ประธาน กกต.ลุยสุพรรณบุรี สังเกตุการณ์เตรียมพร้อมใช้สิทธิ์เลือกตั้งสมาชิกสภาและนายก อบต.

ประธาน กกต.ลุยสุพรรณบุรี สังเกตุการณ์เตรียมพร้อมใช้สิทธิ์เลือกตั้งสมาชิกสภาและนายก อบต.

ประธาน กกต.ลุยสุพรรณบุรี สังเกตุการณ์เตรียมพร้อมใช้สิทธิ์เลือกตั้งสมาชิกสภาและนายก อบต.

วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.16 น.

ประธาน กกต.สังเกตุการณ์เตรียมพร้อมใช้สิทธิ์เลือกตั้งสมาชิกสภาและนายก อบต. พร้อมเชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิให้มากๆ  เพื่อให้ได้ผู้บริหารมาพัฒนาท้องถิ่นและพัฒนาประเทศได้ดี 

เมื่อวันที่ 11 ม.ค.2569 ที่ จ.สุพรรณบุรี นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง  พร้อมด้วย น.ส.นฐินันต์ ศรีลาศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญประจำประธานกรรมการการเลือกตั้ง, พ.ต.ท. ระพีพงษ์ จิรพัฒนาลักษณ์ พนักงานตามสัญญาจ้าง และนายสมเกียรติ คงดี เลขานุการประจำประธานกรรมการการเลือกตั้ง และคณะ เดินทางไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลและนายกองค์การบริหารส่วนตำบล  ซึ่งจัดให้มีการเลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศ

ประธาน กกต. ได้ตรวจเยี่ยมหน่วยเลือกตั้งในพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลสนามชัย อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณ บุรี ที่หน่วยเลือกตั้งวัดลาวทอง และหน่วยเลือกตั้งวัดสนามชัย  รวมถึงหน่วยเลือกตั้งวัดธรรมมงคล องค์การบริหารส่วนตำบลไผ่ขวาง  โดยมี นายณัฐพงษ์ สงวนจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี  นายคมกริช ทิพย์สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสุพรรณบุรี พลต.ต. วัชรินทร์ ประสบดี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุพรรณบุรี นายสิทธิพร คงหอม นายอำเภอเมืองสุพรรณบุรีให้การต้อนรับ

โดยได้สังเกตการณ์การเปิดหน่วยเลือกตั้ง การเตรียมความพร้อมของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง  และขั้นตอนการอำนวยความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง รวมถึงกำชับเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติงานด้วยความรอบคอบเป็นไปด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย

นายณรงค์ กล่าวว่า สำนักงานได้มีการเตรียมความพร้อมการจัดการเลือกตั้ง อบต.มาโดยตลอด การซักซ้อมทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค อบรมเจ้าหน้าที่และกรรมการประจำหน่วยเพื่อให้เกิดความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งนี้ กรรมการการเลือกตั้งและเลขาธิการกกต.ก็ได้มีการแบ่งงานในการลงพื้นที่ตรวจความเรียบร้อย และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน พร้อมกันนี้ขอเชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิให้มากๆ เนื่องจากการเลือกตั้งท้องถิ่นเป็น การเลือกตั้งที่มีความสำคัญ ประชาชนมีความใกล้ชิดกับผู้บริหารท้องถิ่นมากที่สุด เพื่อให้ได้ผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่นที่ดี ให้เข้ามาพัฒนาท้องถิ่นและพัฒนาประเทศได้ดี 
 
ส่วนจัดการเลือกตั้ง สส.เป็นการทั่วไปจะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นั้น นายณรงค์กล่าวว่า เป็นการจัดการเลือกตั้งที่ต่อเนื่องกับการเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งห่างกันเพียง 1 เดือน  โดยการเลือกตั้ง สส.กับการทำประชามติไม่เหมือนกันแต่มีความสำคัญไม่แพ้กัน จึงขอเชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ เพราะเป็นตัวชี้วัดให้เห็นสิทธิของประชา ชน  สิทธิของตัวเอง ซึ่งประชาชนรับทราบดีว่าการออกมาใช้สิทธิเป็นประโยชน์กับประเทศชาติอย่างไร

‘ลิซ่า‘ ปลื้มคนตรังเข้าใจความมุ่งมั่นพรรคประชาชน หวังจะเซอร์ไพรส์กูรูการเมือง

'ลิซ่า‘ ปลื้มคนตรังเข้าใจความมุ่งมั่นพรรคประชาชน หวังจะเซอร์ไพรส์กูรูการเมือง

‘ลิซ่า‘ ปลื้มคนตรังเข้าใจความมุ่งมั่นพรรคประชาชน หวังจะเซอร์ไพรส์กูรูการเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.08 น.

‘ลิซ่า‘ ปลื้มคนตรังเข้าใจความมุ่งมั่นพรรคประชาชน หวังจะเซอร์ไพรส์กูรูการเมือง คนใต้กาเพื่อลูกหลานและอนาคตที่ดีกว่า

วันที่ 11 มกราคม 2569 นางสาวภคมน หนุนอนันต์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดเผยว่า ตนได้เข้าพื้นที่หาเสียงช่วย ปองคุณ อารยะทรงศักดิ์ ผู้สมัคร สส.ตรัง เขต 4 พรรคประชาชน เบอร์ 5 ซึ่งหลังลงจากเวทีปราศรัยที่ อ.กันตัง จ.ตรัง มีประชาชนคนหนึ่งเดินมาพูดคุยด้วยและชื่นชมว่าพรรคประชาชนเป็นพรรคที่กล้าชน บอกนโยบายของตัวเอง ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล จึงชนะเลือกตั้งอันดับ 1 เพราะประชาชนตื่นตัวมาก่อนแล้ว แต่วันนั้นยังทำอะไรไม่ได้เพราะคนไทยยังอยู่ในโครงสร้างแบบเดิม

นางสาวภคมน ได้ขอบคุณประชาชนที่มองเห็นคุณค่าว่าพรรคประชาชนจะเดินไปข้างหน้า พร้อมกล่าวว่าพรรคจะรักษาจุดยืนนี้ไว้ให้มั่นคง 

‘ลิซ่าเชื่อว่าโหวตเตอร์คนรุ่นใหม่จะมองเห็นคุณค่าอย่างที่คุณลุงบอกว่าสังคมประชาชนเดินไปข้างหน้าแล้ว การกำเนิดของพรรคอนาคตใหม่ต้องการรองรับคนกลุ่มนี้ และเราก็เป็นพาหนะที่จะนำพาผู้คนไปสู่จุดหมายนั้น’

นางสาวภคมน กล่าวว่า ความหวังว่าประเทศนี้จะเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ภารกิจของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นภารกิจของทุกคนที่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลง และมั่นใจมากว่าผลการเลือกตั้งที่ภาคใต้ครั้งนี้จะเซอร์ไพรส์กูรูการเมือง ยิ่งหาเสียงยิ่งชัดเจน คนใต้ต้องการอนาคตที่ดีกว่า กาเพื่อลูกหลาน

หอบหลาน7คนหา’ทักษิณ’! ‘โอ๊ค-เอม-อิ๊งค์’รวมตัวเยี่ยม เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ

หอบหลาน7คนหา'ทักษิณ'! 'โอ๊ค-เอม-อิ๊งค์'รวมตัวเยี่ยม เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ

หอบหลาน7คนหา’ทักษิณ’! ‘โอ๊ค-เอม-อิ๊งค์’รวมตัวเยี่ยม เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.52 น.

หลาน7คน’ทักษิณ’ ทั้งลูก’โอ๊ค-เอม-อิ๊งค์’ รวมตัวเยี่ยมญาติใกล้ชิด รอสวมกอด-ทานอาหารกับ’ปู่-ตาทักษิณ’เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ในวันกิจกรรม’ครอบครัวสัมพันธ์สุขสันต์วันเด็ก 69′

เมื่อวันที่ 11 ม.8.2569 ที่บริเวณด้านหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศจากเรือนจำกลางคลองเปรม มีการจัดกิจกรรม “ครอบครัวสัมพันธ์สุขสันต์วันเด็ก 69” โดยเปิดให้เด็กๆ ได้เข้าเยี่ยมคุณพ่อ คุณตา คุณปู่ แบบใกล้ชิด กอดกันได้ ในวันที่ 11-12 ม.ค.69 และจัดกิจกรรม “ครอบครัวสัมพันธ์ (รักษ์วินัย)” สำหรับผู้ต้องขังที่กระทำผิดวินัย และได้รับการฝึกอบรมในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ต้องขังกระทำผิดในเรือนจำ รุ่นที่ 1 จำนวน 60 คน เท่านั้น แบบใกล้ชิด กอดกันได้ในวันที่ 12 ม.ค.69

นอกจากนี้ มีความเคลื่อนไหวในส่วนของครอบครัวชินวัตร ที่ได้ร่วมลงละเบียนเยี่ยมญาติใกล้ชิดในจัดกิจกรรม “ครอบครัวสัมพันธ์สุขสันต์วันเด็ก 69” โดยพบว่าวันนี้ครอบครัวชินวัตร ได้พาบุตรหลานรวมทั้งสิ้น 7 คน ซึ่งเป็นบุตรสาวและบุตรชายของทั้ง นายพานทองแท้ ชินวัตร หรือโอ๊ค จำนวน 2 คน น.ส.พินทองทา คุณากรวงศ์ ชินวัตร หรือเอม จำนวน 3 คน และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรืออิ๊งค์ จำนวน 2 คน โดยไม่พบในส่วนของนายศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือไปป์ บุตรชายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่อย่างใด เนื่องด้วยต้องเดินทางกลับต่างประเทศเพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก 

บรรยากาศบริเวณด้านหน้าเรือนจำกลางคลองเปรมของครอบครัวชินวัตร นำโดย ครอบครัว น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรืออิ๊งค์ อดีตนายกรัฐมนตรี เดินจูงมือ ด.ญ.ธิธาร สุขสวัสดิ์ หรือน้องธิธาร (ลูกสาวคนโต) และ ด.ช.พฤจ์ธาษิณ สุขสวัสดิ์ หรือน้องธาษิณ  พร้อมด้วย น.ส.พินทองทา คุณากรวงศ์ ชินวัตร หรือเอม บุตรสาวคนกลางของนายทักษิณ มาพร้อมบุตรสาวฝาแฝด ด.ญ.พิณธารา คุณากรวงศ์ หรือน้องเอมิ และ ด.ญ.พิณนารา คุณากรวงศ์ หรือน้องนานิ และบุตรชายคนเล็ก ด.ช.ชินวาคิน คุณากรวงศ์ หรือน้องวาคิน รวมทั้งนายพานทองแท้ ชินวัตร หรือโอ๊ค บุตรชายคนโตของนายทักษิณ ชินวัตร ได้มาพร้อมบุตรสาวบุตรชายฝาแฝด คือ น้องโทนี่ กับน้องทีน่า มาด้วย ซึ่งทั้งหมดแต่งกายด้วยชุดลำลองสวมเสื้อกันหนาวแขนยาวโดยสมาชิกครอบครัวชินวัตร เดินมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ก่อนจะเดินเข้าไปด้านในพื้นที่เรือนจำฯ พร้อมกับนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ  อย่างไรก็ตาม ในการเยี่ยมญาติใกล้ชิดครั้งนี้ จะมีเพียงบุตรสาวบุตรชายและหลานๆของนายทักษิณ เท่านั้น ตามที่ได้มีการลงชื่อไว้ทั้งสิ้น 10 คน

ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงบางส่วนมาร่วมยืนรอให้กำลังใจครอบครัวชินวัตรดังเดิม พร้อมกับเตรียมทำกิจกรรมจัดเวทีปราศรัยบริเวณด้านหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม ในเวลา 11.00 น. ต่อไป ซึ่งจะมีแกนนำสลับหมุนเวียนขึ้นมาปราศรัยจนถึงเวลา 15.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับกิจกรรม ครอบครัวสัมพันธ์สุขสันต์วันเด็ก 69 เรือนจำกลางคลองเปรม ได้เปิดโอกาสให้บุตรหลานเยาวชนของชาติ โดยเชื่อว่าผู้กระทำความผิดสามารถกลับตัวเป็นคนดีได้หากได้รับโอกาสจากครอบครัวสังคม และได้รับการพัฒนาตามแนวทางที่ถูกต้อง โดยยึดหลักการพัฒนาร่างกายพัฒนาจิตใจ จึงได้มีการเปิดให้ผู้ต้องขังได้เยี่ยมญาติอย่างใกล้ชิดในลักษณะถึงตัวภายในเรือนจำฯ โดยไม่มีสิ่งกีดขวางในการสนทนา มีการรับประทานอาหารร่วมกัน เปิดจำหน่ายสินค้าให้ญาติ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างสายสัมพันธ์อันดีในครอบครัว และเป็นเครื่องมือจูงใจให้ผู้ต้องขังประพฤติตนเป็นคนดี ซึ่งโครงการครอบครัวสัมพันธ์สุขสันต์วันเด็ก 69 กำหนดเวลาเยี่ยมใกล้ชิดวันละสองรอบ รอบละ 2 ชั่วโมง แบ่งเป็นรอบเช้า เวลา 09.00 น.-11:00 น. และรอบบ่ายเวลา 13.00 – 15.00 น.

โดยกำหนดจำนวนผู้ต้องขังที่จะได้รับการเยี่ยมใกล้ชิดรอบละประมาณ 250 คน ซึ่งคุณสมบัติของญาติผู้ต้องขังที่จะเข้าร่วมกิจกรรมครอบครัวสัมพันธ์สุขสันต์วันเด็ก 69 นั้น ต้องเป็นเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี คือเกิดในปี พ.ศ. 2553 ถึง 2568 เกี่ยวข้องกับผู้ต้องขังเป็นบุตรหรือเป็นหลานตามสายเลือด ญาติต้องมีเอกสารทางราชการเพื่อใช้หลักฐานเชื่อมโยงความสัมพันธ์ให้กับเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ หากเป็นบุตรบุญธรรมต้องมีเอกสารแสดงว่าได้จดทะเบียนเป็นบุตรบุญธรรมที่ถูกต้องตามกฏหมายเท่านั้น และหากเป็นเด็กเล็กหรือเด็กไม่สามารถเข้าเยี่ยมเองได้โดยลำพังอนุโลมให้มีผู้ปกครองหรือผู้ติดตามเข้าไปได้และต้องเป็นบุคคลที่ผู้ต้องขังได้ระบุชื่อให้เข้าเยี่ยมได้ 10 คน หรือหากไม่มีชื่อที่ผู้ต้องขังระบุไว้จะต้องเกี่ยวข้องกับผู้ต้องขังดังนี้ คือ เป็นบิดา มารดา เป็นคู่สมรสที่ถูกต้องตามกฏหมาย เป็นบุตร ปู่ย่า ตายาย ลุงป้า น้าอา พี่น้อง บิดามารดาของคู่สมรสของผู้ต้องขัง พี่เขย พี่สะใภ้ น้องเขย น้องสะใภ้ หลาน และต้องมีเอกสารแสดงความเป็นญาติที่แท้จริง เช่น สำเนาทะเบียนบ้าน ทะเบียนสมรส สูติบัตรบุตร ใบสำคัญการเปลี่ยนชื่อหรือสกุลเป็นต้น และจำนวนญาติที่เข้าเยี่ยมในแต่ละครั้งอนุญาตให้เข้าเยี่ยมได้ไม่เกิน 10 คนต่อผู้ต้องขัง 1 ราย แต่หากเด็กเล็กไม่สามารถดูแลตัวเองได้อนุญาตให้มีผู้ติดตามได้หนึ่งคนหรือตามความเหมาะสม

‘มนพร’งานเข้า!! ‘เรืองไกร’ร้องป.ป.ช.สอบการยื่นบัญชีทรัพย์สิน4ครั้ง ส่อมีบางรายการล่องหน

'มนพร'งานเข้า!! 'เรืองไกร'ร้องป.ป.ช.สอบการยื่นบัญชีทรัพย์สิน4ครั้ง ส่อมีบางรายการล่องหน

‘มนพร’งานเข้า!! ‘เรืองไกร’ร้องป.ป.ช.สอบการยื่นบัญชีทรัพย์สิน4ครั้ง ส่อมีบางรายการล่องหน

วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.28 น.

‘มนพร เจริญศรี’ งานเข้า!! ‘เรืองไกร’ร้องป.ป.ช.สอบการยื่นบัญชีทรัพย์สิน4ครั้ง ระบุส่อมีรายการทรัพย์สินล่องหนหายไป

เมื่อวันที่ 11 ม.ค.2569 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ได้ส่งไปรษณีย์ยื่นหนังสือต่อประธานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ตรวจสอบนางมนพร เจริญศรี ผู้สมัคร สส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. รวม 4 ครั้ง เป็นไปตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 114หรือไม่ ดังต่อไปนี้

1. นางมนพร เจริญศรี ยื่นบัญชีทรัพย์สิน กรณีพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ว่ามีบัญชีทรัพย์สินรวม 3,001,599.21 บาท โดยเป็นรายการเงินฝากรวมจำนวน 1,212,394.25 บาท รายการสิทธิและสัมปทานรวมจำนวน 1,789,204.96 บาท ซึ่งรายการสิทธิและส

รายละเอียด 2 ลำดับ คือ

– ลำดับที่ 1 มูลค่าเงินสดประกัน T133283817 ได้มา 5 เมษายน 2550
สิ้นสุด 5 เมษายน 2570 มูลค่า 1,718,038.56 บาท

– ลำดับที่ 2 มูลค่าเงินสดประกัน B105205386 ได้มา 8 ธันวาคม 2549
สิ้นสุด 8 ธันวาคม 2588 มูลค่า 71,166.40 บาท

2. นางมนพร เจริญศรี ยื่นบัญชีทรัพย์สิน กรณีเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2566 ว่ามีบัญชีทรัพย์สินรวม 6,819.94 บาท โดยเป็นรายการเงินฝากอย่างเดียว

3. นางมนพร เจริญศรี ยื่นบัญชีทรัพย์สิน กรณีพ้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566 ว่ามีบัญชีทรัพย์สินรวม 72,315.40 บาท โดยเป็นรายการเงินฝากอย่างเดียว

4. นางมนพร เจริญศรี ยื่นบัญชีทรัพย์ สิน กรณีเป็นสมาชิกสกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2562 ว่ามีบัญชีทรัพย์สินรวม 2,510,837.86 บาท เป็นรายการเงินฝากรวมจำนวน 10,837.86 บาท รายการที่ดินรวมจำนวน 1,600,0000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างรวมจำนวน 900,000.00 บาท

5. จากการยื่นบัญชีทรัพย์สินทั้ง 4 ครั้ง ของนางมนพร เจริญศรี จึงมีข้อสังเกต อันควรสงสัย คือ

5.1 รายการที่ดินรวมจำนวน 1,600,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างรวม
จำนวน 900,000.00 บาท เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2562 หายไปไหน

5.2 รายการสิทธิและสัมปทาน 2 ลำดับ ทำไม ไม่เคยมีการยื่นมาก่อนวันที่ 24
กันยายน 2568 ทั้งที่ได้มาเมื่อปี 2549 และปี 2550 คือ

– ลำดับที่ 1 มูลค่าเงินสดประกัน T133283817 ได้มา 5 เมษายน 2550
สิ้นสุด 5 เมษายน 2570 มูลค่า 1,718,038.56 บาท

– ลำดับที่ 2 มูลค่าเงินสดประกัน B105205386 ได้มา 8 ธันวาคม 2549
สิ้นสุด 8 ธันวาคม 2588 มูลค่า 71,166.40 บาท

6. เมื่อนำรายการทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. ทั้ง 4 ครั้ง มาเปรียบเทียบกัน จะพบรายการทรัพย์สินที่เพิ่ม(ลด) มีเหตุที่ควรสงสัย จึงมีเหตุอันควรขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบว่า ทำไมรายการสิทธิและสัมปทาน 2 ลำดับไม่เคยปรากฏในการยื่นบัญชีเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2562 , เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566 และเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2566 ทั้งที่ระบุวันได้มาคือวันที่ 8 ธันวาคม 2549 และวันที่ 5 เมษายน 2550 ซึ่งเป็นวันที่ก่อนการยื่นบัญชีทั้งสามครั้ง และรายการที่ดินรวมจำนวน 1,600,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างรวมจำนวน 900,000.00 บาท ที่ยื่นไว้เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2562 หายไปไหน

จึงเรียนมาเพื่อขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบนางมนพร เจริญศรี ว่าได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. โดยเป็นไปตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 114 หรือไม่

‘หมอตุลย์’ค้านหากตร.ขอพระราชทานยศ’พล.ต.อ.’ให้’พล.ต.ท.โสภณรัชต์’ เหตุยังพัวพันปมชั้น14

'หมอตุลย์'ค้านหากตร.ขอพระราชทานยศ'พล.ต.อ.'ให้'พล.ต.ท.โสภณรัชต์' เหตุยังพัวพันปมชั้น14

‘หมอตุลย์’ค้านหากตร.ขอพระราชทานยศ’พล.ต.อ.’ให้’พล.ต.ท.โสภณรัชต์’ เหตุยังพัวพันปมชั้น14

วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.18 น.

‘หมอตุลย์’ค้านหากตร.ขอพระราชทานยศ’พล.ต.อ.’ให้’พล.ต.ท.โสภณรัชต์’ เหตุยังพัวพันปมชั้น14

จากกรณี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ได้มีการประกาศลำดับอาวุโสของผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วย ผบ.ตร. 2 คน โดยอันดับหนึ่ง คือ พล.ต.ท.โสภณรัชต์ สิงหจารุ ซึ่งจะเกษียณอายุราชการเดือนตุลาคมปีนี้ ทั้งนี้ พล.ต.ท.โสภณรัชต์ เป็นอดีตนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ และเป็น 1 ใน 2 คนที่โดนแพทยสภาลงโทษพักใช้ใบอนุญาตประกอบอาชีพเวชกรรม 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2568 – 31 ธ.ค.2568 เนื่องจากให้ข้อมูลหรือเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง กรณีการเข้าพักรักษาตัวของนายทักษิณ ชินวัตร ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

โดยก่อนหน้านี้ แหล่งข่าวออกมาระบุว่า นัยของการประกาศตำแหน่งดังกล่าว หากมีตำแหน่งระดับรองผบ.ตร.(ยศพล.ต.อ.)ว่างลงในเดือนเมษายนก็จะต้องมีการแต่งตั้งเข้าไปแทน แต่ถ้าไม่มีตำแหน่งว่างลงก็อาจมีการเปิดตัวแหน่งที่ปรึกษา(สบ.10) ยศพล.ต.อ.ให้ก็ได้ 

อย่างไรก็ตาม เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก เนื่องจากเรื่องนายตำรวจถูกกล่าวหากรณีชั้น 14 เรื่องยังอยู่ในคณะกรรมการวินัย และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถ้าได้รับการเลื่อนตำแหน่ง หรือระดับชั้นยศ ก็จะไม่เหมาะสม

ซึ่งเรื่องนี้ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ถ้าตร. จะขอพระราชทานยศ พล.ต.อ. ให้ พล.ต.ท.โสภณรัชต์ ตนขอคัดค้าน เนื่องจากไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

‘อนุทิน’ลุยหาเสียงตลาดอ.ต.ก. แม่ค้าตะโกนถาม‘รอคนละครึ่งอยู่นะ’ นายกฯยิ้มพยักหน้ารับ

‘อนุทิน’ลุยหาเสียงตลาดอ.ต.ก. แม่ค้าตะโกนถาม‘รอคนละครึ่งอยู่นะ’ นายกฯยิ้มพยักหน้ารับ

‘อนุทิน’ลุยหาเสียงตลาดอ.ต.ก. แม่ค้าตะโกนถาม‘รอคนละครึ่งอยู่นะ’ นายกฯยิ้มพยักหน้ารับ

วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.58 น.

‘อนุทิน’ ยกคณะ ‘ภูมิใจไทย’ ลุยหาเสียงตลาดอ.ต.ก. แม่ค้าตะโกนถาม ‘รอคนละครึ่งอยู่นะ มาแน่นะ 2พัน’

11 มกราคม 2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นำดรีมทีมพรรคภูมิใจไทย แม่ทัพพื้นที่กทม. และว่าที่ผู้สมัครสส.กทม. ของพรรค ลงพื้นที่หาเสียงบริเวณตลาดอ.ต.ก. เขตจตุจักร กทม. มีประชาชนเข้ามาขอถ่ายรูปเซลฟี่กับนายอนุทิน ขณะเดียวกันในระหว่างที่นายอนุทิน และคณะกำลังเดินหาเสียง มีแม่ค้าขายอาหารทะเลสดในตลาด ตะโกนว่า “รออยู่นะ(โครงการคนละครึ่งพลัส) มาแน่นอนนะ 2พันๆ” ซึ่งนายอนุทิน ได้ยิ้มหัวเราะและพยักหน้าตอบรับ 

‘ชูวิทย์’เผยหมดเปลือก สาเหตุต่อต้าน’พรรคส้ม’

'ชูวิทย์'เผยหมดเปลือก สาเหตุต่อต้าน'พรรคส้ม'

‘ชูวิทย์’เผยหมดเปลือก สาเหตุต่อต้าน’พรรคส้ม’

วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.05 น.

‘ชูวิทย์’เผยหมดเปลือก สาเหตุต่อต้าน’พรรคส้ม’

เมื่อวันที่ 11 ม.ค.2569 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง โพสต์เฟซบุ๊ก หัวข้อ คำชี้แจงจากหัวใจ “ทำไมชูวิทย์ต่อต้านพรรคส้ม” โดยระบุว่า “ผู้คนสงสัยว่า เพราะเหตุใดจากที่ผมเคยสนับสนุนพรรคส้ม กลับมาต่อต้านพรรคส้มอย่างแข็งขันในการเลือกตั้งครั้งนี้

ทำไมชูวิทย์ถึงเปลี่ยนไป? ผมขอชี้แจงจากใจ ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาเอาเอง แต่ผมมีหลักฐานยืนยันคำพูดทุกประการ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมสนับสนุนคนรุ่นใหม่ พรรคการเมืองใหม่

ความเบื่อการเมืองเก่าๆ ที่มีระบบมุ้งรวมตัวกันแล้วต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีโดยใช้ระบบโควต้า มีการซื้อตัว มีรัฐมนตรีซ้ำๆ ใช้กรอบความคิดเดิมๆ ทำงาน และมีการคอรัปชั่นทั้งใต้ดิน บนดิน หรือตามน้ำ เพื่อนำไปเป็น “ทุนการเมือง“ ในครั้งถัดไป

ใช่ครับ “ผมเบื่อ” เพราะผมเคยเป็นนักการเมืองตั้งแต่ 20 กว่าปีก่อน เคยเป็น “รองหัวหน้าพรรคชาติไทย” จนทะเลาะกับท่านบรรหารก็เรื่อง “การเมืองเก่า” นี่แหละ จนท่านบรรหารนำไปฟ้องศาล แต่ศาลยกฟ้องทั้งชั้นต้น และชั้นอุทธรณ์

แล้วทำไมผมจึงต่อต้านพรรคส้ม? ผมต่อต้านพรรคส้มโดยมีธนาธรเป็นตัวบงการหลัก จึงต้องเน้นไปที่ธนาธร ไม่เกี่ยวกับคนอื่นๆ ของพรรคส้ม ธนาธรไปตกลงดีลลับกับอนุทิน ในการสนับสนุนให้พรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย

อนุทินได้เป็นนายกฯ แลกกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญภายใน 4 เดือน แล้วยุบสภา ผมไม่ได้มองว่าอนุทินไม่เหมาะสม แต่มันเป็นเรื่องของหลักการ เพราะผมรู้ทันว่าเป็นการ “พายเรือให้หนูนั่งนายกฯ“ (โพสต์ไว้เมื่อ 30 ส.ค. 68) โดยสาระสำคัญ คือ

หากให้อนุทินเป็นนายกฯ และพรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล จะไม่ได้มาแก้รัฐธรรมนูญให้ แต่จะมาเตรียมการในการเลือกตั้งครั้งต่อไปแทน รวมทั้งการแก้ไขปัญหาเรื่อง ฮั้ว สว. และเขากระโดง

โดยในระหว่างนั้นพรรคส้มยังไม่ได้เลือกตกลงสนับสนุนกับพรรคใด แต่จากประสบการณ์ผมแน่ใจว่า ข้อตกลงใดที่พรรคส้มเสนอให้ทั้งภูมิใจไทย และเพื่อไทย ทั้งสองพรรคจะรับได้หมด แลกกับการได้เป็นรัฐบาลในทำนองนักการเมืองเก่า คือ ”รับๆ ไว้ก่อน แล้วไปหาทางแก้กันทีหลัง” เพราะการได้เป็นรัฐบาลคือการคุมอำนาจรัฐ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ในส่วนพรรคภูมิใจไทยนั้น ผมยังบอกพรรคส้มว่า “จะดูไม่ออกเชียวหรือว่าพรรคน้ำเงินจะไม่มีวันแก้รัฐธรรมนูญเพื่อลดอำนาจ สว.” ใครจะแก้เพื่อลดอำนาจตัวเอง?

ผมยังลงลึกในโพสต์นี้ว่า “หากพรรคส้มตัดสินใจพลาดคะแนนพรรคจะตกต่ำกว่าเดิม จะพังเหมือนพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยพังมาแล้วในอดีต“

โดยผมเสนอในขณะนั้นว่า ”ทางออกคือยุบสภา ล้างไพ่ใหม่ คืนอำนาจให้ประชาชน“

ในโพสต์ยังทิ้งท้ายว่า ”อย่ามั่นใจเกินไป ว่าการพายเรือให้บรรดานักการเมืองเขี้ยวลากดินทั้งหลายนั่ง จะอยู่รอดปลอดภัย ไม่แว้งมากัดคนพายเมื่อถึงฝั่ง มันไม่มีสัจจะในหมู่นักการเมือง”

วันที่ 1 ก.ย. 68 ผมโพสต์ “พรรคประชาชนเสียงแตก” เพราะมีคนในพรรคส้มไม่เห็นด้วยกับการโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ ตั้ง “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” มันผิดหลักการ

2 ก.ย. 68 โพสต์เน้น “ยุบสภาเป็นไฟต์บังคับ ดีกว่าปล่อยอนุทินเป็นนายก“

โดยขณะนั้นเพื่อไทยยื่นข้อเสนอ ”หากเลือกเพื่อไทยยุบสภาทันที“

พอถึง 4 ก.ย. 68 เท้งหัวหน้าพรรคส้ม ประกาศสนับสนุนอนุทินเป็นนายกฯ และบอกว่าตัวเองไม่ร่วมรัฐบาล ยอมไปเป็นฝ่ายค้าน

ผมได้โพสต์อีกในวันเดียวกันหลังทราบผลว่า ”เป็นการหลอกลวงที่สมบูรณ์แบบ“

พรรคส้มจะโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ โดยขณะนั้นอนุทินได้รวบรวมพรรคอื่นๆ เช่น พรรคกล้าธรรม เข้ามาร่วมด้วย เพื่อรวมเสียงให้ได้มากที่สุด แล้วตั้งรัฐบาลด้วยการสนับสนุนของพรรคส้ม

สุดท้ายการแก้รัฐธรรมนูญไปติดที่ สว. ตามที่ผมบอกไว้ล่วงหน้าทุกประการ และพรรคส้มยังถูกเยาะเย้ยเรียกว่าเป็น ”ฝ่ายค้ำ“ จากปากอนุทิน

ขณะเดียวกันพรรคภูมิใจไทยเติบใหญ่ขึ้นมาเป็น ”คู่แข่งของพรรคส้ม“ ด้วยความสนับสนุนจากพรรคส้มเอง

ส่วนพรรคส้มกลับ ”ความนิยมถดถอย“ จากผลโพลล์ 40% ที่ยังลังเลไม่เลือกใคร

นี่คือสิ่งที่ผมเตือนมาตลอดว่าเป็น ”ก้าวที่ผิดพลาดครั้งใหญ่ของพรรคส้ม”

แต่พรรคส้มไม่ฟังใคร ดื้อรั้น จนมองข้ามผู้สนับสนุนพรรคส้ม

ด้วยการเอาคะแนน 14.4 ล้านเสียง ไปมอบให้อีกฝั่ง (อนุรักษ์นิยม) ที่ว่าเป็นการเมืองเก่า ด้วยความสมยอมของตัวเอง

หลังจากอนุทินยุบสภา พรรคส้มไปจัดปิกนิก ”ขอโทษประชาชน“ แต่ไม่ได้ขอโทษที่เลือกพรรคภูมิใจไทยของอนุทิน

กลับกลายเป็นขอโทษที่แก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สำเร็จแทน

นอกจากดื้อรั้นแล้ว ยังไม่ยอมรับความจริงอีก

แล้วธนาธรยังมาขอโอกาสจากประชาชนให้สนับสนุนต่อ

ผมบอกว่า ”พรรคส้มทำผิดพลาดโดยไม่ฟังคำเตือนจากผู้สนับสนุน ด้วยความอ่อนประสบการณ์จนโดนหลอก แล้วยังมาขอโอกาสอีกครั้ง เดี๋ยวจะทำพังอีก“

แต่ธนาธรย้อนว่า

”ประสบการณ์ของคนรุ่นเก่าไม่ใช่หรือ? ที่ทำให้ประเทศฉิบหายมาถึงทุกวันนี้“

ดูเอาแล้วกัน นี่หรือคือ ”การเมืองใหม่“ ที่ธนาธรขายฝันให้บรรดาผู้สนับสนุน

นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผมไม่สามารถสนับสนุนบุคคลนี้ได้อีกต่อไป

แล้วในวันจัดอีเวนท์ “ปิกนิกขอโทษประชาชน”

ยังเปิดแผลบาดลึกเองอีกว่า “หากพิธาเป็นนายกฯ วันนั้น สถานการณ์ชายแดนจะไม่มาถึงจุดนี้”

และแล้วคลิปของพิธาที่เคยพูดว่า ”ทหารมีไว้ทำไม?“ จึงถูกขุดขึ้นมาประจานเป็นหอกทิ่มแทงพรรคส้มจนถึงทุกวันนี้

ทุกสิ่งทุกอย่างที่พังล้วนเกิดจากปากธนาธร ผู้นำจิตวิญญาณของพรรคส้มทั้งสิ้น

มันเป็น ”ความรั้น” ของคนรวยเสียนิสัยที่ถูกตามใจมาแต่เด็ก

ทำให้โหวตเตอร์ที่เคยเป็นผู้สนับสนุนพรรคส้มต้องมาอยู่ฝั่งตรงข้าม

ภาพตามตลาดที่พ่อค้าแม่ค้า ประชาชนทั่วไปไล่ผู้สมัคร สส. พรรคส้ม ปรากฏตามสื่อไม่เว้นแต่ละวัน

แทนที่จะได้รับการต้อนรับชี้แจงนโยบายของพรรค

กลับต้องมาชี้แจงคลิปด้อยค่าทหารของพิธา ด้วยการเริ่มต้นจากธนาธร

เห็นหรือยังว่าคนอย่างธนาธรเป็นคนประหลาดที่ไม่ได้รู้จักการเมืองดีพอ และที่สำคัญ ไม่รู้จักตัวเองเสียด้วยซ้ำว่าทำอะไรลงไป

คนอย่างนี้หรือจะรู้จักประชาชน ในเมื่อแม้แต่ตัวเองยังไม่รู้จัก”

ปลื้มคนกรุงเชียร์ภูมิใจไทย! ‘ศุภจี-เอกนิติ-สีหศักดิ์’ช่วยผู้สมัครสส.หาเสียง ดีใจกระแสตอบรับดี

ปลื้มคนกรุงเชียร์ภูมิใจไทย! 'ศุภจี-เอกนิติ-สีหศักดิ์'ช่วยผู้สมัครสส.หาเสียง ดีใจกระแสตอบรับดี

ปลื้มคนกรุงเชียร์ภูมิใจไทย! ‘ศุภจี-เอกนิติ-สีหศักดิ์’ช่วยผู้สมัครสส.หาเสียง ดีใจกระแสตอบรับดี

วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.40 น.

“ศุภจี-เอกนิติ-สีหศักดิ์” ดีใจเสียงตอบรับชาวกรุงดี หลังเดินสวนลุมฯ ช่วยผู้สมัครภูมิใจไทยหาเสียง บอกทุกข้อเสนอแนะเป็นประโยชน์ ช่วยให้นโยบายเศรษฐกิจ 10 พลัส ชัดขึ้น 

11 มกราคม 2569 เมื่อเวลา 08.45 น. ที่สวนลุมพินี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ทีมเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์หลังจากเดินช่วยผู้สมัคร สส.กทม.ของพรรคภูมิใจไทย หาเสียง

โดยนายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ถือว่าบรรยากาศดีได้พูดคุยกับผู้ที่มาออกกำลังกายตอนเช้าทั้งผู้สูงวัย และไม่สูงวัย ถือว่าเป็นการมาช่วยสนับสนุนผู้สมัคร

ขณะที่ นางศุภจี กล่าวว่า วันนี้เป็นวันแรกที่ได้เดินช่วยหาเสียง และได้พูดคุยพบปะกับพี่น้องประชาชนที่มาออกกำลังกายที่สวนลุมพินี รู้สึกดีที่ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส ที่สำคัญที่สุดคือเห็นรอยยิ้มของทุกคนที่มาออกกำลังกายมีสุขภาพแข็งแรง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ หากประชาชนมีรอยยิ้มมีความสุขมีสุขภาพที่แข็งแรง ก็จะทำให้ประเทศของเราเดินไปข้างหน้าได้ และทุกคนทุกช่วงวัยก็จะมีความหวัง

ด้าน นายเอกนิติ กล่าวว่า เป็นการลงพื้นที่ช่วยหาเสียงครั้งแรก รู้สึกดีใจที่ได้มาเจอกับคุณลุงคุณป้าอาเจ็กน้องๆหลานๆ ที่มาวิ่งออกกำลังกาย นอกจากได้เจอรอยยิ้มแล้ว สิ่งสำคัญคือได้ฟังความเห็น ซึ่งนโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย คือ เศรษฐกิจ 10 พลัส ทั้งเศรษฐกิจสีเขียวพลัส สูงวัยพลัส ซึ่งรับฟังความเห็นจากหลายท่านบอกว่าชอบคนละครึ่งพลัส และบอกว่าครั้งหน้าให้ลงทะเบียนง่ายๆ ส่วนสูงวัยพลัสกฌได้เคล็ดลับอาเจ็กหลายคนแนะนำให้ยิ้มเยอะๆ ใครด่าใครชมก็ให้ยิ้ม สงสัยต้องเอาไปคิดนโยบายเศรษฐกิจยิ้มเยอะๆ ทำให้นางศุภจี พูดขึ้นมาว่า “สงสัยต้องมีสไมล์พลัส”

“สิ่งสำคัญคือเศรษฐกิจสีเขียว พอได้มาฟังความเห็นของพี่น้องประชาชนทุกช่วงวัยในครั้งนี้ ถือว่าได้ประโยชน์เยอะมาก ช่วยทำให้นโยบายชัดขึ้น และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงกระแสตอบรับจากการลงพื้นที่สวนลุมพินีวันนี้ ว่าหลายคนบอกว่าดีใจ และขอให้ช่วย ขอบคุณที่พวกเราทุกคนได้มาช่วยประเทศ อยากให้ช่วยนานๆ เราก็บอกว่าเราเต็มที่เพราะอยากให้ประเทศไทยดีขึ้น อยากให้เศรษฐกิจของประเทศคึกคักคนมีความสุข ที่สำคัญคือการเห็นรอยยิ้ม และเห็นคนสุขภาพแข็งแรง เราก็ดีใจที่คนตอบรับนโยบายของพรรคภูมิใจไทย พูดแล้วทำพลัส ซึ่งทุกคนไว้เนื้อเชื่อใจ จึงรู้สึกดีใจที่ได้รับการตอบรับค่อนข้างดี

‘พิพัฒน์’ มองสมการการเมือง ชี้ ‘ฟ้า–แดง’ จับมือเป็นสิทธิ์ ไม่ก้าวล่วง เชื่อคนใต้อาจไม่พอใจ

'พิพัฒน์' มองสมการการเมือง ชี้ 'ฟ้า–แดง' จับมือเป็นสิทธิ์ ไม่ก้าวล่วง เชื่อคนใต้อาจไม่พอใจ

‘พิพัฒน์’ มองสมการการเมือง ชี้ ‘ฟ้า–แดง’ จับมือเป็นสิทธิ์ ไม่ก้าวล่วง เชื่อคนใต้อาจไม่พอใจ

วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.12 น.

‘พิพัฒน์’ มองสมการการเมือง ชี้ ‘ฟ้า–แดง’ จับมือเป็นสิทธิ์ ไม่ก้าวล่วง เชื่อคนใต้อาจไม่พอใจเท่าที่ควร ต้องคิดให้รอบด้าน ชี้หลังเลือกตั้ง ‘ภท.’ เป็นหลักในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้

เมื่อวันที่ 11 ม.ค.2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทยดูแลพื้นที่ภาคใต้ กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แสดงจุดยืนการร่วมตั้งรัฐบาลผ่าน 3 เงื่อนไข ไม่ปิดประตูจับมือกับพรรคเพื่อไทยว่าทางการเมืองทุกพรรคย่อมมีสิทธิ์กำหนดทิศทาง และยุทธศาสตร์ของตนเอง โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำพรรค ก็สามารถสะท้อนแนวคิดใหม่ได้ ตนไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ เชื่อว่าการเมืองช่วงใกล้โค้งสุดท้าย แต่ละพรรคต้องหาแนวทางที่จะทำการประสานเพื่อการจับมือตั้งรัฐบาลในอนาคตอันใกล้ นี่เป็นความคิดเห็นส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทย 

เมื่อถามว่าคาดว่ามุมมองคนใต้ต่อสมการการเมืองการจับมือระหว่างสีฟ้าและสีแดง เป็นอย่างไร นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สมการแดงฟ้า ก็เป็นอีกมิติเพราะในอดีตแดงกับฟ้าโอกาสที่จะจับกันแทบจะไม่มี แต่ในรัฐบาลก่อนผู้นำพรรคสีฟ้าได้ร่วมรัฐบาลกับสีแดง ซึ่งก็มีการวิจารณ์มากมาย แต่ถ้าวันนี้จะหวนกลับไปจับมือกันใหม่ ก็ถือว่าเป็นมิติใหม่ ในอนาคตอันใกล้ อะไรก็เกิดขึ้นได้กับการที่จับมือกันในการตั้งรัฐบาล 

“สิ่งที่เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าไม่เอาสีนู้น สีนี้ สีนั้น มันกลายเป็นเพียงวาทกรรมใช่หรือไม่ ฉะนั้นผมก็ขอถามกลับไป แต่ส่วนตัวเชื่อว่าการที่ผู้นำพรรคสีฟ้าในขณะนี้ หากไปจับมือกับพรรคสีแดง ผมก็คิดว่าคนใต้อาจจะไม่พอใจเท่าที่ควรแต่ถึงอย่างไรก็เป็นสิทธิ” นายพิพัฒน์ กล่าว

นายพิพัฒน์ ยังกล่าวถึงความพร้อมของพรรคภูมิใจไทย ในพื้นที่ภาคใต้ 30 วัน ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งว่า ส่วนตัวยังคงมั่นใจว่าจากการลงพื้นที่ในหลายจังหวัด และประเมินจากการตอบรับของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ พรรคภูมิใจไทยยังคงได้รับการตอบรับที่ดีและการตอบรับในครั้งนี้ก็ถือว่ากระแสการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 อย่างมากมาย และมั่นใจว่าพี่น้อง 14 จังหวัดภาคใต้ก็พร้อมที่จะเลือกความภูมิใจไทย เป็นหลักในพื้นที่ภาคใต้

‘หมออนามัยขี้mouth’ไม่ปลื้มแคนดิเดตรมว.สาธาณสุข พรรคส้ม จวกอวยแต่สปสช.

'หมออนามัยขี้mouth'ไม่ปลื้มแคนดิเดตรมว.สาธาณสุข พรรคส้ม จวกอวยแต่สปสช.

‘หมออนามัยขี้mouth’ไม่ปลื้มแคนดิเดตรมว.สาธาณสุข พรรคส้ม จวกอวยแต่สปสช.

วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.30 น.

‘หมออนามัยขี้mouth’ไม่ปลื้มแคนดิเดตรมว.สาธาณสุข พรรคส้ม จวกอวยแต่สปสช.หากได้นั่งรมต.คงเข้าทาง 

เมื่อวันที่ 11 ม.ค.2569 “หมออนามัยขี้mouth” ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า “นพ.บวรศรม ลีระพันธ จากคณะแพย์ศาสตร์รพ.รามาธิบดี ม.มหิดล ถูกวางตัวเป็นแคนดิเดท รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รัฐบาลพรรคประชาชน แอดไม่แปลกใจ เพราะคนนี้ คือแพทย์ขาประจำ ที่ออกมาอวย สปสช.เสมอมา

เขากล่าวว่าสปสช.ถูกมองให้เป็นผู้ร้าย และมักสนับสนุนให้รัฐสนับสนุนงบให้สปสช. มากขึ้น แทนที่จะแก้ปัญหาโครงสร้างสปสช. ที่บิดเบี้ยว และ การบริหารของสปสช. ที่ล้มเหลวมาตลอด เพราะฉะนั้น ถ้าแพทย์คนนี้ได้เป็นรัฐมนตรี สธ. รัฐบาลส้ม จะเข้าทางสปสช. ที่จะถูกติดปีก บริหารได้ตามใจชอบ จนใช้งบเท่าไหร่ก็ไม่พอ แต่โรงพยาบาลก็ยังขาดทุนเหมือนเดิม

สรุป ในฐานะบุคลากรการแพทย์และสาธารณสุข คนนี้ไม่ผ่านครับ”