นายอำเภอเมืองภูเก็ต 3.นางวิไลลักษณ์ เรืองผล นายอำเภอถลาง 4.นายอัครพล สุทธิรักษ์ จิตต์สุภาพ นายอำเภอกะทู้ และ 5.ดนัย สุขสกุล ป้องกันจังหวัดภูเก็ต

นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้สังคมรับรู้ผ่านกระแสข่าวว่า การย้ายข้าราชการระดับสูงของจังหวัดภูเก็ตอาจเกี่ยวข้องกับการทุจริต รับส่วย หรือรับสินบน แต่เมื่อได้ตรวจสอบคำสั่งย้ายอย่างละเอียดกลับพบว่า ในเอกสารคำสั่งไม่ได้ระบุถึงการทุจริตหรือการกระทำผิดใดๆ เพียงแต่ใช้ข้อความว่า เพื่อประโยชน์ของทางราชการเท่านั้น จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่า แท้จริงแล้วการโยกย้ายดังกล่าวมีสาเหตุจากเรื่องทางการเมือง หรือเกี่ยวข้องกับเครือข่ายอำนาจบางกลุ่มหรือไม่  ทั้งนี้ ก่อนการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีการโยกย้ายปลัดจังหวัดกว่า 40 จังหวัด จากทั้งหมด 76 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงมีการย้ายนายอำเภอกว่า 203 อำเภอ จาก 787 อำเภอ ซึ่งบุคคลเหล่านี้ล้วนมีบทบาทสำคัญเกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้ง ทั้งการทำหน้าที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง การควบคุมหน่วยเลือกตั้ง การดูแลการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง และการบริหารกลไกฝ่ายปกครองในพื้นที่ จึงตั้งข้อสังเกตว่า การโยกย้ายครั้งใหญ่ดังกล่าวอาจเป็นส่วนหนึ่งของเกมการเมืองเพื่อควบคุมกลไกการเลือกตั้งหรือไม่

นายภัทรพงศ์ ยังกล่าวถึงกระบวนการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ซึ่งพิมพ์โดยโรงพิมพ์อาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง ซึ่งครั้งล่าสุดคือปี 2544 ทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสของกระบวนการทั้งหมด และมองว่าประเด็นสำคัญในวันนี้คือการตรวจสอบว่า มี เครือข่ายสีน้ำเงิน ใช้กลไกของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ ซึ่งตนมีหลักฐานเป็นข้อความสนทนาในแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งเมื่อทดลองค้นหาหมายเลขโทรศัพท์พบชื่อของ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ก่อนย้ายมาเป็นอธิบดีกรมการปกครองในช่วงที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นการสื่อสารระหว่างอธิบดีกรมการปกครองกับ นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ตที่พึ่งถูกย้ายไปช่วยราชการยังกรมการปกครอง โดยเป็นการสนทนาในช่วงก่อนการเลือกตั้งประมาณ 10 วัน ซึ่งในบทสนทนามีการรายงานข้อมูลผลโพลการเลือกตั้งในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ว่าพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์มีคะแนนนิยมเท่าใด รวมถึงมีข้อความที่อ้างว่าอธิบดีกรมการปกครองขอให้ช่วยพรรคการเมืองสีน้ำเงินด้วย

นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า หากข้อความดังกล่าวเป็นเรื่องจริง ถือเป็นเรื่องร้ายแรง เพราะเป็นการสั่งการให้ข้าราชการเข้าไปช่วยเหลือพรรคการเมือง ทั้งที่ข้าราชการต้องวางตัวเป็นกลาง พร้อมตั้งคำถามว่า คิดได้อย่างไร ที่จะให้ฝ่ายปกครองเข้าไปเกี่ยวข้องกับการแข่งขันทางการเมือง โดยนายรุ่งเรืองตอบรับในลักษณะเอาตัวรอด แต่ท้ายที่สุดผลการเลือกตั้งในจังหวัดภูเก็ตกลับไม่มีผู้สมัครจากพรรคสีน้ำเงินได้รับเลือกตั้ง มีเพียงผู้แทนจากพรรคสีส้มและพรรคสีเขียวเท่านั้น จึงตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องดังกล่าวอาจเป็นชนวนเหตุที่นำไปสู่การตรวจสอบย้อนหลังและการโยกย้ายข้าราชการในจังหวัดภูเก็ตหลังการเลือกตั้งหรือไม่ โดยบุคคลที่มีอำนาจกำกับดูแลฝ่ายปกครองทั่วประเทศ ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงกระบวนการจัดการเลือกตั้ง คืออธิบดีกรมการปกครอง ดังนั้นหากมีการใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ทางการเมืองจริง ย่อมส่งผลกระทบต่อความสุจริตเที่ยงธรรมของการเลือกตั้งที่ผ่านมา

นายภัทรพงศ์ กล้าวด้วยว่า นอกจากนี้ ตนเตรียมนำข้อมูลและหลักฐานทั้งหมดไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในฐานะผู้ร้อง เพื่อขอให้ตรวจสอบและวินิจฉัยการเลือกตั้งที่ผ่านมา รวมถึงตรวจสอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยในวันนี้จะยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการ เพื่อขอให้บรรจุเรื่องเข้าสู่วาระเร่งด่วน และเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้ร้องเรียน ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มข้าราชการจากจังหวัดภูเก็ต ข้าราชการในพื้นที่ภาคใต้ และประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

ด้าน นายเฉลิมพงศ์ กล่าวว่า วันนี้เดินทางมารับเรื่องร้องเรียนจาก นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต รวมถึงข้าราชการฝ่ายปกครองอีก 5 คน ประกอบด้วย นายอำเภอเมืองภูเก็ต นายอำเภอกะทู้ นายอำเภอถลาง และปลัดฝ่ายปกครองจังหวัดภูเก็ต ที่ถูกสั่งย้ายไปช่วยราชการที่กรมการปกครอง ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญเกี่ยวข้องกับการดำเนินการตรวจสอบพื้นที่หาดบางเทา หาดฟรีดอม และหาดนุ้ย ซึ่งมีประเด็นเชื่อมโยงกับกลุ่มการเมือง ผู้มีอิทธิพล และรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตบางราย โดยมองว่า กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงระบอบสีน้ำเงินที่มีการใช้อำนาจผ่านกลไกฝ่ายปกครองทั่วประเทศ ทัเงนี้โครงสร้างครอบคลุมทั่วประเทศ ตั้งแต่ปลัดจังหวัดทั้ง 77 จังหวัด นายอำเภอ 887 อำเภอ กำนันผู้ใหญ่บ้านกว่า 7,255 ตำบล และผู้ใหญ่บ้านกว่า 75,668 หมู่บ้าน หากมีการสั่งการทางการเมืองจริง จะถือเป็นเรื่องอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย เพราะข้าราชการควรต้องวางตัวเป็นกลางในการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่า ข้าราชการคนใดที่ไม่ปฏิบัติตามระบบของ สีน้ำเงิน อาจถูกโยกย้ายหรือถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง

“ขอเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส ซื่อสัตย์สุจริต และให้ความเป็นธรรมกับข้าราชการและประชาชน รวมถึงตรวจสอบบุคคลที่อาจอยู่เบื้องหลังการใช้อิทธิพลในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต โดยเฉพาะกรณีการบุกรุกพื้นที่สาธารณะซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการดำเนินคดี” นายเฉลิมพงศ์ กล่าว

สส.ต้องไม่มีเอกสิทธิ์เหนือประชาชน หมอวรงค์ หนุนสภาฯโหวตส่งตัว ชนนพัฒฐ์ ให้ DSI

สส.ต้องไม่มีเอกสิทธิ์เหนือประชาชน หมอวรงค์ หนุนสภาฯโหวตส่งตัว ชนนพัฒฐ์ ให้ DSI

สส.ต้องไม่มีเอกสิทธิ์เหนือประชาชน หมอวรงค์ หนุนสภาฯโหวตส่งตัว ชนนพัฒฐ์ ให้ DSI

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.33 น.

วันนี้ 28พ.ค.2569 เมื่อเวลา14.30น. ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี แถลงถึงจุดยืนของพรรคไทยภักดีต่อกรณีการขอมติสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งตัวนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาในคดีที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ว่า เจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 125 แม้จะคุ้มครอง สส.ที่อยู่ในช่วงสมัยประชุมสภา ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญคือต้องไม่เป็นการกลั่นแกล้งกันทางการเมือง ดังนั้นการที่ดีเอสไอจะเชิญตัวนายชนนพัฒฐ์ไปสอบปากคำ เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่ หรือ เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกระบวนการยุติธรรมของดีเอสไอ ตนเชื่อว่าทุกคนและสื่อมวลชนมีคำตอบอยู่ในใจอยู่แล้ว ว่าเรื่องนี้คือเหตุผลอะไร 

นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ทุกพรรคการเมืองประกาศชัดเจน ว่าจะต่อต้านทุนเทา ดังนั้นตนขอถามไปยังเพื่อนสมาชิกที่ต้องตัดสินใจ ว่าการที่เพื่อนสส.คนหนึ่งเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ รวมถึงความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ดังนั้นต้องถามว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับทุนเทาหรือไม่ หาก สส.ตัดสินใจผิดพลาด ประชาชนก็จะตั้งคำถามว่าปกป้องทุนเทาหรือไม่  และหากนายชนนพัฒฐ์ไม่ใช่สส. มีสิทธิ์ที่จะเลื่อนไม่ไปรายงานตัวต่อดีเอสไอหรือไม่ หากเราปล่อยให้สส.ใช้เอกสิทธิ์อย่างไม่เหมาะสม ประชาชนอาจจะมองว่าสส.ใช้เอกสิทธิ์มากเกินไป

วรงค์ เดชกิจวิกรม

“จุดยืนของพรรคไทยภักดียืนหยัดถึงความถูกต้องและยืนหยัดถึงความการต้องทำลายระบบเอกสิทธิ์ของ สส.ที่มากเกินกว่าประชาชน  และพรรคไทยภักดียังต้องการให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมกัน  จึงอยากจะเรียกร้องไปยังเพื่อนสมาชิกทุกคนในการตัดสินใจว่าพรรคไทยภักดีมีจุดยืนที่หากจะมีการโหวตควรโหวตและมีบทสรุปให้ดีเอสไอสามารถออกหนังสือเชิญตัวนายชนนพัฒฐ์ไปให้ปากคำได้” นพ.วรงค์ กล่าว

วรงค์ เดชกิจวิกรม
วรงค์ เดชกิจวิกรม

เช็กที่นี่!!! สรุปหมายเลขผู้สมัครนายกเมืองพัทยา

เช็กที่นี่!!! สรุปหมายเลขผู้สมัครนายกเมืองพัทยา

เช็กที่นี่!!! สรุปหมายเลขผู้สมัครนายกเมืองพัทยา

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.30 น.

28 พฤษภาคม 2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ลงพื้นที่สังเกตการณ์การรับสมัครรับเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา ที่ห้องประชุมทัพพระยา ศาลาว่าการเมืองพัทยา ในการดำเนินการรับสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยมีการอำนวยความสะดวกด้านสถานที่ ระบบการรับสมัคร และการดูแลรักษาความปลอดภัย เพื่อให้กระบวนการรับสมัครเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรม (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : เลขาฯ กกต. ลงพื้นที่สังเกตการณ์เลือกตั้งพัทยา มั่นใจไร้ปัญหา ลั่นทีมส่วนกลางพร้อมหนุน)

ทั้งนี้ ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา ในวันนี้มี 3 คน ประกอบไปด้วย นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ อดีตนายกเมืองพัทยา ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา จากกลุ่มเรารักพัทยา , นายอิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา จากพรรคประชาชน และ นายศักดิ์ชัย แตงฮ่อ อดีตรองอธิบดีกรมการปกครอง ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา จากกลุ่มพัทยา 2030

ทั้งนี้ เมื่อถึงเวลาการจับหมายเลขผู้สมัคร ในเวลา 08.30 น.เจ้าหน้าที่จับสลากเพื่อจัดลำดับคิวการจับหมายเลข เนื่องจากผู้สมัครมาก่อนเวลา 08.30 น.ตามระเบียบถือว่ามาพร้อมกัน เมื่อตกลงกันไม่ได้ จึงต้องจับสลากจัดลำดับคิว โดยนายอิทธิวัฒน์ ได้คิวจับหมายเลขผู้สมัครเป็นคนแรก ส่วนคนที่ 2 เป็นคิวของนายศักดิ์ชัย และนายปรเมศวร์ ได้จับหมายเลขเป็นคนสุดท้าย

สำหรับผลการจับหมายเลขผู้สมัครนายกเมืองพัทยา ดังนี้

– นายอิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร หมายเลข 1

– นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ หมายเลข 2

– นายศักดิ์ชัย แตงฮ่อ หมายเลข 3

ทั้งนี้ การรับสมัครรับเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา เปิดรับสมัครระหว่างวันนี้ จนถึงวันที่ 1 มิ.ย.69 เวลา 08.30 – 16.30 น.และกำหนดวันเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย.69

– 006

เฟิร์นนับใหม่ ฟ้อง’ ‘ม้า อรนภา’ 1 ล้าน! ปมคอมเมนต์ด่า ‘แส่เอง’

เฟิร์นนับใหม่ ฟ้อง' 'ม้า อรนภา' 1 ล้าน! ปมคอมเมนต์ด่า 'แส่เอง'

เฟิร์นนับใหม่ ฟ้อง’ ‘ม้า อรนภา’ 1 ล้าน! ปมคอมเมนต์ด่า ‘แส่เอง’

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.12 น.

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ที่ศาลจังหวัดชลบุรี นางสาวกนกวรรณ สร้อยสน หญิงสาวนักธุรกิจ ได้ยื่นฟ้องดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกัน ต่อ นายอรนภา กฤษฎี (ม้า อรนภา) ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและการทำละเมิด พร้อมเรียกค่าสินไหมทดแทนสูงถึง 1,000,000 บาท

จุดเริ่มต้น หลังปิดหีบเลือกตั้งชลบุรี เขต 1

ย้อนกลับไปในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ท่ามกลางเหตุการณ์ตึงเครียดหลังจากการปิดหีบเลือกตั้งเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี เขต 1 เมื่อประชาชนบางส่วนได้แสดงความไม่พอใจและตั้งข้อสงสัยต่อผลคะแนนการเลือกตั้งที่มองว่าอาจไม่สมเหตุสมผล สถานการณ์ลุกลามไปจนถึงขั้นเกิดเหตุการณ์ประชาชนล้อมรถบรรทุกหีบเลือกตั้งในช่วงเย็นของวันเดียวกัน ภาพเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตึงเครียดในพื้นที่อย่างมาก และถูกเผยแพร่กระจายไปในโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว

กระแสบนโซเชียลมีเดียร้อนแรงขึ้นทันที โดยแฮชแท็ก #ชลบุรีเขต1 และ #นับใหม่ทั่วประเทศ พุ่งติดเทรนด์บนแพลตฟอร์ม X (ทวิตเตอร์) ภายในเวลาอันสั้น

“หญิงสาวชุดขาว” ผู้ทวงถามความโปร่งใส และการถูกเปิดประวัติ

ท่ามกลางสถานการณ์นั้นสื่อมวลชนและผู้ติดตามข่าวสารจำนวนมากได้โฟกัสไปที่ “หญิงสาวในชุดสีขาว” ซึ่งปรากฏตัวเกาะติดการทำงานของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด มีรายงานว่าเธอได้เฝ้าสังเกตการณ์การนับคะแนนอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ด้วยท่าทีที่จริงจังและมักจะแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาในประเด็นที่น่าตั้งข้อสังเกต สื่อหลายสำนักได้นำเสนอภาพและบทบาทของเธอในฐานะ “ตัวแทนภาคประชาชน” ที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องความโปร่งใส

จนกระทั่งในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เพจเฟซบุ๊กชื่อ “จักรวาลด้อมส้ม” ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของหญิงสาวคนดังกล่าว โดยระบุชื่อของเธอ พร้อมบรรยายถึงบทบาทการสนับสนุนทางการเมือง ความสนใจที่จะทำงานการเมืองในอนาคต รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวเรื่องภูมิลำเนา การข้ามเขตเลือกตั้งมาสังเกตการณ์ และธุรกิจส่วนตัวของเธอเกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าเงินผ่อนและให้กู้ยืมเงินลงทุน โดยเพจระบุว่าเจ้าตัวยินดีรับความเสี่ยงเอง เพื่อไม่ให้พรรคการเมืองใดได้รับผลกระทบจากข้อกังขา

ชนวนขัดแย้ง เมื่อ “ม้า อรนภา” ร่วมคอมเมนต์

การเปิดเผยประวัติส่วนตัวดังกล่าว ทำให้ชีวิตของเธอนั้นถูกวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง ต่อมาผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “พลกฤษณ์ วงศ์อินทร์” ได้โพสต์คลิปวิดีโอที่ปรากฏใบหน้าของนางสาวกนกวรรณอย่างชัดเจน โดยในคลิปเธอได้สะท้อนความรู้สึกพร้อมปาดน้ำตา และตั้งคำถามว่า “การขุดเรื่องส่วนตัวหนูมาแขวนให้โดนด่า มันถูกต้องกับคนๆ หนึ่งที่ออกมาเป็นกระบอกเสียงแทนประชาชนแล้วหรือคะ”

จุดเปลี่ยนสำคัญที่นำมาสู่การฟ้องร้องเกิดขึ้นเมื่อ บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ “Ornapa Krisadee” ซึ่งเป็นของ ม้า อรนภา ได้เข้าไปแสดงความคิดเห็น (Comment) ใต้โพสต์วิดีโอดังกล่าว โดยระบุข้อความสั้นๆ แต่รุนแรงว่า “แส่เอง รับงาน รับเงิน ก็ต้องยอมรับค่ะหนู” ซึ่งข้อความนี้ถูกตั้งค่าเป็นสาธารณะ ทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ส่งผลให้มีผู้เข้ามากดถูกใจความเห็นดังกล่าวกว่า 3,500 คน และมีผู้แชร์โพสต์นี้ออกไปถึง 517 ครั้ง

สาระสำคัญของคำฟ้อง

ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นางสาวกนกวรรณ (โจทก์) ได้ตัดสินใจยื่นฟ้อง ม้า อรนภา (จำเลย) ต่อศาลจังหวัดชลบุรี โดยในคำฟ้องได้บรรยายพฤติการณ์ความผิดไว้อย่างละเอียดว่า การกระทำของจำเลยเป็นการโฆษณาใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น และถูกเกลียดชัง

โจทก์ได้ชี้แจงในคำฟ้องถึงนัยยะของถ้อยคำที่จำเลยใช้ว่า เป็นการร้อยเรียงคำพูดที่แฝงไปด้วยเจตนาทำลายเกียรติยศอย่างชัดเจน

คำว่า “แส่” เป็นการสาดโคลนใส่เจตนารมณ์อันบริสุทธิ์ของพลเมืองที่ต้องการตรวจสอบความโปร่งใส บิดเบือนภาพลักษณ์จากพลเมืองผู้ตื่นรู้ให้กลายเป็นผู้ที่วุ่นวายในกิจการของผู้อื่น

คำว่า “รับงาน รับเงิน” เป็นข้อความที่มุ่งทำลายความน่าเชื่อถือ โดยการยัดเยียดสถานะว่าโจทก์เคลื่อนไหวเพราะรับเงินจ้างวาน ไม่ได้ทำหน้าที่ด้วยอุดมการณ์ที่แท้จริง ทำให้สังคมเกิดความเคลือบแคลงสงสัย

วลี “ก็ต้องยอมรับค่ะหนู” สะท้อนถึงทัศนคติที่กดขี่ เหยียดหยาม ลดทอนวุฒิภาวะของโจทก์ให้ดูต่ำต้อย และสร้างตรรกะที่ผิดเพี้ยนว่า เมื่อกล้าใช้สิทธิก็ต้องทนรับการถูกด่าทอ

มรสุมคดีสองทาง! ผลกระทบที่ลุกลามสู่ชีวิตและธุรกิจ

นางสาวกนกวรรณระบุเพิ่มเติมในคำฟ้องว่า การกระทำของจำเลยไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตหรือติชมด้วยความเป็นธรรม แต่เป็นการละเมิดที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตของเธอ โจทก์ประกอบธุรกิจส่วนตัว มีลูกค้าและคนรู้จักเคารพนับถือเป็นจำนวนมาก การถูกกล่าวหาเช่นนี้ทำให้เธอเสื่อมเสียเกียรติคุณ กระทบต่อความเจริญในการประกอบอาชีพ ทำให้บุคคลทั่วไปและลูกค้าเข้าใจผิดจนอาจไม่อยากคบค้าสมาคมหรือซื้อสินค้าด้วย รวมถึงสร้างความเสื่อมเสียไปถึงวงศ์ตระกูล

ขณะที่ “เฟิร์น” เดินหน้าฟ้องร้อง ตัวเธอและพวกรวม 3 คน กลับถูก กกต.ชลบุรี เขต 1 แจ้งความเอาผิดเมื่อ 11 ก.พ. 2569 จากปมชุมนุมเรียกร้องนับคะแนนใหม่ ในข้อหาบุกรุก, ขัดขวางการปฏิบัติงาน, นำเอกสารราชการไป และผิด พ.ร.ป.เลือกตั้งฯ กรณีเปิดหีบบัตร (โทษสูงสุดจำคุก 10 ปี ตัดสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี)

ต่อมา 12 ก.พ. เฟิร์นพร้อมทนายความเข้าแจ้งความกลับ กกต. โดยแย้งว่าการชุมนุมเป็นไปตามกฎหมาย ไม่มีเจตนาขัดขวาง และหีบเลือกตั้งไม่ได้ถูกปิดผนึกอย่างถูกต้องแต่แรก จึงไม่ผิดฐานเปิดหีบ ล่าสุด ทั้ง 3 คนได้เข้าให้ปากคำเพิ่มเติมที่ สภ.เมืองชลบุรี แล้วเมื่อ 5 มี.ค. ที่ผ่านมา (ซึ่งต้องใช้เวลาอีกระยะกว่าตำรวจจะสรุปสำนวนส่งให้อัยการพิจารณาสั่งฟ้องต่อไป)

4 คำขอท้ายคำฟ้อง เพื่อทวงคืนความยุติธรรมและบรรทัดฐานสังคม

ด้วยความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างประเมินค่าได้ยาก ทั้งทางด้านชื่อเสียงและสภาพจิตใจ โจทก์จึงได้ยื่นคำขอท้ายคำฟ้อง เพื่อขอให้ศาลได้โปรดพิจารณาพิพากษาบังคับจำเลยใน 4 ประการ

ชดใช้ค่าเสียหาย ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระครบถ้วน

โฆษณาคำพิพากษา ให้จำเลยลงประกาศคำพิพากษาฉบับเต็มในหน้าแรกสุดของหนังสือพิมพ์รายวันชื่อดัง 6 ฉบับ (ไทยรัฐ, มติชน, เดลินิวส์, คมชัดลึก, ข่าวสด และ กรุงเทพธุรกิจ) เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 15 วันต่อเนื่องกัน โดยจำเลยต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด

โพสต์ขอโทษต่อสาธารณะ ให้จำเลยโพสต์ข้อความขอโทษโจทก์พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงลงบนเฟซบุ๊กของจำเลยที่ใช้กระทำความผิด โดยต้องตั้งค่าเป็นสาธารณะ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 90 วันต่อเนื่องกัน

ชดใช้ค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย ให้จำเลยเป็นผู้รับผิดชอบชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมศาลและค่าทนายความในอัตราอย่างสูงแทนโจทก์

ปธ.กมธ.สธ.เรียก 3 หน่วยงาน รายงาน-เฝ้าระวังรับมือ ไวรัสฮันตา-อีโบลา

ปธ.กมธ.สธ.เรียก 3 หน่วยงาน รายงาน-เฝ้าระวังรับมือ ไวรัสฮันตา-อีโบลา

ปธ.กมธ.สธ.เรียก 3 หน่วยงาน รายงาน-เฝ้าระวังรับมือ ไวรัสฮันตา-อีโบลา

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.10 น.

“สกลธี”ประธาน กมธ.สธ.เรียก 3 หน่วยงาน กรมควบคุมโรค-WHO-ตรวจคนเข้าเมือง“ รายงานและเฝ้าระวังรับมือ“ไวรัสฮันตา-อีโบลา” และย้ำจะนำเรื่องงบประมาณ-ค่าเสี่ยงภัยของเจ้าหน้าที่ไปผลักดันต่อ ด้านกรมควบคุมโรค ยันยกระดับคุมเข้มหน้าด่านขั้นสูงสุด ด้าน WHO เสนอให้ไทยลงทุนระบบรับมือโรคระบาดเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับอนาคต

28 พฤษภาคม 2569 ที่ประชุมคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร นำโดย นายสกลธี ภัททิยกุล ประธานคณะกรรมาธิการสาธารณสุข ได้เรียก นายแพทย์วิชาญ บุญกิติกร ตัวแทนจากกรมควบคุมโรค , ดร.ริชชาร์ด บราวน์ (Dr Richard Brown ) ตัวแทนจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ ตัวแทนจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เข้าชี้แจงสถานการณ์และมาตรการรับมือโรคติดเชื้อไวรัสฮันตาและอีโบลาต่อคณะกรรมาธิการสาธารณสุข

โดย นายแพทย์วิชาญ บุญกิติกร ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา รายงานว่า สำหรับไวรัสฮันตา มีความเสี่ยงระบาดต่ำ แต่สำหรับอีโบลานั้น กำลังเผชิญกับสายพันธุ์ใหม่ที่มีผู้ป่วยสะสมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ปัจจุบันไทยยังไม่พบผู้ป่วย แต่ได้ยกระดับคุมเข้มหน้าด่านอย่างสูงสุด โดยผู้ที่มีความเสี่ยงจะถูกส่งเข้าศูนย์กักกันทันที

ทั้งนี้ ทางกรมฯ พบอุปสรรคสำคัญคือ ผู้เดินทางเข้าประเทศมีการย้ายโรงแรมที่พักด้วยตนเอง ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาติดตามตัวพอสมควร พร้อมกันนี้ได้ฝากประเด็นให้กรรมาธิการช่วยสนับสนุนเรื่องงบประมาณและเพิ่มความชัดเจนเรื่องค่าตอบแทนความเสี่ยงของบุคลากรด่านหน้า

ขณะที่ ดร.ริชชาร์ด บราวน์ ผู้แทนจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าโรคอีโบลามีระยะฟักตัวสั้นกว่าฮันตาที่อาจใช้เวลานานถึง 6 สัปดาห์ ทำให้ตรวจพบได้เร็วกว่า พร้อมกันนี้ได้กล่าวชื่นชมประเทศไทยที่มีระบบเฝ้าระวังและป้องกันโรคที่ได้มาตรฐาน อย่างไรก็ตามได้เสนอแนะให้ไทยลงทุนระบบรับมือโรคระบาดเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับอนาคต เนื่องจากอาจมีความถี่สูงขึ้น โดยเน้นย้ำว่ามาตรการต่างๆ ต้องรักษาสมดุลไม่ให้กระทบต่อการค้ามากเกินไป

ขณะที่ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ ตัวแทนจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง รายงานยืนยันว่าทางหน่วยงานมีมาตรการปฏิบัติที่รัดกุมและเฝ้าระวังผู้เดินทางอย่างใกล้ชิด โดยปัจจุบันมีบุคคลที่อยู่ในการจับตาเฝ้าระวังจำนวน 1 ราย ซึ่งอยู่ในการดูแลควบคุมที่สถาบันบำราศนราดูร

ในช่วงท้ายของการประชุม นายสกลธี ประธานกมธ.สาธารณสุข ได้สอบถามเกณฑ์การปรับลดวันกักตัวจาก 21 วัน ซึ่งได้รับการชี้แจงว่า อาจมีการนำข้อมูลทางวิชาการและบริบทสังคมมาพิจารณาปรับรูปแบบใหม่

“ทางกรรมาธิการมีความอุ่นใจที่ได้เห็นมาตรการป้องกันที่รัดกุมของทุกหน่วยงาน และจะนำประเด็นเรื่องงบประมาณรวมถึงค่าเสี่ยงภัยของเจ้าหน้าที่ไปดำเนินการผลักดันต่อตามที่ได้ฝากไว้” นายสกลธี กล่าวในช่วงท้ายการประชุม

ธนกร ให้กำลังใจศาลยุติธรรม มั่นใจ ปชช.เชื่อมั่นศรัทธา เหน็บกลุ่มการเมืองจ้องแต่ดิสเครดิต

ธนกร ให้กำลังใจศาลยุติธรรม มั่นใจ ปชช.เชื่อมั่นศรัทธา เหน็บกลุ่มการเมืองจ้องแต่ดิสเครดิต

ธนกร ให้กำลังใจศาลยุติธรรม มั่นใจ ปชช.เชื่อมั่นศรัทธา เหน็บกลุ่มการเมืองจ้องแต่ดิสเครดิต

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.04 น.

“ธนกร”ให้กำลังใจศาลยุติธรรม มั่นใจประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา เหน็บกลุ่มการเมืองจ้องแต่ดิสเครดิต หนุนพัฒนากระบวนการยุติธรรมอย่างจริงจัง แนะนำดิจิตอลมาใช้ ระบบ one stop legal service เพื่อให้ความยุติธรรมเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม รวดเร็ว โปร่งใส

28 พฤษภาคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อภิปรายถึงประเด็นเกี่ยวกับการพัฒนากระบวนการยุติธรรมไทยว่า บทบาทของศาลยุติธรรม ถือเป็นหนึ่งในสถาบันหลักที่สำคัญที่สุดของประเทศ และเป็นกลไกสำคัญในการธำรงหลักนิติธรรม ความเป็นธรรม และความสงบเรียบร้อยของสังคม ทั้งนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยต้องเจอกับความท้าทายต่อระบบยุติธรรมในหลายเรื่อง ทั้งปัญหาคดีล่าช้า ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงความยุติธรรม ภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ความซับซ้อนของกฎหมาย รวมถึงข้อจำกัดด้านบุคลากรและทรัพยากรของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังรู้สึกว่า การเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเป็นเรื่องยาก ใช้เวลานาน และมีต้นทุนสูง อย่างไรก็ตาม ศาลยุติธรรมไทยพยายามปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมทันสมัย โปร่งใส และเข้าถึงประชาชนมากขึ้น ปัจจุบัน ศาลยุติธรรมไทยกำลังก้าวจากระบบเอกสารแบบเดิม ไปสู่ “Digital Justice” อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการพัฒนาระบบ e-Filing และ CIOS ที่ช่วยให้ประชาชนและทนายความสามารถยื่นคำร้อง ติดตามคดี และคัดถ่ายเอกสารออนไลน์ได้สะดวก รวดเร็ว และลดต้นทุนในการเดินทาง

นายธนกร กล่าวต่อว่า ศาลยุติธรรมยังพัฒนาระบบพิจารณาคดีผ่านระบบประชุมทางไกล รวมถึงระบบยื่นคำร้องปล่อยตัวชั่วคราวออนไลน์ การเชื่อมระบบยืนยันตัวตนกับ ThaID และการตรวจสอบเอกสารผ่าน QR Code เพื่อเพิ่มความสะดวก ความปลอดภัย และความโปร่งใสของกระบวนการยุติธรรม ขณะเดียวกัน ยังมีการศึกษาและนำเทคโนโลยีใหม่ เช่น ระบบแปลงเสียงพูดเป็นข้อความ และ AI มาใช้สนับสนุนการบริหารจัดการคดี การค้นข้อมูลกฎหมาย และการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนด้วย นอกจากนี้ ศาลยุติธรรมยังผลักดันระบบไกล่เกลี่ยข้อพิพาทออนไลน์ (ODR) เพื่อช่วยลดจำนวนคดี ลดต้นทุนของประชาชน และส่งเสริมการระงับข้อพิพาทอย่างรวดเร็วและสันติ

“สิ่งเหล่านี้ถือเป็นพัฒนาการที่ควรได้รับคำชื่นชม เพราะสะท้อนให้เห็นว่า ศาลยุติธรรมไทยกำลังพยายามปรับตัวให้สอดคล้องกับโลกยุคดิจิทัล และพยายามทำให้ความยุติธรรมเข้าถึงประชาชนได้จริง อย่างไรก็ตาม แม้จะมีพัฒนาการที่ดี แต่ยังมีอีกหลายประเด็นที่ควรเร่งพัฒนาเพิ่มเติม เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมไทยมีประสิทธิภาพและได้รับความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น เป็นที่พึ่งของประชาชนได้ทุกกลุ่ม ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ อาทิ ความล่าช้าของกระบวนการพิจารณาคดีในหลายกรณี ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงความยุติธรรม การพัฒนาบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม” นายธนกร กล่าว

นายธนกร กล่าวอีกว่า สำหรับการสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใสในยุคที่สังคมมีความคาดหวังต่อความโปร่งใสสูงขึ้น ศาลยุติธรรมควรเพิ่มการสื่อสารกับประชาชน เปิดเผยข้อมูลเชิงสถิติที่ไม่กระทบต่อรูปคดี และพัฒนาระบบติดตามคดีที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย เพื่อยกระดับความสม่ำเสมอ ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมในภาพรวม ทั้งนี้ กระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจ การลงทุน และความเชื่อมั่นของประเทศ ประชาชนเชื่อมั่นในหลักนิติธรรม คือประเทศที่สามารถสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุน และลดความขัดแย้งในสังคมได้อย่างยั่งยืน ดังนั้น งบประมาณด้านศาลยุติธรรมจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงงบประมาณของหน่วยงานหนึ่ง แต่คือการลงทุนในหลักนิติธรรม และความยุติธรรมของประชาชน ดังนั้น หวังว่ารัฐบาลจะให้การสนับสนุนการพัฒนากระบวนการยุติธรรมอย่างจริงจัง ทั้งด้านเทคโนโลยี บุคลากร และการเข้าถึงของประชาชน เพื่อให้ความยุติธรรมเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม รวดเร็ว โปร่งใส และเชื่อมั่นได้อย่างแท้จริง

อนุชา ไหว้ศาลหลักเมือง ชูเบอร์ 5 ตรง 5 นโยบายหลัก เตรียมลงพื้นที่เข้ม 30 วัน

อนุชา ไหว้ศาลหลักเมือง ชูเบอร์ 5 ตรง 5 นโยบายหลัก เตรียมลงพื้นที่เข้ม 30 วัน

อนุชา ไหว้ศาลหลักเมือง ชูเบอร์ 5 ตรง 5 นโยบายหลัก เตรียมลงพื้นที่เข้ม 30 วัน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.20 น.

“อนุชา”นำทีมผู้สมัคร ส.ก.ประชาธิปัตย์ ไหว้ศาลหลักเมือง ชูเบอร์ 5 ตรง 5 นโยบายหลัก เตรียมลงพื้นที่เข้ม 30 วัน มุ่งทำการเมืองสร้างสรรค์ ไม่โจมตีใคร

28 พฤษภาคม 2569 ที่ศาลหลักเมือง กทม. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 5 จากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นําทีมผู้สมัคร ส.ก. สักการะองค์สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ศาลหลักเมือง เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนการหาเสียงเลือกตั้ง พร้อมเปิดเผยถึงแผนการหาเสียงพื้นที่ 50 เขตทั่วกรุงเทพฯภาย หลังจากเสร็จสิ้นการสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

นายอนุชา เปิดเผยว่า จากนี้ไปจะเน้นการนำเสนอ 5 นโยบายหลักเพื่อเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่เดินทางสะดวก มีความสะอาด มีความสบาย ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างเศรษฐกิจ-รายได้ที่ดีขึ้น ภายใต้กลไกการบริหารราชการที่โปร่งใส สุจริต และสามารถตรวจสอบได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งตัวเลขหมายเลข 5 ที่จับสลากได้มานั้น ถือว่าประจวบเหมาะและสอดคล้องกับ 5 นโยบายหลักของพรรคพอดี

“คนกรุงเทพฯ ไม่ได้ต้องการเพียงแค่ตัวแทนมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องการโอกาสและความหวัง ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์พร้อมทำงานร่วมกันเป็นทีม ทั้งผู้บริหารเมืองและ ส.ก.ทั้ง 50 เขต โดยจะลงพื้นที่ตั้งแต่เช้าจรดมืดเพื่อรับฟังปัญหาเฉพาะของแต่ละพื้นที่ ทั้งเขตชั้นใน ชั้นกลาง และชั้นนอก” นายอนุชา กล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการแข่งขันครั้งนี้ โดยเฉพาะกับอดีตผู้ว่าฯ นายอนุชา ยืนยันว่า ไม่ได้รู้สึกหนักใจ และการลงสมัครครั้งนี้ไม่ได้มาเพื่อตำหนิ หรือโจมตีใคร แต่มาเพื่อเสนอทางเลือกที่สร้างสรรค์ให้กับประชาชน โดยเน้นย้ำว่าที่ผ่านมาแม้ตัวแทนของพรรคจะไม่ได้รับการเลือกตั้งในบางช่วง แต่ก็ยังคงมุ่งมั่นทำงานรับใช้คนกรุงเทพฯ มาโดยตลอดอย่างไร้รอยต่อ

นายอนุชา ยังกล่าวถึงแนวทางการสื่อสารในช่วงโค้งสุดท้าย ว่า เนื่องจากบัตรเลือกตั้งในครั้งนี้มี 2 ใบ โดยใบสีเขียวเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งตนเองได้หมายเลข 5 ส่วนผู้สมัคร ส.ก.ของพรรคในแต่ละเขตจะได้หมายเลขที่แตกต่างกันไป ดังนั้น ทีมงานและผู้สมัครทุกคนจะต้องเร่งลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับประชาชนอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการลงคะแนน และขอความไว้วางใจจากพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ให้โอกาสพรรคประชาธิปัตย์กลับเข้ามาบริหารเมืองอีกครั้ง

มัลลิกา เบอร์ 14 ไม่ทน! ลั่นพร้อมทำงานช่วยคนกรุงทันทีไม่ต้องรอ

มัลลิกา เบอร์ 14 ไม่ทน! ลั่นพร้อมทำงานช่วยคนกรุงทันทีไม่ต้องรอ

มัลลิกา เบอร์ 14 ไม่ทน! ลั่นพร้อมทำงานช่วยคนกรุงทันทีไม่ต้องรอ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.02 น.

28 พฤษภาคม 2569 ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ก่อนลงสมัครรับเลือกตั้ง ว่า มีความมั่นใจ 100% เตรียมการ เตรียมความพร้อมทั้ง 12 ยุทธศาสตร์ มีการประขุมระดมสมองกันหลายรอบ เพราะทุกแผนของตนมีแผนรองรับที่จะทำงานทันที ส่วนเรื่องเบอร์สำหรับหาเสียงนั้น หากได้เบอร์ที่ประชาชนกาได้ง่ายๆ ก็จะดี เบอร์ไหนก็ได้ที่เป็นเบอร์ชนะ และได้เข้าไปเป็นผู้ว่าฯ กทม.ช่วยประชาชนทำงานโดยไม่ต้องรอ เริ่มทำงานได้ทันที

ส่วนปัญหาหลักของกรุงเทพฯ ที่มองมา 4 ปี แล้วทนไม่ได้ จนอยากเข้ามาแก้ไข นางมัลลิกา กล่าวว่า จุดพีกที่สุดคือ การแก้ไขปัญหาของ PM 2.5 ทำให้พื้นที่เมืองไม่สามารถทัดเทียมคนอื่นได้ ในปี 2568 มีมลพิษอันดับ 1 ของโลก แม้คนอื่นทนได้ แต่ตนและทีมงานไม่ขอทน ซึ่งเรามีแผนจัดการเรื่องฝุ่น โดยการใช้ AI นวัตกรรม และตั้งเป้าจะทำ MOU ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตั้งเป้าว่าการทำงานร่วมกันของหลายฝ่าย จะทำให้สามารถทำให้ชัดเจน มีความรวดเร็ว ดังนั้น คุณภาพชีวิตของพลเมืองใน กทม.จะต้องดีขึ้น ยืนยันว่า กรุงเทพฯ มีหน้าที่ในการฟอกอากาศสะอาดให้กับประชาชน และเรื่องนี้เราจะปฏิบัติการได้ในทันที และนี่คือจุดพีกที่ทำให้ตนตัดสินใจเข้ามาสมัครเป็นผู้ว่าฯ กทม.

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายด้าน AI ช่วยแก้ปัญหาการจราจร , วางแผนระบายน้ำป้องกันน้ำท่วม รวมถึงนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจ ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME และสร้างตำแหน่งงานรองรับคนกรุงเทพฯ กว่า 2 – 3 แสนตำแหน่ง ส่วนด้านความปลอดภัย ต้องการผลักดันกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรม ทุนสีเทา และอบายมุขต่างๆ ควบคู่กับการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ เพิ่มพื้นที่สาธารณะทั้ง 50 เขต และยกระดับสถานอนามัยของ กทม.ให้รองรับการดูแลสุขภาพประชาชนได้มากขึ้น

สำหรับเรื่องกระแสนิยมของผู้สมัคร ที่ตอนนี้ยังมีหลายคนคะแนนนิยมสูงกว่านั้น นางมัลลิกา กล่าวว่า พร้อมรับฟังทุกผลสำรวจ แต่เชื่อว่าเสียงของประชาชนยังเปลี่ยนแปลงได้ หากประชาชนเห็นถึงความตั้งใจจริง และความสามารถในการทำงานทันที โดยย้ำว่าประสบการณ์การทำงานร่วมกับหลายกระทรวง และการลงพื้นที่ทั้ง 50 เขต มานานหลายปี จะช่วยให้สามารถแก้ปัญหากรุงเทพฯ ได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด

ทั้งนี้ มีรายงานว่า นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ยื่นเอกสารไม่ทันก่อนเวลา 08.30 น.ทำให้ไม่ได้ขึ้นจับสลากหมายเลข จึงได้หมายเลข 14 โดยอัตโนมัติ

ฉลองสัมพันธ์ 50 ปี ไทย-เวียดนาม เดินหน้ายกระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์

ฉลองสัมพันธ์ 50 ปี ไทย-เวียดนาม เดินหน้ายกระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์

ฉลองสัมพันธ์ 50 ปี ไทย-เวียดนาม เดินหน้ายกระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.52 น.

“ไทย-เวียดนาม”ฉลองสัมพันธ์ 50 ปี ลงนามความร่วมมือ 4 ฉบับ เดินหน้ายกระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน เปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต “อนุทิน”ย้ำหลักการไม่อนุญาตบุคคลใช้ดินแดนของแต่ละฝั่งเคลื่อนไหวทางการเมือง ขณะที่”ปธน.เวียดนาม”ชื่นชมไทย-กัมพูชา ทำตามข้อตกลงหยุดยิงเริ่มต้นเจรจากันใหม่

28 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 09.40 น.ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมภริยา และนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และภริยา ถ่ายภาพร่วมกันที่บริเวณบันไดโถงกลาง ตึกไทยคู่ฟ้า

จากนั้นเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และภริยา ถวายความเคารพเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมลงนามในสมุดเยี่ยมของรัฐบาลและชมของที่ระลึก ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

จากนั้นเวลา 09.50 น.ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า นายกรัฐมนตรี และเลขาธิการใหญ่พรรคฯ เวียดนาม หารือข้อราชการกลุ่มเล็ก

ต่อมาเวลา 10.20 น.ที่ตึกภักดีบดินทร์ นายกรัฐมนตรี และเลขาธิการใหญ่พรรคฯ เวียดนาม หารือข้อราชการเต็มคณะ โดยทั้งสองฝ่ายหารือ ประเด็นด้านการเมืองและความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือด้านการทหาร การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะออนไลน์สแกรม และการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) และย้ำหลักการไม่อนุญาตให้บุคคลใดใช้ดินแดนของอีกฝ่ายในการเคลื่อนไหวทางการเมือง และจะร่วมกันผลักดันการดำเนินการตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนในกรอบอาเซียนไปปฏิบัติอย่างจริงจัง รวมถึงการธำรงบทบาทแกนกลางของอาเซียนในการรับมือกับความท้าทายของภูมิภาค

ส่วนด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยจะไปเปิดงานสัมมนาทางธุรกิจไทย-เวียดนามในบ่ายวันนี้ด้วย พร้อมตั้งเป้าหมายผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้ถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีโดยเร็ว รวมถึงส่งเสริมการลงทุนระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยังร่วมเป็นสักขีพยานในการแลกเปลี่ยนเอ็มโอยู ระหว่างบริษัท Vietjet กับ EEC เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานในพื้นที่ EEC

โดยนายกฯ กล่าวเสนอให้ไทยและเวียดนาม ซึ่งเป็นสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ร่วมกันมีบทบาทในการขับเคลื่อนการพัฒนาในอนุภูมิภาคอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืนผลการหารือในครั้งนี้จะช่วยต่อยอดความสัมพันธ์ไทย – เวียดนาม ซึ่งเติบโตอย่างมั่นคงตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ภายใต้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของภาครัฐและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนไทยและเวียดนามต่อไป ด้าน ประธานาธิบดีเวียดนาม กล่าวเชิญนายกรัฐมนตรีเยือนเวียดนามในโอกาสแรก

จากนั้นเวลา 11.35 น. ที่ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน และ นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจและเอกสารความร่วมมือสำคัญระหว่างไทยและเวียดนาม ก่อนร่วมกันเป็นประธานในพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย – เวียดนาม และแถลงข่าวร่วม ซึ่งบรรยากาศการพบหารือ ทั้งการหารือเเบบเต็มคณะ และพิธีการต่าง ๆ เป็นไปด้วยความอบอุ่นและชื่นมื่น สะท้อนถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยและเวียดนาม พร้อมทั้งแสดงถึงเจตนารมณ์ร่วมกันของผู้นำทั้งสองประเทศในการสานต่อและยกระดับความร่วมมือในทุกมิติ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน

โดยทั้งสองฝ่ายร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจและเอกสารความร่วมมือ จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่ 1.แผนปฏิบัติการเพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย – เวียดนาม ปี 2569 – 2574 2.การแลกหนังสือทางการทูตระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเวียดนาม 3.บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Center) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และเวียตเจ็ท และ 4.บันทึกความเข้าใจระหว่างสถาบันรัฐประศาสนศาสตร์และการจัดการปกครองแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กับ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

จากนั้นนายกฯ และประธานาธิบดีเวียดนามได้ร่วมกันเป็นประธานในพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม ภายใต้แนวคิด “Growing Together” หรือ “เติบโตไปด้วยกัน” เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศในวันที่ 6 ส.ค. 2569 โดยตราสัญลักษณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงมิตรภาพอันยาวนาน การเติบโตร่วมกัน และความร่วมมืออันแน่นแฟ้นของไทยและเวียดนาม ผ่านการออกแบบเลข “5” ที่สื่อถึงความก้าวหน้าและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเลข “0” ที่สื่อถึงความมั่นคงและความเป็นเอกภาพ เพื่อนำพาทั้งสองประเทศก้าวสู่อนาคตร่วมกันอย่างยั่งยืน

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเปิดฯ ผู้นำทั้งสองฝ่ายได้ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยนายกฯ กล่าว รัฐบาลไทยมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ ในการเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นแขกคนแรกของรัฐบาลของตนเอง จึงถือเป็นเกียรติ​อย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นโอกาสในการเฉลิมฉลอง โอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ไทยเวียดนามในปีนี้ และได้มีพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์อย่างเป็นทางการ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในฐานะที่ไทยและเวียดนามมีศักยภาพในการเติมโตสูง การเยือนครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสที่ได้ร่วมกันกำหนดแนวทางการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน ให้ปฏิบัติเกิดผลเป็นรูปธรรม ส่วนยุทธศาสตร์​รอบด้าน ของ 2 ประเทศ ด้านความมั่นคงและด้านการเมือง ทั้ง 2 ประเทศเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือทางการทหารและการป้องกัน อาชญากรรมข้ามชาติโดยเฉพาะ ออนไลน์สแกมรายการป้องกันและปราบปรามดารทำประมงที่ผิดกฎหมาย และยังใช้โอกาสนี้ ย้ำหลักการที่จะไม่ให้บุคคลใดใช้ดินแดนของแต่ละฝั่ง ในการเคลื่อนไหวทางการเมือง และให้นำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนในกรอบของอาเซียนมาปฏิบัติอย่างจริงจัง

นายกฯ กล่าวต่อว่า ด้านเศรษฐกิจ 2 ประเทศเห็นพ้องที่ไทยและเวียดนาม จะต้องร่วมมือใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น เพื่อรับมือความผันผวนและความไม่แน่นอนของสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน จะให้ความสำคัญการส่งเสริมความร่วมมือภาคเอกชนของทั้ง 2 ประเทศ โดยเห็นพ้องที่จะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ในการบรรลุเป้าหมายการค้าที่ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยเร็ว ขณะนี้ 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี  เป้าหมายไม่น่าจะไกลเกินเอื้อม และมีความตั้งใจการหารือกัน จะยกระดับมูลค่าการค้าให้มากขึ้น และเมื่อสักครู่ เวียตเจ็ทแอร์กับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)ของไทย ได้ลงนามความร่วมมือในการก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานในพื้นที่ EEC ของประเทศด้วย

นายกฯ กล่าวอีกว่า วันนี้ได้เสนอกับเวียดนามว่าในฐานะที่ไทยและเวียดนามมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง จึงสามารถที่จะมีบทบาทร่วมกันในการขับเคลื่อน พัฒนาในอนุภูมิภาคนี้ได้ ตนเชื่อว่าการหารือของทั้งสองประเทศในวันนี้ จะช่วยต่อยอดความสัมพันธ์ไทยเวียดนาม ภายใต้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของรัฐบาลภาคเอกชน เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ

จากนั้น ประธานาธิบดีเวียดนาม กล่าวว่า ตนรู้สึกยินดีที่ได้มาเยือนประเทศไทย ในฐานะที่เป็นเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และประธานาธิบดีของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ขอขอบคุณการต้อนรับ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง และอบอุ่นที่ผู้นำประเทศไทย นายกฯ และภริยา ได้มอบให้แก่ตน การเยือนประเทศไทยในครั้งนี้มีความหมายสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเป็นช่วงการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูต 50 ปี ของทั้ง 2 ประเทศ แสดงถึงให้เห็นความไว้เชื่อใจ และความเชื่อมั่น ซึ่งทั้ง 2 ประเทศก็เป็นสมาชิกของอาเซียนด้วย

ประธานาธิบดีเวียดนาม กล่าวด้วยว่า ในบรรยากาศที่อบอุ่น มีความเชื่อมั่น และไว้เนื้อเชื่อใจ ตนและนายกรัฐมนตรีไทย มีการหารือที่ประสบความสำเร็จ รวมถึงมีผลสำคัญในรอบด้านอย่างเป็นรูปธรรม
โดยทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องที่จะทำให้ความเชื่อใจแนบแน่นมากยิ่งขึ้น และส่งเสริมความเป็นไปมาหาสู่ในทางระดับสูง และทุกหน่วยงานเพื่อเสริมสร้างกลไกความร่วมมือด้านกลาโหม ด้านความมั่นคง และส่งเสริมการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการค้ามนุษย์ยาเสพติด และเห็นด้วยที่จะไม่ให้บุคคนใดบุคคลหนึ่งใช้พื้นที่ต่อต้านอีกประเทศหนึ่ง

ประธานาธิบดีเวียดนาม ยังกล่าวขอบคุณและชื่นชมความร่วมมือของรัฐบาลไทยและคนเวียดนามที่อาศัยอยู่ในประเทศ ไทยแสดงให้เห็นถึงความสำคัญ เป็นการส่งเสริมความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศ เพื่อส่งเสริมมิตรภาพและความใกล้ชิดระหว่างประชาชน ในการรับมือสถานการณ์ และต่างๆ ในภูมิภาคทั่วโลก พร้อมยืนยันบทบาทที่สำคัญในการดำรงความสามัคคี และศูนย์กลางของอาเซียน รวมถึงเห็นด้วยที่จะส่งเสริมการจัดการปัญหาต่างๆ ที่ทั้ง 2 ประเทศให้ความสนใจ เพื่อสันติภาพ เสรีภาพ และความมั่นคงความปลอดภัยในเสรีทางอากาศ ทางทะเลตะวันออก และเห็นด้วยที่จะจัดการปัญหาต่างๆ ด้วยสันติวิธีบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ UNCLOS 1982 รวมถึงชื่นชมไทยและกัมพูชาที่ดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิง และจะเริ่มต้นการเจรจากันอีกครั้งหนึ่ง