สะพานชิคาโกค้างกลางอากาศ หลังเปิดให้เรือผ่านแล้วปิดไม่ลง เหตุจากอากาศร้อนจัดจนโครงเหล็กขยายตัว

สะพานชิคาโกค้างกลางอากาศ หลังเปิดให้เรือผ่านแล้วปิดไม่ลง เหตุจากอากาศร้อนจัดจนโครงเหล็กขยายตัว

3 ก.ย. 2569 09:04 น.

สะพานชิคาโกค้างกลางอากาศ หลังเปิดให้เรือผ่านแล้วปิดไม่ลง เหตุจากอากาศร้อนจัดจนโครงเหล็กขยายตัว

สะพานรถข้ามในเมืองชิคาโก ของสหรัฐฯ ยกค้างอยู่นานกว่า 4 ชั่วโมง หลังเปิดสะพานเพื่อให้เรือแล่นผ่าน แต่อากาศร้อนจัดทำให้เหล็กขยายตัวจนปิดไม่ลง จนท.ต้องนำเรือดับเพลิงมาฉีดน้ำเพื่อช่วยลดความร้อน

เหตุการณ์ไม่คาดคิดนี้เกิดขึ้นช่วงเวลาประมาณ 10.00 น. วันที่ 2 กันยายน ตามเวลาท้องถิ่น บริเวณสะพานที่ทอดข้ามแม่น้ำชิคาโกใกล้กับ Navy Pier โดยเป็นการยกสะพานตามกำหนด เพื่อเปิดทางให้เรือ Spirit of Chicago ซึ่งเป็นเรือรับประทานอาหารและท่องเที่ยวในแม่น้ำผ่านเข้า-ออกพื้นที่ 

อย่างไรก็ตาม หลังจากเรือผ่านไปแล้ว สะพานกลับไม่สามารถลดระดับลงจนปิดสนิทได้ โดยกระทรวงคมนาคมเมืองชิคาโก หรือ CDOT ระบุว่า เกิดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศร้อน ทำให้ชิ้นส่วนของสะพานเกิดการขยายตัวจากความร้อน (thermal expansion) ทำให้ยกสะพานลงตามเดิมไม่ได้ ในที่สุดเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเมืองชิคาโกต้องนำเรือออกไปบริเวณแม่น้ำ ก่อนใช้สายฉีดน้ำแรงดันสูงฉีดน้ำจำนวนมากขึ้นไปยังโครงสร้างสะพาน เพื่อช่วยลดอุณหภูมิของโลหะ

วิธีดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดการขยายตัวของชิ้นส่วนโลหะ ขณะที่เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินก็พยายามปรับและแก้ไขกลไกของสะพาน เพื่อให้สามารถลดระดับลงได้อย่างปลอดภัย 

เหตุการณ์ทำให้การจราจรบน DuSable Lake Shore Drive ซึ่งเป็นถนนสายสำคัญของชิคาโกติดขัดอย่างหนัก รถยนต์ต้องชะลอและเปลี่ยนเส้นทาง ขณะที่ประชาชนจำนวนหนึ่งต้องหยุดรออยู่บริเวณสะพาน 

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ชิคาโกกำลังเผชิญคลื่นความร้อน โดยมีการประกาศ Heat Advisory ในพื้นที่ และคาดว่าดัชนีความร้อน หรืออุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกจริง อาจสูงถึง 100-110 องศาฟาเรนไฮต์ หรือประมาณ 38-43 องศาเซลเซียส 

รายงานจาก Chicago Sun-Times ระบุว่า อุณหภูมิในช่วงบ่ายพุ่งแตะประมาณ 90 องศาฟาเรนไฮต์ หรือราว 32 องศาเซลเซียส ขณะที่หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาสหรัฐฯ เตือนถึงสภาพอากาศร้อนจัดในพื้นที่ 

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ปัญหาลักษณะนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงที่อากาศร้อนจัด โดยการยกสะพานตามกำหนดการในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงมักเกิดขึ้นในช่วงที่อุณหภูมิไม่สูงมากนัก 

อย่างไรก็ตาม ในที่สุด เจ้าหน้าที่สามารถทำให้สะพานปิดลงได้อย่างสมบูรณ์ และเปิดการจราจรอีกครั้งในเวลาประมาณ 14.30 น. หรือหลังจากสะพานค้างอยู่ในตำแหน่งยกขึ้นนานกว่า 4 ชั่วโมง โดยไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ 

ปัญหาสะพานในชิคาโกค้างหลังยกเพื่อเปิดทางให้เรือผ่านเคยเกิดขึ้นมาแล้ว โดยในอดีตสะพานหลายแห่งของเมืองเคยมีปัญหาคล้ายกันจากการที่โลหะขยายตัวเมื่อได้รับความร้อน และเจ้าหน้าที่เคยใช้วิธีฉีดน้ำเพื่อทำให้โครงสร้างเย็นลงและหดตัวจนสามารถปิดสะพานได้.

ที่มา : AP

เกิดเหตุกราดยิงกลางเมืองมินนิแอโพลิส เจ็บ 7 ราย รวมตำรวจ 2 นาย มือปืนดับคาที่

เกิดเหตุกราดยิงกลางเมืองมินนิแอโพลิส เจ็บ 7 ราย รวมตำรวจ 2 นาย มือปืนดับคาที่

3 ก.ย. 2569 08:36 น.

เกิดเหตุกราดยิงกลางเมืองมินนิแอโพลิส เจ็บ 7 ราย รวมตำรวจ 2 นาย มือปืนดับคาที่

เกิดเหตุระทึก คนร้ายกราดยิงในย่านใจกลางเมืองมินนิแอโพลิส รัฐมินนิโซตา ของสหรัฐฯ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ บาดเจ็บ 7 ราย รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะที่มือปืนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

วันที่ 3 กันยายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนกราดยิงบริเวณอพาร์ทเมนต์พักอาศัย ในย่านใจกลางเมืองมินนิแอโพลิส รัฐมินนิโซตา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ และผู้ต้องสงสัยเสียชีวิตหลังก่อเหตุ ขณะที่ตำรวจ 2 นายได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืน

เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่า เสียงปืนดังขึ้นบริเวณชั้นบนของอาคาร เมื่อเข้าตรวจสอบอาคารเมื่อเวลาประมาณ 16.39 น. ตามเวลาท้องถิ่น พบเหยื่อรายแรกเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ส่วนรายที่ 2 เสียชีวิตหลังถูกนำตัวส่งศูนย์การแพทย์เฮนเนพิน เคาน์ตี ขณะที่ตำรวจ 2 นายถูกยิงได้รับบาดเจ็บ โดยนายหนึ่งถูกยิงที่ขา แต่อาการไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต ส่วนอีกนายต้องเข้ารับการผ่าตัด

ทางด้านนายเจค็อบ เฟรย์ นายกเทศมนตรีเมืองมินนิแอโพลิส เตือนประชาชนให้อยู่ห่างจากย่านลอริงพาร์ก ขณะที่จนถึงตอนนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่เปิดเผยตัวตนของผู้ต้องสงสัย ซึ่งเสียชีวิตในเหตุการณ์

ขณะที่นายทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา แสดงความขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่เข้าปฏิบัติหน้าที่เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชน พร้อมส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยและผู้ปฏิบัติงานในเหตุการณ์ ส่วนทางด้านนายคริสโตเฟอร์ เรย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือเอฟบีไอ ระบุว่า เอฟบีไอได้ส่งทรัพยากรและกำลังสนับสนุนหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่แล้ว.

 ที่มา AFP

ดับทะลุ 1,200 ศพ กู้ภัยเนปาลยังไม่หมดหวัง เร่งหาผู้รอดชีวิตที่ติดในอุโมงค์

ดับทะลุ 1,200 ศพ กู้ภัยเนปาลยังไม่หมดหวัง เร่งหาผู้รอดชีวิตที่ติดในอุโมงค์

3 ก.ย. 2569 05:32 น.

ดับทะลุ 1,200 ศพ กู้ภัยเนปาลยังไม่หมดหวัง เร่งหาผู้รอดชีวิตที่ติดในอุโมงค์

หน่วยกู้ภัยเนปาลกำลังเร่งมือแข่งกับเวลา เพื่อเข้าถึงผู้สูญหายนับร้อยคนที่ติดอยู่ในอุโมงค์ของโรงงานไฟฟ้าพลังงานน้ำ โดยยังไม่หมดหวังแม้เวลาจะผ่านมา 1 สัปดาห์แล้วนับตั้งแต่เกิดภัยพิบัติ

ทีมกู้ภัยเร่งทำงานอย่างหนักเมื่อวันพุธ (2 ก.ย.) เพื่อเข้าถึงคนงานนับร้อยคนที่คาดว่าติดอยู่ภายในอุโมงค์โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำในแถบเทือกเขาของเนปาล ซึ่งนับเป็นหนึ่งในความหวังสุดท้ายที่จะพบผู้รอดชีวิต หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในเทือกเขาหิมาลัยคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากกว่า 1,200 ศพ

น้ำท่วมดังกล่าวมีสาเหตุมาจากการพังทลายของธารน้ำแข็งใกล้พรมแดนเนปาลติดกับจีน ส่งผลให้เมืองและหุบเขาตลอดแนวเทือกเขาได้รับความเสียหายอย่างหนัก ยอดผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันแล้วมีอย่างน้อย 1,204 ศพ และยังมีผู้สูญหายอีกมากกว่า 4,200 คน

ความพยายามในการกู้ภัยมุ่งเน้นไปที่อุโมงค์ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำมากขึ้น เนื่องจากทางการเชื่อว่าคนงานอาจยังรอดชีวิตอยู่ หลังจากถูกตัดขาดจากกระแสน้ำและเศษซากความเสียหาย โดยอุโมงค์บางจุดมีช่องที่มีการส่งอากาศเข้าไปเลี้ยง และเจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังพยายามเข้าถึงคนงานที่สูญหายราว 900 คน

“เรามั่นใจมากว่ายังมีชีวิตอยู่ข้างในนั้น เพราะ… มีอาหารและน้ำอยู่ในตัวอาคาร ซึ่งน่าจะสร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการสื่อสารและเป็นสถานที่พักผ่อน” อัมชู กิรัน ชาฮี (Amshu Kiran Shahi) กรรมการบริหารการไฟฟ้าเนปาล กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ส

ทางการระบุว่า โอกาสที่จะพบผู้รอดชีวิตในจุดอื่นเริ่มริบหรี่ลงเรื่อยๆ แต่ปฏิบัติการกู้ภัยยังคงดำเนินไปอย่างไม่ลดละ โดยทีมกู้ภัยได้ค้นหาตามแนวไหล่เขาบริเวณชายแดนติดกับจีน ซึ่งเป็นจุดที่กระแสน้ำพัดถล่มเมืองและหุบเขาจนพังราบ

“ความหวังที่จะพบผู้รอดชีวิตกำลังลดลงเรื่อยๆ” พนินทรา เปาเดล (Phanindra Paudel) เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินแห่งชาติเนปาล กล่าว “เราได้แต่ภาวนาและมีความหวัง ความหวังก็คือความหวัง”

ขณะที่นายกรัฐมนตรี บาเลนทรา ชาห์ กล่าวต่อรัฐสภาว่า การค้นหาจะดำเนินต่อไป “สิ่งที่เราให้ความสำคัญที่สุดยังชัดเจน นั่นคือการดำเนินปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยต่อไป ค้นหาผู้ที่ยังคงสูญหาย และให้ความช่วยเหลือทุกคนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง”

ทั้งนี้ ปฏิบัติการกู้ภัยขนาดใหญ่กำลังดำเนินอยู่หรืออยู่ในแผนงาน ที่โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ 4 แห่ง โดยมีทีมกู้ภัยเชี่ยวชาญพิเศษจากอินเดีย จีน และสหรัฐอเมริกา ได้เข้าร่วมในความพยายามกู้ภัยภายในอุโมงค์ครั้งนี้ด้วย

ชาฮีกล่าวว่า มี 2 จุดที่มีผู้สูญหายราว 90 คน ซึ่งถือเป็นจุดที่มีหวังพบผู้รอดชีวิตมากที่สุด เนื่องจากมีอากาศอยู่ภายในอุโมงค์ โดยเฉพาะที่โครงการ “ตรีศูลี-3เอ” (Trishuli-3A) เจ้าหน้าที่เชื่อว่ามีห้องที่แห้งอยู่ข้างใน และคาดว่ามีออกซิเจนไหลเวียนผ่านอุโมงค์ โดยมีการใช้ท่อส่งออกซิเจนเข้าไปข้างในเพิ่มเติมด้วย

ขณะที่ในฝั่งทิเบตข้ามชายแดนไปนั้น ประเทศจีนได้ปรับเพิ่มยอดผู้เสียชีวิตเป็น 21 ศพ และยังมีผู้สูญหายอยู่อีก 541 คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อูเบอร์เตรียมปลดพนักงาน 10% เยอะสุดนับตั้งแต่ช่วงโควิด

อูเบอร์เตรียมปลดพนักงาน 10% เยอะสุดนับตั้งแต่ช่วงโควิด

3 ก.ย. 2569 04:47 น.

อูเบอร์เตรียมปลดพนักงาน 10% เยอะสุดนับตั้งแต่ช่วงโควิด

บริษัท อูเบอร์ เตรียมปลดพนักงานกว่า 10% ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดนับตั้งแต่ยุคโควิด-19 เพื่อรับมือกับการเติบโตของบริการแท็กซี่ไร้คนขับ ที่กำลังเข้ามาตีตลาดธุรกิจบริการเรียกรถ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 2 ก.ย. 2569 ว่า บริษัท อูเบอร์ (Uber) เทคโนโลยีส์ เตรียมปลดพนักงานประมาณ 3,300 คน หรือคิดเป็น 10% ของพนักงานทั้งหมด ซึ่งเป็นการลดขนาดองค์กรครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพื่อรับมือกับการเติบโตของบริการแท็กซี่ไร้คนขับ (Robotaxi) ที่เริ่มเข้ามารุกตลาดธุรกิจบริการเรียกรถ

ดารา คอสโรวชาฮี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ระบุในบันทึกถึงพนักงานเมื่อวันพุธ (2 ก.ย.) ว่า การปลดพนักงานในครั้งนี้จะช่วยลดชั้นการบริหารและลดความซับซ้อนขององค์กร ซึ่งขยายตัวขึ้นในช่วงที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ในปัจจุบันกลับกลายเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจ

คอสโรวชาฮีไม่ได้โทษความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ว่าเป็นเพราะปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้ว่าความพยายามในการนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ จะเป็นปัจจัยให้เกิดการปลดพนักงานระลอกใหญ่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในปีนี้ก็ตาม โดยเว็บไซต์ติดตามผล layoffs.fyi ระบุตัวเลขรวมผู้ถูกปลดพนักงานไว้ที่มากกว่า 123,000 คน จากเกือบ 390 บริษัท

“องค์กรที่กระชับขึ้นจะหมายถึงขอบเขตความรับผิดชอบที่ชัดเจนขึ้น การตัดสินใจที่รวดเร็วขึ้น และมีเวลาสำหรับการพัฒนาสร้างสรรค์มากกว่าการประสานงาน อีกทั้งยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งเราตั้งใจจะนำกลับไปลงทุนใหม่เพื่อการเติบโต นวัตกรรม และศักยภาพที่จะมีความสำคัญที่สุดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า” คอสโรวชาฮีกล่าว

ราคาหุ้นของอูเบอร์ปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 2% หลังจากมีประกาศดังกล่าว ทั้งนี้ หุ้นอูเบอร์เป็นหุ้นในกลุ่มดัชนี S&P500 ที่ทำผลงานได้ไม่ดีนัก และต่ำกว่าบริษัทคู่แข่งอย่าง Lyft โดยในปีนี้อูเบอร์ปรับตัวลดลงเกือบ 8% จากความกังวลเกี่ยวกับการแข่งขันที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ แพลตฟอร์มรับส่งอาหารอย่าง DoorDash, Instacart และแพลตฟอร์มจัดส่งท้องถิ่น ต่างสร้างแรงกดดันต่อ Uber Eats ทำให้บริษัทต้องหันไปพึ่งพาการเข้าซื้อกิจการ เช่น การเข้าซื้อ Delivery Hero มูลค่า 1.48 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อขยายขนาดธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ดียิ่งขึ้น

หนึ่งในความกังวลของ Uber มาจากรายงานเกี่ยวกับความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่าง Uber และ Waymo ซึ่งเป็นผู้ให้บริการแท็กซี่ไร้คนขับ (Robotaxi) รายใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ โดย Waymo ได้เปิดให้เรียกใช้บริการรถของตนผ่านแอปพลิเคชัน Uber ในเมืองออสตินและแอตแลนตา

ขณะเดียวกัน Waymo ก็ได้ขยายธุรกิจไปยังตลาดใหม่ๆ โดยไม่ผ่าน Uber เช่นเดียวกับคู่แข่งอย่าง Tesla ที่เพิ่มการลงทุนในธุรกิจแท็กซี่ไร้คนขับเป็นเท่าตัว สิ่งนี้ยิ่งกระตุ้นความกังวลว่า การเพิ่มขึ้นของฝูงรถยนต์ไร้คนขับอาจเข้ามาลดทอนบทบาทของ Uber ในฐานะตัวกลางที่ทำกำไรระหว่างยานพาหนะและผู้โดยสาร

เพื่อปกป้องตำแหน่งในตลาด Uber มีแผนที่จะทุ่มเงินมากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้าสู่ธุรกิจแท็กซี่ไร้คนขับในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยเป็นการสนับสนุนบริษัทต่างๆ ที่พัฒนาระบบขับขี่อัตโนมัติ และวางตำแหน่งตัวเองให้เป็นศูนย์กลางหลักสำหรับการเดินทางด้วยรถยนต์ไร้คนขับ

การปลดพนักงานครั้งนี้ ถือเป็นการลดพนักงานครั้งใหญ่ที่สุดของ Uber นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2563 ซึ่งในตอนนั้นวิกฤตความต้องการที่ลดลงจากสถานการณ์โรคระบาด ทำให้บริษัทต้องปรับลดตำแหน่งงานไปถึง 6,700 ตำแหน่ง หรือเกือบ 1 ใน 4 ของพนักงานทั้งหมด

นอกจากนี้ Uber ยังต้องรับมือกับค่าใช้จ่ายด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) หลังจากพนักงานใช้งบประมาณด้านเทคโนโลยีดังกล่าวของปี 2569 หมดเกือบทั้งหมดภายในเวลาเพียงสี่เดือนเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ก.คลังสหรัฐฯ ออกเหรียญ 1 ดอลลาร์รูปหน้า โดนัลด์ ทรัมป์

ก.คลังสหรัฐฯ ออกเหรียญ 1 ดอลลาร์รูปหน้า โดนัลด์ ทรัมป์

3 ก.ย. 2569 02:56 น.

ก.คลังสหรัฐฯ ออกเหรียญ 1 ดอลลาร์รูปหน้า โดนัลด์ ทรัมป์

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกเหรียญ 1 ดอลลาร์รุ่นใหม่ ที่มีรูปใบหน้าของโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อฉลองครบรอบ 250 ปีการก่อตั้งสหรัฐฯ ท่ามกลางคำถามว่า การทำเช่นนี้จะผิดกฎหมายหรือไม่

เมื่อวันพุธที่ 2 ก.ย. 2569 กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกเหรียญราคา 1 ดอลลาร์ที่มีใบหน้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อฉลองวาระครบรอบ 250 ปี การก่อตั้งสหรัฐอเมริกา นับเป็นความเคลื่อนไหวที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ที่มีการนำภาพประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ยังมีชีวิตอยู่ประทับลงบนเหรียญซึ่งใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย

เหรียญดังกล่าวจะถูกจำหน่ายในราคา 61 ดอลลาร์ (ราว 2,000 บาท) ต่อ 1 ห่อ (25 เหรียญ) ซึ่งคิดเป็นราคาที่บวกเพิ่มขึ้นถึง 144% จากมูลค่าของเหรียญ ส่วนถุงบรรจุ 100 เหรียญ วางจำหน่ายในราคา 154.50 ดอลลาร์ (ราว 5,110 บาท)

ตอนที่กระทรวงการคลังประกาศแผนการนี้ ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเหรียญดังกล่าวจะมีมูลค่าทางเงินตราที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย หรือเป็นเพียงเหรียญที่ระลึกเท่านั้น แต่เมื่อวันพุธ โรงกษาปณ์สหรัฐฯ (US Mint) ระบุว่าเหรียญเหล่านี้ “จะถูกนำออกหมุนเวียนในระบบด้วย”

การนำใบหน้าของทรัมป์ไปอยู่บนเหรียญที่มีมูลค่าชำระหนี้ตามกฎหมาย ขัดต่อกฎหมายสหรัฐฯ ที่ระบุไว้ว่า ห้ามนำภาพประธานาธิบดีที่ยังมีชีวิตอยู่ไปปรากฏบนเงินตราของสหรัฐฯ

ทรัมป์ได้ท้าทายธรรมเนียมปฏิบัติและข้อจำกัดทางกฎหมายอย่างรุนแรงในการผลักดันเพื่อรื้อโครงสร้างสถาบันต่างๆ ของสหรัฐฯ ในการดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง ซึ่งรวมถึงการนำชื่อของเขาไปติดที่ศูนย์ศิลปะเคเนดี และการทุบทำลายปีกตะวันออก (East Wing) ของทำเนียบขาวเพื่อสร้างห้องบอลรูมแห่งใหม่

เหรียญรุ่นใหม่นี้มีใบหน้าของทรัมป์อยู่ด้านหนึ่ง พร้อมข้อความ “Liberty” (เสรีภาพ) และ “In God We Trust” (เราเชื่อมั่นในพระเจ้า) นอกจากนี้ยังระบุปี ค.ศ. 1776-2026 เพื่อสื่อความหมายถึงการครบรอบ 250 ปีแห่งอิสรภาพของสหรัฐฯ

ส่วนอีกด้านหนึ่งของเหรียญเป็นตราประทับประธานาธิบดีสหรัฐฯ เวอร์ชันพิเศษ ซึ่งเป็นรูปนกอินทรีถือลูกธนูและกิ่งมะกอก โดยมีโล่ที่ระบุตัวเลข “250” ปิดทับอยู่

นี่เป็นเพียงความเคลื่อนไหวล่าสุดในแคมเปญของทรัมป์ ที่ต้องการนำใบหน้าและชื่อของตัวเองไปอยู่บนเงินตราของสหรัฐฯ โดยเมื่อเดือนพฤษภาคม สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่ากระทรวงของเขากำลังดำเนินแผนการออกธนบัตรราคา 250 ดอลลาร์รุ่นใหม่ที่มีใบหน้าของทรัมป์

เขายอมรับว่าการดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องให้สภาคองเกรสแก้ไขกฎหมายที่ห้ามไม่ให้บุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ปรากฏบนธนบัตรและเหรียญกษาปณ์

ก่อนหน้านั้นเมื่อเดือนมีนาคม กระทรวงการคลังประกาศว่า จะออกธนบัตรที่มีลายเซ็นของนายทรัมป์ในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะถือเป็นครั้งแรกที่ธนบัตรสหรัฐฯ จะมีลายเซ็นของประธานาธิบดีที่ยังอยู่ในตำแหน่ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เนเธอร์แลนด์ย้ายทองคำ 86 ตัน ไปลอนดอน “เตรียมพร้อมรับมือวิกฤต”

เนเธอร์แลนด์ย้ายทองคำ 86 ตัน ไปลอนดอน “เตรียมพร้อมรับมือวิกฤต”

3 ก.ย. 2569 02:08 น.

เนเธอร์แลนด์ย้ายทองคำ 86 ตัน ไปลอนดอน “เตรียมพร้อมรับมือวิกฤต”

ธนาคารกลางเนเธอร์แลนด์ดำเนินการขนย้ายทองคำมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ออกจากสหรัฐฯ กับแคนาดา ไปเก็บไว้ในกรุงลอนดอนแทน โดยอ้างเหตุผลเรื่องความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์

เมื่อวันพุธที่ 2 ก.ย. 2569 ธนาคารกลางแห่งเนเธอร์แลนด์ (DNB) ยืนยันว่า พวกเขาดำเนินการย้ายทองคำมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ออกจากอเมริกาเหนือไปยังกรุงลอนดอน โดยอ้างเหตุผลเรื่อง “ความไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น”

DNB ระบุว่า ทองคำน้ำหนักรวม 86 ตัน ถูกขนย้ายออกจากสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ผ่านปฏิบัติการอันซับซ้อนที่ใช้เวลานานหลายเดือน โดยปัจจุบันทองคำดังกล่าวถูกเก็บรักษาไว้ที่ธนาคารแห่งชาติอังกฤษ (Bank of England) ซึ่งเป็นสถานที่ที่โลหะมีค่านี้จะสามารถซื้อขายได้ง่ายขึ้น “ในสถานการณ์วิกฤต”

โอลาฟ สไลเพน (Olaf Sleijpen) ประธานธนาคารกลางเนเธอร์แลนด์กล่าวว่า การดำเนินการครั้งนี้ “มีความจำเป็นเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความพร้อมรับมือของเรา”

การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางข้อพิพาททางการค้าที่กำลังดำเนินอยู่ระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดา โดยทั้งสองประเทศได้ประกาศเก็บภาษีศุลกากรใหม่ตอบโต้กัน หลังจากเจรจาทางการค้าล้มเหลว

DNB ระบุว่า การย้ายทองคำซึ่งเกิดขึ้นระหว่างเดือนมีนาคมถึงสิงหาคม ได้มีการขนส่งทองคำแท่งน้ำหนัก 27 ตัน จากนิวยอร์กและออตตาวา ไปยังเมืองไซสต์ (Zeist) ในเนเธอร์แลนด์ จากนั้น ทองคำในปริมาณและคุณภาพใกล้เคียงกัน ได้ถูกย้ายต่อไปยังลอนดอน โดยไม่จำเป็นต้องนำทองคำแท่งไปหลอมใหม่

อย่างไรก็ตาม ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดที่แน่ชัดว่า ทองคำจำนวนมหาศาลเช่นนี้ถูกขนส่งข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกด้วยวิธีใด

ธนาคารกลางระบุเสริมว่า ส่วนที่เหลือของกระบวนการโยกย้าย ดำเนินการโดยการขายทองคำในนิวยอร์ก และทำการซื้อกลับคืนในลอนดอน

“การรวมกระบวนการซื้อ ขาย และการขนส่งทางกายภาพเข้าด้วยกัน ทำให้ DNB สามารถกระจายความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการย้ายสถานที่เก็บทองคำแท่งที่มีความซับซ้อนเช่นนี้ได้” แถลงการณ์ระบุ

DNB ไม่ได้ยืนยันเฉพาะเจาะจงว่า “ความไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์” ที่อ้างถึงนั้นหมายถึงสิ่งใด แต่เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะคลุมเครือและไม่แน่นอน เนื่องจากสงครามที่กำลังดำเนินอยู่กับอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้าทั่วโลก

ในขณะเดียวกัน แคนาดาได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการที่สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีศุลกากรในอุตสาหกรรมหลัก เช่น เหล็กกล้า อะลูมิเนียม ไม้แปรรูป และยานยนต์ รวมถึงการเก็บภาษีเพิ่มเติมอีก 50% สำหรับสินค้าแคนาดามูลค่าราว 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์แคนาดาที่ประกาศไปเมื่อเดือนสิงหาคม

DNB ระบุว่า ทองคำที่เก็บรักษาไว้กับธนาคารแห่งชาติอังกฤษ “ถือเป็นทองคำที่สามารถซื้อขายได้ง่ายที่สุดในโลก” ดังนั้นจึงพร้อมนำมาใช้งานในยามวิกฤตได้รวดเร็วกว่าการเก็บไว้ในสหรัฐฯ หรือแคนาดา

ทั้งนี้ ก่อนการประกาศเมื่อวันพุธ DNB เก็บทองคำ 31.3% ไว้ที่นิวยอร์ก และ 19.7% ที่ออตตาวา ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนดังกล่าวได้ลดลงเหลือ 18.5% ในทั้งสองประเทศรวมกัน

DNB เปิดเผยว่า ทองคำสำรองทั้งหมดของเนเธอร์แลนด์ ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 612.4 ตัน และมีมูลค่าประเมินอยู่ที่ 7.22 หมื่นล้านยูโร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ซาอุฯ โวย อิหร่านโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน ทำลูกเรือฟิลิปปินส์ดับ 2 ศพ

ซาอุฯ โวย อิหร่านโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน ทำลูกเรือฟิลิปปินส์ดับ 2 ศพ

3 ก.ย. 2569 01:24 น.

ซาอุฯ โวย อิหร่านโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน ทำลูกเรือฟิลิปปินส์ดับ 2 ศพ

ซาอุดีอาระเบียกล่าวหาอิหร่านว่า โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของพวกเขา จนทำให้ลูกเรือชาวฟิลิปปินส์เสียชีวิต 2 ศพ แต่ฝ่ายอิหร่านปฏิเสธ โดยบอกว่าเรือดังกล่าวแล่นในเส้นทางที่ไม่ได้รับอนุญาตและไปโดนกับระเบิดเอง

เมื่อวันพุธที่ 2 ก.ย. 2569 “บาห์รี” (Bahri) บริษัทเดินเรือแห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย ออกมายืนยันว่า เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ของพวกเขาที่มีชื่อว่า “ซิดร์” (Sidr) ถูกโจมตีด้วยวัตถุระเบิดไม่ทราบชนิดทางตอนเหนือของคาบสมุทรดอนมูซันดัม ประเทศโอมาน ขณะกำลังแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา (31 ส.ค.)

บาห์รี กล่าวหาว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นฝีมือของอิหร่าน ส่งผลให้ลูกเรือชาวฟิลิปปินส์เสียชีวิต 2 ศพ นอกจากนี้ ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เรือบรรทุกน้ำมันสัญชาติเกาหลีใต้ชื่อ “เซเนกัล พรอสเพอริตี” (Senegal Prosperity) ก็ถูกโจมตีทางตะวันออกของมูซันดัมเช่นกัน โดยเรือทั้งสองลำกำลังขนน้ำมันดิบของซาอุฯ ลำละประมาณ 2 ล้านบาร์เรล

ด้านอิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหาของซาอุดีอาระเบีย โดยกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) อ้างว่าเรือบรรทุกน้ำมันทั้งสองลำพยายามใช้เส้นทางเดินเรือตามคำแนะนำของกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตจากอิหร่าน จนไปชนเข้ากับกับระเบิดในทะเลและเกิดเพลิงไหม้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการปะทะระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่ดินแดนของอิหร่าน ขณะที่อิหร่านยิงมิสไซล์และส่งโดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศอาหรับเพื่อนบ้าน

กระทรวงสาธารณสุขของอิหร่านรายงานว่า การโจมตีของสหรัฐฯ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ศพ และบาดเจ็บอีก 108 ราย

ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติประมาณ 1 ใน 5 ของโลก ตกอยู่ในสภาวะงอนง่อและอันตรายอย่างมากจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ

แม้สหรัฐฯ จะยืนยันว่าเส้นทางเดินเรือยังเปิดอยู่และช่วยดูแลความปลอดภัยของเรือสินค้า แต่เหตุโจมตีล่าสุดยิ่งซ้ำเติมความตึงเครียดต่อความมั่นคงพลังงานและการเดินเรือระหว่างประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

มือยิงชาร์ลี เคิร์ก ปฏิเสธทุกข้อหา ผู้พิพากษาเปิดทางลงโทษประหาร

มือยิงชาร์ลี เคิร์ก ปฏิเสธทุกข้อหา ผู้พิพากษาเปิดทางลงโทษประหาร

2 ก.ย. 2569 23:51 น.

มือยิงชาร์ลี เคิร์ก ปฏิเสธทุกข้อหา ผู้พิพากษาเปิดทางลงโทษประหาร

มือปืนผู้ก่อเหตุลอบสังหาร ชาร์ลี เคิร์ก เมื่อปีก่อน ให้การในชั้นศาล ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ขณะที่ผู้พิพากษาอนุญาตให้อัยการเรียกร้องโทษประหารได้ เนื่องจากการกระทำของคนร้ายมีความรุนแรงมาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2569 ว่า นาย ไทเลอร์ โรบินสัน วัย 23 ปี ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรม ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวทางการเมืองชื่อดังของสหรัฐฯ ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ขณะที่ผู้พิพากษาตัดสินใจเปิดทางให้อัยการสามารถร้องขอโทษประหารชีวิตในการพิจารณาคดีได้

โรบินสันให้การปฏิเสธข้อหาฆาตกรรมอุกฉกรรจ์ (Aggravated murder) ซึ่งมีโทษถึงประหารชีวิตในรัฐยูทาห์ รวมถึงข้อหาอื่นอีก 6 ข้อหา จากเหตุยิง ชาร์ลี เคิร์ก วัย 31 ปี เสียชีวิตกลางงานกิจกรรมที่มหาวิทยาลัย ยูทาห์ แวลลีย์ เมื่อ 10 ก.ย. 2568

แม้ฝ่ายจำเลยพยายามคัดค้าน แต่ผู้พิพากษาอนุมัติให้อัยการสามารถเรียกร้องโทษประหารชีวิตได้ เนื่องจากมี “เหตุฉกรรจ์เพิ่มโทษ” โดยอัยการชี้ว่าการยิงปืนเข้าไปในกลุ่มคนที่มีเด็กอยู่นั้น เป็นการเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตของผู้อื่นอย่างร้ายแรง

นอกจากนั้น อัยการเสนอหลักฐานแน่นหนา ทั้งภาพวิดีโอวงจรปิด, DNA ของจำเลยที่พบบนอาวุธที่ใช้สังหาร ซึ่งก็คือปืนไรเฟิลของปู่ของโรบินสัน กับบนผ้าขนหนูและไขควงในที่ถูกพบในจุดเกิดเหตุ, รอยสลักบนปลอกกระสุนที่ตรงกับอุปกรณ์ในบ้านพัก และคำสารภาพที่โรบินสันบอกกับเพื่อนร่วมห้องพัก

ในด้านแรงจูงใจในการก่อเหตุ อัยการระบุว่าจำเลยต่อต้านแนวคิดฝ่ายอนุรักษ์นิยมของเคิร์ก โดยเฉพาะประเด็นเรื่องคนข้ามเพศ (Transgender)

ผู้พิพากษายังอนุญาตให้มีการถ่ายทอดสดการพิจารณาคดีเพื่อความโปร่งใส โดยผู้พิพากษานัดขึ้นศาลครั้งต่อไปในวันที่ 23 ต.ค. เพื่อกำหนดวันเริ่มการพิจารณาคดีอย่างเป็นทางการ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

EU-นาโต ลั่น จะยกระดับกดดันรัสเซีย หลังส่งโดรนป่วนเยอรมนี

EU-นาโต ลั่น จะยกระดับกดดันรัสเซีย หลังส่งโดรนป่วนเยอรมนี

2 ก.ย. 2569 23:11 น.

EU-นาโต ลั่น จะยกระดับกดดันรัสเซีย หลังส่งโดรนป่วนเยอรมนี

ผู้นำสหภาพยุโรปกับนาโตยืนยันว่า จะยกระดับการกดดันรัสเซีย หลังจากเกิดเหตุโดรนโจมตีที่สนามบินในเยอรมนี และความพยายามก่อวินาศกรรมหลายครั้งในประเทศยุโรป

เมื่อวันพุธที่ 2 ก.ย. 2569 สหภาพยุโรป (EU) และองค์การนาโต (NATO) ประกาศเตรียมยกระดับการกดดันรัสเซีย หลังเกิดความพยายามโจมตีด้วยโดรนที่ท่าอากาศยานไลป์ซิก ในประเทศเยอรมนี แม้ว่าการโจมตีดังกล่าวจะประสบความล้มเหลว แต่ EU ถือว่านั่นเป็น “การยกระดับความรุนแรงครั้งใหม่”

ก่อนหน้านี้เยอรมนีชี้แจงว่า ผลการสืบสวนและข้อมูลข่าวกรองยืนยันว่ารัสเซียอยู่เบื้องหลังเหตุโดรนติดวัตถุระเบิดพยายามโจมตีเครื่องบินขนส่งสินค้าของยูเครนที่สนามบินไลป์ซิกเมื่อ 4 ส.ค. โดยพบหลักฐานชิ้นส่วนและระเบิดลักษณะเดียวกับที่รัสเซียเคยใช้ในปฏิบัติการไฮบริด (Hybrid operations) รวมถึงชี้ตัวผู้ต้องสงสัยได้ 2 ราย

การค้นพบดังกล่าวทำให้เยอรมนีตอบโต้ด้วยการ สั่งปิดสถานกงสุลรัสเซียในเมืองบอนน์ และสั่งปิดสถาบันวัฒนธรรม Russian House ในเบอร์ลิน ขณะที่รัสเซียปฏิเสธข้อกล่าวหา และขู่จะตอบโต้ในลักษณะเดียวกัน โดยไม่ตัดโอกาสที่จะตัดความสัมพันธ์ทางการทูต

นอกจากนั้น ยังเกิดเหตุที่ต้องสงสัยว่าเป็นการก่อวินาศกรรมหลายจุดในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เช่น การโจมตีสถานีไฟฟ้าย่อยและสายส่งไฟฟ้าในเยอรมนี กับเหตุเพลิงไหม้โรงงานผลิตโดรนรบในโปแลนด์ ซึ่งผู้นำโปแลนด์ระบุว่าเป็นการวางเพลิงและก่อวินาศกรรมโดยเจตนา

นางเออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และนายมาร์ก รุตเตอร์ เลขาธิการองค์กรสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ยืนยันว่าจะไม่ยอมรับการกระทำของรัสเซีย และจะร่วมมือกันตอบโต้ให้เร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

EU เตรียมพิจารณาออกมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติม การจำกัดการเดินทางของผู้ถือพาสปอร์ตรัสเซีย และการรับมือกับ “กองเรือเงา” (Shadow fleet) ของรัสเซียที่ใช้ขนส่งน้ำมันเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร

ขณะเดียวกัน ยุโรปจะเดินหน้าสนับสนุนทางการเงินและอาวุธแก่ยูเครน รวมถึงโครงการพัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธร่วมกัน (Freyja) เพื่อกดดันให้รัสเซียยุติการโจมตียูเครน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไทเกอร์ วูดส์ ถูกห้ามขับรถ 5 ปี หลังยอมรับผิดขับรถประมาท

ไทเกอร์ วูดส์ ถูกห้ามขับรถ 5 ปี หลังยอมรับผิดขับรถประมาท

2 ก.ย. 2569 21:49 น.

ไทเกอร์ วูดส์ ถูกห้ามขับรถ 5 ปี หลังยอมรับผิดขับรถประมาท

ไทเกอร์ วูดส์ โปรกอล์ฟชื่อดัง ถูกห้ามขับรถเป็นเวลา 5 ปี ตามข้อตกลงกับอัยการซึ่งให้เขายอมรับผิดข้อหาขับรถโดยประมาท แทนที่จะเป็นข้อหาขับรถขณะเมาสุราหรือสารเสพติด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 2 ก.ย. 2569 ว่า ไทเกอร์ วูดส์ นักกอล์ฟชื่อดังระดับโลก ตกลงที่จะไม่โต้แย้งข้อหาขับรถโดยประมาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในข้อตกลงที่เขาทำไว้กับอัยการ เพื่อลดโทษจากข้อหาเดิมคือการขับรถขณะเมาสุราหรือสารเสพติด (DUI) หลังเกิดอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำในรัฐฟลอริดา

โปรกอล์ฟชื่อดังยอมรับการถูกยึดใบอนุญาตขับขี่เป็นเวลา 5 ปี และปรับเงินจำนวน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32,000 บาท) ตามข้อตกลงการรับสารภาพกับอัยการในมาร์ตินเคาน์ตี รัฐฟลอริดา

ทั้งนี้ วูดส์ถูกจับกุมหลังเกิดอุบัติเหตุในเดือนมีนาคม โดยไม่มีผู้อื่นได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ นอกจากตัววูดส์ที่ต้องคลานออกมาทางประตูฝั่งผู้โดยสารเพื่อเอาชีวิตรอด

หลังเกิดเหตุ เขายอมเข้ารับการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ทางลมหายใจ แต่ปฏิเสธที่จะเข้ารับการตรวจหาสารเสพติดชนิดอื่นเพิ่มเติม

ในเดือนเดียวกัน เขาปฏิเสธข้อหาลหุโทษฐานขับรถขณะเมาสุราหรือสารเสพติด และข้อหาปฏิเสธการเข้ารับการตรวจ โดยวูดส์ในวัย 50 ปี อ้างว่าเขากำลังอยู่ระหว่างเข้ารับการบำบัดหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

ต่อมาในเดือนเมษายน ตำรวจได้เผยแพร่ภาพจากกล้องติดตัวเจ้าหน้าที่ซึ่งบันทึกเหตุการณ์หลังเกิดเหตุ โดยแสดงให้เห็นตำนานกอล์ฟรายนี้หลังจากรถของเขาเฉี่ยวชนกับรถบรรทุกและพลิกคว่ำ

ในวิดีโอ วูดส์ดูสงบนิ่ง เขาย่อตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งขณะบอกกับเจ้าหน้าที่ว่า “ผมก้มลงมองโทรศัพท์ แล้วจู่ๆ ก็ ตูม”

นายอำเภอ จอห์น บูเดนซีค แห่งมาร์ตินเคาน์ตี กล่าวในขณะนั้นว่า วูดส์ผ่านการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ทางลมหายใจ แต่ปฏิเสธที่จะตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดอื่น ๆ

วูดส์บอกกับเจ้าหน้าที่ว่าเขาไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ในวันนั้น เมื่อถูกถามเกี่ยวกับยาที่แพทย์สั่งจ่าย เขาตอบว่า “ผมกินอยู่สองสามตัว” และเสริมว่าเขาเพิ่งกินไปเมื่อเช้าตรู่วันนั้น จากนั้นเขาได้ไล่เรียงรายชื่อยาที่กิน แต่คลิปวิดีโอในส่วนนั้นถูกเซ็นเซอร์ไว้

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจบอกกับวูดส์ว่า พวกเขาสงสัยว่า “สติสัมปชัญญะตามปกติ” ของเขาลดลงจาก “สารบางอย่างที่ไม่ทราบชนิด”

ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่รายงานว่าพบยาเม็ดสีขาว 2 เม็ดในกระเป๋าของเขา ซึ่งได้รับการยืนยันว่าเป็นยาไฮโดรโคโดน (Hydrocodone) ซึ่งเป็นยาแก้ปวดในกลุ่มโอปิออยด์ที่มักจ่ายตามใบสั่งแพทย์

วูดส์โพสต์ข้อความลงบนโซเชียลมีเดียหลังเกิดเหตุว่า “ผมรู้และเข้าใจถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ที่ผมกำลังเผชิญอยู่ในวันนี้”

“ผมจะขอเว้นช่วงไปสักระยะเพื่อเข้ารับการบำบัดและมุ่งเน้นไปที่สุขภาพของผม นี่ยังเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ผมสามารถให้ความสำคัญกับสุขภาวะของตัวเองและพยายามฟื้นฟูร่างกายอย่างยั่งยืน”

อนึ่ง เหตุการณ์นี้นับเป็นครั้งที่สองที่วูดส์ถูกจับกุมในข้อหาสงสัยว่าขับรถขณะเมาสุราหรือสารเสพติด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc