อิหร่านเผย สหรัฐฯ โจมตีดับ 1 เจ็บ 2 เกิดระเบิดที่เกาะเกชม์

อิหร่านเผย สหรัฐฯ โจมตีดับ 1 เจ็บ 2 เกิดระเบิดที่เกาะเกชม์

13 ก.ค. 2569 00:39 น.

อิหร่านเผย สหรัฐฯ โจมตีดับ 1 เจ็บ 2 เกิดระเบิดที่เกาะเกชม์

สื่ออิหร่านเผยว่า การโจมตีระลอกใหม่ของสหรัฐฯ ทำให้เจ้าหน้าที่บริษัทโทรคมนาคมใกล้อ่าวเปอร์เซียเสียชีวิต 1 ศพ และบาดเจ็บอีก 2 ราย ขณะที่มีรายงานเสียงระเบิดที่เกาะเกชม์ด้วย

เมื่อ 12 ก.ค. 2569 สื่อของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า พนักงานของบริษัทโทรคมนาคมแห่งหนึ่งเสียชีวิตจากการโจมตีในจังหวัดฮอร์โมซกัน (Hormozgan) ทางตอนใต้ซึ่งติดกับอ่าวเปอร์เซีย ในขณะที่อิหร่านกับสหรัฐฯ กลับมาโจมตีตอบโต้กันอีกครั้ง จากความขัดแย้งเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ

“สืบเนื่องจากการโจมตีของศัตรูที่เกาะฟารูร์ (Farur) ในเมืองบันดาร์เลนเกห์ (Bandar Lengeh) ส่งผลให้พนักงานของบริษัท โมบาย คอมมูนิเคชันส์ แห่งอิหร่าน เสียชีวิต 1 รายขณะปฏิบัติหน้าที่ และเพื่อนร่วมงานของเขาได้รับบาดเจ็บอีก 2 ราย” สำนักข่าว ไออาร์เอ็นเอ (IRNA) รายงาน

ขณะเดียวกัน สำนักข่าวไออาร์ไอบี (IRIB) ของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นหลายครั้งใกล้กับเกาะเกชม์ (Qeshm Island) ของอิหร่าน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ และเป็นที่ตั้งของฐานทัพและฐานยิงขีปนาวุธใต้ดินที่สำคัญของอิหร่าน

ส่วนขณะที่สำนักข่าวฟาร์ส (Fars) สื่อกึ่งทางการของอิหร่านรายงานเพิ่มเติมว่า มีผู้ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นใกล้กับเมืองบันดาร์อับบาส (Bandar Abbas) ซึ่งเป็นเมืองท่าของอิหร่านเช่นกัน

อีกด้านหนึ่ง กระทรวงกลาโหมของคูเวตเปิดเผยว่า ด่านชายแดน 3 แห่งและแท่นขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่งถูกโจมตีในระหว่างการยิงปะทะกันระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน

“ด่านชายแดนทางบก 3 แห่งทางตอนเหนือของประเทศตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีอันขี้ขลาด ส่งผลให้เกิดความเสียหายทางวัตถุ” แถลงการณ์เผยโดยไม่ได้ระบุถึงที่มาของการโจมตี พร้อมเสริมว่า “แท่นขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่งของบริษัท คูเวต ออยล์ ถูกโจมตีโดยโดรนของฝ่ายศัตรู ทำให้เกิดความเสียหายทางวัตถุและมีคนงานได้รับบาดเจ็บ 1 ราย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เมียนมาแจ้งอาเซียน อองซาน ซูจี แข็งแรงดี และได้รับการดูแลอย่างดี

เมียนมาแจ้งอาเซียน อองซาน ซูจี แข็งแรงดี และได้รับการดูแลอย่างดี

13 ก.ค. 2569 00:14 น.

เมียนมาแจ้งอาเซียน อองซาน ซูจี แข็งแรงดี และได้รับการดูแลอย่างดี

รัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมายืนยันกับรัฐมนตรีในที่ประชุมอาเซียนว่า นางอองซาน ซูจี อดีตผู้นำที่ถูกควบคุมตัว มีสุขภาพแข็งแรงดี และพวกเขาจะดูแลเธอเป็นอย่างดีด้วย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 ก.ค. 2569 ทูตพิเศษอาเซียนประจำเมียนมาเปิดเผยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเมียนมาได้แจ้งต่อบรรดารัฐมนตรีต่างประเทศของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ว่า นางอองซาน ซูจี อดีตผู้นำที่ถูกควบคุมตัว มีสุขภาพแข็งแรงดีและจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี

นางมาเรีย เทเรซา ลาซาโร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ ได้พยายามขอเข้าพบนางอองซาน ซูจี อดีตผู้นำเมียนมาวัย 81 ปี ซึ่งถูกควบคุมตัวนับตั้งแต่กองทัพก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของเธอ ในปี 2564

“เท่าที่ฉันจำได้เกี่ยวกับคำแถลงของรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาต่อกรณีของอองซาน ซูจีก็คือ เธอมีสุขภาพแข็งแรงดี และจากที่เขาพูดคือ เธอเปรียบเสมือนญาติ เปรียบเสมือนพี่สาวน้องสาว ดังนั้นพวกเราจะดูแลเธอเอง” นางลาซาโรกล่าวในงานแถลงข่าว

ปัจจุบัน นางอองซาน ซูจี กำลังรับโทษจำคุก 27 ปี จากข้อหาต่างๆ หลายคดีที่กลุ่มพันธมิตรของเธอกล่าวว่าเป็นเรื่องที่กุขึ้นเพื่อกีดกันเธอออกจากการเมือง ซึ่งรวมถึงข้อหายุยงปลุกปั่น, การทุจริตคอร์รัปชัน, การโกงเลือกตั้ง และการละเมิดกฎหมายความลับของรัฐ โดยเธอได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าไม่ได้กระทำความผิดใดๆ

ในขณะนี้ยังไม่มีใครทราบแน่ชัดว่านางอองซาน ซูจีพำนักอยู่ที่ใด แต่นางลาซาโรได้เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่าเธอถูกย้ายไปยัง “สถานที่ที่กำหนดไว้เฉพาะ” โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กล่าวว่า นายติน หม่อง ซเว รัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา ได้เผชิญกับคำถามมากมายในระหว่างการประชุมอย่างไม่เป็นทางการเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ณ กรุงเทพมหานคร เกี่ยวกับสถานะของเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพรายนี้

“เรายังได้แสดงความคิดเห็นไปด้วยว่า หากทูตพิเศษอาเซียนได้รับโอกาสให้เข้าพบกับ ดอว์ อองซาน ซูจี ก็จะเป็นสิ่งที่ดี ยิ่งขึ้น เพื่อที่พวกเราจะได้สามารถตรวจสอบข้ออ้างที่รัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาได้กล่าวไว้” นายสีหศักดิ์กล่าว โดยเรียกเธอด้วยคำยกย่องในภาษาเมียนมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ชีค ฮาหมัด อดีตเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ สิ้นพระชนม์แล้ว พระชนมายุ 74 พรรษา

ชีค ฮาหมัด อดีตเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ สิ้นพระชนม์แล้ว พระชนมายุ 74 พรรษา

12 ก.ค. 2569 23:08 น.

ชีค ฮาหมัด อดีตเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ สิ้นพระชนม์แล้ว พระชนมายุ 74 พรรษา

ชีค ฮาหมัด อดีตเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ ผู้พัฒนาประเทศสู่ระดับโลกทั้งในด้านการทูต สื่อสารมวลชน และการลงทุน สิ้นพระชนม์แล้วขณะมีพระชนมายุ 74 พรรษา

สำนักข่าวแห่งรัฐกาตาร์รายงานเมื่อ 12 ก.ค. 2569 ว่า ชีค ฮาหมัด บิน คาลิฟา อัล ธานี อดีตเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ ผู้เปลี่ยนแปลงประเทศขนาดเล็กในอ่าวเปอร์เซียแห่งนี้ให้กลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญระดับโลกทั้งในด้านการทูต สื่อสารมวลชน และการลงทุน ก่อนจะทรงสละราชสมบัติ สิ้นพระชนม์แล้วขณะมีพระชนมายุ 74 พรรษา

“ด้วยหัวใจที่ยึดมั่นในพระประสงค์และลิขิตของพระผู้เป็นเจ้า สำนักพระราชวังกาตาร์ขอไว้อาลัยต่อความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศชาติ จากการสิ้นพระชนม์ของเจ้าพระคุณ ขอพระผู้เป็นเจ้าทรงเมตตาต่อดวงพระวิญญาณ สมเด็จพระราชาธิบดีผู้ทรงเป็นพระราชบิดา ชีค ฮาหมัด บิน คาลิฟา อัล ธานี ซึ่งสิ้นพระชนม์เมื่อช่วงเช้าของวันนี้” สำนักพระราชวังระบุในแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์

สื่อทางการของกาตาร์รายงานข่าวการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ ทว่าไม่ได้มีการระบุถึงสาเหตุการสิ้นพระชนม์แต่อย่างใด

ขณะที่รัฐบาลกาตาร์ประกาศช่วงเวลาไว้อาลัยทั่วประเทศเป็นเวลา 4 วัน เริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์เป็นต้นไป โดยมีการสั่งระงับการปฏิบัติงานชั่วคราว ณ หน่วยงานราชการและองค์กรสาธารณะต่างๆ พร้อมทั้งลดธงครึ่งเสา

ทั้งนี้ ชีค ฮาหมัด ทรงปกครองกาตาร์ตั้งแต่ปี 2538-2556 ทรงเป็นผู้วางรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศที่ร่ำรวยไปด้วยทรัพยากรพลังงานแห่งนี้

ในรัชสมัยของพระองค์ ประเทศกาตาร์มีความเจริญก้าวหน้าทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ซึ่งช่วยยกระดับสถานะของประเทศในประชาคมโลกให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยชีค ฮาหมัด ทรงกำกับดูแลการลงทุนทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และทรงสร้างพันธมิตรระดับนานาชาติที่หลากหลาย ในช่วงเวลาที่ประเทศก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายใหญ่ที่สุดของโลก

อิทธิพลทางการเมืองของกาตาร์ในปัจจุบันแผ่ขยายไปในหลายพื้นที่ทั่วโลก รวมถึงแอฟริกาเหนือ ตะวันออกกลาง และเอเชีย โดยในปี 2022 กาตาร์ได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 ซึ่งเป็นมหกรรมฟุตบอลที่มีผู้ชมมากที่สุดในโลก และในตอนนั้นชีค ฮาหมัด ก็ทรงได้รับเสียงปรบมือต้อนรับอย่างกึกก้องจากแฟนบอลที่เข้าร่วมชมการแข่งขันนัดเปิดสนาม

นอกจากนี้ ในช่วงเวลาที่พระองค์ทรงครองอำนาจ ยังมีการเปิดตัวสถานีข่าวอัล จาซีรา (Al Jazeera) ในปี 2539 ซึ่งภายในเวลาไม่กี่ปีก็ได้พลิกโฉมกลายมาเป็นหนึ่งในเครือข่ายสื่อที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลก

อย่างไรก็ตาม การก้าวขึ้นมามีบทบาทของกาตาร์ภายใต้การนำของชีค ฮาหมัด ก็สร้างความขุ่นเคืองให้กับพันธมิตรในภูมิภาคและชาติตะวันตกด้วยเช่นกัน จากการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระและตามใจตนเอง ซึ่งรวมถึงการมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับอิหร่านซึ่งเป็นมหาอำนาจนิกายชีอะฮ์, กลุ่มฮามาสซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ และกลุ่มภราดรภาพมุสลิมในอียิปต์ ที่ถูกประกาศให้เป็นกลุ่มผิดกฎหมาย

ขณะที่การรายงานข่าวอย่างตรงไปตรงมาของสำนักข่าวอัล จาซีรา แม้จะได้รับเสียงชื่นชมอย่างมากในฐานะความเปลี่ยนแปลงที่ต่างไปจากธรรมเนียมปฏิบัติของสื่ออาหรับแบบดั้งเดิมที่มักจะเกรงใจผู้มีอำนาจ แต่ก็ถูกกล่าวหาว่าบิดเบือนการนำเสนอข่าวเพื่อให้สอดคล้องกับมุมมองของกลุ่มผู้ปกครองกาตาร์ด้วยเช่นกัน

ต่อมาในปี 2556 ชีค ฮาหมัด สละราชสมบัติและส่งมอบอำนาจให้แก่พระราชโอรสและรัชทายาท คือ ชีค ทามิม บิน ฮาหมัด อัล ธานี ซึ่งในขณะนั้นมีพระชนมายุ 33 พรรษา นับเป็นการสละราชสมบัติที่เกิดขึ้นได้ยากยิ่งสำหรับผู้ครองรัฐสืบราชสันตติวงศ์ในแถบอ่าวอาหรับ

อับดุลเลาะห์ บันดาร์ อัล เอไตบี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยกาตาร์ กล่าวว่า ชีค ฮาหมัด ทรงเปลี่ยนกาตาร์ให้กลายเป็น “ประเทศที่พิเศษและเหนือธรรมดา”

“เรากำลังพูดถึงบุคคลผู้ทิ้งมรดกตกทอดไว้ทั่วโลก ไม่ใช่แค่ในกาตาร์เท่านั้น พระองค์ทรงงานหนักอย่างยิ่งเพื่อเปลี่ยนกาตาร์จากประเทศธรรมดาๆ ให้กลายเป็นประเทศที่โดดเด่นและพิเศษเหนือใคร” เขากล่าวกับสำนักข่าวอัล จาซีรา “พระองค์ทรงมีความฝันในหลายๆ สิ่ง และทรงลงทุนอย่างมหาศาลในธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งสิ่งนี้เองที่ช่วยให้กาตาร์พัฒนาไปได้ไกลยิ่งขึ้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

ลินด์เซย์ เกรแฮม สว.รีพับลิกันคนสำคัญ เสียชีวิตกะทันหันในวัย 71 ปี

ลินด์เซย์ เกรแฮม สว.รีพับลิกันคนสำคัญ เสียชีวิตกะทันหันในวัย 71 ปี

12 ก.ค. 2569 21:55 น.

ลินด์เซย์ เกรแฮม สว.รีพับลิกันคนสำคัญ เสียชีวิตกะทันหันในวัย 71 ปี

ลินด์เซย์ เกรแฮม วุฒิสมาชิกจากพรรครีพับลิกัน และพันธมิตรคนสำคัญของ โดนัลด์ ทรัมป์ เสียชีวิตอย่างกะทันหันในวัย 71 ปี หลังจากล้มป่วยในช่วงเวลาสั้นๆ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ลินด์เซย์ เกรแฮม วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ คนสำคัญจากพรรครีพับลิกัน ผู้ซึ่งเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้วิจารณ์ โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างเผ็ดร้อน มาเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่จงรักภักดีที่สุดของเขาในรัฐสภาหลังจากที่ทรัมป์ก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดี เสียชีวิตแล้วขณะมีอายุได้ 71 ปี

สำนักงานของ สว.รัฐเซาท์แคโรไลนา รายงานนี้ โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X เมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 12 ก.ค. 2569 ว่า นายเกรแฮมเสียชีวิตหลังจาก “ล้มป่วยอย่างกะทันหันและป่วยในช่วงเวลาสั้นๆ”

ขณะที่สื่อสหรัฐฯ รายงานว่า เจ้าหน้าที่กู้ชีพได้รับแจ้งเหตุและเข้าช่วยเหลือเขาจากอาการหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ที่บ้านพักของเขาใกล้กับอาคารรัฐสภาเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา

“ครอบครัวของวุฒิสมาชิกเกรแฮมขอขอบคุณสำหรับทุกคำอธิษฐานในเวลานี้ และขอความเป็นส่วนตัวในช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างยิ่งนี้” สำนักงานของเขาระบุ

ทางสถานีโทรทัศน์เปิดเผยว่า เกรแฮมเพิ่งเดินทางกลับจากการเยือนยูเครน และเดิมทีมีกำหนดการที่จะไปร่วมรายการสัมภาษณ์ “Meet the Press” ในเช้าวันอาทิตย์

หลังจากมีการประกาศข่าวการเสียชีวิตของเกรแฮมได้ไม่นาน โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ยกย่องเขาว่าเป็น “หนึ่งในบุคคลและวุฒิสมาชิกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่ผมเคยรู้จักมา” และเป็นผู้รักชาติที่ทำงานอย่างทุ่มเท

ด้านประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน กล่าวว่าเขารู้สึก “เศร้าสลดใจอย่างยิ่ง” พร้อมทั้งยกย่องเกรแฮมว่าเป็น “ผู้ปกป้องเสรีภาพและค่านิยมที่ทำให้โลกของเราปลอดภัยยิ่งขึ้นอย่างแท้จริง”

ขณะที่เว็บไซต์ของเกรแฮมระบุว่า ในฐานะที่เขาเป็นนักการเมืองสายเหยี่ยว เขา “ผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ในสงครามต่อต้านการก่อการร้ายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ด้านความมั่นคงแห่งชาติในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง” นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญของอิสราเอลและยูเครน รวมถึงเป็นปฏิปักษ์ต่ออิหร่านอีกด้วย

เจ้าหน้าที่ของอิสราเอลหลายคนก็ออกมาร่วมแสดงความเสียใจเช่นกัน เช่น นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ระบุในแถลงการณ์ว่า “อิสราเอลสูญเสียหนึ่งในมิตรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แดนอเมริกาได้สูญเสียผู้รักชาติที่ยิ่งใหญ่ ส่วนตัวผมเองได้สูญเสียเพื่อนอันเป็นที่รักยิ่งไป”

นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล ก็โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า เขาเสียใจอย่างยิ่งต่อการเสียชีวิตของเกรแฮม “ผู้ซึ่งยืนเคียงข้างอิสราเอลในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด”

อนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้ เกรแฮมได้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการงบประมาณแห่งวุฒิสภา นอกจากนี้ เขายังดำรงตำแหน่งสมาชิกในคณะกรรมาธิการจัดสรรงบประมาณแห่งวุฒิสภา, คณะกรรมาธิการฝ่ายตุลาการแห่งวุฒิสภา และคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมและโยธาธิการแห่งวุฒิสภาอีกด้วย

ในอดีตเกรแฮมเคยเป็นทนายความของกองทัพอากาศและเป็นสมาชิกของกองกำลังรักษาดินแดนทางอากาศแห่งรัฐเซาท์แคโรไลนา โดยเขาได้รับเลือกตั้งให้เข้าสู่สมาชิกวุฒิสภาในปี 2545 และเขาเคยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี 2537 ในเขตเลือกตั้งที่ 3 ของรัฐเซาท์แคโรไลนาด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รัฐบาลหนุน ธปท. ยกระดับคุมธุรกรรมเสี่ยง ตัดวงจรทุนเทา ปิดช่องฟอกเงินทั้งระบบ

รัฐบาลหนุน ธปท. ยกระดับคุมธุรกรรมเสี่ยง ตัดวงจรทุนเทา ปิดช่องฟอกเงินทั้งระบบ

รัฐบาลหนุน ธปท. ยกระดับคุมธุรกรรมเสี่ยง ตัดวงจรทุนเทา ปิดช่องฟอกเงินทั้งระบบ

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.02 น.

13 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามทุนเทาและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการการทำงานของหน่วยงานด้านการเงิน หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อปิดช่องทางฟอกเงินและตัดวงจรทางการเงินของเครือข่ายอาชญากรรม ซึ่งเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมในหลายด้าน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การดำเนินการล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทยจะยกระดับมาตรการสกัดทุนเทาให้เข้มข้นขึ้น โดโดยจะเริ่มในเดือนตุลาคมนี้ เป็นการขยายไปสู่กรณีการฝากเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ต้องรายงานที่มาว่ามาจากไหน รวมถึงการแลกเงิน โดยนำเงินสด เช่น แบงก์ 1,000 บาท มูลค่า 10 ล้านบาท มาแลกเป็นแบงก์ 100 บาท หรือ แบงก์ 500 บาท ก็ต้องชี้แจงเหตุผลว่าทำไมต้องแลกแบบนั้น เป็นต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการฟอกเงินและการใช้ระบบสถาบันการเงินสนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมาย โดยก่อนหน้านี้ มาตรการให้รายงานการถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ส่งผลให้ธุรกรรมถอนเงินสดจำนวนมากลดลงประมาณ 35% ขณะที่การเฝ้าระวังธุรกรรมผิดปกติทำให้มีการปิดบัญชีต้องสงสัยแล้วนับพันบัญชี

ขณะเดียวกัน การดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้นโยบายปราบทุนเทาของรัฐบาลมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง อาทิ การตรวจสอบธุรกิจนอมินี ซึ่งทำให้จำนวนบริษัทกลุ่มเสี่ยง ลดลงประมาณ 60% ในไตรมาสแรกของปี 2569 การติดตามและยึดอายัดทรัพย์สินเครือข่ายทุนเทาโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท และการตัดวงจรการเงินเครือข่ายค้ายาเสพติด ซึ่งสามารถ อายัดทรัพย์ได้กว่า 10,000 ล้านบาท ในช่วงวันที่ 1 เมษายน – 10 มิถุนายน 2569

นางสาวรัชดา กล่าวว่า การปราบทุนเทาในปัจจุบัน ไม่ได้มุ่งเฉพาะการจับกุมผู้กระทำผิด แต่ให้ความสำคัญกับการทำลายฐานทุนและเส้นทางการเงินของเครือข่ายอาชญากรรม โดยอาศัยความร่วมมือของทุกหน่วยงานตามบทบาทหน้าที่ ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและนักลงทุนในระยะยาว

ทั้งนี้ ในส่วนการดำเนินงานของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) และศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายรายงานในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (ตุลาคม 2568 – มิถุนายน 2569) โดยแบ่งผลสัมฤทธิ์สำคัญออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่

1.การปกป้องประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายได้ 862 ราย และยับยั้งความเสียหายได้กว่า 82 ล้านบาท

2.การสกัดกั้นเส้นทางการเงินของคนร้าย โดยดำเนินการปิดบัญชีม้ากว่า 351,000 บัญชี และอายัดเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดได้กว่า 3,600 ล้านบาท

3.การสืบสวนจับกุมเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างต่อเนื่อง โดยจับกุมผู้ต้องหาได้กว่า 29,000 ราย ออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการระดับหัวหน้าเครือข่ายกว่า 70 ราย

ภท.ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต-ส่งกำลังใจผู้บาดเจ็บ เร่ง ประสานสิทธิเยียวยา

ภท.ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต-ส่งกำลังใจผู้บาดเจ็บ เร่ง ประสานสิทธิเยียวยา

ภท.ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต-ส่งกำลังใจผู้บาดเจ็บ เร่ง ประสานสิทธิเยียวยา

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

ภูมิใจไทย ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต-ส่งกำลังใจผู้บาดเจ็บ เร่ง ประสาน รมต.ที่เกี่ยวข้อง ดูแลผู้บาดเจ็บ-ครอบครัวผู้เสียชีวิตต้องได้รับการเยียวยาตามสิทธิ และกม.

เมื่อวันที่ 13 ก.ค.2569 พรรคภูมิใจไทย ออกแถลงการณ์ เรื่องเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว ระบุว่า พรรคภูมิใจไทย ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และส่งกำลังใจไปยังผู้ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ จากเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว

ทั้งนี้พรรคภูมิใจไทยได้เร่งประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผ่านรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ ในแต่ละหน่วยงาน เร่งดูแลผู้บาดเจ็บต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด และครอบครัวผู้เสียชีวิตต้องได้รับการเยียวยาตามสิทธิและกฎหมายอย่างเต็มที่
 

สรุปยอดผู้บาดเจ็บล่าสุด! ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว รวม 73 คน เขตจตุจักร ปิดคำสั่งห้ามใช้อาคาร 30 วัน

สรุปยอดผู้บาดเจ็บล่าสุด! ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว รวม 73 คน เขตจตุจักร ปิดคำสั่งห้ามใช้อาคาร 30 วัน

สรุปยอดผู้บาดเจ็บล่าสุด! ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว รวม 73 คน เขตจตุจักร ปิดคำสั่งห้ามใช้อาคาร 30 วัน

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.45 น.

ล่าสุด! ศูนย์เอราวัณ สรุปยอดผู้บาดเจ็บ ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว รวม 73 คน อยู่ ICU 25 แอดมิด 16 กลับบ้านแล้ว 32 ขณะที่เขตจตุจักร ปิดคำสั่งห้ามใช้อาคาร 30 วัน 

เมื่อวันที่ 13 ก.ค.2569 ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร (ศูนย์เอราวัณ) รายงาน สรุปสถานการณ์การนำส่งผู้บาดเจ็บเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เขตจตุจักร (อัปเดตข้อมูล ณ วันที่ 13 ก.ค.2569 เวลา 10.00 น.)

ยอดผู้บาดเจ็บ รวมทั้งหมด 73 ราย (ชาย 34 คน หญิง 39 คน) ยังคงรักษาตัวในโรงพยาบาล 41 ราย ระดับแดง วิกฤติ 25 ราย เป็นผู้ป่วยในห้อง ICU ระดับเหลือง(ปานกลาง) 16 ราย พักรักษาตัวในวอร์ดปกติ (Admit Ward) และ ระดับเขียว(เล็กน้อย) ผู้บาดเจ็บที่ได้รับการรักษาจนอาการปลอดภัยและจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล กลับบ้านแล้ว 32 ราย 

สำหรับรายละเอียดผู้บาดเจ็บแยกตามรายโรงพยาบาล (เฉพาะผู้ที่ยังรักษาตัว) ดังนี้

1. รพ. เปาโลเกษตร ผู้ป่วย ICU 4 วอร์ดปกติ 6 รวม 10 ราย

2. รพ. ราชวิถี ผู้ป่วย ICU 5 วอร์ดปกติ 2 รวม 7 ราย

3. รพ. พญาไท พหลฯ ผู้ป่วย ICU 4 วอร์ดปกติ 2 รวม 6 ราย

4. รพ. ลาดพร้าว ผู้ป่วย ICU 1 วอร์ดปกติ 3 รวม 4 ราย

5. รพ. จุฬาลงกรณ์ ผู้ป่วย ICU 2 ราย

6. รพ. เปาโลโชคชัย 4 ผู้ป่วย ICU 2 ราย

7. รพ. พระมงกุฎเกล้า ผู้ป่วย ICU 1 วอร์ดปกติ 1 รวม 2 ราย

8. รพ. ตำรวจ ผู้ป่วย ICU 1 ราย 

9. รพ. จุฬาภรณ์ ผู้ป่วย ICU 1 ราย

10. รพ. วิมุต* ผู้ป่วย ICU 1 ราย 

11. รพ. พระราม 9 ผู้ป่วย ICU 1 ราย

12. รพ. พญาไท 2 ผู้ป่วย ICU 1 ราย

13. รพ. CGH พหลโยธิน ผู้ป่วย ICU 1 ราย 

14. รพ. รามาธิบดี วอร์ดปกติ 1 ราย 

15. รพ. วิภาราม ปากเกร็ด วอร์ดปกติ 1 ราย

ด้านสำนักงานเขตจตุจักรโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายโยธา ได้เข้าปิดคำสั่งห้ามใช้อาคาร ร้านอาหารโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ภายหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ โดยกำหนด ห้ามใช้อาคารเป็นเวลา 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและผู้เกี่ยวข้อง

ผอ.JIC ย้ำจุดยืนไทย ไม่ยั่วยุ-ไม่ยิงก่อน พบกัมพูชา ละเมิดข้อตกลงกว่า 20 ครั้ง-สร้างบังเกอร์

ผอ.JIC ย้ำจุดยืนไทย ไม่ยั่วยุ-ไม่ยิงก่อน พบกัมพูชา ละเมิดข้อตกลงกว่า 20 ครั้ง-สร้างบังเกอร์

ผอ.JIC ย้ำจุดยืนไทย ไม่ยั่วยุ-ไม่ยิงก่อน พบกัมพูชา ละเมิดข้อตกลงกว่า 20 ครั้ง-สร้างบังเกอร์

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.16 น.

“ผอ.JIC”ย้ำจุดยืน”ไทย” ไม่ยั่วยุ-ไม่ยิงก่อน พบ”กัมพูชา”ละเมิดข้อตกลงกว่า 20 ครั้ง-สร้างบังเกอร์ ด้าน”กต.”เก็บข้อมูลแจ้งประชาคมโลก ขณะที่”ทบ.”จับตาใกล้ชิด

13 กรกฎาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย – กัมพูชา JIC และผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา วันนี้ ว่า ในส่วนของกองกำลังบูรพา ที่รับผิดชอบ จ.สระแก้ว ถือเป็นครั้งที่ 8 แล้ว เพื่อให้กำลังใจ และนำความห่วงใยของประชาชน มาสื่อสารถึงกำลังพลหน้าแนว ความลำบากซึ่งเข้าใจว่ากำลังพลมีความเสียสละและมีความลำบาก ซึ่งที่ผ่านมามีทั้งข่าวปั่น ข่าวปล่อย ก็ถือว่าให้กำลังใจ

ส่วนเรื่องที่มีการขยายให้ใหญ่โตขึ้น ก็พยายามลดระดับลง โดยเรานำข้อเท็จจริงมาชี้แจงให้ทหารหน้าแนวรับทราบ และขอให้ประชาชนได้ติดตามข้อมูล ข่าวสาร ที่เกี่ยวกับความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา จากแหล่งที่เชื่อถือได้ ประเทศไทยมีจุดยืนชัดเจนว่าเราไม่ได้รุกรานและยิงก่อนแน่นอน ยึดมั่นกฎหมายระหว่างประเทศในการป้องกันตนเอง และกฎการใช้กำลัง พร้อมปฏิบัติตามถ้อยแถลงข้อตกลงหยุดยิง เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 และตามที่ได้รับรายงาน กัมพูชามีการละเมิดข้อตกลงเกือบ 20 กว่าครั้ง ย้ำว่า เรามีดูพื้นที่ไม่ใช่การยั่วยุ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเรามีความพร้อม

พล.อ.อ.ประภาส ยังกล่าวถึง ในพื้นที่นี้มี 24 หลักเขต เหลืออีก 11 หลักเขตที่ยังตกลงกันไม่ได้ ซึ่งอาจจะต้องรอกลไกของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทยกัมพูชา (JBC) แต่ก็ต้องรอเพื่อให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ เพื่อให้กัมพูชาหยุดยั่วยุ หยุดอ้างสิทธิฝ่ายเดียว เพื่อไปชี้แจงในเวทีประชาคมโลก โดยไม่สนใจข้อเท็จจริงที่ต้องตรวจสอบร่วมกัน หากมาพูดคุยกันตอนนี้คงไม่มีประโยชน์อะไร

ด้าน นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีที่กัมพูชาละเมิดข้อตกลง ว่า กระทรวงการต่างประเทศให้ความสำคัญภารกิจการลงพื้นที่ เพื่อเก็บข้อมูล นำไปชี้แจงกับประชาคมระหว่างประเทศได้ ให้ไปรับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง

ขณะที่ พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า หน่วยทหารในพื้นที่มีความร่วมมือกันในทุกเหล่าทัพ โดยเฉพาะกองทัพบกและกองทัพอากาศ สามารถมั่นใจได้ว่าการดูแลชายแดน การปรับปรุงพื้นที่ให้มีความพร้อมและปลอดภัย กับทหารหน้าแนวและประชาชน และดำเนินการอยู่ต่อเนื่อง ส่วนกรณีที่มีการยั่วยุของฝ่ายกัมพูชา มีการประท้วงตามขั้นตอน เพื่อเป็นหลักฐานในสิ่งที่เขาทำไม่ถูกต้อง เพื่อส่งให้กระทรวงการต่างประเทศไปดำเนินการต่อ นอกจากนี้ จากการติดตามภาพข่าว จะเห็นได้ว่ากัมพูชามาความเคลื่อนไหวหลายอย่าง เช่น การสร้างบังเกอร์ ซึ่งอยู่ในการติดตามของฝ่ายไทยโดยตลอด ไม่ได้นิ่งนอนใจ พร้อมเตรียมมาตราการรับมือในทุกมิติ ในขณะเดียวกันการดูแลกำลังพลตามแนวชายแดน ผู้บังคับหน่วย ยืนยันว่า ดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต จากการสู้รบทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา การเยียวยาเป็นไปตามขั้นตอนของราชการ รวมถึงสภาพความเป็นอยู่ ทั้งหน่วยที่อยู่หน้าแนวและหน่วยที่มาสมทบ

พ.อ.ริชฌา ยังกล่าวถึงการสร้างรั้วชายแดนใน จ.สระแก้ว ว่า ตามมติของสภาความมั่นคงแห่งชาติ พื้นที่ไหนที่มีความชัดเจน ก็พร้อมที่จะก่อสร้าง เช่น ชายแดนจันทบุรี ในขณะที่ชายแดน จ.สระแก้ว ยังมีหลักเขตที่เห็นไม่ตรงกัน ต้องรอให้ได้ข้อยุติ แต่ก็ไม่ได้ปล่อยปละละเลย เรามีการลดตระเวน วางรั้วลวดหนาม นอกจากนี้ ยังรวมกับกองทัพไทยวางรั้วอิเล็กทรอนิกส์ ระบบตรวจการเซ็นเซอร์ตลอดแนว

ด้าน พ.อ.หญิง นุสรา วรภัทราทร รองโฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ในส่วนของ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความห่วงใย เร่งให้มีการขับเคลื่อนเร่งพัฒนาโครงการ น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดีมีสัญญาณโทรศัพท์ เนื่องจากบทเรียนจากการรบที่ผ่านมา ทหารจะรบไม่ชนะ ถ้าหากขาดพลังจากประชาชน

​​​นายกฯ หารือ รมว.ต่างประเทศสิงคโปร์ หนุนโครงข่ายไฟฟ้าภูมิภาค เสริมความมั่นคงพลังงานและการลงทุน

​​​นายกฯ หารือ รมว.ต่างประเทศสิงคโปร์ หนุนโครงข่ายไฟฟ้าภูมิภาค เสริมความมั่นคงพลังงานและการลงทุน

​​​นายกฯ หารือ รมว.ต่างประเทศสิงคโปร์ หนุนโครงข่ายไฟฟ้าภูมิภาค เสริมความมั่นคงพลังงานและการลงทุน

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.16 น.

นายกฯ หารือ รมต.ต่างประเทศสิงคโปร์ หนุนโครงข่ายไฟฟ้าภูมิภาค เสริมความมั่นคงพลังงานและการลงทุน

วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.45 น. ที่ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับนายวิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ โดยทั้งสองฝ่ายได้หารืออย่างเป็นกันเอง เพื่อสานต่อความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและสิงคโปร์ พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ พลังงาน และการเชื่อมโยงภูมิภาค ก่อนนายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อกระชับความสัมพันธ์

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ที่เดินทางมาเยือนประเทศไทย และแสดงความซาบซึ้งที่ได้เดินทางมาถวายสักการะพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงการเตรียมการประชุมผู้นำไทย–สิงคโปร์ (Leaders’ Retreat) ซึ่งจะจัดขึ้นในประเทศไทยช่วงปลายปีนี้ โดยนายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีที่จะต้อนรับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ พร้อมคาดหวังว่าจะมีคณะผู้บริหารภาคธุรกิจชั้นนำร่วมเดินทางมา เพื่อขยายโอกาสด้านการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ นอกจากนี้ ยังเห็นพ้องให้ใช้การประชุม Civil Service Exchange Programme (CSEP) เป็นกลไกเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมผู้นำดังกล่าว

ด้านพลังงาน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับโครงการ ASEAN Power Grid ซึ่งเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าระหว่าง สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของภูมิภาคให้แข็งแกร่ง
ลดการพึ่งพาแหล่งพลังงานจากนอกภูมิภาค เพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการพลังงานร่วมกัน และรองรับความผันผวนของสถานการณ์โลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานและด้านพลังงานเป็นก้าวสำคัญของการสร้าง Seamless Connectivity หรือการเชื่อมโยงอาเซียนอย่างไร้รอยต่อ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค ดึงดูดการลงทุน สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ผลักดันแนวคิดดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเพื่อขับเคลื่อนการเชื่อมโยงอาเซียน ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและสร้างประโยชน์ร่วมกันทั้งภูมิภาค

แต่งตั้ง ‘สมชัย’ อนุ กมธ.มิชอบ พ่นพิษ ‘พนิดา’ ปชน.ยอมรับ ซัดทอด มัด กมธ.กิจการศาลฯ – อนุ กมธ.บานปลาย

แต่งตั้ง 'สมชัย' อนุ กมธ.มิชอบ พ่นพิษ 'พนิดา' ปชน.ยอมรับ ซัดทอด มัด กมธ.กิจการศาลฯ - อนุ กมธ.บานปลาย

แต่งตั้ง ‘สมชัย’ อนุ กมธ.มิชอบ พ่นพิษ ‘พนิดา’ ปชน.ยอมรับ ซัดทอด มัด กมธ.กิจการศาลฯ – อนุ กมธ.บานปลาย

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.16 น.

แต่งตั้ง‘สมชัย’อนุกมธ.มิชอบพ่นพิษ ‘พนิดา’ปชน. แถลงยอมรับ ซัดทอดมัดคณะ กมธ.กิจการศาลฯ และคณะอนุกมธ. บานปลาย ถูกดำเนินคดีอาญา-จริยธรรมร้ายแรง เหมาเข่งโดนทั้งคณะ

วันที่ 13 กรกฎาคม 2569  สืบเนื่องจากมีบุคคล(ปกปิดชื่อสกุล ตาม พรป.ปปช.)ได้ไปกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง เพื่อให้ดำเนินคดีอาญากับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหา ในความผิดอาญา หลายข้อหา ภายในอายุความ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง กกต.โดยปฏิบัติหน้าเป็นกรรมการในองค์กรอิสระโดยจงใจใช้อำนาจโดยมิชอบหน้าที่ โดยกระทำโดยจงใจใช้อำนาจเข้าไปมีส่วนได้เสียในขณะตนเองเป็นกรรมการในองค์กรอิสะร เจ้าพนักงานของรัฐ โดยจงใจฝ่าฝืนเข้าไปมีส่วนได้เสียในขณะตนเองเป็นกรรมกสารในองค์กรอิสระ เจ้าพนักงานของรัฐที่มีอำนาจเหนือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งโดยไม่ได้ลาออกและสมัครเป็นเลขาธิการ กกต.โดยตนเองใช้อำนาจ อิทธิพลในตำแหน่งเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งเลขาธิการ กกต.โดยไม่เป็นธรรม ขาดความโปร่งใสและส่งผลกระทบต่อการคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมโดยจงใจฝ่าฝืน พรป.ปปช.มาตรา 126(4) ต่อมาพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ใช้อำนาจยับยั้งเพื่อมิให้เกิดควาเมสียหายแก่รัฐและงบประมาณแผ่นดิน จึงได้ออกคำสั่งให้ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ยุติปฏิบัติหน้าที่และพ้นจากตำแหน่ง โดยคดีอาญามีอายุความ 10 ปีโดยจะครบกำหนดวันที่ 20 มีนาคม 2571 ส่วนการดำเนินคดีจริยธรรมร้ายแรง ไม่มีอายุความตามกฎหมายนั้น โดยพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง ได้รับคำกล่าวโทษดำเนินคดีอาญากับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหา เลขรับแจ้งคดีอาญาที่ 755/2569 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 แล้วนั้น

ขณะเดียวกันได้รับรายงานว่า นางสาวพนิดาหรือผึ้ง มงคลสวัสดิ์ ผู้ต้องหาอีกรายหนึ่ง ปัจจุบันดำรงตแหน่ง สส.จังหวัดสมุทรปราการ เขตเลือกตั้งที่ 1 พรรคประชาชน ตกเป็นผู้ต้องหาด้วยเช่นกัน โดยพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง ได้รับคำกล่าวโทษในคดีเลขรับแจ้งคดีอาญาที่ 756/2569 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ข้อหาเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เจ้าพนักงานของรัฐ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตกาอก่อให้เกิดความเสียแก่รัฐ และในความผิดฐานเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยกระทำการโดยจงใจฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตาม รธน.มาตรา 219,235 วรรคหนึ่ง(1),วรรคสี่ ,มาตรฐานจริยธรรมฯ พ.ศ.2561 ข้อ 7 ข้อ 8 ข้อ 27

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้พบความเคลื่อนไหวของนางสาวพนิดาหรือผึ้ง มงคลสวัสดิ์ สส.พรรคประชาชน เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุก สังคมโซเชี่ยล โดยแถลงการณ์ยอมรับข้อเท็จจริงในการแต่งตั้งนายสมชัย ศรีสุทธิยากร จริง โดยให้คำแถลงพาดพิง ชี้ช่อง หรือ “ซัดทอด” ว่า “การแต่งตั้งนายสมชัย ศรีสุทธิยากรฯ เป็นมติของคณะ กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนและกองทุน ส่วนตำแหน่งรองประธาน อนุ กมธ.เป็นมติคณะอนุ กมธ.ทั้งคณะ” เท่ากับเป็นการโยนความรับผิดให้ตนเองพ้นผิด ทำให้กระแสลุกลามบานปลาย ส่อถูกสอยคดีอาญาและคดีจริยธรรมร้ายแรง เหมาเข่ง ทั้งคณะ 

ผู้สื่อข่าว รายงานเพิ่มเติมว่า ข้อโต้แย้งของนางสาวพนิดาหรือผึ้ง ฯ บิดเบือนข้อเท็จจริงและขัดแย้งกับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย แม้นายสมชัยฯ ยังไม่ได้ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง แต่คำสั่ง คสช.ที่ 4/2561 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2561 คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพื่อยับยั้งความเสียหายแก่รัฐ และคำสั่งเป็นที่สุด ทั้งคำสั่งคณะรัฐประหาร(คสช.) ถือเป็นกฎหาย เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นการทั่วไปแล้ว นางสาวพนิดาฯคณะ กมธ.และหรือคณะอนุ กมธ.ย่อมสามารถตรวจสอบได้ก่อนเสนอรายชื่อและแต่งตั้ง ทั้ง หากสงสัยในคุณสมบัตินายสมชัยฯ ต้องเสนอให้ เลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร ตรวจสอบ ก่อนเสนอรายชื่อและแต่งตั้ง โดยนายสมชัย ฯ ได้กระทำฝ่าฝืนหรือไม่ปฎิบัติมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงและเป็นความผิดในตัวเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 

ส่วนการดำเนินคดีอาญาและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไปและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหา เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ต้องมีบุคคลกล่าวโทษ เพื่อดำเนินคดีอาญาตามกฎหมายภายในอายุความ พร้อมกับความผิดฐานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติมาตรฐานจริยธรรมมอย่างร้ายแรงเพื่อเพิกถอนสิทธิการสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป ถือเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งตามกฎหมายเท่านั้น 

ผู้สื่อขาวได้รับรายงานว่า บุคคล(ปกปิดชื่อสกุล ตาม พรป.ปปช.) จะมีการกล่าวโทษกับพนักงานสอบสวนเพิ่มเติมและกล่าวโทษต่อ ปปช.เพิ่มเติม ภายในสัปดาห์นี้ กับบุคคลใน คณะ กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนและกองทุน สภาผู้แทนราษฎรและ คณะ อนุ กมธ.ที่เกี่ยวข้องทั้งคณะ โดยอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน ถือเป็นคดีแรก ประวัติศาสตร์การเมืองไทย ในการแต่งตั้งอนุ กมธ.โดยมิชอบ ภายหลังรัฐธรรมนูญ 2560 ใช้บังคับ