กมธ.ตำรวจ ถกมาตรการคุมคลังปืน อส. เข้ม 5 ขั้นตอน ป้องรั่วไหลสู่ ตลาดมืด เตรียมแผนรับมือหากรัฐเปิดคืนปืนผิดกฎหมาย

25 กันยายน 2569 เวลา 15:28 น.

กมธ.ตำรวจ ถกมาตรการคุมคลังปืน อส. เข้ม 5 ขั้นตอน ป้องรั่วไหลสู่ ตลาดมืด เตรียมแผนรับมือหากรัฐเปิดคืนปืนผิดกฎหมาย เล็งผนึกกำลังทหารช่วยจัดเก็บ เสนอส่งต่ออาวุธใช้งานได้ให้ ชรบ.-เจ้าหน้าที่ป่าไม้ในพื้นที่เสี่ยง

เมื่อวันที่ 25 ก.ย.2569 นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรรภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะฯ ลงพื้นที่รับฟังภารกิจและการดำเนินงานของกองร้อยปฏิบัติการพิเศษที่ 2 กองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดน จังหวัดเพชรบุรี โดยได้รับทราบถึงภารกิจหลักด้านการฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน รวมถึงการสนับสนุนภารกิจรักษาความสงบเรียบร้อย บรรเทาสาธารณภัย และภารกิจของจังหวัดในด้านต่าง ๆ

โดยกองร้อยปฏิบัติการพิเศษที่ 2 มีภารกิจด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด โดยปัจจุบันปรับเป็นสถานฟื้นฟูสมรรถภาพพลเมืองตามกฎหมายของกระทรวงสาธารณสุข รองรับผู้เข้ารับการฟื้นฟูเพศชาย โดยได้รับงบประมาณรองรับ 25 คน ขณะที่สถานที่สามารถรองรับได้ 50 คน พร้อมจัดกิจกรรมฝึกอาชีพ ฝึกระเบียบวินัย และพัฒนาทักษะ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้เข้ารับการฟื้นฟูกลับไปใช้ชีวิตในสังคม

ด้านการควบคุมและจัดเก็บอาวุธปืน เจ้าหน้าที่รายงานว่า ตั้งแต่ปี 2563 ได้กำหนดแนวทางและมาตรการควบคุมการเก็บรักษาอาวุธปืนของกองร้อย อส. และกองร้อย อส.จ. โดยกำหนดแนวทางหลัก 5 ขั้นตอน เริ่มจากการกำหนดผู้รับผิดชอบ จัดทำบัญชีอาวุธปืน และแต่งตั้งผู้ดูแลอย่างชัดเจน

ขั้นตอนที่ 2 เป็นการจัดเก็บและรักษาความปลอดภัย โดยแยกอาวุธปืนออกจากกระสุน ควบคุมพื้นที่และกุญแจ จัดเวรยาม และติดตั้งกล้องวงจรปิด ส่วนขั้นตอนที่ 3 เป็นการเบิกจ่ายและนำไปใช้งาน ต้องมีหลักฐานการเบิก-คืน และได้รับอนุมัติตามแผนปฏิบัติการหรือการฝึก

ขั้นตอนที่ 4 เป็นการตรวจสอบและบำรุงรักษา โดยกำหนดรอบการทำความสะอาด ตรวจนับ และรายงานยอดอาวุธปืนอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่ระดับกองร้อย จังหวัด จนถึงส่วนกลาง ขณะที่ขั้นตอนที่ 5 หากอาวุธปืนชำรุดหรือสูญหาย จังหวัดจะต้องตรวจสอบหาสาเหตุ ตั้งคณะกรรมการสอบสวน และรายงานส่วนกลางก่อนดำเนินการตัดบัญชี

สำหรับสถานที่จัดเก็บ ปัจจุบันใช้คลังกองร้อยเป็นหลัก ส่วนพื้นที่ที่ยังไม่มีคลังมาตรฐานจะใช้ตู้เหล็กหรือล็อกเกอร์ โดยแต่งตั้งผู้รับผิดชอบกุญแจ มีตารางควบคุมการเบิกจ่าย และตรวจสอบอาวุธปืนเป็นระยะ เช่น ทุก 15 วัน พร้อมรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ

ขณะเดียวกัน ยังมีมาตรการลดความเสี่ยงจากการทุจริตและการรั่วไหลของอาวุธปืน โดยเฉพาะกรณีการนำอาวุธปืนออกไปจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ด้วยการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง มีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนกำลังพล และติดตั้งกล้องวงจรปิดบริเวณพื้นที่จัดเก็บอาวุธ ขณะที่บุคคลที่จะเข้าปฏิบัติหน้าที่บริเวณคลังอาวุธ ต้องผ่านการคัดกรองจากหน่วยงานก่อน พร้อมนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดความผิดพลาดจากบุคลากร

ส่วนแผนระยะยาว อยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางนำเทคโนโลยีมาใช้ควบคุมการเบิกจ่ายและจัดเก็บอาวุธปืน โดยมีแนวคิดจัดเก็บอาวุธแต่ละกระบอกไว้ในตู้ที่มีระบบล็อก และกำหนดให้ผู้เบิกใช้อาวุธยืนยันตัวตนด้วยลายนิ้วมือ พร้อมจับคู่ข้อมูลกับอาวุธปืนที่ได้รับมอบ เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่า มีการเบิกอาวุธเมื่อใด นำออกไปจำนวนเท่าใด และนำกลับมาคืนเมื่อใด ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบและลดความผิดพลาดจากบุคลากร

ทั้งนี้ ในการหารือเรื่องมาตรการควบคุมอาวุธปืน นายวัชรพงศ์ ได้สอบถามถึงแผนรองรับกรณีมีนโยบายเปิดโอกาสให้ประชาชนนำอาวุธปืนที่อยู่ในความครอบครองโดยไม่ถูกต้องหรือผิดระเบียบมอบคืนให้ทางราชการ โดยเฉพาะความพร้อมด้านสถานที่จัดเก็บ เนื่องจากหากมีการรับคืนอาวุธปืนเป็นจำนวนมาก อาจเกินขีดความสามารถของคลังที่มีอยู่ในปัจจุบัน

เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่า ขณะนี้มีแนวคิดจัดตั้งจุดรับมอบอาวุธปืนในสถานที่ที่มีความปลอดภัย เช่น สนามยิงปืน หรือพื้นที่เฉพาะ แทนการให้ประชาชนนำอาวุธปืนไปที่ว่าการอำเภอโดยตรง เพื่อลดความเสี่ยงระหว่างการเดินทางและอำนวยความสะดวกให้ประชาชน อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและยังไม่ได้กำหนดเป็นนโยบายอย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ ยังพบว่าพื้นที่คลังสำหรับจัดเก็บอาวุธปืนในปัจจุบันอาจไม่เพียงพอ หากมีการดำเนินมาตรการรับคืนอาวุธปืนในวงกว้าง จึงมีแนวคิดประสานขอความร่วมมือจากหน่วยงานทหาร เพื่อใช้สถานที่ที่มีความเหมาะสมสำหรับจัดเก็บอาวุธปืนเพิ่มเติม

ด้านการบริหารจัดการอาวุธปืนที่มีอยู่ ยังมีข้อเสนอให้พิจารณานำอาวุธปืนที่จัดเก็บในคลังและยังสามารถใช้งานได้ ไปใช้ประโยชน์กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง เช่น ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน หรือ ชรบ. ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ตลอดจนเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้และหน่วยงานที่ดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้เกิดประโยชน์จากอาวุธปืนที่มีอยู่ และลดความจำเป็นในการจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดซื้ออาวุธปืนใหม่

มท.2 สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ สแกน ‘ชาบัด’ เข้มข้น เอาผิดทุกฐานความผิดอย่างเด็ดขาด

25 กันยายน 2569 เวลา 15:17 น.

’มท.2‘ สั่ง ‘ผู้ว่าฯทั่วประเทศ’ เข้มเช็ค ‘ชาบัด’ ดู ‘ขออนุญาต – สถานที่ – นอมินี’ หากไม่เป็นไปตามกฎหมาย ต้องเอาผิดทุกฐานความผิดอย่างเด็ดขาด

วันที่ 25 กันยายน 2569 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย เปิดเผยถึงกรณีปรากฏข้อมูลการดำเนินกิจกรรมและการใช้ประโยชน์สถานที่ในลักษณะ “ชาบัด (Chabad)” ในหลายพื้นที่ ทั้งที่เปิดดำเนินการแล้วและอยู่ระหว่างการก่อสร้างว่า กรณีดังกล่าวยังมีประเด็นเชื่อมโยงการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว และการประกอบธุรกิจที่มีการใช้บุคคลหรือนิติบุคคลไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) เพื่อให้สามารถทำได้ถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงบทเรียนการขออนุญาตใช้อาคาร ซึ่งจำเป็นต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย และป้องกันพฤติการณ์หรือพฤติกรรม ที่อาจส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพของประชาชนตลอดจนถึงประโยชน์ของประเทศ

นายพลพีร์ กล่าวอีกว่า กระทรวงมหาดไทยจึงได้สั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ดำเนิน 3 มาตรการเข้ม เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว ได้แก่ 1. ให้กำกับและสั่งการฝ่ายปกครองในพื้นที่สำรวจตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับที่ตั้ง ผู้ครอบครองหรือผู้ใช้ประโยชน์ เจ้าของอาคาร/ที่ดิน ลักษณะการใช้ประโยชน์ และกิจกรรมที่ดำเนินการภายในสถานที่ ทั้งสถานที่ที่เปิดแล้ว ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และสถานที่ที่ใช้ชื่อหรือดำเนินกิจกรรมในลักษณะดังกล่าว โดยยึดข้อเท็จจริงและไม่กระทบต่อการประกอบศาสนกิจหรือสิทธิของบุคคคลตามที่กฎหมายรับรอง พร้อมทั้งจัดทำบัญชีข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน 2.ตรวจสอบการได้รับอนุญาตและการใช้ประโยชน์อาคาร โดยเฉพาะสถานที่ที่มีการก่อสร้างหรืออยู่ระหว่างการก่อสร้าง ว่ามีการขออนุญาตก่อสร้าง ดัดแปลงหรือใช้อาคาร แบบแปลน และประเภทการใช้ประโยชน์อาคาร ว่าตรงตามที่ได้รับอนุญาตหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบใบอนุญาตประกอบกิจการว่าถูกต้องครบถ้วนตรงตามที่ขออนุญาตหรือไม่ โดยหากไม่พบการขออนุญาต หรือไม่ได้ใช้ประโยชน์ตามที่ได้รับอนุญาต หรือมีการดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด

นายพลพีร์ กล่าวต่อว่า 3.หากพบข้อมูลหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว การจัดตั้งหรือดำเนินธุรกิจใช้บุคคล หรือนิติบุคคลเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว หรือการดำเนินการที่อาจไม่เป็นไปตามกฎหมาย ให้จังหวัดบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ บังคับใช้กฎหมายทุกฉบับที่เกี่ยวข้องให้เกิดผลเป็นรูปธรรม อย่างเด็ดขาด

‘ธนกร’ เผยชาวบ้านฝากขอบคุณนายกฯขยาย ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เมินฝ่ายค้านโหมโรงศึกซักฟอก

25 กันยายน 2569 เวลา 15:02 น.


“ธนกร” ลงพื้นที่สมุทรปราการรับฟังปัญหา เผยชาวบ้านฝากขอบคุณนายกฯ ขยาย “ไทยช่วยไทยพลัส” อีก 2 เดือน ชี้กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง เมินฝ่ายค้านโหมโรงศึกซักฟอก แจงเร่งผลักดันผลงานเพื่อชนะใจประชาชน ดีกว่าตอบโต้ทางการเมือง

นายธนกร วังบุญคงชนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ภายหลังลงพื้นที่วัดสำโรงเหนือ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการว่า การลงพื้นที่ในวันนี้ นอกจากมาร่วมงานทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันเกิดนายฐาปกรณ์ กุลเจริญ สส.เขต6 สมุทรปราการ พรรคภูมิใจไทย แล้วยังได้มีโอกาสได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกับพ่อค้าแม่ค้า รวมถึงประชาชนที่เดินทางมาจับจ่ายใช้สอย โดยพี่น้องประชาชนฝากขอบคุณนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ขยายโครงการไทยช่วยไทยพลัสออกไปอีก 2 เดือน และในอนาคตหากเป็นไปได้ก็อยากให้มีเฟสต่อไปอีก เพราะโครงการดังกล่าวเป็นการเติมกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจให้กับประเทศ และเมื่อนำมาผสมกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ยิ่งทำให้เกิดการหมุนของเงินได้อีกหลายรอบ ส่งผลให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ GDP โตขึ้นอย่างต่อเนื่องได้

“พี่น้องประชาชนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไทยช่วยไทยพลัสกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากทำให้เม็ดเงินลงไปถึงมือประชาชนอย่างแท้จริง ทำให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเมื่อประชาชนออกไปจับจ่ายใช้สอย ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคหรือของใช้ในชีวิตประจำวัน ที่สำคัญ เงินเหล่านี้ไหลเข้าสู่ร้านค้าขนาดเล็ก ร้านอาหาร ไปจนถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ดังนั้น เมื่อรัฐบาลช่วยให้ประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้น ร้านค้าก็ย่อมขายของได้มากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศได้เป็นอย่างดี” นายธนกร กล่าว

ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านพยายามโหมโรงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น นายธนกร กล่าวว่า แม้ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลจะเป็นกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตย แต่ก็ควรทำหน้าที่ให้สมกับที่เป็นฝ่ายค้านในสภาฯ ด้วย ไม่ใช่พยายามใช้เวทีนี้เพื่อขัดขวางการบริหารประเทศของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะมุ่งเน้นที่การขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปากท้องของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก เพื่อให้เห็นผลงานที่เป็นรูปธรรม มากกว่าการตอบโต้ทางการเมืองในสภาฯ รัฐบาลจะใช้เวทีสภาฯ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างสร้างสรรค์ ควบคู่กับการเร่งทำผลงานให้เป็นรูปธรรมเพื่อพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่า พรรคภูมิใจไทยพูดแล้วทำ

ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า นอกจากนายธนกรแล้วยังมีสส.อีกหลายคนร่วมลงพื้นที่ด้วยไม่ว่าจะเป็นสส.ฤทธิรงค์ ภูมิสวัสดิ์ มหาสารคาม เขต 1 สส.บูรฮันธ์ สะเม๊าะ ปัตตานี เขต 3 สส.อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ สงขลา เขต 6 อดีตสส.ศาสตรา ศรีปาน เขต2 สงขลา รวมไปถึงนางโสภา มีสัมฤทธิ์นายกเทศมนตรีเมืองลัดหลวง และนายสรรเกียรติ กุลเจริญ นายกเทศมนตรีเมืองปูเจ้าสมิงพราย

ซือแป๋มาแล้ว! ‘ปิยบุตร’ ปลุก ‘พลังก้าวหน้า’ แย่งชิง’พลังอนุรักษ์’ นิยาม’ระบอบสีน้ำเงิน’

25 กันยายน 2569 เวลา 13:40 น.

วันที่ 25 กันยายน 2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก” Piyabutr Saengkanokkul – ปิยบุตร แสงกนกกุล” ระบุว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” : การช่วงชิงความหมายของสองพลัง]

นับตั้งแต่นักยุทธศาสตร์และมันสมองของพรรคประชาชนได้คิดคำว่า ”ระบอบสีน้ำเงิน“ และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้เผยแพร่ข้อเขียนเกี่ยวกับ “ระบอบสีน้ำเงิน” ผ่านทางเพจของเขา จนถึงวันนี้ คำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ได้แพร่หลายไปทั่ว กลายเป็นคำที่ติดหูติดปากของคนทั่วไป บรรดานักการเมือง นักกิจกรรม และสื่อสารมวลชนได้นำไปใช้กันอย่างแพร่หลาย

ในแวดวงวิชาการ เริ่มมีความพยายามวิเคราะห์ ให้นิยาม และผ่านกระบวนการทำให้เป็นข้อความคิด (conceptualisation) ต่อคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” กันมากขึ้น

ผมมีความเห็นว่า เมื่อคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” แพร่หลายแล้ว เราจำเป็นต้องช่วงชิง สถาปนาความหมาย ของคำคำนี้ อย่าปล่อยให้คำคำนี้กลายเป็นคำดาดๆสามัญทั่วไป (banalisation) จนเกินไป จนใช้เรียกไปทั่ว เรียกอะไรก็ได้ เช่นกัน ต้องไม่ลดทอนคำว่าระบอบสีน้ำเงินให้เหลือเพียงพรรคการเมืองและนักการเมืองเท่านั้น

ณ เวลานี้ มีพลังคู่ (Dual Force) ที่ต่อต้านระบอบสีน้ำเงิน เป็นพลังคู่ที่ไม่ลงรอยกัน เป็นพลังคู่ขนานที่มีความคิดในแก่นสำคัญไม่ตรงกันนัก พลังคู่นั้น ได้แก่ พลังก้าวหน้า กับพลังอนุรักษ์นิยม

ทั้งพลังก้าวหน้าและพลังอนุรักษ์นิยม ต่างก็ไม่พอใจระบอบสีน้ำเงิน ในประเด็นการทุจริตคอร์รัปชั่น การกินรวบประเทศไทยผ่านวุฒิสภาและองค์กรอิสระต่างๆ ความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล นี่เป็น “จุดร่วม” ของทั้งสองพล้งนี้ แต่ “จุดต่าง” อยู่ที่การนิยามว่าระบอบสีน้ำเงิน คืออะไร

ในระหว่างที่ยังถกเถียงกันถึงนิยามของระบอบสีน้ำเงินกันอยู่นี้ ผมขอเสนอแนวคิดเพื่อให้พลังก้าวหน้านำไปพิจารณากันต่อไป ดังนี้

ระบอบสีน้ำเงิน ก่อร่างและดำเนินการด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ที่ทำหน้าที่เหมือนเครื่องจักรกลของระบอบ

หนึ่ง สหพันธ์เครือข่ายบ้านใหญ่แห่งประเทศไทย ภายใต้การอำนวยการของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ซึ่ง ณ เวลานี้ หน้าที่นี้ตกเป็นของพรรคภูมิใจไทย และในอนาคต อาจเป็นพรรคภูมิใจไทยต่อ หรือพรรคอื่นตามแต่ที่ชนชั้นนำเลือกสรร ก็เป็นได้

เครื่องจักรกลแรกนี้ทำหน้าที่รวบรวมสรรพกำลังเพื่อเอาชนะเลือกตั้ง ได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ด้วยวิธีการใดก็ได้ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้พรรคฝ่ายก้าวหน้าได้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล แสวงหา “ใบอนุญาตที่ 1” จากประชาชน เพื่อความชอบธรรมในการเข้าสู่อำนาจ

สอง วุฒิสภา องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ

เครื่องจักรกลที่สอง ทำหน้าที่ 3 ประการ

ประการแรก คุ้มครองและรับประกันการใช้อำนาจของรัฐบาลว่า ถูกต้องเสมอ อย่างไรก็ตาม อาจมีเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ต้องจัดการเล่นงานบรรดานักการเมืองบ้านใหญ่ในเครื่องจักรกลแรกอยู่บ้าง เพื่อมิให้แลดูน่าเกลียดจนเกินไป แต่อย่างไรเสียก็ไม่มีวันที่จะไปเล่นงานถึงหัวใจ แม่ทัพนายกอง จนทำให้รัฐบาลมีอันเป็นไปได้

ประการที่สอง กำจัดและปราบปรามพลังทางการเมืองฝ่ายก้าวหน้าที่ลุกขึ้นท้าทายระบอบ โดยใช้กระบวนการนิติสงคราม เช่น ยุบพรรค ตัดสิทธิ ปลดออกจากตำแหน่ง จับกุม คุมขัง ดำเนินคดีอาญา เป็นต้น

ประการที่สาม ปกป้องรัฐธรรมนูญ 2560 และกฎหมายสำคัญที่เป็นหมุดค้ำประกันระบอบ

สาม ระบบราชการและกองทัพ

เครื่องจักรกลที่สาม ทำหน้าที่เป็นกลไกในการทำงานปฏิบัติ โดยมีเส้นแบ่งที่ยอมรับกันและสมประโยชน์กันลงตัวระหว่าง “ฝ่ายราชการประจำ“ กับ ”ฝ่ายการเมือง“ ได้แก่ การกำหนดส่วนแบ่งผลประโชน์ทางเศรษฐกิจและตำแหน่ง การดำเนินการตามแนวนโยบายของเทคโนแครตราชการ และฝ่ายการเมืองไม่เข้าไปยุ่งกับ ”แดนหวงห้าม“ ของฝ่ายราชการและกองทัพ (เช่น นโยบายด้านความมั่นคง ชายแดน ตำแหน่งสำคัญในกองทัพ ตำรวจ และกระทรวงต่างๆ)

เมื่อตกลงถือปฏิบัติกันอย่างต่อเนื่อง ก็เกิดเป็นเส้นแบ่งที่ทั้งสองฝ่าย ”รู้กัน“ นานวันเข้า ก็กลายเป็น ”กฎ“ ไม่ว่าฝ่ายการเมืองจะเปลี่ยนหน้าตาเป็นใคร พรรคใด ก็ต้องอยู่ภายใต้ ”กฎ“ นี้ หากฝ่ายการเมืองละเมิดกฎนี้ ย่อมเสี่ยงมีอันเป็นไปในไม่ช้าได้ เช่นนี้เอง ทำให้แดนของฝ่ายการเมืองในการผลักดันแนวนโยบายของตนค่อยๆหดแคบลง จนฝ่ายการเมืองแปลงสภาพเป็น ”ฝ่ายประจำที่ลงเลือกตั้ง“

สี่ กลุ่มทุนผูกขาดขนาดใหญ่

เครื่องจักรกลที่สี่ ทำหน้าที่ให้การสนับสนุนทางเศรษฐกิจแก่เครื่องจักรกลที่หนึ่ง เพื่อแลกเปลี่ยนให้เครื่องจักรกลที่หนึ่งต้องไม่ดำเนินนโยบายที่กระทบกับกลุ่มทุนผูกขาดขนาดใหญ่เป็นอันขาด และไม่เพียงแต่ไม่กระทบเท่านั้น ในหลายกรณี ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินและโอกาสของประเทศ เข้าไปสนับสนุนให้กลุ่มทุนผูกขาดขนาดใหญ่ได้เปรียบ ได้รับการช่วยเหลือ ได้ผูกขาดทางเศรษฐกิจอีกต่อไปหลายรุ่น

อนึ่ง เครื่องจักรกลทั้งสี่นี้ ทำงานอย่างสอดรับประสานกัน แบ่งบทบาทกันเล่น แต่รวมศูนย์ขึ้นตรงต่อชนชั้นนำจารีตประเพณี ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของชนชั้นนำจารีตประเพณี (ขอใช้คำนี้ไปพลางก่อน) เพื่อรับประกันว่า จะไม่มีการท้าทายหรือต่อต้านชนชั้นนำจารีตประเพณีโดยเด็ดขาด

หากเครื่องจักรกลไหนหรือบางส่วนของเครื่องจักรกลไหนผิดพลาดบกพร่องอย่างร้ายแรง ฉาวโฉ่จนคนรับไม่ไหว ผู้กระทำการในเครื่องจักรกลนั้นหรือบางส่วนของเครื่องจักรกลนั้น ก็จำต้องสังเวยชีวิต ถูกกำจัดออกไป และสรรหาคัดเลือกผู้กระทำการรายใหม่หรือส่วนใหม่เข้ามาทำหน้าที่ในเครื่องจักรกลนั้นแทน แต่ทั้งหมดนี้ ไม่มีวันที่จะสาวไปถึงชนชั้นนำจารีตประเพณีผู้อุปถัมภ์และผู้กำกับของระบอบนี้ได้ ทุกอย่างจะถูก “ตัดตอน” ความรับผิดชอบอยู่ที่เครื่องจักรกลทั้งสี่เท่านั้น

ในสายตาของพลังอนุรักษ์นิยมแล้ว นิยามระบอบสีน้ำเงินให้เหลือแค่เครื่องจักรกลที่ 1 คือ สหพันธ์เครือข่ายบ้านใหญ่แห่งประเทศไทย ภายใต้การอำนวยการของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ส่วนเครื่องจักรกลที่ 2 นั้น พวกเขาก็อาจต่อสู้นับรวมเข้าด้วย แต่ไม่ได้ไปถึงขนาดตั้งคำถามถึงการดำรงอยู่ของเครื่องจักรกลที่ 2 พวกเขาลดทอนลงไปเหลือเพียงการโจมตีว่าเครื่องจักรกลที่ 1 กินรวบยึดเอาองค์กรเหล่านี้ไว้หมด ผ่านการแต่งตั้งคนเข้าไป เครื่องจักรกลที่ 2 ประเสริฐอยู่แล้ว แต่มาแปดเปื้อนด่างพร้อยเพราะพวกเครื่องจักรกลที่ 1 คิดชั่วร้าย เข้ามาครอบครอง ยึดเอาไปเป็นของตัว ดังนั้น ต้องจัดการเครื่องจักรกลที่ 1 ให้เด็ดขาด แล้วเครื่องจักรกลที่ 2 จะกลับมาดีดังเดิม

ในส่วนเครื่องจักรกลที่ 3 และ 4 นั้น พลังอนุรักษ์นิยม ก็อาจวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ้าง พอหอมปากหอมคอ แต่สุดท้ายก็จะพุ่งเป้ากลับไปที่เครื่องจักรกลที่ 1 อยู่ดี

ส่วนชนชั้นนำจารีตประเพณีผู้อุปถัมภ์เครื่องจักรทั้ง 4 และเป็นผู้กำกับระบอบ นั้น พลังฝ่ายอนุรักษ์นิยม จงใจเพิกเฉยหรือ ไม่นับรวมเข้ามาด้วย

หากการนิยามระบอบสีน้ำเงินเป็นไปตามแนวคิดของพลังอนุรักษ์นิยมแล้วล่ะก็ วันใดที่ระบอบสีน้ำเงิน (ในความหมายอย่างแคบ) ถูกโค่นล้มลงไปได้ ผลที่ตามมาก็คือ การกำจัดพรรคการเมืองและนักการเมืองกลุ่มหนึ่งออกไป แล้วได้พรรคการเมืองและนักการเมืองกลุ่มใหม่เข้าทำหน้าที่ในเครื่องจักรกลที่ 1 แทน หรือเลวร้ายไปกว่านั้น อาจเจอกับอำนาจนอกระบบอย่างคณะรัฐประหาร ออกโรงมาทำหน้าที่ในเครื่องจักรกลที่ 1 แทนชั่วคราว โดยที่เครื่องจักรกลที่ 2 3 และ 4 ก็ยังเป็นแบบเดิม ภายใต้การอุปถัมภ์และกำกับโดยชนชั้นนำจารีตประเพณีแบบเดิม และเราก็จะวนกลับมาสู่ปัญหาแบบเดิมอีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ในการต่อสู้ช่วงชิงนิยามของระบอบสีน้ำเงิน จึงต้องไม่ลดทอนการต่อสู้ไปอยู่ที่พรรคการเมืองและนักการเมืองที่ลงเลือกตั้งเท่านั้น เราต้องมองเห็นทั้งนักการเมืองสหพันธ์เครือข่ายบ้านใหญ่แห่งประเทศไทย ที่รับบทอยู่ฉากหน้า และต้องมองเห็นทั้งวุฒิสภา องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ กองทัพ ระบบราชการ และกลุ่มทุนผูกขาดขนาดใหญ่ ตลอดจนชนชั้นนำจารีตประเพณี ที่อยู่ฉากหลัง และค้นหาความแตกแยกและความตึงเครียดกันภายในระหว่างเครื่องจักรกลต่างๆ หรือระหว่างผู้เล่นในเครื่องจักรกลเดียวกัน

ใน “100 ปีแห่งความโดดเดี่ยว” นวนิยายอันเลื่องชื่อของ กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ เปิดฉากบรรยายไว้ว่า “โลกที่พึ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ยังไม่มีชื่อ และเพื่อจะพูดถึงสิ่งเหล่านั้น ก็จำต้องใช้วิธีชี้เอา”

การเมืองไทย สังคมไทย ยังมีพื้นที่อีกมากมายที่ยังไม่มีชื่อเรียก ยังมีพื้นที่อีกมากมายที่ถูกเรียกชื่อไปแล้ว แต่ก็อาจถูกเปลี่ยนได้

พื้นที่เหล่านี้ รอให้เราเข้าไปต่อสู้ทางความคิด เปิดโอกาสให้เราเข้าไปช่วงชิงสถาปนาความหมายใหม่
มนุษย์มีศักยภาพในการเข้าไปให้ชื่อแก่มันได้

มนุษย์มีศักยภาพในการสถาปนาความหมายใหม่ให้แก่มันได้

ดังนั้น พันธกิจของปัญญาชน คือ สังเกต วิเคราะห์ สร้างคำ ตั้งชื่อ ทำให้พร่าเลือน ทำให้แจ่มช้ด ช่วงชิงและสถาปนาความหมาย เพื่อให้สิ่งที่ปรากฏอยู่อย่างกระจัดกระจายและอยู่ตรงหน้าของมนุษย์ ได้กลายเป็น “คำ” มีชื่อเรียก เมื่อเรียกชื่อแล้ว เป็นที่เข้าใจโดยทั่วกันว่า ภายใต้ชื่อนั้น มันเป็นสิ่งที่เราต้องโค่นล้มทำลาย หรือมันเป็นสิ่งที่เราใฝ่ฝันถึงและมีแรงปรารถนาในการสร้างให้เกิดขึ้น

อย่าปล่อยให้ “ระบอบสีน้ำเงิน” กลายเป็นเพียงเรื่องสีของพรรคการเมืองที่ครองอำนาจเท่านั้น

เร่งทำงานทางความคิด ช่วงชิงการนิยามความหมาย ชี้ให้ตรงเป้า เชื้อเชิญพลังอนุรักษ์นิยม รวมทั้งพวกพลังเงียบ/พลังเฉย ให้เข้าใจและยอมรับถึงต้นตอของปัญหาที่แท้จริง ที่มากไปกว่าพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งที่สลับสับเปลี่ยน “ถูกเลือกใช้” ให้เป็นรัฐบาลเท่านั้น
ในช่วงยามวิกฤตนี้ ประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราจำเป็นต้องปฏิรูปขนานใหญ่ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและสัมพันธภาพทางอำนาจกันเสียใหม่ให้เอื้อต่อการปฏิรูปประเทศไทยขนานใหญ่ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้

สนธิ บุก กกต. จี้ทบทวน มติคดี ฮั้วสว. หวั่นองค์กรอิสระถูกครอบงำ

25 กันยายน 2569 เวลา 13:13 น.

เวลา 10.35 น. วันที่ 25 กันยายน 2569 ที่บริเวณหน้าประตู 1 ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อาคาร B ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ให้สัมภาษณว่าวันนี้มายื่นหนังสือแสดงเจตนารมณ์ถ้าไม่เห็นด้วยกับการลงมติของ กกต. เนื่องจากเห็นว่าเหตุผลของกกต.เสี่ยงข้างน้อยสองเสียงมีน้ำหนักมากกว่า กกต.เสียงข้างมาก 5 เสียง และสิ่งที่เห็นว่ามีพิรุธคือการที่ประธานกกต.ไม่ยอมพิจารณาโดยใช้มาตรา 62 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 ทำให้มีอิสระในการลงมติและไปผูกมัดว่าถ้ามีสิ่งที่ควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้น ต้องดำเนินการส่งให้ศาลฎีกาพิพากษา ซึ่งทางกลุ่มต้องการให้กกตมีความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ เพราะ กกต. 5 คน โดย 4 คนเป็น กกต.ที่ได้รับการเลือกจาก สว.ชุดปัจจุบัน ดังนั้นตนจึงไม่มีความน่าเชื่อถือต่อ กกต. 4 คน หาก กกต.ชี้ได้ถูกต้องจริงต้องมีมติ 7ต่อ 0 ไม่ใช่ 5 ต่อ 2

นอกจากนี้ทางกลุ่มได้มีการไลฟ์เพื่อเผยแพร่ข้อเท็จจริงให้กับประชาชนได้รับทราบ และเป็นการต่อสู้บนพื้นฐานความถูกต้องให้ประชาชนได้รับทราบ เพราะหากองค์กรอิสระ กรรมการองค์กรอิสระไม่มีความยุติธรรม ไม่มีศีลธรรม ไม่มีความกล้าหาญในการตัดสินใจ ก็เป็นการพิสูจน์ชัดเจนว่าองค์กรอิสระหรือ กกต.ถูกครอบงำโดยฝ่ายการเมือง

และหากจะมีการยุบสภาในวันพรุ่งนี้ และพรรคภูมิใจไทย พรรคสีน้ำเงิน ก็มีเงินมากกว่าชาวบ้าน  และยังมี สว.อยู่ ต่อให้ยุบกี่ครั้งก็กลับมาปกครอง โดยพรรคสีน้ำเงินต้องการยึดโยงข้อต่อต่างๆ ในการปกป้องตัวเอง ในการกระทำความผิด คาดว่าอีกไม่นาน กกต.ก็น่าจะเป็นของเขา

นายสนธิ ยังระบุว่าหากการเมืองเป็นเช่นนี้ต่อไป พรรคภูมิใจไทยจะยึดครององค์กรอิสระหมด ขณะที่ประชาชนที่ไม่พอใจหรือที่ว่ากระทำความผิดนั้น รัฐธรรมนูญบังคับจะต้องมีการร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน และผู้ตรวจการแผ่นดินก็จะต้องผ่าน สว. ก็สามารถใช้อำนาจในการเลือกผู้ตรวจการแผ่นดินของตัวเองได้ ก็จะทำให้การยื่นไปยังศาลฎีกาเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรมต่อสังคม และหากเรื่องไปถึง ป.ป.ช. ก็ยังสามารถถูกฟอกขาวได้เหมือนกรณีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ส่วนตัวเห็นว่าไม่ใช่การเมืองที่ถูกต้องที่ควรจะทำ และประชาชนไม่ได้รับความยุติธรรม

พร้อมย้ำว่าสิ่งที่กลุ่มพวกตนออกมาต่อสู้เพื่อให้ กกต.และองค์กรอิสระได้ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์และมีความกล้าหาญ และการที่ กกต. ใช้ดุลพินิจในการลงมติส่งเรื่องไปยังศาลเพียงแค่ 77 คนตนเห็นว่าเป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น เนื่องจากบิดเบือนความเห็นคณะอนุไต่สวนชุดที่ 26 แล้วไปใช้ความเห็นของชุดที่ 36 แทน ที่มีหนึ่งในคณะทำงาน มี ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล และหลังจากส่งสำนวนให้ กกต.แล้ว

ร.ต.อ.ปิยะ ก็ได้รับรางวัลจากพรรคภูมิใจไทยโดยการได้นั่งเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ DSI และยังได้รางวัลอีกหลายอย่าง จึงสามารถฟันธงได้เลยว่าคดีนี้จะต้องตกไป ถือเป็นวิธีการปกปิดความผิดด้วยการแต่งตั้งคนของตัวเองเข้าไปคุมเกมแต่ละจุด และเห็นว่าการวินิจฉัยของ กกต. ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้กับสังคม โดยจากผลโพลของนิด้า พบว่าประชาชนเกินร้อยละ 70 ไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าว

ส่วนในวันที่ 28 กันยายนนี้ ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีการวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด นายสนธิ กล่าวว่าส่วนตัวไม่กล้าเดา แต่ก็ไม่ไว้ใจ ต่อให้ยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ ส่วนตัวก็รู้สึกเฉยๆ เพราะวงจรอุบาทว์จะหมุนกลับมาอีก การเลือกตั้งใหม่ในลักษณะอำนาจนิยมเหมือนในขณะนี้ มีอยู่ 2-3 เรื่อง คือ เรื่องเงิน เมื่อเลือกตั้งแล้วต้องพึ่ง กกต. โดย กกตชุดนี้ยังอยู่ก็ต้องดูแลปกป้องพรรคสีน้ำเงิน และหากจะชี้มูลว่าพรรคสีน้ำเงินผิด ก็ยังมีป.ป.ช.ที่จะฟอกขาวให้อีก พร้อมขอฟันธงว่าวันนี้ นายทองเจือ ชาติกิจเจริญ กำลังจะเป็นผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบท้องถิ่น และหากเรื่องไปถึงป.ป.ช. ก็จะชี้มูลว่าไม่มีความผิด เหมือนกรณีนายศักดิ์สยาม เป็นการตัดตอนเป็นขั้นๆไป

ส่วนการเตรียมเดินทางไปที่หาดใหญ่, ภูเก็ต ,สุราษฎร์ธานี และ จ.นครศรีธรรมราช จะเป็นการให้ความรู้กับประชาชน ไปอธิบายให้เห็นว่าประเทศไทยวันนี้มีหลักนิติรัฐ นิติธรรมหรือไม่ เป็นการไปให้ปัญญา ให้ความรู้กับประชาชนยืนยันไม่ต้องการล้มรัฐบาล แต่ต้องการสร้างภูมิปัญญาให้ประชาชน ปลุกประชาชนให้ร่วมกันมาแสดงพลังเพื่อให้นักการเมืองเห็นว่าหลังจากนี้ประชาชนจะไม่ยอมพวกคุณอีกแล้ว อีกทั้งจะยุยงส่งเสริมว่าถ้าจำเป็นต้องรับเงินนักการเมืองก็รับมา แต่อย่าไปลงคะแนนเสียงให้ เป็นการให้ปัญญาคน ให้คนไม่ยอมแพ้และให้รู้ว่าพวกนักการเมืองคือพวกบ่อนทำลายประเทศชาติอย่างแท้จริง

อดีตขุนคลังยุค’ลุงตู่’ ‘สมหมาย ภาษี’ เปิด 4 สาเหตุหลัก ทำประเทศไทยโตช้า ชี้’คอรัปชั่น’มะเร็งร้าย

25 กันยายน 2569 เวลา 12:16 น.

วันที่ 25 กันยายน 2569 นายสมหมาย ภาษี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง “รู้ไหมว่าทำไมไทยจึงโตช้าและด้วยอัตราที่ต่ำกว่าเพื่อนๆตลอดมา”

ในช่วงตั้งแต่กลางเดือนกันยายนนี้ ทั้งเนเน่ รอยัล สาวไทยอายุเพียง 16 ปี นักร้องเพลงร็อกจากภูเก็ต เป็นคนไทยคนแรกที่คว้าแชมป์จากการประกวด America’s Got Talent และลิซ่า สาวไทยอายุ 29 ปี จากภาคอีสาน สมาชิกวง Black Pink ศิลปินและนักเต้นระดับโลกที่โด่งดังมาหลายปีแล้ว เมื่อไม่กี่วันมานี้ก็ได้นำส้มตำและอาหารไทยบางอย่างไปออกรายการ The Tonight Show Starring รายการที่ดังทั่วโลกที่สหรัฐอเมริกา พร้อมทั้งสอนพิธีกรชื่อดัง Jimmy Fallon พูดคำว่า “หมดแก้ว!”

สองสาวไทยต่างได้คว้าและทำสิ่งดีๆให้ประเทศที่รักยิ่งของเราเป็นที่ชื่นชมของคนค่อนโลกได้อย่างน่าทึ่ง ซึ่งผมคิดว่าคนไทยเราต่างก็รู้ดี และมีความปลาบปลื้มเป็นอย่างมากในความสามารถและความสำเร็จของทั้งสองคนในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

แต่ในช่วงระยะสั้นๆ ดังกล่าวนี้ เราคนไทยทั้งประเทศโดยเฉพาะผู้ที่ได้ติดตามการบริหารบ้านเมืองในระบอบประชาธิปไตย กลับมีอารมณ์ฮึดฮัดอึดอัดตามมาด้วยความห่อเหี่ยวจากการกระทำของนักการเมืองทุกเหล่าทุกประเภทในการบริหารบ้านเมืองให้เข้ามาอยู่ในมุมอับ มุมที่เหม็นคลุ้งด้วยกลิ่นคาวของการสร้างแต่อำนาจและคอร์รัปชันด้วยการบริหารประเทศที่หันเหห่างธรรมาภิบาลหรือทศพิธราชธรรมออกไปทุกทีของบรรดานักการเมืองทั้งหลาย นับตั้งแต่ ส.ส. ส.ว. ครม. และตลอดทั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่เป็นส่วนหัวของระบอบประชาธิปไตย

คนไทยจำนวนไม่น้อยขณะนี้เมื่อเจอหน้ากันก็อดที่จะส่ายหัวและถามซึ่งกันและกันว่าแล้วเราจะอยู่กันได้อย่างไร? ประเทศไทยเราจะโตได้อย่างไร ? เป็นต้น

วันนี้ผมจึงอยากขอนำเสนอความเห็นตามหัวข้อข้างต้นว่า ทำไมไทยเราถึงโตช้า ดังต่อไปนี้

ประการแรก เรื่องสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยโตช้าและต้วมเตี้ยมมาตลอดก็คือเรื่องการเมือง ถ้าดูให้ดีแล้วรัฐธรรมนูญแทบทุกฉบับของไทยที่ออกมาใช้ ไม่มีฉบับไหนที่สามารถควบคุม จัดระเบียบและพฤติกรรมของพรรคการเมืองและนักการเมืองให้ได้ใกล้เคียงประเทศอื่นเขา ยกตัวอย่างเรื่องที่เห็นในขณะนี้พรรคการเมือง

พรรคหนึ่งอยู่ข้างพรรคฝ่ายค้านมาร่วม 6 เดือนแล้ว นับตั้งแต่มีการเลือกตั้ง และรัฐบาลก็บริหารประเทศมาได้ประมาณ 6 เดือนเช่นกัน โดยรัฐบาลไม่ได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องการเมืองเลย แต่อยู่ๆ

พรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่อยู่ข้างฝ่ายค้านก็ออกอาการที่จะแยกตัวจากพรรคฝ่ายค้านไปเป็นพรรคที่สนับสนุนรัฐบาลอย่างชัดแจ้ง นี่เป็นตัวอย่างสดๆร้อนๆ ที่บอกให้ประชาชนรู้ว่าทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องที่มีอยู่ก็ไม่สามารถนำทางและกับกำดูแลให้

พรรคการเมืองและนักการเมืองของไทยกระทำในสิ่งที่ถูกต้องตามครรลองของการเมืองระบอบประชาธิปไตยที่ควรจะเป็นของประเทศที่ได้มีการพัฒนาในระดับหนึ่งแล้ว กล่าวได้ว่าการเมืองของไทยยังอยู่ในระนาบที่สูงกว่ากัมพูชาและเมียนมาร์แค่หน่อยเดียวเท่านั้น

ประการที่สอง ในเรื่องของความเป็นไทย ทั้งรัฐบาลและข้าราชการไม่ได้บริหารงานและทำงาน โดยเห็นคุณค่าของเวลา คือโครงการไหนจะเสร็จช้าแค่ไหนก็ช่าง ซึ่งทำเหมือนไม่รู้ว่าเวลาที่ระบบจักรวาลได้กำหนดให้กับมนุษย์ วันหนึ่งๆ มี 24 ชั่วโมงเท่ากัน เมื่อคนชาติหนึ่งทำงานช้าและอืดอาดเป็นอาจินอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว เมื่อเทียบกับคนอีกชาติหนึ่งที่ทำงานอะไรก็เร็วหมด แล้วอย่างนี้ประเทศเราจะไม่โตช้าได้อย่างไร ความเร็วคือสิ่งสำคัญยิ่งของการเจริญเติบโต

ประการที่สาม เป็นเรื่องของการมีกฎหมายและการวางระเบียบหรือกฎเกณฑ์ต่างๆของรัฐบาลไทย ที่มีลักษณะผูกพันหรือป้องกันอย่างหนาแน่นเกินไป แต่ขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้มีการเบี่ยงเบนได้มาก ซึ่งทำให้คนไทยที่คนโบราณเชื่อว่าเป็นลูกหลานของศรีธนญชัย สามารถนำกฎหมายไปใช้ในทางที่ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์หรือบริบทได้มาก โดยเฉพาะนักการเมืองไทยที่ส่วนใหญ่มาจากนักกฎหมาย การพยายามเบี่ยงเบนตัวบทกฎหมายนี้เป็นตัวถ่วงอย่างมากที่คอยฉุดรั้งไม่ให้ประเทศเดินหน้าเร็วได้

ประการที่สี่ สุดท้ายที่ไม่อยากจะเอ่ยถึง คือเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันซึ่งแต่ก่อนยังไม่ค่อยดกดื่นมากเหมือนปัจจุบัน แต่คนไทยที่อายุยืนหน่อยคงจะทราบว่ารัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 11 ในช่วงกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 – ธันวาคม พ.ศ. 2506 รวม 4 ปี 10 เดือน ท่านนายกรัฐมนตรีท่านนี้ได้ตำแหน่งผู้นำประเทศด้วยการทำรัฐประหาร แล้วบริหารประเทศเชิงเผด็จการแบบข้าขอรับผิดชอบแต่ผู้เดียว แต่ได้ทำการปฏิรูปประเทศไทยในหลายเรื่อง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและองคาพยพของหน่วยราชการ ช่วงนั้นธนาคารโลกได้เข้ามาสนับสนุนประเทศไทย ในภาคราชการก็มีการดึงคนเก่งเข้ามาช่วยมาก เช่น ท่านอาจารย์ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นต้น

จากนั้นก็มาถึงยุคนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย ก็มีเค้ารางให้รู้เห็นมากมายบ่งบอกว่าประเทศไทยยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนเพื่อขจัดการคอร์รัปชันของประเทศแต่อย่างใด ตรงกันข้ามดูเหมือนว่าพรรคใหญ่ที่กุมบังเหียนการบริหารประเทศอยู่กำลังใช้อำนาจบาตรใหญ่อย่างสบายใจ บริหารในลักษณะปฏิรูประบบบริหารราชการไทยที่มีลักษณะเป็นเป็ดง่อยให้ดูดีมีกำลังวังชาขึ้น แต่สิ่งที่รัฐบาลคิดว่าทำดีด้วยการแกว่งไกวดาบอยู่นั้น สังคมส่วนหนึ่งกลับเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ได้มุ่งให้ราชการดีขึ้น แต่เป็นการเอื้อพลพรรคของรัฐบาลเสียมากกว่า แล้วก็มีผลสะท้อนให้ประชาชนส่วนใหญ่แทนที่จะสดชื่นรื่นเริง กลับมีอาการเหงาหงอยหดหู่ให้เห็น

จากช่วงนายกรัฐมนตรีคนที่ 11 ในปี 2502 ถึงปีนี้ 2569 กว่า 67 ปีที่ผ่านมามีนายกรัฐมนตรี 21 ​คน แต่มีรัฐบาลที่ไม่มีกลิ่นของการคอร์รัปชันน้อยรายมาก ตัวอย่างรัฐบาลดีๆ เช่น รัฐบาลของท่านพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ รัฐบาลของท่านอานันท์ ปันยารชุน และรัฐบาลท่านพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นต้น

โดยสรุปที่พูดมา 4 เรื่อง เรื่องคอร์รัปชันนี้คงเป็นมะเร็งร้ายที่รักษายากที่สุดของประเทศไทย รออีก 20 ปี ก็ไม่คิดว่าคนไทยจะเห็นแสงสว่างจากปากอุโมงค์

‘อนุทิน’ เปิดเกมรุกดีล Google สานต่อ 3.6 หมื่นล้าน ปั้นไทยฐานดิจิทัล สร้างงานใหม่นับแสนตำแหน่ง

25 กันยายน 2569 เวลา 12:14 น.

การเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นอกจากภารกิจบนเวทีสหประชาชาติและการพบปะนักลงทุนแล้ว ยังมีภารกิจสำคัญด้านเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 นายกรัฐมนตรีเดินทางไปพบผู้บริหาร Google ที่นครนิวยอร์ก เพื่อหารือความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI

การพบกันครั้งนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ เพราะ Google ได้ประกาศลงทุนในประเทศไทยไปแล้วตั้งแต่ปี 2567 มูลค่าประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.6 หมื่นล้านบาท เพื่อพัฒนา Data Center ในจังหวัดชลบุรี และ Google Cloud Region ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลครั้งสำคัญ และเป็น Data Center แห่งแรกของ Google ในประเทศไทย

อนุทิน ชาญวีรกูล

ในครั้งนั้น Google ระบุว่า จากการศึกษาของ Deloitte การลงทุนดังกล่าวคาดว่าจะเพิ่ม GDP ไทยประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2572 และสนับสนุนการจ้างงานเฉลี่ย 14,000 ตำแหน่งต่อปี ระหว่างปี 2568-2572 โดยเป็นการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากโครงการ ไม่ใช่จำนวนพนักงานที่ Google จ้างโดยตรง

ต่อมาในเดือนมกราคม 2569 Google Cloud เปิดใช้งาน Cloud Region แห่งใหม่ในกรุงเทพฯ อย่างเป็นทางการ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการลงทุนดังกล่าว โดย Google ระบุว่า Bangkok Cloud Region คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยประมาณ 1.4 ล้านล้านบาทในช่วง 5 ปี และสนับสนุนการจ้างงานเฉลี่ย 130,000 ตำแหน่งต่อปีซึ่งเป็นการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจของ Cloud Region ไม่ใช่จำนวนคนที่ Google จะจ้างโดยตรง

อนุทิน ชาญวีรกูล

ดังนั้น การที่นายกรัฐมนตรีอนุทินเดินทางไปพบ Google ในสหรัฐฯ รอบนี้ จึงมีความหมายมากกว่าการเชิญชวนให้บริษัทเข้ามาลงทุน แต่เป็นการ ต่อยอดจากการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ไปสู่การใช้ประโยชน์จาก Cloud และ AI ในระบบเศรษฐกิจไทย

รัฐบาลไทยระบุว่า การหารือกับผู้บริหาร Google ให้ความสำคัญกับ AI โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลและ AI ของคนไทย รวมถึงการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก

อนุทิน ชาญวีรกูล

ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียง Data Center ที่ชลบุรี หรือ Cloud Region ในกรุงเทพฯ แต่คือการทำให้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้กลายเป็นฐานสำหรับ เศรษฐกิจ AI

ภาคธุรกิจ หน่วยงานรัฐ สถาบันการเงิน โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย รวมถึงสตาร์ตอัป สามารถนำ Cloud และ AI มาใช้ประมวลผลข้อมูล พัฒนาบริการใหม่ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยการมีโครงสร้างพื้นฐานอยู่ในประเทศยังช่วยตอบโจทย์เรื่องความเร็ว ความปลอดภัย และข้อกำหนดด้านข้อมูล

อนุทิน ชาญวีรกูล

ขณะเดียวกัน Google ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร โดยมีความร่วมมือด้านการฝึกทักษะดิจิทัลและ AI รวมถึงแนวคิดการจัดตั้ง Open Data Institute เพื่อพัฒนาทักษะคนไทยและเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปเข้าถึงองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีมากขึ้น

ภาพที่เกิดขึ้นจึงเป็นเส้นทางต่อเนื่องจาก เงินลงทุน → Data Center → Cloud → AI → บุคลากรและธุรกิจดิจิทัล

อนุทิน ชาญวีรกูล

และนี่คือความสำคัญของการพบ Google ของนายกรัฐมนตรีในสหรัฐฯ เพราะการลงทุน 1,000 ล้านดอลลาร์ที่ประกาศไว้เมื่อ 2 ปีก่อน กำลังถูกต่อยอดไปสู่ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและการพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลในประเทศไทย

สำหรับไทย โจทย์จากนี้จึงไม่ใช่เพียงการดึงบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามาลงทุน แต่คือการทำให้ คนไทย ธุรกิจไทย และสตาร์ตอัพไทย สามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐาน Cloud และ AI ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างมูลค่าและธุรกิจใหม่ในประเทศ

อนุทิน ชาญวีรกูล

เพราะ Data Center เป็นเพียงจุดเริ่มต้น จาก Cloud สู่ AI และจาก AI สู่เศรษฐกิจดิจิทัล หากประเทศไทยสามารถต่อยอดเงินลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และองค์ความรู้จากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกให้เกิดประโยชน์กับภาคธุรกิจและกำลังคนได้เต็มศักยภาพ การลงทุนของ Google ก็จะมีความหมายมากกว่าเม็ดเงิน 3.6 หมื่นล้านบาท และอาจกลายเป็นอีกหนึ่งฐานสำคัญของการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ยุคดิจิทัลในอนาคต

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เพจเฟซบุ๊ก ไทยคู่ฟ้า, เพจเฟซบุ๊ก Thailand FACT Today

‘รัดเกล้า-การดี’ รับหนังสือเครือข่ายองค์กรสวัสดิภาพสัตว์ ‘โรเจอร์’ ชี้กฎหมาย 12 ปี ไม่ทันโลก

25 กันยายน 2569 เวลา 10:43 น.

วันนี้ 25 กันยายน 2569 พรรคประชาธิปัตย์ โดย นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รับหนังสือจากเครือข่ายองค์กรสวัสดิภาพสัตว์ เพื่อเรียกร้องให้มีการปรับปรุงแก้ไข พระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและมาตรฐานสากล

นายโรเจอร์ โลหะนันท์ จากสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย และตัวแทนเครือข่ายองค์กรสวัสดิภาพสัตว์ กล่าวว่า กฎหมายฉบับดังกล่าวใช้มานานกว่า 12 ปี ขณะที่สถานการณ์ด้านสวัสดิภาพสัตว์เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ทั้งการซื้อขายสัตว์ผ่านช่องทางออนไลน์ การเคลื่อนย้ายสัตว์ข้ามประเทศ การท่องเที่ยว การค้าสัตว์พิเศษ ตลอดจนปัญหาสัตว์ในธรรมชาติและการช่วยเหลือสัตว์ในสถานการณ์ภัยพิบัติ

พรรคประชาธิปัตย์

นายโรเจอร์กล่าวว่า ปัญหาสำคัญของกฎหมายปัจจุบันคือความไม่ชัดเจนทั้งในเรื่องนิยาม องค์ประกอบของกลไกที่เกี่ยวข้อง และการบังคับใช้ ส่งผลให้เกิดการตีความแตกต่างกันระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคธุรกิจ รวมถึงทำให้การดำเนินคดีเกี่ยวกับการทารุณกรรมสัตว์ยังมีข้อจำกัด

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องกฎหมายลำดับรองที่จำเป็นต่อการบังคับใช้กฎหมายอีกหลายเรื่องที่ยังไม่สามารถจัดทำให้เกิดระบบที่ชัดเจนได้ เช่น การจัดการสัตว์ที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติ สัตว์ดุร้าย สัตว์เพื่อการจัดแสดง สถานสงเคราะห์ และการขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยง ส่งผลให้ท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขาดแนวทางมาตรฐานในการจัดการปัญหาสัตว์เลี้ยงและสัตว์จรจัด

พรรคประชาธิปัตย์

“กฎหมายที่ดีต้องทำให้ทุกฝ่ายรู้ว่าต้องทำอะไร และเจ้าหน้าที่ต้องสามารถบังคับใช้ได้จริง หากกฎหมายไม่ชัดเจน ก็จะเกิดทั้งความสับสนและข้อพิพาทระหว่างรัฐ ประชาชน และภาคธุรกิจ” นายโรเจอร์กล่าว พร้อมเรียกร้องให้รัฐสภาเร่งพิจารณาปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

ด้าน นางสาวศิริขวัญ นิลกรรณ์ หรือ “ทนายเปิ้ล” รองผู้อำนวยการศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ Blue House (บลูเฮาส์) ของพรรคประชาธิปัตย์ และกรรมการมูลนิธิองค์กรทำดี กล่าวว่า กฎหมายปัจจุบันยังมีช่องว่างหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องนิยามและขอบเขตของการคุ้มครอง ซึ่งควรพิจารณาให้ครอบคลุมสัตว์ในธรรมชาติอย่างเหมาะสม รวมถึงควรทบทวนข้อห้ามและข้อยกเว้นเกี่ยวกับการกระทำต่อสัตว์ให้มีความชัดเจนและเหมาะสมกับบริบทปัจจุบัน

พรรคประชาธิปัตย์

ทนายเปิ้ลเสนอว่า ควรพัฒนากลไกเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านสัตว์โดยเฉพาะ เพื่อรับเรื่องร้องเรียน สนับสนุนการลงพื้นที่ และช่วยในกระบวนการสืบสวนสอบสวนคดีเกี่ยวกับสัตว์ เนื่องจากปัจจุบันคดีจำนวนหนึ่งยังประสบข้อจำกัดด้านบุคลากรและความเชี่ยวชาญ

นอกจากนี้ ควรมีมาตรการที่ชัดเจนในการจัดการกรณีสัตว์ถูกทอดทิ้งหรือไม่มีผู้ดูแล รวมถึงทบทวนเรื่องบทลงโทษให้เหมาะสมกับลักษณะและความรุนแรงของการกระทำผิด เพื่อให้กฎหมายสามารถป้องกันการกระทำผิดซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปชป.

ด้าน นางรัดเกล้า กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์รับฟังข้อเสนอจากภาคประชาชนและองค์กรสวัสดิภาพสัตว์ และเห็นว่าการปรับปรุงกฎหมายเรื่องนี้ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับการคุ้มครองสัตว์เท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับการบังคับใช้กฎหมาย เศรษฐกิจ การประกอบอาชีพ ความปลอดภัยของประชาชน และมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศ

“การคุ้มครองสัตว์ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องของคนรักสัตว์เพียงกลุ่มเดียว แต่เป็นเรื่องของระบบกฎหมายและการจัดการของประเทศ กฎหมายต้องชัดเจนพอที่จะทำให้ประชาชนรู้ว่าต้องปฏิบัติอย่างไร เจ้าหน้าที่รู้ว่าต้องบังคับใช้อย่างไร และภาคธุรกิจสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสม”

นางรัดเกล้ากล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมนำข้อเสนอจากภาคประชาชนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในฝ่ายนิติบัญญัติ โดยควรเปิดให้ภาครัฐ ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบกฎหมาย เพื่อให้เกิดกฎหมายที่มีความชัดเจน ทันสมัย และสามารถบังคับใช้ได้จริง

ทั้งนี้ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ได้เชิญชวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทุกพรรคการเมืองร่วมกันผลักดันการปรับปรุงกฎหมาย เพื่อให้ประเทศไทยมีกลไกด้านสวัสดิภาพสัตว์ที่เหมาะสมกับบริบทปัจจุบัน และสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองสัตว์ สิทธิของประชาชน และการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

‘กุลวลี’ ยืนข้างชาวบ้าน ลั่น ‘น้ำกินน้ำใช้ ไฟในบ้าน ต้องมาก่อน’ เสนอ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ สร้างโรงไฟฟ้าใช้เอง

25 กันยายน 2569 เวลา 10:35 น.

“กุลวลี” ยืนข้างชาวบ้าน “น้ำกินน้ำใช้ ไฟในบ้าน ต้องมาก่อน” จี้ทำ EIA สร้างความมั่นใจให้ประชาชน เสนอ Data Center สร้างโรงไฟฟ้าใช้เอง

นางสาวกุลวลี นพอมรบดีประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ได้เรียกหน่วยงานรัฐมาชี้แจงกรณีการเข้ามาตั้ง “ศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่” หรือ Data Center ในประเทศไทย หลังชาวบ้านหลายพื้นที่กังวลว่าจะถูกแย่งน้ำ แย่งไฟ และต้องจ่ายค่าน้ำค่าไฟแพงขึ้น เนื่องจาก Data Center เป็นอาคารที่เก็บเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนมหาศาล เปิดทำงานทั้งวันทั้งคืน จึงกินไฟมากและต้องใช้น้ำจำนวนมากหล่อเย็นไม่ให้เครื่องร้อนเกินไป

นางสาวกุลวลี กล่าวว่า ทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ระบุในที่ประชุมว่า ขณะนี้มีโครงการยื่นขอใช้ไฟแล้ว 113 โครงการทั่วประเทศ รวม 31,751 เมกะวัตต์ ขณะที่ไฟฟ้าที่คนไทยทั้งประเทศใช้สูงสุดพร้อมกันในวันที่ร้อนที่สุดอยู่ที่ราว 36,000 เมกะวัตต์เท่านั้น เมื่อคัดคำขอที่ซ้ำซ้อนออก เหลือความต้องการจริงราว 20,220 เมกะวัตต์ โดยร้อยละ 87 หรือ 47 โครงการ กระจุกในภาคตะวันออก แต่ปัจจุบันจัดสรรไฟให้ได้เพียง 3,817 เมกะวัตต์ และเซ็นสัญญาแล้ว 2,636 เมกะวัตต์ หากจะรับทุกโครงการ ต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มอีก 6,000–10,000 เมกะวัตต์ภายใน 5 ปี ขณะนี้ สกพอ. จึงตั้งเพดานรับในภาคตะวันออกไว้ไม่เกิน 10,000 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ทาง สกพอ.ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุผลหนึ่งที่ทุนต่างชาติแห่มาตั้งในไทย เพราะรู้ว่าไทยมีไฟฟ้าสำรองเหลือมาก โดยกำลังผลิตติดตั้งของไทยอยู่ที่ราว 50,000 เมกะวัตต์ แต่ใช้จริงสูงสุดราว 36,000 เมกะวัตต์ เท่ากับมีไฟเหลือเกือบ 40% ขณะที่หลายประเทศ เช่น จีน ไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อการขยายตัวของธุรกิจนี้ แต่นี่คือความเสี่ยงที่ต้องคิดให้รอบคอบ หากวันหนึ่งจีนหรือประเทศอื่นสร้างโรงไฟฟ้าได้เพียงพอแล้ว ธุรกิจเหล่านี้ก็อาจย้ายกลับไป และหากถึงตอนนั้นไทยลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ไปหลายพันเมกะวัตต์แล้ว เราจะเหลือไฟฟ้าส่วนเกินมหาศาลที่ไม่มีคนใช้ ซึ่งภาระค่าก่อสร้างจะตกอยู่กับประชาชนผ่านบิลค่าไฟไปอีกหลายสิบปี ดังนั้นคณะกรรมาธิการจึงเห็นว่า โครงการขนาดใหญ่ควรลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าของตนเอง เพื่อไม่ให้เป็นภาระของรัฐและประชาชน ซึ่งเริ่มมีความเป็นไปได้จริง เพราะ สกพอ. ได้วางแผนให้โครงการในพื้นที่ที่ดูแลใช้ไฟจากพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมระบบกักเก็บของตัวเองรวม 800 เมกะวัตต์

ขณะที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้รายงานว่า แม้สร้างแหล่งน้ำตามแผนครบทุกโครงการ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ก็ยังจะขาดน้ำราว 318 ล้านลูกบาศก์เมตรในปี 2575 และเพิ่มเป็น 492 ล้านลูกบาศก์เมตรในปี 2580 ขณะที่แผนพัฒนาแหล่งน้ำ 39 โครงการ ทำเสร็จเพียง 19 โครงการ อีก 16 โครงการยังไม่ได้เริ่ม หากศูนย์ Data Center เข้ามาเต็มเพดาน จะต้องใช้น้ำวันละราว 330,000 ลูกบาศก์เมตร เทียบเท่าน้ำประปาที่คนเป็นล้านคนใช้ในหนึ่งวัน สทนช. จึงเสนอหลักการว่า พื้นที่ไหนน้ำไม่พอ ก็ไม่ควรให้ตั้งศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งทาง สกพอ. ได้เสนอแนวทางที่น่าสนใจ คือการนำน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดแล้วจากชุมชนและโรงแรม กลับมาใช้ระบายความร้อนของศูนย์ข้อมูลได้ โดยวางแผนไว้ถึงวันละ 120,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะช่วยลดการดึงน้ำประปาที่ชาวบ้านใช้อยู่ได้อย่างมาก คณะกรรมาธิการเห็นว่าแนวทางนี้ควรกำหนดเป็นเงื่อนไขบังคับ ไม่ใช่ทางเลือกตามความสมัครใจ พร้อมกันนี้ สทนช. ยังชี้ว่าระบบทำความเย็นแบบเก่ากินน้ำมากกว่าระบบหมุนเวียนถึง 10 เท่ากฎหมายตามไม่ทัน ไม่มีเจ้าภาพ ชาวบ้านจึงไม่มั่นใจ

นางสาวกุลวลี กล่าวว่า ประเด็นที่คณะกรรมาธิการห่วงมากที่สุดคือ ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพดูแลกิจการนี้โดยตรง กฎเกณฑ์ที่ใช้อยู่เป็นเพียงระเบียบปลีกย่อยที่หยิบมาจากกฎหมายหลายฉบับ เพราะกฎหมายยังตามเทคโนโลยีไม่ทัน ผลคืออาคารเหล่านี้ถูกนับเป็นเพียง “โกดัง” ไม่ต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA และไม่ต้องรับฟังความเห็นชาวบ้านก่อนสร้าง แม้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ชี้แจงว่าขณะนี้ยังไม่มีระเบียบรองรับให้กิจการประเภทนี้ต้องทำ EIA แต่คณะกรรมาธิการเห็นว่า สผ. ควรทบทวนแนวทางและกำหนดให้ต้องจัดทำ EIA เพราะทุกวันนี้ประชาชนขาดความมั่นใจ ไม่รู้ว่าอาคารที่มาตั้งข้างบ้านจะใช้น้ำใช้ไฟเท่าไร จะมีเสียง ความร้อน หรือความเสี่ยงจากน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองหรือไม่ การมี EIA จะเป็นเวทีให้ชาวบ้านได้รับข้อมูลและแสดงความเห็นอย่างเป็นทางการค่าน้ำค่าไฟต้องไม่มาลงที่ชาวบ้าน

นางสาวกุลวลี กล่าวว่า ทางการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ระบุว่าน้ำที่จ่ายให้ศูนย์ Data Center จะเพิ่มจากวันละ 6,520 ลูกบาศก์เมตรในปีนี้ เป็นกว่า 63,000 ลูกบาศก์เมตรในปีหน้า หรือเกือบ 10 เท่าในปีเดียว พร้อมยอมรับว่าค่าน้ำที่เก็บอยู่ยังไม่ได้คิดรวมความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและโอกาสที่เกษตรกรต้องเสียไป จึงกำลังเสนออัตราใหม่เฉพาะกลุ่มนี้ คาดเริ่มใช้ราวเดือนพฤศจิกายน ส่วนการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) รายงานว่าในกรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ มีศูนย์ Data Center 24 โครงการ พร้อมยืนยันว่าหากต้องขยายระบบไฟเพื่อรองรับโครงการเหล่านี้โดยเฉพาะ จะเก็บเงินจากเจ้าของโครงการเอง ไม่ผลักมาเป็นภาระผู้ใช้ไฟรายอื่น

นางสาวกุลวลี กล่าวว่า สิ่งที่คณะกรรมาธิการจะผลักดันให้ประชาชนต่อไป คือ 1.ให้โครงการขนาดใหญ่ลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใช้เอง ไม่ควรมาพึ่งไฟของรัฐที่ประชาชนร่วมจ่ายอยู่ 2.ไม่ลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เกินความจำเป็น เพื่อไม่ให้เหลือไฟส่วนเกินที่ประชาชนต้องแบก หากนักลงทุนถอนตัวกลับประเทศ 3.กำหนดให้ต้องจัดทำ EIA เพื่อให้ชาวบ้านได้รับข้อมูลและมีสิทธิ์แสดงความเห็นก่อนสร้างตั้งเจ้าภาพดูแลกิจการนี้โดยตรง และเร่งออกกฎหมายให้ทันกับเทคโนโลยี

4.บังคับใช้น้ำเสียที่บำบัดแล้วและระบบหมุนเวียนน้ำ แทนการดึงน้ำประปาที่ชาวบ้านใช้ และ5.เร่งสร้างแหล่งน้ำในภาคตะวันออกที่ค้างอยู่ 16 โครงการ ให้ชาวบ้านและเกษตรกรมีน้ำใช้ก่อน ซึ่งคณะกรรมาธิการจะเร่งรวบรวมข้อมูลทั้งหมด ส่งให้คณะกรรมการระดับชาติที่ดูแลเรื่องนี้ ก่อนที่รัฐบาลจะออกกฎควบคุมฉบับใหม่

มาแล้ว! สนธิ นำทัพ รวมพลังแผ่นดินฯ บุก กกต. (ประมวลภาพ)

25 กันยายน 2569 เวลา 10:25 น.

วันที่ 25 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรานงานบรรยากาศการชุมนุมของกลุ่ม “รวมพลังแผ่นดิน เอาประเทศไทยของเราคืนมา” ที่นำโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล ร่วมกับเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ที่ มีการนัดรวมตัวกันที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) บริเวณศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ