โปรดเกล้าฯ สถาปนาพระเกียรติยศ พระองค์ภา เศวตฉัตร 7 ชั้น-กางกั้นพระโกศ

โปรดเกล้าฯ สถาปนาพระเกียรติยศ พระองค์ภา เศวตฉัตร 7 ชั้น-กางกั้นพระโกศ

โปรดเกล้าฯ สถาปนาพระเกียรติยศ พระองค์ภา เศวตฉัตร 7 ชั้น-กางกั้นพระโกศ

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.10 น.

วันที่ 13 มิถุนายน 2569 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา ประกาศเรื่อง สถาปนาพระเกียรติยศ

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระอนุสรณ์ถึงสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งสิ้นพระชนม์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ ว่า เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ผู้เปี่ยมด้วยพระจริยวัตรอันงดงาม ได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจ ด้วยพระวิริยอุตสาหะ และพระกตัญญกตเวทิตา ฉลองพระเดชพระคุณ เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย ก่อให้เกิดประโยชน์แก่บ้านเมืองเป็นที่ประจักษ์แก่ตาแก่ใจของมหาชนทั่วไปทุกหนทุกแห่ง ทรงอุทิศพระองค์ปฏิบัติพระกรณียกิจนานัปการ ทั้งในด้านกระบวนการยุติธรรม การสาธารณกุศล การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การพัฒนาคุณภาพชีวิต ผู้ด้อยโอกาส และการต่างประเทศ ทรงดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มประจำสาธารณรัฐออสเตรีย ทรงรับปฏิบัติงานที่คณะทูตถาวรแห่งประเทศไทย ประจำองค์การสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์กทรงรับราชการในตำแหน่งอัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการสูงสุด ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย มูลนิธิพัชรสุธาคชานุรักษ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์มูลนิธิภูบดินทร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และมูลนิธิราชทัณฑ์ปันสุข ทำความ ดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ในพระบรมราซูปถัมภ์ ตลอดจนรับเป็นพระราชภาระในการดูแลทุกข์สุขของพสกนิกร เป็นอเนกปริยาย

เมื่อเสด็จสิ้นพระชนม์ เป็นเหตุให้พระองค์และประชาชนทุกหมู่เหล่า อาลัยระลึกถึงเป็นอันมากทรงพระราชดำริว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์นั้น ทรงพระเกียรติคุณเป็นที่เชิดชูแห่งพระราชวงศ์ควรได้รับพระเกียรติยศใหญ่ยิ่ง โดยอนุโลมตามโบราณราชประเพณี

จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้เจ้าพนักงานจัดเศวตฉัตร ๗ ชั้นกางกั้นพระโกศ พระราชทานเป็นเครื่องเฉลิมพระเกียรติยศให้ปรากฏสืบไป

ประกาศ ณ วันที่ ๑๓ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็นปีที่ ๑ด ในรัชกาลปัจจุบัน

ชัชวาล สับยับ ประชุม นบข.นัดแรก ไร้วาระ ไร่ละพัน ไหนว่าจะรวยไม่ไหวแล้ว ปล่อยชาวนาอกหัก

ชัชวาล สับยับ ประชุม นบข.นัดแรก ไร้วาระ ไร่ละพัน ไหนว่าจะรวยไม่ไหวแล้ว ปล่อยชาวนาอกหัก

ชัชวาล สับยับ ประชุม นบข.นัดแรก ไร้วาระ ไร่ละพัน ไหนว่าจะรวยไม่ไหวแล้ว ปล่อยชาวนาอกหัก

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.07 น.

“ชัชวาล” สับยับ “นบข. ”นัดแรกไร้วาระ “ไร่ละพัน” ไหนว่าจะรวยไม่ไหวแล้ว ปล่อยชาวนาอกหัก ซ้ำเติมวิกฤต “ลานีญา ”เมล็ดพันธุ์ขาดแคลนทำต้นทุนการผลิตพุ่ง จี้รัฐบาลรีบทบทวนอย่าปล่อยเกียร์ว่าง จนวิกฤตเกินแก้ 

วันที่ 13 มิถุนายน 2569  นายชัชวาล แพทยาไทย  สส.ร้อยเอ็ด เขต 7 พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) เปิดเผยภายหลังติดตามผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) นัดแรกของรัฐบาล โดยแสดงความผิดหวังอย่างยิ่งที่ที่ประชุมไม่มีการนำวาระมาตรการช่วยเหลือลดต้นทุนการผลิตหรือเงินเยียวยา “ไร่ละพัน” ของปีการผลิต ปี  69/70 เข้าสู่การพิจารณา และไม่มีการชี้แจงความชัดเจนใดๆ แก่ชาวนา มีเพียงการอนุมัติงบจ่ายค้างเดิมของปีที่ผ่านมาเท่านั้น ถือเป็นการมองข้ามความเดือดร้อนและทำให้พี่น้องเกษตรกรหลายสิบล้านครัวเรือนที่ตั้งตารอต้องอกหักไปตามๆ กัน

นายชัชวาล กล่าวว่า การเพิกเฉยของ นบข. ในครั้งนี้ ยิ่งเป็นการซ้ำเติมวิกฤตให้พี่น้องชาวนาอย่างหนัก เนื่องจากปีนี้เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงเกิน 50% ทั้งจากภาวะสงครามในตะวันออกกลางที่ดันราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงลิ่ว ราคาปุ๋ยเคมีขยับขึ้นจากกระสอบละ 700-800 บาท เป็น 1,500 บาท รวมถึงราคาเมล็ดพันธุ์ที่แพงขึ้นเกือบเท่าตัว การที่รัฐบาลยังคงอ้างธรรมเนียมเดิมว่าการประชุมนัดแรกเป็นเพียงการวางกรอบการทำงาน โดยไม่มีมาตรการระยะสั้นออกมารองรับ จึงเป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลกับสถานการณ์วิกฤตในปัจจุบัน

นายชัชวาล  กล่าวว่า  นอกจากนี้ เกษตรกรยังต้องเผชิญกับสถานการณ์ขาดแคลนเมล็ดพันธุ์สำหรับการเพาะปลูกข้าวในฤดูกาลใหม่อย่างรุนแรง เนื่องจากแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีได้รับความเสียหายหนักจากเอฟเฟกต์ของปรากฏการณ์ลานีญา ที่บิดเบือนสภาพภูมิอากาศจนส่งผลให้เกิดสภาวะฝนทิ้งช่วงอย่างยาวนานในหลายพื้นที่เพาะปลูกหลัก ส่งผลให้ต้นกล้าและแปลงขยายพันธุ์ข้าวแห้งตาย ยอดการเก็บเกี่ยวผลผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพลดฮวบลงอย่างน่าใจหาย ซึ่งถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างระดับใหญ่ที่กำลังสร้างความเดือดร้อนเป็นวงกว้างตั้งแต่เริ่มต้นฤดูการผลิต

นายชัชวาล กล่าวว่า  วิกฤตการณ์ขาดแคลนเมล็ดพันธุ์เนื่องจากภัยฝนทิ้งช่วงดังกล่าว นำไปสู่ผลกระทบด้านลบที่น่าเป็นห่วง 3 ประเด็นหลัก คือ 1.การระบาดหนักของกลุ่มเมล็ดพันธุ์เถื่อนและข้าวปลอมปนไม่ได้มาตรฐานในท้องตลาดเนื่องจากพ่อค้าฉวยโอกาสโก่งราคาขายแพง จนกลายเป็นต้นทุนแฝงที่ซ้ำเติม 2.วิกฤตหนี้สินเดิมของชาวนาให้พุ่งสูงขึ้น อีกทั้งยังเสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหารและ3.การส่งออกข้าวของประเทศในระยะยาว เนื่องจากปัญหาขาดแคลนเมล็ดพันธุ์นี้บวกกับภัยแล้งจากฝนทิ้งช่วง จะส่งผลให้รอบการปักดำข้าวของชาวนาต้องเลื่อนออกไปไกลกว่าเดิม

นายชัชวาล  กล่าวย้ำว่า รัฐบาลและ นบข. ต้องรีบกลับไปทบทวนและออกมาชี้แจงให้ชัดเจนว่าจะช่วยอย่างไรและเท่าใด เผื่อชาวนาจะได้เตรียมตัวรับมือ ท่ามกลางความล้มเหลวของมาตรการเชิงรุกในการเตรียมความพร้อมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร เพราะเมล็ดพันธุ์ข้าวคือต้นทุนหัวใจสำคัญที่สุดในการเริ่มต้นทำนา ถ้ารัฐบาลยังคงปล่อยเกียร์ว่าง ปล่อยให้ชาวนาเผชิญชะตากรรมตามยถากรรม โดยที่โครงการไร่ละพันปีนี้ก็ถูกปัดตก และเมล็ดพันธุ์ข้าวยังมาขาดแคลนหนักซ้ำเติมอีก ปลายปีนี้ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจฐานรากที่ล้มละลายอย่างแท้จริง ซึ่งตนเองจะยืนหยัดทวงถามเรื่องนี้อย่างเข้มข้นต่อไปเพื่อพี่น้องชาวนาไทย 

 “ก่อนหน้านี้ในช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ประกาศชัดเจนว่าจะทำให้เกษตรกรร่ำรวย ข้าวหอมมะลิ 18,000 บาท ข้าวขาว 12,000 บาท และสินค้าเกษตรราคาขึ้นทุกตัว แต่ปัจจุบันผลลัพธ์กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง แม้กระทั่งมาตรการช่วยเหลือเยียวยาพื้นฐานเพื่อต่อลมหายใจพี่น้องเกษตรกรอย่างโครงการ “ไร่ละพัน” ก็ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ”นายชัชวาล กล่าว

ส่องทรัพย์สิน จิรุตม์ กกต.คนใหม่ พ้นจากตำแหน่งจนท.รัฐ รวยกว่า 80 ล้าน

ส่องทรัพย์สิน จิรุตม์ กกต.คนใหม่ พ้นจากตำแหน่งจนท.รัฐ รวยกว่า 80 ล้าน

ส่องทรัพย์สิน จิรุตม์ กกต.คนใหม่ พ้นจากตำแหน่งจนท.รัฐ รวยกว่า 80 ล้าน

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.38 น.

ส่องทรัพย์สิน “จิรุตม์” กกต.คนล่าสุด แจ้งพ้นจากการเป็นจนท.รัฐรวย 80.3 ล้าน ทองคำ-เครื่องเพชรเพียบ

วันนี้ 13 มิ.ย.69 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป ช.)เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินหนี้สินของนายจิรุตม์ วิศาลจิตร กกต.คนล่าสุด กรณีพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในตำแหน่งประธานกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย และกรรมการ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 (มหาชน)  โดยนายจิรุตม์ และนางสาวสิริลักษณ์ เจียมจงกล คู่สมรส แจ้งมีทรัพย์สินรวม80,373,609 บาท และมีหนี้สินรวม 1,441,096 บาท เป็นทรัพย์สินของนายจิรุตม์ 47,859,767 บาท

จิรุตม์ วิศาลจิตร

ประกอบด้วยเงินฝาก 9 บัญชี 12,254,631 บาท เงินลงทุนในกองทุนเปิด พันธบัตร และหุ้นรวม 20,151,736 บาท ที่ดิน 5 แปลงในกรุงเทพฯ 7,036,800 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง เป็นบ้านพัก 2 หลังย่านจรัญสนิทวงศ์ กรุงเทพฯ รวม 2.75 ล้านบาท ยานพาหนะ 450,000 บาทสิทธิและสัมปทาน 1,469,198 บาท ทรัพย์สินอื่น 3,747,400 บาท และแจ้งมีรายได้ต่อปีรวม 3.6 ล้านบาทแบ่งเป็นเงินเดือนและเบี้ยประชุม 2.4 ล้านบาท เงินบำนาญ 700,000 บาท ดอกเบี้ยเงินฝาก 350,000 บาทเงินปันผล 150,000 บาท

มีรายจ่ายต่อปีรวม 1,739,000 บาท โดยเป็นค่าอุปโภคบริโภค 800,000 บาท เบี้ยประกันภัย 39,000 บาท ค่าใช้จ่ายเพื่อสังคม 50,000 บาท ค่าสาธารณูปโภคเล่มอื่นๆ 350,000 บาท เงินบริจาค 50,000 บาทค่าเล่าเรียนบุตร 250,000 บาท ค่าท่องเที่ยว 200,000 บาท

จิรุตม์ วิศาลจิตร

ส่วนนางสาวสิริลักษณ์ คู่สมรส ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปบริษัทอาร์แอนด์เจ เทคโนโลยี จำกัด มีทรัพย์สินรวม 32,286,930 บาท แบ่งเป็นเงินสด 300,000 บาท เงินฝาก15 บัญชี 10,122,409 บาท เงินลงทุน 3, 731,533 บาท ที่ดิน 2 แปลงในเขตกรุงเทพฯ 3.43 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านพัก 1 หลังย่านพระราม 2 และห้องชุดแอชตัน จุฬา-สีลมรวม 9,331,169 บาท ยานพาหนะ 2.45 ล้านบาท สิทธิและสัมปทาน 961,817 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่น 1.96 ล้านบาท มีหนี้สินเป็นเงินกู้จากธนาคารและสถาบันการเงินอื่น 1,441,096 บาท และแจ้งมีรายได้ต่อปีรวม 1.28 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินเดือน 600,000 บาทค่าเช่าคอนโด 320,000 บาท ดอกเบี้ยเงินฝาก 260,000 บาทเงินปันผล 100,000 บาท มีรายจ่ายต่อปีรวม 962,000 บาท  โดยเป็นค่าอุปโภคบริโภค 240,000 บาท ค่าเบี้ยประกันภัย 241,000 บาทค่าผ่อนคอนโด 276,000 บาท ค่าสาธารณูปโภค 200,000 บาท เงินบริจาค 5,000 บาท

ส่วนบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะมีทรัพย์สินรวม 226,911 บาท เป็นเงินฝาก 103,500 บาทสิทธิและสัมปทาน 23,411 บาท ทรัพย์สินอื่น 100,000 บาท

จิรุตม์ วิศาลจิตร

สำหรับทรัพย์สินอื่นที่น่าสนใจของทั้งคู่ประกอบด้วย ทองรูปพรรณ (ราคาบาทละ20,000 บาท)รวม 23 บาทมูลค่า 460,000 บาททองคำแท่ง 17 บาทมูลค่า 340,000 บาทแหวนเพชร 2 วงมูลค่า 200,000 บาทพระเครื่อง 55 องค์มูลค่า 500,000 บาททองรูปพรรณ 40 บาท 2 สลึงรวมมูลค่า 810,000 บาท ทองคำแท่ง 35 บาทมูลค่า 700,000 บาท แหวนเพชร 2 วงมูลค่า 200,000 บาทตุ้มหูเพชร 2 คู่มูลค่า 120,000 บาท ทองรูปพรรณ 5 บาทมูลค่า 100,000 บาท หน้าปัดนาฬิกาฝังเพชร 1 วงมูลค่า 30,000 บาท ตุ้มหูไข่มุก 1 คู่มูลค่า 30,000 บาท

นอกจากนี้ ยังแจ้งทรัพย์มรดกที่คู่สมรสได้จากมารดา อาทิ ทองรูปพรรณ(ราคาบาทละ 21,800 บาท) รวม 28 บาท มูลค่า 610,400 บาทจี้ทองคำฝังเพชร 1 ชิ้นมูลค่า 60,000 บาท ชุดสร้อยคอ ตุ้มหูแหวนไพลินฝังเพชร 1 ชุดมูลค่า 250,000 บาท สร้อยคอและสร้อยข้อมือไพลินฝังเพชร 2 เส้น มูลค่า 100,000 บาทแหวนไพลินฝังเพชร 3 วงมูลค่า 110,000 บาทแหวนทับทิมล้อมเพชร 2 วงมือผ้า 100,000 บาทแหวนเพชร 2 วงมูลค่า 280,000 บาท แหวนไพลินหลังเบี้ยล้อมเพชร 1 วง มูลค่า 10,000 บาท แหวนบุษราคัมล้อมเพชร 1 วงมูลค่า 80,000 บาท  ตุ้มหูและแหวนหยกล้อมเพชร 1 ชุดมูลค่า 20,000 บาท ตุ้มหูเพชร 1 คู่มูลค่า 80,000 บาท เป็นต้น

สำหรับประวัติการทำงานย้อนหลัง 5 ปีของนายจิรุตม์ก่อนดำรงตำแหน่งกกต.นั้นตั้งแต่ 1 ต.ค.62-30 ก.ย. 68 ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการขนส่งทางบก 28ม.ค.62-30 ก.ย 62 รองปลัดกระทรวงคมนาคม  1 ต.ค. 61- 27 ม.ค. 62 เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม 16ต.ค.60-30 ก.ย.61เป็นอธิบดีกรมเจ้าท่า และ
20 ก.ย.59-15 ต.ค.60เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม

ส่วนตำแหน่งประธานกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทยนายจิรุตม์เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 2 ม.ค. 67 และรับตำแหน่งกรรมการบริษัทท่าอากาศยานไทยจำกัดมหาชน เมื่อ 30 มกราคม 2567

รองปลัด กทม. ลงพื้นที่สนามหลวง อำนวยความสะดวกปชช. ถวายน้ำสรงพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

รองปลัด กทม. ลงพื้นที่สนามหลวง อำนวยความสะดวกปชช. ถวายน้ำสรงพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

รองปลัด กทม. ลงพื้นที่สนามหลวง อำนวยความสะดวกปชช. ถวายน้ำสรงพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.31 น.

กทม. ตรวจเยี่ยมอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเข้าถวายน้ำสรงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ 

วันที่ 13 มิ.ย. 69 นายไทวุฒิ ขันแก้ว รองปลัดกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจความเรียบร้อยบริเวณท้องสนามหลวง และอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนภายในอุโมงค์หน้าพระลาน ที่เดินทางมาร่วมในการถวายน้ำสรงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งประดิษฐาน ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง  โดยรองปลัดฯ ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายปฏิบัติงานให้เต็มที่ เพื่อให้พระราชพิธีดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติยศสูงสุด

กทม.
กทม.
กทม.
กทม.
กทม.
กทม.
กทม.
กทม.
กทม.

บูรณาการทุกหน่วยงานดูแลปชช. กทม. เตรียมความพร้อมรองรับภารกิจเคลื่อนพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

บูรณาการทุกหน่วยงานดูแลปชช. กทม. เตรียมความพร้อมรองรับภารกิจเคลื่อนพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

บูรณาการทุกหน่วยงานดูแลปชช. กทม. เตรียมความพร้อมรองรับภารกิจเคลื่อนพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.14 น.

กทม. เตรียมความพร้อมรองรับภารกิจเคลื่อนพระศพ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ” บูรณาการทุกหน่วยงานดูแลประชาชนตลอดเส้นทาง

วันที่ 13 มิ.ย. 69 นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร ติดตามและกำกับการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานกรุงเทพมหานครในการรองรับภารกิจเคลื่อนพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ไปยังพระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง พร้อมกำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการปฏิบัติงานในทุกมิติ ทั้งด้านสถานที่ ความปลอดภัย การจราจร ความสะอาด และสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน เพื่อให้การดำเนินภารกิจเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สมพระเกียรติ และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง

กทม.

ในการนี้ กรุงเทพมหานครได้บูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานในสังกัดดำเนินการเตรียมความพร้อมตลอดแนวเส้นทางและบริเวณท้องสนามหลวง โดยสำนักการโยธาได้ปรับปรุงผิวจราจรบริเวณถนนพญาไทและถนนศรีอยุธยา ปรับระดับฝาบ่อสาธารณูปโภค ตลอดจนติดตั้งระบบไฟฟ้าสำหรับเต็นท์กองอำนวยการและรถสุขา เพื่อให้การใช้งานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

ด้านสำนักสิ่งแวดล้อมร่วมกับสำนักงานเขตที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการตัดแต่งกิ่งไม้ ตัดหญ้า ปรับปรุงภูมิทัศน์ และทำความสะอาดตลอดแนวเส้นทางเคลื่อนพระศพ รวมถึงเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลความสะอาดและบริหารจัดการขยะภายในพื้นที่ท้องสนามหลวง ทั้งยังได้จัดเตรียมรถสุขาบริการประชาชนทั้งบริเวณท้องสนามหลวงและตามแนวเส้นทางเคลื่อนพระศพ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เดินทางมาร่วมพิธีและเฝ้าฯ ส่งเสด็จ

กทม.

ขณะที่สำนักการจราจรและขนส่งได้ตรวจสอบความพร้อมของระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ตลอดแนวเส้นทางเคลื่อนขบวน ซึ่งสามารถใช้งานได้ตามปกติ เพื่อสนับสนุนการดูแลความปลอดภัยและการบริหารจัดการจราจรตลอดภารกิจ

ส่วนสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่และรถดับเพลิงประจำพื้นที่ท้องสนามหลวง ดูแลความปลอดภัยด้านอัคคีภัย พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยทางน้ำบริเวณท่าช้าง นอกจากนี้ สำนักการแพทย์และสำนักอนามัยได้จัดเตรียมรถพยาบาล Motorlance หน่วยปฐมพยาบาล พร้อมบุคลากรทางการแพทย์ตลอดแนวเส้นทาง

กทม.

สำหรับเส้นทางเคลื่อนพระศพ เริ่มจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ผ่านถนนอังรีดูนังต์ ถนนพระราม 4 ถนนพญาไท ถนนศรีอยุธยา ถนนราชดำเนินนอก ถนนราชดำเนินกลาง และถนนราชดำเนินใน ก่อนเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครได้บูรณาการการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อสนับสนุนภารกิจเคลื่อนพระศพให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สมพระเกียรติ และเกิดความปลอดภัยสูงสุดแก่ประชาชน

กทม.
กทม.
กทม.
กทม.
กทม.
กทม.
กทม.

ชัชชาติลุย 4 ตลาดน้ำฝั่งธนบุรี ชูรถฟีดเดอร์-ตั๋วร่วม ปลุกเศรษฐกิจชุมชน

ชัชชาติลุย 4 ตลาดน้ำฝั่งธนบุรี ชูรถฟีดเดอร์-ตั๋วร่วม ปลุกเศรษฐกิจชุมชน

ชัชชาติลุย 4 ตลาดน้ำฝั่งธนบุรี ชูรถฟีดเดอร์-ตั๋วร่วม ปลุกเศรษฐกิจชุมชน

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.13 น.

วันที่ 13 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครฯผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมทีมงานลงพื้นที่หาเสียง เขตตลิ่งชัน-ภาษีเจริญ-ธนบุรี โดยเดินทางด้วยรถโดยสาร Feeder ไปยังตลาดน้ำสองคลองตลิ่งชัน ก่อนเดินเท้าลงพื้นที่ตลาดน้ำตลิ่งชัน และนั่งเรือหางยาวไปตลาดคลองลัดมะยม ชูแนวทางแก้ปัญหาการคมนาคมและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชม

ชี้ปัญหาการเชื่อมต่อ “รถไฟฟ้าสู่ชุมชน” อุปสรรคหลักของนักท่องเที่ยว

นายชัชชาติกล่าวว่า ตลาดชุมชนเป็นหัวใจของเศรษฐกิจฐานราก จากการลงพื้นที่พบว่าผู้ค้าและนักท่องเที่ยวยังเจอปัญหาเดินทางไม่สะดวก แม้ปัจจุบันจะมีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเข้าถึงพื้นที่แล้ว แต่การเชื่อมจากรถไฟฟ้าไปยังตลาดยังเป็นอุปสรรค เช่น ปัญหารถติด ถามว่าทำไมรถยังติดอยู่ เพราะว่าขนส่งสาธารณะไม่ดี ถึงแม้เราจะมีรถไฟฟ้าหลายร้อยกิโลเมตรแล้ว แต่ปลายทางจากรถไฟฟ้าเข้าไปถึงจุดหมาย ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องเสริมด้วยการพัฒนาระบบขนส่งมวลชน พร้อมระบบ Feeder เพื่อจูงใจให้ประชาชนใช้รถขนส่งมวลชนในการเดินทางมาท่องเที่ยวตลาดในฝั่งธนฯ

ผลักดัน “ตั๋วร่วม-ตั๋วเดือน” รถไฟฟ้า และจัดทำป้ายรถเมล์อัจฉริยะ

นายชัชชาติ ได้เสนอนโยบายพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะเพื่อแก้ปัญหา โดยเฉพาะรถไฟฟ้า เริ่มจากการผลักดันระบบรถไฟฟ้าให้มีราคาเข้าถึงง่ายขึ้น โดยมองว่าปี 2572 ซึ่งเป็นปีที่สัญญาสัมปทานสายสีเขียวหลักสิ้นสุดลง และจะเกิดความเปลี่ยนแปลงสำคัญในการเจรจาต่อรองเพื่อจัดทำ “ตั๋วเดือน” ราคาประหยัดสำหรับคนทำงาน นักเรียน และผู้สูงอายุ พร้อมมุ่งเจรจากับรัฐบาลเพื่อผลักดันระบบตั๋วร่วม

ในส่วนของระบบรถเมล์ ยืนยันว่า กทม. จะไม่รับโอนหนี้กว่า 1.5 แสนล้านบาทของ ขสมก. มาแบกรับไว้ แต่จะขอเป็นผู้กำกับดูแลเส้นทาง จัดทำป้ายรถเมล์อัจฉริยะที่บอกเวลารอรถได้ และเสริมการเดินรถในเส้นทางที่ขาดแคลนโดยไม่แย่งสัมปทานผู้ประกอบการเอกชน “เราไม่อยากเป็น Operator รายใหญ่ แต่เราอยากจะเป็นผู้อำนวยความสะดวก และเป็นคนดูแลเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด”

ยกระดับระบบขนส่งรอง (Feeder) เล็งทำแอปฯ เรียกรถเข้าถึงทุกพื้นที่

ด้านการพัฒนาระบบขนส่งรอง หรือ Feeder เพื่อแก้ไขปัญหาการเดินทางเข้าสู่ชุมชน จะเดินหน้าปรับปรุงทางเท้า จัดระเบียบและทำฐานข้อมูลวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างกว่า 70,000 คันทั่วกรุงเทพฯ รวมถึงการยกระดับกลุ่มรถสองแถวและรถกะป๊อให้มีมาตรฐานยิ่งขึ้น และมีแนวคิดพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับเรียกรถกลุ่ม Feeder เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลให้สามารถเดินทางได้ครอบคลุมมากขึ้น

หนุนเศรษฐกิจฐานราก สร้างมาตรฐานค่าเช่าแผงเป็นธรรม-เพิ่มโอกาส SME

นอกจากนี้ นายชัชชาติยังกล่าวถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนทั้งตลาดน้ำและตลาดชุมชน โดยระบุว่า กทม. จะไม่เข้าไปแทรกแซงการบริหารตลาดโดยตรง แต่จะทำหน้าที่สนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์ เชื่อมโยงการเดินทาง และช่วยจัดทำฐานข้อมูลเพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของพ่อค้าแม่ค้า นอกจากนี้จะใช้ตลาดของ กทม. เองเป็นเกณฑ์มาตรฐาน หรือ Benchmark ในการกำหนดราคาค่าเช่าแผงให้เป็นธรรม เพื่อควบคุมไม่ให้ตลาดอื่นๆ เก็บค่าเช่าแพงจนเกินไป

“สุดท้ายถ้าพ่อค้าอยู่ไม่รอด ตลาดก็อยู่ไม่รอด… ตัวนี้คือเรื่องสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมือง เพราะว่าเรามีรายเล็กรายน้อย ตลาดชุมชนต่างๆ เรามี SME ถึง 500,000 กว่าราย จ้างงาน 3 ล้านกว่าคน เศรษฐกิจคู่ขนานต้องไปด้วยกัน เศรษฐกิจใหญ่ก็ต้องไป โตใหญ่ไปปุ๊บ เศรษฐกิจเล็กก็โตตาม ผมเชื่อว่านี่เป็นเรื่องสำคัญมากๆ ของ 4 ปีต่อไปในอนาคต”

ดันย่านสร้างสรรค์-แลนด์มาร์กใหม่ ยกระดับการท่องเที่ยวควบคู่สาธารณสุข

ทั้งนี้ ในด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับเส้นเลือดฝอย นายชัชชาติมีนโยบายยกระดับตลาดน้ำตลิ่งชัน ตลาดน้ำคลองลัดมะยม วัดจำปา และวัดสะพาน ให้มีมาตรฐานและสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวนานาชาติ พร้อมกับชูประเพณีชักพระทางน้ำให้เป็นประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์ประจำเขต

นอกจากนี้ ยังมีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการส่งเสริมย่านการท่องเที่ยวทั้งทางบกและทางน้ำ ตามแนวคลองภาษีเจริญและคลองบางกอกใหญ่ รวมถึงการผลักดันตลาดพลูในเขตธนบุรีให้เป็นย่านสร้างสรรค์เต็มรูปแบบ โดยมีแผนก่อสร้างสะพานคนเดินข้ามคลองบางกอกใหญ่เชื่อมต่อชุมชนฝั่งบางกอกใหญ่ให้กลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ ควบคู่ไปกับการดูแลคุณภาพชีวิตและสาธารณสุขในพื้นที่ ด้วยการเปิดให้บริการแผนกผู้ป่วยนอก (OPD) ของโรงพยาบาลพระมงคลเทพมุนี ในเขตภาษีเจริญ เพื่อลดความแออัดของโรงพยาบาลข้างเคียงและให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้อย่างต่อเนื่อง

พสกนิกรสวมชุดดำเนืองแน่น ทยอยเฝ้ารอส่งเสด็จ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ หน้าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

พสกนิกรสวมชุดดำเนืองแน่น ทยอยเฝ้ารอส่งเสด็จ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ หน้าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

พสกนิกรสวมชุดดำเนืองแน่น ทยอยเฝ้ารอส่งเสด็จ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ หน้าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.58 น.

วันที่ 13 มิ.ย. 69 ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย บรรยากาศที่โรงพยาบาลจุฬาฯ มีประชาชนสวมใส่ชุดสีดำทยอยเดินทางมาเพื่อเฝ้ารอการเคลื่อนพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความอาลัย

ประชาชน
ประชาชน
ประชาชน
ประชาชน
ประชาชน
ประชาชน
ประชาชน
ประชาชน
ประชาชน
ประชาชน
ประชาชน
ประชาชน

15 มิ.ย. นี้ เริ่มวันแรก ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ผ่านฟู้ดเดลิเวอรี 4 แพลตฟอร์มหลัก

15 มิ.ย. นี้ เริ่มวันแรก ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ผ่านฟู้ดเดลิเวอรี 4 แพลตฟอร์มหลัก

15 มิ.ย. นี้ เริ่มวันแรก ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ผ่านฟู้ดเดลิเวอรี 4 แพลตฟอร์มหลัก

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.15 น.

15 มิ.ย. นี้ เริ่มวันแรก! ใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ผ่านฟู้ดเดลิเวอรี 4 แพลตฟอร์มหลักแล้ว ร้านเข้าร่วมกว่า 88,000 ร้าน 

วันนี้ 13 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” โดยตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป จะเป็นวันแรกที่ประชาชนสามารถใช้สิทธิผ่านบริการ ฟู้ดเดลิเวอรี บน 4 แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่ ShopeeFood, LINE MAN, GrabFood และ Robinhood หลังจากเปิดให้ร้านอาหารทั่วประเทศลงทะเบียนเชื่อมระบบผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันมีร้านอาหารที่ลงทะเบียนเข้าร่วมบริการฟู้ดเดลิเวอรีและเชื่อมระบบสำเร็จแล้ว 88,198 ร้านค้า สะท้อนถึงความพร้อมของผู้ประกอบการทั่วประเทศในการเข้าร่วมมาตรการของรัฐบาล เพื่อขยายช่องทางการขาย เพิ่มรายได้ และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้มากยิ่งขึ้น

สำหรับประชาชน สามารถใช้สิทธิผ่านบริการฟู้ดเดลิเวอรีได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 ระหว่างเวลา 06.00 – 21.00 น. ของทุกวัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงสิทธิ ลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และช่วยกระจายเม็ดเงินสู่ร้านอาหาร ผู้ประกอบการรายย่อย และเศรษฐกิจชุมชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

ฟู้ดเดลิเวอรี

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ทั้งนี้ บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ยังคงคึกคักอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูล ณ วันที่ 12 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น. มีผู้ได้รับสิทธิแล้ว 26,040,623 คน และมีร้านค้าลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้วกว่า 1,041,907 ร้านค้า ขณะที่ยอดใช้จ่ายสะสมตั้งแต่เปิดโครงการอยู่ที่ 27,125.23 ล้านบาท แบ่งเป็น เงินที่รัฐบาลร่วมจ่าย 15,737.95 ล้านบาท และ เงินที่ประชาชนร่วมจ่าย 11,387.28 ล้านบาท มีผู้ใช้สิทธิสำเร็จแล้ว 24,577,399 คน และมีผู้ใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาทแล้วกว่า 2,189,420 คน

“รัฐบาลเชื่อมั่นว่าการเปิดใช้สิทธิผ่านฟู้ดเดลิเวอรีจะช่วยเพิ่มความสะดวกให้ประชาชน ขยายโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการรายย่อย และทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากได้รวดเร็วและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจและดูแลค่าครองชีพของประชาชนควบคู่กันไป” นางสาวลลิดา กล่าว.

เป็นกลาง โปร่งใส ยึดหลักกฎหมาย กทม. เข้มเตรียมพร้อมเลือกตั้ง ‘ผู้ว่าฯ กทม.- ส.ก.’

เป็นกลาง โปร่งใส ยึดหลักกฎหมาย กทม. เข้มเตรียมพร้อมเลือกตั้ง ‘ผู้ว่าฯ กทม.- ส.ก.’

เป็นกลาง โปร่งใส ยึดหลักกฎหมาย กทม. เข้มเตรียมพร้อมเลือกตั้ง ‘ผู้ว่าฯ กทม.- ส.ก.’

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.47 น.

กทม.เข้มเตรียมพร้อมเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. ย้ำทุกหน่วยเป็นกลาง โปร่งใส ยึดหลักกฎหมาย ห่วง! หลายเขตจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ส.ก.-ผู้ว่าฯ ไม่เท่ากัน กำชับขั้นตอนแจกบัตรให้ถูกต้องตรงตามสิทธิ กันพลาดกระทบนับคะแนน

วันที่ 13 มิ.ย. 69  นายธนิต ตันบัวคลี่ รองปลัดกรุงเทพมหานคร ตรวจติดตามการเตรียมความพร้อมด้านการจัดการเลือกตั้งและความมั่นคงทางทะเบียน ณ ห้องประชุม ชั้น 7 สำนักงานเขตประเวศ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 28 มิ.ย. 69 ระหว่างเวลา 08.00–17.00 น. โดยมี ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตประเวศ สำนักงานปกครองและทะเบียน สำนักงานเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานเกี่ยวข้อง ร่วมประชุมและรายงานข้อมูล 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

รองปลัดกรุงเทพมหานครได้เน้นย้ำข้อสั่งการของปลัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งท้องถิ่นประจำกรุงเทพมหานคร กำชับให้ข้าราชการและบุคลากรในสังกัดกรุงเทพมหานครปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลางทางการเมือง พร้อมเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการงานทะเบียนและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ 

ที่ประชุมได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ทั้งปัญหา อุปสรรค และแนวทางการปฏิบัติงาน ด้านทะเบียน ได้แก่ งานทะเบียนบัตรประจำตัวประชาชน งานทะเบียนราษฎร และงานทะเบียนทั่วไป รวมถึงกรณีที่เกี่ยวข้องกับคนต่างด้าวหรือชาวต่างชาติ อาทิ การจดทะเบียนสมรส การแจ้งเกิด การย้ายเข้า และการย้ายออก ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลด้วยความรอบคอบ และดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

ทั้งนี้ ได้มีการเน้นย้ำ ประเด็นที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่มีจำนวนไม่เท่ากัน โดยในหลายพื้นที่ จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. มีมากกว่าจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ส.ก. ซึ่งอาจเป็นจุดอ่อนในขั้นตอนการแจกบัตรเลือกตั้ง ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งเพิ่มความระมัดระวังในการแจกบัตรเลือกตั้งให้ถูกต้องตรงตามสิทธิของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เนื่องจากหากมีการแจกบัตรไม่ตรงกับสิทธิ อาจส่งผลกระทบต่อการนับคะแนนและการบริหารจัดการบัตรเลือกตั้งได้ โดยได้เน้นย้ำให้สำนักงานเขตทุกแห่งให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าว และดำเนินการตรวจสอบอย่างรอบคอบเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น

ในส่วนของหน่วยเลือกตั้ง สำนักงานเขตได้ดำเนินการย้ายหน่วยเลือกตั้งที่ตั้งอยู่ในเต็นท์เข้าไปภายในอาคาร เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูฝนและอาจมีฝนตกในวันเลือกตั้ง และ ได้กำชับให้มีการประชาสัมพันธ์ แจ้งข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสถานที่เลือกตั้งให้ประชาชนทราบล่วงหน้า รวมทั้งติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์บริเวณหน่วยเลือกตั้งเดิม เพื่อแจ้งตำแหน่งของหน่วยเลือกตั้งแห่งใหม่ให้ประชาชนที่อาจเดินทางมายังสถานที่เดิมในวันเลือกตั้งได้รับทราบด้วย

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

การบรรพชาอุปสมบทในพระสังฆราชูปถัมภ์ ถวายพระกุศลแด่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

การบรรพชาอุปสมบทในพระสังฆราชูปถัมภ์ ถวายพระกุศลแด่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

การบรรพชาอุปสมบทในพระสังฆราชูปถัมภ์ ถวายพระกุศลแด่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.34 น.

โครงการบรรพชาอุปสมบทในพระสังฆราชูปถัมภ์ ถวายพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

เมื่อเวลา 09.00 น.สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จออก ณ อาคารภุชงคประทานวิทยาสิทธิ์1 วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ประทานพระวโรกาสให้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี โดยนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้เป็นผู้แทนในนามรัฐบาล พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงคมนาคม เฝ้าถวายสักการะและถวายรายงานเกี่ยวกับโครงการบรรพชาอุปสมบทในพระสังฆราชูปถัมภ์ ถวายพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน ถึงวันที่ 29 มิถุนายน 2569

บรรพชาอุปสมบท

จากนั้น ประทานพระวโรกาสให้ผู้แทนผู้ขอบรรพชาอุปสมบทเฝ้าถวายสักการะและทรงประกอบพิธีปลงผม และมีพระบัญชาโปรดให้ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ปฏิบัติหน้าที่แทนพระองค์ ในการประกอบพิธีปลงผม ให้แก่กุลบุตร บริเวณระเบียงพื้นไพที วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม จนครบทั้ง 100 คน

โครงการดังกล่าวจะจัดพิธีบรรพชา ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม จากนั้นจะไปประกอบพิธีอุปสมบทในอีก 4 พระอาราม คือ วัดบวรนิเวศวิหาร วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม วัดเทพศิรินทราวาส และวัดบุรณศิริมาตยาราม ในวันที่ 14 มิถุนายน 2569 โดยพระภิกษุในโครงการจะไปศึกษาพระธรรมวินัยและปฏิบัติธรรม ณ ราชบพิธสถิตมหาสีมาราม สถาบันกรรมฐานศึกษาสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) ในพระสังฆราชูปถัมภ์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี

บรรพชาอุปสมบท
บรรพชาอุปสมบท
บรรพชาอุปสมบท
บรรพชาอุปสมบท
บรรพชาอุปสมบท
บรรพชาอุปสมบท
บรรพชาอุปสมบท
บรรพชาอุปสมบท
บรรพชาอุปสมบท
บรรพชาอุปสมบท
บรรพชาอุปสมบท
บรรพชาอุปสมบท
บรรพชาอุปสมบท
บรรพชาอุปสมบท