เปิดมาตรการเด็ดรัฐบาล อนุทิน ปิดวงจรสแกมเมอร์ถึงต้นตอ

เปิดมาตรการเด็ดรัฐบาล อนุทิน ปิดวงจรสแกมเมอร์ถึงต้นตอ

เปิดมาตรการเด็ดรัฐบาล อนุทิน ปิดวงจรสแกมเมอร์ถึงต้นตอ

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.44 น.

ไขคำตอบ อาชญากรรมออนไลน์ลดลงได้อย่างไร? เปิดมาตรการรัฐบาลอนุทิน ปิดวงจรสแกมเมอร์ถึงต้นตอ

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จำนวนบัญชีม้าและอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ลดลงต่อเนื่อง เป็นผลจากการดำเนินมาตรการเข้มข้นของหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้คณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ซึ่งเริ่มขับเคลื่อนจริงจังมาตั้งแต่ปีปลาย 2568 ในสมัยรัฐบาลอนุทิน 1 

รัชดา ธนาดิเรก

โดยนายกรัฐมนตรีกำชับแนวทางทำงานกับทุกหน่วยงานว่าให้ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ใครมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ บัญชีม้า เว็บพนันออนไลน์ นอมินีต่างชาติ หรือเครือข่ายฟอกเงิน ต้องถูกตรวจสอบ ไม่ดูชื่อ ไม่ดูเส้นสาย ไม่สนอิทธิพล 

น.ส.รัชดา กล่าวว่า มาตรการที่ดำเนินการครอบคลุมตั้งแต่ต้นทาง ทั้งจัดระเบียบซิมการ์ดให้ลงทะเบียนที่ศูนย์บริการเท่านั้น จำกัดซิมบุคคลธรรมดาไม่เกิน 5 เลขหมายต่อคน ห้ามใช้ SIM BOX หรือ Gateway ที่ไม่ได้ลงทะเบียน ควบคุมเสาสัญญาณชายแดนไม่ให้สัญญาณข้ามแดนผิดกฎหมาย และเปิดระบบบล็อกสายจากต่างประเทศ พร้อมคัดกรองเบอร์ต้องสงสัยแบบเรียลไทม์

ด้านธุรกรรมการเงิน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ยกระดับการตรวจสอบเข้มขึ้น ทั้งการทำ KYC ร่วมกันระหว่าง ก.ล.ต. ธปท. ปปง. และตำรวจไซเบอร์ การพัฒนาระบบ account bureau เพื่อตรวจจับพฤติกรรมเปิดบัญชีผิดปกติ การคุมธุรกรรมเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทต่อวันขึ้นไป และการเชื่อมข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแบบเรียลไทม์ เพื่อตัดตอนนอมินีตั้งแต่ชั้นจดทะเบียนบริษัท

น.ส.รัชดา กล่าวว่า ทางด้านบัญชีม้า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ระบบ Central Fraud Registry หรือ CFR เป็นฐานข้อมูลกลาง แลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีต้องสงสัยระหว่างภาคการเงินและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ทำให้การตรวจจับ ระงับ และติดตามบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงทำได้เร็วขึ้น โดยผลตรวจจับเชิงรุกช่วง ต.ค.2568-พ.ค.2569 พบบัญชีม้าบุคคลธรรมดา 189,887 บัญชี บัญชีนิติบุคคล 10,672 บัญชี และธุรกรรมเกี่ยวข้อง 1,140,731 รายการ ขณะที่บัญชีบุคคลธรรมดาลดลง 76.9% บัญชีนิติบุคคลลดลง 88.4% และธุรกรรมลดลง 66.1%

อาชญากรรมออนไลน์

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI

นอกจากนี้ การทำงานไม่ได้หยุดแค่การระงับบัญชี แต่ขยายผลไปถึงทรัพย์สินและผู้บงการ ล่าสุดมีรายงานว่า สำนักงาน ปปง. มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราว ซึ่งเชื่อมโยงเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติกลุ่มนายยิม เลียก และนายเบน สมิธ จำนวนกว่า 102 รายการ มูลค่าประมาณ 20,392 ล้านบาท ในจำนวนนี้รวมถึงเงินและหลักทรัพย์ในบริษัทหลักทรัพย์ กว่า 7,720 ล้านบาทด้วย  

“การปราบอาชญากรรมไซเบอร์ต้องตามให้ถึงเส้นเงิน ไม่ใช่จับเฉพาะหน้าฉากหรือผู้เปิดบัญชีรายย่อย เพราะขบวนการเหล่านี้ใช้บริษัท นิติบุคคล บัญชีหลักทรัพย์ และช่องทางการเงินหลายชั้น เพื่อซ่อนทรัพย์และตัดตอนความรับผิด” น.ส.รัชดา กล่าว 

น.ส.รัชดา กล่าวว่า หน่วยงานยังมีปรับระบบรับแจ้งเหตุผ่านศูนย์แก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ หรือ ศูนย์ AOC และระบบรับแจ้งความออนไลน์  หรือ TPO ให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลคดี เชื่อมต่อกับสถาบันการเงินผ่าน API เพื่อให้การอายัดธุรกรรมรวดเร็วขึ้น และไม่ปล่อยให้ผู้เสียหายต้องวิ่งหาหลายหน่วยงานเองเหมือนที่ผ่านมาด้วย 

น.ส.รัชดา กล่าวว่า ในด้านกฎหมายศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) ได้ออกหลักเกณฑ์ประกาศและเพิกถอนรายชื่อบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยช่วง มี.ค.-พ.ค.2569 ดำเนินการได้ 4,129 ราย คิดเป็นวงเงินกว่า 180.09 ล้านบาท พร้อมดำเนินการออกกฎกระทรวงเรื่องการคืนเงินให้ผู้เสียหาย ซึ่งจะมีผลบังคับใช้วันที่ 12 ส.ค.2569

ในมิติระหว่างประเทศ ไทยยังเดินหน้าความร่วมมือภายใต้ UN และ UNODC เพื่อเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ ตั้งเป้ายื่นสัตยาบันภายในเดือน ธ.ค.2569 รวมทั้งริเริ่มความร่วมมือในกรอบ APEC ด้านแนวทางต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์

“ตัวเลขบัญชีม้าและคดีไซเบอร์ที่ลดลงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการทำงานหนักต่อเนื่อง ทั้งตัดซิม ปิดบัญชี ไล่เส้นเงิน ยึดทรัพย์ และเชื่อมความร่วมมือระหว่างประเทศ รัฐบาลจะเดินหน้าต่อให้ถึงต้นตอ ผู้กระทำผิดต้องเข้าสู่กระบวนการกฎหมายโดยเด็ดขาด ไม่มีข้อยกเว้น” น.ส.รัชดา กล่าว

กรมพัฒนาที่ดิน ดัน หม่อนไหมสกลนคร นำร่องแก้จน ดัน 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

กรมพัฒนาที่ดิน ดัน หม่อนไหมสกลนคร นำร่องแก้จน ดัน 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

กรมพัฒนาที่ดิน ดัน หม่อนไหมสกลนคร นำร่องแก้จน ดัน 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.17 น.

กรมพัฒนาที่ดิน ดัน“หม่อนไหมอุตสาหกรรม” แก้จนสกลนคร ดัน 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง พื้นที่บ้านด่านตึง ตำบลหลุบเลา อำเภอภูพาน เร่งขับเคลื่อนแก้ปัญหาความยากจนแบบชี้เป้า ระดมเทคโนโลยีชีวภาพฟื้นฟู ที่ดินเสื่อมโทรม ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรสู่วิถีเกษตรยั่งยืน

นายสุรชาติ มาลาศรี ดำรงตำแหน่งเป็น รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ระหว่างการลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ บ้านด่านตึง (หมู่ที่ 4) ตำบลหลุบเลา อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร ว่า จากการลงพื้นที่ในครั้งนี้กรมพัฒนาที่ดินได้วางแนวทางในการศึกษาการแก้ปัญหาให้กับประชาชนในพื้นที่เป้าหมายเพราะพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในกลุ่มคนจนเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน

กรมพัฒนาที่ดิน

ทั้งนี้จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบว่า พื้นที่ดังกล่าวมีข้อจำกัดทางกายภาพที่สำคัญ คือสภาพพื้นที่เป็น “ชุดดินปักธงชัย” (กลุ่มชุดดินที่ 40) ซึ่งมีเนื้อดินเป็นดินร่วนปนทราย ความอุดมสมบูรณ์ต่ำเก็บกักน้ำไม่อยู่ และเสี่ยงต่อการชะล้างพังทลาย ภาครัฐจึงได้บูรณาการความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยใช้แผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) รณรงค์ให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพื้นที่จากการปลูกพืชที่ความเหมาะสมเล็กน้อย  มาเป็นการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน 35 รายเพื่อสร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่

นอกจากนีักรมพัฒนาที่ดิน ยังได้มีการ ตรวจสอบดินพบว่าสามารถปลูกหม่อนเลี้ยงไหมได้ จึงได้ประสานงานไปยังกรมหม่อนไหม เพื่อสนับสนุนกิ่งชำหม่อนพันธุ์ “สกลนคร 85” จำนวน 1,000 ตัน ซึ่งเป็นพันธ์ุหม่อนที่มีจุดเด่นด้านการให้ผลผลิตใบสูงในสภาพอาศัยน้ำฝนและต้านทานโรค ขณะเดียวกัน กรมพัฒนาที่ดินได้เข้ามาดูแลด้านการจัดการทรัพยากรดินอย่างใกล้ชิด โดยส่งเสริมให้เกษตรกรทำคันดินและปลูกหญ้าแฝกขวางความลาดเทเพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดิน ควบคู่กับการใช้ ปุ๋ยชีวภาพ พด.12 เพื่อช่วยละลายฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมที่ถูกตรึงอยู่ในดินทรายให้พืชดึงไปใช้ได้ และใช้ สารเร่งซุปเปอร์ พด.3 ผลิตจุลินทรีย์ไตรโคเดอร์มาเพื่อควบคุมโรครากเน่าโคนเน่า 

กรมพัฒนาที่ดิน

อย่างไรก็ตามเบื้องต้นเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมให้เกษตรกรนำร่อง เพื่อรับการตรวจประเมินมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP)เพื่อวางทิศทางการพัฒนาให้สามารถปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพื่อสร้างรายได้ให้กับประชาชนที่เข้าร่วมโครงการต่อไป โดยจะมุ่งเน้นการใช้แนวทาง “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม” 

นายสุรชาติ บอกอีกว่า นอกจากการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแล้ว ยังมีการเตรียมการนำระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) มาประยุกต์ใช้ในโรงเรือนเลี้ยงไหมเพื่อลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว พร้อมทั้งส่งเสริมระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ด้วยการนำมูลไหมที่เหลือทิ้งมาผลิตเป็นปุ๋ยน้ำหมัก เพื่อลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีโดยคาดว่าจะสามารถสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนบ้านด่านตึงอย่างเป็นรูปธรรม

กรมพัฒนาที่ดิน
กรมพัฒนาที่ดิน
กรมพัฒนาที่ดิน
กรมพัฒนาที่ดิน

ธนกร เยี่ยมรพ.ศูนย์การแพทย์ ม.วลัยลักษณ์ มั่นใจ 10 ปีข้างหน้า เป็นศูนย์กลางสาธารณสุขภาคใต้

ธนกร เยี่ยมรพ.ศูนย์การแพทย์ ม.วลัยลักษณ์ มั่นใจ 10 ปีข้างหน้า เป็นศูนย์กลางสาธารณสุขภาคใต้

ธนกร เยี่ยมรพ.ศูนย์การแพทย์ ม.วลัยลักษณ์ มั่นใจ 10 ปีข้างหน้า เป็นศูนย์กลางสาธารณสุขภาคใต้

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.10 น.

“ธนกร” ลงพื้นที่เมืองคอน เยี่ยมโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มั่นใจอนาคตเป็นศูนย์กลางดูแลสุขภาพภาคใต้ ขณะชาวบ้านฝากขอบคุณ “นายกฯ อนุทิน” ชูโครงการไทยช่วยไทย พลัส ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 นพ.กิตติ รัตนสมบัติ รักษาการแทนผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พร้อมคณะผู้บริหารและบุคลากรทางการแพทย์ ให้การต้อนรับ นายธนกร วังบุญคงชนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทยและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในโอกาสเดินทางเข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของโรงพยาบาลอย่างเป็นกันเอง

กิตติ รัตนสมบัติ

การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการเยี่ยมชมแบบไม่เป็นทางการ โดยนายธนกรได้พบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลสุขภาพประชาชนอย่างใกล้ชิด ขณะที่คณะผู้บริหารได้นำชมการดำเนินงานในส่วนต่าง ๆ พร้อมนำเสนอศักยภาพด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์และความพร้อมในการให้บริการของโรงพยาบาล ซึ่งกำลังก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการรักษาพยาบาลที่สำคัญของภาคใต้

นายธนกรกล่าวว่า โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษ์มีพัฒนาการที่น่าชื่นชมในหลายด้าน ทั้งบุคลากร ระบบบริการ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ แม้ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดบางประการ โดยเฉพาะด้านบุคลากรเฉพาะทางและเครื่องมือทางการแพทย์ที่จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาเพิ่มเติม แต่เชื่อมั่นว่าหากได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ภายในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า โรงพยาบาลแห่งนี้จะสามารถยกระดับศักยภาพในการดูแลรักษาประชาชนในจังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดใกล้เคียงได้อย่างเต็มรูปแบบ และมีบทบาทสำคัญไม่แพ้สถาบันการแพทย์ชั้นนำของภาคใต้

“ผมเห็นถึงความมุ่งมั่นของคณะผู้บริหาร แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทุกคนที่ร่วมกันพัฒนาโรงพยาบาลแห่งนี้ให้เป็นที่พึ่งของประชาชน เชื่อว่าด้วยศักยภาพที่มีอยู่และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จะทำให้โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษ์เป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญของระบบสาธารณสุขไทยในอนาคต” นายธนกรกล่าว

นอกจากนี้ นายธนกรยังเปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่พบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยหลายคนสะท้อนว่าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ของรัฐบาลสามารถช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและเพิ่มสภาพคล่องให้กับเศรษฐกิจในระดับชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

กิตติ รัตนสมบัติ

“พ่อค้าแม่ค้าและประชาชนจำนวนมากฝากขอบคุณนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ผลักดันโครงการไทยช่วยไทย พลัส เพราะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้เงินหมุนเวียนในท้องถิ่นมากขึ้น และช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนได้ในระดับหนึ่ง” นายธนกรกล่าว

รัฐบาลน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย นายกฯ นำคณะรัฐมนตรี ถวายน้ำสรงพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

รัฐบาลน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย นายกฯ นำคณะรัฐมนตรี ถวายน้ำสรงพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

รัฐบาลน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย นายกฯ นำคณะรัฐมนตรี ถวายน้ำสรงพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.46 น.

วันนี้ 13 มิถุนายน พ.ศ 2569) เวลา 08.30 น. นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี เข้าถวายน้ำสรงพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา  เบื้องหน้าพระรูป ซึ่งประดิษฐาน  ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

ครั้งแรกในรอบ 5 ปี สกสค. โชว์ผลงานส่งหนังสือเรียนถึงมือเด็ก นร.ครบ 100% ก่อนเปิดเทอม

ครั้งแรกในรอบ 5 ปี สกสค. โชว์ผลงานส่งหนังสือเรียนถึงมือเด็ก นร.ครบ 100% ก่อนเปิดเทอม

ครั้งแรกในรอบ 5 ปี สกสค. โชว์ผลงานส่งหนังสือเรียนถึงมือเด็ก นร.ครบ 100% ก่อนเปิดเทอม

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.29 น.

’สกสค.‘ โชว์ผลงานส่งหนังสือเรียนถึงมือเด็ก นร.ครบ 100% ก่อนเปิดเทอม ครั้งแรกในรอบ 5 ปี ปลื้มประหยัดงบรัฐกว่า 255 ล้านบาท

‘สกสค.’ ประกาศความสำเร็จโครงการพิมพ์แบบเรียน ปี 2569 ชู ‘ข้อตกลงคุณธรรม’ โปร่งใส-ตรวจสอบได้ ส่งหนังสือเรียนถึงมือเด็ก นร.ครบ 100% ตามแผนก่อนเปิดเทอม หนแรกในรอบ 5 ปี ปลื้มเสียงชื่นชมจากหลายฝ่าย แถมประหยัดงบรัฐได้มากกว่า 255 ล้านบาท 

สกสค.

นายสุชาติ กลัดสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการจัดพิมพ์และส่งมอบหนังสือเรียนประจำปีการศึกษา 2569 ว่า นับเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี ที่การจัดพิมพ์หนังสือขององค์การค้า สกสค.ประสบความสำเร็จอย่างราบรื่น ไร้ข้อร้องเรียน ทั้งในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างตลอดจนกระบวนการผลิตและจัดส่งหนังสือ ทั้งนี้ ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการยกระดับระบบบริหารจัดการให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยเปิดให้หน่วยงานภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมกำกับติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งสำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ภายใต้ข้อคกลงคุณธรรม ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะของงาน (TOR) การจัดพิมพ์ ไปจนถึงการตรวจรับงาน

นายสุชาติ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของการจัดส่งหนังสือเรียนนั้น  ขณะนี้องค์การค้าของ สกสค. สามารถส่งมอบหนังสือเรียนได้ครบ 100% ไปยังคลังสินค้าและจุดรับสินค้าทั่วประเทศแล้ว ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่นักเรียนได้รับหนังสือเรียนทันตามแผนก่อนเปิดภาคเรียน โดยเริ่มทยอยส่งมอบตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับความร่วมมือจากโรงพิมพ์ทุกแห่ง ทำให้การจัดส่งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่เกิดปัญหาการขาดแคลนหนังสือเรียน

สกสค.

ด้าน น.ส.ชนนิกานต์ สืบชนะ รองเลขาธิการ สกสค. ในฐานะประธานคณะกรรมการร่างขอบเขตของงาน (TOR) กล่าวว่า โครงการจัดพิมพ์หนังสือเรียนปีนี้ได้นำเข้าสู่กระบวนการ “ข้อตกลงคุณธรรม” (Integrity Pact) ของกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เพื่อกำกับดูแลให้การดำเนินงานเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส และตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน โดยเริ่มตั้งแต่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การจัดทำ TOR การกำหนดราคากลาง ไปจนถึงการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding)โดยมีผู้สังเกตการณ์อิสระเข้าร่วมติดตามอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของผู้ประกอบการ ซึ่งผลจากการดำเนินงานดังกล่าว ทำให้ สกสค. สามารถจัดจ้างได้ในวงเงิน 754.3 ล้านบาท จากงบประมาณที่ตั้งไว้ 1,010 ล้านบาท หรือประหยัดงบประมาณได้มากกว่า 255 ล้านบาท คิดเป็นกว่าร้อยละ 25 ของวงเงินที่ตั้งไว้

“ความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินและเงินภาษีของประชาชนเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการศึกษา เนื่องจากนักเรียนได้รับหนังสือเรียนครบถ้วนและทันเวลา ช่วยลดภาระของโรงเรียน ครู และผู้ปกครอง พร้อมสร้างความเชื่อมั่นต่อการบริหารจัดการของ สกสค. จนได้รับเสียงชื่นชมจากหลายภาคส่วนว่าเป็นก้าวสำคัญของการปฏิรูปองค์กรและการบริหารงบประมาณด้านการศึกษาของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม” น.ส.ชนนิกานต์ กล่าว.

ยกเลิก โรงเรียนสีขาว ลดภาระงานเอกสาร คืนครูสู่ห้องเรียน ปรับระบบดิจิทัลเริ่มปี 2570

ยกเลิก โรงเรียนสีขาว ลดภาระงานเอกสาร คืนครูสู่ห้องเรียน ปรับระบบดิจิทัลเริ่มปี 2570

ยกเลิก โรงเรียนสีขาว ลดภาระงานเอกสาร คืนครูสู่ห้องเรียน ปรับระบบดิจิทัลเริ่มปี 2570

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.22 น.

ยกเลิก “โรงเรียนสีขาว” มุ่งลดภาระงานเอกสาร รับลูก “คืนครูสู่ห้องเรียน” ใช้ดิจิทัลติดตามแทน ยันคุมเข้มยาเสพติดต่อเนื่อง

รัฐบาลยกเลิกโครงการสถานศึกษาสีขาว มีผลปี 2570 มุ่งลดภาระงานเอกสาร ตามนโยบาย ”คืนครูสู่ห้องเรียน“ ปรับระบบใหม่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลรายงานและติดตามผลแทน ยืนยันไม่ได้ลดความเข้มข้นในการป้องกันยาเสพติด

ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ได้เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยล่าสุด กระทรวงศึกษาธิการได้ออกคำสั่งด่วนที่สุด ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ยกเลิกโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข โดยให้มีผลผูกพันตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลพร้อมเดินหน้า “ลดภาระครู คืนครูสู่ห้องเรียน” อย่างเป็นรูปธรรมและเด็ดขาด

นโยบายการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 – 2570 มุ่งเน้นไปที่การ “คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็ก” โดยเน้นการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนของครู ซึ่งที่ผ่านมา “โครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข” แม้จะมีวัตถุประสงค์ที่ดีในการดูแลเยาวชน แต่ในทางปฏิบัติกลับมีขั้นตอนและภารกิจด้านงานเอกสารจำนวนมาก ทำให้ครูต้องเสียเวลาไปกับการทำประเมินจัดทำรูปเล่มโครงการ แทนที่จะได้ใช้เวลาดังกล่าวไปพัฒนาการเรียนการสอนและดูแลช่วยเหลือเด็กนักเรียนเป็นรายบุคคลได้อย่างเต็มศักยภาพ 

ครู

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในช่วงเปิดภาคเรียนใหม่ ครูควรอยู่กับนักเรียนมากที่สุด แต่กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ครูจำนวนมากต้องจมอยู่กับเอกสาร การประเมิน งานพัสดุ และโครงการซ้ำซ้อนจำนวนมาก จนไม่มีเวลาเตรียมการเรียนการสอน ซึ่งรัฐบาลเล็งเห็นถึงความเดือดร้อนของครูทั่วประเทศ จึงเดินหน้ายกเลิกโครงการในรูปแบบเดิมเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม การยกเลิกโครงการนี้ ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลละเลยปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา แต่เป็นการปรับรูปแบบการทำงานให้ทันสมัยขึ้น ด้วยการนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยในการรายงานผลและติดตามสถานการณ์ พร้อมทั้งบูรณาการการทำงานร่วมกับฝ่ายปกครองท้องถิ่นและเครือข่ายชุมชนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ไม่สร้างภาระผูกพันเชิงธุรการแก่ครูอีกต่อไป

สกัด’TH-AI’ ยื่นผู้ตรวจฯชงส่งศาลปกครอง

สกัด'TH-AI' ยื่นผู้ตรวจฯชงส่งศาลปกครอง

สกัด’TH-AI’ ยื่นผู้ตรวจฯชงส่งศาลปกครอง

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สกัด’TH-AI’ ยื่นผู้ตรวจฯชงส่งศาลปกครอง

“ศรีสุวรรณ” บุกร้อง ผู้ตรวจการฯ ชงศาลปกครอง ขอให้สั่งระงับโครงการ TH-AI Passport อ้างส่อพิรุธ เอื้อทุนสีน้ำเงิน ด้าน “ไอซ์” ขู่ยื่นป.ป.ช.ตรวจสอบโปรเจกต์ร้อน วงเงิน 1,600 ล้านบาท แก้เกี้ยวเปิดภาพผู้บริหารแพลนบีแล้วถูกสวนกลับ ลั่นไม่สนสัมพันธ์กับใครพร้อมลุยหมด ซัดเวทีรับฟังความเห็นเกณฑ์คนมาเป็นคันรถ ด้าน“ธีระชาติ”แฉทีโออาร์ลอกข้ามกระทรวง บี้”ไชยชนก”พับโครงการคืนเงินกองทุน ดีกว่าดันทะลุหลัง

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ศูนย์ราชการฯ อาคาร C นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ตรวจสอบ แสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการประมูลงานและการดำเนินโครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI Passport) ของกระทรวงดีอี อันมีข้อพิรุธมากมายหลายประการดังที่กล่าวข้างต้น อันก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อประชาชน และไม่เหมาะสมต่อการใช้งบประมาณแผ่นดินที่ไม่ประหยัด ไม่คุ้มค่า อันมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย เพื่อเสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลปกครองเพื่อพิจารณามีคำสั่งหรือคำพิพากษาระงับโดรงการดังกล่าว

‘ศรีสุสรรณ’ร้องผู้ตรวจฯปมTH-AI

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากจ้าวกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มีนโยบายเพื่อขับเคลื่อนระบบ AI ของประเทศ โดยให้คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ตั้งเรื่องจัดซื้อจัดจ้างโครงการ TH-AI Passport ในวงเงิน 1,650 ล้านบาท ซึ่งในที่สุดได้ผู้ชนะการประมูล คือ “กิจการร่วมค้าทีเอช” ซึ่งเป็นการจับมือกันระหว่าง บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด และ บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) โดยเสนอราคาที่ 1,621ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลางเพียง 29 ล้านบาท ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่าบริษัทผู้ชนะมีความสนิทชิดเชื้อและเกี่ยวพันกับพรรคการเมืองสีน้ำเงินมาอย่างยาวนาน

โครงการดังกล่าวมีข้อพิรุธหลายประการ อาทิ การใช้งบประมาณกว่า 1.6 พันล้านแลกกับการเช่าบริการซอฟต์แวร์ต่างชาติชั่วคราวระยะเวลา 1 ปี ถูกท้วงติงอย่างหนักจากทุก ๆวงการ โดยไม่ยอมที่จะเปลี่ยนแปลง TOR หรือปรับปรุงสัญญาขึ้นมาใหม่ โดยปลัดฯดีอีอ้างว่าโครงการได้มีการลงนามในสัญญาไปแล้ว ส่งผลให้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในTORตามสัญญาได้ ทั้ง ๆ ที่ พรบ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ2560 มาตรา 97(3) ระบุในข้อยกเว้นว่า ทำได้หากแก้ไขเพื่อประโยชน์แก่หน่วยงานของรัฐ หรือประโยชน์สาธารณะ

จี้ส่งศาลปกครองสั่งระงับชั่วคราว

ในขณะที่ในหลาย ๆ ประเทศ เช่น ประเทศสิงคโปร์ทำเรื่องอัปสกิลAI ผ่านโครงการ SkillsFutureโดยรัฐร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและบริษัทเทคโนโลยีโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านนายหน้า แถมสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ทั้งระบบ ไม่ใช่แค่แจกคอร์ส แต่ประเทศไทยกระทรวงดีอีติดต่อร่วมมือกับเจ้าของเทคโนโลยี AI โดยตรงไม่ได้ ต้องมาเสียค่านายหน้าติดต่อให้แทน ซึ่งอาจมากกว่าต้นทุนเทคโนโลยีมากว่าหลายเท่า ถือได้ว่าเป็นการใช้งบแผ่นดินที่ไม่ประหยัด เพราะคนที่ได้ประโยชน์ไม่ถึง 5 แสนคนเท่านั้น อันมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายด้วย ด้วยเหตุดังกล่าวองค์กรรักชาติฯจึงนำความพร้อมหลักฐานมายื่นร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อขอให้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวเป็นกรณีพิเศษ เพื่อยับยั้งโครงการดังกล่าวโยการนำความไปยื่นฟ้องศาลปกครองเพื่อขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราวและมีคำพิพากษาสั่งระงับโครงการดังกล่าวต่อไป นายศรีสุวรรณ กล่าว

‘ไอซ์’ขู่ยื่นปปช.สกัดTH-AI Passport

ด้าน น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการประเมินภายหลังรัฐบาลเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการ TH-AI Passport ว่า ธงที่คณะกรรมาธิการฯ ยึดมั่นและต้องการสื่อสารมาโดยตลอดคือ ต้องการให้มีการล้มเลิก ยุติ และยกเลิกโครงการดังกล่าวทันที มีข้อเสนอแนะโดยตรงถึง นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะผู้ออกนโยบายว่า แม้ทางปลัดกระทรวงดีอี จะอ้างว่าเป็นผู้ถืออำนาจในการยกเลิกสัญญาหรือไม่ก็ตาม แต่ในความเป็นจริง ฝ่ายการเมืองที่เป็นผู้ออกนโยบายย่อมมีอำนาจที่จะตัดสินใจและสั่งการข้าราชการประจำได้ว่าท่านอยากให้เงิน 1,600 ล้านบาท ท่านยังจะเดินหน้าโครงการนี้ต่อหรือไม่ ตนคิดว่าเป็นอำนาจของฝ่ายการเมืองที่สามารถตัดสินใจและสั่งปลัดได้ว่า ไม่ควรเดินหน้าต่อกับโครงการแบบนี้ ตนขอเสนอทางออกว่า รัฐมนตรีสามารถใช้วิธีพับโครงการ แล้วจ่ายค่าปรับบางส่วนให้แก่บริษัทเอกชน จากนั้นนำเงินงบประมาณที่เหลือทั้งหมดส่งคืนกลับเข้ากองทุน

แนะเสนองบปกติเข้าสภาตรวจสอบ

น.ส.รักชนก ยังระบุอีกว่า หากรัฐบาลมีความตั้งใจที่จะดำเนินโครงการพัฒนา AI เพื่อประเทศจริง ๆ ควรถอนโครงการนี้ออกจากงบประมาณกองทุน แล้วนำเสนอเข้ามาในระบบงบประมาณปกติ เพื่อให้ผ่านกระบวนการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎรอย่างถูกต้องตามขั้นตอน ตั้งแต่การเปิดให้ สส.ได้อภิปรายในวาระแรก การพิจารณาอย่างรอบคอบในชั้นกรรมาธิการงบประมาณ ตลอดจนการกลั่นกรองตัดลดงบประมาณส่วนที่ไม่เหมาะสมในชั้นอนุกรรมาธิการ ซึ่งแนวทางนี้จะมีความสง่างามต่อตัวรัฐมนตรีเอง

ปชน.ไม่คิดขวางประเทศได้ใช้AI

น.ส.รักชนก ยืนยันว่าไม่มีใครคิดที่จะขวางอนาคตทางด้านเทคโนโลยี AI ของประเทศ แต่สิ่งที่ต้องตั้งคำถามคือ ตลอดกระบวนการของเงิน 1,600 ล้านบาทนี้ พบความผิดปกติในทุกสิ่งทุกอย่าง จึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดรัฐบาลยังจะฝืนเดินหน้าดันทะลุหลังโครงการนี้ต่อไปเพื่ออะไร ส่วนความผิดปกติในเวทีเสวนานั้น บรรยากาศภายในงานมีลักษณะเหมือนถูกตระเตรียมและเกณฑ์คนมาร่วมงานเพื่อฟอกขาวโครงการ ซึ่งหลักฐานที่ยืนยันชัดเจนที่สุดคือ หลังจากจบงานพบว่ามีการเกณฑ์ผู้เข้าร่วมงานกลับขึ้นรถตู้ที่เหมามาด้วยกัน ซึ่งผิดวิสัยของผู้ที่สนใจเรื่องเทคโนโลยี AI ทั่วไปที่จะเหมารถตู้มาร่วมงานและกลับพร้อมกัน พร้อมแนะนำให้สังคมลองนำรายชื่อของบุคคลที่นั่งตอบคำถามอยู่บนโพเดียมในงานวันนั้น ไปสืบค้นข้อมูลดูอย่างละเอียด ว่ามีความเกี่ยวโยงหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนใด ๆ กับบริษัทที่เป็นเจ้าของสัมปทานจอดิจิทัลและบิลบอร์ดโฆษณาทั่วประเทศหรือไม่ ซึ่งหากไปค้นดูก็จะพบของดี อย่างแน่นอน

ลั่นไม่ว่าใครส่อทุจริตตรวจสอบหมด

สำหรับกรณีที่เมื่อวานนี้ได้ปล่อยภาพผู้บริหารบริษัท Plan B ร่วมงานวันเกิดตระกูลชิดชอบ ก่อนที่จะมีการปล่อยภาพนายปิยบุตร แสงกนกกุล และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตแกนนำพรรคอนาคตใหม่ จากอีกฝั่งเหมือนกัน น.ส.รักชนก กล่าวว่า ไม่ว่าคนในพรรคจะมีความสัมพันธ์ในรูปแบบใดกับใครก็ตามสส.กว่า 100คนของพรรคประชาชนยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์เดียวกัน คือเดินหน้าทำงานตรวจสอบงบประมาณแผ่นดินอย่างเต็มที่และตรงไปตรงมา โดยไม่นำเรื่องส่วนตัวมาพิจารณา ต่อให้บุคคลนั้นจะเป็นญาติ เป็นเพื่อนสนิท เป็นเพื่อนสมัยเรียน มีความสัมพันธ์เป็นบุพการี หรือเป็นใครก็ตามแต่ แต่ถ้ามีพฤติกรรมในการใช้วิธีงบประมาณแผ่นดินไปอย่างส่อทุจริตคอร์รัปชัน หรือเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง กล้าพูดได้เลยว่าจะไม่ไว้หน้าใคร

ถ้าไม่หยุดโครงการ-ขู่ร้องปปช.สอบ

น.ส.รักชนก ยังชวนให้สังคมคิดวิเคราะห์เปรียบเทียบว่า หากกรณีนี้เกิดขึ้นกับ สส. ของพรรคการเมืองอื่น ที่มีภาพถ่ายคู่กับอดีตผู้นำพรรคหรือผู้นำจิตวิญญาณ พวกเขาจะยังยินดีหรือกล้าที่จะเดินหน้าตรวจสอบความไม่โปร่งใสต่อไปเช่นนี้หรือไม่ แต่สำหรับพรรคประชาชน ขอยืนยันว่าจะเดินหน้าตรวจสอบต่ออย่างแน่นอน และได้ยื่นคำขาดทิ้งท้ายด้วยว่า “เจอแน่ ถ้าท่านเปิดลงทะเบียนเมื่อไหร่ มีคนลงทะเบียนเมื่อไหร่ ยื่น ป.ป.ช.แน่นอน”

จัดเสวนาเหมือนกับการฟอกขาว

ขณะที่ นายธีระชาติ ก่อตระกูล อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า งานแสวนามื่อวาน (11มิ.ย.69) ถ้างานเหมือนเป็นงานแถลงข่าวมากกว่าเปิดรับฟังความคิดเห็น เพราะขนาดถ่ายทอดสดออนไลน์ยังปิดคอมเมนต์เลย จึงตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการพยายามฟอกขาว คำถามที่ถามไปแล้วไม่ได้ตอบเนื่องจากดูหน้างานเราเห็นอยู่แล้วว่าถูกออกแบบมาว่าให้เราพูดได้น้อยที่สุด สิ่งที่สื่อมวลชนไม่ได้ยิน คนข้างหลังกระซิบกันว่าเปิดโอกาสให้คนอื่นถามบ้าง อย่าเห็นแก่ตัว อย่าถามคนเดียว คำถามที่เราจี้ถามไป 1,500 ล้านบาท ทำไมไม่มีรายละเอียด ซึ่งส่วนนี้เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดก็ไม่มีคำตอบ ตัวรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง หรือผู้ที่เคยมาชี้แจงในคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณฯ ก็ตาม บอกว่าโทเคนใช้ได้แบบไม่มีจำกัด แต่เมื่อวานก็บอกว่ามีจำกัด หรือคำถามที่ น.ส.รักชนก เปิดออกมาว่าทำไม TOR ไปเหมือนกับอีกกระทรวงหนึ่ง เราเข้าใจว่ามีการคัดลอกวาง แต่ก็ไม่ควรข้ามกระทรวง

สงสัยทำไมปลัดฯไม่มีอำนาจยกเลิก

“ท่านปลัดบอกว่าอีกหน่อยไม่ควรมีโครงการแบบนี้อีก ซึ่งผมเห็นด้วยมากๆ ว่าไม่ควรมีโครงการแบบนี้อีกแล้วคุณใช้ความสะเพร่ามากๆในการออกแบบ TOR สิ่งที่ท่านปลัดต้องรับผิดชอบ ผมถามเอกชนว่าถ้ามีปัญหายกเลิกได้หรือไม่ แต่ท่านปลัดบอกว่าด้วยอำนาจของท่านปลัดไม่อนุญาต ท่านลืมไปหรือไม่ว่าอำนาจของท่านเป็นอำนาจของท่านหรืออำนาจของประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศที่แท้จริง ท่านทำอะไรก็ได้โดยที่ท่านไม่สนใจรายละเอียดใน TOR เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ของคนที่รับผิดชอบอนาคตของประเทศ” นายธีระชาติ กล่าว

สำนักนายกฯใช้งบทำแค่2.4ล้าน

นายธีระชาติ ยังระบุว่า ปัจจุบันทางสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีแอปพลิเคชัน AI ในลักษณะเดียวกันกับโครงการ TH-AI Passport ให้ประชาชนสามารถเข้าไปดาวน์โหลดใช้งานได้ฟรีอยู่แล้วตั้งแต่วันนี้ โดยโครงการของ OKMD ใช้งบประมาณเพียง 2.4 ล้านบาทเท่านั้น เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับโครงการ TH-AI Passport ที่ใช้งบประมาณสูงถึง 1,600 ล้านบาท แต่กลับไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน จึงเห็นได้ชัดว่าประชาชนไม่จำเป็นต้องรอระบบราชการอีกเป็นปีเพื่อเข้าถึงAI

ปชน.ไม่หนุนโครงการส่อทุจริต

เมื่อถามว่า เมื่อวานนี้ (11มิ.ย.69) นางการดี เลียวไพโรจน์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้ไปสอบถามเหมือนกันและให้แนวทาง 3ทาง ทั้งปรับเปลี่ยน ยกเลิกและเดินหน้าต่อ พรรคประชาชนเห็นด้วยกับแนวทางไหน นายธีระชาติ กล่าวว่า การติดกระดุมเม็ดแรกผิดคือส่อทุจริตอยู่แล้ว ตอนนี้สังคมกำลังถูกให้มองว่าของมันดี AI มันดีอย่างนี้ ทำไมพรรคประชาชนถึงเบรก ไม่ให้ประชาชนใช้ ซึ่งเราไม่เคยต่อต้าน AI หรือบอกว่าห้ามไม่ให้ประชาชนใช้ แต่คุณกำลังออกประชาชนเป็นตัวประกันว่าถ้าอยากใช้ต้องช่วยกันดันของที่ทุจริต ซึ่งตนคิดว่าเป็นค่านิยมที่ผิด เราควรดูที่เนื้อหา การบอกว่าพรรคประชาชนกำลังต่อต้าน เป็นเรื่องที่ผิด ตนยังงงว่า ทำไมถึงกล้าทำอะไรที่โจ่งแจ้งขนาดนี้

ลุยเก็บตกบัตรคนจน เปิดช่องพิเศษแจ้งชื่อ

ลุยเก็บตกบัตรคนจน เปิดช่องพิเศษแจ้งชื่อ

ลุยเก็บตกบัตรคนจน เปิดช่องพิเศษแจ้งชื่อ

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ลุยเก็บตกบัตรคนจน เปิดช่องพิเศษแจ้งชื่อ

กระทรวงการคลังเปิดช่องทางพิเศษ ให้ “กลุ่มตกหล่น” บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ไม่มีบัตรเดิม ไม่มีชื่อในระบบคัดกรองของ “มท.-พม.” แจ้งชื่อผ่าน “กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน-เขต” ทั่วประเทศ ถึง 21 มิถุนายนนี้ เผยยอดตอนนี้มีแจ้งแล้ว 1.5 ล้านราย “ปกรณ์”เผยผลหารือคณะกรรมการ กกร. เห็นพ้องตั้ง ทีมรัฐ-เอกชน ลุยปรับปรุงกฎหมายลำดับรองให้เอื้อการทำธุรกิจ เน้นพุ่งเป้า 7 กลุ่มรับอุตสาหกรรมใหม่ ตั้งเป้า 2 เดือน ชงเข้า ครม.

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังเร่งเดินหน้าช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ยังตกหล่น ซึ่งมีความเดือดร้อน แต่ยังไม่มีรายชื่ออยู่ในฐานข้อมูลเดิมของผู้ได้รับบัตรสวัสดิการปัจจุบัน อีกทั้งไม่มีรายชื่ออยู่ในระบบคัดกรองของกระทรวงมหาดไทย(มท.) หรือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยเปิดโอกาสให้มาลงทะเบียนได้เพิ่มเติมที่หน่วยงานปกครองท้องถิ่นในพื้นที่

ที่ผ่านมา พบปัญหาว่ามีประชาชนในกลุ่มตกหล่นจำนวนมาก เกิดความเข้าใจผิด เดินทางไปติดต่อที่ธนาคารเพื่อขอลงทะเบียนยืนยันสิทธิ แต่เนื่องจากธนาคารเป็นช่องทางเฉพาะของผู้ที่มีรายชื่อในระบบอยู่แล้ว ทำให้กลุ่มตกหล่นเหล่านี้ถูกปฏิเสธและต้องผิดหวังกลับไป ทางกระทรวงการคลังจึงต้องการชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเสียเวลาและเสียสิทธิที่ควรจะได้รับ

สำหรับแนวทางการช่วยเหลือกลุ่มตกหล่นดังกล่าว รัฐบาลได้เปิดช่องทางพิเศษโดยให้ประชาชนติดต่อผ่าน หน่วยงานปกครองท้องถิ่นในพื้นที่ที่ตนเองอาศัยอยู่โดยตรง ไม่ต้องเดินทางไปที่ธนาคาร โดยในพื้นที่ต่างจังหวัดสามารถเข้าไปแจ้งเรื่องกับกำนัน หรือผู้ใหญ่บ้าน ส่วนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานเขต หรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ซึ่งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่จะมีกระบวนการเข้าไปสอบถามข้อมูล ตรวจสอบความเดือดร้อน และจัดทำระบบลงทะเบียนให้อย่างถูกต้อง

ทั้งนี้ ช่องทางพิเศษสำหรับกลุ่มตกหล่นได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก โดยปัจจุบันมีผู้เข้ามาแจ้งชื่อในระบบท้องถิ่นแล้วกว่า 1.5 ล้านคน ทางกระทรวงการคลังจึงขอเน้นย้ำให้ผู้ที่กำลังเดือดร้อน มีรายได้น้อย แต่ยังไม่มีรายชื่อในระบบ เร่งเดินทางไปติดต่อหน่วยงานปกครองท้องถิ่นใกล้บ้านท่าน โดยจะเปิดรับแจ้งรายชื่อถึง วันที่ 21 มิ.ย.นี้เท่านั้น เพื่อที่รัฐบาลจะได้นำรายชื่อทั้งหมดมาประมวลผลคัดกรองร่วมกับกลุ่มอื่นๆ และประกาศผลการได้รับสิทธิต่อไป

ทางด้าน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยถึงการประชุมหารือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่าเป็นการหารือกับภาคเอกชนถึงการนำเสนอแนวทางการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจใน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (เกษตร,ยานยนต์,ท่องเที่ยว,สุขภาพ,สื่อสารอิเล็กทรอนิกส์,ค้าปลีก,เศรษฐกิจสร้างสรรค์) โดยภาคเอกชนได้สะท้อนปัญหาสำคัญในหลายมิติ อาทิ ความยุ่งยากซับซ้อนของข้อบังคับทางกฎหมายที่ล้าสมัย การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่อันนำไปสู่ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งผลักดันระบบการเชื่อมโยงข้อมูล (Data Sharing / Single Gateway) การปรับปรุงมาตรการปกป้องทางการค้าให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงการปลดล็อคข้อจำกัดด้านพลังงานหมุนเวียนเพื่อตอบโจทย์บริบทโลกยุคใหม่

นายปกรณ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ตนเห็นด้วยกับข้อเสนอของภาคเอกชนและได้แลกเปลี่ยนกับภาคเอกชน ใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1.ต้องแก้ไขวิธีคิด ไม่ใช่แค่แก้กฎหมายเป็นจุดๆ ซึ่งกฎหมายที่มีอยู่ “กฎหมายของโลกเก่า” ที่กำลังถูก Disrupt การแก้กฎหมายเพียงบางจุดอาจไม่เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริง แต่ต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการออกแบบกฎหมายใหม่ทั้งระบบเพื่อให้สอดคล้องกับปัจจุบัน

2.เร่งผลักดันทางการเชื่อมโยงข้อมูล (Data Sharing / Open Data) โดยผลักดันการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐให้เป็นระบบเดียว เพื่อแก้ปัญหาความซ้ำซ้อน ลดภาระประชาชน และเพิ่มความโปร่งใส ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้ในตัว

3.ต้องร่วมกันหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Engine) ทั้งนี้ได้ฝากโจทย์สำคัญให้ภาคเอกชนช่วยกันคิดว่านอกจากการแก้ปัญหากฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจเดิมในปัจจุบันแล้ว ประเทศไทยควรมีเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ๆ อะไรบ้าง เพื่อเตรียมผลักดันกฎหมายรองรับธุรกิจในอนาคตและสร้างรากฐานไว้ให้ลูกหลานต่อไป

นายปกรณ์ ระบุว่า สิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นในลำดับต่อไป เพื่อไม่ให้การหารือสูญเปล่า ได้กำหนดแผนงานและเวลาที่ชัดเจน ดังนี้ 1.ตั้งคณะทำงานร่วมภาครัฐและเอกชน โดยให้จัดตั้งคณะทำงานชุดเล็ก โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เป็นประธาน และมีตัวแทนจาก กกร. 3 คน ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 3 คน และตัวแทนจาก ก.พ.ร. 3 คน

2.จัดทำแผนและเลือกเรื่องด่วน (Quick Wins) คณะทำงานจะนำเสนอข้อเสนอทั้งหมดมาคัดกรองจัดลำดับความสำคัญ และเลือกประเด็นที่สามารถทำได้ทันทีหรือประเด็นที่ทำเรื่องเดียวแต่แก้ปัญหาได้หลายด้าน เปรียบเสมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว มาเป็นเรื่องนำร่อง

3.เปิดรับฟังความคิดเห็น โดยนำข้อเสนอแนวทางการแก้ไขกฎหมายเข้าสู่การรับฟังความคิดเห็นส่วนกลางเป็นระยะเวลา 30 วัน

4.นำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใน 2 เดือน โดยตั้งเป้าหมายว่ากระบวนการทั้งหมดจะต้องได้ข้อสรุปเป็นรูปธรรม เพื่อนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 เดือนจากนี้

ขณะที่ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้หารือกับคณะทำงาน Zero Corruption กกร. และเพื่อนไม่ทน เกี่ยวกับข้อเสนอให้พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ ตามที่ได้นัดหมายไว้หลังการหารือกับภาคเอกชนเมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา

ในการหารือ นายปกรณ์ได้ให้ข้อมูลในเรื่องปริมาณกฎหมายไทย ที่ไม่ได้มีจำนวนถึง 100,000 ฉบับ อย่างที่มีความเข้าใจผิดกัน แต่มีพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)กับกฎกระทรวงอยู่ 7,615 ฉบับเท่านั้น แต่ว่ากฎกระทรวงแต่ละฉบับกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่ประชาชนต้องปฏิบัติตามไว้หลายเรื่อง ซึ่งหลายเรื่องมีความซ้ำซ้อนกัน สร้างภาระและต้นทุนแก่ประชาชน

ดังนั้น คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ซึ่งประกอบด้วยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย พร้อมเครือข่าย ได้เสนอให้แก้ไขกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม จึงสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอให้ลดความซ้ำซ้อนของการแจ้งข้อมูลคนต่างด้าวระหว่างระบบคนเข้าเมืองกับระบบโรงแรมหรือข้อเสนอของกลุ่มค้าปลีกที่ได้เสนอให้ลดภาระการแจ้งข้อมูลต้นทุนการผลิตที่ละเอียดเกินความจำเป็น การปรับเกณฑ์ตรวจสุขภาพพนักงานให้เหมาะสม หรือกลุ่มธุรกิจ Wellness เสนอให้มีการใช้นวัตกรรมและเครื่องมือที่ไม่ใช่เครื่องมือแพทย์ความเสี่ยงสูงได้คล่องขึ้น รวมถึงให้สถานพยาบาลใกล้กันใช้เครื่องมือร่วมกันได้เพื่อลดต้นทุนซ้ำซ้อน

น.ส.รัชดา กล่าวว่า ในด้านเกษตรและอาหารแปรรูป ภาคเอกชนเสนอให้แก้ข้อจำกัดผังเมืองเพื่อให้ตั้งโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรในพื้นที่สีเขียวใกล้แหล่งวัตถุดิบได้เพราะมีกระบวนการไม่ซับซ้อนและไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนขนส่งและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ส่วนภาคอุตสาหกรรมเสนอให้มีการประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานราชการเพื่อสร้างระบบเฝ้าระวังที่มีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้สินค้าด้อยคุณภาพทะลักเข้ามาขายให้แก่ผู้บริโภคไทย และเอาเปรียบผู้ผลิตไทยซึ่งผลิตสินค้าได้มาตรฐาน

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอด้านพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะการติดตั้ง Solar Cell ที่ปัจจุบันต้องขออนุญาตหลายหน่วยงาน ใช้เวลานานและมีต้นทุนสูง ภาคเอกชนเสนอให้ใช้ระบบใบอนุญาตหลัก หรือ Super License เพื่อลดขั้นตอนและเร่งการใช้พลังงานสะอาดทั้งภาคประชาชนและภาคอุตสาหกรรม

ทางด้านสมาคมธนาคารไทย เสนอให้รัฐเปิดเผยข้อมูลที่เป็น Trusted Source เพื่อใช้ตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัย ทุนเทา นอมินี บัญชีม้า และข้อมูลตัวตนของลูกค้าหลายประเภทที่ปัจจุบันยังตรวจสอบได้จำกัด รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐในรูปแบบที่เครื่องคอมพิวเตอร์อ่านได้ เพื่อช่วยให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อได้เร็วขึ้น

น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายปกรณ์ได้วางกรอบทำงานเร่งด่วน โดยให้สำนักงาน ก.พ.ร. เป็นเจ้าภาพตั้งคณะทำงานย่อยร่วมระหว่างภาครัฐกับ กกร. เพื่อพิจารณาข้อเสนอที่มีผลกระทบสูงและแก้ไขได้เร็วเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบกลาง จากนั้นสรุปเป็นชุดกฎหมายลำดับรองที่จะเสนอ ครม.พิจารณาและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการแก้ไขต่อไป ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีประมาณ 2 เดือน เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจเห็นการเปลี่ยนแปลงจริง ไม่ใช่เพียงรับเรื่องแล้วปล่อยให้เงียบหาย โดยมีเครื่องมือสำคัญคือการใช้ พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ เป็นกลไกเร่งรัด ลดใบอนุญาตซ้ำซ้อน ลดการใช้ดุลพินิจที่ไม่จำเป็น และปรับภาครัฐจากระบบควบคุมไปสู่ระบบอำนวยความสะดวก ตรวจสอบได้ และตอบโจทย์เศรษฐกิจปัจจุบัน

ทั้งนี้ นอกจากการแก้กฎหมายที่เป็นปัญหาปัจจุบันแล้ว ในระยะต่อไป นายปกรณ์ยังเตรียมเชิญภาคเอกชนร่วมหารืออีกครั้งเพื่อมองเรื่องอนาคตประเทศ การทำงานร่วมกันจะไม่ใช่เพียงตามแก้ปัญหาที่สะสมมานาน แต่รัฐบาลกับเอกชนจะร่วมกันออกแบบกฎหมาย ระบบข้อมูล และโครงสร้างภาครัฐให้รองรับเศรษฐกิจใหม่ เทคโนโลยีใหม่ และเครื่องยนต์เศรษฐกิจของไทยในอีก 10-20 ปีข้างหน้า

“รองนายกฯ ปกรณ์ย้ำกับเอกชนระหว่างการหารือว่ารัฐบาล โดยดำริของนายกรัฐมนตรี ต้องการให้การปฏิรูปกฎหมายรอบนี้เห็นผลจริง ภายใน 2 เดือนต้องมีข้อเสนอชุดแรกเข้าสู่ ครม. และหลังจากนั้นต้องเดินหน้าต่อเนื่อง ทั้งการแก้ปัญหาธุรกิจวันนี้ และการวางรากฐานประเทศสำหรับอนาคต” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

แวดวงนักปกครอง : 13 มิถุนายน 2569

แวดวงนักปกครอง : 13 มิถุนายน 2569

แวดวงนักปกครอง : 13 มิถุนายน 2569

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“สานต่อพระเมตตา เปิดทางสู่อนาคต!เด็กอักษร G รับการพัฒนาสถานะบุคคล” กรมการปกครอง เดินหน้าภารกิจสำคัญแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติต่อ จัดกิจกรรมมอบบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยให้กับเด็กนักเรียนอักษร G และผู้ได้รับการพัฒนาสถานะบุคคล ณ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนนเรศวรป่าละอู อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมบูรณาการภาคีเครือข่ายร่วมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ มุ่งเปิดโอกาสให้เด็กและบุคคลเป้าหมายเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและมีอนาคตที่มั่นคงบนหลักมนุษยธรรม

“ปค.-UNHCR ผนึกกำลัง! เดินหน้าทำบัตรผู้หนีภัยฯ ยกระดับการบริหารจัดการเป็นระบบ” เตรียมความพร้อมจัดทำบัตรประจำตัวผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ พร้อมสาธิตกระบวนการออกบัตรณ สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบและบริหารจัดการข้อมูลบุคคล สนับสนุนการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน การทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และการรักษาความมั่นคงของประเทศควบคู่หลักมนุษยธรรม

นายสุวรรณ เนตรเนติกุล

นายอำเภอขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ

นายวาทิต มาไพศาลสิน

นายอำเภอด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี

“อส.ตากใบรอดหวุดหวิด! คนร้ายซุ่มยิงกลางดึก กระสุนพลาดเป้า” คนร้ายซุ่มยิงสมาชิก อส. ขณะที่ นายมูหาหมัดอาซูวี มานาอายุ 36 ปี สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ประจำฐานปฏิบัติการชุดคุ้มครอง ต.ศาลาใหม่อ.ตากใบ จ.นราธิวาส นั่งอยู่หน้าบ้านพักช่วงกลางดึก แต่กระสุนพลาดเป้าพุ่งชนผนังบ้านทำให้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เชื่อเป็นฝีมือกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่เลือกเป้าหมายไว้ล่วงหน้า พร้อมยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย และเฝ้าระวังในพื้นที่ ขณะที่ประชาชนร่วมส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานแนวหน้าในจังหวัดชายแดนภาคใต้

“ลุยค้นถึงรัง! ฝ่ายปกครองขุขันธ์บุกจับค้ายา ยึดยาบ้ากว่า 1,400 เม็ด”นายสุวรรณ เนตรเนติกุล นายอำเภอขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ สั่งการฝ่ายปกครองบูรณาการตำรวจ และทหาร เปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดในพื้นที่ ต.ปรือใหญ่ ผลการตรวจค้นสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 1 ราย พร้อมของกลางยาบ้า 1,402 เม็ดและยึดทรัพย์สินเกี่ยวเนื่องกับยาเสพติด14,000 บาท คุมตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด” อย่างต่อเนื่อง

นายอำเภอพาเที่ยวอาทิตย์นี้!“เที่ยวด่านมะขามเตี้ย ชมพระใหญ่ ชิมของอร่อย สัมผัสเสน่ห์ชุมชน” นายวาทิต มาไพศาลสิน นายอำเภอด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี พาไปเปิดพิกัดที่เที่ยวใหม่ของอำเภอ กับ “อุทยานพระใหญ่ถ้ำเขาชะอางค์” แลนด์มาร์คแห่งใหม่กลางผืนป่าชุมชน ชมองค์พระใหญ่และวิวธรรมชาติสุดตระการตา ก่อนแวะ “ตลาดฮัวกั่วซาน”ตลาดชุมชนสุดชิค รวมของดีมีแวว อาหารอร่อยและสินค้าเกษตรท้องถิ่นไว้ครบครัน สายคาเฟ่ห้ามพลาดร้านกาแฟครกหินบดสุดไวรัลส่วนสายลุยต้องลองกิจกรรมขับ ATVชมธรรมชาติรอบชุมชน “ด่านมะขามเตี้ย…เมืองเล็กเสน่ห์ใหญ่ เที่ยวได้ทั้งวัน สุขได้ทั้งทริป”

“นายอำเภอน้อย” ขอส่งกำลังใจถึงผู้สมัครสอบปลัดอำเภอกว่า 16,000 คนลงสู้ศึกในวันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายนนี้ ทั้ง3 สนามสอบ ขอให้ทุกคนมีสติ มั่นใจ และทำข้อสอบได้อย่างเต็มศักยภาพ “ความพยายามจะไม่ทรยศคนที่ตั้งใจ” ขอให้โชคดี!!

นาย..อำเภอน้อย

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“การเป็นผู้บริหารเมืองที่ดีจะต้องมีคุณธรรม ไม่ใช่ว่าพอมีฝ่ายตรวจสอบแล้วไปกล่าวหาว่าพวกนี้เล่นการเมืองหรือไม่ โดยกรุงเทพมหานครจะต้องมีคนอย่างพวกผมไว้ตรวจสอบไม่ใช่ผ่านไปแบบไหลลื่น และขอยืนยันว่า ถ้าหลักฐานไม่ครบ เหตุไม่เกิด พยานไม่มีคงไม่สามารถทำได้”

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์

อดีต สส.พรรคเพื่อไทย