เสธ.ทบ. เผย นายกฯ บิน ‘มาเลเซีย’ คุย ‘อันวาร์’ มิติ ‘เศรษฐกิจ-ความมั่นคง’ ชี้พูดคุยสันติสุข ชายแดนใต้ มีคณะพูดคุยฯอยู่แล้ว

เสธ.ทบ. เผย นายกฯ บิน ‘มาเลเซีย’ คุย ‘อันวาร์’ มิติ ‘เศรษฐกิจ-ความมั่นคง’ ชี้พูดคุยสันติสุข ชายแดนใต้ มีคณะพูดคุยฯอยู่แล้ว

เสธ.ทบ. เผย นายกฯ บิน ‘มาเลเซีย’ คุย ‘อันวาร์’ มิติ ‘เศรษฐกิจ-ความมั่นคง’ ชี้พูดคุยสันติสุข ชายแดนใต้ มีคณะพูดคุยฯอยู่แล้ว

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.55 น.

เสธ.ทบ. เผย นายกฯ บิน ‘มาเลเซีย’ คุย ‘อันวาร์’ มิติ ‘เศรษฐกิจ-ความมั่นคง’ ชี้พูดคุยสันติสุข จ.ชายแดนใต้ มีคณะพูดคุยฯ ทำหน้าที่อยู่แล้ว ส่วน ทบ. เป็นหน่วยงานรัฐ ระวังกลายเป็นยกระดับฝ่ายตรงข้าม

พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กล่าวถึงกรณี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เตรียมเยือนประเทศมาเลเซีย 9-10 ก.ค.นี้ เพื่อเข้าพบ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ว่า นายกฯ ไปในเรื่องอาเซียนและเศรษฐกิจเป็นหลัก ส่วนความมั่นคงจะมีการหารือเรื่องแก้ปัญหาตามแนวชายแดน โดยเฉพาะปัญหายาเสพติด สิ่งผิดกฎหมายข้ามแดน และปัญหาบุคคลสองสัญชาติ 

ส่วนการพูดคุยสันติสุข จ.ชายแดนภาคใต้ ฝ่ายความมั่นคงเล็งที่จะพูดคุยกับฝ่ายตรงข้ามเป็นบุคคลใด พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องถามคณะพูดคุยสันติสุขฯ ซึ่งส่วนตัวมองว่าต้องระมัดระวัง เพราะจะกลายเป็นการยกระดับฝ่ายตรงข้าม ซึ่งกองทัพบกเป็นหน่วยงานของรัฐ หากเป็นการพูดคุยประเทศมาเลเซียสามารถทำได้ ส่วนการพูดคุยกับกลุ่มผู้ก่อเหตุ ไม่ใช่หน้าที่ของเรา เพราะมีคนที่มีหน้าที่พูดคุยอยู่แล้ว

เมื่อถามถึงกรณีที่มีบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นผู้บัญชาการกองกำลังบีอาร์เอ็น ควบคุมพื้นที่ จ.นราธิวาส เสนอให้รัฐบาลถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ แลกกับการวางอาวุธ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ระบุว่า ต้องตรวจสอบว่าบุคคลที่ออกมายื่นข้อเสนอเป็นใคร 

พงษ์สวาท ยื่นใบลาออก หลังถูกโยกจากปลัด ยธ. นั่งที่ปรึกษานายกฯ

พงษ์สวาท ยื่นใบลาออก หลังถูกโยกจากปลัด ยธ. นั่งที่ปรึกษานายกฯ

พงษ์สวาท ยื่นใบลาออก หลังถูกโยกจากปลัด ยธ. นั่งที่ปรึกษานายกฯ

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.44 น.

8 กรกฎาคม 2569 รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่า เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 8 ก.ค. นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 ก.ค.ได้มีมติรับโอนจากปลัดกระทรวงยุติธรรม มาเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ได้ยื่นใบลาออกจากราชการต่อผู้บังคับบัญชาแล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่มีการอนุมัติ เนื่องจากต้องมีการตรวจสอบรายละเอียดก่อน ทั้งนี้ คาดว่า สาเหตุน่าจะมาจากความไม่พอใจที่ถูกโอนย้ายมาเป็นที่ปรึกษานายกฯ โดยนางพงษ์สวาท ยังเหลืออายุราชการอีก 1 ปี

‘กอ.รมน. มีไว้ทำไม’ เสธ.ทบ.แจงยิบ ยันไร้ไอโอ-ดักฟัง ลั่นใครเอี่ยวคดีลอบยิง สส. ฟันไม่เลี้ยง

'กอ.รมน. มีไว้ทำไม' เสธ.ทบ.แจงยิบ ยันไร้ไอโอ-ดักฟัง ลั่นใครเอี่ยวคดีลอบยิง สส. ฟันไม่เลี้ยง

‘กอ.รมน. มีไว้ทำไม’ เสธ.ทบ.แจงยิบ ยันไร้ไอโอ-ดักฟัง ลั่นใครเอี่ยวคดีลอบยิง สส. ฟันไม่เลี้ยง

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.44 น.

นายกฯ สั่ง เสธ.ทบ. แจง กอ.รมน.มีไว้ทำไม ย้ำ เป็นแกนกลางบูรณาการหน่วยงานแก้ปัญหาความมั่นคงทุกมิติ เข้าใจ วันนอร์-สส. ทำหน้าที่ มีสิทธิ์สอบถาม เผย ถูก อนุทิน-ผบ.ทบ. ตำหนิ ประชาชนถูกทำร้าย เข้มอุดช่องโหว่ ปมลอบยิง สส.- ทหารผี หากพบใครเอี่ยว ฟันไม่เลี้ยง ไม่มีเด็กนาย ยัน ไม่มีไอโอ ขอทำงานกู้ภาพลักษณ์

8 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.00 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการกองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กล่าวว่า กรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ได้พูดถึง บทบาทและหน้าที่ กอ.รมน. นั้น ตนขอขยายความว่า กอ.รมน.ไม่ได้ทํางานเฉพาะการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น เรามีงานด้านความมั่นคงทั้งประเทศ เน้นการบูรณาการหน่วยงานต่างๆ ที่มีกฎหมาย ในแต่ละหน่วยงาน  เรานําผู้เชี่ยวชาญเข้ามาบูรณาการร่วมกันแก้ไขปัญหา 

กอ.รมน. ทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการบูรณาการหน่วยงานต่างๆ ที่มีความเชี่ยวชาญและมาทํางานร่วมกัน นอกจากงานด้านความมั่นคง กอ.รมน. ยังมีบทบาทช่วยเหลือประชาชน ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ เช่น ยาเสพติดที่ทะลักเข้ามาเป็นจํานวนมาก ก็จะมีการตั้งพื้นที่เฉพาะขึ้นมา เช่น หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ (นบ.ยส.)

ขอยืนยันว่าเราทํางานกันเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นมิติไหนก็ตาม ไม่ใช่เฉพาะจังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างไรก็ตาม ทาง กอ.รมน. ขอบคุณและรับฟังคำชี้แนะไม่ว่าใครก็ตาม นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกฯ ท่านเป็นผู้แทนราษฎร ที่เข้ามาอยู่ในคณะกรรมาธิการงบประมาณเป็นวาระของสภา ซึ่งหน่วยงานของรัฐต้องไปตอบคำถาม ดังนั้นท่านมีสิทธิ์ที่จะถามและตั้งข้อสังเกตและให้ข้อเสนอแนะ ซึ่งเราในฐานะหน่วยงานของรัฐก็ตอบในสิ่งที่ท่านสงสัยหรือมีอะไรที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ตามคําเรียกร้องของประชาชน 

นอกจากนี้ตนได้เน้นย้ําว่า กอ.รมน.ได้พัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพราะเดิมทีเป็นหน่วยงาน การต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ และถูกปรับปรุงโดยนึกถึงภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไป เอามาเป็นตัวตั้ง ปัจจุบันก็ได้เห็นว่าภัยคุกคามมีมากมาย ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน และความมั่นคงของชาติ กอ.รมน. ก็ปรับปรุงพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากร รองรับภัยคุกคามต่างๆ

บุคลากรของ กอ.รมน.ส่วนกลาง มีประมาณ 1,000 กว่าอัตรา มีข้าราชการประจํา 170 อัตรา ที่เหลือมาจากหน่วยงานที่มี ขีดความสามารถเฉพาะมาช่วยราชการ เช่น ปปส. กระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น เข้ามาทํางานร่วมกัน 

พลเอก ชัยพฤกษ์ กล่าวยอมรับว่ามีความจําเป็นที่จะต้องมี กอ.รมน. แต่หากจะไม่มีก็ได้ เพียงแต่ภารกิจเหล่านี้จะมีหน่วยไหนทํา  ใครจะเป็นแกนกลาง อาจจะเป็นไปได้ที่นายวันนอร์ มองถึงงบประมาณของกอ.รมน.ที่ได้รับจำนวนมากในแต่ละปี แต่เราก็พร้อมที่จะชี้แจงว่าการนํางบประมาณเหล่านั้นไปใช้ ถูกต้อง และคุ้มค่าหรือไม่ และมีการตรวจสอบ วัดขีดความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

‘นายกฯในฐานะ ผอ.รมน. พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ.ในฐานะ รอง ผอ.รมน. โทรมาตําหนิผม และ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่4 ทุกครั้ง ปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แม่อุ้มลูก ถูกยิงเสียชีวิต ทหารลากลับบ้าน พาลูกภรรยาไปเดินตลาด ถูกยิงเสียชีวิต ตํารวจ อส.ทําหน้าที่ ดูแลประชาชนบนท้องถนน ถูกคนใส่ชุดผู้หญิง ยิงเสียชีวิต เด็กเล่นกีฬาในโรงเรียนถูกยิงเสียชีวิต สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่เราต้องคํานึง ขอความร่วมมือจากประชาชน ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่และนอกพื้นที่เพื่อให้ช่วยเหลือ ทําให้ปัญหาเหล่านี้หมดไป 22 ปีที่ผ่านมาเราสูญเสียกันมาเยอะแล้ว ผมตระหนักในเรื่องเหล่านี้มากกว่าเรื่องที่นายวันนอร์ หรือใครก็แล้ววิพากษ์วิจารณ์ เป็นเรื่องปกติ’ พลเอก ชัยพฤกษ์ กล่าวและว่า

ส่วนที่นายวันนอร์คาใจ กรณีลอบยิง นาย กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ เพราะมีบุคลากรของ กอ.รมน.เข้าไปเกี่ยวข้องนั้น ตนเข้าใจ ผู้ก่อเหตุก็ออกจากราชการไปแล้ว แต่ก็ยอมรับว่ารถที่ใช้ก่อเหตุเป็นของ กอ.รมน. เราก็ต้องไปแก้ไข คนในองค์กรทําผิด ไม่ว่าจะเป็นองค์กรใดก็แล้วแต่ โดยเฉพาะข้าราชการ ก็ต้องถูกลงโทษ ยิ่งข้าราชการยิ่งต้องรู้หน้าที่ของตัวเองต้องลงโทษให้หนัก กระบวนการยุติธรรมจะทํางานและมีผลออกมา ว่าเป็นอย่างไร กอ.รมน.ไม่ได้ปัดความรับผิดชอบทั้งหมด รถที่หลุดออกไป และถูกนําไปใช้ก่อเหตุ เราก็ต้องไปแก้ไขไม่ให้เกิดขึ้นอีก หรือเป็นจุดบกพร่องที่ต้องไปแก้ไขปัญหา

พลเอก ชัยพฤกษ์ ยังกล่าวถึงปัญหาบุคลากรที่มีชื่อ แต่ไม่ได้ลงไปปฏิบัติงานจริง เรื่องนี้มี สส. หลายคนที่มีความเป็นห่วง ตนก็เช่นเดียวกันก็ไม่ชอบคนที่ชอบกินแรงใคร ตนก็ส่งจเรทหารไปตรวจจากส่วนกลาง ทั้งแบบที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ และ ผบ.ทบ. ได้เน้นย้ําว่าพวกที่กินแรง ต้องไม่มีถ้าตรวจแล้วพบต้องถูกลงโทษ ยอมรับว่าที่ผ่านมามีบ้าง เราคงปฏิเสธไม่ได้ทั้งหมด ก็ลงโทษไปตามวินัยทหาร แต่ถ้าเป็นทหารมีอัตราแล้วไม่ได้บรรจุ อันนี้คนละเรื่อง เช่น มีอัตรา 500 คน บรรจุแค่ 300 คน การทําเช่นนี้รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินก็จะส่งคนเข้าไปเพิ่ม และในห้วงเวลาปกติที่ไม่ได้บรรจุ ก็จะต้องส่งคืนงบประมาณ จะเห็นได้ว่าในแต่ละปีมีการส่งคืนงบประมาณในด้านกําลังคน เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับทหารผี ที่ระบุว่าทหารผีมีชื่อและไปทํางานที่อื่น ก็ต้องไปดูว่าทํางานที่ไหน หากมีชื่ออยู่ใน กอ.รมน.ภาค4 สน. แล้วไปนอนอยู่บ้าน อันนี้ต้องทําโทษ แต่หากไปทํางานด้านการข่าวก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องเหล่านี้ถูกตรวจสอบอย่างแน่นอน และยืนยันว่าเป็นเรื่องซีเรียสของ กอ.รมน. ต้องไม่ให้เกิดขึ้นอีก เพราะกินแรงผู้อื่น พร้อมยืนยันว่าไม่มีการเลี้ยงไข้สถานการณ์ 

‘ทำไมเราต้องปกป้องคนผิด กินแรงคนอื่น ทำคนส่วนใหญ่ที่ตั้งใจทำงานเดือดร้อน เป็นไปไม่ได้จะปกป้องคนผิด บางคนบอกว่า เป็นคนของนายหรือไม่ ตอบว่า ไม่ นายผมมีแค่ นายกฯ และ ผบ.ทบ.หากสองท่านนี้ไม่ได้สั่งการอะไร ไม่มีใครเป็นนายผม ผมฟันทุกคน เข้าใจเป็นคำถามเราตรวจสอบภายในกันเองจะเชื่อถือได้หรือไม่ ไม่มีทางที่เราจะปล่อยให้คนไม่ดีอยู่ในองค์กรของเรา เราต้องเชื่อมั่น’ พลเอก ชัยพฤกษ์ กล่าวและว่า

ส่วน กอ.รมน. ถูกมองว่าทําปฏิบัติการไอโอ รบกับคนภายในประเทศเราไม่มี ภารกิจเหล่านั้น การทําไอโอไม่ใช่การเล่นโซเชียล แล้วนําไปเผยแพร่ การทํา ไอโอ เช่น การปฏิบัติการทางทหารระหว่างไทยกับกัมพูชา คือทําอย่างไรก็ได้ให้ผู้ที่มีอํานาจตัดสินใจ ตัดสินใจไปในทิศทางที่เราต้องการ เช่น เรา ต้องการให้ผบ.ภูมิภาคที่2 ตัดสินใจนํากําลังเข้ามาพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง เพื่อเราจะ จัดการกับกําลังนั้น เรียกว่าปฏิบัติการไอโอ เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ภารกิจหรือความจําเป็นของ กอ.รมน. ที่ต้องไปทํา 

สําหรับการซื้อเครื่องมือสปายแวร์ ยืนยันว่าไม่จริงไม่มีการซื้อเครื่องมือเหล่านี้ ได้มีการส่งคืนงบประมาณ ยืนยันว่าไม่ได้ทํากับบุคคลภายในประเทศ แต่การประชาสัมพันธ์ผ่านโซเชียล ก็มีทั้งบวกและลบ ที่เกิดเกิดขึ้นในสังคม
ยืนยันว่าไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของ กอ.รมน.ที่ไปทําในสิ่งเหล่านี้

พร้อมทั้งยืนยันว่า กระแสข่าวมีการดักฟังข้อมูลประชาชนในพื้นที่ 2,000 รายนั้น ตรวจสอบแล้วไม่เป็นความจริง เพราะไม่ใช่หน่วยงานของ กอ.รมน. ส่วนจะเป็นหน่วยงานไหนนั้น ไปตรวจสอบเอาเอง

เมื่อถามว่า จะสร้างภาพลักษณ์ของ กอ.รมน. อย่างไรให้เป็นที่เชื่อถือของประชาชน พลเอก ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า ทำงานอย่างมีมีประสิทธิภาพมุ่งมั่นและตั้งใจในการทํางาน ให้ประชาชนจะได้เห็น ทําผลงานให้เห็นทุ่มเทการทํางานคือคําตอบ.

ป.ป.ช.เอาจริง! ยกระดับเป็น‘คดีพิเศษ’ ล็อกเป้าฟันตั้งแต่อธิบดี-ขบวนการนายหน้า-ผู้เข้าสอบ

ป.ป.ช.เอาจริง! ยกระดับเป็น‘คดีพิเศษ’ ล็อกเป้าฟันตั้งแต่อธิบดี-ขบวนการนายหน้า-ผู้เข้าสอบ

ป.ป.ช.เอาจริง! ยกระดับเป็น‘คดีพิเศษ’ ล็อกเป้าฟันตั้งแต่อธิบดี-ขบวนการนายหน้า-ผู้เข้าสอบ

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.37 น.

วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก สำนักงาน ป.ป.ช. ระบุว่า ป.ป.ช.แถลงล่าสุด!

ป.ป.ช. ยกระดับคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ปี 2568 เป็น “คดีพิเศษ” ล็อกเป้าฟันตั้งแต่ อธิบดี ขบวนการนายหน้า ไปจนถึง “ผู้เข้าสอบที่ซื้อคะแนน” พร้อมดึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) และตำรวจร่วมสางคดี!

จากการรวบรวมข้อมูล และพยานหลักฐานในเรื่องดังกล่าว พบว่า มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) กับพวก ดำเนินโครงการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568

โดยแก้ไขคะแนนสอบและเรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบเพื่อช่วยเหลือให้สอบผ่าน ซึ่งมีพยานหลักฐาน เพียงพอที่จะดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตต่อไปได้

ต่อมา นายสุรพงษ์  อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า ตามที่สำนักงาน ป.ป.ช. ได้เคยแจ้งความคืบหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐ สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ดำเนินโครงการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 โดยแก้ไขคะแนนสอบ และเรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบเพื่อช่วยเหลือให้สอบผ่าน โดยจะรวบรวมพยานหลักฐานและเสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาดำเนินการไต่สวนและดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง นั้น

สำนักงาน ป.ป.ช. ขอแถลงกรณีดังกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้มีการรวบรวมข้อมูล และพยานหลักฐานในเรื่องดังกล่าวแล้ว พบว่า จากข้อเท็จจริงมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กับพวก ดำเนินโครงการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 โดยแก้ไขคะแนนสอบและเรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบเพื่อช่วยเหลือให้สอบผ่าน ซึ่งมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตต่อไปได้ อีกทั้งเรื่องดังกล่าวยังเป็นเรื่องกล่าวหา
ที่มีความสำคัญระดับประเทศที่อยู่ในความสนใจของประชาชน และยังเป็นเรื่องที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวาง ซึ่งเข้าลักษณะเป็นคดีพิเศษตามแนวทางในการพิจารณาและการบริหารคดีพิเศษ จึงได้นำเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณารับเรื่องกล่าวหาดังกล่าวไว้ไต่สวนเป็นคดีพิเศษในวันนี้

คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาแล้ว มีมติให้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีดำเนินโครงการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 โดยแก้ไขคะแนนสอบและเรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบเพื่อช่วยเหลือให้สอบผ่าน ไว้ไต่สวนเป็นคดีพิเศษ โดยตั้งคณะกรรมการไต่สวน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 51 เพื่อดำเนินการไต่สวนกลุ่มบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนี้

1.ผู้บริหารระดับสูงของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

2.กลุ่มบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดสอบ และประกาศผลสอบ

3.กลุ่มบุคคลที่ไม่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้แก่ กลุ่มบุคคลที่แก้ไขคะแนนของผู้เข้าสอบ กลุ่มนายหน้าเรียกรับเงินจากผู้เข้าสอบ และกลุ่มบุคคลที่ได้รับการแก้ไขคะแนนในกระดาษคำตอบ

4.บุคคลอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

ทั้งนี้ ในการดำเนินการไต่สวนเรื่องกล่าวหาข้างต้น สำนักงาน ป.ป.ช. จะได้ประสานความร่วมมือไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อขอพนักงานเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานดังกล่าวมาเป็นผู้ช่วยเหลือคณะกรรมการไต่สวน ต่อไป

นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตปากีสถานฯ เห็นพ้องยกระดับความร่วมมือเศรษฐกิจ

นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตปากีสถานฯ เห็นพ้องยกระดับความร่วมมือเศรษฐกิจ

นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตปากีสถานฯ เห็นพ้องยกระดับความร่วมมือเศรษฐกิจ

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.34 น.

นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตปากีสถานฯ เห็นพ้องยกระดับความร่วมมือเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

8 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.30 น. ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับ นางรุคซานา อัฟซอล (H.E. Ms. Rukhsana Afzaal) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามปากีสถานประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะเพื่ออำลาในโอกาสพ้นจากหน้าที่ โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวยินดีที่ความสัมพันธ์ไทย – ปากีสถานมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง พร้อมเห็นว่าทั้งสองประเทศยังมีศักยภาพในการขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนให้เติบโตยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการต่อยอดความร่วมมือในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพร่วมกัน ทั้งนี้ ปากีสถานเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าจะเป็นโอกาสสำคัญในการขยายมูลค่าการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศในอนาคต

ด้านเอกอัครราชทูตปากีสถานฯ กล่าวขอบคุณรัฐบาลไทยสำหรับการสนับสนุนและความร่วมมือที่มีมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมแสดงเชื่อมั่นว่าจะได้รับการสนับสนุนจากไทยในประเด็นที่ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญ และร่วมกันผลักดันความร่วมมือในทุกมิติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายหารือถึงการส่งเสริมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร โดยฝ่ายปากีสถานแสดงความสนใจแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์จากประเทศไทย รวมถึงการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญไทยในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและแนวปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมของปากีสถาน

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือถึงความร่วมมือด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยฝ่ายปากีสถานเสนอความร่วมมือด้านแรงงานทักษะขั้นสูง ซึ่งมีศักยภาพสนับสนุนความต้องการของไทย อาทิ บุคลากรด้านเทคโนโลยีและครูผู้สอนภาษาอังกฤษ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพกำลังคนของทั้งสองประเทศ

ในด้านค้าและการท่องเที่ยว นายกรัฐมนตรีเห็นว่าปากีสถานเป็นตลาดที่มีศักยภาพในภูมิภาคเอเชียใต้ และยังมีโอกาสขยายความร่วมมือได้อีกมาก โดยเฉพาะการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมด้านบริการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐานระดับสากล ขณะเดียวกัน แนวทางการนำคณะภาคธุรกิจไทยเยือนปากีสถาน  น่าจะเป็นอีกแนวทางสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกัน รวมทั้งยังเห็นพ้องที่จะส่งเสริมการเดินทางระหว่างกัน ผ่านการเพิ่มเส้นทางบินระหว่างไทยกับปากีสถาน เพื่อ
อำนวยความสะดวกแก่ประชาชน นักท่องเที่ยว และภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรียืนยันความพร้อมของรัฐบาลไทยในการทำงานร่วมกับปากีสถานอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ตลอดจนสนับสนุนการแลกเปลี่ยนทางธุรกิจและการลงทุน เพื่อสร้างการเติบโตและผลประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน

สีหศักดิ์ เผย สหรัฐฯ พร้อมสนับสนุนไทยด้านความมั่นคง เพิ่มความพร้อมการป้องกันประเทศ

สีหศักดิ์ เผย สหรัฐฯ พร้อมสนับสนุนไทยด้านความมั่นคง เพิ่มความพร้อมการป้องกันประเทศ

สีหศักดิ์ เผย สหรัฐฯ พร้อมสนับสนุนไทยด้านความมั่นคง เพิ่มความพร้อมการป้องกันประเทศ

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.05 น.

สีหศักดิ์ เผย สหรัฐฯ พร้อมสนับสนุนไทยด้านความมั่นคง เพิ่มความพร้อมการป้องกันประเทศ

เมื่อวันที่ 8 ก.ค.2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงผลการพบและหารือกับ พลเรือเอก ซามูเอล ปาปาโร (Admiral Samuel J. Paparo) ผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐฯ ภาคพื้นอินโด-แปซิฟิก (U.S. Indo-Pacific Command หรือ USINDOPACOM) ที่รัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า ได้มีการคุยกันถึงสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค และได้แลกเปลี่ยนความเห็นว่าฝ่ายไทยมองความมั่นคงในภูมิภาคว่ามีประเด็นอะไรบ้างที่สำคัญ ซึ่งสหรัฐก็มีมุมมองของสหรัฐ และได้หารือถึงการกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงกับสหรัฐ ซึ่งก็ถือว่าไทยเป็นพันธมิตรกับสหรัฐที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐในภูมิภาคนี้ แต่เรื่องความมั่นคงก็ขอทำความเข้าใจว่าในช่วงท่ามกลางการแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐนี้ เราไม่ได้เข้าข้างประเทศใด เราต้องการส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงกับสหรัฐก็เพื่อความมั่นคงของไทยเอง แล้วเราก็จะทำเช่นเดียวกับจีนด้วย

ส่วนที่มีคนเกรงว่าการมาครั้งนี้ของตน เหมือนจะเป็นการเลือกข้าง ซึ่งเราไม่เลือกข้างอยู่แล้ว แต่เราเอาความมั่นคงของไทยเป็นหลัก เราต้องมีสิทธิจะเลือกในเรื่องของความมั่นคง กับจีนเราก็มีความร่วมมือด้านความมั่นคง  เรารักษาความสมดุลย์ในความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจทั้งสอง โดยยึดผลประโยชน์ของไทยเป็นหลัก  แล้วเราก็เห็นว่าในเรื่องความมั่นคงในภูมิภาค สำหรับประเทศไทยก็คือ หนึ่งต้องเป็นภูมิภาคที่เน้นระเบียบกติการะหว่างประเทศ และก็เป็นระเบียบที่เปิดกว้างให้กับทุกประเทศ ไม่มีการกีดกันประเทศใดประเทศหนึ่ง ขณะเดียวกันแน่นอนความสัมพันธ์ความร่วมมือด้านความมั่นคงกับสหรัฐเราก็มีมาช้านาน ที่ผ่านมากับสหรัฐไทยก็ได้ร่วมมือกันเพื่อเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆโดยเฉพาะในช่วงสงครามเย็น ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงไป เราก็ต้องทำให้ความร่วมมือด้านความมั่นคงมีความทันสมัยมากขึ้น ตอบสนองต่อความท้าทายใหม่ ๆ และแน่นอนไม่ใช่เป็นการจะมุ่งไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เราก็ต้องเตรียมพร้อม สำหรับสถานการณ์ต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้

และประเด็นใหม่ที่หารือกันมากคือ เรื่องความมั่นคงในโลกไซเบอร์ เนื่องจากขณะนี้ภัยคุกคามที่เราเผชิญอยู่หลายๆภัยคุกคาม ผ่านมาจากโลกไซเบอร์ ดังนั้น ความมั่นคงด้านไซเบอร์จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไทยมีความเป็นห่วงเป็นพิเศษ และสหรัฐเองก็เป็นห่วงเรื่องการแพร่ขยายของอาชญากรรมทางไซเบอร์ โดยเฉพาะออนไลน์สแกมทั้งหลาย ซึ่งสหรัฐก็พร้อมจะสนับสนุนไทยในเรื่องนี้ และไทยก็ได้จัดการประชุมระหว่างประเทศไปเมื่อปีที่แล้ว สหรัฐจึงสนับสนุนให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไป เพราะสหรัฐก็ได้รับผลกระทบคนที่ถูกฉ้อโกงเงินมหาศาลก็อยู่ในอเมริกา แต่กลุ่มที่ทำในเรื่องนี้อยู่ในภูมิภาคเราเยอะ แต่ผลกระทบไปทั่วโลก สหรัฐจึงอยากสนับสนุนประเทศไทยในการระดมความร่วมมือระหว่างประเทศ เพราะมีหลายมิติ ทั้งมิติเกี่ยวกับความมั่นคง มิติเกี่ยวกับเรื่องของการค้ามนุษย์ ซึ่งสหรัฐก็ชื่นชมว่าไทยมีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญก็คือเราอยากพัฒนาขีดความสามารถของเราในด้านการป้องกันประเทศหมายความว่าเราก็ต้องมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยที่สุด ขณะนี้เราก็ได้มีการซื้ออาวุธยุทธโธปกรณ์จากสหรัฐ บางส่วนก็เป็นเรื่องของการให้เงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งเราก็ได้ยื่นรายการไปแล้วเพื่อให้สหรัฐช่วยจัดสรรอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ไทย      

อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ประเทศไทยกำลังพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์เราก็อยากพัฒนาขีดความสามารถของเราในการที่จะพึ่งตัวเอง ซึ่งทางสหรัฐก็ยินดีที่จะสนับสนุนไทยในเรื่องนี้ด้วย

เมื่อถามว่าการหารือครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จในการฟื้นความความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐให้กลับมาแน่นแฟ้นเหมือนก่อนหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ความสัมพันธ์ไทยกับสหรัฐก็มีมาในอดีตพอสมควร ทั้งสองฝ่ายก็เห็นตรงกันว่าควรจะยกระดับความร่วมมือในด้านความมั่นคงระหว่างประเทศทั้งสอง แต่ที่ผมยืนยันคือไม่ได้เป็นความร่วมมือที่เรามุ่งไปประเทศอื่น แต่เรามุ่งในเรื่องของการเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ต่างๆ และประเด็นที่ท้าทายด้านความมั่นคงในรูปแบบใหม่ๆ

เมื่อถามต่อว่า ทางสหรัฐได้สอบถามเรื่องที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกัมพูชาหรือไม่ นายสีหกดิ์ กล่าวว่า สหรัฐไม่ได้สอบถามเรื่องนี้  สหรัฐก็อยากให้ไทยกับกัมพูชาสามารถที่จะพูดคุยกันในทวิภาคี สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ พยายามที่จะก้าวข้ามความขัดแย้ง และเรื่องสถานการณ์ในเมียนมาร์ด้วย สหรัฐก็ให้ความสำคัญกับบทบาทของไทย ช่วงหลังนี้ไทยก็พยามที่จะดำเนินนโยบายที่จะกลับไปมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมาร์ เพื่อที่เมียนมาจะกลับสู่อาเซียน แต่มันก็เป็นถนนสองเส้นทาง ที่เมื่อเรายื่นมือออกไปฝ่ายเบียนมาร์ก็ต้องยื่นมือตอบสนองต่อข้อกังวลต่างๆที่ฝ่ายอาเซียนมีต่อสถานการณ์ในเมียนมาร์ หลังจากเลือกตั้ง ซึ่งเลือกตั้งก็ยังไม่จบทีเดียว ก็ควรจะมีการพูดคุยเพื่อสันติภาพ สร้างความปรองดองในประเทศเมียนมาร์

ซึ่งในวันที่ 12 กรกฎาคมนี้ ตนได้เชิญรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน มาที่กรุงเทพฯ เพื่อพบกับรัฐมนตรีต่างประเทศของเมียนมาร์  ซึ่งตรงนี้ก็เป็นอีกก้าวหนึ่งของนโยบายที่จะกลับไปมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมาร์ ที่ไทยเป็นคนผลักดัน การประชุมที่กรุงเทพฯก็เพื่อให้รัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาร์ได้มาบรรยายสรุปและมาเล่าให้รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอื่นๆได้ทราบว่าพัฒนาการไปทางไหน เพื่ออาเซียนจะได้พิจารณาว่าเราควรจะกลับไปมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมาร์ นำเมียนมาร์กลับมาอาเซียนหรือยัง และในระดับไหน ซึ่งการประชุมครั้งนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนตอบรับที่จะเดินทางมาแล้ว ส่วนประเทศกัมพูชาอาจจะไม่สะดวกมา ตอนแรกฝ่ายกัมพูชาจะขอประชุมผ่านทางออนไลน์แต่คงลำบากที่จะประชุมผ่านทางออนไลน์

เมื่อถามต่อว่า ล่าสุดฝ่ายกัมพูชากล่าวหาว่าฝ่ายไทยฟ่างระเบิดเข้าไปในฝั่งกัมพูชา ไทยได้ประท่วงกลับไปหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ไทยได้ชี้แจงไปแล้ว ว่าไม่น่าจะเป็นไปตามนั้น เข้าใจว่าเหตุการอาจจะเกิดจากการเหยียบกับระเบิดของทหารกัมพูชาเอง เพราะเรายึดปฏิบัติตามข้อตกลที่เรามี ในเรื่องของการหยุดยิง ที่เรียกว่าแถลงการณ์ร่วมระหว่างทั้งสองฝ่าย เราก็ปฏิบัติตามนั้น         

“เราก็ได้ชี้แจงกลับไปแล้วและชี้แจงเพิ่มเติมไปด้วยว่า การนำเสนอฝ่ายเดียว บางครั้งเหตุการณ์แบบนี้ กัมพูชาควรจะมาตรวจสอบ หรือพูดคุยกันก่อน ไม่ควรจะไปนำเสนออะไรที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง หรืออะไรที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ช่วงนี้การหยุดยิงก็ยังบอบบางอยู่ เราก็ต้องระมัดระวัง ตรวจสอบกันถ้ามีเหตุการณ์อะไร เพื่อไม่ให้เกิดการเข้าใจผิด หรือนำไปสู่การกระทบกระทั่งระหว่างกัน” 

ทั้งน้ำรั่ว-ส้วมแตก!! สว.อิสระ จี้ ปธ.สภาฯ ตรวจอาคารก่อนหมดประกัน 15 ก.ค.นี้

ทั้งน้ำรั่ว-ส้วมแตก!! สว.อิสระ จี้ ปธ.สภาฯ ตรวจอาคารก่อนหมดประกัน 15 ก.ค.นี้

ทั้งน้ำรั่ว-ส้วมแตก!! สว.อิสระ จี้ ปธ.สภาฯ ตรวจอาคารก่อนหมดประกัน 15 ก.ค.นี้

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.48 น.

สว.อิสระ จี้ ประธานสภาฯ รุดตรวจสอบอาคารก่อนหมดประกันผู้รับเหมา 15 ก.ค.นี้ ด้าน นันทนา ซัดถ้าไม่ใช่ บ.ซิโน-ไทย จะนิ่งขนาดนี้หรือไม่ ซ้ำยังเจอฝนตกน้ำรั่ว-ส้วมแตก หวั่น หลังจากนี้ต้องใช้ภาษีปชช.จ่าย 

เมื่อวันที่ 8 ก.ค.2569 ที่รัฐสภา นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) พร้อมด้วยกลุ่ม สว.อิสระ ร่วมกันแถลงกรณีที่อาคารรัฐสภาจะหมดประกันกับผู้รับเหมาในวันที่ 15 ก.ค.นี้ โดยนายสุนทร กล่าวว่า จากการตรวจสอบสภาพอาคารรัฐสภา ที่จะต้องมีการซ่อมบำรุงพบว่าฝั่งสว. มีการตรวจซ่อมอาคารพบว่ามี 500 รายการ และฝั่งสส.อีก 500 รายการ หรืออาจจะมากกว่านั้น ซึ่งตัวเลขค่าซ่อมหากคิดเป็นจุดละ 1-30,000 บาท รวมเป็นเงิน 10 ล้านบาท ภาษีของประชาชนไม่ควรที่จะมาเสียอะไรแบบนี้ เพราะการซ่อมอาคารรัฐสภายังอยู่ในระยะเวลารับประกัน จึงหวังว่าทางบริษัทผู้รับเหมา ก่อสร้างอาคารรัฐสภาที่มีชื่อเสียงโด่งดังน่าจะต้องมาดำเนินการซ่อมตรงนี้ เพราะเป็นสิ่งที่ถูกต้องหากมาซ่อมในช่วงที่เป็นระยะประกัน จึงหวังว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐสภาจะเอาจริงเอาจังไม่ให้ประชาชนต้องมาเสียภาษีกับเงินจำนวนมากในเรื่องที่ไม่มีความจำเป็นต้องเสีย ฉะนั้น อยากให้ประธานรัฐสภาช่วยกำชับเจ้าหน้าที่ให้เอาจริงกับผู้รับเหมา อย่าเกรงใจผู้รับเหมารายนี้มากนัก 

ด้านน.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่ กล่าวว่า บริษัทที่รับเหมาก่อสร้างก่อสร้างอาคารรัฐสภาคือบริษัทซิโน-ไทย คอนสตรัคชั่น ที่ทุกคนรู้ไปถึงดาวอังคารแล้วและเมื่อวันที่ 7 ก.ค. ที่ผ่านมาวุฒิสภาก็แถลงผลงานในรอบ 2 ปี แต่ไม่เห็นพูดว่าจะแก้ไขปรับปรุงอาคารรัฐสภาอย่างไร เพราะอีก 7 วันจะหมดสัญญารับประกันแต่ไม่ซ่อมอะไรเลย และหลังจากวันที่ 15 ก.ค. เป็นวันหมดสัญญา หากรัฐสภาจะซ่อมอะไรต้องจ่ายเงินเอง ช่วงนี้อยู่ในช่วงที่ยังอยู่ในสัญญาแต่กลับไม่มีเจรจาเพื่อให้แก้ปัญหา 

“วันนี้ถ้าพายุไมสักเข้ามา รัฐสภาก็จะท่วมอีก ขยะจะลอยเต็ม น้ำจะไหลลงมาตั้งแต่ชั้น 10 จนถึงชั้น 1 อีก แต่ไม่เห็นทำอะไรกัน ถ้าเป็นผู้รับเหมารายอื่นท่านจะนิ่งขนาดนี้หรือไม่ ทำไมถึงต้องเงียบกันขนาดนี้ ในขณะที่เราอยู่ในรัฐสภาอึดอัดคับแค้นใจ ไม่ว่าจะเป็นป้ายทางเดินต้องงมหากันเอง จนบัดนี้ก็ยังไม่รู้ว่าเดินไปทางไหน ฝนตกน้ำรั่ว ส้วมใช้ไม่ได้ ส้วมแตก แต่ก็ไม่ดำเนินการอะไร จึงรู้สึกว่านี่เป็นการปิดกลบเพื่อช่วยเหลือกันเองหรือไม่ ซึ่งประชาชนสงสัยอย่างยิ่งว่าเมื่อถึงวันที่ 15 ก.ค. รัฐสภาของเราจะเป็นอย่างไร แบบเดิมแล้วจ่ายตังค์ค่าซ่อมเอง ประชาชนไม่ยอม“ น.ส.นันทนา กล่าว 

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า เรื่องนี้เราเรียกร้องมาตั้งแต่เข้ามาเป็น สว. แล้ว ให้มีการแก้ไขซ่อมแซมรัฐสภา จนบัดนี้ 2 ปีแล้ว ยังไม่มีมีการทำอะไรแต่แย่ขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ขอเรียกร้องและฟ้องประชาชนว่าเราพยายามปกป้องภาษีประชาชนแล้ว แต่ผู้มีอำนาจไม่ดำเนินการ เพราะเราต้องเสียเงินมากขึ้น หลังจากพ้นสัญญาประกัน

รัฐบาลเคาะรื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน สั่งเลิกสัญญาชั่วนิรันดร์ หั่นราคารับซื้อเหลือ 2.16 บาท

รัฐบาลเคาะรื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน สั่งเลิกสัญญาชั่วนิรันดร์ หั่นราคารับซื้อเหลือ 2.16 บาท

รัฐบาลเคาะรื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน สั่งเลิกสัญญาชั่วนิรันดร์ หั่นราคารับซื้อเหลือ 2.16 บาท

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.07 น.

รัฐบาลเคาะรื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน “โซลาร์-ลม” สั่งเลิก”สัญญาชั่วนิรันดร์”ต่ออายุอัตโนมัติ หั่นราคารับซื้อเหลือ 2.16 บาท เท่าโครงการโซลาร์ชุมชน เตรียมชง กพช.แก้มติเดิม ก่อนให้ 3 การไฟฟ้าทำสัญญาใหม่ หวังดึงค่า FT ค่าไฟรวมลง

8 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน เปิดเผยภายหลังการประชุม ที่มี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมมีมติสำคัญในการปรับปรุงแนวทางการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนจากภาคเอกชนเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภคและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงตามนโยบายของรัฐบาล

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯพบว่า ปัญหาหลักที่พบคือ สัญญาการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนขนาดเล็ก และขนาดเล็กมาก (SPP/VSPP) ที่มีการทำสัญญาระหว่างภาครัฐกับเอกชนในอดีต ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) และพลังงานลม (Wind) มีลักษณะเป็นสัญญาชั่วนิรันดร์ที่มีการต่ออายุโดยอัตโนมัติให้กับภาคเอกชนเมื่อหมดสัญญา นอกจากนี้ ราคารับซื้อเดิมยังอ้างอิงจากราคาขายส่งบวกด้วยค่าไฟฟ้าผันแปร (FT) ซึ่งสูงถึงกว่า 3 บาทต่อหน่วย ทั้งที่โรงไฟฟ้าประเภทนี้ไม่มีต้นทุนด้านเชื้อเพลิงที่แท้จริง เพราะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนคือลมและไฟฟ้า คณะกรรมการจึงพิจารณาปรับราคารับซื้อใหม่ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีปัจจุบันที่ถูกลง โดยอ้างอิงราคาจากโครงการโซลาร์ชุมชนที่ 2.16 บาทต่อหน่วย โดยจะใช้กับโรงไฟฟ้าประเภทโซลาร์เซลล์ก่อน เพราะมีราคาอ้างอิงที่ชัดเจน ส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานลมจะมีการกำหนดราคารับซื้อใหม่อีกครั้ง

นายดนุชา กล่าวว่า ในการดำเนินการกับสัญญาในลักษณะนี้คณะกรรมการได้ข้อสรุปที่จะดำเนินการโดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มโรงไฟฟ้าที่ครบอายุสัญญา 25 ปีแล้ว โดยปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 515 สัญญา รวมกำลังการผลิตราว 2,400 เมกะวัตต์ ซึ่งกลุ่มนี้เดิมมีการต่อสัญญาอัตโนมัติครั้งละ 3-5 ปี มติใหม่คือจะไม่มีการต่อสัญญาอัตโนมัติอีกต่อไป โดยจะให้ต่อได้อีกเพียง 1 รอบตามระยะเวลาในสัญญาเดิม เช่น 3 หรือ 5 ปี และต้องใช้ราคารับซื้อที่ 2.16 บาทต่อหน่วยเท่านั้น หากครบกำหนดนี้แล้วจะถือว่าสิ้นสุดสัญญาทันที 2.กลุ่มที่ได้รับเงินอุดหนุน (Adder) มาครบ 10 ปี แต่ยังไม่ครบอายุสัญญา 25 ปี ตามสัญญาที่ได้ทำไว้  ซึ่งในส่วนนี้มีประมาณ 46 สัญญา มีกำลังการผลิตที่ขายไฟเชิงพาณิชย์ (COD) แล้วประมาณ 1,478 เมกะวัตต์) โดยกลุ่มนี้ถือว่าคุ้มทุนค่าก่อสร้างแล้วในช่วงที่ได้รับค่า Adder ดังนั้นในช่วงเวลาที่เหลือของสัญญาจะถูกปรับลดราคารับซื้อลงมาอยู่ที่ 2.16 บาทต่อหน่วยเช่นกัน ส่วนกลุ่มที่ยังไม่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (Non-COD) ที่มีอยู่ประมาณ 4 สัญญา มีกำลังการผลิตรวม 67 เมกะวัตต์ โดยกลุ่มนี้หากล่วงเลยกำหนด COD มาแล้ว 2 ปีโดยไม่มีความคืบหน้า จะมีการพิจารณายกเลิกสัญญาเป็นรายกรณี

เมื่อถามว่า ค่าไฟจะลดลงได้เท่าไหร่ นายดนุชา กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีตัวเลขที่ปรับปรุงชัดเจน แต่การปรับค่า FT ในส่วนนี้ให้ลดลงสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงก็จะมีประโยชน์ต่อค่าไฟโดยรวมของประชาชน เพราะการปรับโครงสร้างราคาใหม่นี้จะทำการปลดส่วนที่เป็น FT ออกไปเพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ณ ปัจจุบัน ซึ่งเทคโนโลยีราคาถูกลงมากแล้ว โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำลังอยู่ระหว่างการคำนวณตัวเลขว่าผลจากการปรับปรุงสัญญาจะลดค่าไฟลงได้เท่าใด โดยการลดลงของค่าไฟฐานอาจจะยังไม่เกิดขึ้นในงวดนี้ทันที เนื่องจากต้องรอให้มีการทยอยแก้ไขสัญญาระหว่างการไฟฟ้าและเอกชนให้ครบถ้วนก่อน ทั้งนี้ ขั้นตอนการดำเนินการต่อไปคณะกรรมการฯจะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเพื่อกำหนดเป็นนโยบายอย่างเป็นทางการ ก่อนจะมีการดำเนินการแก้ไขและยกเลิกมติ กพช.ที่เคยมีการอนุมัติมีสัญญาแบบต่ออายุอัตโนมัติ จากนั้นจะให้ 3 การไฟฟ้าดำเนินการแก้ไขสัญญากับเอกชนต่อไป โดยนายปกรณ์ ประธานคณะกรรมการ ย้ำในที่ประชุมว่าภาครัฐต้องยึดประโยชน์ของประชาชนและความเป็นธรรมเป็นที่ตั้ง และไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกฟ้องร้องจากเอกชนเนื่องจากเป็นการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ

“รองนายกฯ ปกรณ์ ในฐานะประธานที่ประชุมบอกว่าเรามีหน้าที่ในการแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมที่มันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นก็ต้องทำให้มันเป็นธรรมก่อน ให้ประชาชนได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะงั้นก็ไม่ต้องไปกังวลเรื่องการถูกฟ้องร้องจากเอกชนเพราะเราทำเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนโดยรวม” นายดนุชา กล่าว

เมื่อถามว่า ในส่วนของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) รัฐบาลจะเข้าไปดูในเรื่องของสัญญาด้วยหรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า ในส่วนของโรงไฟฟ้า IPP เนื่องจากสัญญามีความซับซ้อนและทำขึ้นคนละช่วงเวลา คณะกรรมการจึงมีมติให้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 1 ชุด เพื่อพิจารณาปรับปรุงค่า AP และค่าพลังงานไฟฟ้า (EP)  โดยเฉพาะเพื่อลดผลกระทบที่มีต่อค่าไฟฟ้าฐานของประชาชน แต่ในส่วนนี้จะเป็นการปรับปรุงสัญญาในส่วนต่อไป โดยในขณะนี้รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ไขสัญญาในส่วนของโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนที่สัญญาไม่เป็นธรรมก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า การแก้ไขสัญญากับภาคเอกชนจะกระทบความเชื่อมั่นในการลงทุนหรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลกำลังดึงดูดการลงทุน เช่นดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก นายดนุชา กล่าวว่า เรื่องที่รัฐบาลทำจะไม่กระทบเชื่อมั่นนักลงทุน เนื่องจากรัฐบาลมีแนวทางรองรับชัดเจน ทั้งการปรับปรุงสถานีไฟฟ้า (Sub-station) และการส่งเสริม Direct PPA เพื่อให้ผู้ประกอบการซื้อไฟฟ้าโดยตรงจากผู้ผลิตได้ ซึ่งจะไม่กระทบต่อแผนการลงทุนในภาพรวม

สกัดซ้ำรอยพระราม 2 พิพัฒน์ งัดไม้แข็ง คุมรับเหมาทิ้งงาน-บังคับทำประกัน

สกัดซ้ำรอยพระราม 2 พิพัฒน์ งัดไม้แข็ง คุมรับเหมาทิ้งงาน-บังคับทำประกัน

สกัดซ้ำรอยพระราม 2 พิพัฒน์ งัดไม้แข็ง คุมรับเหมาทิ้งงาน-บังคับทำประกัน

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.02 น.

“พิพัฒน์”งัดไม้แข็ง คุมรับเหมาทิ้งงาน-บังคับทำประกัน สกัดซ้ำรอยพระราม 2 บอกรัฐบาลเพิ่งทำงานได้แค่ 3 เดือน ยังวัด KPI เป็นรูปธรรมไม่ได้ เหตุโปรเจกต์คมนาคมต้องใช้เวลา

8 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เปิดเผยถึงร่างกฎกฎกระทรวงเพื่อกำหนดการทิ้งงาน และความปลอดภัยของบริษัทรับเหมาก่อสร้างงานรัฐ ว่า กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวนั้น เป็นการเพิ่มบทลงโทษผู้รับเหมาที่ทิ้งงานให้มีความเข้มงวดมากขึ้น โดยกระทรวงคมนาคมได้เตรียมพิจารณาถึงปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ด้วย โดยเฉพาะในภาวะปัจจุบันที่ต้นทุนค่าวัสดุก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากผลกระทบของสงครามและภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย ซึ่งต้องนำมาเป็นองค์ประกอบในการชี้วัดสาเหตุที่ผู้รับเหมาทิ้งงาน

ทั้งนี้ สิ่งที่กระทรวงคมนาคมเน้นย้ำและให้ความสำคัญสูงสุดคือความปลอดภัยโดยผู้รับเหมาที่จะเข้ามารับงานจะต้องมีการเตรียมแผนด้านความปลอดภัยที่ชัดเจน และต้องจัดทำประกันภัยเพื่อเป็นหลักประกันให้กับผู้ที่ต้องเสี่ยงภัย เพื่อหลีกเลี่ยงและรับมือกับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนในอดีต เช่น กรณีอุบัติเหตุที่สีคิ้ว จ.นครราชสีมา หรือถนนพระราม 2 หรือเหตุการณ์ดินสไลด์จนอุโมงค์ทรุดตัว ที่ จ.เชียงราย โดยกฎหมายนี้จะบังคับให้ผู้รับเหมาต้องมีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น และบังคับว่าอย่างน้อยที่สุดจะต้องมีประกันภัยคุ้มครองบุคคลภายนอกที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ในวันเดียวกันกระทรวงคมนาคม ได้เตรียมจัดงานสัมมนาเพื่อระดมสมองภายใต้ “MOT New Chapter” โดยมีการแบ่งกลุ่มเวิร์กช็อประดมความคิดเห็ของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ในวันที่ 13 ก.ค.69 โดยมีการแบ่งกลุ่มเวิร์กช็อประดมความคิดเห็นครอบคลุมทุกเส้นทาง ทั้งทางบก ทางราง ทางอากาศ และทางน้ำ ซึ่งจะมีการสรุปผลการสัมมนาในวันที่ 13 ก.ค.69 หลังจากนั้นจะนำแผนงานทั้งหมดไปมอบหมายให้ สนข.เป็นผู้มอนิเตอร์และติดตามความคืบหน้าการทำงานของแต่ละฝ่าย เพื่อให้ แผนการทำงานของแต่ละฝ่ายเป็นไปในทิศทางเดียวกันตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม

เมื่อถามถึงกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า จะมีการวัดผลการทำงานของรัฐมนตรี นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับการทำงานของตน และรัฐมนตรีช่วยทั้ง 3 คน ต้องมาดูงานของกระทรวงว่า KPI อยู่ตรงไหน ยอมรับว่าสิ่งที่กระทรวงคมนาคมดำเนินการ ส่วนใหญ่เป็นโครงการที่ต้องใช้เวลา เพราะฉะนั้น จะมาบอกว่าภายใน 3 เดือน จะให้รู้หรือจะให้งานสำเร็จคงไม่ได้ เพราะในโครงสร้างพื้นฐานของแต่ละชิ้น ล้วนแต่ต้องใช้เวลาทั้งนั้น แต่เราจะมีความคืบหน้าให้ ซึ่งในส่วนของตนและรัฐมนตรีช่วย ก็จะมีการทำงานและรายงานความคืบหน้าให้ทราบ แต่สิ่งที่เรามุ่งเน้น คือภาพรวมของระบบโลจิสติกส์ของประเทศ ต้องเดินให้ได้

นายก​ฯ​ นำประชุม กรอ.นัดพิเศษ กำหนดแนวทาง​-มาตรการ​ป้องกันน้ำท่วม-น้ำแล้ง

นายก​ฯ​ นำประชุม กรอ.นัดพิเศษ กำหนดแนวทาง​-มาตรการ​ป้องกันน้ำท่วม-น้ำแล้ง

นายก​ฯ​ นำประชุม กรอ.นัดพิเศษ กำหนดแนวทาง​-มาตรการ​ป้องกันน้ำท่วม-น้ำแล้ง

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.53 น.

นายก​ฯ​ นำประชุม กรอ.นัดพิเศษ กำหนดแนวทาง​-มาตรการ​ป้องกันน้ำท่วม-น้ำแล้ง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ หวังนำไปสู่การปฏิบัติ​ทันทวงที​ โอด​น้ำกันไม่ได้นั่น​คือธรรมชาติ​ แต่ต้องสร้างความพร้อม

8 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนต รีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน​ เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ​ กรอ.​ครั้งที่ 2/2569 ซึ่งเป็นการประชุมวาระพิเศษเพื่อพิจารณา เห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา​ โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรมว.การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นายวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรเกษตรและสหกรณ์ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย พร้อมตัวแทนภาครัฐภาคและเอกชนในคณะกรรมการ กรอ.เข้าร่วมประชุม

นายกฯ​ กล่าวก่อนการประชุมว่า​ จากการประชุมคณะกรรมการครั้งที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบให้จัดตั้งคณะอนุกรรมการมา 4 คณะ​ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานในประเด็นสำคัญต่างๆ และการกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหา สำหรับการประชุมในวันนี้กรอ.​จะเร่งพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการน้ำเพื่อเตรียมความพร้อมในการป้องกันและบรรเทาปัญหาอุทกภัย และภัยแล้ง ซึ่งถือเป็นประเด็นที่มีผลกระทบต่อประชาชน ในภาคเกษตร​ ภาคธุรกิจ​ และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ​ แม้กระทั่งการท่องเที่ยว​ ซึ่งคณะรัฐบาลให้ความสำคัญ กับการบริหารจัดการน้ำอย่างมีเอกภาพ​ โดยใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีประกอบการตัดสินใจกำหนดมาตรการ จึงขอให้ที่ประชุมร่วมกันพิจารณาเสนอ​ข้อคิดเห็น​ เพื่อกำหนดแนวทางในการดำเนินงาน เพื่อที่จะนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างทันท่วงทีต่อไป

นายก​ฯ​ ยังกล่าวว่า​ วันนี้เป็นการประชุมคณะพิเศษ​ ที่เราจะเน้นในเรื่องของการแก้ไขปัญหา อุทกภัยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งในปีที่ผ่านมา ได้พบกับอุบัติภัยน้ำท่วมที่อำเภอหาดใหญ่​จังหวัดสงขลา ซึ่งเราได้ถอดบทเรียน และหาแนวทางแผนเผชิญเหตุ อย่างไรก็กันน้ำไม่ได้ นั่นคือธรรมชาติ แต่เราจะต้องสร้างความพร้อมในเรื่องของการป้องกันช่วยเหลือ​ อำนวยความสะดวก และการให้การสนับสนุน เพื่อให้มาตรการเหล่านี้ได้มีประสิทธิภาพสูงสุด