ในหลวงเปิดครัวพระราชทาน จ.นครราชสีมา บรรเทาความเดือดร้อนจากโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502225

ในหลวงเปิดครัวพระราชทาน จ.นครราชสีมา บรรเทาความเดือดร้อนจากโควิด

ในหลวงเปิดครัวพระราชทาน จ.นครราชสีมา บรรเทาความเดือดร้อนจากโควิด

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 21.00 น.

29 มิถุนายน 2563 นายวิเชียร จันทรโณทัย ผวจ.นครราชสีมา เปิดเผยถึงการตั้งครัวพระราชทานที่ จ.นครราชสีมาเป็นวันที่ 5 ว่า ด้วยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อํานวยการ สภากาชาดไทย ที่ทรงห่วงใย และทรงตระหนักถึงความเดือดร้อนของราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จึงพระราชทานพระราชานุญาตให้สภากาชาดไทย 

โดยสํานักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ จัดตั้ง “ครัวพระราชทาน อุปนายิกาผู้อํานวยการสภากาชาดไทย” ณ สนามหน้าศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นการจัดตั้งครัวพระราชทานแห่งที่ 6 ในระหว่างวันที่ 25 มิถุนายน – 4 กรกฎาคม 2563 รวม 10 วัน เพื่อประกอบอาหารปรุงสุกใหม่สําหรับนําไปมอบให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการแพร่ระบาด ของโรคโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา

สำหรับ “ครัวพระราชทาน อุปนายิกาผู้อํานวยการสภากาชาดไทย” โดยมอบอาหารพระราชทานและชุดธาร น้ำใจฝ่าวิกฤตโควิด-19 ให้แก่ประชาชน เพื่อน้อมสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ นอกจากนี้ ยังได้มอบอาหารพระราชทานให้แก่ประชาชนในพื้นที่ชุมชนรอบศาลากลาง จังหวัดนครราชสีมา , เทศบาลนครนครราชสีมา , อําเภอเมืองนครราชสีมา , อําเภอโนนไทย และอําเภอพระทองคํา รวม 2,000 ชุด ยังความปลาบปลื้มแก่ประชาชน ที่ได้รับอาหารพระราชทานและต่างสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ส่วนอาหารปรุงสุกใหม่จากครัวพระราชทาน อุปนายิกาผู้อํานวยการสภากาชาดไทยมีการแจกจ่ายไปยังประชาชน ในพื้นที่ต่างๆ ของจังหวัดนครราชสีมา วันละ 2,000 ชุด ในระหว่างวันที่ 25 มิถุนายน – 4 กรกฎาคม 2563 

โดยคํานึงถึงการบริหารจัดการครัวที่เน้นความสะอาด ถูกสุขลักษณะ ประกอบอาหารปรุงสดใหม่ สะอาด โดยเน้นให้ผู้ประกอบอาหาร แต่งกายตามมาตรฐาน คือ สวมหมวกคลุมผม สวมผ้ากันเปื้อน สวมหน้ากากอนามัย และสวมถุงมือ รวมถึงการแจกจ่าย อาหารพระราชทานที่มีการจัดระเบียบการรักษาระยะห่างทางสังคม เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

‘อัสสัมชัญ’เตรียมมาตรการป้องกันโควิด รองรับการเปิดภาคเรียนของนักเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502129

'อัสสัมชัญ'เตรียมมาตรการป้องกันโควิด รองรับการเปิดภาคเรียนของนักเรียน

‘อัสสัมชัญ’เตรียมมาตรการป้องกันโควิด รองรับการเปิดภาคเรียนของนักเรียน

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 13.20 น.

‘อัสสัมชัญ’ เตรียมมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน COVID-19 รองรับการเปิดภาคเรียนของนักเรียน – ‘มาสเตอร์ โอภาส ‘เผย วางมาตรการให้สลับกันมาโรงเรียนตามเลขที่คู่ – คี่ – ใช้การเหลื่อมเวลาในการพักรับประทานอาหารกลางวัน พร้อมส่งเสริมการใช้แอพฯ ชำระค่าอาหาร ลดการสัมผัสระหว่างกัน 

วันที่ 29 มิถุนายน 2563 ณ โรงเรียนอัสสัมชัญ เขตบางรัก กรุงเทพฯ โรงเรียนอัสสัมชัญ เตรียมความพร้อมดูแลนักเรียนวันเปิดภาคเรียนที่จะมาถึงในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 โดยวางมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 และขั้นตอนการเข้ามาภายในบริเวณโรงเรียน เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากรของโรงเรียน โดยกำหนดจุดคัดกรองและการเข้า-ออก เพียงจุดเดียว ผ่านเครื่องสแกนใบหน้า (Face Scan) ในการตรวจวัดอุณหภูมิ และการบันทึกการเข้าเรียนและเข้าทำงานของบุคลากร ผ่านไปยังระบบแอพพลิเคชั่นที่ทางโรงเรียนอัสสัมชัญใช้อยู่เดิม สำหรับนักเรียนที่มีอุณหภูมิที่สูงเกิน 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป ต้องเข้าสู่จุดพักสังเกตอาการ โดยมีคุณครูงานสุขอนามัยและพยาบาลวิชาชีพ ตรวจสอบอาการและซักประวัติ เพื่อเข้าสู่การส่งต่อตามมาตรการที่โรงเรียนกำหนด โดยยึดแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข ทุกคนที่เข้ามายังโรงเรียนอัสสัมชัญ ต้องสวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้า และผ่านจุดคัดกรอง โดยผู้ปกครองนักเรียนและบุคคลภายนอกที่จะเข้ามาติดต่อหน่วยงานภายในโรงเรียนให้มาติดต่อได้หลังเวลา 08.00 น.

มาสเตอร์โอภาส ธิราศักดิ์ หัวหน้าฝ่ายปกครอง และประธานกรรมการมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจากภราดา ดร.ศักดา สกนธวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ ให้วางมาตรการในการดูแลนักเรียนและบุคลากรของโรงเรียน ในวันเปิดภาคเรียนที่จะมาถึง โดยมีคณะกรรมการร่วมกันกำหนดมาตรการในการรับมือให้ดีที่สุด เนื่องจากเป็นโรคที่อุบัติใหม่ ซึ่งทางโรงเรียนได้ดำเนินการจัดทำแบบสอบถามออนไลน์สำรวจประวัติการเจ็บป่วยและการเดินทางของนักเรียน และครอบครัว พร้อมดำเนินการตรวจสุขภาพบุคลากรของโรงเรียน ทำความสะอาดฆ่าเชื้อภายในโรงเรียน หารือกับฝ่ายวิชาการในการจัดการเรียนการสอน ให้มีผลกระทบกับการเรียนรู้ของนักเรียนให้น้อยที่สุด ขอให้ทุกคนดูแลตัวเอง ปฏิบัติตามมาตรการของโรงเรียนอย่างเคร่งครัด โดยดูรายละเอียดมาตรการต่าง ๆ ได้ทางเว็บไซต์ของโรงเรียน http://www.assumption.ac.th” 

มาสเตอร์โอภาส กล่าวต่อว่า สำหรับการจัดการเรียนการสอน จะให้นักเรียนมาเรียนห้องละ 25 คน ตามแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการกำหนด โดยจะแบ่งนักเรียนเป็น 2 กลุ่ม เพื่อสลับวันมาเรียนที่โรงเรียน ดังนี้ กลุ่มที่ 1 คือนักเรียนเลขที่คี่ และ กลุ่มที่ 2 คือนักเรียนเลขที่คู่ สำหรับวันที่นักเรียนไม่ได้มาเรียนที่โรงเรียน ต้องเรียนผ่านระบบออนไลน์ ตามตารางเรียนปกติพร้อมกับนักเรียนในห้อง ด้วยระบบ Microsoft Teams, AC Online Classroom พร้อมทั้งจัดเว้นระยะห่าง (Social Distancing) ภายในห้องเรียน และภายในบริเวณโรงเรียน ส่วนการรับประทานอาหาร จะจัดเหลื่อมเวลาในการรับประทานอาหาร นักเรียนต้องนำกระติกน้ำดื่ม ติดตัวมาโรงเรียน ลดการสัมผัสในการซื้ออาหาร โดยใช้แอพพลิเคชั่นในการชำระค่าอาหาร เว้นระยะห่าง (Social Distancing) ในการนั่งรับประทานอาหาร ล้างมืออย่างสม่ำเสมอด้วยสบู่เหลวหรือแอลกอฮอล์เจล ก่อนรับประทานอาหาร พนักงานโภชนาการทุกคนสวมหน้ากากอนามัย Face Shield ถุงมือ ผ้ากันเปื้อน และหมวก ตลอดระยะเวลาการปฏิบัติงาน เป็นต้น

27 มิถุนา วันสถาปนา ‘ธรรมศาสตร์’ 86 ปี เพื่อประชาชน เพื่อประชาธิปไตย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502118

27 มิถุนา วันสถาปนา‘ธรรมศาสตร์’86 ปี เพื่อประชาชน เพื่อประชาธิปไตย

27 มิถุนา วันสถาปนา‘ธรรมศาสตร์’86 ปี เพื่อประชาชน เพื่อประชาธิปไตย

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 12.27 น.

สองปีหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ทุกพื้นที่ในประเทศปกคลุมด้วยบรรยากาศแห่งความกระหายใคร่รู้ พลเมืองตื่นตัวกับ “ประชาธิปไตย” เป็นอย่างมาก แต่ด้วยเป็นของใหม่ จึงยังปรากฏความคลาดเคลื่อนและความสับสนให้เห็นอยู่

เพื่อให้การศึกษาและสร้างความเข้าใจการปกครองระบบใหม่ที่ถูกต้อง ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ มีแนวคิดที่จะสถาปนามหาวิทยาลัยซึ่งเน้นหนักไปที่การเรียนการสอนเรื่อง “ประชาธิปไตย” ขึ้นมา

วันที่ 27 มิถุนายน 2477 “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรก

วันที่ 27 มิถุนายน ของทุกปี จึงถือเป็นวันครบรอบ “วันสถาปนา” มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ด้วย

แน่นอนว่า การเลือกวันสถาปนามหาวิทยาลัยของ “อาจารย์ปรีดี” ย่อมลึกซึ้งในเชิงความหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปณิธานของธรรมศาสตร์ตั้งต้นมาจากประชาชนด้วยแล้ว วันสถาปนามหาวิทยาลัยก็ควรผูกโยงเข้ากับประชาชนอย่างเป็นเนื้อเดียว

27 มิถุนา 2475 คือวันประกาศใช้ “รัฐธรรมนูญฉบับแรก” ของประเทศไทย นับเป็นครั้งแรกที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนอย่างแท้จริง

ในทุกปี งานวันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะถูกจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ แต่เป็นข้อยกเว้นสำหรับปีนี้ที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ไม่เอื้อต่อการจัดงานในลักษณะรวมกลุ่ม

อย่างไรก็ดี แม้ว่า จะไม่มีการจัดงานวันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ครบรอบ 86 ปี ในวันที่ 27 มิถุนายน ที่ผ่านมาอย่างยิ่งใหญ่ 

หากแต่พิธีอันทรงเกียรติอย่างการประกาศยกย่องผู้ประกอบคุณงามความดีให้เป็น “กีรตยาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” และ “ครูดีเด่นของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” เนื่องในวันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยังคงสืบสานต่อไป

สำหรับปี 2562 มีอาจารย์ที่มีคุณธรรม มีความสามารถในการสอน การวิจัย การให้บริการทางวิชาการแก่สังคม มีผลงานเป็นที่ยอมรับระดับประเทศ จำนวน 1 ท่าน คือ ศาสตราจารย์ ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์              คณะนิติศาสตร์ ที่ได้รับยกย่องให้เป็นกีรตยาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาสังคมศาสตร์ 

นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่มีความเสียสละ อุทิศตนให้แก่การสอนอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง มีจริยธรรมและเมตาธรรม เป็นแบบอย่างความเป็นครูที่ดี จำนวน 3 ท่าน ที่ได้รับการยกย่องเป็นครูดีเด่นของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

ประกอบด้วย 1. ศาสตราจารย์ ดร.เกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ ครูดีเด่นของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาสังคมศาสตร์ 2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ โปรดปราน สิริธีรศาสน์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ครูดีเด่นของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 3.รองศาสตราจารย์ ดร.ศรีเมือง พลังฤทธิ์ คณะแพทยศาสตร์ ครูดีเด่นของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ 

ศาสตราจารย์พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นักศึกษาของธรรมศาสตร์ได้รับการปลูกฝังให้คิดถึงประชาชน และทำประโยชน์เพื่อสังคมเสมอ             ในสถานการณ์ที่ทุกคนทั่วโลกได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน ในชั้นแรกผู้คนอาจคิดถึงตัวเองเป็นหลัก แต่ด้วยจิตสำนึกและคุณธรรมที่ได้รับการปลูกฝัง เชื่อว่าชาวธรรมศาสตร์จะคิดถึงการแบ่งปัน การให้ความช่วยเหลือผู้ที่ทุกข์ยาก และทำตามอุดมการณ์ที่หล่อหลอมความเป็นธรรมศาสตร์เสมอมา 

“ความรู้นั้นเป็นสิ่งสำคัญ แต่ผมเชื่อในเรื่องของความอุตสาหะด้วยเช่นกัน หากมีเพียงความรู้แต่ไม่มีความมุมานะก็ไม่เกิดประโยชน์ นอกจากนี้การเรียนยังไม่ใช่เรียนเพื่อจำ แต่เป็นการเรียนเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ บางวิชาที่เรียนทำให้ผู้เรียนรู้จักใช้เหตุใช้ผล มีตรรกะมากขึ้น สามารถจัดลำดับความสำคัญในการคิดได้ รวมถึงการสนองตอบต่อปัญหา และการคิดแก้ปัญหาได้” อาจารย์นรนิติ กล่าว 

ด้าน รองศาสตราจารย์ เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในปี 2563 ซึ่งจะครบรอบ 86 ปีของการสถาปนามหาวิทยาลัยนั้น ธรรมศาสตร์ตั้งเป้าที่จะเป็นผู้นำทางการศึกษา (LEARN) การเป็นผู้นำที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชากรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น (LIVE) และการเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนสังคมให้ไปในทิศทางที่ดี (LEAD)

“กว่า 85 ปีที่ผ่านมา ธรรมศาสตร์ไม่ได้เป็นเพียงสถาบันการศึกษาที่ทำหน้าที่ผลิตบัณฑิต สร้างสรรค์งานวิจัย และเป็นผู้นำด้านวิชาการเท่านั้น หากแต่ยังมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำ ผู้บุกเบิกให้กับสังคมไทย เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับชาติและนานาชาติด้วย” รองศาสตราจารย์เกศินี ระบุ

อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ย้ำด้วยว่า รอยทางของธรรมศาสตร์ในอดีตและบทบาทของธรรมศาสตร์ในปัจจุบัน ย่อมเป็นพลังบวกต่อการก้าวย่างไปสู่ความเป็นผู้นำแห่งอนาคต โดยมหาวิทยาลัยจะก้าวสู่ปีที่ 87 บนรากฐานที่ว่า “มหาวิทยาลัยย่อมอุปมาประดุจบ่อน้ำบำบัดความกระหาย” ของผู้คนและสังคมไทย ตามคำกล่าวของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์

สำหรับ รายชื่อศิษย์เก่าดีเด่น จำนวน 42 ราย และผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับมหาวิทยาลัย 13 ราย ซึ่งได้รับ “โล่เกียรติยศ” เนื่องในวันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ศิษย์เก่าดีเด่น ได้แก่ 1. นายกมล เชียงวงค์ 2. นายเข็มชาติ สมใจวงษ์ 3. นายฉัตรชัย วิริยเวชกุล 4. ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย 5. นายชาย นครชัย 6. นายชาตรี อรรจนานันท์ 7. นายชัยวัฒน์ ทองคําคูณ 8. นางญาใจ พัฒนสุขวสันต์ 9. นายณรงค์ วุ่นซิ้ว 10. นายณรงค์ ศศิธร 11. นายทรงพล สุขจันทร์ 12. ดร.ธีรวัฒน์ ธัญลักษณ์ภาคย์ 13. นายนิกร สุศิริวัฒนนนท์ 14. นายปัญญรักษ์ พูลทรัพย์ 15. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปรีชา ธรรมวินทร 

16. นายปสันน์ เทพรักษ์ 17. นายพิษณุ สุวรรณะชฎ 18. หม่อมหลวงพัชรภากร เทวกุล                       19. นางภัทราวรรณ เวชชศาสตร์ 20. นางสาวภัทรัตน์ หงษ์ทอง 21. นางสาวภัทรลดา สง่าแสง 22. นายมงคล อินทร์ตา 23. นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ 24. นายไมตรี ไตรติลานันท์ 25. นายวิชวุทย์ จินโต 26. นายวิชัย โภชนกิจ 27. นายวิชชุ เวชชาชีวะ 28. นายวิชิต เอื้ออารีวรกุล 29. นางวรรณพร ลีฬหาชีวะ 30. นางวิวรรณ    บุณยประทีปรัตน์

31. นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข 32. นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ 33. นางศศิกร ฉันท์เศรษฐ์ 34. นายสุวรรณ เลิศปัญญาโรจน์ 35. นายสนิท ขาวสอาด 36. นายสุนทร เด่นธรรม 37. รองศาสตราจารย์สุรัสวดี หุ่นพยนต์       38. นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ 39. นายอนุกูล เจิมมงคล 40. นางอรุณรุ่ง โพธิ์ทอง ฮัมฟรีย์ส 41. นายโอภาส ปัทธวัน 42. นางอุดมลักษณ์ โอฬาร

ผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับมหาวิทยาลัย ได้แก่ 1. นางเกศรา มัญชุศรี 2. นางฉวีรัตน์ ศุภธาดา  3. รองศาสตราจารย์ ดร.ชินนะพงษ์ บํารุงทรัพย์ 4. ดร. ณัฐวุฒิ พงศ์สิริ 5. นายประทีป อ่อนสลุง 6. นายปรีชา พันธุ์ติเวช 7. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิบูลพงศ์ พูนประสิทธิ์ 8. เภสัชกรหญิงโศรดา หวังเมธีกุล 9. นายสมพงษ์ ไกรอุดม 10. นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต 11. Professor Dr. Hironobu Shiwachi 12. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) 13. สมาคมพัฒนาศักยภาพและอัจฉริยภาพมนุษย์

เสมา1เผยบอร์ด สกสค.มีมติ แต่งตั้ง’อดุล’นั่ง ผอ.องค์การค้าแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502102

เสมา1เผยบอร์ด สกสค.มีมติ  แต่งตั้ง'อดุล'นั่ง ผอ.องค์การค้าแล้ว

เสมา1เผยบอร์ด สกสค.มีมติ แต่งตั้ง’อดุล’นั่ง ผอ.องค์การค้าแล้ว

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 10.54 น.

วันที่ 29 มิถุนายน​ 2563​ นายณัฏฐพล ที​ป​สุวรรณ​ รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​ศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) กล่าถึงผลการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรางการศึกษา(สกสค.) ที่มีตนเป็นประธานเมื่อเร็วๆนี้ ว่า ที่ประชมได้พิจารณา เรื่องการสรรหาเลขาธิการคุรุสภา และเลขาธิการ สกสค.รวมถึง ผอ.องค์การค้าของ สกสค.ที่การสรรหายังค้างคาอยู่ ซึ่งที่ผ่านมาตนพยายามผลักดันให้มีผู้ที่รับผิดชอบทั้ง 3 ตำแหน่งนี้แล้ว แต่ยังมีข้อติดขัดจึงให้สอบถามกฤษฏีกา และตนได้ให้สำนักนิติการ สำนักงานปลัด ศธ. ตรวจสอบข้อกฏหมาย เพื่อให้การดำเนินการถูกต้อง โดยที่ประชุมคณะกรรมการ สกสค.ได้มีมติเดินหน้าเพื่อให้ 3 หน่วยงานที่จำเป็นสรรหาผู้มารับผิดชอบองค์กร  เหตุผลก็เพื่อให้ขับเคลื่อนองค์กรต่อไป โดยวันนี้ที่ประชุมได้มีมติสรรหาตำแหน่งผอ.องค์การค้าที่เคยสรรหาไว้เดิมอยู่แล้ว  คือ นายอดุลย์ บุตรสา ดังนั้น หลังจากนี้ตนก็จะออกเป็นประกาศ ศธ.เพื่อว่าจ้างเป็นผู้อำนวยการองค์การค้าต่อไป

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า ส่วนการสรรหาผู้มาดำรงค์ตำแหน่งเลขาธิการคุรุสภา และเลขาธิการ สกสค.นั้น ตนได้มอบให้อัยการซึ่งเป็นคณะทำงานและฝ่ายกฏหมายดำเนินการตามขบวนการสรรหาที่เหมาะสม ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนในเรื่องของรายละเอียด แต่เท่าที่ตนปรึกษาฝ่ายกฏหมายแล้วการสรรหานี้สามารถดำเนินการต่อไปได้

ด้านนายสมบูรณ์ ม่วงกล่ำ คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ตามที่ประชุมคณะกรรมการสรรหาได้ลงมติว่ากรณีการสรรหาผู้มาดำรงค์ตำแหน่งเลขาธิการ สกสค. ซึ่งยังมีคดีค้างอยู่ในศาลอุทธรของศาลปกครองกลาง ซึ่งอุทธรต่อศาลปกครองสูงสุดนั้น ไม่เป็นปัญหาต่อขบวนการที่จะสรรหาเลขาธิการ สกสค.ต่อไป  ซึ่ง รมว.ศึกษาธิการ ได้ส่งเรื่องนี้ให้ทางสำนักนิติการของสำนักงานปลัด(สน.สป.)กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ให้ความเห็นแล้ว ว่าสามารถดำเนินการสรรหาได้ และรมว.ศึกษาธิการ ก็ได้พิจารณาแล้วและเห็นพร้อมกับ สน.สป. จึงเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ สกสค.และ ที่ประชุมคณะกรรมการ สกสค.ก็เห็นพร้องด้วยว่าให้มีการสรรหาต่อไป 

“ตามที่ประชุมคณะกรรมการ สกสค. ได้ให้มีการคัดเลือกผู้ที่จะมาดำรงค์ตำแหน่ง เลขาธิการ สกสค. และที่ประชุมได้มีการเสนอชื่อผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับการสรรหา 2 คน คือ 1.นายณรงค์ แผ้วพลสง  2.นายอรรถพล ตรึกตรอง ซึ่งเดิมคณะกรรมการฯ ได้ลงมติเลือกนายณรงค์ แผ้วพลสง เป็นเลขาธิการ สกสค. และรมว.ศึกษาธิการ ขณะนั้นก็ลงนามแต่งตั้งนายณรงค์ แผ้วพลสง เป็นเลขาธิการ สกสค. แล้ว  แต่ขั้นตอนการเป็นเลขาธิการ สกสค.จะต้องเรียกมาทำสัญญาจ้าง จึงยังขาดทำสัญญาจ้าง ดังนั้น นายณรงค์ แผ้วพลสง  จึงยังไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค. แต่ระหว่างนั้น นายอรรถพล ตรึกตรอง ได้มีการฟ้องต่อศาลปกครอง โดยเหตุผลว่านายณรงค์ ส่งเอกสารไม่ครบถ้วน ศาลปกครองก็พิจารณาว่าใช่  ที่นายณรงค์ ส่งเอกสารไม่ครบถ้วนไม่ถูกต้อง แต่ศาลปกครองได้พิพากษาต่อไปว่า ที่นายอรรถพล ซึ่งขณะนั้นดำรงค์ตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค. ได้มอบรองเลขาธิการ สกสค.ในขณะนั้น มาประชุมแทนเพื่อเลือกตั้งเลขาธิการ สกสค.โดยนายอรรถพลลงสมัคร เล็งได้ว่าอย่างไรรองเลขาธิการ สกสค. ก็ต้องเลือกนายอรรถพล ดังนั้น ศาลปกครองจึงยก 2 เรื่อง คือ 1 นายณรงค์ ยื่นเอกสารไม่ครบ 2.องค์ประชุมไม่ชอบ เพราะมีสภาพร้ายแรง จึงให้เพิกถอนขบวนการสรรหา 

หลังจากนั้น นายอรรถพล ก็ยื่นอุทธรต่อศาลปกครองสูงสุด ยืนยันว่าคณะกรรมการครบถ้วนแล้ว ไม่เป็นสภาพร้ายแรง ในขณะเดียวกันทางคณะกรรมการ สกสค.ก็ยื่นอุทธรไปด้วยว่าเอกสารครบ นายณรงค์ ควรได้เป็นเลขาธิการ สกสค. 

ดังนั้น รมว.ศึกษาธิการ เห็นว่าเรื่องนี้คาราคาซังมานานแล้ว และศาลปกครองจะพิจารณาเสร็จต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใดไม่รู้ จึงได้หารือไปยังสำนักงานกฤษฎีกา ว่า ศธ.สามารถดำเนินการอย่างไรต่อไปได้บ้างในเรื่องนี้  ซึ่งทางสำนักงานกฤษฎีกา บอกว่าคดีอยู่ในชั้นศาลไม่ตอบไม่ขอหารือ ดังนั้น รมว.ศึกษาธิการ จึงได้ส่งเรื่องให้ สำนักนิติการ สำนักงานปลัด ศธ.ก็วิเคราะห์ แต่บังเอิญเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2563 ที่ผ่านมา นายณรงค์ แผ้วพลสง ได้ยื่นหนังสือต่อ รมว.ศึกษาธิการ ว่าตามที่คณะกรรมการฯได้มีมติเลือกให้นายณรงค์เป็นเลขาธิการ สกสค.ไว้แล้วนั้น นายณรงค์ได้ขอสระสิทธิ์ และไม่ติดใจที่จะเป็นเลขาธิการ สกสค.แล้ว ทางสำนักนิติการ สป.ศธ.จึงเสนอความเห็นมาว่า ในส่วนของคณะกรรมการสรรหาได้จบลงแล้ว เพราะมีมติเลือกนายณรงค์แล้ว แต่นายณรงค์บอกสระสิทธิ์ และในมติคณะกรรมการฯก็ไม่ได้สำรองไว้ว่า หากนายณรงค์สระสิทธิ์ จะให้นายอรรพลขึ้นเป็นเลขาธิการ สกสค.แทน เพราะฉะนั้น ขบวนการสรรหาตรงนั้นจึงจบลงโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น ถึงแม้คดียังอยู่ในขั้นอุทธร และถึงแม้หากนายอรรถพลอุทธรชนะคดี กรรมการ สกสค.ก็ไม่ต้องพิจารณาใหม่ และไม่ได้ทำให้นายอรรถพล เป็นเลขาธิการม สกสค.ได้  เพราะถือว่าขบวนการสรรหาจบโดยอัตโนมัติแล้ว

นายสมบูรณ์ กล่าวว่า รมว.ศึกษาธิการ ได้เห็นพร้องแล้วว่า เมื่อขบวนการสรรหาเลขาธิการ สกสค.สิ้นสุดลงแล้ว ก็จะต้องมีการสรรหาใหม่ ดังนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการฯจึงมีมติมอบให้ปลัดศธ. ไปถอนอุทธรออกจากศาลปกครองสูงสุดด้วย

นายสมบูรณ์ กล่าวต่อว่า สำหรับในส่วนของการสรรหารเลขาธิการคุรุสภา นั้น  ที่ผ่านมามีการเสนอชื่อไว้ 2 คน แต่ในการประชุมกรรมการ สกสค.ครั้งนั้น มีการโต้แย้งกันเกิดขึ้นก่อนจึงเลิกประชุม ไป หลังจากนั้น ก็มีการร้องมาว่า การประกาศสรรหาเลขาธิการคุรุสภาไม่ชอบ เพราะไม่ได้ลงราชกิจจานุเบกษา ศธ.จึงมอบให้ปลัดศธ.หารือราชกิจจานุเบกษา ว่าประกาศสรรหาเลขาธิการคุรุสภา ไม่ลงราชกิจจานุเบกษาชอบด้วยกฏหมายหรือไม่  ซึ่งตาม พ.ร.บ.ครู เดิม การประกาศเหล่านี้จะต้องลงราชกิจจานุเบกษา แต่ที่ศธ.ปฏิบัติได้ปฏิบัติตามคำสั่ง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ซึ่ง คสช.ให้อำนาจ รมว.ศึกษาธิการ ประกาศ  โดยที่ไม่บอกว่าจะต้องประกาศ  เพราะฉะนั้น ที่เราไม่ประกาศกฤษฎีกาก็ตอบมาว่าใช่ วันนี้ศธ.ไม่ได้ดูตาม พ.ร.บ.ครู เดิม  แต่เป็นการทำตามกฏหมายใหม่ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องประกาศก็เป็นการถูกต้อง รมว.ศึกษาธิการ จึงมีคำสั่งในประกาศ คสช. ว่าทั้งตำแหน่ง ผอ.องค์การค้า เลขาธิการคุรุสภา และเลขาธิการ สกสค.ในระหว่างที่ยังไม่ได้ตัวจริงจากการสรรหา  รมว.ศึกษาธิการ จึงสั่งการให้ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ ระดับรองปลัดศธ.หรือข้าราชการอื่นที่ระดับเทียบเท่าไปปฏิบัติหน้าที่แทน 3 ตำแหน่งนั้นเป็นต้นมา

วันนี้ รมว.ศึกษาธิการ เห็นว่าเรื่องนี้ค้างคามานานเกินไปแล้ว จึงส่งเรื่องไปที่ สำนักนิติการ สป.ศธ.ว่าประกาศที่ถูกต้องนั้นต้องทำอย่างไรได้บ้าง สำนักนิติการ ก็บอกว่าจะยกเลิกก็ได้ แต่ต้องเข้าเงื่อนไขในประกาศสรรหาที่ รมว.ศึกษาธิการ ได้ประกาศไว้  หรือจะเปิดซองก็ได้ จะคัดเลือกก็ได้  หรือจะตั้งรักษาการต่อไปก็ได้  ดังนั้น รมว.ศึกษาธิการ จึงนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ สกสค.เพื่อแสดงความคิดเห็นกัน แต่การยกเลิกการสรรหานั้น ได้เขียนเงื่อนไขไว้ชัดว่า สามารถเลือกได้ 3 เงื่อนไข คือ 1.มีปัญหาในขั้นตอนการดำเนินการสรรหาร  2.มีผู้สมัครจำนวน 100 ราย 3.เมื่อเปิดซอง (2 รายชื่อที่สรรหาไว้เดิม)เห็นว่าคุณสมบัติยังไม่ครบถ้วน แต่ในประกาศฉบับเดียวกัน พอประกาศคุณสมบัติในการเข้ามาพิจารณาสมัคร ไม่มีกำหนดไว้เลยว่าจะต้องทำอะไร บอกเพียงอย่างเดียวว่าต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฏหมาย เช่น ไม่เป็นผู้ล้มละลาย เป็นต้น

นายสมบูรณ์ กล่าวอีกว่า ดังนั้น รมว.ศึกษาธิการ รวมทั้งผู้บริหาร ศธ. มองเห็นแล้วว่า ผู้สมัครจะต้องแสดงวิศัยทัศต่อองค์กร จึงมีขบวนการสรรหาแนวใหม่ ที่จะต้องมีหัวข้อให้แสดงวิสัยทัศ เช่น  ผู้สมัครมีการบ้านต่อองค์กรนี้อย่างไร  และมีคำตอบในหัวข้อต่างๆนี้อย่างไรบ้าง  และผู้สมัครจะได้รู้การบ้านเท่ากันทุกคน เพราะคุรุสภาเป็นองค์กรหนึ่งที่จะต้องขับเคลื่อนในหลายสิ่งหลายอย่าง ในนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และนโยบายของรัฐมนตรีที่จะต้องทำให้สำเร็จตามเป้าหมาย และให้การบริหารเกิดความคล่องตัว ซึ่งคุรุสภามีหน้าที่ต่าง ๆทั้งการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู และการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู จึงควรกำหนดเป็นหัวข้อที่ชัดเจน เพื่อให้คนที่มาสมัครนั้นรู้ว่าจะต้องตอบหัวข้อที่กำหนดไว้อย่างไร เมื่อมีประกาศสรรหาใหม่ ต้องมีข้อกำหนดขัดเจน  ส่วนครั้งที่แล้วมีคนสมัครไว้จำนวน 13 คน แต่มาแสดงวิสัยทัศเพียง 12 คน และในจำนวน 12 คนนี้ก็มีสิทธิ์มาสมัครใหม่ได้ เพราะยังไม่ได้ตัดสิทธิ์ออก  ดังนั้น ขั้นตอนต่อไปก็ให้คุรุสภาเริ่มต้นขบวนการสรรหาใหม่ โดยระหว่างนี้ก็จะมีการทำหลักเกณฑ์ใหม่ ตามประกาศ คสช.ซึ่งเป็นอำนาจของ  รมว.ศึกษาธิการ ที่จะเป็นผู้ลงนามในประกาศหลักเกณฑ์ใหม่ และกำหนดหัวข้อชัดเจนว่า นโยบายใหม่กระทรวงศึกษาฯมีอะไรบ้าง เช่น นโยบายเร่งด่วน นโยบายระยะกลาง และระยะยาว ที่คุรุสภาจะต้องไปทำ โดยกำหนดให้ชัดเจนแล้วก็ประกาศสรรหาเลขาธิการคุรูสภาใหม่

“ประโยชน์ของการกำหนดหัวข้อที่ชัดเจนนี้ไว้ จะเป็นตัวกำหนดดัชนี หรือ KPI ของผู้มาทำสัญญาไว้ ว่าเมื่อแสดงวิสัยทัศไว้แล้ว ก็ต้องทำตามที่ได้ให้วิสัยทัศ เพราะ 30 วัน ก็ต้องเสนอว่าจะทำอะไรตามที่แสดงวิสัยทัศไว้ และ 6 เดือนก็จะมีการประเมินครั้งแรก ก็ต้องมาดูว่าที่เสนอแผนไว้ทำได้หรือไม่ และประเมินรายปีโดยดูตามหัวข้อที่กำหนดไว้ หากทำไม่ได้ตามสัญญาสมัยใหม่ไม่ว่ารัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนอื่นๆซึ่งจะให้อัตราเงินเดือนที่สูงพอสมควร แต่ถ้าทำผิดสัญญา เช่น เสนอแผนไปแล้วแผนไม่ผ่านการประเมินก็ให้ปรับปรุงอีก 30 วัน ถ้ายังไม่ผ่านอีกก็ให้เลิกจ้าง หรือระหว่างทำงานมีการประเมิน ถ้าไม่ผ่านก็เลิกจ้าง อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินการสรรหาเลขาธิการคุรุสภา และเลขาธิการ สกสค.นี้ จะดำเนินการด้วยความรวดเร็ว ขณะนี้ผู้รับผิดชอบก็ต้องร่างแผนเข้ามาเพื่อเสนอ รมว.ศึกษาธิการ พิจารณาว่าเป็นไปตามนโยบายที่วางไว้หรือไม่ หากเป็นไปตามนโยบาย รมว.ศึกษาธิการก็เซ็นประกาศสรรหารใหม่ คาดว่าไม่เกิน 3-4 เดือนจะมีความชัดเจนขึ้น” นายสมบูรณ์ กล่าว

‘มหิดล’เปิดตัว‘เอไอ-อิมมูไนเซอร์’ นวัตกรรมหุ่นยนต์ช่วยพัฒนาวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502006

‘มหิดล’เปิดตัว‘เอไอ-อิมมูไนเซอร์’  นวัตกรรมหุ่นยนต์ช่วยพัฒนาวัคซีน

‘มหิดล’เปิดตัว‘เอไอ-อิมมูไนเซอร์’ นวัตกรรมหุ่นยนต์ช่วยพัฒนาวัคซีน

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล เปิดตัวนวัตกรรม หุ่นยนต์
เอไอ-อิมมูไนเซอร์ (AI-Immunizer) สำหรับช่วยในกระบวนการพัฒนาวัคซีน โดย นายเอกชัย วารินศิริรักษ์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า หุ่นยนต์เอไอ-อิมมูไนเซอร์ เป็นหุ่นยนต์ทดสอบภูมิคุ้มกันอัจฉริยะที่มีประสิทธิภาพสูง ชนิด 6 แกนและมี 2 แขน

สามารถปฏิบัติการทดสอบระดับภูมิคุ้มกันในการลบล้างฤทธิ์ของไวรัส ที่เรียกว่า Neutralization Test ทดแทนมนุษย์ได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การนำเพลทเลี้ยงเซลล์ที่บรรจุเซลล์เพาะเลี้ยงเข้าระบบ, ช่วยระบบติดฉลากบนเพลท, ปฏิบัติการเจือจาง (Dilute) ซีรั่มตัวอย่างที่มีแอนติบอดี (Antibody) ในหลอดทดลองด้วยตัวทำละลายในปริมาณตามต้องการ, นำซีรั่มที่เจือจางแล้วตามกำหนดผสมกับตัวอย่างไวรัส, ดูดน้ำเลี้ยงเซลล์, นำตัวอย่างที่ผสมเข้าสู่เซลล์เพาะเลี้ยงแล้ววางบนเครื่องเขย่า, เติมอาหารเลี้ยงเซลล์ลักษณะกึ่งแข็ง,บ่มในอุณหภูมิและระยะเวลาที่กำหนด,

เทอาหารเลี้ยงเซลล์ทิ้งและฆ่าเชื้อ, ถ่ายภาพและประมวลผลโดยการอ่านจำนวนไวรัสพลาค (Plaque) ที่ปรากฏขึ้น และวิเคราะห์ผลทั้งระบบด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั้งนี้ทำให้สามารถทดแทนการทำงานของมนุษย์ ลดความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ ลดข้อผิดพลาด และความซ้ำซ้อน โดยทีมวิจัยได้ออกแบบให้เป็นระบบปิดในการปฏิบัติการด้วยเทคนิคปลอดเชื้อ (Aseptic Condition) ซึ่งปลอดภัยต่อการใช้งาน และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะที่ ผศ.ดร.นริศ หนูหอม รองหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายเพิ่มเติมว่า ในกระบวนการวิจัยวัคซีนจำเป็นต้องมีการทดสอบประสิทธิภาพในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน โดยการนำตัวอย่างซีรั่มของสัตว์ทดลองหรืออาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนที่ทดสอบมาตรวจหาปริมาณแอนติบอดี (Antibody) จำเพาะ ซึ่งภูมิคุ้มกันที่กระตุ้นขึ้นจะสามารถลบล้างฤทธิ์ของไวรัสได้ โดยวิเคราะห์ผลจากปริมาณไวรัสพลาค (Plaque) ที่ลดลง

ซึ่ง AI ที่ทีมวิจัยได้พัฒนาขึ้นมีความสามารถในการตรวจนับจำนวนและขนาดพลาคของไวรัสบนเพลทเพาะเชื้อ มีคุณสมบัติพิเศษ คือ 1.สามารถวิเคราะห์ภาพถ่ายเพลทเพาะเชื้อตรวจนับจำนวนและขนาดพลาคที่ปรากฏขึ้นบนเพลท ได้คราวละมากๆ ในเวลาอันสั้น ลดการใช้บุคลากรในการอ่านผล 2.รายงานผลการทดสอบระดับภูมิคุ้มกันได้รวดเร็วตอบรับกับสถานการณ์การระบาดของโรค และ 3.สามารถประมวลผลข้อมูลได้โดยไม่จำเป็นต้องต่ออินเตอร์เนต เพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูล

“ปัญญาประดิษฐ์ที่พัฒนาขึ้นเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างฐานข้อมูลด้านไวรัสและภูมิคุ้มกันของศูนย์วิจัยและพัฒนาวัคซีน สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุลร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่สามารถเป็นกำลังสำคัญให้เกิดการพัฒนาต่อยอด และช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการพัฒนาวัคซีนให้บุคลากรของมหาวิทยาลัยมหิดลและประเทศไทยได้” ผศ.ดร.นริศ กล่าว

ด้าน นายพร้อมสิน มาศรีนวล หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาวัคซีน สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า นวัตกรรมหุ่นยนต์ เอไอ-อิมมูไนเซอร์ (AI-Immunizer) สำหรับทดสอบภูมิคุ้มกันอัจฉริยะในการพัฒนาวัคซีนนี้ ส่งผลดีต่อการเสริมศักยภาพการพัฒนาวัคซีนไทยอย่างยิ่ง ได้แก่ นำระบบทดสอบมาใช้งานจริง ในการตรวจวัดระดับภูมิคุ้มกัน ภายใต้มาตรฐานการทดสอบคุณภาพ (Quality control) โดยการใช้หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัตินี้มีระบบทวนสอบย้อนกลับ (Traceability) ด้วยข้อมูลดิจิทัล และระบบภาพ Machine Vision

นอกจากนั้น นวัตกรรมนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และลดขั้นตอนในการทำงานของบุคลากร ส่วนซอฟต์แวร์ AI สำหรับการประมวลภาพผลการทดสอบระดับภูมิคุ้มกัน สามารถนำมาใช้งานและเกิดการต่อยอดพัฒนาวัคซีนของไทยให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ช่วยลดภาระของการอ่านผลทดสอบโดยคน รวมถึงแก้ปัญหาการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญด้านการทดสอบวัคซีนที่ต้องใช้เวลาฝึกฝนและประสบการณ์ในระยะยาว นวัตกรรมนี้ยังรองรับการวิจัยพัฒนาวัคซีนทั้งในและต่างประเทศ และช่วยยกระดับเทคโนโลยีด้านวัคซีนของประเทศไทย

ศ.ดร.นพ.นรัตถพล เจริญพันธุ์ ผู้อำนวยการสถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล และรักษาการแทนผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัยและวิชาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ในปัจจุบันที่นักวิจัยนานาชาติกำลังเร่งพัฒนาวัคซีนเพื่อต่อสู้กับการระบาดของไวรัส SARS-CoV-2 หรือโควิด-19 การทำงานของนักวิจัยต้องทำงานตอบสนองให้ทันต่อความต้องการใช้งานและยังต้องคำนึงถึงพันธุกรรมของไวรัสชนิดนี้ที่มีความหลากหลาย

“การทำงานต้องใช้บุคลากรที่ผ่านการประเมินความสามารถ ผ่านการฝึกฝนและประสบการณ์ที่ยาวนาน ซึ่งการทำงานแข่งกับเวลาเช่นนี้ อาจก่อให้เกิดความเครียด เหนื่อยล้าและคลาดเคลื่อนได้ การใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีหุ่นยนต์เอไอ-อิมมูไนเซอร์ เป็นอีกก้าวสำคัญในการเร่งขับเคลื่อนงานวิจัยพัฒนาวัคซีนของประเทศไทยในวิถีใหม่” ศ.ดร.นพ.นรัตถพล กล่าว

ผศ.ดร.จำรัส พร้อมมาศ ที่ปรึกษาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า หากย้อนไปในประวัติศาสตร์การพัฒนาวัคซีนกว่า 224 ปี หลังจากการค้นพบวัคซีนแรกที่ป้องกันโรคฝีดาษ ในปี 2339 กรอบเวลาที่เร็วที่สุดที่เคยมีมาอยู่ที่ 4 ปี ซึ่งเป็นวัคซีนรักษาโรคคางทูมที่ทำสำเร็จในปี 2510 แต่ส่วนใหญ่แล้วการวิจัยพัฒนาวัคซีนใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 10-15 ปี แต่สำหรับยุคสมัยใหม่การคิดค้นวัคซีนต้องใช้เวลาให้สั้นที่สุดเพื่อลดผลกระทบทั้งต่อชีวิตและเศรษฐกิจ

“สำหรับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่2019 นั้นผู้เชี่ยวชาญในนานาประเทศคาดการณ์กันว่า มนุษย์เราจะสามารถพัฒนาวัคซีน COVID-19 ตัวแรกได้สำเร็จภายใน 12-18 เดือน นับจากที่ทางการจีนเผยข้อมูลรหัสพันธุกรรมของไวรัสออกมา ซึ่งถือเป็นการร่นเวลาพัฒนาวัคซีนขึ้นมาเร็วที่สุดเท่าที่เคยทำกันมา ดังนั้นหากมีนวัตกรรมเทคโนโลยี เช่น หุ่นยนต์เอไอ-อิมมูไนเซอร์ มาทำงานทดแทนมนุษย์ก็ทำให้การพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคต่างๆสู่เป้าหมายเป็นจริงได้เร็วขึ้น” ผศ.ดร.จำรัส กล่าวในท้ายที่สุด

‘ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน’ แก้จนภาคเกษตรด้วยวิทยาศาสตร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502008

‘ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน’  แก้จนภาคเกษตรด้วยวิทยาศาสตร์

‘ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน’ แก้จนภาคเกษตรด้วยวิทยาศาสตร์

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ก่อนหน้านี้ “นสพ.แนวหน้า” นำเสนอเรื่องราวของ 3 จังหวัดนำร่อง “จันทบุรี-สกลนคร-กระบี่” ที่ทำงานร่วมกับ คณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม สภาผู้แทนราษฎร เพื่อยกระดับรายได้ของเศรษฐกิจฐานราก
โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ด้วยการนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีซึ่งมีอยู่แล้วในมหาวิทยาลัยต่างๆ เข้าไปสนับสนุนประชาชนในพื้นที่

เจ้าภาพหลักผู้ริเริ่มแนวคิด ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม สภาผู้แทนราษฎร บอกเล่า ที่มาที่ไปก่อนจะมาเป็นโครงการนำร่องข้างต้น ว่า ในช่วงก่อนหน้านี้มีโอกาสได้ตระเวนไปตามจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ และได้เห็นปัญหาความยากจนของเกษตรกรรายย่อย ซึ่งแม้จะอยู่คนละภาคแต่สภาพปัญหานั้นคล้ายกัน

“ปัญหาใหญ่ที่สุดคือเกษตรกรขาดแคลนหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ที่จะเอาไปใช้เพิ่มผลผลิต ในการยกระดับคุณภาพผลผลิต จนกระทั่งถึงเรื่องการขาย พอมาถึงการเลือกตั้งในครั้งนี้ (2562) ผมก็เป็นกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรมของสภาผู้แทนราษฎร ผมก็คุยกับเพื่อน สส. ที่อยู่ในคณะกรรมาธิการด้วยกัน ว่าถ้าพวกเราทำงานแบบกรรมาธิการทั่วไป ที่ว่าพอมีเรื่องมาร้องเรียนเราก็ลงไปตรวจสอบ จะเป็นการตั้งรับเกินไป ผมก็เสนอว่าพวกเราน่าจะทำงานเชิงรุกมากกว่า

เราตรงเข้าไปหาปัญหา ไปดูว่ากรรมาธิการจะช่วยแก้ปัญหาอย่างไรได้บ้าง เมื่อเป็นอย่างนี้ทุกคนก็เห็นตรงกันหมด ผมก็เลยตั้งคำถามว่าเราจะไปทำที่ไหนล่ะ? เราจะเริ่มต้นกันอย่างไร? หลังจากคุยกันทั้งหมดเราก็ได้ข้อสรุปก่อนที่จะเลือกพื้นที่ ว่าการขับเคลื่อนอันนี้ต้องมีองค์ประกอบ 3 ส่วน 1.มีประชาชนที่มีปัญหาในพื้นที่จริง เราต้องตรงเข้าไปแก้ปัญหาให้เขาได้ ส่วนนี้คือหัวใจ 2.ต้องมีหน่วยงานที่มีความรู้ มีเทคโนโลยีที่จะเอาไปแก้ปัญหาให้ชาวบ้านได้ ส่วนใหญ่ก็คือมหาวิทยาลัยหรืออาจารย์ทั้งหลาย และ 3.ส่วนราชการ กระทรวงที่เกี่ยวข้อง” ศ.ดร.กนก กล่าว

ประเด็นต่อมา มีการพูดคุยกับในคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ฯ ว่า “ขอให้เรื่องนี้ปลอดการเมือง..เน้นการช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง” ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าคณะกรรมาธิการแต่ละชุดมี สส.มาจากหลายพรรคการเมือง และ สส. แต่ละคนก็ต้องการทำผลงานให้พื้นที่ของตนเอง โดย ศ.ดร.กนก เล่าว่า ได้ตัดสินใจทำเป็นแบบอย่างด้วยการสอบถามไปยัง พรรคเพื่อไทยว่ามีพื้นที่ใดบ้างที่พร้อม แทนที่จะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อให้ สส. ทุกคนในคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ฯ เกิดความไว้วางใจกัน ทำงานร่วมกันได้แม้ทางการเมืองจะอยู่คนละขั้วก็ตาม

“หมุดหมายแรก” ของแนวคิดถูกปักลง ณ “สกลนคร” จังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดย สส.พรรคเพื่อไทย เจ้าของพื้นที่ “สกุณา สาระนันท์” ซึ่งอยู่ในคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ฯ ด้วยนั้น พร้อมให้การสนับสนุน เมื่อได้พื้นที่แล้ว คณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ฯ จึงลงพื้นที่ไปทำงานตามขั้นตอน ไล่ตั้งแต่สอบถามปัญหาของชาวบ้าน พูดคุยกับทางมหาวิทยาลัยว่ามีองค์ความรู้อะไรพอจะช่วยได้บ้าง และกลับมาหารือร่วมกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ว่าจะส่งเสริมอย่างไร

ตามมาด้วยอีก 2 จังหวัดคือ “กระบี่” แม้ในเวลานั้น “พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล” ชาว จ.กระบี่ ยังไม่ได้เป็น สส. เพราะลำดับบัญชีรายชื่อยังเลื่อนขึ้นมาไม่ถึง แต่ด้วยความที่มาเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ฯ ได้ไปเห็นตัวอย่างจาก จ.สกลนคร แล้วสนใจมาก จ.กระบี่ จึงกลายเป็นพื้นที่นำร่องแห่งที่ 2 ส่วน “จันทบุรี” จังหวัดทางภาคตะวันออก มาจากการเสนอของที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ฯ อีกท่านหนึ่งคือ “ดร.ปวีณา จริยฐิติพงศ์” โดยให้เหตุผลว่าจ.จันทบุรี มีความพร้อมจากจุดแข็งทั้งกิจการอัญมณี ประมง และสวนผลไม้

อนึ่ง ที่ผ่านมา “ภาคเกษตรของไทยมักถูกมองว่าเป็นภาระเพราะไม่ยอมปรับตัว”ซึ่งประเด็นนี้ ศ.ดร.กนก อธิบายว่า “ความจริงแล้วเกษตรกรพร้อมปรับตัว แต่ต้องพิสูจน์ให้เห็นก่อนว่าวิธีใหม่ได้ผลจริง” อย่างกรณีของ จ.สกลนคร ในพื้นที่ที่เป็นดินลูกรังไม่สามารถปลูกพืชใดๆ ได้ มีการนำงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร) ไปปรับปรุงดินจนอุดมสมบูรณ์โดยใช้แบคทีเรีย ซึ่งต้องอาศัยความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เมื่อทดลองปลูกพืช เช่น ฟักทอง แตงโม กล้วย แล้วเห็นว่าได้ผลผลิตดี ก็มีผู้สนใจเข้ามาเรียนรู้มากขึ้น

“ถ้าชาวบ้านเขาเห็นประโยชน์เขาพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง สิ่งนี้ที่เราเคยคิดว่าชาวบ้านไม่เปลี่ยนแปลง ชาวบ้านอนุรักษ์นิยม ชาวบ้านดื้อ มันไม่ใช่หรอกครับ เราพิสูจน์ให้ชาวบ้านเห็นสิครับว่าวิธีของเราได้ผลดีกว่า ซึ่งตรงนี้เราต้องเข้าใจนะครับ ในอดีตฝ่ายส่งเสริมการเกษตรมากมายที่เดินเข้าไปช่วยบอกชาวบ้าน แล้วชาวบ้านเขามีข้อสรุปเลยว่าเจ้าหน้าที่
ส่งเสริมบอกให้ไปซ้ายเราไปขวา ถ้าเจ้าหน้าที่ส่งเสริมบอกให้ขึ้นข้างบนเราต้องไปข้างล่าง เพราะเขาเสียหายมาเยอะจากการส่งเสริมที่ไม่ถูกต้อง เป็นปัญหาที่สะสมมานาน” ศ.ดร.กนก ระบุ

เช่นเดียวกันกับคำกล่าวที่ว่า “เกษตรกรเป็นอาชีพที่ทำแล้วยากจนและหนี้ท่วมวันยังค่ำ” ก็มีที่มา ศ.ดร.กนก อธิบายว่า “หากย้อนไปเมื่อหลายสิบปีก่อนรัฐไทยเน้นส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าว มันสำปะหลัง ซึ่งเท่ากับเอาชีวิตไปฝากไว้กับราคาผลผลิตในตลาดโลก เมื่อราคาตกต่ำเกษตรกรก็ขาดทุน” ไม่เว้นแม้แต่ภาคใต้ที่ในอดีตสวนยางพาราและปาล์มน้ำมันเคยเฟื่องฟู แต่ปัจจุบันก็ได้รับผลกระทบเพราะพืชเศรษฐกิจทั้ง 2 ราคาตกต่ำ ซ้ำร้ายด้วยความที่เกษตรเชิงเดี่ยวต้องการที่ดินแปลงใหญ่ ทำให้นำไปสู่ปัญหาการบุกรุกแผ้วถางพื้นที่ป่าด้วย

ทั้งนี้ แม้จะมีสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้คณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ฯ ไม่สามารถลงพื้นที่ได้ แต่โครงการนำร่องทั้ง 3 จังหวัดก็ไม่ได้หยุดตามไปด้วย คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยในพื้นที่ยังทำงานร่วมกับชาวบ้าน “เป้าหมายปลายทางของโครงการนี้คือเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายมีรายได้เพิ่มขึ้นครัวเรือนละ 1 หมื่นบาทต่อเดือน และเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน” ซึ่งเมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลายลง มีการคลายล็อกให้เดินทางได้สะดวกขึ้น คณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ฯ จะได้ติดตามผลและช่วยแก้ปัญหาใหม่ๆ ที่พบระหว่างดำเนินโครงการ

ศ.ดร.กนก ทิ้งท้ายไว้กับ “เฟส 2 ของโครงการ” โดยเปิดเผย 3 จังหวัดที่คณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ฯ เตรียมผลักดันในระยะต่อไป ประกอบด้วย “นครราชสีมา” ที่มีจุดเด่นด้านโคเนื้อมันสำปะหลัง และผ้าไหม “ชุมพร” มีสวนปาล์ม เลี้ยงแพะ และสวนผลไม้ “สมุทรปราการ” พื้นที่ที่หลายคนเข้าใจว่าเป็นเมืองอุตสาหกรรมไปแล้วเพราะมีโรงงานตั้งอยู่จำนวนมาก แต่ยังมีบางส่วนที่ยังประกอบอาชีพเกษตรและประมง เช่น อ.บางบ่อ ที่มีการเลี้ยงปลาสลิด โดยสำหรับ จ.สมุทรปราการ จะมีการเข้าไปดูเรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำเสียจากโรงงานและหมู่บ้านจัดสรรด้วย

“เกษตรกรส่วนใหญ่ทำงานจากประสบการณ์เดิม ภูมิปัญญาเดิม ซึ่งไม่ได้เสียหาย พาเขามาถึงตรงนี้ก็ถือว่าเต็มที่แล้ว ถ้าจะยกระดับให้สูงกว่านี้ต้องใช้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและการจัดการขั้นสูง และอันนี้คือบทบาทที่คณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม จะเข้าไป” รองประธานคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวในท้ายที่สุด

ผู้สนใจสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการเหล่านี้ ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ได้ที่เฟซบุ๊คแฟนเพจ “หมู่บ้านแม่นยำ” หรือ https://www.facebook.com/moobaanmaanyaam/

โพลเปิด‘10 ข้อกังวล’ผู้ปกครองกรณี ‘เปิดเทอม’ 1ก.ค. ฝากรัฐ-โรงเรียนเข้มป้องโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/501936

โพลเปิด‘10 ข้อกังวล’ผู้ปกครองกรณี‘เปิดเทอม’1ก.ค. ฝากรัฐ-โรงเรียนเข้มป้องโควิด

โพลเปิด‘10 ข้อกังวล’ผู้ปกครองกรณี‘เปิดเทอม’1ก.ค. ฝากรัฐ-โรงเรียนเข้มป้องโควิด

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 08.09 น.

โพลเปิด‘10 ข้อกังวล’ผู้ปกครองกรณี‘เปิดเทอม’1ก.ค. ฝากรัฐ-โรงเรียนเข้มป้องโควิด

28 มิถุนายน 2563 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง “ประชาชนคิดอย่างไร? กับ การเปิดภาคเรียนทั่วประเทศ (วันที่ 1 ก.ค.63)” ดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 23-27 มิถุนายน 2563 จำนวน 1,253 คน (สำรวจทางออนไลน์) เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนกรณีวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 เป็นวันเปิดภาคเรียนทั่วประเทศ โดยกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข และสถานศึกษาต่างๆ มีการเตรียมความพร้อมและกำหนดแนวทางการปฏิบัติให้ทุกฝ่ายได้ทราบ โดยเฉพาะความร่วมมือจากผู้ปกครองเรื่องความปลอดภัยในการแพร่ระบาดของโควิด-19 สรุปผลได้ ดังนี้

1.  ความวิตกกังวลของประชาชน กับ การเปิดภาคเรียน (วันที่ 1 กรกฎาคม 2563)

อันดับ 1 มาตรการป้องกันโควิด-19 ของสถานศึกษา 73.68%

อันดับ 2 การเรียนของบุตรหลาน/เรียนผ่านสื่อออนไลน์ 70.04%

อันดับ 3 การดูแลตัวเองของบุตรหลาน 69.83%

อันดับ 4 การดูแลบุตรหลานของสถานศึกษา 69.80%

อันดับ 5 สุขภาพ ร่างกาย 66.31%

อันดับ 6 สภาพอากาศ เข้าสู่ฤดูฝน 65.54%

อันดับ 7 อาหารการกิน 58.28%

อันดับ 8 ความปลอดภัย อุบัติเหตุ 57.03%

อันดับ 9 การเดินทาง การจราจร 56.42%

อันดับ 10 ค่าใช้จ่าย เช่น ค่าเทอม ชุดนักเรียน หนังสือ อุปกรณ์การเรียน 45.09%

2. สิ่งที่อยากฝากถึง “สถานศึกษา” คือ

อันดับ 1 กำหนดมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ให้ชัดเจนและปฏิบัติอย่างเคร่งครัด 45.74%

อันดับ 2 ดูแลเอาใจใส่เด็กอย่างใกล้ชิด เช่น สวมหน้ากาก ล้างมือ รักษาระยะห่าง 32.27%

อันดับ 3 จัดรูปแบบการเรียนการสอนให้เหมาะสม ทันสมัย ปลอดภัยมากที่สุด 16.08%

อันดับ 4 รักษาความสะอาด พ่นยาฆ่าเชื้อทั่วบริเวณก่อนเปิดเรียนและหลังเลิกเรียน 15.13%

อันดับ 5 ครูต้องเป็นแบบอย่างที่ดี แนะนำ ให้ความรู้เพื่อห่างไกลจากโรคโควิด-19 6.50%

3. สิ่งที่อยากฝากถึง “รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” คือ

อันดับ 1 มีมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังโรคโควิด-19 ที่ชัดเจน เข้มงวด 42.40%

อันดับ 2 สนับสนุนงบประมาณ เครื่องมือ อุปกรณ์ ด้านการเรียนการสอนอย่างเต็มที่ 24.67%

อันดับ 3 จัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานศึกษาทุกแห่งโดยเคร่งครัด สม่ำเสมอ 17.20%

อันดับ 4 สนับสนุน ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง เช่น ค่าเล่าเรียน ค่าเดินทาง 12.80%

อันดับ 5 การออกมาตรการต่างๆต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาด้วย 9.07%

* หมายเหตุ ผู้ตอบสามารถระบุความคิดเห็นได้มากกว่า 1 เรื่อง (ค่าร้อยละจึงคำนวณในแต่ละข้อ)

ทั้งนี้ “สวนดุสิตโพล” ระบุว่า จากการสำรวจ พบว่า สิ่งที่ประชาชนวิตกกังวลเกี่ยวกับการเปิดภาคเรียน (วันที่ 1 กรกฎาคม 2563) มากที่สุด คือ มาตรการป้องกันโควิด-19 ของสถานศึกษา ร้อยละ 73.68 รองลงมาคือ การเรียนของบุตรหลาน การเรียนผ่านสื่อออนไลน์ ร้อยละ 70.04 และการดูแลตัวเองของบุตรหลานที่สถานศึกษา ร้อยละ 69.83

สิ่งที่อยากฝากถึง “สถานศึกษา” คือ ควรกำหนดมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ให้ชัดเจนและปฏิบัติอย่างเคร่งครัด  ร้อยละ 45.74 ควรดูแลเอาใจใส่เด็กอย่างใกล้ชิด เช่น สวมหน้ากาก ล้างมือ รักษาระยะห่าง ร้อยละ 32.27 และจัดรูปแบบการเรียนการสอนให้เหมาะสม ทันสมัย คำนึงถึงความปลอดภัยให้มากที่สุด ร้อยละ 16.08

สิ่งที่อยากฝากถึง “รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” คือ มีมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังโรคโควิด-19 ที่ชัดเจน เข้มงวด ร้อยละ 42.40 สนับสนุนงบประมาณ เครื่องมือ อุปกรณ์ ด้านการเรียนการสอนอย่างเต็มที่ ร้อยละ 24.67 และจัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานศึกษาทุกแห่งโดยเคร่งครัด สม่ำเสมอ ร้อยละ 17.20

จากผลการสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าผู้ปกครองที่เป็นกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่กังวลเรื่องของมาตรการในการป้องกันโควิด-19 จึงอยากให้สถานศึกษากำหนดมาตรการในการป้องกันโควิด-19 ในสถานศึกษาให้ชัดเจน และควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ยังอยากให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดมาตรการในภาพรวมที่ชัดเจน และทุกคนทุกฝ่ายควรปฏิบัติตามอย่างเข้มงวดด้วย

‘รมช.ศึกษาธิการ’ตรวจเยี่ยมข้าราชการกศน.-สช.ในพื้นที่น่าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/501797

‘รมช.ศึกษาธิการ’ตรวจเยี่ยมข้าราชการกศน.-สช.ในพื้นที่น่าน

‘รมช.ศึกษาธิการ’ตรวจเยี่ยมข้าราชการกศน.-สช.ในพื้นที่น่าน

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 20.34 น.

‘รมช.ศึกษาธิการ’ตรวจเยี่ยมข้าราชการกศน.-สช.ในพื้นที่น่าน

26 มิถุนายน 2563 ที่ห้องประชุมจามจุรี สำนักงาน กศน.จังหวัดน่าน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะ เดินทางมาตรวจเยี่ยมการจัดการเรียนการสอน และติดตามภารกิจ กศน. และ สช. ในพื้นที่จังหวัดน่าน ภายใต้สถานการณ์โรคระบาดโควิด – 19 โดยมี นายวรกิตติ  ศรีทิพากร ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน , นายประพันธ์ ทองพราว ผอ.กศน.จังหวัดน่าน นำ ผอ.กศน.อำเภอทุกอำเภอใน จ.น่าน ร่วมต้อนรับ พร้อมกับหัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการ พนักงานของรัฐ คณะครู และนักเรียน กศน. และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมรับฟังการรายงานผลการจัดการศึกษาของจังหวัดน่าน โดย ดร.ยุพิน บัวคอม ศึกษาธิการจังหวัดน่าน พร้อมรับชมวีดีทัศน์สรุปผลการดำเนินงานของสำนักงาน กศน.จังหวัดน่าน, สำนักงานการส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัดน่านและให้กำลังใจคณะผู้บริหารครูและบุคลากรการศึกษานักศึกษาประชาชนภาคีเครือข่ายผู้นำชุมชน

สำหรับสำนักงาน กศน.จังหวัดน่าน เป็นหน่วยงานที่ขับเคลื่อนการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยให้แก่นักเรียนนักศึกษานอกระบบโรงเรียนตลอดทั้งประชาชนทั่วไปโดยได้ดำเนินการตามนโยบายและจุดเน้นงานการดำเนินงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในการขับเคลื่อนงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในพื้นที่ให้บรรลุเป้าหมายตามนโยบายและจุดเน้นได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมอุดมปัญญาโดยการจัดการให้ประชาชนเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลและสอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ตลอดจนวิสัยทัศน์ของจังหวัดน่านเมืองแห่งความสุขเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ธรรมชาติสมบูรณ์เกษตรมั่งคั่ง ชุมชนเข้มแข็ง ท่องเที่ยวยั่งยืน

ต่อจากนั้นคณะของ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ไปกราบสักการะองค์พระธาตุแช่แห้ง,วัดภูมินทร์ , ศาลหลักเมืองน่าน ที่วัดมิ่งเมือง เพื่อเป็นสิริมงคล ในโอกาสมาตรวจเยี่ยมการจัดการเรียนการสอนในพื้นที่จังหวัดน่านในครั้งนี้ด้วยที่จะเดินทางไปจังหวัดพะเยาต่อไป

‘ครูตั้น’ลุยตรวจความพร้อมก่อนเปิดเทอม ย้ำเคร่งครัดมาตรการสาธารณสุข​ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/501712

'ครูตั้น'ลุยตรวจความพร้อมก่อนเปิดเทอม ย้ำเคร่งครัดมาตรการสาธารณสุข​

‘ครูตั้น’ลุยตรวจความพร้อมก่อนเปิดเทอม ย้ำเคร่งครัดมาตรการสาธารณสุข​

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 16.27 น.

“ณัฏฐพล”ตรวจความพร้อมโรงเรียนมัธยม-อาชีวะ ก่อนเปิดเทอม1ก.ค. ย้ำรักษาความปลอดภัยตามมาตรการสาธารณสุข​อย่างเคร่งครัด

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน​ 2563​ นายณัฏฐพล ที​ป​สุวรรณ​ รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​ศึกษาธิการ​ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เบญจมราชาลัย เขตคลองสามวา เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 ในวันที่ 1 กรกฎาคม ​นี้

โดย นายณัฏฐพล กล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ ได้เห็นความพร้อมของสถานศึกษา ผู้บริหาร และคณะครู ก่อนเปิดภาคเรียนในวันที่ 1 ก.ค.ทั้งในเรื่องของมาตรการรักษาความปลอดภัยด้านสาธารณาสุข, การจัดการเรียนการสอนที่เน้นความยืดหยุ่น ให้โรงเรียนนำมาตรการต่างๆ ไปปรับใช้ตามบริบทของโรงเรียน ซึ่งเป็นอำนาจของผู้บริหารโรงเรียนและคณะครูที่จะหาแนวทางร่วมกัน ก็ขอชื่นชมครูทั้งประเทศที่มีการปรับตัวสามารถจัดการเรียนการสอนผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลและการเชื่อมกับนักเรียนได้มากขึ้น มั่นใจว่าครูมีความสามารถ ส่วนการผสมผสานระหว่างการเรียนที่โรงเรียนกับการเรียนออนไลน์ก็ต้องดูบริบทของโรงเรียน

“สิ่งที่น่าเป็นกังวล คือ โรงเรียนขนาดใหญ่มีนักเรียนจำนวนมากซึ่งมีอยู่ 5,000 กว่าแห่ง ทางโรงเรียรต้องมีการแบ่งเวลาเข้าเรียน ซึ่งสถานศึกษาต้องวางแผนการจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสานและมีคุณภาพ ภายใต้ชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) จะทำให้การจัดการศึกษามีความยืดหยุ่นเป็นการใช้ช่วงวิกฤตโควิด-19​ เป็นโอกาสในการขับเคลื่อนการศึกษาไทยให้ทันต่อเหตุการณ์”

สำหรับโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เบญจมราชาลัย เป็นโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่พิเศษ มีนักเรียนกว่า 2,500 คน ผู้บริหารได้ประชุมหารือแนวทางการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดเรียน เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19​ โดยทางโรงเรียนได้แบ่งนักเรียนเป็น กลุ่ม A และ B เพื่อให้สลับกันมาเรียนตามตารางที่โรงเรียนจัดให้ ส่วนนักเรียนที่ไม่ได้มาเข้าชั้นเรียน ก็จัดการเรียนการสอนผ่านห้องเรียนออนไลน์ เพื่อเรียนไปพร้อมๆกัน นอกจากนี้ ทางโรงเรียนได้ตั้งคณะกรรมการป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 มีการวางมาตรการด้านสาธารณสุข​ เช่น ทำความสะอาดสถานที่ เว้นระยะห่างในทุกกิจกรรม เว้นระยะห่างขณะรับประทานอาหาร มีการวัดไข้นักเรียนก่อนเข้าโรงเรียน หากมีไข้จะให้นักเรียนกลับบ้าน แจกหน้ากากอนามัยให้นักเรียนที่ไม่มีหน้ากากอนามัย จัดจุดล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์​สม่ำเสมอ

จากนั้น นายณัฏฐพล เดินทางไปตรวจเยี่ยมวิทยาลัยบริหารธุรกิจและการท่องเที่ยวกรุงเทพ เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ ว่า มาดูสถานที่ว่ามีความเหมาะสมในการจัดสรรงบประมาณเพื่อทำให้การเรียนการสอนในส่วนของสาขาวิชาธุรกิจบริการ การท่องเที่ยวและการโรงแรม ซึ่งเป็นสาขาวิชาที่สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ ได้รับการเตรียมความพร้อมในการจัดสรรงบประมาณที่น่าจะมองถึงการลงทุนเฉพาะจุดด้วยนอกจากการจัดสรรงบทั่วๆ ไป เพื่อสร้างความเป็นเลิศในธุรกิจต่างๆ โดยเริ่มจากสาขาธุรกิจบริการ การท่องเที่ยว และการโรงแรม หลังจากนั้นก็ขยายไปธุรกิจอื่นๆ เช่น สาขายานยนต์ รถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้าความเร็วสูง อุปกรณ์ทางการแพทย์ และสาธารณสุข เป็นเรื่องที่สำคัญในการขับเคลื่อนให้อาชีวะมีส่วนร่วมและมีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย การเตรียมแผนพัฒนาฟื้นฟูก็ตรงกับนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีที่วางเอาไว้ว่าการจัดสรรงบประมาณต้องได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมกับแผนงานและยุทธ์ศาสตร์ของประเทศ

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า จากตรวจเยี่ยมการเตรียมความพร้อมของวิทยาลัยบริหารธุรกิจและการท่องเที่ยวกรุงเทพฯ ก็มีความพร้อมรวมถึงโรงเรียรต่างๆ จะสามารถจัดการเรียนการสอนได้ตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข และหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายร่วมกันฝ่าวิกฤติโควิค-19 ครั้งนี้ไปด้วยกัน

กสศ.จับมือ 10 ภาคีส่งเด็กกลุ่มเปราะบางกลับโรงเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/501700

กสศ.จับมือ 10 ภาคีส่งเด็กกลุ่มเปราะบางกลับโรงเรียน

กสศ.จับมือ 10 ภาคีส่งเด็กกลุ่มเปราะบางกลับโรงเรียน

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 16.15 น.

กสศ.จับมือ 10 ภาคีส่งเด็กกลุ่มเปราะบางกลับโรงเรียน สู้วิกฤตความเหลื่อมล้ำ ป้องกันเด็กหลุดจากการศึกษา ชี้ ครอบครัวยากจน ต้องแบกค่าใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมมากกว่ารายได้ทั้งเดือน ลุยช่วยเหลือในพื้นที่กทม. อย่างน้อย 1 พันราย

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2563 ที่ชุมชนโค้งรถไฟยมราช กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดโครงการ “กู้วิกฤตส่งเด็กกลุ่มเปราะบางกลับโรงเรียน” เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งด้านการเรียนรู้ การป้องกันสุขภาพจากโรคโควิด-19 ในช่วงเปิดเทอม และสนับสนุนชุดอุปกรณ์การเรียนให้เด็กกลุ่มเปราะบางในชุมชนพื้นที่กรุงเทพฯที่เสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษา เช่น เด็กยากจนในชุมชนแออัด ริมทางรถไฟ ใต้ทางด่วน เด็กที่ทำงานบนท้องถนน และเด็กๆกลุ่มเสี่ยงที่อยู่ในการดูแลของมูลนิธิต่างๆ

ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ที่ปรึกษากองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า ช่วงก่อนเปิดเทอม กสศ.ร่วมมือกับ เครือข่ายองค์กรภาคเอกชนที่ทำงานกับกลุ่มเด็กบนท้องถนนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการสำรวจข้อมูลเด็กกลุ่มเปราะบางที่เสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษา เช่น เด็กยากจนในชุมชนแออัด ริมทางรถไฟ ใต้ทางด่วน เด็กที่ทำงานบนท้องถนน ไซต์คนงานก่อสร้าง แรงงานนอกระบบที่อพยพมาจากต่างจังหวัด ซึ่งกรุงเทพมหานคร เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีจำนวนเด็กและเยาวชนเปราะบางมากที่สุดของประเทศ เด็กกลุ่มนี้บางส่วนแม้จะยังอยู่ในระบบการศึกษาแต่ด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคมและครอบครัว เป็นตัวเร่งให้หลุดออกนอกระบบ ยิ่งในช่วงโควิด-19 หลายครอบครัวได้รับผลกระทบ ไม่มีรายได้ ตกงาน

“การสำรวจทำให้เราพบเด็กกลุ่มเสี่ยงและเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยเฉพาะภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาในช่วงเปิดเทอม เราพบว่าครัวเรือนฐานะยากจน ต้องมีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาแต่ละปีสูงสุดช่วงเดือนเปิดเทอม ระดับประถมศึกษา1,796 บาท มัธยมต้น 3,001 บาท มัธยมศึกษาตอนปลาย3,738 บาท ในขณะที่มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 2,020 บาทต่อเดือน เท่ากับว่าต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอมเกือบทั้งหมด หรือมากกว่ารายได้ทั้งเดือนในกรณีที่บุตรหลานศึกษาอยู่ชั้นมัธยม” ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ กล่าว

ที่ปรึกษากสศ. กล่าวว่า ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา กสศ.โดยโครงการพัฒนาระบบการช่วยเหลือและส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับกลุ่มเด็กบนท้องถนน (Children in Street) ในเขตกรุงเทพมหานคร ได้ทำการสำรวจเชิงคุณภาพโดยใช้แบบบันทึกข้อมูลเด็กเป็นรายบุคคลเพื่อสำรวจความต้องการช่วยเหลือด้านการศึกษาจากผลกระทบโควิด-19 พบว่า เด็กเร่ร่อนที่ใช้ชีวิตบนท้องถนน หรือที่สาธารณะมีจำนวนน้อยกว่าอดีตมาก ที่พบเด่นชัดได้แก่ พื้นที่สถานีรถไฟหัวลำโพง มิติของเด็กเร่ร่อนเปลี่ยนไป ไม่เห็นตามถนน ตามตลาด หรือตามที่ต่าง ๆ แต่จะไปอยู่ในชุมชน รวมถึงแต่งกายดีไม่มอมแมม แต่มีความผูกพันกับถนนที่แน่นแฟ้น ในความสัมพันธ์เชิงเศรษฐกิจมากขึ้นคือการใช้ถนนทำมาหากิน

ศาตราจารย์ ดร.สมพงษ์ กล่าวว่า จากการสำรวจพบว่าเด็กกลุ่มนี้บางส่วนมักรวมตัวในร้านเกมส์ หรือเช่าห้องพักอยู่ร่วมกัน ส่วนสาเหตุที่เด็กออกมาเร่ร่อนจะเป็นเรื่องปัญหาความยากจน ครอบครัวแตกแยก ความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้เป็นตัวเร่งให้เด็กหลุดออกนอกระบบ บวกกับสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงในชุมชน อาทิ ยาเสพติด การถูกล่วงละเมิดทางเพศ อาชญากรรม ติดเพื่อน ติดเกมส์ อย่างไรก็ตาม เด็กกลุ่มนี้ยังต้องการความช่วยเหลือ เช่นทุนการศึกษาเพื่อเป็นค่าเดินทางไปโรงเรียน ค่าอาหาร ค่าหนังสืออุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียน รองเท้าและกระเป๋านักเรียน

“นี่คือเหตุผลสำคัญว่าทำไมกสศ.ต้องทำงานกับเด็กกลุ่มเปราะบาง เราพยายามรักษาเด็กกลุ่มนี้ให้อยู่ในระบบการศึกษาให้มากที่สุด รวมถึงสร้างทักษะส่งเสริมการประกอบอาชีพ สร้างทักษะการใช้ชีวิต เพื่อลดจำนวนเด็กที่ต้องทำอาชีพบนท้องถนนที่มีความเสี่ยงและเป็นอาชีพที่อันตราย เบื้องต้นในพื้นที่กทม.จะสามารถช่วยได้ไม่ต่ำกว่า1,000 คน” ที่ปรึกษา กสศ. กล่าว

นายอนรรฆ พิทักษ์ธานิน หัวหน้าโครงการพัฒนาระบบสนับสนุนดูแลเด็กนอกระบบการศึกษาและเด็กบนท้องถนนในกรุงเทพมหานคร และศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ กล่าวว่า สถานการณ์เด็กหลุดนอกระบบหรือเด็กใช้ชีวิตบนท้องถนน มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นจากผลเรื่องเศรษฐกิจที่เป็นปัจจัยพื้นฐาน แต่สิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นสำคัญคือปัจจัยในครอบครัวที่มาจากความรุนแรง ความตึงเครียด จะเป็นแรงผลักทำให้เด็กต้องออกไปใช้ชีวิตบนถนนมากขึ้น และหลังจากโควิด-19 สถานการณ์จะรุนแรงเพิ่มมากขึ้น เห็นได้ชัดเจนจากการลงพื้นที่ในกทม.ช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา พบว่าครอบครัวของเด็กเหล่านี้มีรายได้ลดลง บางครอบครัวไม่มีรายได้ ส่วนใหญ่เช่าห้องราคาถูก นอนพักอาศัยใต้ทางด่วน ชุมชนแออัด เป็นลูกแรงงานต่างจังหวัดอยู่ตามไซส์ก่อสร้าง แรงงานนอกระบบ ทำงานรายได้ต่ำ ทั้งหมดยิ่งตอกย้ำว่าเด็กมีความเสี่ยงหลุดนอกระบบมากขึ้น ขณะเดียวกันยังมีเรื่องต้นทุนอื่นๆที่สูงเช่นกัน และสภาพเด็กเมื่ออยู่ในวัยแรงงานก็ต้องเลี้ยงตัวเองและครอบครัว ดังนั้นแนวทางการช่วยเหลือไม่ใช่การเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเพิ่มช่องทางอาชีพและการเรียนที่ยืดหยุ่น self esteem ทักษะชีวิต เพราะความสำคัญของการศึกษาต่ออนาคตจะสร้างความมั่นคงได้มากขึ้น
  นายอรรฆ กล่าวว่า หลังจากนี้จะทำงานร่วมกับชุมชม NGO ต่างๆ รวมแล้วมากกว่า 10 องค์กรในพื้นที่กทม. เพื่อช่วยเหลือเด็กกลุ่มเปราะบางมากกว่า 1,000 คน ภายใต้แนวทางการทำฐานชุมชนและภาคประชาสังคมให้เข้มแข็ง เพราะครอบครัวส่วนใหญ่มีปัญหา จึงต้องเข้าไปดูแล และต้องทำตัวเป็นบ้านให้เด็กๆ สำคัญกว่านั้นเด็กหลายคนมีผลการเรียนดี แต่ครอบครัวมีปัญหาอุปสรรคจึงไม่สามารถไปต่อได้ ดังนั้นไม่ใช่คนจนทุกคนจะต้อง Drop out

ขณะที่ นางสาวทองพูล บัวศรี หรือ ครูจิ๋ว ผู้จัดการโครงการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก กล่าวว่า ชุมชนโค้งรถไฟยมราชมีเด็กรวมทั้งสิ้น 200 กว่าคน แต่มีเด็กกลุ่มเปราะบาง ที่มีครอบครัว มีที่พัก แต่ด้อยโอกาส ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่หรือมีฐานะยากจน ที่อยู่ในการดูแลของครูจิ๋วจำนวน 67 คน เด็กกลุ่มนี้จัดเป็นเด็กกลุ่มเสี่ยงที่จะหลุดออกนอกระบบการศึกษา เพราะมีอาชีพเป็นเด็กเร่ร่อน ขอทานชั่วคราว ที่ต้องออกไปขอเงิน ขายพวงมาลัย ดอกจำปีตามถนนในวันหยุด เพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว เมื่อเกิดโควิด-19 เด็กออกไปทำงานไม่ได้ รายได้ขาด ก็ทำให้เด็กที่พื้นฐานลำบากอยู่แล้วได้รับผลกระทบหลายด้าน ทั้งปัญหาความรุนแรงในครอบครัว และปัญหาความเสี่ยงที่เด็กจะหลุดออกนอกระบบการศึกษาช่วงใกล้เปิดเทมอ เพราะไม่มีเงินซื้ออุปกรณ์การเรียน ซื้อเสื้อผ้า บางครอบครัวก็ไม่อยากให้เด็กได้เรียน เพราะอยากให้ทำงานชดเชยช่วงที่ขาดรายได้

“เด็กกลุ่มเปราะบางทั้ง 67 คน ทุกคนเป็นเด็กที่ครอบครัวไม่พร้อม บางคนอยู่กับตายาย อยู่กับญาติ อยู่กับพ่อแม่ แต่ก็ยากจน พ่อแม่ทำอาชีพรับจ้างทั่วไป รายได้ไม่แน่นอน ไม่มีสวัสดิการ เงินที่หาได้พอแค่มีกินไปวันๆ ดังนั้นค่าเช่าบ้าน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าใช้จ่ายเวลาไปโรงเรียน จึงกลายเป็นภาระที่เด็กต้องรับผิดชอบ หลังสถานการณ์โควิด ครูต้องพยายามช่วยทุกทาง เพื่อไม่ให้เด็กต้องหลุดออกนอกระบบการศึกษา ต้องสื่อสารกับผู้ปกครองให้เห็นความสำคัญของการศึกษา อุปกรณ์การเรียน อะไรที่ขาดจะช่วยหาให้ เราไม่อยากให้เด็กต้องหยุดเรื่องการศึกษา จึงพยายามสร้างโอกาสให้เด็กได้ทำงานด้วยเรียนด้วย อยากให้ช่วยประคับประคองให้เด็กได้รับโอกาสเท่าๆ กัน อย่างน้อยให้เด็กกลุ่มเปราะบางมีโอกาสได้รับการศึกษาจนจบ ม.3 ตามพื้นฐาน นั้นคือสิ่งที่ครูปรารถนา” ครูจิ๋ว กล่าว