จีนสั่งคุม “ซีรีส์แนวตั้ง” กวาดล้างเนื้อหาโป๊เปลือย-ความรุนแรง-อวดรวย หวังคุมค่านิยมสังคม

จีนสั่งคุม "ซีรีส์แนวตั้ง" กวาดล้างเนื้อหาโป๊เปลือย-ความรุนแรง-อวดรวย หวังคุมค่านิยมสังคม

5 มิ.ย. 2569 16:25 น.

จีนสั่งคุม “ซีรีส์แนวตั้ง” กวาดล้างเนื้อหาโป๊เปลือย-ความรุนแรง-อวดรวย หวังคุมค่านิยมสังคม

ทางการจีนยกระดับมาตรการคุมเข้ม “ซีรีส์แนวตั้ง” สั่งหน่วยงานท้องถิ่นกวาดล้างซีรีส์ที่มีเนื้อหาเข้าข่ายอนาจาร รุนแรง และส่งเสริมลัทธิวัตถุนิยม หลังระบาดหนักบนแพลตฟอร์มมือถือ หวังจัดระเบียบสังคมและสร้างระบบนิเวศเนื้อหาที่ “สะอาด” ท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลในการกำหนดค่านิยมทางสังคมและสร้างสภาพแวดล้อมออนไลน์ที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐ

สำนักงานวิทยุและโทรทัศน์แห่งชาติของจีน (NRTA) ออกคำสั่งให้หน่วยงานระดับมณฑลทั่วประเทศ เริ่มแคมเปญปราบปรามเนื้อหาใน “ซีรีส์แนวตั้ง” ที่ผลิตในประเทศ โดยมุ่งเป้าไปที่เนื้อหาที่แสดงออกถึงการอวดรวยอย่างฟุ้งเฟ้อ, ฉากความรุนแรงที่เกินกว่าเหตุ และเนื้อหาเชิงอนาจาร 

ทางการจีนระบุว่า มาตรการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างระบบนิเวศเนื้อหาที่ดีต่อผู้ชม โดยจะพุ่งเป้าไปที่ประเด็นหลัก ได้แก่มุมมองความรักและชีวิตคู่ที่บิดเบือน หรือเนื้อหาที่ทำลายค่านิยมการแต่งงานที่เหมาะสม รวมถึงเนื้อหาที่ส่งเสริมการตัดสินใจด้วยกำลังหรือการล้างแค้นที่ป่าเถื่อน การแสดงออกถึงความร่ำรวยที่เกินจริงซึ่งส่งผลกระทบต่อทัศนคติทางสังคม รวมถึงการตั้งชื่อเรื่องที่หยาบคายและการละเมิดลิขสิทธิ์

“ซีรีส์แนวตั้ง” เป็นรูปแบบความบันเทิงที่ได้รับความนิยมอย่างมากในจีนและหลายประเทศทั่วโลก โดยเป็นละครหรือซีรีส์ตอนสั้นที่ออกแบบมาเพื่อรับชมผ่านโทรศัพท์มือถือ แต่ละตอนมีความยาวเพียงไม่กี่นาที และมักใช้เนื้อเรื่องที่เข้มข้น รวดเร็ว และชวนติดตาม

เนื้อหาที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ชมจำนวนมากมักเกี่ยวข้องกับมหาเศรษฐีที่ปกปิดตัวตน ความรักต้องห้าม การแก้แค้น หรือความขัดแย้งในครอบครัว อย่างไรก็ตาม หลายเรื่องถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการนำเสนอฉากรุนแรง ตัวละครที่ถูกทำให้มีภาพลักษณ์ทางเพศ หรือค่านิยมที่เน้นความมั่งคั่งเกินจริง

ความสำเร็จของอุตสาหกรรมดังกล่าวยังดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยผู้ผลิตในหลายประเทศ เช่น เกาหลีใต้ และสหรัฐฯ ต่างเริ่มจัดตั้งสตูดิโอผลิตซีรีส์แนวตั้งเพื่อแข่งขันในตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง พยายามขับเคลื่อนนโยบาย “ความมั่งคั่งร่วมกัน”  เพื่อลดช่องว่างทางรายได้ การนำเสนอภาพลักษณ์คนรวยที่ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยในละครเหล่านี้จึงถูกมองว่าเป็นภัยต่อเสถียรภาพทางการเมืองและสังคม โดยเฉพาะในช่วงที่จีนกำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและปัญหาการว่างงานในกลุ่มเยาวชน

ก่อนหน้านี้ แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง “วีแชต” (WeChat) และ “โต่วอิน” (Douyin) หรือ TikTok เวอร์ชันจีน ได้เริ่มลบเนื้อหาที่ส่อไปทางอนาจารและส่งเสริมพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเยาวชนออกไปบ้างแล้ว ขณะที่กระทรวงไซเบอร์สเปซของจีน (CAC) ยังได้เปิดแคมเปญแยกต่างหากเพื่อปราบปรามเนื้อหาบนโลกออนไลน์ที่แสดงออกถึง “ความรู้สึกมองโลกในแง่ร้ายเกินไป”

แคมเปญดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่วาทกรรมที่ส่งเสริม “ความเหนื่อยหน่ายต่อโลก” หรือแนวคิดที่ว่า “ความพยายามทำงานหนักนั้นไร้ประโยชน์” โดยทางการต้องการเปลี่ยนให้โลกออนไลน์เป็นพื้นที่ที่ “มีอารยะและมีเหตุมีผล” เพื่อลดความวิตกกังวลในกลุ่มวัยรุ่นที่ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงลิ่วในตลาดงาน

นับจากนี้ หน่วยงานท้องถิ่นจะดำเนินการสุ่มตรวจบริษัทผู้ผลิตสื่อในเขตอำนาจของตนอย่างเข้มงวด หากพบปัญหาต้องสั่งให้แก้ไขทันที ขณะที่การผลิตมินิซีรีส์ที่มีความอ่อนไหวหรือเป็นระดับไฮโปรไฟล์ จะต้องได้รับความเห็นชอบและอนุมัติจากทางการก่อนเผยแพร่ เพื่อให้มั่นใจว่าสื่อเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็น “เข็มทิศ” นำทางค่านิยมทางสังคมไปในทิศทางที่รัฐบาลต้องการ.

ที่มา BBC

ญี่ปุ่นเร่งล่าหมีทำร้ายคน 4 ราย “สุดฉลาด” ปลดล็อกหน้าต่างหนีจากโรงงานด้วยตัวเอง

ญี่ปุ่นเร่งล่าหมีทำร้ายคน 4 ราย "สุดฉลาด" ปลดล็อกหน้าต่างหนีจากโรงงานด้วยตัวเอง

5 มิ.ย. 2569 14:51 น.

ญี่ปุ่นเร่งล่าหมีทำร้ายคน 4 ราย “สุดฉลาด” ปลดล็อกหน้าต่างหนีจากโรงงานด้วยตัวเอง

เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นระดมกำลังตำรวจ นายพราน และโดรน ค้นหาหมีสีน้ำตาลที่ก่อเหตุทำร้ายประชาชน 4 คนบาดเจ็บในจังหวัดฟุกุชิมะ หลังหมีตัวดังกล่าวหลบหนีจากโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ได้ โดยคาดว่าใช้วิธีปลดล็อกกลอนและเปิดหน้าต่างจากด้านในด้วยตัวเอง ขณะที่นายกเทศมนตรีเมืองฟุกุชิมะระบุว่าเป็นหมีที่ “ฉลาดอย่างยิ่ง”

ความคืบหน้าเหตุการณ์ในเมืองฟุกุชิมะ เจ้าหน้าที่ตำรวจ พรานท้องถิ่น และทีมค้นหาได้ขยายพื้นที่ไล่ล่าหมีป่าความยาวประมาณ 1 เมตร ซึ่งยังคงหลบหนีลอยนวลอยู่จนถึงวันนี้ (5 มิ.ย.) หลังจากมันได้ก่อเหตุทำร้ายร่างกายประชาชนจนได้รับบาดเจ็บไปถึง 4 ราย

เหตุการณ์เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่วันที่ 2 มิ.ย. หมีตัวดังกล่าวได้บุกเข้าไปในโรงงานผลิตชิ้นส่วนเหล็ก “ฟุกุชิมะ สตีล เวิร์กส์” ในย่านซาซากิโนะ และได้ทำร้ายพนักงานไป 2 ราย ต่อมาวันพุธ กล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพขณะมันกำลังไล่กวดและขย้ำพนักงานในลานจอดรถของบริษัทอีกแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะมีพลเมืองดีขับรถพุ่งเข้าใส่เพื่อช่วยชีวิตพนักงานคนดังกล่าว ทำให้หมีตกใจเตลิดหนีเข้าไปในอาคารสำนักงานและทำร้ายคนเพิ่ม รวมถึงบุกไปทำร้ายประชาชนที่บ้านพักในบริเวณใกล้เคียง ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวม 4 ราย อายุระหว่าง 20-80 ปี บาดแผลรุนแรงที่สุดถึงขั้นกระดูกใบหน้าหัก แต่โชคดีที่ไม่มีผู้ใดเสียชีวิต

หลังจากก่อเหตุ หมีป่าได้หนีเข้าไปกบดานอยู่ภายในโรงงานของบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ “โอกิ ซิมโฟ-เทค” ซึ่งพนักงานในโรงงานต่างพากันตกตะลึงเมื่อเห็นหมีตัวนี้ใช้เท้าหน้าของมัน “หมุนเปิดก๊อกน้ำเพื่อดื่มน้ำเอง” ทางเจ้าหน้าที่จึงได้นำกรงดักหมีมาติดตั้งไว้ที่ทางเข้า 4 จุด พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่พร้อมปืนยาสลบเข้าปิดล้อม

กระทั่งเวลาประมาณ 22.50 น. ของคืนวันพุธ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เฝ้ายามเห็นหมีตัวดังกล่าวปีนข้ามรั้วกั้นออกไป เมื่อเข้าตรวจสอบภายในโรงงานอย่างละเอียดก็พบร่องรอยกรงเล็บขูดขีดรอบ ๆ ตัวล็อกหน้าต่าง และพบมุ้งลวดฉีกขาด คาดว่าหมีตัวนี้ใช้อุ้งเท้า “เอื้อมไปปลดสลักล็อกหน้าต่างแล้วดันเปิดออกเพื่อหลบหนีด้วยตัวเอง”

ในการแถลงข่าวฉุกเฉินเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. นายยูคิ บาบะ นายกเทศมนตรีเมืองฟุกุชิมะ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้ยิงลูกดอกยาสลบใส่หมีตัวนี้แล้ว แต่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดตัวยาจึงไม่ส่งผลกระทบต่อมันเลย “เราเห็นหมีตัวนี้ใช้เท้าหน้าเปิดก๊อกน้ำดื่มน้ำ และมันยังสามารถเปิดหน้าต่างที่ล็อกอยู่ได้ด้วยตัวเอง ผมเชื่อว่ามันเป็นหมีที่ฉลาดหลักแหลมอย่างเป็นพิเศษ” พร้อมแสดงความเสียใจที่ไม่สามารถจับกุมมันได้สำเร็จ

นอกจากนี้ แม้ว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ญี่ปุ่นเพิ่งจะมีการแก้ไขกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวด เพื่ออนุญาตให้เจ้าหน้าที่สามารถลั่นไกสังหารสัตว์อันตรายในเขตชุมชนได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ในกรณีนี้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถใช้ปืนจริงยิงถล่มได้ เนื่องจากภายในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวมี “วัตถุไวไฟ” เป็นจำนวนมาก ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดระเบิด

ผลกระทบจากการหลบหนีของหมีตัวนี้ ทำให้โรงเรียนประถมและมัธยมต้นในพื้นที่ใกล้เคียงต้องสั่งปิดการเรียนการสอนชั่วคราว และปรับไปเรียนออนไลน์แทน ก่อนจะกลับมาเปิดเรียนตามปกติในวันศุกร์ โดยโรงเรียนสั่งเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด ล็อกประตูและหน้าต่างชั้นล่างทั้งหมดอย่างแน่นหนา

ทั้งนี้ ข้อมูลระบุว่าในช่วงปีที่ผ่านมา นับถึงเดือนมีนาคม ญี่ปุ่นเผชิญกับวิกฤตหมีทำร้ายคนพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 13 ราย และมีเหตุการณ์หมีจู่โจมรุนแรงถึง 238 ครั้ง ซึ่งถือเป็นสถิติที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยผู้เชี่ยวชาญคาดว่า ปัจจัยสำคัญเกิดจากการลดลงของประชากรในแถบชนบท ประกอบกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลกระทบต่อแหล่งอาหารของหมีในป่า ทำให้พวกมันต้องเข้ามาหากินในเขตชุมชนเมืองมากขึ้น.

ที่มา KYODO NEWS / Guardian

ออสเตรเลียทลายฟาร์มเพาะ “แมลงสาบต่างถิ่น” เถื่อน ยึดของกลางกว่า 1 แสนตัว มูลค่า 4.6 ล้านบาท

ออสเตรเลียทลายฟาร์มเพาะ "แมลงสาบต่างถิ่น" เถื่อน  ยึดของกลางกว่า 1 แสนตัว มูลค่า 4.6 ล้านบาท

5 มิ.ย. 2569 12:29 น.

ออสเตรเลียทลายฟาร์มเพาะ “แมลงสาบต่างถิ่น” เถื่อน ยึดของกลางกว่า 1 แสนตัว มูลค่า 4.6 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่คุ้มครองสัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อมออสเตรเลีย บุกทลายแหล่งเพาะพันธุ์แมลงสาบต่างถิ่นผิดกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ยึดแมลงสาบยักษ์มาดากัสการ์และแมลงสาบดูเบียกว่า 100,000 ตัว มูลค่าในตลาดมืดสูงถึง 200,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 4.65 ล้านบาท

กระทรวงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พลังงาน สิ่งแวดล้อม และน้ำของออสเตรเลีย (DCCEEW) เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้สนธิกำลังเข้าตรวจค้นโรงเพาะพันธุ์เชิงพาณิชย์ในเมืองแบเทิสต์ ทางตะวันตกของนครซิดนีย์ รัฐนิวเซาท์เวลส์ โดยสามารถยึดแมลงสาบต่างถิ่นมีชีวิตได้มากกว่า 100,000 ตัว ซึ่งถือเป็นการตรวจยึดสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังต่างถิ่นที่ผิดกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในออสเตรเลีย คิดเป็นมูลค่าในตลาดมืดสูงถึง  200,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 4.65 ล้านบาท

ของกลางที่ยึดได้ในครั้งนี้ประกอบด้วย “แมลงสาบมาดากัสการ์” (Madagascar Hissing Cockroach) ที่สามารถส่งเสียงขู่ได้เมื่อถูกรบกวน ซึ่งภาพถ่ายจากเจ้าหน้าที่เผยให้เห็นว่าพวกมันบางตัวมีขนาดใหญ่จนเกือบเต็มฝ่ามือของมนุษย์ผู้ใหญ่ และ “แมลงสาบดูเบีย” (Dubia Cockroach) แมลงสายพันธุ์รุกรานที่มักนิยมนำมาเพาะพันธุ์เพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์เลี้ยง

โฆษกของ DCCEEW แถลงว่า ทางหน่วยงานจริงจังอย่างมากกับการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพที่เป็นเอกลักษณ์ของออสเตรเลีย และผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายสิ่งแวดล้อมแห่งชาติจะต้องถูกดำเนินคดี “เรากำลังจับตาดูการเพาะพันธุ์และการค้าแมลงสาบต่างถิ่นที่ผิดกฎหมายอย่างใกล้ชิด และขอเตือนไปยังร้านขายสัตว์เลี้ยงรวมถึงเจ้าของสัตว์เลี้ยงทุกคน หากคุณครอบครอง เพาะพันธุ์ หรือค้าขายแมลงสาบต่างถิ่นเหล่านี้ พวกมันจะถูกยึด และคุณจะถูกลงโทษขั้นรุนแรงภายใต้กฎหมายของรัฐบาลกลาง”

สเตฟานี เลสเซอร์ นักจับงูในท้องถิ่นเมืองแบเทิสต์ ให้ข้อมูลว่า เธอพบเห็นการลักลอบขายแมลงสาบต่างถิ่นเหล่านี้บนโลกออนไลน์อย่างแพร่หลาย เพื่อนำไปเป็นอาหารของสัตว์เลื้อยคลาน เนื่องจากพวกมันมีขนาดใหญ่ คุ้มค่ากว่าการซื้อจิ้งหรีดหรือแมลงสาบพื้นเมืองขนาดเล็กหลาย ๆ ตัวเพื่อให้สัตว์กินเพียงมื้อเดียว

ขณะที่แครอล บูธ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายของสภาสายพันธุ์รุกราน ระบุว่า การเลี้ยงสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังแปลก ๆ กำลังได้รับความนิยมสูงเพราะเลี้ยงง่าย ไม่สิ้นเปลือง และไม่ต้องพาไปหาหมอราคาแพง แต่ความน่ากังวลคือแมลงเหล่านี้ถูกซื้อขายและจัดส่งทางไปรษณีย์ไปทั่วโลกได้อย่างง่ายดาย ทำให้ยากต่อการประเมินขนาดที่แท้จริงของตลาดมืดนี้

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากแมลงสาบต่างถิ่นเหล่านี้หลุดรอดออกไปสู่ธรรมชาติ อาจนำพาเชื้อจุลินทรีย์และเชื้อโรคใหม่ ๆ ที่อาจทำลายล้างแมลงท้องถิ่น เช่น จิ้งหรีดในออสเตรเลียจนสูญพันธุ์ ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นโดมิโนต่อ นก กิ้งก่า และสัตว์ป่าอื่น ๆ ที่ต้องกินแมลงเป็นอาหาร รวมถึงอาจสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อระบบการเกษตร

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานอุตสาหกรรมพื้นเมืองและการพัฒนาภูมิภาคแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ จึงได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญในการดำเนินการทำลายแมลงสาบทั้ง 100,000 ตัวนี้ทิ้งทั้งหมด เพื่อป้องกันความเสี่ยงทางชีวภาพ แม้ว่าแมลงสาบจะเป็นสัตว์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความอึดถึกทนจนมีตำนานเมืองเล่าว่าพวกมันสามารถรอดชีวิตจากระเบิดนิวเคลียร์ได้ก็ตาม.

ที่มา ABC News / AFP

ชาวเกาหลีใต้ปิดล้อมคูหาเลือกตั้ง 35 ชม. ปม “บัตรลงคะแนนไม่พอ” หวั่นโกงเลือกตั้ง

ชาวเกาหลีใต้ปิดล้อมคูหาเลือกตั้ง 35 ชม. ปม "บัตรลงคะแนนไม่พอ" หวั่นโกงเลือกตั้ง

5 มิ.ย. 2569 11:40 น.

ชาวเกาหลีใต้ปิดล้อมคูหาเลือกตั้ง 35 ชม. ปม “บัตรลงคะแนนไม่พอ” หวั่นโกงเลือกตั้ง

ตำรวจปราบจลาจลเกาหลีใต้เข้าสลายกลุ่มผู้ประท้วงกว่า 1,000 คน ที่ปักหลักปิดล้อมคูหาเลือกตั้งในกรุงโซลนานถึง 35 ชั่วโมง เพื่อขัดขวางการเคลื่อนย้ายหีบบัตรลงคะแนน หวั่นเกิดการโกงเลือกตั้ง จากความไม่พอใจกรณี “บัตรลงคะแนนไม่เพียงพอ” ในหลายหน่วยเลือกตั้ง จนต้องขยายเวลาปิดหีบ

ความตึงเครียดเกิดขึ้นในวันที่ 3 มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศครั้งที่ 9 ของเกาหลีใต้ โดยหน่วยเลือกตั้งที่ 2 แขวงจัมซิล 7 ในเขตซงพา กรุงโซล ต้องหยุดชะงักลงก่อนเวลาปิดหีบเนื่องจาก “บัตรลงคะแนนหมด” ทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้งกรุงโซลต้องตัดสินใจขยายเวลาลงคะแนนไปจนถึงเวลา 22.00 น. สำหรับผู้ที่ได้คิวรอ ซึ่งถือเป็นมาตรการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นอกจากนี้ยังมีหน่วยเลือกตั้งอีกอย่างน้อย 14 แห่งในเขตซงพา คังนัม และกวางจิน ที่เจอปัญหาบัตรไม่พอเช่นเดียวกัน ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากต้องรอร่วมนานหลายชั่วโมง และบางส่วนต้องเดินทางกลับโดยไม่ได้ลงคะแนน

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้กับประชาชน จนนำไปสู่การรวมตัวของผู้ประท้วงมากกว่า 1,000 คน บริเวณหน้าคูหาเลือกตั้ง มีการชูป้ายข้อความ เช่น “หยุดนับคะแนน!” และ “การเลือกตั้งนี้เป็นโมฆะ!” พร้อมทั้งเข้าปิดล้อมไม่ให้เจ้าหน้าที่เคลื่อนย้ายหีบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบที่มีคะแนนเสียงอยู่ราว 2,000 ตัวอย่าง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่คณะกรรมการการเลือกตั้งถูกกักตัวอยู่ภายในอาคารตั้งแต่คืนวันที่ 3 จนถึงเช้าวันที่ 5 มิ.ย. 

หลังจากเผชิญหน้าและปิดล้อมยาวนานถึง 35 ชั่วโมง ล่าสุดวันนี้ (5 มิ.ย.) ตำรวจปราบจลาจลเกาหลีใต้ได้ตัดสินใจเข้าสลายการชุมนุม โดยภาพจากสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นเผยให้เห็นเจ้าหน้าที่ใช้กำลังเข้าอุ้มและลากตัวผู้ประท้วงที่พยายามบล็อกทางเข้าออกคูหา ท่ามกลางเสียงตะโกนด่าทอและการขัดขืนอย่างรุนแรง โดยมีผู้ประท้วงรายหนึ่งตะโกนตั้งคำถามว่า “นี่หรือคือประเทศที่ปกครองด้วยหลักนิติธรรม?”

อย่างไรก็ตาม ในที่สุดเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสถานการณ์และนำหีบบัตรเลือกตั้งทั้งหมดย้ายไปยังศูนย์นับคะแนนได้อย่างปลอดภัย

นายฮอ ชอลฮุน เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติ ได้แถลงด่วนเพื่อขออภัยต่อประชาชน โดยยอมรับว่าความผิดพลาดครั้งนี้เกิดจากการประเมินจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งต่ำเกินไป จนสร้างความกังวลและทำลายความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อความโปร่งใสในการเลือกตั้ง

ขณะที่นายจาง ดงฮยอก ผู้นำพรรคพลังประชาชน (PPP) ซึ่งเป็นฝ่ายสนับสนุนอดีตประธานาธิบดี ยุน ซุกยอล ที่เพิ่งพ่ายแพ้การเลือกตั้งท้องถิ่นอย่างยับยั้ง ได้เดินทางไปยังสำนักงานการเลือกตั้ง เพื่อยื่นคำร้องตามกฎหมายเลือกตั้ง มาตรา 196 เรียกร้องให้ “เลื่อนและจัดทำการเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด” พร้อมสั่งระงับการนับคะแนนในส่วนของเก้าอี้ผู้ว่าราชการกรุงโซลทันที โดยทางพรรคระบุว่าพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่เข้าข่ายความพยายามโยกย้ายหีบบัตรอย่างผิดกฎหมาย

การเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้ถือเป็นสนามพิสูจน์ความนิยมครั้งสำคัญในปีแรกของ ประธานาธิบดี อี แจมยอง ที่ก้าวขึ้นสู่อำนาจหลังจากอดีตประธานาธิบดี ยุน ซุกยอล ประกาศกฎอัยการศึกระยะสั้นจนนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองและการถูกถอดถอน ซึ่งปัจจุบันนายยุนอยู่ระหว่างการถูกจำคุกและดำเนินคดีข้อหากบฏ

แม้ว่าพรรคร่วมรัฐบาลของนายอี จะสามารถคว้าชัยชนะในหลายพื้นที่ แต่ก็ไม่สามารถเจาะเก้าอี้ผู้ว่าฯ กรุงโซลได้สำเร็จ ซึ่งประธานาธิบดีอี แถลงการณ์สั่งการให้ตรวจสอบกรณีบัตรเลือกตั้งขาดแคลนอย่างเร่งด่วน โดยประณามว่านี่คือ “ความบกพร่องที่ยากจะยอมรับได้”

นอกจากนี้ กระแสข่าวดังกล่าวยังปลุกปั่นให้กลุ่มยูทูบเบอร์ฝ่ายขวาและผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดียุน ออกมาปั่นกระแสทฤษฎีสมคบคิดเรื่อง “การโกงเลือกตั้ง” บนโลกออนไลน์ โดยอ้างข้อมูลเดิมที่นายยุนเคยโจมตีว่าระบบข้อมูลของสำนักงานการเลือกตั้งอ่อนแอและเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซงจากเกาหลีเหนือ ยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นต่อองค์กรจัดการเลือกตั้งของเกาหลีใต้ดิ่งลงสู่จุดวิกฤต.

ที่มา The Chosun Daily / AFP

สภาล่างหักหน้า “ทรัมป์” ผ่านร่างกฎหมายช่วยยูเครน-เพิ่มมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียรอบใหม่

สภาล่างหักหน้า "ทรัมป์" ผ่านร่างกฎหมายช่วยยูเครน-เพิ่มมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียรอบใหม่

5 มิ.ย. 2569 11:01 น.

สภาล่างหักหน้า “ทรัมป์” ผ่านร่างกฎหมายช่วยยูเครน-เพิ่มมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียรอบใหม่

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติผ่านร่างกฎหมายสนับสนุนยูเครนและเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย ด้วยคะแนน 226 ต่อ 195 เสียง แม้ผู้นำพรรครีพับลิกันจะคัดค้าน โดยร่างกฎหมายดังกล่าวถือเป็นสัญญาณล่าสุดของความไม่พอใจต่อแนวทางของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการจัดการสงครามยูเครน และอาจเพิ่มแรงกดดันต่อวุฒิสภาให้พิจารณาประเด็นนี้ต่อไป

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ มีมติ 226 ต่อ 195 เสียง เห็นชอบร่างกฎหมาย “สนับสนุนยูเครน” (Ukraine Support Act) ซึ่งเสนอโดย สส. เกรกอรี มีคส์ จากพรรคเดโมแครต โดยสาระสำคัญคือการจัดสรรงบประมาณความช่วยเหลือด้านความมั่นคงและการฟื้นฟูประเทศมูลค่ากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมวงเงินกู้ยืมเพื่อการป้องกันประเทศอีก 8,000 ล้านดอลลาร์

การลงมติครั้งนี้ได้รับความสนับสนุนจาก ส.ส. พรรครีพับลิกัน 18 ราย และ ส.ส. อิสระอีก 1 ราย ที่ตัดสินใจโหวตสวนทางกับมติพรรคและนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยใช้วิธีพิเศษที่เรียกว่า “Discharge Petition” เพื่อดึงร่างกฎหมายที่ค้างอยู่นานหลายเดือนขึ้นมาพิจารณาโดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากผู้นำเสียงข้างมากในสภา

สส.มีคส์ ผู้เสนอร่างกฎหมาย ระบุว่านี่คือบทพิสูจน์ว่าสหรัฐฯ จะยืนเคียงข้างยูเครนเพื่อให้มีอำนาจต่อรองในการเจรจา หรือจะปล่อยให้รัสเซียเป็นผู้ชนะในสงครามประสาทครั้งนี้ ขณะที่ สส. ดอน เบคอน จากรีพับลิกันที่โหวตสนับสนุนระบุว่า “นี่คือการเลือกข้างระหว่างความดีและความชั่ว”

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากสภาผู้แทนฯ เพิ่งผ่านร่างกฎหมายจำกัดอำนาจการทำสงครามเพื่อยับยั้งการใช้กำลังทหารต่อต้านอิหร่าน ซึ่งถือเป็นรอยร้าวที่ชัดเจนขึ้นภายในพรรครีพับลิกันต่อนโยบายต่างประเทศของทรัมป์ นับตั้งแต่เขากลับเข้าสู่ทำเนียบขาวเมื่อเดือนมกราคม 2025

ในขณะที่ฝ่ายสนับสนุนมองว่านี่คือการส่งสัญญาณความเข้มแข็งไปยังทหารยูเครนและวลาดีเมียร์ ปูติน แต่ผู้นำพรรครีพับลิกันหลายคนกลับมองต่างออกไป โดยนายสตีฟ สกาลิส ผู้นำเสียงข้างมากในสภาฯ เตือนว่าการผ่านร่างนี้จะทำลายการเจรจาระหว่างสภาคองเกรสกับทำเนียบขาวที่กำลังดำเนินอยู่

ด้านนายไบรอัน มาสต์ ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ มองว่าร่างกฎหมายนี้เป็นเพียง “อาวุธทางการเมือง” ที่ใช้โจมตีทรัมป์ และมีเนื้อหาที่ล้าสมัยเนื่องจากร่างขึ้นมาตั้งแต่ปีครึ่งที่แล้ว ขณะที่ ส.ส. บางส่วนกังวลว่ามาตรการนี้อาจส่งผลให้ประเทศสมาชิกนาโตบางรายลดงบประมาณด้านการป้องกันประเทศลง

ปัจจุบันสงครามในยูเครนเข้าสู่ปีที่ 5 โดยทั้งสองฝ่ายยังคงโจมตีตอบโต้กันด้วยขีปนาวุธระยะไกล แม้ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี จะยอมรับเงื่อนไขการหยุดยิงที่ทรัมป์เสนอ แต่ทางปูตินกลับปฏิเสธและยืนกรานให้ยูเครนยอมยกดินแดนที่รัสเซียยึดครองอยู่ให้

อย่างไรก็ตาม อนาคตของร่างกฎหมายฉบับนี้ยังคงแขวนอยู่บนเส้นด้ายเนื่องจากต้องผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา ซึ่งผู้นำพรรครีพับลิกันในสภาสูงระบุว่าจะรอฟังคำชี้แจงจากทรัมป์ก่อน และหากผ่านวุฒิสภามาได้ คาดว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะใช้อำนาจยับยั้ง หรือวีโต้ ร่างกฎหมายนี้อย่างแน่นอน

ขณะที่สหภาพยุโรป ได้เดินหน้าสวนทางด้วยการเริ่มเจรจารับยูเครนเข้าเป็นสมาชิก และอนุมัติวงเงินกู้เพื่อการป้องกันประเทศและเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 9 หมื่นล้านยูโรไปเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา.

ที่มา Associated Press / Reuters

สหรัฐฯ คว่ำบาตร “ประธานาธิบดีคิวบา-ตระกูลคาสโตร” กดดันรัฐบาลคอมมิวนิสต์

สหรัฐฯ คว่ำบาตร "ประธานาธิบดีคิวบา-ตระกูลคาสโตร" กดดันรัฐบาลคอมมิวนิสต์

5 มิ.ย. 2569 10:42 น.

สหรัฐฯ คว่ำบาตร “ประธานาธิบดีคิวบา-ตระกูลคาสโตร” กดดันรัฐบาลคอมมิวนิสต์

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ พุ่งเป้าประธานาธิบดีมิเกล ดิอัซ-กาเนล แห่งคิวบา พร้อมเครือญาติ และสมาชิกตระกูล “คาสโตร” หวังเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลคอมมิวนิสต์ ขณะที่ผู้นำคิวบาและรัฐมนตรีต่างประเทศออกมาประณามทันทีว่าเป็นพฤติกรรมแทรกแซงที่น่ารังเกียจ

รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ โดยมุ่งเป้าไปที่นายมิเกล ดิอัซ-กาเนล ประธานาธิบดีคิวบาวัย 66 ปี รวมถึง นางลิส กูเอสตา เปราซา ภริยา และบุตรบุญธรรม นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวยังครอบคลุมถึงบุคคลอีก 4 ราย และองค์กรอีก 5 แห่ง ซึ่งรวมถึงบุตรชายและหลานชายของนายราอูล คาสโตร อดีตประธานาธิบดีคิวบา ซึ่างเป็นผู้ทรงอิทธิพลเบื้องหลังทางการเมือง และกระทรวงกองทัพปฏิวัติคิวบาด้วย

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นมาตรการล่าสุดของสหรัฐฯ ในการยกระดับการกดดันผู้นำคอมมิวนิสต์คิวบา หลังจากเมื่อเดือนที่แล้ว สหรัฐฯ เพิ่งประกาศคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่คิวบาไป 11 ราย ซึ่งรวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสาร ผู้นำทางทหาร และหน่วยข่าวกรองหลัก ยิ่งไปกว่านั้น สหรัฐฯ ยังได้ยื่นฟ้องดำเนินคดีฆาตกรรมต่อ นายราอูล คาสโตร จากกรณีที่เครื่องบินรบของคิวบายิงเครื่องบินของกลุ่มผู้ลี้ภัยคิวบาตกเมื่อปี 1996

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ แถลงต่อสื่อมวลชนที่ทำเนียบขาว โดยระบุว่าเขาเพียงต้องการเห็นคิวบาเป็นประเทศที่บริหารจัดการได้ดีและสามารถเลี้ยงดูประชากรของตัวเองได้ “แต่ตอนนี้ประเทศนั้นกำลังอดอยาก พวกเขาไม่มีพลังงาน ไม่มีน้ำมัน ไม่มีเงิน ไม่มีอะไรเลย ทั้งที่คิวบามีผืนดินที่สวยงาม และสามารถสร้างเป็นรีสอร์ตที่สวยงามได้”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังส่งสัญญาณว่า คิวบาอาจเป็นระบอบการปกครองถัดไปที่จะล่มสลาย เดินตามรอยการโค่นล้มของนายนิโกลัส มาดูโร ผู้นำสังคมนิยมของเวเนซุเอลาเมื่อเดือนมกราคม โดยระบุว่า “เราจะจัดการกับสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านก่อน และทันทีที่ภารกิจนั้นเสร็จสิ้น ในขากลับเราจะแวะพักที่นั่น (คิวบา) สั้น ๆ” อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ปฏิเสธว่ามาตรการคว่ำบาตรล่าสุดนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อเร่งให้เกิดการล่มสลายของประเทศคิวบา

ด้านประธานาธิบดีมิเกล ดิอัซ-กาเนล ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X  โจมตีทรัมป์ว่าพยายาม “ยกระดับการปิดล้อมและสร้างสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างคิวบากับสหรัฐฯ” พร้อมประกาศว่าคิวบาจะยืนหยัดต่อสู้กับการรุกรานและความชั่วร้ายของรัฐบาลแยงกี (สหรัฐฯ) และการจู่โจมของพวกจักรวรรดินิยม

ขณะที่ นายบรูโน โรดริเกซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคิวบา ออกมาประณามมาตรการคว่ำบาตรนี้ว่าเป็นสิ่ง “น่ารังเกียจ” และเป็นตัวอย่างล่าสุดของการแทรกแซงจากสหรัฐฯ โดยเน้นย้ำว่า “ทุกการกระทำของสหรัฐฯ ที่มุ่งสร้างสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องล้มเหลว” และประชาชนคิวบาจะตอบโต้ด้วยความสามัคคีและความมุ่งมั่นที่มหาศาลยิ่งขึ้น

มาตรการคว่ำบาตรและการสั่งห้ามขนส่งน้ำมันของสหรัฐฯ ที่บังคับใช้มาตั้งแต่ต้นปี ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบสาธารณูปโภคของคิวบา ทำให้ประเทศขาดแคลนน้ำมันดีเซลสำหรับใช้ในเครื่องปั่นไฟ ส่งผลให้เกิดไฟดับยาวนานถึง 22 ชั่วโมงต่อวัน และระบบน้ำประปาหยุดชะงัก

ในปัจจุบัน วิกฤตการณ์นี้ทำให้การคมนาคมขนส่งในคิวบากลายเป็นอัมพาต อาหารและยารักษาโรคขาดแคลนอย่างหนัก จนต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากเม็กซิโกและจีน ยิ่งไปกว่านั้น พื้นที่ทางตะวันออกของเกาะยังคงอยู่ในช่วงฟื้นฟูความเสียหายจากพายุเฮอร์ริเคน “เมลิสซา” ที่พัดถล่มเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว

ผู้แทนองค์การสหประชาชาติประจำคิวบา ได้ออกมาแจ้งเตือนว่า วิกฤตการณ์ทางมนุษยธรรมที่เกิดขึ้น ผนวกกับการเข้าสู่ฤดูมรสุมเฮอร์ริเคนในแถบแคริบเบียน กำลังกลายเป็น “ส่วนผสมที่อันตรายและพร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ”.

ที่มา AFP / Reuters

โกลาหลเมืองหลวงนิวซีแลนด์น้ำเสียทะลักท่วมบ้าน หลังพายุถล่ม-ท่อระบายน้ำพัง

โกลาหลเมืองหลวงนิวซีแลนด์น้ำเสียทะลักท่วมบ้าน หลังพายุถล่ม-ท่อระบายน้ำพัง

5 มิ.ย. 2569 10:22 น.

โกลาหลเมืองหลวงนิวซีแลนด์น้ำเสียทะลักท่วมบ้าน หลังพายุถล่ม-ท่อระบายน้ำพัง

นิวซีแลนด์เผชิญวิกฤต หลังฝนพายุทำระบบท่อน้ำเสียล้มเหลว ส่งผลให้น้ำเสียและสิ่งปฏิกูลทะลักเข้าบ้านเรือนประชาชนในกรุงเวลลิงตัน ขณะที่ทางการสั่งเตือนประชาชนเลี่ยงชายฝั่ง และห้ามลงเล่นน้ำ

เกิดเหตุการณ์วุ่นวายในกรุงเวลลิงตัน เมืองหลวงของนิวซีแลนด์ หลังบ้านเรือนหลายแห่งในย่านไอส์แลนด์ เบย์ ถูกน้ำเสียปนสิ่งปฏิกูลไหลทะลักเข้าท่วม ภายหลังพายุฝนรุนแรงทำให้ระบบท่อระบายน้ำเสียเกิดการอุดตัน

บริษัทดูแลระบบสาธารณูปโภค เวลลิงตัน วอเตอร์ เปิดเผยว่า เหตุน้ำเสียล้นเกิดจากท่อหลักอุดตัน ส่งผลให้มีบ้านหลายหลังได้รับผลกระทบ เจ้าหน้าที่กำลังทำงานร่วมกับเจ้าของบ้านเพื่อทำความสะอาดและฆ่าเชื้อพื้นที่

ริชาร์ด ปีเตอร์ส ชาวบ้านในพื้นที่ ให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่า สถานการณ์เลวร้ายลงหลังระดับน้ำเริ่มลดลง เพราะพบทั้งสิ่งปฏิกูล ผลิตภัณฑ์สุขอนามัย และน้ำสีน้ำตาลกระจายอยู่ตามพื้น ซึ่งมันน่าขยะแขยงมาก

ด้านสำนักงานอุตุนิยมวิทยานิวซีแลนด์ หรือ เม็ตเซอร์วิส (MetService) ระบุว่าพายุฝนฟ้าคะนองที่พัดถล่มเวลลิงตันในคืนที่ผ่านมา ทำให้เกิดฟ้าผ่ามากกว่า 5,000 ครั้ง และมีฝนตกมากกว่า 25.7 มิลลิเมตรภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง

ฝนตกหนักยังซ้ำเติมปัญหาที่โรงบำบัดน้ำเสียโมอา พอยต์ ซึ่งได้รับความเสียหายจากพายุเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และยังไม่สามารถกลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่าน้ำเสียที่ยังไม่ได้ผ่านการบำบัดหลายล้านลิตรไหลลงสู่ทะเลบริเวณชายฝั่งทางตอนใต้ของเวลลิงตัน หลังระบบบำบัดเกิดปัญหา ซึ่งแม้จะมีการซ่อมแซมบางส่วน แต่โรงบำบัดแห่งนี้คาดว่าจะกลับมาใช้งานเต็มรูปแบบได้ในเดือนพฤศจิกายน

เวลลิงตัน วอเตอร์ ระบุว่า พายุล่าสุดทำให้ต้องปล่อยน้ำเสียที่ยังไม่ได้บำบัดเพิ่มขึ้นลงสู่ทะเล พร้อมประกาศเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงบริเวณอ่าวทาราเคนา และงดว่ายน้ำ เล่นเซิร์ฟ หรือพายเรือคายัคตามแนวชายฝั่งทางตอนใต้ของเมืองจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง.

ที่มา : channelnewsasia

สี จิ้นผิง เตรียมเยือนเกาหลีเหนือ 8-9 มิ.ย. หลังพบทรัมป์-ปูติน

สี จิ้นผิง เตรียมเยือนเกาหลีเหนือ 8-9 มิ.ย. หลังพบทรัมป์-ปูติน

5 มิ.ย. 2569 10:00 น.

สี จิ้นผิง เตรียมเยือนเกาหลีเหนือ 8-9 มิ.ย. หลังพบทรัมป์-ปูติน

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เตรียมเดินทางเยือนเกาหลีเหนือวันที่ 8-9 มิถุนายนนี้ ถือเป็นการเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งแรกของผู้นำจีนในปีนี้ หลังทั้งผู้นำสหรัฐฯ และรัสเซียเดินทางเยือนจีนไปแล้ว

สำนักข่าวซินหัวของจีน รายงานว่า ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง จะเดินทางเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 8-9 มิถุนายน ตามคำเชิญของ คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ โดยสถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีน ระบุว่า การเยือนครั้งนี้ถือเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกของสี จิ้นผิง ในปี 2026

การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่สี จิ้นผิง เพิ่งพบหารือกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกจับตาอย่างใกล้ชิด หลังช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานข่าวและภาพการพบเห็นคณะผู้แทนจีนเดินทางไปยังกรุงเปียงยาง ทำให้เกิดกระแสคาดการณ์ถึงการเยือนครั้งนี้

นักวิเคราะห์มองว่า การเดินทางของผู้นำจีนไปยังเกาหลีเหนือ อาจเป็นสัญญาณว่าจีนต้องการกลับมากระชับบทบาทและปรับยุทธศาสตร์อิทธิพลของตนต่อเกาหลีเหนือ รวมถึงสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลี

การเยือนครั้งล่าสุดของสี จิ้นผิง ไปยังเกาหลีเหนือเกิดขึ้นเมื่อปี 2019 โดยครั้งนั้นเขาได้พบกับคิม จองอึน และได้รับการต้อนรับด้วยพิธีการทางทหารอย่างเต็มรูปแบบ

ขณะที่คิม จองอึน เพิ่งเดินทางเยือนจีนเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เพื่อเข้าร่วมพิธีสวนสนามทางทหาร เนื่องในวาระครบรอบ 80 ปีการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 และได้พบหารือกับสี จิ้นผิงเช่นกัน

การเยือนครั้งใหม่นี้จึงถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่าง จีน-เกาหลีเหนือ ท่ามกลางการแข่งขันอิทธิพลระหว่างมหาอำนาจอย่าง จีน สหรัฐฯ และรัสเซีย ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก.

ที่มา :channelnewsasia

ทรัมป์ประกาศทุ่ม 700 ล้านดอลลาร์ ฟื้นอุตสาหกรรมถ่านหินสหรัฐฯ เดินหน้าเปิดโรงไฟฟ้า-เหมืองใหม่

ทรัมป์ประกาศทุ่ม 700 ล้านดอลลาร์ ฟื้นอุตสาหกรรมถ่านหินสหรัฐฯ เดินหน้าเปิดโรงไฟฟ้า-เหมืองใหม่

5 มิ.ย. 2569 09:35 น.

ทรัมป์ประกาศทุ่ม 700 ล้านดอลลาร์ ฟื้นอุตสาหกรรมถ่านหินสหรัฐฯ เดินหน้าเปิดโรงไฟฟ้า-เหมืองใหม่

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมถ่านหินสหรัฐฯ มูลค่าเกือบ 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หวังยืดอายุโรงไฟฟ้าถ่านหิน เปิดเหมืองเพิ่ม และกระตุ้นการส่งออก ท่ามกลางความพยายามพลิกฟื้นภาคพลังงานดั้งเดิมที่ซบเซามานานหลายปี

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศแผนใช้งบประมาณเกือบ 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 25,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมถ่านหินของประเทศ โดยครอบคลุมทั้งการช่วยเหลือโรงไฟฟ้าถ่านหิน การขยายเหมือง และการส่งออกถ่านหินไปยังต่างประเทศ

ทรัมป์เปิดเผยที่ห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาวว่า เงินลงทุนก้อนนี้จะช่วยรักษาการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าถ่านหิน 14 แห่ง และเหมืองถ่านหิน 42 แห่งทั่วประเทศ  และเปิดเหมืองแห่งใหม่ รวมไปถึงในรัฐอะแลสกา และเวสต์ เวอร์จิเนีย โดยโครงการนี้จะช่วยสนับสนุนหรือสร้างงานใหม่มากกว่า 14,000 ตำแหน่ง ทั้งในอุตสาหกรรมถ่านหิน ก่อสร้าง ระบบราง และการขนส่งทางทะเล

ภายใต้มาตรการนี้ รัฐบาลจะใช้อำนาจตามกฎหมายการผลิตเพื่อการป้องกันประเทศ (Defense Production Act) ซึ่งเป็นกฎหมายยุคสงครามเย็นที่ให้อำนาจประธานาธิบดีในการสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ 

รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือโรงไฟฟ้าถ่านหิน 13 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่รวมไปถึงในรัฐอะแลสกา และเวสต์ เวอร์จิเนีย ซึ่งจะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่แห่งแรกของสหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี 2556

ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ยังได้สั่งให้โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในรัฐแมริแลนด์และรัฐ เพนซิลเวเนีย เดินหน้าผลิตไฟฟ้าต่อไปหลังพ้นกำหนดปิดกิจการเช่นกัน ท่ามกลางความกังวลเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

ทั้งนี้ การประกาศครั้งนี้ถือเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลทรัมป์ในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมถ่านหิน ซึ่งเผชิญภาวะถดถอยต่อเนื่องจากข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงการแข่งขันจากก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียนที่มีต้นทุนต่ำกว่า.

ที่มา AFP

ระทึก! ล้อหน้าโบอิ้ง 787 ทรุดพังกลางสนามบินแฟรงก์เฟิร์ต เจ้าหน้าที่เจ็บหลายราย

ระทึก! ล้อหน้าโบอิ้ง 787 ทรุดพังกลางสนามบินแฟรงก์เฟิร์ต เจ้าหน้าที่เจ็บหลายราย

5 มิ.ย. 2569 09:04 น.

ระทึก! ล้อหน้าโบอิ้ง 787 ทรุดพังกลางสนามบินแฟรงก์เฟิร์ต เจ้าหน้าที่เจ็บหลายราย

เกิดเหตุระทึกกลางสนามบินแฟรงก์เฟิร์ต เครื่องบินโบอิ้ง 787 ของสายการบินลุฟท์ฮันซา ล้อหน้าพังทรุดขณะจอดเทียบประตูเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินบาดเจ็บหลายคน แต่โชคดีไม่มีผู้โดยสารอยู่บนเครื่อง

เหตุการณ์ระทึกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 เวลาประมาณ 12.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่สนามบินแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี หลังเครื่องบินโดยสารโบอิ้ง 787 ของสายการบินลุฟท์ฮันซา ประสบเหตุชุดล้อหน้าหรือ Nose Gear ขัดข้อง จนทรุดพังลงมา ขณะจอดอยู่ที่หลุมจอดเตรียมออกเดินทางไปยังนครลอสแอนเจลิส สหรัฐฯ

ภาพจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นจังหวะที่เครื่องบินสูญเสียการทรงตัว ก่อนส่วนหัวของเครื่องบินจะกดต่ำลงจนเกือบแตะพื้น เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินต้องเร่งเข้าควบคุมพื้นที่ พร้อมประสานทีมฉุกเฉินเข้าตรวจสอบ

สายการบินลุฟท์ฮันซาระบุว่า ขณะเกิดเหตุยังไม่มีผู้โดยสารขึ้นเครื่อง ทำให้ไม่มีผู้โดยสารได้รับอันตราย แต่เจ้าหน้าที่สนามบินหลายรายได้รับบาดเจ็บ และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา

เครื่องบินลำนี้มีชื่อว่า “แฮร์เนอ” และเพิ่งเข้าประจำการกับสายการบินในเดือนมกราคม 2569 โดยถือเป็นเครื่องบินใหม่ที่เพิ่งได้รับมอบมาไม่นาน

ขณะนี้วิศวกรและหน่วยงานด้านการบินกำลังตรวจสอบสภาพเครื่องบิน เพื่อหาสาเหตุว่าทำไมระบบล้อหน้าจึงเกิดความผิดปกติจนทำให้เครื่องบินทรุดตัวลง.

ที่มา : AP